The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การดำเนินการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by patcharee6886, 2023-01-12 04:27:22

การดำเนินการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ

การดำเนินการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ

เดก็ และเยาวชนในพ้นื ทเ่ี หลา น้ยี ากจนและขาดแคลน กจิ กรรมตองครอบคลุมการเสรมิ เรอื่ งปจ จยั 4
คอื อาหาร ท่อี ยอู าศัย (หอพกั ) เครื่องนุง หม ยารักษาโรค (สุขภาพ) รวมท้ังการเรียนและการสอื่ สาร
เพอื่ พัฒนาศักยภาพนกั เรียน
เชิญทองถ่ินและภาคีอ่ืนๆ มาเขารวมกิจกรรมเพ่ือความย่ังยืนและการสนับสนุนที่ตอเน่ือง
เนื่องจากพื้นท่ีมีขอ จํากัดดา นทรพั ยากร
พยายามหาแกนนําเยาวชนตัวจริงเพื่อมาเปนผูนํากิจกรรม ซ่ึงอาจไมใชคนกลุมเดียวกับท่ีโรงเรียน
ตง้ั ขนึ้ กไ็ ด ถามีเยาวชนทีเ่ ปนชนเผา และพืน้ ราบ ตอ งมแี กนนาํ ทัง้ สองกลุม
อาจใชเทคโนโลยีเขาชวย เชน ระบบการสอนทางไกลผานอินเตอรเน็ต ส่ือ VCD วิดิทัศน
เพราะทรัพยากรในพ้ืนท่อี าจมีขอ จํากัดโดยเฉพาะการสอนและการติววชิ าการ
การเสริมวิชาชีวิตเพ่ือใหเยาวชนกลับไปมีชีวิตในชุมชนเดิมอยางมีคุณภาพมากขึ้น เชน การเกษตร
เลย้ี งสัตว อนามยั สวนบุคคลและครอบครัว รวมท้งั การงานดา นอาชีพ
เยาวชนในพื้นที่สวนใหญยังขาดแรงจูงใจในการเรียน จําเปนตองมีกิจกรรมสรางแรงจูงใจใหเด็ก
และเยาวชน เชน การเสรมิ ใหเกิดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน และงานดานสายอาชีพ เปน ตน

องคป ระกอบท่ี 4 : การจดั สง่ิ แวดลอมในโรงเรยนทีเ่ อ้อื ตอ สุขภาพ

สิ่งแวดลอมท่ีเอื้อตอสุขภาพ หมายถึง สิ่งแวดลอมทางกาย จิตและสังคมท่ีมีผลตอการสงเสริม
สุขภาพนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียน ไดแก สภาพแวดลอมของโรงเรียน มาตรการรักษาความปลอดภัย
ในโรงเรียน เพ่ือใหปลอดภยั จากอุบัติเหตุ สิง่ เสพติด อบายมุข อาชญากรรมและการลวงละเมดิ ทางเพศ ฯลฯ

กรณโี รงเรยี นมพี น้ื ท/ี่ บรเิ วณกวา งมาก ไมส ามารถทาํ รว้ั กน้ั ได โรงเรยี นควรมรี ะบบการดแู ลใหน กั เรยี น
มีความปลอดภัยจากสภาพแวดลอ มภายนอกโรงเรยี น

การดําเนินการตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอลในโรงเรียน หมายถึง การดําเนินการ
ตามกฎหมายควบคุมเคร่ืองดื่มแอลกอฮอลในประเด็นการขายและการดื่มเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล (ตาม พ.ร.บ.
ควบคุมเครอื่ งด่ืมแอลกอฮอล พ.ศ. 2551) ดงั น้ี

1. การขายเครื่องด่ืมแอลกอฮอลภายในโรงเรียน ม.27 (5) หามขายเคร่ืองดื่มแอลกอฮอลใน
สถานศกึ ษา

2. การด่ืมเครื่องด่ืมแอลกอฮอลภายในโรงเรียน ยกเวน ที่พักสวนบุคคลหรือสโมสรหรือ
การจัดเลี้ยงตามประเพณี (งานแตงงาน) ม.31 (4) หามด่ืมเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอลในสถานศึกษาตามกฎหมาย
วา ดว ยการศึกษาแหงชาติ

ไมมีการกระทําผิดกฎหมายฯ หมายถึง มีการดําเนินการตรวจสอบ และไมพบการกระทําผิด
กฎหมายควบคมุ เคร่ืองดมื่ แอลกอฮอลใ นบริเวณโรงเรยี น ทุกจุดท่ีมีการตรวจสอบ

จุดท่ีทําการตรวจสอบ หมายถึง บริเวณตางๆ ภายในโรงเรียน ไดแก โรงอาหาร สนามกีฬา/
อาคารศูนยกีฬา หอพักนักศึกษา (ถามี) ซุมอาหาร/รานคา ใตอาคารเรียนและบริเวณโดยรอบ สวนหยอม
ลานกจิ กรรม สโมสรนักศกึ ษา/ชมรม ลานจอดรถ/อาคารจอดรถ

¤ÙÁ‹ ×Í¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹ 89

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


องคประกอบท่ี 5 : บรการอนามยั โรงเรยน

แบบบนั ทึกการตรวจสขุ ภาพดวยตนเอง เปนเคร่ืองมือในการเฝาระวงั สขุ ภาพ ประเมินสถานการณ
และแนวโนมการเปลี่ยนแปลงดานสุขภาพ นอกจากน้ันในแบบบันทึกมีรายละเอียดความรูท่ีมีประโยชน ดังนั้น
บุคลากรสาธารณสุขหรือครูตองชี้แจงวัตถุประสงคใหนักเรียนเขาใจและสอนวิธีการประเมินสุขภาพ การบันทึกผล
และการใชแ บบบนั ทึกอยางคุมคา และตอ เนอ่ื ง

การตรวจการไดยิน นักเรียนช้ัน ป.1, ป.3, ป.5 ควรไดรับการคัดกรองการไดยินดวยเครื่องตรวจ
การไดยิน ซ่ึงบุคลากรสาธารณสุขสามารถขอยืมเคร่ืองมือไดจากโรงพยาบาลในพื้นที่ กรณีท่ีไมมีเครื่องมือ
ใหใ ชวธิ ที ดสอบการไดย นิ อยางงาย มี 2 วธิ ีคือ

1) ใชนิ้วหัวแมมือและน้ิวช้ีถูกันหางจากหูประมาณ 1 น้ิว ทําขณะผูถูกตรวจหันหลังใหผูตรวจ
และผตู รวจถามวา ไดยนิ เสียงหรือไม ทําเชนนท้ี ัง้ หูซายและหขู วา

2) ใหผูถูกตรวจยืนหันหลังใหและหางจากผูตรวจ 5 ฟุต ผูตรวจเรียกชื่อหรือพูดใหทําตามคําส่ัง
ดว ยเสียงปกติ ถา ผถู ูกตรวจขานตอบหรอื ปฏิบตั ติ ามคําสง่ั ได ถือวา ปกติ

การตรวจภาวะขาดสารไอโอดีน นักเรียนชั้น ป.1, ป.3, ป.5 ควรไดรับการตรวจคัดกรอง
โดยบคุ ลากรสาธารณสุข ดงั นี้

1. โรงเรียนเตรียมสถานทีท่ มี่ แี สงสวา งเพียงพอ
2. นกั เรียนผูรบั การตรวจหนั หนาเขา หาแสงสวา ง
3. ผูตรวจหันหนา เขาหาผรู ับการตรวจ
4. ระดับสายตาของผูตรวจอยูร ะดับเดยี วกับผรู ับการตรวจ
5. มองดูคอผรู บั การตรวจในทาปกติ
6. ใหผรู บั การตรวจแหงนคอ (อยา แหงนจนตึงมาก)
7. ใหผ ูรบั การตรวจกลืนนาํ้ ลาย ดูวามีกอ นเคล่อื นทีข่ ึน้ ลงหรอื ไม
8. ใชม อื คลาํ ดกู อ นตรงบรเิ วณของตอมไทรอยด

การแบงคอพอกตามมาตรฐานองคการอนามัยโลก (WHO) และ ICCIDD (International Control of

Iodine Deficiency Disorders)

ระดับ 0 - มองไมเห็น คลาํ ไมได

ระดับ 1 - มองไมเห็น ตอ งแหงนคอจงึ มองเห็น เมอื่ กลนื นํ้าลายจะเห็นตอมไทรอยด

เลื่อนข้ึนลงหรอื มองไมเห็น ตอ งคลําจะพบวา คลาํ ไดโตกวา ขอปลายของ

น้วิ หัวแมม อื ของผรู บั การตรวจ

ระดบั 2 - มองเหน็ กอนชัดเจนในทา ปกติ

90 ¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


บริการทันตกรรมปองกัน หมายถึง บุคลากรทันตสาธารณสุขจัดบริการทันตกรรมปองกันใหกับ
นักเรียนตามสิทธิประโยชนภายใตระบบหลักประกันสุขภาพถวนหนาท่ี สปสช. กําหนด ไดแก การใชฟลูออไรด
เฉพาะที่ การเคลือบหลุมรอ งฟน การฝก ทกั ษะการแปรงฟน ของเดก็

การทดสอบประสิทธิภาพการแปรงฟน หมายถึง การใชสียอมฟนเพ่ือประเมินความสะอาด
ในการแปรงฟนโดยการยอ มสีกอนและหลังการแปรงฟน

เงอ่ื นไข การใหว คั ซนี ปอ งกนั คอตบี บาดทะยกั (dT) วคั ซนี ปอ งกนั โปลโิ อ (OPV) และวคั ซนี ปอ งกนั หดั
หดั เยอรมนั และคางทมู (MMR) มีดงั น้ี

1. นักเรียนชัน้ ป.1
1.1 ในรายที่ไมเคยไดรบั วัคซีน DTP-HB หรอื DTP และ OPV มากอ นในอดตี ตอ งไดรบั dT
และ OPV 2 ครง้ั หางกัน 1-2 เดือน ในชนั้ ป.1 และตองไดร บั อกี 1 ครงั้ ในชั้น ป.2
1.2 ในรายที่เคยไดรับวัคซีน DTP-HB หรอื DTP และ OPV มาแลว 1 ครง้ั ตอ งไดร บั dT
และ OPV 2 ครัง้ หา งกัน 1-2 เดือน ในชนั้ ป.1 และตอ งไดร ับอกี 1 ครงั้ ในช้ัน ป.2
1.3 ในรายที่เคยไดรับวัคซีน DTP-HB หรือ DTP และ OPV มาแลว 2-4 คร้ัง ตองไดรับ
วคั ซีน dT และ OPV 1 คร้ัง ในชน้ั ป.1
1.4 ในรายท่ีเคยไดรับวัคซีน DTP-HB หรือ DTP และ OPV มาแลว 5 ครั้ง ไมตองฉีด
วคั ซนี dT และ OPV อีกในชั้น ป.1 แตตอ งไดรับ dT กระตุน 1 คร้ังในชนั้ ป.6
1.5 การใหวคั ซีน MMR ในนักเรียนช้ัน ป.1 ตองไดร บั วคั ซีน MMR ทกุ คน

2. นกั เรียนช้นั ป.2
2.1 นกั เรียนท่มี ปี ระวตั ิตามขอ 1.1 ทีไ่ ดร บั dT และ OPV 2 คร้งั เมื่ออยูชนั้ ป.1 ตอ งไดรับ
dT และ OPV อกี 1 คร้ัง ในชน้ั ป.2
2.2 นกั เรียนทีม่ ีประวตั ติ ามขอ 1.2 ท่ไี ดร ับ dT และ OPV 1 ครัง้ เมอื่ อยูชนั้ ป.1 ตอ งไดร ับ
dT และ OPV อกี 1 ครัง้ ในชัน้ ป.2
2.3 การใหวัคซีน MMR ตองตรวจสอบนักเรียนช้ัน ป.2-ป.6 วาไดรับวัคซีนเมื่ออยูช้ัน ป.1
หรือไมและถาพบวา ยังไมไดร บั ใหด าํ เนนิ การฉดี วัคซีน MMR ดว ย

3. นักเรยี นชน้ั ป.6
นกั เรยี นชัน้ ป.6 ควรไดร ับการรบั วคั ซนี dT กระตนุ ทกุ คน
การฉีดวัคซนี ทกุ ชนดิ ในโรงเรยี น ตอ งแจง ใหผ ูป กครองรับทราบ กรณีผปู กครองไมอ นุญาตใหฉีด

วัคซีน ควรแนะนําใหนํานักเรียนไปรับบริการที่สถานบริการสาธารณสุข โรงพยาบาลหรือคลินิก และบันทึกเปน
หลกั ฐานในบตั รบนั ทึกสขุ ภาพประจําตัวนักเรยี น (สศ.3)

(ขอมูลอางอิงจากมาตรฐานการดําเนินงานสรางเสริมภูมิคุมกันโรค ฉบับปรับปรุง ฉบับวันที่ 8
พฤษภาคม 2555 สํานกั โรคตดิ ตอ ทัว่ ไป กรมควบคมุ โรค)

¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹ 91

âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


องคประกอบที่ 6 : สขุ ศึกษาในโรงเรยน

สขุ บัญญัติแหงชาติ หมายถงึ ขอกาํ หนดในการปฏิบตั ติ นเพอ่ื การมีสขุ ภาพดี
การสงเสริมใหเกิดกิจกรรมการเรียนรูเร่ืองสุขบัญญัติ 10 ประการ สามารถจัดกิจกรรมไดหลาย
รปู แบบ อาจเนน เฉพาะแตล ะประเดน็ ของสขุ บญั ญตั ิ เปน วชิ าเสรมิ ในชวั่ โมงกจิ กรรมของโรงเรยี น เชน การเลา นทิ าน
การสาธิต การแสดงละคร จัดประกวด เกมสุขบัญญัติ การจัดกิจกรรมรณรงคในวันสุขบัญญัติแหงชาติ
“28 พฤษภาคม” หรือการสรา งแกนนํานกั เรียนหรือการจัดตั้งชมรมสุขบัญญัติ ฯลฯ
การสอนและจัดกิจกรรมการเรียนรูในเร่ืองเพศศึกษาและทักษะชีวิตในนักเรียน ประกอบดวย
1. พัฒนาการทางเพศ 2. สขุ อนามยั ทางเพศ 3. พฤตกิ รรมทางเพศ
4. ทกั ษะชีวติ 5. สมั พนั ธภาพระหวา งบคุ คล และ 6. สังคมและวฒั นธรรม
ทกั ษะชวี ติ หมายถงึ ความสามารถของบคุ คลทจ่ี ะจดั การกบั ปญ หาตา ง ๆ รอบตวั ในสภาพสงั คมปจ จบุ นั
รวมถึงการเตรยี มตวั ใหพ รอ มสําหรบั การปรบั ตัวในอนาคตดว ย (อางอิง : 6 คําถามสรา งทกั ษะชีวติ : ประสบการณ
สําหรับครูทุกกลุมสาระการเรียนรู, 2555) องคประกอบในการสงเสริมทักษะชีวิตของวัยรุนจะขยายไปถึงความ
ฉลาดทางอารมณและการสรางความเขมแข็งทางใจ มี 4 องคประกอบ ไดแ ก
1) การตระหนักรูและเห็นคุณคาในตนเองและผูอ่ืน หมายถึง การรูความถนัดความสามารถ
จุดเดนและจุดดอยของตนเอง มีความคาดหวังกับตัวเองอยางเหมาะสม มีความอดทนในการฝกฝนสิ่งท่ี
ตนเองถนัดใหเกิดความสําเร็จท่ีนาภาคภูมิใจ มองโลกในแงดี พูดใหกําลังใจตนเองเปน พรอมกับเขาใจ
ความแตกตางของแตละบุคคล ยอมรับเห็นคุณคาและภาคภูมิใจในตนเองและผูอ่ืน รวมถึงการมีเปาหมายชีวิต
และรับผดิ ชอบตอ สังคม
2) การคิดวิเคราะห ตัดสินใจและแกไขปญหาอยางสรางสรรค หมายถึง ความสามารถ
ในการแยกแยะขอมูล ขาวสาร ปญหาและสถานการณรอบตัว สามารถวิพากษวิจารณและประเมินสถานการณ
รอบตัว ดวยหลักเหตุผลและขอมูลที่ถูกตอง สามารถรับรูปญหา สาเหตุของปญหา สามารถหาทางเลือกและ
ตัดสินใจแกปญหาตางๆ ไดอยางสรางสรรค รวมทั้งจัดการชีวิตไดจนเกิดความเชื่อม่ันในการเผชิญและ
แกไ ขปญ หา
3) การจัดการกับอารมณและความเครียด หมายถึง ความสามารถในการทําความเขาใจและรูเทาทัน
ภาวะอารมณของตนเองและบุคคลอ่ืน รูสาเหตุของความเครียด รูวิธีการควบคุมอารมณและความเครียดอยาง
เหมาะสมและถูกวิธี รูวิธีผอนคลายและหลีกเลี่ยง รูจักหาทางปรับเปล่ียนพฤติกรรมท่ีกอใหเกิดอารมณอันไมพึง
ประสงค ใหเ ปนไปในทางทีด่ ี
4) การสรางความสัมพันธภาพที่ดีตอผูอื่น หมายถึง การเขาใจมุมมอง อารมณความรูสึกของผูอื่น
สามารถใชภาษาพูดและภาษากายเพื่อส่ือสารความรูสึกนึกคิดของตนเอง สามารถรับรูความรูสึกและ
ความตองการของผูอ่ืน ยอมรับ ใสใจและเปนกําลังใจใหกันและกัน สามารถวางตัวไดถูกตองเหมาะสมใน
สถานการณตางๆ มีวิธีจัดการกับความขัดแยงอยางเหมาะสม รวมถึงความสามารถในการส่ือสารเพ่ือสราง
สัมพันธภาพท่ีดี สรางความรว มมอื และทํางานรว มกับผูอน่ื ไดอ ยางมคี วามสุข

92 ¤‹ÁÙ Í× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹

âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตวั อยา งการจดั กจิ กรรม
1. โรงเรียนสามารถขอสนับสนุนสื่อเร่ือง “เติมเต็มความเขมแข็งทางใจ” ชุดท่ี 1 และชุดที่ 2

จากกรมสขุ ภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข หรือ สาํ นกั งานกองทุนสนบั สนุนการสรางเสรมิ สขุ ภาพ (สสส.)
2. ครูหรือผูน ํากจิ กรรมตอ งศกึ ษาเนอื้ หาสือ่ กอ นใช เพราะตองมีการเกร่ินนํากอนใชสื่อ
3. นําส่ือที่ไดไปใชในการจัดกิจกรรมคาย หรือในชั่วโมง Homeroom หรือใชในชมรม

TO BE NUMBER ONE หรือกลุมตางๆ ในโรงเรียน เนื่องจากเปนสื่อ DVD ที่ตองเปดใหนักเรียนดูและ
มีการทํากิจกรรมกลุม และตอบคําถาม มีการแจก “จดหมายจากอาหมอ” ใหนําไปอาน ส่ือมีสองชุด คือ
ชุดที่ 1 มี 8 ตอน (ตอนที่ 1-8) ชุดท่ี 2 มี 8 ตอน (ตอนที่ 9-16) ใชเวลาตอนละประมาณ 50 นาที
ตองใชสื่อตามลําดับจากตอนท่ี 1-16 เพราะเนื้อหาจะเปนเร่ืองราวที่ตอเนื่องกัน ไมควรใชขามตอน
แตสามารถใชไดทีละตอน เนื่องจากเน้ือหาจะจบในแตละตอน เพียงแตเร่ืองราวและตัวละครจะมีพัฒนาการ
ไปตามช้นั เรยี นและอายุท่ีเพ่มิ ขน้ึ

องคประกอบที่ 7 : โภชนาการและอาหารทีป่ ลอดภยั

ภาวะการเจริญเตบิ โต มคี วามสัมพนั ธก ับการบรโิ ภคอาหาร หมายถึง นักเรยี นที่มกี ารเจริญเติบโตดี

ทั้งสว นสูงและน้าํ หนักอยใู นเกณฑด ี มดี งั นี้

1. สว นสูงตามเกณฑอยใู นเกณฑด ี มี 3 ระดบั คือ

- สวนสูงตามเกณฑ เปน สว นสูงทต่ี องสงเสริมใหเ ดก็ มกี ารเจริญเตบิ โตอยูในระดบั น้ี

- คอ นขา งสงู แสดงวาเดก็ มีการเจรญิ เตบิ โตดีมาก

- สงู กวา เกณฑ แสดงวา เด็กมกี ารเจรญิ เติบโตมากกวา เกณฑทว่ั ไปในอายุเดียวกนั

2. น้ําหนักตามเกณฑสวนสูงอยูในเกณฑดี หมายถึง มีรูปรางสมสวน แสดงวาเด็กมีน้ําหนัก

เหมาะสมกับสว นสูง ซึง่ ตอ งสง เสริมใหเดก็ มกี ารเจริญเตบิ โตอยูใ นระดบั นี้

ภาวะการเจริญเติบโตไมดี หมายถึง การที่มีน้ําหนักมากกวาเกณฑ (อวน) หรือน้ําหนักนอยกวา

เกณฑ (ผอม) และสวนสงู ต่าํ กวา เกณฑ (เตีย้ ) ไดแ ก

1. น้ําหนกั มากกวาเกณฑ (อวน)

- นา้ํ หนกั ทอ่ี ยใู นเกณฑท เ่ี สยี่ งตอ การมภี าวะโภชนาการเกนิ หมายถงึ ทว ม แมว า อยใู นเกณฑป กติ

แตเ ปนการเตอื นใหร ะวังวาหากไมด ูแล นาํ้ หนกั จะเพิ่มขน้ึ อยูในข้ันเริม่ อว นได

- นํ้าหนกั ท่อี ยูในเกณฑภาวะโภชนาการเกิน แบง เปน 2 ระดบั คือ

เร่ิมอวน (อวนระดับ 1) แสดงวามีนํ้าหนักมากกวาเด็กที่มีสวนสูงเทากัน มีโอกาสท่ีจะเปน

ผูใหญอวนในอนาคต หากไมควบคุมน้ําหนักจะมีผลทําใหเด็กมีความเสี่ยงตอการเกิดโรคเร้ือรังตั้งแตวัยเด็ก

เชน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสงู โรคหวั ใจ ขอเขาเสื่อม เปนตน

อวน (อวนระดับ 2) แสดงวามีนํ้าหนักมากกวาเด็กที่มีสวนสูงเทากันอยางมาก มีโอกาส

ที่จะเปนผูใหญอวนมากในอนาคต หากไมควบคุมน้ําหนักจะมีผลทําใหเด็กมีความเสี่ยงตอการเกิดโรคเร้ือรัง

ตง้ั แตวัยเด็กและมคี วามรุนแรงมากกวา วยั ผูใหญ

¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ 93

âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


2. นาํ้ หนกั นอยกวาเกณฑ (ผอม)
- นา้ํ หนกั ทอี่ ยใู นเกณฑท เี่ สยี่ งตอ การขาดอาหาร หมายถงึ คอ นขา งผอม แมว า อยใู นเกณฑป กติ

แตเ ปนการเตอื นใหระวงั หากไมด ูแล นํ้าหนักจะไมเ พ่ิมขึน้ หรอื ลดลงอยูในระดบั ผอมได
- นํ้าหนักท่ีอยูในเกณฑขาดอาหาร หมายถึง มีรูปรางผอม แสดงวามีน้ําหนักนอยกวาเด็ก

ทมี่ ีสว นสงู เทากนั สาเหตุจากไดร บั อาหารไมเ พยี งพอ
3. สว นสูงตํ่ากวา เกณฑ (เต้ยี )
- สวนสูงอยูในเกณฑท่ีเส่ียงตอการขาดอาหาร หมายถึง คอนขางเตี้ย แมวาจะอยูในระดับ

ปกติ แตเ ปน การเตอื นใหร ะวัง หากไมดแู ล สวนสงู จะไมเ พมิ่ เติม จะเปน เด็กเตย้ี ได
- สว นสูงอยูใ นเกณฑขาดอาหาร หมายถึง เตี้ย คอื สวนสูงนอยกวาเกณฑ การเจรญิ เตบิ โตไมด ี

แสดงใหเห็นถงึ การไดร ับอาหารไมเพยี งพอเปนเวลานาน เรือ้ รัง
อาจพบการแปลผลท่ผี ิดในกรณีท่เี ดก็ เตย้ี ซ่ึงมกั พบวา เด็กมีรปู รา งสมสว นเชนกัน ในกรณเี ชน นี้ถอื วา

เด็กมีภาวะการขาดอาหาร (เต้ยี ) แมว า เด็กจะมรี ูปรางสมสว นกต็ าม
ระบบเฝา ระวงั การเจริญเตบิ โตของเดก็ นักเรียน มรี ายละเอยี ดดังตอไปน้ี
1. มเี ครอื่ งมอื ทไ่ี ดม าตรฐาน ไดแ ก เครอ่ื งชง่ั นา้ํ หนกั และเครอ่ื งวดั สว นสงู ทไี่ ดม าตรฐาน เพราะทาํ ให

ไดข อมลู น้ําหนักและสว นสูงท่ีถกู ตอ ง ซึ่งมีผลตอการแปลผลภาวะการเจรญิ เติบโตและแนวโนม การเจรญิ เตบิ โต
1.1 เครื่องช่ังน้ําหนักควรมีความละเอียด 0.1 กิโลกรัม (100 กรัม) แตไมเกิน 0.5 กิโลกรัม

(500 กรมั ) ทงั้ เครอื่ งชง่ั แบบชนดิ เขม็ และแบบดจิ ติ อล เพราะทาํ ใหอ า นคา นา้ํ หนกั ไดอ อกมาเปน ทศนยิ ม 1 ตาํ แหนง
เชน 28.3 กิโลกรัม นอกจากนั้นตองมีการทดสอบมาตรฐานเครื่องชั่งน้ําหนักโดยการนําลูกตุมนํ้าหนักมาตรฐาน
หรอื ส่งิ ของทร่ี นู า้ํ หนกั เชน ดมั เบล มาวางบนเครือ่ งช่งั นา้ํ หนกั เพื่อดูวา นํ้าหนกั ไดตามนา้ํ หนกั ลูกตมุ หรอื สง่ิ ของน้นั
หรอื ไม

1.2 เคร่ืองวัดสวนสูง ใชกับเด็กอายุ 2 ปข้ึนไป โดยใชเครื่องวัดสวนสูงที่เปนไม หรือ
อลูมิเนียมหรือกระดาษพ้ืนผิวไมนูนปองออกมา ตัวเลขมีความละเอียด 0.1 เซนติเมตร และเรียงตอกัน เชน
จาก 0, 1, 2,...10 เซนตเิ มตร การติดต้งั ตองตดิ ตง้ั ใหถกู ตอ งโดยวางทาบกับผนังหรือเสาที่ต้งั ฉากกับพืน้ ยดึ ใหแ นน
ไมโยกเยก ไมเอียง และบริเวณท่ียืน พ้ืนตองเรียบไดระดับ ไมเอียง ไมนูน และมีไมฉากสําหรับวัดคาสวนสูง
สว นเคร่ืองวัดสวนสงู ทเี่ ปนกระดาษ มักใชกับเดก็ ปฐมวัย เชน ศนู ยเด็กเล็ก ตองระมดั ระวังในการติดต้ัง เนอื่ งจาก
ตัวเลขเริ่มตนของแผนวัดสวนสูงไมเทากัน บางแผนเร่ิมตนที่ 50 เซนติเมตร บางแผนเริ่มตนท่ี 60 เซนติเมตร
ดงั นนั้ จึงตองวัดระยะทต่ี ิดตัง้ สงู จากพืน้ ตามตัวเลขทีก่ าํ หนดบนแผน วดั สวนสงู

2. มีการประเมินการเจรญิ เติบโตนักเรียนโดยการช่งั น้ําหนกั -วดั สว นสงู ทุกคน
การประเมนิ การเจรญิ เตบิ โตของเดก็ ทนี่ ยิ มใช คอื การชงั่ นาํ้ หนกั และวดั สว นสงู จะทาํ ใหท ราบวา

เด็กไดรับพลังงานและสารอาหารเพียงพอหรือไม โดยประเมินการเจริญเติบโตทุก 6 เดือน (เทอมละ 1 คร้ัง
เทอมที่ 1 เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เทอมท่ี 2 เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม) เพ่ือติดตามการเปล่ียนแปลงของ
นํา้ หนกั และสวนสงู ทาํ ใหส ามารถสงเสรมิ การเจริญเติบโตใหอ ยูในระดับดี หรือปอ งกนั ไมใ หเ กดิ ปญ หาโภชนาการ
ขาดและเกนิ หรอื หากมีปญหาโภชนาการแลวจะไดจ ดั การแกไ ขไดท ันทว งที

94 ¤Á‹Ù Í× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


3. มีการประเมนิ พฤตกิ รรมบริโภคอาหารทกุ 6 เดือน
การประเมินพฤติกรรมการบริโภคอาหาร จะทําใหทราบวาเด็กมีพฤติกรรมการบริโภคอาหาร

ทเ่ี หมาะสมหรือไม เด็กทม่ี กี ารเจรญิ เตบิ โตดอี าจมีพฤตกิ รรมบางอยางไมถ กู ตอ ง เชน การไมก ินผกั ผลไม เปน ตน
เปนขอมูลสําหรับการใหคําแนะนําปรึกษาไดถูกตองตามสภาพปญหาของเด็กแตละคน เด็กขาดอาหาร
เด็กมีพฤติกรรมการบริโภคท่ีไมถูกตอง เชน กินนมมาก ขาวและกับขาวไมคอยกิน เปนตน ดังนั้นเม่ือทราบ
สาเหตุแลวก็ตองใหคําแนะนําตามสภาพปญหาที่พบจากการประเมินพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และควรทํา
ทุก 6 เดอื น

4. มีการแปลผลและอธิบายผลการประเมินการเจริญเติบโตพรอมใหคําแนะนําปรึกษาเปน
รายคน

เมื่อทําการช่ังนํ้าหนักและวัดสวนสูงเสร็จแลว จะตองทําการแปลผลโดยการจุดน้ําหนักและ
สวนสูงลงบนกราฟการเจริญเติบโตของเด็กและลากเสนเช่ือมโยงจุดน้ําหนักและสวนสูงในแตละครั้ง จะเห็น
เสนการเจริญเติบโตของเด็กซึ่งสามารถบอกแนวโนมหรือทิศทางการเจริญเติบโตได และยังทราบภาวะ
การเจริญเติบโตของเด็กดวย ดังนั้นควรแจงผลการเจริญเติบโต ใหกับพอแม/ผูปกครองและนักเรียน โดยแจง
ทงั้ ภาวะการเจรญิ เตบิ โตและแนวโนมการเจริญเติบโต เพ่ือจะไดรว มกนั ดําเนนิ การสงเสรมิ การเจรญิ เติบโตของเด็ก
ปองกนั หรอื แกป ญหาเด็กขาดอาหาร/เด็กอวนไดทนั ทว งที

5. มีการดําเนนิ การสงเสรมิ การเจริญเตบิ โตของเด็กนกั เรียน
เมื่อทราบผลการประเมินภาวะการเจริญเติบโตและพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็ก

ตองรวบรวมขอมูลดังกลาวมาวิเคราะหรวมกับปจจัยอื่น ๆ ที่อาจสงผลตอการบริโภคอาหาร เชน การเจ็บปวย
ฟน ผุ นอนไมเพยี งพอ ความเครยี ด รายได แหลงอาหาร เปนตน

ยาเม็ด/ยานํา้ เสริมธาตุเหลก็
การใหน กั เรยี นรบั ประทานยาเมด็ เสรมิ ธาตเุ หลก็ สปั ดาหล ะ 1 เมด็ (60 มลิ ลกิ รมั ) หรอื ยานาํ้ 1 ชอ นชา
(12.5 มิลลิกรัม) เปนส่ิงจําเปน เพราะสวนใหญเด็กนักเรียนไดรับธาตุเหล็กจากอาหารไมเพียงพอ หรือมีอาการ
เสียเลือดอยางเร้ือรังจากการมีประจําเดือน โรคพยาธิปากขอ ฯลฯ ผลเสียของภาวะโลหิตจางทําใหเด็กเติบโตชา
เซอ่ื งซึม เฉือ่ ยชา เรยี นหนงั สอื ไมท นั เจ็บปว ยงาย เสี่ยงตอการติดเช้ือไดงายและรุนแรงกวา เด็กปกติ โรคโลหติ จาง
จากการขาดธาตุเหล็กไมสามารถสังเกตอาการไดดวยตาเปลา มีการศึกษาพบวาถาใหนักเรียนทุกคนไดรับ
ประทานยาเม็ด/ยาน้ําเสริมธาตุเหล็กตามปริมาณท่ีแนะนํา จะสามารถปองกันภาวะโลหิตจางจากการขาด
ธาตุเหล็กได นอกจากนี้ยาเม็ด/ยาน้ําเสริมธาตุเหล็กมีราคาถูกและไมเปนอันตรายตอเด็ก แตมีประโยชนและ
มผี ลตอสตปิ ญ ญาและการเรยี นรู

¤‹ÁÙ Í× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹ 95

âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ธงโภชนาการ
การจัดทําภาพ “ธงโภชนาการ” มีจุดมุงหมายเพื่อแนะนํา “สัดสวน” “ปริมาณ” และ
“ความหลากหลาย” ของอาหารท่ีคนไทยควรบริโภคใน 1 วัน ดวยรูปแบบที่เขาใจงาย สัดสวนปริมาณ
และความหลากหลายของอาหารที่นํามาใชแนะนําในการบริโภคพิจารณามาจากผลงานวิจัยเก่ียวกับชนิด
และปริมาณอาหารที่คนไทยควรบริโภค เพ่ือใหไดพลังงานและสารอาหารเพียงพอกับความตองการของรางกาย
และหนวยตวงวดั ที่นิยมใชใ นครัวเรอื นของครอบครวั ไทย “ธงโภชนาการ” จงึ เปนสญั ลกั ษณของการบรโิ ภคอาหาร
ท่ีมีเอกลักษณของความเปนไทยที่จะชวยนําไปสูการ “กินพอดี สุขีทั่วไทย” ตามเจตนารมณของขอปฏิบัติการ
บริโภคอาหาร เพือ่ สุขภาพที่ดีของคนไทย หรอื โภชนบัญญัติ 9 ประการ
ธงโภชนาการ คือ เครื่องมือที่จะชวยอธิบายและทําความเขาใจโภชนบัญญัติ 9 ประการ
เพ่ือนําไปสูการปฏิบัติโดยกําหนดเปน ภาพ “ธงปลายแหลม” แสดงกลุมอาหารและสัดสวนการกินอาหาร
ในแตละกลุมมากนอยตามพ้ืนท่ี สังเกตไดชัดเจนวาฐานใหญดานบนเนนใหกินมากและปลายธงขางลาง
บอกใหกินนอยๆ เทาที่จําเปน โดยอธบิ ายไดด งั นี้

1. กนิ อาหารใหค รบ 5 หมู
2. กลุมอาหารทบ่ี ริโภคจากมากไปนอย แสดงดวยพน้ื ทใ่ี นภาพ
3. อาหารท่ีหลากหลายชนิดในแตละกลุม สามารถเลือกกินสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันได

ภายในกลุมเดียวกัน ทั้งกลุมผัก กลุมผลไมและกลุมเนื้อสัตว สําหรับกลุมขาว-แปง
ใหกนิ ขาวเปนหลัก อาจสลบั กับผลิตภัณฑทีท่ ําจากแปง เปนบางม้ือ
4. ปริมาณอาหาร บอกจํานวนเปนหนวยครัวเรือน เชน ทัพพี ชอนกินขาว แกว และผลไม
กําหนดปริมาณเปน สวน ตามภาพท่ี 1
5. ชนดิ ของอาหารทีค่ วรกนิ ปริมาณนอยๆ เทา ท่จี ําเปน คือ กลุมนํา้ มัน น้าํ ตาล เกลือ

96 ¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ภาพที่ 1 ปรมิ าณอาหารตามธงโภชนาการ
โดยมรี ายละเอยี ดของสัดสว นตามช้นั ของธงโภชนาการดงั ตอไปน้ี

ช้นั ท่ี 1 กลมุ ขา ว แปง กนิ ปรมิ าณมากที่สดุ เพราะเปน แหลง พลงั งาน
ช้ันท่ี 2 กลมุ ผกั และผลไม กินปริมาณรองลงมา เพอ่ื ใหไดว ิตามิน แรธ าตุ และใยอาหาร
ชั้นท่ี 3 กลุมเน้ือสัตว ถ่ัว ไข และกลุมนม กินปริมาณพอเหมาะเพื่อใหไดโปรตีนคุณภาพดี

เหลก็ และแคลเซยี ม
ชัน้ ท่ี 4 กลุมนํ้ามัน นํา้ ตาล เกลือ กนิ แตน อยเทาทจี่ าํ เปน

¡ª¹Ô¹éÑ »·ÃèÕ ÔÁ1Ò³¡ÅÁØÁ‹ Ò¢¡ÒŒ·ÇÊèÕ ´Ø á໾§‡ÃÒÐ໚¹áËÅ‹§¾Å§Ñ §Ò¹

ª¡¹Ô¹éÑ »·ÃèÕ ÔÁ2Ò³¡ÅËØÁͼ§Å¡Ñ §áÁÅÒСàžÁ‹Øè×ͼãËÅäŒä´ÁÇŒ Œ ÔμÒÁ¹Ô á˸ÒμØáÅÐãÂÍÒËÒÃ

¡ª¹Ô¹éÑ »·ÃèÕ ÔÁ3Ò³¡Å¾Ø‹ÁÍàà¹ËéÍ× ÁÊÒμÑ Ðྶè×ÍÑèÇãË䢌䴋 Œâá»ÅÃÐμ¡Õ¹Å¤‹ÁØ Ø³¹ÀÁÒ¾´Õ àËÅç¡ áÅÐá¤Åà«ÂÕ Á

¡ª¹Ôѹé á·μÕè 4‹¹ÍŒ ¡ÂÅà·‹ÁØ Ò‹¹·íéÒÕè¨ÁíÒѹ໹¹š íÒé μÒÅ à¡Å×Í

ภาพที่ 2 สัดสวนอาหารตามชั้นของธงโภชนาการ

¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹ 97

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


- หนว ยตวงวดั ระดับครัวเรือน
1. ทพั พี ใชใ นการตวงนบั ปรมิ าณอาหารกลมุ ขา ว-แปง และผกั
ขา วสกุ 1 ชอ น ประมาณ 15 กรมั หรือ ประมาณ ½ ถวยตวง
ผกั สกุ 1 ทพั พี ประมาณ 80 กรมั หรอื ประมาณ ½ ถวยตวง
2. ชอ นกินขา ว ใชใ นการตวงนบั ปริมาณอาหารกลมุ เนื้อสัตว
เน้ือสกุ 1 ชอนกินขาว ประมาณ 15 กรัม
เนอ้ื สตั วส ามารถเลอื กเปลย่ี นเปน อาหารในกลมุ เดยี วกนั ไดค อื เนอ้ื สตั ว 1 ชอ นกนิ ขา ว
สามารถเลือกเปล่ียนเปน ปลาทู ½ ตัว หรือไข ½ ฟอง หรือ เตาหเู หลือง ¼ แผน
3. สว น ใชก บั ปริมาณผลไม
ผลไม 1 สวน สาํ หรบั ผลไมท่ีเปน ผล ปริมาณดงั น้ี คอื
กลว ยน้าํ วา 1 ผล
กลวยหอม 1 ผล
สม เขยี วหวาน 1 ผลใหญ
เงาะ 4 ผล หรอื
ผลไม 1 สวน สําหรับผลไมผลใหญท่ีหั่นเปนชิ้นพอคํา ไดแก มะละกอ หรือสับปะรด

หรอื แตงโมประมาณ 6-8 คาํ
- ปรมิ าณของอาหารตามธงโภชนาการจําแนกตามพลังงานและกลุม อาหารใน 1 วนั
ชนิดและปริมาณของอาหารท่ีคนไทยควรกินใน 1 วัน ตามธงโภชนาการ สําหรับเด็กตั้งแต

อายุ 6 ปขึ้นไปถึงผูใหญและผูสูงอายุ โดยแบงตามการใชพลังงานเปน 3 ระดับ คือ 1,600 2,000 และ
2,400 กิโลแคลอรี

ตาราง แสดงปรมิ าณอาหารทค่ี นไทยควรกนิ ใน 1 วัน จําแนกตามพลังงานและกลุมอาหาร

กลุม อาหาร หนวย พลังงาน (กิโลแคลอร)ี
ครวั เรอื น
ขาว-แปง 1,600 2,000 2,400
ผกั ทัพพี
ผลไม ทพั พี 8 10 12
สว น
เนือ้ สัตว ชอ นกินขา ว 4(6) 5 6
นม แกว
ชอนชา 3(4) 5 5
น้ํามัน น้ําตาลและเกลอื
6 9 12

2(1) 1 1

ใชแตนอ ยเทาท่จี ําเปน

1,600 กโิ ลแคลอรี สําหรับ เดก็ อายุ 6-13 ป หญิงวัยทาํ งานอายุ 25-60 ป ผูสงู อายุ 60 ปข้ึนไป
2,000 กิโลแคลอรี สําหรับ วยั รุนหญงิ - ชาย อายุ 14-25 ป วยั ทํางานอายุ 25-60 ป
2,400 กโิ ลแคลอรี สาํ หรับ หญงิ -ชาย ท่ีใชพ ลงั งานมาก ๆ เชน เกษตรกร ผูใชแ รงงาน นักกีฬา

98 ¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹

âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


องคประกอบที่ 8 : การออกกาํ ลงั กาย กีฬาและนนั ทนาการ

ออกกําลังกายอยางนอยวันละ 30 นาที หมายถึง การออกกําลังกาย 30 นาทีติดตอกัน และ
การออกกําลังกายสะสม เชน คร้ังละ 10 นาที 3 ครง้ั ใน 1 วัน

การจัดกิจกรรม/มีเวลาวาง หมายถึง โรงเรียนเปนผูจัดกิจกรรม หรือจัดใหมีเวลาวางนอกเหนือ
จากการเรยี น และใหอ สิ ระตามความพอใจในการเลือกกิจกรรมออกกําลังกาย กีฬาและนนั ทนาการ

องคประกอบท่ี 9 : การใหค าํ ปรกษาและสนบั สนนุ ทางสงั คม

การคัดกรองนักเรียน หมายถึง การนําขอมูลนักเรียนที่ไดจากเคร่ืองมือและวิธีการตางๆ ในการ
รจู ักนกั เรยี นเปน รายบุคคลมาพิจารณา วิเคราะหแ ละจดั กลุมตามระดบั ปญ หาของนกั เรียน ดงั นี้

1. นักเรียนกลุมเส่ียง หรือมีพฤติกรรมเสี่ยง หมายถึง นักเรียนท่ีมีพฤติกรรมไมเหมาะสมกับวัย
หรือมีพฤติกรรมท่ีไมเหมาะสม เชน แสดงออกเกินขอบเขต พฤติกรรมการแสดงออกตอตานกฎเกณฑ ไมรับฟง
เริ่มมีบางพฤติกรรมที่ไมเหมาะสม เชน ดานเพศ สูบบุหรี่ พกอาวุธ รังแกผูอื่นทางกายหรือวาจา หรือมีปญหา
การเรียน มีปญหาการปรับตัว เขากับเพื่อนไมได แยกตัว ไมมีเพ่ือน หรือมีประวัติครอบครัวที่มีความเสี่ยง เชน
ครอบครวั แตกแยก มีการทาํ รายในครอบครวั คนในครอบครัวเสพยาเสพตดิ หรือตดิ สรุ า/บุหร่ี

2. นกั เรยี นกลมุ มปี ญ หา หมายถงึ นกั เรยี นทมี่ ปี ระวตั หิ รอื การคดั กรองพบวา มปี ญ หา เชน มปี ระวตั ิ
เสพยา ติดบุหรี/่ สรุ า หนีเรียน/มีปญ หาการเรยี น มปี ญหาทางสตปิ ญ ญา มพี ฤตกิ รรมทางเพศท่ีไมเหมาะสม

กิจกรรมการคัดกรอง
- ครูประจําชั้นเปนผูดําเนินการทําระเบียนสะสมนักเรียนในแตละช้ันป (ตามคูมือแนวทาง
การรจู กั นกั เรยี นเปนรายบุคคลและคดั กรองนกั เรียน ระบบดูแลชวยเหลือนักเรียน)
- การคัดกรองนักเรียน ใชเครื่องมือ เชน แบบประเมินจุดแข็งและจุดออน (Strengths and
Difficulties Questionnaires : SDQ) แบบสาํ รวจตน ทนุ ชวี ติ เดก็ และเยาวชนไทย (Developmental Assets : DA)
แบบคัดกรองภาวะซึมเศรา และความเสีย่ งตอการฆา ตวั ตาย (DS8) เครือ่ งชวี้ ดั คุณภาพชวี ติ ขององคการอนามยั โลก
ชดุ ยอ ฉบบั ภาษาไทย แบบทดสอบการติดเกม (Game Addiction Screening Test : GAST)

หนวยงานสนับสนุน/แนะนํา : สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุนราชนครินทร กลุมงาน
สุขภาพจติ โรงเรียน หมายเลขโทรศัพท 0 2248 8999

กิจกรรมชวยเหลือนักเรียนเฉพาะราย หมายถึง กิจกรรมตามระบบดูแลชวยเหลือนักเรียน
เปนการดําเนินงานโดยคณะครู และผูเกี่ยวของ เพ่ือชวยเหลือนักเรียนกลุมเสี่ยง หรือนักเรียนที่มีปญหายุงยาก
ซับซอ น ซึง่ ครูแนะแนวไดร บั การสง ตอจากครทู ่ีปรกึ ษาและติดตามผล เม่ือเสรจ็ ส้ินการชวยเหลือในแตละกรณี

ในกรณีกลุม เสยี่ ง และกรณยี งุ ยากซบั ซอ นในการแกป ญหา และตองการความคดิ เห็นทางการแพทย
และการดูแลที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางจากทีมสาธารณสุข โรงเรียนจะพิจารณาเชิญทีมบุคลากรสาธารณสุข เชน
จิตแพทยเด็กและวัยรุน พยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช นักสังคมสงเคราะห นักจิตวิทยาคลินิก หรือนักจิตวิทยา
โรงเรยี น ฯลฯ เขา รว มชวยเหลอื เปนรายกรณดี ว ย

¤Ù‹Á×Í¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹ 99

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


กรณยี งุ ยากซับซอน หมายถึง นกั เรยี นทมี่ ปี ญหา ดงั ตอ ไปน้ี
- นกั เรยี นทมี่ ีความคดิ ฆาตัวตาย พยายามฆาตวั ตายหรือเคยลงมือฆาตวั ตายแลว
- นักเรียนท่ีมีอาการของโรคจิต ไดแก การไดยินเสียงแวว เห็นภาพหลอน หวาดระแวง
มคี วามคิดผดิ ปกตริ ุนแรง พฤติกรรมเปล่ียนแปลงจนไมส ามารถดํารงชวี ิตอยางปกติสขุ ได
- นกั เรียนที่ตั้งครรภ หรอื มแี ฟน/คูนอนหลายคน
- นักเรียนท่ีติดสารเสพติด โดยไมสามารถหยุดใชไดเอง ซึ่งอาจเกิดจากภาวะเสพติดท่ีรุนแรง
เรอ้ื รงั มอี าการอยากยา ซึง่ อาจบรรเทาไดด วยการบาํ บัดรกั ษาจากผูเชย่ี วชาญ หรืออยใู นครอบครัวท่ีมสี งิ่ แวดลอม
ท่ีไมเ อ้ืออาํ นวยตอการเลิกยา หรือมีบทบาทเปนผูจําหนา ยยาเสพตดิ
- นกั เรยี นทมี่ อี ารมณรุนแรง เชน ซึมเศรา แยกตวั หรอื วติ กกังวล กา วราว ควบคมุ อารมณต นเอง
ไมไ ด
- นักเรยี นทีถ่ ูกทารุณกรรม ทัง้ ทางรา งกาย จิตใจ หรอื ทางเพศ
- นักเรยี นทป่ี ระสบเหตกุ ารณรุนแรงในชวี ติ เชน การฆาตกรรม การขมขืน อุบตั ิเหตุท่ีมีการสญู เสีย
รุนแรง
- ปญ หาการเรียน ปญหาอารมณ และปญ หาพฤตกิ รรมอื่นๆ ทีร่ นุ แรง

หนวยงานสนับสนุน/เอกสาร
- คมู อื การดาํ เนนิ งานโครงการ 1 โรงพยาบาล 1 โรงเรยี น One Hospital One School : OHOS
- แนวทางการประชุมปรึกษารายกรณี (Case conference) : ในสถานศึกษา สําหรับบุคลากร

สาธารณสขุ
- กลมุ งานสุขภาพจติ โรงเรยี นและชุมชน สถาบันสุขภาพจติ เดก็ และวยั รนุ ราชนครินทร
โทรศพั ท 0 2248 8999 ตอ 71315-6 โทรสาร 0 2248 8998 www.smartteen.net
บริการใหการปรึกษาดานสุขภาพจิตหรือปองกันพฤติกรรมเส่ียง หมายถึง โรงเรียนมีบุคลากร

ท่ีมีทักษะและสามารถใหการปรึกษานักเรียนท่ีมีปญหาสุขภาพจิต เชน เครียด ซึมเศรา มีความไมสบายใจ
ทอแท ปรับตัวเขากับเพ่ือนไมได หรือมีพฤติกรรมเสี่ยง เชน ด่ืมเหลา/สูบบุหรี่ มีพฤติกรรมทางเพศไมเหมาะสม
มีพฤติกรรมกาวราวหรือทํารายคนอ่ืน หนีเรียนหรือปฏิเสธการไปเรียน โดยจัดรูปแบบใหงายสําหรับนักเรียน
ในการรับการปรึกษาและไดรับการชว ยเหลืออยา งทนั ทว งทที ี่มปี ญ หา ดงั นี้

1. โรงเรียนมีบุคลากรท่ีจบดานการใหการปรึกษาหรือจิตวิทยา หรือจิตวิทยาแนะแนว หรือ
มีการมอบหมายครูที่มีศักยภาพในการรับฟง เขาใจและใหการปรึกษานักเรียน โดยนักเรียนรับรูชองทาง และ
สามารถเขาถึงไดง ายในการขอรับการปรึกษา

2. บุคลากรหรือครูท่ีมีหนาที่ใหการปรึกษามีการจดบันทึกและประสานงานการชวยเหลือ
ประเด็นในการใหก ารปรึกษา การประสานสงตอ นักเรยี นเพอื่ รับการชว ยเหลอื /รักษา

3. ครู/บุคลากรที่มีหนาท่ีใหการปรึกษา มีการประสานขอมูลกับครูประจําชั้น และมีการทํางาน
รวมกับผูปกครอง เครือขาย/หนวยงานภายนอกโรงเรียนในการใหการชวยเหลือเด็กที่มีปญหา/พฤติกรรมเส่ียง
เชน การวางแผนการชวยเหลือนักเรียนท่ีมีปญหารวมกับผูปกครอง ใหความรวมมือกับหนวยงานภายนอก/
เครือขายในการสง เสรมิ ปองกนั และแกไ ขปญหาพฤตกิ รรมเสยี่ ง/ปญ หาสขุ ภาพจติ นักเรยี น

100 ¤ÙÁ‹ Í× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


หนวยงานสนบั สนนุ /แนะนํา
- สถาบันสุขภาพจิตเดก็ และวยั รนุ ราชนครนิ ทร กลมุ งานพฒั นาวชิ าการ โทรศัพท 0 2248 8999
- สํานักสง เสรมิ และพฒั นาสุขภาพจติ กรมสุขภาพจิต
- หนวยงาน/รพ.จิตเวช สงั กดั กรมสขุ ภาพจติ หรือหนว ยงานจิตเวช ของโรงพยาบาลสังกดั
กระทรวงสาธารณสุข
- องคก ารแพธ (PATT to Health) โทรศัพท 0 2611 3001-5

องคป ระกอบที่ 10 : การสง เสรมสขุ ภาพบคุ ลากรในโรงเรยน

บคุ ลากรในโรงเรยี น หมายถงึ บคุ คลในโรงเรยี นทไ่ี มใ ชน กั เรยี น ไดแ ก ผบู รหิ าร ครู พนกั งาน ขา ราชการ
ลกู จาง นักการภารโรง คนงาน ฯลฯ

การประเมินสุขภาพ หมายถึง บุคลากรในโรงเรียนมีการตรวจสุขภาพประจําปจากสถานบริการ
สาธารณสุข หรือการประเมินสุขภาพดวยตนเอง โดยใชแบบประเมินสุขภาพตนเองและหากพบวามีอาการเส่ียง
ตองพบแพทย

¤‹ÙÁÍ× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹ 101

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


วา ง P. 102


วา ง P. 104


ก นน น
น ับ

หลังจากโรงเรียนผานการประเมินรับรองเปนโรงเรียนสงเสริมสุขภาพระดับทองแลว ระยะตอมา
เปนการพัฒนาโรงเรียนสูเกณฑมาตรฐานโรงเรียนสงเสริมสุขภาพระดับเพชร ท่ีเนนการวัดผลลัพธดานสุขภาพ
พฤตกิ รรมสขุ ภาพของนกั เรยี นและผลการดาํ เนนิ งานตามนโยบายของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร ประกอบดว ยมาตรฐาน
3 ดาน ดงั น้ี

มาตรฐานท่ี 1 การดําเนินงานโรงเรียนสงเสริมสขุ ภาพ : ตวั ชีว้ ดั ที่ 1
มาตรฐานท่ี 2 การดาํ เนนิ งานสุขภาพของนักเรยี นแกนนาํ : ตวั ช้วี ัดท่ี 2 และ 3
มาตรฐานที่ 3 ผลสาํ เร็จของการดําเนินงาน

3.1 ภาวะสขุ ภาพของนกั เรยี น : ตวั ชว้ี ดั ท่ี 4-10
3.2 โครงการแกไ ขปญหาในโรงเรียน : ตัวชว้ี ดั ที่ 11
3.3 งานตามนโยบายของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร

1) นํ้าบริโภคปลอดภยั และเพยี งพอ : ตัวชว้ี ัดที่ 12
2) สขุ านาใช : ตัวชี้วัดที่ 13
3) โภชนาการและสุขาภบิ าลอาหาร : ตวั ชีว้ ดั ท่ี 14-16
4) การปอ งกันอบุ ตั เิ หตุ : ตัวช้วี ดั ที่ 17
5) การปอ งกันและแกไขมลภาวะทีม่ ผี ลกระทบตอ สุขภาพ : ตัวชว้ี ดั ท่ี 18-19

รายละเอยี ดการดําเนนิ งานโรงเรียนสง เสริมสขุ ภาพระดบั เพชรในบทที่ 7 น้ี ประกอบดวย 2 สว น คอื
1. เกณฑมาตรฐานการประเมินโรงเรยี นสง เสริมสุขภาพระดบั เพชร
2. แนวทางการดําเนนิ งานโรงเรยี นสง เสริมสุขภาพระดบั เพชร

¤Ù‹Á×Í¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹ 105

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


1. เกณฑม าตรฐานการประเมนิ โรงเรยนสง เสรมสุขภาพระดบั เพชร

มาตรฐานดา น ตวั ชว้ ัด เกณฑ แหลง ขอมลู /วธพสิ ูจน วธการเกบ็ รวบรวมขอ มูล

1. ก า ร ดํ า เ นิ น ง า น 1. โรงเรียนผานการ ณ ปจจุบันเปนโรงเรียน - เกียรติบัตรหรือหนังสือ 1. ต ร ว จ ส อ บ เ อ ก ส า ร ก า ร รับ ร อ ง

โ ร ง เ รี ย น ส ง เ ส ริ ม ประเมินรับรองเปน สงเสริมสุขภาพระดับทอง รับรองโรงเรียนสงเสริม ระดบั ทอง ต้ังแตว นั ท่ีไดรบั การรบั รองถึง

สขุ ภาพ โ ร ง เ รี ย น ส ง เ ส ริ ม สุขภาพระดับทอง จาก วันที่ประเมินโรงเรียนสงเสริมสุขภาพ

สขุ ภาพระดบั ทอง กรมอนามัยหรือสํานักงาน ระดับเพชรตอ งไมเกนิ 3 ป

สาธารณสขุ จังหวดั 2. สุมตรวจสอบแฟม 10 องคประกอบ

เชน การใหสุขศกึ ษา การบริการอนามัย

ในโรงเรียน (เชน ผลการตรวจสายตา

การไดย นิ การไดร บั ยาเมด็ เสรมิ ธาตเุ หลก็

ฯลฯ)

3. สอบถามครหู รือนกั เรียน

2. ก า ร ดํ า เ นิ น ง า น 2. มีการจัดตั้งชมรม นักเรียนดําเนินกิจกรรม - เอกสารชมรมสุขภาพ 1. ตรวจสอบเอกสารเพื่อดูความ
สุขภาพของนักเรียน สุขภาพที่มีแกนนํา อยา งนอ ย 6 เดือนขึ้นไป - สุมสอบถามนักเรยี น ครบถว นของขอ มูล ดงั นี้

นั ก เ รี ย น ร ว ม ตั ว กั น * คาํ สงั่ แตง ตงั้ นกั เรยี นแกนนาํ ชมรม
ดํ า เ นิ น กิ จ ก ร ร ม ระบุชนั้ ปทศ่ี กึ ษาเปนขอมลู ปจ จุบัน
สขุ ภาพอยา งตอ เน่อื ง
* บนั ทกึ การประชมุ ของนกั เรยี นทมี่ ี
ความตอ เนอ่ื ง (อยา งนอ ยเดอื นละ 1 ครง้ั )
6 เดือนข้ึนไป

* แผนปฏิบัติงาน/กิจกรรม ระบุ
วนั เดือน ป และชอื่ ผูรบั ผิดชอบ
2. พิจารณาเนื้อหาบันทึกการประชุม
ของนักเรียนวามีความสอดคลองและ
เปน ไปตามแผนกิจกรรมท่ีระบุไวห รือไม
3. สอบถามนักเรียนแกนนํา/สมาชิก/
นักเรียนทั่วไปจํานวนตามขนาดโรงเรียน
เร่ืองการรับรูกิจกรรมของชมรมและ
การมสี ว นรว ม (รบั รอู ยา งนอ ยรอ ยละ 80)

3. มีโครงงานสุขภาพ มี โ ค ร ง ง า น ที่ ป ร ะ ส บ - เ อ ก ส า ร โ ค ร ง ง า น ท่ี 1. ตรวจสอบเอกสารตามหัวขอ ดังน้ี

ของนักเรียนท่ีประสบ ความสําเร็จอยางนอย ลดปญหาดานสุขภาพหรือ * ขอมูลปญหาและวิธีการไดมาของ

ผลสาํ เรจ็ ชดั เจนในการ 1 เร่อื ง สิ่งแวดลอ ม ปญ หาที่นาํ มาทาํ โครงการ

ลดปญหาสุขภาพหรือ - สอบถามนักเรียนหรือ * วัตถุประสงคของโครงงานมีความ

สง่ิ แวดลอ มในโรงเรยี น ผเู กี่ยวของ ชดั เจน สามารถวดั ได

หรอื ชุมชน * ชอ่ื นร.เปน ผจู ดั ทาํ /ชอื่ ครทู ปี่ รกึ ษา

* กลุมเปาหมายและการคัดเลือก

กลมุ เปา หมายทจี่ ะดาํ เนนิ การ

106 ¤ÁÙ‹ ×Í¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


มาตรฐานดา น ตัวชว้ ัด เกณฑ แหลง ขอ มลู /วธพสิ จู น วธการเก็บรวบรวมขอ มลู

* ก า ร ท บ ท ว น ว ร ร ณ ก ร ร ม ที่
เกี่ยวขอ งกับโครงงาน

* แผนปฏิบัติงาน/กิจกรรม ท่ีระบุ
วัน เดอื น ป และชอื่ ผรู ับผดิ ชอบ

* เคร่อื งมือท่ีใชป ระเมินผลสาํ เรจ็
* สรุปผลเปรียบเทียบกอน-หลัง
ทาํ โครงงาน
2. สอบถามรายละเอียดข้ันตอนการ
ทาํ กิจกรรมจากผจู ัดทําโครงงาน

3. ผลสําเร็จของการ

ดาํ เนินงาน

3.1 ภาวะสุขภาพ 4. ภาวะการเจริญ

ของนกั เรยี น เติบโต

4.1 นั ก เ รี ย น มี 4.1 ไมเกนิ รอยละ 7 - เอกสารรายงาน 1. ตรวจสอบความถูกตองของขอมูล
- สอบถามครู เชนตัวเลข/การแปลผล/ความครบถวน
น้ําหนักตามเกณฑ (มีรายงานทุกช้ันรวมชั้นอนุบาลและมี
4.2 ไมเ กนิ รอ ยละ 5 ตวั อยางการแปลผลของนักเรยี น
สวนสูง (W/H) เกิน รายคน 1 หอง)
2. ประสานครูเพ่อื เตรียมขอมูลนักเรียน
เกณฑ (เริ่มอวน ลวงหนากอนวันประเมินโดยใชวิธีสุม
ตัวแทนที่กระจายทุกช้ันทุกหองเรียน
และอว น) (30-100 คน)
3. วนั ประเมิน
4.2 นั ก เ รี ย น มี
* ตรวจสอบคุณภาพ เครื่องวัด
สว นสงู ตามเกณฑอ ายุ สวนสูง/เครื่องช่ังน้ําหนักและการติดต้ัง
วา ไดมาตรฐานหรอื ไม
(H/A) ตํ่ากวาเกณฑ
* ช่ังน้ําหนัก/วัดสวนสูงนักเรียน
(คอ นขา งเตยี้ และเตย้ี ) ที่ถูกสมุ

* สอบถามครูเก่ียวกับขั้นตอน/
กระบวนการไดมาของขอมูล เชน
วิธีการวัด บันทึกผลการเก็บรวบรวม
ขอ มูล และแปลผล

* สอบถามการแกไ ข นร. ทม่ี ปี ญ หา
* สอบถามการใชแบบบันทึกการ
ตรวจสุขภาพดวยตนเอง ตรวจสอบ
ขอ มูล การบนั ทึก และสอบถามนักเรียน
จํานวนตามขนาดโรงเรียน เร่อื งการรบั รู
ภาวะการเจรญิ เตบิ โตของตนเอง

¤ÁÙ‹ Í× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹ 107

âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558


มาตรฐานดา น ตวั ช้วดั เกณฑ แหลงขอมลู /วธพสิ ูจน วธการเก็บรวบรวมขอ มูล

5. นักเรียนไมมีฟนแท - รอยละ 45 ข้ึนไป - เอกสารรายงานภาพรวม 1. ตรวจสอบเอกสารสรุปขอมูลการ

ผุ อดุ และถอน สํ า ห รั บ นั ก เรี ย น ชั้ น และรายงานการผานเกณฑ ตรวจฟนของนักเรียน ช้ัน ป.1-ป.6

ประถมศกึ ษาปท ี่ 1-6 ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษา (ระดับประถมศึกษา) ชั้น ป.1-ม.3

- รอยละ 35 ข้ึนไป และ/หรือชนั้ มัธยมศกึ ษา (รร.ขยายโอกาส) และ ม.1-ม.3

สํ า ห รั บ นั ก เรี ย น ชั้ น - ตรวจฟน นกั เรยี นโดยวธิ สี มุ (รร.มัธยมศึกษา) ซ่ึงตรวจโดยบุคลากร

มธั ยมศึกษาปท ี่ 1-3 - สอบถามครู สาธารณสุข พรอมทั้งระบุ วัน เดอื น ป

ที่ตรวจ

2. สุมตรวจฟนจํานวนตามขนาด

โรงเรียน เพ่ือดูความสอดคลองของ

สภาพที่เปนจรงิ และขอ มลู ในเอกสาร

3. สอบถามครูผูรับผิดชอบเกี่ยวกับ

ข้ันตอนการดําเนินงานและการแกไข

นักเรียนทมี่ ปี ญหา

6. นกั เรยี นอายุ 7-18 ป นักเรียนผานเกณฑ - เอกสารรายงาน 1. ตรวจสอบเอกสารรายงานผาน
มีสมรรถภาพทางกาย ประเมินท้ัง 3 ดาน - สอบถามครู เกณฑ สมรรถภาพทางกายในภาพรวม
ท่ีสัมพันธกับสุขภาพ รอยละ 80 ขึ้นไป ของโรงเรยี น ตง้ั แตน กั เรยี นชน้ั ป.1 ขนึ้ ไป
(Health related และมีตัวอยางรายงานผลการทดสอบ
Physical Fitness) นกั เรียนรายคน 1 หอ ง
ผา นเกณฑ 2. ตรวจสอบความถกู ตอ งของการเลอื ก
กิจกรรมแตละดานท่ีนํามาทดสอบและ
แปลผล
3. สอบถามครูผูรับผิดชอบเก่ียวกับ
การดําเนินงานและการแกไขนักเรียน
ทีไ่ มผ านเกณฑ

7. นักเรียนท่ีมีปญหา นั ก เ รี ย น ที่ มี ป ญ ห า - เอกสารรายงานผลการ 1. ตรวจสอบเอกสารรายงานการ

สุขภาพจิตไดรับการ สุขภาพจิตทุกคนไดรับ ประเมนิ SDQ ประเมิน SDQ โดยครูในภาพรวมของ

ดูแลชวยเหลือ การดแู ลชว ยเหลือ - เอกสารรายงานการ โรงเรียนในปการศึกษาปจจุบัน และ

ดูแลชวยเหลือนักเรียน มีตัวอยางรายงานการประเมิน SDQ

รายบคุ คล นักเรียน รายคน 1 หอง (หรือแบบ

- สอบถามครู ประเมินสขุ ภาพจิตอน่ื ๆ)

2. สุมตรวจสอบความถูกตองของ

การแปลผลจากแบบประเมิน SDQ

(25 ขอ) ฉบับครูเปนผูประเมินหรือ

แบบประเมนิ สขุ ภาพจิตอ่นื ๆ

3. ตรวจสอบรายงานการดแู ล/ชว ยเหลอื

นกั เรียนท่ีมปี ญหารายคน

4. สอบถามครูผูรับผิดชอบเกี่ยวกับ

การดาํ เนนิ งานเพอ่ื สง เสรมิ /แกไ ข นกั เรยี น

ทง้ั กลมุ ปกติ กลมุ เสย่ี งและกลมุ มปี ญ หา

108 ¤‹ÁÙ ×Í¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


มาตรฐานดา น ตวั ช้วดั เกณฑ แหลงขอมลู /วธพสิ ูจน วธการเกบ็ รวบรวมขอมลู

8. นักเรียนมีความรู มีการจัดกิจกรรมพัฒนา - เอกสารรายงานการจดั 1. ตรวจสอบเอกสารรายงานการจัด

แ ล ะ ทั ก ษ ะ ด า น ผูเรียนดานสุขอนามัย กิจกรรมพรอมท้ังสรุปผล กิจกรรมพัฒนาผูเรียนดานสุขอนามัย

สขุ อนามยั ทางเพศ ท า ง เ พ ศ อยางนอย การดาํ เนินงาน ทางเพศและผลการดําเนินงาน (การจัด

ภาคการศึกษาละ 1 เรอ่ื ง - สอบถามครู กิจกรรมสงเสริมความรูและทักษะ/

- สอบถามนักเรยี น มชี มรม)

2. สอบถามครูผูรับผิดชอบเกี่ยวกับ

การดําเนินงานและการมีสวนรวมของ

นักเรยี น

3. สอบถามนักเรียนแกนนํา/สมาชิก/

นักเรียนทัว่ ไปจาํ นวนตามขนาดโรงเรยี น

เรื่องการรับรูกิจกรรมดังกลาว (รับรู

อยางนอยรอยละ 80)

9. ก า ร สู บ บุ ห ร่ี ใ น - ไมม ี - เอกสารกิจกรรมการ 1. สาํ รวจรอ งรอยการสบู บหุ รใ่ี นโรงเรยี น
โรงเรียน รณรงคไมสูบบหุ ร่ี 2. สุมสอบถามนักเรียนช้ัน ป.4 ข้ึนไป

- สํารวจสภาพจริง ในจํานวนตามขนาดโรงเรียน วาเคย
- สุมสอบถามนกั เรียน พบเหน็ เพ่อื น ครู ภารโรง หรือบคุ ลากร

ในโรงเรียนสูบบหุ รใี่ นโรงเรียนหรือไม
3. สอบถามกิจกรรมการรณรงค

10. นกั เรยี นทมี่ สี ายตา นั ก เ รี ย น ช้ั น ป ร ะ ถ ม - เอกสารรายงานผลการ 1. ตรวจสอบเอกสารสรุปรายงานผล

และการไดยินผิดปกติ ศึกษาปที่ 1 และ/หรือ ตรวจสายตาและการ การตรวจสายตาและการไดยินของ

ไดรับการแกไ ข ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 ไดย ิน นักเรยี น ชนั้ ป.1 และ/หรอื ม.1

ทุกคนท่ีมีปญหาไดรับ - เอกสารรายงานการ ทกุ หอ งเรียน

การแกไข แกไขปญหานักเรียน 2. ตรวจสอบการแกไขปญหานักเรียน

รายบคุ คล รายบุคคลท่ีมีสายตาและการไดยินผิด

- สอบถามครู ปกติ

- สอบถามนกั เรยี น 3. สอบถามรายละเอียดการดําเนินงาน

กับครูผูรับผิดชอบ

4. สุมสอบถามนักเรียนชั้น ป.1 และ/

หรือ ม.1 ท่ีมีสายตาและการไดยิน

ผดิ ปกติ

3.2 โครงการแกไข 11. มีโครงการแกไข มี โ ค ร ง ก า ร ท่ี ป ร ะ ส บ - เอกสารโครงการ 1. ตรวจสอบเอกสารตามหวั ขอ ดงั นี้
ปญ หาในโรงเรียน ปญหาดานสุขภาพ ความสําเร็จอยางนอย - สอบถามครู * ขอมูลปญ หาและวธิ กี ารไดม าของ

หรือส่ิงแวดลอมที่มี 1 โครงการ ปญหาทนี่ ํามาทําโครงการ
ความชุกสูงหรือเปน * วตั ถุประสงคข องโครงการมีความ
อันตรายตอสุขภาพ
ข อ ง นั ก เ รี ย น ไ ด เ ป น ชัดเจน และสามารถวดั ได
ผลสาํ เร็จ * ชอ่ื ครเู ปนผจู ัดทาํ /ชอื่ นร. เปนผู

รวมทํา

¤ÁÙ‹ ×Í¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹ 109

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


มาตรฐานดา น ตัวชว้ ัด เกณฑ แหลง ขอมูล/วธพสิ ูจน วธการเกบ็ รวบรวมขอ มูล

* กลุมเปาหมาย/วิธีการคัดเลือก
กลมุ เปาหมายทจี่ ะดําเนนิ การ

* แผนปฏิบัติงาน/กิจกรรม ท่ีระบุ
วัน เดอื น ป และชื่อผรู ับผดิ ชอบ

* เคร่อื งมอื ท่ีใชประเมนิ ผลสําเรจ็
* สรุปผลเปรียบเทียบ กอน-หลัง
ทาํ โครงการ
(*โครงการตอ งไมซ า้ํ กบั โครงงานสขุ ภาพ
ของนักเรยี นในตัวช้ีวดั ที่ 3)
2. สอบถามรายละเอยี ดขัน้ ตอนการทาํ
กจิ กรรมจากผูจ ัดทําโครงการ

3.3 งานตามนโยบาย 12. นาํ้ บรโิ ภคปลอดภยั 1. มี ผ ล ก า ร ต ร ว จ - ผลการตรวจวิเคราะห 1. ตรวจสอบรายงานผลการตรวจ

กระทรวงศกึ ษาธิการ และเพียงพอ วิเคราะหคุณภาพนํ้า คุณภาพนาํ้ บริโภค วิเคราะหคุณภาพน้ําบริโภคตองไมเกิน

3.3.1 นํ้าบริโภค ผานเกณฑมาตรฐาน - สํารวจสภาพจริง 1 ป (นับจากวันท่ีวิเคราะหถึงวันท่ี

ปลอดภัยและเพียงพอ คุ ณ ภ า พ น้ํ า บ ริ โ ภ ค ประเมิน) และตรวจสอบการผานเกณฑ

กรมอนามัย พ.ศ. 2553 แตละรายการ ท้ัง 20 รายการ

ไมเ กนิ 1 ป 2. กรณีอยูในเขตน้ําประปาดื่มได

2. มีผลการตรวจดาน ตรวจสอบเอกสารการรับรองทุก 2 ป

แบคทีเรีย (โคลิฟอรม แ ล ะ มี ผ ล ต ร ว จ โ ค ลิ ฟ อ ร  ม แ ล ะ

แ บ ค ที เ รี ย แ ล ะ ฟ คั ล ฟคัลโคลิฟอรมแบคทีเรีย ทุก 6 เดือน

โ ค ลิ ฟ อ ร  ม แ บ ค ที เ รี ย ) 3. สํารวจปริมาณจุดบริการนํ้าดื่มและ

ผา นเกณฑ ทกุ 6 เดอื น คาํ นวณตามสดั สวนผูใช

จํานวนตัวอยางสงตรวจ 4. สํารวจสภาพจริงเพ่ือดูสุขลักษณะ

คุณภาพน้าํ บริโภค ของจุดบริการน้ํา เชน แหลงน้ํา/จุดท่ี

นร.ไมเกิน 300 คน สงตรวจ ความสะอาดบริเวณรอบจุด

ผา นเกณฑอ ยา งนอ ย 1 จดุ บริการ กอกน้ํา ภาชนะบริการนํ้าดื่ม

นร. 301-1,500 คน ภาชนะสาํ หรบั ด่มื นํ้าของนักเรียน ฯลฯ

ผา นเกณฑอ ยา งนอ ย 2 จดุ 5. สอบถามเร่ืองการเฝาระวังคุณภาพ

นร.1,500-5,000 คน และการใชแ กว นาํ้ สว นตวั ของนกั เรียน

ผา นเกณฑอ ยา งนอ ย 3 จดุ

นร. 5,001 คน ขน้ึ ไป

ผา นเกณฑอ ยา งนอ ย 4 จดุ

หมายเหตุ จดุ ท่ี 1 สง ตรวจ

วิเคราะหน้ําบริโภคครบ

20 รายการ ตามเกณฑ

กรมอนามัย

จุดท่ี 2, 3 และ 4 ตรวจ

เฉพาะโคลิฟอรมแบคทีเรีย

และฟค ลั โคลฟิ อรม แบคทเี รยี

3. มีจุดบริการนํ้าด่ืม 1

ทต่ี อ นกั เรยี นและบคุ ลากร

75 คน

110 ¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


มาตรฐานดา น ตวั ชว้ ดั เกณฑ แหลงขอ มลู /วธพิสูจน วธการเก็บรวบรวมขอมลู

3.3.2 สุขานา ใช 13. สวมผานเกณฑ สวม ทุกจุด ผานเกณฑ - รายงานตามแบบสาํ รวจ 1. สํารวจสวมทุกจุด โดยใชแบบสํารวจ

มาตรฐาน HAS มาตรฐาน 16 ขอ - สาํ รวจสภาพจรงิ สวมตามเกณฑมาตรฐานสวมสาธารณะ

ระดับประเทศ

2. สอบถามครูหรือนักเรียนเก่ียวกับ

กิ จ ก ร ร ม ก า ร ดํ า เ นิ น ง า น เ พื่ อ รั ก ษ า

มาตรฐาน

3.3.3 โภชนาการ 14. มี ก า ร จั ด ห รื อ ทุกวนั เปดเรยี น - เอกสาร/นโยบาย 1. สํารวจอาหารวางและเครื่องด่ืมที่จัด
และสขุ าภิบาลอาหาร จําหนายอาหารวาง - สํารวจสภาพจริงและ บริการ/จําหนายในโรงเรียน รวมถึง
รายการอาหารวางและ การจําหนายในชวงเย็นหลังเลิกเรียน
แ ล ะ เ ค ร่ื อ ง ดื่ ม ที่ มี เครื่องด่ืมที่จัดบริการ/ โดยสอบถาม/สัมภาษณ/สังเกต
คุณคาทางโภชนาการ จาํ หนายในโรงเรียน หากพบวามีปริมาณโซเดียม น้ําตาล
ไมหวานจัด ไมเค็มจัด
และไมมไี ขมันสูง และไขมันเกินเกณฑที่กําหนดตองให
คําแนะนาํ ท่ีถกู ตอ ง เพ่ือการปรบั เปลย่ี น
ใหจาํ หนายอาหาร/ขนมท่เี ปนประโยชน
ตอ สขุ ภาพ

15. มีการสงเสริมให นักเรียนไดรับประทาน - รายงานการคํานวณผัก 1. ตรวจสอบปริมาณผกั มี 2 กรณี

นั ก เรี ย น ทุ ก ค น ไ ด ผักเพียงพอตามปริมาณ และรายการอาหารยอน 1.1 โรงเรยี นจดั บรกิ ารอาหารเอง

บริโภคผักม้ือกลางวัน ทแ่ี นะนาํ ทกุ วันเปดเรียน หลงั 1 เดือน *สํารวจการซ้ือผักแตละวันมีปริมาณ

ตามปรมิ าณที่แนะนํา ปรมิ าณผัก - สอบถามครผู รู บั ผดิ ชอบ เพียงพอหรือไม (วิธีคํานวณปริมาณผัก

นักเรียนชั้นอนุบาล หรือผปู ระกอบอาหาร ท่ีซ้ือ ระบใุ นแนวทางการดําเนนิ งาน)

3 ชอ นกนิ ขาว/มอื้ /คน - สมุ สอบถามนกั เรียน *สาํ รวจเมนูอาหารยอ นหลัง 1 เดือน

นักเรียนชั้นประถมฯ - สาํ รวจ/สงั เกตสภาพจรงิ เพอ่ื ใหเ ด็กไดรบั ประทานผักหลายชนิด

4 ชอ นกินขาว/ม้อื /คน *สุมสอบถามนักเรียนจาํ นวนตามขนาด

นักเรียนชั้นมัธยมฯ ของโรงเรยี น วาในรอบ 1 สัปดาหท่ีผา นมา

5 ชอนกนิ ขา ว/มือ้ /คน มีรายการอาหารตามขอมลู ของโรงเรยี น

หรือไม

*สํารวจปริมาณอาหารประเภทโปรตีน

(เนื้อสัตว/ไข) ไปพรอมกันตามปริมาณ

ทแี่ นะนาํ ในแนวทางการดําเนินงาน

1.2 โรงเรยี นใหรานคามาจดั จาํ หนาย

*สํารวจรายการอาหารของรานคาท่ี

ขายอาหารตองมีผักเปนสวนประกอบหลัก

อยา งนอย รานละ 2 เมนู

*สํารวจ/สอบถามรานคาแตละรานวา

ขายอาหารไดกี่จาน/ชาม นํามาคํานวณ

ปริมาณท่ีตองซ้ือผัก (เฉลี่ย นร. 1 คน

รบั ประทาน 1 จานหรอื ชาม)

¤Á‹Ù Í× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹ 111

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


มาตรฐานดา น ตัวช้วัด เกณฑ แหลง ขอ มลู /วธพสิ ูจน วธการเก็บรวบรวมขอ มลู

(การคํานวณปริมาณผักท่ีแตละราน
ตองซ้ือใชหลักการเดียวกันกับขอ 1.1)
เชน รานท่ี 1 นร. ประถม 100 คน
ซ้ือกวยเต๋ียว 100 ชามตองซื้อผัก
= 100 คน x 70 กรัม = 7 กิโลกรัม
หรือ นร. มัธยมซื้อกวยเต๋ียว 100 ชาม
ตองซ้อื ผัก
= 100 คน x 90 กรัม = 9 กโิ ลกรัม
คํานวณเชนน้ีทุกรานเพื่อทราบวาแตละ
รา นซ้ือผักเพยี งพอหรอื ไม
2. สังเกตการตักอาหารของผูจําหนายให
ไดปรมิ าณผักตามทีก่ าํ หนด
3. สงั เกตผกั ท่ีเหลอื ท้งิ ถาเหลอื มากตอ ง
หาวธิ ีสง เสริมใหร บั ประทานผักเพ่ิมข้นึ
4. สงั เกต การจัดเมนทู ม่ี ผี ักของ นร.

16. โรงอาหารผาน โรงอาหารผานเกณฑ - รายงานตามแบบประเมนิ - ประเมนิ โรงอาหารโดยใชแบบประเมนิ

เ ก ณ ฑ ม า ต ร ฐ า น มาตรฐาน 30 ขอ - สํารวจสภาพจริง สุขาภิบาลอาหารในโรงเรียน

สุ ข า ภิ บ า ล อ า ห า ร - ผลตรวจสุขภาพผูปรุง/ - ตรวจสอบผลการตรวจสุขภาพผูปรุง/

ในโรงเรียน ผเู สิรฟ ทุกคน ผูเสิรฟในรอบปที่ผานมา (ตรวจสุขภาพ

ท่วั ไป X-ray ปอดและตรวจอุจจาระหรือ

ไวรสั ตบั อกั เสบชนดิ เอในกรณที ีส่ งสยั )

4) การปอ งกนั อบุ ตั เิ หตุ 17. การบาดเจ็บใน ไมมีนักเรียนบาดเจ็บท่ี - รายงานการเกิดอุบัติเหตุ - สํารวจขอมูลการบาดเจ็บหรืออุบัตเิ หตุ

โรงเรยี นทท่ี าํ ใหน กั เรยี น ทําใหตองพักรักษาตัว ของนักเรียน ภายในโรงเรียนของนักเรยี น

ตองพักรักษาตัวใน ในโรงพยาบาลในชวง - รายงานการใชบริการ (ระบุสถานทเี่ กิด)

โรงพยาบาล รอบปท่ีผา นมา หองพยาบาลของนักเรียน - สุมสอบถามนักเรียนช้ัน ป.4 ข้ึนไป

- สุม สอบถามนักเรยี น จํานวนตามขนาดโรงเรียน วาในรอบ

1 ปที่ผานมามีนักเรียนท่ีไดรับบาดเจ็บ

ในโรงเรียนจนตองทําใหเขารับการพัก

รกั ษาตัวในโรงพยาบาลหรอื ไม

5) การปองกันและ 18. มกี ารจดั การปญ หา มีการจัดการทุกปญหา - เอกสารรายงาน - สํารวจบริเวณรอบโรงเรียนวามีสาเหตุ
ที่กอใหเกิดมลภาวะที่มีผลกระทบตอ
แกไขมลภาวะที่มีผล ท่ีเกิดจากมลภาวะ (ถามี) - สาํ รวจสภาพจริง สุขภาพของนกั เรียนหรอื ไม
- สอบถามครู
กระทบตอสุขภาพ ภายนอกโรงเรียนท่ีมี - สอบถามครู

ผลกระทบตอสขุ ภาพ

19. โรงเรยี นผา นเกณฑ สิ่งแวดลอมในโรงเรียน - รายงานตามแบบประเมนิ - ประเมินสิ่งแวดลอมในโรงเรียนโดย

มาตรฐานสุขาภิบาล ผานเกณฑมาตรฐาน - สํารวจสภาพจรงิ ใชแบบประเมินสุขาภิบาลส่ิงแวดลอม

ส่งิ แวดลอมในโรงเรยี น 28 ขอ ในโรงเรียน

112 ¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


2. แนวทางการดาํ เนนิ งานโรงเรยนสงเสรมสขุ ภาพระดับเพชร

ตัวชว้ ัดที่ 1

โรงเรยนผา นการประเมนิ รับรองเปนโรงเรยนสง เสรมสุขภาพระดบั ทอง

ความหมาย

โรงเรียนผานการประเมินรับรองเปนโรงเรียนสงเสริมสุขภาพระดับทอง หมายถึง โรงเรียนที่มี
ผลการดําเนินงานตาม 10 องคประกอบของโรงเรียนสงเสริมสุขภาพและไดรับการประเมินรับรองเปนโรงเรียน
สงเสริมสุขภาพระดับทอง ณ ปจจุบัน โดยนับจากวันรับรองท่ีระบุในใบเกียรติบัตรจนถึงวันท่ีประเมินโรงเรียน
สงเสรมิ สุขภาพระดับเพชรไมเ กิน 3 ป

เกณฑประเมิน ณ ปจจบุ นั เปนโรงเรยี นสง เสริมสุขภาพระดับทอง

วตั ถปุ ระสงค

เพื่อใหโรงเรียนที่ผานการประเมินรับรองเปนโรงเรียนสงเสริมสุขภาพระดับทอง มีกระบวนการ
ดําเนินกิจกรรมสงเสริมสุขภาพในโรงเรียนอยางตอเน่ือง รักษามาตรฐาน และพรอมที่จะพัฒนากาวสูระดับเพชร
อยา งมีคณุ ภาพ

แนวทางการดําเนนิ งาน

โรงเรยี นมกี ารดําเนินงานตาม 10 องคประกอบของโรงเรยี นสงเสรมิ สุขภาพ ดังน้ี
1. โรงเรียนดําเนินการพัฒนา ปรับปรุงและรักษามาตรฐานโรงเรียนสงเสริมสุขภาพระดับทอง
ตามเกณฑท ่กี าํ หนดอยางตอ เน่ือง
2. โรงเรยี นประเมนิ ตนเองตามมาตรฐานและรบั การประเมนิ จากทมี ประเมนิ ระดบั อาํ เภอ หลงั จากนนั้
ทมี ประเมนิ ระดบั อาํ เภอสง ผลการประเมนิ ใหส าํ นกั งานสาธารณสขุ จงั หวดั พจิ ารณารบั รองการเปน โรงเรยี นสง เสรมิ
สุขภาพระดบั ทอง
3. สาํ นกั งานสาธารณสขุ จงั หวดั หรอื กรมอนามยั จดั ทาํ เกยี รตบิ ตั รรบั รองการเปน โรงเรยี นสง เสรมิ
สขุ ภาพระดบั ทองใหโ รงเรยี นใชเ ปนหลักฐานการผานเกณฑใ นตวั ชี้วดั ท่ี 1 ของโรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพระดับเพชร

ผลที่ไดร ับ

โรงเรียนมกี ารดําเนินงานสงเสรมิ สขุ ภาพอยา งตอ เนือ่ ง รกั ษามาตรฐานและพัฒนาสคู วามยงั่ ยืน

¤ÙÁ‹ Í× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹ 113

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตัวช้วัดท่ี 2

มกี ารจัดต้ังชมรมสขุ ภาพท่มี แี กนนํานักเรยนรวมตวั กนั

ดําเนนิ กิจกรรมสุขภาพอยา งตอเน่อื ง

ความหมาย

มีการจัดต้ังชมรมสุขภาพท่ีมีแกนนํานักเรียนรวมตัวกันดําเนินกิจกรรมสุขภาพอยางตอเน่ือง

หมายถึง การท่นี กั เรียนแกนนําอยางนอ ย 6 คนขึน้ ไป รวมตวั กนั จดั ต้งั ชมรมหรอื ชุมนมุ เพื่อทาํ กิจกรรมดานสขุ ภาพ

หรอื สิง่ แวดลอมท่มี ผี ลกระทบตอสขุ ภาพ อยางนอ ยเดือนละ 1 ครัง้ ตอ เนือ่ งทกุ เดือน โดยมคี รเู ปน ทปี่ รกึ ษา

เกณฑประเมิน นักเรยี นดาํ เนินกจิ กรรมอยางนอย 6 เดือนขึน้ ไป

วัตถปุ ระสงค

เพือ่ พัฒนาศกั ยภาพนักเรียนแกนนาํ ใหม ี 1) ทักษะการเปนผูนํา กลา คิด กลาแสดงออกและตดั สินใจ
2) ทักษะการบริหารจัดการและการทํางานเปนทีม และ 3) ทักษะการส่ือสาร ท้ัง 3 ทักษะนี้สงผลใหมีการ
ดาํ เนินงานของชมรมอยา งตอเน่อื ง

แนวทางการดาํ เนนิ งาน

เปนการดําเนินงานที่ตอเนื่องจากองคประกอบท่ี 2 ของโรงเรียนสงเสริมสุขภาพเรื่องการบริหาร
จดั การในโรงเรียน ทีเ่ นนการสนบั สนนุ ใหนักเรียนมีสวนรว มในกจิ กรรมสขุ ภาพ โดยมีแนวทางการดําเนนิ งาน ดงั น้ี

1. ผูบริหาร/ครู ชี้แจงใหนักเรียนมีความตระหนักถึงประโยชนและความสําคัญของชมรมสุขภาพ
ในโรงเรยี น เชน ชมรมเดก็ ไทยทําได ชมรมนํ้าดื่มปลอดภัยดว ย อ.11 ชมรมรกั ไดร ักเปน ใหสมวัย ชมรม อย.นอย
ชมรมสอื่ ไอทีสรางสรรค รูเทา ทันสอ่ื ชมรมคนรักษสงิ่ แวดลอ ม ฯลฯ

2. ครูที่ปรึกษาคัดเลือกนักเรียนแกนนําอยางนอย 6 คนข้ึนไป เพื่อทํากิจกรรมใหครอบคลุม
โดยการรบั สมัคร คัดเลือกหรือสงผแู ทนหองเรยี น ฯลฯ

3. ผูบริหารลงนามคําสั่งแตงตั้งชมรม โดยระบุรายช่ือนักเรียนแกนนํา ระดับช้ันและกําหนด
บทบาทหนา ที่ พรอ มทงั้ แตง ตงั้ ครทู ปี่ รกึ ษาชมรม เพอ่ื ทาํ หนา ทสี่ นบั สนนุ ใหน กั เรยี นมกี ารประชมุ และดาํ เนนิ กจิ กรรม
สขุ ภาพอยา งนอยเดอื นละ 1 ครั้ง

4. ครูชแ้ี จงบทบาทหนา ท่รี ับผดิ ชอบแกน ักเรยี นท่ีเปนผูนาํ กลมุ และสมาชกิ ชมรม
5. นักเรียนแกนนาํ สรรหาสมาชกิ ชมรมเพอื่ ทาํ กิจกรรมสุขภาพรวมกัน
6. กระบวนการทํางานของชมรม ตองมีการวางแผนรวมกัน มีการจดั ทาํ แผนปฏบิ ตั งิ านหรือปฏิทนิ
การทาํ งานทรี่ ะบุชื่อนักเรยี นผูรับผิดชอบ กิจกรรม และระยะเวลาท่ีดาํ เนินการ
7. นักเรยี นบนั ทกึ การปฏบิ ัติกจิ กรรมและบันทึกการประชุมทกุ ครั้ง เพื่อติดตามความกา วหนา

ผลท่ีไดรับ

นักเรียนไดฝกทักษะการเปนผูนํา การแสดงความคิดเห็นและไดเรียนรูวิธีการวางแผน การทํางาน

เปน ข้ันตอน และสามารถทาํ งานรว มกบั ผูอ น่ื ไดอ ยา งมคี วามสุข

114 ¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตัวชว้ ัดที่ 3

มีโครงงานสขุ ภาพของนักเรยนท่ปี ระสบผลสําเรจ็ ชัดเจนในการลดปญ หาสขุ ภาพ
หรอสิง่ แวดลอม ในโรงเรยนหรอชมุ ชน

ความหมาย

มีโครงงานสุขภาพของนักเรียนท่ีประสบผลสําเร็จชัดเจนในการลดปญหาสุขภาพหรือ
สงิ่ แวดลอ มในโรงเรยี นหรอื ชมุ ชน หมายถงึ โครงงานสขุ ภาพทน่ี กั เรยี นมบี ทบาทหลกั ในการกาํ หนดหวั ขอ โครงงาน
วางแผน ดาํ เนินการ ตรวจสอบ ตดิ ตามประเมินผลการดําเนินงานและจัดทํารายงาน โดยมคี รู เปน ท่ปี รกึ ษา

เกณฑป ระเมนิ มีโครงงานทปี่ ระสบความสาํ เรจ็ อยา งนอ ย 1 เรื่อง

วัตถุประสงค

เพ่ือใหนักเรียนสามารถคนหาปญหาดานสุขภาพหรือสิ่งแวดลอมในโรงเรียน นํามาดําเนินการแกไข
ในรูปแบบโครงงานสุขภาพ ซึ่งเปนการนํากระบวนการเรียนรูแบบมีสวนรวมจากการปฏิบัติจริงมาใชในการ
สรา งพฤตกิ รรมสขุ ภาพแกน กั เรยี น

แนวทางการดําเนินงาน

เปนการดําเนินงานท่ีตอเนื่องจากองคประกอบที่ 2 และ 3 ของโรงเรียนสงเสริมสุขภาพเรื่องการ
บริหารจัดการในโรงเรียนและโครงการรวมระหวางโรงเรียนและชุมชน เนนใหนักเรียนมีสวนรวมในการจัดทํา
โครงงานเพ่ือแกไขปญหาสุขภาพหรอื สง่ิ แวดลอ มในโรงเรียน โดยมีแนวทางการดาํ เนนิ งานดังน้ี

1. นักเรียนสามารถคนหาปญหาสุขภาพหรือสิ่งแวดลอมไดหลายวิธี เชนการสํารวจ การสังเกต
การสอบถาม การวัด การคนหาขอมูลจากแหลงที่เชื่อถือได เชน สมุดบันทึกกิจกรรมอนามัยโรงเรียน (อร.14)
บัตรบันทึกสุขภาพประจําตัวนักเรียน (สศ.3) แบบบันทึกการตรวจสุขภาพดวยตนเองสําหรับนักเรียน ฯลฯ
นาํ มาลาํ ดบั ความสาํ คญั เพอื่ เลอื กหวั ขอ โครงงาน โดยระบสุ ถานการณป ญ หากอ นทาํ โครงงานเพอื่ เปรยี บผลสาํ เรจ็
หลงั ทําโครงงาน

2. นักเรียนรวมกําหนดวัตถุประสงค กลุมเปาหมาย ระยะเวลา กิจกรรม และบทบาทหนาท่ีให
ชดั เจน รวมทง้ั จัดทําแผนปฏิบตั ิงาน

3. นักเรยี นดาํ เนนิ งานตามแผนและบนั ทึกผลการปฏบิ ัติงานเปนระยะ
4. สรปุ ผลการดาํ เนนิ งานโดยเปรียบเทียบขอ มลู กอนและหลังดําเนินการวา ปญหาลดลงหรอื ไม
5. จัดทาํ รายงานและนาํ เสนอโครงงานเพ่ือเผยแพรส สู าธารณะ

¤Á‹Ù ×Í¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹ 115

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558


การจดั ทํารายงานโครงงานดา นสขุ ภาพหรอสิง่ แวดลอม ประกอบดวย

ชอ่ื โครงงาน
รายชื่อนกั เรยี นท่จี ดั ทาํ โครงงาน ระบุช้ันและปการศกึ ษา
ชอื่ ครทู ่ีปรกึ ษา
ระยะเวลาดําเนินงาน ระบชุ วงเวลาเริ่มตน และสิ้นสุดโครงงาน
หลักการและเหตุผล โดยอธิบายวาโครงงานนี้มีความสําคัญอยางไร มีความเปนมาอยางไร
เหตุใดจึงเลือกทําโครงงานน้ีและแสดงขอมูลสถานการณปญหาที่เปนตัวเลข จํานวน รอยละ
และอตั ราจากแหลง ขอ มูลทีเ่ ชอื่ ถือได
วตั ถปุ ระสงค ระบสุ ง่ิ ทต่ี อ งการแกไ ขใหส อดคลอ งกบั สถานการณป ญ หา มจี าํ นวนขอ ไมม ากเกนิ ไป
และมีเครื่องมอื วัดผลสาํ เรจ็ ได
กลมุ เปาหมาย/ขอบเขต กาํ หนดใหชัดเจนวา จะดาํ เนินการในกลุมเปาหมาย/พน้ื ทใี่ ด
ทบทวนวรรณกรรม ท่เี กีย่ วของกับการทาํ โครงงาน
วิธีดําเนินงาน ประกอบดวยขั้นตอนกิจกรรมการดําเนินงานท้ังหมดต้ังแตเริ่มจนกระท่ังส้ินสุด
การทาํ โครงงาน
จัดทําแผนปฏิบัติงาน โดยระบุกิจกรรมตามปฏิทินการทํางาน กําหนดระยะเวลาและ
ผรู บั ผดิ ชอบ
สรุปผลสําเร็จโดยเปรียบเทียบขอมูลกอน-หลังทําโครงงาน พรอมท้ังแสดงเคร่ืองมือวัดผล
ที่มีขอมูลจากการดําเนินงานโครงงาน หากมีวัตถุประสงคหลายขอตองแสดงเคร่ืองมือและ
ขอ มูลทั้งหมดตามวตั ถุประสงคท กี่ ําหนดไว

ผลที่ไดรับ

นักเรยี นมีทักษะในการคิดวเิ คราะห การคนหาปญ หา การแสวงหาความรูแ ละแกไ ขปญหาซึ่งเกดิ จาก
การทําโครงงานสุขภาพ ดวยกระบวนการเรียนรูอ ยา งมสี ว นรว ม

116 ¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตัวชว้ ดั ที่ 4

ภาวะการเจรญเตบิ โต

ความหมาย

ภาวะการเจริญเติบโต หมายถึง สภาวะของรางกายเด็กที่สัมพันธกับการบริโภคอาหารและการใช
ประโยชนจากสารอาหาร

นกั เรยี นมนี า้ํ หนกั ตามเกณฑส ว นสงู (W/H) เกนิ เกณฑ (เรมิ่ อว นและอว น) หมายถงึ นกั เรยี นตงั้ แต
ช้ันอนุบาลข้ึนไปที่มีการเจริญเติบโตไมสมสวน เน่ืองจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไมเหมาะสม (บริโภคอาหาร
มากเกินไปโดยเฉพาะอาหารท่ีมีพลังงานสูงและขาดการออกกําลังกาย) โดยนํานํ้าหนักเทียบกับสวนสูงจาก
กราฟแสดงเกณฑอ างองิ การเจริญเตบิ โตของเดก็ ไทยอายุ 5-18 ป กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสขุ พ.ศ. 2542
แลว แปลผลพบวา อยูใ นภาวะเร่มิ อวนและอว น

นกั เรียนมสี ว นสงู ตามเกณฑอายุ (H/A) ต่าํ กวาเกณฑ (คอ นขางเตย้ี และเตย้ี ) หมายถงึ นกั เรยี น
ต้ังแตชั้นอนุบาลขึ้นไปที่มีการเจริญเติบโตไมไดมาตรฐาน เนื่องจากมีการขาดอาหารทั้งระยะส้ันและระยะยาว
โดยนําสวนสูงเทียบกับอายุจากกราฟแสดงเกณฑอางอิงการเจริญเติบโตของเด็กไทยอายุ 5-18 ป กรมอนามัย
กระทรวงสาธารณสขุ พ.ศ. 2542 แลว แปลผลพบวา อยใู นภาวะคอ นขางเตย้ี และเตยี้

เกณฑประเมนิ

- นกั เรียนมนี ํ้าหนกั ตามเกณฑส วนสูง (W/H) เกินเกณฑ (เริ่มอว นและอวน) ไมเ กินรอยละ 7
- นักเรียนมสี ว นสงู ตามเกณฑอายุ (H/A) ตาํ่ กวาเกณฑ (คอนขางเตีย้ และเตยี้ ) ไมเกนิ รอยละ 5
ท้ังน้ี การรายงานขอ มลู ภาวะการเจรญิ เติบโตของโรงเรียน มีเงอื่ นไขดงั นี้

มีรายงานภาวะการเจริญเติบโตเปนรายบุคคลครบทุกช้ันเรียน ต้ังแตระดับอนุบาลขึ้นไป
(ตามแบบฟอรมในภาคผนวก)
มีรายงานสรุปภาวะการเจริญเติบโตเปนรายชั้นครบทุกชั้นเรียน ตั้งแตระดับอนุบาลข้ึนไป
(ตามแบบฟอรม ในภาคผนวก)
การคํานวณคารอยละของภาวะการเจริญเติบโตท่ีการผานเกณฑประเมิน ใหคิดคารอยละ
ของนักเรียนตง้ั แตช ้นั ประถมศึกษาปที่ 1 ขนึ้ ไป

วัตถปุ ระสงค

1. เพื่อใหมีการดําเนินงานเฝาระวังการเจริญเติบโตของนักเรียนภาคการศึกษาละ 1 คร้ัง
อยา งตอ เนื่อง

2. เพื่อใหมีการดาํ เนนิ การสงเสรมิ การเจริญเตบิ โตของนกั เรียน
3. เพอื่ ใหม กี ารปอ งกนั และแกไ ขปญ หาเดก็ กลมุ ขาดอาหาร (เตย้ี , ผอม) กลมุ เสยี่ งตอ การขาดอาหาร
(คอนขางเตีย้ , คอนขางผอม) กลุม เส่ยี งตอ ภาวะอวน (ทว ม) และกลุมเดก็ อว น (เรม่ิ อว นและอว น)

¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ 117

âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


แนวทางการดาํ เนนิ งาน

เปนการดําเนินงานท่ีตอเนื่องจากองคประกอบที่ 7 ของโรงเรียนสงเสริมสุขภาพ เร่ืองโภชนาการ
และอาหารที่ปลอดภัย ซึ่งการเจริญเติบโตของเด็กเปนตัวช้ีวัดสําคัญตอสุขภาพและคุณภาพชีวิตต้ังแตเด็กจนถึง
ผูสูงอายุ มผี ลตอ โครงสรางของรา งกาย สติปญญา ภูมิตา นทานโรค และโรคไมติดตอเรอื้ รัง

การเฝาระวังการเจริญเติบโตของเด็กเปนการควบคุมกํากับการเปล่ียนแปลงน้ําหนักสวนสูงใหเปน
ไปตามเกณฑการเจริญเติบโตท่ีดี เพื่อใหนักเรียนมีสวนสูงระดับดี (สูงตามเกณฑ คอนขางสูง หรือสูงกวาเกณฑ)
และรูปรางสมสวน หมายถึง นักเรียนมีการเจริญเติบโตดีทั้งสวนสูงและน้ําหนัก (ในคนเดียวกัน) เปนผลมาจาก
การไดรับสารอาหารสําคัญตอการเจริญเติบโตเพียงพอและไดสมดุล ไดแก โปรตีน แคลเซียม สังกะสี ไอโอดีน
ธาตุเหลก็ วติ ามินเอ วติ ามินบี โฟเลต และวิตามนิ ซี ฯลฯ ลกั ษณะการเจริญเตบิ โตของเด็กมี 3 แบบคอื

1) เดก็ มีสว นสูงระดับสงู ตามเกณฑแ ละมีรปู รา งสมสว น
2) เดก็ มสี ว นสงู ระดับคอนขา งสูงและมีรปู รางสมสวน
3) เด็กมีสว นสงู ระดับสูงกวาเกณฑแ ละมีรปู รา งสมสว น
โดยมแี นวทางการดาํ เนนิ งาน (รายละเอยี ดการดาํ เนนิ งาน ศกึ ษาไดจ ากหนงั สอื แนวทางการดาํ เนนิ งาน
เฝาระวังการเจรญิ เติบโตของเดก็ อายุ 6-18 ป) ดังนี้
1. ประเมินภาวะการเจริญเติบโตของนักเรียนทุกคนภาคการศึกษาละ 1 คร้ัง โดยการ
ชงั่ นา้ํ หนกั และวดั สว นสงู (เครอื่ งชง่ั ตอ งทาํ การตรวจสอบใหไ ดม าตรฐาน) และแปลผลโดยใชก ราฟแสดงเกณฑอ า งองิ
การเจริญเติบโตของเด็กไทยอายุ 5-18 ป กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2542 คํานวณอายุนักเรียน
เปน ปและเดอื น (เศษของเดอื นที่มากกวา 15 วนั ใหป ด ขึน้ เปน 1 เดอื น) จากนัน้ จดุ น้าํ หนักสวนสูงบนกราฟสว นสงู
ตามเกณฑอายุ และกราฟน้ําหนักตามเกณฑสวนสูงแลวลากเสนเชื่อมจุด เพื่อใหทราบถึง ภาวะการเจริญเติบโต
และแนวโนม การเจริญเตบิ โต
2. ประเมินพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรียนทุกคนภาคการศึกษาละ 1 คร้ัง
ตามแบบประเมินพฤติกรรมการบริโภคอาหาร (ภาคผนวก) เพ่อื ใหทราบวามีพฤติกรรมใดไมเหมาะสมและมีการ
ปรบั ปรงุ แกไ ข
3. แจงและอธิบายผลการประเมินทุกคร้ังใหกับนักเรียนและพอแม/ผูปกครอง เพื่อใหทราบถึง
ภาวะการเจรญิ เติบโต แนวโนม การเจรญิ เตบิ โตและพฤตกิ รรมการบริโภคอาหารของเด็ก
4. ใหคําแนะนาํ ปรึกษาทางโภชนาการเปน รายคน ตามภาวะการเจริญเติบโตของเด็ก
5. นาํ ขอมลู มาใชประโยชน

รวบรวมและสรปุ ขอ มูลภาวะการเจรญิ เติบโต
รวบรวมและสรปุ ขอมูลพฤติกรรมการบริโภคอาหาร
วเิ คราะหขอ มูลคนหาสาเหตุของปญหาทุพโภชนาการ (ขาดและเกนิ )
วางแผนการดําเนินงานรวมกันโดยคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานหรือคณะกรรมการ
สงเสริมสุขภาพของโรงเรียน แบงเปน 3 แผนคือ ก) แผนสงเสริมการเจริญเติบโตของเด็ก ข) แผนปองกันและ
แกไขปญหาเดก็ ขาดสารอาหารและกลมุ เสี่ยง ค) แผนปองกนั และแกไขปญ หาเด็กอว น และกลมุ เสย่ี ง

118 ¤ÁÙ‹ ×Í¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


6. สงเสริมการเจริญเติบโตของเด็ก เปนการดําเนินงานท่ีมุงเนนใหเด็กมีการเจริญเติบโตใน
ระดบั ดตี อไป หรือมีการเจรญิ เติบโตดกี วา เดิม คอื อยูใ นระดับสว นสูงตามเกณฑ คอ นขางสงู หรอื สูงกวา เกณฑและ
มรี ปู รางสมสว น โดยมีแนวโนม การเจรญิ เตบิ โตดี

7. ปอ งกนั หรอื แกไ ขเดก็ ขาดสารอาหารและกลมุ เสย่ี ง ควรดาํ เนนิ การแกไ ขปญ หา ทงั้ เดก็ ขาดอาหาร
(นําหนักนอยกวาเกณฑ/เตี้ย/ผอม) และกลุมเส่ียง (คอนขางเต้ีย,คอนขางผอม) เพื่อปองกันไมใหกลุมเส่ียง
เปล่ยี นระดับภาวะการเจริญเติบโตเปนเดก็ ขาดสารอาหาร โดยครู ผูปกครอง และอปท.มสี ว นรวมเพื่อใหเ ดก็ ไดรบั
สารอาหารเพมิ่ ข้ึน ครบถวน และไดส มดลุ

8. ดําเนินการปองกัน หรือแกไขเด็กอวนและกลุมเส่ียง ควรดําเนินการแกไขปญหาทั้งเด็กอวน
(เริ่มอวนและอวน) และกลุมเสี่ยง (ทวม) เพ่ือปองกันไมใหกลุมเสี่ยงเปล่ียนระดับภาวะการเจริญเติบโตเปน
เด็กอว น โดยเนนการควบคุมนํ้าหนักไมใ หเพม่ิ มากเกนิ ไป และไมค วรลดนํ้าหนักเดก็ ยกเวน รายทีม่ ีนา้ํ หนกั มากๆ
ซ่ึงตองอยูในความดูแลของแพทย โดยครู ผูปกครอง และอปท.มีสวนรวม เพื่อใหเด็กไดรับอาหารที่ใหพลังงาน
ลดลง รับสารอาหารครบถวน และไดสมดลุ

9. ติดตามภาวะการเจริญเติบโต และพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กขาดสารอาหาร
เดก็ อวน กลุมเส่ียง และเดก็ ทีม่ แี นวโนม การเจรญิ เตบิ โตไมด ี ดงั น้ี

9.1 ประเมินภาวะการเจริญเตบิ โตทกุ เดอื น
9.2 ประเมนิ พฤติกรรมการบรโิ ภคอาหาร

กลุมเดก็ ขาดอาหาร/เด็กอว นประเมินทกุ 2 สัปดาห
กลุมเสี่ยงตอการขาดสารอาหารและกลุมเสี่ยงตออวน รวมทั้งเด็กที่มีแนวโนมการ
เจรญิ เตบิ โตไมด ี ประเมนิ ทกุ เดอื น หากเดก็ มพี ฤตกิ รรมการกนิ ดขี นึ้ แลว เปลย่ี นความถ่ี
ในการประเมินพฤติกรรมการบริโภคอาหาร โดย

เด็กขาดสารอาหารและเดก็ อว นประเมินทกุ เดอื น
กลุม เส่ยี ง/กลุมทมี่ แี นวโนม การเจรญิ เติบโตไมด ี ประเมินทกุ 2 เดือน

ผลท่ีไดรับ

นกั เรยี นไดรับการเฝา ระวังการเจรญิ เติบโต ภาคการศกึ ษาละ 1 ครง้ั อยางตอเนอื่ ง
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 5 ขึ้นไปสามารถประเมินภาวะการเจริญเติบโตของตนเองไดอยาง
ถูกตอ ง
นกั เรยี นทราบและเขา ใจภาวะและแนวโนมการเจรญิ เตบิ โตของตนเอง
นกั เรยี นทราบพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมและไมเ หมาะสมของตนเอง
นักเรียนมีความรแู ละสามารถนาํ ไปปรับเปล่ยี นพฤตกิ รรมบรโิ ภคอาหารท่ไี มเหมาะสมได
นกั เรียนมีภาวะและแนวโนมการเจรญิ เตบิ โตทดี่ ี

¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹ 119

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตัวช้วดั ที่ 5

นักเรยนไมมีฟน แทผ ุ อดุ และถอน

ความหมาย

นกั เรียนไมมีฟนแท ผุ อดุ และถอน หมายถึงนักเรียนไมม รี อยโรคฟนแท (ฟนถาวร) ผุ ถูกอุดและถอน
ณ วันท่ีทาํ การประเมนิ

ฟนแทผ ุ หมายถึง ฟนทผ่ี เุ ปน รชู ดั เจน หรอื ฟนทีอ่ ดุ แลวและมีรอยผอุ กี
ฟน แทถ ูกถอน หมายถงึ ฟนทถ่ี ูกถอนเนอื่ งจากฟนผุ หรือสาเหตอุ นื่ ๆ เชน อบุ ตั เิ หตุ
ฟนแทถ กู อดุ หมายถึงฟน ทถ่ี ูกอดุ เน่ืองจากฟน ผุ หรอื ดว ยสาเหตุใดๆ
หมายเหตุ ฟนทีเ่ คลือบหลุมรองฟน (Sealant) ไมน ับเปนฟน อุด

เกณฑป ระเมนิ

รอยละ 45 ขน้ึ ไปสําหรับนักเรยี นประถมศกึ ษาปท ี่ 1-6 ไมมฟี นแทผ ุ อดุ และถอน
รอ ยละ 35 ข้นึ ไปสาํ หรับนักเรยี นมัธยมศึกษาปท ่ี 1-3 ไมม ฟี นแทผุ อดุ และถอน

วัตถุประสงค

เพอื่ ประเมนิ ผลลพั ธจ ากกจิ กรรมสง เสรมิ ทนั ตสขุ ภาพ ซง่ึ โรงเรยี นไดด าํ เนนิ การภายใตห ลกั การโรงเรยี น
สงเสรมิ สุขภาพอยางตอ เน่ือง จนสามารถสงผลลัพธดานสขุ ภาพชอ งปากของนักเรยี นได

แนวทางการดําเนินงาน

เปนการดําเนินงานตอเน่ืองจากองคประกอบที่ 5 6 และ 7 ของโรงเรียนสงเสริมสุขภาพ
เรื่อง บริการอนามัยโรงเรียน สุขศึกษาในโรงเรียน และโภชนาการและอาหารท่ีปลอดภัย ทําใหเกิดพฤติกรรม
อนามัยท่เี หมาะสม สง ผลตอ การควบคมุ และปอ งกันโรคฟนผุ โดยมีแนวทางการดําเนนิ งานดงั นี้

1. โรงเรียนจัดกิจกรรมแปรงฟนหลังอาหารกลางวันดวยยาสีฟนผสมฟลูออไรดสมํ่าเสมอทุกวัน
และดแู ลใหนกั เรียนทกุ คนไดท าํ กจิ กรรมทกุ วัน

2. โรงเรยี นจดั การเรยี นรบู รู ณาการในหลกั สตู ร ใหม หี นว ยการเรยี นรเู รอ่ื งสขุ ภาพชอ งปากในกลมุ สาระ
ตางๆทุกชั้นป จัดใหมีหลักสูตรพัฒนาผูเรียน เพื่อเพ่ิมทักษะการทําความสะอาดชองปาก และมีความรูเทาทัน
ในการเลอื กบริโภคอาหารหรือขนม

3. โรงเรยี นมีนโยบายชดั เจนในการจัดสิง่ แวดลอมทเ่ี อื้อตอสขุ ภาพชอ งปาก ในประเด็นตอ ไปน้ี
การจัดระเบียบรานคาในโรงเรียน ใหปลอดน้ําอัดลม ขนมกรุบกรอบ ลูกอม ทอฟฟและ
ควบคุมปริมาณน้าํ ตาลในเคร่ืองดม่ื
การจัดใหมสี ถานทแี่ ปรงฟนถูกสขุ ลกั ษณะ และเพยี งพอกบั จาํ นวนเด็ก
การจดั ใหม ีสนามเดก็ เลน ที่ปลอดภัยเพื่อปอ งกนั อบุ ัติเหตุตอ ฟน
การจดั หานาํ ดืม่ สะอาดเพ่ือบริโภคในโรงเรยี น

120 ¤Á‹Ù Í× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


4. โรงเรียนดําเนินงานรวมกับเครือขายผูปกครอง เพ่ือฝกปฏิบัตินักเรียนอยางตอเน่ือง โดยเฉพาะ
การแปรงฟนกอนนอนและกอนอาหารเชา รวมทั้งควบคุมการรับประทานขนมและอาหารวางท่ีบาน โดยมี
แบบฟอรมสอ่ื สารการดแู ลพฤตกิ รรมระหวางบานและโรงเรยี น

5. โรงเรยี นดาํ เนนิ งานรว มกบั องคก รปกครองสว นทอ งถนิ่ ในการสนบั สนนุ ทง้ั ดา นงบประมาณ และ
การจัดการสิ่งแวดลอมที่เอื้อตอสุขภาพเด็ก ไดแก การกําหนดเทศบัญญัติหรือบัญญัติองคกรปกครองสวนทองถ่ิน
เพ่ือจัดระเบียบรานคารอบโรงเรียน ไมมีการจําหนายอาหารหรือเครื่องดื่มท่ีเปนโทษตอสุขภาพ การสนับสนุน
งบประมาณแกโรงเรียนในการจัดทําสถานท่ีแปรงฟนใหเพียงพอและถูกสุขลักษณะ สนับสนุนงบประมาณ
ในการจัดซื้อแปรงสฟี นและยาสฟี น เพม่ิ เตมิ ใหกบั โรงเรยี น

6. มีการจัดระบบการดูแลสุขภาพฟนอยางตอเน่ือง โดยการตรวจเฝาระวังภาวะสุขภาพชองปาก
ปล ะ 2 คร้งั ครอู นามยั หรือครปู ระจําช้นั มีการลงบนั ทึก และประสานงานกับบคุ ลากรสาธารณสขุ ในการใหบ ริการ
ดูแลรกั ษาอยา งเหมาะสม

ผลที่ไดรับ

นักเรียนไดทํากิจกรรมทันตสุขภาพอยางจริงจังและตอเน่ือง เพื่อปองกันการเกิดโรคฟนผุในฟนแท
มีการเฝาระวงั ทนั ตสขุ ภาพ และไดร ับการตรวจฟน รวมท้ังไดร บั การชว ยเหลอื ในรายทมี่ ปี ญหา

¤ÙÁ‹ Í× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹ 121

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตวั ช้วัดที่ 6

นักเรยนอายุ 7-18 ป มสี มรรถภาพทางกายท่สี ัมพนั ธกับสุขภาพ
(Health-related Physical Fitness) ผา นเกณฑ

ความหมาย

นกั เรยี นอายุ 7-18 ป มสี มรรถภาพทางกายที่สมั พันธกบั สขุ ภาพ (Health-related Physical
Fitness) ผา นเกณฑ หมายถึง นกั เรียนทม่ี อี ายรุ ะหวาง 7-18 ป ไดร ับการทดสอบสมรรถภาพทางกาย ท้งั 3 ดาน
คือ 1) ดานความอดทนของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจ (Cardiovascular endurance) 2) ดานความ
แข็งแรงและความอดทนของกลามเน้ือ (Muscle-strength endurance) 3) ดานความออนตัว (Flexibility)
และผานเกณฑต้ังแตร ะดบั ปานกลางขนึ้ ไป (ปานกลาง ดีและดีมาก) ทั้ง 3 ดาน

เกณฑประเมนิ นกั เรยี นผานเกณฑป ระเมนิ ทัง้ 3 ดาน รอยละ 80 ข้ึนไป

วตั ถปุ ระสงค

เพ่อื สง เสริมใหน ักเรยี นมีสมรรถภาพทางกายท่ดี ีและมีการออกกําลังกายเปนประจาํ

แนวทางการดาํ เนินงาน

เปน การดาํ เนนิ งานทต่ี อ เนอื่ งจากองคป ระกอบที่ 8 ของโรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพ เรอ่ื งการออกกาํ ลงั กาย
กฬี าและนันทนาการ โดยมแี นวทางการดําเนินงาน ดงั นี้

1. จดั กิจกรรมสงเสริมใหนกั เรียนทุกคนไดออกกําลังกายเปน ประจาํ ซงึ่ มหี ลายรปู แบบ เชน
การเพม่ิ เวลาและเงื่อนไขใหนักเรยี นออกกาํ ลงั กายมากขนึ้
ใหนักเรียนไดอ อกกาํ ลงั กายตามชนิดของกีฬาทช่ี อบและถนัด
การใหนกั เรยี นแกนนําเปนผูนาํ ออกกําลงั กาย
ประกวด แขง ขนั มอบรางวัลผทู ี่มผี ลงานเดน ดานการออกกําลังกาย
รณรงคประชาสัมพันธใหนักเรียน บุคลากรในโรงเรียน ผูปกครองและชุมชนไดทํากิจกรรม

ออกกําลงั กายรวมกนั
2. การทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียนท้ัง 3 ดาน ครูเลือกกิจกรรมทดสอบแตละดานได

การแปลผลวา นักเรยี นแตล ะคนผา นเกณฑท ดสอบสมรรถภาพทางกาย มีเงอื่ นไขดงั น้ี
เลอื กกิจกรรมทดสอบสมรรถภาพดานละ 1 กจิ กรรม (รายละเอียดในภาคผนวก)
นกั เรยี นแตล ะคนจะตอ งมผี ลการทดสอบสมรรถภาพทางกายผา นเกณฑก ารประเมนิ ในระดบั

ปานกลาง ดีหรือดีมาก และนักเรียนคนนั้นตองผานเกณฑประเมินทั้ง 2 ข้ันตอน คือ 1) ผานเกณฑประเมิน
ในแตละดาน 2) ผานเกณฑประเมนิ ครบท้ัง 3 ดา น จึงจะถือวา นกั เรยี นผนู นั้ ผา นเกณฑ

122 ¤‹ÁÙ Í× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558


3. โรงเรยี นใชเ กณฑม าตรฐานสมรรถภาพทางกายสาํ หรบั เดก็ ไทยระดบั อายุ 7-18 ป ของกรมพลศกึ ษา
กระทรวงการทองเทย่ี วและกฬี า พ.ศ. 2555 ในการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรยี น

4. โรงเรียนดําเนินการชวยเหลือ ใหคําแนะนําหรือแกไขนักเรียนที่มีผลการทดสอบสมรรถภาพ
ทางกายไมผา นการประเมิน

5. การจดั กิจกรรมออกกําลงั กายในเด็กทม่ี ีปญหา เชน อว น ผอม เตย้ี ตองจดั กจิ กรรมในรูปแบบ
เฉพาะควบคูการจัดการดานโภชนาการ โดยกระตุนใหมีการเคล่ือนไหว ออกกําลังกายทุกวัน อยางนอย
วันละ 60 นาที เหมือนเด็กปกติทัว่ ไป มขี อ แนะนาํ ดังน้ี

เด็กอว น มกั จะมพี ฤตกิ รรมนง่ั ๆ นอนๆ ในแตละวนั ไมควรนงั่ เลน หรอื ทํากิจกรรมติดตอกนั
นานเกิน 2 ชัว่ โมง ควรกระตนุ ใหมกี ารเลน เคลอื่ นไหว ออกกาํ ลงั กายอยางนอยครั้งละ 30 นาที หลังรับประทาน
อาหารกลางวัน หลังเลิกเรียนและในชวงเย็นที่บาน โดยเลือกออกกําลังกายชนิดที่มีการแบกรับนํ้าหนักตัวนอย
หรือรับแรงกระแทกตา่ํ เชนการเดิน วายนา้ํ การปน จกั ยาน ฯลฯ

เด็กผอม มีสุขภาพไมคอยสมบูรณแข็งแรง กิจกรรมออกกําลังกายในแตละวัน ควรเลือก
กิจกรรมท่ีเปนลักษณะการเคล่ือนไหว ออกกําลังกายแบบสะสมเปนชวงๆ ครั้งละอยางนอย 10 นาที รวมกัน
ใหได 60 นาที เลอื กกิจกรรมชนดิ ท่ีไมร นุ แรง หรือไมใชความเรว็ มาก

เด็กเต้ีย ควรออกกําลังกายประเภทท่ีมีการกระโดด เพิ่มแรงกระแทกของกระดูกขอตอ
ในแนวดิ่ง เชน บาสเกตบอล วอลเลยบอล กระโดดเชือก ฯลฯ เพ่ือกระตุนเสริมสรางมวลกระดูกรวมกับ
การรบั ประทานแคลเซยี ม

ผลท่ีไดร ับ

นักเรยี นมีการออกกาํ ลงั กายเปนประจาํ สขุ ภาพรางกายแขง็ แรงและมสี มรรถภาพทางกายที่ดี

¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹ 123

âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตวั ชว้ ดั ท่ี 7

นักเรยนทม่ี ีปญหาสขุ ภาพจตไดร บั การดแู ลชว ยเหลือ

ความหมาย

นักเรียนที่มีปญหาสุขภาพจิตไดรับการดูแลชวยเหลือ หมายถึง นักเรียนท่ีผานการคัดกรองปญหา
โดยใชแบบประเมินจุดแข็งจุดออน (Strengths and Difficulties Questionnaire : SDQ) พ.ศ. 2546 หรือ
แบบประเมินปญหาสุขภาพจิตอ่ืน แลวพบวา นักเรียนมีปญหาสุขภาพจิต โรงเรียนจึงดําเนินการดูแลชวยเหลือ
นกั เรยี นอยา งท่วั ถึงและตรงตามสภาพปญ หา

เกณฑประเมิน นักเรยี นท่ีมีปญหาสขุ ภาพจิตทกุ คนไดรับการดูแลชวยเหลอื

วตั ถปุ ระสงค

เพ่ือคัดกรองปญหาสุขภาพจติ ในนักเรยี นและใหการชวยเหลืออยางตอเน่อื งและสมํา่ เสมอ

แนวทางการดําเนนิ งาน

เปน การดาํ เนนิ งานทต่ี อ เนอ่ื งจากองคป ระกอบท่ี 9 ของโรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพ เรอื่ งการใหค าํ ปรกึ ษา
และสนับสนุนทางสังคม ซึ่งเปนส่ิงที่โรงเรียนปฏิบัติเปนปกติในระบบดูแลชวยเหลือนักเรียน โดยมีแนวทาง
การดาํ เนนิ งานดังนี้

1. ครูประจําชั้นหรือครูท่ีปรึกษา สังเกตพฤติกรรมและทําความรูจักนักเรียนเปนรายบุคคลในชวง
ระยะเวลาหนึ่งจนม่ันใจวารูจักนักเรียนดีแลว จึงทําการประเมินสุขภาพจิตนักเรียนโดยเลือกใชแบบประเมิน
อยา งใดอยางหนึ่ง ไดแก

1.1 แบบประเมินจุดแข็งจุดออน (Strengths and Difficulties Questionnaire : SDQ)
พ.ศ. 2546

บุคลากรสาธารณสขุ แนะนาํ วิธีการใชแบบประเมินจุดแข็งจุดออน (Strengths and
Difficulties Questionnaire : SDQ) พ.ศ. 2546 ใหแกค รปู ระจาํ ชั้นหรือครูทปี่ รึกษา เพื่อคัดกรองนกั เรียนรายคน
(ศกึ ษารายละเอยี ดในภาคผนวก)

การประเมินเพื่อผานเกณฑมาตรฐานโรงเรียนสงเสริมสุขภาพระดับเพชร ใชผลการ
คัดกรองจากขอมูล SDQ ท่ีประเมินโดยครู และนํามาแปลผลภาวะสุขภาพจิตของนักเรียนรายคน ต้ังแตช้ันป.1
เปน ตนไป เพอื่ จัดกลมุ นกั เรียน (กลมุ ปกติ กลุม เสีย่ ง หรือกลุม มีปญหา)

1.2 แบบประเมินปญ หาสุขภาพจติ อ่นื ๆ เชน แบบประเมนิ IQ EQ ฯลฯ
สรปุ ผลการประเมินปญหาสุขภาพจติ ของนกั เรียนเปนรายคนและจดั กลุม

2. นาํ ผลสรปุ การจดั กลมุ นกั เรยี นมาหาคา รอ ยละในระดบั ชนั้ และภาพรวมของโรงเรยี น ทง้ั นี้ นกั เรยี น
กลุมปกติและกลุมเส่ียงจะนํามาคิดรวมเปนรอยละของนักเรียนท่ีมีสุขภาพจิตปกติ สวนนักเรียนกลุมมีปญหา
ตอ งไดร บั การดแู ลชวยเหลือ

124 ¤‹ÙÁ×Í¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


3. มีการเฝาระวังนักเรียนกลุมเส่ียง และชวยเหลือนักเรียนกลุมท่ีมีปญหาสุขภาพจิต พรอมท้ัง
บันทึกผลการดําเนินการแกไข ติดตามความกาวหนา ประเมินสถานการณ และใหการชวยเหลือนักเรียนเปน
รายบคุ คลอยา งเหมาะสม

4. จัดกิจกรรมสงเสริมสุขภาพจิตอยางตอเน่ือง สรางบรรยากาศและสิ่งแวดลอมทางสังคม
ภายในโรงเรียนใหนาอยู มีสัมพันธภาพท่ีดีระหวางครู บุคลากร นักเรียน และชุมชน เพื่อการอยูรวมกันอยาง
มีความสขุ

5. จัดใหมีชองทางการเขาถึงขอมูลขาวสารและความรูท่ีถูกตอง มีการติดตอสื่อสารแลกเปล่ียน
เรยี นรรู ะหวา งเครือขาย ท่วั ประเทศ เชน www.tobenumber 1. net /www.tobefriend.in.th

6. มีการประสานงานความรวมมือระหวางครู ผูปกครอง หนวยงานสาธารณสุข และองคกรตางๆ
ทเี่ กี่ยวขอ งเพอื่ หาแนวทางแกไขรวมกนั รวมทงั้ การตดิ ตามประเมินผลเปนระยะ

ผลที่ไดร บั

นักเรียนมสี ขุ ภาพจติ ดี อยูใ นโรงเรยี นอยา งมคี วามสุข และนกั เรยี นทีม่ ีปญหาสขุ ภาพจติ ไดร บั การดแู ล
ชวยเหลือหรือสง ตอ

¤‹ÙÁ×Í¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹ 125

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตัวช้วัดที่ 8

นกั เรยนมคี วามรแู ละทกั ษะดา นสุขภาพอนามัยทางเพศ

ความหมาย

นักเรียนมีความรูและทักษะดานสุขภาพอนามัยทางเพศ หมายถึง การสงเสริมใหนักเรียน
มีความรูความเขาใจเกี่ยวกับเร่ืองเพศที่ถูกตอง และสามารถนําความรูไปใชดําเนินชีวิตทางเพศท่ีเหมาะสม
และปลอดภัย โดย

- โรงเรียนจัดกิจกรรมการเรียนรูนอกหองเรียน เพ่ือสงเสริมและปองกันพฤติกรรมเส่ียงเรื่องเพศ
เนนใหนักเรียนเรียนรูและฝกทักษะที่จําเปน เชน การรับรูและเขาใจการเปลี่ยนแปลงตามชวงวัยทั้งดานรางกาย
และอารมณ มีทัศนคติท่ีถูกตอง มีพฤติกรรมการแสดงออกที่เหมาะสมตามเพศวัย การรูจักปฏิเสธ การตัดสินใจ
แกไขปญหาเฉพาะหนา การควบคุมอารมณตนเอง การปองกันตนเองจากความเส่ียงหรืออันตรายในชีวิต
ประจําวันและโรคภยั ท่เี กดิ จากการมีเพศสัมพนั ธทไี่ มป ลอดภัย และอนามัยการเจริญพนั ธุ

- โรงเรยี นมีการแกไข ใหค าํ ปรึกษา ดูแลชว ยเหลือหรอื สง ตอ นักเรียนทมี่ ีปญหาไปยงั สถานบรกิ าร
สาธารณสขุ หรือหนว ยงานดา นสงั คม

เกณฑประเมนิ

มกี ารจดั กิจกรรมพฒั นาผูเรียนดา นสขุ อนามยั ทางเพศ อยา งนอ ยภาคการศึกษาละ 1 เร่ือง

วัตถปุ ระสงค

1. เพ่ือใหผูบริหาร ครู นักเรียน ผูปกครองและชุมชน มีสวนรวม เห็นความสําคัญและใหการ
สนับสนุนการดําเนนิ งานกจิ กรรมเร่ืองสุขอนามัยทางเพศในโรงเรียน

2. เพอ่ื ปอ งกนั และลดปญ หาพฤตกิ รรมเสย่ี งดา นเพศสมั พนั ธ การตง้ั ครรภ โรคตดิ ตอ ทางเพศสมั พนั ธ
และโรคเอดส

แนวทางการดําเนนิ งาน

เปนการดําเนินงานท่ีตอเน่ืองจากองคประกอบที่ 6 ของโรงเรียนสงเสริมสุขภาพ เร่ืองสุขศึกษา
ในโรงเรียน โดยมแี นวทางการดาํ เนนิ งานดงั นี้

1. โรงเรียนกําหนดนโยบายและสนับสนุนใหมีการจัดอบรมครู เพื่อสรางความเขาใจและ
ความรวมมือจัดการเรียนการสอนเพศศึกษาที่เปนรูปธรรมเหมาะสมตามชวงช้ันอยางจริงจัง เนนสาระที่
จําเปนเพ่ือลดปญหาความรุนแรงทางเพศ การตั้งครรภไมพรอม และเร่ืองเพศกับเอดส/โรคติดตอทางเพศสัมพันธ
ท้ังในระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา

2. สง เสรมิ และสนบั สนนุ การทาํ กจิ กรรมรว มกนั ระหวา งครู นกั เรยี น และผปู กครอง เพอื่ สมั พนั ธภาพ
ทด่ี ีและเกิดความไววางใจกัน

126 ¤Ù‹Á×Í¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


3. จัดกิจกรรมสงเสริมและปองกัน เชน สงเสริมการตั้งชมรมหรือชุมนุมของนักเรียน การจัดคาย
เยาวชนรุนใหมใสใจสุขภาวะทางเพศ การรณรงค/ประชาสัมพันธเรื่องการรูเทาทันระหวางภัยคุกคามจากบุคคล
และสื่อตางๆ วิธีการคุมกําเนิดฯลฯ เนนการมีสวนรวมของนักเรียนแกนนําที่ผานการอบรมเปนผูใหคําปรึกษา
โดยครูและบุคลากรสาธารณสุขเปนพี่เล้ียง แนวทางการจัดกิจกรรมเสริมทักษะและการเรียนรูนอกหองเรียน
แบงเปน 2 ระดับ ดังนี้

ระดับประถมศึกษา จัดกิจกรรมเสริมทักษะการเรียนรูเรื่องเขาใจพฤติกรรมทางเพศของตนเอง
ตามชวงวัย รูจักปฏิเสธและปองกันตัวเองจากคนแปลกหนาและบุคคลใกลชิด หลีกเลี่ยงสถานการณอันตราย
ตอการถกู ทาํ รา ยหรอื ลวงละเมิดทางเพศ รูจักแหลง /บคุ คลทส่ี ามารถใหการชวยเหลือ ฯลฯ

ระดับมัธยมศึกษา จัดกิจกรรมสงเสริมทักษะการเรียนรู เร่ืองการคบเพ่ือนตางเพศ การเคารพสิทธิ
การยกยอ งใหเ กยี รติและรบั ผิดชอบตอ เพศตรงขา ม คานยิ ม ทัศนคติ ศีลธรรม รจู ักประเมนิ ความเส่ยี งและปองกนั
ตนเอง หลีกเล่ียงสถานการณอันตรายตอการถูกทํารายหรือลวงละเมิดทางเพศ สําหรับผูที่มีความเสี่ยงเรื่องเพศ
ใหแนะนาํ วธิ กี ารปอ งกนั การต้ังครรภและการติดเชอื้ ทางเพศสมั พันธและโรคเอดส

4. มกี ารคดั กรอง ใหค าํ ปรกึ ษาและชว ยเหลอื นกั เรยี นทมี่ ปี ญ หาตามระบบการดแู ลชว ยเหลอื นกั เรยี น
และสงตอไปยงั สถานบริการสาธารณสุขหรอื หนว ยงานดานสงั คม

5. จัดหาสอ่ื ขอมูลทีท่ นั สมยั เชือ่ ถอื ไดและสงเสรมิ ใหน กั เรยี นเขาถงึ ขอมลู ขา วสารทจ่ี ําเปน
6. มีการติดตามประเมินผลการดําเนินงานเปนระยะ และนํามาปรับปรุงแกไขปญหาใหทันกับ
สถานการณ
7. มกี ารประเมนิ พฤตกิ รรมเสยี่ ง หรือทดสอบความรูและทักษะของนักเรยี นทกุ ชน้ั ปการศกึ ษาละ
1 ครง้ั เพือ่ ประเมินความรู และทักษะในการดูแลสุขภาพอนามัยทางเพศและการปอ งกนั ตนเองตามชว งวัย

ผลที่ไดร บั

1. นกั เรียนมีความรูความเขา ใจดานสขุ อนามัยทางเพศเพ่ิมข้นึ และมพี ฤตกิ รรมเสย่ี งลดลง
2. ครู นกั เรียน และผูปกครอง มที ศั นคติทีถ่ ูกตองเรอ่ื งเพศ มสี มั พนั ธภาพที่ดี สามารถพดู คยุ หรอื
ทํากจิ กรรมรวมกันมากข้ึน
3. นักเรียนทม่ี ีปญหาไดรับการดแู ลชว ยเหลือหรอื สง ตอ

¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ 127

âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตวั ชว้ ดั ที่ 9

การสูบบหุ ร่ในโรงเรยน

ความหมาย

การสูบบุหร่ีในโรงเรียน หมายถึง การที่นักเรียนและบุคลากรทุกระดับของโรงเรียนสูบบุหร่ี ยาเสน
ซิการและอืน่ ๆ ท่รี ะบใุ นกฎหมายวาดว ยยาสูบ ขณะที่อยภู ายในโรงเรียน

เกณฑประเมนิ ไมม กี ารสูบบหุ รี่ในโรงเรียน

วตั ถปุ ระสงค

เพือ่ ใหโ รงเรียนเปนสถานท่ีปลอดบหุ ร่ี

แนวทางการดาํ เนินงาน

เปน การดาํ เนนิ งานทต่ี อ เนอื่ งจากองคป ระกอบท่ี 4 ของโรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพคอื การจดั สงิ่ แวดลอ ม
ในโรงเรียนที่เอื้อตอสุขภาพ กลุมเปาหมายของการไมสูบบุหรี่ในโรงเรียนตามตัวชี้วัดน้ีหมายถึง นักเรียน บุคลากร
ของโรงเรยี น รวมทงั้ ผทู ปี่ ฏบิ ตั งิ านอยใู นโรงเรยี นเปน ประจาํ เชน ผขู ายอาหาร เปน ตน โดยมแี นวทางการดาํ เนนิ งาน
ดงั นี้

1. มีการประกาศนโยบายใหโ รงเรียนเปน เขตปลอดบหุ รแ่ี ละมมี าตรการจริงจงั
2. มีเครื่องหมายปลอดบุหรี่ติดท่ีทางเขาโรงเรียน ทางเขาอาคารหรือบริเวณอื่นๆ เชน หองสุขา
หอ งสมดุ สนามกฬี าในรม หอ งประชมุ สนามเด็กเลน บรเิ วณท่ีผูปกครองนง่ั รอนกั เรียน ฯลฯ
3. ไมร ับการอุดหนุนดานการเงินและสิง่ อ่นื จากอตุ สาหกรรมยาสบู
4. จัดกิจกรรมรณรงคเพื่อสงเสริมใหโรงเรียน บานและชุมชนเปนเขตปลอดบุหรี่ เชน การจัด
สภาพแวดลอ มท่ปี องกันไมใหเ ดก็ เขาถงึ ไดง า ย และผใู หญเ ปนแบบอยางที่ดี
5. มกี ารเฝา ระวงั และใหค าํ ปรกึ ษาหรอื แกไ ขนกั เรยี นทม่ี พี ฤตกิ รรมเสยี่ งหรอื มปี ญ หา โดยประสานงาน
กบั บคุ ลากรสาธารณสขุ และผปู กครอง

ผลท่ีไดรบั

นกั เรยี นและบคุ ลากรของโรงเรยี นอยใู นสิง่ แวดลอมทป่ี ลอดจากบุหร่ี

128 ¤‹ÁÙ ×Í¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตวั ช้วดั ที่ 10

นักเรยนทม่ี สี ายตาและการไดยนิ ผดิ ปกติไดร บั การแกไข

ความหมาย

นักเรียนท่ีมีสายตาและการไดยินผิดปกติไดรับการแกไข หมายถึง โรงเรียนมีการจัดบริการตรวจ
คดั กรองสายตาและการไดย ินใหนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที่ 1 และนักเรียนมธั ยมศึกษาปท ่ี 1 ทุกคน โดยบุคลากร
สาธารณสุขหรือครูอนามยั หรือนกั เรยี นแกนนําที่ไดรับความรู คาํ แนะนาํ หรอื อบรมวธิ ีการตรวจคดั กรองทถี่ กู ตอ ง
เพ่ือคนหาเด็กที่มีความผิดปกติหรือมีปญหาตั้งแตระยะเริ่มแรกของการศึกษา และนักเรียนที่มีปญหาไดรับการ
ชวยเหลือ เน่ืองจากความผิดปกติดังกลาวมีผลตอการเรียนรู การประกอบอาชีพในอนาคตและคุณภาพชีวิต
ของนกั เรียน

เกณฑประเมิน

นกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปท่ี 1 และนักเรยี นมัธยมศกึ ษาปท่ี 1 ทกุ คนที่มีปญ หาไดร ับการแกไ ข

วัตถุประสงค

1. เพอื่ ใหม ีการเฝา ระวงั ลดความรุนแรงของโรคหรือความพิการ
2. เพ่ือใหนักเรียนที่มีความผิดปกติหรือมีปญหาทางสายตาและการไดยิน ไดรับการชวยเหลือ
อยา งเหมาะสม

แนวทางการดําเนนิ งาน

เปนการดําเนนิ งานท่เี ช่ือมโยงตอเนื่องกบั องคป ระกอบที่ 5 ของโรงเรียนสง เสรมิ สขุ ภาพ เรอื่ งบริการ
อนามัยโรงเรียน โดยมแี นวทางการดําเนนิ งาน ดังนี้

1. การตรวจคดั กรอง
การวดั สายตา เปน การตรวจสายตาโดยใชเครอ่ื งมอื เชน Snellen test หรือ E-chart ถาคาการ

มองเหน็ ตั้งแต 20/50 หรือ 6/18 ขึน้ ไปอยางนอ ย 1 ขาง ควรสง ตอ เพื่อการตรวจหาสาเหตุและใหการชว ยเหลอื
(แนวทางดูแลสุขภาพเด็กไทย ของราชวิทยาลัยกุมารแพทยแหงประเทศไทย แนะนําใหมีการตรวจวัดสายตา
ทุก 2 ป ในกลมุ เดก็ วัยเรียนคือตรวจในชวงอายุ 6 ป 8 ป 10 ป กลุมวยั รุน ตรวจในชว งอายุ 11-14 ป 15-17 ป
และ 18-21 ป)

การไดยิน คัดกรองเบ้ืองตนโดยการซักถามและใชเทคนิคการตรวจอยางงายโดยใชนิ้วหัวแมมือ
และนว้ิ ชถ้ี กู นั เบาๆ หา งจากรหู ปู ระมาณ 1 นว้ิ และผตู รวจยนื ดา นหลงั ผถู กู ตรวจ ตรวจหทู ลี ะขา ง ถา ขา งใดขา งหนง่ึ
ไมไดยินเสียง ใหสงสัยวาหูขางนั้นมีความผิดปกติ ควรสงตอเพื่อการตรวจหาสาเหตุและใหการชวยเหลือ
กอนทําการตรวจ ควรจัดเตรยี มสถานที่เพอื่ ลดเสียงรบกวน

¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ 129

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558


2. กจิ กรรมสงเสริมและการปองกนั
ดานสายตา โรงเรยี นมกี ารจดั สภาพแวดลอมภายในหองเรยี นใหเ หมาะสม เชน
การติดตั้งทีวีใหอยูในระดับสายตา บริเวณสวนกลางหนาหองเรียน ไมควรติดต้ังดาน

ซาย-ขวาหรอื สงู มากเกินกวาระดบั สายตา
การจัดโตะ เรียน ควรหางจากกระดานหรือกระดานไวทบอรด หนา ชน้ั เรียนประมาณ 2 เมตร

ในแนวตรง การจัดโตะเรียนในลักษณะท่ีเด็กหันหนา ทําใหมองเห็นกระดานหรือผูสอนท่ีอยูหนาหองเรียนไมถนัด
และทําใหเ กิดปญ หาเก่ยี วกบั สายตาหรือบริเวณกลามเนอื้ ทค่ี อ

ปรับแสงสวา งภายในหองเรยี นใหเหมาะสม ไมม ืดหรอื แสงจา เกินไป พยายามลดแสงสะทอ น
ใหมากที่สุดเพื่อปองกันการระคายเคืองสายตา กรณีใชกระดานไวทบอรดและจอคอมพิวเตอรตองระวังเรื่อง
แสงสะทอ นเขาตาเดก็

บริหารกลา มเนอื้ สายตาและพกั สายตาระหวางใชงานเปน ระยะ ทุก 1 ชัว่ โมง
การดูแลและปองกันอุบัติเหตุท่ีอาจเกิดข้ึนตอสายตาได โดยเฉพาะในเด็กเล็กขณะเลนกัน
รวมทั้งเก็บวัตถุของมีคมและสารเคมีสารพิษท่ีเปนอันตราย การสังเกตอาการผิดปกติหรือซักถามเด็กเก่ียวกับ
การมองเหน็ ระหวา งการเรียนการสอน ฯลฯ
ดา นการไดยิน
มีมาตรการปองกัน และแกไขเพื่อลดระดับเสียง กรณีท่ีมีเสียงดังรบกวนการเรียนมาก เชน
สถานทตี่ ัง้ โรงเรยี นอยูใกลถ นนใหญท ่มี เี สียงยานพาหนะดังมาก ฯลฯ
การดูแลปองกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น เชน ใชไมแคะหู การใชหูฟงที่เปดเสียงดังมากและ
เปน เวลานาน
ครู และผปู กครองสงั เกตอาการผดิ ปกติ หรอื ซกั ถามเดก็ เกย่ี วกบั การไดย นิ เพอ่ื ใหก ารชว ยเหลอื
ไดทนั เวลา สว นมากการไดยินผดิ ปกตเิ กิดจากขหี้ ูอุดตัน ซึ่งสามารถชวยเหลือใหเ ด็กกลบั มาไดยินตามปกติ
3. สง เสรมิ การใหความรเู พอื่ ใหเ กดิ พฤติกรรมทเ่ี หมาะสม เชน
การรบั ประทานผกั และผลไมท ม่ี วี ติ ามนิ เอ สารอาหารบาํ รงุ สายตา เชน ผกั คะนา ผกั ปวยเลง
ผกั โขม ผกั ตาํ ลงึ ผักบุง แครอท ฟก ทอง ขา วโพด มะละกอ มะมว งสกุ ฯลฯ
ใหความรูเร่ืองการใชเวลาใหคุมคาเพื่อการปองกันการติดเกม การใชสื่อที่ไมเหมาะสม
หรือใชเ วลานานเกินไป
ฝกทักษะการประเมินสุขภาพดวยแบบบันทึกการตรวจสุขภาพดวยตนเองในเด็กตั้งแต
ช้ัน ป.5 ขึน้ ไป เพือ่ ใหร ูจกั สังเกตอาการผิดปกติหรอื การเปลยี่ นแปลงทเ่ี กิดขึ้นกับตวั เอง
4. การฝก วินยั การใชส่ือเทคโนโลยีท้งั ทโ่ี รงเรยี นและทีบ่ าน โดยประสานความรว มมือกบั ผูป กครอง
เชน กําหนดขอตกลงระหวางเด็กกับผูปกครองเร่ืองการใชเวลาหนาจอทีวี และจอทุกประเภทไมเกิน 1-2 ชั่วโมง
ตอ วัน รวมท้งั สง เสริมการใชส ่อื อยางสรางสรรคแ ละเหมาะสม

ผลท่ีไดรับ

1. นักเรยี นกลมุ เปาหมายไดร บั การตรวจคดั กรองอยา งครอบคลมุ

2. นกั เรยี นที่มคี วามผดิ ปกตไิ ดร บั การแกไข สามารถเรยี นรหู นังสอื ไดอยางเต็มศักยภาพ

130 ¤ÙÁ‹ Í× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตัวช้วัดท่ี 11

มโี ครงการแกไขปญหาดานสขุ ภาพหรอสิ่งแวดลอ มท่ีมีความชกุ สูง

หรอเปนอนั ตรายตอสขุ ภาพของนกั เรยนไดเ ปน ผลสําเร็จ

ความหมาย

มโี ครงการแกไ ขปญ หาดา นสขุ ภาพหรอื สงิ่ แวดลอ มทมี่ คี วามชกุ สงู หรอื เปน อนั ตรายตอ สขุ ภาพของ
นกั เรียนไดเ ปน ผลสาํ เรจ็ หมายถึง โครงการทคี่ รแู ละบคุ ลากรในโรงเรียนเปน ผูด าํ เนนิ การ เพอื่ แกไขหรอื ลดปญ หา
ทีเ่ ปนอันตรายตอ สขุ ภาพ โดยนกั เรยี น ผูป กครอง ชุมชนหรอื หนว ยงานอ่ืนท่ีมีสว นรว มในกิจกรรมของโครงการ

ปญหาสุขภาพหรือส่ิงแวดลอมท่ีมีความชุกสูง หมายถึง ปญหาท่ีสงผลกระทบตอสุขภาพนักเรียน
ท่มี รี ะดบั สัดสว น ปรมิ าณ หรอื จาํ นวนทีส่ ูงมากกวาเกณฑม าตรฐานทก่ี าํ หนด

- กรณีโรงเรียนไมมีปญหาสุขภาพที่เปนอันตรายหรือมีความชุกสูง สามารถจัดทําโครงการเพื่อ
สงเสริมสุขภาพนักเรยี น

- กรณโี รงเรยี นตอ งการสง โครงการตอ เน่อื งเพอ่ื ประเมนิ ผา นตวั ชวี้ ดั ที่ 11 ตอ งดสู ถานการณป ญ หา
วา มคี วามสําคัญในระดับท่มี ีความชกุ สูงหรือมผี ลกระทบตอ สุขภาพของนักเรยี นมากกวาปญหาอื่นหรือไม

เกณฑป ระเมนิ มโี ครงการทป่ี ระสบความสาํ เร็จอยางนอย 1 โครงการ

วตั ถุประสงค

เพอื่ ใหโรงเรยี นมีการแกไ ขปญ หาสขุ ภาพของนักเรียนหรอื สง่ิ แวดลอมในโรงเรียน

แนวทางดาํ เนินงาน

เปน การดาํ เนนิ งานทตี่ อ เนอื่ งกบั องคป ระกอบท่ี 2 และ 3 ของโรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพเรอ่ื งการบรหิ าร
จัดการในโรงเรียนและโครงการรวมระหวางโรงเรียนและชุมชน ซึ่งเนนใหโรงเรียนเปนผูดําเนินการแกไขปญหา
สขุ ภาพในโรงเรยี นโดยบุคลากรของโรงเรียน และนกั เรียนหรือชมุ ชนเขามามสี วนรว ม โดยมีแนวทางการดาํ เนินงาน
ดังนี้

1. ผูบริหารเห็นความสําคัญของการสงเสริมสุขภาพของบุคลากรและนักเรียน มีการสื่อสารให
ผเู กยี่ วขอ งตระหนกั ถงึ สง่ิ ทม่ี ผี ลกระทบตอ สขุ ภาพ เพอ่ื ใหเ กดิ การมสี ว นรว มในการคน หาปญ หา จดั ลาํ ดบั ความสาํ คญั
เลือกหวั ขอ โครงการ และมอบหมายครูผรู บั ผดิ ชอบ

2. ครูผรู ับผิดชอบกาํ หนดวัตถุประสงค เปา หมาย ระยะเวลา กิจกรรม และบทบาทหนาทีใ่ หชดั เจน
รวมทง้ั จดั ทาํ แผนปฏบิ ตั งิ าน

3. ดําเนนิ งานตามแผนและบนั ทึกผลการปฏิบัตงิ านเปนระยะ
4. สรุปผลการดําเนินงานโดยเปรียบเทียบผลการดําเนินงานกอนและหลัง เพ่ือแสดงผลสําเร็จ
โครงการ
5. จัดทาํ รายงานและนาํ เสนอโครงการเพอ่ื เผยแพรส ูสาธารณะ

¤‹ÁÙ ×Í¡ÒôíÒà¹Ô¹§Ò¹ 131

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


6. โรงเรียนอาจจัดทําโครงการสงเสริมหรือแกไข โดยพิจารณาจากประเด็นปญหาท่ีมีแนวโนม
เพิ่มสูงขึ้นในปจจุบัน เชน ปญหาการใชส่ือเทคโนโลยีท่ีไมเหมาะสม ความรุนแรง ยาเสพติด ความเส่ียงเร่ืองเพศ
พฤตกิ รรมบรโิ ภคไมเหมาะสม ฯลฯ

การจดั ทาํ รายงานโครงการดานสุขภาพหรอสิ่งแวดลอ ม ประกอบดวย

ชอื่ โครงการ
ชือ่ ครผู รู บั ผิดชอบ
ระยะเวลาดําเนินการ ระยะเวลาเร่ิมตนและส้ินสุดโครงการ กรณีโครงการตอเนื่องตองกําหนด
ชว งเวลาเพือ่ วดั ผลการดําเนินงานโครงการวา ทาํ ใหปญ หาลดลงหรอื ไม อยางไร
หลักการและเหตุผล ระบุความสําคญั และความเปน มาของโครงการ สาเหตุที่เลือกทําโครงการ
และแสดงขอมลู สถานการณปญหาท่ีเปนตัวเลข จํานวน รอยละหรอื อตั รา จากแหลง ขอมลู ทเ่ี ช่อื ถอื ได
วัตถุประสงคและเปาหมาย ระบุสิ่งที่ตองการแกไข ใหสอดคลองกับสถานการณปญหา
มจี ํานวนขอไมมากเกินไป และมีเครื่องมือวดั ได
กลุม เปาหมาย กําหนดใหชดั เจนวา จะดาํ เนนิ การในกลมุ เปา หมายและพื้นท่ีใด
วธิ ดี าํ เนนิ งาน ประกอบดว ยขนั้ ตอนกจิ กรรมการดาํ เนนิ งานทงั้ หมด ตงั้ แตเ รมิ่ ตน จนกระทง่ั สนิ้ สดุ
โครงการ
มแี ผนปฏบิ ัติการที่กําหนดกิจกรรม ระยะเวลา และผรู บั ผดิ ชอบ
สรปุ รายงานโครงการ แสดงผลสาํ เรจ็ โดยเปรยี บเทยี บขอ มลู กอ น-หลงั ทาํ โครงการ พรอ มเครอ่ื งมอื
วัดผล

ผลท่ีไดร ับ

โรงเรียนทราบสถานการณปญหาสุขภาพและมกี ารแกไขปญ หาสขุ ภาพนักเรียนอยางตอเนอ่ื ง

132 ¤Á‹Ù Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตวั ชว้ ัดท่ี 12

นํา้ บรโิ ภคปลอดภัยและเพยี งพอ

ความหมาย

นํ้าบริโภคปลอดภัยและเพยี งพอ หมายถงึ นา้ํ ท่ีโรงเรยี นนาํ มาใหน กั เรยี นและบคุ ลากรในโรงเรียนด่มื
ปรุง/ประกอบอาหาร ลางหนาและแปรงฟน เปนนํ้าจากแหลงนํ้าธรรมชาติ เชน นํ้าฝน น้ําบอต้ืน น้ําบอบาดาล
หรือแหลงอื่นๆ ทั้งที่ผานระบบทอหรือใสภาชนะ ไดแก นํ้าประปา น้ําบรรจุขวด ฯลฯ โดยแหลงนํ้าบริโภค
ดังกลา วตองมาจากแหลงน้ําทถี่ กู หลกั สุขาภิบาล คุณภาพนํา้ ตองไดมาตรฐานนาํ้ บรโิ ภคกรมอนามยั ป พ.ศ. 2553
และมีปริมาณเพียงพอ คือมีจุดบริการน้ําด่ืม 1 ที่ตอนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียน 75 คน หรือมีปริมาณ
นํา้ บรโิ ภค 5 ลติ รตอคนตอวัน (ใชด ่มื 2 ลิตร และใชป รงุ ประกอบอาหาร ลา งหนา แปรงฟน 3 ลติ ร) ท้ังน้ตี องมี
นา้ํ บรโิ ภคใหบรกิ ารตลอดเวลา

การตรวจวิเคราะหคุณภาพนํ้าบริโภค หมายถึง การตรวจวิเคราะหคุณภาพน้ําทางหองปฏิบัติการ
ซง่ึ สามารถตรวจทศ่ี นู ยห อ งปฏบิ ตั กิ ารกรมอนามยั หรอื หอ งปฏบิ ตั กิ ารทางราชการ หรอื เอกชนทไี่ ดร บั รองมาตรฐาน
และใชวิธีการตรวจวิเคราะหเชนเดียวกับศูนยหองปฏิบัติการกรมอนามัย และประเมินผลโดยใชเกณฑมาตรฐาน
คณุ ภาพนํา้ บรโิ ภคกรมอนามัย พ.ศ. 2553

เกณฑประเมนิ

1. มีผลการตรวจวิเคราะหคุณภาพน้ํา ผานเกณฑมาตรฐานคุณภาพน้ําบริโภคกรมอนามัย

พ.ศ. 2553 ไมเกิน 1 ป และมีผลการตรวจดานแบคทีเรีย (โคลิฟอรมแบคทีเรีย และฟคัลโคลิฟอรมแบคทีเรีย)

ผานเกณฑ ทุก 6 เดือน โดยการสงตัวอยางนํ้าบริโภคตรวจวิเคราะห ใหระบุประเภทน้ําบริโภคใหชัดเจน เชน

นาํ้ ประปา นาํ้ ฝน หรอื นาํ้ บรรจขุ วด ฯลฯ

จาํ นวนตัวอยา งสง ตรวจคณุ ภาพน้าํ บรโิ ภคและการผา นเกณฑ

นักเรียนจาํ นวน ไมเกิน 300 คน สงตวั อยางน้าํ และผานเกณฑอ ยา งนอย 1 จดุ

นักเรยี นจํานวน 300 – 1,500 คน สง ตัวอยา งนํา้ และผานเกณฑอยางนอ ย 2 จดุ

นักเรยี นจํานวน 1,500 – 5,000 คน สงตวั อยา งนาํ้ และผานเกณฑอ ยางนอ ย 3 จดุ

นักเรียนจํานวน 5,100 คนข้ึนไป สงตัวอยา งน้ําและผา นเกณฑอยา งนอย 4 จดุ

หมายเหตุ จดุ ท่ี 1 สงตรวจวเิ คราะหนาํ้ บรโิ ภคครบ 20 รายการ ตามเกณฑก รมอนามยั
จดุ ท่ี 2, 3 และ 4 ตรวจเฉพาะโคลฟิ อรม แบคทีเรียและฟคลั โคลิฟอรมแบคทีเรีย

กรณีผลการตรวจวิเคราะหคุณภาพน้ําบริโภคทางหองปฏิบัติการไมผานเกณฑ ใหดําเนินการ
แกไขปรบั ปรงุ แลวสงตรวจวิเคราะหใหมเฉพาะขอ มลู ทไ่ี มผ า นเกณฑ ภายใน 6 เดือน หากแกไ ขไมทันตามกาํ หนด
จะตอ งตรวจวเิ คราะหใ หมท้ัง 20 รายการ

กรณีโรงเรียนอยูในพื้นท่ีสํานักงานการประปาท่ีประกาศเปนนํ้าประปาดื่มได ตองมีเอกสาร
การรับรองคุณภาพภายในระยะเวลาการรับรองของกรมอนามัย และโรงเรียนมีผลตรวจวิเคราะห น้ําบริโภคดาน
แบคทเี รยี (โคลิฟอรม และฟคลั โคลฟิ อรม แบคทเี รยี ) ทกุ 6 เดือน

2. มจี ุดบรกิ ารนํ้าด่มื 1 ทีต่ อ นักเรียนและบุคลากร 75 คน

¤ÁÙ‹ Í× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹ 133

âçàÃÂÕ ¹Ê‹§àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558


วัตถปุ ระสงค

1. เพอื่ ใหนักเรยี นและบุคลากรมนี ํ้าบรโิ ภคทีส่ ะอาดปลอดภัยและเพียงพอ
2. เพือ่ ปองกันการเจบ็ ปวยจากโรคทเ่ี กดิ จากน้ําบริโภคทไี่ มสะอาด

แนวทางการดาํ เนนิ งาน

1. มีการจัดหานํ้าด่มื นํ้าใชท ่ีสะอาดและเพียงพอ รวมทงั้ แหลงนาํ้ ท่ีสะอาด และควบคมุ คุณภาพนาํ้
ไมใหแ หลง นา้ํ สกปรกอยางสมา่ํ เสมอ ดังน้ี

สํารวจ พัฒนาและปรับปรุงระบบนํ้าบริโภคในโรงเรียน โดยการตรวจสอบระบบนํ้าบริโภค
ทั้งแนวทอ กอกน้ํา และภาชนะเก็บน้ําใหอยูในสภาพดี สะอาด ไมชํารุด กรณีใชเคร่ืองกรองน้ําตองลางทําความ
สะอาดและเปลี่ยนไสก รองตามคาํ แนะนาํ ของผลิตภัณฑ

มีการเฝาระวังน้ําบริโภคในโรงเรียน โดยทดสอบคุณภาพนํ้าบริโภคเบื้องตนดวยชุดทดสอบ
โคลิฟอรมแบคทีเรียภาคสนาม (อ11) อยางนอยภาคเรียนละ 1 คร้ัง (ชวงเปดภาคการศึกษา) และบันทึกผล
หากพบวามีการปนเปอนแบคทีเรียตองดําเนินการแกไขปรับปรุง และทดสอบซ้ําจนกระทั่งผลทดสอบไมพบ
การปนเปอ น จงึ สง ตรวจสอบคณุ ภาพตามเกณฑม าตรฐานคณุ ภาพนา้ํ บรโิ ภคกรมอนามยั พ.ศ. 2553 ทงั้ 20 รายการ
(ข้ันตอนการดาํ เนนิ งานนา้ํ บรโิ ภคปลอดภัยในภาคผนวก)

สงเสริมใหนักเรียนมีกิจกรรมและทักษะการเฝาระวังคุณภาพนํ้าบริโภค ในชมรมสุขภาพ
หรือบรู ณาการในกลุม สาระการเรียนรู

2. ภาชนะเก็บนํ้าและภาชนะด่ืมนํ้าประจําตัว ควรทํามาจากวัสดุที่ใชสําหรับผลิตภัณฑอาหาร
มกี ารจดั เกบ็ ท่ถี กู สขุ ลกั ษณะเพือ่ ปองกนั การปนเปอนฝุน ละออง แมลง พาหนะนําโรค ฯลฯ และนักเรยี นไมค วรใช
แกว นา้ํ รวมกนั กรณโี รงเรยี นจดั บรกิ ารแกว นาํ้ ดม่ื ใหน กั เรยี นและมกี ารหมนุ เวยี นการใช ตอ งแยกภาชนะอยา งชดั เจน
ระหวางแกว น้ําท่ใี ชแลว กับแกวทย่ี งั ไมใ ช รวมทัง้ การลางและจดั เก็บใหสะอาดกอ นนํามาใช

3. โรงเรยี นบางแหง ทข่ี าดแคลนนา้ํ ควรจดั หาทเ่ี กบ็ สาํ รองนา้ํ หรอื ประสานหนว ยงานทเี่ กยี่ วขอ ง เชน
องคกรปกครองสวนทองถ่ิน การประปา เพ่ือสนับสนุนใหมีนํ้าบริโภคเพียงพอ หากจําเปนตองซ้ือนํ้าดื่มบรรจุขวด
ควรตรวจสอบคณุ ภาพเพือ่ ความปลอดภยั

4. การตรวจสอบพ้ืนท่ีสํานักงานการประปาที่ประกาศเปนนํ้าประปาบริโภค สอบถามไดจาก
ศูนยอ นามยั หรือผานทางเว็บไซตส ํานักสุขาภบิ าลอาหารและนํา้ กรมอนามยั ที่

http:// foodsan.anamai.moph.go.th/main.php?filename=water standard
5. การสงเสรมิ ใหโ รงเรยี นรกั ษาสภาพมาตรฐานคุณภาพน้าํ ดม่ื อยา งตอเนอ่ื ง โดย

โรงเรียนจัดสรรหรือขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากหนวยงานหรือองคกรในพื้นที่
ในการตรวจวิเคราะหคุณภาพน้าํ บรโิ ภค

หากมปี ญ หาทางดา นเทคนคิ วชิ าการ สามารถสอบถามรายละเอยี ดไดท ส่ี าํ นกั งานสาธารณสขุ
จังหวดั ศูนยอนามยั หรอื สาํ นักสุขาภิบาลอาหารและนํา้ กรมอนามัย

ผลท่ีไดร บั

นักเรยี นและบุคลากรมนี าํ้ บรโิ ภคทส่ี ะอาดปลอดภยั เพียงพอ และปองกนั การเจบ็ ปว ยจากโรคที่เกดิ
จากน้ําบริโภคที่ไมสะอาด

134 ¤Á‹Ù Í× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹

âçàÃÂÕ ¹Ê§‹ àÊÃÁÔ Ê¢Ø ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตวั ช้วัดท่ี 13

สวมผานเกณฑมาตรฐาน HAS

ความหมาย

สว มผา นเกณฑม าตรฐาน HAS หมายถงึ สว มในโรงเรยี นทกุ จดุ /ทผ่ี า นเกณฑม าตรฐานสว มสาธารณะ
ระดับประเทศ (HAS)

เกณฑประเมิน

สว มทกุ จุด/ท่ผี านเกณฑมาตรฐาน 16 ขอ

วัตถปุ ระสงค

เพอื่ พฒั นาสว มในโรงเรยี นใหบรรลุเปาหมาย 3 ดา นคอื สะอาด (Health) เพียงพอ (Accessibility)
และปลอดภยั (Safety)

แนวทางการดาํ เนินงาน

เปน การดาํ เนนิ งานตอ เนอื่ งจากองคป ระกอบท่ี 4 ของโรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพ เรอื่ ง การจดั สงิ่ แวดลอ ม
ในโรงเรียนที่เออ้ื ตอสขุ ภาพ และสอดคลองกบั งานตามนโยบายกระทรวงศกึ ษาธกิ าร โดยมีแนวทางการดําเนินงาน
ดงั น้ี

1. โรงเรียนศึกษาเกณฑมาตรฐานสวมสาธารณะระดับประเทศ (HAS) 16 ขอ และมอบหมาย
ผูร บั ผดิ ชอบใหชดั เจน

2. โรงเรยี นและนกั เรียนดําเนินการพัฒนาสว มในโรงเรียนทุกแหงใหเปนไปตามเกณฑม าตรฐาน
3. โรงเรียนควบคุมกํากับเร่ืองการดูแลรักษาความสะอาดสวมและบริเวณโดยรอบ การตรวจ
ซอมอุปกรณช าํ รดุ การหา มสบู บหุ รี่ รวมท้ังสง เสริมนักเรยี นใหม พี ฤติกรรมการใชส ว มอยางถกู ตอ ง

ผลที่ไดรับ

1. สว มมีความสะอาด ปลอดภัย เพยี งพอ และรกั ษามาตรฐานตามเกณฑอยา งตอเนอ่ื ง
2. นักเรยี นไดใชส ว มทถี่ กู สขุ ลักษณะ และมีพฤติกรรมการใชสว มทดี่ ี

¤Ù‹ÁÍ× ¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹ 135

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


ตวั ช้วัดที่ 14

มกี ารจดั หรอจาํ หนา ยอาหารวา งและเคร่องด่ืมทมี่ คี ุณคาทางโภชนาการ
ไมห วานจัด ไมเ ค็มจัด และไมม ีไขมันสูง

ความหมาย

อาหารวา งและเครอ่ื งดม่ื ทมี่ คี ณุ คา ทางโภชนาการ ไมห วานจดั ไมเ คม็ จดั และไมม ไี ขมนั สงู หมายถงึ
อาหารท่ีบริโภคระหวางมื้ออาหารหลัก ที่มีประโยชนใหพลังงานและมีสารอาหารที่จําเปนตอรางกายครบถวน
เพียงพอ ไดแก โปรตีน แคลเซียม เหล็ก วิตามินเอ วติ ามินซี วติ ามินบี 1 วติ ามนิ บี 2 หรอื ใยอาหารไมนอ ยกวา
2 ชนิด โดยแตละชนิดมีปริมาณนํ้าตาล โซเดียม และน้ํามัน/ไขมันในระดับต่ําไมเกินเกณฑที่กําหนด พลังงาน
ท่ีไดรับจากการรับประทานอาหารวาง โดยเฉล่ียแตละมื้อในเด็กอายุ 4-5 ปไมควรเกินม้ือละ 130 กิโลแคลอรี
เดก็ อายุ 6-13 ปไ มเกินม้ือละ 160 กโิ ลแคลอรี และเดก็ อายุ 14-19 ป ไมเกนิ มือ้ ละ 200 กโิ ลแคลอรี โรงเรียน
ไมมกี ารจดั และจําหนายอาหารวา งหรอื ขนมทมี่ ีรสหวานจัด เคม็ จดั และมไี ขมันสงู

อาหารวางรสหวานจัด หมายถึง อาหารหรือขนมที่มีคุณคาทางโภชนาการต่ําและมีผลเสียตอการ
เจริญเติบโตเปนอันตรายตอสุขภาพ ทําใหรับประทานอาหารมื้อหลักไดนอย สงผลตอการขาดสารอาหาร
(ผอม, เตี้ย) หากรับประทานอาหารมื้อหลักมากดวย เด็กจะมีภาวะอวน อาหารวางรสหวานจัด ไดแก
ขนมท่มี ปี รมิ าณนา้ํ ตาลสงู เกนิ 12 กรัม หรือเกนิ ประมาณ 3 ชอนชาตอ ม้อื (นํ้าตาล 1 ชอ นชา หนัก 4 กรัม) เชน
ช็อกโกแลต ท็อฟฟ ลูกอม อมยิ้ม นมอัดเม็ด หมากฝรั่ง เยลล่ี ขาวโพดอบกรอบ ขนมปงกรอบ บิสกิต
เวเฟอรไสตางๆ คกุ ก้ี หวานเย็นหรอื ไอศกรีม ฯลฯ

เครื่องด่ืมท่ีมีรสหวานจัด หมายถึง เครื่องด่ืมท่ีมีปริมาณน้ําตาลท่ีระบุในฉลากโภชนาการหรือ
เติมนาํ้ ตาลเกนิ รอยละ 5 ตอ การบรโิ ภค 1 คร้ัง เชน นมเปรีย้ ว นมปรงุ แตงรส นา้ํ อดั ลม นาํ้ ผลไมร สตา งๆ ชาเขียว

การบริโภคนํ้าตาล ควรรับประทานแตนอย ท้ังในอาหารม้ือหลักและอาหารวาง การบริโภคนํ้าตาล
ใน 1 วนั สาํ หรับกลมุ อายุ 6-13 ป ไมค วรเกิน 4 ชอนชา (16กรัม) และกลุมอายุ 14-18 ป ไมค วรเกนิ 6 ชอ นชา
(24 กรัม)

อาหารวางรสเค็มจัด หมายถึง อาหารที่มีปริมาณโซเดียมระบุในฉลากโภชนาการเกินรอยละ 4
ของปริมาณโซเดียมท่ีแนะนําใน 1 วัน ตอการบริโภค 1 ครั้ง หรือปริมาณโซเดียมเกิน 100 มิลลิกรัมตอคร้ัง
หรอื มเี กลือเกนิ 0.25 กรมั เชน ขนมซอง ขนมถงุ ประเภทปลาเสนปรุงรส มนั ฝรัง่ ทอด ขา วเกรยี บ สาหรา ย ฯลฯ

โซเดียม หมายถงึ แรธ าตทุ ่จี าํ เปน ตอ รางกาย มหี นา ที่รกั ษาความสมดุลของของเหลวในรางกายและ
ความดันโลหิตใหอยูในระดับปกติ ถาไดรับมากเกินไปเปนประจํา จะมีความเสี่ยงตอการเกิดโรคความดันโลหิตสูง
โรคไต โรคหวั ใจ ฯลฯ แหลงของโซเดียม ไดแก อาหารธรรมชาติ เครอื่ งปรงุ รส เชนเกลือ นํ้าปลา ซีอวิ๊ อาหารแปรรูป
เชน ผกั ดอง ไขเค็ม ไสกรอก หมูยอ บะหมีก่ งึ่ สาํ เรจ็ รปู ขนม อาหารขบเคีย้ ว ฯลฯ

136 ¤‹ÁÙ ×Í¡ÒôÒí à¹Ô¹§Ò¹

âçàÃÕ¹ʋ§àÊÃÁÔ ÊØ¢ÀÒ¾ ¾.È. 2558


เกลอื เครือ่ งปรุงรสเคม็ ที่มโี ซเดยี มปริมาณสงู เกลือ 1 ชอ นชา (5 กรัม) จะมีโซเดยี ม 2,000 มิลลิกรมั
การบริโภคเกลือ ควรรับประทานในปริมาณเล็กนอยท้ังอาหารมื้อหลักและอาหารวาง ใน 1 วัน ไมควรบริโภค
โซเดียมเกิน 2,400 มิลลิกรัม หรือเกลือไมค วรเกิน 1 ชอ นชา

ปริมาณโซเดยี มทีค่ วรไดร บั ตอวัน

กลมุ อายุ ปริมาณโซเดียมตอ วนั (มลิ ลิกรัม)
6-8 ป 325-950
9-12 ป 400-1,175
13-15 ป 500-1,500
16-18 ป 525-1,600

อาหารวางที่มีไขมันสูง หมายถึง อาหารวางที่มีคุณคาทางโภชนาการต่ํา ไขมันสูงมีผลเสียตอการ
เจริญเติบโตของเด็ก ทําใหเด็กมีภาวะอวน เส่ียงตอภาวะไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง
อาหารวางที่มีไขมันสูง ไดแก อาหารท่ีปรุงโดยใชนํ้ามันมากเกิน 2.5 กรัมตอมื้อ หรือมากกวาครึ่งชอนชา
(น้ํามัน 1 ชอนชา หนัก 5 กรัม) หรืออาหารทอดดวยนํ้ามันทวม เชน มันฝรั่งทอด ลูกช้ินทอด ไสกรอกทอด
ขนมซอง ขนมเบเกอร่ี เคกหนา ครีม คุกก้ี พฟั พาย พซิ ซา ฯลฯ

เกณฑป ระเมิน จัดหรอื จาํ หนา ยทุกวันเปด เรยี น

วตั ถุประสงค

เพือ่ ใหนกั เรยี นบรโิ ภคอาหารวา งทม่ี คี ุณคาทางโภชนาการ ไมห วานจัด ไมเ ค็มจดั และไมมไี ขมันสงู

แนวทางการดําเนนิ งาน

1. มกี ารสํารวจอาหารวางและเครอื่ งดื่มทีจ่ ัด/จําหนา ยในโรงเรียน
2. อาหารวา งมคี ุณคา ทางโภชนาการ ท่ีควรนํามาจัดหรอื จําหนายในโรงเรียน มดี งั นี้

นม นมสดรสจืดวันละ 1-2 มอื้ ๆ ละ 1 กลอง/ถุง (200 ซซี )ี ใหกลมุ เด็กทว่ั ไป สําหรับเดก็ ทวม
เริ่มอวนหรืออวน ใหด่ืมนมพรองมันเนยหรือนมขาดมันเนยแทน และจําหนายนม/ผลิตภัณฑนมในรานสหกรณ/
รา นคา เชน นมสดรสจดื นมพรอ งมนั เนย และโยเกริ ต รสธรรมชาติ ฯลฯ

ผลไม ควรรับประทานผลไมสดวันละ 1-2 สวน ถาเปนผลไมตากแหงตองไมเติมน้ําตาล
เชน กลวยตากไมช ุบนํา้ ผงึ้ ฯลฯ

พชื หัว และถ่ัวเมล็ดแหง เชน ขาวโพดตม มนั เทศตม เผือกตม ถั่วลิวสงตม ฯลฯ
ขนมไทยรสไมหวานจัด ปริมาณ 1 ถวยเล็ก โดยมีอาหารกลุมขาว-แปง (พืชหัว) กลุมผัก
กลมุ ผลไม กลุมเนือ้ สัตว (ถ่วั เมลด็ แหง) หรือกลุมนมเปน สวนประกอบ เชน ฟก ทองแกงบวด กลวยบวชชี เตาสวน
ขาวตมมดั ถ่วั เขียวตม น้าํ ตาล ฯลฯ
อาหารวางอื่นๆ มีกลุมผัก กลุมผลไม กลุมเน้ือสัตว (ถ่ัวเมล็ดแหง) หรือกลุมนม
เปน สวนประกอบ เชน ซาลาเปาไสห มแู ดง ขนมจบี แซนวิชไสทูนา ขนมปง ไสหมูหยอง ฯลฯ

¤‹ÙÁÍ× ¡ÒôÒí à¹¹Ô §Ò¹ 137

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


3. ตรวจสอบปริมาณนา้ํ ตาล เกลือ ไขมนั ในอาหารวางและเคร่ืองดมื่ ดังน้ี
3.1 ตรวจสอบปริมาณนํา้ ตาล
ขนมท่ีทําเอง ใหดูจากสูตรขนม แยกสวนประกอบแตละชนิดและนํ้าหนักเปนกรัม

และจํานวนช้ินหรือถวยท่ีไดจากสูตรน้ัน ดูปริมาณนํ้าตาลที่ใชทั้งหมด หารดวยจํานวนช้ินหรือถวย
จะไดปริมาณนํ้าตาลตอช้ินหรือถวย ถาเด็กกินขนมคนละ 1 ช้ินจะไดน้ําตาลปริมาณที่แนะนําได แตถาเด็กกิน
2 ช้ิน จะตองคูณปริมาณน้ําตาลดวย 2 ถาปริมาณน้ําตาลสูงเกิน 12 กรัม หรือเกินประมาณ 3 ชอนชาตอม้ือ
ตอ งลดปรมิ าณนา้ํ ตาลหรอื เปลีย่ นเปนขนมอืน่ แทน

ขนมสาํ เรจ็ รูปทม่ี บี รรจุภณั ฑ ใหด ูจากฉลากโภชนาการ แตถา ไมม ี ใหด จู าก
สวนประกอบและคาํ นวณปรมิ าณนํา้ ตาล

เครื่องด่ืมสําเร็จรูปท่ีมีปริมาณน้ําตาลระบุในฉลากโภชนาการไมเกิน รอยละ 5
ตอ การบริโภค 1 คร้ัง หรือมีนํา้ ตาลเกิน 5 กรมั ในเครอ่ื งด่มื 100 ซีซี

เครอื่ งดืม่ ผสมเอง
กรณไี มใ สน ้าํ แข็ง การคาํ นวณปริมาณนาํ้ ตาลในเครือ่ งด่ืม เชน
น้ําตาลไมเกิน 5 กรมั ตอ น้ํา 100 ซีซี หรอื
นํา้ ตาลครง่ึ ขีด (50 กรมั ) ตอน้ํา 1 ลติ ร (1,000 ซีซี) หรอื
น้าํ ตาลครึง่ กโิ ลกรมั (500 กรมั ) ตอนํา้ 10 ลิตร
กรณใี สนา้ํ แขง็ การคาํ นวณปริมาณน้าํ ตาลในเคร่ืองดืม่ เชน
นา้ํ ตาลไมเกนิ 10 กรัม ตอ นํ้า 100 ซีซี หรอื
นํ้าตาล 1 ขดี (100 กรัม) ตอน้าํ 1 ลิตร (1,000 ซซี ี) หรือ
น้าํ ตาล 1 กิโลกรัม ตอน้ํา 10 ลติ ร

ปรบั ลดปรมิ าณนาํ้ ตาลและไมน าํ อาหารทมี่ นี าํ้ ตาลเกนิ กาํ หนด มาจาํ หนา ยในโรงเรยี น
3.2 ตรวจสอบปริมาณเกลือโซเดยี ม โดย

ตรวจสอบปริมาณโซเดียมท่ีระบุในฉลากโภชนาการ ไมเกินรอยละ 4 ของปริมาณ
โซเดียมท่ีแนะนําใน 1 วัน ตอการบริโภค 1 คร้ัง หรือปริมาณโซเดียมไมเกิน 100 มิลลิกรัมตอคร้ัง หรือมีเกลือ
ไมเ กนิ 0.25 มิลลิกรมั ถาเกนิ แสดงวามีรสเค็มจัด

3.3 ตรวจสอบปริมาณไขมนั โดยสงั เกตจาก
อาหารวางท่ปี รงุ เอง ใชน ํา้ มนั ไมมากเกิน 2.5 กรมั ตอม้ือ หรอื ไมมากกวาครงึ่ ชอ นชา

(นํ้ามัน 1 ชอ นชา หนกั 5 กรมั ) ถาเกนิ หรอื อาหารทอดดวยนํ้ามัน/ทวม แสดงวา มีไขมันสงู
อาหารวางท่ีมีบรรจุภัณฑใหดูจากฉลากโภชนาการ ไขมันท้ังหมดตองไมเกิน

2.5 กรัม ถา เกนิ แสดงวา มไี ขมนั สงู

ผลที่ไดร บั

โรงเรียนมีการจัดหรือจําหนายอาหารท่ีมีคุณคาทางโภชนาการ และสงเสริมพฤติกรรมให

นักเรียนรบั ประทานอาหารวางและเคร่ืองดม่ื ทรี่ สไมห วานจัด ไมเค็มจัด และไมมไี ขมันสูง

138 ¤‹ÙÁÍ× ¡ÒôíÒà¹¹Ô §Ò¹

âçàÃÕ¹ʧ‹ àÊÃÔÁ梯 ÀÒ¾ ¾.È. 2558


Click to View FlipBook Version