การจัดทาํ รายงานผลการดําเนินงาน
โรงเรยนสงเสรมสขุ ภาพระดับเพชร
การจัดทําเลมรายงานผลการดําเนินงานโรงเรียนสงเสริมสุขภาพระดับเพชรของโรงเรียน
ประกอบดว ย
1. ขอ มูลทว่ั ไป ไดแ ก
ชือ่ -สกลุ ผบู รหิ าร และครอู นามัย
ที่ต้ัง สงั กัด เบอรโทรศัพท โทรสาร อเี มล เวบ็ ไซต
จํานวนครแู ละบุคลากร จาํ นวนนักเรยี น แยกรายช้ัน และเพศ
ระดบั ที่เปดสอน พน้ื ท่ีและแผนผัง วสิ ัยทัศนดานการสง เสริมสุขภาพในโรงเรยี น
2. แบบสรปุ การประเมนิ ตนเองของโรงเรียนสง เสรมิ สขุ ภาพระดบั เพชร (ตามแบบในภาคผนวก ข.)
3. การรายงานผลรายตัวชีว้ ัด จํานวน 19 ตวั ชี้วดั ซึ่งมรี ายละเอียดการจดั ทํารายงาน ดงั น้ี
¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹ 189
âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558
ตัวชว้ ดั : เกณฑก ารประเมนิ การจดั ทํารายงาน
การดําเนินงานโรงเรียนสงเสริมสุขภาพ
1. โรงเรียนผานการประเมินรับรองเปนโรงเรียน 1. สําเนาเกียรติบัตรรับรองการเปนโรงเรียนสงเสริมสุขภาพ
ระดับทอง ท่ีมีวันเดือนประบุชัดเจน โดยเปนการรับรอง
สงเสรมิ สขุ ภาพระดับทอง ของกรมอนามยั หรอื สาํ นักงานสาธารณสุขจังหวดั เทานั้น
: ณ ปจจุบัน เปนโรงเรียนสงเสริมสุขภาพ
ระดับทอง 2. นโยบายดานสุขภาพของโรงเรยี น
3. คําส่ังแตงต้ังคณะกรรมการหรือการมอบหมายผูรับผิดชอบ
การดําเนนิ งานสขุ ภาพของนกั เรียนแกนนาํ
2. มีการจัดต้ังชมรมสุขภาพที่มีแกนนํานักเรียน ตัวชี้วัดโรงเรียนสงเสริมสุขภาพระดับเพชร ในปการศึกษา
ปจจุบัน
รวมตวั กันดําเนินกิจกรรมสขุ ภาพอยา งตอเนอื่ ง 4. สรปุ ผลการดําเนินงานตาม 10 องคป ระกอบ
: นักเรียนดําเนินกิจกรรมอยางนอย 6 เดือน 1. รายการชมรม/ชมุ นุมดา นสุขภาพหรือส่งิ แวดลอ ม
ขึน้ ไป 2. รายงานชมรมสขุ ภาพ 1 ชมรมที่มีขอ มูลครบถว น
ประกอบดว ย
3. มีโครงงานสุขภาพของนักเรียนท่ีประสบผล - คําส่งั แตงตง้ั นกั เรยี นแกนนําชมรมในปการศกึ ษา
สําเร็จชัดเจน ในการลดปญหาสุขภาพหรือ
สง่ิ แวดลอ มในโรงเรียนหรอื ชมุ ชน ปจจุบัน (ระบุชนั้ เรียน)
: มีโครงงานท่ีประสบความสําเร็จอยางนอย - บันทึกการประชมุ ของชมรมตอเนอื่ งอยา งนอย
1 เรอื่ ง เดอื นละ 1 ครัง้ จาํ นวน 6 ครัง้ ขึ้นไป
- แผนปฏิบตั ิงานของชมรมทีร่ ะบุ วนั เดอื น ป
กจิ กรรมท่ดี าํ เนนิ งานและชื่อผรู ับผดิ ชอบ
- รูปภาพกจิ กรรมของชมรม
1. รายการโครงงานของนักเรียนดานสุขภาพหรือส่ิงแวดลอม
2. โครงงานสุขภาพท่ีลดปญหาชัดเจน 1 โครงงาน 1 เลม
ประกอบดว ย
- ช่อื โครงงาน
- รายชอ่ื นกั เรยี นทจ่ี ดั ทาํ โครงงาน ระบชุ น้ั และปก ารศกึ ษา
- ชอื่ ครูท่ีปรกึ ษา
- ระยะเวลาดําเนินงาน ระบุชวงเวลาเริ่มตนและส้ินสุด
โครงงาน
- หลักการและเหตุผล แสดงขอมูลสถานการณปญหา
ทีเ่ ปน ตวั เลข จาํ นวน รอ ยละ หรืออัตรา
- วตั ถปุ ระสงค
- กลุมเปาหมาย/ขอบเขต
- ทบทวนวรรณกรรม ท่เี กีย่ วของกับการทาํ โครงงาน
- วิธีดาํ เนนิ งาน กจิ กรรมตั้งแตเร่ิมตน จนกระทง่ั สิ้นสดุ
การทาํ โครงการ
- แผนปฏิบตั งิ าน ระบุ วัน เดอื น ป กิจกรรม และรายชือ่
ผรู บั ผิดชอบ
- สรุปผลสําเร็จโดยเปรียบเทียบขอมูลกอน-หลังทํา
โครงงานพรอ มแสดงเครอ่ื งมอื (ศกึ ษารายละเอยี ดตวั ชว้ี ดั )
3. รปู ภาพกิจกรรม
190 ¤‹ÁÙ Í× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹
âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558
ตวั ชว้ ัด : เกณฑก ารประเมิน การจัดทาํ รายงาน
4. ผลสําเรจ็ ของการดาํ เนนิ งาน
1. รายงานภาวะการเจริญเติบโตของนักเรียนในปการศึกษา
ภาวะการเจรญิ เติบโต ปจ จุบัน ประกอบดว ย
4.1 นกั เรยี นมนี าํ้ หนกั ตามเกณฑสวนสูง
(1) รายงานภาวะการเจริญเติบโตของนักเรียนรายคน
(W/H) เกนิ เกณฑ (เรมิ่ อว นและอว น) เปนตวั อยาง 1 หองเรยี น (ระบวุ ันเดอื นปท ่ปี ระเมนิ )
: ไมเกินรอยละ 7
4.2 นักเรยี นมสี วนสงู ตามเกณฑอ ายุ (H/A) (2) รายงานรายช้ันและภาพรวมของโรงเรียนต้ังแต
ชั้น ป.1 ข้นึ ไป และแสดงคา รอยละของการผานเกณฑ
ตา่ํ กวาเกณฑ (คอ นขา งเตี้ยและเตี้ย)
: ไมเ กนิ รอ ยละ 5 (3) รายงานภาวะการเจริญเติบโตของนักเรยี นชนั้ อนุบาล
2. กิจกรรมหรือโครงการแกไขนักเรยี นทมี่ ีปญ หา
5. นักเรียนไมมฟี น แทผ ุ อดุ และถอน 3. รูปภาพเคร่ืองชง่ั นา้ํ หนัก/ท่ีวดั สวนสงู
- รอยละ 45 ขึน้ ไป (นักเรียน ป.1-6) รายงานภาวะทันตสุขภาพของนักเรียนในปการศึกษาปจจุบัน
- รอ ยละ 35 ขึน้ ไป (นักเรียน ม.1-3) ท่ีตรวจโดยบคุ ลากรสาธารณสขุ ดังน้ี
1. รายงานผลการตรวจสขุ ภาพชอ งปากและฟน ของนกั เรยี น
6. นักเรยี นอายุ 7-18 ป มสี มรรถภาพทางกาย
ท่ีสมั พันธกบั สขุ ภาพ (Health-related รายคนระดบั ช้นั ละ 1 หอ งเรียน ทุกช้ัน
Physical Fitness) ผานเกณฑ 2. รายงานผลการตรวจสุขภาพชองปากและฟนของนักเรียน
: นกั เรียนผานเกณฑป ระเมินท้งั 3 ดา น รายชั้น และภาพรวมของโรงเรียนโดยแสดงขอมูลนักเรียน
รอ ยละ 80 ขึน้ ไป ไมมฟี นแทผุ อุด และถอน
หมายเหตุ : ไมน ับรวมนักเรยี นทฟ่ี น ผุ และอุดแลว
1. รายงานการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียน
รายคนเปนตัวอยาง 1 หองเรียน ในปการศึกษาปจจุบัน
โดย
- ระบุเกณฑทใี่ ชทดสอบและหนว ยงานที่จัดทาํ เกณฑ
- ระบกุ จิ กรรมการทดสอบที่นาํ มาแปลผลทั้ง 3 ดา น
(1 ดานตอ 1 กจิ กรรมทดสอบ)
2. รายงานการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียน
รายช้ัน และภาพรวมของโรงเรียนต้ังแตช้ัน ป.1 ข้ึนไป
และคา รอยละการผา นเกณฑ
3. การแกไขนักเรียนทีไ่ มผ า นการทดสอบ
¤ÁÙ‹ Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹ 191
âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
ตวั ช้วดั : เกณฑการประเมนิ การจดั ทาํ รายงาน
7. นักเรียนที่มีปญหาสุขภาพจิตไดรับการดูแล 1. กรณีใชแบบประเมินจุดแข็งจุดออน : SDQ โดยครู
ชว ยเหลือ เปนผปู ระเมนิ
: นักเรียนท่ีมีปญหาสุขภาพจิตทุกคนไดรับ (1) รายงานการประเมินจุดแข็งจุดออน (SDQ) นักเรียน
การดแู ลชวยเหลอื รายคนพรอมทงั้ การแปลผลเปนตวั อยา ง 1 หองเรียน
(2) รายงานการประเมินจุดแข็งจุดออน (SDQ) นักเรียน
ของปก ารศกึ ษาปจ จบุ นั รายชนั้ และภาพรวมของโรงเรยี น
ต้ังแต ชนั้ ป.1 ขน้ึ ไป และคา รอยละของการผานเกณฑ
2. กรณที ี่ใชแบบประเมินอน่ื สรปุ รายงานเชน เดยี วกับขอ 1
3. รายงานการแกไขชวยเหลือนักเรียนท่ีมีปญหาสุขภาพจิต
รายคน พรอ มทงั้ ผลการแกไ ขชว ยเหลือ
8. นักเรียนมีความรูและทักษะดานสุขอนามัย 1. รายการกิจกรรม/วิธีการพัฒนาผูเรียนดานสุขอนามัย
ทางเพศ ทางเพศ (เชน การจัดกิจกรรมสงเสริมความรูและทักษะ
: มกี ารจดั กจิ กรรมพฒั นาผเู รยี นดา นสขุ อนามยั หรอื มชี มรม ฯลฯ) พรอ มทง้ั ผลการดําเนนิ งาน
ทางเพศ อยางนอ ยภาคการศึกษาละ 1 เรอ่ื ง
9. การสบู บุหรใ่ี นโรงเรียน 1. รายการกิจกรรม/โครงการรณรงคไมสูบบุหร่ีและยาเสพติด
: ไมมีการสบู บหุ ร่ใี นโรงเรยี น พรอมทงั้ ผลการดาํ เนนิ งานและรปู ภาพกจิ กรรม
2. ภาพปายเขตปลอดบุหร่ที ่ีตดิ ไวในโรงเรียน
10. นักเรียนท่ีมีสายตาและการไดยินผิดปกติ 1. รายงานผลการตรวจสายตาและการไดยินของนักเรียน
ไดรบั การแกไ ข ชั้น ป.1 และ/หรือ ม.1 ทกุ คน
: นักเรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 1 และ/ 2. รายงานผลการแกไขปญหานักเรียนที่มีสายตาและ
หรือชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 1 ทุกคนท่ีมีปญหา การไดย ินผดิ ปกตริ ายคน
ไดร บั การแกไข
11. มีโครงการแกไขปญหาดานสุขภาพหรือ 1. รายการโครงการแกไขปญหาดานสุขภาพหรือสิ่งแวดลอม
สิ่งแวดลอ มทมี่ ีความชกุ สงู หรอื เปนอนั ตราย 2. โครงการสุขภาพที่ลดปญหาชัดเจน 1 โครงการ 1 เลม
ตอ สขุ ภาพของนักเรียนไดเปนผลสาํ เรจ็ ประกอบดว ย
- ชือ่ โครงการ/ชอื่ ครผู รู บั ผิดชอบ
: มีโครงการท่ีประสบความสําเร็จอยางนอย - ระยะเวลาดําเนินการ เร่ิมตนและสิ้นสุดโครงการ กรณี
1 โครงการ โครงการตอเนื่องตองกําหนดชวงเวลาเพ่ือวัดผลการ
ดําเนินงานโครงการวา ทาํ ใหป ญหาลดลงหรอื ไมอ ยา งไร
- หลักการและเหตุผล แสดงขอมูลสถานการณปญหา
ท่ีเปน ตัวเลข จาํ นวน รอยละหรอื อัตรา จากแหลง ขอมูล
ท่เี ชือ่ ถอื ได
- วตั ถุประสงค กลมุ เปา หมาย วธิ ดี ําเนนิ งาน
- แผนปฏิบัติงาน ระบุ วัน เดือน ป กิจกรรม และชื่อ
ผรู บั ผิดชอบ
- เครือ่ งมือทใี่ ชว ัด/ประเมนิ โครงการ
- สรปุ ผลสาํ เรจ็ โดยเปรยี บเทยี บขอ มลู กอ น-หลงั ทาํ โครงการ
ใหชดั เจน
3. รูปภาพกจิ กรรม
192 ¤‹ÙÁÍ× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹
âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558
ตวั ชว้ ัด : เกณฑก ารประเมิน การจัดทาํ รายงาน
งานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธกิ าร 1. รายงานผลตรวจวิเคราะหคุณภาพน้ําบริโภคตามเกณฑ
12. นํ้าบริโภคปลอดภัยและเพียงพอ กรมอนามัย พ.ศ. 2553 (20 รายการ)
: มีผลการตรวจวเิ คราะหคุณภาพนํ้า 2. ผลตรวจโคลิฟอรม แบคทเี รยี ทุก 6 เดือน
ผา นเกณฑม าตรฐานคุณภาพนํา้ บรโิ ภค โดยมีจํานวนจดุ ท่ีสง ตรวจครบตามเกณฑ
กรมอนามยั พ.ศ. 2553 ไมเ กิน 1 ป
* กรณีโรงเรียนอยูในเขตที่ประกาศเปนเขตนํ้าประปาด่ืมได
: มีผลการตรวจดา นแบคทเี รีย แนบหลักฐานการรับรองที่อยูในระยะเวลาการรับรองคุณภาพ
(โคลฟิ อรม แบคทเี รียและฟค ัลโคลิฟอรมแบคทีเรยี ) นํ้าบริโภค กรมอนามัย และผลตรวจโคลิฟอรมแบคทีเรียและ
ผานเกณฑทุก 6 เดอื น ฟค ลั โคลฟิ อรมแบคทีเรียทกุ 6 เดอื น
3. รายงานขอ มลู จาํ นวนจดุ บรกิ ารน้าํ ดืม่ ตอ จาํ นวนผใู ช
: มีจุดบรกิ ารนํ้าด่มื 1 ทต่ี อ นักเรียนและ 4. รูปภาพประกอบ เชน บริเวณจุดบริการนํ้าดื่ม บริเวณที่
บคุ ลากร 75 คน
วางแกวนํ้าสวนตัวของนักเรียน การติดต้ังตูน้ําเย็นท่ีมีการ
ตอ สายดินและบรเิ วณโดยรอบ
13. สว มผา นเกณฑม าตรฐาน HAS 1. ผลการสาํ รวจตามมาตรฐาน HAS
: สว มทุกจุดผา นเกณฑม าตรฐาน 16 ขอ 2. กจิ กรรมหรอื โครงการรณรงครกั ษาความสะอาดหองสวม
3. รปู ภาพประกอบ เชน รปู ภาพหอ งสว มชาย หญงิ โถปส สาวะ
สว มนง่ั ราบ การระบายนา้ํ เสยี อา งลา งมอื และอปุ กรณถ งั ขยะ
บริเวณรอบๆ ภายนอกหองสว ม ตามเกณฑ 16 ขอ
14. มีการจัดหรือจําหนายอาหารวางและเคร่ืองด่ืม 1. รายการอาหารวา งและเครอื่ งดมื่ ทจ่ี ดั หรอื จาํ หนา ยในโรงเรยี น
ทมี่ คี ณุ คา ทางโภชนาการ ไมห วานจดั ไมเ คม็ จดั 2. สูตรขนม อาหารวา ง หรอื เครอ่ื งด่มื ท่ีผสมเอง (ถา ม)ี
และไมมไี ขมนั สูง 3. กิจกรรม/โครงการรณรงคสรางพฤติกรรมการบริโภคของ
: ทกุ วนั เปดเรยี น นักเรียน
4. รปู ภาพอาหารวางและเคร่อื งด่ืม
15. มีการสงเสริมใหนักเรียนทุกคนไดบริโภคผัก 1. รายงานปรมิ าณผกั ทต่ี อ งซอื้ สาํ หรบั อาหารมอื้ กลางวนั ตอ วนั
มือ้ กลางวนั ตามปริมาณทีแ่ นะนาํ โดยคํานวณจากจํานวนนักเรียน (ศึกษารายละเอียดตัวช้ีวัด
เรื่องการคํานวณปริมาณผักในคูมือ) กรณีครู/บุคลากร
: นักเรยี นไดร บั ประทานผกั เพียงพอ รบั ประทานดว ยตองซอ้ื ผกั เพมิ่ ตามจาํ นวนคน
ตามปริมาณที่แนะนาํ ทุกวันเปด เรียน * การคาํ นวณปรมิ าณผกั ที่ซ้ือ ตอมอ้ื สําหรับรานคา
- นร. ชัน้ อนบุ าล 3 ชอนกินขาว/มอื้ /คน (นกั เรยี น 1 คนรบั ประทาน 1 จาน/ชาม) ดงั น้ี
- นร. ช้ันประถมฯ 4 ชอ นกินขาว/ม้ือ/คน = จํานวนจาน/ชามทข่ี ายไดตอ วนั X ปรมิ าณผัก
- นร. ชน้ั มธั ยมฯ 5 ชอ นกินขาว/ม้อื /คน (คาํ นวณปริมาณผักตามระดบั ชน้ั เรียน)
2. รายการอาหารแตละวัน 1 เดือนยอนหลังโดยระบุปริมาณ
วัตถุดิบในแตละรายการ (กรณีรานคาจําหนายใหระบุ
รายการอาหารเชน เดยี วกัน)
3. โครงการ/กจิ กรรมสงเสรมิ การกนิ ผกั
4. รปู ภาพประกอบ
¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹ 193
âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558
ตัวชว้ ดั : เกณฑการประเมิน การจดั ทํารายงาน
16. โรงอาหารผานเกณฑมาตรฐานสุขาภิบาล 1. ผลการประเมินสุขาภิบาลอาหาร ตามเกณฑมาตรฐาน
อาหารในโรงเรียน 30 ขอ
: โรงอาหารผา นเกณฑม าตรฐาน 30 ขอ 2. ใบรับรองแพทยในการตรวจสุขภาพผูปรุง/ผูเสิรฟ/
ผสู มั ผสั อาหารทแ่ี สดงผลเอกซเรยป อด และผลตรวจอจุ จาระ
ในปก ารศกึ ษาปจ จุบัน
3. รูปภาพประกอบ เชน สถานท่ีรับประทานอาหารบริเวณ
ที่เตรียม-ปรุงอาหาร การจัดเก็บภาชนะอุปกรณการจัดเก็บ
อาหารเครื่องด่ืม อางลางภาชนะ ทอ/รางระบายนํ้า
บอ ดกั ไขมัน หองสวม/หอ งนา้ํ ในบริเวณโรงอาหาร
17. การบาดเจ็บในโรงเรียนท่ีทําใหนักเรียนตองพัก 1. รายงานการบาดเจ็บของนักเรียนของปท่ีผานมาโดยระบุ
รักษาตัวในโรงพยาบาล วัน เดือน ป และสถานท่ีเกดิ
: ไมม ีนักเรียนบาดเจ็บท่ีตองรกั ษาตัว 2. รายงานการใชบ รกิ ารหอ งพยาบาลของนกั เรยี น ในปก ารศกึ ษา
ในโรงพยาบาล ในชวงรอบปท่ผี านมา ปจ จุบัน
3. กิจกรรมรณรงคสง เสรมิ และปองกนั เพอื่ ลดการเกิดอุบัติเหตุ
ในโรงเรยี น พรอ มภาพประกอบ
18. มกี ารจดั การปญ หาท่เี กิดจากมลภาวะภายนอก 1. ระบุปญ หา/สาเหตุ และส่งิ ท่ีดําเนนิ การแกไข
ท่ีมผี ลกระทบตอสุขภาพ 2. กิจกรรมรณรงคการอนุรักษสิ่งแวดลอมพรอมภาพประกอบ
: มกี ารจดั การทุกปญหา (ถาม)ี 3. รปู ภาพรอบร้วั โรงเรียน 4 ดา น
19. โรงเรียนผานเกณฑมาตรฐานสุขาภิบาล 1. ผลการประเมินสุขาภบิ าลสิ่งแวดลอ มในโรงเรียน
สิ่งแวดลอมในโรงเรยี น 2. รปู ภาพประกอบไดแ ก รปู ภาพสนาม บรเิ วณโรงเรยี น แนวรวั้
: ส่ิงแวดลอมในโรงเรียนผานเกณฑมาตรฐาน อาคาร หองเรยี น หอ งพยาบาล ถังดับเพลิง การกาํ จัดขยะ
28 ขอ นาํ เสีย การปอ งกันความปลอดภัย
194 ¤Á‹Ù Í× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹
âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
การจดั ทําผลงานวชาการของโรงเรยน
ศูนยอนามัยรวบรวมขอมูลโรงเรียนที่ไดรับการรับรองเปนโรงเรียนสงเสริมสุขภาพระดับเพชร
นําสงสํานักสงเสริมสุขภาพ กรมอนามัย เพื่อจัดทําผลงานวิชาการบรรจุในหนังสือรวบรวมความสําเร็จ
โรงเรียนสงเสรมิ สุขภาพระดบั เพชรประจาํ ป ดงั น้ี
1. ขอ มลู ท่ัวไป
ชอ่ื โรงเรียน
ทต่ี ั้ง สังกัด เบอรโทรศัพทส ํานักงานและโทรศพั ทม อื ถือ โทรสาร อีเมล เว็บไซต (ถาม)ี
ช่อื -สกุล ผอู าํ นวยการ รองผอู าํ นวยการ ครอู นามัยหรอื ครูผูรับผิดชอบ
จํานวนครแู ละบคุ ลากร จํานวนนักเรยี น แยกรายชั้น และเพศ
บุคลากรสาธารณสุขทด่ี ูแลโรงเรียน ระบชุ ื่อ ตาํ แหนง ตนสงั กัด
ระดบั ท่เี ปด สอน วิสยั ทัศนเ รื่องการสงเสริมสขุ ภาพในโรงเรยี น
2. แรงบันดาลใจในการพฒั นาสูโรงเรยี นสง เสริมสขุ ภาพระดับเพชร
3. ผลงานเดน ดานสุขภาพหรอื สิ่งแวดลอ มอยางนอ ย 1 เรอ่ื ง ในประเด็นตอ ไปน้ี
คดิ อยางไรถึงทาํ เร่อื งนี้
วธิ กี ารท่ีทาํ ใหส าํ เรจ็
ผลทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการทาํ เรอ่ื งนี้
ขอ เสนอแนะ (ถามี)
4 ปจจัยความสาํ เรจ็ ในการดาํ เนนิ งานโรงเรียนสง เสรมิ สขุ ภาพระดับเพชร
5. กาวตอไปใหย ัง่ ยืน
6. ไฟลน ําเสนอของโรงเรียน
7. รูปภาพ ที่ไมมีการ Resize และบันทึกเปนนามสกุล .JPG ไดแก รูปภาพผูบริหาร คณะครู
ทีมงานนวตั กรรมเดน กจิ กรรม และปา ยชอ่ื หนาโรงเรียน
¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹ 195
âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558
วาง 196
196 ¤‹ÙÁ×Í¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹
âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558
ง. นยิ ามศพั ท องคความรู
และขอ แนะนาํ การดําเนนิ งาน
โรงเรยนสงเสรมสุขภาพระดับเพชร
1. โรคธาลัสซเมีย (Thalassemia) ปอ งกันได
2. การออกกําลังกายเพ่ือสขุ ภาพเปน ประจาํ
3. การนอนหลับชว ยพัฒนาสมอง และการเจรญเติบโต
4. หู ตา รกั ษาไว ใชส อื่ อยางสรา งสรรค
5. การดูแลสขุ ภาพจตดวย “ตนทุนชวต ทกั ษะ
ภมู ิคุมกันและภมู ิปญญา”
6. การปอ งกันพฤติกรรมเสยี่ งทางเพศและ
สทิ ธที่พงึ ทราบ
7. บุหร่ ติดงา ยเลิกยาก
8. การรกั ษามาตรฐานคณุ ภาพนา้ํ บริโภค
9. การจัดเก็บยาและใชยาใหปลอดภัย
ในหองพยาบาล
10. การบําบัดนํา้ เสยี กอ นปลอ ยสูสาธารณะ
11. ความเช่อมโยงระหวางมาตรฐาน
โรงเรยนสง เสรมสขุ ภาพและ
มาตรฐานการศกึ ษา
วาง 198
198 ¤‹ÙÁ×Í¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹
âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558
1. โรคธาลัสซเมีย (Thalassemia) ปองกันได
โรคธาลัสซีเมีย เปนโรคซีดทางพันธุกรรมที่พบบอยในประเทศไทย เกิดจากความผิดปกติของ
เม็ดเลือดแดงที่มีอายุส้ันและถูกทําลายเร็วกวาปกติ มีผูปวยโรคน้ีประมาณ 600,000 คน และมีผูมียีนแฝงที่
สุขภาพแข็งแรง รอยละ 40 หรือเทากับ 20 ลานคน ทั้งผูปวยโรคธาลัสซีเมียและผูมียีนแฝงสามารถถายทอด
โรคนไี้ ปสลู กู หลานได แตล ะปจ ะมเี ดก็ เกดิ ใหมป ว ยเปน โรคธาลสั ซเี มยี ประมาณ 12 คนตอ เดก็ เกดิ ใหมท กุ 1,000 คน
มีผปู ว ยโรคธาลัสซเี มียชนิดรุนแรงท่ีตอ งไดร ับการดูแลรักษาตอ เนื่องประมาณ 100,000 คน
การถายทอดยนี ทีผ่ ดิ ปกตสิ ลู ูกหลาน
กรณีพอแมมียีนแฝงทั้งคู โอกาสที่ลูกจะเปนโรคเทากับ 1 ใน 4 โอกาสที่ลูกจะมียีนแฝง
เทา กบั 2 ใน 4 และโอกาสที่ลูกจะปกตเิ ทากบั 1 ใน 4
กรณีพอหรือแมมียีนแฝงเพียงคนเดียว โอกาสที่ลูกจะมียีนแฝงเทากับ 2 ใน 4 แตไมมีลูก
คนใดเปน โรคเลย
กรณีพอหรือแมท่ีฝายหนึ่งเปนโรคและอีกฝายมียีนแฝง โอกาสท่ีลูกจะเปนโรคเทากับ
2 ใน 4 โอกาสทีล่ ูกจะมยี ีนแฝงเทา กบั 2 ใน 4 โดยไมม โี อกาสทลี่ กู จะปกตเิ ลย
คนไทยทั่วไปมีโอกาสพบยีนแฝงสูงถึงรอยละ 40 โดยผูที่มียีนแฝงมีสุขภาพแข็งแรงเหมือนคนปกติ
แตพ บดว ยการตรวจเลือด ซ่งึ ตรวจไดท ่ีโรงพยาบาลใกลบ าน ผูท่ีควรตรวจเพ่ือการวนิ ิจฉัยภาวะท่ีมยี ีนแฝง ไดแ ก
ผูท ่ีอยูในวัยเจรญิ พนั ธุทม่ี โี อกาสมลี ูก
ผทู กี่ าํ ลังจะแตงงานหรือกําลงั วางแผนจะมลี ูก
ผทู ี่มญี าตเิ ปน โรคธาลัสซีเมยี หรอื มียนี แฝง
หญิงตั้งครรภทุกคนตองตรวจ ถาพบวามียีนแฝง ตองนําสามีมารับการตรวจดวย หากสามี
มยี ีนแฝง จะไดร บั คาํ ปรึกษาเก่ยี วกบั โอกาสเสีย่ งตอการมีลูกเปน โรคธาลสั ซีเมีย และดําเนินการตรวจทารกในครรภ
วา เปนโรคหรือไม เมอื่ ตง้ั ครรภป ระมาณ 10-20 สปั ดาห
ผูท่ีมีอายุตั้งแต 1 ป หากไดรับการเจาะเลือดเพ่ือตรวจทางหองปฏิบัติการ อาจขอใหแพทย
เกบ็ เลือดเพ่มิ ขึน้ อีก 3-5 ซีซี เพื่อตรวจภาวะท่มี ียีนโรคธาลสั ซเี มยี แฝง
อาการ…ผูปวยมีภาวะซีดมาก ตาเหลือง หัวใจโตเพราะทํางานมาก รางกายมีการสรางเม็ดเลือด
ชดเชยมากขึ้น ทําใหตองการสารอาหารและวิตามินโฟลิคเพิ่มขึ้น เม่ือมีการสรางเม็ดเลือดแดงในไขกระดูกเพิ่ม
ไขกระดูกจะขยายทําใหก ระดกู ใบหนาเปลี่ยนแปลง ดง้ั จมกู ยบุ กะโหลกศรี ษะหนา โหนกแกม สงู คางและกระดกู
ขากรรไกรกวาง ฟนบนยื่น กระดูกแขนขาเปราะหักงาย และมีการสรางเม็ดเลือดนอกไขกระดูกที่ตับ และมาม
ทาํ ใหตับ และมา มโต
¤Á‹Ù ×Í¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ 199
âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558
การรบั เลอื ดอยา งสมา่ํ เสมอ สาเหตจุ ากภาวะซดี จาํ เปน ตอ งรบั เมด็ เลอื ดแดงทดแทน 10-15 มลิ ลลิ ติ ร
ตอนํ้าหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 3-6 สัปดาห ใหมีความเขมขนของเม็ดเลือดแดงฮีมาโตคริทในเวลากอนรับเลือด
เทา กบั 27-30 %
การใหยาขับเหล็ก ผูปวยมีโอกาสเกิดภาวะธาตุเหล็กเกิน เน่ืองจากเม็ดเลือดแดงแตก การได
รับเลือดและลาํ ไสม ีการดดู ซมึ ธาตุเหล็กมากข้ึน ธาตเุ หลก็ ที่เกินจะทําใหอวัยวะตางๆ ในรา งกายเปนอนั ตราย ผูปว ย
ควรไดรับยาขบั เหลก็ เมื่อมรี ะดบั เฟอรร ติ ินในเลือดสงู กวา 1,000 นาโนกรมั ตอ มิลลลิ ติ ร หรือหลงั จากไดรับเลือด
ประมาณ 15 คร้งั
ขอปฏิบัตสิ ําหรับผูป ว ยโรคธาลัสซเมีย
1) รับประทานอาหารครบ 3 ม้ือทั้งขาว เนื้อสัตว ไข นมและไขมัน หลีกเล่ียงอาหารหวานจัด
เค็มจัดและอาหารทมี่ ีธาตุเหลก็ สูง เชน ตับ เลอื ด
2) รับประทานผักทุกมอื้ ๆ ละ 1 ทพั พี และผลไมท ุกวนั
3) ด่มื นมวันละ 2-3 กลอ ง
4) นอนอยางนอ ยวนั ละ 6-8 ชั่วโมง
5) ออกกําลงั กายทุกวนั ๆ ละ 15-30 นาที เทา ทที่ าํ ได ไมใ หเ หนื่อยมากเกินไป และหลีกเลย่ี งกฬี า
ทีม่ ีโอกาสกระทบกระแทกรนุ แรง
6) แปรงฟนอยางนอยวันละ 2 ครั้ง ตรวจฟน จากทนั ตแพทยป ล ะ 2 คร้งั
7) รบั ประทานยาโฟลคิ และวติ ามนิ รวมทกุ วนั เพื่อเสริมสรา งเม็ดเลอื ดแดง
(หนวยโลหิตวิทยา ภาคกมุ ารเวชศาสตร คณะแพทยศาสตรโ รงพยาบาลรามาธิบดี มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล)
200 ¤Á‹Ù ×Í¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹
âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
2. การออกกําลังกายเพื่อสขุ ภาพเปนประจํา
สมรรถภาพทางกายท่ีสัมพันธกับสุขภาพ (Health-related Physical Fitness) หรอ
สมรรถภาพทางกายเพอื่ สขุ ภาพ หมายถงึ ความสามารถของระบบตา งๆ ในรา งกาย ประกอบดว ยความสามารถ
เชิงสรีรวทิ ยาดา นตางๆ ท่ชี วยปองกันบุคคลจากโรคท่ีมีสาเหตจุ ากการขาดการออกกําลังกาย ดังน้ี
1. ความอดทนของระบบไหลเวยนโลหิตและหายใจ (Cardiorespiratory Endurance)
หมายถึง สมรรถนะของระบบไหลเวียนเลือด (หัวใจ หลอดเลือด) และระบบหายใจ ในการลําเลียงออกซิเจน
ไปยังเซลลกลามเนื้อ ทําใหรางกายสามารถออกกําลังกายเปนระยะเวลานานได ประเมินโดยกิจกรรมการทดสอบ
ดวยการวิ่ง 50 600 800 1000 เมตร เดินหรือว่ิง 1600 เมตร การทดสอบโดยใชจักรยานวัดงานหรือ
การกา วข้นึ -ลง (Step test) เปนตน
2. ความแขง็ แรงและความอดทนของกลามเนื้อ (Muscle strength-Endurance)
ความแข็งแรง (Muscle strength) หมายถึง ปริมาณสูงสุดของแรงท่ีกลามเน้ือมัดใดมัดหนึ่ง
หรอื กลุมกลามเน้อื สามารถออกแรงตา นทานไดใ นชว งการหดตัว 1 ครั้ง
ความอดทนของกลามเน้ือ (Muscle endurance) หมายถึง ความสามารถของกลามเน้ือ
มัดใดมัดหน่ึงหรือกลุมกลามเนื้อในการหดตัวซ้ําๆ เพ่ือตานแรงหรือความสามารถในการคงสภาพการหดตัว
คร้ังเดียวไดเปนระยะเวลานาน ประเมินโดยกิจกรรม การลุกนั่ง 30 วินาที การวิดพื้น การงอแขนหอยตัว
การวัดแรงบบี มือ เปน ตน
3. ความออนตัวหรอความยืดหยุนของกลามเน้ือ (Flexibility) หมายถึง พิสัยของการ
เคลื่อนไหวสูงสุดเทาท่ีจะทําไดของขอตอหรือกลุมขอตอ ประเมินโดยกิจกรรม การงอตัวไปขางหนา การเอามือ
ไขวห ลงั แลว แตะกัน (Zipper test) การทดสอบโดยน่งั แยกขาเปนตวั วี เปน ตน
4. องคประกอบของรา งกาย (Body Composition) ไดแ ก กลามเน้อื กระดูก ไขมันและ
สว นอ่นื ๆ ในสว นของสมรรถภาพทางกายนนั้ หมายถงึ สดั สว นปรมิ าณไขมนั ในรา งกายกับมวลรางกายที่ปราศจาก
ไขมันโดยวัดออกมาเปนเปอรเซ็นตไขมัน (% fat) ดวยเครื่อง Skin fold Caliper หรือใชคาดัชนีมวลกาย BMI
ซง่ึ ใชว ดั ในกลมุ อายุ 18 ปขนึ้ ไป
สมรรถภาพทางกลไกเพื่อทักษะกีฬาที่ดีมีความแตกตางจากสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธกับ
สุขภาพกลาวคือ สมรรถภาพทางกลไกเพื่อทกั ษะกีฬาท่ดี มี งุ เนน เรือ่ งความคลอ งตวั เวลาเคล่อื นไหว เวลา ปฏิกริ ยิ า
พลงั ความสมดลุ ความเร็ว และการทาํ งานประสานสัมพนั ธ
กจิ กรรมการทดสอบสมรรถภาพทางกาย
กรมพลศกึ ษาป 2555 : เกณฑมาตรฐานสมรรถภาพทางกายสําหรบั เดก็ ไทย อายุ 7-18 ป
หนว ยองานย/ุ อายุ 1. ดา นความอดทนของ 2. ดา นความแข็งแรง 3. ดา นความออนตัว
ระบบไหลเวยนโลหติ และ และความอดทนของ ของกลา มเน้ือ
7-12 ป
13-18 ป ระบบหายใจ กลามเนอ้ื นง่ั งอตัวไปขางหนา
นัง่ งอตัวไปขา งหนา
วิ่งระยะไกล (Distance Run) ลกุ นั่ง 60 วินาที
1,200 เมตร
ลกุ นงั่ 60 วินาที
ว่งิ ระยะไกล 1,600 เมตร
¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹ 201
âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558
3. การนอนหลับชวยพัฒนาสมอง และการเจรญเตบิ โต
ปญหาใหญ...เด็กไทยเกือบคร่ึงนอนหลับไมเพียงพอ ปจจุบัน เด็กต้ังแตระดับประถมศึกษา
ถึงมัธยมศึกษานอนหลับไมเพียงพอมากรอยละ 40 ในยุคดิจิตอลเด็กเกือบทุกประเทศประสบปญหาเดียวกัน
แตปญหาน้ีกลับถูกมองขามและยังไมมีหนวยงานใดของภาครัฐเขามาชวยแกไขอยางจริงจัง ซึ่งวิธีการแกไข
ไมจ ําเปนตองใชเ งินมาก ในประเทศญีป่ นุ ไดดาํ เนนิ โครงการ HAYAOKI ต้ังแตป พ.ศ. 2549 โดยความรว มมอื ของ
กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี รณรงคเด็กใหนอนหลับแตหัวคํ่า ต่ืนแตเชา
และรับประทานอาหารเชา เพราะญ่ีปุนตระหนักถึงความสําคัญของการนอนหลับตอการพัฒนาของสมองและ
รางกาย ประเทศสหรัฐอเมริกาไดบรรจุเรื่องการนอนหลับในหลักสูตรการเรียนการสอนในชั่วโมงชีววิทยา สําหรับ
นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในป พ.ศ. 2547 สอนเด็กใหเห็นความสําคัญของการนอนหลับ และผลเสียของ
การอดนอนตอสมอง รางกาย จติ ใจ การเรยี น การขบั รถ และการทํางาน มกี ารประกาศเปนวสิ ัยทศั นดานสุขภาพ
คือ ตอ งเพมิ่ จาํ นวนชั่วโมงการนอนหลับของเด็กอเมรกิ าใหไ ดทุกคนในป พ.ศ. 2563
การนอนหลบั ใหเ พียงพอทําใหเ ดก็ ตัวสูงขน้
โดยธรรมชาติเวลานอนหลับสนิท ตอมใตสมองจะหล่ังฮอรโมนช่ือ Growth Hormone ที่มีผลตอ
กระดูก ทําใหกระดูกยืดยาวและขยายใหญข้ึน ทําใหตัวสูงใหญ ถานอนไมเพียงพอ ฮอรโมนนี้จะถูกหลั่งออก
มานอย สงผลใหเด็กไมสูงเทาท่ีควร ประชาชนในประเทศเนเธอรแลนดตัวสูงที่สุดในโลก เพราะเด็กในประเทศนี้
เขานอนกอนเวลา 21.00 น. เกือบทุกคน จึงควรตองสงเสริมใหเด็กเขานอนเร็วและนอนเพียงพอ เพื่อใหคนไทย
ตัวสูงข้ึน เพราะการมีทักษะทางดานกีฬาและเกงยังไมพอ รางกายจะตองสูงใหญดวยจึงจะแขงขันกับประเทศ
อื่นๆ ได โดยการจัดเวลานอนใหเพียงพอในแตละกลุม วยั ดังตารางขางลา งนี้
กลมุ อายเุ ด็กและผูใหญ จํานวนชว่ั โมงท่คี วรนอนแตละวนั
1. อายุ 6-8 ป (ป.1-ป.3) 11 ชั่วโมง
2. อายุ 9-11 ป (ป.4-ป.6) 10 ชวั่ โมง
3. อายุ 12-14 ป (ม.1-ม.3) 9.25 ชว่ั โมง
4. อายุ 15-17 ป (ม.3-ม.6)
8.5 ชัว่ โมง
และ ป.ว.ช.
5. ผูใ หญ 7-8 ชว่ั โมง
202 ¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹
âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558
การนอนหลบั ใหเ พียงพอทําใหเดก็ ไมอวน
การอดนอน นอนไมพอ ทําใหหิว กินเกงและอวนข้ึน เน่ืองจากสมองหล่ังฮอรโมนช่ือ Leptin
ออกมานอย และฮอรโมน Ghrelin ออกมากขึ้น ฮอรโมน Leptin ทําหนาที่กดความหิว ในขณะที่ฮอรโมน
Ghrelin กระตุนใหเด็กหิวมากข้ึน เพราะฉะนั้นการสงเสริมใหเด็กนอนใหเพียงพอ จะชวยแกปญหาเด็กอวนได
สว นหน่ึง การนอนหลบั ใหเพยี งพอยังชวยใหเด็กมีภูมิตา นทานดี ไมติดเชอ้ื งา ย อารมณด ี มสี มาธิ ไมหงดุ หงิด และ
ไมม พี ฤติกรรมกาวราว
การนอนหลับใหเ พยี งพอชว ยพัฒนาการเรยนรูและทําใหเ ด็กฉลาดขน้
กระบวนการเรียนรอู ยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ ตอ งอาศัยการนอนหลบั ใหเ พยี งพอ เดก็ จะเรยี นรเู ร่ืองใหมๆ
ไดเม่ือสมองต่ืนตัวเต็มท่ี ความรูใหมที่รับเขามาแตละวันไมวาจะเปนดานวิชาการ ทักษะตางๆ ท้ังดานศิลปะ
ภาษาและการกีฬา จะถูกเก็บไวช่ัวคราวในสมองสวน Hippocampus ซึ่งมีความจุไมมาก เม่ือเด็กไดนอนเต็มที่
ในเวลากลางคนื ความรแู ละทักษะใหมจ ะถูกยายจาก Hippocampus ไปเก็บในทใี่ หมข องสมองสว น Neocortex
ซ่ึงมีความจใุ หญม าก แลว ถูกจดั เรียบเรียงเปนระเบียบ สามารถดึงออกมาใชไดง า ยและรวดเร็วในภายหลงั
การอดนอน นอนไมพ ออยางตอ เนื่อง มีผลเสีย 2 อยางพรอ มกนั คือ
1. เด็กจะงวงเหงาหาวนอนตั้งแตเริ่มเรียน ขณะที่งวง เด็กจะไมสามารถเรียนรูเรื่องใหมๆ ได
นอกจากน้ีขอมูลท่ีเก็บอยูในสมองสวน Hippocampus ยังไมถูกยายไปเก็บท่ีสมองสวน Neocortex ทําให
Hippocampus ไมมที ี่วางพอทีร่ บั ขอมลู ใหมเ ขา มาอกี
2. เน่ืองจากขอมูลท่ีเพ่ิงเรียนมายังเก็บอยูใน Hippocampus ไมไดถูกยายเขาไปเก็บที่
Neocortex เพ่ือเปลย่ี นเปนความจําระยะยาว ไมนานความรูนกี้ จ็ ะเลอื นหายไปเอง ไมส ามารถเกบ็ ไวเ ปน ความจํา
ระยะยาวเพ่ือใชเปนประโยชนตอยอด นําไปคิดคนอะไรใหมๆ ได อาจเรียกไดวาครูสอนอะไรเยอะแยะแตจําได
เล็กนอย
แนวทางการเพม่ิ ช่ัวโมงการนอนหลบั ของเด็ก
1. โรงเรียนสนับสนุนใหเด็กที่นอนไมเพียงพอ ไดนั่งงีบหลับหลังอาหารกลางวันเพียง 10-15 นาที
โดยโรงเรียนจัดหาสถานที่เงียบ มืด เปดพัดลมใหอากาศไมรอน หาหมอนให 1 ใบ เพ่ือใหเด็กไดงีบหลับกอน
เขาเรียนภาคบาย การงีบหลับจะทําใหสมองต่ืนตัวเต็มที่ไดหลายช่ัวโมง เด็กจะกระปร้ีกระเปรา เรียนรูไดดี
และรับความรูใหมได ในประเทศญ่ีปุนมีโครงการ INEMURI รณรงคใหเด็กงีบหลังอาหารกลางวัน เพื่อความ
ไดเปรียบทางสติปญญา อยางไรก็ตาม หลังจากงีบหลังอาหารกลางวันและเรียนภาคบายแลว เด็กตองนอนหลับ
ใหเพียงพอในคนื นั้น เพ่อื ทําใหความจาํ ระยะสั้นเปล่ยี นเปน ความจําระยะยาว
¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ 203
âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558
2. สังคมไทยตองรวมมือกันระหวางครู/ผูปกครอง/เด็ก เพราะทุกคนเห็นความสําคัญของการ
นอนหลับ
3. ครูและผูปกครอง สอนใหเด็กรูจักแบงเวลาใหเปน และจัดลําดับความสําคัญ ควรทําอะไร
กอน-หลงั เชน
รีบทําการบานใหเสร็จต้ังแตหัวค่ํา เด็กไมควรเลนหรือออกกําลังกายภายในเวลา 3 ช่ัวโมง
กอ นเขานอน
ตองหยุดกิจกรรมตาง เชน หยุดคุยโทรศัพทมือถือ หยุดเลนเกมออนไลน ใชอินเตอรเน็ต
หยดุ ดโู ทรทัศน
ตองหลกี เลี่ยงเคร่อื งดื่มที่มีคาเฟอนี เชน น้าํ อัดลมสีดํา ชา กาแฟ เพราะทาํ ใหนอนไมห ลับ
ควรผอนคลายทาํ ใจใหส งบ ไมกงั วล ไมเครยี ด เมือ่ ใกลถ ึงเวลานอน
ควรเขานอนและตืน่ นอนใหเปนเวลาเดียวกันทกุ วนั ไมวา จะเปน วันเรยี นหรือวนั หยดุ
(แหลงขอ มลู : นพ.มนญู ลเี ชวงวงศ โรงพยาบาลวชิ ยั ยทุ ธ ประธานทุนงวงอยาขบั ในพระอุปถัมภฯ )
204 ¤Á‹Ù Í× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹
âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558
4. หู ตา รกั ษาไว ใชส อ่ื อยางสรางสรรค
ปญหาเกี่ยวกับสายตาและการไดยินบกพรองมีผลกระทบตอการเรียนรู หากไมไดรับการชวยเหลือ
ท่ีเหมาะสม ควรมีระบบคัดกรองสุขภาพเพื่อเฝาระวังปญหา และพัฒนาระบบการชวยเหลือดูแลสุขภาพ ท้ังกลุม
ปกตแิ ละผิดปกติ รวมถงึ การสงตอ อยางมีประสิทธภิ าพ
โรคและความผิดปกติเกีย่ วกับตา
โรคตาแดง เกดิ จากเชือ้ ไวรสั ตดิ ตอ โดยการสัมผัสนาํ้ ตา ขตี้ า หรือใชส่งิ ของรวมกับผทู เ่ี ปน โรค เชน
ผาเช็ดหนา ผาเช็ดตัว แวนตา ขันนํ้า หรือใชมือสกปรกที่มีเช้ือโรคขย้ีตา หรือจากแมลงวัน/แมลงหว่ีตอมตา
มักระบาดในกลุมคนท่ีอยูรวมกัน พบบอยในเด็กเล็กและเด็กชั้นประถมศึกษา ผูเปนโรคจะมีอาการน้ําตาไหล
ระคายเคือง ปวดตา กลัวแสง มีขี้ตามาก อาจมีไขตํ่าๆ เปนโรคที่ไมอันตราย ถาไมรักษาอาจติดเชื้อแบคทีเรีย
จนทําใหตาพกิ ารได จงึ ควรรบี ไปพบแพทย ไมค วรไปในทีช่ ุมชนเพราะอาจแพรต ดิ ตอ สผู ูอื่น และหยุดเรียนจนกวา
จะหายเปนปกติ โรคนป้ี องกนั ไดโ ดยการรกั ษาสขุ อนามยั สว นบุคคล เชน การลา งมือ ไมใ ชของรวมกัน
สายตาส้ัน สาเหตุยังไมทราบแนชัด แตการใชสายตาที่ใกลเชน การอานหนังสือ เลนเกม
เลนคอมพิวเตอรเปนเวลานานตดิ ตอกนั มีผลทําใหส ายตาส้ันหรอื สายตาสน้ั เพม่ิ ข้ึนอยางรวดเรว็ ดังน้ันเด็กจึงควร
ไดรับการตรวจวัดสายตากอ นเขา โรงเรียนทุกคน
ตาบอดสี สาเหตุจากกรรมพันธุ สวนใหญไมสามารถบอกความแตกตางระหวางสีแดงกับสีเขียว
จะเห็นสีเขียว เหลือง สม แดงเปนสีเดียวกันหมด และกลุมท่ีเปนภายหลังมักตาบอดสีนํ้าเงิน-เหลือง เกิดจาก
ยนี ทค่ี วบคมุ การสรา งรงควัตถรุ บั สีชนดิ สีแดงและสเี ขียวอยูบนโครโมโซม X ขาดหรอื บกพรอ ง ผชู ายมีโอกาสเปน
มากกวาหญิง (ผูหญิงมีโครโมโซม X 2 ตัว ถาตัวใดตัวหนึ่งมียีนเหลาน้ีอยูก็ยังสามารถรับรูสีได ในขณะท่ีผูชาย
มีโครโมโซม X เพียงตวั เดียว ถาบกพรอ งก็จะแสดงอาการ)
อาการตาบอดสี คือ ผูท่ีเปนตาบอดสีสามารถแยกความแตกตางของสี โดยใชความเขมของสีท่ีเห็น
เขา กับสที ี่คนปกตเิ หน็ ได อาจมขี อ จํากัดเรอื่ งการทํางานบางอาชพี การสงั เกตสัญญาณไฟจราจรแกไขโดยเรยี นรูวา
ไฟแดงอยูบ นสุด ไฟเขียวอยลู า งสดุ ในรายทีเ่ ห็นเพียงสีขาวดํา สายตาจะคอยๆ เสื่อมลง ยงั ไมมวี ธิ ีการรกั ษาเฉพาะ
ซ่งึ เดก็ ยังคงเรียนไดปกติ
ตาเข เปน สภาพทีก่ ลา มเนื้อของลกู ตาทํางานไมส มั พันธกัน ซ่ึงตาทัง้ 2 ขา งมองในทิศทางตรงกันขา ม
ทําใหเกิดภาพซอน โดยเฉพาะเวลาออกกลางแจง ชนิดท่ีพบบอยคือ ตาเขภายใน 6 เดือนหลัง
เกิดโดยเร่ิมมีตาเขชัดเจนขึ้นเม่ืออายุ 2-3 ป สาเหตุจาก 1) สายตาท่ียาวมาก 2) กลามเนื้อตาเปนพังผืด
ตง้ั แตเกิด 3) ไทรอยดเปน พิษ ทาํ ใหกลา มเนื้อตาโตผิดปกติ ทําใหมองขึน้ ไมไ ด เห็นภาพซอน
การรักษา เมื่อวัดความสามารถในการอาน ตาเขที่พบรวมกับสายตายาวมาก แกไขโดยใสแวนแลว
ตาอาจจะตรงไดโดยไมตองผาตัด หรือถาวัดแลวคาที่ไดไมจําเปนตองใสแวน แพทยอาจรักษาดวยการผาตัด
กลา มเนอ้ื ตา การผา ตดั ควรผา ตดั กอนอายุ 2 ป หลงั ผาตัดอาจมภี าพซอ นในชว งแรก ถานานกวา 2 เดือนสามารถ
แกไขโดยใสแวนตาหรือผาตัดใหมซ่ึงมีประมาณรอยละ 10 สวนใหญไดผลเปนที่พอใจรอยละ 90 กรณีผาตัดหลัง
อายุ 2 ป โอกาสจะนอ ยลง
¤Ù‹Á×Í ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ 205
âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
ภาวะตาข้เกียจ คือ ภาวะที่ความสามารถในการอานไมเทาเกณฑเด็กปกติ เกิดจากภาวะตาเข
สายตาสนั้ ยาว เอยี ง ทาํ ใหร ะบบการมองเหน็ พฒั นาไมเ ตม็ ที่ รกั ษาไดโ ดยเปด ตาขา งทด่ี ี กระตนุ ใหใ ชต าขา งทม่ี ปี ญ หา
หรือใสแ วนในกรณีทีม่ ตี าข้เี กียจท้งั 2 ขา ง (คณะแพทยศาสตรโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล)
โรคทางสายตาจากการใชค อมพวิ เตอร เกดิ จากการใชค อมพิวเตอรเปนเวลานาน มผี ลตอ การ
บังคับใหโฟกัสของดวงตามาอยูหนาจอคอมพิวเตอร ทําใหเกิดความเครียดตอดวงตา ในแตละวันเด็กสวนใหญน่ัง
อยูหนา จอ และใชค อมพวิ เตอรท้ังทีโ่ รงเรียนและท่ีบานตามลําพังเปน เวลานาน โดยเคลอ่ื นไหวรางกายนอ ยมาก
The American Optometric Association ไดกลาวถึงผลกระทบของการใชคอมพิวเตอรในเด็ก
โดยเกย่ี วขอ งกับปจจยั ดังนี้
เด็กไมมีขีดจํากัดของการตระหนักในตัวเอง อาจจะทํากิจกรรมกับคอมพิวเตอรเปนเวลานานๆ
2-3 ช่ัวโมงโดยไมมกี ารพัก
เด็กมีความสามารถในการปรับตัวที่สามารถมองเห็นไดอยางปกติ ถึงแมวาการมองเห็นจะ
มีปญ หา เปนสิง่ จําเปนท่พี อ แม ผปู กครอง ครู และผใู หญต องรวมมอื กันในการควบคมุ การใชค อมพิวเตอร
Computer Workstation สวนใหญออกแบบใหเขากับผูใหญมากกวาเด็ก จึงตองมีการปรับ
องศาในการมอง ผูใชคอมพิวเตอรควรมีมุมในการมองจอคอมพิวเตอรจากดานบนลงลางเล็กนอยประมาณ
15 องศา ขอ แนะนํา คือ
ควรมีการตรวจสอบดวงตาอยา งละเอยี ด รวมทัง้ near-point (Computer and Reading)
Workstation ควรจัดใหเหมาะสมกับเด็ก และระยะระหวางจอคอมพิวเตอรกับดวงตาของ
เดก็ คือ 18-28 นว้ิ (การมองหนาจอคอมพวิ เตอรใ กลกวา 18 น้วิ จะทําใหดวงตาเกดิ ความเครียดและเปนสาเหตุ
การเกดิ โรคสายตาสัน้ )
ลดความจาของแสงโดยปรับเปลี่ยนความสวางของหนาจอคอมพิวเตอร ลดแสงภายในหอง
ไมใหจ าเกนิ ไป และกาํ จัดแสงจากภายนอก
พอแมและครูตองตระหนักถึงพฤติกรรมท่ีบงช้ีถึงปญหาท่ีเปนไปไดจากพฤติกรรมและ
อาการเหลา น้ไี ดแก ตาแดง ขย้ตี าบอยๆ คอเคลด็ ตามวั การลาของดวงตา เปนตน
วิธีลดความเครียดในดวงตา โดย การมองไปหาวัตถุไกลๆ 10-15 วินาที และมองหาวัตถุ
ใกลๆ อีก 10-15 วนิ าท/ี ควรพัก 10 นาทีทุกๆ 1 ชั่วโมง / บรหิ ารรา งกายในขณะน่ังเพอื่ ผอนคลาย
การไดยนิ
ปญ หาการไดยินบกพรอง สาเหตสุ วนใหญเ กดิ จากขีห้ อู ดุ ตนั รองลงมาคือหชู ้ันกลางอกั เสบ และ
การใชเทคโนโลยี เชน โทรศัพทมือถือ เปนเวลานานเกินจําเปน มีผลเสียตอระบบการไดยิน เกิดจาก
คลนื่ แมเ หลก็ ไฟฟา และความรอ นจากโทรศพั ท เขา ไปรบกวนระบบการทาํ งานภายในหแู ละแกว หู และทาํ ลายเซลล
ประสาทหู ในบางรายมอี าการปวดศรี ษะ เพราะหแู ละศรี ษะสมั ผสั ความรอ นโดยตรง จนลามเปน อาการปวดศรี ษะ
ผิวหนังอักเสบ
206 ¤ÁÙ‹ Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹
âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
การใชหูฟงในบริเวณที่มีเสียงดังมากทําใหตองเปดเสียงใหดังมากกวาปกติ เชน บนรถโดยสาร
บนเครือ่ งบิน บรเิ วณสถานรี ถไฟ (เสยี งดังประมาณ 95 เดซิเบล) มีผลทาํ ใหระบบการแยกเสยี งเสยี กอ น จากนน้ั
จะเริ่มสูญเสียการไดยินทีละนอย จนเกิดอาการหูดับชั่วคราวหรือรายแรงถึงข้ันหูหนวกได นอกจากนี้การใชหูฟง
ชนิดครอบจะทําใหที่ครอบกดใบหูแนบกับเน้ือบริเวณดานหลังใบหู ทําใหเจ็บกระดูกหูและหากใชเปนเวลานาน
จนเกิดความรอน จะทําใหผิวหนังเกิดการอักเสบ หรือติดเช้ือลุกลามจนทําใหหูอักเสบได สําหรับความดังที่
เหมาะสมตอสุขภาพหไู มควรเกนิ 70 เดซิเบล
ส่อื เทคโนโลยีมีทั้งดา นบวกและลบ
การเรียนการสอนสวนใหญเนนวิธีการใชสื่อมากกวาคุณภาพของสื่อ หรือวิธีจัดการกับขอมูล
ท่ีเผยแพรโดยสอ่ื การคัดกรอง ตลอดจนการเฝา ระวงั สอ่ื ท่ไี มดี ถาไมมีการคดั กรองส่อื ที่เหมาะสม ทัง้ สอ่ื ทีวี วิทยุ
อนิ เตอรเ นต็ โทรศพั ทมอื ถอื ฯลฯ สื่ออาจกลายเปนเครอ่ื งมอื อันตรายไดทุกประเภท และยังเปนสง่ิ ทท่ี าํ ใหเ ด็กอยู
หางไกลหรอื แยกตวั จากคนในครอบครัว สังคม ชุมชนรอบขา ง
ปจจุบัน เด็กมกี จิ กรรมรว มกันนอ ยลง ขาดการพบปะพดู คยุ หรือเลนหลังเลกิ เรยี น มพี ื้นทที่ าํ กจิ กรรม
นอยมากโดยเฉพาะในเขตเมือง โดยธรรมชาติของเด็กตองการมีเพ่ือน วิธีท่ีจะชวยคือสรางชุมชนรูปแบบใหมให
เดก็ ไดพ ูดคยุ กนั โดยผา นส่ือเทคโนโลยี เชน อนิ เตอรเ น็ต โทรศพั ท หรอื รายการวทิ ยทุ เ่ี ดก็ สามารถใชเปนพืน้ ที่ใน
การพูดคุย เปนการปรับตวั ใหเขากบั สภาพสงั คมทม่ี ขี อ จํากดั ของโอกาสและพ้ืนท่ี ดงั นี้
เด็กควรไดรับการสนับสนุนจากผูใหญในการใชส่ืออยางสรางสรรค เหมาะสม จะเปนการเพิ่ม
การเรียนรูและเปนเหมือนชุมชนใหเด็กท่ีมีจุดสนใจรวมกัน ไดมาสังสรรค เรียนรูอยางมีชีวิตชีวาและสนุกสนาน
ควรสนบั สนุนใหม ีชมรมพัฒนาส่ือสรา งสรรค เปดโอกาสใหเ ด็กไดทํากิจกรรมรว มกนั
มีการจัดช่ัวโมงเรียนส่ือศึกษา ใหเด็กเรียนรูจากหลายมุมมองอยางรอบดานและเทาทัน โดยนํา
ประเด็น กรณีศึกษาท่ีนาสนใจ จากภาพยนตร ละคร รายการโทรทัศน หรือเพลง เพ่ือสรางการเรียนรูรวมกัน
ฝกทักษะใหเ ด็กคิดเปน รูจกั วเิ คราะห แยกแยะสือ่ ดแี ละไมด ี
¤‹ÁÙ Í× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹ 207
âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
5. การดูแลสขุ ภาพจตดว ย
“ตน ทนุ ชวต ทกั ษะ ภูมิคมุ กนั และภูมปิ ญญา”
ตน ทนุ ชวต (Development Assets) คือ ตนทุนข้ันพื้นฐานทมี่ ีผลตอ การพฒั นาดานจติ ใจ สงั คม
สติปญญา ที่ทําใหคนๆ หนึ่งสามารถดํารงชีพอยูในสังคมไดอยางเขมแข็ง ตนทุนนี้จะเพ่ิมขึ้นตามการเลี้ยงดูของ
พอ แม สิง่ แวดลอมทีด่ ี และความใกลช ิดธรรมชาติ ประกอบดวยพลงั สําคัญ 5 ดาน ไดแก
1. พลังตวั ตน คือ การรูสึกถงึ คุณคา ในตวั เอง เปน สง่ิ สําคญั ทท่ี าํ ใหช วี ติ ดําเนินตอ ไปไดโดย
ไมคิดสั้น ไมคิดฆาตัวตายและใชชีวิตอยูอยางมีศักด์ิศรี ผลสําเร็จพบวาเด็กไมกลาพูดความจริงเพราะตองการ
ปกปองตนเอง ใหรูสึกปลอดภัย ผใู หญจ ึงตอ งปรับวธคิดใหมค ือไมหาคนผิด แตหาวธแกไข
2. พลังครอบครัว มีผลตอเด็กมากที่สุด เปนเหมือนภูมิคุมกันชีวิตท่ีปกปองความเสี่ยงที่อยู
รอบตัว และชวยใหเด็กเขมแข็งท้ังกายและใจ พอแมตองสรางสัมพันธภาพท่ีดี ใหความรักความอบอุน เขาใจ
และรับฟงความตองการของเด็ก ไมสรางแรงกดดันและคาดหวังจนเกินความสามารถของเด็ก การเขารวมเปน
สมาชิกเครือขายพอแม/ผูปกครอง จะชวยใหรูจักเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนลูกมากขึ้น เปนโอกาสดีในการมี
สวนรวมสนับสนนุ กิจกรรมดๆี ใหเด็ก และชว ยกันเฝาระวงั ความเสย่ี งตา งๆ ไดดขี ึน้
3. พลงั สรา งปญ ญา สาํ คญั มากในชว งวยั เรยี น ความรกั ความผกู พนั ทเี่ ดก็ มตี อ สถานศกึ ษามผี ล
ตอความสําเร็จดานการเรียนและครูมีบทบาทสําคัญมาก ควรหาวิธีการ/กิจกรรมใหเด็กรักและผูกพันกับ
โรงเรียน จากผลสํารวจพบวาเด็กอยากไปโรงเรียนเพราะตองการพบเพ่ือนมากถึงรอยละ 87 รองลงมาคือ
อยากเลนกฬี ารอ ยละ 51 และไปโรงเรียนเพราะตอ งการเรยี นจรงิ ๆ รอยละ 37
4. พลงั เพอื่ นและกจิ กรรม
เพ่ือน มีความสําคัญตอเด็กมากโดยเฉพาะวัยรุน มีอิทธิพลตอความคิด การกระทํา
ทั้งพฤตกิ รรมทเ่ี หมาะสม/ไมเ หมาะสม ผใู หญต องทาํ ความเขาใจเรื่อง “การตดิ เพือ่ น” เพราะเดก็ มักจะรวมตวั กนั
เปนกลุมและเปนวัยท่ีชอบการแสดงออก คิดเองทําเอง ตองการกําลังใจ และการยอมรับ สิ่งเหลาน้ีหางายใน
กลุมเพื่อน แตอาจหายากจากครอบครัวเพราะสวนใหญชินกับการเล้ียงลูกแบบเด็กเล็ก จึงควรดูแลใหเด็กและ
กลุมเพื่อนทําในสิ่งที่ดี เด็กไดแสดงความคิดเห็น ปรับตัว สรางสัมพันธภาพ เปนท่ียอมรับ และเปนโอกาสในการ
พฒั นาตนเอง
“ทักษะการคบเพ่ือนรวมทั้งการเอาตัวรอดในสถานการณตางๆ และการครองตนใหยึดม่ันใน
สิ่งท่ีดี อยูท่ีตนทุนชีวิตที่พอแมปลูกฝงหลอหลอมมาตั้งแตชวงกอนเขาสูวัยรุน” บทบาทผูใหญคือการเปนแบบ
อยา งที่ดแี ละใหก ารสนับสนนุ เดก็ ดวยวธิ ีการทถี่ กู ตอง เหมาะสม
กิจกรรม มหี ลากหลายเชน กจิ กรรมกฬี า ดนตรี วัฒนธรรม ประเพณตี างๆ เปน กระบวนการ
ทาํ งานเปนกลุม ทําใหเกดิ การเรียนรรู ว มกัน
5. พลังชุมชน การสรางระบบเฝาระวังภัยในหมูบานโดยมีการซักซอมแผนเปนระยะ มีกิจกรรม
กลุมสัมพันธสมาชิกในหมูบาน มีการเฝาระวังคนแปลกหนาและกําจัดแหลงมั่วสุมในชุมชน เชน วงเหลา สถานที่
เปล่ียว และรานเกม สอนเด็กใหรูจักชวยเหลือ แบงปน โดยเฉพาะผูสูงอายุและคนพิการ ถาชุมชนรวมมือกัน
จะทาํ ใหเ กิดความปลอดภัยมากข้ึน ทัง้ ยงั ลดปญหาการกออาชญากรรม ปลน จี้ และลกั ขโมย
208 ¤‹ÁÙ Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹
âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558
ตัวอยางปญ หาจากการมตี น ทนุ ชวตทอี่ อนแอ
ปญหาเพศท่ีสาม เร่ืองเพศมีความหมายมากกับการเล้ียงดู โดยเฉพาะเด็กผูชายกับการเล้ียงดู
ของพอ เพราะชวงปฐมวัย เด็กจะเริ่มกําหนดเพศของตัวเอง มองพอเปนตนแบบและลอกเลียนแบบ พอจะมีวิธี
เลนหรือทํากิจกรรมที่แตกตางไปจากแม ทําใหรูสึกตื่นเตน มีความเขมแข็ง บึกบึน ขณะที่แมละเอียดออน ใสใจ
ความรูสึก การมีพอเปนแบบอยางของความเปนผูชาย ชวยปองกันปญหาเร่ืองเพศทางเลือก พอแมจําเปนตอง
ทบทวนตัวเองเพื่อเปนแบบอยา งทดี่ ี
พฤติกรรมการมีเพศสัมพันธกอนวัยอันควร สวนหน่ึงเกิดจากการขาดความรัก ท่ีควรไดรับจาก
พอแม หรือสถาบันการศึกษา หรือคนท่ีไวใจ เด็กจึงหาความรักจากขางนอก ซ่ึงอาจเปนความรักปลอมๆ หรือ
หลอกลวง แลว เกดิ พฤตกิ รรมทางเพศทไ่ี มเหมาะสมตามมา
การใชความรุนแรง บงบอกถึงการขาดทักษะชีวิตหลายเรื่อง เชน การใชวิธีขจัดความเครียด
หรอื ความขดั แยงทีไ่ มถ กู ตอง รวมถึงกระบวนการตัดสนิ ใจทดี่ ี หากทักษะเหลานีบ้ กพรอ งอาจมผี ลตอ การเกิดความ
รุนแรงตามมา การแกไขสามารถทาํ ไดใ นรูปแบบของกิจกรรมตางๆ
ยาเสพติด ในประเด็นการสนับสนุนชวยเหลือ ผูใหญมักใชวิธี “จับผิด” เด็กจึงปกปองตนเอง
ทําใหระบบการชวยเหลือไปไมถึงตัวเด็ก และเด็กใชประสบการณลองผิดลองถูกสิ่งแปลกใหมเพ่ือลดความ
เครยี ดนําไปสปู ญ หาอื่นที่รนุ แรงและเปน อนั ตราย เชน ยาเสพตดิ ความรนุ แรง เปนตน
ภูมิคุม กนั ทมี่ องไมเ หน็
เด็กควรไดรับการปลูกฝงหลักคิดทางศาสนาและประพฤติปฏิบัติตามหลักคําสอน บาน วัด
และโรงเรยี นเปนสถาบันหลกั ที่ตอ งผนกึ กําลังรวมมอื จงึ จะเกิดพลังความเขม แข็งในการปองกนั แกไขปญหา
การเขารวมกิจกรรมทางศาสนา เปนการเสริมสรางภูมิคุมกันและเปนสิ่งที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจที่ชวย
ปองกันเด็กจากพฤติกรรมเสี่ยง สามารถทํากิจกรรมไดหลายรูปแบบโดยออกแบบกิจกรรมใหทันสมัย ดึงดูดความ
สนใจ แทรกธรรมะหรอื คําสอนทางศาสนาอยางกลมกลนื เพื่อใหเดก็ /วยั รุนเขา มามสี ว นรวม
การสงเสริมการปฏิบัติในชีวิตประจําวัน เชน สวดมนต นั่งสมาธิ ละหมาด ฟงธรรมะหรือคําสอน
หรอื จดั กจิ กรรมทางศาสนา จะสง ผลตอการลดพฤตกิ รรมเส่ยี งไปโดยปรยิ าย
ภูมิปญญาชาวบาน(ทอ งถ่นิ )
คือ ความรูที่ชาวบานสั่งสม ถายทอดจากคนรุนหนึ่งไปสูคนอีกรุนหนึ่ง และกําลังขาดชวงสืบตอไปสู
คนรุนใหม ความรูเหลาน้ีมีการสืบทอดและเปล่ียนแปลงไปตามสภาพสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดลอมเกี่ยวของ
กบั วิถชี ีวิตที่ทําใหเกิดความสัมพันธทด่ี ขี องคนในชุมชน มีผสู งู อายุเปนผูใหค าํ แนะนํา และตกั เตอื น ทําใหชุมนมุ อยู
รวมกนั อยา งสงบและเปนมติ ร เปน วฒั นธรรมที่ทาํ ใหผ คู นเห็นคุณคาของผสู ูงอายุ เคารพพอแม ปูยาตายาย ทงั้ ทีม่ ี
ชีวิตและลวงลับไปแลว จึงควรสงเสริมใหเด็กคนหาความรูศึกษาแหลงภูมิปญญาทองถิ่นในชุมชน เชน เชิญครู
ภูมิปญญามาสอนหรือใหเด็กเรียนรูนอกสถานท่ี การสรางพลังปญญาในสังคมไทยมีเฉพาะการเรียนในระบบ
การเรยี นรู สวนนอกระบบและภมู ปิ ญญาทอ งถน่ิ ยงั ไมเ ขมแข็ง และกิจกรรมสงเสรมิ การเรียนรูมนี อ ยมาก
¤‹ÙÁ×Í ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ 209
âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
6. การปองกันพฤตกิ รรมเสีย่ งทางเพศและสทิ ธท่ีพึงทราบ
การมีเพศสัมพันธกอนวัยอันควรและไมไดปองกันการตั้งครรภในวัยรุน ปจจุบันมีจํานวนเพิ่มขึ้นและ
มีปญหาท่ีซับซอนมากข้ึนจนกลายเปนปญหาระดับประเทศ วัยรุนสวนใหญไมมีโอกาสเรียนรูเรื่องเพศอยาง
เหมาะสม มีเพศสัมพันธโดยไมไดปองกันและมีการต้ังครรภ โดยครึ่งหนึ่งทําแทงผิดกฎหมาย และอีกครึ่งหน่ึง
ตั้งครรภตอและมีสภาพเปล่ียนเปน คุณแมวัยรุน พบปญหาการต้ังครรภซํ้า คลอดกอนกําหนด ทารกแรกเกิด
มีน้ําหนักต่าํ กวา เกณฑ มีการทอดทิง้ เดก็ และไมม ีความพรอมในการเลีย้ งดู
สาเหตุสาํ คญั คอื 1) เดก็ มคี วามรเู รอ่ื งเพศศึกษานอ ย จากขอ จํากัดของการสอนเพศศึกษา ในสถาบนั
การศึกษา 2) ปญหาในระบบคดั กรองและการชว ยเหลือกลมุ เส่ยี ง 3) การเขา ถงึ การคุมกาํ เนิดไดยาก 4) การเขา ถึง
ระบบใหคําปรึกษาไมครอบคลุม 5) ปญหาการดูแลภาวะต้ังครรภและการยุติการตั้งครรภของวัยรุน ดังนั้น
วัยรุนจึงจําเปน ตองไดร บั การดแู ล โดยเฉพาะกลมุ เส่ยี ง โดยการสง เสรมิ ปอ งกนั แกไ ขปญหา และเยยี วยาให
กลบั คืนเปน เยาวชนที่มีคุณภาพและมีคณุ คา ของประเทศตอ ไป
การบรู ณาการระหวา งกระทรวง หนว ยงาน องคก รภาครฐั และเอกชน เพอ่ื ใหบ รรลเุ ปา หมาย
ในการดําเนินงานซ่ึงกลุมเปาหมายสวนใหญอยูในระบบการศึกษา จึงมีการวางแผนและบูรณาการรวมกันใน
เชงิ ระบบ แบงเปน 2 กลุม ไดแ ก
กลมุ ปกติ ใชม าตรการ “รณรงคใ หความรูเรือ่ งเพศศกึ ษาในสถานศึกษา” ใหค รอบคลมุ ทัว่ ประเทศ
(ระดับมัธยมศึกษา) โดยบุคลากรสาธารณสุขเขาไปชวยครูพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเพศศึกษา และเพ่ิมการ
เขาถึงการใชถุงยางอนามัยและการคุมกําเนิดเพ่ือการมีเพศสัมพันธที่ปลอดภัย ภายใตโครงการ 1 โรงเรียน
1 โรงพยาบาล โดยสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุนราชนครินทร กรมสุขภาพจิต (www.smartteen.net)
นอกจากน้ียังมีกระทรวงวัฒนธรรมดูแลและสนับสนุนสื่อสรางสรรค กรมควบคุมโรค สสส. และภาคเอกชน
มีการจัดกจิ กรรม จดั เวทีเสวนาและรณรงคสรางกระแสเพ่อื ลดปญ หา
กลุมเสี่ยงและกลุมเปาหมาย (ต้ังครรภ) ใชมาตรการ “เสริมสรางความเขมแข็งของระบบ”
โดยเชือ่ มโยงระบบระหวางกระทรวงศกึ ษาธกิ ารและกระทรวงสาธารณสุข ดงั น้ี
1) ระบบดูแลชวยเหลือนักเรียน กิจกรรมในสถานศึกษาไดแก การรูจักนักเรียนเปนรายบุคคล
การคดั กรองและจดั กลมุ เพือ่ สงเสริม ปอ งกนั แกไข และสงตอระบบบรกิ ารสาธารณสขุ
2) ระบบบรกิ ารสาธารณสขุ บรู ณาการการดาํ เนนิ งานคลนิ กิ วยั รนุ รว มกนั 3 หนว ยงาน (กรมอนามยั
กรมควบคุมโรค และกรมสขุ ภาพจติ ) ในการจัดบรกิ ารสงเสริม ปองกนั บําบัด ฟนฟูตามรปู แบบมาตรฐานบริการ
สุขภาพที่เปนมิตรสาํ หรับวยั รุน และเยาวชน
3) การเช่ือมระบบสงตอ โดยพัฒนาใหระบบดูแลชวยเหลือนักเรียนมีความเขมแข็ง ครูสามารถ
คัดกรอง จัดกลุม และชวยเหลือกลุมเสี่ยงและกลุมเปาหมายได ซึ่งสํานักงานสาธารณสุขอําเภอ สวนใหญ
มคี วามพรอมในการรบั สง ตอ
(ขอ มลู จาก สถาบนั สุขภาพจิตเดก็ และวยั รุนราชนครนิ ทร กรมสุขภาพจติ )
210 ¤Á‹Ù Í× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹
âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558
อนามัยการเจรญพันธุ หมายถึง สุขภาพท่ีเกี่ยวกับกระบวนการและการทําหนาที่ของระบบ
เจริญพันธุของมนุษยตลอดชวงชีวิต อนามัยการเจริญพันธุในวัยรุนประกอบดวย 7 องคประกอบไดแก
1) เพศศกึ ษา 2) อนามัยแมและเด็ก 3) การวางแผนครอบครวั 4) อนามยั วัยรุน 5) โรคตดิ เช้อื ในระบบสืบพนั ธุ
6) โรคเอดส 7) การแทงและภาวะแทรกซอน
การจดั กจิ กรรมในสถานศึกษา เชน การสนับสนุนใหนักเรยี นมกี จิ กรรมเสรมิ ทกั ษะพฤติกรรมทางเพศ
ที่ปลอดภัย มีชองทางการสื่อสารเพ่ือการเรียนรู รับฟงปญหา โดยมีครูหรือผูเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ใหคําปรึกษา
แนะแนวทางทถี่ กู ตองในรูปแบบตางๆ เชน เอกสารคูมือ/หนงั สือ/เอกสารแผน พบั /โปสเตอร/ กระท/ู web board/
อินเตอรเน็ต/Face book/Twitter/Line และอื่นๆ รวมท้ังมีการประสานการทํางานกับภาคีเครือขายท่ีเก่ียวของ
(สาํ นกั อนามยั การเจริญพนั ธุ กรมอนามยั )
การปองกนั พฤตกิ รรมเสยี่ งในวยั รุน
การลดปจ จยั สาเหตุ เพิ่มปจ จัยปองกนั และจดั การส่งิ แวดลอ มใหเ หมาะสม มีดังน้ี
ใหความรูท่ีจําเปน ไดแก การเปล่ียนแปลงตนเองในวัยรุน ความรูเก่ียวกับความปลอดภัย
การปอ งกันอนั ตรายและความเสย่ี งตา งๆ การเรยี นรแู ละมีทศั นคติดีและถกู ตอ งเกี่ยวกับเร่อื งเพศ ฯลฯ
ฝก ทักษะ ดา นการจดั การอารมณเ พศตนเอง การแกไขปญหาตา งๆ ในชวี ิต และการปฏิเสธ
ฝกการควบคุมตนเอง ฝกจิตใจใหเขมแข็ง มีวินัย รูจักย้ังคิด มีสติ และจิตสํานึกท่ีจะไมทํา
พฤตกิ รรมเสย่ี งตางๆ ฝก การปฏเิ สธเหลาและยาเสพติดท่เี ปนสาเหตทุ ําใหควบคมุ ตนเองไมไ ด
ไมแสวงหากิจกรรมท่ีเปนพฤติกรรมเสี่ยง สงเสริมใหทํากิจกรรมท่ีทําใหตนเองพึงพอใจ
เปนประโยชนตอตนเองและผูอ ื่น แตถกู ตองเปนท่ียอมรบั ได
สรางส่ิงแวดลอมที่ดี พอแมเปนแบบอยาง มีทัศนคติท่ีดีตอลูก และทํากิจกรรมรวมกัน
ในครอบครัว
สิทธทางเพศที่พึงทราบ
สิทธิอนามัยเจริญพันธุ (Reproductive Rights) คือ สิทธิที่ถูกระบุไวแลวในกฎหมายและ
ขอตกลงตางๆ ทั้งในระดบั ประเทศและนานาชาติ เปนสทิ ธิพื้นฐานของบุคคล ไดแ ก
1) สทิ ธิในชวี ิต สิทธใิ นเสรภี าพและความปลอดภยั ของบคุ คล
2) สทิ ธิในความเสมอภาคและความเปนอิสระจากการเลอื กปฏบิ ัติในทกุ รูปแบบ
3) สทิ ธิในความเปน สว นตัว สทิ ธิในเสรีภาพแหง ความคดิ
4) สทิ ธิในการไดร ับขอมูลขา วสารและการศึกษา
5) สทิ ธิในการเลอื กวาจะสมรสหรอื ไม สทิ ธใิ นการวางรากฐานและการวางแผนครอบครวั
6) สทิ ธิในการตดั สินใจวาจะมีบตุ รหรือไมแ ละจะมเี มอื่ ใด
7) สิทธใิ นการดแู ลและปอ งกันสุขภาพ
8) สทิ ธิในการไดรับประโยชนจ ากความกา วหนา ทางวิทยาศาสตร
9) สทิ ธใิ นเสรภี าพในการชุมนมุ และการมสี ว นรว มทางการเมือง
10) สทิ ธใิ นการปลอดจากการถูกทารณุ กรรมและการปฏบิ ัตมิ ชิ อบ
¤Á‹Ù Í× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹ 211
âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558
สิทธิทางเพศ (Sexual Rights) คือ สิทธิของบุคคลท่ีถูกระบุในกฎหมายและขอตกลงตางๆ
ท้ังในระดับประเทศและนานาชาติ เปนสิทธิของคนทุกคนท่ีตองไดรับโดยไมถูกเลือกปฏิบัติ ไมมีการบังคับ และ
ไมมีความรนุ แรง ในเรือ่ งตอ ไปนี้
การไดร บั บรกิ ารดา นสขุ ภาพทางเพศและอนามยั การเจริญพนั ธุที่มมี าตรฐาน
การไดรบั ขอมลู ที่ถกู ตองเกย่ี วกับวิถีทางเพศ
การไดร ับการใหการศกึ ษาเรือ่ งวิถที างเพศ
การควบคุมเนือ้ ตัวรา งกายของตนเอง
การเลือกคูครอง
การตดั สนิ ใจวาจะมเี พศสัมพนั ธหรือไมมี
การสมคั รใจมีความสมั พันธท างเพศ
การสมคั รใจท่ีจะแตงงาน
การตดั สินใจวาจะมบี ตุ รหรือไมและมีเม่อื ใด
การมชี ีวติ ดานเพศทีพ่ งึ พอใจและปลอดภัย
212 ¤‹ÁÙ ×Í¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹
âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
7. บุหรต่ ดิ งา ย เลกิ ยาก
การสูบบุหร่ีสงผลกระทบตอตัวผูสูบและผูอ่ืน เปนสาเหตุการตายกอนวัยอันควร และกอใหเกิด
โรคตา งๆ เชน โรคถงุ ลมโปง พอง โรคมะเร็ง และโรคหัวใจขาดเลอื ด
พฤติกรรมการสูบบหุ ร่ของเดก็ และเยาวชน
เด็กและเยาวชนอายุ 11-24 ป เร่ิมสูบบุหร่ีครั้งแรกเพราะอยากทดลองสูบ (รอยละ 56.4)
รองลงมา คือ สูบตามเพ่ือน/เพ่ือนชวน (รอยละ 56.4) มีสวนนอยสูบบุหร่ีเพื่อเขาสังคม เพ่ือความโกเกและ
เกิดจากความเครียด มีความนิยมสูบบุหรี่ซองที่ผลิตในประเทศและมีกนกรองมากที่สุด การเขาถึงบุหร่ีสวนใหญ
ซอ้ื มาสบู แบบเปน มวน/แบง มวนขาย มากกวา ซ้อื เปนซอง จากรานคาใกลบ า น/รา นสะดวกซอ้ื การขายบหุ รใี่ หเด็ก
อายุต่ํากวา 18 ป พบวา ผูขายไมเ คยขอดูบัตรประชาชนกอนขาย
สรุปไดวาการสูบบุหรี่ของเด็กและเยาวชนมีทั้งปจจัยภายในตัว (อยากรูอยากลอง ฯลฯ) และปจจัย
ภายนอกเชน กลยุทธการตลาด โอกาสเขาถึงบุหร่ีท้ังรูปแบบการขาย ราคา แหลงซ้ือ การไมปฏิบัติตามกฎหมาย
และการละเมิดกฎหมายคุมครองสุขภาพผูไมสูบบุหร่ีในที่หามสูบบุหร่ี สงผลใหเด็กเห็นการสูบบุหรี่และเลียนแบบ
(Global Adult Tobacco Survey : GATS ป 2552 สํารวจในกลุมอายุ 15-24 ป และผลสํารวจโดยสํานัก
ควบคมุ การบริโภคยาสบู ในป 2550)
¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹ 213
âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558
8. การรักษามาตรฐานคุณภาพนา้ํ บริโภค
การรักษามาตรฐานคุณภาพนํา้ บริโภคอยางตอเนอ่ื ง (ชวงระยะเวลา 3 ป)
1. ตรวจวิเคราะหนาํ้ ด่ืมเฉพาะดา นแบคทีเรีย ดว ยชดุ ตรวจสอบอยางงาย (อ 11)
2. ตรวจวเิ คราะหนา้ํ ดืม่ ทางหองปฏิบัตกิ าร 20 รายการอยา งนอย 1 ครัง้ ตอป
3. รวบรวมผลตามขอ 1 และ 2 เพื่อเปน หลกั ฐานในการประเมินรบั รองตอเน่อื ง
การรบั รองตอ เนอื่ ง
1. มผี ลการตรวจวเิ คราะหค ณุ ภาพนา้ํ ผา นเกณฑม าตรฐานคณุ ภาพนา้ํ บรโิ ภคกรมอนามยั พ.ศ. 2553
ไมเ กนิ 1 ป
2. มีบันทึกการปฏิบัติงานตรวจสอบคุณภาพนํ้าดวยการใชชุดทดสอบโคลิฟอรมแบคทีเรีย
ภาคสนาม (อ11) อยา งนอยภาคการศึกษาละ 2 ครง้ั ติดตอ กัน 3 ป
3. มผี ลบนั ทึกการแกไ ขกรณีพบการปนเปอน
4. มผี ลตรวจวิเคราะหนํา้ ดม่ื ทางหองปฏบิ ัตกิ าร 20 รายการอยา งนอ ย 1 ครั้งตอป ติดตอกัน 3 ป
* กรณนี า้ํ ดม่ื บรรจขุ วดมมี าตรฐาน อย. ทผี่ ลติ และจาํ หนา ยในทอ งถน่ิ หากเปน นาํ้ ดมื่ หลกั ของโรงเรยี น
ตองสงตรวจคณุ ภาพนํ้าตามเกณฑกรมอนามยั ครบท้ัง 20 รายการ
214 ¤‹ÁÙ Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹
âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558
แผนภาพข้ันตอนการดาํ เนนิ งานนํ้าด่มื ปลอดภยั ในโรงเรยี นสงเสริมสุขภาพระดับเพชร
สมัครเขารวมโครงการ
สาํ รวจ และพัฒนาปรบั ปรงุ ระบบนํา้ ดม่ื ในโรงเรยี น
(แหลง น้าํ ด่มื แนวทอ กอกน้ํา ภาชนะเก็บนํ้า เครอื่ งกรองนา้ํ )
ทดสอบคุณภาพนํา้ ทางดา นแบคทีเรยี เบอื้ งตนดวยชุดตรวจสอบ (อ 11)
ไมผา น ผา น สงนา้ํ ตรวจเฉพาะ
ขอ มูลทดสอบท่ี
ตรวจสอบคุณภาพตามเกณฑมาตรฐานคุณภาพ ไมผาน ภายใน 6 เดอื น
น้ําบรโิ ภค กรมอนามยั ทางหองปฏบิ ัติการ
(20 รายการ)
ผา น ไมผ า น ปรับปรุงแกไ ข
ประกาศรบั รองเปน โรงเรยี นสงเสรมิ สขุ ภาพ ระดับเพชร
(เม่อื ตวั ชี้วดั อ่ืนผา นเกณฑท ุกตัวชว้ี ดั )
รณรงคใ หนักเรยี นดมื่ น้ํา รกั ษามาตรฐานคุณภาพ
สะอาดเพื่อสุขภาพทดี่ ี น้ําบรโิ ภคอยา งตอ เนอื่ ง
¤ÁÙ‹ ×Í¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹ 215
âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
เกณฑคณุ ภาพน้าํ บริโภคกรมอนามัย พ.ศ.2553
พารามเิ ตอร หนว ยวดั เกณฑท ่กี ําหนด
คุณภาพน้ําทางกายภาพ - 6.5-8.5
1. ความเปนกรด-ดา ง (pH) เอน็ ทยี ู ไมเกิน 5
2. ความขุน (Turbidity) แพลตติน่ัมโคบอลท ไมเกนิ 15
3. สี (Colour)
มลิ ลิกรมั /ลติ ร ไมเ กนิ 1,000
คณุ ภาพน้าํ ทางเคมีทว่ั ไป มลิ ลกิ รัม/ลิตร ไมเ กิน 500
4. สารละลายท้ังหมดท่ีเหลือจากการระเหย (TDS) มลิ ลิกรัม/ลติ ร ไมเ กนิ 250
5. ความกระดาง (Hardness) มิลลกิ รมั /ลติ ร ไมเ กิน 250
6. ซัลเฟต (SO-4) มลิ ลกิ รัม/ลติ ร ไมเกิน 50
7. คลอไรด (Cl- ) มิลลิกรมั /ลติ ร ไมเ กนิ 0.7
8. ไนเตรท (NO-3 as NO-3 )
9. ฟลูออไรด (F -) มิลลิกรัม/ลติ ร ไมเ กนิ 0.5
มิลลิกรัม/ลิตร ไมเกิน 0.3
คณุ ภาพน้าํ ทางโลหะหนักท่ัวไป มลิ ลิกรัม/ลติ ร ไมเ กนิ 1.0
10. เหลก็ (Fe) มิลลกิ รัม/ลิตร ไมเกนิ 3.0
11. แมงกานีส (Mn)
12. ทองแดง (Cu) มลิ ลิกรัม/ลติ ร ไมเกิน 0.01
13. สังกะสี (Zn) มลิ ลกิ รัม/ลิตร ไมเกิน 0.05
มลิ ลกิ รัม/ลติ ร ไมเ กนิ 0.003
คณุ ภาพน้าํ ทางโลหะหนกั สารเปนพษิ มลิ ลิกรัม/ลิตร ไมเ กิน 0.01
14. ตะกว่ั (Pb) มิลลิกรัม/ลิตร ไมเกิน 0.001
15. โครเมียม (Cr)
16. แคดเมียม (Cd) เอ็มพีเอน็ /100 มลิ ลลิ ติ ร ตอ งตรวจไมพบ
17. สารหนู (As) เอม็ พีเอน็ /100 มิลลลิ ติ ร ตองตรวจไมพบ
18. ปรอท (Hg)
คุณภาพนา้ํ ทางแบคทเี รยี
19. แบคทีเรยี ประเภทโคลฟิ อรม (Coliform bacteria)
20. แบคทีเรียประเภทฟคัลโคลฟิ อรม
(Faecal coliform bacteria)
หมายเหตุ 1. นํ้าบริโภค หมายถึง น้ําประปา นํ้าบาดาล นํ้าบอต้ืน และน้ําฝน ท่ีประชาชนใชด่ืม เตรียมปรุง
ประกอบอาหาร รวมถงึ น้ําท่ใี ชล างหนา และแปรงฟน.
2. วธิ ีตรวจวิเคราะหเ ปนไปตามวธิ ีการในหนงั สือ Standard Methods for the Examination of
Water and Wastewater Edition 21st 2005 APHA AWWA WEF.
3. ประกาศกรมอนามยั (13 ตลุ าคม 2553)
216 ¤‹ÁÙ ×Í¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹
âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
9. การจัดเก็บยาและใชยาใหป ลอดภยั ในหองพยาบาล
ลักษณะหองพยาบาลในโรงเรยน
หอ งพยาบาลควรจัดอยชู ้ันลา งของอาคารเพอื่ สะดวกในการเคลอื่ นยายผูปวย
พ้ืนท่ี ขนาดของหองใหเหมาะสมกับจํานวนนักเรียน สะอาด มีแสงสวางเพียงพอ อยูหางจาก
สิง่ รบกวนและเหตุราํ คาญ พรอมทง้ั จัดวางอุปกรณต า งๆ ไดถ กู ตอง
มีอางลางมอื พรอมกอ กนาํ้ และสบลู า งมือ
มีหองสวมอยูภายในหรืออยูใกลเพ่ืออํานวยความสะดวกใหกับนักเรียนหรือบุคลากรที่เจ็บปวย
เชน โรคทอ งเดนิ
จัดใหม นี ้ําด่ืมในหอ งพยาบาลเพยี งพอและไมใชแกวนาํ้ รว มกนั
มีสมุดทะเบยี นรายการยา/เวชภณั ฑส ําหรับควบคุมกาํ กับการเบกิ -จา ยยาและเวชภัณฑ
มีสมดุ บันทกึ การใหบ ริการประจําหอ งพยาบาลสาํ หรบั บันทกึ การใหบรกิ ารทุกครั้ง ดังตวั อยา ง
กรณอี ุบัตเิ หตุ
ลาํ ดบั ชอ่ื สกุล อายุ ชัน้ อาการ การใหบรกิ าร ระบสุ าเหตุ/ ผใู หบริการ
สถานท่ี
การจัดวางตูยาควรต้ังอยูในสถานท่ีที่มีแสงสวางเพียงพอ เชน แดดไมแรงมากและไมต้ังอยูในที่
อบั ชน้ื จะทําใหยาเส่ือมคณุ ภาพเร็ว
เทคนคิ ในการจดั ตูยา มีดงั น้ี
1. “ความปลอดภัย” ตองคํานึกถึงความปลอดภัยเปนอันดับแรก ระวังหยิบใชผิดหรือใชยาเสื่อม
คณุ ภาพ
2. ยาใชภายในและยาใชภายนอก โดยแบงพื้นท่ีในตูยา ตองวางแยกกันชัดเจนระหวางยา
รับประทาน และยาใชภายนอก พรอมทั้งติดปาย “ยาใชภายนอก” หรือ “หามรับประทาน” ท่ีช้ันวางยาใหเห็น
ชัดเจน
3. จัดเรียงแบบหมดอายกุ อนออกกอ น (First-expire,First-out-FEFO) การเก็บยาควรเกบ็ โดย
ดูวันหมดอายุเปนหลัก มากกวาท่ีจะดูจากวันท่ีไดรับยามา และจัดวางยาที่ใกลหมดอายุกอนไวดานนอก เพื่อให
ถูกหยิบไปใชกอน หรือติดสต๊ิกเกอร “สีแดง” ไวท่ีขวดยาที่ใกลหมดอายุแลว ปองกันยาหมดอายุกอนใช
และตองพลิกดูวันหมดอายุกอนใชทุกคร้ัง ทําเชนน้ีปละคร้ัง เพื่อใหงายตอการปฏิบัติ ไมตองคอยตรวจ
วันหมดอายุของยาบอ ยๆ
¤Á‹Ù Í× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹ 217
âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558
วันหมดอายหุ รือ Exp.Date ยอ มาจาก Expiry Date ตามดวยวัน เดอื น ป
วันผลติ หรอื Mfg.Date ยอ มาจาก Manufacturing Date ตามดว ยวนั เดือน ป
4. เก็บรกั ษายาใหถ ูกวิธี ควรปฏบิ ตั ติ ามคําแนะนาํ ทรี่ ะบใุ นฉลาก ถา ไมม ีระบุวิธกี ารเก็บรักษาท่ี
ฉลากยา ใหใชห ลักการเก็บรกั ษายาดังนี้
เก็บในทีไ่ มร อ นจดั ไมเ ยน็ จัด ทอี่ ณุ หภูมิประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส หรอื อณุ หภูมิหอง
เพราะอุณหภูมทิ สี่ งู กวา 25 องศาเซลเซยี ส จะมีผลทาํ ใหยาเสอื่ มเรว็ ขน้ึ จงึ ควรดวู นั หมดอายุและสังเกตการเปลยี่ น
สภาพของยาควบคูกันไปดวย
ยาบางชนิดท่ีระบุ “เก็บในตูเย็น” ตองเก็บในท่ีอุณหภูมิประมาณ 2-8 องศาเซลเซียส
เพราะยาจะเส่ือมเร็วหากเก็บไวที่อุณหภูมิหอง และจะเสียสภาพหากเก็บไวในชองแชแข็ง ยาท่ีระบุให “เก็บใน
ทเี่ ยน็ ” ควรเก็บไวท ี่อุณหภูมปิ ระมาณ 8-15 องศาเซลเซยี ส
ไมชื้น ความช้ืนอาจทําใหยาเส่ือมสภาพไดเร็วขึ้น จึงไมควรเก็บไวในบริเวณที่มีอากาศชื้น
เชน ในหองน้ํา อางลางมือ หรือในหองครัวที่ช้ืนแฉะเปนตน และควรปดภาชนะใหสนิทหลังเปดใช เพื่อปองกัน
ไมใหความชื้นจากภายนอกเขาไปได
ไมโดนแสงแดด แสงแดดสงผลโดยตรงทําใหยาเส่ือมสภาพเร็วขึ้น ยาบางชนิดสลายตัว
เร็วมากเม่ือถูกแสงแดดจึงตองเก็บในขวดสีชาหรือขวดทึบแสง วิธีสังเกตงายๆ วายาชนิดใดควรใสภาชนะปองกัน
แสงใหดูภาชนะท่ีผูผลิตบรรจุมา ถาซ้ือมาเปนแบบปองกันแสง เวลาเก็บรักษาก็ตองใหอยูในสภาพปองกันแสง
เหมือนกัน ซ่ึงยาเหลานี้ผูผลิตมักระบุใหทราบวาตองปองกันแสง โดยทั่วไปยาสวนใหญแมวาจะไมจําเปนตองเก็บ
ในภาชนะปอ งกันแสง แตค วรเกบ็ รักษาโดยหลีกเลี่ยงการถกู แสงแดดโดยตรง
5. ชอื่ กลุมยาตวั อยา งทีค่ วรมีในหองพยาบาลไดแ ก
- ยาลดไข บรรเทาปวด - ยาแกแ พ ลดน้ํามูล - ยาแกไอ
- ยาแกทอ งเสยี - ยาแกทอ งอืดทองเฟอ - ยาโรคกระเพาะอาหาร
- ยาแกค ล่ืนไสอาเจียน แกเมารถ - ยาแกปวดกลามเน้อื - ยาแกป วดประจําเดือน
- ยาแกแพ แกผดผนื่ คัน - ยาลางแผล ใสแ ผล ฯลฯ
สําหรับเวชภัณฑหากมีไมมาก ไมจําเปนตองติดปาย แตควรใหมีรายช่ือของรายการเวชภัณฑติดไว
เพือ่ ใหท ราบไดทันทวี ารายการใดใกลหมด จะไดจ ัดหามาเพิ่มไดทนั เวลา
6. การสงั เกตยาเสอื่ มสภาพ สงั เกตท่ดี ูจากรปู รส กลน่ิ สี ท่มี เี ปลีย่ นแปลงไปจากเดิม โดยยาแตล ะ
ประเภทมีขอ สังเกตแตกตางกัน เชน
ยาเม็ด สังเกตจากสีและลักษณะเมด็ ยาเปลีย่ น มีรอยดา ง เม็ดยาแตกรวนหรอื เม็ดยาเกาะติดกนั
ยาเมด็ บางชนดิ อาจมีกลนิ่ เปล่ยี นไป เชน แอสไพรินจะมีกลิน่ เปร้ยี วเกิดข้นึ
ยาแคปซูล อาจบวม พอง เปลือกแคปซลู นม่ิ เยิม้ และตดิ กนั หรอื แข็งแหง และแตก หรอื ผงยา
ดานในอาจเปล่ยี นสซี ง่ึ สังเกตยาก จงึ ตองแกะแคปซูลออกมาดู
ยาผงแหง ความช้ืนอาจทาํ ใหผงยาเกาะเปน กอ นแขง็ หรอื ผงยาเปลีย่ นสี
218 ¤Á‹Ù ×Í¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹
âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
ยาน้ําแขวนตะกอน ไดแก ยานํ้าที่ผงยาผสมอยูในของเหลว เชน ยาลดกรด คาลาไมนโลชั่น
ยาธาตุน้ําขาว เปนตน ถายาเส่ือมสภาพผงยาจะจับเปนกอนแข็ง เม่ือเขยาจะไมกระจายตัว หรือสังเกตสี กล่ิน
รสเปลยี่ นไป
ยาครีม ข้ีผึ้ง มีการแยกตัวของเน้ือยา สีเปล่ียน เนื้อยาอาจหดตัวเน่ืองจากน้ําระเหยออกไป
ทาํ ใหเนือ้ ครีม/ขีผ้ ้งึ แขง็ ตัวเกินไป หรอื บางคร้ังเกบ็ ไวในอณุ หภูมิสงู เกินไปก็ทาํ ใหเนอื้ ครมี /ขี้ผ้ึงเหลวเย้ิม
7. วิธีการใชยา โดยเฉพาะยาที่รับประทานบอย เชน พาราเซตามอล เปนพิษตอตับ ถาใชติดตอ
กนั นานเกิน 3-5 วัน หรือยาแกไอน้าํ ดาํ กห็ ามใชเ กิน 7 วนั เพราะมีสารเสพติดใหโทษ เปน ตน
¤‹ÙÁÍ× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ 219
âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
ตัวอยา งวธการใช
ยาพาราเซตามอล (paracetamol) ยาแกแพ ลดนํ้ามูล (CPM หรือคลอเฟนิรามีน หรือ
ใชสําหรับ บรรเทาอาการไขและอาการปวด Chlorpheniramine)
ใชส ําหรบั ใชบรรเทาอาการแพและหวัดไดแกน้ํามูกไหล
ระดบั เล็กนอ ยถึงปานกลาง
รปู แบบยา ยาเม็ด ขนาด 500 มิลลกิ รมั อาการจาม คันตา และน้ําตาไหลจากการแพ
ละอองเกสรดอกไม แพฝ นุ ละออง เปนตน
ยานา้ํ ความแรง 120 มลิ ลกิ รมั /5 มิลลลิ ติ ร รูปแบบยา ยาเมด็ ขนาด 4 มิลลกิ รมั
วิธีใชย า * เดก็ อายตุ ํา่ กวา 12 ป ยาน้ํา ความแรง 2 มลิ ลกิ รัม/5 มิลลิลิตร
วิธีการใชย า * เดก็ อายุ 2-12 ป รบั ประทานวนั ละ 0.35 มก./
รบั ประทาน 10-15 มก./น้ําหนักตัว 1 กก.
ตอ ครั้ง ทุกๆ 4-6 ชว่ั โมง นาํ หนักตวั 1 กิโลกรมั แบง ใหว นั ละ 3-4 ครงั้
* เด็กอายุ 12 ปข้ึนไป และผูใหญ รับประทาน * เด็กอายุ 12 ปขึ้นไปและผูใหญ รับประทาน
ครัง้ ละ 1-2 เมด็ ทกุ ๆ 4-6 ชวั่ โมง
ขอควรระวัง สําหรับเด็กหามรับประทานยาที่ติดตอกันเกิน คร้ังละ 1 เม็ด วนั ละ 3-4 ครง้ั หลงั อาหาร
3-5 วัน การรับประทานยานี้มากกวาหรือบอยกวาท่ีแพทยส่ัง ขอควรระวงั * ไมควรใชยาน้ีในเด็กอายุตํ่ากวา 2 ป และ
อาจเปน อนั ตรายตอตับ
การใชย าในเด็กอายุ 2-6 ป จะตองอยใู นการ
ดูแลของแพทย และตองใชยาอยางระวังใน
เด็กอายุ 6-11 ป
* ยานี้จะทําใหงวงซึมได ควรหลีกเล่ียงการ
ขั บ ร ถ ห รื อ ก า ร ทํ า ง า น ที่ เ ก่ี ย ว ข อ ง กั บ
เคร่ืองจักรหลงั รับประทานยา
* ยานอี้ าจทาํ ใหต าแหง มองเหน็ ไมช ดั ดงั นนั้ ผทู ่ี
สวมคอนแทคเลนส อาจจะรูสึกไมสบายตา
โดยอาจจะใชย าหยอดตาทีช่ วยหลอลื่นในตา
- ตองระมัดระวังการใชยาน้ีเพ่ือปองกันการได
รบั ยาเกนิ ขนาด เนอื่ งจากมผี ลติ ภณั ฑส ว นใหญเ ปน ยาสตู รผสม
ท้ังยา แกหวัด แกไอขับเสมหะ และแกคัดจมูกจํานวนมาก
ตองตรวจสอบวาสวนผสมในผลิตภัณฑเหลานั้นซ้ําซอนกับ
ยาหรือไม
220 ¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹
âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
ตวั อยา งวธการใชยา
ยาแกไ อนํ้าดํา (Brown Mixture) ผงถานคารบอน Activated Charcoal
ใชสาํ หรบั บรรเทาอาการไอ และชวยขับเสมหะ สว นประกอบ 1 แคปซูล ประกอบดว ย Activated
รูปแบบยา ยานํ้า
วิธีใชยา * เด็กอายุ 6-12 ป รบั ประทาน ครง้ั ละ ½-1 Charcoal 261 mg
คุณสมบัติ ดูดซับสารพิษในทางเดินอาหาร ท่ีเปน
ชอนชา เมือ่ มอี าการทกุ ๆ 6-8 ชวั่ โมง
* เดก็ อายุ 12 ป ขึ้นไปและผใู หญ สาเหตุของอาการทองเสีย ปองกันมิใหมี
การดดู ซมึ สารพษิ เขา สสู ว นอนื่ ๆของรา งกาย
รับประทานคร้ังละ 1-2 ชอ นชา เมื่อมี และดดู ซมึ กาซเพื่อบรรเทาอาการทองอืด
อาการทุก 6-8 ชวั่ โมง ยานีใ้ ชสําหรับ มีอาการทองเสีย (Diarrhea) ใชในราย
ขอควรระวงั - หา มใชย านใ้ี นเด็กทมี่ อี ายุต่าํ กวา 6 ป ผมู ีอาการทองอดื เฟอ (Flatulence)
ผูสูงอายุและหญิงต้งั ครรภ วิธีใช ผใู หญและเดก็ อายุ 3 ป รบั ประทานคร้ังละ
- หามใชย าน้ีตดิ ตอกันนานเกนิ 7 วัน 2-4 แคปซูล หลังอาหาร วันละ 3 ครั้ง
เน่ืองจากมีสวนประกอบที่อาจทําใหเกิด เมอื่ มอี าการหอ งเสยี หากอาการ ไมด ขี น้ึ ให
การเสพตดิ ใหโ ทษ และอาจทาํ ใหเ กดิ ทอ งผกู รบั ประทานซาํ้ อกี ทกุ ครงึ่ ถงึ 1ชม.จนอาการ
- ยานี้มีแอลกอฮอลผสมควรใชดวยความ ทองเสยี ดขี นึ้ จึงหยดุ ยา ถารับประทานครบ
ระมัดระวงั 16 แคปซูลตอวันแลว อาการยังไมดีขึ้น
- เมื่อเปดใชแลวมีอายุการใชงาน 3 เดือน ควรปรกึ ษาแพทย
หรือเม่อื ยานี้เสอ่ื มสภาพ สาํ หรับเด็ก : ควรใชตามแพทยส ั่ง
- เก็บยานโ้ี ดยปอ งกันไมใหถ ูกแสงแดด
ยาธาตุน้าํ แดง (แกทอ งอืด ทองเฟอ) ผงนํ้าตาลเกลอื แร (แกอ าการทองเสยี )
ใชสาํ หรับ บรรเทาอาการปวดทองเน่ืองจากจุกเสียด ใชสําหรบั ทดแทนการเสียน้ําในรายท่ีทองรวงหรือ
ทอ งขนึ้ ทอ งเฟอ อาเจยี นมากๆ และปอ งกนั การชอ็ ค เนอื่ งจาก
รูปแบบของยา ยานา้ํ รางกายขาดนา้ํ
วิธใี ช ใหเขยาขวดกอนรับประทานยาน้ี ทุกครั้ง รูปแบบยา ผงสําหรบั ละลายน้าํ
วธิ ใี ชย า - เทผงยาท้ังซองละลายในน้ําสะอาด เชน
* เด็กอายุ 6-12 ป รับประทานครั้งละ น้ําตมสุกที่เยน็ ประมาณ 1 แกว (250 ซซี ี)
½-1 ชอ นโตะ กอ นอาหารเชา กลางวนั เยน็ หรือตามคําแนะนาํ การใชบนซอง
* เดก็ อายุ 12 ปข นึ้ ไป และผใู หญร ับประทาน - ดื่มเมื่อมีอาการทองรวงถาบอย ใหด่ืม
ครงั้ ละ1-2ชอ นโตะ กอ นอาหารเชา กลางวนั บอยครัง้ ข้นึ ถาอาเจียนดว ยใหด มื่ ทีละนอ ย
เยน็ บอ ยคร้งั
ขอ ควรระวัง - ไมค วรรบั ประทานเปนเวลาเกิน 2 สัปดาห ขอ ควรระวงั - ถา ผปู ว ยมอี าการอาเจยี นมาก เหงอื่ ออกมาก
นอกจากแพทยส ง่ั ตัวเย็น ความรูสึกเปล่ียนแปลงไปหรือ
- ยานี้มีแอลกอฮอลผสม ควรใชดวยความ หมดสติ ควรนําผูปวยสงโรงพยาบาลดวน
ระมดั ระวัง - ผูท่ีเปนโรคไตหรือหัวใจ ควรปรึกษาแพทย
กอ นใช
¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹ 221
âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
ตวั อยางวธการใชยา
ยาโรคกระเพาะอาหาร ยาตา นกรด/ยาลดกรด ยาลา งตา (นํ้ายาลา งตาบอรกิ : Boric solution)
ใชส ําหรบั บรรเทาอาการแสบยอดอก ทองอดื ใชส ําหรบั บรรเทาอาการแสบตา ระคายเคืองจาก
แนนทอง อาหารไมยอ ย ผงควนั สิง่ สกปรกเขา ตา
รปู แบบของยา ยาเม็ด ยานาํ้ รูปแบบของยา ยาน้ําสาํ หรบั ลางตา
วิธีใช * รับประทานกอนอาหารครึ่งชั่วโมงหรือ วิธีใช * รินน้ํายาลงในถวยท่ีสะอาดและมีขนาด
มอี าการ พอเหมาะกบั ลูกตา
* ยาน้ําใหเ ขยาขวดทกุ คร้ัง ยาเม็ดใหเ คี้ยว * ยกถวยลา งตาจอทเ่ี บาตาขางท่ตี องการลาง
* ลมื ตาไวใ หน า้ํ ยาแทรกซมึ ทว่ั ลกู ตา กรอกตา
กอ นกลืน (พิจารณาตามคําแนะนํา
ในการรับประทานยา) ไปมาใชเ วลา 1 นาที ลางวนั ละ 1-2 ครัง้
* เด็กอายุ 3-6 ป รับประทานครั้งละ * เมื่อลางตาเสร็จแลวใหทําความสะอาด
½-1 ชอนชา
* เด็กอายุ 6 ปรับประทานครงั้ ละ ถว ยลางตาเพอ่ื ปองกันการติดเช้อื
1-2 ชอนชาหรอื ½-1 เม็ด
* เดก็ อายุ 12 ปขึ้นไปและผใู หญ
รบั ประทานคร้ังละ 1-2 ชอนโตะ หรอื
1-2 เม็ด
ขอ ควรระวัง - หา มใชใ นผูปว ยท่เี ปน โรคหัวใจ หรือโรคไต
- ไมควรรับประทานติดตอกันเปนเวลานาน
เกนิ 2 สปั ดาห นอกจากแพทยสัง่
- เมื่อเปด ใชย าแลวไมควรเก็บไวนานเกนิ
3 เดอื น ไมควรใชต อถงึ แมย ายังไมห มด
อายุ
- ยาน้ําเมื่อเขยาขวดแลว ยาไมกระจายตวั
หรือเสอ่ื มสภาพไมค วรนาํ มารบั ประทาน
222 ¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹
âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
กลุมยา รายการยาที่ใชภ ายใน
ยาลดไข บรรเทาปวด
ยาแกแ พ ลดนํ้ามกู แกผ ดผืน่ คัน รายการยา
ยาแกทองเสยี พาราเซตามอล (Paracetamol)
ยาแกทอ งอืด คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine)
ยาแกไอนํ้าดํา (Brown Mixture)
ยาโรคกระเพาะอาหาร ยาแกไ อขบั เสมหะสาํ หรับเดก็
ยาถา ยพยาธิ ผงนํา้ ตาลเกลอื แร
ยาธาตุนํ้าแดง
ยาธาตุนา้ํ ขาว
โซดามนิ้ (Sodamint)
ยาตา นกรด/ยาลดกรด (Aluminium
hydroxide+Magnesium hydroxide)
มเี บนดาโซน (Mebendazole)
อลั เบนดาโซน (Albendazole)
กลุม ยา รายการยาที่ใชภายนอก
ยาแกแพ แกผ ดผ่นื คนั
ยาแกปวดกลามเน้ือ รายการยา
ยาทาแผลไฟไหม นาํ้ รอนลวก คาลาไมนโ ลชนั่ (Calamine lotion)
ยาลา งตา เมทลิ ซาลิไซเลต (Methylsalicylate cream)
ยาดมแกวงิ เวยี น ไดโคลฟแนค (Diclofenac gel)
ยาลา งแผล ยาหมอง
ยาใสแ ผล ซิลเวอร ซลั ฟาไดอาซนี (Silver sulfadiazine)
ยาโรคหิด เหา น้ํายาลา งตาบอริก (Boric solution)
แอมโมเนีย (Ammonia)
แอลกอฮอล (Isopropyl/Ethyl alcohol)
นา้ํ เกลือลางแผลหรอื น้าํ เกลอื นอรม ลั (Normal saline)
โพวิดีน (Povidine)
เบนซลิ เบนโซเอต (Benzyl benzoate)
¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ 223
âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
10. การบาํ บัดนํ้าเสยี กอนปลอยสูส าธารณะ
การกําจัดนา้ํ เสียผา นบอดกั ไขมนั มีข้นั ตอนดังน้ี
1. กําจัดเศษอาหารหยาบ โดยแยกขยะเศษอาหารนําไปท้ิงในถังขยะที่จัดเตรียมไวหรือนําไป
ทาํ ปุยหมัก
2. กําจัดเศษอาหารขนาดเล็ก โดยใสตะแกรงตาถ่ีในอางลางจานท่ี 1 เพื่อกรองเศษอาหาร/ขยะ
ขนาดเลก็ กอนเขา สูบ อ ดกั ไขมัน
3. บอดักไขมัน เม่ือนํ้าเสียจากอางสุดทายไหลเขาสูบอดักไขมัน ไขมันซึ่งมีความเบาจะลอยตัวข้ึน
สูผิวนํ้าแตไมสามารถลอยออกไปตามทอน้ําได เน่ืองจากชองทอนํ้าออกของบอดักไขมัน ใส 3 ทางไว
(ดูรูปประกอบ) การแยกช้ันระหวางไขมันกับน้ําเสียตองใชระยะเวลาประมาณ 15-30 นาทีตอปริมาณน้ําเสีย
200 ลิตร
ดังนั้นการติดตั้งบอดักไขมันตองคํานึงถึงระยะทางการไหลและความเร็วของน้ําเสีย เพื่อใหมีระยะ
เวลาการแยกช้ันไขมันกอนปลอยนํ้าสูสาธารณะ ไขมันจึงถูกเก็บกักไวที่ผิวนํ้า เมื่อเวลาผานไป 1-3 สัปดาห
(ขึน้ อยูก ับปรมิ าณไขมัน) ไขมันจะหนาตวั และจับเปน กอนไขมัน ใหต กั ไขมันน้ีท้งิ ไป
ฝาเปด , ปด เพ่ือทาํ ความสะอาด นาํ้ ทงิ้ ผา นการบาํ บดั
สทู อ ระบายน้าํ สาธารณะ
ฝาปด เล็กเพื่อยกตะแกรง
ทิ้งเศษอาหาร
น้ําทิ้งจากครวั เขา บอ
ตะแกรงดกั เศษอาหาร ชั้นไขมนั
แผงกนั้ บงั คับทศิ ทางนํา้ ทอบงั คบั ทิศทางนํา้
ภาพแสดงการทาํ งานของบอ ดักไขมัน
224 ¤ÁÙ‹ ×Í¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹
âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558
**หมายเหตุ ขนาดบอดกั ไขมนั ปรบั ใหเ หมาะสมกบั ปรมิ าณน้ําเขา -ออกและจาํ นวนนักเรียน
ถาโรงเรยี นขนาดใหญสามารถใชบอ ปนู วงขอบซเี มนตแ ยกเปน 2 บอ โดยใชหลกั การเดียวกนั
¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹ 225
âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558
11. ความเช่อมโยงระหวางมาตรฐานโรงเรยน
สง เสรมสุขภาพและมาตรฐานการศกึ ษา
พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 มีเจตนารมณใหการจัดการศึกษาตองเปนไป
เพ่ือพัฒนา คนไทยใหเปนมนุษยท่ีสมบูรณ ท้ังรางกาย จิตใจ สติปญญา ความรู และคุณธรรม มีจริยธรรมและ
วัฒนธรรม ในการดํารงชีวิตสามารถอยูรวมกับผูอื่นไดอยางมีความสุข และใหมีระบบการประกันคุณภาพ
การศึกษาท้ังภายในและภายนอก เพ่ือพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของประเทศใหดียิ่งขึ้น นับเปน
สวนหน่ึงของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ตองดําเนินการอยางตอเน่ือง ดังนั้น สถานศึกษาจึงตองมีการ
พัฒนาคุณภาพดานการศึกษาใหสอดคลองกับมาตรฐานของหนวยงานและตนสังกัด เพื่อรองรับมาตรฐาน
การประเมนิ คณุ ภาพ ท้ังจากหนวยงานตนสงั กัดและหนว ยงานภายนอก
แนวทางขององคการอนามัยโลก มุงใหมีการพัฒนาสุขภาพควบคูไปกับการศึกษาโดยใชโรงเรียน
เปนศูนยกลางของการพัฒนาเพ่ือใหเกิดความย่ังยืน ดังน้ัน เม่ือวิเคราะหความเช่ือมโยงระหวางมาตรฐานโรงเรียน
สงเสริมสุขภาพกับมาตรฐานการศึกษาและมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอก พบวา มีความสอดคลองกัน
ซ่ึงอาจกลาวไดวา การดําเนินโครงการโรงเรียนสงเสริมสุขภาพและโรงเรียนสงเสริมสุขภาพระดับเพชร มีสวน
ทําใหสถานศกึ ษาสามารถกาวเขา สรู ะดบั คณุ ภาพในหลายมาตรฐานและตัวบง ชี้ ตามตารางแสดง ดังน้ี
226 ¤‹ÁÙ ×Í¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹
âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
ตารางแสดงความเชอื่ มโยง
ระหวา งมาตรฐานโรงเรยี นสงเสรมิ สขุ ภาพกับมาตรฐานการศกึ ษาและมาตรฐานการประเมนิ คุณภาพภายนอก
มาตรฐานโรงเรยี นสง เสริมสุขภาพ มาตรฐานการศึกษา มาตรฐานการประเมนิ คณุ ภาพภายนอก
ระดับการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน : ประถมและมธั ยม
องคประกอบของ ตวั ชวี้ ดั ของโรงเรยี นสง เสรมิ มาตรฐานและตวั บงชี้ มาตรฐานการศึกษา หลกั สตู รแกนกลาง มาตรฐาน : มาตรฐานและตวั บงช้ี:
โรงเรียนสงเสริมสขุ ภาพ สุขภาพระดบั เพชร ของมาตรฐาน ขนั้ มาตรฐาน การศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน รอบที่ 2 รอบท่ี 3
การศกึ ษาของชาติ พ.ศ.2554 พ.ศ.2551 (พ.ศ.2549-2553)
(พ.ศ.2554-2558)
1. นโยบายของโรงเรียน 1. โรงเรียนผานการรับรอง 2. แนวทางจดั การศกึ ษา การพฒั นาผเู รียน - 10. ผูบริหารมีภาวะผูนํา 6. ก า ร บ ริ ห า ร แ ล ะ ก า ร
เปนโรงเรียนสงเสริมสุขภาพ 2.3 มีการบรหิ าร มาตรฐานท่ี 8 ผูบริหาร และมีความ สามารถในการ พฒั นาสถานศึกษา
ระดับทอง จัดการทีใ่ ชส ถานศึกษา ปฏิบัติงานตามบทบาท บรหิ ารจดั การ 6.2 ระดับประสิทธิผล
เปนฐาน หนา ทอ่ี ยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ ของผูบริหาร สถานศึกษา
และเกิดประสิทธิผล ใ น ก า ร บ ริ ห า ร โ ด ย ใ ช
สถานศึกษาเปนฐานและ
การจัดการศึกษาใหบรรลุ
วตั ถปุ ระสงคข องสถานศกึ ษา
และกลมุ สาระการเรยี นรู
¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹ 2. การบรหิ ารจัดการ 2. มีการจัดต้ังชมรมสุขภาพ 2. แนวการจดั การศกึ ษา มาตรฐานที่ 11 - 11. สถานศึกษามีการจัด 6. ก า ร บ ริ ห า ร แ ล ะ ก า ร
ในโรงเรยี น
âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558 ทม่ี ีแกนนาํ นกั เรียนรวมตัวกัน 2.3 มีการบรหิ าร ส ถ า น ศึ ก ษ า มี ก า ร จั ด องคกร โครงสราง และการ พฒั นาสถานศกึ ษา
ดําเนินกิจกรรมสุขภาพอยาง จัดการที่ใชสถานศึกษา ส ภ า พ แ ว ด ล อ ม แ ล ะ บริหารงาน อยางเปนระบบ 6.2 ระดับประสิทธิผล
ตอเนือ่ ง เปนฐาน บริการที่สงเสริมใหผูเรียน ครบวงจร ใหบ รรลเุ ปา หมาย ของผูบริหาร สถานศึกษา
พฒั นาเตม็ ศักยภาพ การศกึ ษา ใ น ก า ร บ ริ ห า ร โ ด ย ใ ช
สถานศึกษาเปนฐานและ
การจัดการศึกษาใหบรรลุ
วตั ถปุ ระสงคข องสถานศกึ ษา
และกลุมสาระการเรยี นรู
227
228
¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ มาตรฐานโรงเรียนสง เสริมสุขภาพ มาตรฐานการศกึ ษา มาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอก
ระดบั การศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน : ประถมและมธั ยม
âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
องคประกอบของ ตวั ช้วี ัดของโรงเรยี นสง เสรมิ มาตรฐานและตวั บง ช้ี มาตรฐานการศึกษา หลักสูตรแกนกลาง มาตรฐาน : มาตรฐานและตวั บง ช:้ี
โรงเรียนสงเสริมสุขภาพ สขุ ภาพระดับเพชร ของมาตรฐาน ขัน้ มาตรฐาน การศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน รอบที่ 2 รอบท่ี 3
การศกึ ษาของชาติ พ.ศ.2554 พ.ศ.2551 (พ.ศ.2549-2553)
(พ.ศ.2554-2558)
3. โครงการรวมระหวา ง 3. มโี ครงงานสุขภาพนักเรยี น 3. แนวการสรางสังคม มาตรฐานท่ี 13 การงานอาชีพและ 3. ผูเรียนมีทักษะในการ 3. ผเู รยี นมีความใฝร ู ใฝเรยี น
โรงเรียนและชมุ ชน
ท่ีประสบผลสําเร็จชัดเจนใน แหงการเรียนรู/สังคม สถานศึกษามีการสราง เทคโนโลยีสาระที่ 1 ทํางาน รักการทํางาน 3.1 ระดับสัมฤทธ์ิผล
การลดปญหาสุขภาพหรือ แหงการเรยี นรู สงเสริม สนับสนุนให การดํารงชีวิตและ สามารถทํางานรวมกับ โดยเฉลี่ยสามปยอนหลัง
สิ่งแวดลอมในโรงเรียนหรือ 3.1 การบริหาร สถานศึกษาเปนสังคม ครอบครัว ผูอ่ืนได และมีเจตคติที่ดี ของผูเรียนที่มีนิสัยรักการ
ชมุ ชน วิชาการและสรางความ แหง การเรียนรู ตออาชีพสจุ รติ อาน สนใจแสวงหาความรู
11. มีโครงการแกไขปญหา รวมมือระหวางสถาน 4. ผูเรียนมีความสามารถ จากแหลงตาง ๆ รอบตัว
ดานสุขภาพหรือส่ิงแวดลอม ศึกษากับชุมชนใหเปน ในการวเิ คราะห คดิ สงั เคราะห และสามารถเรียนรูดวย
ที่มีความชุกสูงหรือเปน สังคมแหงการเรียนรู/ มีวิจารณญาณมีความคิด ตนเองได
อันตรายตอสุขภาพนักเรียน สงั คมแหง ความรู สรางสรรคคิดไตรตรองและ 3.3 ระดับสัมฤทธิ์ผล
ไดเปนผลสาํ เร็จ มีวิสัยทัศน โดยเฉลี่ยสามปยอนหลัง
ของผูเรียน สามารถใช
เทคโนโลยใี นการเรยี นรู
มาตรฐานโรงเรยี นสง เสรมิ สุขภาพ มาตรฐานการศกึ ษา มาตรฐานการประเมินคณุ ภาพภายนอก
มาตรฐานการศกึ ษา ระดบั การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน : ประถมและมัธยม
องคป ระกอบของ ตวั ช้ีวดั ของโรงเรยี นสง เสรมิ มาตรฐานและตวั บง ช้ี ขัน้ มาตรฐาน หลักสตู รแกนกลาง มาตรฐาน : มาตรฐานและตวั บง ช:้ี
โรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพ สุขภาพระดบั เพชร ของมาตรฐาน พ.ศ.2554 การศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน รอบท่ี 2 รอบที่ 3
การศกึ ษาของชาติ (พ.ศ.2549-2553)
พ.ศ.2551 (พ.ศ.2554-2558)
1.4 สถานศกึ ษาสง เสรมิ 4. ผเู รยี นคิดเปน ทาํ เปน
ความสัมพันธและความ 4.1 ระดับสัมฤทธ์ิผล
รวมมือกับชุมชนในการ โดยเฉลี่ยสามปยอนหลัง
พฒั นาการศกึ ษา ของผูเรียนท่ีมีความสามารถ
ในการคิดวิเคราะห
6.1 ระดับความสําเร็จ
ของคณะกรรมการ
ส ถ า น ศึ ก ษ า ขั้ น พ้ื น ฐ า น
ใ น ก า ร กํ า กั บ ดู แ ล แ ล ะ
ขับเคล่ือนการดําเนินงาน
ของสถานศกึ ษา
¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹ 4. การจัดสิ่งแวดลอมใน 9. การสูบบุหรี่ในโรงเรียน 2. แนวการจัดการศึกษา มาตรฐานที่ 11 วิทยาศาสตร 1. ผู เ รี ย น มี คุ ณ ธ ร ร ม 1. ผู เ รี ย น มี คุ ณ ธ ร ร ม
âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558 โรงเรยี นทีเ่ อ้ือตอ สขุ ภาพ 12. นําดื่มบริโภคปลอดภัย 2.1 การจัดหลักสูตร ส ถ า น ศึ ก ษ า มี ก า ร จั ด สาระที่ 2 จ ริ ย ธ ร ร ม แ ล ะ ค า นิ ย ม จ ริ ย ธ ร ร ม แ ล ะ ค า นิ ย ม
และเพียงพอ การเรียนรูและสภาพ สภาพแวดลอ มและบรกิ าร ชีวิตกับส่ิงแวดลอม ทพี่ งึ ประสงค ท่ีพงึ ประสงค
13. สวมผานเกณฑ HAS แวดลอมที่สงเสริมให ท่ีสงเสริมใหผูเรียนพัฒนา 12. สถานศึกษามีการจัด 1.1 ระดับสัมฤทธิ์ผล
สุขศึกษาและพลศึกษา กิจกรรมและการเรียน โดยเฉลี่ยสามปยอนหลัง
17. การบาดเจบ็ ในโรงเรยี นที่ ผูเรียนไดพัฒนาตาม เตม็ ศักยภาพ สาระที่ 4 การสราง การสอนโดยเนนผูเรียน ของผูเรียนที่ปฏิบัติหนาที่
ทําใหนักเรียนตองพักรักษา ธ ร ร ม ช า ติ แ ล ะ เ ต็ ม เสรมิ สขุ ภาพ สมรรถภาพ เปนสาํ คญั
ตวั ในโรงพยาบาล ศักยภาพ และการปองกนั โรค นักเรยี นท่ีดีของโรงเรียน
6. การบริหารและการ
พฒั นาสถานศกึ ษา
229
230
¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ มาตรฐานโรงเรียนสง เสรมิ สุขภาพ มาตรฐานการศกึ ษา มาตรฐานการประเมินคณุ ภาพภายนอก
ระดบั การศึกษาข้ันพืน้ ฐาน : ประถมและมัธยม
âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
องคประกอบของ ตัวช้วี ัดของโรงเรียนสง เสริม มาตรฐานและตัวบงช้ี มาตรฐานการศึกษา หลักสูตรแกนกลาง มาตรฐาน : มาตรฐานและตัวบง ชี:้
โรงเรียนสง เสรมิ สขุ ภาพ สุขภาพระดับเพชร ของมาตรฐาน ขน้ั มาตรฐาน การศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน รอบท่ี 2 รอบที่ 3
พ.ศ.2554 (พ.ศ.2549-2553)
18. มีการจัดการปญหาท่ีเกิด การศกึ ษาของชาติ พ.ศ.2551 (พ.ศ.2554-2558)
จากมลพิษท่ีมีผลกระทบตอ
สขุ ภาพ สาระที่ 5 6.1 ระดับความสําเร็จ
19. โร ง เรี ย น ผ า น เ ก ณ ฑ ความปลอดภยั ในชวี ติ ของคณะกรรมการ
ม า ต ร ฐ า น สุ ข า ภิ บ า ล ส ถ า น ศึ ก ษ า ข้ั น พ้ื น ฐ า น
ส่ิงแวดลอ มในโรงเรยี น ใ น ก า ร กํ า กั บ ดู แ ล แ ล ะ
ขับเคลื่อนการดําเนินงาน
ของสถานศึกษา
5. บริการอนามัยโรงเรียน 5. นกั เรียนไมม ีฟนแทผุ อุด 1. คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง มาตรฐานที่ 1 วิทยาศาสตร 2. ผูเรียนมีสุขนิสัย 2. ผูเรียนมีสุขภาพกายและ
สุขภาพกาย และ สุขภาพจติ ทีด่ ี
และถอน คนไทยท่ีพึงประสงค ผูเรียนมีสุขภาวะที่ดีและ สาระที่ 1 สิ่งมีชีวิต สขุ ภาพจิตที่ดี
2.1 ระดับสัมฤทธิ์ผล
10. นักเรียนท่ีมีสายตาและ ท้ั ง ใ น ฐ า น ะ พ ล เ มื อ ง มสี นุ ทรียภาพ กั บ ก ร ะ บ ว น ก า ร โดยเฉล่ียสามปยอนหลัง
ของผูเรียนที่มี สุขภาพดี
การไดยินผิดปกติ ไดรับการ และพลโลก ดํารงชีวติ มี นํ า ห นั ก ส ว น สู ง แ ล ะ
สมรรถภาพกายตามเกณฑ
แกไข 1.1 กาํ ลงั กาย กาํ ลงั ใจ สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา รวมทั้ง รูจักดูแลตนเองใหมี
ความปลอดภัย
ท่สี มบรู ณ สาระที่ 4
การสรา งเสรมิ สขุ ภาพ
สมรรถภาพและ
การปอ งกนั โรค
มาตรฐานโรงเรียนสงเสรมิ สขุ ภาพ มาตรฐานการศกึ ษา มาตรฐานการประเมินคณุ ภาพภายนอก
ระดับการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน : ประถมและมัธยม
องคประกอบของ ตัวช้วี ดั ของโรงเรียนสงเสรมิ มาตรฐานและตัวบง ช้ี มาตรฐานการศึกษา หลกั สูตรแกนกลาง มาตรฐาน : มาตรฐานและตัวบงช้ี:
โรงเรียนสงเสริมสุขภาพ สุขภาพระดบั เพชร ของมาตรฐาน ขัน้ มาตรฐาน การศึกษาข้นั พ้นื ฐาน รอบที่ 2 รอบท่ี 3
การศกึ ษาของชาติ พ.ศ.2554 (พ.ศ.2549-2553)
พ.ศ.2551 (พ.ศ.2554-2558)
6. สขุ ศึกษาในโรงเรยี น 3. มีโครงงานสุขภาพของ 1. คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง มาตรฐานท่ี 1 สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา 2. ผเูรยี นมสี ขุ นสิ ยั สขุ ภาพกาย 2. ผูเรียนมีสุขภาพกายและ
นักเรียนท่ีประสบผลสําเร็จ คนไทยที่พึงประสงค ผูเรียนมีสุขภาวะท่ีดีและ สาระท่ี 2 และสขุ ภาพจติ ที่ดี สขุ ภาพจิตทีด่ ี
ชัดเจนในการลดปญหา ทั้งในฐานะพลเมืองและ มีสนุ ทรยี ภาพ ชวี ิตและครอบครัว 4. ผูเรียนมีความสามารถ 2.1 ระดับสัมฤทธิ์ผล
สุขภาพหรือสิ่งแวดลอมใน พลโลก คดิ สงั เคราะห มวี จิ ารณญาณ โดยเฉล่ียสามปยอนหลัง
โรงเรียนหรือชุมชน มาตรฐานท่ี 3 ผูเรียนมี มคี วามคดิ สรางสรรค ของผูเรียนที่มีสุขภาพดี
ทั ก ษ ะ ใ น ก า ร แ ส ว ง ห า มีนํ้าหนัก สวนสูง และ
ความรดู วยตนเอง รักการ
เรียนรู และพัฒนาตนเอง สมรรถภาพทางกาย
ตามเกณฑ รวมทงั้ ผจู กั ดแู ล
อยา งตอเนื่อง ตนเองใหมีความปลอดภยั
¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹ มาตรฐานที่ 4
ผูเรียนมีความสามารถใน
âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558 การคิดอยางเปนระบบ
คิดสรางสรรค ตัดสินใจ
แกปญหาไดอยางมีสติ
สมเหตผุ ล
8. นักเรียนมีความรูและ 1.3 ทกั ษะการเรยี นรู สาระที่ 3 2. ผเูรยี นมสี ขุ นสิ ยั สขุ ภาพกาย 3. ผู เ รี ย น มี ค ว า ม ใ ฝ รู
ทกั ษะดา นสขุ อนามยั ทางเพศ และการปรบั ตัว ก า ร เ ค ลื่ อ น ไ ห ว และ สขุ ภาพจติ ทดี่ ี ใฝเรียน
ก า ร อ อ ก กํ า ลั ง ก า ย 4. ผูเรียนมีความสามารถคิด
การเลนเกม กีฬาไทย สังเคราะห มีวิจารณญาณ 3.2 ระดับสัมฤทธิ์ผล
กฬี าสากล มี ค ว า ม คิ ด ส ร า ง ส ร ร ค โดยเฉลี่ยสามปยอนหลัง
ของผเู รยี นทม่ี คี วามสามารถ
สาระที่ 4 คดิ ไตรตรอง และมวี ิสัยทศั น เรียนรเู ปนทมี ได
การสรางเสริมสุขภาพ 7. ผูเรียนมีทักษะในการ 4. ผูเรียนสามารถ คิดเปน
สมรรถภาพและการ ทาํ งาน รกั การทาํ งาน สามารถ ทาํ เปน
ปองกนั โรค ทํางานรวมกับผูอื่นได และ 4.1 ระดับสัมฤทธ์ิผล
มเี จตคตทิ ดี่ ตี อ อาชีพสจุ ริต เฉล่ียสามปยอนหลังของ
สาระที่ 5 ผูเรียนท่ีมีความสามารถ
ความปลอดภยั ในชีวิต ในการคดิ วเิ คราะห
231
232
¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ มาตรฐานโรงเรยี นสงเสรมิ สุขภาพ มาตรฐานการศึกษา มาตรฐานการประเมนิ คณุ ภาพภายนอก
ระดับการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน : ประถมและมธั ยม
âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
องคประกอบของ ตวั ช้ีวัดของโรงเรียนสง เสรมิ มาตรฐานและตัวบงชี้ มาตรฐานการศึกษา หลักสูตรแกนกลาง มาตรฐาน : มาตรฐานและตวั บงช:ี้
โรงเรียนสงเสรมิ สุขภาพ สุขภาพระดับเพชร ของมาตรฐาน ขัน้ มาตรฐาน การศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน รอบท่ี 2 รอบท่ี 3
การศกึ ษาของชาติ พ.ศ.2554 พ.ศ.2551 (พ.ศ.2549-2553)
(พ.ศ.2554-2558)
7. โภชนาการและอาหาร 4. ภาวะการเจริญเติบโต 1. คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง มาตรฐานท่ี 1 วทิ ยาศาสตร 2. ผเู รยี นมสี ขุ นสิ ยั สขุ ภาพกาย 2. ผเู รยี นมสี ขุ ภาพกายและ
ทปี่ ลอดภัย 4.1 นักเรียนมีน้ําหนัก คนไทยท่ีพึงประสงค ผูเรียนมีสุขภาวะท่ีดีและ สาระที่ 1 สิ่งมีชีวิต และสขุ ภาพจติ ที่ดี สุขภาพจติ ท่ดี ี
ตามเกณฑสวนสูง (W/H) ท้ังในฐานะพลเมืองและ มีสนุ ทรยี ภาพ กั บ ก ร ะ บ ว น ก า ร 2.1 ระดับสัมฤทธิ์ผล
เกินเกณฑ (เรม่ิ อว นและอว น) พลโลก มาตรฐานที่ 11 ดํารงชีวิต สุขศึกษา โดยเฉล่ียสามปยอนหลัง
ของผูเรียนที่มี สุขภาพดี
4.2 นักเรียนมีสวนสูง 1.2 ความรแู ละทกั ษะ สถานศึกษามีการจัดสภาพ และพลศกึ ษา มีน้ําหนัก สวนสูง และ
ตามเกณฑอ ายุ (H/A) ตํ่ากวา ท่ีจะเปนและเพียงพอ แวดลอมและบริการท่ี สาระท่ี 1 สมรรถภาพทางกาย
เกณฑ (คอ นขางเตยี้ และเตย้ี ) ในการดํารงชีวิตและ สงเสริมใหผูเรียนพัฒนา การเจริญเติบโตและ ตามเกณฑ รวมท้ังรูจัก
การพฒั นาสังคม ดู แ ล ต น เ อ ง ใ ห มี ค ว า ม
เตม็ ศักยภาพ พฒั นาการของมนษุ ย
ปลอดภยั
14. มกี ารจดั หรอื จาํ หนา ย สาระที่ 4
อ า ห า ร ว า ง แ ล ะ เ ค รื่ อ ง ด่ื ม การสรางเสรมิ สขุ ภาพ
ที่ มี คุ ณ ค า ท า ง โ ภ ช น า ก า ร สมรรถภาพ และ
ไมหวานจัด ไมเค็มจัดและ การปอ งกันโรค
ไมมไี ขมันสูง
สาระที่ 5
15. มี ก า ร ส ง เ ส ริ ม ใ ห ความปลอดภยั ในชวี ติ
นักเรียน ทุ ก ค น ไ ด บ ริ โ ภ ค ผั ก
ม้ื อ ก ล า ง วั น ต า ม ป ริ ม า ณ
ท่แี นะนาํ
16. โรงอาหารผา นเกณฑ
มาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร
ในโรงเรียน
มาตรฐานโรงเรียนสงเสรมิ สุขภาพ มาตรฐานการศกึ ษา มาตรฐานการประเมนิ คณุ ภาพภายนอก
ระดับการศึกษาขนั้ พื้นฐาน : ประถมและมัธยม
องคป ระกอบของ ตัวชว้ี ดั ของโรงเรียนสงเสรมิ มาตรฐานและตวั บงช้ี มาตรฐานการศกึ ษา หลักสตู รแกนกลาง มาตรฐาน : มาตรฐานและตัวบงชี้:
โรงเรียนสง เสริมสขุ ภาพ สุขภาพระดบั เพชร ของมาตรฐาน ขน้ั มาตรฐาน การศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน รอบที่ 2 รอบที่ 3
การศึกษาของชาติ พ.ศ.2554 พ.ศ.2551 (พ.ศ.2549-2553)
(พ.ศ.2554-2558)
8. การออกกําลังกาย 6. นักเรียนอายุ7-18 ป 1. คุณลักษณะของ มาตรฐานที่ 1 สขุ ศกึ ษา และพลศกึ ษา 2. ผเู รยี นมสี ขุ นสิ ยั สขุ ภาพกาย 2. ผูเรียนมีสุขภาพกาย
กีฬา และนนั ทนาการ มีสมรรถภาพทางกายที่ คนไทยที่พึงประสงค ผูเรียนมีสุขภาวะท่ีดีและ
สมั พนั ธก บั สขุ ภาพผา นเกณฑ ทั้งในฐานะพลเมือง มีสุนทรียภาพ สาระที่ 3 และสุขภาพจิตที่ดี และสขุ ภาพจติ ที่ดี
และพลโลก มาตรฐานที่ 11 ก า ร เ ค ลื่ อ น ไ ห ว 2.1 ระดับสัมฤทธิ์ผล
1.4 ทกั ษะทางสงั คม ส ถ า น ศึ ก ษ า มี ก า ร จั ด
ส ภ า พ แ ว ด ล อ ม แ ล ะ ก า ร อ อ ก กํ า ลั ง ก า ย โดยเฉล่ียสามปยอนหลัง
บริการท่ีสงเสริมใหผูเ รียน
พฒั นาเต็มศักยภาพ การเลนเกม กีฬาไทย ของผูเรียนท่ีมี สุขภาพดี
กฬี าสากล มีนําหนัก สวนสูง และ
สาระท่ี 4 สมรรถภาพทางกาย
การสรางเสรมิ ตามเกณฑ รวมทั้งรูจัก
สุขภาพ สมรรถภาพ ดู แ ล ต น เ อ ง ใ ห มี ค ว า ม
และการปอ งกนั โรค ปลอดภยั
¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹ 9. การใหคําปรึกษาและ 7. นั ก เ รี ย น ที่ มี ป ญ ห า 1. คุณลักษณะของ มาตรฐานท่ี 1 สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา 2. ผเูรยี นมสี ขุ นสิ ยั สขุ ภาพกาย 2. ผูเรียนมีสุขภาพกาย
สนับสนุนทางสังคม ผูเรียนมีสุขภาวะท่ีดีและ สาระที่ 2
âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558 สุขภาพจิต ไดรับการดูแล คนไทยที่พึงประสงค ชีวิตและครอบครัว และสขุ ภาพจิตทดี่ ี และสขุ ภาพจิตทด่ี ี
ชวยเหลือ ท้ั ง ใ น ฐ า น ะ พ ล เ มื อ ง มีสนุ ทรยี ภาพ 2.2 ระดับสัมฤทธ์ิผล
และพลโลก มาตรฐานท่ี 11 สาระท่ี 4 การสราง โดยเฉลี่ยสามปยอนหลัง
ส ถ า น ศึ ก ษ า มี ก า ร จั ด เสรมิ สุขภาพ ของผูเรียนที่มีสุขภาพดี
1.5 คุ ณ ธ ร ร ม ส ภ า พ แ ว ด ล อ ม แ ล ะ สมรรถภาพ และ มี ม นุ ษ ย สั ม พั น ธ ท่ี ดี ต อ
บ ริ ก า ร ท่ี ส ง เ ส ริ ม ใ ห การปอ งกนั โรค ผอู นื่ และมสี ุนทรียภาพ
จิตสาธารณะ และ
จิตสํานึกในความเปน
พลเมอื งไทยและพลโลก ผเู รียนพฒั นาเตม็ ศักยภาพ สาระท่ี 5 ความ
ปลอดภยั ในชวี ติ
233
234
¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ มาตรฐานโรงเรยี นสงเสรมิ สขุ ภาพ มาตรฐานการศกึ ษา มาตรฐานการประเมนิ คณุ ภาพภายนอก
ระดับการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน : ประถมและมัธยม
âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
องคป ระกอบของ ตวั ชว้ี ัดของโรงเรียนสง เสริม มาตรฐานและตัวบง ช้ี มาตรฐานการศกึ ษา หลักสตู รแกนกลาง มาตรฐาน : มาตรฐานและตัวบง ช:ี้
โรงเรียนสง เสริมสุขภาพ สขุ ภาพระดับเพชร ของมาตรฐาน ขั้นมาตรฐาน การศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน รอบท่ี 2 รอบที่ 3
การศึกษาของชาติ พ.ศ.2554 พ.ศ.2551 (พ.ศ.2549-2553)
(พ.ศ.2554-2558)
10. การสงเสริมสุขภาพ 2. แนวการจัดการศึกษา มาตรฐานที่ 7 ครูหนาท่ี สุขศึกษาและพลศกึ ษา
บคุ ลากรในโรงเรยี น 6. การบรหิ ารและการพัฒนา
2.2 มี ก า ร พั ฒ น า ปฏิบัติงานตามบทบาท สาระที่ 2 สถานศึกษา
ผูบริหาร ครู คณาจารย อยางมีประสิทธิภาพและ ชีวติ และครอบครัว 6.3 ปริมาณและคุณภาพ
ของครู
และบุคลากรทางการ เกดิ ประสทิ ธิผล สาระที่ 3
ศึกษาอยางเปนระบบ การเคลอ่ื นไหว 6.3.3 ครมู สี มรรถนะ
และมีคุณภาพ มาตรฐานที่ 13 สงเสริม การออกกําลังกาย ตามท่ีกาํ หนด
สถานศึกษามีการสราง
สนับสนุน ใหสถานศึกษา การเลนเกม กีฬาไทย
เปนสังคมแหง การเรียนรู กีฬาสากล
สาระท่ี 4 การสรา งเสรมิ
สุ ข ภ า พ ส ม ร ร ถ ภ า พ
แ ล ะ ก า ร ป อ ง กั น โ ร ค
สาระท่ี5 ความปลอดภยั
ในชีวติ
บรรณานุกรม
กชกร ชิณะวงศ. กระบวนการเชิงสรางสรรค : คืนพลังสูชุมชน. สถาบันการเรียนรูและพัฒนาประชาคม,
กรุงเทพฯ : 2544.
กรมวิชาการ. กระทรวงศึกษาธกิ าร. หลกั สตู รการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2514. พมิ พค ร้ังที่ 1 นนทบรุ ี
: บริษทั ไทยรมเกลา จาํ กัด (ฝา ยการพมิ พ) , 2544.
กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2514. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ
ร.ส.พ., 2544.
กรมสุขภาพจติ . กระทรวงสาธารณสขุ . คูมือสงเสรมิ สขุ ภาพจติ นกั เรียนระดับมธั ยมศึกษาสาํ หรับคร.ู กรุงเทพฯ
: โรงพมิ พ ร.ส.พ., 2541.
กรมสุขภาพจิต. กระทรวงสาธารณสุข. คูมือสําหรับชวยเหลือนักเรียนท่ีมีปญหาสุขภาพจิต. กรุงเทพ :
โรงพมิ พ ร.ส.พ., 2544.
กรมอนามัย. กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดําเนินงานโรงเรียนสงเสริมสุขภาพ. กรุงเทพ : โรงพิมพ
ชมุ นุมสหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย จาํ กดั , 2545.
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. มาตรฐานการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2554. พิมพครง้ั ที่ 1.
กระทรวงศกึ ษาธิการ. หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศักราช 2551.
กระทรวงสาธารณสขุ และกระทรวงศกึ ษาธกิ าร. เกณฑม าตรฐานการประเมนิ โรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพ. กรงุ เทพ :
โรงพมิ พชุมนุมสหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย จํากดั , 2545.
ดํารง บุญยืน. แนวคิดโรงเรียนสงเสริมสุขภาพ. กรุงเทพ : โรงพิมพชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย
จาํ กัด, 2542.
ทรงพล วิชัยขัทคะ. การเสริมสรางศักยภาพของชุมชนในการสงเสริมสุขภาพ. กรมการพัฒนาชุมชน
กระทรวงมหาดไทย. กรงุ เทพฯ :, 2545. (อัดสําเนา).
บญุ เลิศ ปะระตะโก. การศึกษากบั การออกกําลงั กาย. บทความทางวิชาการ. 2545. (อัดสาํ เนา).
ประเวศ วะสี. เศรษฐกจิ พอเพยี งและประชาสังคม แนวทางพลกิ ฟน เศรษฐกิจสงั คม. พิมพค รงั้ ที่ 1. กรุงเทพฯ
: สํานักพมิ พหมอชาวบา น. 2542.
¤ÁÙ‹ Í× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹ 235
âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
สํานักสงเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. คูมือแนวทางการสงเสริมสุขภาพปองกันโรคเด็ก
วยั เรยี นและเยาวชน. พิมพครง้ั ที่ 2 กรุงเทพฯ : โรงพมิ พสํานกั ขา วพาณชิ ย, 2554.
สํานักสงเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. คูมือแนวทางการดําเนินงานโรงเรียนสงเสริมสุขภาพ
ฉบับป 2554. พิมพคร้ังท่ี 1. กรุงเทพฯ : โรงพิมพชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย
จาํ กดั , 2554.
สํานักสงเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. คูมือแนวทางการดําเนินงานโรงเรียนสงเสริมสุขภาพ
ฉบับป 2556. พิมพค รั้งท่ี 1. กรงุ เทพฯ : ศูนยส อื่ และสง่ิ พิมพแ กว เจา จอม, 2556.
ลัดดา ภูเกียรติ. โครงการเพื่อการเรียนรูหลักการและแนวทางการจัดกิจกรรม. พิมพครั้งที่ 2. โรงพิมพ
เอส แอนด จี กราฟฟค , 2547.
สํานักอนามัยสิ่งแวดลอม กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. คูมือการอนามัยส่ิงแวดลอมในโรงเรียน.
พิมพค รั้งที่ 3 กรุงเทพฯ : สํานักกจิ การโรงพมิ พ องคการสงเคราะหท หารผา นศึก, 2552.
236 ¤Á‹Ù ×Í¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹
âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
คณะทาํ งานจัดทาํ คมู อื การดาํ เนินงานโรงเรยนสง เสรมสขุ ภาพ พ.ศ. 2558
ทีป่ รกษา ศริ วิ นารงั สรรค อธิบดีกรมอนามัย
วงษศุทธิภากร รองอธิบดกี รมอนามยั
ดร.นายแพทยพรเทพ ธีวันดา ผูอํานวยการสํานักสงเสริมสขุ ภาพ
นายแพทยณัฐพร
นายแพทยด นัย
คณะผจู ดั ทํา ลาภสมบตั ิศริ ิ หัวหนา กลมุ อนามยั เด็กวยั เรียนและเยาวชน
ปจุ ฉาการ สาํ นักสง เสรมิ สุขภาพ
นายแพทยก ติ ติ ดานวนกจิ เจริญ สาํ นักสงเสรมิ สขุ ภาพ
นางศศวิ มิ ล จั่นผอง สํานักสง เสริมสขุ ภาพ
นางชนกานต ศิรเิ ฉลิม สํานกั สง เสรมิ สุขภาพ
นางปนัดดา เมาะสนิ สาํ นกั สง เสรมิ สุขภาพ
นางเบญจมาภรณ เทวอักษร สาํ นกั สงเสริมสุขภาพ
นางสาวฟารดี า โสดาปด ชา สาํ นักสงเสรมิ สุขภาพ
นางสาวภทั ราพร ภปู ระสม สํานักสงเสริมสขุ ภาพ
นางสาวคทั ลียา
นายเนต์ิ
¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹ 237
âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
รายชอ่ บคุ ลากรที่รว มพัฒนาเกณฑม าตรฐาน
การประเมนิ โรงเรยนสงเสรมสขุ ภาพ พ.ศ. 2558
กรมอนามัย ประเสรฐิ สม
ขดี ดี
สํานกั ทนั ตสาธารณสุข จนั ทรบาง
ทนั ตแพทยห ญิงปยะดา ฤทธิ์อยู
ทนั ตแพทยหญิงจริ าพร
นางผุสดี เชาวนล ิลติ กุล
นางองั ศณา ดาวดวง
รน่ื เริงกล่นิ
สาํ นักโภชนาการ พพิ ัฒนจารุกิตต์ิ
นางณฐั วรรณ รงุ ตระกูล
นางสาวพรวภิ า ลอยสงเคราะห
นายสพุ จน
นางสาวสุรียรัตน พรหมประพฒั น
นางสาวลกั ษณนิ กสบิ ตุ ร
นางสาวใจรกั ม่นั คง
เรียบรอย
สาํ นักอนามยั การเจรญพนั ธุ สาระ
นางประกายดาว มุงคดิ
นางพัชรนิ ทร จันทรฉาย
ดร.ละมัย
นายวชั รากร บูรณะภกั ดี
นางสาวนฎาประไพ ใหมเ จริญศรี
นายอาํ พล เปน สุข
นายเอกรักษ
เลิศสโุ ภชนวณิชย
สํานกั อนามยั สง่ิ แวดลอ ม อุน แกว
นางปรยี านุช เวยี งแกว
นางสาวปรยี นิตย
นางสาวชไมพร
สาํ นักสขุ าภบิ าลอาหารและนา้ํ
นางสาวชณัญณิศา
นายศรายุทธ
นางสาวปยภรณ
238 ¤‹ÁÙ Í× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹
âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558