การสืบสวน
• เป็ นข้นั ตอนภายใน ยงั ไม่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิ
และหน้าทข่ี องผู้ถูกต้งั คณะกรรมการสืบสวน จงึ มิใช่ผู้
เดือดร้อนเสียหายทจี่ ะมีสิทธิฟ้องคดตี ่อศาลปกครอง
(คาสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 750/2547)
51
คาถาม
• ศึกษาธิการจงั หวดั มีอานาจสง่ั แต่งต้งั คณะกรรมการสืบสวน
ขอ้ เทจ็ จริง กรณีมีการร้องเรียนขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการ
ศึกษา สงั กดั ร.ร./สพป. /สพม. หรือไม่
52
การดาเนินการทางวนิ ัยไม่ร้ายแรง
ของผู้บังคบั บญั ชา
• สืบสวนข้อเทจ็ จริงผู้ใตบ้ งั คับบญั ชา ว่าเป็ นไปตามข้อ
กล่าวหา หรอื ไม่
• แตง่ ตงั้ คณะกรรมการสอบสวนวนิ ัยไม่ร้ายแรง
• แจง้ คาส่ังใหผ้ ู้ถกู กล่าวหา และคณะกรรมการสอบสวน
• พจิ ารณาส่ังสานวน / ออกคาส่ังลงโทษวนิ ัยไม่ร้ายแรง
• รายงานการดาเนินการตอ่ กศจ.
การดาเนินการทางวนิ ยั ไม่ร้ายแรงกบั ผทู้ ่ีช่วยราชการ
• กรณีทเี่ ป็ นการช่วยปฏบิ ตั ริ าชการใน
หน่วยงานอน่ื หวั หน้าหน่วยงานนั้น จะมี
เพยี งอานาจการบังคบั บญั ชา แต่ไมม่ ี
อานาจดาเนินการทางวนิ ัยหรือส่ังลงโทษ
กรณีเช่นนีจ้ ะตอ้ งรายงานใหผ้ ู้บงั คบั บัญชา
ตน้ สังกดั เป็ นผู้ดาเนินการ
คาถาม
• นายนกเล็ก ข้าราชการสังกัด สพม.8 ไป
ช่วยราชการที่ สพม.9 ถ้านายนกเล็ก
ถูกกกล่ าวหาว่ากระทาผิดวินั ยไม่
ร้ายแรงใครคือ ผู้มีอานาจแต่งตั้ง
คณะกรรมการสอบสวน
คาถาม
• นายนกเล็ก ข้าราชการสังกัด สพม.8 ไปช่วย
ร า ช ก า ร ที่ส า นั ก ง า น ศึ ก ษ า ธิ ก า ร จั ง ห วั ด
สมุทรสงคราม ถ้านายนกเล็กถูกกกล่าวหาว่า
กระทาผิดวินัยไม่ร้ายแรงใครคือ ผู้มีอานาจ
แตง่ ตงั้ คณะกรรมการสอบสวน
คาถาม
• นายนกเล็ก ข้าราชการสังกัด สพม.8 ไปช่วย
ราชการทส่ี านักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้
พืน้ ฐาน ถ้านายนกเล็กถูกกกล่าวหาว่ากระทา
ผิดวินัยไม่ร้ายแรงใครคือ ผู้มีอานาจแต่งตั้ง
คณะกรรมการสอบสวน
ปัญหาที่พบบ่อย
• ผอ.สพท. เห็นวา่ มีมูลร้ายแรง
• ถา้ ศธจ. เห็นวา่ ไม่ร้ายแรงจึงส่ง
สานวนคืน หรือใหส้ ืบเพิม่
• เอาเขา้ กศจ.ตดั สินไดไ้ หม
58
หนงั สือสานกั งาน ก.ค.ศ
• ท่ี ศธ ๐๒๐๖.๑๐/๑๒ ลว. ๘ พ.ค. ๒๕๖๓
• ม. ๙๕ เป็นหนา้ ท่ี ผบช. ช้ีมูล
• กฎหมายไม่ไดใ้ หอ้ านาจผมู้ ีอานาจสง่ั แต่งต้งั ใชด้ ุลพนิ ิจทบทวนผล
• แต่มีหนา้ ท่ีตอ้ งสง่ั ตามท่ี ผบช.ช้ีมูล
59
ถา้ ไม่สงั่
• ม.๑๐๐ วรรคหก ให้ ผบช.เหนือข้ึนไป
ของผมู้ ีอานาจตาม ม.๕๓ สงั่ แต่งต้งั
คกก.สอบสวน
• ใครกนั แน่ระหวา่ ง เลขา กพฐ. หรือ
ปศธ. ท่ีมีอานาจสงั่
60
การส่ังพกั ราชการ/ออกจากราชการไว้ก่อน
กฎ ก.ค.ศ. วา่ ดว้ ยการสงั่ พกั
ราชการและการสงั่ ใหอ้ อกจาก
ราชการไวก้ ่อน พ.ศ. 2555
61
ผมู้ ีอานาจสงั่
• ข้อ ๒ ให้ผู้มีอานาจตาม
• มาตรา ๕๓ (ผู้มีอานาจบรรจุและแต่งต้งั )
• มาตรา ๙๘ วรรคสอง (ผบช.ลาดบั ทสี่ ูงกว่า กรณี
กระทาผดิ ร่วมกนั )
62
• วรรคส่ี ( ปัจจุบนั คงเฉพาะกรณีต่างส่วนราชการซ่ึง
เป็นอานาจ รมว.ศธ. เพราะอานาจตามมาตรา ๕๓ ของ
ผอ.รร. และผอ.เสพท. ไปเป็นของ ศธจ. แลว้ )
• วรรคหา้ (นายกรัฐมนตรีมีอานาจดาเนินการตาม ม.
๙๘ ว.๒ )
63
• มาตรา ๑๐๐วรรคหก (ผบช.เหนือข้ึนไป กรณีผมู้ ี
อานาจไม่ดาเนินการตาม ม.๙๘ ว.๒)
• ผบู้ งั คบั บญั ชาท่ีไดร้ ับรายงานตามมาตรา ๑๐๔
(รายงานการดาเนินการทางวนิ ยั )
• แลว้ แต่กรณี เป็นผสู้ งั่ พกั ราชการหรือสง่ั ใหอ้ อกจาก
ราชการไวก้ ่อน
64
• ขอ้ ๓ เมื่อขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผใู้ ดมีกรณีถูก
กล่าวหาวา่ กระทาผดิ วินยั อยา่ งร้ายแรงจนถูกต้งั กรรมการสอบสวน
หรือถูกฟ้องคดีอาญา หรือตอ้ งหาวา่ กระทาความผดิ อาญา เวน้ แต่
เป็นความผดิ ท่ีไดก้ ระทาโดยประมาทหรือความผดิ ลหุโทษ ผมู้ ี
อานาจตามขอ้ ๒ จะสงั่ ใหผ้ นู้ ้นั พกั ราชการไดต้ ่อเมื่อมีเหตุอยา่ งหน่ึง
อยา่ งใด ดงั ต่อไปน้ี
• (ความผดิ ลหุโทษ คือ ความผดิ ที่มีโทษจาคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือ
ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือท้งั จาท้งั ปรับ)
65
• (๑) ผนู้ ้นั ถูกต้งั กรรมการสอบสวนวนิ ยั อยา่ งร้ายแรง หรือถูก
ฟ้องคดีอาญา หรือตอ้ งหาวา่ กระทาความผดิ อาญาในเรื่อง
เก่ียวกบั การทุจริตต่อหนา้ ที่ราชการ หรือเก่ียวกบั ความ
ประพฤติหรือพฤติการณ์อนั ไม่น่าไวว้ างใจ และผทู้ ่ีถูกฟ้อง
น้นั พนกั งานอยั การมิไดร้ ับเป็นทนายแกต้ ่างให้ และผมู้ ี
อานาจตามขอ้ ๒พิจารณาเห็นวา่ ถา้ ใหผ้ นู้ ้นั คงอยใู่ นหนา้ ที่
ราชการอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการ
66
• (๒) ผนู้ ้นั มีพฤติการณ์ที่แสดงวา่ ถา้ คงอยู่
ในหนา้ ที่ราชการจะเป็นอุปสรรคต่อการ
สอบสวนพจิ ารณาหรือจะก่อใหเ้ กิด
ความไม่สงบเรียบร้อยข้ึน
67
• (๓) ผนู้ ้นั อยใู่ นระหวา่ งถูกควบคุมหรือ
ขงั โดยเป็นผถู้ ูกจบั ในคดีอาญา หรือตอ้ ง
จาคุกโดยคาพิพากษาและไดถ้ ูกควบคุม
ขงั หรือตอ้ งจาคุก เป็นเวลาติดต่อกนั เกิน
สิบหา้ วนั แลว้
68
• (๔) ผนู้ ้นั ถูกต้งั กรรมการสอบสวนวนิ ยั อยา่ งร้ายแรงและ
ต่อมามีคาพพิ ากษาถึงท่ีสุดวา่ เป็นผกู้ ระทาความผดิ อาญาใน
เร่ืองที่สอบสวน หรือผนู้ ้นั ถูกต้งั กรรมการสอบสวนวินยั
อยา่ งร้ายแรงภายหลงั ที่มีคาพิพากษาถึงท่ีสุดวา่ เป็นผกู้ ระทา
ความผดิ อาญาในเรื่องที่สอบสวนน้นั และผมู้ ีอานาจตามขอ้
๒ พิจารณาเห็นวา่ ขอ้ เทจ็ จริงที่ปรากฏตามคาพิพากษาถึง
ท่ีสุด ไดค้ วามประจกั ษช์ ดั อยแู่ ลว้ วา่ การกระทาความผิด
อาญาของผนู้ ้นั เป็นความผดิ วนิ ยั อยา่ งร้ายแรง
69
• ขอ้ ๔ การส่ังพกั ราชการตามขอ้ ๓ ให้สั่งพกั ตลอดเวลาที่สอบสวนพิจารณา
เวน้ แต่กรณีที่ผูถ้ ูกส่ังพกั ราชการเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาไดร้ ้อง
ทุกข์คาสั่งพกั ราชการและผูม้ ีอานาจพิจารณาเห็นว่าคาร้องทุกข์ฟังข้ึน และ
สมควรส่ังให้ผูน้ ้ันกลบั เขา้ ปฏิบตั ิหน้าที่ราชการก่อนการสอบสวนพิจารณา
เสร็จสิ้นเนื่องจากพฤติการณ์ของผูถ้ ูกสั่งพกั ราชการไม่เป็ นอุปสรรคต่อการ
สอบสวนพิจารณา และไม่ก่อให้เกิดความไม่สงบเรี ยบร้อยต่อไป หรื อ
เนื่องจากการดาเนินการทางวินยั ไดล้ ่วงพน้ หน่ึงปี นบั แต่วนั พกั ราชการ ยงั ไม่
แลว้ เสร็จ และผูถ้ ูกส่ังพกั ราชการไม่มีพฤติกรรมดงั กล่าว ให้ผูม้ ีอานาจส่ังพกั
ราชการส่ังให้ผูน้ ้ันกลบั เขา้ ปฏิบตั ิหนา้ ที่ราชการก่อนการสอบสวนพิจารณา
เสร็จสิ้นได้
70
• ขอ้ ๕ เม่ือขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผใู้ ดมีกรณีถูกพกั ใช้
ใบอนุญาตประกอบวชิ าชีพถา้ ภายในสามสิบวนั นบั แตว่ นั ท่ีหน่วยงาน
การศึกษาของผถู้ ูกพกั ใชใ้ บอนุญาตประกอบวชิ าชีพปฏิบตั ิงานอยไู่ ดร้ ับ
หนงั สือแจง้ การพกั ใชใ้ บอนุญาตประกอบวิชาชีพ และผบู้ งั คบั บญั ชา
หน่วยงานการศึกษาน้นั พจิ ารณาเห็นวา่ ผนู้ ้นั ไม่เหมาะสมท่ีจะเปลี่ยน
ตาแหน่งหรือยา้ ยไปดารงตาแหน่งอื่นที่ไม่ตอ้ งมีใบอนุญาตประกอบวชิ าชีพ
หรือผนู้ ้นั มีความเหมาะสม แต่ไม่อาจเปลี่ยนตาแหน่งหรือยา้ ยไปดารง
ตาแหน่งอ่ืนไดห้ รือ อ.ก.ค.ศ. เขตพ้นื ท่ีการศึกษา หรือ ก.ค.ศ. แลว้ แต่กรณี ไม่
อนุมตั ิ กใ็ หผ้ มู้ ีอานาจตามมาตรา ๕๓ สั่งใหผ้ นู้ ้นั พกั ราชการ
71
• ขอ้ ๖ การสงั่ พกั ราชการตามขอ้ ๕ ใหส้ งั่ พกั ตลอดเวลาท่ีถูกพกั ใชใ้ บอนุญาต
ประกอบวชิ าชีพตามกฎหมายวา่ ดว้ ยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา เวน้ แต่
กรณีท่ีผถู้ ูกส่ังพกั ราชการเนื่องจากเหตุ ถูกพกั ใชใ้ บอนุญาตประกอบวิชาชีพ
ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาไดร้ ้องทุกข์ คาส่ังพกั
ราชการและผมู้ ีอานาจพิจารณาเห็นวา่ คาร้องทุกขฟ์ ังข้ึนและสมควรสัง่ ใหผ้ นู้ ้นั
กลบั เขา้ ปฏิบตั ิ หนา้ ที่ราชการก่อนกาหนดเวลาที่ถูกพกั ใชใ้ บอนุญาตประกอบ
วชิ าชีพ เนื่องจากมีตาแหน่งอ่ืนที่ไม่ตอ้ งมี ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และ
ผบู้ งั คบั บญั ชาของหน่วยงานการศึกษาพิจารณาเห็นวา่ ผนู้ ้นั มีความเหมาะสม
ท่ีจะบรรจุและแตง่ ต้งั ใหด้ ารงตาแหน่งดงั กลา่ ว ผมู้ ีอานาจส่ังพกั ราชการอาจ
ส่ังใหผ้ นู้ ้นั กลบั เขา้ ปฏิบตั ิหนา้ ท่ีราชการก่อนกาหนดเวลาที่ถูกพกั ใช้
ใบอนุญาตประกอบวชิ าชีพได้
72
• ขอ้ ๙ การสัง่ พกั ราชการหรือการสั่งใหอ้ อกจากราชการไวก้ ่อน หา้ มมิใหส้ ง่ั
ยอ้ นหลงั ไปก่อน วนั ออกคาสั่ง เวน้ แต่ (๑) ผซู้ ่ึงจะถูกส่ังพกั ราชการหรือจะถูก
ส่ังใหอ้ อกจากราชการไวก้ ่อนอยใู่ นระหวา่ งถูกควบคุม หรือขงั โดยเป็นผถู้ ูก
จบั ในคดีอาญา หรือตอ้ งจาคุกโดยคาพิพากษา การสั่งพกั ราชการหรือการส่ัง
ใหอ้ อกจากราชการไวก้ ่อนในเรื่องน้นั ใหส้ ่ังยอ้ นหลงั ไปถึงวนั ท่ีถูกควบคุม ขงั
หรือตอ้ งจาคุก (๒) ในกรณีท่ีไดม้ ีการสั่งพกั ราชการหรือสั่งใหอ้ อกจาก
ราชการไวก้ ่อนแลว้ ถา้ จะตอ้ งสง่ั ใหม่ เพราะคาสงั่ เดิมไม่ชอบหรือไม่ถูกตอ้ ง
ใหส้ งั่ พกั หรือสัง่ ใหอ้ อกต้งั แตว่ นั ใหพ้ กั ราชการหรือใหอ้ อกจากราชการไว้
ก่อนตามคาสงั่ เดิม หรือตามวนั ท่ีควรตอ้ งพกั ราชการหรือใหอ้ อกจากราชการ
ไวก้ ่อนในขณะท่ีออกคาสง่ั เดิม
• https://www.kroobannok.com/48998
73
การดาเนินการทางวนิ ยั แก่ขา้ ราชการ
ซ่ึงพน้ จากราชการไปแลว้
74
กรณีตาย
• ม.53 พ.ร.บ. บาเหน็จบานาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔
• ต้องหาว่ากระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรง ถึงแก่ความตาย
ก่อนได้รับวินิจฉัยในเร่ืองการกระทาผิด ให้กระทรวง
เจ้าสังกัดวินิจฉัยว่า หากผู้น้ันไม่ถึงแก่ความตาย
เสียก่อนจะต้องได้รับโทษถงึ ไล่ออกหรือไม่
• ถ้าถึงโทษไล่ออก ทายาทไม่มีสิทธิได้รับบาเหน็จตก
ทอดตาม ม.๔๘
75
พระรำชบัญญัติระเบียบขำ้ รำชกำรครู
และบคุ ลำกรทำงกำรศึกษำ (ฉบบั ที่ 4) พ.ศ. 2562
ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ เม่ือวันท่ี 5 เมษำยน 2562
และมผี ลใชบ้ ังคบั ตงั้ แตว่ นั ที่ 6 เมษำยน 2562
ให้ยกเลิกควำมในมำตรำ 102 แห่งพระรำชบัญญัติ
ระเบียบข้ำรำชกำรครูและบคุ ลำกรทำงกำรศกึ ษำ พ.ศ. 2547
ยน่ื ลาออกก่อนถูกต้งั คกก.สอบสวน
• หนงั สือสานกั งาน ก.พ. ท่ี สร ๐๗๑๐/ว๑๐ ลง
วนั ท่ี ๒๔ ต.ค. ๒๕๒๓
• การยบั ย้งั การลาออกจะตอ้ งเป็นกรณีท่ี ผสู้ งั่ บรรจุ
และแต่งต้งั เห็นวา่ จาเป็นเพ่ือประโยชนแ์ ก่ทาง
ราชการเท่าน้นั จะยบั ย้งั ไวเ้ พือ่ ลงโทษทางวนิ ยั
ไม่ได้
77
การลาออกจากราชการ
• การยนื่ หนังสือลาออกใหย้ น่ื ตอ่ >> ผู้บังคับบญั ชา ( เป็ นผู้พจิ ารณา )
• จะยับยงั้ การอนุญาตลาออกเป็ น >> เวลาไม่เกนิ 90 วนั นับตัง้ แต่วนั
ขอลาออก
• เมอื่ ครบกาหนดเวลาทยี่ ับยงั้ แล้ว ใหก้ ารลาออกมผี ลตัง้ แตว่ ันถัดจาก
วันครบกาหนดเวลาทยี่ บั ยัง้
• ถา้ ไม่ได้ยบั ยงั้ การอนุญาตการลาออกใหก้ ารลาออกนั้นมผี ล ตัง้ แตว่ นั
ขอลาออก
• การลาออกเพอื่ ดารงตาแหน่งทางการเมอื ง หรือเพอ่ื สมัครรับเลือกตงั้
เป็ นสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาทอ้ งถน่ิ ผู้บริหารทอ้ งถน่ิ ใหย้ นื่ หนังสอื
ขอลาออกตอ่ ผู้บังคับบญั ชา
ใหก้ ารลาออกมีผลนับตัง้ แต่วนั ทผี่ ู้นั้นขอลาออก
การลามีผลต้งั แต่เม่ือไร
• ใหพ้ จิ ารณาตามท่ี ก.พ.ไดม้ ีหนงั สือที่ นร.
๐๗๐๓/๑๐๘๕ ลง ๑๓ ส.ค.๒๕๔๐ ถึง มท.
ตอบขอ้ หารือเรื่องการลาออก จากราชการ
ของขา้ ราชการพลเรือนสามญั โดยมีประเดน็
ดงั น้ี
79
ข้อหารือ : การลาออก
• กรณีขา้ ราชการพลเรือน สามญั ผดู้ ารงตาแหน่งต้งั แต่ระดบั ๗ ลงมา
ในราชการบริหารส่วนภูมิภาคซ่ึงมิใช่หวั หนา้ ส่วนราชการ ประจา
จงั หวดั ยน่ื หนงั สือขอลาออกจากราชการล่วงหนา้ และผวู้ า่ ราชการ
จงั หวดั ไดม้ ีคาสงั่ อนุญาตให้ ขา้ ราชการผนู้ ้นั ลาออกจากราชการไป
แลว้ น้นั หากต่อมาผขู้ อลาออกยนื่ หนงั สือ ขอระงบั การลาออก จาก
ราชการในวนั ที่คาสงั่ มีผลหรือภายหลงั จากวนั ท่ีคาสง่ั มีผล หนงั สือ
ขอระงบั การลาออกจากราชการ น้นั ยอ่ มไม่มีผลท่ีจะเปล่ียนแปลง
คาสงั่ อนุญาตการลาออกจากราชการ ท้งั น้ี เพราะคาสงั่ ที่กล่าวถึงมี
ผลทาใหผ้ นู้ ้นั พน้ สภาพจากการเป็นขา้ ราชการไปแลว้
• สาหรับปัญหาท่ีวา่ หากผลู้ าออกมาปฏิบตั ิหนา้ ท่ีราชการตลอดมา
ต้งั แต่วนั ที่คาสง่ั มีผล จนถึงวนั ยนื่ หนงั สือขอระงบั การลาออกจาก
ราชการน้นั สานกั งาน ก.พ.เห็นวา่ แมบ้ ุคคลตามปัญหาจะยงั คงมา
ปฏิบตั ิราชการกต็ าม กรณีกไ็ ม่ทาใหค้ าสงั่ ท่ีอนุญาตใหข้ า้ ราชการ
ลาออกจากราชการที่มีผลใช้ บงั คบั ตามกฎหมายแลว้ สิ้นผลไปแต่
อยา่ งใด เร่ืองเช่นน้ีควรจะไดด้ าเนินการตามนยั มาตรา ๑๙ แห่ง
พ.ร.ฎ.การจ่ายเงินเดือน เงินปี บาเหน็จ บานาญ และเงินอ่ืนใน
ลกั ษณะเดียวกนั พ.ศ.๒๕๓๕ ซ่ึงบญั ญตั ิความวา่ การจ่ายเงินเดือน
ในกรณีลาออก ใหจ้ ่ายไดถ้ ึงวนั ก่อนวนั ถึงกาหนดลาออก แต่ถา้ ถึง
กาหนดลาออกแลว้ ยงั ไม่ไดร้ ับทราบคาสงั่ อนุญาตใหล้ าออก และ
ขา้ ราชการผนู้ ้นั ยงั คงรับราชการต่อ ใหจ้ ่ายไดถ้ ึงวนั รับทราบคาสงั่
หรือควรไดร้ ับทราบคาสง่ั
81
กรณีที่จงั หวดั ไดม้ ีคาสง่ั อนุญาตใหข้ า้ ราชการลาออกจากราชการไปแลว้ แต่ก่อนถึง วนั ที่คาสง่ั มี
ผล ขา้ ราชการผนู้ ้นั ไดย้ นื่ คาร้องขอระงบั การลาออกจากราชการ คาสง่ั จงั หวดั ดงั กล่าวจะมีผล
หรือไม่ หากไม่มีผล จงั หวดั จะตอ้ งออกคาสงั่ ยกเลิกคาสง่ั ท่ีอนุญาตใหล้ าออกหรือไม่
• ประเดน็ น้ี สานกั งาน ก.พ.เห็นวา่ เมื่อขอ้ เทจ็ จริงปรากฏวา่ ขา้ ราชการผขู้ อ
ลาออกจาก ราชการไดย้ น่ื หนงั สือแสดงความจานงขอระงบั การลาออกตอ่
ผบู้ งั คบั บญั ชาก่อนวนั ท่ีการลาออก จะมีผลแลว้ หนงั สือขอระงบั การลาออก
ดงั กลา่ วยอ่ มใชไ้ ด้ และมีผลทาใหค้ าสั่งของผบู้ งั คบั บญั ชาท่ีอนุญาต ใหล้ าออก
จากราชการได้ เป็นคาสัง่ ที่ไม่ถูกตอ้ งกบั ขอ้ เทจ็ จริงและไม่มีผลใชบ้ งั คบั ท้งั น้ี
เพราะไม่มี กรณีการขอลาออกจากราชการต้งั แตว่ นั ท่ีขอระงบั การลาออกแลว้
กรณีเช่นน้ีผบู้ งั คบั บญั ชาจึงควรจะ ไดย้ กเลิกคาสง่ั อนุญาตใหอ้ อกจากราชการ
น้นั เพอื่ ใหถ้ ูกตอ้ งตรงตามขอ้ เทจ็ จริงตอ่ ไป
82
• กรณียบั ย้งั การลาออกโดยมิไดร้ ะบุจานวนวนั ที่
ยบั ย้งั ตอ้ งถือวา่ ผมู้ ีอานาจมีคาสงั่ ยบั ย้งั การลาออก
ไว้ ๓ เดือนนบั แต่วนั ที่ขอลาออก ดงั น้นั การ
ลาออกจึงมีผลเม่ือพน้ ๓ เดือนนบั แต่วนั ที่ขอ
ลาออก
83
• กรณีผมู้ ีอานาจมิไดส้ ง่ั อนุญาตใหล้ าออกหรือยบั ย้งั การลาออก จน
ล่วงเลยวนั ท่ีขอ ลาออก กจ็ ะทาใหก้ ารลาออกมีผลทางกฎหมายต้งั แต่
วนั ที่ขอลาออก (กรณีหนงั สือยน่ื ล่วงหนา้ นอ้ ย กวา่ ๓๐ วนั ใหถ้ ือวา่
วนั ท่ีถดั จากวนั ครบกาหนด ๓๐ วนั เป็นวนั ขอลาออก) โดยไม่
จาตอ้ งมีคาสง่ั อนุญาตใหล้ าออกอีกแต่อยา่ งใด การที่ผมู้ ีอานาจมี
คาสงั่ อนุญาตยอ้ นหลงั ไปในวนั ท่ีขอลาออก จึงไม่มี ผลใชบ้ งั คบั
84
พระรำชบัญญัตริ ะเบียบขำ้ รำชกำรครูและบุคลำกรทำงกำรศึกษำ
(ฉบบั ท่ี 4) พ.ศ. 2562 มำตรำ 102 มีหลกั กำรสำคญั ดงั นี้
1. มกี รณีกลำ่ วหำขำ้ รำชกำรครแู ละบุคลำกรทำงกำรศึกษำที่ออกจำกรำชกำร
ไปแล้ววำ่ ในขณะทผ่ี นู้ ้นั รบั รำชกำรได้กระทำหรือละเวน้ กำรกระทำใด อันเป็น
ควำมผดิ วินยั อยำ่ งร้ำยแรง หรอื กระทำควำมผิดทเี่ ปน็ มูลเหตใุ หถ้ ูกฟ้อง
คดอี ำญำหรอื ตอ้ งหำคดอี ำญำทม่ี ิใช่ควำมผิดอำญำท่ีได้กระทำโดยประมำทที่
ไมเ่ กยี่ วกับรำชกำรหรอื ควำมผดิ ลหุโทษ
2. กำรกล่ำวหำว่ำกระทำผิดวินยั อย่ำงรำ้ ยแรงต้องทำเป็นหนังสอื ตอ่
ผู้บงั คบั บญั ชำของผู้นน้ั หรือต่อผ้มู ีหนำ้ ทีส่ บื สวนสอบสวนหรือตรวจสอบ
ตำมกฎหมำยหรือระเบยี บของทำงรำชกำรหรือเป็นกำรกล่ำวหำของ
ผ้บู ังคับบัญชำของผูน้ ัน้
พระรำชบญั ญตั ริ ะเบยี บข้ำรำชกำรครแู ละบุคลำกรทำงกำรศกึ ษำ
(ฉบบั ที่ 4) พ.ศ. 2562 มำตรำ 102 มหี ลักกำรสำคัญ ดงั น้ี
3. กำรกลำ่ วหำผูท้ ่อี อกจำกรำชกำรไปแล้วว่ำ กระทำควำมผดิ วินัย
อยำ่ งร้ำยแรงหรือกำรถกู ฟ้องคดีอำญำหรอื ต้องหำคดอี ำญำ จะกลำ่ วหำหรอื
กระทำก่อนทผ่ี ู้นนั้ ออกจำกรำชกำรหรือหลังจำกผู้น้นั ออกจำกรำชกำร
ไปแล้วก็ได้
พระรำชบญั ญัติระเบยี บขำ้ รำชกำรครแู ละบคุ ลำกรทำงกำรศึกษำ
(ฉบับท่ี 4) พ.ศ. 2562 มำตรำ 102 มหี ลักกำรสำคัญ ดงั น้ี
5. กรณีถูกล่ำวหำหรือถูกฟ้องคดีอำญำหรือต้องหำคดีอำญำหลังจำกท่ีพ้นจำก
รำชกำรแล้ว ผู้มีอำนำจดำเนินกำรทำงวินัยจะต้องเริ่มดำเนินกำรสอบสวนภำยใน
หนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้น้ันพ้นจำกรำชกำร และต้องสั่งลงโทษภำยในสำมปีนับแต่วันท่ี
ผู้นั้นพ้นจำกรำชกำร ถ้ำเป็นควำมผิดที่ปรำกฏชัดแจ้งต้องต้องส่ังลงโทษ
ภำยในสำมปีนบั แต่วันทผี่ ู้น้ันพ้นจำกรำชกำร
6. กรณที ี่ศำลปกครอง มคี ำพพิ ำกษำถงึ ท่สี ดุ ให้เพิกถอนคำสง่ั ลงโทษ หรือโดยองคก์ ร
พิจำรณำอุทธรณ์ หรือองค์กรตรวจสอบรำยงำนกำรดำเนินกำรทำงวนิ ัยมีคำวนิ จิ ฉยั
ถึงทสี่ ดุ หรอื มมี ตใิ หเ้ พกิ ถอนคำสงั่ ลงโทษเพรำะเหตุกระบวนกำรดำเนนิ กำรทำงวนิ ยั
ไมช่ อบด้วยกฎหมำย ผูม้ อี ำนำจจะต้องดำเนนิ กำรทำงวินยั ให้แล้วเสรจ็ ภำยในสองปี
นบั แตว่ ันท่ีมีคำพพิ ำกษำถงึ ท่ีสดุ หรอื มีคำวนิ ิจฉยั ถงึ ทส่ี ุดหรือมมี ติ 87
พระรำชบญั ญตั ิระเบยี บขำ้ รำชกำรครแู ละบคุ ลำกรทำงกำรศกึ ษำ
(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 มำตรำ 102 มีหลักกำรสำคัญ ดังนี้
7. ในกำรดำเนินกำรทำงวินัย ถำ้ ผลกำรสอบสวนพิจำรณำปรำกฏว่ำ ผู้นั้นกระทำผิด
วนิ ัยไมร่ ำ้ ยแรงกใ็ ห้งดโทษ
๘.ข้อยกเวน้ มิให้ใช้บังคบั กบั ผชู้ งึ่ ถกู สงั่ ให้ออกจำกรำชกำรไว้ก่อน ตำมมำตรำ ๑๐๓
แห่งพระรำชบัญญัติระเบียบข้ำรำชกำรครูและบุคลำกรทำงกำรศึกษำ พ.ศ.๒๕๔๗
๙.กรณที ี่ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ช้ีมูลควำมผดิ ข้ำรำชกำรซ่งึ พน้ จำกรำชกำรไปแล้วน้ัน
กำรดำเนินกำรทำงวินัยและส่งั ลงโทษแกผ่ ู้น้นั ให้เป็นไปตำมหลักเกณฑแ์ ละเง่อื นไข
ที่กำหนดไว้ในกฎหมำยประกอบรฐั ธรรมนูญว่ำดว้ ยกำรป้องกันและปรำบปรำมกำร
ทจุ ริต หรือกฎหมำยว่ำด้วยมำตรกำรของฝำ่ ยบริหำรในกำรป้องกันและปรำบปรำม
กำรทุจริต แล้วแตก่ รณี
88
การต้งั เร่ืองกล่าวหา
เป็ นการต้งั เร่ืองการดาเนินการทางวนิ ัยแก่ข้าราชการ เมื่อ
ปรากฏกรณมี มี ูลทคี่ วรกล่าวหาว่า กระทา ผดิ วนิ ัย มาตรา
98 แห่ งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและ
บุ ค ล า ก ร ท า งก า ร ศึ ก ษ า พ. ศ . 2 5 47 ก าห น ด ใ ห้
ผู้บังคับบัญชาแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนเพ่ื อ
ดาเนินการสอบสวนให้ ได้ ความจริ งและความยุติธรรม
โดยไม่ชักช้า
89
คาสง่ั ต้งั คณะกรรมการสอบสวนวนิ ยั
• ไม่ใช่คาสงั่ ทางปกครอง และเป็นเพียงข้นั ตอนภายในทางปกครอง
• คาสง่ั แต่งต้งั คณะกรรมการสอบสวนวนิ ยั ท่ีไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย
(ออกคาสง่ั โดยไม่มีอานาจ/กรรมการขดั หลกั ความเป็นกลาง)
แมผ้ ฟู้ ้องคดีไม่ไดย้ กข้ึนต่อสูใ้ นช้นั อุทธรณ์คาสงั่ ลงโทษ กส็ ามารถ
ยกข้ึนต่อสูใ้ นช้นั พิจารณาของศาลปกครองได้
90
ผมู้ ีอานาจต้งั คณะกรรมการสอบสวนวนิ ยั
• ศธจ. กรณีร้ายแรง (ผมู้ ีอานาจสงั่ บรรจุตาม ม.๕๓+คาสง่ั คสช. ท่ี
๑๙/๒๕๖๐)
• ผอ.ร.ร. /ผอ.สพท. กรณีไม่ร้ายแรง (ผบู้ งั คบั บญั ชา)
91
ถูกกล่าวหาร่วมกนั
• กรณีท่ีผถู้ ูกกล่าวหาวา่ กระทาผดิ วนิ ยั อยา่ งร้ายแรงร่วมกนั และใน
จานวนผถู้ ูกกล่าวหาดงั กล่าว ผมู้ ีอานาจสงั่ บรรจุตามมาตรา 53
ของผถู้ ูกกล่าวหาผหู้ น่ึงผใู้ ดเป็นผบู้ งั คบั บญั ชาท่ีมีลาดบั ช้นั สูงกรณีผู้
มีอานาจตามมาตรา 53 ของผถู้ ูกกล่าวหารายอ่ืน กใ็ หผ้ บู้ งั คบั บญั ชา
ในลาดบั ช้นั สูงกวา่ ดงั กล่าวเป็นผสู้ งั่ แต่งต้งั คณะกรรมการสอบสวน
ผถู้ ูกกล่าวหาท้งั หมด
92
• ตวั อยา่ งเช่น ขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สงั กดั
สานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษากระทาผดิ วนิ ยั อยา่ งร้ายแรง ร่วมกบั
ขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนเฉพาะความ
พิการ สงั กดั สานกั บริหารงานการศึกษาพเิ ศษ กรณีเช่นน้ีเลขาธิการ
คณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน เป็นผบู้ งั คบั บญั ชาซ่ึงเป็นผมู้ ี
อานาจสง่ั บรรจุและแต่งต้งั ขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ในสงั กดั สานกั บริหารงานการศึกษาพเิ ศษ และเป็นผบู้ งั คบั บญั ชาใน
ลาดบั ท่ีสูงกวา่ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ืนฐานจึงเป็น
ผอู้ อกคาสงั่ แต่งต้งั คณะกรรมการสอบสวนวินยั อยา่ งร้ายแรง
ขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาท้งั 2 ราย
93
ในกรณีท่ีขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ต่างหน่วยงานการศึกษาหรือต่างเขตพ้นื ท่ีการศึกษา
กระทาผดิ วนิ ยั ร่วมกนั
• ใหผ้ มู้ ีอานาจสง่ั บรรจุและแต่งต้งั ตามาตรา 53 ของผถู้ ูกกล่าวหา
แต่ละรายประสานการดาเนินการร่วมกนั ในการแต่งต้งั
คณะกรรมการสอบสวน
• ตอ้ งมีหลกั ฐานเป็นหนงั สือแสดงถึงการติดต่อประสานงาน
94
คาถาม
• นาย ก และนาย ข ขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สงั กดั
สพม. ๑ ถูกร้องเรียนกล่าวโทษวา่ ร่วมกนั กระทาผดิ กรณีทุจริตใน
การจดั ซ้ืออุปกรณ์สานกั งาน ต่อมานาย ข ไดถ้ ูกตดั โอนตาแหน่งไป
สงั กดั สนง.ศธจ. ราชบุรี
– การแตง่ ต้งั คณะกรรมการสอบสวนกรณีน้ี ตอ้ งทาอยา่ งไร
95
คาถาม
• นาย ก และนาย ข ขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สงั กดั
สพม. ๑ ถูกร้องเรียนกล่าวโทษวา่ ร่วมกนั กระทาผดิ กรณีทุจริตใน
การจดั ซ้ืออุปกรณ์สานกั งาน ต่อมานาย ข ไดถ้ ูกตดั โอนตาแหน่งไป
สงั กดั สานกั งานศึกษาธิการภาค ๓
– การแต่งต้งั คณะกรรมการสอบสวนกรณีน้ี ตอ้ งทาอยา่ งไร
96
• คำพพิ ำกษำศำลปกครองสูงสุด คดีหมำยเลขแดงท่ี อ.600/2554 : กำรแตง่ ต้งั
คณะกรรมกำรสืบสวน สอบสวนวนิ ยั ซำ้ กนั
• คดีน.้ี . มีคณะกรรมการสอบสวนทางวนิ ยั อย่างร้ายแรงจานวน 2 คน
เคยเปน็ กรรมการสืบสวนข้อเท็จจรงิ ต่อมาผู้บังคบั บญั ชามีคาส่งั แต่งตั้งทั้ง
สองคนมาเปน็ กรรมการสอบสวนวินยั อย่างร้ายแรงอกี จึงทาให้การ
พิจารณาทางปกครองไม่มีความเป็นกลางตามนยั มาตรา 16 วรรคหนึง่ แห่ง
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กล่าวคือ ใน
การสืบสวนข้อเทจ็ จริงทง้ั 2 คน ในฐานะกรรมการมีความเห็นว่า
พฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดมี มี ูลเปน็ การกระทาผิดวินัยอย่างรา้ ยแรง
เมือ่ บุคคลท้ังสองได้รบั การแต่งต้ังใหเ้ ปน็ คณะกรรมการสอบสวนวินัย
อย่างร้ายแรงอีก และคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงมเี พยี ง
3 คน บคุ คลทั้งสองจึงเป็นเสยี งขา้ งมาก ดังน้ัน จึงทาให้ผลการสอบสวนทาง
วินยั อย่างร้ายแรง ย่อมคาดหมายได้อยู่แลว้ ว่าไม่อาจแตกต่างไปจาก ผลการ
สืบสวนข้อเทจ็ จริง
คำพพิ ำกษำศำลปกครองสูงสดุ คดหี มำยเลขแดงท่ี อ.600/2554 (ตอ่ )
ประกอบกับกำรแต่งตง้ั คณะกรรมกำรสอบสวนวนิ ยั ผฟู้ ้องคดกี ไ็ ม่มคี วำมจำเปน็
ถึงขนำดหำกปล่อยใหล้ ่ำช้ำไปจะเสียหำยตอ่ ประโยชน์สำธำรณะหรือสทิ ธขิ อง
บคุ คล จะเสียหำยโดยไม่มีกำรแกไ้ ข อีกท้งั ไม่มคี วำมจำเปน็ ตอ้ งแตง่ ตงั้ ทง้ั สองคน
ซง่ึ เคยเปน็ กรรมกำรสบื สวนมำเปน็ กรรมกำรสอบสวนวนิ ยั อยำ่ งร้ำยแรงอกี
เพรำะมีข้ำรำชกำรซง่ึ อยู่ในสังกดั เดยี วกนั กบั ผฟู้ อ้ งคดที มี่ ตี ำแหน่งไม่ตำ่ กวำ่
ผู้ฟอ้ งคดีอยเู่ ป็นจำนวนมำก จงึ ไมอ่ ำจถือได้ว่ำเปน็ กรณไี มม่ ีเจ้ำหน้ำทอ่ี ื่นปฏิบัติ
หน้ำท่ีได้ เม่ือกำรแตง่ ตง้ั คณะกรรมกำรสอบสวนวินยั อยำ่ งรำ้ ยแรงผ้ฟู อ้ งคดี ซ่ึง
เป็นกำรพิจำรณำทำงปกครองไมช่ อบด้วยกฎหมำย กำรทน่ี ำผลกำรสอบสวนมำ
ใชพ้ ิจำรณำลงโทษทำงวินยั ผฟู้ อ้ งคดี จึงไมช่ อบด้วยกฎหมำยเป็นเหตใุ ห้คำสั่งที่
ลงโทษไลผ่ ฟู้ ้องคดีออกจำกรำชกำรไมช่ อบด้วยกฎหมำยด้วย จงึ พิพำกษำให้
เพิกถอนคำสัง่ ลงโทษไล่ผฟู้ อ้ งคดีออกจำกรำชกำร
คำพพิ ำกษำศำลปกครองสงู สดุ อ.๑๙๕๗/๒๕๕๙
กำรแต่งตัง้ คณะกรรมกำรสืบสวน สอบสวนวนิ ยั ซ้ำกัน
คดนี ้ี.. มคี ณะกรรมกำรสอบสวนทำงวินยั อย่ำงร้ำยแรง
จำนวน ๕ คนโดยมี ๓ คน เคยเป็นกรรมกำรสอบข้อเทจ็ จริง
ในเรือ่ งนม้ี ำกอ่ น และปรำกฏตำมรำยงำนกำรสอบข้อเท็จจริง ว่ำ กำรกระทำของผฟู้ อ้ งคดมี ีมลู
ควำมผดิ วินัยอย่ำงร้ำยแรง เหน็ ควรแตง่ ตงั้ คณะกรรมกำรสอบสวนทำงวนิ ยั อยำ่ งร้ำยแรงตอ่ ไป
ในช้ันสอบสวน คณะกรรมกำรสอบสวนทำงวนิ ยั อย่ำงรำ้ ยแรงมมี ติว่ำ ผฟู้ อ้ งคดีกระทำผดิ ตำมท่ถี กู
กล่ำวหำจรงิ เหน็ ควรลงโทษปลดออกจำกรำชกำร
คำพิพำกษำศำลปกครองสูงสดุ อ.๑๙๕๗/๒๕๕๙ (ตอ่ )
แมค้ ณะกรรมกำรสอบสวนจะนำขอ้ เท็จจริงทไ่ี ดจ้ ำก
กำรสอบขอ้ เท็จจริงมำประกอบกำรพิจำรณำทำงวนิ ยั ซ่ึงอำจ
มแี นวโน้มว่ำกำรใชด้ ุลพนิ ิจของคณะกรรมกำรสอบสวนทำงวินัยอำจเหน็ ตำมควำมเห็นเดมิ ท่เี คย
วินจิ ฉยั ไว้ตำมผลกำรสอบสวนข้อเท็จจริง แต่..กำรสอบข้อเทจ็ จรงิ เปน็ กระบวนกำรที่มขี ้นั ตอนแยก
ส่วนออกจำกกำรดำเนินกำรทำงวนิ ัยอยำ่ งชัดเจน และ
กำรดำเนินกำรทำงวินัยมีขัน้ ตอนในกำรรบั ประกันสิทธขิ อง
ผู้ถกู กล่ำวหำโดยมีกำรใหโ้ อกำสชี้แจงและนำสืบแก้ขอ้ กล่ำวหำ