The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการ Proceeding 61 ปี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ntknight478, 2022-01-20 03:23:39

หนังสือรวมบทความ Proceedings สถาปนาคณะ 61 ปี

รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการ Proceeding 61 ปี

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 61

ความซับซ้อนและทฤษฎกี ารเปลย่ี นแปลงทางสังคมในโครงการพฒั นา
Complexity and Theory of Change in Development Project

วรี บรู ณ์ วสิ ารทสกลุ 1
Weeraboon Wisartasakul2

Abstract
The overarching aim of this article is to provide an in-depth understanding of the complexity and
theory of change as a conceptual framework and causal pathwayin order to better understandthe project
development phase and implementation phrase.The first section of this articlepoints out that the failure
ofthe social developmentprojects due to lack of concernof social practitioners on social problem
complexity and dynamicity. Furthermore they always are not illustrate the theories of change that they
applied in their projects. Sowhen the projects end, they cannotexplain how changes happen (or not
happen) and why?forretrospect and improve thosetheories.Finallythe social theories in Thai context
cannot be developed. And the left of the article will present in detail of the complexity and theory of
change models and the application them into the social development project.

บทคดั ย่อ
ความซับซ้อนและทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงนั้น ถือเป็นกรอบคิดและกรอบการทางานพื้นฐานที่โครงการพัฒนาทุกๆ
โครงการต้องมี เนอื่ งจากจะเป็นหลักประกันว่าการใช้เงินสาธารณะเพ่ือลงทุนในโครงการพัฒนาน้ัน ได้ผ่านการวิเคราะห์และ
การใชค้ วามรูเ้ พอ่ื การทางานอย่างเข้มขน้ มาแล้ว แตโ่ ดยข้อเท็จจรงิ กลับพบว่า โครงการพฒั นาด้านสงั คมจานวนมาก (ซึ่งหมาย
รวมถึงผปู้ ฏิบตั งิ านทางสังคมด้วย) ยงั ขาดความตระหนักท่จี ะคานงึ ถึงเรือ่ งความซับซ้อนและความเป็นพลวัตรของสถานการณ์
ปัญหา ความหลากหลายของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และรวมถึงตัวโครงการเอง อีกท้ังยังไม่ได้ตระหนักต่อการนาความรู้ในทฤษฎี
การเปลี่ยนแปลงมาใช้ในการออกแบบโครงการพัฒนาหรือนามาใช้เพ่ือการอธิบายการเปล่ียนแปลงที่โครงการมีส่วนทาให้
เกดิ ขน้ึ ซ่ึงทาให้มีข้อจากัดที่จะยกระดบั ความรจู้ ากการปฏิบัติงาน รวมถึงการพัฒนาทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมสาหรับ
สังคมไทยอยู่มาก ซ่ึงในบทความได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาดังกล่าวและได้เสนอตัวแบบความรู้เรื่องความซับซ้อนและทฤษฎีการ
เปล่ียนแปลงและตวั อยา่ งเพ่ือประยกุ ตใ์ ช้ในโครงการพัฒนา

บทนา
บทความนม้ี จี ุดประสงค์เพ่ือชี้ให้เห็น เหตุผลและข้อจากดั ของโครงการพัฒนาและปฏิบัติการทางสังคมจานวนมากที่

ไม่ได้ตระหนักต่อการใช้ความรู้ในเรื่อง “ความซับซ้อน” เพ่ือทาความเข้าใจกับสถานการณ์ปัญหา ซ่ึงปัจจุบันปัญหาสังคมมี
ลักษณะท่ีมีความซับซ้อนสูง เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลาย ประเด็นปัญหาเช่ือมโยงไปกับประเด็นอ่ืนๆ ท้ังใน
ระดับจุลภาคและมหภาค เป็นต้น อีกท้ังโครงการพัฒนาจานวนมากยังไม่ได้ให้ความสาคัญต่อ “ทฤษฎีการเปล่ียนแปลง” ซึ่ง
เป็นเหมอื นสมมติฐานหรอื เปน็ ความเชื่อพืน้ ฐานที่โครงการจะนามาใช้เพ่ือสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือเพื่อใช้แก้ไขปัญหา ซึ่งทา
ใหเ้ กดิ ข้อจากัดทีส่ าคัญหลายประการอาทิ ผู้มสี ่วนไดเ้ สียของโครงการไม่สามารถตรวจสอบความคิด และความรู้ของโครงการ
หรือของผู้ปฏิบัติงานท่ีจะนาไปใช้ในการทางานท้ังก่อนและหลังการทางานได้ หรือไม่สามารถทดสอบตัวทฤษฎีการ

1 ภาควชิ าการพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2 Community Development, Faculty of Social Administration Thammasat University

- 99 -

รายงานสบื เน่อื งการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61

เปลยี่ นแปลงทใ่ี ช้ในโครงการวา่ มคี วามเหมาะสมสอดคลอ้ งกบั เปา้ หมาย หรือรับมือกับความซับซ้อนและความเป็นพลวัตรของ
สถานการณ์ได้หรือไม่เป็นต้น กล่าวเฉพาะในมิติของความรู้ น่ันทาให้เราขาดการสะสม พัฒนาและตรวจสอบความรู้จากการ
ทางานในภาคสนามอย่างเข้มข้น การยกระดับความรู้จากการปฏิบัติงานข้ึนมาสู่ทฤษฎีการเปล่ียนแปลงท่ีมีความเฉพาะกับ
บริบทของสังคมไทยจึงไม่เกิดข้ึน ท่ีสาคัญความรู้ที่ไม่สามารถผลิตซ้า หรือไม่สามารถขยายไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ ได้ ย่อมมี
ประโยชน์นอ้ ยสาหรบั สถานการณ์ปัญหาสังคมที่รนุ แรงและซับซอ้ นมากขึ้นเรื่อยๆ

1. โครงการพัฒนา
โครงการพัฒนา เม่ือเทียบกับแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตอื่นๆ เช่น การให้เงินช่วยเหลือ การแจกส่ิงของ หรือ

งานประจาของหน่วยงานราชการ ยังถือว่าเป็นงานท่ีได้รับความนิยมอย่างมาก อาจเป็นเพราะ เป็นงานท่ีมีระยะเวลาเริ่มต้น
และส้นิ สดุ มีเปา้ หมายทสี่ ามารถสร้างการเปล่ยี นแปลงขั้นรากฐานได้ องคก์ รดาเนินการมีลักษณะชวั่ คราวจะยุติหรือจะเริ่มใหม่
สามารถทาได้ตลอดเวลา เป็นต้น จนมีคากล่าวว่า โครงการพัฒนาน้ัน เป็นสิ่งท่ีไม่จาเป็นต้องสงสัย (unquestionable
contracting) (Reeler, 2007)

กล่าวสาหรับประเทศไทย มีการให้ทุนสาหรับโครงการพัฒนาจากแหล่งทุนระหว่างประเทศเรื่อยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.
2523 ขณะทแี่ หล่งทุนภายในประเทศนนั้ อาจถือได้ว่า กองทุนพัฒนาท้องถิ่นไทย-แคนาดา ซ่ึงตั้งเม่ือปี พ.ศ. 2527 น่าจะเป็น
กองทุนแรกๆ ทีใ่ หท้ นุ สนับสนนุ โครงการพัฒนาอย่างเข้มข้นและหลังจากนั้นก็มีกองทุนอื่นๆ ตามมา อาทิ กองทุนส่ิงแวดล้อม
กองทุนสนับสนุนการวจิ ยั โดยเฉพาะในส่วนงานของ สกว.ท้องถ่ิน กองทุนเพ่ือการลงทุนทางสังคม กองทุนสนับสนุนการสร้าง
เสรมิ สขุ ภาพ นอกจากนี้ยงั มีกองทุนเฉพาะกลุ่มคนผดู้ อ้ ยโอกาส เช่น กองทนุ คนพกิ าร กองทนุ ผสู้ งู อายุ ทดี่ ูแลโดยกระทรวงการ
พัฒนาสังคมและความม่นั คงของมนุษยอ์ ีกดว้ ย เปน็ ตน้

กล่าวได้ว่าตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมาสังคมไทยไม่ได้ขาดแคลนงบประมาณที่ใช้ลงทุนกับโครงการพัฒนา แต่ท่ี
ผ้เู ขียนขอต้งั เปน็ สมมติฐานหรอื ข้อสงสยั เพือ่ ให้เกิดการถกเถยี งและขยายความกนั ตอ่ ก็คือ องค์กรท่ีทาโครงการพัฒนาในบ้าน
เรา (รวมไปถึงองค์กรทุนด้วยก็แล้วกัน) ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเร่ืองความซับซ้อนและทฤษฎีการเปล่ียนแปลงที่ใช้ใน
โครงการพัฒนา ซึง่ มีเหตผุ ลสนับสนนุ ที่ผูเ้ ขียนจะไดอ้ ธิบายในสว่ นถัดไป

ตารางท่ี 1 แสดงตัวอยา่ งงบประมาณจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพท่ีให้การสนับสนุนองค์กรประเภทมูลนิธิ (ซึ่ง

รวมองคก์ รศาสนา) ในการทางานโครงการพฒั นา

ปี พ.ศ. จานวนเงนิ (ล้านบาท) / สัดส่วนตอ่ งบประมาณท้งั หมด (%) หมายเหตุ

2551 994 ลบ. / 31% ชุมชน

2552 837 ลบ. / 24% มลู นิธิ

2553 1,262 ลบ. / 36% มลู นิธิ

2554 905 ลบ. / 28% มูลนธิ /ิ องคก์ ารกุศล

2555 999 ลบ. / 31% องคก์ รสาธารณะประโยชน์

2556 1084 ลบ. /29.9% มลู นิธิ

ทีม่ า : รายงานประจาปีสานักงานกองทนุ สนับสนุนการสร้างเสรมิ สขุ ภาพ

ทงั้ น้ี ความซับซ้อนและทฤษฎกี ารเปลย่ี นแปลงมีความสัมพันธ์กับโครงการพัฒนาดังรูปข้างล่าง กล่าวคือ ในขั้นตอน
ของการออกแบบโครงการ ผรู้ บั ผิดชอบโครงการจาเปน็ ตอ้ งเข้าใจถึงความซบั ซอ้ นและการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ปัญหา
ก่อน จากนั้นจึงนาข้อมูลข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเป็นกรอบในการเลือกใช้ ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสม และโดยทั่วไป
ทฤษฎีการเปล่ียนแปลงที่นามาใช้ ควรจะต้องอธิบายได้ว่าการเปลี่ยนแปลงท่ีโครงการจะทาให้เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร

- 100 -

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61

(How changes happen?) และทาไมจึงเกิดขึ้นได้ หรือ อธิบายให้เห็นรูปแบบ (pattern) ของการเปล่ียนแปลงได้ ซึ่ง
คาอธิบายเหล่านี้ จะเป็นประโยชน์สาหรับผู้ปฏิบัติงานในระหว่างการดาเนินงานและการประเมินผลอีกด้วย เพราะจะช่วยให้
โครงการมีกรอบแนวทางในการดาเนินงาน และยังสามารถใช้กรอบแนวทางดังกล่าวเป็นกรอบอ้างอิงเพื่อตรวจสอบความ
ถูกต้องของทฤษฎี ซง่ึ หากไม่ถูกต้องกจ็ ะนาไปสู่การปรบั ปรุงการปฏบิ ัตงิ านและสะสมเป็นความรูส้ าหรับการทางานครง้ั ถดั ไป

2. ข้อจากดั ของโครงการพัฒนาและปฏิบัติการทางสังคมที่เป็นอยู่ : ไม่เข้าใจความซับซ้อนและทฤษฎกี ารเปลีย่ นแปลง
การออกแบบและดาเนนิ โครงการพฒั นาทเ่ี ป็นอยใู่ นปัจจบุ นั กาลงั เผชญิ อยู่กับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุด

นง่ิ และมคี วามซับซ้อนอย่างรอบด้าน ทั้งบริบท พื้นที่ สภาพทางเศรษฐกิจ สังคมและรวมถึงรุ่นคน ต่างมีการเปล่ียนแปลง มี
ปฏิสัมพันธ์และมีความเคลื่อนไหวไม่เคยหยุดนิ่ง ในขณะที่ผู้เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนา ยังมองปัญหาหรือสถานการณ์ท่ี
ต้องการจะแก้ไขใหด้ ขี ึ้นในสภาพท่ีหยุดนิ่ง ไมเ่ ปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นสาเหตุประการหน่ึงท่ีทาให้การออกแบบโครงการพัฒนายัง
ยดึ ถือแนวทางเชงิ กลไกและผเู้ ชยี่ วชาญ (technocratic approach) ไม่ได้ยืนอยู่บนข้อเท็จจริงของการเปล่ียนแปลงที่ซับซ้อน
ทาใหถ้ ึงทส่ี ุดโครงการพฒั นาไม่สามารถสร้างผลลพั ธ์หรอื ผลกระทบดงั ทีไ่ ด้ออกแบบไว้

ดังอาจสะท้อนได้จากผลการประเมินองค์กรทุนต่างๆ เช่น งานประเมินผลของ สสส. ในรอบ 5 ปีแรก (Carroll,
Wood and Tantivess 2007) พบว่า ในรายงานประจาปี พ.ศ.2548 ของ สสส.คณะกรรมการประเมินผลชี้ว่า 25 โครงการ
ขนาดใหญท่ ่ีผ่านการพิจารณาน้ันขาดยุทธศาสตร์ท่ีเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ และสะท้อนว่าไม่เข้าใจข้อเท็จจริงและปัญหาที่
โครงการกาลังเสนอแกไ้ ข และในบางโครงการตง้ั เป้าหมายสูงเกินไป ไม่สอดคล้องกับกิจกรรมท่ีวางแผนไว้ และ ผู้ประเมินผล
ยงั ชวี้ ่า รายงานประเมินผลส่วนใหญ่ ยงั รายงานกจิ กรรม กระบวนการ และผลทีไ่ ด้ (output) มากกวา่ การชผ้ี ลลพั ธ์ ผลกระทบ
และ model program และงานศึกษาของ องค์กร Systemic Excellence Group ที่ศึกษาโครงการพฒั นาด้านสังคมระหว่าง
ประเทศ พบว่าโครงการส่วนใหญ่ ล้มเหลวถึงร้อยละ70 โดยมีเหตุจากความไม่เข้าใจมิติด้านวัฒนธรรมและการเมืองของ
ประเทศตา่ งๆ (Klein, 2012)

มิพักต้องพูดถึง ความสามารถในการดาเนินโครงการพัฒนาท่ีมีความซับซ้อนทั้งในแง่ของการทางานแบบข้ามพ้ืนที่
(multi-site) ข้ามระดับช้ัน (multi-level) และข้ามองค์กร (multi-player) และยังมีเร่ืองความสัมพันธ์เชิงอานาจระหว่าง
นักพัฒนา กับผู้ถูกพัฒนา เป็นต้น ก็เป็นอีกเง่ือนไขสาคัญของความซับซ้อนอีกประการหน่ึงท่ีทาให้โครงการส่งผลลัพธ์หรือ
ผลกระทบได้ไม่ตามที่คาดหวัง

- 101 -

รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 61

การออกแบบการแกไ้ ขปญั หาท่ีไมเ่ ข้าใจการเปล่ยี นแปลง
ชุมชนชนบทและท้องถิ่น คือ พื้นที่ปฏิบัติการขนาดใหญ่ของโครงการพัฒนา คนจน ชาวนา เกษตรกร มักเป็น

กลุ่มเปา้ หมายหลักของโครงการพฒั นาจานวนมาก แต่มีงานศกึ ษาจานวนมากท่ชี ้ใี ห้เหน็ ว่า โครงการพัฒนาเหล่านี้ไม่เข้าใจการ
เปลย่ี นแปลงทเี่ กิดขนึ้ ในชนบทและทอ้ งถนิ่

วีรบูรณ์ วิสารทสกุล (2553) ได้ทาการศึกษาผลการแก้ไขปัญหาความยากจนภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาความ
ยากจนของจงั หวดั สระบุรปี ระจาปี 2552-2553 ในงานศึกษาน้ีพบเหน็ การเปลี่ยนแปลงของชนบท ผู้คน และวิถีการผลิตอย่าง
มาก ได้แก่ เจ้าของที่ดินเดิม (รุ่นพ่อแม่ – ปู่ย่า) แก่ตัวลง ไม่มีแรงทางานภาคเกษตร ภาคเกษตรจึงไม่ใช่แหล่งรายได้หลัก ได้
เงินใช้จากลูกที่ทางานรับจ้างภายนอก ส่วนรุ่นลูก ส่วนใหญ่ไปเป็นแรงงานรับจ้างรายวัน หรือลูกจ้างในโรงงาน ชาแหละไก่
โรงงานปูน ที่มักจะขาดสวัสดิการและการจ้างงานที่มั่นคง เป็นต้น ผลท่ีเกิดข้ึนจากการเปลี่ยนแปลงน้ี ก็คือ โครงสร้างและ
ความสมั พันธ์ทางสังคมแบบเดิมไดห้ ดหายไป ไมว่ ่าจะเป็น เครือญาติ / ความเป็นชุมชน – ความเป็นกลุ่มที่สมาชิกน้อยลง ไม่
เข้มแข็ง ไม่ได้ใช้ฐานทรัพยากรที่ดิน และแหล่งน้าร่วมกันอีกต่อไป ในขณะท่ีวิธีการแก้ไขปัญหาความยากจนแก่ครัวเรือน
เป้าหมายยังทาแบบเดิม ง่ายๆ ด้วยการซ้ือปัจจัยการผลิตแจก รวมถึงการจัดทาพ้ืนท่ีตัวอย่างเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ของ
บา้ นพักนายอาเภอ

หรืองานศึกษาของ ธิติญา เหล่าอัน (2553) ได้ให้รายละเอียดของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของ “สังคม
ชาวนา” ในหมบู่ า้ นกกู่ าสงิ ห์ จังหวัดร้อยเอด็ ตงั้ แต่ พ.ศ. 2500-2550 งานชนิ้ น้ีได้ช้ใี หเ้ หน็ ถงึ การครอบงาของแนวคิดและแนว
ทางการวิเคราะหท์ ย่ี ึดตดิ กับวัฒนธรรมชุมชนและจินตนาการของชาวนาทีพ่ อเพยี งของนักวิชาการและนักพฒั นา กล่าวคือ มอง
สังคมชาวนาในลักษณะหยุดนิ่ง ปราศจากความขัดแย้งในชุมชน ช่วยเหลือ เก้ือกูล ปรองดอง อยู่ ร่วมเป็นปึกแผ่นภายใต้
วัฒนธรรมชุมชน และ ภาพการผลิตของชาวนายังเป็นไปเพ่ือบริโภคในครัวเรือนเป็นหลักมากกว่าทาการผลิตเพ่ือขาย มีการ
ปรบั ใชแ้ รงงานในครอบครวั ทาการผลิตเพ่ือการยังชีพเท่านั้น และการออกไปหางานภายนอกชุมชนก็เป็นไปเพื่อความอยู่รอด
จึงไม่มีการสะสมทุน ดังน้ันการเข้าสู่ระบบทุนนิยมจึงดาเนินไปโดยชาวนาท่ียังคงรักษาเป้าหมายของเศรษฐกิจแบบชาวนา
เอาไว้ แตง่ านศกึ ษานช้ี ใ้ี หเ้ ห็นวา่ “สงั คมชาวนา” เชน่ น้ีได้เสอ่ื มสลายลงไปต้ังแต่ปีพ.ศ. 2535 เพราะในสังคมชาวนา เริ่มมีการ
แตกตัวทางชนช้ัน ทาให้การจัดความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างชนชั้นต่าง ๆ ได้แก่ ชาวนารวย ชาวนากลาง ชาวนาจน และ
ชาวนาไรท้ ี่ดิน มีลักษณะเปน็ ความสัมพันธ์ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น คือเน้นการพิจารณาเร่ือง “กาไร-ขาดทุน” ขณะเดียวกันก็มี
การใชท้ นุ และเครื่องจกั รอยา่ งเขม้ ขน้ มากขน้ึ ดังนนั้ “สงั คมชาวนา” ในความเขา้ ใจแบบเดมิ ได้เดินทางมาถึง “จดุ จบ” แลว้

สอดคลอ้ งกับ วโิ รจน์ ณ ระนอง (2557) ช้ีว่าความเหลื่อมล้าของภาคเกษตรกับภาคผลิตอื่นๆ ซึ่งเป็นผลมาจากการ
เปลย่ี นแปลงที่เกิดขึน้ กับเกษตรกรและภาคชนบท อาทิ สัดส่วนของรายได้จากภาคเกษตร (GDP เกษตร) ต่อผลผลิตรวมของ
ประเทศ (GDP ประเทศ) ลดลงจากประมาณ 20% ในปี 2522 เหลือ 7.7% ในปี พ.ศ. 2554 ทาให้โดยเฉล่ยี แลว้ เกษตรกรไทย
มีรายได้สุทธิไม่ถงึ ครึ่งของคนทไ่ี มใ่ ช่เกษตรกร และเกษตรกรจานวนมากมีความเข้าใจสภาพปัญหานี้ดี จึงพยายามปรับตัวเอง
และให้ลูกหลานออกจากภาคเกษตรไปทางานอ่ืนนอกภาคเกษตรทั้งถาวรและตามฤดูกาลไม่ว่าจะเป็นการขับแท็กซ่ีขายของ
ฯลฯซง่ึ รวมแล้วทาใหม้ ีรายได้ดกี วา่ การทาเกษตรอยทู่ ีบ่ า้ น สว่ นหนว่ ยงานที่ทางานสนับสนุน งานพัฒนาอย่าง ภาครัฐ /พรรค
การเมือง /NGO (และ “ปราชญ์ชาวบ้าน”) กลบั พยายามสง่ เสรมิ /ผลักดันให้เกษตรกรอยู่กับเกษตรต่อไปด้วยหลายมาตรการ
เชน่ สัญญาวา่ จะทาให้ราคาสนิ คา้ เกษตรดีขึ้น ให้อยู่อย่างพอเพียง (รายได้และรายจ่ายต่า) ให้ปรับเปล่ียนวิธี/วิถีการเกษตรให้
ไดผ้ ลผลิตสูงโดยมตี น้ ทุนตา่ โดยไม่เขา้ ใจหรือไมย่ อมรบั การเปลย่ี นแปลงท่ีเกดิ ขนึ้ ในภาคเกษตรหรอื ชนบทไทย

ภาพการแกไ้ ขปญั หาความยากจนข้างตน้ สะทอ้ นให้เห็นว่าภาพชนบทของส่วนราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กร
ประชาสังคม และนกั วชิ าการจานวนไม่น้อย ยังคงอยู่กับภาพของชนบทในอดีตที่มองว่าคนจนยังคงอยู่ในภาคเกษตรการผลิต
แบบเดมิ ชมุ ชนยังคงเป็นแบบพ่งึ พาอาศัยกัน พึงพอใจที่จะใช้ยทุ ธศาสตร์เศรษฐกิจชุมชน วัฒนธรรมชุมชนในการทางาน หรือ
ชุมชนเข้มแข็งในการทางานเช่นกันเช่น ในงานส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ขององค์กรพัฒนาเอกชน ที่เช่ือว่าจะเป็นทางออกจาก
ระบบทุนนิยมไปสู่การพ่ึงตนเองน้ัน เนตรดาว เถาถวิล (2557) ได้ช้ีให้เห็นว่า แท้จริงแล้ว เกษตรอินทรีย์ ไม่ใช่เป็นทางเลือก

- 102 -

รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 61

เพอ่ื การต่อสูก้ บั ระบบทนุ นยิ มในแบบท่อี งค์กรพัฒนาเอกชนเขา้ ใจ หากแตเ่ ป็นการผลิตในระบบทุนนิยม ภายใต้การกากับของ
รฐั และทุน และเกิดข้ึนภายใต้เงือ่ นไขทีส่ งั คมชนบทมีความเหล่ือมล้าอีกด้วย

ขอ้ สงั เกตของวธิ ีการแก้ไขปญั หาทางสงั คมไมว่ า่ จะเป็นเร่ืองการเกษตร ความยากจน สาธารณสุข ความไม่เท่าเทียม
การลม่ สลายของสภาพแวดล้อม ท่ีไม่เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนและไม่หยุดน่ิงน้ี เป็นปรากฏการณ์ท่ีเกิดขึ้นท่ัวโลก
Hassan (2014) ระบุว่า โดยส่วนใหญ่หน่วยงานพัฒนายังคงใช้วิธีการแก้ไขปัญหาในแนวทาง technocratic approach (ใน
ความหมายทเ่ี ปน็ การแกป้ ญั หาเชงิ กลไก เนน้ เทคนคิ ความชานาญเฉพาะดา้ น) ทีม่ องปญั หาแบบหยุดนิ่ง ไม่เปล่ียนแปลง และ
การแก้ไขปัญหาจะค่อยจัดการปัญหาให้ลดลงเร่ือยๆ ซึ่งถึงท่ีสุดจะทาให้ปัญหาได้รับการจัดการแก้ไข ขณะที่ Rigg
(Rigg2010อ้างในอจั ฉรา รักยุตธิ รรม 2554 หน้า 18) ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะองค์กรพัฒนาเอกชนเลือกที่จะใช้ “ทางเลือก
เพ่อื การพัฒนา”ในฐานะค่ตู รงขา้ มกับการพฒั นาของรฐั และตลาด ขับเคลอ่ื นเชิงอุดมการณ์หรือผลักดันแนวความคิดบางอย่าง
มากกว่าจะสร้างกระบวนการแก้ไขปัญหาจากเงื่อนไขความเป็นจริงอันสลับซับซ้อนจากการเปล่ียนแปลงทางสังคมและ
เศรษฐกิจ

กลา่ วโดยสรปุ สถานการณท์ สี่ ะทอ้ นผา่ นงานศกึ ษาในขา้ งตน้ ชี้ให้เหน็ วา่ ภาพความคิดที่มีต่อชุมชนชนบทหรือปัญหา
ทางสงั คมที่ต้องการจะแกไ้ ข ท่ีไมส่ อดคล้องกบั ความเปน็ จริง ไดน้ าไปสู่ การออกแบบการแกไ้ ขปัญหา หรือการมีข้อเสนอแนะที่
ผิดพลาด ซึง่ จะไมน่ าไปส่กู ารแกป้ ัญหาท่เี ปน็ อยู่อยา่ งแท้จรงิ
การออกแบบการแกไ้ ขปัญหา ที่ขาดการใช้ความรทู้ ฤษฎกี ารเปล่ียนแปลง

นอกจากวิธีการแก้ไขปัญหา หรอื การออกแบบโครงการพัฒนาทถี่ ูกกากบั ดว้ ยอดุ มการณ์แบบคตู่ รงข้ามกับการพฒั นา
ของรฐั และตลาด ซึ่งทาใหผ้ ูป้ ฏบิ ตั ิงานไม่ไดต้ ระหนักถงึ ความซบั ซอ้ นและการเปล่ียนแปลงแล้ว การขาดการเอาใจใส่ต่อทฤษฎี
การเปลี่ยนแปลงก็เป็นอีกเหตุผลหน่ึงที่ทาให้โครงการไม่บรรลุผลและไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับเพื่อยกระดับความรู้ /
ทฤษฎที ใี่ ช้ในการปฏบิ ัติการได้

ปรากฏการณ์นี้เป็นสิ่งที่เกิดในแวดวงงานพัฒนาทั่วไป และเกิดต่อเนื่องกันเรื่อยมากว่า 4 ทศวรรษ ดังที่ Rossi
(1972: 42cited in Deutscher, 1979) ได้ตง้ั ข้อสงั เกตตอ่ แผนงานพัฒนาทางสงั คมต้ังแต่ทศวรรษ 2510 ไว้วา่

“ปัญหาโดยส่วนใหญ่ คอื การนาเสนอเปา้ หมายอยา่ งกวา้ ง ทีไ่ ม่ไดว้ างอยบู่ นหลักการทฤษฎที างสังคม
ซงึ่ จะช่วยเปน็ แนวทางในการออกแบบแผนงานปฏบิ ตั ิการทางสงั คม”
และยังเปน็ ปรากฏการณ์ท่ยี งั คงอย่ใู นปัจจุบัน ซ่ึง Cacioppe and Edwards (2004: 102) ระบุไวว้ า่
“ปจั จุบนั น้ี แผนงานพัฒนาขององคก์ รจานวนไม่นอ้ ย ดาเนินไปโดยขาดความสัมพนั ธ์เชื่อมโยงของ
คาอธบิ ายว่าทาไมกิจกรรมต่างๆ จึงถูกใช้ในแผนงาน และอะไรคอื ผลทจี่ ะเกดิ ขนึ้ จากการพัฒนา”

วิพุธ พูลเจริญ (2556) ก็กล่าวยา้ หลายคร้งั ในการประชมุ เชงิ ปฏิบัติการเพื่อพัฒนานักประเมินงานสร้างเสริมสุขภาพ
วา่ โครงการพัฒนาจานวนมากทเ่ี ขาไดม้ โี อกาสเขา้ ไปติดตามประเมนิ ผลนนั้ ขาดคาอธิบายที่ชัดเจนต่อทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง
ทีน่ ามาใช้ในโครงการ ทาให้ไมส่ ามารถอธบิ ายได้ว่า ปัจจัยและเงอื่ นไขอะไร คอื สาเหตทุ ่ีทาใหเ้ กดิ ผลข้ึนตามท่ีวางแผนไว้ หรือ
หากไม่เกิดผลตามที่วางแผนไว้ ก็ไม่รู้อีกว่า มีสาเหตุมาจากความรู้ท่ีนามาปฏิบัติไม่ถูกต้อง หรือ ปัจจัยและเงื่อนไขบางตัวไม่
ถูกตอ้ ง และเนอ่ื งจากการขาดซง่ึ การอธิบายได้ในทฤษฎี ทาใหเ้ ราไมส่ ามารถยกระดับความร้ทู างสังคมศาสตร์ท่ีจะนาไปใช้เพื่อ
สรา้ งการเปลีย่ นแปลง หรอื ทาโครงการใหม้ ปี ระสิทธผิ ลในการดาเนินท่ีมากขึ้น
ความสาคญั ของความรเู้ รื่องทฤษฎกี ารเปลยี่ นแปลงในโครงการพัฒนา

ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง (theories of change) เป็นชุดความคิดของคาอธิบายท่ีว่า การเปล่ียนแปลงท่ีโครงการ
พัฒนาคาดหวังน้นั จะเกดิ ขึ้นไดอ้ ย่างไร ทาไมจึงเป็นเชน่ นนั้ (Woodrowand Oatley, 2013) ซง่ึ ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงที่ดีจะ
ช่วยสร้างความคิดของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดต่อกระบวนการพัฒนาที่จะเกิดข้ึนดังน้ันการมีความรู้ และความเข้าใจต่อการ

- 103 -

รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61

เปลีย่ นแปลงดงั กลา่ วยอ่ มมสี ว่ นทาใหก้ ารออกแบบโครงการ (ซง่ึ หมายรวมทัง้ การกาหนดยทุ ธศาสตร์ การกาหนดกิจกรรม การ
กาหนดโครงสรา้ งการบริหารจดั การโครงการ) มีแนวทางการทางานที่ชัดเจน ย่ิงในสถานการณ์และกระบวนการเปลี่ยนแปลง
ทางสังคมท่ีซับซ้อน ความรู้และความเข้าใจในทฤษฎีการเปล่ียนแปลงจะช่วยให้ผู้รับผิดชอบโครงการ สามารถจับภาพส่ิงท่ี
เกิดขึ้นจริงท่ีสะท้อนกระบวนการเปล่ียนแปลง (process) หรือ รูปแบบการเปล่ียนแปลงทางสังคมที่เกิดข้ึนได้ (pattern) ไม่
ตกอยู่ภายใต้กรอบวิธคี ดิ ท่จี ะทาอะไรอย่างง่ายๆ (over-simplification) (Reeler, 2005)

และในฐานะของผู้ปฏิบตั งิ านทางสังคม (social practitioner) ทฤษฎีการเปลย่ี นแปลงที่ดี จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานจับ
ภาพสงิ่ ท่ีเกดิ ขนึ้ จริงยิ่งในสถานการณท์ ีส่ บั สนของกระบวนการทางสังคมที่ซับซ้อน ผู้ปฏิบัติงานยิ่งต้องการความเข้าใจพ้ืนฐาน
ของการเปลย่ี นแปลงเพ่ือชว่ ยใหส้ ามารถจาแนก แยกแยะว่าอะไรคือ ส่ิงที่ใช่ หรือไม่ใช่ นอกจากน้ี ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงยัง
ชว่ ยในการตงั้ คาถามทดี่ ี เป็นระบบและเขม้ ข้น และช่วยช้นี าความเขา้ ใจวา่ อะไรคืองานจรงิ ๆ ทตี่ อ้ งทา (Reeler 2007)

ส่วนในมิติของการบริหารจัดการโครงการ (Project management) ที่ยอมรับกันว่าเป้าหมายของโครงการพัฒนา
นั้นไม่ได้มีลักษณะหยุดนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง (Williams 1999; Hassan 2014) และนับต้ังแต่ปี 2006 เป็นต้นมา การเรียน-การ
ฝึกอบรมในเรือ่ งการบรหิ ารจัดการโครงการในระดบั นานาชาติ เช่นของสมาคมการบริหารจดั การโครงการนานาชาตหิ รือ IPMA
(International Project Management Association) และของ สถาบันการบริหารจัดการโครงการ (Project
Management Institute) จะต้องเรียนรู้เนื้อหาเกี่ยวกับทฤษฎีความซับซ้อนด้วย (Whitty and Maylor, 2009)เช่นเดียวกับ
งานทีเ่ กยี่ วขอ้ งกบั การตดิ ตามและประเมินผลโครงการพัฒนา (Gopalakrishnan, Preskill and Lu, 2003;Ongevalle,et.al.
2012) ที่เร่ิมให้ความสนใจที่จะบูรณาการการเรียนรู้เข้าไปในการบริหารจัดการโครงการ (ในลักษณะของการติดตาม
ประเมินผลภายใน) เนื่องเพราะตระหนักถึงความซับซ้อนและมีสิ่งท่ีไม่รู้ล่วงหน้าจานวนมาก (known unknowns และ
unknown unknowns) ที่ไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าก่อนได้ (known knowns) (Winch 2004, Hodgson ,2002,
Cicmilet.al. 2006)

3.กรอบคิดและการใชป้ ระโยชนเ์ ร่ืองความซับซ้อนและทฤษฎกี ารเปลี่ยนแปลงในโครงการพฒั นา
3.1 ความซับซ้อน

Westley, Zimmerman and Patton (2007) ช้ีให้เห็นถึงกรอบในการมองโลกในปัจจุบันท่ีมีความซับซ้อนสูงมาก
ซึง่ มลี ักษณะการเปลยี่ นแปลงที่ยากจะคาดการณผ์ ลทจี่ ะเกดิ ข้ึน ผุดบงั เกิด (emergent) ค่อยๆ พฒั นาและปรับตัว โดยหากจะ
เข้าใจการทางานของความซับซ้อนให้พิจารณาที่การเช่ือมโยงกันขององค์ประกอบและความสัมพันธ์ของมัน ซึ่งการทางาน
นวตั กรรมทางสังคม การเปล่ียนแปลงองคก์ รและการเปลีย่ นแปลงทางสังคม จาเป็นต้องเข้าใจสิ่งเหล่าน้ี และ Patton (2010)
ได้ชี้ให้เห็นว่างานนวัตกรรม และงานท่ีต้องการแก้ไขปัญหาทางสังคมจาเป็นต้องพัฒนา แนวทางหรือวิธีการเพื่อการแก้ไข
ปัญหา (intervention) ไปพร้อมๆ กบั การทางาน เน่ืองจากในสภาวะของการเปลย่ี นแปลงท่ีซบั ซอ้ นนน้ั ผปู้ ฏิบัตงิ านจะไม่รู้แน่
ชัดถงึ ความสัมพันธข์ องเหตุและผลทาให้การออกแบบการทางานเพื่อสร้างการเปล่ียนแปลง (theory of change) มีข้อจากัด
ซึ่งผู้ประเมินจาเป็นต้องอาศัยการทางานอย่างใกล้ชิดกับโครงการ ต้ังคาถามและสังเกตการเปล่ียนแปลงที่เกิดขึ้น สร้าง
กระบวนการเรียนรู้ของผู้ท่ีมีส่วนเก่ียวข้องระหว่างการทางานเพื่อเตรียมพร้อมจะปรับตัวเสมอ หรืออาจกล่าวได้ว่า ความ
ซับซ้อนในมิติของโครงการพัฒนา หรือโครงการพัฒนาคุณภาพประชากรน้ัน เป็นความซับซ้อนประเภทท่ีเกิดจากความไม่
แน่นอน (uncertainty) (Williams, 2002)

โดย Baccarini (1996) ได้ให้ความหมายของความซับซ้อนของโครงการอยู่บนฐานทฤษฎีระบบ ที่ความซับซ้อนของ
โครงการเป็นการถกเถียงกันถึงแหล่งท่มี าของความซับซอ้ น ซ่ึงประกอบไปดว้ ย โครงการและบริบทของโครงการ ความซับซ้อน
ของโครงการขึ้นอยู่กับองค์ประกอบส่วนต่างๆ ของโครงการ ท้ังที่เป็นเร่ืองจานวนขององค์ประกอบ, ลักษณะของแต่ละ
องค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของแต่ละองค์ประกอบ หรือเรียกรวมๆ ว่าเป็น structural complexity ซึ่งประกอบด้วย
นิยามปฏบิ ัตกิ าร 2 ประการ คือ

- 104 -

รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61

 ความแตกต่าง (Differentiation) เป็นเร่อื ง จานวนความหลากหลายขององคป์ ระกอบ และ
 การพง่ึ พาอาศยั กัน (Interdependency) เปน็ ระดับความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบ
ขณะเดียวกัน Baccarini ยงั เสนอให้มองความซบั ซอ้ นในโครงการใน 2 นัยยะ ได้แก่
1) ความซับซ้อนเชิงองค์กร (organizational complexity) ในนิยามของความแตกต่าง (differentiation) จะ

หมายถึง จานวนของระดับช้ันการบังคับบัญชา จานวนขององค์กร (หน่วยงาน) ที่เข้าร่วม จานวนของความ
เชี่ยวชาญ เป็นต้น (ซึ่งมีลักษณะท่ีเป็นความแตกต่างแนวตั้ง – vertical differentiation และ ความแตกต่าง
แนวนอน – horizontal differentiation) ส่วนในนิยามของการพึ่งพาอาศัยกัน (Interdependency) จะ
หมายถงึ ระดับของความสัมพันธท์ ่ีต้องดาเนินการด้วยกนั ระหว่างหน่วยขององค์กร
2) ความซับซ้อนเชิงเทคนิค (technological complexity) ในนิยามของความแตกต่าง (differentiation) จะ
หมายถึง จานวนและความหลากหลายของ ปัจจัยนาเข้า ผลผลิต (output) งาน (tasks)หรือความเช่ียวชาญ
ส่วนในนิยามของการพึ่งพาอาศัยกัน (Interdependency) จะหมายถึง การพ่ึงพาอาศัยกันของ งาน ทีมงาน
เทคโนโลยี หรือปัจจยั นาเข้า
และ William (1999) ได้เสนอมุมมองการอธิบายเรื่องความซับซ้อนในโครงการให้ครอบคลุมมากยิ่งข้ึน โดยอ้างอิง
งานด้านจิตวิทยาทางสังคมของความขัดแย้งในการจัดการโครงการ (Jones and Deckro, 1993) โดยเสนอให้เพิ่ม
มิติของ
3) ความไม่แน่นอน (uncertainty) อนั เกดิ จาก วธิ ีการ (method) และ ความไมแ่ นน่ อนอนั เกดิ จากเป้าหมาย
(goal) ในการพจิ ารณาด้วย
ปัจจุบนั มีตวั แบบ (model) ความรู้ทใี่ ช้ในการอธบิ ายและทาความเขา้ ใจความซับซอ้ นทห่ี ลากหลาย ตัวแบบเหลา่ นีม้ ี
ส่วนช่วยให้ผู้ที่เก่ยี วข้องสามารถจดั การกบั โครงการที่ซบั ซอ้ นไดอ้ ยา่ งเหมาะสม อาทิ
 เป้าหมายและตารางวธิ กี าร ของ Turner & Cochrane (1993)
 Stacey’s Agreement and certainty Matrix (1996)
 โมเดลความซับซอ้ นของ Terry Williams (1999)
 ความซบั ซ้อนของ Adam Kahane (2004)
 ความยุ่งเหยิงและความซบั ซอ้ นของ ของ Gloubermanand Zimmerman(2002)
 Cynefin Decision Making Framework (Kurtz, C. F. and D. J. Snowden, 2003)
 ความซับซ้อนของ Remington and Pollack (2007)
 โมเดลความซบั ซอ้ นของ Kathleen B.Hass (2009)
 ความย่งุ ยากและซบั ซ้อน ของ Funnelland Rogers(2011)

ผเู้ ขียนใครข่ อยกตวั อย่างตัวแบบStacey’s Agreement and certainty Matrix (Stacy, 1996) เพอื่ ให้เหน็
รายละเอยี ด และการใชป้ ระโยชนจ์ ากตัวแบบ ดงั นี้

Stacy (1996) เสนอกรอบการวิเคราะห์ความซับซ้อน โดยอาศัยมิติหรือแกนการมอง 2 มิติ กล่าวคือ แกนหน่ึงเป็น
ระดับของความแน่นอนในการแก้ไขปัญหา (degree of certainty) และอีกแกนหน่ึงเป็นระดับของความเห็นร่วมของผู้มีส่วน
เกยี่ วขอ้ ง (level of agreement) ซึ่งเม่อื พิจารณาจากรปู ได้จาแนกพ้ืนที่ออกเป็นสว่ นๆ มีรายละเอียดดงั น้ี

1. ความเห็นร่วมกันสูงและมีความแน่นอนในการแก้ไขปัญหาสูง : พ้ืนที่บริเวณน้ีจัดอยู่ในรูปแบบ โครงการอย่าง
ง่ายท่ีการตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล ผู้มีส่วนร่วมในโครงการก็มีความเห็นพ้องสูงว่าต้องทาอะไรบ้างในโครงการ

- 105 -

รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61

แนวทางการบรหิ ารจดั การโครงการแบบสมยั นิยมใชไ้ ด้ดีกับโครงการประเภทน้ี อีกทง้ั ทฤษฎแี ละความรู้ว่าด้วย
การบริหารจัดการโครงการโดยส่วนใหญ่ก็เน้นโครงการที่อยู่ในพ้ืนท่ีน้ี เป้าหมายโครงการถูกาหนดไว้ รวมถึง
กระบวนการทีถ่ กู ตอ้ งที่จะทาให้เกิดประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธิผลสูงสดุ
2. ความเห็นร่วมกันน้อย แต่มีความแน่นอนในการแก้ไขปัญหาสูง: ลักษณะเช่นน้ี จะมีความเห็นท่ีแตกต่างกันต่อ
ผลลัพธ์ที่จะเกิดข้ึนจากโครงการ ซึ่งนาไปสู่การเล่นเกมส์ทางการเมืองภายในองค์กร หรือโครงการ โดยท่ัวไป
การประสานคามร่วมมอื การเจรจาต่อรอง การประนีประนอม จะถูกนามาใช้เพ่ือการแก้ไขปัญหา และยังควร
กล่าวไว้ด้วยว่า ความซับซ้อนในท่ีน่ี อาจหมายถึง ความสับสนของทิศทาง (directionally complex) ซึ่ง
ความกา้ วหนา้ ท่ีจะไปสู่เป้าหมายจะถกู ขดั ขวางโดยเกมสก์ ารเมืองและวาระซอ่ นเร้นต่างๆ
3. ความเห็นรว่ มกนั สูง แต่มคี วามแน่นอนในการแก้ไขปัญหาน้อย: เป้าหมายสูงสุดมีความเห็นร่วมกัน แต่ไม่แน่ใจ
ว่าจะไปถึงเป้าหมายอย่างไร แนวทางการบริหารจัดการแบบท่ีนิยม อาจจะใช้ไม่ได้ และยังไม่สามารถท่ีจะ
กาหนดหรือวางแผนล่วงหน้าได้ ในงานทานองนี้ต้องการผู้นาท่ีเข้มแข็งท่ีมี sense of shared mission ซึ่ง
Williams (2002) ชีว้ ่า ความไมแ่ นน่ อนในเปา้ หมาย บ่อยครั้งที่เป็นสาเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และนาไปสู่
ความซับซ้อนเชงิ โครงสร้างที่มากขน้ึ
4. ยุ่งเหยิง ความเห็นร่วมกันน้อย และมีความแน่นอนในการแก้ไขปัญหา: เป็นสถานการณ์สุดขั้ว ที่มีแต่ความยุ่ง
เหยิง ไม่มีใครเห็นพ้องต้องกันกบั แผนทอ่ี อกแบบไว้ และมรี ะดับความแน่นอนของวธิ ีการท่ไี ปส่ผู ลลพั ธ์น้อย การ
บริหารจัดการโครงการแบบที่นิยมใช้ไม่ได้กับโครงการลักษณะเช่นน้ี หนทางเดียวท่ีจะแก้ไขปัญหา คือ การ
หลกี เลยี่ ง

รูปภาพของ Stacey ข้างล่างนี้ ใช้ประโยชน์ในแง่ของการเลือกผู้นาสาหรับแต่ละสถานการณ์ และยังช่วยวิเคราะห์
สถานการณข์ องประเดน็ ปญั หาว่าอยใู่ นพ้ืนท่ีส่วนใดของรูปซึ่งจะนาไปสู่การออกแบบงานท่แี ตกต่างกนั ไป

การนาเอาความรู้ของกรอบการวิเคราะห์ของ Stacey (1996) มาวิเคราะห์ประเด็นปัญหาเพ่ือหาแนวทางในการ
ทางานนนั้ จะพบว่า หากกรณีปัญหาที่โครงการต้องการจะแก้ไขนั้น วิเคราะห์แล้วอยู่ในบริเวณท่ี เรียกกว่า “ง่าย” (simple)
ซ่ึงหมายความวา่ มแี นวทางการแกไ้ ขปญั หาที่ชัดเจนและไดผ้ ลแน่นอน (close to certainty) ประกอบกับผ้ทู ่ีมีส่วนเกยี่ วต่างก็
เห็นพ้องทั้งในเร่ืองท่ีมาของปัญหาและผลกระทบ (close agreement) ซึ่งถือเป็น ปัญหาแบบง่ายเชิงเดียว เป็นปัญหาท่ีมี
ความรู้อยู่แล้วว่าควรจะทาอะไร (known knows) หรืออาจจะมีสูตรการแก้ไขปัญหาท่ีดีเย่ียม (best practice) อยู่แล้ว ตาม
ทัศนะของ Gloubermanand Zimmerman(2002) ก็สามารถเอาแนวทางหรือทฤษฎีการเปล่ียนแปลงนั้นๆ มาใช้ได้เลย
ดงั นั้นปญั หาในทานองน้กี ารออกแบบโครงการก็เปน็ เรือ่ งไม่ยาก ใชห้ ลกั ตรรกะเหตุผลหรือใช้สตู รสาเรจ็ ได้เลย

- 106 -

รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61

แต่หากพบว่า ปัญหาอยู่ในพื้นท่ีที่เรียกกว่า “ซับซ้อน” (complex) ซึ่งทัศนะต่อปัญหาของผู้เก่ียวข้องทั้งหลายยัง
ขัดแย้งกันอยู่ ไม่ไปในแนวทางเดียวกัน (far from agreement) และวิธีการจัดการปัญหาก็ยังไม่แน่ชัดว่าทาไปแล้วจะสาเร็จ
หรือไม่ (far from certainty) เพราะมีความไม่แน่นอนอยู่มาก เช่น หากมีการปฏิบัติการในหลายพ้ืนท่ีและยังต้องทางานกับ
องค์กรในหลายระดบั ปัญหาในทานองนี้คงไมส่ ามารถเอาการวางแผนเชงิ ตรระกะเหตุผลมาใช้ได้ เพราะมีสิ่งที่ไม่รู้ว่าไม่รู้อะไร
อีกมาก (unknown unknowns) โครงการอาจจะออกแบบได้ตามความรู้และประสบการณ์ท่ีมีอย่างจากัด และจาเป็นที่
จะต้องทางานไปเรยี นรู้ไป แลกเปลี่ยนความคิดเห็นให้มากๆ ระหว่างการทางานเพื่อยกระดับการทางานให้มีประสิทธิผลมาก
ข้นึ เรื่อยๆ (ดแู นวทางการจัดการกบั ปญั หาที่มลี ักษณะ complex เพ่มิ เติมใน Snowden and Boone, 2007)

โครงการออกแบบอยา่ ง โครงการออกแบบไดย้ าก เพราะ
ง่ายเพราะเรารูอ้ ยแู่ ลว้ สง่ิ ท่ีเรียกว่าไมร่ วู้ า่ ไมร่ ้อู ะไรเป็น
วา่ จะแก้ปัญหาอยา่ งไร จานวนมาก ไมม่ ีสตู รสาเรจ็ ท่ี
ด้วยวิธกี ารอย่างไร รับประกันจะได้ผลเหมือนกนั ทุก
ครั้ง ต้องทาไปเรยี นรไู้ ป ปรับปรุง
ยกระดบั การทางานอยา่ งต่อเน่ือง

3.2 ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง
ขณะที่ความรู้ในทฤษฎีการเปล่ียนแปลง (บางแห่งเรียกว่า ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม)3 เกิดข้ึนใน

สหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1990 ในบรบิ ทของการพัฒนาทฤษฎีการประเมินผลในงานของการพัฒนาชุมชน (Weiss, 1995)
และ Vogel (2012) วิเคราะห์ว่า ความคิดในเรื่องนี้มีการพัฒนาที่มากขึ้นจากกระแสของแผนงานทางสังคมและการพัฒนา 2
กระแส ไดแ้ ก่ 1) กระแสการประเมนิ ผล และ 2) กระแสการปฏบิ ตั กิ ารทางสังคม โดยในฝั่งของการประเมินผลนั้น ทฤษฎีการ
เปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหน่ึงของการวิเคราะห์แผนงาน หรือทฤษฎีแผนงาน (program theory) ขณะที่ฝั่งของงานพัฒนาน้ัน
เตบิ โตขน้ึ มาจากการวางแผนเชิงตรรกะกระแสหลักอย่าง logical framework และเม่ือทฤษฎีการเปล่ียนแปลงถูกนามาใช้ใน
งานพัฒนาชุมชนย่ิงทาให้แนวความคิดเรื่องทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงได้รับความสนใจมากย่ิงขึ้นโดยเฉพาะความต้องการจาก
แหล่งทนุ 4 ในช่วงไม่ก่ีปีที่ผ่านมานี้เอง (Stein and Valters, 2012) โดยเฉพาะในยุคที่องค์กรท่ีทางานพัฒนาต้องแสดงให้เห็น
ว่าตนเองมีศักยภาพท่ีจะสร้างการเปล่ียนแปลงทางสังคม-ชุมชน ท่ีสะท้อนถึงความเข้าใจในเร่ืองความซับซ้อนและระบบของ
การพัฒนา (James, 2011).

จากการทบทวนเอกสาร พบว่ามีปัญหาประการหนึ่งของคาว่า ทฤษฎีการเปล่ียนแปลง คือ มีการใช้คาอ่ืนทดแทน
และใช้แทนกัน เช่น ทฤษฎี การนึกคาดคะเน (assumption) สมมติฐาน (รอการพิสูจน์) (hypothesis) และ ความสัมพันธ์
เช่ือมโยง (linkages) โดยไม่แน่ใจว่าใช้ในความหมายท่ีเหมือนกัน บางส่วนเห็นว่า ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงน้ันช่วยให้
ผูป้ ฏบิ ตั ิงานมโี อกาสทจี่ ะทางานอย่างเทีย่ งตรงมากยิง่ ข้นึ ในกระบวนการเปล่ียนแปลงของความซับซ้อน บางส่วนมองว่าทฤษฎี

3 มีคาเรยี กทฤษฎีการเปลย่ี นแปลง ในช่ืออื่นๆ อีกด้วย เช่น aroadmap / a blueprint / an engine of change / a theory of action เปน็ ตน้
4 ตัวอยา่ งแหล่งทุน เชน่ CIDA ของแคนาดา ได้กาหนดให้ผู้เสนอขอรับทุนต้องเขียน ทฤษฎีการเปล่ยี นแปลงทีจ่ ะใช้ในโครงการไว้ด้วย

- 107 -

รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 61

การเปล่ียนแปลง คือ ส่วนท่ีเรียกว่า การนึกคาดคะแน (assumption) หรือ ความเส่ียงที่อยู่ในคอลัมน์ขวาสุดของตาราง
logframe5 เป็นตน้ ซึง่ Stein and Valters(2012) เห็นว่าในหนทางที่ดีที่สุด ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง จาเป็นต้องผนวกเข้าสู่
ทฤษฎที างสงั คมศาสตร์ทก่ี วา้ งขวางข้นึ และมหี ลักฐานจากการวิจยั สนับสนนุ ซงึ่ เปา้ หมายสงู สดุ คือ ความพยายามทจี่ ะอธิบาย
และทาความเขา้ ใจว่า การเปลย่ี นแปลงเกดิ ข้ึนอย่างไรในแต่ละบรบิ ท และนี่คือแกน่ กลางทสี่ าคญั สาหรบั นักปฏิบัติการท้ังหลาย
ท่ีจะทางานด้วยทฤษฎกี ารเปลี่ยนแปลง ซ่งึ ควรกลา่ วไวด้ ว้ ยว่าสาหรับสังคมไทยแล้ว ยงั คงขาดแคลนทฤษฎกี ารเปลี่ยนแปลงไม่
ว่าจะในมิตขิ องการเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมเชงิ สุขภาพ หรอื งานพัฒนาชุมชน ท่ีเหมาะสมกับบรบิ ทแบบไทยๆ

ทฤษฎกี ารเปลย่ี นแปลง (ทางสังคม) คืออะไร
ในช่วงปี 1995 ซ่งึ เปน็ ช่วงต้นของแนวคิด Weiss (1995) อธิบายว่า ทฤษฎีการเปล่ียนแปลง เป็นทฤษฎีท่ีอธิบายว่า

“ทาไมสิ่งที่ทา จึงทางานได้ และทางานได้อย่างไร” หรือ คือ ความเข้าใจสมมติฐานชุดหนึ่งที่ให้รายละเอียดว่า (1) แต่ละ
กิจกรรมจะนาไปสเู่ ปา้ หมายระยะยาวได้อย่างไร และ (2) ความสัมพนั ธ์-ผลสืบเน่ืองระหวา่ งกจิ กรรมต่างๆ และผลลัพธข์ องการ
ปฏิบัติการหรือแผนงาน (Anderson,2004) เป็นอย่างไร หรือเป็นการอธิบายความเชื่อ (believes) หรือ สมมุติฐาน
(assumptions) ทบ่ี อกวา่ การเปล่ียนแปลงนั้นจะเกดิ ข้ึนไดอ้ ย่างไร (OECD Development Assistance Committee, 2008
และ Bill and Melinda Gates Foundation, 2011)

ในทางปฏบิ ตั ิ องคก์ รจานวนมากเห็นว่า ทฤษฎีการเปล่ียนแปลง คอื logic model และสรุปทฤษฎีการเปลย่ี นแปลง
ในอยใู่ นรปู ประโยค “ถา้ ..........แลว้ ” เชน่

“ถา้ มคี วามร่วมมือในเชิงสร้างสรรค์ระหว่างผมู้ ีสว่ นเกยี่ วข้องหลกั ๆ ในประเด็นเศรษฐศาสตรก์ ารเมอื ง
แลว้ มันจะช่วยทาให้ ข้อมูลขา่ วสารไหลเวียนอย่างสะดวก รวดเรว็ และนาไปสู่การยกระดบั การตดั สินใจ
ทางนโยบาย” (CARE International UK., 2012 หนา้ 5)

ซึง่ สะท้อนให้เหน็ การมองทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะของผลผลิตหรือเอกสาร หรือข้อความ นอกจากนี้ ยังมี
การมองทฤษฎีการเปล่ียนแปลงในลักษณะกระบวนการที่ช่วยเน้น “การคิดเชิงรวบยอด” ซ่ึงต้องเป็นกระบวนการสะท้อน
ความคิดระหว่างการทางาน (James, 2011 p. 3.) หรือมองในเชิงของเคร่ืองมือทางความคิดในการสารวจการเปลี่ยนแปลงที่
คาดหวังจากชุดของการปฏิบัติการ หรือ thinking-action approach (Retolaza, 2011; Mcgee and Gaventa, 2010)
และยังมีการมองทฤษฎีการเปล่ียนแปลงในรูปของการประยุกต์ใช้การปฏิบัติการที่เป็นไปได้ในการออกแบบและประเมินผล
แผนงานทางสังคม (Vogel, 2012p.2)

จากความหมายและการใช้ทฤษฎกี ารเปลย่ี นแปลงที่หลากหลายทัง้ จากองค์กรปฏิบัตกิ ารและแหลง่ ทนุ ดงั กล่าว
ข้างต้น อาจจดั กลุ่มความหมายตามการใช้ประโยชน์ ไดด้ ังน้ี

เครื่องมอื ทางเทคนิค เคร่ืองมือทางความคิด Political Literacy
Technical tool ToC Thinking

5 อยา่ งก็ตามยังมีการถกเถยี งกนั อยู่ว่า logical framework น้นั เปน็ สิง่ เดียวกับ ทฤษฎีการเปลยี่ นแปลงหรอื ไม่ โปรดดูใน
http://www.knowledgebrokersforum.org/wiki/item/theory-of-change-vs-logframes, http://www.tools4dev.org/resources/theory-of-change-vs-logical-
framework-whats-the-difference-in-practice/

- 108 -

รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61

1) โดยในความหมายของการเป็นเคร่ืองมือทางเทคนิคนั้น ทฤษฎีการเปล่ียนแปลงถูกใช้ในฐานะของการเป็น
เครื่องมือในการวางแผน อย่างกรณีของการใช้เครื่องมือlogical framework ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงจะปรากฏอยู่ในช่อง
สมมตฐิ าน

2) ส่วนในความหมายของการเป็นเครื่องมือทางความคิดนั้น Vogel (2012) และ Retolaza (2011) เห็นว่า
กระบวนการหลักของทฤษฎีการเปล่ียนแปลง คือ กระบวนการ-แนวทางทางความคิดเกี่ยวกับคาอธิบายว่าโครงการทางาน
อยา่ งไร ซง่ึ โดยท่ัวไปมักไมป่ รากฏในเอกสารขอ้ เสนอโครงการและ

3) ในอีกความหมายหน่งึ ทฤษฎกี ารเปลย่ี นแปลงเปน็ สงิ่ จาเป็นสาหรับผู้ปฏิบัตงิ านท่ีจะพัฒนา ‘politicalliteracy’
ความซบั ซ้อนและความเข้าใจในรายละเอยี ดของการเปลีย่ นแปลงว่าเกดิ ขน้ึ ไดอ้ ย่างไร ช่วยทาใหโ้ ครงการสามารถตอบสนองตอ่
ส่ิงท่ีไม่สามารถคาดการณ์ได้6 ซง่ึ เปน็ ความหมายทแี่ ตกตา่ งจาก 2 ความหมายแรกอยมู่ าก

นอกจากน้ี การจาแนกมุมมองความเข้าใจและการใช้ประโยชนจ์ ากทฤษฎกี ารเปลี่ยนแปลงท่เี ปน็ ทีน่ ยิ มอย่างมาก คือ
แนวทางการจาแนกของ James (2011; p.7) ซึ่งจาแนกทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงเป็น 3 รูปแบบของการใช้ประโยชน์ (แต่ละ
รปู แบบยงั มีส่วนเหลอ่ื มกนั ) ไดแ้ ก่

 การประเมินผล (evaluation) หรือ การพฒั นาใหด้ ขี นึ้ (formative): ไม่ว่าจุดประสงค์เริม่ ต้นจะเป็นไปเพื่อการ
เรียนรู้ (learning) หรือ การตรวจสอบ (accountability) ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินผลหลายคน เห็นว่า ทฤษฎีการ
เปลี่ยนแปลงเป็นประโยชน์ทั้งในฐานะท่ีเป็นแนวทางท่ีจะพัฒนาให้ดีขึ้น (formative) ซ่ึงการเน้นการใช้ประโยชน์ทฤษฎีการ
เปลี่ยนแปลงในแนวทางนมี้ กั ทาใหเ้ กิดการเปล่ยี นแปลงกระบวนการไดอ้ ยา่ งแทจ้ ริง ส่วนการใช้ประโยชนเ์ พ่อื การประเมนิ ผล ก็
สามารถให้มุมมองทม่ี องไปข้างหน้า ณ ช่วงเวลาของการออกแบบต้ังแต่เริ่มโครงการ หรือ มองย้อนหลังกลับมา ณ จุดเวลาท่ี
โครงการดาเนินการเสร็จสน้ิ เพอ่ื ทาความเข้าใจว่าการเปลย่ี นแปลงเกิดขนึ้ ไดอ้ ย่างไร

 อธิบาย หรือ สารวจ: บางแนวทางพยายามค้นหาเพ่ือเปิดเผย เพ่ืออธิบาย ทฤษฎีท่ีใช้อยู่สาหรับองค์กร หรือ
แผนงาน เพื่อที่จะเรียนรู้ และทดสอบว่ามันใช้ได้หรือไม่ (โครงการจะสร้างการเปล่ียนแปลงอย่างไร) ในขณะท่ีบางแนวทาง
เริม่ ต้นทจ่ี ะสารวจทฤษฎีเหลา่ นน้ั โดยไมไ่ ดม้ ีหรือยึดถือกบั สมมตฐิ านล่วงหน้า (การเปลยี่ นแปลงเกดิ ขน้ึ ได้อยา่ งไร)

 เส้นตรง หรอื ซับซ้อน: บางกรณี ใช้ทฤษฎกี ารเปลยี่ นแปลงเพื่อท่ีจะการก้าวย่างไปข้างหน้าอย่างเป็นข้ันตอนที่
เหมาะสมจากเหตุไปสู่ผล (cause - effect) ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ แต่บางกรณี ใช้ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงเพ่ือค้นหา
ความคิดเก่ยี วกบั ภาพแทนทฤษฎกี ารเปลี่ยนแปลงท่ีเปน็ ระบบ หรอื เปน็ เครอื ข่าย ซงึ่ สะทอ้ นถึงความซับซ้อนของกระบวนการ
เปลี่ยนแปลง โดยแสดงถงึ ผู้กระทา ห่วงโซ่ความสัมพันธ์ ความเชือ่ มโยงและวงจรการเรียนรู้

ตวั แบบทฤษฎีการเปล่ียนแปลง
ตัวแบบทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงที่เกย่ี วขอ้ งกบั งานพฒั นาที่มีเป้าหมายในการยกระดับคณุ ภาพชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย

นน้ั อาจมีอยู่หลากหลายกลุ่มขึน้ อยู่กับแนวทางของนกั พฒั นาที่มีมมุ มองและความเชอ่ื พืน้ ฐานมาจากงานวชิ าการด้านไหน ซ่ึงใน
ท่ีนขี้ อจาแนกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรกเป็นกลมุ่ ทมี่ ฐี านความคดิ มาจากการเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมดา้ นสขุ ภาพ ทฤษฎีในกล่มุ น้ีจะเป็นแนวปฏิฐาน
นยิ มทใ่ี นทฤษฎีจะระบุตวั แปรทีเ่ ก่ียวข้อง ได้แก่ ความเช่ือ ประสบการณ์ แรงกดดันทางสังคมและประสบการณ์พฤติกรรมใน
อดีต ซ่ึงมีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจ ซ่ึงสามารถใช้ประโยชน์ในการทานายหรือคาดการณ์พฤติกรรม ได้อย่างเป็นเหตุเป็น
ผลได้ หรือสามารถพิสูจน์ได้จากข้อมูลที่มีการเก็บรวบรวมตามตัวแปรย่อยๆ ท่ีประกอบอยู่ในทฤษฎีอย่างเป็นระบบ ซ่ึงจะ
นาไปสู่ผลสรุปท่ีมีความเฉพาะสาหรับแต่ละบุคคลและผลสรุปนี้ก็จะถูกตีความให้มีความสัมพันธ์ท่ีเป็นไปได้ท่ีบุคคลๆ น้ันจะ
แสดงพฤติกรรมหรือการกระทาท่ีคาดหวัง ดังนั้นกฎในการทานายหรือคาดการณ์ที่ใช้กับแต่ละบุคคลจะเป็นปรากฏการณ์

6 โปรดดรู ายละเอยี ดเพิม่ เติมจากงาน ของ ดร.Duncan Greenท่ี http://oxfamblogs.org/fp2p/tag/how-change-happens/

- 109 -

รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61

แบบต่อเนื่องตามพฤติกรรมหรือการกระทาทเ่ี ป็นไปได้ ดงั น้ันเปา้ หมายของการปฏิบัติการตามมมุ มองข้างตน้ น้ี คอื การผลักให้
กลมุ่ เปา้ หมายเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมหรือการกระทาอย่างต่อเน่อื งไปสตู่ าแหน่งท่เี ปน็ ไปได้ทสี่ ูงข้นึ ไป

ตัวอย่างงานของDiClemente, Crosby and Kegler(2009)ได้แบ่งมุมมองทฤษฎีการเปล่ียนแปลงเชิงพฤติกรรม
ออกเป็น 3 ระดบั ไดแ้ ก่

มุมมองระดับปจั เจก เช่น
 ตัวแบบการให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจ และการพัฒนาทักษะ (HP) / The Information-Motivation-Behavioral

Skills Model of HIV Preventive
 ทฤษฎีการเห็นคุณค่าในตนเอง (HP) / Self-esteem Enhancement Theory: Promoting Health across the Life-

Span
มุมมองระดบั ชุมชน เช่น
 The Community Coalition Action Theory
 Community Capacity: Theory and Application
มมุ มองระดบั นเิ วศ เชน่
 ทฤษฎีเก่ียวกับเพศภาวะและอานาจ (HP) / The Theory of Gender and Power: Constructs, Variables, and

Implications for Developing HIV Interventions for Women
 ทฤษฎีอิทธิพลสามทาง (HP) / The Theory of Triadic Influence

หรือ ในงานพัฒนาชุมชน ก็มีตัวแบบทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงท่ีใช้อยู่หลากหลายเช่นกัน เช่น การใช้ทฤษฎีเร่ืองทุน
ทางสังคมเพื่อการสร้างชุมชนเข้มแข็ง การใช้ทฤษฎีเร่ืองละแวกย่านและพื้นที่สาธารณะในการสร้างชุมชน เป็นต้น (Karen
Fulbright-Andersonand Patricia Auspos (eds.)2006)

กลุ่มท่ีสองเป็นกลุ่มท่ีเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นเร่ืองท่ีซับซ้อนเกินกว่าจะระบุตัวแปรท่ีจากัดรวมถึง
ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ส่ิงที่นักวิชาการในกลุ่มน้ีเสนอ คือ เสนอให้มีกรอบในการมองการ
เปลยี่ นแปลงโดยให้พิจารณาจาก รูปแบบ (pattern) ของการเปล่ียนแปลง เช่น งานของ Reeler (2007) ได้นาเสนอตัวแบบ
ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมท่ีได้พัฒนาและทดลองในพ้ืนที่ต่างๆ มาหลายปี ออกเป็น 3 รูปแบบ โดยรูปแบบทั้ง 3ของ
การเปลย่ี นแปลงนีไ้ ม่ใช่ขอ้ กาหนดรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่โดยเนื้อแท้แล้วมันเป็นส่วนหน่ึงของสภาวะ
การพฒั นาของสังคมทเี่ ป็นอยู่
1. การเปลยี่ นแปลงทผ่ี ดุ บังเกดิ (Emergent change)
2. การเปลยี่ นแปลงทเี่ ป็นการเปลย่ี นสภาพ ผ่านวกิ ฤตและไมไ่ ดเ้ รยี นรู้ (Transformative Change – Through Crisis

andUnlearning)
3. การเปลย่ี นแปลงท่คี าดการณไ์ ด้ – ทางานตามแผน (Projectable change – Working with a Plan)

กล่าวโดยสรุปการใช้ประโยชน์ของทฤษฎีการเปล่ียนแปลงนั้นเริ่มจากการใช้ในการวางแผน เพื่อการคาดการณ์ว่า
อนาคตหรือการเปลี่ยนแปลงน้ันจะเกิดข้ึนได้อย่างไร และยังมีการใช้ประโยชน์จากทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงในเชิงการ
ประเมินผล เพอ่ื ค้นหาคาอธิบายว่า การเปลยี่ นแปลงทผ่ี ่านมาน้ันเกิดขึ้นได้อย่างไร และทาไมจึงเกิดขึ้น แต่ปัจจุบันทฤษฎีการ
เปลยี่ นแปลงถูกนามาใชป้ ระโยชนใ์ นฐานะเครอื่ งมือการเรยี นรเู้ พ่ือยกระดับการทางานให้ดีขึ้น เน่ืองจากยอมรับกันว่าประเด็น

- 110 -

รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61

ความซบั ซ้อนมีอทิ ธพิ ลตอ่ การดาเนินโครงการพฒั นาทางสังคมอย่างมาก และในการปฏิบัติการนั้นยังมีเร่ืองท่ีไม่รู้อีกมากซ่ึงไม่
สามารถรู้ลว่ งหนา้ ในช่วงของการวางแผนโครงการได้ ดังน้ันจึงจาเปน็ ต้องเรียนรู้ ทบทวนการทางานในระหว่างปฏบิ ัติการเสมอ

ปัจจุบนั มีความรู้และตัวแบบของทั้งเร่ืองความซับซ้อนและทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงที่สามารถนามาใช้ได้ในโครงการ
พฒั นาอยเู่ ป็นจานวนมาก ซ่ึงผเู้ ขยี นเชื่อว่าหากผู้ปฏิบัติงานทางสังคมมีความตระหนักต่อประเด็นความซับซ้อน และใช้ความรู้
ทฤษฎกี ารเปล่ยี นแปลงในการออกแบบโครงการพฒั นาทางสังคมและการปฏบิ ัติการทางสงั คม รวมถงึ การเรียนรู้-สรุปบทเรียน
ระหวา่ งการดาเนินงาน จะมีส่วนอย่างมากที่จะช่วยยกระดบั ความร้เู ชิงทฤษฎกี ารเปล่ียนแปลงทางสังคมจากการปฏิบัติการใน
สนามจรงิ ให้มีท่ยี ืนในสังคมไทยมากขน้ึ

เอกสารอ้างองิ
ธติ ญิ า เหล่าอัน (2553) “ความเปลย่ี นแปลงทางเศรษฐกจิ ของ "สังคมชาวนา" อสี าน ตั้งแต่ พ.ศ.2500-2550 : ศกึ ษากรณี

หมบู่ ้านกูก่ าสิงห์ จังหวดั ร้อยเอด็ ”วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญามหาบณั ฑติ สาขาวชิ าประวตั ศิ าสตร์ บณั ฑติ วทิ ยาลยั
มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่.
เนตรดาว เถาถวิล (2557)“เฮด็ อยแู่ ตบ่ พ่ อกนิ ”: คาถามว่าด้วยการพ่ึงตนเองของชาวนาเกษตรอนิ ทรยี ์ในยคุ โลกาภิวัตนแ์ ละ
การพฒั นา. สงั คมวทิ ยามานษุ ยวิทยา,30(2), 81-110
วิพุธ พูลเจรญิ (2556) ความซบั ซอ้ น กับการพัฒนาโครงการสร้างเสริมสุขภาพ นยั ยะตอ่ การประเมนิ ผล. เอกสารประกอบการ
ประชมุ เชิงปฏิบัติการเพอ่ื พฒั นาหลักสตู รนักประเมนิ ผลงานสรา้ งเสรมิ สุขภาพ.16 กันยายน พ.ศ.2556
วรี บูรณ์ วสิ ารทสกุล (2553) รายงานประเมินผลโครงการสระบรุ ปี ลอดคนจนประจาปี 2552-2553. คณะสงั คมสงเคราะห์
ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
วโิ รจน์ ณ ระนอง (2557) “ชวนคิดชวนคยุ เรื่องการปฏริ ูปความเหลอ่ื มล้าและระบบสวสั ดกิ ารสงั คม” เอกสารนาเสนอเวที
เสวนาทดี อี าร์ไอชวนคดิ -ชวนคุยขอ้ เสนอปฏริ ปู ประเทศไทย ครง้ั ท่ี 2 ในหวั ข้อ “ความเหลอื่ มลา้ ทางเศรษฐกิจและ
ระบบสวสั ดิการสังคม” ซงึ่ จดั ข้นึ เมอื่ วนั ที่ 17 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ.2557
สานักงานกองทุนสนบั สนุนการสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ (2551) รายงานประจาปี 2551 กองทนุ สนับสนุนการสรา้ งเสริมสขุ ภาพ. กรุงเทพฯ
สานกั งานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสรมิ สุขภาพ (2552) รายงานประจาปี 2552 กองทุนสนับสนุนการสรา้ งเสรมิ สุขภาพ. กรุงเทพฯ
สานักงานกองทุนสนบั สนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (2553) รายงานประจาปี 2553 กองทุนสนับสนุนการสรา้ งเสริมสขุ ภาพ. กรุงเทพฯ
สานักงานกองทุนสนับสนุนการสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ (2554) รายงานประจาปี 2554 กองทนุ สนับสนนุ การสรา้ งเสริมสขุ ภาพ. กรุงเทพฯ
สานกั งานกองทุนสนบั สนุนการสร้างเสรมิ สขุ ภาพ (2555) รายงานประจาปี 2555 กองทนุ สนับสนนุ การสร้างเสริมสุขภาพ. กรงุ เทพฯ
สานกั งานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (2556) รายงานประจาปี 2556 กองทุนสนับสนนุ การสร้างเสริมสุขภาพ. กรุงเทพฯ
อจั ฉรา รักยุตธิ รรม (2554) “การพัฒนาทางเลอื กกระแสหลกั ”วารสารสังคมวทิ ยามานุษยวทิ ยา 30 (2) กรกฎาคม-ธันวาคม 2554.
คณะสงั คมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
Adam Kahane (2004) Solving Tough Problems: An Open Way of Talking, Listening, and Creating New
Realities. Berrett-Koehler Publishers.
Addy Carroll, Lisa Wood, SripenTantivess (2007) Many things to many people – a review of ThaiHealth.
ThaiHealth
Andrea A. Anderson (2004). Theory of Change as a Tool for Strategic Planning: A Report on Early
Experiences. TheAspen Institute: Roundtable on Community Change, p. 2.
Baccarini D. (1996) Theconcept of project complexity - a review. International Journal of Project
Management Vol. 14, No. 4, pp. 201-204,

- 111 -

รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61

Bill and Melinda Gates Foundation. (2011). The Strategy Lifecycle: A Guide. Retrieved from
http://www.gatesfoundation.org/about/Documents/The%20Strategy%20Lifecycle.pdf.

Cacioppe, R. &M. Edwards(2005). Seeking the Holy Grail of organisational development: a
synthesisof integral theory, spiral dynamics, corporate transformation and action
inquiry. Leadership and Organization Development Journal 26(2), 86–105.

CARE International UK. (2012). Defining Theories of Change. January, London.
Carol Weiss (1995). Nothing as Practical as Good Theory: Exploring Theory-Based Evaluation

for Comprehensive Community Initiatives for Children and Families. In J. Connell, A.
Kubisch, L. Schorr and C. Weiss (Eds.) New Approaches to Evaluating Community
Initiatives: Concepts, Methods and Contexts. New York, AspenInstitute (65-92)
Cathy James (2011). Theory of Change Review. A report commissioned by Comic Relief.
London, p. 4.
Cicmil, S., T. Williams, J.Thomas, and D. Hodgson (2006) Rethinking project management: Researching the
actuality of projects. International Journal of Project Management, 24, 675-686
Danielle Stein and Craig Valters (2012)Understanding ‘theory of change’ in internationaldevelopment: A
review of existing knowledge. Asia Foundation and Justice and Security Research Programme
Deutscher, I. (1979). Social theory, social programs, and program evaluation: a metatheoretical note. The
Sociological Quarterly, Summer(20), 309–320.
Doug Reeler (2005) A Theory of Social Change and implications for practice, planning, monitoring and
evaluation, Cape Town: CDRA, available at www.cdra.org.za
Doug Reeler (2007) A three-foldtheory of social change and implications for practice,planning, monitoring
and evaluation. Community Development Resource Association.
Frances Westley, Brenda Zimmerman and Michael Patton (2007) Getting to Maybe: How the
World Is Changed.Vintage Canada,
Graham Winch(2004) Rethinking project management: Project organizations as information processing
systems?Paper on Proceedings of the PMI Research Conference, London, UK.
Hodgson D. (2002). Disciplining the professional: The case of project management. Journal of
Management Studies, 39(6), 803–821.
IñigoRetolaza(2011). Theory ofChange: A thinking and action approach to navigate in the
complexity of social change processes.Hivos/UNDP/Democratic Dialogue;
Isabel Vogel (2012) Review of the use of “Theory of Change” in international development.
DFID, (April), p. 6.
Jonathan Rigg(2010) “An Early Critical Foray into Participation in Thailand.” In Philip Hirsch
andNicolas Tapp (eds). Tracks and Traces. Amsterdam University Press.
Jones, R.E. and R.F. Deckro (1993) The social psychology of project management conflict. European
Journal of Operational Research, 1993, 64, 216±228.
Karen Fulbright-Anderson and Patricia Auspos (eds.)2006) Community Change:Theories, Practice, and
Evidence. The Aspen Institution.

- 112 -

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61

Kathleen B. Hass (2009) Managing complex projects: a new model.Management Concepts
Inc., pp. 298

Kaye Remington and Julien Pollack (2007) Tools for Complex Projects. Gower Publishing, LtdKurtz, C. F.;
Snowden, D. J. (2003). "The new dynamics of strategy: Sense-making in a complex and
complicated world". IBM Systems Journal, Volume 42, Number 3, 462. Retrieved from
http://www.research.ibm.com/journal/sj/423/kurtz.html.

Louis Klein (2012) Social Complexity in Project Management.WHITE PAPER
Michael Quinn Patton (2010) Developmental Evaluation: Applying Complexity Concepts to

Enhance Innovation and Use, Guilford Press,
OECD Development Assistance Committee. (2008). Guidance on Evaluation Conflict Prevention and

Peacebuilding Activities. Paris; retrieved from
http://www.oecd.org/dac/evaluation/dcdndep/39774573.pdf
Ongevalle, V. J., H. Huyse, C. Temmink, E.Boutylkova and A. Maarse (2012). Dealing with complexity
through “actor-focused” Planning, Monitoring & Evaluation (PME). PSO Thematic Learning
Programme (TLP) on Planning, Monitoring and Evaluation (PME) of Complex Processes of Social
Change.
Peter Woodrow and N. Oatley (2013) Practicalapproaches to theories of change inconflict, security &
justice programmes. Department for International Development.
Ralph J. DiClemente, Richard A. Crosby and Michelle C. Kegler, (2009) Emerging Theories in
Health Promotion Practice and Research, 2nd Edition. San Francisco: Jossey-Bass
Publishers
Rosemary McGee and J. Gaventa (2010).Review of Impact and Effectiveness of Transparency and
Accountability Initiatives: Synthesis Report. Institute ofDevelopment Studies, (October)
SholomGlouberman and Brenda Zimmerman (2002) Complicated and Complex Systems:What Would
Successful Reform of Medicare Look Like? DISCUSSION PAPER NO.8. Commission on the future
of Health care in Canada
Snowden D.J. and Mary E. Boone (2007 A leader’s framework for decision making. Harvard
Business Review. November issue.
SrikGopalakrishnan,Hallie Preskilland ShijieLu (2003) Next Generation Evaluation: Embracing Complexity,
Connectivity, and Change. FSG.
Stacey, R. D. (1996). Complexity and Creativity in Organizations. Berrett‐Koehler Publishers.
Sue C. Funnell and Patricia J. Rogers (2011) Purposeful program theory: effective use of theories of
change and logic models. San Francisco: Jossey-Bass/Wiley.
Terry Williams (2002) Modelling Complex Projects. John Wiley & Sons; 1 edition.
Turner J.R.and R A Cochrane (1993) Goals-and-methods matrix : coping with projects withill defined goals
and/ormethods of achievin them. International Journal of Project Management.Vol 11 No 2
May 1993. P93-102.

- 113 -

รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61

Williams, T. (1999). The need for new paradigms for complex projects. International Journal of Project
Management, 17(5), 269-273

Whitty, S.J., and H. Maylor(2009). And then came complex project management (Revised).
International Journal of Project Management, 27, 305-309

Zaid Hassan (2014)The Social Labs Revolution: A New Approach to Solving our Most Complex
Challenges.Berrett-Koehler Publishers

- 114 -

รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61

บทเรียนเชงิ นโยบาย : การเมืองภาคพลเมอื งผา่ นคณะทางานเครือขา่ ยภาคประชาสงั คมระดับจังหวดั 1
policy learning : citizen politics inworking groups of civil society network of province

ธญั ญาภรณ์ จนั ทรเวช2
Thanyaporn Chantaravech

บทคัดย่อ
การขับเคล่อื นให้เกิดสังคมประชาธิปไตยท่ีเหมาะกบั สงั คมไทยเป็นความพยายามอย่างยง่ิ ของหลายฝ่ายในสังคม การ
ออกแบบกลไกทางสงั คมท่เี ชื่อมโยงจากหลักการแนวคิดเป็นนโยบายไปสู่รูปธรรมเป็นประเด็นการเรียนรู้ทางวิชาการท่ีสาคัญ
ผู้เขียนนาประสบการณ์จากการศึกษาวิจัยคณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคม ระดับจังหวัด (คปจ.) ซึ่งเป็นกลไกในพื้นท่ี
ของสภาพัฒนาการเมือง (สพม.) มาวิเคราะหแ์ ละขยายต่อยอดทางความคิด พบว่า โครงสร้างท่ีสภาพัฒนาการเมืองเจตนาให้
เป็นเครือข่ายการรวมตัวของภาคประชาสังคมนั้น ยังไม่สมบูรณ์โดยเฉพาะความไม่สอดคล้องจากเง่ือนไขสภาพบริบทและ
วัฒนธรรมการทางานแบบประชาสังคมในพ้ืนท่ีกับลักษณะที่ถูกกาหนดและควบคุมจากสภาพัฒนาการเมือง หากสภาพท่ี
เกดิ ข้นึ กลบั เออ้ื ใหเ้ กิดการออกแบบโครงสร้างการทางานเครือข่ายประชาสังคมลกั ษณะใหม่ท่ไี มม่ ีแบบแผนตายตัวขึน้ อย่กู ับทุน
ทางสังคมของแต่ละจังหวัด กลไกโครงสร้างทีเ่ กดิ ข้นึ ในพนื้ ทน่ี ้ี เป็นสว่ นผสมระหว่างความไม่เป็นทางการของภาคประชาสังคม
กบั ความเปน็ ทางการของวฒั นธรรมแบบรัฐ หรอื ทีเ่ รียกว่า “รัฐรว่ มราษฎร์” กลไกในลักษณะนี้ ไม่อาจเรียกว่าเป็นภาคประชา
สังคมหรือรัฐประชาชาติตามหลักการโดยตรงได้ แต่มีความใกล้เคียงกับแนวคิด “ประชารัฐ” ข้อค้บพบเบ้ืองต้นดังกล่าว
จาเปน็ ต้องมีการขยายต่อยอดทางความร้เู พอ่ื ให้สังคมไทยมีวฒั นธรรมประชาธปิ ไตยอยา่ งลงตัวกบั ธรรมชาติของตนได้แทจ้ รงิ
คาสาคัญ : การเมอื งภาคพลเมือง, ภาคประชาสังคม, ประชารฐั

บทนา
คณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคมระดับจังหวัด (คปจ.) เป็นกลไกหน่ึงท่ีสภาพัฒนาการเมือง (สพม.)3 ได้จัด

ตงั้ ขึ้นเพือ่ เปน็ กลไกในการส่งเสริมการเข้มแข็งของการเมืองภาคพลเมืองที่เน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในระดับพ้ืนท่ี
เพ่ือส่งเสริมความเป็นพลเมือง (Citizenship) ให้เกิดความเข้มแข็ง ทาหน้าท่ีขับเคลื่อนงานทั้งในเชิงพ้ืนที่และเชิงประเด็น
รวมท้งั มีหนา้ ทใ่ี นฐานะผู้ประสานงานและดาเนนิ งานสนับสนุน สร้างเสริม ช่วยเหลือกลุ่ม องค์กรชุมชน เครือข่ายคนทางานฯ
ในพน้ื ท่ใี ห้มีความเขม้ แข็ง

จากการไดม้ ีส่วนรว่ มวิจยั และศึกษากลไกการทางานของคณะทางานฯ ดังกล่าว ผเู้ ขยี นมีความสนใจตอ่ การออกแบบ
กลไกเชงิ นโยบายเพ่ือขานรบั ตอ่ วัฒนธรรมประชาธิปไตยยุคเปล่ียนผ่านในสังคมไทยท่ีผ่านมา สังคมไทยมีกลไกการทางานเชิง
นโยบายและปฏบิ ัตกิ าร แบ่งออกได้เป็น 3 สว่ นหลัก คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม องค์ประกอบท้ังสามส่วน
ดารงอยภู่ ายใตค้ วามสมั พันธเ์ ชิงอานาจท้ังเกื้อหนนุ อุปถมั ภ์ ขัดแยง้ ฯลฯ ซ่ึงกนั และกนั

ความแตกต่างท้งั ในเชงิ อดุ มการณ์ หลกั คดิ ความเชอื่ จริต วัฒนธรรมองค์กร องค์ประกอบในการทางานเชิงสถาบัน
เหล่าน้ี ล้วนส่งผลให้ท้ังสามภาคส่วนดารงอยู่และทาหน้าที่ในรูปแบบเฉพาะของตนเป็นส่วนใหญ่ แต่หากมองโจทย์และ
ประเด็นปัญหาโดยรวมของประเทศ โดยเฉพาะในวิกฤตการณ์ทางการเมืองระยะเปล่ียนผ่าน สังคมไทยต้องการกลไกการ

1 บทความน้ี เปน็ สว่ นขยายความคิดต่อยอดจากโครงการศกึ ษาวจิ ัยเพื่อวัดความเข้มแขง็ การเมืองภาคพลเมืองในคณะทางานเครือข่ายภาคประชาสงั คมจังหวัด (คปจ.) ภายใต้
การสนบั สนุนของสภาพัฒนาการเมือง (สพม.) โดย รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม หัวหนา้ โครงการฯ
2 อาจารยป์ ระจาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ และนกั วิจยั โครงการฯ
3 สภาพัฒนาการเมอื งจัดต้ังจัดตั้งข้นึ ตาม พระราชบัญญตั ิสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ.2551 โดยมีวัตถุประสงค์เพอื่ (1) พัฒนาการเมอื งในระบอบประชาธปิ ไตยอันมี
พระมหากษัตริยท์ รงเป็นประมุข (2) เพือ่ ส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมละจรยิ ธรรมของผดู้ ารงตาแหน่งทางการเมืองและเจา้ หนา้ ที่ของรัฐ และ (3)เพื่อสง่ เสริมใหป้ ระชาชนมีความ
เขม้ แขง็ ในทางการเมอื ง ซึ่งวัตถุประสงค์ทีก่ ล่าวมานลี้ ้วนมุ่งที่จะส่งเสรมิ การเมืองภาคพลเมืองใหป้ ระชาชนมีจติ สานึกของความเปน็ พลเมืองมากยง่ิ ข้นึ

- 115 -

รายงานสืบเน่ืองการสัมมนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61

ทางานทัง้ ระดับนโยบายและปฏิบตั ิท่หี ลากหลาย ไมห่ ยุดนง่ิ ตอ่ สถานการณ์จริงที่เช่ือมโยงไปถึงประเด็นที่รายล้อมรอบตัวผู้คน
วิกฤตทางการเมืองปัจจุบัน เป็นเร่ืองที่เก่ียวข้องกับทุกมิติของชีวิตมนุษย์ การทาหน้าที่ของสภาพัฒนาการเมืองที่ต้องตีความ
และสร้างกลไกเพื่อตอบสนองต่อหลักการประชาธิปไตยท่ามกลางสถานการณ์การเมืองไทยจึงเป็นเร่ืองสาคัญในการพิจารณา
กลไกการทางานทไี่ ด้ริเริม่ ดาเนนิ การในรปู แบบของคณะทางานเครอื ข่ายภาคประชาสงั คมระดบั จังหวัด (คปจ.)

คณะทางานเครือขา่ ยภาคประชาสังคมระดบั จังหวัด (คปจ.)
กลไกรปู ธรรมในการส่งเสริมความเข้มแข็งของการเมืองภาคพลเมืองของสภาพัฒนาการเมือง (สพม.)คือ การจัดตั้ง

คณะทางานเครือข่ายประชาสังคมระดับจังหวดั (คปจ.)ทัง้ นี้ ตามพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ.25514 ในมาตรา 3
(1) ได้ให้คาจากัดความของ “องค์กรภาคประชาสังคม” หมายความว่า ชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถ่ินดั้งเดิมซึ่ง
รวมกันเป็นสภาองค์กรชุมชนตาบลตามกฎหมายว่าด้วยสภาองค์กรชุมชน และ (2) องค์กรภาคประชาสังคมอ่ืนที่จดแจ้งการ
จัดต้ังตามพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ.2551 เช่น มูลนิธิ สมาคม ชมรม กลุ่มเครือข่าย เป็นต้น ซ่ึงในความเป็น
ประชาสงั คมนน้ั ไม่มขี อบเขตการทางานท่ีชัดเจน กลา่ วคอื

1) องค์กรภาคประชาสังคมมีการเคลื่อนไหวในเชิงนโยบายสาธารณะ เช่น ด้านสาธารณสุข ด้านสวัสดิการสังคม
ด้านสิทธิมนษุ ยชน ด้านสง่ิ แวดล้อม มีกล่มุ เป้าหมายในการขบั เคล่ือนทั้งในระดับหมู่บ้าน ตาบล อาเภอ จังหวัด
ภมู ิภาค หรือประเทศ

2) ประชาสงั คมในระดบั จังหวัด มลี ักษณะของการขบั เคลื่อนงานดา้ นการเมืองภาคพลเมืองท่ีมขี นาดทีพ่ อเหมาะไม่
เล็กจนเกินไป อย่างเช่น ประชาสงั คมระดับตาบลหรอื อาเภอ และไมใ่ หญจ่ นเกนิ ไปอย่างเชน่ ประชาสังคมระดับ
ภาคหรือระดบั ประเทศ

3) การขับเคล่อื นของประชาสังคมจงั หวดั มอี งคป์ ระกอบจากภาคส่วนต่างๆที่ครบถ้วน ประกอบด้วย ภาคราชการ
ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ทอ้ งถิ่น ท้องที่ และสภาพัฒนาการเมือง เป็นต้น

เช่นเดียวกับคู่มือการดาเนินงานคณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคมระดับจังหวัด และกลุ่มจังหวัด ประจาปี
งบประมาณ 2557 (สานักงานสภาพัฒนาการเมือง, 2557) ได้ให้คานิยามเพื่อความเข้าใจต่อประชาสังคมจังหวัด ซ่ึงสภา
พฒั นาการเมอื งไดจ้ ดั ตง้ั ขึ้น หมายถงึ เครอื ขา่ ยองคก์ รในจังหวดั ท่ีมกี ารรวมตวั ของประชาชนในลักษณะพหพุ าคี เพ่ือผนึกกาลัง
ในการขับเคลอื่ นการเมืองภาคพลเมืองไปส่นู โยบายสาธารณะ โดยการบรู ณาการทรัพยากรร่วมกันให้เป็นเอกภาพเพื่อผลักดัน
ไปสู่เปา้ หมายการจดั การตนเองของจังหวัดโดยประชาสังคมจังหวัดน้ันมีความสาคัญและความจาเปน็ ดงั ต่อไปนี้

1.แนวคดิ ของประชาธิปไตยในยุคโลกาภิวตั น์ จาเปน็ ตอ้ งมีสว่ นร่วมจากทกุ ภาคส่วนทั้งในจังหวดั ทอ้ งถิน่ ท้องท่ี และ
ชุมชน มาหนนุ เสริมในกระบวนการคิดและตัดสนิ ใจในกาหนดนโยบายสาธารณะเพื่อการพัฒนาประเทศและเกิดประโยชน์สุข
ของประชาชน

2.ประชาสังคมจังหวัดเป็นหน่วยท่ีอยู่ใกล้ชิดกับพื้นท่ี และมีความเข้าใจปัญหาในท้องถิ่น/ชุมชนเป็นอย่างดี ย่อม
สามารถชว่ ยแกป้ ัญหาในทอ้ งถ่ินและชุมชนได้ตรงความต้องการมากที่สุด

3.ประชาสังคมจังหวัดช่วยทาให้เกิดการทางานในเชิงพหุพาคีจากทุกภาคส่วนเพ่ือ ส่งเสริมวัฒนาธรรมวิถี
ประชาธิปไตยให้เกดิ ขนึ้ ในสังคม

4.ประชาสงั คมจังหวัดเป็นกระบวนการหน่งึ ในการเตรยี มความพร้อมของพลเมืองสู่การเป็น “จังหวัดจัดการตนเอง”
และ “ชมุ ชนทอ้ งถิ่นจัดการตนเอง”

4 ดูรายละเอียดได้ที่ http://library2.parliament.go.th/giventake/content_law/law290151-1.pdf

- 116 -

รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61

จากหลักคิดดังกล่าว สภาพัฒนาการเมืองได้กาหนดองค์ประกอบของคณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคมระดับ

จังหวดั (คปจ.) ประกอบดว้ ยภาคสว่ นตา่ งๆ ดงั นี้(สภาพัฒนาการเมอื ง, 2557)

(1) กลมุ่ ภาคส่วนประชาสังคม ประกอบด้วยผูแ้ ทนองค์กรเครือข่ายและกล่มุ ต่างๆในจังหวัด จานวน 5 คน

(2) กลุ่มภาคส่วนองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิน่ จานวน 2 คน

(3) กล่มุ ภาคสว่ นทอ้ งท่ี จานวน 1 คน

(4) กลุม่ ภาคสว่ นราชการ จานวน 4 คน

(5) กลุ่มภาคสว่ นเอกชน จานวน 1 คน

(6) กลุ่มภาคส่วนสมาชิกสภาพฒั นาการเมืองตามจานวนสมาชกิ ในจังหวัด

ทั้งน้ี ให้ที่ประชุมคณะทางานเลือกประธานคณะทางานและรองประธานคณะทางาน ไม่เกิน 2 คน และให้เลือก
เลขานุการ จานวน 1 คน โดยมีผู้ประสานงานกลุ่มจังหวัดเป็นผู้ช่วยฯ และให้สมาชิกสภาพัฒนาการเมืองเป็นผู้ประสานงาน
อานวยความสะดวกให้ข้อมูลข่าวสาร รวมท้ังเช่ือมประสานการดาเนินงานระหว่างสภาพัฒนาการเมือง คณะกรรมการ คณะ
อนุกรรมการฯ กับคณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคมระดับจังหวัด นอกจากนี้ ยังให้เป็นผู้ประสานการดาเนินงานภายใน
กลมุ่ จังหวดั หรอื ภมู ิภาค และดาเนนิ การตามอานาจหน้าทีข่ องกลุ่มจังหวัด ท้ังนี้ คปจ.อาจเชิญบุคคลอ่ืนเข้าร่วมประชุมเพ่ือให้
ขอ้ คิดเห็นและให้คาปรึกษาหารอื ครงั้ ละไมเ่ กิน 5 คน

โครงสรา้ งคณะทางานเครือขา่ ยภาคประชาสงั คมระดบั จงั หวัด (คปจ.)

- 117 -

รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61

สาหรบั บทบาทอานาจหน้าท่ขี อง คปจ. สภาพฒั นาการเมอื งได้กาหนดไว้ดงั น้ี
1.ดาเนินงานตามกลยุทธ์เร่ืองจังหวัดจัดการตนเองและพื้นที่ต้นแบบกลยุทธ์เร่ืองประชาธิปไตยชุมชนและกลยุทธ์
เรื่องการจัดการทรัพยากร โดยประสานและร่วมมือกับคณะกรรมการส่งเสริมสนับสนุนการกระจายอานาจและภาคประชา
สังคมเพือ่ ดาเนินงานตามกลยทุ ธ์และกาหนดพ้นื ทีป่ ฏบิ ัติการรูปธรรมในจังหวัด
2.ดาเนินโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาชนในทางการเมืองอาทิเช่นการบริหารจัดการทรัพยากร
กจิ กรรมหรือการติดตามการปฏิบัตติ ามแผนพฒั นาการเมอื งการเสริมสรา้ งบทบาทสตรีในการพฒั นาการเมืองภาคพลเมืองและ
กจิ กรรมหรอื โครงการตามบริบทของพนื้ ที่ เปน็ ตน้
3.โครงการประเด็นรอ้ นหรอื ประเดน็ สาธารณะ หรือกิจกรรมเพื่อสงั คม หรือตามที่สภาพฒั นาการเมอื งเหน็ ควร
4.จัดทาแผนปฏิบัติการประจาปแี ละงบประมาณภายใต้แผนพัฒนาการเมืองให้คณะกรรมการส่งเสริมสนับสนุนการ
กระจายอานาจและภาคประชาสงั คม รวมท้งั ประสานความรว่ มมอื การดาเนนิ งานตามกลยุทธ์ในขอ้

4.1) สาหรับจังหวัด ท่ดี าเนินการตาม
4.2) ให้จัดทาโครงการ แผนปฏิบัติการประจาปี และงบประมาณส่งสานักงานสภาพัฒนาการเมืองเพื่อ
ดาเนินการตอ่ ไปและส่วนจงั หวดั ทีด่ าเนนิ การตาม
4.3) ให้จัดทาโครงการแผนปฏิบัติการประจาปีและงบประมาณให้เสนอต่อคณะกรรมการกิจการสภาพัฒนา
การเมืองเพ่ือพิจารณา
5.ประสานและรว่ มมอื กบั เครือขา่ ยต่างๆท่เี กีย่ วข้องเพอื่ นาแผนพัฒนาการเมือง และยุทธศาสตร์สภาพัฒนาการเมือง
ไปสู่การปฏิบัติโดยจัดทาแผนปฏิบัติการประจาปีและแผนปฏิบัติการเชิงบูรณาการการเมืองภาคพลเมืองให้เช่ือมโยงกับ
แผนพัฒนาจังหวดั
6.พิจารณากลั่นกรองและให้ความเห็นเบ้ืองต้นโครงการที่เสนอขอรับการสนับสนุนทุนจากกองทุนพัฒนาการเมือง
ภาคพลเมือง
7.ประสานเช่ือมโยงบูรณาการการดาเนินงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมอ่ืนๆ รวมท้ังหน่ว ยงานภาครัฐ
ภาคเอกชนทอ้ งถน่ิ ทอ้ งที่ เพ่ือส่งเสรมิ และพฒั นาการเมืองภาคพลเมืองให้เกิดความเข้มแข็ง
8.บริหารจดั การงบประมาณทไี่ ด้รับการสนับสนนุ จากสภาพฒั นาการเมืองและองค์กรอื่นๆ
9.สรุปถอดบทเรียนในพื้นทป่ี ฏิบตั กิ ารเพ่อื การเรียนรู้และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์
10.ตดิ ตามตรวจสอบ และประเมินผลการดาเนนิ งาน
11.รายงานผลการดาเนินงานใหด้ าเนินการดงั น้ี
11.1) คณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัด (คปจ.)ที่ดาเนินการตามกลยุทธ์เรื่องจังหวัดจัดการตนเอง
และพน้ื ที่ต้นแบบ กลยุทธเ์ ร่ืองประชาธิปไตยชุมชนและกลยทุ ธเ์ รื่องการจัดการทรัพยากร ใหร้ ายงานตอ่ คณะกรรมการส่งเสริม
สนบั สนนุ การกระจายอานาจและภาคประชาสงั คม
11.2) คณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัด (คปจ.) ที่ดาเนินโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของ
ประชาชนในทางการเมืองให้รายงานต่อสานกั งานสภาพัฒนาการเมอื ง
11.3) คณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัด (คปจ.) ท่ีดาเนินโครงการประเด็นร้อนหรือประเด็น
สาธารณะหรอื กิจกรรมเพอ่ื สงั คมใหร้ ายงานต่อคณะกรรมการกิจการสภาพฒั นาการเมือง
12.ปฏบิ ัตภิ ารกิจอนื่ ๆร่วมกับสภาพัฒนาการเมือง
นอกจากการกาหนดองค์ประกอบสมาชิกและอานาจหน้าท่ีคณะทางานฯ แล้วสานักงานสภาพัฒนาการเมืองได้
ทดลองจัดต้ังศูนย์ส่งเสริมสนับสนุนคณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคมระดับจังหวัดและกลุ่มจังหวัด (ศคปจ.)โดยมี
วตั ถปุ ระสงคเ์ พือ่ สง่ เสริมสนบั สนุนการดาเนนิ งานของคณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคมระดับจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ทา

- 118 -

รายงานสืบเนือ่ งการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61

หน้าท่ีพัฒนาศักยภาพของคณะทางานฯ ติดตามประเมินผลการดาเนินงานตลอดทั้งการถอดบทเรียน วิเคราะห์ สังเคราะห์
และรวบรวมปัญหาอุปสรรคของการดาเนนิ งาน เพื่อให้การขบั เคล่อื นงานเป็นไปตามวตั ถปุ ระสงค์5
แนวคิดและกรอบการวเิ คราะห์

แม้การกาหนดกลไกโครงสร้างเพ่ือเชื่อมต่อในทางความคิดและหลักการไปสู่ทางปฏิบัติให้เกิดมรรคผลในสังคม
ประชาธปิ ไตยเปน็ สิ่งท่ีทกุ สงั คมตอ้ งค้นคว้าและเรยี นรคู้ วามลงตัวของแต่ละสงั คมนั่นเอง อย่างไรก็ตาม เราจาเป็นต้องทาความ
เข้าใจหลักการของแนวคิดเบื้องหลังการออกแบบกลไกเชิงนโยบายอย่างน้อย 2 แนวคิด คือ 1) การเมืองภาคพลเมือง 2)
เครอื ขา่ ยภาคประชาสงั คมซงึ่ สามารถสรุปอย่างรวบรดั ท่ีเก่ียวข้องกบั ข้อเสนอในงานเขียนช้ินน้ี คือ
การเมืองภาคพลเมอื ง

รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2540 ต่อเนือ่ งมายงั รฐั ธรรมนญู ในปัจจบุ นั ไดม้ ีเจตนารมณ์สาคัญใน
การเปลี่ยนการเมืองของนักการเมืองเป็นการเมืองของพลเมืองโดยส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ประชาชนมีส่วน
รว่ มในการเมอื งการปกครอง เป็นการเมอื งภาคพลเมืองที่ควบคู่ไปกบั การเมืองของนักการเมือง (politician politics) โดยการ
สง่ เสริมการเมอื งภาคพลเมอื งใหม้ ีประสิทธผิ ล ตอ้ งมกี ารสนบั สนนุ การติดตามและตรวจสอบกระบวนการปฏิรูปการเมือง การ
เกิดองคก์ รประชาชน การรณรงคเ์ พ่ือการเรยี นรปู้ ระชาธปิ ไตยของประชาชน การสรา้ งสานกึ พลเมือง เพ่อื เสรมิ สร้างวฒั นธรรม
ประชาธิปไตย การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการเลือกตั้งและการตรวจสอบการใช้อานาจรัฐ ทั้งน้ี ต้องมีการ
สนับสนุนที่เป็นรูปธรรมเช่นกฎหมายท่ีส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนหรือการเมืองภาค
พลเมืองเพ่ือให้ประชาชนสามารถทากิจกรรมการเมืองภาคพลเมืองได้อย่างเต็มที่ เข้มแข็ง ต่อเน่ือง อิสระ มีต้นทุนต่าและไ ม่
เปน็ ภาระแก่ตนเองมากเกินไป

การเมืองภาคพลเมือง เป็นการเมืองหรือสถานการณ์ท่ีประชาชนได้รับสิทธิและเสรีภาพในการเข้ามามีส่วนร่วมใน
กระบวนการทางนโยบาย มีการกระจายอานาจให้ประชาชนสามารถกาหนดวิถีชีวิตของตนเองโดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
ภายใต้กรอบของกฎหมาย โดยกิจกรรมใดทางนโยบายที่อาจเกิดผลกระทบต่อประชาชน ประชาชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม
ตง้ั แต่เริ่มแรก และประชาชนสามารถดาเนนิ กจิ กรรมต่างๆทางการเมอื งได้ดว้ ยตนเอง

โดยท่ัวไปการเมืองภาคพลเมอื งมคี วามหมายหลากหลายตามเป้าหมายที่แตกต่างกัน ซึ่ง ศรัณยู หมั้นทรัพย์ (2550:
น. 101-115) ได้อธิบายไวว้ า่

1. การเมืองภาคปริมณฑลสาธารณะ (Public sphere) ที่มุ่งสร้างพื้นที่เวที กลไกส่วนกลางท่ีไม่ใช่รัฐสภาท่ีจะ
ถกเถยี ง สรา้ งประเด็นต่างๆ ขยายสิทธิอานาจต่างๆ ทเี่ ป็นประโยชน์ตอ่ สังคม

2. การเมืองภาคประชาสังคม (Civil Society) หรอื การเมืองภาคพลเมือง (Citizen Politics) ท่ีเน้นการมีส่วนร่วมท่ี
แข็งขันของบุคคลองคก์ ารต่างๆ ในสังคมที่จะถกเถียงและบรรลุข้อตกลงในประเด็นปัญหาต่าง ๆ หรือผลักดันบางประเด็นให้
เปน็ นโยบายของรฐั

3. การเมืองภาคประชาชน (People’s politics) หรือขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ (New Social
Movement) ท่ีมุ่งเคล่ือนไหวสร้างจิตสานึกในประเด็นผลประโยชน์ร่วมของมนุษยชาติ ได้แก่ สภาพแวดล้อมโลก สภาพทุน
โลก การคัดคา้ นโลกาภวิ ตั น์ เปน็ ตน้
ซ่ึงไม่ว่าจะเป็นการเมืองภาคพลเมืองในรูปแบบใด การเคล่ือนไหวภาคประชาสังคม (Civil society Movement) หรือภาค
พลเมืองดังกล่าวมีองค์ประกอบสาคัญคือ พลเมืองที่กระตือรือร้น (Active citizen) มุ่งปกป้องคุ้มครองสิทธิและมุ่งประโยชน์
สาธารณะ (common good) เปน็ พลังสาคญั

5 ศูนย์ส่งเสรมิ สนับสนุนคณะทางานเครอื ขา่ ยภาคประชาสงั คมระดบั จังหวดั และกลุ่มจังหวัดไดจ้ ัดทาจดหมายขา่ วเพ่ือประชาสมั พันธ์และประสานงานเปน็ ระยะ ดูรายละเอียดได้
ใน http://www.pdc.go.th/th/download/91.html

- 119 -

รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61

David Mathews (1999) อ้างถึงในณรงค์ บุญสวยขวัญ (2552: น.11) ได้ให้ความหมาย “การเมืองภาคพลเมือง”
ในบริบทประชาสังคมวา่

(1) เป็นปรากฏการณ์ที่อยู่ในอารยสังคม (Civilized society) และความเป็นพลเมือง (citizenship) ที่ก่อตัวขึ้นมา
นานนับตง้ั แต่ยุคต้นของประวตั ศิ าสตร์มนษุ ยชาติ

(2) เป็นเรื่องของการเมือง (แม้จะไม่ใช่การเมืองในความหมายท่ีใช้กันอยู่ทั่วไป) โดยท่ีปัจเจกบุคคลหลายคนหลาย
ครอบครัวมสี ่วนรว่ มในขัน้ ตอนกระบวนการตดั สนิ ใจและการลงมือปฏิบัติร่วมกัน การเมืองภาคพลเมอื งตอ้ งเริ่มต้นท่ีกิจกรรมท่ี
เป็นวิถีชวี ิตของพลเมอื งท่ีจะทาใหก้ ารดาเนินชวี ติ ของเขาในฐานะเจา้ ของปญั หาเกิดการก่อรูปข้นึ ของความสัมพนั ธใ์ หม่ เรียกว่า
“ความสมั พันธส์ าธารณะ”

การเมืองภาคพลเมอื งตามแนวคดิ นี้ไมไ่ ดป้ ฏเิ สธการเมืองแบบด้ังเดิม หรือการเมืองในระบบตัวแทน แต่เป็นการเพิ่ม
กลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหาให้การเมืองแบบดั้งเดิม ซึ่งมีความแตกต่างกันในการก่อเกิดชัดเจน สามารถสรุปเชิงหลักการของ
การเมืองภาคพลเมอื งได้ดังนี้

1) หลักแห่งการตอบสนอง (responsibility) คือการเริ่มต้นท่ีการตอบสนองตัวเอง เม่ือผู้คนพิจารณาเห็น
ปัญหาของตน พวกเขาจะจดั การแกไ้ ขปญั หาเพือ่ ตอบสนองความตอ้ งการของตนเอง

2) หลกั แหง่ ความสามารถ (capacity) คือการเรม่ิ ตน้ ที่พลเมอื งตระหนักในความเป็นชุมชนและดึงเอาพลังใน
ชุมชนมาจัดการสรา้ งระบบบรกิ ารในชมุ ชนผา่ นองคก์ รของชมุ ชน

3) หลักแห่งอานาจ (power) คือสนใจอานาจและการใช้อานาจท่ีเป็นจริง อันหมายถึงอานาจของพลเมืองที่
พลเมอื งเปน็ ผู้รเิ รมิ่ เอง เปน็ ผู้ให้การนยิ ามความหมายเอง มิใชก่ ารเพิ่มอานาจท่มี าจากแหลง่ อานาจอน่ื

4) หลกั แห่งความสัมพนั ธ์ (relationships) คือการพิจารณาการแสดงออกเชงิ อานาจท่สี ร้างความสัมพันธ์ผ่าน
กระบวนการแกป้ ญั หา โดยการแกไ้ ขปัญหานนั้ มักจะต้องมีปฏบิ ตั กิ ารความสัมพันธ์ผ่านสองฝ่าย คือหน่วย
ราชการและหน่วยทางธรุ กจิ เพอื่ นาสู่การเปลย่ี นแปลงกระบวนการ กลไก บทบาท ความสัมพันธ์ระหว่าง
ราชการ ธุรกจิ กบั พลเมอื ง

5) หลกั แห่งเจตจานงทางการเมืองและประโยชน์ทางการเมือง (political will and interest) คือทรัพยากร
ในชมุ ชนเป็นเจตจานงของสาธารณะท่ีเป็นผลประโยชนข์ องชมุ ชนอันสง่ ผลให้เกิดความผูกพันของพลเมือง
ที่ต้องดาเนนิ ร่วมกนั จนสามารถควบคมุ ได้ เพราะทรัพยากรน้ที าให้ชุมชนสามารถรเิ ริ่มใหเ้ ป็นเจตจานงทาง
การเมืองและประโยชน์ทางการเมืองของชุมชนโดยการสร้างความสมัครใจ แรงจูงใจ และประโยชน์ให้
เกิดขน้ึ ตอ่ พลเมือง

6) หลกั แห่งการกระทาหรอื การลงมอื ปฏบิ ตั ิ (action) ปกติแล้วเจตจานงสาธารณะหรอื ทางการเมอื งมักจะไม่
เช่ือมโยงหรือมักจะมีความแตกต่างกัน ดังนั้นต้องมีความพยายามท่ีจะจัดการแยกลักษณะของการแยก
ออกเปน็ ส่วนเสย้ี วของสงั คม ผา่ นการประสานงานเพอ่ื รว่ มมอื และสร้างความรบั ผิดชอบรว่ มกัน

เครือขา่ ยภาคประชาสังคม
ชูชัย ศุภวงศ์ (2539) ให้ความหมายของประชาสังคมว่า หมายถึง การท่ีผู้คนในสังคมเห็นวิกฤตการณ์หรือสภาพ

ปัญหาในสังคมที่สลับซับซ้อนยากแก่การแก้ไข มีวัตถุประสงค์ร่วมกันซ่ึงนาไปสู่การก่อจิตสานึก (Civic consciousness)
ร่วมกนั มารวมตวั กนั เป็นกลุม่ หรือองค์กร (Civic group) ไม่วา่ จะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน หรือภาคสงั คม (ประชาชน) ใน
ลักษณะทเี่ ปน็ หุน้ ส่วนกัน (partnership) เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาหรือกระทาการบางอย่างให้บรรลุวัตถุประสงค์ท้ังน้ี ด้วยความ
รัก ความสามานฉันท์ ความเอ้อื อาทรกัน ภายใตร้ ะบบการจดั การโดยมกี ารเชอ่ื มโยงเปน็ เครอื ขา่ ย (Civic network)

เอนก เหล่าธรรมทัศน์ (2540) ให้ความสาคัญเป็นพิเศษกับประชาสังคมในประเด็นของ “คนชั้นกลาง” “การมีส่วน
ร่วม” “ความผกู พนั ” และ “สานกึ ของความเป็นพลเมือง” นั่นคือไม่ได้หมายถึงความเป็นชุมชนในสังคมชนบทเท่านั้น แต่กิน

- 120 -

รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61

ความรวมไปถงึ คนชน้ั กลางภาคเมือง ซึ่งไม่จาเป็นต้องมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันเป็นเครือญาติ หรือแบบคุ้นหน้า แต่เป็นความ
ผูกพันของผู้คนท่ีหลากหลายบนพื้นฐานแห่งความร่วมมือและการแสวงหาหารมีส่วนร่วมและด้วยสานึกท่ีมีต่อความเป็น
พลเมือง (citizenship) น่นั เอง

David Mathews (2540) ไดส้ รุปและชี้ใหเ้ หน็ ถงึ องคป์ ระกอบทสี่ าคญั ของประชาสังคม และสามารถใชเ้ ป็นเกณฑ์ใน
การวดั ความเข้มแข็งของประชาสงั คมในบริบทของสงั คมตะวันตกได้จากองคป์ ระกอบ 6 ประการ คือ

1) โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะและช่องทางการส่ือสาร ประชาสังคมต้องการพื้นท่ีสาธารณะและโอกาสที่จะพบปะ
ซึ่งสถานท่ดี ังกล่าวมีความสาคญั อยา่ งยง่ิ ต่อการก่อเกิดเจตจานงทางการเมอื ง เพื่อทจี่ ะสรา้ งความเปน็ พลเมอื ง ให้กับประชาชน
ประชาสังคมจะเข้มแข็งหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้จากพ้ืนที่สาธารณะ (Public space) และองค์รวมของพื้นท่ีสาธารณะก็
คือ โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ (civic infrastructure) ของชุมชน โดยสามารถแยกโครงสร้างพ้ืนฐานสาธารณะได้เป็น 3
ระดับ คือ 1) ระดับพื้นฐานล่าง คือการพบปะกันของผู้คนเป็นคร้ังคราว การพบปะน้ีอาจเป็นการพบปะกันในสภาพัฒนา
ทอ้ งถ่ินหรือเพ่อื นบ้าน 2) ระดับกลาง คือ การรวมกนั เปน็ กลมุ่ เพือ่ เน้นงานดา้ นใดด้านหนึ่งหรือเป็นองค์กร 3) ระดับสูงสุด คือ
องค์กรร่ม (Umbrella Organizations) ที่เช่ือมองค์กรสมาชิกและสมาชิกเข้าด้วยกัน การพบปะหรือองค์กรเหล่าน้ี คือ ช่อง
ทางการสื่อสาร (Channels of communication)

โครงสรา้ งพนื้ ฐานจะอิงอยกู่ ับระบบสังคมทีไ่ มเ่ ปน็ ทางการ อาจจะเปน็ งานเทศกาล เป็นตน้ ท่ีดึงให้ผู้คนมาพบกัน ซึ่ง
นอกจากจะเป็นเหตุการณ์ทางสังคม (Social events) แล้ว ยังเป็นการเชื่อมผู้คนให้เข้าใกล้ชิดกัน ได้พูดคุยกัน ซ่ึงเรย์ โอเดน
เบอรก์ (Ray Oldenburg: 1989) เรียกสถานท่ีเกิดการพูดคุยนี้ว่า แหล่งท่ีย่ิงใหญ่ที่ดีท่ีสุด หรือ the great good place ของ
ชุมชน นอกเหนือจากนั้นก็จะเป็นที่ไห้ได้พบกับคนแปลกหน้านอกชุมชน ซ่ึง อเลกซีสเดอ ทอกเกอวิล (Alexis de
Tocqueille: 1969) พบในศตวรรษท่ี 19 ว่า การพบปะของคนแปลกหน้าเกิดขึ้นบ่อยในการสมาคมแบบไม่เป็นทางการ การ
พบปะของผู้คนที่หลากหลายและสามารถใหเ้ ขาเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอความคิด แนวทาง เป็นการสร้างเครือข่าย ทาให้
เกิดสายสัมพนั ธ์ระหว่างคนทตี่ า่ งฐานะ ตา่ งชนชัน้ กนั

2) กระบวนการสาคญั ของชุมชน ชวี ติ สาธารณะของชุมชนหน่ึง สามารถท่ีจะวัดได้ด้วยกระบวนการตัดสินใจภายใน
ชุมชนในเร่อื งสาธารณะ สิ่งหนง่ึ ทจี่ ะต้องเกดิ ก่อนการตดั สนิ ใจสาธารณะ คือ กระบวนการเรยี นรู้ของชุมชน เพ่ือให้คนในชุมชน
มีความรู้ความเข้าใจในการตัดสินใจ เน่ืองจากในอดีตผู้นาเท่านั้นที่เป็นผู้ตัดสิน เป็นผู้ชักนาคนในชุมชนให้เห็นคล้อยตาม
ความคิดของตน ด้วยการแสวงหาหลักฐานข้อมูลต่างๆ มาโน้มน้าวให้คนตัดสินใจตาม มากกว่าเป็นการตัดสินใจของคนใน
ชมุ ชนเอง ดงั นั้น การเรียนรขู้ องชุมชนจงึ เปน็ จดุ เริ่มตน้ ของการพฒั นาชุมชนในวถิ ที างท่ีทาให้ชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของชุมชน การ
สรา้ งความเปน็ ชมุ ชนจงึ เปน็ หน่งึ เดียวกบั การกระตุ้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ชุมชน ชุมชนที่เข้มแข็งคือชุมชนแห่งการเรียนรู้
น่นั เอง

3) ภาวะการนาและผูน้ าชมุ ชมุ ชน ชุมชนที่เขม้ แข็ง จะอยู่ในวถิ ที างที่ผู้นาสมั พันธ์กับคนอื่น นอกจากความเป็นผู้นาที่
โดดเด่น หรือผู้กระทาคนสาคัญของชุมชน ชุมชนท่ีเข้มแข็งจะต้องมีสมาชิกที่มีความสามารถที่จะคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ อย่างที่
วอน กรีสแฮม (Vaughn Grisham: 1990) ได้อ้างคาพูดของผู้นาคนหน่ึงของเมืองทูเปโลว่า “หากคุณต้องการชุมชนท่ีดี คุณ
ต้องทาหน้าที่เป็นผู้นาด้วยตัวคุณเอง” ผู้นาท่ีดีจะต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ท่ีกว้างไกล มีผู้นาท่ีหลากหลาย และตัวผู้นาจะต้องไม่
แตกต่างจากชาวบา้ นคนอน่ื ๆ

4) กรอบแนวคิดหรือภาพท่ีอยู่ในหัวของคนในชุมชน โดยเฉพาะกรอบแนวคิดในการแก้ปัญหาและการมองความ
เป็นไปของสรรพสิ่ง วอน กรัสแฮม (Vaughn Grisham)เรียกกรอบแนวคิดนี้ว่า หลักนาการปฏิบัติ (guiding principles)
จะต้องเป็นกรอบแนวคิดท่ีเน้นการมีส่วนร่วมของภาคสาธารณะและการทางานเพือ่ ส่วนรวม ดงั หลักนาการปฏิบัติของชาวทูเป
โลท่วี ่า “อยา่ เบย่ี งงานของชุมชนไปให้คนอ่ืนท่ีไม่เกย่ี วข้องกบั ชมุ ชน” หรือ “สร้างทีมงานยึดแนวทางของทีมงาน”และ “จงถือ
ว่ามนุษย์ทุกคน คือ ทรัพยากรท่ีล้าค่า” เป็นต้น และต้องมองอานาจว่าเป็นส่ิงท่ีมีอยู่ในตัวคนซึ่งอานาจที่แท้จริงต้องมาจาก
ประชาชน และทาให้เกิดความมั่นใจว่า “ประชาชนในท้องถิ่นเท่าน้ันท่ีสามารถแก้ปัญหาท้องถิ่น” นั่นคือ คนในชุมชนทุกคน

- 121 -

รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 61

จะต้องรับผิดชอบต่อปัญหาของชุมชน ดังที่ แฮรี่ บอย (Harry C.Boyte: 1989) สรุปได้ว่า ”เจตจานงท่ีจะเข้ารับผิดชอบต่อ
ปัญหาชุมชน เป็นแกนใจสาคัญในการก่อเกิดอานาจสาธารณะ” และ เดวิสเมอร์ริต (Davis Merritt,Jr.: 1992) ก็สรุปได้ว่า
“วิถีทางเดยี วทจี่ ะทาให้ชุมชนเป็นชุมชนท่ีน่าอยู่ก็คือ ประชาชนในชุมชนต้องเข้าใจและยอมรับความรับผิดชอบของตนต่อทุก
เรือ่ งทเี่ กดิ ข้นึ กับชุมชน”

5) ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสถาบัน พัทนัม (Pobert Putnam: 1993) สรุปว่าความ สัมพันธ์กันในแนวระนาบ
(เทา่ เทียม) นาไปสเู่ มืองที่ระบบการปกครองที่ดีและเศรษฐกิจม่ังค่ังความสัมพันธ์ในแนวตั้งก่อให้เกิดการปกครองแบบมาเฟีย
และทาให้เศรษฐกิจของเมืองล้าหลัง สถาบันและคนจะต้องมีความสัมพันธ์กันทุกกลุ่ม ท้ังกลุ่มธุรกิจ กลุ่มองค์กรประชาชน
โรงเรยี น องค์กรชมุ ชน

6) สานึกความเป็นชุมชนและขนบแห่งการแบ่งปัน ความเป็นชุมชนไม่ได้เร่ิมด้วยขนบธรรมเนียมแห่งความร่วมไม้
ร่วมมอื ในทางตรงกันข้าม ธรรมเนียมแห่งความร่วมไม้ร่วมมือเป็นส่ิงที่ก่อรูปขึ้นทีละน้อยจากกระบวนการทางานร่วมกันของ
คนในชุมชน (Harry C.Boyte: 1989) กล่าววา่ ประชาชนจาตอ้ งร่วมไมร้ ่วมมอื กนั ทางานก่อนแล้วจึงจะสามารถสร้างขนบแห่ง
การทางานรว่ มกัน และจะคอ่ ย ๆ สรา้ งความสัมพนั ธใ์ ห้เกิดความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันได้

นอกจากแนวคิดประชาสังคมแล้ว ชัยอนันต์ สมุทวณิช (2547) ได้ให้ความหมายของ ประชารัฐ(civil state) ซ่ึงเป็น
กระบวนทศั น์ท่ขี ยายออกจากประชาสังคม (civil society) ว่าหมายถงึ การทางานร่วมกันของภาครัฐและภาคประชาชน ไม่ใช่
การที่รัฐครอบประชาชนอย่างรฐั ประชาชาติ (governance) หรือสังคมนารฐั อยา่ งประชาสงั คม (civil society) โดยทกุ ฝา่ ยเขา้
มาร่วมกันในลักษณะ Partnership โดยให้เหตุผลในการผนวกภาครัฐเข้ามาในความหมายประชาสังคมว่า เนื่องจากทุก
ปริมณฑลของสงั คมไทยลว้ นมีภาครฐั แทรกแซง การแยกภาครัฐออกจงึ เปน็ เร่ืองกอ่ ใหเ้ กดิ ความขดั แย้งและไม่เกดิ ผลดีโดยรวม

เม่ือพิจารณาหลักการจากแนวคิดประกอบการออกแบบกลไกคณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคมระ ดับจังหวัด
(คปจ.) ผ่านองค์ประกอบและบทบาทอานาจหน้าท่ี เราจะพบลักษณะการบริหารองค์กรมากกว่าลักษณะการทางานแบบ
เครอื ข่ายภาคประชาสงั คม กลา่ วคอื เป็นไปในทิศทางของความสมั พนั ธ์แบบช่วงช้ันจากนโยบายระดับบนให้หน่วยงานลูกข่าย
ในพนื้ ทเี่ ปน็ ผ้ดู าเนินการตามวธิ จี ากสว่ นกลางเป็นหลกั ด้วยสภาพัฒนาการเมืองเป็นผกู้ าหนดบทบาท ขอบเขตหนา้ ท่ีรบั ผิดชอบ
ร่วมทั้งองคป์ ระกอบการรว่ มตัวของเครือข่ายคนทางาน โดยหวังใหเ้ กดิ เครือข่ายกลไกคนทางานที่ขับเคลื่อนและผลักดันคนใน
พื้นทอี่ ยา่ งใกล้ชิด หากวิเคราะห์ผ่านแว่นทางความคิดของเครือข่ายภาคประชาสังคมและการเมืองภาคพลเมืองแล้ว รูปแบบ
การจัดต้งั ในลักษณะนี้ ไมอ่ าจกอ่ ใหเ้ กดิ การรวมกลุ่มทเ่ี กาะเก่ียวและกอ่ ใหเ้ กดิ จติ สานกึ ภายในรว่ มกันไดโ้ ดยง่าย

อยา่ งไรก็ตาม ในสภาพความเปน็ จริงในพนื้ ท่ี ยอ่ มมีทุนทางสังคมเดมิ อยู่อย่างหลากหลาย ท่เี ปน็ ฐานใหเ้ กดิ แกนกลาง
ของการรวมกลมุ่ เกาะเก่ยี วและทางานร่วมกนั การออกแบบกลไกลกั ษณะดังกลา่ วสามารถเขา้ ใจได้ตามภาพด้านลา่ ง

- 122 -

รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61

กลไกโครงสร้างคณะทางานเครือขา่ ยภาคประชาสังคม ระดบั จงั หวัด (คปจ.)

กลไกโครงสรา้ งคณะทางานเครือขา่ ยภาคประชาสังคมระดบั จงั หวดั (คปจ.)

บทวเิ คราะห์
โครงสร้างใหมใ่ นมือผ้กู ระทาการ: นโยบายสว่ นกลางในทางปฏิบัติ

หากพจิ ารณาจากพระราชบญั ญัตสิ ภาพฒั นาการเมือง พ.ศ.2551 เราจะเห็นเจตนารมณข์ องกฎหมายทีต่ อ้ งการสร้าง
ประชาธิปไตยจากฐานราก (Democracy from below) หรือพื้นที่ของการเมืองภาคพลเมือง เป็นรูปแบบสาคัญของสังคม
ประชาธปิ ไตยทตี่ อบสนองความหลากหลายของสงั คมปจั จุบันได้อยา่ งยดื หยนุ่ มากข้ึน

ประชาธิปไตยแบบฐานราก มีลักษณะของการรวมตัวของผู้คนที่มีความหลากหลายเข้าด้วยกัน การรวมตัวด้วย
ความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมในแนวระนาบ เป็นระบบเปิด ของการเกาะเก่ียวยึดโยงเจตนารมณ์หรือคุณค่า และเ ป้าหมายร่วม
ความสัมพันธ์แบบน้ีอาจเรียกได้ว่า เป็นความสัมพันธ์แบบเครือข่ายมากกว่าความสัมพันธ์แบบช่วงชั้นดังกลไกโครงสร้างการ
ทางานท่ถี ูกกาหนดแนวทางไว้คอ่ ยข้างรดั กมุ จากสว่ นกลาง หากพจิ ารณาตามน้ี องคก์ รภาคประชาสังคมตามพระราชบัญญัติฯ
ควรถูกกาหนดให้มีลักษณะการทางาน/การรวมกลุ่มในรูปแบบเครือข่ายเพื่อสร้างเสริมประชาธิปไตยจากฐานรากได้อย่าง
แท้จรงิ ซึง่ สอดคล้องกับหลักการองคก์ รภาคประชาสงั คมทส่ี ภาพฒั นาการเมอื งตคี วามไวใ้ นค่มู ือการทางานของคปจ.

ประสบการณ์การลงพ้ืนท่ีเพื่อสัมภาษณ์ จัดสนทนากลุ่ม กับคณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคม ระดับจังหวัด
(คปจ.) กว่าสิบกรณีทาให้ผู้เขียนเห็นกลไกการทางานที่ถูกปรับเหลา กล่อมเกลาให้ลงตัวกับบริบท ลักษณะเฉพาะในพ้ืนที่
โดยเฉพาะโจทย์ความสนใจร่วมกันของคนทางานในเครือข่าย หากใช้การมองผ่านแนวคิดเครือข่ายทางสังคมต่อกระบวนการ
เครือขา่ ยภาคประชาสงั คมในระดับพ้ืนทจ่ี ะสามารถเหน็ การทางานในแนวราบท่ีหลากหลายจากคนทางานที่อิงต่อสถานการณ์
ตรงกับเจา้ ของปัญหา โดยเฉพาะการวเิ คราะห์ในเชิงกระบวนการท่ีปัจจบุ นั นับว่า คณะทางานเครอื ข่ายภาคประชาสังคมระดับ
จงั หวดั (คปจ.) ยังอยใู่ นช่วงแรกเรม่ิ ของการจัดระบบ กระบวนการ และวฒั นธรรมการทางาน ผู้เขียนได้พบลักษณะโครงสร้าง
การดาเนนิ งานท่ีเปน็ สว่ นผสมท่สี าคญั ตอ่ การพจิ ารณาต่อการวางยทุ ธศาสตร์เชิงนโยบายดงั ตอ่ ไปนี้

- 123 -

รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61

1. โครงสรา้ งภายในคณะทางานเครอื ข่ายภาคประชาสงั คมระดบั จงั หวัด
 รูปแบบโครงสร้างคณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคมระดับจังหวัด (คปจ.) : ส่วนผสมความไม่เป็นทางการใน

โครงสร้างทเ่ี ปน็ ทางการ
การเร่มิ ต้นเกาะเกีย่ วของคณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคมระดับจังหวัดน้ัน เป็นที่ชัดเจนว่าเป็นการตั้งต้นโดย
การกาหนดจากสภาพัฒนาการเมือง องค์ประกอบและโครงสร้างการทางาน หน้าที่ บทบาท พันธกิจ จึงถูกกาหนดและวาง
บทบาทไว้กอ่ นแลว้ ลกั ษณะดังกล่าว จึงไม่ใช่การรวมตัวของผู้คนท่ีเกาะเกี่ยวจากการค่อยร่วมสร้างวัฒนธรรมของกลุ่มแต่ละ
กลุ่มรวมกัน ซึ่งเป็นลักษณะโดยทั่วไปของเครอื ข่ายแบบภาครัฐกาหนด รูปแบบการทางานแบบเครือข่าย (ซ่ึงมีธรรมชาติแบบ
ไม่เป็นทางการ) จึงได้รับการยอมรับและมีตาแหน่งแห่งท่ีอย่างเป็นทางการมากขึ้น ดังท่ีประธานคณะทางานฯ จังหวัด
อุบลราชธานีเรียกโครงสร้างเช่นน้ีว่า “รัฐร่วมราษฎร์” ขณะเดียวกัน ความพยายามผสานโครงสร้างทางการก็มีข้ออ่อน
เน่ืองมาจากความไม่ยืดหยุ่นในกระบวนวิธีทางาน เช่น การกาหนดจานวนสมาชิกผู้แทนแต่ละภาคส่วนอย่างตายตัว การ
กาหนดหมวดหมู่ค่าใชจ้ า่ ยทไี่ ม่ยืดหยุ่นตอ่ ลกั ษณะเฉพาะในแตล่ ะพ้นื ท่ขี องจงั หวดั เหล่านี้เป็นตน้
อย่างไรก็ตาม จากข้อค้นพบในการศึกษา เป็นที่ชัดเจนว่า แต่ละจังหวัดที่มีจริตและประสบการณ์การทางานแบบ
เครือข่ายภาคประชาชน มิได้เชื่องเชื่อดาเนินการตามระเบียบจากโครงสร้างสภาพัฒนาการเมืองอย่างไม่อิงกับสถานการณ์
หากคณะทางานฯ ต่างพยายามประสานการทางานในพ้ืนที่ท่ีมีบรบิ ทเฉพาะใหส้ อดคล้องและเป็นไปได้กับระเบียบและหน้าที่ท่ี
ถกู วางไว6้

 ผู้เล่นสาคัญในคณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคมระดับจังหวัด (Active Actor): แกนนาในพ้ืนท่ีเดิม (พอช./
นักวชิ าการ/นักพัฒนา ฯลฯ) ผสมภาคสว่ นต่าง ๆ
แม้จะมีการกาหนดองค์ประกอบผู้แทนแต่ละภาคส่วนเข้าร่วมเป็นคณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคมระดับ

จังหวัด(คปจ.) แต่ในช่วงก่อร่างของเครือข่ายนั้น แกนนาหลักในคณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคมระดับจังหวั ดจะ
สอดคลอ้ งกบั องค์ประกอบของสมาชกิ สภาพฒั นาการเมอื งที่มฐี านสมาชกิ มาจากสภาองคก์ รชมุ ชนและกลุ่มนกั วชิ าการเป็นสอง
องค์ประกอบหลัก โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มทางานทางสังคมร่วมกันในพ้ืนที่อยู่ก่อนแล้ว เม่ือมีโครงสร้างกลไกคณะทางาน
เครอื ขา่ ยภาคประชาสงั คมระดบั จังหวดั ท่ชี ว่ ยใหก้ ารทางานทางสงั คมเป็นรูปธรรมมีระบบรองรับกลุ่มทางานดังกลา่ วทีม่ สี ถานะ
ต่าง ๆ จงึ เข้ารว่ มในบทบาทของคณะทางานฯ

คณะทางานทีเ่ ป็นกลุ่มก้อนเดียวกันและมีหลายบทบาท ทาให้เกิดการระดมทรัพยากรจากฐานการทางานการเมือง
ภาคประชาชนแต่เดิมมาเกื้อหนุนได้มาก รวมท้ังความกลมกลืนในรูปแบบ จริตการทางาน และความเชื่อใจ ท่ีช่วยสร้างความ
เข้มแข็งซงึ่ เป็นสงิ่ จาเป็นในระยะแรกเร่มิ การจดั ระบบการทางาน ขณะเดยี วกัน ทาให้ความสัมพันธ์เชิงอานาจของคณะทางาน
เครือข่ายภาคประชาสังคมระดับจังหวัดถูกผลักดันโดยแกนนาหลักในพื้นท่ีเดิม เช่นเดียวกับการกาหนดประเด็น รวมไปถึง
กระบวนการวิธีการทางาน และวัฒนธรรมการสร้างการมีส่วนร่วมในโครงสร้างคปจ. แต่ละจังหวัดจะถูกหยิบยกตามแต่กลุ่ม
แกนนาเปน็ สาคัญ ความสัมพนั ธเ์ ชิงอานาจแบบนี้ สร้างความเข้มแข็งในการทางานได้มาก หากอีกทางหนึ่งอาจเป็นการกีดกัน
การทางานจากภาคประชาสังคมอ่นื ๆ โดยปริยาย

อย่างไรก็ดี ด้วยองค์ประกอบท่ีกาหนดผู้แทนแต่ละภาคส่วนไว้ ทาให้ในช่วง1-2 ปีจึงเป็นการเรียนรู้การทางาน
ร่วมกันของหลายภาคส่วนตามโครงสร้างสัดส่วนท่ีกาหนดจากสภาพัฒนาการเมืองเนื่องจากแต่ละภาคส่วนก็มีลักษณะการ
ทางานทแี่ ตกต่างกนั ท้งั ภาครัฐเอกชนและภาคประชาสังคม ควรต้องระวังความคุ้นชินกับวัฒนธรรมและบทบาทการทางานใน
องค์กรอื่นที่ติดตัวคนทางานมาเข้าร่วมเป็นทีมคณะกรรมการเดียวกันระยะแรกจาเป็นต้องมีการปรับโทนและทาความเข้าใจ

6 เห็นได้จากวิธกี ารหลายลักษณะในแตล่ ะจงั หวัด ตวั อย่างเช่น คปจ.จังหวัดอบุ ลราชธานี จัดสรรผแู้ ทนแต่ละภาคสว่ นจากกลมุ่ เครอื ข่ายคนทางานทางการเมอื งในพน้ื ท่เี ดยี วกนั
มากอ่ น (เปน็ กกต. ชดุ แรกของจังหวดั รว่ มกัน) จึงมีวัฒนธรรม ความเช่อื และเปา้ หมายทางการเมืองไปในทศิ ทางเดียวกัน เช่นเดียวกบั คปจ.จังหวดั นา่ น ท่เี ปน็ การรวมกลุ่ม
คนทางานขบั เคลื่อนทางสังคมในจังหวัดเดิมอยู่แล้ว

- 124 -

รายงานสืบเนือ่ งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61

และตีความบทบาทหน้าทค่ี ณะทางานเครอื ขา่ ยภาคประชาสังคมระดับจังหวัดร่วมท้งั ดึงให้สอดคล้องตามทุนทางสังคมในพื้นที่
สง่ิ เหล่านี้ นบั เปน็ ความเปน็ พหลุ ักษณ์ในการทางานของคณะทางานเครอื ข่ายภาคประชาสังคมระดับจังหวัดท่ีพยายามสร้างให้
เกิดในรูปแบบหากในสถานการณจ์ ริงยงั มีข้อพงึ พิจารณาอยู่มากตามบริบทในพื้นที่

 ความเขม้ แข็งของการรวมกล่มุ คณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคมระดับจงั หวดั : ส่วนผสมแบบเชงิ รุกและเชิงรับ
- จดุ มุง่ หมาย ความมุ่งมั่นในการรวมตัว
ความเข้มแข็งจากภายในกลุ่มคนทางาน เป็นสิ่งจาเป็นเริ่มแรกท่ีต้องทาให้เกิดข้ึน โดยส่วนใหญ่การรวมตัวของ

เครือขา่ ยตามธรรมชาติ จะก่อรูปจากความมุ่งม่นั และมีจุดมุ่งหมายการรวมตัวก่อน ขณะท่ีเครือข่ายภาครัฐ จะถูกกาหนดโดย
หน้าท่ีและบทบาทความรับผิดชอบ กรณีของคณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคมระดับจังหวัดซ่ึงมีส่วนผสมจากท้ังสอง
ลกั ษณะของกลมุ่ คน จงึ พบภาพทั้งสองด้าน คือ ในพ้ืนท่ีจังหวัดที่มีการรวมตัวของกลุ่มแกนนาทางานเดิมในพื้นท่ีอย่างเข้มข้น
จะสง่ ผลใหก้ ารทางานเต็มไปดว้ ยความมุ่งมน่ั สมาชิกคณะทางานฯ ร่วมแรงร่วมใจและแลกเปลี่ยนข้อมูล ทรัพยากรรวมกัน มี
จดุ หมายการรวมตวั เพอ่ื ประสานผลประโยชนร์ ่วมของพ้ืนที่ ขณะทอี่ ีกด้านหนึ่งทสี่ มาชกิ เข้าร่วมกันตามตาแหน่งหน้าที่ จะเห็น
ความไมม่ ั่นใจในกลไกระบบของคณะทางานฯ การเขา้ ร่วมเปน็ ไปตามหนา้ ที่ ไมต่ ระหนกั ในเนอื้ งานเทา่ ทคี่ วร บางครัง้ ส่งผู้แทน
เวียนเขา้ รว่ ม กรณนี เี้ รียกไดว้ ่า มีจดุ หมายเพียงทาตามหนา้ ทีซ่ ่ึงจะไมเ่ สรมิ ความเข้มแข็งของคณะทางานฯ ในระยะยาว

- จดุ มงุ่ หมายเชิงกระบวนการ
ความเข้มแข็งจากการเข้าร่วมดูได้จากจุดมุ่งหมายในกระบวนการทางาน สาหรับคณะทางานเครือข่ายภาคประชา
สังคมระดับจังหวดั พบรปู แบบกระบวนการทางานทงั้ เปน็ รปู แบบกระบวนการเพ่ือประสานพลงั เพอื่ สร้างเสรมิ และเพม่ิ อานาจ
ต่อรอง และกระบวนการเพ่ือจัดการตนเองซ่ึงเป็นสาระหลักของกระบวนการภาคประชาชน อย่างไรก็ตาม ความเข็มแข็งใน
กระบวนการเหล่านี้ จะพบในจังหวดั ทีม่ ีความพลังของกลุ่มทางานเดิมเปน็ ส่วนใหญ่ ขณะท่ีจังหวัดที่การรวมกลุ่มยังไม่เข้มแข็ง
จุดมงุ่ หมายเชิงกระบวนการจะดาเนินไปตามบทบาทหนา้ ที่ประจาของคณะทางานฯ เช่น การจัดประชุม การจัดเวทีให้ความรู้
เรือ่ งการเมืองภาคพลเมือง เปน็ ต้น

2. กระบวนการและผลการทางาน
 การทาหนา้ ที่ตามบทบาทที่สภาพฒั นาการเมอื งกาหนด

สว่ นใหญค่ ณะทางานฯ จะทางานตามระเบียบท่ีกาหนดจากสภาพัฒนาการเมือง เช่น การจัดประชุมให้ครบกาหนด
ฯลฯ แต่เนื้อหาการทางานเป็นโจทย์การขับเคลื่อนเดิมในพื้นท่ีด้วยบทบาทเดิมตามหน้าท่ีในตาแหน่งต่าง ๆ ของคนทางาน
สภาพการทางานเช่นน้ี บางคร้ังทาให้การทาหน้าที่ตามบทบาทกลไกของสภาพัฒนาการเมืองยังไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะการ
วางแผนยุทธศาสตร์การเมืองภาคพลเมืองระดับจังหวัดในระยะยาว เช่น การผลักดันเข้าสู่แผนจังหวัด การสร้างวุฒิภาวะ
พลเมืองต่อสังคมประชาธิปไตย เหล่าน้ีเป็นต้น สาหรับการทางานให้บรรลุตามภาระหน้าที่อ่ืน ๆ นั้น กาลังดาเนินการอย่าง
คอ่ ยเป็นค่อยไปตามสภาพเงอ่ื นไขในระยะแรกของการสร้างระบบการทางานรูปแบบใหม่เชน่ นใี้ หเ้ กิดข้ึนไดใ้ นพื้นที่

 การเป็นพื้นทก่ี ลาง/การสรา้ งเวทที างสงั คม
คณะทางานเครอื ข่ายภาคประชาสงั คมระดับจงั หวัดนับเปน็ กลไกสาคัญสาหรบั เครือขา่ ยภาคประชาสงั คมทที่ างานใน

พ้ืนที่โดยเฉพาะในการเป็นพื้นที่กลางของเครือข่ายคนทางานทางสังคม พ้ืนที่หรือกลไกดังกล่าวถูกจัดวางให้ทาหน้าที่หลาย
ลักษณะ คือ เป็นเวทีในการประสานกลไกภาคประชาสังคมในและระหว่างจังหวัดในทุกประเด็นการขับเคลื่อนในพ้ืนท่ี เป็น
กลไกรองรับให้ทางานตามประเด็นโดยเอาโจทย์ร่วมในพ้ืนท่ีเป็นตัวตั้งสามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้สาหรับกลุ่มคนได้
หลากหลาย และท่ีสาคญั คอื เป็นเคร่อื งมอื ท่ีมตี ัวบทกฎหมายรบั รองในการขบั เคล่ือนการแก้ปญั หาในพืน้ ท่ี

- 125 -

รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61

 การสรา้ งตัวตนของคณะทางานฯ
การสัง่ สมและสรา้ งอัตลกั ษณข์ องคนทางานเป็นเร่ืองสาคัญ โดยเฉพาะการทางานกับสาธารณะในการทาหน้าท่ีของ

คณะทางานเครอื ขา่ ยภาคประชาสังคมระดับจังหวัดมีความพยายามในเรื่องน้ี อย่างหลากหลายลักษณะตามแต่บริบทในพื้นที่
โดยพ้ืนท่ีที่การรวมตัวยังไม่เข้มแข็ง คณะทางานฯต้องการให้ สภาพัฒนาการเมืองสนับสนุนให้เกิดการยอมรับตัวตนและ
ตาแหน่งแห่งที่จากกลไกอย่างเป็นทางการในจังหวัด เช่น การทาหนังสือเรียนช้ีแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบและเห็น
ความสาคัญ ขณะท่ีคณะทางานฯ ในบางจังหวัดสามารถสร้างส่ิงเหล่านี้ ได้จากฐานเดิมของตนเอง และในบางพ้ืนที่ คณะ
ทางานฯ ก็ไม่ต้องการนาเสนอตัวตนในแบบที่เป็นกลไกจากสภาพัฒนาการเมือง หากต้องการนาเสนอจากตัวตนของภาค
ประชาสงั คมในจงั หวัด

3. สรปุ ประเด็นในภาพรวมได้ดังน้ี
 โครงสร้างการทางาน

คณะทางานเครือขา่ ยภาคประชาสงั คมระดบั จังหวดั ยงั อย่ใู นระยะการกอ่ ตวั และบริหารจดั การความสมั พนั ธ์ ตคี วาม
บทบาท สรา้ งความเข้าใจ กาหนดเป้าหมายและคุณค่าร่วมกันระหว่างคนทางาน เพื่อจัดวางระบบและวัฒนธรรมการทางาน
ภายใตก้ ลไกแบบ “รฐั รวมราษฎร์” น่ันคอื โครงสรา้ งความสัมพนั ธเ์ ปน็ สว่ นผสมความไมเ่ ปน็ ทางการในโครงสรา้ งทเี่ ป็นทางการ
กล่าวคือ เป็นการดงึ แกนนาทที่ างานใกล้ชดิ ในเชิงการขบั เคลื่อนกจิ กรรมทางสังคมกบั สมาชิกสภาพัฒนาการเมืองในจังหวัดมา
เปน็ คณะทางานฯ ทีม่ โี ครงสร้างอยา่ งเป็นทางการจากสภาพฒั นาการเมอื งรองรบั

 บทบาทที่ซ้าซอ้ นของคนทางาน
โดยเฉพาะการทาหน้าที่ของสภาองค์กรชุมชนซึ่งเน้นบทบาทการ พัฒนากับหน้าท่ีในฐานะกลไกของสภาพัฒนา

การเมือง นบั เปน็ ช่วงเปลยี่ นผ่านของการจัดวางตาแหน่งแหง่ ท่ขี องคนทางานในขอบเขตนักปฏิบัติการประชาธิปไตย ช่วงเวลา
เช่นนี้ มขี อ้ พึงพจิ ารณาหลายด้าน เพราะการใชฐ้ านทรัพยากรเดิมช่วยเอ้อื ให้เกดิ ความเขม้ แขง็ ในการทางานอย่างมาก ขณะท่ีมี
ข้อควรระวังต่อการกดี กันกลมุ่ อื่น การไม่ละเลยตอ่ บทบาทใหมใ่ นสภาพัฒนาการเมือง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการ
สวมบทบาทใด สิ่งสาคญั คอื สารตั ถะทีต่ อ้ งการดารงจิตสานึกประชาธิปไตยของสังคมไทย

 การสนับสนนุ อย่างเคารพศกั ดิศ์ รรี ว่ มกนั
คณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคม ระดับจังหวัด (คปจ.) ไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม การทาหน้าท่ี

สนับสนุน (ทีมหนุน) ของสภาพัฒนาการเมือง ยังเป็นความสัมพันธ์เชิงอานาจมากกว่าความสัมพันธ์แบบ partner หุ้นส่วน
ขณะท่ี ทีมทา คือ คปจ.ต้องการการสนับสนุนท้ังในเชิง งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ที่ยืดหยุ่นและการสนับสนุนในเน้ือหาสาระ
ข้อมูล รวมท้งั การพัฒนาคนทางานแม้การไม่ไดร้ บั การสนับสนนุ จะเปน็ โอกาสให้เกิดการระดมทุนทางสังคมเพมิ่ มากขน้ึ ก็ตาม

 นยิ ามการเมอื งภาคพลเมอื งจากการปฏิบตั ิ
การทางานการเมืองภาคพลเมืองที่ผ่านมา เกิดข้ึนในหลายรูปแบบ แต่ยังไม่เคยถูกวางกลไกในโครงสร้างทางการ

อย่างเป็นรูปธรรมมาก่อน การเกิดขึ้นของกลไก คปจ.ทาให้เกิดการขยับการตีความ ทาความเข้าใจต่อบทบาทการทางาน
การเมืองภาคพลเมอื งอยา่ งหลากหลาย ดงั น้ี

- การเมอื งภาคพลเมืองไม่ใช่การเมืองท่ีจากัดอยู่เพียงเรื่องของ “การเลือกต้ัง” เท่าน้ัน แต่เป็นเร่ืองท่ีเกี่ยวข้อง
กับวิถีชีวิตของทุกคนโดยตรงในการดาเนินชีวิตประจาวันต้ังแต่ในระดับครอบครัว หมู่บ้าน ชุมชนท้องถิ่น
ระดบั สงั คม จนถึงระดับชาติและนานาชาติ

- การเมืองภาคพลเมืองเป็นการเมืองท่ีดึงอานาจการจัดการทรัพยากร/ประเด็นปัญหา/ความต้องการ(ทุน เรื่อง
รอบตัว) ให้อยู่ในชีวิตประจาวันของชาวบ้านเอง เช่น การออกแบบข้อบัญญัติ วิธีจัดการในแต่ละหมู่บ้าน
ยกระดบั ขึน้ มาเปน็ ของตาบล และยกระดบั ไปเรือ่ ยๆ ถงึ จงั หวัดหรอื การจดั การเหมอื นฝาย เปน็ ตน้

- 126 -

รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61

- การเมืองภาคพลเมืองเป็นกระบวนการประชาธิปไตยชุมชน คือ วงจรการพัฒนา เรียนรู้ ตรวจสอบ/วงจรที่
เชือ่ มโยงผสานกาลังกบั ทนุ รอบนอก/สร้างความม่นั คงและเสรมิ ความเช่ือม่ันในพลงั ของตน

- การเมืองภาคพลเมืองเป็นเรื่องของพลเมืองที่มีความกระตือรือร้น ไม่รอคอยอานาจรัฐ หากแต่แสดงออกซ่ึง
การใช้อานาจของพลเมืองโดยตรง เพือ่ ทาให้สังคมมีสุข เสรมิ สร้างคณุ ภาพชวี ิตที่ดี

- การเมอื งภาคพลเมอื งเปน็ การสร้างสานึกสาธารณะจิตสานึกร่วมในชุมชนการดูแลปกป้องทรัพยากรในชุมชน
เกดิ สานึกความเป็นเจ้าของร่วมกัน

- การเมืองภาคพลเมืองเป็นกระบวนการขับเคล่ือนในการปกป้องวิถีชีวิตและจัดการตนเองของชาวบ้าน เป็น
ความพยายามทีจ่ ะทาใหเ้ กิดความเปน็ ธรรมแก่ประชาชน ภายใตค้ วามคดิ ว่าทกุ คนมีสทิ ธิศกั ดศ์ิ รเี ท่าเทยี มกนั

การนิยามดังกล่าวข้างต้นน้ีช่วยให้เกิดความชัดเจนในการกาหนดโจทย์และบทบาทหน้าที่ท่ีกาลังถูกกาหนดข้ึนใหม่
อยา่ งเปน็ ทางการในสังคมซง่ึ ในการขับเคล่ือนการเมอื งภาคพลเมอื งน้ัน สิง่ ทีส่ าคญั คือการมี “สานึกร่วม”ของประชาชนในการ
จัดการส่ิงต่างๆร่วมกัน โดยต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมจัดการตนเอง เพื่อสร้างให้เกิดสานึกความเป็นเจ้าของชุมชน
รว่ มกัน มีจติ สานึกสาธารณะ ช่วยกันดูแลแกไ้ ขปัญหาชมุ ชนของตนเอง เม่ือชุมชนเกิดวิกฤติ คนในชุมชนต้องร่วมกันออกแบบ
กติกาในการจัดการชุมชนตนเอง (ดีไซน์การแก้ปัญหาชุมชน) เป็นการสร้างให้ชาวบ้านเกิดความเชื่อม่ันในพลังชุมชนและพลัง
ของตนเอง

ดังน้ัน จากการให้ความหมายดังกล่าวข้างต้น นาไปสู่แนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งการเมืองภาคพลเมืองใน
พ้ืนท่ีในมุมมองของ คปจ.ที่มองว่าการพัฒนาจะต้องเร่ิมท่ีคนในพ้ืนที่ โดยมีรัฐทาหน้าที่เพียงให้การสนับสนุนเท่านั้น ในแง่นี้
การเมืองภาคพลเมืองจงึ เปน็ การรวมตวั กันของภาคประชาสังคมที่มีเป้าหมาย มองเห็นประโยชน์สาธารณะร่วมกัน อานาจใน
การจัดการจึงเป็นของประชาชนเอง คปจ.ในฐานะกลไกส่งเสริมการเมืองภาคพลเมืองจะต้องทาหน้าที่ประสานเชื่อมโยงและ
กระตนุ้ การเรียนร้ขู องประชาชน และสง่ เสรมิ ให้ชาวบ้านมี “สานึกร่วม” ในการจัดการสิ่งต่างๆร่วมกัน และมีสานึกความเป็น
เจ้าของชุมชน เตม็ ใจทจ่ี ะเข้ามามีสว่ นรว่ มในการทางานสาธารณะเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาท่ีชุมชนเผชิญอยู่ ทาให้ชาวบ้านเช่ือมั่น
ในพลังและศักยภาพของตนเองและชุมชน นาไปสู่การจัดการตนเองได้ อีกท้ัง คปจ.จะต้องหนุนเสริมสภาองค์กรชุมชนและ
กลมุ่ ตา่ งๆในพื้นที่ เพือ่ สรา้ งเครือขา่ ยแนวรว่ มในการับเคล่อื นงานเพอ่ื สง่ เสริมภาคประชาสงั คมและการเมืองภาคพลเมอื งดว้ ย

บทสรปุ
จากสภาพการณ์ตามความเป็นจริงท่ีเกิดข้ึนในพ้ืนท่ี เราจะพบกลไกการทางานในลักษณะเครือข่ายภาคประชาสังคมที่

แตกต่างไปจากแนวคิดประชาสังคมหรือแม้กระท่ังการออกแบบจากสภาพัฒนาการเมืองเอง แต่หากพิจารณาตามแนวคิด
“ประชารัฐ” (civil state) (ชัยอนันต์ สมุทรวานิช, 2547) เราจะพบลักษณะท่ีสอดคล้องตามแนวคิดดังกล่าวอยู่มากความ
หลากหลายและไม่ยึดติดกับกรอบการทางานทั้งในเชิงทฤษฎีและระเบียบจากส่วนกลางอย่างเข้มงวดเกินไป ทาให้กลไก
คณะทางานเครือข่ายภาคประชาสงั คม ระดับจังหวดั ไดส้ ร้างรูปแบบการทางานของตวั เอง ที่ไมม่ ีรูปแบบสาเร็จรูป โครงสร้างท่ี
เกดิ เป็นส่วนผสมระหว่างความไม่เป็นทางการและความเป็นทางการ โดยดึงประโยชน์และทรัพยากรร่วมจากท้ังสองลักษณะ
การกาหนดโจทย์ การเรียนรู้ร่วมกัน การสร้างวัฒนธรรมการทางาน บรรยากาศเป็นแบบเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไปแต่ละ
จังหวัด (ตามแต่ทุนทางสังคมในพ้ืนที่)สภาพเช่นน้ี ช่วยสลายลักษณะของระบบท่ีแข็งตัวของภาคราชการและช่วยเสริมความ
เปน็ ทางการหรอื มีตาแหนง่ แหง่ ที่ใหก้ ับภาคประชาสังคมเดิมมากขึ้น หรือที่ประธาน คปจ. จังหวัดอุบลราชธานีได้เรียกขานไว้
ว่า “รัฐร่วมราษฎร์” สภาพของเครือข่ายภาคประชาสังคมท่ีเติบโตจากสภาพการณ์ในพื้นที่เอง ช่วยให้การทางานตาม
เป้าหมายการเมืองภาคพลเมืองกาลังขยับให้เกิดขึ้นในชีวิตประจาวันท่ียังประโยชน์ได้จริง เครือข่ายภาคประชาสังคมร่วมกับ
การทางานอย่างเป็นหุ้นส่วนกับภาคส่วนต่าง ๆ ที่เปิดกว้างยอมรับความหลากหลาย ผนึกกาลังและขยับโจทย์ไปสู่สังคม
โดยรวม กาลังเป็นอุดมคติท่ีอาจกลายเป็นจริงได้ หากได้รับการเข้าใจและต่อยอดความรู้เพ่ือพัฒนาการวางยุทธศาสตร์การ
ทางานเชงิ นโยบายท่ีตอบสนองไดจ้ ริงในทางปฏบิ ัติ

- 127 -

รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61

กลไกโครงสรา้ งคปจ. แบบ “รฐั ร่วมราษฎร์”

ขอ้ เสนอแนะ
ควรมกี ารศกึ ษาและถอดความรู้ต่อการออกแบบกลไกการทางานจากคณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคม ระดับ

จังหวัด (คปจ.) โดยไม่จาเป็นต้องยึดติดกับกรอบจากภาคทฤษฎีหรือระเบียบปฏิบัติเดิม การสร้างหลักการจากฐานราก
(ground concept) ยังเปน็ สิ่งจาเป็นเพ่ือใหเ้ กดิ การดึงคุณค่าท่ีมีอยู่ในพื้นที่ออกมาค้าจุนการดารงความหลากหลายร่วมกันไว้
โดยเฉพาะการต่อยอดจากแนวคิดประชารัฐทีม่ ีความคล้ายคลงึ และสอดคล้องกับสภาพการณใ์ นพนื้ ทไ่ี ดจ้ รงิ
เอกสารอ้างองิ
เดวิทแมทิวส์ (เขียน) ฐิรวุฒิเสนาคา (แปลและเรียบเรียง). (2540). จากปัจเจกสู่สาธารณะ :กระบวนการเสริมสร้างชุมชนให้

เขม้ แข็ง. กรุงเทพฯ :สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา.
ชัยอนนั ต์ สมทุ รวานชิ . (2547). ประชารัฐกบั ความเปลย่ี นแปลง, กรงุ เทพฯ: สถาบันนโยบายศึกษา.
ณรงค์ บุญสวยขวัญ. (2552). การเมืองภาคพลเมือง บทวิเคราะห์แนวคิดและปฏิบัติการท้าทายอานาจการเมืองในระบบตัวแทน,

กรุงเทพฯ: เอดิสันเพรส โปรดกั ส์ จากัด.
ณรงค์ บุญสวยขวัญ. รายงานวิจัยตวั ช้วี ดั การเมืองภาคพลเมืองในบริบทประชาธิปไตยไทย. โครงการวิจัยภายใต้การสนับสนุน

ของสานักงานสภาพัฒนาการเมือง สถาบนั พระปกเกลา้ .
ทศพล สมพงษ์. (2555). ประชาธิปไตยชุมชนจากแนวคิดสู่การจัดการ. กรุงเทพฯ: สานักงานสภาพัฒนาการเมือง สถาบัน

พระปกเกล้า.
พระมหาสุทิตย์ อาภากโร, 2547.เครอื ขา่ ย: ธรรมชาติ ความรู้ และการจัดการ. กรุงเทพฯ: โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้เพ่ือ

ชมุ ชนเปน็ สุข (สรส.).
ศรัณยุ หมัน้ ทรพั ย.์ (2550). การศกึ ษาเพื่อสรา้ งพลเมอื ง : ฐานรากของการเมืองภาคพลเมอื ง, วารสารสถาบันพระปกเกล้า. 6,

2. กรุงเทพฯ : สถาบนั พระปกเกลา้ .

- 128 -

รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61

สานกั งานสภาพฒั นาการเมือง สถาบนั พระปกเกลา้ . (2557). คู่มือการดาเนนิ งานคณะทางานเครือข่ายภาคประชาสังคมระดับ
จังหวดั และกลุ่มจังหวดั ประจาปีงบประมาณ 2557. กรุงเทพฯ: บริษัทจรัลสนิทวงศ์การพิมพ์ จากดั .

สถาบนั พระปกเกลา้ . (2555). ความเปน็ พลเมอื งกบั อนาคตประชาธปิ ไตยไทย.เอกสารการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า
ครัง้ ท่ี 13 ประจาปี 2554, กรงุ เทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า.

อเนก เหล่าธรรมทัศน์. (2551). การเมืองภาคพลเมือง, กรุงเทพฯ: สานักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สถาบัน
พระปกเกลา้ .

- 129 -

รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61

การจดั การตนเองของชุมชนชาติพันธุ์ในอาเภอกัลยาณิวัฒนา
จงั หวดั เชยี งใหม่ ทา่ มกลางกระแสธารการทอ่ งเทยี่ ว

Self-Management of Ethnic Communities in Kanlayaniwatthana District
Chiang Mai Province to Encounter the Current of Tourism

ชัยยทุ ธ ถาวรานรุ ักษ1์
Chaiyut Tawharanurak2

Abstract
The ethnic communities living in the highland Kanlayaniwattana, the newly registered district of
Chiang Mai province has been challenged by government tourism development policy. As the district is
rich of natural resources and cultural heritages, there has been the interference from external investment
groups overlooking cultural differences and local ways of life, including the lack of participatory
management by the communities. As a result, the community members have established their self-
management communities such as community council and establishing social, cultural and religious
identity groups. These collective parties have led to better implementation of resource management
plans, coordination of community development and community-based tourism management. In addition
the communities are successful in negotiating and challenging with the interventions from external
investors. The case study has received the lessons learned, especially on how to value the cultural
diversity of the communities and to take into an account of community-led and community-owned
responses in sustainable tourism management and development.
Keywords : Ethnic Communities, Self-Management, Tourism Management.

บทคัดยอ่
ชุมชนชาตพิ นั ธุ์ทอี่ าศยั อยูใ่ นอาเภอกลั ยาณิวัฒนา จังหวดั เชยี งใหม่ อาเภอใหม่ลา่ สุดของจังหวัดเชียงใหม่ ซ่ึงมีความ
อุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ และทรัพยากรทางวัฒนธรรม กาลังเผชิญกับนโยบายการพัฒนาการท่องเท่ียวจาก
ภาครัฐ การลงทุนจากกลุ่มทุนภายนอก และกลุ่มทุนหน้าใหม่ โดยไม่ได้คานึงถึงความแตกต่างหลากหลายในวิถีชีวิต วิถี
วัฒนธรรม การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วม ด้วยเหตุนี้ กลุ่มชนชาติพันธุ์จึงพยายามจัดการตนเองเพ่ือความ
เข้มแข็งของชุมชน ได้แก่ การก่อต้ังสภาประชาชน การขับเคล่ือนนโยบายผ่านการสร้างขบวนการรวมกลุ่มทางสังคม
วัฒนธรรมและศาสนา การจัดการชุมชนเพื่อวางระบบระเบียบในการจัดการทรัพยากร การสร้างเครือข่ายชุมชนและการ
สร้างปฏิสัมพันธ์กับองค์กรอื่นๆในสังคม การจัดการชุมชนโดยการใช้การสื่อสารมวลชน การจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน
รวมถึงมีขบวนการขับเคล่ือนโดยการสร้างพลังกลุ่มเพื่อ การตอบโต้ ต่อรอง ทัดทาน กับอานาจใหม่ภาครัฐ กลุ่มทุนจาก
ภายนอก และ กลุ่มทุนภายใน ท่ีส่วนใหญ่จะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากการประกอบกิจการท่องเที่ยว การจัดการธุรกิจ
ท่องเท่ยี ว การนาเที่ยว การพัฒนาสิ่งอานวยสะดวกเพื่อการท่องเที่ยว การปรับแปลงทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมเพื่อ
รองรับการท่องเท่ียว ซ่ึงการจัดการตนเองของชุมชนนี้เป็นกรณีศึกษาตัวอย่างที่สาคัญที่ทาให้ภาครัฐและกลุ่มทุน ตลอดจน

1 วทิ ยาลัยสหวิทยาการ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
2 The College of Interdisciplinary Studies, Thammasat University, Thailand

- 130 -

รายงานสืบเน่ืองการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 61

นักท่องเที่ยวต้องตระหนักถึงคุณค่า การเคารพในอัตลักษณ์และความเป็นเจ้าของทรัพยากรของชุมชนชาติพันธ์ุด้ังเดิม และ
เป็นตน้ แบบของการแสดงความสามารถในการจัดการตนเองอย่างมีส่วนร่วมเปน็ เครอื ข่ายท่ีเขม้ แขง็ ให้แกช่ มุ ชนอืน่ ๆต่อไป
คาสาคัญ : การจัดการตนเอง, ชุมชนชาติพนั ธ์ุ, กระแสธารการทอ่ งเที่ยว

บทนา
บทความการวิจัย เร่ือง “การจัดการตนเองของชุมชนชาติพันธุ์ในอาเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่

ทา่ มกลางกระแสธารการท่องเท่ียว” มีวัตถุประสงค์ในการเสนอ ปรากฏการณ์การจัดการตนเองของชุมชนชาติพันธ์ุบนพ้ืนท่ี
สูงในอาเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ซ่ึงได้รับผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อมจากกระแสธารที่เชี่ยวกรากของการ
พฒั นาการทอ่ งเทีย่ ว ซ่งึ ประกาศนโยบายโดยภาครัฐ ท้ังส่วนกลาง และ ส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีส่วนสนับสนุนสาคัญให้กลุ่มนายทุน
นอกชุมชน หรือ นายทุนผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ เป็นผู้ผูกขาดทรัพยากรการท่องเที่ยว ในรูปแบบต่างๆ อาทิ ผู้จัดการ ธุรกิจ
ทอ่ งเทยี่ ว ผ้จู ัดการการนาเท่ียว ผ้กู ่อสรา้ งโครงสร้างพืน้ ฐานทร่ี องรับการท่องเทยี่ ว ผู้เป็นเจ้าของกจิ การท่องเท่ยี ว เป็นต้น การ
ประชาสัมพนั ธ์การทอ่ งเท่ยี วแบบเปิดพ้นื ทช่ี ุมชน ผา่ นช่องทางการส่ือสารต่างๆของภาครัฐ ทาใหน้ กั ท่องเท่ยี วจานวนมากเขา้ สู่
พื้นท่ี “ป่าสนพันปี วัดจันทร์กัลยาณิวัฒนาฯ” เป็นผลให้ขบวนการแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มข้าราชการในพื้นท่ี กลุ่ม
นายทนุ ภายนอก และกลมุ่ ผมู้ ีอทิ ธพิ ลในพื้นที่ มมี ากขน้ึ ซ่ึงหา่ งไกลกับผลประโยชน์ส่วนรวม ท่ีกลุ่มชนชาติพันธุ์เจ้าของชุมชน
มีส่วนร่วมในการบริหารทรัพยากรของชุมชน เป็นเจ้าของกรรมสิทธ์ิในชุมชนด้ังเดิมท้ังทรัพยากรการท่องท่องเท่ียว รวมถึง
ทรัพยากรทางสงั คมและวัฒนธรรม อกี ดว้ ย

การประกาศจัดตั้งอาเภอใหม่ ซึง่ เป็นแหล่งชมุ ชนชาติพันธุ์บนพ้ืนท่ีสูงท่ีอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรการท่องเที่ยว
ท้ังธรรมชาติและวัฒนธรรม อย่าง “อาเภอกัลยาณิวัฒนา”3 จังหวัดเชียงใหม่ ย่อมได้รับการคาดหวัง และมีเป้าหมายในการ
พัฒนาใหเ้ ป็นแหลง่ ท่องเท่ยี วแห่งใหม่ ในภาคเหนอื ดว้ ย หลงั จากที่ “อาเภอปาย” จงั หวดั แมฮ่ ่องสอน ได้เปน็ สถานท่ที อ่ งเทย่ี ว
ยอดนิยมอนั ดับตน้ ๆของภาคเหนือมายาวนานและต่อเนื่อง อาจเป็นแหล่งท่องเที่ยวท่ี “เก่า” ไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว
ได้มากเหมือนเดิม กอปรกับเหตุผลด้านระยะทางท่ีอาเภอกัลยาณิวัฒนา ห่างกับ อาเภอปาย เพียง 50 กิโลเมตร จึงดึงดูด
นักท่องเที่ยวให้ได้เยี่ยมเยือนท้ังสองเมืองและน่าสนใจมากข้ึน ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาเมืองท่องเที่ยวในชุมชนชาติพันธ์ุที่
กัลยาณวิ ฒั นาจงึ เกิดข้ึนอย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยวล้วนปรารถนาจะด่ืมด่ากับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางธรรมชาติ
และส่ิงแวดล้อม รวมถึงสภาพสังคม วิถีชีวิต วัฒนธรรมดั้งเดิม เพราะฉะน้ัน อาเภอกัลยาณิวัฒนาจึงยิ่งถูกคาดหวังว่าให้เป็น
“ตัวตายตัวแทน” ของ อาเภอปาย ซึ่งเปล่ียนแปลงเป็น “เมือง” ท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบไปแล้ว “หากจะเที่ยว “ปาย”
แบบย้อนเวลากลับไป 20 ปี ต้องเที่ยวปา่ สนวัดจันทร์ที่กัลยาณวิ ฒั นา”

อาเภอกัลยาณิวฒั นา แยกจากอาเภอแม่แจ่ม จงั หวดั เชยี งใหม่ ตงั้ อยู่ในเขตเขตป่าสงวนแห่งชาติเทือกเขาอินทนนท์
ทางทศิ ตะวันตกเฉยี งเหนอื ของจงั หวัดเชยี งใหม่ มคี วามสงู จากระดับน้าทะเลประมาณ 1,000-1,500 เมตร เป็นพ้ืนท่ี มีอาณา
เขตรวม 647.589 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย 3 ตาบล จานวน 21 หมู่บ้าน คือ ตาบลวัดจันทร์ มีพ้ืนท่ี 188.301 ตาราง
กิโลเมตร ตาบลแจ่มหลวง มีพื้นที่ 265.884 ตารางกิโลเมตรและตาบลแม่แดด มีพ้ืนที่ 193.404 ตารางกิโลเมตร (เอกสาร
โครงการหลวงวัดจนั ทร์, 2550)

3 ตัง้ แตว่ ันที่ 7 กรกฎาคม 2552 พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั ภูมพิ ลอดุลยเดช พระราชทานนาม อาเภอกัลยาณวิ ฒั นา เป็นอาเภอที่ 25 ของ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอาเภอท่ี 878
ของประเทศไทยอาเภอกัลยาณิวัฒนา ต้ังอยู่ทางทิศตะวนั ตกเฉยี งเหนอื ของ จงั หวดั เชียงใหม่ สภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นป่าและภูเขาสูงชันล้อมรอบ ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
สภาพปา่ เปน็ ป่าเบญจพรรณ มีอากาศหนาวเย็นตลอดทัง้ ปี เป็นพน้ื ทปี่ า่ ไม้และภูเขา 378,245 ไร่ การเกษตร 30,391 ไร่ ทอี่ ยู่อาศัย 3,327 ไร่ และพื้นที่โล่งสาธารณะ 4,635 ไร่
มีปริมาณน้าฝนเฉลี่ย 1,225 มิลลิเมตรต่อปี ฝนตกเฉลี่ย 122 วันต่อปี ซึ่งในอดีตพื้นท่ีดังกล่าวอยู่ในเขต ตาบลวัดจันทร์ อาเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ประชาชนส่วนใหญ่
ประกอบอาชพี เกษตรกรรมและรบั จ้าง มีประชากรท้งั สนิ้ 11,071 คน และมีเขตการปกครองประกอบด้วย 7 หมู่บ้านคือ หมู่ 1 บ้านห้วยฮ่อมและบ้านดอยตุง หมู่ 2 บ้านสันม่วง
และบ้านหว้ ยครก หมู่ 3 บ้านวัดจนั ทรแ์ ละบา้ นห้วยออ้ หมู่ 4 บา้ นหนองเจด็ หน่วยและบา้ นห้วยบง หมู่ 5 บา้ นแจม่ หลวง หมู่ 6 บา้ นหนองแดงและบ้านโป่งขาว หมู่ 7 บา้ นเด่น

- 131 -

รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61

ถกู เรยี กขานชอ่ื บา้ นเปน็ ตามวดั เกา่ แก่ประจาเมอื ง ว่า “บ้านวดั จนั ทร์”4 หรอื ภาษาของชาวปกาเกอะญอ เรยี กว่า “มือเจะคี”
หรือบ้างก็เรียกเพี้ยนเป็น“มูเส่คี” ซ่ึงแปลว่าพ้ืนที่บริเวณขุนน้าแจ่ม สภาพภูมิประเทศโดยท่ัวไป เป็นป่าเบญจพรรณ
ทรัพยากรการท่องเทย่ี วทีโ่ ดดเด่นท่ีสดุ ก็คอื ป่าสนสองใบ และ ปา่ สนสามใบ ท่ีเจริญเติบโตในพื้นท่ีเหนือระดับน้าทะเล 900
-1,200 เมตร อันได้ชื่อว่าเป็นพ้ืนที่ป่าสนธรรมชาติผืนใหญ่ที่สุดของประเทศไทยและเป็น “ป่าสนพันปีแหล่งใหญ่ที่สุดใน
เอเชียตะวันออกเฉยี งใต”้ อกี ดว้ ย นอกจากน้ันป่าสนแห่งนยี้ ังได้รับเลือกจากทางการท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้
เปน็ หนง่ึ ในสถานทีท่ อ่ งเท่ยี วในโครงการ “Dream Destination 1 กาลคร้งั หนึ่ง...ต้องไป” และไดร้ บั ช่อื วา่ “ป่าสนสลับสี”
ซ่งึ จะสามารถเห็นภาพความงามของป่าสนสลับสีได้ในช่วงปลายปี โดยเหล่าต้นไม้โดยจะเปล่ียนสีเป็น เหลือง ส้ม ชมพู แดง
ขึ้นมาแซมกับสีเขียวขจีของป่าสน จนเกิดเป็นทัศนียภาพท่ีแสนสวยงามเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเท่ียวอย่างมีมูลค่า (ผู้จัดการ
ออนไลน์, 2557)

อาเภอฯมีประชากร ท้ังส้ิน จานวน 10,561 คน โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะ “ชาติพันธุ์ปกา
เกอะญอ” ทอี่ าศยั และดาเนินชีวติ อยา่ งเรียบงา่ ยหลายช่วั อายุคน (สมาคมปกาเกอะญอเพ่ือการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม.
2554,หน้า 96-99) ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อนจึงทาให้ชาวบ้านพบอุปสรรคในการเข้าถึงการบริการ
สาธารณะ ไมว่ า่ จะเป็น การคมนาคมขนสง่ การบรกิ ารสาธารณสขุ การตดิ ตอ่ กจิ ธรุ ะกับหน่วยงานราชการ การเดนิ ทางขา้ มวนั
ข้ามคนื เพอื่ ตดิ ตอ่ กิจธุระท่อี าเภอแม่แจ่มหรอื ตวั จังหวัดเชยี งใหม่ เป็นชนวนเหตุสาคญั ท่ที าให้ชาวบ้านเรียกร้องให้มีหน่วยงาน
ราชการมาตงั้ ขึ้นในพืน้ ท่ี และไดก้ อ่ ตัง้ เป็นอาเภอใหม่ในเวลาต่อมา และผลพวงของการต้ังอาเภอใหม่น้ีก็ทาให้เกิดการพัฒนา
โครงสร้างพ้ืนฐานอย่างรวดเร็วไปพร้อมๆกับการตัดไม้สนจานวนมากเพื่อสร้างถาวรวัตถุของราชการ เช่นท่ีว่าการอาเภอ
สถานีตารวจ โรงพยาบาล ฯลฯ และเกิดถนนลาดยางเช่ือมเส้นทางเข้าอาเภอ และเป็นเส้นทางเช่ือมต่อแหล่งท่องเที่ยวกับ
อาเภอปาย จังหวัดแมฮ่ อ่ งสอน ทาใหเ้ กดิ การพฒั นาการทอ่ งเท่ยี วไปในทางหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ตาม การพฒั นาเหลา่ น้ียอ่ มกระทบวิถีชีวิต วัฒนธรรม ของชุมชนชาติพันธุ์ด้ังเดิม ทว่ายิ่งการเปลี่ยนแปลง
ท้ังด้านกายภาพมีมากยิ่งข้ึน ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งท่ีไม่เปล่ียนไปตามกระแสความเจริญ การที่รัฐมีแนวคิดเรื่องการพัฒนาโดย
ปราศจากการมีส่วนร่วมของชุมชน ทาให้เกิดปรากฎการณ์ของการต่อสู้เพื่อทัดทาน ต่อต้าน ต่อรอง ต่อการเปล่ียนแปลง
ทง้ั หลาย เพ่อื ธารงรกั ษาไว้ซึง่ วิถีชีวิต วฒั นธรรมและทรพั ยากรธรรมชาติใหอ้ ุดมสมบรู ณ์มากทสี่ ุด เห็นจาก กรณีการทร่ี ัฐและ
เอกชนเข้ามาจัดการพ้ืนที่เพื่อตัดถนนหรือทาอุตสาหกรรมไม้สน ก็มีชาวบ้านปกาเกอะญอจานวนหน่ึงได้ร่วมกันต่อสู้
เคลื่อนไหวจนสามารถยุติการตัดไม้ได้ในที่สุด (สันติพงศ์และคณะ, 2546) การต่อสู้ของชาวบ้านดังกล่าวทาให้มีมติ
คณะรัฐมนตรลี งวันที่ 3 สิงหาคม 25535 กาหนดให้มีเขตพื้นท่ีวัฒนธรรมพิเศษสาหรับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหร่ียง (รัฐเรียก) เพ่ือ
ฟืน้ ฟวู ถิ ชี วี ติ อยา่ งไรก็ดี รัฐ (ราชการ) ก็ยังคงใช้อานาจและวิธีการในการควบคุม จัดการและเปล่ียนแปลงชุมชนชาติพันธ์ุให้
เป็นพืน้ ที่ของราชการโดยใช้นโยบายการพัฒนาถ่นิ ธรุ ะกนั ดาร ทาให้ปกาเกอะญอ รนุ่ เก่า-ใหม่ มกี ารตอบโต้ ต่อรอง หรือถึงขัน้
ปะทะ กบั กระแสการพัฒนา อย่างต่อเนอ่ื ง จนพฒั นาเป็นความขัดแย้งระหวา่ งเจา้ ของชมุ ชนกบั รฐั และนายทนุ

ภาครัฐมีนโยบายพัฒนาพ้ืนที่ให้เป็น“อาเภอใหม่ในฝัน”และเป็นแหล่งท่องเท่ียวท่ีใช้ทรัพยากรธรรมชาติและ
วัฒนธรรมเปน็ สง่ิ ดงึ ดูดใจนกั ทอ่ งเที่ยว การประชาสัมพันธ์ของรัฐและเอกชนให้ “ป่าสนวัดจันทร์” เป็น Unseen Thailand

4 พืน้ ทวี่ ัดจันทร์หรอื อาเภอกัลยาณิวฒั นาในปัจจบุ นั มีประชากรในพ้ืนทีส่ ่วนใหญ่เปน็ กลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ โดยเฉพาะ “กลุม่ ชาติพันธป์ุ กาเกอะญอ” ที่ตั้งถ่ินฐานมาอย่างยาวนาน ดังนั้น
ผู้คนในพ้ืนที่จงึ มชี อ่ื เรียกพื้นท่ีเดิม คือ อาเภอแมแ่ จม่ เป็นภาษา ปกาเกอะญอว่า “มเู ส่คี” ที่หมายถึงบรเิ วณทเ่ี ปน็ ตน้ กาเนดิ ของน้าแมแ่ จ่ม ซึง่ เป็นพืน้ ท่ีป่าเขาที่มีแม่น้าประกอบ
กนั เปน็ ลาน้าแจ่มไหลลงสู่ตัวอาเภอแม่แจ่มและแม่น้าปิง อีกทั้ง ยังมีชื่อเรียกเป็นช่ือภาษาไทยที่เป็นท่ีรู้จักของคนท่ัวไปว่า “วัดจันทร์” ซึ่งเกิดข้ึนหลังจากมีอิทธิพลของศาสนา
พทุ ธในอาณาจักรลา้ นนาแผข่ ยายมายังพืน้ ที่ ในยุคสมยั ของครูบาศรีวิชยั ทเ่ี ขา้ มาเผยแผ่พระพุทธศาสนาและสร้างวัดกับเจดีย์ขึ้น ซ่ึงต่อมาชาวบ้านจึงเรียกช่ือวัดดังกล่าวว่า “วัด
จนั ทร์” และกลายมาเป็นชือ่ ทเ่ี รียกขานพ้นื ท่ีในเวลาตอ่ มา
5 ในวันอังคารที่ 3 สิงหาคม 2553 คณะรฐั มนตรเี หน็ ชอบตามท่กี ระทรวงวฒั นธรรม (วธ.) เสนอเรื่อง แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหร่ียง ซ่ึงมอบหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง
นาแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงไปปฏิบัติทั้งมาตรการฟ้ืนฟูระยะสั้น ดาเนินการภายใน 6 - 12 เดือน ในประเด็นเร่ืองอัตลักษณ์ ชาติพันธ์ุและ
วฒั นธรรม การจดั การทรัพยากร สทิ ธใิ นสญั ชาติ การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมและการศึกษา สว่ นมาตรการฟื้นฟรู ะยะยาว ดาเนินการภายใน 1 - 3 ปี ในประเด็นการสืบทอด
มรดกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะกาหนดพื้นทเี่ ขตวฒั นธรรมพิเศษสาหรับกลุ่มชาติพันธ์ุกะเหร่ียงโดยมีพื้นท่ีนาร่อง (ดูรายละเอียดได้ท่ี http://www.thaigov.go.th/ สานักโฆษก
สานกั เลขาธิการนายกรฐั มนตรี สานกั นายกรฐั มนตรี)

- 132 -

รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61

กลายเป็นกระแสธารไหลบ่าของความเจริญเพื่อรองรับนักท่องเท่ียวท่ีมีจานวนมากขึ้น มีกลุ่มทุนภายนอกท่ีได้รับการชักชวน
โดยเจ้าหนา้ ที่ของรัฐและกลุม่ ผู้มีอิทธิพลในพื้นทีเ่ ขา้ มาจัดการธุรกจิ การท่องเทีย่ ว และเปน็ เจา้ ของธุรกิจท่ีอานวยความสะดวก
นักท่องเท่ียว ทาให้หมู่บ้านชาติพันธุ์และพ้ืนท่ีป่าเปล่ียนแปลงเป็น ที่พัก ร้านค้า ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร
ไนต์คลบั ผบั บาร์ ฉากหลังของธรุ กิจเหลา่ นี้เปน็ เรื่องของการผูกขาด แข่งขัน และขัดผลประโยชน์ ในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ทั้งภาครัฐและนายทุนเอกชน โดยปราศจากการมีส่วนร่วมและขาดคว ามเข้าใจในอัตลักษณ์ของชุมชนเจ้าของ
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละวฒั นธรรม ดว้ ยเหตนุ ี้ ชมุ ชนชาติพนั ธ์จุ ึงมีการรวมกลมุ่ เพอื่ จดั การทรพั ยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม รวม
ไปถงึ การจดั การทอ่ งเที่ยวด้วยตนเอง เพื่อแสดงสิทธิเจา้ ของบ้านกอ่ นทีก่ ารเปลี่ยนแปลงจะสร้างความไม่สบายให้ชาวบ้านไป
มากกว่านี้

งานวิจยั ทเ่ี กยี่ วกบั การปรับตัวต่อการเปล่ียนแปลงของชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนชาติพันธุ์จากกระแสของการพัฒนา
และการทอ่ งเที่ยวท้ังจากรฐั หรือนายทนุ มอี ยู่จานวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยท่ีกล่าวถึงปรากฏการณ์การกดขี่และการ
เบยี ดขับชนชาตพิ ันธุ์ทก่ี อ่ รปู มาจากการใชอ้ านาจรฐั ในการจัดการพื้นท่ี โดยจัดการปา่ เชน่ การประกาศเขตอทุ ยานทับทที่ ากิน
หรือการเข้าไปจัดการพื้นท่ที ีช่ าวบา้ นเคยอยู่มากอ่ น โดยใชห้ ลกั เกณฑก์ ารอนุรักษ์แบบสมัยใหม่ เป็นต้น ทว่าบทความวิจัยชิ้น
น้ีได้พยายามนาเสนอประเด็นว่า เม่ือชุมชนชาติพันธุ์ต้องเผชิญกับกระแสนโยบายการพัฒนาท่องเที่ยวของรัฐ พวกเขาได้
จัดการชุมชนของตนเองอย่างไร เพ่ือรกั ษาสทิ ธิในการจัดการและรกั ษาทรพั ยากรของท้องถ่ินไว้ได้อย่างเข้มแข็ง ในบทความมี
การทบทวนแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการพัฒนา การท่องเท่ียวกับกลุ่มชนชาติพันธ์ุ ชุมชนกับจั ดการตนเอง
ระเบียบวิธวี ิจยั ตลอดจนนาเสนอภาพรวมของปรากฏการณ์ของชุมชนชาติพันธ์ุ และประการสาคัญท่ีสุดงานช้ินนี้ได้นาเสนอ
ข้อค้นพบของการจัดการของชุมชนชาติพันธุ์ ปกาเกอะญอในพื้นท่ีอาเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ในกระแสธารของ
ของนโยบายการพฒั นาการทอ่ งเทย่ี ว ตามลาดับ

2. ทบทวนแนวคิดเรือ่ งการพฒั นาการทอ่ งเทยี่ วในชมุ ชนชาตพิ นั ธุ์
2.1 การทอ่ งเท่ียวกับการพัฒนา

การท่องเท่ียว ได้ถูกให้นยิ ามว่า “เป็นกจิ กรรมของมนุษยท์ ่เี กยี่ วขอ้ งกับการเคลื่อนย้ายของบุคคลจากถิ่นท่ีอยู่และที่
ทางานไปยังท่ีอ่ืนๆ เพ่ือจุดประสงค์ทางธุรกิจ ความสุข และเหตุผลส่วนตัวของบุคคลนั้นๆ” จะเห็นว่าหากให้นิยามการ
ท่องเที่ยวเช่นน้ี การท่องเท่ียวย่อมเก่ียวข้องกับสามส่วนคือ การเคลื่อนย้ายของผู้คน เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจและ
อุตสาหกรรม และเป็นระบบปฏิสัมพันธ์ของผู้คนซ่ึงต่อมา สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนจาก หลังสงครามโลกคร้ังท่ี 2 ในช่วง
ทศวรรษ 1960 การท่องเทีย่ วในระดับนานาชาติขยายตัวเปน็ สองเทา่ จานวนนกั ทอ่ งเทยี่ วทวั่ โลกมีกว่า 183 ล้านคนในปี ค.ศ.
1970 และเพิ่มข้ึนเป็น 700 ล้านคนในปี ค.ศ.2000 การเพิ่มขึ้นของนักท่องเท่ียวได้ก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เกิด
การสรา้ งรายไดใ้ หก้ บั ประเทศเจา้ ของแหล่งท่องเทย่ี วอย่างสูง ดังที่ Waters (1987) อา้ งถงึ การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว
ทวั่ โลกว่าสงู ถงึ สองหมนื่ ล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ.1986 และสร้างงานถึง 64.3 ล้านตาแหน่ง และในปีค.ศ.1999 ได้เพ่ิมเป็น 3.6
หมื่นล้านดอลลาร์ และเพ่ิมการจ้างงานเป็น 200 ล้านตาแหน่ง อัตราการเติบโตยังคงเกิดข้ึนอย่างต่อเน่ืองจนกระทั่งเกิด
เหตุการณ์ก่อการร้ายในประเทศสหรัฐอเมริกาในปีค.ศ.2001 อัตราการท่องเท่ียวระหว่างประเทศลดลงเน่ืองจากความ
หวาดกลัวต่อการก่อการร้าย จะเห็นว่าอัตราการเดินทางท่องเท่ียวของคนอเมริกันลดลงถึง 24% หลังจากน้ันหน่ึงปี เมื่อ
สถานการณส์ งบจานวนนกั ท่องเที่ยวจงึ ค่อยๆขยบั เพิ่มขึน้ (C. Michael Hall and Stephen J. Page, 2006)

นอกจากนั้น การทอ่ งเท่ียวยงั ถูกใหค้ วามหมายว่า เป็นหน่งึ ในสนิ คา้ ท่ีถกู ผลิตข้ึนมาเพือ่ เสพย์ และใช้ โดยไม่จบสนิ้ ใน
กระบวนการใชท้ ีต่ า่ งจากสินคา้ อน่ื เสือ้ ผ้าเม่อื ซ้ือมาการใช้จบสนิ้ เมื่อเสือ้ ผา้ ชุดน้ันถกู สวมใส่ แตก่ ารทอ่ งเที่ยวเป็นเพียงพาหนะ
ในการออกเดินทางเพ่อื เสพย์ส่งิ อืน่ ท้ังยังเปน็ กิจกรรมทีถ่ ูกให้ความหมายวา่ อยู่ภายใต้การบรโิ ภคเชิงสญั ญะ ส่งิ ที่แฝงอย่ใู นการ
ท่องเที่ยวคือรูปแบบชีวิต (Lifestyle) และประสบการณ์ (Experience) การท่องเท่ียวน้ันมีผลต่อการแสดงตัวตน รสนิยม

- 133 -

รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61

ตวั เลือกในการดาเนินชีวติ และสถานะทางเศรษฐกิจและสงั คม ดังท่ี Veblen (2002) ไดก้ ลา่ วถึงการบรโิ ภคท่เี กนิ ความจาเป็น
แต่ส่ิงท่บี ริโภคนั้นกลบั เป็นการแสดงถึงเกียรตยิ ศและชือ่ เสียง ซ่ึงเขาเรียกการบริโภคเช่นน้ีว่า Conspicuous consumption
ซ่งึ เป็นการบรโิ ภคบางส่ิงที่สิ่งน้นั ไมไ่ ดเ้ ปน็ ความจาเปน็ ของมนุษย์ ซงึ่ หมายรวมถึงการทอ่ งเทย่ี วด้วย ดังน้ัน ภายใต้การพัฒนา
ในระบบทนุ นิยม การท่องเที่ยวจึงถูกผนวกรวมอยู่ในกระบวนการดังกล่าวได้ไม่ยากนัก อีกทั้ง ยังถูกผสานได้อย่างแนบเนียน
เพอื่ สร้างมลู คา่ ทางเศรษฐกจิ จากนโยบายการพฒั นา

ท้ังน้ี จากการประชุมครั้งสาคัญเกี่ยวกับการท่องเท่ียวที่จัดข้ึนที่กรุงโรม ประเทศอิตาลีในปี 1963 ถือเป็นที่มาของ
การพิจารณาการท่องเที่ยวว่า เป็นปัจจัยที่นาไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ อีกท้ัง จากการประชุมท่ีกรุงมะนิลาในปี 1980 มี
ประเดน็ ทส่ี าคัญ คอื เรื่องมิตดิ ้านสงั คมและวัฒนธรรมของการทอ่ งเที่ยว โดยในยุคเร่ิมแรกการพัฒนาการท่องเที่ยวถูกจัดวาง
อยู่ในบริบทของ “ทศวรรษของการพัฒนา” ในสายตาขององค์การสหประชาชาติท่ีเริ่มจัดการประชุมท่ีโรม ซ่ึงได้ข้อสรุปที่
สาคญั ว่า “บทบาทพน้ื ฐานของการท่องเท่ียว คือ การมสี ่วนในการสรา้ งเศรษฐกิจของชาตแิ ละการค้าระหวา่ งประเทศ รวมทั้ง
อิทธิพลทางด้านสังคม การศึกษาและวัฒนธรรม ตลอดจนการนาไปสู่มิตรภาพและการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างผู้คน”
(United Nations,1963:3) อันนาไปสู่ข้อเสนอแนะท่ีว่าประเทศโลกท่ีสามควรให้ความสาคัญกับการพัฒนาการท่องเท่ียว
หลังจากนั้น ธนาคารโลกก็รับช่วงการสนับสนุนการพัฒนาการท่องเท่ียว ดังรายงาน ของ Kurt Krapt (1963) ที่ปรึกษาทาง
เศรษฐกจิ ของธนาคารโลกที่อาจนับว่าเป็นผู้เช่ียวชาญลาดับแรกๆในเร่ืองการพัฒนาการท่องเท่ียว ซึ่งเขาเรียกร้องให้ส่งเสริม
การท่องเที่ยวให้เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อพิจารณาในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การพฒั นาการท่องเที่ยวในภมู ภิ าคน้ี อาจมลี กั ษณะที่สวนทางกับแบบแผนการพัฒนาการท่องเท่ียวของ Butler (1980) ที่ช้ีว่า
โดยทัว่ ไปการทอ่ งเท่ียวมักเรม่ิ พัฒนาจากขนาดเล็กไปก่อน แล้วถึงตามมาด้วยการทะลักเข้ามาของทุนระหว่างประเทศ แต่ใน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้น้ัน ทุนระหว่างประเทศได้มีอิทธิพลมาต้ังแต่ต้น แล้วหลังจากน้ัน อาจอธิบายด้วยการสถาปนาของ
ระบอบอาณานิคมมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะอย่างย่ิงจะเห็นได้ชัดในกรณีของการท่องเที่ยวบาหลี แต่กรณียกเว้นก็อาจเป็น
ประเทศไทยที่ไม่ได้ถูกยึดครองจากมหาอานาจอาณานิคม พัฒนาการของการท่องเท่ียวประเทศไทยจึงต่างไปจากประเทศ
เพื่อนบ้านในภูมิภาคน้ี

อย่างไรกต็ าม เมื่อค้นคว้าหางานศึกษาด้านการท่องเท่ียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อสารวจทิศทางใหม่
ของการวิจยั ก็พบวา่ งานที่บอกวา่ เป็นทิศทางใหมน่ นั้ ส่วนมากแล้วไม่ได้เสนออะไรใหม่นัก แต่กลับเสนอเน้ือหาทางด้านการ
วางแผน การจัดการและการให้บริการการท่องเท่ียว โดยผู้เขียนส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกสอนและอบรมเกี่ยวกับการบริหาร
จัดการการท่องเที่ยวหรือการจัดการด้านนันทนาการเป็นส่วนใหญ่ ดังน้ัน ทิศทางใหม่ที่กล่าวถึงจึงเน้นไปที่เรื่องการจัดการ
และการตลาดมากกว่ามุมมองในเชิงวิพากย์ (Chon,2000) ซึ่งงานศึกษาเหล่าน้ี อาจมาจากการให้ความสาคัญกับการ
ทอ่ งเทีย่ วในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สรา้ งรายได้ใหก้ บั ประเทศเจา้ ของพื้นท่ีอยา่ งมาก โดยเป็นผลมาจากการไหลเวียนของ
เงินที่นักท่องเท่ียวใช้จ่ายในระหว่างการเดินทาง ดังท่ีพบว่าในปี ค.ศ. 1986 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวท่ัวโลกก่อให้เกิดการ
หมุนเวียนเงินกว่า 2,000,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยในปี 1999 มีการหมุนเวียนเงิน
จากการท่องเท่ียวกว่า 3,600,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และก่อให้เกิดการจ้างงานกว่าสองร้อยล้านอัตราทาให้หลาย
ประเทศสนับสนุนการท่องเทย่ี วใหก้ ลายเป็นสว่ นหนงึ่ ของแผนการพฒั นาประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการพัฒนากับการท่องเที่ยว ถ้านาแนวคิดเก่ียวกับวาทกรรมมาเป็นแนวทางในการมอง
เร่ืองการท่องเท่ียวอีกด้านหนึ่ง ก็จะทาให้เห็นกระบวนการของการทาให้การท่องเที่ยวกลายเป็นวาทกรรมการพัฒนาผ่าน
กระบวนการตา่ งๆ ทั้งในเชิงนโยบายหรือการจัดตั้งองค์กร เพื่อสถาปนาองค์ความรู้ ซ่ึงการท่องเที่ยวที่เกิดจากการสนับสนุน
และผลักดันโดยท้ังภาคเอกชน และส่วนของภาครัฐนั้น ถูกให้ความหมายว่ามันคือพาหนะท่ีจะไปสู่การพัฒนา Richard
Sharply ไดว้ เิ คราะห์เหตุผลของการทีก่ ารท่องเทยี่ วถูกนามาเปน็ แนวทางในการพัฒนาประเทศวา่ การทอ่ งเท่ียวไดถ้ กู นาเสนอ
ให้เห็นภาพของการกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชน (local) และในเวลาเดียวกันก็สามารถเช่ือมโยงเข้ากับระบบโลกได้ เม่ือการ
ท่องเที่ยวกลายเป็นแหล่งดึงดูดเงินตราต่างประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น ในไซปรัส (Cyprus) รายได้ 25% ของ

- 134 -

รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61

รายไดใ้ นประเทศได้มาจากธุรกิจการท่องเท่ียว ซึ่งมีการขยายตัวเพิ่มข้ึนเรื่อยๆ การท่ีการท่องเที่ยวถูกเลือกมาเป็นตัวเลือกที่
สาคัญในการพัฒนายังเก่ียวข้องกับเร่ืองของการทาให้เห็นข้อดีได้ชัดมากกว่าข้อเสีย ซ่ึงแตกต่างจากธุรกิจชนิดอื่นที่สามารถ
แสดงข้อเสียของการประกอบการให้เห็นอย่างเด่นชัดเช่น โรงงานอุตสาหกรรมท่ีสร้างผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
(Sharply, 2004) ดังเช่น เร่ืองราวของการพัฒนาผ่านการท่องเท่ียวแสดงให้เห็นชัดเจนในกรณีของประเทศแกมเบีย
(Gambia) ซง่ึ เปน็ ประเทศทข่ี าดแคลนทรพั ยากรทางธรรมชาติ และมีข้อจากัดในเรื่องของการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม
เงนิ รายไดส้ ว่ นมากของประเทศได้มาจากการสง่ ออกสินคา้ จาพวกถ่ัวลิสง แต่ส่ิงที่ประเทศแกมเบียมีคือสภาพอากาศที่อบอุ่น
และหาดทรายท่ีสวยงาม ดังน้ัน ตั้งแต่ช่วงกลาง ค.ศ.1960 ประเทศแกมเบียได้กลายมาเป็นสถานที่พักตากอากาศในช่วงฤดู
หนาวของชาวยุโรป อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้ขยายตัวอย่างมาก และกลายมาเป็นแหล่งรายได้ท่ีสาคัญของประเทศ ซ่ึง
สะท้อนให้เห็นจากค่าช้ีวัดมาตรฐานการครองชีพ (GDP) ท่ีเพิ่มสูงขึ้นถึง 11% องค์กรต่างๆได้มีการเตรียมพร้อมเพ่ือผลิต
บุคลากรเข้าสู่กระแสการผลิตเพื่อการท่องเที่ยวต้ังแต่เรื่องการศึกษา จนกระท่ังถึงระบบการผลิต การบริการ การท่องเท่ียว
กลายเปน็ ทางเลือกที่ดีสาหรับการพฒั นาประเทศ แตแ่ นวความคิดเร่ืองการนาการทอ่ งเที่ยวมาเป็นนโยบายหลักในการพัฒนา
ประเทศ กลับพบไดท้ ่วั โลก ไม่เพียงแต่เฉพาะในประเทศท่มี เี ง่ือนไขในการพัฒนาอยา่ งประเทศแกมเบยี เท่านัน้

เม่ือธุรกิจการท่องเท่ียวขยายตัวอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก ส่ิงท่ีตามมาอย่างเห็นได้ชัด คือ การเกิดขึ้นขององค์กรการ
ท่องเที่ยวโลก (WTO; World Tourism Organization) ซ่ึงกลายมาเป็นตัวกาหนดรูปแบบของการท่องเท่ียว อีกท้ัง การที่
องคก์ รศกึ ษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้เข้ามาจัดให้สถานท่ีบางแห่งกลายเป็นมรดกโลก
ได้เป็นการช่วยส่งเสรมิ การทอ่ งเทย่ี วอย่างมาก ผ่านการใหค้ วามหมายลงไปบนพน้ื ที่นนั้ ๆ เท่ากับเป็นการเพิ่มมูลค่าและกดดัน
สนับสนุนให้ประเทศเจา้ ของสถานที่แห่งน้ันต้องดูแล และจัดการให้มันคงอยู่ในสภาพเดิมเพื่อให้ผู้ท่ีสนใจได้เข้าเย่ียมชม โดย
จะพบวา่ การนาเสนอภาพของสถานที่ตา่ งๆ เหล่านั้นมักกระตุ้นให้เกิดความต้องการในการได้เข้าไปสัมผัสของจริง เช่น “7 ส่ิง
มหัศจรรย์ของโลกที่คร้ังหน่ึงในชีวิตคุณต้องไปเยือน” ซ่ึง Robert E. Wood วิเคราะห์ว่ารัฐจะแสดงตนเป็นนักวางแผน
พัฒนาการทอ่ งเทยี่ ว นักการตลาด โฆษณา หรอื ตัดสินใจเก่ียวกับวัฒนธรรมเพื่อการท่องเท่ียว ด้วยการแทรกแซงต่อกิจกรรม
ทางวัฒนธรรมต่างๆ นยิ าม อัตลกั ษณ์ ชาติ มรดกวฒั นธรรม และจัดความสมั พันธ์ทางวัฒนธรรมในท้องถ่ินใหม่ พร้อมกับการ
เปิดฉากการนิยาม “ความทันสมัย” ผ่านลงไปในเวทีการท่องเที่ยวอย่างต่อเน่ือง (Picard and E. Wood, 1984: 155-156)
ซง่ึ ในขณะทแ่ี นวทางการพัฒนาผา่ นการท่องเทย่ี วกระจายไปทวั่ โลก

นักคิดในสายทฤษฎีพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Economic Development Theory) กลับมองว่ากระบวนการเหล่าน้ี
เป็นลัทธิล่าอาณานิคมรูปแบบใหม่ โดยมองในเร่ืองของกระบวนการของระบบเศรษฐกิจของคนพ้ืนเมืองของประเทศกาลัง
พฒั นา ซง่ึ กลายมาเป็นกระบวนการทาให้เป็นตะวนั ออก (Orientalism) Said ซึ่งได้รบั อิทธิพลทางความคิดมาจาก Foucault
ได้วิเคราะห์กระบวนการสร้างความเปน็ ตะวนั ออกวา่ เปน็ วาทกรรมท่ีสร้างความเป็นตะวันออกขึ้นมาเพื่ออธิบายประเทศทาง
แถบตะวันออก ซ่ึงเป็นการอธิบายโดยประเทศตะวันตก ภาพที่ชาวตะวันตกมีต่อประเทศแถบตะวันออกน้ันเป็นภาพสาเร็จ
(Stereotype) ที่เกิดจากความเป็นตะวันตกซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของความจริง โดยอธิบายตะวันออกว่ามีลักษณะล้าหลัง
เฉ่อื ยชา ด้อยคา่ รวมแล้วมีลักษณะตา่ งไปจากตะวันตกซึง่ มีลักษณะตรงข้าม การสร้างความเป็นตะวันออกน้ันตกอยู่ในกรอบ
และแนวคิดของฝ่ายท่ีอ้างตนเหนือผู้อื่น การเข้าใจตะวันออกจึงไม่ได้เป็นการเข้าถึงอย่างแท้จริง แต่เป็นเพียงภาพตัวแ ทน
(Representation) ซ่ึงภาพตัวแทนน้ีเองที่กลายมาสู่การรับรู้ว่าเป็นความจริง (Said, 1995 อ้างใน ไชยันต์ รัชชกูล, ม.ป.ป.)
โดยตัวอยา่ งท่ีเห็นไดช้ ดั คอื จากงานเขยี นเชิงสารคดขี อง Gita Mehta เร่อื ง Karma Cola ซ่ึงแสดงให้เห็นภาพความไม่เข้าใจ
ของชาวตะวันตกเกี่ยวกับอินเดีย โดยชาวตะวันตกมักมีภาพเก่ียวกับอินเดีย (Orientalized India) อยู่ภาพหนึ่งเป็นตัวแทน
เกี่ยวกบั อินเดยี และกลายเป็นวาทกรรมเก่ียวกับอินเดียของชาวตะวันตก ซึ่งในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้นาเอาภาพของ
อินเดยี ในแบบทช่ี าวตะวันตกเข้าใจมาเป็นจดุ ขาย ในงานเขียนเธอได้บรรยายภาพของการท่องเที่ยวอินเดีย ซึ่งภายในขั้นตอน
น้นั มัคคเุ ทศกไ์ ด้นาแขกชาวตะวันตกเขา้ พกั ในโรงแรมหรู มีการตอ้ นรบั โดยชายบนหลงั อฐู แตง่ เคร่ืองแบบกองรบทหารอูฐสมัย
อาณานิคม สตรีอินเดียในชุดสีสด ทาความเคารพด้วยวิธีแบบโบราณคือการพรมน้าลอยดอกกุหลาบ และแต้มรอยวรรณะท่ี

- 135 -

รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61

หนา้ ผาก ประกอบการแสดงมากมาย เชน่ การสะกดงู หนุ่ กระบอก การฟ้อนราแบบอินเดีย รวมท้ังการขับร้องเพลง ส่ิงต่างๆ
เหล่าน้ีได้รับการยอมรับอย่างดีจากนักท่องเที่ยว ซ่ึงมีความรู้สึกว่าตนได้มาถึงอินเดียอย่างแท้จริง (อ้างใน ไชยันต์ รัชชกูล,
ม.ป.ป.)

ดังน้ัน จะเห็นว่าการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวมีเง่ือนไขท่ีเป็นแรงผลักให้ก้าวไปข้างหน้าคือ การพัฒนาด้าน
สาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเฉพาะการคมนาคม นอกจากน้ีไม่ว่าแหล่งท่องเที่ยวใดๆก็ตามส่ิงสาคัญท่ีช่วยก่อรูปของการเป็น
แหลง่ ท่องเที่ยวทเ่ี ลอ่ื งช่ือน้ันขน้ึ อยู่กับความมีเอกลกั ษณเ์ ฉพาะตัว ท้ังด้านธรรมชาติสิ่งแวดล้อม หรือในเชิงวัฒนธรรม แต่การ
เพิ่มขึ้นของการเปล่ียนธรรมชาติและปรับวัฒนธรรมหรือพิธีกรรมเพื่อใช้รองรับการท่องเท่ียวย่อมก่อให้เกิดผลกระทบ ซ่ึงใน
ที่น้มี ักเกิดจากการใช้อย่างขัดธรรมชาติ ทั้งการเปลี่ยนแปลงและใช้มากเกินพอดี เหล่าน้ีคือต้นเหตุของการเกิดผลกระทบใน
แหล่งทอ่ งเที่ยวท่ัวโลก การท่องเทย่ี วในระยะหลงั จึงมักเนน้ เรื่องการสร้างความสมดลุ ต่อแหล่งท่องเทีย่ วท้ังในเชงิ กายภาพและ
เชงิ วัฒนธรรม

2.2 การก่อตัวของธุรกิจการทอ่ งเทย่ี วเชงิ นเิ วศวัฒนธรรมในชมุ ชนชาตพิ นั ธุ์
นโยบายการพัฒนาการท่องเท่ียวของรัฐ มีผลต่อการก่อตัวของธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมในชุมชนชาติ

พนั ธ์ุในพื้นที่ภาคเหนอื ของไทย แรงกระตุ้นจากรายได้ของธุรกิจการท่องเท่ียวทาให้ชุมชนมีการจัดการตนเองด้านการจัดการ
ทรพั ยากร ทัง้ ธรรมชาติและวัฒนธรรม ชาวบ้านมีกลยุทธ์การปรบั ตวั เพื่อเข้าส่ธู ุรกิจการทอ่ งเท่ียวอย่างเตม็ รปู แบบ โดยเกดิ ขน้ึ
และเติบโตไปพรอ้ มกบั การสง่ เสรมิ การท่องเทยี่ วในระบบใหญโ่ ดยจงั หวัดและรฐั บาล ดังปรากฏตัวอย่างในงานศกึ ษา เร่ืองการ
ท่องเท่ยี วเชิงนเิ วศ : ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการจัดการทรัพยากร ของ ยศ สันตสมบัติ และคณะ, 2544 พบว่า
หมบู่ ้าน 7 หมบู่ า้ นในจงั หวัดแม่ฮ่องสอน ประกอบด้วย บ้านปางหมู (ไทใหญ่) บ้านโป่งอ่อน (กะเหรี่ยงแดง) บ้านรักไทย (จีน
ฮ่อ) ในอาเภอเมืองแม่ฮ่องสอน และ บ้านผามอน (มูเซอร์แดง) บ้านบ่อไคร้ (มูเซอร์ดา) บ้านเมืองแพมสลวย (ปกากะญอ)
บา้ นน้าริน (ลีซู) ในอาเภอปางมะผ้า มีการจัดการชุมชนตนเองให้เป็น ชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่อรองรับนักท่องเท่ียว และ
เป็นภาพปรากฏสาคญั ของชมุ ชนชาตพิ ันธใุ์ นการจดั การการธรุ กิจการทอ่ งเทยี่ ว

การท่องเท่ียวเชิงนิเวศ ในชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นท่ีสูงนั้น เป็นท่ีนิยมของสาหรับนักท่องเท่ียวชาวไทยและชาว
ต่างประเทศท่ีปรารถนาจะเรียนรู้ และศึกษาธรรมชาติ พร้อมสัมผัสวัฒนธรรมของชนกลุ่มชนชาติพันธ์ุ กอปรกับสภาพภูมิ
ประเทศทีโ่ อบล้อมดว้ ยภูเขาและแมน่ ้าท่ีสวยงาม สภาพภูมอิ ากาศทไี่ มร่ อ้ นจัด รวมถึง การดารงอยู่ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรม
ที่หลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในหลายหมู่บ้าน โดยเฉพาะอย่างย่ิง ในหมู่บ้านของกลุ่มชาติพันธ์ุ ปกาเกอะญอ7 ที่เป็น
ประชากรกล่มุ ชาติพันธ์ทุ ีม่ ีจานวนมากที่สุดในประเทศไทย ซงึ่ ปัจจุบนั กาลังเผชญิ กบั การพฒั นาหมบู่ า้ นโดยรัฐ เพือ่ สง่ เสรมิ การ
ท่องเท่ยี วอย่างเต็มรูปแบบ ท้ังน้ีการส่งเสริมการท่องเที่ยวดังกล่าวน้ัน มักมาพร้อมกับการเข้ามาของธุรกิจท่องเที่ยวประเภท
ต่างๆ ไมว่ ่าจะเปน็ ทพี่ ัก รา้ นอาหาร การคมนาคมขนสง่ การจัดการนาเท่ียว การขายสนิ ค้าทรี่ ะลึกของการท่องเที่ยว การปรบั
แปลงชุมชนใหเ้ ปน็ สถานท่พี กั แบบโฮมสเตย์ และ เป็นแหลง่ ทอ่ งเท่ียว เกิดธุรกิจการเทยี่ วแบบเหมาจ่าย (แพคเกจทัวร์) อีกทั้ง
ยังมีการส่งเสริมการท่องเท่ียวด้วยการโฆษณาประชาสัมพันธ์จากรัฐ เช่น การท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวง
พัฒนาการท่องเท่ียวและกีฬา หน่วยงานราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ตลอดจนหน่วยงานเอกชนผู้
ประกอบกิจการอันเนื่องมาจากการท่องเท่ียวอ่ืนๆ ล้วนทาหน้าที่เป็นผู้ส่งสารประชาสัมพันธ์จนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเป็น
กระแสนิยมท่สี าคัญในปัจจุบัน

ในงานวิจัย อดิศร เรือลม และคณะ (ไม่ปรากฏปีท่ีพิมพ์) และสุวิชชา พักกระสา (2552) นาเสนอตรงกันว่าการ
ท่องเท่ียวของเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางหรือเมืองหลวงแห่งภาคเหนือ เป็นพ้ืนท่ียุทธศาสตร์สาคัญในการส่งเสริมการ

7 ชาตพิ ันธุก์ ะเหรยี่ งเปน็ กลมุ่ ชาตพิ ันธ์ทุ อ่ี าศัยอยูใ่ นประเทศไทย ซง่ึ แบง่ ออกได้เปน็ 4 กลุม่ ย่อย คือ ปกาเกอะญอหรือสกอ โปว์หรือโพล่ง ปะโอหรือตองสู และบะเวหรือคะยาห์
น้ัน โดยกะเหรยี่ งสกอหรอื ปกาเกอะญอเปน็ กลุ่มท่มี จี านวนมากทสี่ ดุ

- 136 -

รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61

ท่องเท่ียว โดยท้ังในพ้ืนท่ีเมืองและชุมชนบนพ้ืนที่สูง ดารงภายใต้กระแสแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ แหล่งสาคัญของ
ประเทศไทย พบการทอ่ งเท่ียวศกึ ษาธรรมชาติประเภทล่องแพ ขี่ช้าง และพักในบ้านของคนท้องถ่ิน เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมชน
เผ่าในหมู่บ้าน (tribal village) นอกจากน้ียังสอดคล้องกับเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในรูปแบบของทัวร์ป่า (Jungle
tour) ที่มกี ารประชาสัมพันธ์ และการโฆษณาผ่านเอเยนต์ (agent) ซึ่งทากันเปน็ ระบบผ่านนายหน้าในเมืองเชียงใหม่และการ
ประสานงานกับตวั แทนของหมบู่ ้าน ทาใหม้ เี พียงกลมุ่ คนไมก่ ีก่ ลุม่ ทีไ่ ดป้ ระโยชนจ์ ากธุรกิจทัวร์ป่า (ดู Cohen 1996; อ้างถึงใน
สุวิทย์ นามแสง,2536) ท่ีเช้ือเชิญให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัสธรรมชาติโดยเฉพาะในช่วงรอยต่อของฤดูฝนสู่ฤดูหนาว มีความ
พยายามท่ีจะนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศไปเช่ือมโยงกับการท่องเท่ียวโดยชุมชน(Community-Based Tourism (CBT) ซ่ึงถือ
เปน็ การจัดการทอ่ งเทย่ี วทใ่ี หค้ นท้องถน่ิ หรอื ชาวบา้ นในพื้นท่เี ปน็ ผ้ดู าเนินการเอง เพือ่ ให้เปน็ ไปตามเจตนารมณ์ของการมีส่วน
รว่ มของประชาชนในการจัดการการท่องเทยี่ วและทรัพยากรดา้ นอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ยศ สันตสมบัติและคณะ (2544) กล่าวถึงสถานการณ์ของกรณีศึกษาหมู่บ้านการท่องเท่ียวเชิงนิเวศ
ท้ัง 7 ชาติพันธ์ุว่าการท่องเท่ียวได้เข้ามาเป็นส่วนหน่ึงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของทุกหมู่บ้านและเกิดข้ึนมาก่อนหน้าน้ัน
เกอื บ 20 ปใี นลักษณะของทวั ร์ปา่ ท่นี กั ทอ่ งเทย่ี วอาจมาดว้ ยตนเองแบบอสิ ระหรือมบี ริษัททวั รจ์ ัดพามาพกั แรมและทากจิ กรรม
ในหมู่บ้านหรือบริเวณใกล้เคียง การจัดการท่องเที่ยวเร่ิมต้นหลังจากนโยบายส่งเสริมการท่องเท่ียว “ปีการท่องเที่ยวไทย”
หลังจากปี 2531 เป็นต้นมา โดยหมู่บ้านชาติพันธุ์เองก็มีจุดแข็งและจุดอ่อนต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมและที่ตั้ง ตลอดจน
วัฒนธรรมประเพณีของแต่ละชนเผ่าในแต่ละของหมู่บ้าน ซึ่งยศมองว่า ในขณะน้ันหมู่บ้านยังไม่มีการจัดการท่องเที่ยวโดย
ชุมชนอย่างเต็มกระบวนการ เพราะมบี รษิ ัททวั ร์ ไกด์นอกทอ้ งถ่ิน หรือกล่มุ ชาวบ้านระดับแกนนาหรือผู้อาวุโสเพียงไม่ก่ีบ้านที่
ได้รับประโยชนจ์ ากการทอ่ งเทีย่ วดงั กลา่ ว จงึ ทาใหก้ ลายเปน็ เพยี ง “หม่บู ้านทถ่ี กู ท่องเทีย่ ว”

การกลายเปน็ หมูบ่ ้านท่ีถกู เท่ยี วนน้ั จงึ เปน็ คาถามที่ท้าทายตอ่ หลกั การพน้ื ฐานของการท่องเท่ยี วเชิงนเิ วศที่มีรากฐาน
มาจากการเคารพในความเหมือนเดิมทั้งในเร่ืองของทรัพยากรธรรมชาติ ส่ิงแวดล้อม วิถีชีวิต และวัฒนธรรม สอดคล้องกับ
หลกั การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนซึ่งยึดหลักให้ชุมชนเป็นเจ้าของธุรกิจการท่องเที่ยวในทุกกระบวนการและทุกข้ันตอนนั้น
โดยเจ้าของชุมชนเป็นผู้เข้าถึงพร้อมท้ังแบ่งสรรผลประโยชน์ที่ได้รับมาจากธุรกิจการท่องเที่ยวแบบทุกฝ่ายพึงพอใจ เจ้าของ
ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการทุกข้ันตอนของการจัดการการท่องเที่ยวและ การยกระดับหมู่บ้านของตนเองให้เป็นแหล่ง
ทอ่ งเท่ียวนนั้ ประชาชนในชุมชุนทุกคนก็จะต้องปรับตัวเพื่อเข้าสู่ระบบดังกล่าวอย่างเข้าใจ มีระบบการบริหารจัดการ มีการ
วางแผน มีลักษณะของการรวมกลุ่มผลประโยชน์ต่อกันอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ มีกฎระเบียบบังคับใช้ร่วมกัน
เพ่ือการจัดการชุมชนของตนเอง ท้ังในการจัดการ ทรัพยากรการท่องเที่ยว ที่ครอบคลุมไปถึงทรัพยากรทางธรรมชาติและ
วัฒนธรรม ผา่ นการสนับสนุนทง้ั จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

แนวคดิ เพือ่ มงุ่ เนน้ การสร้างรายไดจ้ ากการท่องเท่ียว ทดแทนรายไดจ้ ากอุตสาหกรรมปา่ ไมแ้ ละการลกั ลอบตัดไม้ ซ่ึง
ได้รับการสนับสนุนของภาครัฐผ่านการจัดสรรงบประมาณ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมที่เก่ียวกับการท่องเที่ยวของชุมชน โดย
ดาเนินการผ่านภาครัฐท้ังในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ได้ส่งผลกระทบท้ังทางบวกและทางลบต่อชุมชน ถึงแม้ว่าการ
ท่องเที่ยวจะเป็นการสร้างรายได้ สร้างงาน ให้ชาวบ้านเจ้าของชุมชน แต่ทรัพยากรท้ังทางธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และ
วัฒนธรรม ท่เี สื่อมโทรมจากการพฤตกิ รรมของนกั ท่องเทย่ี ว รวมถึงการยดึ ครองเม็ดเงนิ มหาศาลของผู้ประกอบการท่องเทยี่ วก็
ยงั เป็นปัญหาต่อการพัฒนาการท่องเท่ียวอย่างย่ังยืน กรณีศึกษาวิจัยของสุวิชชา พักกระสา,2552 เป็นภาพบทเรียนของการ
พัฒนาการท่องเท่ียวที่เกิดขึ้นในอาเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พบว่ามีสัดส่วนของผู้ประกอบการหรือนายทุนที่มาจากนอก
ชุมชนมากกวา่ คนเจ้าของชุมชนเดมิ และผลจากนโยบายทางเศรษฐกจิ ท่ีกระตุ้นการลงทุนในธุรกิจท่องเท่ียวท่ีอาเภอปาย ทา
ใหเ้ กิดการขยายตวั ของประชากรอย่างรวดเร็วจนเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษ และคนในท้องถ่ินจานวนหน่ึงไม่สามารถ
ปรบั ตวั รับความเปล่ียนแปลงเหล่านี้ได้ทัน มีปรากฏการณ์การขาดน้าเพ่ือการอุปโภคและบริโภคในฤดูแล้ง เกิดมลภาวะทาง
อากาศและเสยี ง เกิดปัญหาขยะลน้ เมืองและไม่มวี ธิ กี ารกาจัดทีถ่ ูกตอ้ ง เกิดปญั หาที่ดนิ เปลีย่ นมือหรือเปลี่ยนกรรมสิทธ์ิในการ
ถือครองมากขนึ้ จากการทบทวนงานวิจยั และแนวคดิ ดงั กล่าวจงึ นามาตอ่ ยอดในงานศึกษาวา่ ชมุ ชนชาตพิ ันธ์ใุ นอาเภอกลั ยาณิ

- 137 -

รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61

วัฒนามีการจัดการตนเองอย่างไร เพ่ือต้ังรับ หรือ ต้ังชน กับปรากฏการณ์บางประการท่ีใกล้เคียงกับอาเภอปาย และ การ
จัดการดังกล่าวน้ัน ทาอย่างไร และ ส่งผลอะไรบ้าง สอดคล้องหรือแตกต่างกับแนวคิดและทฤษฎี หรือ งานวิจัยท่ีกล่าวแล้ว
ขา้ งตน้ หรือไม่ อย่างไร

2.3 การจัดการของชมุ ชนชาตพิ ันธุ์ในกระแสการพฒั นาและการท่องเท่ยี ว
บทความวิจยั ชน้ิ น้ีมุง่ เน้นการนาเสนอ ปรากฏการณ์ในการจัดการตนเองชุมชนชาติพันธุ์บนพ้ืนที่สูง ซึ่งโดยหลักสิทธิ

ชุมชนแล้ว ชาวบ้านในถ่ินนั้นๆ ย่อมมีสิทธิในทรัพยากรของตน ซึ่งเป็นอานาจอันชอบธรรมท่ีชุมชนพึงมีพึงได้อย่างถูกต้อง
ผอู้ ่ืนต้องยอมรบั จะละเมิดหรือลิดรอนมไิ ด้ การทช่ี ุมชนมสี ทิ ธิในการเลอื กอนาคตของตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง เป็นอิสระโดย
ตัวเองน้ันจาเป็นอย่างย่ิง ที่ประชาชนในพ้ืนท่ีนั้นจะต้องเรียนรู้ชุมชนท่ีเขาอยู่ อาทิรู้ว่าในชุมชนมีทรัพยากรและมีความ
หลากหลายทางชวี ภาพ มีทุนทางปัญญา ทนุ ทางสงั คมและวัฒนธรรม

ประชาชนเจา้ ของพ้นื ทตี่ อ้ งเรียนรทู้ จี่ ะเชือ่ มโยงสิ่งท่ีเขามีอยู่กับความต้องการและความปรารถนาแห่งตน การรู้เท่า
ทนั ตอ่ ความคาดหวังจากโลกภายนอกจะทาให้พวกเขาสามารถแสดงศักยภาพปกป้องสิทธิในชุมชนของตนได้อย่างสง่าผ่าเผย
ในขณะเดยี วกนั สทิ ธิในชุมชนนัน้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้สังคมภายนอกรับทราบว่า พวกเขาสามารถทาประโยชน์ให้สังคมได้
อย่างน้อยท่ีสุดก็คือ การปกปักรักษาทรัพยากรธรรมชาติท่ีจะต้องย่ังยืนสืบต่อให้คนรุ่นหลัง การร่วมมือร่วมใจในการใช้
ทรัพยากรเหล่าน้ีอยา่ งเป็นประโยชนย์ ่งั ยนื ท่สี ดุ ทีส่ ่ิงหนึ่งที่พงึ มกี ารจดั การการสบื ทอดจากรุ่น ส่รู นุ่

สอดคล้องกับ ยศ สันตสมบัติ, 2544 กล่าวว่า การมีสิทธิร่วมเหนือทรัพย์สินของชุมชน สมาชิกของชุมชนซ่ึงทา
หน้าที่ดแู ลรกั ษาปา่ เท่านัน้ จึงจะมสี ิทธใิ ช้และได้ประโยชน์จากป่า โดยนัยน้ีสิทธิชุมชนให้ความสาคัญกับการใช้ประโยชน์จาก
ทรัพยากรเพ่ือส่วนรวมมากกว่าประโยชน์สว่ นตน ชุมชนสามารถใชอ้ านาจออกกฎเกณฑ์โดยคานึงถึง ความเป็นธรรมในสังคม
เปน็ สาคญั ตวั อยา่ งเชน่ ชมุ ชนหลายแหลง่ มีกฎเกณฑอ์ นญุ าตใหแ้ ตล่ ะเฉพาะครัวเรอื นทแี่ ต่งงานใหม่และยากจนเท่าน้ันจึงจะมี
สิทธิตัดไมเ้ พ่อื ใชส้ ่วนตัว ในขณะทค่ี รัวเรือนที่มีฐานะดจี ะไมไ่ ด้สิทธอิ ันนนั้

สิทธใิ นการบริหารจดั การทรัพยากรธรรมชาติ สิทธใิ นการพิทกั ษร์ ักษาวัฒนธรรมและส่ิงแวดลอ้ ม ตลอดจนสิทธิอ่ืนๆ
อันเกย่ี วขอ้ งกบั การมีชวี ิตอยู่โดยไม่ถูกรุกล้าล่วงเกิน เก่ียวข้องกับความสามารถในการพึ่งตนเองของชุมชนของตน ซ่ึงมีความ
แนบเน่ืองกับเร่ืองของอัตลักษณ์อีกด้วย กล่าวคือ ตนเองมีผลประโยชน์ร่วมกับคนอ่ืนอย่างไร หรือควรจะมีทรัพยากรของ
ตัวเองร่วมกบั คนอนื่ อยา่ งไร เหลา่ น้เี องคือความเปน็ ชมุ ชน และการทีค่ นเหลา่ น้นั มจี ินตนาการวา่ ตัวตนของตัวเองสว่ นหนึง่ รว่ ม
อยูก่ ับสว่ นอน่ื กเ็ ปน็ ฐานคิดท่ีสาคญั ในการจดั การตนเองของชมุ ชน

จากแนวคิดข้างต้น จะเห็นว่าเน้ือหาของสิทธิชุมชน กล่าวถึงอานาจอันชอบธรรมของชุมชนที่ชาวบ้านมีสิทธิเลือก
และกาหนดทิศทางอนาคตของตัวเองทั้งในแง่ของชุมชนและวิถีชีวิต การมีส่วนร่วมและการการเรียนรู้ชุมชนของตนเองเพ่ือ
การจัดสรรและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างย่ังยืน การคานึงถึงกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์สินของชุมชนเพ่ือส่วนรวม
ครอบคลุมท้ังทรพั ยากรการท่องเทีย่ วทีเ่ ป็นธรรมชาติ วัฒนธรรมและส่ิงแวดล้อม เรียกได้ว่าเป็นการการบริหารจัดการชุมชน
ตนเองดว้ ยพลงั ภมู ปิ ญั ญาท่ีกระจายผลประโยชน์ของชุมชนรว่ มกนั อย่างพงึ พอใจทุกฝ่าย

อย่างไรกต็ าม งานวิจัยจานวนหนึ่งที่ กล่าวถึงการไม่เคารพสิทธิของชุมชนซ่ึงเป็นสิทธิติดตัวมากับสิทธิมนุษยชนอัน
เปน็ สิทธ์ดัง้ เดมิ ของมนุษย์ ความขัดแย้งระหว่าง “รัฐ” และ “ชุมชนเจ้าของถิ่น” ทาใหเ้ ป็นกรอบประเดน็ ศกึ ษาทีเ่ กย่ี วเนอ่ื งกับ
การจัดการตนเองของชุมชน ทั้งในรูปแบบ การตอ่ รอง การทดั ทาน ของกลุ่มคนหรอื ชมุ ชน เนือ่ งจากการพฒั นาในบางรูปแบบ
ของรฐั อาจ กระทา “กดข”ี่ หรอื “เบียดขบั ” ชมุ ชนอย่างจงใจและไมจ่ งใจ การพัฒนาที่ถูกปรับเปลี่ยนมาจากการตอบสนอง
นโยบายของรฐั เชน่ นโยบายการท่องเท่ยี วจงึ เปน็ อภปิ ัจจยั หน่งึ ที่ผวู้ ิจยั ให้ความสาคัญ

ในงานศึกษาของ Hayami (1998) ได้นาเสนอการต่อรองของชาวปกาเกอะญอ ในเรื่องการอานาจในการจัดการป่า
เมื่อภายใต้บริบทของการเป็นรัฐชาติ ที่รัฐไทยได้สร้างเงื่อนไขความเป็นเจ้าของท่ีดิน การสร้างแบบแผนการใช้ป่าซึ่งกีดกัน
ชาวเขาออกไป อีกท้งั ยงั เนน้ เรื่องการอนุรักษ์บนพ้ืนฐานของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ชาวปกาเกอะญอจึงกลายเป็นผู้ทาลาย

- 138 -

รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 61

ปา่ ภายใต้เงอ่ื นไขเหล่าน้ัน เชน่ เดียวกบั ทปี่ า่ สนวดั จันทร์ กรมปา่ ไมไ้ ด้อ้างวา่ การทีป่ า่ ไม้ลดลงเนือ่ งจากชาวเขายากจนลง ทาไร่
เล่อื นลอยมากข้นึ จนกอ่ ใหเ้ กิดการตัดไมท้ าลายปา่ ทงั้ นีท้ ้ังน้ันกเ็ พอ่ื สร้างความชอบธรรมให้กรมป่าไมใ้ นการเขา้ ไปจัดการดูแล
ป่า โดยเสนอให้มกี ารปลูกปา่ สนดว้ ยมองเห็นเม็ดเงินท่ีจะได้จากไม้สนท่ีมีมากในพ้ืนที่ พร้อมกันนั้นยังได้เสนอแนวทางพัฒนา
เศรษฐกจิ ให้กบั ชมุ ชนโดยเสนอการสรา้ งโรงเลื่อย ซ่งึ อ้างวา่ หากตดั ป่าสนเดิมออกแล้วใช้ในเชิงเศรษฐกิจ ภายใน 26 ปี ป่าสน
ทปี่ ลูกใหม่จะโตเต็มที่เหมือนดังเดิม แต่ชาวบ้านกลับต่อต้านด้วยการนาส่ิงท่ีมองว่าพวกเขา “ไม่ใช่” มาใช้เป็นเครื่องมือ นั่น
คอื เร่ืองของศาสนา ซึง่ การนบั ถือผขี องชาวเขาถูกมองว่าเป็นเร่อื งทางไสยศาสตร์ที่ไร้อารยธรรม แตใ่ นกรณนี ชี้ าวบ้านไดน้ าการ
บวชปา่ พร้อมทั้งพิธีกรรมทางศาสนาพุทธมาเป็นเครอ่ื งปกป้องผืนป่าสนไว้

นอกจากนี้ Taussing (1998) ได้ศึกษาภาวการณ์เอารัดเอาเปรียบของการเปล่ียนผ่านไปสู่ระบบทุนนิยมของคน
อินเดียนแดงในโบลิเวีย ที่แสดงออกผ่านทางพิธีกรรมโดยในชุมชนชาวนานั้นมองว่าการทาไร่แบบพันธะสัญญาน้ันเป็น
สญั ลกั ษณข์ องปิศาจ ปิศาจน้ันจะดารงอยเู่ คยี งข้างความดี หรือการผลิตและความชว่ั หรอื การทาลาย ด้านหนง่ึ การทาไร่ขนาด
ใหญ่ที่ผูกโยงไว้กับระบบตลาด ได้เปล่ียนวิถีชุมชนจากท่ีเคยวางอยู่บนหลักการมูลค่าการใช้ (Use Value) ไปสู่การถูก
ครอบงาโดยลัทธิบูชาสินค้าท่ีวางอยู่บนหลักการมูลค่าแลกเปล่ียน (Exchange Value) แต่อีกด้านหน่ึง ชาวนาเหล่าน้ันกลับ
ยอมรับความเจริญและได้รับค่าจ้างสูงข้ึนตามระบบทุนนิยม ดังนั้น ชาวนาท่ีมีระบบเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับมูลค่าการใช้มองเงิน
เป็นเพียงส่ือในการแลกเปล่ียนกับสินค้า เพ่ือตอบสนองความจาเป็นของมนุษย์ ตัวเงินไม่สามารถผลิตซ้าได้ด้วยตัวเอง แต่
ชาวบา้ นบางส่วนกลับมองว่าเงินมีมูลค่าแลกเปล่ียน นาไปใช้ในบริบทของระบบทุนนิยมได้ ทาให้เงินกลายเป็นทุน ชาวนาใช้
พธิ กี รรมในการปรบั ตัวเขา้ กับระบบทนุ นิยมโดย การนาเงนิ เข้าพิธีแบบติสต์เพ่ือทาให้เงินเปล่ียนจากวัตถุท่ีเติบโตเองไม่ได้ ไป
เปน็ ทุนทท่ี ากาไรให้ไม่มีท่ีส้นิ สดุ แตอ่ ย่างไรกต็ ามเงนิ ที่ผา่ นพธิ กี รรมแบบตสิ ต์เป็นเร่ืองนอกศาสนา จึงยังต้องมีการลักลอบใช้
อยา่ งลับๆ

ส่วน Pessar (1984) ได้ศึกษาพิธีกรรมแห่งอานาจในบราซิล ในภาวะที่คนกาลังเผชิญหน้ากับกระแสการ
เปลี่ยนแปลงจากภายนอก โดยเน้นศึกษาที่พิธีกรรมการรักษาพยาบาล ซึ่งเดิมเป็นเพียงพิธีกรรมเพ่ือตอกย้าอุดมการณ์ทาง
ศาสนา เพ่ือปลดปล่อยมนุษย์ให้พ้นจากบาป ตามความเชื่อแบบคริสต์ แต่เม่ือประมาณทศวรรษที่ 1930 บราซิลตกอยู่ใน
ภาวะท่ีเศรษฐกิจตกต่า ไม่มีความมั่นคงทางการเมือง สังคมอุปถัมภ์ล่มสลาย พิธีกรรมในช่วงน้ีจึงเป็นแบบพิธีกรรมเพ่ือการ
หลอมรวม (Ritual of Synthesis) ในช่วงปี 1974 ได้มีการเปล่ียนอานาจของพิธีกรรมไปเป็นพิธีกรรมของการต่อต้าน
(Ritual of Antithesis) เปน็ ไปในเชงิ ตอบโต้ ทีส่ ะท้อนภาวการณข์ ัดแย้งทางอุดมการณ์ ระหว่างคนจนและคนชั้นกลางที่อยู่
ภายใต้การครอบงาของทุนนิยมในบรบิ ทของการเอารดั เอาเปรียบและขดั แยง้ การเข้าร่วมพิธีกรรมทาให้รู้สึกถึงแง่มุมของการ
ตอบโต้ ซึ่งชาวบ้านยากจนใช้พิธีกรรมเผชิญหน้ากับอานาจของกลุ่มทางสังคมอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนช้ันกลางเพื่อส่ือความ
หมายถึงความขดั แย้งทางเศรษฐกจิ ท่ไี ม่เทา่ เทยี มกนั สะทอ้ นความรสู้ ึกส้ินหวงั กลัวตาย กลัวความเจบ็ ปวด เปน็ การแสดงออก
เพ่ือตอบโต้พลังช่ัวร้ายของชนช้ันกลาง โดยพิธีกรรมในกรณีน้ีจึงเป็นเสมือนเครื่องมือในการต่อรองกับสภาวการณ์ของความ
ขัดแยง้ ทางอดุ มการณ์ และภายใต้การครอบงาของทนุ นยิ มทเี่ ข้ามาเอารดั เอาเปรยี บ

นอกจากนี้ จากงานศึกษาของ Friedman (1994) ได้เสนอมุมมองท่ีว่าการบริโภคนั้นในตัวของมันเองก็เป็นยุทธวิธี
หน่ึงของการต่อต้านต่อรองกับระบบโลกเช่นกัน โดยในบริบทของการท่องเท่ียวซ่ึงอยู่ภายใต้ระบบโลก การผลิตวัฒนธรรม
ข้ึนมาเพอ่ื ตอบสนองการท่องเที่ยว หรอื การเปดิ รบั กระแสวัฒนธรรมโลกต่างกก็ ่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อวัฒนธรรมดัง้ เดมิ ท่ี
มีอยู่กอ่ นของพื้นที่ โดยภายใต้กระแสการบริโภควัฒนธรรมเพอื่ การทอ่ งเที่ยวน้นั การปรบั ตวั เปลยี่ นแปลงของชุมชนเกิดขึ้นไม่
เท่ากัน โดยมีเงื่อนไขสาคัญอยู่ท่ีประวัติศาสตร์การรับการท่องเที่ยวและกระแสบริโภคของระบบโลกท่ีเข้มข้นไม่เท่ากัน อีก
ท้ังตัววัฒนธรรมเองก็ถูกนามาใช้ในความหมายท่ีแตกต่างกันด้วย โดยในกลุ่มของชาวไอนุ ซ่ึงเป็นกลุ่มเก็บล่าหาอาหารท่ีอยู่
ทางตอนเหนือของเกาะฮอคไกโดประเทศญ่ปี ุ่น ในทางสังคม พวกเขาเปน็ กล่มุ คนทห่ี มดอานาจในการต่อรองทางการเมอื งและ
เศรษฐกจิ การไรก้ ารยอมรับจากคนญปี่ ่นุ ทาให้ชาวไอนไุ รอ้ านาจในการถือครองที่ดิน และต้องสูญเสียท่ีดินเน่ืองจากการไม่ได้
รบั การยอมรบั ในสทิ ธิของการเป็นพลเมอื ง ชาวไอนุจานวนมากตอ้ งเปล่ียนไปเปน็ ลกู จ้างในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

- 139 -

รายงานสืบเน่ืองการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61

ในช่วงปี ค.ศ.1970 วัฒนธรรมของชาวไอนุถูกร้ือฟ้ืนข้ึนมาอีกคร้ัง ท้ังด้านภาษา และวัฒนธรรมอ่ืนๆ เพื่อตอบสนองต่อธุรกิจ
การท่องเที่ยว ซงึ่ การท่องเท่ียวเท่ียวน้ีได้กลายมาเป็นปัจจัยในการสร้างและผลิตใหม่ของวัฒนธรรมของชาวไอนุ สาหรับชาว
ญีป่ ุ่นวฒั นธรรมของชาวไอนจุ ึงไดร้ ับการยอมรับว่าเป็นส่วนหน่ึงของความหลากหลายทางวัฒนธรรมของญ่ีปุ่น การท่องเที่ยว
จึงกลายมาเป็นเคร่ืองมือหนึ่งในการแสดงการมีตัวตนอยู่ของชาวไอนุ การบริโภคอัตลักษณ์ของชาวไอนุในเวทีของการ
ทอ่ งเท่ียว จึงเป็นการเสรมิ สรา้ งการมีตัวตนอยู่ของพวกเขา เป็นการผลิตตัวเอง และให้ผู้อื่นได้บริโภคเพ่ือสร้างความเข้มแข็ง
ให้กับตัวเอง ซ่ึงเป็นลักษณะที่ตรงข้ามกับกรณีฮาวาย ซึ่งฮาวายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐ ซึ่งก่อให้เกิดการจากัดสิทธิและ
เสรีภาพอย่างมากในการดารงชีวิตของชาวฮาวาย วัฒนธรรมของชาวฮาวายกลายเป็นสิ่งต้องห้าม สหรัฐเข้ามายกเลิกระบบ
กษัตริย์ ห้ามการใช้ภาษาฮาวาย และการประกอบพิธีกรรมใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากน้ียังมีการอพยพแรงงานต่างถ่ินเข้ามาใน
ฮาวายเป็นจานวนมาก ทาให้ชาวฮาวายกลายเป็นชนกลุ่มน้อยบนท่ีดินของตนเอง การครอบงาของสหรัฐเป็นผลอย่างมาก
ในช่วง ค.ศ.1960 การสร้างความเป็นฮาวายข้ึนมาใหม่เพื่อตอบสนองการท่องเท่ียว ทาให้ฮาวายกลายเป็นเพียงส่ิงสร้างของ
สหรัฐ แต่อย่างไรก็ตามได้เริ่มมีการเกิดข้ึนของกลุ่มวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ ต่อรอง ในเรื่องของการให้ความหมาย
ชาวฮาวายเริ่มหนั มารอ้ื ฟนื้ วัฒนธรรมดง้ั เดิม เพอ่ื ใชใ้ นการตอ่ ตา้ นการท่องเทยี่ ว จะเห็นว่าภายใต้การผลติ และบริโภคในระบบ
โลกนั้น อัตลักษณ์ความเป็นชาติพันธ์ุ หรือกลุ่มเผ่าพันธ์ุได้ถูกผลิตและใช้ในบริบทที่แตกต่างกัน ในขณะที่ชาวไอนุผลิต
วัฒนธรรมตนเองเพ่ือให้คนอื่นบริโภค เพ่ือสร้างพื้นท่ีให้กับตนเองและแสดงถึงการดารงอยู่ของตน แต่ชาวฮาวายกลับผลิต
วัฒนธรรมตนเองข้ึนมาใหม่อีกครั้งเพื่อต่อสู้และต่อรองกับการท่องเท่ียวท่ีเข้ามากลืนตนเอง เหล่านี้ต่างเกิดข้ึนภายใต้บริบท
เง่อื นไขทางประวัติศาสตรท์ ีแ่ ตกตา่ งกนั

ดังน้ัน จากงานศึกษาเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การพยายามแสดงสิทธิในการจัดการชุมชนของตนเอง ผ่านวิธีการ
ท้ังหลาย ไม่ว่าจะเป็น การรวมกลุ่มเพ่ือต่อรอง ทัดทาน ต่อต้าน การแสดงศักยภาพในการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน การ
สร้างเครือข่ายปฏิสัมพันธ์กับคน กลุ่มคน องค์กรภายนอก การเชื่อมสัมพันธ์กับสื่อมวลชน การตั้งสภาประชาชน ท้ังหลาย
เหล่านี้ล้วนเป็นการจดั การชมุ ชนตนเองทง้ั สน้ิ

3.วิธีวิจัย และเก็บข้อมลู
บทความชิน้ น้ี ได้ข้อมูลมาจากการศึกษาวิจัยแบบพหุวิธี (multi – approach) กล่าวคือ ประการแรก การวิจัยเชิง

เอกสาร (Document research) โดยรวบรวมเอกสารการศึกษาวจิ ัย บทความวชิ าการ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการ
พฒั นาและการท่องเท่ยี ว ตลอดจนนโยบายด้านการท่องเท่ียวของทง้ั ในประเทศไทยและระดับโลก รวมทั้ง ข้อมูลงานวิจัยของ
พ้ืนท่ี ตลอดจน การเก็บรวบรวมข้อมูลจากข่าวและเว็ปไซต์ ทั้งที่สร้างขึ้นโดยหน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบการ หรือชาวปกา
เกอะญอเอง รวมถงึ จากบทความออนไลนท์ ั่วไป

ประการท่ีสอง การเก็บข้อมูลภาคสนาม(Field Study) โดยจะรวบรวมข้อมูลในพ้ืนที่ศึกษา ซึ่งเป็นข้อมูลท่ีได้จาก
การสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยการเก็บข้อมูลแบบสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วมนั้นผู้วิจัยได้
ข้อมูลจากการเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้าน จานวน 6 เดือน และ ยังคงเข้าไปในพ้ืนท่ีอย่างต่อเนื่องต้ังแต่ ปี พ.ศ.2553 –
ปัจจุบัน ใน ฐานะ นักท่องเท่ียว และ นักวิชาการ ซ่ึงมีการแนะนาตนเองกับผู้นาในพ้ืนท่ี จัดทาบันทึกภาคสนาม ทาความ
เข้าใจถึงปรากฏการณ์ ท้ังลักษณะทั่วไปของการพัฒนาและกระแสการท่องเท่ียวในพ้ืนที่ พร้อมทั้งทาความเข้าใจ ในการ
จัดการชมุ ชนของตนเอง การปรับตวั การต่อต้านต่อรองกับนโยบายรัฐท่ีเข้าสู่หมู่บ้าน นอกจากน้ันพิจารณาการเปล่ียนแปลง
ในเชิงกายภาพของพื้นท่ี และคน เพ่ือให้เห็นภาพชัดข้ึนในปรากฏการณ์อันเกี่ยวกับวิถีชีวิตประจาวันของคนในชุมชน
ตลอดจนเข้ารว่ มในกจิ กรรมตา่ งๆของชุมชน

ในสว่ นของการสมั ภาษณ์น้นั ผใู้ ห้ขอ้ มลู ทีส่ าคัญ คือ กลุ่มคนในชุมชน ทั้งชาวบ้านท่ีหมายถึง พ่อบ้าน แม่บ้าน กลุ่ม
เยาวชน ผู้นาชมุ ชน ผู้นาศาสนาหรอื ผู้นาทางจติ วญิ ญาณ ผูส้ ูงอายุ เจา้ ของกิจการการท่องเทยี่ วในพ้ืนท่ี ทั้งท่ีเป็นชาวบ้านและ
คนนอกพืน้ ที่ ตวั แทนของภาครฐั ในพืน้ ทแ่ี ละองคก์ รพัฒนาเอกชน ตลอดจน นกั วิชาการที่เข้ามาเคล่ือนไหวในพน้ื ท่ี

- 140 -

รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61

4. บริบทของชุมชุนชาติพันธ์ุในอาเภอกลั ยาณิวัฒนาในกระแสธารการพฒั นาและการสง่ เสรมิ การทอ่ งเท่ียว
เดือนกรกฎาคม ปี 2552 กระทรวงมหาดไทย ประกาศให้ 3 ตาบล ของอาเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวคือ

ตาบลแม่แดด ตาบลบ้านจันทร์ และตาบลแจ่มหลวงเป็นอาเภอกัลยาณิวัฒนา อาเภอลาดับท่ี 25 ของจังหวัดเชียงใหม่ และ
อาเภอที่ 878 ของประเทศไทย โดยหน่วยงานรัฐทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น มีความพยามยามสร้างกระแสการพัฒนาการ
ท่องเท่ียวในพ้ืนที่ ทั้งผ่านสื่อต่างๆ เช่น สื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ รายการโทรทัศน์และส่ือออนไลน์ ตลอดจน การจัดกิจกรรม
สง่ เสรมิ การตลาดการทอ่ งเท่ยี ว เพือ่ ดงึ ดูดให้สังคมภายนอกให้รับรู้การมีอยู่ของอาเภอกัลยาณิวัฒนาในฐานะแหล่งท่องเท่ียว
แห่งใหม่(Unseen Thailand) โดยใช้ยุทธวิธีการประชาสัมพันธ์พ่วงกับการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้า
กัลยาณวิ ัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ดว้ ย

องค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐ เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสานักงานจังหวัดเชียงใหม่ ได้ช้ีแจง
วัตถุประสงค์ในการเปิดพ้ืนที่ของอาเภอฯให้เป็นแหล่งท่องเท่ียวเชิงนิเวศของจังหวัดเชียงใหม่ ที่จะเกิดการกระจายรายได้สู่
ชุมชนชาติพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนมุ่งเน้นให้ชุมชนเข้าใจและตระหนักเห็นความสาคัญในการร่วมกันอนุรักษ์
ทรัพยากรท้องถนิ่ รวมถึงวถิ ีชีวติ ความเป็นอยู่ท่ีพอเพียง นอกจากน้ันรัฐยังประสงค์จะเผยแผ่วัฒนธรรม ภูมิปัญญาของชุมชน
ชาตพิ นั ธใ์ุ นอาเภอกลั ยาณิวฒั นาแห่งน้ีเพ่ือดึงดูดนักท่องเที่ยวต่อไป (ระบบออนไลน์: www.siamrath.co.th, เข้าถึงเมื่อวันท่ี
23 มกราคม 2553) จากการแถลงขา่ วดังกลา่ วจงึ ชี้ใหเ้ หน็ ว่ารัฐมีแนวทางในการการพัฒนาและส่งเสรมิ การทอ่ งเทย่ี ว และผลิต
ใหก้ ลายเป็นสินค้าในตลาดการทอ่ งเท่ียว ด้วยเหตนุ อ้ี าเภอฯจงึ มีการเปลยี่ นแปลงเพ่ือรองรับกระแสการท่องเท่ียวโดยสรปุ ดงั นี้
(1) การเปลี่ยนแปลงผู้ถือครองกรรมสิทธใ์ิ นอสังหาริมทรัพย์

อาเภอแห่งใหม่ที่มีเป้าหมายให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งใหม่เพื่อแทนท่ีแหล่งท่องเท่ียวเดิม ซึ่งเสื่อม
โทรมลงอย่างรวดเร็วอย่างอาเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเห็นได้ในเชิงรูปธรรม กล่าวคือ มีสิ่งก่อสร้างและท่ีอยู่อาศัย
มากมายเกดิ ขน้ึ อยา่ งรวดเรว็ ในพ้ืนทอี่ าเภอกัลยาณิวัฒนา จากการศึกษาพบว่า เจ้าของกรรมสิทธ์ิเป็นท้ังคนในพ้ืนที่และนอก
พ้ืนท่ี โดยกลุ่มคนในพ้ืนท่ีผันตัวเองมาเป็นนายทุนหน้าใหม่หรือผู้ประกอบการธุรกิจ ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร รีสอร์ท สถานี
บริการน้ามัน อู่ซ่อมรถ ผู้ให้เช่าบ้านและท่ีดิน และผู้ประกอบการธุรกิจอ่ืนๆ เป็นกลุ่มคนท่ีมีฐานะดี มีรายได้มั่นคง เช่น
ขา้ ราชการ กลุม่ คนที่ทางานกับองค์กรศาสนา กลมุ่ ผู้นาทอ้ งถ่ิน เป็นตน้ สว่ นบคุ คลภายนอกนนั้ สว่ นใหญไ่ ด้ซ้ือทีด่ นิ หรือมาขอ
เช่าบ้านหรือท่ีดินเพ่ือทาธุรกิจ มาจากในตัวเมืองเชียงใหม่ และจากอาเภอปาย ท้ังน้ีพื้นที่ ตาบลวัดจันทร์ มีการเปล่ียน
กรรมสิทธ์ิอสังหารมิ ทรพั ย์มากท่สี ุด สว่ นใหญ่กลุ่มนายทุนจากต่างจังหวัดท้ังในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาค
อีสาน เข้ามาอาศัยและประกอบกิจการในพื้นท่ี ดังปรากฏร้านขายของชา ของชาวจังหวัดเชียงใหม่ ระยอง และขอนแก่น
ฯลฯ ที่ เป็นผู้เชา่ พื้นทเ่ี ปิดกจิ การ ชาวลซี อหลายครอบครัวได้ผันตนเองเป็นผู้ให้เช่าและผู้ขายจาก ที่ดิน (ไม่มีเอกสารสิทธ์ิ) ท่ี
ขายไร่ละ 50,000 บาทในปี 2551 มาเป็นไรล่ ะ 200,000 บาท ในป2ี 552และเป็นไร่ละ 300,000 – 500,000 บาทในปัจจุบัน
(สมใจ บุญมา,สมั ภาษณ์2557) นอกจากนัน้ ยงั มีการลงทุนแปลงทดี ินเป็นกจิ การที่พักจากกลุ่มนายทุนภายนอก เช่น รีสอร์ท
“กะเหร่ียง ฮลิ ลไ์ ทรป์ ลอร์ด” ทบี่ า้ นแจ่มหลวง ทล่ี อ้ มรอบไปด้วยธรรมชาติตั้งอยกู่ ลางหม่บู า้ นชาตพิ นั ธ์ุ รวมถงึ รสี อร์ทชอ่ื ปกา
เกอญอ โฮม ท่มี ชี าวปกากะญอเป็นผู้บริหารและเป็นพนักงาน อีกท้ังยังมี มูเส่คี อีโค ลอดจ์ ท่ามกลางป่าเลียบลาน้าแม่แจ่ม
และมีบ้านพักในโครงการหลวงบ้านวัดจันทร์ ที่ล้วนเป็นรูปธรรมของการแปรรูปท่ีดินเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อรองรับการ
ทอ่ งเทย่ี วทงั้ สน้ิ การเติบโตของเมืองท่องเที่ยวอาจเป็นส่ิงที่ชุมชนในอาเภอกัลยาณิวัฒนาก้าวสู่เมืองท่องเท่ียวในอนาคตของ
อาเภอกลั ยาณวิ ฒั นา ปรากฏในข่าวว่า

“เศรษฐีแห่รุมท้งึ ท่ีดนิ ผืนงามกลางดงสนพันปี “บ้านวัดจันทร์” ท่ีดินอาเภอใหม่กัลยาณิวัฒนาของเชียงใหม่ถูกกว้านซื้อถูก ๆ หวังเก็งกาไรสร้างรี
สอรท์ หรแู บบเดียวกับอาเภอปาย ชาวบา้ นตืน่ รวมกล่มุ "มูเจอะคี" ต้าน ขณะที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ส่ังตรวจสอบ หลังจากบางหมู่บ้าน
ในอาเภอใหมข่ ายท่ใี หน้ ายทุนหลายสิบแปลงแล้ว ปลัดจังหวัดยันที่ดินทั้งอาเภอเป็นที่หลวง และส่วนหนึ่งอยู่ในความดูแลโครงการหลวง ซ้ือขาย
ไม่ได้มีความผิดและถูกยึดคืน ระบุเป็นความพยายามกลุ่มนายทุนเคลื่อนย้ายจากปายมา โดยนายชุมพร แสงมณี รอง ผวจ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า

- 141 -

รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61

ได้รับแจง้ จากข้าราชการอาเภอใหม่ลา่ สุดอาเภอท่ี 25 ของเชยี งใหม่ "กัลยาณิวัฒนา" หรือช่ือเดิม "บ้านวัดจันทร์" ว่า มีประชาชนบางหมู่บ้านขาย
ท่ีดินทีท่ ากินให้แกเ่ อกชนไปแลว้ หลายสิบราย และเริม่ มีนายทนุ เหน็ ว่าเป็นท่ีดนิ ราคาถูกสามารถนาไปเก็งกาไรเมอ่ื มกี ารกอ่ สร้างศูนย์ราชการอาเภอ
แลว้ เสรจ็ รวมทั้งจะมีการพัฒนาเป็นอาเภอต้นแบบเฉลิมพระเกียรติฯ มีการส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงนิเวศ ซึ่งแตกต่างจาก อาเภอปายโดยพื้ นท่ี
ของ อาเภอกลั ยาณวิ ัฒนา กบั อาเภอปายติดกนั จงึ มีนายทุนเคล่ือนไหวเข้ามากว้านซื้อที่ดิน ซ่ึงรอง ผวจ.ยังกล่าวว่า ได้กาชับนายอาเภอ ร่วมกับ
ทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้จังหวัด และท้องถ่ินให้เข้าไปตรวจสอบเร่ืองดังกล่าว หากนาไปขายก็ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะท้ังหมดเป็นที่หลว ง
(ของรัฐ) จึงให้เจา้ หน้าทด่ี าเนนิ คดเี ดด็ ขาด สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ศิลปินหนุ่มท่ีมีชื่อเสียงในสังคมไทยวงกว้างและปกาเกอะญอรุ่นใหม่ได้สะท้อน
ว่า พน้ื ทีแ่ ถบน้ีนับแต่อดีต ชาวบ้านและชุมชนมีอิสระในการใช้ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมในการจัดการตนเองสูง แต่หลังจากบ้านกลายเป็นเมือ ง
ชุมชนขยายกลายเป็นอาเภอ จากสังคมเล็ก ๆ ก็เติบโตขึ้น ทาให้เกิดความกังวลว่าทรัพยากรในพ้ืนที่จะถูกนาไปใช้เพื่อการพัฒนาจนทาให้วิถี
วัฒนธรรมดั้งเดิมเสยี สมดุล ดงั น้ัน ดว้ ยสถานการณด์ ังกล่าวจงึ เป็นโจทย์ที่ชาวบ้านกาลังพยายามหาทางต้ังรับกับความเปล่ียนแปลงที่กาลังเกิดขึ้น
(ระบบออนไลน์: www.dailynews.co.th. เข้าถงึ เม่ือ วันท่ี 23 มกราคม 2554)

จากเหตุการณ์ดังกล่าวสามารถเห็นภาพชัดเจนถึงผลกระทบอันเกิดจากการขยายตัวของการท่องเที่ยวเข้าสู่พื้นท่ี
ชมุ ชน ซ่ึงแม้วา่ รัฐเองจะประกาศชดั ว่าพืน้ ทีท่ ้ังหมดของอาเภอกัลยาณิวัฒนาจะเป็นพ้ืนที่หลวง ในนัยยะหมายถึงพ้ืนท่ีป่า แต่
การส่งเสรมิ การท่องเทีย่ วไดม้ สี ว่ นอย่างยงิ่ ในการดึงดดู กลมุ่ นกั ลงทุนและในระยะยาวยอ่ มก่อใหเ้ กดิ ความเปล่ยี นทัง้ ในสว่ นของ
การใช้ทรัพยากรซ่ึงย่อมจะส่งผลโดยตรงต่อระบบความสัมพันธ์ในพื้นที่ ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมากว่าสองปีการพยายาม
รกั ษาอานาจในการจัดการ ถอื ครองทรัพยากรโดยชมุ ชน ไดก้ อ่ ใหเ้ กดิ กระบวนการในการต่อรองกับกลุ่มทุนจากภายนอก และ
รูปแบบความสมั พนั ธ์ในชมุ ชนท่ีเริม่ เปลีย่ นแปลงในหลายรปู แบบระยะเวลา 6 ปี ต้ังแต่เรมิ่ เป็นอาเภอใหม่ปีพุทธศักราช 2552
จนถึงปจั จบุ นั ทชี่ ุมชนชาตพิ นั ธุ์ปกาเกอะญอ ม้งและลีซู ในพ้ืนที่อาเภอกัลยาณิวัฒนา เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงท่ีมาจากการ
พฒั นาท้งั ได้รบั ผลประโยชน์และเสียผลประโยชน์

(2) ความขดั แย้งในระดบั เอกชนกบั เอกชน และ เอกชนกับรฐั
ความขัดแย้งมาพร้อมๆกับการพัฒนาการท่องเท่ียว เกิดการแย่งชิงผลประโยชน์ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

ส่วนรวม เม่ือการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ อันอุดมสมบูรณ์ทั้งดินน้าป่าไม้มีไม่เท่าเทียมกัน ความเปล่ียนแปลงของ
ความสัมพันธท์ ั้งภายในชมุ ชนและระหวา่ งชุมชน ก็เกิดขึ้นและทวีความรุนแรงข้ึนในปัจจุบัน ผู้วิจัยอยู่ในเหตุการณ์การพิพาท
ระหว่างเครือญาติ และการวิวาทะกันของพ่อที่ไม่ต้องการขายท่ีดินกับลูกท่ีต้องการขายท่ีดินให้นายทุน มีข้อโต้แย้งมากมาย
เก่ียวกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติกับการทาลายเพื่อเปลี่ยนเป็นอสังหาริมทรัพย์อ่ืนๆ ประเด็นขัดแย้งเหล่าน้ีเกิดข้ึน
ระหว่างคนในครอบครัวและเครือญาติ เกิดข้นึ ระหวา่ งเพอ่ื นบ้านทอี่ าศยั ภายในชุมชนเดยี วกัน รวมถึงข้อพพิ าทเรอื่ งการเข้าถึง
ทรัพยากรระหว่างชุมชน ชุมชนเริ่มก่อรูปการใช้อานาจทางการเมืองทั้งจากผู้นาในท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่รัฐมาแสวงหา
ผลประโยชน์ เปน็ ผลให้เกดิ ความขดั แย้งของกลมุ่ ผู้ไดเ้ สียผลประโยชน์หลายกลุม่ ท่ีสาคญั ทีส่ ดุ คือ ความสมั พันธ์ระหว่างชุมชน
เร่ิมสะดุดจากการสนทนากับ พะตีแก้ว (นามสมมุติ) ผู้นาทางจิตวญิ ญาณ ท่ีได้รับความนบั ถือศรัทธาในชุมชนบ้านใหม่พัฒนา
ตาบลแจ่มหลวง ความวา่

“ความขัดแยง้ ท่ีเกดิ ขึน้ ในพน้ื ที่สงั เกตได้จาก วถิ ีชีวติ ความเปน็ อยดู่ า้ นความสัมพันธ์ของคนในชุมชนและระหว่างชุมชนเริ่มมีความห่างเหิน แข่งขัน

และต่างคนตา่ งอยู่กันมากขึ้น มกี ารเอาเปรยี บกันมากขน้ึ ชุมชนเริม่ มีการแยกพรรคแยกพวก มคี วามขัดแย้งระหว่างญาตพิ ่นี ้องมากขน้ึ เร่ืองการซือ้
ขายท่ีดินเพราะตอ้ งการให้นายทุนทั้งในและนอกพน้ื เขา้ มาทาธุรกิจด้านการท่องเท่ียวที่เป็นส่ิงท่ีพบการขัดแย้งกันมากท่ีสุด ต้องใช้เวลาและหาวิธี
เจรจาไกล่เกล่ยี และมกั จะทาใหส้ มั พนั ธภาพของคนในชุมชนไม่เหมือนเดมิ ไม่นึกเหมอื นกันวา่ เมอ่ื มถี นนเข้ามา มันจะเหมือนงูใหญ่ที่กลืนกินความ
มีนา้ ใจใหก้ นั จนแทบจะหมดสนิ้ ”(พะตแี ก้ว,สัมภาษณ์ 2557)

นอกจากนย้ี งั มปี รากฏการณ์ ท่ีเจ้าหนา้ ท่รี ฐั ใช้ทางกฎหมายที่ขัดแย้งกับวิถีชุมชนดั้งเดิม เช่น กฎหมายรังวัดท่ีดินใน
เขตปา่ สงวน ซึ่งทางราชการจะไมร่ ังวัดทดี่ ินใหช้ มุ ชนกรณที ่มี ีตน้ ไม้ใหญอ่ ยู่ นอกจากว่า ชาวบ้านจะตัดตน้ ไมใ้ หญ่ออกเพื่อง่าย

- 142 -

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61

ต่อการรังวัด จึงทาให้ชุมชนเริ่มสงสัยในนโยบายการพัฒนาในพื้นที่ เพราะต้นไม้ใหญ่เป็นต้นไม้ที่ชุมชนดูแลรักษามานาน
ดังนนั้ คนในชุมชนจึงเร่ิมวิตกกังวลว่าทรัพยากรในพ้ืนที่จะถูกทาลายเพื่อพัฒนามากเกินไปจนอาจเสียความสมดุลทางระบบ
นิเวศ และอาจเป็นผลให้วิถีชุมชนจะเปล่ียนแปลงมากเกินไป และชาวบ้านโดยเฉพาะผู้สูงวัยชาวปกาเกอะญอหลายคน ตั้ง
คาถามว่า แนวคิดเร่ืองการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ประโยชน์และต้องสร้างทดแทนซ่ึงเป็นไปตามวิถี จะยังคงมีอยู่หรือไม่
ด้วยสาเหตุน้ี ทาใหช้ าวบา้ นวิพากย์การบังคบั ใชก้ ฎหมายกับวถิ ีวัฒนธรรมท่ีเป็นอัตลักษณ์ของชมุ ชน ดงั ว่า

“ทางราชการบอกให้ตดั ต้นไม้ใหญ่ๆเพ่ือรงั วดั ทาโฉนดท่ดี ิน ทาให้ชาวบา้ นตดั ต้นไมก่ ันมากขน้ึ จนกงั วลว่าวันหนึ่งจะยงั มตี ้นสน้ ตน้ ใหญ่ๆให้ลูกหลาน
เหน็ หรอื ไม่ เพราะทุกคนลว้ นปรารถนาโฉนดท่ีดนิ เผอ่ื จะได้นาไปเป็นหลกั ทรัพย์ทางการเงนิ กฎหมายของราชการขดั แยง้ กบั คาสอนทเ่ี ราสอนกันมา
ว่าตอ้ งรักษาป่า รักษาธรรมชาติ แล้วต่อไปลกู หลานเราจะยังปลกู ปา่ อกี ไหม”(พะตปี ะหลอ่ ง,สัมภาษณ์, 2557)

สงั คมบริโภคนิยมหรอื ทนุ นยิ ม เป็นปัจจัยหลักตอ่ ความเปลย่ี นแปลงชมุ ชนชาตพิ นั ธปุ์ กาเกอะญอน้ัน ตัวอย่างใกล้ตัว
ท่ีผู้วิจัยพบเห็นก็คือ จากเดิมที่ชาวบ้านส่วนใหญ่มีวิถีการด่ืมชาที่ปลูกขึ้นเองในพ้ืนท่ีหรือพื้นที่ใกล้เคียง ปัจจุบันชาวบ้านเร่ิม
นิยมด่ืมกาแฟทซี่ ้อื มาจากภายนอกแทน อีกทง้ั วถิ กี ารดม่ื สุรา ท่จี ากเดิมจะมกี ารด่ืมกันในพธิ กี รรม เชน่ งานแต่งงาน โดยเป็น
การด่ืมสุราตามประเพณีความเช่ือดั้งเดิม ซ่ึงจะมีการต้มเหล้าเพื่อใช้ในการประกอบพิธี ปัจจุบันก็มีการดื่มเหล้าเพื่อสังสรรค์
มากกว่า และยังเปลี่ยนความนิยมจากการด่ืมเหล้าขาวหรอื สุราพ้ืนบ้าน มาเป็นการดื่มเหล้าแดงหรือเหล้าย่ีห้อตามท้องตลาด
และนิยมการดื่มเบียร์มากข้ึน รวมท้ังในชีวิตประจาวัน เช่น การประกอบอาหารและรับประทานอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาใน
ครอบครัว เปลี่ยนไปเป็นการรับประทานอาหารร้านอาหารตามส่ังนอกบ้าน ผู้วิจัยยังค้นพบเงื่อนไขที่สาคัญท่ีทาให้ชาวบ้าน
ตัดสินใจขายที่ดิน ก็คือ ความม่ันคงทางการเงินเพ่ือตอบสนองความต้องการทางด้านวัตถุ ชาวปะกาเกอะญอเริ่มใช้บริการ
เงินกู้ท้ังในระบบและนอกระบบ ตัวอย่างก็เช่น ชาวบ้านหลายคนเร่ิมกู้ยืมเงินกับบริษัทเงินกู้นิ่มซี่เส็งและธนาคารเพื่อ
การเกษตรและสหกรณ์ ที่เขา้ มาตั้งสานักงานในพ้นื ท่ี เพือ่ นาไปเป็นทุนการศึกษาให้กับลูกหลานที่อยู่ในเมืองและกู้เงินเพื่อซ้ือ
รถจักยานยนต์เพอ่ื ความสะดวกในการคมนาคม เม่ือชาวบา้ นเร่ิมเขา้ ถึงแหล่งเงนิ ทุนได้งา่ ยและสะดวกขนึ้ ก็ทาให้ชาวบ้านเป็น
หนีก้ นั มากขน้ึ การนาทรัพยากรธรรมชาติทค่ี รอบครองออกมาแบง่ ขาย ทาให้การเปลีย่ นแปลงของความสัมพันธ์ในชุมชนและ
ระหว่างชุมชนยิ่งเกิดขึน้ แบบติดปีก

แม้อาเภอกัลยาณวิ ฒั นาจะมีบริบทแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติที่เปล่ียนแปลงไปตาม
นโยบายการพัฒนาทั้งโครงสร้างพื้นฐานและการท่องเที่ยวจากรัฐและกลุ่มทุนเอกชน ทว่า ก็ยังมีการจัดการตนเองเพ่ือต้ังรับ
ทัดทาน ต่อรอง และขับเคลื่อน ให้กัลยาณิวัฒนาเป็นไปในทิศทางที่ชุมชนเจ้าของพื้นท่ีต้องการซ่ึงต่อไปน้ีจะนาเสนอภาพ
ดงั กล่าว

5.ชุมชนชาติพันธ์ุในอาเภอกัลยาณวิ ฒั นากบั การจดั การตนเอง
หลงั การประกาศใหพ้ ื้นที่ 3 ตาบล ปรบั สถานะเปน็ อาเภอกัลยาณวิ ัฒนา โครงสร้างทางสังคมของชุมชนความขัดแย้ง

ท่ีเกิดข้ึนในชุมชน อันเน่ืองมาจากเงื่อนไขของอานาจรัฐและระบบทุนนิยมท่ีเข้ามาแย่งชิงเพ่ือจัดการทรัพยากรธรรมชาติใน
พื้นท่ี ตลอดจน การสร้างความม่ันไม่คงในการดารงชีวิตให้กับชุมชนอย่างมาก แต่ท้ังน้ี ในอีกด้านหน่ึง จากสถานการณ์
ดงั กล่าวกลับกลายเป็นโอกาสใหช้ าวบา้ นได้ขบคิดกบั ผลกระทบของตนเอง ดังน้ัน ชาวบ้านจึงพยายามจัดการกบั กบั ชมุ ชนและ
หาหนทางในการต่อส้ตู ่อรองกับกระแสการพัฒนาที่คืบคลานเข้ามาดดู กลืนหมู่บ้านของตนดังนี้
(1) การจัดการตนเองผา่ นการสร้างกฎกตกิ าของชุมชนเพ่ือชมุ ชน

ในกรณีของชุมชนบ้านใหม่พัฒนา ตาบลแจ่มหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่ท่ีเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงและกระแสการพัฒนา
แบบเต็มตัว เน่ืองจากเป็นพื้นท่ใี นการกอ่ สรา้ งเพือ่ ต้ังท่วี ่าการอาเภอและศูนย์ราชการของอาเภอกลั ยาณิวัฒนาน้ัน ชาวบ้านจึง
ไดร้ ่วมกนั ออกกฎระเบยี บบา้ นใหม่พัฒนาเพิ่มเตมิ (เอกสารกฎระเบียบหมู่บ้าน,2554) กฎหมู่บ้านข้อที่ 25 บัญญัติไว้ในเร่ือง

- 143 -

รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61

การหา้ มขายท่ดี ินใหก้ ับบคุ คลภายนอกโดยได้ระบรุ ายละเอียดใหอ้ านาจตอ่ คณะกรรมการหมบู่ ้านในการตรวจสอบการค้าขาย
ทด่ี ินให้กับบคุ คลภายนอก ดงั น้ี (1) ยดึ พ้ืนที่คืนให้เป็นที่สาธารณะของชุมชน (2) ห้ามมิให้บุคคลท่ีมีท่ีดินอยู่ในเขตรับผิดชอบ
ของชุมชนบ้านใหม่พัฒนา ชักจูงหรือเป็นนายหน้าให้กับนายทุนหรือบุคคลภายนอกโดยเด็ดขาด หากมีการละเมิดจะ
ดาเนินการไล่ออกจากหมู่บ้านและแจ้งให้กับหน่วยงานด้านความม่ันคง (3) ห้ามบุคคลภายนอกและเจ้าหน้าท่ีของรัฐเข้ามา
เปน็ นายหน้าในการหาซ้ือขายท่ดี นิ ในเขตรบั ผดิ ชอบของหมบู่ า้ นใหม่พัฒนาโดยเดด็ ขาด หากมีการละเมดิ โดยถ้าเป็นเจา้ หน้าท่ี
ของรัฐจะถูกดาเนินการดว้ ยการรายงานไปยงั หนว่ ยงานตน้ สงั กดั และถ้าเปน็ บคุ คลท่วั ไปจะดาเนนิ การแจ้งไปยังหนว่ ยงานของ
รฐั ดา้ นความม่ันคง

กฎหมู่บ้านข้อท่ี 26 บัญญัติไว้ในกรณีการซ้ือขายที่ดินในเขตพ้ืนท่ีรับผิดชอบภายในของชุมชนบ้านใหม่พัฒนาต้อง
ปฏิบัติตามขน้ั ตอน ดงั ตอ่ ไปนี้ (1) ตอ้ งผ่านความเหน็ ชอบจากคณะกรรมการบรหิ ารหมู่บา้ นพิจารณาตามความจาเป็น (2) ต้อง
มเี อกสารยืนยนั การซอื้ ขายเปน็ ลายลักษณ์อักษรจากคณะกรรมการบริหารหมู่บ้าน (3) หากตรวจสอบพบว่ามีการซื้อขายโดย
ไม่ผ่านการพจิ ารณาของคณะกรรมการบริหารหมู่บ้านจะดาเนินการยึดคืนเป็นพ้ืนท่ีสาธารณะสมบัติของชุมชน (4) เม่ือผ่าน
มติการประชุมหมู่บ้านและคณะกรรมการแล้วถือว่าเป็นไปตามมติห้ามบุคคลผู้ใดท้ังในชุมชนและนอกชุมชนมาทาการ
เรยี กรอ้ งคนื พ้ืนที่แต่อย่างใด

กฎเกณฑ์ถูกกาหนดขึน้ กอ่ นมกี ารต้ังเปน็ อาเภอใหม่ และมกี ารปรับเพ่ือให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันท่ีชาวบ้านขาย
ทีด่ นิ กนั จานวนมาก โดยจะเหน็ วา่ เง่อื นไขต่างๆ น้ันเป็นไปเพ่อื ควบคุมปรมิ าณการใช้ทรัพยากรโดยอิงกับอานาจการตัดสินใจ
ของชุมชนเป็นหลัก อีกทัง้ ยังมกี ารถว่ งดุลระหว่างชุมชนกับรัฐในประเดน็ การปฏิบัตงิ านของเจา้ หน้าที่ ซึง่ เหลา่ นีส้ ะทอ้ นให้เห็น
ถึงการจดั การตนเองเพอ่ื ตอ่ รองกับอานาจเหนอื ทรัพยากรบนผนื ดนิ ของชุมชน

เบื้องหลังภาพการพัฒนาการท่องเที่ยวท่ีเติบโตอย่างรวดเร็วและสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศกลับมีการ
ขดั แยง้ กนั ระหว่างคนในพื้นที่และรัฐในเร่ืองสิทธิในการจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยวที่ บทความน้ีได้สอดคล้องกับงานวิจัย
ของ สุวิชชา พักกระสา, 2552 ท่ีนาเสนอว่าเม่ือมีการพิพาทเร่ืองสิทธิของการเข้าถึงทรัพยากร เจ้าของถ่ินมีสิทธิการจัดการ
ตนเองทั้งนี้เป็นยุทธวิธีการจัดการตนเองในแนวทางของการลดการทาลายทรัพยากรได้ดีกว่าการปล่อยให้เป็นอิสระในการ
เปลย่ี นมอื ทงั น้ีหลกั การสร้างกฎชุมชนยังสอดคล้องกับการประนีประนอมระหว่าง “ปัจเจกชน” กับ “ชุมชน” เพราะต่างก็
เป็นองค์ประกอบซึ่งกันและกัน ดังนั้นบุคคลต้องยอมสละสิทธิบางประการเพ่ือประโยชน์ของส่วนรวม สอดคล้องกับฐาน
ความคิดเก่ียวกับชุมชนเชิงนิติศาสตร์ ได้อธิบายว่า ไม่มีเอกชนที่ดารงอยู่อย่างอิสระมีแต่เอกชนที่รวมอยู่กันเป็นชุมชน
กฎหมายและรัฐก็นับว่าเป็นรูปการจิตสานึกของชุมชนท่ียกระดับซับซ้อนขึ้น หาใช่เป็นผลของข้อตกลงหรือสัญญาระหว่าง
เอกชนดว้ ยกนั ไม่ ดว้ ยเหตุนี้ชุมชนจึงเปน็ ตวั ตนทางกฎหมายอยา่ งหนง่ึ ซงึ่ ซ้อนอยู่ระหวา่ งเอกชนกับรัฐ เป็นหน่วยสังคมท่ีดารง
อย่ตู ามข้อเทจ็ จรงิ และสามารถมีสทิ ธิและหนา้ ทีไ่ ด้เช่นเดียวกับเอกชนและรฐั ดังน้ัน ความสัมพันธ์ของท้ังสามส่วนก็คือระดับ
หรอื ขอบเขตของบทบาทของแต่ละฝ่ายทีม่ ีตอ่ กนั น่นั เอง (กติ ตศิ ักดิ์ ปรกติ, 2550)

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการสร้างกฎเกณฑ์ท่ีมีพ้ืนฐานจากระบบการจัดการตนเองบนฐานวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อ
ของชุมชน ได้มีการพยายามต่อรองกับอานาจรัฐ โดยเฉพาะอย่างย่ิงกับตัวแทนของรัฐในการเข้ามาถือครอง เปลี่ยนมือพ้ืนท่ี
ของชุมชน การออกกฎดังกล่าวเพ่ือบังคับใช้ย่อมแสดงให้เห็นถึงการพยายามจัดการ “อานาจ” ในความสัมพันธ์กับคนกลุ่ม
ต่างๆในพ้ืนที่ การออกกฎเกณฑ์เช่นนี้นับว่าเป็น ยุทธวิธีการต่อสู้ที่เป็นไปเพ่ือแย่งชิงทรัพยากรกลับคืนมาโดยมีฉากหลังเป็น
การสถาปนาความสัมพนั ธ์และตอ่ รองเชงิ อานาจระหวา่ งคนกลมุ่ ต่างๆท้งั ในและนอกชุมชน นอกจากน้ีชาวบ้านยังมี กุศโลบาย
ใช้พิธีกรรมของชนเผ่าสนับสนุนความชอบธรรมในการวางกฎเกณฑ์ของชุมชนเพื่อการอ้างสิทธิเหนือทรัพยากร ซึ่งพิธีกรรม
ทง้ั หลายลว้ นพฒั นามาอยา่ งนมนานจากวิถีประชาและจารีตประเพณีแหง่ ท้องถิน่ ก่อตัวเป็นปทัสถานในการบังคับใช้แก่ท้ังคน
ในและคนนอก เพอ่ื การรักษาความอดุ มสมบูรณข์ องทรพั ยากรธรรมชาติ สงั คม และวัฒนธรรม

- 144 -

รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 61

(2) การจัดการตนเองผา่ นการจดั การท่องเทยี่ วโดยชุมชน
ในการพัฒนาด้านการท่องเท่ียวในพื้นที่อาเภอกัลยาณิวัฒนาโดยหน่วยงานของรัฐที่ดาเนินการด้านการท่องเที่ยว

เชน่ มูลนธิ โิ ครงการหลวงวัดจนั ทร์และองคก์ ารอุตสาหกรรมปา่ ไม้ (อ.อ.ป.) วดั จนั ทร์ ได้มีการดาเนินงานในพื้นทมี่ าหลายปีน้ัน
การดาเนินการ อานาจ หรือการจดั การจะข้ึนตรงตอ่ หน่วยงานเหล่าน้ีเป็นหลัก ส่วนชาวบ้านหรือคนในชุมชน เพียงมีบทบาท
และมีส่วนร่วมเป็นเพียงแต่พนักงาน (ลูกจ้างชั่วคราว) หรือลูกจ้าง (คนงาน) รายวัน ซึ่งการทางานในหน่วยงานเหล่านี้
ผลประโยชน์ท่ีเกิดขึ้นในรูปมูลค่าทางเศรษฐกิจกับค่าตอบแทนท่ีชาวบ้านท่ีเข้าไปมีส่วนร่วมในการดาเนินการการท่องเที่ยว
ดงั กล่าว คงไม่มากนักเมื่อเทียบกับผลกาไรที่ทางหน่วยงานได้รับ ในทางกลับกันชุมชนกลับได้รับผลกระทบต่อการดารงชีวิต
และทรัพยากรในพื้นท่ีด้วย เช่น ในกรณีบ้านห้วยฮ่อม ที่เกิดปัญหาแหล่งต้นน้าได้รับความเสียหายจากการทิ้งขยะของ
นักท่องเท่ียวที่ทางหน่วยงานที่ดาเนินการการท่องเที่ยวได้นาเข้าไปท่องเที่ยวชมธรรมชาติในเส้นทางและบริเวณดังกล่าว
นอกจากนน้ั ยงั มีการไปทาลายพืชพรรณไมท้ ่ีหายากของชุมชน กระท่ัง ชุมชนต้องดาเนินการร้องเรียน ในปัจจุบันจึงมีการตั้ง
กลุ่ม “เล่อชอ” (เตาสามก้อน) ขึ้น ซ่ึงเป็นการรวมตัวของบ้านห้วยฮ่อม ดอยตุงและบ้านห้วยครก เพื่อจัดการท่องเท่ียวเชิง
นิเวศของชมุ ชนโดยชมุ ชนขนึ้ เปน็ ลักษณะทอ่ งเทย่ี วเชิงอนุรกั ษ์และจัดทาท่พี กั แบบโฮมสเตย์ เพอื่ ใหน้ ักท่องเทย่ี วเข้ามา ศกึ ษา
ทอ่ งเท่ยี วและทาความเข้าใจวถิ ีชีวิต วฒั นธรรมและธรรมชาติของชมุ ชนอย่างแทจ้ ริง อีกทง้ั เพือ่ สร้างอานาจในการตอ่ รองและ
จัดการของชมุ ชนกับการพฒั นาดา้ นการทอ่ งเทีย่ วด้วย

กลุ่มเล่อชอจัดต้ังข้ึนบนฐานคิดของการจัดการการท่องเท่ียวโดยชุมชน โดยมีการวางแผนและกาหนดทิศทางการ
ปฏิบตั ิการของของชมุ ชน โดยคานึงถึงบริบททางสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ร่วมคิดสร้างสรรค์กิจกรรมการท่องเที่ยว
ทาให้ชุมชนมีส่วนร่วมและได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยว (ชัยยุทธ ถาวรานุรักษ์, 2555) โดยกาหนดหลักการร่วมกันโดย
เรมิ่ ต้นจากกลุ่มได้ตกผลึกในความต้องการของชุมชนโดยการพินิจพิเคราะห์สภาพปัญหา ผลกระทบการท่องเท่ียวอย่างรอบ
ด้านและรว่ มตัดสินใจลงมติทจี่ ะดาเนนิ การตามแนวทางทชี่ ุมชนเห็นสมควร นอกจากน้ันยังมีการกาหนดทิศทาง นโยบายการ
บริหาร การจดั การ การประสานงาน เพอื่ ใหก้ ารทอ่ งเที่ยวโดยชุมชนเป็นไปตามเจตนารมณ์ของสมาชิกในชุมชน ซึ่งมีรูปแบบ
เน้ือหา กิจกรรม ของการท่องเท่ียวโดยชุมชนได้คานึงถึงการอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรี มีความเท่าเทียมกัน มีความเป็นธรรม
และให้ส่งผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อม เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรมในเชิงสร้างสรรค์และลดผลกระทบในเชิงลบ
ตลอดจนมีกฎ กติกาท่ีเห็นร่วมจากชุมชนทั้งนี้สมาชิกในชุมชน ชาวบ้านท่ัวไปและนักท่องเที่ยว ได้มีกระบวนการเรียนรู้
ระหวา่ งกนั และกันอย่างตอ่ เน่อื ง โดยชุมชนเปน็ ผ้รู กั ษา ความสะอาด ความปลอดภยั จัดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมให้แก่ผู้
ที่เกี่ยวข้อง และร่วมกันพิจารณาถึงขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวอีกท้ังยังประกาศให้สมาชิกในกลุ่มทราบว่า
รายได้ท่ีได้รับจากการท่องเท่ียวต้องมีส่วนหน่ึงที่ไปสนับสนุนการพัฒนาชุมชนและรักษาส่ิงแวดล้อม กลุ่มฯทาความเข้าใจ
ตรงกันว่า การท่องเที่ยวจะไม่ใช่อาชีพหลักของชุมชน และชุมชนต้องดารงอาชีพหลักของตนเองไว้ได้ ทั้งนี้หากอาชีพของ
ชมุ ชนเปลย่ี นเป็นการจัดการทอ่ งเท่ียว จะเปน็ การทาลายชีวิตและจิตวญิ ญาณด้ังเดิมของชมุ ชนอย่างชัดเจน รวมถึงยังหยิบยก
ประเดน็ ให้องค์กรชมุ ชนตอ้ งตระหนักว่าตนมีความเขม้ แขง็ พอทจี่ ะจัดการกับผลกระทบทอี่ าจเกดิ ขนึ้ ได้ และพร้อมจะหยุดเม่ือ
เกนิ ความสามารถในการจัดการ (บนั ทึกการประชมุ กลุ่มเลอ่ ชอ, 2556)

กระนั้นก็ดี ความพยายามในการจัดการตนเองเพื่ออยู่รวมกับกระแสของการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มฯ หนีไม่พ้น
มุมมองการใช้ทรัพยากรผ่านทางแนวคิดเชิงเดี่ยวของภาครัฐจึงมักก่อให้เกิดเป็นกรณีขัดแย้งกับความสัมพันธ์ที่มีอยู่จริงใน
ชุมชน โดยการสร้างวาทกรรมจากรัฐให้กับชุมชนว่าเป็นผู้ที่ก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างเกินเลย หรือบางครั้งอาจมองว่า
เป็นสาเหตุของการทาลายทรัพยากร และไม่ไว้วางใจในศักยภาพของชาวบ้าน ทาให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างมาก
โดยเฉพาะในเรื่องของการกีดกัน การเข้าถึงทรัพยากร จากงานศึกษาของ อัจฉรา รักยุติธรรม เร่ือง “นิเวศวิทยาพื้นบ้าน” :
การตอ่ สขู้ องคนชายขอบเพื่อสร้างพืน้ ทที่ างสังคมของคนกับป่า ได้แสดงให้เห็นว่า การอ้างการอนุรักษ์พื้นที่ป่าเพื่อไว้ใช้ เพื่อ
เปน็ แหล่งศกึ ษาและท่องเที่ยวน้ัน ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนท้องถ่ินซึ่งถูกกีดกันการเข้าใช้ และครอบครองพ้ืนท่ีป่า
อีกท้ังยังถูกไล่ที่ออกจากพ้ืนที่ป่า หรือในทางกลับกัน คือพื้นที่หมู่บ้านของพวกเขา ซึ่งกรณีนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐมองป่าแต่เพียง

- 145 -

รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61

พ้ืนผวิ ของพ้นื ทท่ี ่ปี ราศจากระบบความสัมพันธ์ระหว่างคนบนพ้ืนผิวนั้น กับป่า และระหว่างคน กับคนที่อาศัยอยู่บนพ้ืนผิวท่ี
เรียกวา่ ปา่ อนรุ กั ษข์ องรัฐ ซงึ่ ในความจรงิ แลว้ ชาวบ้านมีแบบแผนในการจัดการปา่ อยา่ งเปน็ ระบบ ท้ังในเรื่องการจัดจาแนกป่า
และการควบคมุ กฎเกณฑ์เรอื่ งการใช้ปา่ ผ่านทางจารีตของชุมชน ในขณะที่งานของ Christian Lund (2002) ได้วิเคราะห์ใน
เรื่องของกระบวนการที่ชาวบ้านเข้าถึงทรัพยากรในรูปแบบต่างๆ พบว่าสาหรับชาวบ้านแล้วสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรน้ัน
เป็นกฎเกณฑ์ที่ไม่ได้หยุดน่ิงตายตัว แต่จะเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับการใช้ (Rule in Uses) ซ่ึงจะมีการ
ปรับเปล่ียน หรือสร้างใหม่ข้ึนมาเพื่อประสิทธิภาพในปฏิบัติการของชาวบ้าน การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นตัวอย่าง
สาคญั ทชี่ าวบ้านกาลังแสดงศกั ยภาพเพือ่ การจดั การชมุ ชนของเอง
(3) การจัดต้งั สภาประชาชนเพ่ือต่อรองกับกระแสธารทไี่ หลบ่าของการพัฒนาการทอ่ งเทีย่ ว

นโยบายและแนวปฏิบัติของภาคราชการและกลุ่มนายทุน ที่เน้นการพัฒนาเชิงวัตถุ กอปรกับการประกาศเปิดพื้นท่ี
ชุมชุนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวมหัศจรรย์ Unseen Thailand นั้น ได้ส่งผลให้ชุมชนปรับเปลี่ยนแนวคิดเพื่อหาหนทางในการ
ดารงอยู่ ผลการศกึ ษาพบการสร้างพลงั ในการต่อรองผ่านการรวมกลมุ่ กลา่ วคือ การสถาปนา“สภาแอะมอื เจะคี” เมื่อวนั ที่ 3
กรกฎาคม 2553 ท่ีตาบลบา้ นจนั ทร์ อาเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ สภาแอะมือเจะคี เป็นสภาที่มีการหารือและการ
คุยกันในกลุ่มผู้นาปกาเกอะญอ ซึ่งรวมตัวกันท้ัง 3 ตาบล รวม 30 คน มีวัตถุประสงค์เพ่ือสร้างความเข้มแข็งและวิเคราะห์
ตน้ ทนุ ของชมุ ชนท่จี ะเป็นสว่ นสาคัญในการพฒั นาอาเภอให้เปน็ อาเภอในฝนั ที่แท้จริง สภาฯได้สร้างเครือข่ายชนเผา่ พนื้ เมอื งใน
อาเภอกัลยาณวิ ฒั นา และร่วมกัน เสนอรา่ งประกาศแตง่ ตงั้ คณะทางานสนบั สนุนสภาชนเผ่าพ้ืนเมืองอาเภอกัลยาณิวัฒนา อีก
ทั้งมีการจัดทาแผนแม่บทชุมชน 3 ชนเผ่า 21 หมู่บ้าน 3 ตาบล8 โดยมีส่งเสริมสิทธิการมีส่วนร่วมของชุมชนชนเผ่าใน
กระบวนการพัฒนาชุมชนทอ้ งถ่ิน โดยจดั ใหม้ ีกระบวนการจัดทาขอ้ มูลและจดั ทาแผนแม่บทชมุ ชนโดยกระบวนการมีส่วนร่วม
ของประชาชนชนเผ่า ให้เป็นตามสิทธิของชุมชนและชนเผ่าพ้ืนเมือง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและปฏิญญา
สหประชาชาตวิ ่าดว้ ยสทิ ธขิ องชนเผ่าพนื้ เมอื งอกี ด้วย

การประกาศยุทธศาสตร์สาคญั ของ "สภาแอะมอื เจะคี" คือการพัฒนาอาเภอให้ควบคู่ไปกับวัฒนธรรมและประเพณี
ของชาวบ้าน ดังกรณีการเรียกร้องให้การสร้างที่ว่าการอาเภอติดรูปไก่ ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของตัวอาคารที่ว่าการอาเภอ เพ่ือ
แสดงให้เห็นวา่ บรเิ วณนเ้ี ปน็ ทอ่ี ยูข่ องกลุ่มชาตพิ นั ธุ์ปกาเกอะญอ และเพื่อใหล้ ูกหลานรุ่นหลงั ระลึกถึง

“ชาวปกาเกอะญอ ต้องการเพียงให้มีสัญลักษณ์ของชนเผ่าตน ไม่ได้ต้องการให้มีการเปล่ียนรูปแบบของตัวอาคารทั้งหมด ชาวปกาเกอญอไม่ได้
ต่อตา้ นการตั้งพื้นทน่ี ้เี ปน็ อาเภอ แต่ตอ้ งการใหก้ ารพัฒนาท่ีเข้ามาในบริเวณพนื้ น้ี เปน็ การพฒั นาทีค่ วบคู่ไปกับจารตี ประเพณขี องชาวบา้ นดว้ ย หาก
การพัฒนานีท้ าใหว้ ิถชี ีวิตความเป็นอยูข่ องชาวบา้ นเปลีย่ นแปลงไป ชาวบา้ นกค็ งทาใจได้ยาก ทีจ่ ะเหน็ ลูกหลานของตนท้ิงวัฒนธรรมความเป็นอยู่ที่
เรยี บง่ายไม่วุ่นวายตามวิถชี องชาวปกาเกอะญอ” (ประวทิ ย์ สุรยิ มณฑล, สมั ภาษณ์, 2554)

ชาวบ้านล้วนถอดบทเรียนจากการพัฒนาพื้นท่ีให้มีความเจริญหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว กรณีเมืองปาย จังหวัด
แม่ฮ่องสอน ท่ีมีการพัฒนาทางวัตถุอย่างรวดเร็ว มีนายทุนมาจับจองพื้นที่ ทาให้ชาวบ้านเสียวิถีชีวิตความเป็นอยู่เดิม เป็น
ประเด็นที่สภาชาวบ้านวติ กกงั วลมากทส่ี ุด การพฒั นาการท่องเทีย่ วท่ีไมค่ านึงถงึ จารีตประเพณีและวฒั นธรรมความเป็นอยเู่ ดิม
ของชาวบา้ นเป็นส่ิงที่สภาฯจะตอ้ งทดั ทานพรอ้ มปกป้องชุมชนอย่างเต็มความสามารถ สภาฯมีเจตนารมณ์ท่ีจะสร้างจิตสานึก
สาธารณะท่ีจะอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรม ท่ีเฝ้าดูแลกว่า มากว่า 300 ปีให้คงอยู่ (บันทึกการประชุม
สภาฯ, 2556)

8 ร่างประกาศแต่งต้ังคณะทางานสนับสนุนสภาชนเผ่าพื้นเมืองอาเภอกัลยาณิวัฒนา โดยสภาแอะมือเจะคี และเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองอาเภอกัลยาณิวัฒนาเพื่อเสนอต่อผู้ว่า
ราชการจังหวดั เชยี งใหม่ ในวันท่ี 7 สงิ หาคม 2554

- 146 -

รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 61

(4) การจดั การตนเองผ่านการสรา้ งปฏสิ มั พนั ธก์ บั สถาบันทางสงั คม
นอกจากการรวมกลุ่มเพื่อสร้างพลัง ชาวบ้านและกลุ่มยังมีการจัดการตนเองการอาศัยกลไกของสถาบันการศึกษา

และส่ือสารมวลชนมาเป็นอีกเคร่ืองมือหน่ึง ในการเสริมพลังเม่ือต้องมีต่อรอง ต่อสู้ ของชุมชน ต้ังแต่กรณีการเคลื่อนไหวใน
พ้ืนทปี่ ่าสนวดั จนั ทรใ์ นอดีต ก็ได้มีการทากิจกรรมทางสังคมด้านการพัฒนาชุมชนและงานด้านการพัฒนาสังคมในวงกว้างกับ
กลุ่มองค์กรภายนอกมาโดยตลอด ทง้ั องคก์ รพฒั นาเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกาไร องค์กรศาสนาและ สถาบันการศึกษา โดยใน
ปจั จุบันยงั มกี ารเชือ่ มประสานความร่วมมือ พรอ้ มๆไปกับการสถาปนาความสมั พันธ์เชื่อมโยงกับ สถาบนั สื่อสารมวลชน ท้ังสอื่
วทิ ยุ ส่อื ออนไลน์และส่อื โทรทศั น์ ตวั อย่างทปี่ รากฏชัดเชน่ รายการเสียงประชาชน รายการเวทสี าธารณะและรายการเปลี่ยน
ประเทศไทย ทางสถานโี ทรทัศน์ไทยทวี ี เปน็ ต้น

นอกจากนั้น ยังมีสถาบันการศึกษา ก็เข้ามาสนับสนุนการทาวิจัยในพ้ืนที่เพื่อสร้างฐานข้อมูลของชุมชนและการส่ง
ต่อความเคล่อื นไหวในพ้นื ท่แี ก่สาธารณชนอกี ดว้ ย เช่น โครงการวิจัยจากสานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยแห่งชาติ (สกว.)
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ศนู ย์ลาปาง เป็นตน้ โดยสถาบันเหล่าน้ีเร่ิมเข้าพื้นที่มาใน
ปีพุทธศักราช 2554 ในรูปแบบ การทาวิจัยแบบมีส่วนร่วม การทากิจกรรมในโอกาสสาคัญร่วมกับชุมชน การให้ความรู้
เบือ้ งต้นเกี่ยวกับกฎหมายในชีวิตประจาวัน การจัดโครงการท่ีเก่ียวกับการพัฒนาศักยภาพชุมชน การฝึกปฏิบัติการในชุมชน
ของนิสติ นกั ศกึ ษา ซึ่งยง่ิ ทาให้ชาวบา้ นมกี ระบอกเสียงและชอ่ งทางในการส่ือสารมากยงิ่ ขึน้

มีเครือขา่ ยองค์กรภาคประชาชนหลายองค์กรไดน้ าเสนอแนวทางการมสี ่วนร่วมของประชาชนในการจัดการท้องถ่ิน
ด้วยของตนเอง โดยการนาเสนอแนวทางการพัฒนาในรูปของ “จังหวัดจัดการตนเอง”นั้นทาให้ ชาวบ้านหลายพ้ืนที่อาเภอ
กัลยาณิวัฒนา เข้าร่วมกับองค์กรเครือข่ายด้วยในนาม “เชียงใหม่จัดการตนเอง” เพื่อดาเนินการเสนอนโยบายการพัฒนาท่ี
เปน็ ธรรมและชาวบา้ นมสี ่วนร่วมในการพัฒนาอย่างแท้จรงิ ในประเด็นการมีส่วนรว่ มในการปกครองและการจัดการทรัพยากร
ธรรมของท้องถ่ิน ซึ่งจากการเคลื่อนไหวร่วมกังองค์กรภาคีภายนอกดังกล่าว จึงเป็นการสร้างพลังของชุมชนเพื่อการต่อรอง
และตรวจสอบการพัฒนาของรัฐ

บทสรปุ
การประกาศเปิดอาเภอมาปี พุทธศักราช 2552 ทาให้ชุมชนชาติพันธ์ุในอาเภอกัลยาณิวัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ต้อง

เผชิญกับนโยบายการพัฒนาจนต้องกลายเป็นเมืองท่องเที่ยว ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งทางด้านวิถีชีวิต ด้าน
เศรษฐกิจ และสงั คม ชาวบ้านมกี ารจัดการตนเองในรปู แบบต่างๆเพื่อต่อรองและตรวจสอบรัฐ ทั้งยังแสดงกรรมสิทธิ์ในความ
เปน็ เจา้ ของทรพั ยากร โดยการสร้างกฎหมู่บา้ น การจดั การท่องเทีย่ วโดยชุมชน การจัดต้งั สภาประชาชน “สภาแอะมือเจะคี”
การสร้างสัมพันธ์กับเครือข่ายอื่นและสถาบันทางสังคมอ่ืน โดยมีเป้าหมายเพ่ือประกาศเจตนารมณ์ว่าขอมีส่วนร่วมในการ
ดาเนินการทุกขั้นตอนเพื่อจัดการชุมชนของตน ขอร่วมพิทักษ์ ปกป้อง และตรวจสอบ การดาเนินการพัฒนาและใช้
ทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐและกลุ่มทุน โดยชุมชนตระหนักในบทเรียนการต่อสู้เพ่ือรักษาสิทธิในการดูแลรักษาและสร้าง
ขอ้ ตกลงในการใช้ทรพั ยากรซง่ึ สง่ั สมมากว่า 3 ทศวรรษ

ผู้ศึกษาตั้งข้อสังเกตว่ารูปธรรมที่ชัดเจน ชุมชนบ้านใหม่พัฒนา มีความตื่นตัวและกลั่นกรองกระแสการพัฒนาและ
กระแสการทอ่ งเทีย่ วมากที่สดุ ชาวบ้านไดม้ ีส่วนร่วมพร้อมตกลงใจอย่างเข้มแข็งไม่ให้การพัฒนาและการท่องเที่ยวมากระทบ
ตอ่ วถิ ีชีวิต โดยการสรา้ งกฎชุมชน ใชพ้ ิธกี รรมชนเผา่ และใช้พลังของคริสต์ศาสนา ชาวบ้านยังไปไม่ถึงจุดคิดที่ว่าเงินคือความ
มัน่ คงทางด้านเศรษฐกิจ ทว่ายังสงวนฐานการผลิตเพอื่ ยงั ชีพแบบเรียบง่ายเอาไว้ อาทิ ผู้วจิ ยั พบเจา้ ของนานาข้าวไปแลกผลไม้
ของเจ้าของสวน ยังมีบรรยากาศของการเล้ียงสัตว์เพ่ือนามาใช้เป็นอาหารในวันเฉลิมฉลองของพิธีกรรมต่างๆโดยปราศจาก
การซ้อื ขาย เปน็ ตน้ นอกจากนชี้ าวบ้านในชมุ ชนน้ียงั มสี ิทธแิ ละมีกรรมสิทธิ์ในท่ีดนิ ของตนเองเน่ืองจากการสร้างกฎชุมชน กฎ
ของหม่บู ้านยงั ถูกผู้นาทางจติ วิญญาณคุ้มไวอ้ ยา่ งเขม้ ขน้

- 147 -

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61

ผลพวงของการจัดการตนเองของชาวบ้านทาให้ยังสามารถเข้าถึงและใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพ้ืนท่ีได้ แต่ก็ปฏิเสธการ
กระทบกระทงั่ กับเจ้าหนา้ ทีร่ ัฐไมไ่ ด้ ผศู้ ึกษาเคยร่วมไกลเ่ กลีย่ กรณเี จา้ หนา้ ท่รี ฐั ไมย่ นิ ยอมใหช้ าวบา้ นตดั ไม้สนหรอื ขนย้ายไม้สน
ที่ชาวบ้านปลกู ไวเ้ องเพ่ือนาไปเป็นวัสดุหลกั ในการก่อสร้างทอ่ี ยู่อาศัยของตนตามประเพณขี องทอ้ งถ่นิ ทวี่ า่ เมื่อคิดจะสร้างบ้าน
ตอ้ งปลูกไม้ไว้เองตัดไมก้ ีต่ น้ ต้องปลกู คืนปา่ และห้ามมใิ หต้ ัดไมเ้ พื่อการคา้ พาณชิ ย์(ฮโี ข่เมฆ,2556) ภายหลังเมื่อปรบั ความเข้าใจ
แล้วเจ้าหน้าท่ีก็มิได้ขัดข้อง และไม่ได้บังคับใช้กฎหมายท่ีขัดต่อจารีตวัฒนธรรมในทันทีหากแต่ส่งสัญญาณให้ชาวบ้านเร่ิม
ปรับตัว ท้ังน้ีบทเรียนของการทาสัมปทานป่าไม้ในพื้นที่เม่ือสามสิบปีท่ีแล้ว ได้เป็นครูสอนท้ังชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ ให้
ประนอมประนอมตอ่ การจดั การกับสถานการณเ์ ฉพาะหนา้ และใช้ท้งั กฎหมายและจารีตวัฒนธรรมไปพรอ้ มกนั อย่างสมดุล

เอกสารอ้างอิง
หนังสือ วทิ ยานิพนธ์ และรายงานการวจิ ยั ทั้งในและต่างประเทศ
กิตติศักดิ์ ปรกติ.2550.สิทธชิ มุ ชนุ .สานกั พิมพว์ ญิ ญชู น.กรงุ เทพมหานคร
ชัยยุทธ ถาวรานุรักษ์. 2555.โครงการวิจัย การปรับตัวของชุมชนชาติพันธ์ุภายใต้นโยบาย การพัฒนาการท่องเท่ียว:

กรณศี กึ ษาอาเภอกลั ยาณวิ ัฒนาจงั หวดั เชยี งใหม่. วทิ ยาลยั สหวทิ ยาการ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.
ชูศกั ด์ิ วิทยาภัค. 2554. การท่องเที่ยวกับการพฒั นา: มองผา่ นการทอ่ งเท่ียวเชิงวัฒนธรรมในหลวง พระบาง สปป.ลาว.

ศูนยว์ จิ ยั และบรกิ ารวชิ าการ คณะสังคมศาสตร์: เชยี งใหม.่
นครินทร์ ชยั แก้ว. 2545. การทอ่ งเท่ยี วเชงิ นิเวศในอาเภอแมแ่ จม่ จังหวดั เชยี งใหม่: พัฒนาการ รูปแบบการจดั การและ

ศักยภาพในการพฒั นาทย่ี ่ังยืน. เชยี งใหม่: บัณฑติ มหาวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่.
ม่ิงสรรค์ ขาวสะอาด และคณะ. 2548. การพฒั นาการทอ่ งเทีย่ วเชงิ บรู ณาการทย่ี ั่งยืนในลุ่มนา้ โขง. เชียงใหม่: สถาบนั วิจยั

สงั คมมหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่.
วฒั นา สกุ ัณศลี . 2548. โลกาภวิ ตั น์ = Globalization. กรุงเทพฯ: สานกั งานคณะกรรมการวจิ ยั แหง่ ชาติ
ยศ สนั ตสมบตั ิ และคณะ. 2544. การท่องเท่ยี วเชิงนิเวศ: ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการจดั การทรพั ยากร. เชียงใหม่

: โรงพมิ พ์นพบุรกี ารพิมพ์ เชยี งใหม่.
สมาคมปกาเกอะญอเพอื่ การพฒั นาสังคมและส่ิงแวดล้อม. 2554. ปา่ สนวัดจนั ทร์ เรอื่ งราว ผนื ดนิ ปา่ สนของปกาเกอะญอมือ

แจะคี. เชียงใหม่ : สันตภิ าพเพอื่ สงั คม
สันติพงษ์ ช้างเผอื กและคณะ.2546.โครงการ “ของหนา้ หมู่”: ประวตั ิศาสตรต์ วั ตนของชุมชนกลางหุบเขา แมแ่ จ่ม. รายงาน

วิจัยฉบับสมบรู ณ์ สานักงานกองทนุ สนบั สนุนวจิ ัย
สารณิ ยี ์ ภาสยะวรรณ. 2554. การเมืองของการสรา้ งภาพตัวแทนทางชาติพันธุใ์ นพืน้ ที่การทอ่ งเท่ียว:กรณศี กึ ษาโฮมสเตยช์ าว

ลาหู่ บา้ นยะดู.เชียงใหม่: บณั ฑิตมหาวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่.
สุวชิ ชา พักกระสา. 2552. ยทุ ธศาสตรก์ ารปรับตวั ของชาวบ้านเพือ่ การดารงตนอยูใ่ นพื้นท่ีทอ่ งเท่ียว:กรณศี กึ ษาหมูบ่ ้านแมเ่ ย็น

ตาบลแมฮ่ ี้ อาเภอปาย จงั หวดั แมฮ่ ่องสอน. เชียงใหม:่ บัณฑติ มหาวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่.
สุวิทย์ นามแสง. 2536. ผลกระทบและปญั หาท่ีเกิดจากทัวรป์ า่ กบั บรบิ ทและเง่ือนไขทางสังคมเฉพาะกรณเี ชียงใหม่ เชยี งราย

แม่ฮ่องสอน. เชยี งใหม่: เครือขา่ ยการจดั การทรัพยากรภาคเหนือ คณะสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่.
อดิสร เรือลม และคณะ. (ไมป่ รากฏปที พ่ี ิมพ์). การศึกษาผลกระทบทางสงั คมของการพัฒนาการทอ่ งเท่ยี วในเขตชุมชนเมอื ง

แมฮ่ อ่ งสอน.รายงานวจิ ัยเพ่อื ทอ่ งถน่ิ ฉบับสมบูรณส์ นับสนุนโดยสานกั งานกองทนุ สนบั สนนุ การวจิ ัย (สกว.)
สานักงานภาค.
Butler, R.W. 1980 “The Concept of a Tourism Area Cycle of Evolution: Implications for the Management
of Resources”. Canadian Geographer. 24 (1980): 5-12

- 148 -


Click to View FlipBook Version