44 จะใช้ถามตามแบบสัมภาษณ์กับผู้ให้สัมภาษณ์เหมือนกันหมดทุกคนการสัมภาษณ์แบบ นั้นมีลักษณะไม่ค่อยยืดหยุ่น แต่มีข้อดีคือจัดหมวดหมู่ข้อมูลได้ง่ายและสะดวกใน การ วิเคราะห์ การสัมภาษณ์วิธีนี้อาจกระทำเป็นรายบุคคล หรือกลุ่มย่อย ๆ ก็ได้ เหมาะ สำหรับ ผู้สัมภาษณ์ที่ยังไม่มีความชำนาญในการสัมภาษณ์ 5.1.2 การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured or Standardized Interview) เป็น การสัมภาษณ์ที่ไม่ใช้แบบสัมภาษณ์ กำหนดเพียงแนวหัวข้อการสัมภาษณ์ กว้าง ๆ ผู้ สัมภาษณ์จะตั้งคำถามเองในแต่ละหัวข้อ ไม่จำเป็นต้องใช้คำถามที่เหมือนกันหมดกับ ผู้ให้สัมภาษณ์ทุกคน และมีอิสระในการดัดแปลงคำถามให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ผู้ให้ สัมภาษณ์ตอบได้โดยอิสระ การสัมภาษณ์ลักษณะนี้จะต้องมีความชำนาญในการ สัมภาษณ์มาก 5.2 หลักและวิธีการสัมภาษณ์ มีแนวปฏิบัติดังนี้ 5.2.1 ก่อนการสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ต้องสร้างความสัมพันธ์ สร้างความไว้ เนื้อเชื่อใจกับผู้ที่จะ ถูกสัมภาษณ์โดยจะต้องแนะนำตัวเอง บอกจุดมุ่งหมายของการสัมภาษณ์ ประโยชน์ที่ จะได้รับ และแจ้งว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลในลักษณะส่วนตัว รวมทั้งหากมีการบันทึก เทป ต้องขออนุญาตผู้ให้สัมภาษณ์ก่อน และเพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศให้เกิดความร่วมมือ ก่อนเริ่มสัมภาษณ์ควรใช้เวลาสนทนาเรื่องผู้ให้สัมภาษณ์สนใจทั่ว ๆ ไป ก่อนดำเนินการ สัมภาษณ์ในเรื่องที่ต้องการ ผู้สัมภาษณ์ควรเป็นผู้ที่พูดจาชัดถ้อยชัดคำ มีความอ่อนน้อม สุภาพ เป็นนักฟังที่ดี จับประเด็นได้ และเข้าถึงอารมณ์ของผู้ถูกสัมภาษณ์ได้ 5.2.2 ระหว่างการสัมภาษณ์ มีสิ่งที่ควรคำนึงถึง ดังนี้ 5.2.2.1 ถามทีละคำถาม ด้วยคำถามที่เข้าใจง่าย ชัดเจน ฟังแล้ว สามารถตอบได้ ทันที ไม่ต้องแปลความหมายอีกครั้ง หากผู้ให้สัมภาษณ์ไม่เข้าใจคำถามก็ อธิบายคำถามหรือตั้งคำถามใหม่ 5.2.2.2 ไม่ควรชี้แนะคำตอบ ไม่ควรเร่งรัดคำตอบจากผู้ให้สัมภาษณ์ 5.2.2.3 ไม่วิจารณ์คำตอบ หรือพูดในลักษณะสั่งสอนผู้ให้สัมภาษณ์ 5.2.2.4 ใช้ไหวพริบสังเกตท่าทางของผู้ให้สัมภาษณ์ด้วยว่า เต็มใจหรือ ลำบากใจที่ จะตอบตามความจริงหรือไม่ เช่น บางเรื่องรู้สึกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่รู้สึก ละอายเป็นปมด้อย พูดไปแล้วจะเป็นการเสียประโยชน์ หรือเป็นเรื่องที่รู้สึก ว่าถูกตรวจสอบหรือลองภูมิผู้ สัมภาษณ์จะต้องระวังอย่างให้เกิดความรู้สึก ดังกล่าวเพราะจะทำให้ได้ข้อมูลที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริงได้ 5.2.2.5 กรณีที่ยังไม่ได้ตอบที่ชัดเจนเมื่อจบการสัมภาษณ์แล้วอาจย้อนมาถามใหม่ ในเชิงทบทวนว่าคำถามนี้ ตอบแบบนี้ใช่หรือไม่ 5.2.2.6 2.6) กล่าวขอบคุณผู้ให้สัมภาษณ์เมื่อสัมภาษณ์เสร็จแล้ว
45 5.3 หลังการสัมภาษณ์ มีสิ่งที่ควรคำนึงถึง ดังนี้ 5.3.1 ต้องจดบันทึกทันทีหลังสัมภาษณ์เสร็จแล้วเพื่อกันลืม 5.3.2 ควรบันทึกเฉพาะเนื้อหาสาระจากการสัมภาษณ์เท่านั้น ไม่ต้อง ใส่ความคิดเห็นของผู้ สัมภาษณ์ลงไปด้วย 5.3.3 คำถามใดถ้าไม่ได้คำตอบ ผู้สัมภาษณ์ควรจะบันทึกเหตุผลด้วย 5.3.4 ตรวจสอบความสมบูรณ์ของการจดบันทึกในแบบสัมภาษณ์ก่อนการวิเคราะห์ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เอกราช ตาแก้ว (2564 : 78-79) ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรูเรื่อง ธาตุและ สารประกอบ โดยการจัดการเรียนรูแบบสืบเสาะหาความรูรวมกับแนวคิดหองเรียนกลับดาน สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 จากการวิเคราะหประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรูเรื่อง ธาตุและสารประกอบ โดย การจัดการเรียนรูแบบสืบเสาะหาความรูรวมกับแนวคิดหองเรียนกลับดาน โดยใชคะแนนรวมการทำกิจกรรม ระหวางเรียน (E1) แตละชุดกิจกรรมการเรียนรูและคะแนนจากแบบทดสอบหลังเรียน (E2) จากชุดกิจกรรม การเรียนรูทั้งหมด รวม 8 ชุด จากผลการวิเคราะหประสิทธิภาพของ ชุดกิจกรรมการเรียนรูตามตารางที่ 1 พบวาชุดกิจกรรมการเรียนรูเรื่อง ธาตุและสารประกอบ โดยการจัดการเรียนรูแบบสืบเสาะหาความรูรวมกับ แนวคิดหองเรียนกลับด้าน สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4มีประสิทธิภาพเทากับ 81.39/81.57 ซึ่งมีประสิทธิภาพ สูงกวาเกณฑที่กำหนด 80/80 โดยที่รอยละ 81.39 คือคะแนนเฉลี่ยจากการทำกิจกรรมระหวางเรียนแตละชุด กิจกรรมการเรียนรู(E1) และรอยละ 81.57 คือ คะแนนเฉลี่ยรอยละจากการทำแบบทดสอบหลังเรียน (E2) จากผลที่ไดกลาวมาแลวแสดงใหเห็นวา ชุดกิจกรรมการเรียนรูที่ผูวิจัยสรางขึ้น โดยนําเทคโนโลยีมาประยุกตใช กับชุดกิจกรรมการเรียนรูทำใหมีความสะดวกในการใชงานสงผลใหการจัดการเรียนรูเขาใจงาย และ ประหยัดเวลาในการอธิบายเนื้อหาในชั้นเรียน เนื่องจากนักเรียนไดศึกษาเนื้อหาลวงหนามาแลว นักเรียน สามารถทำความเขาใจดวยตนเองได ทำใหมีเวลาในชั้นเรียนเพิ่มที่สามารถนํามาจัดกิจกรรมการทดลองในชั้น เรียนไดมากยิ่งขึ้น มีเวลาในการตรวจสอบ และชวยเหลือในการทำแบบฝกหัดของนักเรียนสอดคลองกับOffice of the National Education Commission (2016) ที่ตองการเตรียมนักเรียนให พรอมในโลกที่มีการ เปลี่ยนแปลงอยางพลวัต พัชฎา บุตรยะถาวร (2563 :37-38) ทำการวิจัยเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ ห้องเรียนกลับด้านด้วยการเรียนออนไลน์กับวิธีการสอนแบบสืบเสาะ (5Es) วิชาชีววิทยาพื้นฐานระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง ระบบภูมิคุ้มกัน จากผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนและระดับ ความพึงพอใจที่มีต่อของนักเรียนที่เรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านด้วยการเรียนออนไลน์สูงกว่า วิธีการสอนแบบสืบเสาะ (5Es) เนื่องจากนักเรียนสามารถเข้าเรียนเนื้อหาในระบบออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา และยังได้ฝึกทำแบบฝึกหัดในรูปแบบเกมส์ในช่องทางออนไลน์ซึ่งทำห้นักเรียนมีความสนใจในเนื้อหามากขึ้น และมีความสนุกสนานกับการได้เล่นเกมส์เพื่อสรุปความคิดรวบยอดหลังเรียนทำให้นักเรียนมีความเข้าใจมาก ขึ้น อีกทั้งในการจัดการเรียนการสอนได้ใช้แพลตฟอร์มที่สามารถสอนออนไลน์แบบเรียลไทม์ กล่าวคือ ครูและ
46 นักเรียนสามารถพูดคุย ถามตอบในขณะเรียนได้ทันทีในระหว่างเรียน และหากนักเรียนคนใดไม่สะดวกเข้า เรียนในช่วงเวลาที่ครูสอน นักเรียนสามารถเรียนจาก VDO ย้อนหลังที่ครูบันทึกการสอนไว้ได้ ทำให้ตอบสนอง ต่อนักเรียนที่มีเวลาเรียนน้อยเนื่องจากติดภารกิจหรือมีกิจกรรมอื่นๆในชั่วโมงเรียน นอกจากนี้การจัดการเรียน การสอนแบบห้องเรียนกลับด้านด้วยการเรียนออนไลน์ยังสามารถตอบสนองต่อนโยบายการเรียนออนไลน์ ในช่วงการระบาดของไวรัส COVID-19 เนื่องจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า ปทุมธานี อยู่ในเขตพื้นที่ การระบาดจำนวนมากตั้งแต่ระลอกแรกจนถึงระลอกที่สอง ทำให้โรงเรียนต้องจัดให้มีการออนไลน์ใน ระยะเวลาหลายเดือน และเมื่อสถานการณ์คลี่คลายก็มีนโยบายสลับกลุ่มมาเรียนทำให้ยังต้องมีการสอน ออนไลน์สำหรับนักเรียนกลุ่มที่เรียนออนไลน์ที่บ้าน และเมื่อนักเรียนได้เรียนเนื้อหาที่บ้านโดยการเรียน ออนไลน์แล้ว เมื่อถึงช่วงที่นักเรียนมาเรียนที่โรงเรียนนักเรียนได้มีเวลาลงมือปฏิบัติได้อย่างเต็มที่เนื่องจากได้ เรียนเนื้อหาจบแล้วโดยการเรียนออนไลน์ที่บ้าน ทำให้นักเรียนได้เรียนแบบลงมือปฏิบัติจริงได้เต็มที่จนเกิดองค์ ความรู้ที่คงทนถาวรที่เกิดจากประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติมากกว่าการสอนแบบสืบเสาะที่ต้องใช้เวลาใน การเรียนเนื้อหามากกว่าและทำให้มีเวลาลงมือปฏิบัติน้อยกว่า และเมื่อคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น ก็จะส่งผลให้ค่าประสิทธิภาพ และค่าดัชนีประสิทธิผลสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของชลยา เมาะราศี(2556) ได้ศึกษาเรื่องผลการเรียนที่ใช้วิธีการสอนแบบย้อนกลับร่วมกับห้องเรียนแบบกลับด้านบน เครือข่ายสังคม (Social Network) โดยพบว่าผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่พัฒนาเพิ่มขึ้น ความพึงพอใจ ของผู้เรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบย้อนกลับร่วมกลับห้องเรียนแบบกลับด้านบนเครือข่ายสังคมอยู่ในระดับ ดี ชบาพร พิมวัน (2563 : 90) ทำการวิจัยเรื่อง การจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบ เสาะหาความรู้ ( 5E) ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมบัติของสาร พันธุกรรมและมิวเทชัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 ผลการเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ก่อน เรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับ สืบเสาะหาความรู้ (5E) มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนทั้ง 3 ด้าน เท่ากับ 20.67คิดเป็นจำนวนร้อยละเท่ากับ 73.83 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนทั้ง 3 ด้าน เท่ากับ 23.68คิดเป็นจำนวนร้อยละเท่ากับ 84.59 ผลการเปรียบเทียบ ทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนพบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งมีความแตกต่าง กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เนื่องจากการจัดกิจกรรมแบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหา ความรู้ (5E) ผู้สอนได้ออกแบบวิธีการสอนจากการบรรยายเนื้อเป็นการให้นักเรียนได้ศึกษาด้วยตนเองจากนอก ห้องเรียน โดยผ่านทางสื่อเทคโนโลยีที่ผู้สอนเป็นจัดหาให้ จากนั้นผู้สอนจะชี้แนะแนวทางในการศึกษาค้นคว้า เพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจเนื้อหาที่ต้องการสื่อและทำกิจกรรมนอกห้อง ซึ่งในกิจกรรมนักเรียนจะได้ออกแบบ กิจกรรม จัดเรียงล าดับขั้นตอนและจัดจำแนกเนื้อหา เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเนื้อหา พร้อมทั้งสรุป เมื่อ กลับมาในชั้นเรียนเพื่อมาอภิปรายกบเพื่อนและผู้สอน ัโดยผู้สอนจะคอยให้คำแนะนำและตั้งคำถามให้นักเรียน ได้ร่วมกันแก้ปัญหา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับนักเรียน
47 ทิชานนท์ ชุมแวงวาปี และลัดดา ศิลาน้อย (2558, น. 7-14) ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และทักษะการแก้ปัญหาด้วยวิธีการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาในการวิจัย ที่ใช้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการปฏิบัติการ คือ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วย วิธีการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคห้องเรียนกลับด้าน จำนวน 9 แผน ใช้เวลาในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้จำนวน 9 ชั่วโมง 2) เครื่องมือสะท้อนผลการปฏิบัติการได้แก่ แบบบันทึกการสอนประจำวันของครู แบบสังเกตพฤติกรรมการสอนของครูโดยผู้ช่วยผู้วิจัย แบบสัมภาษณ์นักเรียน และแบบทดสอบย่อยท้ายวงจร 3) เครื่องมือที่ใช้ประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติการ ได้แก่แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการวิจัย พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนักเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ภาณุวัฒน์ เวท า (2559, น. 179) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการรู้วิทยาศาสตร์ ระหว่างก่อน เรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 49 คน ได้มา โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยใช้ได้แก่แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีวิทยา วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐานคือ Hoteling’s T 2 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการ จัดการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา และการรู้วิทยาศาสตร์หลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ่ระดับ .01
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยในชั้นเรียนเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับ แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน ผู้วิจัยดำเนินการวิจัยตามกรอบของหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ 1. ระเบียบวิธีวิจัย ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experiment Research) วิเคราะห์ข้อมูล จากข้อมูลเชิงปริมาณ (Qualitative Data) ร่วมกับข้อมูลเชิงคุณภาพ (Quantitative Data) แหล่งข้อมูล 1.1 ประชากร คือ ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 1.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนน้ำริดวิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 29 คน 2. เครื่องมือการวิจัย 1. นวัตกรรม 1.1 เครื่องมือที่เป็นนวัตกรรม นวัตกรรมที่ใช้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน 1.2 วิธีการสร้างและหาคุณภาพ การสร้างและหาคุณภาพแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 1. ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) 2. วิเคราะห์สาระการเรียนรู้ที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐานการเรียนรู้ ว 2.3 ตัวชี้วัด ม.3/1-5 3. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ และศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิด ห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น 4. สร้างแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับ แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา ตรวจสอบความถูกต้อง
49 5. นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิด ห้องเรียนกลับด้าน ที่เขียนขึ้นเสนอผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ประเมินความเหมาะสม ระหว่างตัวชี้วัด สาระการ เรียนรู้ สื่อ และแหล่งการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผล นำมาแก้ไข ปรับปรุงตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ฉบับสมบูรณ์ที่ปรับปรุงแล้ว เสนอผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาระดับ ความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เกณฑ์การประเมินระดับความคิดเห็นแบบมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating Scale) ซึ่งมี 5 ระดับ ตามความเหมาะสม ดังนี้ เหมาะสมมากที่สุด ให้ 5 คะแนน เหมาะสมมาก ให้ 4 คะแนน เหมาะสมปานกลาง ให้ 3 คะแนน เหมาะสมน้อย ให้ 2 คะแนน เหมาะสมน้อยที่สุด ให้ 1 คะแนน กำหนดเกณฑ์ในการแปลความหมาย ดังนี้ เกณฑ์การประเมิน ระดับคะแนนเฉลี่ย เหมาะสมมากที่สุด 4.51 – 5.00 เหมาะสมมาก 3.51 – 4.50 เหมาะสมปานกลาง 2.51 – 3.50 เหมาะสมน้อย 1.51 – 2.50 เหมาะสมน้อยที่สุด 1.00 – 1.50 โดยค่าความเหมาะสมค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไป ถือว่าเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ได้ 7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา ให้พิจารณาตรวจสอบอีกครั้ง แล้วจัดพิมพ์เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ เพื่อนำไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือรวบรวมข้อมูล 2.1 ชนิดของเครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจ 2.2 วิธีการสร้างและหาคุณภาพ ดำเนินการสร้างและหาประสิทธิภาพทั้งเชิงเหตุผลและเชิง ประจักษ์ของแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจตามลำดับขั้น ดังนี้ 1. ทำการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการที่ เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจ 2. สร้างฉบับร่างแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจ โดยอ้างอิงผลการศึกษาเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้อ 1 ก่อนหน้า 3. สร้างแบบประเมินค่าดรรชนีความสอดคล้อง (Index of Item –Objective Congruence: IOC) เพื่อให้ผู้เชียวชาญทำการประเมินค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity)
50 ของเครื่องมือรวบรวมข้อมูล 4. นำเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่สร้างเป็นฉบับร่างไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาด้าน เทคโนโลยีการศึกษา และด้านการวิจัยหรือการวัดประเมินผลด้านละ 1 คน ทำการประเมินความเที่ยงตรงเชิง เนื้อหาด้วยแบบประเมิน IOC แต่ละข้อคำถาม(Item) ของแต่ละประเด็นที่ประเมินต้องมีค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 0.5 จึงจะตัดสินว่า ข้อคำถามนั้นมีความเหมาะสม 5. นำเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่ผ่านการประเมินดังกล่าวข้อ 4 มาแก้ไขปรับปรุง ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ (ถ้ามี) 6. นำแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจไปทดลองกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างเพื่อหาระดับ ความพึงพอใจ 2.3 วิธีการสร้างและหาคุณภาพ ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เมื่อทดลองการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติเรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. ศึกษาเอกสาร ตำรา หลักสูตรสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ จากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) และหนังสือเรียน รายวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2. วิเคราะห์ตัวชี้วัด ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระการเรียนรู้ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น 3. สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ (Multiple choice) 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ โดยให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระที่ต้องการวัด จากนั้นนำไปให้อาจารย์ที่ปรึกษา พิจารณาความเที่ยงตรงของเนื้อหาและโครงสร้าง ตลอดจนภาษาที่ใช้ และปรับปรุงแก้ไข ข้อบกพร่องต่างๆ ตามข้อแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษา 4. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ที่ปรับปรุง แก้ไขแล้ว ไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ประเมินความเที่ยงตรงตามเนื้อหา โครงสร้าง และภาษาที่ใช้ และ ด าเนินการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเที่ยงตรงโดยพิจารณาความสอดคล้องของข้อสอบ โดยใช้สูตร IOC (Item Objective Congruence) โดยมีเกณฑ์การประเมิน ดังนี้ +1 เมื่อ แน่ใจว่าข้อสอบข้อนั้นสามารถใช้ได้ 0 เมื่อ ไม่แน่ใจว่าข้อสอบข้อนั้นสามารถใช้ได้ -1 เมื่อ แน่ใจว่าข้อสอบข้อนั้นไม่สามารถใช้ได้
51 การประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาด้วยแบบประเมิน IOC แต่ละข้อค าถาม (Item) ของแต่ ละประเด็นที่ประเมินต้องมีค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 0.5 จึงจะตัดสินว่า ข้อคำถามนั้นมีความเที่ยงตรง 5. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ที่สร้างขึ้นและผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ไปทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ไม่ใช่ กลุ่มตัวอย่าง 6. นำผลการทดสอบมาวิเคราะห์หาความยากง่าย โดยคัดเลือกข้อสอบที่มีค่าความยาก ง่ายตั้งแต่ 0.20 – 0.80 และค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อ โดยคัดเลือกข้อสอบที่มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป และวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ โดยมีเกณฑ์ประเมินผ่านทั้งฉบับที่ 0.7 ถ้าน้อยกว่า ต้องท าการปรับปรุงแบบทดสอบใหม่ 7. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง 3. การดำเนินการรวบรวมข้อมูล 3.1 ทำการทดสอบก่อนการใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลสัมฤทธิ์จาก การทดสอบคือความคงทนของความรู้จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเดิมก่อนการทำวิจัย 3.2 ทดลองการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิด ห้องเรียนกลับด้าน 3.3 ทำการทดสอบหลังการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติผลสัมฤทธิ์จากการทดสอบคือความรู้ที่ เกิดจากการทดลองการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียน กลับด้าน 3.4 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ก่อนการทำวิจัย และหลัง การทดลองการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน 3.5 ให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยาตอบแบบสอบถามวัดระดับความ พึงพอใจจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น เพื่อเก็บข้อมูลและนำผลที่ได้จากการทดสอบไปวิเคราะห์ต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูล 1. การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาคุณภาพและประสิทธิภาพของเครื่องมือการวิจัย 1.1 ความเหมาะสมของนวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาขึ้นเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของ นักเรียน วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.2 ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด วิเคราะห์ด้วย IOC โดยใช้ โปรแกรมสำเร็จรูป
52 1.4 ความเชื่อมั่นของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด วิเคราะห์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ของครอนบาค โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป 1.5 ความยากง่ายของแบบทดสอบแต่ละข้อ วิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป 1.6 ค่าอำนาจการจำแนกของแบบทดสอบแต่ละข้อ วิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป 2. การวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัย 2.1 ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียน วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ซึ่งสูตร การคำนวณกล่าวแล้วในส่วนของการวิเคราะห์ความเหมาะสมของนวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาขึ้นเพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียน 2.2 ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียน วิเคราะห์ด้วย Independent t- Test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ α 0.05 2.3 ระดับความพึงพอใจ วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้โปรแกรม สำเร็จรูป 2.4 เกณฑ์ประเมินระดับความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ด้วยช่วงระดับค่าเฉลี่ยตามเกณฑ์ ของ บุญชม ศรีสะอาด (2545) ดังนี้ ระดับความพึงพอใจ ช่วงระดับค่าเฉลี่ย มีความพึงพอใจที่ระดับมากสุด 4.51 – 5.00 มีความพึงพอใจที่ระดับมาก 3.51 – 4.50 มีความพึงพอใจที่ระดับปานกลาง 2.51 – 3.50 มีความพึงพอใจที่ระดับน้อย 1.51 – 2.50 มีความพึงพอใจที่ระดับน้อยสุด 1.00 – 1.50
บทที่ 4 ผลการวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน ผู้วิจัยเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามประเด็นของวัตถุประสงค์การวิจัย ดังนี้ 1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ของผู้เรียนระดับชั้นมันธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา ระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน 3. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา ที่มีต่อ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น 1. ผลการพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน 1.1 ตัวนวัตกรรม แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ประกอบไปด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับ แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน จำนวนทั้งสิ้น 4 แผน ใช้เวลาในการจัดกิจกรรม 8 ชั่วโมง (รายละเอียด ของ แผนการจัดการเรียนรู้กล่าวแล้วในภาคผนวก ข) 1.2 การหาคุณภาพของนวัตกรรม 1.2.1 การหาคุณภาพเชิงเหตุผล จากการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้แบบ ใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ด้วยแบบประเมิน ความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน ผลการประเมินแสดงดังตารางที่ 4.1
54 ตารางที่ 4.1 ผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น จากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน ประเด็นที่ประเมิน รายการประเมิน ̅ . . แปลผล ด้านจุดประสงค์ การเรียนรู้ 1. จุดประสงค์การเรียนรู้มีความชัดเจนถูกต้อง 4 1 มาก 2. จุดประสงค์การเรียนรู้สอดคล้องกับตัวชี้วัดและมาตรฐาน การเรียนรู้ 4 1 มาก 3. กำหนดจุดประสงค์ด้านความรู้ (K) สอดคล้องกับตัวชี้วัด 4 1 มาก 4. กำหนดจุดประสงค์ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) สอดคล้อง กับตัวชี้วัด 4 1 มาก 5. กำหนดจุดประสงค์ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ได้เหมาะสม 4.33 0.58 มาก ด้านเนื้อหา 1. เนื้อมีความถูกต้อง ครบถ้วนตามหลักวิชา 4 1 มาก 2. การเขียนสาระสำคัญกระชับครอบคลุมตามเนื้อหา 4 1 มาก 3. มีกลยุทธ์ในการเร้า หรือกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน 4.33 0.58 มาก 4. เนื้อหาเหมาะสมและสอดคล้องกับตัวชี้วัด/มาตรฐานการ เรียนรู้ 4 1 มาก ด้านการจัด กิจกรรม การเรียนรู้ 1. กิจกรรมมีความหลากหลาย น่าสนใจ 4 1 มาก 2. เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม 4.33 0.58 มาก 3. สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 4 1 มาก 4. สอดคล้องกับตัวชี้วัด/มาตรฐานการเรียนรู้ 4 1 มาก 5. ผู้เรียนได้เรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง 4.33 0.58 มาก ด้านสื่อ การเรียนรู้ 1. สื่อที่ใช้มีความหลากหลาย 4 1 มาก 2. สื่อเหมาะสมและสัมพันธ์กับตัวชี้วัด 4.66 0.58 มากที่สุด 3. สื่อเหมาะสมกับลักษณะของผู้เรียน 4.33 0.58 มาก ด้านการวัดและ ประเมินผล 1. สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 4 1 มาก 2. มีการบันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้ 4 1 มาก 3. วิธีการวัดผลประเมินผลถูกต้องเหมาะสม 4 1 มาก 4. ใช้เครื่องมือการวัดผลประเมินผลที่เหมาะสม 4 1 มาก เฉลี่ยรวม 4.11 0.64 มาก
55 จากตารางที่ 4.1 พบว่า แต่ละรายการที่ประเมินของแต่ละประเด็นมีค่าคะแนนเฉลี่ยตั้งแต่ 4 – 5 และ เฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.11 อยู่ในระดับมาก ซึ่งผ่านเกณฑ์ประเมินคือ 3.50 ดังนั้นจึงสรุปว่าแผนการจัดการเรียนรู้ แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น มีความ เหมาะสม 2. ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ 2.1 คะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ จากการทดลองจัดการเรียนรู้เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำ ริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 29 คน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับ แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน แสดงดังตารางที่ 4.2 ตารางที่ 4.2 ผลคะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 29 คน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เลขที่ คะแนนจากแบบทดสอบก่อนเรียน คะแนนจากแบบทดสอบหลังเรียน 1 13 18 2 16 21 3 17 23 4 14 19 5 15 20 6 15 21 7 16 22 8 12 19 9 12 20 10 17 24 11 16 23 12 15 21 13 14 25 14 15 23 15 13 21
56 ตารางที่ 4.2 ผลคะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 29 คน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เลขที่ คะแนนจากแบบทดสอบก่อนเรียน คะแนนจากแบบทดสอบหลังเรียน 16 14 22 17 16 25 18 15 24 19 16 24 20 16 25 21 15 22 22 17 23 23 16 24 24 16 24 25 15 21 26 17 23 27 15 21 28 16 21 29 16 21 รวม คะแนนรวม 440 คิดเป็นร้อยละ 50.57 ̅ = . . . = . คะแนนรวม 640 คิดเป็นร้อยละ 73.56 ̅ = . . . = . จากตารางที่ 4.2 จากการจัดการเรียนรู้เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 29 คน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน นักเรียนมีระดับค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ก่อนการเรียนรู้ 15.17 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.39 และมีระดับค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนรู้ 22.06 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 1.91
57 2.2 การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ การเปรียบเทียบผลคะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 29 คน โดยใช้กระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน ผลการเปรียบเทียบด้วยวิธีการทางสถิติIndependent t- Test แสดงดังตารางที่ 4.3 ตารางที่ 4.3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 29 คน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน การทดสอบ n คะแนนเต็ม Mean S.D. % of Mean t Sig ก่อนเรียน 29 30 15.17 1.39 50.57 24.06 * 0.0000 หลังเรียน 29 30 22.06 1.91 73.56 จากตารางที่ 4.3 เมื่อทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 29 คน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน ด้วยวิธีการทางสถิติ Independent t- Test พบว่า การทดสอบก่อนเรียน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 15.37 คะแนน และการ ทดสอบหลังเรียน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 22.06 คะแนน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของ นักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจ จากการจัดการเรียนรู้ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 29 คน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิด ห้องเรียนกลับด้าน เมื่อวัดระดับความพึงพอใจ โดยกำหนดกรอบเนื้อหาความพึงพอใจออกเป็นทั้ง 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านผู้สอน ด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้านสื่อประกอบการเรียนรู้ และด้านการประเมินผล การเรียนรู้ผลการวัด แสดงดังตารางที่ 4.4
58 ตารางที่ 4.4 ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา ปีการศึกษา 2565 จำนวน 29 คน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับ แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ประเด็นและรายการที่ประเมิน ̅ . . ระดับความพึงพอใจ ชื่อประเด็นด้านผู้สอน 1. ใช้ภาษาที่เหมาะสมและเข้าใจง่าย 4.51 0.79 มากที่สุด 2. สามารถอธิบายเนื้อหาได้ชัดเจนและตรงประเด็น 4.54 0.72 มากที่สุด 3. มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ ในเนื้อหาวิชา 4.51 0.79 มากที่สุด เฉลี่ยรวม 4.52 0.76 มากที่สุด ชื่อประเด็นด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ 1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีความหลากหลาย 4.49 0.72 มาก 2. กิจกรรมการเรียนรู้จัดลำดับขั้นตอนได้ถูกต้อง เหมาะสม 4.70 0.73 มากที่สุด 3. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ 4.49 0.72 มาก 4. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมและสืบเสาะหาความรู้ ได้ด้วยตนเอง 4.70 0.73 มากที่สุด 5. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เน้นกระบวนการจัดการเรียนรู้เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญ 4.82 0.51 มากที่สุด 6. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สรุปองค์ความรู้ด้วยตนเองและ นำเสนอรูปแบบต่าง ๆ 4.44 0.72 มาก เฉลี่ยรวม 4.60 0.68 มากที่สุด
59 ตารางที่ 4.4 ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา ปีการศึกษา 2565 จำนวน 29 คน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับ แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น จากตารางที่ 4.4 พบว่า เมื่อวิเคราะห์โดยภาพรวม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ระดับมากที่สุด (̅ = 4.55 . = 0.72) แต่เมื่อ วิเคราะห์เป็นรายด้านโดยเรียงลำดับระดับค่าคะแนนเฉลี่ยจากระดับมากสุด 3 ลำดับ พบว่า นักเรียนมีความพึง พอใจต่อด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้(̅ = 4.60 . = 0.68) มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านสื่อการเรียนรู้ (̅ = 4.56 . = 0.69) มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด เช่นเดียวกับด้านการวัดผล ประเมินผลการเรียนรู้(̅ = 4.53 . = 0.78) และลำดับสุดท้ายคือด้านการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ (̅ = 4.52 . = 0.76) มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด ประเด็นและรายการที่ประเมิน ̅ . . ระดับความพึงพอใจ ชื่อประเด็นด้านสื่อการเรียนรู้ 1. สื่อการเรียนรู้มีความหลากหลาย เหมาะสมกับผู้เรียน 4.41 0.82 มาก 2. สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 4.46 0.76 มาก 3. สื่อการเรียนรู้ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเข้าใจ เกิดความคิด รวบยอดอย่างรวดเร็ว และสรุปความรู้ได้ด้วยตนเอง 4.82 0.51 มากที่สุด เฉลี่ยรวม 4.56 0.69 มากที่สุด ชื่อประเด็นด้านการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ 1. การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้มีความเหมาะสมกับผู้เรียน 4.70 0.73 มากที่สุด 2. การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ 4.36 0.84 มาก 3. การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้มีความหลากหลาย สามารถ วัดผลประเมินผลการเรียนรู้ได้จริง 4.70 0.73 มากที่สุด 4. ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ 4.36 0.84 มาก เฉลี่ยรวม 4.53 0.78 มากที่สุด เฉลี่ยรวมทั้งหมด 4.55 0.72 มากที่สุด
บทที่ 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน ผู้วิจัยสามารถสรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะตามลำดับ ดังนี้ สรุปผลการวิจัย การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ประกอบไปด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิด ห้องเรียนกลับด้าน จำนวน 4 แผน มีระดับความเหมาะสมประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ผลการ ประเมินเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.11 อยู่ในระดับเหมาะสมมาก ภายหลังการการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับนักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 29 คน เมื่อทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ เรื่อง วงจรไฟฟ้า เบื้องต้น กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 29 คน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน ด้วยวิธีการทางสถิติ Independent t- Test พบว่า การทดสอบก่อนเรียน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 15.37 คะแนน และการทดสอบหลังเรียน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 22.06 คะแนน พบว่า คะแนน สอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อทำการประเมินระดับ ความพึงพอใจโดยภาพรวม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับ ด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ระดับมากที่สุด (x ̅= 4.55 S.D = 0.72) แต่เมื่อวิเคราะห์เป็นรายด้านโดย เรียงลำดับระดับค่าคะแนนเฉลี่ยจากระดับมากสุด 3 ลำดับ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อด้านการจัด กระบวนการเรียนรู้ (x ̅= 4.60 S.D = 0.68) มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด รองลงมาคือด้านสื่อการเรียนรู้ (x ̅= 4.56 S.D = 0.69) มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด เช่นเดียวกับด้านการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ (x ̅= 4.53 S.D = 0.78) และลำดับสุดท้ายคือด้านการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ (x ̅= 4.52 S.D = 0.76) มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด
61 อภิปรายผลการวิจัย จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวในบทที่ 4 ประเด็นที่จะหยิบยกขึ้นมาสู่การอภิปรายผลการวิจัย ประกอบด้วย ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียน และระดับความพึงพอใจของนักเรียน แต่ละ ประเด็นดังกล่าว นำมาอภิปราย ดังนี้ 1. ผลการพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียน กลับด้าน แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ประกอบไปด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับ แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน จำนวนทั้งสิ้น 4 แผน ใช้เวลาในการจัดกิจกรรม 8 ชั่วโมง มีระดับความเหมาะสม ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ผลการประเมินเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.11 ซึ่งมีค่าความเหมาะสมอยู่ใน ระดับมาก เป็นผลมาจากการจัดการเรียนรูดวยกระบวนการสืบเสาะหาความรูร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับ ด้าน เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรูตามแนวการสร้างสรรคความรูโดยใหผู้เรียนคนหาความรูได้ด้วยตนเอง หรือสร้างสรรค ความรูด้วยตนเอง (Dechakupt, 2011) ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรูแบบสืบเสาะหาความ รูจะสามารถพัฒนาความสามารถในดานกระบวนการคิดและทำใหเกิดการเรียนรูทางดานความรูความจํา ดานความเขาใจและการนําไปใชได้ และงานวิจัยของ Sriphon (2013) ได้นํารูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหา ความรู5 ขั้นไปใชในการจัดการเรียนการสอน พบวานักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ซึ่งเห็นได้วาการ จัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ( Practice ) เป็นวิธีสอนที่ให้ประสบการณ์ตรงกับผู้เรียน โดยการให้ลงมือ ปฏิบัติจริง เป็นการสอนที่มุ่งให้เกิดการผสมผสานระหว่างทฤษฎีและภาคปฏิบัติ การลงมือปฏิบัติมักดำเนินการ ภายหลังการสาธิตการทดลองหรือ การบรรยาย เป็นการฝึกฝนความรู้ความเข้าใจจากทฤษฎีที่เรียนมาโดยเน้น การฝึกทักษะเรียนรูแบบสืบเสาะหาความรูร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน ช่วยใหนักเรียนได้แสวงหาความรู ด้วยตนเอง จะได้รับประสบการณตรงในการเรียนรูโดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการทาง ความคิด คนพบความรูหรือแนวทางวิทยาศาสตร์และแนวทางแกปญหาได้เอง จากการอภิปรายผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวข้างต้น จึงลงข้อสรุปว่า การจัดการเรียนรู้แบบใช้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น มีระดับความ เหมาะสมประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ผลการประเมินเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.11 อยู่ในระดับเหมาะสม มาก ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานการทำวิจัยที่กำหนดขึ้นคือ การจัดการเรียนรู้เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น โดยการ จัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก
62 2. ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียน จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวในบทที่ 4 พบว่าการจัดการเรียนรู้ เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 29 คน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน ด้วยวิธีการทางสถิติ Independent t- Test พบว่า การทดสอบก่อนเรียน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 15.37 คะแนน และการ ทดสอบหลังเรียน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 22.06 คะแนน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของ นักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นผลมาจากการจัดการเรียนรูดวยกระบวน การสืบเสาะหาความรูร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรูตามแนวการสร้างสรรค ความรูโดยใหผู้เรียนคนหาความรูได้ด้วยตนเอง หรือสร้างสรรค ความรูด้วยตนเอง (Dechakupt, 2011) ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนรูแบบสืบเสาะหาความรูจะสามารถพัฒนาความสามารถในดานกระบวนการคิดและ ทำใหเกิดการเรียนรูทางดานความรูความจํา ดานความเขาใจและการนําไปใชได้ และงานวิจัยของ Sriphon (2013) ได้นํารูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู5 ขั้นไปใชในการจัดการเรียนการสอน พบวานักเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ซึ่งเห็นได้วาการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ ( Practice ) เป็นวิธีสอนที่ให้ ประสบการณ์ตรงกับผู้เรียน โดยการให้ลงมือปฏิบัติจริง เป็นการสอนที่มุ่งให้เกิดการผสมผสานระหว่างทฤษฎี และภาคปฏิบัติการลงมือปฏิบัติมักดำเนินการภายหลังการสาธิตการทดลองหรือ การบรรยาย เป็นการฝึกฝน ความรู้ความเข้าใจจากทฤษฎีที่เรียนมาโดยเน้นการฝึกทักษะเรียนรูแบบสืบเสาะหาความรูร่วมกับแนวคิด ห้องเรียนกลับด้าน ช่วยใหนักเรียนได้แสวงหาความรูด้วยตนเอง จะได้รับประสบการณตรงในการเรียนรูโดยใช กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการทางความคิด คนพบความรูหรือแนวทางวิทยาศาสตร์และ แนวทางแกปญหาได้เอง จากการอภิปรายผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวข้างต้น จึงลงข้อสรุปว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น มีผลต่อการพัฒนา ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ คะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยที่กำหนดขึ้นคือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิด ห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอ เมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
63 3. ระดับความพึงพอใจของนักเรียน จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวในบทที่ 4 วิเคราะห์โดยภาพรวม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการ สืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ระดับมากที่สุด (x ̅= 4.55 S.D = 0.72) แต่เมื่อวิเคราะห์เป็นรายด้านโดยเรียงลำดับระดับค่าคะแนนเฉลี่ยจากระดับมากสุด 3 ลำดับ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ (x ̅= 4.60 S.D = 0.68) มีความพึงพอใจ ระดับมากที่สุด รองลงมาคือด้านสื่อการเรียนรู้ (x ̅= 4.56 S.D = 0.69) มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด เช่นเดียวกับด้านการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ (x ̅= 4.53 S.D = 0.78) และลำดับสุดท้ายคือด้านการวัดผล ประเมินผลการเรียนรู้ (x ̅= 4.52 S.D = 0.76) มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด ทั้งนี้เป็นเพราะ ว่า ผลการวิจัยเกิดขึ้นตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ คือ ระดับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ระบบนิเวศ มีระดับดีขึ้น เมื่อใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เป็นผลมาจากการจัดการ เรียนรูดวยกระบวนการสืบเสาะหาความรูร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรูตาม แนวการสร้างสรรคความรูโดยใหผู้เรียนคนหาความรูได้ด้วยตนเอง หรือสร้างสรรค ความรูด้วยตนเอง (Dechakupt, 2011) ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรูแบบสืบเสาะหาความรูจะสามารถพัฒนาความสามารถ ในดานกระบวนการคิดและทำใหเกิดการเรียนรูทางดานความรูความจํา ดานความเขาใจและการนําไปใชได้ และงานวิจัยของ Sriphon (2013) ได้นํารูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู5 ขั้นไปใชในการจัดการเรียน การสอน พบวานักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ซึ่งเห็นได้วาการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ ( Practice ) เป็นวิธีสอนที่ให้ประสบการณ์ตรงกับผู้เรียน โดยการให้ลงมือปฏิบัติจริง เป็นการสอนที่มุ่งให้เกิด การผสมผสานระหว่างทฤษฎีและภาคปฏิบัติ การลงมือปฏิบัติมักดำเนินการภายหลังการสาธิตการทดลองหรือ การบรรยาย เป็นการฝึกฝนความรู้ความเข้าใจจากทฤษฎีที่เรียนมาโดยเน้นการฝึกทักษะเรียนรูแบบสืบเสาะหา ความรูร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน ช่วยใหนักเรียนได้แสวงหาความรูด้วยตนเอง จะได้รับประสบการณ ตรงในการเรียนรูโดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการทางความคิด คนพบความรูหรือแนวทาง วิทยาศาสตร์และแนวทางแกปญหาได้เอง จากการอภิปรายผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวข้างต้น จึงลงข้อสรุปว่า การจัดการเรียนรู้แบบใช้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น มีผลต่อระดับความ พึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งอยู่ใน ระดับมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยที่กำหนดขึ้นคือ ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบใช้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น อยู่ในระดับมาก
64 ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะการใช้ประโยชน์ผลการวิจัย 1.1 การจัดการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เป็น การจัดกิจกรรมการเรียนรูตามแนวการสร้างสรรคความรูโดยใหผู้เรียนคนหาความรูได้ด้วยตนเอง หรือ สร้างสรรค ความรูด้วยตนเอง ดังนั้นเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีอิสระ ควรมี แหล่งเรียนที่หลากหลายมีการให้ศึกษาสถานการณ์ปัญหานอกสถานที่ 1.2 การจัดการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง แต่ก็ต้องร่วมกับการทำงานเป็นกลุ่ม ดังนั้น ครูผู้สอนควรกระตุ้นเตือนให้นักเรียนแบ่งหน้าที่กันทำงาน ไม่ให้นักเรียนทำงานเพียงคนเดียว และช่วยกันเสนอ ความคิด 2. ข้อเสนอแนะการศึกษาเพิ่มเติมหรือทำวิจัยต่อยอด 2.1 ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เพื่อการเรียนรู้ร่วมกับการสอนในรูปแบบอื่นๆ เช่น การสอนแบบ บูรณาการ การสอนแบบใช้สมองเป็นฐาน การสอนแบบ Active learning เป็นต้น ทั้งนี้เพราะครูจะได้จัด กิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับนักเรียน และเป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้ดียิ่งขึ้น 2.2 ควรนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบแบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิด ห้องเรียนกลับด้าน เป็นฐานไปพัฒนาทักษะด้านอื่น ๆ เช่น ความรับผิดชอบ ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการ นำเสนอ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นต้น
65 บรรณานุกรม จุฑารัตน์ อุสาทรัพย์. (2556). การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process). สืบค้นเมื่อ 15 ธันวาคม 2565 จาก https://newjume6.blogspot.com/2013/01 ทิศนา แขมมณี. (2544). นวัตกรรมการศึกษา. กรุงเทพฯ: เดอะมาสเตอร์กรุ๊ป แมนเนจเม้นท์. นรรัชต์ ฝันเชียร. (2563). การเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน (The 5 E’s of InquiryBased Learning). สืบค้นเมื่อ 15 ธันวาคม 2565, จาก https://www.trueplookpanya. .com/blog/content/82385/-blog-teametบุญชม ศรีสะอาด. (2545). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น. บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. (2546). การวัดประเมินผลการศึกษา. กรุงเทพฯ: ภาควิชาพื้นฐานการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ปทีป เมธาคุณวุฒิ. (2545). การเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการวิจัย. ในไพฑูรย์สินลารัตน์ (บรรณาธิการ). การเรียนการสอนที่มีการวิจัยเป็นฐาน, หน้า 21-37. กรุงเทพฯ: ศูนย์ตำราและ เอกสารทางวิชาการ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ไพฑูรย์ ทิพยสุข. (2555). กระบวนการสืบเสาะหาความรู้. สืบค้นเมื่อ 15 ธันวาคม 2565, จาก https://www.gotoknow.org/posts/196696?fbclid วสันต์ ศรีหิรัญ. (2560). ห้องเรียนกลับด้านกับการคิดวิเคราะห์. สืบค้นเมื่อ 15 ธันวาคม 2565 จาก file:///C:/Users/Advice/Downloads/jgrad_snru,+Journal+manager,+04+03-19- 28.pdf สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2564). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. อุทุมพร จามรมาน. (2549). การพัฒนาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. อักษรเจริญทัศน์. (2565). สร้างนักคิด ในห้องเรียนกลับด้าน Flipped Classroom. สืบค้นเมื่อ 15 ธันวาคม 2565, จาก https://www.aksorn.com/flipped-classroom เอกราช ตาแก้ว. (2564). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรูเรื่อง ธาตุและสารประกอบ โดยการจัดการเรียนรู แบบสืบเสาะหาความรูรวมกับแนวคิดหองเรียนกลับดาน สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4. สืบค้นเมื่อ 15 ธันวาคม 2565, จาก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSSE/article/view/
ภาคผนวก ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญ ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล
ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญ
รายนามผู้เชี่ยวชาญ รายนามผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 3 คน 1. นางกัลญา สวนสอน คุณครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ 2. นายปราณี เสียงดัง คุณครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ 3. นางทรงพร วังซ้าย คุณครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนน้ำริดวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์
ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง วงจรไฟฟ้า รหัสวิชา ว 23102 รายวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ครูผู้สอน นางสาวลัฐิกา สิงห์ดา เวลา 2 ชั่วโมง วันที่.......เดือน.......................พ.ศ................ คะแนนเก็บ 10 คะแนน 1. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2. ตัวชี้วัด ว 2.3 ม. 3/1 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักย์ กระแสไฟฟ้า และความต้านทาน และคำนวณปริมาณที่เกี่ยวข้องโดยใช้สมการ V = IR จากหลักฐานเชิงประจักษ์ 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. ด้านความรู้ (K) 1.1 นักเรียนสามารถอธิบายส่วนประกอบและประเภทของวงจรไฟฟ้าได้ 1.2 นักเรียนสามารถอธิบายการเขียนแผนภาพแสดงวงจรไฟฟ้าได้ 2. ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) 2.1 นักเรียนสามารถสื่อสารและนำความรู้เรื่องวงจรไฟฟ้าไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 3. ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 3.1 นักเรียนมีความใฝ่เรียนรู้และมุ่งมั่นในการทำงาน 4. สาระสำคัญ วงจรไฟฟ้าเป็นเส้นทางการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้า ประกอบด้วยแหล่งกำเนิดไฟฟ้า สายไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้า วงจรไฟฟ้านิยมเขียนแสดงด้วยแผนภาพ โดยใช้สัญลักษณ์แทนอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เพื่อให้ ผู้ออกแบบวงจรไฟฟ้าและผู้ที่นำวงจรไฟฟ้าไปใช้สามารถสื่อสารหรืออธิบายการต่อวงจรไฟฟ้าได้เข้าใจตรงกัน
5. สาระการเรียนรู้ วงจรไฟฟ้า 6. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครูดำเนินการทดสอบก่อนเรียน โดยให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน เพื่อตรวจสอบความพร้อม และพื้นฐานของนักเรียน ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1) ถามคำถามนักเรียนเพื่อกระตุ้นความสนใจ เช่น – นักเรียนเคยได้ยินคำว่า “วงจรไฟฟ้า” หรือไม่ (แนวคำตอบ เคย) – วงจรไฟฟ้าคืออะไร (แนวคำตอบ เส้นทางการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้า) 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำตอบ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้ เรื่อง วงจรไฟฟ้า ขั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน ชั้นเรียน (flipped classroom) ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 1) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) (1) แบ่งกลุ่มนักเรียนแล้วเปิดโอกาสให้นักเรียนในกลุ่มนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับวงจรไฟฟ้า ที่ครู มอบหมายให้ไปเรียนรู้ล่วงหน้าให้เพื่อนๆ ในกลุ่มฟัง จากนั้นให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมานำเสนอข้อมูลหน้า ห้องเรียน (2) ตรวจสอบว่านักเรียนทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบันทึกของ นักเรียน และถามคำถามเกี่ยวกับภาระงาน ดังนี้ – วงจรไฟฟ้ามีส่วนประกอบสำคัญอะไรบ้าง (แนวคำตอบ แหล่งกำเนิดไฟฟ้า สายไฟฟ้า และ อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ) – ส่วนประกอบของวงจรไฟฟ้าที่นำกระแสไฟฟ้าไปสู่อุปกรณ์ไฟฟ้าคืออะไร (แนวคำตอบ สายไฟฟ้า) (3) เปิดโอกาสให้นักเรียนตั้งประเด็นคำถามที่นักเรียนสงสัยจากการทำภาระงานอย่างน้อยคนละ 1 คำถาม ซึ่งครูให้นักเรียนเตรียมมาล่วงหน้า และให้นักเรียนช่วยกันตอบและแสดงความคิดเห็น (4) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับภาระงาน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า วงจรไฟฟ้า เป็นเส้นทางการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้า โดยประกอบด้วยแหล่งกำเนิดไฟฟ้า สายไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้า ต่างๆ
2) ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) (1) ให้นักเรียนศึกษาเรื่องวงจรไฟฟ้า จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียน เข้าใจว่า วงจรไฟฟ้าเป็นเส้นทางการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้า โดยประกอบด้วยแหล่งกำเนิดไฟฟ้า สายไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ซึ่งกระแสไฟฟ้าจะไหลออกจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าไปโดยรอบวงจรที่เชื่อมต่อกัน (2) อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเขียนแผนภาพแสดงวงจรไฟฟ้าให้นักเรียนเข้าใจว่า นักวิทยาศาสตร์ใช้ การเขียนแผนภาพและใช้สัญลักษณ์แทนอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ในวงจรไฟฟ้า เพื่อให้ผู้ออกแบบวงจรไฟฟ้าและผู้ ที่นำวงจรไฟฟ้าไปใช้สามารถสื่อสารหรืออธิบายการต่อวงจรไฟฟ้าได้เข้าใจตรงกัน (3) แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับวงจรไฟฟ้า ตามขั้นตอนดังนี้ – แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามที่ สมาชิกกลุ่มช่วยกันกำหนดหัวข้อย่อย เช่น ส่วนประกอบของวงจรไฟฟ้าและการเขียนแผนภาพแสดง วงจรไฟฟ้า – สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยที่ตนเองรับผิดชอบ โดยการสืบค้นจากหนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน หรืออินเทอร์เน็ต – สมาชิกกลุ่มนำข้อมูลที่สืบค้นได้มารายงานให้เพื่อน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมทั้งร่วมกัน อภิปรายซักถามจนคาดว่าสมาชิกทุกคนมีความรู้ความเข้าใจที่ตรงกัน – สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้ทั้งหมดเป็นผลงานของกลุ่ม และช่วยกันจัดทำรายงาน การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับวงจรไฟฟ้า (4) ครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติกิจกรรม (5) ครูคอยแนะนำช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส ให้นักเรียนทุกคนซักถามเมื่อมีปัญหา 3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหน้าห้องเรียน (2) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนวคำถาม เช่น – ถ้าวงจรไฟฟ้าไม่มีแหล่งกำเนิดไฟฟ้าจะเกิดอะไรขึ้น (แนวคำตอบ อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่สามารถ ทำงานได้ เนื่องจากไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลในวงจร) – ส่วนประกอบใดของวงจรไฟฟ้าที่ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น (แนว คำตอบ อุปกรณ์ไฟฟ้า) – การเขียนแผนภาพแสดงวงจรไฟฟ้ามีความสำคัญอย่างไร (แนวคำตอบ ทำให้ผู้ออกแบบ วงจรไฟฟ้าและผู้ที่นำวงจรไฟฟ้าไปใช้สามารถสื่อสารหรืออธิบายการต่อวงจรไฟฟ้าได้เข้าใจตรงกัน)
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า วงจรไฟฟ้า ประกอบด้วยแหล่งกำเนิดไฟฟ้า สายไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ โดยวงจรไฟฟ้าจะทำงานเมื่อกระแสไฟฟ้า ไหลออกจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าไปโดยรอบวงจรที่เชื่อมต่อกัน และวงจรไฟฟ้านิยมเขียนแสดงด้วยแผนภาพ โดยใช้สัญลักษณ์แทนอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เพื่อให้ผู้ออกแบบวงจรไฟฟ้าและผู้ที่นำวงจรไฟฟ้าไปใช้สามารถ สื่อสารหรืออธิบายการต่อวงจรไฟฟ้าได้เข้าใจตรงกัน 4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) (1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทของวงจรไฟฟ้าให้นักเรียนเข้าใจว่า วงจรไฟฟ้าแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ วงจรปิดและวงจรเปิด โดยวงจรปิด คือ วงจรไฟฟ้าที่กระแสไฟฟ้าไหลครบวงจร ส่วนวงจรเปิด คือ วงจรไฟฟ้าที่กระแสไฟฟ้าไหลไม่ครบวงจร 5) ขั้นประเมิน (Evaluation) (1) ให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อย่างไรบ้าง (3) นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และการนำ ความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ (4) ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคำถาม เช่น – วงจรไฟฟ้ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง แต่ละส่วนทำหน้าที่อะไร (แนวคำตอบ แหล่งกำเนิดไฟฟ้า ทำหน้าที่จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับวงจรไฟฟ้า สายไฟฟ้าทำหน้าที่นำกระแสไฟฟ้าไปสู่อุปกรณ์ไฟฟ้า และอุปกรณ์ ไฟฟ้าทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานอื่น ๆ) – วงจรเปิดทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงานไม่ได้เพราะอะไร (แนวคำตอบ เพราะวงจรเปิด คือ การที่ เส้นทางของกระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้าไม่เชื่อมต่อกัน ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลไม่ครบวงจร) ขั้นสรุป ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับวงจรไฟฟ้า โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโนทัศน์
7. สื่อการเรียนรู้ / แหล่งเรียนรู้ 1. แบบทดสอบก่อนเรียน 2. สื่อการเรียนรู้ PowerPoint เรื่องวงจรไฟฟ้า 8. ชิ้นงาน / ภาระงาน 1. สมุดประจำตัวนักเรียน 2. ผังมโนทัศน์สรุปเกี่ยวกับวงจรไฟฟ้า 9. การวัดผลและประเมินผล ตาราง: แสดงกรอบการวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การผ่านจุดประสงค์ ด้านความรู้ (K) 1. สามารถอธิบายส่วนประกอบและ ประเภทของวงจรไฟฟ้าได้ 2. สามารถอธิบายการเขียนแผนภาพ แสดงวงจรไฟฟ้าได้ 1. ซักถามความรู้เรื่อง วงจรไฟฟ้า 2. ตรวจชิ้นงานหรือภาระงาน ของกิจกรรมฝึกทักษะ 3. ทดสอบก่อนเรียนโดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรียน สมุดประจำตัว นักเรียนและ ใบงาน นักเรียนได้คะแนน 60 % ขึ้นไป ของคะแนนเต็ม ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) 1. สามารถสื่อสารและนำความรู้เรื่อง วงจรไฟฟ้าไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 1. ประเมินทักษะการคิดโดย การสังเกตการทำงานกลุ่ม 2. ประเมินพฤติกรรมในการ ปฏิบัติกิจกรรมเป็นรายบุคคล หรือรายกลุ่มโดยการสังเกต การทำงานกลุ่ม แบบ ประเมินผล ระดับ 2 ขึ้นไปจาก 4 ระดับ (Rubric Scoring) ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์(A) 1. มีความใฝ่เรียนรู้และมุ่งมั่นในการ ทำงาน สังเกตพฤติกรรม แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับ 2 ขึ้นไปจาก 4 ระดับ (Rubric Scoring)
เกณฑ์การให้คะแนนเกณฑ์รูบริคส์ (Rubric Score) ให้คะแนนเป็นรายข้อของเกณฑ์รูบริคส์ ที่สร้างขึ้น สำหรับการประเมิน (Analytical Rubric Score ) ตาราง : แสดงเกณฑ์การให้คะแนนเกณฑ์รูบริคส์ ประเด็นการประเมิน ระดับคะแนน ดีมาก (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1) ด้านความรู้ (K) 1. สามารถอธิบายส่วนประกอบและ ประเภทของวงจรไฟฟ้าได้ 2. สามารถอธิบายการเขียนแผนภาพ แสดงวงจรไฟฟ้าได้ มีคะแนน ใบกิจกรรม แบบฝึกทักษะ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ด้านทักษะ/กระบวนการ(P) 1. สามารถสื่อสารและนำความรู้เรื่อง วงจรไฟฟ้าไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 1. เนื้อหามีความถูกต้อง ครบถ้วน 2. สรุปข้อมูลเกี่ยวกับ วงจรไฟฟ้าได้เข้าใจง่าย ชัดเจน 3. สะอาด เรียบร้อยเป็น ระเบียบ 4. ทำงานเสร็จตรงเวลา ที่กำหนดไว้ มีองค์ประกอบ เพียง 3 ข้อ มีองค์ประกอบ เพียง 2 ข้อ มีองค์ประกอบ เพียง 1 ข้อ ด้านคุณลักษณะ (A) 1. นักเรียนมีความสนใจใฝ่รู้หรือ อยากรู้อยากเห็น 1. ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม หรือสอบถามจากผู้รู้มา ก่อน 2. มีความกระตือรือร้น ในการเรียน 3. อดทน ไม่ย่อท้อต่อ ปัญหาและอุปสรรคใน การทำงาน 4. มีความรับผิดชอบใน หน้าที่และการทำงาน มีองค์ประกอบ เพียง 3 ข้อ มีองค์ประกอบ เพียง 2 ข้อ มีองค์ประกอบ เพียง 1 ข้อ เกณฑ์การตัดสินระดับคุณภาพ นักเรียนมีผลการเรียนไม่ต่ำกว่าระดับ 2 ถือว่าผ่าน - นักเรียนมีผลการเรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ60 ถือว่าผ่าน
บันทึกหลังแผน 1. ผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 1.1 ด้านความรู้ (K) .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 1.2 ด้านทักษะกระบวนการ (P) .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 1.3 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2. ปัญหาและอุปสรรค .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 3. ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ลงชื่อ .............................................ผู้ตรวจบันทึก (นางสาวลัฐิกา สิงห์ดา) ………./………………./………..
บันทึกความเห็นของผู้ตรวจสอบแผนการจัดการเรียนรู้ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ.............................................(ผู้ตรวจ) (นางกัลญา สวนสอน) ครู/อาจารย์พี่เลี้ยง ........../..................../.............. บันทึกความเห็นของผู้ตรวจสอบแผนการจัดการเรียนรู้ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ....………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ..……...................................................................................................................................................................... ลงชื่อ............................................................. (ผู้ตรวจ) ( นางทรงพร วังซ้าย ) หัวหน้ากลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ........../..................../.............. บันทึกความเห็นของผู้ช่วยผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................…………………………………………………… ลงชื่อ.............................................(ผู้ตรวจ) (นางสุจินดา จิตมั่น) ผู้ช่วยผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ ….........../..................../..............
ตารางสรุปผลการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง วงจรไฟฟ้า ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ชื่อ - นามสกุล ด้าน K (ผ่าน 60%) ด้าน P (ผ่านระดับ 2) ด้าน A (ผ่านระดับ 2) สรุป(ผ่าน/ไม่ ผ่าน) หมายเหตุ 10 ผ/มผ 4 3 2 1 ผ/มผ 4 3 2 1 ผ/มผ 1. เด็กชายกฎษกรณ์ สีแก้วดี 2. เด็กชายกิตติภัฏ ทับทิมใสย์ 3. เด็กชายคุณากร แก้วตา 4. เด็กชายชนะวัฒน์ แก้วเขียว 5. เด็กชายชยากร หมอนตอง 6. เด็กชายฐณะวัฒน์ อินทร์น้อม 7. เด็กชายณัฐกานต์ มงคลทอง 8. เด็กชายณัฐพงษ์ลูก้าส์นาคหลวง 9. เด็กชายณัฐพล นำแสง 10. เด็กชายธนวัฒน์ คำสุรันทร์ 11. เด็กชายธวัชชัย ชาวนา 12. เด็กชายธัชชัย สาครินทร์ 13. เด็กชายธันวา มิ่งโปร่ง 14. เด็กชายปฏิภัทร แก้วเปี้ย 15. เด็กชายปารามินต์ บุญตา 16. เด็กชายรัชตะ ซาซง 17. เด็กชายวทันยู สุขเณร 18. เด็กชายวีระศักดิ์ สุขเณร 19. เด็กชายศักรนันทน์ เนียมจันทร์ 20. เด็กชายศิริวัฒน์ สีคำทา 21. เด็กหญิงกมลชนก ปากิ 22. เด็กชายกมลทิพย์ ปีกกาง 23. เด็กชายกมลทิพย์ หงส์ทอง 24. เด็กชายชลธิชา แก้วรักถา 25. เด็กชายพาวิกา พรมต่อม
ชื่อ - นามสกุล ด้าน K (ผ่าน 60%) ด้าน P (ผ่านระดับ 2) ด้าน A (ผ่านระดับ 2) สรุป(ผ่าน/ไม่ ผ่าน) หมายเหตุ 10 ผ/มผ 4 3 2 1 ผ/มผ 4 3 2 1 ผ/มผ 26. เด็กหญิงภัทรวฏี พันแก้ว 27. เด็กหญิงศิริกัลยา สุชัยสงค์ 28. เด็กหญิงสุรินธา สีวัย 29. เด็กหญิงฐิติรัตน์ แซ่เติ๋น 30. เด็กหญิงกัญติชา บุญอินเขียว ทางเลือก 31. เด็กชายธนโชติ แก้วคำดี นักเรียนที่ไม่ผ่าน K จำนวน ......... คน ครูผู้สอนมอบหมายให้นักเรียน ..................................................................... แล้ว นักเรียนที่ไม่ผ่าน P จำนวน ......... คน ครูผู้สอนมอบหมายให้นักเรียน ..................................................................... แล้ว นักเรียนที่ไม่ผ่าน A จำนวน ......... คน ครูผู้สอนมอบหมายให้นักเรียน ...................................................................... แล้ว
ตารางสรุปผลการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง วงจรไฟฟ้า ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 ชื่อ - นามสกุล ด้าน K (ผ่าน 60%) ด้าน P (ผ่านระดับ 2) ด้าน A (ผ่านระดับ 2) สรุป(ผ่าน/ไม่ ผ่าน) หมายเหตุ 10 ผ/มผ 4 3 2 1 ผ/มผ 4 3 2 1 ผ/มผ 1. เด็กชายกฤษฎา สารสิน 2. เด็กชายกิตติศักดิ์ ครองสุข 3. เด็กชายคุณานนต์ กลเรียน 4. เด็กชายจีรยุทร ซื่อสัตย์ 5. เด็กชายชาญชัย คำแสน 6. เด็กชายณัฐนนท์ แสงคำ 7. เด็กชายธีระวิช ทองทาย 8. เด็กชายนนทกร สุขสด 9. เด็กชายนภดล จันทร์เมือง 10. เด็กชายปริวัฒน์ ปวงเตชะ 11. เด็กชายปิ่นนที พันเพ็ชร์ 12. เด็กชายปิติศักดิ์ พุ่มเกศา 13. เด็กชายพงศธร บุญเกตุ 14. เด็กชายภูวไนย ปีกกาง 15. เด็กชายระพีพัฒน์ คำมาก 16. เด็กชายรัฐศาสตร์ สุขเณร 17. เด็กชายอนุสรณ์ บุญอินเขียว 18. เด็กหญิงกรรณิการ์ มาใกล้ 19. เด็กหญิงขวัญฤทัย เล็กแกมเงิน 20. เด็กหญิงชลดา โต๊ะคำมณี 21. เด็กหญิงชลนภา ผาผึ้ง 22. เด็กหญิงณัฐณิชา คำคุ้ม 23. เด็กหญิงต้นหนาว ใสนวน 24. เด็กหญิงประภัสสร ป้องแก้ว 25. เด็กหญิงพีรยา ปาลาส
ชื่อ - นามสกุล ด้าน K (ผ่าน 60%) ด้าน P (ผ่านระดับ 2) ด้าน A (ผ่านระดับ 2) สรุป(ผ่าน/ไม่ ผ่าน) หมายเหตุ 10 ผ/มผ 4 3 2 1 ผ/มผ 4 3 2 1 ผ/มผ 26. เด็กหญิงวรภาส์ เจริญลาภ 27. เด็กหญิงสไบทอง แก้วรักถา 28. เด็กหญิงสุจิตราภา ศรีสูง 29. เด็กหญิงสุพัตรา สีดอกไม้ 30. เด็กชายวีรภัทร สุริวงษ์ 31. เด็กหญิงฐิติญา นวลแบน นักเรียนที่ไม่ผ่าน K จำนวน ......... คน ครูผู้สอนมอบหมายให้นักเรียน ..................................................................... แล้ว นักเรียนที่ไม่ผ่าน P จำนวน ......... คน ครูผู้สอนมอบหมายให้นักเรียน ..................................................................... แล้ว นักเรียนที่ไม่ผ่าน A จำนวน ......... คน ครูผู้สอนมอบหมายให้นักเรียน ...................................................................... แล้ว
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง ความต่างศักย์ รหัสวิชา ว 23102 รายวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ครูผู้สอน นางสาวลัฐิกา สิงห์ดา เวลา 2 ชั่วโมง วันที่.......เดือน.......................พ.ศ................ คะแนนเก็บ 10 คะแนน 1. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2. ตัวชี้วัด ว 2.3 ม. 3/1 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักย์ กระแสไฟฟ้า และความต้านทาน และ คำนวณปริมาณที่เกี่ยวข้องโดยใช้สมการ V = IR จากหลักฐานเชิงประจักษ์ ว 2.3 ม. 3/3 ใช้โวลต์มิเตอร์ แอมมิเตอร์ในการวัดปริมาณทางไฟฟ้า 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. ด้านความรู้ (K) 1.1 นักเรียนสามารถอธิบายความหมายของความต่างศักย์ได้ 1.2 นักเรียนสามารถบอกวิธีใช้โวลต์มิเตอร์ในการวัดความต่างศักย์ได้ 2. ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) 2.1 นักเรียนสามารถสังเกตและใช้โวลต์มิเตอร์ในการวัดความต่างศักย์ได้ 3. ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 3.1 นักเรียนมีความใฝ่เรียนรู้และมุ่งมั่นในการทำงาน 4. สาระสำคัญ ความต่างศักย์เป็นค่าความแตกต่างของศักย์ไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุดในวงจรไฟฟ้า หรือความแตกต่าง ของพลังงานไฟฟ้าต่อหน่วยประจุไฟฟ้าที่เคลื่อนที่ผ่านจุด 2 จุดนั้น มีหน่วยเป็นจูล/คูลอมบ์หรือโวลต์ 5. สาระการเรียนรู้ ความต่างศักย์
6. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1) ครูถามคำถามนักเรียนเพื่อกระตุ้นความสนใจ เช่น – ปริมาณทางไฟฟ้าที่นักเรียนรู้จักมีอะไรบ้าง (แนวคำตอบ ความต่างศักย์ กระแสไฟฟ้า ความ ต้านทาน และความจุไฟฟ้า) – ปริมาณใดที่แสดงถึงความแตกต่างของพลังงานไฟฟ้าต่อหน่วยประจุไฟฟ้าที่เคลื่อนที่ผ่านจุด 2 จุดในวงจรไฟฟ้า (แนวคำตอบ ความต่างศักย์) 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำตอบ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้ เรื่อง ความต่างศักย์ ขั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน ชั้นเรียน (flipped classroom) ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 1) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) (1) ครูถามคำถามนักเรียนเพื่อกระตุ้นความสนใจ เช่น – ถ้าต้องการวัดความต่างศักย์ระหว่างจุด 2 จุดใดๆ ในวงจรไฟฟ้า นักเรียนควรทำอย่างไร (แนวคำตอบ นำโวลต์มิเตอร์มาต่อคร่อมระหว่างจุด 2 จุดนั้น) (2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคำตอบเกี่ยวกับคำถามตามความคิดเห็นของแต่ละคน 2) ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) (1) ให้นักเรียนศึกษาเรื่องความต่างศักย์ จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบายให้ นักเรียนเข้าใจว่า ความต่างศักย์เป็นค่าความแตกต่างของศักย์ไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุดในวงจรไฟฟ้า หรือความ แตกต่างของพลังงานไฟฟ้าต่อหน่วยประจุไฟฟ้าที่เคลื่อนที่ผ่านจุด 2 จุดนั้น มีหน่วยเป็นจูล/คูลอมบ์หรือโวลต์ การวัดความต่างศักย์ระหว่างจุด 2 จุดในวงจรไฟฟ้า นิยมใช้เครื่องมือวัดที่เรียกว่า โวลต์มิเตอร์ (voltmeter) โดยมีหน่วยวัด คือ โวลต์ การวัดค่าความต่างศักย์ระหว่างจุด 2 จุดใดๆ ในวงจรไฟฟ้าสามารถทำได้โดยการนำ โวลต์มิเตอร์มาต่อคร่อมระหว่างจุด 2 จุดนั้นหรือที่เรียกว่า การต่อแบบขนาน (2) แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5–6 คน สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับความต่างศักย์ ตามขั้นตอนดังนี้ – แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อยให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันสืบค้นตามที่ สมาชิกกลุ่มช่วยกันกำหนดหัวข้อย่อย เช่น ความหมายของความต่างศักย์ หน่วยของความต่างศักย์ และ เครื่องมือที่ใช้วัดความต่างศักย์ – สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อย่อยที่ตนเองรับผิดชอบ โดย การสืบค้นจากหนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน หรืออินเทอร์เน็ต – สมาชิกกลุ่มนำข้อมูลที่สืบค้นได้มารายงานให้เพื่อน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมทั้งร่วมกัน อภิปรายซักถามจนคาดว่าสมาชิกทุกคนมีความรู้ความเข้าใจที่ตรงกัน
– สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้ทั้งหมดเป็นผลงานของกลุ่ม และช่วยกันจัดทำรายงาน การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับความต่างศักย์ (3) ครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติกิจกรรม (4) ครูคอยแนะนำช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบ ๆ ห้องเรียนและเปิด โอกาสให้นักเรียนทุกคนซักถามเมื่อมีปัญหา 3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหน้าห้องเรียน (2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนวคำถาม เช่น – ความต่างศักย์คืออะไร (แนวคำตอบ ความแตกต่างของศักย์ไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุดใน วงจรไฟฟ้า หรือความแตกต่างของพลังงานไฟฟ้าต่อหน่วยประจุไฟฟ้าที่เคลื่อนที่ผ่านจุด 2 จุดนั้น) – การวัดความต่างศักย์ในวงจรไฟฟ้าทำได้โดยวิธีใด (แนวคำตอบ ทำได้โดยนำโวลต์มิเตอร์มาต่อ คร่อมระหว่างจุด 2 จุดในวงจรไฟฟ้าที่ต้องการทราบค่าความต่างศักย์) (3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า ความต่าง ศักย์เป็นค่าความแตกต่างของศักย์ไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุดในวงจรไฟฟ้า หรือความแตกต่างของพลังงานไฟฟ้า ต่อหน่วยประจุไฟฟ้าที่เคลื่อนที่ผ่านจุด 2 จุดนั้น โดยการวัดความต่างศักย์ทำได้โดยนำโวลต์มิเตอร์มาต่อคร่อม ระหว่างจุด 2 จุดในวงจรไฟฟ้าที่ต้องการทราบค่าความต่างศักย์ 4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) (1) ให้นักเรียนศึกษาเรื่องการใช้โวลต์มิเตอร์ จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบายให้ นักเรียนเข้าใจว่า การใช้โวลต์มิเตอร์มี 2 แบบ คือ ใช้กับไฟฟ้ากระแสตรง โดยเมื่อต้องการใช้วัด ความต่างศักย์ต้องคำนึงถึงขั้วบวกและขั้วลบของเครื่องมือวัดเสมอ เนื่องจากอาจทำให้โวลต์มิเตอร์เกิด ความเสียหายได้ ส่วนโวลต์มิเตอร์อีกแบบหนึ่ง คือ ใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยเมื่อต้องการใช้วัดความต่างศักย์ ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงขั้วบวกหรือขั้วลบเหมือนโวลต์มิเตอร์กระแสตรง เนื่องจากไฟฟ้ากระแสสลับมีการ เปลี่ยนแปลงขั้วบวกและขั้วลบอยู่ตลอดเวลา (2) แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตการวัดความต่างศักย์ ตามขั้นตอน ดังนี้ – ต่อหลอดไฟฟ้า ถ่านไฟฉาย (ใช้ถ่านไฟฉาย 1 ก้อน) โวลต์มิเตอร์ และสวิตช์เป็นวงจรไฟฟ้า ดัง รูป – สับสวิตช์ลงให้วงจรปิด สังเกตความสว่างของหลอดไฟฟ้า พร้อมทั้งบันทึกค่าความต่างศักย์ที่ วัดได้จากโวลต์มิเตอร์ แล้วยกสวิตช์ขึ้นให้วงจรเปิด 1.5 V + –
– ดำเนินการเช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 1 และ 2 แต่เพิ่มถ่านไฟฉายในวงจรครั้งละ 1 ก้อนจนครบ4 ก้อน สังเกตความสว่างของหลอดไฟฟ้า พร้อมทั้งบันทึกค่าความต่างศักย์ที่วัดได้จากโวลต์มิเตอร์ (3) ครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติกิจกรรม (4) ครูคอยแนะนำช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบ ๆ ห้องเรียนและเปิด โอกาสให้นักเรียนทุกคนซักถามเมื่อมีปัญหา 5) ขั้นประเมิน (Evaluation) (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อย่างไรบ้าง (3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ การนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคำถาม เช่น – โวลต์มิเตอร์ต่อกับวงจรไฟฟ้าด้วยวิธีใด (แนวคำตอบ ต่อคร่อมระหว่างจุด 2 จุดในวงจรไฟฟ้า หรือที่เรียกว่าการต่อแบบขนาน) – เพราะเหตุใดการใช้โวลต์มิเตอร์กับไฟฟ้ากระแสตรงจึงต้องคำนึงถึงขั้วบวกและขั้วลบของโวลต์ มิเตอร์ (แนวคำตอบ เพราะไฟฟ้ากระแสตรงมีขั้วบวกและขั้วลบที่แน่นอน ดังนั้นถ้าต่อโวลต์มิเตอร์สลับขั้วอาจ ทำให้โวลต์มิเตอร์เกิดความเสียหายได้) ขั้นสรุป ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับความต่างศักย์ โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโน ทัศน์บนกระดานดำ 7. สื่อการเรียนรู้ / แหล่งเรียนรู้ 1. รูปโวลต์มิเตอร์ 2. สื่อการเรียนรู้ PowerPoint เรื่องความต่างศักย์ 8. ชิ้นงาน / ภาระงาน 1. สมุดประจำตัวนักเรียน 2. ใบกิจกรรม สังเกตการวัดความต่างศักย์
9. การวัดผลและประเมินผล ตาราง: แสดงกรอบการวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การผ่านจุดประสงค์ ด้านความรู้ (K) 1. สามารถอธิบายความหมายของ ความต่างศักย์ได้ 2. สามารถบอกวิธีใช้โวลต์มิเตอร์ใน การวัดความต่างศักย์ได้ 1. ซักถามความรู้เรื่องความ ต่างศักย์ 2. ตรวจชิ้นงานหรือภาระงาน ของกิจกรรมฝึกทักษะ สมุดประจำตัว นักเรียนและ ใบกิจกรรม นักเรียนได้คะแนน 60 % ขึ้นไป ของคะแนนเต็ม ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) 1. สามารถสังเกตและใช้โวลต์มิเตอร์ ในการวัดความต่างศักย์ได้ 1. ประเมินทักษะการคิดโดย การสังเกตการทำงานกลุ่ม 2. ประเมินพฤติกรรมในการ ปฏิบัติกิจกรรมเป็นรายบุคคล หรือรายกลุ่มโดยการสังเกต การทำงานกลุ่ม แบบ ประเมินผล ระดับ 2 ขึ้นไปจาก 4 ระดับ (Rubric Scoring) ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์(A) 1. มีความใฝ่เรียนรู้และมุ่งมั่นในการ ทำงาน สังเกตพฤติกรรม แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับ 2 ขึ้นไปจาก 4 ระดับ (Rubric Scoring)
เกณฑ์การให้คะแนนเกณฑ์รูบริคส์ (Rubric Score) ให้คะแนนเป็นรายข้อของเกณฑ์รูบริคส์ ที่สร้างขึ้น สำหรับการประเมิน (Analytical Rubric Score ) ตาราง : แสดงเกณฑ์การให้คะแนนเกณฑ์รูบริคส์ ประเด็นการประเมิน ระดับคะแนน ดีมาก (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1) ด้านความรู้ (K) 1. สามารถอธิบายความหมายของ ความต่างศักย์ได้ 2. สามารถบอกวิธีใช้โวลต์มิเตอร์ใน การวัดความต่างศักย์ได้ มีคะแนน ใบกิจกรรม แบบฝึกทักษะ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ด้านทักษะ/กระบวนการ(P) 1. สามารถสังเกตและใช้โวลต์มิเตอร์ ในการวัดความต่างศักย์ได้ 1. เนื้อหามีความถูกต้อง ครบถ้วน 2. สรุปข้อมูลเกี่ยวกับ ความต่างศักย์ได้เข้าใจ ง่าย ชัดเจน 3. สะอาด เรียบร้อยเป็น ระเบียบ 4. ทำงานเสร็จตรงเวลา ที่กำหนดไว้ มีองค์ประกอบ เพียง 3 ข้อ มีองค์ประกอบ เพียง 2 ข้อ มีองค์ประกอบ เพียง 1 ข้อ ด้านคุณลักษณะ (A) 1. นักเรียนมีความสนใจใฝ่รู้หรือ อยากรู้อยากเห็น 1. ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม หรือสอบถามจากผู้รู้มา ก่อน 2. มีความกระตือรือร้น ในการเรียน 3. อดทน ไม่ย่อท้อต่อ ปัญหาและอุปสรรคใน การทำงาน 4. มีความรับผิดชอบใน หน้าที่และการทำงาน มีองค์ประกอบ เพียง 3 ข้อ มีองค์ประกอบ เพียง 2 ข้อ มีองค์ประกอบ เพียง 1 ข้อ เกณฑ์การตัดสินระดับคุณภาพ นักเรียนมีผลการเรียนไม่ต่ำกว่าระดับ 2 ถือว่าผ่าน - นักเรียนมีผลการเรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ60 ถือว่าผ่าน
บันทึกหลังแผน 1. ผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 1.1 ด้านความรู้ (K) .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 1.2 ด้านทักษะกระบวนการ (P) .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 1.3 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2. ปัญหาและอุปสรรค .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 3. ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ลงชื่อ .............................................ผู้ตรวจบันทึก (นางสาวลัฐิกา สิงห์ดา) ………./………………./………..
บันทึกความเห็นของผู้ตรวจสอบแผนการจัดการเรียนรู้ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ.............................................(ผู้ตรวจ) (นางกัลญา สวนสอน) ครู/อาจารย์พี่เลี้ยง ........../..................../.............. บันทึกความเห็นของผู้ตรวจสอบแผนการจัดการเรียนรู้ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ....………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ..……...................................................................................................................................................................... ลงชื่อ............................................................. (ผู้ตรวจ) ( นางทรงพร วังซ้าย ) หัวหน้ากลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ........../..................../.............. บันทึกความเห็นของผู้ช่วยผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................…………………………………………………… ลงชื่อ.............................................(ผู้ตรวจ) (นางสุจินดา จิตมั่น) ผู้ช่วยผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ ….........../..................../..............
ตารางสรุปผลการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความต่างศักย์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ชื่อ - นามสกุล ด้าน K (ผ่าน 60%) ด้าน P (ผ่านระดับ 2) ด้าน A (ผ่านระดับ 2) สรุป(ผ่าน/ไม่ ผ่าน) หมายเหตุ 10 ผ/มผ 4 3 2 1 ผ/มผ 4 3 2 1 ผ/มผ 1. เด็กชายกฎษกรณ์ สีแก้วดี 2. เด็กชายกิตติภัฏ ทับทิมใสย์ 3. เด็กชายคุณากร แก้วตา 4. เด็กชายชนะวัฒน์ แก้วเขียว 5. เด็กชายชยากร หมอนตอง 6. เด็กชายฐณะวัฒน์ อินทร์น้อม 7. เด็กชายณัฐกานต์ มงคลทอง 8. เด็กชายณัฐพงษ์ลูก้าส์นาคหลวง 9. เด็กชายณัฐพล นำแสง 10. เด็กชายธนวัฒน์ คำสุรันทร์ 11. เด็กชายธวัชชัย ชาวนา 12. เด็กชายธัชชัย สาครินทร์ 13. เด็กชายธันวา มิ่งโปร่ง 14. เด็กชายปฏิภัทร แก้วเปี้ย 15. เด็กชายปารามินต์ บุญตา 16. เด็กชายรัชตะ ซาซง 17. เด็กชายวทันยู สุขเณร 18. เด็กชายวีระศักดิ์ สุขเณร 19. เด็กชายศักรนันทน์ เนียมจันทร์ 20. เด็กชายศิริวัฒน์ สีคำทา 21. เด็กหญิงกมลชนก ปากิ 22. เด็กชายกมลทิพย์ ปีกกาง 23. เด็กชายกมลทิพย์ หงส์ทอง 24. เด็กชายชลธิชา แก้วรักถา 25. เด็กชายพาวิกา พรมต่อม
ชื่อ - นามสกุล ด้าน K (ผ่าน 60%) ด้าน P (ผ่านระดับ 2) ด้าน A (ผ่านระดับ 2) สรุป(ผ่าน/ไม่ ผ่าน) หมายเหตุ 10 ผ/มผ 4 3 2 1 ผ/มผ 4 3 2 1 ผ/มผ 26. เด็กหญิงภัทรวฏี พันแก้ว 27. เด็กหญิงศิริกัลยา สุชัยสงค์ 28. เด็กหญิงสุรินธา สีวัย 29. เด็กหญิงฐิติรัตน์ แซ่เติ๋น 30. เด็กหญิงกัญติชา บุญอินเขียว ทางเลือก 31. เด็กชายธนโชติ แก้วคำดี นักเรียนที่ไม่ผ่าน K จำนวน ......... คน ครูผู้สอนมอบหมายให้นักเรียน ..................................................................... แล้ว นักเรียนที่ไม่ผ่าน P จำนวน ......... คน ครูผู้สอนมอบหมายให้นักเรียน ..................................................................... แล้ว นักเรียนที่ไม่ผ่าน A จำนวน ......... คน ครูผู้สอนมอบหมายให้นักเรียน ...................................................................... แล้ว
ตารางสรุปผลการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความต่างศักย์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 ชื่อ - นามสกุล ด้าน K (ผ่าน 60%) ด้าน P (ผ่านระดับ 2) ด้าน A (ผ่านระดับ 2) สรุป(ผ่าน/ไม่ ผ่าน) หมายเหตุ 10 ผ/มผ 4 3 2 1 ผ/มผ 4 3 2 1 ผ/มผ 1. เด็กชายกฤษฎา สารสิน 2. เด็กชายกิตติศักดิ์ ครองสุข 3. เด็กชายคุณานนต์ กลเรียน 4. เด็กชายจีรยุทร ซื่อสัตย์ 5. เด็กชายชาญชัย คำแสน 6. เด็กชายณัฐนนท์ แสงคำ 7. เด็กชายธีระวิช ทองทาย 8. เด็กชายนนทกร สุขสด 9. เด็กชายนภดล จันทร์เมือง 10. เด็กชายปริวัฒน์ ปวงเตชะ 11. เด็กชายปิ่นนที พันเพ็ชร์ 12. เด็กชายปิติศักดิ์ พุ่มเกศา 13. เด็กชายพงศธร บุญเกตุ 14. เด็กชายภูวไนย ปีกกาง 15. เด็กชายระพีพัฒน์ คำมาก 16. เด็กชายรัฐศาสตร์ สุขเณร 17. เด็กชายอนุสรณ์ บุญอินเขียว 18. เด็กหญิงกรรณิการ์ มาใกล้ 19. เด็กหญิงขวัญฤทัย เล็กแกมเงิน 20. เด็กหญิงชลดา โต๊ะคำมณี 21. เด็กหญิงชลนภา ผาผึ้ง 22. เด็กหญิงณัฐณิชา คำคุ้ม 23. เด็กหญิงต้นหนาว ใสนวน 24. เด็กหญิงประภัสสร ป้องแก้ว 25. เด็กหญิงพีรยา ปาลาส
ชื่อ - นามสกุล ด้าน K (ผ่าน 60%) ด้าน P (ผ่านระดับ 2) ด้าน A (ผ่านระดับ 2) สรุป(ผ่าน/ไม่ ผ่าน) หมายเหตุ 10 ผ/มผ 4 3 2 1 ผ/มผ 4 3 2 1 ผ/มผ 26. เด็กหญิงวรภาส์ เจริญลาภ 27. เด็กหญิงสไบทอง แก้วรักถา 28. เด็กหญิงสุจิตราภา ศรีสูง 29. เด็กหญิงสุพัตรา สีดอกไม้ 30. เด็กชายวีรภัทร สุริวงษ์ 31. เด็กหญิงฐิติญา นวลแบน นักเรียนที่ไม่ผ่าน K จำนวน ......... คน ครูผู้สอนมอบหมายให้นักเรียน ..................................................................... แล้ว นักเรียนที่ไม่ผ่าน P จำนวน ......... คน ครูผู้สอนมอบหมายให้นักเรียน ..................................................................... แล้ว นักเรียนที่ไม่ผ่าน A จำนวน ......... คน ครูผู้สอนมอบหมายให้นักเรียน ...................................................................... แล้ว