การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ วราภรณ์ ทรัพย์รวงทอง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี 2566
1 บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย การที่มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่ สืบทอดกันมาอย่างช้านานได้ เป็นเพราะ มนุษย์มีการเรียนรู้และแสวงหาความรู้ เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตอยู่อย่างผาสุก โดยมี วิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงยุคปัจจุบันได้ใช้วิธีการแสวงหาความรู้ขั้นสูง อาศัยเหตุผลและหลักวิชา ซึ่งนั่นก็คือ การวิจัยซึ่งบทนี้จะกล่าวถึงความรู้เบื้องต้น ของการวิจัย ความหมายของการวิจัย คำว่า การวิจัย มาจากคำว่า Research มีรากศัพท์มาจาก “Re” + “Search” Re แปลว่า ซ้ำ Search แปลว่า ค้น ดังนั้น Research แปลว่า ค้นคว้าซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งน่าจะหมายถึง การค้นหาความรู้ความจริง ค้นแล้วค้นอีก ซึ่งจะทำให้ได้รับรู้ความรู้ความจริงที่น่าเชื่อถือ ถูกต้อง เพราะมีข้อมูลที่เพียงพอ ต่อการสรุปเป็นความรู้ความจริงนั้น ๆ นอกจากนี้ยังมีผู้ให้ความหมายของการวิจัย ไว้หลายทัศนะ ดังนี้ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546 : 1072) ได้ ให้ความหมายของ การวิจัยว่าการค้นคว้าเพื่อหาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนตามหลักวิชา เบสท์ (Best. 1978 : 8) ให้นิยามไว้ว่า การวิจัย คือ การวิเคราะห์และ บันทึกการสังเกต ภายใต้การควบคุมอย่างเป็นระบบ และเป็นปรนัย ซึ่งอาจนำไปสู่ การสร้างทฤษฎี หลักการหรือการวางนัยทั่วไป จริยา เสถบุตร (2526 : 4) สรุปความหมายของการวิจัยว่า การวิจัย คือ การค้นคว้าความรู้อย่างมีระบบและแบบแผน เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าทาง วิชาการหรือเกิดประโยชน์แก่มนุษย์ โดยอาศัยวิธีการที่เป็นที่ยอมรับในแต่ละ สาขาวิชา
2 บุญชม ศรีสะอาด (2545 : 11) ได้สรุปการวิจัยไว้ว่า การวิจัย คือ กระบวนการค้นคว้าหาความรู้ที่เชื่อถือได้มีลักษณะดังนี้ 1. เป็นกระบวนการที่มีระบบ แบบแผน 2. มีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนและชัดเจน 3. ดำเนินการศึกษาค้นคว้าอย่างรอบคอบ ไม่ลำเอียง 4. มีหลักเหตุผล 5. บันทึกและรายงานออกมาอย่างระมัดระวัง สรุปความหมายการวิจัย คือ กระบวนการหาความรู้ความจริงใหม่ ที่มี ระบบแบบแผน ตามหลักวิชา อาศัยหลักเหตุผล ที่รอบคอบ รัดกุม ละเอียด และ ความรู้ความจริงนั้นเชื่อถือได้สามารถนำไปเป็นหลักการ ทฤษฎี หรือข้อปฏิบัติที่ ทำให้มนุษย์ได้รับรู้และนำไปใช้เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตด้วยความสงบสุขหรือ ป้องกันและหลีกเลี่ยงภัยอันตรายต่าง ๆ ได้ วิธีหาความรู้ของมนุษย์ ปัจจุบันการวิจัยเป็นกระบวนการหาความรู้ที่ได้รับการยอมรับว่าความรู้ ที่ได้รับนั้น เป็นความรู้ที่เป็นที่น่าเชื่อถือสามารถนำไปใช้หรือประยุกต์ใช้ได้เป็น อย่างดีอย่างไรก็ตามมนุษย์มีกระบวนการหาความรู้มาเป็นเวลานาน วิธีการหา ความรู้นี้นักวิชาการหลายท่านได้เสนอไว้ ดังนี้ ตาราง 1 แสดงการเปรียบเทียบวิธีการแสวงหาความรู้ ความจริงของมนุษย์ บุญเรียง ขจรศิลป์ ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ ณรงค์ โพธิพฤษานันท์ 1.การสอบถามจากผู้รู้ (Authority) 1.แหล่งความรู้(Authority) 1.โดยการลองผิดลอง ถูก (By Trial and Error) 2 .ก า ร ศึ ก ษ า จ า ก ข น บ ธ ร ร ม เ นีย ม 2.ประสบการณ์ส่วนบุคคล (Personal Experience) 2.ความบังเอิญ (By Chance)
3 บุญเรียง ขจรศิลป์ ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ ณรงค์ โพธิพฤษานันท์ ประเพณี(Tradition) 3.การใช้ประสบการณ์ (Experience) 3.เหตุผลจากการอนุมาน (Deductive Reasoning) 3.ความเชื่อที่มีมาแต่ โบราณ (Traditional Believes) 4 .วิ ธี ก า ร อ นุ ม า น (Deductive Method) 4.เหตุผลจากการอุปมาน (Inductive Reasoning) 4.ผู้รู้(Authority) หรือ นั ก ป ร า ช ญ์ ห รื อ ผู้เชี่ยวชาญ (By Expert) 5 .วิ ธี ก า ร อุ ป ม า น (Inductive Method) 5.1วิธี ก าร อุ ป ม า น แบบสมบูรณ์ (Perfect Induction Method) 5.2วิธีก าร อุป มาน แบบไม่สมบูรณ์ (Imperfect Induction Method) 5.วิธีการทางวิทยาศาสตร์ 5.จากประสบการณ์ตรง (Sense Experience) 6 . วิ ธี ก า ร ท า ง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ (Scientific Method) 6.การหยั่งรู้ (Intuition) 7 .ก า ร ห า เ ห ตุ ผ ล
4 บุญเรียง ขจรศิลป์ ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ ณรงค์ โพธิพฤษานันท์ (Reasoning) 7.1 การห าเห ตุ ผ ล แ บ บ นิ ร นั ย (Deductive Method) 7.2 การห าเห ตุ ผ ล แบบอุปนัย (Inductive Method) 8.การแสวงหาความรู้ ความจริงโดยวิธีการทาง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ (Scientific Method) ที่มา : บุญเรียง ขจรศิลป์. 2534 : 1-4, ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538: 2511 16-21) ในที่นี้ผู้เขียนนำเสนอวิธีการแสวงหาความรู้ ความจริงของมนุษย์ใน 2 วิธีการ ได้แก่ 1. วิธีการหาเหตุผล การที่มนุษย์จะรับเอาความรู้ความจริงมานั้น จะต้องอาศัยหลักของ เหตุผล ในการจะ เชื่อหรือยึดถือความรู้ความจริงใดจำเป็นจะต้องได้รับการพิสูจน์ก่อน ซึ่ง กระบวนการที่ทำให้ได้ความรู้นี้เรียกว่า Syllogistic Reasoning หรือเรียกว่า วิธี อนุมาน (Deductive Reasoning) หรือ วิธีอนุมานของอริสโตเติล (Aristotelian Deduction) ซึ่งวิธีการนี้มีแนวทางดำเนินการให้ได้มาซึ่งความรู้จะเริ่มที่กำหนด ความรู้ความจริงขึ้นมา (ข้อเท็จจริงใหญ่) แล้วพิจารณาว่าตัวอย่างหนึ่ง ๆ อยู่ใน
5 เงื่อนไขหรือไม่ (ข้อเท็จจริงย่อย) แล้วจึงสรุปเป็นความรู้ความจริง (ข้อสรุป) ตัวอย่างเช่น การแสวงหาความรู้ความจริงด้วยวิธีการนี้ทั้งข้อเท็จจริงใหญ่ และ ข้อเท็จจริงย่อยต้องมีความเกี่ยวข้องกันอย่างแท้จริง จึงจะได้ข้อสรุปที่เป็นความ จริงและมีความเที่ยงตรง (Validity) วิธีอนุมานของอริสโตเติล มีข้อบกพร่องสองประการคือ 1. ข้อสรุปจะถูกต้องหรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงใหญ่และย่อย หาก ข้อเท็จจริงใหญ่ ไม่ถูกต้อง แล้วจะทำให้ข้อสรุปไม่ถูกต้องด้วย ตัวอย่างเช่น หากข้อเท็จจริงใหญ่ถูกต้อง ข้อเท็จจริงย่อยอยู่ภายใต้เงื่อนไขของ ข้อเท็จจริงใหญ่ ยังทำให้ข้อสรุปไม่ถูกต้องได้ ตัวอย่างเช่น 2. วิธีการอนุมานไม่ช่วยให้พบความรู้ใหม่ ๆ จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็น ว่าไม่มีความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่ มีเพียงความรู้เก่าที่นำมาพิสูจน์เท่านั้น ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon) จึงเสนอ วิธีการใหม่ ที่เรียกว่า วิธีอุปมาน (Inductive ข้อเท็จจริงใหญ่ - นกทุกชนิดมีปีก ข้อเท็จจริงย่อย - กาเป็นนกชนิดหนึ่ง ข้อสรุป – กามีปีก ข้อเท็จจริงใหญ่ - ปลาทุกชนิดมีเกล็ด ข้อเท็จจริงย่อย - ปลาดุกเป็นปลาชนิดหนึ่ง ข้อสรุป – ปลาดุกมีเกล็ด ข้อเท็จจริงใหญ่ - สัตว์ที่ออกลูกเป็นไข่คือนก ข้อเท็จจริงย่อย – เต่าออกลูกเป็นไข่ ข้อสรุป – เต่าเป็นนกชนิดหนึ่ง
6 Reasoning) หรือ วิธีอุปมานของเบคอน (Baconian Induction) ซึ่งมีขั้นตอน การหาความรู้ดังนี้ ขั้นที่ 1 เก็บรวบรวมข้อมูลหรือข้อเท็จจริงย่อย ขั้นที่ 2 วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างข้อเท็จจริงย่อย เหล่านั้น ขั้นที่ 3 สรุปผล (Conclusion) ตัวอย่างเช่น หลักอุปมาน มี 2 แบบคือ 1. อุปมานแบบสมบูรณ์(Perfect Induction) เป็นการ เสาะแสวงหาความรู้ โดยการเก็บรวบรวม ข้อเท็จจริงย่อย ๆ จากทุกหน่วยของ ประชากร แล้วจึงสรุปรวม 2. อุปมานแบบไม่สมบูรณ์ (Imperfect Induction) เป็นการ เสาะแสวงหาความรู้โดยการเก็บรวบรวม ข้อเท็จจริงย่อย ๆ จากบางส่วนของ หน่วยประชากร แล้วจึงสรุปรวม 2. วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ชาร์ลส ดาร์วิน (Charles Darwin ) นำวิธีอนุมานของอริสโตเติลและ วิธีอุปมานของ เบคอน มารวมกัน เพราะเห็นว่าทั้งสองวิธีจะมีประโยชน์อย่างมาก ในการที่จะค้นหาความรู้ความจริง และตรวจสอบความถูกต้องความรู้ความจริงนั้น เมื่อรวมทั้งสองวิธีเรียกว่า วิธีการอนุมาน - อุปมาน (Deductive-Inductive ข้อเท็จจริงย่อย – 1.สมชายเป็นไข้หวัดใหญ่ถ้ากินฟ้าทะลายโจรแล้วจะหายจากการเป็นไข้หวัดใหญ่ 2.สมหมายเป็นไข้หวัดใหญ่ถ้ากินฟ้าทะลายโจรแล้วจะหายจากการเป็นไข้หวัดใหญ่ 3.สมปองเป็นไข้หวัดใหญ่ถ้ากินฟ้าทะลายโจร แล้วจะหายจากการเป็นไข้หวัดใหญ่ 4.สมหวังเป็นไข้หวัดใหญ่ถ้ากินฟ้าทะลายโจร แล้วจะหายจากการเป็นไข้หวัดใหญ่ ข้อสรุป - คนทุกคนที่เป็นไข้หวัดใหญ่ถ้ากินฟ้าทะลายโจร แล้วจะหายจากการเป็นไข้หวัดใหญ่
7 Method) นั่นเอง ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) และเป็นวิธีการหาความรู้ความจริงที่มีความน่าเชื่อถือที่สุด ต่อมาได้ นำเอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์นี้ประยุกต์เป็นกระบวนการวิจัย แบ่งออกเป็น 5 ขั้น ดังนี้ 1. ขั้นกำหนดปัญหา (Problem) เป็นขั้นตอนที่เราจะ สังเกตพบปัญหาในความต้องการความรู้ความจริงหนึ่งว่า มีเหตุการณ์หรือ สภาพการณ์เป็นอย่างไร มีเหตุหรือปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดเหตุการณ์หรือ สภาพการณ์นั้น 2. ขั้นตั้งสมมติฐาน (Hypothesis) ในขั้นตอนนี้เราจะต้อง ศึกษาและทบทวนความรู้ ที่มีอยู่เดิมมาประกอบการพิจารณาว่า คำตอบของ ปัญหาในขั้นที่ 1 นั้นจะเป็นอย่างไรซึ่งเรียกว่า การตั้งสมมติฐาน ซึ่งจะเป็นแนวใน การตรวจสอบว่า สมมติฐานที่ตั้งขึ้นนี้จะเป็นจริงหรือไม่ 3. ขั้นการรวบรวมข้อมูล (Gathering Data) ในขั้นนี้เรา จะทำการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาอย่างเพียงพอและตรงกับสิ่งที่ต้องการ ศึกษา 4. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis) ในขั้นนี้จะเป็นการนำ ข้อมูลที่รวบรวมมาทำการวิเคราะห์ เพื่อมาหาลักษณะร่วมหรือสอดคล้องกันของ ข้อมูลเหล่านั้น และพิจารณาว่าข้อมูลเหล่านี้มีกี่ลักษณะและแตกต่างอย่างไร เป็น ต้น 5. ขั้นสรุป (Conclusion) ในขั้นตอนนี้เป็นการนำผลการ วิเคราะห์มาแปลผล และตีความผลการวิจัยที่พบ อันเป็นการสรุปผล จรรยาบรรณของนักวิจัย การทำการวิจัยนั้นมีความเกี่ยวข้องกับชุมชน สังคม หรือแม้แต่บุคคลซึ่ง อาจเป็นตัวผู้วิจัยเองและ/หรือผู้ที่เป้าหมายของการวิจัย และการวิจัยก่อให้เกิด ทุกข์ เกิดปัญหา เกิดความไม่ดีงาม สร้างความลำบาก ความไม่สบายใจและทุกข์
8 ใจ ทุกข์กายให้แก่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง การวิจัยจึงต้องระมัดระวัง เป็นพิเศษ ซึ่งนั่นก็ คือ จรรยาบรรณของนักวิจัย มีดังนี้ 1. การทำการวิจัยที่ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างเพื่อทำการศึกษาวิจัย กลุ่ม ตัวอย่างเหล่านั้นจะต้องรับรู้และยินยอมที่จะเป็นกลุ่มตัวอย่าง และมั่นใจว่าตนเอง จะไม่ได้รับความเสียหายหรืออันตรายใด ๆ 2. การทำการวิจัยจะต้องมีการรักษาผลประโยชน์แก่กลุ่มตัวอย่าง โดยเฉพาะการวิจัย ที่ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างในการทดลองที่ต้องเสี่ยงต่ออันตรายต่อ ร่างกายแล้ว ไม่ควรกระทำ ควรจะใช้สัตว์อื่นแทนมนุษย์ เช่น หนูในการทดลองยา เป็นต้น 3. การทำการวิจัยที่ต้องอาศัยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อมาทำการ วิเคราะห์ซึ่งบางครั้ง เป็นข้อมูลที่ต้องการปกปิด หรือเป็นข้อมูลด้านลบของ บุคคล ดังนั้น ผู้วิจัยจะต้องระมัดระวัง ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากจะเป็น ผลการวิเคราะห์ในภาพรวมของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 4. การทำการวิจัยจะต้องมีความระมัดระวัง เพื่อให้กลุ่มตัวอย่าง มีความปลอดภัยจากอันตรายต่าง ๆ ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจของบุคคลอื่นซึ่งการ วิจัยจะครอบคลุมไปถึง 5. ผู้ทำวิจัยจะต้องมีความซื่อสัตย์และเป็นกลางในเรื่องที่ตนทำ วิจัย ไม่ดำเนินการ โดยความลำเอียง ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนของการเลือกกลุ่ม ตัวอย่าง การเก็บข้อมูลการวิจัยหรือตีความผลการวิเคราะห์ข้อมูล 6. ผู้วิจัยจะต้องมีความรับผิดชอบในงานวิจัยของตน ไม่ว่าจะเป็น ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มตัวอย่าง หรือผลการวิจัยที่ปรากฏผลออกมาจะต้อง เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ไม่เป็นการทำขึ้นเพื่อทำลายความสงบสุขของคนในสังคม หรือทำลายบุคคลหรือกลุ่มบุคคลหนึ่งบุคคลใด
9 กิจกรรมท้ายบท 1. การวิจัยมีวิวัฒนาการมาอย่างไร ให้อธิบายมาตามที่เข้าใจพอสังเขป 2. การหาความรู้ความจริงโดยไม่ใช้เหตุผลมีวิธีการอะไรบ้าง ยกตัวอย่างประกอบ 3. การหาความรู้ความจริง โดยวิธีอนุมาน และอุปมานต่างกันอย่างไร ให้อธิบาย พร้อมยกตัวอย่างประกอบ 4. ชาร์ล ดาร์วิน ให้เหตุผลอย่างไร ในการนำวิธีอนุมานและอุปมาน มารวมเป็นวิธีเดียวกันในการหาความรู้ความจริง ให้อธิบายตามที่เข้าใจ 5. ต่อไปนี้เป็นการวิจัยหรือไม่ - การค้นพบซากวัตถุโบราณ - การทดลองพันธุ์ข้าวในสี่ภูมิภาค - การศึกษาวิเคราะห์ถิ่นที่อยู่ของไดโนเสาร์ - การเปรียบเทียบวิธีสอน 3 วิธี 6. การแก้ปัญหาโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และวิธีการวิจัยมีขั้นตอน อย่างไรให้อธิบาย
10 บทที่2 ลักษณะของการวิจัยสำหรับครู ครูสามารถทำการวิจัยได้หลายลักษณะ เช่น ทำการศึกษารายบุคคล และรายกรณี การวิจัยเกี่ยวกับการดำเนินการเพื่อพัฒนาหรือแก้ปัญหาผู้เรียน การวิจัยการสอนและรูปแบบการสอนการวิจัยพัฒนาสื่อการเรียนการสอน การ วิจัยพัฒนาแผนการสอน แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หรือแผนการจัด ประสบการณ์ การวิจัยพัฒนาหลักสูตร การวิจัยเชิงพรรณนา การวิจัยเชิง ปฏิบัติการ การวิจัยเชิงทดลอง การวิจัยเชิงคุณลักษณะ และการวิจัยในชั้นเรียน เป็นต้น ดังจะกล่าวถึงแต่ละลักษณะตามลำดับ การศึกษารายบุคคลและรายกรณี การศึกษารายบุคคลและรายกรณีเป็นกิจกรรมที่ครูทุกคนควรดำเนินการ เพราะจะช่วยให้รู้จักเข้าใจผู้เรียนยิ่งขึ้น สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ของผู้เรียนแต่ละ คนหรือทั้งกลุ่มที่มีปัญหาคล้ายกันได้ การศึกษารายบุคคลและรายกรณีในชั้นเรียน อาจศึกษาในเรื่องนักเรียน หนีชั้นเรียน นักเรียนก้าวร้าว นักเรียนเข้ากับคนอื่นไม่ได้ นักเรียนมีความบกพร่อง ทางกาย นักเรียนขาดความสามารถในการเรียน นักเรียนติดยาเสพติด นักเรียนตก ซ้ำชั้น ฯลฯ การศึกษารายบุคคลและรายกรณีเกี่ยวกับนักเรียนที่มีปัญหาเหล่านี้ ครูที่ วิจัยอาจะต้องเก็บรวบรวมข้อมูลในหลาย ๆ ด้านที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อมูลประวัติ ของนักเรียน ข้อมูลจากบิดามารดาและคนอื่น ๆ ในครอบครัว ข้อมูลจากเพื่อน ๆ ข้อมูลจากครูที่สอนหลายคน เป็นต้น โดยพิจารณาข้อมูลทั้งในสภาพปัจจุบัน อดีต พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ
11 ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยรายบุคคลหรือรายกรณี - การศึกษานักเรียนที่มีปัญหาการปรับตัวในครอบครัว - การศึกษานักเรียนที่มีพฤติกรรมลักขโมย - การศึกษานักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ - การศึกษารายกรณีนักเรียนติดยาเสพติดในสถานบำบัด - การศึกษาสาเหตุและวิธีการช่วยเหลือนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนต่ำ เมื่อทำการศึกษาเป็นรายกรณี ผู้วิจัยมักเขียนขึ้นต้นด้วยคำว่า “การศึกษารายกรณี” เช่น การศึกษารายกรณีนักเรียนมีพฤติกรรมลักขโมย 1. การศึกษาผู้เรียนเป็นรายบุคคล (Individual Study) การศึกษาผู้เรียนเป็นรายบุคคล เป็นการศึกษาผู้เรียนเฉพาะคน ศึกษา เป็นรายคน การศึกษาผู้เรียนเป็นรายบุคคลจะช่วยให้ครูรู้จักและเข้าใจผู้เรียนแต่ ละคนได้มากขึ้น ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริม แก้ไข ชี้แนะ พัฒนา ผู้เรียน หรือได้ทำการแก้ไข ส่งเสริม พัฒนาผู้เรียนซึ่งอาจแก้ได้สำเร็จ 100% หรือ แก้ได้ในระดับหนึ่ง การศึกษาผู้เรียนเป็นรายบุคคลช่วยให้ได้สารสนเทศเกี่ยวกับตัวแปรต่าง ๆ หลายเรื่องหลายตัวแปร โดยอาจศึกษาตัวแปรเดียว หรือหลายตัวแปรไปพร้อมกัน ตัวแปรต่าง ๆ ได้แก่ 1. ด้านครอบครัว ได้แก่ ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว การอบรม เลี้ยงดู ฯลฯ 2. ด้านคุณลักษณะและพฤติกรรม ได้แก่ ความสามารถในการพูด ฟัง อ่าน เขียน ความสามารถในการให้เหตุผล ความสนใจในการเรียน เจตคติต่อการ เรียน อาชีพที่สนใจ วิชาที่เรียนได้ดี ปานกลาง หรืออ่อน ฯลฯ 3. ด้านปัญหาต่าง ๆ ได้แก่ ปัญหาการเรียน ปัญหาทางกายภาพ ปัญหาทางจิต – อารมณ์ ปัญหาทางสังคม ฯลฯ
12 การศึกษาผู้เรียนเป็นรายบุคคล อาจช่วยป้องกัน แก้ไขปัญหาผู้เรียนคน นั้น พัฒนาผู้เรียน คนนั้น 2. การศึกษารายกรณี (Case Study) การศึกษารายกรณีหรือการศึกษาเฉพาะกรณี เป็นการศึกษาเกี่ยวกับ เรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เป็นการศึกษาที่เจาะลึก ละเอียดในเรื่องนั้น การศึกษาเฉพาะกรณีช่วยให้ได้ความรู้ความจริงในเรื่องนั้น ช่วยให้ทราบ สาเหตุ จุดบกพร่องที่เป็นประโยชน์ต่อการนำมาพิจารณาแก้ไขปัญหาที่ศึกษา หรือ เป็นการศึกษาที่ช่วยแก้ไขปัญหานั้น แต่ไม่อาจสรุปครอบคลุมหรือวางนัย ทั่วไปได้ เช่น การศึกษากับนักเรียนกลุ่มหนึ่ง จะเป็นข้อความจริงเฉพาะกลุ่มนั้น ไม่ได้มุ่งอ้างครอบคลุมนักเรียนกลุ่มอื่น ๆ กรณีที่ทำการศึกษารายกรณีซึ่งเป็นเรื่อง ที่เป็นปัญหาและได้ทำการแก้ไขปัญหานั้นด้วย จัดว่าเป็นการวิจัยประเภทเชิง ปฏิบัติการ (Action Research) ได้อีกด้วย การศึกษารายกรณี ที่ศึกษาผู้เรียนเพียงคนเดียวจัดได้ว่าเป็นการวิจัยที่ เป็นประเภทการศึกษารายบุคคลได้ แต่การศึกษารายกรณีที่มีการศึกษาครั้งละ หลาย ๆ คน ซึ่งมีปัญหาหรือสภาพ (Case) ที่คล้ายกัน เก็บรวบรวมข้อมูลจาก กลุ่มเหล่านั้น ดำเนินการแก้ไขปัญหาในกลุ่มเหล่านั้น สรุปผลการศึกษาจากผลการ วิเคราะห์ข้อมูลภายในกลุ่มดังกล่าว จัดว่าเป็นการศึกษารายกรณีแต่ไม่ใช่ การศึกษารายบุคคล การวิจัยเพื่อพัฒนาหรือแก้ปัญหาผู้เรียน การวิจัยดำเนินการเพื่อพัฒนาหรือแก้ปัญหาผู้เรียนเป็นการวิจัยที่ได้รับ ความนิยม มีประโยชน์มากอย่างแท้จริง เป็นการศึกษาโดยมีการดำเนินการเพื่อ พัฒนาผู้เรียน หรือแก้ปัญหาผู้เรียนให้มีพฤติกรรมที่พึงปรารถนา มีคุณลักษณะ บุคลิกภาพหรือตัวแปรที่ดีที่เหมาะสม เป็นสิ่งที่สังคมต้องการและควรมีในผู้เรียน ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีความเจริญก้าวหน้า ประสบความสำเร็จอย่างหรือ หรือขจัด
13 หรือลดพฤติกรรมหรือคุณลักษณะที่ไม่พึงปรารถนา การดำเนินการอาจทำได้ หลายรูปแบบ เช่น การให้คำปรึกษา การใช้กลุ่มหรือกิจกรรมกลุ่ม การฝึก การ ใช้เทคนิควิธีการต่าง ๆ ครูผู้วิจัยจะเลือกกลุ่มตัวอย่างซึ่งอาจเป็นห้องเรียนห้องหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่ง คิดค้น พัฒนาเลือกสรรวิธีการให้คำปรึกษา การใช้กลุ่ม การฝึก เทคนิค ฯลฯ นำมาพัฒนาหรือแก้ปัญหาผู้เรียนแล้วแต่กรณี แล้วเสนอหลักฐาน แสดงถึงผลการดำเนินการดังกล่าว อาจจำแนกเป็น 3 ประเภทดังกล่าวไป ตามลำดับ การวิจัยเพื่อพัฒนาหรือแก้ปัญหาผู้เรียน อาจดำเนินการเป็นรายบุคคลก็ ได้ แต่เนื่องจากการดำเนินการกับผู้เรียนเป็นกลุ่ม หรือทั้งชั้นจะประหยัดทั้ง แรงงานค่าใช้จ่ายและเวลา ในที่นี้จึงยกตัวอย่างที่ดำเนินการเป็นกลุ่มหรือทั้งชั้น 1. การให้คำปรึกษาเพื่อเพิ่มคุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่พึงปรารถนา หรือลดคุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่ไม่ปรารถนา ครูผู้วิจัยจะเลือกคิดค้นวิธีให้คำปรึกษา ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การให้ คำปรึกษาแบบรายบุคคล การให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม การให้คำปรึกษาแบบ เกสตัลท์ การให้คำปรึกษาแบบโรเจอร์ส การให้คำปรึกษาแบบเผชิญความจริง ฯลฯ นำการให้คำปรึกษาที่กำหนดมาใช้กับผู้เรียนเพื่อแก้ไขปัญหาการปรับตัว หรือลดหรือเลิกพฤติกรรมทางลบ เช่น ไม่ตั้งใจเรียน หนีเรียน ท้อถอย ฯลฯ หรือ เพิ่มหรือพัฒนาคุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่ดี เช่น ความเชื่อมั่นในตนเอง กล้า แสดงออก ฯลฯ หลังจากเสร็จการให้คำปรึกษาตามกำหนดที่วางแผนไว้ ทำการวัด เพื่อตรวจสอบว่าได้ผลดังที่คาดไว้ (ตามสมมติฐาน) หรือไม่ กรณีไม่เป็นไปตามที่ คาดไว้ ทำการอภิปรายและเสนอแนะการศึกษาต่อ ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยการให้คำปรึกษา - ผลของการให้คำปรึกษาแบบกลุ่มที่มีต่อพฤติกรรมกล้าแสดงออกของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (ถนอมขวัญ อยู่ปาน, 2536)
14 - ผลของการให้คำปรึกษาแบบเผชิญความจริงที่มีต่อการลดพฤติกรรมไม่ ตั้งใจเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนรัตนาธิเบศร์จังหวัดนนทบุรี (จันทรรัตน์ ยี่รัญศิริ, 2535) - ผลของการให้คำปรึกษาแบบโรเจอร์สที่มีต่อการปรับตัวในครอบครัว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโพธิ์สัมพันธ์พิทยาคาร เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี (จงกล หงสุรพันธุ์, 2534) 2. การใช้กลุ่มหรือกิจกรรมกลุ่มเพื่อเพิ่มคุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่ พึงปรารถนาหรือ ลดคุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา ครูผู้วิจัยจะคิดค้นหรือเลือกวิธีการของกลุ่ม เช่น ใช้กลุ่มสัมพันธ์ กลุ่ม อบรม กิจกรรม กลุ่มสร้างคุณภาพ โปรแกรมกิจกรรมกลุ่ม ฯลฯ นำวิธีการของ กลุ่มดังกล่าวมาใช้กับผู้เรียน เพื่อให้ลดหรือเลิกพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การ สูบบุหรี่ หรือเพื่อเพิ่มหรือพัฒนาพฤติกรรม หรือคุณลักษณะที่ดี เช่น พฤติกรรม ประชาธิปไตย พฤติกรรมกล้าแสดงออก ทักษะทางสังคม ความมีน้ำใจนักกีฬา มนุษยสัมพันธ์ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความรับผิดชอบ ความเป็นผู้นำ ฯลฯ หลังจากใช้วิธีการของกลุ่มกับผู้เรียนครบตามเวลาที่กำหนดแล้ว ทำการวัดเพื่อ ตรวจสอบว่าได้ผลตามที่คาดหวังไว้ (ตามสมมติฐาน) หรือไม่ กรณีที่ไม่บรรลุผล ต้องทำการอภิปรายเหตุผลและเสนอแนะการวิจัยต่อว่าควรวิจัยอะไรบ้าง ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยที่ใช้กลุ่มหรือกิจกรรมกลุ่ม - ผลของการใช้กิจกรรมกลุ่มสร้างคุณภาพในการเพิ่มพฤติกรรมกล้า แสดงออกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนพร้านีลวัชระ จังหวัด สมุทรปราการ (อรวรรณ จีนะวัฒน์, 2535) - ผลของการใช้กิจกรรมกลุ่มที่มีต่อพฤติกรรมไม่ตั้งใจเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนป่าโมกวิทยาภูมิ จังหวัดอ่างทอง (เยาวภา กันทร วิชยกุล, 2530)
15 - ผลการของใช้กลุ่มอบรมที่มีต่อการเป็นผู้นำของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 (ชวนใจ คำวัฒนา, 2536) 3. การฝึกผู้เรียนเพื่อพัฒนาคุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่พึงปรารถนา หรือลดคุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา ครูผู้วิจัยจะคิดค้นหรือเลือกการฝึกในด้านต่าง ๆ เช่น ฝึกทักษะการ ดำเนินชีวิตฝึกควบคุมตนเอง ฝึกลักษณะความเป็นผู้นำ ฝึกความคิดสร้างสรรค์ ใช้ โปรแกรมฝึกพฤติกรรมหรือคุณลักษณะต่าง ๆ ทั้งนี้อาจฝึกเพื่อมุ่งให้เกิดสิ่งนั้น โดยตรง หรือเพื่อให้เกิดสิ่งอื่นที่สัมพันธ์กัน เช่น ฝึกวิธีการคิดแก้ปัญหาให้มี ความสามารถเข้าใจโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เป็นต้น หลังจากดำเนินการฝึก ผู้เรียนครบตามกำหนดที่ได้วางแผนไว้แล้ว ทำการวัดว่าได้ผลตามที่คาดไว้หรือไม่ กรณีไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ก็ทำการอภิปรายผล และเสนอแนะเพื่อการวิจัย ต่อไป ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยที่ฝึกผู้เรียนเพื่อพัฒนาคุณลักษณะหรือ พฤติกรรมฯ - ผลของการฝึกพฤติกรรมการแสดงออกเพื่อพัฒนาพฤติกรรมการพูด หน้าชั้นเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดนาคปรก เขตภาษี เจริญ กรุงเทพมหานคร (สุพรรณสิริ ขาวประเสริฐ, 2540) - การพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรม เพื่อป้องกันการเสพแอมเฟตามีน สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดอุดรธานี (รัชนีวรรณ ชาลีสมบัติ, 2545) - ผลของการฝึกพฤติกรรมกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมที่มีต่อพฤติกรรม กล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมและความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบางบัว (เพ่งตรงจิตรวิทยาคาร) กรุงเทพมหานคร (ปัทมา เรณุมาร, 2539) - ผลของการฝึกพฤติกรรมกล้าแสดงออกที่มีต่อมนุษยสัมพันธ์ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 (มณฑารพ กาศเกษม, 2536)
16 4. การใช้เทคนิคการปรับพฤติกรรมหรือวิธีการหรือกิจกรรมต่างๆ เพื่อ พัฒนาคุณลักษณะหรือพฤติกรรมพึงปรารถนาหรือลดคุณลักษณะหรือ พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ครูผู้วิจัยจะคิดค้นหรือเลือกเทคนิคการปรับพฤติกรรมหรือวิธีการหรือ กิจกรรมตางๆ เช่น เทคนิคแม่แบบ เทคนิคการพยากรณ์ เทคนิคเตือนตนเอง เทคนิคเบี้ยอัตถกร บทบาทสมมติ สถานการณ์จำลอง การปรับพฤติกรรม การ บำบัดด้วยความคิด เป็นต้น นำเทคนิควิธีการต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ไปใช้กับกลุ่ม ผู้เรียนเพื่อลดหรือเลิกคุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา เช่น ความวิตก กังวล พฤติกรรมก้าวร้าว หรือเพิ่มหรือพัฒนาคุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่พึง ปรารถนา เช่น มารยาทในชั้นเรียน แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ นิสัยรักการอ่าน พฤติกรรมกล้าแสดงออก พฤติกรรมตั้งใจเรียน การคิดแบบไตร่ตรอง ความ เสียสละ ลักษณะมุ่งอนาคต ฯลฯ หลังจากดำเนินการใช้เทคนิค หรือวิธีการหรือ กิจกรรมครบตามกำหนดที่ได้วางแผนไว้ ทำการวัดเพื่อตรวจสอบว่าได้ผลดังที่ได้ คาดหวังไว้ (ตามสมมติฐาน) หรือไม่ กรณีที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ทำการ อภิปรายและเสนอแนะเพื่อการวิจัยต่อไป ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยการใช้เทคนิคหรือวิธีการต่าง ๆ - ผลของการใช้เทคนิคแม่แบบที่มีต่อมารยาทในชั้นเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสรรพยาวิทยา จังหวัดชัยนาท. (วีระ อุสาหะ, 2534) - ผลของการใช้สถานการณ์จำลองที่มีต่อความเสียสละของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอินทรัมพรรย์อนุสรณ์ จังหวัดสมุทรปราการ (วัชรี พร จับเกต, 2534) - การศึกษาผลการปรับพฤติกรรมก่อกวนชั้นเรียนโดยใช้เทคนิคควบคุม ตนเอง. เทคนิคเบี้ยอัตถกรและเทคนิคเบี้ยอัตถกรควบคู่การเสริมแรงทางสังคม (อัญชลี ดงเรืองศรี, 2545)
17 - ผลของการใช้เทคนิคการพยากรณ์ที่มีต่อลักษณะมุ่งอนาคตของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสามร้อยยอดวิทยาคม จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ (กนกวรรณ อุ่นใจ, 2535) การวิจัยการสอนและรูปแบบการสอน การวิจัยการสอนหรือรูปแบบการสอน ครูผู้วิจัยอาจใช้แบบการวิจัยที่มี กลุ่มทดลองกลุ่มเดียว พิจารณาประสิทธิภาพของสภาพการทดลอง (ผลของวิธี สอน รูปแบบการสอน ฯลฯ) จากการเปรียบเทียบผลการวัดค่าตัวแปรตาม (เช่น ผลการเรียน ฯลฯ) ก่อนการทดลองกับหลังการทดลอง ถ้าพบว่าหลังการทดลอง นักเรียนทำคะแนนได้สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติก็สรุปว่า สภาพการทดลองนั้น (วิธีสอน รูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้น) มีประสิทธิภาพ ครู ผู้วิจัยนิยมใช้แบบการวิจัยในลักษณะนี้ อย่างไรก็ตามอาจเพิ่มความมั่นใจมากขึ้น โดยการเพิ่มกลุ่มควบคุม (Control Group) ไว้สำหรับเปรียบเทียบกับกลุ่ม ทดลอง หลังจากสิ้นสุดการทดลอง ถ้าพบว่ากลุ่มทดลองได้คะแนนสูงกว่ากลุ่ม ควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยที่ก่อนการทดลองต่างก็มีคะแนนต่ำพอ ๆ กัน หรือพบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนหลังการทดลองเพิ่มขึ้นจากก่อนการทดลอง มากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ก็สรุปว่าสิ่งที่นำมาใช้ในทดลองนั้น (วิธีสอน รูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้น) มีประสิทธิภาพ หรืออาจใช้รูปแบบการ วิจัยที่ซับซ้อนรัดกุมมากกว่านี้ อนึ่งในการพิจารณาผลอาจพิจารณาทั้งห้อง หรือ เฉพาะกลุ่มย่อย เช่น กลุ่มที่มีความถนัด สูง กลาง ต่ำ หรือพิจารณาทั้งกลุ่มย่อย และทั้งห้อง จะแยกกล่าวถึงการวิจัยการสอนและการวิจัยรูปแบบการสอน การวิจัยการสอนหรือรูปแบบการสอนมักใช้สถิติประเภทอ้างอิง (Inferential Statistics) เช่น t-test, F-test ทั้งนี้เพื่ออ้างผลการวิเคราะห์ไป ยังประชากร เช่น ทดลองกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง 2 ห้อง ผลการวิเคราะห์ ข้อมูลอ้างครอบคลุมไปยังห้องอื่นๆ ที่เป็นประชากรทั้งหมด 50 ห้อง หรือทำการ วิเคราะห์ข้อมูลจากนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง 30 คน แล้วอ้างอิงผลครอบคุลม
18 ประชากรนักเรียน 1,000 คน เป็นต้น การที่สามารถอ้างอิงผลครอบคลุม ประชากรได้เป็นการชี้ถึงความสามารถในการขยายผลไปยังห้องอื่น ๆ หรือรุ่นหลัง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันนั่นเอง อันเป็นการชี้ให้เห็นด้วยความมั่นใจว่า วิธีที่ใช้นั้น ไม่ใช่ได้ผลเฉพาะกลุ่มที่ทดลองครั้งนี้เท่านั้น แต่สามารถใช้ได้ผลในกลุ่มอื่น ๆ ที่ คล้ายกัน เป็นหลักการที่ครูผู้วิจัยจะต้องมีความเข้าใจ 1. การวิจัยการสอน วิธีสอนหรือนวัตกรรมการสอนที่นำมาวิจัยมีหลายวิธี เช่น การสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้ หรือการสอนแบบสืบสวนสอบสวน (Inquiry) การสอน แบบเรียนเพื่อรอบรู้ หรือเพื่อรู้แจ้ง (Mastery Learning) การสอนแบบศูนย์การ เรียน การสอนแบบกลุ่มสัมพันธ์ การสอนแบบบทบาทสมมติ การสอนโดย จำลองสถานการณ์ การสอนโดยใช้เกมส์ การสอนโดยค้นพบความรู้ด้วยตนเอง (Discovery Learning) การสอนแบบเรียนเป็นคู่ (Learning Cell) การสอนโดย ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction) การสอนโดยใช้ บทเรียนโมดูล (Module Instruction) การสอนโดยใช้สไลด์ การสอน โดยใช้วีดิทัศน์ (Vedio) หรือเป็นวิธีสอน ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น กรณีที่มีการ เปรียบเทียบกับวิธีอื่นวิธีที่มักนำมาเปรียบเทียบ คือ วิธีบรรยาย ซึ่งบางครั้งเรียกว่า วิธีสอนแบบปกติ ผลที่เกิดจากการสอนเป็นจัดว่าเป็นตัวแปรตาม (Dependent Variable) ตัวแปรตามหรือตัวแปรเกณฑ์หรือตัวแปรที่ผู้วิจัยสนใจศึกษา เป็นตัว แปรที่ผู้วิจัยต้องการทราบว่าจะแปรผันไปตามตัวแปรอิสระหรือไม่ ตัวแปรตามที่ สำคัญด้านพุทธิพิสัย (Cognitive) คือ ผลการเรียน ซึ่งอาจจำแนกเป็น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาต่าง ๆ ความคงทานในการเรียนรู้ ทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ ตัวแปรตามที่สำคัญด้านจิตพิสัย (Affective) ได้แก่ เจตคติ คุณลักษณะต่าง ๆ เช่น ความมีวินัยในตนเอง ฯลฯ ตัวแปรตามด้านทักษะพิสัย (Psychomotor) ที่สำคัญได้แก่ความคล่องแคล่วในการปฏิบัติงานต่าง ๆ
19 ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยการสอน - การเปรียบเทียบผลการสอนวิชาประชากรศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องปัญหาการเพิ่มประชากร ด้วยการสอนแบบสืบสวนสอบสวนกับการสอนแบบ ศูนย์การเรียน - การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกสีเขียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 ระหว่างการสอนโดยใช้ผังมโนมติรูปตัววีกับการสอนปกติ (มงคล เสนา มนตรี, 2542) 2. การวิจัยรูปแบบการสอน ครูผู้วิจัยจะพัฒนารูปแบบการสอนของตน หรืออาจนำรูปแบบการสอนที่ มีผู้คิดค้นไว้แล้ว ซึ่งเป็นรูปแบบการสอนที่ดี นำมาทดลองสอนเพื่อทราบ ประสิทธิภาพและ/หรือประสิทธิผล วิธีการในการทดลองมีลักษณะเช่นเดียวกัน กับการวิจัยการสอนในหัวข้อ 1. ที่กล่าวมา ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยรูปแบบการสอน - การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบมีส่วนร่วม (Participator) วิชาพระพุทธศาสนา (ส018) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ประไพพรรณ บุญคง, 2541) - การพัฒนารูปแบบการสอนวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เน้นการใช้แผนผังมโนมติ (Concept Map) (เกษแก้ว ปานแดง, 2540) - การพัฒนารูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทาง วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (ฉวีวรรณ สุขสุนัย, 2540)
20 การวิจัยพัฒนาสื่อการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอนมีหลายรูปแบบ ครูผู้วิจัยจะเลือกรูปแบบที่เห็นว่ามี ความเหมาะสมคาดว่าจะมีประสิทธิภาพในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตาม วัตถุประสงค์ แล้วพัฒนาสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบที่กำหนดไว้ ตัวอย่างสื่อการ เรียนการสอน ได้แก่ แบบฝึก ขุดการสอน หนังสือบทเรียนสำเร็จรูปหรือ บทเรียนโป รแกรม (Program Instruction) บ ทเรียนโมดูล บ ทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction ซึ่งได้ตัวย่อว่า CAI) หรือที่ใช้คำใหม่กันว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยเรียน (Computer Assisted Learning ซึ่งใช้ตัวย่อว่า CAL) วีดีทัศน์ เป็นต้น สื่อการเรียนการสอนที่เป็น รูปแบบใหม่ เช่น บทเรียนโปรแกรม บทเรียนโมดูล CAL ฯลฯ จัดว่าเป็น นวัตกรรม การวิจัยพัฒนาสื่อการเรียนการสอนจะต้องมีการลองใช้ (Try Out) โดย ควรลองใช้กับรายบุคคลและกับกลุ่มย่อย ก่อนใช้กับกลุ่มเป้าหมายจริง ทั้งนี้ควร เลือกลองใช้กับคนที่เรียนอ่อนหรือปานกลางเป็นหลัก เพราะจะเป็นพวกที่ช่วยให้ เห็นข้อบกพร่อง พบจุดที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงในการลองใช้กับรายบุคคลจะต้อง สัมภาษณ์ สอบถามปัญหาจากการลองใช้ว่า มีส่วนใด จุดใดที่ไม่เข้าใจ ร่วมกับ การพิจารณาผลการตอบและผลการวัดความรู้ ความเข้าใจ นำผลการพิจารณา ทั้งหมดมาปรับปรุงสื่อการสอน แล้วลองใช้อีกครั้งกับกลุ่มย่อย ซึ่งอาจมี 3 คน ถึง 9 คน ใช้พร้อม ๆ กัน ควรสัมภาษณ์ปัญหาการใช้สื่อ พิจารณาผลการตอบ และ ผลการวัดความรู้ ความเข้าใจ นำผลทั้งหมดมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขสื่ออีกครั้ง หนึ่ง แล้วจึงนำไปใช้กับกลุ่มเป้าหมาย โดยทั่วไปนิยมหาประสิทธิภาพ ซึ่งมี 2 ดรรชนี คือประสิทธิภาพของกระบวนการ (Process) และประสิทธิภาพของ ผลผลิต (Product) ซึ่งนิยมใช้เกณฑ์ 80/80 ตัวแปรตามมีลักษณะเช่นเดียวกับการวิจัยการสอนและรูปแบบการสอนที่ ได้กล่าวมาแล้ว การวิจัยพัฒนาสื่อการเรียนการสอนมีหลายรูปแบบ ได้แก่ การ สร้างชุดการสอน การสร้างแบบฝึก การสร้างหนังสือ การสร้างบทเรียนสำเร็จรูป
21 การสร้างรายการวีดีทัศน์ การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ดังได้นำเสนอไป ตามลำดับ 1. การวิจัยด้านการสร้างหรือพัฒนาชุดการสอน ชุดการสอน (Instructional Package) ประกอบด้วยสื่อการเรียนต่างๆ หลายอย่างประกอบกัน การวิจัยด้านการสร้างหรือพัฒนาชุดการสอน นับได้ว่า เป็นการวิจัยที่ได้รับความนิยมมากประเภทหนึ่ง ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยด้านการสร้างหรือพัฒนาชุดการสอน มีดังนี้ - การสร้างชุดการสอนทักษะการฟังสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (ชิดชนก ปารีรัตน์, 2541) - การพัฒนาชุดการสอนเรื่องหลักการตรวจซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายใน บ้านของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 (สุภาพ ศิลปะวาที, 2540) - การพัฒนาชุดการสอนเรื่องการสะกดคำยากสำหรับนักเรียนที่มีความ บกพร่องทางการได้ยิน (สุมานา หงษ์ทอง, 2540) - การสร้างชุดการสอนทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลสามเหลี่ยม เทศบาล นครขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น (ณ ภัทร สระประเทศ, 2544) - การสร้างชุดการสอนที่ใช้การ์ตูนประกอบวิชาคณิตศาสตร์เรื่องเศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (สิรินาถ จงกลกลาง, 2539) งานวิจัยสร้างชุดการสอนที่มีการดำเนินการไปแล้วบางส่วนมีดังนี้ วิชาคณิตศาสตร์ ได้แก่ เรื่องเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3, เรื่อง แผนภูมิ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4, เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาการหาร ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2, เรื่องการนับลดและการหารชั้นประถมศึกษาปีที่ 2, เรื่อง การนับเพิ่มและการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2, เรื่องการตวงและการชั่ง ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4, เรื่องการแก้ไขข้อบกพร่องในการแก้โจทย์ปัญหา ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4
22 วิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตโดยใช้ภูมิปัญญา ท้องถิ่นเป็นสื่อ ได้แก่ เรื่องพลังงานและสารเคมี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6, เรื่อง พืช ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ได้แก่ เรื่องเสียง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4, เรื่องไฟฟ้า ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6, เรื่องพืช ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6, เรื่อง การรวมกลุ่มสหกรณ์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5, เรื่องมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทาง ธรรมชาติ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 วิชาภาษาไทย ได้แก่ เรื่องทักษะการฟัง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1, เรื่อง การเขียนภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มการงานพื้นฐานอาชีพ ได้แก่ เรื่องการแต่งกาย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4, การแกะสลัก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วิชาสังคมศึกษา ได้แก่ เรื่องภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5 เป็นต้น ได้ยกตัวอย่างงานวิจัยพัฒนาชุดการเรียนการสอน 2 เรื่อง เป็นงานวิจัย พัฒนาชุดการสอนเพื่อเสริมความสามารถ และงานวิจัยชุดการสอนเพื่อแก้ไข ข้อบกพร่อง 2. การวิจัยด้านการสร้างหรือพัฒนาแบบฝึกหรือชุดฝึกเพื่อการเรียนรู้ แบบฝึกหรือชุดฝึกเป็นสื่อการเรียนการสอนเป็นรายบุคคลเพื่อช่วยฝึกให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในเนื้อหาสาระวิชาต่าง ๆ มีทักษะในด้านต่าง ๆ การวิจัย การสร้างหรือพัฒนาแบบฝึกหรือชุดฝึก เป็นการวิจัยที่ได้รับความนิยมมากพอควร ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยการสร้างหรือพัฒนาแบบฝึกหรือชุดฝึก - การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทย กิจกรรมขั้นตอนที่ 5 เรื่อง เพาะง่ายกินอร่อยประกอบการสอนภาษาไทยแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 (ชนิดาภรณ์ บุญประจักษ์, 2542)
23 - การพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ เรื่องการสะกดคำศัพท์ จาก แบบเรียน English is Fun Book IV ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (อนันตพร ภูสอดเงิน, 2542) - การสร้างชุดฝึกเพื่อเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและลบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 วิชาภาษาไทย ได้แก่ เรื่องการเสริมสมรรถภาพการอ่านเร็วสำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2, การสะกดคำสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1, การสะกดคำยากสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5, สุภาษิตสำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5, การอ่านออกเสียงพยัญชนะต้น ร ล และ พยัญชนะควบกล้ำ ร ล ว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4, การคัด ลายมือ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1, การฟังโดยใช้แถบบันทึกเสียง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6, ทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4, ทักษะการอ่านจับใจความสำคัญสำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2, การเขียนเรียงความสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4, เจ้าตูบผู้มีความสุข ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 4, ถนนสีขาว ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2, ม้าก้านกล้วย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 วิชาภาษาอังกฤษ ได้แก่ เรื่องการสะกดคำ, การพัฒนาทักษะการฟัง และทักษะการพูด วิชาวิทยาศาสตร์ ได้แก่ เรื่องการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทาง วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5, ทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องเวลา, เศษส่วน, การแก้โจทย์ปัญหาการบวกและ ลบสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3. การวิจัยด้านการสร้างหรือพัฒนาหนังสือ หนังสือเป็นสื่อการเรียนที่สำคัญสำหรับผู้เรียนได้อ่านศึกษาในรายวิชาต่าง ๆ ยังขาดหนังสือที่ใช้เป็นสื่อการสอนสำหรับอ่านประกอบหรืออ่านเพิ่มเติมอีก
24 มาก โดยเฉพาะเมื่อมีการสร้างหลักสูตรท้องถิ่น หลักสูตรสถานศึกษา ซึ่งจะขาด หนังสือที่สร้างขึ้นเพื่อประกอบการสอนโดยตรง ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยด้านการสร้างหรือพัฒนาหนังสือ - การสร้างหนังสืออ่านประกอบวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 - การสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่องประเพณีท้องถิ่นสมุทรปราการ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (ชนัฐดา ฤทธิ์แดง, 2541) - การสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่องการอนุรักษ์สัตว์น้ำ สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 - การสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง “เที่ยวเมืองพังงา” (สุชาติ เจริญฤทธิ์, 2543) - การสร้างหนังสือภาพการ์ตูนประกอบการเรียน เรื่องประชากรศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 - การพัฒนาหนังสือภาพเพื่อเป็นสื่อการสอนวิชาภาษาอังกฤษ ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 (วิไลภรณ์ ร่วมรักษ์, 2541) 4. การวิจัยด้านการสร้างหรือพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป บทเรียนสำเร็จรูปหรือบทเรียนโปรแกรม (Programmed Instruction) เป็นนวัตกรรมที่มุ่งให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองโดยมีความรอบรู้ระดับสูง ถ้าปฏิบัติ ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด นับว่าเป็นนวัตกรรมที่ได้รับนิยมมากประเภทหนึ่ง และมีแนวโน้มสร้างบทเรียนสำเร็จรูป โดยใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้น ซึ่งสามารถ แก้ไขจุดอ่อนของบทเรียนที่สร้างเป็นเล่มหรือชีท (Sheet) แบบเดิมที่ผู้เรียนจะ มองหาคำตอบ แล้วนำมาตอบโดยไม่ได้คิดตอบด้วยตนเองก่อน ลักษณะดังกล่าว ทำให้ไม่ได้เกิดการเรียนรู้ตามที่มุ่งหวังไว้
25 ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยด้านการสร้างหรือพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป หรือบทเรียนโปรแกรม - การสร้างบทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา เรื่องการแต่งกลอนสุภาพขั้น พื้นฐาน วิชาภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (จารุณี น้อยนรินทร์, 2542) - การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องสารเคมี กลุ่มสร้างเสริม ประสบการณ์ชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (เฉลิมชัย หรสิทธิ์, 2542) - การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่องประชากร ศึกษา กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (สมนึก สุวรรณมูล, 2542) 5. การวิจัยด้านการสร้างหรือพัฒนารายการวีดิทัศน์หรือเทปโทรทัศน์ รายการวีดีทัศน์หรือเทปโทรทัศน์เป็นสื่อการเรียนการสอนที่สามารถเรียน ด้วยตนเอง รายบุคคลหรือเรียนเป็นกลุ่มทั้งชั้น มีเทคนิคการสร้างที่ดึงดูดความ สนใจของผู้เรียน แต่ไม่สามารถใช้การตอบโต้ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนได้ จากที่ สามารถบันทึกลงในแผ่นซีดี (Compact Disk : CD) ทำให้มีความสะดวกใน การใช้และเก็บรักษามากขึ้น ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยด้านการสร้างหรือพัฒนารายการวีดิทัศน์ - การพัฒนารายการวีดิทัศน์การสอนเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา - การพัฒนารายการวีดิทัศน์เรื่องการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ ในระบบ ห้องสมุดอัตโนมัติสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (ก่อเกียรติ ขวัญ สกุล, 2540) - การผลิตรายการเทปโทรทัศน์เพื่อการสอนเรื่อง “หน้าที่และการ ปฏิบัติในการตัดสินกีฬาเทนนิส” (สุรพล วงษ์สถิตย์, 2535) - การพัฒนารายการวีดิทัศน์การสอนเรื่องพืชและการผสมพันธุ์ของพืช ดอก (อรัญญา ประสงค์พร, 2540)
26 6. การวิจัยด้านการสร้างหรือพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นนวัตกรรมที่ใช้สำหรับการเรียน รายบุคคลที่มีความสำคัญเนื่องจากมีลักษณะพิเศษบางปะการที่เอื้อต่อการเรียนรู้ อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถออกแบบให้เป็นที่น่าสนใจ มีการตอบโต้ ให้ผล ย้อนกลับ มีเทคนิคต่าง ๆ มากมาย การวิจัยการสร้างหรือพัฒนาบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นการวิจัยที่ได้รับความนิยมมาก ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยด้านการสร้างหรือพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน - การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนระบบมัลติมีเดีย วิชา วิทยาศาสตร์ เรื่องการถ่ายทอดพลังงานของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (กนกกาญจน์ เอนกผลิน, 2544) - การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาสุขศึกษา เรื่องสิ่งเสพ ติด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 (ปราโมทย์ ชุมนุ้ย, 2543) - การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนซ่อมเสริมวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา การวิจัยพัฒนาแผนการสอน แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หรือแผนการจัด ประสบการณ์ แผนการสอน (Lesson Plan) เป็นหลักยึดหรือแนวปฏิบัติในการ จัดการเรียนการสอนซึ่งได้จากการกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าจะสอนใคร ในเนื้อหาใด เพื่อให้เกิดอะไร สอนเมื่อใด สอนด้วยวิธีใด (ใช้สื่ออะไร กิจกรรมชนิดใด การ วัดและประเมินผลอย่างไร) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หรือแผนการจัด ประสบการณ์จะมีแนวคล้ายกัน การวิจัยประเภทนี้ครูผู้วิจัยจะสร้างหรือพัฒนา แผนการสอนหรือแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หรือแผนการจัดประสบการณ์ อย่างละเอียด ทำการทดลองใช้สอนหรือจัดกิจกรรมฯ หรือจัดประสบการณ์ และตรวจสอบประสิทธิภาพและ/หรือประสิทธิผล
27 ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยด้านการพัฒนาแผนการสอน ฯลฯ - การสร้างแผนการสอนที่เน้นทักษะกระบวนการในวิชาสังคมศึกษา (ส 600) เรื่อง การแบ่งปันและการประสานผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศ ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2524 (ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ. 2533) (วิรัตน์ ปักการะนา, 2544) - การพัฒนาแผนการสอนคำยากวิชาภาษาไทย โดยการใช้เกมและเพลง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (หวานใจ บุญยก, 2545) - การพัฒนาแผนการสอนทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตามแนวคู่มือจัดกิจกรรมการเตรียมความ พร้อมภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (ฉวีวรรณ จ้อยจิตร, 2541) - การพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์เรื่องธรรมชาติรอบตัวชั้นอนุบาลปี ที่ 2 (เพลินพิศ ธนสีลังกูร, 2544) - การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มการงานและพื้นฐาน อาชีพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องงานประดิษฐ์จากข้าวโพด โดยใช้โครงงาน (ประภาพร สุขพูล, 2544) การวิจัยพัฒนาหลักสูตร ในการวิจัยพัฒนาหลักสูตร ครูผู้วิจัยจะต้องเลือกตัดสินใจว่าจะพัฒนา หลักสูตรในเรื่องใด หลักสูตรนั้นมุ่งให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจได้รับการ พัฒนาสมรรถภาพด้านใด หลักสูตรที่ครูพัฒนาขึ้นได้แก่ หลักสูตรท้องถิ่น หลักสูตรของโรงเรียนหรือสถานศึกษา เป็นต้น ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยด้านการพัฒนาหลักสูตร - การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เรื่องการทำอิฐมอญ รายวิชาเลือกเสรี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม (ประชา สมศรี, 2545)
28 - การพัฒ นาหลักสูตรท้องถิ่น เรื่องหัตถกรรมในท้องถิ่น ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ของอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ (หัทยา เจียมศักดิ์, 2539) - การพัฒนาหลักสูตรวิชาชีววิทยา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เรื่อง พื้นฐานทางเทคโนโลยีชีวภาพที่เน้นการปฏิบัติทดลอง โดยใช้ประโยชน์จากสาร เหลือทิ้ง (เปรมจิตร บุสาย, 2540) - การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นวิชาภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานการประถมศึกษา จังหวัด ขอนแก่น (สุดสายใจ ชาญณรงค์, 2540) งานวิจัยเกี่ยวกับการสร้างหรือพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นที่มีการดำเนินการ ไปแล้วมีหลายเรื่อง เช่น วิชาภาษาไทย ได้แก่ เรื่องนิทานพื้นบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตได้แก่ เรื่องบุคคลสำคัญระดับท้องถิ่นชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพ ได้แก่ เรื่องการสานสุ่ม ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6, การทำปลาร้า ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6, การทำปลาส้ม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6, การทำดอกไม้จันทน์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6, การทำพานบายศรี ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6, การทำคราดมือเสือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6, การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ จากกะลามะพร้าว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3, การสานกระติบข้าว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6, การสานมวย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6, การทำไข่เค็ม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6, การเลี้ยงกบนา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6, การเลี้ยงเป็ดเนื้อ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 6, งานใบตอง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 การวิจัยเชิงพรรณนา การวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) เป็นกระบวนการ ศึกษาเพื่อให้ได้ความรู้ความจริงในเรื่องต่างๆ ในสภาพปัจจุบัน การวิจัยเชิง
29 พรรณนาเป็นเพียงการศึกษาให้ทราบในสิ่งที่มีอยู่ ทราบสภาพปัจจุบัน แต่ไม่ได้ ดำเนินการทดลองเพื่อพิสูจน์หรือตรวจสอบในเรื่องที่ศึกษา ไม่ได้มุ่งหาวิธีการหรือ เทคนิคปฏิบัติ ไม่ได้แก้ไขปัญหาที่พบ และไม่ได้พัฒนาให้เกิดสิ่งใหม่ การวิจัยเชิง พรรณนามีหลายลักษณะ เช่น การศึกษาตัวแปรต่าง ๆ ในนักเรียน การศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร และการศึกษาปัญหาต่าง ๆ 1. การศึกษาตัวแปรต่าง ๆ ในนักเรียน การศึกษาตัวแปรต่าง ๆ ในนักเรียนเป็นการค้นหาว่านักเรียนมีตัวแปรที่ ครูสนใจศึกษามากน้อยเพียงใด ซึ่งอาจเป็นตัวแปรประเภทพุทธิพิสัย จิตพิสัย ทักษะพิสัย หรือตัวแปรอื่น ๆ ครูที่สนใจตัวแปรใด จะศึกษาทฤษฎีแนวคิด เกี่ยวกับตัวแปรนั้น สร้างเครื่องมือวัดค่าตัวแปรนั้น ซึ่งอาจดัดแปลงจากเครื่องมือ ที่คนอื่นสร้างไว้แล้ว หรือยืมเครื่องมือที่คนอื่นสร้างเป็นมาตรฐานแล้วมาสอบหรือ วัดกับกลุ่มนักเรียนที่ตนสนใจศึกษา ซึ่งนอกจากจะทราบค่าตัวแปรนั้นของ นักเรียนแต่ละคนแล้ว ยังทำการหาค่าเฉลี่ย พิสัย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของ ทั้งห้องหรือจำแนกตามตัวแปรอิสระบางตัวแปร เช่น เพศ จำแนกเป็น เพศชาย เพศหญิง เป็นต้น และยังสามารถเปรียบเทียบตัวแปรตามในตัวแปรอิสระที่สนใจ ศึกษา เช่น เปรียบเทียบระหว่างค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเพศ ชายกับนักเรียนเพศหญิง เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเจตคติที่มีต่อการเรียนระหว่าง นักเรียนกลุ่มเก่งกับนักเรียนกลุ่มอ่อน เป็นต้น การศึกษาตัวแปรต่าง ๆ ในนักเรียน อาจศึกษาตัวแปรด้านต่าง ๆ ดังนี้ ก. ตัวแปรด้านพุทธิพิสัย (Cognitive) เป็นตัวแปรที่เกี่ยวกับความรู้ การคิด โดยศึกษาเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความถนัด สติปัญญา การ แก้ปัญหา ทักษะกระบวนการ การตัดสินใจ ฯลฯ ตัวอย่างการวิจัยในกลุ่มนี้ได้แก่ - ความสามารถทางการเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 - เทคนิคการบวกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
30 - ความสมารถทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - ความถนัดทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 - แบบการคิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - วิเคราะห์วิธีแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามหลัก อริยสัจสี่ การที่ครูศึกษาตัวแปรต่าง ๆ ด้านพุทธิพิสัยในกลุ่มนักเรียนที่ตน รับผิดชอบ จะช่วยให้ได้ข้อความจริงในเรื่องนั้น ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการนำไป พิจารณาส่งเสริม ปรับปรุง หรือแก้ไขปัญหาด้วย ข. ตัวแปรด้านจิตพิสัย (Affective) เป็นตัวแปรที่เกี่ยวกับความรู้สึก อารมณ์ จิตใจ ตัวอย่างชื่องานวิจัยในกลุ่มนี้ได้แก่ - ความวิตกกังวลในการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 - เจตคติต่อการเรียนการสอนวิชากลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - เหตุผลเชิงจริยธรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 การที่ครูศึกษาตัวแปรต่าง ๆ ด้านจิตพิสัยในกลุ่มนักเรียนที่ตนรับผิดชอบ จะช่วยให้ได้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพิจารณา ปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ ค. ตัวแปรด้านทักษะพิสัย (Psychomotor) เป็นตัวแปรที่เกี่ยวกับ ความคล่องแคล่ว ทางกาย ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยในกลุ่มนี้ได้แก่ - ทักษะการเล่นกีฬาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - ทักษะทางศิลปะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - ทักษะทางดนตรีนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
31 การที่ครูศึกษาตัวแปรต่าง ๆ ด้านทักษะพิสัยในกลุ่มนักเรียนที่ตอน รับผิดชอบ จะช่วยให้ได้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการ นำไปพิจารณา ส่งเสริมนักเรียนให้พัฒนาความถนัดตามศักยภาพของตน 2. การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเป็นการศึกษาเพื่อทราบ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวแปรขึ้นไป ซึ่งอาจเป็นตัวแปรด้านพุทธิ พิสัย ด้านจิตพิสัย ด้านทักษะพิสัยหรือตัวแปรอื่น ๆ คำว่าความสัมพันธ์ในที่นี้ หมายถึง การที่ตัวแปรต่าง ๆ แปรผันไปด้วยกัน ซึ่งอาจเป็นไปในทางบวก เช่น นักเรียนที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงมีผลการเรียนสูงด้วย นักเรียนที่มีแรงจูงใจใฝ่ สัมฤทธิ์ต่ำมีผลการเรียนต่ำด้วยเช่นกัน หรือเป็นไปในทางลบ เช่น นักเรียนใช้ เวลาเล่นมากมีผล การเรียนต่ำ ส่วนนักเรียนที่ใช้เวลาเล่นน้อย มีผลการ เรียนสูง เป็นต้น ครูที่สนใจทราบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรคู่ใด ๆ ก็จะศึกษาทฤษฎีและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรนั้น ๆ แล้วสร้างเครื่องมือวัดค่าตัวแปร ซึ่งอาจ ดัดแปลงมาจากเครื่องมือที่คนอื่น สร้างไว้แล้ว หรือยืมเครื่องมือที่คน อื่นสร้างเป็นมาตรฐานไว้แล้ว นำมาวัดกับกลุ่มนักเรียนที่ตนสนใจศึกษา นำค่าวัด เหล่านั้นมาวิเคราะห์ด้วยสถิติที่ชี้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรหรือกลุ่มตัวแปร เช่น วิเคราะห์หาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่าย (Simple Correlation) กรณีหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสองตัว หรือสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (Multiple Correlation) กรณีหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระ 2 ตัว หรือ มากกว่ากับตัวแปรตามซึ่งมี 1 ตัว เป็นต้น ในกรณีหลังนี้มักวิเคราะห์การถดถอย พหุคูณ แล้วสร้างสมการพยากรณ์ค่าตัวแปรตามอีกด้วย หลังจากวิเคราะห์หา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แล้วทำการแปลผลและสรุปผล ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยในกลุ่มนี้ได้แก่ - ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถภาพสมองด้านความจำกับผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
32 - ความสัมพันธ์ระหว่างการอบรมเลี้ยงดูกับความพร้อมทางสติปัญญา ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 - ความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 - องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3. การศึกษาปัญหาต่าง ๆ การศึกษาปัญหาต่าง ๆ เป็นการค้นหาปัญหาต่าง ๆ ในรายละเอียด โดยเฉพาะปัญหาของนักเรียน ปัญหาการเรียนการสอน ครูจะสร้างเครื่องมือ รวบรวมข้อมูลนำไปใช้วัดกับกลุ่มตัวอย่าง นำมาวิเคราะห์แล้วแปลผล ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยในกลุ่มนี้ได้แก่ - ปัญหาของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (สุธิสา ชูจิต, 2544) - แบบแผนการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 6 (บังอร เสรีรัตน์, 2538) - ความผิดพลาดในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในจังหวัดกำแพงเพชร (ประดิษฐ์ วิชัย, 2533) - ชนิดและสาเหตุของการคูณผิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ใน โรงเรียนสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดเพชรบุรี (อารีย์ อัศวปราการกุล , 2529) การวิจัยเชิงปฏิบัติการ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เป็นการวิจัยที่เป็น ประโยชน์อย่างยิ่ง ครูทุกคนสมควรนำวิธีวิจัยลักษณะนี้ไปแก้ปัญหาหรือพัฒนา งาน มีลักษณะสำคัญดังนี้
33 1) มุ่งแก้ปัญหาในการปฏิบัติงานในหน้าที่ในชีวิตประจำวันของครูผู้วิจัย ซึ่งจะพบว่าในการปฏิบัติงานมักพบปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ครูจะคิดค้นหาวิธีการ แก้ปัญหาแล้วนำมาลองปฏิบัติ ศึกษาผลที่เกิดขึ้นว่าสามารถแก้ปัญหานั้นได้ หรือไม่ แก้ได้มากน้อยเพียงใด ถึงระดับที่ต้องการหรือไม่ มีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ เกี่ยวข้อง กรณีที่ยังไม่บรรลุตามที่มุ่งหวังไว้จะทำอย่างไร ลองปรับปรุงในส่วนที่ ไม่ค่อยได้ผล เพิ่มวิธีการ เทคนิคต่าง ๆ แล้วลองนำไปปฏิบัติใหม่ ตรวจสอบดู ผล ฯลฯ ลักษณะเช่นนี้คือตัวอย่างของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 2) มีการลงมือปฏิบัติหรือกระทำ ปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ่งอาจสามารถแก้ไข ปัญหานั้นได้ตามที่วางแผนไว้ ซึ่งจะยุติการศึกษาเรื่องนี้หรืออาจต้องทำการ ปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจนพบแนวทางที่ดีตามที่มุ่งหวังไว้ก็ได้ 3) ผู้วิจัยอาจทำการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาของตนเองด้วยตนเองคนเดียว หรือทำวิจัยร่วมกัน (Participatory) หลายคนก็ได้ เช่น ร่วมกับครูคนอื่น ๆ นักเรียน ผู้ปกครอง เป็นต้น 4) เน้นการวิจัยเฉพาะที่ ไม่ได้มุ่งการนำผลการวิจัยมาใช้ในการสรุป อ้างอิง หรือสรุปครอบคลุม กล่าวคือ ผู้วิจัยลงมือดำเนินการเพื่อการแก้ปัญหา หรือพัฒนาการปฏิบัติงานของตน ไม่ได้มุ่งนำไปใช้ในที่อื่น ๆ 5) ในการดำเนินการวิจัย ครูผู้วิจัยอาจมีการเปลี่ยนแปลงในจุดมุ่งหมาย และวิธีการวิจัยเพื่อให้เกิดความเหมาะสมบรรลุเป้าหมายได้ดีขึ้นก็ได้ สรุปได้ว่ากิจกรรมใดที่ดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาโดยคิดค้นวิธีการ ลงมือ ปฏิบัติแก้ปัญหานั้น สามารถแก้ปัญหาได้อย่างสมบูรณ์หรือแก้ได้เป็นระดับหนึ่ง ครูได้ความรู้ใหม่นับว่าเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ การวิจัยรายบุคคลหรือรายกรณี ที่แก้ปัญหาด้วย การวิจัยแก้ปัญหาผู้เรียน การวิจัยพัฒนาการสอนและสื่อการเรียน การสอนจัดเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการได้ด้วย
34 ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ - การวิจัยการเรียนการสอน : กรณีศึกษานักเรียนไม่สามารถในการ เรียน (จิตตินันท์ บุญสถิรกุล, 2541) - ผลการใช้วิธีควบคุมตนเองและการชี้แนะด้วยภาษาของครูที่มีต่อการ ปรับพฤติกรรมการลอกงานของนักเรียน (นงเยาว์ แคนสุข, 2540) - ผลของการใช้เทคนิคการเตือนตนเองต่อพฤติกรรมรบกวนในชั้นเรียน (มธุรส หอทอง, 2542) - ผลของการใช้เทคนิคเบี้ยอรรถกร และเทคนิคการเสริมแรงทางสังคม ต่อพฤติกรรมการพูดคำหยาบ (ศรีสุนันท์ พุ่มไพจิตร, 2542) การวิจัยเชิงทดลอง การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) เป็นกระบวนการ ศึกษาค้นคว้าโดยวิธีทดลอง ซึ่งจะต้องมีการควบคุมสภาพการทดลองและตัวแปร ต่าง ๆ เช่น ทำการสุ่มเพื่อจัดห้องทดลองกับห้องควบคุมให้มีจุดเริ่มต้นไม่ต่างกัน เสียก่อน จัดควบคุมการสอนให้เป็นไปตามที่ได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เป็นต้น สามารถดำเนินการวิจัยได้อย่างกว้างขวาง มีความหลากหลายทั้งในด้านการ พัฒนาวิธีเรียนวิธีสอน พัฒนาหลักสูตร พัฒนาสื่อการเรียนการสอน พัฒนา ผู้เรียนเป็นการวิจัยเพื่อพิสูจน์ว่า สภาพการทดลอง (Treatment) เช่น วิธีสอน สื่อการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น พฤติกรรมของครูบางประเภท หลักสูตรที่ พัฒนาขึ้น วิธีการให้คำปรึกษา ฯลฯ สามารถช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ มี คุณลักษณะที่ต้องการตามที่คาดหวังหรือไม่ งานวิจัยเรื่องใดที่มีการดำเนินการ ทดลองซึ่งจะต้องควบคุมสภาพการทดลองและตัวแปรต่าง ๆ จัดได้ว่าเป็นการวิจัย เชิงทดลอง การวิจัยเชิงทดลองใช้มากในการวิจัยหลายประเภท เช่น การวิจัยเพื่อ พัฒนาหรือแก้ปัญหาผู้เรียน การวิจัยการสอนและรูปแบบการสอน การวิจัย พัฒนาสื่อการเรียนการสอน การวิจัยพัฒนาแผนการสอนฯ และการวิจัยพัฒนา
35 หลักสูตรที่มุ่งการขยายผล กล่าวคือ นำไปใช้ต่อไปกับผู้เรียนกลุ่มอื่น ห้องอื่น รุ่นหลัง ที่มีลักษณะคล้ายกัน (ประชากรเดียวกัน) การวิจัยตามแนวนี้อาจใช้รูปแบบการวิจัยที่มีกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว พิจารณาประสิทธิภาพของสภาพการทดลอง (ผลของวิธีสอน สื่อการเรียนการ สอน ฯลฯ) จากการเปรียบเทียบผลการวัดค่าตัวแปรตาม (เช่น ผลการเรียน ฯลฯ) ก่อนการทดลองกับหลังการทดลอง ถ้าพบว่าหลังการทดลองผู้เรียนทำ คะแนนได้สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ก็สรุปว่าสภาพการ ทดลองนั้น (วิธีสอน สื่อการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น พฤติกรรมของครูประเภท นั้น หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นนั้น ฯลฯ) มีประสิทธิภาพ หรือใช้รูปแบบการวิจัยที่มี กลุ่มควบคุม (Control Group) ไว้สำหรับเปรียบเทียบกับกลุ่มทดลอง หลังจาก สิ้นสุดการทดลอง ถ้าพบว่ากลุ่มทดลองได้คะแนนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ โดยที่ก่อนการทดลองต่างก็มีคะแนนต่ำพอ ๆ กัน หรือพบว่า กลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นจากการทดลองมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ก็สรุปว่าสภาพการทดลองนั้น (วิธีสอน สื่อการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น พฤติกรรมของครูประเภทนั้น หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นนั้น ฯลฯ) มีประสิทธิภาพ ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยเชิงทดลอง - ผลการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์แบบปฏิบัติการ ทดลองสำหรับเด็กก่อนประถมศึกษา (บุปผา บุญอนันต์, 2540) - การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องการ แก้ปัญหาโจทย์สมการเศษส่วนของพหุนามระหว่างกลวิธีตั้งคำถามนำโดยการฝึก ปฏิบัติด้วยตนเอง กับการเรียนแบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ (สกุล กังวาลไกล, 2543) - ผลการทดลองสอนวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้วิธี สอนแบบอุปมาน และวิธีสอนแบบอนุมาน (อำไพทิพย์ ยกยิ่ง, 2530)
36 - การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง “บทประยุกต์” ระหว่างวิธีพลังกลุ่มเล็กกับวิธีสอน ตามปกติ (พรชัย สินเธาว์, 2533) การวิจัยเชิงคุณลักษณะ การวิจัยเชิงคุณลักษณะ (Qualitative Research) นิยมเรียกว่า “การ วิจัยเชิงคุณภาพ” เป็นวิธีการวิจัยเพื่อค้นหาความรู้ความจริง โดยใช้วิธีการศึกษา ติดตามระยะยาวและเจาะลึกในสภาพที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ใช้การสังเกตอย่างมี ส่วนร่วมและการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการเป็นหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูล ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยเชิงคุณลักษณะ - แบบแผนการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (บังอร เสรีรัตน์, 2538) การวิจัยในชั้นเรียน การวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Research) เป็นการวิจัยที่เป็นที่ มุ่งหวังให้ครูทุกคนได้ทำการวิจัยประเภทนี้ มีผู้ให้ความหมายของการวิจัยในชั้น เรียนแตกต่างกันไป ความหมายในวงแคบมองว่าเป็นการวิจัยชั้นเรียน ซึ่งเป็น เรื่องของการเรียนการสอนอย่างเดียว ผู้เขียนมองในวงกว้างว่าเป็นการวิจัยในชั้น เรียนซึ่งเป็นการวิจัยในชั้นเรียนใด ๆ โดยศึกษาเกี่ยวกับการเรียนการสอน พฤติกรรม บุคลิกภาพ คุณลักษณะด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย หรือทักษะพิสัย อาจเป็นการวิจัยรายบุคคล การวิจัยรายกรณี การวิจัยเชิงทดลอง การวิจัยเชิง พรรณนา การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ฯลฯ ที่ได้กล่าวมาแล้ว คำว่าชั้นเรียนใดๆ หมายถึง ชั้นเรียนทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นชั้นเรียน ขนาดใหญ่ ที่มีผู้เรียนหลายร้อยคน หรือชั้นเรียนขนาดเล็กมีผู้เรียนเพียงคนเดียว เป็นชั้นเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลศึกษาถึงปริญญาเอก หรือชั้นเรียนนอกระบบ
37 โรงเรียน ทั้งนี้ต้องเป็นการวิจัยโดยครูผู้สอน ซึ่งอาจวิจัยด้วยตนเองเพียงคนเดียว หรือร่วมกับคนอื่นก็ได้ ตัวอย่างชื่อเรื่องงานวิจัยในชั้นเรียน - การแก้ปัญหานักเรียนขาดทักษะการเขียนที่ถูกต้อง (กิตติพร มีมุข, 2545) - การวิจัยเพื่อแก้ปัญหา : รายงานผลการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กชาย สัดดัมอูเซ็ง ยีสาแมง (ชาตรี สำราญ, 2544) - การศึกษาและแก้ปัญหานักเรียนที่ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ (กาญจนา เธียรกุลไพบูลย์, 2545) - ผลการใช้กลุ่มฝึกอบรมที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทิพา พลเสน, 2543) กรอบแนวคิดและเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาหรือแก้ปัญหาผู้เรียน กรอบแนวคิดที่ใช้ในการพัฒนาหรือแก้ปัญหาผู้เรียน ภารกิจที่เป็นหัวใจสำคัญของผู้สอนทุกคน คือการพัฒนาผู้เรียนให้เกิด ความงอกงาม โดยจัดการเรียนการสอน ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน ด้วยวิธีการต่าง ๆ ตามขอบเขตความรับผิดชอบ ด้านความงอกงามของผู้เรียนควร พิจารณาทั้งด้านพุทธิพิสัย (Cognitive) จิตพิสัย (Affective) และทักษะพิสัย (Psychomotor) เนื่องจากโดยทั่วไปผู้เรียนมักประสบปัญหาในการเรียนรู้ เช่น ไม่สามารถเรียนรู้ตามที่กำหนดไว้ หรือเรียนรู้ได้น้อยกว่าที่ตั้งความคาดหวังไว้ มี คุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหรือไม่พึงประสงค์ ที่ขัดขวางเหนี่ยวรั้ง หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาตนเอง หรือคนอื่นหรือทั้งสองฝ่าย ซึ่งอาจเกิด จากองค์ประกอบในส่วนตนหรือองค์ประกอบจากภายนอก หรือทั้งสองส่วน ทำ ให้ครูผู้สอนต้องดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านั้น
38 ในการพัฒนาหรือแก้ปัญหาผู้เรียนให้สำเร็จลุล่วงอย่างมีคุณภาพและ ประสิทธิภาพครูผู้สอนควรใช้เครื่องมือที่เลือกเฟ้นหรือคิดค้นขึ้นมา ซึ่งเมื่อ นำมาใช้แล้วจะช่วยให้บังเกิดผลตามต้องการ แสดงให้เห็นกรอบแนวคิดดังนี้ ภาพ 1 แสดงกรอบแนวคิดในการพัฒนาหรือแก้ปัญหาผู้เรียน จากภาพ 1 ครูผู้สอนจะใช้เครื่องมือในการพัฒนาหรือแก้ปัญหาผู้เรียน เครื่องมือที่ใช้จำแนกได้หลายประเภท เช่น วิธีการ เทคนิค กิจกรรมต่าง ๆ ฯลฯ เพื่อส่งเสริมให้มีหรือมียิ่งขึ้น (เพิ่มพูน) ในเรื่องความรู้ความสามารถ คุณลักษณะ พฤติกรรมต่าง ๆ ฯลฯ หรือเพื่อลดปรับ หรือแก้ไขสิ่งที่ไม่ เหมาะสม หรือไม่พึงประสงค์ ดังจะชี้ในรายละเอียดโดยจำแนกเป็น 2 กลุ่มตาม ประเภทของเครื่องมือ ซึ่งได้แก่กลุ่มวิธีสอน นวัตกรรมการเรียนการสอนและ รูปแบบการสอน กับกลุ่มการให้คำปรึกษา การใช้กิจกรรมกลุ่ม การใช้การฝึก การใช้เทคนิค วิธีการต่าง ๆ แต่ละกลุ่มจะระบุเครื่องมือ และผลที่ต้องการให้เกิด กับผู้เรียน ตามด้วยตัวอย่างงานวิจัย วิธีการ เทคนิค กิจกรรม ฯลฯ ความรู้ คุณลักษณะ พฤติกรรม ความสามารถ ฯลฯ การส่งเสริม, เพิ่มพูน การลด, การปรับ, แก้ไข ฯลฯ เครื่องมือในการพัฒนาหรือแก้ปัญหา ผลที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน
39 1. วิธีสอน นวัตกรรมการเรียนการสอน และรูปแบบการสอน 1.1 ด้านวิธีสอน เครื่องมือที่ใช้ ผลที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน - วิธีสอนแบบอภิปราย - วิธีสอนแบบสัมมนา - วิธีสอนโดยการให้แสดงบทบาท สมมติ - วิธีสอนโดยใช้เกมจำลองสถานการณ์ - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ ความเข้าใจ ฯลฯ - เจตคติที่ดีต่อวิชาหรือเนื้อหาที่เรียน - เจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ - มนุษยสัมพันธ์ - ความรับผิดชอบ - ทักษะทางสังคม ตัวอย่างชื่องานวิจัย - ผลของการสอนด้วยวิธีสตอรี่ไลน์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สมนึก ปฏิทานนท์, 2542) - การทดลองสอนวิชาคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยวิธีสอน แบบอุปมานและวิธีสอนแบบอนุมาน. (อำไพทิพย์ ยกยิ่ง, 2530) 1.2 ด้านนวัตกรรมการเรียนการสอน เครื่องมือที่ใช้ ผลที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน - บทเรียนโปรแกรม - บทเรียนโมดูล - ชุดการสอน - การเรียนแบบร่วมมือกัน - คอมพิวเตอร์ช่วยสอน - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ ความเข้าใจ ฯลฯ - เจตคติที่ดีต่อวิชาหรือเนื้อหาที่เรียน - เจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ - มนุษยสัมพันธ์
40 เครื่องมือที่ใช้ ผลที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน - การสอนแบบ 4 MAT - นวัตกรรมที่ครูคิดค้นขึ้น - ความรับผิดชอบ - ทักษะทางสังคม ตัวอย่างชื่องานวิจัย - การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนระบบมัลติมีเดีย เรื่อง ทฤษฎีปีทาโกรัส สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (เยาวลักษณ์ วงศ์พิมพ์, 2545) - การสร้างบทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา เรื่องการแต่งกลอนสุภาพขั้น พื้นฐาน วิชาภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (จารุณี น้อยนรินทร์, 2542) 1.3 ด้านรูปแบบการสอน เครื่องมือที่ใช้ ผลที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน - รูปแบบการสอนคณิตศาสตร์ของ สสวท. - รูปแบบการสอนของวรรณี - รูปแบบการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็น สำคัญ - รูปแบบการสอนที่เน้นแผนผังมโนมติ - รูปแบบการสอนที่ครูคิดค้นเอง - ผลสัมฤทธิ์ทางกาเรียนด้านความรู้ ความเข้าใจ ฯลฯ - เจตคติที่ดีต่อวิชาหรือเนื้อหาที่เรียน - เจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ - มนุษยสัมพันธ์ - ความรับผิดชอบ - ทักษะทางสังคม ตัวอย่างชื่องานวิจัย - การพัฒนารูปแบบการสอนวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เน้นการใช้แผนผังมโนมติ (เกษแก้ว ปานแดง, 2540)
41 - การพัฒนารูปแบบการสอนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 โดยเน้นการสอนแบบร่วมมือกัน เรียนรู้และกระบวนการ แก้ปัญหา (เกสร ทองแสนการ, 2540) 2. การให้คำปรึกษา การใช้กิจกรรมกลุ่ม การใช้การฝึกต่าง ๆ 2.1 ด้านการให้คำปรึกษาแบบต่าง ๆ เครื่องมือที่ใช้ ผลที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน - การให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม - การให้คำปรึกษาแบบโรเจอร์ส - การให้คำปรึกษาแบบไม่นำทาง - การให้คำปรึกษาแบบเผชิญความ จริง - การให้คำปรึกษาแบบเกสตัลท์ - การให้คำปรึกษาแบบยึดบุคคลเป็น ศูนย์กลาง - การให้คำปรึกษาตามทฤษฎี - การให้คำปรึกษาแบบเหตุผล – อารมณ์ - การให้คำปรึกษาแบบรายบุคคล - การลดพฤติกรรมไม่ตั้งใจเรียน - การลดพฤติกรรมการหนีเรียน - การลดความท้อถอย - การลดความเครียด - การพัฒนาการเห็นคุณค่าในตนเอง - การพัฒนาจริยธรรม - การพัฒนาความเจริญส่วนบุคคล - การพัฒนาเจตคติ - การพัฒนาพฤติกรรมกล้าแสดงออก - การเพิ่มความเชื่อมั่นในตนเอง - การปรับตัวด้านต่างๆ (หมายเหตุ อาจใช้คำว่าการสร้างเสริม แทนคำว่าการพัฒนา) ตัวอย่างชื่องานวิจัย - ผลการให้คำปรึกษาแบบโรเจอร์สที่มีต่อการปรับตัวในครอบครัวของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโพธิ์สัมพันธ์พิทยาคาร เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี (จงกล หงสุรพันธุ์, 2534)
42 - ผลของการให้คำปรึกษาแบบไม่นำทางที่มีต่อการปรับตัวกับเพื่อนของ นิสิตชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ยรรยง ผิวอ่อน, 2535) - ผลของการให้คำปรึกษาแบบเผชิญความจริงที่มีต่อการลดพฤติกรรมไม่ ตั้งใจเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนรัตนาธิเบศร์ จังหวัด นนทบุรี (จันทรรัตน์ ยี่รัญศิริ, 2535) - ผลของการให้คำปรึกษาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลางที่มีต่อการพัฒนา แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเชียง ของวิทยาคม อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย (ดำรงกุล เหลี่ยมวัฒนา, 2535) - ผลของการให้คำปรึกษาแบบเกสตัลท์ที่มีต่อการพัฒนาการปรับตัวทาง อารมณ์ของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 โรงพยาบาลรามาธิบดี กรุงเทพมหานคร (กรรณิการ์ กาญจนานุกูล, 2540) 2.2 ด้านการใช้กิจกรรมกลุ่มประเภทต่าง ๆ เครื่องมือที่ใช้ ผลที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน - การใช้กลุ่มสัมพันธ์ - การใช้กิจกรรมกลุ่มสร้างคุณภาพ - การใช้โปรแกรมกิจกรรมกลุ่ม - การใช้กลุ่มอบรม - การพัฒนาพฤติกรรมประชาธิปไตย - การพัฒนาทักษะทางสังคม - การปรับตัวกับเพื่อน - คุณธรรมความมีน้ำใจนักกีฬา - การปรับตัวทางสังคม - พฤติกรรมกล้าแสดงออก - การงดสูบบุหรี่ - มนุษยสัมพันธ์ - ความเชื่อมั่นในตนเอง - ความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง
43 เครื่องมือที่ใช้ ผลที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน - ความเป็นผู้นำ - ความรับผิดชอบ - สุขภาพจิต - มโนภาพแห่งตน (Self Concept) ตัวอย่างชื่องานวิจัย - ผลของกลุ่มสัมพันธ์ที่มีต่อการพัฒนาทักษะทางสังคมของนักศึกษาชั้นปี ที่ 1 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต (วรรณสวัสดิ์ อุทัยพันธ์, 2540) - ผลของการใช้กิจกรรมกลุ่มสร้างคุณภาพในการเพิ่มพฤติกรรมกล้า แสดงออกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพร้านีลวัชระ จังหวัด สมุทรปราการ (อรวรรณ จีนะวัฒน์, 2535) - ผลของการใช้กลุ่มอบรมที่มีต่อความเป็นผู้นำของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 (ชวนใจ คำวัฒนา, 2536) - ประสิทธิผลของโปรแกรมกิจกรรมกลุ่มในการงดสูบบุหรี่ของนักเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จังหวัดสุราษฎร์ธานี (มัฏฐวรรณ คงทอง, 2538) - เปรียบเทียบการใช้กลุ่มสัมพันธ์และการใช้ข้อสนเทศเพื่อพัฒนามนุษย สัมพันธ์ (เมธี ทิพย์รักษ์, 2543) 2.3 ด้านการใช้แบบฝึกแบบต่าง ๆ เครื่องมือที่ใช้ ผลที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน - การฝึกความคิดสร้างสรรค์ - การฝึกลักษณะความเป็นผู้นำ - การฝึกทักษะการดำเนินชีวิต - การใช้โปรแกรมการฝึกพฤติกรรม - ความคิดสร้างสรรค์ - ลักษณะความเป็นผู้นำ - ทักษะการดำเนินชีวิต - ลดความวิตกกังวลในการพูดหน้าชั้น
44 เครื่องมือที่ใช้ ผลที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน กล้าแสดงออก - การใช้โปรแกรมฝึกกิจกรรมเชิง จิตวิทยา - การใช้แบบฝึกคุณลักษณะที่เอื้อต่อ การคิดด้วยคำถาม - การฝึกสร้างสัมพันธภาพระหว่างเพื่อ ตามรูปแบบของจอยส์และคณะ - การฝึกควบคุมตนเอง - การฝึกสมาธิ - มนุษยสัมพันธ์ - ความรับผิดชอบต่อการศึกษาเล่า เรียน - การสร้างสัมพันธภาพกับเพื่อน - พฤติกรรมกล้าแสดงออกอย่าง เหมาะสม - ปรับพฤติกรรมไม่สนใจในการเรียน - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน - การคิดด้านทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ ตัวอย่างชื่องานวิจัย - การใช้โปรแกรมการฝึกพฤติกรรมกล้าแสดงออกเพื่อลดความวิตกกังวล ในการพูดหน้าชั้นเรียนของนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (อัจฉราวรรณ จันทร์เพ็ญศรี. 2540) - ผลของการฝึกทักษะการดำเนินชีวิตที่มีต่อการเห็นคุณค่าในตนเอง - ผลการฝึกควบคุมตนเองและการฝึกสมาธิที่มีต่อการปรับพฤติกรรมไม่ สนใจในการเรียนและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 (ผุสดี เฉลิมสุข, 2543)
45 2.4 ด้านการใช้เทคนิค วิธีการต่าง ๆ เครื่องมือที่ใช้ ผลที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน - การใช้ตัวแบบ (หรือเทคนิคแม่แบบ) - การใช้บทบาทสมมติ - การใช้สถานการณ์จำลอง - การใช้เทคนิคพยากรณ์ - การใช้เทคนิคการควบคุมตนเอง (หรือวิธีควบคุมตนเอง) - การบำบัดด้วยความคิด - การใช้ชุดการแนะแนว - การใช้กระบวนการควบคุมตนเอง - เทคนิคการเตือนตนเอง - เทคนิคการสอนตนเอง - เทคนิคการประเมินพฤติกรรมการ เรียนของตนเอง - เทคนิคเบี้ยอรรถกร - โปรแกรม - การพัฒนามารยาทในชั้นเรียน - คุณธรรม จริยธรรม - สร้างเสริมพฤติกรรมกล้าแสดงออก - พัฒนาการพูดที่เหมาะสม - พัฒนานิสัยรักการอ่าน - ลดความวิตกกังวล - เลิกพฤติกรรมก้าวร้าว - เลิกพฤติกรรมรบกวนในชั้นเรียน - วิถีชีวิตประชาธิปไตย - พัฒนาแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการ เรียน - เสริมสร้างความไม่ประมาท - การคิดแบบไตร่ตรอง - การใช้เหตุผลเชิงจริยธรรม - พฤติกรรมตั้งใจเรียน - ความรับผิดชอบ - ความเสียสละ - ลักษณะมุ่งอนาคต - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตัวอย่างชื่องานวิจัย - ผลของการใช้วิธีควบคุมตนเองต่อพฤติกรรมตั้งใจเรียนในวิชา วิทยาศาสตร์และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 (ลำไย สายโงน, 2542)
46 - ผลการใช้สถานการณ์จำลองที่มีต่อความเสียสละของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอินทรัมพรรย์อนุสรณ์ จังหวัดสมุทรปราการ (วัชรี พร จับเกต, 2534) - การใช้ชุดการแนะแนว ในการเสริมสร้างวิถีชีวิตประชาธิปไตยของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนวัดบางคู จังหวัดนครศรีธรรมราช (จีรวรรณ มีแก้ว, 2539) - ผลของเทคนิคการสอนตนเองที่มีต่อการคิดแบบไตร่ตรองของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (ปราณี ด่านกุลประเสริฐ, 2544) - ผลของการใช้เทคนิคแม่แบบที่มีต่อมารยาทในชั้นเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสรรพยาวิทยา จังหวัดชัยนาท (วีระ อุสาหะ, 2534) เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาหรือแก้ปัญหาผู้เรียน มีเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในการพัฒนาหรือแก้ปัญหาผู้เรียนอย่าง หลากหลาย ดังจะกล่าวถึงแต่ละประเภทโดยย่อ ตามลำดับจากด้านวิธีสอน ด้าน นวัตกรรมการเรียนการสอน ด้านรูปแบบการสอน และด้านเทคนิควิธีการต่าง ๆ เมื่อจะทำการวิจัยโดยใช้เครื่องมือใด ก็ต้องศึกษารายละเอียด ในเรื่องนั้น ๆ จาก ตำราและรายงานการวิจัยซึ่งจะช่วยให้ดำเนินการวิจัยได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น 1. ด้านวิธีสอน 1.1 การสอนแบบอภิปราย การสอนแบบอภิปราย (Discussion) จะให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่เรียน เป็นความคิดเห็นที่ได้มาจากประสบการณ์ การศึกษาค้นคว้า การพิจารณาไตร่ตรองการวิเคราะห์ การสอนแบบอภิปรายมีหลายรูปแบบ แต่ละรูปแบบจะมี ลักษณะเฉพาะของตนเอง รูปแบบต่าง ๆ ของการสอนแบบอภิปราย ได้แก่
47 การอภิปรายทั้งชั้น การอภิปรายแบบโต้วาที การอภิปรายเป็นคณะ การ อภิปรายย่อย การอภิปรายกลุ่มใหญ่ เป็นต้น การอภิปรายทั้งชั้น (Whole-Class Discussion) ผู้สอนใน ฐานะผู้นำการอภิปรายจะถามคำถาม ให้ความกระจ่างแก่ข้อวิจารณ์ของผู้เรียน และทำการสรุปเพื่อช่วยนักเรียนให้เกิดความเข้าใจในหัวข้อนั้น ๆ การอภิปรายแบบโต้วาที (Debates) ใช้สำหรับกรณีที่มีผู้เรียน จำนวนไม่มาก การอภิปรายแบบนี้จะแบ่งผู้เรียนออกเป็น 2 ฝ่าย โดยอยู่คนละ ข้างของประเด็นปัญหา ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุน อีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายคัดค้าน แต่ละฝ่ายจะอภิปรายเพื่อสร้างน้ำหนักแก่ความคิด ความเชื่อในฝ่ายของตน ภายในเวลาที่กำหนดให้ อาจสลับกันเสนอและโต้แย้งเป็นคู่ ๆ ในการสรุปการ โต้แย้งผู้สอนอาจใช้วิธีอภิปรายทั้งชั้นในประเด็นปัญหานั้น การอภิปรายเป็นคณะ (Panels) ผู้สอนจะแบ่งชั้นเรียน ออกเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละ 3 – 6 คน ศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่ได้รับมอบหมายแต่ ละเรื่อง นำมาอภิปรายในกลุ่ม แล้วจึงเสนอผลเพื่อนำไปสู่การอภิปรายทั้งชั้น การอภิปรายย่อย (Buzz Group หรือ Buzz Session) แบ่ง ผู้เรียนออกเป็นกลุ่มขนาดเล็กเพื่อให้อภิปรายในเวลาสั้น ๆ ในหัวข้อหรือประเด็น ที่กำหนดให้ เมื่อเสร็จแล้วแต่ละกลุ่มจะเสนอผลการอภิปรายเพื่อกระตุ้นให้ อภิปรายทั้งชั้น การอภิปรายกลุ่มใหญ่ (Forums) เป็นรูปแบบการอภิปราย เฉพาะที่มีผู้เรียนกลุ่มเล็กเสนอข้อสนเทศ (Information) ที่ตนรอบรู้หรือ เชี่ยวชาญต่อกลุ่มใหญ่ ในการสรุปผล ผู้เสนอข้อสนเทศจะเชิญชวนผู้ฟังถาม คำถามในเรื่องที่เสนอไปนั้น 1.2 การสอนแบบสัมมนา การสอนแบบสัมมนา (Seminar) จะให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าใน เรื่องที่จะเรียนให้ลึกซึ้ง แล้วนำมาเสนอเพื่ออภิปราย เรื่องที่จะสัมมนาอาจเป็น เรื่องเดียวหรือหลายเรื่อง โดยเลือกตามความสนใจก็ได้ ในเรื่องการศึกษาค้นคว้า
48 อาจใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีร่วมกัน อันได้แก่ ศึกษาจากตำรา เอกสาร วารสารต่าง ๆ ศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ทำการทดลองหรือวิจัย ศึกษาจากของจริง เป็นต้น 1.3 การสอนแบบติว การสอนแบบติว (Tutorial) เป็นการสอนกลุ่มย่อยหรือการ สอนรายบุคคล โดยมีครูเป็นผู้สอน หรือผู้เรียนที่เก่งในเรื่องนั้นเป็นผู้สอน อาจ สอนเรื่องใหม่ หรือสอนทบทวนจากที่ได้ฟังบรรยายในเรื่องนั้นมาแล้ว ส่วนใหญ่ จะเป็นการทบทวนจากการบรรยาย อาจใช้วิธีถาม – ตอบ การทำแบบฝึกหัด การอภิปรายจากที่กำหนดให้อ่าน และการสรุปบทเรียน 1.4 การสอนโดยการให้แสดงบทบาทสมมติ การสอนโดยการให้แสดงบทบาทสมมติ (Role Playing) จะ กำหนดให้ผู้เรียนแสดงบทบาทในสถานการณ์ที่สมมติขึ้น มี 2 ประเภท ประเภทแรก ผู้แสดงบทบาทสมมติจะต้องแสดงบทบาทของคนอื่นซึ่งอาจเป็น บุคคลจริง เช่น คนที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ โดยละทิ้งแบบแผนพฤติกรรม ของตน หรือการเปลี่ยนบทบาทซึ่งกันและกันกับเพื่อน หรือเป็นบุคคลสมมติ เช่น สมมติว่าเป็นชาวนา เป็นต้น ผู้แสดงบทบาทสมมติจะพูด คิด ประพฤติ หรือมีความรู้สึกเหมือนกับบุคลที่ตนสวมบทบาท ประเภทที่สอง ผู้แสดงบทบาท จะยังคงรักษาบทบาทและแบบแผน พฤติกรรมของตนเอง แต่ปฏิบัติอยู่ใน สถานการณ์ที่อาจพบในอนาคต การแสดงบทบาทสมมติ แตกต่างจากเกมจำลอง สถานการณ์ตรงที่ไม่มีกฎเกณฑ์ และการแข่งขัน 1.5 การสอนโดยใช้เกมจำลองสถานการณ์ การสอนแบบเกมจำลองสถานการณ์ (Simulation Gaming) ผู้สอนนำเอาสถานการณ์จริงมาจำลองไว้ในห้องเรียน พยายามให้มีสภาพเหมือน จริงมากที่สุด และกำหนดกติกา กฎ หรือเงื่อนไขสำหรับเกมนั้น แล้วแบ่ง ผู้เรียนออกเป็นกลุ่มๆ เข้าไปแข่งขันหรือเล่นในสถานการณ์จำลองนั้น ผู้เรียน จะต้องเผชิญกับปัญหาและต้องแข่งขันกับฝ่ายตรงข้ามจึงต้องมีการตัดสินใจของ
49 กลุ่มเพื่อมุ่งเอาชนะกัน หรืออาจแข่งขันเป็นรายบุคคล เช่น การนำแนวคิดของ รายการแฟนพันธุ์แท้มาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอน เป็นต้น 1.6 การสอนโดยการระดมความคิด การสอนโดยใช้การระดมความคิด (Brainstorming) จะให้ ผู้เรียนทุกคนได้แสดงความคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาให้มากที่สุด โดยไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะที่ผู้เรียนเสนอมานั้น มี การบันทึกความคิด หรือข้อเสนอแนะทั้งหมด 1.7 การสอนแบบค้นพบความรู้ การสอนแบบค้นพบความรู้ (Discovery) จะให้ผู้เรียนค้นพบ คำตอบ หรือความรู้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ทราบจากการบอกเล่าของคนอื่น หรือจาก การอ่านคำตอบที่มีผู้เขียนไว้ ในการใช้วิธีสอนแบบนี้ผู้สอนจะสร้างสถานการณ์ใน รูปที่ผู้เรียนจะเผชิญกับปัญหา ในการแก้ปัญหานั้นผู้เรียนจะใช้ข้อมูลและปฏิบัติ ในลักษณะตรงกับธรรมชาติของวิชาและปัญหานั้น นั่นคือผู้เรียนจะศึกษา ประวัติศาสตร์ในวิธีเดียวกับนักประวัติศาสตร์กระทำ ศึกษาชีววิทยาในวิธีเดียวกับ ที่ชีววิทยาศึกษา จึงเป็นวิธีสอนที่เน้นกระบวนการ เหมาะมากสำหรับวิชา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ แต่ก็สามารถใช้ได้กับวิชาอื่น ๆ 1.8 การสอนแบบแก้ปัญหา การสอนแบบแก้ปัญหา (Problem Solving) จะให้ผู้เรียน แก้ปัญหา ซึ่งมักจะมี 5 ขั้นตอน คือ 1) ให้นิยามปัญหา 2) ตั้งสมมติฐาน 3) รวบรวม ประเมิน จัดระบบและตีความหมายข้อมูล 4) สรุปผล และ 5) ตรวจสอบผลสรุป 1.9 การสอนแบบปฏิบัติการ การสอนแบบปฏิบัติการ (Laboratory) จะให้ผู้เรียนกระทำ กิจกรรมการเรียนภายใต้การแนะนำช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด โดยทำการทดลอง ปฏิบัติฝึกการใช้ทฤษฎีโดยผ่านการสังเกต การทดลอง ภายใต้สภาพที่ควบคุมไว้