The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือประวัติศาสตร์ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเคียนซา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kanlayaneeboontong11, 2021-11-30 11:36:05

หนังสือประวัติศาสตร์ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเคียนซา

หนังสือประวัติศาสตร์ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเคียนซา

Keywords: บ้านเสด็จ,ประวัติศาสตร์ตำบลบ้านเสด็จอำเภอเคียนซา,๊U2TSRU,สุราษฎร์ธานี,ตำบลบ้านเสด็จอำเภอเคียนซา,วิศกรสังคม

ควำมเชื่อ ประเพณแี ละพิธกี รรม

หน้ำท่ี ๘๙

ประเพณแี ละพธิ ีกรรม

ประเพณวี นั สารทเดือนสิบ (ประเพณชี ิงเปรต)

ความสาคญั
ประเพณวี ันสารทเดือนสิบ (ประเพณีชิงเปรต) เป็นงานบุญประเพณี

ของคนภาคใต้ เป็นความเช่ือของพทุ ธศาสนิกชนท่ีเชื่อว่าบรรพบุรุษ ได้แก่
ปู่ ย่า ตา ยาย และญาติพีน่ ้องท่ีล่วงลับไปแล้ว ผู้ท่ีทาบาปไว้มากจะตก
นรก กลายเป็นเปรต ต้องทนทุกข์ทรมานในอเวจี ต้องอาศัยผลบญุ ท่ี
ลูกหลานอุทิศส่วนบญุ กุศลให้ ในแต่ละปีมายังชีพ เมื่อถึงวันแรม ๑ ค่า
เดอื น ๑๐ พระยายมจะปล่อยคนบาปทง้ั หลาย ที่เรียกว่า "เปรต” กลับไป
พบญาติพ่นี ้องในเมืองมนุษย์ เพอ่ื มาขอส่วนบุญจากลูก หลาน ญาติ พ่ี
น้อง และจะกลับไปนรก ในวันแรม ๑๕ ค่า เดือน ๑๐ ในโอกาสน้ี ลูก
หลาน ญาติ พีน่ ้อง ที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงนาอาหารไปทาบุญท่ีวัด เพื่ออุทิศ
สว่ นบุญกุศลให้แก่ผู้ที่ลว่ งลบั ไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที

ระยะเวลาการทาบญุ วันสารทเดือนสบิ
- ครง้ั แรก วันแรม ๑ ค่า เดือน ๑๐ เรียกว่า วันรับเปรต
- ครั้งทสี่ อง วันแรม ๑๕ ค่า เดือน ๑๐ เรยี กว่า วนั สง่ เปรต

หน้ำท่ี ๙๐

พิธีกรรม

๑.การจัดหมรฺ ับ คอื การบรรจุและประดับด้วยส่ิงของอาหาร ขนมเดือน
สิบลงในภาชนะทเี่ ตรยี มไว้ เช่น ถาด กาละมงั ฯลฯ ชน้ั ลา่ งสุดบรรจุ
อาหารแห้ง ชั้นสองเปน็ พชื ผกั ทเี่ ก็บไว้ได้นาน ชั้นสามเป็นของใชใ้ น
ชีวิตประจาวนั ชน้ั บนสดุ ประดับขนมไดแ้ ก่ ขนมพอง ขนมลา ขนมบา้ ขนม
เมซา ขนมเทยี น
๒.การยกหมฺรับ ชาวบ้านจะยกหมฺรับที่จัดเตรียมไว้ไปวดั และนา
ภตั ตาหารไปถวายพระดว้ ย โดยไปวัดทีอ่ ยูใ่ กล้บา้ น หรอื วัดทบ่ี รรพบุรษุ
ของตนนยิ มไป
๓.การฉลองหมรฺ บั และบงั สุกุล เมื่อนาหมรฺ ับไปวดั แล้ว จะมีการฉลอง
หมฺรับ และทาบญุ เลี้ยงพระเสรจ็ แลว้ จึงมกี ารบงั สกุล เพ่อื อุทศิ ส่วนบุญ
ใหแ้ ก่ผู้ทล่ี ่วงลับไปแล้ว
๔.การตั้งเปรต เสรจ็ จากการฉลองหมรฺ ับและถวายภตั ตาหารแล้ว
ชาวบา้ นจะนาขนมอกี ส่วนหนงึ่ ไปวางไว้ตามบริเวณลานวดั ข้างกาแพงวัด
เรยี กวา่ ตงั้ เปรต เพือ่ แผส่ ว่ นกศุ ลเปน็ ทานผลู้ ่วงลบั ที่ไมม่ ญี าติ หรือญาติ
ไม่มาร่วมทาบญุ ให้ การชงิ เปรตจะทาตอนตงั้ เปรตเสร็จแล้ว เพราะเชือ่ วา่
ถ้าหากใครไดก้ ินของเหลือจาการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ จะได้รับกุศลเปน็ สริ ิ
มงคลแก่ตนเอง บางวัดนยิ มสรา้ งรา้ นเปรต เพื่อสะดวกแกก่ ารตัง้ เปรต
บางวัดสร้างรา้ นเปรตไว้บนเสาสูงเพยี งเสาเดียว รอบเสาชะโลมนา้ มนั ให้
ล่ืน เม่อื เวลาชิงเปรตผชู้ นะ คือผทู้ ส่ี ามารถปีนไปถึงร้านเปรตซ่งึ ต้องใช้
ความพยายามมาก จึงสนกุ สนานและตน่ื เต้น สถานท่ีจัด วดั ตา่ ง ๆ ใกล้
บ้าน หรอื วดั ทบ่ี รรพบุรุษของตนนิยมไป

หนำ้ ที่ ๙๑
รปู ภาพท่ี ๔๑. ขบวนดนตรีประเพณีวันสารทเดอื นสบิ (ประเพณีชิงเปรต)
รปู ภาพที่ ๔๒. ขบวนนางราประเพณวี ันสารทเดือนสิบ (ประเพณีชิงเปรต)

หนำ้ ที่ ๙๒
รูปภาพที่ ๔๓. ขบวนจาลองผเี ปรตในประเพณีวนั สารทเดือนสบิ (ประเพณีชิงเปรต)
รูปภาพที่ ๔๔. ขบวนจาลองผเี ปรตในประเพณวี ันสารทเดอื นสิบ (ประเพณีชิงเปรต)

หน้ำท่ี ๙๓

ประเพณีชกั พระ

จดั ขึ้นในวนั ออกพรรษา (แรม ๑ ค่า เดือน ๑๑) แตล่ ะวดั จะ
ทาบษุ บก หรอื พนมพระตกแต่งอย่างสวยงามตรงกลางบุษบกเปน็ ที่
ประดิษฐานพระพทุ ธรปู ปางอุม้ บาตร ตามคตทิ างพทุ ธศาสนาแล้วให้
ประชาชนลากไป เมอ่ื เสรจ็ พิธลี ากพระ (ท้ังบนบกและในนา้ ) จะนาพระ
ไปทาความสะอาด แลว้ มีพธิ ีสงฆส์ มโภชพระลากในตอนคา่ โดยจะมี
พระสงฆม์ าเทศนเ์ กย่ี วกับ การเสด็จของพระพทุ ธเจ้า จากดาวดึงส์ลงสู่
โลกมนษุ ย์

เรอื พระ คือ รถหรือล้อเลื่อนทปี่ ระดบั ตกแต่งให้เป็นรปู เรือ
แล้ววางบษุ บก ซึ่งภาษาพื้นเมอื งของภาคใตเ้ รียกวา่ "นม" หรอื "นมพระ"
ยอดบุษบก เรยี กว่า "ยอดนม" ใชส้ าหรับอาราธนาพระพทุ ธรปู ขึน้
ประดษิ ฐานแล้วลากในวนั ออกพรรษา ลากพระทางนา้ เรยี กวา่ "เรือ
พระนา้ " สว่ นลากพระทางบก เรยี กว่า "เรอื พระบก" สมัยกอ่ นจะทาเป็น
รปู เรอื ให้คลา้ ยเรือจริง ๆ และต้องทาใหม้ นี ้าหนักนอ้ ยทส่ี ดุ จึงใช้ไม้ไผ่
สานมาตกแต่งสว่ นทเ่ี ป็นแคมเรือและหวั ท้ายเรือคงทาให้แน่นหนา
ทางด้านหวั และท้ายทางอนคลา้ ยหวั และท้ายเรอื

แล้วตกแตง่ เป็นรูปพญานาค ใชก้ ระดาษสีเงนิ สที องทาเป็น
เกล็ดนาค กลางลาตวั พญานาคทาเป็นรา้ นสงู ราว ๑.๕0 เมตร เรยี กว่า
"ร้านม้า" ส่วน

หนำ้ ท่ี ๙๔

ท่ีสาคัญท่ีสุด คือ บุษบก ซ่ึงแต่ละท่ีจะมีเทคนิคการออกแบบบุษบก
มีการประดิษประดอยอย่างมากหลังคาบุษบกนิยมทาเป็นรูปจตุรมุข
ตกแต่งด้วยหางหงส์ ช่อฟา้ ใบระกา และทุกครอบครัวต้องเตรียม "แทง
ต้ม" เตรียมหาในกระพ้อ และข้าวสารข้าวเหนียวเพ่ือนาไปทาขนมต้ม
"แขวนเรอื พระ" ลากพระบก

ใช้เชือกแบง่ ผูกเป็น ๒ สาย เป็นสายผู้หญิงและสายผู้ชาย ใช้
โพน ฆ้อง ระฆัง เป็นเครื่องตีให้จังหวะในการลากพระ คนลากจะ
เบียดเสยี ดกนั สนุกสนานและประสาน เสียงร้องบทลากพระเพือ่ ผ่อนแรง
ตัวอย่างบทร้องที่ใช้ลากพระ คือ อ้ีสาระพา เฮโล เฮโล ไอ้ไหรกลมกลม
หัวนมสาวสาว ไอ้ไหรยาวยาว สาวสาวชอบใจ

เรือพระวัดทบั ใหม่

รปู ภาพที่ ๔๕. เรอื พระวดั ทับใหม่

หนำ้ ที่ ๙๕

รปู ภาพที่ ๔๖. เรอื พระวัดทับใหม่

งานชักพระวดั ทบั ใหม่

หน้ำท่ี ๙๖

ประเพณีทอดกฐนิ

ประเพณีทอดกฐินนี้เป็นประเพณีที่มีมาแล้วแต่คร้ังสมัย
พุทธกาลและเป็นประเพณีท่พี ทุ ธศาสนิกชนท้งั หลายทกุ ยุคทุกสมัยมีความ

นับถือกันวา่ เป็นยอดของมหากุศลผลบญุ จะเป็นปจั จยั นาให้ผู้ได้ทอดกฐิน
น้นั ได้ประสบซ่ึงความสขุ ความเจริญในอธิโลกและปรโลกตลอดกาลนาน

คาว่า “กฐิน” น้ี เม่ือจะแปลตามความหมายของศัพท์แล้ว ก็

ได้ความหมายว่า “กรอบไม้” สาหรับขึงเย็บผ้าจวี รของภิกษุ ซึ่งกรอบไม้
ชนิดน้ี โดยมากนิยมเรียกกันว่า “สะดึง” ฉะนั้นท่ีมีความนิยมเรียกกันว่า
“ผ้ากฐิน” ก็เพราะเมื่อจะเย็บน้ัน ต้องขึงผ้าให้ตึงด้วยไม้สะดึงก่อนจึงจะ

เย็บ การท่ีจะต้องทาเช่นนี้ เพราะว่าในครั้งก่อนโน้น ไม่มีช่างที่มีความ
ชานาญในการตัดเย็บ ท้ังเครื่องจกั รกลต่างๆ ก็ไม่มีจะใช้เหมือนอย่างกับ
ในเวลานี้ จงึ ต้องอาศัย “สะดึง” ช่วยให้เป็นเบอ้ื งต้นก่อน แล้วจงึ เย็บ

เป็นอันได้ใจความว่า “ผ้ากฐิน” น้ีก็คือผ้าท่ีทาให้สาเร็จขึ้นได้ด้วยการ
อาศัย “กฐิน” หรือ “สะดึง” เมื่อเสร็จเป็นผ้า “กฐิน” แล้วจึงได้นาไป
ทอดแก่พระภิกษุสงฆท์ ่ีอยู่จาพรรษาแล้วตลอด ๓ เดือน ซึ่งมีความนิยม
เรียกกันว่า “ทอดกฐิน”

คาว่า “ทอด” นี้ก็คือเอาไปวางไว้ การทอดกฐินก็คือการ
นาเอาผ้ากฐินไปวางไว้ต่อหน้าพระสงฆ์ ซึ่งมีจานวนอย่างท่ีสุด ๕ รูป โดย

มิได้มีความตั้งใจว่า จะถวายแก่ภิกษุรูปใดรูปหน่ึง ซ่ึงเมื่อทอดแล้วก็เป็น
อนั หมดหน้าทีข่ องฆราวาส สว่ น

หน้ำที่ ๙๗

เรื่องต่อไปนั้น พระสงฆ์ท่านจะมอบหมายให้กันและกันเอง
ตามท่ีท่านเห็นว่า สมควรจะให้ภิกษุรูปใดเป็น “กรานกฐิน” ก็สุดแต่ท่าน
จะจัดทากันเอง ฆราวาสเม่ือ “ทอด” หรือ “วาง” ไว้แล้ว ก็คอย
ออกมารับอนุโมทนา เมอื่ พระสงฆ์ท่านกรานเสรจ็ แล้วเทา่ นั้น

การทอดกฐินนี้ มีกาหนดและระยะเวลาดังนี้ คือ มีกาหนด
ต้ังแต่แรม ๑ ค่าเดือน ๑๑ ไปจนถึงกลางเดือน ๑๒ คือ มีกาหนดเวลา
๑ เดือน ภายหลังจากออกพรรษาแล้วจะทอดก่อนหรือภายหลังจากท่ี
กาหนดไวไ้ มไ่ ด้ เพราะไดม้ ีเปน็ พทุ ธบัญญตั ไิ ว้

รปู ภาพท่ี ๔๗. ประเพณที อดกฐิน

หนำ้ ท่ี ๙๘

รูปภาพที่ ๔๘. ประเพณีทอดกฐนิ
รูปภาพท่ี ๔๙. ประเพณีทอดกฐนิ

หน้าท่ี ๙๙

ประเพณที อดผา้ ปา่

ทอดผ้าป่าเป็นประเพณแี ละเป็นมรดกตกทอดมาแต่สมัยพุทธกาลเม่ือ
คร้ังที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ภิกษุรับผ้าจีวรจากคฤหัสถ์ ให้ใช้
แตผ่ า้ บังสุกุล (ผ้าเปอ้ื นฝนุ่ )เทา่ น้ัน ชาวบ้านมกั เรยี กวา่ ผา้ ป่า เน่ืองจากเป็นผา้ ท่ไี ม่มี
เจ้าของ ทิ้งอยู่ตามที่ต่างๆ ตามกองขยะ หรือพันห่อศพไว้และต้องนามาซัก เย็บ
ย้อมเปน็ สบง จวี รหรือสังฆาฏิให้เสร็จภายในระยะเวลา ๑๐ วัน ถ้าเกินกาหนดต้อง
สละผ้านับเป็นความยากลาบากแก่ภิกษุสงฆ์อย่างย่ิง นอกจากน้ีผ้าห่อศพมักจะหา
ได้ยากเพราะเป็นศพคนจน ผ้าที่จะพันห่อศพก็ไม่ค่อยมี ชาวบ้านท่ีมีผ้าป่าสามัคคี
ศรัทธาเห็นความยากลาบากของพระภกิ ษุจงึ หาทางชว่ ย โดยนาผ้าไปทิ้งไว้ตามทางท่ี
พระท่านเดินผ่านไปมาเป็นประจา หรือทิ้งตามกองขยะหรือนาไปห่อศพไว้ เพราะถ้า
ไม่ทาเช่นน้ีพระภิกษุจะไม่ยอมรับผ้านั้น จึงมีผู้นิยมทาตามกันมาจนเป็นประเพณี
จนกระท่ังพระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้พระภิกษุรับจีวรจากคฤหัสถ์ได้ แต่ยังทรง
สรรเสริญพระสงฆ์ผู้ถือผ้าบังสุกุลอยู่ ทาให้พระภิกษุทั้งหลายประสงค์จะรับผ้า
บงั สกุ ลุ จีวรอกี

การทอดผ้าป่าจึงยังคงมีอยู่และเป็นมรดกตกทอดกันมาทุกวันน้ีแต่ได้
เปลี่ยนแปลงไปดังที่เห็นในปัจจุบัน แม้จะมีผ้าไตรสาเร็จรูปขาย และชาวบ้านไม่ได้
นาไปท้งิ ไวต้ ามป่าตามทางดงั ในสมัยพทุ ธกาล แตย่ ังคงธรรมเนียม

หนา้ ท่ี ๑๐๐

ไว้บ้างโดยการนาก่ิงไม้มาปักในกระถางหรือภาชนะอื่นแล้วนาผ้าท่ีจะ
ถวายผูกแขวนไว้ บางทีก็ทาเป็นโครงรูปต่างๆ ภายในใส่เคร่ืองบริขาร
หรือสิง่ ทีต่ ้องการจะถวายพระ เช่น ทาเปน็ รูปผี รปู ศพตา่ งๆ เปน็ ต้น

ฤดูกาลของการทอดผ้าป่าไม่ได้กาหนดระยะเวลาลงไปจะทอด
ในฤดูไหน เดอื นไหน สุดแต่ชาวบ้านจะศรัทธาเล่ือมใสส่วนใหญ่มักจะทา
ในระยะจวนจะออกพรรษาหรือช่วงออกพรรษาแล้ว อีกอย่างหนึ่งนิยม
ทารวมกันกับขบวนกฐิน คือเม่ือทอดกฐินเสร็จแล้วก็ทอดผ้าป่าหรือ
ทอดตามรายทางเปน็ หลายสิบวดั ก็ได้

วิธีการทอดผ้าป่าน้ัน เม่ือนาผ้าป่าไปถึงวัดแล้ว พงึ ต้ังใจถวาย
โดยไม่เฉพาะเจาะจง วางของไว้จะจุดธูปเทียนหรือไม่ก็ได้ ส่งอาณัติ
สัญญาณให้พระท่านรู้ว่ามีผ้าป่า หรือจะทาพิธีเงียบๆ เจ้าภาพจะรอดู
จนกว่าพระท่านมาชกั ผา้ ป่าหรือไม่ก็ได้ พึงถวายผ้าป่าโดยกล่าวคาถวาย
ดงั นี้

“อมิ านิ มย ภนฺเต ปสํ กุ ลู จีวรานิ สปปฺ รวิ ารานิ ภกิ ฺขุสงฺฆสสฺ
โอโณชยาม สาธโุ น ภนเฺ ต ภิกขฺ ุสงโฺ ฆ อมิ านิ ปสํ กุ ลู จวี รานิ
ปฏิคฺคณหาตุ อมหาก ทีฆรตต หิตาย สขุ าย.”

หน้าท่ี ๑๐๑

แปลว่า “ข้าแต่พระสงฆผ์ ู้เจริญ ข้าพเจา้ ท้ังหลาย ขอน้อมถวายผ้าบังสุกุล
จีวร กับท้ังเคร่ืองอันเป็นบริวารเหล่านี้เเก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์
จงรับผ้าบังสุกุลจวี รกับทั้งเครื่องอันเป็นบริวารเหล่าน้ีของข้าพเจ้าท้ังหลาย
เพอ่ื ประโยชน์และความสขุ แกข่ ้าพเจ้าท้งั หลายส้ินกาลนาน เทอญฯ”
อยา่ งไรกต็ ามการถวายผา้ ป่าโดยมากมักจะมีผ้าสาหรับพระสงฆอ์ ยู่ด้วยผืน
หนึ่งหรอื มากกวา่ บางครง้ั จะเห็นมีแต่เครอื่ งบริขารซงึ่ มักมีผ้าเช็ดหน้าทาเป็น
รูปชะนีแขวนอยู่ด้วย คงจะให้มีลักษณะเป็นป่า แต่เมื่อนาไปทอดมักจะหา
ซื้อผา้ สาหรบั พระสงฆด์ ้วยเสมอ

ผ้าป่ามีหลายชนิด มักเรียกตามลักษณะของผ้าป่า เช่น ผ้าป่า
หางกฐิน คือ การทอดผ้าป่าหลังทอดกฐิน ผ้าป่าสามัคคีร่วมกันเป็นหมู่
คณะ หรือทาขึ้นเพือ่ รวมทุนจดั สร้างถาวรวัตถุในวัด ผ้าป่าโยง มีเจา้ ภาพ
เดียว หรือหลายเจา้ ภาพ ส่วนมากบรรทุกเรือแห่ไปทางน้าทอดตามวัดวา
อารามต่างๆ เป็นต้น ในปัจจุบันงานศพบางแห่งนิยมถวายผ้าบังสกุลวางไว้
บนหีบศพ พระสงฆ์ข้ึนมาสวดคาบาลีสั้นๆ แล้วชักผ้าไป กรรมวิธีน้ีเรียกว่า
ชกั ผ้าบังสกุ ลุ หรือชกั ผ้าปา่ จัดรวมเข้าในการทอดผ้าป่าตามปรกติ มีวิธีการ
ทอดผ้าป่าที่พิเศษอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า ทอดผ้าป่าผีตาย คือ แทนที่จะ
เอาผ้าไตรวางไว้บนหีบศพ แต่กลับให้ศพเป็นผู้ถือผ้าไตร โดยวิธีเอาศพผูก
ไว้กับกระดานหก แล้วนิมนต์พระมาเหยียบกระดานหก ศพก็จะยืนขึ้นหรือ
ลุกขึ้นน่ังก็แล้วแต่การจัดศพให้นั่งหรือยืน พระสงฆ์จะรับผ้าจากมือศพ
กรรมวธิ ีน้ีตอ้ งทาในปา่ ชา้ และต้องให้

หนา้ ที่ ๑๐๒

แปลว่า “ข้าแต่พระสงฆผ์ ู้เจริญ ข้าพเจา้ ทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้า
บังสุกุลจีวร กบั ทง้ั เคร่ืองอนั เป็นบริวารเหลา่ นเ้ี เกพ่ ระภกิ ษุสงฆ์
ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับผ้าบังสุกุลจีวรกับท้ังเครื่องอันเป็นบริวารเหล่าน้ี
ของข้าพเจา้ ทั้งหลายเพ่อื ประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้น
กาลนาน เทอญฯ” ย่างไรก็ตามการถวายผ้าป่าโดยมากมักจะมีผ้า
สาหรับพระสงฆ์อยู่ด้วยผืนหนึ่งหรือมากกว่าบางคร้ังจะเห็นมีแต่เคร่ือง
บริขารซ่ึงมักมีผ้าเช็ดหน้าทาเป็นรูปชะนีแขวนอยู่ด้วย คงจะให้มีลักษณะ
เปน็ ปา่ แต่เมื่อนาไปทอดมกั จะหาซื้อผา้ สาหรับพระสงฆ์ดว้ ยเสมอ

รปู ภาพท่ี ๕๐. ประเพณีทอดผา้ ป่า

หน้าท่ี ๑๐๓

ผ้าป่ามีหลายชนิด มักเรียกตามลักษณะของผ้าป่า เช่น ผ้าป่าหางกฐิน
คือ การทอดผ้าป่าหลังทอดกฐิน ผ้าป่าสามัคคีร่วมกันเป็นหมู่คณะ
หรือทาขึ้นเพื่อรวมทุนจัดสร้างถาวรวัตถุในวัด ผ้าป่าโยง มีเจ้าภาพ
เดียว หรือหลายเจ้าภาพ ส่วนมากบรรทุกเรือแห่ไปทางน้าทอดตาม
วัดวาอารามต่างๆ เป็นต้น ในปัจจุบันงานศพบางแห่งนิยมถวายผ้า
บงั สุกุลวางไวบ้ นหีบศพ พระสงฆ์ขึ้นมาสวดคาบาลีส้ันๆ แล้วชักผ้าไป
กรรมวิธีนี้เรียกว่า ชักผ้าบังสุกุลหรือชักผ้าป่า จัดรวมเข้าในการ
ทอดผา้ ปา่ ตามปรกติมีวธิ กี ารทอดผา้ ป่าท่ีพิเศษอีกประเภทหน่งึ
เรียกว่า ทอดผ้าป่าผีตาย คือ แทนท่ีจะเอาผ้าไตรวางไว้บนหีบศพ แต่
กลับให้ศพเป็นผู้ถือผ้าไตร โดยวิธีเอาศพผูกไว้กับกระดานหก แล้ว
นิมนต์พระมาเหยียบกระดานหก ศพก็จะยืนขึ้นหรือลุกข้ึนนั่งก็แล้วแต่
การจดั ศพให้นั่งหรือยืน พระสงฆ์จะรับผ้าจากมือศพ กรรมวิธีนี้ต้อง
ทาในปา่ ชา้ และต้องให้

รปู ภาพท่ี ๕๑. ประเพณีทอดผา้ ป่า

หน้าท่ี ๑๐๔

พระเข้าไปรับผ้าไตรทีละรูป ส่วนญาติพี่น้องดูอยู่ห่างๆ เพือ่ ป้องกันคนมา
ขโมยผา้ ไปเท่านนั้ ดูน่ากลัวอยู่สักหน่อย บางแห่งไม่ใช้ศพจริงๆ แต่ทาเป็น
รูปร่างให้เหมือนศพจริงๆ ซง่ึ ก็น่ากลัวเช่นกัน การทอดผ้าป่าแบบน้ีถือว่า
ได้บุญกุศลมากทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามการทอดผ้าป่าแบบผีตายนี้ถูก
ยกเลกิ ไป เน่ืองจากสมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ทรงห้ามเพราะมีคนกลนั่ แกลง้ พระทาให้ตกใจสดุ ขดี จนถงึ มรณภาพ

ในปัจจุบันการทอดผ้าป่ามักจะเป็นการชักชวนกันเพ่ือรวบรวมทุน
ทรัพย์สร้างส่ิงต่างๆ ได้แก่ ถาวรวัตถุในวัด ถนนโรงเรียน โรงพยาบาล
และอนื่ ๆ เสียมากกว่า

หนา้ ที่ ๑๐๕

ประเพณกี ารไหว้เจา้ ท่ี

โดยการไหว้เจ้าที่จะนิยมทาในข้างขึ้นของ ๖ วันเสาร์และวันอังคาร
โดยต้องไหว้ในก่อนเที่ยงเท่าน้ัน สารับกับข้าวที่ทุกบ้านเตรียมไว้ไหว้เจ้าท่ีก็มี ไก่ต้ม
ทั้งตัว (สมัยก่อนเน้นไก่บ้านตัวผู้หรือไก้เมียที่ยังไม่เคยออกไข่ แต่หลังเริ่มมีไก่
ตลาดด้วยเพราะไก่บ้านหายากขึ้น) ขนมโค ขนมแดง ขนมขาว อาหารคาวหวาน
น้าเปล่า เหล้าขาว และเงินบูชาเจ้าที่ ๑๐-๒๐ บาทใส่กันตามประเพณี บทเจ้าที่ยาว
พอสมควร ๑ ทตี่ อ้ งใชเ้ วลาอย่างนอ้ ยคร่ึงชัว่ โมง

รูปภาพท่ี ๕๒. ประเพณีการไหว้เจา้ ท่ี

ไหว้เจ้าท่ีเป็นประเพณีท้องถ่ิน เชื่อกันว่าจะเป็นสิริมงคล ให้เจ้าที่
คุ้มครอง ปกปักรักษาเจ้าของบา้ นและสวน ไหว้เจ้าที่ อีกหนึ่งประเพณีคู่
เดอื น ๖ ของบ้านเรา

หนา้ ท่ี ๑๐๖

ประเพณรี ดนา้ ดา้ หัวผูส้ ูงอายุ

ความเปน็ มา (ภมู หิ ลัง/ความเชอ่ื )
ประเพณีรดน้าดาหัวผู้สูงอายุเป็นประเพณีในช่วงเทศกาล

วันสงกรานต์ หรือวันข้ึนปีใหม่ของไทย คือระหว่างวันที่ ๑๓~๑๕
เมษายน ของทุกปี แต่ใหญ่จะกระทากันในวันสุดท้ายของเทศกาล
สงกรานต์ เพียงวันเดียวหรือวันเถลิงศก การรดน้าดาหัวผู้สูงอายุ
เป็นประเพณีท่ีแสดงถึงความเคารพนบน้อมต่อบิดามารดา ผู้ใหญ่
หรือผู้มีพระคุณ เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที ของ
ผู้น้อยและขอขมาลาโทษท่ีผู้น้อยอาจเคยล่วงเกินผู้ใหญ่ อีกทั้งเป็น
การขอพรเพ่ือความเป็นสิริมงคล แก่ตนเองตลอดไป ประเพณีรดน้า
ด า หั ว ผู้ สู ง อ า ยุ ถื อ ว่ า เ ป็ น ป ร ะ เ พ ณี ที่ ดี ง า ม อี ก ป ร ะ เ พ ณี ห น่ึ ง
ท่ีประชาชนชาวไทยถือปฏิบตั ิสืบทอดกนั มายาวนาน

โดยบุตรหลานของผู้สูงอายุไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะกลับมา
บ้านเกิดเพ่ือรวมตัวกัน ซึ่งถือเป็นวันครอบครัวเป็นวันรวมญาติ และ
จะพากนั ไปขอขมาลาโทษ รดน้าดาหัวและขอพรจากผ้สู ูงอายุ
โดยเฉพาะบิดามารดาก่อนที่จะไปขอขมาและรดน้าดาหัว และขอพร
จากผู้สูงอายุคนอื่น ๆ ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพ การแสดงถึง
ความกตัญญูกตเวทิตาคุณ หลังจากน้ันจะมีการกินเลี้ยงสังสรรค์
คุยกันสนุกสนาน ตามประสาญาติพน่ี ้องท่ีอยู่ห่างไกลกัน ทาให้เกิด
ความรักสามัคคีระหว่างญาติพ่ีน้องมากข้ึน สิ่งของที่จะนาไปทาการ
ขอสมู าลาโทษ รดน้าดาหัว และขอพร

หนา้ ท่ี ๑๐๗

จากผู้สูงอายุ ประกอบด้วย น้าอบน้าหอม น้าส้มปล่อย เทียน ดอกไม้
ของขวัญ เงิน หรือของขวัญเล็กๆน้อยๆไปมอบให้แก่ท่านด้วย ผู้ไปดาหัว
จะกล่าวคาขอขมาลาโทษ ขอให้ท่านอโหสิกรรมให้ และอวยพรให้ท่าน
ประสบแตค่ วามสขุ สุขภาพสมบูรณแ์ ข็งแรง จากน้นั จะเอาขันเล็กๆตกั
น้าหอม น้าปรงุ ที่นามารดลงบนฝ่ามือผู้ใหญ่ ทา่ นจะนานา้ หอม น้าส้มป่อย
ข้ึนลูบศรีษะเป็นการยอมรับการขอขมาและอโหสิกรรม แล้วกล่าวให้ศีล
ให้พร

รปู ภาพท่ี ๕๓. ประเพณรี ดน้าดาหัวผ้สู งู อายุ

หนา้ ท่ี ๑๐๘

ประเพณีดังกล่าวนี้ถือว่าควรแก่การอนุรักษ์เป็นอย่างย่ิง เพราะ
เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาคุณ และบุตรหลานก็จะได้รู้ได้เห็น
และปฏบิ ัตเิ ชน่ นตี้ ลอดไป ประเพณีรดน้าดาหัวผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่จะกระทา
กันในวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์ เพยี งวันเดียวหรือวันเถลิงศก
น่ันเอง แต่การรดน้าดาหัวพระสงฆน์ ้ันจะมีลักษณะคล้ายๆ กัน แต่พธิ ี
การรดน้าดาหัวพระสงฆ์จะมีพิธีการมากกว่า คือก่อนที่จะรดน้าพระสงค์
จะต้องรดน้าพระพทุ ธรูปก่อน แลว้ จึงค่อยรดนา้ ดาหวั พระภกิ ษสุ งฆ์
จากน้ัน ก็รับพรจากพระภิกษุสงค์ พอเสร็จพธิ ีก็จะมีการเล่นน้ากันอย่าง
สนุกสนาน และการรดนา้ ดาหัวพระภิกษุน้ันจะทาทุกวันต้ังแต่วันแรกของ
การเร่ิมประเพณสี งกรานต์ จนถึงวันสดุ ทา้ ยของสงกรานต์

หนา้ ที่ ๑๐๙

วันลอยกระทง

เป็นวันสาคัญวันหน่ึงของชาวไทย ตรงกับวันข้ึน ๑๕ ค่า เดือน
๑๒ ตามปฏิทินจนั ทรคติไทย ตามปฏิทินจันทรคติล้านนา มักจะตกอยู่ใน
ราวเดือนพฤศจิกายน ตามปฏิทินสุริยคติประเพณีนี้กาหนดขึ้นเพื่อเป็น
การสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคาบางหลักฐานเชื่อว่าเป็น
การบูชารอยพระพทุ ธบาททรี่ มิ ฝั่งแม่น้านัมทามหานทีและบางหลักฐานก็ว่า
เป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สาหรับประเทศไทย
ประเพณีลอยกระทงได้กาหนดจัดในทุกพ้ืนท่ีท่ัวประเทศ โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้า ลาคลอง หรือ แหล่งน้าต่าง ๆ ซ่ึงแต่ละพนื้ ท่ีก็
จะมีเอกลักษณท์ ่นี ่าสนใจแตกตา่ งกนั ไป

ในวันลอยกระทง ผู้คนจะพากันทา "กระทง" จากวัสดุอุปกรณ์
ต่าง ๆ ตกแต่งเป็นรูปคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน และนิยมตัดเล็บ
เสน้ ผม

รูปภาพท่ี ๕๔. ประเพณีลอยกระทงตาบลบา้ นเสดจ็ พ.ศ.๒๕๖๒

หนา้ ท่ี ๑๑๐

หรือใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทง แล้วนาไปลอยในสายน้า (ในพนื้ ที่
ติดทะเล ก็นิยมลอยกระทงริมฝ่ังทะเล) เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ไป
นอกจากนี้ยังเช่ือว่าการลอยกระทง เป็นการบชู าและขอขมาพระแม่คงคา
ดว้ ย

รปู ภาพที่ ๕๕. กระทง

หน้าท่ี ๑๑๑

ความเชอ่ื และความศรัทธา

พ่อท่านชื่น อินทปัญโญ
๑.ผาลไถ
พ่อท่านชน่ื คอื ตานานแห่งเจ้าตารบั "ผาลพลกิ แผ่นดิน พลิกชวี ติ "

วตั ถุมงคลท่ขี ้นึ ช่อื อยา่ งหนงึ่ ของทา่ น คอื ผาลไถนา โดยทา่ นไดใ้ ชผ้ าล
ไถนาสว่ นทีเ่ ปน็ เหล็กอายกุ วา่ ๑๐๐ ปีนามาตัดเป็นชิ้นๆ ขนาดและรปู ร่างตา่ งๆ กนั ไป
แลว้ แต่หลวงพอ่ จะจารมอื ลงไปว่าเปน็ ยันตอ์ ะไร บางครงั้ กย็ นั ต์นะ บางครง้ั ก็ยนั ต์นะ
พทุ ธคณุ ของผาลไถ เมตตามหานิยม โชคลาภ ทามาค้าขายเจริญรุ่งเรือง แคล้ว
คลาด คงกระพนั ชาตรี มีประสบการณ์กล่าวขานมาแลว้ มากมาย

รูปภาพที่ ๕๖. ผาลไถ พ่อทา่ นช่นื

หน้าท่ี ๑๑๒

๒.ชานหมาก พ่อท่านชน่ื
“ชานหมาก” อกี หนง่ึ ของมงคล หรอื เคร่ืองราง ท่หี ลายคนเสาะ

แสวงหา โดยเฉพาะชานหมากจากครบู าอาจารยผ์ มู้ ชี ือ่ เสียงโดง่ ดัง
ท่านจะทาการบริกรรมปลุกเสกรา่ ยอาคมต่างๆกากับเขา้ ไป

ดว้ ยกอ่ นจะเคี้ยว เพื่อใหช้ านหมากที่จะคายออกมานัน้ มีอานภุ าพตามที่
ตอ้ งการ ว่ากันว่า ชานหมากจะมีอานภุ าพด้านเมตตามหานิยมท่โี ดดเด่น
และยังมอี านภุ าพด้านแคล้วคลาด ปอ้ งกันเขี้ยวงา ศาตราวธุ ทงั้ หลาย

รูปภาพท่ี ๕๗. ชานหมากพอ่ ท่านช่ืน

หน้าท่ี ๑๑๓

๓.ตะกรุดหลวงพ่อชน่ื วดั ในปราบ
ในสมัยก่อนตะกรุดหลวงพ่อช่ืนถือเป็นยอดของขลังที่เรียกได้ว่า

"มีการทดลองอนุภาค” กันมาหลายต่อหลายครั้งตะกรุด เป็นที่ร่าลือใน
ด้านอยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาด เมตตามหานิยม และชื่อเสียงของท่าน
เป็นท่ีร้จู กั กันทวั่ ทั้งภาคใต้

รปู ภาพที่ ๕๘. ตะกรดุ หลวงพ่อชนื่ วัดในปราบ

หนา้ ที่ ๑๑๔

พ่อทา่ นอิน ปภากโร

๑.ตระกรดุ โทนตาหลวงอ้ิน
ตาหลวงอิ้น เป็นพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับการยอมรับในเรื่อง

วชิ าอาคม เปน็ ทยี่ อมรับจากผู้คนในทอ้ งถ่นิ และวงกว้าง ท่านเรียนการทา
ตะกุดโทนมาจาก บิดาของท่าน (ทวดบตุ ร) และศึกษาเพ่ิมเติม ซ่ึงเรียน
มาจากสายพัทธสีมาพ่อท่านชูเฒ่า พ่อท่านหนูจันทร์ เป็นท้ังมหาอุต
เมตตา อานาจ แคลว้ คลาดปลอดภัย

รปู ภาพท่ี ๕๙. ตะกรุดโทนตาหลวงอน้ิ

หน้าท่ี ๑๑๕

๒.ตะกรดุ ปลอกลูกปนื
ตะกรุดปลอกลูกปืน ตาหลวงอิ้น ปภากโร เด่นในด้าน เข้มขลัง

ทรงพลงั เเคล้วคลาดปลอดภัย เมฆตามหานยิ ม คงกระพันชาตรี

รปู ภาพที่ ๖๐. ตะกรดุ ปลอกลกู ปืน ตาหลวงอน้ิ ปภากโร

๓.เสือพยัคฆศ์ รวี ชิ ยั หลวงพ่ออน้ิ
การสร้างเคร่ืองรางของขลังที่เป็นรูปแบบของรูปสัตว์ต่างๆ ส่วน

ใหญ่ครูบาอาจารย์ทา่ นสร้างข้ึนมาจาก รูปแบบของสัตว์ต่างๆที่มีอยู่จริง
เป็นเครื่องรางที่นิยมและสร้างกันมากท่ีสุดเห็นจะเป็นเสือ เสือพยัคฆ์
น้ันมดี ี ๓ อย่าง
- เสือเป็นเจา้ ป่า มีตบะเดชะมหาอานาจ
- ถึงแม้เสือจะเป็นสัตว์ท่ีดุและน่ากลัวแต่คนก็อยากเห็นและอยากเจอ
เสอื ขอ้ นี้ทา่ นว่าเป็นเมตตามหานิยม
- เสือหากินคล่องไม่มีฝืดเคืองเร่ืองอาหาร โภคทรัพย์เด่นด้านอานาจ
และเมตตา

หน้าท่ี ๑๑๖

รปู ภาพที่ ๖๑. เสอื พยัคฆ์ศรีวชิ ัย

๔.ชานหมาก พอ่ ทา่ นอิ้น

“ชานหมาก” ชานหมากมีอานุภาพด้านเมตตามหานิยมท่โี ดดเดน่ และยงั มี
อานุภาพดา้ นแคล้วคลาด ป้องกนั เข้ยี วงา ศาตราวุธท้ังหลาย

รูปภาพท่ี ๖๒. ชานหมาก พ่อท่านอ้ิน

หนา้ ท่ี ๑๑๗

๕.ผ้าขอด
เขาเล่าว่าสมัยก่อน พอ่ ท่านอิ้นจะนาผ้าจีวรเก่าของท่านมาทา

ผา้ ขอดเพอ่ื แจกใหก้ บั ญาติโยมทเี่ ขา้ มานมสั การกราบไหว้ เคยมี
ชาวบา้ นละแวกวัดเอาผ้าขอดของท่านมาเลย่ี มให้เด็กๆ แขวนคอ ก็ให้
บังเอิญมีเด็กอยู่คนหน่ึงท่ีแขวนผ้าขอดของท่านตกลงไปในน้า ซึ่ง
นอกจากจะไม่จมแล้วเด็กน้อยคนนี้ยังสามารถลอยคออยู่จนมีคนมา
พบและช่วยนาตวั ข้ึนมาจากน้าไดอ้ ยา่ งปลอดภัย

นอกจากน้ียังมีบรรดาทหารในพื้นที่เอาผ้าขอดของท่านไป
ทดลองยงิ แต่ไม่ออก

รปู ภาพที่ ๖๓. ผา้ ขอด

หนา้ ท่ี ๑๑๘

การเปลย่ี นแปลงทางสังคมและวฒั นธรรม

สั ง ค ม ม นุ ษ ย์ น้ั น ไ ม่ ไ ด้ อ ยู่ ใ น ส ภ า พ ท่ี ห ยุ ด น่ิ ง ห า ก แ ต่ จ ะ
เคลื่อนไหวตลอดเวลาดังน้ันแนวโน้มโดยทั่วไปของสังคมจึงอยู่ในสภาพ
ท่ีจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม
คือสิ่งที่เกิดใหม่หรือถูกทาลายหายไป การเปล่ียนแปลงท่ีเกิดขึ้นใหม่ใน
ตาบลบ้านเสด็จนั้นไม่ว่าจะเป็นการเพ่ิมข้ึนของจานวนประชากรการ
คมนาคมท่ีขยายอย่างสะดวกรวดเร็วถนนเส้นลาดยางเส้นแรกหน้า
โรงเรยี นจติ ประชาราษฎร์ระยะทาง ๑ กิโลเมตรที่สร้างข้ึนในปีพทุ ธศักราช
๒๕๒๙ ส่งิ ประดิษฐ์ต่างๆ ท่เี ปน็ วัตถุเพิ่มขึ้น ก่อสร้างอุโบสถในวัดทับใหม่
พฒั นาตามแบบพระอโุ บสถวดั พระราม ๙ กาญจนาภิเษก

เป็นแบบอุโบสถพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา
ฯ สยามบรมราชกุมารี สร้างเสร็จเม่ือปีพุทธศักราช ๒๕๕๔ หรือจะเป็น
ช่องทางโทรคมนาคม การติดตั้งสัญญาณอินเตอร์เน็ตโครงการเน็ต
ประชารัฐ ทม่ี ีการติดตง้ั บริเวณศาลาประจาหมู่บา้ น ครอบคลุมทุกหมู่ของ
ตาบลบา้ นเสด็จ และยังมีร้านค้าสะดวกซ้ือท่ีขยับขยายเพม่ิ มากข้ึนและ
ทันสมัย โดยมีการก่อต้ังร้านสะดวกซอ้ื 7-Eleven ในพน้ื ท่ีหมู่ ๔ ของ
ตาบลบา้ นเสดจ็ และในขณะเดยี วกันยังมีการถูกยกเลิกหรือถูกใช้น้อยลง
ตามค่านยิ ม และสมยั ทเี่ ปลี่ยนแปลงอยา่ งเหน็ ได้ชัด เช่น การยกเลิกการ
ใช้ตู้โทรศัพทส์ าธารณะตามหมู่บ้านต่างๆ

หนา้ ที่ ๑๑๙

การใช้หมอตา้ แยท้าคลอด การบวชตามประเพณีต่าง ๆ

ตาบลบ้านเสด็จแต่เดิม เป็นพื้นท่ีป่ารกชัด มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่
จานวนมากมาย ผู้คนที่เร่ร่อนมาจากพ้ืนที่ข้างเคียงเช่นนครศรีธรรมราช
เมืองไชยา กระบี่ เข้ามาจับจองพื้นท่ีโดยการถางป่า สร้างถนนหนทาง
โดยการใช้ช้างในการลากซุง การทาเป็นที่อยู่อาศัย และเพ่ือการทา
เกษตรกรรม โดยเดมิ ที มีการทาเกษตรสว่ นใหญเ่ ป็นการปลกู ขา้ วไร่ ปลูก
ผกั ปลกู พชื ท่ัวไป เมอื่ มีคน มาอาศัยอยู่จานวนมากขึ้น ได้มีการ ปลูกต้น
ยางพาราในพ้ืนท่ีเป็นจานวนมาก เน่ืองจาก มีพ้ืนที่ที่กว้าง ดินอุดม
สมบรู ณ์ ทาใหอ้ าชีพส่วนใหญ่ ในช่วงแรกคอื การกรีดยางพารา

ต่อมาผู้คนในพน้ื ที่ ในมีการเรียนรู้ การพึ่งพาตนเอง ได้นาความรู้
ในเร่ืองของการปลูกพืช เศรษฐกิจ เช่น ปาล์มน้ามัน จงึ ทาให้มีการ ปลูก
ปาล์มน้ามัน ในพ้นื ท่ีขยายออกไปอย่างกว้างขวาง ท้ังมีการปลูก ผลไม้
เช่น มังคุด ทุเรียน เงาะ และมีการจดั ตั้งรวมกลุ่มการส่งออกผลไม้ ทา
ให้ พื้นท่ีในตาบลบ้านเสด็จ เป็นพ้ืนท่ีเศรษฐกิจท่ีสาคัญ ในจังหวัด
เน่ืองจากมีผู้คนประกอบอาชีพ ที่หลากหลาย มีการผสมผสาน ทาง
วัฒนธรรมจากผู้คนท่ีเข้ามาอาศัยอยู่ในพ้ืนที่ซ่ึงมีอิทธิพลมาจากการ
รวมตัวอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะโดยการอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี
ปรองดอง เอ้อื เฟ้ือเผอ่ื แผ่ ทาให้เกดิ เปน็ ชุมชนเข้มแข็ง

หนา้ ที่ ๑๒๐

ในส่วนของวัฒนธรรม ในพนื้ ที่มีการผสมาผสานทางวัฒนธรรม จากผู้คน
ต่างพื้นท่ี ที่เข้ามา เช่นจาก พระแสง ,ไชยา ,นครศรีธรรมราช ,กระบ่ี อ่ืนๆ
ทาให้เห็นได้ว่า สาเนียงการพดู ของคนในพ้ืนที่ มีความแตกต่าง ออกกัน
ไป เห็นได้ชัดเจน แต่ในเรื่องของ วัฒนธรรม เห็นได้ชัดว่า คนในพ้นื ที่นับ
ถือศาสนาพุทธ เป็นส่วนใหญ่ ทาให้มี ประเพณี การเข้าวัดทาบุญ
ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน สาทรเดือนสิบ ถือว่าเป็นวัฒนธรรมที่สาคัญ แม้
ผู้คนจะมาจากหลายวัฒนธรรมที่แตกต่างกันในเรื่องของพ้ืนที่ แต่ในเรื่อง
ของ พิธีกรรมทางศาสนา น้ันมีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างยิ่ง ซ่ึงใน
ปัจจุบันน้ี ได้มีการสืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นโดยได้มีรักษาฟื้นฟูและและ
อนุรกั ษไ์ ว้ ในชุมชน

ดา้ นการศกึ ษา

หน้าท่ี ๑๒๒

ศนู ยพ์ ฒั นาเดก็ เลก็ จา้ นวน ๖ แหง่
๑.ศนู ย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทับใหม่
ประวัตศิ นู ย์พัฒนาเดก็ เลก็ บ้านทับใหม่

ปี พทุ ธศกั ราช ๒๕๓๐ เปดิ สอนคร้งั แรกชื่อศนู ย์พฒั นาเด็กเล็ก
บา้ นทบั ใหม่ มเี ดก็ จานวน ๑๕ คน มผี ู้ดูแล จานวน ๑ คน คอื นาง แสง
เดือน กฐินหอม โดยใช้สถานทซี่ ง่ึ เปน็ อาคารเรยี นของโรงเรียนบ้านทบั ใหม่
อย่ใู นความรบั ผดิ ชอบของโรงเรียน โดยนายสวาท อ่อนเกตุพล เป็น
ครูใหญแ่ ละผู้ปกครองเดก็ ร่วมกับชาวบา้ นสร้างอาคารให้ ๑ หลัง

ศนู ยพ์ ัฒนาเด็กเลก็ บ้านทับใหมใ่ นอดีต

รูปภาพที่ ๖๔. ศูนยพ์ ัฒนาเด็กเลก็ บา้ นทับใหม่

หน้าท่ี ๑๒๓

ปีพุทธศักราช ๒๕๓๓ ทางหน่วยงานพฒั นาชุมชนรับสานต่อ แต่
ศูนย์ยังอาศัยอยู่ที่เดิม ต่อมาทางโรงเรียนจะใช้สถานที่ท่ีศูนย์ฯอาศัยอยู่
จึงได้มีการประชุมขึ้นและได้ให้ผู้ดูแลเด็กร้วมกับผู้ปกครองเด็กและ
คณะกรรมการขอรบั บรจิ าคท้ังเงินและยางแผ่นตามหมู่บ้านใกล้เคียงได้งบ
มาสร้างศูนย์ฯ หลวงพ่ออ้ินบริจาคที่ดินให้สร้างในที่วัดและดาเนินสร้าง
ศูนย์ไปแล้ว ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ผู้ปกครองคัดคร้านจึงได้มาซ้ือท่ีดินของ
ผู้ใหญ่นงค์ พุฒทอง จานวน ๒๕ ห้อง เป็นเงินทั้งสิ้น ๕๐,๐๐๐ บาท
จากน้ันจึงได้ย้ายศูนย์ฯเดิมจากท่ีดินของวัดมาสร้างศูนย์ใหม่และ
หน่วยงานพฒั นาชมุ ชนไดใ้ หง้ บสนับสนุนอกี ๕๐,๐๐๐ บาท

ศูนยพ์ ัฒนาเด็กเลก็ บ้านทบั ใหมใ่ นอดีต

รปู ภาพที่ ๖๕. ศูนย์พัฒนาเด็กเลก็ บ้านทบั ใหม่

หน้าที่ ๑๒๔

ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ ศนู ยพ์ ฒั นาเด็กเลก็ ได้ย้ายมาอยู่ในทีด่ นิ ทีซ่ อื้ ใหม่เป็น
เอกเทศในวันท่ี ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๐ มีผ้ดู แู ลทง้ั หมด ๔ คน มเี ดก็ จานวน ๙๗ คน

รูปภาพที่ ๖๖. ศูนย์พฒั นาเด็กเล็กบา้ นทับใหม่

ปีพทุ ธศักราช ๒๕๔๗ ศนู ย์พฒั นาเด็กเลก็ ไดถ้ ่ายโอนจาก
หน่วยงานพัฒนาชุมชน มาสงั กัดองคก์ รปกครองสว่ นท้องถนิ่

ปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้ซ้ือที่ดินเพิ่มอีก
จานวน ๒ห้อง เป็นเงิน ๕๕,๐๐๐ บาท ปัจจุบันมีเด็กจานวน ๑๓๔ คน มี
ครแู ละผู้ดูแลเดก็ จานวน ๘ คน

หนา้ ท่ี ๑๒๕

รปู ภาพที่ ๖๗. ศูนย์พัฒนาเดก็ เลก็ บา้ นทับใหม่

ศูนย์พัฒนาเด็กเลก็ บ้านทบั ใหม่ ต้ังอยู่ ณ เลขท่ี ๕๗/๒ หมทู่ ่ี
๔ ตาบลบ้านเสด็จ อ.เคยี นซา สังกดั กองการศึกศึกษา เทศบาล
ต.บ้านเสดจ็ อ.เคยี นซา จ.สุราษฎรธ์ านี

ผู้บรจิ าค ซือ้ ทด่ี นิ จากอดตี ผู้ใหญ่ นาง นงค์ พุฒทอง ได้เงนิ
บรจิ าคจากผ้ปู กครองของเด็กนกั เรยี นและชาวบา้ นท่บี ริจาคทั้งยางแผน่
และเงนิ ตอ่ มาปี ๒๕๔๙ ไดน้ าเงนิ ท่ีไดจ้ ากการเก็บค่าเทอมจาก
ผปู้ กครองเดก็ ไดซ้ ้อื ที่เพม่ิ อีก ๒ ห้อง

หนา้ ท่ี ๑๒๖

๒.ศนู ย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านพรุหวายน้า

ก่อตั้งเมื่อ ๑๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๓๗ โดยนาย
สมภพ งามทอง ผู้ใหญ่บ้านคนแรกของหมู่ท่ี ๑๓ ในสมัยนั้น เป็น
ผู้ดาเนินการกอ่ ตั้งซึง่ มนี างชม คงมาก เปน็ ผูบ้ รจิ าคที่ดินให้กับโรงเรียน
มีผู้อานวยการโรงเรียนคนแรก คือ นางรัญจวน เอ่ียมแสง อายุ ๕๙
ปี (ดารงตาแหนง่ จนถึงปจั จบุ ัน)

รูปภาพท่ี ๖๘. ศนู ย์พัฒนาเด็กเล็กบา้ นพรหุ วายน้า

หนา้ ท่ี ๑๒๗

ปัจจุบนั มีบุคคลากรครทู ัง้ หมด ๗ คน มแี ม่ครัว ๑ คน และมี
นกั เรยี นทง้ั หมด ๙๗ คน

รูปภาพท่ี ๖๙. ศูนย์พัฒนาเด็กเลก็ บ้านพรหุ วายนา้

หน้าที่ ๑๒๘

๓.ศูนยพ์ ฒั นาเดก็ เลก็ บ้านเขาสามยอด

ประวัติ คาขวัญ และวัตถุประสงค์เฉพาะของศูนย์พัฒนา
เดก็ เล็ก ประวัติความเปน็ มาของศนู ย์พฒั นาเด็กเล็กบ้านเขาสามยอด
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบา้ นเขาสามยอด เดิมต้ังอยู่ที่ หมู่ท่ี ๑๐ เป็นท่ีทา
การชว่ั คราว มคี รู ๑ คน

เม่ือพุทธศักราช ๒๕๔๓ ได้อยู่ภายใต้ การดูแลของ
กรรมการบริหารส่วนตาบลบ้านเสด็จ และได้ก่อสร้างศูนย์พฒั นาเด็ก
เล็กบา้ นเขาสามยอดใหม่ อยู่ภายในโรงเรียนบ้านเขาสามยอด มีครู
เพิ่มเปน็ ๒ คน

ต่อมา ได้มีการสร้างศูนย์พฒั นาเด็กเล็กข้ึนใหม่ โดยได้รับ
การบริจาคที่จากนายสมชาย และนางเรณุกา พลเดชเดชา และได้
ย้ายศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเขาสามยอดเข้ามาอยู่เมื่อ วันที่ ๑๖
พฤษภาคม ๒๕๕๑ ปัจจุบันศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเขาสามยอด มี
เดก็ เขา้ รับการเล้ียงดใู นศนู ย์ ๕๖ คน ครู ๑ คน ผู้ดูแลเดก็ ๒ คน

รูปภาพท่ี ๗๐. ศนู ยพ์ ัฒนาเด็กเล็กบ้านเขาสามยอด

หน้าที่ ๑๒๙

๔.ศูนย์พัฒนาเดก็ เล็กบ้านทับเก่า

ปัจจุบันศูนยพ์ ฒั นาเด็กเลก็ บา้ นทับเกา่ ยุบตวั ลง วันที่ ๘ กันยายน
๒๕๖๓ เนื่องจากไม่มีเดก็ เขา้ มารับบรกิ าร ทาให้ให้โรงเรียนไม่สามารถ
บริหารตอ่ ไปได้

รูปภาพท่ี ๗๑. ศูนย์พฒั นาเด็กเลก็ บ้านทบั เก่า

หนา้ ท่ี ๑๓๐
รูปภาพท่ี ๗๒. ประกาศเทศบาลตาบลบา้ นเสดจ็

หน้าที่ ๑๓๑

๕.ศนู ย์พัฒนาเดก็ เลก็ บ้านคลองปาน

ต้ังอยู่ หมูท่ ่ี ๗ ตาบลบ้านเสด็จ อาเภอเคยี นซา จงั หวดั
สุราษฎร์ธานี มาจากการท่ีนายเสน่ห์ แซ่จ้ัง ได้บริจาค ท่ีดินดังกล่าวให้
เป็นพื้นที่สาธารณะชุมชน ในการจัดต้ังศาลาหมู่บ้าน ของม .๗
บ้านคลองปาน ต่อมา ผู้นาในชุมชนร่วมกับพัฒนาชุมชน อาเภอ
เคียนซา ได้ดาเนินการขอพ้ืนท่ีดังกล่าว จัดต้ังเป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
โดยการ ก่อสร้างอาคาร ขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๕๓๗ และได้มีการ
ประชาสัมพันธ์ ให้มีการนาเด็กในชุมชนที่มีอายุตามเกณฑ์ในการเข้าเรียน
ในระช้ันเตรียมอนุบาล-ช้ันอนุบาล3 ต่อผู้คนในชุมชมและในพนื้ ท่ีบริเวณ
รอบ ๆ ศูน ย์พัฒ น า เ ด็ก เ ล็กบ้าน คล องปาน ได้ เ ปิดทากา ร
คร้ังแรก ในวันท่ี 22 มิถุนายน พ.ศ.2538 โดยมี ผู้อานวยการโรงเรียน
คนแรกชื่อ นางอรัญญา ปานแดง ดารงตาแหน่งผู้อานวยการ มาจนถึง
ปัจจุบัน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านคลองปาน ปัจจุบันมีนักเรียนท้ังหมด
62 คนและมบี ุคคลากรครู ท้ังหมด 3 คน

รปู ภาพท่ี ๗๓. ศนู ย์พัฒนาเดก็ เลก็ บา้ นคลองปาน

หนา้ ท่ี ๑๓๒
รปู ภาพท่ี ๗๔. กิจกรรมศูนย์พัฒนาเดก็ เลก็ บา้ นคลองปาน

หนา้ ท่ี ๑๓๓
รปู ภาพท่ี ๗๕. กิจกรรมศูนย์พัฒนาเดก็ เลก็ บา้ นคลองปาน

หนา้ ท่ี ๑๓๔

๖.ศนู ย์พัฒนาเด็กเลก็ บ้านควนเจริญ

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านควนเจริญเปิดสอนเมื่อปีพุทธศักราช
๒๕๓๘ มจี านวนเดก็ ๓๕ คนมีผู้ดูแล ๑ คนคือนางสุนันท์ทิพย์ เนียมศรี
ได้ก่อต้ังในพนื้ ท่ีราษฎรบริจาคให้จานวน ๑ ไร่ ผู้บริจาคคือ นายด่วน
ดวงศิริ และนางสมพิษ ดวงศิริ ซึ่งราษฎรได้ร่วมใจกันจัดตั้งกฐิน
สามัคคีขึ้น ได้เงนิ จานวนหน่งึ เปน็ ทนุ สร้างอาคารชั่วคราวข้ึนหลังหน่ึง ได้
เร่ิมก่อสร้างเมื่อวันท่ี ๒๒ ตุลาคม ๒๕๓๘ แต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ต่อมา
ได้มีนักเรียนเพิ่มขึ้นจึงทาให้มีบุคลากรครูผู้ดูแลเด็กเพ่ิมข้ึนด้วยเป็น
จานวน ๓ คนจนถึงปจั จบุ ัน

รูปภาพที่ ๗๖. ศูนยพ์ ฒั นาเด็กเล็กบ้านควนเจริญ

หนา้ ที่ ๑๓๕

โรงเรียนระดบั ประถม ๗ แห่ง

๑.โรงเรียนไทยรฐั วทิ ยา๒๒ (ใต้ร่มเยน็ )
ประวตั โิ รงเรียน

เมื่อปี พทุ ธศักราช ๒๕๑๒ นายกาพล วัชรพล ผู้อานวยการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐคนแรกพิจารณาเห็นว่าในชนบทยังขาดแคลน
สถานศกึ ษา โดยเฉพาะระดับประถมศกึ ษา ซ่ึงเป็นการศึกษาภาคบงั คับ ทั้ง
ยงั ขาดแคลนอาคารเรียนเปน็ อย่างมาก จงึ ได้ร่วมกับจังหวัดลพบุรี จดั การ
แข่งขันฟตุ บอลดาราขึ้น ณ สนามกีฬา โรงเรียนพบิ ูลวิทยาลัยเพ่ือหาทุน
ก่อสร้างโรงเรียน โดยได้รับความร่วมมือจากชาวลพบุรีด้วยดี และได้รับ
เงินบริจาคมาจานวนหนึ่ง เพอื่ นามาสมทบกับงบประมาณของทางราชการ
จากน้ัน ได้ก่อสร้างอาคารเรียนแบบ ป.๐๐๘ ชั้นเดียว จานวน ๑ หลัง
ขนาด ๕ ห้องเรียน โดยให้ช่ือว่า โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๑ (บ้านหัวช้าง)
ตามท่ี พล.ต.ต.สามารถ วายวานนท์ อดีตผวู้ า่ ราชการจังหวัดลพบุรี เป็นผู้
เสนอแนะ

รูปภาพท่ี ๗๗. โรงเรียนไทยรฐั วิทยา๒๒ (ใต้ร่มเย็น) ปีการศึกษา ๒๕๕๔

หน้าท่ี ๑๓๖

นบั จากนั้นหนังสือพิมพไ์ ทยรัฐ ก็ได้เริ่มดาเนินโครงการ “โรงเรียน
ไทยรัฐวิทยา เพอ่ื ชุมชนในชนบท” โดยดาเนินการสร้าง โรงเรียนไทยรัฐ
วิทยา เร่ือยมา โดยได้งบประมาณจาก บริษัท วัชรพล จากัด เจ้าของ
กิจการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นทุนในการก่อสร้าง เมื่ออาคารเรียนแล้ว
เสร็จ ก็ได้ส่งมอบเป็นทรัพย์สนิ ของทางราชการ

รปู ภาพท่ี ๗๘. โรงเรยี นไทยรัฐวิทยา๒๒ (ใตร้ ม่ เย็น)

จงั หวัดสุราษฎร์ธานี ได้ก่อตั้งเป็นลาดับที่ ๒๒ จากท้ังหมด
จึงมีชื่อว่า โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๒๒ (ใต้ร่มเย็น) และมีนายกาพล วัช
รพล เปน็ ผูบ้ ริจาคทด่ี ิน

หน้าที่ ๑๓๗

โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๒๒ (ใต้ร่มเย็น) เป็นโรงเรียนช่ัวคราวของ
โรงเรียนจติ ประชาราษ เดิมเป็นโรงเรียนไฟลามทุ่งท่ี ๒๑ ตั้งอยู่ที่บ้านเขา
รักษ์ จึงมาขอพน้ื ท่ีบา้ นทับเก่าในการก่อตั้งโรงเรียน ปัจจบุ ันเป็นสวนของ
ครูบัค แต่พ้ืนท่ีเดิมเป็นของนางเชือนซึ่งซ้ือบริจาคเพื่อก่อต้ังโรงเรียน พล
โทหาญ ลีลานนท์ แม่ทัพภาค ๔ ในขณะนั้นได้ประสานไปท่ีมูลนิธิไทยรัฐ
เพื่อทจ่ี ะสร้างอาคารเรยี นใหก้ ับนกั เรียนและชาวบา้ น

รูปภาพท่ี ๗๙. โรงเรียนไทยรฐั วิทยา๒๒ (ใต้รม่ เย็น)


Click to View FlipBook Version