The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โดย ว่าที่เรือตรีทรงยศ พรานเนื้อ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นคร เจือจันทร์, 2020-11-04 22:25:39

1.การดำเนินการทางวินัยข้าราชการครูฯ

โดย ว่าที่เรือตรีทรงยศ พรานเนื้อ

ว่าทเี่ รือตรีทรงยศ พรานเนือ้

มาตรา 107 ขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาออกจากราชการเม่ือ ?

(1) ตาย
(2) พน้ จากราชการตามกฎหมายว่าดว้ ยบาเหน็จบานาญข้าราชการ
(3) ลาออกจากราชการและไดร้ ับอนุญาตใหล้ าออกหรือการลาออก
มีผลตามมาตรา 108

(4) ถกู ส่ังใหอ้ อกตามมาตรา 49 (ขาดคุณสมบัต)ิ

(5) ถกู ส่ังลงโทษปลดออกหรือไล่ออก

(6) ถกู เพกิ ถอนใบอนุญาตประกอบวชิ าชพี เว้น
แตไ่ ดร้ ับแตง่ ตงั้ ใหด้ ารงตาแหน่งอน่ื ทไี่ ม่ตอ้ งมี
ใบอนุญาตประกอบวิชาชพี ตามมาตรา 109

มาตรา ๓๐

• ๑. มีสญั ชาตไิ ทย
• ๒. มีอายไุ มต่ า่ กวา่ สบิ แปดปีบรบิ รู ณ์
• ๓. เป็นผเู้ ล่ือมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมขุ ตามรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย
• ๔. ไมเ่ ป็นผดู้ ารงตาแหนง่ ทางการเมือง สมาชิกสภาทอ้ งถ่ิน หรอื ผบู้ รหิ ารทอ้ งถ่ิน
• ๕. ไมเ่ ป็นคนไรค้ วามสามารถ หรือจิตฟ่ันเฟื อนไมส่ มประกอบ หรือเป็นโรคตามท่ีก่าหนดใน กฎ ก.ค.ศ.
• ๖. ไมเ่ ป็นผอู้ ยรู่ ะหวา่ งถกู ส่งั พกั ราชการ ถกู ส่งั ใหอ้ อกจากราชการไวก้ อ่ น ตามพระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บ ขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา

พ.ศ.๒๕๔๗ หรอื ตามกฎหมายอ่ืน หรอื ถกู ส่งั พกั หรือเพิก ถอนใบอนญุ าตประกอบวชิ าชีพตามหลกั เกณฑท์ ่ีก่าหนดในกฎหมายองคก์ รวชิ าชีพนนั้ ๆ
• ๗. ไมเ่ ป็นผบู้ กพรอ่ งในศีลธรรมอนั ดสี า่ หรบั การเป็นผปู้ ระกอบวชิ าชีพครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา
• ๘. ไมเ่ ป็นกรรมการบรหิ ารพรรคการเมืองหรอื เจา้ หนา้ ท่ีในพรรคการเมือง
• ๙. ไมเ่ ป็นบคุ คลลม้ ละลาย
• ๑๐. ไมเ่ ป็นผเู้ คยตอ้ งโทษจา่ คกุ โดยคา่ พพิ ากษาถึงท่ีสดุ ใหจ้ า่ คกุ เวน้ แต่ เป็นโทษสา่ หรบั ความผิด ท่ีไดก้ ระทา่ โดยประมาทหรือความผิดลหโุ ทษ
• ๑๑. ไมเ่ ป็นผเู้ คยถกู ลงโทษใหอ้ อก ปลดออก หรอื ไลอ่ อกจากรฐั วิสาหกิจ องคก์ รมหาชน หรอื หนว่ ยงานอ่ืน ของรฐั หรือองคก์ ารระหวา่ งประเทศ
• ๑๒. ไมเ่ ป็นผเู้ คยถกู ลงโทษใหอ้ อก ปลดออก หรอื ไลอ่ อกเพราะกระทา่ ผดิ วินยั ตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ หรือตามกฎหมายอ่ืน
• ๑๓. ไมเ่ ป็นผเู้ คยทา่ การทจุ รติ ในการสอบเขา้ รบั ราชการหรือเขา้ ปฏิบตั งิ านในหนว่ ยงานของรฐั

สง่ั ใหอ้ อกตามมาตรา 49 (ขาดคุณสมบตั ิ)

• นายแสน (นามสมมตุ ิ) ซง่ึ ไดร้ บั การบรรจเุ ขา้ รบั ราชการในตาแหนง่ ครูผชู้ ว่ ย
พบวา่ มีประวตั เิ คยถกู ดาเนินคดีอาญา โดยถกู เจา้ หนา้ ท่ีตารวจจบั กมุ ใน
ขอ้ หามียาบา้ ไวใ้ นความครอบครอง จานวน 5 เม็ด และศาลจงั หวดั ไดม้ ีคา
พิพากษาลงโทษจาคกุ 6 เดอื น ปรบั 10,000 บาท โทษจาคกุ ใหร้ อลงอาญา
ไว้ 2 ปี โดยใหไ้ ปรายงานตวั ตอ่ พนกั งานคมุ ประพฤตทิ กุ 3 เดอื น กาหนด 1 ปี
ปัจจบุ นั คดีถึงท่ีสดุ แลว้ สานกั งานเขตพืน้ ท่ีการศกึ ษาเหน็ วา่ นายแสนยงั ไม่
เคยตอ้ งรบั โทษจาคกุ โดยคาพิพากษาถงึ ท่ีสดุ ใหจ้ าคกุ จงึ ยงั ไม่ขาด
คณุ สมบตั สิ าหรบั การเป็นผปู้ ระกอบวชิ าชีพครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา
มาตรา 30(10) แตม่ ีปัญหาวา่ จะขาดคณุ สมบตั ิ ในกรณีไมเ่ ป็นผบู้ กพรอ่ งใน
ศีลธรรมอนั ดสี าหรบั การเป็นผปู้ ระกอบวชิ าชีพครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา
ตามมาตรา 30(7) แหง่ พระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บขา้ ราชการครูและบคุ ลากร
ทางการศกึ ษา พ.ศ.2547 หรอื ไม่ จงึ ไดข้ อหารอื มายงั สานกั งาน ก.ค.ศ.

คาตอบ

ก.ค.ศ. โดย อ.ก.ค.ศ. วสิ ามัญเกย่ี วกับกฎหมายและระเบยี บข้าราชการครูและบุคลากรทางการ
ศกึ ษา พจิ ารณาแล้วเหน็ วา่ การทศี่ าลมคี าพพิ ากษาว่า นายแสนมีความผิดตาม พระราชบญั ญัตยิ าเสพตดิ ให้
โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และลงโทษตามมาตรา 67 แหง่ พระราชบญั ญัตฉิ บบั ดงั กล่าว ถอื ได้ว่า
ศาลได้วนิ ิจฉัยว่า นายแสนเป็ นเพยี งผู้เสพเท่านั้น มใิ ช่เป็ นผู้จาหน่ายตามมาตรา 15 วรรคสอง แห่ง
พระราชบญั ญัตฉิ บบั เดยี วกัน เน่ืองจากกรณีทจ่ี ะถอื วา่ เป็ นผู้จาหน่ายนั้น จะตอ้ งมียาเสพตดิ ใหโ้ ทษไว้ใน
ครอบครองคานวณเป็ นสารบริสุทธิไ์ ด้ตงั้ แต่ 20 กรัมขนึ้ ไป แต่ในกรณีนายแสนมียาเสพตดิ ให้โทษไวใ้ น
ครอบครอง จานวน 5 เม็ด ศาลได้พเิ คราะหแ์ ล้วว่าคานวณเป็ นสารบริสุทธิไ์ ม่ถงึ 20 กรัม เมอื่ นายแสนเป็ นผู้
เสพหรือตดิ ยาเสพตดิ ตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายซง่ึ คณะรัฐมนตรไี ดม้ ีมตเิ ม่ือวนั ที่ 5 สิงหาคม 2546 แจ้ง
ตามหนังสอื สานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนทสี่ ุด ที่ นร 0504/ ว 208 ลงวนั ที่ 15 สงิ หาคม 2546 ให้ถอื วา่
ไม่เป็ นผู้บกพร่องในศลี ธรรมอันดี ประกอบมตคิ ณะรัฐมนตรีเมอื่ วันท่ี 28 กุมภาพนั ธ์ 2550 รวมทัง้ ใบรับรอง
แพทยข์ องโรงพยาบาล ซงึ่ ไดอ้ อกใหน้ ายแสนทไ่ี ดเ้ คยไปตรวจร่างกายทโี่ รงพยาบาล ปรากฏวา่ ไม่พบสารเสพ
ตดิ มสี ุขภาพแขง็ แรงดี อนั เป็ นการแสดงวา่ ไดผ้ ่านการฟื้ นฟูสมรรถภาพจนร่างกายกลับคนื สู่สภาพปกตแิ ล้ว
นายแสนจงึ ไม่เป็ นผู้ขาดคุณสมบตั ิ ตามมาตรา 30(7) แห่งพระราชบญั ญัตริ ะเบยี บข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา พ.ศ.2547

๙. ไม่เป็ นบุคคลล้มละลาย

การเป็ นบุคคลล้มละลายนั้นมสี าเหตุจากการทเี่ รามหี นีส้ ินมาก และ
ไม่สามารถชาระคนื กับเจา้ หนีไ้ ด้ จงึ ถูกเจ้าหนีฟ้ ้องล้มละลาย โดย
การจะถูกฟ้องล้มละลายนั้นมีสาเหตุมาจาก
• เป็นบคุ คลธรรมดา – ท่ีมีหนีส้ นิ เกิน 1 ลา้ นบาท
• เป็นนิตบิ คุ คล – ท่ีมีหนีเ้ กิน 2 ลา้ นบาท
• เป็นผทู้ ่ีเขา้ ขา่ ยวา่ “มีหนีส้ นิ ลน้ พน้ ตวั ” หรอื “ไมม่ ีความสามารถท่ีจะ

ชาระหนีไ้ ด”้

ระยะเวลาเท่าใดจงึ จะพ้นสภาพการเป็ นบุคคลล้มละลาย?

• การถกู ส่ังใหเ้ ป็ นบุคคลล้มละลายนั้น จะมีระยะเวลา 3 ปี เมือ่
ครบกาหนดกจ็ ะถกู ปลดจากการเป็ นบุคคลล้มละลาย ยกเว้น
กรณีทไี่ ม่ใหค้ วามร่วมมือกับเจา้ หนี้ กอ็ าจจะมีการขยายเวลาเป็ น
5 หรือ 10 ปี กไ็ ด้

• เมื่อครบกาหนดระยะเวลา 3 ปี กใ็ หบ้ ุคคลล้มละลายตดิ ต่อกบั
เจา้ หน้าทพ่ี ทิ กั ษท์ รัพยส์ ินเพอ่ื ขอปลดจากการเป็ นบคุ คล
ล้มละลาย

• หลังจากปลดจากการเป็ นบคุ คลล้มลายแล้ว ก็จะสามารถทางาน
และทาธุรกรรมตา่ งๆ ไดต้ ามปกติ

การลม้ ละลาย

• ถา้ เป็นบคุ คลลม้ ลายกอ่ นการบรรจเุ ขา้ รบั ราชการก็จะทาใหไ้ มม่ ี
คณุ สมบตั สิ มคั รเขา้ รบั ราชการได้

• แตถ่ า้ ปกปิดความจรงิ นนั้ ไวแ้ ลว้ ตน้ สงั กดั มาตรวจเจอภายหลงั จากท่ีได้
บรรจไุ ปแลว้ ตอ้ งเอาผนู้ นั้ ออกโดยพลนั (ม.๔๙)



ตวั อยา่ ง การพจิ ารณาร้องทุกขข์ อง ก.ค.ศ.

• นายล้ม เป็ นครูโรงเรียนแหง่ หนึ่ง มหี นีส้ นิ มากจนถอื ได้ว่ามหี นีส้ นิ ลน้ พน้ ตัว ในทส่ี ุดถกู
ฟ้องศาลและศาลพพิ ากษาใหน้ ายล้มตกเป็ นบคุ คลล้มละลาย เมอื่ วันท่ี 1 มีนาคม 2556
นายล้มอับอายมาก ปิ ดไว้เป็ นความลับ ผู้อานวยการโรงเรียนและครูในโรงเรียนไม่
ทราบเร่ืองเลย ตอ่ มาเปิ ดภาคเรียนใหม่วันที่ 17 พฤษภาคม 2556 ความจงึ รู้ถงึ ครูใน
โรงเรียนและผู้อานวยการโรงเรียน ครั้งแรกผู้อานวยการโรงเรียนจะไมด่ าเนนิ การใดๆ
อา้ งว่าไม่เกยี่ วกบั ตน การเป็ นหนีไ้ ม่ผิดวินัย หากแตม่ ผี ู้รู้บอกว่าไมไ่ ด้ ทา่ นในฐานะผู้มี
อานาจตามมาตรา 53 จาต้องส่ังใหน้ ายล้มออกจากราชการโดยพลันตามมาตรา 49
แหง่ พระราชบญั ญัตริ ะเบยี บข้าราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 กรณี
ขาดคุณสมบตั ทิ ่วั ไปตามมาตรา 30 (9) แหง่ พระราชบญั ญัติ ดังกล่าว กล่าวคือ ตอ้ งไม่
เป็ นบคุ คลล้มละลาย ผู้บงั คบั บญั ชาในฐานะ ผู้มอี านาจตามมาตรา 53 จงึ มคี าส่ังใหน้ าย
ล้มออกจากราชการเมอ่ื วันที่ 21 พฤษภาคม 2556 โดยทไ่ี ม่ทราบว่าศาลมคี าส่ังยกเลิก
การล้มละลายของนายล้มไปแล้วเมอ่ื วันที่ 1 พฤษภาคม 2556

• นายล้มจงึ ยนื่ คาร้องทกุ ขต์ ่อ ก.ค.ศ. ขอใหย้ กเลกิ เพกิ ถอนคาส่ังใหต้ นออกจากราชการ

• ก.ค.ศ. พิจารณาแลว้ เหน็ วา่ คารอ้ งทกุ ขฟ์ ังขนึ้ มีมตใิ หผ้ ูบ้ งั คบั บญั ชามี
คาส่งั เพกิ ถอนคาส่งั ใหน้ ายลม้ ออกจากราชการ และส่งั ใหก้ ลบั เขา้ รบั
ราชการตอ่ ไป เพราะวา่ ขณะท่ีผอู้ านวยการโรงเรยี นมคี าส่งั ดงั กลา่ วนนั้
นายลม้ มไิ ดเ้ ป็นบคุ คลลม้ ละลายแลว้ การส่งั ใหอ้ อกจากราชการกรณี
เป็นบคุ คลลม้ ละลายนนั้ ผบู้ งั คบั บญั ชาตอ้ งส่งั ในขณะท่บี คุ คลนนั้ ยงั
ลม้ ละลายอยโู่ ดยมผี ลในวนั ส่งั แตจ่ ากขอ้ เทจ็ จรงิ ดงั กลา่ ว ขณะท่ีมี
คาส่งั นายลม้ มิไดเ้ ป็นบคุ คลลม้ ละลายแลว้ จงึ ไมถ่ ือวา่ เป็นผขู้ าด
คณุ สมบตั ทิ ่วั ไปตามมาตรา 30 (9) แตอ่ ยา่ งใด แมว้ า่ ระหวา่ งวนั ท่ี 1
มนี าคม 2556 ถึง 30 เมษายน 2556 นายลม้ เป็นบคุ คลลม้ ละลายก็หา
ไดก้ ระทบกระเทือนตอ่ การปฏิบตั หิ นา้ ท่ีราชการแตอ่ ยา่ งใดไม่

ผลของการขาดคุณสมบตั ิ

• มาตรา ๑๙ แหง่ พระราชบัญญัตวิ ิธีปฏิบตั ริ าชการทางปกครอง
พ.ศ. ๒๕๓๙ ไดบ้ ัญญัตริ องรับหลักการดงั กล่าวว่า การทบี่ ุคคลที่
ไดร้ ับการแตง่ ตงั้ โดยขาดคณุ สมบตั หิ รือมีลักษณะตอ้ งหา้ มหรือ
การแตง่ ตงั้ ไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย ตอ้ งพน้ จากตาแหน่งนนั้ ไม่เป็ น
การกระทบกระเทอื นถงึ การใดทผ่ี ู้นั้นไดป้ ฏบิ ัตไิ ปตามอานาจ
หน้าที่



ตวั อยา่ งกรณีความผดิ

นาย ก. ข้าราชการครูได้ทาสัญญากู้ยืมเงนิ จากนายปิ ง เป็ นเงนิ จานวน 5,000 บาท เมื่อครบ
กาหนดชาระหนี้ นายปิ ง ได้ไปตดิ ตามทวงถามให้ชาระหนีห้ ลายคร้ัง นาย ก. กบ็ ่ายเบยี่ งไม่
ชาระหนี้ นายปิ ง กผ็ ่อนปรนเรื่อยมาและต่อมามกี ารทาสัญญาประนอมหนี้ นาย ก. กไ็ ม่ยอม
ชาระหนีอ้ กี พฤตกิ ารณ์ดงั กล่าวย่อมแสดงให้เห็นได้ว่า นาย ก. มเี จตนาทจี่ ะไม่ชาระหนีน้ ั่นเอง

จากพฤตกิ ารณ์ของนาย ก. เป็ นการกระทาความผดิ วนิ ัยไม่ร้ายแรงตามมาตรา 88 วรรค
หนึ่ง และมาตรา 94 วรรคหน่ึง แห่งพระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา พ.ศ. 2547 กรณไี ม่ประพฤติเป็ นแบบอย่างทด่ี แี ก่ผู้เรียน กรณไี ม่รักษาช่ือเสียง
และเกยี รตศิ ักด์ขิ องตาแหน่งหน้าทร่ี าชการของตนมใิ ห้เส่ือมเสีย โดยกระทา การอนั ได้ชื่อว่า
เป็ นผู้ประพฤตชิ ั่ว

ระดับโทษตัดเงนิ เดอื น 5% เป็ นเวลา 2 เดอื น

ตวั อยา่ งคดีอาญาเกี่ยวกบั หนา้ ท่ีราชการ



อาญา กบั วนิ ัย

• ครูถูกแจ้งความดาเนินคดีอาญา ข้อหา หน่วง
เหน่ียวและกระทาอนาจาร ต่อมาผู้เสียหาย
ถอนคาร้องทุกข์ด้วยเหตุผล "ไม่ติดใจเอา
ความ" โทษทางวินัยเป็ นอย่างไร คณะกรรมการ
สื บ ส ว น ข้ อ เ ท็ จ จ ริ ง ต้ อ ง ด า เ นิ น ก า ร อ ย่ า ง ไ ร

คาตอบ

• คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ต้องดาเนินการจนเสร็จสิ้นกระบวน
ความ หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีมูลการกระทาผิดทางวินัย ก็ต้อง
ดาเนินการตามอานาจหน้าท่ี โดยไม่ต้องคานึงถึงผลของคดอี าญา

• ส่วนการถอนคาร้องทุกข์ น้ัน มีผลเพียงแค่สิทธิในการนาคดีอาญามา
ฟ้องระงับไป หาได้ลบล้างข้อเท็จจริงท่ีเกิดขึน้ ไปแล้วไม่ และไม่มีผลถึง
การดาเนินการทางวินัยแต่อย่างใด เพราะ อาญา กับ วินัย พิจารณาแยก
ต่างหากจากกนั

อาญา กบั วนิ ยั

• การดาเนินการทางวนิ ัย มีวตั ถปุ ระสงคเ์ ป็นมาตรการท่ีม่งุ ปราบปราม
ขา้ ราชการท่ีฝ่าฝืนขอ้ หา้ มตามท่ีกฎหมาย ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั กาหนด
โดยวิธีการลงโทษทางวนิ ยั ซง่ึ มผี ลเป็นการปรามไมใ่ หข้ า้ ราชการอ่ืน
กระทาผิดวินยั เพราะเกรงกลวั กบั การลงโทษ

• การรบั ฟังพยานหลกั ฐานเพ่อื ลงโทษทางวนิ ยั นนั้ ผบู้ งั คบั บญั ชาสามารถ
ใชด้ ลุ พนิ ิจส่งั ลงโทษโดยพจิ ารณาจากพยานหลกั ฐานและพฤตกิ ารณ์
ตามสานวนของคณะกรรมการสอบสวนทางวนิ ยั ประกอบกบั คณุ งาม
ความดีท่ีเคยกระทาในครงั้ ก่อนเพื่อนามาประกอบการพจิ ารณาลดโทษ
ใหแ้ กผ่ กู้ ระทาความผดิ วนิ ยั ไมร่ า้ ยแรงได้

• การดาเนินคดอี าญา มีวตั ถปุ ระสงคท์ ่ีมงุ่ ประสงคค์ วบคมุ การกระทา
ของบคุ คลในสงั คมมใิ หก้ ระทาการท่ีกฎหมายกาหนดวา่ เป็นความผดิ
อาญา เพ่ือคมุ้ ครองสงั คมโดยรวมใหม้ ีความสงบสขุ

• การรบั ฟังพยานหลกั ฐานเพ่ือลงโทษในคดีอาญานนั้ จะลงโทษไดเ้ ม่ือ
พยานหลกั ฐานปรากฏชดั แจง้ ปราศจากขอ้ สงสยั หากพยานหลกั ฐานไม่
ชดั เจนมีขอ้ ระแวงสงสยั ศาลก็จะยกประโยชนแ์ หง่ ความสงสยั ใหแ้ ก่
จาเลย โดยยดึ หลกั ท่ีวา่ “ปลอ่ ยคนผดิ รอ้ ยคน ดกี วา่ ตดั สินจาคกุ คนถกู
เพยี ง คนเดยี ว”



การปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ีราชการจะใหถ้ กู ใจใครไปทงั้ หมด
ยอ่ มเป็นไปไม่ได้ จงึ ทาใหม้ ีการรอ้ งเรยี น กลา่ วโทษขา้ ราชการ พนกั งานหรอื

ลกู จา้ งผเู้ ป็นตน้ เหตใุ หเ้ กิดความไมพ่ อใจอยเู่ สมอ

เจา้ หนา้ ท่ีของ
รฐั

ประชาชนผู้
ไดร้ บั

ผลกระทบ

ประชาชน
ท่วั ไป

คณะรัฐมนตรี เมื่อวนั ท่ี ๒๒ ธนั วาคม ๒๕๔๑

• ในเบื้องต้น ให้ถือเป็ นความลบั ทางราชการ

ลับ • บัตรสนเท่ห์ ให้พจิ ารณาเฉพาะรายทรี่ ะบุหลกั ฐาน กรณแี วดล้อมปรากฏชัดแจ้ง ตลอดจนชี้พยานบุคคลแน่นอน
เท่าน้ัน

• ปกปิ ดช่ือผู้ร้องเรียน

ปกปิ ด • ส่งใหผ้ ู้บงั คับบญั ชาของผู้ถกู กล่าวโทษทาการสืบสวนทางลบั ว่ามีมูลความจริงเพยี งใด หรือไม่

• แจง้ ใหผ้ ู้ร้องเรียนทราบในทางลับ หลงั จากทไี่ ดร้ ับเร่ืองราวร้องทุกข์ และภายหลังการสืบสวน
ในเวลาอันสมควร

แจ้ง

คณะรัฐมนตรี เม่ือวนั ท่ี ๒๒ ธนั วาคม ๒๕๔๑

• ดาเนินคดอี าญา

พบวา่ ผิด • ดาเนินการทางวินัย

• ผู้ร้อง

คุ้มครอง • พยาน

• เจา้ หน้าทผี่ ู้สบื สวนในทางลบั ไดก้ ระทาละเมิดตอ่ ขา้ ราชการผู้ถกู กล่าวโทษหรือบุคคลภายนอก

เสียหาย • หน่วยงานตอ้ งรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสยี หายตามหลกั เกณฑใ์ นพระราชบัญญัติ
ความรับผิดทางละเมิดของเจา้ หน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙

ความหมายจาก พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน

บัตรสนเทห่ ์

จดหมายฟ้องหรอื
กล่าวโทษผู้อน่ื

ผู้เขยี น • ไม่ได้ลงชอ่ื
• ไม่ลงชอ่ื จริง



ตวั อยา่ ง

นอกเหนือจากกรณีมีผรู้ ้องเรียนกล่าวโทษ

ผบู้ งั คบั บญั ชา ศนู ยด์ ารงธรรม แตง่ ตั้ง
พบเหน็ เอง ผตู้ รวจการ คณะกรรมการ
แผน่ ดนิ และ
อ่ืนๆ สบื สวน

ไม่ต้องตัง้ คณะกรรมการ ปปท. ปปช.
สอบสวน ลงโทษไดเ้ ลย

สตง. ไม่ตอ้ งตง้ั คณะกรรมการ
สืบสวนอีก เว้นแตย่ ังไม่ชีต้ วั
ผู้กระทาความผิด

พระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญวา่ ดว้ ยการตรวจเงินแผน่ ดิน พ.ศ.
๒๕๖๑ ไม่มีบทบญั ญตั ิใดกาหนดใหห้ น่วยรับตรวจตอ้ งดาเนินการทาง
วินยั โดยผกู พนั ขอ้ เทจ็ จริงตามผลการตรวจสอบของสานกั งานการตรวจ
เงินแผน่ ดิน การดาเนินการทางวนิ ยั จึงตอ้ งเป็นไปตามกฎหมายและ
ระเบียบท่ีเก่ียวขอ้ งซ่ึงในกรณีน้ีไดแ้ ก่ มาตรา ๙๕ วรรคสี่ แห่ง
พระราชบญั ญตั ิระเบียบขา้ ราชการครูและ

31

บุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๗ ที่กาหนดวา่ เม่ือปรากฏกรณีมีมูลท่ี
ควรกล่าวหาวา่ ขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผใู้ ดกระทาผดิ
วินยั โดยมีพยานหลกั ฐานในเบ้ืองตน้ อยแู่ ลว้ ใหผ้ บู้ งั คบั บญั ชา
ดาเนินการทางวินยั ทนั ที ซ่ึงจะเห็นไดว้ า่ บทบญั ญตั ิดงั กล่าวมิไดบ้ งั คบั
ใหท้ ุกกรณีตอ้ งมีการสืบสวนก่อน หากเป็นกรณีท่ีมีพยานหลกั ฐานใน
เบ้ืองตน้ อยแู่ ลว้ กย็ อ่ มดาเนินการทางวนิ ยั ต่อไปไดท้ นั ที

32

ประกอบกบั ขอ้ ๖ วรรคหน่ึง ของระเบียบสานกั นายกรัฐมนตรีวา่ ดว้ ย
การเร่งรัดติดตามเก่ียวกบั กรณีเงินขาดบญั ชีหรือเจา้ หนา้ ที่ของรัฐทุจริต
พ.ศ.๒๕๔๖ กาหนดวา่ กรณีสานกั งานการตรวจเงินแผน่ ดินตรวจสอบ
พบวา่ เจา้ หนา้ ท่ีของรัฐทุจริตและไดช้ ้ีมูลความผดิ แลว้ ใหห้ น่วยงานของ
รัฐดาเนินการทางแพง่ ทางอาญา หรือวินยั แก่ผทู้ ี่เกี่ยวขอ้ งอยา่ ง
เคร่งครัดโดยไม่ตอ้ งแต่งต้งั คณะกรรมการสืบสวนหาขอ้ เทจ็ จริงอีก

33

ดงั น้นั เม่ือปรากฏวา่ ผลการตรวจสอบของสานกั งานการตรวจเงิน
แผน่ ดินดงั กล่าวไดร้ ะบุพฤติการณ์น่าเช่ือวา่ มีการทุจริต และไดร้ ะบุ
ชดั เจนถึงตวั เจา้ หนา้ ที่ท่ีกระทาผดิ วา่ เป็นใคร พร้อมท้งั พยานหลกั ฐาน
ในเบ้ืองตน้ เก่ียวกบั การกระทาความผดิ แลว้ ผมู้ ีอานาจตามมาตรา ๕๓
ยอ่ มตอ้ งมีหนา้ ที่ดาเนินการทางวนิ ยั ตามบทกฎหมายและระเบียบ
ดงั กล่าว โดยไม่ตอ้ งแต่งต้งั คณะกรรมการสืบสวนหาขอ้ เทจ็ จริงอีก
(เทียบเคียงความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ ๙๔๔/
๒๕๖๑)

34

คำพพิ ำกษำศำลปกครองสูงสุด

อ.๗/๒๕๕๗กำรส่ังลงโทษวนิ ัยอยำ่ งร้ำยแรงกรณี ป.ป.ช.ช้ีมลู

• คดนี ีผ้ บู้ งั คบั บัญชำได้เคยมคี ำสงั่ ลงโทษตดั เงนิ เดือน สำหรบั กำรกระทำควำมผิด
ในกรณีผฟู้ ้องคดี ไดร้ บั แต่งต้ังเป็นประธำนกรรมกำรตรวจกำรจำ้ งโดยไม่ได้ออกไป
ตรวจสอบโครงกำรกอ่ สร้ำงตำมแบบแปลนทีก่ ำหนด ตอ่ มำ ปปช. มีมติวำ่ กำร
กระทำของผ้ฟู ้องคดตี ำมพฤติกำรณ์ดงั กลำ่ วเป็นกำรกระทำผิดวินยั อยำ่ งรำ้ ยแรง
ฐำนทุจริตต่อหน้ำทรี่ ำชกำร ผูบ้ ังคบั บญั ชำจงึ ต้องดำเนนิ กำรตำมมำตรำ ๙๒
มำตรำ ๙๓ แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรฐั ธรรมนูญฯ โดยถือเอำสำนวนไตส่ วนเป็น
สำนวนสอบสวนทำงวนิ ยั และ มีคำสง่ั ลงโทษไล่ผฟู้ ้องคดอี อกจำกรำชกำร
กรณีกระทำกำรทจุ ริตต่อหน้ำทร่ี ำชกำร จำกพฤตกิ ำรณ์กำรกระทำเดิม ตำมมติ
ป.ป.ช.

คำพพิ ำกษำศำลปกครองสูงสดุ ฟ.๒๕/๒๕๖๐

คดีนเี้ ป็นกรณีทผ่ี บู้ ังคบั บญั ชาส่ังลงโทษไลผ่ ้ฟู ้องคดีออกจากราชการ

ตามฐานความผดิ ทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ช.มมี ติ และ ก.พ.ค. มีมติลดโทษ
เป็นปลดอกจากราชการ

ซึง่ ศาลเห็นว่า พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วยการปอ้ งกนั
และปราบปรามการทจุ รติ พ.ศ. ๒๕๔๒ (ขณะกระทาความผิด)
มาตรา ๑๙ บัญญตั ใิ ห้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอี านาจหน้าที่ดงั ตอ่ ไปนี้
(๓) ไต่สวนและวินจิ ฉยั วา่ เจ้าหน้าทขี่ องรฐั ร่ารวยผดิ ปกติ กระทาความผดิ
ฐานทจุ รติ ตอ่ หน้าที่ หรือกระทาความผิดต่อตาแหนง่ หน้าทรี่ าชการ หรอื
ความผิดต่อตาแหน่งหน้าทใ่ี นการยุติธรรม... และ

คำพพิ ำกษำศำลปกครองสงู สดุ ฟ.๒๕/๒๕๖๐ (ตอ่ )

ตามมาตรา ๙๒ วรรคหนง่ึ บญั ญัตวิ ่าในกรณมี ีมลู ความผดิ ทางวินัย เม่ือคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ได้พิจารณาพฤตกิ ารณ์แหง่ การกระทาความผิดแล้วมีมตวิ ่า ผูถ้ กู กล่าวหาผ้ใู ดได้กระทาผดิ วนิ ัย
ใหป้ ระธานกรรมการส่งรายงานและเอกสารทมี่ ีอยพู่ รอ้ มเอกสารท้งั ความเห็นไปยังผ้บู ังคบั บญั ชา
หรือผู้มีอานาจแต่งตั้งถอดถอนผถู้ ูกกลา่ วหาน้นั เพอื่ พจิ ารณาโทษทางวินยั ตามความผดิ ที่
คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มมี ตโิ ดยไมต่ ้องแตง่ ตง้ั คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอีก

ในการพิจารณาโทษทางวินัยแก่ผู้ถกู กล่าวหาใหถ้ ือว่ารายงาน เอกสาร และความเห็นของ

คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสานวนการสอบสวนทางวนิ ยั ของคณะกรรมการสอบสวนวนิ ยั
ตามกฎหมายหรือระเบยี บหรือขอ้ บงั คับว่าดว้ ยการบริหารงานบุคคลของผถู้ ูกกล่าวหาน้ัน ๆ
แล้วแต่กรณี

ขอ้ กล่ำวหำที่อยู่ในอำนำจไต่สวนและพิจำรณำของคณะกรรมกำร ป.ป.ช. หมำยถงึ

เฉพำะขอ้ กล่ำวหำท่เี กีย่ วกบั กำรกระทำควำมผิดฐำนทจุ ริตต่อหน้ำที่ กระทำควำมผดิ ต่อ
ตำแหน่งหน้ำท่รี ำชกำร หรอื กระทำควำมผิดต่อตำแหน่งหนำ้ ที่ในกำรยุตธิ รรมเทำ่ นัน้

คำพิพำกษำศำลปกครองสูงสุด ฟ.๒๕/๒๕๖๐ (ต่อ)

โดยที่ประมวลกฎหมายอาญาไดบ้ ญั ญัติองค์ประกอบความผดิ และโทษเกี่ยวกบั ความผดิ
ต่อตาแหนง่ หนา้ ที่ราชการไว้ในมาตรา 147 ถึงมาตรา 166 และความผดิ ต่อตาแหนง่ หน้าท่ี
ในการยตุ ธิ รรมไว้ในมาตรา 200 ถึงมาตรา 205 ดงั นั้น ความผดิ ตอ่ ตาแหนง่ หนา้ ท่รี าชการ
และความผิดต่อตาแหน่งหนา้ ทใี่ นการยุติธรรม จงึ เป็นมลู ความผดิ ทางอาญา ส่วนความผดิ
ฐานทจุ ริตต่อหนา้ ที่ ถอื เปน็ มลู ความผิดทางวนิ ยั นอกจาก 3 กรณนี ้ันแลว้ คณะกรรมการ
ป.ป.ช. ไมม่ อี านาจไต่สวน

ดังนน้ั รายงานการไต่สวนขอ้ เท็จจรงิ และความเหน็ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในสว่ นที่
เกยี่ วกบั ความผิดทางวินัยฐานทุจริตตอ่ หน้าทเ่ี ทา่ นัน้ ทผี่ ูบ้ งั คบั บัญชาหรอื ผู้มีอานาจแตง่ ตั้ง
ถอดถอนของผู้ฟอ้ งคดจี ะต้องถอื เอามาเปน็ สานวนการสอบสวนทางวินัย โดยไม่ต้องแตง่ ตงั้
คณะกรรมการสอบสวนวนิ ยั อกี

คดีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไตส่ วนขอ้ เทจ็ จรงิ และมมี ตวิ า่ การกระทาของผฟู้ อ้ งคดีเป็น
ความผดิ วินยั ฐานทจุ ริตตอ่ หน้าที่ราชการ ฐานไมป่ ฏบิ ัติหน้าที่ราชการใหเ้ ป็นไปตามกฎหมาย
และระเบียบฯ โดยไมเ่ สยี หายแก่ทางราชการ

คำพิพำกษำศำลปกครองสูงสุด ฟ.๒๕/๒๕๖๐ (ตอ่ )

ในคดศี าลเหน็ ว่ากรณยี ังไมพ่ อฟังไดว้ า่ การกระทาของผู้ฟอ้ งคดเี ป็นการปฏบิ ัตหิ รอื ละเว้นการ
ปฏิบัตหิ น้าทโ่ี ดยมชิ อบเพอื่ ใหต้ นเองหรอื ผู้อน่ื ไดร้ บั ประโยชน์อนั มิควรได้ ทจี่ ะถอื วา่ เป็นการทจุ ริต
ต่อหน้าท่ีราชการจึงไมผ่ กู พนั ผ้บู งั คับบัญชาหรอื ผู้มอี านาจแตง่ ตั้งถอดถอนผู้ฟ้องคดใี ห้ลงโทษตาม
ฐานความผดิ ท่คี ณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติ โดยไมต่ ้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน และไมอ่ ำจ
ถอื เอำรำยงำนกำรไต่สวนขอ้ เท็จจรงิ และควำมเหน็ ในสว่ นนนั้ มำเป็นสำนวนกำรสอบสวนทำงวินัย
ของคณะกรรมกำรสอบสวนวินยั

สว่ นการไตส่ วนข้อเท็จจรงิ และช้ีมูลความผดิ ผู้ฟ้องคดใี นความผิดฐานอน่ื (ฐานปฏบิ ัติหนา้ ทีร่ าชการ
ให้เปน็ ไปตามกฎหมาย และระเบยี บฯ ) ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปน็ การกระทาท่ไี ม่มอี านาจ
ตามกฎหมายไม่ผูกพนั ผู้บังคับบัญชาหรอื ผู้มอี านาจแตง่ ตั้งถอดถอนทีจ่ ะต้องถือเอารายงานการไตส่ วน
ขอ้ เท็จจริง และความเหน็ ในส่วนน้ันมาเปน็ สานวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวน
วินัยแต่อยา่ งใด

ดงั น้นั ผูบ้ งั คบั บญั ชาหรือผ้มู ีอานาจแต่งต้ัง มีคาสงั่ ลงโทษโดยไมต่ อ้ งแต่งตงั้ คณะกรรมการ
สอบสวนวนิ ัย เพือ่ ดาเนนิ การสอบสวนผู้ฟอ้ งคดใี นฐานความผิดท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ
จึงไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย

มำตรำ ๑๓๖ เม่อื ผบู้ งั คับบญั ชาของเจา้ พนักงานของรฐั มคี าสัง่ ให้

ดาเนนิ การสอบสวนทางวนิ ัย แก่เจ้าพนกั งานของรัฐในความผิดฐานทจุ รติ
ต่อหนา้ ท่ีให้แจง้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบภายใน สามสบิ วันนบั แต่วนั ท่ี

มีคาสง่ั ในกรณีเชน่ นั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะสง่ั ให้ผ้บู งั คับบัญชารายงาน

ความคบื หนา้ และผลของการดาเนินการ หรอื จะใหส้ ่งเรือ่ งให้คณะกรรมการ

ป.ป.ช. เพอ่ื ดาเนินการต่อไปก็ได้ และให้นาความในมาตรา ๖๖ มาใช้บงั คบั

ด้วยโดยอนุโลม

คำวินิจฉยั ศำลรฐั ธรรมนญู ท่ี 2/2546
ลงวนั ท่ี 6 กุมภำพนั ธ์ 2546

 ศำลรฐั ธรรมนญู วนิ จิ ฉัยว่ำ อำนำจหน้ำทีข่ องคณะกรรมกำร ป.ป.ช. ในกำรไตส่ วน
และวนิ จิ ฉัยตำมรฐั ธรรมนูญ มำตรำ 301 วรรคหน่งึ (3) เพื่อดำเนนิ กำรตอ่ ไป
ตำมกฎหมำยประกอบรัฐธรรมนญู วำ่ ด้วยกำรป้องกนั และปรำบปรำมกำรทจุ รติ
เม่ือคณะกรรมกำร ป.ป.ช.ไดไ้ ตส่ วนและวินจิ ฉัยว่ำ เจำ้ หนำ้ ท่ขี องรัฐกระทำควำมผิด
ฐำนทุจรติ ตอ่ หน้ำท่จี ึงเปน็ อันยตุ ิ ดังนัน้ องค์กรที่มีอำนำจพิจำรณำอทุ ธรณ์ จึงไมอ่ ำจ
พิจำรณำเปล่ยี นแปลงฐำนควำมผดิ ทำงวินัยตำมที่คณะกรรมกำร ป.ป.ช. วนิ จิ ฉัย
ยตุ แิ ลว้ ให้เปน็ ประกำรอื่นไดอ้ ีก

ป.ป.ช.

ช้มี ลู ไมร่ า้ ยแรงจะตอ้ งทาอยา่ งไร

ขน้ั ตอนก่อนการดาเนินการทางวนิ ยั

การสบื สวนขอ้ เทจ็ จรงิ /
การตรวจสอบขอ้ เท็จจรงิ

การสืบสวน • ผู้บังคับบญั ชา
ขอ้ เทจ็ จรงิ • มอบหมายบคุ คล
• แต่งตัง้ คณะกรรมการ

แสวงหา • ขอ้ เท็จจรงิ
• พยานหลกั ฐาน

พิสจู นก์ รณี • มมี ูล
รอ้ งเรยี นกลา่ วโทษ • ไม่มมี ูล

วิธีการสืบสวนทางวินยั

ไมม่ ีกฎหมาย ดาเนนิ การ ขนึ้ อยกู่ บั
ระเบยี บ อยา่ งไรก็ได้ สภาพของเรอ่ื ง
กาหนด วา่ จะใชว้ ธิ ีการ
แนวทางปฏิบตั ิ อะไร

ประเภทการสืบสวนทางวนิ ัย

การสืบสวนก่อนดาเนินการทางวนิ ัย

การสืบสวนซึ่งเป็ นการดาเนินการทางวินัย การสืบสวนซึ่งเป็ นการดาเนินการ
ทางวินัย ได้แก่ ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อ ในคราวเดียวกันเป็ นเวลาเกินกว่า
๑๕ วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร อันเป็ นความผิดปรากฏชัดแจ้งท่ีจะ
พจิ ารณาโทษโดยไม่ต้องแต่งต้งั คณะกรรมการขนึ้ สอบสวนกไ็ ด้

46

การสืบสวนซ่ึงเป็ นการดาเนินการทางวนิ ัย

ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

หากไม่ มีการแจ้ งข้ อกล่ าวหาและพยานหลักฐาน ที่สนันสนุน
ข้อกล่าวหาให้ทราบ เพ่ือให้มโี อกาสชี้แจง นาสืบพยานแก้ข้อกล่าวหา

47

กรณคี วามผดิ ทป่ี รากฏชัดแจ้ง

กระทาความผดิ อาญาจนได้รับโทษจาคุก หรือโทษทห่ี นักกว่าจาคุก โดยคา
พพิ ากษาถึงทสี่ ุดให้จาคกุ หรือให้ลงโทษหนักกว่าจาคกุ เว้นแต่เป็ นโทษ
สาหรับความผิดที่ได้ กระทาโดยประมาทหรือความผดิ ลหุโทษ

ละทิง้ หน้าท่รี าชการติดต่อในคราวเดยี วกนั เป็ นเวลาเกนิ กว่าสิบห้า วนั และ
ผู้บังคบั บัญชาได้ดาเนินการสืบสวนแล้วเห็นว่า ไม่มีเหตุผลอนั สมควร หรือมี
พฤตกิ ารณ์อนั แสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัตติ ามระเบียบของทางราชการ

48

กรณีความผิดทีป่ รากฏชัดแจ้ง

กระทาผิดวนิ ัยอย่างร้ายแรง และได้รับสารภาพเป็ น
หนังสือต่อ ผู้บงั คบั บญั ชา หรือให้ถ้อยคาสารภาพ
ต่อผู้มหี น้าที่สืบสวนหรือคณะกรรมการสอบสวน
ตามกฎหมาย และได้มีการบนั ทกึ ถ้อยคารับสารภาพ
เป็ นหนังสือ

49

เม่ือไดด้ าเนินการสืบสวนเสร็จสิ้นแลว้

หน้าทผี่ ู้บงั คบั บัญชา กรณมี มี ูล ร้ายแรง
สงั่ ต้งั สอบวนิ ยั
• พจิ ารณาสานวน • กรณีไม่มีมูลใหส้ ั่งยตุ ิ หรือเสนอต้งั สอบวนิ ยั อยา่ ง
สืบสวนแล้ว เหน็ ว่า เร่ือง ร้ายแรง

• ไม่ร้ายแรง
• ส่ังต้งั สอบวนิ ยั ไม่

ร้ายแรง
• เสนอต้งั สอบวนิ ยั ไม่

ร้ายแรง

50


Click to View FlipBook Version