การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ สืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน โดย นางสาวลัฐิกา สิงห์ดา วิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา สาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ปีการศึกษา 2565
ก ชื่อเรื่องวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน ผู้วิจัย นางสาวลัฐิกา สิงห์ดา ที่ปรึกษาวิจัย นางกัลญา สวนสอน อาจารย์ดร. จริยา พิชัยคำ ปีที่พิมพ์ 2566 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ของผู้เรียนระดับชั้นมันธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา ระหว่างก่อนและหลังการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน 3) เพื่อศึกษาระดับ ความพึงพอใจของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดย ใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ใช้รูปแบบการ วิจัยเชิงทดลองขั้นตน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนน้ำริดวิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 29 คน โรงเรียนน้ำริดวิทยา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น จำนวน 4 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ แบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ที่มีลักษณะ มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 17 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Independent t- Test ผลการวิจัยปรากฏดังนี้1) การจัดการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิด ห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ประกอบไปด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน จำนวน 4 แผน มีระดับความเหมาะสมประเมินโดย ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ผลการประเมินเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.11 อยู่ในระดับเหมาะสมมาก 2) ผลสัมฤทธิ์การ เรียนรู้ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 29 คน ด้วยวิธีการทางสถิติ
ข Independent t- Test มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 15.37 คะแนน และ 22.06 คะแนน ตามลำดับ พบว่า คะแนนสอบ หลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) มีความพึงพอใจต่อการจัดการ เรียนรู้แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ระดับ มากที่สุด (x ̅= 4.55 S.D = 0.72) แต่เมื่อวิเคราะห์เป็นรายด้านโดยเรียงลำดับระดับค่าคะแนนเฉลี่ยจากระดับ มากสุด 3 ลำดับ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ (x ̅= 4.60 S.D = 0.68) มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด รองลงมาคือด้านสื่อการเรียนรู้ (x ̅= 4.56 S.D = 0.69) มีความพึงพอใจระดับ มากที่สุด เช่นเดียวกับด้านการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้(x ̅= 4.53 S.D = 0.78) และลำดับสุดท้ายคือด้าน การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ (x ̅= 4.52 S.D = 0.76) มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด คำสำคัญ : การจัดการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน, ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้
ค กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลงได้ด้วยดี เนื่องจากได้รับความกรุณาอย่างสูงจากนางกัลญา สวนสอน ตำแหน่ง ครูโรงเรียน้ำริดวิทยา และอาจารย์ดร.จริยา พิชัยคำ ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ที่ปรึกษางานวิจัย ที่กรุณาให้คำแนะนำปรึกษา ตลอดจนปรับปรุงแก้ไข ข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่ง ผู้วิจัยตระหนักถึง ความตั้งใจจริงและความทุ่มเทของคุณครู และขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณ คุณครูทรงพร วังซ้าย หัวหน้ากลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คุณครูกัลญา สวนสอน และครูปราณี เสียงดัง ครูกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนน้ำริดวิทยา ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ความอนุเคราะห์เป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ตลอดจนให้ คำแนะนำและแก้ไขเครื่องมือในการวิจัยจนสามารถนำไปใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยได้ตาม เวลาที่กำหนด จนทำให้งานวิจัยนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ขอขอบพระคุณท่านผู้อำนวยการ และครูกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และขอขอบใจ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 และ 3/2 โรงเรียนน้ำริดวิทยา ปีการศึกษา 2565 ที่ให้ความร่วมมือในการ ทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานวิจัยฉบับนี้จะมีประโยชน์อยู่ไม่น้อย จึงขอมอบส่วนดีทั้งหมดนี้ให้แก่ คณาจารย์ที่ได้ประสิทธิประสาทวิชาจนทำให้ผลงานวิจัยเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องและขอมอบความกตัญญู กตเวทิตาคุณ แด่บิดา มารดา และผู้มีพระคุณทุกท่าน สำหรับข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นนั้น ผู้วิจัย ขอน้อมรับผิดเพียงผู้เดียว และยินดีที่จะรับฟังคำแนะนำจากทุกท่านที่ได้เข้ามาศึกษา เพื่อเป็นประโยชน์ใน การพัฒนางานวิจัยต่อไป ลัฐิกา สิงห์ดา
ง สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ฉ บทที่ 1 บทนำ 1 ที่มาและความสำคัญ 1 คำถามการวิจัย 3 วัตถุประสงค์การวิจัย 3 ผลและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 4 ขอบเขตการวิจัย 4 นิยามคำศัพท์เฉพาะ 5 สมมติฐานการวิจัย 6 บทที่ 2 เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7 การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 7 การจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน 11 เครื่องมือการวิจัย 15 ความพึงพอใจ 24 ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ 32 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 45 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 48 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 48 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 49 การดำเนินการรวบรวมข้อมูล 51 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ 51 บทที่ 4 ผลการวิจัย 53 ผลการพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน 53 ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ 54 ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจ 57
จ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ 60 สรุปผลการวิจัย 60 อภิปรายผลการวิจัย 61 ข้อเสนอแนะ 64 บรรณานุกรม 65 ภาคผนวก 66 ประวัติผู้วิจัย 136
ฉ สารบัญตาราง เรื่อง หน้า ตาราง 4.1 ผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น จากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน 54 4.2 ผลคะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 29 คน โดย ใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน 55 4.3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 29 คน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน 57 4.4 ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริด วิทยา ปีการศึกษา 2565 จำนวน 29 คน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการ สืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น 58
บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำคัญของปัญหา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บัญญัติความตามมาตรา 22 ว่า การจัดการศึกษา ต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนทุกคนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพความตาม มาตรา 24 (1) บัญญัติว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเนื้อหาสาระ และกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และ ความตอนหนึ่ง (5) ของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า ให้ผู้สอนสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ เรียนรู้ และความตามมาตรา 30 บัญญัติว่า ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละสถานศึกษา จากความ ตามมาตราดังกล่าวถึงตีความว่า ภายหลังที่ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ใดๆ ด้วยวิธีและเทคนิค การสอนวิธีการใดวิธีการหนึ่งแล้ว เมื่อทำการวัดและประเมินผลพบว่ามีผลอย่างใดอย่างหนึ่งคือ จำนวนผู้เรียน ทั้งชั้นเรียน จำนวนผู้เรียนส่วนมากของชั้นเรียนหรือผู้เรียนจำนวนส่วนน้อยของชั้นเรียนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ผู้สอนกำหนดขึ้น ผลการประเมินดังกล่าวไม่สามารถลงข้อสรุปว่า ผลสัมฤทธิ์การ เรียนรู้ของผู้เรียนไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ผู้สอนกำหนดและถูกตัดสินให้ “ตก” ในสาระการเรียนรู้นั้น แต่ผู้สอน ต้องพึงตระหนักเสมอว่าการที่ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดอาจเป็นเพราะว่า วิธีและเทคนิคการสอนตามที่ผู้สอนนำมาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้อาจนั้นไม่สอดคล้องกับความถนัดและความ สนใจของผู้เรียน ดังนั้น ผู้สอนจึงต้องค้นหาวิธีและเทคนิคการสอนวิธีใหม่ที่เหมาะสมกับความถนัดและความ สนใจของผู้เรียน การทำวิจัยของผู้สอนจะใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่า วิธีและเทคนิคการสอนวิธีใหม่ที่ผู้สอน นำมาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้นมีผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนหรือไม่อย่างไร เมื่อ เปรียบเทียบเปรียบเทียบกับวิธีและเทคนิคการสอนวิธีเดิม ด้วยเหตุดังกล่าวจึงตอบคำถามว่า ทำไมผู้สอนจึง ต้องทำวิจัย ทั้งวิจัยเพื่อพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียน ว 2.3 ม. 3/1 - ม. 3/5 กำหนดข้อความเฉพาะตัวชี้วัดว่า วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักย์ กระแสไฟฟ้า และความต้านทาน และคำนวณ ปริมาณที่เกี่ยวข้องโดยใช้สมการ V = IR จากหลักฐานเชิง ประจักษ์เขียนกราฟความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้า และความต่างศักย์ไฟฟ้า ใช้โวลต์มิเตอร์แอมมิเตอร์ใน การวัดปริมาณทาง ไฟฟ้า วิเคราะห์ความต่างศักย์ไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้าเมื่อต่อตัวต้านทานหลาย
2 ตัว แบบอนุกรมและแบบขนานจากหลักฐาน เชิงประจักษ์เขียนแผนภาพวงจรไฟฟ้าแสดงการต่อตัวต้านทาน แบบอนุกรมและขนาน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2551) สาระการเรียนรู้แกนกลางดังกล่าว กำหนดอยู่ในหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 2กลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) โดยใช้ชื่อเรื่องว่า วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น หนังสือ ดังกล่าวจัดทำโดยบริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า การจัดการเรียนการสอน คือ เนื้อหาเรื่องไฟฟ้า เป็นหน่วยการเรียนที่สอนค่อนข้างยาก เนื่องจากมีเนื้อหาที่เป็นนามธรรมหลายประเด็น เช่น เซลล์ไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า ความต่างศักย์เป็นต้น อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการเขียนวงจรไฟฟ้า การยุบวงจรไฟฟ้า ที่ต้องเขียน ไปลบไป ทำให้นักเรียนเกิดความสับสนในการเขียน และเรื่องการคำนวณทางไฟฟ้าที่นักเรียนจะเรียนรู้ช้าเร็ว ต่างกันเนื่องจากนักเรียนแต่ละคนมีพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ต่างกัน ปัญหาเหล่านี้ครูผู้สอนพยามแก้ไขด้วยการ ใช้คลิปวิดิทัศน์และสื่อแอนิเมชัน ซึ่งพบว่าทำให้นักเรียน เข้าใจได้ดีขึ้นในบางเรื่อง ได้แก่ เซลล์ไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า เนื่องจากสามารถให้นักเรียน เห็นรูปธรรมมากขึ้น แต่ถ้ามีการจัดกิจกรรมต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เรื่องการเขียนวงจรไฟฟ้า การยุบวงจรไฟฟ้าและแก้ปัญหาการคำนวณทางไฟฟ้า ที่นักเรียนจะเรียนรู้ช้าเร็วต่างกันได้ การจัดการเรียนรูดวยกระบวนการสืบเสาะหาความรู5 ขั้น เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรูตามแนว การสร้างสรรคความรูโดยใหผู้เรียนคนหาความรูได้ด้วยตนเอง หรือสร้างสรรค ความรูด้วยตนเอง (Dechakupt, 2011) ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรูแบบสืบเสาะหาความรูจะสามารถพัฒนาความสามารถ ในดานกระบวนการคิดและทำใหเกิดการเรียนรูทางดานความรูความจํา ดานความเขาใจและการนําไปใชได้ และงานวิจัยของ Sriphon (2013) ได้นํารูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู5 ขั้นไปใชในการจัดการเรียน การสอน พบวานักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ซึ่งเห็นได้วาการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ ( Practice ) เป็นวิธีสอนที่ให้ประสบการณ์ตรงกับผู้เรียน โดยการให้ลงมือปฏิบัติจริง เป็นการสอนที่มุ่งให้เกิด การผสมผสานระหว่างทฤษฎีและภาคปฏิบัติการลงมือปฏิบัติมักดำเนินการภายหลังการสาธิตการทดลองหรือ การบรรยาย เป็นการฝึกฝนความรู้ความเข้าใจจากทฤษฎีที่เรียนมาโดยเน้นการฝึกทักษะเรียนรูแบบสืบเสาะหา ความรู5 ขั้น ช่วยใหนักเรียนได้แสวงหาความรูด้วยตนเอง จะได้รับประสบการณตรงในการเรียนรูโดยใช กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการทางความคิด คนพบความรูหรือแนวทางวิทยาศาสตร์และ แนวทางแกปญหาได้เอง การจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยใชแนวคิดหองเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) เป็นการเรียนที่ครู จะเนนใหนักเรียนเขาใจหลักการมากกวาท่องจำ หัวใจคือ ครูทำหนาที่ช่วยแนะนําการเรียนของนักเรียนมากกว าทำหนาที่ถ่ายทอดความรูดังนั้น ครูซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ในการสงเสริมและสร้างบรรยากาศการเรียนรูให กับนัก เรียนจึงตองหานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนํามาใชในการจัดการเรียนรูที่เอื้อตอนักเรียน ใหนัก เรียนทุกคน มีสวนร่วม ได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง สามารถพัฒนานักเรียนได้เต็มตามศักยภาพ เป็นการจัดการเรียนรูที่ยึด
3 ผู้เรียนเป็นสำคัญ เนนการฝกใชทักษะการคิดขั้นสูงต่าง ๆ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันระหว่างนักเรียน ด้วยกันหรือกับครูผู้สอน ด้วยบทบาทหน้าที่ของผู้สอน ตามพ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 มาตรา ที่ 22 มาตรา ที่ 24 วงเล็บ 5 มาตราที่ 30 และจากสภาพของปัญหาและความสำคัญของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องวงจรไฟฟ้า เบื้องต้น ผู้สอนจึงมีแนวคิดที่จะทำวิจัยเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา โดยการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ ผลการวิจัยจะทำให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น เพิ่มขึ้น คำถามการวิจัย 1. การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา ทำอย่างไร 2. ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา เป็นอย่างไร 3. ระดับความพึงพอใจของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา ที่มีต่อการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้า เบื้องต้น เป็นอย่างไร วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ของผู้เรียนระดับชั้นมันธยมศึกษาปี ที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา ระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน 3. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา ที่มีต่อ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น
4 ผลและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้พัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ของผู้เรียนระดับชั้นมันธยมศึกษาปี ที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา 2. ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา มีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ เรื่อง วงจรไฟฟ้า เบื้องต้น ที่คุณภาพดีขึ้นไป เมื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิด ห้องเรียนกลับด้าน 3. ทราบระดับความพึงพอใจของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา ที่มีต่อจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้า เบื้องต้น ขอบเขตการวิจัย 1. ขอบเขตด้านแหล่งข้อมูล 1.1 ประชากร คือ ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 1.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนน้ำริดวิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 29 คน 2. ขอบเขตด้านตัวแปร 2.1 ตัวแปรอิสระ 1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียน กลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมือง อุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ 2.2 ตัวแปรตาม 1. ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน กับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์จังหวัดอุตรดิตถ์ 2. ระดับความพึงพอใจของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น
5 3. ขอบเขตด้านเนื้อหา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) รายวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในสาระการเรียนรู้ที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและ พลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ว 2.3 ม. 3/1 - 5 กำหนดข้อความเฉพาะตัวชี้วัดว่า วิเคราะห์ ความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักย์ กระแสไฟฟ้า และความต้านทาน และคำนวณ ปริมาณที่เกี่ยวข้องโดยใช้ สมการ V = IR จากหลักฐานเชิงประจักษ์ เขียนกราฟความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้า และความต่าง ศักย์ไฟฟ้า ใช้โวลต์มิเตอร์แอมมิเตอร์ในการวัดปริมาณทาง ไฟฟ้า วิเคราะห์ความต่างศักย์ไฟฟ้าและ กระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้าเมื่อต่อตัวต้านทานหลายตัว แบบอนุกรมและแบบขนานจากหลักฐานเชิงประจักษ์ เขียนแผนภาพวงจรไฟฟ้าแสดงการต่อตัวต้านทาน แบบอนุกรมและขนาน 4. ขอบเขตด้านระยะเวลาและสถานที่ ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2565 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 ณ โรงเรียน น้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ นิยามคำศัพท์เฉพาะ 1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับ ด้าน หมายถึง กิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจะมีอิสระในการหาความรู้ได้อย่างเหมาะสมตามความสามารถ เป็น วิธีการสอนที่ที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการค้นคว้าหาความรู้ เนื่องจากผู้เรียนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน มีความ สนุกสนาน และความรู้ที่ได้มาจากการสืบเสาะจะมีคุณค่า และมีความหมายมากยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้เรียนค้นพบ ด้วยตนเอง และความรู้ประเภทนี้จะฝังแน่นจำได้นาน 2. ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หมายถึง 3.1 คะแนนเฉลี่ยรวมของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมือง อุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ทุกคนจากการทำแบบทดสอบก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ ซึ่งคะแนนดังกล่าวเป็นการวัด และประเมินผลความคงทนของความรู้(Retention) เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับผู้เรียนกลุ่มเดียวกัน คะแนน ส่วนนี้คือ Pre-test
6 3.2 คะแนนเฉลี่ยรวมจากผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ทุกคนที่ทำแบบทดสอบภายหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่องวงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับนักเรียนดังกล่าว 3. การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หมายถึง ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ ระหว่างก่อนและหลังทดลองการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิด ห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอ เมืองอุตรดิตถ์จังหวัดอุตรดิตถ์ 4. ความพึงพอใจ หมายถึง ความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริด วิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ประกอบด้วยด้านผู้สอน ด้านการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ ด้านสื่อประกอบการเรียนรู้ด้านการประเมินผลการเรียนรู้ อ้างอิงความหมายของ ณัฐธัญ ตันบุญต่อ (2560) 5. ระดับความพึงพอใจ หมายถึง ระดับความพึงพอใจแบบประมาณค่า (Likert Scale) โดย เรียงลำดับจากระดับมากที่สุดถึงน้อยที่สุด 5 ระดับคือ มีความพึงพอใจมากที่สุด มีความพึงพอใจมาก มีความ พึงพอใจปานกลาง มีความพึงพอใจค่อนข้างน้อย และมีความพึงพอใจน้อยที่สุด แต่ละระดับดังกล่าว กำหนดโดย เกณฑ์ช่วงค่าเฉลี่ยของ บุญชม ศรีสะอาด (2545) ดังนี้ ระดับความพึงพอใจ ระดับค่าเฉลี่ย มีความพึงพอใจที่ระดับมากสุด 4.51 – 5.00 มีความพึงพอใจที่ระดับมาก 3.51 – 4.50 มีความพึงพอใจที่ระดับปานกลาง 2.51 – 3.50 มีความพึงพอใจที่ระดับน้อย 1.51 – 2.50 มีความพึงพอใจที่ระดับน้อยสุด 1.00 – 1.50 สมมติฐานการวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ สืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียน กลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น อยู่ในระดับมาก
บทที่ 2 การทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การทำวิจัยในชั้นเรียนเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับ แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน ผู้วิจัยขอเสนอผลการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยหัวข้อ หลักตามลำดับดังนี้ 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ - ความหมายการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ - แนวคิดและทฤษฎีการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ - ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 2. การจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน - ความหมายและความเป็นมาการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน - รูปแบบการเรียนแบบห้องเรียนกลับด้าน 3. เครื่องมือการวิจัย 4. ความพึงพอใจ 5. ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แต่ละหัวข้อหลักดังกล่าว นำเสนอรายละเอียดตามลำดับขั้น ดังนี้ การเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 1) ความหมาย นรรัชต์ ฝันเชียร (2563) กล่าวว่า การเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน (The 5 E’s of Inquiry-Based Learning) เป็นรูปแบบของการเรียนรู้รูปแบบหนึ่ง ที่เน้นให้นักเรียนมีประสบการณ์ตรงในการ เรียนรู้ โดยการแสวงหาและศึกษาค้นคว้า เพื่อสร้างองค์ความรู้ของตนเอง โดยใช้กระบวนการทางวิทยศาสตร์ ซึ่งมีครูผู้สอนคอยอำนวยการและสนับสนุน ทำให้ผู้เรียนสามารถค้นพบความรู้หรือแนวทางแก้ปัญหาได้ตัวเอง และสามารถนํามาใช้ในชีวิตประจําวัน ซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นําความรู้ หลักการ แนวคิดหรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ไปเชื่อมโยงกับประเด็นปัญหาที่ผู้เรียนสนใจศึกษา ค้นคว้า และลงมือปฏิบัติ ด้วยตนเอง ตามความสามารถและความถนัดของตนเองอย่างเป็นอิสระ ทำให้ การเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอนนี้ นับได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
8 จรรยา โท๊ะนาบุตร (2560) กล่าวว่า รูปแบบการเรียนการสอน 5E เป็นการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียน สร้างความรู้ด้วยตนเองมีพื้นฐานมาจากทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivism) โดยมีรากฐานสําคัญมาจาก ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget’sTheory of Cognitive Development) ซึ่งอธิบายว่า พัฒนาการทางเชาว์ปัญญาของบุคคลมีการปรับตัวทางกระบวนการดูดซึม (Assimilation) และกระบวนการ ปรับโครงสร้างทางปัญญา (Accommodation)พัฒนาการเกิดขึ้นเมื่อบุคคลรับและซึมทราบข้อมูลหรือ ประสบการณ์เข้าไปสัมพันธ์กับความรู้หรือโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิมหากไม่สามารถสัมพันธ์กันได้จะเกิด ภาวะไม่สมดุลขึ้น (Disequilibrium) บุคคลจะพยายามปรับสภาพให้อยู่ในสภาวะสมดุล (Equilibrium) โดยใช้ กระบวนการปรับโครงสร้างทางปัญญา เพียเจต์เชื่อว่า คนทุกคนจะมีพัฒนาเชาว์ปัญญาเป็นลําดับขั้นจากการมี ปฏิสัมพันธ์และประสบการณ์กับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติและประสบการณ์ที่เกี่ยวกับการคิดเชิงตรรกะ และ คณิตศาสตร์รวมทั้งการถ่ายทอดความรู้ทางสังคม วุฒิภาวะและกระบวนการพัฒนาความสมดุลของบุคคลนั้น ไพฑูรย์ สุขศรีงาม (2545) ยังได้กล่าวถึงการสืบเสาะหาความรู้ว่ามีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความ เชื่อและความเข้าใจว่ากิจกรรมต่างๆ ที่นำไปสู่การแก้ปัญหานั้นเป็นผลให้เกิดความเข้าใจและสามารถนำไป ประยุกต์ใช้ได้ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เน้นวิธีการแก้ปัญหาโดยใช้ปรากฏการณ์ที่กำลังเผชิญหรือประสบอยู่และพร้อม ท้าทายความคิด โดยวิธีการที่นักเรียนเป็นผู้กำหนดวิธีการหาความรู้ด้วยตนเองมากกว่าการรับรู้ นักเรียนได้ลง มือปฏิบัติในแนวทางต่างๆกันเพื่อแก้ปัญหาหรือความขัดแย้งด้านความคิด สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะความรู้ หมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่ให้นักเรียนมีส่วนร่วมใน การกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดเวลา ให้โอกาสแก่นักเรียนได้ฝึกคิด ฝึกสังเกต ฝึกนำเสนอ ฝึกสร้างองค์ความรู้ โดยมีครูเป็นผู้กำกับควบคุมดำเนินการให้คำปรึกษาชี้แนะ ช่วยเหลือ ใหกำลังใจ เป็นผู้กระตุ้น ส่งเสริมให้ ผู้เรียนคิดและเรียนรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2) แนวคิดและทฤษฎีการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ รูปแบบการสอนแบบ 5E เป็นกลยุทธ์การสอนที่ช่วยให้นักเรียนเข้าใจในสิ่งที่เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง สร้าง ทั้งความสนใจ กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ และปูทางให้กับการพัฒนาทักษะโดยใช้การตั้งคำถาม (inquiry) เป็น พื้นฐานในการให้ผู้เรียนได้นำประสบการณ์ที่เรียนรู้หรือฝึกฝน มาทดลองปฏิบัติหรือแสวงหาคำตอบ เกิดเป็น การเรียนรู้จากความเข้าใจที่ผู้เรียนค่อยๆ สร้างสมขึ้นมา โดยผู้สอนจะเป็นผู้ช่วยแนะนำแก้ไขและเสริมต่อใน ส่วนที่จำเป็น ต่างจากการสอนแบบเดิมที่ใช้การป้อนความรู้จากผู้สอนเป็นหลัก การตั้งคำถาม (inquiry) เป็นกระบวนการที่นักวิทยาศาสตร์และผู้ศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ใช้ในการหา ความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่มีอยู่ในธรรมชาติ การตั้งคำถามจะช่วยให้ผู้เรียนได้รับความรู้และความเข้าใจใน แนวคิด หลักการ รูปแบบ และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การตั้งคำถามจึงเป็นส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งของการศึกษา วิทยาศาสตร์ในทุกระดับและในทุกสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์ 5E model เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่ พัฒนาขึ้นมาโดยมุ่งหมายให้ใช้เป็นแนวทางการสอนและเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ แต่แนวทางนี้ก็สามารถนำไป ปรับใช้กับการศึกษาวิชาความรู้ในสาขาอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการให้การฝึกอบรมในสถานประกอบการซึ่ง
9 ผู้เรียนต่างผ่านประสบการณ์กันมามากพอที่จะเข้าใจปัญหาและนำสิ่งที่เรียนรู้ไปปรับใช้ นอกจากนั้น การ เรียนรู้ร่วมกันตามหลัก 5E ยังเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการทำงานเป็นทีมอีกด้วย ความเป็นมาของ 5E model นักการศึกษาสองท่าน คือ J. Myron Atkin และ Robert Karplus ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการเรียน การสอนไว้ในปี ค.ศ. 1962 โดยมีพิ้นฐานแนวคิดมาจากงานของ Robert Piaget ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกแนวคิด เกี่ยวกับความฉลาดทางความคิดและการเรียนรู้ของนักเรียน model การเรียนการสอนของ Karplus ในตอนแรกมีเพียง 3 ลำดับ (phases) ได้แก่ การสืบค้น (exploration) เป็นการสร้างความสนใจในเรื่องที่จะเรียนรู้ให้เกิดกับผู้เรียน ให้ ผู้เรียนได้ตั้งคำถาม แยกแยะประเด็นที่ตนเข้าใจหรือไม่เข้าใจจากพื้นฐานความคิดที่ตนมีอยู่ การนำเสนอแนวคิดใหม่ (concept introduction) โดยผู้สอนจะเป็นผู้เปิดประเด็นและ กระตุ้นให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างผู้สอนและผู้เรียน การสร้างความเข้าใจให้เกิดกับผู้เรียน (concept attainment) เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียน นำความรู้ความเข้าใจที่ได้ไปปรับใช้ในสถานการณ์อื่นและประเมินว่าความเข้าใจของตนมีความ สมบูรณ์ถูกต้องแล้วหรือไม่ Karplus และ Tier ได้ร่วมกันเขียนบทความเกี่ยวกับวงจรการเรียนรู้ลงในวารสาร Science Teacher ในปี ค.ศ. 1967 โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการปรับปรุงหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์ (Science Curriculum Improvement Study: SCIS) และได้นำแนวคิดดังกล่าวไปใช้อย่างกว้างขวางในการจัดทำ หลักสูตรการศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ Roger W. Bybee แห่งสถาบันศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตร์ชีววิทยา (The Biological Science Curriculum Study: BSCS) ได้นำแนวคิดของ Karplus และ Tier มาปรับปรุงเป็น 5E Instructional Model หรือบางครั้งเรียกว่า วงจรการเรียนรู้แบบ 5E (5E Learning Cycle) ในปี ค.ศ. 1987 รูปแบบการสอนแบบ 5 E นอกจากจะมีพื้นฐานมาจากแนวคิดของ Karplus และ Tier แล้ว ยังมีพื้นฐานมาจากแนวคิดเรื่องปรัชญาการ เรียนรู้ด้วยการทดลองของ John Dewey, วงจรการเรียนรู้ด้วยการทดลองของ David Kolb, และทฤษฎีสร้าง เสริมความรู้จากการต่อยอดประสบการณ์ (constructivist theory) ซึ่งมีสมมุติฐานว่า การเรียนรู้ไม่ได้เกิดจาก การดูดซับความรู้ (passive absorption) แต่เกิดจากการเรียนรู้ในเชิงรุก (active learning) ผู้เรียนไม่ควร เรียนรู้จากการฟังและการอ่านเท่านั้น แต่ควรพัฒนาทักษะของตนด้วยการวิเคราะห์ ประเมิน แสวงหา ประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนร่วมเรียนเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเข้าใจด้วย การช่วยกันแก้ไข ปัญหาและวางแผนการสำรวจตรวจค้นเพื่อความเข้าใจจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีและมากกว่าการเรียนอยู่ตัว คนเดียว หรือเรียนไปแข่งขันไปเพื่อเอาชนะกันระหว่างเพื่อนร่วมเรียน การตั้งคำถาม สังเกต วิเคราะห์ อธิบาย
10 หาข้อสรุป และตั้งคำถามใหม่ จะสร้างประสบการณ์ความรู้ผ่านการคิดในเชิงตรรกะซึ่งเป็นความเข้าใจที่ชัดเจน มากกว่าการท่องจำจากหนังสือตำรา 3) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ การเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ทั้ง 5 ขั้นตอนนั้น มีขั้นตอนในการดำเนินการดังนี้ 1.การสร้างความสนใจ (Engagement) ขั้นนี้เป็นของการนำเข้าสู่บทเรียนหรือนำเข้าสู่เรื่องที่อยู่ในความสนใจที่เกิดจากข้อสงสัย โดยครูผู้สอน จะต้องกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจใคร่รู้ เพื่อนำเข้าสู่บทเรียนหรือเนื้อหาใหม่ๆ ซึ่งความสนใจใคร่รู้นั้น อาจมาจากความสนใจของนักเรียนเอง การอภิปรายกลุ่ม หรือจากการนำเสนอของครูผู้สอนก็ได้ แต่จะต้องเป็น เรื่องที่นักเรียนยอมรับโดยไม่มีการบังคับ หลังจากนั้น เมื่อได้ข้อคำถามที่น่าสนใจแล้ว ครูผู้สอนต้องกระตุ้นให้ นักเรียนร่วมกัน กำหนดขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดย ใช้การรับรู้จากประสบการณ์เดิม รวมกับการศึกษาเพิ่มเติมจากจากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความ เข้าใจในประเด็นที่จะศึกษา และมีแนวทางในการสำรวจตรวจสอบมากยิ่งขึ้น 2.การสํารวจและค้นหา (Exploration) เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถามที่สนใจศึกษาอย่างถ่องแท้แล้ว ครูผู้สอนจะเปิดโอกาสให้ นักเรียนดำเนินการศึกษาค้นคว้า โดยการรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การสำรวจ การสืบค้นจาก เอกสารต่าง ๆ การทดลอง และการจำลองสถานการณ์ เป็นต้น เพื่อตรวจสอบสมมุติฐานและให้ได้ข้อมูลอย่าง เพียงพอที่จะนำไปใช้ในการอธิบายและสรุป 3.การอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอแล้ว ครูผู้สอนจะต้องให้นักเรียนนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และแปลผล เพื่อ สรุปผลและนำเสนอผลที่ได้ในรูปต่าง ๆ เช่น การบรรยายสรุป การสร้างแบบจำลอง การวาดภาพ หรือ การ สรุปเป็นตารางหรือกราฟ ซึ่งผลสรุปที่ได้นั้น จะต้องสามารถอ้างอิงความรู้ มีความสมเหตุสมผล และมีหลักฐาน ที่เชื่อถือได้ 4.การขยายความรู้ (Elaboration) เป็นขั้นของการนำความรู้ที่ได้จากขั้นก่อนหน้านี้ มาเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือใช้อธิบายถึง สถานการณ์หรือเหตุการณ์เกี่ยวข้อง โดยครูผู้สอนอาจจัดกิจกรรมและให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้น ๆ เช่น ตั้งคำถามจากการศึกษาเพื่อให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายและแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้ นักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้เข้ากับประสบการณ์หรือสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องได้มากขึ้น
11 5.การประเมินผล (Evaluation) เป็นขั้นของการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ เช่น การทำข้อสอบ การทำรายงานสรุป หรือการให้นักเรียนประเมินตัวเอง เป็นต้น เพื่อตรวจสอบนักเรียนว่ามีความรู้ที่ถูกต้องมากน้อยเพียงไรจากการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ดังกล่าว ครูผู้สอนจะต้องเปิดโอกาสให้นักเรียน วิเคระห์ วิจารณ์และคิดพิจารณา ความรู้ที่ได้ให้รอบคอบ โดยมีครูผู้สอนช่วยตรวจสอบและปรับปรุงความรู้ที่นักเรียนได้รับนั้นให้ถูกต้อง เหมาะสมและสอดคล้องกับความรู้เดิมของนักเรียนมากยิ่งขึ้น และนำนักเรียนไปสู่คำถามที่ต้องการการสำรวจ ตรวจสอบต่อไปอย่างต่อเนื่อง 4) ข้อดี/ข้อเสีย ข้อดี 1. ผู้เรียนสามารถพัฒนาความคิดได้อย่างเต็มที่ รู้จักใช้เหตุผลมาวิเคราะห์บทเรียน 2. ผู้เรียนสามารถคิดเรื่องอย่างเป็นระบบมีขั้นตอนในการคิด อันจะส่งผลต่อผู้เรียนใน การพัฒนาตัวเองเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับวิชาอื่นๆ 3. การเรียนการสอนให้ความสำคัญกับผู้เรียนหรือผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ข้อเสีย 1. ในการสอนแต่ละครั้งใช้เวลาค่อนข้างมาก 2. หากสถานการณ์ที่ผู้สอนสร้างขึ้นไม่เร้าใจผู้เรียนอาจจะทำให้ผู้เรียนให้ความร่วมมือใน กิจกรรมการเรียนการสอนน้อยลง มีผลทำให้บรรยากาศการเรียนการสอนไม่เร้าใจ เท่าที่ควร ดังนั้นผู้สอนต้องเตรียมยกสถานการณ์ที่สามารถทำให้ผู้เรียนอยากมีส่วน ร่วมมากที่สุด 3. สำหรับเนื้อหาวิชาที่มีความซับซ้อน และค่อนข้างยาก จะทำให้นักเรียนที่มีสติปัญญา ต่ำอาจมีปัญหาในการเรียนรู้ด้วยตนเอง 4. ผู้เรียนที่มีวุฒิภาวะที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอ อาจไม่มีแรงจูงใจเพียงพอที่จะทำให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้ ห้องเรียนกลับด้าน ความหมายและความเป็นมา “ห้องเรียนกลับด้าน” ห้องเรียนกลับด้านเป็นรูปแบบที่เกิดจากการจัดการเรียนการสอนในระดับมัธยมในโรงเรียน Woodland Park High School เมือง Woodland Park รัฐ Colorado สหรัฐอเมริกา โดยครูสอน วิทยาศาสตร์สองท่านชื่อ Jonathan Bergmann และ Aaron Sams แนวคิดการจัดกิจกรรมเรียนการสอน แบบห้องเรียนกลับด้าน เกิดจากครูทั้งสองท่านพบปัญหาจากกิจกรรมการ เรียนการสอน เนื่องมาจากผู้เรียน
12 หลายๆ คนไม่สามารถเข้ามาเรียนในชั้นเรียนได้ตามเวลา อันเนื่องมากจากสาเหตุหลายๆ ประการรวมถึง ปัญหาที่เกิดจากเนื้อหาในวิชาเรียนที่ไม่สามารถจัดได้หมดภายในชั่วเรียน Jonathan และ Aaron จึงมีแนวคิด จาก 1) พิจารณาเลือกเทคโนโลยีที่มีความเป็นไปได้ที่จะน ามาใช้กับนักเรียน และนักเรียนสามารถนำขึ้นมา เรียนได้ขณะ เดินทางทาง หรือในเวลาว่างจากอุปกรณ์หรือเครื่องมือ ที่นักเรียนมี เช่น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟนหรือแล็บท็อป นอกเหนือจากการเรียนในชั้นเรียน 2) โดยมีกิจกรรมต่างๆ เป็นตัวเชื่อม เช่น อีเมล์จากนักเรียนที่มีข้อสงสัย อีเมล์จากครูผู้สอนตั้งค าถาม ไปยังนักเรียน บทความ หรือเนื้อหาต่างๆ เกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่อยู่บนเว็บไซด์ Jonathan และ Aaron ได้กล่าวว่ารูปแบบห้องเรียนกลับด้าน เป็นวิธีการที่ครอบคลุมการใช้งานและ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต เพื่อยกระดับการเรียนรู้ในห้องเรียนต่างๆ ของคุณเพื่อให้คุณสามารถใช้ เวลามากขึ้นในการมีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนแทนการบรรยายหน้าชั้นเรียนเพียงอย่างเดียว ซึ่งวิธีการที่ถูกใช้ เป็นส่วนใหญ่มักจะทำการสอนโดยใช้วิดีโอที่ถูกสร้างขึ้นโดยครู ซึ่งนักเรียนสามารถเรียนรู้ได้นอกเวลาเรียน Jonathan และAaron เรียกกว่าห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) เพราะกระบวนการเรียนและ การบ้านทั้งหมดจะ “พลิกกลับ” สิ่งที่เคยเป็นกิจกรรมในชั้นเรียน เช่น การ จดบันทึก (lecture) จะถูกทำที่ บ้านผ่านทางวิดีโอที่ครูสร้างขึ้นและสิ่งที่เคยต้องทำที่บ้าน (งานต่างๆ ได้รับมอบหมาย) จะนำมา ทำในชั้นเรียน (อนุศร หงษ์ขุนทด. 2556) สรุปแนวคิดรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน ห้องเรียนกลับด้านเป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่ครูต้อง เปลี่ยนแปลงบริบท ของครูผู้สอน จากการสอน เป็นการจัดเตรียมแหล่งการเรียนรู้และกิจกรรมที่เอื้อต่อการ เรียนรู้ของผู้เรียน เพราะการเรียนรู้จากรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน จะเน้นกิจกรรมที่ผู้เรียนจะต้องทำความ เข้าใจ จากเนื้อหาที่ครูจัดเตรียมให้นอกห้องเรียน หรือ จากแหล่งการเรียนรู้สารสนเทศอื่นๆ เพื่อนำความรู้ที่ได้ จากการศึกษาสรุปเป็นองค์ความรู้ด้วยตัวเอง กลับมาทำกิจกรรมใน ห้องเรียนร่วมกับเพื่อนและครูผู้สอน ใน ลักษณะที่ว่า “เรียนที่บ้าน ทำการบ้านที่โรงเรียน” รูปแบบการเรียนแบบ “ห้องเรียนกลับด้าน” แนวคิดของห้องเรียนกลับด้านในเบื้องต้นนั้น มีบทสรุปเปรียบเทียบให้เห็นถึงรูปแบบของการจัดการ เรียนการสอน แบบกลับด้าน (Flipped Learning) กับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบเดิม (Traditional Learning) กล่าวคือการจัดการ เรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านนั้นจะมุ่งเน้นการสร้างสรรค์องค์ความรู้ ด้วยตัวผู้เรียนเองตามทักษะ ความรู้ความสามารถและสติปัญญาของเอกัตบุคคล (Individualized Competency) ตามอัตราความสามารถทางการเรียนแต่ละคน (Self-Paced) จากมวลประสบการณ์ที่ครูจัด ให้ผ่านสื่อเทคโนโลยี ICT หลากหลายประเภทในปัจจุบัน และเป็นลักษณะการ เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้นอกชั้น เรียนอย่างอิสระทั้งด้านความคิดและวิธีปฏิบัติ ซึ่งแตกต่างจากการเรียนแบบเดิมที่ครูจะเป็นผู้ ป้อนความรู้ ประสบการณ์ให้ผู้เรียนในลักษณะของครูเป็นศูนย์กลาง (Teacher Center) ดังนั้นการสอนแบบกลับทางจะ เป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาทของครูอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือครูไม่ใช่ผู้ถ่ายทอดความรู้แต่จะทำบทบาทเป็น
13 ติวเตอร์ (Tutors) หรือโค้ช(Coach) ที่จะเป็นผู้จุดประกายและสร้างความสนุกสนานในการเรียน รวมทั้งเป็นผู้ อำนวยความสะดวกในการเรียน(Facilitators) ในชั้นเรียนนั้นๆ (สุรศักดิ์ ปาเฮ. 2556) การจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนการ สอนเน้นการสร้างผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้แบบรอบด้านหรือ Mastery Learning นั้นจะมีองค์ประกอบส าคัญ ที่เกิดขึ้น 4 องค์ประกอบที่เป็นวัฏจักร (Cycle) หมุนเวียนกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งองค์ประกอบทั้ง 4 ที่เกิดขึ้น ได้แก่ 1. การกำหนดยุทธวิธีเพิ่มพูนประสบการณ์ (Experiential Engagement) โดยมีครูผู้สอนเป็นผู้ชี้แนะ วิธีการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนเพื่อเรียนเนื้อหาโดยอาศัยวิธีการที่หลากหลายทั้งการใช้กิจกรรมที่กำหนดขึ้นเอง เกม สถานการณ์จำลอง สื่อปฏิสัมพันธ์ การทดลอง หรืองานด้านศิลปะแขนงต่างๆ 2. การสืบค้นเพื่อให้เกิดมโนทัศน์รวบยอด (Concept Exploration) โดยครูผู้สอนเป็นผู้คอยชี้แนะ ให้กับผู้เรียนจากสื่อหรือกิจกรรมหลายประเภทเช่น สื่อประเภทวิดีโอบันทึกการบรรยาย การใช้สื่อบันทึกเสียง ประเภท Podcasts การใช้สื่อ Websites หรือสื่อออนไลน์ Chats 3. การสร้างองค์ความรู้อย่างมีความหมาย (Meaning Making) โดยผู้เรียนเป็นผู้บูรณาการสร้างทักษะ องค์ความรู้จากสื่อที่ได้รับจากการเรียนรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างกระดานความรู้อิเล็กทรอนิกส์ (Blogs) การใช้ แบบทดสอบ (Tests) การใช้สื่อสังคมออนไลน์และกระดานสาหรับอภิปรายแบบออนไลน์ (Social Networking & Discussion Boards) 4. การสาธิตและประยุกต์ใช้ (Demonstration & Application) เป็นการสร้างองค์ความรู้โดยผู้เรียน เองในเชิงสร้างสรรค์ โดยการจัดทาเป็นโครงงาน (Project) และผ่านกระบวนการนาเสนอผลงาน (Presentations) ที่เกิดจากการรังสรรค์งานเหล่านั้น จากหลักการขององค์ประกอบทั้ง 4 จะเห็นได้ว่าในแต่ละองค์ประกอบทั้งหมดเน้นการสร้างองค์ ความรู้จากแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย ผู้เรียนต้องใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ในการศึกษาข้อมูลจากแหล่ง สารสรเทศ เพื่อให้เกิดมโนทัศน์รวยยอด และในองค์ประกอบที่สองของรูปแบบการเรียนการสอนแบบ ห้องเรียนกลับด้านจะเห็นชัดที่สุดในเรื่องของการส่งเสริมกระบวนการคิดวิเคราะห์ เพราะผู้เรียนจะต้องศึกษา ข้อมูลจากแหล่งสารสนเทศ ผ่านสื่อเทคโนโลยี ICT เพื่อให้เกิดมโนทัศน์รวบยอดของเนื้อหาและทำความเข้าใจ ถึงความเรื่องราวหรือเนื้อเรื่องต่างๆ ว่าประกอบด้วยอะไร มีจุดมุ่งหมายหรือความประสงค์สิ่งใด ที่สำคัญนั้นแต่ ละเหตุการณ์เกี่ยวพันกันอย่างไรบ้าง อีกทั้งเป็นการพัฒนาให้ผู้เรียนสามารถอธิบายการแก้ปัญหาได้อย่าง ชัดเจนและมีเหตุมีผล และนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาไปใช้ในการแก้ปัญหา จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่ารูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านเป็น กิจกรรมที่ไม่ได้ส่งเสริมกระบวนการคิดวิเคราะห์เพียงอย่างเดียว แต่คุณประโยชน์ของการสอนแบบห้องเรียน กลับด้าน (Flipped Classroom)ที่ Bergmann และ Sams กล่าวไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อ Flip Your Classroom : Reach Every Student in Every Class Every Day ได้สรุปให้เห็นถึงกิจกรรมที่น่าสนใจและ สอดรับกับการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง สรุปได้ดังนี้
14 1. เพื่อเปลี่ยนวิธีการสอนของครู จากการบรรยายหน้าชั้นเรียนหรือจากครูสอนไปเป็นครูฝึก ฝึกการ ทำแบบฝึกหัดหรือทำกิจกรรมอื่นในชั้นเรียนให้แก่ศิษย์เป็นรายบุคคลหรืออาจเรียกว่าเป็นครูติวเตอร์ 2. เพื่อใช้เทคโนโลยีการเรียนที่เด็กสมัยใหม่ชอบ โดยใช้สื่อ ICT ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นการนำโลกของ โรงเรียนเข้าสู่โลกของนักเรียนซึ่งเป็นโลกยุคดิจิทัล 3. ช่วยเหลือเด็กที่มีงานยุ่ง เด็กสมัยนี้มีกิจกรรมมาก ดังนั้นจึงต้องเข้าไปช่วยเหลือในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้บทสอนที่สอนด้วยวิดีทัศน์อยู่บนอินเทอร์เน็ต (Internet) ช่วยให้เด็กเรียนไว้ล่วงหน้าหรือเรียนตามชั้น เรียนได้ง่ายขึ้น รวมทั้งเป็นการฝึกเด็กให้รู้จัดการจัดเวลาของตนเอง 4. ช่วยเหลือเด็กเรียนอ่อนให้ขวนขวายหาความรู้ ในชั้นเรียนปกติเด็กเหล่านี้จะถูกทอดทิ้งแต่ใน ห้องเรียนกลับด้านเด็กจะได้รับการเอาใจใส่จากครูมากที่สุดโดยอัตโนมัติ 5. ช่วยเหลือเด็กที่มีความสามารถแตกต่างกันให้ก้าวหน้าในการเรียนตามความสามารถของตนเอง เพราะเด็กสามารถฟัง-ดูวิดีทัศน์ได้เองจะหยุดตรงไหนก็ได้ กรอกลับ (Review) ก็ได้ตามที่ตนเองพึงพอใจที่จะ เรียน 6. ช่วยให้เด็กสามารถหยุดและกรอกลับครูของตนเองได้ท าให้เด็กจัดเวลาเรียนตามที่ตนพอใจ เบื่อก็ หยุดพักได้สามารถแบ่งเวลาในการดูเป็นช่วงได้ 7. ช่วยให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครูเพิ่มขึ้น ตรงกันข้ามกับการที่เรียนแบบออนไลน์ การเรียน แบบห้องเรียนกลับด้านยังเป็นรูปแบบการเรียนที่นักเรียนยังคงมาโรงเรียนและนักเรียนพบปะกับครู ห้องเรียน กลับด้านเป็นการประสานการใช้ประโยชน์ระหว่างการเรียนแบบออนไลน์ และการเรียนระบบพบหน้า ช่วยเปลี่ยนและเพิ่มบทบาทของครูให้เป็นทั้งพี่เลี้ยง (Mentor) เพื่อน เพื่อนบ้าน (Neighbor) และผู้เชี่ยวชาญ (Expert) 8. ช่วยให้ครูรู้จักนักเรียนดีขึ้น หน้าที่ของครูไม่ใช่เพียงช่วยให้ศิษย์ได้ความรู้หรือเนื้อหา แต่ต้องกระตุ้น ให้เกิดแรงบันดาลใจ (Inspire) ให้กำลังใจ รับฟังและช่วยเหลือ ส่งเสริมผู้เรียนซึ่งเป็นมิติสำคัญที่จะช่วยเสริม พัฒนาการทางการเรียนของเด็ก 9. ช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนนักเรียนด้วยกันเอง จากกิจกรรมทางการเรียนที่ครูจัด ประสบการณ์ขึ้นมานั้น ผู้เรียนสามารถที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้ดี เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวน ทัศน์ของนักเรียนที่เคยเรียนตามคำสั่งครูหรือทำงานให้เสร็จตามกำหนด เป็นการเรียนเพื่อตนเองไม่ใช่คนอื่น ส่งผลต่อเด็กที่เอาใจใส่การเรียน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนด้วยกันจะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ 10. ช่วยให้เห็นคุณค่าของความแตกต่าง ตามปกติแล้วในชั้นเรียนเดียวกันจะมีเด็กที่มีความแตกต่าง กันมากมีความถนัดและความชอบที่แตกต่างกัน ดังนั้นการจัดกิจกรรมการสอนแบบห้องเรียนกลับทางจะช่วย ให้ครูเห็นจุดอ่อนจุดแข็งของผู้เรียนแต่ละคน เพื่อนด้วยกันก็เห็น และช่วยเหลือกันด้วยจุดแข็งของแต่ละคน 11. เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการห้องเรียน ช่วยเปิดช่องให้ครูสามารถจัดการชั้นเรียนได้ตาม ความต้องการที่จะทำ ครูสามารถทำหน้าที่ของการสอนที่สำคัญในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างคุณภาพแก่ชั้นเรียน ช่วยให้เด็กรู้อนาคตของชีวิตได้ดีทีสุด
15 12. เปลี่ยนคาสนทนากับพ่อแม่ ประสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครอง ซึ่งการ รับทราบและแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันจะท าให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่ดีได้ 13. ช่วยให้เกิดความโปร่งใสในการจัดการศึกษา การใช้ห้องเรียนแบบกลับทางโดยนำสาระคำสอนไป ไว้ในวีดิทัศน์นำไปเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต เป็นการเปิดเผยเนื้อหาสาระทางการเรียนให้สาธารณชนได้ทราบ สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพการเรียนการสอนให้ผู้ปกครองทราบ เครื่องมือการวิจัย 1. ความหมาย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและมีบทบาทอย่างมากในการวิจัยการเลือกใช้ เครื่องมือใดนั้นขึ้นอยู่ กับสถานการณ์และลักษณะพฤติกรรมที่ต้องการจะวัด ซึ่งหมายความว่าจะต้อง สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัยด้วย เช่นกัน ในการวิจัยพบว่าเครื่องมือที่นิยมใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 5 ประเภท ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสังเกต แบบ สัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบประเมินการปฏิบัติ เครื่องมือแต่ละประเภทจะมีลักษณะที่สำคัญและความสามารถในการ เก็บรวบรวมข้อมูลได้แตกต่างกันออกไป เพื่อให้ผู้วิจัยสามารถเลือกใช้เครื่องมือได้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การวิจัย จึงขอนำเสนอเนื้อหาสาระเกี่ยวกับ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยที่จะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ ดังนี้(บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2553 : 81-156; พิสณุ ฟองศรี. 2552 : 123-136; สมนึก ภัททิยธานี. 2551 : 32-72; ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543 : 21-32) 2. การจำแนกประเภท (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์,2553 : 81-156; พิสณุ ฟองศรี. 2552 : 123- 136; สมนึก ภัททิยธานี. 2551 : 32-72; ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ,2543 : 21-32) ดังนี้ 2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ แบบทดสอบ (test) คือ ชุดของคำถาม งานหรือสถานการณ์ที่กำหนดขึ้น เพื่อใช้เป็นสิ่งเร้าให้บุคคล แสดง พฤติกรรมตอบสนองออกมา ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวนี้มีความหมายครอบคลุมทั้งด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย แบบทดสอบ (ข้อสอบ) เป็นเครื่องมือหลักที่ครูต้องใช้วัดผลการเรียนของผู้เรียนมาโดยตลอด หลักในการสร้างแบบทดสอบ ในการสร้างแบบทดสอบนั้น แบบทดสอบจะถูกสร้างขึ้นโดยใช้หลักสูตร มาตรฐาน ตัวชี้วัดเป็นกรอบ การกำหนด เนื้อหาของแบบทดสอบ โดยแบบทดสอบจะมีหลักในการสร้างดังต่อไปนี้ 1. วิเคราะห์จุดประสงค์ เนื้อหาวิชา กำหนดพฤติกรรมที่ต้องการวัด โดยวิเคราะห์ดูว่าเนื้อหา สาระใดบ้าง ที่ ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ แต่ละหัวข้อเหล่านั้นต้องการให้ผู้เรียน เกิดพฤติกรรมอะไร จากนั้น ผู้วิจัยจะต้องจัดทำตาราง วิเคราะห์มาตรฐานและตัวชี้วัด 2. ตารางวิเคราะห์มาตรฐานและตัวชี้วัด มักจำแนกพฤติกรรมของผู้เรียนตามแนวคิดของบลูม และคณะ ได้แก่ ความจำ ความเข้าใจ การประยุกต์ใช้ การวิเคราะห์ การประเมิน การสังเคราะห์และสร้างสรรค์
16 3. กำหนดรูปแบบของแบบทดสอบให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ตัวชี้วัด เนื้อหาและระยะเวลาและศึกษา วิธีการ สร้าง การหาคุณภาพของแบบทดสอบด้วย 4. ลงมือเขียนข้อคำถามตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ โดยเลือกสถานการณ์และเนื้อหามาเป็นสิ่งเร้าให้ ผู้ตอบ แสดงพฤติกรรมออกมา 5. นำแบบทดสอบที่เขียนไว้มาทบทวน แล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหา และ พฤติกรรมที่ต้องการวัด 6. พิมพ์แบบทดสอบทั้งฉบับ ตรวจแก้ไขแล้วนำไปทดลองใช้กับกลุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียง กับกลุ่ม ตัวอย่างที่ จะใช้แบบทดสอบในการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อตรวจสอบคุณภาพในด้านความยากง่าย อำนาจจำแนกและความเชื่อมั่น 7. ปรับปรุงแก้ไข พิมพ์แบบทดสอบฉบับจริง แล้วนำไปเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ตารางวิเคราะห์มาตรฐานและตัวชี้วัด มีประโยชน์อย่างมากต่อการสร้างแบบทดสอบในการวิจัยหรือ การวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ ทำให้ผู้วิจัยหรือครูผู้สอนรู้ว่าจะต้องออกข้อสอบในมาตรฐานนี้กี่ข้อ ตัวชี้วัดนี้กี่ข้อ และต้องออกข้อสอบ วัดพฤติกรรมของผู้เรียนในด้านใดบ้าง จำนวนกี่ข้อและเมื่อผู้วิจัย นำแบบทดสอบไปให้ผู้เชี่ยวชาญ/ผู้ทรงคุณวุฒิประเมิน คุณภาพของแบบทดสอบด้านความเที่ยงตรง ก็จะทำให้ผู้เชี่ยวชาญ/ผู้ทรงคุณวุฒิสามารถตรวจสอบได้ว่าแบบทดสอบที่ผู้วิจัย สร้างขึ้นนั้นวัดได้ตรง ตามคุณลักษณะที่ต้องการวัดตามหลักสูตร มาตรฐานและตัวชี้วัดหรือไม่ และคำถามในแบบทดสอบ นั้น ครอบคลุมเนื้อหา มีสัดส่วนของจำนวนข้อคำถามในแต่ละเนื้อหาตรงตามที่ระบุไว้ในตาราง วิเคราะห์หลักสูตร มาตรฐานและตัวชี้วัดหรือไม่ และตรวจสอบได้ว่าแบบทดสอบที่สร้างขึ้นวัด พฤติกรรมของผู้เรียนทั้ง 6 ระดับสอดคล้องกับที่กำหนดไว้หรือไม่ ถ้ามีก็แสดงว่าแบบทดสอบนั้นมี ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา นอกจากนั้นแล้วในกรณีที่แบบทดสอบบางข้อไม่มีคุณภาพและถูก ตัดทิ้ง ผู้วิจัยก็สามารถรู้ว่าข้อนั้นอยู่ในมาตรฐานและตัวชี้วัดใดโดยแบบทดสอบมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ดังนี้ ข้อดี 1. เป็นเครื่องมือที่เหมาะสำหรับใช้วัดพฤติกรรมด้านปัญญา หรือด้านพุทธิพิสัยได้ดีกว่าเครื่องมือชนิดอื่น 2. แบบทดสอบมีหลายชนิด หลายรูปแบบ ทำให้สามารถเลือกสร้าง และใช้ให้เหมาะจุดมุ่งหมายที่ ต่างกัน 3. ใช้ได้สะดวก และประหยัด เนื่องจากใช้สามารถใช้สอบนักเรียนได้จำนวนมากในเวลาเดียวกัน ข้อจำกัด 1. แบบทดสอบที่มีคุณภาพดี ต้องใช้เวลาสร้างนาน ต้องใช้ความรู้และประสบการณ์ด้านการวัดผลมา เป็นพื้นฐาน ในการสร้างจึงจะช่วยให้มีคุณภาพที่เที่ยงตรงดียิ่งขึ้น
17 2. สร้างแบบทดสอบให้มีคุณภาพเป็นมาตรฐานตายตัวไม่ได้ เพราะคำถามหรือสถานการณ์ที่กำหนดเป็น เพียง ตัวแทนของพฤติกรรมที่ครูสุ่มขึ้นมา ซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงใหม่ได้เสมอไม่มีที่ สิ้นสุด 3. คะแนนผลการสอบมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้เสมอไม่มากก็น้อย ทุกครั้งที่มีการสอบวัดผลจะมี สาเหตุที่ ทำให้คะแนนคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเสมอ เช่น คำถามในแบบทดสอบไม่เป็นตัว แทนที่ดี ความบกพร่องทางเทคนิคการ สร้างแบบทดสอบ การดำเนินการสอบไม่รัดกุม สภาพแวดล้อมไม่ดี ตลอดจนผู้สอบขาดความพร้อม 2.2 แบบวัดระดับความพึงพอใจ การวัดความพึงพอใจ ปริญญา จเรรัชต์และคณะ (2546, หน้า 5 อ้างถึงใน เกวลี ผังดี, 2556) กล่าวว่า มาตรวัดความพึงพอใจสามารถกระทำได้หลายวิธี ได้แก่ การใช้แบบสอบถามโดยผู้สอบถามจะออก แบบสอบถามเพื่อต้องการทราบความคิดเห็นซึ่งสามารถทำ ได้ในลักษณะที่กำหนดคำตอบให้เลือก หรือตอบ คำถามอิสระคำถามดังกล่าวอาจถามความพึงพอใจในด้านต่างๆ เช่นการบริการการบริหารและเงื่อนไขต่างๆ เป็นต้น จิตติรัตน์ แสงเลิศอุทัย(2558) กล่าวว่า แบบสอบถาม (questionnaire) คือ เครื่องมือที่ใช้วัด พฤติกรรมภายในของบุคคลเกี่ยวกับความรู้สึก ความคิดเห็น เจตคติ ความสนใจ ฯลฯ ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็น พฤติกรรมด้านจิตพิสัยนั่นเอง นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับศึกษาข้อมูลส่วนตัวของ บุคคลด้วยแบบสอบถามมี ลักษณะเป็นชุดของคำถามที่สร้างขึ้น เพื่อให้ศึกษาหาข้อมูลตามจุดประสงค์ หลักในการสร้างแบบสอบถาม ในการสร้างแบบสอบถามนั้นข้อคำถามของแบบสอบถามจะถูกสร้างขึ้นจากกรอบแนวคิดทฤษฎีของ ตัวแปรที่ ต้องการศึกษาหรือต้องการวัด ซึ่งการออกแบบมาตรที่ใช้ต้องเหมาะสมกับประเด็นที่จะวัด โดย แบบสอบถามจะมีหลักในการ สร้างดังต่อไปนี้ 1. พิจารณาขอบข่ายของข้อมูลที่ต้องการทั้งหมด โดยการสังเคราะห์จากกรอบแนวคิดทฤษฎีที่ได้ศึกษาไว้ ใน บทที่ 2 มาเป็นนิยามตัวแปรเชิงปฏิบัติการ เช่น แรงจูงใจในการศึกษาต่อในสาขาวิชาชีพครู หมายถึง ความรู้สึกชอบ พอใจ มีแรงกระตุ้นที่อยู่ภายในตัวของนักศึกษาวิชาชีพครู โดยมีเป้าหมายที่ จะเรียนครูในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมที่ส่งผลให้ นักศึกษาเกิดการมุ่งความสำเร็จ มุ่งมั่น ใส่ใจ กระตือรือร้น เชื่อมั่น ทุ่มเท ทะเยอทะยานและตั้งเป้าหมายในการศึกษาในสาขา วิชาชีพครู 2. เลือกรูปแบบของคำถามให้เหมาะสมกับกลุ่มที่จะถามว่าควรใช้รูปแบบของคำถามแบบปลายเปิดหรือ ปลายปิด นอกจากรูปแบบของคำถามที่ใช้แล้ว ผู้วิจัยควรคำนึงถึงความสามารถ ในการระบุความเห็น ด้วยมาก-น้อยของ ผู้เรียนด้วย โดยถ้าผู้เรียนมีอายุน้อยหรือเรียนอยู่ในระดับชั้นประถมต้น ผู้วิจัยก็ไม่ ควรใช้มาตรประเมินค่าที่สูงเกินไป (5 ระดับ) อาจใช้เพียง 3 ระดับ และควรออกแบบมาตรวัดให้ เหมาะสม เช่น มี– ไม่มี ใช่ – ไม่ใช่ ก็ควรใช้แบบตรวจสอบรายการ แต่ถ้าต้องการระบุการกระทำ
18 มาก-น้อย เห็นด้วยมากที่สุด-น้อยที่สุด ก็ควรใช้มาตรประเมินค่า และควรคำนึงถึงลักษณะของ ข้อมูล ที่ต้องการ ตลอดจนวางแผนไปถึงการจัดกระทำกับข้อมูลที่สะดวก รวดเร็วและให้ข้อสรุปที่ชัดเจนด้วย 3. การสัมภาษณ์เป็นวิธีวัดความพึงพอใจทางตรงทางหนึ่งซึ่งต้องอาศัยเทคนิค และวิธีการที่ดีที่จะทำให้ได้ ข้อมูลที่เป็นจริงได้ 4. การสังเกตเป็นวิธีการวัดความพึงพอใจโดยสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมาย ไม่ว่าจะแสดงออก จากการพูดกิริยาท่าทางวิธีนี้จะต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจังและการสังเกตอย่างมีระเบียบแบบ แผน 3. ขั้นตอนการหาคุณภาพ 3.1 การหาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) 3.1.1 ความหมาย ความเที่ยงตรง (Validity) ความเที่ยงตรงจัดได้ว่าเป็นคุณภาพที่สำคัญที่สุดของเครื่องมือ โดยทั่วไป เครื่องมือที่มีความเที่ยงตรงสูง หมายถึงเครื่องมือนั้นสามารถวัดตัวแปรหรือคุณลักษณะได้ตรงกับจุดประสงค์ที่ ต้องการจะวัดนั้นอย่างถูกต้องและครบถ้วน คุณสมบัติของข้อคำถามที่สามารถวัดได้ตรงตามเนื้อหาและ พฤติกรรมที่ต้องการวัด และเมื่อรวบรวมข้อคำถามทุกข้อเป็นเครื่องมือทั้งฉบับจะต้องวัดได้ครอบคลุมเนื้อหา และพฤติกรรมทั้งหมดที่ต้องการวัด 3.1.2 วิธีการหาค่าความเที่ยงตรง ความเที่ยงตรง แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา ความเที่ยงตรงที่ เกี่ยวข้องกับเกณฑ์และความเที่ยงตรงตามโครงสร้างการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือใน การ ตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือจำแนก ได้ดังนี้ 1) วิธีตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหา การตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหา นิยมใช้ วิธีการดังต่อไปนี้ 1.1 พิจารณาความสอดคล้องกันระหว่างข้อคำถามกับลักษณะที่ต้องการวัด โดยทั่วไป เครื่องมือที่ต้องการหาความเที่ยงตรงชนิดนี้คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน ทำได้โดยนำข้อสอบที่สร้างไปพิจารณาว่าสอดคล้องกับเนื้อหาในตาราง วิเคราะห์หลักสูตรหรือไม่ 1.2 อาศัยดุลยพินิจของผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาเป็นผู้พิจารณาและตัดสินว่า เครื่องมือนั้น ๆ มีความเที่ยงตรงหรือไม่ซึ่งเป็นการหาความเที่ยงตรงของเครื่องมือโดยใช้ วิจารณญาณของเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ 2) ความเที่ยงตรงที่เกี่ยวข้องกับเกณฑ์ (Criterion - Related Validity) เป็นการตรวจสอบ คุณภาพของเครื่องมือโดยเทียบผลที่ได้จากการวดัโดยใช้เครื่องมือกับเกณฑ์ ภายนอก ซึ่ง
19 เกณฑ์ในที่นี้อาจเป็นเกณฑ์ตามสภาพปัจจุบันหรือเป็นเกณฑ์ในเชิงทำนายอนาคต อาจแบ่ง ความ เที่ยงตรงที่เกี่ยวข้องกับ เกณฑ์ออกเป็น 2 แบบ คือ 2.1 ความเที่ยงตรงตามสภาพปัจจุบัน (Concurrent Validity) แบบวัดความรู้ทางการวิจัย ที่ดี หากเอาไปให้นักวิจัยทำก็น่าจะได้คะแนนสูง หรือแบบทดสอบ ทางจิตวิทยาที่สร้าง ขึ้นเพื่อแยกผู้ป่วยทางจิตว่าสามารถกลับบ้านได้หรือยังควรได้ผลการวัด สอดคล้องกับ พฤติกรรมของผู้ป่วยที่ประเมินโดยพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ที่ดูแลการทดสอบความ เที่ยงตรงตามสภาพปัจจุบันนั้น จะมีความชัดเจนหากสามารถหาเกณฑ์ที่เหมาะสมมา เปรียบเทียบได้ เช่น แบบวัดความเป็นนักวิชาการ อาจทดสอบความตรงตามสภาพ ปัจจุบัน โดยเอาคะแนนที่วัดได้ไปเทียบกับจำนวนเอกสารวิชาการตำราหรือ ผลงานวิจัยที่บุคคลนั้นผลิตขึ้นเป็นต้นในกรณีที่ไม่มีเกณฑ์ภายนอกที่ชัดเจน ผู้วิจัยอาจ ทดสอบความตรงโดย หาความสัมพันธ์ของคะแนนที่ได้จากการวดัโดยใช้เครื่องมือที่ สร้างขึ้นใหม่นั้น เทียบกับคะแนนที่ได้จากการใช้เครื่องมือมาตรฐาน (Streiner & Norman, 1995) 2.2 ความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ์ (Predictive Validity) เมื่อเครื่องมือนั้นให้ผลการวัด สอดคล้องกับพฤติกรรมหรือคุณลักษณะที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น แบบวัดความเสี่ยง ต่อการเป็นโรคหัวใจ จะทดสอบความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ์ได้ก็ต้องศึกษาติดตาม บุคคลกลุ่มนั้นว่าป่วยเป็นโรคหัวใจในอนาคต สอดคล้องกับผลการวัดในขณะนี้หรือไม่ 3) วิธีตรวจสอบความเที่ยงตรงตามโครงสร้าง การตรวจสอบความเที่ยงตรงตามโครงสร้าง นิยม ใช้วิธีการดังต่อไปนี้อาศัยดุลยพินิจของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาเป็นผู้พิจารณา ตัดสิน ว่าเครื่องมือนั้น ๆ มีความเที่ยงตรงตามโครงสร้างหรือไม่ (ผู้เชี่ยวชาญควรมีอย่างน้อย 3 คน) โดยหาดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับลักษณะพฤติกรรม โดยแต่ละคนลง ความเห็นและให้คะแนนดังนี้ +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามนั้นเป็นตัวแทนของลักษณะพฤติกรรมนั้น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นเป็นตัวแทนของลักษณะพฤติกรรมนั้นหรือไม่ -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามนั้นไม่ได้เป็นตัวแทนของลักษณะพฤติกรรมนั้น วิธีการหาดัชนีความเที่ยงตรงของเนื้อหา (Content Validity Index: CVI) วิธีการหาดัชนี ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาทั้งฉบับ เป็นวิธีการที่ประยุกต์จากแฮมเบลตันและคณะ (บุญใจ ศีรสถิตย์นรากูร ,2547 : 224-225) มีดังนี้ ขั้นที่ 1 นำแบบทดสอบพร้อมเนื้อหาสาระ/โครงสร้างที่ต้องการ วัดไปให้ผู้เชี่ยวชาญได้ พิจารณาความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับเนื้อหาสาระ/โครงสร้างที่กำหนดเกณฑ์เพื่อแสดงความคิดเห็น ดังนี้ ให้ 1) เมื่อพิจารณาว่า ข้อคำถามไม่สอดคล้องกับเนื้อหาสาระ/โครงสร้าง 2) เมื่อพิจารณาว่า ข้อคำถามจะต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างมาก
20 3) เมื่อพิจารณาว่า ข้อคำถามจะต้องได้รับแก้ไขปรับปรุงเล็กน้อย 4) เมื่อพิจารณาว่า ข้อคำถามมีความสอดคล้องกับเนื้อหาสาระ/โครงสร้าง ขั้นที่ 2 รวบรวมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาการแจกแจงเป็น ขั้นที่ 3 รวมจำนวนข้อคำถามที่ผู้เชี่ยวชาญทุกคนที่ให้ความ คิดเห็นในระดับ 3 และ 4 ขั้นที่ 4 หาดัชนีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาจากสูตรคำนวณ 3.2 การหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) 3.2.1 ความหมาย มีผู้ให้ความหมายของความเชื่อมั่นไว้หลายท่านดังนี้ พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2556) ได้ให้ความหมายของความเชื่อมั่น (reliability) หมายถึง คุณสมบัติของ เครื่องมือวัดที่แสดงให้ทราบว่าเครื่องมือนั้น ๆ ให้ผลการวัดที่คงทีไม่ว่าจะใช้วัดกี่ครั้งก็ตามกับกลุ่มเดิมวรรณี แกมเกตุ (2555: 220) ได้ให้ความหมายของความเชื่อมั่นหรือความเที่ยงของเครื่องมือวิจัย (Reliability) หมายถึง คุณสมบัติของเครื่องมือที่ให้ผลการวัดที่คงที่หรือคงเส้นคงวาเมื่อทำการวัดซ้ำหลาย ๆ ครั้งด้วย เครื่องมือที่วัดสิ่งเดียวกัน สุวิมล ติรกานันท์ (2551) ได้ให้ความหมายของความเที่ยง หมายถึง ความคงที่ของผลที่ได้จากการ วัดด้วยเครื่องมือชุดเดียวกันกับคนกลุ่มเดียวกัน ในเวลาที่ต่างกัน 3.2.2 วิธีการหาค่าความเชื่อมั่น 1) การหาความเที่ยงแบบความคงที่ (Measure of Stability) ความเที่ยงแบบความคงที่ เป็นความคง เส้นคงวาของคะแนนจากการวัดในช่วงเวลาต่างกัน โดยวิธีสอบซ้ำด้วยเครื่องมือฉบับเดิม แล้วนำผล การวัดทั้งสองครั้งมาหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ วิธีนี้เรียกอีกอย่างว่า วิธีสอบซ้ำ (Test-retest Method) การคำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนน การวัดทั้ง 2 ครั้ง ใช้สูตรการคำนวณดังน เมื่อ คือ สัมประสิทธิ์ความเที่ยงของเครื่องมือ Y คือ จำนวนตัวอย่าง X คือ คะแนนการสอบครั้งที่หนึ่งของผู้สอบแต่ละคน Y คือ คะแนนการสอบครั้งที่สองของผู้สอบแต่ละคน
21 การหาความเที่ยงโดยวิธีการสอบซ้ำนี้ นิยมเรียกกันว่า Test-retest method ซึ่งการหาความเที่ยง ด้วยวิธีสอบซ้ำมักจะเกิดความคลาดเคลื่อน เนื่องจากมีองค์ประอบอื่นมาทำให้คะแนนที่สอบในครั้งที่สอง เปลี่ยนไป การทิ้งช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ระหว่างการสอบครั้งที่หนึ่งและการสอบครั้งที่สองอาจทำให้ผู้สอบจำได้ ว่าในครั้งแรกได้ตอบคำถามไปอย่างไร ครั้งหลังก็พยายามตอบแบบเดิมโดย ไม่พิจารณาว่าคำตอบนั้นตอบถูก หรือผิด ในลักษณะนี้จะทำให้ความเที่ยงสูงกว่าความเป็นจริง แต่ถ้าเว้นระยะเวลานานเกินไปผู้สอบอาจเกิดการ เรียนรู้มากขึ้นและมีพัฒนาการทางสติปัญญามากขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้ความเที่ยงต่ำสำหรับการทิ้งช่วงระยะเวลา ในการสอบซ้ำยังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอนว่าควรเว้นระยะเวลาเท่าใดจึงจะเหมาะสมการหาความเที่ยงแบบความ เท่าเทียมกัน (Measure of Equivalence) 2) ความเท่าเทียมกัน หมายถึง ความสอดคล้องกันของคะแนนจากการวัดในช่วงเวลาเดียวกันโดยใช้ แบบทดสอบคู่ขนาน (Parallel Test) แล้วนำคะแนนที่ได้จากแบบทดสอบทั้งสองฉบับมาหา ค่า สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์โดยใช้สูตรดังกล่าวข้างต้น การหาความเที่ยงแบบนี้เป็นผลมาจากความ พยายามในการปรับปรุงจุดอ่อนของวิธีแรก อันเนื่องมาจากความคลาดเคลื่อน ในการวัดซ้ำเพราะ ผู้สอบอาจจำข้อสอบได้ในการสอบซ้ำแต่วิธีนี้ก็มีความยุ่งยากที่จะต้องสร้างแบบทดสอบขึ้นมาอีกชุด หนึ่งที่มีความคู่ขนานกับแบบทดสอบชุดเดิม นักวัดผลจึงได้พัฒนาวิธีการหาความเที่ยงในรูปของความ สอดคล้องภายใน ซึ่งการวัดความสมมูลกัน (Measure of Equivalence) เนื่องจากวิธีหาความเที่ยงแบบสอบ ซ้ำประสบปัญหาเกี่ยวกับการเว้นช่วงระยะเวลา จึงใช้วิธีนำเครื่องมือ 2 ฉบับที่คล้ายกันหรือคู่ขนานกัน (parallel test) มาใช้แทน โดยข้อสอบที่ใช้ในเครื่องมือทั้ง 2 ฉบับ จะมีลักษณะเป็นข้อสอบที่สมมูลกัน (equivalent) นำแต่ละฉบับไปทดสอบในผู้สอบกลุ่มเดียวกัน จากนั้นนำคะแนนที่ได้จากแบบทดสอบทั้ง2 ฉบับ ไปคำนวณค่าความเที่ยงด้วยสูตรการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันเช่นเดียวกับแบบสอบซ้ำ การสร้างข้อสอบในลักษณะนี้จะทำได้ดีในแบบทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ ส่วนในสาขาวิชาอื่นและการสร้าง แบบทดสอบถามทั่วไป ทำได้ค่อนข้างยาก จึงไม่ค่อยมีผู้นิยมใช้วิธีนี้ประมาณค่าความเที่ยงเครื่องมือเก็บ รวบรวมข้อมูลทางการวิจัยมากนัก 3) การหาความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายใน (Measure of Internal Consistency) ความเที่ยง แบบความสอดคล้องภายใน เป็นความสอดคล้องกันระหว่างคะแนนรายข้อหรือความเป็นเอกพันธ์ของ เนื้อหารายข้ออันเป็นตัวแทนของคุณลักษณะเด่นเดียวกันที่ต้องการวัด วิธีนี้นักวิจัยนำเครื่องมือฉบับ เดียวไปทำการวัดกับกลุ่มตัวอย่างเพียงครั้งเดียว แล้วนำผลการวัดมาหาค่าความเที่ยงโดยวิธีต่าง ๆ 4 วิธี ดังนี้ 3.1 วิธีแบ่งครึ่งข้อสอบ (Split-Half Method) ดำเนินการดังนี้
22 3.1.1 แบ่งครึ่งข้อสอบออกเป็น 2 ฉบับย่อย โดยอาจยึดเกณฑ์ข้อ-ข้อคี่, ครึ่งแรก-ครึ่งหลัง, ตามเนื้อหาหรือโดยการสุ่ม รวมคะแนนข้อคู่-ข้อคี่ของแต่ละคน หรือรวมคะแนนตามเกณฑ์อื่น ๆ ที่ใช้แบ่งครึ่ง ข้อสอบ สุวิมล ติรกานันท์ (2551) ได้กล่าวถึงการหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือวิจัยไว้ ดังนี้วิธีแบ่ง ครึ่งข้อสอบ (split-half) โดยจะนำแบบทดสอบที่ต้องการหาค่าความเที่ยงไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างนำมา ตรวจให้คะแนน แล้วจึงแบ่งคะแนนรวมเป็น 2 ส่วน เช่นจัดแบ่งคะแนนรวมจากข้อคู่กับข้อคี่หรือครึ่งแรกกับ ครึ่งหลัง จากนั้นนำคะแนนสองส่วนดังกล่าวไปคำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ซึ่งจะได้ค่า ความเที่ยงเพียงครึ่งฉบับ จึงต้องทำการปรับขยายให้เป็นค่าความเที่ยงของแบบทดสอบทั้งฉบับ โดยใช้สูตร ของสเปียร์แมนบราวน์(Spearman-Brown) ดังนี้ เมื่อ คือ ค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยงของแบบทดสอบทั้งฉบับ คือ สัมประสิทธิ์ความเที่ยงของแบบทดสอบครึ่งฉบับ 3.1.2 คำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนข้อคู่-ข้อคี่ (หรือตามเกณฑ์ อื่น ๆ ที่ ใช้ในการแบ่งครึ่งข้อสอบ) ซึ่งจะได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของครึ่งฉบับ 3.1.3 คำนวณค่าความเที่ยงของเครื่องมือทั้งฉบับ โดยใช้สูตรของ Spearman-Brown 3.2 วิธีของ Kuder-Richardson ใช้ในกรณีที่เครื่องมือมีการตรวจให้คะแนนแบบ 0, 1 โดย ตอบถูกให้ 1 คะแนน ตอบผิดให้ 0 คะแนน วิธีนี้มีสูตรการคำนวณ 2 แบบ คือKR-20 และ KR-21 การใช้สูตร KR-21 มี ข้อตกลงเบื้องต้นว่า ข้อสอบทุกข้อมีความยากง่ายเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน ในกรณีที่ข้อสอบมีความยากง่าย แตกต่างกัน ควรใช้สูตร KR-20 วิธีของคูเดอร์ริชาร์ตสันในปี 1937 คูเดอร์และริชาร์ตสัน (Kuder and Richardson) เสนอสูตรสำหรับ การประมาณค่าความเที่ยงของเครื่องมือหลายสูตร แต่สูตรที่เป็นนิยมและใช้กันอย่างกว้างขวางคือสูตรคูเดรย์ริ ชาร์ตสัน 20 (Kuder-Richardson 20: K-R20) เมื่อ r คือ สัมประสิทธิ์ความเที่ยงของแบบทดสอบ
23 n คือ จำนวนข้อในแบบทดสอบ p คือ สัดส่วนของผู้ตอบถูกในแต่ละข้อ q คือ สัดส่วนของผู้สอบผิดในแต่ละข้อ 2 คือ ความแปรปรวนของคะแนนรวมของผู้ตอบทั้งหมด การหาค่าความเบี่ยงแบบคูเตอร์ริชาร์ตสันเป็นการหาความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามซึ่งดำเนินการ สอบครั้งเดียวและใช้แบบทดสอบชุดเดียวความสอดคล้องกันระหว่างข้อนี้ได้รับอิทธิพลจากแหล่งความ แปรปรวนคลาดเคลื่อน 2 แหล่งคือ 1) เนื้อหาที่สุ่ม 2) ความเป็นเอกพันธ์ (homogeneous) ของพฤติกรรมที่สุ่มยิ่งข้อสอบมีความเป็นเอกพันธ์ มากความสอดคล้องกันระหว่างข้อก็ยิ่งสูงค่าความเที่ยงแบบคูเดอร์ริชาร์ตสันมีค่าประมาณได้กับค่าเฉลี่ยของ สัมประสิทธิ์ความเที่ยงที่ได้จากการแบ่งครึ่งแบบทดสอบด้วยวิธีต่าง ๆ กัน 3.3 วิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s AlphaCoefficient: α) ใช้ในกรณีที่การให้ คะแนนเป็นแบบมาตรประมาณค่า (Rating Scale) หรือข้อสอบอัตนัย และ ยังใช้ได้กับแบบทดสอบที่ให้ คะแนนแบบ 0, 1 ได้ด้วย สูตรนี้เป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลาย ดังนี้ สูตรสัมประสิทธิแอลฟ่า (Coefficient)ของครอนบัค (Cronbach) ดังนี้ (สมบัติท้ายเรือคำ, 2551) โดยที่ คือ สัมประสิทธิ์แอลฟา K คือ จำนวนข้อคำถม ∑ 2 คือ ผลรวมของความแปรปรวนของคะแนนแต่ละข้อ 2 คือ ความแปรปรวนของคะแนนรวม โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา (Cronbach’s alpha coefficient; α ) ซึ่งการประเมินความ เที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาได้มีการพิจารณาจากเกณฑ์การประเมินความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ดังนี้ (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2544) ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α) การแปลความหมายระดับความเที่ยง มากกว่า .9 ดีมาก มากกว่า .8 ดี มากกว่า .7 พอใช้
24 มากกว่า .6 ค่อนข้างพอใช้ มากกว่า .5 ต่ำ น้อยกว่า หรือ เท่ากับ .5 ไม่สามารถรับได้ ในการหาความเชื่อมั่นโดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Cronbach’s alpha coefficient)ที่ค่า ระดับความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.96ซึ่งถือได้ว่าอยู่ในระดับดีมากหมายถึงแบบสอบถาม มีความ น่าเชื่อถือและสามารถนำไปศึกษากับกลุ่มตัวอย่างจริงได้ 3.4 วิธีวิเคราะห์ความแปรปรวนของ Hoyt (Hoyt’s Analysis of Variance) วิธีนี้ใช้การวิเคราะห์ ความแปรปรวนแบบสองทางของคะแนนที่ผู้ถูกทดสอบแต่ละคนได้รับจากข้อสอบแต่ละข้อ โดยไม่มีปฏิสัมพันธ์ วิธีนี้สามารถใช้ในแบบทดสอบที่ให้คะแนนแบบ 0.1 หรือแบบทดสอบอัตนัย หรือมาตรประมาณค่าก็ได้ ผลการ วิเคราะห์ได้ค่าเท่ากับวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ระดับความพึงพอใจ 1. ความหมาย พจนานุกรมฉบับบัณฑิตสถาน พุทธศักราช 2525 ให้ความหมายไว้ว่า “พึง” เป็นคำช่วยกริยาอื่น หมายความว่า “ควร” เช่นพึงใจหมายความว่าพอใจชอบใจและคำว่า “พอ” หมายความว่าเท่าที่ต้องการเต็ม ความต้องการถูกชอบเมื่อนำคำสองคำมาผสมกัน “พึงพอใจ” หมายถึงชอบใจถูกใจตามที่ต้องการ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2535 : 36) กล่าวว่าความพึงพอใจในการปฏิบัติงานเป็นความรู้สึกส่วนรวม ของบุคคลต่อการทำงานในทางบวกเป็นความสุขของบุคคลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานและได้รับผลตอบแทน คือผลที่เป็นความพึงพอใจที่ทำให้บุคคลเกิดความกระตือรือร้นมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานมีขวัญและกำลังใจสิ่ง เหล่านี้จะมีผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงานรวมทั้งส่งผลต่อความสำเร็จและเป็นไปตาม เป้าหมายขององค์กร พรศักดิ์ ตระกูลชีวิพานิตต์ (2541 : 345) ให้ความหมายไว้ว่าความพึงพอใจหมายถึงความรู้สึกที่ เกิดขึ้นเมื่อได้รับผลสำเร็จตามความมุ่งหมายและความพึงพอใจเป็นกระบวนการทางจิตวิทยาที่ไม่สามารถ มองเห็นได้ชัดเจนแต่สามารถคาดคะเนได้ว่ามีหรือไม่มีจากการสังเกตพฤติกรรมของคนเท่านั้นการที่จะทำให้ เกิดความพึงพอใจจะต้องศึกษาปัจจัยและองค์ประกอบที่เป็นสาเหตุแห่งความพึงพอใจนั้น วอลเลอร์สเตน (Wallerstein, 1971 ; 256) กล่าวว่าความพึงพอใจหมายถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อ ได้รับผลสำเร็จตามความมุ่งหมายและอธิบายว่าความพึงพอใจเป็นขบวนการทางจิตวิทยาไม่สามารถมองเห็นได้ ชัดเจนแต่สามารถคาดคะเนได้ว่ามีหรือไม่มีจากการสังเกตพฤติกรรมของคนเท่านั้นการที่จะทำให้คนเกิดความ พึงพอใจจะต้องศึกษาปัจจัยและองค์ประกอบที่เป็นสาเหตุของความพึงพอใจ กู๊ด (Good, 1973 : 320) ได้ให้ความหมายความพึงพอใจไว้ว่าความพึงพอใจหมายถึงสภาพคุณภาพ หรือระดับความพึงพอใจซึ่งเป็นผลมาจากความสนใจต่างๆ และทัศนคติที่บุคคลมีต่อสิ่งที่ทำอยู่
25 คอตเลอร์ (Kotler, 2000 : 36) กล่าวว่าเป็นความรู้สึกของบุคคลเมื่อได้รับความสุขหรือความผิดหวัง ซึ่งเกิดจากการเปรียบเทียบการรับรู้กับความคาดหวังในผลลัพธ์ของสิ่งที่ต้องการถ้าการรับรู้ต่อสิ่งที่ต้องการ พอดีกับความคาดหวังลูกค้าจะเกิดความพึงพอใจ สุดารัตน์จีนประโคน (2547: 38) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึงความรู้สึกหรือทัศนคติที่ดีของ บุคคลที่มีต่อสิ่งที่ปฏิบัติและท าให้บุคคลมีพฤติกรรมต่อสิ่งนั้นในทางบวก จรัส โพธิ์จันทร์ (2553) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกของบุคคลต่อหน่วยงาน ซึ่งอาจ เป็นความรู้สึกในทางบวก ทางเป็นกลาง หรือทางลบ ความรู้สึกเหล่านี้มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ กล่าวคือ หากความรู้สึกโน้มเอียงไปในทางบวก การปฏิบัติหน้าที่จะมีประสิทธิภาพสูง แต่หากความรู้สึกโน้ม เอียงไปในทางลบการปฏิบัติหน้าที่จะมีประสิทธิภาพต่ำ มารียะห์ มะเซ็ง (2556) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจว่า ความพึงพอใจเป็นกระบวนการทาง จิตใจ (Mental Process) ที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกซึ่งทำให้คนเกิดจิตสำนึก (Consciousness) เนื่องจาก จิตสำนึกของคนจะเกี่ยวข้องกับวัตถุหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด กล่าวคือคนจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับวัตถุหรือสิ่งนั้น ๆ เสียก่อนเมื่อมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งนั้น ๆ แล้วคนจึงจะเกิดความรู้สึกพึงพอใจในสิ่งนั้น เพราะความพึงพอใจหรือไม่ พึงพอใจเกิดจากการรับสัมผัส (Sensation) หรือหมายถึงความรู้สึกเชิงบวกของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ ที่ส่งผลต่อการกระทำหรือพฤติกรรมของผู้เรียนทำให้เกิดการตอบสนองในทางบวก หลังจากที่ได้รับ ประสบการณ์การจัดการเรียนรู้และสามารถนําความรู้สึกพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ไปปรับใช้ในการค้นคว้า หาความรู้ด้านอื่นต่อไป โดยมีความรู้สึกว่าความสำเร็จในผลงาน จะทำให้ได้รับการยกย่องและมีโอกาสก้าวหน้า ในการเรียนและการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย น้ำลิน เทียมแก้ว (2556: 7) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกชอบ หรือพอใจที่มีต่อเรื่องใด เรื่องหนึ่ง หรือต่อองค์ประกอบและสิ่งจูงใจในด้านต่างๆ ซึ่งเป็นผลมาจากความสนใจ ส่งผลให้มีทัศนคติที่ดี เมื่อ ได้รับการตอบสนองตามความต้องการของตนเอง ศราวนี แดงไสว. (2556) กล่าวว่าโดยทั่วไปการประเมินความพึงพอใจมี 2 ด้านคือความพึงพอในการ ท้างาน และความพึงพอใจในการบริการ ซึ่งในด้านนี้เป็นความคิด ทัศนคติที่ไม่สามารถมองเห็นได้ อยู่ในรูปของ นามธรรม การที่จะวัดว่าผู้บริโภคมีความพึงพอใจหรือไม่นั้น สามารถวัดได้โดยให้พวกเขาแสดงความคิดเห็น ความคิดเห็นเหล่านั้นต้องตรงกับสิ่งที่พวกเขารู้สึกจริง จึงจะสามารถวัดเป็นความรู้สึกพึงพอใจได้ วารุณี ไชยรงศรี (2557) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึก หรือเจตคติที่ดีของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความพอใจจะเกิดเมื่อได้รับตอบสนองความต้องการ ทั้งด้านวัตถุ และด้านจิตใจ ความพึงพอใจเป็นเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก และทัศนะของบุคคลอันเนื่องมาจากสิ่ง เหล่านั้นเป็นไปในทางบวกหรือทางลบ อรวรรณ ธนูศร (2561) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกหรือทัศนคติของ บุคคลที่มีต่อสิ่งหนึ่งหรือปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ความรู้สึกพอใจและจะเกิดขึ้นเมื่อความต้องการของบุคคล
26 ได้รับการตอบสนองหรือบรรลุจุดมุ่งหมายในระดับหนึ่ง มีความรู้สึกในทางบวกและความรู้สึกในทางลบ ความรู้สึกในทางบวก ทำให้เกิดความสุข ความรู้สึกในทางลบตรงกันข้ามกับความรู้สึกในทางบวก การที่ผู้เรียน จะเกิดความพึงพอใจในการเรียนนั้น ผู้เรียนต้องมีแรงจูงใจที่จะอยากเรียนซึ่งผู้สอนต้องคำนึงถึงสิ่งที่ก่อให้เกิด แรงจูงใจหลาย ๆด้าน เช่น การจัดบรรยากาศ สถานการณ์ เทคนิคการสอนที่ดี ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการ วางแผนตามความต้องการ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กัน มีการยกย่องชมเชย การให้รางวัล ให้ผู้เรียน เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ ในความสำเร็จ ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีจะทำให้มีความพึงพอใจในการ เรียน มอรส (Morse. 1955: 27) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรูสึกหรือสิ่งที่สามารถขจัด ความเครียดของบุคคลใหน้อยลงไปได้เพราะถาเกิดความเครียดมากจะทำใหบุคคลเกิดความไม่พอใจในการ ปฏิบัติกิจกรรมหรือการทำงาน ซึ่งความพึงพอใจของบุคคลมีผลมาจากความตองการ เมื่อบุคคลมีความตองการ มากจะเกิดปฏิกิริยาเรียกรองเพื่อหาวิธีการตอบสนองเพื่อใหเกิดความพึงพอใจหรือลดความเครียดใหน้อยลง หรือหมดไปได้และความพึงพอใจก็จะมีมากขึ้นด้วย สำหรับนักวิจัยทางพฤติกรรม อ้างถึงใน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (2555) ได้ให้ความหมายของ คำว่า ความพึงพอใจในบริการเป็นความรู้สึกหรือความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับทัศนคติของคนที่เกิดจาก ประสบการณ์ที่ผู้รับบริการเข้าไปใช้บริการในสถานที่ให้บริการนั้น ๆ และประสบการณ์นั้นได้เป็นไปตามความ คาดหวังของผู้รับบริการมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกันทฤษฎีความต้องการของ Maslow (มาส โลว์) เป็นนักวิจัยวิทยาชาวอังกฤษ ได้สร้างทฤษฎีความต้องการตามลำดับขั้นสมมติฐานอยู่ 2 ประการ คือ 1. มนุษย์มีความต้องการอยู่ตลอดเวลาตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ความต้องการที่ได้รับการตอบสนองแล้ว ก็ จะไม่เป็นแรงจูงใจสำหรับพฤติกรรมนั้นอีกต่อไป ความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองเท่านั้นจึง จะมีอิทธิพลจูงใจต่อไป 2. ความต้องการของคนมีลักษณะเป็นลำดับขั้นจากต่ำไปหาสูงตามลำดับความสำคัญในเมื่อความ ต้องการขั้นต่ำได้รับการตอบสนองแล้วความต้องการขั้นสูงก็จะตามมา มาสโลว์ได้แบ่งลำดับความ ต้องการของมนุษย์ออกเป็น 5 ลำดับ ดังนี้ 2.1 ความต้องการทางด้านร่างกาย (Physiological Needs) ความต้องการทางด้านร่างกายเป็น ความต้องการเบื้องต้นเพื่อความอยู่รอด เช่น ความต้องการในเรื่องอาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ความต้องการพักผ่อนและความต้องการทางเพศ ฯลฯ ความต้องการ ทางด้านร่างกายจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนก็ต่อเมื่อ ความต้องการทางด้านร่างการยังไม่ได้ รับการตอบสนองเลย ในด้านนี้โดยปกติแล้วองค์กรทุกแห่งมักจะตอบสนองความต้องการของแต่ ละคนด้วยวิธีการทางอ้อม คือ การจ่ายเงินค่าจ้าง 2.2 ความต้องการความปลอดภัยหรือความมั่นคง (Security or Safety Needs) ถ้าหากความ ต้องการทางด้านร่างกายได้รับการตอบสนองตามสมควรแล้ว มนุษย์ก็จะมีความต้องการในขั้น ต่อไปที่สูงขึ้น ความต้องการทางด้านความปลอดภัยหรือความมั่นคงต่าง ๆ ความต้องการทางด้าน
27 ความปลอดภัยจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการป้องกัน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากอันตรายต่าง ๆ ที่ เกิดขึ้นกับร่างกาย ความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ ส่วนความมั่นคงนั้น หมายถึง ความต้องการ ความมั่นคงในการดำรงชีพ เช่น ความมั่งคงในหน้าที่การงานและสถานะทางสังคม 2.3 ความต้องการทางด้านสังคม (Social or Belongingness Needs) ภายหลังจากที่ได้รับการ ตอบสนองในสองขั้นดังกล่าวแล้วก็จะมีความต้องการสูงขึ้น คือ ความต้องการทางสังคมจะเริ่ม เป็นสิ่งจูงใจที่สำคัญต่อพฤติกรรมของคน ความต้องการทางด้านนี้จะเป็นความต้องการเกี่ยวกับ การอยู่ร่วมกัน และการได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่นและมีความรู้สึกว่าตนเองนั้นเป็นส่วนหนึ่ง ของกลุ่มทางสังคมเสมอ 2.4 ความต้องการที่จะมีฐานะเด่นในสังคม (Esteem or Status Needs) ความต้องการขั้นต่อมา จะเป็นความต้องการที่ประกอบด้วยสิ่งต่างๆ ดังนี้คือ ความมั่นใจในตัวเองในเรื่องความสามารถ ความรู้และความสำคัญในตัวเอง รวมตลอดทั้งความต้องการที่จะมีฐานะเด่นเป็นที่ยอมรับของ บุคคลอื่น หรือต้องการที่จะให้บุคคลอื่นยกย่องสรรเสริญในความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน การ ดำรงตำแหน่งที่สำคัญในองค์กร 2.5 ความต้องการที่จะได้รับความสำเร็จในชีวิต (Self-actualization or Self Realization) ลำดับขั้นตอนความต้องการที่สูงสุดของมนุษย์ก็คือ ความต้องการที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต ตามความนึกคิด หรือความคาดหวังทะเยอทะยานใฝ่ฝันที่จะได้รับผลสำเร็จในสิ่งอันสูงส่งในทัศนะ ของตน ซึ่งความต้องการทั้ง 5 ขั้น จะมีความสำคัญกับบุคคลมากน้อยเพียงใดในการตอบสนองตามลำดับขั้น ของ Maslow มีข้อสังเกตเกี่ยวกับความต้องการของคนที่มีผลต่อพฤติกรรมที่แสดงออกมาจะประกอบไปด้วย 2 หลักการ คือ 1. หลักการแห่งความขาดตกบกพร่อง (The Deficit Principle) ความขาดตกบกพร่องในชีวิตประจำวัน ของคนที่ได้รับอยู่เสมอ จะทำให้ความต้องการที่เป็นความพอใจของคนไม่เป็นตัวจูงใจให้เกิดพฤติกรรม ในด้านอื่น ๆ อีกต่อไป คนเหล่านี้กลับจะเกิดความพอใจในสภาพที่ตนเป็นอยู่ ยอมรับและพอใจความ ขาดแคลนต่าง ๆ ในชีวิต โดยถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา 2. หลักการแห่งความเจริญก้าวหน้า (The Progression Principle) กล่าวคือลำดับขั้นของความต้องการ ทั้ง 5 ระดับ จะเป็นไปตามลำดับที่กำหนดไว้จากระดับต่างไประดับสูงกว่าและความต้องการของคนใน แต่ละระดับจะเกิดขึ้นได้ดีต่อเมื่อความต้องการของระดับที่ต่ำกว่าได้รับการตอบสนองจนเกิดความพึง พอใจแล้วนั้น จะเห็นว่า ความต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วไม่ได้รับการตอบสนองความรู้สึกขาดแคลน ของมนุษย์ทุกคนก็จะเกิดขึ้นและก็ต้องพยายามแสวงหามาให้ได้ เว้นแต่จะมีอุปสรรคแล้วทำให้เกิด ความท้อถอยต่ออุปสรรคนั้น ตัวอย่างเช่น เมื่อคนได้รับการตอบสนองความต้องการอยู่ในระดับหนึ่ง แล้วอย่างสมบูรณ์ ก็ต้องการจะได้รับการตอบสนองความต้องการอีกในระดับสูงกว่าแต่มีข้อจำกัดที่ เป็นอุปสรรค ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่ หรือไม่สำเร็จตามความต้องการ สิ่งนี้จะทำให้คนเรา
28 หยุดแสวงหา ท้อถอย และจะยอมรับสภาพไม่มีการดิ้นรนอีกต่อไปในทิศทางตรงกันข้ามถ้าความ ต้องการในระดับต่ำกว่าในแต่ละระดับได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่ คนก็จะเกิดความต้องการในขั้น ต่อไปอีกจนกระทั่งบรรลุถึงความต้องการระดับสูงสุด คือ การได้รับความสำเร็จในชีวิต (Self - actualization) ทฤษฎีความพึงพอใจของ Shelley ซึ่งเป็นทฤษฎีว่าด้วยความรู้สึกสองแบบของมนุษย์ คือ ความรู้สึก ในทางบวก และความรู้สึกในทางลบ ความรู้สึกทุกชนิดของมนุษย์จะตกอยู่ในกลุ่มความรู้สึกสองแบบนี้ ความรู้สึกทางบวก คือ ความรู้สึกที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำให้เกิดความสุข เป็นความรู้ที่แตกต่างจากความรู้สึก ทางบวกอื่น ๆ กล่าวคือ เป็นความรู้สึกที่มีระบบย้อนกลับ ความสุข สามารถทำให้เกิดความสุขหรือความรู้สึก ทางบวกเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น จะเห็นได้ว่าความสุขเป็นความรู้สึกที่สลับซับซ้อนและความสุขนี้มีผลต่อบุคคล มากกว่าความรู้สึกทางบวก ๆ จากแนวคิดทฤษฎีและความหมายของความพึงพอใจข้างต้น คณะผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า ความพึง พอใจเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องความรู้สึกและทัศนคติของบุคคลอันเนื่องมาจากสิ่งเร้าและแรงจูงใจของบุคคลจาก การปฏิบัติงานปรากฏออกมาทางพฤติกรรมของคนและเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการทำกิจกรรมต่าง ๆ และ คณะผู้จัดทำมีความคิดเห็นต่อแนวคิดต่อทฤษฎีของมาสโลว์ ที่ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์มีความต้องการ 5 ลำดับ และ ลำดับขั้นทั้ง 5 นี้เมื่อความต้องการอย่างใดอย่างหนึ่งได้รับการตอบสนองแล้วความต้องการสิ่งอื่น ๆ ก็จะเกิด ขึ้นมาอีก มีลำดับขั้นดังนี้ 1) ความต้องการทางกาย เป็นความต้องการเบื้องต้นในการอยู่รอด เช่น ต้องการอาหาร น้ำ ยารักษาโรค ความต้องการพักผ่อน ดังนั้นเมื่อให้กิจกรรมนักเรียนได้ทำควรมีช่วงพักให้นักเรียนได้ผ่อนคลาย หรือ เมื่อถึงเวลารับประทานอาหาร นักเรียนอยากดื่มน้ำ ก็ต้องอนุญาตนักเรียนไป ไม่ควรกักตัวเขาไว้ เพราะจะทำให้เขารู้สึกไม่ได้รับการตอบสนอง เขาจะเครียดแล้วรู้สึกไม่เป็นมิตรกับครู รวมทั้งเมื่อป่วย ก็ต้องให้เขาได้รับการรักษา 2) ความต้องการความปลอดภัยหรือความมั่นคง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการป้องกัน เพื่อให้เกิดความปลอดภัย จากอันตรายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ข้อนี้ ครูไม่ควรทำร้ายนักเรียนทั้งทางกาย วาจา และใจ อัน จะก่อให้เกิดบาดแผลต่อจิตใจนักเรียน และไม่ควรอย่างยิ่งหากมีการลงโทษไม่ควรตีนักเรียน รวมถึงใน การจัดกิจกรรมควรเป็นกิจกรรมที่ไม่เสี่ยงอันตรายเกินไปต่อช่วงวัยนักเรียน หากยากเกินไปหรือเกิด อันตรายขึ้นมาย่อมมีการสูญเสียอย่างแน่นอน 3) ความต้องการทางด้านสังคม เป็นความต้องการเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกัน และการได้รับการยอมรับจาก บุคคลอื่นและมีความรู้สึกว่าตนเองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มทางสังคมเสมอ กล่าวคือควรให้อิสระใน การจับกลุ่ม แต่หากเป็นเวลาทำกิจกรรมควรคละนักเรียนกันเพื่อให้นักเรียนได้รับทักษะชีวิตในการอยู่ ร่วมกันกับบุคคลในหลาย ๆ รูปแบบ 4) ความต้องการที่จะมีฐานะเด่นในสังคม ความมั่นใจในตัวเองในเรื่องความสามารถ ความรู้และ ความสำคัญในตัวเอง รวมตลอดทั้งความต้องการที่จะมีฐานะเด่นเป็นที่ยอมรับของบุคคลอื่น ขั้นนี้เป็น
29 ขั้นที่มีผลต่อความมั่นใจ ความกล้าแสดงออก และความกล้าในการตัดสินใจเองของนักเรียนเป็นอย่าง มาก ในการจัดกิจกรรมจึงควรมีการกล่าวชื่นชมหรือให้รางวัลแก่นักเรียนบ้าง เพื่อให้เขารู้สึกว่าเป็นที่ ยอมรับและมีคุณค่าในตนเอง 5) ความต้องการที่จะได้รับความสำเร็จในชีวิต กล่าวคือควรส่งเสริมและผลักดันให้นักเรียนได้มีความฝัน และให้ความเชื่อมั่นต่อความสามารถของเขา ผลักดันให้เข้าใกล้เป้าหมายของเขามากที่สุด ดังนั้นในการจัดการกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจให้มากที่สุดควรดำเนินการ ออกแบบให้มีความสอดคล้องต่อการได้ตอบสนองความต้องการพื้นฐานทั้ง 5 ลำดับขั้นตามทฤษฎีของมาสโลว์ 2. เครื่องมือวัดระดับความพึงพอใจ โยธิน แสวงดี (2551) กล่าวว่า เครื่องมือวัดระดับความพึงพอใจสามารถกระทำได้หลายวิธี ได้แก่ 1) การใช้แบบสอบถาม โดยผตอบแบบสอบถามจะออกแบบสอบถามเพื่อต้องการทราบคงาม คิดเห็น ซึ่งสามารถทำได้ในลักษณะที่กำหนดคำตอบให้เลือกหรือตอบคำถามอิสระ คำถาม ดังกล่าวอาจถามความพึงพอใจในด้านต่าง ๆ เช่น การบริหาร และการควบคุมงาน และ เงื่อนไขต่าง ๆ เป็นต้น 2) การสัมภาษณ์ เป็นวิธีวัดความพึงพอใจทางตรงทางหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยเทคนิคและวิธีการที่ดีจึง จะทำให้ข้อมูลที่เป็นจริงได้ 3) การสังเกต เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจ โดยสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมาย ไม่ว่าจะ แสดงออกจากการพูด กิริยาท่าทาง วิธีนี้จะต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจังและการสังเกต อย่างมีระเบียบแบบแผน วารุณี ไชยรงศรี (2557, หน้า 21) กล่าวไว้ว่าการวัดความพึงพอใจสามารถทำได้หลากหลายวิธีคือ 1) การใช้แบบสอบถาม โดยผู้ออกแบบสอบถาม ต้องการทราบความคิดเห็น ซึ่งสามารถกระทำได้ ในลักษณะกำหนดคำตอบให้เลือก หรือตอบคําถามอิสระ คําถามดังกล่าวอาจถามความพอใจ ในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ตอบทุกคนมาเป็นแบบแผนเดียวกัน มักใช้ในกรณีที่ต้องการ ข้อมูลกลุ่ม ตัวอย่างมาก ๆ วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุดในการวัดทัศนคติ รูปแบบของ แบบสอบถาม จะใช้มาตรวัดทัศนคติ ซึ่งที่นิยมใช้ในปัจจุบันวิธีหนึ่ง คือ มาตราส่วนแบบลิเคิร์ท ประกอบด้วย ข้อความที่แสดงถึงทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีคําตอบที่แสดงถึงระดับ ความรู้สึก 5 คําตอบ เช่น มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด 2) การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการที่ผู้วิจัยจะต้องออกไปสอบถามโดยการพูดคุย โดยมีการเตรียม แผนงานล่วงหน้า เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริงมากที่สุด 3) การสังเกต เป็นวิธีวัดความพึงพอใจ โดยการสังเกตพฤติกรรมของบุคคล เป้าหมายไม่ว่าจะแส งดออกจากการพูดจา กริยา ท่าทาง วิธีนี้ต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจัง และ สังเกตอย่างมี
30 ระเบียบแบบแผน วิธีนี้เป็นวิธีการศึกษาที่เก่าแก่ และยังเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย จนถึง ปัจจุบัน สรุปได้ว่า การวัดความพึงพอใจ สามารถกระทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความสะดวก เหมาะสมตลอดจน จุดมุ่งหมายของการวัดด้วย จึงจะส่งผลให้การวัดนั้นมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือได้ 3. วิธีการสร้างเครื่องมือวัดระดับความพึงพอใจ การสร้างแบบวัดความพึงพอใจ นักการศึกษากล่าวถึงการสร้างแบบวัดความพึงพอใจไว้ดังนี้ แบบสอบถามความความพึงพอใจถูกสร้างด้วยแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ โดย สอบถามความคิดเห็นความสนใจ ความชอบ และความคิดเห็นของนักเรียน มีวิธีการ สร้างและพัฒนา ดังนี้ 1) ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนด เป็นแนวทางการสร้างแบบสอบถามความสนใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ การเรียนรู้ 2) สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้จากการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ ตามวิธีของลิ เคิร์ท (Likert) โดยมีการกำหนดเกณฑ์การประเมิน ดังนี้ ระดับ 5 หมายถึง มีความพึงพอใจมากที่สุด ระดับ 4 หมายถึง มีความพึงพอใจมาก ระดับ 3 หมายถึง มีความพึงพอใจปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง มีความพึงพอใจน้อย ระดับ 1 หมายถึง มีความพึงพอใจน้อยที่สุด สำหรับการแปรความหมายของค่าที่วัดได้ผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์ที่ใช้ในการให้ ความหมาย โดยการ เฉลี่ยรายช่วงและรายข้อ ดังนี้ 4.51 - 5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด 3.51 - 4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 2.51 - 3.50 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง 1.51-2.50 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อย 1.00-1.50 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยที่สุด
31 3) นำแบบสอบถามความพึงพอใจไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความเหมาะสม เพื่อหาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) ตรวจสอบภาษาที่ใช้และการประเมิน ที่ถูกต้อง และนำมาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของเครื่องมือ (IOC) และนำข้อมูลที่ได้ รวบรวม จากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณแล้วเลือกค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.67 ขึ้น ไป 4) นำแบบสอบถามความพึงพอใจไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อตรวจสอบ ความเหมาะสมในด้านการใช้ภาษาและการประเมินที่ถูกต้อง 5) นำแบบสอบถามความพึงพอใจที่ปรับปรุงแล้วไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างเพื่อหาความ พึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ กล่าวโดยสรุป การสร้างแบบวัดความพึงพอใจมีขั้นตอน ดังนี้ 1) กำหนดเนื้อหาในการสร้างแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่ต่อการใช้ชุดกิจกรรมเสริม ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 2) เลือกประเด็นในการวัดและกำหนดวิธีที่จะใช้ในการวัด 3) สร้างแบบวัดความพึงพอใจ 4) นำแบบสอบถามวัดความพึงพอใจไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา 5) นำแบบสอบถามความพึงพอใจมาหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ 6) นำแบบสอบถามวัดความพึงพอใจไปใช้จริงและแปลผล 4. การประเมินระดับความพึงพอใจด้วยค่าเฉลี่ย ระดับความพึงพอใจแบบประมาณค่า (Likert Scale) โดยเรียงลำดับจากระดับมากที่สุดถึงน้อยที่สุด 5 ระดับคือ มีความพึงพอใจมากที่สุด มีความพึงพอใจมาก มีความพึงพอใจปานกลาง มีความพึงพอใจค่อนข้าง น้อย และมีความพึงพอใจน้อยที่สุด แต่ละระดับดังกล่าวกำหนดโดยเกณฑ์ช่วงค่าเฉลี่ยของบุญชม ศรีสะอาด (2545) ดังนี้ ระดับความพึงพอใจ ระดับค่าเฉลี่ย ความพึงพอใจที่ระดับมากสุด 4.51 – 5.00 ความพึงพอใจที่ระดับมาก 3.51 – 4.50 ความพึงพอใจที่ระดับปานกลาง 2.51 – 3.50 ความพึงพอใจที่ระดับน้อย 1.51 – 2.50 ความพึงพอใจที่ระดับน้อยสุด 1.00 – 1.50
32 ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ 1. ความหมาย ไพศาล หวังพาณิช (2526 : 28) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ หมายถึง คุณลักษณะและ ความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอน เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณเรียนรู ที่เกิดจากการฝกอบรม หรือการสอนซึ่งจะให้วัดผลสัมฤทธิ์ในการตรวจสอบระดับความสามารถ หรือความ สัมฤทธิ์ผลของบุคคลวาเรียนรูมาแลวเทาไร มีความสามารถเพียงใด กระทรวงศึกษาธิการ (2533 : 23) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หมายถึง ความสำเร็จ ความสามารถ ในการกระทำใด ๆ ที่ต้องอาศัยทักษะหรือความรอบรู้ในวิชาหนึ่งวิชาใดโดยเฉพาะ พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2545 : 96) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หมายถึง สิ่งที่แสดงใหเห็นถึงความรูและ ความสามารถทางวิชาการที่ผู้เรียนได้เรียนรูมาแลววาบรรลุผลสำเร็จตามจุดประสงคที่กำหนดไวเพียงใด พัชรี ปฏิรูปวาที (2547 : 32) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หมายถึง เป็นผลของพฤติกรรมที่เกี่ยวข องกับสมรรถภาพทางสมอง และสติปัญญาของนักเรียนที่เปลี่ยนแปลงไป หลังจากที่ได้เรียนไปแลว สามารถวัด ได้โดยใชแบบทดสอบ พัฒนาพงษ์ สีกา (2551 : 32) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หมายถึง ผลที่เกิดจากการกระทำของ บุคคล ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเนื่องจากการได้รับประสบการณ์โดยการเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือจาก การเรียนการสอนในชั้นเรียน และสามารถประเมินหรือวัดประมาณค่าได้จากการทดสอบ หรือการสังเกต พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง ขนิษฐา บุญภักดี (2552 : 10) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หมายถึง คุณลักษณะและความสามารถ ของบุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอน อาจได้มาจากกระบวนการที่ไม่ต้องอาศัยการทดสอบ เช่น การสังเกต และจากการใช้แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั่วไป พิมพ์ประภา อรัญมิตร (2552 : 18) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หมายถึง คุณลักษณะและความรู้ ความสามารถที่แสดงถึงความสำเร็จที่ได้จากการเรียนการสอนในวิชาต่าง ๆ ซึ่งสามารถวัดเป็นคะแนนได้จาก แบบทดสอบทางภาคทฤษฎีหรือภาคปฏิบัติหรือทั้งสองอย่าง วุฒิชัย ดานะ (2553 : 32) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หมายถึง ระดับความรู้ ความสามารถและ ทักษะที่ได้รับและพัฒนามาจากการเรียนการสอนวิชาต่างๆ โดยอาศัยเครื่องมือในการวัดผลหลังจากการเรียน หรือจากการฝึกอบรม มารียะห์มะเซ็ง (2556) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ขนาดของความสำเร็จ หรือ ความสามารถในการเรียนรู้ที่ได้รับการฝึกฝนของผู้เรียน สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และประสบการณ์ สามารถวัดได้จากพฤติกรรม 3 ด้าน ตามวัตถุประสงค์ของ Bloom คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย ด้านทักษะ พิสัย
33 วารุณี ไชยรงศรี(2557) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถ และทักษะทางด้านวิชาการ รวมทั้งสมรรถภาพทางสมอง และมวลประสบการณ์ทั้งปวง ที่ผู้เรียนได้รับการเรียน การสอน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ซึ่งวัดได้จากการใช้เครื่องมือ ในการวัดหรือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จิรภา นุชทองม่วง (2558) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หมายถึง ความรู้ ความสามารถของผู้เรียนที่ เกิดจากการเรียนรู้ผ่านกระบวนการเรียนการสอน และสามารถใช้ เครื่องมือวัดได้ อัจฉราพรรณ โพธิ์ตุ่น (2559) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หมายถึง ความสามารถในการแสดงออก โดยการทำแบบทดสอบให้ถูกต้องหลังจากผ่านการศึกษาจากบทเรียนแล้ว เป็นการตรวจสอบความสามารถ ของบุคคลว่าเรียนแล้วมีความรู้เพียงใดซึ่งส่วนใหญ่เป็นความรู้ด้านสมอง มาเรียม วัทนาด (2559) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการ สอนที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หมายถึง ความรู้ ความสามารถและทักษะที่ได้รับจากการเรียนรู้ด้วย ตนเองหรือการเรียนรู้ในชั้นเรียนในรายวิชาต่าง ๆ โดยอาศัยความสามารถเฉพาะบุคคล ซึ่งสามารถวัดเป็น คะแนนที่ได้จากการทดสอบ หรือเกรดที่ได้จากการเรียน 2. การจำแนกประเภท 2.1 ด้านความรู้ (Knowledge: K) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2542) ให้ความหมายคำวา ่ “ความรู้” (Knowledge) หมายถึง สิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียนการค้นคว้า หรือประสบการณ์ รวมทั้ง ความสามารถเชิงปฏิบัติและความเข้าใจ หรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟัง การคิด หรือการปฏิบัติต่อองค์วิชาในแต่ละสาขา เบนจามิน บลูม (2542) กล่าวว่า ความรู้ หมายถึง เรื่องที่เกี่ยวกับการระลึกถึงสิ่งเฉพาะ วิธีการและ กระบวนการต่าง ๆ รวมถึงแบบกระสวนของโครงการวัตถุประสงค์ในด้านความรู้ โดยเน้นในเรื่องของ กระบวนการทางจิตวิทยาของความจำ อันเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงเกี่ยวกับการจัดระเบียบ โดยก่อนหน้านั้น ในปี ค.ศ. 1965 บลูมและคณะ ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการรับรู้หรือพุทธิพิสัย (cognitive domain) ของคน ว่าประกอบด้วยความรู้ตามระดับต่าง ๆ รวม 6 ระดับ ซึ่งอาจพิจารณาจากระดับความรู้ในขั้นต่ำไปสู่ระดับของ ความรู้ในระดับที่สูงขึ้นไป โดยบลูมและคณะ ได้แจกแจงรายละเอียดของแต่ละระดับ ไว้ดังนี้
34 1) ความรู้ (Knowledge) หมายถึง การเรียนรู้ที่เน้นถึงการจำและการระลึกได้ถึงความคิด วัตถุ และปรากฏการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นความจำที่เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ ที่เป็นอิสระแก่กัน ไปจนถึง ความจำในสิ่งที่ยุ่งยากซับซ้อนและมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน 2) ความเข้าใจหรือความคิดรวบยอด (Comprehension) เป็นความสามารถทางสติปัญญาใน การขยายความรู้ ความจำ ให้กว้างออกไปจากเดิมอย่างสมเหตุสมผล การแสดงพฤติกรรม เมื่อเผชิญกับสื่อความหมาย และความสามารถในการแปลความหมาย การสรุปหรือการ ขยายความสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 3) การนำไปปรับใช้ (Application) เป็นความสามารถในการนำความรู้ (knowledge) ความ เข้าใจหรือความคิดรวบยอด (comprehension) ในเรื่องใด ๆ ที่มีอยู่เดิม ไปแก้ไขปัญหาที่ แปลกใหม่ของเรื่องนั้น โดยการใช้ความรู้ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการกับความคิดรวบ ยอดมาผสมผสานกับความสามารถในการแปลความหมาย การสรุปหรือการขยายความสิ่ง นั้น 4) การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นความสามารถและทักษะที่สูงกว่าความเข้าใจ และการนำไป ปรับใช้ โดยมีลักษณะเป็นการแยกแยะสิ่งที่จะพิจารณาออกเป็นส่วนย่อยที่มีความสัมพันธ์กัน รวมทั้งการสืบค้นความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ เพื่อดูว่าส่วนประกอบปลีกย่อยนั้นสามารถ เข้ากันได้หรือไม่ อันจะช่วยให้เกิดความเข้าใจต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างแท้จริง 5) การสังเคราะห์ (Synthesis) เป็นความสามารถในการรวบรวมส่วนประกอบย่อย ๆ หรือส่วน ใหญ่ ๆ เข้าด้วยกันเพื่อให้เป็นเรื่องราวอันหนึ่งอันเดียวกัน การสังเคราะห์จะมีลักษณะของ การเป็นกระบวนการรวบรวมเนื้อหาสาระของเรื่องต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างรูปแบบ หรือโครงสร้างที่ยังไม่ชัดเจนขึ้นมาก่อน อันเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ ภายในขอบเขตของสิ่งที่กำหนดให้ 6) การประเมินผล (Evaluation) เป็นความสามารถในการตัดสินเกี่ยวกับความคิด ค่านิยม ผลงาน คำตอบ วิธีการและเนื้อหาสาระเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง โดยมีการกำหนดเกณฑ์ (criteria) เป็นฐานในการพิจารณาตัดสิน การประเมินผล จัดได้ว่าเป็นขั้นตอนที่สูงสุดของ พุทธิลักษณะ (characteristics of cognitive domain) ที่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจ การ นำไปปรับใช้ การวิเคราะห์และการสังเคราะห์เข้ามาพิจารณาประกอบกันเพื่อทำการ ประเมินผลสิ่งหนึ่งสิ่งใด อลิศรา กฤษมา (2546 : 20) สรุปได้ว่า ความรู้ หมายถึง สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ประสบการณ์ การรับรู้ ความคุ้นเคย ความเข้าใจ ตลอดจนข่าวสารซึ่งเป็นข้อเท็จจริง กฎเกณฑ์ที่ถูกต้องชัดเจน ซึ่งแต่ละคนอาจมี ความรู้แตกต่างกันไปตามการรับรู้ ความเข้าใจ และความคุ้นเคยของแต่ละคน
35 สํานักงาน ก.พ.ร.และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ (2548 : 8) กล่าวว่า ความรู้ หมายถึง สารสนเทศที่ ผ่านกระบวนการคิดเปรียบเทียบ เชื่อมโยงกับความรู้อื่นจนเกิดเป็นความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ในการ สรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆโดยไม่กำหนดช่วงเวลา สมถวิล ผลสอาด (2555 : 24) ได้สรุปความหมาย ว่าความรู้นั้นเริ่มต้นจากระดับง่ายๆ ก่อนแล้วเพิ่ม ความสามารถในการใช้ความคิดและพัฒนาสติปัญญาเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยแบ่งออกเป็น 5 ขั้น คือ ความรู้ ความเข้าใจ การนำความรู้ไปใช้ การวิเคราะห์การสังเคราะห์ และการประเมินผล และความรู้นั้นสามารถวัดได้ โดยเครื่องมือที่ใช้ทดสอบความรู้แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบอัตนัย และแบบปรนัย สรุปได้ว่า ความรู้ หมายถึง ข้อมูลที่ถูกต้องที่บุคคลหนึ่งได้รับมาจากการเรียนรู้ ประสบการณ์ สั่งสมมา จนเกิดเป็นความเข้าใจ และนำพาไปสู่พื้นฐานของความคิด การวิเคราะห์ ตลอดจนการตัดสินใจเลือกกระทำ การใดในการดำรงชีวิต โดยอาศัยการเรียนรู้เป็นส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพของบุคคลหนึ่งไปในทิศทางที่ดีขึ้นตาม ในการพิจารณาและประเมินค่าก่อนจะแสดงความรู้ โดยแต่ละคนมีความรู้ที่แตกต่างกันไปตามสมรรถภาพด้าน สมองและความจำ 2.2 ด้านทักษะกระบวนการ (Process/Product: P) Simpson (1972) กล่าวว่า พฤติกรรมที่บ่งถึงความสามารถในการ ปฏิบัติงานได้อย่างคล่องแคล่วชำนิ ชำนาญ ซึ่งแสดงออกมาได้โดยตรงโดยมี เวลาและคุณภาพของงานเป็นตัวชี้ระดับของทักษะ มี 7 ด้าน ดังนี้ 1) การรับรู้เป็นขั้นการรับรู้ในสิ่งที่จะทำโดยการสังเกตการทำงานนั้นอย่างตั้งใจ 2) การเตรียมความพร้อม เป็นขั้นการปรับตัวให้พร้อมเพื่อแสดงพฤติกรรมนั้น ทั้งทางด้าน ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ 3) การสนองตอบภายใต้การควบคุม เป็นขั้นการตอบสนองต่อสิ่งที่รับรู้ซึ่งอาจใช้วิธีการ ให้ ผู้เรียนเลียนแบบการกระทำ หรือการแสดงทักษะนั้น 4) การให้ลงมือกระทำจนกลายเป็นกลไกที่สามารถกระทำได้เอง เป็นขั้นการปฏิบัติ และเกิด ความเชื่อมั่นในการทำสิ่งนั้น ๆ 5) การกระทำอย่างชำนาญ เป็นขั้นฝึกฝนการกระทำนั้น ๆ จนสามารถทำได้อย่าง ชำนาญ 6) การปรับปรุงและประยุกต์ใช้เป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนปรับปรุงทักษะหรือการปฏิบัติ ของตนให้ ดียิ่งขึ้น และประยุกต์ใช้ทักษะที่ตนได้รับการพัฒนาในสถานการณ์ต่าง ๆ 7) การคิดริเริ่ม เป็นขั้นที่สามารถปฏิบัติหรือกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างชำนาญ และ สามารถ ประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่หลากหลายแล้ว หรือปรับให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ ซิมพ์สัน (Simpson, Elizabeth J.) กล่าวว่า เป็นความสามารถของบุคคลในการใช้อวัยวะต่าง ๆ ของ ร่างกายทำงานอย่างประสานสัมพันธ์กัน โดยจะมีขั้นตอนของการเกิดพฤติกรรมไป ตามลำดับ ดได้จัดจำแนกไว้ 7 ขั้น ดังนี้
36 1) การรับรู้ (Perception) เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดพฤติกรรม ด้านการรับ สัมผัสสิ่งเร้าผ่าน ทางประสาทสัมผัสต่าง ๆ เช่น หู ตา จมูก ลิ้น ผิวกาย 2) การเตรียมความพร้อม (Set) คือการเตรียมตัวกระทำ หรือการปรับตัวให้อยู่ ในสภาพพร้อม ที่กระทำซึ่งมี 3 ด้าน คือ ด้านสมองจะเตรียมความรู้ซึ่งมีมาก่อน ด้านร่างกาย จะเตรียม เกี่ยวกับกล้ามเนื้อและด้านอารมณ์จะเตรียมความรู้สึกในการให้คุณค่าต่อสิ่งที่จะปฏิบัติ 3) การตอบสนองตามแนวชี้แนะ (Guided Response) เป็นการเริ่มพัฒนาทักษะ โดยการแสดง พฤติกรรมเลียนแบบตามผู้แนะนำหรือครู ในขั้นนี้จะเป็นขั้นลองผิดลองถูก 4) การปฏิบัติได้ด้วยตนเอง (Mechanism) คือการที่บุคคลสามารถปฏิบัติงานได้ ด้วยความ เชื่อมั่นในตนเอง มีผลสัมฤทธิ์ที่น่าพอใจ 5) การตอบสนองที่ซับซ้อน (Complex overt Response) เป็นขั้นที่สามารถ กระทำ หรือ ปฏิบัติงานที่ซับซ้อนได้ แม้จะต้องใช้ทักษะขั้นสูงก็สามารถทำได้อย่างชำนาญ หรือได้อย่าง 6) การดัดแปลง (Adaptation) หลังจากที่สามารถปฏิบัติได้ย่างชำนาญแล้วเมื่อบุคคลต้อง แก้ปัญหาบ่อย ๆ ก็จะพัฒนาวิธีการเดิมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อลดขั้นตอน ลดเวลา หรือ เพิ่มคุณภาพผลงาน 36 7) การริเริ่ม (Origination) เป็นขั้นสูงสุดของการพัฒนาทักษะ ซึ่งบุคคลสามารถสร้างสรรค์ ผลงานใหม่ ด้วยวิธีการใหม่ที่ตนคิดขึ้นมา โดยใช้สติปัญญาร่วมกับประสบการณ์ ด้านทักษะ 2.3 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์(Attribute: A) David R.Krathwohl & Others (1964) กล่าวไว้ว่า ค่านิยม ความรู้สึก ความซาบซึ้ง ทัศนคติความ เชื่อ ความสนใจ และคุณธรรม พฤติกรรมด้านนี้อาจไม่เกิดขึ้นทันทีดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนการ สอน โดยจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและสอดแทรกสิ่งที่ดีงามอยู่ตลอดเวลา จะทำให้พฤติกรรมของผู้เรียน เปลี่ยนไปในแนวทางที่พึงประสงค์ได้แบ่งได้เป็น 5 ด้าน 1) การรับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อสิ่งเร้าในลักษณะของการแปลความหมาย จะแสดงออกมาในรูป ของความรู้สึกที่เกิดขึ้น 2) การตอบสนอง การกระทำที่แสดงออกมาในรูปของความเต็มใจ ยินยอม และพอใจต่อสิ่งเร้านั้น ซึ่งเป็นการตอบสนองที่เกิดจากการเลือกสรรแล้ว 3) การเกิดค่านิยม การเลือกปฏิบัติยอมรับในคุณค่านั้น ๆ หรือปฏิบัติตาม จนกลายเป็นความเชื่อ แล้วจึงเกิดทัศนคติที่ดีในสิ่งนั้น 4) การจัดระบบ การสร้างแนวคิด จัดระบบของค่านิยม 5) บุคลิกภาพ การนำค่านิยมที่ยึดถือมาแสดงพฤติกรรมที่เป็นนิสัยประจำตัวให้ประพฤติปฏิบัติ กลุ่มส่งเสริมการเรียนการสอนและประเมินผล สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2548 : 2) กล่าวว่า คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หมายถึง ลักษณะที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน อันเป็นคุณลักษณะที่ สังคมต้องการในด้านคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม จิตสำนึก สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข
37 ทั้งในฐานะพลเมืองไทยและพลโลก ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนด คุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ 8 ประการ ได้แก่ 1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์สุจริต 3) มีวินัย 4) ใฝ่เรียนรู้ 5) อยู่อย่างพอเพียง 6) มุ่งมั่นในการทำงาน 7) รักความเป็นไทย 8) มีจิตสาธารณะ รวีวรรณ อังคนุรักษ์พันธุ์ (2533) กล่าวว่า คุณลักษณะอันพึงประสงค์หมายถึง สุขภาพทางจิตใจที่เกิด จากประสบการณ์อันทำให้บุคคลที่มีท่าทีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง แจแสดงท่าทีออกมา ในทางที่พอใจ เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย สุรางค์ โค้วตระกูล (2536) กล่าวว่า คุณลักษณะอันพึงประสงค์หมายถึง อัธยาศัยหรือความโน้มเอียง ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งเร้า ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งคน วัตถุ สิ่งของ หรือความคิด และอาจเป็นไปได้ทั้งทางบวกและทางลบ คือ ถ้ามีเจตคติในทางบวกมักจะเผชิญกับสิ่งนั้น ถ้ามีเจตคติทางลบก็ จะหลีกเลี่ยง สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (2553) กล่าวว่า คุณลักษณะอันพึงประสงค์หมายถึง ลักษณะที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับ ผู้เรียน อันเป็นคุณลักษณะที่สังคม ต้องการในด้านคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม จิตสํานึกสามารถอยู่ร่วมกับ ผู้อื่น ในสังคมได้อย่างมีความสุข ทั้งในฐานะพลเมืองไทยและพลโลก ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2552 ได้กำหนด คุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ 8 ประการ ได้แก่ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัยใฝ่เรียนรู้อยู่อย่าง พอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ สรุปได้ว่า คุณลักษณะอันพึงประสงค์หมายถึง การแสดงออกทางความรู้สึกหรือความคิดเห็น ความ พึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียน 3. วิธี/เครื่องมือวัดและประเมินผล 3.1 ด้านความรู้ (Knowledge: K) หลักทั่วไปในการเขียนข้อสอบ ข้อสอบแต่ละชนิดไม่ว่าจะเป็นข้อสอบอัตนัยหรือปรนัยก็ตาม สิ่งที่ผู้เขียนข้อสอบ จะต้อง คำนึงถึงอยู่เสมอในการเขียนข้อสอบมีหลายประการ ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้ (อนันต์ ศรีโสภา, 2525 อ้างถึงใน วาโร เพ็งสวัสดิ์, 2542 : 45-46)
38 (1) กำหนดจุดมุ่งหมายในการสอนก่อนจะเริ่มลงมือเขียนข้อสอบจะต้องกำหนดจุดมุ่งหมาย ในการสอนให้อยู่ในรูปจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งสามารถเขียนข้อสอบได้จริง ๆ (2) เตรียมตารางวิเคราะห์หลักสูตรซึ่งจะช่วยให้การเขียนข้อสอบสอดคล้องกับเป้าหมาย ของการทดสอบที่กำหนดไว้ เพราะตารางวิเคราะห์หลักสูตร เป็นตารางที่แสดง ความสัมพันธ์ระหว่างจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมกับเนื้อหาวิชา อีกทั้งบอกให้ทราบว่าจะ เขียน ขอสอบวัดเนื้อหา และพฤติกรรมอะไร ซึ่งจะทำให้ได้ข้อสอบที่มีความเที่ยงตรง ตามเนื้อหา (3) ภาษาที่ใช้ควรชัดเจน เข้าใจง่ายไม่กำกวม (4) ควรเขียนข้อสอบแต่ละข้อลงในบัตรแต่ละใบ เพื่อจะได้สะดวกต่อการจัดเรียงลำดับ ตรวจทาน และนำไปวิเคราะห์ (5) เตรียมเฉลยและกำหนดคะแนนในขณะเขียนข้อสอบ เพราะจะทำให้ข้อบกพร่องต่าง ๆ ของข้อสอบลดน้อยลง (6) ควรเขียนข้อสอบให้มีจำนวนมากกว่าที่ต้องการในตารางวิเคราะห์หลักสูตร เพราะว่า หลังจากวิเคราะห์ข้อสอบแล้วจะมีบางข้อที่ถูกตัดออก (7) จงเขียนข้อสอบทันทีที่สอนเนื้อหาวิชานั้นจบ เพราะจะทำให้ออกข้อสอบได้ตรงกับ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ครูเน้นในการสอนตอนนั้น (8) ควรเขียนข้อสอบแต่เนิ่น ๆ จะทำให้มีเวลาแก้ไขและตรวจทานได้มาก ประเภทของแบบทดสอบ ประเภทของแบบทดสอบสามารถแบ่งได้ 6 ประการ ดังนี้ (สมนึก ภัททิยธนี, 2553 อ้างถึง ใน สุมิตรา ทวีสุข, 2561 : 42-43) (1) ข้อสอบแบบความเรียงหรืออัตนัย (Subjective or Essay) เป็นข้อสอบที่มีเฉพาะ คำถามแล้วให้นักเรียนเขียนตอบอย่างเสรีเขียนบรรยายตามความรู้และข้อคิดเห็นของ แต่ละคน (2) ข้อสอบแบบกาถูก - ผิด (True-false test) เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบที่มี 2 ตัวเลือก แต่ละตัวเลือกดังกล่าวเป็นแบบคงที่และมีความหมายตรงกันข้ามกัน เช่น ถูก-ผิดใช่- ไม่ใช่เหมือนกัน-ต่างกัน เป็นต้น (3) ข้อสอบแบบเติมคำ (Completion test) เป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยคหรือ ข้อสอบที่ยังไม่สมบูรณ์ แล้วให้ผู้ตอบเติมคำหรือประโยค หรือข้อความลงในช่องว่างที่ เว้นไว้ เพื่อให้มีใจความสมบูรณ์และถูกต้อง (4) ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ (Short answer test) ข้อสอบประเภทนี้คล้ายกับข้อสอบแบบ เติมคำ แต่แตกต่างกันที่ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ เขียนประโยคคำถามที่สมบูรณ์แล้วให้
39 ผู้ตอบเขียนตอบคำถามที่ต้องการจะสั้นกะทัดรัดได้ใจความสมบูรณ์ไม่ใช่เป็น การ บรรยายแบบข้อสอบความเรียงหรืออัตนัย (5) ข้อสอบแบบจับคู่ (Matching test) เป็นข้อสอบเลือกตอบชนิดหนึ่ง โดยมีคำหรือ ข้อความแยกออกจากกันเป็น 2 ชุดแล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่าแต่ละข้อความในชุดหนึ่ง (ตัวยืน) จะคู่กับคำหรือข้อความใดในอีกชุดหนึ่ง (ตัวเลือก) ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่าง ใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้ออกข้อสอบกำหนดให้ (6) ข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple choice test) ลักษณะทั่วไปคำถามแบบเลือกตอบ โดยทั่วไปจะประกอบด้วย 2 ตอน คือ ตอนนำหรือคำถาม (Stem) กับตัวเลือก (Choice) ในตอนเลือกนี้ประกอบด้วยตัวเลือกที่เป็นคำตอบถูกและตัวเลือกที่เป็นตัว ลวงปกติ จะมีคำถามที่กำหนดให้นักเรียนพิจารณาแล้วหาตัวเลือกที่ถูกต้องมากที่สุด เพียงตัวเลือกเดียวจากตัวลวงอื่น ๆ และคำถาม แบบเลือกตอบที่ดี นิยมใช้ตัวเลือกที่ใกล้เคียงกันดูเผิน ๆ จะเห็นว่าตัวเลือกถูกหมด แต่ความ จริงมีน้ำหนักถูกมากน้อยต่างกัน การที่ครูผู้สอนจะเลือกออกข้อสอบประเภทใดนั้น ต้องพิจารณาข้อดี ข้อจำกัด ความเหมาะสมของแบบทดสอบกับเนื้อหาหรือจุดประสงค์ในการเรียนรู้ 1.2 ด้านทักษะกระบวนการ (Process/Product: P) เป็นการวัดพฤติกรรมที่เป็นการปฏิบัติหรือแสดงออกของบุคคล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรม เคลื่อนไหวของร่างกายตาม การสั่งงานของสมอง เช่น การว่ายน้ำ การร้องเพลง การวาดภาพ การทำครัว ใน การวัด พฤติกรรมด้านนี้ให้ครอบคลุมครบถ้วน ควรคำนึงถึงส่วนประกอบที่สำคัญ 2 ส่วน (ดวงกมล ไตรวิจิตร คุณ, ม.ป.ป. : 141-146) คือ (1) วิธีการปฏิบัติงาน (Procedure) หมายถึง ขั้นตอนในระหว่างปฏิบัติงาน เป็นกระบวนการ ที่เกิดขึ้นขณะกำลังปฏิบัติงาน (2) ผลงาน (Product) หมายถึง ผลผลิตสุดท้ายที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ ตัวอย่างเช่น การทำ ขนมครก วิธีการปฏิบัติงาน จะเป็นขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นเตรียม ของที่จะทำ เช่น แป้ง น้ำตาล การลงมือปฏิบัติ เช่น การผสมแป้ง การหยอดแป้ง จนถึงการ ได้ขนมครก 1 จาน ส่วนผลงาน คือ คุณภาพของขนมครกที่ทำเสร็จแล้ว ว่าอร่อยหรือไม่ จะเห็นว่าการ พิจารณาโดยแยกเป็น 2 ส่วน จะทำให้ผลการวัดพฤติกรรมด้านนี้ น่าเชื่อถือมากขึ้น ทั้งนี้ เพราะถ้าเราพิจารณาเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น ดูที่วิธีการปฏิบัติงาน เพียงอย่างเดียว หรือดูที่ผลงานเพียงอย่างเดียว อาจไม่เกิดความยุติธรรมแก่ผู้เรียนได้ เพราะ ในบางครั้ง ขณะปฏิบัติงานอาจมีพฤติกรรมในระดับที่น่าพอใจ แต่ผลงานอาจไม่ดี หรือขณะ ปฏิบัติงานมีพฤติกรรมไม่เป็นที่น่าพอใจ แต่ผลงานออกมาดีมาก เป็นต้น ดังนั้นจึงควร พิจารณาทั้งสองส่วนประกอบกันจึงจะทำให้ผลจากการวัดมีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น
40 3.3 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์(Attribute: A) ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ (2543) กล่าวว่า เครื่องมือวัดพฤติกรรมด้านคุณลักษณะอันพึง ประสงค์มี 5 ชนิด ดังนี้ (1) สัมภาษณ์ (Interview) หมายถึง การพูดคุยกันอย่างมีจุดมุ่งหมาย ผู้สัมภาษณ์ที่ดีต้องฟัง มากกว่าพูดเสียเองและต้องไม่หูเบาจะยึดตามแนววัตถุประสงค์ที่จะวัดและบันทึกไว้ได้อย่าง ถูกต้อง การสัมภาษณ์ใช้ปากเป็นเครื่องมือสำคัญถามอย่างไรบันทึกเอาไว้ โดยการสัมภาษณ์ จะต้องสร้างข้อคำถามในการสัมภาษณ์ให้ดีเป็นมาตรฐาน ข้อคำถามควรถามคลุมทั้งทางบวก และทางลบเพื่อจะได้ใช้ประเมิน เปรียบเทียบความรู้สึกที่แท้จริง (2) การสังเกต (Observation) หมายถึง การเฝ้ามองดูสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างมีจุดมุ่งหมาย โดยใช้ ประสาทหูและตาเป็นสำคัญ ข้อรายการ (Checklist) ที่จะใช้ในการสังเกตจึงควรเตรียมไว้ให้ พร้อม การสังเกตแต่ละครั้งแต่ละเวลาถ้าพฤติกรรมนั้นปรากฏ ก็จะต้องบันทึกไว้ทันทีการ สังเกตที่ดีจะต้องมีการฝึกจึงจะทำหน้าที่ได้ดีถูกต้องสมบูรณ์ (3) การให้รายงานตนเอง (Self – report) เครื่องมือแบบนี้ต้องการให้ผู้ถูกสอบแสดงความรู้สึก ของตนเองตามสิ่งเร้าที่เขาได้สัมผัส เช่น ข้อความ ข้อคำถาม หรือเป็นภาพ เพื่อแสดง ความรู้สึกออกมาอย่างตรงไปตรงมาแบบทดสอบหรือมาตราวัดที่ถือว่าเป็นแบบมาตรฐาน (Standard form) เป็นแนวการสร้างของเธอร์สโตน (Thurstone) กัตแมน (Guttman) ลิเคอร์ท (Likert) และอ๊อสกูด (Osgood) ที่ได้พยายามสร้างสเกลการวัดเจตคติขึ้น คะแนนที่ ได้จากการวัดเจตคติแบบสเกลนี้จัดแบ่งออกเป็นช่วง ๆ โดยแต่ละช่วงจะมีขนาดเท่ากัน สามารถที่จะนำมาเปรียบเทียบความมากน้อยของเจตคติได้วิธีนี้เป็นที่นิยมใช้วัดเจตคติมาก (4) เทคนิคการจินตนาการ (Projective techniques) อาศัยสถานการณ์หลายอย่างไปเร้าผู้สอบ สถานการณ์ที่กำหนดให้จะไม่มีโครงสร้างที่แน่นอน ทำให้ผู้สอบจะต้องจินตนาการออกมา ตามแต่ประสบการณ์เดิมของตน แต่ละคนจะมีการแสดงออกไม่เหมือนกัน เช่น ประเภทเติม ประโยคให้สมบูรณ์ ภาพนามธรรมเติมเรื่องราวสั้น ๆ เล่านิทานจากภาพ ฯลฯ การแปล ความหมายอาศัยผลจากการตอบสิ่งที่กล่าวมาแล้วก็พอจะรู้ได้ว่าผู้นั้นมีเจตคติอย่างไรต่อเป้า เจตคตินั้น ๆ (5) การวัดทางสรีระภาพ (Physiological measurement) การวัดด้านนี้อาศัยเครื่องมือไฟฟ้า หรือเครื่องมืออื่น ๆ ในการสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพของร่างกาย เช่น การใช้เครื่องกัลป์ วานอมิเตอร์ชนิดหนึ่ง เครื่องมือวัดพฤติกรรมด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์มีหลายประเภท ได้แก่ แบบตรวจสอบรายการ มาตรส่วนประมาณค่า แบบวัดเชิงสถานการณ์ การสังเกต และการสัมภาษณ์ ซึ่งแต่ละประเภทมีลักษณะและ ความเหมาะสมกับพฤติกรรมที่จะวัดแตกต่างกัน ผู้ทำหน้าที่วัดผลทางด้านจิตพิสัยควรจะได้ทราบถึงลักษะของ เครื่องมือแต่ละประเภท (พิชิต ฤทธิ์จรูญ, 2552 : 65-67) ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
41 1) แบบตรวจสอบรายการ แบบตรวจสอบรายการเป็นการสร้างรายงานของข้อความที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม หรือการปฏิบัติ หรือคุณลักษณะที่ต้องการประเมินว่ามีหรือไม่มี แบบตรวจสอบรายการนิยมใช้ ในการประเมินความสนใจของ ผู้เรียน เจตคติ คุณลักษณะส่วนตัวการสร้างแบบตรวจสอบรายการ มีแนวปฏิบัติดังนี้ 1.1 กำหนดคุณลักษณะของสิ่งที่ต้องการตรวจสอบหรือประเมิน 1.2 กำหนดพฤติกรรมที่จะบ่งชี้หรือแสดงคุณลักษณะของสิ่งต้องการ ตรวจสอบ 1.3 เขียนข้อความที่แสดงพฤติกรรม หรือคุณลักษณะของสิ่งที่จะตรวจสอบ 1.4 ตรวจสอบข้อความที่เขียนว่าชัดเจนหรือไม่ ซ้ำซ้อนกับรายการอื่นหรือไม่ แล้วจัดเรียงรายการ ตามลำดับของการกระทำหรือพฤติกรรม 1.5 นำไปทดลองใช้และปรับปรุงแก้ไข 2) มาตราส่วนประมาณค่า มาตราส่วนประมาณค่าแตกต่างจากแบบตรวจสอบรายการ กล่าวคือ แบบตรวจสอบรายการต้องการ ทราบว่ามีหรือไม่มีในเรื่องนั้น แต่มาตราส่วนประมาณค่าต้องการ ทราบละเอียดยิ่งขึ้นว่ามีอยู่เพียงใด หรือมีใน ระดับใด เพื่อจัดอันดับคุณภาพในการประมาณค่า กระบวนการ ผลผลิต และวัดคุณลักษณะนิสัยหรือลักษณะ ทางจิตวิทยา เช่น ความสนใจ ค่านิยมการปรับตัว และความคิดเห็น เป็นต้น 1.1 รูปแบบของมาตราส่วนประมาณค่า มีหลายรูปแบบดังนี้ 1.1.1 มาตราส่วนประมาณค่าแบบบรรยาย (Descriptive Rating Scales) เป็น การใช้ข้อความบอกระดับที่ผู้ตอบจะพิจารณาเลือกตอบ 1.1.2 มาตราส่วนประมาณค่าแบบตัวเลข (Numerical Rating Scales) เป็นการ ใช้ตัวเลขบอกระดับที่ผู้ตอบจะพิจารณาเลือกตอบ 1.1.3 มาตราส่วนประมาณค่าแบบเส้นหรือกราฟ (Graphic Rating Scales) เป็น การใช้เส้นตรงแบ่งเขตช่องบอกระดับการเลือกตอบ 1.1.4 มาตราส่วนประมาณค่าแบบใช้สัญลักษณ์ (Symbolic Rating Scales) เป็นการใช้สัญลักษณ์บอกระดับที่ผู้ตอบจะพิจารณาเลือกตอบ สัญลักษณ์ที่ ใช้อาจเป็นตัวอักษร หรือเป็นรูปแบบ 1.1.5 การจัดอันดับ (Ranking) เป็นการใช้ตัวเลขแสดงการเรียงลำดับ ความสำคัญ หรือให้จัดเรียงใหม่ 1.2 การสร้างมาตราส่วนประมาณค่า มีแนวปฏิบัติดังนี้ 1.2.1 กำหนดคุณลักษณะของสิ่งที่ต้องการวัด 1.2.2 กำหนดพฤติกรรมที่จะบ่งชี้หรือแสดงคุณลักษณะของสิ่งที่ต้องการ 1.2.3 เลือกรูปแบบของมาตราส่วนประมาณค่า 1.2.4 เขียนข้อความที่แสดงพฤติกรรมหรือคุณลักษณะของสิ่งที่ต้องการวัด
42 1.2.5 ตรวจสอบข้อความที่เขียนว่าชัดเจนหรือไม่ ซ้อนกับรายการอื่นหรือไม่ แล้ว จัดเรียงข้อความตามลำดับการกระทำหรือพฤติกรรม 1.2.6 นำไปทดลองใช้และปรับปรุงแก้ไข 3) แบบวัดเชิงสถานการณ์ แบบวัดเชิงสถานการณ์เป็นการจำลอง หรือสร้างเหตุการณ์เรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นแล้วให้ บุคคลแสดง ความรู้สึกว่าตนเองจะกระทำหรือมีความเห็นอย่างไรต่อสถานการณ์ที่กำหนดขึ้น โดยปกติแล้วการตอบสนอง ต่อสถานการณ์นั้นอาจให้ตอบสนองว่าตัวเขาเองจะทำอย่างไร หรือ การให้เขาแสดงความคิดเห็นว่าตัวบุคคลใน สถานการณ์นั้น ๆ จะทำอย่างไร การตอบอาจจะให้ ผู้ตอบเขียน หรือบอกข้อความคิดเห็นของตนเองหรือ อาจจะให้เลือกตัวเลือกที่กำหนดให้ตอบก็ได้ 3.1 หลักและวิธีสร้างแบบวัดเชิงสถานการณ์ มีแนวปฏิบัติ (พิชิต ฤทธิ์จรูญ, 2552: 70-72) ดังนี้ 3.1.1 กำหนดเนื้อหาและพฤติกรรมหรือคุณลักษณะที่ต้องการจะวัดให้ชัดเจน 3.1.2 เลือกข้อความหรือสถานการณ์ที่มีความยากพอเหมาะกับระดับชั้นของ ผู้เรียน และเนื้อเรื่องหรือสถานการณ์ที่ใช้ถามจะต้องไม่ลำเอียงต่อเด็กกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะ 3.1.3 พยายามเขียนคำถามเพื่อถามตามใจความในเนื้อหา หรือสถานการณ์ นั้นตาม พฤติกรรม หรือคุณลักษณะที่ต้องการจะวัดซึ่งการเขียนสถานการณ์และการ เขียน 4) การสังเกต การสังเกตเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลหมายถึงการเฝ้าดูหรือศึกษาเหตุการณ์ของ เรื่องราวโดยละเอียด ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงการสังเกตเพื่อรวบรวมข้อมูล ย่อมขึ้นอยู่กับ วัตถุประสงค์ว่าใครเป็น ผู้สังเกต สังเกตอะไร ภายใต้สภาพการณ์ใด เพราะความหมายของการ สังเกตจะแปรเปลี่ยนไปตามบริบท (นิศา ชูโต, 2545 : 136) 4.1 ประเภทของการสังเกต เมื่อแบ่งตามเกณฑ์การมีส่วนร่วม การสังเกตแบ่งเป็น 2 ประเภท (พิชิต ฤทธิ์จรูญ, 2552: 73-74) คือ 4.1.1 การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participation Observation) เป็นการ สังเกตที่ผู้ สังเกตเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ต้องการสังเกต หรือเข้าไปเป็นสมาชิกคนหนึ่ง ใน กลุ่มที่ศึกษา จะทำให้ได้ข้อมูลที่ละเอียด ถูกต้อง ชัดเจน เป็นลักษณะของการ สังเกตทางตรง (Direct Observation) เช่น การศึกษาเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของ ชาวเขาที่มาอาศัยวัดถ้ำกระบอก จังหวัดสระบุรี ผู้สังเกตจะต้องเข้าไปอยู่ในวัดถ้ำ กระบอบนาน ๆ จนไม่รู้สึกว่าเป็นคนแปลกหน้า 4.1.2 การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non – Participation Observation) เป็นการ สังเกตที่ผู้สังเกตไม่ได้เข้าไปร่วมกิจกรรมในเหตุการณ์ที่ศึกษา แต่คอยเฝ้าดูอยู่ห่าง
43 ๆ อาจให้ผู้ถูกสังเกตรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้ การสังเกตแบบนี้เป็นการสังเกตทางอ้อม (Indirect Observation) ซึ่งอาจมีการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าช่วยในการเก็บ รวบรวมข้อมูล เช่น กล้อง ถ่ายภาพ กล้องถ่ายวีดีทัศน์ เป็นต้น เมื่อแบ่งตามการมีโครงสร้าง การสังเกตแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ (1) การสังเกตแบบมีโครงสร้าง (Structured Observation) เป็นการ สังเกตที่ได้กำหนดเรื่องราว หรือ ขอบเขตของเนื้อหาไว้ล่างหน้าแน่นอนว่าจะสังเกตพฤติกรรม หรือปรากฏการณ์อะไร มีการเตรียม เครื่องมือที่จะใช้ประกอบการสังเกตล่วงหน้า (2) การสังเกตแบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Observation) เป็นการ สังเกตที่ไม่มีการกำหนด เรื่องราวหรือขอบเขตของเนื้อหาไว้ล่างหน้า เป็นการสังเกตอย่างอิสระ ผู้สังเกตจะสังเกตอย่างกว้าง ๆ 4.2 หลักและวิธีการสังเกต มีแนวปฏิบัติดังนี้ 4.2.1 กำหนดเป้าหมายของการสังเกตให้แน่นอน และชัดเจนโดยกำหนด ขอบเขตของ เรื่องที่จะสังเกต รายละเอียดของเรื่อง และลักษณะของการสังเกต 4.2.2 สังเกตอย่างละเอียด มีขั้นตอนเป็นระบบ และตั้งใจตลอดระยะเวลาที่ สังเกต 4.2.3 ควรมีการบันทึกทันทีที่สังเกตไม่ควรทิ้งไว้นานเพราะอาจลืมได้และไม่ ควรบันทึก ให้ผู้ถูกสังเกตเห็น 4.2.4 ผู้สังเกตควรมีสุขภาพปกติ มีการรับรู้ที่ถูกต้องและรวดเร็ว 4.2.5 ผู้สังเกตต้องขจัดความอคติหรือความลำเอียงให้หมด วางตัวเป็นกลาง บันทึก เหตุการณ์ตามการรับรู้อย่างตรงไปตรงมาและไม่รังเกียจผู้ถูกสังเกต 4.2.6 ก่อนการสังเกตจริงควรมีการฝึกการสังเกต และบันทึกเหตุการณ์ 4.2.7 ไม่ควรตีความขณะสังเกตเพราะจะทำให้ความสนใจในการสังเกตลดลง 4.2.8 ควรระมัดระวังความคลาดเคลื่อนจากการสุ่มเวลา ดังนั้นบางเรื่องอาจ ต้องสังเกต ตามช่วงเวลาต่าง ๆ กัน หลาย ๆ ครั้ง หรือใช้ผู้สังเกตหลาย ๆ คน เพื่อให้ผลการ สังเกตเชื่อถือได้ 5) การสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์เป็นวิธีการรวบรวมข้อมูลโดยผู้รวบรวมมีโอกาสพบปะสนทนากับ ผู้ให้ข้อมูลโดยตรง และมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนทั้งสองฝ่าย คือ ผู้สัมภาษณ์และผู้ให้สัมภาษณ์ การสัมภาษณ์จะทำให้ได้ความรู้ ความจริง เกี่ยวกับพฤติกรรม คุณลักษณะ เจตคติ บุคลิกภาพ ท่วงที วาจา อุปนิสัย ปฏิภาณไหวพริบ นับว่า เป็นวิธีการที่รวบรวมข้อมูลได้ ละเอียด (พิชิต ฤทธิ์จรูญ, 2552 : 75-76) 5.1 ประเภทของการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 5.1.1 การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured or Standardized Interview) เป็นการ สัมภาษณ์ที่ใช้แบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นไว้แล้วเป็นแบบในการถาม กล่าวคือ ผู้สัมภาษณ์