รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61
จะมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมากถึง 3.6 ล้านคน สถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นปรากฎการณ์ผู้สูงอายุมลรัฐเพ็นซิลเวเนียเป็นเร่ือง
สาคญั เรอื่ งหนึง่ เช่นเดียวกบั ปัญหาสังคมอนื่ ๆ (Department of Aging, Pensylvania, 2012, p.2)
เมอื งฟิลาเดลเฟียซ่งึ ตงั้ อย่ใู นมลรัฐนมี้ ีองค์กรท่ีให้บริการด้านสุขภาวะทางจิตสังคมที่ทางานให้บริการผู้สูงอายุน่ันคือ
สถาบันสขุ ภาวะผสู้ ูงอายุ Journey’s Way ซึ่งเปน็ หนว่ ยงานด้านการดูแลสุขภาวะผู้สูงอายุในชุมชนท่ีมีช่ือเสียงระดับประเทศ
เพราะไดร้ บั รางวลั ชนะเลศิ The GMHF/AAGP Deirdre Johnston Award for Excellence and Innovation in Geriatric
Mental Health Outreach Services รางวัลนี้มอบโดยมูลนิธิสุขภาพจิตผู้สูงอายุ (The Geriatric Mental Health
Foundation -GMHF) และสมาคมจิตแพทย์ผู้สูงอายุแห่งสหรัฐอเมริกา (The American Association for Geriatric
Psychiatry - AAGP) สถาบันสุขภาวะผู้สูงอายุ Journey’s Way เป็นสถานท่ีท่ีผู้เขียนเข้าฝึกภาคปฏิบัติ ระหว่างวันที่ 22
พฤษภาคม – 30 มถิ ุนายน พ.ศ.2557 ภายใต้ความร่วมมือของศูนย์การศึกษาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยไวด์เนอร์
(Center for Social Work Education, Widener University) และ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
สถาบันสุขภาวะผู้สูงอายุ Journey’s Way เป็นองค์กรด้านสุขภาวะผู้สูงอายุขนาดใหญ่ที่ทาหน้าที่เป็นศูนย์กลางใน
การใหบ้ รกิ ารสุขภาวะผ้สู ูงอายแุ ละมอี งคก์ รลูกขา่ ยซึ่งกค็ อื ศนู ยผ์ ้สู งู อายุขนาดเล็กในระดบั ชุมชนอีก 15 แห่งท่ีมีความรว่ มมือใน
การสง่ ตอ่ ผใู้ ช้บรกิ ารระหว่างกัน บทความน้ีมีวัตถปุ ระสงค์เพื่อนาเสนอภาพรวมการใหบ้ ริการด้านสุขภาพกายจติ และสงั คมของ
องคก์ ร Journey’s Way และบทเรียนจากการฝึกภาคปฏบิ ัติในองค์กรดังกล่าวซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานสังคม
สงเคราะห์กบั ผ้สู งู อายุในประเทศไทยต่อไป
สถานการณ์ผ้สู งู อายุในมลรัฐเพน็ ซลิ เวเนีย
สถิตเิ รื่องผูส้ งู อายใุ นประเทศสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2553 (ค.ศ.2010) เปน็ ส่ิงยนื ยนั ให้เห็นวา่ ประเทศสหรัฐอเมรกิ า
มีจานวนผู้สงู อายุมีมากทีส่ ดุ เทา่ ทีป่ ระเทศนเี้ คยมีจานวนผู้สงู อายมุ ากอ่ น การเพม่ิ ขึน้ ของจานวนผ้สู งู อายุสืบเนื่องจากการศกึ ษา
ทีด่ ขี ้ึน การมีระบบและบริการสาธารณสุขท่ีดีขึ้น มีการคาดการณ์สถิติผู้สูงอายุในประเทศสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ.2593 (ค.ศ.
2050) หรอื อีก 36 ปขี ้างหนา้ จะมีผู้สงู อายุมากถึง 88 ลา้ นคน(Robert Y., 2014, p.xiii) ในระดบั พื้นทแ่ี นวโน้มผู้สูงอายุของมล
รัฐเพ็นซิลเวเนียเป็นตัวสะท้อนข้อมูลระดับชาติได้เป็นเป็นอย่างดี มลรัฐเพ็นซิลเวเนียนี้มีจานวนผู้สูงอายุเป็นอันดับท่ี 4 จาก
ทง้ั หมด 51 รฐั ของประเทศสหรัฐอเมรกิ า
ดังที่กล่าวไปบ้างแล้วว่าคนท่ีมีอายุมากกว่า 60 ปีในมลรัฐเพ็นซิลเวเนียมีจานวน 2.7 ล้านคน (ประมาณ ร้อยละ
21.4 ของจานวนประชากรทง้ั หมดของมลรัฐ) และในอกี เพยี ง 16 ปีขา้ งหนา้ มลรัฐเพ็นซิลเวเนยี จะมคี นทอ่ี ายุมากกว่า 60 ปีข้ึน
ถึง 3.6 ล้านคน เพราะปัจจุบันประชากรของมลรฐั ทม่ี อี ายรุ ะหว่าง 45 – 59 ปี มีมากถึง ร้อยละ 22.2 (ประมาณ 2.8 ล้านคน)
ระยะเวลาอันใกลน้ กี้ ารเพมิ่ ข้ึนของจานวนผสู้ งู อายุจะย่งิ เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะประชากรในกลุ่มนี้เป็นยุคของประชากร
รุ่น “Baby Boomers3” ทเี่ ขา้ สูว่ ยั ผ้สู ูงอายุ อยา่ งไรกด็ กี ารเข้าส่อู ายขุ องประชากรร่นุ Baby Boomers รนุ่ ปฐมฤกษ์นั้นเร่ิมต้น
การเข้าสู่อายุ 65 ปีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 (ค.ศ.2011) วอร์กเกอร์ (Walker, 2005 cited in Robert Y., 2014, p.xvii)
นักวชิ าการด้านสงั คมชป้ี ระเด็นเร่ืองการเข้าสู่วยั สูงอายขุ องประชากรรนุ่ Baby Boomers เป็นเสมอื นคลืน่ ยกั ษส์ ึนามิที่กระทบ
ตอ่ ประชากร (demographic tidal wave)
เม่ือพจิ ารณาลงลกึ ในระดับพื้นทภ่ี าคตะวันออกเฉยี งใตข้ องมลรัฐเพ็นซลิ เวเนียซงึ่ ประกอบดว้ ย (1)เมืองบัคส์ (Bucks)
(2) เมืองดีลาแวร์ (Delaware) (3) เมืองเชสเตอร์4 (Chester) (4) เมืองมอนท์โกเมอร์ร่ี (Montgomery) และ (5) เมืองฟิลา
เดลเฟีย (Philadelphia) พบวา่ เมืองที่มีผ้สู ูงอายมุ ากที่สุด คอื เมืองมอนมอนทโ์ กเมอรร์ ี่ ร้อยละ 15.9 ทิ้งหา่ งเพยี งเล็กน้อยจาก
เมืองบัคส์ ร้อยละ 15.7 ตามมาด้วยเมืองดีลาแวร์ ร้อยละ 15.0 สองอันดับสุดท้าย คือ เมืองเชสเตอร์ ร้อยละ 13.8 และ
3 ประชากรรุ่น Baby Boom รุน่ แรกคอื ผูท้ ีเ่ กดิ ใน พ.ศ.2489 (ค.ศ.1946) ในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ.2030) ประชากรร่นุ Baby Boom รุน่ แรกจะมีอายกุ ้าวเข้าปที ี่ 84 และ รุน่
สุดทา้ ยจะย่างเขา้ 65 ปี ดังนนั้ ในปี พ.ศ.2573 จะมปี ระชากรอายุ 65 ปขี นึ้ ไปราว 71.5 ลา้ นคน (Robbyn R.W. and Karen A.R., 2008, p.3)
4 เมอื งเชสเตอร์เป็นทต่ี งั้ ของมหาวทิ ยาลัยไวดเ์ นอร์ (Widener University)
- 249 -
รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 61
เมอื งฟิลาเดลเฟยี รอ้ ยละ 12.7 ถงึ แมว้ ่าเมอื งฟิลาเดลเฟียซึ่ง สถาบนั สุขภาวะผู้สูงอายุ Journey’s Way ตงั้ อยนู่ ั้นจะมีผสู้ งู อายุ
น้อยที่สุดในบรรดาพ้ืนที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของมลรัฐเพ็นซิลเวเนียแต่เม่ือศึกษาในรายละเอียดของปัญหาผู้สูงอายุในด้าน
สงั คม นั่นคอื ปัญหาการอาศยั อยูค่ นเดียวของผู้สุงอายุพบว่าเมืองฟิลาเดลเฟียอยู่ในระดับสูงสุด (ร้อยละ 39.3) ในบรรดาเมือง
ท้งั หมดและยงั พบวา่ จานวน 1 ใน 3 หรอื ประมาณรอ้ ยละ 33.6 ของผหู้ ญงิ ทอี่ ายุมากกว่า 65 ปีอาศัยอยู่เพยี งลาพัง
นอกจากนสี้ ่ิงที่ตามมาของสงั คมผู้สูงอายุคือสถานการณ์ปัญหาด้านสุขภาพกายและจิต ในจานวนน้ีมีการคาดการณ์
ว่าผู้สูงอายุ 675,000 คนมีภาวะความพิการมีความทุกข์ทรมาณจากการเจ็บป่วยเร้ือรังและปัญหาด้านสุขภาวะอื่นๆ อาทิ
ผู้สูงอายุ 280,000 คนไดร้ ับการตรวจและวินจิ ฉยั วา่ ป่วยดว้ ยโรคอลั ไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) หลายรายมีรายได้ต่ากว่า
เส้นแบ่งความยากจนจงึ สง่ ผลใหต้ ้องเผชญิ กับความวิตกกงั วลและความกลัวซ่งึ มาจากการไมม่ ีเงนิ เพียงพอในการดารงชวี ติ เนอื่ ง
มากจากการไม่มีงานทาซึง่ มีประมาณ 7,200 คน (อายุ 65 ปีข้ึนไป) และเหตุผลทางเศรษฐกิจอ่ืนๆ สถานการณ์เช่นน้ีจึงส่งผล
ให้ในปี พ.ศ.2556 ท่ีผ่านมามผี ู้สูงอายุประมาณ 13,700 คนท่ีต้องการรักษาทางการแพทย์แต่ไม่มีโอกาสไปพบแพทย์ด้วยเหตุ
ทวี่ ่าไม่มีเงินจนลุกลามจนเกิดปัญหาสุขภาพรุนแรงกลายเป็นผู้ป่วยเร้ือรัง นอกจากนี้ข้อมูลของ Philadelphia Corporation
for Aging (PCA) ปี พ.ศ.2556 รายงานว่า ผู้สูงอายุจานวนประมาณ 28,000 คนไม่มีอาหารทานครบ 3 ม้ือต่อวันเพราะไม่มี
เงินซื้ออาหาร (Department of Aging, Pensylvania, 2012, p.2, 8, Community Health Data Base, 2014 และ
Philadelphia Corporation for Aging, 2014, p.3)
ในประเดน็ ดา้ นสังคมอนื่ ๆนั้น การเพิ่มสงู ขนึ้ ของผู้สงู อายุยอ่ มมผี ลกระทบต่อความคดิ ความเช่ือการเปล่ียนแปลงทาง
วัฒนธรรม ประเด็นเก่ียวกับเพศวิถี ความไม่เข้าใจกันระหว่างผู้สูงอายุและเด็กวัยรุ่นซึ่งเป็นพลเมืองรุ่นใหม่ของสหรัฐอเมริกา
ปญั หาความเสี่ยงท่มี ีโอกาสถูกทอดท้ิง ทารา้ ยร่างกายและจติ ใจ ละเลยไม่ดูแล และ เอารัดเอาเปรียบจากคนในครอบครัวและ
สงั คม (Robert Y., 2014, p.xiii และ Department of Aging, Pensylvania, 2012, p.2)
เม่อื หนั กลบั มาศกึ ษาปรากฎการณ์ดา้ นผูส้ ูงอายใุ นสงั คมไทย การเข้าสสู่ ังคมผสู้ งู อายุของประเทศไทยเร็วกว่าประเทศ
ที่พัฒนาแล้วมาก กล่าวคือ ประเทศไทยใช้เวลา 20 ปีจาก พ.ศ.2553 – 2573 ในปี พ.ศ.2553 เป็นปีแรกท่ีไทยเข้าสู่สังคม
ผู้สงู อายุ ขณะท่ปี ระเทศพฒั นาแลว้ ยกเวน้ ญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ใช้เวลาก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุประมาณ 60 ปีข้ึนไป อันเป็นผลจาก
ความสาเรจ็ ของนโยบายประชากรและการวางแผนครอบครวั รวมทง้ั ความกา้ วหน้าทางการแพทยแ์ ละสาธารณสุขซ่งึ ในปี พ.ศ.
2573 คนไทย 1 ใน 4 จะเป็นผสู้ งู อายุ (รอ้ ยละ 25.2) ขณะที่ประชากรวยั เด็กมีแนวโนม้ ลดลงจากร้อยละ 45.1 ใน พ.ศ. 2513
เหลือเพยี งรอ้ ยละ 13.5 ในพ.ศ. 2573 (สานักนโยบายและยทุ ธศาสตร์, กระทรวงสาธารณสุข, 2553, น.1) ดังน้ันประเทศไทย
จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุได้ เม่ือเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้วปัญหาท่ีตามมาของประเทศไทยก็มีความ
คล้ายคลึงกับปญั หาสถานการณข์ องประเทศสหรัฐอเมริกา อาทิ ปัญหาสุขภาพ ปัญหาทางสังคมต่างๆ
อย่างไรก็ตามเพ่ือการแก้ไขปัญหาและการรับมือกับสังคมผู้สุงอายุปัจจุบันประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงการจัด
สวสั ดิการสังคมทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกับผสู้ ูงอายุมีหนว่ ยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน และ องค์กรเอกชนเข้ามาจัดสวัสดิการ
สงั คมผ้สู ูงอายุเปน็ จานวนมาก อาทิ การจัดสรรเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การเปล่ียนแปลง “สถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุ” ไปสู่ “ศูนย์
พฒั นาการจัดสวัสดกิ ารสังคมผู้สูงอายุ” เพื่อเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์การดูแลผู้สูงอายุ การจัดต้ังสถานดูแลผู้สูงอายุของรัฐ
และเอกชน การสร้างกจิ กรรมโครงการด้านผสู้ ูงอายใุ นชมุ ชนซึง่ ถือเป็นพฒั นาการทด่ี ขี องสงั คมไทยตอ่ ประเดน็ ผู้สงู อายุ
บริการสุขภาวะทางจติ สงั คมผู้สูงอายุ
ความตอ้ งการบริการทางจติ สงั คมของผูส้ งู อายมุ ีเพมิ่ สงู ขึน้ เป็นเงาตามตวั กับจานวนผสู้ งู อายทุ เ่ี พม่ิ จานวนขึน้ พรอ้ มทงั้
มีความหลากหลายหน้างานมากขึ้นด้วยเช่นกัน นักสังคมสงเคราะห์เองก็เหมือนกันปัจจุบันงานสังคมสงเคราะห์ได้ขยาย
บทบาทมากข้ึนเริ่มต้ังแต่งานประเพณีนิยมด้ังเดิม อาทิ การจัดบริการสังคม การเป็นนายหน้า/ตัวแทน การพิทักษ์สิทธิ์ การ
เป็นนักจดั การรายกรณี และนักบาบัด ทว่างานท่ีไม่ใช่อยู่ในกลุ่มประเพณีนิยมซึ่งถือว่าเป็นบทบาทใหม่ๆ ก็มีความสาคัญเพ่ิม
มากขึ้น อาทิ การเป็นพเี่ ลีย้ ง (coach) การเป็นครสู อนโยคะ การเป็นทปี่ รกึ ษาทางจติ วญิ ญาณ เปน็ ต้น
- 250 -
รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61
เม่ือกล่าวถึงนักสังคมสงเคราะห์ที่ปฏิบัติงานกับผู้สูงอายุแน่นอนว่าคนท่ัวไปก็จะนึกถึงงานสังคมสงเคราะห์ใน
โรงพยาบาล หรือ นักสังคมสงเคราะห์ในสถานดูแลพยาบาลผู้สูงอายุ (nursing home) เท่าน้ันความเข้าใจเพียงเท่าน้ีเป็น
มุมมองที่ไม่กว้างขวางนักเพราะงานด้านสุขภาวะของผู้สูงอายุเริ่มเป็นท่ีนิยมและมีหลากหลายมากข้ึนส่งผลให้ตลาดงานด้าน
สงั คมสงเคราะห์กับผสู้ ูงอายขุ ยายขอบขา่ ยออกไป บัณฑิตท่จี บในด้านน้ีในประเทศสหรัฐอเมริกาจึงโอกาสการเข้าทางานอย่าง
มากตามไปดว้ ย งานด้านสังคมสงเคราะหก์ บั ผสู้ งู อายุ ประกอบดว้ ย (1) งานสงั คมสงเคราะห์คลินิก/การปฏิบัติงานตรง ได้แก่
สถานดูแลพยาบาลผสู้ ูงอายุ การจดั บริการรายกรณีสาหรับผสู้ ูงอายุ (geriatric case management) การให้บริการทางสังคม
การใหบ้ ริการสุขภาวะทีบ่ า้ น (home health care) การใหก้ ารดแู ลสุขภาวะผสู้ งู อายุกลางวนั (adult day health) หนว่ ยงาน
ดูแลส่งเสริมการดารงชีวิตอิสระ (independent and assisted-living setting) คลินิกกฎหมาย (legal clinics) หน่วยการ
วางแผนก่อนการเกษียณอายุ (preretirement planning) (2) งานสังคมสงเคราะห์มหภาค ได้แก่ งานผนึกพลังชุมชน
(community organization) งานให้การศึกษาสาธารณะ (public education) งานวางแผนสังคมระดับท้องถ่ิน รัฐ และ
ภูมิภาค องค์กรท่เี กี่ยวข้องกบั การพิทักษผลประโยชน์/สิทธิทางกฎหมาย (Kathleen M.D., 2009, p.10) ดังท่ีกล่าวไปแล้วว่า
บรกิ ารสุขภาวะทางจิตสงั คมผูส้ ูงอายุมีหลากหลาย ผ้เู ขียนขอนาเสนองานสงั คมสงเคราะหข์ ององค์กรสถาบันสุขภาวะผู้สูงอายุ
Journey’s Way ภายใต้ องคก์ ร Intercommunity Action ซึง่ ประกอบด้วยรายละเอียดตอ่ ไปนี้
สถาบนั ใหบ้ รกิ ารสงั คม Intercommunity Action
องค์กร Intercommunity Action เป็นหน่วยงานไม่แสวงหาผลกาไร (Non-Profit Organization) องค์กร
Intercommunity Action มีประธานบริหารสูงสุด (CEO) คือ Mr. David Bolin องค์กรแห่งนี้ประกอบด้วยเจ้าหน้าท่ี 350
คนเป็นนกั วชิ าชพี ด้านการใหบ้ ริการมนุษย์ และ เจ้าหน้าที่สนับสนุน ส่วนด้านงบประมาณบริหารท่ีองค์กรได้รับ คือประมาณ
21 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (ร้อยละ 95 มาจากการสนับสนุนของภาครัฐผ่าน PCA – Philadelphia Corporation for Aging
และ ร้อยละ 5 มาจากการระดมทุนขององค์กรเอง) องค์กรให้บริการให้แก่ประชาชนจานวน 6,000 คนต่อปี ในจานวนน้ี
ผู้ใชบ้ รกิ ารท่เี ปน็ ผ้สู ูงอายมุ มี ากถงึ 4,000 คน/ปี องคก์ ร Intercommunity Action ไดจ้ ดั บริการสังคม 3 กลุม่ งานใหญ่ คือ
(1) กลุ่มการให้บริการด้านบริการผู้สูงอายุมีสถาบันสุขภาวะผู้สูงอายุ Journey’s Way ดาเนินงานเป็นหลัก
ประกอบด้วย
ศนู ย์บริการทางสังคมผูส้ ูงอายุ Journey’s Way ให้บริการคนที่มอี ายมุ ากกวา่ 55 ปี
ศูนยด์ แู ลกลางวนั สาหรบั ผ้สู งู อายทุ ี่ต้องการการช่วยเหลือเปน็ พิเศษ
การใหก้ ารปรึกษาและส่งตอ่ บริการด้านสุขภาพจิต และ การช่วยเหลอื ด้านท่อี ย่อู าศัย
อาสาสมคั รเครือขา่ ยเพ่ือนบา้ นช่วยเพื่อน
บรกิ ารทีพ่ ักสาหรับผูส้ ูงอายทุ ีต่ ้องการใชช้ วี ติ อิสระ (independent living)
(2) กลุ่มให้บริการด้านสุขภาวะพฤติกรรมศาสตร์ (behavioral health sevices5)มีศูนย์ให้คาปรึกษา Greenridge
Counseling Center เปน็ หลักในการใหบ้ รกิ าร ประกอบด้วย
ศนู ย์ให้คาปรึกษา Greenridge Counseling Center เป็นหน่วยบริการผูป้ ว่ ยนอกด้านสขุ ภาพจิตในชุมชน
ใหบ้ รกิ ารทัง้ กลุ่มเด็กและผู้ใหญ่
การใหบ้ รกิ ารช่วยเหลอื ผู้ตดิ ยาเสพตดิ และไดร้ บั การวนิ ิจฉยั ว่ามีปญั หาทางสุขภาพจิตร่วมกับการใช้ยาเสพ
ติด (co-occurring disorder)
5 ขอ้ มลู การสัมภาษณร์ องประธานองคก์ ร Intercommunity Action ผู้บริหารสูงสุดสายงานสุขภาวะพฤติกรรมศาสตร์ Mr.Bryan H. Cohen, M.A., M.ED. ซึ่งปฏิบัติหน้าท่ีเป็น
นกั บาบดั ด้วยกลา่ ววา่ สาเหตุที่ใช้คาว่า Behavioral Health เพราะเป็นการรวมกลุ่มประชากร 2 กลุ่ม คือ ผู้ป่วยทางสุขภาพจิต และ ผู้ใช้สารเสพติดเข้าไว้ด้วยกันและเรียกช่ือ
Behavioral Health แทนกลุ่มประชากรทง้ั สอง
- 251 -
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 61
บริการการฟืน้ ฟสู ขุ ภาวะทางจติ สังคมในชุมชน
บรกิ ารสุขภาวะพฤตกิ รรมศาสตรใ์ นโรงเรยี น
(3) กลุ่มบริการด้านความพกิ ารทางสตปิ ัญญาและพัฒนาการ
บริการศูนย์ใหบ้ รกิ ารกลางวันเพอื่ ฝึกทักษะ
การให้บริการช่วยเหลอื ในการดารงชีวติ ในชุมชน
บริการดา้ นการชว่ ยเหลอื การจา้ งงานในชุมชน
นอกจากนี้ยังมีสายงานสายสนับสนุนในสังกัดอีก 3 กลุ่มภารกิจ คือ (1) กลุ่มภารกิจการเงินและงบประมาณ (2)
กลุ่มภารกจิ ขอ้ มูลสารสนเทศและเทคโนโลยี และ (3) กลุ่มภารกิจด้านบริหารทรัพยากรมนุษย์ ข้อมูลข้างต้นสถาบันสุขภาวะ
ผสู้ ูงอายุ Journey’s Way เปน็ หน่วยงานหนง่ึ ภายใต้องคก์ ร Intercommunity Action และรับผดิ ชอบการใหบ้ ริการผู้สูงอายุ
ซ่งึ ผู้เขยี นเก่ยี วข้องกับสถาบันแห่งน้มี ากท่ีสุด รายละเอียดของการให้บรกิ ารปรากฏในรายละเอียดต่อไป
สถาบนั สุขภาวะผู้สงู อายุ Journey’s Way
สถาบันแห่งนี้ให้บริการผู้สูงอายุท้ังมิติการให้บริการด้านท่ีอยู่อาศัย การให้บริการทางสังคม การให้การปรึกษา
ผู้สูงอายุ และ บริการอาสาสมัครช่วยดูแลผู้สูงอายุ ดังท่ีได้ระบุไว้แล้วว่าสถาบันสุขภาวะผู้สูงอายุ Journey’s Way เป็น
หน่วยงานภายใต้องค์กร Intercommunity Action ซึ่งต้องปฏิบัติตามการกากับนิเทศงานขององค์กรความร่วมมือด้าน
ผู้สูงอายุแห่งเมืองฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia Cooperation for Aging – PCA)6 สถาบันสุขภาวะผู้สูงอายุฯ แห่งนี้มีการ
ดาเนินงานดังรายละเอยี ดต่อไปน้ี
(1) บรกิ ารด้านการให้การปรกึ ษาผู้สงู อายุ (Geriatric Counseling)
การให้การปรึกษาผู้สูงอายุ เรียกว่า Geriatric Counseling หรือ Gerontological Counseling คือรูปแบบการ
ใหบ้ ริการดา้ นการให้การปรกึ ษาผู้สงู อายุซึ่งมีองค์ความรู้เฉพาะทางเพราะเกี่ยวข้องกับการให้บริการผู้สูงอายุและ/หรือ ผู้ดูแล
รวมถงึ ครอบครัวของผ้สู ูงอายุ ประเด็นการใหก้ ารปรึกษามีต้งั แตก่ ารเกษียณอายุ การสูญเสียบุคคลอันเป็นท่ีรัก คู่สมรส เพื่อน
ความเส่ือมถอยของรา่ งกาย จนถงึ การเจบ็ ปว่ ยและการใชช้ ีวิตระยะสุดทา้ ยของชวี ติ ของตนเอง ขอ้ มลู การสารวจของสานักสถติ ิ
แรงงาน ประเทศสหรัฐอเมริการะบุลู่ทางในการจ้างงานด้านการให้การปรึกษาผู้สูงอายุในสหรัฐอเมริกาจะเติบโตสูงขึ้นถึง
ประมาณร้อยละ 37 ในปี พ.ศ. 2563 หรือ ค.ศ. 2020 (http://www.counselor-license.com/careers/geriatric-
counselor.html) การให้บริการการให้การปรึกษาผู้สูงอายุของสถาบันสุขภาวะผู้สูงอายุ Journey’s Way มีเจ้าหน้าที่ซึ่ง
เรียกว่า “Geriatric Social Worker” จานวน 5 รายมพี ้ืนฐานปริญญาโทด้านสังคมสงเคราะห์และมีใบประกอบวิชาชีพสังคม
สงเคราะห์มบี ทบาทในการทางานด้านผู้สงู อายโุ ดยเฉพาะทั้งการเย่ียมบ้านผู้สูงอายุ การให้การช่วยเหลือทางสังคมผู้สูงอายุใน
รายทจ่ี าเป็นตอ้ งได้การดแู ลเปน็ พเิ ศษ และในขณะเดียวกัน Geriatric Social Worker ยังต้องทากิจกรรมกลุ่ม (group work)
รว่ มกับผ้สู งู อายุในในสถาบนั ฯอีกด้วย
(2) โปรแกรมการให้บริการดา้ นทอ่ี ยอู่ าศยั (Housing Program)
ที่อยู่อาศัยเป็นหน่ึงในองค์ประกอบของสวัสดิการสังคม สถาบันสุขภาวะฯแห่งนี้ได้จัดบริการท่ีอยู่อาศัยบนฐานคิด
เรื่องการดารงชีวิตอิสระ (independent living) เพราะผู้สูงอายุท่ีมาพักอาศัยอยู่ในที่พักต้องสามารถดูแลตนเองได้ หรือ มี
ผ้ดู แู ล (care giver) ปจั จบุ นั สถาบนั สขุ ภาวะฯมีห้องพักผู้สูงอายุแบบอพารท์ เมนท์โดยแบ่งเป็นห้องๆ จานวนกวา่ 40 ห้อง ในปี
พ.ศ. 2556 (ค.ศ.2013) สถาบันสุขภาวะฯแห่งน้ีได้ระดมทุนจากรัฐบาลท้องถิ่น และ องค์กรความร่วมมือด้านผู้สูงอายุแห่ง
เมอื งฟลิ าเดลเฟียสรา้ งทีท่ พ่ี ักผูส้ งู อายุอกี 1 แห่งตัง้ อยหู่ า่ งไปจากสถาบนั สุขภาวะฯไปประมาณ 3 กิโลเมตร ผู้สูงอายุท่ีมาพักท่ี
6 Philadelphia Cooperation for Aging – PCA มีฐานะเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกาไรได้รับงบประมาณจากรัฐบาลท้องถ่ินนาเงินเหล่าน้ันไปจัดสรรให้บริการแก่หน่วยงาน
ตา่ งๆทที่ างานตรง(direct practice)กับผ้สู ูงอายุ เชน่ สถาบนั สขุ ภาวะผู้สูงอายุ Journey’s Way เปน็ ต้น
- 252 -
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
ดังกล่าวตอ้ งสามารถดแู ลตนเองไดเ้ ปน็ อยา่ งดีเชน่ เดมิ สาหรบั คา่ ใช้จา่ ยของผูส้ ูงอายแุ ต่ละรายท่ีมาพกั ในหอ้ งพกั ต้องจา่ ยค่าเช่า
ร้อยละ 30 ของรายได้ของผ้สู ูงอายรุ ายนัน้ ๆ
บทบาทของผู้ที่รับผิดชอบงานโปรแกรมการให้บริการด้านที่อยู่อาศัย คือ ท่ีปรึกษาด้านท่ีอยู่อาศัย (Housing
Counselor) ซ่งึ มหี น้าท่ปี ระเมนิ วา่ ผู้สูงอายรุ ายใดมคี วามจาเปน็ ต้องมีบ้าน/ท่ีพักอาศัย ดังนั้นบทบาทของ จึงเก่ียวข้องกับการ
การเงิน การวิเคราะห์ภาษีโรงเรือน การทางานด้านกฎหมาย เพ่ือให้ผู้สูงอายุเข้าถึงบริการด้านที่อยู่อาศัย Housing
Counselor เป็นนักวิชาชีพหนึ่งที่ทางานภายใต้ The U.S. government's Housing and Urban Development
department มบี ทบาทในการช่วยเหลือ/ให้คาปรึกษาประชาชน(ในกรณีนี้คือ ผู้สูงอายุ) ในการเป็นเจ้าของ และครอบครอง
บา้ นพักของตนเอง ผทู้ ่ีสามารถประกอบอาชพี นไ้ี ดต้ ้องผา่ นการอบรมในหลักสตู ร Housing Counselor Certification และ
ในบางรฐั ตอ้ งใชใ้ บประกอบวชิ าชพี ดว้ ย (http://portal.hud.gov/hudportal/HUD?src=/program_offices/housing/sfh
/hcc/hcc_home)
(3) บริการอาสาสมคั รชว่ ยดแู ลผสู้ ูงอายุ (Touching Lives)
ดังท่ีทราบอยู่แล้วว่าผู้สูงอายุจานวนมากในประเทศสหรัฐอเมริกาต้องอาศัยอยู่ในบ้านเพียงลาพัง หลายรายไม่
สามารถเดินทางเข้ามาใช้บริการในศูนย์ผู้สงู อายุได้เนอ่ื งจากหลายเหตผุ ลไม่วา่ จะเป็นข้อจากัดดา้ นสขุ ภาพ หรือ ไม่ทราบข้อมูล
ด้านบรกิ ารสังคม ในขณะที่บางรายเผชิญกับความเหงา ว้าเหว่ ด้วยเหตุนี้สถาบันสุขภาวะผู้สูงอายุ Journey’s Way จึงริเร่ิม
โครงการบรกิ ารอาสาสมคั รชว่ ยดูแลผ้สู ูงอายุขึ้นโดยเริ่มต้นจากการอบรมผู้สูงอายุประมาณ 150 คนให้มีความสามารถในการ
ทาหนา้ ท่ี “Peer Leader” หรือ ผนู้ ากลุ่มเพื่อน ผูท้ ีท่ าหน้าท่ีผู้นากลุ่มเพื่อนต้องมีความรู้ท่ีและผ่านการอบรมในหัวข้อ ข้อมูล
สงั คมผู้สูงอายุ บริการสังคมทภี่ าครัฐและเอกชนจดั ให้ ทกั ษะการฟงั การเผชญิ กบั การเปลยี่ นแปลง (dealing with changing)
สขุ ภาพและการป้องกนั ปัญหาสขุ ภาพกายและจิต ฯลฯ ผนู้ ากลมุ่ เพ่ือนต้องมคี ุณสมบตั ิ ดงั นี้
(ก) อายุ 55 ปขี ึ้นไปและมีความสขุ ในการทางานรว่ มกับผู้สูงอายุ
(ข) มีคุณลักษณะ 3 ประการต่อไปนี้ (1) มีความเอาใจใส่ผู้อื่น (2) มีทักษะการฟังท่ีดี (3) มีการแสดงออกและ
ทัศนคติท่ดี ใี นการใช้ชวี ติ
(ค) มคี วามสามารถในการสร้างบรรยากาศท่เี ป็นมิตรไม่มภี ยันตรายและมที กั ษะความสามารถนาการสนทนากลุ่ม
(ง) มีลักษณะเปิดเผยในการสนทนาพูดคุยในประเด็นสุขภาพกาย-จิต การสูญเสีย ความเศร้าโศก และ การ
เปลีย่ นแปลงในชีวิต
(จ) สามารถเข้าร่วมการฝกึ อบรม 5 ครง้ั กอ่ นไปปฏบิ ตั หิ นา้ ทจี่ รงิ
(ฉ) สามารถทาหนา้ ที่ผูน้ าร่วมกลมุ่ เพือ่ น (co-lead) จานวน 12 ครง้ั หรอื สามารถทาหน้าท่ีผู้ช่วยผู้นากลุ่มในจานวน
เดียวกนั ได้
(ช) สามารถเดินทางมาปฏิบัติหน้าท่ีผู้นากลุ่มเพื่อนในศูนย์ผู้สูงอายุในชุมชน และเข้าร่วมการประชุมกลุ่มเพ่ือรับฟัง
การสะทอ้ นข้อมูลประจาเดอื นได้
(ซ) กรอกข้อมูลสมัครเป็นผู้นากลุ่มเพ่ือนพร้อมให้ข้อมูลอ้างอิงหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่สถาบันสุขภาวะ Journey’s
Way จะประสานงานกลบั ไป
ผู้นากลุ่มเพ่ือนจะนาความรู้ดังกล่าวไปปฏิบัติงานในศูนย์ผู้สูงอายุในชุมชนจานวน 12 สัปดาห์ๆ ละ1 ชั่วโมง หัวใจ
สาคญั ที่ผ้นู ากลมุ่ เพอ่ื นจะนาไปใชป้ ฏิบตั ิการนากลมุ่ สนทนาต้องมลี ักษณะทา้ ทายและใช้ภาษาทางบวกไมม่ องไปทคี่ วามถดถอย
ของร่างกาย นอกจากนี้การอบรมผู้นากลุ่มเพื่อนยังกาหนดบทบาทของผู้ทาหน้าที่เป็นผู้นากลุ่มเพ่ือนต้องทาหน้าที่เพียง
ผู้อานวยการสนทนากลุ่ม (facilitator) และสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรยี นรู้ระหวา่ งสมาชิกในกล่มุ รว่ มกันเท่านนั้ สง่ิ ที่ผ้นู า
กลุม่ เพื่อนหา้ มกระทา คอื การเข้าไปแกไ้ ขปญั หาให้สมาชกิ ในกลมุ่ เพราะนน่ั เปน็ บทบาทของนักวิชาชพี
ปี พ.ศ.2557 มีอาสาสมัครผู้นากลุ่มเพื่อนท่ียังคงทางานเป็นผู้นากลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนจานวน 25 คน สาเหตุที่
ผู้สงู อายมุ จี านวน 25 คนจากผูอ้ บรมท้ังหมด 150 คนคอื ผ้สู ูงอายุหลายรายไม่ประสงค์จะทาหน้าที่ต่อเนื่อง ผู้สูงอายุบางรายมี
- 253 -
รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
ปญั หาสุขภาพท้ังของตนเองและคนในครอบครวั บางรายต้องไปดแู ลผู้สงู อายุซ่ึงเป็นบดิ า มารดา หรอื ญาติพน่ี อ้ ง เป็นต้น การ
ทาหน้าที่เป็นผู้นากลุ่มเพ่ือนไม่ใช่เพียงแต่อบรมแล้วนาความรู้ไปปฏิบัติหน้าท่ีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่สถาบันสุขภาวะ
Journey’s Way จัดการประชมุ กลุ่มเพื่อรับฟงั การสะทอ้ นข้อมลู ประจาเดือน (feedback meeting) เปน็ ประจาทุกเดือนท้ังน้ี
เพ่ือให้อาสาสมัครได้มีโอกาสมาประชุมพดู คุยเพื่อแลกเปล่ียนเรียนรู้ข้อมูลการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละคน พร้อมกับการเรียนรู้
เทคนคิ ของอาสาสมคั รแต่ละรายเพ่ือนาไปประยกุ ตเ์ ป็นแนวทางการปฏิบตั งิ านของตนเอง
(4) ศูนย์บริการสังคมผู้สูงอายุ (Senior Center)
ศนู ย์บริการสังคมผูส้ งู อายเุ ป็นหนว่ ยปฏบิ ัตกิ ารของสถาบันสุขภาวะผ้สู ูงอายุ Journey’s Way ศูนย์แห่งนมี้ เี จา้ หน้าท่ี
ผ้ปู ฏบิ ัตงิ านประจา 3 คน ประกอบด้วย ผอู้ านวยการศนู ย์ คือ คุณรีเบคก้า โคชท์แมน (Rebecca Kochman, MSW) และนัก
ให้การปรึกษาผู้สูงอายุ ในขณะท่ีเจ้าหน้าที่แบบ part-time อีก 13 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าท่ีประชาสัมพันธ์ พ่อครัว และ
ครูด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ เช่น ครูสอนชี่กง ครูสอนสมาธิ เป็นต้น พร้อมกันนี้ยังมีอาสาสมัครซ่ึงเป็นผู้สูงอายุอีก
จานวนประมาณ 25-30 คน ถึงแม้ว่าจานวนเจ้าหน้าท่ีประจาของศูนย์จะมีเพียง 3 คนแต่ศูนย์ไม่ได้ประสบปัญหาขาดแคลน
บุคลากรเพราะสามารถระดมความรว่ มมอื จากเครือข่ายจากสว่ นงานทใ่ี หบ้ รกิ ารดา้ นการให้การปรึกษาผู้สูงอายุ หรือ ส่งต่อไป
ยงั สว่ นงานที่ใหบ้ รกิ ารอน่ื ๆในเครือขา่ ยได้
ในด้านอาคารสถานที่ ศูนย์ผู้สูงอายุแห่งนี้มีเพียงช้ันเดียวแต่มีชั้นใต้ดิน (basement) ศูนย์เคยที่เป็นที่ต้ังของโบสถ์
คริสตม์ ากอ่ นภายในช้ัน 1 ของอาคารมีห้องประชุมขนาดใหญ่ที่มีศิลปะตกแต่งด้วยรูปแบบทางคริสต์ศาสนา รองรับผู้เข้าร่วม
ประมาณ 100 คน นอกจากน้ียังมีห้องรับประทานอาหารรองรับผู้สูงอายุประมาณ 50 -60 คน และห้องเตรียมอาหาร7 ห้อง
คอมพิวเตอรซ์ ึ่งมบี ริการคอมพิวเตอร์ประมาณ 10–12 เคร่ืองและห้องรับแขกตั้งอยู่ในชั้น 1 เช่นกัน ช้ันใต้ดินเป็นห้องทางาน
ของผู้อานวยการและนกั ให้การปรึกษาผสู้ ูงอายุ จานวน 1 ห้อง หอ้ งประชุมย่อยอีก 3 ห้องแตล่ ะหอ้ งรองรบั ผู้เขา้ ร่วมประชุมได้
ประมาณ 15–20 คน ห้องทั้งสามห้องถูกใช้เป็นห้องประชุมย่อย ห้องจัดกิจกรรมกลุ่มสังคมสงเคราะห์ ห้องเรียนขนาดเล็ก
ฯลฯ ในแต่ละวันมีผู้สูงอายุท่ีสามารถดูแลช่วยเหลือตนเองได้เข้าร่วมประมาณวันละ 35–50 คน ผู้สูงอายุทุกรายอาศัยอยู่ใน
บรเิ วณชมุ ชนใกล้เคยี งกับศนู ย์ ขอ้ มูลการสมั ภาษณ์ผสู้ ูงอายุที่เขา้ ร่วมกิจรรมของศนู ยฯ์ พบว่า หลายรายเข้ามายังศนู ยฯ์ สปั ดาห์
ละ 2-3 คร้ังเพือ่ มาพบเจอเพื่อนหรอื มารว่ มกิจกรรมทีศ่ ูนยฯ์ จัดขน้ึ และคลายความเหงาเม่ือตอ้ งอยู่เพยี งลาพงั ทบ่ี า้ น
(5) ศูนยด์ แู ลกลางวนั ผสู้ ูงอายุ (Older Adult Day Care Center)
หน่วยบริการแห่งที่สองของสถาบันสุขภาวะผู้สูงอายุ Journey’s Way คือ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ศูนย์แห่งนี้มีความ
แตกต่างจากศูนย์บริการทางสังคมผู้สูงอายุ คือ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุให้บริการด้านการดูแลผู้สูงอายุที่มีความจาเป็นที่ต้องได้รับ
การดูแลด้านสุขภาพเป็นพิเศษแบบไป-กลับ ภายใต้เง่ือนไขสาคัญ คือ ผู้สูงอายุต้องมีปัญหาสุขภาพจิตป่วยด้วยโรคความจา
เสอื่ ม โรคจิตเภท หรือ อาการทางสมองอ่ืนๆที่มาจากการที่สมองได้รับการกระทบกระเทือน อย่างใดอย่างหน่ึง ความจาเป็น
ของผู้สูงอายุที่เข้ามาใช้บริการในศูนย์ดูแลแห่งน้ีมีหลายเหตุผลด้วยกันท่ีผู้สูงอายุมาใช้บริการ เช่น ผู้ดูแลผู้สูงอายุ (บุตร/คู่
สมรส)ไมส่ ามารถดูแลไดเ้ ป็นการชวั่ คราวเนอื่ งจากตอ้ งไปทาธุระหนา้ ทที่ ีอ่ น่ื ๆ หรอื ไดร้ ับการส่งตอ่ มาจากศนู ย์บรกิ ารทางสังคม
ผู้สูงอายุเพราะไมส่ ามารถใหก้ ารชว่ ยเหลอื /ดแู ลผู้สงู อายุรายน้ันๆ ได้ เปน็ ตน้
การฟ้ืนฟูสุขภาวะทางกายและจิตผู้สูงอายุท่ีเข้ามาใช้บริการภายในศูนย์หัวใจสาคัญคือผู้สูงอายุทุกรายต้องมีแฟ้ม
ประวตั ิและแผนการดแู ลรายบคุ คล (care plan) โดยมีทีมสหวิชาชีพ คือ พยาบาล นักกายภาพบาบัด และ นักให้การปรึกษา
ผู้สูงอายุร่วมรับผิดชอบดูแลให้การดาเนินการฟื้นฟูสุขภาวะเป็นไปตามแผน นอกจากนี้ในแง่กิจกรรมประจาวันของศูนย์ดูแล
พบวา่ กิจกรรมทั้งหมดเนน้ การฟื้นฟสู ุขภาสะทางกายและจติ อาทิ การฟ้นื ฟกู ารทางานของสมอง และ กล้ามเนื้อแขน-ขา ผา่ น
7 อาหารเช้า อาหารกลางวัน และ อาหารว่าง อาหารทั้งหมดได้รับจัดสรรมาจากองค์กรความร่วมมือด้านผู้สูงอายุแห่งเมืองฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia Cooperation for
Aging – PCA)
- 254 -
รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61
กิจกรรมการฟ้นื ฟเู ฉพาะรายรวมถึงยังมีกิจกรรมอีกหลากหลายที่สามารถฟ้ืนฟูสุขภาวะทางกายและจิตของผู้สูงอายุตลอดท้ัง
วัน
นอกเหนอื จากบริการด้านการฟื้นฟูสุขภาวะทางกายและจิตแล้วแต่ละวันผู้สูงอายุจะได้รับบริการด้านอาหารนั่นคือ
ศูนย์ดูแลจัดอาหารเช้า อาหารกลางวัน และ อาหารว่าง อาหารท้ังหมดได้รับจัดสรรมาจากองค์กรความร่วมมือด้านผู้สูงอายุ
แหง่ เมืองฟลิ าเดลเฟียเช่นเดียวกบั ศนู ยบ์ ริการทางสังคมผู้สูงอายุ นอกจากนี้สิ่งหนึ่งท่ีเป็นข้อสังเกตของศูนย์ดูแลแห่งนี้คือศูนย์
ดแู ลมกี รงสัตว์เลี้ยงจานวน 2 กรงสาหรบั เล้ยี งนกหงส์หยกจานวน 4 ตัว และ หนูตะเภาจานวน 2 ตัว สาหรับเร่ืองสัตว์เล้ียงน้ี
ผู้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานสามารถวิเคราะห์ออกเป็น 2 มุมมอง ประกอบด้วย (1) อันตรายจากการติดเช้ือ/โรคติดต่อจาก
สตั ว์เลย้ี ง แตจ่ ากการสมั ภาษณบ์ ุคลากรและผ้บู ริหารของศนู ยด์ ูแลพบวา่ ศนู ย์ดแู ลกลับมีแนววิเคราะหใ์ นมิตอิ ื่น คือ (2) การนา
แนวคดิ การบาบดั โดยสัตว์เลย้ี ง (pet therapy/animal-assisted therapy) มาเปน็ สว่ นหน่ึงในการบาบัดผ้สู ูงอายุ
สถานการณผ์ สู้ ูงอายุท่ัวโลกและโดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกามีจานวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถาบันสุขภาวะ
ผู้สูงอายุ Journey’s Way เป็นองค์กรที่มีบทบาทด้านการดูแลผู้สูงอายุโดยตรงการเข้าร่วมฝึกอบรมภาคปฏิบัติในครั้งน้ีมี
บทเรยี นและความน่าสนใจจงึ ขอนาเสนอบทเรยี นดงั รายละเอยี ดต่อไป
บทวเิ คราะห์บริการองคร์ วมด้านผ้สู งู อายุ
วารสารการส่งเสริมสุขภาพของประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุสุขภาพไว้ 5 มิติ ได้แก่ (1) มิติทางกาย (Physical
dimension) เป็นมิติทางร่างกายท่ีสมบูรณ์ แข็งแรง ปราศจากโรคหรือความเจ็บป่วย มีปัจจัยสาคัญในมิติน้ี คือ อาหารและ
โภชนาการ สมรรถนะทางกายสิ่งแวดล้อมทางกายภาพต่างๆ ที่อย่อู าศยั สภาวะทางเศรษฐกิจที่เพียงพอ ส่งเสริมภาวะสุขภาพ
ฯลฯ (2) มิตทิ างจิตใจ (Psychological dimension) เปน็ มิติของสภาวะทางจิตใจหรอื อารมณ์(Emotion) เช่น อารมณ์แจ่มใส
ปลอดโปร่ง ไม่มีความกังวล มีความสุข ปัจจัยสาคัญในมิติน้ีคือ การจัดการกับความเครียด การดูแลไม่ให้เกิดภาวะวิกฤตทาง
อารมณ์ (3) มติ ิทางสงั คม (Social dimension) เป็นความผาสกุ ของครอบครวั สงั คม และชุมชน โดยการมีความสัมพันธท์ ี่ดีตอ่
กนั สามารถให้การดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความเอื้ออาทรเสมอภาค มีความยุติธรรม สันติสุข วัฒนธรรมชุมชน และมี
ระบบบรกิ ารทด่ี แี ละทวั่ ถึง (4) มติ ิทางจิตวิญญาณ (Spiritual dimension) เปน็ ความผาสกุ ทเ่ี กดิ จากการมีความหวังในชีวิต มี
ความรัก ความอบอุ่น ความเชื่อมัน่ ศรัทธา มสี ิ่งยดึ มั่น และเคารพ มกี ารปฏิบัติในสิ่งท่ีดีงาม ด้วยความมีเมตตา กรุณา ไม่เห็น
แกต่ ัว มีความเสียสละ และยินดใี นการท่ีได้มองเห็นความสขุ หรือช่วยเหลือผอู้ นื่ ให้ประสบความสาเร็จ (Transcendence) มิติ
นี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมของคน สามารถสร้างได้ในครอบครัวและชุมชน สร้างด้วยความรักความอบอุ่น ความ
เข้าใจกนั และกนั เหน็ ใจกัน ยอมรบั กนั เคารพในศักด์ศิ รีของกันและกันในฐานะท่ีเป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน ไม่รังเกียจเดียดฉันท์
ไม่แบ่งพวกและเข่นฆ่าราวี แต่ช่วยเหลือเก้ือกูลกัน อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ครอบครัว ชุมชน และสังคมที่มี สุขภาวะทางจิต
วิญญาณดี ไม่ได้แปลว่าไม่มีปัญหาแต่สามารถจัดการปัญหาได้ ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็สามารถสร้างความสมดุล จัดการให้คนอยู่กับ
ปัญหาที่แก้ไขไมไ่ ดน้ ั้นโดยไม่ทุกข์และเดือดร้อนจนเกินไป (5) มิติทางปัญญา (Intellectual dimension) เป็นสุขภาพในด้าน
การเปน็ ผ้มู กี ารศึกษา มีความรู้ เฉลียวฉลาด รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เป็นภูมิคุ้มกันทางสังคม สามารถประกอบอาชีพ และ
ประสบความสาเร็จในชีวิต (กรรณิการ์ ปญั ญาวงศแ์ ละพนัส พฤกษส์ นุ ันท์, 2555, น.10)
การใหบ้ รกิ ารของสถาบันสขุ ภาวะผ้สู ูงอายุ Journey’s Way สามารถกลา่ วได้ว่าบรกิ ารของสถาบันมีลักษณะบริการ
ท่ีครอบคลุมและครบวงจรในทุกมิติในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุเพราะมีบริการที่จักให้ท้ังในด้านการดูแลทั้ง 5 มิติซ่ึงเป็น
บทเรยี นมาส่สู ังคมไทยได้เพ่อื ให้ผู้อา่ นและผู้สนใจไดน้ าประยกุ ตใ์ ชใ้ นการพัฒนางานสังคมสงเคราะห์ด้านผู้สูงอายุในสังคมไทย
ในอนาคตอันใกล้
บริการดา้ นสงั คมผู้สงู อายุครอบคลมุ และครบวงจร
หากจะกล่าวถึงบริการดา้ นสังคมสาหรับผูส้ ูงอายใุ นสถาบนั สขุ ภาวะผ้สู งู อายุ Journey’s Way นน้ั ผเู้ ขยี นได้นาเสนอ
ไว้แล้วในหัวข้อท่ีได้กล่าวไปแล้ว ผู้เขียนขอวิเคราะห์บริการด้านสังคมของสถาบันฯว่ามีลักษณะบริการที่ครอบคลุมและครบ
- 255 -
รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 61
วงจรในทุกมิตทิ ้ังการใหบ้ ริการสังคมทั่วไป อาทิ บรกิ ารให้การปรกึ ษาผู้สูงอายุ (geriatric counseling) ซ่ึงปัญหามีต้งั แตป่ ัญหา
ทั่วไปจนถึงปัญหาท่ีสลับซับซ้อน นอกจากนี้บริการด้านท่ีอยู่อาศัยซึ่งมีความจาเป็นอย่างย่ิงสาหรับผู้สูงอายุในประเทศ
สหรฐั อเมริกาเพราะมิเช่นนั้นผู้สูงอายุอาจจะต้องพักอาศัยอยู่คนเดียวการเปล่ียนสถานที่ให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสมาอาศัยอยู่ใน
พ้ืนท่ีเฉพาะสาหรับผู้สูงอายุซึ่งมีการให้บริการทางสังคมอยู่ใกล้ท่ีพักรวมถึงมีบริการด้านสุขภาพท่ีสามารถเข้าถึงผู้สูงอายุได้
โดยง่ายนั้นจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมอย่างย่ิงสาหรับผู้สูงอายุ หากกรณีที่ผู้สูงอายุรายใดมีความต้องการการช่วยเหลือเป็นพิเศษ
อาทิ ผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคสมองเส่ือม หรือบางรายไม่มีผู้ดูแลชั่วคราวก็สามารถส่งตัวผู้สูงอายุมาใช้บริการได้ในสถาบันสุข
ภาวะผู้สูงอายุ Journey’s Way ได้ ท้ายที่สุดงานอาสาสมัครยังเป็นทางเลือกให้ผู้สูงอายุท่ีมีศักยภาพ (active ageing) ได้มี
โอกาสแสดงศักยภาพและพลงั ของตนเองตอ่ สงั คม บริการทั้งหมดที่จัดโดยสถาบนั ฯ ในเชงิ คุณภาพพบว่าบริการของสถาบันฯมี
คณุ ภาพสามารถระดมและใช้ทรัพยากรทางสังคมท่ไี ด้รบั การจดั สรรมาจากรฐั ได้อยา่ งเกิดประโยชน์สงู สุดกับผ้สู ูงอายุ
การสร้างบรรยากาศให้ศนู ย์บรกิ ารทางสังคมและศูนยด์ แู ลผ้สู งู อายเุ ปน็ บ้าน
นโยบายการลดการพ่ึงพิงสถาบัน (deinstitutionalization) เป็นหน่ึงในนโยบายสาธารณสุขของประเทศ
สหรัฐอเมริกาในทศวรรษที่ 1950–1980 นโยบายนี้ดาเนินการปิดโรงพยาบาลจิตเวชท่ัวประเทศสหรัฐอเมริกาเพราะมีความ
เช่ือว่าการให้บริการในโรงพยาบาลขนาดใหญ่มีผลทางลบต่อการดูแลและฟ้ืนฟูผู้ป่วยจิตเวช ประวัติศาสตร์ของนโยบายน้ีใน
ระยะต้นเริ่มต้นเริ่มให้ความสาคัญกับการย้ายออกผู้ป่วยจิตเวชจากโรงพยาบาลของรัฐตั้งแต่ปี ค.ศ.1955–1980 จานวนของ
ผู้ป่วยท่ีเคยได้รับบริการในโรงพยาบาลของรัฐร่วงหล่นลงมาจากเดิม 559,000 คนเหลือเพียง 154,000 คน จนกระทั่งใน
ระยะเวลาตอ่ มาจึงขยายความคิดเรื่องการพัฒนาคุณภาพและขยายบริการของหน่วยงานในระดับชุมชนภายใต้ความเชื่อที่ว่า
การให้บริการ/การรักษาในโรงพยาบาลไม่มีประสิทธิภาพเท่าการรักษาในชุมชนที่ผู้ป่วยอาศัยอยู่ ต่อมาในทศวรรษท่ี 1990
โรงพยาบาลจิตเวชเร่ิมทยอยปิดตัวลงพร้อมๆกับการเกิดข้ึนของประเด็นเร่ืองสิทธิและความเป็นปึกแผ่นในชุมชน ด้วยเหตุนี้
นโยบายสุขภาพชุมชนจึงถือกาเนิดข้ึนในปี ค.ศ.1965–1968 โดยมีอุดมการณ์เร่ืองสิทธิประชาสังคมและเงื่อนไขของสถาบัน
ขนาดใหญ่ทีไ่ มส่ ามารถดแู ลผู้ปว่ ยจติ เวชได้ (Chris Koyanagi and Judge David L. Bazelon, 2007, pp.1)
นโยบายสขุ ภาพชุมชนส่งผลใหเ้ กิดองค์กรดา้ นการดแู ลสุขภาพจติ (ในทีน่ ร้ี วมถึงผูส้ ูงอาย)ุ ในระดบั ชมุ ชนข้ึนและด้วย
เหตุท่ีสถาบันฯเป็นหน่วยงานระดับชุมชนภายใต้นโยบายสุขภาพชุมชนภายในองค์กรจึงมีบรรยากาศการดูแลที่เป็นมิตรมี
ลักษณะเหมือนบ้านขนาดใหญ่และถึงแม้ว่าจะมีห้องประชุมขนาดใหญ่ และมีห้องขนาดเล็กอีกหลายห้องแต่เจ้าหน้าที่และ
ผู้บริหารก็จดั ให้มีบรรยากาศน่าอยอู่ าศยั ทกุ พน้ื ท่ีไม่ว่าจะเปน็ ศูนยบ์ ริการทางสงั คม หรือ ศูนย์ดแู ลผู้สงู อายุ
การมเี ครือข่ายในชุมชนและสง่ ต่อบรกิ ารระหว่างกัน
ผู้เขียนมีโอกาสได้ลงพ้ืนที่ศึกษาดูงานในศูนย์บริการสังคมผู้สูงอายุขนาดเล็กท่ีตั้งอยู่ในชุมชนช่ือ Garden In The
Park หน่วยงานแห่งน้ีเป็นเครือข่ายกับสถาบันสุขภาวะผู้สูงอายุ Journey’s Way โดย Garden In The Park จะส่งต่อ
ผู้สูงอายุไปใช้บริการต่อท่ีสถาบันสุขภาวะผู้สูงอายุ Journey’s Way ในกรณีท่ีผู้สูงอายุรายน้ันๆจาเป็นต้องเข้าถึงบริการด้าน
การให้การปรึกษาผู้สูงอายุ ท่ีอยู่อาศัย หรือ บริการข้ันสูงข้ึนไป ส่วน Garden In The Park ทาหน้าที่เป็นเพียงศูนย์บริการ
สงั คมทใี่ หบ้ ริการในช่วงกลางวนั ศูนยแ์ หง่ นี้มบี ุคลากรเพยี ง 30 คนเปน็ เจา้ หนา้ ทป่ี ระจา 25 คนและเจา้ หนา้ ท่ีไม่ประจา (part-
time staff) จานวน 5 คน มีสมาชกิ ท่ีเข้าร่วมกจิ รรมของศูนย์สม่าเสมอประมาณ 180 คน
ศูนย์บริการสังคมผู้สูงอายุ Garden In The Park เป็นหน่ึงในเครือข่ายของสถาบันสุขภาวะผู้สูงอายุ Journey’s
Way องค์กรดา้ นผู้สูงอายทุ ่ีต้ังอยู่ในชมุ ชนที่มีภารกิจคลา้ ยกับศูนยบ์ รกิ ารทางสังคมแห่งนแ้ี ละเป็นเครือขา่ ยกับสถาบันสุขภาวะ
ผสู้ ูงอายุ Journey’s Way มอี กี นับสิบองคก์ ร ผ้สู ูงอายทุ ่ีพกั อยูใ่ นเมืองฟิลาเดลเฟยี ไม่วา่ จะอยใู่ นพ้ืนทใ่ี ดหากเข้าไปใช้บริการใน
ศูนย์บริการสังคมผู้สูงอายุแล้วมีความต้องการพิเศษในการเข้าใช้บริการท่ีมากข้ึนเฉพาะทางมากขึ้นก็สามารถได้รับบริการ
เหล่าน้นั โดยไปใช้บรกิ ารตอ่ เนือ่ งที่สถาบนั สขุ ภาวะผูส้ ูงอายุ Journey’s Way
- 256 -
รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
อาสาสมัครผสู้ งู อายุมีบทบาทสูงในการให้ความช่วยเหลอื ผสู้ งู อายุ
การทาหน้าทอี่ าสาสมคั รในกลุ่มผู้สูงอายุของสถาบันฯพบว่าอาสาสมัครได้แสดงบทบาทอย่างมากทั้งบทบาทในการ
อานวยความสะดวกและจัดกิจกรรมในสถาบันฯ เช่น อาสาสมัครบางรายที่รับหน้าท่ีเป็นผู้ดูแลงานประชาสัมพันธ์และงาน
ส่อื สารกับเพอ่ื นสมาชกิ ผู้สูงอายุดว้ ยกัน อาสาสมัครท่านน้มี าทสี่ ถาบนั ฯต้งั แตเ่ ชา้ เพ่อื มาประจาท่ีโตะ๊ ลงทะเบียนผู้สูงอายทุ ี่มาใช้
บรกิ ารประจาวัน บางวันผสู้ ูงอายรุ ายน้ีไปประจาท่บี ธู รับสมัครสมาชกิ ผู้สงู อายทุ ่สี นใจจะเขา้ โครงการทอี่ ยูอ่ าศยั สาหรบั ผู้สูงอายุ
ในขณะท่บี างรายรบั ผดิ ชอบงานครัวก็พบเช่นเดียวกันคือผู้สูงอายุท่ีรับผิดชอบงานน้ีมีความมุ่งม่ันตั้งใจในการทางานในครัวทั้ง
การเตรียมอาหาร การบรกิ ารอาหารให้แก่ผู้สูงอายุรายอื่นๆ เป็นต้น นอกจากนี้บทบาทของอาสาสมัครผู้สูงอายุท่ีทาหน้าที่ใน
ชุมชนจานวน 25 คนพบว่าเป็นผู้ท่ีมีศักยภาพมีความเข้มแข็งและปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องพร้อมทั้งอาสาสมัครยังมีโอกาสได้
การสะท้อนขอ้ มลู ประจาเดือน พูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลการปฏิบัติหน้าท่ีของแต่ละคน พร้อมกับการเรียนรู้เทคนิค
ของอาสาสมัครแต่ละรายเพื่อนาไปประยกุ ต์เป็นแนวทางการปฏิบัตงิ านของตนเองซึง่ เปน็ การพัฒนาตนเองของผสู้ ูงอายเุ องดว้ ย
บทสรุป
ดังที่กลา่ วไปแล้ววา่ สงั คมผู้สูงอายุเป็นสถานการณ์ที่ท่ัวโลกกาลังเผชิญและได้รับผลกระทบร่วมกัน ในสังคมไทยเอง
หากดูที่จานวนประชากร เด็กอายุต่ากวา่ 15 ปี ในชว่ งปี พ.ศ. 2548 – 2578 จะมจี านวนลดลงจาก 14 ล้าน (ร้อยละ 23 ของ
ประชากรทั้งหมด) เหลือ 9 ล้านคนเศษ (ร้อยละ 14) ในขณะที่ประชากรกลุ่มผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) คนกลุ่มน้ีมีจานวน
เพิ่มขน้ึ อย่างเห็นได้ชดั เม่อื เปรียบเทียบกบั กลุม่ อืน่ ๆ ในปี พ.ศ. 2548 มปี ระชากรสูงอายุอยู่ 6 ลา้ นคนเศษ (ร้อยละ 10) เม่ือถึง
ปี พ.ศ. 2578 จานวนผสู้ งู อายุจะเพ่มิ ขึน้ เปน็ 16 ล้านคน (รอ้ ยละ 25) เทา่ กบั เพ่ิมขึน้ เกือบ 3 เทา่ ตวั ในเวลาราวๆ 30 ปีเท่าน้ัน
ดังแผนภมู ิตอ่ ไปน้ี
ท่ีมา : ปทั มา ว่าพัฒนวงศ์และปราโมทย์ ประสาทกลุ . ประชากรไทยในอนาคต, 2549
ขอ้ มูลดงั กล่าวยืนยันเป็นอย่างดีว่าประเทศไทยกาลังเผชิญกับสงั คมผูส้ ูงอายซุ ่ึงท้ังนักวิชาการและนักวิชาชีพด้านการ
ให้บริการมนุษย์ได้กล่าวกันในแวดวงสังคมและสุขภาพอยู่มาก ทว่าในประเทศไทยเองก็มีความพยายามท่ีจะสร้างโครงการ /
กจิ กรรม หรือ นโยบายทเ่ี กี่ยวข้องทางตรงกบั การให้การชว่ ยเหลอื และส่งเสรมิ คณุ ภาพชีวิตผสู้ ูงอายุ ในขณะเดยี วกันหรือแมแ้ ต่
การเตรียมความพร้อมประชาชนวยั แรงงานเขา้ สูก่ ารเปน็ ผูส้ งู อายุท่ีมีคุณภาพชวี ติ ทดี่ กี ็เป็นสงิ่ ทส่ี ังคมไทยตอ้ งเตรียมดาเนินการ
ความรู้และบทเรียนจากฝึกภาคปฏิบัติ ณ สถาบันสุขภาวะผู้สูงอายุ Journey’s Way น่าจะสามารถจุดประกายให้แก่ผู้สนใจ
งานด้านสงั คมสงเคราะห์คลินกิ ดา้ นผูส้ ูงอายุต่อไป
- 257 -
รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
กติ กิ รรมประกาศ
บทความวิชาการฉบับน้ีเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกภาคปฏิบัติขั้นสูงด้านสุขภาพจิตผู้สูงอายุที่มหาวิทยาลัยไวด์เนอร์
(Widener University) เมืองเชสเตอร์ รัฐเพ็นซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน
2557 โดยการสนับสนุนทุนการเข้าร่วมโครงการของกองทุนเพิ่มพูนความรู้ในต่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การฝึก
ภาคปฏบิ ตั คิ รง้ั น้ีผู้เขียนไดร้ ับการนเิ ทศงานจากอาจารยน์ ิเทศงานภายในคณะ คือ รองศาสตราจารย์ ดร.โรบ้ิน โกล์ดเบิร์กเกลน
(Assoc.Prof.Robin Goldberg-Glen, Ph.D) ผู้อานวยการศูนย์เพศวิถีกับผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
มหาวิทยาลัยไวด์เนอร์ และ อาจารย์นิเทศงานภาคสนาม คือ คุณซินเดียร์ วิชน์คอฟสก้ี (Cynthia Wishkovsky. MSSA,
LSW) รองประธานองค์กร Intercommunity Action ผบู้ ริหารสูงสุดดแู ลโครงการด้านการบริการผสู้ ูงอายุ
เอกสารอ้างอิง
กรรณกิ าร์ ปัญญาวงศแ์ ละพนัส พฤกษ์สนุ ันท์. (2555). เอกสารประกอบการเรยี นการดูแลสุขภาพ
แบบองคร์ วม. คณะศลิ ปะศาสตร์ สถาบันการเรียนรเู้ พ่ือปวงชน
ปัทมา วา่ พฒั นวงศแ์ ละปราโมทย์ ประสาทกลุ . (2449). ประชากรไทยในอนาคต ในการฉายภาพ
ประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2548 – 2568. นครปฐม : สถาบันวิจัยประชากรและสังคม. 2549.,
มหาวทิ ยาลัยมหิดล.
สุรเดช ดวงทิพย์สริ กิ ลุ และคณะ (2556). รายงานผลการศึกษาเบอ้ื งตน้ การสารวจสุขภาวะผ้สู งู อายุ
ไทย ปี 2556 ภายใต้แผนงานส่งเสริมสุขภาพผู้สงู อายแุ ละผูพ้ กิ าร. กรงุ เทพฯ : โครงการประเมินเทคโนโลยแี ละ
นโยบายดา้ นสขุ ภาพ (HITAP)
http://portal.hud.gov/hudportal/HUD?src=/program_offices/housing/sfh/hcc/hcc_home
Chris Koyanagi and Judge David L. Bazelon. (2007). Learning from History :
Deinstitutionalizationof People with Mental Illness As Precursor to Long-Term Care Reform. USA :
The Henry Kaiser Family Foundation.
Kathleen M.D.(2009). Social Work With Older Adults : A Biopsychosocial Approach to
Assessment and Intervention. USA : Pearson.
Philadelphia Corporation for Aging. (2014). State of the agency report 2014. USA : Philadelphia
Corporation for Aging.
เวป็ ไซต์
Philadelphia Coperation for Older Adult. (2014). A Older Adults in Southeastern Pennsylvania : A
Look at Key Houshold, Neighborhood and Wellbeing Factors. (2014). สืบค้นวันท่ี 10 ตุลาคม 2557,
จาก http://www.chdbdata.org/uploads/datareports/May%20Article%20in%20PDF%20Format.pdf
Journey’s Way. (2014). Become a Peer Leader. สบื ค้นวันที่ 12 พฤศจกิ ายน 2557, จาก
http://www.journeys-way.org/ways-to-volunteer/touching-lives-over-55-program/
Counselor License. (2014). What are Geriatric Counselors?. สืบคน้ วนั ที่ 12 พฤศจิกายน 2557, จาก
http://www.counselor-license.com/careers/geriatric-counselor.html#prefilter
HUD Office of Housing Counseling. (2014). Information for Housing Counselors.สบื ค้นวนั ที่ 9
พฤศจกิ ายน 2557, จาก
http://portal.hud.gov/hudportal/HUD?src=/program_offices/housing/sfh/hcc/hcc_home
- 258 -
รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
ศนู ยป์ ฏบิ ัติการสังคมสงเคราะห์คลองจ่นั กับบทบาทการจดั บรกิ ารวชิ าการแก่สงั คม
Klongchan Social Work Laboratory and Academic Service
for Social Community
รองศาสตราจารย์เลก็ สมบตั ิ1
Associate Professor Lek sombat2
Abstract
The Faculty of Social Administration has continually provided academic services for social
community through Klongchan Social Work Laboratory for 46 years, with four following objectives. 1.
Enhancing guardian participation in the Laboratory activities; and providing social welfare services to
Klongchan community and neighboring areas. 2. Using the Laboratory as a demonstration center for
public or private organizations. 3. Promoting good collaboration among social welfare providers. 4. Using
the Laboratory as a training center of students of the Faculty of Social Administration. In term of the
Laboratory management, the operation mechanism comprises 1) Executive Committee of Klongchan
Social Work Laboratory, 2) Committee of Klongchan Community Child s Guardian & Youth Association,3)
the Laboratory Director (supported by the Faculty of Social Administration) who interfaces academic
aspect to social implementation. For years, the aforementioned roles have been diminished. The
remaining one is a project on preschool child development i.e. day care services for preschool children,
which is a type of social services. The role as a training center of students, i.e. committee mechanism, has
not been implementing consistently. “The rule on Klongchan Social Work Laboratory operation” and
“The regulation on Committee of Klongchan Community Child s Guardian & Youth Association”, as the
operating guidelines, have not been revised since the Laboratory establishment.
The Laboratory management directions comprise (1) developing the Laboratory to be a baby care
training center; and (2) developing the Laboratory to be an elderly care training center. The
recommendations for the Laboratory development compose of survey of local attitude towards the
Laboratory; and network building for local operation. At the policy level, the Faculty of Social
Administration, Thammasat University, should reorganize the Laboratory. New organizational structures
should be determined and strategies should be prepared and conveyed. Existing rules and regulations
should be updated in line with current situations.
Keywords : Klongchan Social work Laboratory, The Klongchan Community Child s Guardian & Youth
Association
บทคดั ย่อ
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ได้จัดบริการวิชาการแก่สังคมผ่านศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจ่ัน มาเป็น
ระยะเวลากว่า 46 ปี โดยได้กาหนดวตั ถุประสงค์การดาเนินงาน ได้แก่ 1. ส่งเสริมให้ผู้ปกครองเด็กของศูนย์ฯ ได้เข้ามามีส่วน
1 คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
2 Faculty of Administration, Thammasat University, Thailand
- 259 -
รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
ร่วมในการดาเนินงานของศูนยฯ์ และจดั บรกิ ารสวสั ดกิ ารสงั คมในชมุ ชนคลองจ่นั และบริเวณใกล้เคียง 2. เพ่ือใช้เป็นศูนย์สาธิต
ให้แก่องค์การเอกชนหรือรัฐบาล 3. เพื่อส่งเสริมการประสานงานอันดีระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่ให้บริการสวัสดิการสังคม
และ 4. เพื่อใช้เปน็ สถานท่ีฝึกภาคปฏบิ ตั ิของนักศกึ ษาสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ การบรหิ ารงานศูนย์ฯ
มีกลไกการดาเนินงานของศูนย์ฯ ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการบริหารศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจั่น 2.
คณะกรรมการสมาคมผู้ปกครองและเด็กชุมชนคลองจ่ัน 3.ผู้อานวยการศูนย์ฯ (โดยคณะสังคมสังเคราะห์ศาสตร์ สนับสนุน
อตั รากาลัง) ท่ีมบี ทบาทเชือ่ มโยงทางวชิ าการสู่การปฏิบัติในสังคม ท้ังนี้ เมื่อระยะเวลาผ่านมาบทบาทดังกล่าวได้ถูกลดลง จน
เหลือเพยี งการจัดโครงการพฒั นาเดก็ ก่อนวัยเรยี น ใหบ้ ริการรบั เลย้ี งเด็กก่อนวยั เรียนเวลากลางวัน ซึ่งถือว่าเป็นการจัดบริการ
สังคมประเภทหน่ึง ส่วนบทบาทการเป็นสถานท่ีฝึกภาคปฏิบัติให้กับนักศึกษา ด้านกลไกการทางานรูปแบบคณะกรรมการก็
ขาดการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และ“ระเบียบว่าด้วยการดาเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจั่น” และ
“ข้อบังคับคณะกรรมการสมาคมผู้ปกครองและเด็กชุมชนคลองจั่น” ที่เป็นแนวปฏิบัติสาหรับนั้น ไม่มีการปรับปรุงต้ังแต่เร่ิม
ก่อต้ังศูนย์ฯ ส่วนแนวโน้มทิศทางการจัดบริการของศูนย์ฯ ในอนาคต เป็นไปได้ 2 แนวทาง คือ แนวทางท่ี 1 ควรพัฒนาเป็น
ศูนย์การฝึกอบรมด้านการดูแลเด็กเล็ก แนวทางท่ี 2 ควรพัฒนาเป็นศูนย์การฝึกอบรมด้านการดูแลผู้สูงอายุ เป็นศูนย์อบรม
ผ้ดู แู ลผูส้ ูงอายุ
ข้อเสนอแนะเพอ่ื การพฒั นาศนู ยฯ์ ได้แก่ การสารวจทัศนคติของประชาชนในชุมชนคลองจ่ันท่ีมีต่อศูนย์ฯ การสร้าง
ภาคีเครือข่ายในการดาเนินงานในชุมชน ในระดับนโยบาย คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปฏิรูป
องค์กร โดยกาหนดโครงสรา้ งของศนู ย์ฯ ใหม่ มีการจัดทายุทธศาสตร์ของศูนย์ฯ และถ่ายทอด ตลอดจนปรับปรุงระเบียบและ
ข้อบังคับทมี่ อี ยู่ให้ให้มีความทันสมัยตอ่ สถานการณป์ ัจจุบนั
คาสาคญั : ศนู ยป์ ฏิบัติการคลองจัน่ , สมาคมผปู้ กครองและเดก็ คลองจน่ั
หลกั การและเหตผุ ล/ความสาคัญของปัญหา
ปัจจุบันสังคมไทยกาลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรครั้งสาคัญ คือ การเข้าสู่สังคม
ผู้สูงอายุ โดยสัดส่วนจานวนประชากรในวัยทางานและวัยเด็กลดลง ทั้งน้ี เป็นผลมาจากความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์
และเทคโนโลยี หากใช้เกณฑ์การวัดที่เป็นสากลว่า สังคมผู้สูงอายุคือ การมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 10
ก็กล่าวได้ว่า ปัจจุบันสังคมไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว เพราะใน พ.ศ. 2553 ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุประมาณร้อย
ละ 11 และจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า การคาดการณ์ถึงสถานการณ์ทางสังคมในอนาคต ในปี
2570 ประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ คนไทยเกือบ 1 ใน 4 เป็นผู้สูงอายุ โดยในช่วง 2548-2553
ประชากรชายจะมีอายุคาดหมายเฉลี่ย 70.59 ปี หญิง 77.54 ปี เพิ่มขึ้นเป็นชาย 73.28 ปี หญิง 80.10 ปี และชาย
75.96 ปี หญิง 82.66 ปี ในช่วงปี 2558-2563 และปี 2568-2673 ตามลาดับ ส่วนประชากรสูงอายุน้ันมีแนวโน้มจานวน
ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจะมีสัดส่วนมากกว่ากลุ่มวัยเด็กตั้งแต่ ปี 2563 เป็นต้นไป สัดส่วนประชากรในปี
2550 วัยเด็ก : วัยแรงงาน : ผู้สูงอายุ เท่ากับ 21.99 : 67.19 : 10.82 ในปี 2560 มีสัดส่วนเปลี่ยนเป็น 17.89: 66.71 :
15.39 และปี 2570 สัดส่วนเปลี่ยนเป็น 14.41: 62.38 : 22.73 นอกจากนี้ แนวโน้มครอบครัวไทยจะมีลักษณะเป็น
ครอบครัวเดี่ยว สมาชิกในครอบครัวมีจานวนน้อยลง และมีรูปแบบท่ีหลากหลายมากขึ้น เช่น ครอบครัวท่ีพ่อหรือแม่เล้ียง
ลูกตามลาพัง ครอบครัวอุปการะชั่วคราว ครอบครัวอยู่คนเดียว ครอบครัวที่เป็นญาติ/พี่น้องกัน ครอบครัวที่คู่ครองเป็น
เพศเดียวกัน เป็นต้น ผลกระทบจากการเปลี่ยนเปลี่ยนโครงสร้างของครอบครัว มีส่วนทาให้ผู้สูงอายุที่ต้องอยู่ในครอบครัว
ขนาดเล็กหรือจาเป็นต้องอยู่อาศัยโดยลาพังมากข้ึนกว่าในอดีต (สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ, 2550)
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจั่น มา
ต้ังแต่ พ.ศ. 2512 โดยกาหนดภารกิจให้เป็นศูนย์ปฏิบัติการบริการสวัสดิการสังคม ซึ่งมีโครงการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนใน
- 260 -
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61
ชุมชนคลองจั่น และกาหนดให้เป็นพื้นที่ปฏิบัติการทางสังคม(Social Lab) ของคณะฯ การบริหารจัดการศูนย์นั้นมี
ลักษณะโครงการเลี้ยงตัวเอง ภายใต้การบริหารงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจั่น
ร่วมกับคณะกรรมการสมาคมผู้ปกครอง และเด็กชุมชนคลองจ่ัน ท้ังนี้ ศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจ่ัน ได้พัฒนา
บทบาทหน้าที่ในการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนและเป็นศูนย์ปฏิบัติการสังคม สาหรับการฝึกภาคปฏิบัติของนักศึกษาคณะ
สังคมสงเคราะห์ และเป็นศูนย์สาหรับการศึกษาวิจัยทางวิชาการของคณาจารย์ ข้าราชการ และหน่วยงานอ่นื มาโดยตลอด
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ เล็งเห็นความสาคัญในบทบาทของศูนย์ฯ ที่จะพัฒนาภารกิจ ไปสู่การจัดบริการสังคมสาหรับ
กลุ่มประชากรวัยสูงอายุ จึงได้สนับสนุนให้มีการศึกษา “ความเป็นไปได้ในการจัดทาโครงการทดลองการจัดบริการสาหรับ
ผู้สูงอายุในชุมชน” ข้ึนใน พ.ศ.2554 โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรรณลักษณ์ เมียนเกิด ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุ ร้อย
ละ 81.2 มีความสนใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมในศูนย์บริการผู้สูงอายุ และร้อยละ 17.2 สนใจท่ีจะมีส่วนร่วมในการบริการใน
ศูนย์อเนกประสงค์สาหรับผู้สูงอายุ ข้อเสนอแนะของงานวิจัยได้เสนอให้มีการดาเนินการต่อเนื่องกันเป็นระยะ นับตั้งแต่
การเผยแพร่แนวคิดศูนย์อเนกประสงค์สาหรับผู้สูงอายุ การขับเคล่ือนจัดตั้งศูนย์ และการพัฒนากิจกรรมภายในศูนย์
จากเหตุผลและข้อเสนอแนะของงานวิจัยดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงเป็นที่มาของ “โครงการศึกษาแนวทางการ
พัฒนาศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจ่ัน” ในประเด็นที่สนใจคือ การพัฒนาบทบาทหน้าที่ของศูนย์ปฏิบัติการสังคม
สงเคราะห์คลองจั่นในฐานะที่เป็นพื้นที่ปฏิบัติการทางสังคม (Social Lab) ของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ให้ขยายสู่
กลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนคลองจั่น และจะดาเนินการอย่างไรเพื่อให้ผู้สูงอายุในชุมชนคลองจั่น มีความสนใจ และมีความ
เข้าใจในการจัดตั้งศูนย์อเนกประสงค์สาหรับผู้สูงอายุขึ้น โดยมีผู้สูงอายุเข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอนต่างๆ และจะทาอย่างไร
ให้ศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจั่น มาเป็นศูนย์ฯ ที่สนับสนุนบทบาทผู้สูงอายุในชุมชน และศูนย์อเนกประสงค์
สาหรับผู้สูงอายุ
วัตถุประสงค์
1. เพื่อศกึ ษาความพร้อมของศนู ย์ปฏบิ ตั กิ ารสังคมสงเคราะห์คลองจั่นต่อการขยายการจัดบริการสาหรับผู้สูงอายุใน
ชมุ ชนในรูปแบบศนู ย์อเนกประสงค์สาหรับผู้สูงอายุ
2. เพื่อศึกษาความพร้อมของแกนนาผู้สูงอายุในชุมชนคลองจัน่ ในการจัดตัง้ ศูนย์อเนกประสงค์สาหรบั ผ้สู งู อายุ
3. เพ่อื สรา้ งความรูค้ วามเข้าใจกับผู้สูงอายแุ ละหน่วยงานท่เี กี่ยวขอ้ งเกี่ยวกบั ศนู ย์อเนกประสงคส์ าหรบั ผ้สู ูงอายุ
4. เพ่ือสร้างเครือข่ายการจัดต้ังศูนย์อเนกประสงค์สาหรับผู้สูงอายุในชุมชนคลองจั่น และร่วมกันจัดบริการสาหรับ
ผู้สงู อายใุ นชุมชน
ระเบยี บวธิ วี จิ ยั
1. ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย ในการวิจัย ประชากร กลุ่มเป้าหมาย ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 3 กลุ่ม
ได้แก่ 1) ผู้สูงอายุในของชุมชนแฟลตคลองจั่น 2) ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานที่เก่ียวข้องกับการจัดบริการสาธารณะ เช่น
ศนู ยบ์ ริการชมุ ชนคลองจนั่ ศนู ยค์ ุม้ ครองสวัสดภิ าพชมุ ชน สานกั งานเขตบางกะปิ รวมถงึ ศูนยป์ ฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลอง
จั่น และ 3) แกนนาผู้สูงอายุ/แกนนาในชมุ ชน เชน่ ผู้จดั การนติ บิ คุ คลอาคารชุด ผนู้ าชมุ ชน ประธานชมรมผสู้ งู อายุ
กลมุ่ เป้าหมาย กาหนดผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจั่น
แกนนาผสู้ ูงอาย/ุ แกนนาในชมุ ชน เชน่ ผ้จู ดั การนติ ิบคุ คลอาคารชดุ ผ้นู าชมุ ชน ประธานชมรมผู้สูงอายุ รวมทัง้ ผบู้ รหิ ารองค์กร
หน่วยงาน เจ้าหน้าท่ีที่เกี่ยวข้องกับการจัดบริการผู้สูงอายุในชุมชนคลองจั่น และกาหนดผู้ให้ข้อมูลรอง คือ ผู้สูงอายุและ
ครอบครัวในของชมุ ชนแฟลตคลองจ่นั
2. วิธกี ารดาเนนิ การเกบ็ รวบรวมข้อมูล แบง่ ออกเปน็ 2 ระยะดังน้ี
- 261 -
รายงานสืบเนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
ระยะท่ี 1 การศึกษาจากเอกสาร (Document Research) ทบทวนองคค์ วามรู้ แนวคดิ ทฤษฎเี กี่ยวกับผู้สูงอายุ
บริการผู้สูงอายุ การจัดกิจกรรมสาหรับผู้สูงอายุ และการดาเนินงานพัฒนาในชุมชนเมือง อีกท้ัง การค้นคว้าเอกสาร หนังสือ
วทิ ยานิพนธ์ และส่อื อิเล็กทรอนิกส์ เว็บไซต์ทางอนิ เตอร์เนต็ เพ่อื รวบรวมข้อมูลสาหรับการวิเคราะห์องค์การ (ศูนย์ปฏิบัติการ
สงั คมสงเคราะหค์ ลองจน่ั ) ซึ่งใช้กรอบ “ลกั ษณะสาคัญขององค์กร” ของการพฒั นาคุณภาพการบรหิ ารจัดการภาครัฐ (PMQA)
โดยทาการรวบรวมข้อมลู เอกสารรายงานการฝึกภาคปฏิบัติของนกั ศึกษา รายงานประจาปี และจากการสัมภาษณ์ผูอ้ านวยการ
ผ้ปู ฏิบัตงิ านในศนู ยป์ ฏิบตั ิการสงั คมสงเคราะห์คลองจ่ัน รวมถึงประชาชนในชุมชนคลองจ่ัน เพ่ือประเมินความพร้อมของศูนย์
ปฏิบตั ิการสังคมสงเคราะห์คลองจั่นต่อการขยายการจัดบริการสาหรับผู้สูงอายุในชุมชนในรูปแบบศูนย์อเนกประสงค์สาหรับ
ผู้สงู อายุ
ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจกับผู้สูงอายุและ
หน่วยงานทีเ่ กย่ี วข้อง รวมทงั้ เป็นการสร้างเครอื ข่ายการจดั ต้งั ศูนย์อเนกประสงค์สาหรับผสู้ ูงอายุในชุมชนคลองจ่ัน และร่วมกัน
จัดบรกิ ารสาหรบั ผูส้ งู อายใุ นชมุ ชน สรปุ กระบวนการดาเนนิ งานทส่ี าคญั ไดแ้ ก่
1. การสร้างความเข้าใจรว่ มระหวา่ งแกนนาผ้สู งู อายุ องค์กรประชาชน ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุใน
ชมุ ชนและนอกชมุ ชน รวมท้งั การค้นหาแกนนาในการเขา้ มามสี ่วนรว่ มในการจัดตง้ั ศนู ยอ์ เนกประสงค์ฯ
2. การจัดทาฐานขอ้ มูล โดยการสารวจกลมุ่ เป้าหมาย คือ ผู้สงู อายุในชุมชนแฟลตคลองจั่น การประชาสัมพันธ์
ทกุ รูปแบบ เช่น การเคาะประตูบ้าน แผ่นพับ โปสเตอร์ เสียงตามสาย วิทยุชุมชน หอกระจายข่าว ฯลฯ เพ่ือส่ือสารให้เข้าถึง
ผสู้ งู อายหุ รือครอบครวั ของผู้สูงอายุได้รับรูอ้ ยา่ งท่ัวถึงและตามจังหวะเวลาทเี่ หมาะสม
3. จัดเวทีเพ่ือเผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์ผู้สูงอายุในชุมชน และร่วมกันแสวงหาทางออกการแก้ไขปัญหาและ
พฒั นาผสู้ งู อายุ ตลอดจนภาคีเครอื ขา่ ยที่เก่ยี วขอ้ งได้มีสว่ นร่วมในการวางแผน
4. ทดลองจัดกิจกรรมสาหรับผู้สูงอายุขึ้น ซึ่งการออกแบบกิจกรรมการดูแลผู้สูงอายุที่เหมาะสม กับสภาพ
ปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุในชุมชนคลองจั่น การมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในชุมชน และศูนย์ปฏิบัติการสังคม
สงเคราะห์คลองจ่ันฯ และการดาเนินการตามแผนท่วี างไว้
5. การประเมินผล เพอื่ การสรปุ บทเรียนการทางานร่วมกันระหว่างผู้ท่ีเกี่ยวข้อง ทั้งหมด โดยวิเคราะห์จุดเด่น
จุดด้อย ตลอดจนแนวทางการพัฒนาแผนงาน/โครงการ ให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงอายุซ่ึงจะนาไปสู่การ
พัฒนาท่ยี ง่ั ยืน
3. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู และเคร่ืองมือทใ่ี ช้ในการศึกษาวจิ ยั ผวู้ จิ ัยใชว้ ิธกี ารเก็บรวบรวมขอ้ มูลหลายวิธี โดยการ
จดบันทึกการสัมภาษณ์ การบันทึกเสียง การสังเกต สาหรับเครื่องมือหลักที่ใช้ในการศึกษาวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูล
ประกอบด้วย แนวคาถามสาหรับการสัมภาษณ์ผู้แทนหน่วยงานที่จัดบริการผู้สูงอายุ และแบบสารวจข้อมูลผู้สูงอายุชุมชน
คลองจนั่
4. การวิเคราะหข์ อ้ มลู ใช้รูปแบบการวเิ คราะหข์ ้อมูลเชงิ คุณภาพ วิเคราะห์เน้ือหา ถอดบทเรียนจากกระบวนการ
ชมุ ชน กล่าวคอื การดาเนินงานรวบรวมข้อมลู จากพืน้ ทรี่ ว่ มปฏิบัตกิ ารในชมุ ชน การสัมภาษณผ์ ูใ้ ห้ข้อมลู สาคญั และผมู้ ีสว่ นร่วม
การจัดเวที และการสังเกตจากการเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชน แลววิเคราะห์ สังเคราะหปรากฏการณ และสรุปข้อมูลแบบ
อปุ นัย (analytic induction)
ผลการวจิ ัย/ผลการศึกษา
ผลการวิจยั เรอื่ ง การศกึ ษาแนวทางการพัฒนาศูนยป์ ฏิบตั ิการสงั คมสงเคราะหค์ ลองจัน่ ข้อสรุปจากการวจิ ยั ดังนี้
ตอนท่ี 1 การวิเคราะห์องค์กรและความพร้อมต่อการขยายการจัดบริการสาหรับผู้สูงอายุในชุมชนในรูปแบบ
ศูนย์อเนกประสงคส์ าหรับผสู้ ูงอายุ
- 262 -
รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
1.1 ลกั ษณะองคก์ ร (ศูนยป์ ฏบิ ัติการสงั คมสงเคราะหค์ ลองจั่น)
ศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจ่ัน เป็นโครงการบริการสังคม คณะสังคมสงเคราะห์ศาส ตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พันธกิจท่ีกาหนด ได้แก่ 1. ใช้เป็นแหล่งศึกษาวิจัยและฝึกภาคปฏิบัติของนักศึกษาและคณาจารย์
คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ และสถาบนั การศึกษาอน่ื ๆ ท่ีสนใจ 2. การจัดบรกิ ารสวัสดกิ ารชุมชนท่ี
สอดคลอ้ งกับความต้องการของประชาชนในชุมชน คอื การจัดทา “โครงการพัฒนาเด็กกอ่ นวัยเรยี น” สว่ นบทบาทที่ไม่ปรากฏ
คือ การเสริมสรา้ งและช้นี าประชาชนในชุมชนใหต้ ระหนกั ในหนา้ ท่ีและความรับผดิ ชอบท่ตี นเองพงึ มีตอ่ ชมุ ชนและสงั คม ดังนน้ั
ผรู้ ับบริการ แบง่ เป็น 3 กลมุ่ ใหญ่ คือ นกั ศึกษาและคณาจารย์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ เด็กเล็ก
ในชุมชนคลองจั่น และประชาชนในชุมชนคลองจ่ัน
การบริหารงานศูนย์ฯ มีกลไกการดาเนินของศูนย์ฯ ประกอบด้วย 1. คณะกรรมการบริหารศูนย์ปฏิบัติการ
สังคมสงเคราะห์คลองจ่ัน 2. คณะกรรมการสมาคมผู้ปกครองและเด็กชุมชนคลองจ่ัน 3. ผู้อานวยการศูนย์ฯ (โดยคณะสังคม
สังเคราะห์ศาสตร์ สนับสนุนอัตรากาลัง) ที่มีบทบาทเชื่อมโยงทางวิชาการสู่การปฏิบัติในสังคม แต่ในทางปฏิบัติมีเฉพาะ
ผู้อานวยการศูนย์ฯ ท่ยี งั ปฏิบัตงิ านอยู่ ส่วนคณะกรรมการอกี 2 ชดุ ไม่มีบทบาทชัดเจน อีกท้ัง “ระเบียบว่าด้วยการดาเนินงาน
ของศนู ย์ปฏบิ ตั ิการสงั คมสงเคราะหค์ ลองจนั่ ” และ “ข้อบังคับคณะกรรมการสมาคมผปู้ กครองและเดก็ ชุมชนคลองจ่ัน” ท่เี ปน็
แนวปฏิบตั สิ าหรบั นนั้ ขาดการปรบั ปรงุ ใหม้ คี วามทนั สมัยต่อสถานการณ์ปจั จุบนั
การดาเนินงานของศูนย์ฯ ยังไม่มีการระบุวิสัยทัศน์ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่มีเป้าประสงค์ของ “โครงการ
พัฒนาเดก็ กอ่ นวยั เรียน” ซ่งึ เปน็ กจิ กรรมหลกั ของศูนย์ฯ นั้น คือ เน้น “การสร้างระเบียบวินัยให้กับเด็ก สอนให้เด็กช่วยเหลือ
ตัวเองได้มากที่สุด เป็นการสร้างความพร้อมของเด็กเพ่ือประโยชน์ของตัวเด็กเองในการเข้าเรียนในช้ันอนุบาลต่อไป รวมถึง
ความพร้อมด้านต่างๆ ในการดารงชีวิตประจาวัน” โดยบุคลากรท่ีปฏิบัติงาน มีจานวนท้ังส้ิน 7 คน (ณ วันท่ี 31 พฤษภาคม
2556) ส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาต่ากว่าปริญญาตรี และการปฏิบัติงานยังมีความทับซ้อนกันหลายด้าน ภายในองค์กรมี
แนวทางในการเรียนรู้ขององคก์ รลักษณะการสอนแบบธรรมชาติ กลา่ วคอื การใชป้ ระสบการณ์ของครผู ้มู าก่อนถ่ายทอดความรู้
ให้กับครูพี่เล้ียงใหม่ สาหรับอาคารศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจ่ัน มีลักษณะเป็นอาคารช้ันเดียว ทรุดโทรมตาม
กาลเวลา ทั้งสภาพท่ีอาคารที่ดูเก่า สีหลุดลอก ฝ้าผนังอาคารบางส่วนมีการชารุด มีการซ่อมปรับปรุงบ้างตามสภาพฐานราก
ของอาคารทจ่ี ะสามารถรองรับได้
1.2 แนวทางการพฒั นาศูนยฯ์
จากการศึกษาวเิ คราะหข์ อ้ มูลตา่ งๆเพื่อการพัฒนาบทบาทศูนยม์ ีแนวทางดงั นี้
1. การจัดทายุทธศาสตร์และถ่ายทอดให้เป็นไปทิศทางเดียวกันท่ัวทั้งองค์กร ศูนย์ฯ ควรกาหนดเป้าหมายที่
ชดั เจน มีการจดั ทาแผนยุทธศาสตร์การปฏบิ ตั งิ านของศูนยฯ์
2. การส่งเสรมิ ให้ผู้ปกครองของศูนย์ฯ ซ่งึ อยอู่ าศัยในชุมชนคลองจ่ันและบริเวณใกลเ้ คยี งได้เข้ามามีส่วนร่วมใน
การดาเนินงานของศนู ยฯ์ ศนู ย์ตอ้ งกาหนดการแปลงยทุ ธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ มีกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างศูนย์
ปฏบิ ตั กิ ารสังคมสงเคราะหก์ ับชุมชนคลองจน่ั มากกว่าน้ี
3. การสร้าง/พัฒนาบุคลากรให้เหมาะสมกับภารกิจและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ขององค์กร โดยคณะสังคม
สงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ควรเป็นผู้เข้ามามีบทบาทหลักในการส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนา รวมถึง
ประชาสมั พนั ธ์บทบาทของศูนย์ฯ
1.3 แนวโนม้ ทศิ ทางการจัดบริการของศูนย์ฯ ในอนาคต
ประเด็นนี้โดยผอู้ านวยการศนู ย์ฯ ได้กลา่ วไว้ 2 แนวทาง
แนวทางที่ 1 ควรพฒั นาเป็นศูนยก์ ารฝึกอบรมดา้ นการดแู ลเด็กเล็ก ซึ่งเป็นภารกิจหน้าท่ี และความรับผิดชอบ
ของศูนยฯ์ อยู่แล้ว
- 263 -
รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
แนวทางท่ี 2 ควรพัฒนาเป็นศูนย์การฝึกอบรมด้านการดูแลผู้สูงอายุ เป็นศูนย์อบรมผู้ดูแลผู้สูงอายุ เน่ืองจาก
แนวโน้มของพืน้ ทีก่ ลุ่มผู้สงู อายจุ ะมีจานวนเพมิ่ มากขึ้นเร่ือยๆ ผูส้ งู อายุมีพื้นท่ีกลาง ทากจิ กรรมร่วมกัน
1.4 ความพร้อมต่อการขยายการจัดบริการสาหรับผู้สูงอายุในชุมชนในรูปแบบศูนย์อเนกประสงค์สาหรับ
ผสู้ งู อายุ
การพจิ าณาความพรอ้ มของศูนย์ปฏบิ ตั กิ ารสงั คมสงเคราะหค์ ลองจั่น ในการขยายการจัดบริการสาหรับผู้สูงอายุ
ในชุมชนในรปู แบบศนู ย์อเนกประสงค์สาหรับผู้สงู อายุในชุมชน นอกเหนือจากประเดน็ ศักยภาพของชุมชนแล้ว มีองค์ประกอบ
สาคัญดงั นี้
1) ศักยภาพของผู้นา (Leader Capability) ผู้นาในที่นี้ หมายถึง ผู้อานวยการศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์
คลองจ่ันนั้น มีความสนใจท่ีจะพัฒนาบริการของศูนย์ฯ ไปสู่ผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม ข้อท้าทายสาคัญ คือ การขาดการมีส่วน
ร่วมในกิจกรรมผู้สูงอายุในชุมชน เน่ืองจากไม่เก่ียวข้องกับงานท่ีดาเนินการอยู่ซึ่งเป็นงานด้านเด็ก ทาให้ไม่เป็นท่ีรู้จักของ
ผ้สู งู อายใุ นชมุ ชน
2) ศกั ยภาพในการปฏิบตั ิงาน (Practice Capability) เมื่อพิจารณาประเด็นศักยภาพในการปฏิบัติงานนี้ จะเห็น
ว่า ศูนย์ปฏบิ ตั กิ ารสงั คมสงเคราะห์คลองจั่น ยังไม่เคยมกี ารรวบรวมข้อมูลดา้ นผ้สู งู อายใุ นชุมชนมาก่อน และยังไม่มีบริการใดๆ
ที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุโดยตรง หากจะดาเนินการจัดตั้งศูนย์ฯ ต้องมีการจัดทาฐานข้อมูลผู้สูงอายุในชุมชนข้ึนมา และมี
กระบวนการแสวงหาความรว่ มมือกบั ภาคเี ครือขา่ ยองค์กรท้งั ภายในและภายนอกชุมชน เพื่อนามาสู่การจัดบริการที่เหมาะสม
ต่อไป
3) ศักยภาพของทีม (Teams Capability) การดาเนินงานการจัดบริการสาหรับผู้สูงอายุในชุมชน มีทีมหลัก 3
ทมี ทางานประสานกนั ประกอบดว้ ย 1) ทมี บรกิ ารชุมชน ได้แก่ ผู้นาชุมชน ประธานชุมชน นิติบุคคลอาคารชุด หรืออื่นๆ ซึ่ง
เป็นแกนนาหลักในการจดั บรกิ ารในชุมชน โดยการประสานงานกบั ทมี บรกิ ารสุขภาพและทีมบริการสงั คม 2) ทีมบริการสุขภาพ
โดยชุมชนคลองจัน่ นน้ั อยใู่ นเขตพน้ื ที่บรกิ ารของศนู ยบ์ รกิ ารสาธารณสุข 35 หัวหมาก กลุ่มน้ีมีหน้าที่หลักในการจัดบริการด้าน
สุขภาพแก่ผู้สูงอายุ ท้ังในภาวะปกติและภาวะเจ็บป่วย ท้ังนี้เพ่ือป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพที่จะเกิดกับผู้สูงอายุ 3)
ทีมบรกิ ารสังคม ได้แก่ หน่วยงานสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ ชมรมผู้สูงอายุ และอาสาสมัคร
อ่ืนๆ ที่มีในชุมชน เม่ือพิจารณาด้านศักยภาพของทีม เนื่องจากศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจั่น ไม่มีบทบาทด้าน
กิจกรรมผู้สูงอายุมาก่อน จึงขาดการมีส่วนร่วมในชุมชม อีกทั้งบุคลากรท่ีปฏิบัติงานในศูนย์ฯ ก็ไม่มีความรู้ ประสบการณ์ใน
ด้านน้ีเช่นกนั นอกจากน้ี การทางานระหวา่ งทมี บริการชมุ ชน ทมี บริการสุขภาพ และทีมบรกิ ารสังคมในชุมชนคลองจั่นน้ัน ยัง
ขาดการประสานความร่วมมือกนั ในการจัดบรกิ ารผูส้ งู อายุ การจัดกิจกรรมจะแยกตามภารกิจที่รบั ผดิ ชอบของแตล่ ะหนว่ ยงาน
สรุปได้ว่า การพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจั่น คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ใหเ้ ปน็ ศูนยอ์ เนกประสงค์สาหรับผ้สู ูงอายุในชมุ ชน เปน็ ไปไดย้ าก มขี อ้ จากัดหลายประการ เน่ืองจาก
ศูนย์เอนกประสงค์จาเป็นต้องมาจากความต้องการของคนในพื้นท่ีเอง แต่ในปัจจุบัน ผลจากการสารวจสถานการณ์ในพื้นที่
ชุมชนการเคหะคลองจ่นั มพี ื้นท่ีส่วนกลางในการดาเนินกิจกรรมกันอยู่แล้ว และศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจ่ัน ขาด
ทรัพยากรหลายประการ ทั้งศักยภาพของผู้นา ศักยภาพในการปฏิบัติงาน และศักยภาพของทีม ที่จะขับเคล่ือนให้จัดต้ังศูนย์
อเนกประสงค์ประสบความสาเรจ็ และมีการดาเนนิ งานใหย้ ัง่ ยืนได้
ตอนที่ 2 การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนคลองจัน่ ในการรว่ มกิจกรรมผสู้ ูงอายุ
การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนคลองจ่ันในการร่วมกิจกรรมผู้สูงอายุ เพ่ือให้ผู้สูงอายุในชุมชนคลองจั่นมีความ
สนใจและมคี วามเขา้ ใจในการจดั ตั้งศูนยอ์ เนกประสงค์สาหรบั ผ้สู งู อายุ และการทดลองจัดกิจกรรม/บริการสาหรับผู้สูงอายุโดย
การมีส่วนรว่ มของผู้สงู อายุในชมุ ชน เพอื่ ขยายบทบาทของศูนย์ปฏิบัตกิ ารสงั คมสงเคราะห์คลองจั่น ผู้วิจัยมีการดาเนินงาน ดัง
รายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี
- 264 -
รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 61
กระบวนท่ี 1 กระบวนการหาและใช้ทุนทางสังคม การสร้างการมีส่วนร่วมในกิจกรรม ผู้สูงอายุในชุมชน เร่ิมต้น
จากการทผี่ ้วู ิจยั วิเคราะหค์ วามเป็นไปได้ที่จะจัดโครงการ โดยศึกษาบริบทของพื้นที่ บริบทประชากรของชุมชนคลองจ่ัน และ
บรกิ ารสุขภาพและบริการทางสงั คมท่ผี ู้สงู อายุไปใช้บรกิ าร
ข้อมูลทั่วไปของชุมชนแฟลตคลองจั่น ชุมชนแฟลตคลองจ่ัน เป็นชุมชนขนาดใหญ่ประเภทอาคารชุดสาหรับผู้อยู่
อาศยั ทีม่ ีรายได้นอ้ ย และรายได้ปานกลาง ดว้ ยลกั ษณะที่พักเปนอาคารสูง 5 ช้ัน จานวน 30 อาคาร มีจานวนหนวยพักอาศัย
5,814 หนวย การบริหารจดั การของอาคารชดุ แฟลตคลองจน่ั มที ัง้ รูปแบบคณะกรรมการบริการสานักงานนิติบุคคลอาคารชุด
ร่วมกัน และสานักงานนิติบุคคลอาคารชุดประจาในแต่ละอาคาร บทบาทหน้าที่สาคัญ คือ การบริหารจัดการทรัพย์สิน การ
บารงุ รกั ษาและซอ่ มแซมทรัพยส์ ว่ นกลาง เชน่ การบารงุ รกั ษาอาคารและทรัพยส์ ่วนกลางให้อย่ใู นสภาพที่ดีเสมอ การซ่อมแซม
ส่วนที่ชารุด และทาหนา้ ทเ่ี ชอื่ มประสานงานระหวา่ งชมุ ชนกับบคุ คลผอู้ ยอู่ าศัย
หน่วยงานท่ีให้บริการตามสิทธิผู้สูงอายุในชุมชนคลองจ่ัน มีหลายหน่วยงาน หลายสังกัด กล่าวคือ สานักงานเขต
บางกะปิ กรุงเทพมหานคร เป็นหน่วยปกครองพ้ืนที่ หน่วยบริการทางสังคม ประกอบด้วย ศูนย์บริการชุมชนคลองจ่ัน ศูนย์
พฒั นาเด็กกอ่ นวัยเรยี นชุมชนคลองจ่ัน ศูนย์คุ้มครองสวัสดิภาพชุมชน เขต 6 เขตบางกะปิ ภายใต้สังกัดกรมพัฒนาสังคมและ
สวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หน่วยบริการในชุมชนมีทั้งศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์
คลองจ่นั คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ชมรมผู้สูงอายุคลองจ่ัน ชมรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา และ
อนรุ กั ษว์ ัฒนธรรมประเพณีไทย และยงั มีกลมุ่ ในชมุ ชน คอื สมาคมสมาพันธเ์ คหะชุมชนคลองจ่นั ส่วนหนว่ ยบริการสุขภาพ ข้ึน
ตรงกับกรงุ เทพมหานคร ไดแ้ ก่ ศนู ย์สขุ ภาพชุมชนเคหะคลองจนั่ ศูนยบ์ รกิ ารสาธารณสุข 50 ศนู ย์บริการสาธารณสุข 35 และ
ศูนย์สรา้ งโอกาสเดก็ สวนพฤกษาชาติคลองจนั่ ผูส้ งู อายบุ างรายยังไปใช้บริการสุขภาพจากคลินิกเอกชนด้วย สาหรับการเคหะ
แห่งชาติไม่ได้มีบริการเก่ียวข้องกับผู้สูงอายุโดยตรง แต่ยังเป็นเจ้าของพ้ืนที่รอบๆ อาคารชุดอยู่ ลักษณะการจัดบริการต่างๆ
ทางานตามภารกจิ ของแต่ละหน่วยงาน ต่างแยกกนั ทา ยงั ไม่ไดป้ ระสานข้อมูลระหวา่ งกนั อยา่ งไรกต็ าม ประเดน็ การขบั เคลื่อน
กจิ กรรมผ้สู ูงอายใุ นชุมชนคลองจน่ั นัน้ มีชมรมผสู้ งู อายุคลองจนั่ เปน็ ศูนย์รวมกิจกรรมผู้สูงอายุในชุมชน ดังน้ัน ผู้วิจัยจึงใช้แนว
ทางการสนบั สนุนขับเคลือ่ นกิจกรรมต่างๆ ผ่านชมรมผู้สงู อายุเป็นผู้ดาเนนิ การ
กระบวนการที่ 2 กระบวนการศกึ ษาปัญหาความตอ้ งการของชุมชน
จากการศกึ ษาบริบทชุมชนคลองจั่นนั้นพบประเด็นสาคัญคือ การขาดข้อมูลของผู้สูงอายุในแฟลตคลองจั่น ดังนั้น
การจดั ต้งั ทมี งาน ประกอบดว้ ย แกนนาชมรมผสู้ ูงอายคุ ลองจน่ั และผทู้ ี่มจี ติ อาสา มีการสร้างแบบสารวจข้อมูลผู้สูงอายุชุมชน
คลองจั่น เพ่ือรวบรวมข้อมูลและจัดแบ่งประเภทผู้สูงอายุ สาหรับการจัดกิจกรรม/บริการผู้สูงอายุ ผลการเก็บข้อมูลจาก
ผูส้ ูงอายุจานวน 250 ราย พบข้อมูลท่นี ่าสนใจ ดังนี้
1. ผทู้ ี่ต้องการบริการคดั กรองสุขภาพ จานวน 208 ราย (ร้อยละ 83.2)
2. แบง่ เปน็ หญิง ร้อยละ 73.2 และเป็นชาย ร้อยละ 26.8
3. ส่วนใหญม่ ีอายุ 60 ปขี ึน้ ไป (รอ้ ยละ 81.6) และมีอายุไม่ถึง 60 ปี (ร้อยละ 18.4) โดย มีอายุเฉลี่ย 67.7 ปี ผู้ที่
อายุมากทีส่ ดุ มีอายุ 95 ปี เมือ่ จัดกลุ่มตามช่วงอายุ 3 กลุ่ม พบว่า ร้อยละ 42.4 เป็นกลุ่มผู้สูงอายุวัยต้น (อายุ 60-69 ปี) ร้อย
ละ 26.4 เปน็ กลุ่มผสู้ ูงอายวุ ัยกลาง (อายุ 70-79 ป)ี และร้อยละ 12.8 เป็นกลุ่มผู้สูงอายวุ ยั ปลาย (อายุ 80 ปขี น้ึ ไป)
4. ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ (ร้อยละ 83.1) ไม่ได้อยู่ลาพัง โดยมากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 53.9) อยู่กับลูกหลาน รองลงมา
(ร้อยละ 32.3) อย่กู บั คู่สมรส สว่ นหนึง่ พักอาศยั อยกู่ บั ญาติพี่น้อง (ร้อยละ 12.1) และมีส่วนน้อย (ร้อยละ 1.7) ท่ีอยู่กับบุคคล
อน่ื ไดแ้ ก่ อย่กู ับพอ่ หรอื แม่ของตน สาหรับกล่มุ ผ้สู ูงอายทุ ่ีอยูล่ าพัง (ร้อยละ 16.8) แบง่ เป็นผู้ที่อยู่ลาพังตลอด 24 ชั่วโมง (ร้อย
ละ 9.6) และอยลู่ าพังเฉพาะชว่ งเวลากลางวนั ร้อยละ (รอ้ ยละ 7.2)
5. ดา้ นสขุ ภาพ พบว่า เกอื บทั้งหมดมีปัญหาสุขภาพ/มีโรคเรื้อรัง (ร้อยละ 87.6) โดย 3 ลาดับของปัญหาสุขภาพ/
โรคที่เป็นมากที่สุดคือ มีอาการปวดข้อปวดเข่า (ร้อยละ38.9) ความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 29.2) และโรคเบาหวาน (ร้อยละ
17.3) ตามลาดบั
- 265 -
รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
6. การประเมินภาวะสุขภาพ พบว่า ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 77.2) ประเมินตนเองว่าสามารถช่วยเหลือตนเองได้แต่
ต้องการความช่วยเหลือบางส่วน รองลงมา (ร้อยละ 19.2) ประเมินว่าสามารถช่วยเหลือตนเองได้และดาเนินชีวิตในสังคมได้
เอง และ ส่วนน้อย (รอ้ ยละ 3.6) ท่ีประเมนิ ว่าไมส่ ามารถชว่ ยเหลือตนเองได้เลย
กระบวนการที่ 3 การออกแบบกจิ กรรมและการดาเนินกิจกรรม
จากขอ้ มูลทไี่ ด้มา ผู้วิจยั ได้นามาวเิ คราะหอ์ อกแบบกจิ กรรมท่เี หมาะสมรว่ มกบั แกนนาผสู้ ูงอายใุ นชุมชน โดยสรุปได้
ว่า การจะให้ผู้สูงอายุในชุมชนคลองจั่นเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นนั้น จะต้องเป็นบริการที่ผู้สูงอายุมีความต้องการซึ่ งก็คือ
ต้องการบริการตรวจสขุ ภาพ ดังนนั้ ผ้วู ิจัยจึงได้ดาเนินการติดตอ่ กับเครอื ข่ายท่ใี ห้บริการสขุ ภาพในทีน่ ีค้ อื โรงพยาบาลพญาไท 2
มาจัดบรกิ ารตรวจคัดกรองสขุ ภาพเคลื่อนที่ พรอ้ มท้ังการคนื ขอ้ มูลใหก้ ับผสู้ ูงอายุในชมุ ชน เพอื่ เปน็ การสร้างการมีสว่ นรว่ มและ
สรา้ งความตระหนกั ในปญั หาของผสู้ งู อายุในชุมชน
การจัดกิจกรรมตรวจคัดกรองสุขภาพ วัตถุประสงค์สาคัญเพ่ือให้ผู้สูงอายุได้รับทราบถึงภาวะสุขภาพของตนใน
ขณะนี้ รา่ งกายอยูใ่ นระดับไหน มโี รครา้ ยแฝงอยูห่ รอื ไม่ โดยเฉพาะโรคท่อี ยใู่ นขอบเขตท่ีการแพทย์ปจั จบุ นั สามารถตรวจพบได้
ซ่ึงจะทาให้สามารถปฏิบตั ิตวั ไดเ้ หมาะสม เพื่อป้องกันอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนของโรค และมคี ุณภาพชีวิตทีด่ ี
กระบวนการที่ 4 การประเมินผล
การประเมินผล ผู้วิจัยใช้วิธีการประเมินผลจากจานวนผู้เข้ารับบริการเป็นสาคัญ และอีกวิธีการหน่ึงท่ีใช้คือ การ
ประเมินการมีส่วนร่วม โดยสะท้อนจากการที่ผู้สูงอายุเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาการจัดบริการสาหรับผู้สูงอายุในชุมชน
คลองจนั่ สรุปประเด็นไดด้ ังนี้
1) เสนอแนะให้มีการพัฒนาชมรมผสู้ งู อายุ โดยการจดั กิจกรรมบอ่ ยๆ การประชาสมั พันธ์กิจกรรมด้วยวธิ ตี ่างๆ เช่น
นิติบคุ คลแจ้งขา่ วสาร การสารวจขอ้ มูลผู้สงู อายุอยา่ งครบถ้วน การจดั ประชมุ ชมรม เปน็ ต้น
2) เสนอแนะเกี่ยวกบั บรกิ ารสุขภาพ โดยมีความตอ้ งการให้มีศูนย์บริการสาธารณสุข (สาขาย่อย) ในชุมชน เพราะ
ปัจจุบันมีเพียงศูนย์บริการสุขภาพชุมชน และต้องการให้มีบริการสุขภาพต่างๆ เช่น การจัดให้มีการตรวจสุขภาพหรือตรวจ
สายตาให้กับผูส้ ูงอายุ การมพี ยาบาลเยี่ยมบ้าน การจัดใหม้ คี นชว่ ยดูแล (อาสาสมคั ร)
3) เสนอแนะเก่ียวกับกิจกรรมท่ีควรมี ได้แก่ มีกิจกรรมบันเทิง/พาไปเท่ียว สอนทาสบู่ น้ายาล้างจาน ส่งเสริม
อาหารเพอื่ สขุ ภาพ สอนทานา้ ยาลา้ งจาน เย็บกระเปา๋ สอนเตน้ รา สอนเพนทแ์ กว้ การรับไปรว่ มกจิ กรรม มีกิจกรรมเยย่ี มเยอื น
สมาชิกชมรม มีการใหส้ วัสดิการผสู้ ูงอายุ
สรปุ ขอ้ ค้นพบท่ีสาคญั จากการดาเนนิ โครงการในชุมชน มีดงั นี้
1. ผู้สูงอายุในชุมชนการเคหะคลองจั่น มีจานวนมาก แต่ไม่ทราบถึงจานวนท่ีแน่นอน เนื่องจากไม่มีหน่วยงานใด
จัดเก็บสถติ ิ สานกั งานเขตบางกะปิ มีการเก็บข้อมูลสถิติผู้สูงอายุ จาแนกตามหน่วยการปกครองย่อย 2 แขวง คือ แขวงคลอง
จ่นั และแขวงหวั หมาก ส่วนผู้สงู อายทุ ่ีอาศัยอยู่ในอาคารชุดการเคหะคลองจ่ัน ซ่ึง กรุงเทพมหานคร จัดให้เป็นชุมชนประเภท
เคหะชุมชน (ตามระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยคณะกรรมการชุมชน พ.ศ.2534) การบริหารจัดการในเคหะชุมชน มี
คณะกรรมการนิตบิ ุคคลรบั ผดิ ชอบดาเนนิ การ
2. บทบาทหนา้ ท่ีของนติ บิ ุคคล ซึ่งเป็นเสมือนผู้เชื่อมประสานระหว่างบริการจากภายนอกสู่ผู้ที่พักอาศัยในอาคาร
ชดุ แฟลตคลองจ่ัน ส่วนใหญ่ยังใหค้ วามสนใจกจิ กรรมบรกิ ารสงั คมสาหรบั ผู้สูงอายุนอ้ ย
3. การมสี ว่ นร่วมในกิจกรรมในชมุ ชนของผทู้ ี่พกั อาศัยรวมถึงผสู้ งู อายุ ประชาชนในชุมชนมีสัดส่วนเข้าร่วมกิจกรรม
น้อย กจิ กรรมทีเ่ ขา้ รว่ มสว่ นใหญเ่ ป็นกจิ กรรมเกี่ยวกับงานพิธีกรรมทางศาสนา และจากการที่ประชาชนไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรม
ในชุมชน จึงส่งผลให้ความถ่ีในการเข้าร่วมกิจกรรมมีน้อยตามไปด้วย แต่ที่มีอยู่ก็มีความสม่าเสมอในการดาเนินงานดี มีการ
จัดทาอยเู่ ป็นประจาสมา่ เสมอทุกปี
- 266 -
รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 61
4. การประสานการทางานกับศูนย์บริการสาธารณสุข 35 หัวหมาก ซ่ึงเป็นหน่วยรับผิดชอบงานบริการสุขภาพใน
พื้นที่ ต้องดาเนินการแจ้งเรื่องไปถึงสานักอนามัย กรุงเทพมหานคร เพ่ือขออนุญาตให้บริการอานวยความสะดวกด้านข้อมูล
หรอื บุคลากรในพ้นื ที่ จงึ จะสามารถทางานร่วมกบั ผู้วจิ ยั ได้
5. ผู้สูงอายุในชุมชนคลองจั่น มีหลากหลายประเภท ท้ังกลุ่มที่มีศักยภาพ มีความตั้งใจช่วยเหลือสังคม กลุ่มท่ี
ประสงคจ์ ะเขา้ ร่วมกิจกรรมเทา่ น้ัน และกลมุ่ ท่ีต้องได้รับความช่วยเหลอื จากสงั คม
6. ผสู้ งู อายุเลอื กใช้บริการสขุ ภาพและสงั คม ตามความจาเป็นและความสนใจของตนเอง และขาดความเชื่อมั่นต่อ
หนว่ ยบริการสุขภาพภายในชุมชน (ศนู ยส์ ขุ ภาพชุมชนเคหะคลองจนั่ )
ปจั จยั สาคญั ทท่ี าให้การดาเนนิ งานในชุมชนประสบความสาเร็จ ประกอบดว้ ย
1) ผู้ปฏิบัติงาน หรือคณะทางาน ทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือกันในการทางาน การทางานไปในแนวทางเดียวกัน
สนบั สนนุ เกื้อกูลซึ่งกันและกัน และต้องได้รับความร่วมมือจากชุมชนด้วยงานจึงจะสาเร็จ ในกรณีนี้ แกนนาผู้สูงอายุในชุมชน
คลองจ่ัน ได้มีบทบาทสาคัญในขับเคล่ือนกิจกรรมในครั้งน้ี และคอยอานวยความสะดวกให้กับผู้สูงอายุมากท่ีสุดเท่าที่จะ
สามารถทาได้
2) การส่ือสารกับชุมชน เพ่ือสร้างความคุ้นเคย ไว้วางใจ โดยผู้วิจัยได้ประสานกับแกนนาผู้สูงอายุอย่างสม่าเสมอ
รวมท้งั เขา้ ร่วมกจิ กรรมผ้สู งู อายุในชมุ ชนในทกุ ครั้งทม่ี โี อกาส
3) ระบบงานต้องเอ้ือต่อการทางาน เนื่องจากการดาเนินงานครั้งน้ียังขาดภาคีสาคัญภารกิจดูแลด้านสุขภาพ
ผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร คือ ฝ่ายศูนย์บริการสาธารณสุข สานักอนามัย กรุงเทพมหานคร ทาให้เป็นการจัดบริการจาก
หนว่ ยงานภายนอก บริการจงึ ไม่ตอ่ เนื่อง
4) กิจกรรมทีจ่ ัด ควรเกดิ จากความต้องการของคนในชุมชนจริงจึงจะก่อให้เกิดความย่ังยืน และต้องมีคนในชุมชน
เป็นเจ้าภาพตัวจริง ซ่ึงต้องใช้เวลาในการทางานร่วมกันระยะเวลาหนึ่ง จนสามารถประสานงานกันได้อย่างสะดวก มีความ
เขา้ ใจการดาเนินงานตรงกนั
5) ความต่อเนื่องของการดาเนินงาน การจัดกิจกรรมในชุมชนให้มีการพัฒนาอย่างย่ังยืน โดยเฉพาะอย่างย่ิง
กจิ กรรมที่มวี ัตถุประสงค์ปรับเปล่ียนพฤติกรรมอยา่ งการสง่ เสรมิ สขุ ภาพ ควรมกี ิจกรรมอย่างต่อเน่อื ง
อภปิ รายผลการศกึ ษา
จากผลการศึกษามปี ระเด็นท่นี ่าสนใจท่นี ามาอภปิ รายผล ได้ดังนี้
1. ข้อท้าทายต่อการพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจ่ัน ผลการวิเคราะห์ลักษณะสาคัญขององค์กร
(ศนู ยป์ ฏิบัตกิ ารสังคมสงเคราะห์คลองจั่น) ด้วยกรอบ PMQA ทาให้พบข้อท้าทายต่อการพัฒนาองค์การหลายประการ ต้ังแต่
การขาดวิสัยทัศน์ในการดาเนินงาน การมีบุคลากรไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอัตรากาลังของครูพี่เล้ียงในศูนย์ฯ ทาให้การ
ปฏิบตั งิ านของบคุ ลากรในศนู ยฯ์ ยังทบั ซ้อนกนั หลายด้าน ศนู ย์ฯ ยังมหี อ้ งวา่ งอยถู่ อื วา่ ยังไม่งานพ้ืนท่ีไม่เต็มประสิทธิภาพ และ
สภาพของศูนย์ฯ ก็ได้ทรุดโทรมตามกาลเวลา ทั้งสภาพท่ีอาคารที่ดูเก่า สีหลุดลอก ฝ้าผนังอาคารบา งส่วนมีการชารุด
นอกจากน้ี คณะกรรมการบริหารศูนย์ปฏบิ ตั กิ ารสังคมสงเคราะห์คลองจนั่ และคณะกรรมการสมาคมผู้ปกครองและเด็กชุมชน
คลองจั่น ขาดบทบาทในการส่งเสริมและร่วมปฏิบัติงานกับศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจ่ัน อีกทั้ง กรรมการขาด
ความรู้ ทักษะในการบริหารจัดการ การวางแผนพัฒนาศูนย์ฯ ข้อท้าทายสาคัญคือ การสร้างกิจกรรมส่งเสริ มการมีส่วนร่วม
ระหว่างศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะหก์ ับชุมชนคลองจั่น สอดคล้องกับผลการศึกษาของ จินตนา วัชรากูล (2533) ที่ระบุว่า
เหตุที่ผู้ปกครองของเด็กพาบตุ รมารบั บริการ ก็เพื่อเตรียมเด็กให้พร้อมด้านพัฒนาการต่างๆ และส่วนใหญ่รู้จักศูนย์ปฏิบัติการ
สงั คมสงเคราะห์คลองจ่ันจากการเดินผา่ นมาพบ และศูนย์ฯควรจะจดั เพม่ิ เตมิ คอื การใหค้ วามร้แู กผ่ ู้ปกครองเด็กในวันประชุม
ปฐมนเิ ทศ
- 267 -
รายงานสบื เน่อื งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
2. ศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจั่น ไม่เหมาะสมกับการจัดบริการสาหรับผู้สูงอายุในชุมชนในรูปแบบศูนย์
อเนกประสงค์สาหรับผู้สูงอายุ ผลการวิเคราะห์พบว่า การพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจั่น คณะสังคม
สงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้เป็นศูนย์อเนกประสงค์สาหรับผู้สูงอายุในชุมชน เป็นไปได้ยากเน่ืองจากมี
ข้อจากัดหลายประการ เน่ืองจาก ศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจั่นยังขาดทรัพยากรหลายประการ ทั้งศักยภาพของ
ผู้นา ศกั ยภาพในการปฏิบัตงิ าน และศกั ยภาพของทมี ท่จี ะขบั เคลื่อนให้จดั ตงั้ ศนู ยอ์ เนกประสงค์ประสบความสาเร็จและมีการ
ดาเนินงานให้ยั่งยืนได้ ศูนย์อเนกประสงค์จาเป็นต้องมาจากความต้องการของคนในพ้ืนท่ีเอง อีกทั้งผลจากการสารวจ
สถานการณ์ในพ้ืนที่ ชุมชนการเคหะคลองจัน่ มีพืน้ ทสี่ ว่ นกลางในการดาเนนิ กจิ กรรมกนั อยู่แล้ว
ผลการศึกษานี้ แตกต่างกับผลการศึกษา ของวรรณลักษณ์ เมียนเกิด (2554) ที่ทาการศึกษาความเป็นไปได้ในการ
จัดทาโครงการทดลองการจัดบริการสังคมสาหรับผู้สูงอายุในชุมชน พ้ืนที่ชุมชนแฟลตคลองจั่น ที่สรุปว่า มีความเป็นไปได้ใน
การจัดต้งั ศนู ย์อเนกประสงค์สาหรับผู้สูงอายุในชุมชน เน่ืองจากมีจานวนผู้สูงอายุในเขตบางกะปิเป็นจานวนมาก และมีความ
สนใจเข้ารว่ มกจิ กรรมหากมกี ารจดั ตง้ั ศูนย์ฯ นอกจากนี้ นโยบายของผบู้ ริหารและคณาจารยท์ สี่ นใจประเด็นผู้สูงอายุจะช่วยให้
เกดิ การสนบั สนุนทางวิชาการ
โดยข้อเสนอจากผู้วิจัย คือ การพัฒนาให้เป็นศูนย์บริการข้อมูลสารสนเทศท่ีเกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ
เช่น ขอ้ มูลผ้สู งู อายใุ นพน้ื ทใี่ หบ้ ริการของศูนย์ฯ ขอ้ มลู เครือขา่ ยการดาเนนิ งานใหบ้ รกิ ารผูส้ งู อายุ สถานทีใ่ หบ้ รกิ ารดา้ นตา่ งๆ ที่
จาเป็นสาหรับผู้สูงอายุ ข้อมูลผู้สูงอายุท่ีมีความรู้ความสามารถ ข้อมูลความรู้ท่ีเป็นประโยชน์สาหรับผู้สูงอายุ ฯลฯ มากกว่า
จดั ต้ังเปน็ ศนู ยอ์ เนกประสงคฯ์ โดยตรง
3. ชมรมผสู้ งู อายคุ ลองจัน่ เป็นแกนนาสาคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมผู้สูงอายุในชมชน และมีลักษณะเหมาะสมจะ
พัฒนาไปสูก่ ารเป็นศนู ยอ์ เนกประสงค์สาหรับผู้สูงอายุในชุมชนคลองจ่ัน ภายใต้หน่วยงานท้ังภาครัฐและเอกชนร่วมจัดบริการ
ศูนย์สันทนาการผู้สูงอายุชุมชนคลองจั่น ซึ่งเป็นอาคารสานักงานของชมรม เป็นสถานที่เหมาะสมสาหรับการขับเคลื่อน
กิจกรรมผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นอาคารสาหรับการจัดกิจกรรมผู้สูงอายุโดยตรง ตั้งอยู่ในชุมชน (อยู่ระหว่างแฟลต 14 และ
แฟลต 15) เป็นที่ตั้งของสานักงานชมรมผู้สูงอายุคลองจั่น ซ่ึงเป็นท่ีรู้จักกันดีของสมาชิกในชุมชน ว่าเป็นสถานที่จัดกิจกรรม
สาหรับผู้สูงอายุ สอดคล้องกับแนวทางการคัดเลือกพ้ืนที่ในการจัดต้ังศูนย์อเนกประสงค์ฯ ว่า ควรพื้นที่ๆ จัดตั้งศูนย์
อเนกประสงค์ฯในระดับชมุ ชนทม่ี ีผสู้ งู อายุและชุมชนเห็นพ้องต้องกันว่าเหมาะสมต่อการไปใช้บริการ โดยสถานที่น้ันเป็นศูนย์
รวมของประชาชนและสามารถเขา้ ถึงได้ง่าย (ศศิพัฒน์ ยอดเพชร, 2550)
4. ชุมชนคลองจั่นขาดการประสานเพ่ือจัดกิจกรรมในพื้นที่อย่างต่อเน่ือง ในชุมชนคลองจั่นมีหน่วยงานที่ให้บริการ
ตามสทิ ธิผูส้ งู อายุหลายหน่วยงาน หลายสังกัด ลกั ษณะการจดั บริการตา่ งๆ ทางานตามภารกจิ ของแตล่ ะหน่วยงาน ต่างแยกกัน
ทา ยังไม่ได้ประสานข้อมูลระหว่างกัน ส่วนชมรมผู้สูงอายุคลองจ่ันซึ่งเป็นบริการในชุมชนมีความสามารถในการจัดกิจกรรม
อยา่ งจากัด กจิ กรรมทว่ั ไปคือการส่งเสริมสุขภาพเป็นหลัก ส่วนกิจกรรมอ่ืนๆ จัดตามท่ีหน่วยงานภายนอกเข้ามาประสาน ซ่ึง
การพฒั นาคุณภาพชวี ติ ท่ีดีในแบบท่ีผูส้ งู อายุตอ้ งการ คอื การมคี วามสมดุลของส่ิงต่างๆ ที่สาคัญ 3 ประการ ได้แก่ การพัฒนา
สุขภาพองค์รวม การมีส่วนร่วมกับสังคม และการมีความมั่นคงในชีวิต โดยท้ังหมดจะต้องบูรณาการร่วมกันแยกจากกันไม่ได้
(บรรลุ ศิริพานิช, 2553) ซึ่งการส่งเสริมการประสานงานอันดีระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่ให้บริการสวัสดิการสังคมในชุมชน
คลองจ่ันและบริเวณใกล้เคียง และการเป็นสถานท่ีศึกษาค้นคว้าท่ีวิชาการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกกาหนดไว้เป็น
วัตถุประสงค์การดาเนินงานของศูนย์ฯ ที่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนในระเบียบว่าด้วยการดาเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการสังคม
สงเคราะหค์ ลองจน่ั อกี ท้ังเปน็ ไปตามรปู แบบพนั ธกจิ สัมพนั ธ์ของมหาวิทยาลัย โดยการบูรณาการการเรียน การสอน และการ
วิจัยเข้ากับความต้องการของชุมชน เป็นการนาเอาความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะ มาสร้างสรรค์ผลงานท่ีเป็นประโยชน์
ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย (คมกฤต โอวรารินท์, 2557) อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่า ศูนย์ฯยังขาดการปฏิบัติในบทบาท
ดังกล่าว ดงั นน้ั ศูนย์ฯควรพัฒนาในบทบาทดา้ นน้ี
- 268 -
รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
ขอ้ เสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะตอ่ การพัฒนาศูนยป์ ฏิบตั กิ ารสงั คมสงเคราะหค์ ลองจั่น มีดังนี้
1. การสารวจทัศนคติของประชาชนท่ีมีต่อองค์กรถือเป็นสิ่งแรกท่ีต้องกระทา เป็นการประเมินตนเอง (Self
Assessment) เพ่ือจะได้แก้ไขได้ถูกทาง ในการพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์ควรประเมินอย่างละเอียด ได้แก่ ผู้นา
องค์กร เจ้าหน้าทีผู้ปฏิบัติงาน อาคารสถานที่ รวมทั้ง การให้บริการ การมีร่วมในชุมชนสังคมของสมาชิกในองค์กร อันจะ
นาไปสกู่ ารปรับปรุง แกไ้ ขหรอื สร้างใหม่ตอ่ ไป
2. การสร้างภาคีเครอื ขา่ ยในการดาเนินงานในชมุ ชนเพือ่ ให้เกิดแนวทางในการพฒั นาท่ีตอบสนองต่อความต้องการ
ทุกหนว่ ยงาน อาทิ ศูนย์ฯ สถาบนั การศกึ ษา ชมุ ชนคลองจ่ัน การเคหะแหง่ ชาติ กลุ่มผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายท่ีเกี่ยวข้อง
ควรร่วมกนั ระดมความคดิ เหน็ ในรปู แบบของการจัดทาเวทีเสวนาเพ่ือให้ทุกฝ่ายได้แสดงความเห็นว่าศูนย์ฯคลองจ่ัน ควรมีทิศ
ทางการทางานในสถานการณป์ ัจจบุ ันและอนาคตอยา่ งไร
3. การสร้างภาพลักษณ์ขององค์กร คือ ภาพท่ีเกิดขึ้นในจิตใจหรือความรู้สึกนึกคิดของคนที่มีต่อหน่วยงานนั้นๆ
ท้ังน้ีศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจ่ันนั้น มีกิจกรรมหลักคือ โครงการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ซ่ึงเป็นกิจกรรมที่
ดาเนินการมาต้งั แต่เร่ิมก่อตง้ั มีผลสาเรจ็ ทเี่ ปน็ รูปธรรม ซงึ่ ควรรกั ษาจุดเดน่ นใี้ ห้ยืนนาน ในการสรา้ งภาพลักษณอ์ งคก์ ร อาจจะ
ใช้เทคนิคการตลาดและการประชาสัมพันธ์เขา้ ชว่ ย เพือ่ ใหศ้ ูนย์ฯ เป็นทรี่ จู้ กั ในชมุ ชน
ข้อเสนอแนะตอ่ ผกู้ าหนดนโยบาย (คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์)
1. การปฏริ ูปองค์กร โดยกาหนดโครงสร้างของศูนยป์ ฏบิ ัตกิ ารสังคมสงเคราะห์คลองจ่ันใหม่ เพ่ือเพิม่ ประสิทธิภาพ
ในการบรหิ ารขององคก์ ร ตลอดจนปรับปรุงทัง้ “ระเบียบวา่ ด้วยการดาเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจั่น”
และ “ข้อบังคับคณะกรรมการสมาคมผู้ปกครองและเด็กชุมชนคลองจ่ันให้ทันสมัย” รองรับกับสภาพการเปล่ียนแปลงใน
ปัจจุบนั
2. การกาหนดให้ทุกสาขาการศึกษาของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ได้เข้ามีส่วนร่วมในการศึกษาพัฒนาศูนย์
ปฏิบัติการสงั คมสงเคราะห์คลองจนั่
3. การสนับสนุนงบประมาณประชาสัมพันธ์ในด้านการให้บริการของศูนย์ปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์คลองจ่ันแก่
ชุมชนผ่านสื่อต่างๆ เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงานและกิจกรรมของศูนย์ฯ ซ่ึงจะทาให้ประชาชนในชุมชนได้ทราบและเข้าใจ
บรกิ ารของศูนยฯ์
4. สนับสนนุ ใหศ้ นู ยป์ ฏิบัตกิ ารสังคมสงเคราะหค์ ลองจนั่ มีบทบาทในด้านการประสานงานในการจัดกิจกรรมที่เป็น
ประโยชน์กับเด็ก ผู้สูงอายุ และครอบครัว กับองค์การทั้งภาครัฐและเอกชนเพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพของงานย่ิงข้ึน โดยมีการ
จดั ทาบนั ทึกขอ้ ตกลงรว่ มกบั หน่วยงานในพื้นที่ เช่น การเคหะแห่งชาติ สานักอนามัย กรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาสังคมและ
สวัสดิการ กระทรวงการพฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ย์ เปน็ ต้น
ขอ้ เสนอในการวจิ ยั ครง้ั ตอ่ ไป
1. ควรมีการการสารวจทัศนคติของประชาชนที่มีต่อศนู ย์ปฏิบตั กิ ารสงั คมสงเคราะหค์ ลองจั่น เพือ่ นาไปสกู่ ารจดั ทา
แผนพฒั นาต่อไป
2. ควรมีการศึกษาวิจัยถึงบทบาทและหน้าที่ของครูและพ่ีเล้ียงเด็ก ตลอดจนบทบาทของคณะกรรมการบริหาร
และคณะกรรมการสมาคมผปู้ กครอง ในเชิงเปรยี บเทยี บกบั สถานรบั เลีย้ งเดก็ อนื่ ๆ
3. ควรจดั ทากรณศี กึ ษาเกี่ยวกับเด็กท่ีพฤติกรรมและบุคลิกภาพที่แตกต่างจากกลุ่มเป็นพิเศษ เพ่ือใช้เป็นแนวทาง
ในการศึกษาของนักศึกษาฝึกภาคปฏิบัติ และผู้เกี่ยวข้องกบั เด็ก และเพอื่ ใหเ้ ป็นประโยชน์ในการเรียนการสอนสังคมสงเคราะห์
ศาสตร์
- 269 -
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 61
เอกสารอ้างอิง
คมกฤต โอวรารนิ ท์ (2557). “แนวคิดและหลกั การของพนั ธกจิ สมั พนั ธ์มหาวิทยาลยั กบั สงั คมของประเทศออสเตรเลียและ
ประเทศไทย” จาก http://www.engagementthailand.org/images/
EnTDigest/univengagementconcept.pdf
จินตนา วัชรากลู . (2533). บทบาทของครอบครวั ในการอบรมเล้ยี งดเู ดก็ กอ่ นวัยเรียน : ศึกษาเฉพาะกรณผี ปู้ กครองของเด็ก
ทมี่ ารบั บรกิ ารทศี่ ูนย์ปฏบิ ัติการสงั คมสงเคราะห์คลองจ่นั มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์. วทิ ยานิพนธห์ ลักสูตรสงั คม
สงเคราะห์ศาสตรมหาบณั ฑติ คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
บรรลุ ศริ พิ านชิ (2553). คมู่ อื ผสู้ งู อายุฉบับสมบรู ณ์. พิมพค์ รัง้ ท่ี 24. กรงุ เทพฯ: สานักพิมพ์หมอชาวบา้ น.
วรรณลกั ษณ์ เมียนเกดิ . (2554). ความเปน็ ไปได้ในการจัดทาโครงการทดลองการจดั บริการสาหรบั ผสู้ งู อายุในชุมชน. รายงาน
วจิ ัย. คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
ศศพิ ัฒน์ ยอดเพชร. (2550) ศนู ย์อเนกประสงคส์ าหรบั ผสู้ ูงอายุในชมุ ชน: กลไกการดาเนินงานเพ่อื ความยั่งยืน.
กรุงเทพมหานคร : บรษิ ทั มิสเตอรก์ ๊อปปี้ (ประเทศไทย) จากัด.
สานักงานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ. (2550) การคาดประมาณประชากรของประเทศไทย 2543-
2573.
- 270 -
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61
อาสาสมคั รและนักวชิ าชพี สนับสนุน : พลงั เสริมเพื่อการเยียวยา
Volunteer and Paraprofessional : Supportive Power for Palliation
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์สริ ิพรรณ ศรมี ชี ยั และวีรมลล์ จันทรด1ี
Assistant Professor Siripan Srimeechai and Veeramol Chantaradee2
Abstract
Volunteerand Paraprofessionalin Thailand are now taking important role with interdisciplinary
team in various settings. This article emphasizes on the way that volunteer and paraprofessional work as
allied health care professionals in hospital setting, the end-of-life center of Chulalongkorn Hospital. Due
to social worker’s experience and findings, it is so necessary to respond the need and support patient’s
psychological, emotional and social wants whichthey can join as a part of biomedical team to fulfill
reciprocally with each other. To being a part of health care team, they have to be qualified from high
screening system, highly trained, practical experience for example to really practice a home visit and
synthesize what they learn to improve they work. To sustain this teamwork is to create effective
information base, good management and supportive policy. This point out strongly to the social work-
teaching institutions to participate by initiate standardize course of training and practice for help they
work with patient as human rights.
Keywords : Volunteer and paraprofessional, Training system, Interdisciplinary team, Skill and practice.
บทคดั ยอ่
อาสาสมัครและนกั วชิ าชีพสนับสนุน มีบทบาทในการทางานทางสังคมสงเคราะห์ร่วมกับทีมสหวิชาชีพในหน่วยงาน
และองค์กรต่างๆที่หลากหลาย ซึ่งในบทความนี้ เน้นบทบาทอย่างสาคัญในการเสริมประสิทธิภาพในการทางานของระบบ
สุขภาพโดยการสร้างความร่วมมือแบบเครือข่ายวิชาชีพด้านสุขภาพเพื่อให้สามารถตอบสนองและสนับสนุนทางด้านจิตใจ
อารมณ์และส่ิงจาเป็นในการดาเนินชีวิตและทางสังคมได้อย่างครอบคลุมแ ละสอดคล้องกับการรักษาทางชีววิทยาการแพทย์
ท้งั น้ี กว่าจะมาปฏิบตั งิ านร่วมในทีมสุขภาพได้จงึ ต้องผ่านกระบวนการคดั กรอง อบรมบม่ เพาะ ฝกึ ปฏบิ ัติและแลกเปลย่ี นเรียนรู้
เพ่ือการปรับปรุง รวมถึงพัฒนาให้การทางานเป็นไปอย่างย่ังยืนใน 3 ระบบคือ ระบบฐานข้อมูล ระบบบริหารจัดการ และ
ระบบนโยบาย จึงเห็นได้ว่า สถาบันการศึกษาทางสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ สามารถมีบทบาทสาคัญในเชิงวิชาการโดยจัดการ
อบรม ฝึกปฏิบัติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพ่ือให้อาสาสมัครและนักวิชาชีพสนับสนุนดาเนินงานได้ตามหลักการ กระบวนการ
ทางานแบบสหวชิ าชีพอยา่ งยัง่ ยนื เพือ่ เปา้ หมายเดยี วกัน คอื สิทธิของผ้ปู ว่ ยในการมีชวี ติ ในฐานะมนุษยค์ นหนงึ่
คาสาคญั : อาสาสมคั รและนักวชิ าชีพสนับสนุน, ระบบการฝกึ อบรม, ทีมสหวชิ าชพี , ทักษะและการฝกึ ปฏบิ ัติ
1 คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ และโรงพยาบาลจฬุ าลงกรณ์
2 Faculty of Social Administration, Thammasat University and Chulalongkorn Hospital
- 271 -
รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
บทนา
ติ๊ก! ตอ็ ก! ต๊กิ ! ตอ็ ก! ต๊ิก! ตอ็ ก!........
เอะ๊ ! สงสัยถา่ นนาฬกิ าคงใกลจ้ ะหมด หรือลานมนั คงจะเสีย เขม็ มนั ถึงไม่คอ่ ยขยับเลย เดี๋ยวตอ้ งบอกเจา้ หนา้ ที่ใหม้ า
เปลย่ี นได้แลว้ แตจ่ ะบอกใครดีละ่ แต่ละคนย่งุ กันจนไม่มองหน้าไมส่ บตาเราสกั คน เฮ้อ...!!! ตกลงน่มี นั ก่โี มงกนั แน่ทาไมปา่ นนี้
ลกู หลานเราหายหวั ไปไหนกันหมด อยากจะขยบั ตัวลกุ นง่ั สักนิดเบอื่ มองไอเ้ พดานขาวๆนเี่ ต็มทแี ลว้ ...........เขาบน่ ร่าร้องอยู่ในใจ
น่ีไม่ใช่เพียงฉากหน่ึงในละคร แต่คือชีวิตจริงของผู้ป่วยเร้ือรังที่ยังอยู่ระหว่างการรักษาและไม่สามารถออกจาก
โรงพยาบาลได้ เวลาทุกๆนาทีจึงเช่ืองช้า เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานจากการรักษา จากความเจ็บปวด คงจะดีไม่น้อยหากมี
ใครสกั คนเขา้ มาชว่ ยแบ่งปนั ความทุกข์ หรอื จัดการความตอ้ งการของผปู้ ่วยบา้ ง
อาสาสมคั ร : เสริมในส่วนขาด เตมิ เตม็ ในความพร่อง
เวลา...สาหรับผู้ป่วยท่ีอยู่ในภาวะเจ็บป่วยและกระบวนการรักษาท่ียาวนาน มักจะผ่านไปอย่างล่าช้ากว่าที่บุคคล
โดยทวั่ ไปร้สู ึก โดยเฉพาะในผปู้ ่วยที่อยู่ในภาวะเรอื้ รังหรือในระยะสดุ ท้าย (Chronic or Terminal Illness) ย่อมต้องการความ
เข้าใจ การใกลช้ ดิ การพดู คุย และ เวลาจากบุคคลข้างตน ซง่ึ มักมีลกั ษณะท่ยี ้อนแย้งจากวิถีการดาเนินชีวิตของบุคคลรอบข้าง
ท่ตี อ้ งรับผดิ ชอบมากมาย
เปน็ ที่ทราบกันดีวา่ หนา้ ทใี่ นการดแู ลรักษาผปู้ ่วย คือ แพทย์ พยาบาลและบุคลากรในโรงพยาบาล หากแต่เมื่อคนมี
โรคไมไ่ ด้ส่งผลกระทบเพยี งรา่ งกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อจิตใจท้ังกับตัวผู้ป่วยเองและคนในครอบครัวด้วย ดังน้ัน เพื่อให้การ
รักษาได้ผลดี การรักษาผปู้ ่วยจงึ ต้อง"รักษาโรคควบค่กู บั การรกั ษาใจ" โดยเฉพาะเม่อื เจ็บป่วยด้วยโรครา้ ยแรงท่จี ะสง่ ผลต่อชีวิต
ยอ่ มส่งผลให้ผปู้ ว่ ยมคี วามเครียด ความกังวลสูงขึ้นเป็นเงาตามตวั พรพรรณ วนวโรดม จารกั ลัมภเวชและคณะ (2552) ศึกษา
เร่ือง ความต้องการด้านจิตใจของผู้ป่วยมะเร็งความต้องการการสนับสนุนด้านจิตใจจากพยาบาล พบว่าส่ิงท่ีผู้ป่วยให้
ความสาคัญและเหน็ ว่าเปน็ ส่ิงจาเปน็ อย่างยง่ิ ในการดาเนนิ ชีวติ (ระดับมาก) คือ การมคี วามหมาย/เป้าหมายในชีวิต และการมี
ความหวังในชีวิต รองลงมาอยู่ในระดับค่อนข้างสาคัญในชีวิต (ระดับกลาง) คือ การมีสัมพันธภาพกับบุคคล ซ่ึงความต้องการ
ดา้ นจติ ใจดงั กล่าว มีกระบวนการท่ีต้องใช้เวลาในการเยียวยา แต่เมื่อย้อนกลับมามองภาระงานของพยาบาลและสัดส่วนของ
พยาบาล (ซ่งึ ถือเปน็ บคุ ลากรทม่ี ีจานวนมากทสี่ ุดในโรงพยาบาล) พบว่า พยาบาล 1 คนต้องดูแลผู้ป่วยถึง 531 คน (สานักงาน
บรกิ ารสาธารณสุข ปี 2553) ทาให้ความสามารถในการสนบั สนุนความต้องการด้านจติ ใจของผู้ปว่ ยไม่สามารถทาได้อย่างเต็มที่
"อาสาสมัคร" จึงเป็นบุคคลที่จะเข้ามาเติมเต็มการเยียวยาผู้ป่วยได้ สอดคล้องกับการศึกษาของประเทศเนเธอร์แลนด์ โดย
Luijkx KG และ Schols JM (2552) เร่ือง อาสาสมัครในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายสร้างความแตกต่างได้ ซึ่งศึกษาจาก
ประสบการณ์ครอบครัวผู้ป่วยระยะสุดท้ายท่ีมีอาสาสมัครร่วมดูแลด้วย พบว่าอาสาสมัครช่วยลดความเครียดของครอบครัว
ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตของผู้ป่วยลงได้ โดยให้การสนับสนุนในการดูแลด้านร่างกายและด้านอารมณ์ แต่ทั้งน้ีท้ังนั้นต้อง
ขนึ้ อยกู่ ับระดับความสมั พนั ธ์ใกลช้ ดิ ของอาสาสมัครดว้ ย
จากประสบการณ์การปฏบิ ัติงานของนักสังคมสงเคราะห์ในศูนย์ชีวาภิบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซ่ึงได้ทางานสห
วิชาชีพเพ่ือให้ระบบการดูแลแก่ผู้ป่วยในระยะสุดท้ายมานับสิบปี ได้ตระหนักถึงศักยภาพและพลังสนับสนุนของอาสาสมัคร
และนักวิชาชีพสนับสนุนกับเครือข่ายระบบสุขภาพอย่างยิ่ง การท่ีอาสาสมัครมีส่วนช่วยในการลดความกดดันของผู้ป่วยและ
ครอบครวั ลงได้นั้น เนอ่ื งจาก บทบาทของอาสาสมัครสามารถแบง่ ไดเ้ ปน็ 2 ด้านใหญ่ๆ คือ การเป็นผู้ช่วยเหลือ และการเป็นผู้
เยยี วยา ผชู้ ่วยเหลอื หรือการดแู ลดา้ นร่างกายไดแ้ ก่ การช่วยหยบิ จับส่ิงของ การพลิกตัว ป้อนข้าวป้อนน้า การนวดคลายปวด
การทาอาหารให้ทาน การไปซอื้ ของ การชว่ ยเหลือดงั กล่าวเปรยี บเสมอื นเป็นแขนขาให้ผู้ปว่ ยหรอื ในบางคร้ังช่วยแบ่งเบาภาระ
ทาใหญ้ าติไดม้ ีเวลาส่วนตวั บา้ ง
บทบาทท่สี าคัญและมสี ่วนในการเตมิ เต็มการดแู ลผู้ป่วย คอื การเป็นผู้เยียวยาหรือการดูแลด้านจิตใจ นั่นคือ การได้
ใช้ทักษะการฟังเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้ระบายความอัดอั้น ลดความเครียด นอนหลับได้สนิท บรรเทาความทุกข์ทรมาน ความ
- 272 -
รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
เจ็บปวด ในบางคร้งั อาสาสมัครได้ทาตัวเปน็ เพ่อื นคลายเหงาเปน็ เสมอื นเพอ่ื นใหม่ ชว่ ยให้ผ้ปู ่วยไดเ้ ปล่ียนมมุ มองได้แลกเปลี่ยน
เรยี นร้เู ร่ืองราวระหวา่ งกนั อาจทาไดถ้ งึ ขน้ั การเติบโตด้านจิตวญิ ญาณ
หากศึกษาจากหนว่ ยงานทีใ่ ห้บริการแก่ประชาชน โดยเฉพาะ หน่วยงานทางสุขภาพและสาธารณสุข จะพบว่า การ
ให้บริการโดยอาสาสมัคร (Volunteer) หรือนักวิชาชีพสนับสนุน (Paraprofessional) ถือกาเนิดในต่างประเทศมานานแล้ว
โดยส่วนใหญ่ มาจากการเปลี่ยนแปลงหลักการหรือนโยบายในการปฏิบัติงานด้วยการลดภาวะพึ่งพิงการบริการในหน่วยงาน
(deinstitutionalization) และส่งเสริมให้ผู้รับบริการสามารถดูแลตนเองได้มากข้ึน หรือสนับสนุนให้ครอบครัวทาหน้าที่เป็น
ผู้ดูแล โดยเน้นการดูแลที่บ้านเป็นสาคัญ แต่ในภาวะความจาเป็นในการดารงชีวิตเพื่อประกอบอาชีพและสร้างความมั่นคง
ให้แก่ครอบครัว จึงส่งผลกระทบให้ “ผู้ดูแล” ต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบหลายด้านในขณะเดียวกัน จนเกิดบทบาทที่
ซา้ ซ้อนและต้องรบั ภาระทห่ี นักเกินไป และเหตุผลอกี ประการหนึ่งคือ ความไม่เพียงพอ (enough) ของบคุ ลากรทางการแพทย์
ที่จะสร้างและซ่อมให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตท่ีดีครบเป็นองค์รวมได้ อันหมายถึง การให้บริการที่ครอบคลุมท้ังการรักษา ป้องกัน
ฟื้นฟูบาบดั และส่งเสริมทางสขุ ภาพ ดังน้นั “อาสาสมัครและนักวิชาชีพสนับสนุน” จึงเป็นคาตอบท่ีสามารถตอบสนองได้ตรง
ตามต้องการของผ้ปู ่วย ผสู้ ูงอายุหรือบุคคลที่ต้องการการบาบัดฟื้นฟูสมรรถภาพ อันได้ท้ังการดูแลทางกาย การเติมเต็มจิตใจ
และเสริมการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ทาให้รู้สึกมีคุณค่าในตนเองและรู้สึกเป็นส่วนหน่ึงอยู่ในสังคมด้วย อาสาสมัคร หรือ นัก
วิชาชีพสนับสนุน จึงเป็นเสมือน “สะพาน”ท่ีเช่ือมระหว่างโลกของระบบผู้ให้บริการเชิงวิชาชีพกับโลกของผู้ใช้บริการและ
ครอบครัวให้มีการเติมและเตม็ ในสว่ นท่เี ป็นขอ้ อ่อนซง่ึ กันและกนั ไดอ้ ยา่ งเหมาะควร
ในประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงระหว่างปี 1960 – 1970 พบว่า มีจานวนของอาสาสมัครเพิ่มสูงขึ้นในหน่วยที่
ให้บริการหลายแห่ง ท้ังในศูนย์ดูแลผู้ท่ีเจ็บป่วยทางกาย เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้มีปัญหาทางจิตเวช หน่วยพยาบาลที่ให้การ
ช่วยเหลือในเบื้องต้น และแม้ในสถานศึกษา ก็เช่นกัน ในประเทศแคนาดา เช่น ที่เมือง Ontario พบว่า ร้อยละ 40 ของผู้
ทางานทางสขุ ภาพจะเป็นนักวชิ าชพี ฝา่ ยสนับสนุน และทางานร่วมกับกลุ่มวิชาชีพทางการแพทย์ทั้งหลาย บทบาทท่ีสาคัญคือ
การใหบ้ รกิ ารเพื่อให้ผู้ท่ีอยู่ในภาวะป่วยได้เข้าถึงซ่ึงการดูแลที่จาเป็นหรือเพื่อปกป้องมิให้เกิดภาวะเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น การ
หกล้มของผู้สูงอายุ หรือการลืมทานยาตามกาหนดเวลาของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เป็นต้น แม้แต่ในประเทศนิวซีแลนด์ นักสังคม
สงเคราะห์จะมีนักวิชาชีพสนับสนุนเพ่ือทางานในระบบการดูแลสุขภาพและส่งเสริมงานของบุคลากรทางการแพทย์ในงาน
สุขภาพจิตและจิตเวช ทั้งในเชิงคลินิก เน้นการรักษาเชิงการแพทย์ และท่ีมิใช่เชิงคลินิก ซ่ึงเน้นการฟ้ืนฟูและบาบัด (non-
clinical professions) นักวิชาชีพสนับสนุนหรืออาสาสมัครน้ี จึงเป็นบุคลากรด่านแรกท่ีจะช่วยให้การดูแลเบ้ืองต้น ให้การ
สนับสนุนในส่ิงที่จาเป็นพ้ืนฐานทั้งด้านจิตใจอารมณ์ ส่ิงของ และทรัพยากร รวมถึงการพิทักษ์สิทธ์ิ ให้การฟ้ืนฟูสมรรถภาพ
พัฒนาสัมพันธภาพเชิงบาบัดรักษา โดยให้ความสาคัญกับการมอบหมายงานแก่ผู้ปฏิบัติอย่างสอดคล้องตามจุดแข็งของ
ความสามารถเฉพาะทางทแี่ ต่ละบุคคลมีแตกต่างกนั ไป (strength-based practice) ดังน้นั ขณะท่ีการทางานทางสุขภาพโดย
บุคลากรทางการแพทย์เชิงวิชาชีพแต่เพียงลาพัง ไม่สามารถทางานได้บรรลุขอบเขตของงานสุขภาพได้ครอบคลุมในทุกระดับ
โดยเฉพาะในดา้ นการดูแล ปอ้ งกนั และสง่ เสรมิ สขุ ภาพ การมอี าสาสมัครหรอื นกั วชิ าชีพสนบั สนุนจึงเป็นความจาเป็นและช่วย
เสริมประสิทธิภาพในการทางานของระบบสขุ ภาพให้ดยี ง่ิ ข้นึ ทเี่ รียกได้วา่ เปน็ เสมือนเครอื ข่ายพันธมิตรผ้เู ช่ยี วชาญทางสขุ ภาพ
(allied health care professionals)
เม่อื พิจารณาในบทบาทของอาสาสมคั รและนกั วชิ าชีพสนับสนนุ ซ่งึ ผ้ปู ว่ ยหรือผ้ใู ช้บรกิ ารสว่ นใหญ่มักไดร้ บั (Barnaby
Pace, 2010) จะสามารถจดั ประเภทบทบาทที่อาสาสมคั รและนกั วิชาชพี สนับสนนุ กระทาไดห้ ลายลักษณะ ไดแ้ ก่
- บทบาทในการฟื้นฟูสมรรถภาพและส่งเสริมให้มีการฟื้นคืนเพื่อกลับสู่ภาวะปกติ (...ช่วยให้ผู้ป่วยพยายามเดิน
ดว้ ยตนเองได้มากขนึ้ ..)
- บทบาทใหก้ ารดแู ลและสง่ เสริมให้สามารถใช้ชีวิตประจาวันได้ (...ช่วยในการปฏิบัติกิจวัตรประจาวัน การทาน
ยา ทาความสะอาดร่างกาย การปรับสภาพแวดลอ้ มใหเ้ หมาะสมต่อภาวะสขุ ภาพ..)
- บทบาทในการจัดกจิ กรรมเชิงสนบั สนนุ (..การอยเู่ คยี งข้าง คอยช่วยเหลือและให้ข้อแนะนาตามท่ีตอ้ งการ....)
- 273 -
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61
- บทบาทในการพทิ กั ษส์ ทิ ธิ์ (...การปกป้องในฐานะตัวแทนเมอื่ เขาไมส่ ามารถกลา่ วเพือ่ เรยี กรอ้ งไดด้ ้วยตัวของเขา
เอง...) และ
- บทบาทในการพัฒนาทักษะ ศักยภาพและความสามารถ (..การส่งเสริมด้านอาชีพเพื่อให้พึ่งตนเองได้ การจัด
กิจกรรมกลุม่ สัมพนั ธห์ รือสง่ เสริมการอยู่รว่ มในสังคม...)
โดยท่วั ๆ ไปแลว้ “อาสาสมคั ร” (Volunteer) จะหมายถงึ ผู้ปฏิบตั ิงานทีไ่ ม่ได้มคี วามรู้ความชานาญเฉพาะดา้ น เป็นผู้
ท่ีมาทาหนา้ ทีต่ ามมอบหมายเพยี งครัง้ คราว เชน่ เปน็ ครูชว่ ยสอน หรอื เป็นผู้ชว่ ยนักบาบัด ซง่ึ มกั จะทางานโดยไม่เคยได้รับการ
ฝกึ อบรมอยา่ งเป็นทางการ หรอื ไดเ้ ขา้ ศกึ ษา มีวุฒกิ ารศึกษาหรือวุฒิบัตรจากสถานศึกษาหรือวิทยาลัยท่ีสอนด้านนั้นๆมาก่อน
จงึ ทาให้เกดิ การตั้งคาถามต่อการทางานโดยขาดความรูห้ รือความเชี่ยวชาญของอาสาสมัครเหล่าน้ีว่า ผู้ที่จะมาเป็นอาสาสมัคร
นี้สามารถช่วยเหลือหรือดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงหรือ บทบาทและความรับผิดชอบอย่างไรที่ถือว่า “เหมาะสม” ที่จะ
ปฏิบตั ไิ ดแ้ ละอาสาสมัครควรมีคณุ สมบัติ หรือควรได้รบั การอบรม การนเิ ทศงานท่ีจาเปน็ หรือไม่ อย่างไรบ้าง
ส่วน “นักวิชาชีพสนับสนุน” (Paraprofessional) จะถูกคาดหวังท่ีสูงกว่าท่ีจะสามารถให้การดูแลหรือฟ้ืนฟูได้
เสมือนเป็นตัวแทนของบุคลากรทางการแพทย์ เพราะในความหมายของ Paraprofessional (Dennis Coon and John
O.Mitterer, 2013: 609; Karen K.Kirst-Ashman, 2013: 132 ) ถกู นิยามวา่ “มนี ัยยะเป็นบุคคลหน่ึงที่มีศักยภาพท่ีใกล้เคียง
ความชานาญเชิงวิชาชพี ซึ่งอยู่ภายใตก้ ารนิเทศงานของบคุ คลซ่ึงมคี วามเช่ียวชาญทีส่ งู มากกว่าหรอื ผ่านการอบรมที่มากกวา่ มาก
(more highly trained person) อันเป็นคาจากัดความในการทางานระดับหน่วยงานทางสุขภาพ (health settings) เช่น
การช่วยนักสังคมสงเคราะห์ในแผนกจาหน่ายผู้ป่วยกลับ (discharge) เพ่ือวางแผนเตรียมพร้อมผู้ป่วยก่อนกลับบ้าน หรือ
หมายถึง ผชู้ ่วยนักสงั คมสงเคราะห์ในการปฏบิ ตั ิงานในระดบั ชมุ ชน เสมือนเป็นผู้มีความรู้เชิงเทคนิคหรือผู้ช่วยให้บริการสังคม
(social service technician and social service aides) (Karen K.Kirst-Ashman: 15) สาหรบั การทางานในระดับองค์การ
หรือระดับนโยบาย นกั วิชาชีพสนับสนุนจะหมายถึง ผู้มีความรู้และทักษะพิเศษเฉพาะด้านซึ่งอยู่ในการนิเทศอย่างใกล้ชิดเพื่อ
ดาเนินการในภาระงานที่หลากหลายอันแต่ก่อนดาเนินการโดยบุคลากรวิชาชีพเท่าน้ัน (Karen K.Kirst-Ashman: 215) และ
หากเป็นการทางานกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเช่น ผู้มีปัญหาทางสุขภาพจิตหรือจิตเวช ซึ่งมักทางานแบบทีมสหวิชาชีพ ก็จะ
นยิ าม นักวิชาชพี สนับสนุนน้ี คอื บุคคลซ่ึงได้รับการฝึกหัดจากการอบรมเฉพาะทางเป็นพิเศษในบางบริบทและอยู่ในการดูแล
ของนักวิชาชีพชานาญการและสามารถทาหน้าท่ีหรือภารกิจได้เสมือนผู้เชี่ยวชาญเชิงวิชาชีพนั้น (Karen K.Kirst-Ashman:
405)
สาหรับ การทางานของอาสาสมัครและนักวิชาชีพสนับสนุนในประเทศไทย จะมีในหลายหน่วยงานเช่นเดียวกับใน
ต่างประเทศ ได้แก่ ในสถานสงเคราะห์ ในสถานพินิจหรือราชทัณฑ์ ในหน่วยงานทางสุขภาพท้ังหน่วยงานภาครัฐและ
หน่วยงานเอกชน การรวมกลมุ่ ต่างๆภายในชุมชน เช่น กลุ่มชมรมผู้สูงอายุ กลุ่มสตรี กลุ่มเยาวชน หรือ สถานแรกรับเด็กเล็ก
ก่อนวยั เรียนในชุมชน เปน็ ตน้ รวมถึง หน่วยงานทางสงั คมสงเคราะหท์ ั้งในหนว่ ยงานภาครฐั และองคก์ รเอกชน ทั้งน้ี หน่วยงาน
ภาครฐั ท่ีจะเห็นถึงการทางานของอาสาสมคั รและนักวิชาชีพสนับสนนุ เพ่ือช่วยเหลอื การทางานของนกั สังคมสงเคราะหท์ ช่ี ดั เจน
คือ หน่วยงานหรอื สถานพยาบาลทางสุขภาพและสาธารณสุข (Health settings) เช่น ในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง
การดแู ลผ้ปู ่วยเรื้อรังหรือต้องรักษาเป็นเวลานาน และในศนู ย์ผู้ป่วยระยะสุดท้าย เปน็ ต้น
จงึ ขอยกกรณขี องศนู ยช์ ีวาภบิ าล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซ่ึงปฏิบัติงานโดยนักสังคมสงเคราะห์กับกลุ่มผู้ป่วยระยะ
สุดท้ายและครอบครัวเพ่ือให้การดูแลแบบประคับประคอง ให้ความเข้าใจต่อโรคและอาการท่ีเป็นผลจากการเจ็บป่วย
ผลกระทบทางสังคมจิตใจ และการแจ้งความจริงของภาวะสุขภาพที่เผชิญอยู่เพื่อเตรียมพร้อมทั้งทางร่างกาย ทางจิตใจ และ
พร้อมยอมรับ ปรับตัว ปรับใจ และสู้กับครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิดบนฐานความจริง ซ่ึงแต่ละบุคคลและครอบครัวจะมี
ความสามารถในการยอมรับ เผชิญและจัดการที่แตกต่างกัน ด้วยข้อจริงของความจาเป็นดังกล่าว อาสาสมัครและนักวิชาชีพ
สนับสนุนจึงเข้ามามีส่วนร่วมและมีบทบาทอย่างสาคัญในการช่วยนักสังคมสงเคราะห์ “เตรียม” ผู้ป่วยและครอบครัวในการ
พร้อมรับและจดั การกบั สิง่ ท่ีจะเกดิ ขึ้นได้อย่างรู้ทันและเท่าทนั
- 274 -
รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61
สปี่ ระเภทของอาสาสมคั ร
ในศูนย์ชีวาภิบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จะมีอาสาสมัครดูแลผู้ป่วยโรคเร้ือรังและผู้ป่วยระยะสุดท้ายโดยแบ่ง
ตามแหล่งทมี่ าของอาสาสมคั รไดเ้ ป็น 4 ประเภท คือ
1.อาสามืออาชีพ ได้แก่ นักวิชาชีพต่างๆ ท่ีทางานเก่ียวข้องกับการดูแลรักษาพยาบาลใช้เวลาว่างจากการทางาน
ประจามาเป็นจิตอาสาช่วยเหลือผู้ป่วย เช่น เป็นพยาบาลและมีความสามารถด้านการนวด จึงใช้การนวดสัมผัสเพื่อลดความ
ปวดใหก้ บั คนไขท้ ใ่ี ช้ยาเคมีบาบดั เปน็ เภสัชกร ใช้เวลาว่างออกคลินิกเคลื่อนที่ให้คาปรึกษาเร่ืองการใช้ยา เป็นนักกายอุปกรณ์
รับซอ่ มแซมกายอปุ กรณ์ใหค้ นในชุมชน สงิ่ ที่เป็นอุปสรรคสาหรับอาสาสมัครกลุ่มน้ี คือ หาเวลาว่างจากงานประจาได้ยาก แต่
หากมีการรวบรวมจานวนอาสาสมัครได้มากเพียงพอที่จะหมุนเวยี นกัน จะทาใหส้ ามารถดาเนนิ กิจกรรมอยา่ งต่อเน่ืองได้
2.อาสาเมล็ดพันธ์ใหม่ ได้แก่ นิสิต นักศึกษาท่ีเรียนวิชาเก่ียวกับการดูแลชีวิต เช่น นักศึกษาพยาบาล นิสิตแพทย์
นักศึกษาสังคมสงเคราะห์ นักศึกษากายภาพบาบดั เป็นตน้ ในกลุ่มนี้หากมีโครงการจิตอาสา เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์จัด
โครงการจิตอาสาเพ่ือนข้างเตียง มอบหมายให้อาสาสมัครกลุ่มน้ีไปดูแลผู้ป่วยเร้ือรัง หรือผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยมีเคร่ืองมือ
คอื การฟังอย่างลึกซ้ึง (Deep listening) สิ่งที่ได้หลังจากทากิจกรรมไม่เพียงแต่ผู้ป่วยจะได้กาลังใจเท่าน้ัน แต่เกิดการเติบโต
ของเมลด็ พันธ์ คือ ทาใหน้ กั ศึกษาได้เรียนรแู้ ละเขา้ ใจชีวิตจติ ใจผู้ป่วยโดยผ่านประสบการณ์จริง ซง่ึ ในตาราไม่สามารถให้ได้
3.อาสาเพื่อนไม่ท้ิงกันหรือ กลุ่มเพ่ือนช่วยเพื่อนท่ีป่วยเป็นโรคเดียวกัน ทาให้มีความเข้าใจ รู้ความต้องการของกัน
และกัน เชน่ ชมรมเพอื่ นพาร์กนิ สัน กลมุ่ สไมล์ (โรคเอสแอลอ)ี ชมรมเพ่อื นวนั พธุ (กลมุ่ ผตู้ ดิ เชือ้ เอดส์) กลุ่ม อสม. (อาสาสมัคร
สาธารณสขุ ประจาหมู่บ้าน) เปน็ ต้น อาสาสมคั รกลมุ่ นี้มกั จะมใี จเต็มรอ้ ยที่จะชว่ ยเพอ่ื น เพียงแต่ต้องเสริมทักษะบางอย่าง เช่น
ทักษะการสื่อสาร ทักษะการเสริมพลังใจ เพ่ือให้สามารถช่วยเพื่อนได้อย่างเต็มที่และมีความเป็นมืออาชีพ สิ่งที่พึงระวัง คือ
อาสาสมัครอาจผูกใจกับเรื่องราวของเพ่ือนจนรู้สึกเป็นทุกข์ (Sympathy) หรือมีอาการเศร้าซึมเม่ือเพ่ือนท่ีเป็นโรคเดียวกัน
ป่วยหนักจนถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้น จึงต้องมีกระบวนการสร้างความเข้มแข็งทางอารมณ์และกระบวนการเยียวยาใจของ
อาสาสมัครเปน็ สิ่งทขี่ าดไม่ได้ ขณะเดียวกัน ต้องควบค่กู ับการฝกึ เตรียมพร้อมรับมือกับอารมณข์ องตนเอง
4. อาสาใจส่ังมา คือ อาสาสมัครที่เป็นประชาชนทั่วไป ที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ ไม่ได้เก่ียวข้องอะไรกับการ
เจ็บป่วย แต่มีใจอยากช่วยเหลือเพ่ือนมนุษย์ อยากช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกใบเดียวกัน เป็นผู้ท่ีจะสามารถมาสร้างความสุข
ความสบายใจ ความบันเทิง หรือเปิดโลกทรรศน์ใหม่ให้ผู้ป่วยผ่อนคลายได้ เช่น เป็นนักดนตรี อาสามาช่วยสอนดนตรีขั้น
พื้นฐานให้เด็กป่วยเรื้อรังที่ต้องนอนโรงพยาบาลนาน เป็นพนักงานบริษัทแต่ชอบประดิษฐ์ส่ิงของ จึงมาจัดกิจกรรมบาบัด ให้
ญาติทีม่ าดแู ลผู้ปว่ ยได้ผอ่ นคลาย พระอาสาสมคั รของกล่มุ คิลานธรรมที่เข้าร่วมกจิ กรรมธรรมะขา้ งเตียง เขา้ เยยี่ มเยียนผู้ป่วยท่ี
ตอ้ งการซกั ถามเร่ืองธรรมะ เป็นตน้ อาสาสมคั รเหลา่ น้ไี มไ่ ดเ้ พียงแตท่ าให้คลายทกุ ขแ์ ต่ยังสรา้ งสุขให้ผู้ป่วยและญาติได้ด้วย ซึ่ง
บางครั้งบคุ ลากรทางการแพทย์ให้การรักษาได้เพียงบรรเทาทุกข์เท่านั้น แต่พลังใจที่จะก้าวเดินต่อไปต้องได้รับการเยียวยาใจ
ด้วย ส่ิงที่ต้องเสริมให้กับอาสาสมัตรกลุ่มน้ี คือ เทคนิคการสร้างสัมพันธภาพกับผู้ป่วย ทักษะการฟัง เป็นต้น แต่ข้อควรระวัง
ของกลุ่มนี้ คอื ผลประโยชน์แอบแฝงในการเขา้ มาเปน็ อาสาสมคั ร เช่น ขายสนิ คา้ เผยแพร่แนวคดิ ลทั ธิ หรือความเชือ่ จงึ ต้องมี
ระบบการคดั กรอง ดูแลและประเมนิ ผล
กระบวนการสรา้ งอาสาสมัคร: กวา่ จะได้เปน็ อาสาสมคั ร
แม้ประเทศไทยจะมีอาสาสมัครประเภทใจสั่งมามากมายแต่การดูแลเยียวยาผู้ป่วยเป็นงานท่ีต้องการความ
ละเอียดออ่ น โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในกลุ่มผู้ป่วยระยะสุดท้าย ดังน้ัน ผู้ท่ีจะมาเป็นจิตอาสาจึงต้องมีกระบวนการจัดการท่ีดี การ
สรา้ งอาสาสมัครทั้ง 4 ประเภทต้องให้ความใส่ใจในทุกข้ันตอน ด้วยเหตุผลสาคัญคือความปลอดภัยและสิทธิผู้ป่วยเป็นลาดับ
แรก
- 275 -
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61
ขน้ั ที่ 1 จูงใจใหเ้ ข้ามา สรรหาให้ตรงใจ
ในการจูงใจและคดั กรองผูม้ จี ติ อาสา ประเภทของสือ่ ที่ใช้จะตอ้ งเหมาะกบั กลมุ่ เปา้ หมายท่ีตอ้ งการ หลายโครงการมี
การประชาสมั พันธผ์ า่ นอนิ เตอรเ์ นท จะได้อาสาสมคั รประเภทอาสาใจสั่งมา แตห่ ากต้องการอาสาเพื่อนไม่ทิ้งกัน อาจตอ้ งจงู ใจ
ผา่ นกจิ กรรมที่จดั ขนึ้ ระหว่างการรกั ษา เช่น การจดั กจิ กรรมกลมุ่ พูดคยุ ระบายความเครียด กจิ กรรมคา่ ยเรยี นรู้การดูแลตนเอง
เมอ่ื ผู้ปว่ ยเห็นประโยชน์ของการมเี พื่อนรว่ มโรค จึงเปน็ แรงผลักดันทอ่ี ยากชว่ ยเหลอื ผูอ้ น่ื บา้ ง
ในส่วนของเน้ือความท่ีต้องระบุในการประชาสัมพันธ์ นอกจากจะต้องจูงใจให้อยากร่วมกิจกรรมแล้วควรมีส่วนใน
การคัดกรองจิตอาสาเบ้ืองต้นด้วย เช่น ระบุพ้ืนที่ในการจัดกิจกรรมว่า เป็นหอผู้ป่วยเด็กหรือผู้สูงอายุ หอผู้ป่วยวิกฤติ ระบุ
คุณสมบัติของอาสาสมัครที่ต้องการ เง่ือนไขท่ีสาคัญ เช่น ต้องฉีดวัคซีนแล้ว (เพราะอาจแพร่เช้ือโรคให้ผู้ป่วย) มีเวลาเย่ียม
ผู้ปว่ ยอย่างนอ้ ยสัปดาหล์ ะกว่ี ัน หรือระบรุ ะยะเวลาในการดาเนนิ กิจกรรม เช่น ทาดชี ว่ งเข้าพรรษา ช่วงปดิ ภาคเรียน เป็นต้น
การคัดเลือกผู้ร่วมกิจกรรม ในเบื้องต้นอาจคัดกรองจากใบสมัคร จากนั้นใช้การสัมภาษณ์รายบุคคล เพื่อให้ได้
อาสาสมคั รที่ตอ้ งการอย่างแท้จรงิ เป็นการป้องกนั ปญั หาและความเขา้ ใจผดิ ระหวา่ งกนั ส่ิงท่ีต้องประเมิน ได้แก่ แรงจูงใจและ
เหตุผลที่ต้องการมาเป็นอาสาสมัคร ต้องไม่มีวาระซ่อนเร้นที่จะเอาประโยชน์จากผู้ป่วย ท้ังการขายสินค้า การชักจูงหรือ
เผยแพรแ่ นวคิดลัทธติ ่างๆ เปน็ ต้น ประสบการณค์ วามสญู เสีย ประสบการณ์การดแู ลผปู้ ่วย จุดเด่นจุดด้อยและข้อจากัด ความ
คาดหวงั จากการเปน็ อาสาสมัคร บคุ คลอา้ งองิ เพือ่ ยนื ยันขอ้ มลู และตวั ตน เป็นต้น
ในระหวา่ งการสัมภาษณ์ควรเปดิ โอกาสให้ผมู้ ีจติ อาสาไดซ้ กั ถามข้อสงสยั ตา่ งๆ เชน่ ความคาดหวงั ของโครงการ หรือ
ชี้แจงสิ่งท่ีอาสาสมัครอาจต้องเจอทั้งในด้านบวกและด้านลบ หรือตัวอย่างเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการ
ตดั สนิ ใจและลดอตั ราการถอนตัวจากโครงการได้
ข้ันท่ี 2 อบรมบ่มเพาะเมลด็ พนั ธ์
หลายคนอาจคิดว่าการเป็นอาสาสมัครไม่ต้องมีการฝึกอบรมก็ได้แค่มีใจพร้อมช่วยเหลือก็เพียงพอแล้ว แต่การเป็น
อาสาสมคั รดแู ลผปู้ ่วยไม่ใช่เพยี งแคก่ ารแจกสงิ่ ของแต่เปน็ งานการเยียวยาใจ ดงั นัน้ จึงตอ้ งมกี ารเตรียมตัว มีการฝึกฝน ไม่ต้อง
ถงึ ขน้ั เกง่ ระดับมอื อาชีพแตส่ ามารถเข้าถึงและเขา้ ใจผปู้ ่วยได้ซ่ึงขัน้ ตอนการอบรมน้ีจะช่วยให้อาสาสมัครได้มีโอกาสเรียนรู้การ
เป็นอาสาสมัครและรู้จักตัวเอง โดยผ่านกิจกรรมกระบวนการกลุ่มที่เปิดโอกาสให้อาสาสมัครได้ร่วมอภิปราย แลกเปลี่ยน
เรยี นรู้ และการฝึกปฏิบตั โิ ดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ (Role play) เนื้อหาจะเน้นการฝึกทักษะท่ีจาเป็นได้แก่ การฟังอย่าง
ใสใ่ จ การถาม การสังเกต การจดั การอารมณ์ การให้กาลังใจ สง่ิ ทค่ี วรและไม่ควรทาในขณะทเ่ี ย่ียมผปู้ ่วย
อีกเนื้อหาหน่ึงท่ีสาคัญต้องสอดแทรกระหว่างการอบรม คือการเตรียมพร้อมให้อาสาสมัครสามารถ "รู้ทันจิตและ
รับมือ" กับอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ผู้ป่วยไม่พร้อมจะคุยด้วย หรือแสดง
พฤตกิ รรมก้าวร้าว บางคนร้องไหห้ รือบน่ อยากตายในระหว่างการคุย การทอ่ี าสาสมัครไดร้ บั การฝึกให้เตรียมพร้อมรับมืออย่าง
มีสติ และมจี ิตเมตตา จะช่วยใหส้ ามารถแกไ้ ขเหตุการณไ์ ด้ด้วยดี
ระยะเวลาในการอบรมที่เหมาะสมประมาณ 2 วัน และจานวนอาสาสมัครครั้งละประมาณ 20 - 40 คน เพื่อให้
กระบวนการพดู คุยแลกเปลยี่ นหลากมุมมองและท่วั ถงึ
ขน้ั ที่ 3 ลงมือทา ตามใจฝนั
เมอ่ื อาสาสมัครผ่านการอบรมแล้วต่อไปเปน็ ขั้นตอนทอี่ าสาสมคั รรอคอย นัน่ คือการเย่ียมผู้ปว่ ย ซง่ึ อาสาสมัครจะเป็น
ผู้กาหนดเองวา่ จะเย่ยี มผปู้ ่วยเม่อื ใด มคี วามถีเ่ ทา่ ใด แต่ไมค่ วรน้อยกว่าสปั ดาห์ละ 1 ครั้ง ระยะเวลาการเยี่ยมแต่ละคร้ังขึ้นอยู่
กับสถานการณ์ เช่น อาการป่วยในวันน้ัน ดังน้ัน ก่อนเข้าเย่ียมผู้ป่วยอาสาสมัครจึงควรสอบถามอาการผู้ป่วยจากเจ้าหน้าที่
ประจาหอผปู้ ว่ ยในวนั แรกทจ่ี ะเข้าเยยี่ มผูป้ ว่ ย อาสาสมคั รอาจจะรสู้ ึกกังวลเพ่อื ลดอาการดังกลา่ วอาจจบั ค่กู ับเพื่อนอาสาสมัคร
เข้าเย่ียมผ้ปู ่วยดว้ ยกัน เมอ่ื มีความค้นุ เคยกนั ในครัง้ ตอ่ ไปสามารถไปเย่ียมคนเดียวได้
- 276 -
รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
สง่ิ ทอี่ าสาสมคั รต้องคานึงถึงก่อนการเย่ียมผู้ป่วย คือ การสารวจใจตนว่าพร้อมหรือไม่ "จิตว่าง" เพียงพอที่จะเข้าใจ
และยอมรับกบั สิ่งท่ีต้องเผชิญในขณะเยย่ี ม จากนัน้ ควรตรวจสอบความพร้อมของผู้ป่วยจากเจ้าหน้าที่ หรือหากไปเยี่ยมท่ีบ้าน
ควรมีการนัดหมายล่วงหน้าและแจ้งยืนยันอีกคร้ังเม่ือถึงวันนัด การถามความพร้อมของผู้ป่วยก่อนเยี่ยมถือเป็นการให้เกียรติ
และเคารพผปู้ ว่ ยด้วย
การเยี่ยมของอาสาสมคั รอาจจะไม่ได้ชว่ ยเพียงแคต่ ัวผ้ปู ว่ ยเทา่ น้ัน แต่อาจเป็นช่วงเวลาทองของผู้ดูแลหลัก ท่ีจะได้มี
เวลาพักผ่อน คลายเครียด หรือจัดการธุระส่วนตัวได้บ้าง เช่น แม่ท่ีเฝ้าลูกน้อยที่ป่วยตลอดยี่สิบสี่ช่ัวโมง เจ็ดวันต่อสัปดาห์
เปน็ การยากท่ีจะสามารถควบคมุ อารมณใ์ ห้ราบรื่นตลอดเวลา แต่หากมีเวลาส่วนตัวบ้าง เช่น ไปทาผม ไปช็อปปิ้ง เพียงแค่วัน
ละ 1 - 2 ชั่วโมง ความสขุ เล็กๆ นี้จะช่วยให้มแี รงกาย แรงใจดูแลผู้ป่วยต่อไป ดังน้ัน การเย่ียมผู้ป่วยของอาสาสมัครจึงถือเป็น
การเยยี วยาผู้ดแู ลด้วยอีกทางหนงึ่
ขั้นที่ 4 เติบโตไปด้วยกัน
กระบวนการในการติดตามประเมินผลการทางานของอาสาสมัครจะเปี่ยมไปด้วย "วิถีกัลยาณมิตร" โดยใช้
กระบวนการแลกเปลีย่ นเรยี นรู้ ซง่ึ เอ้อื ใหเ้ กิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเข้าไปดแู ลผปู้ ว่ ยระหว่าง อาสาสมคั รด้วยกันเอง
และอาสาสมัครกับบุคลากรทางการแพทย์ที่ประจาหอผู้ป่วย (อาจทาหน้าท่ีเป็นตัวแทนผู้ป่วย) บรรยากาศในการพูดคุยเน้น
การเรียนร้รู ว่ มกนั การเสริมพลังทางบวก บางคร้ังอาจมีการเพิ่มพนู ทกั ษะเพื่อเสรมิ ศกั ยภาพและความมั่นใจของอาสาสมคั ร
การติดตามผลอีกวิธีท่ีมีการทาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คือ หลังจากการเยี่ยมผู้ป่วยแต่ละครั้งอาสาสมัครต้อง
บนั ทึกลงในสมุดเยยี่ มทเี่ ก็บไวใ้ นหอผู้ปว่ ย ขอ้ มูลทบี่ ันทกึ จะเปน็ ประโยชนก์ บั ทีมผูร้ กั ษาดว้ ยเนือ่ งจากหลายครั้งสิ่งท่ีผู้ป่วยบอก
อาสาสมคั รแต่ไม่ไดบ้ อกแพทยท์ ้ังทีเ่ ป็นขอ้ มูลทมี่ ปี ระโยชนต์ ่อการรักษา
ณ ช่วงเวลาแห่งการพูดคุยน้ี อาจเป็นช่วงเวลาของการจัดการความเศร้า หรือการเยียวยาอาสาสมัครที่เผชิญกับ
เหตกุ ารณ์ไม่คาดคดิ เช่น ผูป้ ว่ ยท่ีดแู ลอยู่เสียชวี ติ ความร้สู กึ ผดิ ท่ีไม่สามารถช่วยจัดการปัญหาบางอย่างให้ผู้ป่วยได้ ความรู้สึก
ด้อยค่า กระบวนการจัดการอารมณ์นี้อาจช่วยโดยอาสาสมัครรุ่นพ่ีถ่ายทอดประสบการณ์ หรือใช้กระบวนการกลุ่มช่วยเสริม
พลงั บวก หรือบางคราวอาจตอ้ งการผูเ้ ชย่ี วชาญโดยเฉพาะเพอ่ื ชว่ ยให้กา้ วผ่านเหตุการณ์น้ันได้
ระบบจัดการ ปัจจยั ความสาเร็จยง่ั ยืน
ระบบการจัดการหรือการดาเนินการเพ่ือนาทรัพยากรต่างๆมาให้งานสาเร็จบรรลุตามจุดมุ่งหมาย วรรณาจารุ
สมบูรณ์ ผมู้ ีประสบการณใ์ นการสรา้ งอาสาสมัครดแู ลผู้ปว่ ยระยะสุดท้ายในชุมชน ได้สรปุ การถอดบทเรยี นการสรา้ งอาสาสมคั ร
ในชุมชน วา่ ปจั จยั ความสาเรจ็ ของโครงการขึน้ อยู่กับการวางระบบการจดั การในโรงพยาบาล เพราะโรงพยาบาลเปรียบเสมือน
กลไกหรอื ฟนั เฟอื งหลักในการขบั เคลอ่ื นงานอาสาสมัคร ในบทความน้ีจะกล่าวถงึ ระบบการจัดการ ทตี่ ้องคานึงถึง 3 ระบบ คือ
ระบบฐานข้อมลู ระบบบริหารจดั การและระบบนโยบาย
- ระบบฐานขอ้ มูล
ผู้เขยี นเคยอา่ นบทความที่เจา้ พ่อสอ่ื ระดบั โลกท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า ใครมีข้อมูลผู้นั้นครองโลก การทางานอาสาสมัคร
ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายก็เช่นกัน ระบบฐานข้อมูลเป็นสิ่งท่ีมองข้ามไม่ได้ อย่างน้อยต้องมีข้อมูลของ 3 ส่วน คือ ข้อมูล
อาสาสมคั ร ขอ้ มูลผปู้ ว่ ย และข้อมลู เครอื ข่ายองค์กรหรือเครอื ข่ายชุมชน การออกแบบฐานข้อมูลท้ังสามสว่ นตอ้ งทาใหส้ ามารถ
เชอื่ มโยง เขา้ ถงึ ง่ายและตอบสนองความต้องการของกันและกันได้ แต่เน่ืองจากข้อจากัดเรื่องสิทธิผู้ป่วย อาจเป็นอุปสรรคต่อ
การทางานด้านอาสาสมัคร เพราะอาจทาให้ผู้ทางานในองค์กรสาธารณสุขรู้สึกไม่สะดวกใจที่จะแบ่งปันข้อมูลกับอาสาสมั คร
ดังน้ัน กลวิธีในการแบ่งปนั ข้อมูลจงึ ตอ้ งมคี วามโปร่งใส อยูบ่ นฐานของความไวว้ างใจกัน
องค์ความรู้ เปน็ ฐานข้อมลู ที่อาจจะถกู มองขา้ ม หรือให้ความสาคญั น้อย เน่ืองจากมีชอ่ งว่างระหว่าง "ภาษาหมอ" กับ
"ภาษาชาวบ้าน" จึงเป็นส่ิงท้าทายท่ีจะต้องมีระบบการจัดการองค์ความรู้ทางการแพทย์ ให้เป็นภาษาท่ีเข้าใจง่ายสาหรับ
- 277 -
รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61
ประชาชนทวั่ ไป รูปแบบของการสื่อสารอาจเป็นลักษณะของเรื่องเล่าเร้าพลัง การให้ความรู้ผ่านส่ือบันเทิง เป็นต้น ซึ่งจะช่วย
ลดช่องว่างระหว่างบุคลากรกับอาสาสมัครลงได้ นอกจากนี้ ในประเทศไทยยังขาดองค์ความรู้ที่จะเอ้ือให้งานด้านอาสาสมัคร
ก้าวหน้า โดยเฉพาะข้อมูลเชิงสังคมในมิติด้านจิตใจอารมณ์ มิติด้านการจัดการ มิติด้านชุมชน ซ่ึงหากทาควบคู่กับการ
ดาเนินงานด้านจติ อาสาจะเปน็ การพัฒนาระบบการจดั การองคค์ วามรดู้ ้วย
- ระบบการประสานงาน
ความย่ังยืนของการทางานอาสาสมัคร มีกุญแจสาคัญที่จะทาให้งานดาเนินงานต่อเนื่องหรือไม่น้ัน ก็คือ ผู้
ประสานงาน ซง่ึ ตอ้ งเป็นผูท้ ีม่ มี นุษยส์ มั พนั ธด์ ี เพราะต้องทางานเกีย่ วข้องกบั คือ ผูป้ ว่ ย ญาติ อาสาสมัคร บคุ ลากรในหอผู้ป่วย
หนว่ ยงานต่างๆในโรงพยาบาล หรอื แมแ้ ตอ่ งคก์ รภายนอก เชน่ ศูนยส์ าธารณสุข อนามัย องคก์ ารบรหิ ารตาบล (อบต.) พัฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ซึ่งการประสานงานมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วย โดย
บทบาทของหน่วยประสานงานต้องเอ้ืออานวยให้การดาเนินงานของกิจกรรมอาสาสมัครลุล่วงด้วยดี การออกแบบระบบการ
ประสานงานจึงต้องทาให้เข้าถึงง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่ยุ่งยากหรือมีลาดับขั้นตอนของการประสานงานท่ีมากไปอาจใช้เทคโนโลยี
เชน่ การประสานงานผ่านเครือขา่ ยสังคม (social network) เป็นตน้
- ระบบนโยบาย
การกาหนดนโยบายเปน็ เสมือนการยนื ยันว่าผบู้ ริหารให้การยอมรบั กจิ กรรมน้ันๆ การเปิดพื้นที่ (ใจ) จึงเป็นนโยบาย
แรกที่โรงพยาบาลจะเอือ้ ใหอ้ าสาสมัครไดเ้ ข้ามาดแู ลผู้ป่วยได้ โดยในช่วงแรกอาจมีหอผู้ป่วยนาร่อง เพื่อเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน
ระหว่างบุคลากร อาสาสมคั ร และผูป้ ว่ ย เม่อื สามารถปรับเขา้ กบั บริบทของแต่ละฝ่ายได้ ผู้บริหารควรกาหนดเป็นพันธกิจหลัก
หนึ่งทจี่ ะใหก้ ารสนับสนุนงานของเครือขา่ ยอาสา ซึ่งจะทาให้การขยายพื้นท่ีหรอื ขยายโครงการกจิ กรรมจะง่ายขน้ึ
นอกจากนโยบายระดับองค์กรแล้ว รัฐควรมีนโยบายที่เอ้ือให้งานอาสาสมัครก้าวหน้ามากขึ้น เช่น นโยบายสร้าง
ความเข้าใจเรื่องการแบ่งปนั การส่งตอ่ ความดี (การสรา้ งจิตอาสา) นโยบายสร้างเครือข่ายอาสาสมัครดูแลผู้ป่วย นโยบายที่จะ
เอื้อใหผ้ ้ปู ่วยสามารถอยู่ในบา้ นหรอื ในชุมชนไดโ้ ดยลดการพึ่งพิงสถานพยาบาลแตอ่ าศยั อาสาสมัครในชุมชนคอยช่วยเหลอื เชน่
นโยบายยาระงับปวด นโยบายเวชภัณฑอ์ ุปกรณ์ ใหส้ ามารถนาออกมาใช้ท่บี ้านได้ เป็นตน้
ส่งท้าย : การสรา้ งอาสาสมัคร คือ การสร้างพลงั แห่งการเยยี วยา
มอี าสาสมคั รนสิ ิตแพทย์ผูเ้ ข้ารว่ มโครงการจิตอาสาข้างเตียงคนหน่ึง กล่าวว่า เมื่อแรก หวังจะมา "ให้" แต่สุดท้าย
คือ "ได้" ได้พลังเสริมให้ก้าวเดิน พลังจาก"ผู้ป่วย"ท่ีตนดูแล หากมองอย่างลึกซึ้ง อาสาสมัคร ก็คือ ผู้ที่เริ่มงานด้วยความรัก
เพือ่ ส่งตอ่ ความรัก ความปรารถนาดีแก่เพ่ือนมนุษย์ ดังนั้น การจะแผ่ขยายความรักหากทาด้วยกระบวนการที่ต้ังอยู่บนฐาน
จติ ใจท่ลี ะเอยี ดอ่อนเปยี่ มดว้ ยเมตตาพร้อมจะแบ่งปัน สงั คมก็จะถูกเติมเตม็ ดว้ ย "ผ้อู าสาสง่ รัก"
ข้อสังเกตตอ่ การทางานระหว่างนักวิชาชพี ทางการแพทยก์ ับนกั วชิ าชีพสนับสนุน/อาสาสมัครให้เกดิ ประสทิ ธิภาพ
จากกรณีศึกษาของการทางานสังคมสงเคราะห์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ดังข้างต้น จึงพบข้อสังเกตต่อปัจจัยที่
จะสง่ เสรมิ ใหก้ ารทางานร่วมกนั ระหวา่ งอาสาสมัครหรอื นักวิชาชีพสนับสนนุ (Paraprofessional) กบั บุคลากรทางการแพทย์
(Clinician) หรอื ทมี สหวิชาชพี ท่ีมีความเชี่ยวชาญทางสุขภาพและการแพทย์มีประสิทธิภาพ มีความต่อเน่ือง ไร้ความขุ่นเคือง
ขัดแยง้ และมีความสัมพันธ์ท่ดี ี อยู่ 5 ประเดน็ อนั ประกอบดว้ ย
ประเด็นท่ี 1 มกี ารกาหนดขอบเขตงานและบทบาทหน้าท่ที ่รี ับผิดชอบระหวา่ งกันบนฐานความเขา้ ใจที่ตรงกันและท่ี
ชดั เจน จะทาใหก้ ารทางานรว่ มกนั นนั้ บรรลสุ ู่ประโยชน์สงู สุดทางสขุ ภาพอย่างแท้จริง ดังน้ัน สัมพันธภาพเชิงวิชาชีพระหว่าง
กนั และการกาหนดแนวทางปฏิบัติหรอื ขอ้ ตกลงทเ่ี หน็ พอ้ งร่วมกันอย่างเคารพต่อกันและกันในความเช่ียวชาญ ยอมรับในอัต
ลักษณ์ของงานและความสามารถเฉพาะ รวมถึง การกาหนดแนวทางและข้ันตอนในการประสานส่งต่อ (referrals) ท่ีเป็น
- 278 -
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
ระบบและหมายรวมถึง การสื่อสารพูดคุยในบทบาทหนา้ ท่ี การเปน็ ผนู้ าในแต่ละบริบทหรือลกั ษณะงานแต่ละประเภทหรอื แต่
ละวัตถปุ ระสงคใ์ หช้ ดั เจน เพอื่ มิให้เกิดความร้สู กึ กา้ วก่ายหรอื เกิดการซา้ ซอ้ นในการปฏิบตั ิงาน
ประเด็นที่ 2 มกี ารจัดระบบและกระบวนการในการสอ่ื สารระหวา่ งกันท่ไี มซ่ บั ซอ้ น ชดั เจนและรวดเรว็ การส่อื สารที่
ดคี วรเปน็ แบบสองทาง คอื สรา้ งความเขา้ ใจได้ชดั เจนทั้งผูส้ ่ือสารและผู้รับสารเพ่ือให้สามารถวางแผนการทางานเชิงสุขภาพ
ได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ ดังน้นั เครอ่ื งมอื ที่ใช้ในการสื่อสาร จึงควรใช้ใหเ้ หมาะกบั ข้อมลู ท่จี ะสือ่ สาร เชน่
- หากเป็นการนดั หมายวันเวลากนั จะสอ่ื สารได้ทางโทรศพั ท์ โทรสาร หรอื จดหมายอิเลกโทรนิกส์
- หากเป็นการสื่อสารเพื่อสะท้อนถึงสิ่งที่ดาเนินการไปแล้ว ความคืบหน้า หรือแผนท่ีจะปฏิบัติต่อไปควร
ส่ือสารผ่านเครื่องมือในการทางาน ได้แก่ แบบบันทึกการปฏิบัติงาน เพื่อแบ่งปันข้อมูลของกรณีบุคคลนั้น
และแสดงถงึ แนวการดาเนนิ งานของแตล่ ะวชิ าชพี โดยสังเขป เห็นถงึ ความเกีย่ วขอ้ งเชื่อมโยงระหวา่ งกันและ
สามารถวางแผนการบริการทางสุขภาพได้อย่างต่อเน่ืองข้อควรระวัง คือ ระบบในการจัดเก็บข้อมูลที่ต้อง
ตระหนกั ในการพิทกั ษ์ในสทิ ธิ์ของผใู้ ชบ้ ริการ ขอ้ มูลท่สี ามารถเปดิ เผยได้ภายใต้การแจ้งบอกและขออนุญาต
และการรักษาจรยิ ธรรมทางวชิ าชพี
- หากเป็นลักษณะงานทีต่ อ้ งทางานเปน็ ทีม การพูดคุยเป็นกลุ่ม เพื่อยืนยันกาหนดงาน เวลา สถานที่ เป็นสิ่ง
สาคัญเพอื่ ใหแ้ ตล่ ะวชิ าชพี สนับสนนุ งานไดอ้ ยา่ งเต็มที่และตรงตามวัตถปุ ระสงค์
ประเด็นที่ 3 มีการบริหารจัดการต่อภาระงานได้อย่างเหมาะสม โดยสามารถแยกแยะงานท่ีต้องรับผิดชอบเป็น
หน้าที่หลักและงานท่เี ป็นการสนับสนนุ จะช่วยใหป้ ระสบความสาเร็จในการทางานได้ทั้งสองด้าน ดังนั้น การสามารถจัดการ
งานไดจ้ ากการกาหนดสายงานหลกั -รองทีช่ ัดเจน จะช่วยให้ทางานหลกั กส็ าเรจ็ งานสนับสนนุ กเ็ รียบรอ้ ย
ประเด็นที่ 4 การบริการทางสุขภาพที่มีความต่อเนื่อง เป็นปัจจัยท่ีจาเป็นยิ่ง หากผู้ป่วยหรือผู้ใช้บริการประสบ
ปัญหาในการทางานกับบุคลากรวิชาชีพหรือทางการแพทย์ หรือเกิดสถานการณ์ท่ีไม่ไว้วางใจกัน นักวิชาชีพสนับสนุนหรือ
อาสาสมัครจะสามารถเข้าไปลดภาวะตึงเครียดดังกล่าว ทาความเข้าใจในปัญหา ส่ิงท่ีต้องการและพยายามประสาน
ความสัมพันธใ์ หก้ ลบั คืนมาได้อีกคร้ัง ตอ้ งยอมรับวา่ อาสาสมัครและนักวชิ าชีพสนับสนุนจะมีสายสัมพันธ์ท่ีเช่ือมโยงได้เหนียว
แน่นกว่าบุคลากรทางการแพทย์ มีอิสระที่จะเข้าถึง วางแผน ให้บริการซึ่งจาเป็นต้องได้รับและเข้าใจในความต้องการของ
บุคคลและชมุ ชนได้มากกวา่ บอ่ ยครัง้ กวา่ และต่อเน่อื งกวา่
ประเด็นท่ี 5 ในหลายคร้งั ท่ี นกั วชิ าชพี สนับสนนุ หรืออาสาสมัครตอ้ งเผชญิ กบั ความขดั แย้งหรือถูกคาดหวังท่ีไม่ตรง
ตามความเป็นจริง มักพบว่า บุคลากรทางวิชาชีพหรือทางการแพทย์ไม่เคยที่จะมอบหมายให้ไปปฏิบัติงานท่ีต้องใช้ทักษะ
ความเชีย่ วชาญเฉพาะ (ทง้ั ๆทต่ี นไม่คอ่ ยวา่ งหรือมเี วลานัก) ขณะทนี่ กั วชิ าชีพสนับสนนุ หรอื อาสาสมัครจะใหเ้ วลาและมีโอกาส
ในการไปพบผู้ใช้บริการมากกว่า (แต่ขาดทักษะและความรู้เฉพาะด้าน) มีผลต่อความน่าเช่ือถือและต่อการยอมรับในทีมสห
วิชาชีพโดยภาพรวมได้ดังนั้น จึงจาเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมเพื่อให้เกิดการยอมรับและความน่าเชื่อใจด้วยการให้
การศกึ ษา-ความรทู้ างสุขภาพอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อกระทาได้ถูกแนวทางและเป็นไปตามมาตรฐาน ส่งเสริมศักยภาพและ
ความสามารถเฉพาะตามบริบททางสขุ ภาพเฉพาะนั้น และให้ความสาคัญกับการทางานรว่ มกนั กับผใู้ ช้บรกิ ารด้วยสมั พนั ธภาพ
เชงิ สนับสนุน มิใชค่ วามสัมพนั ธเ์ ชิงอานาจหรอื สัง่ การ
ข้อเสนอแนะตอ่ คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตรใ์ นการพฒั นาและปรบั การทางานขน้ึ ส่รู ะดับมาตรฐาน
อาสาสมคั รและนกั วิชาชีพสนับสนุน จะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเป็นมาตรฐานสูงขึ้น ควรจะต้องผ่านการอบรม
และฝกึ หดั ซ่ึงคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตรส์ ามารถมีสว่ นในบทบาทเชิงพัฒนาดังกล่าวได้ โดย
แนวทางแรก เพือ่ ท่จี ะเสริมให้การทางานมีความสมบูรณ์และมีศักยภาพได้เต็มตามหน้าท่ีมากข้ึน อาสาสมัครและ
นักวิชาชพี สนบั สนนุ ควรได้รับการฝึกหดั (train) โดยเข้าร่วมอบรมในหลกั สูตรท่ีมีมาตรฐานและเป็นทางการ ต้ังแต่การอบรม
เป็นหลกั สตู ระยะสน้ั จนถงึ การศกึ ษาในระดับประกาศนยี บัตรเป็นเวลา 2 ปี ซ่ึงหลักสตู รจะเน้นให้เขา้ ใจและฝึกปฏบิ ัติจนเกิด
- 279 -
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
ทกั ษะเชิงวิชาชพี ในดา้ นการส่ือสาร การให้การปรกึ ษา การจดั การแบบรายกรณี การพทิ กั ษส์ ทิ ธ์ิ การกาหนดสรา้ งและบริหาร
จดั ทากจิ กรรมท่สี อดคล้องตามท่ชี ุมชนและบคุ คลต้องการ
แนวทางท่ีสอง เพ่ือให้การบริการทางสุขภาพสามารถดาเนินได้อย่างต่อเน่ือง การทางานร่วมกันของบุคลากรทาง
แพทยก์ ับอาสาสมคั รและนักวิชาชีพสนับสนุนนี้ควรดาเนินไปอย่างเคารพในข้อเด่น จุดแข็ง และเติมเต็มในข้ออ่อนหรือส่วน
พร่องซึ่งกันและกัน โดยเพิ่มพูนความรู้หรือศักยภาพบางด้านแก่อาสาสมัครหรือนักวิชาชีพสนับสนุนเพ่ือให้สามารถกระทา
บทบาทหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและตรงกับความประสงค์ของผู้ใช้บริการ ในขณะท่ี อาสาสมัครหรือนักวิชาชีพสนับสนุนก็
ตระหนักในการเป็นส่วนหน่ึงของทีมสุขภาพอย่างมีความรับผิดชอบ มีความรู้ท่ีแม่นยาในบริบทเฉพาะทางสุขภาพนั้น
ระมัดระวัง และละเอียดอ่อนในการปฏิบัติเชิงรักษาดูแล เหตุผลเนื่องจากประชาชนจะรับรู้ว่าผู้ปฏิบัติงานแต่ละคนคือส่วน
หนึ่งของ “ทีมสุขภาพ” โดยมิได้ประเมินแยกแยะเป็นรายบุคคลจากกันอย่างชัดเจน สนับสนุนได้จากการวิจัยเกี่ยวกับการ
รับรู้ของผู้ป่วยต่อ professional กับ paraprofessional ว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ (Corcoran, 1985; Edwards and
Jahns, 1990; Den Boer, Wiersma, Russo, and Van den Bosch, 2005 in Barnaby Pace, 2010; Bruce A., Thyer
and John S. Wodarski, 2007 ค้นจากอินเตอรเ์ น็ต) ผลการศกึ ษาพบว่า ผปู้ ่วยมีความเต็มใจท่ีจะร้องขอความช่วยเหลือจาก
นกั วชิ าชพี สนับสนนุ มากกว่าจากบคุ ลากรวิชาชพี ทางการแพทย์ และในบรบิ ทของความนา่ เช่ือถอื และความรเู้ ชี่ยวชาญเฉพาะ
ทางกลับไม่มีนยั สาคัญทางสถติ ิท่แี สดงถงึ การรับรู้ที่ต่างกัน
แนวทางท่ีสาม การทางานเป็น “ทีมสุขภาพ” ท่ีดีโดยไม่ก่อเกิดความขัดแย้งหรือความคาดหวังต่อกันที่มากเกิน
หรือไม่ถูกต้อง คือ การกาหนดขอบเขตหน้าท่ีและความรับผิดชอบ (Job description) ของแต่ละวิชาชีพให้ชัดเจน หมาย
รวมถึงบทบาทของแต่ละวิชาชีพในแต่ละบริบท สถานการณ์และเป้าหมายของงานสุขภาพแต่ละครั้ง การตระหนักใน
มาตรฐานงานสุขภาพ กฎและข้อตกลงร่วม และแผนการทางานท่ีเข้าใจตรงกัน ทั้งน้ี ขอบเขตงานสุขภาพที่ออกแบบหรือ
กาหนดข้ึนในการดูแลท่ีบ้าน กับครอบครัวหรือทางานร่วมกับชุมชนนี้ จะมีองค์ประกอบและกิจกรรมของงานแบบหลาย
ข้นั ตอน (multi-stage healthcare program) อนั ไดแ้ ก่
1) การดแู ลสขุ ภาพที่บ้าน งานดแู ลสุขภาพแบบปฐมภมู ิ (primary health care)
2) การเสรมิ พลงั และสรา้ งกาลงั ใจ (empowerment) บนฐานของความสัมพันธใ์ นชมุ ชนและความหลากหลาย
ทางวัฒนธรรม
3) งานสขุ ภาพเชิงป้องกัน เชงิ สง่ เสรมิ และคุ้มครองพทิ กั ษ์ (prevention, promotion and protection)
4) การดูแลพยาบาลในกรณีฉุกเฉิน (emergency care)
5)การสือ่ สาร อันรวมถึง การใหข้ อ้ มูลขา่ วสาร ประชาสัมพนั ธก์ ิจกรรมหรือข่าวทางสขุ ภาพ
6) การทางานอย่างมีจริยธรรม เคารพในการเป็นผู้นา [ระหว่างท่ีบ้าน ชุมชน กับทึมสุขภาพ] และการเป็น
ทมี งาน [ระหวา่ งนักวิชาชีพและบคุ ลากรในทมี สุขภาพกันเอง]
7) การบริหารจัดการ (administration) ซ่ึงรวมถึง บุคลากร งบประมาณทรัพยากร เครือข่ายทางสุขภาพและ
ทางสังคม
ดังน้ัน การกาหนดระเบียบ กฎเกณฑ์ แนวทางปฏิบัติ ข้อตกลงร่วมท่ีชัดเจน จะมีผลให้การทางานสุขภาพมีความ
น่าเช่ือถือ มีมาตรฐาน ประเมินผลเชิงประสิทธิผล-ประสิทธิภาพได้ และมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เช่นในการวิจัย
ประเมนิ ผลถึงประสิทธิภาพของการปฏบิ ัติงานของนักวชิ าชพี สนับสนุนเพิ่มขึ้นหรือไม่ และ ในประเด็นใดเม่ือเข้ารับการอบรม
ด้วยหลักสูตรและสถาบันทม่ี ีมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า นักวชิ าชพี สนบั สนุนสามารถทางานในงานส่งเสริมสุขภาพชุมชนใน
ระดับปฐมภูมิแทนบุคลากรทางการแพทย์ได้มากกว่า สามารถให้ความช่วยเหลือและลดอัตราการบริโภคสุราให้แก่ผู้ติดสุรา
รวมถึง ผู้ที่ติดบุหรี่ ก็สามารถลดความถ่ีในการสูบได้เพิ่มข้ึน ผู้ป่วยเบาหวานและโรคเร้ือรังสามารถควบคุมอาหารและมี
โภชนาการท่ีถูกต้อง มารดาหลังคลอดตระหนักและให้ความสาคัญกับการให้ลูกดูดนมแทนการใช้นมผง คนในชุมชนมีความ
- 280 -
รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61
เขา้ ใจสนใจและปฏบิ ตั ิการออกกาลังกายเพ่ิมข้นึ นอกจากนัน้ ผ้ปู ่วยและผทู้ ม่ี ีปัญหาทางสุขภาพได้รบั การสนับสนุนทางสังคมท่ี
จาเป็นเปน็ จานวนท่ีสงู ขน้ึ เป็นต้น
แนวทางท่ีสี่ อาสาสมัครและนักวิชาชีพสนับสนุนต้องพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองอยู่เสมอ ด้วยการเข้า
อบรมในหลักสูตรทม่ี ีมาตรฐานและในสถาบัน องค์กรทไ่ี ดร้ บั การยอมรับ อาจโดยการสนับสนุนของบุคลากรทางการแพทย์เอง
และมคี วามเขา้ ใจในหลกั การทางานทางสงั คมสงเคราะหท์ ี่สาคญั โดยเฉพาะการเคารพในความเปน็ มนุษย์ของผู้ใช้บริการ หลัก
ความเป็นเอกัตบคุ คล หลักความแตกต่างระหวา่ งบุคคลทมี่ วี ฒั นธรรมและภาวะแวดล้อมทางสงั คมทห่ี ลากหลาย ซึง่ สัมพันธ์กับ
หลกั การตัดสนิ ใจดว้ ยตนเองของผ้ใู ชบ้ ริการ
โดยสรุปแล้ว การทางานสังคมสงเคราะห์และการทางานทางสุขภาพ จะสามารถบรรลุตามขอบเขตของงาน
การแพทย์ สาธารณสุขและจติ สงั คมทง้ั ในด้านการรักษา การดแู ลและประคบั ประคอง การบาบดั ฟืน้ ฟสู มรรถภาพ การป้องกัน
และการส่งเสริมได้น้ัน จาเปน็ ตอ้ งมผี ู้ปฏบิ ัติงานที่มีความรู้เช่ียวชาญท่ีเก่ียวข้องและมีทักษะการทางานท่ีใกล้เคียงกับบุคลากร
วชิ าชพี มาทางานร่วมกัน ในสถานะและตาแหน่งอาสาสมัครและนักวิชาชีพสนับสนุน อันมีผลให้การทางานเกิดประสิทธิภาพ
และบรรลุเป้าหมาย ท้ังน้ี คณะสังคมสงเคราะห์สามารถมีส่วนร่วมโดยกระทาบทบาทเป็นผู้ให้การอบรม การฝึกหัด หรือการ
สรา้ งหลกั สตู รที่มีมาตรฐานเพ่ือทาใหส้ ามารถปฏิบตั งิ านตอ่ มนษุ ยไ์ ดอ้ ยา่ งมคี วามเคารพและตระหนกั ในคุณค่าของบคุ คล
เอกสารอ้างองิ
กองสาราณยี ากร. เหลยี วหลัง แลหนา้ อาสาดแู ลผู้ป่วยระยะสดุ ท้าย. จดหมายขา่ วอาทติ ย์อัสดง. 2554 ; 10: 6-21
กองสาราณยี ากร. ความกรณุ าไร้พนั ธนาการ : การดูแลผู้ปว่ ยระยะสดุ ท้ายในเรือนจา. จดหมายข่าว อาทิตยอ์ ัสดง. 2554; 10
:22 - 27
พัชรินทร์ สคุ นธาภริ มย์ ณ พทั ลงุ . คู่มอื อาสาสมัคร สาหรบั อาสาสมคั รผ้ชู ่วยเหลอื ผูป้ ่วยโรคเรื้อรงั และโรคระยะสดุ ท้าย.
หนงั สือประกอบการอบรมโครงการอาสาสมัครดแู ลผ้ปู ่วยระยะสดุ ทา้ ย. เครือขา่ ยพุทธิกา, 2549
พรพรรณ วนวโรดม,จารกั ลัมภเวช,อังกาบ แสนยันต์,ภทั ิรา บวั พลู,ปทมุ ภรณ์ แซจ่ งึ ,ชนากานต์ บญุ นชุ .ความต้องการดา้ น
จติ ใจของผู้ปว่ ยมะเรง็ ความต้องการการสนบั สนุนดา้ นจติ ใจจากพยาบาล โครงการประชุม วชิ าการ ประจา ป2ี 552
ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลศริ ริ าชเร่ือง องคก์ รพยาบาลท่ดี ี...มดี ไี ซด์ : HODTREN [ออนไลน]์ . [เข้าถึงเมอ่ื 30
สงิ หาคม 2556] 2552 เขา้ ถงึ ไดจ้ าก
http://www1.si.mahidol.ac.th/nursing/ns/attachments/635HODTREN_2552_PORNPUN_WANAWAR
ODOM.pdf
วรรณา จารสุ มบูรณ์.ระบบดี งานเดนิ .จดหมายข่าวอาทิตย์อสั ดง. 2556; 17: 41-50
Alan Gartner. Paraprofessionals and Their Performance: A Survey of Education, Health, and Social Service
Programs. from http://eric.ed.gov/?id=ED056296
B Minore, K Jacklin, M Boone, H Cromarty. “Realistic Expectations: The Changing Role of Paraprofessional
Health Workers in the First Nation Communities in Canada”.Education for Health. Volume
22.Issue 2, 2009.from
http://ahrnets.ca/files/data/3/2011/07/Jacklin%20Realistic%20Expectations.pdf
Barnaby Pace. “Healthcare Professionals and Service User’s Perception of Mental Health Support
Workers.” International Journal of Psychosocial Rehabilitation. Vol.14(2), 2010. [p.57-66]
from http://www.psychosocial.com/IJPR_14/Healthcare_Professionals_Pace.html
- 281 -
รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61
Bruce A., Thyer and John S. Wodarski. Social Work in Mental Health: An Evidence-Based Approach.
Canada: John Wiley & Sons, Inc., 2007. from http://as.wiley.com/WileyCDA/WileyTitle/productCd-
0471693049.html
Corcoran (1985) in Barnaby Pace. “Healthcare Professionals and Service User’s Perception of Mental
Health Support Workers.” International Journal of Psychosocial Rehabilitation. Vol.14(2),
2010. [p.57-66]
fromhttp://www.psychosocial.com/IJPR_14/Healthcare_Professionals_Pace.html
Dennis Coon and John O.Mitterer. Introduction to Psychology. Active Learning Through Modules.
China: Wadsworth, Cengage Learning, 2013. (p.609)
Edwards and Johns (1990) in Peter J.House. The Direct-Care Paraprofessional Workforce Providing
Long-term Care Services in the United States: Wyoming Case Study.March 2002.
fromhttp://depts.washington.edu/uwrhrc/uploads/CHWSWP71.pdf
GHK Consulting Ltd. and Gateway Family Services. Paraprofessional Roles: A Case Study of Gateway
Family Services Commissioned by Skills for Health. April 2010 from
http://www.skillsforhealth.org.uk/component/docman/doc_view/1838-paraprofessional-
roles.html
Karen K.Kirst-Ashman. Introduction to Social Work & Social Welfare. Critical Thinking Perspectives.
Canada: Brooks/Cole Cengage Learning, 2013.
LuijkxKG,Schols JM. Volunteers in palliative care make a difference.JPalliat care.2009 Spring; 25(1):30-
9.PMID:194453. [ออนไลน]์ . [เข้าถึงเม่อื 30 สงิ หาคม 2556] 2552 เข้าถึงไดจ้ าก
http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/19445340
Sophia Dziegielewski. The Changing Face of Health Care Social Work:Opportunities and Challenges for
Professional Practice. USA: Springer Publishing Company, LLC, 2013.
Uta M. Walter, Ph.D. and Christopher G. Petr , Ph.D. Lesson from the Research on Paraprofessionals
for Attendant Care in Children’s Mental Health. Community Mental Health Journal, Vol.42,
No.5, October 2006.
WHO Regional Office for Europe’s Health Evidence Network (HEN). What are the palliative care needs of
older people and how might they be met?.[Internet].2004 [cited 2012 Aug1].Available
from:http://www.euro.who.int/data/assets/pdf_file/0006/74688/E83747.pdf
- 282 -
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61
บทบาทเครอื ขา่ ยทางสังคมของผู้ปกครองทมี่ บี ุตรออทิสตกิ ในศูนย์ส่งเสรมิ ทกั ษะชวี ิตบคุ คลออทิสติก จ.ตรงั
Role of social network for autistic's parent in Autistic life Skill Center Trang Province
วภิ าดา ตันตเิ อกรตั น1์
Wipada tuntiagarat2
Abstract
The objective of “Role of social network for autistic’s parent in Autistic Life skill Center” is to
study social network and role of social network of government sector, private sector and citizen sector. In
the show action team, lead team and support team to develop life skill. This study used a qualitative
research and randomization was 21 cases and recorded based research process.
The study found that the social networks is caused by the problem of treatment, sense of
compassion , and known the importance of networks. The network action team role that focuses on the
treatment , knowledge creation and build a network to create a system of services involved. Lead team
role is promoting coordination, networking and participatory budget knowledge to create a sub-class
network. The support team role will promote the process development of networks of the law,the
disabled and education and social policy.
Keywords : Role of social networks. , Parents who have a child with autism. , AUTISTIC LIFE SKILL CENTER
Trang Province
บทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยเร่ือง “บทบาทเครือข่ายทางสังคมของผู้ปกครองท่ีมีบุตรออทิสติกในศูนย์ส่งเสริมทักษะชีวิตบุคคล
ออทิสติก จังหวัดตรงั ”มีวตั ถุประสงคเ์ พอื่ ศึกษาการเกิดเครอื ข่ายทางสังคมและบทบาทของเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ภาค
ประชาชนในการแสดงบทบาท ทีมทา ทีมนาและทีมหนุน ในการพัฒนาทักษะชีวิตการศึกษาครั้งน้ีได้ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ
คดั เลอื กกลุม่ ตัวอยา่ งท่ีเจาะจง จานวน 21 ราย และการบนั ทกึ ตามกระบวนการวิจยั
ผลการศกึ ษาพบว่าการเกิดเครือข่ายเกิดจากปัญหาการบาบัด ความรู้สึกสงสาร การเห็นความสาคัญของเครือข่าย
โดยบทบาททมี ทาที่เน้นการบาบัดการใหค้ วามรแู้ ละสร้างเครอื ขา่ ย เพื่อสร้างระบบการใหบ้ รกิ ารแบบมสี ่วนรว่ ม บทบาททมี นา
เปน็ การสง่ เสริม ประสานงานให้เครือข่ายมีสว่ นร่วมด้านงบประมาณ ความรู้ การสรา้ งเครือข่ายระดับพื้นท่ีย่อย ส่วนทีมหนุน
เป็นการสง่ เสรมิ กระบวนการพัฒนาเครือข่ายตามพระราชบัญญตั คิ นพกิ าร/การศึกษาและนโยบายของหนว่ ยงาน
คาสาคญั : บทบาทเครือข่ายทางสงั คม, ผู้ปกครองที่มีบตุ รออทิสตกิ , ศนู ยส์ ่งเสริมทกั ษะชวี ิตบคุ คลออทิสติก จ.ตรัง
บทนา
ในปี 2556 พบว่าประเทศไทยมีจานวนออทิสติก 4,203 คน ในภาคใต้มีจานวน 368 คน เมื่อสารวจแยกตามราย
จังหวัด จังหวัดตรังมีจานวน 37 คน ซึ่งอยู่ในลาดับที่ 4 จาก 14 จังหวัดภาคใต้ (ข้อมูลประมวลผลจากฐานข้อมูลทะเบียน
กลางคนพิการสานักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ, 2556) โรคออทิสติกท่ีมีความบกพร่องทางสังคม
ภาษาการสอ่ื สาร พฤติกรรม ส่งผลกระทบตอ่ การใชช้ วี ิตประจาวันใหเ้ ขา้ กบั ส่ิงแวดล้อม สถานการณ์ของสังคมโดยเฉพาะเรื่อง
1 นกั ศกึ ษาคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2 Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
- 283 -
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61
การช่วยเหลอื ตนเอง การเล่น การสื่อสาร ทักษะการเรียน ทักษะการทางาน กิจกรรมยามว่างและการเข้าสังคม ซ่ึงถือเป็นแกน
หลักของชวี ิต และจะนาไปสู่การพัฒนาทักษะทางจิตสงั คมใหเ้ ปน็ คนท่พี ่ึงตนเอง ดารงชีวิตได้ตามศักยภาพ (คณาจารย์สาขาวิชา
กิจกรรมบาบดั คณะกายภาพบาบัดและวทิ ยาศาสตรก์ ารเคล่อื นไหวประยุกตม์ หาวทิ ยาลัยมหิดล, 2551, ปณิชกา, 2552, สมภพ,
2543) ส่งผลให้ต้องมีคนดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งก็คือ พ่อ แม่และครอบครัวของตัวเด็กเอง ครอบครัวท่ีมีบุตรเป็นออทิสติกต้อง
อาศัยรูปแบบการรักษาเฉพาะคนโดยทีไมส่ ามารถรักษาให้หายขาดได้ (อญั ชรส, 2553) ต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการรักษา
ส่งผลใหค้ รอบครัวตอ้ งเผชิญกบั ปญั หาหลายดา้ นและเป็นระยะยาวนาน ท้งั ดา้ นอารมณจ์ ิตใจ การดาเนนิ ชีวิตสว่ นตัวและอาชพี
ของบดิ ามารดา ซึง่ มผี ลตอ่ การจดั การบทบาทหนา้ ท่ขี องบิดา มารดา ดา้ นความสัมพันธ์ในครอบครัว ฐานะทางด้านเศรษฐกิจ
(ข้ึนกับเศรษฐกจิ แตล่ ะครอบครวั ) ด้านสังคม (สุไปรมา, 2543) และอาจสร้างความรุนแรงในครอบครัวจนถึงการฆ่าตัวตายได้
(ศศธิ ร, 2541)
การช่วยเหลือจากเครือข่ายทางสังคมถือว่าเป็นสิ่งจาเป็นต่อครอบครัวที่มีบุตรออทิสติกเพราะเครือข่ายเกิดขึ้นจาก
ความสัมพันธ์อนั ดี ความเช่ือทางด้านศาสนา วัฒนธรรมทาให้บุคคลเข้าถึงได้ง่ายท่ีสุดและสร้างความย่ังยืนท่ีหยั่งรากลึกไปถึง
ระดับจิตวิญญาณ (นฤมล, 2543, เสรี, 2548) อีกท้ังเป็นแหล่งรวมพลังของกลุ่มบุคคลที่มีความรู้ ประสบการณ์ ที่จะนาไปสู่
การเพ่ิมชอ่ งทางของทรพั ยากรทีจ่ ากัด ในด้านอารมณ์ สังคม สติปญั ญา และกายภาพ หลายงานวจิ ัยทีแ่ สดงใหเ้ หน็ วา่ เครือขา่ ย
ทางสังคมตั้งแต่ระดบั ใกล้ชดิ อาทิ สามี ภรรยา บิดา มารดา ญาติ เพ่ือน จะมสี ่วนช่วยในเร่ืองจิตใจ การได้รับการยอมรับ การ
เห็นคุณค่าในตนเอง ช่วยทดแทนแหล่งการสนับสนุนทางสังคมอ่ืนได้ ในกลุ่มนักวิชาชีพทางการแพทย์และการศึกษา มีส่วน
ช่วยเหลือ ในด้านอารมณ์ของผู้ปกครองมากท่ีสุด รองลงมาเป็นด้านข้อมูลข่าวสาร ด้านบริการ การฟื้นฟูเสริมสร้าง รักษา
ความสามารถที่มีอยู่เดิมของเด็กออทิสติกโดยอาศัยกระบวนการทางการแพทย์ ศาสนา การศึกษา สังคม อาชีพ หรือ
กระบวนการอืน่ ๆ เพ่อื ใหบ้ ุคคลออทสิ ติกได้มีโอกาสดารงชีวิตทางสงั คมอยา่ งเตม็ ศกั ยภาพ จนเกิดรปู แบบการรักษาแบบต่างๆ
เพอ่ื ใหม้ ีทกั ษะชีวิต (ทวีศกั ด์ิ, 2550) เช่น การใชส้ อื่ บัตรภาพ การใช้โปรแกรม CAI ฝึกทักษะการสื่อสารในชีวิตประจาวัน การ
ใชศ้ ิลปะบาบดั ดนตรีบาบดั การบาบัดดว้ ยสตั ว์ หนุ่ ยนต์บาบดั การฝังเขม็ ฯลฯ การช่วยเหลือเหล่าน้ีมาจากบทบาทเครือข่าย
ทางสังคมแทบทง้ั ส้ิน
ศนู ยส์ ่งเสริมทักษะชีวิตบุคคลออทิสติก จังหวัดตรัง ที่เป็นหน่วยร่วมบริการทางสาธารณสุขซึ่งมีเครือข่ายท้ังภาครัฐ
ภาคประชาชน ภาคเอกชน รว่ มกันสนบั สนุนทางสังคม จนเกิดผลเชิงรูปธรรม ซึ่งเห็นได้จากศูนย์ส่งเสริมฯ ได้รับการประเมิน
มาตรฐานองค์กรด้านคนพิการ ในระดับ “ผ่าน” พ.ศ. 2554 จากสานักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ
และได้งบประมาณในการเป็นพี่เล้ียงใหก้ บั ชมรมผปู้ กครองออทสิ ติก จงั หวัดพังงา , เป็นองค์กรคนพกิ ารทีม่ กี ารดาเนินงานด้าน
คนพิการดีเด่น จังหวดั ตรัง พ.ศ.2554 และประธานศูนย์ส่งเสริมฯเป็นบุคคลทาคุณประโยชน์ให้กับผู้ปกครองอออทิสติก พ.ศ.
2554 บทบาทเครอื ข่ายทางสงั คมของผู้ปกครองทีม่ บี ุตรออทสิ ติกในศนู ย์ส่งเสรมิ ทกั ษะชวี ติ บคุ คลออทิสตกิ จังหวัดตรัง มีพลัง
สนับสนุนทางสังคมด้านต่างๆ ต่อการผู้ปกครองและพัฒนาทักษะชีวิตเด็กออทิสติกท้ังทางตรงและทางอ้อมอันเป็นทักษะ
พื้นฐานท่ีจะต่อยอดทักษะด้านอื่นๆ ทางจิต สังคม ที่ใช้สาหรับการดารงชีวิตในสังคม โดยผู้วิจัยได้มีการทบทวนวรรณกรรม
และงานวจิ ัยทเี่ กีย่ วข้อง ไดแ้ ก่ แนวคดิ ทฤษฎเี ครือขา่ ยทางสงั คมและการสนบั สนุนทางสังคม, ความรู้ออทิสติก, แนวคิดทักษะ
ชวี ิต, ศนู ยส์ ่งเสริมทักษะชีวติ บคุ คลออทิสติกจงั หวดั ตรัง
เคร่อื งมอื และวธิ กี ารศึกษา
การศึกษาบทบาทเครือข่ายทางสังคมของผู้ปกครองที่มีบุตรออทิสติก ด้านทฤษฎี งานวิจัย ได้รวบรวมข้อมูลจาก
หนังสือ ตารา วารสาร บทความ รายงานวิจัย วิทยานิพนธ์ หนังสือพิมพ์ ข้อมูลทางสถิติ ส่ืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ท่ีเก่ียวข้อง
การศกึ ษาครง้ั น้ใี ช้ระเบยี บวธิ วี ทิ ยาการวิจัยเชิงคุณภาพ ในการถ่ายทอดประสบการณ์การเกิดเครือข่ายทางสังคมและบทบาท
ทีมทา บทบาททีมนา บทบาททมี หนุน ซ่งึ การศกึ ษาครั้งน้ีจะเสนอข้อมูลการเกิดเครือข่ายและบทบาทเครือข่ายทางสังคมของ
- 284 -
รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
ผู้ปกครองที่มีบุตรออทิสติกในศูนย์ส่งเสริมทักษะชีวิตบุคคลออทิสติก จังหวัดตรัง ซ่ึงประกอบไปด้วยบทบาททีมทา (ระดับ
กจิ กรรม/การทางาน) ทมี นา (ระดบั การสนับสนุนและประสานงาน) ทีมหนนุ (ระดับการสง่ เสริม/และการให้คาปรกึ ษา)
การวจิ ัยคร้งั นกี้ าหนดประเภทกลมุ่ ประชากรที่เจาะจง (Purposine sample) จากศูนย์ฯและใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่ม
ตวั อย่างด้วยการสมุ่ ตวั อย่างแบบบงั เอิญ( Accidental Sampling) ซ่ึงเป็นการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบให้โอกาสไม่เท่ากัน (Non-
Probability Sampling) โดยเครอื ขา่ ยต้องมีคุณสมบตั ิท่ีกาหนด ได้แก่ (1) ไม่เป็นผู้ปกครองของบุคคลออทิสติก (2) เต็มใจใน
การให้ข้อมูล (3) มีตาแหน่ง ท่ีระบุ บทบาท ภาระกิจการช่วยเหลือผู้ปกครองหรือบุคคลออทิสติกอย่างเป็นรูปธรรมจาก
หน่วยงานทที่ างาน หรือจากศูนย์สง่ เสริมทักษะชวี ติ บคุ คลออทิสติก จ.ตรังอย่างใดอย่างหนึ่ง (4) ผ่านการอบรมความรู้ในเร่ือง
ออทิสติกไม่น้อยกว่า 1 คร้ัง (5) ร่วมประชุมกับศูนย์ส่งเสริมทักษะชีวิตบุคคลออทิสติกอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง (6) มีการ
ประสานงาน และทากจิ กรรมรว่ มกับศูนยส์ ง่ เสริมทักษะชีวิตบคุ คลออทิสติก จงั หวัดตรงั ในด้านการสง่ เสรมิ ปอ้ งกัน แกไ้ ขหรือ
รกั ษาและฟน้ื ฟู ทักษะชวี ติ บุคคลออทิสตกิ อยา่ งตอ่ เน่ืองเป็นระยะเวลามากกว่า 6 เดือน และมีกิจกรรมทาร่วมกันมากกว่า 2
ครั้ง ซ่ึงได้กลุ่มตัวอย่างเป็นจานวน 21 ราย แบ่งเป็นภาครัฐ 14 ราย ภาคเอกชน 3 ราย ภาคประชาชน 4 ราย ซึ่งการศึกษา
ครัง้ นใี้ ช้การศึกษาจากเอกสาร (Documentary Study) และกรณศี ึกษา (Case study) โดยใช้การสัมภาษณ์แบบสนทนากลุ่ม
และการสังเกตแบบมสี ่วนรว่ มเปน็ เครอ่ื งมอื หลักในการสนทนากับกลุ่มเครือข่าย กระบวนการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลกระทาภายใต้
หลกั จริยธรรมโดยการสง่ โครงการวิจยั เขา้ รบั การพิจารณาด้านจริยธรรมกับคณะอนุกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคนเพื่อเป็น
การเคารพสิทธิความเปน็ มนุษยข์ องกลุ่มเครอื ขา่ ยทางสังคมและกลุ่มของผ้ปู กครอง
ผลการศึกษา3
การเกดิ เครือขา่ ยทางสังคม
การเกดิ เครอื ขา่ ยทางสังคม แบ่งได้เปน็ 4 ข้นั ตอน ไดแ้ ก่ ขน้ั การกอ่ ตัวของเครอื ขา่ ยทางสงั คม, ข้นั เรม่ิ สรา้ งเครอื ข่าย
ทางสังคม, ข้ันเปน็ เครอื ข่ายทางสังคมและการบริหารจัดการเครือข่าย, ข้นั คงท่ีอยู่ตัวและขยายผล
ขั้นการก่อตัวของเครอื ข่ายทางสงั คม
จดุ เร่ิมต้นของการเกดิ เครือข่ายมาจากหลายปัจจยั ภาครฐั ดา้ นสุขภาพเกิดจากผ้ปู กครองไม่มขี อ้ มลู เก่ยี วกับเด็กออทิสติก
และไมย่ อมรบั ว่าลูกเปน็ เด็กออทสิ ติก ไมไ่ ดน้ าลกู เขา้ รบั การรกั ษาอย่างตอ่ เน่ือง ขาดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครอง ภาครัฐ
ด้านสุขภาพจึงจัดโครงการให้ความรู้ผู้ปกครอง กระตุ้นให้เกิดการรวมกลุ่มช่วยเหลือกันเอง ส่ว นภาคเอกชน ภาครัฐด้าน
การศึกษาและภาคประชาชน เริม่ ต้นเปน็ เครือข่ายจากการก่อตง้ั ชมรมผปู้ กครองบคุ คลออทสิ ตกิ จ.ตรัง ซ่ึงเป็นเครือข่ายที่รู้จัก
กันเปน็ การส่วนตวั กับกลุ่มผู้ปกครอง เช่น เพอื่ นสมยั เรยี น เพื่อนบดิ า และกลุม่ เพือ่ นดังกล่าวมีการชักชวนใหเ้ พอื่ นคนอื่นๆ เข้า
มาเป็นเครือข่าย โดยใช้ชมรมฯเป็นสถานที่จัดกิจกรรมรวมกลุ่มพบปะและขยายกลุ่มเครือข่ายให้กว้างต่อไป เหตุผลในการ
ตดั สนิ ใจเขา้ ร่วมเป็นเครอื ขา่ ยมีหลายเหตุผลดงั น้ี ภาครัฐ มองว่าเป็นบทบาทภารกิจของหน่วยงาน และเป็นไปตาม พรบ.ด้าน
การศึกษาและคนพิการ ในบางหน่วยงานมองว่าเป็นความรู้สึกสว่ นตัวท่ีอยากจะช่วยจัดการปัญหาท่ีเกิดขึ้นในการทางาน และ
ชว่ ยเหลอื ผปู้ กครองในการบาบัดเพราะเดก็ ออทสิ ตกิ ไมใ่ ชเ่ ปน็ หน้าที่ของคนใดคนหน่ึง แต่เป็นหน้าท่ีของสังคม ภาคเอกชน ให้
เหตุผลว่าเปน็ เพ่อื นร่วมโลก เด็กน่าส่งสาร ต้องการให้เด็กมที ย่ี ืนในสังคม สว่ นภาคประชาชนให้เหตุผลว่า เป็นกลุ่มที่น่าสงสาร
กลัวว่าผู้ปกครองจะเล้ียงเด็กไม่ได้เพราะวิธีการเล้ียงดูมีความยากลาบาก อาจเลี้ยงดูแบบผิดวิธี และต้องการสร้างตัวตนใน
สังคมให้กบั เดก็ ออทิสติก
3 ผลการศกึ ษาของบทความวิจยั นีเ้ ปน็ สว่ นหนึ่งของวิทยานพิ นธ์ เรอื่ ง “บทบาทเครือขา่ ยทางสังคมของผู้ปกครองท่ีมบี ุตรออทสิ ติกในศูนยส์ ง่ เสรมิ ทกั ษะชีวิตบคุ คลออทสิ ติกจ.ตรัง
ท่อี ยู่ระหวา่ งศกึ ษาผลการวจิ ัยซ่งึ ได้นาผลทศ่ี กึ ษาเสรจ็ ส้ินแลว้ ประมาณ 80 % มาเปน็ ข้อมลู ในการเขยี นบทความ
- 285 -
รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
ข้ันเริ่มสร้างเครอื ขา่ ยทางสงั คม
การเรม่ิ สรา้ งเครอื ข่ายทางสงั คมเรม่ิ จากการทาความเข้าใจคาว่า “เครือข่ายทางสังคม” ภาครัฐมองว่าเป็นกลุ่มคนท่ี
ทดแทนข้อจากัดตา่ งๆ ในการดแู ลเด็กออทสิ ตกิ ในด้านงบประมาณ ความรู้ การสร้างตัวตน มีความเข้มแข็ง ภาคเอกชน มอง
ว่า เครอื ขา่ ยตอ้ งมคี วามพรอ้ มทากิจกรรมไปในแนวทางเดยี วกนั ภาคประชาชน มองว่า เป็นกลุ่มที่กระทาเหมือนกัน มีพลังใน
การเปล่ียนแปลงความรู้ ลดความโดดเด่ียว โดยเฉพาะเครอื ขา่ ยในกลมุ่ ภาครัฐเป็นกลมุ่ สาคญั ในการสนับสนุนด้านงบประมาณ
แตท่ ั้งนีข้ นึ้ กับวา่ จะเช่ือมโยงระหวา่ งเครือขา่ ยได้หรอื ไม่ กลมุ่ เครือข่ายใช้ความรู้ดา้ นออทสิ ตกิ และพรบ.การศึกษากับ พรบ.คน
พิการ เปน็ หลกั ในการสร้างเครือข่ายท้ังน้มี ีการนาความสามารถพิเศษ เชน่ ดนตรี ศลิ ปะ มาชว่ ยประสานเครือข่ายรว่ มดว้ ย
เปา้ หมายของการสร้างเครอื ขา่ ยภาครฐั เนน้ สร้างสถานท่ีให้บริการกระจายตามพื้นที่ย่อย เพ่ิมความรู้ของบุคคลากร
เน้นการทางานเป็นทีม สร้างระบบบริการต่อเนื่องระหว่างหน่วยงานและเพียงพอกับความต้องการ ภาคเอกชนเน้นการจัดต้ัง
ศูนยฯ์ 4 เพอ่ื ช่วยเหลือเด็ก ผู้ปกครองในการบาบัดและสร้างตัวตนในสังคม ภาคประชาชนต้องการให้เด็กออทิสติกมีโอกาสใน
การใชช้ วี ติ มากข้นึ กว่าเดิม โดยสารวจกลุ่มเครอื ขา่ ยภายใตเ้ กณฑ์ท่ีว่าตอ้ งเป็นบุคคลท่เี ตม็ ใจทางานหรือมีประสบการณ์ด้านคน
พิการ มีความพร้อมด้านงบประมาณ กาลังคน และความรู้ เป็นคนในพ้ืนที่ มีกิจกรรมท่ีเห็นเชิงประจักษ์ มีความต้องการ
คล้ายคลึงกัน ติดต่อได้สะดวก โดยมีกระบวนการ คือ ค้นหาความต้องการของตนเอง ค้นหาเครือข่าย ค้นหาคนท่ีจะไป
ประสานเครอื ข่าย และทาข้อตกลง ผลประโยชน์กับเครือขา่ ยอยา่ งเป็นธรรม
ขณะเดยี วกนั การประสานเครอื ข่ายต้องสร้างความสมั พันธเ์ ชิงความร่วมมือกับเครือขา่ ย ภาครัฐ ภาคเอกชนและภาค
ประชาชน มองในลักษณะเดียวกันว่าต้องมีการส่ือสารทางตรงด้านบวก สร้างบรรยากาศท่ีเป็นกันเอง ส่ือสารให้เกียรติ สร้าง
ระบบการทางานแบบเปิด สร้างจุดมุ่งหมาย สร้างผลประโยชน์เชิงหุ้นส่วน จัดค่าตอบแทนต่างรูปแบบ สนับสนุนส่ิงอานวย
ความสะดวกพืน้ ฐาน ทง้ั ที่จอดรถ อปุ กรณ์จัดกิจกรรม ค่าเดินทาง และมีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เห็นผลชัดเจน จับต้อง
ได้ เชน่ อบรมทาสอื่ พัฒนาเด็ก ประชุม เวทชี าวบ้าน กฬี าสี สภากาแฟ พบปะพดู คุย เป็นต้น ท้ังนก้ี ลุ่มเครือข่ายใช้วิธีการสร้าง
ใหเ้ ครือขา่ ยเข้ามามีสว่ นรว่ มตลอดกระบวนการตั้งแต่ วางแผน การจัดกิจกรรม ประเมินผล และให้ความสาคัญกับการจัดการ
ภายในเครือข่าย ภาครัฐ เน้นการจัดการแบ่งบทบาทหน้าท่ีเป็นแผนผังองค์กร ภายใต้นโยบาย พรบ.คนพิการและการศึกษา
ภาคเอกชน เนน้ การทางานเป็นรปู แบบคณะกรรมการจานวนไมเ่ กิน 10 คน แบ่งหน้าท่ีอย่างไม่เป็นทางการ ทางานตามความ
ถนัดและรับผิดชอบมากกว่า 2 งานต่อคน ภาคประชาชน เน้นการทางานแบบยืดหยุ่น นอกกรอบ ร่วมกับสังคม ชุมชน แต่มี
แนวทางชว่ ยเหลือออทสิ ตกิ ทางานไปในแนวทางเดียวกับศูนยฯ์ แต่ยังคงเอกลักษณข์ องกลุม่ เครอื ข่ายไว้
ข้ันเปน็ เครือข่ายทางสังคมและการบริหารจัดการเครือข่าย
ขนั้ ตอนน้ีเรม่ิ จากการคน้ หาผู้นาเพื่อกาหนดความต้องการ วัตถุประสงค์ บทบาท ภารกิจ กติกา ข้ันตอนการทางาน
ซ่ึงพบวา่ การค้นหาผูน้ า เครือข่ายจะจัดต้ังผ้นู าในแต่ละภาคส่วนท่มี ีความรู้ดา้ นคนพิการ มปี ระสบการณ์ทางาน มีความเต็มใจ
ทุกฝ่ายยอมรับ โดยใช้วิธีการการประชุมคัดเลือกสมาชิกก่อนไปสู่ขั้นตอนกาหนดบทบาท รายละเอียดการทางาน โดยใช้ฐาน
ความต้องการ ปัญหาเป็นหลัก ในการกาหนดวัตถุประสงค์ ซึ่งเครือข่ายค้นหาจาก การสังเกตปัญหาที่เกิดขึ้น ดูวัตถุประสงค์
ของเครือข่าย การสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน โดยภาครัฐมีวัตถุประสงค์ ให้ศูนย์ฯ ทางานร่วมกับหน่วยงานทางการศึกษา
สุขภาพ ท่ีกระจายตามพืน้ ท่ี เพอ่ื บาบัดรักษา ส่งตอ่ เขา้ สรู่ ะบบการศกึ ษาและอาชีพ ภาคเอกชนและภาคประชาชนใช้แนวทาง
ของศูนย์ฯ มีวัตถุประสงค์ คือ ต้องการพัฒนาผู้ปกครองเป็นคนดูแลเด็กแบบมืออาชีพ ร่วมกับครอบครัว และชุมชน มุ่งให้
เครอื ขา่ ยเขา้ ร่วมทุกขนั้ ตอนตงั้ แต่การบรหิ ารหนว่ ยงาน การจดั กจิ กรรมพฒั นาเดก็ ออทสิ ตกิ การประเมินหน่วยงาน เชน่ อบรม
เชิงปฏิบัติการ ประชุม ลงเย่ียมบ้าน ประชาสัมพันธ์ทางหนังสือพิมพ์ สังคมออนไลน์ การถอดบทเรียน การประเมินองค์กร
มาตรฐานองค์กรคนพกิ ารภายใตอ้ ัตลักษณ์ คอื การเขา้ ถึงบรกิ ารอย่างเท่าเทยี ม หลากช่องทาง มีตัวตน พัฒนาองค์กรเข้มแข็ง
4 ศนู ย์ฯ หมายถึง ศนู ยส์ ง่ เสริมทักษะชีวิตบุคคลออทสิ ติก จังหวัดตรัง
- 286 -
รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61
ควบคู่กับการส่ือสารทางตรงมากกว่าทางอ้อม สร้างบรรยากาศท่ีเป็นกันเอง ทาข้อตกลงร่วมกัน สร้างโอกาสให้มีการพูดคุย
บนฐานของเหตุผล คดิ บวก รับฟงั ส่ือสารสองทาง ยดื หยุ่น เช่น จัดหน่วยให้บริการรักษาออทิสติกที่ศูนย์ฯ เนื่องจากเด็กออทิสติก
มีอุปสรรค ด้านการรอคอยและช่วยลดความแออัดของผู้ป่วย หรือการจัดการผู้ปฏิบัติงานด้านคนพิการให้ขึ้นตรงกับหัวหน้า
งานเพียงคนเดียว เนื่องจากผู้ปฏิบัติงานเป็นกลุ่มผู้ปกครองและต้องการลดขั้นตอนการสื่อสารและเพ่ิมความรวดเร็วในการ
ตดั สินใจ
ขนั้ คงทอ่ี ย่ตู วั และขยายผล
เปน็ ขัน้ ของการการตกผลกึ ทางความคดิ ภาครฐั ภาคเอกชน ภาคประชาชน ใช้การอบรม ประชมุ ถอดบทเรียน เพ่ือ
เรียนรู้ส่ิงที่ปฏิบัติมา ภาคเอกชนเรียนรู้ในเรื่องการเขียนโครงการเพื่อของบประมาณจากภาครัฐ สมาชิกต้องฝึกฝนความรู้ใน
หลายด้านเพื่อทดแทนสมาชิกที่ติดภารกิจ ปรับกิจกรรมเชิงรุกไปสู่เวทีสาธารณะและกลุ่มเป้าหมาย ประชาสัมพันธ์ส่ือที่
หลากหลายเพอื่ สรา้ งตวั ตน การทางานเป็นแบบคณะกรรมการเครือข่ายร่วม ภาคประชาชน ส่งเสริมให้คนภายนอกได้เข้าร่วม
กิจกรรม เพื่อสร้างความเข้าใจในการทางานร่วมกัน ทราบความต้องการของแต่ละฝ่าย เพ่ือนาไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ใน
เครอื ขา่ ยและช่วยสร้างตัวตนในกลุ่มออทิสติก ภาครัฐ สร้างระบบการให้บริการแบบย่ังยืน โดยสร้างผู้ปกครองแกนนา สร้าง
ระบบให้บริการที่เชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายในระดับอาเภอ ตาบล จัดสิ่งอานวยความสะดวก เพื่อการเข้าถึงบริการที่สะดวก
เทา่ เทยี ม ทว่ั ถึง
นอกจากนเี้ ครือข่ายเน้นเรอ่ื งการสรา้ งผลประโยชน์ร่วมกัน จัดสรรค่าตอบแทนต่างรูปแบบ อาทิ ค่าเดินทาง เกียรติ
บัตร อุปกรณ์บาบัด ทุนบาบัด สิทธิพิเศษของการเป็นสมาชิกศูนย์ฯ ช่วยเหลือค่าประกันสังคมกับผู้ปฏิบัติงาน และขยายผล
การทางานสู่ชมุ ชน สรา้ งระบบใหบ้ รกิ ารต่อเน่ืองในระดับพ้ืนท่ี เพ่ิมวิธีการบาบัดท่ีหลากหลายแยกกลุ่มเด็กออทิสติกออกจาก
ความพิการด้านอ่ืน พร้อมจัดกิจกรรมแสดงผลงาน ช่องทางการให้บริการ แหล่งข้อมูลความรู้เกี่ยวกับออทิสติกเพ่ือให้ชุมชน
รบั รู้ และเขา้ มาเปน็ เครอื ขา่ ยในระดบั ทอ้ งถ่ินให้มากข้ึน
บทบาททีมทา
ภาครัฐด้านสขุ ภาพชว่ ยเหลือใหเ้ ครอื ข่ายมคี วามรู้ความเข้าใจเร่ืองโรคออทิสติก การบาบัดรักษาเนื่องจากยังเป็นโรค
ท่ีคนทวั่ ไปไม่รจู้ ัก ทาให้ผู้ปกครองไม่ไดส้ ่งบตุ รมาบาบดั ตามเวลาท่ีกาหนด ประกอบกบั จานวนเด็กออทสิ ตกิ เพ่ิมขึ้นและต้องเข้า
รบั การรักษาร่วมกับคนไข้พิการด้านอื่น ทาให้ต้องรอรับการรักษาที่ยาวนาน ภาครัฐด้านสุขภาพจึงจัดการโครงการอบรมเชิง
ปฏิบัติการ ให้ความรู้ กับทีมสหวิชาชีพและกลุ่มผู้ปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจและนาไปสู่การสร้างระบบการให้บริการใน
ระดบั พื้นที่ร่วมกบั รพ.สต. เครือข่ายต่างๆ ส่วนกลุม่ ผ้ปู กครองอบรมใหเ้ ปน็ แกนนาผู้ปกครอง มีการทดสอบเพ่ือออกใบรับรอง
ว่าสามารถบาบัดเบ้ืองต้นกับเด็กออทิสติกคนอื่นๆ มีการจัดซื้ออุปกรณ์บาบัดให้ผู้ปกครองแนะนาวิธีการใช้ การจัดสถานที่ใน
การบาบดั ให้คาปรึกษา ข้อมลู ทาครอบครัวบาบดั ตดิ ตามความก้าวหน้าของผู้ปกครองในการสอนเด็กออทิสติกตามบ้าน จัด
พี่เล้ียงที่เป็นนักกิจกรรมบาบัดดูแลการฝึกของผู้ปกครองแกนนาอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 1 ปี ทั้งน้ียังจัดบริการตรวจรักษาเด็ก
ออทิสติกที่ศูนย์ฯทุกเดือนเพื่อให้คาแนะนาพัฒนาทักษะชีวิตเด็กออทิสติก และบาบัดทางด้านจิตใจ มีการเขียนบทความให้
ความรู้ กาลังใจ และจดั เวทีเสวนาในชมุ ชมเพ่ือสร้างความตระหนกั ในวนั ออทสิ ติกโลก
ภาครัฐการศึกษาจะเป็นฝ่ายจัดหาสถานท่ีต้ังศูนย์ฯ เน่ืองจากมีความพร้อมด้านสถานที่จอดรถ ห้องน้า อุปกรณ์ใน
การจัดต้ังศูนย์ ท่ีเหมาะกับคนพิการ โดยไม่ต้องเสียค่าน้า ค่าไฟ เน่ืองด้วยเป็นหน่วยงานท่ีทางานกับคนพิการมาก่อน มีครู
สาหรบั คนพิการเฉพาะไปช่วยสอนเด็กทศ่ี นู ยฯ์ มนี โยบาย งบประมาณรองรับทย่ี ืดหยนุ่ เหมะกับคนพกิ าร โดยให้ครจู ัดกิจกรรม
รว่ มกับศนู ย์ฯเพอ่ื พฒั นาทกั ษะชีวิต และสรา้ งเป็นแหลง่ เครือข่ายการนาเด็กออทิสติกเข้าสู่ระบบการพัฒนาทักษะชีวิต โดยให้
เด็กออทิสติกเป็นสมาชิกของศูนย์ฯและเป็นนักเรียนของโรงเรียนเพื่อให้เพิ่มเวลาในการฝึกมากขึ้นหรื อส่งต่อไปยังหน่วยงาน
เครอื ขา่ ยท่ีเหมาะสมของเดก็ ออทสิ ตกิ อีกทง้ั จัดเตรยี มบุคคลกรทีม่ ีความชานาญด้านคนพิการเป็นพี่เล้ียงในการทางานร่วมกับ
- 287 -
รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61
ศนู ยฯ์ และมีการจัดกจิ กรรมอบรมใหค้ วามรเู้ กี่ยวกบั คนพกิ ารซึง่ ทางหนว่ ยงานจะเชญิ เจา้ หนา้ ทีศ่ นู ย์ฯเข้ารว่ มรบั ฟงั แลกเปลยี่ น
ข้อมูลความรเู้ พื่อเพ่มิ ชอ่ งทางในการพัฒนาเด็กออทิสติกทห่ี ลากหลาย
ภาคเอกชนมีบทบาทในเร่ืองการจัดหาทุนบริจาคให้กับศูนย์ฯ เพ่ือจัดหาอุปกรณ์ในการบาบัดการประชาสัมพันธ์
ข้อมลู ข่าวสาร ความรู้ ประสบการณใ์ นการพฒั นาทกั ษะชีวิตเดก็ ออทิสติกผ่านสื่อท้องถ่ิน โดยเฉพาะในกลุ่มชมรมผู้ปกครอง
บุคคลออทิสติกและสมาคมบุคคลออทิสซึมแห่งประเทศไทยจะมเี จา้ หน้าที่ ให้ความรู้ในเรื่องการบริหารองค์กร ส่วนเจ้าหน้าที่
ศนู ย์ฯ มบี ทบาทจดั กิจกรรมบาบดั ทักษะชีวิตเปน็ รายบคุ คล ประชาสมั พนั ธ์ รบั สมัครเดก็ ออทิสติก พัฒนาหลักสูตรการสง่ เสรมิ
ทักษะชีวิต จัดอบรมโครงการให้เครือข่ายเก่ียวข้องเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ปกครองในการพัฒนาเด็กออทิสติก เช่น อบรมเชิง
ปฏิบตั ิการ การใช้ส่อื พัฒนาเดก็ อบรมเจตคตผิ ู้ดูแลเด็กออทสิ ติก จัดกจิ กรรมพฒั นาทักษะสังคม เป็นต้น พร้อมทั้งจัดตารางให้
หนว่ ยงานภาคประชาชนเขา้ มาจัดกิจกรรมดนตรีบาบดั ศลิ ปะบาบัด โยคะบาบัดให้กบั เดก็ ออทสิ ติก
ภาคประชาชนมีส่วนช่วยเหลือในเรื่องการให้คาแนะนาเก่ียวกับกฎหมาย การบริหารองค์กรเอกชน การประเมิน
มาตรฐานองค์กรคนพิการ ประสานงานงบประมาณในการจัดกิจกรรม ช่วยเหลือด้านแรงกายในการจัดกิจกรรมโดยไม่คิด
ค่าใช้จา่ ย ประสานอาสาสมัครเข้ารว่ มดูแลเดก็ ออทิสติกและมกี ารประชาสมั พันธผ์ า่ นสื่อ ผา่ นกิจกรรมของกลุ่มอาสาสมัครเพ่ือ
สร้างความเข้าใจระหวา่ งเดก็ ออทิสติ กกบั สังคม นอกจากนีอ้ าสาสมคั รมีส่วนช่วยเหลือในการถอดบทเรียนให้กับผู้ปกครองเด็ก
ออทิสติก การสอนศลิ ปะบาบัด ดนตรีบาบัด อาชีพบาบัดในการพัฒนาทักษะชีวิตเด็กออทิสติก และพบว่ามีการนาหลักธรรม
ส่งเสรมิ กระบวนการคดิ สาหรบั ผ้ดู ูแลเพ่อื ประยกุ ตใ์ นการพฒั นาเดก็ ออทิสติกและเปิดโอกาสใหเ้ ด็กออทสิ ตกิ ได้เขา้ ร่วมกจิ กรรม
ของทางศาสนาทม่ี เี จ้าหน้าทเี่ ชยี่ วชาญด้านคนพกิ ารดแู ลโดยไม่เสยี คา่ ใชจ้ า่ ย
ทมี ทาเนน้ สรา้ งความสมั พันธท์ ่ีเปน็ กนั เองและกาหนดกิจกรรมให้พบปะร่วมกันบ่อยครั้งระหว่างกลุ่มเครือข่ายระดับ
แนวราบและแนวดิง่ เช่น ประชมุ สภากาแฟ เยีย่ มบา้ น ส่ือสังคมออนไลน์ เป็นต้น รวมถึงการสร้างค่านิยมการสื่อสารแบบให้
เกียรติ รับฟัง ไม่ตีตรา เน้นบรรยากาศที่เป็นกันเอง ใช้ภาษาท้องถ่ิน ส้ันๆ ง่ายๆ ใช้สรรพนามแบบเครือญาติ เช่น ลุง ป้า อา
นอ้ ง พ่ี เปน็ ตน้
บทบาททีมนา
การแลกเปล่ียนความคิดเห็นข้อมูลเชงิ ประเดน็ ท่ีทางานเฉพาะพบว่าเป็นเรื่อง การใหบ้ ริการท่ีเพียงพอกับจานวนเด็ก
ออทิสติกในระดับพน้ื ท่ียอ่ ยอยา่ งเปน็ ระบบ การสร้างตัวตนในสังคมและสร้างความรู้ความเข้าใจในพฤติกรรมเด็กออทิสติกทา
ให้กลุ่มเครือข่ายใช้การสนับสนุน ประสานงานเครือข่าย ระดับจังหวัดและภูมิภาค ภาครัฐจะประสานไปกับหน่วยงานรัฐ
ด้วยกันในเรื่องงบประมาณ บุคคลกร และสถานที่ ในการจัดกิจกรรมพัฒนางานคนพิการ เช่น อบรมเครือข่ายระดับภาคใต้
ศกึ ษาดงู านระหวา่ งจงั หวัด การสร้างห้องเรียนพิเศษสาหรับคนพิการ การสร้างตัวตนเชิงประจักษ์ของเด็กออทิสติกในจังหวัด
ตรัง การเข้าร่วมเพ่ือประเมินมาตรฐานองค์คนพิการ ภาคเอกชนประสานงานเครือข่ายเพ่ือขอการสนับสนุนเร่ืองสถานท่ี
งบประมาณจดั กิจกรรม บุคคลเพ่อื อบรบใหค้ วามรูก้ ารพฒั นาเด็กออทิสตกิ กบั การบรหิ ารองค์กรใน จ.ตรัง และประชาสัมพันธ์
กจิ กรรม ความรู้ให้กับเครือข่ายในพื้นที่ จ.ตรัง นอกจากนี้มีการสนับสนุนให้กลุ่มศูนย์ฯ ในจังหวัดอื่นๆ ได้มารวมกลุ่มกันเพื่อ
พัฒนาความรู้ แนวทาง สร้างเครือข่ายร่วมกัน ภาคประชาชน จะประสานหน่วยงานที่รู้จักเพื่อให้ประสานกับศูนย์ฯ ในเร่ือง
งบประมาณ สถานท่ี บคุ ลากร เพอื่ จัดกจิ กรรมที่ตอบสนองความตอ้ งการของผู้ปกครองเด็กออทิสติกในพ้ืนท่ีเฉพาะ และสร้าง
ตวั ตนในสังคม ผ่านกลุ่มอาสาสมัครและทางศาสนาในระดบั ท้องถิน่
กลุ่มเครือข่ายเน้นประสานและสนับสนุนเครือข่ายระดับจังหวัดเพ่ือสร้างกิจกรรมร่วมกัน เพ่ือเสริมพลังเครือข่าย
สร้างตวั ตนในสงั คม ชว่ ยเหลอื เด็กออทสิ ติกและผู้ปกครอง สรา้ งระบบการให้บริการแบบเชอ่ื มโยง โดยอาศัยภาครฐั เปน็ หลักใน
การสนับสนุนงบประมาณ บุคลากรสาหรบั เป็นพเี่ ล้ียงแนะนา และสถานที่สาหรับพัฒนาเด็กออทิสตกิ ทัง้ ทางตรงและทางออ้ ม
- 288 -
รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61
บทบาททมี หนนุ
บทบาททีมหนุนเป็นการพัฒนาเครือข่ายให้สอดคล้องกับการการพัฒนาประเทศพบว่ากลุ่มเครือข่ายใช้ พรบ.คน
พิการและ พรบ.การศึกษาเป็นหลกั ในการพัฒนาเครอื ขา่ ย เชงิ รุก เพอื่ สร้างระบบการทางานทีเ่ ชอื่ มโยงกนั ในระดับจังหวัดและ
ประเทศ ภาครฐั ดา้ นสุขภาพสรา้ งระบบให้บรกิ าร และสร้างผูป้ กครองแกนนา ภาครัฐด้านการศึกษาสร้างระบบให้บริการผ่าน
กระบวนการศกึ ษาระดบั อาเภอ ตาบล โดยเพมิ่ บคุ ลากรกระจายระดับอาเภอ ตาบล และคน้ หา สง่ เสริมเครือข่าย จัดกิจกรรม
ศึกษาดงู าน การจัดนทิ รรศการคนพิการระหว่างจังหวัด เพ่ือแลกเปลี่ยนวิธีการทางาน มีการปรับปรุงสถานที่ให้เหมาะกับการ
ใช้งานในกลุ่มคนพิการ ส่วนภาคเอกชนจัดหางบประมาณเพื่อสร้างโครงการอบรมกลุ่มท่ีทางานเกี่ยวกับเด็กออทิสติกให้มา
รวมกลมุ่ กนั ระหวา่ งจังหวัด และมงุ่ สรา้ งเครือข่ายใหท้ างานควบคู่กับการศึกษาด้านคนพิการเพ่ืออาศัยนโยบายภาครัฐด้านคน
พิการและสร้างระบบการทางานให้เครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วมกับศูนย์ฯแบบคณะกรรมการ ส่วนศูนย์ฯต้องไปมีส่วนร่วมกับ
เครือขา่ ยเชน่ เดียวกัน ขณะเดียวกันกลมุ่ เครือข่ายไดอ้ าศัยสอ่ื ท้องถ่ินในการประชาสัมพนั ธ์ สรา้ งตวั ตนและสรา้ งเครอื ขา่ ยระดัง
จงั หวัด สว่ นภาคประชาชนใหค้ าปรกึ ษาแนวทางประสานเครือขา่ ยแนวราบและแนวด่ิงกับภาครัฐด้านคนพิการ สร้างกิจกรรม
เสนอตอ่ สาธารณะเพอื่ สร้างตัวตนและกลุ่มเครือขา่ ยทอ้ งถิน่ ได้เขา้ มาทางานร่วมกบั ศนู ย์ฯ
อภิปรายผลการศกึ ษา
การเกดิ เครือข่าย
ปจั จยั ในการเปน็ เครือขา่ ย
ลักษณะกลุ่มเครือข่าย พบว่ามีความรู้ ประสบการณ์เกี่ยวกับเด็ก ด้านคนพิการ ด้านกฎหมาย มนุษย์ศาสตร์ การ
สื่อสารมวลชล ครูการศึกษาพิเศษ ในระดับปริญญาตรีและโทสอดคล้องกับงานวิจัยของปิยฉัตร (2550) ท่ีกล่าวว่าปัจจัยจาก
สมาชิกเครือข่ายมีส่วนสาคัญในการก่อตั้งเครือข่ายในรูปแบบต่างๆ และ อายุ อาชีพ รายได้ การศึกษา กลุ่มครอบครัวของ
เครือข่ายมีความสัมพันธ์กับแนวทางการสร้างเครือข่ายการฟ้ืนฟูสมรรถภาพเด็กพิการ กล่าวคือ บุคคลที่อายุน้อย ระดับ
การศึกษา รายได้ทส่ี ูง และความใกล้ชดิ ในครอบครัว จะใหค้ วามสนใจ รบั รใู้ นเรื่องการสร้างเครือข่าย ผลการศึกษาสะท้อนให้
เห็นวา่ เครอื ขา่ ยรบั รู้ความหมายคาว่า “เครอื ขา่ ยทางสังคม” เป็นกล่มุ เครือข่ายทดแทนข้อจากดั ต่างๆ ในการดแู ลเด็กออทิสติก
ด้านงบประมาณ ความรู้ การสร้างตัวตน ช่วยให้ขับเคลื่อนกิจกรรมพลังในการเปลี่ยนแปลง เกิดผลทางด้านความรู้
ช่วยเหลือทาให้เครือข่ายเหนี่ยวแน่น ลดความโดดเด่ียวแต่กลุ่มงานของตนเองจะต้องมีความเข้มแข็งก่อนไปประสานกับ
เครือข่ายอื่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเครือข่ายมีความเข้าใจสภาพคนพิการ โอกาสสาหรับการฟ้ืนฟูคนพิการ ซึ่งเป็นปัจจัยที่
สอดคล้องกับงานวจิ ัยของปิยฉตั ร (2550) ที่ว่าการตระหนักถึงความจาเป็นในการสร้างเครือข่าย, การสร้างพันธะกรณีร่วมกัน
และการพฒั นาความสัมพันธ์ อันส่งผลถึงในเรอ่ื งประสานงานของกลุม่ บคุ คลและองค์กร,การแลกเปลี่ยนขอ้ มูลข่าวสารและการ
จัดกิจกรรมร่วมกัน ในเรื่องการศึกษาปัญหา กาหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ การหาสมาชิก สร้างแกนนา เพื่อเผยแพร่
วัตถปุ ระสงค์ของการตง้ั เครือขา่ ย และแบง่ บทบาทหน้าที่ของสมาชกิ เพ่ือการฟ้ืนฟูสมรรถภาพเด็กพิการ แต่ท้ังน้ีกระบวนการ
สร้างเครือข่ายให้ความสาคัญกับการสารวจเครือข่าย จากข้อมูลพบว่ามีการกาหนดคุณสมบัติการเป็นเครือข่ายว่าจะต้องมี
ความเตม็ ใจ มีความรูเ้ กย่ี วกบั คนพิการ และมกี จิ กรรมใหเ้ หน็ ดา้ นคนพิการเชงิ ประจกั ษร์ ่วมด้วย
นอกจากน้ีพบว่าการเป็นเครือข่ายมีความเก่ียวข้องกับ พรบ.ด้านการศึกษาและพรบ.ด้านคนพิการในหน่วยงานรัฐ
เอกชน มสี ่วนผลกั ดันให้เกิดการสร้างเครือข่ายจัดบริการเฉพาะคนพิการจากกลุ่มการศึกษา การแพทย์ สวัสดิการสังคม และ
ถูกกาหนดเป็นบทบาทภารกิจของหน่วยงานท่ีจะสร้างและแสดงบทบาทสนับสนุนเครือข่ายตามสิทธิเครือข่ายด้านคนพิการ
สอดคลอ้ งกบั วรัญญา (2548) ที่กลา่ ววา่ ปัจจบุ ันแนวคดิ เครอื ข่ายถกู นาไปใชใ้ นรปู พรบ.ใหค้ นพิการเข้าถึงสิทธิ การแก้ไข ฟ้ืนฟู
ดา้ นต่างๆ
การกาหนดวัตถุประสงค์ทีช่ ัดเจนรว่ มกนั ระหว่างเครอื ขา่ ยทาใหเ้ ครอื ขา่ ยเข้าใจ รับรู้ และสามารถเช่ือมโยงกันได้เร็ว
ข้นึ และทางานไปในทางเดียวกันทาใหป้ ระสบความสาเร็จในการพฒั นาทกั ษะเดก็ ออทสิ ตกิ สอดคล้องกับความคดิ ของพระมหา
- 289 -
รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
สุทิตย์ อาภากโร (อบอุ่น) (2547) ,ปาริชาติ และชัยวัฒน์ (2546),ชินสัคค (2549), เสรี (2548) ท่ีจาเป็นต้องมีการกาหนดให้
ชดั เจน วา่ มเี รอ่ื งอะไร ใครทาหน้าที่ไหน และทาได้จริง เนื่องจากจุดมุ่งหมายของแต่ละเครือข่ายด้านคนพิการจะมีแนวทางที่
คล้ายคลึงกัน คือ มุ่งผลพัฒนาทักษะชีวิตเด็กออทิสติก ร่วมกับผู้ปกครองและชุมชม โดยกลุ่มภาครัฐเน้น พัฒนากาลังคน
ใหบ้ รกิ ารระดบั พนื้ ที่ย่อย และสร้างระบบบริการเช่อื มโยง ภาคเอกชน มุ่งพัฒนาเดก็ ออทิสติก อย่างมมี าตรฐาน พัฒนาศูนย์ฯท่ี
พร้อมใหบ้ ริการตามความต้องการ และภาคประชาชน มุ่งสรา้ งสังคมออทิสติกให้เปน็ กลุม่ เดยี วกับสงั คมในชุมชน
รูปแบบการสร้างเครือข่ายมีลักษณะ “หุ้นส่วนแบบเป็นเจ้าของ” ต้ังแต่กระบวนการคิด วิเคราะห์ วางแผน แนว
ทางการสร้างเครือข่าย สอดคล้องกับงานวิจัยของอุมาพร (2551) ว่าการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนของสมาชิกเครือข่ายผู้
บกพร่องทางจิตต้องให้มีความร่วมมือไปถึงการบริหาร กลุ่มเครือข่ายออทิสติก มักจะเชิญเครือข่ายต่างๆ เข้าร่วมเป็น
คณะกรรมการหน่วยงาน เพื่อเสนอความคิดเห็น ร่วมวางแผนแนวทางการพัฒนาเด็กออทิสติก ร่วมรับรู้วัตถุประสงค์ผลการ
ดาเนนิ งานที่เกดิ ผลสาเรจ็ ให้เครือข่ายเข้าร่วมการประเมนิ ในระดับองค์กร บคุ ลากร และโครงการย่อยๆ พร้อมให้รางวัลเชิญชู
เกียรตกิ ับเครอื ขา่ ย เพื่อแสดงใหส้ มาชิกเหน็ วา่ แตล่ ะคนมคี วามสาคัญตอ่ กระบวนการขบั เคล่ือนพฒั นาทักษะชีวิตเด็กออทิสติก
กระบวนการสร้างเครือข่ายกระทาภายใต้การส่ือสารทางตรงมากกว่าทางอ้อม สื่อสารแบบให้เกียรติใช้ภาษาง่ายๆ ท้องถิ่น
สื่อสารทางบวก เน้นการรับฟัง ซ่ึงสอดคล้องกับ ชินสัคค (2549) และ เสรี (2548) ว่าเครือข่ายจะมีความสาคัญในการสร้าง
คา่ นยิ มธรรมเนียมการสอ่ื สารแบบใหเ้ กียรติ ใช้ภาษาในการส่ือสารที่เข้าใจง่าย ฟังอย่างต้ังใจ และส่ือสารภายใต้ผลประโยชน์
ร่วมกันของหน่วยงาน กลุ่มเด็ก กลุ่มผู้ปกครอง เพ่ือแสดงให้เห็นคุณค่า ความสาคัญในการเข้าร่วมเป็นเครือข่าย เช่น
คา่ ตอบแทนตวั เงนิ ในการเดินทางเขา้ รบั การอบรม เกยี รติบตั ร สิทธกิ ารนาบุตรเข้าบาบดั รักษาและรบั อุปกรณ์บาบัด ซึ่งเป็นส่ิง
ท่เี ครือขา่ ยจับตอ้ งได้ชดั เจน และเกดิ ผลรวดเร็ว
ปัจจยั ในการคงอยูข่ องเครอื ขา่ ย
การแบ่งบทบาทการทางานทชี่ ดั เจนแตไ่ ม่ตายตัว เครอื ข่ายนิยมแบง่ บทบาทตามความถนัน ประสบการณ์ และแบบ
ผสมบทบาท คือ หนง่ึ คนจะทาหลายบทบาทเพอื่ ฝกึ ฝนความชานาญและสามารถทางานแทนสมาชิกคนอื่นท่ีติดภารกิจ ระบบ
การทางานเน้นการทางานแบบยืดหยุ่นแม้ในหนว่ ยงานภาครัฐกส็ ามารถสอ่ื สารทางโทรศัพท์หรือสังคมออนไลน์ ในการกาหนด
จัดกิจกรรมตา่ งๆเน้นการตดิ ตอ่ แบบแนวราบมากกว่าแนวดิง่ ซง่ึ เปน็ ปจั จัยทลี่ ดข้อจากัดในการทางานเอื้อให้เครือข่ายมีโอกาส
เข้ามาทางานร่วมกันอยา่ ง สะดวก รวดเรว็ เกิดความเขา้ ใจในบทบาทและปอ้ งกันปญั หาความขดั แย้งระหว่างเครือขา่ ย
ขยายผลการทางานในระดับแนวกว้างและแนวลึก แนวกว้าง คือ สร้างเครือข่ายท้ังภาครัฐ เอกชน ประชาชนใน
ระดับท้องถนิ่ แนวลกึ คือ ประสานเครือข่ายทากจิ กรรมกนั หนว่ ยงานระดับใหญแ่ ละย่อยอย่างสมา่ เสมอในกลุม่ ภาครัฐ เอกชน
ประชาชนให้เขา้ มามีสว่ นร่วมในการพฒั นาทกั ษะชีวิตเดก็ ออทิสตกิ เนอื่ งจากแต่ละหน่วยงานมีเอกลักษณแ์ ละทรัพยากรที่
ต่างกัน สอดคล้องกับงานวิจัยของ จักษณา (2545) ในมุมมองผู้ประสานงานเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยเอดส์มองว่าการ
ทางานต้องประสานงานกับเครือข่าย 3 ด้าน คือ กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรภาครัฐและชุมชน เพื่อช่วยเหลือ
กลุ่มเป้าหมาย โดยผู้ประสานงานด้านน้ี มองว่า เครือข่าย เป็นการตระหนักในขีดความสามารถของตนเองที่จากัดในการ
แก้ปัญหา การประสานกับเครือขา่ ยภาครฐั จึงอาศัยแบบแนวตั้งเพ่ืออาศัยโครงสร้างอานาจรัฐในการเชิญองค์กรพัฒนาเอกชน
และองค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้องในพ้ืนที่ ร่วมประชุม ปรับเปล่ียน แนวคิด กระบวนการทางานไปในทิศทางเดียวกันและใช้การ
ประสานงานแบบแนวนอน ในการทางานกับองค์กรท่ีเกี่ยวข้อง ในแบบเสมอภาค เท่าเทียม เช่น ศูนย์ฯให้หน่วยงานทางการ
ศึกษาเข้าร่วมเป็นเครือข่ายในการบริหารจัดการศูนย์เนื่องด้วยหน่วยงานการศึกษาจะมีเครือข่ายที่รู้จักกับผู้ปกครองและมี
ช่องทางใหบ้ ริการท่ยี ืดหยนุ่ ตรงกบั ความตอ้ งการของผู้ปกครอง และสามารถดึงผู้ปกครองให้เข้าร่วมในการดูแลเด็กออทิสติก
ได้ สอดคล้องกบั งานวิจัยของ อุมาพร (2551) ท่มี องวา่ โรงเรยี นตอ้ งเปน็ คนทคี่ อยกระตุ้นผู้ปกครองเด็กพิการให้สร้างเครือข่าย
แบบมีส่วนร่วม ด้วยการสร้างความตระหนักให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลเด็กพิการ เห็นได้จากกลุ่มเครือข่าย
ภาครัฐและศูนย์ฯให้ผู้ปกครอง ครู ร่วมกระบวนการวางแผนพัฒนาเด็กออทิสติกในระบบการศึกษา เปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง
- 290 -
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
เข้ามามีส่วนร่วม วิเคราะห์เด็ก วางแผนพัฒนา ร่วมสอน ผลิตส่ือ และเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ พัฒนา
เด็กออทสิ ตกิ ทาให้เกิดการชว่ ยเหลอื ด้านข้อมูล ขา่ วสาร ความรู้ ทรัพยากร
แนวทางเหล่าน้ีขยายผลไปสกู่ ารสร้างความมน่ั คงของความเป็นหุ้นส่วนจะต้องมีการจัดหา ทรัพยากรให้เพียงพอกับ
เครอื ข่าย ในด้านความรู้ ทักษะ การสื่อสาร และตอ้ งดาเนินกิจกรรมอย่างต่อเน่ือง ด้วยการจัดเวทีแลกเปล่ียน จัดการประชุม
หรือพบปะทั่วไป ทุกเดือน จัดโครงการที่หลากหลาย กาหนดเป้าหมายท่ีสมาชิกรับได้ กลุ่มเครือข่ายได้มีส่วนร่วมจัดหา
ทรพั ยากรให้กบั ศูนย์ฯ ตง้ั แต่อปุ กรณบ์ าบดั งบประมาณ สถานท่ี ซ่งึ ตอ่ มาเปน็ ทรพั ยากรทีก่ ลุม่ เครือข่ายได้ใชป้ ระโยชน์ร่วมกัน
สอดคลอ้ งกับงานวิจัยของอุมาพร (2551) และภมริน (2548) ในเรื่องการขยายกิจกรรมท่ีเป็นประโยชน์ต่อชมรมเพ่ือเป็นการ
สร้างระบบจูงใจในการทางาน ตอกย้าให้สมาชิกเห็นว่าแต่ละคนมีความสาคัญต่อสมาคม สิ่งสาคัญที่ทาให้ความเป็นหุ้นส่วน
ยังคงอยู่ คือ มรี ูปแบบการสนบั สนนุ จากเครือขา่ ยอยา่ งเปน็ ระบบบนฐานการพ่งึ พาระหวา่ งสมาชกิ ในเรอ่ื งการอบรมให้ความรู้
แกนนา การทางานกบั เครอื ข่าย และมีการแลกเปลย่ี นทรัพยากรในแบบพึง่ พาระหว่างชมรม ทั่วถึงทุกพื้นท่ี นอกจากการสร้าง
ความเป็นห้นุ สว่ นการสรา้ งความเข้มแข็งของเครือข่ายก็เปน็ เรอื่ งสาคัญโดยเฉพาะในกลุ่มคนพิการหรอื กล่มุ จติ เวช จากงานวิจัย
พบว่าบทบาทนักสังคมสงเคราะห์ฝ่ายผู้ป่วยจิตเวชในการสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายมองวิธีการสร้างความเข้มแข็งของ
เครอื ข่ายต้องอาศัยกิจกรรม บุคลากร งบประมาณ และด้านวิชาการในการให้บุคลากรเข้ามามีส่วนร่วมโดยเฉพาะผู้บริการ
ทีมสหวิชาชีพ คนในชุมชน พี่เลี้ยงให้คาปรึกษา ในกิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นอย่างสม่าเสมอ อย่างกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้ง
ภายในและนอกเครอื ขา่ ยเพ่ือเปน็ การประชาสัมพนั ธ์ ค้นหาพนั ธมิตรในการทางานและที่สาคัญต้องมีงบประมาณสนับสนุน มี
การนิเทศ ติดตาม เปลยี่ นแปลง ข้อมูลใหม่
การส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเน่ืองและพัฒนาผู้นาในกลุ่มเครือข่ายท้ังรัฐ เอกชน ประชาชนอย่างสม่าเสมอ และ
จากขอ้ มลู พบวา่ หน่วยงานภาครัฐ และศูนย์ฯจะจดั กิจกรรมแบบตา่ งๆ เช่น อบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กออทิสติก
อบรมกฎหมายสาหรับคนพิการ การบริหารจัดการองค์กร การสร้างเจตคติต่อการทางานด้านคนพิการ และให้หน่วยงานท่ีมี
ความรู้ด้านคนพิการเป็นพ่ีเล้ียงสอนงานด้านต่างๆ กับเครือข่ายและศูนย์ฯ เช่น การประสานงาน การเขียนโครงการ การใช้
อุปกรณ์ในการบาบดั รวมถึงสังคมออนไลน์ การถอดบทเรียน เวทเี สวนา การเขียนบทความ ศึกษาดูงาน เปน็ ต้น ซึ่งสอดคล้อง
กบั งานวิจัยของวิจกั ษณา (2545) และนลนิ ี (2553) วา่ สมควรมีการเสริมพลังให้กับองค์กรภาครัฐและเอกชน ที่เน้นการมีส่วน
รว่ มจากเครือขา่ ย เพือ่ ให้ศนู ย์ฯ หรือหนว่ ยงานเครือขา่ ยก้าวตามทันสถานการณ์และรักษาระดับการให้บริการที่สอดคล้องกับ
ความเป็นจรงิ ในปจั จุบนั
บทบาทเครอื ข่ายตอ่ การพัฒนาระบบใหบ้ ริการแบบบูรณการเพ่ือพัฒนาทักษะชวี ติ
ระยะสร้างความพรอ้ มของแต่ละหนว่ ยงาน
ภาครัฐด้านสุขภาพอบรมให้ความรู้เครือข่ายเกี่ยวกับกระบวนการทางาน ต้ังแต่ลงพื้นท่ีการคัดกรองเด็กออทิสติก
การคัดเลือก ผลิต อุปกรณ์ การให้คาแนะนาวิธีการบาบัดเด็กออทิสติกเบ้ืองต้น ร่วมกับการสนับสนุนด้านจิตใจผู้ปกครองทั้ง
การใหค้ าปรึกษา การทาครอบครัวบาบัด และการสร้างกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนในศูนย์ฯ และสร้างผู้ปกรองแกนนาเพราะภาครัฐ
ด้านสขุ ภาพตระหนักพลงั กลุ่มผปู้ กครองทีจ่ ะชว่ ยใหผ้ ้ปู กครองผ่านภาวะวกิ ฤตและเกิดผลดีกับครอบครัวและการพัฒนาระบบ
บรกิ ารทักษะชวี ิตเด็กออทสิ ติก
ส่วนหน่วยงานภาครัฐด้านการศึกษาเตรียมความพร้อมครูสอนคนพิการกระจายในระดับอาเภอ อบรมครูให้ความรู้
โรคออทิสติก การเตรียมการบาบัดเด็กออทิสติก การสร้างภาคีเครือข่ายให้มามีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก เช่น จัดสถานที่
ห้องเรยี นสาหรับเดก็ พิการ จดั ซอ้ื อปุ กรณ์บาบดั การประชาสมั พันธ์ เน้นการบาบดั เป็นฐานเข้าสรู่ ะบบการศกึ ษา อาชีพ
ศูนย์ฯ ค้นหาสมาชิก และพัฒนาความรู้เจ้าหน้าท่ี สร้างหลักสูตรสาหรับพัฒนาทักษะชีวิตเด็กออทิสติก จัดบริการ
บาบัดทห่ี ลากหลาย เชน่ กจิ กรรมบาบดั ดนตรบี าบัด ศลิ ปะบาบัด โยคะบาบดั การส่ือสารด้วยภาพ การฝึกทกั ษะพ้ืนฐาน เช่น
กล้ามเนื้อ การส่อื สาร สงั คม เปน็ ต้น จดั บริการตรวจรกั ษาเด็กออทิสตกิ ทศ่ี นู ยฯ์ โดยมแี พทยใ์ ห้บริการที่ไมเ่ สียค่าใชจ้ า่ ย
- 291 -
รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
ภาคประชาชนและเอกชนทาหน้าที่ประสานเครือข่าย ให้คาแนะนาในการบริหารศูนย์ฯ และบาบัดด้วยทางเลือก
เช่น ดนตรีบาบัด ศิลปะบาบัด โยคะบาบัด เป็นต้น และการประชาสัมพันธ์ด้วยการเขียนบทความเกี่ยวกับเด็ กออทิสติก
ประสบการณ์กา้ วผา่ นภาวะวิกฤต จัดเวทีเสวนาสร้างความตระหนักโรคออทิสติก จากบทบาทดังกล่าวเป็นการสนับสนุนทาง
กายภาพ จิตใจ สงั คม สติปัญญา ทส่ี าคญั ต่อผ้ปู กครองเด็กออทสิ ตกิ ใหก้ ารกา้ วผา่ นภาวะวิกฤตสอดคลอ้ งกับงานวิจัยของ นลินี
(2553) และปิยฉัตร (2550) พบว่าการสนับสนุนทางสังคมจากการแพทย์ การศึกษา อาชีพ สังคม ท้ังของภาครัฐ เอกชน
องค์กรอิสระ ชุมชน และครอบครัวจะช่วยให้คนพิการได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพเด็กพิการ และการสนับสนุนในด้านอารมณ์
สังคม จิตใจ การมีส่วนร่วม ข้อมูล ข่าวสาร การพัฒนาตนเอง และทรัพยากร ตลอดถึงช่วยในการประสานงานการสร้าง
เครือข่าย การสร้างความตระหนักรู้ของชุมชน ให้สังคมรับรู้กิจกรรม อันจะนาไปสู่การสร้างพื้นท่ีทางสังคม เพ่ือเพ่ิมโอกาส
ใหก้ บั คนพกิ ารมากข้ึน
ระยะเชอ่ื มโยงระบบใหบ้ ริการ
หลงั จากทเ่ี ครอื ขา่ ยมคี วามพร้อมในการให้บรกิ ารเดก็ ออทิสตกิ หน่วยงานรัฐดา้ นสุขภาพเรม่ิ สรา้ งระบบการให้บริการ
กับศูนย์ฯ ศูนย์ฯก็สร้างเครือข่ายไปยังหน่วยงานการศึกษา ภาคประชาชน ภาคเอกชน และเป็นศูนย์กลางในการประสานให้
เครือข่ายมาร่วมสร้างระบบบริการและจัดกิจกรรม พัฒนาผู้ปกครอง เด็กออทิสติก บุคลากรท่ีเก่ียวข้องในเรื่องการบาบัด
แหลง่ ข้อมลู กระบวนการใหบ้ รกิ ารเพ่ือสรา้ งความเข้าใจระหวา่ งเครือข่ายให้มีแนวทางการทางานที่เป็นไปในด้านเดียวกัน คือ
พัฒนาทักษะชวี ิตเดก็ ออทสิ ตกิ รว่ มกับครอบครวั และชมุ ชม ดงั แผนภาพที่ 1
แผนภาพท่ี 1
ระบบบรกิ ารพัฒนาทกั ษะชวี ิตเดก็ ออทสิ ตกิ
ทาบตั รคนพกิ าร รฐั สุขภาพ รพ.สต. เด็กออทิสตกิ
ประชาชน / เอกชน
ศนู ยส์ ่งเสริมฯ การศึกษาคนพกิ าร
สอดคล้องกบั งานวจิ ยั ของ มะลิวัลย์ เรือนคา และศภุ ลกั ษณ์ เข็มทอง (2552) ในมมุ มองของผู้ดูแล การพัฒนาทักษะ
ชีวิตสาหรับเด็กออทิสติกในไทยยงั ไม่มรี ะบบการพฒั นาทักษะชีวิตสาหรบั เด็กออทิสติกและควรได้รับการสง่ เสริมองค์ความรู้ใน
เรอ่ื งการพฒั นาระบบครอบครัว แหล่งสนบั สนุน และการฝึกปฏิบัติท่สี ัมพนั ธ์กับการประเมินและการพัฒนาทักษะชีวิต ซ่ึงเดิม
จ.ตรงั ไมไ่ ด้มีการสร้างระบบใหบ้ ริการเพ่ือพฒั นาทักษะชวี ติ ซ่ึงเปน็ ทกั ษะท่ีจะเปน็ สาหรับเชื่อมโยงไปยังทักษะอื่นๆ ท่ีจาเป็นใน
การใชช้ วี ิต ปจั จุบันเครือข่ายรฐั เอกชน ประชาชมได้เรมิ่ สร้างระบบเครือข่ายที่เชอ่ื มโยงกับครอบครวั และชมุ ชน สร้างระบบให้
เปน็ แหล่งสนับสนนุ ดา้ นกายภาพ จติ ใจ สงั คม สติปัญญาในการพัฒนาทักษะชวี ิตเด็กออทิสติกโดยท่ีภาครัฐ เอกชน ประชาชน
ผลักดันให้ผู้ปกครองเปน็ หลกั ในการบริหารดูแลศูนยฯ์ ดว้ ยตนเองแบบบรู ณาการในกล่มุ เครอื ขา่ ยและวธิ พี ัฒนาเดก็ ออทสิ ตกิ
บทบาททีมทา ทีมนา ทีมหนุนของเครือข่ายเพือ่ พัฒนาทกั ษะชีวิตเด็กออทิสติกแบบบูรณาการ
กลมุ่ เครอื ข่ายใชห้ ลกั ความร่วมมือจาก “ทกุ ฝ่าย” ในการพัฒนาทักษะชีวิตเด็กออทิสติกที่ต่อเนื่องไปในทางเดียวกัน
โดยเน้นในกลมุ่ ผู้ปกครอง กลุ่มการศกึ ษา สขุ ภาพ เปน็ หลกั เนอ่ื งจากใชเ้ วลาอย่รู ว่ มกับเด็กออทิสติกมาก การพัฒนาทักษะชีวิต
เด็กออทสิ ตกิ ต้องทางานควบค่กู ับกล่มุ ผปู้ กครองและเครือขา่ ยต่างๆ หน่วยงานหลัก คอื กลุ่มภาครฐั ด้านสขุ ภาพตอ้ งสวม
- 292 -
รายงานสืบเนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
บทบาททีมทา พัฒนาทีมสหวิชาชีพและผู้ปกครอง บทบาททีมนา จะต้องประสานหางบประมาณและวิทยากรเพื่ออบรมให้
ความรู้ และบทบาททีมหนุน คือ สร้างระบบใหบ้ ริการระดับพน้ื ท่ี ตามสทิ ธคิ นพกิ ารในพรบ.คนพิการ การพฒั นาทักษะชวี ติ เด็ก
ออทิสติก ประการแรก คือ เสริมพลังบุคลากรให้กับภาครัฐ เอกชน ประชาชน ผู้ปกครอง เพ่ือให้ความรู้ด้านออทิสติก ซึ่งจะ
นาไปสู่เกิดการบูรณการะหว่างวิชาชีพ และวิธีการพัฒนาเด็กออทิสติกในปัจจุบันที่มีหลายรูปแบบ สาหรับเด็กแต่ละคน ทั้ง
บาบดั ทางหลัก ทางเลือก เช่น ศิลปะบาบดั กิจกรรมบาบดั ดนตรีบาบัด การเล่นบาบัด การปรับพฤติกรรม การใช้ยา เป็นต้น
การประยุกตใ์ ช้อุปกรณ์ การจดั สถานท่ี การประเมินโรคเบ้อื งตน้ การใหค้ าปรึกษาเบือ้ งตน้ โดยใช้วิธีการสาธิตจริงกับเด็กออทิสติก
ผู้ปกครอง และครู เพ่ือจะได้มีทักษะในการไปพัฒนาเด็กออทิสติกและกระตุ้นให้เครือข่ายเข้าใจ ยอมรับ รับรู้บทบาทของ
ตนเองในการทางานร่วมกัน ควบคู่กับดูแลด้านจิตใจของผู้ดูแลเด็กออทิสติก พร้อมท้ังส่งเสริมให้เครือข่ายสร้างระบบบริการ
เชื่อมโยงไปยังระดับท้องถิ่นเพื่อให้บริการ การบาบัดเด็กออทิสติกอย่างท่ัวถึง สอดคล้องกับงานวิจัยของ วิจักษณา (2545)
และนลินีและคณะ (2553) ทีม่ องว่าควรมีการเสริมสร้างพลังในกลุ่มภาครัฐและเอกชน เร่ืองวิธีปฏิบัติงานท่ีดี เป็นผู้เชี่ยวชาญ
เฉพาะดา้ น สร้างระบบการทางานแบบมีสว่ นรว่ ม โดยใชศ้ ูนยฯ์ ช่วยเรื่องการประสานงานและควรมีการพัฒนาความร่วมมือใน
แบบกว้างและลึก กว้างคือ ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในและต่างประเทศ เชิงลึก คือ ทางานระดับภูมิภาค
อนุภาค ประเทศ และพน้ื ที่ โดยคานงึ ถึงความแตกตา่ งแต่ละพ้นื ท่ี สถานการณ์ของคนพกิ าร
ภาครัฐด้านการศึกษาให้บริการพัฒนาทักษะชีวิตเด็กออทิสติกบูรณการร่วมกับกระบวนการสอน เพ่ือพัฒนาทักษะ
ด้านวชิ าการ การส่อื สาร การเคลอื่ นไหว การดารงชีวิต และสุขภาพอนามัยกับเด็กออทิสติกไปพร้อมกัน กระบวนการสอนจะ
เกิดข้ึนจากการวางแผนร่วมกันระหว่างครู ผู้ปกครอง ทีมแพทย์ เพื่อวิเคราะห์เด็กเป็นรายบุคคล วางแผนพัฒนาพฤติกรรม
ทักษะต่างๆ ไปพร้อมกันต้ังแต่รูปแบบวิธีการสอน การจัดทาส่ือ อุปกรณ์บาบัด การค้นหาช่องทางบาบัดที่เหมาะสมกับเด็ก
รายบุคคล อาทิ อาชาบาบัด อาชีพบาบัด ดนตรบี าบัด เป็นตน้ รวมถึงจดั หาทุนสาหรบั บาบดั คนละ 7,000 บาท ซึ่งมีทมี นาทีม่ ี
ประสบการณ์ด้านคนพิการจะประสานและสนับสนุนเครือข่ายให้มาช่วยด้าน งบประมาณ สถานท่ี พัฒนาบุคลากร กระจาย
ใหบ้ ริการระดับอาเภอและสรา้ งเครอื ข่ายร่วมระดับจังหวัด ดว้ ยการ อบรมแลกเปลย่ี นความรใู้ นกล่มุ ครูสอนคนพกิ ารในจังหวัด
อ่นื ๆ สง่ ครูไปรว่ มกจิ กรรมแสดงผลงานผลการพฒั นาหรอื วจิ ัยในชัน้ เรียนระหว่างภาคใต้ อบรมร่วมกับศนู ยฯ์ เพื่อเพม่ิ ความรู้ถงึ
วิธีการสอน การใชส้ ื่อรอบตวั สาหรับเดก็ ออทิสติกเฉพาะ
หน่วยงานภาคเอกชน รวมถึงศูนย์ฯ ใช้การบูรณการพัฒนาทักษะหลายด้านไปพร้อมกับทักษะชีวิตและใช้วิธีการ
บาบดั ทางหลกั และทางเลอื ก ควบคู่กบั กระบวนการสอนเช่นเดียวกับภาครัฐด้านการศึกษา คือ วิเคราะห์เด็กออทิสติกร่วมกับ
ทีมสหวชิ าชพี ผู้ปกครอง วางแผนการพฒั นา ในสว่ นกระบวนการสอนจะให้เครือขา่ ยเข้ามามีส่วนร่วม เชน่ ดนตรบี าบดั ศิลปะ
บาบัด บัตรภาพในการเพ่ิมทักษะทางสังคม การใช้โปรแกรมคอมพิวเตรอร์สอนทักษะชีวิตประจาวัน อบรมห้องเรียนพ่อแม่
เป็นตน้ ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของกาญจนาและคณะ (2551) ท่ีพบกว่าการฟื้นฟูเด็กออทิสติกมีการใช้รูปแบบที่หลากหลาย
ใช้กิจกรรมบาบัด การส่ือสารด้วยภาพ ซ่ึงได้ผลกับเด็กออทิสติกในด้านการส่ือสาร การควบคุมตนเอง ภาคเอกชนร่วมมือกับ
ภาครฐั ดา้ นสุขภาพ แสดงบทบาททมี นาในการสรา้ งเครือข่ายผา่ นการตีพิมพ์บทความเกี่ยวโรคออทิสติก การพัฒนาทักษะเด็ก
ออทิสติก และการก้าวผ่านวิกฤตเมื่อลูกเป็นออทิสติกเพื่อสร้างกาลังใจ ความเข้าใจให้กับผู้ปกครองและคนในสังค มให้เปิด
โอกาสสาหรับกลุ่มคนพิการ บทบาททีมนาและทีมหนุนของภาคเอกชนจะเน้นในเร่ืองการของบประมาณเพื่อมาจัดกิจกรรม
ดว้ ยตนเอง และการสร้างเครอื ขา่ ยระดบั จังหวัดและประเทศเพื่อใหก้ ลมุ่ ออทิสตกิ ไดม้ ีพ้นื ทที่ างสังคม
ภาคประชาชน เปน็ กลุ่มอาสาสมัครอสิ ระ และกลมุ่ ทางศาสนา การพัฒนาทักษะชีวิตเด็กออทิสติกจะทางานร่วมกับ
ศนู ย์ฯ เป็นหลกั และนาความรเู้ ร่อื งดนตรีและศลิ ปะมาพฒั นาทกั ษะชวี ติ ทกั ษะการสือ่ สาร ทักษะดา้ นกลา้ มเนอื้ ทาใหเ้ ด็กเดิน
ได้เรว็ ขน้ึ พูดจากคาเป็นประโยค และมสี มาธิจดจ่อกับกิจกรรมบาบัดได้นานเพ่ิมข้ึน และที่สาคัญได้นาหลักพรหมวิหาร 4 มา
เชอื่ มโยงกับการฝึกทกั ษะชวี ติ ทสี่ ามารถปรับใช้กบั เด็กแตล่ ะคนได้ ชว่ ยเหลอื ทางดา้ นจติ ใจผู้ดแู ลให้ผอ่ นคลายความเครียดจาก
การฝกึ เด็กออทสิ ตกิ
- 293 -
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61
เครือข่ายเน้นการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะชีวิตควบคู่ไปกับทักษะอื่นๆ ได้แก่ กล้ามเนื้อมัดใหญ่, กล้ามเน้ือมัดเล็ก,
พฤติกรรมอารมณ์, รับรู้เรียนรู้จินตนาการ, สื่อสาร, ช่วยเหลือตนเอง, สังคม, แก้ปัญหา, ความพร้อมด้านวิชาการ ร่วมกับใช้
เทคนิควิธีการต่างๆ เช่น กระตุ้นพัฒนาการ การส่ือสารด้วยภาพ และ ใช้หลายหลายวิธีในการฝึก ท้ังแบบที่สอนโดยตรงกับ
สอดแทรกระหวา่ งการเรียนการสอนที่มีการเขียนแผนย่อยกิจกรรมต่อการสอนเพียงเรื่องเดียว มีการจัดโปรแกรมให้เด็กและ
ผู้ปกครองออกแบบการสอนและสื่อด้วยตนเอง สอดคล้องกับงานวิจัยของมะลิวัลย์ เรือนคา และศุภลักษณ์ เข็มทอง (2552)
และสุขิริน (2548) ท่มี องวา่ การเสริมสร้างทักษะชวี ิตในเดก็ ออทสิ ตกิ เปน็ สง่ิ สาคัญเพราะเป็นทกั ษะพ้นื ฐานในการต่อยอดทกั ษะ
การช่วยเหลือตนเองในด้านอื่นสาหรับเด็กออทิสติกต่อไป การเสริมสร้างทักษะชีวิตจากการค้นคว้าพบว่าต้องซอยกิจกรรม
ย่อยๆ ให้กบั การเรยี นรู้ และถ้าจะยิง่ ดีเมอ่ื นาเด็กออทิสตกิ ได้เข้ามามสี ่วนร่วมในการสร้างส่ือ การแสดงแบบ จากความคิดเห็น
ของผู้ฝึกทักษะชีวิตกล่าวว่าต้องการให้ฝึกแบบบูรณาการและให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วม จากงานวิจัยเดียวกันพบว่า
ผู้ปกครองและผ้ทู เ่ี กีย่ วข้องกบั เด็กให้ความสาคัญกับการพัฒนาทักษะชีวิตพ้ืนฐานและทักษะด้านจิตสังคมค่อนข้างมาก แต่ให้
ความสาคญั น้อยกับองคค์ วามรู้พืน้ ฐานท่จี าเป็นต่อการเร่ิมต้นให้ความช่วยเหลือ เช่น ข้อมูลข่าวสาร แหล่งช่วยเหลือ หรือการ
ฝกึ ปฏิบตั ิรวม ทง้ั ใหค้ วามสาคัญกบั สงิ่ แวดลอ้ มรอบตัวเด็ก เช่น บ้านโรงเรียน และชุมชนเป็นส่วนน้อย ในขณะที่เด็กออทิสติก
ต้องใช้เวลาอยู่ในโรงเรียนและบ้านค่อนข้างมาก แต่แท้จริงแล้วเครือข่ายเน้นเรื่องการให้ความรู้เกี่ยวโรคออทิสติก การฝึก
ปฏิบัติ และสร้างระบบให้บริการที่เชื่อมโยงหลายหน่วยงานในระดับพ้ืนท่ี ได้แก่ ทั้งในกลุ่มด้านสุขภาพและการศึกษา
จนกระท่ังเปิดห้องเรียน โรงเรียนคู่ขนาน สาหรับเด็กพิการเพื่อจัดส่ิงแวดล้อมท่ีเอ้ือต่อการเรียนรู้ร่วมกับเด็กปกติแบบบูรณา
การตามหลัก “พัฒนาทกั ษะชวี ติ ร่วมกบั ครอบครัวและชมุ ชน” ดังตาราง 1
ตารางที่ 1
ตารางเปรียบเทยี บบทบาทเครือขา่ ยในการพฒั นาทักษะชวี ติ เดก็ ออทิสตกิ
เครอื ขา่ ย/ ทีมทา ทีมนา ทีมหนุน
บทบาท (ปฏิบตั ิงานตรง) (ประสาน สนับสนุนเครือข่ายเชงิ (พฒั นาเครือข่ายสอดคลอ้ งกับประเทศ)
รฐั ใหค้ วามรู้ บาบดั จดั หางบ พ้นื ท)่ี ใช้พรบ.คนพกิ าร พรบ.การศึกษา สรา้ งระบบ
สถานที่ สร้างระบบ สรา้ ง ให้และขอ งบ บุคลากร สถานทจ่ี ดั บรกิ ารกับเครือขา่ ยทอ้ งถน่ิ ผา่ นครูสอนคน
เอกชน เครือข่าย กจิ กรรมสร้างเครือขา่ ยแนวดง่ิ และ พิการและรพ.สต. ผปู้ กครองแกนนา
หางบ บุคลากร สร้าง แนวราบ ในและตา่ งจงั หวัด ใชพ้ รบ.คนพิการ การศกึ ษา สร้างเครือข่าย
ประชาชน สถานท่ีบาบดั ให้ความรู้ผา่ น ให้และขอ งบ บคุ ลากร จดั กิจกรรม เชงิ รุกไปยังการศกึ ษาและกล่มุ สุขภาพระดับ
สื่อหนังสอื พิมพท์ ้องถนิ่ ประชาสมั พันธ์ สร้างเครือขา่ ยระดบั ท้องถ่นิ
ชว่ ยจัดกจิ กรรม และบาบดั อาเภอ ประเทศ สรา้ งเครอื ขา่ ยเน้นในกลมุ่ ทางานดา้ นคน
ทางเลือก รว่ มกนั ทางกลุ่ม ให้และขอ งบ บคุ ลากร ชว่ ยเหลอื พิการพ้ืนทีใ่ ช้ศาสนา ดนตรี ศลิ ปะ เป็นส่อื
ศาสนา สร้างความเข้าในกับ แรงกาย หลักธรรม ขอความร่วมมอื ประสานเครอื ข่าย
เครอื ขา่ ยในพื้นท่ี จากเครอื ขา่ ยท้องถน่ิ
รูปแบบการทางานระหวา่ งเครือข่ายต่อการพฒั นาทักษะชวี ิตเดก็ ออทิสตกิ
กลุ่มเครือข่ายทางานเป็นทีมด้วยการแบ่งบทบาทเป็นทีมทา ทีมนา ทีมหนุน ผ่านระบบให้บริการท่ีเชื่อมโยงต่อกัน
กลุ่มเครือข่ายภาครัฐด้านสุขภาพแสดงบทบาททีมทาต่อประเด็นปัญหาเรื่องผลการบาบัดทักษะชีวิตเด็กออทิสติก และได้
- 294 -
รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
กาหนดเป้าหมายแกป้ ญั หาดว้ ยการสร้างระบบให้บริการร่วมกับศูนย์ฯ โดยมีศูนย์ฯเป็นหน่วยประสานเครือข่ายสอดคล้องกับ
งานวิจยั สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของ วจิ ักษณา (2545) และ นลินี (2553) ท่มี องการทางานของเครอื ขา่ ยตอ้ งเป็นรูปแบบทีม ท้ัง
ด้านปญั หา กาหนดเป้าหมาย การเรียนรู้ การสรา้ งจิตสานึก การประสานงาน การติดต่อ ประชุม อย่างต่อเน่ือง และควรจะมี
ศนู ย์กลางในการเผยแพร่ข้อมูลโดยมีการพฒั นาดา้ นข้อมลู ขา่ วสาร สร้างฐานความรู้เพ่ือเปน็ ชอ่ งทางขยายเครอื ข่ายภายในและ
ภายนอกประเทศ เครอื ขา่ ยของเดก็ ออทสิ ติกไดร้ ่วมกนั จดั ตัง้ ศนู ย์สง่ เสรมิ ทักษะชีวติ บุคคลออทสิ ตกิ จ.ตรงั และร่วมกันกาหนด
แนวทางพัฒนาทักษะชีวิตแบบบูรณาการหลายวิธี และพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้หน่วยงานภาครัฐ
และเอกชน ได้แสดงบทบาททีมหนุนและทมี นา ในการนานโยบายการสร้างเครือข่ายและการให้บริการภายใต้พรบ.การศึกษา
และคนพิการ มาเป็นแนวทางจัดกิจกรรมพัฒนาปัจจัยท่ีเอ้ือต่อการพัฒนาทักษะชีวิตเด็กออทิสติก อาทิ หน่วยงานการศึกษา
ให้บริการสถานท่ใี นการจัดตั้งศูนย์ฯ ตามสทิ ธิของพรบ.คนพกิ าร เร่ืองงานการศึกษา การจัดอบรมปรับเจตคติ ความรู้ระหว่าง
ผู้ปฏบิ ตั งิ านในกลุ่มเครือขา่ ย ต้ังแต่ วิธีการประเมนิ คัดกรองเดก็ การสอนทกั ษะด้านต่างๆ ให้กับเดก็ การประยุกต์ สอ่ื เทคนคิ
ในการสอน การให้คาปรกึ ษาเบ้ืองต้น สอดคล้องกับงานวิจัยสอดคล้องกับงานวิจัยของ วิจักษณา (2545) และนลินี (2553) ที่
มองว่าควรมีการสร้างเสริมพลังในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน ในเรื่องวิธีปฏิบัติงานที่ดี เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน สร้าง
ระบบการทางานแบบมีส่วนรว่ ม โดยใช้ศูนย์ช่วยในเรื่องการประสานงาน และควรมีการพัฒนาความร่วมมือในแบบกว้างและ
เชิงลึก เชิงกว้างคือ ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียท้ังในและต่างประเทศ เชิงลึก คือ ทางานระดับภูมิภาค อนุภาค
ประเทศ และพ้ืนที่ โดยคานึงถึงความแตกต่างแต่ละพ้ืนท่ี สถานการณ์ของคนพิการ ซ่ึงทางกลุ่มเครือข่ายได้ร่วมกันจัดสร้าง
ระบบให้บริการระดับอาเภอ ตาบล ในกลุ่มภาครัฐด้านสุขภาพ การศึกษา โดยมีภาคประชาชน เอกชนเป็นกลุ่มท่ีไปเป็น
อาสาสมคั รช่วยเหลอื เสนอความคดิ เหน็ ระกับประเดน็ เพือ่ พฒั นางานใหบ้ รกิ าร
บทบาททีมทา ทีมนา ทมี หนนุ ของเครอื ข่ายในการสนับสนุนทางด้านจิตใจในกลมุ่ ผูป้ กครอง
ภาครฐั มบี ทบาทหลักต่อการพฒั นาทักษะชวี ิตเด็กออทิสตกิ สนบั สนนุ ด้านจติ ใจ สังคม กายภาพ สติปัญญากับผู้ดูแล
และเป็นกลุ่มที่เร่ิมต้นของการเกิดเครือข่ายท่ีจะมีสนับสนุนทางสังคมให้กับกลุ่มผู้ปกครอง ซึ่งไม่สอดคล้องกับงานวิจัยของ
สุไปรมา ( 2543) ท่ีพบว่ากลุ่มเพื่อนกบั บุคลากรทางสุขภาพกลับเป็นกลุ่มท่ีให้การสนับสนุนทางสังคมน้อยที่สุดคิดเป็นร้อยละ
37 แต่จากข้อมลู พบวา่ หน่วยงานภาครัฐดา้ นสุขภาพเปน็ เครอื ข่ายเรม่ิ ต้นในการสนับสนนุ ด้านความรู้ สงั คม จิตใจ กายภาพ ท้ัง
ท่ีไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับผู้ปกครอง เช่น จัดอบรมให้ความรู้ผู้ปกครอง จัดหาอุปกรณ์ สถานที่ ในการพัฒนาทักษะชีวิต
กระต้นุ ใหเ้ กดิ การรวมกลุม่ ผ้ปู กครอง สร้างผู้ปกครองแกนนาแล้วนาไปสู่การก่อตั้งชมรม พร้อมสร้างระบบการให้บริการนอก
สถานท่ีแยกกลุ่มเฉพาะเด็กออทิสติก และเป็นกลุ่มท่ีมองเห็นพลังกลุ่มผู้ปกครองที่ผลต่อการพัฒนาทักษะชีวิตเด็กออทิสติก
และสนบั สนนุ ทางดา้ นจิตใจ ไดแ้ ก่ การทาครอบครวั บาบดั การตรวจรกั ษาทศี่ นู ย์ฯ แยกกลุ่มเฉพาะเดก็ ออทสิ ตกิ เพือ่ สะดวกใน
การเดินทาง ไม่ต้องเครียดกับพฤติกรรมของลูกตนเองและแสดงออกว่ามีคนใส่ใจในปัญหาท่ีเกิดข้ึนกับเด็กออทิสติก และ
รายงานพฤติกรรมเด็กออทิสติกเชิงรูปธรรมท่ีผู้ดูแลเข้าใจ เห็นชัดเจนซ่ึงมีผลต่อกาลังใจในการเข้าร่วมบาบัดเด็กออทิสติก
ภาครฐั ไดส้ นบั สนนุ ใหเ้ กดิ กล่มุ เพ่ือนชว่ ยเพ่ือน (self help group) ของผปู้ กครองที่ศูนยฯ์ จัดกิจกรรมใหผ้ ู้ปกครองมารวมกลุ่ม
พบหนา้ พูดคุยแลกเปล่ียนความคดิ เห็น ความรู้สึกต่อกันในเร่อื งการพัฒนาทักษะชีวิตเด็กออทิสติกแต่ไม่สอดคล้องกับงานวิจัย
ของสไุ ปรมา (2543) ท่ีกล่าวว่าการสนบั สนุนทางสังคมดา้ นผูป้ กครองด้วยกนั เองยังไม่พบการใช้พลังของกลุ่มนี้ เน่ืองจากยังไม่
มีการติดต่ออย่างเป็นระบบ ศักยภาพของบิดา มารดายังไม่ถูกนามาใช้ ภาครัฐแสดงออกด้านบทบาททีมนา ทีมหนุนในการ
สร้างเครือข่ายไปยงั กลุ่มการศึกษา ภาคประชาชน ภาคเอกชน ให้รวมกลุ่มทากิจกรรมท่ีสนับสนุนทางด้านจิตใจผู้ปกครองต่อ
การบาบัดเด็กออทิสติกเพ่ือให้ทุกคนได้เข้าถึงช่องทางบริการ เช่น การลงเยี่ยมบ้านจากครู จากทีมแพทย์ การให้คาปรึกษา
คาแนะนา จัดกิจกรรมสร้างความบันเทิงลดความเครียดด้วยศิลปะบาบัด ดนตรีบาบัดจากกลุ่มภาคประชาชนร่วมกับ
ภาคเอกชน ท่ีสนับสนนุ งบประมาณในการจัดกิจกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มเพ่ือนท่ีรู้จักกันมาก่อน สอดคล้องกับงานวิจัยของ สุไปรมา
(2543) ว่ากลุ่มเพื่อนจะเป็นกลุ่มที่จะทาหน้าท่ีทดแทนแหล่งการสนับสนุนทางสังคมอื่นได้ ในการฝ่าฟันภาวะวิกฤต ซึ่งกลุ่ม
- 295 -
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61
ภาครฐั ด้านสขุ ภาพไดม้ องเหน็ พลงั ของกลุ่มเพ่ือน ผู้ปกครอง เนื่องดว้ ยเป็นกลุ่มท่เี ผชญิ ภาวะแบบเดียวกนั และมองเห็นพลังใน
กลุม่ เพือ่ นทางสังคมทจี่ ะคอยใหก้ ารสนบั สนนุ จติ ใจ ตอบสนองความตอ้ งการทต่ี า่ งกัน สอดคล้องกับงานวิจัยของศศิธร (2541)
ทางการแพทย์มสี ่วนการสนบั สนุนทางดา้ นจิตใจ ให้ผปู้ กครองมารวมกลุ่มมารดาที่มบี ุตรออทิสติก โดยใช้กลุ่มช่วยเหลือตนเอง
ในการเผชญิ ความเครียดซ่งึ พลงั จากกลุ่มมารดาท่มี ีบตุ รออทิสตกิ มพี ลังช่วยเผชิญความเครียดได้ดีเนอ่ื งจากเปน็ บคุ คลทม่ี ปี ญั หา
คล้ายกนั ทาใหเ้ กดิ ความเข้าใจกันมากขึน้ ได้คาแนะนา ปรึกษาขอ้ สงสยั และวธิ กี ารพัฒนาเด็กออทสิ ติกในกลมุ่ ด้วยกนั
นอกจากน้ีภาคประชาชนยังนาหลักธรรมมาสนับสนุนด้านจิตใจท่ีจะต้องรู้จัก หาช่องทางบาบัดท่ีสอดคล้องกับ
พฤตกิ รรมและการเปล่ียนแปลงในเด็กแต่ละคน อาทิ หลักพรหมวิหาร 4 ในการบาบัดเด็กออทิสติกดังที่ นฤมล (2543) เสรี
(2548) มองว่าศาสนาเปน็ กล่มุ เครอื ขา่ ยทีม่ ีความสาคญั ต่อสงั คมมนษุ ย์ในการตอบสนองความตอ้ งการและเข้าถึงงา่ ยกับมนษุ ย์
“เมตตา ปรารถนาให้ผู้อืน่ เป็นสุข พอ่ แม่ตอ้ งเข้าใจและหมัน่ ศึกษาความรู้ หม่ันไปพบปะกับชมรมนะอยู่บ่อยๆ ซึ่งจะ
มี know how ไปช่วยเหลือลูกหลานให้เด็กมีความสุข, กรุณา ทาอย่างถูกต้องให้เด็กพ้นทุกข์ถ้าโลกส่วนตัวเค้านิถูกเขย่า ถูก
รุกรานค้าก็จะเศร้า เราต้องตะล้อมจนกว่าอารมณ์ของเค้ากับเราไปด้วยกัน, มุฑิตา พลอยยินดี ในเวลาที่เด็กออทิสติกมี
ความสุขอยู่แม้ผู้ปกครองไม่เข้าใจก็เออออห่อหมกเข้าไปด้วยเด็กปรบมือดีใจ, อุเบกขา เม่ือไหร่ก็ตามท่ีเราไม่สามารถ
ประคบั ประคองเดก็ ให้สามารถไปทาตามโปรแกรมทีค่ วรเป็นไปไดเ้ ราก็ต้องวางเฉยว่า ตอนนี้ยังไม่เหมาะ เพราะอารมณ์เค้าไม่
เท่ากับของวันก่อน ผู้ปกครองก็จะต้องหนักแน่น ทาสมาธิเจริญภานาเพ่ือมองสถานการณ์ท่ีมันพิลึกพิลั่นพวกนั้นว่าเป็นของ
ธรรมดา กส็ ามารถรับมือเด็ก ประคบั ประคองเดก็ ได้ เพราะผู้ปกครองจะต้องเปน็ หลักที่ม่ันคง มีสติที่มั่นคง และไม่มีอะไรที่จะ
ทาให้คนเรามสี ตไิ ดม้ ากเทา่ กับการทาสมาธิ” (สรุปจากบทสมั ภาษณข์ องเครอื ขา่ ย)
ข้อเสนอแนะในการศึกษาครง้ั ตอ่ ไป
ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบาย
ทางหน่วยงานท่ีเกีย่ วข้องควรสารวจจานวนบคุ ลากร ปริมาณผู้ใช้บรกิ าร ความต้องการแยกตามประเภทความพิการ
เนื่องจากคนพกิ ารมีรูปแบบการเรยี นรตู้ า่ งกนั และสนบั สนุนให้เกิดชมรม หรอื ศูนยแ์ ยกตามความพกิ ารทีบ่ รหิ ารจดั การโดยกลุม่
ผู้ปกครองเป็นหลัก เนื่องจากกลมุ่ ผปู้ กครองจะทราบปญั หา ความต้องการของบุตรตนเอง และมีพลังเยียวยาดา้ นจิตใจตอ่ กนั
อีกท้ังควรมีนโยบายสนับสนุนให้กลุ่มการศึกษาด้านคนพิการและกลุ่มสุขภาพมีส่วนในการทางานเป็นระบบเชื่อมโยงภายใต้
แนวทางเดียวกันตามบริบทแต่ละพื้นท่ี มีข้ันตอนให้บริการยืดหยุ่นสาหรับคนพิการ และสามารถนากลุ่มอาสาสมัครผู้สูงอายุ
เขา้ มาเปน็ กาลงั พฒั นาคนพิการเน่อื งจากผสู้ ูงอายมุ ีความรู้ ประสบการณ์ เวลาเพยี งพอในการชว่ ยเหลือ
การใหบ้ รกิ ารกล่มุ คนพกิ าร เดก็ ออทิสตกิ รัฐบาลควรจดั สถานท่ีบริการกระจายในระดับตาบล เพื่อสะดวกในการรับ
บริการ ตงั้ แตก่ ารเดินทาง ค่าใช้จ่าย ลดปรมิ าณผู้รับบริการทก่ี ระจกุ ตัวแตเ่ ฉพาะในอาเภอเมอื ง ซงึ่ จะเปน็ การเสยี โอกาสในการ
พฒั นา ฟ้ืนฟู ศกั ยภาพของแต่ละคน
ข้อเสนอแนะเชงิ ปฏิบัตกิ าร
การใหบ้ ริการในกลุ่มเดก็ ออทิสตกิ หรือความพิการด้านอ่ืน นักสังคมสงเคราะห์ควรปรับเปลี่ยนวิธีการทางานเชิงรุก
โดยการสร้างเครือข่ายย่อยในระดับพ้ืนท่ีและศูนย์ฯคนพิการ เพื่อจัดโครงการป้องกันความความพิการ หรือช่วยพัฒนาความ
พิการตั้งแต่แรกพบ โดยการทางานเป็นทีมสหวิชาชีพที่ขยายกลุ่มทีมให้กว้างออกไปในกลุ่มการศึกษา ผู้ปกครองจากภาครัฐ
เอกชน ประชาชน และกลุ่มผู้ปกครอง เพ่ือระดมความคิด การให้บริการเป็นไปในทางเดียวกันและตอบสนองความต้องการ
ตามพน้ื ทยี่ ่อย กลมุ่ นกั สังคมสงเคราะหค์ วรเข้ามามีบทบาทในกลุ่มการศกึ ษาพเิ ศษเนื่องจาก กลมุ่ การศึกษาพิเศษจะมีเครือข่าย
ระดับพ้ืนท่ี สามารถเช่ือมโยงไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ขาดโอกาสตามสิทธิคนพิการ อีกทั้งมีรูปแบบการให้บริการเฉพาะในคน
พิการ และนักสังคมสงเคราะห์ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาทักษะชีวิต การศึกษา อาชีพ ชีวิตและสังคมในระบบให้บริการ เพ่ือ
ตอบสนองตามความแตกต่างของแต่ละคนแต่ละพื้นท่ีและสามารถนักสังคมสงเคราะห์สามารถนาความรู้ ช่วยเหลือต้ังแต่การ
รณรงค์ ปอ้ งกัน ความพิการ การสารวจข้อมูลความต้องการเพ่ือเสนอไปยังระดับนโยบาย และจัดระบบช่วยเหลือ ตั้งแต่แรก
- 296 -
รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
พบความพิการ การชว่ ยเหลือจติ สังคมให้กับครอบครัว และสามารถจดั ระบบการฝึกฝนตอ่ ยอดเป็นโครงการจา้ งงานสาหรับคน
พกิ าร โครงการส่งเสริมความสามารถพิเศษ โครงการจาหน่ายผลิตภัณฑ์คนพิการในระดับท้องถิ่นเพ่ือช่วยเหลือคนพิการได้มี
รายได้ ลดภาวะพ่งึ พิงครอบครัว มศี กั ยภาพทางสงั คม สามารถดารงชวี ิตตามศกั ดศิ์ รีความเป็นมนุษย์
การศึกษาบทบาทเครือข่ายทางสังคมของผู้ปกครองบุคคลออทิสติกของศูนย์ส่งเสริมทักษะชีวิตบุคคลออทิสติก จ.ตรัง
เป็นการศึกษาในกลุ่มของเครือข่ายเฉพาะกลุ่มออทิสติก และในจังหวัดตรังเท่านั้นผู้วิจัยจึงเสนอแนะแนวทางในการศึกษา
เพม่ิ เติมในกลุ่มคนพิการประเภทอ่ืน,ประเดน็ พัฒนาทักษะด้านอน่ื ๆ ของเด็กออทิสติก, ศึกษาปจั จัยการเกดิ เครือข่ายทางสังคม
หรือการสนบั สนนุ ทางสังคมในกล่มุ คนพิการ และศกึ ษาปัจจยั ทีผ่ ้ปู กครองเขา้ รว่ มเปน็ เครือข่าย
บทสรปุ
การพฒั นาทักษะชวี ิตไม่ใชเ่ ปน็ หนา้ ทข่ี องผู้ปกครองเพยี งคนเดียว แต่ตอ้ งอาศยั ความรว่ มมือจากเครือขา่ ย โดยเฉพาะ
เครือข่ายภาครัฐด้านสุขภาพและการศึกษาต้องเข้ามามีบทบาทพัฒนาวิธีการ กระบวนการในการบาบัดคนพิการแบบบูรณา
การจากเครือขา่ ยทเี่ กี่ยวข้องใหเ้ ข้ามามีส่วนรวมตลอดกระบวนการทางาน ตั้งแต่สร้างเครือข่าย คัดเลือกผู้นา การคิด การทา
กิจกรรม การประเมิน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ปกครองซึ่งถือเห็นกาลังหลักในการดูแลคนพิการให้เข้ามามีบทบาทหลักเพราะเป็น
บคุ คลทอ่ี ยูก่ บั คนพิการตลอดเวลา สามารถนาความรู้ไปพัฒนาต่อเนอ่ื งทบ่ี า้ น และทราบปัญหา ความตอ้ งการเฉพาะสาหรบั คน
พิการ ซึง่ จะทาใหภ้ าครัฐได้ข้อมลู ในการจัดบรกิ ารที่ตรงกบั ความตอ้ งการ แก้ปญั หา เกิดผลโดยตรงกับคนพิการได้
นอกจากนี้ควรใชห้ ลากหลายวิธีในการพัฒนาทักษะชีวิตควบคู่กับการพัฒนาทักษะด้านอื่นประกอบกันไป พร้อมทั้ง
ปรับทีมสหวิชาชีพที่ขยายกลุ่มให้ครอบคลุ่มไปในกลุ่มภาครัฐ เอกชน ประชาชน ผู้ปกครอง ปรับการทางานเชิงรุกในระดับ
พ้นื ทีเ่ นน้ การป้องกัน รักษาตั้งแต่แรกพบความพิการ พฒั นาผ้ปู ฏบิ ัติงานใหม้ ีความชานาญ สร้างระบบการทางานท่ีเชอื่ มโยงกัน
ระหว่างเครือข่าย และมีความยืดหยุ่น เน้นแนวราบมากกว่าแนวดิ่ง เพราะเครือข่ายมีทรัพยากรท่ีสามารถทดแทนให้กับกลุ่ม
ผู้ปกครองและหน่วยงานด้วยกันเอง อีกท้ังสามารถนากลุ่มผู้สูงอายุเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลคนพิการเพราะเป็นกลุ่มท่ีมี
ความรู้และประสบการณ์ สามารถพัฒนาศักยภาพเพ่ือเป็นอีกหน่ึงกาลังในการช่วยเหลือคนพิการ ให้ได้รับบริการอย่างเท่า
เทียม
เอกสารอา้ งอิง
หนงั สอื
กาญจนา คูณรังสีสมบูรณ์, อัมพิกา มณีวงศ์และกนกวรรณ บุญศรี 2551. การประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ ครั้งที่
7.98.
คณาจารย์สาขาวชิ ากิจกรรมบาบัดคณะกายภาพบาบดั และวทิ ยาศาสตรก์ ารเคลือ่ นไหวประยุกตม์ หาวิทยาลัยมหิดล 2551. คู่มือ
การฝึกทกั ษะชวี ิตเดก็ ออทิสติก ไบรท์ แอนด์ พร้นิ จากดั . กรงุ เทพฯ. 6-37.
ชินสัคค สุวรรณอจั ฉริย 2549. เครอื ขา่ ยทางสังคม หจก.อภชิ าติการพมิ พ์. มหาสารคาม. 13-14.
ทวศี ักด์ิ สริ ิรัตนเ์ รขา 2550. การบาบัดทางเลือกในเดก็ พิเศษ คุรสุ ภาลาดพร้าว. กรงุ เทพฯ.6-61.
นฤมล นิราทร 2543.การสร้างเครือข่ายการทางานข้อควรพิจารณาบางประการ.โดยการสนับสนุนของโครงการระหว่าง
ประเทศวา่ ด้วยการขจัดปญั ญาหาการใช้แรงงานเด็กองคก์ รแรงงานระหว่างประเทศ (ILO / IPEC).15.
พระมหาสุทิตย์ อาภากโร (อบอุ่น) 2547. เครือข่าย : ธรรมชาติ ความรู้ และการจัดการ โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้เพ่ือ
ชมุ ชนเปน็ สขุ (สรส.). กรุงเทพฯ.100.
วรัญญา เพ็ชรคง 2548. เครือข่ายประชาคมคนพิการ : การสร้างอัตลักษณ์ในกระบวนการปฏิรูประบบสุขภาพ สานักวิจัย
สงั คมและพัฒนาสุขภาพ. นนทบรุ ี.13.
- 297 -
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
เสรี พงศ์พศิ 2548. เครือข่าย ยทุ ธวธิ ีเพอื่ ประชาคมเข้มข้น ชมุ ชน เขม้ แข็ง : วัฒนธรรมองค์กรของโลกยุคใหม่ สถาบันส่งเสริม
วสิ าหกจิ ชุมชน. กรงุ เทพฯ. 13-28.
วารสาร
มะลิวลั ย์ เรอื นคาและศภุ ลกั ษณ์ เขม็ ทอง 2552. *ทักษะชวี ิตสาหรับเด็กออทิสตกิ ผา่ นมุมมองของผดู้ แู ล.
วารสารเทคนิคการแพทยเ์ ชยี งใหม่. 42 : 112-119.
สอ่ื อิเล็กทรอนกิ ส์
ข้อมลู ประมวลผลจากฐานขอ้ มูลทะเบยี นกลางคนพิการสานกั งานสง่ เสรมิ และพฒั นาคุณภาพชวี ติ คนพกิ ารแห่งชาติ 2556.
สืบคน้ วนั ท่ี 31 มกราคม 57 http://www.m-society.go.th/document/
statistic/statistic_8859.pdf.5.
งานวจิ ัย
นลินี เรอื งฤทธศิ กั ด์ิ 2553. รูปแบบและแนวทางการสร้างเครือข่ายและการเป็นหุ้นส่วนทางสังคมระหว่างประเทศขององค์กร
คนพิการ:กรณีศึกษาศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก.(วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต).
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, คณะสังคมสงเคราะห์, สาขาการบริหารและนโยบายสวสั ดกิ ารสงั คม. 129-133.
ปณิชกา จรี พรชยั 2552. การพฒั นาโปรแกรมสรา้ งเสริมทักษะการตัดสินใจในการดาเนินชีวิตด้วยตนเองสาหรับนักเรียนช่วงชั้น
ที่ 2 ทีม่ คี วามบกพร่องทางสตปิ ญั ญา.(ปรญิ ญานิพนธ)์ เสนอบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หลักสูตร
ปรญิ ญาการศึกษาดษุ ฏีบณั ฑติ สาขาวิชาการศกึ ษาพิเศษ 40.
ปาริชาติ สถาปิตานนท์และชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ุ 2546. ส่ือสารกับสังคมเครือข่ายกรุงเทพมหานคร : เอกสารประกอบการ
ฝึกอบรมหลักสูตร 3 “การสร้างเครือข่ายที่มีพลัง” สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา สถาบันการเรียนรู้พัฒนาประชา
สังคม.1.
ปิยฉัตร วงศาโรจน์ 2550.การศกึ ษาแนวทางการสร้างเครือข่ายการฟ้นื ฟูสมรรถภาพเด็กพิการโดยชมุ ชน. (วทิ ยานิพนธ์ปริญญา
มหาบัณฑิต). มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, คณะสังคมสงเคราะห์, สาขาการบรหิ ารและนโยบายสวัสดิการสังคม. 113-
115.
วจิ กั ษณา หุตานนท์ 2545. การประสานงานลกั ษณะเครอื ข่ายระหว่างองค์กรภาครฐั กบั องคก์ รพฒั นาเอกชนต่อการดาเนินงาน
ปอ้ งกันและแก้ไขปญั หาเอดส์. (วทิ ยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑติ ). มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะสังคมสงเคราะห์,
สาขาการบริหารและนโยบายสวสั ดกิ ารสงั คม .155-156.
ศศิธร แก้วนพรตั น์ 2541. การสนบั สนนุ ทางสงั คมจากเครือข่ายทางสังคมท่ีมีผลต่อความเครียด ของบิดามารดาเด็กออทิสติก
ของศนู ย์สขุ วทิ ยาจิต. (วิทยานิพนธป์ ริญญามหาบณั ฑิต). มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, คณะสงั คมสงเคราะห์, สาขาการ
บรหิ ารและนโยบายสวัสดกิ ารสังคม.3.
สุขิริน เย็นสวัสดิ์ 2548. การศึกษาทักษะการส่ือสารของเด็กออทิสติกจาการสอนโดยใช้ป้ายกระดานสื่อสาร .ปริญญานิพนธ์
กศ.ม. (การศึกษาพิเศษ). มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. กรงุ เทพฯ:บันฑติ วทิ ยาลัย. 66-67.
สไุ ปรมา ลลี ามณี 2543. ศกึ ษาการเผชญิ ปัญหา ภาวะวกิ ฤต และการได้รับการสนบั สนนุ ทางสังคมของบิดามารดาท่ีมีบุตรเป็น
ออทสิ ติก. (วิทยานิพนธป์ รญิ ญามหาบณั ฑิต). มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, คณะสงั คมสงเคราะห์. 134-141.
อุมาพร สุระพงศ์ทวี 2551.การเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนของสมาชิกเครือข่ายสมาคมเพ่ือผู้บกพร่องทางจิต.(วิทยานิพนธ์
ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะสังคมสงเคราะห์, สาขาการบริหารและนโยบายสวัสดิการ
สังคม. 141-145.
- 298 -