The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบหายใจ โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jantana.4126, 2023-02-16 08:01:16

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบหายใจ โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบหายใจ โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบหายใจ โดยการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดย จันทณา ดอนมาไพร รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาชีววิทยา คณะครุศาสตร์ ปีการศึกษา 2565 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์


ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบหายใจ โดยการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-PairShare) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนน้ำริดวิทยา ผู้วิจัย นางสาวจันทณา ดอนมาไพร ปริญญา ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาชีววิทยา ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลัง เรียน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) เรื่อง ระบบหายใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) กลุ่มทดลองที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนน้ำ ริดวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 12 คนใช้เวลาในการ จัดการเรียนรู้ 11 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) เรื่อง ระบบ หายใจ จำนวน 5 แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้เรื่อง ระบบหายใจ และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน ผลการวิจัย พบว่า หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ สืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยาเรื่อง ระบบหายใจสูงกว่าก่อนเรียนโดยมี คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 16.58 คะแนนและ 7.08 คะแนน ตามลำดับ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ที่สุด ( X̅ = 4.8, S.D. = 0) คำสำคัญ: ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์, ความพึงพอใจ


ข กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลงได้ด้วยความกรุณา ความช่วยเหลือการสนับสนุนจากบุคคล หลายๆฝ่าย ซึ่งไม่อาจจะนำมากล่าวได้ทั้งหมด ผู้ที่จะกล่าวขอบคุณเป็นอันดับแรก คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร. กิตติ เมืองตุ้ม อาจารย์นิเทศ และขอขอบคุณครูทรงพร วังซ้าย ครูพี่เลี้ยงที่ได้ กรุณาให้คำปรึกษาตลอดจนให้คำแนะนำด้านต่าง ๆด้วยดีตลอดมา ขอขอบคุณครูปราณี เสียงดีง และคุณครูกัลญา สอนสวน ที่ให้ความกรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญให้ คำแนะนำแก้ไขและตรวจสอบเครื่องมือการวิจัยครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง ในการทำวิจัยครั้งนี้จะเริ่มขึ้นไม่ได้หากไม่ได้รับร่วมมือจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนน้ำริดวิทยา ที่ช่วยให้ความร่วมมืออย่างดียิ่งในการเก็บรวบรวมข้อมูลและ ทดลองใช้เครื่องมือ สุดท้ายนี้ขอกราบขอบพระคุณคุณพ่อ คุณแม่ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือส่งเสริมและสนับสนุน เป็นกำลังใจทีดีในการศึกษาครั้งนี้จนทำให้วิจัยสำเร็จลงได้ด้วยดี คุณค่าและประโยชน์ของงานวิจัย ผู้วิจัยขอมอบอุทิศแด่ผู้มีพระคุณทุกๆท่านและหวังเป็น อย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้และผู้ที่สนใจไม่มากก็น้อย จันทณา ดอนมาไพร


ค สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค สารบัญตาราง จ สารบัญตารางภาคผนวก ฉ บทที่ 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 3 สมมติฐานของการวิจัย 3 ขอบเขตของการวิจัย 3 นิยายศัพท์เฉพาะ 4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุ2560) 6 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 11 การจัดการเรียรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) 14 การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) 16 ความพึงพอใจ 21 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 24 บทที่ 3 วิธีการดำเนินงานวิจัย 25 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 25 แบบแผนการวิจัย 25 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 26 การสร้างและการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 26 วิธีดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล 30 ขั้นตอนและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 31


ง สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 33 ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน เรื่อง ระบบหายใจ 33 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามความพึงพอใจของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ 34 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 36 สรุปผลการวิจัย 36 อภิปรายผลการวิจัย 37 ข้อเสนอแนะ 37 บรรณานุกรม 39 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในการตรวจเครื่องมือ 43 ภาคผนวก ข ผลการวิเคราะห์เครื่องมือ 45 ภาคผนวก ค เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 63 ประวัติผู้วิจัย 153


จ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า ตารางที่ 1 ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน เรื่อง ระบบหายใจ 33 ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามความพึงพอใจของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ 34


ฉ สารบัญตารางภาคผนวก ตารางที่ หน้า ตารางที่1 ผลการวิเคราะห์ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญ เรื่อง ระบบหายใจ แผนจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การแลกเปลี่ยนแก๊สของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์ 46 ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญ เรื่อง ระบบหายใจ แผนจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การแลกเปลี่ยนแก๊สของมนุษย์ 48 ตารางที่ 3 ผลการวิเคราะห์ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญ เรื่อง ระบบหายใจ แผนจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง กลไกการหายใจ 50 ตารางที่ 4 ผลการวิเคราะห์ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญ เรื่อง ระบบหายใจ แผนจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง การควบคุมการหายใจและการวัดอัตราการหายใจ 52 ตารางที่ 5 ผลการวิเคราะห์ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญ เรื่อง ระบบหายใจ แผนจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง โรคระบบทางเดินหายใจ 54 ตารางที่ 6 ผลการวิเคราะห์ค่าความสอดคล้อง (IOC) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบหายใจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 56 ตารางที่ 7 ผลการวิเคราะห์ค่าความสอดคล้อง (IOC) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน ที่ มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think- Pair-Share) เรื่อง ระบบหายใจ (ผู้เชี่ยวชาญ) 58 ตารางที่ 8 ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบหายใจสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) (คะแนนเต็ม 20 คะแนน) 60 ตารางที่ 9 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ 61


บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้อง กับชีวิตของทุกคนทั้งในการดำรงชีวิตประจำวันและในงานอาชีพต่างๆ เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจน ผลผลิตต่างๆ เพื่อใช้อำนวยความสะดวกในชีวิตและการทำงาน ล้วนเป็นผลของความรู้วิทยาศาสตร์ ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อื่นๆ ความรู้วิทยาศาสตร์ช่วยให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี อย่างมาก พร้อมกันนั้นเทคโนโลยีก็มีส่วนสำคัญมากที่จะให้การศึกษาค้นคว้าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง จากความสำคัญของวิชาวิทยาศาสตร์กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดให้วิชา วิทยาศาสตร์บรรจุอยู่ในการเรียนการสอนจากพระราชบัญญัติการศึกษา หมวดที่ 4 ว่าด้วยเรื่องแนว การจัดการศึกษา กล่าวคือ การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ผู้เรียนทุกคน สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ดังนั้นกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนา ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ การจัดการศึกษาต้องเน้นทั้งความรู้ คุณธรรรม และกระบวนการ เรียนรู้ ในเรื่องของสาระความรู้ให้บูรณาการความรู้และทักษะด้านต่างๆให้เหมาะสมกับแต่ละระดับ การศึกษา ในกระบวนการเรียนการสอนวิชาชีววิทยา ปัญหาที่พบคือ เนื้อหาในส่วนต่างๆของวิชาจะเป็น บทเรียนที่มีเนื้อหาจำนวนมากและส่วนใหญ่อาศัยการท่องจำและการทำความเข้าใจ เนื่องจากเป็น เนื้อหาเกี่ยวกับระดับเซลล์และภายในร่างกาย ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจในการคิด วิเคราะห์ และสร้าง องค์ความรู้ด้วยตนเองเป็นสำคัญ จากการสังเกตการเรียนของนักเรียนจากหลายๆครั้งที่ผ่านมา ครูผู้สอน พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ขาดการคิดวิเคราะห์ (Analyzing) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) การคิดแก้ปัญหา (Problem Solving) การคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ (Creative Thinking) (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2560) รวมถึงทักษะในการเรียนรู้ทักษะชีวิตและ การทำงาน ทักษะด้านสารสนเทศและที่สำคัญทักษะการสื่อสารเนื่องด้วยปัญหาดังกล่าวนี้ไม่ได้รับการ แก้ไขหรือพัฒนา จะยิ่งทำให้ผู้เรียนประสบปัญหาในการเรียนรู้ยิ่งกว่าเดิมเนื่องจากเนื้อหาแต่ละส่วน


2 นั้นมีความเชื่อมโยงถึงกัน ผู้สอนจึงได้นำวิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อสร้าง ความเข้าใจในเนื้อหาสาระและบทเรียนให้ดียิ่งขึ้น โดยการจัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) เป็นการจัดการเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีลักษณะคล้ายกับการสอนแก้ปัญหาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เน้น การค้นคว้าหาความรู้โดยครูเป็นผู้ที่่คอยกระตุ้นและให้การสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน ประกอบด้วย ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) ขั้นอธิบาย และลงข้อสรุป (Explanation) ขั้นขยายความรู้(Elaboration) และขั้นประเมิน (Evaluation) จึง เรียกว่า Inquiry Cycle โดยกระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบนี้สามารถประยุกต์ใช้ร่วมกับรูปแบบ อื่นๆ เช่น การเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD (ทิพย์รัตน์ มังกรทอง, 2558) สะเต็มศึกษา (พิเชฐ ศรีสังข์งาม, 2561) การเรียนรู้แบบเชิงรุก (จรรยารักษ์ กุลพ่วง, นพมณี เชื้อวัชรินทร์และเชษฐ์ ศิริสวัสดิ์, 2559) และประยุกต์ได้หลากหลายวิชา เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคม ภาษาอังกฤษ นอกจากการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ที่ได้กล่าวในข้างต้นแล้วยังมีเทคนิคที่ น่าสนใจอีกเทคนิคหนึ่งคือ เทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) เป็นเทคนิคการเรียนแบบร่วมมือ ระหว่างผู้เรียนสองคนที่จับคู่กัน โดยเริ่มจากปัญหาหรือโจทย์คำถาม แต่ละคนหาคำตอบด้วยตนเอง ก่อน แล้วแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคู่ของตนเอง จากนั้นนำความรู้ที่ได้ไปนำเสนอให้เพื่อนในชั้น เรียนได้ฟัง (Getter & Rowe, 2008; Kagan, 1994 อ้างถึงใน ทิศนา แขมมณี, 2556; กรมวิชาการ, 2545; บุศรา สวนสำราญ, 2554; พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และ พเยาว์ ยินดีสุข, 2551; สุวิทย์ มูลคำ และ อรทัย มูลคำ, 2545) ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การคิด (Think) เป็นขั้นตอนที่ครูตั้งคำถามเพื่อ กระตุ้นการคิดของนักเรียนทั้งชั้นเรียน ในประเด็นปัญหาต่าง ๆ หลังจากนั้นให้เวลาเพียงเล็กน้อย สำหรับคำถามที่กระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดเป็นการกล่าวนำถึงสาระสำคัญของบทเรียน รวมทั้งการแนะนำ ให้ผู้เรียนได้คิดถึงเรื่องที่จะต้องศึกษาในขั้นตอนต่อไป ในขั้นนี้จะต้องดำเนินการพร้อมกันทั้งชั้นเรียน เพื่อให้ผู้เรียนทั้งหมดเกิดความคิดร่วมและประสานความคิดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน 2) การจับคู่ (Pair) เป็นขั้นตอนที่ครูจับคู่ให้กับนักเรียน โดยอาจจะให้นักเรียนจับคู่กับเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ หรือที่นั่ง โต๊ะติดกัน เพื่อให้แต่ละคู่ร่วมกันศึกษาบทเรียนได้สำเร็จลุล่วง และสามารถค้นหาคำตอบของประเด็น ปัญหาที่ต้องการได้3) การแลกเปลี่ยน (Share) เป็นขั้นตอนสุดท้ายหลังจากการศึกษาบทเรียนแล้ว หลังจากที่นักเรียนแต่ละคู่ได้พูดคุยกัน ค้นหาถึงคำตอบ ครูให้นักเรียนแต่ละคู่ร่วมกันแสดงความ คิดเห็นในชั้นเรียน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ สรุปผลและอภิปรายผลการค้นพบ โดยครูจะบันทึกคำตอบ ของนักเรียนบนกระดานดำ และร่วมกันสรุปคำตอบกับนักเรียน ทั้งนี้ยังไม่มีผู้วิจัยที่นำการจัดการ


3 เรียนรู้แบบแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) กับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) มาใช้ร่วมกัน ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับ เทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) จากแนวคิดและสภาพปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการจะนำวิธีการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) เรื่อง ระบบหายใจ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เอื้อต่อการที่จะทำให้ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง ระบบหายใจ ของนักเรียนดีขึ้น อีกทั้งช่วยเสริมสร้างพัฒนาความสามารถในการ แก้ปัญหาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มาเป็นแนวทางในการปรับปรุงและ พัฒนาการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญให้มีประสิทธิภาพต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ร่วม 5 ขั้น (5E) กับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) เรื่อง ระบบหายใจของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) สมมติฐานของการวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยาเรื่อง ระบบหายใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-PairShare) สูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) วิชาชีววิทยา เรื่องระบบหายใจ ขอบเขตของการวิจัย 1. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เนื้อหาเรื่อง ระบบหายใจ รายวิชาชีววิทยาระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560)


4 2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียน น้ำริดวิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน โดยการสุ่ม ห้องเรียนด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive sampling) จำนวน 12 คน 3. ระยะเวลาดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ใช้เวลาในการ ทดลอง 11 ชั่วโมงโดยผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการจัดการเรียนรู้และเก็บรวบรวมข้อมูล 4. ตัวแปรที่ศึกษา 4.1 ตัวแปรอิสระ คือ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิค เพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) 4.2 ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่องระบบหายใจ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นิยายศัพท์เฉพาะ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา หมายถึง ผลที่ได้รับจากการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบหายใจหลังจากได้เรียนโดยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ซึ่งวัดผลได้จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบ หายใจ 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา หมายถึง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง ระบบหายใจ เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 3. ความพึงพอใจ หมายถึง นักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุดต่อการจัดการเรียนรู้โดย กระบวนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ในวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบหายใจ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบหายใจสูงขึ้นผ่าน เกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้ และมีความรู้ความเข้าใจในบทเรียนดีขึ้น 2. ผลการวิจัยจะเป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอนและต่อวิชาเรียนในการพัฒนากิจกรรมการเรียน การสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียน เรื่อง ระบบหายใจ โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัย ได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) 2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2.1 ความหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2.2 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2.3 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2.4 หลักเกณฑ์ในการสร้างแบบทดสอบการเรียน 2.3 การจัดการเรียรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 2.3.1 รูปแบบการเรียนการสอบแบบสืบเสาะหาความรู้ 2.3.2 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 2.4 การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) 2.4.1 รูปแบบเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) 2.4.2 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด 2.4.3 ประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด 2.5 ความพึงพอใจ 2.5.1 ความหมายของความพึงพอใจ 2.5.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 2.5.3 การวัดความพึงพอใจ 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


6 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็น มนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็น พลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้ และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตาม ศักยภาพ หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญดังนี้ 1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดมุ่งหมายและมาตรฐานการ เรียนรู้เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม บน พื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชนที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอ ภาคและ มีคุณภาพ 3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้เวลาและการจัดการ เรียนรู้ 5. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบนอกระบบและตามอัธยาศัยครอบคลุม ทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ จุดหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มี ศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติ ตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. มีความรู้อันเป็นสากลและมีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้ เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย


7 4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการ ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิตสำนึกที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการ เรียนรู้ ซึ่งการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดนั้น จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะ สำคัญ 5 ประการดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร และประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจา ต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อ ตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ แม่การคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือ สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่ เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผลคุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มา ใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาและมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ต่อตนเองสังคม และสิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ใน การดำรงชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตัวเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงานและการอยู่ร่วมกัน ในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อมและการรู้จัก หลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การ สื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้องเหมาะสม และมีคุณธรรม


8 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสนา กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ นอกจากนี้สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้องตาม บริบทและจุดเน้นของตนเอง มาตรฐานการเรียนรู้ การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงกำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ดังนี้ 1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร์ 3. วิทยาศาสตร์ 4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5. สุขศึกษาและพลศึกษา 6. ศิลปะ 7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8. ภาษาต่างประเทศ ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดระบุสิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นซึ่ง สะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม นำไปใช้ในการกำหนด เนื้อหาจัดทำหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการวัดประเมินผล เพื่อตรวจสอบคุณภาพของผู้เรียน 1. ตัวชี้วัดชั้นปี เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละชั้นปีในระดับการศึกษาภาคบังคับ (ประถมศึกษาปีที่ 1 - มัธยมศึกษาปีที่ 3)


9 2. ตัวชี้วัดช่วงชั้น เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนในแต่ละระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 4-6) แต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ในหลักสูตรแกนกลางศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ ปรับปรุง 2560) ได้กำหนดองค์ความรู้ทักษะสำคัญและคุณลักษณะที่สำคัญ ที่เป็นจุดเน้นในการ พัฒนาผู้เรียน ดังนี้ 1. ภาษาไทย เน้นความรู้ ทักษะ และวัฒนธรรมการใช้ภาษา เพื่อการสื่อสาร ความชื่นชมการ เห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทย และภูมิใจในภาษาประจำชาติ 2. คณิตศาสตร์ แนวการนำความรู้ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ไปใช้ในการ แก้ปัญหา การดำเนินชีวิต และศึกษาต่อ การมีเหตุมีผล มีเจตคติที่ดีต่อคณิตศาสตร์ พัฒนาการคิด อย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์ 3. วิทยาศาสตร์ เน้นการนำความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไปใช้ในการศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ และแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล คิดวิเคราะห์ 4. สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เน้นการอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและสังคมโลกอย่าง สันติสุข การเป็นพลเมืองดี ศรัทธาในหลักธรรมของศาสนา การเห็นคุณค่าของทรัพยากรและ สิ่งแวดล้อม ความรักชาติ และภูมิใจในความเป็นไทย 5. สุขศึกษาและพลศึกษา เน้นความรู้ ทักษะและเจตคติในการสร้างเสริมสุขภาพพลานามัย ของตนเองและผู้อื่น การป้องกันและปฏิบัติต่อสิ่งต่าง ๆ ที่มีผลต่อสุขภาพอย่างถูกวิธี และทักษะใน การดำเนินชีวิต 6. ศิลปะ เน้นความรู้และทักษะในการคิดริเริ่ม จินตนาการ สร้างสรรค์งานศิลปะสุนทรียภาพ และการเห็นคุณค่าทางศิลปะ 7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี เน้นความรู้ ทักษะ และเจตคติในการทำงาน การจัดการการ ดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ และการใช้เทคโนโลยี 8. ภาษาต่างประเทศ เน้นความรู้ทักษะ เจตคติ และวัฒนธรรม การใช้ภาษาต่างประเทศใน การสื่อสาร การแสวงหาความรู้ และการประกอบอาชีพ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่เน้นการเชื่อมโยง ความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการ สืบเสาะหาความรู้ และแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการทำ กิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่างหลากหลายเหมาะสมกับระดับชั้นโดยกำหนดสาระสำคัญ ดังนี้


10 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตในสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต การ ดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ การดำรงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพและ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสาร การ เคลื่อนที่ พลังงานและคลื่น วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ เรียนรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ภายใน ระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการเปลี่ยนแปลง ลมฟ้าอากาศ และผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี การออกแบบและเทคโนโลยีเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม วิทยาการคำนวณ เรียนรู้เกี่ยวกับ การคิดเชิงคำนวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็นขั้นตอน และเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสาร ในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิต กับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอด พลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหา สิ่งแวดล้อมรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้า และออกจากเซลล์ ความสำคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของฝากและมนุษย์ที่ทำงาน สัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพและ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์


11 สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติ ของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง สถานะของสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่ เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี่ ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการ เปลี่ยนแปลงภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและ ภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้ความคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็น ขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้การทำงานและการ แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน ไม่งั้นพี่จะกลับมาและมีจริยธรรม 2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2.1 ความหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สิริวรรณ พรหมโชติ (2542 : 17) ให้ความหมายของ“ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน” ว่า หมายถึง ความสามารถในการที่จะพยายามเข้าถึงความรู้ ซึ่งเกิดจากการกระทำประสานกัน และต้องอาศัย ความ พยายามอย่างมากทั้งองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญาและองค์ประกอบที่ไม่ใช่สติปัญญา


12 แสดงออกในรูปของความสำเร็จ ซึ่งสามารถสังเกตและวัดได้ด้วยเครื่องมือทางสติปัญญาหรือ แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทั่วไป มนต์รวี นันต๊ะเสน (2543: 26) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ความสามารถของผู้เรียนที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับการฝึกอบรมสั่งสอน ทั้งในสถานศึกษาและนอก สถานศึกษาจึงถือได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคือผลผลิตที่สำคัญของการ เรียนการสอน การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจึงเป็นกิจกรรมหลักในกระบวนการเรียนการสอนของครู สุดาลักษณ์ เข็มพรมมา (2548, 20) ให้ความหมายของ “ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน” ว่า หมายถึง ความรู้หรือทักษะของบุคคลอันเกิดจากการเรียนรู้ โดยการแสดงออกซึ่งความสำเร็จของ บุคคลในการเข้าถึงความรู้ใด ๆ นั้นสามารถวัดได้ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทั่วไป จากคำจำกัด ความดังกล่าวพอสรุปได้ว่า “ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน”หมายถึง ความรู้ความสามารถ ทางการเรียน ของผู้เรียนทั้งในด้านการศึกษาเล่าเรียนและการปฏิบัติ ซึ่งสามารถวัดด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 2.2.2 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภัทรา นิคมานนท์ (2534 : 23) ได้ให้ความหมายไว้ว่า แบบทดสอบวัดสัมฤทธิ์ หมายถึง แบบทดสอบ ที่ใช้วัดความรู้ความสามารถ ทักษะเกี่ยวกับด้านวิชาการที่ได้เรียนรู้ในอดีตว่ารับรู้ไว้ได้ มากน้อยเพียงใด โดยทั่วไปแล้วมักใช้วัดหลังทำกิจกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้วเพื่อประเมินการเรียนการ สอนว่าได้ผลเพียงใด 2.2.3 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พรศรี พุทธานนท์(2550: 6-10) ได้แบ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้เป็น 2 ประเภท คือ 1. ปัจจัยภายนอกเป็นปัจจัยเดิมของการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องโดยการให้สิ่งเร้าพร้อม กับให้ผู้เรียนตอบสนองในสิ่งที่ต้องการ การทำซ้ำคือการให้ผู้เรียนเรียนรู้โดยใช้สิ่งเร้าแล้วตอบสนอง หลาย ๆ ครั้ง จนสามารถเรียนรู้ได้การให้การเสริมแรง คือ การเสริมกำลังใจให้เกิดความพอใจในการ เรียนรู้ 2. ปัจจัยภายในเป็นสิ่งภายในที่ผู้เรียนต้องมีเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ข้อเท็จจริงขณะ เรียนขณะนั้นหรือระลึกจากที่เคยเรียนมาแล้ว ทักษะทางปัญญา หมายถึง ความสามารถในการใช้ สมองเพื่อการ เรียนรู้ โดยระลึกจากประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์ หมายถึง สมรรถภาพที่ควบคุมการ เรียนรู้ ความตั้งใจ การจ า และพฤติกรรมการคิดของมนุษย์เป็น กระบวนการท างานภายในสมองของมนุษย์ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2548, 91) ได้เสนอทฤษฎีการเรียนรู้ในโรงเรียน กล่าวคือ พื้นฐาน ของ ผู้เรียนเป็นหัวใจในการเรียนผู้เรียนแต่ละคนจะเข้าชั้นเรียนด้วยพื้นฐานที่จะช่วยให้เขาประสบ ความสำเร็จในการเรียนรู้ต่างกัน ถ้าเขามีพื้นฐานที่คล้ายคลึงกันผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะไม่แตกต่าง


13 กัน คุณลักษณะของแต่ละคน เช่น ความรู้ที่จำเป็นก่อนเรียน แรงจูงใจในการเรียนคุณภาพของการ สอนเป็นสิ่งที่ปรับปรุงได้ เพื่อให้แต่ละคนและทั้งกลุ่มมีระดับการเรียนที่สูงขึ้น 2.2.4 หลักเกณฑ์ในการสร้างแบบทดสอบการเรียน เยาวดี วิบูลย์ศรี (2538 : 82) และวัญญา วิลาภรณ์ (2522 :11 ) กล่าวถึงหลักเกณฑ์ไว้ สอดคล้องกันดังนี้ 1. เนื้อหาหรือทักษะที่ครอบคลุมในแบบทดสอบนั้น จะต้องเป็นพฤติกรรมที่สามารถ วัดผลสัมฤทธิ์ได้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ใช้แบบทดสอบวัดนั้น ถ้านำไปเปรียบเทียบกันจะต้องให้ ทุกคนมีโอกาสเรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้ครอบคลุมและเท่าเทียมกัน 3. วัดให้ตรงกับจุดประสงค์ การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ควร จะวัดตามวัตถุประสงค์ทุกอย่างของการสอน และจะต้องมั่นใจว่าได้วัดสิ่งที่ต้องการจะวัดได้จริง 4. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการวัดความเจริญงอดงามของนักเรียนการ เปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าไปสู่วัตถุประสงค์ที่วางไว้ ดังนั้น ครูควรจะทราบว่าก่อนเรียนนักเรียน มีความรู้ความสามารถอย่างไร เมื่อเรียนเสร็จแล้วจะมีความรู้แตกต่างจากเดิมหรือไม่ โดยการทดสอบ ก่อนเรียนและทดสอบหลังเรียน 5. การวัดผลเป็นการวัดผลทางอ้อม เป็นการยากที่จะใช้ข้อสอบแบบเขียนตอบวัด พฤติกรรมตรง ๆ ของบุคคลได้ คือ การตอบสนองต่อข้อสอบ ดังนั้นการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ให้เป็น พฤติกรรมที่จะสอบ จะต้องทำอย่างรอบคอบและถูกต้อง 6. การวัดการเรียนรู้เป็นการยากที่จะวัดทุกสิ่งทุกอย่างที่สอนได้ภายในเวลาจำกัด สิ่งที่วัดได้เป็นเพียงตัวแทนของพฤติกรรมทั้งหมดเท่านั้น ดังนั้นต้องมั่นใจว่าสิ่งที่วัดนั้นเป็นตัวแทน แท้จริงได้ 7. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นเครื่องช่วยพัฒนาการสอนของครู และเป็น เครื่องช่วยในการเรียนของเด็ก 8. ในการศึกษาที่สมบูรณ์นั้น สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การทดสอบแต่เพียงอย่างเดียวการ ทบทวนการสอนก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง 9. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนควรจะเน้นในการวัดความสามารในการใช้ความรู้ ให้เป็นประโยชน์ หรือการนำความรู้ไปใช่ในสถานการณ์ใหม่ ๆ 10. ควรใช้คำถามให้สอดคล้องกับเนื้อหาวิชาและวัตถุประสงค์ที่วัด


14 11. ให้ข้อสอบมีความเหมาะสมกับนักเรียนในด้านต่าง ๆ เช่น ความยากง่าย พอเหมาะมีเวลาพอสำหรับนักเรียนในการทำข้อสอบ จากที่กล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า ในการสร้างแบบทดสอบให้มีคุณภาพวิธีการสร้างแบบทดสอบที่ เป็นคำถามเพื่อวัดเนื้อหาและพฤติกรรมที่สอนไปแล้วต้องตั้งคำถามที่สามานถวัดพฤติกรรมการเรียน การสอนได้อย่างครอบคลุมและตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.3 การจัดการเรียรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 2.3.1 รูปแบบการเรียนการสอบแบบสืบเสาะหาความรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E เป็นวิธีหนึ่งที่มุ่งให้ผู้เรียนได้สืบเสาะหาความรู้ด้วยตัวเอง โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบ 5E สรุปได้ดังนี้ สุวัฒก์ นิยมค้า (2551: 119) กล่าวถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E ว่าเป็นการสอนที่ ส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้ค้นหาหรือสืบเสาะหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนโดยใช้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ภพ เลาหไพบูลย์ (2537: 119) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E เป็นการสอนที่ เน้นกระบวนการแสวงหาความรู้ที่จะช่วยให้นักเรียนได้ค้นพบความจริงต่างๆด้วยตนเอง ให้นักเรียนได้ ประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้เนื้อหาวิชา โดยใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ต่างๆ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2545: 56) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E หมายถึง การ จัดการเรียนการสอนโดยใช้วิธีให้นักเรียนเป็นผู้ค้นหาความรู้ด้วยตนเอง หรือสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกเพื่อให้นักเรียนบรรลุเป้าหมายการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E ที่จะเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ จากที่กล่าวมาทั้งหมดสรุปได้ว่าการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้หมายถึง วิธีการที่ให้ผู้เรียน รู้จักค้นคว้า หาความรู้ด้วยตนเองโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการค้นพบความรู้หรือ ประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีความหมายด้วยตนเอง ซึ่งไม่เน้นการสอนแบบบรรยายหรือบอกเล่า หรือให้ผู้เรียนเป็นผู้รับเนื้อหาวิชาต่าง ๆ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็น วิธีการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สามารถนําความรู้หรือแบบจำลองไป ใช้อธิบายหรือประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์หรือเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตประจำได้


15 2.3.2. ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ รูปแบบการสอนหรือรูปแบบการเรียนรู้ภายใต้ทฤษฏีสร้างสรรค์ความรู้ จึงเน้น บทบาทของผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น แบบ 3 ขั้นตอน หรือ แบบ 4 ขั้นตอน หรือแบบ 5 ขั้นตอน สุนีย์ เหมะประสิทธิ์ (2542: 7-8) ได้นำการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E ของโครงการ ศึกษา หลักสูตรวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยาของสหรัฐอเมริกา (Biological Science Curriculum Studies หรือ BSCS) มาทดลองดัดแปลงเพื่อให้เหมาะสมกับเด็กไทย โดยมุ่งเน้นให้นักเรียนสามารถ รวมกันแสวงหาค้นพบและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังให้เด็กมีโอกาสประสบความสำเร็จใน การเรียนรู้อย่างมีความสุข ภายใต้สถานการณ์ที่จำลองหรือเป็นจริง เพื่อให้นักเรียนมีทักษะชีวิตและ ทักษะทางสังคม สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2550: 5-8) ได้นำเสนอการจัดกิจกรรม การ เรียนรู้แบบ 5E มาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตร์และได้เสนอขั้นตอนในการเรียนการสอน 5 ขั้นตอน คือ 1. การสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการแนะนำบทเรียนกิจกรรมจะ ประกอบไปด้วย การซักถามปัญหา การทบทวนความรู้เดิม การกำหนดกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในการ เรียนการสอนและเป้าหมายที่ต้องการ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการเรียนรู้ที่จะนำสู่ บทเรียน จุดประสงค์ที่สำคัญของขั้นตอนนี้ คือ ทำให้ผู้เรียนสนใจ ใคร่รู้ในกิจกรรมที่จะนำเข้าสู่ บทเรียน ควรจะเชื่อมโยงประสบการณ์การเรียนรู้เดิมกับปัจจุบันและควรเป็นกิจกรรมที่คาดว่ากำลัง จะเกิดขึ้น ซึ่งทำให้ผู้เรียนสนใจจดจ่อที่จะศึกษาความคิดรวบยอด กระบวนการหรือทักษะ และเริ่มคิด เชื่อมโยงความคิดรวบยอดกระบวนการหรือทักษะกับประสบการณ์เดิม 2. การสำรวจและค้นหา (Exploration) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ทำให้ผู้เรียนมี ประสบการณ์ร่วมกันในการสร้างและพัฒนาความคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะ โดยการให้ เวลาและโอกาสแก่ผู้เรียนในการทำกิจกรรมการสำรวจและค้นหาสิ่งที่ผู้เรียนต้องการเรียนรู้ตามความ คิดเห็นผู้เรียนแต่ละคน หลังจากนั้นผู้เรียนแต่ละคนได้อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการ คิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะในระหว่างที่ผู้เรียนทำกิจกรรมสำรวจและค้นหา เป็นโอกาสที่ ผู้เรียนจะได้ตรวจสอบหรือเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความคิดรวบยอดของผู้เรียนที่ยังไม่ถูกต้องและ ยังไม่สมบูรณ์ โดยการให้ผู้เรียนอธิบายและยกตัวอย่างเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้เรียน ครูควรระลึก อยู่เสมอเกี่ยวกับความสามารถของผู้เรียนตามประเด็นปัญหาผลจากการที่ผู้เรียนมีใจจดจ่อในการทำ


16 กิจกรรม ผู้เรียนควรจะสามารถเชื่อมโยงการสังเกต การจำแนกตัวแปร และคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ นั้นได้ 3. การอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนได้ พัฒนาความ สามารถในการอธิบายความคิดรวบยอดที่ได้จากการสำรวจและค้นหา ครูควรให้โอกาส แก่ผู้เรียนได้อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกี่ยวกับทักษะหรือพฤติกรรมการเรียนรู้ การอธิบาย นั้นต้องการให้ผู้เรียนได้ใช้ข้อสรุปร่วมกันในการเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้ในช่วงเวลาที่เหมาะสมนี้ครูควร ชี้แนะผู้เรียนเกี่ยวกับการสรุปและการอธิบายรายละเอียด แต่อย่างไรก็ตามครูควรระลึกอยู่เสมอว่า กิจกรรมเหล่านี้ยังคงเน้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง นั่นคือ ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถในการอธิบายด้วย ตัวผู้เรียนเอง บทบาทของครูเพียงแต่ชี้แนะผ่านทางกิจกรรม เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสอย่างเต็มที่ในการ พัฒนาความรู้ความเข้าใจในความคิดรวบยอดให้ชัดเจนในที่สุดผู้เรียนควรจะสามารถอธิบายความคิด รวบยอดได้อย่างเข้าใจโดยเชื่อมโยงประสบการณ์ความรู้เดิมและสิ่งที่เรียนรู้เข้าด้วยกัน 4. การขยายความรู้ (Elaboration) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนได้ยืนยันและ ขยาย หรือเพิ่มเติมความรู้ความเข้าใจในความคิดรวบยอดให้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น และยังเปิด โอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะและปฏิบัติตามที่ผู้เรียนต้องการในกรณีที่ผู้เรียนไม่เข้าใจหรือยังสับสนอยู่ หรืออาจจะเข้าใจเฉพาะข้อสรุปที่ได้จากการปฏิบัติการสำรวจและค้นหาเท่านั้นควรให้ประสบการณ์ ใหม่ผู้เรียนจะได้พัฒนาความรู้ ความเข้าใจในความคิดรวบยอดให้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น เป้าหมายที่สำคัญของขั้นนี้ คือ ครูควรชี้แนะให้ผู้เรียนได้นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันจะทำให้ ผู้เรียนเกิดความคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะเพิ่มขึ้น 5. การประเมินผล (Evaluation) ขั้นตอนนี้ผู้เรียนจะได้รับข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับ การอธิบาย ความรู้ความเข้าใจของตนเอง ระหว่างการเรียนการสอนในขั้นนี้ของรูปแบบการสอนครู ต้องกระตุ้นหรือ ส่งเสริมให้ผู้เรียนประเมินความรู้ความเข้าใจและความสามารถของตนเอง และยังเปิด โอกาสให้ครูได้ประเมินความรู้ความเข้าใจและพัฒนาทักษะของผู้เรียนด้วย 2.4 การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) 2.4.1 รูปแบบเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) นักการศึกษาได้ให้ความหมายของเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิดไว้ดังนี้ คำว่าเทคนิค “Think-Pair-Share” มีผู้แปลเป็นภาษาไทยไว้หลายคำ เช่น เทคนิคคู่คิด เทคนิคคู่คิดอภิปราย คิด และคุยกัน และเพื่อนคู่คิด เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้วิจัยเป็นผู้


17 กำหนดขึ้นผู้วิจัยจึงใช้คำแทน “Think-Pair-Share” ว่า “เทคนิคเพื่อนคู่คิด” ซึ่งมีลักษณะการจัด กิจกรรม 4 ประการคือ 1. การคิดด้วยตนเอง 2. ให้ผู้เรียนร่วมกันจับคู่และเปลี่ยนความคิด 3. ให้ผู้เรียนแต่ละคู่แลกเปลี่ยนความคิดภายในกลุ่มของตนเอง 4. การนำคำตอบมาอภิปรายในกลุ่มใหญ่ ความหมายของเทคนิคเพื่อนคู่คิด มีนักการศึกษาได้ให้ความหมายไว้ดังนี้ มิลลิส และคอทเท็ล (Millis & Cottell, 1998 อ้างถึงใน ชลธิชา ทับทวี, 2554) ได้กล่าวถึง เทคนิคการเรียนการสอนแบบเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ซึ่งกล่าวถึงเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อน คู่คิดว่า ในการเริ่มกิจกรรมการเรียนการสอนแบบคู่คิดนั้น ครูตั้งคำถามที่ต้องใช้ความเข้าใจมาเป็น คำถามแบบการสอบสวนให้นักเรียนคิดหาคำตอบด้วยตนเอง จากนั้นให้นักเรียนจับคู่กับเพื่อนร่วมชั้น อีกคนหนึ่งเพื่ออภิปรายการตอบคำถามเมื่อได้ข้อสรุปนักเรียนยกมือเสนอคำตอบตอบเพื่อนในชั้น เรียนและก่อนที่ครูจะให้นักเรียนคู่นั้นเสนอคำตอบควรรอเวลาให้นักเรียนคิดคำตอบให้ได้ก่อน และ เพื่อให้นักเรียนมีโอกาสในการท่องคำตอบกับเพื่อนก่อนที่จะพูดในชั้นเรียนเพื่อเพิ่มพูนทักษะการ สื่อสารทางวาจาและความมั่นใจ สุขวิมล เขี้ยวแก้ว และอุสมาน สารี (2541) ได้กล่าวถึงเทคนิคเพื่อนคู่คิดว่าเป็นเทคนิคที่ เริ่มต้นจากปัญหาหรือโจทย์คำถามให้ผู้เรียนทุกคนคิดหาคำตอบด้วยตนเองก่อน หลังจากนั้นผู้สอนให้ สัญญาณให้ผู้เรียนจับคู่กันเพื่อแลกเปลี่ยนคำตอบหรือความคิดเห็นซึ่งกันและกัน แล้วจึงนำคำตอบ ของแต่ละคู่มาอภิปรายร่วมกัน 4 คนเพื่อสรุปเป็นคำตอบที่ถูกต้องหรือเหมาะสมที่สุดก่อนจะนำ คำตอบนั้นมาเสนอหน้าชั้น สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2545) ได้กล่าวถึง รูปแบบเทคนิคเพื่อนคู่คิดว่าเป็นรูปแบบ ของกิจกรรมการเรียนการสอนที่จัดให้ผู้เรียนทำงานเป็นกลุ่ม โดยเริ่มจากการจับคู่กันคิดแล้วนำ ความคิดของทั้งคู่มาอภิปรายในกลุ่มเพื่อให้ได้ความคิดของกลุ่มเป็นกิจกรรมที่เน้นให้ผู้เรียนได้พัฒนา พฤติกรรมทางสังคมควบคู่กับความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่เรียน ชำนาญ โพธิคลัง (2547) กล่าวว่า เทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) เป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนแบบร่วมมือโดยเป็นวิธีการจับคู่เพื่อให้นักเรียนทำกิจกรรมการเรียน ร่วมกัน เพื่อให้แนะนำปรึกษาหรือแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ และร่วมมือกันทำกิจกรรม ตามกระบวนการเรียนจนค้นพบข้อสรุปข้อความรู้หรือคำตอบร่วมกัน


18 พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2551) เทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think -Pair -Share) เริ่ม จากการตั้งปัญหาหรือโจทย์คำถามแล้วให้สมาชิกแต่ละคนคิดหาคำตอบด้วยตนเองก่อน แล้วนำ คำตอบไปอธิบายกับเพื่อนเป็นคู่ จากนั้นนำคำตอบของตนหรือเพื่อนที่เป็นคู่มาเล่าให้เพื่อน ๆ ทั้งห้อง ฟัง จากการศึกษาความหมายของเทคนิคเพื่อนคู่คิด ของนักการศึกษาหลายท่าน จึงสรุปได้ว่า เทคนิคเพื่อนคู่คิดเป็นรูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการกลุ่มโดยให้นักเรียนจับคู่ และตอบคำถาม รวมถึงอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันกับคู่ของตนเองในประเด็นหรือสถานการณ์ ตามที่กำหนด ฝึกการทำงาน และการพูดแสดงความคิดเห็นร่วมกับผู้อื่น สำหรับงานวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยขอสรุปว่าการจัดการเรียนรู้ร่วมกันแบบเพื่อนคู่คิด (ThinkPair-Share) หมายถึง รูปแบบในการเรียนแบบร่วมกันโดยมีการจัดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้เรียน 2 คน ที่จับคู่กันภายในกลุ่มโดยจับคู่ในลักษณะคู่คิดที่มีความสามารถแตกต่างกัน โดยกิจกรรมการเรียน ที่เริ่มจากครูเสนอสถานการณ์ปัญหาหรือโจทย์คำถามแล้วให้สมาชิกคิดหาคำตอบด้วยตนเอง หลังจาก นั้นนักเรียนแต่ละคนไปหาคู่ของตนเองที่จัดไว้เพื่อแลกเปลี่ยนคำตอบหรือความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ภายในกลุ่มของตน เมื่อได้ข้อสรุปที่ตรงกันแล้ว นำคำตอบที่ได้มาส่งครู จากนั้นจึงนำผลสรุปเสนอ หน้าชั้นเรียนและให้เหตุผลของคำตอบถ้ากลุ่มใดที่มีเหตุผลของคำตอบที่แตกต่างกันให้ออกมา นำเสนอจนได้ข้อสรุปประเด็นคำถามของผู้เรียนทั้งชั้นเรียน 2.4.2 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด ได้มีนักวิชาการกล่าวถึงขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดไว้ ดังนี้ ลีแมน (Lyman, 1981 อ้างถึงใน สุบรรณ ตั้งศรีเสรี, 2556) กล่าวว่า เทคนิคการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดจะมีขั้นตอนที่สำคัญอยู่ 3 ข้อ คือ 1. การคิด นักเรียนมีเวลา 30 นาทีหรือมากกว่าเพื่อที่จะคิดให้ได้คำตอบที่เหมาะสม เวลาที่ใช้นี้รวมถึงการเขียนเพื่อจดบันทึกคำตอบ 2. การจับคู่ หลังจากใช้เวลาคิดให้นักเรียนจับคู่เพื่อแบ่งปันคำตอบแล้วความคิดเห็น ซึ่งกันและกัน 3. การแบ่งปัน คำตอบของนักเรียนสามารถนำมาแบ่งปันภายในกลุ่มเดียวกันหรือทั้ง ชั้น เรียนในช่วงการอภิปรายเพื่อติดตามผล เทคนิคนี้ให้โอกาสแก่นักเรียนทุกคนที่จะแสดงออกถึง ตนเองรวมถึงสะท้อนให้เห็นถึงคำตอบของตนเอง


19 ไบร์เลย์ (Byerley, 2003 อ้างถึงใน สุบรรณ ตั้งศรีเสรี, 2556) กล่าวว่า เทคนิคการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดจะมีขั้นตอนที่สำคัญอยู่ 3 ข้อ คือ 1. การคิด (think) เป็นขั้นตอนแรกที่คุณจะกระตุ้นด้วยปัญหาเพื่อให้ผู้เรียนหา คำตอบ 2. การจับคู่ (pair) เป็นขั้นตอนที่จะทำให้ผู้เรียนจับคู่เพื่ออภิปรายปัญหา 3. การแลกเปลี่ยน (share) เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนและ นำเสนอ ความรู้ที่ได้จากการค้นหาคำตอบ เลวิน (Levin, 2008 อ้างถึงใน ชลธิชา ทับทวี, 2554) กล่าวว่า เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดจะมีขั้นตอนที่สำคัญ ดังนี้ 1. การคิด ครูกระตุ้นการคิดของนักเรียนโดยป้อนคำถามหรือสังเกตการณ์ นักเรียน ควรใช้เวลาคิดสักครู่เพื่อที่จะใช้ความคิดเกี่ยวกับคำถาม 2. การจับคู่ ใช้การจับคู่กันตามที่กำหนดให้ เช่น จับคู่กับเพื่อนที่นั่งใกล้ๆ กันหรือกับ เพื่อนที่นั่งโต๊ะติดกัน นักเรียนแต่ละคู่ร่วมกันพูดคุยเกี่ยวกับคำตอบที่แต่ละคนหามาได้แล้ว เปรียบเทียบความรู้ที่ได้มาจากความคิดของแต่ละคนหรือจากบันทึกสั้น ๆ ที่แต่ละคนบันทึกมา เพื่อที่จะมาพิจารณาว่าคำตอบของฝ่ายไหนที่คิดว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุด น่าเชื่อถือมากที่สุดและมีความ โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มากที่สุด 3. การแลกเปลี่ยนความรู้ หลังจากที่นักเรียนช่วยกันคิดภายในคู่ของตนเองครูจะ เรียก นักเรียนแต่ละคู่ให้มาแลกเปลี่ยนความคิดในคู่ของตนกับนักเรียนทั้งห้องเรียน มนต์ชัย เทียนทอง (2551) ได้เสนอขั้นตอนของเทคนิคเพื่อนคู่คิด ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. คิด (Think) เป็นการท้าทายให้ผู้เรียนได้คิด และไตร่ตรองจากคำถาม 2. คู่ (Pair) เป็นการจัดให้ผู้เรียนจากการเป็นคู่ ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกัน และกัน ตามประเด็นปัญหาและร่วมกันสรุปเพื่อหาคำตอบ 3. แลกเปลี่ยน (Share) เป็นการสลายจากการจับกลุ่มเป็นคู่ ๆ แล้วสรุปผลการ ค้นหาคำตอบร่วมกันทั้งชั้นเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และอภิปรายผล 2.4.3 ประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด มีนักวิชาการกล่าวถึงประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดดังนี้ ลีแมน (Lyman, 1987 อ้างถึงใน ชลธิชา ทับทวี, 2554) ได้สรุปประโยชน์ของเทคนิคเพื่อน คู่คิดดังนี้


20 1. เป็นเทคนิคที่นำไปใช้ได้เร็ว 2. เป็นเทคนิคที่ไม่ต้องใช้เวลาเตรียมการมาก 3. การโต้ตอบภายในตัวบุคคลกระตุ้นให้นักเรียนเป็นจำนวนมากมีความสนใจอย่าง แท้จริง อยู่ในด้านความรู้ 4. คู่สามารถตั้งคำถามได้หลายแบบและหลายระดับ 5. ทำให้รวมความสนใจของนักเรียนทั้งชั้นเรียน และทำให้นักเรียนที่ไม่กล้า แสดงออก สามารถตอบคำถามได้โดยไม่ต้องลุกขึ้นต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้นเรียน 6. ผู้สอนสามารถเข้าใจนักเรียนด้วยการฟังนักเรียนกลุ่มต่าง ๆ ระหว่างการทำ กิจกรรมและ จากการรวบรวมคำตอบในตอนท้ายชั่วโมงเรียน 7. ผู้สอนสามารถทำกิจกรรมที่ใช้หลักแบบเพื่อนคู่คิดได้ 1 ครั้งหรือหลาย ๆ ครั้งใน ระยะเวลา 1 คาบเรียน ไอสัน (Eison, 2008 อ้างถึงใน ชลธิชา ทับทวี, 2554) ได้สรุปประโยชน์ของเทคนิคเพื่อนคู่คิด ดังนี้ 1. สามารถนำมาใช้ได้อย่างมีศักยภาพในทุกชั้นเรียนที่มีขนาดใหญ่ 2. ส่งเสริมให้นักเรียนมีการโต้ตอบในเนื้อหาของรายวิชา 3. ทำให้นักเรียนประมวลความคิดของตนเองก่อนนำไปแบ่งปันกับผู้อื่น 4. สามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดในระดับที่สูงขึ้นได้ สมบัติ กาญจนารักพงษ์ (2547) ได้สรุปประโยชน์ของเทคนิคเพื่อนคู่คิด ดังนี้ 1. จะทำให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการคิดและทักษะการสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจ 2. ฝึกให้นักเรียนกล้าแสดงความคิดเห็น 3. ช่วยทำให้นักเรียนแต่ละคู่มีความสนิทสนมกันมากขึ้น 4. ช่วยให้นักเรียนเป็นคู่หูในการช่วยกันเรียนต่อไป จากข้อความดังกล่าวสรุปได้ว่าประโยชน์ของเทคนิคเพื่อนคู่คิด ดังนี้ 1. ทำให้นักเรียนได้รับความรู้และประสบการณ์ด้วยตนเอง 2. ทำให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ 3. ทำให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการคิดและทักษะการแก้ปัญหา 4. ทำให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการสื่อสาร การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน 5. ช่วยให้เกิดความมั่นใจกล้าแสดงออกต่อหน้าเพื่อน


21 6. สามารถนำเทคนิคการเรียนแบบเพื่อนคู่คิดไปใช้ได้ 1 ครั้งหรือหลาย ๆ ครั้งใน ระยะเวลาตามภาพที่กำหนดให้วิธีนี้วิธีเดียวหรือสลับกับวิธีอื่นในแต่ละครั้งที่สอน จากการศึกษาประโยชน์การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเทคนิคเพื่อนคู่คิดของนักการศึกษา หลายท่านสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคเพื่อนคู่คิดมีประโยชน์ต่อการจัด กิจกรรมที่สามารถ นำเทคนิคนี้มาประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับชั้นเรียนส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการ เรียนรู้ และฝึกทักษะการคิด การสื่อสาร การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน รวมถึงการกล้า แสดงออกทำให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลาย 2.5 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ 2.5.1 ความหมายของความพึงพอใจและลักษณะความพึงพอใจ ความพึงพอใจเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อความสำเร็จของงานที่บรรลุเป้าหมายที่ วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นผลจากการได้รับการตอบสนองต่อแรงจูงใจหรือความต้องการของ แต่ละบุคคลในแนวทางที่เขาประสงค์ ความพึงพอใจโดยทั่วไปตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Satisfaction และยังมีผู้ให้ความหมายคำว่า “ความพึงพอใจ” พอสรุปได้ดังนี้ จันทร์เพ็ญ ตูเทศานันท์ (2542, หน้า 47 อ้างอิงจาก Wolman, 1973, p. 304) ให้ ความหมายของความพึงพอใจ คือ ความรู้สึกมีความสุขเมื่อประสบผลสำเร็จตามความคาดหวังความ ต้องการจากแรงจูงใจ กิติมา ปรีดิลก (2524 หน้า 321-322) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกชอบหรือ พอใจที่มีต่อองค์ประกอบและสิ่งจูงใจในด้านต่าง ๆ ของงานและเขาได้รับการตอบสนองความต้องการ ของเขาได้ โวล์แมน (Wolman, 1973) ความพึงพอใจ (Satisfaction) ตามความหมายของพจนานุกรม ทางด้านพฤติกรรม ได้ให้ความจ ากัดความไว้ว่าหมายถึง ความรู้สึกที่ดีมีความสุขเมื่อคนเราได้รับ ผลสำเร็จตามความมุ่งหมาย (Goals) ความต้องการ (Need) หรือแรงจูงใจ (Motivation) ราชบัณฑิตยสถาน (2542, หน้า 775) ความพึงพอใจหมายถึง พอใจ ชอบใจ เควิร์ก (Quirk, 1987) ความพึงพอใจหมายถึงความรู้ที่มีความสุขหรือความพอใจเมื่อได้รับ ความสำเร็จ หรือได้รับสิ่งที่ต้องการ ฮอร์น (Hornby, 2000) ความพึงพอใจหมายถึงความรู้สึกที่ดีเมื่อประสบความสำเร็จ หรือ ได้รับสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกที่พอใจ


22 วิรุฬ พรรณเทวี (2542, หน้า 111) หมายถึง ความรู้สึกภายในจิตใจของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะคาดหวังกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างไร ถ้าคาดหวังหรือมีความตั้งใจมากและได้รับ การตอบสนองด้วยดีจะมีความพึงพอใจมากแต่ในทางตรงกันข้ามอาจผิดหวังหรือไม่พึงพอใจเป็นอย่าง ยิ่งเมื่อไม่ได้รับการตอบสนองตามที่คาดหวังไว้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตนตั้งใจไว้ว่ามีมากหรือน้อย คณิต ควงหัสดี (2538) ได้สรุปแนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจว่า หมายถึง ความรู้สึกชอบหรือ พอใจของบุคคลที่มีต่อการทำงานและองค์ประกอบหรือสิ่งจูงใจอื่น ๆ ถ้างานที่ทำหรือองค์ประกอบ เหล่านั้น ตอบสนองความต้องการของบุคคลได้บุคคลนั้นจะเกิดความพึงพอใจในงานขึ้นจะอุทิศเวลา แรงกาย แรงใจ รวมทั้งสติปัญญาให้แก่งานของตนให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีคุณภาพ แนวคิดความพึงพอใจที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ (Satisfaction) เป็นทัศนคติ ที่เป็นนามธรรมเกี่ยวกับจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึกที่บุคคลมีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่สามารถมองเห็นรูปร่างได้ นอกจากนี้ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกด้านบวกของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาจจะเกิดขึ้นจากความ คาดหวังหรือเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นสามารถตอบสนองความต้องการให้แก่บุคคลได้ ซึ่งความพึงพอใจที่ เกิดขึ้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามค่านิยมและประสบการณ์ของตัวบุคคล 2.5.2 องค์ประกอบของความพึงพอใจ อเคย์และแอนเดอร์เชน (Aday & Andersen, 1978) กล่าวถึงทฤษฎีพื้นฐาน 6 ประเภท ที่ เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการและความรู้สึกที่ผู้ใช้บริการได้รับจากบริการเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยประเมินระบบบริการว่าได้มีการเข้าถึงผู้ใช้บริการ ความพึงพอใจ 6 ประเภทนั้น คือ 1. ความพึงพอใจต่อความสะดวกที่ได้รับจากบริการ (Convenience) ซึ่งแยก ออกเป็น 1) การใช้เวลารอคอยในสถานที่บริการ (Office Waiting Time) 2) การได้รับการดูแลเมื่อมีความต้องการ (Availability of Care When Needs) 3) ความสะดวกสบายที่ได้รับในสถานบริการ (Base of Getting to Care) 2. ความพึงพอใจต่อการประสานงานของการบริการ (Co-ordination) ซึ่งแยก ออกเป็น 1) การได้รับบริการทุกประเภทในสถานที่หนึ่ง คือ ผู้ใช้บริการสามารถ ขอรับบริการตาม ความต้องการของผู้ใช้บริการ (Getting all needs met at one place) 2) ผู้ให้บริการให้ความสนใจผู้ใช้บริการ


23 3) ได้มีการติดตามผลงาน (Follow-up) 3. ความพึงพอใจต่อข้อมูลที่ได้รับจากบริการ (Information) 4. ความพึงพอใจต่ออัธยาศัย ความสนใจของผู้ให้บริการ (Courtesy) ได้แก่ การ แสดงอัธยาศัยท่าทาง ที่ดีเป็นกันเองของผู้ให้บริการ และความสนใจห่วงใยต่อ ผู้ใช้บริการ 5. ความพึงพอใจต่อคุณภาพของบริการ (Quality of Care) ได้แก่ คุณภาพของการ บริการต่อ ผู้ใช้บริการ 6. ความพึงพอใจต่อค่าใช้จ่ายเมื่อใช้บริการ (Output-off-pocket cost) ได้แก่ ค่าใช้จ่ายต่างๆที่ เกิดขึ้นของผู้ใช้บริการ 2.5.3 การวัดความพึงพอใจ ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2543, หน้า 34) ได้เสนอวิธีการวัดความพึงพอใจไว้ดังนี้ 1. การสังเกต (Observation) เป็นการวัดโดยคอยสังเกตพฤติกรรมที่บุคคล แสดงออกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วนำข้อมูลไปอนมานว่าบุคคลมีเจตคติต่อสิ่งนั้น ๆ อย่างไร 2. การรายงานตนเอง (Seif- Report) เป็นการวัดโดยการให้บุคคลเล่าความรู้สึกที่มี ต่อสิ่งนั้นออกมา จากการเล่านี้สามารถที่จะกำหนดค่าของคะแนนความพึงพอใจ 3. วิธีการสัมภาษณ์ (Interview) เป็นการซักถามกลุ่มบุคลที่ใช้เป็นตัวอย่างใน การศึกษาแต่บางครั้งอาจไม่ได้ความจริงตามที่คาดหวังไว้ เหราะบุคคลที่ใช้เป็นตัวอย่างอาจไม่ยอม เปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริง 4. เทคนิคจินตนาการ (Projective techniques) วิธีนี้อาศัยสถานการณ์หลายอย่าง ไปเร้าผู้สอบเมื่อผู้สอบเห็นภาพแปลกๆ ก็จะเกิดจินตนาการออกมาแล้วนำมาตีความหมายจากการ ตอบนั้นๆ ก็พอจะวัดเจตคติได้ว่าพอใจหรือไม่ 5. วิธีการวัดทางสรีระ คือ ใช้เครื่องมือ เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย การ วัดทางสรีระนี้สามารถกระทำได้โดยการวัดการต้านกระแสไฟฟ้าของผิวหนังการขยายของลูกนัยน์ตา การวัดฮอร์โมนบางชนิด 6. การใช้แบบสอบถาม ซึ่งเป็นวิอีที่แพร่หลายอีกวิธีหนึ่ง จากการวัดความพึงพอใจสรุปได้ว่า การวัดความพึงพอใจสามารถทำได้หลายวิธีแต่วิธีที่ ผู้รายงานคิดว่าดีที่สุด วัดได้ชัดเจนที่สุด คือ การวัดความพึงพอใจโดยใช้แบบสอบถามการวิจัยครั้งนี้ซึ่ง ได้กำหนดค่าออกเป็น 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) ซึ่งจะประเมินทั้ง 3 ด้าน คือด้านครูผู้สอน ด้านด้านกิจกรรมการเรียนรู้ และด้านนักเรียน จากการศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการศึกษาความพึงพอใจ


24 ข้างต้นผู้วิจัยได้นำมาสร้างแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กัญญา ทองมั่น (2534: 83) ได้ทำการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และ ทักษะทาง วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหา ความรู้ที่ทำการ ทดลองแบบไม่กำหนดแนวทางและแบบกำหนดแนวทาง ผลการวิจัยพบว่า ทักษะ ทางวิทยาศาสตร์ของ นักเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 กิตติพงษ์ หมอกมุงเมือง (2546) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะภาคปฏิบัติใน วิชา วิทยาศาสตร์ เรื่อง แสง ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหา ความรู้ โดยเสริมกิจกรรมการออกแบบการทดลองกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่4 ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2545 โรงเรียนฟากกว๊านวิทยาคมอำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา จำนวน 34 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์ของนักเรียนที่ได้รับการสอน แบบสืบเสาะหาความรู้โดยเสริมกิจกรรมการออกแบบการทดลองหลังการสอนสูงกว่าก่อนการสอน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 2) นักเรียนที่ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้โดยเสริมกิจกรรมการออกแบบการทดลอง มีทักษะภาคปฏิบัติในวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับเกณฑ์ประเมินผลร้อยละ 88.06 ปริศรา มอทิพย์ (2553) ได้วิจัยเรื่องการใช้กิจกรรมการเรียนรู้ร่วมมือแบบเพื่อนคู่คิด (Think Pair Share) สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนโรงเรียนมัธยมปุรณาวาส จำนวน 41 คน ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนมี พฤติกรรมทำงานเป็นกลุ่มจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อนคู่คิดในภาพรวมอยู่ในระดับ ดีมาก ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 สุบรรณ ตั้งศรีเสรี (2556) ได้ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบค้นพบ จากการชี้แนวร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด ผลวิจัยพบว่าThink-Pair-Share ที่มีต่อความสามารถในการ สื่อสารและความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความสามารถในการสื่อสารและความสามารถในการ เชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนชีววิทยา เรื่อง ระบบหายใจ โดยการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 เป็นงานวิจัยเชิงทดลอง (Pre-Experimental Research) ผู้วิจัยได้ดำเนินการ ดังนี้ 1. กลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างและการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 5. วิธีดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล 6. ขั้นตอนและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนน้ำริดวิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน โดยการการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 12 คน 3.2 แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Pre-Experimental Research) โดยมีแบบแผนการ วิจัยขั้นพื้นฐาน (Pre-Experimental Design) แบบกลุ่มเดียวสอบก่อนและหลัง (One Group Pretest Posttest Design) (มาเรียม นิลพันธุ์, 2558) มีแบบแผนการวิจัย ดังนี้ เมื่อ T1 คือ การทดสอบก่อนการจัดการเรียนรู้ (Pretest) X คือ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5Es) ร่วมกับเทคนิค เพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) T1 X T2


26 T2 คือ การทดสอบหลังการจัดการเรียนรู้ (Posttest) 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อน คู่คิด (Think-Pair-Share) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 11 ชั่วโมง ประกอบไปด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ดังนี้ แผนที่ 1 การแลกเปลี่ยนแก๊ส ของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์ จำนวน 3 ชั่วโมง แผนที่ 2 การแลกเปลี่ยนแก๊สของมนุษย์ จำนวน 2 ชั่วโมง แผนที่ 3 กลไกการหายใจ จำนวน 3 ชั่วโมง แผนที่ 4 การควบคุมการหายใจและการวัดอัตราการหายใจ จำนวน 2 ชั่วโมง แผนที่ 5 โรคระบบทางเดินหายใจ จำนวน 1 ชั่วโมง 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบหายใจสำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แบบปรนัย จำนวน 20 ข้อ 3. แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) เรื่อง ระบบหายใจเป็นแบบ ประเมินค่า 5 ระดับ (Likert Scale) คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด 3.4 การสร้างและการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.4.1 แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-PairShare) มีขั้นตอนการสร้าง ดังนี้ 1. ศึกษาสาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) 2. ศึกษาแนวคิดทฤษฎีการจัดการเรียนรู้รูปแบบการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) เทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) และแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


27 3. วิเคราะห์เนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้วิชาชีววิทยา จากหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ศึกษาโดยกำหนดเนื้อหาในสาระสาระชีววิทยา 4 การหายใจและการแลกเปลี่ยนแก๊ส ใช้เวลาทั้งหมด 11 ชั่วโมง 4. ดำเนินการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) เทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยให้ครอบคลุม จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาที่ใช้ทดลอง ประกอบด้วย 1) มาตรฐานการเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ 2) สาระสำคัญ 3) จุดประสงค์การเรียนรู้ 4) สาระการเรียนรู้ 5) สมรรถนะ 6) กระบวนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 1. ขั้นเร้าความสนใจ 2. ขั้นสำรวจและค้นหา ร่วมกับThink-Pair-Share 3. ขั้นอธิบาย ร่วมกับThink-Pair-Share 4. ขั้นขยายความรู้ร่วมกับThink-Pair-Share 5. ขั้นประเมินผล 7) อุปกรณ์ สื่อ และแหล่งเรียนรู้ 8) การวัดและประเมินผล 5. นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่เขียนเสร็จแล้วเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อพิจารณา ตรวจสอบส่วนประกอบต่าง ๆ ของชุดกิจกรรม ความสัมพันธ์ระหว่างสาระการเรียนรู้สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้และเวลาเรียน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้และเครื่องมือ การประเมินตามสภาพ จริงและนำไปแก้ไขปรับปรุง 6. นำแผนการจัดการการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน ด้านการสอนวิทยาศาสตร์โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ และด้านการวัดประเมินผล เพื่อประเมินค่าความเหมาะสมและความ สอดคล้อง (IOC) องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียน การวัดผลและประเมินผลของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยมี รายละเอียดและเกณฑ์ในการประเมิน ดังนี้


28 การประเมินความเหมาะสม ใช้เปรียบเทียบกับมาตราในแบบสอบถามโดยนำคำตอบของ ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านให้ค่าน้ำหนักเป็นคะแนน ดังนี้ คะแนน 5 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด คะแนน 4 หมายถึง เหมาะสมมาก คะแนน 3 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง คะแนน 2 หมายถึง เหมาะสมน้อย คะแนน 1 หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด การแปลความหมายค่าเฉลี่ยคะแนนนำมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ซึ่งใช้แนวคิดของพื้นที่ใต้โค้ง ปกติ (ไชยยศ, 2533) ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.50 - 5.00 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.50 - 4.49 หมายถึง เหมาะสมมาก ค่าเฉลี่ย 2.50 - 3.49 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.50 - 2.49 หมายถึง เหมาะสมน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 - 1.49 หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด การกำหนดเกณฑ์ค่าเฉลี่ยของความเหมาะสม คือ ถ้าค่าเฉลี่ยของความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ ตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไปและมีค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานไม่เกิน 1.00 (พวงรัตน์, 2543) จะถือว่าแผนการ จัดการเรียนรู้มีคุณภาพเหมาะสมในเบื้องต้น การประเมินความสอดคล้อง (IOC) โดยการนำผลการ ประเมินของผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านนำมาแปลงเป็นคะแนนได้ ดังนี้ สอดคล้องกำหนดคะแนนเป็น 1 ไม่แน่ใจกำหนดคะแนนเป็น 0 ไม่สอดคล้องกำหนดคะแนนเป็น -1 จากนั้นนำมาแทนค่าในสูตรดัชนีหาความสอดคล้องเพื่อหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ถ้า ดัชนีความสอดคล้องมากกว่าหรือเท่ากับ .50 ขึ้นไปถือว่าใช้ได้ (ล้วน และอังคณา, 2539) 7. ดำเนินการปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญใน ประเด็นที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ ได้แก่ ปรับปรุงการเขียนสาระสำคัญให้มีความกระชับ และภาษาที่ใช้ใน แผนการจัดการเรียนรู้ให้ถูกต้อง 8. นำแผนการจัดการเรียนรู้แบบการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิค เพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) เรื่อง ระบบหายใจที่ผ่านการประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญแล้วไป ทดลองใช้กับนักเรียน โดยผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการสอนด้วยตนเอง


29 3.4.2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่องระบบหายใจ มีขั้นตอนใน การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือดังนี้ 1. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ 2. ศึกษาเอกสารต่าง ๆ ได้แก่ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หนังสือ และคู่มือครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์ความคิดพื้นฐานเรื่องระบบย่อยอาหาร 3. วิเคราะห์และกำหนดพฤติกรรมที่ต้องการวัด เรื่อง ระบบหายใจ ในแต่ละ จุดประสงค์การเรียนรู้เพื่อสร้างตารางวิเคราะห์ข้อสอบในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบหายใจ ซึ่งลักษณะของ แบบทดสอบที่สร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ชุดมี 20 ข้อ 5. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อประเมินความสอดคล้องของสาระการเรียนรู้กับจุดประสงค์การเรียนรู้ รวมทั้งความเหมาะสมของ ภาษาที่ใช้ซึ่งผู้วิจัยได้ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะในประเด็นต่าง ๆ ในการปรับปรุงคำถามให้ตรงกับ พฤติกรรมที่ต้องการวัด 6. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน เพื่อพิจารณาความถูกต้องและตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยประเมินค่า ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบแต่ละข้อกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 7. คัดเลือกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ มากกว่าหรือเท่ากับ .50 ขึ้นไป (ล้วน และอังคณา, 2539) 8. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่คัดเลือกไปใช้ทดสอบกับกลุ่ม ตัวอย่าง 3.4.3 แบบทดสอบวัดการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ระบบหายใจ มีขั้นตอนการสร้าง ดังนี้ 1. ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และการวัดการคิดวิเคราะห์ เรื่องระบบย่อยอาหาร 2. ศึกษาเทคนิคในการสร้างข้อสอบจากหนังสือต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง ข้อสอบ หนังสือการวัดผลและประเมินผล เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบ แบบทดสอบวัดการคิด วิเคราะห์


30 3. สร้างแบบทดสอบวัดการคิดวิเคราะห์ เรื่องระบบหายใจ เป็นแบบปรนัยชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบในการคิดวิเคราะห์ ได้แก่ ด้านการ วิเคราะห์ความสำคัญ ด้านการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และด้านการวิเคราะห์หลักการ 3.4.4 นำแบบทดสอบวัดการคิดวิเคราะห์ เรื่องระบบหายใจ เสนอให้อาจารย์ที่ปรึกษา ตรวจสอบความถูกต้อง ผู้วิจัยได้ปรับปรุงข้อคำถามให้ตรงกับพฤติกรรมที่ต้องการวัด 3.4.5 นำแบบทดสอบวัดการคิดวิเคราะห์ เรื่องระบบหายใจ ที่ได้ทำการปรับปรุงแก้ไขตาม ข้อเสนอแนะไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่านประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอนวิทยาศาสตร์ และการวัดผล เพื่อประเมินค่าความเหมาะสมและความสอดคล้อง (IOC) 3.4.6 พิจารณาเลือกแบบทดสอบที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องมากกว่าหรือเท่ากับ .50 ขึ้นไป 3.4.7 นำแบบทดสอบวัดการคิดวิเคราะห์ เรื่องระบบหายใจที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดสอบ กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 12 คน 3.5 วิธีดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีดำเนินการวิจัยโดยการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) เรื่อง ระบบหายใจสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 มีวิธีดำเนินการวิจัย ดังนี้ 3.5.1 ก่อนทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ผู้วิจัยทดสอบก่อนเรียนด้วยแบบทดสอบวัด ความสามารถในการชีววิทยา เรื่อง ระบบย่อยอาหาร 3.5.2 ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) เรื่อง ระบบหายใจ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ทำการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นเวลา 11 ชั่วโมง ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 3.5.3 หลังจากทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้วิจัยจึงทดสอบ หลังเรียน หลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อน คู่คิด (Think-Pair-Share) ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยาและแบบวัดความพึง พอใจที่มีต่อการจัดการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) 3.5.4. ผู้วิจัยนำผลการทดสอบมาตรวจให้คะแนน และบันทึกคะแนนเพื่อนำไป เปรียบเทียบกับเกณฑ์การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป


31 3.6 ขั้นตอนและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.6.1. สถิติพื้นฐาน 1) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic mean) เปรียบเทียบคะแนนความสามรถในการ ทำแบบทดสอบ โดยเปรียบเทียบคะแนนก่อนการสอนและหลังการสอน หาค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Mean) โดยคำนวณจากสูตร (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ 2538 : 73) สูตร ̅= ∑ เมื่อ ̅ แทน คะแนนเฉลี่ย ∑ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด แทน จำนวนคนในกลุ่มตัวอย่าง 2) ค่าเฉลี่ยเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) มีสูตรดังนี้ S.D. = √ ∑(X − X̅) 2 N − 1 เมื่อ S. D. แทน ค่าเฉลี่ยเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนแต่ละชุด X̅แทน คะแนนเฉลี่ย N แทน จำนวนข้อมูลทั้งหมด 3.6.2 สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือ 1) สถิติที่ใช้การหาความตรงตามเนื้อหา (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 น. 117) IOC = ∑ x N เมื่อ IOC = ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ X = ผลรวมความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ N = จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิ


32 เกณฑ์ของดัชนีความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับ จุดประสงค์การเรียนรู้มีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป


บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบหายใจ โดยการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและ หลังเรียน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-PairShare) เรื่อง ระบบหายใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อน คู่คิด (Think-Pair-Share) ผู้วิจัยนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจัย ออกเป็น 2 ตอน ตามลำดับโดยมีรายละเอียดดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลัง เรียนเรียน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ตอนที่ 2 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังเรียน เรียนโดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ตารางที่1 ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ระหว่างก่อน เรียนและหลังเรียน เรื่อง ระบบหายใจ จำนวนนักเรียน ค่าเฉลี่ย ( X̅ ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ก่อนเรียน หลังเรียน ก่อนเรียน หลังเรียน 12 7.08 16.58 1.16 1.08


34 จากตารางที่ 1 พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 12 คน ก่อน จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) เรื่อง ระบบหายใจ คะแนนเต็ม 20 คะแนน นักเรียนสอบได้ คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 7.08 และมีส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนก่อนเรียนที่ 1.16 ส่วนคะแนนหลังจากที่จัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-PairShare) เรื่อง ระบบหายใจ 20 คะแนน นักเรียนสอบได้ คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 16.58 และมีส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนหลังเรียนที่ 1.08 ซึ่งพบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน ตอนที่ 2 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ รายการ ระดับความพึงพอใจ ระดับความพึงพอใจ ̅ S.D. 1. ด้านบรรยากาศในการเรียนรู้ 1.1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีอิสระ ในการคิดและแสดงความคิดเห็น 4.8 0 มากที่สุด 1.2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้ อภิปรายแลแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อน 5.0 0 มากที่สุด 1.3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีความ กระตือรือร้นและสนุกสนานในการเรียนรู้ 4.8 0 มากที่สุด 2. ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึก คิด วิเคราะห์ และหาแนวทางการแก้ปัญหาอย่างมีขั้นตอน 5.0 0 มากที่สุด 2.2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้นักเรียน ประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหา 4.9 0 มากที่สุด 2.3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเป็น ผู้ดำเนินการแก้ปัญหาด้วยตนเอง 4.8 0 มากที่สุด


35 ตารางที่ 2 (ต่อ) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ รายการ ระดับความพึงพอจ ระดับความพึงพอใจ ̅ S.D. 2.4 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้นักเรียน แก้ปัญหาผ่านสถานการณ์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริง 4.8 0 มากที่สุด 3. ด้านการวัดและและประเมินผล 3.1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีการวัดและประเมินผลด้วยวิธี ที่หลากหลาย 4.6 1 มากที่สุด 3.2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีการวัดและประเมินผลและให้ ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อให้นักเรียนพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น 4.8 0 มากที่สุด 4. ด้านประโยชน์ที่ได้รับ 4.1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเข้าใจ เนื้อหา ช่วยให้สามารถพัฒนาผลการเรียนได้ดีขึ้น 5.0 0 มากที่สุด 4.2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึก ทักษะทางสังคม และสามารถสื่อสารกับบุคคลอื่น ๆ ได้ดี 4.6 1 มากที่สุด 4.3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนนำ ความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ 4.8 0 มากที่สุด จากตารางที่ 2 พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) เรื่อง ระบบ หายใจ โดยมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ( X̅ = 4.8, S.D. = 0) เมื่อพิจารณารายข้อ ข้อที่ นักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุดมีค่าเท่ากับ ( X̅ = 5.0, S.D. = 0) ซึ่งมี3 ข้อ คือ การจัด กิจกรรมการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้อภิปรายแลแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อน, การจัดกิจกรรม การเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึกคิด วิเคราะห์ และหาแนวทางการแก้ปัญหาอย่างมีขั้นตอน, การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหา ช่วยให้สามารถพัฒนาผลการเรียนได้ดี ขึ้น และข้อที่มีค่าเฉลี่ย น้อยที่สุด มีค่า เท่ากับ ( X̅ = 4.6, S.D. = 0) ซึ่งมี 2 ข้อ คือ การจัดกิจกรรม การเรียนรู้มีการวัดและประเมินผลด้วยวิธีที่หลากหลาย, การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้ นักเรียนได้ฝึกทักษะทางสังคม และสามารถสื่อสารกับบุคคลอื่น ๆ ได้ดี


บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบหายใจ โดยการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Pre-Experimental Research) โดยมีแบบ แผนการวิจัยขั้นพื้นฐาน (Pre-Experimental Design) แบบกลุ่มเดียวสอบก่อนและหลัง (One Group Pretest Posttest Design) โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัยดังนี้ 1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหา ความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) เรื่อง ระบบหายใจของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนน้ำริดวิทยา ซึ่งกำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 12 คน ผู้วิจัยได้สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะตามลำดับดังนี้ 1. สรุปผลการวิจัย 2. อภิปรายผล 3. ข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลการวิจัย การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบหายใจ โดยการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) เรื่อง ระบบหายใจ หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 16.58 คะแนน และ 7.08 คะแนน ตามลำดับ


37 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) เรื่อง ระบบหายใจ อยู่ใน ระดับ มากที่สุด (X̅ = 4.8, S.D. = 0) 5.2 อภิปรายผล จากการศึกษาศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) เรื่อง ระบบหายใจสำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนน้ำริดวิทยา สรุปผลการวิจัยและมีประเด็นการอภิปรายดังนี้ 1. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้กระบวนการ สืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) เรื่อง ระบบหายใจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนน้ำริดวิทยา มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 7.08 คะแนน และ 16.58 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนน สอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) สามารถพัฒนา ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ได้จริง ซึ่งเป็นไปตามผลงานวิจัยต่าง ๆ ที่ผ่านมา เช่น สุพีรา ดาวเรือง (2555) พบว่า ผู้เรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานโดยใช้การเรียนรู้ แบบกิจกรรมเป็นฐานและเทคนิคเพื่อนคู่คิดบนวิกิมีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ หลังการทดสอบค่าเฉลี่ยคะแนนสูงกว่าก่อนการทดสอบ และสุบรรณ ตั้งศรีเสรี(2556) พบว่า ผู้เรียน ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบค้นพบจากการชี้แนะ (Guided Discovery) ร่วมกับเทคนิค THINK-PAIR-SHARE ที่มีต่อความสามารถในการสื่อสารหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. ผลความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) เรื่อง ระบบหายใจ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ที่สุด (X̅= 4.8, S.D. = 0) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ สุพีรา ดาวเรือง (2555) ศึกษาเรื่องการพัฒนา รูปแบบการเรียนแบบผสมผสานโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐานและเทคนิคเพื่อนคู่คิด บนวิกิเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า นักเรียนมีการวิเคราะห์เป็นกระบวนการในการทำงาน เข้าใจต้นเหตุของปัญหาต่าง ๆ มองเห็น ถึงวิธีแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องและเป็นการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 5.3 ข้อเสนอแนะ จากผลการวิจัย พบว่า การจัดการเรียนรู้โดยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนน้ำริด


38 วิทยา มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ดังนั้นครูผู้สอนสามารถนำวิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ไป พัฒนาการจัดการเรียนรู้ โดยมีข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้ดังนี้ 5.3.1 ข้อเสนอแนะที่ได้จากการวิจัย 1) ในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดใช้เวลาจัดกิจกรรม ค่อนข้างมาก โดยแต่ละขั้นตอนครูผู้สอนสามารถยืดหยุ่นเวลาตามความเหมาะสม 2) ครูผู้สอนต้องศึกษาและทำความเข้าใจขั้นตอนแต่ละขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดเป็นอย่างดี เพื่อครูผู้สอนจะได้นำไปจัดการเรียนรู้ให้เกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผลแก่ผู้เรียนสูงสุด 3) ในการจัดการเรียนรู้นั้น ครูผู้สอนต้องออกแบบกิจกรรมที่เอื้อให้ผู้เรียนแสดง ความสามารถในการให้เหตุผล เช่น กระตุ้นให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นผ่านการพูด และการเขียน โดยการใช้เหตุผลในการอธิบาย 5.3.2 ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป 1) ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบผลการจัดการเรียนรู้แบบเทคนิคเพื่อนคู่คิด (ThinkPair-Share) กับการจัดการเรียนรู้แบบอื่น ๆ 2) ควรนำการจัดการเรียนรู้แบบเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ไปใช้ แก้ปัญหาความสามารถในการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์กับนักเรียนระดับชั้นอื่น ๆ ที่เหมาะสม


บรรณานุกรม กรมวิชาการ. (2546). การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามหลักสูตร การศึกษาขั้นพืนฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพร้าว. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สำนัก วิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ. กัญญา ทองมั่น. (2534). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และทักษะทาง วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่ ทำการทดสอบแบบไม่กำหนดแนวทิศทางและกำหนดแนวทาง. ปริญญานิพนธ์กศ.ม.(การ มัธยมศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. กิตติพงษ์ หมอกมุงเมือง. 2546. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะภาคปฏิบัติในวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง แสงของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ได้รับการสอนแบบสบเสาะหาความรู้ โดยเสริมกิจกรรมการออกแบบการทดลอง. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชา วิทยาศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. กิติมา ปรีดิลก. (2529). ทฤษฎีการบริหารองค์การ. กรุงเทพมหานคร :ธนการพิมพ์. ชลธิชา ทับทวี. (2554). ผลการจดัการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดที่ทีต่อ ความสามารถ ในการคดิอย่างมีเหตุผลลเรื่องอัตราส่วนตรีโกณมิติของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3. (สารนิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, กรุงเทพฯ). สืบค้นจาก http://thesis.swu.ac.th/swuthesis/Sec_Ed/Chonticha_T.pdf. ชำนาญ โพธิคลัง. (2547). การพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยใช้กิจกรรมเพื่อนคู่คิดในโรงเรียน สุวรรณภูมิพิทยไพศาล จังหวัดร้อยเอ็ด. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, การบริหาร การศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์. ปริศรา มอทิพย์. (2553). การใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด (Think Pair Share) สำหรับ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มี รูปแบบการเรียนต่างกัน (รายงานการวิจัย). กรุงเทพฯ: โรงเรียนนวมินทราชินูทิศสตรี วิทยา.


40 พรศรี พุทธานนท์. (2550). ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่5 ที่มีผลการเรียนต่างโรงเรียนแม่แตง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่. การค้นคว้าอิสระตาม หลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2545). พฤติกรรมการสอนวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: สถาบันพัฒนาคุณภาพ วิชาการ. ภพ เลาหไพบูลย์. (2540). แนวทางการสอนวิทยาศาสตร์ (พิมพ์ครั้งที่2). กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนา พานิช. ภัทรา นิคมานนท์. การประเมินผลและการสร้างแบบทดสอบ. กรุงเทพฯ : สารมวลชน, 2522. มนต์ชัย เทียนทอง (2551). เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือแบบ Mentor Coached Thinkpairshare เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการเรียนรู้ออนไลน์. คณะครุศาสตร์ อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. มนต์รวี นันต๊ะเสน. (2543). พฤติกรรมและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคนิคลำพูน ที่เรียนรายวิชา 20001301 สังคมศึกษา1 โดยการสอนแบบซินดิเคท. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. เยาวดี วิบูลย์ศรี. (2540). การวัดผลและการสร้างแบบสอบสัมฤทธิ์. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ราชบัณฑิตยสถาน 2542. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2542. (หน้า 775) กรุงเทพมหานคร: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น. ล้วน สายยศและอังคณา สายยศ. (2543). เทคนิคการวัดผลการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: สุวิรียาสาสน์. วิรุฬ พรรณเทว. (2542). ความพึงพอใจของประชาชนต่อการใหบริการของหน่วยงาน กระทรวงมหาดไทยในอำเภอเมืองจังหวัดแม่ฮ่องสอน. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตร์ มหาบัณฑิต, สาขาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. สมบัติ กาญจนารักพงษ์. (2547). 29 เทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย: การเรียน แบบร่วมมือ. กรุงเทพฯ: ส านักพิมพ์ธารอักษรฯ. สิริวรรณ พรหมโชติ. (2542). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหา ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนวิชาสังคมศึกษา โดยการจัดกิจกรรมการสอน


41 แบบ 4MAT กับการจัดกิจกรมการสอนแบบวิธีการทางวิทยาศาสตร์. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การมัธยมศึกษา) กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สุดาลักษณ์ เข็มพรหมมา. (2548). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนกลุ่มบูรพา. สังกัดกรุงเทพมหานคร วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง. สุบรรณ ตั้งศรีเสรี. (2556). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบค้นพบจากการชี้แนะ ร่วมกับเทคนิค Think-Pair-Share ที่มีต่อความสามารถในการสื่อสารและความสามารถ ในการเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ ปริญญา มหาบัณฑิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุวัฒก์นิยมค้า. (2551). ทฤษฎีและทางปฏิบัติในการสอนวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้. กรุงเทพฯ: เจเนอรัลบุ๊คเซ็นเตอร์. สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลค า. (2545). 20 วิธีการจัดการเรียนรู้ฯ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรง พิมพ์ภาพพิมพ์. สุวิมล เขี้ยวแก้ว และอุสมาน สารี. (2541). ผลของการเรียนแบบร่วมมือที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2. วารสารวิทยาศาสตร์. 53(4): กรกฎาคม – สิงหาคม 2542, 224-237. สุนีย์ เหมะประสิทธิ์. (2542). เอกสารการฝึกอบรมทักษะ เทคนิค กระบวนการจดการเรียนการสอน วิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: ภาคหลักสูตรและการสอนคณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาศรีนครินท รวิโรฒ ประสาน มิตร. Aday, Lu ann. And Andersen, Ronald. (1975). Development of indices of Access to Medical Care. Michigan : Ann Arbor HealthAdministration Press. Wolman, BB. (1973). Dictionary of Behavior Science. New York: Van Norstand Reinhold Company.


ภาคผนวก


Click to View FlipBook Version