หลกั อาชวี อนามัยและความปลอดภยั 20001-10001
โรคและอบุ ตั ภิ ยั ทีเ่ กิดจากการทางาน หมายถงึ โรคและความเจ็บป่วยทีเ่ กิดขึ้นกับผปู้ ฏิบัติงานใน
ขณะทสี่ มั ผัสกบั งานหรืออย่ใู นบรรยากาศการทางานท่ีเป็นพิษภยั จนเป็นสาเหตุใหร้ า่ งกายไดร้ ับบาดเจบ็
หรือเกดิ ความเจบ็ ปว่ ยจนเป็นโรคหรือพกิ ารหรอื อาจถึงข้นั เสียชีวิตได้ รวมไปถงึ โรคที่เกดิ จากสาเหตุ
ทางออ้ มในการทางานด้วย เชน่ การถกู เลิกจา้ ง การลดเวลาทางาน การลดเงินเดือน ทาใหเ้ กิดภาวะ
ความเครยี ดวติ กกงั วล นอนไมห่ ลับ สง่ ผลใหเ้ กิดโรคภัยไข้เจบ็ โรคซมึ เศรา้ ซึง่ อาจสง่ ผลรุนแรงต่อชีวิตได้
โรคและอุบตั ิภยั ท่เี กดิ จากการทางาน เกดิ ขึน้ ไดท้ ุกระบบของรา่ งกาย เชน่ การบาดเจบ็ อย่างเฉยี บพลันจาก
การทอ่ี วัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งถูกตัดโดยอปุ กรณ์ เครื่องจกั ร เครือ่ งมือ การบาดเจบ็ อยา่ งเรื้อรังของร่างกายทั้ง
ภายในและภายนอกของร่างกาย จากการทางานซา้ ซากหรือมกี ารปฏบิ ัติตัวผดิ ท่าปฏิกิริยาภมู แิ พ้จาก
บรรยากาศในการทางาน โรคปอดชนิดต่างๆ จากฝนุ่ หรือวัตถุอันตรายท่ีได้สัมผสั พษิ จากวัตถอุ ันตรายต่างๆ
สารเคมีจากการป้องกนั กาจดั ศตั รพู ชื และสัตว์ สารทาละลาย อาจกลายพันธุ์เป็นโรคมะเรง็ หรือโรครา้ ยแรง
อืน่ ๆได้นักวชิ าการด้านสุขภาพแรงงานกล่าวถึงอัตราเสยี่ งของแรงงานไทยท่ีมตี อ่ การเกิดโรคจากการทางาน
ว่ามีปรมิ าณสูงขน้ึ โดยเฉพาะอย่างยิง่ โรคซลิ ิโคสิส ซ่งึ เปน็ กลุ่มโรคทเ่ี กดิ จากการหายใจเอาฝนุ่ ซลิ กิ า้ ซ่งึ มี
ขนาดเล็กกวา่ 10ไมครอน เข้าไปสะสมในบรเิ วณถุงลมปอด เกดิ ปฏิกิรยิ าของเนอื้ เยื่อก่อใหเ้ กดิ พงั ผดื ข้นึ
บรเิ วณตอนปลายสดุ ของระบบทางเดนิ หายใจ ซึ่งจะใชร้ ะยะเวลาก่อตัวให้เกิดโรคประมาณ3-20 ปี
นอกจากน้ียงั อาจกอ่ ให้เกิดโรคกลา้ มเนอ้ื และข้อตอ่ อกั เสบทเ่ี กดิ จากการทางานซา้ ท่าเดิมตดิ ต่อกนั เป็น
เวลานานเช่น พนกั งานทท่ี าหนา้ ท่บี รรจุหีบห่อ พนกั งานที่ตอ้ งยกของหนักหรือเคลื่อนย้ายส่งิ ของดว้ ยมือ
เปน็ ต้น เหล่าน้ีอาจจะเร่มิ จากการอักเสบกลา้ มเนื้อเพยี งเลก็ นอ้ ยแล้วหายไป ใชเ้ วลาประมาณ 8 ปี จากนั้นจะ
กลับมามีอาการเจ็บท่ีรุนแรงกว่าข้นึ มาอีกจนถึงขัน้ อวัยวะใชง้ านไมไ่ ด้ ถงึ ขน้ั เกดิ ภาวะโรคอัมพฤกษห์ รือ
อัมพาต
อบุ ตั ิเหตจุ ากการทางานสง่ ผลให้รา่ งกายพกิ ารได้
สาเหตุของโรคและอบุ ตั ิภยั จากการทางาน แบ่งออกเป็นปัจจัยใหญๆ่ ได้ดังน้ี
50
หลกั อาชีวอนามัยและความปลอดภัย20001-10001
1. ตวั ผูป้ ฏิบัติงาน แบ่งออกไดด้ ังน้ี
- เพศ ร่างกายของเพศหญงิ อาจทนต่อสภาพแวดลอ้ มได้น้อยกวา่ เพศชาย ดังนั้นในสภาวะแวดล้อม
ในทีท่ างานเดียวกนั เพศหญิงมักมโี อกาสเจ็บป่วยเป็นโรคจากการประกอบอาชพี มากกวา่ เพศชาย
- อายุ ความแตกตา่ งด้านอายุ ทาให้เกดิ ความแตกตา่ งด้านสรรี วทิ ยาด้วย คนทางานท่ีอายุนอ้ ย จึงมี
ความตา้ นทานของร่างกายไดน้ อ้ ยกว่าคนทางานที่อายุมากกว่าหรือคนทางานที่อยูใ่ นวยั หนุม่ สาว
- สขุ ภาพ ผู้ทม่ี รี ่างกายแข็งแรงสมบรู ณ์ ไมม่ ีโรคประจาตัว จะสามารถปฏบิ ัตงิ าน และเกดิ อันตราย
หรือโรคทีเ่ กดิ จากการทางานไดน้ อ้ ยกว่าผทู้ ส่ี ุขภาพไมแ่ ขง็ แรง
- ชว่ั โมงการทางานแตล่ ะวัน หากผ้ปู ฏบิ ตั งิ านต้องทางานเกนิ กวา่ มาตรฐานสากลกาหนด อาจ
ก่อให้เกดิ โรคหรืออันตรายจากการทางานได้มากขนึ้ ดงั น้ันจงึ ต้องมกี ฎหมายกาหนดเก่ยี วกบั
ระยะเวลาการทางานของพนักงานอยา่ งชัดเจน
- ระยะเวลาของการประกอบอาชีพ ผทู้ ท่ี างานในสถานทท่ี างาน หรือสภาวะแวดล้อมท่ีเปน็ พิษเปน็
เวลานานกวา่ จะมีโอกาสเกิดการสะสมของพษิ มากกวา่ ทาให้ป่วยและเกิดโรคไดง้ า่ ยขึ้น
- ความรูค้ วามเขา้ ใจในงาน คนงานทม่ี คี วามร้คู วามเขา้ ใจเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภยั ในการทางาน
จะทาให้สามารถป้องกนั ตนเองไม่ใหเ้ กดิ ความเสี่ยง ทาให้เกดิ อาการป่วยหรือบาดเจบ็ ได้นอ้ ยลง
- ความประมาท ท่เี กิดจากความเช่อื มัน่ ในตนเอง การละเลยหรอื มที ศั นคตทิ ่ีไม่ถกู ตอ้ งเกย่ี วกบั ความ
ปลอดภัย ไม่ใช้เคร่ืองป้องกันอนั ตรายทจ่ี ัดไว้ให้ การหยอกล้อกนั ในระหวา่ งทางาน เหล่าน้ีส่งผลให้
ขาดความระมดั ระวัง หรือไม่เห็นถึงความสาคัญของความปลอดภัย
- ความไวต่อการเกิดโรค แต่ละคนมคี วามไวต่อการแพพ้ ษิ หรอื การเกดิ โรคทแี่ ตกตา่ งกันจงึ ต้อง
ทราบถงึ สภาวะของร่างกายตนเอง และมีการระมัดระวงั ป้องกนั ไมใ่ ห้เกดิ อนั ตรายข้นึ
สภาพแวดล้อม แบง่ ออกได้ดังนี้
51
หลกั อาชวี อนามัยและความปลอดภยั 20001-10001
- เสยี ง คนงานที่ทางานในโรงงานอตุ สาหกรรม โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ในอตุ สาหกรรมสิ่งทลและหล่อ
โลหะ ม่าไดร้ บั มลพษิ ทางดา้ นเสยี งดงั จากเครือ่ งจักรในการทางานซึ่งพบว่าร้อยละ SO มีระดับเสยี งดังเกนิ
90 เดซเิ บล นอกจากน้ียังพบว่าอุตสาหกรรมท่ีมคี วามเสี่ยงสูงเก่ยี วกบั มลพษิ ด้านเสียงได้แก่ โรงงานผลิตตะปู
นอต สกรู ขวดแกว้ ถกั ทอ ซ่งึ เมอื่ คนงานไดร้ บั เสียงทด่ี งั เกินไปเป็นเวลานาน จะก่อให้เกิดหูหนวก หรอื
ประสาทหเู สื่อมได้
- แสง แสงท่ีไม่ได้มาตรฐานกอ่ ใหเ้ กิดอันตายต่อสายตา กลา่ วคอื แสงสว่างน้อยเกนิ ไปทาให้
กลา้ มเนื้อตาทางานมาก มา่ นตาเปดิ กว้าง เกดิ อาการปวดตา มนี ศรี ษะประสทิ ธิภาพในการทางานลดลง หากมี
แสงสวา่ งมากเกนิ ไป ทาให้เกิดการอกั เสบของเยอื่ บุตา กระจกตาดา และเนื้อเย่ือส่วนรับภาพเปน็ สาเหตุให้
เกิดตาบอดไดห้ รอื กรณีทแี่ สงสว่างน้นั มีแสงอัลตราไวโอเลตหรืออินฟราเรด จะทาใหต้ ามองไม่เหน็ ช่ัวคราว
- ความรอ้ น ระดับอณุ หภมู ิปกตขิ องรา่ งกายคือ 37 องศาเซลเซยี ส หรอื 98.6 องศาฟาเรนไฮต์ หาก
ความรอ้ นเกินนจ้ี ะทาให้รา่ งกายออ่ นเพลยี มึนศีรษะร่างกายขาดนา้ เพราะสญู เสยี เหง่อื เป็นตะครวิ หมดสติ
และอาจถงึ เสียชวี ิตได้ อุตสาหกรรมท่ีคนงานจะต้องเก่ยี วขอ้ งกับความร้อน ได้แก่ อุตสาหกรรมถลงุ แร่
อตุ สาหกรรมยางอุตสาหกรรมทาแก้ว อุตสาหกรรมเคร่ืองปัน้ ดนิ เผา เป็นต้น
- ความส่ันสะเทือน การสนั่ สะเทอื นท่ีรุนแรง หรอื คนงานทไ่ี ดร้ บั การสนั่ สะเทือนเป็นเวลานาน จะมี
ผลเสียตอ่ ร่างกาย ทาใหร้ ่างกายเกดิ การอ่อนเพลยี หรือเป็นอันตรายต่ออวัยวะภายใน เช่น ตบั กระเพาะ
อาหาร ปวดหลังเรือ้ รัง กระดูกไขสนั หลงั อกั เสบในรายทไ่ี ด้รบั การส่นั สะเทือนเป็นเวลานานจะทาใหก้ ระดูก
ขาดแคลเซยี ม มอื ลบี ปวดตามข้อมือ และมอื ตายด้านในท่ีสุด
3.อปุ กรณ์ เครือ่ งมือ เครอื่ งจักร ที่นามาใช้งานมสี ภาพดงั นี้
- ชารุด สึกหรอ
- ไมถ่ กู ขนาด หรือไม่เหมาะสมกับงาน
- ขาดความสมบูรณ์ เชน่ ไม่มีดา้ มจับ ใบมีดมรี อยแหวง่ เป็นตน้
- อุปกรณ์ เครื่องมือ ที่ขาดการบารงุ รกั ษาใหม้ ีสภาพพร้อมใชง้ าน
4.สงั คม เศรษฐกจิ และสง่ิ แวดล้อม มีดงั นี้
- นายจา้ ง นายจ้างจะต้องให้ความสาคญั กบั เรื่องความปลอดภยั ในการทางานของคนงาน หากละเลย
เห็นแก่ประโยชนส์ ่วนตน หรือขาดความรคู้ วามเขา้ ใจในเรื่องความปลอดภยั ในการทางาน จะสง่ ผล
เสยี หายเกิดข้ึนทง้ั ต่อตัวคนงานและองค์กร
52
หลักอาชีวอนามัยและความปลอดภยั 20001-10001
- หวั หน้างานและเพ่อื นร่วมงาน หนว่ ยงานที่มหี ัวหน้างานและเพ่อื นร่วมงานที่เอาใจใส่และคานงึ ถงึ
ความปลอดภัยในการทางานมกี ารชว่ ยเหลอื แนะนาตกั เตือนปฏบิ ตั ติ นเป็นแบบอยา่ งที่ดี เหน็ ถงึ
ความสาคญั ของความปลอดภัยอยา่ งเคร่งครัด จะชว่ ยลดอาการเจ็บป่วย และโรคจากการประกอบ
อาชีพลงไดม้ าก
- เพื่อนบา้ น เพ่ือนบ้านและแหลง่ ท่อี ยู่อาศัย อาจก่อให้เกดิ ทัศนคติทไ่ี มถ่ กู ตอ้ งในการป้องกันโรค
และการปฏิบตั ิตนทางสขุ ภาพทถ่ี กู สุขลักษณะ
- เศรษฐกจิ คนงานท่ีต้องการเงนิ เพ่ิมจากเงินเดอื นประจา เพอ่ื ใหเ้ พียงพอต่อค่าใชจ้ ่ายต้องทางาน
ลว่ งเวลาเพ่ือให้ได้เงินมากขึ้น ขาดการดูแล บารงุ รักษาร่างกาย พกั ผอ่ นไมเ่ พียงพอ ย่อมมโี อกาสที่
จะเจบ็ ป่วย หรือเกิดโรคทเี่ กดิ จากการประกอบอาชพี ได้ส
- สิ่งแวดลอ้ ม สงิ่ แวดล้อมตา่ งๆ ท่ีอยรู่ อบตวั คนงาน หรือพนักงานนอกเหนือจากที่กล่าวมาแลว้ เปน็
สภาวะทสี่ ่งผลกระทบตอ่ การเจบ็ ปว่ ยไดเ้ ช่นกัน
โรคทเ่ี กดิ จากการทางานและแนวทางป้องกนั
งานด้านเกษตรกรรม
ปจั จบุ ันน้ีเกษตรกรมีการนาเทคโนโลยีและสิ่งประดิษฐส์ มัยใหมม่ าชว่ ยทุ่นแรงเพ่ือเพิ่มผลผลติ
ทางการเกษตร รวมถงึ การนาสารเคมีต่างๆ เขา้ มาใชเ้ พ่ือใหผ้ ลผลิตออกมาสวยงาม เป็นท่ีพึงพอใจ
ผบู้ ริโภคท้ังในและต่างประเทศ ซ่ึงนับวา่ มปี ระโยชน์ต่องานดา้ นการเกษตรเปน็ อยา่ งมาก
ขณะเดียวกันสง่ิ เหลา่ น้ีอาจก่อให้เกดิ โทษต่อตัวเกษตรกร และสิ่งแวดล้อม เม่อื เกษตรกรต้อง
เกยี่ วข้องกบั สารเคมีเชน่ พาราไธออน มาลาไธออน แลนเนต ฟูราดานเป็นตน้ และเครื่องมือทางการ
เกษตรกอ่ ให้เกดิ ผลกระทบต่อรา่ งกายดังน้ี
1. สารเคมแี ละยาปราบศตั รพู ืชที่เกษตรกรนามาใช้ หากขาดความระมัดระวงั หรือขาด
ความรู้จะส่งผลกระทบต่อร่างกาย เมื่อรา่ งกายไดร้ ับสารเคมเี ข้าไปจะทาใหเ้ กิดอาการคล่ืนไส้ เวยี น
ศีรษะ อาเจยี นช็อก หมดสติ กล้ามเนอื้ กระตกุ ฯลฯ ข้นึ อยู่กบั ประเภทของสารเคมี และอาจรุนแรงถึง
ขั้นเสยี ชวี ติ ได้
2.) ฝุ่นละอองจากฟางขา้ ว และชานอ้อยเปน็ อันตรายต่อระบบหายใจ สง่ ผลให้เยอ่ื พงั ผดื ท่ี
ปอดทาให้ปอดทางานผิดปกติหรือพกิ าร เปน็ โรคเก่ียวกับปอด คอื โรคปอดชาวนา โรคปอดชาน
อ้อย และกลายเป็นมะเร็งในทส่ี ดุ
53
หลักอาชีวอนามัยและความปลอดภัย20001-10001
3.) สง่ิ แวดล้อมทางกายภาพทาให้เกดิ อันตรายต่อเกษตรกรไดห้ ลายอยา่ ง เช่นพายุน้าท่วมเปน็ สาเหตุ
ของการเกิดโรคไข้หวัด นา้ กัดเท้า เป็นต้น นอกจากน้ยี ังมีอนั ตรายทเ่ี กิดจากสัตว์มีพิษทอี่ ยใู่ นสง่ิ แวดล้อมนั้น
เช่น งพู ษิ แมลงมีพษิ ยุง และสัตว์อ่ืนๆ ทเี่ ป็นพาหะนาโรค เป็นต้น
4.) สตั ว์เลย้ี งของเกษตรกร มีหลายชนิด เชน่ วัว ควาย สุกร แพะ แกะ เป็ด ไก่ เป็นต้นบางชนิดเป็น
พาหะนาโรคแอนแทรกซ์มาส่คู นได้
5.) เคร่อื งมือและอปุ กรณก์ ารเกษตร มดี จอบ เสยี ม รวมไปถึงเคร่ืองมือ เครื่องใช้ขนาดใหญ่รถไถ
นา เครื่องสีข้าว ฯลฯ ก็สามารถกอ่ ใหเ้ กดิ ผลกระทบต่อการบาดเจบ็ หรือถึงขน้ั เสยี ชวี ติ ของเกษตรกรได้
เช่นกนั หากเกษตรกรขาดความรู้ ขาดความระมัดระวงั หรือรู้เทา่ ไม่ถึงการณ์
แนวทางการป้องกันโรคที่เกิดจากงานดา้ นเกษตรกรรม เกษตรกรและหน่วยงานทเี่ กยี่ วขอ้ ง ควรร่วมมือกนั
เพอื่ หาแนวทางปอ้ งกันไมใ่ หเ้ กิดโรคหรอื เกิดอันตราย ดังนี้
1. เกษตรกรจะต้องเอาใจใส่ ดแู ล เสรมิ สร้างสขุ ภาพของตนเองใหม้ ีความสมบูรณท์ งั้ ทาง
ร่างกายและจติ ใจ เพ่ือใหส้ ามารถทางานได้อย่างเต็มความสามารถและมปี ระสทิ ธภิ าพ
2. เกษตรกรควรหาความรเู้ กี่ยวกับวิธีการทางานอย่างถูกสขุ ลักษณะ การใชอ้ ปุ กรณ์
เคร่ืองมืออยา่ งระมัดระวงั วธิ กี ารใชส้ ารเคมอี ยา่ งถูกต้อง รวมถึงการปฏบิ ัติตามคาแนะนาหรือ
ข้อบังคับของความปลอดภัยในการใช้อุปกรณ์ เคร่ืองมือ เครอื่ งจกั รและสารเคมี
3.สวมอปุ กรณป์ ้องกันสว่ นบุคคล เพื่อไมใ่ ห้สารเคมีเข้าสูร่ ่างกาย
4.หลกี เลยี่ งการใช้อปุ กรณ์ เครอ่ื งมือทช่ี ารุด หรือเคร่ืองมอื ทม่ี ีสภาพไมพ่ ร้อมใช้งาน
5.รักษาความสะอาดตนเองหลังจากใช้สารเคมี ทาความสะอาดสถานท่ีทางาน และเกบ็
เคร่ืองมือ อุปกรณ์อยา่ งเป็นระเบียบในสถานทท่ี ีป่ ลอดภยั
6.หลกี เลยี่ งสภาพแวดล้อมต่างๆ ท่ีก่อให้เกิดอนั ตรายทกุ ด้าน เชน่ สารเคมี เครอ่ื งจักรกลฝนุ่
ละออง พืชและสัตว์มีพษิ ภัยธรรมชาติ
7. ควรมีการศึกษาหาข้อมลู รับฟังข่าวสารตา่ งๆ ที่เกีย่ วขอ้ งกับเกษตรกรรมอยา่ งสมา่ เสมอ
เพื่อเป็นแนวทางในการปรบั ปรุงพัฒนา และแกไ้ ขตอ่ ไป
งานด้านอุตสาหกรรม
คนงานสว่ นหน่งึ เดินทางเข้ามาในเมอื งหลวงเพอ่ื ทางานในโรงงานอุตสาหกรรม จงึ มี
โอกาสเสย่ี งตอ่ การเกดิ โรคภัยไขเ้ จบ็ ท่ีเกิดจากสารเคมี สารเคมีแต่ละประเภทเมอื่ เข้าสูร่ ่างกายจะ
กอ่ ให้เกดิ ผลท่ีแตกตา่ งกันดังนี้
54
หลักอาชวี อนามัยและความปลอดภยั 20001-10001
งานดา้ นอุตสาหกรรม
1. สารตะก่ัว คนงานท่ไี ด้รบั อันตรายจากสารตะก่ัว มกั เป็นบุคคลท่ีทางานเก่ยี วข้องกบั กระบวนการ
ผลิต การบรรจุ หรือการทางานในบริเวณท่ีมีสารตะกั่ว ฝุน่ ตะก่ัว ไอควันตะก่ัว ซึง่ เมื่อเข้าสู่รา่ งกายโดยการ
กิน หรือการโดยการดูดซมึ ทางผวิ หนัง และการหายใจ เข้าไปสะสมในกลา้ มเนอ้ื ในระบบไหลเวยี นโลหิต
และในกระดกู ก่อใหเ้ กดิ ผลกระทบต่อร่างกาย คือ
1.1 อาการเฉยี บพลัน จะมีอาการปวดศีรษะ ตาพร่า ปวดท้องอยา่ งรุนแรง เบื่ออาหาร
คลนื่ ไส้ อาเจยี นบางรายอาจคลุ้มคล่ัง ชกั หมดสติ หากรนุ แรงถึงเสียชวี ติ ได้
1.2 อาการแบบเรื้อรงั มักเกิดขึ้นกบั ผ้ทู ี่ได้รบั สารตะกั่วเป็นประจา และติดตอ่ กันเป็น
เวลานาน จะมีอาการปวดศีรษะและมนี งง เบือ่ อาหาร ท้องผกู สลับกบั ท้องเดนิ ซีด อ่อนเพลยี
ร่างกายอ่อนแอ โลหิตจางเน่ืองจากตะก่วั ไปทาลายเมด็ เลือดแดงมีเส้นดาบรเิ วณรอยต่อเหงือกและ
ฟนั เรียกวา่ “เสน้ ตะกวั่ ” รมิ ฝีปากสั่น กระตกุ เปน็ ตะครวิ มีอาการของกลา้ มเนอื้ ข้อมอื และเทา้ หอ้ ย
อาการท่ีรุนแรงท่ีสดุ จากพษิ ของสารตะกั่วคือเป็นอมั พาตและมีอาการทางสมอง
2.สารปรอท คนงานท่ที างานในโรงงานอุตสาหกรรมผลติ เคร่ืองมือ อปุ กรณท์ าง
วิทยาศาสตร์โรงงานทาอปุ กรณ์ไฟฟา้ ยารกั ษาโรค สารกาจดั ศัตรพู ชื สี เปน็ ต้น ทาให้ไดร้ บั สารพิษ
จากปรอทเขา้ ส่รู า่ งกายโดยการหายใจเอาปรอทเข้าไป การซมึ เข้าทางผวิ หนัง และการกินเข้าไปทาง
ปาก เม่ือสารปรอทเข้าสรู่ า่ งกายจะซึมเขา้ สกู่ ระแสเลือดทาให้การทางานของอวัยวะตา่ งๆ ถูกทาลาย
เมอื่ สารปรอทเข้าส่รู ่างกายกอ่ ใหเ้ กดิ ผลกระทบ ดังนี้
55
หลักอาชวี อนามยั และความปลอดภัย20001-10001
2.1 อาการเฉียบพลัน
หากร่างกายไดร้ ับโอหรือฝนของสารปรอทโดยการสุดหายใจเข้าไปในปรมิ าณสูงทันทีจะทาใหเ้ กดิ
การระคายเคืองต่อระบบหายใจอยา่ งรนุ แรง หากทานเข้าไปในปริมาณมากจะทาใหเ้ กดิ อาการปวด
ท้อง อาเจียน หากสารปรอทเข้าไปถงึ ลาไสท้ าให้ปวดลาตวั ถ่ายเป็นเลอื ด การทางานของอวยั วะ
ตา่ งๆ ถกู ทาลาย สญู เสยี หน้าท่ไี ป และอาจเสียชีวิตทันที
2.2 อาการแบบเร้อื รัง
ผูป้ ว่ ยท่ีได้รบั สารปรอทเขา้ สรู่ า่ งกายทล่ี ะน้อย สะสมเปน็ ระยะเวลานาน และมีปรมิ าณมากขน้ึ จน
ร่างกายแสดงอาการผิดปกติ โดยจะรสู้ ึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เหงอื กและปากอักเสบ มอี าการส่ัน
กระตุกท่มี อื แขน ขา ใบหน้า เป็นอันตรายตอ่ ระบบประสาทสว่ นกลาง สมองและไต
3. สารหนู สารหนใู ช้โดยทัว่ ไปในโรงงานอุตสาหกรรมหลอมโลหะ และใชผ้ สมทา
โลหะอัลลอยด์อุตสาหกรรมทายารกั ษาโรคบางชนดิ ยาปราบศตั รูพชื อุตสาหกรรมทาแก้ว เซรามกิ
อุตสาหกรรมอิเลก็ ทรอนกิ ส์ เป็นต้น ผทู้ ่ีทางานทขี่ าดความระมัดระวัง หรือขาดการป้องกันท่ดี ี ทา
ใหส้ ารหนเู ข้าสู่รา่ งกายซงึ่ อาจเข้าโดยการหายใจ การดดู ซึมทางผิวหนงั หรอื ผา่ นระบบทางเดิน
อาหารโดยเจอื ปนกบั อาหาร กอให้เกิดผลกระทบต่อรา่ งกาย ดังน้ี
3.1 อาการเฉียบพลัน
หากได้รับสารหนทู างปากหรือทางการหายใจในปริมาณท่ีสงู ทันทที นั ใด จะทาให้เกิดการระคาย
เคืองต่อระบบทางเดนิ อาหารกระเพาะอาหารลาไสอ้ าเจยี นท้องรว่ งถ่ายปนเลือดช็อก จนถงึ เสียชีวิต
หรือเกิดการระคายเคอื งต่อระบบหายใจอย่างรุนแรง หายใจลาบากและเจบ็ หน้าอก
3.2 อาการแบบเรอื้ รัง
เม่อื ได้รับสารหนูและสมสะอยูใ่ นรา่ งกายในปริมาณที่มากพอทีแ่ สดงอาการให้เห็นได้คอื ทาให้เกิด
อาการอ่อนเพลีย เบือ่ อาหารระบบทางเดนิ อาหารผิดปกตติ ับถูกทาลายผิวหนังเปลย่ี นสี บวมนูน
แข็ง อาจก่อให้เกิดโรคมะเรง็ ผิวหนังได้ อาการปลายประสาทอกั เสบแขนขาชา หากสารหนูเขา้ สู่
กระแสโลหติ จะทาให้เกิดการระคายเคืองต่อเน้ือเย่ือสมองทาให้ความจาเสือ่ มได้
4.สงั กะสี สงั กะสีเปน็ โลหะที่แข็ง เปราะ เม่ือขัดจะมีความเป็นมันวาว หมองงา่ ย สังกะสที ่ี
เปน็ โลหะ สงั กะสีบริสุทธ์ิ จะไม่เป็นพิษท่ีเป็นอันตรายตอ่ รา่ งกาย นอกจากการรบั เข้าสู่รา่ งกายใน
ปริมาณทมี่ าก ด้วยการกนิ หรือสูดหายใจเอาไอ ฟูม หรือฝุ่นเขา้ สรู่ ่างกาย จงึ จะก่อให้เกิดอาการ
ผิดปกติ สงั กะสีคลอไรด์ ทาให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรงต่อผวิ หนงั หลอดลม เยอื่ บุจมกู ตา
56
หลกั อาชวี อนามยั และความปลอดภยั 20001-10001
สังกะสอี อกไซด์ จะทาให้เกดิ อาการไข้ หนาวสนั่ และทาใหเ้ กิดโรคผิวหนงั เช่น สงั กะสซี ัลเฟต
สังกะสไี วยาเนต เปน็ ต้น คนทที่ างานเก่ียวข้องกับสังกะสตี ิดต่อกันตลอดเวลา และเป็นเวลานาน
ได้แก่ การทาโลหะผสม การเชอื่ มการตัดสังกะสี แผ่นแมพ่ ิมพเ์ ตาหลอมสงั กะสี การชุบ การเคลอื บ
สังกะสี การทาถา่ นไฟฉาย อตุ สาหกรรมสียาง พรมปูพ้ืน การทาแบตเตอรี่ ยาฆา่ แมลง ไม้ขดี ไฟ การ
ทาวัตถเุ คลอื บ ทาหมึก เป็นต้นเมอื่ รา่ งกายไดร้ ับไอ ฟมู หรอื ฝุ่นของโลหะสงั กะสีเข้าไปปรมิ าณมาก
จะทาให้เกดิ อาการไขค้ ลื่นไส้ อาเจยี น ปวดศรี ษะ ปวดกล้ามเนอ้ื ออ่ นเพลีย กระหายนา้ และส่วน
ใหญ่มกั หายกอ่ น 48 ชวั่ โมงสาหรบั คนงานที่ตอ้ งทางานสมั ผัสสังกะสตี ลอดเวลา ร่างกายจะเกดิ
ความต้านทานข้ึน และจะหายไปอย่างรวดเร็วในวันหยดุ จากการทางาน เมือ่ กลบั เข้าทางานอีก
อาการของโรคกจ็ ะเกดิ ข้ึนอกี
5. แมงกานีส นามาใชใ้ นอุตสาหกรรมหลายชนดิ เชน่ อุตสาหกรรมถลุงเหลก็ โลหะ
อุตสาหกรรมหล่อเหลก็ เหนยี ว อตุ สาหกรรมถา่ นไฟฉาย อุตสาหกรรมแกว้ เป็นต้น เมือ่ แมงกานสี
เข้าสู่รา่ งกายโดยผา่ นระบบทางเดนิ หายใจเอาไอควนั ของแมงกานสี เข้าไปสะสมในรา่ งกาย และเข้า
สูก่ ระแสเลือด สะสมในตับไต ลาไส้เล็ก กระดูก สมอง และถูกขับออกมาทางปสั สาวะและอุจจาระ
เมอื่ รา่ งกายไดร้ บั พษิ ของแมงกานีสในปริมาณสงู รวดเร็ว และในระยะเวลาสัน้ เกินความตอ้ งการ
ของรา่ งกาย จะแสดงอาการเฉียบพลันโดยจะมไี ข้ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเมื่อยตามลาตัว หลอดลม
และปอดอักเสบ หากร่างกายไดร้ ับแมงกานสี ในลักษณะเกดิ การสะสม จะแสดงอาการเร้ือรัง ทาให้
รา่ งกายออ่ นเพลยี ปวดศีรษะ เบ่ืออาหาร ง่วงนอน มนี งง น้าตาไหล อาจหัวเราะหรือร้องไห้เป็น
พกั ๆ สมรรถภาพทางเพศเสื่อม พูดชา้ และตดิ ขัด กล้ามเนื้อตึง ไมร่ บั ความรสู้ กึ ใดๆ อาจเป็นอัมพาต
ทปี่ ลายเท้า เดินขาแกว่ง และไมส่ ามารถทรงตัวได้
6. แคดเมยี ม แคดเมียมเป็นโลหะท่ีทนทานต่อการผกุ ร่อน ออ่ น งอได้ง่าย ใช้ผสมกับโลหะ
อื่นๆเรอื ยนต์ เครอื่ งบิน แบตเตอร่ี ทาสี เปน็ ต้นเมื่อเขา้ ส่รู า่ งกายทาใหเ้ กดิ อาการเฉียบพลัน และ
อาการเร้อื รงั
6.1 อาการเฉียบพลัน
ร่างกายอาจได้รับแคดเมยี มโดยการกนิ เข้าไป ซึ่งอาจติดมากบั ภาชนะหรอื อาหาร ทาใหเ้ กิดอาการ
เฉยี บพลนั ภายใน 15 นาที ถึง 2 ชว่ั โมง จะมีอาการคลืน่ ไส้ อาเจยี นน้าลายไหล อาเจียนเปน็ เลือด
เปน็ ลมหรือชอ็ ก ตอ่ มาจะมีอาการท้องเดิน ปวดทอ้ งอยา่ งรุนแรง และจะดขี ึ้นภายใน 24 ช่ัวโมง
กรณีทีไ่ ดร้ ับสารแคดเมยี มทางการหายใจในปรมิ าณที่มาก จะทาให้เกดิ อาการระคายเคือง ระบบ
57
หลักอาชวี อนามัยและความปลอดภัย20001-10001
หายใจ คอแหง้ ปวดศีรษะคล่ืนไส้เหงอ่ื ออกมาก ไขส้ งู หลอดลมอกั เสบไอ เหนื่อยหอบ แนน่
หนา้ อก ระบบทางเดินอาการอักเสบ ปวดท้อง อาเจียน ท้องเดิน ถา่ ยเปน็ เลือด ไตอักเสบและอาจถึง
ขั้นเสยี ชีวิต
6.2 อาการแบบเร้ือรงั
เมื่อรา่ งกายได้รับแคดเมยี มทีละน้อย แต่เป็นระยะเวลานานจะเกิดการสะสมในอวยั วะตา่ งๆของ
ร่างกาย ทาให้เกดิ อาการปวดตามข้อ กระดกู ทัว่ ร่างกายเพราะแคลเซยี มในกระดกู จะถกู ทาลายทา
ใหก้ ระดูกผุกร่อนและหกั ง่าย โดยเฉพาะกระดูกเชิงกรานจะมอี าการปวดมากจนเดินไม่สะดวก บาง
รายกระดกู กร่อนถึงขนาดความสงู ลดลง นอกจากนัน้ ยังมีอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลยี น้าหนักลด
ปัสสาวะเปน็ สีนา้ ตาล หรือเป็นเลือด ไตถกู ทาลายบางรายพบวงแหวนสีเหลืองบริเวณเหงือก
7. โครเมียม โครเมียมเป็นโลหะแท่งสีขาว มคี วามมนั วาว ใช้ในอตุ สาหกรรมชบุ โลหะ
อตุ สาหกรรมการผลติ อุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์ อุตสาหกรรมสเตนเลส การฟอกหนงั อุตสาหกรรม
ปูนซีเมนต์อตุ สาหกรรมยา อุตสาหกรรมอาหาร โรงพิมพ์ผา้ เปน็ ต้นหากรา่ งกายได้รบั สารโครเมียม
ทั้งโดยการสมั ผสั ทางผวิ หนงั การสดู หายใจ และทางปาก เม่อื มีปรมิ าณมากจะแสดงอาการทง้ั
เฉียบพลันและเรื้อรัง ดังน้ี
1. แผลจากโครเมียม เนอ่ื งจากอาการอักเสบของผวิ หนงั ท่ีสัมผัส และสะสมฝนุ่ ละอองของการรักษา
อยา่ งถูกวธิ ี แผลจะลุกลามมากอาจถงึ ขน้ั ตัดทิง้ โครเมียม เชน่ บริเวณโคนเล็บมอื ข้อนิ้ว หลงั เทา้ จะเปน็ แผล
ลึก ไม่เจบ็ แต่จะมีอาการคัน หากไมไ่ ดร้ บั
2. ผนังกนั้ รูจมูกทะลุ เน่ืองจากการสูดหายใจเอาควนั ของกรดโครมคิ หรือฝนุ่ ของโครเมียมเข้าไป
เปน็ ประจา ทาให้เกิดการทาลายเยอ่ื เมือก และเนอ้ื เยื่อผนังก้นั จมูกจนทะลุ ซงึ่ แผลอาจลุกลามไปถึงกระดกู
ออ่ นของจมูกได้
3. เมื่อโครเมียมเข้าสู่รา่ งกายทางระบบทางเดินอาหาร จนทาให้ระบบทางเดินอาหาร
และกระเพาะอาหารอกั เสบ เกดิ อาการคลน่ื ไส้ อาเจียน เป็นแผลในลาไส้เลก็ และลาไสใ้ หญอ่ กั เสบ ส่วน
โครเมียมทเี่ ข้าสรู่ ่างกายโดยระบบทางเดินหายใจเป็นระยะเวลานานทาใหเ้ กิดอาการระคายเคอื ง ไอ จาม
น้ามูกไหล หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เกดิ การทาลายเย่ือเมอื ก เป็นสาเหตขุ องมะเร็งผิวหนังและปอดได้
8. ฟอสฟอรัส สารฟอสฟอรัสมี 3 รปู คือ ฟอสฟอรสั เหลือง ฟอสฟอรสั แดง และฟอสฟอรสั ดาผทู้ ี่
ทางานในแหล่งผลิตวัตถุระเบิด โรงงานอุตสาหกรรมผลิตปุ๋ยเคมี ไมข้ ีดไฟ ยาเบอื่ หนู เป็นต้นผ้ทู ีไ่ ดร้ ับ
ฟอสฟอรสั เข้าสู่ร่างกายโดยทางหายใจ จากการรบั ประทาน หรือจากการดดู ซมึ ทางผิวหนัง หากมีปริมาณ
58
หลกั อาชวี อนามยั และความปลอดภัย20001-10001
มากเกนิ ทาให้เกดิ อันตราย หากฟอสฟอรัสเข้าสู่ร่างกายโดยการรบั ประทานจะทาให้เกิดการระคายเคือง
อย่างรุนแรงตอ่ ทางเดินอาหาร ตบั ไต ลาไสถ้ ูกทาลาย อาเจยี นเปน็ เลือดตกเลือดภายในเน้อื เยอื่ ต่างๆ มีเลือด
ปนออกมากบั ปสั สาวะ และโลหิตจางกอ่ นเสียชีวิต สาหรับผู้ทีห่ ายใจเอาฟอสฟอรสั เข้าสูร่ ่างกายทีละนอ้ ย
และสะสมเป็นเวลานาน ทาให้กระดูกขากรรไกรถกู ทาลาย
9.) เบนซนิ เบนซินเป็นของเหลวไม่มีสี มกี ลน่ิ เฉพาะตวั ระเหยได้รวดเร็ว ใชเ้ ปน็ ตวั ทาลายและ
สงั เคราะห์ สกดั สารตา่ งๆ ในอุตสาหกรรมทายางตา่ งๆ การทากาวยาง หนังเทยี ม พลาสติก ทาสี นา้ มันชกั เงา
และเวชภณั ฑต์ ่างๆผู้ท่ที างานสัมผสั เบนซินอาจได้รบั เขา้ สู่รา่ งกายทางการหายใจ การดูดซมึ เข้าผวิ หนังและ
ทางปากซ่ึงกอ่ ใหเ้ กิดผลต่อรา่ งกายทง้ั เฉยี บพลนั และเรือ้ รัง อาการเฉียบพลนั เม่ือร่างกายไดร้ ับเบนซนิ เขา้ สู่
รา่ งกายในปรมิ าณน้อย จะทาให้เวยี นศรี ษะ คลื่นไส้ อาเจียนอ่อนเพลีย แนน่ หน้าอก เดินเซ หากไดร้ บั ใน
ปรมิ าณมาก อาจทาให้หมดสติ ม่านตาขยาย ไมแ่ สดงปฏกิ ิรยิ าโต้ตอบแสงสว่าง หายใจช้าลง ระบบการ
ไหลเวียนโลหิตชะงัก และอาจเสยี ชวี ติ ได้ หากรา่ งกายได้รับเบนซินท่มี ปี ริมาณความเข้มขน้ ต่า และเป็น
เวลานานเกิดการสะสม ทาให้เกดิ อาการเรอื้ รัง คือ หนา้ มืด วงิ เวียน มือส่นั โลหิตจาง และระยะทา้ ยๆ มี
เลอื ดออกเป็นซา้ ๆ ตามผิวหนงั
10) แอลกอฮอล์ แอลกอฮอลเ์ ป็นสารทีใ่ ชก้ นั อย่างแพร่หลายในอตุ สาหกรรม ซึ่งบางชนิดสามารถ
รับประทานได้ ท่ีนยิ มใช้กนั ทว่ั ไป ได้แก่ เอเทอนอล หรือเอทลิ แอลกอฮอล์ ซ่งึ เป็นของเหลวทีไ่ มม่ ีสี ระเหย
ได้ดี ละลายน้าได้ และเป็นตัวทาลายอนนิ ทรยี ์เปน็ สว่ นใหญ่ จดุ ไฟติด และมีเปลวไฟเป็นสนี ้าเงนิ ใชใ้ นการ
สงั เคราะหย์ างเทยี มใช้เปน็ ตวั ต่อต่านการแขง็ ตัว เป็นเช้ือเพลิงเปน็ ตวั ทาละลายหรอื ตัวการในการทาสาร
ต่างๆพษิ ของเอเทอนอล หากได้รบั ปรมิ าณนอ้ ย แต่ติดต่อกนั เปน็ ระยะเวลานานอาการเรอ้ื รงั ทาให้ปลาย
ประสาทอกั เสบ ออ่ นเพลยี น้าหนกั ลด ตามัว ความจาเส่ือม นอนไม่หลบั ส่นั ต่ืนตกใจเสมอ ชัก และไม่
สามารถทางานอนื่ ได้ ส่วนอาการเฉยี บพลัน มกั เกดิ จากการหายใจเขา้ ทางปากในปริมาณมาก ทาให้
ตามองไม่เหน็ ระบบรบั ความร้สู กึ เสยี การทางานของกล้ามเน้ือไมป่ ระสานกนั เฉื่อยชา พูดไมช่ ดั สมอง
มนี ชา หมดสตแิ ละเสียชีวติ ไดพ้ ิษของเมทานอล ซ่ึงเปน็ ของเหลวใช้ในอุตสาหกรรมสบู่ สีไม้ หนงั เทยี ม
กระจก เปน็ ต้น หากเข้าสู่ร่างกายโดยการหายใจ ทางผวิ สัมผัส หรอื ทางปาก จะทาให้ผิวหนงั อักเสบ เกิดการ
ระคายเคืองทางเดนิ หายใจ หลอดลมอักเสบ เยอ่ื บุตาอกั เสบ หากหายใจเขา้ ไปปรมิ าณมาก ทาให้ปวดทอ้ ง
คลนื่ ไส้ อาเจียนเวียนศรี ษะ กลา้ มเนื้อกระตกุ หายใจลาบาก การมองเห็นผดิ ปกติ อาจถึงขน้ั ตาบอดได้ หาก
กินเขา้ ไปทางปากจะทาให้เกิดอาการปวดหลังเมื่อยลา้ คลืน่ ไสอ้ าเจียนเห็นภาพไมช่ ดั ทอ้ งเดิน หมดสติ
กล้ามเน้ือไมส่ ัมพันธก์ ันปลายประสาทอกั เสบ อาจทาให้ตาบอดและถึงขั้นเสียชีวติ
59
หลกั อาชวี อนามยั และความปลอดภยั 20001-10001
11.)ฝุ่นหินทราย หรือเรยี กอีกอย่างหนึ่งว่า ซิลิก้า เปน็ วัตถุดบิ ท่นี ามาใช้ในขบวนการผลติ ของ
โรงงานอุตสาหกรรมเช่นอตุ สาหกรรมผลติ จานกระเบ้ืองผลิตแกว้ ใช้ทาเปน็ โลหะผสมเปน็ ต้น ผทู้ ีป่ ระกอบ
อาชพี ทเ่ี กย่ี วขอ้ งหรือได้สัมผัสกบั หนิ ทราย ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ฝุ่นหินทรายอาจเขา้ สรู่ ่างกายโดยการ
หายใจเอาผงเล็กๆ ซึ่งมีขนาดเลก็ กวา่ 10 ไมครอน จนถึง 0.5-5 ไมครอน จะเกิดอนั ตรายต่อปอด ถงุ ลม และ
ถึงขั้นเสียชีวิตไดเ้ มื่อรา่ งกายไดร้ ับฝุ่นหินทราย เข้าส่รู ะบบหายใจและปอดทลี ะน้อย เป็นระยะเวลานาน และ
เกดิ การสะสมในปริมาณท่มี ากขึ้น จะทาให้มีอาการหายใจขดั หอบ ชว่ งการหายใจสั้น มอี าการไอ เจบ็
หน้าอกเม่ือทางานหนกั หวั ใจต้องทางานหนัก และอาจเสียชวี ติ ในเวลา 5-10 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสขุ ภาพของ
คนงานปริมาณของฝุ่น และเปอร์เซน็ ตข์ องหนิ ทรายบริสุทธ์ิอาการเฉยี บพลันของผูไ้ ด้รับฝุ่น ส่วนใหญพ่ บ
ในผ้ทู ีท่ างานในสภาพการทางานที่มีฝนุ่ หินทรายฟ้งุ กระจายมาก และเปน็ โรงงานทป่ี ิดมิดชิด ระบายอากาศ
ไมด่ ี เพยี ง 8-18 เดือน ก็ปรากฏอาการ คือหายใจขัด อึดอัด ผิวหนังเป็นสีเขียว คลา้ เนื่องจากขาดออกซเิ จน
หอบ และอาจเกดิ โรควัณโรคได้
แนวทางการป้องกันโรคที่เกดิ จากการทางานดา้ นอุตสาหกรรม มีดงั นี้
1.ทาความเข้าใจเกีย่ วกบั เครือ่ งมอื อุปกรณท์ ต่ี ้องใช้ พร้อมทัง้ ตรวจสภาพความเรยี บรอ้ ยกอ่ น
นาไปใช้ทกุ คร้งั
2.แตง่ กายให้เหมาะสมกับสภาพของงาน และใชเ้ คร่ืองปอ้ งกนั อันตรายส่วนบคุ คลขณะปฏบิ ตั งิ าน
3.อาบนา้ ทกุ ครั้งหลงั จากเสร็จงานปฏิบัติตามกฎระเบียบของหน่วยงานอย่างเคร่งครัด
งานด้านศิลปหตั ถกรรม
อาชพี ศลิ ปหตั ถกรรมต้องใชฝ้ ีมอื ในระยะแรกใช้อปุ กรณ์ไมม่ ากชนดิ นกั แตใ่ นปัจจบุ ันมกี ารนาเครื่องมือท่ี
ทันสมัยมาช่วยในการผลติ ทางานใหง้ านเร็วขนึ้ สวยขึ้น แตก่ อ่ ให้เกิดอนั ตรายไดม้ ากข้ึนตามไปด้วย ผู้
ประกอบอาชพี ด้านศลิ ปหตั ถกรรมจะต้องใชเ้ ครอื่ งมือและอปุ กรณ์ท่ีมีความแหลมคมเช่น อปุ กรณ์แกะสลัก
มีดคัตเตอร์ กรรไกร เปน็ ต้นซ่งึ จะต้องใช้ความระมัดระวังเปน็ อยา่ งดี เพราะงานด้านศลิ ปหัตถกรรมนอกจาก
จะคานงึ ถึงความปลอดภัยแล้วยงั ตอ้ งคานึงถงึ คุณภาพของผลงานอีกด้วย นอกจากน้ีงานศิลปหัตถกรรม
บางอยา่ ง ตอ้ งอาศยั เครอ่ื งจักร เช่น เครื่องถกั เครือ่ งกลงึ เปน็ ตน้ ผปู้ ฏิบัตงิ านควรเปน็ ผู้ทมี่ ที ักษะ ความ
ชานาญในการใช้เครื่องมอื นั้นดังน้นั สงิ่ สาคญั สาหรับผู้ประกอบอาชีพดา้ นศิลปหัตถกรรมคอื จะตอ้ งใช้
อุปกรณ์เครื่องมอื หรือเคร่ืองจักรตา่ งๆ ด้วยความระมัดระวัง ไม่ประมาท มคี วามรู้เกีย่ วกับเครอ่ื งมือเหลา่ น้ัน
เป็อยา่ ดี และก่อนลงมือปฏิบัติงานจะต้องใชส้ ง่ิ ชว่ ยป้องกันการเกดิ อบุ ตั ิภยั ดว้ ย
60
หลักอาชีวอนามัยและความปลอดภยั 20001-10001
งานดา้ นศลิ ปหัตถกรรม
แนวทางการป้องกันโรคที่เกิดจากการทางานดา้ นงานด้านศิลปหัตถกรรม มดี ังน้ี
1. แตง่ กายใหร้ ดั กุม และใช้เครอื่ งป้องกันอันตรายสว่ นบุคคลทกุ คร้งั เมือ่ ปฏบิ ัติงาน
2. มีสมาธขิ ณะปฏบิ ัตงิ าน โดยไม่เหม่อลอย และไมห่ ยอกล้อกัน
3. เกบ็ อปุ กรณใ์ ห้เปน็ ระเบยี บทุกครง้ั หลังเสร็จงาน
งานด้านคหกรรม
ผ้ปู ระกอบอาชพี คหกรรม อาจเกี่ยวขอ้ งกับการประกอบอาหาร หรอื การตดั เยบ็ เสื้อผ้า ซ่ึงต้อง
เกยี่ วข้องกับเครื่องมือ ของมีคม ในปัจจุบันการทางานมคี วามทันสมยั ขนึ้ มกี ารนาเครื่องมอื มาช่วยใหก้ าร
ทางานสะดวก และรวดเร็วข้ึนหากขาดความระมัดระวัง หรือขาดความชานาญ
อาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้
1. อปุ กรณ์ของมคี ม การประกอบอาหารเกยี่ วข้องกับอุปกรณม์ คี มมากมาย เช่น มดี เคร่ืองปนั่ งาน
ดา้ นคหกรรมเครื่องบด สอ้ มเป็นตน้ เชน่ เดยี วกบั การประกอบอาชพี ตัดเย็บเสือ้ ผา้ ทเ่ี กี่ยวข้องกับของมีคม
เชน่ เขม็ กรรไกร ท่ีเลาะดา้ ย เปน็ ต้น ผู้ใช้จะต้องมีความระมัดระวังและนาอุปกรณ์ตา่ งๆ มาใช้ให้เหมาะสม
กบั สภาพงาน
2. ความรอ้ น ในการประกอบอาหาร ความร้อนมคี วามจาเป็นอย่างย่งิ โดยเฉพาะผปู้ ฏบิ ัติหนา้ ทีใ่ น
สถานประกอบการขนาดใหญ่ อย่างโรงแรม หรือร้านอาหาร จาเปน็ ต้องใช้ความรอ้ นมากขน้ึ อุณหภูมใิ น
สถานประกอบการสูง จงึ ต้องระมดั ระวงั ให้อยู่ในบริเวณทม่ี อี ากาศถา่ ยเท ระวงั การถูกนา้ ร้อนลวก หรือ
อบุ ตั เิ หตจุ ากความร้อนอ่ืนๆ และของมคี ม
3. สภาพแวดลอ้ มท่ีไมเ่ หมาะสม การทางานในสถานท่ที มี่ ีแสงสว่างไมเ่ พียงพอ วสั ดุอุปกรณจ์ ดั วาง
อยา่ งไมเ่ ป็นระเบียบ สกปรก อากาศถา่ ยเทไม่สะดวก ฯลฯ ซึ่งเปน็ สาเหตุของการเกิดอุบัตเิ หตใุ นการ
61
หลักอาชวี อนามยั และความปลอดภัย20001-10001
ปฏบิ ตั ิงาน เชน่ เมื่อแสงสว่างไม่เพียงพอ เป็นอปุ สรรคต่อการมองเหน็ อากาศไมถ่ า่ ยเททาให้รูส้ กึ อึดอดั
หงุดหงิด การจัดวางไม่เปน็ ระเบียบ กีดขวาง ทาใหข้ าดความคล่องตัวในการปฏบิ ัตงิ าน เป็นต้นนอกจากนี้
สภาพความกดดนั เป็นอกี สาเหตุหนงึ่ ที่ทาให้เกิดความเจ็บปว่ ยได้ พ่อครวั แม่ครัวทที่ าอาหารในรา้ นอาหาร
หรือโรงแรม ต้องเจอกบั สภาพความกดดัน เม่ือมีลกู ค้าจานวนมากและลูกคา้ ทกุ คนล้วนตอ้ งการทานอาหาร
ในเวลาอนั รวดเร็ว ความความตอ้ งการที่จะบริการลูกคา้ อย่างทันเวลา ทาใหเ้ กดิ ความเครยี ด เม่ือสะสมเปน็
เวลานานจะส่งผลถึงสภาพจิตใจ เปน็ สาเหตขุ องความเจ็บปว่ ยไดอ้ กี หลายโรค
งานดา้ นนคหกรรม
แนวทางการป้องกันโรคที่เกดิ จากการทางานดา้ นคหกรรม มีดังนี้
1. แตง่ กายใหเ้ รยี บร้อยเหมาะสมกับประเภทของงาน
2. ใชอ้ ปุ กรณ์ ให้เหมาะสมกบั งาน
3. จัดวางอุปกรณ์ เครื่องใช้อยา่ งเปน็ ระเบยี บ หยบิ ใชง้ ่าย
4. ทาความสะอาดและจดั สถานที่ และสภาพแวดล้อมในการทางานให้มีความเหมาะสม
พ้ืนไมส่ กปรก ไม่ลืน่ และอากาศถ่ายเทสะดวก
งานดา้ นพาณชิ ยกรรม
งานดา้ นพาณชิ ยกรรมคอื อาชีพทเี่ กยี่ วขอ้ งกับการคา้ ขาย ส่วนใหญป่ ฏิบัติงานในรา้ นคา้ หรือใน
สานกั งาน อบุ ตั ภิ ัยทเี่ กิดกบั ผู้ทางานด้านพาณชิ ยกรรมอาจมาจากสาเหตดุ ังน้ี
1.การขาดความเปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ย
การจัดสถานท่ี อุปกรณ์ เครื่องใช้ อย่างไมเ่ ป็นระเบียบ การวางเกา้ อไ้ี ม่เขา้ ที่ ล้วนเป็นสาเหตขุ องการ
เกดิ อุบัตเิ หตไุ ดท้ ัง้ สนิ้
2.ความสะอาด พืน้ ห้องสกปรก
อาจงานด้านพาณิชยกรรมทาให้ล่ืนหกลม้ กล่ินอับ กลน่ิ เหม็น ทาใหห้ ายใจไม่สะดวก และอึดอัด
62
หลักอาชวี อนามยั และความปลอดภัย20001-10001
3. อัคคีภัย อาชีพพาณิชยกรรมบางประเภทต้องเกี่ยวข้องกับวตั ถุไวไฟ เชน่ ร้านแกส๊ และสานักงาน
ต่างๆ เป็นต้น จึงต้องปฏบิ ัติงานดว้ ยความเป็นระเบยี บ และถือปฏบิ ัติกฎของสานักงานอย่าเครง่ ครัด
4.การเก็บและกองวสั ดสุ ่ิงของ การเก็บสิ่งของ สินค้าเพอ่ื รอการเคลื่อนย้าย ควรจัดเกบ็ อยา่ ง
เหมาะสม กองพอเหมาะ สูงพอประมาณ สะดวกต่อการเคลือ่ นยา้ ยหรือการนามาใช้
แนวทางการป้องกนั โรคท่ีเกดิ จากการทางานด้านพาณชิ ยกรรม สาเหตขุ องอุบัติภัยในงาน
ดา้ นพาณชิ ยกรรมที่กล่าวมา กอ่ ใหเ้ กิดโรคและอบุ ัตภิ ัยแก่พนกั งานไดต้ งั้ แต่อาการปว่ ยหรือบาดเจบ็
เล็กนอ้ ยจนถงึ อาการหนักหรือรา้ ยแรงถงึ พกิ ารหรือไม่สามารถใช้ชีวติ อยา่ งปกตไิ ด้ สงิ่ สาคญั ของ
การทางานดา้ นนี้คือ จะตอ้ งจัดสถานที่ทางานให้เปน็ ระเบียบ อบรมให้พนกั งานมคี วามรเู้ ก่ียวกบั
การใชอ้ ุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในสานักงาน เพื่อใหส้ ามารถใช้ได้อยา่ งถกู ตอ้ ง และปลอดภยั
งานดา้ นพาณิชยกรรม
อุบัติภยั ท่ีเกดิ จากการทางานและแนวทางป้องกัน
อุบัตภิ ยั ทีเ่ กิดจากการทางาน
คาวา่ “อุบัติภัย” มาจากคาว่าอบุ ัติหมายถงึ เกิดข้ึนและคาว่าภัยหมายถึงสงิ่ ทที่ าให้กลวั หรืออันตราย
อบุ ตั ภิ ยั หมายถึง ภยั หรืออันตรายทเี่ กิดจากอุบตั ิเหตุ ซ่ึงเกดิ ข้นึ อย่างกะทนั หันโดยไมท่ ราบล่วงหน้าการ
ทางานหรือการใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท จะสามารถชว่ ยลดอุบัตภิ ัยทเี่ กดิ ข้นึ ได้ อบุ ตั ภิ ัยท่ีเกิดจากการทางานท่ี
เกิดข้นึ มีดงั น้อี คั คีภยั
63
หลักอาชีวอนามยั และความปลอดภัย20001-10001
อัคคีภัย
1.อคั คภี ยั การเกิดอัคคีภยั กอ่ ใหเ้ กิดความเสียหายทงั้ ต่อชีวิตและทรพั ย์สิน อคั คภี ัยเกิดขึ้นได้
ทัง้ จากความตงั้ ใจและไม่ตง้ั ใจ ทีเ่ กิดจากความต้ังใจ ไดแ้ ก่ การถกู ลอบวางเพลิง สว่ นทีไ่ ม่ได้ต้ังใจนั้นเกิดขน้ึ
ได้เพราะความประมาทและขาดความระมดั ระวงั ซง่ึ มปี ระเดน็ หลักอยู่ 2 ประเด็น ดังนี้
1.การขาดความระมดั ระวัง ทาใหเ้ กิดเปน็ เชอ้ื เพลิงและการแพรก่ ระจาย เกดิ จากการทาส่ิงท่ี
เปรยี บเสมือนกับการเป็นเช้ือเพลิงให้แพร่กระจายไปสัมผัสกับไอของความร้อนจึงทาให้เกิดเปลว
ไฟลุกไหมข้ นึ้ มาได้ เช่น การสูบบุหรใี่ นจุดท่ีมไี อความร้อนจะกอ่ ใหเ้ กิดอคั คภี ยั ได้ง่าย เปน็ ตน้
2.การขาดความระมัดระวงั เร่ืองการใช้ไฟและความร้อน ท้ังความร้อนที่มาจากอุปกรณ์ไฟฟา้ ตา่ งๆ
เชน่ การเชื่อม การตดั เปน็ ต้น รวมถงึ ความร้อนทมี่ าจากเตาด้วย เมื่อความรอ้ นเหล่าน้ันไดส้ มั ผัสถึง
เช้อื เพลงิ และอยใู่ นสภาพทเี่ หมาะสม(องคป์ ระกอบของอคั คีภยั ไดแ้ ก่ ความร้อน เชื้อเพลิง และ
ออกซิเจน) ก็จะเป็นสาเหตุของอัคคีภัยได้ทันที
ดังนนั้ ทกุ หน่วยงานจะต้องมีมาตรการในการป้องกันอัคคีภัยตรวจตราอปุ กรณ์ไฟฟ้าอย่างสม่าเสมอ
เกบ็ สารเชอื้ เพลงิ ไวไฟใหอ้ ยู่ห่างจากแหลง่ กาเนิดไฟฟ้า และติดตง้ั อุปกรณ์ดับเพลงิ ในบรเิ วณท่ีเส่ียง
ต่อการเกิดอัคคีภยั
2.) การขนส่ง พาหนะทีใ่ ชใ้ นการขนส่งเปน็ ปัจจยั สาคัญท่ีทาให้เกิดอุบัตภิ ัยขน้ึ ได้ รถเข็นรถบรรทุก
เลก็ รถยก รถบรรทุกใหญ่ รวมถึงรถอน่ื ๆทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั การขนส่งวตั ถดุ บิ สนิ ค้า และคนจากสถานท่ีหนึ่งไป
ยงั อีกสถานที่หนึง่ เป็นสาเหตุของการเกิดอบุ ัติภัยในการทางานได้ทั้งสน้ิ คนงานท่ีทาหนา้ ทเี่ กี่ยวข้องกับ
พาหนะเหลา่ นี้ จะต้องมคี วามระมัดระวังขณะขนสง่ รวมถงึ การตรวจอุปกรณ์เคร่ืองยนต์ของรถให้มีความ
พรอ้ มอยู่เสมออุบัติเหตุจากการขนส่ง
64
หลกั อาชวี อนามัยและความปลอดภัย20001-10001
3.การเคลื่อนยา้ ยหรือการยกของขนึ้ -ลงการเคล่อื นยา้ ยของ หรอื การยกของข้นึ -ลง มีระบบการ
ทางาน 2 ประเภท ได้แก่ การใช้แรงงานคน กับการใช้เครื่องจักร คนงานที่ยกของหนกั เป็นเวลานาน
อาจทาให้เจบ็ หลงั แขน หวั ไหล่ หรอื อวัยวะอื่นๆร่วมด้วย รวมถึงการยกของข้ึน และวางของลง
ผดิ ทา่ ก็ทาใหเ้ กดิ อาการบาดเจบ็ ได้เชน่ กัน สว่ นการเคล่ือนยา้ ยหรอื ยกของดว้ ยเครอ่ื งจักร อาจมี
บางครั้งเครอื่ งจกั รทาให้ของแตก หัก บาดหรอื หล่นทับคนงานทาให้บาดเจบ็ หรือเครื่องจักรเกิด
ชารุดขณะใช้งานก็กอ่ ให้เกิดอบุ ัตภิ ัยได้เช่นกนั
การบาดเจ็บจากการยกของ
4. การหกลม้ หรือตกจากทส่ี งู สถานท่ที างานที่มีพื้นไมเ่ รียบ พ้ืนเปียกแฉะตลอดเวลาพื้นมนี า้ มนั
หรอื พื้นที่มขี องวางอย่างไมเ่ ปน็ ระเบยี บหรือไม่เขา้ ท่ี เปน็ ความเส่ยี งของคนงานที่ทางานบนพ้ืน ทาใหล้ นื่ หก
ลม้ สง่ ผลให้เกดิ อาการบาดเจ็บเลก็ นอ้ ย ไปจนถงึ สาหสั และเสียชวี ิตได้
การพลัดตกจารกท่ีสงู
อุบตั ิภัยที่เกิดจากการทางาน
ผ้ปู ระสบอบุ ตั ิภัยจากการทางาน สว่ นใหญ่จะเป็นอันตรายถงึ ขั้นพกิ าร หรือเสียชวี ิต จึงต้องให้ความ
สาคญั กับการป้องกันไมใ่ ห้เกิดอบุ ัติภยั ขน้ึ หรอื ให้เกิดน้อยทีส่ ดุ โดยการป้องกันและควบคุมท่ีตัว
ผู้ปฏบิ ตั ิงานองค์กรจะต้องคดั เลือกผทู้ มี่ สี ขุ ภาพแขง็ แรงเขา้ มาทางาน มีการตรวจสขุ ภาพก่อนเขา้ ทางาน และ
65
หลักอาชวี อนามยั และความปลอดภยั 20001-10001
หลงั จากน้นั ควรมีการตรวจสุขภาพประจาปดี ว้ ย นอกจากนีย้ ังต้องมกี ารอบรมผ้ทู ี่จะทางานใหร้ จู้ ักเคร่ืองมอื
อุปกรณท์ จ่ี ะใชแ้ ละการใช้อย่างถกู ต้อง รวู้ ธิ ปี ้องกัน และควบคุมทจ่ี ะไมใ่ หเ้ กดิ โรคและเกดิ อันตรายขึน้ ได้
การหาแนวทางป้องกันและควบคุมทต่ี ัวผู้ปฏิบตั ิงานอกี ประการหน่ึงคือ องค์กรจะตอ้ งจัดหาอปุ กรณป์ ้องกัน
สว่ นบคุ คลให้แก่คนงาน เช่น หน้ากาก ถุงมือ เคร่ืองกันเสียง เป็นตน้ และสดุ ทา้ ยจะตอ้ งทาความสะอาด
บรเิ วณสถานทท่ี างานให้น่าอยู่ จัดวางอุปกรณ์อยา่ งเป็นระเบยี บ ซึ่งจะช่วยใหผ้ ู้ปฏิบตั ิงานมสี ขุ ภาพจติ ท่ีดี
ทั้งนก้ี ารปอ้ งกันอุบัติภยั จากการทางานจะมีประสิทธิผล จะต้องได้รบั ความรว่ มมอื จาก 3 ฝ่าย ไดแ้ ก่
1.หนว่ ยงานราชการ หมายถงึ เจา้ หน้าที่ราชการที่เขา้ มาชว่ ยดูแลเกย่ี วกบั สขุ ภาพคนงาน และ
โรงงานใหม้ ีความปลอดภัย ไดแ้ ก่
1.กองอาชีวอนามยั กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ดแู ลสขุ ภาพของคนงาน
2.กรมแรงงาน กระทรวงมหาดไทย ดูแลการทางานของแรงงานใหเ้ ปน็ ไปตามระเบยี บ
3.กองควบคุมโรงงาน กรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม ดแู ลโรงงาน ใหด้ าเนินการด้วยความ
ปลอดภัย มีสิ่งอานวยความสะดวกการกาจัดของเสียออกจากโรงงาน โดยจะต้องทาการควบคุม
อยา่ งเคร่งครัด และหมน่ั ตรวจตราอยู่เสมอ
2.ผปู้ ฏบิ ัตงิ าน ต้องมสี ุขภาพดีท้ังทางรา่ งกายและจติ ใจ มีความรู้เก่ียวกบั งานท่ที า ปฏบิ ัตติ าม
คาแนะนา และระเบียบอยา่ งเครง่ ครัด และปฏบิ ตั งิ านโดยไมป่ ระมาท
3.เจ้าขององค์กรหรือเจ้าของสถานประกอบการ จะตอ้ งเป็นผูท้ ีม่ คี ณุ ธรรม ใหค้ วามร่วมมอื
กับหน่วยงานราชการ ปฏบิ ัติตามระเบียบตามท่กี าหนด เช่น การจดั หาเคร่อื งป้องกันแก่คนงานเพ่ือใหเ้ กิด
ความปลอดภัย เปน็ ต้น และนอกจากน้ยี งั ต้องมกี ารให้สวัสดกิ ารด้านสุขภาพ เงินทดแทนหรือเงินชดเชยแก่
พนักงานตามท่กี ฎหมายแรงงานกาหนดไว้
66
หลกั อาชีวอนามัยและความปลอดภยั 20001-10001
แบบประเมินผลการเรยี นร้หู น่วยที่3
ตอนที่ 1 จงเลอื กคาตอบทถี่ กู ต้องที่สุดเพยี งข้อเดียว
ขอ้ ใดจัดเปน็ โรคที่เกิดจากการทางาน
ก. ไส้ติง่ ข. ความดนั โลหิตสงู
ค. เบาหวาน ง. ซลิ โิ คสิส
2. เกย่ี วกับสาเหตขุ องการเกิดโรคและอบุ ัตภิ ัยจากการทางาน เพศหญงิ และเพศชายแตกต่างกนั ตาม
ขอ้ ใด
ก. เพศหญงิ เจบ็ ป่วยง่ายกว่าเพศชาย เพราะรา่ งกายทนต่อสภาพแวดล้อมได้น้อยกวา่
ข. เพศหญงิ มีการทางานดว้ ยความระมัดระวังมากกวา่ เพศชาย จึงเกดิ อบุ ัติเหตุได้ยากกว่า
ค. เพศชายทางานช้ากว่าเพศหญิง จึงมีโอกาสเกิดอุบัติได้น้อยกวา่
ง. เพศชายมรี ่างกายทแ่ี ข็งแรงแตเ่ มื่อทางานแล้วจะมีอาการเจ็บปว่ ยง่ายกว่าเพศหญงิ
3. บุคคลใดมีโอกาสเกดิ โรคหรืออุบัติภยั ในการทางานมากทส่ี ดุ
ก. มนตรมี ชี ่วั โมงการทางานตามที่กฎหมายกาหนด
ข. มนิ ตราทางานในแหลง่ ที่มีฝนุ่ จงึ ต้องใส่หนา้ กากกนั ฝุ่นอยเู่ สมอ
ค. นงนชุ ชอบหยอกล้อกบั เพ่ือนขณะทีท่ างาน
ง. นนี ่ามีสภาพรา่ งกายท่ีไม่ไวต่อการเกิดโรค
4. คนงานในโรงงานอุตสาหกรรมห้องเยน็ เสีย่ งต่อการเกิดโรคตามข้อใด
ก. กระดกู ไขสันหลังอกั เสบ ข. อวัยวะมอี าการชา
ค. เป็นตะคริว ง. ประสาทหเู สอื่ ม
5. สารกัมมันตรังสกี อ่ ให้เกดิ โรคใด
ก. มะเรง็ เมด็ เลือด ข. ตาอกั เสบ
ค. ภมู ิแพ้ ง. อมั พาต
6. อปุ กรณ์ เครื่องมือ ข้อใดไม่ควรนามาใชง้ าน
ก. อปุ กรณท์ ่ซี ้อื มาใหม่ ข. อปุ กรณท์ ีย่ มื มาจากหนว่ ยงานอ่ืน
ค. อุปกรณช์ ารุด ง. อุปกรณ์ราคาถูก
7. หัวหน้างานทสี่ ามารถชว่ ยใหค้ นงานปลอดภยั จากโรคและอุบตั ภิ ัยจากการทางาน ควรมีลักษณะ
ตามข้อใด
67
หลกั อาชวี อนามัยและความปลอดภัย20001-10001
ก. เข้มงวดเรือ่ งเวลาเขา้ และเวลาเลิกงาน
ข. แบ่งงานใหค้ นงานทาอย่างยุตธิ รรม
ค. มีความสัมพนั ธท์ ด่ี ตี อ่ ผู้ใต้บงั คบั บัญชา
ง. เอาใจใส่เรอ่ื งความปลอดภัยของลูกน้องพร้อมกับเป็นตัวอย่างที่ดดี ้านความปลอดภยั
8. เมอื่ เกษตรกรได้รบั สารเคมีหรอื ยาปราบศัตรพู ชื จะทาให้เกดิ อาการตามข้อใด
ก. คลน่ื ไส้ เวยี นศรี ษะ อาเจียน ข. ออ่ นเพลยี ซาตามมอื และเทา้
ค. หากใจขดั มีไข้ ง, หวั ใจเต้นแรง
9. ข้อใดเปน็ โรคจากการทางานทเี่ กดิ ขน้ึ ไดก้ ับเกษตรกร
ก. โรคต้อหิน ข. โรคปอดชานอ้อย
ค. โรคโลหติ จาง ง. โรคหัวใจล้มเหลว
พิษท่ีรุนแรงทสี่ ุดเมอ่ื สารตะก่ัวเขา้ สู่ร่างกายมนษุ ยค์ ือข้อใด
ก. ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ข. รมิ ฝีปากส่นั
ค. เป็นอัมพาตและอาการทางสมอง ง. ตาเหลือง ตัวเหลือง
11. ขอ้ ใดเป็นอาการเร้ือรังทเ่ี กิดข้นึ เมอ่ื ร่างกายไดร้ ับสารหนูเขา้ ไป
ก. ตับถกู ทาลาย ข. ผิวหนงั แตก
ค. ผ่ืนขน้ึ ตามตัว ง. ใบหนา้ ผดิ รูป
12. คนงานในโรงงานอตุ สาหกรรมใดที่เสี่ยงต่อการไดร้ ับสารแมงกานีสเข้าสรู่ า่ งกาย
ก. อตุ สาหกรรมทอผ้า ข. อุตสาหกรรมถลงุ เหล็ก
ค. อุตสาหกรรมผลติ กระเปา๋ หนัง ง. อุตสาหกรรมผลิตรองเทา้
13. “เมือ่ เขา้ สู่รา่ งกายมนษุ ยจ์ ะเขา้ ไปทาลายแคลเซียมในกระดกู ” หมายถึงสารเคมีข้อใด
ก. ปรอท ข.ตะกัว่
ค. สารหนู ง. แคดเมยี ม
14. เม่ือร่างกายได้รบั สารโครเมยี มจะทาให้เกิดอาการตามขอ้ ใด
ก. ผนื่ คัน เปน็ หนอง ข. แผลลกึ ไมเ่ จ็บแต่คัน
ค. ชาตามแขนและขา ง. มอื และเท้าบวม
15. ซลิ กิ า้ เกยี่ วขอ้ งกับขอ้ ใด
68
หลักอาชีวอนามยั และความปลอดภัย20001-10001
ก. แอลกอฮอล์ ข. ปรอท
ค.ตะกัว่ ง. ฝุ่นหนิ ทราย
16. ขอ้ ใดเปน็ สิง่ ทผี่ ู้ปฏิบตั งิ านด้านศลิ ปหตั ถกรรมตอ้ งระมดั ระวัง
ก. ความแหลมคมของอุปกรณ์
ข. คุณภาพความสวยงามของงาน
ค. ความรวดเร็วในการผลิต
ง. ความแหลมคมของอปุ กรณ์และคณุ ภาพความสวยงามของงาน
17 “ระหวา่ งการทางานอาจได้รับอบุ ัตเิ หตุท่ีเกิดจากความร้อนหรือน้ารอ้ นลวกได้” หมายถึง
ผูป้ ฏบิ ตั งิ านอาชีพใด
ก. อตุ สาหกรรม ข. คหกรรม
ค. ศิลปหตั ถกรรม ง. พาณิชยกรรม
18. ขอ้ ใดสาคญั มากสาหรับผู้ปฏบิ ตั ิงานด้านพาณิชยกรรม
ก. การแต่งกายใหเ้ รียบร้อยรัดกมุ
ข. การใช้อปุ กรณป์ ้องกนั ส่วนบคุ คล
ค. การทาความสะอาดสถานท่ที างาน และการจัดเกบ็ อปุ กรณใ์ หเ้ รยี บร้อย
ง. การทางานด้วยความประณีตคานงึ ถงึ คณุ ภาพของงาน
19. เก่ียวกบั แนวทางการป้องกนั โรคและอบุ ตั ภิ ยั จากการทางาน ควรปฏิบตั ิตามขอ้ ใด
ก. ให้หนว่ ยรักษาความปลอดภัยตรวจตราสถานทท่ี างานอย่เู สมอ
ข. คัดเลือกพนักงานทีม่ สี ขุ ภาพแข็งแรงโดยการให้ตรวจร่างกายก่อนเขา้ ทางาน
ค. รบั เฉพาะคนงานเพศชายเพราะมสี ุขภาพแข็งแรงกวา่
ง. ควบคุมจานวนคนงานไม่ใหม้ ีมากเกินไป
20. การป้องกนั โรคและอบุ ตั ิภยั จากการทางานจะต้องได้รับความรว่ มมือจาก 3 ฝา่ ยตามขอ้ ใด
ก. หนว่ ยงานราชการ คู่แขง่ ของกจิ การ เจ้าของสถานประกอบการ
ข. ผปู้ ฏิบัตงิ าน ครอบครัว นายจา้ ง
ค. หนว่ ยงานราชการ ผ้ปู ฏบิ ัติงาน เจา้ ของสถานประกอบการ
ง. หน่วยงานราชการ หนว่ ยงานรฐั วสิ าหกจิ หนว่ ยงานเอกชน
69
หลักอาชวี อนามยั และความปลอดภยั 20001-10001
ตอนท่ี 2 จงตอบคาถามต่อไปน้ี
1. จงอธบิ ายความหมายของโรคและอุบัติภยั ท่เี กดิ จากการทางาน
2. สาเหตุของโรคและอุบัติภัยจากการทางาน ผปู้ ฏบิ ตั งิ านท่ีมีเพศตา่ งกนั มคี วามอดทนตอ่ การทางานตา่ งกนั
อย่างไร จงอธบิ าย
3. จงอธบิ ายอันตรายของสารกมั มนั ตรังสที ี่มตี ่อร่างกายมนุษย์
4.อุปกรณ์ เครื่องมือ เคร่ืองจักร สภาพอย่างไรทไ่ี ม่ควรนามาใช้
5. จงบอกส่งิ ที่เปน็ สาเหตุของโรคและอบุ ตั ภิ ัย และผลกระทบท่เี กดิ ขึ้นของงานด้านเกษตรกรรม
6. จงอธิบายอนั ตรายของฝุน่ หินทราย หรอื ฝนุ่ ซิลกิ ้า
7. ผปู้ ฏิบตั ิงานด้านศิลปหัตถกรรมจะต้องระมดั ระวังเกย่ี วกบั สิ่งใดบา้ ง
8. จงอธิบายสาเหตุอุบัตภิ ัยของทผ่ี ู้ปฏบิ ตั ิงานด้านคหกรรม
70
หลักอาชีวอนามัยและความปลอดภยั 20001-10001
9. จงอธบิ ายแนวทางป้องกันอบุ ตั ิภัยจากการทางาน
10) เจ้าของสถานประกอบการสามารถป้องกนั อบุ ตั ิภัยจากการทางานได้อย่างไร
ใบงานท่ี 3.1
ขน้ั ตอนการปฏบิ ัติกิจกรรม
นักเรียนสืบค้นข้อมลู เหตกุ ารณ์ท่ีเกดิ ขึ้นเกย่ี วกบั โรคและอบุ ัติภยั ท่ีเกิดจากการทางาน จากเหตุการณ์ส่งผล
ตอ่ คนงานหรือผู้ปฏิบตั ิงานอย่างไร เจา้ ของกจิ การหรือหน่วยงานอื่นใดเขา้ มาช่วยเหลือผู้ประสบภยั บ้าง
บันทึกลงท่วี ่างด้านลา่ ง
ตวั อย่างเหตกุ ารณเ์ ก่ียวกบั โรคและอบุ ตั ิภัยทเี่ กดิ จากการทางาน
ส่งิ ท่ไี ดร้ ับจากการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม
ใบงานท่ี 3.2
ข้นั ตอนการปฏิบัตกิ ิจกรรม
นกั เรียนบอกอาชีพของผู้ปกครอง พร้อมคิดหาแนวทางป้องกนั โรคและอบุ ัตภิ ยั ทเี่ กดิ จากการทางานของ
ผปู้ กครอง (อาจเป็นแนวทางท่นี อกเหนือจากทเ่ี คยปฏิบัติกันมา) บนั ทึกลงในทวี่ ่างด้านลา่ ง
71
หลกั อาชวี อนามัยและความปลอดภยั 20001-10001
อาชีพของผปู้ กครอง และแนวทางการป้องกนั โรคและอบุ ัติภยั ทเี่ กิดจากการทางาน
สิ่งท่ไี ด้รับจากการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม
72
หลักอาชีวอนามัยและความปลอดภยั 20001-10001
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 4 การป้องกันและควบคมุ มลพษิ ในท่ที างาน
สาระสาคัญ
การทางานท่ามกลางสภาพแวดลอ้ มทีด่ ี สถานทสี่ ะอาด เป็นระเบยี บ ไมม่ สี ง่ิ ใดมารบกวน ตลอดจน
มเี พ่ือนรว่ มงานท่ีมีอัธยาศัยทด่ี ตี อ่ กัน จะกอ่ ใหเ้ กิดความสุขในการทางาน ในทางตรงกันข้ามหากสถานที่
ทางานเต็มไปด้วยส่งิ รบกวนรา่ งกาย จติ ใจ จนถงึ เปน็ อนั ตรายตอ่ ร่างกายและจิตใจ เหล่านั้นถอื เป็นมลพิษท่ี
ส่งผลใหป้ ระสทิ ธภิ าพการทางานลดลง จงึ ต้องมกี ารป้องกันและควบคุมมลพษิ ท่เี กดิ ขนึ้ ในทีท่ างานเพอ่ื ให้
ผู้ปฏบิ ัตงิ านมคี วามสขุ และปลอดภยั
สาระการเรยี นรู้
1.ความหมายและลกั ษณะของสภาพแวดลอ้ มในการทางาน
2.มลพิษจากสภาพแวดลอ้ มด้านชวี ภาพ
3.มลพิษจากสภาพแวดล้อมด้านกายภาพ
4.มลพิษจากสภาพแวดล้อมด้านเคมี
5.มลพษิ จากสภาพแวดลอ้ มด้านการยศาสตร์
จุดประสงค์การเรยี นรู้
1.แสดงความรู้เกี่ยวกบั ความหมายและลักษณะของสภาพแวดลอ้ มในการทางานได้
2.แสดงความรู้เก่ยี วกบั มลพษิ จากสภาพแวดลอ้ มด้านชีวภาพได้
3.แสดงความรู้เกยี่ วกับมลพิษจากสภาพแวดล้อมดา้ นกายภาพได้
4.แสดงความรู้เก่ยี วกบั มลพิษจากสภาพแวดลอ้ มดา้ นเคมไี ด้
5.แสดงความรู้เกี่ยวกับมลพิษจากสภาพแวดลอ้ มดา้ นการยศาสตร์ได้
73
หลักอาชวี อนามยั และความปลอดภยั 20001-10001
ความหมายและลักษณะของสภาพแวดล้อมในการทางาน
สภาพแวดลอ้ มในการทางานมีความสาคัญอย่างย่งิ ต่อตัวผู้ปฏิบตั ิงาน สภาพแวดลอ้ มในการทางานที่
ดีสง่ ผลให้บคุ คลทางานด้วยความสบายใจ สบายกาย มีความสขุ ในการทางาน ทาให้ผลงานออกมามี
ประสิทธภิ าพด้วย สภาพแวดลอ้ มในการทางาน แบ่งออกไดด้ งั นี้
1.บุคคลไดแ้ กเ่ พอ่ื นร่วมงานผบู้ ังคบั บญั ชา ผใู้ ต้บงั คับบัญชา ทท่ี างานร่วมกันหากมีความสัมพนั ธ์ทดี่ ี
ตอ่ กนั ไมม่ ีเร่ืองบาดหมางหรือขดั แยง้ กนั หันหน้าเข้าหากันเพอ่ื ปรกึ ษาและร่วมกนั แกไ้ ขปัญหาที่เกดิ ขึ้นใน
ทศิ ทางเดียวกัน หรือให้เกยี รติซง่ึ กันและกัน หวั หน้ายอมรบั ฟังความคดิ เหน็ ของลกู น้อง ขณะเดยี วกนั
ลูกนอ้ งตอ้ งเช่อื ฟังคาสั่งของหวั หนา้ งาน หากเปน็ เช่นน้ี จัดวา่ เปน็ สภาพแวดล้อมการทางานท่ีเกีย่ วกบั บุคคล
ที่ดี ความสขุ ในการทางานย่อมเกดิ ขน้ึ
2.มิใช่บคุ คล ได้แก่ เครอ่ื งมือ เครื่องจกั ร รวมถงึ อปุ กรณ์ต่างๆ ทีใ่ ชส้ าหรับการปฏบิ ตั งิ าน หากมี
สภาพทด่ี ี มจี านวนที่เพียงพอทาใหก้ ารทางานคล่องตวั ยิ่งข้ึน ทง้ั นย้ี งั รวมถึงบรรยากาศของสถานท่ที างาน
ดว้ ย ได้แก่ อากาศ เสียง แสงสว่าง ฝุ่นละออง กล่นิ ความร้อนเป็นตน้ หากสภาพแวดล้อมท่มี ิใชต่ ัวบุคคลมี
ความพรอ้ ม ไมม่ กี ารรบกวนผู้ปฏบิ ตั งิ าน จะส่งผลให้งานทอี่ อกมามีประสทิ ธิภาพดว้ ย
3. คา่ ตอบแทนและสวัสดกิ าร เปน็ ปัจจยั สาคญั อีกดา้ นหนงึ่ ของผู้ปฏิบตั ิงานสามารถสรา้ งความพึง
พอใจ ความเต็มใจ และความกระตือรอื ร้นของผปู้ ฏิบตั ิงานได้
ดงั น้ันสภาพแวดล้อมในการทางานจึงหมายถงึ ทุกส่ิงทกุ อยา่ งทอี่ ยู่ล้อมรอบตัวผปู้ ฏิบตั ิงานมีอิทธิพล
ต่อร่างกายและจิตใจ สภาพแวดล้อมในการทางานท่ีดีสง่ ผลให้ผู้ปฏิบัติมีความสขุ ในการทางานในทาง
ตรงกนั ขา้ มสภาวะแวดล้อมที่ไม่ดี จะส่งผลใหผ้ ้ปู ฏิบตั ิงานขาดความสขุ เกดิ ภาวะความกดดนั ด้านจิตใจและ
เกิดอนั ตรายตอ่ สุขภาพด้วย
74
หลักอาชวี อนามยั และความปลอดภยั 20001-10001
มลพษิ จากกาพแวดล้อมดา้ นชวี ภาพ
สภาพแวดล้อมทางชวี ภาพ ไดแ้ ก่ เชอื้ จุลนิ ทรยี ์พชื และสตั วท์ อี่ ยใู่ นสถานทท่ี างาน มลพิษจาก
สภาพแวดล้อมทางด้านชีวภาพก่อให้เกิดอันตรายต่อผปู้ ฏบิ ตั งิ านได้ดังน้ี
- เป็นโรคต่างๆ ท่ีเกดิ จากการไดร้ บั เช้ือโรค เชน่ เชอื้ รา เชื้อแบคทีเรยี เช้ือไวรสั เป็นต้น
- เปน็ โรคท่ีเกดิ จากพยาธิ เช่น โรคพยาธปิ ากขอ โรคตดิ เชื้อของระบบทางเดินอาหารเปน็ ต้น
- เปน็ โรคที่เกดิ จากฝ่นุ ละออง เช่น โรคภูมิแพ้ หรือผน่ื คัน แสบรอ้ นผิวหนงั เป็นตน้
- มบี าดแผลท่เี กดิ จากถูกสตั ว์กัดในขณะทางาน เช่น ชาวนาชาวไร่ถูกงูกดั ถกู แมลงตอ่ ย
นกั ประดาน้าถกู ปลาฉลามกดั หรือถกู งูทะเลกัด เป็นต้น
โรคภมู ิแพ้ ผ่ืนคันอาจเกดิ จากฝุ่นละออง
การป้องกันและควบคมุ มลพิษสภาพแวดลอ้ มในการทางานดา้ นชีวภาพ เนื่องจากส่งิ แวดล้อมทาง
ชวี ภาพเกยี่ วขอ้ งกับเช้ือโรค และสตั วม์ พี ษิ เช่น งู ตะขาบ แมลงมพี ษิ เปน็ ต้น และนอกจากนยี้ งั รวมถึงฝนุ่
ละอองเชอ้ื โรค ทีห่ ากได้รับเข้าสูร่ ่างกายจะก่อใหเ้ กิดโรคตา่ งๆ ดงั น้นั ผู้ปฏิบัตงิ านท้ังด้านเกษตรกรรมและ
อตุ สาหกรรม จะต้องมีแนวทางปอ้ งกันดังน้ี
1.รักษาความสะอาดของผิวหนัง ไมส่ มั ผัสกบั สตั วท์ เ่ี ป็นโรค หรือใช้อปุ กรณ์เพื่อป้องกนั ฝ่นุ ละออง
หรอื เชอ้ื โรคเขา้ ส่รู า่ งกาย
2.เม่ือมบี าดแผลจะตอ้ งรบี จัดการทนั ทีไมป่ ล่อยทง้ิ ไว้ หากเป็นแผลขนาดใหญ่ เลอื ดออกมากหรอื
แผลทีไ่ ม่สามารถนาสิง่ สกปรกออกจากแผลได้เอง เช่น โดนตะปเู ปน็ สนมิ ตา สตั วม์ ีพษิ กัด หรือกดั จนเป็น
แผลใหญ่ เป็นต้น จะตอ้ งรีบไปหาหมอทนั ที ส่วนแผลขนาดเลก็ ต้องรีบลา้ งใหส้ ะอาดด้วยน้าเปลา่ หรือ
น้าเกลือ จากน้ันใสย่ า และปดิ ด้วยปลาสเตอร์
75
หลกั อาชวี อนามยั และความปลอดภยั 20001-10001
3.ฉดี วัคซนี ปอ้ งกนั บาดทะยัก
4.สวมรองเท้าขณะทางาน ซ่ึงเป็นรองเทา้ ที่สามารถปอ้ งกันนา้ ป้องกันเช้ือโรค และป้องกันการกัด
ตอ่ ยของสัตว์ได้
5.รับประทานอาหารที่ปรุงสุกและดม่ื นา้ ท่ีสะอาด
มลพิษจากสภาพแวดลอ้ มด้านกายภาพ
มลพษิ จากสภาพแวดล้อมทางกายภาพเปน็ มลพิษทีเ่ กดิ จากความรอ้ น แสง เสยี ง การสน่ั สะเทอื น
ไฟฟ้า และสถานที่อับอากาศ
ความรอ้ น
อณุ หภมู ขิ องร่างกายมนษุ ยจ์ ะผิดปกตเิ มอ่ื สูงถึง 41 องศาเซลเซยี ส ปฏิกิรยิ าทเ่ี กดิ ขึ้นคือเซลล์
ประสาทบางสว่ นในระบบประสาทสว่ นกลางถกู ทาลาย หากอณุ หภูมยิ ่ิงสูงไปเร่ือยๆศูนย์ควบคุมสมองจะ
เสียไป หากไมส่ ามารถระบายความรอ้ นออกไปได้ จะเกิดความมนี งง และอาจชกั อยา่ งรนุ แรง และหาก
อุณหภูมสิ งู ถึง 45 องศาเซลเซียสและไมไ่ ดร้ บั การชว่ ยเหลอื เซลล์ทัว่ ไปจะถกู ทาลาย และถึงข้นั เสยี ชวี ติ ได้
อนั ตรายทเ่ี กิดขึ้นหากได้รบั ความรอ้ น มีดังน้ี
1. อ่อนเพลีย เนือ่ งจากความร้อนทาให้ร่างกายสญู เสยี น้าและเกลอื แร่ จึงทาให้เกิดการอ่อนเพลีย
เม่อื ยล้า และเปน็ ตะคริว
2. เปน็ ลม หมดสติ
การทางานในสภาพการทางานท่ีมอี ากาศร้อน
76
หลักอาชวี อนามยั และความปลอดภยั 20001-10001
แสง
เป็นอันตรายตอ่ ตาทาใหเ้ กิดตาอกั เสบ ตาขุ่นมวั หรือถึงขน้ั ตาบอดได้ แสงทเ่ี ปน็ อันตรายตอ่ ตามี
ดังนี้
1.Ultraviolet (UV) มผี ลทาใหต้ าอักเสบ ตาแดง เย่ือบตุ าในชัน้ ตาดาถูกทาลาย สง่ ผลให้ตาขนุ่ มวั
มองเห็นไมช่ ัด แสงเหล่านี้พบในงานเชอื่ มโลหะ งานกลางแจง้ เปน็ ต้น
2.Infrared (R) มผี ลทาใหต้ าขุ่นมวั มองเห็นไม่ชัด แสงเหล่านพ้ี บในงานเชื่อมงานหลอมโลหะ
อตุ สาหกรรมเป่าแก้ว เป็นตน้
3.แสงในช่วงคล่ืนความถ่วี ทิ ยโุ ทรทัศน์ ซ่งึ เป็นอันตรายต่อตามากท่ีสดุ เพราะมีการดูดกลนื ของรังสี
วิทยุ ทาใหเ้ กดิ ความร้อนสูง นยั นต์ าจะมกี ารไหลเวยี น หรือถ่ายเทความร้อนไม่เพยี งพอนอกจากแสงประเภท
ต่างๆ ท่กี ลา่ วมาแล้ว แสงสว่าง ยังเปน็ สิ่งสาคัญทสี่ ามารถทาให้ผ้ปู ฏบิ ตั ิทางานไดอ้ ย่างสะดวกสบาย
มองเห็นชดั เจน ทาให้งานมีคุณภาพ แต่แสงสว่างนนั้ จะต้องอยูใ่ นระดบั ทเี่ หมาะสม หากสวา่ งน้อยเกินไป จะ
ทาใหต้ าทางานหนกั เกิดการเม่ือยล้าปวดกระบอกตามีนศรี ษะ ทาให้ประสทิ ธภิ าพในการทางานลดลง หรือ
อาจนาไปสกู่ ารเกดิ อุบัติเหตุได้หากแสงสวา่ งมากเกนิ ไป หรอื แสงจา้ ส่งผลให้ตาเกดิ การสะทอ้ นแสง การ
มองเห็นจงึ ไม่ชัดเจนเมื่อยตา ปวดตา วิงเวียน มนี ศีรษะ กลา้ มเน้อื ตากระตุก และนาไปสู่การเกดิ อุบัติเหตุได้
เชน่ กันส่งผลใหเ้ กดิ โรคต้อได้
เสยี ง
เสยี งทีด่ ังเกินมาตรฐาน ก่อให้เกิดอันตรายตอ่ ระบบการไดย้ นิ จึงต้องมีกฎหมายกาหนดระดบั ความ
ดงั ของเสียงเพ่ือใหส้ ถานประกอบการปฏบิ ัติ เป็นการควบคุมระดบั เสยี ง ปอ้ งกนั อนั ตรายจากเสยี งทจี่ ะส่งผล
ถงึ สขุ ภาพของคนงาน ประเภทของเสยี งแบ่งได้ดังนี้
1. เสยี งดังแบบต่อเนื่อง กาหนดไวว้ ่า หากเป็นเสียงดงั แบบต่อเนอื่ งคงท่ี เชน่ เสียงจากเคร่อื งทอผา้
เครื่องป่นั ด้าย เป็นต้น จะต้องมรี ะดับความดงั ไม่เกิน 3 เดซิเบล สว่ นเสยี งดงั แบบต่อเน่ืองไม่คงที่ เชน่ เสียง
ดังจากเลอื่ ยวงเดอื น เปน็ ตน้ จะตอ้ งมีระดบั ความดงั ไม่เกิน 10 เดซเิ บล
2. เสียงดังเป็นช่วงๆ เป็นเสยี งดงั สลบั กบั ความเงยี บหรอื เบา สลับไปมา เช่น เสยี งจากการจราจร
เสียงจากยานพาหนะ เสียงเครือ่ งปม้ั เปน็ ต้น
3. เสียงดังกระทบ เป็นเสยี งท่ีเกิดข้ึนและสิ้นสุดอยา่ งเร็วในเวลาอยา่ งนอ้ ย 1 วินาที่มีการ
เปลี่ยนแปลงของเสียงมากกว่า 40 เดซิเบล เชน่ เสียงจากการปั้มชิ้นงาน เสียงจากการทบุ อย่างรุนแรง
77
หลกั อาชีวอนามยั และความปลอดภัย20001-10001
เสยี งจากการขดุ เจาะถนนสรา้ งความราคาญแกผ่ ปู้ ฎบิ ัติงาน
การสนั่ สะเทอื น
การสนั่ หรือการแกว่งของวัตถุหรือชิ้นส่วนตา่ งๆ เม่ือเปรียบเทยี บกับจุดที่ใชอ้ ้างอิง เชน่ การ
สัน่ สะเทอื นของตลับลกู ปนื เมอ่ื เปรียบเทยี บกับตัวเรือน เป็นต้น การส่นั สะเทอื นก่อให้เกดิ อันตรายต่อคน
กล่าวคือ หากมกี ารสั่นสะเทือนทง้ั ตัว จะทาให้เกิดเสียการทรงตัว ปวดหลังราคา ลดประสิทธภิ าพในการ
ทางาน และอาจสง่ ผลอนั ตรายถึงอวัยวะภายในด้วย กรณขี องการสั่นสะเทือนเฉพาะท่ี ทาใหม้ อี าการชา ปวด
และกระดกู ขาดแคลเซียม
ไฟฟา้
อันตรายทเี่ กิดจากไฟฟ้ามีดงั นี้
1.ไฟฟ้าช็อต หรือไฟฟ้าลัดวงจร คือกระแสไฟฟา้ ไหลครบวงจรโดยไม่ผา่ นเคร่ืองใช้ไฟฟา้ ซงึ่ มี
สาเหตุมาจากฉนวนไฟฟ้าชารุดหรือเสอ่ื มสภาพ แรงดนั เกนิ ในสายไฟฟ้าหรอื อปุ กรณไ์ ฟฟ้ากระแสไฟฟ้าจงึ
ทะลผุ า่ นฉนวนได้ นอกจากนย้ี ังอาจเกิดจากมสี ิง่ ก่อสรา้ งหรือต้นไม้ไปสัมผสั สายไฟฟา้ สายไฟฟา้ ขาด เป็น
ตน้
2.ไฟฟา้ ดดู หมายถึง การทม่ี กี ระแสไฟฟ้าไหลผา่ นรา่ งกาย ทาให้เกดิ อาการกลา้ มเนื้อแข็งเกร็ง หัวใจ
ทางานผิดจังหวะ เต้นอ่อนลงจนหยดุ เต้น และเสยี ชีวิตในท่ีสดุ ท้งั น้ขี ้ึนอยูก่ บั ปรมิ าณกระแสไฟฟา้ เวลา และ
เสน้ ทางที่กระแสไฟฟา้ ไหลผ่านดว้ ย
3.ไฟฟ้ารว่ั หมายถงึ การที่กระแสไฟฟา้ ได้ร่วั ไหลจากวงจรไฟฟา้ ไปทผี่ ิวหรือโครงของอุปกรณ์
เครื่องใช้ไฟฟา้ หรอื รั่วไปท่ผี ิวหรือทีผ่ นังของจุดตดิ ตั้งระบบไฟฟ้าทาให้จดุ นน้ั มไี ฟฟา้ หรอื แรงดันไฟฟา้ ทา
ใหเ้ กดิ อนั ตรายได้ การติดตัง้ สายดินจะทาใหก้ ระแสไฟฟา้ น้นั ไหลลงดนิ แทน
78
หลกั อาชวี อนามยั และความปลอดภยั 20001-10001
อนั ตรายจากไฟฟา้
สถานทีอ่ บั อากาศ
สถานทอ่ี บั อากาศ หมายถงึ สถานที่ ที่มที างเขา้ ออกจากัด มกี ารระบายอากาศตามธรรมชาตไิ ม่เพียง
พอท่ีจะทาให้อากาศภายในอยู่ในสภาพถูกสุขลักษณะ และปลอดภัย เชน่ อุโมงค์ ถา้ บ่อ หลมุ หอ้ งใตด้ ิน เป็น
ตน้ สถานทอ่ี ับอากาศท่ีสง่ ผลอันตรายต่อคนงาน มีดังนี้
1. มีออกซเิ จนต่ากวา่ รอ้ ยละ 19.5 หรอื มากกว่า 23.5 โดยปรมิ าตร
2. มกี า๊ ซ ไอ ละอองที่ติดไฟหรือระเบดิ ได้ ซึ่งมีคา่ ความเข้มขน้ ข้ันตา่ ของสารเคมแี ต่ละชนิดใน
อากาศทีอ่ าจติดไฟหรือระเบิดได้
3. มีฝ่นุ ทต่ี ิดไฟหรือระเบิดได้ ซึง่ มีค่าความเขม้ ขน้ เทา่ กนั หรอื มากกว่าความเขน้ ขน้ ข้ันต่าของ
สารเคมแี ตล่ ะชนิดในอากาศทีอ่ าจติดไฟหรือระเบดิ ได้
4. มคี า่ ความเขม้ ข้นของสารเคมีแตล่ ะชนดิ เกนิ มาตรฐานตามที่กระทรวงกาหนดสถานที่อบั อากาศ
สถานทอี่ ับอากาศ
79
หลักอาชวี อนามัยและความปลอดภัย20001-10001
การป้องกันและควบคุมพิษสภาพแวดล้อมในการทางานด้านกายภาพ มีดังนี้
1. การควบคุมและป้องกันอันตรายจากความร้อน หลกั ในการควบคุมและปอ้ งกนั อันตรายในท่ี
ทางานท่ตี ้องสมั ผสั กบั ความรอ้ นมี 2 ประการ ได้แก่ การควบคุมและป้องกันที่จุดกาเนิด และการควบคมุ
และป้องกนั ท่ผี ปู้ ฏิบตั งิ าน ตามรายละเอยี ดดังนี้
-การควบคมุ และปอ้ งกันท่ีจุดต้นกาเนิดของความร้อน เน้นหลักการความพยายามลดปริมาณความ
รอ้ นจากจดุ ต้นกาเนดิ ให้มากทสี่ ุด ได้แก่
-การใชฉ้ นวน หุม้ แหล่งกระจายความรอ้ น เช่น แทง็ ก์นา้ ร้อน หม้อไอน้า ท่อน้าร้อนซ่ึงเปน็ การลด
การแผ่รงั สแี ละการพาความร้อนได้
-การใช้ฉากปอ้ งกันรงั สี เป็นวิธีที่ง่ายและปลอดภัยท่ีสดุ โดยการนาฉากอะลมู เิ นียม
มากน้ั ระหว่างจุดกาเนิดความร้อนและคนงาน
-การใช้ระบบระบายอากาศธรรมชาติ อากาศรอ้ นมลี กั ษณะเบาและลอยตัวสูงข้นึ
ดังน้ันจงึ ควรเปิดสถานทีท่ างานใหโ้ ล่งเพอื่ ให้ลมเย็นพดั เข้ามาแทนท่ี โดยให้ทศิ ทาง
ของลมพดั เข้าสตู่ วั คนงานก่อนจะถงึ แหล่งกาเนดิ ความร้อน
-การระบายอากาศเฉพาะกรณีทม่ี ีปัญหาเก่ยี วกบั การนาพาความร้อน หากอากาศท่ีรอ้ นถกู พดั พามาสู่
คนงานมากเกนิ ไปแกไ้ ขโดยการออกแบบระบบดูดอากาศเฉพาะบรเิ วณน้ันออกไปแล้วนาอากาศที่เย็น และ
เป็นอากาศที่บริสทุ ธิเ์ ข้ามาแทนท่ี
* การควบคมุ และป้องกนั ทผ่ี ู้ปฏบิ ตั ิงาน หากการควบคมุ และป้องกนั ที่จดุ กาเนิดความร้อนกระทาได้
ยากจึงหันมาควบคุมและป้องกนั ท่ีผปู้ ฏบิ ัติงาน ดังน้ี
-พิจารณาเลอื กคนงานที่มคี ุณสมบัตเิ หมาะสมกบั การทางานทใ่ี นสถานทท่ี ม่ี อี ากาศร้อน
ตรวจสุขภาพคนงานก่อนเขา้ ทางาน และตอ้ งมีการตรวจสุขภาพเป็นระยะด้วย
-กาหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการทางาน เชน่ ช่วั โมงการทางานอย่างเหมาะสมกับความหนกั
เบาของงาน ระดบั ความร้อนทีไ่ ด้รับซ่งึ แตล่ ะคนมีความแตกตา่ งกนั เป็นต้น
-ใชเ้ ครื่องปอ้ งกนั อันตรายส่วนบุคคล เชน่ เสือ้ ถุงมือ หมวก แวน่ ตา ชดุ คลมุ พเิ ศษเป็นต้น
- จดั สวสั ดิการที่จาเป็นสาหรับคนงาน เชน่ ห้องอาบน้า น้าดม่ื ทีม่ ผี งเกลือแร่ เปน็ ต้นการควบคมุ และ
ป้องกนั อันตรายจากแสง การควบคุมและปอ้ งกนั อันตรายจากแสงควรเริ่มต้น
2.จากการสารวจสภาพการทางานและสภาพแวดล้อมตรวจดูประเภทของรงั สปี ริมาณรังสีการแผ่
รงั สเี สียก่อนแลว้ จึงดาเนินการควบคุมอยา่ งเหมาะสม ดงั น้ี
80
หลักอาชวี อนามยั และความปลอดภยั 20001-10001
- ควบคมุ ท่จี ดุ กาเนดิ โดยพิจารณาปรมิ าณรงั สที ่ีแผ่กระจายออกมา หากมกี ารรว่ั ไหลถึงจุดอันตราย
จะต้องควบคุมท่ีจดุ นั้น นอกจากนี้อาจมีการปิดกน้ั หรือสร้างหอ้ งพเิ ศษ แยกผูป้ ฏิบตั งิ านใหห้ า่ งจากจดุ กาเนดิ
แสง
- ก้ันการสะท้อนของแสง เช่น ใช้แผน่ อะลมู ิเนียมบางๆ เป็นฉากกนั้ การแผ่รงั สี และฉากนสี้ ามารถ
เลื่อนไปมาได้
- เลอื กใชแ้ ว่นตากันแสงและกันรังสีได้ เน่ืองจากรังสมี ีผลกระทบตอ่ นัยน์ตาโดยตรง
-ใชเ้ คร่ืองปอ้ งกนั อนั ตรายส่วนบคุ คล เช่น เสอ้ื ผ้า หมวก แว่นตา ถงุ มือ และรองเทา้ ให้เหมาะสม
-มีการตรวจสายตาและสมรรถภาพการมองเห็นเป็นระยะ เชน่ ปลี ะ 1-2 ครงั้ ครงั้ เป็นตน้ โดยเฉพาะ
สาหรับผู้ท่ีปฏบิ ตั งิ านเกย่ี วกบั แสงและเคล่ือนวิทยุ พร้อมทั้งมีการจดบันทกึ ข้อมูลเกี่ยวกบั สุขภาพอยา่ งจรงิ จงั
เพ่อื นาข้อมลู ไปใชป้ ระโยชน์ในการตรวจครง้ั ต่อไป
-ควบคุมส่ิงแวดล้อมและการบริหารงาน สถานทที่ างานท่ีมกี ารใช้รงั สหี รือคลื่นวิทยุ ควรมกี าร
ตรวจสอบสภาพส่ิงแวดลอ้ มและเฝ้าคุมเป็นประจา โดยเจ้าหน้าท่ีความปลอดภัยควรตรวจสอบบริเวณที่เสย่ี ง
อนั ตรายมากทส่ี ดุ และกาหนดชว่ั โมงการทางานและกาหนดวธิ กี ารบริหารด้านความปลอดภยั ด้วย
-การให้ความรู้ด้านความปลอดภยั ในการทางานกับผู้ปฏิบัตงิ าน โดยเชิญวทิ ยากรมาบรรยายพิเศษ
หรอื จัดนิทรรศการเพื่อใหผ้ ูป้ ฏิบัติงานมีความรู้ความเข้าใจ และตระหนักถงึ อันตรายท่ีเกดิ ขึ้นจากการ
ปฏบิ ัตงิ าน และทราบแนวทางในการควบคุมและป้องกันตนเองท่ีจะได้รบั อันตรายจากแสง
3.การควบคุมและปอ้ งกนั อันตรายจากเสยี ง กระทาไดด้ ังนี้
-การควบคมุ ทีแ่ หล่งกาเนิตเสยี ง โดยการปรบั ปรงุ เปลีย่ นแปลงและบารงุ รักษาเคร่ืองจักร เครอ่ื งมือ
ที่เป็นแหลง่ กาเนิดของเสยี ง เชน่ การขันนอตหรือสกรูให้แน่น การจดั หาวัสดุพิเศษรองเครื่องจกั รเพ่ือให้เกิด
การทระทบกนั น้อยทสี่ ดุ การเปลีย่ นเคร่ืองจักรใหม่แทนเครื่องจักรเก่าทท่ี าให้เกิดเสียง การบารงุ รักษา
เคร่ืองจักรให้มีสภาพดีอยู่เสมอ เปน็ ตน้
-การควบคุมทางผา่ นของเสียง โดยใช้วสั ดกุ ้นั ระหว่างแหล่งเสยี งใหม้ ากทส่ี ุด หรือใช้วัสดุดดู ซับ
เสยี ง บุผนงั เพอ่ื ป้องกันการสะท้อนของเสียง หรือใหม้ หี ้องพักพเิ ศษก้ันแยกเฉพาะสาหรบั คนงานที่ต้อง
ปฏิบัติงาน
81
หลักอาชวี อนามัยและความปลอดภยั 20001-10001
- การควบคมุ ป้องกันท่ีตวั พนักงาน โดยให้พนกั งานใช้อปุ กรณ์ป้องกนั อันตรายส่วนบคุ คล เช่น
ปลักอดุ หู หรอื ท่ีครอบหู เพ่ือป้องกันเสยี งเขา้ ไปทาลายอวัยวะในหูการตรวจสมรรถภาพทางการไดย้ นิ ของ
พนักงานทท่ี างานเกีย่ วข้องกับเสียงดังอย่างเหมาะสม ทง้ั ก่อนและหลงั การทางานเพื่อเปรยี บเทียบภาวะการ
เปลีย่ นแปลงเก่ยี วกับการได้ยนิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ
4. การควบคมุ และป้องกันอันตรายจากการสัน่ สะเทอื น มดี ังนี้
4G ควบคมุ แหล่งกาเนิดเสยี ง สามารถกระทาได้โดยใชว้ สั ดุหรือเทคนคิ ในการออกแบบท่ีเหมาะสม
มกี ารป้องกนั ไมใ่ หม้ กี ารสั่นสะเทือนทส่ี ่งผา่ นมาทางพ้ืนท่ยี ืนทางาน การใชว้ สั ดุปอ้ งกนั การสนั่ สะเทือนรอง
ไวใ้ ตเ้ ครื่องจกั ร การใชว้ ัสดุป้องกนั และดดู ซับการส่ันสะเทือน และทสี่ าคญั จะต้องมกี ารดแู ลและบารงุ รกั ษา
เครื่องจกั รอยา่ งสม่าเสมอ
-การป้องกันที่ตวั บคุ คล โดยการใหพ้ นกั งานใชถ้ ุงมอื และรองเทา้ ชนิดพเิ ศษท่ีสามารถป้องกัน
ผลกระทบทเ่ี กดิ จากการส่นั สะเทือนได้ดี ท่ีนงั่ ของพนักงานควรบุด้วยวัสดทุ ่ปี ้องกนั การส่ันสะเทือน และมี
การตรวจการทางานของคนงานท่ีเกี่ยวข้องกบั การสน่ั สะเทือนอยา่ งใกลช้ ิด
-การจากดั ระยะเวลาทางาน เชน่ จดั ใหม้ กี ารพักการทางานทุก 2 ชว่ั โมง ไมท่ างานทใ่ี ชเ้ คร่ือง
สน่ั สะเทือนเกนิ กว่า 2-4 ชวั่ โมงต่อวัน
5.การควบคมุ และปอ้ งกนั อันตรายจากไฟฟ้า มดี ังน้ี
-เรยี นรูท้ ฤษฎที างไฟฟ้า ซึง่ การมีความรู้เกี่ยวกบั การทางานและอันตรายของไฟฟ้าจะช่วยลด
อุบัติเหตจุ ากไฟฟา้ ได้ อีกทง้ั การมคี วามรู้เกยี่ วกบั ไฟฟา้ จะทาใหพ้ นักงานเกิดความระมัดระวังในการใช้
เครื่องมอื และอุปกรณไ์ ฟฟา้ มากขน้ึ
-เลือกใช้อปุ กรณท์ ่ไี ฟฟา้ ไดม้ าตรฐาน เพราะอุปกรณไ์ ฟฟา้ ท่ไี ม่ไดม้ าตรฐานต่อชีวติ และทรพั ย์สินที่
จะเกดิ ขึ้นต่อไปก่อให้เกดิ อันตรายทงั้ จากไฟฟา้ รว่ั และไฟฟา้ ขอร์ต อนั เปน็ สาเหตขุ องความเสยี หาย
-ติดตัง้ อุปกรณไ์ ฟฟา้ ตามหลักความปลอดภยั และกฎเกณฑข์ องการติดตั้ง เช่นการใช้ขนาดสายไฟ
รวมทงั้ สวติ ข์และอุปกรณท์ ่ีได้มาตรฐาน อปุ กรณ์ไฟฟ้าท่ีต้องสัมผสั ดว้ ยมอื โดยตรง หรือต้องสมั ผัสด้วย
อวัยวะบางส่วนของร่างกาย จะตอ้ งตอ่ เปลือกนอกของอปุ กรณไ์ ฟฟา้ ลงดิน เปน็ ต้น
-ควรซอ่ มบารงุ และตรวจสภาพอปุ กรณ์ไฟฟา้ อยา่ งสม่าเสมอ โดยผ้มู คี วามรแู้ ละความชานาญ
โดยเฉพาะการตรวจสอบสภาพการลงดนิ และสายดิน
-ควรใช้ปา้ ยเตือน บริเวณทจ่ี ะเกดิ อนั ตราย หรอื หา้ มเขา้ ไปในเขตทเ่ี ส่ยี งต่อการเกดิ เหตุ โดยป้าย
จะตอ้ งได้รับการออกแบบให้สามารถมองเหน็ ได้ชัดเจน
82
หลกั อาชวี อนามัยและความปลอดภัย20001-10001
- ควรใชเ้ ครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้าอยา่ งถกู วิธี อุบัตเิ หตุสว่ นใหญ่เกิดจากการใชอ้ ุปกรณ์ไฟฟ้าทไี่ ม่
ถูกวธิ ีจึงตอ้ งควรระมดั ระวงั ในการใชม้ ีการอ่านคู่มอื หรือข้อห้ามในการใช้อปุ กรณ์น้นั ๆ
-ปฏบิ ตั ติ ามมาตรฐานทางไฟฟา้ ซง่ึ สามารถศึกษาไดจ้ ากคมู่ อื การปฏิบัตงิ านสาหรับพนักงานของ
การไฟฟา้ ฝา่ ยผลิตแหง่ ประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวงการไฟฟา้ สว่ นภมู ิภาคมาตรฐานของสานักงาน
มาตรฐานผลติ ภัณฑ์อุตสาหกรรมกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นตน้
6. การควบคุมและปอ้ งกนั อันตรายจากสถานที่อบั อากาศ แบ่งออกเป็น 3 สว่ น คอื
6.1 มาตรการความปลอดภยั ทต่ี อ้ งถอื ปฏิบัติในการเขา้ สูท่ ่ีอับอากาศ มีดงั น้ี
-ต้องทาความสะอาดท่อี ับอากาศ เพื่อขจัดสารพษิ ที่ตกค้าง
-จดั ใหม้ กี ารตรวจความเขม้ ข้นของก๊าซ หรือไอระเหยในอากาศในทีอ่ ับอากาศ รวมถึงตรวจความ
เข้มข้นของออกซเิ จนด้วย
-ป่าอากาศเข้าไปในท่ีอบั อากาศ เพ่ือไล่ปรมิ าณสารพิษ และทาใหส้ ารพษิ เจือจางลงถึงในระดบั ทไ่ี ม่
เปน็ อันตรายต่อสขุ ภาพ
-ปดิ และใส่กญุ แจวาล์ว และสวิตชท์ กุ ตวั ทีเ่ กย่ี วข้องกับที่อบั อากาศเพ่ือป้องกันการเกิดอุบัตเิ หตจุ าก
การเปิดวาล์ว และสวติ ซโ์ ดยรเู้ ท่าไมถ่ งึ การณ์ของผูไ้ ม่เก่ยี วขอ้ ง
-เตรยี มอุปกรณช์ ่วยหายใจให้พรอ้ มสาหรับใช้ในยามจาเป็น โดยควรเป็นประเภทท่มี อี ากาศหรือ
ออกซิเจนจ่ายใหแ้ ก่ผ้ใู ชท้ างทอ่ หรือถังบรรจุก๊าซหากเกิดเหตุขน้ึ จะไดส้ ามารถนามาใชไ้ ดท้ ันที
-จัดอุปกรณป์ ้องกนั อันตรายทจ่ี าเป็นไวใ้ หผ้ ปู้ ฏิบตั ิงาน
6.2 มาตรการความปลอดภัยในขณะที่อยใู่ นทอี่ ับอากาศ มีดังนี้
-ควรจดั ให้มกี ารระบายอากาศอย่างตอ่ เนื่องขณะทท่ี างานในท่อี บั อากาศและมีการปล่อยสารพษิ
ออกมาอยา่ งตอ่ เน่ือง เช่น ขณะท่ีมกี ารเชื่อม หรือตดั ด้วยก๊าซ
-ให้มีสายนิรภัยหรอื เชือกสัญญาณต่อจากตัวผู้ทที่ างานในที่อับอากาศออกมายังผู้เฝ้า หรือผูค้ ุมดา้ น
นอก เม่ือเกดิ เหตุฉกุ เฉนิ จะไดช้ ว่ ยเหลือไดท้ ันเวลา
-จัดใหม้ ีระบบส่อื สารระหวา่ งบคุ คลภายในกบั ภายนอก เช่นใหม้ รี ะบบเสยี งดังอยา่ งตอ่ เน่ือง หาก
เสียงขาดหายไปแสดงวา่ มีอันตรายเกิดขน้ึ
-หากในสถานที่อับอากาศนั้นมีไอสารติดไฟได้ จะต้องป้องกนั การระเบดิ โดยใชเ้ คร่ืองมืออปุ กรณ์ที่
สามารถป้องกันประกายไฟ และปอ้ งกนั ระเบิดได้
83
หลักอาชวี อนามัยและความปลอดภัย20001-10001
-เครื่องมอื อุปกรณ์ไฟฟา้ ท่ีใช้ในทอ่ี บั อากาศ เช่น โคมไฟ หม้อนา้ ถังต่างๆเป็นต้น จะตอ้ งไม่ใช้
อปุ กรณ์ทม่ี แี รงดันสงู ๆ เพือ่ ปอ้ งกันการเกิดประกายไฟ
6.3 มาตรการความปลอดภยั ในการเตรียมรับเหตุฉุกเฉิน มีดงั นี้
-ขณะที่มีคนเขา้ ไปในท่ีอับอากาศ ตอ้ งมีผ้เู ฝ้าอยูด่ ้านนอก อย่างน้อย 2 คนโดยผู้ท่ีอย่ดู า้ นนอกน้ี
จะต้องผ่านการอบรมการก้ภู ัย และการปฐมพยาบาลเบอื้ งต้นมาแล้ว
-เตรยี มเคร่อื งชว่ ยหายใจ ชนิดที่สามารถจา่ ยทางอากาศทางท่อหรือทางถังก๊าซไว้ให้พร้อม สาหรับ
ใช้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉนิ
-ผู้กูภ้ ัยท่อี ยู่ดา้ นนอกต้องคอยสังเกต หากพบวา่ ผูท้ ี่เข้าไปทางานด้านในมคี วามผิดปกติ จะตอ้ งรีบนา
ออกมาทันที
-หากเกิดเหตุขึ้น และไดม้ กี ารช่วยผู้ประสบเหตอุ อกมาแล้ว จะตอ้ งตรวดูเส้อื ผ้าของผู้ป่วยดว้ ยวา่
เปอ้ื นสารพิษหรือไม่ หากมีต้องรบี ถอดออกแล้วปฐมพยาบาลทันที
-เมื่อปฐมพยาบาลเบือ้ งต้นแล้ว หากเหน็ วา่ ตอ้ งพบแพทย์ ต้องรบี นาส่งทนั ที
มลพิษจากสภาพแวดล้อมดา้ นเคมี
ผทู้ ่ีทางานเกีย่ วข้องท้ังในภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรมต้องคลุกคลอี ยูก่ บั สารเคมี แตเ่ ป็น
สารเคมีท่ีแตกต่างกันออกไป ทัง้ ชนดิ ปรมิ าณ และอนั ตรายของสารเคมีเหลา่ นัน้ สารเคมแี ตล่ ะชนิดเกิด
อันตรายต่อคนงานที่ใช้แตกต่างกนั ออกไป บางประเภททาให้ไดร้ บั บาดเจบ็ และเจ็บป่วย นอกจากน้ียงั มี
สารเคมีบางประเภทที่ยงั ไมท่ ราบถงึ พษิ ภยั อย่างแน่ชดั แต่อาจเป็นไปไดว้ า่ เม่ือสารเคมีเหลา่ น้ันอยู่ในภาวะ
หนึ่ง อาจทาใหเ้ กิดปฏิกิริยาขึ้นกลายเป็นของเหลวไวไฟ หรอื ก๊าซอนั ตรายได้ สภาพแวดล้อมทางเคมี มดี ังนี้
ฝนุ่ (Dust)
เป็นสารเคมที ี่เปน็ อนภุ าคของแขง็ ทมี่ ขี นาดเลก็ เกดิ จากการท่ีของแข็งถูกบด ทบุ กระแทก ระเบิด
เป็นต้น เมื่อพิจารณาตามขนาดของฝุ่น สามารถแยกออกเป็น 2 ชนิด ไดแ้ ก่
-ฝุน่ ที่สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้ เปน็ ฝุ่นขนาดเลก็ กว่า 10 ไมครอนจงึ สามารถ
ปะปนกับอากาศที่หายใจเขา้ สรู่ ะบบทางเดินหายใจของร่างกายได้
-ฝุ่นทไ่ี มส่ ามารถเข้าสู่ระบบทางเดนิ หายใจได้เปน็ ฝุ่นท่มี ีอนภุ าคโตกว่า 10 ไมครอนซงึ่ มี
ขนาดใหญ่ จงึ ไมส่ ามารถเขา้ สรู่ ะบบรา่ งกายไดเ้ น่ืองจากถูกระบบปอ้ งกนั ของรา่ งกาย ได้แก่ ขนจมกู
ป้องกันไว้ จงึ อนั ตรายน้อยกว่าฝุน่ ประเภทแรก
84
หลักอาชีวอนามยั และความปลอดภัย20001-10001
ฟูม (Fume)
เปน็ ของแขง็ ที่เกิดจากการควบแนน่ ของไอโลหะ เมื่อโลหะไดร้ ับความร้อนจนหลอมเหลว เช่น ฟมู
ของตะก่ัว ฟูมของเหลก็ ฟมู ของสังกะสี เปน็ ต้น ฟูมมขี นาดเล็กกว่า 1.0 ไมครอน จงึ สามารถเล็ดลอดผา่ น
ระบบปอ้ งกนั อนั ตรายของระบบทางเดินหายใจเข้าไปถงึ ปอดได้
ละออง (Mist)
เปน็ อนุภาคของเหลวทแ่ี ขวนลอยอยใู่ นอากาศ เกิดจากการท่ขี องเหลวทไ่ี ด้รบั การแรงกดดันจนเกดิ
หรือบางคร้ังละอองเกดิ จากการควบแน่นของไอ หรอื ของกา๊ ซ เชน่ ละอองที่เกิดจากไอของกรดกามะถันเป็น
ต้น
ไอสาร (Vapor)
เป็นภาวะท่ีเป็นกา๊ ซของสารทเี่ ป็นของเหลวหรอื ของแขง็ ทอี่ ุณหภูมิและความดันปกติ เช่น ไอสาร
ของลกู เหมน็ เบนซิน เป็นต้น ไอสารเหล่าน้ีจะเปลย่ี นรูปกลบั เปน็ ของเหลวหรือของแข็งตามสภาวะเดมิ ได้
โดยการเพ่มิ ความกดดันหรืออณุ หภมู ิลดลง
กา๊ ซ (Gas)
ไมม่ ีรูปรา่ งท่แี น่นอนขึน้ อยู่กบั ภาชนะทใ่ี ชบ้ รรจสุ ามารถเปล่ยี นเป็นของเหลวหรือของแขง็ ได้โดย
การเปลี่ยนอณุ หภูมิ หรือเปลีย่ นตามความกดดัน เชน่ ก๊าซหงุ ต้มตามบา้ นเรือนเมอ่ื บรรจลุ งถงั ท่ีมคี วามกดดนั
สงู จะกลายเป็นของเหลว และเม่ือปล่อยของเหลวน้นั สู่บรรยากาศจะกลายเป็นก๊าซ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์
ออกซเิ จน คลอรนี ไฮโดรเจนซลั ไฟด์ ซลั เฟอรไ์ ดออกไซด์ เปน็ ต้น
ควัน (Smoke)
เป็นอนุภาคเล็กละเอียดทลี่ อยอย่ใู นอากาศ ขนาดเล็กกวา่ 1 ไมครอน เกดิ จากการเผาไหม้ทีไ่ ม่
สมบูรณข์ องวัตถทุ ม่ี ีธาตคุ าร์บอนเป็นส่วนประกอบ เชน่ ถา่ นหนิ และนา้ มัน เป็นตน้
มลพิษดา้ นเคมี สามารถเข้าส่รู า่ งกายได้ 3 ทาง ได้แก่
โดยการหายใจ เป็นผู้ปฏิบัตงิ านในโรงงานอตุ สาหกรรมจะไดร้ ับมลพษิ ทางการหายใจเป็นส่วนใหญ่
เมือ่ สารเคมีเข้าสู่รา่ งกายโดยการหายใจแล้วจะถูกละลายเปน็ ของเหลวและดูดซึมเขา้ กระแสเลอื ด ขณะท่ี
สารเคมีบางชนดิ จะไม่ละลายและถูกดดู ซมึ จงึ ตกคา้ งอย่ใู นปอด ก่อใหเ้ กดิ การระคายเคือง สาเหตทุ ี่ร่างกาย
85
หลกั อาชวี อนามัยและความปลอดภัย20001-10001
รบั สารเคมที างการหายใจมากทสี่ ุดเนื่องจากลักษณะตา่ งๆ ของสารเคมสี ว่ นใหญ่เอ้ืออานวยให้เขา้ ทางการ
หายใจมากทีส่ ดุ
โดยการกิน เปน็ วิธกี ารเขา้ รา่ งกายท่ีเกิดขนึ้ น้อยมาก นอกจากจะเปน็ การจงใจกินเขา้ ไปการมสี ุข
วิทยาสว่ นบคุ คลไมด่ ี เชน่ กินอาหารหรือสูบบหุ ร่ีขณะปฏิบัติงาน หรือไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ทา
ให้สารเคมีเข้าสู่ร่างกายไดเ้ ช่นกนั เมอื่ สารเคมีเข้าสู่รา่ งกายโดยการกิน จะถกู ดูดซึมจากระบบทางเดนิ อาหาร
เขา้ ส่กู ระแสเลือดแลว้ นาไปทต่ี ับ เพอ่ื ทาลายและเปล่ียนแปลงสภาพเปน็ สารทไ่ี มเ่ ป็นพษิ แล้วเคล่อื นย้ายไป
ยงั ไต และขบั ออกทางปสั สาวะ สาหรบั สารเคมีท่ไี มด่ ูดซมึ กจ็ ะถกู ขับออกจากรา่ งกายทางอจุ จาระ
การดดู ซมึ การกระจาย และการขจัดสารเคมใี นรา่ งกาย สารเคมีที่เข้าสรู่ า่ งกายโดยการหายใจ และ
โดยการกิน เม่อื เขา้ ไปแล้วจะดูดซึมผา่ นอวยั วะตา่ งๆ และถกู ดดู ซมึ เข้าสกู่ ระแสเลอื ดในท่ีสุด
จะเห็นไดว้ ่าสารเคมีจะเขา้ สู่ร่างกายโดยวิธีใดก็ตาม แต่ก็จะเขา้ สกู่ ระแสเลอื ดในท่สี ดุ กระแสเลอื ด
เปน็ ระบบทห่ี มุนเวียนอยูท่ ว่ั รา่ งกาย เมอ่ื เลือดหมุนเวียนไปสารเคมที อี่ ยู่ในเลอื ดกห็ มุนเวยี นไปด้วยเช่นกัน
สารเคมบี างชนิดเขา้ ไปสะสมอยู่ในไต บางชนิดเขา้ ไปสะสมในกระดกู บางชนดิ เขา้ ไปสะสมในไขมนั
การสะสมระยะแรกอาจยงั ไมอ่ อกฤทธิใ์ ดๆ เม่ือสภาวะเอื้ออานวยสารเคมีเหลา่ น้ันจะสามารถเกิดพษิ ตอ่
ร่างกายไดท้ นั ที
การป้องกันและควบคุมมลพษิ สภาพแวดลอ้ มในการทางานดา้ นเคมี มดี งั นี้
1. แยกบริเวณทใ่ี ช้สารเคมีไว้ในที่เฉพาะ ไม่ใหป้ ะปนกบั บริเวณอ่นื
2. อบรมให้ความรกู้ บั คนงานเก่ยี วกบั อนั ตรายจากสารพิษ และวิธกี ารปฏบิ ัติตนเมื่อได้รับ
สารพิษ
3. จดั หาเคร่ืองป้องกันอุปกรณส์ ว่ นบุคคลทเ่ี หมาะสม เชน่ เสื้อผา้ ถุงมือ เคร่ืองชว่ ยหายใจ
ชุดป้องกันการทางาน เปน็ ต้น
4. เก็บน้าดม่ื และแกว้ น้าอย่างมิดชดิ เพอื่ ป้องกนั สารพิษเขา้ ไปปะปน
5. ห้ามทานอาหารหรอื สูบบุหร่ีในสถานท่ีทางาน
6. แนะนาให้ผปู้ ฏิบัติงานรกั ษาความสะอาดของร่างกายหลงั การปฏิบตั ิงาน โดยจะต้อง
อาบน้าทุกครงั้ หลงั ปฏิบตั ิงาน และกอ่ นทานอาหารจะตอ้ งลา้ งมอื ทกุ ครั้ง
86
หลกั อาชวี อนามยั และความปลอดภยั 20001-10001
7. รกั ษาความสะอาดของสถานที่ทางาน เพ่อื เป็นการปอ้ งกันการสะสมของสารเคมี และ
ควรมีการติดตัง้ ระบบระบายอากาศทัว่ ไป เชน่ การใชพ้ ดั ลมเป่าหรอื ตูดอากาศออกจากบรเิ วณท่ีเปน็
อันตราย
8. ใชส้ ารเคมีท่ีมีพิษน้อยกว่าทดแทนสารที่มีพษิ มากกว่า
มลพิษจากสภาพแวดล้อมด้านการยศาสตร์
สภาพแวดล้อมทางการยศาสตร์ เป็นสภาพแวดล้อมในการทางานทจี่ ะต้องมกี ารจัดให้มี
ความสัมพันธก์ นั อยา่ งเหมาะสมกับพนกั งาน ดังน้ันการจดั สภาพแวดล้อมการทางานตามหลกั ยศาสตรจ์ งึ
เป็นการจัดงานให้เหมาะสมกบั คน โดยเหน็ ความสาคัญของคนทางาน และพยายามออกแบบสร้างเครอ่ื งมือ
อปุ กรณ์ จัดระบบงานให้เหมาะสม สอดคลอ้ งกบั ความสามารถ สมรรถนะของแตล่ ะบุคคล เมือ่ ต้องทางาน
ในสภาพแวดลอ้ มด้านการยศาสตร์ไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดผลตอ่ ผปู้ ฏิบตั งิ านดังน้ี
1.ดวงตาเกิดอาการเมอ่ื ยลา้ เนือ่ งจากการจัดแสงสว่างไมเ่ พียงพอหรอื มีแสงจา้ เกนิ ไป
2.เกิดปัญหาด้านการไหลเวียนของโลหิต เนอ่ื งจากเกา้ อ้ี หรอื การออกแบบทน่ี ่งั ไม่เหมาะสมทาให้
เกิดแรงกดท่ดี า้ นหลังของต้นขา
3.เกดิ การบาดเจบ็ บรเิ วณกล้ามเนื้อ หรือส่วนตา่ งๆ ของร่างกาย
4.เกดิ อุบัตเิ หตุ หรือบาดเจบ็ ท่ีเกดิ จากการวางเคร่ืองมอื อุปกรณ์การทางานท่ไี ม่เหมาะสม
การป้องกนั และควบคุมมลพิษสภาพแวดล้อมในการทางานด้านการยศาสตรส์ ามารถทาได้ 3 แนวทาง ดังนี้
1. ป้องกันและควบคุมที่แหล่งกาเนดิ เป็นควบคุมทแ่ี หลง่ กาเนิดของสง่ิ ที่จะก่อใหเ้ กิดอันตรายแก่
ผปู้ ฏบิ ัติงาน ได้แก่
-การใช้สารเคมีท่ีเป็นอันตรายหรือเป็นพิษต่อผูป้ ฏบิ ัติงานใหน้ อ้ ยลง
-ออกแบบกระบวนการผลติ ให้มีอันตรายน้อยท่ีสดุ
-แยกกระบวนการผลิตที่เปน็ อันตรายหรือเป็นพิษออกจากสถานที่ทมี่ ีผ้ปู ฏิบตั ิงานจานวน
มาก
-มกี ารระบายอากาศตรงจุดที่มสี ารพษิ เขา้ ไป
-ปดิ คลุมกระบวนการที่เปน็ พิษหรอื อันตราย ไม่ใหม้ กี ารแพรก่ ระจายพษิ ออกสู่ภายนอกได้
87
หลักอาชวี อนามยั และความปลอดภยั 20001-10001
-กาจัดฝุน่ ละอองโดยใชร้ ะบบเปยี กข้ึน
-บารงุ รกั ษาเคร่ืองจักรให้มีสภาพท่ดี อี ยูเ่ สมอ
2.ปอ้ งกันและควบคุมทางผา่ นของอันตราย ดว้ ยการตรวจสอบสภาพแวดลอ้ มขณะทางาน
ระมดั ระวังให้เกิดมลพษิ น้อยทสี่ ดุ ไดแ้ ก่
-การเกบ็ รกั ษา จัดระเบยี บ และทาความสะอาดสถานทอี่ ยเู่ สมอ
-มีการระบายอากาศทว่ั ไป
-ตรวจสอบสภาพแวดล้อมในการทางานในเวลาทเ่ี หมาะสม หรือมกี ารติดต้งั สัญญาณเตือน
ภยั
-เพม่ิ ระยะทางระหว่างแหลง่ อนั ตรายกบั ผปู้ ฏิบตั ิงานให้ห่างมากขน้ึ
3.ป้องกันและควบคุมทีต่ ัวผู้ปฏิบัติงาน มีดงั น้ี
-อบรมให้ความรู้เกย่ี วกับสขุ ภาพอนามยั และความปลอดภัยในการทางาน
-ติดตั้งสญั ญาณอนั ตรายท่ตี ัวผู้ปฏบิ ัตงิ านให้ผปู้ ฏิบตั ิงานใชเ้ ครื่องปอ้ งกนั อนั ตรายส่วน
บคุ คล
-ตรวจสุขภาพผู้ปฏบิ ตั งิ านท้งั กอ่ นและหลังการปฏบิ ตั ิงานเปน็ ระยะๆแยกผปู้ ฏบิ ัติงานให้
ห่างจากส่วนงานทเ่ี สี่ยงอันตราย
-หมุนเวียนผปู้ ฏิบัตงิ านในส่วนงานที่เส่ียงอนั ตราย
ที่จะตอ้ งกระทาควบคกู่ บั การควบคุมและป้องกนั มลพษิ ดา้ นอื่นๆ อีก 3 ด้านท่ีกล่าวมาแลว้
ส่วนรายละเอยี ดของการจัดสภาพแวดลอ้ มตามหลักการยศาสตร์ หรอื การจดั งานให้เหมาะสมกบั คน
จะกล่าวรายละเอียดการปอ้ งกันและควบคมุ มลพษิ สภาพแวดล้อมในการทางานด้านการยศาสตรน์ ้ี
เป็นเพยี งสว่ นหน่งึ อีกครงั้ หนึ่งในหนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 5
แบบประเมินผลกครเรียนรูห้ นว่ ยที่4
ตอนท่ี 1 จงเลอื กคาตอบทีถ่ ูกต้องทสี่ ุดเพียงข้อเดยี ว
1.ขอ้ ใดไม่เปน็ สภาพแวดลอ้ มในการทางาน
ก. เพอ่ื นร่วมงาน ข.แสงสว่างท่ใี ชใ้ นการทางาน
ค. สนามหญ้าหน้าอาคาร ง.คา่ ตอบแทนจากการทางาน
2. บคุ คลใดอยู่ในสภาพแวดล้อมการทางานทไ่ี ม่ดี
88
หลกั อาชีวอนามัยและความปลอดภยั 20001-10001
ก.นารีมเี พื่อนรว่ มงานทีช่ ่วยกันทางานเป็นอยา่ งดี
ข. วณี ามีโตะ๊ ทางานทน่ี ง่ั สบาย แสงสวา่ งเพียงพอ
ค. ชาลีรักในงานท่ตี วั เองทา
ง. ชงิ ชยั มักถูกหวั หน้างานจับผิดอยู่เสมอ
3.ข้อใดเปน็ สภาพแวดล้อมด้านชีวภาพ
ก. เชื้อโรคและฝุ่นละออง ข. พื้นห้องทางาน
ค. แสงสว่างภายในห้องทางาน ง.ปา้ ยเตือนเก่ียวกับความปลอดภัย
4. ขอ้ ใดเป็นผลมลพิษจากสภาพแวดล้อมดา้ นชีวภาพ
ก. พนักงานเกิดตาอกั เสบเนื่องจากทางานในทีท่ แ่ี สงสว่างไมเ่ พียงพอ
ข. ชาวนาถูกงูกดั
ค. คนงานถกู ไฟฟา้ ดูด
ง. คนงานประสาทหูเส่ือมเน่ืองจากสถานทที่ างานมีเสยี งดังเกินไป
5. ขอ้ ใดเป็นการป้องกันตนเองจากมลพิษด้านชวี ภาพ
ก. พักผ่อนใหเ้ พียงพอหลังจากทางานเสร็จ
ข. จดั ทีน่ ัง่ ในท่ีทางานใหน้ ง่ั อย่างสบาย
ค. รกั ษาความสะอาดของผิวหนัง อาบน้าให้สะอาดหลงั ทางานเสรจ็
ง. มยี ารกั ษาโรคติดตัวอยู่ตลอดเวลา
6.ข้อใดเกี่ยวขอ้ งกับมลพษิ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ
ก. สถานท่ที างานมีความร้อนสงู เกินกว่า 41 องศาเซลเซียส
ข. สถานท่ีทางานทเ่ี ตม็ ไปดว้ ยแมลงสาบ
ค.สภาพแวดล้อมการทางานทข่ี าดความสามคั คี
ง. สภาพแวดล้อมการทางานทีเ่ ต็มไปด้วยควันพษิ
7.เมอื่ ร่างกายของมนษุ ย์ได้รับความร้อนเกนิ ไปจะก่อให้เกดิ ผลตามข้อใด
89
หลกั อาชวี อนามยั และความปลอดภยั 20001-10001
ก. หงดุ หงดิ อารมณ์ขุ่นมัว ข. มีนงง ออ่ นเพลีย ซัก หมดสติ
ค. เมอ่ื ยตามตัว และตน้ คอ ง. ปวดตามกระดกู สันหลัง
8.แสงขอ้ ใดเป็นอนั ตรายต่อตามากท่ีสดุ
ก. แสงจากหลอดไฟฟา้ ข. แสงจากการสุมกองไฟ
ค. แสงจากตะเกยี ง ง. แสงในช่วงคล่ืนความถี่วิทยุ
9. ข้อใดหมายถึง “ไฟฟ้าลดั วงจร
ก. ไฟฟ้าช็อต ข.ไฟฟ้าดูด
ค. ไฟฟ้ารั่ว ง.ไฟฟ้าดบั
10. สถานท่ีอับอากาศ มีสภาพตามข้อใด
ก. ปากถา้ ทมี่ ตี ้นไมข้ ้ึนเป็นระยะ ข. ใตต้ น้ ไมใ้ หญท่ ีแ่ ดดสอ่ งไมถ่ งึ
ค. ในอุโมงคท์ ม่ี กี ๊าซสามารถติดไฟได้ ง. ใต้ทะเล
11. การป้องกนั คนงานไม่ให้ไดร้ บั อันตรายจากความร้อน ข้อใดเปน็ วธิ ีทง่ี า่ ยและปลอดภัยที่สดุ
ก. ตดิ ตั้งฉนวนห้มุ แหลง่ กระจายความร้อน
ข. ออกแบบระบบดูดอากาศรอ้ นออกไป แล้วนาอากาศเย็นเข้ามาแทนที่
ค. ใชร้ ะบบระบายอากาศธรรมชาติ โดยเปิดสถานทท่ี างานใหโ้ ลง่
ง. นาฉากอะลมู เิ นียมมากน้ั ระหวา่ งจดุ กาเนิดความร้อนและคนงาน
12 ข้อใดควรปฏบิ ัติเกย่ี วกบั การควบคมุ และปอ้ งกันอันตรายจากแสง
ก. งดใหค้ นงานทางานในแหล่งที่มีแสง
ข. ให้คนงานใส่แว่นตาที่สามารถกันแสงและรังสไี ด้
ค. บังคบั คนงานทุกคนใสแ่ ว่นสายตา
ง. แนะนาใหค้ นงานป้องกนั ตนเองจากอันตรายของแสงด้วยตนเอง
13. ข้อใดเปน็ สาเหตขุ องการเกดิ มลพิษทางเสียงได้มากทส่ี ดุ
ก. เครอ่ื งปรับอากาศ
ข. เครื่องพมิ พ์
ค. เครื่องจักรเกา่
ง.เคร่ืองถ่ายเอกสาร
90
หลกั อาชีวอนามัยและความปลอดภยั 20001-10001
14. หากจาเปน็ ต้องใช้เคร่ืองจักรท่ีมีการสนั่ สะเทอื นมาก ควรปฏบิ ัตติ ามข้อใด
ก. ใชว้ สั ดปุ อ้ งกันการสั่นสะเทอื นไว้ใต้เครื่องจักร
ข. นาเคร่ืองจกั รออกมาใชน้ อกอาคาร
ค. ใหค้ นงานอยกู่ ับเครื่องจกั รนั้นในเวลาส้นั ๆ แมจ้ ะทาใหง้ านชา้ ก็ตาม
ง. จดั เฉพาะคนงานท่ีแขง็ แรงสาหรับการทางานโดยเครื่องจกั รน้ัน
15. ข้อใดเป็นมลพิษจากสภาพแวดลอ้ มทางดา้ นเคมี
ก. นา้ เสีย ข. ไฟฟา้ รว่ั
ค. ละออง ง.แมลงสาบ
16. ฝ่นุ ขนาดใดสามารถปะปนกบั อากาศเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้
ก. เลก็ กว่า 10 ไมครอน
ค. เล็กกว่า 30 ไมครอน
ข. เลก็ กวา่ 20 ไมครอน
ง. เลก็ กว่า 40 ไมครอน
17.สารเคมีเขา้ สู่ร่างกายทางการหายใจ ทางการกนิ และการดูดซึม แตใ่ นท่ีสดุ จะเขา้ ไปอยทู่ ใ่ี ดของร่างกาย
ก. ปอด ข. ไต
ค. กระแสเลอื ด ง. ไขสนั หลัง
18. การปอ้ งกนั ตนเองจากมลพิษสภาพแวดล้อมด้านเคมี ข้อใดไม่ควรปฏิบัติ
ก. เกบ็ นา้ ดื่มให้ห่างจากแหล่งสารเคมี
ข. ทานอาหารขณะทางานกับสารเคมี
ค. อาบน้าทันทีหลังจากทางานเสร็จ
ง. ใช้พัดลมดดู อากาศเพือ่ ระบายสารเคมอี อก
19. คนงานท่ีมีอาการดวงตาเมอ่ื ยลา้ เน่ืองจากทางานในท่ีทีม่ แี สงสว่างไม่เพยี งพอ เกดิ จากมลพษิ สภาพแวด
ล้อข้อใด
ก. มลพษิ ด้านการยศาสตร์
ข. สภาพแวดลอ้ มดา้ นชีวภาพ
ค. สภาพแวดลอ้ มดา้ นเคมี
ง.สภาพแวดลอ้ มด้านกายภาพ
91
หลักอาชีวอนามยั และความปลอดภยั 20001-10001
20.ข้อใดเปน็ การควบคมุ และป้องกนั มลพษิ สภาพแวดล้อมด้านการยศาสตร์
ก.แตง่ กายใหเ้ รยี บร้อยตามระเบียบขององคก์ ร
ข. เกบ็ รักษา จดั ระเบยี บและทาความสะอาดของสถานท่ที างานอย่เู สมอ
ค.น่งั ทางานตามท่ีหัวหนา้ งานจัดให้โดยไมม่ ีการปรับเปลี่ยน
ง.เปน็ กนั เองกบั เพือ่ นร่วมงานทกุ คน
ตอนที่ 2 จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้
1.จงอธบิ ายรายละเอียดของสภาพแวดล้อมในการทางาน
2. จงบอกสงิ่ ทีเ่ ป็นมลพษิ จากสภาพแวดลอ้ มดา้ นชีวภาพ
3. จงอธบิ ายแนวทางป้องกันมลพษิ จากสภาพแวดลอ้ มด้านชีวภาพ
4. มลพษิ จากสภาพแวดลอ้ มดา้ นกายภาพท่ีเกดิ จากแสงมีอันตรายต่อดวงตาอยา่ งไร
5. แสงสว่างในการทางานทนี่ ้อยเกินไปหรอื มากเกินไปกอ่ ใหเ้ กดิ ผลตอ่ ผูป้ ฏิบตั ิงานอยา่ งไร
6. การทางานในสถานท่สี นั่ สะเทอื นก่อให้เกิดอนั ตรายต่อร่างกายอยา่ งไร
7. เก่ียวกับมลพษิ จากสภาพแวดล้อมการทางานด้านกายภาพองคก์ รสามารถปอ้ งกันและควบคุมให้
ผู้ปฏบิ ตั งิ านปลอดภัยจากความร้อนดว้ ยวิธีใด
92
หลักอาชวี อนามยั และความปลอดภัย20001-10001
8. จงบอกสิ่งที่เป็นมลพิษสภาพแวดลอ้ มด้านเคมี
9. จงบอกแนวทางปอ้ งกันและควบคมุ มลพิษสภาพแวดล้อมในการทางานด้านเคมี
10. จงอธบิ ายรายละเอียดของสภาพแวดลอ้ มด้านการยศาสตร์
ใบงานที่ 4.1
ขัน้ ตอนการปฏิบตั กิ จิ กรรม
นกั เรียนหาข้อมลู มลพษิ สบภาพแวดล้อมในการทางาน โดยการสัมภาษณ์ผู้ปฏบิ ตั งิ านจานวน 2 คน
เกี่ยวกับ มลพษิ ทผ่ี ้ปู ฏิบตั ิงานพบ จากน้นั นามาพิจารณาวา่ เปน็ มลพิษสภาพแวดล้อมในการทางานดา้ นใด
พร้อมทงั้ )บอกแนวทางแกไ้ ข (บันทึกลงในชอ่ งวา่ งดา้ นล่าง)
คนท1ี่ สรุปเน้อื หาจากการสมั ภาษณ์
มลพิษท่ผี ูป้ ฏบิ ัตงิ านได้รับคือมลพษิ สภาพแวดลอ้ มด้าน
แนวทางป้องกันและควบคุม
คนท1ี่ สรุปเนอื้ หาจากการสัมภาษณ์
93
หลักอาชวี อนามัยและความปลอดภัย20001-10001
มลพษิ ทผ่ี ้ปู ฏิบตั ิงานได้รับคือมลพษิ สภาพแวดลอ้ มด้าน
แนวทางป้องกนั และควบคมุ
สงิ่ ท่ไี ดร้ บั จากการปฏบิ ตั กิ จิ กรรม
ใบงานที่ 4.2
ข้ันตอนการปฏิบัติกิจกรรม
นกั เรียนสบื คน้ ข้อมูล ยกตวั อย่างสถานประกอบการทป่ี ฏบิ ตั ิตามมาตรฐานความปลอดภยั ในการทางาพร้อม
สรปุ ผลดที ี่เกิดขน้ึ หากสถานประกอบการมีการปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าว (บันทึกลงในที่วา่ งด้านล่าง
ตวั อยา่ งสถานประกอบการท่ีปฏิบตั ติ ามมาตรฐานความปลอดภยั ในการทางาน
สรุปผลดที เี่ กดิ ขึน้ หากสถานประกอบการมกี ารปฏิบัตติ ามมาตรฐานความปลอดภัยในการทางานสิง่ ท่ีได้รับ
จากการปฏิบัตกิ จิ กรรม
สง่ิ ทไ่ี ด้รบั จากการปฏิบัติกจิ กรรม
94
หลักอาชวี อนามัยและความปลอดภยั 20001-10001
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 5 การปรบั ปรุงสภาพการทางานตามหลักการยศาสตร์
สาระสาคัญ
การออกแบบงานให้เหมาะสมกับคน ส่งผลใหค้ นสามารถทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพมีสุขภาพ
อนามัยทด่ี ี ลดการเจ็บปว่ ยที่เกดิ จากการทางาน องค์กรจึงต้องใหค้ วามสาคัญกบั การยศาสตร์ โดยการ
ออกแบบงานให้เหมาะสมกับผปู้ ฏบิ ตั ิงาน หากสามารถกระทาได้อย่างสมบรู ณ์จะกอ่ ใหเ้ กดิ ผลดที งั้ ต่อ
ผู้ปฏบิ ตั งิ านและนายจ้าง
สาระการเรยี นรู้
1. ความรู้เกยี่ วกับการยศาสตร์
95
หลักอาชวี อนามยั และความปลอดภัย20001-10001
2.หลกั การยศาสตร์กบั ลกั ษณะท่าทางการทางาน
3.หลกั การยศาสตร์กับสภาพแวดลอ้ มในการทางาน
จุดประสงค์การเรยี นรู้
1.แสดงความรู้เกย่ี วกบั การยศาสตร์ได้
2.วางแผนหลกั การยศาสตรก์ บั ลักษณะทา่ ทางการทางานได้
3.วางแผนหลกั การยศาสตร์กบั สภาพแวดลอ้ มในการทางานได้
ความรู้เกยี่ วกบั การขยาสตร์
การขศาสตร์ (Ergonomics) มาจากภาษากรีก คอื คาวา่ “ergon” หมายถงึ งาน (Work) และคาวา่
“nomos” หมายถงึ กฎธรรมชาติ (Natural Laws) เม่ือนามารวมกันเป็นคาว่า Ergonomics แปลว่ากฎของงาน
การยศาสตรเ์ ป็นวิชาทวี่ ่าด้วยการปรบั เปลี่ยนสภาพงานให้เหมาะกับผปู้ ฏบิ ัติงาน หรือการปรบั ปรุงสภาพ
ของการทางานอยา่ งเปน็ ระบบ การยศาสตรจ์ ึงหมายถึง “วิทยาการทเ่ี กีย่ วกับการออกแบบงานหรือ
สภาพแวดล้อมในการทางานให้เหมาะสมกับผู้ปฏิบตั ิงานการยศาสตร์เป็นเร่อื งของการศกึ ษาสภาพการ
ทางานที่มีความสมั พนั ธ์ระหว่างผู้ปฏบิ ตั ิงานและสภาพแวดลอ้ ม โดยมีการพิจารณาว่าได้มกี ารออกแบบหรอื
ปรับปรุงสภาพการทางานให้เหมาะสมกบั ผปู้ ฏิบัติงานอย่างไรจงึ จะสามารถเพ่ิมประสิทธิภาพในการทางาน
ให้ดขี ้นึ หรือเป็นการปฏิบตั ิเพอ่ื ให้งานมคี วามเหมาะสมกับผูป้ ฏิบตั ิงานผปู้ ฏิบตั งิ านไม่ต้องอดทนทางานใน
สภาพแวดล้อมที่ไมเ่ หมาะสม ซ่งึ การนาหลกั การยศาสตร์มาใชท้ าใหค้ นงานมสี ขุ ภาพอนามัยที่ดขี ้ึนมีสภาพ
96
หลักอาชวี อนามัยและความปลอดภัย20001-10001
การทางานทกี่ ารยศาสตรเ์ ปน็ การออกแบบงาน หรือปลอดภัยมากยิง่ ขึ้น สง่ ผลให้นายจา้ งไดร้ ับประโยชน์
จากการไดร้ ับผลผลติ ทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพและมีจานวนขึ้นในช่วงเวลาเทา่ เดิม
การยศาสตร์เป็นการออกแบบงานหรือ
สภาพแวดล้อมการทางานให้เหมาะสมกับผู้ปฎิบัติงาน
การยศาสตร์เป็นการนาเอาศาสตรจ์ ากวิชาแขนงตา่ งๆ มาประยุกต์ใช้ร่วมกนั เพื่อหาวธิ ีการขจัดสิ่งท่ี
เป็นสาเหตุให้พนกั งานเกิดอาการปวดเมื่อยไมส่ ะดวกสบาย มีสุขภาพอนามยั ทีไ่ มด่ ี เกิดความเครียด ความลา้
ความเจบ็ ป่วยเรอ้ื รงั เนื่องจากสภาพแวดลอ้ มในการทางานท่ไี ม่เหมาะสม ปัจจุบันผ้ทู ่เี ก่ียวข้องกบั การทางาน
ไดแ้ ก่ พนกั งาน นายจา้ ง เจ้าของสถานประกอบการ สหภาพแรงงาน รวมถงึ นกั วิชาการได้ให้ความสนใจ
เร่ืองการออกแบบสถานที่ทางานท่เี หมาะสมกับผปู้ ฏบิ ัติงาน พนักงานไม่ต้องปรับตวั ให้เข้ากบั
สภาพแวดล้อมมากนกั ซึง่ เป็นสง่ิ ท่ยี ากลาบาก กอ่ ให้เกดิ ความอดึ อัด ทนทางานในสภาพแวดล้อมท่ไี ม่เหมาะ
กบั ตนเองเปน็ ผลเสียต่อสภาพร่างกายและจิตใจ รวมถงึ ผลงานทอ่ี อกมาจะขาดประสิทธภิ าพดว้ ย
97
หลกั อาชีวอนามยั และความปลอดภัย20001-10001
สถานทีท่ างาน ผปู้ ฎิบัติงาน
การออกแบบ
ความเปน็ มาของการยศาสตร์
ตั้งแตใ่ นสมยั อดีตกาล มนษุ ย์มีประดิษฐ์เครือ่ งมือเคร่ืองใช้สาหรบั ทากจิ กรรมเพื่อการดารงชีพ และ
ไดม้ กี ารพัฒนาเครื่องมอื เหล่านัน้ อยู่ตลอดเวลาเพอ่ื ให้สอดคลอ้ งกบั ความต้องการและความเหมาะสมของ
งาน แต่การพัฒนาเหล่านน้ั เป็นการพัฒนาแบบลองผดิ ลองถูกไม่ไดน้ าหลกั วิชาการใดมาใชจ้ นถงึ ยคุ ปัจจุบนั
เริ่มมกี ารกาหนดมาตรการทางกฎหมายมาใชใ้ นการควบคมุ เพือ่ ป้องกนั อันตรายและลดความเสยี หายทอ่ี าจ
เกิดข้นึ โดยเร่มิ ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2454 FB. Gilbreth ได้เลง็ เห็นวา่ การทางานของคนมคี วามเกีย่ วข้องกับ
สภาพแวดลอ้ มทจ่ี ะกาหนดจานวนผลผลติ และคุณภาพของผลผลิต ซง่ึ สอดคลอ้ งกับผลการวจิ ัยของนกั วชิ า
กรอ่ืนๆ จงึ ไดม้ กี ารประสานและทางานรว่ มกนั และพบวา่ ขดี ความสามารถของคนงคนงานถูกจากดั โดย
สมรรถนะของเคร่ืองมืออุปกรณท์ ซ่ี บั ซอ้ น จะตอ้ งมกี ารคัดเลอื กคนให้เหมาะสมกบั งาน แต่เหตผุ ลนีไ้ ม่เปน็
ทย่ี อมรบั ของประเทศท่พี ัฒนาแล้วปัจจุบันประเทศท่พี ฒั นาแล้วอยา่ งสหรฐั อเมรกิ า และกล่มุ ประเทศยโุ รป
ไดม้ ีการประยุกต์ใชก้ ารยศาสตร์ในการทางานเกือบทกุ ประเภท โดยเฉพาะอย่างย่งิ ในภาอุตสาหกรรม และ
เป็นทย่ี อมรบั ทัว่ กนั ในกล่มุ วิชาชพี วิศวกรรม สถาปตั ยกรรม แพทย์ วทิ ยาศาสตร์การแพทย์ สุขศาสตร์
อตุ สาหกรรมความปลอดภยั ว่าการยศาสตรจ์ ะนาไปสกู่ ารปฏิบัตงิ านทีป่ ลอดภัย ถกู หลกั อาชวี อนามัยทาให้
ผลผลติ เพิม่ ขึน้ และสง่ ผลให้ผู้ปฏิบัติงานมีคุณภาพชวี ิตท่ีดดี ว้ ย
98
หลกั อาชวี อนามัยและความปลอดภัย20001-10001
ขอบข่ายของการยศาสตร์ การยศาสตรเ์ ก่ยี วข้องกบั แนวความคดิ ทแี่ สดงถงึ ความสมั พันธร์ ะหว่าง
เคร่ืองจักรและอปุ กรณ์ ซึง่ โดยสว่ นใหญ่คนจะต้องทางานโดยมีเครอื่ งจักร อปุ กรณม์ าช่วยอานวยและเพอื่ ให้
เกิดประสิทธิภาพสูงสดุ ในการทางาน จะต้องมีการออกแบบเครื่องจกั ร อปุ กรณ์ใหเ้ หมาะสมกับผ้ใู ช้ ดังนนั้
หลกั การของการยศาสตร์ คอื “การจดั งานใหเ้ หมาะสมกับคน” พยายามออกแบบสร้างเครอ่ื งมือ อุปกรณ์
การจดั ระบบงานใหส้ อดคล้องกับความสามารถและสมรรถนะของแต่ละบคุ คลโดยการนาวิชาการหลาย
สาขามาใชป้ ระโยชน์ ไดแ้ ก่
1.วชิ าสรีรวิทยาและกายวิภาคศาสตร์ ชว่ ยใหเ้ ขา้ ใจถงึ โครงสร้างสดั ส่วน การทางานของอวัยวะตา่ งๆ ของ
รา่ งกาย
2.วชิ าจิตวิทยาทาให้เข้าใจเรื่องการทางานของระบบประสาทและสมอง และพฤตกิ รรมของมนุษย์
3.วชิ าวิศวกรรมศาสตร์ ทาให้เขา้ ใจเทคนิคตา่ งๆ เกย่ี วกับการผลติ และเทคโนโลยี
4.วิชาอาชีวอนามยั ทาใหส้ ามารถประเมนิ สภาพการทางานทเี่ ปน็ อันตรายต่อมนษุ ย์
5.วชิ าวทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพเชื่อมโยงกบั เทคโนโลยอี ุตสาหกรรม ทาให้ทราบแนวการประเมินสภาวะ
คนทางานและผลกระทบต่อคน
นอกจากนแี้ ลว้ ยงั ต้องอาศยั พนื้ ฐานความร้จู ากวชิ าชีววทิ ยา วิทยาศาสตร์ สขุ ศาสตร์ อตุ สาหกรรม สงั คม
สงเคราะหม์ าประยกุ ตใ์ ชส้ าหรับการออกแบบเครื่องมือ เคร่ืองจกั ร ผังโรงงานหรือสถานประกอบการ และ
ระบบความปลอดภัยตา่ งๆ
ขอบข่ายของการยศาสตรค์ ือการจดั งานให้เหมาะสมกบั คน
ประโยชน์ของการยศาสตร์ การนาหลกั การยศาสตร์เขา้ มาใช้ในการจัดสภาพการทางานต่างๆ ชว่ ย
ลดความเครียดของพนักงาน และก่อให้เกดิ ประโยชนด์ ังน้ี
99