The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์E-Book วิชา อาชีวอนามัยและความปลอดภัย(20001-1001) (1) (Repaired)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-03-11 06:46:29

การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์E-Book วิชา อาชีวอนามัยและความปลอดภัย(20001-1001) (1) (Repaired)

การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์E-Book วิชา อาชีวอนามัยและความปลอดภัย(20001-1001) (1) (Repaired)

หลกั อาชวี อนามยั และความปลอดภัย20001-10001

ความรเู้ ก่ยี วกบั เคร่อื งป้องกนั อันตรายสว่ นบคุ คล

ความหมายของเคร่อื งป้องกันอนั ตรายส่วนบุคคล เคร่ืองปอ้ งกนั อันตรายส่วนบุคคล หมายถึง
สิ่งของหรืออุปกรณ์สิง่ ใดสง่ิ หนงึ่ ทส่ี วมใสล่ งบนอวยั วะของร่างกาย อาจทั้งหมดหรือเพยี งสว่ นใดสว่ นหน่งึ
ของรา่ งกาย เพ่ือปอ้ งกนั อันตรายจากอบุ ตั ิเหตุจากการทางาน ทง้ั นเ้ี ครอ่ื งป้องกนั อันตรายสว่ นบุคคลไม่
สามารถลดอนั ตรายจากแหล่งกาเนิดของอันตรายได้ แตเ่ ป็นเพยี งสงิ่ ทกี่ น้ั อนั ตรายจากแหล่งกาเนดิ
หากเคร่ืองป้องกนั อันตรายขาดคุณภาพ ผู้ปฏบิ ตั ิงานจะได้รบั อันตรายจากส่งิ ท่ีสัมผัสทนั ทหี ลักเกณฑ์ในการ
เลือกเคร่ืองป้องกันอันตรายสว่ นบคุ คล เคร่ืองป้องกันอันตรายที่นามาใช้จะต้องสามารถปอ้ งกนั หรือลด
อันตรายทเ่ี กดิ ขึ้นได้ ดังน้ันการเลือกเครื่องป้องกันอนั ตรายมาใชจ้ ึงต้องมกี ารพจิ ารณาหลายประการ ตาม
เกณฑ์ดังน้ี

1. มีความเหมาะสมกับลกั ษณะของงานที่เป็นอันตราย เช่น เม่ือตอ้ งสมั ผัสกบั สารเคมี จะต้องเลือก
ถุงมือยาง หนา้ กากออกซเิ จน มาใชส้ าหรบั ป้องกนั อันตราย เปน็ ต้น

2. มขี นาดพอดีกับผู้สวมใส่ และควรให้เคร่ืองปอ้ งกันอันตรายสว่ นบคุ คลใชเ้ ฉพาะบคุ คลเท่านัน้ ไม่
ควรใชร้ ว่ มกัน

3. มกี ารรับรองประสทิ ธภิ าพในการทางานจากสถาบนั หรือองคก์ ารท่ีเกยี่ วขอ้ งกบั งานด้านความ
ปลอดภยั และอนามยั สว่ นบคุ คล

150

หลกั อาชวี อนามยั และความปลอดภัย20001-10001

4. มีการใชง้ านทงี่ ่าย ไมย่ ่งุ ยากและซับซ้อน เพราะภยั ทเ่ี กิดข้นึ อาจเปน็ เหตฉุ ุกเฉิน หากมีการใชง้ าน
ท่ียุง่ ยากจะไมส่ ามารถนามาใชป้ อ้ งกันอันตรายไดท้ นั ที

5. มกี ารดูแลรักษางา่ ย อปุ กรณป์ ้องกันอันตรายต้องมกี ารดูแลรกั ษาและจดั เก็บหลังจากการใชอ้ ย่าง
เปน็ ระเบยี บเพอ่ื ให้คงประสทิ ธภิ าพและยืดอายุการใชง้ านได้

6. ทนทานต่อการใชง้ าน ใชว้ ัสดทุ ี่มีคณุ ภาพ บารงุ รักษางา่ ย สามารถซอ่ มแซมหรอื เปลี่ยนอะไหล่ได้
งา่ ย

7. ไม่เปน็ อุปสรรคต่อการทางาน สวมใส่สบาย ไม่หนกั หรอื เบาเกนิ ไป หรือไมค่ ับหรือหลวมเกินไป
8. มีความหลากหลายให้ผใู้ ช้สามารถเลอื กใชไ้ ด้ตามลกั ษณะของงานและตามความพึงพอใจ
9. หาซื้อง่าย ราคาถกู

ประเภทของเครอื่ งป้องกนั อันตรายส่วนบุคคล

1.เคร่ืองปอ้ งกนั อนั ตรายที่ศีรษะ (Head Protection Devices) เคร่อื งป้องกนั อันตรายท่ีศีรษะ ได้แก่
หมวกนิรภยั (Safety Helmet) ที่ใชส้ าหรับสวมเพ่ือป้องกันศีรษะของผู้สวมใส่ จากอันนตรายจากไฟฟา้
ความร้อนและสารเคมี หมวกนิรภยั แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่

1.หมวกนิรภัยชนดิ E (Electrical) เปน็ ชนิดท่สี ามารถลดแรงกระแทกของวตั ถุ สามารถลดอนั ตราย
ทเ่ี กดิ จากการสมั ผัสตัวนาไฟฟา้ ทนแรงดันไฟฟา้ ได้ 20,000 โวลต์

2.หมวกนิรภัยชนดิ G (General) เป็นชนดิ ทส่ี ามารถลดแรงกระแทกของวตั ถุ และสามารถลด
อันตรายจากการสมั ผัสตัวนาไฟฟ้าทนแรงดันไฟฟ้าได้ 2,200 โวลต์

3.หมวกนิรภยั ชนิด C(Conductive) เป็นชนิดท่สี ามารถลดแรงกระแทกของวัตถเุ ทา่ นั้น
วธิ กี ารใชห้ มวกนิรภยั ก่อนจะใชห้ มวกนิรภัย ควรมกี ารตรวจสอบวา่ หมวกนิรภยั ไดม้ าตรฐานตาม
ขอ้ กาหนดมาตรฐานผลติ ภัณฑอ์ ตุ สาหกรรมหรอื ไม่ หลังจากการตรวจสอบมาตรฐานแล้ว ควรพจิ ารณา
ลักษณะทางกายภาพภายนอกเชน่ รอยแตก ความสมบูรณ์ของสายรัด ขนาดพอดกี ับผู้สวมใส่เป็นต้น ดังน้นั
จงึ ควรสวมใสแ่ ละทดลองปฏบิ ัตงิ านว่ามคี วามพอดี สวมใสส่ บาย ไม่เปน็ อปุ สรรคต่อการทางานหรอื ไม่
และควรมีการปรบั ขนาดให้พอดีกับผูใ้ ชง้ านด้วยหมวกนิรภัย

151

หลกั อาชวี อนามยั และความปลอดภัย20001-10001

หมวกนริ ภัย

การดูแลรกั ษาหมวกนิรภยั ควรทาความสะอาดอยา่ งนอ้ ยสัปดาหล์ ะ 2-3 คร้ัง โดยใช้แอลกอฮอลเ์ ช็ด
บริเวณแถบขบั เหงื่อเพราะเป็นจดุ ทสี่ กปรกมาก หากเปน็ หมวกนิรภยั ท่ีต้องใชร้ ่วมกัน จะตอ้ งทาความสะอาด
มากเปน็ พิเศษ นอกจากนี้ยังต้องมกี ารดูแลการชารุด เพ่ือเปลย่ี นอุปกรณ์ หรือหากไม่สามารถเชด็ จะตอ้ งทา
เปล่ยี นอปุ กรณไ์ ด้ จะต้องเปลย่ี นหมวกนิรภยั อันใหม่

2.) เคร่ืองป้องกันหนา้ และดวงตา (Eye and Face Protection Device) เป็นอุปกรณง์ าน คนงานท่ี
ตอ้ งทางานเกีย่ วข้องกับเครอ่ื งจกั ร เชน่ งานเจียร งานเชื่อม งานตัด งานเจาะ รวมถงึ งานปอ้ งกนั อันตรายจาก
การกระเด็นของวัตถุ หรือสารเคมีทจี่ ะกระเด็นเข้ามาในดวงตาหรือใบหนา้ ขณะปฏิบตั ิท่ีเกีย่ วขอ้ งกบั สารเคมี
ควรต้องใส่เครื่องปอ้ งกันหน้าและดวงตาเครอ่ื งป้องกันหนา้ เป็นเคร่ืองป้องกันอนั ตรายท่อี าจเกิดกับใบหน้า
ทัง้ เศษวสั ดุ แสงที่จ้าเกนิ ไปมีดังนี้

1.กะบังป้องกนั หน้า เป็นแผงวัสดใุ ช้ครอบใบหน้าเพื่อป้องกันบรเิ วณใบหน้าและลาคอ ควรทาจาก
วสั ดทุ ี่แขง็ แรงทนทาน นา้ หนกั เบา ไมท่ าให้เกิดอาการแพต้ ่อผิวหนัง

2.หนา้ กากเช่อื ม เป็นอุปกรณ์ป้องกนั ใบหน้าและดวงตา ใชใ้ นงานเชอื่ มโลหะ เพื่อปอ้ งกันการ
กระเด็นของโลหะความร้อน แสงท่จี า้ เกินไป และรังสีทเี่ กิดจากการเชื่อม หนา้ กากเชื่อม มี 3 ชนดิ คอื ชนิด
มอื ถอื ชนิดสวมหวั และชนดิ ทตี่ ิดกบั หมวกนิรภยั

3.เคร่อื งป้องกันใบหน้า สาหรบั ป้องกันสารเคมี ฝ่นุ และของเหลวท่เี ป็นอันตรายเคร่ืองปอ้ งกันหน้า

152

หลกั อาชีวอนามยั และความปลอดภยั 20001-10001

เครื่องป้องกนั หนา้
แวน่ ตา เมือ่ ทางานทเ่ี กี่ยวข้องกับเศษโลหะหรือเศษวัสดุ รงั สที เี่ ป็นอันตราย แสงท่จี า้ เกนิ ไป ควร
สวมแว่นตา แวน่ ตาเป็นเครื่องปอ้ งกนั อันตรายที่มีรูปร่างเหมือนแวน่ ตาท่ัวไป แตกตา่ งท่ีเลนสข์ องแว่นตาใน
ตาทีเ่ ปน็ ตามมาตรฐานอเมริกัน ได้แก่

● ชนดิ A ใช้ป้องกนั อันตรายท่ีเกดิ ขึน้ ทางดา้ นหน้า
● ชนดิ B ใช้ปอ้ งกันอันตรายทเ่ี กดิ จากทุกๆ ด้านของดวงตา
● ชนิด C ใชป้ ้องกนั อันตรายท่ีเกิดข้นึ ทางดา้ นข้าง

แวน่ ตาป้องกันดวงตา

153

หลักอาชีวอนามยั และความปลอดภยั 20001-10001

การใช้งานเครือ่ งป้องกันหนา้ และดวงตา ควรเลอื กให้ตรงตามลกั ษณะการใช้งานหรืออันตรายที่อาจ
เกิดขน้ึ พร้อมทง้ั ต้องมกี ารตรวจสอบสภาพโดยทัว่ ไปดว้ ย เชน่ เลนส์ ขาแว่นสายรัด กรอบ กะบงั หน้า กะบงั
ข้าง เปน็ ต้น จะต้องอยใู่ นสภาพทพี่ ร้อมใชง้ าน ไม่มีรอยรา้ ว รอยแตก สวมใส่แลว้ มีความกระชับ ไมห่ ลดุ
ออกมาในขณะปฏบิ ตั ิงานการบารงุ รักษาเครื่องป้องกนั หนา้ และดวงตา ควรทาความสะอาดทุกคร้งั หลังจาก
การใช้งาน โดยใช้สบ่เู ชด็ ให้สะอาด แลว้ ฝ่ังแดดให้แห้งตลอดจนมีการตรวจดตู ลอดเวลา หากพบอุปกรณ์
ชารดุ ใหเ้ ปลย่ี นอปุ กรณ์หากไม่สามารถเปลี่ยนอปุ กรณไ์ ด้ควรเปลี่ยนอันใหม่

3.อุปกรณ์ปอ้ งกนั อันตรายระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Protection Devices) ชว่ ยป้องกนั ฝนุ่
กา๊ ซ ฟมู เส้นใย ไอระเหย สารเคมี เขา้ สูร่ ่างกาย แบง่ ออกได้ดังน้ี

1. หน้ากากชนิดกรองอากาศ (Air Purifying) ใชใ้ นงานที่ออกซิเจนในบรรยากาศการ
ทางานไม่เพยี งพอต่อการหายใจ หรือบรรยากาศการทางานนั้นปนเปือ้ นสารเคมี หรือฝุ่น จนไมส่ ามารถ
หายใจเขา้ ไปได้ หน้ากากชนิดน้จี ะสามารถดูดซับมลพษิ เหล่านีไ้ ว้ได้ แตย่ ังไมส่ ามารถใช้ไดใ้ นกรณที ี่
บรรยากาศเปน็ อนั ตรายตอ่ ชีวิตและสุขภาพอยา่ งเฉียบพลนั หรือสารเคมีท่ีมีความเข้นข้นสูง ตัวอย่าง
หน้ากากชนิดนี้ เชน่

● หนา้ กากชนดิ N 95 สามารถกรองอนภุ าคขนาด 0.3 ไมครอน ดว้ ยประสิทธิภาพ
การกรอง 95% ใช้แนบกับใบหนา้ เพ่ือป้องกนั อากาศร่วั เข้าไปด้านในเกนิ 10% สามารถปอ้ งกนั ฝนุ่ สารเคมี
ละออง ไอ ฟมู ที่ปนเปือ้ นอยู่ในอากาศได้ดี

● หนา้ กากกรองสารเคมี ชนิด Chemical Cartridge Respirator นยิ มใช้ป้องกัน
อนั ตรายจากกา๊ ซ หรือไอของสารเคมี สามารถดดู ซับสารเคมีท่ีอยใู่ นบรรยากาศการทางาน สามารถเลือก
ไส้กรองให้เหมาะสมกับลักษณะของอนั ตรายนนั้ ๆ และสามารถถอดเปล่ยี นไส้กรองได้ตามอายุการใชง้ าน

154

หลักอาชีวอนามยั และความปลอดภัย20001-10001

การใชห้ นา้ กากชนดิ กรองอากาศ (Air Purifying) ควรมกี ารทดสอบความกระชบั โดยใช้ฝ่ามือปดิ
ทางเขา้ ออกของอากาศให้สนิทแลว้ หายใจเข้า หากตวั หนา้ กากยุบหรอื ปมุ่ ลงเล็กน้อย หรอื ไมส่ ามารถหายใจ
ได้แสดงว่าไมม่ รี อยรวั่ สามารถนาไปใช้งานได้ หากขณะทส่ี วมหนา้ กากแลว้ ไดก้ ล่นิ ก๊าซ หรอื ไอระเหย
หรอื กลน่ิ ของสารเคมี ควรเปล่ียนหนา้ กากกันฝุ่นตลบั กรองทันที

หนา้ กากกนั ฝนุ่

2. หน้ากากชนดิ ส่งอากาศจากภายนอกเขา้ ไป (Supplied Air) ใช้กบั การทางานท่ไี มส่ ามารถหายใจ
เอาอากาศบรเิ วณนั้นเข้าไปได้เนื่องจากอากาศบรเิ วณนน้ั มอี อกซเิ จนตา่ กว่า 16% หรืออากาศบรเิ วณนน้ั มี
สารพิษ หรือสารเคมีที่อันตรายสูงรวมถึงกรณีท่เี กิดเหตกุ ารณ์เพลิงไหมส้ ารเคมีรวั่ จะส่งอากาศบรสิ ุทธ์จิ ะสง่
อากาศบริสุทธ์ิภายนอกเขา้ ไปตามสายส่งอากาศหรอื ถังบรรจอุ ากาศ ตัวอย่างเช่น ชดุ SCBA (Self Contained
BreathingApparatus)

ชุด SCBA
การบารงุ รักษาอปุ กรณ์ป้องกันอันตรายระบบทางเดินหายใจ ทาความสะอาดทกุ ครง้ั หลังจากงาน
โดยใช้นา้ สบหู่ รือนา้ อุ่น ใช้แปรงนุ่มๆ ขดั เบาๆ แล้วฝั่งแดดให้แห้ง

155

หลกั อาชวี อนามัยและความปลอดภยั 20001-10001

4.อุปกรณ์ปอ้ งกันอันตรายระบบการไดย้ ิน (Hearing Protection) เสยี งที่ดงั เกนิ กว่า 90 เดซิเบล
จะเป็นอันตรายต่อหู เคร่อื งป้องกนั อันตรายระบบการได้ยินสามารถลดความดงั ของเสียงทจี่ ะมารบกวน
ตอ่ แกว้ หหู รือกระดกู หไู ด้ นอกจากน้ีเครอื่ งป้องกนั หูยังสามารถป้องกนั เศษวัสดุที่จะกระเด็นเขา้ ไปในหูอกี
ด้วยเครื่องปอ้ งกันอนั ตรายระบบการได้ยนิ มีดงั น้ี

1. ทอ่ี ดุ หู (Ear plugs) สามารถลดเสียงได้ 15-30เดซเิ บล ขึ้นอยู่กบั อุปกรณแ์ ละย่หี อ้ ทผ่ี ลิต ทาจาก
วสั ดหุ ลายประเภท เช่น สาลี ใยแก้ว ยางซิลโิ คน เปน็ ตน้

ทอ่ี ดุ หู
2. ท่ีครอบหู (Ear Muffs) เป็นเคร่ืองปอ้ งกันทใี่ ช้ปดิ คลุมหดู ้านนอก ลักษณะคลา้ ยถว้ ย ทาหนา้ ทเ่ี ป็น
ฉากกน้ั เสยี งเพราะมีวสั ดกุ ันเสยี ง (Acoustic) เป็นตวั รองอยู่ในที่ครอบหู วสั ดทุ ่อี าจเปน็ ของเหลว โฟม
พลาสติก หรือยางเปน็ ตัวดูดซมึ เสยี งไดบ้ างชนิดมีเคร่ืองรับโทรศัพท์อยภู่ ายใน สาหรบั ใช้พูดตดิ ต่อกันใน
สถานทที่ เี่ สียงดงั มากๆ ที่ครอบหูสามารถลดเสยี งได้ถึง 35-40เดซิเบล

156

หลักอาชีวอนามัยและความปลอดภยั 20001-10001

ทคี่ รอบหู

การใช้อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายระบบการไดย้ ิน ควรเลือกที่เหมาะสมกบั การใชง้ านตามลักษณะงาน
หรอื อนั ตรายท่ีอาจเกิดขน้ึ เช่น ในถา้ ทมี่ ีความถี่สงู ควรเลือกใช้ที่ครอบหูลดเสยี งเป็นในสภาพที่ดี เปน็ ต้น
นอกจากนย้ี ังต้องมีการตรวจสอบสภาพโดยทั่วไปของอุปกรณ์ ต้องอยูใ่ นสภาพทด่ี ี ไม่มีรอยแตกหรือชารุด

การบารงุ รกั ษาอุปกรณป์ ้องกันอนั ตรายระบบการไดย้ นิ ควรทาความสะอาดทกุ ครั้งหลังเลิกใช้งาน
โดยใชน้ า้ อุ่นหรอื นา้ สบู่เข็ดแลว้ พึง่ แดดให้แหง้ พรอ้ มทงั้ ควรมกี ารดแู ล หากพบวา่ อปุ กรณ์ชารุด 1ควร
เปล่ียน กรณีท่ีเปน็ ที่อดุ หชู นิดทที่ าดว้ ยโฟม หรือสาลี ควรใชเ้ พียง 1คร้งั เดยี วแล้วท้ิง

5.อุปกรณ์ปอ้ งกันอันตรายที่มือและผวิ หนัง (Hand and Skin Protection) เปน็ อปุ กรณ์ปอ้ งกันมอื
และผิวหนงั ไม่ใหไ้ ด้รับอนั ตรายจากสารเคมี ความร้อน ความเยน็ การบาดรงั สี เปน็ ต้น

อปุ กรณ์ปอ้ งกนั อันตรายท่มี อื ไดแ้ ก่ ถุงมอื (Gloves) แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดงั นี้
1.ถุงมือยาง ใชส้ าหรบั ป้องกนั อนั ตรายจากสารเคมี และเช้ือโรคทางด้านชีวภาพ สว่ นใหญท่ ามาจาก
ยาง หรอื การสงั เคราะห์ทางโพลีเมอร์ ความสามารถในถุงมอื ยางการป้องกันอันตรายขึ้นอยู่กบั ยางท่ีใชผ้ ลิต
ซง่ึ จะตอ้ งศกึ ษาข้อมลู จากกอ่ นใช้

ถุงมือยาง
2. ถุงมอื หนัง ใชส้ าหรับการป้องกันอันตรายจากของมคี ม การขดั การขดขดี หรือบาด การ
ส่ันสะเทือนความร้อน ความเย็น

157

หลกั อาชีวอนามยั และความปลอดภยั 20001-10001

ถงุ มอื หนัง

3. ถุงมอื ตาข่ายลวด ใชส้ าหรับปอ้ งกันอันตรายจากของมคี ม การชาแหละ การเฉือน

ถงุ มือตาขา่ ยลวด
4. ถุงมอื ผ้า ไม้สาหรับการทางานทว่ั ไป งานเกษตร ไม่ควรใช้กับเครอื่ งจักรทีม่ ีการหมุน
หรอื สายพานเพราะอาจมีเศษด้ายหลดุ ออกมาแลว้ เข้าไปเกี่ยวพัน หรือซง่ึ เม่อื เข้าไปในเครื่องจักรได้

158

หลักอาชวี อนามัยและความปลอดภยั 20001-10001

ถงุ มือผา้
5.ถงุ มอื ป้องกันไฟฟ้า ใช้สาหรับปอ้ งกนั อันตรายจากไฟฟ้า ตอ้ งมีคุณสมบัติพิเศษ ทท่ี าให้
ต้านทานไฟฟ้าได้ ถงุ มือป้องกันไฟฟ้าจะไมท่ นกับการขีดขว่ น จึงต้องสวมถงุ มือหนงั ทับอีกชัน้ หนงึ่
การใชถ้ ุงมือปอ้ งกนั ไฟฟ้าคุณสมบัตใิ นการตา้ นไฟฟา้ ลดลง และเกิดอนั ตรายต่อต้องระวังไมใ่ หล้ ุง
มือมรี อยยขีดขว่ น เพราะจะทาให้ผ้ใู ช้งาน

ถงุ มือปอ้ งกนั ไฟฟ้า
6.ถุงมอื ป้องกันอุณหภูมิ ใช้สาหรับป้องกันอันตรายจากความร้อน และความเยน็ มกั ทาจากวสั ดทุ ี่มี
ส่วนประกอบของแร่ใยหนิ และอะลูมเิ นียม

ถุงมอื ปอ้ งกันอุณหภมู ิ

159

หลักอาชีวอนามัยและความปลอดภัย20001-10001

7. ถงุ มอื ป้องกนั รังสี เปน็ ถุงมือที่เคลอื บดว้ ยตะก่วั เพราะตะกวั มีคณุ สมบัตใิ นการป้องกันรงั สไี ดถ้ ุง
มอื ป้องกนั รงั สี

อปุ กรณ์ปอ้ งกันที่ลาตวั (Body Protection Devices) สามารถป้องกันอันตรายจากการ
กระเดน็ ของวัตถุ เชน่ เศษวัสดุ ลูกไฟ รังสี เป็นตน้ อุปกรณป์ ้องกันท่ีลาตวั เช่น
1. ชดุ ป้องกันสารเคมี ปัจจุบันมีผู้ผลิตชุดป้องกนั สารเคมีอย่างหลากหลาย ท้งั ทท่ี ามาจากพลาสติก
ไวนิล ยางสังเคราะห์ ผู้ใชส้ ามารถเลอื กใชไ้ ด้ตามความตอ้ งการ ตามลักษณะ และตามลักษณะงาน ซ่งึ ผูใ้ ช้
สามารถเลอื กใช้ไดโ้ ดยศกึ ษาขอ้ มลู ของผู้ผลติ
2. ชุดป้องกันความร้อน เปน็ ผ้าท่ีทอจากเสน้ ใยแขง็ เคลอื บช้ันนอกด้วยอะลูมิเนยี ม หรือเส้นใย
แอสเบสตอส ปัจจุบันในงานอตุ สาหกรรมใช้ผา้ ทนไฟ เรยี กว่าผ้า “nomex” ซ่ึงมีความสามารถในการกันไฟ
และกันความร้อนได้ดี
3. ชดุ ปอ้ งกันรังสี เปน็ ชดุ ทฉ่ี าบด้วยตะกั่ว หรือเป็นผ้าฝา้ ยเคลือบด้วยตะกว่ั ชดุ ท่เี คลือบด้วยตะก่ัว
หนากว่าจะสามารถทนความร้อนได้ดีกว่า
4. ชุดปอ้ งกันการกระเดน็ ของเศษวัสดุ เชน่ ชดุ หมเี สื้อคลุมหนงั สาหรับการทางานกับเคร่อื งจักร
ทั่วไป

การใชง้ านอปุ กรณป์ อ้ งกันอันตรายที่มือและผิวหนงั ควรเลอื กให้เหมาะสมกับลกั ษณะงาน จะต้อง
ยา่ นคมู่ ือใหเ้ ข้าใจและปฏิบัติตามอย่างเครง่ ครัด และจะต้องมกี ารตรวจสอบสภาพโดยทั่วไปอย่างเครง่ ครดั
หากพบวา่ ฉีกขาด แตก หรดี ฟ้ารดุ จะต้องซอ่ มแซมหรอื เปลย่ี นใหม่ หากนาไปใชจ้ ะกอ่ ให้เกิดอนั ตรายอยา่ ง
มาก

การบารงุ รกั ษาอปุ กรณป์ ้องกันอันตรายท่มี ือและผิวหนัง ควรทาความสะอาดดว้ ยนา้ เปล่า หรือนา้
สมท่ ุกคร้ังหลังจากการใชง้ าน หรือทาตามท่ผี ู้ผลติ แนะนา ฝ่ังลมให้แหง้ เกบ็ ในท่ีสะอาด

160

หลักอาชวี อนามยั และความปลอดภยั 20001-10001

อุปกรณ์ป้องกนั ท่ลี าตัว
6.อปุ กรณ์ป้องกนั อันตรายของเท้า (Foot Protection Devices) รองเท้านริ ภยั (LatherSafety
Footwear) สามารถป้องกนั อันตรายที่อาจเกิดขน้ึ กบั เท้า เช่น วตั ถทุ ิมแทง กระแสไฟฟา้ สารเคมคี วามรอ้ น
ความเยน็ และยังสามารถป้องกนั การลืน่ ไถลได้อกี ดว้ ย รองเทา้ นิรภัย แบง่ ออกเป็น 6 ชนิด
1. รองเท้าชนดิ หวั โลหะ เป็นชนิดทใี่ ชก้ ันอย่างแพรห่ ลายที่สดุ สามารถป้องกนั อันตรายจากของ
แหลมและของมคี ม ทนทานต่อของทม่ี ีน้าหนกั ทนต่อแรงกระแทก และทนต่อความร้อน
2. รองเทา้ ตวั นาไฟฟ้า ใชก้ บั งานทเี่ กยี่ วขอ้ งกับกระแสไฟฟ้า เพราะมีตวั นาไฟฟ้าอยู่ที่รองเท้าเพ่ือให้
ประจุไฟฟา้ ไหลผา่ นไปได้
3. รองเทา้ งานหลอ่ หลอมโลหะ เปน็ รองเท้าที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมหล่อหลอมโลหะโดยเฉพาะ มี
ความทนทานต่อความรอ้ นสูง
4. รองเทา้ ปอ้ งกันการระเบิด เป็นรองเทา้ ป้องกนั ไม่ใหเ้ กดิ ประกายไฟขณะใชง้ าน ใช้ในโรงงานท่ี
ทาวัตถุระเบดิ โรงงานนา้ มันเช้ือเพลิง หรือสารระเหยไฮโดรคารบ์ อน รองเทา้ ชนิดนไี้ มม่ สี ว่ นประกอบที่ทา
ดว้ ยโลหะอย่ภู ายนอกของรองเทา้ เลย
5. รองเทา้ ปอ้ งกันอนั ตรายจากไฟฟ้า เปน็ รองเทา้ ทท่ี าจากยางธรรมชาตหิ รอื ยางสังเคราะหเ์ พือ่
ป้องกนั หรือลดอนั ตรายจากกระแสไฟฟา้
6.รองเทา้ ป้องกนั สารเคมี เป็นรองเทา้ ทท่ี าจากวัสดุที่ทนต่อการกดั กร่อนของสารเคมตี า่ งๆทาจาก
วัสดธุ รรมชาติ หรือยางสงั เคราะห์ รองเท้าป้องกันสารเคมี มี 2 ชนดิ คือชนิดท่ีมหี ัวโลหะ และชนดิ ท่ไี มม่ ีหวั
โลหะ

161

หลกั อาชีวอนามัยและความปลอดภยั 20001-10001

อปุ กรณ์ป้องกนั อันตรายของเทา้

การใชง้ านอปุ กรณป์ ้องกันอันตรายของเทา้ รองเท้านิรภยั ใชก้ ับงานทกุ ชนดิ ท่ีอาจก่อให้เกิดอันตราย
การปฏิบัติงาน เช่น งานก่อสร้าง งานที่เก่ียวกบั สารเคมี งานทเี่ กี่ยวกับกระแสไฟฟ้า เปน็ ตน้ การบารุงรักษา
อปุ กรณป์ ้องกนั อันตรายของเท้า หลงั จากใชง้ านต้องทาความสะอาดทุกคร้ังด้วยธรรมดาหรอื น้าสบู่ เช็ดและ
ฝง่ั แดดให้แห้ง

7.อปุ กรณ์ป้องกันอันตรายจากการตก (Falling Protection Devices) การปฏบิ ตั งิ านในท่สี ูงหรอื
พน้ื ท่ที ่ีต่ากวา่ พืน้ ดินอยา่ งในถ้าหรืออุโมงค์ ผูป้ ฏิบัติงานอาจได้รบั อันตรายจากการตกลงไปจากที่สูงอุปกรณ์
ท่ใี ชส้ าหรบั การปอ้ งกันอนั ตราย มดี ังน้ี

1. เขม็ ขัดนิรภัย (Safety Belt) มคี วามสาคัญและมีความจาเปน็ สาหรับงานทเี่ สี่ยงอนั ตรายและมกี าร
ใช้อย่างแพรห่ ลาย เข็มขดั นิรภัยที่โรงงานอุตสาหกรรมนิยมใช้มี 2 ประเภท ดังนี้

● เขม็ ขดั นิรภัยชนดิ ธรรมดา (Normal Type)
ใช้สาหรับรับน้าหนกั ของผู้ท่ีทางานในสถานที่ลาบาก เช่น การทาความสะอาดบน
อาคารสงู หรอื การลงไปทางานในอุโมงคใ์ ต้ดิน เปน็ ตน้

● เข็มขดั นิรภยั ชนิดใชใ้ นยามฉุกเฉิน (Emergency Type)
ใชส้ าหรับผ้ปู ฏิบตั งิ านบนท่สี ูง เขม็ ขดั ชนิดนจ้ี ะมีตัวเขม็ ขัดและเชือกหรือแถนิรภัย

เป็นสว่ นประกอบ ซ่ึงจะต้องเป็นวสั ดทุ ่ีทนต่อการเสยี ดสไี มข่ าดงา่ ยและทนต่อความรอ้ น

2. สายรัดตวั นิรภยั (Safety Harness)เปน็ สายรดั ตัวท่ใี ช้สาหรบั งานทม่ี คี วามเส่ยี งขณะท่ที างานในท่ี
สูง มกี ารออกแบบเพ่ือใหผ้ ปู้ ฏิบัติงานสามารถเคล่อื นตวั ขณะทางานได้ หรือชว่ ยในการพยงุ แขวนตวั ให้
ทางานในท่ีซึ่งไมม่ ีจุดยึดเกาะตัวในขณะทางาน สายรัดตัวนริ ภยั มีความปลอดภัยสงู กวา่ เข็มขัดนิรภยั

162

หลกั อาชีวอนามยั และความปลอดภยั 20001-10001

เนอ่ื งจากสายรัดตัวนริ ภยั ได้มีการออกแบบใหม้ ีการรับนา้ หนักหรือแรงกระตุกได้หลายจดุ ทั้งเอว หน้าอก
และขา

3. สายชว่ ยชีวติ (Lifelines) เปน็ สายท่ียดึ เกย่ี วกบั จุดยึดหรือโครงสรา้ งของอาคารซึ่งจะตอ้ งเป็นจดุ ที่
มีความมั่นคงแข็งแรงสามารถทานน้าหนักได้อย่างน้อย 5,400 ปอนด์ หรือ 2,450กโิ ลกรัม การใช้สาย
ชว่ ยชวี ติ จะต้องใชร้ ่วมกบั เข็มขัดนริ ภัยและสายรัดตัวทุกครัง้ และตอ้ งทาจากเชอื กทม่ี ีคุณภาพดี

อุปกรณ์ป้องกนั อันตรายจากการตก
การใช้งานอุปกรณ์ป้องกันอนั ตรายจากการตก เมื่อต้องปฏิบตั ิงานท่ีมคี วามสงู ตั้งแต่ 4 เมตรขึน้ ไป
หรอื การทางานทีจ่ ะตอ้ งเสีย่ งตอ่ อนั ตรายจากการตกจากที่สูง จะต้องมีการใชเ้ ขม็ ขัดนิรภัยและชุดอุปกรณ์
สาหรบั รบั นา้ หนกั ของผปู้ ฏบิ ตั ิงาน รวมถงึ ตอ้ งมีการตรวจสอบอปุ กรณใ์ ห้มีความพร้อมสาหรับการใช้งาน
ไมแ่ ตกรา้ ว หรือเกดิ ความเสียหายจากการไหมไ้ ฟ การบิดเบย้ี ว การผดิ รูป เป่ือย ฉีกขาด การใชง้ านอปุ กรณ์
ป้องกนั อันตรายจากการตก จะตอ้ งไม่ผกู ยึดกับสง่ิ ต่อไปน้ี

x เสาค้ายันทแยงมมุ
x เสาค้ายันแนวดง่ิ
x ท่อสาธารณูปโภค

163

หลกั อาชวี อนามัยและความปลอดภยั 20001-10001

x รางไฟ
x วาล์วทกุ ชนิด
x โครงสร้างทีไ่ ม่แขง็ แรง
การบารุงรักษาเข็มขดั นิรภัยและอุปกรณ์ หลงั จากใชง้ าน ควรตรวจสอบอุปกรณท์ าความสะอาดด้วย
นา้ ธรรมดาหรือน้าสบู่ เช็ดให้แห้งและฝ่ังแดด หากมีการชารุดหรอื ฉกี ขาดควรแยกออกจากอปุ กรณท์ ่ีใชง้ าน
ได้ และเปลย่ี นอุปกรณ์อันใหม่ และควรใชอ้ ปุ กรณใ์ ห้เหมาะสมกบั ลักษณะงานเพื่อยืดอายุการใชง้ านให้
นานขน้ึ

การจงู ใจให้ผปู้ ฏบิ ัติงานใช้อปุ กรณป์ อ้ งกนั อนั ตรายสว่ นบุคคล

การใชอ้ ุปกรณ์ป้องกนั อันตรายส่วนบคุ คลเป็นสิ่งจาเปน็ ทจ่ี ะช่วยให้ผู้ปฏบิ ตั งิ านปลอดภยั จากการ
ปฏิบตั ิงาน จงึ ควรจูงใจผูป้ ฏิบตั ิงาน ดงั นี้

1. สร้างความเขา้ ใจให้ผปู้ ฏิบัตงิ านตระหนกั ถงึ ความสาคัญของการใชอ้ ปุ กรณป์ ้องกันอนั ตรายสว่ น
บคุ คล

2. จัดอุปกรณใ์ หเ้ พียงพอสาหรับการใช้งานและเหมาะสมกับงานหรืออันตรายทอ่ี าจได้รับ
3. บารงุ รกั ษาอุปกรณ์ใหม้ สี ภาพท่ดี ี เพ่อื ยดื อายุการใช้งาน
4. เมอื่ พบวา่ อุปกรณ์ชารุต ควรมีการเปลยี่ นหรือซอ่ มแซมใหม้ สี ภาพพร้อมใชง้ านอย่างปลอดภัย
5. จัดใหม้ ีแผ่นปา้ ยเตือนเพ่ือใหผ้ ้ปู ฏิบัตงิ านทราบว่ากาลงั ทางานอยูใ่ นพนื้ ท่ีอันตราย
6. ยกย่องชมเชยผทู้ ่ีปฏิบตั ถิ ูกต้อง และตกั เตอื นผูท้ ไี่ ม่ใช้อุปกรณ์ป้องกนั อันตราย
7. ผ้บู ังคบั บัญชาทกุ ระดบั ตอ้ งกระทาตนเป็นตวั อย่างท่ีดี

แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้หนว่ ยที8
ก. ราคาแพง
ตอนท่ี 1 จงเลือกคาตอบทถ่ี ูกตอ้ งท่ีสดุ เพียงข้อเดียว

164

หลกั อาชีวอนามัยและความปลอดภัย20001-10001

1. ขอ้ ใดกล่าวถงึ เครื่องปอ้ งกันอนั ตรายส่วนบคุ คลไดถ้ ูกต้อง

ก. เปน็ สง่ิ ทท่ี าให้แหลง่ กาเนิดมอี ันตรายน้อยลง

ข. เปน็ สิ่งทที่ าให้แหล่งกาเนิดไมม่ อี นั ตราย

ค. เปน็ สิง่ ทก่ี น้ั อันตรายจากแหล่งกาเนดิ

ง. เปน็ ส่งิ ที่ตอ้ งสวมใสต่ ามกฎหมายไมไ่ ด้ป้องกนั อันตรายใดๆ

2. เคร่ืองปอ้ งกนั อนั ตรายส่วนบคุ คลข้อใดไม่ควรนามาใช้

ก. ราคาแพง ข. ราคาถูก

ค. ลกั ษณะไม่สวยงาม ง. ขาดคณุ ภาพ

3. เคร่ืองปอ้ งกนั อนั ตรายส่วนบุคคลใช้เฉพาะบคุ คลขอ้ ใดกล่าวถกู

ก. ตอ้ งมคี วามสวยงามเหมาะกบั ผสู้ วมใส่

ข. ต้องมีราคาเหมาะกับผู้สวมใส่

ค. ต้องมขี นาดท่เี ป็นมาตรฐานสาหรับให้ผู้อื่นยมื ใช้ดว้ ย

ง. ตอ้ งมีขนาดพอดกี ับผ้สู วมใส่

4. เคร่ืองป้องกันอันตรายสว่ นบคุ คลจะต้องเลือกแบบที่ใช้งานงา่ ยเพราะเหตใุ ด

ก. ราคาต่ากวา่

ข. หาซ้อื ได้ง่ายกว่า

ค. เม่ือเกิดเหตฉุ ุกเฉนิ จะได้สามารถใชไ้ ดท้ ันที

ง. จะได้ไม่ต้องอบรมคนงานก่อนใชง้ าน

5. งานใดไมต่ อ้ งใช้หมวกนริ ภยั

ก. งานซ่อมแซมไฟฟ้า

ข. งานวิศวกร

ค. งานตัดเยบ็ เส้อื ผ้า

ง, งานก่อสรา้ ง

6.คนงานใดจาเป็นต้องใช้เครื่องป้องกนั หน้าและดวงตามากทส่ี ุด
ก. คนงานในแผนกผลติ ไสก้ รอก

165

หลักอาชีวอนามยั และความปลอดภยั 20001-10001

ข. พนักงานขายใน super market
ค. คนงานเจียร
ง. พนกั งานยกของ
7.เคร่ืองปอ้ งกนั หน้าข้อใดควรนามาใช้
ก. บอบบางนา้ หนักเบา
ข. แข็งแรง น้าหนักเบา ไม่ทาให้เกดิ อาการแพต้ ่อผิวหนัง
ค.นา้ หนกั เบา สีสันสวยงาม
ง.แข็งแรง น้าหนักปานกลาง ถอดยาก
8.เมือ่ ต้องทางานเกีย่ วข้องกบั รังสีแสงทจ่ี ้าเกินไป ควรใช้อุปกรณ์ขอ้ ใด
แวน่ ตาท่ีมีเลนส์เฉพาะ
ก. หมวกนิรภยั
ข.แวน่ ตาทม่ี ีเลนส์เฉพาะ
ค. แว่นสายตา
ง.เคร่ืองป้องกนั ใบหน้า
9.ในภาวะท่เี กิดฝนุ่ และควนั พิษในบรรยากาศอย่างหนัก ประชาชนควรนาหนา้ กากชนดิ ใดมาใช้
ก. หนา้ กากชนิด N95
ข. หนา้ กากกรองสารเคมี
ค. หนา้ กากชนดิ ส่งอากาศจากภายนอกเขา้ ไป
ง.หนา้ กากผา้ ธรรมดา
10. เหตกุ ารณ์เพลงิ ไหม้ เจา้ หน้าท่ที ่ีเขา้ ไปชว่ ยในเหตกุ ารณค์ วรใช้หนา้ กากชนิดใด
ก. หนา้ กากชนิดกรองอากาศ
ข. หน้ากากกรองสารเคมี
ค. หนา้ กาก ชนดิ Supplied - Air
ง. หนา้ กากกันแสง

11.ความดังระดบั ใดท่คี วรจะต้องใช้อุปกรณป์ ้องกันอนั ตรายระบบการไดย้ นิ

166

หลักอาชีวอนามยั และความปลอดภยั 20001-10001

ก. 90 เดซิเบล

ข. 20 เดซเิ บล

ค. 70 เดซิเบล

ง. 60 เดซเิ บล

12. คนงานท่ที างานสัมผสั กบั อาหารแชแ่ ข็งตลอดเวลา ควรเลือกใชถ้ งึ มอื ประเภทใด

ก. ถุงมอื ยาง

ข. ถุงมือป้องกันอณุ หภูมิ

ค. ถุงมอื ตาขา่ ยลวด

ง. ถุงมือปอ้ งกนั รังสี

13.ถงุ มือผ้าเหมาะกบั งานใด

ก. งานทเ่ี ก่ียวกับการเกษตร

ค. งานทเ่ี กี่ยวกบั สารเคมี

ข. งานทเี่ กย่ี วกับการชาแหละ

ง. งานที่เกยี่ วกบั ไฟฟ้า

14. ถงุ มอื ขอ้ ใดไม่ควรนามาใช้

ก. ถุงมอื ผา้ เปื้อนดิน

ค. ถงุ มอื ปอ้ งกนั ไฟฟา้ มีรอยขดี ข่วน

ข. ถงุ มอื ตาข่ายลวดสีทึบ

ง. ถุงมือปอ้ งกันอุณหภูมิราคาถูก

15. คนงานทที่ างานกบั เครือ่ งจกั รควรเลอื กชุดใดสาหรบั สวมใส่ขณะทางาน

ก. ชุดยีนส์ ข. ชดุ หมี

ค. ชดุ ยนู ฟิ อร์ม ง. ชุดทีเ่ ก่า ไม่ไดใ้ ช้แลว้

16. คนงานขอ้ ใดควรใช้อุปกรณ์ปอ้ งกันอันตรายของเทา้

ก. คนงานเย็บผา้ ข. คนงานผลิตอาหาร

ค. คนงานกอ่ สรา้ ง ง. คนงานทกุ คน

167

หลกั อาชีวอนามยั และความปลอดภัย20001-10001

17 คนงานข้อใดควรใช้อปุ กรณ์ป้องกนั อันตรายจากการตก
ก. พนกั งานทาความสะอาดกระจก
ข. พนักงานส่งของ
ค. พนกั งานเซก็ สตอ๊ กสนิ คา้
ง. พนักงานธุรการ

18. อุปกรณ์ป้องกนั อันตรายจากการตกขอ้ ใดไมค่ วรนามาใชเ้ ดด็ ขาด
ก. ไดร้ ับการรบั รองจาก มอก.
ข. ขนาดเลก็ แต่ทาจากวสั ดคุ ุณภาพดี
ค. ทาจากเชอื กที่เปื่อยง่าย
ง. มีสสี ะทอ้ นแสง

19 ขอ้ ใดควรปฏิบตั เิ ก่ยี วกับการจงู ใจให้ผ้ปู ฏบิ ตั งิ านใช้อปุ กรณป์ อ้ งกันอนั ตรายส่วนบุคคล
ก. บงั คบั ให้ทุกคนใช้
ข. ยกย่องชมเชยผูท้ ี่ปฏบิ ตั ิถูกตอ้ ง
ค. ให้ผู้ปฏิบัติงานใช้ 50% ถือวา่ ประสบความสาเรจ็ แล้ว
ง. ใหห้ ัวหน้างานเป็นผู้ดาเนินการจูงใจ

20. ขอ้ ใดควรคานงึ ถงึ เก่ยี วกับการจูงใจใหผ้ ูป้ ฏบิ ัตงิ านใช้อปุ กรณป์ ้องกันอันตรายส่วนบคุ คลมากทส่ี ุด
ก. จะตอ้ งมจี านวนเพยี งพอต่อการใชง้ านของคนงานทกุ คน
ข. ต้องเป็นอุปกรณ์ทซ่ี ้ือมาด้วยราคาสูง
ค. ต้องเป็นอปุ กรณ์ทผ่ี ู้บรหิ ารเลือกเองเทา่ น้นั
ง. ตอ้ งเป็นอปุ กรณท์ ่ผี ลติ จากตา่ งประเทศเท่านน้ั

168

หลักอาชวี อนามยั และความปลอดภัย20001-10001

(ตอนท่ี 2) จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้
1.จงอธบิ ายความหมายของเคร่ืองป้องกนั อันตรายสว่ นบคุ คล
2.จงบอกขอ้ จากดั ของเคร่ืองปอ้ งกนั อันตรายสว่ นบุคคล
3. จงบอกประเภทของหมวกนิรภัย
4. จงบอกประเภทของหน้ากากเชื่อม
5. จงอธบิ ายรายละเอยี ดของหนา้ กากชนิด N95
6. จงบอกประเภทของเครื่องปอ้ งกนั อันตรายจากการได้ยิน

7. จงอธบิ ายลกั ษณะของถงุ มอื แตล่ ะประเภท
8. จงอธบิ ายรายละเอียดของชุดปอ้ งกนั ความรอ้ น

169

หลกั อาชวี อนามัยและความปลอดภัย20001-10001

9.จงบอกประโยชน์ของรองเท้านริ ภัย

10. จงอธิบายประเภทของเข็มขัดนริ ภยั

ใบงานท่ี 8.1
ขั้นตอนการปฏิบตั กิ จิ กรรม
นกั เรียนเลอื กอุปกรณ์ปอ้ งกันอันตรายสว่ นบคุ คล 1 ชนดิ ศึกษาข้อมูลรายละเอียด คณุ สมบัติ วธิ กี ารใช้บนั ทกึ
ลงทีว่ ่างด้านลา่ งพร้อมรูปภาพประกอบ

สงิ่ ทไี่ ด้รบั จากการปฏิบตั ิกิจกรรม

ใบงานที่ 8.2
ขั้นตอนการปฏบิ ัติกจิ กรรม
นักเรียนพจิ ารณาภายในบ้านนักเรียน มีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายสว่ นบุคคลอะไรบ้าง บนั ทึกลงในทีว่ า่ ง
ด้านล่าง พรอ้ มบอกรายละเอียด วิธีการใช้ และใช้สาหรับป้องกนั อันตรายเกี่ยวกบั เร่ืองใด พร้อมท้งั เขียน
ประสบการณใ์ นการใช้ลงในทว่ี า่ งด้านล่าง

สง่ิ ท่ไี ดร้ บั จากการปฏิบตั กิ จิ กรรม

170

หลกั อาชวี อนามยั และความปลอดภัย20001-10001

หน่วยการรยี นรู้ท่ี 9 การปฐมพยาบาลเบอื้ งต้น
สาระสาคญั

การปฐมพยาบาลเป็นการช่วยเหลือผ้บู าดเจ็บกอ่ นทจี่ ะสง่ แพทย์ การปฐมพยาบาลที่ถกู วธิ จี ะลความ
รนุ แรงของอาการเจ็บป่วยให้บรรเทาลงได้ ดงั น้ันผู้ช่วยเหลือควรจะต้องมีความรเู้ กี่ยวกับการปฐมพยาบาบ
เป็นอยา่ งดี หากกระทาอยา่ งไมถ่ ูกวิธีหรอื ขาดความรู้เกย่ี วกับการปฐมพยาบาล จะก่อให้เกดิ ผลเสยี อย่าง
ร้ายแรงถึงข้ันเสียชวี ติ ได้

สาระการเรียนรู้

1.ความรู้ทัว่ ไปเกี่ยวกับการปฐมพยาบาล
2.ความรทู้ ่ีจาเป็นสาหรบั การปฐมพยาบาล
3. การปฐมพยาบาลผู้ป่วยตามอาการ

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

1.แสดงความร้ทู ัว่ ไปเก่ยี วกับการปฐมพยาบาลได้
2.ปฏิบตั ิตามความรูท้ ่ีจาเป็นสาหรบั การปฐมพยาบาลได้
3.ปฐมพยาบาลผู้ป่วยตามอาการได้

171

หลักอาชวี อนามัยและความปลอดภัย20001-10001

ความรทู้ ่วั ไปเกี่ยวกับการปฐมพยาบาล

ความหมายของการปฐมพยาบาล
การปฐมพยาบาล หมายถึง การให้ความช่วยเหลอื แกผ่ ู้บาดเจบ็ หรอื ผูป้ ว่ ยในสถานทเ่ี กิดเหตุ โดย

ใช้เคร่ืองมือหรืออปุ กรณ์เทา่ ทีม่ ี กอ่ นท่ีผูป้ ่วยจะได้รบั การดูแลจากแพทย์ หรือส่งต่อไปยังโรงพยาบาล
วตั ถุประสงคข์ องการปฐมพยาบาล เพ่ือช่วยชีวิตผู้ปว่ ยเป็นการลดความรุนแรงของการบาดเจบ็ ให้

บรรเทาลง รวมทง้ั ป้องกันความพกิ ารทีจ่ ะเกิดขึน้
ประโยชน์ของการปฐมพยาบาล มดี งั น้ี

1. ช่วยบรรเทาความบาดเจบ็ ของผปู้ ่วยก่อนส่งต่อแพทยเ์ พื่อทาการรกั ษา
2. ชว่ ยให้แพทย์ทราบสาเหตุของอบุ ัตเิ หตุหรืออาการเจ็บป่วยท่ถี กู ตอ้ งเน่ืองจากผใู้ ห้การปฐม
พยาบาลคือผ้ทู ีอ่ ยู่ใกล้ชดิ กับผปู้ ว่ ยก่อนส่งต่อแพทย์
3. ช่วยให้แพทย์วินิจฉยั และให้การรักษาได้อยา่ งถกู ต้องและรวดเรว็ ชว่ ยให้ประชาชนตระหนกั ถงึ
อันตรายของอบุ ัติเหตุ เพ่อื จะได้เกิดความระมัดระวงั และป้องกนั อบุ ัตเิ หตุต่างๆ ท่อี าจเกิดขึ้น
5. บคุ คลทมี่ คี วามรู้ความสามารถ ได้แสดงความช่วยเหลอื แก่ผบู้ าดเจ็บเม่ือเกดิ ภาวะคับขนั หรือเกดิ
เหตุการณ์ร้ายแรงก่อให้เกดิ การบาดเจ็บ

172

หลกั อาชวี อนามยั และความปลอดภยั 20001-10001

หลักการของการปฐมพยาบาล การปฐมพยาบาลจะต้องกระทาให้เรว็ ทสี่ ดุ โดยจะต้องคานึงถงึ
บุคคล 2 ฝา่ ย ได้แก่ ผูช้ ว่ ยเหลอื และผบู้ าดเจ็บ

1.ผชู้ ว่ ยเหลือ มกั เป็นบุคคลท่ีอยู่ในเหตกุ ารณ์ ซ่งึ การชว่ ยเหลอื ผ้ปู ว่ ยควรคานงึ ถึงหลกั การดงั นี้
-ความปลอดภยั ของสถานทีเ่ กิดเหตุ ซงึ่ จะต้องพิจารณาเป็นอนั ดบั แรกก่อนเข้าไปชว่ ยเหลือ
-การสารวจด้วยสายตา จะต้องใชส้ ายตาสารวจอย่างรวดเร็วเพอ่ื การวางแผนช่วยเหลอื โดยผชู้ ว่ ย
เหลอื จะต้องต้ังสติ ไม่ตื่นตระหนก เชน่ ผบู้ าดเจบ็ บางรายไมค่ วรได้รบั การเคลื่อนยา้ ย เพราะจะทาใหเ้ กิด
อนั ตรายมากขน้ึ เป็นต้น
-การเคล่อื นยา้ ยผบู้ าดเจ็บ โดยปกติผู้บาดเจบ็ เกย่ี วกับกระดกู สันหลังไม่ควรได้รบั การเคลือ่ นยา้ ย
-การเคล่อื นยา้ ยผูบ้ าดเจ็บ หรืออาจเคล่ือนยา้ ยในกรณีสถานทีท่ ีผ่ ู้บาดเจบ็ อยู่นัน้ ไม่ได้รับความ
ปลอดภัย หรือกรณที ผี่ ู้บาดเจ็บอยใู่ นนา้ อยใู่ นกองไฟ หรืออยกู่ ลางถนน
-ช่วยเหลอื อย่างนุ่มนวล การช่วยเหลือผูป้ ว่ ยจะต้องกระทาอย่างนุ่มนวล และระมดั ระวัง โดยให้การ
ชว่ ยเหลอื ตามลาดับของความสาคัญของการมีชีวติ หรอื ตามความรนุ แรงทีไ่ ด้รับบาดเจ็บ

2.ผู้บาดเจบ็ หรอื ผู้เคราะห์รา้ ยจากเหตุการณ์ อันตรายท่ไี ดร้ บั เรยี งตามลาดับความสาคัญไดค้ อื หยดุ
หายใจ เสียเลือดมาก หมดความรูส้ กึ เจ็บปวด กระดูกหกั
หลักท่วั ไปของการปฐมพยาบาล มดี งั น้ี

1. จดั สถานที่ใหม้ อี ากาศถา่ ยเทไดส้ ะดวก ห้ามคนมุงล้อม
2. พจิ ารณาใหแ้ นใ่ จวา่ ผ้ปู ว่ ยได้รบั อันตรายสว่ นใด และควรแก้ไขส่วนนั้นอย่างเร่งดว่ น
3. หากผู้ป่วยหมดสตใิ หถ้ อดเครอ่ื งแต่งกายหลวมๆ ยกเทา้ ให้สูงกว่าศรี ษะ
4. ไม่ควรเคล่อื นยา้ ยผู้ปว่ ย หากไม่แนใ่ จวา่ ผปู้ ่วยไดร้ ับอันตรายส่วนใดของรา่ งกาย หากเปน็ อาการ
เจบ็ ปว่ ยทกี่ ระดูกสนั หลัง เม่ือเคล่ือนยา้ ยผิดวธิ ีจะทาให้เกิดการพกิ าร กรณที ี่สถานท่ีนั้นไม่ปลอดภยั การ
เคลอ่ื นย้ายตอ้ งใหห้ ลงั ตรงโดยการดามดว้ ยไมก้ ระดาน
5. ห้ามเลือดทันที หากพบวา่ เลือดกาลังไหล
6. ตรวจชีพจรและการหายใจ หากผู้ป่วยหายใจไมส่ ะดวกตอ้ งชว่ ยให้ผู้ปว่ ยหายใจได้ทันที เช่น การ
ล้วงสง่ิ ท่อี ยใู่ นปากออก เปน็ ต้น
7. ขณะทาการปฐมพยาบาลควรพดู ให้กาลงั ใจเพ่ือลดความกงั วล
8. รบี นาผูป้ ว่ ยส่งโรงพยาบาลให้เรว็ ทสี่ ุด

173

หลกั อาชวี อนามัยและความปลอดภัย20001-10001

เหตุฉุกเฉินที่จะทาให้ผูเ้ สียชีวิต หากไม่ไดร้ บั การปฐมพยาบาลอยา่ งทนั ทว่ งที มีดงั นี้
1. การหยุดหายใจ ทาใหร้ า่ งกายขาดออกซิเจน ส่งผลใหเ้ สยี ชวี ิตได้ หากผู้ปว่ ยหยุดหายใจ
ให้รบี ทาการผายปอด ซ่ึงเปน็ วธิ ีท่งี า่ ยและไดผ้ ลดที สี่ ดุ
2.หัวใจหยดุ เตน้ ทาให้ไมม่ กี ารสบู ฉดี เลอื ดสาหรบั นาออกซเิ จนไปเลยี้ งร่างกาย ผู้ชว่ ยเหลอื
ต้องรีบทาใหก้ ระแสเลอื ดไหลเวยี นในร่างกาย โดยวิธีการนวดหวั ใจ
3.การเสยี เลอื ดจากหลอดเลอื ดใหญ่ขาด หากเลือดไหลออกจากร่างกายอยา่ งรวดเร็ว จะทา
ให้เสยี ชีวติ ได้ แก้ไขโดยการห้ามเลือด
4.ภาวะชอ็ ก เปน็ การตอบสนองของศูนย์ประสาทส่วนกลางในสมองของรา่ งกาย ที่ถูก
กระตุ้นดว้ ยความรสู้ กึ ท่ีสง่ มาจากตาแหน่งทีบ่ าดเจบ็ หรือมีความตกใจหรือความกลวั ร่วมอยู่ดว้ ย
ภาวะช็อกจะมคี วามรุนแรงหากมกี ารสูญเสียเลอื ดหรือน้าเหลอื งการช็อกสามารถทาให้ผู้ป่วย
เสยี ชีวิตได้ถงึ แม้วา่ การบาดเจ็บจะไม่รนุ แรงกต็ าม

การช่วยเหลอื ผู้ป่วยในเหตุฉุกเฉิน

ความร้ทู จี่ าเปน็ สาหรบั การปฐมพยาบาล

ในการปฐมพยาบาล ผูช้ ่วยเหลอื จะต้องมีความร้คู วามเข้าใจ ตลอดจนทกั ษะเบ้อื งต้นท่จี าเปน็ เพ่ือ
ให้สามารถช่วยเหลอื ผู้ปว่ ยได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ และไมเ่ ป็นอันตรายตอ่ ผูป้ ่วยด้วย ความรูท้ จี่ าเป็นมหี ลาย
ประการ ดงั นี้

1.การตรวจวัดชพี จร ชีพจร (Pulse) คอื คล่ืนท่ีเกดิ ข้นึ จากการขยายตวั และหดตัวของเส้นเลอื ดแดง
สลับกนั ไป คลืน่ ที่หดและขยายตัวนจ้ี ะตรงกับการเต้นของหวั ใจ อัตราการเต้นของชพี จร บอกถงึ ลกั ษณะ
อาการของคนปกติหรือผดิ ปกตอิ ย่างไรหรอื ไม่ และยังบอกถงึ ภาวะการเตน้ ของหัวใจครา่ วๆ ด้วยอัตราการ

174

หลักอาชีวอนามยั และความปลอดภัย20001-10001

เตน้ ของชพี จรของคนปกติ จังหวะการเต้นสม่าเสมอประมาณ 60-100 คร้งั ต่อนาที จะชา้ หรอื เร็วข้นึ อย่กู ับ
องค์ประกอบอื่นๆ ด้วย เชน่ กจิ กรรมทที่ าอยขู่ ณะนนั้ การตกใจ หลังรับประทานอาหาร เป็นตน้

การจบั ชีพจร โดยท่วั ไปสามารถตรวจชพี จรได้ดว้ ยตนเอง โดยการจับตามบริเวณตา่ งๆ ที่มี
เสน้ เลือดแดงอยใู่ กลก้ บั ผวิ หนัง การตรวจจับชีพจร มีดงั น้ี
ข้อมอื
ยน่ื มือไปขา้ งหน้างอศอกเล็กนอ้ ย หงายฝ่ามอื ขึ้นใชน้ ้วิ ชี้และนวิ้ กลางของอีกมอื อกี ขา้ งหนงึ่ วางทีข่ อ้ มือ
บริเวณโคนนว้ิ โปง้ กดลงเลก็ นอ้ ยจนกวา่ จะรู้สึกถึงการเต้นของชพี จร หากยงั ไม่พบสามารถขยับตาแหนง่
ของนิ้วทั้งสองไดจ้ นกวา่ จะพบ

การจบั ชีพจรท่ขี อ้ มือ
ลาคอ
วางนว้ิ ชแ้ี ละน้วิ กลางลงบนลาคอบริเวณใตก้ รามใกลก้ ับหลอดลม เป็นการจบั ชพี จรบริเวณเสน้ เลอื ดแดงแค
โรตกิ ทไ่ี ปเลย้ี งสมอง แตจ่ ะวัดชพี จรไดย้ ากกว่าบริเวณข้อมอื

การจบั ชพี จรทีค่ อ

175

หลกั อาชวี อนามยั และความปลอดภัย20001-10001

+เมอื่ จบั ชพี จรไดแ้ ลว้ ให้เรม่ิ นับอตั ราการเต้นของชพี จรใน 1 นาที โดยอาจจับเวลา 1 นาทีแลว้ นบั

จานวนครั้งของชพี จรท่ีเต้น หรอื จับเวลา 30 วินาที แลว้ นับจานวนชพี จรทเ่ี ตน้ นาไปคูณด้วย 2การตรวจ
ความผิดปกตขิ องจงั หวะการเต้นของหวั ใจ ควรจบั ชีพจรแล้วเฝ้าสงั เกตจังหวะชีพจรภายใน20-30 วนิ าที เพ่ือ
สังเกตความผิดปกติ อยา่ งไรกด็ มี ีปจั จยั ต่างๆ ที่มีผลต่อการเต้นของหัวใจ ดังน้ันจึงควรพักกจิ กรรมต่างๆ เป็น
เวลาอยา่ งนอ้ ย 5 นาที ผใู้ หญ่จะมชี พี จรเตน้ 60-100 ครงั้ /นาที แตผ่ ู้ทีส่ ขุ ภาพแข็งแรงหรือนักกีฬามกั มีชีพจร
ต่า โดยอาจมีอัตราการเต้นของหวั ใจขณะพกั อยทู่ ีเ่ พียง 40-60 ครั้ง/นาทีผทู้ ่มี ีชีพจรเต้นเร็วเกิน 100 คร้งั ตอ่
นาที จะมอี าการใจสนั่ หายใจหอบ เหนื่อย อ่อนลา้ รสู้ ึกหววิ เปน็ ลมหมดสติ หรืออาจเกดิ ภาวะหัวใจวายและ
เสยี ชีวิตได้ ส่วนผทู้ ภี่ าวะหัวใจเต้นช้า ชา้ จนไม่สามารถสบู ฉดี เลอื ดและนาออกซเิ จนไปเลีย้ งอวยั วะสว่ น
ตา่ งๆ ตามรา่ งกายได้อย่างเพียงพอทาใหม้ อี าการเหน่ือย อ่อนเพลียวงิ เวียนศีรษะ มีนงง หากมีอาการร้ายแรง
อาจทาใหค้ วามดนั โลหิตผิดปกติ เปน็ ลมบ่อย หัวใจวายหรือหัวใจหยุดเต้นได้

2.การผายปอด คือ การชว่ ยใหอ้ อกซิเจนผา่ นเขา้ ไปทางปาก จมกู เข้าสูป่ อดได้เพยี งพอ เพือ่ ฟอก
โลหิตเขา้ ส่หู ัวใจ และสบู ฉีดเข้าไปเลี้ยงสมองและร่างกายตามปกติ หากเซลล์สมองขาดออกซเิ จนเพียง5
นาที จะทาใหไ้ ม่สามารถกลบั ไปทางานได้ตามปกติอกี หรืออาจถงึ ขั้นเสียชวี ิตได้ การผายปอด ควรปฏิบัติ

ดังน้ี

1. ใหผ้ ปู้ ว่ ยนอนในท่าที่เหมาะสม ให้ศีรษะต่า ปลดเสื้อผา้ ใหห้ ลวม
2.ตรวจดภู ายในปากว่ามีอะไรค้างอยหู่ รอื ไม่ หากมใี หเ้ อาออกใหห้ มดเชด็ นา้ ลาย เสมหะ หรอื เลือด
เสียก่อน ตรวจดูอยา่ ให้ล้ินจกุ คอ เอยี งหนา้ ไปขา้ งใดขา้ งหน่งึ
3.หากแนใ่ จวา่ ผูป้ ว่ ยหยดุ หายใจใหร้ บี ผายปอดทนั ที เพื่อไมใ่ หเ้ ซลล์สมองขาดออกซิเจน
4.การทาการผายปอดจะต้องมจี งั หวะทีเ่ ท่าๆ กัน กับการหายใจจรงิ ผู้ใหญป่ ระมาณ 12 ครง้ั ต่อนาที
หากเป็นเดก็ ประมาณ 20 ครง้ั ครัง้ ต่อนาที

การผายปอดโดยวธิ ีเป่าปาก ใหผ้ ปู้ ่วยนอนหงายวางศีรษะใหต้ า่ กว่าไหลเ่ ล็กนอ้ ย และให้
แหงนศรี ษะไปขา้ งหลงั เท่าท่ีจะทาได้ เพ่ือให้ทางเดินหายใจของผู้ปว่ ยโล่ง ล้นิ ไมม่ าจกุ ท่ีคอหอย ใช้
มือหนงึ่ บบี จมูกของผู้ปว่ ย ใช้น้วิ หัวแมม่ ือของอกี มอื หน่งึ แหยเ่ ข้าไปในปากผูป้ ่วยเพอื่ ดงึ คางใหอ้ า้
ออก หายใจเข้าลกึ ๆ อ้าปากใหก้ วา้ งๆ เอาปากประกบกับปากผ้ปู ่วยใหแ้ น่นแล้วเปา่ ลมเขา้ ไปในปาก
ผ้ปู ว่ ย ดวู ่าหน้าอกผู้ป่วยพองขนึ้ หรือไม่ ถา้ พองขน้ึ แสดงว่าลมเข้าไปในปอดได้ดี ถอนปากทป่ี ระกบ
ออกเพื่อใหผ้ ปู้ ว่ ยได้หายใจออกเอง เมือ่ ผปู้ ่วยหนา้ อกยบุ ลงก็เปา่ ลมเขา้ ไปในปากผปู้ ว่ ยอกี ทาเชน่ นี้

176

หลกั อาชวี อนามยั และความปลอดภยั 20001-10001

ไปเรื่อยๆ ประมาณ15-20 ครั้ง ตอ่ นาทีจนกวา่ ผู้ปว่ ยจะหายใจได้เอง ระหวา่ งปฏบิ ตั ิให้ศีรษะผปู้ ว่ ย
แหงนไปขา้ งหลังตลอดเวลา

การผายปอดโดยวธิ ีเปา่ ปาก

การผายปอดโดยวิธเี ป่าจมกู ใหผ้ ปู้ ่วยอยู่ในท่าเช่นเดยี วกับวิธเี ป่าปาก แต่ใช้มอื ขา้ งหนึ่งดนั คางผู้ปว่ ย
ให้ปากปิดสนทิ หายใจเข้าลกึ ๆ เอาปากประกบลงไปบนจมูกผูป้ ว่ ยใหแ้ นบสนทิ แลว้ เป่าลมเขา้ ไปดว่า
หนา้ อกผู้ป่วยพองขึ้นหรือไม่ ถา้ พองขึน้ แสดงวา่ ลมเขา้ ไปในปอดได้ดี ถอนปากออกแล้วให้มอื จบั คางผ้ปู ่วย
ให้อ้าออก เพอื่ ให้ผ้ปู ว่ ยหายใจออกได้ทางปาก เมื่อผู้ป่วยหนา้ อกยบุ ลง ก็เปา่ ลมไปทางจมกู เชน่ เดมิ อีก ทา
เชน่ นไ้ี ปเรื่อยๆ จนกวา่ ผปู้ ว่ ยจะหายใจเองได้

การผายปอดโดยวธิ ียกแขนกดหลัง ใหผ้ ู้ปว่ ยนอนคว่า แขนทงั้ 2 ขา้ งพบั เข้าหากัน หนุนอยใู่ ต้คางผู้
ชว่ ยเหลือนง่ั คุกเขา่ อยูเ่ หนือศีรษะผู้ป่วยวางฝา่ มอื ลงบนหลังของผปู้ ว่ ยใตต้ ่อกระดูกสะบัก ข้างละมอื ใหห้ ัว
แม่มือมาจรดกนั กางนิ้วมอื ทั้ง 2 ขา้ งออก โน้มตัวไปข้างหน้า แขนเหยยี ดตรง ใช้นา้ หนักตวั กดลงบนแผ่น
หลงั ของผปู้ ่วย จากน้ันยา้ ยมือทงั้ 2 ขา้ งมาจับต้นแขนผู้ป่วยแล้วโอ้ตัวกลับพรอ้ มกบั ดงึ ข้อศอกของผู้ปว่ ยมา
ด้วย จะทาให้ปอดของผู้ปว่ ยขยายตัว อากาศไหลเขา้ ไปได้ทาไปเรอ่ื ยๆ จนกว่าผปู้ ว่ ยจะหายใจไดเ้ อง หาก
กระทาอย่างถูกวิธี และหัวใจของผปู้ ว่ ยยังเต้นอยู่ตลอดเวลา ผปู้ ่วยจะดูดขี ้ึนและกลับมาหายใจได้อีกคร้งั

การผายปอดโดยวิธียกแขนกดทรวงอกใหผ้ ้ปู ่วยนอนหงาย วางศรี ษะให้ต่ากวา่ ไหลเ่ ล็กนอ้ ยพบั แขน
ผปู้ ่วยเข้าหากันไวบ้ นอก ผู้ช่วยเหลือนงั่ คุกเขา่ อยู่เหนือศีรษะผูป้ ่วย จับข้อมอื ผปู้ ่วยทงั้ 2 ข้าง ข้างละมือโอ้ตวั
ไปข้างหนา้ เหยียดแขนตรงกดลงไปตรงมอื ของผปู้ ่วย ซง่ึ เป็นการกดทรวงอกของผู้ป่วยใหห้ ายใจออกขับเอา
นา้ ออกมา แล้วโอต้ ัวไปข้างหลงั พร้อมกบั จับแขนผู้ปว่ ยทัง้ 2 ข้างดึงแยกขน้ึ ไปขา้ งบนให้มากทสี่ ุดเท่าที่จะทา
ได้ จะทาใหป้ อดผ้ปู ่วยขยายตวั ทาให้อากาศไหลเข้าไปได้ ทาไปเร่ือยๆ จนกว่าผ้ปู ว่ ยจะหายใจได้เอง

177

หลักอาชวี อนามยั และความปลอดภัย20001-10001

3.การพนั แผล การพันแผลจะช่วยลดการเสียเลือด ห้ามเลือด ลดอาการเจ็บปวด และปอ้ งกนั ไม่ให้
แผลติดเช้ือ ผ้าท่นี ามาใชพ้ นั แผลนน้ั ขึ้นอย่กู ับสถานการณ์ในขณะนน้ั เช่น ผ้าพนั คอ ผา้ ขาวมา้ ผา้ คลุมผม
หรือเส้ือท่ใี ส่อยู่ในขณะน้ัน การพันแผล ควรยึดหลกั ดังน้ี

1. ม้วนผ้าให้แน่น
2. การพนั ผา้ จะต้องพันจากด้านลา่ งขน้ึ ข้างบน พนั จากด้านในออกมาด้านนอก และใหพ้ นั ผ้าหนา
ประมาณ 2-3 รอบ
3. อย่าพนั แผลแน่นจนเกินไป เมื่อพันจนพอแล้วให้ฉกี ผา้ ออกเป็น 2 หาง แลว้ ผูกไว้ หรือใชเ้ ขม็ กลดั
หรอื ปิดด้วยผ้ายาง
4. หลังจากพันผา้ ครงึ่ ช่ัวโมง ใหส้ ังเกตดูวา่ ผา้ หลุด หรือมีปญั หาอื่นๆ หรือไม่
4.การพันแผลในบรเิ วณตา่ งๆ ของร่างกาย มดี ังนี้
1. แผลบริเวณนิว้ มือและนว้ิ เทา้ ให้เร่มิ พนั จากโคนนว้ิ แล้วพนั เกลยี วขึ้นไปหาปลายนว้ิ ทบั กนั
ประมาณ 1/4ของสว่ นกว้าง พนั ปลายนิ้วมาหาโคนนิ้ว 2-3 ครั้ง แล้วพันใหม่อกี ครั้ง จากน้ันใช้ผ้ายางสาหรับ
ปดิ แผลปิดปลายผ้าหรือมดั โดยฉีกปลายออก 2 แฉก หากแผลอย่ใู กลก้ บั โคนน้วิ มากให้พันทอดขา้ มไปมา
จากโคนน้ิวกบั ขอ้ มือ

แผลบรเิ วณน้วิ มือ
2. แผลบริเวณแขนและขา เร่ิมพันจากส่วนทค่ี อดทสี่ ุด เช่น ขอ้ มอื และข้อเทา้ โดยเรม่ิ พัน 2-3 รอบ
กอ่ นจากนั้นใหพ้ ันให้ทับเหลื่อมกนั การพันแตล่ ะรอบ ให้หักผ้าพันแผลตอนทีพ่ นั มาถงึ กลางมอื ขึ้นหรือลงก็
ได้ เพ่อื ให้ตรงขา้ มกบั เส้นทางเดมิ เมื่อพนั ผา้ เรยี บร้อยแล้วใช้ผา้ ยางปดิ แผลทับปดิ ปลายหรือมัดปลายโดยฉกี
ออก 2 แฉก

178

หลกั อาชวี อนามัยและความปลอดภยั 20001-10001

แผลบรเิ วณขา
3. แผลทศ่ี ีรษะ เริ่มพนั รอบศีรษะก่อน เม่ือรอบหนา้ ผากแล้วให้ตัง้ ตน้ จากกลางหนา้ ผาก แลว้ ใช้มือ
กดปลายผา้ ทพี่ ันไวท้ อดขา้ มไปมาใหร้ อบศีรษะหนง่ึ เสร็จแลว้ ใชผ้ ้ายางปดิ ปลาย

แผลที่ศีรษะ
4. แผลทคี่ างและใบหนา้ เร่มิ พนั รอบศีรษะ 2 รอบในแนวนอน จากนัน้ ให้เริ่มพนั ในแนวตงั้ ฉากกบั
แนวแรก โดยใชม้ อื กดไว้แล้วพับขา้ มศรี ษะย้อนลงมาใตค้ างเป็นแนวต้งั ฉากกบั รอบศีรษะ โดยพัน3-4 รอบ
แลว้ กลับมาพันรอบศีรษะอีกคร้งั หนง่ึ จากนั้นมัดปลายทงั้ สองขา้ งให้แนน่ หรืออาจจะใช้ผ้ายางติดปลายกไ็ ด้

การปฐมพยาบาลผปู้ ว่ ยตามอาญการ

เม่อื ประสบเหตุ ผ้ชู ่วยเหลือจะต้องพจิ ารณาเป็นอนั ดับแรกว่าผู้ป่วยมอี าการอยา่ งไร เพื่อจะได้
ชว่ ยเหลือตามอาการได้อย่างถูกต้อง อาการของผู้ปว่ ยมดี ังน้ี

1.หมดสติจากการเปน็ ลม คือ อาการหมดสตชิ ่ัวคราว เน่ืองจากเลอื ดไปเล้ยี งสมองไม่พออาจเกิดจาก
เหนื่อยจดั หวิ จัดหรือเครยี ด การปฐมพยาบาลควรปฏิบัติ ดงั น้ี

-นาเข้าไปในสถานที่ทมี่ ีอากาศถา่ ยเทสะดวก
-ใหน้ อนราบ คลายเสือ้ ผา้ ออกให้หลวม
-ใชผ้ า้ ชบุ น้าเยน็ เช็ดเหง่ือที่หนา้ ผากและเท้า
-ใหผ้ ูป้ ่วยดมแอมโมเนีย

179

หลกั อาชวี อนามัยและความปลอดภยั 20001-10001

-หากผู้ปว่ ยมใี บหน้าขาซีดให้นอนศีรษะต่า หากมใี บหนา้ แดงให้นอนศรี ษะสูง
2.ชอ็ ก เปน็ สภาวะทเ่ี ลือดไม่สามารถนาออกซิเจนไปเล้ยี งเนื้อเยือ่ ตา่ งๆ ท่วั รา่ งกายได้เพียงพอผู้ปว่ ย
ท่ซี อ้ื กจะมอี าการหน้าซีด เหงอ่ื ออก ตัวเย็น คลน่ื ไส้ อาเจียน รูมา่ นตาขยายโตข้ึนท้งั สองขา้ งหากไม่รบี นาส่ง
โรงพยาบาล จะทาให้เสยี ชวี ิตได้ การปฐมพยาบาล ควรปฏบิ ัติ ดงั นี้

-นาเขา้ ในท่ีร่ม อากาศถา่ ยเทสะดวก ปลดเสอ้ื ผ้าให้หลวม
-นอนราบไมต่ ้องหนุนศีรษะ ยกปลายเท้าให้สูงในชว่ ง 30 นาทแี รก
-หากผู้ป่วยไม่รู้สึกตวั ใหน้ อนตะแคงหันหน้าไปขา้ งใดขา้ งหน่ึง
-หากมีบาดแผลใหร้ บี หา้ มเลือด
-หา้ มใหอ้ าหารหรือนา้ ทางปาก ใหส้ งั เกตอาการหายใจเป็นระยะ
-รีบนาส่งแพทยท์ ันที

3.บาดแผลปิด คือบาดแผลทีไ่ มม่ ีรอยแยกของผิวหนงั ปรากฏใหเ้ ห็น เกิดจากถูกกระแทกจาก
ของแข็งที่ไมม่ ีคม มกี ารฉกี ขาดของเนอื้ เย่ือและเส้นเลือดฝอยใตผ้ ิวหนัง มองภายนอกจะเห็นเป็นอาการ
ฟกชา้ เปน็ จาเลือด หากฟกช้ารนุ แรงอาจถึงข้ันกระดูกแตกหรอื หักได้ การปฐมพยาบาลบาดแผลปดิ ควร
ปฏบิ ัติดงั น้ี

-ยกสว่ นทีบ่ าดเจ็บให้อยใู่ นท่าทส่ี บาย
-ประคบเยน็ และรัดสว่ นท่ฟี กชา้
-หากพบว่าขอ้ เคลด็ และกระดกู แตกหรอื หกั ให้รบี นาส่งแพทย์ทนั ที
4.บาดแผลเปดิ แบง่ ออกเป็น
-แผลถลอก เปน็ แผลตื้น มีเลือดออกเลก็ น้อยให้รีบล้างแผล และใสย่ าฆ่าเช้ือ
-แผลฉีกขาด เกดิ จากวตั ถทุ ไี่ มม่ คี ม แต่มแี รงกระชากหรือแรงกระแทกพอทจี่ ะทาให้
ผิวหนงั หรือเนื้อเย่ือใตผ้ วิ หนังฉกี ขาดได้ ลักษณะขอบแผลจะขาดกะรุ่งกะร่ึง ผ้บู าดเจบ็ จะร้สู ึก
เจ็บปวดมากการปฐมพยาบาลควรทาความสะอาดแผลและรอบบาดแผลด้วยน้าสบู่หา้ มเลอื ดด้วยผา้

180

หลกั อาชวี อนามยั และความปลอดภัย20001-10001

สะอาด แล้วลา้ งแผลด้วยนา้ ยาฆ่าเชื้อ ปิดดว้ ยปลาสเตอร์หรอื ผ้าพันแผล หากแผลใหญ่หรอื มีเนื้อเย่อื
ฉีกขาด ควรรบี นาสง่ แพทย์

-แผลตัด เกดิ จากของมีคม หากบาดแผลลกึ เลอื ดจะไหลมาก แผลชนดิ น้จี ะหายเรว็
ประมาณ 3-7 วัน เน่ืองจากขอบแผลอยู่ชดิ กัน การปฐมพยาบาลควรหา้ มเลอื ดและรีบนาสง่
โรงพยาบาล กรณที ี่มีอวัยวะถกู ตดั ขาดให้นาใส่ถงุ พลาสตกิ ทส่ี ะอาด ปดิ ปากถงุ ให้แน่น ไมใ่ ห้น้าเข้า
แชใ่ นถงั น้าแขง็ และรีบนาส่งโรงพยาบาลพร้อมผปู้ ่วย

-แผลถกู แทงเกดิ จากวัตถปุ ลายแหลมเชน่ เหลก็ แหลม เศษไม้ตะปูเปน็ ต้นแผลประเภทนี้จะ
เล็กแต่ลกึ หากถูกอวยั วะสาคญั จะทาให้มเี ลือดออกมา หรือเลอื ดออกภายในได้การปฐมพยาบาล ให้
หา้ มเลือด แลว้ รบี นาส่งแพทย์ หากมวี ตั ถปุ ักคาอยู่ ห้ามนาออกใหใ้ ชผ้ ้าสะอาดกดรอบแผลและใชผ้ า้
พันไว้ แล้วรีบนาสง่ แพทย์

แผลถลอก
5.บาดแผลถกู ความร้อน เป็นบาดแผลท่ีเกดิ จากไฟไหม้ น้ารอ้ นลวก ถูกกรด ดา่ ง สารเคมที าให้
เนอื้ เย่อื มบี าดแผลตั้งแต่บาดเจ็บเลก็ น้อยจนถงึ เสยี ชีวิต การปฐมพยาบาลควรปฏิบัติ ดงั นี้

-ราดด้วยนา้ เย็น หรือเปิดให้น้าไหลผา่ นบริเวณแผล
-รบี ถอดหรือตัดเส้ือผ้า เคร่ืองประดบั ออกจากบริเวณทถี่ กู ความรอ้ น หากสิง่ เหลา่ น้ีติดกบั
บาดแผลหา้ มถอดออก
-หากบาดแผลไมร่ ุนแรงใหท้ ายาสาหรบั แผลไฟไหม้ แล้วปิดดว้ ยผ้าสะอาด (หา้ มใช้ข้ผี ้ึง
ไขมนั หรือยาสฟี ันทาทบี่ าดแผล
-หากแผลกว้างและลึก หรือถูกอวัยวะสาคญั ให้รีบนาสง่ แพทย์ โดยใหผ้ ปู้ ว่ ยนอนลงยกและ
พยุงขาใหส้ ูงระหวา่ งรอรถพยาบาลหรือทีมช่วยเหลือ ควรตรวจบนั ทกึ การหายใจและชีพจรทุกๆ 10
นาที
6.กระดูกหัก การปฐมพยาบาลทีด่ ที ี่สดุ สาหรับผูป้ ่วยกระดูกหัก คอื ห้ามเคล่ือนยา้ ย เพราะหากมีการ
เคลื่อนย้ายอย่างผดิ วธิ จี ะทาให้ผ้ปู ่วยบาดเจบ็ มากข้ึน หากมอี าการเลือดออกดว้ ยให้รีบหา้ มเลอื ดไว้ก่อน หาก

181

หลักอาชวี อนามัยและความปลอดภยั 20001-10001

มอี าการชอ็ กกใ็ ห้รกั ษาอาการช็อกก่อน กรณีท่จี าเป็นต้องมีการเคลอื่ นย้ายใหเ้ ขา้ เฝือกชั่วคราวณ ท่ีผ้ปู ่วยนอน
อยู่ หากมีแผลให้หา้ มเลอื ดก่อนเข้าเฝอื ก สงิ่ ท่ีต้องระวงั คือ หากกระดูกสันหลงั หรอื กระดกู ต้นคอหัก และมี
การเคลื่อนย้ายผดิ วิธี จะทาให้ผปู้ ่วยพิการตลอดชีวิต

การใส่เฝือกชวั่ คราว เป็นการดามบรเิ วณทห่ี กั ด้วยเผือกชว่ั คราวอยา่ งถกู ต้องและรวดเร็ว จะชว่ ยให้
บรเิ วณที่หกั อยูน่ ิง่ ลดความเจ็บปวดลงได้ การใสเ่ ฝอื กชั่วคราวให้ใชว้ ัสดทุ ี่หางา่ ย เช่น ไม้ กระดาษ
หนังสอื พิมพพ์ ับหนา หมอน ร่ม กระดานฯลฯ นามาดามบรเิ วณท่กี ระดกู หกั แล้วผกู ด้วยเชือกหรือผ้า เพื่อ
ไม่ใหบ้ รเิ วณน้ันขยบั ไปมาได้

7.สารเคมีเขา้ ตา หากสารเคมีเข้าตา จะต้องช่วยเหลือทันที หากช้าจะทาให้ตาบอดได้การปฐม
พยาบาล ควรปฏบิ ัติดังนี้

- ล้างดว้ ยนา้ สะอาดประมาณ 20 นาที โดยใช้วธิ เี ปดิ น้าจากกอ๊ กเบาๆ หรือเทนา้ จากแก้วลา้ งตาทโ่ี ดน
สารเคมี ระวังอยา่ ใหน้ ้ากระเด็นเขา้ ตาอกี ข้างหนงึ่ จากน้นั ปิดตาดว้ ยผา้ สะอาด และรบี นาสง่ แพทย์ทนั ที

8.สารพษิ เข้าสรู่ า่ งกาย สารพิษมีหลายชนิด อาจเกิดข้ึนจากสารเคมี หรือผลิตผลของแบคทีเรียหรือ
จากพืช สามารถเขา้ สูร่ ่างกายไดท้ งั้ ทางปาก จมกู และผิวหนงั สารพิษแบง่ ออกเปน็ 2 ชนิด ได้แก่

1. สารพิษชนดิ กดั ทาลาย แบ่งเปน็ กรด และด่าง
กรด เปน็ สารเคมีทมี่ ีรสเปรยี้ ว ละลายนา้ ได้ เชน่ กรดเกลอื กรดกามะถนั กรดน้าส้มกรดคารบ์ อลิก
เช่น น้ายาล้างห้องนา้ ยาดับกล่ิน และยาฆ่าเชอ้ื โรคต่างๆ เมื่อเข้าสรู่ ่างกายทางปากจะมีอาการเจ็บปวดมาก
บรเิ วณท่ถี ูกกรดกัด โดยจะไหม้ตัง้ แต่ปาก คอไปถงึ ทอ้ ง บางรายอาเจยี นออกมาเองบางรายมีอาการท้องเดิน
เลอื ดออกในลาไส้ หรืออุจจาระเปน็ เลือดแลว้ หมดสติ การปฐมพยาบาลผปู้ ว่ ยทไ่ี ด้รบั กรดเขา้ สู่ร่างกาย คอื
การทาให้กรดน้ันเจอื จางโดยใหด้ ืม่ นา้ หรือโซดามากๆ หรืออาจใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต หรืออาจให้ดื่มไข่
ผสมน้ามันพืช เพ่ือไมใ่ ห้กระเพาะอาหารถูกกดั มาก ซ่ึงการปฐมพยาบาลดงั กลา่ วจะต้องกระทาทันทที ่ีไดร้ ับ
สารพษิ
ด่าง เปน็ สารเคมชี นิดท่ลี ะลายน้าได้ มีลกั ษณะลื่นคลา้ ยสบู่ เชน่ โซดาไฟหรือโซดาซกั ผา้ ปนู ขาว
นา้ ยาล้างพน้ื นา้ ยาลา้ งกระจก เมือ่ รา่ งกายไดร้ ับด่างจะทาให้อวยั วะยอ่ ยเป็นหุ้น มีอาการเจ็บ ปวด แสบตัง้ แต่
คอไปจนถงึ กระเพาะอาหารลาไส้ อาเจยี นและอาจเสียชีวิตได้ การปฐมพยาบาลผทู้ ่ไี ดร้ ับดา่ งเข้าสรู่ ่างกาย

182

หลกั อาชวี อนามัยและความปลอดภยั 20001-10001

จะต้องทาให้ว่างเจือจางโดยดื่มน้า หรือนมเข้าไปมากๆ หรือใหด้ ื่มน้าสม้ สายชูเจือจาง หรือน้ามะนาว แลว้
ตามด้วยนมเพ่ือชว่ ยเคลือบผิวกระเพาะอาหาร นอกจากน้ีการกินนา้ มันพืชหรือไข่ขาวกจ็ ะชว่ ยเคลอื บ
กระเพาะอาหารเชน่ กนั หลงั จากทาใหว้ า่ งเจือจางแลว้ ควรรีบนาผู้ปว่ ยสง่ แพทยท์ ันที

2. สารพษิ ท่ไี มใ่ ช่ชนดิ กัดทาลาย แบง่ ออกเป็น สารเสพติด ยาฆ่าแมลงสารเสพตดิ ออกฤทธก์ิ ด
ประสาทสว่ นกลาง เชน่ ฝ่ิน มอรฟ์ นี เฮโรอนี ซ่งึ ฝุ่นและมอร์ฟีน ใช้เป็นยาระงบั ปวดได้ หากใช้ตดิ ต่อกนั เป็น
เวลานาน และใช้ปรมิ าณมาก จะทาให้กดประสาทสว่ นกลาง ทาใหเ้ กิดอาการง่วงซึม ปวดศีรษะ หายใจชา้
หมดสติ การปฐมพยาบาลผทู้ ่ีได้รับสารเสพติดคือ ทาให้ผู้ป่วยอาเจียนออกมา โดยให้ดื่มชา หรือกาแฟแกๆ่
หากมีปัญหาเกย่ี วกับการหายใจ เช่น หายใจช้าหรือไม่ค่อยหายใจ ควรทาการผายปอด

ยาฆ่าแมลง สว่ นใหญ่เป็นส่วนประกอบของออแกนกิ ฟอสฟอรสั ซ่ึงเปน็ พวกที่ดูดซมึ เข้าไปได้ทัง้
ทางผวิ หนัง ลมหายใจ ปาก อาการท่เี กิดขน้ึ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ไดแ้ ก่

ระยะแรก เม่อื ไดร้ ับยาแล้วประมาณหนึง่ ชวั่ โมงครึ่งถึงสองช่ัวโมง จะมีอาการคลื่นไส้มนี งง
ออ่ นเพลยี ม่านตาหดเล็ก

ระยะทสี่ อง มีอาการหมดสติ ชักกระตุกหายใจลาบาก และอาจเสยี ชวี ิตมีอาการกระสับกระส่าย
น้าลายไหลเหงอ่ื ออกกลา้ มเน้ือกระตกุ หนังตาและหนา้ อกสั่นพูดไมช่ ัด หายใจลาบาก

ระยะทส่ี าม มีอาการหมดสติ ชักกระตกุ หายใจลาบาก และอาจเสยี ชวี ติ

การปฐมพยาบาลผ้ปู ่วย ควรทาให้อาเจียน หากระบบหายใจขดั ขอ้ งตอ้ งผายปอด และรีบนาส่งแพทยท์ นั ที
9. คนจมน้า ผู้ทีจ่ มน้า จะมีอาการหน้าเขียว หายใจขดั หมดสติ หากรุนแรงหัวใจอาจหยดุ เต้นได้ การ

ปฐมพยาบาลผปู้ ว่ ยท่ีจมน้า การปฐมพยาบาลผปู้ ว่ ยจมน้า ควรปฏบิ ตั ดิ งั น้ี
1. ผายปอด เป็นวธิ ีการช่วยเหลือท่ีดที ่สี ุด แตผ่ ูป้ ฐมพยาบาลจะตอ้ งมีความรู้ความเขา้ ใจ หรือมที ักษะ

เปน็ อย่างดี หากทาผดิ วิธจี ะก่อให้เกิดอันตรายมากกวา่
2. นวดหวั ใจ หากผปู้ วยหวั ใจหยดุ เตน้ จะต้องทาการนวดหวั ใจไปพร้อมๆกบั การจบั ชีพจร หรอื

เปลือ้ งเสอื้ ผา้ ให้หลวม
3. เอานา้ ออกจากปอด พยายามเอานา้ ออกจากปอดของผูป้ ่วยให้เรว็ ที่สดุ
4. ใหผ้ ปู้ ว่ ยนอนตะแคง หากผายปอดโดยการเปา่ ปากไม่ได้ผล ควรจับผปู้ ว่ ยนอนตะแคง แลว้ ตบ

หลังช่วงระหวา่ งสะบักและไหล่ท้งั สองขา้ ง เผื่อว่ามีอะไรมาอดุ ทางเดนิ หายใจจะได้หลดุ ออก จากน้นั ทาการ
ผายปอดด้วยวิธเี ปา่ ปากตอ่ ก่อนนาส่งแพทย์

183

หลกั อาชีวอนามัยและความปลอดภัย20001-10001

แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้หน่วยที่9
ตอนที่ 1 จงเลือกคาตอบทถ่ี ูกตอ้ งท่ีสุดเพยี งขอ้ เดยี ว
1. ข้อใดเป็นการปฐมพยาบาล
ก. การห้ามเลอื ดให้ผปู้ ว่ ยก่อนนาสง่ โรงพยาบาล
ข. การไปเย่ียมเพ่อื นท่ีป่วยอยู่ทโี่ รงพยาบาล
ค. การช่วยกนั นาผ้ปู ่วยสง่ โรงพยาบาล
ง. การโทรศพั ทเ์ รียกรถพยาบาลมารบั ผ้ปู ว่ ย
2. ข้อใดเปน็ หลกั การของการปฐมพยาบาลทถี่ กู ต้องทส่ี ุด
ก. ตอ้ งช่วยให้ผู้ป่วยหายจากการเจ็บป่วย
ข. ตอ้ งกระทาให้เรว็ ท่สี ุด
ค. ต้องกระทาต่อหน้าบคุ คลหมู่มาก
ง. ต้องชว่ ยผู้ป่วยพอสมควร ทเ่ี หลอื เป็นหน้าที่ของแพทย์
3.ผู้ป่วยข้อใดทีไ่ ม่ควรเคลือ่ นยา้ ย
ก. ผู้ปว่ ยศรี ษะแตก
ข. ผปู้ ่วยกระดกู สันหลังหัก
ค. ผู้ปว่ ยฝนุ่ เขา้ ตา
ง. ผูป้ ว่ ยน้ิวแตก
4. ผู้บาดเจ็บข้อใดมอี าการรุนแรงทส่ี ุด
ก. กระดูกหัก
ข. เสียเลือดมาก
ค. หมดความรูส้ กึ
ง. หยุดหายใจ
5. ระหว่างการปฐมพยาบาลควรกระทาข้อใด
ก. เรียกผทู้ ีอ่ ยบู่ ริเวณนั้นมาช่วย
ข. จัดใหม้ อี ากาศถา่ ยเท ห้ามคนมงุ ลอ้ ม
ค. เรยี กญาตผิ ปู้ ว่ ยมาอยูใ่ กล้ๆ
ง. โทรศพั ท์ตามรถพยาบาลก่อนลงมอื ปฐมพยาบาล

184

หลกั อาชวี อนามัยและความปลอดภยั 20001-10001

6. เม่อื พบวา่ ผปู้ ว่ ยหยุดหายใจ ควรกระทาขอ้ ใด
ก. ผายปอด
ข. ให้นอนราบ
ค. จับใหน้ งั่
ง.รอดูอาการจนกวา่ แพทย์จะมาถึง

7. เมื่อพบวา่ ผู้ปว่ ยหัวใจหยดุ เตน้ ควรกระทาข้อใด
ก. ผายปอด
ข. นวดหวั ใจ
ค. ให้ดมยาดม
ง. พดั ให้คลายรอ้ น

8.ชพี จรของคนปกตมิ ีจังหวะการเต้นตามข้อใด
ก. 30-40 ครัง้ ต่อนาที
ข. 40-50 ครั้งต่อนาที
ค. 50-60 ครง้ั ต่อนาที
ง. 50-100 คร้ังต่อนาที

9 จดุ ใดท่ีสามารถจับชีพจรได้
ก. ข้อมอื
ข. ขอ้ ศอก
ค. หนา้ อก
ง. ทอ้ ง

10 เมอ่ื ผปู้ ่วยได้รับการผายปอด ควรมอี าการตามข้อใดจงึ ถือว่ามีการตอบสนองท่ีดี
ก. นอนน่งิ
ข. หน้าอกพองขน้ึ
ค. มือเทา้ เกร็ง

185

หลักอาชีวอนามัยและความปลอดภยั 20001-10001

ง. มเี สียงรอ้ งออกมา

11. เกยี่ วกับการพนั แผลบริเวณนว้ิ มอื และน้วิ เทา้ ข้อใดกล่าวถกู ตอ้ ง

ก. เร่ิมพันจากบริเวณที่เปน็ แผล

ข. เรม่ิ พนั จากปลายนว้ิ ไปหาโคนน้ิว

ค. เรมิ่ พันจากโคนนิ้วไปหาปลายนว้ิ

ง. เรม่ิ พันจากบริเวณใดก่อนกไ็ ด้

12.การปฐมพยาบาลคนเป็นลม ควรปฏิบตั ติ ามขอ้ ใด

ก. ใช้ผา้ ชบุ น้าเย็นเช็ดเหงื่อที่หน้าผากและเทา้

ข. สอบถามสาเหตขุ องการเป็นลม

ค. นาเข้าห้องที่มิดชิด

ง. นาผา้ มาห่มใหอ้ บอุน่

13. การปฐมพยาบาลคนทมี่ อี าการช็อกไมค่ วรกระทาตามขอ้ ใด

ก. ใหท้ านน้า

ข. นอนราบ ยกปลายเท้าให้สงู

ค. นาเขา้ ท่ีรม่

ง. ปลดเสอ้ื ผ้าใหห้ ลวม

14. แผลในข้อใดมีอาการร้ายแรงน้อยทสี่ ดุ

ก. แผลถลอก ข. แผลฉกี ขาด

ค. แผลตัด ง. แผลถกู แทง

15. ข้อใดเปน็ ลักษณะของแผลตัด

ก. เกิดจากการกระแทกจากของแขง็ ไมม่ คี ม

ข. เกดิ จากแรงกระแทกหรอื แรงกระชาก

ค. เกดิ จากของมคี ม

ง. เกดิ จากวัตถปุ ลายแหลม

16. ผปู้ ่วยท่มี ีบาดแผลที่เกดิ จากไฟไหม้ ควรปฐมพยาบาลตามขอ้ ใด

ก. ราดด้วยน้าเยน็ หรอื เปิดใหน้ ้าไหลผ่านบรเิ วณแผล

ข. ทาแผลดว้ ยยาสฟี นั

186

หลกั อาชวี อนามัยและความปลอดภัย20001-10001

ค. ใชผ้ ้าขนหนูปดิ บาดแผลไว้

ง. ราดแอลกอฮอลล์ ้างแผล

17. การปฐมพยาบาลผู้ป่วยที่ถกู สารเคมเี ขา้ ตา ควรกระทาข้อใดเปน็ อันดับแรก

ก. นาผ้าสะอาดมาปดิ ตา

ข. ล้างดว้ ยน้าสะอาดประมาณ 20 นาที

ค. สวมแว่นตาเพ่อื บังแสง

ง. รบี นาสง่ โรงพยาบาลทันที

18. การปฐมพยาบาลผู้ท่ไี ดร้ ับสารพษิ ประเภทกรดเขา้ สูร่ า่ งกาย ควรปฏบิ ัตติ ามข้อใด

ก. ดม่ื น้าอดั ลมมากๆ เพอื่ ให้ไปตอ่ ต้านกรด

ข. ดมื่ น้าสะอาดหรอื น้าโซดามากๆ เพ่ือให้กรดเจอื จาง

ค. ดมื่ นา้ มะนาวเพื่อใหอ้ าเจยี นออกมา

ง. ดื่มนา้ หวานเพอื่ ให้ผ้ปู ว่ ยมีแรงข้นึ

19. การปฐมพยาบาลผทู้ ่ไี ดร้ ับสารพิษประเภทต่างเข้าสรู่ า่ งกาย ควรปฏบิ ตั ิตามข้อใด

ก. ดืม่ ไขผ่ สมนา้ มนั พชื เพอ่ื ใหด้ า่ งเจือจาง

ข. ดื่มนา้ หวานเพื่อให้มีแรง

ค. ด่มื นมเพ่ือช่วยเคลือบกระเพาะ

ง. ดม่ื นมถว่ั เหลอื งเพ่อื ให้รา่ งกายได้รบั พลงั งาน

20. ผปู้ ่วยจมน้า มอี าการตามข้อใด

ก. กระตุกตลอดเวลา ข. หมดสติ หนา้ เขยี ว

ค. ชกั เกรง็ ง. ดน้ิ ทรุ นทรุ าย

ตอนที่ 2 จงตอบคาถามต่อไปนี้

1.จงอธบิ ายควาหมายของการปฐมพยาบาล

2.จงบอกวัตถุประสงคข์ องการปฐมพยาบาล

3.ผูป้ ว่ ยอาการอย่างไร ทจี่ ะต้องไดร้ ับการปฐมพยาบาลอย่างทันทว่ งที

187

หลักอาชีวอนามัยและความปลอดภัย20001-10001

4. จงอธบิ ายวธิ ีการจับชพี จรทีข่ ้อมอื
5.จงอธิบายความหมายของการผายปอด
6.จงอธบิ ายวธิ กี ารพันแผลท่ีศีรษะ
7. จงบอกสาเหตุของการเปน็ ลม และวธิ กี ารปฐมพยาบาล
8. จงอธบิ ายวธิ กี ารปฐมพยาบาลผูป้ ว่ ยท่มี ีแผลถูกแทง
9. การอธิบายรายละเอียดของการใส่เฝือกชัว่ คราว
10.จงอธิบายรายละเอียดของการปฐมพยาบาลคนจมน้า

ใบงานท่ี 9.1
ขนั้ ตอนการปฏิบตั กิ จิ กรรม
นกั เรยี นสบื คน้ ข้อมูล ผู้ที่ปฏิบตั ิหน้าท่ี “หนว่ ยกู้ภัย” จะต้องมีคณุ สมบตั ิอย่างไรบา้ ง และทาการวิเคราะห์
วา่ คณุ สมบตั ิเหล่าน้ันมีประโยชนต์ อ่ การปฐมพยาบาลผปู้ ่วยอย่างไรบ้าง บนั ทึกลงในที่วา่ งด้านล่าง

188

หลกั อาชวี อนามัยและความปลอดภยั 20001-10001

ส่ิงทีไ่ ด้รับจากการปฏิบตั ิกจิ กรรม
ใบงานที่ 9.2
ขั้นตอนการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม
นักเรยี นในสถานศึกษาควรมีความรู้ และสามารถปฏิบตั ไิ ดเ้ ก่ียวกับการปฐมพยาบาลหรอื ไม่ นักเรยี นแสดง
ความคดิ เห็นพร้อมอธบิ ายเหตผุ ลประกอบ
สิ่งทไ่ี ดร้ บั จากการปฏบิ ัตกิ จิ กรรม

189

หลกั อาชวี อนามัยและความปลอดภัย20001-10001

หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 10 กฏหมายและหนว่ ยงานทีเ่ กยี่ วข้องกบั งานอาชวี อนามยั และ
ความปลอดภยั

สาระสาคญั

การทางานภายใต้ความปลอดภยั ของคนงานเปน็ สงิ่ ทีค่ วรให้ความสาคัญ เพราะหากเกิดเหตุภัยข้นึ จะ
สรา้ งความสญู เสียต่อชีวิต ครอบครวั และประเทศชาติ นายจ้างบางรายยงั คงดาเนินกิจการโดยไม่คานึงถึง
ความปลอดภยั ดังกลา่ ว จึงต้องสร้างความตระหนกั ใหน้ ายจ้างเห็นความสาคัญ รวมถึงการใช้กฎหมายบงั คับ
ให้ปฏบิ ตั เิ พอื่ ให้คนงานได้รับความปลอดภยั สาระการเรยี นรู้

สาระการเรยี นรู้

1. ความเปน็ มาของกฎหมายท่เี กีย่ วขอ้ งกับงานอาชีวอนามยั และความปลอดภยั
2.พระราชบัญญัติความปลอดภยั อาชวี อนามัย และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน พ.ศ. 2554
3.กฎกระทรวงกาหนดมาตรฐานในการบรหิ าร จดั การและดาเนินการดา้ นความปลอดภัย อาชีวอนา
มยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางานเก่ียวกบั สารเคมีพ.ศ. 2556
4.กฎกระทรวงกาหนดมาตรฐานในการบริหาร จดั การและดาเนนิ การดา้ นความปลอดภัย อาชวี อนา
มยั และสภาพแวดล้อมในการทางานเกยี่ วกบั ไฟฟ้า
5.กฎกระทรวงกาหนดมาตรฐานในการบรหิ าร จดั การและดาเนนิ การด้านความปลอดภัยอาชีวอนา
มัยและสภาพแวดล้อมในการทางานเกีย่ วกับที่อับอากาศพ.ศ. 2562
6.ปญั หาการบังคบั ใช้กฎหมาย
7.หน่วยงานทเี่ ก่ยี วข้องกบั งานด้านอาชีวอนามยั และความปลอดภยั

จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1.แสดงความรู้เกย่ี วกับความเป็นมาของกฎหมายทีเ่ กย่ี วข้องกบั งานอาชวี อนามัยและความปลอดภยั
ได้

2.อ่านและปฏิบตั ติ ามพระราชบญั ญัตคิ วามปลอดภยั อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทางาน
พ.ศ. 2554 ได้

190

หลักอาชีวอนามัยและความปลอดภัย 20001-10001

3.อ่านและปฏบิ ตั ิตามกฎกระทรวงกาหนดมาตรฐานในการบริหารจัดการ และดาเนนิ การดา้ นความ
ปลอดภัย อาชวี อนามัยและสภาพแวดลอ้ มในการทางานเก่ียวกับสารเคมี พ.ศ. 2556 ได้

4. อา่ นและปฏบิ ัตติ ามกฎกระทรวงกาหนดมาตรฐานในการบริหารจัดการ และดาเนนิ การด้านความ
ปลอดภยั อาชวี อนามัยและสภาพแวดล้อมในการทางานเก่ียวกบั ไฟฟา้ ได้

5. อ่านและปฏิบัตติ ามกฎกระทรวงกาหนดมาตรฐานในการบรหิ ารจัดการ และดาเนินการด้านความ
ปลอดภยั อาชวี อนามัยและสภาพแวดลอ้ มในการทางานเก่ียวกบั ทอ่ี บั อากาศ พ.ศ. 2562ได้

6.แสดงความรู้เกีย่ วกับปญั หาการบังคับใช้กฎหมายได้
7.แสดงความรู้เกีย่ วกับหนว่ ยงานท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั งานดา้ นอาชีวอนามยั และความปลอดภัยได้

191

หลกั อาชวี อนามยั และความปลอดภัย20001-10001

ความเป็นมาของกฎหมายท่เี กี่ยวข้องกบั งานอาชีวอนามัยและความปลอดภยั

ความปลอดภยั ในการทางานมีความสัมพันธก์ ับบคุ คลหลายฝา่ ย ได้แก่ นายจา้ งลกู จา้ งเพือ่ นร่วมงาน
และสังคมส่วนรวมของประเทศชาติ รวมบุคคลถงึ บคุ คลอื่นๆ ทอ่ี าจไมไ่ ด้รบั ความปลอดภยั ในการทางาน
ดงั น้ันจึงตอ้ งมีการควบคมุ คุ้มครอง ความปลอดภัย โดยมีตวั บทกฎหมาย เข้ามาบงั คบั ใช้เพ่ือกอ่ ให้เกดิ
ความปลอดภัยแกท่ ุกฝา่ ย ในกฎหมายระบุองค์การราชการเปน็ ผู้รับผิดชอบ

ตงั้ แต่ต้นศตวรรษที่ 18 ประเทศองั กฤษเริม่ ใช้กฎหมายเก่ยี วกบั โรงงานในการคุม้ ครองผปู้ ระกอบ
อาชพี มาจนถึงศตวรรษที่ 21 กฎหมายยังมคี วามสาคัญเร่ือยมา เน่อื งจากยังมสี ถานประกอบการใชส้ ารทม่ี ี
อนั ตรายในกระบวนการผลติ อยู่ตลอดเวลา ถงึ แมจ้ ะมีหน่วยงานกาหนดมาตรฐานการใช้สารอนั ตราย
มาปรบั เปลย่ี นในกระบวนการผลิต เพื่อเพ่ิมความปลอดภัยแล้วก็ตาม แตย่ งั พบวา่ สถานประกอบการ
บางแห่งยงั คงใช้สารอนั ตรายอยู่ จงึ ต้องสรา้ งความตระหนักให้เจา้ ของกิจการเห็นถึงความสาคัญของ
ความปลอดภัยและการป้องกันอันตรายจากสงิ่ ทจี่ ะทาใหเ้ กิดความไม่ปลอดภัยจากการปฏบิ ัติงานขน้ึ
ปจั จบุ นั ประเทศไทยใหค้ วามสาคญั กับงานอาชวี อนามัยและความปลอดภยั เชน่ กนั และได้มีการกฎหมาย
บงั คับใช้เพื่อให้คนงานได้รับปลอดภัยจากการทางาน

การมกี ฎหมายบงั คบั ใช้ทาใหค้ นงาน
ไดร้ บั ความปลอดภยั จากการทางาน

192

หลกั อาชีวอนามยั และความปลอดภัย20001-10001

พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทางาน พ.ศ.
2554

สาระสาคัญของพระราชบัญญตั ิความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทางาน พ.ศ.
2554 สรุปได้ดงั นี้

1.การบังคบั ใช้ พระราชบัญญัตนิ ้ี ให้ใช้บงั คับเมื่อพ้นกาหนด 180 วัน นับตัง้ แต่วันประกาศใน
ราชกจิ จานุเบกษา (มาตรา 2)

2.มใิ ห้บงั คบั ใช้ พระราชบัญญัตนิ ี้ มิใหใ้ ชบ้ งั คับกับราชการสว่ นกลาง ราชการส่วนภูมิภาค
และราชการส่วนท้องถน่ิ รวมถงึ กิจการอ่ืนตามทกี่ ระทรวงกาหนด โดยใหร้ าชการสว่ นกลาง ราชการส่วน
ภูมิภาค ราชการสว่ นท้องถน่ิ และกิจการอ่ืนตามท่กี ระทรวงกาหนด จัดให้มีมาตรฐานในการบริหารและ
การจดั การด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทางานในหนว่ ยงานของตนไมต่ า่ กว่า
มาตรฐานความปลอดภยั อาชีวอนามยั และสภาพแวดล้อมในการทางาน ตามพระราชบัญญัติน้ี
3. ความหมายตามพระราชบัญญัติ

-ความปลอดภัย อาชวี อนามัย และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน หมายความวา่ การกระทา หรอื
สภาพการทางานซ่งึ ปลอดจากเหตอุ ันจะทาให้เกดิ การประสบอนั ตรายต่อชีวติ ร่างกาย จิตใจ หรอื สุขภาพ
อนามยั อันเน่ืองจากการทางานหรือเก่ียวกับการทางาน

-นายจา้ ง หมายความวา่ นายจา้ งตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงให้หมายความรวมถงึ ผู้
ประกอบกิจการซง่ึ ยอมให้บุคคลหนงึ่ บคุ คลใดมาทางานหรือทาผลประโยชนใ์ ห้แก่หรอื ในสถานประกอบ
กจิ การ ไมว่ ่าการทางานหรือการทาผลประโยชน์นน้ั จะเป็นส่วนหนง่ึ ส่วนใดหรือท้ังหมด ในกระบวนการ
ผลติ หรือธรุ กจิ ในความรับผิดชอบของผูป้ ระกอบกิจการนั้นหรือไมก่ ต็ าม

- ลกู จา้ ง หมายความวา่ ลูกจา้ งตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการคมุ้ ครองแรงงานและให้หมายความรวมถึงผู้
ซ่ึงได้รับความยินยอมใหท้ างานหรือทาผลประโยชน์ให้แก่หรือในสถานประกอบกจิ การของนายจ้าง ไมว่ า่
จะเรียกช่อื อย่างไรก็ตามหมายความว่า ลกู จ้างตั้งแต่ระดบั ผูจ้ ัดการในหน่วยงานข้ึนไปแรงงานและ
-หวั หนา้ งาน หมายความวา่ ลกู จ้างซึ่งทาหน้าทค่ี วบคุม ดแู ล บังคับบัญชาหรือส่ังใหล้ ูกจ้าง ทางานตามหน้าที่
ของหนว่ ยงาน

193

หลกั อาชวี อนามัยและความปลอดภัย20001-10001

-เจ้าหนา้ ทีค่ วามปลอดภยั ในการทางาน หมายความวา่ ลกู จ้างซง่ึ นายจ้างแตง่ ตัง้ ใหป้ ฏบิ ตั ิ หนา้ ท่ีดา้ นความ
ปลอดภยั อาชวี อนามัย และสภาพแวดลอ้ มในการทางานตามพระราชบญั ญัตินี้
-สถานประกอบกจิ การ หมายความว่า หน่วยงานแตล่ ะแหง่ ของนายจ้างทม่ี ีลูกจ้างทางานอย่ใู นหนว่ ยงาน
-คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน
หนา้ ๓ เลม่ ๑๒๔ ตอนท่ี ๔ กราชกิจจานุเบกษา๑๗ มกราคม ๒๕๕๔
-กองทุน หมายความว่า กองทุนความปลอดภยั อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน
-พนกั งานตรวจความปลอดภัย หมายความวา่ ผซู้ ง่ึ รัฐมนตรแี ตง่ ต้งั ใหป้ ฏิบัติการตามพระราชบัญญัติน้ี
-อธิบดี หมายความวา่ อธิบดีกรมสวัสดกิ ารและคุ้มครองแรงงาน
-รัฐมนตรี หมายความวา่ รัฐมนตรีผูร้ กั ษาการตามพระราชบัญญัตนิ ้ี

4.บทท่วั ไป

● ให้นายจา้ งจัดและดแู ลสถานประกอบกจิ การและลูกจา้ งให้มสี ภาพการทางานและสภาพแวดลอ้ มใน
การทางานท่ปี ลอดภัยและถกู สุขลกั ษณะ รวมทงั้ สง่ เสรมิ สนบั สนุนการปฏบิ ัตงิ านของลกู จา้ งมีให้
ลูกจ้างไดร้ บั อนั ตรายตอ่ ชีวิต รา่ งกาย จิตใจ และสุขภาพอนามยั (มาตรา 6) ซ่ึงในทางปฏบิ ตั ินายจ้าง
อาจมีการแตง่ ตั้งบคุ ลากรท่ีรับผดิ ชอบด้านความปลอดภัยโดย

● ใหน้ ายจ้างจดั ให้มีเจ้าหน้าท่คี วามปลอดภัยในการทางาน บุคลากร หนว่ ยงาน หรือคณะบคุ คลเพ่ือ
ดาเนินการดา้ นความปลอดภัยในสถานประกอบกจิ การตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขท่ี
กาหนดในกฎกระทรวง (มาตรา 13) ดงั นน้ั สถานประกอบกิจการต่างๆ จงึ ต้องแต่งต้ังเจ้าหนา้ ท่ี
ความปลอดภัยระดับต่างๆ ไดแ้ ก่ เจ้าหนา้ ทค่ี วามปลอดภัยระดับบริหาร และคณะกรรมการความ
ปลอดภัยเป็นตน้ ซง่ึ เจา้ หนา้ ทดี่ ังกล่าวจะต้องขนึ้ ทะเบียนตอ่ กรมสวสั ดิการและค้มุ ครองแรงงาน

● ในกรณีทน่ี ายจา้ งใหล้ กู จา้ งทางานในสภาพการทางานหรือสภาพแวดลอ้ มในการทางานทีอ่ าจทาให้
ลกู จ้างไดร้ บั อันตรายต่อชวี ิต ร่างกาย จติ ใจ หรือสขุ ภาพอนามยั ใหน้ ายจ้างแจ้ง ใหล้ กู จ้างทราบถึง
อนั ตรายท่อี าจจะเกดิ ข้ึนจากการทางาน และแจกคมู่ ือปฏบิ ัตงิ านใหล้ ูกจา้ งทกุ คนก่อนที่ ลูกจ้างจะเขา้
ทางาน เปลีย่ นงาน หรอื เปลยี่ นสถานท่ีทางาน (มาตรา 14) ดงั นน้ั ในทางปฏิบตั ิสถานประกอบ
กิจการต่างๆ จงึ ควรจัดทาคู่มือความปลอดภยั ประจาองค์กรทีส่ ามารถใหบ้ ุคคลนาไปปฏิบตั ิไดอ้ ยา่ ง
ทวั่ ถึง และหัวหนา้ งานจะต้องแจ้งแก่บุคลากรใหม่ทุกคนท่ีเข้ามาปฏบิ ตั ิงานในพน้ื ทใ่ี ห้ทราบถงึ
อันตรายในการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย

194

หลกั อาชีวอนามยั และความปลอดภัย20001-10001

● ให้นายจา้ งจดั ใหผ้ บู้ รหิ าร หัวหน้างาน และลูกจ้างทุกคนไดร้ ับการฝึกอบรมความปลอดภยั อาชวี อ
นามัย และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน เพ่ือใหบ้ ริหารจัดการ และดาเนนิ การดา้ นความปลอดภัยอา
ชีวอนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางานได้อย่างปลอดภัย และกรณีทนี่ ายจา้ งรบั ลูกจา้ งเข้า
ทางานเปล่ียนงาน เปลี่ยนสถานทที่ างาน หรอื เปล่ยี นแปลง เครื่องจักรหรืออปุ กรณ์ ซง่ึ อาจทาให้
ลูกจ้างไดร้ ับอนั ตรายตอ่ ชีวิต รา่ งกาย จติ ใจ หรือสุขภาพอนามัย ให้นายจา้ งจดั ใหม้ ีการฝึกอบรม
ลกู จา้ งทกุ คนกอ่ นการเริม่ ทางาน (มาตรา 16) ในทางปฏบิ ัตจิ งึ ต้องมกี ารจัดอบรมอาชีวอนามยั และ
ความปลอดภยั ในสถานประกอบการอยา่ งน้อยปลี ะ 1 ครั้ง

● ใหน้ ายจ้างติดประกาศสญั ลกั ษณเ์ ตอื นอันตรายและเครื่องหมายเกี่ยวกบั ความปลอดภยั อาชวี อนามัย
และสภาพแวดล้อมในการทางาน รวมท้ังข้อความแสดงสิทธแิ ละหน้าท่ขี องนายจ้างและลกู จ้าง
ตามทอ่ี ธบิ ดปี ระกาศกาหนดในท่ที ่ีเหน็ ไดง้ ่าย ณ สถานประกอบกจิ การ (มาตรา 17)

● ใหน้ ายจ้างจดั และดแู ลให้ลกู จา้ งสวมใส่อุปกรณค์ มุ้ ครองความปลอดภยั ส่วนบุคคล ท่ีไดม้ าตรฐาน
ตามทอี่ ธิบดปี ระกาศกาหนด ลูกจ้างมีหนา้ ทีส่ วมใสอ่ ุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยสว่ นบุคคลและ
ดแู ลรักษาอุปกรณ์ คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบคุ คลให้สามารถใชง้ านไดต้ ามสภาพและลกั ษณะ
ของงานตลอดระยะเวลาทางาน ในกรณีทล่ี กู จ้างไม่สวมใสอ่ ุปกรณด์ ังกลา่ วใหน้ ายจา้ งสงั่ ใหล้ กู จา้ ง
หยดุ การทางานนั้นจนกว่าลูกจ้างจะสวมใส่อุปกรณ์ดงั กลา่ ว (มาตรา 22)

● ให้ผ้รู ับเหมาขนั้ ต้นและผู้รับเหมาช่วงตามกฎหมายวา่ ด้วยการคุม้ ครองแรงงานมหี น้าที่ดาเนินการ
ดา้ นความปลอดภัย อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางานของลูกจ้าง เชน่ เดียวกบั นายจา้ ง
ในกรณีที่นายจา้ งเป็นผู้รับเหมาชว่ ง และมีผู้รบั เหมาช่วงถัดขนึ้ ไป ใหผ้ ูร้ บั เหมาชว่ งถดั ขน้ึ ไปตลอด
สายจนถงึ ผูร้ ับเหมาชน้ั ต้นท่ีมลี ูกจ้างทางานในสถานประกอบกจิ การเดยี วกนั มีหน้าที่รว่ มกนั ในการ
จดั สถานท่ที างานใหม้ สี ภาพการทางานทีป่ ลอดภัย และมีสภาพแวดล้อมในการทางานท่ถี ูก
สขุ ลกั ษณะเพ่ือใหเ้ กดิ ความปลอดภัยแก่ลกู จา้ งทุกคน (มาตรา 23)

5.คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามยั และสภาพแวดล้อมในการทางาน
● ใหม้ ีคณะกรรมการคณะหนง่ึ เรยี กว่า “คณะกรรมการความปลอดภัย อาชวี อนามยั และ
สภาพแวดลอ้ มในการทางาน ประกอบด้วย ปลดั กระทรวงแรงงานเป็นประธานกรรมการ อธิบดี
กรมควบคุมมลพิษ อธบิ ดีกรมควบคมุ โรค อธบิ ดีกรมพัฒนาฝมี อื แรงงาน อธบิ ดกี รมโยธาธิการและ
ผงั เมอื งอธบิ ดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม อธิบดกี รมส่งเสริมการปกครองท้องถนิ่ และอธิบดกี รม
สวสั ดกิ ารคุม้ ครองแรงงานเป็นกรรมการ กับผู้แทนฝ่ายนายจา้ งและผู้แทนฝา่ ยลกู จ้างฝา่ ยละแปดคน

195

หลักอาชวี อนามยั และความปลอดภยั 20001-10001

และผทู้ รงคุณวฒุ ิอีกหา้ คนซึง่ รฐั มนตรีแต่งตงั้ เปน็ กรรมการ ใหข้ า้ ราชการกรมสวสั ดกิ ารและ
คุม้ ครองแรงงานซึง่ รฐั มนตรีแต่งตัง้ เปน็ เลขานกุ าร (มาตรา 24)
● การประชุมคณะกรรมการต้องมกี รรมการมาประชุมไมน่ อ้ ยกวา่ 50% ของจานวนกรรมการท้ังหมด
โดยมแี ทนฝ่ายนายจ้างและฝา่ ยลูกจา้ งอยา่ งน้อยฝ่ายละหน่ึงคน จึงจะเป็นองค์ประชุมในการประชุม
เพือ่ พิจารณาวนิ ิจฉยั อุทธรณ์คราวใด ถา้ ไมไ่ ดอ้ งคป์ ระชมุ ตามท่ีกาหนดไว้ให้จัดให้มีการประชุมอีก
ครง้ั ภายใน 15 วันนบั แต่วันที่นัดประชมุ ครัง้ แรก การประชุมครั้งหลงั แม้ไมม่ ีกรรมการซึ่งมาจาก
ฝา่ ยนายจา้ งหรือฝา่ ยลูกจา้ งมาร่วมประชุม ถา้ มีกรรมการมาประชุม ไมน่ ้อยกวา่ 50% ของจานวน
กรรมการท้ังหมด กใ็ ห้ถือเปน็ องค์ประชุม ในการประชุมคราวใด ถ้าประธานกรรมการไมม่ า
ประชมุ หรือไม่สามารถปฏบิ ตั ิหนา้ ที่ไดใ้ หก้ รรมการซึง่ มาประชุมเลอื กกรรมการคนหน่ึงเปน็
ประธานในทปี่ ระชมุ สาหรับการประชมุ คราวนั้น มตทิ ีป่ ระชมุ ให้ถอื เสยี งข้างมาก กรรมการคนหนง่ึ
มี 1 เสยี งในการลงคะแนนหากคะแนนเสยี งเทา่ กัน ใหป้ ระธานในท่ีประชุมออกเสยี งเพิ่มขึ้นอกี เสียง
หนงึ่ เป็นเสยี งชขี้ าด (มาตรา 28)
6.การควบคมุ กากับ ดแู ล
● เพือ่ ประโยชนใ์ นการควบคมุ กากบั ดแู ลการดาเนินการด้านความปลอดภยั อาชีวอนามัยและ
สภาพแวดลอ้ มในการทางาน ใหน้ ายจา้ งดาเนนิ การดงั ต่อไปนี้

จัดใหม้ กี ารประเมนิ อนั ตราย

ศกึ ษาผลกระทบของสภาพแวดลอ้ มในการทางานทม่ี ผี ลต่อลกู จา้ ง

จัดทาแผนการดาเนินงานด้านความปลอดภัย อาชวี อนามัย และสภาพแวดลอ้ มในการทางานและ
จดั ทาแผนการควบคุมดูแลลูกจา้ งและสถานประกอบกิจการ

สง่ ผลการประเมินอันตราย การศกึ ษาผลกระทบ แผนการดาเนนิ งานและแผนการควบคมุ ตามที่
กล่าวข้างต้น ให้อธบิ ดหี รือผู้ซง่ึ อธิบดีมอบหมาย (มาตรา 32)

● ในกรณีทีส่ ถานประกอบกจิ การใดเกิดอุบัติภัยร้ายแรง หรือลูกจ้างประสบอันตรายจากการทางาน
ให้นายจ้างดาเนินการดงั ต่อไปน้ี

กรณที ลี่ กู จา้ งเสียชีวิตให้นายจ้างแจง้ ต่อพนักงานตรวจความปลอดภยั ในทันทที ่ีทราบโดย
โทรศัพท์ โทรสาร หรือวธิ อี ื่นใดทม่ี ีรายละเอียดพอสมควร และให้แจง้ รายละเอียดและสาเหตุ

196

หลักอาชวี อนามัยและความปลอดภัย20001-10001

เปน็ หนงั สือภายใน 7 วันนบั แต่วันทล่ี กู จา้ งเสียชวี ิตกรณีท่ีสถานประกอบกจิ การได้รับความ
เสียหายหรือต้องหยดุ การผลิต หรือมีบุคคลในสถานประกอบกจิ การประสบอันตรายหรอื ได้รับ
ความเสียหาย อนั เนอื่ งมาจากเพลงิ ไหม้ การระเบิด สารเคมีรั่วไหล หรอื อบุ ตั ภิ ยั รา้ ยแรงอื่น ให้
นายจา้ งแจ้งต่อพนกั งานตรวจความปลอดภยั ในทันทที ี่ทราบ โดยโทรศัพท์ โทรสาร หรือวธิ ีอื่น
ใดและใหแ้ จง้ เป็นหนังสอื โดยระบสุ าเหตุอันตรายท่เี กดิ ข้ึน ความเสียหาย การแก้ไขและวิธกี าร
ป้องกนั การเกิดซา้ อกี ภายใน 7 วนั นับแตว่ ันเกดิ เหตุ
กรณที ่ีมีลกู จา้ งประสบอันตราย หรอื เจ็บป่วยตามกฎหมายวา่ ด้วยเงนิ ทดแทนเมอ่ื นายจ้างแจง้
การประสบอันตรายหรือเจบ็ ปว่ ยต่อสานักงานประกันสงั คมตามกฎหมายดังกลา่ วแล้ว ให้
นายจ้างส่งสาเนาหนังสือแจ้งน้นั ต่อพนักงานตรวจความปลอดภยั ภายใน 7 วันด้วย (มาตรา 34)

7.พนักงานตรวจความปลอดภัย
พนักงานตรวจความปลอดภัย แต่งตง้ั โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานใหป้ ฏบิ ตั งิ านตามท่ีได้

พระราชบัญญตั ิน้ี อานาจหน้าท่ขี องพนักงานตรวจความปลอดภัย มดี ังน้ี

1.เขา้ ไปในสถานประกอบกิจการหรือสานักงานของนายจ้างในเวลาทาการหรือเมอ่ื เกิดอบุ ัติภยั ตรวจสอบ

หรอื บันทึกภาพและเสียงเกี่ยวกบั สภาพแวดล้อมในการทางานที่เก่ยี วกับ ความปลอดภยั อาชวี อนามัย และ
สภาพแวดล้อมในการทางาน ใช้เคร่อื งมือในการตรวจวัดหรอื ตรวจสอบเคร่ืองจักรหรืออุปกรณใ์ นสถาน
ประกอบกิจการเก็บตัวอยา่ งของวัสดหุ รือผลิตภัณฑ์ใดๆ มาเพื่อการวิเคราะห์เกีย่ วกับความปลอดภัย
สอบถามขอ้ เทจ็ จริง หรือสอบสวนเร่ืองใดๆ ภายในขอบเขตอานาจและเรียกบคุ คลท่ีเกี่ยวขอ้ งมาชแี้ จง
รวมทง้ั ตรวจสอบหรือใหส้ ่งเอกสารหลกั ฐานท่ีเก่ยี วข้องและเสนอแนะมาตรการป้องกันอนั ตรายต่ออธิบดี
โดยเรว็ (มาตรา 35)

2.หากตรวจพบวา่ นายจา้ งลูกจา้ ง หรือผทู้ ่ีเกี่ยวข้อง ผใู้ ดฝ่าฝนื หรือไม่ปฏบิ ัตติ ามพระราชบญั ญัตินห้ี รือ

กฎกระทรวงซงึ่ ออกตามพระราชบัญญตั ิน้ี หรือพบวา่ สภาพแวดลอ้ มในการทางาน อาคารสถานที่
เครื่องจกั รหรืออุปกรณ์ท่ีลกู จ้างใช้จะก่อให้เกดิ ความไม่ปลอดภัยแกล่ ูกจา้ ง ใหพ้ นักงานตรวจความ

197

หลักอาชีวอนามยั และความปลอดภยั 20001-10001

ปลอดภยั มีอานาจส่งั ใหผ้ ้นู น้ั หยุดการกระทาท่ีฝ่าฝนื แก้ไข ปรบั ปรงุ หรือปฏิบตั ใิ หถ้ ูกตอ้ งหรอื เหมาะสม
ภายในระยะเวลา 30 วัน ถ้ามีเหตจุ าเป็นไมอ่ าจดาเนินการ ใหแ้ ล้วเสรจ็ ภายในกาหนดเวลาดงั กลา่ วได้
พนักงานตรวจความปลอดภัยอาจขยายระยะเวลาออกไปไดไ้ มเ่ กิน 2 ครงั้ ครัง้ ละ 30 วัน นบั แต่วันทค่ี รบ
กาหนดเวลาดงั กล่าว ในกรณีจาเปน็ เมื่อได้รบั อนมุ ตั ิจากอธบิ ดหี รือผู้ซง่ึ อธบิ ดีมอบหมายให้พนกั งานตรวจ
ความปลอดภยั มอี านาจสั่งให้หยดุ การใช้เคร่ืองจกั ร อปุ กรณอ์ าคารสถานที่ หรอื ผูกมัดประทบั ตราสิง่ ที่
อาจจะกอ่ ให้เกิดอันตรายอยา่ งร้ายแรงต่อลูกจา้ งดังกลา่ วทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการช่ัวคราว ในระหว่าง
การปฏิบัติตามคาส่ังของพนักงานตรวจความปลอดภัยได้ เมอ่ื นายจ้างได้ปรับปรงุ แกไ้ ขใหถ้ กู ต้องตาม
คาส่ังของพนกั งานตรวจความปลอดภัยแล้วให้นายจา้ งแจ้งอธบิ ดีหรือผู้ซ่ึงอธิบดมี อบหมาย เพอ่ื พิจารณา
เพิกถอนคาสง่ั ดังกล่าวได้ (มาตรา 36)

3.กรณที ีน่ ายจ้างไม่ปฏบิ ัติตามคาสั่งของพนักงานตรวจความปลอดภัย และหากมีเหตุอันอาจก่อให้เกิด

อันตรายอย่างร้ายแรง ทีก่ รมสวัสดิการและคุม้ ครองแรงงานสมควรเข้าไปดาเนินการแทนใหอ้ ธบิ ดหี รอื ผู้
ซึง่ อธบิ ดมี อบหมายมอี านาจสงั่ ใหพ้ นักงานตรวจความปลอดภัยหรือมอบหมายใหบ้ ุคคลใดเข้าจดั การ
แก้ไขเพอ่ื ใหเ้ ป็นไปตามคาสั่งนนั้ ได้ในกรณีเชน่ นน้ี ายจา้ งต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายสาหรับการเขา้ จัดการ
แกไ้ ขนั้นตามจานวนท่ีจา่ ยจริง (มาตรา 37)

8.กองทนุ ความปลอดภัย อาชีวอนามยั และสภาพแวดล้อมในการทางาน
ตามพระราชบัญญัติน้ี กาหนดให้จัดต้งั กองทุนขึ้นกองทนุ หนงึ่ ในกรมสวสั ดิการและคุ้มครอง

แรงงานเรียกว่า “กองทุนความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทางาน” เพ่ือเป็นทุนใชจ้ า่ ย
ในการดาเนินการดา้ นความปลอดภยั อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอ้ มในการทางานตามพระราชบัญญตั ินี้
(มาตรา 44) กองทุน ประกอบดว้ ย
1.เงินทนุ ประเดิมท่ีรัฐบาลจดั สรรให้

2.เงนิ รายปที ไ่ี ด้รบั การจดั สรรจากกองทนุ เงนิ ทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยเงนิ ทดแทน

3.เงินคา่ ปรบั ทไ่ี ดจ้ ากการลงโทษผู้กระทาผิดตามพระราชบัญญัตนิ ี้

198

หลกั อาชวี อนามัยและความปลอดภยั 20001-10001

4.เงินอุดหนุนจากรัฐบาล
5.เงนิ หรือทรพั ย์สนิ ท่ีมีผ้บู รจิ าคให้
6.ผลประโยชน์ท่ีได้จากเงินของกองทนุ
7 คา่ ธรรมเนียมใบอนุญาตและใบสาคญั การขึ้นทะเบียน
8.ดอกผลทีเ่ กิดจากเงนิ หรือทรัพยส์ ินของกองทุน
9.รายไดอ้ ื่นๆ (มาตรา 45)

การนากองทุนไปใช้ จะใชเ้ พื่อการดาเนนิ กิจการดังน้ี
1.การรณรงค์สง่ เสริมความปลอดภยั อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน และการพฒั นาแกไ้ ข
และบริหารงานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทางาน ทง้ั นีโ้ ดยความเห็นชอบ
ของคณะกรรมการบรหิ ารกองทุนความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน

2. ช่วยเหลือและอุดหนุนหน่วยงานของรัฐ สมาคม มูลนธิ ิ องคก์ รเอกชน หรือบคุ คลท่เี สนอโครงการหรือ
แผนงานในการดาเนินการส่งเสรมิ สนับสนนุ การศกึ ษาวิจยั และการพัฒนางานด้านความปลอดภยั อาชีวอ
นามัย และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน

3. ค่าใชจ้ ่ายในการบรหิ ารกองทุนและใช้ในการปฏิบตั ิหน้าทีต่ ามพระราชบัญญัตินีใ้ ห้กรรมการและ
อนุกรรมการได้รับเบี้ยประชุม และประโยชน์ตอบแทนอ่ืนตามระเบยี บท่ีรัฐมนตรกี าหนดโดยความ
เห็นชอบของกระทรวงการคลงั

4. สนบั สนุนการดาเนนิ งานของสถาบันสง่ เสรมิ ความปลอดภัย อาชวี อนามัย และสภาพแวดล้อม
ในการทางานตามความเหมาะสมเป็นรายปี

199


Click to View FlipBook Version