The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การดำเนินการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by patcharee6886, 2023-01-12 04:27:22

การดำเนินการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ

การดำเนินการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ

การจัดทาํ รายงานผลการดําเนินงาน
โรงเรยนสงเสรมสขุ ภาพระดับเพชร

การจัดทําเลมรายงานผลการดําเนินงานโรงเรียนสงเสริมสุขภาพระดับเพชรของโรงเรียน
ประกอบดว ย

1. ขอ มูลทว่ั ไป ไดแ ก
ชือ่ -สกลุ ผบู รหิ าร และครอู นามัย
ที่ต้ัง สงั กัด เบอรโทรศัพท โทรสาร อเี มล เวบ็ ไซต
จํานวนครแู ละบุคลากร จาํ นวนนักเรยี น แยกรายช้ัน และเพศ
ระดบั ที่เปดสอน พน้ื ท่ีและแผนผัง วสิ ัยทัศนดานการสง เสริมสุขภาพในโรงเรยี น

2. แบบสรปุ การประเมนิ ตนเองของโรงเรียนสง เสรมิ สขุ ภาพระดบั เพชร (ตามแบบในภาคผนวก ข.)
3. การรายงานผลรายตัวชีว้ ัด จํานวน 19 ตวั ชี้วดั ซึ่งมรี ายละเอียดการจดั ทํารายงาน ดงั น้ี

¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹ 189

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตัวชว้ ดั : เกณฑก ารประเมนิ การจดั ทํารายงาน
การดําเนินงานโรงเรียนสงเสริมสุขภาพ
1. โรงเรียนผานการประเมินรับรองเปนโรงเรียน 1. สําเนาเกียรติบัตรรับรองการเปนโรงเรียนสงเสริมสุขภาพ
ระดับทอง ท่ีมีวันเดือนประบุชัดเจน โดยเปนการรับรอง
สงเสรมิ สขุ ภาพระดับทอง ของกรมอนามยั หรอื สาํ นักงานสาธารณสุขจังหวดั เทานั้น
: ณ ปจจุบัน เปนโรงเรียนสงเสริมสุขภาพ
ระดับทอง 2. นโยบายดานสุขภาพของโรงเรยี น
3. คําส่ังแตงต้ังคณะกรรมการหรือการมอบหมายผูรับผิดชอบ
การดําเนนิ งานสขุ ภาพของนกั เรียนแกนนาํ
2. มีการจัดต้ังชมรมสุขภาพที่มีแกนนํานักเรียน ตัวชี้วัดโรงเรียนสงเสริมสุขภาพระดับเพชร ในปการศึกษา
ปจจุบัน
รวมตวั กันดําเนินกิจกรรมสขุ ภาพอยา งตอเนอื่ ง 4. สรปุ ผลการดําเนินงานตาม 10 องคป ระกอบ
: นักเรียนดําเนินกิจกรรมอยางนอย 6 เดือน 1. รายการชมรม/ชมุ นุมดา นสุขภาพหรือส่งิ แวดลอ ม
ขึน้ ไป 2. รายงานชมรมสขุ ภาพ 1 ชมรมที่มีขอ มูลครบถว น
ประกอบดว ย
3. มีโครงงานสุขภาพของนักเรียนท่ีประสบผล - คําส่งั แตงตง้ั นกั เรยี นแกนนําชมรมในปการศกึ ษา
สําเร็จชัดเจน ในการลดปญหาสุขภาพหรือ
สง่ิ แวดลอ มในโรงเรียนหรอื ชมุ ชน ปจจุบัน (ระบุชนั้ เรียน)
: มีโครงงานท่ีประสบความสําเร็จอยางนอย - บันทึกการประชมุ ของชมรมตอเนอื่ งอยา งนอย

1 เรอื่ ง เดอื นละ 1 ครัง้ จาํ นวน 6 ครัง้ ขึ้นไป
- แผนปฏิบตั ิงานของชมรมทีร่ ะบุ วนั เดอื น ป

กจิ กรรมท่ดี าํ เนนิ งานและชื่อผรู ับผดิ ชอบ
- รูปภาพกจิ กรรมของชมรม
1. รายการโครงงานของนักเรียนดานสุขภาพหรือส่ิงแวดลอม
2. โครงงานสุขภาพท่ีลดปญหาชัดเจน 1 โครงงาน 1 เลม
ประกอบดว ย
- ช่อื โครงงาน
- รายชอ่ื นกั เรยี นทจ่ี ดั ทาํ โครงงาน ระบชุ น้ั และปก ารศกึ ษา
- ชอื่ ครูท่ีปรกึ ษา
- ระยะเวลาดําเนินงาน ระบุชวงเวลาเริ่มตนและส้ินสุด

โครงงาน
- หลักการและเหตุผล แสดงขอมูลสถานการณปญหา

ทีเ่ ปน ตวั เลข จาํ นวน รอ ยละ หรืออัตรา
- วตั ถปุ ระสงค
- กลุมเปาหมาย/ขอบเขต
- ทบทวนวรรณกรรม ท่เี กีย่ วของกับการทาํ โครงงาน
- วิธีดาํ เนนิ งาน กจิ กรรมตั้งแตเร่ิมตน จนกระทง่ั สิ้นสดุ

การทาํ โครงการ
- แผนปฏิบตั งิ าน ระบุ วัน เดอื น ป กิจกรรม และรายชือ่

ผรู บั ผิดชอบ
- สรุปผลสําเร็จโดยเปรียบเทียบขอมูลกอน-หลังทํา

โครงงานพรอ มแสดงเครอ่ื งมอื (ศกึ ษารายละเอยี ดตวั ชว้ี ดั )
3. รปู ภาพกิจกรรม

190 ¤‹ÁÙ Í× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตวั ชว้ ัด : เกณฑก ารประเมิน การจัดทาํ รายงาน
4. ผลสําเรจ็ ของการดาํ เนนิ งาน
1. รายงานภาวะการเจริญเติบโตของนักเรียนในปการศึกษา
ภาวะการเจรญิ เติบโต ปจ จุบัน ประกอบดว ย
4.1 นกั เรยี นมนี าํ้ หนกั ตามเกณฑสวนสูง
(1) รายงานภาวะการเจริญเติบโตของนักเรียนรายคน
(W/H) เกนิ เกณฑ (เรมิ่ อว นและอว น) เปนตวั อยาง 1 หองเรยี น (ระบวุ ันเดอื นปท ่ปี ระเมนิ )
: ไมเกินรอยละ 7
4.2 นักเรยี นมสี วนสงู ตามเกณฑอ ายุ (H/A) (2) รายงานรายช้ันและภาพรวมของโรงเรียนต้ังแต
ชั้น ป.1 ข้นึ ไป และแสดงคา รอยละของการผานเกณฑ
ตา่ํ กวาเกณฑ (คอ นขา งเตี้ยและเตี้ย)
: ไมเ กนิ รอ ยละ 5 (3) รายงานภาวะการเจริญเติบโตของนักเรยี นชนั้ อนุบาล
2. กิจกรรมหรือโครงการแกไขนักเรยี นทมี่ ีปญ หา
5. นักเรียนไมมฟี น แทผ ุ อดุ และถอน 3. รูปภาพเคร่ืองชง่ั นา้ํ หนัก/ท่ีวดั สวนสงู

- รอยละ 45 ขึน้ ไป (นักเรียน ป.1-6) รายงานภาวะทันตสุขภาพของนักเรียนในปการศึกษาปจจุบัน
- รอ ยละ 35 ขึน้ ไป (นักเรียน ม.1-3) ท่ีตรวจโดยบคุ ลากรสาธารณสขุ ดังน้ี
1. รายงานผลการตรวจสขุ ภาพชอ งปากและฟน ของนกั เรยี น
6. นักเรยี นอายุ 7-18 ป มสี มรรถภาพทางกาย
ท่ีสมั พันธกบั สขุ ภาพ (Health-related รายคนระดบั ช้นั ละ 1 หอ งเรียน ทุกช้ัน
Physical Fitness) ผานเกณฑ 2. รายงานผลการตรวจสุขภาพชองปากและฟนของนักเรียน

: นกั เรียนผานเกณฑป ระเมินท้งั 3 ดา น รายชั้น และภาพรวมของโรงเรียนโดยแสดงขอมูลนักเรียน
รอ ยละ 80 ขึน้ ไป ไมมฟี นแทผุ อุด และถอน

หมายเหตุ : ไมน ับรวมนักเรยี นทฟ่ี น ผุ และอุดแลว

1. รายงานการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียน
รายคนเปนตัวอยาง 1 หองเรียน ในปการศึกษาปจจุบัน
โดย
- ระบุเกณฑทใี่ ชทดสอบและหนว ยงานที่จัดทาํ เกณฑ
- ระบกุ จิ กรรมการทดสอบที่นาํ มาแปลผลทั้ง 3 ดา น
(1 ดานตอ 1 กจิ กรรมทดสอบ)

2. รายงานการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียน
รายช้ัน และภาพรวมของโรงเรียนต้ังแตช้ัน ป.1 ข้ึนไป
และคา รอยละการผา นเกณฑ

3. การแกไขนักเรียนทีไ่ มผ า นการทดสอบ

¤ÁÙ‹ Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹ 191

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตวั ช้วดั : เกณฑการประเมนิ การจดั ทาํ รายงาน

7. นักเรียนที่มีปญหาสุขภาพจิตไดรับการดูแล 1. กรณีใชแบบประเมินจุดแข็งจุดออน : SDQ โดยครู
ชว ยเหลือ เปนผปู ระเมนิ
: นักเรียนท่ีมีปญหาสุขภาพจิตทุกคนไดรับ (1) รายงานการประเมินจุดแข็งจุดออน (SDQ) นักเรียน
การดแู ลชวยเหลอื รายคนพรอมทงั้ การแปลผลเปนตวั อยา ง 1 หองเรียน
(2) รายงานการประเมินจุดแข็งจุดออน (SDQ) นักเรียน
ของปก ารศกึ ษาปจ จบุ นั รายชนั้ และภาพรวมของโรงเรยี น
ต้ังแต ชนั้ ป.1 ขน้ึ ไป และคา รอยละของการผานเกณฑ
2. กรณที ี่ใชแบบประเมินอน่ื สรปุ รายงานเชน เดยี วกับขอ 1
3. รายงานการแกไขชวยเหลือนักเรียนท่ีมีปญหาสุขภาพจิต
รายคน พรอ มทงั้ ผลการแกไ ขชว ยเหลือ

8. นักเรียนมีความรูและทักษะดานสุขอนามัย 1. รายการกิจกรรม/วิธีการพัฒนาผูเรียนดานสุขอนามัย
ทางเพศ ทางเพศ (เชน การจัดกิจกรรมสงเสริมความรูและทักษะ
: มกี ารจดั กจิ กรรมพฒั นาผเู รยี นดา นสขุ อนามยั หรอื มชี มรม ฯลฯ) พรอ มทง้ั ผลการดําเนนิ งาน
ทางเพศ อยางนอ ยภาคการศึกษาละ 1 เรอ่ื ง

9. การสบู บุหรใ่ี นโรงเรียน 1. รายการกิจกรรม/โครงการรณรงคไมสูบบุหร่ีและยาเสพติด
: ไมมีการสบู บหุ ร่ใี นโรงเรยี น พรอมทงั้ ผลการดาํ เนนิ งานและรปู ภาพกจิ กรรม

2. ภาพปายเขตปลอดบุหร่ที ่ีตดิ ไวในโรงเรียน

10. นักเรียนท่ีมีสายตาและการไดยินผิดปกติ 1. รายงานผลการตรวจสายตาและการไดยินของนักเรียน
ไดรบั การแกไ ข ชั้น ป.1 และ/หรือ ม.1 ทกุ คน
: นักเรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 1 และ/ 2. รายงานผลการแกไขปญหานักเรียนที่มีสายตาและ
หรือชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 1 ทุกคนท่ีมีปญหา การไดย ินผดิ ปกตริ ายคน
ไดร บั การแกไข

11. มีโครงการแกไขปญหาดานสุขภาพหรือ 1. รายการโครงการแกไขปญหาดานสุขภาพหรือสิ่งแวดลอม
สิ่งแวดลอ มทมี่ ีความชกุ สงู หรอื เปนอนั ตราย 2. โครงการสุขภาพที่ลดปญหาชัดเจน 1 โครงการ 1 เลม
ตอ สขุ ภาพของนักเรียนไดเปนผลสาํ เรจ็ ประกอบดว ย
- ชือ่ โครงการ/ชอื่ ครผู รู บั ผิดชอบ
: มีโครงการท่ีประสบความสําเร็จอยางนอย - ระยะเวลาดําเนินการ เร่ิมตนและสิ้นสุดโครงการ กรณี
1 โครงการ โครงการตอเนื่องตองกําหนดชวงเวลาเพ่ือวัดผลการ
ดําเนินงานโครงการวา ทาํ ใหป ญหาลดลงหรอื ไมอ ยา งไร
- หลักการและเหตุผล แสดงขอมูลสถานการณปญหา
ท่ีเปน ตัวเลข จาํ นวน รอยละหรอื อัตรา จากแหลง ขอมูล
ท่เี ชือ่ ถอื ได
- วตั ถุประสงค กลมุ เปา หมาย วธิ ดี ําเนนิ งาน
- แผนปฏิบัติงาน ระบุ วัน เดือน ป กิจกรรม และชื่อ
ผรู บั ผิดชอบ
- เครือ่ งมือทใี่ ชว ัด/ประเมนิ โครงการ
- สรปุ ผลสาํ เรจ็ โดยเปรยี บเทยี บขอ มลู กอ น-หลงั ทาํ โครงการ
ใหชดั เจน
3. รูปภาพกจิ กรรม

192 ¤‹ÙÁÍ× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตวั ชว้ ัด : เกณฑก ารประเมิน การจัดทาํ รายงาน

งานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธกิ าร 1. รายงานผลตรวจวิเคราะหคุณภาพน้ําบริโภคตามเกณฑ
12. นํ้าบริโภคปลอดภัยและเพียงพอ กรมอนามัย พ.ศ. 2553 (20 รายการ)

: มีผลการตรวจวเิ คราะหคุณภาพนํ้า 2. ผลตรวจโคลิฟอรม แบคทเี รยี ทุก 6 เดือน
ผา นเกณฑม าตรฐานคุณภาพนํา้ บรโิ ภค โดยมีจํานวนจดุ ท่ีสง ตรวจครบตามเกณฑ
กรมอนามยั พ.ศ. 2553 ไมเ กิน 1 ป
* กรณีโรงเรียนอยูในเขตที่ประกาศเปนเขตนํ้าประปาด่ืมได
: มีผลการตรวจดา นแบคทเี รีย แนบหลักฐานการรับรองที่อยูในระยะเวลาการรับรองคุณภาพ
(โคลฟิ อรม แบคทเี รียและฟค ัลโคลิฟอรมแบคทีเรยี ) นํ้าบริโภค กรมอนามัย และผลตรวจโคลิฟอรมแบคทีเรียและ
ผานเกณฑทุก 6 เดอื น ฟค ลั โคลฟิ อรมแบคทีเรียทกุ 6 เดอื น
3. รายงานขอ มลู จาํ นวนจดุ บรกิ ารน้าํ ดืม่ ตอ จาํ นวนผใู ช
: มีจุดบรกิ ารนํ้าด่มื 1 ทต่ี อ นักเรียนและ 4. รูปภาพประกอบ เชน บริเวณจุดบริการนํ้าดื่ม บริเวณที่
บคุ ลากร 75 คน
วางแกวนํ้าสวนตัวของนักเรียน การติดต้ังตูน้ําเย็นท่ีมีการ
ตอ สายดินและบรเิ วณโดยรอบ

13. สว มผา นเกณฑม าตรฐาน HAS 1. ผลการสาํ รวจตามมาตรฐาน HAS
: สว มทุกจุดผา นเกณฑม าตรฐาน 16 ขอ 2. กจิ กรรมหรอื โครงการรณรงครกั ษาความสะอาดหองสวม
3. รปู ภาพประกอบ เชน รปู ภาพหอ งสว มชาย หญงิ โถปส สาวะ

สว มนง่ั ราบ การระบายนา้ํ เสยี อา งลา งมอื และอปุ กรณถ งั ขยะ
บริเวณรอบๆ ภายนอกหองสว ม ตามเกณฑ 16 ขอ

14. มีการจัดหรือจําหนายอาหารวางและเคร่ืองด่ืม 1. รายการอาหารวา งและเครอื่ งดมื่ ทจ่ี ดั หรอื จาํ หนา ยในโรงเรยี น

ทมี่ คี ณุ คา ทางโภชนาการ ไมห วานจดั ไมเ คม็ จดั 2. สูตรขนม อาหารวา ง หรอื เครอ่ื งด่มื ท่ีผสมเอง (ถา ม)ี

และไมมไี ขมนั สูง 3. กิจกรรม/โครงการรณรงคสรางพฤติกรรมการบริโภคของ

: ทกุ วนั เปดเรยี น นักเรียน

4. รปู ภาพอาหารวางและเคร่อื งด่ืม

15. มีการสงเสริมใหนักเรียนทุกคนไดบริโภคผัก 1. รายงานปรมิ าณผกั ทต่ี อ งซอื้ สาํ หรบั อาหารมอื้ กลางวนั ตอ วนั

มือ้ กลางวนั ตามปริมาณทีแ่ นะนาํ โดยคํานวณจากจํานวนนักเรียน (ศึกษารายละเอียดตัวช้ีวัด

เรื่องการคํานวณปริมาณผักในคูมือ) กรณีครู/บุคลากร

: นักเรยี นไดร บั ประทานผกั เพียงพอ รบั ประทานดว ยตองซอ้ื ผกั เพมิ่ ตามจาํ นวนคน

ตามปริมาณที่แนะนาํ ทุกวันเปด เรียน * การคาํ นวณปรมิ าณผกั ที่ซ้ือ ตอมอ้ื สําหรับรานคา

- นร. ชัน้ อนบุ าล 3 ชอนกินขาว/มอื้ /คน (นกั เรยี น 1 คนรบั ประทาน 1 จาน/ชาม) ดงั น้ี

- นร. ช้ันประถมฯ 4 ชอ นกินขาว/ม้ือ/คน = จํานวนจาน/ชามทข่ี ายไดตอ วนั X ปรมิ าณผัก

- นร. ชน้ั มธั ยมฯ 5 ชอ นกินขาว/ม้อื /คน (คาํ นวณปริมาณผักตามระดบั ชน้ั เรียน)

2. รายการอาหารแตละวัน 1 เดือนยอนหลังโดยระบุปริมาณ

วัตถุดิบในแตละรายการ (กรณีรานคาจําหนายใหระบุ

รายการอาหารเชน เดยี วกัน)

3. โครงการ/กจิ กรรมสงเสรมิ การกนิ ผกั

4. รปู ภาพประกอบ

¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹ 193

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตัวชว้ ดั : เกณฑการประเมิน การจดั ทํารายงาน

16. โรงอาหารผานเกณฑมาตรฐานสุขาภิบาล 1. ผลการประเมินสุขาภิบาลอาหาร ตามเกณฑมาตรฐาน
อาหารในโรงเรียน 30 ขอ

: โรงอาหารผา นเกณฑม าตรฐาน 30 ขอ 2. ใบรับรองแพทยในการตรวจสุขภาพผูปรุง/ผูเสิรฟ/
ผสู มั ผสั อาหารทแ่ี สดงผลเอกซเรยป อด และผลตรวจอจุ จาระ
ในปก ารศกึ ษาปจ จุบัน

3. รูปภาพประกอบ เชน สถานท่ีรับประทานอาหารบริเวณ
ที่เตรียม-ปรุงอาหาร การจัดเก็บภาชนะอุปกรณการจัดเก็บ
อาหารเครื่องด่ืม อางลางภาชนะ ทอ/รางระบายนํ้า
บอ ดกั ไขมัน หองสวม/หอ งนา้ํ ในบริเวณโรงอาหาร

17. การบาดเจ็บในโรงเรียนท่ีทําใหนักเรียนตองพัก 1. รายงานการบาดเจ็บของนักเรียนของปท่ีผานมาโดยระบุ
รักษาตัวในโรงพยาบาล วัน เดือน ป และสถานท่ีเกดิ

: ไมม ีนักเรียนบาดเจ็บท่ีตองรกั ษาตัว 2. รายงานการใชบ รกิ ารหอ งพยาบาลของนกั เรยี น ในปก ารศกึ ษา
ในโรงพยาบาล ในชวงรอบปท่ผี านมา ปจ จุบัน

3. กิจกรรมรณรงคสง เสรมิ และปองกนั เพอื่ ลดการเกิดอุบัติเหตุ
ในโรงเรยี น พรอ มภาพประกอบ

18. มกี ารจดั การปญ หาท่เี กิดจากมลภาวะภายนอก 1. ระบุปญ หา/สาเหตุ และส่งิ ท่ีดําเนนิ การแกไข

ท่ีมผี ลกระทบตอสุขภาพ 2. กิจกรรมรณรงคการอนุรักษสิ่งแวดลอมพรอมภาพประกอบ

: มกี ารจดั การทุกปญหา (ถาม)ี 3. รปู ภาพรอบร้วั โรงเรียน 4 ดา น

19. โรงเรียนผานเกณฑมาตรฐานสุขาภิบาล 1. ผลการประเมินสุขาภบิ าลสิ่งแวดลอ มในโรงเรียน
สิ่งแวดลอมในโรงเรยี น 2. รปู ภาพประกอบไดแ ก รปู ภาพสนาม บรเิ วณโรงเรยี น แนวรวั้

: ส่ิงแวดลอมในโรงเรียนผานเกณฑมาตรฐาน อาคาร หองเรยี น หอ งพยาบาล ถังดับเพลิง การกาํ จัดขยะ
28 ขอ นาํ เสีย การปอ งกันความปลอดภัย

194 ¤Á‹Ù Í× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


การจดั ทําผลงานวชาการของโรงเรยน

ศูนยอนามัยรวบรวมขอมูลโรงเรียนที่ไดรับการรับรองเปนโรงเรียนสงเสริมสุขภาพระดับเพชร
นําสงสํานักสงเสริมสุขภาพ กรมอนามัย เพื่อจัดทําผลงานวิชาการบรรจุในหนังสือรวบรวมความสําเร็จ
โรงเรียนสงเสรมิ สุขภาพระดบั เพชรประจาํ ป ดงั น้ี

1. ขอ มลู ท่ัวไป
ชอ่ื โรงเรียน
ทต่ี ั้ง สังกัด เบอรโทรศัพทส ํานักงานและโทรศพั ทม อื ถือ โทรสาร อีเมล เว็บไซต (ถาม)ี
ช่อื -สกุล ผอู าํ นวยการ รองผอู าํ นวยการ ครอู นามัยหรอื ครูผูรับผิดชอบ
จํานวนครแู ละบคุ ลากร จํานวนนักเรยี น แยกรายชั้น และเพศ
บุคลากรสาธารณสุขทด่ี ูแลโรงเรียน ระบชุ ื่อ ตาํ แหนง ตนสงั กัด
ระดบั ท่เี ปด สอน วิสยั ทัศนเ รื่องการสงเสริมสขุ ภาพในโรงเรยี น

2. แรงบันดาลใจในการพฒั นาสูโรงเรยี นสง เสริมสขุ ภาพระดับเพชร
3. ผลงานเดน ดานสุขภาพหรอื สิ่งแวดลอ มอยางนอ ย 1 เรอ่ื ง ในประเด็นตอ ไปน้ี

คดิ อยางไรถึงทาํ เร่อื งนี้
วธิ กี ารท่ีทาํ ใหส าํ เรจ็
ผลทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการทาํ เรอ่ื งนี้
ขอ เสนอแนะ (ถามี)
4 ปจจัยความสาํ เรจ็ ในการดาํ เนนิ งานโรงเรียนสง เสรมิ สขุ ภาพระดับเพชร
5. กาวตอไปใหย ัง่ ยืน
6. ไฟลน ําเสนอของโรงเรียน
7. รูปภาพ ที่ไมมีการ Resize และบันทึกเปนนามสกุล .JPG ไดแก รูปภาพผูบริหาร คณะครู
ทีมงานนวตั กรรมเดน กจิ กรรม และปา ยชอ่ื หนาโรงเรียน

¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹ 195

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558


วาง 196

196 ¤‹ÙÁ×Í¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ง. นยิ ามศพั ท องคความรู
และขอ แนะนาํ การดําเนนิ งาน
โรงเรยนสงเสรมสุขภาพระดับเพชร

1. โรคธาลัสซเมีย (Thalassemia) ปอ งกันได
2. การออกกําลังกายเพ่ือสขุ ภาพเปน ประจาํ
3. การนอนหลับชว ยพัฒนาสมอง และการเจรญเติบโต
4. หู ตา รกั ษาไว ใชส อื่ อยางสรา งสรรค

5. การดูแลสขุ ภาพจตดวย “ตนทุนชวต ทกั ษะ
ภมู ิคุมกันและภมู ิปญญา”

6. การปอ งกันพฤติกรรมเสยี่ งทางเพศและ
สทิ ธที่พงึ ทราบ

7. บุหร่ ติดงา ยเลิกยาก
8. การรกั ษามาตรฐานคณุ ภาพนา้ํ บริโภค
9. การจัดเก็บยาและใชยาใหปลอดภัย

ในหองพยาบาล
10. การบําบัดนํา้ เสยี กอ นปลอ ยสูสาธารณะ
11. ความเช่อมโยงระหวางมาตรฐาน

โรงเรยนสง เสรมสขุ ภาพและ
มาตรฐานการศกึ ษา


วาง 198

198 ¤‹ÙÁ×Í¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558


1. โรคธาลัสซเมีย (Thalassemia) ปองกันได

โรคธาลัสซีเมีย เปนโรคซีดทางพันธุกรรมที่พบบอยในประเทศไทย เกิดจากความผิดปกติของ
เม็ดเลือดแดงที่มีอายุส้ันและถูกทําลายเร็วกวาปกติ มีผูปวยโรคน้ีประมาณ 600,000 คน และมีผูมียีนแฝงที่
สุขภาพแข็งแรง รอยละ 40 หรือเทากับ 20 ลานคน ทั้งผูปวยโรคธาลัสซีเมียและผูมียีนแฝงสามารถถายทอด
โรคนไี้ ปสลู กู หลานได แตล ะปจ ะมเี ดก็ เกดิ ใหมป ว ยเปน โรคธาลสั ซเี มยี ประมาณ 12 คนตอ เดก็ เกดิ ใหมท กุ 1,000 คน
มีผปู ว ยโรคธาลัสซเี มียชนิดรุนแรงท่ีตอ งไดร ับการดูแลรักษาตอ เนื่องประมาณ 100,000 คน

การถายทอดยนี ทีผ่ ดิ ปกตสิ ลู ูกหลาน

กรณีพอแมมียีนแฝงทั้งคู โอกาสที่ลูกจะเปนโรคเทากับ 1 ใน 4 โอกาสที่ลูกจะมียีนแฝง
เทา กบั 2 ใน 4 และโอกาสที่ลูกจะปกตเิ ทากบั 1 ใน 4

กรณีพอหรือแมมียีนแฝงเพียงคนเดียว โอกาสที่ลูกจะมียีนแฝงเทากับ 2 ใน 4 แตไมมีลูก
คนใดเปน โรคเลย

กรณีพอหรือแมท่ีฝายหนึ่งเปนโรคและอีกฝายมียีนแฝง โอกาสท่ีลูกจะเปนโรคเทากับ
2 ใน 4 โอกาสทีล่ ูกจะมยี ีนแฝงเทา กบั 2 ใน 4 โดยไมม โี อกาสทลี่ กู จะปกตเิ ลย

คนไทยทั่วไปมีโอกาสพบยีนแฝงสูงถึงรอยละ 40 โดยผูที่มียีนแฝงมีสุขภาพแข็งแรงเหมือนคนปกติ
แตพ บดว ยการตรวจเลือด ซ่งึ ตรวจไดท ่ีโรงพยาบาลใกลบ าน ผูท่ีควรตรวจเพ่ือการวนิ ิจฉัยภาวะท่ีมยี ีนแฝง ไดแ ก

ผูท ่ีอยูในวัยเจรญิ พนั ธุทม่ี โี อกาสมลี ูก
ผทู กี่ าํ ลังจะแตงงานหรือกําลงั วางแผนจะมลี ูก
ผทู ี่มญี าตเิ ปน โรคธาลัสซีเมยี หรอื มียนี แฝง
หญิงตั้งครรภทุกคนตองตรวจ ถาพบวามียีนแฝง ตองนําสามีมารับการตรวจดวย หากสามี
มยี ีนแฝง จะไดร บั คาํ ปรึกษาเก่ยี วกบั โอกาสเสีย่ งตอการมีลูกเปน โรคธาลสั ซีเมีย และดําเนินการตรวจทารกในครรภ
วา เปนโรคหรือไม เมอื่ ตง้ั ครรภป ระมาณ 10-20 สปั ดาห
ผูท่ีมีอายุตั้งแต 1 ป หากไดรับการเจาะเลือดเพ่ือตรวจทางหองปฏิบัติการ อาจขอใหแพทย
เกบ็ เลือดเพ่มิ ขึน้ อีก 3-5 ซีซี เพื่อตรวจภาวะท่มี ียีนโรคธาลสั ซเี มยี แฝง

อาการ…ผูปวยมีภาวะซีดมาก ตาเหลือง หัวใจโตเพราะทํางานมาก รางกายมีการสรางเม็ดเลือด
ชดเชยมากขึ้น ทําใหตองการสารอาหารและวิตามินโฟลิคเพิ่มขึ้น เม่ือมีการสรางเม็ดเลือดแดงในไขกระดูกเพิ่ม
ไขกระดูกจะขยายทําใหก ระดกู ใบหนาเปลี่ยนแปลง ดง้ั จมกู ยบุ กะโหลกศรี ษะหนา โหนกแกม สงู คางและกระดกู
ขากรรไกรกวาง ฟนบนยื่น กระดูกแขนขาเปราะหักงาย และมีการสรางเม็ดเลือดนอกไขกระดูกที่ตับ และมาม
ทาํ ใหตับ และมา มโต

¤Á‹Ù ×Í¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ 199

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


การรบั เลอื ดอยา งสมา่ํ เสมอ สาเหตจุ ากภาวะซดี จาํ เปน ตอ งรบั เมด็ เลอื ดแดงทดแทน 10-15 มลิ ลลิ ติ ร
ตอนํ้าหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 3-6 สัปดาห ใหมีความเขมขนของเม็ดเลือดแดงฮีมาโตคริทในเวลากอนรับเลือด
เทา กบั 27-30 %

การใหยาขับเหล็ก ผูปวยมีโอกาสเกิดภาวะธาตุเหล็กเกิน เน่ืองจากเม็ดเลือดแดงแตก การได
รับเลือดและลาํ ไสม ีการดดู ซมึ ธาตุเหล็กมากข้ึน ธาตเุ หลก็ ที่เกินจะทําใหอวัยวะตางๆ ในรา งกายเปนอนั ตราย ผูปว ย
ควรไดรับยาขบั เหลก็ เมื่อมรี ะดบั เฟอรร ติ ินในเลือดสงู กวา 1,000 นาโนกรมั ตอ มิลลลิ ติ ร หรือหลงั จากไดรับเลือด
ประมาณ 15 คร้งั

ขอปฏิบัตสิ ําหรับผูป ว ยโรคธาลัสซเมีย

1) รับประทานอาหารครบ 3 ม้ือทั้งขาว เนื้อสัตว ไข นมและไขมัน หลีกเล่ียงอาหารหวานจัด
เค็มจัดและอาหารทมี่ ีธาตุเหลก็ สูง เชน ตับ เลอื ด

2) รับประทานผักทุกมอื้ ๆ ละ 1 ทพั พี และผลไมท ุกวนั
3) ด่มื นมวันละ 2-3 กลอ ง
4) นอนอยางนอ ยวนั ละ 6-8 ชั่วโมง
5) ออกกําลงั กายทุกวนั ๆ ละ 15-30 นาที เทา ทที่ าํ ได ไมใ หเ หนื่อยมากเกินไป และหลีกเลย่ี งกฬี า
ทีม่ ีโอกาสกระทบกระแทกรนุ แรง
6) แปรงฟนอยางนอยวันละ 2 ครั้ง ตรวจฟน จากทนั ตแพทยป ล ะ 2 คร้งั
7) รบั ประทานยาโฟลคิ และวติ ามนิ รวมทกุ วนั เพื่อเสริมสรา งเม็ดเลอื ดแดง

(หนวยโลหิตวิทยา ภาคกมุ ารเวชศาสตร คณะแพทยศาสตรโ รงพยาบาลรามาธิบดี มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล)

200 ¤Á‹Ù ×Í¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


2. การออกกําลังกายเพื่อสขุ ภาพเปนประจํา

สมรรถภาพทางกายท่ีสัมพันธกับสุขภาพ (Health-related Physical Fitness) หรอ
สมรรถภาพทางกายเพอื่ สขุ ภาพ หมายถงึ ความสามารถของระบบตา งๆ ในรา งกาย ประกอบดว ยความสามารถ
เชิงสรีรวทิ ยาดา นตางๆ ท่ชี วยปองกันบุคคลจากโรคท่ีมีสาเหตจุ ากการขาดการออกกําลังกาย ดังน้ี

1. ความอดทนของระบบไหลเวยนโลหิตและหายใจ (Cardiorespiratory Endurance)
หมายถึง สมรรถนะของระบบไหลเวียนเลือด (หัวใจ หลอดเลือด) และระบบหายใจ ในการลําเลียงออกซิเจน
ไปยังเซลลกลามเนื้อ ทําใหรางกายสามารถออกกําลังกายเปนระยะเวลานานได ประเมินโดยกิจกรรมการทดสอบ
ดวยการวิ่ง 50 600 800 1000 เมตร เดินหรือว่ิง 1600 เมตร การทดสอบโดยใชจักรยานวัดงานหรือ
การกา วข้นึ -ลง (Step test) เปนตน

2. ความแขง็ แรงและความอดทนของกลามเนื้อ (Muscle strength-Endurance)
ความแข็งแรง (Muscle strength) หมายถึง ปริมาณสูงสุดของแรงท่ีกลามเน้ือมัดใดมัดหนึ่ง

หรอื กลุมกลามเน้อื สามารถออกแรงตา นทานไดใ นชว งการหดตัว 1 ครั้ง
ความอดทนของกลามเน้ือ (Muscle endurance) หมายถึง ความสามารถของกลามเน้ือ

มัดใดมัดหน่ึงหรือกลุมกลามเนื้อในการหดตัวซ้ําๆ เพ่ือตานแรงหรือความสามารถในการคงสภาพการหดตัว
คร้ังเดียวไดเปนระยะเวลานาน ประเมินโดยกิจกรรม การลุกนั่ง 30 วินาที การวิดพื้น การงอแขนหอยตัว
การวัดแรงบบี มือ เปน ตน

3. ความออนตัวหรอความยืดหยุนของกลามเน้ือ (Flexibility) หมายถึง พิสัยของการ
เคลื่อนไหวสูงสุดเทาท่ีจะทําไดของขอตอหรือกลุมขอตอ ประเมินโดยกิจกรรม การงอตัวไปขางหนา การเอามือ
ไขวห ลงั แลว แตะกัน (Zipper test) การทดสอบโดยน่งั แยกขาเปนตวั วี เปน ตน

4. องคประกอบของรา งกาย (Body Composition) ไดแ ก กลามเน้อื กระดูก ไขมันและ
สว นอ่นื ๆ ในสว นของสมรรถภาพทางกายนนั้ หมายถงึ สดั สว นปรมิ าณไขมนั ในรา งกายกับมวลรางกายที่ปราศจาก
ไขมันโดยวัดออกมาเปนเปอรเซ็นตไขมัน (% fat) ดวยเครื่อง Skin fold Caliper หรือใชคาดัชนีมวลกาย BMI
ซง่ึ ใชว ดั ในกลมุ อายุ 18 ปขนึ้ ไป

สมรรถภาพทางกลไกเพื่อทักษะกีฬาที่ดีมีความแตกตางจากสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธกับ
สุขภาพกลาวคือ สมรรถภาพทางกลไกเพื่อทกั ษะกีฬาท่ดี มี งุ เนน เรือ่ งความคลอ งตวั เวลาเคล่อื นไหว เวลา ปฏิกริ ยิ า
พลงั ความสมดลุ ความเร็ว และการทาํ งานประสานสัมพนั ธ

กจิ กรรมการทดสอบสมรรถภาพทางกาย

กรมพลศกึ ษาป 2555 : เกณฑมาตรฐานสมรรถภาพทางกายสําหรบั เดก็ ไทย อายุ 7-18 ป

หนว ยองานย/ุ อายุ 1. ดา นความอดทนของ 2. ดา นความแข็งแรง 3. ดา นความออนตัว
ระบบไหลเวยนโลหติ และ และความอดทนของ ของกลา มเน้ือ
7-12 ป
13-18 ป ระบบหายใจ กลามเนอ้ื นง่ั งอตัวไปขางหนา
นัง่ งอตัวไปขา งหนา
วิ่งระยะไกล (Distance Run) ลกุ นั่ง 60 วินาที
1,200 เมตร
ลกุ นงั่ 60 วินาที
ว่งิ ระยะไกล 1,600 เมตร

¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹ 201

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


3. การนอนหลับชวยพัฒนาสมอง และการเจรญเตบิ โต

ปญหาใหญ...เด็กไทยเกือบคร่ึงนอนหลับไมเพียงพอ ปจจุบัน เด็กต้ังแตระดับประถมศึกษา
ถึงมัธยมศึกษานอนหลับไมเพียงพอมากรอยละ 40 ในยุคดิจิตอลเด็กเกือบทุกประเทศประสบปญหาเดียวกัน
แตปญหาน้ีกลับถูกมองขามและยังไมมีหนวยงานใดของภาครัฐเขามาชวยแกไขอยางจริงจัง ซึ่งวิธีการแกไข
ไมจ ําเปนตองใชเ งินมาก ในประเทศญีป่ นุ ไดดาํ เนนิ โครงการ HAYAOKI ต้ังแตป พ.ศ. 2549 โดยความรว มมอื ของ
กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี รณรงคเด็กใหนอนหลับแตหัวคํ่า ต่ืนแตเชา
และรับประทานอาหารเชา เพราะญ่ีปุนตระหนักถึงความสําคัญของการนอนหลับตอการพัฒนาของสมองและ
รางกาย ประเทศสหรัฐอเมริกาไดบรรจุเรื่องการนอนหลับในหลักสูตรการเรียนการสอนในชั่วโมงชีววิทยา สําหรับ
นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในป พ.ศ. 2547 สอนเด็กใหเห็นความสําคัญของการนอนหลับ และผลเสียของ
การอดนอนตอสมอง รางกาย จติ ใจ การเรยี น การขบั รถ และการทํางาน มกี ารประกาศเปนวสิ ัยทศั นดานสุขภาพ
คือ ตอ งเพมิ่ จาํ นวนชั่วโมงการนอนหลับของเด็กอเมรกิ าใหไ ดทุกคนในป พ.ศ. 2563

การนอนหลบั ใหเ พียงพอทําใหเ ดก็ ตัวสูงขน้

โดยธรรมชาติเวลานอนหลับสนิท ตอมใตสมองจะหล่ังฮอรโมนช่ือ Growth Hormone ที่มีผลตอ
กระดูก ทําใหกระดูกยืดยาวและขยายใหญข้ึน ทําใหตัวสูงใหญ ถานอนไมเพียงพอ ฮอรโมนนี้จะถูกหลั่งออก
มานอย สงผลใหเด็กไมสูงเทาท่ีควร ประชาชนในประเทศเนเธอรแลนดตัวสูงที่สุดในโลก เพราะเด็กในประเทศนี้
เขานอนกอนเวลา 21.00 น. เกือบทุกคน จึงควรตองสงเสริมใหเด็กเขานอนเร็วและนอนเพียงพอ เพื่อใหคนไทย
ตัวสูงข้ึน เพราะการมีทักษะทางดานกีฬาและเกงยังไมพอ รางกายจะตองสูงใหญดวยจึงจะแขงขันกับประเทศ
อื่นๆ ได โดยการจัดเวลานอนใหเพียงพอในแตละกลุม วยั ดังตารางขางลา งนี้

กลมุ อายเุ ด็กและผูใหญ จํานวนชว่ั โมงท่คี วรนอนแตละวนั
1. อายุ 6-8 ป (ป.1-ป.3) 11 ชั่วโมง
2. อายุ 9-11 ป (ป.4-ป.6) 10 ชวั่ โมง
3. อายุ 12-14 ป (ม.1-ม.3) 9.25 ชว่ั โมง
4. อายุ 15-17 ป (ม.3-ม.6)
8.5 ชัว่ โมง
และ ป.ว.ช.
5. ผูใ หญ 7-8 ชว่ั โมง

202 ¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


การนอนหลบั ใหเ พียงพอทําใหเดก็ ไมอวน

การอดนอน นอนไมพอ ทําใหหิว กินเกงและอวนข้ึน เน่ืองจากสมองหล่ังฮอรโมนช่ือ Leptin
ออกมานอย และฮอรโมน Ghrelin ออกมากขึ้น ฮอรโมน Leptin ทําหนาที่กดความหิว ในขณะที่ฮอรโมน
Ghrelin กระตุนใหเด็กหิวมากข้ึน เพราะฉะนั้นการสงเสริมใหเด็กนอนใหเพียงพอ จะชวยแกปญหาเด็กอวนได
สว นหน่ึง การนอนหลบั ใหเพยี งพอยังชวยใหเด็กมีภูมิตา นทานดี ไมติดเชอ้ื งา ย อารมณด ี มสี มาธิ ไมหงดุ หงิด และ
ไมม พี ฤติกรรมกาวราว

การนอนหลับใหเ พยี งพอชว ยพัฒนาการเรยนรูและทําใหเ ด็กฉลาดขน้

กระบวนการเรียนรอู ยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ ตอ งอาศัยการนอนหลบั ใหเ พยี งพอ เดก็ จะเรยี นรเู ร่ืองใหมๆ
ไดเม่ือสมองต่ืนตัวเต็มท่ี ความรูใหมที่รับเขามาแตละวันไมวาจะเปนดานวิชาการ ทักษะตางๆ ท้ังดานศิลปะ
ภาษาและการกีฬา จะถูกเก็บไวช่ัวคราวในสมองสวน Hippocampus ซึ่งมีความจุไมมาก เม่ือเด็กไดนอนเต็มที่
ในเวลากลางคนื ความรแู ละทักษะใหมจ ะถูกยายจาก Hippocampus ไปเก็บในทใี่ หมข องสมองสว น Neocortex
ซ่ึงมีความจใุ หญม าก แลว ถูกจดั เรียบเรียงเปนระเบียบ สามารถดึงออกมาใชไดง า ยและรวดเร็วในภายหลงั

การอดนอน นอนไมพ ออยางตอ เนื่อง มีผลเสีย 2 อยางพรอ มกนั คือ
1. เด็กจะงวงเหงาหาวนอนตั้งแตเริ่มเรียน ขณะที่งวง เด็กจะไมสามารถเรียนรูเรื่องใหมๆ ได
นอกจากน้ีขอมูลท่ีเก็บอยูในสมองสวน Hippocampus ยังไมถูกยายไปเก็บท่ีสมองสวน Neocortex ทําให
Hippocampus ไมมที ี่วางพอทีร่ บั ขอมลู ใหมเ ขา มาอกี
2. เน่ืองจากขอมูลท่ีเพ่ิงเรียนมายังเก็บอยูใน Hippocampus ไมไดถูกยายเขาไปเก็บที่
Neocortex เพ่ือเปลย่ี นเปนความจําระยะยาว ไมนานความรูนกี้ จ็ ะเลอื นหายไปเอง ไมส ามารถเกบ็ ไวเ ปน ความจํา
ระยะยาวเพ่ือใชเปนประโยชนตอยอด นําไปคิดคนอะไรใหมๆ ได อาจเรียกไดวาครูสอนอะไรเยอะแยะแตจําได
เล็กนอย

แนวทางการเพม่ิ ช่ัวโมงการนอนหลบั ของเด็ก

1. โรงเรียนสนับสนุนใหเด็กที่นอนไมเพียงพอ ไดนั่งงีบหลับหลังอาหารกลางวันเพียง 10-15 นาที
โดยโรงเรียนจัดหาสถานที่เงียบ มืด เปดพัดลมใหอากาศไมรอน หาหมอนให 1 ใบ เพ่ือใหเด็กไดงีบหลับกอน
เขาเรียนภาคบาย การงีบหลับจะทําใหสมองต่ืนตัวเต็มที่ไดหลายช่ัวโมง เด็กจะกระปร้ีกระเปรา เรียนรูไดดี
และรับความรูใหมได ในประเทศญ่ีปุนมีโครงการ INEMURI รณรงคใหเด็กงีบหลังอาหารกลางวัน เพื่อความ
ไดเปรียบทางสติปญญา อยางไรก็ตาม หลังจากงีบหลังอาหารกลางวันและเรียนภาคบายแลว เด็กตองนอนหลับ
ใหเพียงพอในคนื นั้น เพ่อื ทําใหความจาํ ระยะสั้นเปล่ยี นเปน ความจําระยะยาว

¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ 203

âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


2. สังคมไทยตองรวมมือกันระหวางครู/ผูปกครอง/เด็ก เพราะทุกคนเห็นความสําคัญของการ
นอนหลับ

3. ครูและผูปกครอง สอนใหเด็กรูจักแบงเวลาใหเปน และจัดลําดับความสําคัญ ควรทําอะไร
กอน-หลงั เชน

รีบทําการบานใหเสร็จต้ังแตหัวค่ํา เด็กไมควรเลนหรือออกกําลังกายภายในเวลา 3 ช่ัวโมง
กอ นเขานอน
ตองหยุดกิจกรรมตาง เชน หยุดคุยโทรศัพทมือถือ หยุดเลนเกมออนไลน ใชอินเตอรเน็ต
หยดุ ดโู ทรทัศน
ตองหลกี เลี่ยงเคร่อื งดื่มที่มีคาเฟอนี เชน น้าํ อัดลมสีดํา ชา กาแฟ เพราะทาํ ใหนอนไมห ลับ
ควรผอนคลายทาํ ใจใหส งบ ไมกงั วล ไมเครยี ด เมือ่ ใกลถ ึงเวลานอน
ควรเขานอนและตืน่ นอนใหเปนเวลาเดียวกันทกุ วนั ไมวา จะเปน วันเรยี นหรือวนั หยดุ

(แหลงขอ มลู : นพ.มนญู ลเี ชวงวงศ โรงพยาบาลวชิ ยั ยทุ ธ ประธานทุนงวงอยาขบั ในพระอุปถัมภฯ )

204 ¤Á‹Ù Í× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


4. หู ตา รกั ษาไว ใชส อ่ื อยางสรางสรรค

ปญหาเกี่ยวกับสายตาและการไดยินบกพรองมีผลกระทบตอการเรียนรู หากไมไดรับการชวยเหลือ
ท่ีเหมาะสม ควรมีระบบคัดกรองสุขภาพเพื่อเฝาระวังปญหา และพัฒนาระบบการชวยเหลือดูแลสุขภาพ ท้ังกลุม
ปกตแิ ละผิดปกติ รวมถงึ การสงตอ อยางมีประสิทธภิ าพ

โรคและความผิดปกติเกีย่ วกับตา

โรคตาแดง เกดิ จากเชือ้ ไวรสั ตดิ ตอ โดยการสัมผัสนาํ้ ตา ขตี้ า หรือใชส่งิ ของรวมกับผทู เ่ี ปน โรค เชน
ผาเช็ดหนา ผาเช็ดตัว แวนตา ขันนํ้า หรือใชมือสกปรกที่มีเช้ือโรคขย้ีตา หรือจากแมลงวัน/แมลงหว่ีตอมตา
มักระบาดในกลุมคนท่ีอยูรวมกัน พบบอยในเด็กเล็กและเด็กชั้นประถมศึกษา ผูเปนโรคจะมีอาการน้ําตาไหล
ระคายเคือง ปวดตา กลัวแสง มีขี้ตามาก อาจมีไขตํ่าๆ เปนโรคที่ไมอันตราย ถาไมรักษาอาจติดเชื้อแบคทีเรีย
จนทําใหตาพกิ ารได จงึ ควรรบี ไปพบแพทย ไมค วรไปในทีช่ ุมชนเพราะอาจแพรต ดิ ตอ สผู ูอื่น และหยุดเรียนจนกวา
จะหายเปนปกติ โรคนป้ี องกนั ไดโ ดยการรกั ษาสขุ อนามยั สว นบุคคล เชน การลา งมือ ไมใ ชของรวมกัน

สายตาส้ัน สาเหตุยังไมทราบแนชัด แตการใชสายตาที่ใกลเชน การอานหนังสือ เลนเกม
เลนคอมพิวเตอรเปนเวลานานตดิ ตอกนั มีผลทําใหส ายตาส้ันหรอื สายตาสน้ั เพม่ิ ข้ึนอยางรวดเรว็ ดังน้ันเด็กจึงควร
ไดรับการตรวจวัดสายตากอ นเขา โรงเรียนทุกคน

ตาบอดสี สาเหตุจากกรรมพันธุ สวนใหญไมสามารถบอกความแตกตางระหวางสีแดงกับสีเขียว
จะเห็นสีเขียว เหลือง สม แดงเปนสีเดียวกันหมด และกลุมท่ีเปนภายหลังมักตาบอดสีนํ้าเงิน-เหลือง เกิดจาก
ยนี ทค่ี วบคมุ การสรา งรงควัตถรุ บั สีชนดิ สีแดงและสเี ขียวอยูบนโครโมโซม X ขาดหรอื บกพรอ ง ผชู ายมีโอกาสเปน
มากกวาหญิง (ผูหญิงมีโครโมโซม X 2 ตัว ถาตัวใดตัวหนึ่งมียีนเหลาน้ีอยูก็ยังสามารถรับรูสีได ในขณะท่ีผูชาย
มีโครโมโซม X เพียงตวั เดียว ถาบกพรอ งก็จะแสดงอาการ)

อาการตาบอดสี คือ ผูท่ีเปนตาบอดสีสามารถแยกความแตกตางของสี โดยใชความเขมของสีท่ีเห็น
เขา กับสที ี่คนปกตเิ หน็ ได อาจมขี อ จํากัดเรอื่ งการทํางานบางอาชพี การสงั เกตสัญญาณไฟจราจรแกไขโดยเรยี นรูวา
ไฟแดงอยูบ นสุด ไฟเขียวอยลู า งสดุ ในรายทีเ่ ห็นเพียงสีขาวดํา สายตาจะคอยๆ เสื่อมลง ยงั ไมมวี ธิ ีการรกั ษาเฉพาะ
ซ่งึ เดก็ ยังคงเรียนไดปกติ

ตาเข เปน สภาพทีก่ ลา มเนื้อของลกู ตาทํางานไมส มั พันธกัน ซ่ึงตาทัง้ 2 ขา งมองในทิศทางตรงกันขา ม
ทําใหเกิดภาพซอน โดยเฉพาะเวลาออกกลางแจง ชนิดท่ีพบบอยคือ ตาเขภายใน 6 เดือนหลัง
เกิดโดยเร่ิมมีตาเขชัดเจนขึ้นเม่ืออายุ 2-3 ป สาเหตุจาก 1) สายตาท่ียาวมาก 2) กลามเนื้อตาเปนพังผืด
ตง้ั แตเกิด 3) ไทรอยดเปน พิษ ทาํ ใหกลา มเนื้อตาโตผิดปกติ ทําใหมองขึน้ ไมไ ด เห็นภาพซอน

การรักษา เมื่อวัดความสามารถในการอาน ตาเขที่พบรวมกับสายตายาวมาก แกไขโดยใสแวนแลว
ตาอาจจะตรงไดโดยไมตองผาตัด หรือถาวัดแลวคาที่ไดไมจําเปนตองใสแวน แพทยอาจรักษาดวยการผาตัด
กลา มเนอ้ื ตา การผา ตดั ควรผา ตดั กอนอายุ 2 ป หลงั ผาตัดอาจมภี าพซอ นในชว งแรก ถานานกวา 2 เดือนสามารถ
แกไขโดยใสแวนตาหรือผาตัดใหมซ่ึงมีประมาณรอยละ 10 สวนใหญไดผลเปนที่พอใจรอยละ 90 กรณีผาตัดหลัง

อายุ 2 ป โอกาสจะนอ ยลง

¤Ù‹Á×Í ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ 205

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ภาวะตาข้เกียจ คือ ภาวะที่ความสามารถในการอานไมเทาเกณฑเด็กปกติ เกิดจากภาวะตาเข
สายตาสนั้ ยาว เอยี ง ทาํ ใหร ะบบการมองเหน็ พฒั นาไมเ ตม็ ที่ รกั ษาไดโ ดยเปด ตาขา งทด่ี ี กระตนุ ใหใ ชต าขา งทม่ี ปี ญ หา
หรือใสแ วนในกรณีทีม่ ตี าข้เี กียจท้งั 2 ขา ง (คณะแพทยศาสตรโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล)

โรคทางสายตาจากการใชค อมพวิ เตอร เกดิ จากการใชค อมพิวเตอรเปนเวลานาน มผี ลตอ การ
บังคับใหโฟกัสของดวงตามาอยูหนาจอคอมพิวเตอร ทําใหเกิดความเครียดตอดวงตา ในแตละวันเด็กสวนใหญน่ัง
อยูหนา จอ และใชค อมพวิ เตอรท้ังทีโ่ รงเรียนและท่ีบานตามลําพังเปน เวลานาน โดยเคลอ่ื นไหวรางกายนอ ยมาก

The American Optometric Association ไดกลาวถึงผลกระทบของการใชคอมพิวเตอรในเด็ก
โดยเกย่ี วขอ งกับปจจยั ดังนี้

เด็กไมมีขีดจํากัดของการตระหนักในตัวเอง อาจจะทํากิจกรรมกับคอมพิวเตอรเปนเวลานานๆ
2-3 ช่ัวโมงโดยไมมกี ารพัก

เด็กมีความสามารถในการปรับตัวที่สามารถมองเห็นไดอยางปกติ ถึงแมวาการมองเห็นจะ
มีปญ หา เปนสิง่ จําเปนท่พี อ แม ผปู กครอง ครู และผใู หญต องรวมมอื กันในการควบคมุ การใชค อมพิวเตอร

Computer Workstation สวนใหญออกแบบใหเขากับผูใหญมากกวาเด็ก จึงตองมีการปรับ
องศาในการมอง ผูใชคอมพิวเตอรควรมีมุมในการมองจอคอมพิวเตอรจากดานบนลงลางเล็กนอยประมาณ
15 องศา ขอ แนะนํา คือ

ควรมีการตรวจสอบดวงตาอยา งละเอยี ด รวมทัง้ near-point (Computer and Reading)
Workstation ควรจัดใหเหมาะสมกับเด็ก และระยะระหวางจอคอมพิวเตอรกับดวงตาของ
เดก็ คือ 18-28 นว้ิ (การมองหนาจอคอมพวิ เตอรใ กลกวา 18 น้วิ จะทําใหดวงตาเกดิ ความเครียดและเปนสาเหตุ
การเกดิ โรคสายตาสัน้ )
ลดความจาของแสงโดยปรับเปลี่ยนความสวางของหนาจอคอมพิวเตอร ลดแสงภายในหอง
ไมใหจ าเกนิ ไป และกาํ จัดแสงจากภายนอก
พอแมและครูตองตระหนักถึงพฤติกรรมท่ีบงช้ีถึงปญหาท่ีเปนไปไดจากพฤติกรรมและ
อาการเหลา น้ไี ดแก ตาแดง ขย้ตี าบอยๆ คอเคลด็ ตามวั การลาของดวงตา เปนตน
วิธีลดความเครียดในดวงตา โดย การมองไปหาวัตถุไกลๆ 10-15 วินาที และมองหาวัตถุ
ใกลๆ อีก 10-15 วนิ าท/ี ควรพัก 10 นาทีทุกๆ 1 ชั่วโมง / บรหิ ารรา งกายในขณะน่ังเพอื่ ผอนคลาย

การไดยนิ

ปญ หาการไดยินบกพรอง สาเหตสุ วนใหญเ กดิ จากขีห้ อู ดุ ตนั รองลงมาคือหชู ้ันกลางอกั เสบ และ
การใชเทคโนโลยี เชน โทรศัพทมือถือ เปนเวลานานเกินจําเปน มีผลเสียตอระบบการไดยิน เกิดจาก
คลนื่ แมเ หลก็ ไฟฟา และความรอ นจากโทรศพั ท เขา ไปรบกวนระบบการทาํ งานภายในหแู ละแกว หู และทาํ ลายเซลล
ประสาทหู ในบางรายมอี าการปวดศรี ษะ เพราะหแู ละศรี ษะสมั ผสั ความรอ นโดยตรง จนลามเปน อาการปวดศรี ษะ
ผิวหนังอักเสบ

206 ¤ÁÙ‹ Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


การใชหูฟงในบริเวณที่มีเสียงดังมากทําใหตองเปดเสียงใหดังมากกวาปกติ เชน บนรถโดยสาร
บนเครือ่ งบิน บรเิ วณสถานรี ถไฟ (เสยี งดังประมาณ 95 เดซิเบล) มีผลทาํ ใหระบบการแยกเสยี งเสยี กอ น จากนน้ั
จะเริ่มสูญเสียการไดยินทีละนอย จนเกิดอาการหูดับชั่วคราวหรือรายแรงถึงข้ันหูหนวกได นอกจากนี้การใชหูฟง
ชนิดครอบจะทําใหที่ครอบกดใบหูแนบกับเน้ือบริเวณดานหลังใบหู ทําใหเจ็บกระดูกหูและหากใชเปนเวลานาน
จนเกิดความรอน จะทําใหผิวหนังเกิดการอักเสบ หรือติดเช้ือลุกลามจนทําใหหูอักเสบได สําหรับความดังที่
เหมาะสมตอสุขภาพหไู มควรเกนิ 70 เดซิเบล

ส่อื เทคโนโลยีมีทั้งดา นบวกและลบ
การเรียนการสอนสวนใหญเนนวิธีการใชสื่อมากกวาคุณภาพของสื่อ หรือวิธีจัดการกับขอมูล
ท่ีเผยแพรโดยสอ่ื การคัดกรอง ตลอดจนการเฝา ระวงั สอ่ื ท่ไี มดี ถาไมมีการคดั กรองส่อื ที่เหมาะสม ทัง้ สอ่ื ทีวี วิทยุ
อนิ เตอรเ นต็ โทรศพั ทมอื ถอื ฯลฯ สื่ออาจกลายเปนเครอ่ื งมอื อันตรายไดทุกประเภท และยังเปนสง่ิ ทท่ี าํ ใหเ ด็กอยู
หางไกลหรอื แยกตวั จากคนในครอบครัว สังคม ชุมชนรอบขา ง
ปจจุบัน เด็กมกี จิ กรรมรว มกันนอ ยลง ขาดการพบปะพดู คยุ หรือเลนหลังเลกิ เรยี น มพี ื้นทที่ าํ กจิ กรรม
นอยมากโดยเฉพาะในเขตเมือง โดยธรรมชาติของเด็กตองการมีเพ่ือน วิธีท่ีจะชวยคือสรางชุมชนรูปแบบใหมให
เดก็ ไดพ ูดคยุ กนั โดยผา นส่ือเทคโนโลยี เชน อนิ เตอรเ น็ต โทรศพั ท หรอื รายการวทิ ยทุ เ่ี ดก็ สามารถใชเปนพืน้ ที่ใน
การพูดคุย เปนการปรับตวั ใหเขากบั สภาพสงั คมทม่ี ขี อ จํากดั ของโอกาสและพ้ืนท่ี ดงั นี้

เด็กควรไดรับการสนับสนุนจากผูใหญในการใชส่ืออยางสรางสรรค เหมาะสม จะเปนการเพิ่ม
การเรียนรูและเปนเหมือนชุมชนใหเด็กท่ีมีจุดสนใจรวมกัน ไดมาสังสรรค เรียนรูอยางมีชีวิตชีวาและสนุกสนาน
ควรสนบั สนุนใหม ีชมรมพัฒนาส่ือสรา งสรรค เปดโอกาสใหเ ด็กไดทํากิจกรรมรว มกนั

มีการจัดช่ัวโมงเรียนส่ือศึกษา ใหเด็กเรียนรูจากหลายมุมมองอยางรอบดานและเทาทัน โดยนํา
ประเด็น กรณีศึกษาท่ีนาสนใจ จากภาพยนตร ละคร รายการโทรทัศน หรือเพลง เพ่ือสรางการเรียนรูรวมกัน
ฝกทักษะใหเ ด็กคิดเปน รูจกั วเิ คราะห แยกแยะสือ่ ดแี ละไมด ี

¤‹ÁÙ Í× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹ 207

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


5. การดูแลสขุ ภาพจตดว ย
“ตน ทนุ ชวต ทกั ษะ ภูมิคมุ กนั และภูมปิ ญญา”

ตน ทนุ ชวต (Development Assets) คือ ตนทุนข้ันพื้นฐานทมี่ ีผลตอ การพฒั นาดานจติ ใจ สงั คม
สติปญญา ที่ทําใหคนๆ หนึ่งสามารถดํารงชีพอยูในสังคมไดอยางเขมแข็ง ตนทุนนี้จะเพ่ิมขึ้นตามการเลี้ยงดูของ
พอ แม สิง่ แวดลอมทีด่ ี และความใกลช ิดธรรมชาติ ประกอบดวยพลงั สําคัญ 5 ดาน ไดแก

1. พลังตวั ตน คือ การรูสึกถงึ คุณคา ในตวั เอง เปน สง่ิ สําคญั ทท่ี าํ ใหช วี ติ ดําเนินตอ ไปไดโดย
ไมคิดสั้น ไมคิดฆาตัวตายและใชชีวิตอยูอยางมีศักด์ิศรี ผลสําเร็จพบวาเด็กไมกลาพูดความจริงเพราะตองการ
ปกปองตนเอง ใหรูสึกปลอดภัย ผใู หญจ ึงตอ งปรับวธคิดใหมค ือไมหาคนผิด แตหาวธแกไข

2. พลังครอบครัว มีผลตอเด็กมากที่สุด เปนเหมือนภูมิคุมกันชีวิตท่ีปกปองความเสี่ยงที่อยู
รอบตัว และชวยใหเด็กเขมแข็งท้ังกายและใจ พอแมตองสรางสัมพันธภาพท่ีดี ใหความรักความอบอุน เขาใจ
และรับฟงความตองการของเด็ก ไมสรางแรงกดดันและคาดหวังจนเกินความสามารถของเด็ก การเขารวมเปน
สมาชิกเครือขายพอแม/ผูปกครอง จะชวยใหรูจักเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนลูกมากขึ้น เปนโอกาสดีในการมี
สวนรวมสนับสนนุ กิจกรรมดๆี ใหเด็ก และชว ยกันเฝาระวงั ความเสย่ี งตา งๆ ไดดขี ึน้

3. พลงั สรา งปญ ญา สาํ คญั มากในชว งวยั เรยี น ความรกั ความผกู พนั ทเี่ ดก็ มตี อ สถานศกึ ษามผี ล
ตอความสําเร็จดานการเรียนและครูมีบทบาทสําคัญมาก ควรหาวิธีการ/กิจกรรมใหเด็กรักและผูกพันกับ
โรงเรียน จากผลสํารวจพบวาเด็กอยากไปโรงเรียนเพราะตองการพบเพ่ือนมากถึงรอยละ 87 รองลงมาคือ
อยากเลนกฬี ารอ ยละ 51 และไปโรงเรียนเพราะตอ งการเรยี นจรงิ ๆ รอยละ 37

4. พลงั เพอื่ นและกจิ กรรม
เพ่ือน มีความสําคัญตอเด็กมากโดยเฉพาะวัยรุน มีอิทธิพลตอความคิด การกระทํา

ทั้งพฤตกิ รรมทเ่ี หมาะสม/ไมเ หมาะสม ผใู หญต องทาํ ความเขาใจเรื่อง “การตดิ เพือ่ น” เพราะเดก็ มักจะรวมตวั กนั
เปนกลุมและเปนวัยท่ีชอบการแสดงออก คิดเองทําเอง ตองการกําลังใจ และการยอมรับ สิ่งเหลาน้ีหางายใน
กลุมเพื่อน แตอาจหายากจากครอบครัวเพราะสวนใหญชินกับการเล้ียงลูกแบบเด็กเล็ก จึงควรดูแลใหเด็กและ
กลุมเพื่อนทําในสิ่งที่ดี เด็กไดแสดงความคิดเห็น ปรับตัว สรางสัมพันธภาพ เปนท่ียอมรับ และเปนโอกาสในการ
พฒั นาตนเอง

“ทักษะการคบเพ่ือนรวมทั้งการเอาตัวรอดในสถานการณตางๆ และการครองตนใหยึดม่ันใน
สิ่งท่ีดี อยูท่ีตนทุนชีวิตที่พอแมปลูกฝงหลอหลอมมาตั้งแตชวงกอนเขาสูวัยรุน” บทบาทผูใหญคือการเปนแบบ
อยา งที่ดแี ละใหก ารสนับสนนุ เดก็ ดวยวธิ ีการทถี่ กู ตอง เหมาะสม

กิจกรรม มหี ลากหลายเชน กจิ กรรมกฬี า ดนตรี วัฒนธรรม ประเพณตี างๆ เปน กระบวนการ
ทาํ งานเปนกลุม ทําใหเกดิ การเรียนรรู ว มกัน

5. พลังชุมชน การสรางระบบเฝาระวังภัยในหมูบานโดยมีการซักซอมแผนเปนระยะ มีกิจกรรม
กลุมสัมพันธสมาชิกในหมูบาน มีการเฝาระวังคนแปลกหนาและกําจัดแหลงมั่วสุมในชุมชน เชน วงเหลา สถานที่
เปล่ียว และรานเกม สอนเด็กใหรูจักชวยเหลือ แบงปน โดยเฉพาะผูสูงอายุและคนพิการ ถาชุมชนรวมมือกัน
จะทาํ ใหเ กิดความปลอดภัยมากข้ึน ทัง้ ยงั ลดปญหาการกออาชญากรรม ปลน จี้ และลกั ขโมย

208 ¤‹ÁÙ Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตัวอยางปญ หาจากการมตี น ทนุ ชวตทอี่ อนแอ

ปญหาเพศท่ีสาม เร่ืองเพศมีความหมายมากกับการเล้ียงดู โดยเฉพาะเด็กผูชายกับการเล้ียงดู
ของพอ เพราะชวงปฐมวัย เด็กจะเริ่มกําหนดเพศของตัวเอง มองพอเปนตนแบบและลอกเลียนแบบ พอจะมีวิธี
เลนหรือทํากิจกรรมที่แตกตางไปจากแม ทําใหรูสึกตื่นเตน มีความเขมแข็ง บึกบึน ขณะที่แมละเอียดออน ใสใจ
ความรูสึก การมีพอเปนแบบอยางของความเปนผูชาย ชวยปองกันปญหาเร่ืองเพศทางเลือก พอแมจําเปนตอง
ทบทวนตัวเองเพื่อเปนแบบอยา งทดี่ ี

พฤติกรรมการมีเพศสัมพันธกอนวัยอันควร สวนหน่ึงเกิดจากการขาดความรัก ท่ีควรไดรับจาก
พอแม หรือสถาบันการศึกษา หรือคนท่ีไวใจ เด็กจึงหาความรักจากขางนอก ซ่ึงอาจเปนความรักปลอมๆ หรือ
หลอกลวง แลว เกดิ พฤตกิ รรมทางเพศทไ่ี มเหมาะสมตามมา

การใชความรุนแรง บงบอกถึงการขาดทักษะชีวิตหลายเรื่อง เชน การใชวิธีขจัดความเครียด
หรอื ความขดั แยงทีไ่ มถ กู ตอง รวมถึงกระบวนการตัดสนิ ใจทดี่ ี หากทักษะเหลานีบ้ กพรอ งอาจมผี ลตอ การเกิดความ
รุนแรงตามมา การแกไขสามารถทาํ ไดใ นรูปแบบของกิจกรรมตางๆ

ยาเสพติด ในประเด็นการสนับสนุนชวยเหลือ ผูใหญมักใชวิธี “จับผิด” เด็กจึงปกปองตนเอง
ทําใหระบบการชวยเหลือไปไมถึงตัวเด็ก และเด็กใชประสบการณลองผิดลองถูกสิ่งแปลกใหมเพ่ือลดความ
เครยี ดนําไปสปู ญ หาอื่นที่รนุ แรงและเปน อนั ตราย เชน ยาเสพตดิ ความรนุ แรง เปนตน

ภูมิคุม กนั ทมี่ องไมเ หน็

เด็กควรไดรับการปลูกฝงหลักคิดทางศาสนาและประพฤติปฏิบัติตามหลักคําสอน บาน วัด
และโรงเรยี นเปนสถาบันหลกั ที่ตอ งผนกึ กําลังรวมมอื จงึ จะเกิดพลังความเขม แข็งในการปองกนั แกไขปญหา

การเขารวมกิจกรรมทางศาสนา เปนการเสริมสรางภูมิคุมกันและเปนสิ่งที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจที่ชวย
ปองกันเด็กจากพฤติกรรมเสี่ยง สามารถทํากิจกรรมไดหลายรูปแบบโดยออกแบบกิจกรรมใหทันสมัย ดึงดูดความ
สนใจ แทรกธรรมะหรอื คําสอนทางศาสนาอยางกลมกลนื เพื่อใหเดก็ /วยั รุนเขา มามสี ว นรวม

การสงเสริมการปฏิบัติในชีวิตประจําวัน เชน สวดมนต นั่งสมาธิ ละหมาด ฟงธรรมะหรือคําสอน
หรอื จดั กจิ กรรมทางศาสนา จะสง ผลตอการลดพฤตกิ รรมเส่ยี งไปโดยปรยิ าย

ภูมิปญญาชาวบาน(ทอ งถ่นิ )

คือ ความรูที่ชาวบานสั่งสม ถายทอดจากคนรุนหนึ่งไปสูคนอีกรุนหนึ่ง และกําลังขาดชวงสืบตอไปสู
คนรุนใหม ความรูเหลาน้ีมีการสืบทอดและเปล่ียนแปลงไปตามสภาพสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดลอมเกี่ยวของ
กบั วิถชี ีวิตที่ทําใหเกิดความสัมพันธทด่ี ขี องคนในชุมชน มีผสู งู อายุเปนผูใหค าํ แนะนํา และตกั เตอื น ทําใหชุมนมุ อยู
รวมกนั อยา งสงบและเปนมติ ร เปน วฒั นธรรมที่ทาํ ใหผ คู นเห็นคุณคาของผสู ูงอายุ เคารพพอแม ปูยาตายาย ทงั้ ทีม่ ี
ชีวิตและลวงลับไปแลว จึงควรสงเสริมใหเด็กคนหาความรูศึกษาแหลงภูมิปญญาทองถิ่นในชุมชน เชน เชิญครู
ภูมิปญญามาสอนหรือใหเด็กเรียนรูนอกสถานท่ี การสรางพลังปญญาในสังคมไทยมีเฉพาะการเรียนในระบบ
การเรยี นรู สวนนอกระบบและภมู ปิ ญญาทอ งถน่ิ ยงั ไมเ ขมแข็ง และกิจกรรมสงเสรมิ การเรียนรูมนี อ ยมาก

¤‹ÙÁ×Í ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ 209

âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


6. การปองกันพฤตกิ รรมเสีย่ งทางเพศและสทิ ธท่ีพึงทราบ

การมีเพศสัมพันธกอนวัยอันควรและไมไดปองกันการตั้งครรภในวัยรุน ปจจุบันมีจํานวนเพิ่มขึ้นและ
มีปญหาท่ีซับซอนมากข้ึนจนกลายเปนปญหาระดับประเทศ วัยรุนสวนใหญไมมีโอกาสเรียนรูเรื่องเพศอยาง
เหมาะสม มีเพศสัมพันธโดยไมไดปองกันและมีการต้ังครรภ โดยครึ่งหนึ่งทําแทงผิดกฎหมาย และอีกครึ่งหน่ึง
ตั้งครรภตอและมีสภาพเปล่ียนเปน คุณแมวัยรุน พบปญหาการต้ังครรภซํ้า คลอดกอนกําหนด ทารกแรกเกิด
มีน้ําหนักต่าํ กวา เกณฑ มีการทอดทิง้ เดก็ และไมม ีความพรอมในการเลีย้ งดู

สาเหตุสาํ คญั คอื 1) เดก็ มคี วามรเู รอ่ื งเพศศึกษานอ ย จากขอ จํากัดของการสอนเพศศึกษา ในสถาบนั
การศึกษา 2) ปญหาในระบบคดั กรองและการชว ยเหลือกลมุ เส่ยี ง 3) การเขา ถงึ การคุมกาํ เนิดไดยาก 4) การเขา ถึง
ระบบใหคําปรึกษาไมครอบคลุม 5) ปญหาการดูแลภาวะต้ังครรภและการยุติการตั้งครรภของวัยรุน ดังนั้น
วัยรุนจึงจําเปน ตองไดร บั การดแู ล โดยเฉพาะกลมุ เส่ยี ง โดยการสง เสรมิ ปอ งกนั แกไ ขปญหา และเยยี วยาให
กลบั คืนเปน เยาวชนที่มีคุณภาพและมีคณุ คา ของประเทศตอ ไป

การบรู ณาการระหวา งกระทรวง หนว ยงาน องคก รภาครฐั และเอกชน เพอ่ื ใหบ รรลเุ ปา หมาย
ในการดําเนินงานซ่ึงกลุมเปาหมายสวนใหญอยูในระบบการศึกษา จึงมีการวางแผนและบูรณาการรวมกันใน
เชงิ ระบบ แบงเปน 2 กลุม ไดแ ก

กลมุ ปกติ ใชม าตรการ “รณรงคใ หความรูเรือ่ งเพศศกึ ษาในสถานศึกษา” ใหค รอบคลมุ ทัว่ ประเทศ
(ระดับมัธยมศึกษา) โดยบุคลากรสาธารณสุขเขาไปชวยครูพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเพศศึกษา และเพ่ิมการ
เขาถึงการใชถุงยางอนามัยและการคุมกําเนิดเพ่ือการมีเพศสัมพันธที่ปลอดภัย ภายใตโครงการ 1 โรงเรียน
1 โรงพยาบาล โดยสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุนราชนครินทร กรมสุขภาพจิต (www.smartteen.net)
นอกจากน้ียังมีกระทรวงวัฒนธรรมดูแลและสนับสนุนสื่อสรางสรรค กรมควบคุมโรค สสส. และภาคเอกชน
มีการจัดกจิ กรรม จดั เวทีเสวนาและรณรงคสรางกระแสเพ่อื ลดปญ หา

กลุมเสี่ยงและกลุมเปาหมาย (ต้ังครรภ) ใชมาตรการ “เสริมสรางความเขมแข็งของระบบ”
โดยเชือ่ มโยงระบบระหวางกระทรวงศกึ ษาธกิ ารและกระทรวงสาธารณสุข ดงั น้ี

1) ระบบดูแลชวยเหลือนักเรียน กิจกรรมในสถานศึกษาไดแก การรูจักนักเรียนเปนรายบุคคล
การคดั กรองและจดั กลมุ เพือ่ สงเสริม ปอ งกนั แกไข และสงตอระบบบรกิ ารสาธารณสขุ

2) ระบบบรกิ ารสาธารณสขุ บรู ณาการการดาํ เนนิ งานคลนิ กิ วยั รนุ รว มกนั 3 หนว ยงาน (กรมอนามยั
กรมควบคุมโรค และกรมสขุ ภาพจติ ) ในการจัดบรกิ ารสงเสริม ปองกนั บําบัด ฟนฟูตามรปู แบบมาตรฐานบริการ
สุขภาพที่เปนมิตรสาํ หรับวยั รุน และเยาวชน

3) การเช่ือมระบบสงตอ โดยพัฒนาใหระบบดูแลชวยเหลือนักเรียนมีความเขมแข็ง ครูสามารถ
คัดกรอง จัดกลุม และชวยเหลือกลุมเสี่ยงและกลุมเปาหมายได ซึ่งสํานักงานสาธารณสุขอําเภอ สวนใหญ
มคี วามพรอมในการรบั สง ตอ

(ขอ มลู จาก สถาบนั สุขภาพจิตเดก็ และวยั รุนราชนครนิ ทร กรมสุขภาพจติ )

210 ¤Á‹Ù Í× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹

âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


อนามัยการเจรญพันธุ หมายถึง สุขภาพท่ีเกี่ยวกับกระบวนการและการทําหนาที่ของระบบ
เจริญพันธุของมนุษยตลอดชวงชีวิต อนามัยการเจริญพันธุในวัยรุนประกอบดวย 7 องคประกอบไดแก
1) เพศศกึ ษา 2) อนามัยแมและเด็ก 3) การวางแผนครอบครวั 4) อนามยั วัยรุน 5) โรคตดิ เช้อื ในระบบสืบพนั ธุ
6) โรคเอดส 7) การแทงและภาวะแทรกซอน

การจดั กจิ กรรมในสถานศึกษา เชน การสนับสนุนใหนักเรยี นมกี จิ กรรมเสรมิ ทกั ษะพฤติกรรมทางเพศ
ที่ปลอดภัย มีชองทางการสื่อสารเพ่ือการเรียนรู รับฟงปญหา โดยมีครูหรือผูเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ใหคําปรึกษา
แนะแนวทางทถี่ กู ตองในรูปแบบตางๆ เชน เอกสารคูมือ/หนงั สือ/เอกสารแผน พบั /โปสเตอร/ กระท/ู web board/
อินเตอรเน็ต/Face book/Twitter/Line และอื่นๆ รวมท้ังมีการประสานการทํางานกับภาคีเครือขายท่ีเก่ียวของ

(สาํ นกั อนามยั การเจริญพนั ธุ กรมอนามยั )

การปองกนั พฤตกิ รรมเสยี่ งในวยั รุน

การลดปจ จยั สาเหตุ เพิ่มปจ จัยปองกนั และจดั การส่งิ แวดลอ มใหเ หมาะสม มีดังน้ี
ใหความรูท่ีจําเปน ไดแก การเปล่ียนแปลงตนเองในวัยรุน ความรูเก่ียวกับความปลอดภัย

การปอ งกันอนั ตรายและความเสย่ี งตา งๆ การเรยี นรแู ละมีทศั นคติดีและถกู ตอ งเกี่ยวกับเร่อื งเพศ ฯลฯ
ฝก ทักษะ ดา นการจดั การอารมณเ พศตนเอง การแกไขปญหาตา งๆ ในชวี ิต และการปฏิเสธ
ฝกการควบคุมตนเอง ฝกจิตใจใหเขมแข็ง มีวินัย รูจักย้ังคิด มีสติ และจิตสํานึกท่ีจะไมทํา

พฤตกิ รรมเสย่ี งตางๆ ฝก การปฏเิ สธเหลาและยาเสพติดท่เี ปนสาเหตทุ ําใหควบคมุ ตนเองไมไ ด
ไมแสวงหากิจกรรมท่ีเปนพฤติกรรมเสี่ยง สงเสริมใหทํากิจกรรมท่ีทําใหตนเองพึงพอใจ

เปนประโยชนตอตนเองและผูอ ื่น แตถกู ตองเปนท่ียอมรบั ได
สรางส่ิงแวดลอมที่ดี พอแมเปนแบบอยาง มีทัศนคติท่ีดีตอลูก และทํากิจกรรมรวมกัน

ในครอบครัว

สิทธทางเพศที่พึงทราบ

สิทธิอนามัยเจริญพันธุ (Reproductive Rights) คือ สิทธิที่ถูกระบุไวแลวในกฎหมายและ
ขอตกลงตางๆ ทั้งในระดบั ประเทศและนานาชาติ เปนสทิ ธิพื้นฐานของบุคคล ไดแ ก

1) สทิ ธิในชวี ิต สิทธใิ นเสรภี าพและความปลอดภยั ของบคุ คล
2) สทิ ธิในความเสมอภาคและความเปนอิสระจากการเลอื กปฏบิ ัติในทกุ รูปแบบ
3) สทิ ธิในความเปน สว นตัว สทิ ธิในเสรีภาพแหง ความคดิ
4) สทิ ธิในการไดร ับขอมูลขา วสารและการศึกษา
5) สทิ ธิในการเลอื กวาจะสมรสหรอื ไม สทิ ธใิ นการวางรากฐานและการวางแผนครอบครวั
6) สทิ ธิในการตดั สินใจวาจะมีบตุ รหรือไมแ ละจะมเี มอื่ ใด
7) สิทธใิ นการดแู ลและปอ งกันสุขภาพ
8) สทิ ธิในการไดรับประโยชนจ ากความกา วหนา ทางวิทยาศาสตร
9) สทิ ธใิ นเสรภี าพในการชุมนมุ และการมสี ว นรว มทางการเมือง
10) สทิ ธใิ นการปลอดจากการถูกทารณุ กรรมและการปฏบิ ัตมิ ชิ อบ

¤Á‹Ù Í× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹ 211

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


สิทธิทางเพศ (Sexual Rights) คือ สิทธิของบุคคลท่ีถูกระบุในกฎหมายและขอตกลงตางๆ
ท้ังในระดับประเทศและนานาชาติ เปนสิทธิของคนทุกคนท่ีตองไดรับโดยไมถูกเลือกปฏิบัติ ไมมีการบังคับ และ
ไมมีความรนุ แรง ในเรือ่ งตอ ไปนี้

การไดร บั บรกิ ารดา นสขุ ภาพทางเพศและอนามยั การเจริญพนั ธุที่มมี าตรฐาน
การไดรบั ขอมลู ที่ถกู ตองเกย่ี วกับวิถีทางเพศ
การไดร ับการใหการศกึ ษาเรือ่ งวิถที างเพศ
การควบคุมเนือ้ ตัวรา งกายของตนเอง
การเลือกคูครอง
การตดั สนิ ใจวาจะมเี พศสัมพนั ธหรือไมมี
การสมคั รใจมีความสมั พันธท างเพศ
การสมคั รใจท่ีจะแตงงาน
การตดั สินใจวาจะมบี ตุ รหรือไมและมีเม่อื ใด
การมชี ีวติ ดานเพศทีพ่ งึ พอใจและปลอดภัย

212 ¤‹ÁÙ ×Í¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


7. บุหรต่ ดิ งา ย เลกิ ยาก

การสูบบุหร่ีสงผลกระทบตอตัวผูสูบและผูอ่ืน เปนสาเหตุการตายกอนวัยอันควร และกอใหเกิด
โรคตา งๆ เชน โรคถงุ ลมโปง พอง โรคมะเร็ง และโรคหัวใจขาดเลอื ด

พฤติกรรมการสูบบหุ ร่ของเดก็ และเยาวชน

เด็กและเยาวชนอายุ 11-24 ป เร่ิมสูบบุหร่ีครั้งแรกเพราะอยากทดลองสูบ (รอยละ 56.4)
รองลงมา คือ สูบตามเพ่ือน/เพ่ือนชวน (รอยละ 56.4) มีสวนนอยสูบบุหร่ีเพื่อเขาสังคม เพ่ือความโกเกและ
เกิดจากความเครียด มีความนิยมสูบบุหรี่ซองที่ผลิตในประเทศและมีกนกรองมากที่สุด การเขาถึงบุหร่ีสวนใหญ
ซอ้ื มาสบู แบบเปน มวน/แบง มวนขาย มากกวา ซ้อื เปนซอง จากรานคาใกลบ า น/รา นสะดวกซอ้ื การขายบหุ รใี่ หเด็ก
อายุต่ํากวา 18 ป พบวา ผูขายไมเ คยขอดูบัตรประชาชนกอนขาย

สรุปไดวาการสูบบุหรี่ของเด็กและเยาวชนมีทั้งปจจัยภายในตัว (อยากรูอยากลอง ฯลฯ) และปจจัย
ภายนอกเชน กลยุทธการตลาด โอกาสเขาถึงบุหร่ีท้ังรูปแบบการขาย ราคา แหลงซ้ือ การไมปฏิบัติตามกฎหมาย
และการละเมิดกฎหมายคุมครองสุขภาพผูไมสูบบุหร่ีในที่หามสูบบุหร่ี สงผลใหเด็กเห็นการสูบบุหรี่และเลียนแบบ
(Global Adult Tobacco Survey : GATS ป 2552 สํารวจในกลุมอายุ 15-24 ป และผลสํารวจโดยสํานัก
ควบคมุ การบริโภคยาสบู ในป 2550)

¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹ 213

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


8. การรักษามาตรฐานคุณภาพนา้ํ บริโภค

การรักษามาตรฐานคุณภาพนํา้ บริโภคอยางตอเนอ่ื ง (ชวงระยะเวลา 3 ป)

1. ตรวจวิเคราะหนาํ้ ด่ืมเฉพาะดา นแบคทีเรีย ดว ยชดุ ตรวจสอบอยางงาย (อ 11)
2. ตรวจวเิ คราะหนา้ํ ดืม่ ทางหองปฏิบัตกิ าร 20 รายการอยา งนอย 1 ครัง้ ตอป
3. รวบรวมผลตามขอ 1 และ 2 เพื่อเปน หลกั ฐานในการประเมินรบั รองตอเน่อื ง

การรบั รองตอ เนอื่ ง

1. มผี ลการตรวจวเิ คราะหค ณุ ภาพนา้ํ ผา นเกณฑม าตรฐานคณุ ภาพนา้ํ บรโิ ภคกรมอนามยั พ.ศ. 2553
ไมเ กนิ 1 ป

2. มีบันทึกการปฏิบัติงานตรวจสอบคุณภาพนํ้าดวยการใชชุดทดสอบโคลิฟอรมแบคทีเรีย
ภาคสนาม (อ11) อยา งนอยภาคการศึกษาละ 2 ครง้ั ติดตอ กัน 3 ป

3. มผี ลบนั ทึกการแกไ ขกรณีพบการปนเปอน
4. มผี ลตรวจวิเคราะหนํา้ ดม่ื ทางหองปฏบิ ัตกิ าร 20 รายการอยา งนอ ย 1 ครั้งตอป ติดตอกัน 3 ป

* กรณนี า้ํ ดม่ื บรรจขุ วดมมี าตรฐาน อย. ทผี่ ลติ และจาํ หนา ยในทอ งถน่ิ หากเปน นาํ้ ดมื่ หลกั ของโรงเรยี น
ตองสงตรวจคณุ ภาพนํ้าตามเกณฑกรมอนามยั ครบท้ัง 20 รายการ

214 ¤‹ÁÙ Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558


แผนภาพข้ันตอนการดาํ เนนิ งานนํ้าด่มื ปลอดภยั ในโรงเรยี นสงเสริมสุขภาพระดับเพชร

สมัครเขารวมโครงการ
สาํ รวจ และพัฒนาปรบั ปรงุ ระบบนํา้ ดม่ื ในโรงเรยี น
(แหลง น้าํ ด่มื แนวทอ กอกน้ํา ภาชนะเก็บนํ้า เครอื่ งกรองนา้ํ )

ทดสอบคุณภาพนํา้ ทางดา นแบคทีเรยี เบอื้ งตนดวยชุดตรวจสอบ (อ 11)

ไมผา น ผา น สงนา้ํ ตรวจเฉพาะ
ขอ มูลทดสอบท่ี
ตรวจสอบคุณภาพตามเกณฑมาตรฐานคุณภาพ ไมผาน ภายใน 6 เดอื น
น้ําบรโิ ภค กรมอนามยั ทางหองปฏบิ ัติการ
(20 รายการ)

ผา น ไมผ า น ปรับปรุงแกไ ข

ประกาศรบั รองเปน โรงเรยี นสงเสรมิ สขุ ภาพ ระดับเพชร
(เม่อื ตวั ชี้วดั อ่ืนผา นเกณฑท ุกตัวชว้ี ดั )

รณรงคใ หนักเรยี นดมื่ น้ํา รกั ษามาตรฐานคุณภาพ
สะอาดเพื่อสุขภาพทดี่ ี น้ําบรโิ ภคอยา งตอ เนอื่ ง

¤ÁÙ‹ ×Í¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹ 215

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


เกณฑคณุ ภาพน้าํ บริโภคกรมอนามัย พ.ศ.2553

พารามเิ ตอร หนว ยวดั เกณฑท ่กี ําหนด

คุณภาพน้ําทางกายภาพ - 6.5-8.5
1. ความเปนกรด-ดา ง (pH) เอน็ ทยี ู ไมเกิน 5
2. ความขุน (Turbidity) แพลตติน่ัมโคบอลท ไมเกนิ 15
3. สี (Colour)
มลิ ลิกรมั /ลติ ร ไมเ กนิ 1,000
คณุ ภาพน้าํ ทางเคมีทว่ั ไป มลิ ลกิ รัม/ลิตร ไมเ กิน 500
4. สารละลายท้ังหมดท่ีเหลือจากการระเหย (TDS) มลิ ลิกรัม/ลติ ร ไมเ กนิ 250
5. ความกระดาง (Hardness) มิลลกิ รมั /ลติ ร ไมเ กิน 250
6. ซัลเฟต (SO-4) มลิ ลกิ รัม/ลติ ร ไมเกิน 50
7. คลอไรด (Cl- ) มิลลิกรมั /ลติ ร ไมเ กนิ 0.7
8. ไนเตรท (NO-3 as NO-3 )
9. ฟลูออไรด (F -) มิลลิกรัม/ลติ ร ไมเ กนิ 0.5
มิลลิกรัม/ลิตร ไมเกิน 0.3
คณุ ภาพน้าํ ทางโลหะหนักท่ัวไป มลิ ลิกรัม/ลติ ร ไมเ กนิ 1.0
10. เหลก็ (Fe) มิลลกิ รัม/ลิตร ไมเกนิ 3.0
11. แมงกานีส (Mn)
12. ทองแดง (Cu) มลิ ลิกรัม/ลติ ร ไมเกิน 0.01
13. สังกะสี (Zn) มลิ ลกิ รัม/ลิตร ไมเกิน 0.05
มลิ ลกิ รัม/ลติ ร ไมเ กนิ 0.003
คณุ ภาพน้าํ ทางโลหะหนกั สารเปนพษิ มลิ ลิกรัม/ลิตร ไมเ กิน 0.01
14. ตะกว่ั (Pb) มิลลิกรัม/ลิตร ไมเกิน 0.001
15. โครเมียม (Cr)
16. แคดเมียม (Cd) เอ็มพีเอน็ /100 มลิ ลลิ ติ ร ตอ งตรวจไมพบ
17. สารหนู (As) เอม็ พีเอน็ /100 มิลลลิ ติ ร ตองตรวจไมพบ
18. ปรอท (Hg)

คุณภาพนา้ํ ทางแบคทเี รยี
19. แบคทีเรยี ประเภทโคลฟิ อรม (Coliform bacteria)
20. แบคทีเรียประเภทฟคัลโคลฟิ อรม

(Faecal coliform bacteria)

หมายเหตุ 1. นํ้าบริโภค หมายถึง น้ําประปา นํ้าบาดาล นํ้าบอต้ืน และน้ําฝน ท่ีประชาชนใชด่ืม เตรียมปรุง
ประกอบอาหาร รวมถงึ น้ําท่ใี ชล างหนา และแปรงฟน.

2. วธิ ีตรวจวิเคราะหเ ปนไปตามวธิ ีการในหนงั สือ Standard Methods for the Examination of
Water and Wastewater Edition 21st 2005 APHA AWWA WEF.

3. ประกาศกรมอนามยั (13 ตลุ าคม 2553)

216 ¤‹ÁÙ ×Í¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹

âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


9. การจัดเก็บยาและใชยาใหป ลอดภยั ในหองพยาบาล

ลักษณะหองพยาบาลในโรงเรยน

หอ งพยาบาลควรจัดอยชู ้ันลา งของอาคารเพอื่ สะดวกในการเคลอื่ นยายผูปวย
พ้ืนท่ี ขนาดของหองใหเหมาะสมกับจํานวนนักเรียน สะอาด มีแสงสวางเพียงพอ อยูหางจาก
สิง่ รบกวนและเหตุราํ คาญ พรอมทง้ั จัดวางอุปกรณต า งๆ ไดถ กู ตอง
มีอางลางมอื พรอมกอ กนาํ้ และสบลู า งมือ
มีหองสวมอยูภายในหรืออยูใกลเพ่ืออํานวยความสะดวกใหกับนักเรียนหรือบุคลากรที่เจ็บปวย
เชน โรคทอ งเดนิ
จัดใหม นี ้ําด่ืมในหอ งพยาบาลเพยี งพอและไมใชแกวนาํ้ รว มกนั
มีสมุดทะเบยี นรายการยา/เวชภณั ฑส ําหรับควบคุมกาํ กับการเบกิ -จา ยยาและเวชภัณฑ
มีสมดุ บันทกึ การใหบ ริการประจําหอ งพยาบาลสาํ หรบั บันทกึ การใหบรกิ ารทุกครั้ง ดังตวั อยา ง

กรณอี ุบัตเิ หตุ
ลาํ ดบั ชอ่ื สกุล อายุ ชัน้ อาการ การใหบรกิ าร ระบสุ าเหตุ/ ผใู หบริการ

สถานท่ี

การจัดวางตูยาควรต้ังอยูในสถานท่ีที่มีแสงสวางเพียงพอ เชน แดดไมแรงมากและไมต้ังอยูในที่
อบั ชน้ื จะทําใหยาเส่ือมคณุ ภาพเร็ว

เทคนคิ ในการจดั ตูยา มีดงั น้ี

1. “ความปลอดภัย” ตองคํานึกถึงความปลอดภัยเปนอันดับแรก ระวังหยิบใชผิดหรือใชยาเสื่อม
คณุ ภาพ

2. ยาใชภายในและยาใชภายนอก โดยแบงพื้นท่ีในตูยา ตองวางแยกกันชัดเจนระหวางยา
รับประทาน และยาใชภายนอก พรอมทั้งติดปาย “ยาใชภายนอก” หรือ “หามรับประทาน” ท่ีช้ันวางยาใหเห็น
ชัดเจน

3. จัดเรียงแบบหมดอายกุ อนออกกอ น (First-expire,First-out-FEFO) การเก็บยาควรเกบ็ โดย
ดูวันหมดอายุเปนหลัก มากกวาท่ีจะดูจากวันท่ีไดรับยามา และจัดวางยาที่ใกลหมดอายุกอนไวดานนอก เพื่อให
ถูกหยิบไปใชกอน หรือติดสต๊ิกเกอร “สีแดง” ไวท่ีขวดยาที่ใกลหมดอายุแลว ปองกันยาหมดอายุกอนใช
และตองพลิกดูวันหมดอายุกอนใชทุกคร้ัง ทําเชนน้ีปละคร้ัง เพื่อใหงายตอการปฏิบัติ ไมตองคอยตรวจ
วันหมดอายุของยาบอ ยๆ

¤Á‹Ù Í× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹ 217

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558


วันหมดอายหุ รือ Exp.Date ยอ มาจาก Expiry Date ตามดวยวัน เดอื น ป
วันผลติ หรอื Mfg.Date ยอ มาจาก Manufacturing Date ตามดว ยวนั เดือน ป

4. เก็บรกั ษายาใหถ ูกวิธี ควรปฏบิ ตั ติ ามคําแนะนาํ ทรี่ ะบใุ นฉลาก ถา ไมม ีระบุวิธกี ารเก็บรักษาท่ี
ฉลากยา ใหใชห ลักการเก็บรกั ษายาดังนี้

เก็บในทีไ่ มร อ นจดั ไมเ ยน็ จัด ทอี่ ณุ หภูมิประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส หรอื อณุ หภูมิหอง
เพราะอุณหภูมทิ สี่ งู กวา 25 องศาเซลเซยี ส จะมีผลทาํ ใหยาเสอื่ มเรว็ ขน้ึ จงึ ควรดวู นั หมดอายุและสังเกตการเปลยี่ น
สภาพของยาควบคูกันไปดวย

ยาบางชนิดท่ีระบุ “เก็บในตูเย็น” ตองเก็บในท่ีอุณหภูมิประมาณ 2-8 องศาเซลเซียส
เพราะยาจะเส่ือมเร็วหากเก็บไวที่อุณหภูมิหอง และจะเสียสภาพหากเก็บไวในชองแชแข็ง ยาท่ีระบุให “เก็บใน
ทเี่ ยน็ ” ควรเก็บไวท ี่อุณหภูมปิ ระมาณ 8-15 องศาเซลเซยี ส

ไมชื้น ความช้ืนอาจทําใหยาเส่ือมสภาพไดเร็วขึ้น จึงไมควรเก็บไวในบริเวณที่มีอากาศชื้น
เชน ในหองน้ํา อางลางมือ หรือในหองครัวที่ช้ืนแฉะเปนตน และควรปดภาชนะใหสนิทหลังเปดใช เพื่อปองกัน
ไมใหความชื้นจากภายนอกเขาไปได

ไมโดนแสงแดด แสงแดดสงผลโดยตรงทําใหยาเส่ือมสภาพเร็วขึ้น ยาบางชนิดสลายตัว
เร็วมากเม่ือถูกแสงแดดจึงตองเก็บในขวดสีชาหรือขวดทึบแสง วิธีสังเกตงายๆ วายาชนิดใดควรใสภาชนะปองกัน
แสงใหดูภาชนะท่ีผูผลิตบรรจุมา ถาซ้ือมาเปนแบบปองกันแสง เวลาเก็บรักษาก็ตองใหอยูในสภาพปองกันแสง
เหมือนกัน ซ่ึงยาเหลานี้ผูผลิตมักระบุใหทราบวาตองปองกันแสง โดยทั่วไปยาสวนใหญแมวาจะไมจําเปนตองเก็บ
ในภาชนะปอ งกันแสง แตค วรเกบ็ รักษาโดยหลีกเลี่ยงการถกู แสงแดดโดยตรง

5. ชอื่ กลุมยาตวั อยา งทีค่ วรมีในหองพยาบาลไดแ ก

- ยาลดไข บรรเทาปวด - ยาแกแ พ ลดน้ํามูล - ยาแกไอ

- ยาแกทอ งเสยี - ยาแกทอ งอืดทองเฟอ - ยาโรคกระเพาะอาหาร

- ยาแกค ล่ืนไสอาเจียน แกเมารถ - ยาแกปวดกลามเน้อื - ยาแกป วดประจําเดือน

- ยาแกแพ แกผดผนื่ คัน - ยาลางแผล ใสแ ผล ฯลฯ

สําหรับเวชภัณฑหากมีไมมาก ไมจําเปนตองติดปาย แตควรใหมีรายช่ือของรายการเวชภัณฑติดไว

เพือ่ ใหท ราบไดทันทวี ารายการใดใกลหมด จะไดจ ัดหามาเพิ่มไดทนั เวลา

6. การสงั เกตยาเสอื่ มสภาพ สงั เกตท่ดี ูจากรปู รส กลน่ิ สี ท่มี เี ปลีย่ นแปลงไปจากเดิม โดยยาแตล ะ

ประเภทมีขอ สังเกตแตกตางกัน เชน

ยาเม็ด สังเกตจากสีและลักษณะเมด็ ยาเปลีย่ น มีรอยดา ง เม็ดยาแตกรวนหรอื เม็ดยาเกาะติดกนั

ยาเมด็ บางชนดิ อาจมีกลนิ่ เปล่ยี นไป เชน แอสไพรินจะมีกลิน่ เปร้ยี วเกิดข้นึ

ยาแคปซูล อาจบวม พอง เปลือกแคปซลู นม่ิ เยิม้ และตดิ กนั หรอื แข็งแหง และแตก หรอื ผงยา

ดานในอาจเปล่ยี นสซี ง่ึ สังเกตยาก จงึ ตองแกะแคปซูลออกมาดู

ยาผงแหง ความช้ืนอาจทาํ ใหผงยาเกาะเปน กอ นแขง็ หรอื ผงยาเปลีย่ นสี

218 ¤Á‹Ù ×Í¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ยาน้ําแขวนตะกอน ไดแก ยานํ้าที่ผงยาผสมอยูในของเหลว เชน ยาลดกรด คาลาไมนโลชั่น
ยาธาตุน้ําขาว เปนตน ถายาเส่ือมสภาพผงยาจะจับเปนกอนแข็ง เม่ือเขยาจะไมกระจายตัว หรือสังเกตสี กล่ิน
รสเปลยี่ นไป

ยาครีม ข้ีผึ้ง มีการแยกตัวของเน้ือยา สีเปล่ียน เนื้อยาอาจหดตัวเน่ืองจากน้ําระเหยออกไป
ทาํ ใหเนือ้ ครีม/ขีผ้ ้งึ แขง็ ตัวเกินไป หรอื บางคร้ังเกบ็ ไวในอณุ หภูมิสงู เกินไปก็ทาํ ใหเนอื้ ครมี /ขี้ผ้ึงเหลวเย้ิม

7. วิธีการใชยา โดยเฉพาะยาที่รับประทานบอย เชน พาราเซตามอล เปนพิษตอตับ ถาใชติดตอ
กนั นานเกิน 3-5 วัน หรือยาแกไอน้าํ ดาํ กห็ ามใชเ กิน 7 วนั เพราะมีสารเสพติดใหโทษ เปน ตน

¤‹ÙÁÍ× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ 219

âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตัวอยา งวธการใช

ยาพาราเซตามอล (paracetamol) ยาแกแพ ลดนํ้ามูล (CPM หรือคลอเฟนิรามีน หรือ
ใชสําหรับ บรรเทาอาการไขและอาการปวด Chlorpheniramine)
ใชส ําหรบั ใชบรรเทาอาการแพและหวัดไดแกน้ํามูกไหล
ระดบั เล็กนอ ยถึงปานกลาง
รปู แบบยา ยาเม็ด ขนาด 500 มิลลกิ รมั อาการจาม คันตา และน้ําตาไหลจากการแพ
ละอองเกสรดอกไม แพฝ นุ ละออง เปนตน
ยานา้ํ ความแรง 120 มลิ ลกิ รมั /5 มิลลลิ ติ ร รูปแบบยา ยาเมด็ ขนาด 4 มิลลกิ รมั
วิธีใชย า * เดก็ อายตุ ํา่ กวา 12 ป ยาน้ํา ความแรง 2 มลิ ลกิ รัม/5 มิลลิลิตร
วิธีการใชย า * เดก็ อายุ 2-12 ป รบั ประทานวนั ละ 0.35 มก./
รบั ประทาน 10-15 มก./น้ําหนักตัว 1 กก.
ตอ ครั้ง ทุกๆ 4-6 ชว่ั โมง นาํ หนักตวั 1 กิโลกรมั แบง ใหว นั ละ 3-4 ครงั้
* เด็กอายุ 12 ปข้ึนไป และผูใหญ รับประทาน * เด็กอายุ 12 ปขึ้นไปและผูใหญ รับประทาน
ครัง้ ละ 1-2 เมด็ ทกุ ๆ 4-6 ชวั่ โมง
ขอควรระวัง สําหรับเด็กหามรับประทานยาที่ติดตอกันเกิน คร้ังละ 1 เม็ด วนั ละ 3-4 ครง้ั หลงั อาหาร
3-5 วัน การรับประทานยานี้มากกวาหรือบอยกวาท่ีแพทยส่ัง ขอควรระวงั * ไมควรใชยาน้ีในเด็กอายุตํ่ากวา 2 ป และ
อาจเปน อนั ตรายตอตับ
การใชย าในเด็กอายุ 2-6 ป จะตองอยใู นการ
ดูแลของแพทย และตองใชยาอยางระวังใน
เด็กอายุ 6-11 ป
* ยานี้จะทําใหงวงซึมได ควรหลีกเล่ียงการ
ขั บ ร ถ ห รื อ ก า ร ทํ า ง า น ที่ เ ก่ี ย ว ข อ ง กั บ
เคร่ืองจักรหลงั รับประทานยา
* ยานอี้ าจทาํ ใหต าแหง มองเหน็ ไมช ดั ดงั นนั้ ผทู ่ี
สวมคอนแทคเลนส อาจจะรูสึกไมสบายตา
โดยอาจจะใชย าหยอดตาทีช่ วยหลอลื่นในตา
- ตองระมัดระวังการใชยาน้ีเพ่ือปองกันการได
รบั ยาเกนิ ขนาด เนอื่ งจากมผี ลติ ภณั ฑส ว นใหญเ ปน ยาสตู รผสม
ท้ังยา แกหวัด แกไอขับเสมหะ และแกคัดจมูกจํานวนมาก
ตองตรวจสอบวาสวนผสมในผลิตภัณฑเหลานั้นซ้ําซอนกับ
ยาหรือไม

220 ¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตวั อยา งวธการใชยา

ยาแกไ อนํ้าดํา (Brown Mixture) ผงถานคารบอน Activated Charcoal
ใชสาํ หรบั บรรเทาอาการไอ และชวยขับเสมหะ สว นประกอบ 1 แคปซูล ประกอบดว ย Activated
รูปแบบยา ยานํ้า
วิธีใชยา * เด็กอายุ 6-12 ป รบั ประทาน ครง้ั ละ ½-1 Charcoal 261 mg
คุณสมบัติ ดูดซับสารพิษในทางเดินอาหาร ท่ีเปน
ชอนชา เมือ่ มอี าการทกุ ๆ 6-8 ชวั่ โมง
* เดก็ อายุ 12 ป ขึ้นไปและผใู หญ สาเหตุของอาการทองเสีย ปองกันมิใหมี
การดดู ซมึ สารพษิ เขา สสู ว นอนื่ ๆของรา งกาย
รับประทานคร้ังละ 1-2 ชอ นชา เมื่อมี และดดู ซมึ กาซเพื่อบรรเทาอาการทองอืด
อาการทุก 6-8 ชวั่ โมง ยานีใ้ ชสําหรับ มีอาการทองเสีย (Diarrhea) ใชในราย
ขอควรระวงั - หา มใชย านใ้ี นเด็กทมี่ อี ายุต่าํ กวา 6 ป ผมู ีอาการทองอดื เฟอ (Flatulence)
ผูสูงอายุและหญิงต้งั ครรภ วิธีใช ผใู หญและเดก็ อายุ 3 ป รบั ประทานคร้ังละ
- หามใชย าน้ีตดิ ตอกันนานเกนิ 7 วัน 2-4 แคปซูล หลังอาหาร วันละ 3 ครั้ง
เน่ืองจากมีสวนประกอบที่อาจทําใหเกิด เมอื่ มอี าการหอ งเสยี หากอาการ ไมด ขี น้ึ ให
การเสพตดิ ใหโ ทษ และอาจทาํ ใหเ กดิ ทอ งผกู รบั ประทานซาํ้ อกี ทกุ ครงึ่ ถงึ 1ชม.จนอาการ
- ยานี้มีแอลกอฮอลผสมควรใชดวยความ ทองเสยี ดขี นึ้ จึงหยดุ ยา ถารับประทานครบ
ระมัดระวงั 16 แคปซูลตอวันแลว อาการยังไมดีขึ้น
- เมื่อเปดใชแลวมีอายุการใชงาน 3 เดือน ควรปรกึ ษาแพทย
หรือเม่อื ยานี้เสอ่ื มสภาพ สาํ หรับเด็ก : ควรใชตามแพทยส ั่ง
- เก็บยานโ้ี ดยปอ งกันไมใหถ ูกแสงแดด

ยาธาตุน้าํ แดง (แกทอ งอืด ทองเฟอ) ผงนํ้าตาลเกลอื แร (แกอ าการทองเสยี )
ใชสาํ หรับ บรรเทาอาการปวดทองเน่ืองจากจุกเสียด ใชสําหรบั ทดแทนการเสียน้ําในรายท่ีทองรวงหรือ

ทอ งขนึ้ ทอ งเฟอ อาเจยี นมากๆ และปอ งกนั การชอ็ ค เนอื่ งจาก
รูปแบบของยา ยานา้ํ รางกายขาดนา้ํ
วิธใี ช ใหเขยาขวดกอนรับประทานยาน้ี ทุกครั้ง รูปแบบยา ผงสําหรบั ละลายน้าํ
วธิ ใี ชย า - เทผงยาท้ังซองละลายในน้ําสะอาด เชน
* เด็กอายุ 6-12 ป รับประทานครั้งละ น้ําตมสุกที่เยน็ ประมาณ 1 แกว (250 ซซี ี)
½-1 ชอ นโตะ กอ นอาหารเชา กลางวนั เยน็ หรือตามคําแนะนาํ การใชบนซอง
* เดก็ อายุ 12 ปข นึ้ ไป และผใู หญร ับประทาน - ดื่มเมื่อมีอาการทองรวงถาบอย ใหด่ืม
ครงั้ ละ1-2ชอ นโตะ กอ นอาหารเชา กลางวนั บอยครัง้ ข้นึ ถาอาเจียนดว ยใหด มื่ ทีละนอ ย
เยน็ บอ ยคร้งั
ขอ ควรระวัง - ไมค วรรบั ประทานเปนเวลาเกิน 2 สัปดาห ขอ ควรระวงั - ถา ผปู ว ยมอี าการอาเจยี นมาก เหงอื่ ออกมาก
นอกจากแพทยส ง่ั ตัวเย็น ความรูสึกเปล่ียนแปลงไปหรือ
- ยานี้มีแอลกอฮอลผสม ควรใชดวยความ หมดสติ ควรนําผูปวยสงโรงพยาบาลดวน
ระมดั ระวัง - ผูท่ีเปนโรคไตหรือหัวใจ ควรปรึกษาแพทย
กอ นใช

¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹ 221

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตวั อยางวธการใชยา

ยาโรคกระเพาะอาหาร ยาตา นกรด/ยาลดกรด ยาลา งตา (นํ้ายาลา งตาบอรกิ : Boric solution)
ใชส ําหรบั บรรเทาอาการแสบยอดอก ทองอดื ใชส ําหรบั บรรเทาอาการแสบตา ระคายเคืองจาก

แนนทอง อาหารไมยอ ย ผงควนั สิง่ สกปรกเขา ตา
รปู แบบของยา ยาเม็ด ยานาํ้ รูปแบบของยา ยาน้ําสาํ หรบั ลางตา
วิธีใช * รับประทานกอนอาหารครึ่งชั่วโมงหรือ วิธีใช * รินน้ํายาลงในถวยท่ีสะอาดและมีขนาด

มอี าการ พอเหมาะกบั ลูกตา
* ยาน้ําใหเ ขยาขวดทกุ คร้ัง ยาเม็ดใหเ คี้ยว * ยกถวยลา งตาจอทเ่ี บาตาขางท่ตี องการลาง
* ลมื ตาไวใ หน า้ํ ยาแทรกซมึ ทว่ั ลกู ตา กรอกตา
กอ นกลืน (พิจารณาตามคําแนะนํา
ในการรับประทานยา) ไปมาใชเ วลา 1 นาที ลางวนั ละ 1-2 ครัง้
* เด็กอายุ 3-6 ป รับประทานครั้งละ * เมื่อลางตาเสร็จแลวใหทําความสะอาด
½-1 ชอนชา
* เด็กอายุ 6 ปรับประทานครงั้ ละ ถว ยลางตาเพอ่ื ปองกันการติดเช้อื
1-2 ชอนชาหรอื ½-1 เม็ด
* เดก็ อายุ 12 ปขึ้นไปและผใู หญ
รบั ประทานคร้ังละ 1-2 ชอนโตะ หรอื
1-2 เม็ด
ขอ ควรระวัง - หา มใชใ นผูปว ยท่เี ปน โรคหัวใจ หรือโรคไต
- ไมควรรับประทานติดตอกันเปนเวลานาน
เกนิ 2 สปั ดาห นอกจากแพทยสัง่
- เมื่อเปด ใชย าแลวไมควรเก็บไวนานเกนิ
3 เดอื น ไมควรใชต อถงึ แมย ายังไมห มด
อายุ
- ยาน้ําเมื่อเขยาขวดแลว ยาไมกระจายตวั
หรือเสอ่ื มสภาพไมค วรนาํ มารบั ประทาน

222 ¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


กลุมยา รายการยาที่ใชภ ายใน
ยาลดไข บรรเทาปวด
ยาแกแ พ ลดนํ้ามกู แกผ ดผืน่ คัน รายการยา

ยาแกทองเสยี พาราเซตามอล (Paracetamol)
ยาแกทอ งอืด คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine)
ยาแกไอนํ้าดํา (Brown Mixture)
ยาโรคกระเพาะอาหาร ยาแกไ อขบั เสมหะสาํ หรับเดก็
ยาถา ยพยาธิ ผงนํา้ ตาลเกลอื แร
ยาธาตุนํ้าแดง
ยาธาตุนา้ํ ขาว
โซดามนิ้ (Sodamint)
ยาตา นกรด/ยาลดกรด (Aluminium
hydroxide+Magnesium hydroxide)
มเี บนดาโซน (Mebendazole)
อลั เบนดาโซน (Albendazole)

กลุม ยา รายการยาที่ใชภายนอก
ยาแกแพ แกผ ดผ่นื คนั
ยาแกปวดกลามเน้ือ รายการยา

ยาทาแผลไฟไหม นาํ้ รอนลวก คาลาไมนโ ลชนั่ (Calamine lotion)
ยาลา งตา เมทลิ ซาลิไซเลต (Methylsalicylate cream)
ยาดมแกวงิ เวยี น ไดโคลฟแนค (Diclofenac gel)
ยาลา งแผล ยาหมอง

ยาใสแ ผล ซิลเวอร ซลั ฟาไดอาซนี (Silver sulfadiazine)
ยาโรคหิด เหา น้ํายาลา งตาบอริก (Boric solution)
แอมโมเนีย (Ammonia)
แอลกอฮอล (Isopropyl/Ethyl alcohol)
นา้ํ เกลือลางแผลหรอื น้าํ เกลอื นอรม ลั (Normal saline)

โพวิดีน (Povidine)
เบนซลิ เบนโซเอต (Benzyl benzoate)

¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ 223

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


10. การบาํ บัดนํ้าเสยี กอนปลอยสูส าธารณะ

การกําจัดนา้ํ เสียผา นบอดกั ไขมนั มีข้นั ตอนดังน้ี

1. กําจัดเศษอาหารหยาบ โดยแยกขยะเศษอาหารนําไปท้ิงในถังขยะที่จัดเตรียมไวหรือนําไป
ทาํ ปุยหมัก

2. กําจัดเศษอาหารขนาดเล็ก โดยใสตะแกรงตาถ่ีในอางลางจานท่ี 1 เพื่อกรองเศษอาหาร/ขยะ
ขนาดเลก็ กอนเขา สูบ อ ดกั ไขมัน

3. บอดักไขมัน เม่ือนํ้าเสียจากอางสุดทายไหลเขาสูบอดักไขมัน ไขมันซึ่งมีความเบาจะลอยตัวข้ึน
สูผิวนํ้าแตไมสามารถลอยออกไปตามทอน้ําได เน่ืองจากชองทอนํ้าออกของบอดักไขมัน ใส 3 ทางไว
(ดูรูปประกอบ) การแยกช้ันระหวางไขมันกับน้ําเสียตองใชระยะเวลาประมาณ 15-30 นาทีตอปริมาณน้ําเสีย
200 ลิตร

ดังนั้นการติดตั้งบอดักไขมันตองคํานึงถึงระยะทางการไหลและความเร็วของน้ําเสีย เพื่อใหมีระยะ
เวลาการแยกช้ันไขมันกอนปลอยนํ้าสูสาธารณะ ไขมันจึงถูกเก็บกักไวที่ผิวนํ้า เมื่อเวลาผานไป 1-3 สัปดาห
(ขึน้ อยูก ับปรมิ าณไขมัน) ไขมันจะหนาตวั และจับเปน กอนไขมัน ใหต กั ไขมันน้ีท้งิ ไป

ฝาเปด , ปด เพ่ือทาํ ความสะอาด นาํ้ ทงิ้ ผา นการบาํ บดั
สทู อ ระบายน้าํ สาธารณะ

ฝาปด เล็กเพื่อยกตะแกรง
ทิ้งเศษอาหาร
น้ําทิ้งจากครวั เขา บอ

ตะแกรงดกั เศษอาหาร ชั้นไขมนั

แผงกนั้ บงั คับทศิ ทางนํา้ ทอบงั คบั ทิศทางนํา้

ภาพแสดงการทาํ งานของบอ ดักไขมัน

224 ¤ÁÙ‹ ×Í¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


**หมายเหตุ ขนาดบอดกั ไขมนั ปรบั ใหเ หมาะสมกบั ปรมิ าณน้ําเขา -ออกและจาํ นวนนักเรียน
ถาโรงเรยี นขนาดใหญสามารถใชบอ ปนู วงขอบซเี มนตแ ยกเปน 2 บอ โดยใชหลกั การเดียวกนั

¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹ 225

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


11. ความเช่อมโยงระหวางมาตรฐานโรงเรยน
สง เสรมสุขภาพและมาตรฐานการศกึ ษา

พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 มีเจตนารมณใหการจัดการศึกษาตองเปนไป
เพ่ือพัฒนา คนไทยใหเปนมนุษยท่ีสมบูรณ ท้ังรางกาย จิตใจ สติปญญา ความรู และคุณธรรม มีจริยธรรมและ
วัฒนธรรม ในการดํารงชีวิตสามารถอยูรวมกับผูอื่นไดอยางมีความสุข และใหมีระบบการประกันคุณภาพ
การศึกษาท้ังภายในและภายนอก เพ่ือพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของประเทศใหดียิ่งขึ้น นับเปน
สวนหน่ึงของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ตองดําเนินการอยางตอเน่ือง ดังนั้น สถานศึกษาจึงตองมีการ
พัฒนาคุณภาพดานการศึกษาใหสอดคลองกับมาตรฐานของหนวยงานและตนสังกัด เพื่อรองรับมาตรฐาน
การประเมนิ คณุ ภาพ ท้ังจากหนวยงานตนสงั กัดและหนว ยงานภายนอก

แนวทางขององคการอนามัยโลก มุงใหมีการพัฒนาสุขภาพควบคูไปกับการศึกษาโดยใชโรงเรียน
เปนศูนยกลางของการพัฒนาเพ่ือใหเกิดความย่ังยืน ดังน้ัน เม่ือวิเคราะหความเช่ือมโยงระหวางมาตรฐานโรงเรียน
สงเสริมสุขภาพกับมาตรฐานการศึกษาและมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอก พบวา มีความสอดคลองกัน
ซ่ึงอาจกลาวไดวา การดําเนินโครงการโรงเรียนสงเสริมสุขภาพและโรงเรียนสงเสริมสุขภาพระดับเพชร มีสวน
ทําใหสถานศกึ ษาสามารถกาวเขา สรู ะดบั คณุ ภาพในหลายมาตรฐานและตัวบง ชี้ ตามตารางแสดง ดังน้ี

226 ¤‹ÁÙ ×Í¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตารางแสดงความเชอื่ มโยง

ระหวา งมาตรฐานโรงเรยี นสงเสรมิ สขุ ภาพกับมาตรฐานการศกึ ษาและมาตรฐานการประเมนิ คุณภาพภายนอก

มาตรฐานโรงเรยี นสง เสริมสุขภาพ มาตรฐานการศึกษา มาตรฐานการประเมนิ คณุ ภาพภายนอก
ระดับการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน : ประถมและมธั ยม

องคประกอบของ ตวั ชวี้ ดั ของโรงเรยี นสง เสรมิ มาตรฐานและตวั บงชี้ มาตรฐานการศึกษา หลกั สตู รแกนกลาง มาตรฐาน : มาตรฐานและตวั บงช้ี:
โรงเรียนสงเสริมสขุ ภาพ สุขภาพระดบั เพชร ของมาตรฐาน ขนั้ มาตรฐาน การศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน รอบที่ 2 รอบท่ี 3
การศกึ ษาของชาติ พ.ศ.2554 พ.ศ.2551 (พ.ศ.2549-2553)
(พ.ศ.2554-2558)

1. นโยบายของโรงเรียน 1. โรงเรียนผานการรับรอง 2. แนวทางจดั การศกึ ษา การพฒั นาผเู รียน - 10. ผูบริหารมีภาวะผูนํา 6. ก า ร บ ริ ห า ร แ ล ะ ก า ร

เปนโรงเรียนสงเสริมสุขภาพ 2.3 มีการบรหิ าร มาตรฐานท่ี 8 ผูบริหาร และมีความ สามารถในการ พฒั นาสถานศึกษา

ระดับทอง จัดการทีใ่ ชส ถานศึกษา ปฏิบัติงานตามบทบาท บรหิ ารจดั การ 6.2 ระดับประสิทธิผล

เปนฐาน หนา ทอ่ี ยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ ของผูบริหาร สถานศึกษา

และเกิดประสิทธิผล ใ น ก า ร บ ริ ห า ร โ ด ย ใ ช

สถานศึกษาเปนฐานและ

การจัดการศึกษาใหบรรลุ

วตั ถปุ ระสงคข องสถานศกึ ษา

และกลมุ สาระการเรยี นรู

¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹ 2. การบรหิ ารจัดการ 2. มีการจัดต้ังชมรมสุขภาพ 2. แนวการจดั การศกึ ษา มาตรฐานที่ 11 - 11. สถานศึกษามีการจัด 6. ก า ร บ ริ ห า ร แ ล ะ ก า ร
ในโรงเรยี น
âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558 ทม่ี ีแกนนาํ นกั เรียนรวมตัวกัน 2.3 มีการบรหิ าร ส ถ า น ศึ ก ษ า มี ก า ร จั ด องคกร โครงสราง และการ พฒั นาสถานศกึ ษา

ดําเนินกิจกรรมสุขภาพอยาง จัดการที่ใชสถานศึกษา ส ภ า พ แ ว ด ล อ ม แ ล ะ บริหารงาน อยางเปนระบบ 6.2 ระดับประสิทธิผล

ตอเนือ่ ง เปนฐาน บริการที่สงเสริมใหผูเรียน ครบวงจร ใหบ รรลเุ ปา หมาย ของผูบริหาร สถานศึกษา

พฒั นาเตม็ ศักยภาพ การศกึ ษา ใ น ก า ร บ ริ ห า ร โ ด ย ใ ช

สถานศึกษาเปนฐานและ

การจัดการศึกษาใหบรรลุ

วตั ถปุ ระสงคข องสถานศกึ ษา

และกลุมสาระการเรยี นรู

227


228

¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ มาตรฐานโรงเรียนสง เสริมสุขภาพ มาตรฐานการศกึ ษา มาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอก
ระดบั การศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน : ประถมและมธั ยม
âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
องคประกอบของ ตวั ช้วี ัดของโรงเรยี นสง เสรมิ มาตรฐานและตวั บง ช้ี มาตรฐานการศึกษา หลักสูตรแกนกลาง มาตรฐาน : มาตรฐานและตวั บง ช:้ี
โรงเรียนสงเสริมสุขภาพ สขุ ภาพระดับเพชร ของมาตรฐาน ขัน้ มาตรฐาน การศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน รอบที่ 2 รอบท่ี 3
การศกึ ษาของชาติ พ.ศ.2554 พ.ศ.2551 (พ.ศ.2549-2553)
(พ.ศ.2554-2558)

3. โครงการรวมระหวา ง 3. มโี ครงงานสุขภาพนักเรยี น 3. แนวการสรางสังคม มาตรฐานท่ี 13 การงานอาชีพและ 3. ผูเรียนมีทักษะในการ 3. ผเู รยี นมีความใฝร ู ใฝเรยี น
โรงเรียนและชมุ ชน
ท่ีประสบผลสําเร็จชัดเจนใน แหงการเรียนรู/สังคม สถานศึกษามีการสราง เทคโนโลยีสาระที่ 1 ทํางาน รักการทํางาน 3.1 ระดับสัมฤทธ์ิผล

การลดปญหาสุขภาพหรือ แหงการเรยี นรู สงเสริม สนับสนุนให การดํารงชีวิตและ สามารถทํางานรวมกับ โดยเฉลี่ยสามปยอนหลัง

สิ่งแวดลอมในโรงเรียนหรือ 3.1 การบริหาร สถานศึกษาเปนสังคม ครอบครัว ผูอ่ืนได และมีเจตคติที่ดี ของผูเรียนที่มีนิสัยรักการ

ชมุ ชน วิชาการและสรางความ แหง การเรียนรู ตออาชีพสจุ รติ อาน สนใจแสวงหาความรู

11. มีโครงการแกไขปญหา รวมมือระหวางสถาน 4. ผูเรียนมีความสามารถ จากแหลงตาง ๆ รอบตัว

ดานสุขภาพหรือส่ิงแวดลอม ศึกษากับชุมชนใหเปน ในการวเิ คราะห คดิ สงั เคราะห และสามารถเรียนรูดวย

ที่มีความชุกสูงหรือเปน สังคมแหงการเรียนรู/ มีวิจารณญาณมีความคิด ตนเองได

อันตรายตอสุขภาพนักเรียน สงั คมแหง ความรู สรางสรรคคิดไตรตรองและ 3.3 ระดับสัมฤทธิ์ผล

ไดเปนผลสาํ เร็จ มีวิสัยทัศน โดยเฉลี่ยสามปยอนหลัง

ของผูเรียน สามารถใช

เทคโนโลยใี นการเรยี นรู


มาตรฐานโรงเรยี นสง เสรมิ สุขภาพ มาตรฐานการศกึ ษา มาตรฐานการประเมินคณุ ภาพภายนอก
มาตรฐานการศกึ ษา ระดบั การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน : ประถมและมัธยม

องคป ระกอบของ ตวั ช้ีวดั ของโรงเรยี นสง เสรมิ มาตรฐานและตวั บง ช้ี ขัน้ มาตรฐาน หลักสตู รแกนกลาง มาตรฐาน : มาตรฐานและตวั บง ช:้ี
โรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพ สุขภาพระดบั เพชร ของมาตรฐาน พ.ศ.2554 การศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน รอบท่ี 2 รอบที่ 3
การศกึ ษาของชาติ (พ.ศ.2549-2553)
พ.ศ.2551 (พ.ศ.2554-2558)

1.4 สถานศกึ ษาสง เสรมิ 4. ผเู รยี นคิดเปน ทาํ เปน

ความสัมพันธและความ 4.1 ระดับสัมฤทธ์ิผล

รวมมือกับชุมชนในการ โดยเฉลี่ยสามปยอนหลัง

พฒั นาการศกึ ษา ของผูเรียนท่ีมีความสามารถ

ในการคิดวิเคราะห

6.1 ระดับความสําเร็จ

ของคณะกรรมการ

ส ถ า น ศึ ก ษ า ขั้ น พ้ื น ฐ า น

ใ น ก า ร กํ า กั บ ดู แ ล แ ล ะ

ขับเคล่ือนการดําเนินงาน

ของสถานศกึ ษา

¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹ 4. การจัดสิ่งแวดลอมใน 9. การสูบบุหรี่ในโรงเรียน 2. แนวการจัดการศึกษา มาตรฐานที่ 11 วิทยาศาสตร 1. ผู เ รี ย น มี คุ ณ ธ ร ร ม 1. ผู เ รี ย น มี คุ ณ ธ ร ร ม

âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558 โรงเรยี นทีเ่ อ้ือตอ สขุ ภาพ 12. นําดื่มบริโภคปลอดภัย 2.1 การจัดหลักสูตร ส ถ า น ศึ ก ษ า มี ก า ร จั ด สาระที่ 2 จ ริ ย ธ ร ร ม แ ล ะ ค า นิ ย ม จ ริ ย ธ ร ร ม แ ล ะ ค า นิ ย ม

และเพียงพอ การเรียนรูและสภาพ สภาพแวดลอ มและบรกิ าร ชีวิตกับส่ิงแวดลอม ทพี่ งึ ประสงค ท่ีพงึ ประสงค

13. สวมผานเกณฑ HAS แวดลอมที่สงเสริมให ท่ีสงเสริมใหผูเรียนพัฒนา 12. สถานศึกษามีการจัด 1.1 ระดับสัมฤทธิ์ผล
สุขศึกษาและพลศึกษา กิจกรรมและการเรียน โดยเฉลี่ยสามปยอนหลัง
17. การบาดเจบ็ ในโรงเรยี นที่ ผูเรียนไดพัฒนาตาม เตม็ ศักยภาพ สาระที่ 4 การสราง การสอนโดยเนนผูเรียน ของผูเรียนที่ปฏิบัติหนาที่

ทําใหนักเรียนตองพักรักษา ธ ร ร ม ช า ติ แ ล ะ เ ต็ ม เสรมิ สขุ ภาพ สมรรถภาพ เปนสาํ คญั

ตวั ในโรงพยาบาล ศักยภาพ และการปองกนั โรค นักเรยี นท่ีดีของโรงเรียน

6. การบริหารและการ

พฒั นาสถานศกึ ษา

229


230

¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ มาตรฐานโรงเรียนสง เสรมิ สุขภาพ มาตรฐานการศกึ ษา มาตรฐานการประเมินคณุ ภาพภายนอก
ระดบั การศึกษาข้ันพืน้ ฐาน : ประถมและมัธยม
âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
องคประกอบของ ตัวช้วี ัดของโรงเรียนสง เสริม มาตรฐานและตัวบงช้ี มาตรฐานการศึกษา หลักสูตรแกนกลาง มาตรฐาน : มาตรฐานและตัวบง ชี:้
โรงเรียนสง เสรมิ สขุ ภาพ สุขภาพระดับเพชร ของมาตรฐาน ขน้ั มาตรฐาน การศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน รอบท่ี 2 รอบที่ 3
พ.ศ.2554 (พ.ศ.2549-2553)
18. มีการจัดการปญหาท่ีเกิด การศกึ ษาของชาติ พ.ศ.2551 (พ.ศ.2554-2558)
จากมลพิษท่ีมีผลกระทบตอ
สขุ ภาพ สาระที่ 5 6.1 ระดับความสําเร็จ
19. โร ง เรี ย น ผ า น เ ก ณ ฑ ความปลอดภยั ในชวี ติ ของคณะกรรมการ
ม า ต ร ฐ า น สุ ข า ภิ บ า ล ส ถ า น ศึ ก ษ า ข้ั น พ้ื น ฐ า น
ส่ิงแวดลอ มในโรงเรยี น ใ น ก า ร กํ า กั บ ดู แ ล แ ล ะ
ขับเคลื่อนการดําเนินงาน
ของสถานศึกษา

5. บริการอนามัยโรงเรียน 5. นกั เรียนไมม ีฟนแทผุ อุด 1. คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง มาตรฐานที่ 1 วิทยาศาสตร 2. ผูเรียนมีสุขนิสัย 2. ผูเรียนมีสุขภาพกายและ
สุขภาพกาย และ สุขภาพจติ ทีด่ ี
และถอน คนไทยท่ีพึงประสงค ผูเรียนมีสุขภาวะที่ดีและ สาระที่ 1 สิ่งมีชีวิต สขุ ภาพจิตที่ดี
2.1 ระดับสัมฤทธิ์ผล
10. นักเรียนท่ีมีสายตาและ ท้ั ง ใ น ฐ า น ะ พ ล เ มื อ ง มสี นุ ทรียภาพ กั บ ก ร ะ บ ว น ก า ร โดยเฉล่ียสามปยอนหลัง
ของผูเรียนที่มี สุขภาพดี
การไดยินผิดปกติ ไดรับการ และพลโลก ดํารงชีวติ มี นํ า ห นั ก ส ว น สู ง แ ล ะ
สมรรถภาพกายตามเกณฑ
แกไข 1.1 กาํ ลงั กาย กาํ ลงั ใจ สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา รวมทั้ง รูจักดูแลตนเองใหมี
ความปลอดภัย
ท่สี มบรู ณ สาระที่ 4

การสรา งเสรมิ สขุ ภาพ

สมรรถภาพและ

การปอ งกนั โรค


มาตรฐานโรงเรียนสงเสรมิ สขุ ภาพ มาตรฐานการศกึ ษา มาตรฐานการประเมินคณุ ภาพภายนอก
ระดับการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน : ประถมและมัธยม

องคประกอบของ ตัวช้วี ดั ของโรงเรียนสงเสรมิ มาตรฐานและตัวบง ช้ี มาตรฐานการศึกษา หลกั สูตรแกนกลาง มาตรฐาน : มาตรฐานและตัวบงช้ี:
โรงเรียนสงเสริมสุขภาพ สุขภาพระดบั เพชร ของมาตรฐาน ขัน้ มาตรฐาน การศึกษาข้นั พ้นื ฐาน รอบที่ 2 รอบท่ี 3
การศกึ ษาของชาติ พ.ศ.2554 (พ.ศ.2549-2553)
พ.ศ.2551 (พ.ศ.2554-2558)

6. สขุ ศึกษาในโรงเรยี น 3. มีโครงงานสุขภาพของ 1. คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง มาตรฐานท่ี 1 สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา 2. ผเูรยี นมสี ขุ นสิ ยั สขุ ภาพกาย 2. ผูเรียนมีสุขภาพกายและ
นักเรียนท่ีประสบผลสําเร็จ คนไทยที่พึงประสงค ผูเรียนมีสุขภาวะท่ีดีและ สาระท่ี 2 และสขุ ภาพจติ ที่ดี สขุ ภาพจิตทีด่ ี
ชัดเจนในการลดปญหา ทั้งในฐานะพลเมืองและ มีสนุ ทรยี ภาพ ชวี ิตและครอบครัว 4. ผูเรียนมีความสามารถ 2.1 ระดับสัมฤทธิ์ผล
สุขภาพหรือสิ่งแวดลอมใน พลโลก คดิ สงั เคราะห มวี จิ ารณญาณ โดยเฉล่ียสามปยอนหลัง
โรงเรียนหรือชุมชน มาตรฐานท่ี 3 ผูเรียนมี มคี วามคดิ สรางสรรค ของผูเรียนที่มีสุขภาพดี
ทั ก ษ ะ ใ น ก า ร แ ส ว ง ห า มีนํ้าหนัก สวนสูง และ
ความรดู วยตนเอง รักการ
เรียนรู และพัฒนาตนเอง สมรรถภาพทางกาย
ตามเกณฑ รวมทงั้ ผจู กั ดแู ล
อยา งตอเนื่อง ตนเองใหมีความปลอดภยั

¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹ มาตรฐานที่ 4
ผูเรียนมีความสามารถใน
âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558 การคิดอยางเปนระบบ
คิดสรางสรรค ตัดสินใจ
แกปญหาไดอยางมีสติ
สมเหตผุ ล

8. นักเรียนมีความรูและ 1.3 ทกั ษะการเรยี นรู สาระที่ 3 2. ผเูรยี นมสี ขุ นสิ ยั สขุ ภาพกาย 3. ผู เ รี ย น มี ค ว า ม ใ ฝ รู
ทกั ษะดา นสขุ อนามยั ทางเพศ และการปรบั ตัว ก า ร เ ค ลื่ อ น ไ ห ว และ สขุ ภาพจติ ทดี่ ี ใฝเรียน
ก า ร อ อ ก กํ า ลั ง ก า ย 4. ผูเรียนมีความสามารถคิด
การเลนเกม กีฬาไทย สังเคราะห มีวิจารณญาณ 3.2 ระดับสัมฤทธิ์ผล
กฬี าสากล มี ค ว า ม คิ ด ส ร า ง ส ร ร ค โดยเฉลี่ยสามปยอนหลัง
ของผเู รยี นทม่ี คี วามสามารถ
สาระที่ 4 คดิ ไตรตรอง และมวี ิสัยทศั น เรียนรเู ปนทมี ได
การสรางเสริมสุขภาพ 7. ผูเรียนมีทักษะในการ 4. ผูเรียนสามารถ คิดเปน
สมรรถภาพและการ ทาํ งาน รกั การทาํ งาน สามารถ ทาํ เปน
ปองกนั โรค ทํางานรวมกับผูอื่นได และ 4.1 ระดับสัมฤทธ์ิผล
มเี จตคตทิ ดี่ ตี อ อาชีพสจุ ริต เฉล่ียสามปยอนหลังของ
สาระที่ 5 ผูเรียนท่ีมีความสามารถ
ความปลอดภยั ในชีวิต ในการคดิ วเิ คราะห

231


232

¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ มาตรฐานโรงเรยี นสงเสรมิ สุขภาพ มาตรฐานการศึกษา มาตรฐานการประเมนิ คณุ ภาพภายนอก
ระดับการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน : ประถมและมธั ยม
âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
องคประกอบของ ตวั ช้ีวัดของโรงเรียนสง เสรมิ มาตรฐานและตัวบงชี้ มาตรฐานการศึกษา หลักสูตรแกนกลาง มาตรฐาน : มาตรฐานและตวั บงช:ี้
โรงเรียนสงเสรมิ สุขภาพ สุขภาพระดับเพชร ของมาตรฐาน ขัน้ มาตรฐาน การศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน รอบท่ี 2 รอบท่ี 3
การศกึ ษาของชาติ พ.ศ.2554 พ.ศ.2551 (พ.ศ.2549-2553)
(พ.ศ.2554-2558)

7. โภชนาการและอาหาร 4. ภาวะการเจริญเติบโต 1. คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง มาตรฐานท่ี 1 วทิ ยาศาสตร 2. ผเู รยี นมสี ขุ นสิ ยั สขุ ภาพกาย 2. ผเู รยี นมสี ขุ ภาพกายและ

ทปี่ ลอดภัย 4.1 นักเรียนมีน้ําหนัก คนไทยท่ีพึงประสงค ผูเรียนมีสุขภาวะท่ีดีและ สาระที่ 1 สิ่งมีชีวิต และสขุ ภาพจติ ที่ดี สุขภาพจติ ท่ดี ี

ตามเกณฑสวนสูง (W/H) ท้ังในฐานะพลเมืองและ มีสนุ ทรยี ภาพ กั บ ก ร ะ บ ว น ก า ร 2.1 ระดับสัมฤทธิ์ผล

เกินเกณฑ (เรม่ิ อว นและอว น) พลโลก มาตรฐานที่ 11 ดํารงชีวิต สุขศึกษา โดยเฉล่ียสามปยอนหลัง
ของผูเรียนที่มี สุขภาพดี
4.2 นักเรียนมีสวนสูง 1.2 ความรแู ละทกั ษะ สถานศึกษามีการจัดสภาพ และพลศกึ ษา มีน้ําหนัก สวนสูง และ
ตามเกณฑอ ายุ (H/A) ตํ่ากวา ท่ีจะเปนและเพียงพอ แวดลอมและบริการท่ี สาระท่ี 1 สมรรถภาพทางกาย
เกณฑ (คอ นขางเตยี้ และเตย้ี ) ในการดํารงชีวิตและ สงเสริมใหผูเรียนพัฒนา การเจริญเติบโตและ ตามเกณฑ รวมท้ังรูจัก
การพฒั นาสังคม ดู แ ล ต น เ อ ง ใ ห  มี ค ว า ม
เตม็ ศักยภาพ พฒั นาการของมนษุ ย

ปลอดภยั

14. มกี ารจดั หรอื จาํ หนา ย สาระที่ 4
อ า ห า ร ว า ง แ ล ะ เ ค รื่ อ ง ด่ื ม การสรางเสรมิ สขุ ภาพ
ที่ มี คุ ณ ค า ท า ง โ ภ ช น า ก า ร สมรรถภาพ และ
ไมหวานจัด ไมเค็มจัดและ การปอ งกันโรค
ไมมไี ขมันสูง
สาระที่ 5
15. มี ก า ร ส ง เ ส ริ ม ใ ห ความปลอดภยั ในชวี ติ
นักเรียน ทุ ก ค น ไ ด บ ริ โ ภ ค ผั ก

ม้ื อ ก ล า ง วั น ต า ม ป ริ ม า ณ

ท่แี นะนาํ

16. โรงอาหารผา นเกณฑ

มาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร

ในโรงเรียน


มาตรฐานโรงเรียนสงเสรมิ สุขภาพ มาตรฐานการศกึ ษา มาตรฐานการประเมนิ คณุ ภาพภายนอก
ระดับการศึกษาขนั้ พื้นฐาน : ประถมและมัธยม

องคป ระกอบของ ตัวชว้ี ดั ของโรงเรียนสงเสรมิ มาตรฐานและตวั บงช้ี มาตรฐานการศกึ ษา หลักสตู รแกนกลาง มาตรฐาน : มาตรฐานและตัวบงชี้:
โรงเรียนสง เสริมสขุ ภาพ สุขภาพระดบั เพชร ของมาตรฐาน ขน้ั มาตรฐาน การศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน รอบที่ 2 รอบที่ 3
การศึกษาของชาติ พ.ศ.2554 พ.ศ.2551 (พ.ศ.2549-2553)
(พ.ศ.2554-2558)

8. การออกกําลังกาย 6. นักเรียนอายุ7-18 ป 1. คุณลักษณะของ มาตรฐานที่ 1 สขุ ศกึ ษา และพลศกึ ษา 2. ผเู รยี นมสี ขุ นสิ ยั สขุ ภาพกาย 2. ผูเรียนมีสุขภาพกาย
กีฬา และนนั ทนาการ มีสมรรถภาพทางกายที่ คนไทยที่พึงประสงค ผูเรียนมีสุขภาวะท่ีดีและ
สมั พนั ธก บั สขุ ภาพผา นเกณฑ ทั้งในฐานะพลเมือง มีสุนทรียภาพ สาระที่ 3 และสุขภาพจิตที่ดี และสขุ ภาพจติ ที่ดี

และพลโลก มาตรฐานที่ 11 ก า ร เ ค ลื่ อ น ไ ห ว 2.1 ระดับสัมฤทธิ์ผล
1.4 ทกั ษะทางสงั คม ส ถ า น ศึ ก ษ า มี ก า ร จั ด
ส ภ า พ แ ว ด ล อ ม แ ล ะ ก า ร อ อ ก กํ า ลั ง ก า ย โดยเฉล่ียสามปยอนหลัง
บริการท่ีสงเสริมใหผูเ รียน
พฒั นาเต็มศักยภาพ การเลนเกม กีฬาไทย ของผูเรียนท่ีมี สุขภาพดี

กฬี าสากล มีนําหนัก สวนสูง และ

สาระท่ี 4 สมรรถภาพทางกาย
การสรางเสรมิ ตามเกณฑ รวมทั้งรูจัก
สุขภาพ สมรรถภาพ ดู แ ล ต น เ อ ง ใ ห มี ค ว า ม
และการปอ งกนั โรค ปลอดภยั

¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹ 9. การใหคําปรึกษาและ 7. นั ก เ รี ย น ที่ มี ป ญ ห า 1. คุณลักษณะของ มาตรฐานท่ี 1 สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา 2. ผเูรยี นมสี ขุ นสิ ยั สขุ ภาพกาย 2. ผูเรียนมีสุขภาพกาย
สนับสนุนทางสังคม ผูเรียนมีสุขภาวะท่ีดีและ สาระที่ 2
âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558 สุขภาพจิต ไดรับการดูแล คนไทยที่พึงประสงค ชีวิตและครอบครัว และสขุ ภาพจิตทดี่ ี และสขุ ภาพจิตทด่ี ี

ชวยเหลือ ท้ั ง ใ น ฐ า น ะ พ ล เ มื อ ง มีสนุ ทรยี ภาพ 2.2 ระดับสัมฤทธ์ิผล

และพลโลก มาตรฐานท่ี 11 สาระท่ี 4 การสราง โดยเฉลี่ยสามปยอนหลัง
ส ถ า น ศึ ก ษ า มี ก า ร จั ด เสรมิ สุขภาพ ของผูเรียนที่มีสุขภาพดี
1.5 คุ ณ ธ ร ร ม ส ภ า พ แ ว ด ล อ ม แ ล ะ สมรรถภาพ และ มี ม นุ ษ ย สั ม พั น ธ ท่ี ดี ต อ
บ ริ ก า ร ท่ี ส ง เ ส ริ ม ใ ห การปอ งกนั โรค ผอู นื่ และมสี ุนทรียภาพ
จิตสาธารณะ และ

จิตสํานึกในความเปน

พลเมอื งไทยและพลโลก ผเู รียนพฒั นาเตม็ ศักยภาพ สาระท่ี 5 ความ

ปลอดภยั ในชวี ติ

233


234

¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ มาตรฐานโรงเรยี นสงเสรมิ สขุ ภาพ มาตรฐานการศกึ ษา มาตรฐานการประเมนิ คณุ ภาพภายนอก
ระดับการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน : ประถมและมัธยม
âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558
องคป ระกอบของ ตวั ชว้ี ัดของโรงเรียนสง เสริม มาตรฐานและตัวบง ช้ี มาตรฐานการศกึ ษา หลักสตู รแกนกลาง มาตรฐาน : มาตรฐานและตัวบง ช:ี้
โรงเรียนสง เสริมสุขภาพ สขุ ภาพระดับเพชร ของมาตรฐาน ขั้นมาตรฐาน การศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน รอบท่ี 2 รอบที่ 3
การศึกษาของชาติ พ.ศ.2554 พ.ศ.2551 (พ.ศ.2549-2553)
(พ.ศ.2554-2558)
10. การสงเสริมสุขภาพ 2. แนวการจัดการศึกษา มาตรฐานที่ 7 ครูหนาท่ี สุขศึกษาและพลศกึ ษา
บคุ ลากรในโรงเรยี น 6. การบรหิ ารและการพัฒนา
2.2 มี ก า ร พั ฒ น า ปฏิบัติงานตามบทบาท สาระที่ 2 สถานศึกษา

ผูบริหาร ครู คณาจารย อยางมีประสิทธิภาพและ ชีวติ และครอบครัว 6.3 ปริมาณและคุณภาพ
ของครู
และบุคลากรทางการ เกดิ ประสทิ ธิผล สาระที่ 3
ศึกษาอยางเปนระบบ การเคลอ่ื นไหว 6.3.3 ครมู สี มรรถนะ
และมีคุณภาพ มาตรฐานที่ 13 สงเสริม การออกกําลังกาย ตามท่ีกาํ หนด
สถานศึกษามีการสราง
สนับสนุน ใหสถานศึกษา การเลนเกม กีฬาไทย
เปนสังคมแหง การเรียนรู กีฬาสากล

สาระท่ี 4 การสรา งเสรมิ
สุ ข ภ า พ ส ม ร ร ถ ภ า พ
แ ล ะ ก า ร ป อ ง กั น โ ร ค
สาระท่ี5 ความปลอดภยั
ในชีวติ


บรรณานุกรม

กชกร ชิณะวงศ. กระบวนการเชิงสรางสรรค : คืนพลังสูชุมชน. สถาบันการเรียนรูและพัฒนาประชาคม,
กรุงเทพฯ : 2544.

กรมวิชาการ. กระทรวงศึกษาธกิ าร. หลกั สตู รการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2514. พมิ พค ร้ังที่ 1 นนทบรุ ี
: บริษทั ไทยรมเกลา จาํ กัด (ฝา ยการพมิ พ) , 2544.

กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2514. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ
ร.ส.พ., 2544.

กรมสุขภาพจติ . กระทรวงสาธารณสขุ . คูมือสงเสรมิ สขุ ภาพจติ นกั เรียนระดับมธั ยมศึกษาสาํ หรับคร.ู กรุงเทพฯ
: โรงพมิ พ ร.ส.พ., 2541.

กรมสุขภาพจิต. กระทรวงสาธารณสุข. คูมือสําหรับชวยเหลือนักเรียนท่ีมีปญหาสุขภาพจิต. กรุงเทพ :
โรงพมิ พ ร.ส.พ., 2544.

กรมอนามัย. กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดําเนินงานโรงเรียนสงเสริมสุขภาพ. กรุงเทพ : โรงพิมพ
ชมุ นุมสหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย จาํ กดั , 2545.

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. มาตรฐานการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2554. พิมพครง้ั ที่ 1.

กระทรวงศกึ ษาธิการ. หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศักราช 2551.

กระทรวงสาธารณสขุ และกระทรวงศกึ ษาธกิ าร. เกณฑม าตรฐานการประเมนิ โรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพ. กรงุ เทพ :
โรงพมิ พชุมนุมสหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย จํากดั , 2545.

ดํารง บุญยืน. แนวคิดโรงเรียนสงเสริมสุขภาพ. กรุงเทพ : โรงพิมพชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย
จาํ กัด, 2542.

ทรงพล วิชัยขัทคะ. การเสริมสรางศักยภาพของชุมชนในการสงเสริมสุขภาพ. กรมการพัฒนาชุมชน
กระทรวงมหาดไทย. กรงุ เทพฯ :, 2545. (อัดสําเนา).

บญุ เลิศ ปะระตะโก. การศึกษากบั การออกกําลงั กาย. บทความทางวิชาการ. 2545. (อัดสาํ เนา).

ประเวศ วะสี. เศรษฐกจิ พอเพยี งและประชาสังคม แนวทางพลกิ ฟน เศรษฐกิจสงั คม. พิมพค รงั้ ที่ 1. กรุงเทพฯ
: สํานักพมิ พหมอชาวบา น. 2542.

¤ÁÙ‹ Í× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹ 235

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


สํานักสงเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. คูมือแนวทางการสงเสริมสุขภาพปองกันโรคเด็ก
วยั เรยี นและเยาวชน. พิมพครง้ั ที่ 2 กรุงเทพฯ : โรงพมิ พสํานกั ขา วพาณชิ ย, 2554.

สํานักสงเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. คูมือแนวทางการดําเนินงานโรงเรียนสงเสริมสุขภาพ
ฉบับป 2554. พิมพคร้ังท่ี 1. กรุงเทพฯ : โรงพิมพชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย
จาํ กดั , 2554.

สํานักสงเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. คูมือแนวทางการดําเนินงานโรงเรียนสงเสริมสุขภาพ
ฉบับป 2556. พิมพค รั้งท่ี 1. กรงุ เทพฯ : ศูนยส อื่ และสง่ิ พิมพแ กว เจา จอม, 2556.

ลัดดา ภูเกียรติ. โครงการเพื่อการเรียนรูหลักการและแนวทางการจัดกิจกรรม. พิมพครั้งที่ 2. โรงพิมพ
เอส แอนด จี กราฟฟค , 2547.

สํานักอนามัยสิ่งแวดลอม กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. คูมือการอนามัยส่ิงแวดลอมในโรงเรียน.
พิมพค รั้งที่ 3 กรุงเทพฯ : สํานักกจิ การโรงพมิ พ องคการสงเคราะหท หารผา นศึก, 2552.

236 ¤Á‹Ù ×Í¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


คณะทาํ งานจัดทาํ คมู อื การดาํ เนินงานโรงเรยนสง เสรมสขุ ภาพ พ.ศ. 2558

ทีป่ รกษา ศริ วิ นารงั สรรค อธิบดีกรมอนามัย
วงษศุทธิภากร รองอธิบดกี รมอนามยั
ดร.นายแพทยพรเทพ ธีวันดา ผูอํานวยการสํานักสงเสริมสขุ ภาพ
นายแพทยณัฐพร
นายแพทยด นัย

คณะผจู ดั ทํา ลาภสมบตั ิศริ ิ หัวหนา กลมุ อนามยั เด็กวยั เรียนและเยาวชน
ปจุ ฉาการ สาํ นักสง เสรมิ สุขภาพ
นายแพทยก ติ ติ ดานวนกจิ เจริญ สาํ นักสงเสรมิ สขุ ภาพ
นางศศวิ มิ ล จั่นผอง สํานักสง เสริมสขุ ภาพ
นางชนกานต ศิรเิ ฉลิม สํานกั สง เสรมิ สุขภาพ
นางปนัดดา เมาะสนิ สาํ นกั สง เสรมิ สุขภาพ
นางเบญจมาภรณ เทวอักษร สาํ นกั สงเสริมสุขภาพ
นางสาวฟารดี า โสดาปด ชา สาํ นักสงเสรมิ สุขภาพ
นางสาวภทั ราพร ภปู ระสม สํานักสงเสริมสขุ ภาพ
นางสาวคทั ลียา
นายเนต์ิ

¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹ 237

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


รายชอ่ บคุ ลากรที่รว มพัฒนาเกณฑม าตรฐาน
การประเมนิ โรงเรยนสงเสรมสขุ ภาพ พ.ศ. 2558

กรมอนามัย ประเสรฐิ สม
ขดี ดี
สํานกั ทนั ตสาธารณสุข จนั ทรบาง
ทนั ตแพทยห ญิงปยะดา ฤทธิ์อยู
ทนั ตแพทยหญิงจริ าพร
นางผุสดี เชาวนล ิลติ กุล
นางองั ศณา ดาวดวง
รน่ื เริงกล่นิ
สาํ นักโภชนาการ พพิ ัฒนจารุกิตต์ิ
นางณฐั วรรณ รงุ ตระกูล
นางสาวพรวภิ า ลอยสงเคราะห
นายสพุ จน
นางสาวสุรียรัตน พรหมประพฒั น
นางสาวลกั ษณนิ กสบิ ตุ ร
นางสาวใจรกั ม่นั คง
เรียบรอย
สาํ นักอนามยั การเจรญพนั ธุ สาระ
นางประกายดาว มุงคดิ
นางพัชรนิ ทร จันทรฉาย
ดร.ละมัย
นายวชั รากร บูรณะภกั ดี
นางสาวนฎาประไพ ใหมเ จริญศรี
นายอาํ พล เปน สุข
นายเอกรักษ
เลิศสโุ ภชนวณิชย
สํานกั อนามยั สง่ิ แวดลอ ม อุน แกว
นางปรยี านุช เวยี งแกว
นางสาวปรยี นิตย
นางสาวชไมพร

สาํ นักสขุ าภบิ าลอาหารและนา้ํ
นางสาวชณัญณิศา
นายศรายุทธ
นางสาวปยภรณ

238 ¤‹ÁÙ Í× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹

âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


Click to View FlipBook Version