The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

แผนเทอม 2

แผนเทอม 2

แผนการจัดการเรียนรู้ที่29 เรื่อง บีตของเสียง รายวิชา วิทยาศาสตร์กายภาพ (ฟิสิกส์) หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เสียง เวลา 1 ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2/2566 ผู้สอน นางสาวจิราภรณ์ เประกันยา 1. มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2. ตัวชี้วัด ว 2.3 ม.5/7 สังเกตและอธิบายการเกิดเสียงสะท้อนกลับ บีต ดอปเพลอร์ และการสั่นพ้องของเสียง 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายการเกิดบีตของเสียงได้ 3.2 ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนทดลองและสังเกตการเกิดบีตของเสียงได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 4. สาระสำคัญ บีตของเสียงเกิดจากการรวมกันของคลื่นเสียงจากแหล่งกำเนิดเสียง 2 แหล่งที่มีความถี่ต่างกัน เล็กน้อย ให้ได้ยินเสียงดังค่อยสลับกันไปเป็นจังหวะคงตัว โดยหูจะได้ยินเสียงของการบีต เมื่อเสียงทั้งสองมีความถี่ต่างกันไม่ เกิน 7 เฮิรตซ์ จำนวนครั้งที่ได้ยินเสียงดังในหนึ่งวินาทีเรียกว่า ความถี่บีต (beat frequency) 5. สาระการเรียนรู้ 5.1 ความรู้ เมื่อแหล่งกำเนิดเสียง 2 แหล่ง มีความถี่เท่ากันจะได้ยินเสียงดังสม่ำเสมอต่อเนื่องกัน แต่เมื่อ ความถี่แตกต่างกันเล็กน้อยจะได้ยินเสียงดังและค่อย สลับกันเป็นจังหวะ เรียกว่า บีตของเสียง เมื่อความถี่ แตกต่างกันมากขึ้น เสียงดังค่อยสลับกันจะมีจำนวนครั้งที่ได้ยินในหนึ่งหน่วยเวลา เรียกว่า ความถี่บีต มีค่า มากขึ้น และเมื่อความถี่แตกต่างกันมากขึ้นต่อไป จะไม่สามารถได้ยินเสียงดังสลับค่อยเป็นจังหวะได้ การที่


เสียงดังค่อยสลับกันเป็นจังหวะดังกล่าว เกิดจากการรวมคลื่นที่มีความถี่ต่างกันเล็กน้อยตามลักษณะดังรูป 5.14 โดยจังหวะที่ได้ยินเสียงดังเกิดการรวมคลื่นแบบเสริม และจังหวะที่ได้ยินเสียงค่อยเกิดการรวมคลื่น แบบหักล้าง รูป 5.14 การเกิดบีตของคลื่นเสียงสองคลื่นที่มีความถี่ต่างกันเล็กน้อย 5.2 กระบวนการ 1) ความสามารถในการสื่อสาร (อ่าน ฟัง พูด เขียน) 2) ความสามารถในการคิด (สังเกต วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา (แก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญได้) 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต (ความรับผิดชอบ) 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การสืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์) 5.3 คุณลักษณะและค่านิยม ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 6. บูรณาการ 6.1 บูรณาการ PLC นักเรียนแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้เล่าสู่กันฟังถึงความรู้ที่ได้จากการทำกิจกรรม และ ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำกิจกรรม 7. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ 1.1 ครูทบทวนความรู้เรื่อง เสียงสะท้อนกลับ และการสั่นพ้องของเสียง 1.2 ครูตั้งคำถามเพื่อนำเข้าสู่การทำกิจกรรม 1) นักเรียนมีเครื่องดนตรีประเภทสายที่ชอบเล่นหรือไม่


2) ก่อนการเล่นเครื่องดนตรีต้องมีการปรับเทียบเสียงเครื่องดนตรีให้มีเสียงตรงตามเสียง มาตรฐานหรือไม่ 3) ถ้าคลื่นเสียงจากแหล่งกำเนิดเสียงทั้งสองมีความถี่ต่างกันเล็กน้อย เคลื่อนที่มาพบกัน เสียงที่ได้ยินจะเป็นอย่างไร (โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนตอบอภิปรายอย่างอิสระ ไม่คาดหวังคำตอบที่ ถูกต้อง) ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา 2.1 นักเรียนแบ่งกลุ่มๆ ละ 5-6 คน โดยคละเพศ คละความสามารถ 2.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาใบกิจกรรม 5.5 บีตของเสียง 2.3 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ อุปกรณ์ และขั้นตอนการทำกิจกรรมอย่างละเอียด 2.4 นักเรียนรับอุปกรณ์การทำกิจกรรม พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ให้เรียบร้อย 2.5 นักเรียนแต่ละกลุ่มทำกิจกรรม สังเกตและบันทึกผลกิจกรรมลงในใบกิจกรรม ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป 3.1 ครูสุ่มนักเรียน 1 คน ออกมานำเสนอผลการทำกิจกรรมหน้าชั้นเรียน 3.2 ครูนำนักเรียนอภิปรายเพื่อนำไปสู่การสรุปโดยใช้คำถามต่อไปนี้ 1) เมื่อปรับความถี่และความดังให้เท่ากัน เสียงที่ได้ยินมีลักษณะอย่างไร (แนวการตอบ ได้ยินเสียงจากลำโพง 2 ชุด เสียงดังต่อเนื่องสม่ำเสมอ) 2) เมื่อปรับความถี่แตกต่างกันเล็กน้อย จนแตกต่างกันมากขึ้น เสียงที่ได้ยินมีลักษณะ เปลี่ยนแปลงอย่างไร (แนวการตอบ เมื่อความถี่แตกต่างกันเล็กน้อยจะได้ยินเสียงดัง-ค่อย สลับกันไปเป็น จังหวะ และเมื่อความถี่แตกต่างกันมากขึ้นจะได้ยินเสียงดัง-ค่อย สลับกันไปเป็นจังหวะที่เร็วขึ้น และไม่ได้ยิน เสียงดังสลับค่อยเมื่อความถี่แตกต่างกันมากๆ) 3.3 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและสรุปผลของกิจกรรมจนสรุปได้ ดังนี้ เมื่อแหล่งกำเนิดเสียง 2 แหล่ง มีความถี่เท่ากันจะได้ยินเสียงดังสม่ำเสมอต่อเนื่องกัน แต่ เมื่อความถี่แตกต่างกันเล็กน้อยจะได้ยินเสียงดังและค่อย สลับกันเป็นจังหวะ เรียกว่า บีตของเสียง เมื่อ ความถี่แตกต่างกันมากขึ้น เสียงดังค่อยสลับกันจะมีจำนวนครั้งที่ได้ยินในหนึ่งหน่วยเวลา เรียกว่า ความถี่ บีต มีค่ามากขึ้น และเมื่อความถี่แตกต่างกันมากขึ้นต่อไป มนุษย์จะไม่สามารถได้ยินเสียงดังสลับค่อยเป็น จังหวะได้ ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้


4.1 ครูอธิบายให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการที่เสียงดังสลับค่อยดังกล่าว เกิดจากการรวมคลื่น ใช้ ภาพการเกิดบีตจากคลื่นเสียงสองคลื่นที่มีความถี่ต่างกันเล็กน้อยประกอบการอธิบายตามบทเรียนตาม รายละเอียดในหนังสือเรียนหน้า 173 ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล 5.1 นักเรียนส่งใบกิจกรรม 5.5 บีตของเสียง 8. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ 8.1 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์กายภาพ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 2 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) 8.2 ใบกิจกรรม 5.5 บีตของเสียง 8.3 อุปกรณ์การทำกิจกรรมการบีตของเสียง 9. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายการเกิดบีตของ เสียงได้ 1) ตรวจใบกิจกรรม 5.5 บีตของ เสียง 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนตอบ คำถามท้ายกิจกรรม ได้ระดับดีผ่านเกณฑ์ ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนทดลองและสังเกตการ เกิดบีตของเสียงได้ 1) ตรวจใบกิจกรรม 5.5 บีตของ เสียง 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนสามารถ บันทึกผลและสรุปผล ของกิจกรรมได้ ระดับดี ผ่านเกณฑ์ ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่น ในการทำงาน 1) ตรวจใบกิจกรรม 5.5 บีตของ เสียง 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนทำภาระ งานที่ได้รับมอบหมาย ได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์


10. เกณฑ์การประเมินผลงานนักเรียน เกณฑ์การประเมินแบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรื่อง บีตของเสียง ประเด็นการ ประเมิน ค่าน้ำหนัก คะแนน แนวทางการให้คะแนน ด้านความรู้ (K) 3 ตอบคำถามท้ายกิจกรรมได้ถูกต้องครบถ้วนทุกข้อ 2 ตอบคำถามท้ายกิจกรรมได้ถูกต้อง แต่ไม่ครบถ้วนทุกข้อ 1 ตอบคำถามท้ายกิจกรรมไม่ถูกต้อง ด้าน กระบวนการ (P) 3 บันทึกและสรุปผลของกิจกรรมได้ถูกต้องครบถ้วน 2 บันทึกและสรุปผลของกิจกรรมได้ค่อนข้างถูกต้องครบถ้วน 1 บันทึกและสรุปผลของกิจกรรมไม่ถูกต้อง ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด และเรียบร้อยถูกต้องครบถ้วน 2 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด แต่งานยังผิดพลาดบางส่วน 1 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จ แต่ล่าช้า และเกิดข้อผิดพลาดบางส่วน ระดับคะแนน คะแนน 3 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 2 หมายถึง ระดับดี คะแนน 1 หมายถึง ระดับพอ


การประเมินการทำกิจกรรม เรื่อง บีตของเสียง ที่ ชื่อ - นามสกุล จุดประสงค์การเรียนรู้ รวม คะแนน ระดับ คุณภาพ ด้านความรู้ (K) ด้าน กระบวนการ (P) ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 3 3 9 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 ระดับคุณภาพ คะแนน 9 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 7-8 หมายถึง ระดับดี คะแนน 5-6 หมายถึง ระดับปานกลาง คะแนน 3-4 หมายถึง ระดับปรับปรุง


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 30 เรื่อง ปรากฎการณ์ดอปเพลอร์ รายวิชา วิทยาศาสตร์กายภาพ (ฟิสิกส์) หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เสียง เวลา 1 ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2/2566 ผู้สอน นางสาวจิราภรณ์ เประกันยา 1. มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2. ตัวชี้วัด ว 2.3 ม.5/7 สังเกตและอธิบายการเกิดเสียงสะท้อนกลับ บีต ดอปเพลอร์ และการสั่นพ้องของเสียง ว 2.3 ม.5/8 สืบค้นข้อมูลและยกตัวอย่างการนำความรู้เกี่ยวกับเสียงไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ได้ 2) ยกตัวอย่างการนำความรู้เกี่ยวกับเสียงไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน 3.2 ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนทดลองและสังเกตปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 4. สาระสำคัญ ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ของเสียงเป็นปรากฏการณ์ที่ผู้ฟังได้ยินเสียงมีความถี่เปลี่ยนไปจากความถี่ ของ แหล่งกำเนิดเสียง ซึ่งเกิดจากแหล่งกำเนิดเสียงหรือผู้ฟังเคลื่อนที่สัมพัทธ์กัน ความรู้เกี่ยวกับเสียงนำไปอธิบายและประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ เช่น การเดินเรือและการประมง การแพทย์ 5. สาระการเรียนรู้ 5.1 ความรู้ 1) ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ เมื่อแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่โดยผู้ฟังอยู่นิ่ง ผู้ฟังจะได้ยินเสียงสูงขึ้นเมื่อแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อน


เข้าหาและจะได้ยินเสียงต่ำลง เมื่อแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่ออกจากผู้ฟัง กรณีแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่โดยผู้ฟังอยู่นิ่ง รูป 5.15 แหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่และผู้ฟังอยู่นิ่ง เมื่อแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่เข้าหาผู้ฟัง เสียงในอากาศเคลื่อนที่เข้าหาผู้ฟังด้วยอัตราเร็วเสียง คงเดิม แต่สันคลื่นที่อยู่บริเวณด้านหน้าของแหล่งกำเนิดเสียงจะอยู่ชิดกันกว่าเดิม ทำให้ความยาวคลื่นสั้น ลง ส่งผลให้ความถี่สูงขึ้น ผู้ฟังจึงได้ยินจึงเสียงแหลมขึ้น สำหรับสันคลื่นที่อยู่บริเวณด้านหลังของ แหล่งกำเนิดเสียงจะอยู่ห่างกันกว่าเดิม ทำให้ความยาวคลื่นยาวขึ้น ส่งผลให้ความถี่ต่ำลงผู้ฟังจึงได้ยินเสียง ทุ้มขึ้น กรณีผู้ฟังเคลื่อนที่โดยแหล่งกำเนิดเสียงอยู่นิ่ง รูป 5.16 แหล่งกำเนิดเสียงอยู่นิ่งและผู้ฟังเคลื่อนที่ ผู้ฟังเคลื่อนที่เข้าหาหรือออกจากแหล่งกำเนิดเสียงที่อยู่นิ่ง ดังนั้นความยาวคลื่นเสียงจะเท่าเดิม แต่ความถี่เสียงที่ได้ยินจะเปลี่ยนแปล เมื่อผู้ฟังเคลื่อนที่เข้าหาแหล่งกำเนิดเสียง ผู้ฟังจะพบกับสันคลื่น เสียงถัดกันได้เร็วขึ้น ผู้ฟังพบจำนวนสันคลื่นในหนึ่งหน่วยเวลามากขึ้น ส่งผลให้ความถี่เสียงที่ได้ยินสูงขึ้น เมื่อผู้ฟังเคลื่อนที่ออกจากแหล่งกำเนิดเสียง สันคลื่นถัดกันที่มาถึงผู้ฟังจะช้าลง ผู้ฟังพบจำนวนสันคลื่นใน หนึ่งหน่วยเวลาน้อยลง ส่งผลให้ความถี่เสียงที่ได้ยินต่ำลง กรณีทั้งผู้ฟังและแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่ ได้แก่ เคลื่อนที่เข้าหากัน เคลื่อนที่ออกจากกับ เคลื่อนที่ในทิศทางเดียวกันด้วยขนาดความเร็วต่างกัน เช่น การเคลื่อนที่ของรถสองคันบนถนนในลักษณะ ต่าง ๆ เมื่อคันหนึ่งเปิดแตร ก็จะเกิดผลการเปลี่ยนแปลงความถี่ที่ได้ยินเนื่องจากการเคลื่อนที่ของทั้ง


แหล่งกำเนิดและผู้ฟังร่วมกัน ยกเว้นกรณีแหล่งกำเนิดเสียทั้งสองเคลื่อนที่ไปทางเดียวกันด้วยความเร็ว เท่ากัน 2) ประโยชน์ของเสียงในด้านต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของเรา มีการนำเสียงมาใช้ทั้งในการสื่อสาร และทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การร้อง เพลง การเล่นดนตรี การสนทนา การเรียนการสอน เป็นต้น ซึ่งเป็นเสียงที่มีความถี่อยู่ในช่วงเฉลี่ย ประมาณ 20 - 20000 เฮิรตซ์ และระดับเสียงในช่วง 0 - 120 เดซิเบล นอกจากนี้เสียงยังสามารถนำมา ประยุกต์ใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ได้อีกทั้ง ด้านการเดินเรือและการประมง ด้านการแพทย์ เป็นต้น การเดินเรือและการประมง ใช้การปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงจากเครื่องโซนาร์(sonar) ในการ ระบุตำแหน่งของวัตถุในการเดินเรือหรือการประมง เป็นระบบที่ใช้การสะท้อนคลื่นเสียงใต้น้ำ คลื่นเสียง ถูกปล่อยออกไปสู่ก้นทะเล เมื่อไปกระทบสิ่งกีดขวางก็จะสะท้อนกลับมาที่ตัวรับสัญญาณบนเรือแล้วแปล ผลประมาณขนาด รูปร่าง ระยะห่าง และความลึกของวัตถุใต้น้ำ หรือเรือประมงสามารถคันพบฝูงปลา รูป 5.17 การหาความลึกของทะเลในการเดินเรือ การแพทย์นำคลื่นเสียงความถี่สูงที่เรียกว่า คลื่นอัลตราซาวด์ (ultrasound) มาใช้ในการตรวจ ร่างกายคนไข้ โดยส่งคลื่นอัลตราซาวด์เข้าไปในบริเวณที่ต้องการตรวจ โดยการสะท้อนของคลื่นจาก อวัยวะเป้าหมายหรือเนื้อเยื่อสามารถนำมาแปลผลฉายภาพขึ้นจอ เพื่อตรวจดูทารกในครรภ์ดังรูป 5.18 ก. ซึ่งคลื่นอัลตราซาวด์จะไม่เหมาะกับการใช้ตรวจกระดูกและปอด ภาพที่ได้จะไม่ชัดเจนเพราะเนื้อเยื่อที่ แข็งและอากาศในปอดจะดูดกลืนคลื่นอัลตราซาวด์ทำให้ไม่สะท้อนคลื่นออกมา นอกจากนี้คลื่นอัลตรา ซาวด์ยังสามารถใช้สลายนิ่วในไต ดังรูป 5.18 ข. ซึ่งเป็นส่วนประกอบของแคลเซียมหรือแร่ธาตุในไต ใน อดีตแพทย์จะผ่าตัดเพื่อนำก้อนนิ่วออกมา แต่ในปัจจุบันรักษาได้ด้วยการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ ทำให้นิ่ว แตกสลายเป็นชิ้นเล็กๆ และขับออกจากร่างกายโดยการปัสสาวะ


รูป 5.18 การใช้ประโยชน์จากคลื่นอัลตราซาวด์ ก. ตรวจครรภ์ และ ข. การสลายนิ่วในไต 5.2 กระบวนการ 1) ความสามารถในการสื่อสาร (อ่าน ฟัง พูด เขียน) 2) ความสามารถในการคิด (สังเกต วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา (แก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญได้) 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต (ความรับผิดชอบ) 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การสืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์) 5.3 คุณลักษณะและค่านิยม ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 6. บูรณาการ 6.1 บูรณาการ PLC นักเรียนแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้เล่าสู่กันฟังถึงความรู้ที่ได้จากการทำกิจกรรม และ ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำกิจกรรม 7. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ 1.1 ครูทบทวนความรู้เรื่อง การเกิดบีตของเสียง 1.2 ครูเปิดคลิปวีดีทัศน์รถพยาบาลที่เปิดไซเรนวิ่งผ่านด้วยความเร็วสูง (นาทีที่ 13.00-13.50) พร้อมตั้งคำถามเพื่อนำเข้าสู่การทำกิจกรรม


https://www.youtube.com/watch?v=3IhB4Jc3M7I 1) นักเรียนเคยสังเกตเสียงรถพยาบาลหรือรถกู้ภัยที่เปิดไซเรนวิ่งผ่านด้วยความเร็วสูง หรือไม่ ลักษณะของเสียงที่ได้ยินเป็นอย่างไร 2) ความถี่เสียงที่ได้ยินจากคลิปวีดีทัศน์มีลักษณะอย่างไรขณะรถวิ่งเข้าหาเรา และขณะ วิ่งผ่านเราไป ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา 2.1 นักเรียนแบ่งกลุ่มๆ ละ 5-6 คน โดยคละเพศ คละความสามารถ 2.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาใบกิจกรรม 5.6 ดอปเพลอร์ 2.3 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ อุปกรณ์ และขั้นตอนการทำกิจกรรมอย่างละเอียด 2.4 นักเรียนแต่ละกลุ่มทำกิจกรรม สังเกตและบันทึกผลกิจกรรมลงในใบกิจกรรม ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป 3.1 ครูสุ่มนักเรียน 1 คน ออกมานำเสนอผลการทำกิจกรรมหน้าชั้นเรียน 3.2 ครูนำนักเรียนอภิปรายเพื่อนำไปสู่การสรุปโดยใช้คำถามต่อไปนี้ 1) เมื่อแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่เข้าหาผู้ฟังและเคลื่อนที่ออกจากผู้ฟัง เสียงที่ได้ยินใน แต่ละช่วงแตกต่างกันอย่างไร (แนวการตอบ ขณะแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่เข้าหาผู้ฟัง ผู้ฟังจะได้ยินเสียง แหลมขึ้น ขณะแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่ออกจากผู้ฟัง ผู้ฟังจะได้ยินเสียงทุ้มลง) 2) เมื่อแกว่งแหล่งกำเนิดเสียงให้มีอัตราเร็วเพิ่มขึ้น ขณะเคลื่อนที่เข้าหาผู้ฟังและเคลื่อนที่ ออกจากผู้ฟัง เสียงที่ได้ยินในแต่ละช่วงแตกต่างกันอย่างไร (แนวการตอบ ขณะแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่เข้า หาผู้ฟัง ผู้ฟังจะได้ยินเสียงแหลมมากยิ่งขึ้น ขณะแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่ออกจากผู้ฟัง ผู้ฟังจะได้ยินเสียง ทุ้มลงยิ่งขึ้น) 3.3 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและสรุปผลของกิจกรรมจนสรุปได้ ดังนี้ เมื่อแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่เป็นวงกลมโดยผู้ฟังอยู่นิ่ง ผู้ฟังจะได้ยินเสียงแหลมขึ้น ขณะแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่เข้าหาผู้ฟัง และจะได้ยินเสียงทุ้มลง ขณะแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่ออก จากผู้ฟัง จากกิจกรรมเมื่อแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่ทำให้ผู้ฟังที่อยู่นิ่งได้ยินเสียงมีความถี่เปลี่ยนไปจาก เดิมเรียก ปรากฏการณ์นี้ว่า ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้


4.1 ครูอธิบายให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีต่างๆ ของปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ได้แก่ กรณี แหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่โดยผู้ฟังอยู่นิ่ง กรณีผู้ฟังเคลื่อนที่โดยแหล่งกำเนิดเสียงอยู่นิ่ง หรือทั้งผู้ฟังและ แหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่ ทำให้ผู้ฟังได้ยินเสียงมีความถี่เปลี่ยนไปจากเดิมเช่นกัน ตามรายละเอียดใน หนังสือเรียน หน้า 175-176 4.2 ครูอธิบายให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน์ของเสียงในด้านต่างๆ ตามรายละเอียดใน หนังสือเรียน หน้า 176-178 ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล 5.1 นักเรียนส่งใบกิจกรรม 5.6 ดอปเพลอร์ 5.2 นักเรียนตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจ 5.3 ข้อ 3. หน้า 176 ลงในสมุด 5.3 นักเรียนตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจ หน้า 178 ลงในสมุด 8. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ 8.1 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์กายภาพ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 2 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) 8.2 ใบกิจกรรม 5.6 ดอปเพลอร์ 8.3 อุปกรณ์การทำกิจกรรมดอปเพลอร์ 8.4 วีดีทัศน์รถพยาบาลที่เปิดไซเรนวิ่งผ่านด้วยความเร็วสูง - https://www.youtube.com/watch?v=3IhB4Jc3M7I


9. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายปรากฏการณ์ ดอปเพลอร์ได้ 2) ยกตัวอย่างการนำความรู้ เกี่ยวกับเสียงไปใช้ประโยชน์ใน ชีวิตประจำวัน 1) ตรวจสมุดนักเรียนในการตอบ คำถามตรวจสอบความเข้าใจ 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนตอบ คำถามตรวจสอบ ความเข้าใจได้ ระดับดีผ่านเกณฑ์ ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนทดลองและสังเกต ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ได้ 1) ตรวจใบกิจกรรม 5.6 ดอปเพลอร์ 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนสามารถ บันทึกผลและสรุปผล ของกิจกรรมได้ ระดับดี ผ่านเกณฑ์ ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่น ในการทำงาน 1) ตรวจใบกิจกรรม 5.6 ดอปเพลอร์ 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนทำภาระ งานที่ได้รับมอบหมาย ได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์


10. เกณฑ์การประเมินผลงานนักเรียน เกณฑ์การประเมินแบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม ดอปเพลอร์ ประเด็นการ ประเมิน ค่าน้ำหนัก คะแนน แนวทางการให้คะแนน ด้านความรู้ (K) 3 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วนทุกข้อ 2 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วน 1 ข้อ 1 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจไม่ถูกต้อง ด้าน กระบวนการ (P) 3 บันทึกและสรุปผลของกิจกรรมได้ถูกต้องครบถ้วน 2 บันทึกและสรุปผลของกิจกรรมได้ค่อนข้างถูกต้องครบถ้วน 1 บันทึกและสรุปผลของกิจกรรมไม่ถูกต้อง ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด และเรียบร้อยถูกต้องครบถ้วน 2 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด แต่งานยังผิดพลาดบางส่วน 1 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จ แต่ล่าช้า และเกิดข้อผิดพลาดบางส่วน ระดับคะแนน คะแนน 3 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 2 หมายถึง ระดับดี คะแนน 1 หมายถึง ระดับพอใช้


การประเมินการทำกิจกรรม เรื่อง ดอปเพลอร์ ที่ ชื่อ - นามสกุล จุดประสงค์การเรียนรู้ รวม คะแนน ระดับ คุณภาพ ด้านความรู้ (K) ด้าน กระบวนการ (P) ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 3 3 9 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 ระดับคุณภาพ คะแนน 9 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 7-8 หมายถึง ระดับดี คะแนน 5-6 หมายถึง ระดับปานกลาง คะแนน 3-4 หมายถึง ระดับปรับปรุง


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 31 เรื่อง การมองเห็นสีของวัตถุ ตากับการมองเห็นและตาบอดสี รายวิชา วิทยาศาสตร์กายภาพ (ฟิสิกส์) หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 แสงสี เวลา 1 ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2/2566 ผู้สอน นางสาวจิราภรณ์ เประกันยา 1. มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2. ตัวชี้วัด ว 2.3 ม.5/9 สังเกตและอธิบายการมองเห็นสีของวัตถุและความผิดปกติในการมองเห็นสี 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายการมองเห็นสีของวัตถุได้ 2) นักเรียนอธิบายตากับการมองเห็นของมนุษย์ได้ 3) นักเรียนอธิบายการบอดสีได้ 3.2 ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนสังเกตการมองเห็นสีของวัตถุและความผิดปกติในการมองเห็นสีได้ 2) นักเรียนสังเกตการบอดสีได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 4. สาระสำคัญ สีสันจากวัตถุและแสงสีที่เรามองเห็นได้นั้น เกิดจากแสงสีที่สะท้อนจากวัตถุมาเข้าตาเรา โดยสารสีของวัตถุ ดูดกลืนบางแสงสีไว้ซึ่งจะไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์รูปกรวย 3 ชนิดให้ทำงานเพื่อแปลผลการรับรู้สีสำหรับตา ที่มีอาการมองเห็นสีผิดไปจากความเป็นจริง เนื่องจากเซลล์รูปกรวยทำงานผิดปกติเรียกว่า การบอดสี 5. สาระการเรียนรู้ 5.1 ความรู้


การมองเห็นสีของวัตถุ ทุกสิ่งรอบตัวที่มองเห็นทั้งจากธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ ต้นไม้ดิน แม่น้ำ และจากการกระทำของ มนุษย์เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ ที่อยู่อาศัย งานศิลปะ จะพบว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีสีสันมากมายแตกต่าง กันไป บางอยู่มีสีเดียว บางอย่างมีหลายสีปะปนกัน มนุษย์ใช้ประโยชน์จากสีสันในด้านต่างๆ ทั้งเพื่อความ สวยงาม ด้านอารมณ์ความรู้สึก และสื่อความหมายจากสีสัน นัยน์ตาสามารถมองเห็นวัตถุต่าง ๆ ได้เพราะมีแสงจากวัตถุมาเข้าตาเรา ในธรรมชาติเรามองเห็น วัตถุได้โดยอาศัยแสงอาทิตย์หรือแสงขาวที่ตกกระทบวัตถุนั้นซึ่งประอบไปด้วย แสงสีต่าง ๆ ได้แก่ สีม่วง สีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง สีแสด และสีแดง ดังรูป 6.1 รูป 6.1 การกระจายแสงของแสงขาวผ่านปริซึมสามเหลี่ยม เมื่อแสงขาวตกกระทบวัตถุ วัตถุจะดูดกลืนแสงสีบางสีเอาไว้ และสะท้อนแสงสีบางสีออกมา จึงสามารถมองเห็นวัตถุเป็นสีนั้น ๆ ได้ เนื่องจากสารสี (pigment) ในวัตถุดูดกลืนแสงสีอื่น ๆ เอาไว้ได้ มากกว่าแสงสีที่เป็นสีเดียวกับวัตถุทำให้แสงสีเดียวกับวัตถุสะท้อนออกมาเข้าตาเรามากกว่าแสงสีอื่น ๆ จึงเห็นวัตถุเป็นสีนั้น เช่น การเห็นดอกกุหลาบเป็นสีแดงดังรูป 6.2 เมื่อแสงขาวตกกระพบที่ดอกกุหลาบ ดอกกุหลาบจะดูดกลืนแสงสีอื่น ๆ ได้มากว่าสีแดง เนื่องจากในดอกกุหลาบมีสารสีแดงที่ทำหน้าที่ในการ ดูดกลืนแสงสีอื่นไว้จึงสะท้อนแสงสีแดงออกมาได้ดีกว่าแสงสีอื่น ทำให้มองเห็นดอกกุหลาบมีสีแดง สำหรับ วัตถุที่มองเห็นเป็นสีขาว แสดงว่าสารสีของวัตถุนั้นสามารถสะท้อนแสงสีทุกสีออกมาโดยไม่ดูดกลืนแสงสี ใดเลยจึงเห็นวัตถุเป็นสีขาว รูป 6.2 ดอกกุหลาบสีแดง ตากับการเห็นสี การที่ตาของมนุษย์มองเห็นสีต่าง ๆ ได้นั้นเกิดจากแสงจากวัตถุมาเข้าตา ผ่านเลนส์ตาและถูกทำ ให้


เกิดภาพไปตกที่จอตา (retina) ซึ่งประกอบด้วยเซลล์สองชนิดทำหน้าที่รับแสง คือ เซลล์รูปแท่ง และเซลล์ รูปกรวย ดังรูป 6.3 เมื่อมีแสงมาตกกระทบที่จอตา เซลล์รูปกรวยจะทำหน้าที่รับรู้เกี่ยวกับการเห็นสีและ เซลล์จะทำงานได้ดีในที่แสงสว่างเพียงพอ แต่สามารถในการับรู้สีต่างๆ จะลดลงในที่มีแสงไม่เพียงพอ ส่วน เซลล์รูปแท่งจะทำหน้าที่รับรู้ความมืดและความสว่าง โดยทำหน้าที่ได้ดีในที่แสงน้อยและไม่เกี่ยวข้องกับ การเห็นสี รูป 6.3 ส่วนประกอบของนัยน์ตามนุษย์ บริเวณจอตา เชลล์รูปกรวย และรูปแท่ง เซลล์รูปกรวยมี 3 ชนิด คือ ชนิดที่มีความไวสูงสุดต่อแสงสีน้ำเงิน ชนิดที่มีความไวสูงสุดต่อแสง สีเขียว และชนิดที่มีความไวสูงสุดต่อแสงสีแดง ดังนั้นเมื่อแสงสีใดสีหนึ่งในสามสีดังกล่าวมาเข้านัยน์ตา เซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีนั้น จะถูกกระตุ้นให้เห็นเป็นสีนั้น เช่น เมื่อแสงสีน้ำเงินสีเดียวจากวัตถุมาเข้าตา และไปตกที่จอตา เซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีน้ำเงินจะถูกกระตุ้น แล้วส่งสัญญาณจากการกระตุ้นผ่าน เส้นประสาทตาไปสู่สมองให้แปลผลเป็นการเห็นสีน้ำเงิน แต่ถ้ามีแสงสีอื่น ๆ นอกจากนี้แสงสีน้ำเงิน สีเขียว และสีแดง มาเข้าตา เซลล์รับแสงรูปกรวยมากกว่าหนึ่งชนิดจะถูกกระตุ้นให้ทำงานร่วมกัน จากนั้น สัญญาณการกระตุ้นจะถูกส่งไปสู่สมอง เพื่อแปลผลออกมาเป็นการมองเห็นสีนั้น การบอดสี ในการสอบใบขับขี่รถจักรยานยนต์ และรถยนต์ จะพบว่าต้องผ่านการทดสอบการมองเห็นสีของ วัตถุ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ นอกจากนี้ อาชีพบางประเภท เช่น แพทย์ พยาบาล ทหาร ตำรวจ นักบิน ช่างศิลป์ ต้องสามารถแยกสีต่าง ๆ ได้ถูกต้องทั้งเพื่อความปลอดภัยและเพื่อการใช้สีให้ตรง ตามความต้องการ ความบกพร่องในการมองเห็นสีเป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพเหล่านี้สำหรับตาที่ มองเห็นสีได้ไม่ตรงความเป็นจริง เนื่องจากเกิดความบกพร่องของเซลล์รับแสงรูปกรวยที่ไวต่อแสงสีใดสี หนึ่ง เรียกว่า การบอดสี (color blindness) เช่น ถ้าเซลล์รับแสงรูปกรวยที่ไวต่อแสงสีเขียวบกพร่องแต่ เซลล์รับแสงรูปกรวยที่ไวต่อแสงสีแดงและสีน้ำเงินสามารถทำงานได้ตามปกติจะไม่สามารถมองเห็นแสงสี เขียวได้ตามความเป็นจริง มองเห็นได้แต่แสงสีแดงและแสงสีน้ำเงินรวมถึงแสงสีที่ผสมกันระหว่างสีแดง และสีน้ำเงินเนื่องจากเซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีเขียวไม่ตอบสนองการกระตุ้นของแสงสีเขียว สำหรับคนที่ มีการบอดสีของแสงสีใด เรียกว่า คนตาบอดสีแสงสีนั้น สำหรับวิธีตรวจสอบการบอดสีทำได้โดยการใช้ แผ่นตรวจตาบอดสี โดยให้ผู้รับการตรวจอ่านหมายเลขที่อยู่บนแผ่นตรวจถ้าอ่านได้ถูกต้องแสดงว่าตาไม่ บอดสีในเบื้องตัน


5.2 กระบวนการ 1) ความสามารถในการสื่อสาร(อ่าน ฟัง พูด เขียน) 2) ความสามารถในการคิด(สังเกต วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา(แก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญได้) 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต(ความรับผิดชอบ) 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การสืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์) 5.3 คุณลักษณะและค่านิยม ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 6. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ 1.1 ครูนำภาพนกที่มีสีสันสวยงามมาให้นักเรียนศึกษา แล้วตั้งคำถามให้นักเรียนอภิปรายร่วมกัน ดังนี้ 1) นักเรียนเห็นภาพแล้วมีความรู้สึกอย่างไร มีสีสันสวยงามหรือไม่ 2) นักเรียนคิดว่าเรา สามารถมองเห็นแสงสีและสีสันที่มากมายหลากหลายได้อย่างไร (โดยครูให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระและไม่คาดหวังคำตอบที่ถูกต้อง) 1.2 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายทบทวนแนวการเดินทางของแสงจนได้ข้อสรุปว่าแสงเดินทาง เป็นเส้นตรงและเมื่อแสงไปตกกระทบวัตถุแล้วสะท้อนเข้าตาเราจึงมองเห็นวัตถุนั้นได้และสเปกตรัมของ แสงขาวซึ่งประกอบไปด้วยแสงสีต่าง ๆ ได้แก่ สีม่วง สีน้ำ เงิน สีเขียว สีเหลือง สีแสด และสีแดง 1.3 ครูตั้งคำถามเพื่อนำเข้าสู่กิจกรรม ดังนี้ 1) นักเรียนว่าสีสันต่าง ๆ มีประโยชน์ต่อเราอย่างไร 2) การมองเห็นวัตถุเป็นสีต่างๆ เกี่ยวข้องกับแสงสีในแสงขาวที่ตกกระทบกับวัตถุหรือไม่ เพราะเหตุใด 3) การที่ตาของเราสามารถเห็นสีต่าง ๆ ของวัตถุได้นั้น เมื่อมีแสงจากวัตถุมาเข้าตาเรา แล้วตาของเราทำหน้าที่ในการรับรู้แสงสีต่าง ๆ ได้อย่างไร


ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา 2.1 ครูให้นักเรียนทุกคนศึกษาเนื้อหา เรื่อง การมองเห็นสีของวัตถุ ในหนังสือเรียนหน้า 184 แล้วตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจ 6.1 2.2 ครูให้นักเรียนทุกคนศึกษาเนื้อหา เรื่อง ตากับการเห็นสี ในหนังสือเรียนหน้า 185 แล้วตอบ คำถามตรวจสอบความเข้าใจ 6.2 2.3 นักเรียนทุกคนศึกษาใบกิจกรรม 6.1 การทดสอบการบอดสี 2.4 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ อุปกรณ์ และขั้นตอนการทำกิจกรรมอย่างละเอียด 2.5 นักเรียนทำกิจกรรม สังเกตและบันทึกผลกิจกรรมลงในใบกิจกรรม ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป 3.1 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายการมองเห็นสีของวัตถุจนได้ข้อสรุปว่า เมื่อแสงขาวตกกระทบ วัตถุสารสี (pigment) ในวัตถุดูดกลืนแสงสีอื่น ๆเอาไว้ได้มากกว่าแสงสีที่เป็นสีเดียวกับวัตถุท ำให้แสงสี เดียวกับวัตถุสะท้อนออกมาเข้าตาเรามากกว่าแสงสีอื่น ๆ จึงเห็นวัตถุเป็นสีนั้น ส ำหรับวัตถุที่มองเห็นเป็นสี ขาว แสดงว่าสารสีของวัตถุนั้นสามารถสะท้อนแสงสีทุกสีออกมาโดยไม่ดูดกลืนแสงสีใดเลย เราจึงเห็นวัตถุ เป็นสีขาว 3.2 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายอวัยวะของดวงตามนุษย์ที่ทำหน้าที่รับรู้แสงสีโดยอาจใช้ ภาพประกอบในหนังสือเรียน จนได้ข้อสรุปว่าเซลล์ที่ทำหน้าที่รับรู้การเห็นสีคือ เซลล์รูปกรวย 3 ชนิด ได้แก่ ชนิดที่มีความไวสูงสุดต่อแสงสีน้ำเงิน ชนิดที่มีความไวสูงสุดต่อแสงสีเขียว และชนิดที่มีความไวสูงสุด ต่อแสงสีแดง เมื่อมีแสงสีเหล่านี้มาเข้าดวงตา เซลล์รับแสงรูปกรวยที่ไวต่อแสงสีนั้นจะถูกกระตุ้น 3.3 ครูนำนักเรียนอภิปรายผลกิจกรรม 6.1 ตอนที่ 1 เพื่อนำไปสู่การสรุปโดยใช้คำถาม ดังนี้ 1) การจ้องสีแดงเป็นเวลานานจะทำให้ภาพวัตถุที่มองบนพื้นขาวมีสีเปลี่ยนไป สามารถ เทียบเคียงกับอาการตาบอดแสงสีใด (แนวการตอบ เทียบเคียงได้กับอาการตาบอดสีแดง เนื่องจากการ จ้องแสงสีแดงเป็นเวลานานทำให้เซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีแดงอ่อนล้าลง ทำให้ทำงานผิดปกติไป และ เห็นสีผิดไปจากเดิม) 2) เมื่อจ้องสีแดงนานพอสมควรแล้วเปลี่ยนไปมองบนฉากขาวทันทีจะเห็นสีใด (แนวการ ตอบ มองเห็นเป็นสีน้ำเงินเขียวเนื่องจากเซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีแดงอ่อนล้าลง) 3) ความผิดปกติการมองเห็นสีในกิจกรรมตอนที่ 1 แตกต่างจากตาบอดสีอย่างไร (แนวการตอบ จากกิจกรรมตอนที่ 1 เมื่อพักสายตาสักครู่หนึ่งก็จะกลับมามองเห็นสีแดงได้ตามปกติ เรียกว่า ตาบอดสีชั่วคราว แตกต่างจากอาการตาบอดสีซึ่งจะมองเห็นสีผิดไปอย่างถาวร) 3.4 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและสรุปการทำกิจกรรม 6.1 ตอนที่ 1 ดังนี้


เมื่อเราจ้องดูสีใดสีหนึ่งเป็นเวลานานเช่นสีแดง จะทำให้เซลล์รับแสงรูปกรวยที่ไวต่อแสงสี แดงอ่อนล้าลงได้ทำให้เซลล์รับแสงรูปกรวยชนิดอื่นทำงานรับรู้แสงสีได้ดีกว่า เมื่อมองไปที่ฉากขาวซึ่ง สะท้อนทุกแสงสีออกมา จึงไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์รับแสงรูปกรวยที่ไวต่อแสงสีน้ำเงินและแสงสี เขียวได้ดีกว่าจึงมองเห็นภาพวัตถุที่มองบนฉากขาวเป็นสีน้ำเงินเขียว แต่เมื่อพักสายตาสักครู่หนึ่งก็จะ กลับมามองเห็นสีได้ตามปกติเรียกว่า ตาบอดสีชั่วคราว ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ 4.1 ครูอธิบายให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบความบกพร่องการมองเห็นสีในเบื้องต้น โดยครูนำ ชุดแผ่นตรวจสอบความบกพร่องการมองเห็นสีมาให้นักเรียนทดสอบอ่านตัวเลข ถ้าอ่านตัวเลขได้ถูกต้อง แสดงว่าอาจไม่มีความบกพร่องการมองเห็นสีในเบื้องต้น แต่ถ้าอ่านตัวเลขผิดไปจากความจริงอาจมีความ บกพร่องการมองเห็นสีได้ซึ่งจะต้องได้รับการวินิจฉัยจากจักษุแพทย์ 4.2 ครูให้ความรู้เพิ่มเติมถึงอาการตาบอดสีเป็นผลมาจากพันธุกรรม เป็นอาการตาบอดสีถาวร ตามกรอบ “รู้หรือไม่” จนได้ข้อสรุปว่าคนที่ตาบอดสีมาแต่กำเนิดนั้นเป็นผลมาจากพันธุกรรม ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล 5.1 นักเรียนส่งใบกิจกรรม 6.1 เรื่อง การทดสอบการบอดสี 5.2 นักเรียนส่งสมุดนักเรียน (ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจ 6.1 6.2 และ 6.3 ในหนังสือ เรียน) 7. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ 7.1 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์กายภาพ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 2 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) 7.2 ชุดแผ่นตรวจสอบความบกพร่องการมองเห็นสี 7.3 ใบกิจกรรม 6.1 เรื่อง การทดสอบการบอดสี 7.4 วัสดุและอุปกรณ์ในการทำกิจกรรมการทดสอบการบอดสี 8. การวัดและประเมินผล


จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายการมองเห็นสีของ วัตถุได้ 2) นักเรียนอธิบายตากับการมองเห็น ของมนุษย์ได้ 3) นักเรียนอธิบายการบอดสีได้ 1) ตรวจสมุดนักเรียน ในตอบ คำถามตรวจสอบความเข้าใจ 6.1 6.2 และ 6.3 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนสามารถ ตอบคำถามได้ระดับ ดี ผ่านเกณฑ์ ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนสังเกตการมองเห็นสีของ วัตถุและความผิดปกติในการมองเห็นสี ได้ 2) นักเรียนสังเกตการบอดสีได้ 1) ตรวจใบกิจกรรม 6.1 เรื่อง การทดสอบการบอดสี 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนบันทึก และสรุปผลกิจกรรม ได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์ ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นใน การทำงาน 1) ตรวจสมุดนักเรียน ในตอบ คำถามตรวจสอบความเข้าใจ 6.1 6.2 และ 6.3 2) ตรวจใบกิจกรรม 6.1 เรื่อง การทดสอบการบอดสี 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนทำภาระ งานที่ได้รับมอบหมาย ได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์ 9. เกณฑ์การประเมินผลงานนักเรียน เกณฑ์การประเมินแบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรื่อง การมองเห็นสีของวัตถุ ตากับการเห็นสี และตาบอดสี ประเด็นการ ประเมิน ค่าน้ำหนัก คะแนน แนวทางการให้คะแนน


ด้านความรู้ (K) 3 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วนทุกข้อ 2 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วน 5-8 ข้อ 1 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วน 1-4 ข้อ ด้าน กระบวนการ (P) 3 บันทึกและสรุปผลของกิจกรรมได้ถูกต้องครบถ้วน 2 บันทึกและสรุปผลของกิจกรรมได้ค่อนข้างถูกต้องครบถ้วน 1 บันทึกและสรุปผลของกิจกรรมไม่ถูกต้อง ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด และเรียบร้อยถูกต้องครบถ้วน 2 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด แต่งานยังผิดพลาดบางส่วน 1 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จ แต่ล่าช้า และเกิดข้อผิดพลาดบางส่วน ระดับคะแนน คะแนน 3 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 2 หมายถึง ระดับดี คะแนน 1 หมายถึง ระดับพอใช้


การประเมินการทำกิจกรรม เรื่อง การมองเห็นสีของวัตถุ ตากับการเห็นสี และตาบอดสี ที่ ชื่อ - นามสกุล จุดประสงค์การเรียนรู้ รวม คะแนน ระดับ คุณภาพ ด้านความรู้ (K) ด้าน กระบวนการ (P) ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 3 3 9 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 ระดับคุณภาพ คะแนน 9 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 7-8 หมายถึง ระดับดี คะแนน 5-6 หมายถึง ระดับปานกลาง คะแนน 3-4 หมายถึง ระดับปรับปรุง


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 32 เรื่อง แผ่นกรองแสงสี รายวิชา วิทยาศาสตร์กายภาพ (ฟิสิกส์) หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 แสงสี เวลา 1 ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2/2566 ผู้สอน นางสาวจิราภรณ์ เประกันยา 1. มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2. ตัวชี้วัด ว 2.3 ม.5/10 สังเกตและอธิบายการทำงานของแผ่นกรองแสงสี การผสมแสงสี การผสมสารสีและการ นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายการทำงานของแผ่นกรองแสงสีได้ 3.2 ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนสังเกตการทำงานของแผ่นกรองแสงสีได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 4. สาระสำคัญ แผ่นกรองแสงสีเป็นแผ่นโปร่งแสงที่ยอมให้แสงสีที่มีสีเดียวกับแผ่นกรองแสงสีผ่านออกมาได้แสงสีอื่นจะถูก กั้นเอาไว้ทำให้เราได้แสงสีที่ต้องการผ่านออกมา 5. สาระการเรียนรู้ 5.1 ความรู้ แผ่นกรองแสงสี


รูป 6.4 ก. แผ่นกรองแสงสี ข. การทำงานของแผ่นกรองแสงสีแดง แผ่นกรองแสงสีเป็นแผ่นโปร่งแสงที่มีสีต่างๆ ดังรูป 6.4 ก. ในแสงขาวแผ่นกรองแสงสียอมให้แสง สีเดียวกับสีของแผ่นกรองแสงสีทะลุผ่านออกมาได้ เราจึงมองเห็นแสงสีที่ผ่านแผ่นกรองแสงสีออกมาเป็นสี ตามแผ่นกรองแสงสีนั้น โดยแผ่นกรองแสงสีจะกั้นแสงสีอื่น ๆ เอาไว้ แผ่นกรองแสงสีมาตรฐานที่ใช้ในงาน ต่าง ๆ ที่ต้องการความถูกต้องสูง เช่น งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ งานถ่ายรูปจะมีสมบัติดังกล่าว สำหรับ วัสดุโปร่งแสงสีทั่วไปอาจไม่สามารถกั้นแสงสีอื่นไว้ได้ทั้งหมดโดยยังมีบางส่วนผ่านมาได้แต่มีปริมาณน้อย ดังรูป 6.4 ข. แผ่นกรองแสงสีแดงจะกั้นแสงสีอื่นไว้ยกเว้นแสงสีแดงที่ผ่านออกมาได้โดยอาจมีแสงสีแสด และแสงสีเหลืองผ่านออกมาบางส่วนด้วย แผ่นกรองแสงสีสามารถนำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์เพื่อกั้นบาง แสงสีเอาไว้ และให้แสงสีบางสีเท่านั้นที่ผ่านออกมาได้ตามที่ต้องการ เช่น แผ่นกรองแสงกล้องถ่ายรูป แผ่น กรองแสงสีไฟบนเวทีให้เปลี่ยนแสงสีได้ตามต้องการ 5.2 กระบวนการ 1) ความสามารถในการสื่อสาร(อ่าน ฟัง พูด เขียน) 2) ความสามารถในการคิด(สังเกต วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา(แก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญได้) 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต(ความรับผิดชอบ) 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การสืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์) 5.3 คุณลักษณะและค่านิยม ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 6. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ 1.1 ครูตั้งคำถามให้นักเรียนตอบเพื่อเข้าสู่บทเรียน ดังนี้ 1) นักเรียนเคยนำแผ่นพลาสติกหรือกระจกที่มีลักษณะโปร่งแสงสีที่มีต่าง ๆ มารับแสง ขาว เพื่อทำให้ได้เป็นแสงสีต่าง ๆ หรือมองผ่านแล้วเห็นเป็นสีนั้นหรือไม่


2) แสงขาวประกอบด้วยแสงสีต่าง ๆ เหตุใดแสงขาวที่ผ่านแผ่นพลาสติกหรือกระจกที่มีสี ต่าง ๆ จึงเหลือสีที่คล้ายกับสีของแผ่นวัสดุเหล่านี้ได้(ให้นักเรียนตอบอย่างอิสระ) ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา 2.1 นักเรียนทุกคนศึกษาใบกิจกรรม 6.2 แผ่นกรองแสงสี 2.2 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ อุปกรณ์ และขั้นตอนการทำกิจกรรมอย่างละเอียด 2.3 นักเรียนทำกิจกรรม สังเกตและบันทึกผลกิจกรรมลงในใบกิจกรรม 2.4 นักเรียนตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจ 6.4 ลงในสมุด ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป 3.1 ครูนำนักเรียนอภิปรายผลกิจกรรม 6.2 เพื่อนำไปสู่การสรุปโดยใช้คำถาม ดังนี้ 1) แสงสีที่ผ่านออกมามีความเกี่ยวข้องกับสีของแผ่นกรองแสงสีอย่างไร (แนวการตอบ แสงสีที่ผ่านออกมาจะมีสีคล้ายกับสีของแผ่นกรองแสงสี) 2) จากกิจกรรมแผ่นกรองแสงสีมีการทำงานอย่างไร (แนวการตอบ จากกิจกรรมพบว่า แผ่นกรองแสงสีจะยอมให้แสงสีเดียวกับแผ่นกรองแสงสีผ่านได้และกั้นแสงสีอื่นไว้) 3.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและสรุปผลกิจกรรม 6.2 ดังนี้ แผ่นกรองแสงสีจะยอมให้แสงสีเดียวกับแผ่นกรองแสงสีผ่านออกมาได้โดยกั้นแสงสีอื่น เอาไว้ ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ 4.1 ครูให้ความรู้เพิ่มเติมว่าแผ่นกรองแสงสีมาตรฐานที่ใช้ในงานต่าง ๆ ที่ต้องการความถูกต้อง สูง   เช่น งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์งานถ่ายภาพ เป็นต้น จะมีสมบัติดังกล่าว สำหรับวัสดุโปร่งแสงสีทั่วไป อาจไม่สามารถกั้นแสงสีอื่นไว้ได้ทั้งหมด โดยยังมีบางส่วนผ่านมาได้แต่มีปริมาณน้อย ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล 5.1 นักเรียนส่งใบกิจกรรม 6.2 เรื่อง แผ่นกรองแสงสี 5.2 นักเรียนส่งสมุดนักเรียน (ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจ 6.4 ในหนังสือเรียน) 7. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ 7.1 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์กายภาพ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 2 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) 7.2 ใบกิจกรรม 6.2 เรื่อง แผ่นกรองแสงสี


7.3 วัสดุและอุปกรณ์ในการทำกิจกรรมแผ่นกรองแสงสี 8. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายการทำงานของแผ่น กรองแสงสีได้ 1) ตรวจสมุดนักเรียน ในตอบ คำถามตรวจสอบความเข้าใจ 6.4 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนสามารถ ตอบคำถามได้ระดับ ดี ผ่านเกณฑ์ ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนสังเกตการทำงานของแผ่น กรองแสงสีได้ 1) ตรวจใบกิจกรรม 6.2 เรื่อง แผ่นกรองแสงสี 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนบันทึก และสรุปผลกิจกรรม ได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์ ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นใน การทำงาน 1) ตรวจสมุดนักเรียน ในตอบ คำถามตรวจสอบความเข้าใจ 6.4 2) ตรวจใบกิจกรรม 6.2 เรื่อง แผ่นกรองแสงสี 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนทำภาระ งานที่ได้รับมอบหมาย ได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์


9. เกณฑ์การประเมินผลงานนักเรียน เกณฑ์การประเมินแบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรื่อง แผ่นกรองแสงสี ประเด็นการ ประเมิน ค่าน้ำหนัก คะแนน แนวทางการให้คะแนน ด้านความรู้ (K) 3 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วนทุกข้อ 2 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วน 2 ข้อ 1 ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจได้ถูกต้องครบถ้วน 1 ข้อ หรือไม่ถูกต้อง ด้าน กระบวนการ (P) 3 บันทึกและสรุปผลของกิจกรรมได้ถูกต้องครบถ้วน 2 บันทึกและสรุปผลของกิจกรรมได้ค่อนข้างถูกต้องครบถ้วน 1 บันทึกและสรุปผลของกิจกรรมไม่ถูกต้อง ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด และเรียบร้อยถูกต้องครบถ้วน 2 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด แต่งานยังผิดพลาดบางส่วน 1 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จ แต่ล่าช้า และเกิดข้อผิดพลาดบางส่วน ระดับคะแนน คะแนน 3 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 2 หมายถึง ระดับดี คะแนน 1 หมายถึง ระดับพอใช้


การประเมินการทำกิจกรรม เรื่อง ตำแหน่ง ระยะทาง การกระจัด ที่ ชื่อ - นามสกุล จุดประสงค์การเรียนรู้ รวม คะแนน ระดับ คุณภาพ ด้านความรู้ (K) ด้าน กระบวนการ (P) ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 3 3 9 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 ระดับคุณภาพ คะแนน 9 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 7-8 หมายถึง ระดับดี คะแนน 5-6 หมายถึง ระดับปานกลาง คะแนน 3-4 หมายถึง ระดับปรับปรุง


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 33 เรื่อง การผสมแสงสีและการผสมสารสี รายวิชา วิทยาศาสตร์กายภาพ (ฟิสิกส์) หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 แสงสี เวลา 1 ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2/2566 ผู้สอน นางสาวจิราภรณ์ เประกันยา 1. มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2. ตัวชี้วัด ว 2.3 ม.5/10 สังเกตและอธิบายการทำงานของแผ่นกรองแสงสี การผสมแสงสี การผสมสารสีและการ นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายการผสมแสงสีได้ 2) นักเรียนอธิบายแสงสีปฐมภูมิได้ 3) นักเรียนอธิบายการผสมสารสีได้ 4) นักเรียนอธิบายสารสีปฐมภูมิได้ 3.2 ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนสังเกตการผสมแสงสีได้ 2) นักเรียนสังเกตการผสมสารสีได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 4. สาระสำคัญ แสงสีที่เราเห็นมีมากมายหลากหลายซึ่งจะไปกระตุ้นเซลล์รูปกรวยให้ทำงานรับรู้แสงสีแสงสีปฐมภูมิ3 สี คือ สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน ซึ่งจะไปกระตุ้นเซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีนั้น ๆ ให้ทำงาน การผสมแสงสีปฐมภูมิทั้ง 3 สีในสัดส่วนที่พอเหมาะจะได้แสงขาว เมื่อนำแสงสีปฐมภูมิมาผสมกันจะได้แสงสีใหม่ที่นอกเหนือจาก 3 สีนี้เรา สามารถมองเห็นแสงสีอื่น ๆ ได้นั้น เกิดจากการทำงานร่วมกันของเซลล์รูปกรวยทั้ง 3 ชนิด


สารสีปฐมภูมิคือ สีแดงม่วง สีน้ำเงินเขียว และสีเหลือง การผสมสารสีปฐมภูมิทั้ง 3 สีในสัดส่วนที่เหมาะสม จะได้สีดำ เมื่อสารสีปฐมภูมิมาผสมกันจะได้สารสีใหม่ 5. สาระการเรียนรู้ 5.1 ความรู้ การผสมแสงสี แสงสีปฐมภูมิ ได้แก่ แสงสีเขียว แสงสีแดง และแสงสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นแสงสีที่กระตุ้นเซลล์รูปกรวยที่ ไวต่อแสงสีเขียว แสงสีแดง และแสงสีน้ำเงิน เพียงแสงสีเดียว ตามลำดับ เมื่อนำแสงสีปฐมภูมิมาผสมกัน จะได้แสงสีใหม่ดังรูป 6.6 เช่น แสงสีเขียวผสมกับแสงสีแดงได้เป็นแสงสีเหลือง เพราะการมองเห็นแสงสี เหลือง เชลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีแดงและแสงสีเขียวจะถูกกระตุ้นให้ทำงานร่วมกัน จากนั้นสัญญาณการ กระตุ้นทั้งหมดจะถูกส่งไปสู่สมอง เพื่อแปลผลออกมาเป็นการมองเห็นสีเหลือง และเมื่อผสมแสงสีปฐมภูมิ ทั้ง 3 สีในสัดส่วนที่เหมาะสม จะได้แสงขาว รูป 6.6 การผสมแสงสีปฐมภูมิ แสงสีคู่ใดเมื่อผสมกันแล้วเป็นแสงขาว เรียกแสงสีคู่นั้นว่า แสงสีเติมเต็ม เช่น แสงสีแดงกับแสงสี น้ำเงินเขียวผสมกันจะได้แสงขาว การผสมสารสี รูป 6.7 การผสมสารสีปฐมภูมิ


เมื่อนำสารสีต่าง ๆ มาผสมกันจะได้สารสีใหม่ที่ต่างไปจากเดิม ดังรูป 6.8 สีแดงม่วง สีเหลือง และสีน้ำเงินเขียว เป็นสารสีปฐมภูมิซึ่งสามารถนำสารสีปฐมภูมิเหล่านี้มาผสมกันได้เป็น สารสีที่ต่างจากเดิม และเมื่อนำสารสีปฐมภูมิทั้ง 3 สี มาผสมกันด้วยสัดส่วนที่เหมาะสมจะได้สาร สีดำ เมื่อมีแสงขาวมากระทบวัตถุที่มีสารสีเหลือง สารสีเหลืองจะสะท้อนแสงสีเหลืองออกมา ซึ่งเซลล์รับแสงรูปกรวยที่ไวต่อแสงสีเขียวและแสงสีแดงจะถูกกระตุ้นจึงมองเห็นเป็นสีเหลือง ดัง รูป 6.9 ก. และเมื่อมีแสงขาวมากระทบวัตถุที่มีสารสีน้ำเงินเขียวนั่นคือวัตถุจะสะท้อนแสงสีเขียว และแสงสีน้ำเงินออกมา ส่วนแสงสีแดงจะถูกดูดกลืนไว้ ซึ่งเซลล์รับแสงรูปกรวยที่ไวต่อแสงสีเขียว และแสงสีน้ำเงินจะถูกกระตุ้นจึงมองเห็นวัตถุนี้มีสีน้ำเงินเขียว ดังรูป 6.9 ข. ข้อสังเกต สารสีปฐม ภูมิ 2 สารสี เมื่อผสมกันแล้วสีที่ได้จะมีสีตรงกับแสงสีปฐมภูมิคือ สารสีเขียว สารสีแดง และ สาร สีน้ำเงิน รูป 6.9 การสะท้อนของแสงสีของ ก.วัตถุที่มีสารสีเหลือง และ ข.วัตถุที่มีสารสีน้ำเงินเขียว 5.2 กระบวนการ 1) ความสามารถในการสื่อสาร(อ่าน ฟัง พูด เขียน) 2) ความสามารถในการคิด(สังเกต วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา(แก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญได้) 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต(ความรับผิดชอบ) 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การสืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์) 5.3 คุณลักษณะและค่านิยม ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 6. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ 1.1 ครูเปิดคลิปวีดีทัศน์การแสดงบนเวทีที่ใช้แสงสีต่างๆ ให้นักเรียนสังเกตและตอบอย่างอิสระ เพื่อนำเข้าสู่กิจกรรม


https://www.youtube.com/watch?v=Zvb1rNuJ2C4 นักเรียนเคยสังเกตแสงสีต่าง ๆ ที่ส่องมาบนเวทีการแสดงว่าแสงที่ตกบนเวทีเปลี่ยนสีไป จากสีเดิมได้หรือไม่ 1.2 ครูตั้งคำถามนำเข้าสู่บทเรียน เรื่อง การผสมสารสี ในวิชาศิลปะในการระบายสีน้ำ ถ้านักเรียนไม่มีสีที่ต้องการสามารถนำสีน้ำมาผสมสีกัน ทำให้เกิดสีใหม่ได้หรือไม่ ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา 2.1 นักเรียนแบ่งกลุ่มๆ ละ 5-6 คน โดยคละเพศ คละความสามารถ 2.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาใบกิจกรรม 6.3 การผสมแสงสีและใบกิจกรรม 6.4 การผสมสารสี 2.3 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ อุปกรณ์ และขั้นตอนการทำกิจกรรมอย่างละเอียด 2.4 นักเรียนทำกิจกรรม สังเกตและบันทึกผลกิจกรรมลงในใบกิจกรรม 2.5 นักเรียนตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจ 6.5 – 6.6 ลงในสมุด ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป 3.1 ครูนำนักเรียนอภิปรายผลกิจกรรม 6.3 เพื่อนำไปสู่การสรุปโดยใช้คำถาม ดังนี้ 1) เมื่อฉายแสงสีแดงกับสีเขียว แสงสีแดงผสมกับสีน้ำเงิน และแสงสีน้ำเงินผสมกับสี เขียว ไปผสมกันบนฉากขาวจะเห็นเป็นแสงสีใด ตามลำดับ (แนวการตอบ แสงสีเหลือง แสงสีแดงม่วง และแสงสี น้ำเงินเขียว ตามลำดับ) 2) เมื่อฉายแสงสีเขียว สีแดง และสีน้ำเงิน ไปผสมกันบนฉากขาวจะเห็นแสงสีใด (แนว การตอบ แสงสีขาว) 3.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและสรุปผลกิจกรรม 6.3 ดังนี้ แสงสีปฐมภูมิคือ แสงสีแดง แสงสีเขียว  และแสงสีน้ำเงิน ซึ่งจะกระตุ้นการทำงานของ เซลล์รับแสงรูปกรวยที่ไวต่อแสงสีชนิดนั้น เมื่อนำแสงสีปฐมภูมิมาผสมกันจะได้แสงสีใหม่ การนำแสงสี ปฐมภูมิทั้ง 3 สีมาผสมกันในสัดส่วนที่พอเหมาะจะได้แสงขาว


3.3 ครูนำนักเรียนอภิปรายผลกิจกรรม 6.4 เพื่อนำไปสู่การสรุปโดยใช้คำถาม ดังนี้ 1) เมื่อผสมสารสีเหลืองกับสีน้ำเงินเขียว สีเหลืองกับสีแดงม่วง สีแดงม่วงกับสีน้ำเงินเขียว ได้ผลเป็นสีใดตามลำดับ (แนวการตอบ ในการทำกิจกรรมจะได้สีที่ใกล้เคียงสีเขียว สีแดง และสีน้ำเงิน ตามลำดับ ทั้งนี้ครูต้องอธิบายว่าโดยทฤษฎีจะต้องได้เป็นสีเขียว สีแดง และสีน้ำเงินตามลำดับ) 2) เมื่อผสมสารสีทั้ง 3 สี ได้ผลเป็นสีใด (แนวการตอบ ในการทำกิจกรรมอาจได้สีที่ ใกล้เคียงสีดำ ครูต้องอธิบายว่าโดยทฤษฎีจะต้องได้เป็นสีดำ) 3.4 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและสรุปผลกิจกรรม 6.4 ดังนี้ สารสีปฐมภูมิประกอบด้วย สารสีแดงม่วง สารสีน้ำเงินเขียว และสารสีเหลือง การนำสาร สีมาผสมกันจะได้สารสีใหม่ และเมื่อนำสารสีปฐมภูมิทั้ง 3 สี มาผสมกันด้วยสัดส่วนที่เหมาะสมจะได้สารสี ดำ ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ 4.1 ครูให้ความรู้เพิ่มเติม การเห็นแสงสีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แสงสีปฐมภูมิเป็นการทำงานร่วมกันของ เซลล์รูปกรวยชนิดต่าง ๆ เช่น เมื่อผสมแสงสีแดงกับแสงสีเขียว ตาเห็นเป็นแสงสีเหลืองเพราะเซลล์รูป กรวยที่ไวต่อแสงสีแดงและแสงสีเขียวจะถูกกระตุ้นให้ทำงานร่วมกันแล้วส่งให้สมองแปลการรับรู้แสง แสง สีคู่ใดที่ผสมกันแล้วได้แสงขาว เรียกว่า แสงสีเติมเต็ม 4.2 ครูให้ความรู้เพิ่มเติม เมื่อแสงขาวตกกระทบวัตถุ วัตถุจะดูดกลืนแสงสีบางแสงสีไว้และ สะท้อนบางแสงสีมาเข้าตาเราจึงทำให้เราเห็นวัตถุมีสีนั้น เช่น วัตถุสีเหลือง เมื่อมีแสงขาวมากระทบวัตถุที่ มีสารสีเหลือง สารสีเหลืองจะดูดกลืนแสงสีอื่นไว้แล้วสะท้อนแสงสีแดงและแสงสีเขียวออกมา เมื่อแสงทั้ง สองสีกระทบจอตา เซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีเขียวและแสงสีแดงจะถูกกระตุ้นให้ทำงานร่วมกัน 4.3 ครูให้ความรู้เพิ่มเติม การผสมสารสีนั้น สีใหม่ที่ได้จะดูดกลืนแสงสีได้มากขึ้น ทำให้เห็นสารสี ผสมมีสีใหม่ เช่น การผสมสารสีน้ำเงินเขียวกับสารสีเหลืองจะได้สารสีเขียวออกมาเพราะสารสีน้ำเงินเขียว จะสะท้อนแสงสีน้ำเงินกับแสงสีเขียวออกมาแต่ดูดกลืนแสงสีอื่น ส่วนสารสีเหลืองจะสะท้อนแสงสีแดงกับ แสงสีเขียวออกมาและดูดกลืนแสงสีอื่น ดังนั้นเมื่อผสมสารสีน้ำเงินเขียวกับสารสีเหลือง จึงเหลือเพียงแสง สีเขียวที่สะท้อนออกมาได้ จึงทำให้ตาเห็นเป็นสีเขียว ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล 5.1 นักเรียนส่งใบกิจกรรม 6.3 การผสมแสงสีและใบกิจกรรม 6.4 การผสมสารสี 5.2 นักเรียนส่งสมุดนักเรียน (ตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจ 6.5 และ 6.6 ในหนังสือเรียน)


Click to View FlipBook Version