7. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ 7.1 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์กายภาพ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 2 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) 7.2 ใบกิจกรรม 6.3 การผสมแสงสี 7.3 ใบกิจกรรม 6.4 การผสมสารสี 7.4 วัสดุและอุปกรณ์ในการทำกิจกรรมการผสมแสงสี 7.5 วัสดุและอุปกรณ์ในการทำกิจกรรมการผสมสารสี 7.6 วีดีทัศน์การแสดงบนเวทีที่ใช้แสงสีต่างๆ - https://www.youtube.com/watch?v=Zvb1rNuJ2C4 8. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายการผสมแสงสีได้ 2) นักเรียนอธิบายแสงสีปฐมภูมิได้ 3) นักเรียนอธิบายการผสมสารสีได้ 4) นักเรียนอธิบายสารสีปฐมภูมิได้ 1) ตรวจสมุดนักเรียน ในตอบ คำถามตรวจสอบความเข้าใจ 6.5 และ 6.6 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนสามารถ ตอบคำถามได้ระดับ ดี ผ่านเกณฑ์ ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนสังเกตการผสมแสงสีได้ 2) นักเรียนสังเกตการผสมสารสีได้ 1) ตรวจใบกิจกรรม 6.3 การผสมแสงสีและ ใบกิจกรรม 6.4 การผสมสารสี 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนบันทึก และสรุปผลกิจกรรม ได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์ ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นใน การทำงาน 1) ตรวจสมุดนักเรียน ในตอบ คำถามตรวจสอบความเข้าใจ 6.5 และ 6.6 2) ตรวจใบกิจกรรม 6.3 การผสมแสงสีและ ใบกิจกรรม 6.4 การผสมสารสี 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนทำภาระ งานที่ได้รับมอบหมาย ได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์
9. เกณฑ์การประเมินผลงานนักเรียน เกณฑ์การประเมินแบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรื่อง การผสมแสงสีและการผสมสารสี ประเด็นการ ประเมิน ค่าน้ำหนัก คะแนน แนวทางการให้คะแนน ด้านความรู้ (K) 3 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วนทุกข้อ 2 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วน 4-7 ข้อ 1 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วน 1-3 ข้อ หรือไม่ถูกต้อง ด้าน กระบวนการ (P) 3 บันทึกและสรุปผลของกิจกรรมได้ถูกต้องครบถ้วน 2 บันทึกและสรุปผลของกิจกรรมได้ค่อนข้างถูกต้องครบถ้วน 1 บันทึกและสรุปผลของกิจกรรมไม่ถูกต้อง ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด และเรียบร้อยถูกต้องครบถ้วน 2 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด แต่งานยังผิดพลาดบางส่วน 1 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จ แต่ล่าช้า และเกิดข้อผิดพลาดบางส่วน ระดับคะแนน คะแนน 3 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 2 หมายถึง ระดับดี คะแนน 1 หมายถึง ระดับพอใช้
การประเมินการทำกิจกรรม เรื่อง ตำแหน่ง ระยะทาง การกระจัด ที่ ชื่อ - นามสกุล จุดประสงค์การเรียนรู้ รวม คะแนน ระดับ คุณภาพ ด้านความรู้ (K) ด้าน กระบวนการ (P) ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 3 3 9 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 ระดับคุณภาพ คะแนน 9 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 7-8 หมายถึง ระดับดี คะแนน 5-6 หมายถึง ระดับปานกลาง คะแนน 3-4 หมายถึง ระดับปรับปรุง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 34 เรื่อง การเห็นสีของวัตถุภายใต้แสงสีต่างๆ รายวิชา วิทยาศาสตร์กายภาพ (ฟิสิกส์) หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 แสงสี เวลา 1 ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2/2566 ผู้สอน นางสาวจิราภรณ์ เประกันยา 1. มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2. ตัวชี้วัด ว 2.3 ม.5/10 สังเกตและอธิบายการทำงานของแผ่นกรองแสงสี การผสมแสงสี การผสมสารสีและการ นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายการมองเห็นสีของวัตถุภายใต้แสงสีต่างๆ ได้ 2) นักเรียนอธิบายการผสมแสงสีและการผสมสารสีสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ 3.2 ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนสังเกตการมองเห็นสีของวัตถุภายใต้แสงสีต่างๆ ได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 4. สาระสำคัญ การมองเห็นสีต่างๆของวัตถุนั้น นอกจากพิจารณาถึงสารสีบนวัตถุแล้วยังต้องพิจารณาถึงแสงสีที่ฉายลง บนวัตถุด้วย ซึ่งแสงสีต่างๆ ที่ฉายลงบนวัตถุอาจทำให้มองเห็นสีของวัตถุที่ผิดไปจากสารสีเดิมของวัตถุเมื่อมอง ภายใต้แสงขาว 5. สาระการเรียนรู้ 5.1 ความรู้ การมองเห็นสีของวัตถุภายใต้แสงสีต่างๆ
รูป 6.10 กุหลาบสีแดงภายใต้แสงขาวและแสงสีน้ำเงิน จากรูป 6.10 สามารถอธิบายการเห็นสีของกุหลาบภายใต้แสงสีขาวและแสงสีน้ำเงินได้ดังนี้ สำหรับสีแดงของกุหลาบเมื่ออยู่ภายใต้แสงขาวจะเห็นเป็นสีแดง นั่นคือสารสีแดงของกุหลาบ สะท้อนแสงสีแดงและดูดกลืนแสงสีอื่นทั้งหมด แต่เมื่อฉายแสงสีน้ำเงินลงบนสีแดงของกุหลาบ สารสีแดง จะดูดกลืนแสงสีน้ำเงินไว้ จึงไม่มีแสงสีใดสะท้อนออกมา ดังนั้นบริเวณที่เป็นสีแดงจึงเห็นเป็นสีดำ ในกรณีเมื่อนำวัตถุสีเขียวไปไว้ในแสงสีเหลืองซึ่งเป็นแสงสีที่ผสมกันระหว่างแสงสีเขียวและแสงสี แดง วัตถุสีเขียวจะดูดกลืนแสงสีแดไว้และสะท้อนแสงสีเขียวออกมา เราจึงมองเห็นวัตถุเป็นสีเขียว สำหรับ วัตถุสีเหลือง ซึ่งสะท้อนได้เฉพาะแสงสีเขียวและแสงสีแดง เมื่อนำไปวางไว้ในแสงสีแดงม่วงซึ่งเป็นแสงสี ผสมกันของแสงสีแดงและแสงสีน้ำเงิน วัตถุสีเหลืองจะดูดกลืนสีน้ำเงินไว้แล้วสะท้อนออกมาเฉพาะแสงสี แดง เราจึงมองเห็นวัตถุเป็นสีแดง การนำไปใช้ประโยชน์ของสารสีและแสงสี เครื่องอุปโภคสิ่งของเครื่องใช้มนุษย์มีการใช้สีในชีวิตประจำวันมาตั้งแต่โบราณ ทั้งใช้สีที่ได้จาก พืชและสัตว์ในการย้อมตกแต่งเสื้อผ้า เครื่องประดับและสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ในปัจจุบันได้มีวิธี สังเคราะห์สีได้หลากหลายสี และสามารถผลิตสีได้ในปริมาณมาก ทำให้มีการใช้สีอย่างกว้างขวาง เช่น สี ผสมอาหาร สีย้อมผ้า สีทาบ้าน การใช้สีทาที่อยู่อาศัยอาคารบ้านเรือน นอกจากช่วยให้สวยงาม ยังช่วยป้องกัน ความเสียหายจากการใช้งานและทนทานต่อสภาพอากาศ เช่น ป้องกันแสงแดด ป้องกันความชื้นป้องกัน สนิม ด้านสิ่งพิมพ์โรงพิมพ์ขนาดใหญ่ หรือ เครื่อง printer พิมพ์สีที่ใช้ส่วนตัว มีสีที่ใช้เป็นหมึกพิมพ์ เพียง 4 สี คือ สีน้ำเงินเขียว (Cyan) สีแดงม่วง (Magenta) สีเหลือง (Yellow) สีดำ (Black) โดยหมึก พิมพ์ 4 สีนี้ สามารถผสมกันในปริมาณต่าง ๆ ซึ่งสามารถพิมพ์งานได้เฉดสีมากมายตามต้องการ
จอแสดงผลกับแสงสีสีสันมากมายที่เราเห็นบนหน้าจอแสดงผลสมาร์ทโฟน หน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นระบบสี RGB ซึ่งแสดงแสงสีหลัก คือ Red Green Blue โดยหน้าจอจะมีพิกเซลจำนวนมากแต่ละ พิกเซลจะสามารถผสมแสงสี RGB ด้วยปริมาณต่าง ๆ กัน ทำให้ได้เฉดสีอื่น ๆ นับไม่ถ้วน จราจรกับแสงสีสัญญาณไฟจราจรต่าง ๆ ใช้สื่อความหมายในทางจราจรเพื่อให้ผู้ขับขี่เข้าใจและ ปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง 5.2 กระบวนการ 1) ความสามารถในการสื่อสาร(อ่าน ฟัง พูด เขียน) 2) ความสามารถในการคิด(สังเกต วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา(แก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญได้) 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต(ความรับผิดชอบ) 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การสืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์) 5.3 คุณลักษณะและค่านิยม ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 6. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ 1.1 ครูตั้งคำถามนำเข้าสู่บทเรียน เรื่อง การเห็นสีของวัตถุภายใต้แสงสีต่างๆ 1) นักเรียนสังเกตหรือไม่เวลาที่เลือกซื้อเสื้อผ้าจากร้านที่ตกแต่งร้านด้วยไฟสีต่างๆ แต่เมื่อซื้อกลับมาแล้วดูด้วยแสงขาว กลับพบว่าสีเสื้อผ้าแตกต่างจากดูที่ร้าน 2) การเห็นสีของวัตถุนั้นนอกจากขึ้นกับสารสีของวัตถุแล้ว ยังขึ้นกับอะไรอีกบ้าง ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา 2.1 นักเรียนแบ่งกลุ่มๆ ละ 5-6 คน โดยคละเพศ คละความสามารถ 2.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาใบกิจกรรม 6.5 การเห็นสีของวัตถุภายใต้แสงสีต่าง ๆ 2.3 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ อุปกรณ์ และขั้นตอนการทำกิจกรรมอย่างละเอียด 2.4 นักเรียนทำกิจกรรม สังเกตและบันทึกผลกิจกรรมลงในใบกิจกรรม 2.5 นักเรียนตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจ 6.7 และ 6.8 ลงในสมุด ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป 3.1 ครูนำนักเรียนอภิปรายผลกิจกรรม 6.5 เพื่อนำไปสู่การสรุปโดยใช้คำถาม ดังนี้
1) เมื่อฉายแสงจากแหล่งกำเนิดแสงสีแดงไปบนวัตถุสีขาว เรามองเห็นเป็นสีอะไร เพราะ เหตุใด(แนวการตอบ เห็นวัตถุเป็นสีแดง เนื่องจากวัตถุสีขาวไม่ได้ดูดกลืนแสงสีใดไว้เมื่อฉายแสงสีแดงลง ไปจึงสะท้อนสีแดงออกมา) 2) เมื่อฉายแสงจากแหล่งกำเนิดแสงสีเขียวไปบนวัตถุสีดำ เรามองเห็นเป็นสีอะไร เพราะ เหตุใด (แนวการตอบ เห็นวัตถุเป็นสีดำ เนื่องจากวัตถุสีดำ ดูดกลืนทุกแสงสีจึงไม่มีแสงสีใดสะท้อนออกมา) 3) เมื่อฉายแสงจากแหล่งกำเนิดแสงสีน้ำ เงินไปบนวัตถุสีแดง เรามองเห็นเป็นสีอะไร เพราะเหตุใด (แนวการตอบ เห็นวัตถุเป็นสีดำ เนื่องจากวัตถุสีแดงจะดูดกลืนแสงสีน้ำเงิน จึงไม่มีแสงสีใด สะท้อนออกมา) 4) เมื่อฉายแสงจากแหล่งกำเนิดแสงสีแดงไปบนวัตถุสีเหลือง เรามองเห็นเป็นสีอะไร เพราะเหตุใด (แนวการตอบ เห็นวัตถุเป็นสีแดง เนื่องจากวัตถุสีเหลืองสะท้อนแสงสีเขียวและสีแดงออกมา เมื่อฉายแสงสีแดงลงบนวัตถุสีเหลืองจึงสะท้อนแสงสีแดงออกมาทำให้เห็นเป็นวัตถุสีแดง) 3.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและสรุปผลกิจกรรม 6.5 ดังนี้ การมองเห็นสีของวัตถุภายใต้แสงสีต่าง ๆ นั้น ต้องพิจารณาถึงสารสีของวัตถุสามารถ ดูดกลืนและสะท้อนแสงสีใดได้รวมถึงแสงสีที่ฉายลงบนวัตถุโดยจะเห็นสีวัตถุจากแสงสีที่สะท้อนออกมา เช่น สำหรับวัตถุสีแดงเมื่ออยู่ภายใต้แสงขาวจะเห็นเป็นสีแดง เพราะวัตถุสีแดงจะสะท้อนแสงสีแดง และ ดูดกลืนแสงสีอื่น แต่เมื่อฉายแสงสีน้ำเงินลงบนวัตถุสีแดง วัตถุสีแดงจะดูดกลืนแสงสีน้ำเงินไว้จึงไม่มีแสงสี ใดสะท้อนออกมา ดังนั้นวัตถุสีแดงจึงเห็นเป็นสีดำ ภายใต้แสงสีน้ำเงิน ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ 4.1 ครูให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำไปใช้ประโยชน์ของสารสีและแสงสี ตามรายละเอียดใน หนังสือเรียน หน้า 201 ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล 5.1 นักเรียนส่งใบกิจกรรม 6.5 การเห็นสีของวัตถุภายใต้แสงสีต่าง ๆ 5.2 นักเรียนส่งสมุดนักเรียน (ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจ 6.7 และ 6.8 ในหนังสือเรียน) 7. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ 8.1 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์กายภาพ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 2 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) 8.2 ใบกิจกรรม 6.5 การเห็นสีของวัตถุภายใต้แสงสีต่าง ๆ 8.3 วัสดุและอุปกรณ์ในการทำกิจกรรมการเห็นสีของวัตถุภายใต้แสงสu
9. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายการมองเห็นสีของ วัตถุภายใต้แสงสีต่างๆ ได้ 2) นักเรียนอธิบายการผสมแสงสีและ การผสมสารสีสามารถนำไปใช้ ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ 1) ตรวจสมุดนักเรียน ในตอบ คำถามตรวจสอบความเข้าใจ 6.7 และ 6.8 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนสามารถ ตอบคำถามได้ระดับ ดี ผ่านเกณฑ์ ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนสังเกตการมองเห็นสีของวัตถุ ภายใต้แสงสีต่างๆ ได้ 1) ตรวจใบกิจกรรม 6.5 การ เห็นสีของวัตถุภายใต้แสงสี ต่าง ๆ 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนบันทึก และสรุปผลกิจกรรม ได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์ ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นใน การทำงาน 1) ตรวจสมุดนักเรียน ในตอบ คำถามตรวจสอบความเข้าใจ 6.7 และ 6.8 2) ตรวจใบกิจกรรม 6.5 การ เห็นสีของวัตถุภายใต้แสงสี ต่าง ๆ 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนทำภาระ งานที่ได้รับมอบหมาย ได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์
10. เกณฑ์การประเมินผลงานนักเรียน เกณฑ์การประเมินแบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรื่อง การเห็นสีของวัตถุภายใต้แสงสีต่าง ๆ ประเด็นการ ประเมิน ค่าน้ำหนัก คะแนน แนวทางการให้คะแนน ด้านความรู้ (K) 3 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วนทุกข้อ 2 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วน 2 ข้อ 1 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วน 1 ข้อ หรือไม่ถูกต้อง ด้าน กระบวนการ (P) 3 บันทึกและสรุปผลของกิจกรรมได้ถูกต้องครบถ้วน 2 บันทึกและสรุปผลของกิจกรรมได้ค่อนข้างถูกต้องครบถ้วน 1 บันทึกและสรุปผลของกิจกรรมไม่ถูกต้อง ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด และเรียบร้อยถูกต้องครบถ้วน 2 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด แต่งานยังผิดพลาดบางส่วน 1 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จ แต่ล่าช้า และเกิดข้อผิดพลาดบางส่วน ระดับคะแนน คะแนน 3 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 2 หมายถึง ระดับดี คะแนน 1 หมายถึง ระดับพอใช้
การประเมินการทำกิจกรรม เรื่อง ตำแหน่ง ระยะทาง การกระจัด ที่ ชื่อ - นามสกุล จุดประสงค์การเรียนรู้ รวม คะแนน ระดับ คุณภาพ ด้านความรู้ (K) ด้าน กระบวนการ (P) ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 3 3 9 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 ระดับคุณภาพ คะแนน 9 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 7-8 หมายถึง ระดับดี คะแนน 5-6 หมายถึง ระดับปานกลาง คะแนน 3-4 หมายถึง ระดับปรับปรุง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 35 เรื่อง ส่วนประกอบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รายวิชา วิทยาศาสตร์กายภาพ (ฟิสิกส์) หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เวลา 1 ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2/2566 ผู้สอน นางสาวจิราภรณ์ เประกันยา 1. มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2. ตัวชี้วัด ว 2.3 ม.5/11 สืบค้นข้อมูลและอธิบายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าส่วนประกอบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และหลักการ ทำงานของอุปกรณ์บางชนิดที่อาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายการเกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ 2) นักเรียนบอกส่วนประกอบหลักของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ 3.2 ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนสามารถจัดกระทำและสื่อความหมายของข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้าได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 4. สาระสำคัญ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic waves) เกิดจากการรบกวนประจุไฟฟ้า ซึ่งทำให้เกิดการถ่ายโอนพลังงานของการรบกวนประจุไฟฟ้าไปยังบริเวณ รอบ ๆ ในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ประกอบด้วยสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความรู้เกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถนำไปประยุกต์ใช้สร้างอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกใน ชีวิตประจำวัน เช่น เครื่องควบคุมระยะไกล (remote control) เครื่องถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography Scan) และ เครื่องถ่ายภาพการสั่นพ้องแม่เหล็ก (Magnetic Resonance Imaging) นอกจากนี้ ความรู้เกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ายังนำไปประยุกต์ใช้ในการสื่อสารได้อีกด้วย
5. สาระการเรียนรู้ 5.1 ความรู้ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เกิดจากการรบกวนอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า เช่น การทำให้อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ กลับไปกลับมา ส่งผลให้เกิดการส่งผ่านพลังงานของการรบกวนไปยังบริเวณรอบ ๆ ในรูปของคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าประกอบด้วยสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กที่สะสมพลังงานสำหรับการ ส่งผ่านไปยังบริเวณรอบ ๆ เนื่องจากสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าสามารถเกิดขึ้นได้แม้ในบริเวณที่ไม่มี สสาร คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจึงสามารถเคลื่อนที่และส่งผ่านพลังงานได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง สำหรับ บริเวณที่เป็นสุญญากาศ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถเคลื่อนที่ผ่านด้วยความเร็วประมาณ 300,000 ก ิ โ ล เ ม ต ร ต ่ อ ว ิ น า ที แต่สำหรับในตัวกลางอื่น เช่น อากาศ หรือน้ำ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะเคลื่อนที่ได้ช้าลง ตาราง 7.1 ความเร็วของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (แสง) ในตัวกลางต่างๆ ตัวกลาง ความเร็ว (m/s) สุญญากาศ 300,000 อากาศ ต่ำกว่า 300,000 เล็กน้อย น้ำ 226,000 แก้ว 200,000 เพชร 124,000 สนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กที่เป็นส่วนประกอบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีทิศทางตั้งฉากกันและ ตั้งฉากกับทิศทางของความเร็วของการเคลื่อนที่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าให้สนามไฟฟ้า แทนด้วยเวกเตอร์ ⃑⃑สนามแม่เหล็กแทนด้วยเวกเตอร์ ⃑⃑และความเร็วของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแทนด้วย เวกเตอร์⃑ จะได้ว่าเวกเตอร์ทั้งสามมีลักษณะตั้งฉากกันดังแสดงในรูปที่ 7.2 ดังนั้นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจึง เป็นคลื่นตามขวาง
รูป 7.2 ภาพจำลองแสดงส่วนประกอบหลักของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ตำแหน่งต่าง ๆ ณ ขณะหนึ่ง เนื่องจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถเคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางมีความเร็วประมาณ 300,00 กิโลเมตรต่อวินาทีและสามารถสะท้อน หักเห เลี้ยวเบน และรวมคลื่น ได้เช่นเดียวกับคลื่นชนิด อื่น ๆ จึงทำให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลายหลายด้าน 5.2 กระบวนการ 1) ความสามารถในการสื่อสาร (อ่าน ฟัง พูด เขียน) 2) ความสามารถในการคิด (สังเกต วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา (แก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญได้) 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต (ความรับผิดชอบ) 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การสืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์) 5.3 คุณลักษณะและค่านิยม ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 6. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ 1.1 ครูนำคลิปวีดีทัศน์แสดงอุปกรณ์ที่ทำงานโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นเตาไมโครเวฟ จานดาวเทียม โทรศัพท์เคลื่อนที่ รีโมทคอนโทรลของโทรทัศน์
https://www.youtube.com/watch?v=vlzfIXMyvtw 1.2 ครูนำเข้าสู่บทเรียนหัวข้อ 7.1 โดยให้นักเรียนพิจารณาการเกิดและการส่งผ่านพลังงานของ คลื่นน้ำ และคลื่นเสียง แล้วถามนักเรียนว่า ถ้าเปรียบเทียบกับคลื่นน้ำ และคลื่นเสียง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า น่าจะเกิดจากอะไรและมีการส่งผ่านพลังงานอย่างไร (โดยครูเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นอย่าง อิสระ) ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา 2.1 ครูให้นักเรียนศึกษาและทำความเข้าใจเนื้อหา เรื่อง ส่วนประกอบหลักของคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า ในหนังสือเรียน หน้า 207 - 208 2.2 นักเรียนสรุปองค์ความรู้ที่ได้ลงในกระดาษ A4 ในรูปแบบ Mind mapping 2.3 นักเรียนตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจ 7.1 ลงในสมุด ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป 3.1 ครูสุ่มนักเรียน 2 คน ออกมานำเสนอผลงานของตนเองหน้าชั้นเรียน 3.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายจนได้ข้อสรุป เรื่อง ส่วนประกอบหลักของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ดังนี้ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเกิดจากการรบกวนประจุไฟฟ้า ทำให้มีการถ่ายโอนพลังงานในรูปของคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้าที่มีสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยมีการเปลี่ยนทิศกลับไป กลับมา และสนามทั้งสองมีทิศทางตั้งฉากกัน และตั้งฉากกับทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ 4.1 ครูอธิบายเฉลยคำถามตรวจสอบความเข้าใจ 7.1 ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล 5.1 นักเรียนส่งสรุปองค์ความรู้ที่ได้ลงในกระดาษ A4 ในรูปแบบ Mind mapping 5.2 นักเรียนส่งสมุดนักเรียน (คำถามตรวจสอบความเข้าใจ 7.1 ในหนังสือเรียน) 7. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ 7.1 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์กายภาพ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 2 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) 7.2 อินเทอร์เน็ต
8. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายการเกิดคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้าได้ 2) นักเรียนบอกส่วนประกอบหลักของ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ 1) ตรวจสมุดนักเรียน ในตอบ คำถามตรวจสอบความเข้าใจ 7.1 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนสามารถ ตอบคำถามถูกต้องได้ ระดับดี ผ่านเกณฑ์ ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนสามารถจัดกระทำและสื่อ ความหมายของข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้าได้ 1) ตรวจ Mind mapping 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนสามารถ สรุปองค์ความรู้ที่ได้ ได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์ ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นใน การทำงาน 1) ตรวจสมุดนักเรียน ในตอบ คำถามตรวจสอบความเข้าใจ 7.1 2) ตรวจ Mind mapping 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนทำภาระ งานที่ได้รับมอบหมาย ได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์ 9. เกณฑ์การประเมินผลงานนักเรียน เกณฑ์การประเมินแบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรื่อง ส่วนประกอบหลักของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ประเด็นการ ประเมิน ค่าน้ำหนัก คะแนน แนวทางการให้คะแนน ด้านความรู้ (K) 3 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วนทุกข้อ 2 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วน 2 ข้อ 1 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วน 1 ข้อ หรือไม่ถูกต้อง 3 จัดกระทำและสื่อความหมายของข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้าได้ถูกต้องครบถ้วน สะอาดและ สวยงาม
ด้าน กระบวนการ (P) 2 จัดกระทำและสื่อความหมายของข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้าค่อนข้างถูกต้องครบถ้วน สะอาด และสวยงาม 1 จัดกระทำและสื่อความหมายของข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้าได้ค่อนข้างถูกต้องครบถ้วน สะอาดและสวยงาม ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด และเรียบร้อยถูกต้องครบถ้วน 2 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด แต่งานยังผิดพลาดบางส่วน 1 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จ แต่ล่าช้า และเกิดข้อผิดพลาดบางส่วน ระดับคะแนน คะแนน 3 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 2 หมายถึง ระดับดี คะแนน 1 หมายถึง ระดับพอใช้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 35 เรื่อง ส่วนประกอบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รายวิชา วิทยาศาสตร์กายภาพ (ฟิสิกส์) หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เวลา 1 ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2/2566 ผู้สอน นางสาวจิราภรณ์ เประกันยา 1. มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2. ตัวชี้วัด ว 2.3 ม.5/11 สืบค้นข้อมูลและอธิบายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าส่วนประกอบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และหลักการ ทำงานของอุปกรณ์บางชนิดที่อาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายการเกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ 2) นักเรียนบอกส่วนประกอบหลักของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้
3.2 ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนสามารถจัดกระทำและสื่อความหมายของข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้าได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 4. สาระสำคัญ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic waves) เกิดจากการรบกวนประจุไฟฟ้า ซึ่งทำให้เกิดการถ่ายโอนพลังงานของการรบกวนประจุไฟฟ้าไปยังบริเวณ รอบ ๆ ในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ประกอบด้วยสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความรู้เกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถนำไปประยุกต์ใช้สร้างอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกใน ชีวิตประจำวัน เช่น เครื่องควบคุมระยะไกล (remote control) เครื่องถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography Scan) และ เครื่องถ่ายภาพการสั่นพ้องแม่เหล็ก (Magnetic Resonance Imaging) นอกจากนี้ ความรู้เกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ายังนำไปประยุกต์ใช้ในการสื่อสารได้อีกด้วย 5. สาระการเรียนรู้ 5.1 ความรู้ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เกิดจากการรบกวนอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า เช่น การทำให้อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ กลับไปกลับมา ส่งผลให้เกิดการส่งผ่านพลังงานของการรบกวนไปยังบริเวณรอบ ๆ ในรูปของคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าประกอบด้วยสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กที่สะสมพลังงานสำหรับการ ส่งผ่านไปยังบริเวณรอบ ๆ เนื่องจากสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าสามารถเกิดขึ้นได้แม้ในบริเวณที่ไม่มี สสาร คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจึงสามารถเคลื่อนที่และส่งผ่านพลังงานได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง สำหรับ บริเวณที่เป็นสุญญากาศ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถเคลื่อนที่ผ่านด้วยความเร็วประมาณ 300,000 ก ิ โ ล เ ม ต ร ต ่ อ ว ิ น า ที แต่สำหรับในตัวกลางอื่น เช่น อากาศ หรือน้ำ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะเคลื่อนที่ได้ช้าลง ตาราง 7.1 ความเร็วของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (แสง) ในตัวกลางต่างๆ ตัวกลาง ความเร็ว (m/s) สุญญากาศ 300,000
อากาศ ต่ำกว่า 300,000 เล็กน้อย น้ำ 226,000 แก้ว 200,000 เพชร 124,000 สนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กที่เป็นส่วนประกอบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีทิศทางตั้งฉากกันและ ตั้งฉากกับทิศทางของความเร็วของการเคลื่อนที่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าให้สนามไฟฟ้า แทนด้วยเวกเตอร์ ⃑⃑สนามแม่เหล็กแทนด้วยเวกเตอร์ ⃑⃑และความเร็วของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแทนด้วย เวกเตอร์⃑ จะได้ว่าเวกเตอร์ทั้งสามมีลักษณะตั้งฉากกันดังแสดงในรูปที่ 7.2 ดังนั้นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจึง เป็นคลื่นตามขวาง รูป 7.2 ภาพจำลองแสดงส่วนประกอบหลักของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ตำแหน่งต่าง ๆ ณ ขณะหนึ่ง เนื่องจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถเคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางมีความเร็วประมาณ 300,00 กิโลเมตรต่อวินาทีและสามารถสะท้อน หักเห เลี้ยวเบน และรวมคลื่น ได้เช่นเดียวกับคลื่นชนิด อื่น ๆ จึงทำให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลายหลายด้าน 5.2 กระบวนการ 1) ความสามารถในการสื่อสาร (อ่าน ฟัง พูด เขียน) 2) ความสามารถในการคิด (สังเกต วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา (แก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญได้) 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต (ความรับผิดชอบ) 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การสืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์) 5.3 คุณลักษณะและค่านิยม ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน
6. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ 1.1 ครูนำคลิปวีดีทัศน์แสดงอุปกรณ์ที่ทำงานโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นเตาไมโครเวฟ จานดาวเทียม โทรศัพท์เคลื่อนที่ รีโมทคอนโทรลของโทรทัศน์ https://www.youtube.com/watch?v=vlzfIXMyvtw 1.2 ครูนำเข้าสู่บทเรียนหัวข้อ 7.1 โดยให้นักเรียนพิจารณาการเกิดและการส่งผ่านพลังงานของ คลื่นน้ำ และคลื่นเสียง แล้วถามนักเรียนว่า ถ้าเปรียบเทียบกับคลื่นน้ำ และคลื่นเสียง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า น่าจะเกิดจากอะไรและมีการส่งผ่านพลังงานอย่างไร (โดยครูเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นอย่าง อิสระ) ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา 2.1 ครูให้นักเรียนศึกษาและทำความเข้าใจเนื้อหา เรื่อง ส่วนประกอบหลักของคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า ในหนังสือเรียน หน้า 207 - 208 2.2 นักเรียนสรุปองค์ความรู้ที่ได้ลงในกระดาษ A4 ในรูปแบบ Mind mapping 2.3 นักเรียนตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจ 7.1 ลงในสมุด ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป 3.1 ครูสุ่มนักเรียน 2 คน ออกมานำเสนอผลงานของตนเองหน้าชั้นเรียน 3.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายจนได้ข้อสรุป เรื่อง ส่วนประกอบหลักของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ดังนี้ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเกิดจากการรบกวนประจุไฟฟ้า ทำให้มีการถ่ายโอนพลังงานในรูปของคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้าที่มีสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยมีการเปลี่ยนทิศกลับไป กลับมา และสนามทั้งสองมีทิศทางตั้งฉากกัน และตั้งฉากกับทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น
ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ 4.1 ครูอธิบายเฉลยคำถามตรวจสอบความเข้าใจ 7.1 ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล 5.1 นักเรียนส่งสรุปองค์ความรู้ที่ได้ลงในกระดาษ A4 ในรูปแบบ Mind mapping 5.2 นักเรียนส่งสมุดนักเรียน (คำถามตรวจสอบความเข้าใจ 7.1 ในหนังสือเรียน) 7. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ 7.1 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์กายภาพ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 2 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) 7.2 อินเทอร์เน็ต 8. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายการเกิดคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้าได้ 2) นักเรียนบอกส่วนประกอบหลักของ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ 1) ตรวจสมุดนักเรียน ในตอบ คำถามตรวจสอบความเข้าใจ 7.1 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนสามารถ ตอบคำถามถูกต้องได้ ระดับดี ผ่านเกณฑ์ ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนสามารถจัดกระทำและสื่อ ความหมายของข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้าได้ 1) ตรวจ Mind mapping 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนสามารถ สรุปองค์ความรู้ที่ได้ ได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์ ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นใน การทำงาน 1) ตรวจสมุดนักเรียน ในตอบ คำถามตรวจสอบความเข้าใจ 7.1 2) ตรวจ Mind mapping 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนทำภาระ งานที่ได้รับมอบหมาย ได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์
9. เกณฑ์การประเมินผลงานนักเรียน เกณฑ์การประเมินแบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรื่อง ส่วนประกอบหลักของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ประเด็นการ ประเมิน ค่าน้ำหนัก คะแนน แนวทางการให้คะแนน ด้านความรู้ (K) 3 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วนทุกข้อ 2 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วน 2 ข้อ 1 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วน 1 ข้อ หรือไม่ถูกต้อง ด้าน กระบวนการ (P) 3 จัดกระทำและสื่อความหมายของข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้าได้ถูกต้องครบถ้วน สะอาดและ สวยงาม 2 จัดกระทำและสื่อความหมายของข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้าค่อนข้างถูกต้องครบถ้วน สะอาด และสวยงาม 1 จัดกระทำและสื่อความหมายของข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้าได้ค่อนข้างถูกต้องครบถ้วน สะอาดและสวยงาม ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด และเรียบร้อยถูกต้องครบถ้วน 2 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด แต่งานยังผิดพลาดบางส่วน 1 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จ แต่ล่าช้า และเกิดข้อผิดพลาดบางส่วน ระดับคะแนน คะแนน 3 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 2 หมายถึง ระดับดี คะแนน 1 หมายถึง ระดับพอใช้
การประเมินการทำกิจกรรม เรื่อง ส่วนประกอบหลักของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่ ชื่อ - นามสกุล จุดประสงค์การเรียนรู้ รวม คะแนน ระดับ คุณภาพ ด้านความรู้ (K) ด้าน กระบวนการ (P) ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 3 3 9 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 ระดับคุณภาพ คะแนน 9 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 7-8 หมายถึง ระดับดี คะแนน 5-6 หมายถึง ระดับปานกลาง คะแนน 3-4 หมายถึง ระดับปรับปรุง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 36 เรื่อง หลักการทำงานของอุปกรณ์ที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รายวิชา วิทยาศาสตร์กายภาพ (ฟิสิกส์) หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เวลา 1 ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2/2566 ผู้สอน นางสาวจิราภรณ์ เประกันยา 1. มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2. ตัวชี้วัด ว 2.3 ม.5/11 สืบค้นข้อมูลและอธิบายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าส่วนประกอบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และหลักการ ทำงานของอุปกรณ์บางชนิดที่อาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนระบุคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ใช้ในการทำงานของเครื่องควบคุมระยะไกล เครื่องถ่ายภาพ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และเครื่องถ่ายภาพการสั่นพ้องแม่เหล็กได้ 3.2 ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนสามารถจัดกระทำและสื่อความหมายของข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้าได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 4. สาระสำคัญ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic waves) เกิดจากการรบกวนประจุไฟฟ้า ซึ่งทำให้เกิดการถ่ายโอนพลังงานของการรบกวนประจุไฟฟ้าไปยังบริเวณ รอบ ๆ ในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ประกอบด้วยสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความรู้เกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถนำไปประยุกต์ใช้สร้างอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกใน ชีวิตประจำวัน เช่น เครื่องควบคุมระยะไกล (remote control) เครื่องถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography Scan) และ เครื่องถ่ายภาพการสั่นพ้องแม่เหล็ก (Magnetic Resonance Imaging) นอกจากนี้ ความรู้เกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ายังนำไปประยุกต์ใช้ในการสื่อสารได้อีกด้วย
5. สาระการเรียนรู้ 5.1 ความรู้ หลักการทำงานของอุปกรณ์ที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เครื่องควบคุมระยะไกล เครื่องควบคุมระยะไกล หรือ รีโมทคอนโทรลเลอร์(Remote Controller) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า รีโมท เช่น รีโมทโทรทัศน์ดังรูป 7.3 ก. ที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงรังสีอินฟราเรด (infrared หรือ IR) สำหรับส่งผ่านข้อมูลไปยังโทรทัศน์ โดยทั่วไปรีโมทมีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วนได้แก่ ปุ่มคำสั่งต่าง ๆ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และ ส่วนส่งสัญญาณ ดังรูป 7.3 ข. รูป 7.3 ก. ตัวอย่างรีโมทโทรทัศน์ข. ส่วนประกอบของรีโมทโทรทัศน์ ค. โทรทัศน์ที่ใช้กับรีโมท และ ง. ส่วนรับรังสีอินฟราเรดจากรีโมทโทรทัศน์ เมื่อกดที่ปุ่มใดปุ่มหนึ่งบนรีโมท แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ภายในรีโมทจะทำหน้าที่ประมวลผลการ กดปุ่มเป็นรหัสคำสั่ง จากนั้นรหัสคำสั่งจะถูกแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าแล้วส่งต่อไปยังส่วนส่งสัญญาณซึ่งจะ ส่งรังสีอินฟราเรดไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า แผนภาพแสดงขั้นตอนการทำงานของรึโมท ดังรูป 7.4 ก. เมื่อส่วนรับสัญญาณของโทรทัศน์ได้รับรังสีอินฟราเรดที่ส่งมา จะแปลงกลับมาเป็นสัญญาณไฟฟ้า และส่งต่อไปยังส่วนต่าง ๆ ของเครื่องเพื่อการทำงานตามคำสั่งที่ได้มาจากรีโมทต่อไป แผนภาพแสดง ขั้นตอนการทำงานของส่วนรับสัญญาณ ดังรูป 7.4 ข. รูป 7.4 แผนภาพแสดงขั้นตอนการทำงานของ
ก. เครื่องควบคุมระยะไกลของโทรทัศน์ ข.ส่วนรับสัญญาณของโทรทัศน์ สำหรับเครื่องควบคุมระยะไกลของเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ หรือของเล่น เช่น คีย์บอร์ดไร้สาย เมาส์ ไร้สาย ดังรูป 7.5 ก. หรือเครื่องควบคุมระยะไกลของรถหรือโดรนของเล่น ดังรูป 7.5 ข. ต่างมีขั้นตอนการ ทำงานหลักเหมือนกับรีโมทของโทรทัศน์ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่สิ่งที่แตกต่างคือเครื่องใช้และของ เล่นเหล่านี้ใช้คลื่นวิทยุ(radio wave) ในการส่งสัญญาณ รูป 7.5 ก. คีย์บอร์ดและเมาส์ของคอมพิวเตอร์แบบไร้สาย และ ข. เครื่องควบคุมโดรนแบบไร้สาย เครื่องถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ รูป 7.6 เครื่องถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ เครื่อง CT Scan (Computed Tomography Scan) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สร้างภาพของอวัยวะภายในร่างกายโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงของรังสี เอกซ์(x-rays) ดังรูป 7.6 ส่วนใหญ่เครื่อง CT Scan มีลักษณะเป็นกล่องที่มีช่องวงกลมขนาดใหญ่ที่ บริเวณตรงกลาง และมีเตียงเป็นแท่นยาวสอดเข้าไปที่ช่องสำหรับให้ผู้รับการวินิจฉัยได้นอน ดังรูป 7.7 ก.
รูป 7.7 ก. ผู้รับการวินิจฉัยนอนบนเตียงของเครื่อง CT Scan ข. ส่วนประกอบหลักและการฉายภาพของเครื่อง CT Scan ในการสร้างภาพสำหรับการวินิจฉัยเครื่อง CT Scan จะควบคุมให้แหล่งกำเนิดรังสีเอกซ์เคลื่อนที่ ไปรอบ ๆ พร้อมฉายรังสีไปยังอวัยวะที่ต้องการวินิจฉัย รังสีเอกซ์ที่ฉายผ่านอวัยวะในมุมต่าง ๆ จะถูก ตรวจวัดด้วยอุปกรณ์อีกชิ้นที่อยู่ตำแหน่งตรงข้าม ดังรูป 7.7 ข. จากนั้น อุปกรณ์ตรวจวัดรังสีเอกซ์จะส่งผล การตรวจวัดรังสีไปให้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผลและสร้างรูป 3 มิติของอวัยวะที่ต้องการวินิจฉัย ภาพที่ได้จากเครื่อง CT Scan มีมิติของความลึกและสร้างจากภาพย่อย ๆ ของอวัยวะในมุมที่ แตกต่างกันจำนวนหลายสิบภาพ จึงช่วยให้แพทย์สามารถใช้วินิจฉัยความผิดปกติของอวัยวะได้ละเอียด และแม่นยำกว่ารูปที่ได้จากเครื่องฉายรังสีเอกซ์ทั่วไป ตัวอย่างภาพที่ได้จากเครื่อง CT Scan ดังรูป 7.8 รูป 7.8 ตัวอย่างของภาพที่ได้จากเครื่อง CT Scan เครื่องถ่ายภาพการสั่นพ้องแม่เหล็ก หรือ เครื่อง MRI เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สนามแม่เหล็ก และคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงคลื่นวิทยุ สำหรับการสร้างภาพอวัยวะภายในร่างกาย เครื่อง MAI ส่วนใหญ่มีรูปร่าง คล้ายเครื่องถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ คือ มีลักษณะคล้ายกล่องสี่เหลื่ยมที่มีช่องว่างวงกลมขนาดใหญ่ ตรงกลางและมีเคียงสำหรับให้ผู้รับการวินิจฉัยนอน ลักษณะเป็นแท่นยาวยื่นเข้าไปในช่อง ดังรูป 7.9
รูป 7.9 เครื่องถ่ายภาพการสั่นพ้องแม่เหล็ก เครื่อง MRI มีส่วนประกอบหลักสำคัญคือ แม่เหล็ก เครื่องกำเนิดคลื่นวิทยุ และ สแกนเนอร์ ดังรูป 7.10 รูป 7.10 ส่วนประกอบหลักของเครื่อง MRI 5.2 กระบวนการ 1) ความสามารถในการสื่อสาร (อ่าน ฟัง พูด เขียน) 2) ความสามารถในการคิด (สังเกต วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา (แก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญได้) 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต (ความรับผิดชอบ) 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การสืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์) 5.3 คุณลักษณะและค่านิยม ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 6. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ 1.1 ครูนำเข้าสู่บทเรียนโดยให้นักเรียนยกตัวอย่างอุปกรณ์ที่สามารถควบคุมการทำงานของ อุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งโดยไม่ใช้สายเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ทั้งสอง (เท่าที่นักเรียนทราบ)
1.2 ครูสาธิตการใช้เครื่องควบคุมระยะไกล เช่น รีโมทของเครื่องฉายภาพ (projector) แล้วตั้งคำ ถามให้นักเรียนตอบเพื่อนำเข้าสู่กิจกรรม 1) อุปกรณ์ที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าควบคุมการทำงานระยะไกลโดยไม่ต้องใช้สาย มี หลักการทำงานอย่างไร (โดยครูเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ไม่คาดหวังคำตอบที่ ถูกต้อง) ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา 2.1 ครูแบ่งกลุ่มนักเรียน 3 กลุ่ม แล้วให้ศึกษาและนำเสนอเกี่ยวกับการทำงานของอุปกรณ์ที่ ทำงานโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในหัวข้อที่ได้รับผิดชอบ กลุ่มที่ 1 เครื่องควบคุมระยะไกล กลุ่มที่ 2 เครื่องถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ กลุ่มที่ 3 เครื่องถ่ายภาพการสั่นพ้องแม่เหล็ก 2.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มสรุปองค์ความรู้ที่ได้ลงในกระดาษ A4 โดยให้นักเรียนสร้างสรรค์วิธีการนำ เสนอในรูปแบบต่าง ๆ 2.3 นักเรียนตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจ 7.2 ลงในสมุด ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป 3.1 ครูสุ่มนักเรียนแต่ละกลุ่ม ออกมานำเสนอผลงานของตนเองหน้าชั้นเรียน 3.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายจนได้ข้อสรุปเกี่ยวกับหลักการทำงานของอุปกรณ์ทั้ง 3 ชนิด ดังนี้ • เครื่องควบคุมระยะไกลใช้แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์แปลงคำสั่งต่าง ๆ ให้อยู่ในรูปของ การส่งรังสีอินฟราเรด หรือ คลื่นวิทยุ ไปยังเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า ดังแผนภาพ • เครื่องถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ควบคุมให้แหล่งกำเนิดรังสีเอกซ์ฉายรังสีเอกซ์ไป ยัง อวัยวะที่ต้องการวินิจฉัยพร้อมเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ และบันทึกผลการฉายรังสีที่มุมต่าง ๆ แล้วส่งข้อมูลไปยัง คอมพิวเตอร์สำหรับการประมวลผลและสร้างภาพ 3 มิติ ดังแผนภาพ
• เครื่องถ่ายภาพการสั่นพ้องแม่เหล็กสร้างสนามแม่เหล็กความเข้มสูงรอบ ๆ อวัยวะที่ ต้องการวินิจฉัย ส่งผลให้นิวเคลียสของไฮโดรเจนในน้ำ และไขมันมีการเรียงตัวกันตามสนามแม่เหล็ก จากนั้นจะมีการส่งคลื่นวิทยุที่มีความถี่สั่นพ้องกับนิวเคลียสของไฮโดรเจน ซึ่งส่งผลให้นิวเคลียสมีการปล่อย คลื่นวิทยุออกมา และถูกตรวจวัดด้วยเครื่องตรวจวัดคลื่นวิทยุรอบ ๆ ก่อนจะส่งไปยังคอมพิวเตอร์สำ หรับ ประมวลผลและสร้างภาพ 3 มิติ ดังแผนภาพ ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ 4.1 ครูอธิบายเฉลยคำถามตรวจสอบความเข้าใจ 7.2 ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล 5.1 นักเรียนส่งใบสรุปองค์ความรู้ที่ได้ 5.2 นักเรียนส่งสมุดนักเรียน (คำถามตรวจสอบความเข้าใจ 7.2 ในหนังสือเรียน) 7. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ 7.1 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์กายภาพ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 2 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) 7.2 อินเทอร์เน็ต
8. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนระบุคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ ใช้ในการทำงานของเครื่องควบคุม ระยะไกล เครื่องถ่ายภาพเอกซเรย์ คอมพิวเตอร์ และเครื่องถ่ายภาพการ สั่นพ้องแม่เหล็กได้ 1) ตรวจสมุดนักเรียน ในตอบ คำถามตรวจสอบความเข้าใจ 7.2 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนสามารถ ตอบคำถามถูกต้องได้ ระดับดี ผ่านเกณฑ์ ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนสามารถจัดกระทำและสื่อ ความหมายของข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้าได้ 1) ตรวจใบสรุปองค์ความรู้ที่ ได้ 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนสามารถ สรุปองค์ความรู้ที่ได้ ได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์ ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นใน การทำงาน 1) ตรวจสมุดนักเรียน ในตอบ คำถามตรวจสอบความเข้าใจ 7.2 2) ตรวจใบสรุปองค์ความรู้ที่ ได้ 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนทำภาระ งานที่ได้รับมอบหมาย ได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์
9. เกณฑ์การประเมินผลงานนักเรียน เกณฑ์การประเมินแบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรื่อง หลักการทำงานของอุปกรณ์ที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ประเด็นการ ประเมิน ค่าน้ำหนัก คะแนน แนวทางการให้คะแนน ด้านความรู้ (K) 3 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วนทุกข้อ 2 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วน 2 ข้อ 1 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วน 1 ข้อ หรือไม่ถูกต้อง ด้าน กระบวนการ (P) 3 จัดกระทำและสื่อความหมายของข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้าได้ถูกต้องครบถ้วน สะอาดและ สวยงาม 2 จัดกระทำและสื่อความหมายของข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้าค่อนข้างถูกต้องครบถ้วน สะอาด และสวยงาม 1 จัดกระทำและสื่อความหมายของข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้าได้ค่อนข้างถูกต้องครบถ้วน สะอาดและสวยงาม ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด และเรียบร้อยถูกต้องครบถ้วน 2 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด แต่งานยังผิดพลาดบางส่วน 1 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จ แต่ล่าช้า และเกิดข้อผิดพลาดบางส่วน ระดับคะแนน คะแนน 3 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 2 หมายถึง ระดับดี คะแนน 1 หมายถึง ระดับพอใช้
การประเมินการทำกิจกรรม เรื่อง หลักการทำงานของอุปกรณ์ที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่ ชื่อ - นามสกุล จุดประสงค์การเรียนรู้ รวม คะแนน ระดับ คุณภาพ ด้านความรู้ (K) ด้าน กระบวนการ (P) ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 3 3 9 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 ระดับคุณภาพ คะแนน 9 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 7-8 หมายถึง ระดับดี คะแนน 5-6 หมายถึง ระดับปานกลาง คะแนน 3-4 หมายถึง ระดับปรับปรุง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 37 เรื่อง การสื่อสารโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รายวิชา วิทยาศาสตร์กายภาพ (ฟิสิกส์) หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เวลา 1 ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2/2566 ผู้สอน นางสาวจิราภรณ์ เประกันยา 1. มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2. ตัวชี้วัด ว 2.3 ม.5/11 สืบค้นข้อมูลและอธิบายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าส่วนประกอบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และหลักการ ทำงานของอุปกรณ์บางชนิดที่อาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนยกตัวอย่างการสื่อสารโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ 3.2 ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนสามารถจัดกระทำและสื่อความหมายของข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้าได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 4. สาระสำคัญ ในการสื่อสารโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อส่งผ่านสารสนเทศจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งสารสนเทศจะถูก แปลงให้อยู่ในรูปสัญญาณสำหรับส่งไปยังปลายทางซึ่งจะมีการแปลงสัญญาณกลับมาเป็นสารสนเทศที่เหมือนเดิม สัญญาณที่ใช้ในการสื่อสารมีสองชนิดคือแอนะล็อก (analog signal)และดิจิทัล (digital signal) การส่งผ่าน สารสนเทศด้วยสัญญาณดิจิทัลสามารถส่งผ่านได้โดยมีความผิดพลาดน้อยกว่าสัญญาณแอนะล็อก 5. สาระการเรียนรู้ 5.1 ความรู้ การสื่อสารโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
รูป 7.11 จานรับสัญญาณดาวเทียมรับไมโครเวฟจากดาวเทียมเพื่อการติดต่อสื่อสาร คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่นำมาใช้ส่งสัญญาณเพื่อการสื่อสาร ได้แก่ คลื่นวิทยุ (radio wave) ไมโครเวฟ (microwaves) และแสงที่ตามองเห็น (visible light) โดยสัญญาณที่ใช้มี 2 ชนิด ได้แก่ สัญญาณแอนะล็อกและสัญญาณดิจิทัล การสื่อสารโดยอาศัยคลื่นวิทยุ คลื่นวิทยุเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่นำมาใช้ในการสื่อสารมากที่สุด ซึ่งมีรูปแบบการใช้ที่ หลากหลาย ในที่นี้จะกล่าวถึงการใช้คลื่นวิทยุในการสื่อสาร 3 แบบ คือ กระจายสัญญาณเสียงของสถานีวิทยุ การส่ง และรับสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการส่งและรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย 1) การกระจายสัญญาณเสียงของสถานีวิทยุ มีขั้นตอนหลักตามแผนภาพในรูป 7.12 โดยเริ่มจากคลื่นเสียงที่พูดผ่านไมโครโฟนได้รับการแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้า จากนั้นสัญญาณไฟฟ้าที่ได้จะ ถูกนำไปผสมกับคลื่นวิทยุ คลื่นที่ผสมแล้ว เรียกว่า สัญญาณเสียงของสถานีวิทยุซึ่งจะถูกขยายให้มีกำลัง สูงขึ้นแล้วส่งไปยังสายอากาศเพื่อกระจายออกจากสถานีวิทยุ และเมื่อสัญญาณเสียงเดินทางไปถึง เครื่องรับวิทยุ คลื่นวิทยุจะถูกแยกออกจากสัญญาณไฟฟ้า แล้วสัญญาณไฟฟ้าจะถูกแปลงกลับไปเป็นเสียง ที่เหมือนกับส่งมาจากสถานี รูป 7.12 การส่งสัญญาณเสียงของสถานีวิทยุและการรับสัญญาณเสียงของเครื่องรับวิทยุ