The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

แผนเทอม 2

แผนเทอม 2

การประเมินการทำกิจกรรม เรื่อง คลื่นกล ที่ ชื่อ - นามสกุล จุดประสงค์การเรียนรู้ รวม คะแนน ระดับ คุณภาพ ด้านความรู้ (K) ด้าน กระบวนการ (P) ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 3 3 9 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 ระดับคุณภาพ คะแนน 9 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 7-8 หมายถึง ระดับดี คะแนน 5-6 หมายถึง ระดับปานกลาง คะแนน 3-4 หมายถึง ระดับปรับปรุง


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 21 เรื่อง การสะท้อนของคลื่น รายวิชา วิทยาศาสตร์กายภาพ (ฟิสิกส์) หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ปรากฎการณ์ของคลื่นกล เวลา 1 ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2/2566 ผู้สอน นางสาวจิราภรณ์ เประกันยา 1. มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2. ตัวชี้วัด ว 2.3 ม.5/3 สังเกตและอธิบายการสะท้อน การหักเห การเลี้ยวเบน และการรวมคลื่น 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายการสะท้อนของคลื่นได้ 3.2 ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนทดลองและสังเกตการสะท้อนของคลื่นบนขดลวดสปริงได้ 2) นักเรียนทดลองและสังเกตการสะท้อนของคลื่นผิวน้ำได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 4. สาระสำคัญ คลื่นกลมีพฤติกรรมต่างๆ ได้แก่ การสะท้อน การหักเห การเลี้ยวเบน และการรวมคลื่น การสะท้อนของคลื่นเกิดขึ้นเมื่อคลื่นเคลื่อนที่ไปตกกระทบสิ่งกีดขวางและเคลื่อนที่กลับมาในตัวกลางเดิม การหักเหของคลื่นเกิดขึ้นเมื่อคลื่นเคลื่อนที่ผ่านรอยต่อระหว่างตัวกลางที่มีสมบัติต่างกันอัตราเร็วคลื่นและ ความยาวคลื่นจะเปลี่ยนไปและอาจทำ ให้ทิศการเคลื่อนที่เปลี่ยนไปจากเดิม การเลี้ยวเบนของคลื่นเกิดขึ้นเมื่อคลื่นเคลื่อนที่ไปพบขอบสิ่งกีดขวางหรือช่องเปิด คลื่นส่วนหนึ่งจะ สามารถอ้อมไปด้านหลังของสิ่งกีดขวางหรืออ้อมขอบช่องเปิดได้ 5. สาระการเรียนรู้


5.1 ความรู้ เมื่อคลื่นเคลื่อนที่จากแหล่งกำเนิดคลื่นไปถึงปลายสุดของตัวกลางหนึ่ง คลื่นส่วนหนึ่งจะเคลื่อนที่ กลับมาในตัวกลางเดิม การที่คลื่นเคลื่อนที่กลับมาในตัวกลางเดิม เรียกว่า การสะท้อนของคลื่น และเรียก คลื่นที่สะท้อนกลับมาในตัวกลางเดิมว่า คลื่นสะท้อน ส่วนคลื่นที่เคลื่อนที่ไปตกกระทบปลายสุดของ ตัวกลางก่อนการสะท้อนเรียกว่า คลื่นตกกระทบ การสะท้อนของคลื่นในเส้นเชือก กรณีที่ปลายเชือกยึดตรึงแน่นกับกำแพง เมื่อคลื่นเคลื่อนที่มาถึง จุดที่ตรึงกับกำแพง กำแพงจะดึงเชือกลง (เพราะเชือกดึงกำแพงขึ้น กำแพงจึงออกแรงดึงเชือกกลับ ตาม กฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 3 ของนิวตัน) ทำให้เกิดคลื่นสะท้อนกลับที่มีรูปร่างกลับด้าน กล่าวคือ มีการกระจัด ของตัวกลางเทียบกับแนวสมดุล ตรงข้ามกับคลื่นตกกระทบหรือกล่าวได้ว่า คลื่นสะท้อนมีเฟสตรงข้ามกับ คลื่นตกกระทบ แต่ถ้าปลายเชือกสามารถเคลื่อนที่ขึ้นลงได้อย่างอิสระ คลื่นที่สะท้อนออกมาจะมีการกระจัด ตัวกลางที่มีทิศทางเดียวกับคลื่นตกกระทบ หรือกล่าวได้ว่า คลื่นสะท้อนมีเฟสตรงกันกับคลื่นตกกระทบ 5.2 กระบวนการ 1) ความสามารถในการสื่อสาร (อ่าน ฟัง พูด เขียน) 2) ความสามารถในการคิด (สังเกต วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา (แก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญได้) 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต (ความรับผิดชอบ) 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การสืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์) 5.3 คุณลักษณะและค่านิยม ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 6. บูรณาการ 6.1 บูรณาการ PLC นักเรียนแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้เล่าสู่กันฟังถึงความรู้ที่ได้จากการทำกิจกรรม และ ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำกิจกรรม 7. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ 1.1 ครูทบทวนความรู้เดิม เรื่อง ส่วนประกอบของคลื่น และประเภทของคลื่นกล 1.2 ให้ตัวแทนนักเรียนขว้างลูกบอลกระทบผนัง แล้วให้นักเรียนทุกคนสังเกตแล้วอธิบายสิ่งที่เกิด ขึ้นกับลูกบอล แล้วครูตั้งคำถาม ดังนี้


1) ลูกบอลเมื่อกระทบผนัง ผลเป็นอย่างไร 2) ถ้าเปลี่ยนจากลูกบอลเป็นคลื่น ผลจะเป็นอย่างไร (เปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระไม่คาดหวังคำตอบที่ถูกต้อง) 1.3 ครูตั้งคำถามเพื่อนำเข้าสู่การทำกิจกรรม ดังนี้ 1) นักเรียนเคยสังเกตคลื่นน้ำที่ตกกระทบสิ่งกีดขวาง เช่น ท่าเรือ ตลิ่งฝั่งน้ำ ขอนไม้ จะมี ลักษณะอย่างไร 2) คลื่นกลทุกชนิดเมื่อพบสิ่งกีดขวางจะมีพฤติกรรมเหมือนหรือต่างจากคลื่นน้ำ อย่างไร (เปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระไม่คาดหวังคำตอบที่ถูกต้อง) ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา 2.1 นักเรียนแบ่งกลุ่มๆ ละ 5-6 คน โดยคละเพศ คละความสามารถ 2.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาใบกิจกรรม 4.1 การสะท้อนของคลื่นบนขดลวดสปริง และใบกิจกรรม 4.2 การสะท้อนของคลื่นผิวน้ำ 2.3 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ อุปกรณ์ และขั้นตอนการทำกิจกรรมอย่างละเอียด 2.4 นักเรียนรับอุปกรณ์การทำกิจกรรม พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ให้เรียบร้อย 2.5 นักเรียนแต่ละกลุ่มทำกิจกรรม สังเกตและบันทึกผลกิจกรรมลงในใบกิจกรรม ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป 3.1 ครูสุ่มนักเรียน 2 คน ออกมานำเสนอผลการทำกิจกรรมหน้าชั้นเรียน 3.2 ครูนำนักเรียนอภิปรายเพื่อนำไปสู่การสรุปโดยใช้คำถามต่อไปนี้ 1) นักเรียนแต่ละกลุ่มได้ผลการทำกิจกรรมเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร (แนวการ ตอบ ได้ผลเหมือนกัน) 2) เมื่อคลื่นตามขวางบนขดลวดสปริงเคลื่อนที่ไปถึงปลายสปริงที่ยึดไว้แล้ว คลื่นมีการ เคลื่อนที่อย่างไร (แนวการตอบ มีคลื่นตามขวางจะเคลื่อนที่กลับออกมา ซึ่งมีทิศการเคลื่อนที่ตรงข้ามกับ คลื่นที่เคลื่อนที่เข้าหาที่ยึด) 3) เมื่อคลื่นตามยาวบนขดลวดสปริงเคลื่อนที่ไปถึงปลายสปริงที่ยึดไว้แล้ว คลื่นมีการ เคลื่อนที่อย่างไร (แนวการตอบ มีคลื่นตามยาวจะเคลื่อนที่กลับออกมา ซึ่งมีทิศการเคลื่อนที่ตรงข้ามกับ คลื่นที่เคลื่อนที่เข้าหาที่ยึด) 4) เมื่อคลื่นผิวน้ำ หน้าตรงไปกระทบตั้งฉากกับที่กั้นแนวตรง คลื่นผิวน้ำมีการเคลื่อนที่ อย่างไร (แนวการตอบ คลื่นผิวน้ำหน้าตรงจะเคลื่อนที่กลับออกจากที่กั้นในแนวเดิม ซึ่งมีทิศตรงข้ามกับ คลื่นที่ตกกระทบ)


5) เมื่อคลื่นผิวน้ำ หน้าตรงไปกระทบทำ มุมต่างๆกับที่กั้นแนวตรง คลื่นผิวน้ำ มีการ เคลื่อนที่อย่างไร (แนวการตอบ คลื่นผิวน้ำ หน้าตรงจะเคลื่อนที่กลับออกไปจากแผ่นกั้นเป็นมุมที่ไม่ใช่ แนวเดิม กับแนวคลื่นที่ไปตกกระทบ) 3.3 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและสรุปผลของกิจกรรมจนสรุปได้ ดังนี้ จากกิจกรรมทั้งคลื่นบนขดลวดสปริงและคลื่นผิวน้ำ จะพบว่าเมื่อคลื่นเคลื่อนที่จาก แหล่งกำเนิดไปกระทบสิ่งกีดขวาง เรียกคลื่นที่เคลื่อนที่ไปกระทบแผ่นกั้นว่าคลื่นตกกระทบ หลังการ กระทบคลื่นจะเคลื่อนที่กลับมาในตัวกลางเดิม เรียกว่า การสะท้อนของคลื่น และเรียกคลื่นที่เคลื่อนที่กลับ ออกมาจากแผ่นกั้นว่าคลื่นสะท้อน นั่นคือ เมื่อคลื่นตกกระทบสิ่งกีดขวางจะเกิดคลื่นสะท้อนขึ้น ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ 4.1 ครูอธิบายให้ความรู้เพิ่มเติม ดังนี้ 1) เมื่อคลื่นเคลื่อนที่จากแหล่งกำเนิดคลื่นไปถึงปลายสุดของตัวกลางหนึ่ง คลื่นส่วนหนึ่งจะ เคลื่อนที่กลับมาในตัวกลางเดิม การที่คลื่นเคลื่อนที่กลับมาในตัวกลางเดิม เรียกว่า การสะท้อนของคลื่น และเรียกคลื่นที่สะท้อนกลับมาในตัวกลางเดิมว่า คลื่นสะท้อน ส่วนคลื่นที่เคลื่อนที่ไปตกกระทบปลายสุด ของตัวกลางก่อนการสะท้อนเรียกว่า คลื่นตกกระทบ 2) การสะท้อนของคลื่นในเส้นเชือก กรณีที่ปลายเชือกยึดตรึงแน่นกับกำแพง เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ มาถึงจุดที่ตรึงกับกำแพง กำแพงจะดึงเชือกลง (เพราะเชือกดึงกำแพงขึ้น กำแพงจึงออกแรงดึงเชือกกลับ ตามกฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 3 ของนิวตัน) ทำให้เกิดคลื่นสะท้อนกลับที่มีรูปร่างกลับด้าน กล่าวคือ มีการ กระจัดของตัวกลางเทียบกับแนวสมดุล ตรงข้ามกับคลื่นตกกระทบหรือกล่าวได้ว่า คลื่นสะท้อนมีเฟสตรง ข้ามกับคลื่นตกกระทบ


3) แต่ถ้าปลายเชือกสามารถเคลื่อนที่ขึ้นลงได้อย่างอิสระ คลื่นที่สะท้อนออกมาจะมีการกระจัด ตัวกลางที่มีทิศทางเดียวกับคลื่นตกกระทบ หรือกล่าวได้ว่า คลื่นสะท้อนมีเฟสตรงกันกับคลื่นตกกระทบ ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล 5.1 นักเรียนส่งใบกิจกรรม 4.1 การสะท้อนของคลื่นบนขดลวดสปริง และใบกิจกรรม 4.2 การสะท้อนของคลื่นผิวน้ำ 8. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ 8.1 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์กายภาพ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 2 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) 8.2 ใบกิจกรรม 4.1 การสะท้อนของคลื่นบนขดลวดสปริง และใบกิจกรรม 4.2 การสะท้อนของคลื่นผิวน้ำ 8.3 อุปกรณ์การทำกิจกรรมการสะท้อนของคลื่นบนขดลวดสปริง และการสะท้อนของคลื่นผิวน้ำ


9. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายการสะท้อนของ คลื่นได้ 1) ตรวจใบกิจกรรม 4.1 การสะท้อนของคลื่นบนขดลวด สปริง และใบกิจกรรม 4.2 การสะท้อนของคลื่นผิวน้ำ 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนสามารถ สรุปผลของกิจกรรม ได้ระดับดีผ่านเกณฑ์ ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนทดลองและสังเกตการ สะท้อนของคลื่นบนขดลวดสปริง ได้ 2) นักเรียนทดลองและสังเกตการ สะท้อนของคลื่นผิวน้ำได้ 1) ตรวจใบกิจกรรม 4.1 การสะท้อนของคลื่นบนขดลวด สปริง และใบกิจกรรม 4.2 การสะท้อนของคลื่นผิวน้ำ 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนสามารถ บันทึกผลของ กิจกรรมได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์ ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่น ในการทำงาน 1) ตรวจใบกิจกรรม 4.1 การสะท้อนของคลื่นบนขดลวด สปริง และใบกิจกรรม 4.2 การสะท้อนของคลื่นผิวน้ำ 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนทำภาระ งานที่ได้รับมอบหมาย ได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์


10. เกณฑ์การประเมินผลงานนักเรียน เกณฑ์การประเมินแบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรื่อง การสะท้อนของคลื่น ประเด็นการ ประเมิน ค่าน้ำหนัก คะแนน แนวทางการให้คะแนน ด้านความรู้ (K) 3 สรุปผลของกิจกรรมได้ถูกต้องครบถ้วน 2 สรุปผลของกิจกรรมได้ค่อนข้างถูกต้อง 1 สรุปผลของกิจกรรมไม่ถูกต้อง ด้าน กระบวนการ (P) 3 บันทึกผลของกิจกรรมได้ถูกต้องครบถ้วน 2 บันทึกผลของกิจกรรมได้ค่อนข้างถูกต้อง 1 บันทึกผลของกิจกรรมไม่ถูกต้อง ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด และเรียบร้อยถูกต้องครบถ้วน 2 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด แต่งานยังผิดพลาดบางส่วน 1 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จ แต่ล่าช้า และเกิดข้อผิดพลาดบางส่วน ระดับคะแนน คะแนน 3 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 2 หมายถึง ระดับดี คะแนน 1 หมายถึง ระดับพอใช้


การประเมินการทำกิจกรรม เรื่อง การสะท้อนของคลื่น ที่ ชื่อ - นามสกุล จุดประสงค์การเรียนรู้ รวม คะแนน ระดับ คุณภาพ ด้านความรู้ (K) ด้าน กระบวนการ (P) ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 3 3 9 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 ระดับคุณภาพ คะแนน 9 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 7-8 หมายถึง ระดับดี คะแนน 5-6 หมายถึง ระดับปานกลาง คะแนน 3-4 หมายถึง ระดับปรับปรุง


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 22 เรื่อง การหักเหของคลื่น รายวิชา วิทยาศาสตร์กายภาพ (ฟิสิกส์) หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ปรากฎการณ์ของคลื่นกล เวลา 1 ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2/2566 ผู้สอน นางสาวจิราภรณ์ เประกันยา 1. มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2. ตัวชี้วัด ว 2.3 ม.5/3 สังเกตและอธิบายการสะท้อน การหักเห การเลี้ยวเบน และการรวมคลื่น 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายการหักเหของคลื่นได้ 3.2 ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนทดลองและสังเกตการหักเหของคลื่นได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 4. สาระสำคัญ คลื่นกลมีพฤติกรรมต่างๆ ได้แก่ การสะท้อน การหักเห การเลี้ยวเบน และการรวมคลื่น การสะท้อนของคลื่นเกิดขึ้นเมื่อคลื่นเคลื่อนที่ไปตกกระทบสิ่งกีดขวางและเคลื่อนที่กลับมาในตัวกลางเดิม การหักเหของคลื่นเกิดขึ้นเมื่อคลื่นเคลื่อนที่ผ่านรอยต่อระหว่างตัวกลางที่มีสมบัติต่างกันอัตราเร็วคลื่นและ ความยาวคลื่นจะเปลี่ยนไปและอาจทำ ให้ทิศการเคลื่อนที่เปลี่ยนไปจากเดิม การเลี้ยวเบนของคลื่นเกิดขึ้นเมื่อคลื่นเคลื่อนที่ไปพบขอบสิ่งกีดขวางหรือช่องเปิด คลื่นส่วนหนึ่งจะ สามารถอ้อมไปด้านหลังของสิ่งกีดขวางหรืออ้อมขอบช่องเปิดได้


5. สาระการเรียนรู้ 5.1 ความรู้ เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ผ่านรอยต่อจากน้ำลึกเข้าสู่น้ำตื้น ความยาวคลื่นผิวน้ำเปลี่ยนแปลงโดยมีขนาด ลดลง และทิศทางของคลื่นผิวน้ำมีทิศทางเดิมเมื่อคลื่นตกกระทบมีทิศตั้งฉากกับรอยต่อน้ำลึกกับน้ำตื้น แต่มีทิศทางเปลี่ยนไปจากเดิมเมื่อคลื่นตกกระทบมีทิศไม่ตั้งฉากกับรอยต่อน้ำลึกน้ำตื้น การที่คลื่นเคลื่อนที่ผ่านรอยต่อของตัวกลางต่างกัน ทำให้อัตราเร็วคลื่นและความยาวคลื่น เปลี่ยนไป แต่ความถี่ของคลื่นคงเดิม โดยทิศทางของคลื่นอาจเปลี่ยนแปลงไป หรือยังมีทิศทางเดิมก็ได้ เรียกว่า การหักเห (refraction) ของคลื่น และเรียกคลื่นที่ผ่านรอยต่อเข้าไปในตัวกลางใหม่ว่า คลื่นหัก เห (refracted wave) รูป 4.9 การหักเหของคลื่นผิวน้ำ โดยที่ทิศการเคลื่อนที่ของคลื่นตั้งฉากกับรอยต่อ การหักเหของคลื่นผิวน้ำกรณีคลื่นเดินทางผ่านรอยต่อน้ำลึก-น้ำตื้นในทิศตั้งฉากกับรอยต่อ พบว่า ทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่นไม่เปลี่ยนแปลง แต่ความยาวคลื่นบริเวณน้ำตื้น มีค่าน้อยกว่าบริเวณน้ำลึก ดังรูป 4.9 รูป 4.10 การหักเหของคลื่นผิวน้ำ โดยที่ทิศการเคลื่อนที่ของคลื่นไม่ตั้งฉากกับรอยต่อ ถ้าการหักเหของคลื่นผิวน้ำ กรณีคลื่นเดินทางผ่านรอยต่อน้ำลึก-น้ำตื้นในทิศทางไม่ตั้งฉากกับ รอยต่อ พบว่า ทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่นเบี่ยงเบนไปจากแนวเดิม และความยาวคลื่นบริเวณน้ำตื้น มี ค่าน้อยว่าบริเวณน้ำลึก ดังรูป 4.10


5.2 กระบวนการ 1) ความสามารถในการสื่อสาร (อ่าน ฟัง พูด เขียน) 2) ความสามารถในการคิด (สังเกต วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา (แก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญได้) 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต (ความรับผิดชอบ) 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การสืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์) 5.3 คุณลักษณะและค่านิยม ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 6. บูรณาการ 6.1 บูรณาการ PLC นักเรียนแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้เล่าสู่กันฟังถึงความรู้ที่ได้จากการทำกิจกรรม และ ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำกิจกรรม 7. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ 1.1 ครูทบทวนความรู้เดิม เรื่อง การสะท้อนของคลื่น 1.2 ครูยกสถานการณ์คลื่นผ่านจากตัวกลางหนึ่งเข้าสู่อีกตัวกลางหนึ่ง แล้วครูตั้งคำถาม ดังนี้ 1) นักเรียนคิดว่าเมื่อคลื่นผ่านตัวกลางหนึ่งเข้าสู่ตัวกลางหนึ่งเกิดการสะท้อนหรือไม่ 2) นักเรียนคิดว่าคลื่นที่ผ่านเข้าสู่อีกตัวกลางหนึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร (เปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระไม่คาดหวังคำตอบที่ถูกต้อง) 1.3 ครูตั้งคำถามเพื่อนำเข้าสู่การทำกิจกรรม ดังนี้ 1) นักเรียนเคยสังเกตคลื่นน้ำทะเลจากน้ำลึกเคลื่อนที่เข้าหาชายฝั่งที่เป็นน้ำตื้นหรือไม่ ว่ามีลักษณะอย่างไร (เปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระไม่คาดหวังคำตอบที่ถูกต้อง) ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา 2.1 นักเรียนแบ่งกลุ่มๆ ละ 5-6 คน โดยคละเพศ คละความสามารถ 2.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาใบกิจกรรม 4.3 การหักเหของคลื่น 2.3 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ อุปกรณ์ และขั้นตอนการทำกิจกรรมอย่างละเอียด 2.4 นักเรียนรับอุปกรณ์การทำกิจกรรม พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ให้เรียบร้อย 2.5 นักเรียนแต่ละกลุ่มทำกิจกรรม สังเกตและบันทึกผลกิจกรรมลงในใบกิจกรรม


ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป 3.1 ครูสุ่มนักเรียน 2 คน ออกมานำเสนอผลการทำกิจกรรมหน้าชั้นเรียน 3.2 ครูนำนักเรียนอภิปรายเพื่อนำไปสู่การสรุปโดยใช้คำถามต่อไปนี้ 1) นักเรียนแต่ละกลุ่มได้ผลการทำกิจกรรมเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร (แนวการ ตอบ ได้ผลเหมือนกัน) 2) เมื่อคลื่นผิวน้ำ เคลื่อนที่ผ่านรอยต่อระหว่างน้ำลึกและน้ำตื้น คลื่นผิวน้ำมีความยา คลื่นและทิศการเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงอย่างไร (แนวการตอบ เมื่อวางแผ่นกระจกขนานกับหน้าคลื่น เมื่อ คลื่นหน้าตรงเคลื่อนที่ผ่านน้ำลึกไปสู่น้ำตื้นทิศทางของคลื่นหักเหไม่เปลี่ยนแปลงแต่ความยาวคลื่นลดลง เมื่อวางให้แผ่นกระจกทำมุมกับหน้าคลื่น เมื่อคลื่นหน้าตรงเคลื่อนที่ผ่านน้ำลึกไปสู่น้ำตื้นจะเห็นความยาว คลื่นในน้ำ ตื้นสั้นกว่าในน้ำลึก และทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่นเบนไปจากแนวเดิม) 3.3 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและสรุปผลของกิจกรรมจนสรุปได้ ดังนี้ เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ผ่านรอยต่อระหว่างตัวกลางที่ต่างกันจะเกิดการหักเหของคลื่น และ เรียกคลื่นที่ผ่านรอยต่อเข้าไปในตัวกลางใหม่ว่าคลื่นหักเห โดยความยาวคลื่นจะเปลี่ยนไป ส่วนทิศทางของ การเคลื่อนที่จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่เปลี่ยนแปลงก็ได้ แต่ความถี่คงที่เนื่องจากมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ 4.1 ครูอธิบายให้ความรู้เพิ่มเติม ดังนี้ เมื่อคลื่นกระทบรอยต่อของตัวกลาง คลื่นส่วนหนึ่งสะท้อนกลับไปในตัวกลางเดิม อีก ส่วนหนึ่งเคลื่อนที่ผ่านไปในอีกตัวกลางหนึ่ง เรียกว่า คลื่นหักเห (refracted waves) หรือบางครั้ง เรียกว่า คลื่นที่ผ่านไป (transmitted waves) ในกรณีที่เคลื่อนที่ผ่านจากตัวกลางหนึ่งไปยังอีกตัวกลางหนึ่ง ในที่นี้จะศึกษาจากคลื่นใน เส้นเชือกที่เกิดจากการนำเชือก 2 เส้นมาต่อกัน โดยแรงดึงเชือกเท่ากัน แต่มีค่าความหนาแน่นเชิงเส้นไม่ เท่ากัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อคลื่นเคลื่อนที่มาถึงรอยต่อ จะเกิดทั้งการสะท้อนกลับและการหักเห ดังรูป จากรูปพบว่า - ทั้งคลื่นสะท้อนแลคลื่นหักเหนั้นมีแอมพลิจูดเล็กกว่าคลื่นตกกระทบ โดยผลรวมของ พลังงานคลื่นสะท้อนกับคลื่นหักเห จะเท่ากับพลังงานของคลื่นตกกระทบ


- คลื่นหักเหจะมีอัตราเร็วที่ต่างไปจากคลื่นตกกระทบ เพราะเคลื่อนที่ในตัวกลางที่มี สมบัติต่างกัน แต่มีการกระจัดของตัวกลางในทิศเดียวกับคลื่นตกกระทบ - คลื่นสะท้อนจะมีการกระจัดของตัวกลางในทิศทางตรงข้ามกับคลื่นตกกระทบ (หรือ มี เฟสตรงข้ามกัน) ถ้าคลื่นเคลื่อนที่จากเชือกที่ความหนาแน่นเชิงเส้นต่ำไปตกกระทบเชือกที่มีความ หนาแน่นเชิงเส้นสูงกว่า - ถ้าคลื่นเคลื่อนที่จากเชือกที่มีความหนาแน่นเชิงเส้นสูงไปตกกระทบเชือกที่มีความ หนาแน่นเชิงเส้นต่ำกว่า คลื่นสะท้อนจะมีการกระจัดของตัวกลางชี้ในทิศทางเดียวกับคลื่นตกกระทบ (หรือ เฟสตรงกัน) ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล 5.1 นักเรียนส่งใบกิจกรรม 4.3 การหักเหของคลื่น 8. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ 8.1 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์กายภาพ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 2 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) 8.2 ใบกิจกรรม 4.3 การหักเหของคลื่น 8.3 อุปกรณ์การทำกิจกรรมการหักเหของคลื่น


9. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายการหักเหของ คลื่นได้ 1) ตรวจใบกิจกรรม 4.3 การหักเหของคลื่น 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนสามารถ สรุปผลของกิจกรรม ได้ระดับดีผ่านเกณฑ์ ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนทดลองและสังเกตการหัก เหของคลื่นได้ 1) ตรวจใบกิจกรรม 4.3 การหักเหของคลื่น 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนสามารถ บันทึกผลของ กิจกรรมได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์ ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่น ในการทำงาน 1) ตรวจใบกิจกรรม 4.3 การหักเหของคลื่น 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนทำภาระ งานที่ได้รับมอบหมาย ได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์


10. เกณฑ์การประเมินผลงานนักเรียน เกณฑ์การประเมินแบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรื่อง การหักเหของคลื่น ประเด็นการ ประเมิน ค่าน้ำหนัก คะแนน แนวทางการให้คะแนน ด้านความรู้ (K) 3 สรุปผลของกิจกรรมได้ถูกต้องครบถ้วน 2 สรุปผลของกิจกรรมได้ค่อนข้างถูกต้อง 1 สรุปผลของกิจกรรมไม่ถูกต้อง ด้าน กระบวนการ (P) 3 บันทึกผลของกิจกรรมได้ถูกต้องครบถ้วน 2 บันทึกผลของกิจกรรมได้ค่อนข้างถูกต้อง 1 บันทึกผลของกิจกรรมไม่ถูกต้อง ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด และเรียบร้อยถูกต้องครบถ้วน 2 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด แต่งานยังผิดพลาดบางส่วน 1 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จ แต่ล่าช้า และเกิดข้อผิดพลาดบางส่วน ระดับคะแนน คะแนน 3 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 2 หมายถึง ระดับดี คะแนน 1 หมายถึง ระดับพอใช้


การประเมินการทำกิจกรรม เรื่อง การหักเหของคลื่น ที่ ชื่อ - นามสกุล จุดประสงค์การเรียนรู้ รวม คะแนน ระดับ คุณภาพ ด้านความรู้ (K) ด้าน กระบวนการ (P) ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 3 3 9 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 ระดับคุณภาพ คะแนน 9 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 7-8 หมายถึง ระดับดี คะแนน 5-6 หมายถึง ระดับปานกลาง คะแนน 3-4 หมายถึง ระดับปรับปรุง


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 23 เรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น รายวิชา วิทยาศาสตร์กายภาพ (ฟิสิกส์) หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ปรากฎการณ์ของคลื่นกล เวลา 1 ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2/2566 ผู้สอน นางสาวจิราภรณ์ เประกันยา 1. มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2. ตัวชี้วัด ว 2.3 ม.5/3 สังเกตและอธิบายการสะท้อน การหักเห การเลี้ยวเบน และการรวมคลื่น 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายการเลี้ยวเบนของคลื่นได้ 3.2 ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนทดลองและสังเกตการเลี้ยวเบนของคลื่นได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 4. สาระสำคัญ คลื่นกลมีพฤติกรรมต่างๆ ได้แก่ การสะท้อน การหักเห การเลี้ยวเบน และการรวมคลื่น การสะท้อนของคลื่นเกิดขึ้นเมื่อคลื่นเคลื่อนที่ไปตกกระทบสิ่งกีดขวางและเคลื่อนที่กลับมาในตัวกลางเดิม การหักเหของคลื่นเกิดขึ้นเมื่อคลื่นเคลื่อนที่ผ่านรอยต่อระหว่างตัวกลางที่มีสมบัติต่างกันอัตราเร็วคลื่นและ ความยาวคลื่นจะเปลี่ยนไปและอาจทำ ให้ทิศการเคลื่อนที่เปลี่ยนไปจากเดิม การเลี้ยวเบนของคลื่นเกิดขึ้นเมื่อคลื่นเคลื่อนที่ไปพบขอบสิ่งกีดขวางหรือช่องเปิด คลื่นส่วนหนึ่งจะ สามารถอ้อมไปด้านหลังของสิ่งกีดขวางหรืออ้อมขอบช่องเปิดได้ การรวมคลื่นเกิดขึ้นเมื่อคลื่นสองขบวนมาพบกันเกิดการรวมการกระจัดในตำแหน่งที่คลื่นพบกัน เกิด รูปร่างของคลื่นรวมโดยอาจเป็นการรวมแบบเสริมหรือแบบหักล้าง หลังจากที่คลื่นทั้งสองเคลื่อนที่ผ่านกันไป แล้วแต่ละคลื่นจะกลับมามีรูปร่างแบบเดิมและเคลื่อนที่ในทิศทางเดิม


5. สาระการเรียนรู้ 5.1 ความรู้ เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ผ่านขอบสิ่งกีดขวาง คลื่นส่วนหนึ่งจะสามารถแผ่กระจายอ้อมไปยังด้านหลังของ สิ่งกีดขวางนั้นได้ เรียกว่า การเลี้ยวเบน (dffraction) ของคลื่น ดังรูป 4.12 ก. เมื่อคลื่นผ่านช่องเปิด ถ้าซ่องเปิดมีความกว้างน้อยกว่าระยะห่างระหว่างสันคลื่นหรือน้อยกว่าความยาวคลื่น คลื่นที่เคลื่อนที่ผ่าน ซ่องเปิดออกมาจะมีลักษณะเลี้ยวเบนออกมาเป็นโค้งวงกลม ดังรูป 4.12 ข. เมื่อช่องเปิดมีขนาดกว้างขึ้น คลื่นที่เคลื่อนผ่านช่องเปิดจะมีลักษณะโค้งเฉพาะบริเวณใกล้ขอบ แต่คลื่นที่เคลื่อนที่ผ่านซ่องบริเวณตรง กลางจะเป็นคลื่นหน้าตรงตามเดิม ดังรูป 4.12 ค. รูป 4.12 การเลี้ยวเบนของคลื่นผิวน้ำ ในธรรมชาติจะพบว่า คลื่นเคลื่อนที่โดยมีสิ่งกีดขวางต่าง ๆ อยู่เสมอ เช่น คลื่นน้ำที่เคลื่อนที่กระทบโขดหิน หรือ เสาสะพาน คลื่นส่วนหนึ่งจะสามารถแผ่กระจายอ้อมไปยังด้านหลังของสิ่งกีดขวางขั้นได้ เรียกว่าการเลี้ยวเบน ของคลื่นในชีวิตประจำวันเราอาจสังเกตคลื่นน้ำเมื่อเคลื่อนที่ผ่านซ่องเปิดชนประตูระบายน้ำ ดังรูป 4.13 รูป 4.13 คลื่นน้ำเลี้ยวเบนบริเวณประตูระบายน้ำ 5.2 กระบวนการ 1) ความสามารถในการสื่อสาร (อ่าน ฟัง พูด เขียน) 2) ความสามารถในการคิด (สังเกต วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป)


3) ความสามารถในการแก้ปัญหา (แก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญได้) 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต (ความรับผิดชอบ) 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การสืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์) 5.3 คุณลักษณะและค่านิยม ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 6. บูรณาการ 6.1 บูรณาการ PLC นักเรียนแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้เล่าสู่กันฟังถึงความรู้ที่ได้จากการทำกิจกรรม และ ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำกิจกรรม 7. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ 1.1 ครูทบทวนพฤติกรรมของคลื่นเมื่อผ่านรอยต่อของตัวกลางว่ามีคลื่นสะท้อนและหักเห 1.2 ครูยกสถานการณ์ให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายกรณีที่คลื่นกระทบสิ่งกีดขวางที่ขนาดเล็กกว่า ความยาวของหน้าคลื่นทำให้คลื่นส่วนหนึ่งผ่านขอบของสิ่งกีดขวางได้ หรือสิ่งกีดขวางมีลักษณะเป็นช่องที่ ให้คลื่นผ่านได้ คลื่นแสดงพฤติกรรมอย่างไร 1.3 ครูตั้งคำถามเพื่อนำเข้าสู่การทำกิจกรรม ดังนี้ 1) นักเรียนเคยสังเกตคลื่นน้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติ เมื่อเคลื่อนที่ไปพบขอบสิ่งกีดขวางเช่น เสาสะพาน โขดหิน และช่องเปิด คลื่นจะเคลื่อนที่ผ่านสิ่งกีดขวางเหล่านี้อย่างไร 2) คลื่นผิวน้ำจะเคลื่อนที่อ้อมขอบช่องเปิดได้หรือไม่ มีลักษณะอย่างไร (เปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระไม่คาดหวังคำตอบที่ถูกต้อง) ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา 2.1 นักเรียนแบ่งกลุ่มๆ ละ 5-6 คน โดยคละเพศ คละความสามารถ 2.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาใบกิจกรรม 4.4 การเลี้ยวเบนของคลื่นผิวน้ำ 2.3 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ อุปกรณ์ และขั้นตอนการทำกิจกรรมอย่างละเอียด 2.4 นักเรียนรับอุปกรณ์การทำกิจกรรม พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ให้เรียบร้อย 2.5 นักเรียนแต่ละกลุ่มทำกิจกรรม สังเกตและบันทึกผลกิจกรรมลงในใบกิจกรรม ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป 3.1 ครูสุ่มนักเรียน 2 คน ออกมานำเสนอผลการทำกิจกรรมหน้าชั้นเรียน


3.2 ครูนำนักเรียนอภิปรายเพื่อนำไปสู่การสรุปโดยใช้คำถามต่อไปนี้ 1) นักเรียนแต่ละกลุ่มได้ผลการทำกิจกรรมเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร (แนวการ ตอบ ได้ผลเหมือนกัน) 2) คลื่นน้ำเมื่อผ่านขอบแผ่นกั้นจะสามารถพบคลื่นด้านหลังขอบแผ่นกั้นหรือไม่ อย่างไร (แนวการตอบ พบคลื่นด้านหลังขอบสิ่งกีดขวางมีลักษณะเป็นส่วนโค้งวงกลม ที่ต่อจากหน้าคลื่นตรงที่ผ่าน ขอบสิ่งกีดขวางไปแล้ว) 3) คลื่นที่เคลื่อนที่ผ่านช่องเปิดมีความกว้างน้อยกว่าระยะห่างระหว่างสันคลื่น มีลักษณะ อย่างไร และแตกต่างจากคลื่นที่ผ่านช่องเปิดมีขนาดกว้างขึ้นหรือไม่ อย่างไร (แนวการตอบ เมื่อช่องเปิดมี ความกว้างน้อยกว่าความยาวคลื่นเล็กน้อย หรือประมาณเท่ากับความยาวคลื่น พบว่าหน้าคลื่นโค้งไป ทางด้านหลังขอบช่องเปิดทำให้คลื่นมีลักษณะเป็นโค้งวงกลมเคลื่อนที่ออกจากช่องเปิด ถ้าช่องเปิดมีความ กว้างมากกว่าความยาวคลื่น พบว่าหน้าคลื่นที่ผ่านช่องเปิดตรงกลางจะเป็นแนวตรงเหมือนเดิม ปลายทั้ง สองด้านจะโค้งไปทางด้านหลังขอบช่องเปิดน้อยลงไม่ชัดเจน) 3.3 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและสรุปผลของกิจกรรมจนสรุปได้ ดังนี้ เมื่อการเคลื่อนที่ของคลื่นผ่านขอบสิ่งกีดขวาง สังเกตเห็นส่วนที่คลื่นสามารถอ้อมขอบสิ่ง กีดขวางไปทางด้านหลังของสิ่งกีดขวางได้เรียกว่าการเลี้ยวเบนของคลื่น เมื่อทำให้ช่องเปิดที่มีความกว้าง น้อย ๆ แล้วค่อยๆ กว้างมากขึ้น ลักษณะคลื่นที่ผ่านช่องเปิดจะแตกต่างกัน ถ้าช่องเปิดมีความกว้างน้อย กว่าหรือเท่ากับความยาวคลื่น คลื่นที่เลี้ยวเบนผ่านช่องเปิดออกมาจะเป็นส่วนโค้งถ้าความกว้างช่องเปิด มากกว่าความยาวคลื่น หน้าคลื่นที่ผ่านช่องเปิดตรงกลางจะเป็นแนวตรงเหมือนเดิม ปลายทั้งสองด้านจะ โค้งอ้อมไปทางด้านหลังขอบช่องเปิดน้อยลง ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ 4.1 ครูอธิบายให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการรวมคลื่น โดยสาธิตการสะบัดปลายขดลวดสปริงให้ เกิดคลื่นที่มีการกระจัดในทิศทางเดียวกัน และการกระจัดในทิศทางตรงข้ามกัน ตามหนังสือเรียน ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล 5.1 นักเรียนส่งใบกิจกรรม 4.4 การเลี้ยวเบนของคลื่นผิวน้ำ 8. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ 8.1 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์กายภาพ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 2 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) 8.2 ใบกิจกรรม 4.4 การเลี้ยวเบนของคลื่นผิวน้ำ 8.3 อุปกรณ์การทำกิจกรรมการเลี้ยวเบนของคลื่นผิวน้ำ


9. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายการเลี้ยวเบน ของคลื่นได้ 1) ตรวจใบกิจกรรม 4.4 การเลี้ยวเบนของคลื่นผิวน้ำ 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนสามารถ สรุปผลของกิจกรรม ได้ระดับดีผ่านเกณฑ์ ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนทดลองและสังเกตการ เลี้ยวเบนของคลื่นได้ 1) ตรวจใบกิจกรรม 4.4 การเลี้ยวเบนของคลื่นผิวน้ำ 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนสามารถ บันทึกผลของ กิจกรรมได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์ ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่น ในการทำงาน 1) ตรวจใบกิจกรรม 4.4 การเลี้ยวเบนของคลื่นผิวน้ำ 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนทำภาระ งานที่ได้รับมอบหมาย ได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์


10. เกณฑ์การประเมินผลงานนักเรียน เกณฑ์การประเมินแบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น ประเด็นการ ประเมิน ค่าน้ำหนัก คะแนน แนวทางการให้คะแนน ด้านความรู้ (K) 3 สรุปผลของกิจกรรมได้ถูกต้องครบถ้วน 2 สรุปผลของกิจกรรมได้ค่อนข้างถูกต้อง 1 สรุปผลของกิจกรรมไม่ถูกต้อง ด้าน กระบวนการ (P) 3 บันทึกผลของกิจกรรมได้ถูกต้องครบถ้วน 2 บันทึกผลของกิจกรรมได้ค่อนข้างถูกต้อง 1 บันทึกผลของกิจกรรมไม่ถูกต้อง ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด และเรียบร้อยถูกต้องครบถ้วน 2 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด แต่งานยังผิดพลาดบางส่วน 1 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จ แต่ล่าช้า และเกิดข้อผิดพลาดบางส่วน ระดับคะแนน คะแนน 3 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 2 หมายถึง ระดับดี คะแนน 1 หมายถึง ระดับพอใช้


การประเมินการทำกิจกรรม เรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น ที่ ชื่อ - นามสกุล จุดประสงค์การเรียนรู้ รวม คะแนน ระดับ คุณภาพ ด้านความรู้ (K) ด้าน กระบวนการ (P) ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 3 3 9 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 ระดับคุณภาพ คะแนน 9 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 7-8 หมายถึง ระดับดี คะแนน 5-6 หมายถึง ระดับปานกลาง คะแนน 3-4 หมายถึง ระดับปรับปรุง


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 24 เรื่อง ความถี่ธรรมชาติและการสั่นพ้อง รายวิชา วิทยาศาสตร์กายภาพ (ฟิสิกส์) หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ปรากฎการณ์ของคลื่นกล เวลา 1 ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2/2566 ผู้สอน นางสาวจิราภรณ์ เประกันยา 1. มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2. ตัวชี้วัด ว 2.3 ม.5/4 สังเกตและอธิบาย ความถี่ธรรมชาติการสั่นพ้อง และผลที่เกิดขึ้นจากการสั่นพ้อง 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายความถี่ของธรรมชาติได้ 3.2 ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนทดลองและสังเกตความถี่ของธรรมชาติได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 4. สาระสำคัญ เมื่อปล่อยให้วัตถุสั่นหรือแกว่งอย่างอิสระ วัตถุจะสั่นด้วยความถี่ค่าหนึ่ง เรียกว่า ความถี่ธรรมชาติซึ่งมีค่า ขึ้นกับสมบัติบางประการของวัตถุ การกระตุ้นวัตถุด้วยความถี่ที่ตรงกับความถี่ธรรมชาติ วัตถุจะสั่นแรงขึ้น เรียกว่า การสั่นพ้องของวัตถุซึ่ง อาจทำ ให้วัตถุที่เกิดการสั่นพ้องชำรุดเสียหายได้ 5. สาระการเรียนรู้ 5.1 ความรู้ ความถี่ธรรมชาติเป็นความถี่ในการสั่นสะเทือนของวัตถุที่ทำให้วัตถุสั่นหรือแกว่งอย่างอิสระ การเกิดความถี่ธรรมชาติได้จากสิ่งของต่างๆ ที่อยู่รอบตัวภายในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยประเภทแรกที่


สามารถพบได้บ่อยๆ คือ ความถี่ธรรมชาติในการแกว่งของลูกตุ้มนาฬิกา โดยเมื่อให้ลูกตุ้มนาฬิกาที่ถูก แขวนไว้ด้วยเชือกแกว่งอย่างอิสระ การสั่นพ้อง คือ เป็นปรากฏการณ์ที่ระบบกวัดแกว่งหนึ่งๆ ถูกกระทำโดยแรงขับเคลื่อนภายนอกที่ มีความถี่เท่ากับความถี่ธรรมชาติของระบบ แล้วทำให้แอมพลิจูดในการกวัดแกว่งของระบบนั้นๆ เพิ่มมาก ขึ้น จะเรียกความถี่ของแรงขับเคลื่อนที่ใช้กระตุ้นว่า ความถี่สั่นพ้อง - การสั่นพ้องด้วยแรง หมายถึง การสั่นพ้องที่เกิดขึ้นโดยการออกแรงกระทำกับวัตถุเป็น จังหวะที่มีความถี่เท่ากับความถี่ธรรมชาติของวัตถุเป็นเวลานาน เช่น เมื่อลมพัดที่ความเร็วคงตัวค่าหนึ่งเป็น เวลานาน ซึ่งแรงลมพอดีกับความถี่ธรรมชาติของสะพาน ทำให้สะพานเกิดการสั่นพ้อง แอมพลิจูดของการ สั่นที่มากขึ้นทำให้สะพานขาด - การสั่นพ้องด้วยคลื่น หมายถึง การสั่นพ้องที่เกิดขึ้นโดยการส่งคลื่นที่มีความถี่เท่ากับความถี่ ธรรมชาติของวัตถุกระทบกับวัตถุเป็นเวลานาน การแกว่งอย่างอิสระของลูกตุ้มเมื่อออกแรงเพียงครั้งเดียว จะไม่เกิดการสั่นพ้อง ทำให้วัตถุจะหยุด แกว่งในที่สุด การแกว่งอย่างอิสระของลูกตุ้มเมื่อออกแรงผลักที่ความถี่ใดๆ จะไม่เกิดการสั่นพ้อง ทำให้วัตถุแกว่ง ด้วยความถี่เท่ากับแรงที่ผลัก การแกว่งอย่างอิสระของลูกตุ้มเมื่อออกแรงผลักด้วยความถี่ธรรมชาติของวัตถุ จะเกิดการสั่นพ้อง ทำ ให้วัตถุแกว่งด้วยความถี่ธรรมชาติและแอมพลิจูดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่าปรากฏการณ์นี้ว่า การสั่นพ้อง 5.2 กระบวนการ 1) ความสามารถในการสื่อสาร (อ่าน ฟัง พูด เขียน) 2) ความสามารถในการคิด (สังเกต วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา (แก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญได้) 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต (ความรับผิดชอบ) 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การสืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์) 5.3 คุณลักษณะและค่านิยม ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงาน 6. บูรณาการ 6.1 บูรณาการ PLC นักเรียนแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้เล่าสู่กันฟังถึงความรู้ที่ได้จากการทำกิจกรรม และ ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำกิจกรรม


7. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ 1.1 ครูทบทวนความหมาย หน่วย และตัวแปรของคาบและความถี่ 1.2 ครูตั้งคำถามเพื่อนำเข้าสู่การทำกิจกรรม 1) หากต้องการผลักชิงช้าให้แกว่งสูงขึ้นกว่าเดิมจะต้องออกแรงผลักอย่างไร 2) ถ้าการแกว่งอย่างอิสระของลูกตุ้มเมื่อออกแรงเพียงครั้งเดียว ลูกตุ้มจะเคลื่อนด้วย ความถี่อย่างไร 3) ถ้าการแกว่งอย่างอิสระของลูกตุ้มเมื่อออกแรงผลักที่ความถี่ใดๆ ลูกตุ้มจะเคลื่อนด้วย ความถี่อย่างไร 4) ถ้าการแกว่งอย่างอิสระของลูกตุ้มเมื่อออกแรงผลักด้วยความถี่ธรรมชาติของวัตถุ ลูกตุ้มจะเคลื่อนด้วยความถี่อย่างไร ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา 2.1 นักเรียนแบ่งกลุ่มๆ ละ 5-6 คน โดยคละเพศ คละความสามารถ 2.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาใบกิจกรรม 4.6 ความถี่ธรรมชาติของลูกตุ้ม 2.3 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ อุปกรณ์ และขั้นตอนการทำกิจกรรมอย่างละเอียด 2.4 นักเรียนรับอุปกรณ์การทำกิจกรรม พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ให้เรียบร้อย 2.5 นักเรียนแต่ละกลุ่มทำกิจกรรม สังเกตและบันทึกผลกิจกรรมลงในใบกิจกรรม ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป 3.1 ครูสุ่มนักเรียน 2 คน ออกมานำเสนอผลการทำกิจกรรมหน้าชั้นเรียน 3.2 ครูนำนักเรียนอภิปรายเพื่อนำไปสู่การสรุปโดยใช้คำถามต่อไปนี้ 1) นักเรียนแต่ละกลุ่มได้ผลการทำกิจกรรมเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร (แนวการ ตอบ ได้ผลเหมือนกัน) 2) เมื่อมวลลูกตุ้มค่าหนึ่ง และความยาวเชือกค่าหนึ่ง ความถี่การแกว่งของลูกตุ้มแต่ละครั้ง เปลี่ยนไปหรือไม่อย่างไร (แนวการตอบ มีค่าความถี่ใกล้เคียงกัน หรือประมาณได้ว่า มีค่าเท่าเดิม) 3) เมื่อมวลลูกตุ้มคงเดิม แต่ความยาวเชือกเปลี่ยนไป ความถี่ของการแกว่งจะเปลี่ยนไป หรือไม่ อย่างไร (แนวการตอบ ความถี่ของการแกว่งเปลี่ยนไป โดยความถี่ของการแกว่งเพิ่มขึ้น เมื่อความ ยาวเชือกลดลง และเมื่อเชือกยาวขึ้น ความถี่ของการแกว่งลดลง) 4) เมื่อความยาวเชือกเท่าเดิม แต่มวลของลูกตุ้มเปลี่ยนไป ความถี่ของการแกว่งจะ เปลี่ยน


ไปหรือไม่ อย่างไร (แนวการตอบ ความถี่ของการแกว่งมีค่าใกล้เคียงกัน หรือประมาณได้ว่ามีค่าเท่าเดิม) 3.3 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและสรุปผลของกิจกรรมจนสรุปได้ ดังนี้ เมื่อปล่อยให้ลูกตุ้มแกว่งอย่างอิสระลูกตุ้มจะแกว่งด้วยความถี่ค่าหนึ่งที่ขึ้นอยู่กับความ ยาวเชือก แต่ไม่ขึ้นกับมวลของลูกตุ้ม ความถี่นี้เรียกว่า ความถี่ธรรมชาติของลูกตุ้ม ความถี่ธรรมชาติของ วัตถุขึ้นกับสมบัติบางประการของวัตถุ เช่น ความถี่ธรรมชาติการแกว่งของลูกตุ้มขึ้นกับความยาวเชือก ความถี่ธรรมชาติของเครื่องดนตรีประเภทสายขึ้นอยู่กับความยาว ความตึงและขนาดสายของเครื่องดนตรี นั้นๆ เป็นต้น ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ 4.1 ครูอธิบายให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสั่นพ้องและผลที่เกิดจากการสั่นพ้อง โดยสาธิต กิจกรรมการสั่นพ้องตามหนังสือเรียน แล้วตั้งคำถามให้นักเรียนช่วยกันตอบ พร้อมเฉลยคำถามที่ถูกต้อง ดังนี้ 1) การออกแรงกระตุ้นลูกตุ้มเป็นจังหวะขณะลูกตุ้มอยู่ที่ตำแหน่งไกลสุดด้านใดด้านหนึ่ง ความถี่ของการกระตุ้นกับความถี่การแกว่งของลูกตุ้ม เท่ากันหรือไม่ อย่างไร และแอมพลิจูดการแกว่งของ ลูกตุ้มเป็นอย่างไร (แนวการตอบ ความถี่ในการกระตุ้นลูกตุ้มเท่ากับความถี่การแกว่งของลูกตุ้ม และแอม พลิจูดการแกว่งกว้างขึ้น) 2) เมื่อเปลี่ยนจังหวะการออกแรงการกระตุ้นลูกตุ้มให้ไม่ตรงกับความถี่การแกว่งของ ลูกตุ้ม แอมพลิจูดการแกว่งของลูกตุ้มเป็นอย่างไร (แนวการตอบ เมื่อเปลี่ยนจังหวะการกระตุ้นให้ไม่ตรง กับความถี่การแกว่งของลูกตุ้มแอมพลิจูดการแกว่งของลูกตุ้มลดลง) ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล 5.1 นักเรียนส่งใบกิจกรรม 4.6 ความถี่ธรรมชาติของลูกตุ้ม 8. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ 8.1 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์กายภาพ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 2 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) 8.2 ใบกิจกรรม 4.6 ความถี่ธรรมชาติของลูกตุ้ม 8.3 อุปกรณ์การทำกิจกรรมความถี่ธรรมชาติของลูกตุ้ม 8.4 อุปกรณ์สาธิตการสั่นพ้อง


9. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) 1) นักเรียนอธิบายความถี่ของ ธรรมชาติได้ 1) ตรวจใบกิจกรรม 4.6 ความถี่ ธรรมชาติของลูกตุ้ม 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนสามารถ สรุปผลของกิจกรรม ได้ระดับดีผ่านเกณฑ์ ด้านกระบวนการ (P) 1) นักเรียนทดลองและสังเกตความถี่ ของธรรมชาติได้ 1) ตรวจใบกิจกรรม 4.6 ความถี่ ธรรมชาติของลูกตุ้ม 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนสามารถ บันทึกผลของ กิจกรรมได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์ ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ใฝ่เรียนรู้และเป็นผู้มีความมุ่งมั่น ในการทำงาน 1) ตรวจใบกิจกรรม 4.6 ความถี่ ธรรมชาติของลูกตุ้ม 1) แบบประเมิน การทำกิจกรรม 1) นักเรียนทำภาระ งานที่ได้รับมอบหมาย ได้ระดับดี ผ่านเกณฑ์


10. เกณฑ์การประเมินผลงานนักเรียน เกณฑ์การประเมินแบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรื่อง ความถี่ธรรมชาติของลูกตุ้ม ประเด็นการ ประเมิน ค่าน้ำหนัก คะแนน แนวทางการให้คะแนน ด้านความรู้ (K) 3 สรุปผลของกิจกรรมได้ถูกต้องครบถ้วน 2 สรุปผลของกิจกรรมได้ค่อนข้างถูกต้อง 1 สรุปผลของกิจกรรมไม่ถูกต้อง ด้าน กระบวนการ (P) 3 บันทึกผลของกิจกรรมได้ถูกต้องครบถ้วน 2 บันทึกผลของกิจกรรมได้ค่อนข้างถูกต้อง 1 บันทึกผลของกิจกรรมไม่ถูกต้อง ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด และเรียบร้อยถูกต้องครบถ้วน 2 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด แต่งานยังผิดพลาดบางส่วน 1 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จ แต่ล่าช้า และเกิดข้อผิดพลาดบางส่วน ระดับคะแนน คะแนน 3 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 2 หมายถึง ระดับดี คะแนน 1 หมายถึง ระดับพอใช้


การประเมินการทำกิจกรรม เรื่อง ความถี่ธรรมชาติของลูกตุ้ม ที่ ชื่อ - นามสกุล จุดประสงค์การเรียนรู้ รวม คะแนน ระดับ คุณภาพ ด้านความรู้ (K) ด้าน กระบวนการ (P) ด้าน คุณลักษณะ (A) 3 3 3 9 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 ระดับคุณภาพ คะแนน 9 หมายถึง ระดับดีมาก คะแนน 7-8 หมายถึง ระดับดี คะแนน 5-6 หมายถึง ระดับปานกลาง คะแนน 3-4 หมายถึง ระดับปรับปรุง


Click to View FlipBook Version