รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
การพฒั นา และการคมุ้ ครองเด็ก
Child Development and Protection
- 299 -
รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
บูรณาการความรู้ สู่การปฏิบตั งิ านสังคมสงเคราะห์ในกระบวนการคุม้ ครองเดก็
Knowledge Integration to Social work practice in Child Protection Process
ยศวดี อย่สู ขุ 1
Yoswadee Yoosuk
Abstract
This article aims to present the application of knowledge integration within the process of child
protection social work. The article will be discussed through the researcher’s aspect and experiences. As
well as focusing on the crucial role of child protection social worker. The great challenge of working in
this field is the social worker is required to have an understanding of principles and theories. The social
worker must be able to apply the theory to practice for clients such as children and their family. In
working and supporting children who have been experiencing abused and neglected, the practitioners are
required to have a good attitude towards their profession, carefully pay attention to the clients’ problem,
and depend on the professional consideration. However, the practitioners must aware of the context of
the clients’ problem and its effect. The significant principle of child protection process is the
multidisciplinary team being expected to demonstrate excellent skills of assessment and critical analysis
of the children needs. For the social aspect, the significance of assessment in social work is to support
and provide efficiency treatments for the child’s well-being and benefits.
Keywords : Knowledge integration, Child protection process, Child Abuse and Neglect
บทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือนาเสนอถึงการบูรณาการความรู้ท่ีจะนาไปสู่การปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ใน
กระบวนการคุ้มครองเดก็ โดยนาเสนอผ่านมุมมองความคิดและประสบการณ์ตรงในการปฏิบัติงานของผู้เขียน และมุ่งเน้นให้
เห็นถึงบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในกระบวนการคุ้มครองเด็ก ที่มีความท้าทายอย่างยิ่ง กล่าวคือนักสังคมสงเคราะห์
ผู้ปฏิบัติงานต้องเป็นผู้ท่ีมีความความรู้ความเข้าใจในหลักการและแนวทฤษฎีพื้นฐานท่ีมีความเก่ียวข้อง อีกทั้งต้องสามารถ
ผสมผสานและบูรณาการความรู้และหลักการต่างๆ มาปรับประยุกต์ใช้ในการให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมายอันได้แก่เด็กและ
ครอบครวั โดยอาศยั ทกั ษะ เครอื่ งมือ เทคนิคและวธิ กี ารปฏิบตั งิ านตามหลักวิชาชีพ ทั้งน้ีผู้ปฏิบัติงานต้องเป็นผู้ท่ีมีทัศนคติที่ดี
ตอ่ งาน มคี วามใส่ใจตระหนักถึงปัญหา การใช้วิจารณญาณทางวิชาชีพให้สอดคล้องกับกระบวนการการให้ความช่วยเหลือแก่
เด็กทถี่ กู กระทาทารณุ กรรมและถูกทอดทงิ้ โดยคานึงถึงบริบทแห่งปัญหาอย่างเป็นองค์รวม และคานึงถึงผลกระทบท้ังต่อเด็ก
และครอบครัว ซ่ึงหลักสาคัญของกระบวนการทางานคุ้มครองเด็ก ได้แก่การดาเนินการโดยทีมสหวิชาชีพ ที่ต้องอาศัยความ
เชย่ี วชาญเฉพาะของแตล่ ะวิชาชีพในการประเมินและวิเคราะห์ปัญหา ซึ่งในมิติทางสังคม นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทสาคัญ
อย่างยิ่งที่จะบูรณาการความรู้สู่การปฏิบัติงานในการประเมินและวินิจฉัยปัญหาทางสังคม เพ่ือนาไปสู่การวางแผนให้การ
ช่วยเหลอื ทม่ี ีประสทิ ธภิ าพ และครอบคลุมปญั หา บนพื้นฐานทีค่ านึงถงึ ประโยชน์สงู สุดของเด็กเป็นสาคญั
คาสาคญั : การบูรณาการความรู้, กระบวนการค้มุ ครองเดก็ , เด็กถกู กระทาทารุณกรรมและถูกทอดทิง้
1 นักสงั คมสงเคราะห์ ฝ่ายสวัสดิการสงั คม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
- 300 -
รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61
บทนา
นักสังคมสงเคราะห์เป็นวิชาชีพหนึ่งในสหสาขาวิชาชีพ ท่ีมีบทบาทในกระบวนการให้ความช่วยเหลือแก่เด็กกรณี
สงสัยถูกกระทาทารุณกรรมหรือถูกทอดท้ิง โดยในกระบวนการให้ความช่วยเหลือดังกล่าว ต้องอาศัยทักษะและเทคนิคการ
ปฏิบัติงานตามวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ของผู้ปฏิบัติ การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางวิชาชีพให้สอดคล้องและเพ่ือสนับสนุน
กระบวนการในการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งต้องอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญจากวิชาชีพหลากหลายสาขาในการระดมความคิด
และมุมมอง เพ่ือวางแนวทางในการให้ความช่วยเหลือแก่เด็กและครอบครัวอย่างครอบคลุม โดยคานึงถึงความปลอดภัยและ
พัฒนาการของเด็ก การบาบัดรักษาสุขภาพกายและเยียวยาฟื้นฟูสุขภาพจิต ท้ังเด็กและครอบครัว พ่อแม่และผู้ดูแล ให้มี
ศักยภาพในการจัดการกับปัญหา และเรียนรู้วิธีการในการเล้ียงดูให้เด็กได้รับความปลอดภัยและส่งเสริมพัฒนาการได้ตามวัย
ในกรณีท่ีเด็กสามารถกลับคืนสู่ครอบครัว กล่าวได้ว่า การทางานในกระบวนการคุ้มครองเด็กที่ถูกกระทาทารุณกรรมหรือถูก
ทอดทิ้ง มิได้มีจุดมุ่งเน้นท่ีการแยกเด็กออกจากครอบครัวแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่กระบวนการในการคุ้มครองเด็ก มี
วัตถุประสงค์เพ่ือชว่ ยเด็กได้รบั ความปลอดภยั และไดร้ บั การสง่ เสริมเล้ยี งดูตามมาตรฐานขั้นต่า ซึ่งกระบวนการในการค้มุ ครอง
เด็กยังได้มุ่งเน้นท่ีการบาบัดเยียวยาครอบครัว ให้มีความพร้อมที่จะดูแลเล้ียงดูเด็กด้วย เน่ืองจากสถาบันครอบครัวมี
ความสาคญั อย่างย่ิงต่อชีวิตของคนเรา หากครอบครัวได้รับความช่วยเหลือท่ีถูกทาง และสามารถกลับมาทาหน้าที่ได้ จะเป็น
เสมือนการเฝา้ ระวงั ปัญหาการทารุณกรรมหรอื ทอดทง้ิ เดก็ ในอนาคตได้อีกดว้ ย อยา่ งไรกด็ กี ารทางานกบั เด็กและครอบครัวเป็น
เร่ืองที่ละเอียดออ่ น นักสงั คมสงเคราะหผ์ ู้ปฏบิ ัตงิ านจึงควรเป็นผู้ทีม่ ที ศั นคติทด่ี ตี ่อการปฏบิ ัติงาน มีความต่นื รู้ และมคี วามใส่ใจ
ตระหนกั ถึงปญั หา ซึ่งจะนาไปส่กู ารเฝา้ ระวังปัญหา ประกอบกบั มคี วามรู้เก่ยี วกบั ทฤษฎแี ละหลกั การพ้นื ฐานที่มคี วามเกีย่ วขอ้ ง
เพื่อการประเมินและวนิ ิจฉยั ปัญหาทางสงั คม (Social Assessment) และเปน็ ผทู้ ่สี ามารถประยุกต์ใช้ทักษะและเทคนิคในการ
ปฏบิ ตั ิงาน ผสมผสานให้เกดิ กระบวนการใหค้ วามช่วยเหลอื ที่มีประสทิ ธภิ าพ และเกดิ ประโยชน์สงู สดุ แกก่ ลุม่ เป้าหมาย
กระบวนการคุ้มครองเดก็ (Child Protection Process)
กระบวนการคุ้มครองเด็ก เป็นการดาเนินงานโดยทีมสหวิชาชีพ (Multidisciplinary) ซ่ึงประกอบด้วย นักสังคม
สงเคราะห์มีบทบาทเป็นผู้จัดการรายกรณี (Case Manager) และเป็นผู้ประสานงานหลัก และแพทย์หลายสาขาที่เก่ียวข้อง
อาทแิ พทย์ทั่วไป กมุ ารแพทย์ รังสแี พทย์ ศลั ยแพทย์ สตู ิ-นรีแพทย์ แพทย์นิติเวช จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น นักจิตวิทยา อัยการ
เจ้าหน้าที่ตารวจ องค์กรช่วยเหลือเด็กทั้งภาครัฐและเอกชน รวมท้ังพนักงานเจ้าหน้าท่ีที่ผ่านการอบรมตามพระราชบัญญัติ
คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ทางานร่วมกันตามความจาเป็นในแต่ละขั้นตอน โดยจะมีการประชุมหารือทีมสหวิชาชีพ (Case
conference) เพือ่ วางแนวทางในการใหค้ วามชว่ ยเหลือ รวมท้งั กาหนดมาตรการในการคุ้มครองเด็กตามสถานการณ์ ปริชวัน
(2554) กลา่ วว่ากระบวนการช่วยเหลอื เดก็ จะเริม่ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ โดยกระบวนการทางานจะเน้นที่การทางานกับเด็กและ
ครอบครัว ซ่ึงกระบวนการคุ้มครองเด็ก (Child Protection Process) จะดาเนินการควบคู่ไปกับกระบวนการบาบัดเยียวยา
ทางจิตใจ (Psychological treatment)ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กปลอดภัย และไม่ถูกกระทาทารุณกรรมซ้า พร้อมทั้ง
ไดร้ บั การบาบัดเยยี วยาผลกระทบท่ีเกิดขึน้ และสง่ เสริมให้เด็กมพี ัฒนาการไดอ้ ยา่ งเหมาะสมตามวยั
พ้นื ฐานความรู้ นาส่กู ารประเมนิ และวเิ คราะหป์ ญั หา
การปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์ในกระบวนการคุ้มครองเด็ก ผู้ปฏิบัติงานควรเป็นผู้ที่มีพ้ืนฐานความรู้ทั้งใน
หลักการปฏบิ ัติงานสงั คมสงเคราะห์ และแนวคิดทฤษฎีอื่นๆท่ีมีความเกี่ยวข้อง เนื่องจากการให้ความช่วยเหลือแก่เด็กที่ถูกทา
ทารณุ กรรม เป็นงานท่ีมคี วามท้าทาย และหลายครัง้ ท่ผี ู้ปฏิบัติต้องปฏิบัติงานภายใต้แรงกดดันจากครอบครัว แรงต่อต้านจาก
คนในครอบครัว และผู้กระทา ซึ่งนักสังคมสงเคราะห์เองต้องเป็นผู้ที่มีความเช่ือม่ันในหลักการ ประกอบกับต้องมีความรู้รอบ
ด้าน อาทิ ความรู้ด้านสุขภาพจิต ความรู้ด้านกฎหมาย ท่ีจะช่วยให้ปฏิบัติงานในทิศทางท่ีมีความถูกต้องชัดเจน เข้าใจและ
ยอมรับถงึ ความแตกต่างในบริบทของแต่ละครอบครัวและสังคม ซึ่งการปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์เป็นการหลอมรวม
ความรู้ หลักการ และทกั ษะทางวชิ าชพี ในการให้บรกิ ารกบั กลมุ่ เป้าหมาย มิใชเ่ ปน็ เพียงสามัญสานกึ (Common sense) หรอื
- 301 -
รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
ความรู้สึกท่ีอยากจะช่วยเหลือเพียงเท่านั้น ซึ่งหลักการทางวิชาชีพสังคมสงเคราะห์เป็นหลักการท่ีให้ผู้ปฏิบัติพึงระลึกถึงสิ่งที่
ควรกระทา บทบาทหน้าท่ีในการให้ความช่วยเหลือ บนพ้ืนฐานการให้ความสาคัญกับปัจเจกบุคคล และเคารพในศักดิ์ศรีของ
ความเปน็ มนษุ ย์ ความเชื่อมั่นในศักยภาพของแต่ละบุคคล การใหค้ วามชว่ ยเหลือเพื่อให้บคุ คลหรือครอบครัวนั้นดาเนินชีวิตอยู่
และทาหน้าท่ีของตนเองได้ ดังปรัชญาของงานสังคมสงเคราะห์ท่ีว่า “ช่วยเขาให้เขาช่วยตัวเองได้” “Help them to help
themselves” เพราะการใหค้ วามช่วยเหลอื กับกลมุ่ เป้าหมาย มใิ ช่ทุกรายจะต้องสรปุ ทก่ี ารแยกเด็กออกจากครอบครัว ในทาง
ตรงกันข้ามการช่วยเหลือบาบัดครอบครัว ตามสภาพปัญหา อาทิ การขาดความเข้าใจ ข้อจากัดทางสังคม ท่ีไม่สามารถทาให้
สมาชกิ ครอบครวั ทาหน้าทขี่ องตนเองได้ ให้สามารถปรับสิ่งแวดล้อม หรือเตรียมความพร้อม จะเป็นการเฝ้าระวังปัญหา และ
เด็กไม่ต้องถูกแยกออกจากครอบครัว ออกจากความสัมพันธ์ท่ีดีกับสมาชิกคนอ่ืนท่ีไม่ใช่ผู้กระทา หากการประเมินพบว่ามี
บุคคลทเ่ี ป็นผ้ทู ีจ่ ะเป็นหลักในการดูแลเด็ก และสามารถดูแลเร่ืองความปลอดภัยให้กับเด็ก และให้การสนับสนุนให้เด็กเติบโต
ตามวัยและพฒั นาการ แตท่ ัง้ นขี้ ้ันตอนและกระบวนการในการประเมนิ การให้ความช่วยเหลือแกเ่ ด็กและครอบครัว เป็นเรื่องที่
ตอ้ งอาศยั การประเมินอยา่ งละเอียดรอบคอบจากทุกวิชาชีพ ก่อนท่จี ะไดข้ ้อสรุปในการจัดการกบั ปัญหา และระบบการติดตาม
อยา่ งตอ่ เน่ือง ท่จี ะมสี ว่ นชว่ ยให้ทราบผลการดาเนนิ การให้ความชว่ ยเหลอื และการวางแผนการใหก้ ารช่วยเหลอื ในระยะยาว
o สถานการณป์ ญั หา ความรนุ แรงของปญั หาในปจั จบุ นั
ปัญหาการทารุณกรรมและใช้ความรุนแรงต่อเด็ก นับเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงมากข้ึนในปัจจุบัน จากสถิติท่ี
รายงานโดยองค์การทุนเพ่ือเด็กแห่งสหประชาชาติ UNICEF (2012) พบว่ามีเด็กที่ถูกทารุณกรรมท้ังด้านร่างกาย จิตใจ และ
ล่วงละเมิดทางเพศ มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกพ้ืนท่ีท่ัวโลก ซ่ึงสถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่สถานการณ์ท่ีเป็นเร่ืองเฉพาะบุคคล ในทาง
ตรงกันข้ามเปน็ ประเด็นที่สงั คมควรใหค้ วามสนใจ และรว่ มกนั หาแนวทางและมาตรการในการป้องกันและเฝ้าระวังปัญหา สื่อ
สาธารณะเองมีความสาคัญเป็นอย่างยิ่ง ท่ีจะมีส่วนช่วยสร้างทัศนคติและความเข้าใจท่ีถูกต้องต่อการปฏิบัติต่อเด็ก รวมทั้งมี
สว่ นช่วยสนับสนุนแนวทางการปอ้ งกันความรนุ แรงทีจ่ ะเกดิ ข้ึนต่อเดก็ ไดด้ ้วย
นอกจากน้ี องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ UNICEF ยังได้กล่าวถึงศักยภาพของครอบครัวและชุมชนที่จะมี
ส่วนช่วยในการต่อต้านและลดการกระทารุนแรงต่อเด็ก โดยอธิบายถึงศักยภาพของนักสังคมสงเคราะห์ท่ีสามารถให้ความ
ช่วยเหลือแก่เด็กกลุ่มน้ี โดยสามารถให้ความช่วยเหลือแก่เด็กท่ีถูกทารุณกรรม ให้สามารถจัดการกับตนเอง และสามารถ
ตอบสนองต่อสถานการณท์ ีเ่ กดิ ขึ้นได้อย่างเหมาะสม รวมทงั้ สามารถจดั หาทรพั ยากรทางสงั คมเพอ่ื ให้ความชว่ ยเหลือทางสังคม
แก่เดก็ กลุ่มนี้
ในขณะเดียวกันสถานการณ์เก่ียวกับการกระทารุนแรงต่อเด็กและสตรีในประเทศไทยมีแนวโน้มเพ่ิมสูงข้ึน
เช่นเดียวกัน โดยข้อมูลจากศูนย์พ่ึงได้ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2553 เด็กและสตรีถูกทาร้ายแล้วมารักษาที่
โรงพยาบาลมีจานวน 25,744 ราย เฉลี่ย 71 รายต่อวนั ซ่งึ ตัวเลขดงั กลา่ วเพิ่มข้ึนเกือบ 4 เท่า จากปี 2547 ซ่ึงมีเด็กและสตรีท่ี
ถกู ทารา้ ยและเขา้ มารักษาตวั ท่โี รงพยาบาลจานวน 6,951 ราย เฉล่ียวันละ 19 ราย ในส่วนของสถิติผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นท่ีเข้า
รับการรักษาด้วยกรณีสงสัยถูกกระทาทารุณกรรมหรือถูกทอดท้ิง ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่มีทีมสห
วิชาชีพที่ดาเนินการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 ได้มีการเก็บรวบรวมสถิติผู้ป่วย พบว่ามี
ปรมิ าณเพมิ่ ขนึ้ ตามลาดบั เช่นเดียวกนั ข้อมลู ล่าสดุ ตั้งแตป่ ี 2550-2556 เฉลี่ยมีผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวประมาณ 15-20 รายต่อไป
แตเ่ ฉพาะในปี พ.ศ. 2557 เพียงปีเดียว พบว่ามีผู้ป่วยเข้ารับบริการด้วยกรณีดังกล่าวสูงถึง 43 ราย ซ่ึงข้อมูลสถิติเหล่าน้ี ล้วน
แสดงให้เห็นว่าปัญหาการกระทาทารุณกรรมและใช้ความรุนแรงต่อเด็กมีแนวโน้มเพ่ิมสูงขึ้นในทุกพื้นที่ ซึ่งข้อมูลตัวเลขท่ีถูก
รายงานจากหนว่ ยงานหรอื องค์กรตา่ งๆในปจั จบุ ัน เป็นเพยี งตัวเลขที่แสดงให้เห็นเหย่ือของความรนุ แรงท่ีสามารถเข้าถึงบริการ
ทางการแพทยแ์ ละไดร้ บั บริการชว่ ยเหลือทางสังคม และการเยยี วยาทางด้านจติ ใจ หากแตใ่ นความเป็นจรงิ ยังมีเหย่ือของความ
รุนแรงอีกจานวนไม่น้อยท่ีไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และบริการให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ซ่ึงไม่ได้รับการ
รายงานสู่สังคม อย่างไรก็ดี ข้อมูลสถิติดังกล่าวเป็นส่ิงท่ีสะท้อนถึงปัญหาการกระทาทารุณกรรม การใช้ความรุนแรงต่อเด็ก
รวมถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ท่ีต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคมในการช่วยกันป้องกันและเฝ้าระวัง
- 302 -
รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
ปัญหา ภาครัฐควรมีนโยบายรณรงค์และสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนในสังคมได้เข้าใจถึงการปฏิบัติต่อเด็กที่ถูกต้อง
รวมทั้งรณรงคใ์ หช้ ว่ ยกนั สอดส่องปัญหาและรายงานหนว่ ยงานที่เก่ียวข้องเม่ือพบเห็นเด็กถูกทาร้ายหรือการปฏิบัติต่อเด็กท่ีไม่
เหมาะสม ในส่วนของผู้ปฏิบัติงานเอง ควรได้รับการฝึกอบรม เพ่ือให้เกิดความรู้ความเข้าใจการปฏิบัติงานในกระบวนการให้
ความชว่ ยเหลือแก่เดก็ และครอบครวั ซ่งึ นับวา่ เป็นเร่อื งที่ต้องบูรณาการทั้งภาคทฤษฎีและฝึกฝนความชานาญในการปฏิบัติได้
อย่างสอดคล้องกลมกลืน
o เข้าใจกล่มุ เปา้ หมาย คลี่คลายได้ตรงจดุ
นักสังคมสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มเป้าหมายเด็กถูกกระทาทารุณกรรมหรือถูก
ทอดท้ิง ควรมีความรคู้ วามเข้าใจพืน้ ฐานเก่ียวกบั กลมุ่ เป้าหมาย เพื่อเข้าใจลักษณะเฉพาะ สภาพปัญหาท่ีมีความเก่ียวข้องและ
ควรตอ้ งคานึงถึงในการให้ความชว่ ยเหลือแก่กลุม่ เป้าหมายและครอบครัว ในท่ีน้ีจะกล่าวถึงการทารุณกรรมเด็ก ปริชวัน (2554)
ได้อธิบายว่า การทารุณกรรมเด็ก (Child maltreatment) หมายถึง การเล้ียงดู และการปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมแก่เด็กใน
รปู แบบใดก็ตามของการทาร้ายทางกายและ/หรอื จติ ใจ การทาร้ายทางเพศ การละเลยทอดทิง้ หรือ การใช้เด็กเพื่อการค้าหรือ
แสวงหาประโยชน์จากเด็ก ทาให้เกดิ ผลกระทบโดยตรง หรอื เกดิ ความเสย่ี งทจ่ี ะเกิดอันตรายตอ่ สุขภาพ (Health) ความอยูร่ อด
ปลอดภัย (Survival) พัฒนาการ (Development) และความมีคุณค่าแห่งตนเองของเด็ก (Dignity) ในบริบทที่เก่ียวข้องกับ
ความสัมพันธ์ของความรับผิดชอบ (Relationship of Responsibility) ความไว้วางใจ (Trust) และอานาจ (Power) ซ่ึง
รูปแบบของการทารุณกรรมเดก็ ได้แก่
o การทาร้ายทางร่างกาย (Physical abuse)
หมายถึงการเจตนาในการใชก้ าลังทารา้ ยเดก็ ซง่ึ ส่งผลใหเ้ กิดอันตราย หรือมแี นวโนม้ สงู ท่จี ะทาให้เกิด
อันตรายต่อสุขภาพ ความอยูร่ อดปลอดภยั พัฒนาการและความมคี ุณคา่ ในตนเองของเด็ก โดยใชว้ ิธีการตา่ งๆ เชน่ ตี ฟาด เตะ
เขย่าตวั กัด มัด ลวกด้วยนา้ รอ้ น ใชส้ ารพษิ หรือการทาให้ขาดอากาศหายใจ ส่วนใหญ่ของกรณีเด็กถูกกระทารุนแรงทางกาย
มีผลรบกวนตอ่ สภาวะของเด็ก ในดา้ นผลกระทบทางจติ ใจในระยะเฉียบพลนั และระยะยาวท่ีมีผลต่อพัฒนาการทางสมอง การ
พัฒนาของกระบวนความคดิ และอารมณน์ อ้ ยกวา่ การถูกกระทาในรูปแบบอ่ืน
o การทารา้ ยทางเพศ (Sexual abuse)
หมายถึง การนาเด็กเข้าร่วมในกิจกรรมทางเพศ โดยท่ีเด็กหญิงหรือเด็กชายน้ันไม่สามารถหยั่งรู้
หรือไม่สามารถให้ความยินยอม หรือไม่มีความพร้อมทางด้านพัฒนาการ หรือเป็นภาวะที่ละเมิดต่อกฎหมายหรือจารีตของ
สงั คมน้ัน เดก็ อาจถูกทารา้ ยทางเพศท้ังจากผใู้ หญ่ หรือจากเด็กดว้ ยกันท่ีมีคุณสมบัติของอายุหรือพัฒนาการของวัยอยู่ในภาวะ
ทีม่ คี วามรับผดิ ชอบ (Responsibility) ความนา่ ไว้ใจ (Trust) และอานาจ (Power) มากกว่าเดก็ ท่ีถกู กระทา
o การทารา้ ยทางอารมณ์ (Emotional and Psychological abuse)
หมายถึง เหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใด หรือรูปแบบของการบกพร่องอย่างต่อเน่ืองของพ่อแม่หรือ
ผู้ดแู ล ที่ไมส่ ามารถจดั ใหม้ ีสิง่ แวดลอ้ มท่เี หมาะสมและเอ้อื ตอ่ พัฒนาการเด็ก เป็นการกระทาที่อาจมีโอกาสอย่างมากในการทา
ให้เกดิ การเสยี หายต่อสขุ ภาพกายหรือสุขภาพจิตของเด็ก หรือรบกวนต่อพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ คุณธรรม
จริยธรรม ตลอดจนพฒั นาการทางสังคมของเดก็ เช่น การจากดั การเคลื่อนไหว การแสดงออกถงึ การดถู ูกเหยียดหยาม ตาหนิติ
เตยี น การแบง่ แยก เยย้ หยนั หรอื แสดงออกถงึ การปฏเิ สธ ไม่ยอมรบั เดก็ หรอื การกระทาโดยใช้ความกา้ วร้าวรุนแรง เปน็ ต้น
o การละเลยทอดท้งิ (Neglect)
หมายถึงการที่พ่อแม่หรือสมาชิกในครอบครัว ท่ีมีหน้าที่ในการดูแลเด็ก ไม่สามารถดูแลให้เด็กมี
พัฒนาการและความเป็นอยู่ที่ดีในด้านใดด้านหน่ึงหรือหลายด้าน อันได้แก่ สุขภาพ (Health) การศึกษา (Education) การ
พัฒนาการทางอารมณ์ (Emotional) สารอาหาร (Nutrition) ที่อยู่อาศัยและสภาวะท่ีปลอดภัยในการใช้ชีวิต (Shelter and
safe living conditions)
- 303 -
รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61
และจากการศึกษาของ C.Katz และ Z.Barnetz (2013) ท่ีทาการศึกษาถึงแบบแผนพฤติกรรมของ
เดก็ ที่ถูกทารุณกรรม พบว่าประเภทของการถูกกระทาทารุณกรรมมีผลชัดเจนต่อพฤติกรรมของเด็ก ซึ่งทาการศึกษาจากกลุ่ม
เด็กที่ถูกกระทาทารุณกรรมทางด้านร่างกาย และกลุ่มเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ผลการศึกษาพบว่าเด็กในกลุ่มท่ีถูกล่วง
ละเมิดทางเพศมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรง และหลบหนี ส่วนในกลุ่มเด็กท่ีถูกทารุณกรรมด้านร่างกาย พบว่ามีพฤติกรรมที่
เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งจากผลการศึกษาวิจัยและความรู้พ้ืนฐานที่กล่าวมาข้างต้น ช้ีให้เห็นว่าการทารุณกรรมเด็กส่งผล
เสยี หายและกระทบตอ่ ตวั เด็กทงั้ ทางดา้ นรา่ งกาย สขุ ภาพ การเจรญิ เตบิ โต พัฒนาการทางสมอง ผลกระทบทางด้านจิตใจ ทา
ให้เกิดความผิดปกตทิ างอารมณแ์ ละพฤติกรรม ผลกระทบต่อการสร้างความผูกพัน มุมมองต่อตนเอง พัฒนาการทางกระบวน
ความคิด และผลกระทบทางสังคม การปรบั ตวั การดาเนินชวี ติ และทกั ษะทางสังคมของเด็กที่มักจะถดถอย หลังผ่านเหตุการณ์
หรือสถานการณ์ดังกล่าว หากผู้ปฏิบัติงานมีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับรายละเอียดและลักษณะเฉพาะของประเภทของการ
ทารุณกรรมเด็ก และผลกระทบท่ีเกดิ ขน้ึ กบั เดก็ ในทกุ ๆด้าน ย่อมทาให้เกิดความเข้าใจถึงความเช่ือมโยง และส่ิงท่ีต้องพึงระวัง
ในการทางานกับเด็กท่ีถูกกระทาทารุณกรรม เนื่องจากในกระบวนการในการให้ความช่วยเหลืออาจมีบางส่วนบางตอนท่ีอาจ
ก่อให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจเด็กเพ่ิมมากข้ึน ดังน้ันการทางานกับเด็กและครอบครัว นักสังคมสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานควรมี
มุมมองในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นองค์รวมทุกด้าน (Bio-Psycho-Social) เพื่อให้แนวทางในการให้ความช่วยเหลือเป็นไป
อย่างครอบคลุมทกุ มติ ขิ องปญั หา
เคร่อื งมือ ของนักสังคมสงเคราะหใ์ นการทางานกบั เด็กและครอบครัว
หลักในการทางานในกระบวนการคุ้มครองเด็ก คือ การทางานโดยทีมสหวิชาชีพเพ่ือให้ความช่วยเหลือแก่เด็กถูก
กระทาทารุณกรรมหรอื ถกู ทอดทงิ้ ซึง่ ในทกุ กระบวนการและข้นั ตอนในการทางานมีรายละเอยี ดและมคี วามละเอียดออ่ นทต่ี อ้ ง
อาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะของทุกวิชาชีพในการประเมินวินิจฉัย วิเคราะห์ปัญหา และตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์
และการทางานร่วมกันระหว่างทีมสหวิชาชีพต้องดาเนินการผ่านการประชุมหารือ (Conference) ร่วมกันของทุกฝ่าย เพื่อ
นาเสนอและแลกเปลีย่ นขอ้ มูลขอ้ เท็จจริง เพ่ือนาไปสู่การการวางแนวทางในการให้ความช่วยเหลือเด็กและครอบครัว ในส่วน
ของนกั สงั คมสงเคราะห์เอง มบี ทบาทในการทางานกบั เดก็ และครอบครวั โดยมีหน้าทีเ่ ป็นผู้ประเมินทางสังคมท้งั ตวั เดก็ เองและ
ครอบครวั เพื่อใหเ้ ห็นภาพรวมของปัญหา รวมทั้งมองหาจุดแข็งและจุดออ่ น และระบบสนับสนุน (Supporting system) ของ
ครอบครัว ซ่ึงในการประเมินทางสังคม มีแนวคิดทฤษฎี เคร่ืองมือ เทคนิควิธีการ ท่ีจะช่วยให้การประเมินเป็นไปอย่างมีแบบ
แผนและมมี าตรฐานมากย่งิ ขึ้น
o การประเมนิ ครอบครวั
การประเมินครอบครัวมีความสาคัญอย่างย่ิงท่ีจะช่วยให้เข้าใจธรรมชาติของชีวิตครอบครัวและ
ความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งในปัจจุบันเครื่องมือในการประเมินครอบครัวที่เป็นท่ียอมรับกันอย่างแพร่หลายของ
Department of Health and Department for Education and Employment Home office .United Kingdom ที่ได้
คิดค้นเครื่องมือในการประเมินครอบครัว The Family Assessment model of family functioning : Element of
family organization and family character โดย Dr.Arnon Bentovim and Liza Bingley Miller ที่มุ่งเน้นการ
ประเมนิ การทาหนา้ ทข่ี องครอบครวั และลักษณะของชีวติ ของครอบครัว ความสมั พนั ธท์ ี่สามารถตอบสนองความจาเปน็ พ้ืนฐาน
ของเดก็ ได้ ซึง่ เคร่ืองมือในการประเมินครอบครัวน้ีได้มองภาพของครอบครัวอยา่ งเป็นระบบ ระบบครอบครวั ประกอบด้วยสว่ น
ต่างๆ หรือระบบย่อย เช่นการเป็นหุ้นส่วนกันของพ่อกับแม่ และระบบย่อยของพ่อ-แม่กับลูก ซึ่งทุกๆส่วนมีผลต่อการทางาน
ของระบบครอบครัวโดยรวม และการทาหน้าที่ของครอบครัวก็ถูกคาดหวังจากบริบททางสังคมที่อาศัยอยู่ ซ่ึงแนวคิดและ
เคร่ืองมือดังกล่าวเป็นที่ยอมรับอย่างมากในการประเมินครอบครัวเพ่ือความเข้าใจ สาหรับผู้ปฏิบัติกับเด็กและครอบครัวใน
ปัจจบุ นั ซึง่ นกั สงั คมสงเคราะหผ์ ู้ปฏบิ ตั งิ านเองสามารถใชเ้ ครือ่ งมอื น้เี ป็นพื้นฐานในการประเมนิ ครอบครวั ได้
- 304 -
รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61
แผนภาพท่ี 1 : แสดง The Family Assessment model of family functioning : Elements of family
organisation and family character
o การประเมนิ เด็กทต่ี ้องการความช่วยเหลอื และครอบครัว
เครื่องมือในการประเมินเด็กและครอบครัวนี้ เป็นกรอบแนวคิดในการประเมินเด็กและครอบครัว (The
Assessment framework, United Kingdom framework for the Assessment of Children in Need and their
Families) By Dr.Arnon Bentovim and Liza Bingley Miller ท่ีมองทั้งตัวเด็ก พ่อแม่ และสังคมแวดล้อม เป็น 3 มิติที่
เชอ่ื มโยงกนั เปรยี บเสมอื นเป็น 3 ด้าน ของสามเหลย่ี มที่เชือ่ มต่อกนั โดยมีความจาเปน็ จะตอ้ งพจิ ารณาในการประเมิน ดงั นี้
1.มติ ขิ องความตอ้ งการตามวยั พฒั นาการของเดก็ (Child‘s developmental needs)
2.มิติของศักยภาพของพ่อแม่หรือผู้ดูแลท่ีจะตอบสนองอย่างเหมาะสมต่อความต้องการของเด็ก (Parenting
capacity)
3.มิติของผลกระทบของครอบครัวขยายและส่ิงแวดล้อมที่มีต่อเด็กและศักยภาพของพ่อแม่ (Family and
Environmental Factors)
ซึ่งมติ ิท้ัง 3 ด้าน มอี ทิ ธพิ ลกระทบต่อกันและกนั ในการประเมินตอ้ งมกี ารสารวจอย่างรอบคอบ โดยมีเป้าหมายหลัก
เพ่ือให้เข้าใจถึงผลกระทบต่อเด็กในครอบครัว ซึ่งการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างถูกต้อง จะนาไปสู่การวางแผนและการ
ปฏิบตั ิงานเพอ่ื การให้ความชว่ ยเหลอื การป้องกันปัญหา เพอื่ ประโยชนส์ ูงสดุ ต่อเดก็
- 305 -
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61
แผนภาพที่ 2 : แสดง Framework for the Assessment of Children in Need and their Families
o แบบประเมนิ มาตรฐานขั้นตา่ ในการเลีย้ งดเู ด็กไทย
แบบประเมินการเลยี้ งดเู ด็กตามมาตรฐานขนั้ ตา่ สถาบันวจิ ัยสังคม รว่ มกับมูลนธิ ิศูนยพ์ ิทักษ์สิทธิเด็กและผู้
ประกอบวิชาชีพอื่นๆท่ีมีส่วนเก่ียวข้องได้ร่วมกันพัฒนาแบบประเมินการเลี้ยงดูเด็กตามมาตรฐานข้ันต่า (2553) ซ่ึงแบบ
ประเมนิ ฯนีเ้ ปน็ อกี หนง่ึ เคร่ืองมอื สาหรบั นกั สงั คมสงเคราะห์ หรือนกั วิชาชีพอ่นื ๆ ที่เกย่ี วข้องในการประเมนิ เร่ืองการเลี้ยงดตู าม
มาตรฐานขั้นต่าที่ถูกกาหนดไว้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 โดยแบบประเมินฯ น้ีจะสามารถคัดกรองเด็กจัด
กลุ่มเด็กที่มีความเส่ียง และนาสู่การประสานงานส่งต่อหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องได้ ซึ่งแบบประเมินฯได้แบ่งตามช่วยวัยของเด็ก
ต้ังแต่ 0-18 ปี เป็น 6 ชุดด้วยกัน โดยในแบบประเมินฯมีรายละเอียดของประเด็นท่ีมีความจาเป็นท่ีต้องประเมินเกี่ยวกับการ
เลี้ยงดู ได้แก่ ด้านกฎหมาย สภาพแวดล้อมทางสังคมและการให้บริการสาธารณะ สภาวะการเล้ียงดู ด้านศักยภาพและการ
ปฏิบตั ขิ องผดู้ ูแลเด็ก ดา้ นสขุ ภาพกาย และสุขภาพจติ ซ่งึ มีขอ้ คาถามท่ีมคี วามละเอยี ดเฉพาะเจาะจงและชัดเจนครอบคลุมทุก
ประเด็น ซึ่งแบบประเมินฯ นี้ จัดเป็นเคร่อื งมอื ทต่ี อ้ งอาศยั ประสบการณ์ และความชานาญของนักวิชาชีพในการเก็บข้อมูลเพ่ือ
การประเมนิ จาเปน็ ท่ผี ู้ใช้เคร่อื งมือต้องใชท้ กั ษะ ทง้ั ทักษะการสังเกต การสร้างสัมพันธภาพ การใช้คาถามให้เหมาะสมเพื่อให้
ไดค้ าตอบทีเ่ ป็นข้อเทจ็ จริง
o แบบคัดกรองเด็กเพ่ือสนับสนุนกลไกการเฝ้าระวังการทารุณกรรมเด็กของหน่วยงาน ด้าน
สาธารณสขุ
แบบคัดกรองเด็กฯ จัดทาโดยศูนย์คืนขวัญ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ร่วมกับมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (2557) ได้
ร่วมกนั พฒั นาแบบคดั กรองฯนข้ี ึ้น นบั เปน็ เครอ่ื งมอื ล่าสุดที่พัฒนามาจากแบบประเมินมาตรฐานข้ันต่าฯ โดยคณะผู้วิจัยที่เป็น
ผ้เู ช่ยี วชาญด้านสุขภาพจติ สขุ ภาพกาย ดา้ นกฎหมาย ด้านสงั คมสงเคราะห์ ทไ่ี ด้ดาเนินการวจิ ยั พัฒนาแบบคัดกรองฯ ขึ้น โดย
มีวัตถุประสงค์เพ่ือช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานในระดับชุมชน ท้ังผู้ที่ปฏิบัติงานในทางการแพทย์และหน่วยงานสาธารณสุข และ
บุคลากรครู หน่วยงานระดับชุมชน องค์การบริหารส่วนตาบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด พัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษย์จังหวดั สามารถใชแ้ บบคัดกรองฯนี้ ในการคัดกรองเด็กกลุ่มเส่ยี ง ดว้ ยข้อคาถามจานวน 32 ข้อ ที่ผ่านการทดสอบความ
เที่ยงตรงของเคร่ืองมือ และการสารวจโดยใช้เครื่องมือน้ีหากพบว่ามีความเส่ียงในระดับธงแดง เป็นข้อบ่งช้ีได้ว่า เด็ก
- 306 -
รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61
จาเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานท่ีให้ความช่วยเหลือโดยเร่งด่วน หากพบว่ามีความเส่ียงอยู่ในระดับธงเหลือง
เป็นข้อบ่งชี้ว่าควรมีการติดตามสถานการณ์ของเด็กและครอบครัว และมีมาตรการในการแทรกแซงเพื่อให้ความช่วยเหลือ
ป้องกันปัญหาการทารุณกรรมเด็กในอนาคต ซ่ึงแบบคัดกรองฯน้ีเป็นเครื่องมือท่ีเหมาะสาหรับใช้ในการประเมินเด็กและ
ครอบครัวในกรณที ั่วไป ไมจ่ าเพาะเจาะจงว่าเดก็ ต้องมารับบรกิ ารทางการแพทย์แล้ว แต่สามารถใช้สารวจและคัดกรองได้จาก
ท่โี รงเรยี น และในชมุ ชนได้ นับเป็นเครือ่ งมือทีช่ ว่ ยสนบั สนนุ การเฝา้ ระวังการทารณุ กรรมเด็กในชุมชนได้เป็นอย่างดี เป็นความ
พยายามในการทางานกับเดก็ และครอบครวั ในเชงิ การปอ้ งกันปัญหา ในขณะเดยี วกันเป็นการเช่ือมโยงระบบและมาตรการที่มี
อยู่เดมิ ในการให้ความช่วยเหลือแก่เด็กที่ถูกกระทาทารุณกรรมรวมท้ังครอบครัว ให้เกิดการทางานสอดรับกันเมื่อพบว่าเด็กมี
ปัญหาและมีความเส่ียงในการถูกกระทาทารุณกรรมหรือถูกละเลยทอดทิ้ง ที่พบได้ในทุกบริบทสังคม ท้ังระดับค รอบครัว
ชมุ ชน โรงเรยี น และระดับจังหวดั หากปญั หาทีถ่ ูกคน้ พบ ได้รับการประสานงานจากทกุ หน่วยงานท่ีมีความเกี่ยวข้องอย่างเป็น
ระบบ ก็จะเป็นอีกหน่งึ แนวทางในการเฝ้าระวังปญั หาการทารณุ กรรมเด็กไดอ้ กี ทางหน่ึง
เทคนคิ ทักษะการปฏบิ ตั ิงานสงั คมสงเคราะห์ เพอ่ื ตอบสนองความตอ้ งการ และทนั ตอ่ สถานการณ์ปญั หา
การปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ในกระบวนการคุ้มครองเด็ก ต้องอาศัยทั้งความรู้ความเข้าใจในแนวคิดและหลัก
ทฤษฎี ประกอบกับเทคนิคและทักษะในการปฏิบัติของผู้ปฏิบัติงาน เน่ืองจากการทางานกับเด็กที่ถูกกระทาทารุณกรรม เป็น
เรอ่ื งทมี่ คี วามละเอียดออ่ น และพึงกระทาบนพืน้ ฐานของความระมัดระวังไม่ให้เกิดการกระทาทารุณกรรมซ้า (Re-abuse) ซึ่ง
โรงพยาบาลเป็นหนว่ ยงานหน่งึ ท่ีมโี อกาสพบเดก็ ที่ถกู ทารุณกรรมหรอื ถกู ทอดทิ้งก่อนหน่วยงานอื่น กระบวนการตรวจร่างกาย
อย่างละเอียด โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง การเก็บพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน ซึ่งจะกระทาในครั้งแรกที่เด็กเข้าสู่
กระบวนการตรวจรักษา นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทเป็นผู้ประสานงานหลักและเป็นผู้จัดการรายกรณี (Case manager) มี
หนา้ ที่ประสานงานแพทยท์ ่ีเก่ียวขอ้ งให้เดก็ ไดร้ บั การตรวจวินจิ ฉัยอยา่ งครบถว้ น นอกจากน้ีนักสังคมสงเคราะห์ยังมีบทบาทใน
การทางานกับครอบครัว การทาความเข้าใจและการอธิบายให้พ่อแม่ หรือผู้ปกครองที่พาเด็กมารับการรักษา ได้เข้าใจถึง
กระบวนการทางาน และข้ันตอนในการตรวจประเมินจากทมี สหวิชาชพี ซึง่ ต้องอาศัยระยะเวลาและมขี ัน้ ตอนที่ละเอียด ซง่ึ การ
ชี้แจงและการทาความเข้าใจกับครอบครัวน้ี ต้องอาศัยสัมพันธภาพท่ีดีระหว่างนักสังคมสงเคราะห์กับเด็กและครอบครัว การ
ส่ือสารและการให้ข้อมูลกับครอบครัวให้ตระหนักถงึ ความปลอดภยั ของเดก็ และการดาเนนิ การเพ่อื ช่วยเหลือบาบดั เยียวยาเดก็
ซง่ึ ตอ้ งอาศยั ความรว่ มมอื จากทัง้ ตวั เดก็ เองและครอบครัว ซึง่ หากเร่ิมต้นที่ความเข้าใจอันดีระหว่างผู้ปฏิบัติงานและครอบครัว
ย่อมหมายถงึ การทางานในข้นั ตอนต่อไป มแี นวโนม้ ที่จะได้รบั ความร่วมมอื จากครอบครัว โดยเฉพาะการให้ความสาคัญกับการ
บาบัดเยียวยาทางด้านจิตใจ การชีแ้ จงใหเ้ หน็ ถึงความสาคัญของการบาบัดทางจิตใจ ให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองได้ตระหนักและให้
การสนับสนนุ ให้เด็กได้รบั การฟ้นื ฟอู ย่างตอ่ เน่อื งจะเป็นประโยชนต์ ่อเดก็ ในการเยยี วยาในระยะยาว เพราะเดก็ ที่ถกู ทารณุ กรรม
แม้พบบาดแผลทางร่างกาย แต่สามารถรักษาให้หายได้ แต่บาดแผลและความบาดเจ็บทางใจ จาเป็นต้องได้รับการบาบัด
เยยี วยาอย่างตอ่ เน่อื งในระยะยาว
o การสมั ภาษณเ์ ดก็ และครอบครัว
เพอ่ื ให้ได้ขอ้ มลู เกีย่ วกบั เหตกุ ารณ์หรอื สถานการณ์ พงึ กระทาเมื่อเด็กให้ความยินยอม หรือมีความพร้อมท่ี
จะใหข้ ้อมูล นกั สงั คมสงเคราะหค์ วรสัมภาษณป์ ระวตั เิ ด็กพรอ้ มกับจิตแพทย์เด็ก เพ่ือเป็นการลดขั้นตอนท่ีเด็กจะต้องให้ข้อมูล
เกี่ยวกับสถานการณ์หลายครัง้ ซ่ึงเสมอื นการกระทาซ้า โดยข้อมูลพ้ืนฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์และประวัติครอบครัว เป็นข้อมูล
พื้นฐานท่ีจาเป็นท่ีจะช่วยประเมินเร่ืองของความปลอดภัยและความเสี่ยงท่ีเด็กจะได้รับอันตรายหากต้องกลับไปอยู่กับ
ครอบครัว ซ่ึงในการสัมภาษณ์อาจเลือกใช้เครื่องมือ เพ่ือช่วยประเมินความเสี่ยง อาทิ แบบคัดกรองฯ ซ่ึงข้อมูลท่ีได้จากเด็ก
หรือจากครอบครัว หากพบว่าผลการประเมินช้ีชัดว่าเด็กอยู่ในภาวะอันตราย ควรประสานงานพนักงานเจ้าหน้าที่ฯ หรือ
หน่วยงานท่มี สี ่วนเก่ยี วข้องในการดาเนนิ การใหค้ วามชว่ ยเหลอื ใหท้ นั ต่อสถานการณ์
- 307 -
รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
o การประชุมครอบครัว (Family Conference) ในกระบวนการคมุ้ ครองเดก็
การประชุมครอบครัว (Family Conference) มีความแตกต่างจากการประชุมหารือของทีมสหวิชาชีพใน
กระบวนการคุ้มครองเด็ก (Child protection case conference) The National Society for the Prevention of
Cruelty to Children (2009) อธิบายว่า การประชุมหารือของทีมสหวิชาชีพมีข้ึนเพ่ือให้สหวิชาชีพท่ีมีความเกี่ยวข้องใน
กระบวนการให้ความช่วยเหลือ ไดแ้ ลกเปล่ยี นข้อมลู จากการประเมิน และวางแผนการให้ความช่วยเหลือเดก็ ที่ถูกกระทาทารณุ
กรรมหรือถกู ทอดทง้ิ ในขณะทก่ี ารประชมุ ครอบครัวเปน็ การดาเนินการเพอ่ื สนบั สนุนให้สมาชิกในครอบครัวได้มีโอกาสในการ
ตัดสินใจในการแก้ไขปัญหา ซ่ึงนักสังคมสงเคราะห์เป็นผู้ที่จัดให้มีการประชุมครอบครัวขึ้น มีบทบาทเป็นผู้ให้ข้อมูลข่าวสาร
และความร้เู ก่ียวกับกระบวนการให้ความช่วยเหลือ และทรัพยากรทางสังคมต่างๆท่ีจะมีส่วนช่วยเหลือเด็กและครอบครัว ซ่ึง
ครอบครัวเองควรได้รับข้อมูลข่าวสารโดยละเอียดเพื่อที่จะสามารถนาข้อมูลนั้นๆ ประกอบการตัดสินใจเลือกแนวทางที่
เหมาะสมในการจัดการแก้ไขปัญหา
การปฏบิ ตั ิงานสังคมสงเคราะห์ในการให้ความช่วยเหลือเด็กที่ถูกกระทาทารุณกรรมเป็นเรื่องท่ีมีความละเอียดอ่อน
และต้องอาศยั การประเมินและวิเคราะหป์ ญั หาทีม่ ีความละเมยี ดละมยั และใส่ใจในทุกรายละเอียดและทุกผลกระทบที่จะเกิด
ข้นึ กบั เด็กรวมทัง้ ครอบครัวด้วย การปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ไม่สามารถมองในลักษณะแยกส่วนปัญหาได้ หากแต่ต้องมอง
ปัญหาอยา่ งเปน็ องค์รวมและผลกระทบของปัญหาอย่างเปน็ ระบบด้วย อย่างไรก็ดีการปฏิบัติงานเพ่ือให้ความช่วยเหลือแก่เด็ก
ครอบครัวในสถานการณ์จริง ไม่สามารถเรียงลาดับการปฏิบัติได้อย่างแน่นอนตายตัวในผู้ใช้บริการแต่ละราย ท้ังนี้ขึ้นอยู่กับ
สภาพปญั หา ความซบั ซ้อน และความละเอียดออ่ นของแตล่ ะกรณี นกั สงั คมสงเคราะห์เองตอ้ งเปน็ ผู้ท่ีมคี วามระแวดระวัง และ
มคี วามตนื่ รตู้ อ่ สถานการณ์ปัญหา เพื่อนาไปสกู่ ารเฝ้าระวัง หรอื การแกไ้ ขปญั หาได้อย่างเท่าทนั ต่อสถานการณ์ ดังกรณีศึกษาท่ี
นาเสนอตอ่ ไปน้ี
กรณีศกึ ษาที่ 1 มารดาเดก็ ท่ีมปี ัญหาสุขภาพจิต ใชส้ ารเสพตดิ และตดิ เชื้อ HIV เมื่อมาคลอดบุตรท่ีโรงพยาบาล
นกั สังคมสงเคราะห์ท่ไี ด้สมั ภาษณป์ ระวัติผู้ปว่ ยและครอบครัว ทาให้เล็งเหน็ ถงึ ปัญหาในการดูแลเลี้ยงดูบุตร เนื่องจากประเมิน
จากสภาพปัญหาทางสุขภาพกายและสุขภาพจิต ส่งผลต่อศักยภาพในการดูแลบุตร รวมทั้งมารดาเด็กเองควรได้รับการ
บาบัดรกั ษา การประเมนิ ทางสังคมนี้ นาไปส่กู ารเฝ้าระวงั ปัญหาการเลยี้ งดูไมเ่ หมาะสมในอนาคต จากข้อจากัดของมารดา นัก
สังคมสงเคราะห์ตระหนกั ถึงปญั หา และส่งปรึกษาแพทยเ์ ฉพาะทางให้มารดาได้รับการประเมนิ ทางสุขภาพกายและสุขภาพจิต
และเดก็ ควรอยูใ่ นความดูแลของแพทยเ์ ฉพาะทางเพื่อประเมนิ ความเสยี่ งในด้านสขุ ภาพ ซ่ึงในระยะแรกครอบครัวปฏิเสธความ
ช่วยเหลือ และยืนยันว่าต้องการรับเด็กกลับไปเลี้ยงดูเองตามสภาพ นักสังคมสงเคราะห์ใช้เทคนิคการให้คาปรึกษา
(Counseling) ในการทางานกับสมาชิกในครอบครัว เพ่ืออธิบายวัตถุประสงค์ของการให้ความช่วยเหลือ ช้ีให้เห็นปัญหาและ
ข้อจากัด ณ เวลาน้ัน และเสนอทางเลือกให้แก่ครอบครัวเป็นผู้ตัดสินใจในการปรับเปล่ียนเพ่ือเตรียมความพร้อมในการดูแล
เลี้ยงดูเด็ก ระหว่างที่ครอบครัวได้รับการประเมินความพร้อม นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทในการประสานงานหาทรัพยากร
ทางสังคม (Social Resource) ทีเ่ กี่ยวข้องในการให้การสนับสนุนช่วยเหลือ (Support) แก่ครอบครัว ให้มีความพร้อมในการ
รบั เดก็ กลบั ไปดูแล และการประชุมครอบครัวช่วยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในครอบครัว ได้มีโอกาสทบทวนปัญหา และตัดสินใจ
วางแผนการจดั การในครอบครัว เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลมารดาและเด็ก ซึ่งมีการประชุมครอบครัวมากกว่า 1 คร้ัง
เพ่อื ใหค้ รอบครวั ได้รับรู้ถงึ กระบวนการในการใหค้ วามชว่ ยเหลอื และเปน็ การเปิดโอกาสใหค้ รอบครัวไดเ้ สนอวิธีการที่จะมีส่วน
รว่ มในการแก้ไขปญั หารว่ มกัน นักสงั คมสงเคราะห์เยย่ี มบ้าน เพื่อประเมินความพร้อมและศักยภาพของครอบครัวทางกายภาพ
รวมท้ังมองหาเครอื ขา่ ยสนบั สนุนในชุมชน ในขณะทที่ มี สหวชิ าชพี ก็ไดจ้ ดั ใหม้ ีการประชมุ หารอื ระหว่างทีมแพทย์/พยาบาลผู้ทา
การรักษา และเจ้าหน้าท่ีจากหน่วยงานในชุมชน ที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวเมื่อรับเด็กกลับไปดูแล เม่ือการ
ประเมินครบถ้วน รวมท้ังการเตรียมความพร้อมของครอบครัวอยู่ในระดับท่ีสามารถดูแลเด็กได้ ภายใต้การดูแลให้ความ
ชว่ ยเหลือจากหน่วยงานในชุมชน ซึ่งการติดตามอย่างต่อเน่ือง ยังคงเป็นหน้าท่ีของนักสังคมสงเคราะห์ที่ต้องประสานงานกับ
ชมุ ชน เพื่อเป็นการเฝ้าระวังปญั หา และส่งเสรมิ สนับสนุนให้ครอบครัวเรียนรูก้ ารเล้ยี งดเู ดก็ อยา่ งเหมาะสม
- 308 -
รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61
จากกรณีศึกษาข้างต้น จะเห็นได้ว่าการให้ความช่วยเหลือแก่เด็ก สามารถกระทาได้เพียงมีเหตุให้สงสัย
และนาไปสู่การเฝา้ ระวงั เรื่องของการเลยี้ งดทู ไี่ มเ่ หมาะสม และดาเนนิ การให้ความช่วยเหลือ ไม่รีรอให้เกิดเหตุรุนแรงหรือเกิด
อนั ตรายแก่ร่างกายและจิตใจของเดก็ ซึ่งความเสียหายทจ่ี ะเกิดขึ้นกับร่างกายหรือจิตใจ ไม่สามารถบาบัดเยียวยาให้กลับคืนสู่
สภาวะเดิมไดใ้ นระยะเวลาอนั สนั้ ดั้งน้ันการประยุกต์ใช้ความรู้ความเข้าใจในหลักการ ความระแวดระวังปัญหา ของนักสังคม
สงเคราะห์ (Social work Instinct) ในการทางานกบั เด็กและครอบครัว จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อกลมุ่ เปา้ หมาย
กรณีศึกษาที่ 2 ผู้ป่วยเด็กหญิง อายุ 8 ปี ถูกส่งตัวจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหน่ึง มารับการรักษาด้วย
สาเหตปุ ากช่องคลอดฉกี ขาด นกั สังคมสงเคราะหไ์ ด้รับการประสานงานจากสตู ิ-นรีแพทย์ สง่ ปรึกษากรณีสงสัยว่าผู้ป่วยถูกล่วง
ละเมิดทางเพศ จากการวินจิ ฉยั ทางการแพทย์และสภาพบาดแผล สูติ-นรีแพทย์ผู้ทาการการรักษาให้ความเห็นว่าเกิดจากการ
ถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่เนื่องจากไม่ได้ประวัติจากผู้ป่วยท่ีสามารถเข้าได้กับสภาพบาดแผล จึงส่งทีมสหวิชาชีพในการ
ประเมินและหาสาเหตุ เบื้องต้นนักสังคมสงเคราะห์ทาการสัมภาษณ์ประวัติครอบครัว จากบิดา-มารดา ซ่ึงทาให้ได้ข้อมูล
พ้นื ฐาน ประวตั ิครอบครวั และขอ้ มูลเก่ียวกบั สถานการณ์ ซึ่งบิดา-มารดา ไม่สามารถให้ข้อมูลเก่ียวกับเหตุการณ์ได้ เนื่องจาก
เหตเุ กดิ ข้นึ ท่ีโรงเรยี น และได้รับแจ้งจากครูทโี่ รงเรียนเมอื่ พาเด็กมารับการรักษาที่โรงพยาบาลแล้ว และบิดา-มารดา ยืนยันว่า
เช่ือข้อมูลที่ได้จากเด็กว่าเป็นอุบัติเหตุ จิตแพทย์เด็กทาการสัมภาษณ์เด็ก และส่งปรึกษานักจิตวิทยาทาแบบทดสอบทาง
จติ วทิ ยา เพื่อวิเคราะห์และประเมนิ สภาพจิตใจของเด็ก นักสงั คมสงเคราะหพ์ ร้อมจติ แพทย์เดก็ เยยี่ มบ้าน และเย่ยี มโรงเรียนที่
เปน็ สถานทที่ เ่ี ดก็ ได้รับบาดเจ็บ เม่ือได้ข้อมูลได้มีการจัดประชุมหารือทีมสหวิชาชีพ (Case Conference) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อ
มูลทีไ่ ดจ้ ากการประเมินของแตล่ ะวชิ าชีพ เมอ่ื ได้ขอ้ มูลทม่ี เี หตใุ หเ้ ชือ่ ไดว้ ่าเกดิ เหตุการณล์ ่วงละเมดิ ทางเพศตอ่ เด็ก อาทิ ผลการ
ตรวจประเมินทางการแพทย์ที่ไม่สอดคล้องกับประวัติจากทางโรงเรียนและผู้ป่วย และผลการทดสอบทางจิตวิทยา ท่ีพบว่า
น่าจะมีเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศขึ้นจริง นักสังคมสงเคราะห์เป็นผู้จัดให้มีการประชุมครอบครัว การชี้แจงและอธิบายข้อ
ค้นพบของทีมสหวิชาชีพต่อบิดา-มารดา เพ่ือชี้แจงถึงปัญหา และอธิบายข้ันตอนและวิธีการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่
เกดิ ขึน้ เบอื้ งตน้ บิดา-มารดาปฏเิ สธ และยืนยนั ว่าเชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ จึงมีความจาเป็นต้องเชิญสูติ-นรีแพทย์ผู้ทาการรักษาได้
อธิบายถึงข้อค้นพบจากบาดแผล ซ่ึงบิดา-มารดารู้สึกตกใจ และยังคงปฏิเสธ (Denial) เกี่ยวกับเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึน นักสังคม
สงเคราะห์ได้ให้คาปรึกษา (Counseling) และให้การสนับสนุนด้านจิตใจแก่บิดา-มารดา รวมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับการทารุณ
กรรมใชค้ วามรนุ แรงต่อเด็ก รวมทง้ั การล่วงละเมดิ ทางเพศเด็ก ทัง้ นเี้ พื่อให้บิดา-มารดา ตระหนักว่าเปน็ ปัญหาใกล้ตัว และเป็น
เหตกุ ารณท์ ที่ กุ ฝ่ายควรร่วมมอื กัน ในการเฝา้ ระวังปญั หา หากพบปัญหาทีเ่ กดิ ข้นึ เด็กควรไดร้ บั การเยยี วยา และครอบครัวควร
ได้รับความช่วยเหลือ ในภายหลังบิดา-มารดา ได้ขอพบนักสังคมสงเคราะห์และจิตแพทย์เด็ก ให้ข้อมูลว่าได้ข้อมูลจากเด็ก
เกีย่ วกบั เหตุการณ์ทเ่ี กดิ ขน้ึ ทัง้ หมดแลว้ ซ่ึงรู้สกึ วติ กกังวลเป็นอยา่ งมาก ไมท่ ราบวา่ ตอ้ งดาเนนิ การตอ่ ไปอย่างไร ทั้งกับผกู้ ระทา
ที่เป็นบุคลากรในโรงเรียน และกับเด็กที่ควรได้รับการบาบัดฟ้ืนฟู นักสังคมสงเคราะห์จึงจัดให้มีการประชุมครอบครัว เพื่อ
หารือถึงแนวทางในการแกไ้ ขปญั หาร่วมกันกับครอบครวั โดยมจี ุดมุ่งเน้นเร่ืองความปลอดภัยของเด็ก ซึ่งครอบครัวเห็นด้วยว่า
ควรมีการแจ้งความดาเนินคดีกับผู้กระทา แต่เน่ืองจากมีความวิตกกังวลถึงความปลอดภัยของเด็กในโรงเรียน นักสังคม
สงเคราะห์เป็นผ้ปู ระสานงานหาแหล่งสนับสนนุ ทางสงั คม ทง้ั การประสานงานเจ้าหน้าท่ีตารวจในเรื่องของการดาเนินคดี และ
ประสานงานกับโรงเรียนกรณีหาโรงเรียนใหม่ให้เด็กได้เรียนต่อ ไม่ต้องหยุดเรียนกลางคัน ในกระบวนการบาบัดเยียวยาทาง
จิตใจทจี่ ะตอ้ งดาเนินการควบคู่ไปกับกระบวนการใหค้ วามช่วยเหลอื ทางกฎหมาย เดก็ ควรอยใู่ นสภาพแวดล้อมที่เป็นปกติและ
ได้รับการส่งเสริมพัฒนาการตามวัย ไม่หยุดชะงักและถูกรบกวนหรือทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากเหตุการณ์ที่เกิดข้ึน ทั้งน้ี
เพื่อให้เกิดผลดีต่อการบาบัดและฟื้นฟูทางจิตใจ ให้เด็กสามารถก้าวผ่านเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนได้ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือ
ทางสังคมให้เด็กและครอบครัวได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานหรือองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ทุกส่วนต้องดาเนินการ
ควบคูก่ นั ไปในกระบวนการให้ความชว่ ยเหลือแก่เดก็ และครอบครวั
จากกรณีศกึ ษาขา้ งต้น สะท้อนใหเ้ หน็ ว่า การทางานสังคมสงเคราะห์ในกระบวนการค้มุ ครองเดก็ เปน็ งานที่
มีความละเอียดอ่อน นักสังคมสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงาน ควรมีความรู้ความเข้าใจถึงการดาเนินการให้ความช่วยเหลือ การ
- 309 -
รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
ประยุกต์ใช้องค์ความรู้และทักษะต่างๆในการแก้ไขปัญหาในกรณีที่มีความละเอียดซับซ้อน และมีผลต่อเด็กและครอบครัวผู้
ไดร้ บั ผลกระทบจากเหตุการณ์ การดาเนินงานจงึ ควรใหค้ วามใส่ใจในทกุ รายละเอียดของปญั หา ซึ่งความเข้าใจและตระหนักถึง
ปัญหารวมทั้งความร่วมมือจากครอบครัวเอง เป็นปัจจัยท่ีสาคัญท่ีจะทาให้การดาเนินกระบวนการเป็นไปได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ เพ่ือปอ้ งกนั และเฝ้าระวงั ปญั หาท่จี ะเกิดข้นึ ในอนาคต
ซ่ึงจากกรณีศึกษาตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของบท บาทการทางานของนักสังคมสงเคราะห์ใน
กระบวนการคุ้มครองเด็ก ซง่ึ ปญั หาการทารุณกรรมและทอดท้ิงเดก็ เป็นปญั หาท่มี ีความรนุ แรงมากยง่ิ ข้ึนในปัจจบุ นั อุบตั ิการณ์
เพ่ิมมากข้ึนในแตล่ ะพน้ื ท่ี ความละเอยี ดซับซ้อนของปญั หามีความแตกต่างกนั ไปในแต่ละกรณี ท้ังกรณีการกระทาทารุณกรรม
ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ การล่วงละเมิดทางเพศ รวมท้ังปัญหาพฤติกรรมในวัยรุ่น การตั้งครรภ์ไม่พร้อม ซ่ึงมีความเส่ียงที่จะ
นาไปสู่วงเวียนปัญหา การเล้ียงดูเด็กไม่เหมาะสม หรือการทารุณกรรมเด็กในท่ีสุด ซึ่งเป็นวงจรท่ีควรได้รับการแก้ไขป้องกัน
ปัญหา ซึ่งการดาเนินการให้ความช่วยเหลือแก่เด็กและครอบครัวในแต่ละราย ต้องอาศัยการดาเนินการท่ีทันต่อสถานการณ์
ปญั หา และการประเมินวินิจฉัยปัญหาที่ครอบคลุมในรายละเอียดทุกบริบทของเด็กและครอบครัวที่มีส่วนเก่ียวข้อง เพื่อเป็น
การใหค้ วามช่วยเหลือท่มี ไิ ดม้ ุ่งเน้นเพียงคลค่ี ลายหรอื บรรเทาสถานการณ์ปัญหาท่เี กดิ ข้นึ ในปจั จบุ ันแตเ่ พียงอย่างเดียว หากแต่
ยังมงุ่ เน้นทกี่ ารป้องกันและเฝ้าระวังปัญหาทจ่ี ะเกิดขน้ึ ตามมาในอนาคตดว้ ย
การผสมผสาน สูแ่ รงขับเคลื่อน
ความรู้และทฤษฎีที่มีความเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ในการกระบวนการคุ้มครองเด็ก ท่ีมี
วัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่เด็กที่ถูกกระทาทารุณกรรมและครอบครัวท่ีนาเสนอข้างต้น อาทิ แนวคิดทฤษฎีและ
หลักการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ แนวคิดทฤษฎีทางจิตวิทยา ความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมายที่เก่ียวข้อง ล้วนแล้วแต่มี
ความสาคญั ทีเ่ ปน็ แนวทางและหลกั การในการประเมินและวนิ ิจฉยั ปัญหา ท่ีนกั สังคมสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานควรมีความรู้ความ
เข้าใจพ้ืนฐานในประเด็นดังกล่าว แต่ท้ังนี้การดาเนินการให้ประสบผลสาเร็จและมีประสิทธิภาพได้นั้น ย่อมต้องอาศัยการ
ผสมผสานและบูรณาการความรู้ควบคู่กับการปฏิบัติงานงานตามหลักการตามวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ให้เกิ ดความสอดคล้อง
และครอบคลุมในทกุ บริบทของปัญหาทเ่ี กิดข้ึนกบั เดก็ และครอบครวั กลา่ วได้วา่ การปฏบิ ตั งิ านสงั คมสงเคราะหใ์ นกระบวนการ
คุ้มครองเด็กต้องอาศัยทั้ง “ศาสตร์และศิลป์” ในการปฏิบัติงาน กล่าวคือนักสังคมสงเคราะห์ต้องอาศัยหลักการและทฤษฎี
พน้ื ฐานเพอ่ื เปน็ หลกั ยดึ และเปน็ ฐานรากในการพจิ ารณาปัญหาและเป็นแนวทางสาหรบั การปฏิบตั งิ าน ควบคูก่ บั การปฏบิ ัตงิ าน
จริงทต่ี อ้ งอาศัยประสบการณ์และวิจารณญาณทางวิชาชีพในการพิจารณาดาเนินการให้ความช่วยเหลือแก่เด็กและครอบครัว
ซึ่งบางกรณีนักสังคมสงเคราะห์ต้องอาศัยทักษะและเทคนิควิธีการท่ีผสมผสาน ทั้งจากประสบการณ์ และจากความคิดท่ี
สร้างสรรค์และจากทัศนคติที่ดีต่อกระบวนการปฏิบัติงานซ่ึงมีลักษณะท่ียืดหยุ่น และมีความหลากหลาย โดยคานึงถึง
ผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสาคัญ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็น “ศิลป์”ในการปฏิบัติงานเฉพาะวิชาชีพ ซึ่งเป็นเอกลักษณะแห่ง
วชิ าชีพ ทค่ี านึงถึง “คณุ ค่าของความเป็นมนุษย์” และคานึงถงึ “ความเปน็ ปัจเจกบคุ คล” โดยนักสงั คมสงเคราะหเ์ องต้องเป็นผู้
ท่ีมีความตระหนักถึงหลักการดังกล่าว จึงจะสามารถผสมผสานท้ังความรู้ทฤษฎีและหลักปฏิบัติท่ีมีความหลากหลาย โดย
พิจารณาให้ครอบคลุมบริบทแห่งปัญหาที่มีความเชื่อมโยงกัน และต้องดาเนินการแก้ไขอย่างครอบคลุม อย่างไรก็ดีการ
ทางานให้ความช่วยเหลือแก่เด็กถูกกระทาทารุณกรรมและถูกทอดทิ้งในกระบวนการคุ้มครองเด็ก ไม่สามารถกระทาได้
เบ็ดเสร็จสมบูรณ์โดยวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่ง หากแต่ต้องอาศัย “ทีม” สหวิชาชีพ และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของแต่ละ
วิชาชีพ ซึ่งล้วนแต่มคี วามสาคญั อย่างเท่าเทียมกัน ที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและบาบัดฟ้ืนฟูเด็ก เน่ืองจากปัญหาการ
ทารุณกรรมเด็ก เปรียบเสมือนยอดภูเขาน้าแข็งที่โผล่พ้นน้าเท่าน้ัน หากแต่รากลึกของปัญหาท่ียังคงรอคอยการแก้ไข้และ
บาบัดเยียวยา ยังคงเป็นปัญหาในระดับลึกและมีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน ซึ่งเป็นงานท่ีท้าทายผู้ปฏิบัติงานในทุกภาค
สว่ น ทจี่ ะพัฒนาระบบและกระบวนการการการใหค้ วามช่วยเหลือ รวมถงึ ระบบในการเฝ้าระวังปญั หาดงั กล่าวดว้ ย
- 310 -
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
บทสรุป
จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์ในกระบวนการคุ้มครองเด็ก ต้องอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญ
ประสบการณ์การปฏิบัติงาน และเคร่ืองมือต่างๆ ท่ีมีประสิทธิภาพที่ใช้ในการประเมินปัญหา และต้องอาศัยกระบวนการ
ทางานอย่างเป็นทีมสหวิชาชีพ กล่าวคือ ต้องมีการบูรณาการความรู้ทฤษฎี ทักษะและเทคนิคการปฏิบัติงาน ร่วมกับ
ประสบการณ์การปฏิบัติงานจริง โดยนักสังคมสงเคราะห์เองเป็นเสมือนเครื่องมือในการปฏิบัติงานท่ีมีความสาคัญอย่างย่ิง
ประนึงเป็นตัวแทนที่ใช้กระบวนการปฏิบัติงานทางสังคมสงเคราะห์ในการประเมินและวินิจฉัยปัญหาของผู้ใช้บริการ เพื่อ
สะท้อนภาพปญั หาในมิตทิ างสังคม เช่นเดียวกับที่วิชาชีพอื่นๆท่ีเก่ียวข้องมีหน้าท่ีในการวินิจฉัยและวิเคราะห์ปัญหาในวิชาชีพ
ของตน หากแต่ภาพสะท้อนปัญหาทางสังคม ถือว่ามีความสาคัญอย่างยิ่งที่จะทาให้ทีมสหวิชาชีพ รวมทั้งหน่วยงานท่ีมีความ
เกี่ยวข้องในกระบวนการคุ้มครองเด็ก ได้ตระหนักถึงปัญหาและมองเห็นความเชื่อมโยงของปัญหา รวมถึงการวางแผนแก้ไข
ปัญหาให้แก่ผู้ใช้บริการ โดยคานึงถึงบริบททางสังคมของเด็กและครอบครัวเป็นสาคัญ จึงมีความจาเป็นอย่างยิ่งท่ีต้องอาศัย
ทัศนคตขิ องนักสงั คมสงเคราะห์ผู้ปฏบิ ัติ ประกอบกับการผสมผสานองค์ความรู้ท่ีมีความเกี่ยวข้องของนักสังคมสงเคราะห์และ
ประยกุ ตใ์ ชใ้ ห้เกิดความเหมาะสม เพ่ือขับเคลื่อนกระบวนการทางานเพ่ือการคุ้มครองเด็กไปสู่การพัฒนากระบวนการป้องกัน
และแนวทางการแก้ไขปัญหาท่ีมีประสิทธิภาพ เพื่อลดปัญหาการทารุณกรรมและการใช้ความรุนแรงกับเด็กในสังคมไทยและ
สงั คมโลก
เอกสารอ้างองิ
ปริชวัน จันทร์ศิริ 2551. ความสาคัญของการประเมินครอบครัวในการดูแลช่วยเหลือเด็กที่ถูกทารุณกรรมและถูกทอดทิ้ง.
วารสารเพอื่ การคมุ้ ครองเดก็ . ฉบบั ที่ 3 ปี 2551 มลู นิธิศนู ยพ์ ิทักษส์ ทิ ธเิ ดก็
ปริชวัน จันทรศ์ ิริ 2554 .Child maltreatment. การประชมุ แนวทางการดูแลเด็กและวัยรุ่นที่ถูกกระทา คร้ังที่ 1.ห้องประชุม
มงคลนาวนิ ตกึ สก.ชน้ั 10 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
ศรเี วียง ไพโรจน์กุล,สรรพสิทธิ์ คมุ ประพนั ธ์,พรรณพมิ ล หล่อตระกูล,ชาตรี วิฑูรชาติ,ณัฐวดี ณ มโนรม และ สมบัติ ตาปัญญา
ปี 2547.ค่มู อื การปฏิบัตงิ านของทีมสหวชิ าชพี ในกระบวนการคุม้ ครองเดก็ สานกั พมิ พ์มูลนธิ ิศูนย์พทิ ักษ์สทิ ธิเดก็
รายงานสถิตผิ ูป้ ่วยกรณสี งสยั ถูกกระทาทารุณกรรมและถูกทอดทิ้ง (Suspicion of Child Abuse and Neglect) หรือ SCAN
Team โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ปี 2550-2557 .ฝ่ายสวัสดิการสังคม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
สภากาชาดไทย
สถาบันวจิ ยั สังคม และมูลนิธศิ ูนย์พิทกั ษส์ ทิ ธิเด็ก 2553. แบบประเมนิ มาตรฐานข้ันต่าในการเลี้ยงดูเด็กไทย.มูลนิธิสาธารณสุข
แห่งชาติ และศูนยค์ ืนขวญั โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 2557. แบบคัดกรองเด็กเพื่อสนับสนุนกลไกการเฝ้าระวังการ
ทารุณกรรมเด็กของหน่วยงานด้านสาธารณสุขสานักงานกิจการสตรีและสถาบัน กระทรวงการพัฒนาสังคมและ
ความมั่นคงของมนุษย์ .สถิติเด็กไทยโดยทาร้าย. [ออนไลน7] 2556. https://www.thaipost.net/x-cite เข้าถึง
เมื่อวนั ที่ 2 ธันวาคม 2557
The National Society for the Prevention of Cruelty to Children. Family Group Conference in Child
protection [Online] 2009 Available from : https: //www.nspcc.org.uk…/factsheet, 2 Dec, 2014
C.Katz., Z.Barnetz 2013. The behavior patterns of abused children as described in their testimonies.
ELSEVIER 2014 P.1033 -1040
UNICEF. Child Protection Information sheet [Online] 2009 Available from : https: //www.unicef.org/search,
2 Dec, 2014
- 311 -
รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61
Department of Health Department for Education and Employment Home Office. Framework for the
Assessment of Children in Need and TheirFamilies.[online]2000. Available from :
http://webarchive.nationalarchives.gov.uk/20130401151715.education.gov.uk/publicationspdf.com
- 312 -
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61
แนวทางพัฒนาการดแู ลเด็กในสถานรองรับเด็กผ่านการทางานกับพ่ีเลี้ยง
Guidelines For Improving The Care of Children in
The Child Welfare Through Work With The Caregiver
ดร.มาดี ลิ่มสกุล1
Madee Limsakul, Ph.D.2
Abstract
The Caregivers who perform tasks that are important to The Child Care Institute because they
have a bond and spending time with children. It is the main person in the socialization process, both
directly and indirectly as parents to the child in the family. The caregivers influence on the foundation
built. "Cost of Living" to children. And influence the creation of "self" of early childhood to adolescence.
Including the role "parents" who served the emotional, mental and behavioral remedies to children who
need special attention. Therefore, the Potential caregivers contribute to quality child to society in the
future. For this reason, The Child Care Institute should support the policy and practice of the caregiver to
get the knowledge, attitudes, skills and ethics which contributed significantly to the development of
children's physical, mental, emotional, social and intellectual. There is a significant contribution to the
development of the caregivers themselves to have the pleasure in their work.
Keywords : The Caregiver, The Child Care Institute
บทคดั ย่อ
พ่เี ล้ียงถอื เปน็ ผู้ปฎบิ ตั ิงานทีม่ คี วามสาคัญในสถานรองรบั เด็ก เพราะพี่เลย้ี งเป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดและใช้เวลากับเด็ก
มากที่สดุ อกี ท้ังยังเป็นบุคคลหลักในการอบรมขดั เกลาทั้งทางตรงและทางอ้อมแกเ่ ด็กเสมือนพ่อแมใ่ นครอบครวั
พ่ีเลยี้ งจึงมอี ิทธิพลกบั เด็กต้งั แต่การวางรากฐานสรา้ ง “ตน้ ทุนชวี ิต” ใหก้ บั เด็กเล็ก และมอี ิทธพิ ลตอ่ การสร้าง “ตัวตน” ของวัย
เดก็ ไปจนถึงวัยรุ่น รวมทงั้ มีบทบาทเป็น “พอ่ แม่” ผูเ้ ยียวยาด้านอารมณ์ จิตใจ และพฤติกรรมใหก้ บั เดก็ ทต่ี ้องการการดูแลเป็น
พิเศษดว้ ย ดงั นน้ั การมพี ่ีเล้ยี งท่ีมีศักยภาพกจ็ ะสามารถสร้างเด็กที่มีคุณภาพให้กบั สงั คมได้ในอนาคต ด้วยเหตุน้ี การสนับสนุน
เชิงนโยบายและเชงิ ปฎิบตั กิ ารของสถานรองรับเด็กให้พ่ีเล้ียงได้รับการเพิ่มพูนความรู้ มีทัศนคติท่ีดี พัฒนาทักษะ และดารงไว้
ซ่งึ จรรยาบรรณในการปฏิบัตงิ าน จึงมีสว่ นสาคัญตอ่ การพฒั นาเดก็ ท้ังทางดา้ นร่างกาย จติ ใจอารมณ์ สังคม และสติปัญญา อีก
ท้งั ยังมสี ว่ นสาคญั ตอ่ การพัฒนาตวั พ่ีเล้ียงเองใหม้ ีความสุขในการทางานด้วย
คาสาคญั : พีเ่ ล้ยี ง, สถานรองรบั เด็ก
บทนา
สถานรองรบั เดก็ เกดิ ขน้ึ ครงั้ แรกในประเทศไทยในสมยั รชั กาลที่ 5 เม่ือปี พ.ศ. 2433 โดยพระวิมาดาเธอกรมพระสุท
ธาสินีนาฎ ทรงต้ัง “โรงเล้ียงเด็ก” ด้วยทรัพย์ส่วนพระองค์ บริเวณตาบลสวนมะลิ ถนนบารุงเมือง เพื่อเป็นสถานท่ีเล้ียงเด็ก
กาพร้าหรอื เด็กทถ่ี ูกมารดาทอดทิ้ง ตอ่ มาโรงเลยี้ งเดก็ ดงั กล่าวได้โอนไปอย่ใู นความดแู ลของเทศบาล และโอนมาเป็นหน่วยงาน
1 คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
2 Faculty of Social Administration, Thammasat University
- 313 -
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
ภายใต้สังกัดกรมประชาสงเคราะห์ ภายหลังมีการก่อตั้งกรมประชาสงเคราะห์ข้ึน ในปี พ.ศ. 2483 ได้เปล่ียนช่ือมาเป็น
“โรงเรียนชาติสงเคราะห์” และ “สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี” ตามลาดับ (ขนิษฐา เทวินทรภักติ, 2543) ปัจจุบัน
สถานรองรับเด็กได้ปรับปรุงรูปแบบและขยายบริการตามความเปลี่ยนแปลงไปของสังคม จากจุดเร่ิมต้นที่รับอุปการะเฉพาะ
เด็กท่ียากไร้ กาพร้า ขยายไปสู่การเด็กกลุ่มอ่ืนๆที่ตกอยู่ในภาวะยากลาบากในสังคม ซ่ึงอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกรม
พัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ให้บริการใน 6 รูปแบบ คือ (www.m-
society.go.th/report/welfare)
(1) สถานสงเคราะห์เด็ก ให้บริการอุปการะเด็กชายและเด็กหญิง อายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 18 ปี ที่กาพร้า ถูกทอดท้ิง
ครอบครวั แตกแยก ติดเชื้อเอดส์หรือไดร้ บั ผลกระทบจากโรคเอดส์ หรือบดิ ามารดาไมส่ ามารถใหก้ ารอุปการะไดอ้ ย่างเหมาะสม
ปัจจุบันมีหน่วยงานให้บริการ จานวน 21 แห่ง จาแนกเป็นสถานสงเคราะห์เด็กอ่อน 4 แห่ง และสถานสงเคราะห์เด็กโต 13
แห่ง และสถานสงเคราะหเ์ ด็กอ่อนและเดก็ โต 4 แห่ง
(2) สถานแรกรับเด็ก ใหก้ ารอปุ การะเดก็ ชายและเด็กหญงิ ที่มอี ายตุ ง้ั แต่ 6-18 ปี ท่เี รร่ ่อน ขอทาน ถูกทารุณกรรม มี
ปญั หาพฤติกรรม และตกเปน็ เหยือ่ การคา้ มนุษย์ ปัจจุบนั มีหน่วยงานที่ให้บริการ จานวน 2 แหง่
(3) สถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ให้การอุปการะเด็กชายและเด็กหญิง ท่ีมีอายุต้ังแต่ 6-18 ปี ที่มีปัญหาพฤติกรรม
เด็กทปี่ ระพฤติตนไม่เหมาะสม และเด็กได้รับการเลีย้ งดไู ม่เหมาะสม ปจั จุบันมีหนว่ ยงานให้บริการ จานวน 2 แหง่
(4) สถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็ก ให้การอุปการะเด็กชายและเด็กหญิง ที่มีอายุตั้งแต่ 6-18 ปี ซ่ึงต้องการการดูแล
ทางดา้ นบาบัดฟ้ืนฟูเปน็ พเิ ศษ ปจั จุบันมหี นว่ ยงานใหบ้ ริการ จานวน 4 แหง่
(5) ศูนย์สงเคราะห์และฝึกอาชีพเด็กและเยาวชน ให้การฝึกอาชีพแก่เด็กชาย ที่มีอายุต้ังแต่ 6-18 ปี ท่ีครอบครัวมี
ฐานะยากจน ผู้ปกครองไม่สามารถให้การอุปการะได้อย่างเหมาะสม ปัจจุบันมีหน่วยงานให้บริการ จานวน 1 แห่ง คือ ศูนย์
สงเคราะหแ์ ละฝกึ อาชพี เด็กและเยาวชนจงั หวัดศรีสะเกษ
(6) สถาบันเพาะกล้าคุณธรรม เป็นสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนาเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสหรืออยู่ใน
ครอบครัวที่ประสบปัญหาทางสังคม ขาดความอบอุ่นและความม่ันคงในการดารงชีวิต โดยจัดการศึกษาแบบระบบโรงเรียน
และพฒั นาทกั ษะในการประกอบอาชพี ไปพรอ้ มกนั ปจั จุบนั มจี านวน 1 แห่ง
การดแู ลเดก็ ในสถานรองรบั เดก็
นอกจากการขยายกลุ่มเป้าหมายในความดูแลแล้ว สถานรองรับเด็กยังขยายบริการให้ครอบคลุมทั้งการสงเคราะห์
การคุ้มครอง การบาบัดฟื้นฟู และการพัฒนาเด็กให้เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights or
the Child: CRC) และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ด้วย ทาให้ปัจจุบันสถานรองรับเด็กมีการจัดบริการการดูแล
เด็กใน 8 ดา้ นหลกั ดังต่อไปนี้ (ขนิษฐา เทวินทรภกั ติ, 2543 และวรากร ทรพั ยว์ ิระปกรณ์, 2547)
ด้านแรก คือ บริการด้านการเลี้ยงดู โดยการจัดที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม เคร่ืองใช้ต่าง ๆที่จาเป็นในชีวิตประจาวัน
อาหาร 3 ม้ือ และอาหารเสริมตามความเหมาะสมของช่วงวัย และจัดให้มีพ่ีเลี้ยงทาหน้าที่พ่อบ้าน แม่บ้านในการดูแลความ
เปน็ อยู่ของเดก็
ด้านท่ีสอง คือ บริการด้านการรักษาพยาบาล โดยจัดบริการการตรวจสุขภาพเด็กประจาเดือน จัดให้เด็กได้รับ
ภูมคิ ุ้มกนั โรคและบริการทันตกรรม รวมทั้งการรกั ษาพยาบาลกรณเี จ็บป่วย และจดั ใหม้ เี จ้าหนา้ ทพ่ี ยาบาลประจาสถานรองรับ
เดก็ และเยาวชนด้วย
ด้านที่สาม คือ บริการด้านการศึกษาสายสามัญ โดยจัดการศึกษาสายสามัญภาคบังคับ ตามหลักสูตร
กระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนจัดชั้นเรียนพิเศษสาหรับเด็กเข้าใหม่ เด็กที่มีเชาว์ปัญญาต่าหรือเรียนช้าภายในสถานรองรับ
และพจิ ารณาสง่ เด็กไปเรยี นนอกสถานรองรับทง้ั โรงเรยี นทว่ั ไป และโรงเรียนการศึกษาพเิ ศษ
- 314 -
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 61
ด้านท่ีสี่ คอื บริการฝกึ อบรมวิชาชีพ โดยจดั การเรียนด้านอาชีพสาขาตา่ ง ๆ รวมทั้งวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในสถาน
รองรบั และจัดการฝึกวชิ าชพี ภาคสนาม รวมทั้งการสง่ เรียนในสถานอาชวี ศกึ ษาภายนอกสถานรองรับ และสถาบันพัฒนาฝีมือ
แรงงาน
ด้านที่ห้า คือ บริการสังคมสงเคราะห์ โดยจัดให้มีนักสังคมสงเคราะห์รับผิดชอบในการให้คาปรึกษา ช่วยเหลือ
แก้ปัญหาด้วยวิธกี ารและกระบวนการทางสงั คมสงเคราะห์แก่เด็กและครอบครัว
ด้านทห่ี ก คือ บริการด้านสันทนาการ โดยจัดใหม้ กี ารฝึกกายบริหาร เล่นกีฬาประเภทต่าง ๆ ทั้งในร่มและกลางแจ้ง
แขง่ ขันกฬี า กจิ กรรมสาธารณประโยชน์ ทัศนศกึ ษานอกสถานที่ กจิ กรรมร่ืนเริงตามเทศกาล การให้ดูโทรทัศน์หรือภาพยนตร์
ตามโอกาสอนั สมควร และกจิ กรรมการเล่นดนตรไี ทย สากล ขบั รอ้ งเพลง รวมถึงการนากิจกรรมไปแสดงภายนอกดว้ ย
ดา้ นทเี่ จด็ คอื บรกิ ารดา้ นศาสนา วฒั นธรรม และการฝึกวนิ ัยและอบรมศลี ธรรมจรรยา โดยการฝึกวินัยและส่งเสริม
วัฒนธรรมแก่เด็กเป็นรายบุคคล ตลอดจนจัดให้มีครูและพ่อบ้านแม่บ้านอบรมศีลธรรม จริยธรรม และมารยาทแก่เด็กเป็น
ประจา
ด้านท่ีแปด คือ บริการด้านการติดตามผลการให้การสงเคราะห์ ด้วยการติดตามผลการช่วยเหลือเด็กท่ีพ้นจากการ
สงเคราะห์แล้ว
นอกจากการจัดบริการดังกล่าวแล้ว ปัจจุบันสถานรองรับเด็กยังดาเนินการสงเคราะห์และคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก
ตามมาตรฐานส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมสาหรับเด็กในสถานรองรับเด็ก ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เพื่อสร้าง
หลักประกันคุณภาพด้านบริการให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม
แห่งชาติ (ก.ส.ค.) ภายใตพ้ ระราชบัญญตั สิ ง่ เสริมการจัดสวสั ดกิ ารสังคม พ.ศ. 2546 ทีก่ าหนดให้จัดทามาตรฐานการให้บริการ
แกก่ ลุ่มเปา้ หมายทกุ กลมุ่ รวมท้งั กลมุ่ เด็กดว้ ย สาหรับมาตรฐานส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมสาหรับเด็กในสถานรองรับเด็ก
ประกอบดว้ ย 5 มาตรฐาน ไดแ้ ก่ (สานักคุม้ ครองสวัสดิภาพหญิงและเด็ก กรมพฒั นาสงั คมและสวสั ดิการ, 2556)
มาตรฐานท่ี 1 มาตรฐานการจัดการองค์กรและการบริหาร ประกอบด้วย 12 องค์ประกอบ คือ ปรัชญาวิสัยทัศน์
พันธกิจ และยุทธศาสตร์ โครงสร้างการบริหาร ภาวะผู้นาของผู้บริหาร งบประมาณ การปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพบริการ
ระบบสารสนเทศ ข้อมลู เก่ยี วกบั กฎหมาย ระเบยี บทเี่ กย่ี วขอ้ ง และการรักษาความลับ
มาตรฐานท่ี 2 คือ มาตรฐานบุคลากร ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ คือ การจัดสรรตาแหน่งงานตามความ
รับผิดชอบ (จาแนกตามประเภทของเดก็ โดยแบง่ เป็นเดก็ ออ่ น เดก็ โต เดก็ ในสถานแรกรับหรือสถานคมุ้ ครอง และเด็กในสถาน
พัฒนาและฟ้ืนฟู) บุคลากรผู้ให้บริการ สัดส่วนของบุคลากร (เป็นการกาหนดสัดส่วนของบุคลากรท่ีดูแลเด็กหรือพี่เลี้ยงต่อ
จานวนเด็ก) คุณสมบัติของบุคลากรท่ีดูแลเด็กหรือพ่ีเลี้ยง และการเตรียมความพร้อมของบุคลากร การพัฒนาศักยภาพ
บคุ ลากร และการสรา้ งความสัมพนั ธ์ทีด่ รี ะหว่างผบู้ งั คับบัญชา บคุ ลากร และเด็ก
มาตรฐานท่ี 3 คือ มาตรฐานสภาพแวดล้อม ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ อาคารสถานที่ ส่ิงอานวยความ
สะดวกและระบบรกั ษา ระบบดแู ลความปลอดภัย และสภาพแวดลอ้ ม
มาตรฐานท่ี 4 คือ มาตรฐานบริการและกิจกรรมสาหรับเด็ก ประกอบด้วย 10 องค์ประกอบ คือ บริการสังคม
สงเคราะห์ บรกิ ารส่งเสรมิ /กระต้นุ พัฒนาการเด็ก บรกิ ารสขุ ภาพอนามยั บริการโภชนาการ บรกิ ารดา้ นการศกึ ษา (จาแนกเป็น
เด็กอ่อนและเด็กโต) การสร้างวินัยในตนเอง (กาหนดเฉพาะเด็กโต) บริการนันทนาการ บริการดูแลเด็กติดเช้ือ HIV/เอดส์
บริการการคืนสู่ครอบครัวหรือสังคม (จาแนกเป็นเด็กอ่อนและเด็กโต) และบริการการประเมินความพึงพอใจของเด็กและ
ผูใ้ ชบ้ รกิ ารตอ่ การใหบ้ รกิ ารขององค์กร (เฉพาะเด็กโต)
มาตรฐานท่ี 5 คอื มาตรฐานตวั เดก็ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ พัฒนาการด้านร่างกาย พัฒนาการด้านจิตใจ
พัฒนาการด้านสติปญั ญา ทง้ั นี้ในทกุ พัฒนาการจะจาแนกตามประเภทของเด็ก
- 315 -
รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
ท้ังนจ้ี ากมาตรฐานที่กาหนดมคี วามเกี่ยวข้องกับภาระหนา้ ทข่ี องพ่ีเลี้ยงโดยตรงใน 2 มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ 2 ใน
องค์ประกอบสัดส่วนของบุคลากร และคุณสมบัติของบุคลากรที่ดูแลเด็กหรือพี่เลี้ยง และมาตรฐานท่ี 4 ในทุกองค์ประกอบ
เพราะพีเ่ ล้ียงเปน็ ส่วนหนึ่งในการจดั บรกิ ารในทุกองคป์ ระกอบในสถานรองรับเดก็ ทั้งสนิ้
นอกจากน้ี ทางสถานรองรับเด็กยังจัดบริการดูแลเด็กให้เป็นไปตามแนวทางมาตรฐานข้ันต่าในการอุปการะเล้ียงดู
อบรมส่ังสอน และพัฒนาเด็กที่อยู่ในความปกครองดูแล พ.ศ. 2549 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ด้วย โดย
แนวทางดงั กล่าวเนน้ การเลีย้ งดูเดก็ ตามชว่ งวัยทั้งทางด้านสุขภาพกายและด้านสุขภาพจิต สาหรับด้านสุขภาพกาย กาหนดให้
เด็กได้รับการดูแลอนามัยของร่างกาย การดูแลอย่างเหมาะสมเมื่อเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ การดูแลป้องกันโรค และการ
เจริญเติบโตและพัฒนาการสมวัย ส่วนด้านสุขภาพจิต กาหนดให้เด็กได้รับการพัฒนาให้มีเอกลักษณ์แห่งตน การได้รับการ
เรยี นรู้ ท้ังการเรียนร้ตู นเอง สงั คม สงิ่ แวดลอ้ ม และจรยิ ธรรม การมีอารมณ์และพฤติกรรมปกติ ไม่มีปัญหาทางอารมณ์ การมี
ทักษะในการดูแลตนเองทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม การแสดงออกทางสังคมได้อย่างเหมาะสมตามวัย และการมี
สมั พันธภาพกบั บุคคลภายนอกและภายในครอบครวั ไดต้ ามปกติ นอกจากน้ียังกาหนดให้ผู้ปกครองต้องปฎิบัติตน ดังน้ี (1) ให้
การดแู ลพ้ืนฐานร่างกายและจติ ใจของเด็ก (2) ใหก้ ารดูแลดา้ นสขุ ภาพและการปอ้ งกันโรค (3) กระตนุ้ ให้เด็กเกดิ การเรยี นรแู้ ละ
ฝกึ วนิ ัย (4) ให้การตอบสนองทางอารมณแ์ กเ่ ดก็ ในด้านตา่ งๆ (5) สรา้ งความรัก ความเข้าใจ และความสมั พันธท์ ด่ี ีกับครอบครัว
และสังคม (6) สร้างความรู้และความเข้าใจในขอบเขตระหว่างตนเองและผู้อื่นของเด็ก (7) ดูแลความปลอดภัยของเด็ก และ
(8) ส่งเสริมให้เด็กแสดงออกซง่ึ ความคิดเห็นและความสามารถ (ฝ่ายนิตกิ าร กองกลาง สานักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์
เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ, 2552) อย่างไรก็ดี หน้าท่ีที่กาหนดให้ผู้ปกครองในครอบครัวปฎิบัติตามแนวทาง
มาตรฐานขั้นต่าในการอุปการะเลี้ยงดู อบรมส่ังสอน และพัฒนาเด็กที่อยู่ในความปกครองดูแล พ.ศ.2549 นั้น สาหรับสถาน
รองรับเดก็ ถือวา่ เป็นหน้าทีห่ ลกั ของพเ่ี ลยี้ ง หรอื พอ่ บ้าน แม่บ้าน ประจาสถานรองรับเด็ก ซ่ึงมีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลเด็ก
โดยตรง เน่อื งจากรูปแบบการจัดบรกิ ารภายในสถานรองรับเด็กส่วนใหญ่เน้นการจัดแบบครอบครัว (Family Group Home)
หรือการจัดแบบบ้าน ท่ีมีเด็กอยู่ในบ้านร่วมกับพ่อบ้าน แม่บ้าน หรือพี่เล้ียง โดยพยายามสร้างบรรยากาศแบบครอบครัว ให้
เดก็ รว่ มกนั รบั ผิดชอบงานบ้านในการดาเนินชีวิตประจาวันเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน พ่ีเลี้ยงจึงเป็นผู้มีบทบาทสาคัญใน
การอบรมขดั เกลาทงั้ ทางตรงและทางอ้อมในด้านต่างๆ ให้แก่เด็ก และเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการกาหนดรูปแบบพฤติกรรม
หรือสร้าง “ตน้ ทนุ ชวี ิต” ใหก้ บั เด็กดว้ ย
พ่เี ลย้ี ง : ผู้สร้าง “ต้นทนุ ชีวติ ” ของเดก็ ออ่ น
เป็นที่ยอมรับกันโดยท่ัวไปว่าผู้เลี้ยงดูเด็กเป็นผู้มีอิทธิพลท้ังทางตรงและทางอ้อมในการวางรากฐานพฤตินิสัยและ
บคุ ลกิ ภาพของเดก็ ทัง้ น้เี พราะผู้เล้ียงดูเด็กถือเป็นบุคคลท่ีมีความใกล้ชิดและใช้เวลาอยู่ร่วมกับเด็กมากท่ีสุด ไม่ว่าผู้เล้ียงดูคน
น้ันจะเป็นใครก็ตาม สาหรับเด็กท่ีมีครอบครัวดูแล ผู้เล้ียงดูคนน้ัน ก็อาจจะเป็น พ่อแม่ หรือปู่ย่าตายาย แต่สาหรับเด็กที่ไม่มี
ครอบครัวดูแล ผู้เล้ียงดูที่เปรียบเสมือนพ่อแม่ของเด็กก็คือ พี่เลี้ยง หรือแม่บ้าน หรือพ่อบ้านในสถานรองรับเด็กน่ันเอง ด้วย
เหตุน้ี พ่ีเล้ียงจึงเป็นบุคคลสาคัญท่ีมีความหมายต่อการกาหนดวิถีการดาเนินชีวิตและความคาดหวังในอนาคตของเด็ก ซ่ึงผล
การศึกษาของฉวีวรรณ วรศรี (2522) พบว่า การเลยี้ งดขู องพี่เล้ียงมีความสัมพันธก์ ับความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองของ
เด็กวัยก่อนเข้าโรงเรียน และผลการศึกษาของวรากร ทรัพย์วิระปกรณ์ (2547) เรื่องวิถีการดาเนินชีวิตของเยาวชนในสถาน
สงเคราะห์: การศึกษาเชิงปรากฏการณ์วิทยา พบว่า พ่ีเลี้ยงเป็นสภาพแวดล้อมหนึ่งในสถานสงเคราะห์ที่มีอิทธิพลต่อการให้
ความหมายทแ่ี สดงถึงความสุข ทกุ ข์ และการดารงอยู่เพื่อให้ชีวิตดาเนินต่อไปของเด็ก ท้ังน้ีเพราะบทบาทหน้าท่ีของพี่เลี้ยงใน
สถานรองรับเด็ก มิใช่เพียงแค่ให้อาหาร นม อาหารเสริมแก่เด็ก หรือทาความสะอาด อาบน้า เปลี่ยนผ้าอ้อม ดูแลอาคารพัก
อุปกรณ์ และเคร่ืองใช้ต่างๆเท่านั้น แต่พ่ีเลี้ยงยังมีหน้าท่ีพัฒนาเด็กให้เจริญเติบโตและมีพัฒนาการครบทุกด้าน ให้ความรัก
ความอบอุ่น ประพฤติตนเปน็ แบบอยา่ งท่ีดีแก่เดก็ จดั ทาบญั ชีรายชอื่ ประวัตสิ ุขภาพ สงั เกตพฤติกรรมของเด็กและรายงานแก่
นกั วิชาชีพ และรว่ มจัดกจิ กรรมส่งเสริมพัฒนาการเด็กร่วมกับวิชาชีพอ่ืนๆ รวมท้ังร่วมกับพยาบาลนาเด็กส่งโรงพยาบาล และ
- 316 -
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 61
รายงานการปฎิบัติงานรายงานการเจ็บป่วยของเด็กเป็นประจาทุกวัน นอกจากนี้ ยังต้องปฏิบัติงานอื่นนอกเหนือจากงาน
ประจาซึ่งเป็นหน้าท่ีและความรับผิดชอบเพ่ิมเติมของพ่ีเล้ียง ซึ่งได้รับมอบหมายจากสถานรองรับเด็กด้วย เช่น การล้างจาน
การซักเสื้อผ้า เครื่องนอน การเป็นวิทยากร การต้อนรับผู้มาเยี่ยมชมสถานรองรับ เป็นต้น (ปนัดดา กุฎแก้ววิเศษกิจ, 2553)
จากภาระหน้าที่ของพี่เลี้ยง สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทการเป็น “แม่” หรือ “พ่อ” ในสถานรองรับเด็ก ที่ทาหน้าท่ีแทน “แม่”
หรอื “พอ่ ” ในครอบครัวของเด็ก ซงึ่ มคี วามสาคัญไมย่ ่งิ หยอ่ นไปกว่ากัน
จากข้อมูลของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดกิ าร กระทรวงการพฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ย์ พบว่า โดยเฉล่ีย
พีเ่ ล้ียง 1 คนจะต้องดูแลเด็กประมาณ 15-25 คนโดยประมาณ ซึ่งรายละเอียดตามเกณฑ์มาตรฐานส่งเสริมการจัดสวัสดิการ
สาหรับเด็กในสถานรองรับเด็ก ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 พบว่าสัดส่วนพี่เล้ียงต่อจานวนเด็กยังไม่เป็นไป
ตามมาตรฐานท่ีกาหนด เน่ืองจากตามเกณฑ์มาตรฐานกาหนดให้เด็กแรกเกิดถึง 12 เดือน มีพ่ีเล้ียง 1 คน ต่อเด็ก 5 คน, เด็ก
อายุ 13-24 เดือน มีพี่เล้ียง 1 คน ต่อเด็ก 7 คน, เด็กอายุ 25-36 เดือน มีพ่ีเลี้ยง 1 คนต่อเด็ก 10 คน เด็กที่อายุ 3-6 ปี มีพ่ี
เล้ยี ง 1 คน ตอ่ เดก็ 15 คน และเด็กทีม่ ีอายุ 6 ปีข้ึนไป มีพี่เลี้ยง 1 คน ต่อเด็ก 20 คน (สานักคุ้มครองสวัสดิภาพหญิงและเด็ก
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ, 2556) นอกจากนี้ เม่ือพิจารณาถึงความต้องการจาเป็นของเด็กในความต้องการคนดูแล
โดยเฉพาะ “เด็กปฐมวัย” หรือ “เด็กอ่อน” ซ่ึงถือเป็นช่วงวัยที่มีความสาคัญต่อการเร่ิมต้นพัฒนารากฐานด้านสมอง ด้าน
ร่างกาย ด้านอารมณ์จิตใจ และด้านสังคม และถือเป็นช่วงสูงสุดที่สามารถสร้างความฉลาดทางเชาว์ปัญญา (IQ) ความฉลาด
ทางอารมณ์ (EQ) การมีจริยธรรมและคุณธรรม (MQ) และการมีทักษะด้านสังคม สามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างมีไหว
พริบและเท่าทันคน (SQ) ประกอบกับช่วงปฐมวัยของเด็กเป็นระยะที่ระบบประสาทสมองของเด็กเจริญเติบโตในอัตราสูงสุด
เพราะช่วง 0-3 ปีแรกของชีวิตเป็นช่วงที่สมองเด็กมีการเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากน้าหนักประมาณ 500 กรัม ในช่วง
แรกเกดิ เปน็ 1,100 กรมั ในช่วงอายุ 3 ปี หรือมีขนาดประมาณร้อยละ 80 ของสมองผู้ใหญ่ ซ่ึงมีน้าหนักประมาณ 1,300-1,500 กรัม
ทง้ั นส้ี มองจะมกี ารสรา้ งเส้นใยประสาทและจุดเชอื่ มตอ่ มากมาย รวมถึงสรา้ งไขมันหรอื มนั สมองเพื่อห่อหุ้มรอบเส้นใยประสาท
การสร้างเส้นใยประสาทจะมากหรือน้อยน้ัน ข้ึนอยู่กับประสบการณ์ของเด็กในช่วงวัยน้ี ดังน้ีหากเด็กได้รับการเสริมสร้าง
พัฒนาการ การเรียนรู้ที่เหมาะสมตามช่วงวัย ก็จะทาให้สมองของเด็กทางานมากขึ้น และมีการเพิ่มเส้นใยสมองมากขึ้นด้วย
เช่นกนั ดว้ ยเหตนุ ี้ การเล้ียงดูเด็กออ่ นในสถานรองรับเด็กจึงเป็นงานที่มีความสาคัญและควรได้รับการเอาใจใส่ในรายละเอียด
มากข้ึน เพราะการรบั ผิดชอบเด็กจานวนมากทาใหพ้ ี่เลีย้ งไม่สามารถอุ้มหรอื โอบกอดเดก็ ไดอ้ ยา่ งทัว่ ถงึ ทกุ ครัง้ ทเี่ ดก็ ต้องการ ซึ่ง
ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพฒั นาความม่นั คงทางอารมณแ์ ละจิตใจของเดก็ และยังส่งผลต่อความไว้วางใจ (Trust) ของเด็กท่ี
มีต่อสังคมและส่ิงแวดล้อมรอบข้างด้วย นอกจากนี้ ยังพบว่าเด็กท่ีไม่ได้รับการสัมผัส การแสดงความช่ืนชม จะส่งผลต่อการ
พฒั นาการเรยี นรใู้ นข้นั ตอ่ ไปอีกด้วย ทัง้ น้จี ากผลการศึกษาเปรียบเทียบการเจรญิ เตบิ โตของสมองเด็กปกติและเดก็ กาพร้า ของ
พ.ญ.กมลพรรณ ชวี พนั ธุ (2548) พบวา่ สมองของเด็กกาพรา้ ท่ไี มไ่ ด้รบั การตอบสนองจากการสมั ผสั ตา่ งๆ มีการเจริญเตบิ โตช้า
กว่าสมองของเด็กปกติที่ถูกเล้ียงดูและได้รับสัมผัสจากพ่อแม่ โดยเฉพาะส่วนบนของสมองซึ่งเป็นส่วนที่รับรู้เร่ืองอารมณ์
ความรู้สึก (Temporal Lobe) (ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา และคณะ, 2551) เพราะฉะนั้น พ่ีเลี้ยงจึงควรทาหน้าที่กระตุ้นการ
เรยี นร้ใู หเ้ กิดพัฒนาการต่าง ๆ ทเ่ี หมาะสมในแต่ละช่วงวยั เพื่อช่วยใหเ้ ดก็ ไดพ้ ัฒนาศกั ยภาพของตนเองได้เต็มประสิทธิภาพ อัน
เปน็ การวางรากฐาน “ตน้ ทนุ ชีวิต” ของเดก็ ในอนาคตนัน่ เอง
พ่เี ลีย้ ง : ตวั แบบผสู้ รา้ ง “ตวั ตน” ในการดาเนนิ ชวี ติ ของเดก็
นอกจากการเป็นคนสร้าง “ต้นทุนชีวิต” ให้กับเด็กแล้ว พี่เล้ียงยังมีความสาคัญในฐานะตัวแบบหรือต้นแบบการ
ดาเนนิ ชีวิตของวัยเด็กตอนต้นไปจนถึงวัยรุ่นในสถานรองรับเด็กด้วย เพราะพ่ีเลี้ยงเป็นบุคคลที่ทาหน้าที่ในการอบรมขัดเกลา
ทางสังคม (Socialization) แก่เด็กทั้งทางตรงและทางอ้อม สาหรับการขัดเกลาทางตรง คือ การที่พ่ีเล้ียงสั่งสอน ว่ากล่าว
ตักเตอื นให้เด็กประพฤติปฎบิ ัตติ นในระเบียบวนิ ัย และเป็นไปตามความคาดหวังของสังคม ในขณะท่ีการขัดเกลาทางอ้อม คือ
การท่เี รยี นรู้จากประสบการณห์ รอื การกระทาของพ่ีเลย้ี ง ดว้ ยเหตุนี้ การประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กของพ่ีเลี้ยงจึง
- 317 -
รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61
มผี ลตอ่ พนื้ ฐานการสร้าง “ตวั ตน” ของเด็ก หรอื อาจกล่าวไดว้ ่า ความเปน็ “ตัวตน” ของเด็กเป็นผลมาจากกระบวนการอบรม
ขัดเกลาทางสงั คมที่เขาได้รับน่ันเอง (Self as a Product of Socialization) ซ่ึงผลของการขัดเกลาที่เด็กได้รับจากการเล้ียงดู
ของพี่เลยี้ งจะเปน็ สว่ นหนึง่ ในการสรา้ งความเป็นตัวตน (Self), ภาพเกีย่ วกับตนเอง (Self-Image), การแสดงตัวตนตามตัวแบบ
(Self-Identification) และบุคลิกภาพ (Personality) ของเด็ก กล่าวคือ (ปฬาณี ฐิติวัฒนา, 2523, ดวงเดือน พันธุมนาวิน,
2524, สพุ ัตรา สภุ าพ, 2545ข, ศรีเรอื น แกว้ กังวาล, 2548 และนนทวรรณ รัตติวธั น์, 2554)
ความเป็นตัวตน (Self) หรือการรู้จักตัวเอง เกิดจากการขัดเกลาทางสังคมที่บุคคลยอมรับค่านิยมของกลุ่มและปรับ
ความต้องการและการกระทาของตนให้เข้ากับกลุ่มตามที่สังคมยอมรับ โดยความเป็นตัวตนน้ันมีมาตั้งแต่วัยเด็ก เป็นการ
ตระหนักว่าตนเองเป็นใคร ตนเองต่างจากคนอ่ืนๆ ในสังคมท่ีตนอยอู่ ยา่ งไร ความตระหนกั ร้เู ชน่ นจ้ี ะเกดิ ขน้ึ ได้เม่ือมีการกระทา
ระหว่างกันทางสังคม (Social Interaction) ตามระเบียบแบบแผนที่สังคมกาหนด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ ฌองค์ พีอา
เจท์ (Jean Piaget) ทอี่ ธิบายว่าบคุ คลจะต้องมีการปฏิสมั พันธ์กบั บคุ คลอืน่ ต่อเนื่องตลอดชีวิต (Continuous Interaction) ซ่ึง
การกระทาระหว่างกันน้ีเปน็ กระบวนการท่กี อ่ ให้เกดิ การกระทาหรอื ความเปลี่ยนแปลงขน้ึ ในอีกฝา่ ยหนึ่ง เช่นเดียวกับเด็กที่มีมี
ปฏิสมั พนั ธก์ บั ผูใ้ กล้ชดิ หรอื พี่เล้ยี ง เด็กกจ็ ะเรม่ิ ซึมซับประสบการณต์ า่ งๆจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว แล้วก่อเป็นความคิดรวบยอด
และกลายมาเปน็ แบบแผนของการคิดเฉพาะตัวท่ีเรียกว่าการคิดแบบเอกลักษณ์ (Identity) น่ันเอง ส่วนจอร์จ เฮอร์เบิร์ต มี้ด
(George Herbert Mead) นักจิตวิทยาสังคม อธิบายการรู้จักตนเองว่าเป็นผลจากการขัดเกลาทางสังคม และเช่ือว่าเด็กแรก
เกิดจะไม่รู้จักตนเอง แต่สังคมจะสอนให้เขาได้รู้จักตนเองเพิ่มข้ึนเรื่อยๆโดยผ่านทางกลุ่มปฐมภูมิ ซ่ึงในท่ีนี้ได้แก่ “พ่ีเลี้ยง”
น่ันเอง
ภาพเกย่ี วกบั ตนเอง (Self-Image) ไมใ่ ชส่ ิ่งทเ่ี กิดขึน้ เองตามธรรมชาติ แต่ตอ้ งอาศัยการขัดเกลาทางสังคมเพราะภาพ
เก่ียวกับตนเอง คือ ส่ิงท่ีตนเป็นและแสดงออกมา เช่น บุคลิกลักษณะ ความสามารถ ซ่ึงจะส่งผลต่อการรับรู้ของบุคคลอ่ืน
เกี่ยวกับลักษณะ บุคลิกภาพ และศักยภาพของตนเองด้วย ทั้งน้ี พี่เล้ียงจึงเป็นส่ิงแวดล้อมหน่ึงท่ีมีผลต่อการสะท้อนภาพ
เกีย่ วกับตวั ตนของเดก็ ในความดูแล หากพ่ีเล้ียงสะท้อนไปในด้านบวก เด็กจะมีแนวโน้มรับรู้ตนเองในด้านบวก ซ่ึงส่งผลทาให้
เด็กมีเป้าหมายในชีวติ และมคี วามสขุ ในชีวติ ได้
การแสดงตัวตนตามตัวแบบ (Self-Identification) เป็นกระบวนการการสร้างความเป็นตัวตนของบุคคลผ่านการ
เทียบเคียงหรือการเลียนแบบบุคคลท่ีตนเห็นว่าสาคัญเหมาะสมกับการยึดถือเอาเป็นแบบอย่างแล้วกลายมาเป็นหลักปฏิบัติ
ของตนโดยอตั โนมตั ิ กระบวนการน้จี ะเริม่ เกดิ ขึน้ ต้ังแต่วยั เยาว์จากกลุ่มปฐมภมู ซิ ึง่ มีบทบาทใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด น่ันก็คือ พี่
เลี้ยง ท้ังน้ีนักวิจัยทางจิตวิทยาพบว่าโดยส่วนใหญ่แล้วเด็กจะเรียนรู้ในสิ่งท่ีผู้ใหญ่ไม่ได้จงใจจะส่ังสอน ดังน้ันเด็กจะเป็นคนดี
หรือไมน่ ัน้ ยอ่ มขนึ้ อยูก่ บั ผใู้ กล้ชิดหรอื พเี่ ล้ยี งที่จะเปน็ แบบอยา่ งที่ดใี ห้กบั เดก็ ไดเ้ ลียนแบบไดม้ ากนอ้ ยแคไ่ หนน่นั เอง
บุคลิกภาพ (Personality) เป็นผลรวมขององคป์ ระกอบทางจิตและทางกายภาพของบุคคล โดยสว่ นหนึ่งถ่ายทอดมา
ทางชีววิทยาและอีกส่วนหนึ่งถ่ายทอดจากสิ่งแวดล้อมทางสังคมท่ีเราอยู่ ดังน้ันการวางรูปแบบบุคลิกภาพที่เหมาะสมจึงควร
ได้รับการบ่มเพาะมาตั้งแต่เด็กโดยกลุ่มปฐมภูมิ เช่น การให้ความรักอย่างมีเงื่อนไข การช่ืนชมเด็กเมื่อเด็กมีพฤติกรรม ท่ีพึง
ประสงค์ หรอื การว่ากล่าวตักเตือนเม่ือเด็กมพี ฤตกิ รรมทีไ่ ม่เหมาะสม เป็นต้น ท้ังนี้ ซกิ มันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ยงั เหน็
ด้วยว่าประสบการณ์ในวัยเด็กเป็นรากฐานสาคัญตอ่ การพัฒนาบุคลิกภาพในวัยผใู้ หญ่ ด้วยเหตุน้ี พเ่ี ลี้ยงจึงเป็นกลุ่มปฐมภูมิที่มี
บทบาทสาคญั ในการวางรากฐานบคุ ลกิ ภาพในวัยเดก็ เพอ่ื ใหเ้ ดก็ ในความดูแลกา้ วเข้าส่วู ยั ผ้ใู หญ่ที่มคี ุณภาพตอ่ ไป
อย่างไรกด็ ี การเป็นผสู้ ร้าง “ตวั ตน” ให้กบั เดก็ ต้องอาศยั ระยะเวลาและความตอ่ เน่ือง พ่ีเล้ียงจึงสามารถดาเนินการ
ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมและทาให้เป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการท่ีพี่เล้ียงต้องดาเนินการอยู่ทุกวัน เช่น ด้านร่างกาย ควร
ส่งเสริมใหเ้ ดก็ ออกกาลงั กาย รับประทานอาหารทีม่ ปี ระโยชน์ ด้านจิตใจอารมณ์ ควรปลูกฝังเรื่องการควบคุมอารมณ์ การเป็น
แบบอย่างที่ดีในการรู้เท่าทันและจัดการกับอารมณ์ของตนเอง ด้านสังคม ควรปลูกฝังวินัยขั้นพ้ืนฐาน คุณธรรมจริยธรรม
มารยาทในสังคม การสร้างสมั พันธภาพกบั ผ้อู น่ื ความรบั ผิดชอบในหนา้ ท่ขี องตนเอง รวมทั้งการพฒั นาทักษะชีวิต (Life Skills)
ที่จาเป็นสาหรับการดาเนินชีวิต เป็นต้น ท้ังนี้การอบรมขัดเกลาท่ีได้ผลต้องใช้ทั้งการให้แรงเสริมและการลงโทษ บนฐานของ
- 318 -
รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
เหตผุ ลและความรัก ซ่ึงพี่เล้ียงสามารถดาเนนิ การผ่านกิจวตั รประจาวนั หรือการเป็นแบบอย่างทีด่ ใี นทุกๆวันท่ีปฏิบัติหน้าที่กับ
เด็ก เพราะผลการศึกษาของ นนทวรรณ รัตติวัธน์ (2554) เรื่องการขัดเกลาทางสังคมของเด็กวัยรุ่นในสถานสงเคราะห์
กรณีศึกษาสถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี ช้ีชัดว่า พี่เล้ียง หรือแม่บ้านประจาบ้านพัก เป็นบุคคลใกล้ชิดท่ีเด็กวัยรุ่นใน
สถานสงเคราะห์เหน็ วา่ ควรจะยึดกลายเป็นแบบอยา่ งพฤติกรรมของตนเอง โดยเดก็ วยั รุ่นในสถานสงเคราะหส์ ามารถซึมซบั การ
ขดั เกลาเล้ยี งดูทไี่ ดร้ บั จากพเี่ ล้ียงและสามารถเลียนแบบพฤติกรรมของพเ่ี ล้ยี งเข้ามาเปน็ ของตัวเองได้ นอกจากน้ี การอบรมขัด
เกลาและสง่ ต่อตวั แบบพฤตกิ รรมทีด่ ีใหก้ บั เดก็ วยั รุน่ ท่รี บั การสงเคราะห์อยา่ งต่อเน่อื งจะทาใหเ้ ด็กวัยรุ่นในสถานสงเคราะห์เห็น
คุณคา่ และความสาคญั ของการมพี ฤติกรรมทีด่ ีแลว้ จะสามารถรับไปปฏิบัตไิ ด้อยา่ งเขา้ ใจในท่สี ดุ ดว้ ยเหตุน้ี จึงไม่อาจปฎิเสธได้
วา่ “พ่ีเล้ยี ง” มบี ทบาทสาคัญในฐานะตวั แบบทส่ี ร้าง “ตวั ตน” ให้กับเด็กและเยาวชนในสถานรองรับเดก็
พเ่ี ล้ยี ง : ผู้ท่ีเปน็ มากกว่า “พ่อแม่” ของเดก็ ทต่ี อ้ งได้รับการดูแลเป็นพเิ ศษ
สาหรับสถานแรกรบั เดก็ สถานคุม้ ครองสวสั ดิภาพเด็ก และสถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็ก มีภาระหน้าท่ีในการดูแลเด็ก
แตกตา่ งไปจากสถานสงเคราะหเ์ ด็กทว่ั ไป พี่เลย้ี งจึงมีความรับผิดชอบในการดูแลเด็กมากกว่าเรื่องการส่งเสริมพัฒนาการและ
การอบรมขัดเกลาเพ่ือสร้างทักษะชีวิตในด้านต่างๆให้กับเด็กในความดูแล เพราะเด็กส่วนใหญ่ที่เข้ามาสู่ สถานรองรับเด็ก
ประเภทดังกล่าว มักได้รับผลกระทบหรือตกเป็นเหย่ือจากการทารุณกรรมในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทารุณกรรมทาง
ร่างกาย การทารุณกรรมทางจิตใจ การทารุณกรรมทางเพศ และการปล่อยปละละเลยไม่ให้การดูแล ซ่ึงเด็กกลุ่มนี้ส่วนใหญ่
ได้รับผลกระทบอย่างใดอย่างหน่ึงจากการถูกกระทา ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบด้านร่างกาย เช่น ขาดสารอาหาร มีพัฒนาการ
ล่าช้า มอี าการบาดเจบ็ ทางกาย เปน็ ต้น ผลกระทบด้านจิตใจอารมณ์ เช่น มีภาวะถดถอยทางจิตใจ รู้สกึ ปราศจากความหวังใน
ชีวิต มีอารมณ์แปรปรวน มีความภาคภูมิใจในตนเองต่า มีอาการซึมเศร้าและกังวลใจ และอาจส่งผลกระทบต่อ “ตัวตน”
(Self) ของเดก็ ทาใหเ้ ดก็ มีความรสู้ ึกเกย่ี วกับตนเองในทางลบ มคี วามยอมรบั นับถือตนเองต่า (Low Self-Esteem) ขาดความ
เชื่อมั่นในตนเอง (Lacking of Self-Confidence) และเรียกร้องความสนใจอย่างมาก เป็นต้น ผลกระทบด้านสติปัญญาหรือ
ความคดิ เชน่ มีความคดิ ท่ีแตกตา่ งไปจากบรรทัดฐานทางสังคม มพี ฤตกิ รรมตอ่ ต้านสังคม หนอี อกจากบ้าน หนีเทยี่ ว โกหก ใช้
สารเสพติด ทาร้ายคนอ่ืน รังแกสัตว์ เป็นต้น และผลกระทบทางด้านสังคม เช่น มีปัญหาด้านสัมพันธภาพ มีความรู้สึกแปลก
แยกและแยกตัวจากผ้อู ื่น มบี คุ ลิกภาพผิดปกติ และมีการแสดงพฤติกรรมทางเพศผิดปกติ (เช่น การยั่วยวนทางเพศ หรือการ
ลว่ งเกินทางเพศผู้อ่ืน) เป็นต้น (www.thaichildrights.org. และอัญมณี บูรณกานนท์, จิราลักษณ์ จงสถิตม่ัน และนันทภรณ์
เอ่ียมวนานนทชัย, 2556) จากผลกระทบข้างต้น ทาให้พี่เลี้ยงในฐานะผู้ดูแลต้องเตรียมความพร้อมสาหรับรับมือกับสถาน
การณ์ทคี่ าดไม่ถึง ซงึ่ อาจจะเกดิ ข้นึ ไดต้ ลอดเวลา ดว้ ยเหตุนี้ พีเ่ ล้ียงจึงตอ้ งมีความรเู้ รื่องการจัดการพฤติกรรมทีไ่ ดร้ ับผลกระทบ
จากการทารุณกรรม และมีความรู้เรื่องยาสาหรับผู้ป่วยจิตเวช ตลอดจนทักษะเฉพาะในการให้ความช่วยเหลือเด็กท่ีมีอาการ
เจ็บป่วยอันเปน็ ผลมาจากการทารณุ กรรม รวมทงั้ ตอ้ งสง่ เสริมพฒั นาการในทุก ๆ ดา้ นแกเ่ ด็กตามช่วงวยั ด้วย โดยเฉพาะทักษะ
ชีวิต (Life Skills) ท่ีจาเป็นสาหรับการดาเนินชีวิตในอนาคต เพราะผลการศึกษาส่วนหน่ึงแสดงไว้ว่าหนึ่งในสามของเด็กท่ีถูก
ลว่ งละเมดิ หรอื ถกู ปลอ่ ยปละละเลย จะเตบิ โตเป็นพ่อแม่ท่ีลว่ งละเมดิ ลกู ของตนเอง (อญั มณี บูรณกานนท์, จิราลักษณ์ จงสถิต
มน่ั และนันทภรณ์ เอ่ยี มวนานนทชยั , 2556) ดังนั้น บทบาทการดูแลเด็กของพี่เลี้ยงในสถานแรกรับเด็ก สถานคุ้มครองสวัสดิ
ภาพเดก็ และสถานพัฒนาและฟนื้ ฟูเดก็ จึงเปน็ มากกว่า “พ่อแม่” ทีเ่ ลยี้ งดเู ด็กให้เจริญเติบโตเท่านั้น แต่ยังเป็น “พ่อแม่” ท่ีมี
บทบาทในการเยียวยารักษาจิตใจ อารมณ์ และพฤติกรรมของเด็กให้เติบโตไปอย่างปกติและไม่ไปกระทาซ้ากับบุคคลอื่นใน
สงั คมตอ่ ไปในอนาคตดว้ ย
แนวทางการพัฒนาพเี่ ล้ยี งอยา่ งรอบด้าน
จากบทบาทภาระหนา้ ทค่ี วามรับผิดชอบของพ่ีเล้ียงในการดูแลเด็ก ทั้งเด็กปฐมวัย วัยเด็กตอนต้น วัยเด็กตอนปลาย
วัยรุ่น และเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการทารุณกรรมในรูปแบบต่างๆ เปรียบเทียบกับสัดส่วนพ่ีเล้ียงต่อเด็กในการดูแล และ
- 319 -
รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61
ปัญหาท่ีพ่ีเลี้ยงต้องเผชิญแล้ว พบว่าพี่เล้ียงเป็นบุคลากรสาคัญของสถานรองรับเด็กที่ควรได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้านและ
ต่อเน่อื งจากองคก์ ร ถึงแม้วา่ ทางสถานรองรับเด็กจะกาหนดแนวทางการดูแลเด็กท่ีชัดเจนและเน้นการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก
ในแต่ละด้านมากกว่าในอดีต แต่หากตัวพ่ีเล้ียงไม่ได้รับการพัฒนาทั้งในเชิงนโยบายและเชิงปฎิบัติการแล้ว ก็อาจทาให้การ
ปฎิบตั ิตามมาตรฐานไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพอย่างท่ีควรจะเป็น ทั้งน้ีเพราะผลการศึกษาของสินี กวนไวยบุตร (2541), ปาริ
ชาติ ทองคา (2546), ทพิ สคุ นธ์ ศรีแจ่ม (2548) และนนทวรรณ รัตติวัธน์ (2554) พบว่า พ่ีเล้ียงมีภาระงานท่ีได้รับมอบหมาย
นอกเหนอื จากการดแู ลเดก็ มากเกินไป จานวนพ่เี ลย้ี งไมไ่ ดส้ ดั สว่ นกับเด็ก พ่ีเล้ียงขาดขวัญกาลังใจจากผู้บังคับบัญชา เพราะไม่
สามารถแสดงความคดิ เห็นหรือพดู คยุ กับผบู้ ังคับบญั ชาได้ รวมทงั้ พเี่ ล้ยี งขาดการสนับสนุนสง่ เสรมิ ให้ไดร้ ับความกา้ วหน้าในการ
ทางาน เช่น การลาศึกษาต่อ การปรับวุฒิการศึกษา เป็นต้น อีกทั้งเงินเดือนท่ีได้รับไม่เหมาะสมกับหน้าท่ีและปริมาณงานท่ี
รับผิดชอบ และพี่เล้ียงยังขาดความรู้ทักษะเฉพาะ และมีความเข้าใจไม่ถูกต้องในการทางาน เช่น ผลการศึกษาของสุมาลี
สุขพัฒน์ (2548) ระบุว่าพ่ีเล้ียงยังขาดความรู้และประสบการณ์ในการพัฒนาความสามารถทางอารมณ์ของเด็ก และผล
การศึกษาของปนดั ดา กุฎแกว้ วิเศษกจิ (2553) พบว่า พี่เล้ียงยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ใน
เร่ืองการเตรียมความพร้อมเด็ก เพราะพี่เลี้ยงเข้าใจว่าควรทาเมื่อเด็กมีอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว พ่ีเล้ียง
สามารถเตรยี มความพรอ้ มเดก็ ได้ตง้ั แตเ่ ดก็ เขา้ มาสู่สถานรองรับเด็กเปน็ ต้นไป เปน็ ตน้
ด้วยเหตุนี้ สถานรองรับเด็กจึงควรผลักดันให้พี่เลี้ยงได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้านทั้งความรู้ ทัศนคติ ทักษะ และ
จรรยาบรรณ (KASE: Knowledge, Attitude, Skills and Ethics) ในการทางานให้เหมาะสมกับเด็กในความรับผิดชอบท่ี
แตกตา่ งกนั กล่าวคือ
การพัฒนาด้านความรู้ :
ความรู้ (Knowledge) คอื ความเข้าใจในเร่อื งบางเรอ่ื ง หรือส่ิงบางส่ิง ซ่ึงอาจจะรวมไปถึงความสามารถในการนาสิ่ง
นั้นไปใช้เพื่อเป้าหมายบางประการ ซึ่งสามารถแบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ความรู้ท่ีฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็น
ความรู้ท่ีอยู่ในความคิด ประสบการณ์ ท่ีส่ังสมมาจากการเรียนรู้และเช่ือมโยงจนกลายเป็นความรู้ และความรู้ท่ีชั ดเจ้ง
(Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวมถ่ายทอดได้โดยวิธีการต่าง เช่น การบันทึกเป็นคู่มือ ตารา เป็นต้น (วิกิ
พีเดียสารานุกรมเสรี, 2553) สาหรับความรู้ท่ีพี่เล้ียงในสถานรองรับเด็กควรจะมี ประกอบด้วย ความรู้พ้ืนฐาน และความรู้
เฉพาะด้าน โดยการไดม้ าซ่ึงความรู้ดังกล่าวอาจจะมาจากการอบรม สมั มนา หรือการถอดบทเรยี นของพเ่ี ล้ียงผมู้ ีความรู้ทีฝ่ ังอยู่
ในคน หรอื Tacit Knowledge กไ็ ด้
สาหรับความรูพ้ นื้ ฐานพ่ีเลี้ยงควรได้รับ คือ ความรู้ที่สามารถใช้ในการดูแลเด็กทุกกลุ่มเป้าหมายในสถานรองรับเด็ก
ท้ัง 6 ประเภท เชน่ ความรูเ้ กยี่ วกับอนสุ ัญญาวา่ ด้วยสทิ ธิเดก็ , พระราชบญั ญตั คิ มุ้ ครองเดก็ พ.ศ. 2546, แนวคิดพัฒนาการเด็ก
และเยาวชน (ตัง้ แต่ 0-18 ป)ี , การส่งเสริมพฒั นาการเด็ก (ต้ังแต่ 0-18 ปี), วัคซีนการป้องกันโรค, โภชนาการท่ีเหมาะกับเด็ก,
การดูแลเด็กท่ีติดเช้ือเอดส์, แนวทางการป้องกันอุบัติเหตุและการป้องกันโรคตามฤดูกาล, การปฐมพยาบาลเบ้ืองต้น, การ
ส่ือสารทางบวก, การสร้างวินัยเชิงบวก, การเสริมแรงเพื่อปรับพฤติกรรม (ทั้งการลงโทษและการให้รางวัล), ความรู้เกี่ยวกับ
ทักษะชีวิตต่าง ๆ (เช่น การสอนเพศศึกษาตามช่วงวัย ทักษะการปฎิเสธ ทักษะการขอความช่วยเหลือ ทักษะแก้ไขปัญหา
เฉพาะหนา้ ทักษะการตัดสินใจ) เปน็ ต้น ส่วนความรู้เฉพาะด้าน คอื ความรูเ้ ฉพาะเรื่องทสี่ าคัญและจาเป็นในการดูแลเดก็ ทต่ี ้อง
ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เช่น ความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 การทารุณกรรมเด็กและผลกระทบจาก
การทารณุ กรรมเด็ก การรู้เทา่ ทันอารมณแ์ ละการควบคุมอารมณ์ การดูแลผู้ป่วยจิตเวช ความรู้เรื่องยาและผลกระทบจากการ
ใช้ยาสาหรบั ผูป้ ่วยจติ เวช แนวทางการรับมือกับอาการและผลข้างเคียงจากการใช้ยาสาหรับผู้ป่วยจิตเวช การปรับพฤติกรรม
เดก็ (เช่น พฤตกิ รรมกา้ วรา้ ว, พฤติกรรมต่อต้านสงั คม หรือพฤติกรรมเรียกรอ้ งความสนใจ) เป็นตน้
นอกจากความรู้ท่ีพ่ีเล้ียงต้องมีเพ่ือการดูแลเด็กท่ีมีคุณภาพแล้ว พ่ีเลี้ยงยังต้องมีความรู้สาหรับตนเองเพ่ือให้การ
ทางานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น ความรู้เก่ียวกับการจัดการความเครียด ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการวัยผู้ใหญ่ แล ะวัย
- 320 -
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
สูงอายุ เป็นต้น ความรเู้ หล่าน้จี ะเปน็ พื้นฐานสาหรับการทางานให้พี่เลี้ยงสามารถเท่าทันความเปล่ียนแปลงและสามารถความ
รับมือกับสิ่งทจี่ ะเกดิ ขนึ้ ไดใ้ นอนาคต
การพัฒนาด้านทศั นคติ :
ทัศนคติ (Attitude) คือ การแสดงออกถึงความชอบหรือไม่ชอบต่อบุคคล สถานท่ี ส่ิงของ หรือเหตุการณ์สิ่งใดสิ่ง
หนึ่ง ท่ีส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรมของบุคคลนั้น สามารถสร้างขึ้นจากประสบการณ์ในอดีตและปัจจุบันของบุคคล และ
สามารถเปล่ียนแปลงได้ (วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี, 2553) จากนิยามดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าทัศนคติมีผลต่ออารมณ์และ
พฤตกิ รรมของบคุ คล หากบุคคลมีทัศนคติท่ีดีต่อสิ่งใด อารมณ์และพฤติกรรมท่ีแสดงออกก็ย่อมเป็นไปในทิศทางเดียวกันด้วย
เชน่ เดียวกับการมีทศั นคตขิ องพ่เี ลีย้ งยอ่ มส่งผลกระทบต่อแนวทางในการดูแลเดก็ ดว้ ยเชน่ กนั
สาหรบั แนวทางการพฒั นาทศั นคตขิ องพีเ่ ลีย้ ง ประกอบดว้ ย การสรา้ งทัศนคตหิ รอื ค่านิยมท่ีถูกต้อง และปรับเปลี่ยน
ทัศนคติหรือค่านิยมที่ไม่ถูกต้อง สาหรับการสร้างทัศนคติและค่านิยมท่ีถูกต้อง คือ การท่ีพ่ีเล้ียงทุกคนมีทัศนคติหรือค่านิยม
พื้นฐานในการยอมรับในความแตกต่างหลากหลายของเด็กตามแนวคิดสิทธิมนุษยชน การเห็นคุณค่าและเคารพในคุณค่า
ศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์ของเด็ก การไม่เลือกปฎิบัติแก่เด็กไม่ว่าจะมาจากสาเหตุใดก็ตาม และการเห็นในศักยภาพและ
ความสามารถของเด็กทุกคนท่ีจะส่งเสริมและพัฒนาได้ในอนาคต เพราะทัศนคติหรือค่านิยมพ้ืนฐานเหล่านี้จะเป็นตัวกาหนด
พฤติกรรมของพ่ีเล้ียงที่กระทาต่อเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร การให้รางวัล การลงโทษ หรือพฤติกรรมอ่ืนๆในการดูแลเด็ก
นอกจากนี้ พ่ีเลีย้ งควรปรบั เปลี่ยนทศั นคตบิ างประการเก่ียวกับการเล้ียงดูเด็กหรือความเข้าใจบางประเด็นท่ีอาจส่งผลกระทบ
ต่อพฒั นาการของเดก็ ด้วย เชน่ การอุ้มทุกครง้ั ทเี่ ด็กรอ้ งเป็นการทาใหเ้ ด็กติดมือ ยากต่อการเลย้ี งดู หรือการเตรียมความพร้อม
ของเด็กในดา้ นต่างๆ ไมจ่ าเป็นตอ้ งทาจนกระทั่งเดก็ มีอายุ 3 ขวบ หรอื การสร้างวนิ ยั แก่เด็กควรเรมิ่ เมื่อเดก็ โตพอท่ีจะสามารถ
สื่อสารได้ เป็นต้น ความเช่ือเหล่าน้ีจะทาให้เกิดการละเลยการส่งเสริมพัฒนาการท้ังทางร่างกาย จิตใจอารมณ์ สังคม และ
สตปิ ญั ญา แก่เด็กโดยความไมต่ ัง้ ใจของพเ่ี ลี้ยงได้
นอกจากการมที ศั นคติหรือค่านิยมทเ่ี หมาะสมกับ “เด็ก” ในการดูแลแล้ว พ่ีเล้ียงต้องมีทัศนคติท่ีเหมาะสมกับเพ่ือน
ร่วมงานดว้ ย เพราะการทางานภายใตค้ วามเคารพในคุณค่าและศกั ดิ์ศรคี วามเปน็ มนุษย์ซ่ึงกันและกัน ย่อมทาให้บรรยากาศใน
การทางานเป็นไปแบบกัลยาณมิตร รวมทั้งพ่ีเล้ียงต้องมีทัศนคติท่ีดีกับตัวเองด้วย โดยเฉพาะการมีทัศนคติแง่บวกในการมอง
ตนเอง เหน็ คณุ ค่าและความสามารถของตนเอง เฉกเชน่ เดยี วกบั การเหน็ คณุ คา่ และความสามารถของผอู้ ่ืน
การพัฒนาด้านทกั ษะ :
ทกั ษะ (Skills) คือ ความสามารถหรือความชานาญในเร่อื งใดเรอ่ื งหน่ึง ซึ่งทักษะสามารถสร้างได้จากการเรียนรู้ (วิกิ
พีเดียสารานุกรมเสรี, 2553) สาหรับทักษะท่ีพี่เลี้ยงในสถานรองรับเด็กควรมี ประกอบด้วย ทักษะพ้ืนฐาน และทักษะเฉพาะ
จากนยิ ามดงั กล่าวแสดงใหเ้ หน็ วา่ พเ่ี ลี้ยงทกุ คนสามารถพัฒนาทกั ษะพน้ื ฐานและทักษะเฉพาะได้ หากไดร้ บั โอกาสในการเรียนรู้
เพ่อื พัฒนาความสามารถและความชานาญในเรอื่ งดังกล่าว
อย่างไรก็ดี ทักษะพื้นฐานที่พี่เลี้ยงทุกคนพึงมี เช่น ทักษะในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กแต่ละช่วงวัยผ่านการเล่น
เพราะการเลน่ ถอื เปน็ ภารกิจหลักหรือภารกิจประจาช่วงวัยของเด็ก ทักษะในการสร้างความเช่ือมั่นในตนเอง (Self-esteem)
ทักษะการสร้างวินัยเชิงบวกให้กับเด็ก ทักษะในการสื่อสารทางบวกกับเด็ก (การพูดและการฟัง) ทักษะการให้คาปรึกษา
เบอื้ งตน้ ทักษะการปฐมพยาบาลเบอื้ งต้น ทกั ษะการบันทึก เพราะหน่ึงในหน้าที่หลักที่พ่ีเล้ียงทุกคนต้องทา นั่นคือ การบันทึก
ขอ้ มูลเด็กในบ้านท่ตี นเองรับผิดชอบ การบันทึกที่ไม่มีอคติ และสามารถสะท้อนข้อเท็จจริงเก่ียวกับการเปล่ียนแปลงที่เกิดขึ้น
ตัวเด็กไดท้ ง้ั หมด จะเป็นประโยชน์ต่อการทางานของนักวิชาชีพอ่ืนๆ กับเด็ก เป็นต้น สาหรับทักษะเฉพาะ เช่น ทักษะในการ
ดูแลเด็กพิเศษ ทักษะในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กพิเศษ ทักษะในการดูแลและช่วยเหลือเด็กที่มีอาการทางจิตเวช ทักษะใน
การดแู ลและชว่ ยเหลือเด็กท่ถี ูกทารุณกรรม และทักษะในการดแู ลเด็กและเยาวชนท่ตี ิดเช้ือเอดส์ เป็นต้น
- 321 -
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
นอกจากทกั ษะพื้นฐานและทกั ษะเฉพาะในการทางานกบั เด็กแลว้ พเี่ ลี้ยงควรมีทักษะสาหรบั การดูแลตัวเองด้วย เช่น
ทักษะการจัดการความเครยี ด ทักษะในการจดั การความขัดแย้ง และทักษะในการทางานเป็นทีม เป็นต้น เพราะทักษะเหล่านี้
จะส่งเสรมิ ให้พีเ่ ลีย้ งทางานไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข
การพัฒนาด้านจรรยาบรรณ
จรรยาบรรณ (Ethics) คือ มาตรฐานหรือหลักการประพฤติปฏิบัติที่กาหนดแนวทางที่ควรประพฤติและไม่ควร
ประพฤติ ตลอดจนสง่ิ ถูกผิดเอาไว้ เพ่ือให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถนาไปประพฤติปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมเป็นท่ียอมรับของสังคม
(วกิ ิพีเดยี สารานกุ รมเสรี, 2553) สาหรับพเี่ ล้ยี งควรมีจรรยาบรรณพนื้ ฐานในการทางาน ดังต่อไปนี้
(1) มีความสานึกในการกระทาของตนเอง ปฏิบัติหน้าท่ีด้วยความรับผิดชอบ และยึดถือในความปลอดภัยของเด็ก
และเยาวชนเป็นสาคัญ
(2) ปฏิบตั ิหน้าที่ด้วยความซอ่ื สัตยส์ จุ รติ เสยี สละ และปราศจากอคติทัง้ ปวง
(3) เคารพในศักดิศ์ รคี วามเป็นมนษุ ย์ และปฏิบัติต่อเดก็ และเยาวชนภายใตห้ ลกั สทิ ธมิ นุษยชน
(4) ไม่เปิดเผยเรื่องราวส่วนตัวของเด็กและเยาวชน และเคารพต่อเรื่องส่วนบุคคลหรือรักษาความลับของเด็กและ
เยาวชน เวน้ แต่ไดร้ ับการยนิ ยอมหรอื ต้องปฏบิ ตั ติ ามกฎหมาย
(5) ไมเ่ ลือกปฏิบัติดว้ ยเหตุแห่งความแตกต่างของเช้อื ชาติ ศาสนา เพศ อายุ สผี ิว หรอื ความแตกตา่ งอนื่ ใด
(6) ต้องยึดม่ันในหลักวิชาการในการปฏิบัติงาน และหมั่นเพ่ิมพูนความรู้และพัฒนาทักษะในการปฏิบัติงานของ
ตนเองอยา่ งสม่าเสมอ
(7) ประพฤตติ นเปน็ แบบอย่างทดี่ ี
อย่างไรก็ดี การปฏิบัติงานของพเี่ ล้ียงในหน่วยงานให้บรกิ ารของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการสังคม กระทรวงการ
พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ถอื เป็นกลไกสาคัญทีท่ าใหก้ ารจดั สวัสดิการสังคมแบบสถาบันดารงอยู่ พ่ีเล้ียงในฐานะ
ผู้ปฏิบตั งิ านจึงควรตระหนักในบทบาทของตนในการเพิ่มพนู ความรู้ มีทัศนคตทิ ด่ี ี พัฒนาทักษะ และดารงไว้ซ่ึงจรรยาบรรณใน
การปฏิบัติงาน ในขณะเดยี วกันองค์กรก็ควรมีนโยบายสนับสนนุ ดา้ นความมั่นคงและความก้าวหน้าในอาชีพ ค่าตอบแทน การ
เพ่ิมพูนความรู้และทักษะ ตลอดจนด้านขวัญและกาลังใจในการทางานท่ีเหมาะสมกับภาระหน้าที่ท่ีพี่เลี้ยงรับผิดชอบ เพราะ
การทางานของพ่ีเลี้ยงในสถานรองรับถือเป็นฟันเฟืองสาคัญในการสร้าง “คน” ท่ีทาให้สังคมสามารถก้าวเดินต่อไปได้อย่าง
มน่ั คงในอนาคต
บทสรปุ
บทบาทหน้าทขี่ องพเี่ ล้ียงในสถานรองรับเด็กมีความสาคัญต่อการพัฒนาเด็กในทุกๆ ด้าน เพราะพ่ีเล้ียงเป็นบุคคลท่ี
ใกล้ชิดและใช้เวลาอยู่ร่วมกับเด็กมากท่ีสุด พ่ีเลี้ยงจึงเป็นส่วนสาคัญในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยรุ่น
โดยเฉพาะในชว่ งปฐมวัยซึ่งถอื เปน็ ช่วงแหง่ การวางรากฐานชีวิตของมนษุ ย์ พี่เล้ียงจึงเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อการสร้าง
ต้นทุนชีวิตแก่เด็ก เพราะการเล้ียงดูของพ่ีเล้ียงส่งผลต่อพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจอารมรณ์ สังคม และสติปัญญาของเด็ก
สาหรับในวัยเด็กจนถึงวยั รนุ่ พ่ีเลี้ยงในฐานะ “พ่อแม่ทดแทน” ของเด็กท่ที าหน้าทอี่ บรมขัดเกลาทางสังคมให้แก่เด็ก แม้เด็กจะ
มีการปฎสิ ัมพันธก์ บั บุคคลอืน่ แต่พีเ่ ลย้ี งก็ยังถอื เป็นบคุ คลทม่ี อี ทิ ธิพลต่อการก่อร่างสร้าง “ตัวตน” ของเด็กมากกว่านักวิชาชีพ
อ่ืนในสถานรองรับเด็ก และประสบการณ์ที่เด็กได้รับในช่วงวัยน้ีจะเป็นรากฐานสาคัญต่อการพัฒนาบุคลิกภาพในวัยผู้ใหญ่
ตอ่ ไปในอนาคต สาหรับการดูแลเด็กท่ีมีความต้องการการดูแลเป็นพิเศษ พ่ีเลี้ยงจะมีบทบาทเป็นมากกว่า “พ่อแม่” ท่ีเล้ียงดู
เด็กให้เจรญิ เติบโตเทา่ น้นั แต่พเ่ี ลยี้ งยังเป็น “พ่อแม่” ท่มี บี ทบาทในการเยยี วยารักษาจติ ใจ อารมณ์ และพฤติกรรมของเด็กให้
เตบิ โตไปอยา่ งปกตแิ ละไมไ่ ปกระทาซ้ากบั บุคคลอื่นในสังคม ด้วยเหตนุ ้ี พี่เลี้ยงจึงควรได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้านท้ังความรู้
ทศั นคติ ทักษะ และจรรยาบรรณทเี่ หมาะสมในการทางาน เพราะพีเ่ ลยี้ งถอื เป็นบุคคลสาคญั ในการหล่อหลอมเด็ก หากพ่ีเลี้ยง
มศี กั ยภาพอย่างรอบด้าน ย่อมพฒั นาเดก็ ให้เป็นทรพั ยากรมนุษยท์ ม่ี คี ณุ ภาพของสงั คมต่อไปได้ในอนาคต
- 322 -
รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61
เอกสารอา้ งอิง
ภาษาไทย
กมลพรรณ ชีวพันธุศรี (2548). สมองกบั การเรียนรู้. กรงุ เทพฯ: พรการพมิ พ์ จากดั .
กรมพัฒนาสงั คมและสวัสดกิ าร, กระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของมนษุ ย์ (2555). รายงานเด็กในความอปุ การะ
ของสถาบัน. สบื ค้นจาก http://www.m-society.go.th/report/welfare
ขนิษฐา เทวนิ ทรภกั ติ. (2543). รายงานการวิจยั เรอื่ งการจดั การศึกษาทางเลือกโดยศนู ย์การเรยี นในสถานสงเคราะห์.
กรงุ เทพฯ: สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาติ.
ฉวีวรรณ วรศรี. (2522). บทบาทของพี่เลี้ยงตอ่ การพัฒนาความสามารถด้านการช่วยเหลอื ตนเองของเด็กวยั กอ่ นเข้าโรงเรียน .
วิทยานพิ นธ์ปริญญามหาบณั ฑติ , มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร,์ คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์.
ชื่นฤทยั กาญจนะจติ รา และคณะ. (2551). สุขภาพคนไทย 2551. นครปฐม: สถาบนั วจิ ัยประชากรและสงั คม
มหาวิทยาลยั มหิดล.
ดวงเดอื น พันธุมนาวิน. (2524). จิตวทิ ยาจริยธรรมและจติ วิทยาภาษา. กรงุ เทพฯ: ไทยวฒั นาพานิช.
ทพิ สคุ นธ์ ศรแี จม่ . (2548). การพัฒนาบุคลากรพเี่ ล้ียงเด็กในสถานสงเคราะหเ์ ดก็ อ่อน สงั กดั กรมพฒั นาสงั คมและสวสั ดกิ าร
กระทรวงการพฒั นาสังคมและความมน่ั คงของมนุษย์. วิทยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบณั ฑติ , มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร,์
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์.
นนทวรรณ รตั ติวธั น์. (2554). การขัดเกลาทางสงั คมของเดก็ วรั ่นุ ในสถานสงเคราะห์ กรณีศกึ ษาสถานสงเคราะห์
เดก็ หญงิ บ้านราชวถิ ี. วิทยานพิ นธ์ปริญญามหาบณั ฑติ , สถาบันบณั ฑิตพฒั นบริหารศาสตร์, คณะรฐั ประศาสนศาสตร.์
ปฬาณี ฐิติวัฒนา. (2523). สงั คมวิทยา. กรุงเทพฯ: ไทยวฒั นาพานชิ .
ปนัดดา กุฎแก้ววิเศษกจิ . (2553). การปฎบิ ัตงิ านของพ่ีเลยี้ งในสถานสงเคราะหเ์ ดก็ อ่อนตามมาตรฐานสง่ เสริมการจัด
สวัสดิการสาหรบั เด็ก. วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญามหาบัณฑติ , มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์.
ปาริชาติ ทองคา. (2546). ความรแู้ ละความต้องการของพ่ีเลย้ี งในการส่งเสรมิ การปฎบิ ัติงานดแู ลเดก็ ออ่ นในสถานสงเคราะห์.
วิทยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบณั ฑติ , มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร,์ คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์.
ฝ่ายนิติการ กองกลาง สานักงานสง่ เสรมิ สวสั ดิภาพและพิทกั ษเ์ ด็ก เยาวชน ผ้ดู ้อยโอกาส และผสู้ งู อายุ. (2552). เล้ียงลูกถกู วธิ .ี
กรงุ เทพฯ: สานกั งานสง่ เสรมิ สวสั ดิภาพและพิทักษเ์ ดก็ เยาวชน ผดู้ อ้ ยโอกาส และผสู้ ูงอายุ
มูลนิธิศูนยพ์ ทิ ักษ์สิทธเิ ด็ก. (2557). ผลกระทบที่เกิดขนึ้ กับเด็กที่ถูกทารุณกรรม.สบื ค้นวนั ที่ 11 ธันวาคม 2257, จาก
http://www.thaichildrights.org.
วรากร ทรัพยว์ ิระปกรณ์. (2547). วถิ กี ารดาเนินชวี ติ ของเยาวชนในสถานสงเคราะห:์ การศกึ ษาเชิงปรากฎการณ์วทิ ยา วารสาร
ศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยบรู พา. ปที ่ี 19 ฉบับท่ี 1 เดือนตลุ าคม 2550-มกราคม 2551: 109-122.
วกิ พิ ีเดยี สารานกุ รมเสรี. (2553). ความรู้. สบื ค้นวนั ที่ 11 ธันวาคม 2257, http://th.wikipedia.org/ความรู้.
วิกพิ เี ดียสารานกุ รมเสรี. (2553). จริยธรรม. สบื ค้นวนั ท่ี 11 ธันวาคม 2257, http://th.wikipedia.org/จรยิ ธรรม.
วิกิพเี ดยี สารานุกรมเสรี. (2553). ทกั ษะ. สบื ค้นวนั ที่ 11 ธนั วาคม 2257, http://th.wikipedia.org/wiki/ทักษะ.
วกิ ิพีเดยี สารานกุ รมเสรี. (2553). ทศั นคติ. สืบค้นวนั ท่ี 11 ธันวาคม 2257, http://th.wikipedia.org/wiki/ทัศนคติ.
ศรีเรอื น แกว้ กงั วาล. (2549). จติ วทิ ยาพัฒนาการชวี ิตทุกชว่ งวยั . กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พม์ หาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
สนิ ี กวนไวยบตุ ร. (2541). ความรู้ ทศั นคติและการปฏิบตั งิ านของพี่เล้ียงในสถานสงเคราะห์เดก็ ออ่ นทีม่ ีเลอื ดบวกเอดส์.
วิทยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบณั ฑิต, มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร,์ คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์.
สานักค้มุ ครองสวัสดิภาพหญงิ และเดก็ กรมพัฒนาสังคมและสวสั ดิการ. (2556). มาตรฐานส่งเสริมการจัดสวสั ดิการสงั คม
สาหรับเด็กในสถานรองรับเด็กของกรมพฒั นาสังคมและสวสั ดกิ าร. กรุงเทพฯ: กรมพฒั นาสังคมและสวสั ดกิ าร.
(อดั สาเนา)
- 323 -
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
สพุ ัตรา สุภาพ. (2545ข). สังคมวิทยา. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พไ์ ทยวัฒนาพานิช.
สุมาลี สขุ พัฒน.์ (2548). ทศั นคติของเจา้ หนา้ ทเ่ี ก่ียวกับการพัฒนาความสามารถทางอารมณข์ องเด็กในสถานสงเคราะห์ สังกัด
กองสงเคราะหเ์ ดก็ และบคุ คลวยั รนุ่ กรมประชาสงเคราะห์. วทิ ยานพิ นธ์ปรญิ ญามหาบณั ฑิต,
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร,์ คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์.
อญั มณี บรู ณกานนท,์ จริ าลกั ษณ์ จงสถติ มนั่ และนนั ทภรณ์ เอ่ียมวนานนทชยั . (2556). วธิ กี ารปฎิบัตงิ านสังคมสงเคราะหเ์ พอื่
การชว่ ยเหลือเด็กและเยาวชน. กรุงเทพฯ: บรษิ ทั พริกหวานกราฟฟคิ จากดั .
- 324 -
รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 61
เด็กเคลอ่ื นยา้ ย มุมมองใหมใ่ นการทางานคุ้มครองเดก็
Children on the Move : New Perspective on Child Protection
ปนิ่ หทัย หนนู วล1
Pinhathai Nunuan2
Abstract
“Children on the Move” is the new perspective on the child protection. Until now, there is still
no exact definition either internationally or domestically. This article therefore presents the three issues
anticipated to enhance the perception and social understanding related to the children on the move.
The first issue, the definition of the children on the Move should be exactly defined with the meanings
proposed by several sectors in Thailand. The second issue, the legal dimensions and limitations regarding
to the protection over the children on the move should be considered. The third issue then handled with
the observation on the word “Children on the Move,” as the tool adjusting the viewpoints on the child
protection. For this issue, the “problems” should be “holistically” considered so that the plans and
operation on the protection over the children on the move could be established and performed with
appropriate integration.
Keywords : Children on the Move, Child protection, Holistic
บทคัดย่อ
“เด็กเคลอ่ื นยา้ ย” เปน็ มมุ มองใหมใ่ นการทางานคุ้มครองเด็ก ยงั ไม่มีคานยิ ามท่ชี ัดเจนทั้งในระดับสากลและประเทศ
ไทย บทความนี้จะนาเสนอ 3 ประเด็นหลักท่ีคาดว่าจะช่วยสร้างการรับรู้และความเข้าใจของสังคมไทยต่อประเด็นเด็ก
เคลื่อนย้าย รวมท้ังใช้เป็นกรอบการทางานสาหรับองค์กร หน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ ที่ทางาน คุ้มครองเด็ก เริ่มจากคา
นิยาม ความหมายของเด็กเคล่อื นย้ายที่มกี ารนาเสนอจากภาคสว่ นตา่ ง ๆ ในประเทศไทย ตามดว้ ยมิตขิ อ้ จากดั ทางกฎหมายใน
การคุ้มครองเด็กเคล่ือนย้าย และการตั้งข้อสังเกตกับการประดิษฐ์สร้างคา “เด็กเคล่ือนย้าย” ในฐานะเคร่ืองมือที่นามาสู่การ
ปรบั มุมมองของการทางานค้มุ ครองเดก็ ใหม่ทค่ี รอบคลมุ เดก็ ทกุ กลุ่ม ด้วยวธิ กี ารมอง “ปัญหา” ในมุมของ “ภาพรวม” ที่ยังผล
ส่กู ารวางแผนและการดาเนินการเพ่ือการคมุ้ ครองเดก็ เคล่อื นย้ายอยา่ งเปน็ ระบบ
คาสาคญั : เดก็ เคลื่อนย้าย, การคมุ้ ครองเด็ก, ภาพรวม
บทนา
รายงานการประชุมนานาชาติว่าด้วยเด็กเคลื่อนย้าย ท่ีบาร์เซโลน่า ในปี ค.ศ.2010 ประมาณการว่าปัจจุบันมีการ
เคล่ือนยา้ ยถ่นิ ระหวา่ งประเทศทั่วโลกประมาณ 214 ล้านคน และอีก 747 ล้านคนเป็นผู้ย้ายถ่ินในประเทศซ่ึงรวมท้ังเด็กและ
เยาวชนในประเทศกาลังพัฒนารวมอยู่ดว้ ย สองในสามของเด็กและเยาวชนทยี่ ้ายถ่นิ เหล่านมี้ ีอายุระหว่าง 12 ปี ถึง 25 ปี และ
ประชากรท่ีย้ายถนิ่ อกี นบั ล้านคนเป็นเดก็ ทีอ่ ายตุ ่ากว่า 18 ปี ในทศวรรษท่ีจะถึงนี้ประมาณการว่าจะมีเด็กและเยาวชนย้ายถิ่น
1 คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2 Faculty of Social Administration Thammasat University
- 325 -
รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61
เพม่ิ ขน้ึ เปน็ จานวนมหาศาล โดยมีแรงขับเคลอื่ นหลายประการ เชน่ ปัจจยั ทางด้านประชากร ช่องว่างทางด้านเศรษฐกิจ ความ
กดดันและแรงบบี คัน้ ด้านส่ิงแวดลอ้ มและทรัพยากรโดยเฉพาะภมู อิ ากาศเปล่ียนแปลง
คาว่า “เด็กเคลอ่ื นย้าย หรือ Children on the Move (COM)” เป็นคาทถ่ี ูกนามาถกเถียงกันเป็นคร้ังแรกในการจัด
ประชุมนานาชาติเรื่อง เด็กเคล่ือนย้าย ท่ีกรุงบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ระหว่างวันที่ 5-7 ตุลาคม พ.ศ. 2543 ที่ประชุม
ดงั กล่าวมฉี นั ทามติในการให้ความสาคัญในประเด็นเรื่องเด็กเคล่ือนย้าย หรือ “Children on the Move” ด้วยการเรียกร้อง
ให้เกดิ การลงมือปฏิบตั ิงานร่วมกนั กา้ วต่อจากบารเ์ ซโลนาไดม้ กี ารประชุมตอ่ เนอื่ งที่กรงุ ลอนดอนในเดือนมกราคม พ.ศ. 2554
มีการตั้งคณะทางานระดับนานาชาติว่าด้วยเรื่องเด็กเคล่ือนย้ายข้ึน (Global Working Group on Group on Children on
the Move ช่ือย่อ GWG COM) ภายใต้ภารกิจที่จะทาให้ประเด็นเด็กเคลื่อนย้ายเกิดความชัดเจนข้ึนที่ครอบคลุมมิติเชิง
นโยบายสาธารณะในด้านต่าง ๆ ซึ่งมผี ลกระทบโดยตรงกับเด็กเคลอ่ื นย้าย ทง้ั ในประเทศและระหว่างประเทศ
ใครคอื เด็กเคลอื่ นย้าย ?
การประชุมทีบ่ าร์เซโลนา่ ได้กาหนดความหมายของเด็กเคล่อื นยา้ ย (Children on the Move) เปน็ ความหมายร่วม
ที่หมายถงึ บุคคลใดก็ตามทมี่ ีอายตุ า่ กวา่ 18 ปี และได้จากถน่ิ ฐานทเ่ี คยอยู่อาศัยและกาลังอยู่ในประเทศหรือข้ามพรมแดนของ
ประเทศ การเคล่อื นย้ายอาจเปน็ การเคล่อื นยา้ ยตามฤดูกาลหรือการเคลอื่ นยา้ ยเป็นการถาวร การเคล่ือนย้ายของเด็กมที ้ังแบบ
สมัครใจหรือไม่สมัครใจ ไปกับบิดามารดา เพื่อนหรือบุคคลอ่ืนหรือไปคนเดียว ตัวอย่างของเด็กเคลื่อนย้าย เช่น ผู้พลัดถ่ิน
ภายในประเทศ (Internal Displaced Persons) ผแู้ สวงหาสถานที่ลี้ภัยและผูล้ ้ภี ัย (Asylum Seekers and Refugees) ผยู้ ้าย
ถิน่ (Migrants) หรอื ผูต้ กเปน็ เหยื่อของการค้ามนษุ ย์ (Trafficked Person) ขณะที่เคล่ือนยา้ ย เด็กคนหนึง่ อาจปรับเปลี่ยนจาก
ประเภทหน่ึงไปอีกประเภทหน่งึ ได้ ตวั อย่างเช่น เด็กคนหน่ึงเป็นเด็กพลัดถิ่นในประเทศที่กาลังมีการสู้รบเกิดข้ึน เด็กคนนี้อาจ
ถูกกองกาลังติดอาวุธจับตัวไปหรืออาจข้ามพรมแดนระหว่างประเทศมาได้และถูกนาไปแสวงหาประโยชน์ ความเส่ียงและ
โอกาสต่าง ๆ ทีเ่ กิดข้ึนกบั เด็กเคลื่อนยา้ ยนน้ั แตกต่างกนั ในแตล่ ะเสน้ ทางและปัจจัยแวดล้อมของการเคลือ่ นยา้ ย
การขับเคล่ือนประเด็นเด็กเคล่ือนย้ายในประเทศไทย เกิดจากการรวมตัวขององค์กรเอกชนซึ่งทางานด้านเด็กและ
ผู้หญงิ ในประเทศ 20 องคก์ ร3 รว่ มกบั องคก์ รระหวา่ งประเทศ 3 องค์กรที่เห็นความจาเป็นในการขับเคล่ือนการทางานกับเด็ก
ยา้ ยถ่ินให้เป็นองค์รวมในทิศทางเดียวกัน มีมตจิ ัดตง้ั ภาคีเด็กเคลื่อนยา้ ยมเี ปา้ หมายในการพัฒนากลไกและกระบวนการสง่ เสริม
พัฒนา และได้รับการคุ้มครอง “เด็กเคล่ือนย้าย” ตามหลักการแห่งสิทธิเด็กและสิทธิมนุษยชนโดยไม่คานึงถึงสภาพทาง
กฎหมายของเดก็ ความหมายของเด็กเคล่อื นยา้ ยจากการประชมุ ทบ่ี างลาพู ปรากฏดังแผนภมู ิ
3 (มูลนิธิผู้หญิง มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ) มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก มูลนิธิเพ่ือพัฒนาการคุ้มครองเด็ก International Rescue Committee (IRC)Save the
ChildrenECPAT International มูลนธิ เิ พ่ือความเข้าใจเดก็ มลู นธิ ิกระจกเงา มูลนิธเิ ครอื ข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน โครงการละครชุมชน ”ก๊ับไฟ“ มูลนิธิพิทักษ์สิทธิสตรี
คณะกรรมการคาทอลกิ เพอ่ื ผอู้ พยพย้ายถ่ินภาคีต่อตา้ นการคา้ หญิงและเดก็ ประเทศไทย (ภคท.) มลู นธิ ิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย Friend International (Thailand) ศูนย์พัฒนา
การศกึ ษาเพื่อลกู หญงิ และชมุ ชนกลุม่ หญิงสชู้ วี ิตโครงการประสานชาติพนั ธุ์อนั ดามนั มูลนิธิเพ่อื การพัฒนาเด็ก (มพด.) เอ็คแพท อินเตอร์เนช่ันแนล องค์กรช่วยเหลือเด็ก (Save
the Children) Children Mind
- 326 -
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61
แผนภมู ทิ ่ี 1 ความหมายของเด็กเคล่ือนยา้ ย จากการประชมุ ทบี่ างลาพู
ปัญหา ความยากจน การศกึ ษา บ้านเกิด กาพร้า ทารณุ กรรม
(ตน้ ทาง)
ภัยพบิ ัติ สงคราม
สถานภาพทางกฎหมาย
ปัญหาระหว่าง การเขา้ ถงึ บรกิ ารขั้นพน้ื ฐาน
ทางและ ความเปน็ อยู่
ปลายทาง
ภาษาวัฒนธรรม/
อายุเช้อื ชาติ/เพศภาวะ /
สถานการณ์ การค้ามนุษย์ แรงงานเด็ก เด็กตา่ งชาติ เด็กล้ีภัย อื่นๆ การเคล่ือนย้ายเชงิ บวก
(ปลายทาง)
ขอ้ มลู จากรายงานการศึกษาสถานการณ์เด็กเคล่อื นยา้ ยในประเทศไทย ของอนุชา (2557) เสนอต่อภาคีเครอื ขา่ ยเด็ก
เคลื่อนย้าย ระบุว่า ผู้ให้ข้อมูลท่ีมาจากองค์กรทางานด้านเด็กที่เป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายเด็กเคลื่อนย้ายได้ให้นิยามของคาว่า
เด็กเคลื่อนย้าย คือ เด็กที่มีอายุ 0-18 ปีท่ีเคล่ือนย้ายออกจากถิ่นฐานเดิมเป็นการช่ัวคราวหรือถาวร ทั้งโดยสมัครใจหรือไม่
สมัครใจ มากับพอ่ แม่ ญาติ เพื่อน คนรู้จัก นายหน้าหรือเดินทางโดยลาพัง ผ่านการเดินทางท้ังสามระยะคือ ต้นทาง ทางผ่าน
และปลายทาง แมเ้ ดก็ จะมีสทิ ธใิ นการเคล่อื นยา้ ย แต่การเคล่ือนยา้ ยของเดก็ มีความเสี่ยงและเปราะบางที่จะถกู ละเมิดสิทธิและ
แสวงประโยชนใ์ นรูปแบบต่างๆ
ภาคีสมาชิกเด็กเคลื่อนยา้ ยทเี่ กดิ จากการรวมตัวของกลุ่มองคก์ รภาคเอกชนที่ทางานด้านเด็กได้ร่วมกันศึกษาเอกสาร
การรณรงค์ในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเครือข่าย Asia Act เรื่อง “Away from Home: Ensuring Protection for
Children on the Move” และต่อยอดความรคู้ วามเข้าใจเรื่องเด็กเคลื่อนย้ายด้วยการจัดทาหนังสือฉบับภาษาไทย เร่ืองเด็ก
เคล่ือนย้าย มุมมองใหม่ในการทางานคุ้มครองเด็ก โดยอิงนิยามเด็กเคล่ือนย้ายจากท่ีประชุมท่ีบาร์เซโลนา มิติการมองเด็ก
เคลอ่ื นย้ายของภาคสี มาชกิ เด็กเคล่ือนย้าย เปน็ การมองเด็กท่ีเดินทางออกจากภูมิลาเนาไปยังถ่ินที่อยู่อื่นที่กว้างกว่า “เด็กย้าย
ถิ่น” ท่มี งุ่ เนน้ เร่อื งการแสวงหางาน เพ่อื แสวงหาโอกาสในชีวิต แตเ่ ป็นการมองเด็กเคล่ือนย้ายท่ีครอบคลุมมิติการเดินทางใน 3
ระยะ คือ ระยะต้นทาง ระยะทางผ่าน และระยะปลายทาง โดยมองว่าการเดินทางในแต่ละช่วงเด็กอาจประสบปัญหาหรือ
อุปสรรค
- 327 -
รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
ทาไมเด็กจึงเคลือ่ นยา้ ย?
การย้ายถ่ินไม่ได้เกิดผลเสียกับเด็กๆ เสมอไป การย้ายถิ่นอาจจะเป็นทางที่จะช่วยให้เด็กหลุดพ้นจากความยากจน
และความรุนแรงท่เี กิดขึ้นในครอบครวั อาจนาไปสู่การมชี ีวติ ท่ดี ี มโี อกาสทางการศึกษา กรณีความขัดแย้งภายในประเทศหรือ
ภยั พิบตั ิท่รี ุนแรง การยา้ ยถิน่ คอื โอกาสรอดและความปลอดภัยของเดก็ กลุ่มนี้ ท้ังน้ี การย้ายถ่ินมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ซ่ึง
อาจมที งั้ ผลดแี ละผลเสยี แก่เดก็ ในขณะเดียวกัน
เม่ือมีโอกาสทีจ่ ะยา้ ยถิน่ หลายกรณีพบวา่ เด็กมสี ่วนเกย่ี วข้องในการตดั สินใจว่าจะยา้ ยถ่นิ และจะไปอย่างไร ซึ่งพบว่า
เด็กไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากผู้ที่เคยยา้ ยถ่ินมาแล้วและมาชกั ชวนใหค้ นอื่นไป บ่อยครง้ั ทีพ่ ่อแมเ่ ปน็ คนสนับสนนุ และกระตุ้นให้เด็กย้าย
ถิ่นเพราะเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีสาหรับอนาคตของเด็ก แต่ก็มีแต่ท่ีจาเป็นต้องย้ายถิ่นตามลาพังโดยท่ีพ่อแม่ไม่ได้ต้องการให้ไป
หรอื ยา้ ยไปโดยไม่มคี รอบครัวไปดว้ ย เชน่ กรณพี อ่ แมห่ รอื คนในครอบครวั เสยี ชีวิตดว้ ยโรคเอดส์ (Daniele, 2008)
สาเหตุที่ผลักดันให้เด็กเคล่ือนย้ายมาจากความยากจนและปัญหาในครอบครัวด้วยความยากจนจึงทาให้เด็กค่อยๆ
ก้าวเข้าสู้การทางานเพ่ือการแสวงหาโอกาสทางชีวิตท่ีดีกว่า เด็กหลายคนเข้าสู่วัยแรงงาน ทั้งเป็นเพราะความต้องการของ
ผปู้ กครองหรอื เด็กเองประสงค์จะทางาน (อนชุ า,2557)
เดก็ เคลือ่ นย้ายบางคนอาจจะกลายเปน็ บุคคลทมี่ ีหรือไม่มสี ถานภาพทางกฎหมาย ซึง่ อิงตามสถานะทางกฎหมายของ
พอ่ แม่ เดก็ เคล่อื นย้ายในระยะปลายทางในสภาวะแวดล้อมใหม่ท่ีต้องมีการปรับตัว ให้อยู่ร่วมในบริบทแวดล้อมท่ีแตกต่างกัน
หลายรายถูกแสวงประโยชน์ ที่ส่งผลรา้ ยต่อกาย ใจ พฒั นาการ รวมท้ังสวัสดิภาพในรูปแบบต่างๆ สูญเสียสิทธิหรือไม่สามารถ
เขา้ ถงึ สทิ ธิที่พึงมีพงึ ได้ เพราะไม่มีสถานะบุคคลทางกฎหมาย คือสถานการณ์ปัญหาหลักๆท่ีเด็กเคลื่อนย้ายต้องเผชิญในระยะ
สน้ิ สดุ แหง่ การเดินทาง ณ ปลายทางในต่างถิ่นข้อมูลท่ปี รากฏในรายงานสถานการณ์เด็กเคลอื่ นยา้ ยท่ีได้มาจากการแบ่งปันของ
องคก์ รสมาชกิ ภาคีข้างต้น
เด็กเคลอ่ื นยา้ ยในประเทศไทย
เด็กยา้ ยถ่ินในประเทศไทยมีสองกลุ่มคือ เด็กไทยและเด็กต่างชาติ ซ่ึงทั้งสองกลุ่มมีแนวโน้มการถูกเอารัดเอาเปรียบ
เนื่องจากขาดผู้คุ้มครอง เป็นกลุ่มเปราะบางเนื่องจากไม่ได้อยู่กับครอบครัว ปัจจุบันมีแรงงานย้ายถ่ินท่ีไม่มีสัญชาติไทยใน
ประเทศไทย 3.4 ล้านคน แรงงานต่างชาติกลุ่มน้ีมาจากประเทศกัมพูชา ลาวและพม่า ในจานวนนี้รวมถึงแรงงานย้ายถิ่นซึ่ง
อาศัยอยูใ่ นประเทศไทยมานานแล้วและมีลูกทีเ่ กิดในประเทศไทย รายงานขององค์กรการยา้ ยถิ่นระหว่างประเทศระบุวา่ มีเด็ก
อายุตา่ กวา่ 18 ปที ่ีเป็นลูกแรงงานต่างชาติและเปน็ เด็กท่เี ป็นแรงงานต่างชาติประมาณ 376,845 คน ซึง่ คิดเป็นร้อยละ 11 ของ
แรงงานยา้ ยถน่ิ ทง้ั หมด (Aree,2554) นอกจากนพ้ี บงานวจิ ยั ของสถาบนั การศึกษาและองค์กรชุมชนประมาณการว่า มีแรงงาน
เด็กต่างชาติอยา่ งนอ้ ย 100,000 คน ทางานใน 43 จังหวดั ทไี่ ดร้ ับอนญุ าตใหจ้ ้างแรงงานต่างชาติ มีสภาพการทางานที่เลวร้าย
จากรายงานการประเมินการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบท่ีเลวร้ายในประเทศไทยในจังหวัดเชียงราย ตาก อุดรธานี สมุทรสาคร
สงขลา และปัตตานี เม่ือปี พ.ศ. 2543 ท่ดี าเนินการรว่ มกันระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ พบว่า ร้อย
ละ 35 เป็นแรงงานเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี ร้อยละ 63 ต้องทางานมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน และแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานไม่
สามารถเข้าถงึ บริการด้านสาธารณะสขุ และการศกึ ษา ขณะท่งี านวิจัยหลายชน้ิ ใหข้ อ้ มูลตรงกนั ว่ามเี ดก็ เรร่ ่อนประมาณ 20,000
คน ส่วนใหญ่เป็นขอทานและแรงงานเด็ก ภาครัฐและภาคเอกชนช่วยเหลือได้เพียง 5,000 คน (สานักงานส่งเสริมสวัสดิภาพ
และพิทกั ษเ์ ด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ, 2554)
นอกจากเด็กทยี่ ้ายถ่นิ จากประเทศเพื่อนบา้ นแล้ว เดก็ ไทยทมี่ ีการย้ายถนิ่ ออกจากครอบครวั พบท้ังในกรณีที่ย้ายเพ่ือ
ไปหาท่ีเรียนต่อ ย้ายตามพ่อแม่เพื่อหางานทา หรือย้ายเพื่อหนีจากการถูกทาร้ายจากคนในครอบครัวหรือถูกล่วงละเมิดทาง
เพศ เด็กจานวนไม่น้อยต้องจบลงด้วยการเป็นเด็กเร่ร่อน เส่ียงในการตกเป็นเครื่องมือในการทางานผิดกฎหมาย ถูกทาร้าย
ร่างกาย กระทรวงแรงงานประเมินว่ามีเด็กจานวน 300,000 คนที่มีอายุระหว่าง 15-17 ปี ทางานอย่างถูกกฎหมายในสถาน
ประกอบการทขี่ นึ้ ทะเบยี นเม่อื ปี พ.ศ. 2548 (รอ้ ยละ 60 เปน็ ชาย และรอ้ ยละ 40 เปน็ หญงิ ) ในจานวนนไี้ ม่รวมแรงงานเด็กท่ีมี
อายตุ า่ กว่า 15 ปี ทถี่ กู บังคับให้ทางานบ้านอกี เปน็ จานวนมาก (มูลนิธเิ พือ่ การพฒั นาเดก็ , 2553)
- 328 -
รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61
กฎหมายกบั ขอ้ จากัดในการปกป้อง คุ้มครองเดก็ เคลื่อนยา้ ย
สิทธิในการได้รับการปกป้อง คุ้มครองเป็นสิ่งที่เด็กพึงได้รับภายใต้มาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนท่ีหลักกฎหมาย
ภายในประเทศควรมีกลไกรองรบั อยา่ งเป็นระบบชดั เจน ปัจจุบนั พบว่ากลไกการปกปอ้ งคมุ้ ครองเดก็ ในกฎหมายหลายฉบับ ท่ี
ระบุหน้าที่เพ่ือประกันการทาหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสิทธิข้ันพื้นฐานท่ีเด็กทุกคนต้องได้รับ การสร้างหลักประกันสิทธิของเด็ก
ภายใต้ อนสุ ัญญาว่าด้วยสทิ ธิเด็ก ท่รี ะบุสาระสาคญั ในการมุ่งคุ้มครองสทิ ธเิ ดก็ ทุกคนไม่ว่าจะเป็นเดก็ ท่ีดอ้ ยโอกาสในลักษณะใด
ก็ตาม ทั้งเด็กพกิ าร เด็กทถ่ี ูกทอดทิ้ง เด็กเรร่ อ่ น เด็กถกู ทารุณกรรม เด็กทีถ่ ูกใชแ้ รงงานอย่างผิดกฎหมายโดยประกันว่าเด็กทุก
คนจะได้รบั สิทธิพืน้ ฐานในการท่จี ะมีชีวติ รอด และการส่งเสรมิ การมชี ีวติ โดยการให้ทักษะสาหรับการดารงชีวิต เด็กต้องได้รับ
การเล้ียงดูทงั้ ทางรา่ งกาย คอื อาหารและโภชนาการท่ดี ี จิตใจ ทด่ี ี คอื การได้รบั การเอาใจใส่ได้รับความรักจากครอบครัวและ
สังคม ตลอดจนที่อยู่อาศัยให้เกิดความปลอดภัย และมีสิ่งแวดล้อมท่ีเหมาะสมกับการดารงชีพ รวมถึงต้องได้รับการดูแลด้าน
สุขภาพจากบริการทางการแพทยท์ ่มี ีคุณภาพ และในทางกฎหมายเดก็ ก็มีสิทธิทจ่ี ะได้รับการเกิดตอกย้าด้วยสิทธิท่ีจะได้รับการ
พฒั นาที่ระบุว่า เด็กทุกคนต้องได้รับสิทธิรับการศึกษาท่ีดี และโอกาสการเข้าถึงการได้รับการศึกษา การได้รับและการเข้าถึง
ข่าวสารท่ีเหมาะสม การมีเสรีภาพในความคิด มโนธรรม และศาสนา พัฒนาบุคลิกภาพทั้งทางสังคมและจิตใจ เพื่อสามารถ
พัฒนาสุขภาพรา่ งกาย และจิตใจ ไดอ้ ย่างเตม็ ความสามารถ สิทธทิ จี่ ะได้รบั ความคุ้มครอง เปน็ การยา้ ชัดว่าสิทธิท่ีเด็กทุกคนจะ
ไดร้ ับความค้มุ ครองให้รอดพน้ จากการทารุณกรรมทุกรูปแบบ เช่น การทาร้ายร่างกาย จิตใจ การนาไปขาย บังคับ ใช้แรงงาน
เดก็ หรอื แสวงหาประโยชนม์ ชิ อบจากเด็ก การลว่ งละเมดิ ทางเพศ การเลือกปฏิบตั ทิ ไ่ี ม่เป็นธรรม ความยุติธรรมต่อผู้เยาว์ เด็ก
จะต้องไม่ถูกทอดทิ้ง ละเลย ให้ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยง ไม่ว่ากรณีใดๆ รวมท้ังสิทธิที่ในการมีส่วนร่วมที่จะแสดงออกและแสดง
ความคดิ เห็น ทัศนะตอ่ สังคมในเร่อื งทีม่ ีผลกระทบกับเดก็ การติดต่อขอ้ มลู ขา่ วสารที่ถกู ต้อง การมบี ทบาทสาคัญในชุมชน และ
กจิ กรรมทางสงั คม ตลอดจนการได้รับโอกาสในกจิ กรรมทีจ่ ะมปี ระโยชน์ตอ่ สังคมเมอื่ เตมิ โต
หลักการเพ่ือประโยชน์สูงสุดของเด็กและไม่เลือกปฏิบัติ มาตรา22 ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546
ตามบทบัญญัติท่ีกล่าวว่า ให้คานึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสาคัญ และไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะ
เปน็ ความแตกต่างเรอ่ื งเชอื้ ชาติ สญั ชาติ เผ่าพนั ธ์ุ สผี วิ เพศ ภาษา ศาสนา ความเหน็ ทางการเมือง ทรัพย์สิน ความทุพพลภาพ
การเกิด หรือสถานภาพอย่างอ่นื ของตวั เด็กเองหรือของพ่อแมผ่ ู้ปกครองของเด็กนั้นนอกจากนี้ กฎหมายยังกาหนดการกระทา
ละเมิดสิทธิเด็กที่ได้รับการคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541ห้ามมิให้
นายจ้างจา้ งเด็กอายตุ า่ กว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้างและหากนายจ้างจ้างลูกจ้างท่ีอายุมากกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปี ต้องห้าม
ลูกจา้ งทางานซง่ึ หากปฏบิ ัตอิ าจเปน็ อันตรายต่อสุขภาพหรือความปลอดภัยพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชน
แห่งชาติ พ.ศ.2550 ให้เด็กและเยาวชนทุกคนมีสิทธิได้รับการจดทะเบียนรับรองการเกิด การพัฒนา การยอมรับการคุ้มครอง
และโอกาสในการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเร่ืองถ่ิน
กาเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคลฐานะทาง เศรษฐกิจหรือสังคม
ความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรมการศึกษาอบรม ความคิดเห็นทางการเมือง การเกิดหรือสถานะอื่นของเด็กและเยาวชน
บดิ ามารดา หรอื ผปู้ กครอง มาตรา7 ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญาในคดีบางประเภทซ่ึงผู้เสียหายหรือพยานที่เป็น
เด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี การถามปากคาผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคม
สงเคราะห์บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วย มาตรา133 ทวิพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 หากบิดา
มารดาจะไม่ใช่ผู้มีสัญชาติไทย แต่ถ้าเด็กเกิดในราชอาณาจักรไทย เด็กต้องได้รับสัญชาติไทย เว้นแต่บิดา มารดาจะเป็นผู้ท่ี
ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว หรือเข้าเมืองมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มาตรา 7)มาตรา 7 ทวิ
พระราชบญั ญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542 การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษา
ข้ันพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีท่ีรัฐต้องจัดให้อย่างท่ัวถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย มาตรา10)พระราชบัญญัติ
หลักประกันสขุ ภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 บคุ คลทุกคนมสี ทิ ธไิ ด้รับบริการสาธารณสุขท่มี มี าตรฐานและมีประสทิ ธิภาพ มาตรา 5
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทาด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2542 เด็กทีได้รับความรุนแรงจากการกระทาของ
- 329 -
รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 61
บุคคลในครอบครัวหรือบุคคลที่พักอาศัยอยู่ในครัวเรือนเดียวกันจะต้องได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่และจะต้องได้รับความ
ช่วยเหลอื โดยเรว็ พระราชบญั ญตั ิปอ้ งกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 เด็กและมนุษย์ทกุ คนต้องไดร้ ับความค้มุ ครอง
จากการขายหรือส่งผู้ใดไปโดยหน่วงเหนี่ยวกักขัง หรือจัดให้อยู่อาศัยกับบุคคลใด โดยข่มขู่ใช้กาลังบังคับ ลักพาตัว ฉ้อฉล
หลอกลวง ใช้อานาจโดยมชิ อบหรอื โดยใหเ้ งนิ หรอื ผลประโยชนอ์ ย่างอนื่ แกผ่ ูป้ กครองหรอื ผดู้ ูแลบุคคลน้ันเพ่อื ให้ผู้ปกครองหรือ
ผดู้ ูแลให้ความยนิ ยอมแก่ผู้กระทาความผิดในการแสวงหาประโยชนจ์ ากบุคคลท่ีตนดูแล หรือเป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จาหน่าย
พามาจากหรอื สง่ ไปยงั ทใี่ ดหนว่ งเหนยี่ วกกั ขงั จัดใหอ้ ยู่อาศยั หรอื รับไวซ้ ่งึ เด็กผู้น้นั
กฎหมาย มาตรการ กลไกการช่วยเหลือและการคุ้มครองเด็กดังกล่าว ยังไม่มีการระบุ กลไกการคุ้มครองเด็ก
เคลือ่ นย้ายโดยตรง กฎหมาย นโยบาย มาตรการการช่วยเหลือและการคุ้มครองเด็กในปัจจุบันยังอิงตามประเภทปัญหาท่ีเด็ก
เผชิญ กฎหมายที่เก่ียวข้องจึงมีหลายฉบับท่ีลว้ นแยกกนั ไปตามประเภทของปญั หาที่เดก็ กาลังประสบ ส่งผลต่อการนาไปบังคับ
ใช้ไม่เต็มท่ีด้วยข้อจากัดในการตีความประเด็นขอบเขต อานาจ หน้าท่ีขององค์กร หน่วยงานผู้เป็นกลไกนากฎหมายสู่
ภาคปฏบิ ัติ
การทางานแบบแยกส่วนในประเด็นการคุ้มครองเด็ก และการเคลื่อนย้ายของเด็กเกิดข้ึนและดารงอยู่ในการทางาน
ของทกุ ภาคส่วน การมองภาพรวมของเด็กที่เคลือ่ นย้าย ท้ังในระดบั นโยบายและการช่วยเหลือเพื่อตอบสนองต่อเดก็ กลุ่มตา่ ง ๆ
ในทุกช่วงระยะการเคลื่อนย้ายยังมีอย่างจากัดและกระจัดกระจายการจัดแบ่งการทางานตามกลุ่มเป้าหมายเฉพาะนั้นไม่
สอดคลอ้ งกับสถานการณ์เด็กที่เปลยี่ นแปลง ผลท่ีเกิดขึ้นจากการทางานตามปัญหาเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย ทาให้เด็กแต่ละกลุ่ม
ถูกดาเนนิ การบนฐานคิดของกฎหมายหลายฉบบั ทถ่ี กู กาหนดมาเฉพาะเจาะจงสาหรบั เดก็ แต่ละกลุม่ ทไ่ี ด้รบั การตอกย้าอานาจ
หนา้ ทใี่ นการทางานผ่านกฎหมายท่ีระบุชัดดว้ ยกฎระเบียบเฉพาะต่างๆ กรณคี วามเข้าใจท่วั ไป อาทิ เดก็ ย้ายถ่ินมาจากประเทศ
เพือ่ นบ้านจะถกู พจิ ารณาว่าเปน็ เด็กตา่ งชาติที่ผิดกฎหมาย หรืออาจจะเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และเป็นเด็กผู้หลบหนี
ภัยจากการสรู้ บ เพราะเดก็ สว่ นใหญท่ ่ียา้ ยถนิ่ เคล่ือนยา้ ยมาโดยไม่มเี อกสารการเดินทาง ซงึ่ เดก็ กลุม่ นี้มกั จะถูกดาเนินการด้วย
กฎหมายคนเข้าเมือง ซ่ึงมีบทลงโทษคือทาการผลักดนั ใหก้ ลบั ประเทศตน้ ทางโดยทนั ที โดยไม่คานึงถึงการคุ้มครองเดก็ ตา่ งชาติ
กล่มุ นี้ ไม่มีการนากฎหมายคุ้มครองเดก็ ซ่ึงระบอุ านาจ หนา้ ทีใ่ นการคุ้มครองเดก็ โดยไมค่ านึงถึงถิ่นฐานและท่ีมา ร่วมใช้กับเด็ก
กลุม่ น้ี หรอื กรณีทม่ี ีการชว่ ยแรงงานต่างชาตอิ อกมาจากสถานท่ีทางานที่เลวร้าย ก็มักจะจัดให้เด็กอยู่ในประเภทท่ีถูกนามาค้า
หรือเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ เด็กกลุ่มน้ีจะไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายแรงงานร่วมด้วย ท้ังท่ีควรเป็นสิทธิที่เด็กพึง
ไดร้ ับการคุม้ ครองจากกฎหมายแรงงานร่วมด้วย ขณะท่ีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 และบันทึก
ความเข้าใจระหว่างรัฐทร่ี ะบใุ ห้เจา้ หน้าท่ีของรฐั ทาการชว่ ยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหย่ือของการค้ามนุษย์โดยผู้เสียหายเหล่าน้ีเข้าพัก
ในสถานคมุ้ ครองของรฐั ซง่ึ ดาเนนิ การโดยกระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่นั คงของมนษุ ย์ รวมทั้งกรณีผูท้ ่เี สียหายต้องมา
เป็นพยานในการดาเนินคดีกับผู้กระทาผิด บางครั้งต้องพักนานกว่า 1 ปี โดยเฉพาะในกรณีท่ีดาเนินคดีกับผู้กระทาผิด ดังนั้น
แรงงานข้ามชาติท่ีเป็นผู้ใหญ่และวัยรุ่น จึงมักปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นเหย่ือเพ่ือท่ีจะไม่ต้องเข้ารับการสงเคราะห์ในสถานคุ้มครอง
ของรฐั ผลปรากฏกว่า จานวนผทู้ ่ีตกเปน็ เหย่ือของการค้ามนษุ ยซ์ ง่ึ สานักงานตรวจคนเข้าเมืองทาการคัดกรองมีจานวนน้อยลง
ทกุ ปี (Siripornand Sebastian, 2011)
กรณกี ารตคี วามและบงั คับใช้กฎหมายดังกล่าวสะทอ้ นชดั วา่ การทางานโดยอิงกฎหมายเฉพาะท่ีมองเพียงมุมเดียวไม่
เพียงพอตอ่ การคมุ้ ครองภายใตป้ รากฏการณ์จริงท่ีเด็กเคล่ือนย้ายหลากหลายกลุ่มกาลังเผชิญอยู่ในทุกระยะแห่งการเคล่ือนที่
เด็กจานวนหน่ึงท่ีตกเป็นเหย่ือของการค้ามนุษย์และเด็กอีกจานวนมากที่เดินทางย้ายถ่ินและถูกจับกุมในข้ันตอนของการ
เคลื่อนยา้ ย กฎหมายทีน่ ามาบังคบั ใชก้ บั กรณีเหลา่ น้ี คือ กฎหมายคนเขา้ เมือง ซ่ึงทาใหเ้ ด็กถูกจบั และควบคุมตัว ถูกผลักดันให้
เดนิ ทางกลบั ประเทศเชน่ เดียวกับผ้ใู หญ่ โดยไมค่ านึงถงึ การคมุ ครองและสวสั ดภิ าพเด็ก ขณะทปี่ ระเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครอง
เด็ก พ.ศ.2546 ก็ตาม
การจับกุมและผลกั ดนั เด็กขา้ มชาติเปน็ การทางานต่างมุมกับการคุ้มครองเด็ก เพราะเป้าหมายสูงสุดของการทางาน
คุ้มครองเด็กต้องไม่คานึงว่าสถานภาพทางกฎหมายของเด็กคนนั้นเป็นอย่างไร แต่ส่ิงท่ีเกิดข้ึนจริงในการปฏิบัติงานท่ียึดฐาน
- 330 -
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 61
กฎหมายเพือ่ การจบั กมุ และส่งกลบั พบวา่ สภาพทีเ่ ดก็ ถูกควบคมุ ตัวรวมกับผใู้ หญเ่ พ่ือรอผลกั ดนั สง่ กลับประเทศนน้ั เปน็ สภาพ
ท่ีไม่เหมาะสมกับเด็ก นอกจากนี้การจับกุมและผลักดันส่งกลับอาจไม่ใช่วิธีการปกป้อง คุ้มครองท่ีเห็นผล เพราะพบว่ามีเด็ก
เคลือ่ นยา้ ยเดนิ ทางเข้าออกประเทศไทยเป็นจานวนมาก
“เด็กเคลื่อนย้าย” กลายเป็นภาพสะท้อนการแยกส่วนการทางานคุ้มครองเด็กที่ดาเนินการผ่านตัวบทกฎหมาย
มาตรการ กลไกและกฎระเบียบต่างๆ ที่มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่อาจไม่เพียงพอในการปกป้อง คุ้มครองเด็กเคลื่อนย้าย
โดยรวม การทบทวนเพื่อหาแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อผลักดันให้เกิดการปรับเปล่ียนในระดับนโยบายเพื่อการประสานการ
ทางานร่วมกันอย่างเปน็ ระบบในทุกชว่ งระยะแหง่ การเดินทางของเด็กเคลื่อนยา้ ยจงึ ตอ้ งดาเนินการอย่างเป็นระบบ
“เด็กเคลอ่ื นยา้ ย” กับการกาหนดวิธกี ารทางานกบั เด็ก
“เด็กเคล่ือนย้าย”“ไม่ใช่เด็กกลุ่มใหม่ แต่เป็นการกาหนดวิธีการทางานกับ “เด็ก” ผ่านมุมมองที่กว้างข้ึน ทั้งในมิติ
การป้องกันและแก้ไขปัญหาจากความเสย่ี งที่เกดิ ขนึ้ จากการเคลอ่ื นยา้ ย ไมไ่ ด้มงุ่ ไปที่สภาพปญั หาท่ีกาลังเผชิญเพียงมิติเดียว ที่
ประชุมท่ีบาร์เซโลน่าใช้คาว่า “Construction of the New System-based Approach” ซึ่งเช่ือว่าวิธีการทางานแบบนี้จะ
เปน็ กลไกทส่ี ามารถปอ้ งกันและคมุ้ ครองเด็กเคลอื่ นย้ายถนิ่ ไดท้ ้งั ในสามระดับ คือ ก่อนที่เด็กที่ทาการเคลื่อนย้ายถ่ิน ระหว่างท่ี
เด็กเคล่ือนย้ายถ่ิน และเม่ือเด็กเคล่ือนย้ายถิ่นสาเร็จแล้ว ทั้งนี้ ไม่ว่าเด็กจะถึงจุดหมายปลายทางท่ีกาหนดไว้หรือไม่ก็ตาม
เพราะการทางานแบบใหมน่ ้ี จะทาให้สามารถไปไกลกว่าการใชว้ ธิ กี ารทางานแบบแบ่งประเภท (category-based approach)
เพราะจะชว่ ยใหเ้ ราสามารถพงุ่ ความสนใจไปที่เด็กกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ความเส่ียงต่างๆ ของเด็ก การขาดแคลนการปกป้อง
ค้มุ ครองเด็กในระหว่างการเดินทางเคล่ือนยา้ ย
“เดก็ เคล่ือนย้าย” บทสรุปของกลุม่ องคก์ รทางานดา้ นเด็กในนามภาคเี ครือข่ายเด็กเคลือ่ นย้าย จากทีป่ ระชมุ บางลาพู
จุดประเด็นท่ีสอดคล้องกันในการนิยามการทางานคุ้มครองเด็กใหม่ ที่ระบุว่า ไม่ใช่การสร้างเด็กกลุ่มใหม่ข้ึนมา แต่เป็นการ
ดาเนินการทางานเพื่อให้ครอบคลุมเด็กทุกกลุ่ม เป็นการปรับวิธีการมอง “ปัญหา” ให้เป็นมุมมองของ “ภาพรวมท้ังหมด”
เนอ่ื งจากไม่วา่ “เด็ก” จะประสบปัญหาใดๆ ก็ตาม ปัจจัยท่ีก่อให้เกิดพบว่ามีความคล้ายคลึงกัน เช่น ความยากจน การศึกษา
ภัยพิบัติทางธรรมชาติและสงคราม กาพร้าและทารุณกรรม เป็นต้น ซ่ึงล้วนแล้วเป็นปัจจัยผลักให้ “เด็ก” ประสบกับ
สถานการณใ์ นการเสยี สภาพสทิ ธทิ างกฎหมาย การเข้าถึงบริการข้ันพน้ื ฐานทางดา้ นสาธารณสขุ และดา้ นกฎหมาย สภาพความ
เป็นอยู่ ภาษาและวัฒนธรรมท่ีเป็นปัจจัยผลักดัน ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม หรืออายุ เพศ และชาติพันธุ์ ท้ังนี้
การทางานขององคก์ ร หน่วยงานภาคส่วนต่างๆ ท้ังภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคมต่างๆ ที่ทางานในประเด็น
เก่ยี วกับเด็กมักแบ่งงานกนั ทาตามปัญหาปลายทางท่ีเกิดขึ้น อาทิ แบ่งตามกลุ่มเป้าหมาย เช่น การค้ามนุษย์ แรงงานเด็ก เด็ก
ย้ายถ่ิน/ข้ามชาติ เด็กล้ีภัย เด็กเร่ร่อน ขอทานเด็ก หรือการแบ่งตามมิติการทางาน บางองค์กรมุ่งเน้นการทางานในเชิงการ
ป้องกนั ปัญหา บางองค์กรมุ่งเน้นเรื่องการเฝ้าตดิ ตามคดีความ ท้ังนมี้ กั เปน็ ไปตามความถนัดของคนทางานในองคก์ ร หน่วยงาน
มากกว่าการทางานที่เนน้ ศนู ย์กลางทีเ่ ด็ก
บทสรุปและขอ้ เสนอแนะ
มุมมองการคุ้มครองเด็กเคล่ือนย้าย ต้องถูกเน้นย้าและให้ความสาคัญกับการมองภาพรวมของเด็กผ่านมิติของการ
เคลอื่ นยา้ ย เรม่ิ ต้นตั้งแต่ระยะต้นทาง (กอ่ นการเดินทาง) ระยะทางผ่าน (ระหวา่ งการเดนิ ทาง) และระยะปลายทาง (สน้ิ สดุ การ
เดินทาง) รวมทัง้ บรบิ ทแวดล้อมทางสงั คมของพ้ืนทตี่ ้นทาง พ้ืนท่ีทางผ่าน และพ้ืนที่ปลายทางในฐานะระบบใหญ่ท่ีอาจเป็นทั้ง
ปจั จยั เหตุผล ของการเคลื่อนย้ายและกลไกในการปกป้อง คุ้มครองเดก็ ได้เช่นกัน ปฏิบัติการแห่งการทางานก็มีความจาเป็นท่ี
ต้องมีศูนย์กลาง (Core) การดาเนินการในภาพรวมของทุกมิติทั้งการบาบัด ฟื้นฟู ป้องกัน และพัฒนา ทั้งน้ีเพื่อแสวงหา
แนวทางร่วมกันในการสร้างและพัฒนาระบบการ คุ้มครองเด็กเคลื่อนย้ายให้สามารถทาหน้าท่ีเพ่ือประกันความม่ันคง
ปลอดภัยในชีวิตสาหรับเด็กเคล่ือนย้ายในทุกมิติแห่งการเดินทาง ท้ังนี้ กลไกระดับภูมิภาคในบริบทประชาคมอาเซียนท่ีรวม
ประเทศสมาชิกทั้ง 10 เข้าด้วยกันคือโอกาสในการปรับบทบาทการทางานของทุกภาคส่วนเพ่ือการปกป้องคุ้มครองเด็ก
- 331 -
รายงานสืบเน่ืองการสัมมนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 61
เคล่ือนยา้ ยดว้ ยการร่วมกนั สรา้ ง พฒั นากลไกการปกป้องคุ้มครองเด็กของประเทศสมาชิกอาเซียนให้สามารถรองรับการบาบัด
ฟ้ืนฟู ป้องกันและพัฒนาเด็กได้อย่างครอบคลุม ทั่วถึง มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานจริง อาทิ ควรบัญญัติคาศัพท์ “เด็ก
เคลื่อนย้าย” ไว้ในกฎบัตรอาเซียน ในเวทีสิทธิเด็ก ควรหารือแนวทางในการทางานร่วมกับประเทศเพ่ือนบ้าน และมี
แผนปฏิบัติการร่วมกันอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมประเทศสมาชิกอาเซียนควรมีกลไกด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายการ
คุม้ ครองเด็กเคล่ือนย้ายทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค เพื่อประกันความม่ันคงปลอดภัยให้เด็กเคลื่อนย้ายทุกช่วงการ
เดนิ ทาง โดยการร่วมกันกาหนดมาตรฐานหลกั สตู รแกนกลางทางการศกึ ษาที่มมี าตรฐานบางอย่างร่วมกันให้เด็กสามารถเทียบ
โอนและเข้าถึงการศึกษาโดยได้รับการรับรองคุณวุฒิทางการศึกษาเพ่ือการมีโอก าสเข้าถึงงานท่ีสอดคล้องกับทักษะ ฝีมือ
แรงงานของเดก็
เอกสารอ้างองิ
ภาษาไทย
รงั สิมา ลมิ ปิสวสั ด์ิ. (2555).เดก็ เคลอื่ นย้าย มมุ มองใหมใ่ นการทางานคุม้ ครองเด็ก.กรุงเทพฯ: โรงพมิ พเ์ ดอื นตลุ า.
สานกั งานส่งเสริมสวสั ดภิ าพและพทิ ักษ์เดก็ เยาวชน ผู้ดอ้ ยโอกาสและผู้สูงอาย.ุ (2554).รายงานผลการดาเนนิ งานตาม
อนสุ ัญญาว่าด้วยสิทธเิ ด็ก ฉบับท3ี่ -4 ประเทศไทย.กรงุ เทพฯ.
อนุชา วนิ ทะไชย.(2556).รายงานสถานการณ์เดก็ เคลอ่ื นย้ายประเทศไทย ภาคเี ดก็ เคลื่อนยา้ ย. กรงุ เทพฯ.
กฎหมายท่เี กยี่ วขอ้ ง
พระราชบัญญัตคิ มุ้ ครองเดก็ พ.ศ.2546
พระราชบัญญตั ิคมุ้ ครองแรงงาน พ .ศ.2541
พระราชบัญญตั สิ ่งเสรมิ การพฒั นาเดก็ และเยาวชนแหง่ ชาติ พ.ศ.2550
พระราชบัญญัตสิ ัญชาติ พ.ศ .2508
พระราชบญั ญตั กิ ารศึกษาแห่งชาติ พ .ศ.2542
พระราชบญั ญัติหลกั ประกันสขุ ภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545
พระราชบัญญัตคิ มุ้ ครองผู้ถูกกระทาดว้ ยความรนุ แรงในครอบครวั พ .ศ.2550
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนษุ ย์ พ.ศ.2551
ภาษาอังกฤษ
AreeJampaklay.(2011). “Migration and Children”,Thailand Migration Report,International Office for
Migration.
Daniele Reale.(2008).Away from Home:Protecting and Supporting Children on the Move,Save the
Children. UK.
Report on International Conference on Children on the Move, Bacelona, (2010).Global Movement for
Children.
SiripornSkrobanek and Sebastian.(2011).Ball,Migration,Deportation and Recovery:An Analysis with
TdH-Supported Shelter in Southest Asia.
- 332 -
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61
รปู แบบ Move World Together : แนวคดิ และแนวทางของการพัฒนาเยาวชน “คนพันธ์ใุ หม่”1
Move World Together Model : The Concept and Approach of New Youth Development
ชานนท์ โกมลมาลย2์ , ปณติ า รตั นศิริโชค3 และมญั ชรี รตั น์ เอกศักดส์ิ ริ ิ4
Chanon Komonmarn, Panita Rattanasirichoke and Mancheerarat Eksaksiri
บทคดั ย่อ
การพัฒนาเยาวชนมแี นวทางหลากหลาย หนึง่ ในวิธกี ารเหล่าน้ัน คือ การพัฒนาทักษะความคิดให้กับเยาวชนเพ่ือให้
ความคิดเป็นต้นทุนที่ติดตัวเยาวชนไปตลอด การพัฒนาทักษะความคิดจึงเป็นแนวทางที่สาคัญมากในการพัฒนาศักยภาพ
เยาวชนเพ่ือให้เยาวชนมีความสามารถในการรับมือกับปัญหาสังคมและปัญหาด้านพลังงานส่ิงแวดล้อมที่ เกิดข้ึนในชุมชนและ
สังคม โครงการ Move World Together ตระหนักถึงความจาเป็นในการพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้จึงเน้นหลักการพัฒนา
เยาวชนด้วยการพฒั นาทกั ษะความคิดให้เยาวชนเรียนรู้จากปญั หาในทอ้ งถ่นิ และแก้ไขปัญหานนั้ ๆ ดว้ ยวิธกี ารทางสังคมศาสตร์
หรือส่ิงประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ท่ีเกิดจากความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ โครงการฯมีภารกิจสาคัญ คือ การอบรมเยาวชนผ่าน
กระบวนการค่ายอบรมจานวน 2 ค่าย คือ (1) ค่ายอบรมผู้นาเยาวชนท่ัวประเทศเพื่อโลกที่ย่ังยืน หรือ ค่าย 1 (2) เวที
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาต่อยอด “นวัตกรรมของเยาวชน” หรือ ค่าย 2 และ (3) เวทีถอดบทเรียนการพัฒนาโครงงาน
สร้างสรรคด์ ้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม หรือค่าย 3 พร้อมกับออกแบบระบบสนับสนุนให้เยาวชนสามารถพัฒนาศักยภาพไป
ในระดับข้นั สงู สุดทจี่ ะเปน็ ได้เพอ่ื สร้างคนพันธใ์ุ หมข่ องประเทศไทยและโลก
1. Move World Together ความจาเปน็ ของสังคมไทยดา้ นการพัฒนาเยาวชน
ต้งั แตป่ ี พ.ศ. 2550 ประเทศไทยได้มีการประกาศใช้นโยบายและแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านการพัฒนาเด็กตาม
แนวทาง “โลกท่ีเหมาะสมสาหรับเดก็ ” (พ.ศ. 2550 - 2559) ซง่ึ เป็นแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กท่ีมีอายุต่ากว่า 18 ปีลงมา
ที่สืบเนื่องมาจากการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยพิเศษ (United Nations General Assembly Special Session on
Children :UNGASS) ว่าด้วยเร่ืองโลกท่ีเหมาะสมสาหรับเด็ก (A World Fit for Children) กาหนดให้ประเทศสมาชิกจัดทา
แผนพัฒนาเด็กตามแนวทาง “โลกท่ีเหมาะสมสาหรับเด็ก” สาระสาคัญในการพัฒนาและคุ้มครองเด็กมี 4 เรื่องหลัก คือ 1)
ส่งเสริมคุณภาพชีวิต 2) จัดการศึกษาที่มีคุณภาพ 3) ปกป้องเด็กจากการถูกละเมิดหรือแสวงหาประโยชน์และความรุนแรง
และ 4) ตอ่ ต้าน เอชไอวี/เอดส์โลกท่ีเหมาะสมสาหรับเด็กท่ีประเทศไทยดาเนินการอยู่มี 11 ประเด็นแต่ประเด็นท่ีสาคัญท่ีสุด
และเกย่ี วขอ้ งกับบทความนี้ได้แก่ ประเดน็ ที่ 5 ด้านการศึกษากับเด็ก รณรงค์ให้ทุกพ้ืนที่ดูแลจัดการให้เด็กทุกคนได้รับบริการ
การเรียนรู้ตามวัย (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์, 2554, น.1 - 2) แต่เมื่อกลับมาทบทวนด้านการ
ศึกษากลับพบว่าการศึกษาไทยยังคงอยู่ในภาวะวิกฤติ ผลการจัดอันดับโดย International Institute for Management
Development (IMD) ปพี .ศ. 2554 IMD จดั อนั ดับประเทศตา่ งๆท่วั โลกรวม 59 ประเทศนาเสนอ 331 ตวั ชว้ี ัด (criteria) โดย
ได้ข้อมลู มาจาก 3 ทางคอื จากข้อมูลทุติยภูมิ(Hard data) 132 ตัวชี้วัดและข้อมูลจากการสารวจ (Survey data) 116 ตัวช้ีวัด
และข้อมูลเบ้ืองต้น (Background information) 83 ตัวช้ีวัดนาเสนอเปรียบเทียบองค์ประกอบ 4 ปัจจัยหลักได้แก่ผล
ประกอบการของเศรษฐกิจประสิทธิภาพของรัฐประสิทธิภาพของภาคธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐานโดยมีการศึกษาเป็นหนึ่งใน
1 บทความน้ีเปน็ เพยี งสว่ นหนึ่งของการวิจัยและพฒั นาตามโครงการ Move World Together : เคล่ือนโลกไปด้วยกันโดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา เป็น
ผู้อานวยการโครงการฯ การศึกษาและพฒั นาตามแนวทางของโครงการฯดาเนินมา 3 ปมี ีกระบวนการสรา้ งการเรียนรแู้ ละมบี ทเรียนที่สามารถเป็นแบบอย่างให้องค์กร/หน่วยงาน
ด้านการพัฒนาเยาวชนได้
2 ผู้จัดการโครงการ Move World Together : เคล่อื นโลกไปดว้ ยกนั และอาจารยป์ ระจาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
3 เจ้าหน้าท่ีวชิ าการ โครงการ Move World together : เคลือ่ นโลกไปดว้ ยกนั
4 เจา้ หน้าทป่ี ระชาสมั พนั ธแ์ ละสื่อสารโครงการ โครงการ Move World Together : เคลื่อนโลกไปดว้ ยกัน
- 333 -
รายงานสบื เน่อื งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 61
ปัจจัยย่อยของด้านโครงสร้างพื้นฐานความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติของประเทศไทยภาพรวม ประเทศไทยได้
อันดับ 27 เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย 11 ประเทศ พบว่า ประเทศไทยอยู่อันดับต่ากว่า 7 ประเทศ ได้แก่
ฮ่องกง (1) สิงคโปร์ (3) ไต้หวัน (6) มาเลเซยี (16) จีน(19) เกาหลี (22) และญปี่ ่นุ (26) แต่เหนือกว่า 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย
(32) อนิ โดนเี ซยี (37) และฟลิ ปิ ปนิ ส์ (41)
ในขณะที่เม่ือเจาะลึกด้านการศึกษาเพียงด้านเดียว พบว่า ความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศ
ไทยภาพรวมพบว่า ปีพ.ศ. 2554 IMD ประเทศไทยอยู่ในอันดับท่ี 56 เมื่อปี 2550 นอกจากนี้คะแนนการสอบประเมินผล
นักเรยี นนานาชาติ หรอื Program for International Student Assessment (PISA) ดา้ นวิทยาศาสตร์ และดา้ นคณิตศาสตร์
ประเทศไทยยังคงอยู่ในอันดับร้งั ท้ายต่อเนื่อง ในขณะท่ปี ระเทศอ่ืนในเอเชียยงั อยูใ่ นอันดับตน้ ๆ (กรงุ เทพธรุ กิจ, 2555)
แผนภาพท่ี 1 สมรรถนะดา้ นการศกึ ษาในภาพรวม ปพี .ศ. 2550-2554
นอกจากน้ีรายงานของสานกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ (น.19) ในปีเดียวกันยังแสดง
ให้เหน็ ว่ากนั การพัฒนาเทคโนโลยแี ละนวตั กรรมของไทยยงั อ่อนแอ โดยเฉพาะดา้ นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซ่ึงผลจากการ
วิเคราะห์ของ International Institute for Management Development (IMD)และ World Economic Forum
(WEF)พบวา่ การพฒั นาเทคโนโลยแี ละนวัตกรรมของประเทศไทยมหี ลายดา้ นที่ต้องเรง่ แก้ไขและดาเนินการ นอกจากจะทาให้
ประเทศไทยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการลงทุนแล้วยังรองรับการยกระดับการพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจ
ฐานความรแู้ ละสรา้ งสรรค์ โดยตอ้ งเรง่ พฒั นานั่นคอื
1) การลงทุนวิจัยและพัฒนายังน้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ เพราะมีแหล่งเงินทุนและเงินกองทุนร่วมเพื่อ
สนบั สนนุ การวิจัย พฒั นา เทคโนโลยี และนวัตกรรมน้อย สะท้อนจากการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาต่อ GDP ท้ังภาพรวมและ
ในสว่ นของภาคเอกชนยังน้อยมากเม่ือเทยี บกบั ต่างประเทศ
2) มีการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยน้อย เพราะกฎหมาย กฎ ระเบียบที่มีอยู่ไม่ชัดเจน และไม่เอื้อต่อการพัฒนาและ
ประยกุ ตใ์ ช้ งานวจิ ยั เทคโนโลยี และนวตั กรรม จานวนผู้ขออนญุ าตใชส้ ิทธบิ ตั รทางเทคโนโลยียังมีน้อย และการขออนุญาตใช้
สิทธิบัตรตอ่ จานวนนักวจิ ยั และพฒั นาในธรุ กิจ R&D 1000 คน ยังมีน้อยกว่าอีกหลายประเทศ รวมท้ังการบังคับใช้กฎหมายยัง
ดาเนนิ การใหเ้ ป็นไปตามกฎหมายท่กี าหนดไมม่ ากพอ เช่น กฎหมายคุ้มครองทรพั ย์สนิ ทางปญั ญาเปน็ ต้น
- 334 -
รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
3) ให้ความสาคัญกับการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์น้อย อีกท้ังขาดการกาหนดมาตร ฐานงานวิจัยให้ได้
มาตรฐานสากล เพอื่ สนองความตอ้ งการการรบั จ้างผลิตองคค์ วามรู้ (Knowledge Outsourcing) ซง่ึ เป็นแนวโน้มใหม่ของโลก
ปัจจัยชี้วัดที่สะท้อนภาพดังกล่าว เช่น การลงทุนด้านวิจัยพื้นฐานต่อ GDP และจานวนบทความด้านวิทยาศาสตร์ท่ีลงในวารสาร
ชัน้ นายังมีนอ้ ย เป็นตน้
ด้วยสถานการณป์ ญั หาดังกล่าวจึงเป็นทมี่ าของก่อตงั้ โครงการ Move World Together : เคลอื่ นโลกไปด้วยกนั ใน ปี
พ.ศ. 2555 โครงการฯ มีภาคผี ู้ก่อตั้ง 4 องคก์ ร ได้แก่ (1) คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2) สมาคม
พัฒนาศักยภาพและอัจฉริยภาพมนุษย์ (3) สานักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ
(สท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) (4) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมมือใน
การพัฒนาเยาวชนกลุ่มเปา้ หมายเยาวชนอายุ 15-21 ปี เพอื่ มุ่งเนน้ การพฒั นาศักยภาพเยาวชน การคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ การคิด
นอกกรอบและรับผิดชอบต่อประเด็นปัญหาด้านพลังงานส่ิงแวดล้อม5เพ่ือสร้างการเป็น “คนพันธุ์ใหม่” เป็นตัวแทนที่จะ
สร้างสรรค์โลกใหม่และเคล่ือนโลกไปสู่การรับมือกับปัญหาการขาดแคลนพลังงาน ปัญหาส่ิงแวดล้อมเสื่อมโทรม ตลอดจน
ปัญหาอ่ืนๆ ท่ีชุมชน/สังคมกาลังประสบอยู่ในปัจจุบันเม่ือเยาวชนผ่านการอบรมจากโครงการฯ ไปแล้วจะได้รับการส่งเสริม/
กระตนุ้ ให้นาจนิ ตนาการมาสรา้ งสงิ่ ใหม่ทเ่ี รยี กว่า “นวตั กรรม” พร้อมการเปดิ โอกาสให้เยาวชนเรยี นร้ผู า่ นการลงมือปฏิบัติจริง
พัฒนาทักษะทางการคิด วิเคราะห์ การวางแผนอย่างสร้างสรรค์ เป็นไปตามกระบวนการของรูปแบบ Move World
Together ดงั รายละเอียดตอ่ ไปนี้
2. กระบวนการพฒั นาเยาวชนตามรปู แบบ Move World Together
(1) กระบวนการสร้างเยาวชน คนพันธ์ุใหม่ในแบบฉบับของโครงการ Move World Together น้ันมีความแตกต่าง
บางประการกับกระบวนการสนับสนุนและพัฒนาเยาวชนโดยทั่วไปเพราะเหตุสาคัญ 3 ประการ คือ (1) โครงการ Move
World Together เน้นการสร้างกระบวนการพัฒนาเยาวชนแบบกลุ่ม เน่ืองจากปัญหาของเยาวชนรวมถึงบัณฑิตรุ่นใหม่น้ัน
พบว่ามักจะทางานเป็นทีม/ทางานรว่ มกบั ผอู้ ื่นได้ยาก ซง่ึ กระบวนการทางานเป็นทีมน้นั มีสว่ นส่งเสริมและผลักดนั ให้การทางาน
สาเร็จลุล่วงตามท่ีกาหนดได้ ดังนั้นโครงการ Move World Together จึงปฏิเสธท่ีจะสร้าง “วีรบุรุษเอกชน” หากแต่จะสร้าง
เยาวชนท่สี ามารถทางานเป็นทมี ได้
(2) เยาวชน “คนพันธ์ุใหม่” ตามคานยิ ามของโครงการ Move World Together จะตอ้ งมคี วามคดิ รเิ ร่มิ สรา้ งสรรค์6
ปราศจากการลอกเลยี นแบบ ให้ความสาคัญกบั การสร้างสรรค์สงิ่ ใหมม่ ากกวา่ การลอกเลียนแบบของเดมิ เหตุมาจากปัจจุบันน้ี
ปัญหาของประเทศไทยและทั่วโลกคือปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์, ทรัพย์สินทางปัญญา หรือกฎหมายต่างๆ มีการทาซ้า
ลอกเลียนแบบอยู่ท่ัวไปในทุกแขนง เยาวชนพบเห็นและนามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจาวันเสียจนเคยชิน โครงการ Move
World Together จึงต้องการให้เยาวชน “คนพันธ์ุใหม่” เล็งเห็นถึงปัญหาเหล่าน้ันและสร้างนิสัยคิดใหม่ แตกต่างอย่าง
สร้างสรรค์และเปน็ ประโยชน์
(3) การคดิ ส่ิงใหม่น้ัน ต้องคานึงถึงประโยชน์ต่อชุมชน ต่อสังคมและต่อประเทศชาติ การคิดสร้างสรรค์ของเยาวชน
จะต้องคานึงถึงการแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งในชุมชนหรือสังคม โครงการ Move World Together กระตุ้นให้เยาวชนมอง
ปัญหาท่ีเป็นรูปธรรมต่างๆท่ีอยู่รอบตัว ในสังคม ในชุมชนของเยาวชนเอง และคิดริเร่ิมสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่จะตอบโจทย์และ
5 โครงการฯตระหนักดวี ่า “พลงั งาน” และ “สิง่ แวดลอ้ ม” ทั้งสองคามีความหมายกว้าง หมายถงึ สรรพส่ิงตา่ งๆทอ่ี ยูร่ อบตัวไมใ่ ชเ่ พียงแค่พลังงานไฟฟ้า พลังงานลม พลังงานถ่าน
หิน ฯลฯ การให้เยาวชนทางานกับพลงั งานและสิ่งแวดลอ้ มจึงเปน็ การสร้างให้เยาวชนมองเห็นคุณค่า/ตระหนักต่อสรรพสิ่งรอบตัว หากเยาวชนสามารถเปลี่ยนแปลงส่ิงแวดล้อม
ได้หลายกรณสี ามารถเชือ่ มโยงไปถึงเรอื่ งความเปน็ ธรรมทางสิ่งแวดล้อม การทาให้คนในชุมชน/คนที่ประสบปัญหาสังคม/คนยากลาบากเข้าถึงพลังงานสะอาดราคาถูกท่ีไม่สร้าง
มลภาวะตอ่ ชุมชน/สงั คม ซึ่งมีความสอดรบั กบั แนวคิดสงั คมสงเคราะห์สเี ขยี ว ดังท่ี ชานนท์ โกมลมาลย์ (2556) กล่าวถึงการสงั คมสงเคราะห์กับประเด็นสิ่งแวดล้อมว่า “....สังคม
สงเคราะหส์ ีเขยี วเป็นกลุม่ ความคดิ หนง่ึ ของการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ซ่ึงมีจุดเน้นอยู่ท่ีความเกี่ยวข้องระหว่างสิ่งแวดล้อมทางกายภาพกับมนุษย์ซ่ึงน้ีในปัจจุบันภาวะวิกฤต
ของสง่ิ แวดล้อมยง่ิ ทวคี วามรนุ แรงมากข้นึ ผลของความรนุ แรงเหลา่ นีท้ ้ายทสี่ ดุ แลว้ คนจนกเ็ ปน็ ผู้ท่ไี ดร้ บั ผลกระทบมากกว่าคนกลุม่ อ่นื ในสังคม...”
6 ระดับความคิดสร้างสรรค์ แบ่งเป็น 4 ประเภท (1)ระดับการลอกเลียน (Duplication) ปรับปรุงเล็กน้อย (2) ระดับต่อเนื่อง (Extension) ซึ่งมีเค้าโครงเดิม (3) ระดับการ
สงั เคราะห์ (Synthesis) ใช้ความรสู้ ร้างสง่ิ ใหม่ สุดท้าย (4)ระดับนวตั กรรม (Innovation) (อษุ ณยี ์ อนุรทุ ธ์วงศ์, 2551, น.97)
- 335 -
รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61
แกป้ ัญหานั้นๆได้ ด้วยเหตุนคี้ วามคดิ เรม่ิ ต้นของเยาวชน “คนพนั ธ์ุใหม่” และต้องเป็นความคิดเพ่ือแก้ปัญหาพ้ืนฐานในสังคมที่
อาจส่งผลกระทบต่อมวลมนุษยชาติ
กระบวนการสรา้ งเยาวชน “คนพันธ์ุใหม่” ตามแบบฉบับของโครงการ Move World Together ดาเนินการโดยใช้
กระบวนการคา่ ย จานวน 3 คา่ ยเปน็ เคร่ืองมือหลัก ได้แก่
1) คา่ ยอบรมผู้นาเยาวชนเพ่อื โลกที่ยัง่ ยืน หรอื คา่ ย 1
2) เวทแี ลกเปล่ยี นเรยี นรู้ พฒั นาตอ่ ยอด “นวัตกรรมของเยาวชน” หรือ ค่าย 2
3) เวทีถอดบทเรียนการพฒั นาโครงงานสร้างสรรค์ดา้ นพลงั งานและสง่ิ แวดลอ้ ม หรอื คา่ ย 3
ท้ังน้ีกระบวนการทั้ง 3 ค่ายนั้นใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปี โดยระหว่างทางท่ีเชื่อมระหว่างค่ายท้ัง 3 ค่ายนั้นและ
ภายในคา่ ยนัน้ ยงั แนวทางการสนับสนุนเยาวชนต่อเน่ืองจากกระบวนการค่ายเยาวชน อาทิ การลงพื้นที่เย่ียมเยียน การนิเทศ
งานและเพ่ิมเติมความรู้ให้กับเยาวชน, การนาเยาวชนมาพบปะ เพ่ิมเติมความรู้กับผู้เช่ียวชาญประจาสาขาวิชาต่างๆ เป็นต้น
ดงั จักไดน้ าเสนอในรายละเอียดตอ่ ไป
2.1 การคัดเลือกเยาวชนเขา้ รว่ มคา่ ยอบรมผนู้ าเยาวชนเพื่อโลกทีย่ ั่งยืน
โครงการ Move World Together คัดเลือกเยาวชนจากทั่วประเทศทุกภูมิภาค โดยทาการประชาสัมพันธ์ผ่านส่ือ
ออนไลน์ (Website/Facebook) และเอกสารใบปลวิ ทสี่ ่งตรงถงึ โรงเรียนทว่ั ประเทศ เยาวชนท่ีต้องการเข้าร่วมค่ายอบรมผู้นา
เยาวชนเพอ่ื โลกท่ยี ัง่ ยนื จะตอ้ งรวมตัวกนั จานวน 3 ถงึ 5 คนพรอ้ มครูทปี่ รึกษาประจากล่มุ จานวน 1 ท่านที่พร้อมจะดูแลเป็นท่ี
ปรกึ ษาเยาวชนอย่างต่อเนอื่ งโดยมคี ุณสมบัติตามท่โี ครงการฯกาหนด ได้แก่ (1) เกณฑ์ด้านอายุ ระหว่าง 15-21 ปี เพราะเป็น
ช่วงอายุทสี่ ามารถดูแลตนเองได้ มีความรับผดิ ชอบตอ่ ตนเองได้ตามสมควร (2) เกณฑ์ด้านระดับในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
หรือ 5 อาชีวศึกษาหรอื อุดมศกึ ษาปีที่ 1 เน่ืองจากเหตุผลด้านความต่อเนื่องของการพัฒนาตลอดกระบวนการซ่ึงใช้เวลาอย่าง
น้อย 1 ปี ดังท่ีได้กล่าวข้างต้น นอกจากน้ีการคัดเลือกเยาวชนเข้าร่วมค่ายอบรมฯยังมี 1 เกณฑ์การคัดเลือกที่สาคัญคือ การ
คัดเลือกจากคาบรรยายในแบบสอบถามเกี่ยวกับปัญหาที่เยาวชนพบในชุมชน ซ่ึงเป็นการคัดเลือกเยาวชนที่พอจะมองเห็น
ปัญหาของชุมชนตนเองในเบื้องต้นและนามาต่อยอดการแก้ไขปัญหาภายหลังจากการอบรมฯ หลังจากผ่านกระบวนการ
คัดเลือกเยาวชนประมาณ 400 คนจะเข้าร่วมค่ายอบรมผู้นาเยาวชนเพื่อโลกท่ียั่งยืน จัดขึ้น 4 ภูมิภาคทั่วประเทศโดยเฉล่ีย
ภมู ภิ าคละประมาณ 100 คน
2.2 คา่ ยอบรมผูน้ าเยาวชนเพ่อื โลกท่ียั่งยนื (คา่ ย1)
ค่ายอบรมผู้นาเยาวชนเพอื่ โลกท่ยี ง่ั ยืนจดั ข้นึ ใน 4 ภมู ภิ าคทัว่ ประเทศได้แก่ (1) ภาคกลาง (2) ภาคเหนือ (3) ภาคใต้
และ (4) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้ระยะเวลา 5 วัน 4 คืน โดยในแต่ละภูมิภาคจะคัดเลือกเยาวชนเข้าร่วมประมาณ 100
คน ค่ายครั้งนี้ได้รับการออกแบบจากนักวิชาการด้านการพัฒนาเยาวชน ด้านการพัฒนาชุมชนสังคม และด้านพลังงานและ
ส่ิงแวดลอ้ ม มีวทิ ยากรที่มีความรู้ความสามารถเป็นท่ปี ระจักษ์เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้สู่เยาวชนค่ายอบรมผู้นาเยาวชนเพื่อโลกที่
ยั่งยนื (ค่าย1) จะเปน็ ค่ายอบรมทีสอดแทรกเนอ้ื หาวิชาการมากท่ีสุดในจานวน 3 ค่ายของโครงการ Move World Together
ซึ่งเน้ือหาทางวิชาการน้ันถูกถ่ายทอดให้กับเยาวชนผ่านทั้งวิธีการบรรยายและสอดแทรกผ่านกิจกรรม โดยแบ่งออกได้เป็น 7
กจิ กรรมหลกั ดังนี้
1. กจิ กรรมการสรา้ งทีม (Team Building) มีวตั ถุประสงค์เพ่ือให้เยาวชนเรียนรู้วิธีการทางานร่วมกันเป็นทีม การ
พึ่งพาอาศัยและช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน กระบวนการจะถูกสร้างสรรค์ข้ึนโดยวิทยากรมืออาชีพเป็นกิจกรรม
สนกุ สนาน ผอ่ นคลายความตึงเครียด สร้างโอกาสให้เยาวชนได้รู้จักและเคยชินซ่ึงกันและกัน แต่อย่างไรก็ตาม
กิจกรรมจะถูกสอดแทรกไปดว้ ยขอ้ คิดและวิธกี ารทางานร่วมกนั
2. กิจกรรมการทดสอบและวดั แววศกั ยภาพของเยาวชน มวี ตั ถุประสงค์เพอ่ื ประเมินเยาวชนหาจุดอ่อนจุดแข็ง วัด
แววอัจฉริยภาพ บุคลิกภาพ ระดับความคิดสร้างสรรค์โดยใช้เครื่องมือทางจิตวิทยา เพื่อนาผลที่ได้มาส่งเสริม
เด็กเป็นรายบุคคลตามความถนัดและเป็นฐานข้อมูลโครงการฯหรือในกรณีท่ีพบเยาวชนที่จาเป็นต้องติดตาม
- 336 -
รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 61
เป็นกรณีพิเศษจะสามารถแจ้งเตือนและบอกกล่าวที่อาจารย์ท่ีปรึกษาได้ทันท่วงที กิจกรรมนี้ถูกจัดขึ้นด้วยทีม
วิทยากรมอื อาชีพจากสมาคมพัฒนาศกั ยภาพและอจั ฉรยิ ภาพมนุษย์ เครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการทดสอบมีความถกู ต้อง
แม่นยาและน่าเช่ือถือไดใ้ นระดบั สงู ผลการทดสอบที่ออกมาจึงมคี วามนา่ เชื่อถือในเกณฑ์สงู สุด
3. กิจกรรมการบรรยายพิเศษเรื่อง “สานึกสาธารณะและบทบาทเยาวชน” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสานึกความ
เป็นพลเมืองให้เยาวชน โดยให้ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ ที่สามารถทาได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่รอการพ่ึงพิง
ชว่ ยเหลือจากผอู้ น่ื
4. กิจกรรมเสริมสรา้ งความคิดนอกกรอบและความคดิ สร้างสรรค์ มวี ตั ถุประสงค์เพ่อื ฝกึ ให้เยาวชนได้คดิ นอกกรอบ
แปลกใหม่ คิดรเิ ริ่มสรา้ งสรรค์
5. กจิ กรรมแกน่ ความรู้ด้านพลังงานและส่ิงแวดล้อม มีวัตถุประสงค์เพื่อสอนเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมซ่ึงเป็น
เร่ืองยากให้เข้าใจได้โดยง่ายแต่เป็นการเข้าใจถึงแก่นแท้ จากการให้เยาวชนได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริงด้วย
เครอื่ งมอื การทดลองงา่ ยๆแต่มีประสทิ ธภิ าพ
6. กจิ กรรมการวเิ คราะห์เหตแุ ละผล และการสบื ค้นขอ้ มูล มีวตั ถุประสงค์เพอื่ ฝึกใหเ้ ยาวชนคดิ อยา่ งมีเหตผุ ลและมี
วิจารณญาณในการแก้ไขปัญหา คานึงถึงต้นเหตุของปัญหาและเลือกใช้วิธีการที่ชาญฉลาดในการแก้ไขปัญหา
นนั้ ๆ และแนะนาวธิ ีการสบื ค้นข้อมลู อยา่ งงา่ ยแตม่ ีประสทิ ธภิ าพใหแ้ กเ่ ยาวชนเพราะการสืบคน้ ข้อมลู ทีถ่ ูกต้องมี
ความจาเป็นอย่างยิ่งในการทางานของเยาวชน
7. กิจกรรมการคิดค้นและนาเสนอนวัตกรรมโครงงาน มีวัตถุประสงค์เพ่ือให้เยาวชนฝึกคิดแก้ไขปัญหาแบบ
Problem-based Solving ที่สามารถนาไปปฏิบตั ิแกไ้ ขปญั หาได้จริงในชุมชน หรือ สถานศึกษา ผ่านเคร่ืองมือ
คอื การทานวตั กรรม/โครงงาน
กจิ กรรมหลักท้งั 7 กิจกรรมจะถูกไล่เรยี งกนั ตามลาดบั ที่ปรากฏในภาพที่ 2
Team Building
การปลกู จติ สานึกให้
₊ เยาวชน
การสร้างแรงบันดาล ₊การพฒั นาทักษะการ
ใจ คดิ
แกน่ ความรู้ด้าน Cause & Effect
พลังงานและ Analysis
สิ่งแวดล้อม
ภาพที่ 2 กิจกรรมหลักในคา่ ยอบรมผู้นาเยาวชนเพอื่ โลกที่ย่งั ยนื
- 337 -
รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
ตลอดการจดั กิจกรรมทจี่ ัดขน้ึ ทงั้ 5 วนั เยาวชนไดร้ บั ความรู้ ประสบการณจ์ ากฐานกิจกรรมต่างๆมีกิจกรรมย่อยๆ ท่ี
ทาให้เยาวชนได้เพลิดเพลินไปกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับกลุ่มเพ่ือนต่างสถาบัน ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมการสังเกต
ฝกึ การวิเคราะหเ์ หตแุ ละผลการทางานเป็นทีม การสร้างจิตสานึกรับผิดชอบต่อสังคมโดยศึกษาจากกรณีปัญหาสังคมมากมาย
และกิจกรรมเกี่ยวกับแกน่ ความรู้พลังงานซงึ่ เยาวชนสามารถนาความรใู้ นสว่ นน้ไี ปประยุกต์ใช้ในโครงงานได้ดว้ ย
2.3 เวทีแลกเปลี่ยนเรยี นรู้ พัฒนาตอ่ ยอด “นวัตกรรมของเยาวชน”(ค่าย 2)
เวทแี ลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาต่อยอด "นวัตกรรมของเยาวชน" หรือค่าย 2 จัดข้ึนปีละ 1 ครั้งโดยคัดเลือกเยาวชนที่
ผา่ นคา่ ยอบรมผู้นาเยาวชนเพื่อโลกที่ย่ังยืน (ค่าย 1) จากทั่วประเทศ ระยะเวลาการจัดกิจกรรม 4 วัน 3 คืน โดยมีเกณฑ์การ
คัดเลือกคือต้องเป็นกลุ่มเยาวชนท่ีดาเนินโครงงานอย่างต่อเนื่องและมีผลงานก้าวหน้าในระดับหนึ่ง พร้อมที่จะแลกเปลี่ยน
ความร้กู บั เพื่อนเยาวชน
วัตถุประสงค์ของการจัดเวทีแลกเปล่ียนเรียนรู้ พัฒนาต่อยอด "นวัตกรรมของเยาวชน" คือ (1) เพื่อเปิดโอกาสให้
เยาวชนได้แลกเปลีย่ นประสบการณค์ วามรู้กับเยาวชนกลุ่มอื่นๆ (2) เพ่ือเสริมสร้างแรงบันดาลใจและจินตนาการในการสรรค์
สร้างนวัตกรรมให้กับเยาวชนไทย (3) เพื่อเติมเต็มความใคร่รู้และพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยในการผลิตนวัตกรรม (4)
เพอ่ื ปรบั ปรงุ เน้อื หาโครงงานสรา้ งสรรคข์ องกลม่ เยาวชนใหม้ ีคณุ ภาพมากยิ่งข้ึน
กจิ กรรมตลอดคา่ ยจะมุง่ เนน้ ให้เยาวชนได้แลกเปล่ียนเรียนรวู้ ิธีการทาโครงงาน ปัญหา อุปสรรคของการทาโครงงาน
ของตนเองกับเพื่อนเยาวชนกลุ่มอ่ืนๆสร้างโอกาสให้เยาวชนได้พบ และรับคาแนะนาเพ่ิมเติมจากผู้เชี่ยวชาญประจาโครงการ
ซ่ึงทางโครงการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญท่ีมีผลงานประจักษ์โดดเด่นจากหลากหลายสาขาทั่วประเทศ โดยกิจกรรมตลอดค่ายจะ
สอดแทรกการสร้างแรงบันดาลให้เยาวชน ให้มีกาลังใจ แรงบันดาลใจที่จะพัฒนาโครงงานอย่างต่อเนื่องหลังจากจบกิจกรรม
ซึง่ การสรา้ งแรงบนั ดาลใจมาจากกิจกรรมการดูงานนอกสถานที่, การบรรยายจากวิทยากร และการแลกเปล่ียนประสบการณ์
การพัฒนาโครงงานกบั รนุ่ พ่ี Move World Together ท่ีประสบผลสาเร็จจนไดร้ ับรางวลั จากเวทีการประกวดระดบั นานาชาติ
2.4 เวทถี อดบทเรยี น การพัฒนากลุ่มเยาวชนและโครงงานสร้างสรรคด์ ้านพลงั งานและสิ่งแวดลอ้ ม (คา่ ย 3)
เวทถี อดบทเรียน การพฒั นากลุ่มเยาวชนและโครงงานสร้างสรรค์ดา้ นพลังงานและสิ่งแวดล้อม หรือ ค่าย 3 จัดข้ึนปี
ละ 1 คร้งั เชน่ เดียวกบั คา่ ย1 และค่าย2 รวมระยะเวลา 3 วนั 2 คืนโดยคัดเลอื กเยาวชนอย่างเขม้ ข้น จากกลมุ่ ทีผ่ า่ นคา่ ยอบรม
ผู้นาเยาวชนเพื่อโลกท่ียั่งยืน (ค่าย1) และ เวทีแลกเปล่ียนเรียนรู้ พัฒนาต่อยอด "นวัตกรรมของเยาวชน" (ค่าย2) ซ่ึงกลุ่ม
เยาวชนทไี่ ด้การคดั เลอื กเข้าร่วมเวทถี อดบทเรียน การพฒั นากลุม่ เยาวชนและโครงงานสร้างสรรคด์ ้านพลงั งานและสิง่ แวดล้อม
(ค่าย3)เป็นกลุม่ เยาวชนทดี่ าเนนิ โครงงานอยา่ งต่อเนอื่ งและมีผลงานโดดเด่น ไม่เฉพาะกลุ่มเยาวชนที่สามารถจดสิทธิบัตรหรือ
อนสุ ทิ ธบิ ัตรได้เท่านั้น หากแต่รวมถึงกลุ่มเยาวชนท่ีมีผลงานโดดเด่นในด้านการช่วยเหลือชุมชนหรือสังคม เช่นมีการขยายผล
นาสงิ่ ประดิษฐน์ ้นั ๆไปใชเ้ ป็นประโยชนแ์ กท่ ้องถ่ินของเยาวชน
วัตถุประสงค์ของเวทีถอดบทเรียน การพัฒนากลุ่มเยาวชนและโครงงานสร้างสรรค์ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม
(ค่าย3) คือ (1) เพ่ือสร้างองค์ความรู้ เร่ือง กระบวนการพัฒนาเยาวชน และโครงงานเยาวชนท่ีสร้างสรรค์อย่างเหมาะสม (2)
เพอ่ื สง่ เสรมิ ให้เยาวชนต่อยอดความรูท้ ีเ่ กย่ี วข้องกับโครงงานของตนและพฒั นาทักษะทางการคดิ ระดับสูง (3) เพื่อแสดงผลงาน
ความกา้ วหน้าของโครงงานตา่ งๆของเยาวชน และ (4) เพ่ือยกยอ่ งการทางานทีม่ ่งุ ม่ัน และสรา้ งสรรค์สิ่งใหม่ นอกกรอบ ที่เป็น
ประโยชน์ต่อสงั คม ในดา้ นพลังงานและสง่ิ แวดล้อม แบ่งกจิ กรรมออกเปน็ 3 สว่ น คือ
1. เวทกี ารแลกเปลยี่ นความรู้ ประสบการณ์ ซึ่งแบง่ ออกเปน็ 2 ส่วนย่อยคอื
การนาเสนอผลงานของเยาวชน
การจัดนทิ รรศการแลกเปล่ียนความรกู้ ับกล่มุ โครงงานอน่ื ๆ
2.กระบวนการถอดบทเรียนการเรยี นรสู้ ู่ความสาเรจ็ ในการพัฒนาโครงงาน/ส่ิงประดษิ ฐ์
- 338 -
รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61
3.การยกย่องผลงานของเยาวชน โดยการมอบรางวลั เชิดชเู กียรติแก่กล่มุ เยาวชน ทป่ี รกึ ษากล่มุ เยาวชน และโรงเรียน
ที่สนบั สนนุ เพือ่ ประกาศชื่อโครงงานกลุ่มเยาวชน ท่ีมีผลงานประจักษ์ว่าเป็นโครงงาน Move World Together ต้นแบบท่ีน่า
ยกย่อง
การพัฒนาเยาวชนตามแนวทาง Move World Together ผ่านการทาโครงงาน มีเส้นทางท่ีเยาวชนต้องปฏิบัติและมี
ขน้ั ตอน ดังนี้
1. เยาวชนผ่านเข้าค่ายหลกั สตู ร 1 นาเสนอผลงานและส่งเค้าโครงโครงงานเพ่อื ให้กรรมการพจิ ารณา
2. คณะกรรมการพจิ ารณาโครงงานของเยาวชน หากให้ผ่าน เยาวชนสามารถเดินหน้าพัฒนาโครงงานต่อส่วนกลุ่มที่ยัง
ไมผ่ า่ นจะต้องกลบั ไปทบทวนใหม่
3. เยาวชนพัฒนาโครงงานตอ่ โดยสง่ แผนการทางานมาที่โครงการฯ เจ้าหนา้ ท่ีจะช่วยใหค้ าแนะนาเกย่ี วกบั การวางแผน
งบประมาณจากนน้ั เยาวชนจงึ เปิดสมุดบญั ชีธนาคาร เพอื่ รบั การโอนเงินไปพัฒนาโครงงาน กลุ่มท่ียังไม่ผ่าน กลับไป
ปรับแนวคดิ แกไ้ ขเพ่ิมเตมิ ตามความเห็นคณะกรรมการและเสนอกรรมการพิจารณาอกี ครั้งหากผ่านจะได้ทาต่อ หาก
ไม่ผ่านสามารถเปลย่ี นโครงงานเพอ่ื เสนอเข้ามาใหมห่ รอื ยกเลกิ
4. ดาเนินการตามโครงงานเจา้ หน้าที่/ผู้เช่ียวชาญใหค้ าปรกึ ษาลงพน้ื ทีน่ ิเทศงาน เยยี่ มเยียนใหก้ าลงั ใจ
5. กลมุ่ เยาวชนท่ีมีผลงานกา้ วหน้า เข้าคา่ ย 2 ต่อยอดความร้จู ากผู้เชย่ี วชาญ และนิเทศงานอกี คร้ัง (ถ้ามี)
6. กลับไปพฒั นาโครงงานตอ่ และคดั เลอื กกลมุ่ ที่ก้าวหนา้ เข้าค่าย 3 (ร่วมถอดบทเรียน/รบั รางวลั เชิดชูเกียรติ) หรือกลุ่ม
ที่มีแก่นความรูใ้ หมจ่ ะได้จดสทิ ธบิ ตั รหรอื ส่งโครงงานเขา้ ประกวดระดบั ชาติ/นานาชาติ
- 339 -
ขนั้ ตอนท่ี 1 รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61
ข้นั ตอนท่ี 2
ขน้ั ตอนท่ี 3 เส้นทางการพฒั นาโครงงาน Move World Together
ขน้ั ตอนท่ี 4 เยาวชนผา่ นเขา้ คา่ ยหลกั สูตร 1 ส่งโครงงานเพื่อให้กรรมการพิจารณา
ขนั้ ตอนที่ 5 ผ่าน >>>เดินหน้าพฒั นาโครงงานตอ่ ยังไมผ่ า่ น>>>ทบทวน
ขั้นตอนที่ 6
- ส่งแผนการทางาน - ปรบั แนวคดิ ใหมใ่ นการเสนอโครงงาน
- วางแผนงบประมาณ - แกไ้ ขเพ่ิมเตมิ ตามความเหน็ คณะกรรมการ
- เปดิ สมดุ บัญชีธนาคาร/โอนเงนิ
เสนอกรรมการพจิ ารณาอีกครัง้
ดาเนินการตามโครงงาน
ผ่าน เปล่ียนโครงงานเพ่ือ
- นิเทศงาน (เจ้าหนา้ ท่ี/ผเู้ ช่ียวชาญ เสนอเขา้ มาใหมห่ รอื
ใหค้ าปรกึ ษา) ยกเลกิ
กลุ่มเยาวชนทมี่ ีผลงานก้าวหนา้ เข้าคา่ ย 2 ตอ่ ยอดความรจู้ ากผู้เชย่ี วชาญ
- นเิ ทศงาน (ถา้ มี) จดอนสุ ทิ ธบิ ัตร
กลบั ไปพฒั นาโครงงานตอ่
คัดเลอื กกล่มุ โครงงานที่ก้าวหนา้ เขา้ ค่าย 3 สง่ โครงงานเข้าประกวด
(ถอดบทเรียน / รับเหรยี ญ + โลเ่ กียรตยิ ศ) ระดบั ชาต/ิ นานาชาติ
ภาพที่ 3 เสน้ ทางการพัฒนาโครงงาน Move World Together
- 340 -
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61
3. แนวทางการสนบั สนุนเยาวชนตอ่ เน่อื งจากกระบวนการคา่ ยเยาวชน
3.1 การใหค้ าปรึกษาเยาวชน
โครงการฯ ไดเ้ ตรยี มผู้เชี่ยวชาญท่ีมีความชานาญเฉพาะทางในด้านตา่ งๆ จากมหาวทิ ยาลัยชั้นนาของประเทศ คอยให้
คาปรกึ ษา เมื่อเยาวชนเกิดความขัดข้องในการทาโครงงาน เบื้องต้นจะติดต่อผ่านทางเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานประจาภูมิภาค
เพื่อนาเรื่องไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแล้วให้คาตอบหรือแนะนาผ่านทางโทรศัพท์หรือทางจดหมายอิเล็กทรอนิคส์ (อีเมล์) หาก
เยาวชนต้องการคาตอบท่ลี ึกซึ้งข้นึ โครงการฯ จะจดั ส่งเจ้าหน้าท่ีและเชิญผ้เู ชีย่ วชาญลงพ้ืนทใ่ี หค้ าปรึกษาถึงโรงเรียน แบ่งเป็น
2 ลักษณะ คอื
3.1.1 การลงพนื้ ท่นี เิ ทศงาน และการติดตามให้กาลงั ใจเยาวชน
เมื่อเยาวชนกลับจากคา่ ยแลว้ พวกเขาจะได้รบั โจทยก์ ลบั ไปด้วย คือ การพัฒนาโครงงานที่นาเสนอในค่าย
ให้สาเร็จลุล่วงจนกลายเป็นรูปธรรมจากฝีมอื ของตนเอง โครงการฯ ใหอ้ สิ ระเยาวชนได้เรียนรู้และค้นหาวิธีการแก้ไข
ปญั หาอย่างเต็มที่ เม่ือผ่านเวลาช่วงหนึ่งแล้ว กาลังใจในการพัฒนาโครงงานอาจลดลงและเกิดอาการท้อ เนื่องจาก
ความยากของการค้นควา้ โครงการฯ ตระหนักถึงความสาคัญในข้อนี้ จึงจัดให้มีการนิเทศและเยี่ยมเยียนให้กาลังใจ
เยาวชน โดยผปู้ ระสานงานเยาวชนทั้ง 4 ภูมิภาคจะจัดตารางการลงพน้ื ท่ีอย่างท่ัวถึง การพบปะแต่ละคร้ัง มีรูปแบบ
การพูดคุย ซักถามถึงอุปสรรคในการทางาน ชักชวนวางแผนการทางาน วางแผนการใช้งบประมาณ และช่วยให้
คาแนะนาในเบ้อื งตน้
3.1.2 คลนิ กิ ความรู้เคลอื่ นท่ี
คลินิกเป็นสถานพยาบาลสาหรับผู้ป่วย คลินิกความรู้เคลื่อนก็เป็นการบาบัดโรคภัยผู้ท่ีติดขัดด้านข้อมูล/
ความรู้เช่นกัน ลักษณะของคลินิกความรู้ จะเกิดข้ึนก็ต่อเม่ือเยาวชนเกิดปัญหาติดขัดในการทาโครงการ ซึ่งส่ง
สัญญาณผ่านการติดต่อขอความช่วยเหลอื หรอื เกดิ จากการสังเกตการทางานท่ผี ูป้ ระสานเยาวชนเป็นผู้ติดตามความ
คบื หนา้ โครงงาน เม่อื พบว่าเยาวชนมีปญั หา โครงการฯ จะเชิญผเู้ ชีย่ วชาญร่วมลงพืน้ ที่ ใหค้ าแนะนาอย่างใกล้ชิด ไม่
ว่าจะเปน็ ในเรื่องหลกั การทางานทางวิทยาศาสตร์ การประกอบกลไก การทดลองในห้องปฏิบัติการ ฯลฯ แม้จะมีท่ี
ปรกึ ษาคอยให้ความรเู้ บอ้ื งต้นแกเ่ ยาวชน แต่บางครั้งองค์ความรู้น้ันอาจไม่เพียงพอเท่ากับการได้เรียนรู้โดยตรงจาก
อาจารยม์ หาวทิ ยาลยั
3.2 การจดอนุสิทธิบัตรและสทิ ธบิ ัตร
ดังที่กล่าวมาข้างต้นว่าเยาวชน “คนพันธุ์ใหม่” ตามคานิยามของโครงการ Move World Together จะต้องมี
ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ปราศจากการลอกเลียนแบบ ดังนั้นโครงการฯจึงให้ความสาคัญกับการสนับสนุนให้เยาวชนจด
สิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรเพื่อคุ้มครองผลงานประดิษฐ์คิดค้น แต่อย่างไรก็ตามเป้าหมายท่ีแท้จริงคือการฝึกฝนให้เยาวชนได้
เรียนรู้ข้ันตอน วิธีการจดทะเบียนเพื่อคุ้มครองส่ิงประดิษฐ์ของตนว่าไม่ได้ยากเกินความสามารถของเยาวชนนัก และการให้
ความสาคัญของทรัพย์สินทางปัญญาเป็นส่ิงจาเป็นและสาคัญการสร้างสรรค์ส่ิงใหม่จากแนวคิดของเยาวชน สาคัญท่ีสุดเม่ือ
เยาวชนทราบถึงความยากลาบากและเหนด็ เหน่ือยกบั การได้มาซง่ึ ความเป็นเจ้าของส่ิงประดษิ ฐ์อยา่ งถกู ตอ้ ง เยาวชนจะเห็นถึง
ความสาคัญของการไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญหาของผู้อ่ืน ปัญหาการลอกเลียนแบบก็จะลดลง ปัจจุบันโครงการ Move
World Together ผลักดันให้เยาวชน 1 กลุ่มสามารถยื่นจดสิทธิบัตร และ 1 กลุ่มสามารถย่ืนจดอนุสิทธิบัตรได้ ทั้งน้ี
กระบวนการย่ืนจดสทิ ธบิ ตั รหรืออนุสทิ ธบิ ัตรนนั้ ใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปีนับต้ังแตว่ ันท่ีเยาวชนได้คิดรเิ ร่มิ สร้างสรรค์ และทา
สง่ิ ประดษิ ฐน์ นั้ ๆภายในค่ายอบรมผู้นาเยาวชนเพือ่ โลกทย่ี ่งั ยนื หรือ คา่ ย 1
3.3 การสง่ กลมุ่ เยาวชนเขา้ ประกวดแข่งขันระดับชาติและนานาชาติ
โครงการ Move World Together สนับสนุนเยาวชนที่เข้าร่วมค่ายให้มีโอกาสได้นาผลงานเข้าแสดง เข้าร่วม
ประกวดแข่งขนั สิ่งประดิษฐ์ทง้ั ระดับชาตแิ ละระดับนานาชาติ เยาวชนที่มีผลงานโดดเด่น เป็นท่ีน่าพึงพอใจจะถูกคัดเลือกจาก
คณะกรรมการผู้เชย่ี วชาญของโครงการฯ และองค์กรภาคีเพ่ือส่งเข้าร่วมการประกวดแข่งขันทั้งระดับชาติและนานาชาติ ทั้งนี้
- 341 -
รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61
การประกวดระดับชาติท่ีโครงการฯนาเยาวชนเข้าร่วมได้แก่ งานวันนักประดิษฐ์ ซ่ึงจัดโดยสานักงานคณะกรรมการวิจัย
แห่งชาติ (วช.) เป็นการเข้าประกวดส่ิงประดิษฐ์ นวัตกรรมจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งโครงการฯจะส่งเยาวชนเข้าร่วมในการ
ประกวดระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย ท้ังน้ีโครงการ Move World Together จะคัดเลือกเยาวชนเพื่อส่งเข้าร่วมการ
ประกวดแข่งขันท้ังในเวทีระดับชาติและนานาชาติอย่างต่อเนื่องในทุกๆปี โดยจะคัดเลือกจากโครงงานของเยาวชนโครงการ
Move World Together ท่ีมีจานวนมากข้ึน มีประสิทธิภาพและศักยภาพท่ีสูงข้ึนในทุกปี6 การประกวดเป็นช่องทางหน่ึงใน
การส่งเสริมเยาวชนใหไ้ ดร้ ับโอกาสในการพัฒนาโครงงานอย่างตอ่ เนอ่ื งและการเข้าร่วมการประกวดในระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ
ยังเปน็ การสง่ เสรมิ ให้เยาวชนเรยี นรู้เทคโนโลยีระดบั นานาชาตอิ นั จะนามาซึ่งแรงบันดาลใจในการพฒั นาตนเอง
3.4 การจัดกจิ กรรมเชอ่ื มความสัมพนั ธ์และติดตามความเคล่อื นไหวผา่ นสอื่ ออนไลน์
ความสมั พันธท์ ด่ี รี ะหว่างเยาวชนและโครงการฯ จะทาให้เกิดประสิทธิภาพในการทางาน และกลายเป็นมิตรภาพใน
เวลาเดียวกนั แต่การที่เยาวชนมีถน่ิ อาศยั อย่หู า่ งกนั ไปตามภูมภิ าค ทาใหก้ ารติดต่อสือ่ สารอาจไม่ท่ัวถงึ จงึ ประสานช่องโหวข่ อง
ความห่างไกล ให้เปลี่ยนเป็นใกล้กันด้วย “การสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ช่องทางการส่ือสารที่โครงการ Move
World Together ใช้ในการติดต่อ และให้ข้อมูลกับเยาวชน ได้แก่ เว็บไซต์โครงการฯ www.moveworldtogether.com
แฟนเพจในเฟซบุ๊ค Move World Together (www.facebook.com/Moveworldtogether) อินสตาแกรม (Instagram)
Move World Together การต้ังกลุ่มปิด (Close Group) ในเฟซบุ๊คและการตั้งกลุ่มใน แอพพลิเคชั่นไลน์ (Line) ไว้สาหรับ
พดู คุยให้คาปรกึ ษากันและกนั ซึ่งเป็นพืน้ ท่กี ารสนทนาที่เป็นสว่ นตวั ไมเ่ คร่งเครยี ด สมาชกิ กลมุ่ จึงมคี วามสบายใจในการพูดคุย
และสนิทสนมกันรวดเรว็ ยิ่งขนึ้
การสื่อสารขา่ วสารอย่างเปน็ ทางการเกดิ ข้ึนใน 2 เครอื ข่ายหลัก คือ เว็บไซต์และแฟนเพจ บททบาทหลกั ของเว็บไซต์
คือ การแจ้งพันธกิจและโครงสร้างองค์กร ให้ข้อมูลข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ การแบ่งปันบทความมีสาระ เป็นฐานข้อมูล
โครงงานเยาวชน สาหรบั สบื ค้นไดต้ ามที่ระบุในแผนทีก่ ารทาโครงงานทว่ั ประเทศไทย ฯลฯ
ส่วนเครือข่ายในเฟซบุ๊คได้รับความนิยมมากในการให้ข่าวสารประชาสัมพันธ์ เนื่องจากเยาวชนอยู่ใกล้ชิดกับ
เครือข่ายสังคมประเภทนี้มากที่สุด ที่ผ่านมา โครงการฯ ได้แบ่งประเภทการให้ข้อมูล ออกเป็น 3 ประเภท 1. MWT News
สาหรบั ขา่ วประชาสัมพันธ์ภายในองค์กร และข่าวภายนอกท่เี กีย่ วขอ้ งกับพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ส่งถึงผู้กดถูกใจเพจ (Like)
ทุกคน 2.CoolIdea เป็นการแบ่งปันไอเดียการสร้างส่ิงประดิษฐ์ท่ีมีความแปลกใหม่และสร้างสรรค์ เพ่ือให้เยาวชนได้มีแรง
บนั ดาลใจในการสร้างงานให้โดดเดน่ และมปี ระโยชนส์ งู สุด 3. คาคมเสรมิ กาลังใจ อานภุ าพของประโยคเด็ดให้กาลังใจจะทาให้
ผู้อ่านมีความหวังในการใช้ชวี ิตและทางานมากข้นึ
บทวเิ คราะห์
การพฒั นาศักยภาพของเยาวชนจากทกั ษะการคดิ นอกกรอบ คดิ สรา้ งสรรคแ์ ละมวี จิ ารณญาณ ฝกึ การทางานเป็นทีม
ทาให้เยาวชนท่ีผ่านการอบรมมีลักษณะโดดเด่น รู้จักตั้งคาถามกับสิ่งรอบตัว พยายามค้นคาตอบเอง และมีจิตสานึกพลเมือง
ค่ายเยาวชนหลายแห่ง จัดข้ึนเพ่ือให้เยาวชนได้อบรมเร่ืองเฉพาะด้าน เมื่อจบค่ายก็แยกย้ายกันไป หรือเด็ดยอดความคิด
6 ในส่วนของการประกวดส่ิงประดิษฐ์ระดับนานาชาตินั้นโครงการฯได้คัดเลือกเยาวชน 2 กลุ่มท่ีมีผลงานเป็นที่ประจักษ์และตรงกับเกณฑ์กาหนดของการประกวดเข้าร่วมการ
ประกวดสิ่งประดิษฐ์ในงาน "Taipei International Invention show and Technomart" ประจาปี 2014 ณ กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน ในงานน้ีเยาวชนของโครงการฯ ร่วม
ประกวดด้วยสิง่ ประดษิ ฐ์ 2 ชน้ิ งาน ได้แก่ (1) กระติบไฟฟา้ (Electric Sticky rice Cooker) และ (2) เตาประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง (Sustainable Energy Stove) เป็นการเข้า
สูก่ ารแข่งขนั ระดับนานาชาตคิ รั้งแรกของเยาวชนและโครงการ Move World Together โดยในงานนี้ไม่มีการแบ่งระดับอายุ วุฒิการศึกษาของผู้เข้าร่วมประกวด เยาวชนของ
โครงการฯจึงเขา้ รว่ มแขง่ ขันทดั เทียมกบั ผู้ใหญท่ ุกประการ ผลงานของเยาวชนไดร้ บั รางวัลจานวนถงึ 9 รางวัล ผลงานเตาประหยัดพลังงานเช้ือเพลิง 4 รางวัล ประกอบด้วย 1.
รางวัลเหรียญเงิน (Silver medal Award) 2. รางวัล Special Award จากประเทศไต้หวัน 3. รางวัล Special Award จากประเทศเกาหลีใต้ และ 4. รางวัล Leading
Innovation Award จากเครือข่ายทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ (Intellectual Property Network Forum - IIPNF) และผลงานกระติบไฟฟ้า (Electric Sticky Rice
Cooker) ได้รับ 5 รางวัล คือ 1. รางวัลพิเศษเกียรติยศ Honorable Mention Awards 2. รางวัล Special Award จากประเทศเกาหลีใต้ 3. รางวัล Special Award จาก
ประเทศกาตาร์ 4. รางวัล Special Award จากประเทศไต้หวนั และ 5. รางวลั นวตั กรรมท่ีชาญฉลาด TIIIA Outstanding Diploma จาก TIIIA ประเทศไตห้ วนั
- 342 -
รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61
เยาวชน โดยการคัดเลือกเด็กเก่ง เด็กอัจฉริยะมาฝึกและส่งประกวด ซ่ึง Move World Together ไม่ยึดแนวทางนั้น เพราะ
เช่ือว่าเยาวชนทุกคนสามารถพัฒนาตนเองได้โดยไม่จาเป็นต้องเก่งมาก่อน แต่เลือกคนท่ีมีความสนใจจริง ซ่ึงการอบรมด้วย
หลักสตู รที่เข้มข้นจะเปล่ียนเยาวชนเป็นคนใหม่โครงการฯ จึงทางานกับเยาวชนเหมือนการปลูกต้นไม้ ที่ต้องดูแลเอาใจใส่จน
กลายเป็นไมใ้ หญ่ เห็นไดจ้ ากการตดิ ตามดแู ลเยาวชนอย่างใกลช้ ดิ มอบใหเ้ ยาวชนพัฒนาโครงงานอย่างต่อเนื่อง แล้วติดตามให้
ความช่วยเหลือในสงิ่ ที่เยาวชนต้องการ
หลักสูตรค่าย Move World Together ค่อยๆ หล่อหลอมให้เยาวชนเกิดความรักในการทางาน (Passion) และมี
ความทะเยอทะยานไปถึงความฝนั (Ambition) ซง่ึ ความมุ่งหมายที่เยาวชนมีความรักและทะเยอทะยานน้ันยังอยู่ในปริมณฑล
แห่งการทาเพื่อผู้อื่น กล่าวคือ เยาวชนมีพร้อมท้ังจิตสานึกเพื่อสาธารณะ จาลองตัวตนให้มีบทบาทเหมือนผู้ใหญ่ผู้รับบทบาท
คิดค้นและสร้างสรรค์ช้ินงานทั้งที่ยังอายุน้อย (ใจโตกว่าตัว)จึงกล่าวได้ว่า เม่ือมีความรักจึงสนุกกับการทางาน เมื่อมีความ
ทะเยอทะยานจึงทาใหส้ ง่ิ ท่ีทาประสบความสาเร็จ
ประกอบกับวิธีคิดท่ีแปลกใหม่ของโครงการ ที่ร่วมหารือกันอย่างเข้มข้นระหว่างคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในด้าน
วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และจิตวิทยา จึงทาให้หลักสูตรที่คิดข้ึนมามีความน่าสนใจ เป็นผลให้กระบวนการ Move World
Together ถูกหยิบยืมไปขยายผลให้กับเยาวชนในพ้ืนที่ จ.นครพนม ภายใต้ช่ือ Move Renunakhon Together ซ่ึงครูที่
ปรึกษาจากโรงเรยี นเรณนู ครไดเ้ ล็งเหน็ ถึงความแปลกใหมใ่ นการฝกึ อบรม และเชือ่ มั่นว่าจะสามารถพฒั นาศักยภาพเยาวชนใน
สถานศึกษาได้ จงึ รว่ มมือกบั องคก์ รในพ้ืนท่ีท่ีเกย่ี วข้องกบั พลังงานและสง่ิ แวดล้อม ผู้ที่เป็นแกนนาในการจัดกระบวนการต่างก็
เป็นรุ่นพ่ีเยาวชน Move World Together ท่ีเปล่ียนบทบาทมาเป็นผู้ถ่ายทอดการเรียนรู้ สร้างความภาคภูมิใจให้พวกเขาท่ี
เป็นส่วนหนงึ่ ในการสร้างเพ่ือนและร่นุ นอ้ งให้คิดสรา้ งสรรคแ์ ละนอกกรอบโดยมีเจ้าหน้าที่โครงการฯ ไปร่วมเป็นพ่ีเล้ียงจัดงาน
อย่างใกล้ชิด การขยายผลดังกล่าวจัดขึ้น 2 ปี แล้ว และแน่นอนว่าจะมีปีถัดไปตามมา ผลตอบรับจากเยาวชนที่เข้ารับการ
อบรม เหน็ วา่ เป็นคา่ ยที่ไมเ่ หมือนคา่ ยอื่นดว้ ยความสดใหม่ในหลกั สูตรที่ร่วมกันร่างมาอยา่ งดี
จากกระบวนการพัฒนาเยาวชนตามแนวทาง Move World Together ท่ีกล่าวมาข้างต้น อาจสรุปได้ว่า เยาวชนที่
ได้เข้าค่าย รวมถงึ ครูทีป่ รกึ ษา จะไดร้ บั ชุดความร้ใู หมท่ ีจ่ ะนาไปเป็นเครอื่ งมอื แก้ไขปัญหาส่ิงแวดล้อมแบบคิดนอกกรอบ ทาให้
เปลี่ยนทศั นคตแิ บบเดิม กลายเปน็ ผทู้ ่ไี ม่ยอมหยุดนิ่งหรอื เพกิ เฉยต่อสถานการณป์ จั จุบัน แตก่ ลบั เปน็ ผู้คน้ ให้ลกึ มองใหร้ อบดา้ น
ถงึ วิธีแกป้ ัญหา เพื่อปกป้องประชากรภายในประเทศให้ประสบปัญหาด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมน้อยลง ด้วยจิตสานึกแห่ง
การเป็นพลเมืองของสงั คมที่ยนื หยัดอยู่ได้ด้วยความคิดแปลกใหมใ่ นสมองนน้ั จะกลายเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในการเคล่ือนโลกไป
ขา้ งหน้าอยา่ งย่ังยนื และแก้ไขปญั จริงในชุมชนได้
บทสรุป
ถึงแม้ว่าโครงการ Move World Together ได้รับความชื่นชม และช่ือเสียงเป็นท่ีรู้จักอย่างกว้างขวางจากการ
ประกวดนวตั กรรมสิง่ ประดิษฐ์ อันเป็นผลงานท่ีเป็นรูปธรรม หากแต่เป้าหมายหลักท่ีแท้จริงของโครงการนั้นมิใช่การสร้างนัก
ประดิษฐ์ นักคิดนวัตกรรมแต่อย่างใด โครงการฯยังคงมุ่งเน้นท่ีจะสร้างเยาวชนคนพันธ์ุใหม่ที่มีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ คิด
อย่างมีระบบ ระเบียบ ไม่คิดลอกเลียนแบบใคร พ้ืนฐานความคิดเกิดจากจินตนาการแล้วจึงแปลงผลมาสู่การหาวิธีแก้ไขจริง
และท่สี าคัญความคิดสรา้ งสรรค์นั้นจะต้องก่อให้ประโยชน์ต่อสังคม ชุมชนและประเทศชาติ ความคิดสร้างสรรค์น้ันๆ จะต้อง
อยู่บนพ้ืนฐานของความเป็นจริงและแก้ไขปัญหาสังคมได้จริง มิใช่การคิดประดิษฐ์นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่แต่ไร้ซ่ึงประโยชน์ต่อ
ส่วนรวม
- 343 -
รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
เอกสารอ้างองิ
กรุงเทพธุรกิจ การเมือง : การศึกษาวันที่ 28 สิงหาคม 2555 เด็กไทยร้ังท้ายผลสอบ"PISA" นักวิชาการชี้ขาดคิดวิเคราะห์
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/education
ศนู ย์สารสนเทศการศกึ ษา สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2554). สรุปความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยจาก
World Competitiveness Yearbook องคก์ ร IMD, 2011 (เอกสารอัดสาเนา)
ชานนท์ โกมลมาลย์. (2556). สงั คมสงเคราะห์สเี ขียว: รปู แบบและบทบาทใหมข่ องการสังคมสงเคราะห์ไทย. รายงานสืบเน่ือง
การสัมมนาวิชาการ (Proceedings) เนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ปีที่ 60. กรุงเทพฯ :
คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
สานกั งานคณะกรรมการพฒั นาการขีดความสามารถในการแข่งขนั ของประเทศ, สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติ. (2554). รายงานผลการวิเคราะห์ตัวช้ีวัดและแนวทางการจัดการจุดอ่อนของประเทศไทยจาก
การจดั อันดับความสามารถในการแขง่ ขันโดย WEF และ IMD (เอกสารอัดสาเนา)
อุษณีย์ อนุรทุ ธ์วงศ.์ (2554). การพฒั นาทกั ษะความคิดระดบั สงู . กรงุ เทพฯ : ไอ.ควิ บุ๊คเซน็ เตอร์.
- 344 -
รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
โอกาสและสิทธทิ างการศกึ ษาของเด็กต่างดา้ ว ผา่ นประสบการณ์การทางานสังคมสงเคราะห์ในพนื้ ทีจ่ ังหวัดสมทุ รสาคร
The Right and Educational Opportunity of Childs Migrant Through the Experience
of Working in Social Work in Area of Samut Sakorn Province.
ปรญิ ญา หวันเหลม็ 1
Parinya Wanlem
Abstract
This article is the result of four months of internship in social work and one year as officer in the
child protection, Foundation for Child Development in the project of Education Social Protection and Safe
operation in Seafood processing area in Samut Sakorn province. The purpose is to assess the problems,
opportunities and rights of children for education of seasonal migrants. In the Ban Auer Arthon Tha Chin
of Samut Sakorn province, the government and the private sector emphasize providing opportunity to
educate children of seasonal migrants. Due to continuous work of public and private sector recognizes
the importance of education of child workers. Focused awareness program is needed to reduce child
exploitation by enrolling in the education system.
Keywords : Migrant children, Educational Opportunity, Children Right
บทคัดย่อ
บทความนเ้ี ปน็ ผลจากประสบการณ์การทางานด้านสังคมสงเคราะห์ ผ่านประสบการณ์การฝึกภาคปฏิบัติและการ
ทางานในฐานะเจ้าหน้าทกี่ ลุ่มงานคุม้ ครองเดก็ มลู นิธเิ พอ่ื การพัฒนาเดก็ ในโครงการส่งเสริมการศึกษา การคุ้มครองทางสังคม
และการทางานที่ปลอดภัย ของแรงงานเด็กและเด็กกลุ่มเสี่ยง ในกิจการแปรรูปอาหารทะเลพื้นท่ีจังหวัดสมุทรสาคร โดยมี
วตั ถุประสงค์เพอื่ นาเสนอปัญหา และโอกาสตลอดจนสทิ ธใิ นการได้รับการศกึ ษาของเดก็ ต่างด้าว ในพื้นท่ีหมู่บ้านเอ้ืออาทร ท่า
จีน จังหวัดสมุทรสาคร โดยมีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันโอกาสและสิทธิในการได้รับ
การศึกษาของเด็กต่างด้าว ซ่ึงเป็นผลจากการทางานของหลายหน่วยงานท้ังภาครัฐและภาคเอกชนดังกล่าวท่ีเล็งเห็นถึง
ความสาคัญของเด็กต่างด้าว โดยการผลักดันให้เด็กต่างด้าวได้เข้าสู่และระบบการศึกษา เป็นทางออกหน่ึงในการปกป้องและ
คุม้ ครองเพือ่ ใหม้ ีความปลอดภยั และหลุดพน้ จากการเป็นเดก็ กลมุ่ เสยี่ งดังกล่าว
คาสาคัญ : เดก็ ต่างดา้ ว, โอกาสทางการศึกษา, สทิ ธเิ ดก็
บทนา
ในยุคของโลกาภิวัตน์ที่ระบบเศรษฐกิจและระบบข้อมูลข่าวสารไร้พรมแดนเข้ามามีอิทธิพล ในการกาหนดการ
ดารงชีวิตของมนุษย์ เกิดการแข่งขันสูงในทุกๆมิติทางสังคม โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ท่ีต้องอาศัยทรัพยากรมนุษย์เป็นกลไก
สาคัญในการขับเคล่ือน โดยเฉพาะอย่างย่ิงอุตสาหกรรมอาหารทะเลและการส่งออกในประเทศไทยน้ันมีส่วนสาคัญในการ
ขบั เคลือ่ นระบบเศรษฐกจิ ของประเทศเป็นอย่างมาก ข้อมูลจากสานักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสาครระบุว่าในปี พ.ศ.2552
นั้นจังหวัดสมุทรสาครมีแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทางาน จานวน 160,549 คน และมีแรงงานมาย่ืนขออนุญาตทางาน
และยื่นแบบคาขอพิสูจนส์ ัญชาติปี พ.ศ. 2553 จานวน 124,454 คน ซึ่งนับว่าแรงงานเป็นสว่ นสาคญั ยิ่งในการขับเคล่ือนระบบ
1 นักศกึ ษาปรญิ ญาโท หลักสูตรสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์มหาบณั ฑติ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
- 345 -
รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
อุตสาหกรรม และเป็นปัจจัยพื้นฐานท่ีสาคัญในการผลิตสินค้าต่างๆสู่ท้องตลาดภายในประเทศและเพ่ือการส่งออกไปยัง
ตา่ งประเทศ และประเทศไทยนนั้ เป็นแหลง่ อุตสาหกรรมขนาดใหญใ่ นการผลิตและส่งออกอาหารโดยเฉพาะอาหารทะเล สง่ ผล
ใหเ้ กิดการหลั่งไหลของแรงงานจากประเทศเพ่อื นบ้านเขา้ มาแสวงหาโอกาสและคณุ ภาพชีวติ ท่ดี กี วา่ ในการประกอบอาชีพด้วย
คา่ ตอบแทนทส่ี ูงเมอ่ื เทยี บกบั ประเทศตน้ ทางน้นั ทาใหแ้ รงงานตดั สินใจเขา้ มาคา้ แรงงานในประเทศไทย
ขณะเดียวกันรัฐบาลในแต่ละประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย เดนมาร์ก เยอรมนี สหราช
อาณาจักร สหรัฐอเมริกา และแคนาดา เป็นต้น ซึ่งประเทศเหล่านี้เป็นประเทศต้นแบบท่ีมุ่งเน้นนโยบายการศึกษาตลอดชีวิต
โดยมีเป้าหมายเพ่ือท่ีจะยกระดับความรู้ทักษะอาชีพของประชาชนให้มีศักยภาพที่จะก้าวทันการเปล่ียนแปลงของสังคมโลก
และความเจริญก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดังน้ันประเทศต่างๆ จึงจาเป็นต้องปรับปรุงพัฒนาและปฏิรูประบบ
การศกึ ษาทมี่ ุ่งสรา้ งวิสัยทัศน์ของประเทศตน เพ่ือกาหนดนโยบายและเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศ
โดยเช่อื วา่ การศกึ ษาจะเป็นปจั จัยสาคัญในการสรา้ งสรรค์ทรพั ยากรมนุษย์ทม่ี ีคุณภาพได้
ความก้าวหนา้ และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยท่ีมีอัตราการเติบโตกว่าประเทศเพื่อนบ้านนั้น ได้
กลายเป็นปจั จยั หนึ่งท่ดี ึงดูดใหเ้ พือ่ นบา้ นรอบๆประเทศไทยหลง่ั ไหลเข้ามาขายแรงงานซึ่งมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน จนทาให้
ภาคธรุ กจิ ประสบความสาเร็จในการผลกั ดันใหร้ ัฐบาลอนุญาตการจ้างงานแกแ่ รงงานไร้ฝมี ือในกิจการบางประเภททีม่ ีความขาด
แคลน ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุญาตให้มีการจดทะเบียนแรงงาน 3 สัญชาติด้วยกันคือ พม่า ลาว และกัมพูชา ตามกฏกระทรวง
แรงงานและสวัสดกิ ารสงั คม ฉบบั ท่ี 7 พ.ศ.2539 ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิ การทางานของคนต่างดา้ ว พ.ศ. 2521 โดย
มีผลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ในพ้ืนท่ีชายแดน 9 และขยายครอบคลุมทั่วประเทศในระยะต่อมา สืบเนื่องจากประเทศไทยเปิดรับ
แรงงานต่างด้าวจากประเทศเพ่ือนบ้านเข้ามาทางานในภาคการผลิตไร้ฝีมือหลายสาขานั้น แรงงานเหล่าน้ีส่วนหนึ่งได้นา
ครอบครัวเข้ามาดว้ ยและแน่นอนวา่ มเี ดก็ ตา่ งดา้ วทต่ี ดิ ตามครอบครวั มาดว้ ย
เด็กต่างด้าวจานวนไม่น้อยต้องทางานในสภาพท่ีไม่เหมาะสมกับวัย เช่น งานประมง งานโรงงานอุตสาหกรรม งาน
กอ่ สร้าง เป็นต้น ชว่ั โมงการทางานยาวนาน คา่ แรงต่า และไม่ได้รับสวัสดิการ จากทั้งประสบการณ์การการฝึกภาคปฏิบัติและ
ประสบการณ์การทางานของผู้เขียนกับมูลนิธิเพ่ือการพัฒนาเด็ก พบว่าเด็กกัมพูชาถูกนาจากชายแดนเข้าไปขอทานใน
กรงุ เทพมหานคร เดก็ ตา่ งดา้ วเหล่านจ้ี ึงตกอยใู่ นความเสี่ยงท่ีอาจถูกหลอกลวง หรือเป็นเป้าหมายของขบวนการค้ามนุษย์ การ
กระทาผิดและอาชญากรรม โดยเฉพาะเมื่อเด็กอยู่ในสถานการณ์ท่ีเข้าถึงบริการทางสังคมและกลไกการคุ้มครองเด็กได้จากัด
หลายหน่วยงานท้ัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ โรงเรียน และองค์กรพัฒนาเอกชน
เห็นตรงกันว่าการศึกษาเป็นเคร่ืองมือหน่ึงที่จะช่วยลดความเส่ียงของเด็กต่างด้าวได้โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัยในชีวิต
และทรัพย์สิน เป็นเคร่ืองมือในการพัฒนาเด็กให้มีทักษะในการใช่ชีวิต เช่น ทักษะการเอาตัวรอด ทักษะการใช้ภาษาไทย
ทักษะการป้องกันตนเอง ซึ่งจาเป็นต่อการดารงชีวิต ดังน้ันการเปิดพื้นท่ีทางการศึกษาจึงจาเป็นอย่างย่ิงสาหรับการลดความ
เสีย่ งให้กับเด็กตา่ งด้าวเหล่านี้
กระทรวงศกึ ษาธิการได้เล็งเห็นถึงปัญหาและความสาคัญของเด็กต่างดา้ ว จึงไดเ้ สนอนโยบายการศึกษาสาหรับเด็กท่ี
ไม่มีสัญชาติไทย โดยกาหนดแนวทางปฏิบัติของสถานศึกษาในการรับเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยเข้าเรียนในสถานศึกษาของไทย
และเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2548 คณะรฐั มนตรไี ม่มมี ติตามแนวทางการดาเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการให้เด็กทุกคน
ในประเทศไทยได้เข้าศึกษาในสถานศึกษาของไทยได้ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานประจาตัวใดๆ นโยบายดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาส
ใหเ้ ดก็ ต่างดา้ วไดเ้ ขา้ ถงึ การศกึ ษาในสถานศึกษาไทยได้อย่างเสมอภาคกับเด็กไทย แต่ในสถานการณ์ท่ีเป็นจริงจานวนเด็กต่าง
ด้าวท่ีได้เขา้ ศึกษาในสถานศกึ ษาของไทยยังมสี ดั สว่ นทีต่ ่าอยู่ เชน่ รายงานการวจิ ยั เร่ืองการใช้แรงงานเด็ก ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นเด็ก
ต่างด้าวในจังหวดั สมุทรสาคร (สุภางค์ จนั ทวานชิ และคณะ, 2549 : 22,28) พบวา่ มากกว่าคร่งึ ของกลุ่มตัวอย่างไม่มีโอกาสได้
เรียนหนังสอื
จากสถานการณ์ของเด็กต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทย รวมท้ังเด็กต่างด้าวบางส่วนท่ีเกิดในประเทศไทย โดยไม่มี
สถานะทางกฎหมายและทางทะเบียนใดๆ พบว่ามีเด็กต่างด้าวจานวนมากอยู่ในพื้นที่ท่ีเป็นแหล่งอุตสาหกรรมใหญ่ๆ
- 346 -
รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61
โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรสาคร ที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลและการประมง ซ่ึงเป็นรูปแบบการทางานใน
ส่ิงแวดล้อมทไ่ี มเ่ หมาะสมกบั วัยของเด็กและมีเดก็ จานวนมากทเี่ ข้าไม่ถึงสทิ ธิทางการศึกษาตามสิทธิอันพึงมีพึงได้ และจากการ
ท่ีผู้เขียนได้มีประสบการณ์การทางานด้านสังคมสงเคราะห์หน่ึงปี ในฐานะนักศึกษาฝึกภาคปฏิบัติและเจ้าหน้าท่ีกลุ่มงาน
คมุ้ ครองเด็ก มูลนิธเิ พ่ือการพัฒนาเด็ก ซ่งึ ทางานกับกลุม่ เดก็ ตา่ งดา้ วในโครงการสง่ เสรมิ การศึกษา การคมุ้ ครองทางสังคม และ
การทางานที่ปลอดภัย ของแรงงานเด็กและเด็กกลุ่มเสี่ยงในกิจการแปรรูปอาหารทะเลพื้นที่สมุทรสาครของมูลนิธิเพ่ือการ
พฒั นาเด็ก จงึ เล็งเหน็ ถึงความสาคญั ของการเขา้ ถึงโอกาสและสิทธิทางการศกึ ษาของเด็กตา่ งดา้ วในพื้นท่จี งั หวดั สมทุ รสาคร ซึ่ง
มีประเด็นทางสังคมสงเคราะห์ท่ีน่าสนใจเป็นปรากฏการณ์จากประสบการณ์การทางานในพื้นที่ดังกล่าว โดยมีหน่วยงานที่
เกีย่ วข้องหลายองคก์ ร ประกอบไปด้วย ศนู ยก์ ารเรียนรู้ในพืน้ ทจ่ี ังหวดั สมทุ รสาคร มูลนิธเิ พ่ือการพฒั นาเด็ก ศูนย์การเรียนรู้คา
ทอลิคนักบญุ ยออากมิ มูลนธิ เิ ครอื ข่ายสง่ เสรมิ คณุ ภาพชีวิตแรงงาน องค์การแรงงานระหว่างประเทศ และการศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอธั ยาศัย จังหวดั สมุทรสาคร เขา้ ไปมบี ทบาท ซ่ึงแตล่ ะองค์กรก็มีรูปแบบการทางานและความสาคัญต่อเด็ก
ตา่ งดา้ วท่ีแตกตา่ งกนั ออกไป แตใ่ นท่ีสดุ แล้วล้วนแต่มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างแยกออกจากกันไม่ได้ ซ่ึงบทความชิ้นน้ีมี
วัตถุประสงค์เพ่ือนาเสนอปรากฏการณ์ทางสังคมสงเคราะห์ที่เกิดข้ึนภายใต้กรอบความคิดทางสังคมสงเคราะห์ผ่าน
ประสบการณท์ างานดงั กล่าว
หลังจากประเทศไทยมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติปี พ.ศ.2542 สานักงานเลขาธิการสภา
การศึกษา กระทรวงศกึ ษาธิการได้เสนอนโยบายการจดั การเพื่อเดก็ ดอ้ ยโอกาส 6 กลุ่ม ในปี พ.ศ. 2547 คอื (1) เด็กทถ่ี กู ปล่อย
ปละละเลย (2) เด็กท่ถี กู ละเมิดสิทธิ (3) เด็กประพฤตติ นไมเ่ หมาะสม (4) เด็กพิการ (5) เดก็ ขาดโอกาส (เด็กไม่ได้เรียนหนังสือ
เดก็ ลกู กรรมกรก่อสร้าง/กรรมกรว่างงาน เดก็ ยากจน เด็กชนกลุ่มน้อย เด็กที่ไม่ได้สัญชาติไทย เด็กที่ไม่มีสูติบัตรหรือทะเบียน
บา้ น) (6) เด็กทีไ่ ดร้ บั ผลกระทบจากโรคเอดส์ (เปรมใจ วงั ศิรไิ พศาล, 2551)
สาระสาคัญของนโยบายน้ีคือ หลักความเสมอภาคที่ต้องการให้เด็กด้อยโอกาสทุกคนในประเทศไทยมีโอกาสได้รับ
การศึกษาอยา่ งเหมาะสมหลากหลายรูปแบบ โดยคานงึ ถึงสิทธเิ ด็ก สทิ ธมิ นุษยชน และศกั ด์ศิ รคี วามเปน็ มนษุ ย์ การจัดการการ
เรียนรทู้ ่เี หมาะสมกับเด็กด้อยโอกาส บูรณาการท้ังด้านวิชาการ ดา้ นศลี ธรรม จรยิ ธรรม และดา้ นทกั ษะการดารงชีวิตในสดั ส่วน
ท่เี หมาะสม ให้มมี าตรฐานคณุ ภาพเทา่ เทยี มกบั การศกึ ษาตามหลกั สูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของกระทรวงศึกษาธิการ การจัด
สรรทรพั ยากรเพ่อื การศกึ ษาและปัจจยั พ้ืนฐานอื่นๆท่สี อดคลอ้ งกับสภาพความเปน็ จรงิ รวมถงึ การจดั ระบบบริหารจดั การ และ
การสรา้ งและพฒั นาเครือข่ายการจัดการศึกษาสาหรับเด็กด้อยโอกาสได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันสมัย เด็กต่างด้าวจัดเป็น
หน่งึ ในกลุ่มด้อยโอกาสภายใตน้ โยบายนี้ (เปรมใจ วังศริ ไิ พศาล, 2551)
จากนโยบายขา้ งต้นสะทอ้ นถงึ ความตระหนักในการให้โอกาสและการจัดการศึกษาให้เด็กต่างด้าวในฐานะเด็กที่ด้อย
โอกาสทางการศกึ ษากล่มุ หนึง่ เช่นเดียวกับรายงานการวิจัยเร่ือง สถานภาพการให้บริการการศึกษาสาหรับเด็กด้อยโอกาสใน
ต่างประเทศ : สหรฐั อเมริกา สหราชอาณาจักร บราซิล ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย ของศรีศักด์ิ ไทยอารี และคณะ(2542) ท่ี
ศึกษาการให้บริการการศึกษาสาหรับเด็กด้อยโอกาสใน 5 ประเทศว่า ทุกประเทศให้ความสนใจต่อการศึกษาของเด็กด้อย
โอกาส แตกต่างกันที่แตล่ ะประเทศจะใหค้ วามสาคัญกบั ประเดน็ การพัฒนาเด็กท่ีแตกต่างกัน เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และ
ประเทศสหราชอาณาจกั ร สนใจประเด็นเดก็ ทีม่ ปี ญั หาดา้ นพฤติกรรม ท่ีไม่สามารถปรับตัวเข้ากับระบบโรงเรียนหรือต้องออก
จากโรงเรียนกลางคัน ประเทศบราซิลและประเทศฟิลิปปินส์มีโครงการที่เน้นเด็กเร่ร่อนและเด็กท่ีทางาน ส่วนประเทศ
ออสเตรเลียเน้นการทางานกับเด็กชนกลุ่มน้อย แต่ทุกประเทศก็มีการให้บริการที่ครอบคลุมถึงเด็กด้อยโอกาสกลุ่มอื่นๆด้วย
โดยแนวคิดของท้งั 5 ประเทศในการใหบ้ รกิ ารสาหรับเด็กดอ้ ยโอกาส คือหลักความเสมอภาคท่ีมุ่งเน้นสิทธิและความเท่าเทียม
ของเด็กทุกคนในโอกาสทางการศึกษาหลกั และบูรณาการการเรียนรู้เพื่อชีวิตทั้งด้านวิชาการและการดารงชีวิตที่สอดคล้องกับ
ความต้องการของเดก็ และการพัฒนาเดก็ แตล่ ะกลมุ่ ใหม้ ศี ักยภาพของเด็กใหส้ ามารถพึ่งตนเองได้ ให้มีจิตสานึกและส่วนร่วมใน
กระบวนการพฒั นาสังคม และเปดิ โลกทัศนข์ องเด็กให้เห็นคุณค่าของความหลากหลายทางวฒั นธรรม เผ่าพนั ธแุ์ ละชาติภูมิ
- 347 -
รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
อย่างไรก็ดีเด็กต่างชาติยังมีโอกาสเข้าถึงการศึกษานอกสถานศึกษาของไทย โดยการเข้าเรียนที่จัดข้ึนโดยการ
สนบั สนุนขององค์กรพฒั นาเอกชน และองคก์ รศาสนา ซง่ึ มอี ยู่ในหลายพ้นื ทที่ ่มี ีแรงงานต่างด้าวจานวนมาก เช่นจังหวัดระนอง
ตาก สมทุ รสาคร เชียงราย เชยี งใหม่ ฯลฯ นอกจากตัวเลขของกระทรวงศึกษาธิการในปี พ.ศ.2550 ท่ีระบุว่ามีการสารวจศูนย์
การเรียนหรือชน้ั เรยี นเหลา่ น้ีท่ัวประเทศ 88 แห่ง มีเด็กเข้าเรียนจานวน 55,858 คน ศูนย์การเรียนเหล่านี้มีการจัดการศึกษา
อย่างหลากหลาย มีหลักสูตรของตนเอง ใช้ภาษาของตนเองในการเรียนการสอน พบศูนย์การเรียนรู้สาหรับเด็กต่างด้าวชาว
พมา่ ยังไม่มีรายงานศนู ย์การเรียนรู้ของเด็กสัญชาตอิ ืน่ ศูนย์เหลา่ นี้ครูผู้สอนส่วนใหญเ่ ป็นคนตา่ งด้าว มีครคู นไทยเป็นส่วนน้อย
ศูนย์การเรียนรู้เหล่าน้ีมีท้ังรูปแบบโรงเรียนมีมีอาคารเรียนถาวรไปจนถึงชั้นเรียนเล็กๆ ตามห้องพักหรือเพิงต่างๆ มีหลักสูตร
การศกึ ษาที่แตกตา่ งหลากหลายตามแต่องค์กรผจู้ ัดการศึกษา จงึ มีปัญหามาตรฐานของการเรียนการสอนและเนื้อหาหลักสูตร
รวมถึงคุณวุฒิการศึกษา มีการขึ้นทะเบียนศูนย์การเรียนสาหรับเด็กเหล่าน้ีกับสานักงานเขตการศึกษาบางพ้ืนที่ และ
กระทรวงศกึ ษาธกิ ารได้พยายามเสนอให้มีกฎหมายรับการขัดตั้งศูนย์เหล่าน้ี แต่การดาเนินการต้องผ่านการเห็นชอบและการ
ระดมความคดิ เห็นจากหลายหน่วยงานโดยเฉพาะหน่วยงานดา้ นความมั่นคง ทาให้ขัน้ ตอนการดาเนนิ งานต้องหยุดชะงกั และใช้
เวลานาน
ปัญหาการเข้าเรียนในสถานศึกษาไทยของเด็กต่างชาติมาจากหลายสาเหตุ จากรายงานการโครงการติดตาม
สถานการณ์ของเด็กและเยาวชนรายจังหวัดสมุทรสาครของสถาบันรามจิตติ ชี้ว่าการไม่ได้เข้าเรียนของเด็กต่างด้าวเกิดจาก
ปัญหาพ่อแม่หรือผู้ปกครองไม่รู้ข้อมูล ปัญหาค่าใช้จ่าย ปัญหาความแตกต่างทางสังคมวัฒนธรรม ปัญหาการสื่อสาร และ
ปญั หาความกลวั การถูกจับกมุ
นโยบายทางการศึกษาน้ัน นับเป็นปัจจัยที่สาคัญต่อโอกาสทางการศึกษาของเด็กต่างด้าว ดังที่ระบุในรายงานการ
วิจัยเร่อื งโอกาสทางการศกึ ษาของเดก็ อพยพต่างด้าวและเด็กชนเผ่าในจังหวัดสมุทรสาคร (นงราม เศรษฐพานิช, 2549) ท่ีพบ
วา่ ปัจจัยด้านนโยบายของรฐั มสี ่วนให้เดก็ เขา้ ถงึ การศึกษาไดม้ ากขน้ึ แตก่ ็ข้ึนกับหน่วยงานของรัฐนานโยบายไปปฏิบัติมากน้อย
เพยี งใด การศึกษานย้ี งั พบว่าโรงเรยี นบางแหง่ ดาเนนิ ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในการรับเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยเข้า
เรียน ทาให้เด็กต่างด้าว เด็กชาวเขาและเด็กชนเผ่าท่ีไม่มีสัญชาติไทยมีโอกาสเข้าเรียนในสถานศึกษาของไทย แต่โรงเรียน
ต้องการให้มีการเตรียมความพร้อมให้เด็กในเร่ืองภาษาไทยเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการเรียนการสอน โอกาสทางการศึกษา
ของเด็กต่างด้าวในสถานศกึ ษาของไทยยังขึน้ อยู่กับนโยบาย และการเห็นคณุ คา่ ทางการศกึ ษาของผปู้ กครองเด็กด้วย ปัจจัยอ่ืน
ที่มีผลต่อการศึกษาของเด็กต่างด้าวคือ การเอาใจใส่ของครู ผู้บริหารโรงเรียน การไม่เลือกปฏิบัติของครูและโรงเรียนช่วยให้
เด็กไม่แปลกแยก และมคี วามรู้สึกรักประเทศไทย เปน็ สว่ นหนง่ึ ของสงั คมไทย การบรกิ ารทจี่ ัดใหก้ บั เดก็ ลว้ นมผี ลตอ่ โอกาสและ
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของเด็ก โดยรายงานน้ีสรุปว่าปัจจัยด้านครอบครัว ชุมชน โรเรียน และปัจจัยด้านนโยบาย นับว่ามีความ
สาคญั ต่อโอกาสทางการศกึ ษาของเด็กต่างดา้ ว
จากรายงานการวิจัยเรื่อง การประเมินความต้องการของเด็กต่างชาติ กรณีศึกษาพม่าในจังหวัดระนอง สะท้อนว่า
เด็กต่างด้าวมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย เรื่องสถานที่อยู่อาศัยที่แออัดและมีผลกระทบทางจิตใจ ความต้องการของเด็กคือ
ตอ้ งการปรบั ตวั ให้เขา้ กับสังคมไทย โดยเดก็ ตา่ งด้าวยอมรบั วฒั นธรรมไทยในการแตง่ กาย การใชภ้ าษา แต่ตอ้ งการอสิ ระในการ
นับถือศาสนา การศึกษาระบุว่าเด็กบางคนต้องการเรียนวิชาพื้นฐานและวัฒนธรรมประเพณีพม่า เด็กบางคนต้องการเรียน
วิชาชีพที่สามารถหางานทาและอยู่ในสังคมไทยได้ ส่วนเวลาเรียนต้องการเรียนในเวลาว่าง เพราะต้องการทางานช่วยพ่อแม่
ทางาน ส่วนเหตุผลท่ีเด็กบางคนซึ่งไม่ไปเรียนคือปัญหาความปลอดภัย กลัวถูกจับกุม ทาให้เด็กต่างด้าวส่วนใหญ่เลือก
การศึกษาทีจ่ ดั โดยองคก์ รพฒั นาเอกชนในพืน้ ท่ี (อมรทพิ ย์ อมราภิบาล, 2544)
ในสหรัฐอเมริกา Kindler (1995) พบว่า รัฐบาลกลางได้จัดต้ังหน่วยงาน Migrant Education Program (MEP)
เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาของเด็กข้ามชาติ ท้ังการศึกษาในรูปแบบปกติ และการศึกษานอกระบบ โดยรัฐบาลสนับสนุน
งบประมาณแก่รฐั ต่างๆที่มเี ด็กข้ามชาตอิ ยู่เปน็ จานวนมาก มกี ารสนบั สนนุ การศกึ ษารปู แบบพิเศษ เช่นการศกึ ษาทวิภาษา หรือ
การศึกษาพิเศษ ซึ่งสามารถเทียบโอนไปเรียนในโรงเรียนของรัฐในระดับช้ันสูงขึ้น รวมถึงการให้คาปรึกษาแนะนา
- 348 -