The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือประวัติศาสตร์ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเคียนซา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kanlayaneeboontong11, 2021-11-30 11:36:05

หนังสือประวัติศาสตร์ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเคียนซา

หนังสือประวัติศาสตร์ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเคียนซา

Keywords: บ้านเสด็จ,ประวัติศาสตร์ตำบลบ้านเสด็จอำเภอเคียนซา,๊U2TSRU,สุราษฎร์ธานี,ตำบลบ้านเสด็จอำเภอเคียนซา,วิศกรสังคม

หนำ้ ท่ี ๓๘

หม่ทู ี่ ๕ “บำ้ นในปรำบ”

ประวัติความเป็นมา บ้านในปราบ เดิมพ้ืนที่แห่งนีเป็นที่ราบลุ่ม
มีแอ่งน้า โดยแอง่ น้านเี้ กดิ จากสตั วท์ ใ่ี ช้ปากขุดดิน (โป่งดิน) เพอ่ื กินดินจน
เป็นแอ่งหรือบ่อเมื่อฝนตกทาให้มีน้าขึงขังตลอดท้ังปี สัตว์ป่าจะมากินน้า
จากโป่งนา้ นี้ ชาวบา้ นเรยี กบริเวณนีว้ ่า “ท่ปี ราบ” เช่อื กนั วา่ ท่บี ริเวณนี้หาก
เข้ามาตงั้ ทีอ่ ยูอ่ าศัยจะโดนผีปรามทาให้เกิดผ่ืนคันตามลาตัว จะต้องเป็นผู้
มีวิชาอาคมถึงจะเข้ามาสร้างท่อี ยู่อาศยั ในพน้ื ท่ีน้ีได้ ชาวบา้ นได้จดั ต้ังท่ีพัก
สงฆ์ให้ตาหลวงช่ืนตรงท่ีดินแห่งน้ี ส่วนท่ีมาของช่ือบา้ นในปราบ มาจาก
ดินบริเวณนั้นภาษาถน่ิ เรียกวา่ ดนิ ปราบ จึงนามาต้ังช่อื หมู่บา้ น
ผู้ใหข้ อ้ มลู ผู้ใหญ่ครรทรง ดารงเกยี รต์ิ

อีกนัยหน่ึงกล่าวว่า หมู่ที่ ๕ บ้านในปราบแยกตัวออกจาก
หมู่ที่ ๑ บา้ นควนกลิ้ง เน่ืองจากในสมัยก่อน มีดินชนิดหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า
“ดินปราบ” เป็นจานวนมากในพนื้ ที่ และได้มีสัตว์ต่างๆจานวนมาก ได้มา
กินดินชนิดน้ีต่อมาชาวบา้ นได้เข้าไปล่าสัตว์ (หรือเรียกว่า “ปราบสัตว์”)
จงึ เปน็ ทม่ี าของช่ือเรยี กวา่ “ ในปราบ”
ผใู้ หข้ อ้ มลู นายนกิ ร แซ่จ้งั สมาชิกสภาเทศบาลตาบลบา้ นเสด็จ

หนำ้ ท่ี ๓๙

เกร็ดควำมร้เู พิ่มเตมิ

โป่ง คือ บริเวณหรือพน้ื ท่ีที่สามารถพบแร่ธาตุชนิดต่าง ๆ เช่น
แคลเซียม (Ca) ฟอสฟอรัส (P) โปแตสเซียม (K) โซเดียม (Na)
แมกนีเซียม (Mg) และกามะถัน (S) โคบอลล์ (Co) ทองแดง (Cu)
ไอโอดีน (I) เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) และสังกะสี (Zn) เป็นต้น ซง่ึ
แรธ่ าตุเหล่านี้ลว้ นมีความจาเป็นต่อร่างกายและการดารงชีวิตของสัตว์ป่า
โดยเฉพาะสัตวป์ า่ ทก่ี นิ พืชเปน็ อาหาร (herbivore) เช่น กวาง เก้ง กระทิง
วัวแดง นก และช้างป่า เป็นต้น เนื่องจากพืชท่ีสัตว์กินเข้าไปไม่มี
ส่วนประกอบของแร่ธาตุดังกล่าว สัตว์จงึ ต้องทดแทนโดยการกินดินหรือ
ด่ืมน้าจากโป่งแทน

โป่งท่ีเกดิ ขนึ้ เองตามธรรมชาติสามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ชนิด
คือ โป่งดิน กบั โป่งนา้
๑.โป่งดิน (Dry licks) คือ บริเวณพื้นดินที่ประกอบด้วย แร่ธาตุต่าง ๆ
โดยสตั วม์ กั จะใชป้ ากขดุ ดิน เพือ่ กินดินเหลา่ นั้น โดยจะเริ่มกินที่บริเวณผิว
ดินก่อนแล้วค่อย ๆ กินลึกลงไปเรื่อย ๆ จนเรามองเห็นเป็นแอ่งหรือ
เปน็ บอ่

หนำ้ ท่ี ๔๐

สว่ นใหญม่ คี วามลึกไมเ่ กิน ๑ เมตร ในฤดูฝนโป่งดินอาจจะถูก
น้าท่วมขังสัตว์จะไม่กินส่วนที่เป็นดิน แต่จะกินน้าท่ีขังอยู่ในบริเวณโป่งดิน
แทน ส่วนในช่วงฤดูร้อนโป่งดินจะมีลักษณะแข็งจนสัตว์ไม่สามารถขุดดิน
เพ่ือกนิ ได้
๒.โป่งน้า (Wet licks) เป็นบริเวณที่เป็นต้นกาเนิดของลาธารหรือเป็นต้น
น้า มีน้าไหลซมึ ตลอดทั้งปี พบได้ในพนื้ ท่ีที่เป็นน้าซึมหรือน้าซับหรือท่ีไหล
ออกมาจากภเู ขา แอง่ หรือบ่อที่เปน็ โปง่ ดนิ มากอ่ น โดยจะมีน้าขังตลอดปี

ทั้งโป่งดนิ และโป่งนา้ พบเห็นได้ในป่าค่อนข้างราบ โดยโป่งแต่ละ
แห่งจะมีแร่ธาตุท่ีแตกต่างกันออกไปดังน้ันสัตว์จึงมักจะกินดินโป่งจาก
หลาย ๆ โป่ง เพ่ือจะได้รับแร่ธาตุต่าง ๆ ตามท่ีร่างกายต้องการอย่าง
ครบถ้วน โปง่ สามารถพบไดใ้ นปา่ เบญจพรรณ ป่าเตง็ รัง และปา่ ดงดบิ

มนุษย์ใช้ประโยชน์จากโป่งเช่นใช้เป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติ
โดยเฉพาะการศึกษาเก่ยี วกับสัตวป์ ่าโดยสังเกตจากรอยเท้าหรือร่องรอย
ท่ที ้ิงไว้บรเิ วณโป่ง ใช้เปน็ แหล่งท่องเทยี่ ว หรือเพือ่ การล่าสัตว์โดย มนุษย์
มักจะดักยิงสตั ว์ท่ีเขา้ มาใชป้ ระโยชนจ์ ากโปง่
อ้างจาก เว็บคลังความรู้ SciMath โดย นางสาววลิ าส รตั นานุกลู
*ปราบหรือดินปราบ เป็นภาษาถิ่น ของภาคใต้ท่ีใช้เรียกพ้ืนท่ีหรือบริเวณที่
มีโปง่ ดนิ

หน้ำท่ี ๔๑

หมู่ที่ ๖ “บ้ำนทบั สที อง”

ประวัติความเป็นมา เดิมพืน้ ท่ีบริเวณหมู่ท่ี ๖ นั้นมีข่าขึ้นเป็น
จานวนมาก ชาวบ้านจึงต้ังช่ือหมู่บ้านตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น ต่อมาได้
เปล่ียนชื่อเป็น บา้ นทับสีทอง เพอ่ื ความไพเราะ แต่ชาวบ้านดั้งเดิมยังคง
นยิ มเรียกหม่ทู ่ี ๖ วา่ บา้ นทบั ขา
ผใู้ หข้ อ้ มูล นางธิติมา ศรวี ิสุทธิ์ อายุ ๔๙ ปี

*ข่า เป็นพชื สมนุ ไพรทีน่ ิยมนามาใช้ในการประกอบอาหาร แต่ชาวบ้านออก
สาเนยี งภาษาถ่นิ เป็น ขา

หน้ำท่ี ๔๒

หมูท่ ี่ ๗ “บ้ำนคลองปำน”

ประวัติความเป็นมา บา้ นคลองปาน แยกออกจากหมู่ที่ ๑
บ้านควนกลิง้ เป็นหมู่ท่ี ๗ บ้านคลองปาน ท่ีมาของชื่อบ้านคลองปานเดิม
ในหมู่บ้านมีคลองตัดผ่านเป็นสายน้าต้ังแต่เดิมคนในหมู่บ้านจึงเรียกว่า
คลองปาน
ผใู้ ห้ขอ้ มูล ผู้ใหญส่ อ่ งศักด์ิ บวั ขาว

อีกนัยหน่ึงกล่าวว่า ท่ีมาของชื่อบ้านคลองปาน มาจากการ
แบง่ เขตคลองปาน ซ่ึงบริเวนสะพานข้ามคลองดังกล่าว เป็นเขตเชื่อมต่อ
ระหว่างหม่ทู ี่ ๑ บ้านควนกลง้ิ กับหมู่ที่ ๗ บ้านคลองปาน
ผใู้ หข้ อ้ มูล นายนกิ ร แซ่จัง้ สมาชกิ สภาเทศบาลตาบลบ้านเสดจ็

“คลองปาน”เดิมเป็นคลองเล็กๆมีน้าเต็มลาคลองตลอด
ท้ังปี ชาวบ้านสามารถใช้อุปโภคบริโภคได้แต่ปัจจบุ ันน้าในคลองแห่งน้ีแห้ง
เหือด จะมีนา้ ขังในลาคลองต่อเม่ือฤดูฝนคงเหลือแค่ร่องรอยทางน้าและ
สะพานเชอ่ื มระหวา่ งหมบู่ ้านที่ชาวบ้านใชใ้ นการสัญจรไปมา

หนำ้ ท่ี ๔๓

หมู่ท่ี ๘ “บ้ำนเขำรกั ษ์”

ประวัติความเป็นมา บ้านเขารักษ์ แยกมาจากหมู่ที่ ๓ บ้าน

ทับเก่ามีภูเขา ๒ ลูก ตั้งอยู่คู่กันท่ีคลองเคียน และมี ไม้รักษ์อยู่เป็น
จานวนมาก คนท่ีมาอยู่เป็นคนแรกคือพอ่ หลวงรักษ์หรือตาหลวงอ้ินเข้า
มาพักอยู่อาศัยเป็นคนแรก คนในหมู่บ้านจงึ เรียกว่า “เขารักษ์” ซึ่งมา
จากชอ่ื ของหลวงพอ่ รักษ์
ผใู้ ห้ขอ้ มูล นางจนั ทรา ด้วงเพชร ชาวบ้านหมทู่ ่ี ๘

อีกนัยหน่งึ กลา่ วว่า เหตุที่ได้ชอื่ วา่ บา้ นเขารกั ษ์ มาจากการท่ี
หลวงพ่ออน้ิ ไดย้ กทด่ี นิ และทรัพยส์ มบตั ิตา่ งๆ ออกแจกจา่ ยชาวบา้ น
ก่อนท่ที ่านจะออกบวช โดยทดี่ นิ เหล่านัน้ ปัจจบุ นั อยู่ในเขตพนื้ ท่ีหมู่ ๘
และท่านเปน็ คนต้ังชือ่ หมู่บา้ นมาจากคาว่า “คณุ รกั ษา” แตเ่ มอ่ื เวลาผา่ น
ไปชาวบา้ นเรียกเพีย้ นมาเปน็ “บา้ นเขารักษ์”
อ้างอิงมาจาก ประวตั ิโรงเรียนบ้านเขารกั ษ์

หนำ้ ท่ี ๔๔

หมทู่ ี่ ๙ “บ้ำนควนเจริญ”

ประวัติความเป็นมา บา้ นควนเจริญ แยกมาจากหมู่ ๔ บา้ นทับใหม่
เม่ือปีพุทธศักราช ๒๕๒๘ และมีผู้คนเข้ามาอยู่อาศัย เพมิ่ มากข้ึนจาก
หมู่บ้านใกล้เคียงบางต่างจังหวัดบ้างทาให้ประชากรเพิม่ มากขึ้นจงึ เป็นเหตุ
ให้เกดิ การเลือกผ้ใู หญบ่ ้าน โดยผู้ใหญ่คนแรกชื่อนายสมใจ ศรีงาม ตั้งช่ือ
หมู่บา้ นตามสภาพภูมิประเทศของหมู่บา้ น เพราะบา้ นควรเจริญมีพ้นื ที่เป็น
ควน และมซี อย ซอยน้นั มีช่ือเรียกวา่ ซอยเจดยี ์
ผู้ใหข้ ้อมูล กานนั เหมก นายนรินทร์ จรเอียด

หนำ้ ท่ี ๔๕

หมทู่ ี่ ๑๐ “บ้ำนเขำสำมยอด”

ประวัติความเป็นมาบา้ นเขาสามยอด ได้แยกออกจากหมู่ท่ี ๓
บ้านทับเก่า เป็นหมู่ท่ี ๑๐ บา้ นเขาสามยอด ท่ีมาของชื่อหมู่บา้ นเขาสาม
ยอด ตั้งตามสภาพถูมิประเทศของหมู่บา้ นท่ีมีภูเขาอยู่ ๓ ลูก อยู่ตรง
บรเิ วณหน้าโรงเรียนเขาสามยอด จงึ ตั้งช่ือหมู่บ้านตามจานวนของภูเขา
ผูใ้ หข้ อ้ มูล ผูใ้ หญ่จรัส ชไู กรไทย

หน้ำท่ี ๔๖

หม่ทู ่ี ๑๑ “บำ้ นรำษฎร์พฒั นำ”

ประวตั ิความเป็นมาบา้ นราษฎรพ์ ฒั นา หมู่ท่ี ๑๑ แยกตวั
ออกมาจากหม่ทู ี่ ๔ ที่มาของชือ่ บ้านราษฎรพ์ ัฒนา เนอ่ื งจากเป็นบ้านของ
ราษฎรและ มีการพฒั นามาเปน็ หมบู่ ้าน จึงตง้ั ช่อื บา้ นราษฎรพ์ ฒั นา
ผใู้ ห้ข้อมลู อดีตบ้านหมู่ ๑๑ ผใู้ หญส่ านติ ย์ ไชยกลุ

อกี นัยหน่งึ กลา่ ววา่ หมู่ ๑๑ แยกตวั ออกมาจากหมู่ ๔ เดิมชือ่
ซอยตน้ มดุ เหตผุ ลท่ชี ่อื ตน้ มดุ เพราะเมือ่ ก่อนภายในซอยมีตน้ ละมดุ เยอะ
จงึ ใช้ชือ่ ว่า “ซอยต้นมดุ ” ภายหลังมกี ารเปลย่ี นเป็นบา้ นราษฎรพ์ ัฒนา
ทีม่ าของชื่อบา้ นราษฎรพ์ ฒั นา เนือ่ งจากเป็นบา้ นของราษฎรและมีการ
พัฒนามาเป็นหมบู่ า้ น จงึ ตัง้ ชอื่ บา้ นราษฎร์พัฒนา
ผู้ใหข้ ้อมลู นายวชั รินทร์ บญุ รัตน์ ผู้ใหญบ่ า้ นหมู่ ๑๑

หนำ้ ท่ี ๔๗

หมู่ที่ ๑๒ “บำ้ นระพีพรรณ”

ประวัติความเป็นมาบ้านระพีพรรณมีการแบ่งเขตหมู่บ้านจาก
หมู่๒ บา้ นเขาดิน มาเป็นหมู่ที่ ๑๒ เดิมชื่อซอยป่าพลี เกิดจากมีต้นส้มพี
เป็นจานวนมากในบริเวณพื้นที่หมู่บ้านกลายเป็นอัตลักษณ์ของหมู่บ้าน
ชาวบ้านจึงเรียกว่า “ซอยป่าพลี” ต่อมามีการแบ่งแยกหมู่เป็นบา้ นระพี
พรรณเพอ่ื ไพเราะ แต่ยังคงมีความคล้ายคลึงกับช่ือหมู่บา้ นเก่าปัจจบุ ันยัง
มีคนในพ้นื ทีเรยี ก ซอยปา่ พลี
ผู้ใหข้ อ้ มูล ผใู้ หญ่สาราญ ชูนิม่

เกร็ดควำมรู้เพิม่ เติม

“ส้มพี” เป็นพืชพน้ื บ้านทางภาคใต้ ชื่ออื่นเรียกหลุมพี ผลกิน
ได้ รสชาตอิ ร่อย หวานอมเปร้ยี ว สรรพคุณเปน็ ยาระบาย

เป็นพชื ตระกูลปาล์ม ในวงศ์ PALMAE ต้นคล้ายต้นระกา แต่กอ
ใหญก่ ว่า ลาต้นสนั้ เมอ่ื ออกดอกและผล ตน้ จะทยอยตาย

ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเวียนสลับ ก้านใบเป็นกาบหุ้มมี
หนาม ใบยาว ๒๐๐-๓๐๐ เซนติเมตร แต่ละใบมีใบย่อยเรียวยาว ปลาย
แหลม

ดอก ออกเป็นช่อ มีดอกย่อยมาก แต่ละช่อยาว ๕๐-๑๐๐
เซนตเิ มตร เป็นดอกแยกเพศ อย่ตู ่างต้นผล

หน้ำท่ี ๔๘

ออกเปน็ กลุ่มแน่น ทรงรปี ลายตัด เปลือกเปน็ เกล็ดเลก็ ๆ เรียงเกยทบั กนั
สเี หลือง ออกผลตลอดปี

เมลด็ กลม เสน้ ผ่านศูนย์กลาง ๑.๕-๒.๕ เซนตเิ มตร มเี นื้อห้ม
เมล็ด สีเหลอื งสม้

ขยายพนั ธ์ุ แยกหนอ่ ชอบท่ีช้นื แฉะ แสงแดดไมจ่ ัด

รปู ภาพที่ ๘. ผลส้มพี

รปู ภาพท่ี ๙. ตน้ ส้มพี

หนำ้ ท่ี ๔๙

หม่ทู ่ี ๑๓ “บำ้ นทับแปด”

ประวัติความเป็นมาบา้ นทับแปด แยกออกมากจากหมู่ ๑ บา้ น
ควนกล้ิง เป็นหมู่ที่ ๑๓ บ้านทับแปด (ชุมชนพรุหวายน้า ) ท่ีมาของช่ือพรุ
หวายน้า มาจากการท่ีพน้ื ท่ีในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นป่าพรุ มีหวายน้าเป็น
จานวนมาก ชาวบา้ นจึงเรียกตามสภาพภูมปิ ระเทศว่าพรุหวายนา้

เดิมนั้นหมู่ท่ี ๑๓ บ้านทับแปดและหมู่ที่ ๑๔ บา้ นสายวารี เป็น
เขตการปกครองเดียวกัน แต่เมื่อมีประชาชนมาอาศัยเพิ่มมากข้ึนอีกทั้ง
เน้ือท่ีกว้างทาให้ดูแลได้ไม่ท่ัวถึง จึงต้องแบ่งแยกการปกครองออกเป็น
๒ หมู่บ้าน โดยหมู่ท่ี ๑๓ ชื่อว่าบ้านพรุหวายน้า และหมู่ท่ี ๑๔ ชื่อว่าบา้ น
ทับแปด หากแต่ตอนไปแบ่งแยกอาณาเขตทางส่วนราชการสลับช่ือ
หมู่บา้ น จากหมู่ท่ี ๑๔ บา้ นทับแปด เป็นหมู่ท่ี ๑๓ บา้ นทับแปด เกิดความ
ซ้าซ้อนในส่วนของช่ือหมู่บา้ นหมู่ที่ ๑๔ บา้ นทับแปดเดิมน้ันจงึ เปล่ียนช่ือ
หมู่บ้านเป็นบ้านสายวารี ส่วนชาวบา้ นหมู่ที่ ๑๓ เรียกกันว่าชุมชนพรุ
หวายน้า
ผใู้ ห้ข้อมลู อดตี ผใู้ หญ่บา้ นหมู่ ๑๓ นายอุดม คะเณย์

หนำ้ ท่ี ๕๐

หมู่ท่ี ๑๔ “บำ้ นสำยวำรี”

ประวัติความเป็นมาบ้านสายวารี แยกออกจากหมู่ ๑๓ บ้าน
ทับแปด เป็นบา้ นสายวารี เดิมแล้วบา้ นสายวารีช่ือบ้านทับแปด แต่เกิด
การสลับชื่อผิดจากทางส่วนราชการทาให้ช่ือบ้านทับแปดซ้าซ้อนกับหมู่ท่ี
๑๓ หากแต่ชาวบ้านในตาบลบ้านเสด็จยังเรียกหมู่ท่ี ๑๔ ว่าบ้านทับแปด
ซึ่งมาจากการที่กองทัพทหารหน่วยท่ีแปดมาต้ังค่ายชั่วคราวในพ้ืนที่
ดังกล่าว ชาวบา้ นสมัยก่อนจงึ เรียกช่ือหมู่บ้านตามหน่วยทหารว่าทับแปด
จึงเป็นทีม่ าของบ้านทบั แปด
ผใู้ ห้ข้อมลู นางธิติมา ศรีวสิ ุทธ์ิ อายุ ๔๙ ปี

หน้ำท่ี ๕๑

หมทู่ ี่ ๑๕ “บำ้ นสนั ตสิ ขุ ”

ประวัติความเปน็ มาบา้ นสันตสิ ุข หมู่ ๑๕ แยกออกมาจาก หมู่
๔ ที่มาของบา้ นสนั ตสิ ขุ เนือ่ งจากเกิดความขดั เเยง้ กนั ในภายหม่บู ้าน ทา
ให้ชาวบา้ นขาดความสันติ ในเวลาต่อมาหมบู่ า้ นได้มีความสันตธิ รรมเข้ามา
จงึ ทาให้การอยรู่ ว่ มกัน “อย่างสันติสขุ ”
ผู้ใหข้ อ้ มลู ผใู้ หญส่ ุนทร คงช่วย ,นายนุ่น ชุมคง

หน้ำท่ี ๕๒

หมู่ที่ ๑๖ “บำ้ นศรีวชิ ัย”

ประวัติความเป็นมา บา้ นศรวี ชิ ยั แยกออกมาจากหมู่ท่ี ๓ บา้ นทับเกา่
ชื่อบา้ นศรีวชิ ยั มาจากงานประจาปีทุกๆ ปี ไดร้ บั เหมา เอกชัย ศรวี ิชยั มาแสดงทกุ

ปี เม่ือมีการแบ่งแยกหมู่บา้ นชาวบ้านจงึ รว่ มกนั ต้งั ชอ่ื หมู่บา้ นว่า ศรีวชิ ยั
ผู้ให้ข้อมลู ผใู้ หญส่ รุ พงศ์ สทุ ธิเนียม

หน้ำท่ี ๕๓

หมทู่ ่ี ๑๗ “บ้ำนศรีงำม”

ประวัตคิ วามเปน็ มาบา้ นศรีงาม หมู่ ๑๗ แยกออกมาจากหมู่
๔ บา้ นศรงี ามมาจากนามสกลุ ของผู้ใหญ่บ้านคนแรก คอื นาย สมใจ
ศรีงาม ผูใ้ หข้ ้อมลู กานันเหมกนายนรินทร์ จรเอียด

หน้ำท่ี ๕๔

หมทู่ ี่ ๑๘ “บ้ำนประชำธรรม”

ประวัติความเป็นมาบา้ นประชาธรรม แยกออกจากหมู่ ๕ บ้าน

ในปราบและจดั ตั้งเป็นหมู่ ๑๘ ที่มาของชื่อบ้านประชาธรรม
ประชา มาจากประชาชนทเ่ี ข้ามาบกุ เบิก สร้างที่อยู่อาศัย ถนน และพัฒนา
หมบู่ ้านจนมคี วามเจรญิ
ธรรม ในท่ีน้ีมาจากการลงมือ “ทา” โดยการสร้างถ่ินท่ีอยู่อาศัยของ
ชาวบา้ น
จงึ ต้ังช่อื หม่บู า้ นว่า ประชา-ทา แต่ เขยี นวา่ ประชาธรรม เพอื่ ให้มี
ความไพเราะ สวยงาม
ผู้ใหข้ อ้ มูล นายอดุ ม หนนู ิล อดตี ผู้ใหญ่

อีกนัยหนึง่ กล่าวว่า บา้ นประชาธรรมแยกออกจากหมู่ ๕
บ้านในปราบมีท่ีมาจากในอดีตเป็นหมู่บ้านที่มีประชาชนส่วนใหญ่ลงมาจาก
กองทัพคอมมิวนิสต์ ซ่ึงเป็นคนท่ีมีคุณธรรม ชาวบ้านจงึ ได้ตั้งชื่อหมู่บา้ น
ดังกล่าวว่า “บ้านประชาธรรม” มีธรรมชาติท่ีอุดมสมบรู ณ์ มีลาคลอง ที่
ไหลผา่ นหมบู่ ้านถึง ๒ สาย คือคลองน้าแดงและคลองบางประ ชาวบ้าน
จงึ ได้ตัง้ ชอื่ หมูบ่ ้าน
ผ้ใู หข้ ้อมลู นายทนง หนูนิล ผู้ใหญ่บา้ นหมทู่ ่ี ๑๘

หน้ำท่ี ๕๕

หมู่ท่ี ๑๙ “บำ้ นเขำไพรเกศ”

ประวัติความเป็นมาบ้านเขาไพรเกศ มีคน ๗ คน ย้ายมาจาก

บ้านนาสาร หลีกเลี่ยงการสู้รบกับฝ่ายรัฐบาลจึงชักชวนกันมาจับจอง
พ้ืนท่ีในหมู่บ้านเพ่ือทามาหากินและได้ชักจูงพักพวกเพื่อนฝูงเพิ่มมา
เรอ่ื ยๆ จงึ ทาให้มีประชาชนเพ่ิมขึ้น

เดิมหมู่ที่ ๑๙ บา้ นเขาไพรเกศแยกมาจากหมู่ที่ ๘ บ้านเขา
รักษ์ ชื่อหมู่บ้านเดิมว่าบา้ นเขาหัวกระโหลกหรือบ้านเขาโหลกกระโหลก
ม า จา ก ม า จา ก ก า ร ท่ี ค น ไป เ จอ หั ว ก ร ะ โห ล ก ใ น ถ้ า จึงต้ั งช่ือ ว่ า เ ข า หั ว
กระโหลกซึ่งทาที่พบเจอมีลักษณะเป็นภูเขาสูง ต่อมาได้เปล่ียนช่ือเป็น
เขาไพรเกศเป็นคาท่ีไพเราะกว่า มีความสวยงาม แต่มีความหมาย
เหมือนกัน
ผใู้ หข้ อ้ มลู ผใู้ หญ่วิทยา ชัยสวสั ด์ิ
เกศ หมายถึง หวั
เขาในทน่ี ้ี หมายถึง ถ้า
ไพรในทน่ี ้ี หมายถึง ถ้าท่ีพบเจอในตอนนัน้ อยู่ในป่า

หน้ำท่ี ๕๖

หมทู่ ี่ ๒๐ “บำ้ นมติ รสมั พันธ์”

ประวัติความเป็นมา บ้านมิตรสัมพันธ์ แยกจากหมู่ท่ี ๒ หน้า
เขา เม่ือก่อนมีชื่อเรียกว่า หมู่บ้านเงินงามและต่อมา มีการประชุมกันใน
หมู่บ้านได้ประชุมและตกลงร่วมกัน ได้ช่ือหมู่บ้านใหม่คือมิตรสัมพันธ์
เพราะอยากใหค้ นในหมบู่ า้ นเปน็ มติ รกันและอยเู่ ย็นเปน็ สุข
ผใู้ ห้ขอ้ มลู ผูใ้ หญ่ทวี อรุณรักษา ผใู้ หญ่บา้ นหมู่ ๒๐

บคุ คลสำคญั

หนำ้ ท่ี ๕๘

ฝ่ำยบรรพชติ

๑.พ่อท่านอิ้น ปภากโร
วัดทับใ หม่พัฒ น า

รูปภาพที่ ๑๐. พ่อท่านอ้ิน ปภากโร

พระเกจิอาจารย์ผู้ได้รับการยอมรับว่าเชี่ยวชาญใน
เวทวิทยาคม ชื่อเสียงของท่านอาจไม่ได้โด่งดังเป็นที่รู้จักกว้างขวาง
นัก แต่สาหรับคนในท้องถิ่น หรือผู้ท่ีเคยไปกราบไหว้ท่านมาแล้ว
ต่างกลา่ วยกย่องวา่ ท่านเปน็ ดัง่ “ชา้ งเผือกในป่าสแี ดง”

ชื่อของท่านคือ พอ่ ท่านอิ้น ปภากโร เดิมท่านไม่ใช่คนพนื้
เพอาเภอเคียนซา ท่านเป็นคนหมู่บ้านสระโพธิ์ อาเภอเชียรใหญ่
จังหวัดนครศรีธรรมราช เกิดในวันพฤหัสบดี เดือน ๘ ปีระกา
พุทธศกั ราช ๒๔๖๔ พอ่ -แมช่ อ่ื “นายบุตร-นางเขียว ชูเมือง” ชื่อเดิม
ของท่านคือ “อิ้น ชูเมือง” ท่านเป็นญาติกับท่านขุนพนั ธนรักษ์ราช
เดชซึ่งสบื เช้ือสายมาทางแม่

หน้ำท่ี ๕๙

รปู ถำ่ ยพ่อทำ่ นอิน ปภำกโร (ชูเมอื ง)

สมยั ยังเป็นฆารวาส (เสือระพิน)

รูปภาพท่ี ๑๑. พ่อท่านอิ้น ปภากโร สมัยยังเป็นฆราวาส (เสือระพนิ )

ภาพจากเพจเฟซบ๊กุ หลวงพ่ออิน้ ปภากโร
วดั ทับใหมพ่ ฒั นา อ.เคยี นซา จ.สฏ

จุดเร่ิมต้นการเป็นเสือ สมัยท่านเป็นฆารวาส ได้มีโจรมา
ขโมยวัวท่าน แล้วเขียนจดหมายท้ิงไว้ในคอกว่า ถ้าลูกผู้ชายจริงให้ไป
ต า ม ด้ ว ย ตั ว เ อ ง นี้ คื อ จุ ด เ ริ่ ม ต้ น ข อ ง ก า ร เ ป็ น เ สื อ ข อ ง ท่ า น ว่ า
“เสอื ระพิน”

หน้ำท่ี ๖๐

ท่านเล่าว่า ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจบวช ท่านได้ดารงชีวิตผ่าน
ประสบการณ์ด้านต่างๆ มาแล้วอย่างโชกโชน เป็นทั้งเสือร้ายและเป็นทั้ง
หัวหน้า ผกค. (พรรคคอมมิวนิสต์) ในเขตอาเภอเคียนซา ซึ่งเป็นพนื้ ที่สี
แดงขณะนั้นเคยถูก ขุนพนั ธรักษ์ราชเดช อดีตนายตารวจมือปราบจอม
ขมังเวทย์ ไล่ล่าจนประชิดตัว แต่ด้วยอานาจของตะกรุดโทนท่ีท่านได้ทา
ใช้เองตามตารา ทาให้ท่านสามารถรอดพ้นมาได้อย่างหวุดหวิด บางครั้ง
เม่ือต้องข้ึนโรงขึ้นศาล ท่านก็ได้อาศัยบารมีของตะกรุดโทนนี้ ทาให้ศาล
ยกฟอ้ งคดมี านบั คร้งั ไมถ่ ้วน

ตอ่ มาทา่ นได้ฉุกคิดวา่ การมบี ริวารห้อมล้อมและมีคนยาเกรง
จานวนมาก หาใช่ความสุขอย่างแท้จริงของชีวิตไม่ ท่านจงึ ได้ย้อนคิดถึง
เร่ืองราวต่างๆ ท่ีผ่านมาในชีวิต ทาให้ท่านทราบถึงสัจธรรมของชีวิตคือ
“ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน” แต่ด้วยความเป็นห่วงชีวิตของชาวบา้ นที่อยู่
ในการปกครองของท่าน ซึ่งท่านอยากให้คนเหล่าน้ันเป็นคนดี และได้มี
โอกาสรับใช้ชาติ ท่านจึงได้ยกที่ดินและทรัพย์สมบัติต่างๆ ออกแจกจ่าย
แก่ชาวบ้าน โดยที่ดินเหล่าน้ันปัจจุบันอยู่ในเขตพน้ื ที่หมู่ ๘ หมู่ ๙ ตาบล
บ้านเสดจ็ อาเภอเคียนซา ซง่ึ ชื่อหม่บู า้ นน้ันทา่ นเปน็ คนตั้งช่ือมาจากคาว่า
“คุณรักษา” ต่อมาเรียกเพ้ยี นเป็นเขารักษ์ และท่านยังยกที่ดิน ๑๐๐ ไร่
เพือ่ จัดต้ังเปน็ โรงเรยี นขึ้น แรกเรม่ิ ได้ชื่อว่าโรงเรยี นไทยรัฐวิทยา ๒๒ (ใต้
รม่ เยน็ ) สาขาเขารกั ษ์ ภายหลัง

หนำ้ ท่ี ๖๑

บ้ำนพอ่ ทำ่ นอิน ปภำกโร ครันยังเป็นฆำรวำส

รปู ภาพท่ี ๑๒. บำ้ นพอ่ ท่ำนอิน ปภำกโร ครันยงั เป็นฆรำวำส

ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก หลวงพอ่ อิ้น ปภากโร วดั ทบั ใหม่
พัฒนา อ.เคยี นซา จ.สฏ

หนำ้ ท่ี ๖๒

ได้เปล่ียนชื่อเป็นโรงเรียนบ้านเขารักษ์จวบจนปัจจุบันท่านยังได้ต้ัง
กองทุนเพื่อนการศึกษาของเด็กนักเรียน โดยใช้ช่ือว่ากองทุนหลวงพอ่
อนิ้ ปกาภโร (นายอนิ้ ชเู มือง) อกี ดว้ ย

พุทธศกั ราช ๒๕๓๒ ท่านได้หันหลังให้กับความวุ่นวายในทาง
โลก กา้ วเข้าส่รู ม่ กาสาวพัสตร์ ณ พัทธสีมาวดั บางสะพาน
จ .น ค ร ศ รี ธ ร ร ม ร า ช แ ล ะ ไ ด้ ก ลั บ ม า ต้ั ง “ส า นั ก ส ง ฆ์ บ้ า น ทั บ ใ ห ม่ ”
บนท่ีดนิ ที่ชาวบ้านในละแวกนน้ั ร่วมกนั บรจิ าคให้ทา่ นด้วยความศรทั ธา

สานักสงฆ์บ้านทับใหม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นวัดข้ึนในปี
๒๕๕๓ บนพนื้ ที่ ๑๙ ไร่ของวัด ท่านได้จัดสร้างกุฏิสาหรับพระสงฆ์
ศาลาปฏิบัตธิ รรม เมรุและปจั จุบนั ทยี่ งั คงก่อสร้างคา้ งอยู่คือ อุโบสถ

ท้งั น้เี พอื่ ใหเ้ ป็นไปตามเจตนารมณ์เดิมของท่านเมื่อแรกออก
บรรพชา คือ การสร้างวัดให้สมบูรณ์ท่ีสุด เพอื่ รองรับชาวบา้ นที่เข้ามา
สู่รม่ เงาของพระพทุ ธศาสนา

พ่อท่านอ้ิน ปภากโร ได้ละสังขารอย่างสงบที่โรงพยาบาล
สุราษฎร์ธานี ในจันทร์ท่ี ๒๒ ธันวาคม พทุ ธศักราช ๒๕๕๗ เวลา
๑๗.๑๗ น.

หน้ำท่ี ๖๓

สิริอายุรวม ๙๔ ปี คณะศิษยานุศิษย์ได้ทาพธิ ีรดน้าสรีระสังขาร วันที่ ๒๓
ธันวาคม ต้ังบาเพ็ญกุศลสวดอภิธรรมศพเป็นเวลา ๑๗ คืน ครั้นถึงวันที่
๘ มกราคม พทุ ธศักราช ๒๕๕๘ เวลา ๑๓.๐๐ น. ได้ประกอบพิธีปิดศพ
โดยมีพระอุดมธรรมปรีชา วัดพระโยค รองเจา้ คณะจงั หวัดสุราษฎร์ธานี
เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายฉัตรป้อง ฉัตรภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็น
ประธานฝ่ายคฤหัสภ์

ปัจจุบันสรีระสังขาลพ่อท่านอิ้น ปาภากโร บรรจอุ ยู่ในโลงแก้ว
ต้ังอยู่ที่วัดทับใหม่พัฒนา หมู่ที่ ๔ ตาบลบา้ นเสด็จ อาเภอเคียนซา
จงั หวัดสรุ าษฎรธ์ านี

สรรี ะสงั ขำรพ่อทำ่ นอนิ ปภำกโร

รูปภาพท่ี ๑๓. สรีระสังขำรพ่อทำ่ นอิน ปภำกโร

ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก หลวงพ่ออิน้ ปภากโร
วดั ทบั ใหม่พฒั นา อ.เคียนซา จ.สฏ

หนำ้ ท่ี ๖๔

รปู ภาพที่ ๑๔. พ่อท่ำนอิน ปภำกโร

รปู ภาพที่ ๑๕. พ่อท่ำนอิน ปภำกโร

ภาพจากเพจเฟซบ๊กุ หลวงพอ่ อ้นิ ปภากโร
วดั ทับใหม่พฒั นา อ.เคียนซา จ.สฏ

หนำ้ ท่ี ๖๕

๒. หลวงพอ่ ชืน่ อิญทปญั โญ

รูปภาพท่ี ๑๖. หลวงพ่อชน่ื อิญทปัญโญ

“นายชนื่ แก้วศรมี ล" เปน็ ชอ่ื และสกลุ เดมิ ของพอ่ ท่านช่ืน
อนิ ทปัญโญ เกิดเม่ือวนั อาทติ ย์ที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๖๗
บดิ าของทา่ นเปน็ ทีร่ ้จู ักกันในนาม อาจารยล์ ่อง ผู้รักษาคนไข้ทางด้าน
อาคม หรือไสยศาสตรใ์ นสมยั นนั้ เม่อื อายคุ รบ ๗ ขวบ ไดเ้ ขา้ เรียนที่
โรงเรยี นวดั ศิลา จ.นครศรีธรรมราช เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔
หลังจากเรยี นจบ บิดาของทา่ นได้นาท่านไปฝากเป็นศษิ ย์หลวงพอ่
คล้าย วาจาสิทธิ์ วัดสวนขัน จ.นครศรธี รรมราช ซ่งึ หลวงพ่อคลา้ ยมี
ฐานะเป็นตาของนายช่ืน

ครัง้ หนึ่งพ่อทา่ นคล้ายไดส้ รงนา้ ในขณะทน่ี ายชน่ื ซักสบงให้
พ่อทา่ นคล้ายอยู่ พ่อทา่ นคลา้ ยได้ตักน้าขนั ที่สามนามารดศีรษะและนา
มือรับนา้ ใต้คาง แลว้ สง่ ใหน้ ายชน่ื ด่มื

หน้ำที่ ๖๖

เมื่อด่ืมน้านั้นแล้วพอ่ ท่านคล้ายได้เร่ิมถ่ายทอดวิชาต่างๆ และ
ทา่ นไดเ้ ลา่ เรียนวิชาอาคมจากพอ่ ท่านคลา้ ย เชน่ วชิ าทานายดวงชะตา ขับ
ไล่ภูตผีปีศาจ การขับไล่คุณไสยต่างๆ อีกมากมายจากพ่อท่านคล้าย
และเล่าเรียนวชิ าอาคมที่ตกทอดจากตระกูลของบิดาท่าน ซ่ึงได้ถ่ายทอด
ให้จนครบอายุครบ ๑๘ ปี บิดาเสียชีวิตจึงกลับมาบา้ นทางานเล้ียงดูผู้เป็น
มารดา

รูปภาพที่ ๑๗. หลวงพ่อช่ืน อญิ ทปญั โญ

ภาพจากกลุ่มเพจเฟซบุ๊ก
พระเกจอิ าจารยส์ ายใต้

หนำ้ ที่ ๖๗

นายชื่นได้บรรพชาอุปสมบท เมื่อวันท่ี ๑๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๒
ณ วัดไม้เรียง ต.ไม้เรียง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช โดยมีพระครูญาณวรากร
เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “ชื่น อินทปัญโญ” เม่ือพุทธศักราช ๒๕๓๒
ไดม้ าจาพรรษาทีพ่ ักสงฆ์ทชี่ าวบา้ นจดั ไว้ และไดเ้ ร่มิ สร้างเป็นวัดมาจนถึงปัจจุบัน
ชื่อว่า วัดในปราบ ต้ังอยู่ท่ี หมู่ ๕ ต.บ้านเสด็จ อ.เคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี โดย
ความร่วมมือจากชาวบ้าน และผู้มีจิตศรัทธา โดยชาวบ้านให้ความนับถือหลวง
พ่อมาก

กุฎหิ ลวงพ่อช่ืน อนิ ทปัญโญ
ขณะเป็นเจ้าอาวาสวดั ในปราบ

รปู ภาพท่ี ๑๘.กุฎหิ ลวงพ่อชน่ื อนิ ทปญั โญขณะเป็นเจ้าอาวาสวัดในปราบ

ภาพจากเฟซบ๊กุ Wittaya
Jeamwuttisak

หนำ้ ท่ี ๖๘

หลวงพอ่ ชน่ื อนิ ทฺ ปญโญหรือพระครูมงคลสมณกิจ เกจิอาจารย์
ชื่อดัง วัดในปราบ หมู่ท่ี ๕ ตาบลบา้ นเสด็จ อาเภอเคียนซา จังหวัด
สุ ร า ษ ฎ ร์ ธ า นี ล ะ สั ง ข า ร ด้ ว ย อ า ก า ร ส ง บ ท่ี โ ร ง พ ย า บ า ล อ า เ ภ อ
เคียนซา ในวันท่ี ๒๔ มิถุนายน พทุ ธศักราช ๒๕๕๘ เวลา ๑๔.๓๕ น.
อายุ ๙๑ปี

นายแพทย์พิชิต สุขสบาย ผู้อานวยการโรงพยาบาลเคียนซา
ได้เปิดเผยว่า หลวงพอ่ มีอาการอาพาธมาเป็นระยะเวลา ๒ ปี เดิน
ทางเข้าออกในโรงพยาบาลเป็นประจา ล่าสุด เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม
ท่ีผ่านมา มีอาการของปอดติดเชื้อ ทางโรงพยาบาลก็รักษาให้ยาตาม
อาการ และล่าสุด ท่านได้มรณภาพไปอย่างสงบ โดยไม่ได้ใส่ท่อหายใจ
หรือปั๊มหัวใจตามคาส่ังเสียของหลวงพ่อที่ระบุว่า ในวาระสุดท้ายไม่
ต้องการให้มีปั๊มหัวใจ หรือใส่ท่อหายใจท่ีทรมานต่อร่างกาย ท่านระบุ
ตอ้ งการจากไปอยา่ งสงบ

หลวงพ่อชน่ื ไดม้ คี าสั่งเสียไว้ว่า หลังจากการละสังขารไปแล้ว
ร่ า ง ก า ย ไ ม่ ต้ อ ง เ ผ า ใ ห้ เ ก็ บ ไ ว้ โ ด ย บ ร ร จุ ใ น โ ล ง แ ก้ ว บ ร ร ย า ก า ศ ที่
โรงพยาบาลหลังจากหลวงพอ่ ละสังขารแล้ว ญาติ และลูกศิษย์ทราบ
ขา่ วตา่ งเดนิ ทางมากราบศพเป็นจานวนมาก บรรยากาศเป็นไปอย่างเศร้า
โศกส่วนสรีระสังขาลของท่านจะเก็บไว้ในพระมหาเจดีย์ ซ่ึงหลวงพ่อชื่น
ทา่ นได้สร้างไว้ล่วงหน้าเสร็จมาหลายปีแล้ว

หนำ้ ท่ี ๖๙

รปู ภาพท่ี ๑๙. ลูกศษิ ยเ์ ขา้ เยย่ี ม กราบไหวห้ ลวงพ่อชนื่ ขณะอาพาธและรกั ษาตวั อยู่ทีโ่ รงพยาบาลเคียนซา

ภาพจากเฟซบ๊กุ ณเดช ทากามูระ

รูปภาพท่ี ๒๐.พระมหาเจดียท์ เ่ี กบ็ สรีระสงั ขารของหลวงพ่อชื่น

ภาพจากเฟซบุ๊ก Wittaya Jeamwuttisak

หนำ้ ท่ี ๗๐

รูปภาพที่ ๒๑. พธิ ีศพหลวงพ่อชื่น อนิ ทปัญโญ

ภาพจากเพจเวบ็ ไซต์ world orgh

รูปภาพที่ ๒๒. สรรี ะสังขารหลวงพ่อชน่ื อิทปญั โญ

ภาพจากเพจเวบ็ ไซต์ world orgh

หนำ้ ท่ี ๗๑

รปู ภาพท่ี ๒๓.พธิ อี ัญเชิญสรรี ะหลวงพอ่ ชน่ื ขึน้ มหาเจดยี ์วดั ในปราบ

ภาพจากเฟซบุ๊ก Wittaya Jeamwuttisak,นา้ หนง่ึ ค.พ. สะตอใต้

หน้ำที่ ๗๒

“คอมมวิ นสิ ต์ชนะเผด็จการ รูปภาพที่ ๒๔. พลเอก หาญ ลลี านนท์
แต่คอมมิวนิสต์จะพ่ายแพ้
แกป่ ระชาธปิ ไตย
เพราะฉะนั้น เราจะต้องไม่
ย อ ม ใ ห้ เ ผ ด็ จ ก า ร เ ข้ า
ครอบงาประเทศ ...
เผด็จการก็เรียกร้องความ
ม่ันคงของชาตแิ ตค่ วาม
มัน่ คงของชาติทถ่ี าวร
ตลอดไปน้ันอาศัยอยู่บน
พนื้ ฐานของการเปน็
ประชาธปิ ไตยทส่ี มบรู ณ์ ..”
พลเอก หาญ ลีนานนท์
อดีตแม่ทัพภาคท่ี ๔ ใน
ตานาน เจา้ ของนโยบายใต้
รม่ เยน็

ประวัติ

พลเอก หาญ ลีลานนท์

หนำ้ ที่ ๗๓

๑.พลเอก หำญ ลลี ำนนท์

เกิดเมื่อวันที่

๑๕ สิงหาคม พทุ ธศักราช ๒๔๖๗ ท่อี าเภอ
ทุง่ หวา้ จงั หวัดสตลู เป็นบุตรของขนุ ดา่ นลี
นานนท์ และนางนติ ย์ ลีนานนท์ (นามสกุล
เดมิ : รัตนดลิ ก ณ ภูเกต็ )

กำรศึกษำ รูปภาพที่ ๒๕. พลเอก หาญ ลีลานนท์

จบการศึกษาจาก
โรงเรยี นไตรมติ รวิทยาลยั โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลยั
โรงเรียนมัธยมวดั เบญจมบพิตร
โรงเรียนนายรอ้ ยทหารบก (ร่วมรุ่นเดียวกับ พลเอก อาทติ ย์ กาลังเอก,
พลเอก เทยี นชยั ศิริสัมพนั ธ์)

กำรสมรส

พลเอกหาญ สมรสกับนางประภา (สกุลเดิม: นัยนานนท์) บุตรีของรอง
อามาตย์เอกหลวงวิจิตรสารบรรณ เจียม นัยนานนท์ กับนางช้ัน
นยั นานนท์ มีบตุ รด้วยกันสองคนชื่อนางสุโรจนา ลีนานนท์ ศรีอักษร และ
พนั ตารวจเอกอาชวาคม ลนี านนท์

หนำ้ ท่ี ๗๔

กำรทำงำน

พลเอกหาญ เม่ือคร้ังยงั อยใู่ นยศ พลโท เปน็ หน่ึงในผ้รู ่วมร่างคาสงั่
๖๖/๒๕๒๓ อนั เปน็ นโยบายสาคัญในการจดั การกบั ปญั หาความม่นั คงใน
พืน้ ท่ีภาคใต้ ร่วมกับ พลตรี ชวลิต ยงใจยทุ ธ และ ประเสรฐิ ทรพั ย์
สนุ ทร ในรฐั บาลชุดทม่ี ี พลเอก เปรม ตณิ สูลานนท์ เปน็ นายกรฐั มนตรี
อกี ทงั้ ยงั เปน็ เจา้ ของนโยบาย "ใตร้ ่มเย็น" อกี ด้วย ก่อนท่ีจะดารงตาแหนง่
แมท่ ัพภาคท่ี ๔ ระหว่างวนั ที่ ๑ ตลุ าคม พทุ ธศักราช ๒๕๒๔-๓๐
กันยายน พทุ ธศักราช ๒๕๒๖ นับเปน็ แมท่ พั ภาคที่ ๔ คนที่ ๔ เมอื่ วนั ที่
๒๒ พฤษภาคม ๒๕๓๓ ไดร้ ับแตง่ ต้ังเปน็ คณะกรรมการวสิ ามญั ศกึ ษา
ปญั หาจังหวัดชายแดนภาคใต้

กำรเมือง

เม่ือภายหลังปลดเกษียณแลว้ พลเอกหาญ ได้เข้าสู่การเมอื งด้วย
การ

- ดารงตาแหนง่ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ ใน
พ้ืนท่ีเขต ๒ และเขต ๙ กรุงเทพมหานคร

- ได้ดารงตาแหนง่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- ดารงตาแหนง่ รัฐมนตรปี ระจาสานักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของพล
เอก ชาติชาย ชุณหะวณั
- ดารงตาแหน่งสมาชกิ วุฒิสภาจงั หวดั สตูล

หน้ำท่ี ๗๕

๒. นำยนนุ่ ชมุ คง
นายน่นุ ผู้ร่วมเข้าพรรคคอมมิวนสิ ต์ อยฝู่ า่ ยรกั ษาความสงบ

ในหมบู่ า้ นเปน็ ทบ. (ทหารบ้าน) และเปน็ คนส่งข่าวสง่ จดหมายไปให้อกี
กองทัพ ส่วนใหญจ่ ะสง่ เปน็ จดหมายลบั เพ่อื ไปหาอกี กองทพั ได้รบั รู้

นายนุ่น ชมุ คงเม่อื ปี ๒๕๗๑ “ขา้ พเจ้าไดเ้ ข้ารว่ มกนั เปน็ สว่ น
หนง่ึ กบั พรรคคอมมิวนิสต์ ตอนน้ันบา้ นเดิมยังอยทู่ ่พี ระแสงและต่อมาปี
2519 ไดข้ ้นึ มาอยู่ท่ดี งเคยี นซาเพอื่ เข้าปฏิบัตหิ น้าทีใ่ นพรรคคอมมิวนสิ ต์
อยู่ฝา่ ยรกั ษาความสงบในหมบู่ ้านเปน็ ทบ ยอ่ มาจากทหารบ้านและเปน็
คนสง่ จดหมายลับเพือ่ ไปหาอกี กองทัพนงึ ได้รบั ร้ถู ึงความเคลือ่ นไหว
ต่างๆและปฏิบัตหิ นา้ ทใ่ี นพรรคคอมมิวนสิ ตจ์ นถึงปี ๒๕๒๕ แล้วกก็ ลับไป
อยู่อาเภอพระแสงอกี ครงั้ อยูพ่ ระแสงประมาณ ๖ ปี ก็กลับขึน้ มาดง
เคียนซาอีกครงั้ จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาถึง ๓๐ ป”ี

รูปภาพที่ ๒๖. นำยนนุ่ ชมุ คง

๓. ลงุ เหล็ก หรอื นำยณรงค์ ศรีนวลแก้ว
ลงุ เหลก็ เป็นทหาร ทปท. (กองทพั ปลดแอกประชาชน) เปน็

กาลงั ในการใชอ้ าวธุ เพอื่ ตอ่ ส้กู บั พวกรัฐบาล

หน้ำท่ี ๗๗

ทรพั ยำกรธรรมชำติและส่ิงแวดล้อม

ตาบลบ้านเสด็จ
มีทรพั ยากรธรรมชาติ คือ ภูเขาขนาด
เลก็ ซงึ่ เปน็ ภเู ขาหินผุมากมาย เหมาะ
สาหรบั ใชใ้ นการก่อสรา้ งและงานถม
และมถี า้ ตามธรรมชาติท่กี าลงั จะได้รบั
การพัฒนาให้เป็นแหลง่ ทอ่ งเท่ยี วทาง
ธรรมชาติ ได้แก่ ถา้ เขาไพรเกศ ต้ังอยูใ่ น
หมู่ที่ ๑๙

รปู ภาพท่ี ๒๗.ถ้าเขาไพรเกศ รูปภาพท่ี ๒๘.ถา้ เขาฮายหรอื ถ้าเขางาม

ทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ ม

หนำ้ ที่ ๗๘

ไม้เศรษฐกิจ

หมายถึงไมย้ ืนต้นทีม่ กี ารปลูกเพอื่ นาเนื้อไม้มาใช้ประโยชน์โดยตรง
หรือเพื่อการค้า รวมถึงการใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆในตาบล
บา้ นเสดจ็ มี ไม้เคย่ี ม ไมย้ างยูง ไมห้ ลมุ พอ ไม้จาป่าปา ไมต้ ะเคยี น

ไม้หลุมพอ k ( MERBAU )

รปู ภาพท่ี ๒๙. ไมห้ ลมุ พอ k ( MERBAU )

ชื่อพฤษศาสตร์: Intsia palembanica Miq.
ชือ่ วงศ:์ LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE

หน้ำท่ี ๗๙

ชอ่ื พน้ื เมือง: กะลุมพอ (ใต้) มือบา (มลายู ปัตตานี) เมอบา (มลายู ใต้)
สะหลุมพอ (ปราจีนบุรี) หลมุ พอ (ใต้)

ช่ือสามัญ: หลุมพอ ขึ้นในป่าดิบช้ืนใกล้ชายฝั่ง ท่ีความสูงจาก
ระดับน้าทะเลจนถึง ๘๐๐ เมตร ในประเทศไทย พบเฉพาะ ทางภาคใต้
หลุมพอมีเขตการกระจายพันธ์ุท่ีพม่าตอนใต้และภูมิภาคมาเลเซียไม้
หลมุ พอ

ประโยชน์:ใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน
ทาสะพาน เสา หมอนรางรถไฟ เกวียน เคร่ืองเรือน เป็นไม้ท่ีสวยงามดี
เหมาะสาหรับทาเคร่อื งเรือน

ไม้หลุมพอจัดว่าเป็นสุดยอดไม้ของภาคใต้เหมาะกับงานทุก
ประเภท เน่ืองจากความคงทน และความสวยงามของไม้ ทาให้มีการ
นามาใชก้ บั งานทงั้ โครงสร้าง วงกบ ประตู ไมพ้ น้ื

หมู่ ๑๙ บา้ นเขาไพรเกศ ตาบลบา้ นเสด็จ ได้มีการรวมกลุ่มกัน
นาไม้หลุมพอมาแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์จากรากไม้ส่งออกโดยจัดทา
สินคา้ ตามออเดอร์ของลกู ค้า

หนำ้ ที่ ๘๐
รูปภาพท่ี ๓๐. รากของต้นไม้หลมุ พอ k ( MERBAU )
รูปภาพที่ ๓๑. รากของตน้ ไม้หลุมพอ k ( MERBAU )

หน้ำท่ี ๘๑

ตะเคียน หรอื ตะเคียนทอง

รปู ภาพที่ ๓๒. เคียนหรือตะเคยี นทอง

ตะเคียน หรือ ตะเคียนทอง (ช่ือวิทยาศาสตร์: Hopea odorataจัดอยู่
ในวงศ์ยางนา (DIPTEROCARPACEAE))ตะเคียนทอง ช่ือสามัญ
Iron wood, Malabar iron wood, Takian, Thingan, Sace, Takian
ตะเคยี น หรือ ตะเคยี นทอง เป็นไม้ยืนตน้ ในวงศไ์ มต้ ะเคียน สามารถพบ
ในประเทศบังกลาเทศ, ประเทศกัมพชู า, ประเทศอินเดีย, ประเทศลาว,
ประเทศมาเลเซยี , ประเทศพม่า, ประเทศไทย และประเทศเวียดนาม

หนำ้ ที่ ๘๒

ไม้เคย่ี ม

รปู ภาพท่ี ๓๓. ไมเ้ ค่ยี ม

ต้นเค่ียม (ชอื่ วทิ ยาศาสตร์:Cotylelobium melanoxylon
ชอ่ื สามัญ:Resak tembage )

เคี่ยม เป็นไม้มงคลประจาจังหวดั สรุ าษฎร์ธานี

โดยตน้ เคีย่ มสามารถพบขึน้ ไดท้ ว่ั ไปตามป่าดงดบิ ทางภาคใต้
ตง้ั แต่จังหวดั ชมุ พรลงไป และทางภาคใตข้ องพม่าลงไปจนถงึ

ภาคเหนือของประเทศมาเลเซยี และอินโดนีเซีย
ทจ่ี งั หวัดสรุ าษฎรธ์ านมี ีต้นเคี่ยมอยู่ 2 ชนดิ คือ เคีย่ มขาวและเคีย่ ม
ดา ซึ่งเคี่ยมดาเปลอื กตน้ จะหนาและเข้มกวา่ เปลอื กต้นเคย่ี มขาว

หนำ้ ท่ี ๘๓

ไม้จำปำปำ่

รปู ภาพท่ี ๓๔. ไม้จาปาปา่

ต้นจาปาปา่ (Champaca
ช่อื ทางวิทยาศาสตรว์ า่ “Michelia champaca Linn.”
ช่ือวงศ์ Magnoliaceae ในภาษาบาลีเรยี กวา่ “ตน้ จมั ปกะ”
จาปา มีถิ่นกาเนดิ ทางตอนใตข้ องจีน อนิ เดยี ไทย พมา่ มาเลเซีย
และ อินโดนเี ซยี มีชือ่ พื้นเมอื งทีเ่ รียกตา่ งกันไปในแต่ละทอ้ งถ่ินของ
ไทย ภาคเหนือ(จัมปา,จุ๋มปา) ภาคใต้,จาปาทอง (นครศรธี รรมราช),
จาปาเขา (ตรงั ), จาปาป่า (สุราษฎรธ์ านี), จาปากอ (มลายู, ภาคใต้)

หน้ำที่ ๘๔

ตน้ ยำงยงู

รปู ภาพท่ี ๓๕. ต้นยางยูง

ช่อื วทิ ยาศาสตร์ : Dipterocarpus grandiflorus (Blanco)Blanco.
ชอื่ วงศ์ : DIPTEROCARPACEAE

ชือ่ สามัญ : ยางตนั ยางยงู ยงู ( ภาคใต้ พบตามปา่ ดบิ ชนื้ ทางภาคใต้
และเคยมีรายงานว่าพบทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือบ้าง)

หน้ำที่ ๘๕

อุทกภยั

ในปีพทุ ธศักราช ๒๕๕๔ เป็นปีที่ ต.บา้ นเสด็จ อ.เคียนซา จ.
สุราษฎร์ธานี ประสบปัญหาอุทกภัยร้ายแรงที่สุดในรอบหลายปีท่ีผ่านมา
เกดิ มีฝนตกหนกั ในพนื้ ท่ี ตดิ ตอ่ กนั หลายวัน ทาให้มีปริมาณน้าจานวนมาก
ได้ไหลบา่ ลงสู่พื้นที่ต่า ส่งผลให้น้าไหลเข้าท่วมพ้นื ท่ีหมู่ที่ ๓ บา้ นทับเก่า
หมู่ท่ี ๔ บ้านทับใหม่ หมู่ท่ี ๑๐ บ้านเขาสามยอด และหมู่ท่ี ๑๒ บา้ นรพี
พรรณ บา้ นเรือนราษฎรจมอยใู่ ตน้ ้าจานวนกว่า ๓๐ หลงั คาเรือน ระดับน้า
สูงตั้งแต่ ๑ เมตร จนถึง ๒ เมตรเศษ นอกจากนั้น น้ายังได้ท่วมขังผิว
จราจรสายหลักทาให้การสัญจรไปมาถูกตัดขาด ไฟฟ้าไม่มีใช้ ทาให้
ประชาชนต้องขนของหนี และเอาชวี ติ รอด

รปู ภาพท่ี ๓๖. อุทกภยั ตาบลบา้ นเสด็จ

หนำ้ ท่ี ๘๖

รปู ภาพที่ ๓๗. หน่วยงานรัฐเข้าชว่ ยเหลอื อทุ กภยั ตาบลบ้านเสด็จ

รปู ภาพที่ ๓๘. น้าปา่ ไหลหลากในพน้ื ที่ตาบลบ้านเสดจ็ บรเิ วรหมู่ท่ี ๓ บา้ นทับเกา่

ต่อมาในปีพุทธศกั ราช ๒๕๖๓ เกิดนา้ ป่าไหลหลากในพ้ืนท่ตี าบล
บ้านเสดจ็ และมีน้าขงั เป็นเวลาหลายวัน โดยเฉพาะในหมู่ท่ี ๓ บ้านทับเกา่
มีน้าทว่ มขังมากกวา่ ๑๐ วนั เปน็ ผลมาจากฝนตกหนักในพน้ื ที่ทาใหม้ วล
นา้ ไหลเข้าท่วมพืน้ ที่อยา่ งรวดเรว็ และมี ปรมิ าณมาณน้าสงู กว่า ๖๐
เซนตเิ มตร ทาให้รถเลก็ ไมส่ ามารถสญั จรได้

หนำ้ ท่ี ๘๗
รูปภาพท่ี ๓๙. หน่วยงานรัฐเข้าช่วยเหลืออุทกภัยตาบลบ้านเสดจ็
รปู ภาพท่ี ๔๐. ความเสียหายของทรพั ยส์ ินจากอุทกภยั น้าท่วมตาบลบ้านเสดจ็


Click to View FlipBook Version