50 1.10 การสอนโดยใช้โสตทัศนูปกรณ์ การสอนโดยใช้โสตทัศนูปกรณ์ (Audio-visual Media) เป็น การสอนโดยใช้อุปกรณ์การสอนต่างๆ เช่น รูปภาพ สไลด์ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ หุ่นจำลอง เทปบันทึกเสียง เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ เป็นต้น 1.11 การสอนแบบให้ผู้เรียนเสนอรายงานในชั้น การสอนแบบให้ผู้เรียนเสนอรายงานในชั้น จะมอบหมายให้ ผู้เรียนไปศึกษาค้นคว้าสาระความรู้ เรื่องราว ฯลฯ แล้วนำมาเสนอรายงานในชั้น โดยทั่วไปจะเสนอด้วยวาจา ผู้สอนอาจมอบหมายให้ผู้เรียนไปศึกษาค้นคว้าเป็น รายบุคคลหรือกลุ่มก็ได้ 1.12 การสอนโดยใช้คำถาม การสอนโดยใช้คำถาม เป็นการสอนที่ผู้สอนป้อนคำถามให้ ผู้เรียนตอบ อาจตอบเป็นรายบุคคล หรือตอบเป็นรายกลุ่มย่อย หรือตอบทั้งชั้น การตอบใช้วิธีพูดตอบ ผู้สอนอาจพิจารณาคำตอบ แล้วให้ข้อมูลสะท้อนกลับ หรือถามคนอื่นหรือกลุ่มอื่นจนกว่าจะได้คำตอบที่ถูกต้องเหมาะสม คำถามมีหลายประเภท อาจใช้กรอบแนวคิดการตั้งคำถาม พื้นฐาน (5W 1H) อันได้แก่ ใคร ทำอะไร เมื่อใด ที่ไหน ทำไม และอย่างไร หรือ ใช้กรอบแนวความคิดของบลูม (Benjamin S. Bloom) และคณะ ที่จำแนก พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัยเป็น 6 ประเภท เช่น ถามความรู้ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินค่า 1.13 การสอนโดยใช้โครงงาน การสอนโดยใช้โครงงาน เป็นการสอนที่ดำเนินการโดยกระตุ้น ให้นักเรียนเกิดความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วเลือกเรื่องนั้นเป็นหัวข้อจัดทำ โครงงานวางแผนทำการดำเนินการศึกษา รวบรวมข้อมูลเพื่อตอบคำถามนั้น และสุดท้ายทำการประเมินผลงาน ซึ่งการกระทำทั้งหมดนี้ จะต้องเสนอออกมา ในรูปโครงงาน ตัวอย่างเช่น โครงงานเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นบ้าน โครงงานปลูกพืชสวน ครัว เป็นต้น
51 ประเภทของโครงงานอาจจำแนกได้ดังนี้ 1) โครงงานประเภทสำรวจรวบรวมข้อมูล อาจเป็นการสำรวจ ในภาคสนามหรือในธรรมชาติ จะนำข้อมูลที่สำรวจมาจำแนกเป็นหมวดหมู่ และ เสนอเสนอในรูปแบบต่าง ๆ ตัวอย่าง ได้แก่ การสำรวจชนิดของพืช สัตว์ หิน แร่ในชุมชน การสำรวจพฤติกรรมของสัตว์ต่าง ๆ การสำรวจคุณภาพน้ำจาก แหล่งน้ำต่าง ๆ ฯลฯ 2) โครงงานประเภททดลอง จะมีการทดลองเพื่อศึกษาผลของ ตัวแปรบางตัวที่มีต่อตัวแปรอื่น โดยควบคุมตัวแปรที่คาดว่าจะมารบกวนทำให้ ผลการวิจัยผิดพลาด ตัวอย่างได้แก่ การผลิตยาฆ่าเหาจากพืชในท้องถิ่น การใช้ ปุ๋ยคอกในการปลูกพืช การผสมพันธุ์ปลากัด 3) โครงงานประเภทพัฒนาหรือประดิษฐ์ เป็นการประดิษฐ์สิ่ง ต่าง ๆ อาจเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นการคิดขึ้นมาใหม่ หรือปรับปรุงจากของเดิม ทั้งนี้ต้องมีการทดสอบประสิทธิภาพจนมั่นใจด้วย ตัวอย่างได้แก่ การทำเครื่องคั่วถั่วลิสง การทำหุ่นยนต์ใช้งานในบ้าน การทำเรือ ควบคุมด้วย Remote Control การผลิตสื่อการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ การสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์สอนในเรื่องต่าง ๆ 4) โครงงานประเภททฤษฎี หลักการ หรือแนวคิด ผู้เรียนจะ เสนอทฤษฎี หลักการ หรือแนวคิดใหม่ ๆ ซึ่งอาจอยู่ในรูปสูตร สมการ หรือ คำอธิบายก็ได้ เช่น ทฤษฎี 3 องค์ประกอบ ทฤษฎีจำนวน ฯลฯ ขั้นตอนของการทำโครงงาน มีขั้นตอนดังนี้ 1) การเลือกหัวข้อ เรื่อง 2) การวางแผน 3) การดำเนินงาน 4) การเขียนรายงาน 5) การ นำเสนอผลงาน การเขียนโครงการมีส่วนประกอบดังนี้ 1. ชื่อโครงการ 2. วัตถุประสงค์ของโครงการ 3. เจ้าของโครงการ (อาจเป็นรายบุคคลหรือเป็นงานกลุ่ม)
52 4. สถานที่ปฏิบัติการของโครงการ 5. ระยะเวลาการดำเนินการ (เริ่มวันเดือนปีใด สิ้นสุดโครงการ วันเดือนปีใด) 6. ขั้นตอนวิธีการดำเนินการ 7. วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือที่จะใช้ 8. งบประมาณการดำเนินการ เช่น ค่าวัสดุ ค่ายานพาหนะ ค่าอาหาร ฯลฯ 9. การติดตามประเมินผล 10. ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1.14 การสร้างหนังสือเล่มเล็กเชิงวรรณกรรม ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ (หทัย ตันหยง, 2533, หน้า 122-124) ขั้นที่ 1 การวางเค้าโครงเรื่อง (Plotting) ได้แก่ การกำหนด เรื่อง (Title) การกำหนดแก่นสาระเนื้อหา (Theme) การวางพื้นเรื่อง (Atmosphere) การกำหนดบุคลิกภาพ (Character) การสร้างภาพพจน์ในการ เขียนเรื่อง (Figure of Speech) ขั้นที่ 2 การเขียนเรื่อง (Writing) ได้แก่ การวางรูปแบบการ เขียน (Format) การดำเนินเนื้อหา (Content) การกำหนดความคิดรวบยอด (Concept) การกำหนดข้อมูล (Fact) และการใช้ถ้อยคำภาษา (Wording) ขั้นที่ 3 การสร้างสรรค์เรื่อง (Creativity) ได้แก่ การตกแต่ง ชื่อเรื่อง (Titting) การส ร้างเอกภาพ (Unity) การส ร้างสัมพันธภาพ (Coherence) การสร้างสารัตถภาพหรือจุดเน้น (Emphasis) การวางดุลยภาพ (Balance) ก าร ก ำห น ด ฉ าก ภ าพ แ ล ะ สี สั น (Setting, Picturing, Colouring) การกำหนดแนวทางจรรยาบรรณ (Ethicallity) ในการนำเสนอ เรื่อง
53 ขั้นที่ 4 การสร้างต้นฉบับ (Manuscript Design) ได้แก่ บูรณาการ ขั้นที่ 1, 2 และ 3 เข้าเป็นเรื่อง ให้สอดคล้องกับความคิดรวบยอด จุดประสงค์ในการเรียนรู้ และเนื้อหาของหลักสูตรและวัยของนักเรียน ขั้นที่ 5 การสร้างรูปเล่ม ต้นฉบับ (Book Design) นำเรื่องที่ จัดฉาก (Setting) เข้ามาสู่รูปเล่ม ขนาด 32 หน้ายก จัดเข้าปก ประกอบ รูปเล่ม วางสัดส่วน จัดหน้า ขั้นที่ 6 บรรณาธิการกิจต้นฉบับหนังสือ (Editing) โดยผู้เขียน ตรวจเบื้องต้น (Primary Check) แล้วนำเสนอผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ 1.15 การสอนแบบอุปมาน การสอนแบบอุปมาน (Inductive Teaching) เป็นการสอน ด้วยการให้ผู้เรียนได้เห็นตัวอย่างหลายๆ ตัวอย่าง ให้ผู้เรียนได้สังเกตเปรียบเทียบ สรุปความคล้ายคลึงขององค์ประกอบในตัวอย่าง เป็นการสรุปกฎเกณฑ์หรือ ข้อเท็จจริง หรือหลักทั่วไป 1.16 การสอนแบบอนุมาน การสอนแบบอนุมาน (Deductive Teaching) เป็นการสอน ตรงกันข้ามกับแบบอุปมาน กล่าวคือ การสอนแบบอนุมานจะเริ่มต้นด้วยการให้ ความหมายของมโนมติหรือหลักการหรือกฎก่อนแล้วจึงแสดงตัวอย่าง 1.17 การสอนโดยใช้กรณีตัวอย่าง การสอนโดยใช้กรณีตัวอย่าง หรือที่เรียกว่า การสอนแบบ เทคนิคศึกษากรณีตัวอย่าง เป็นการสอนซึ่งใช้กรณีหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงมา ดัดแปลงและใช้เป็นตัวอย่างในการให้ผู้เรียนได้ศึกษา วิเคราะห์ และอภิปราย เพื่อสร้างความเข้าใจและฝึกฝนหาทางแก้ปัญหานั้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาส แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน รวมทั้งการนำกรณีตัวอย่างต่าง ๆ ซึ่งคล้ายคลึง กับชีวิตจริงมาใช้ จะช่วยให้การเรียนรู้มีลักษณะใกล้เคียงกับความจริง ทำให้การ เรียนรู้มีความหมายยิ่งขึ้น
54 แหล่งของกรณีตัวอย่างมีหลายแหล่ง เช่น ข่าวหนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์ วีดิทัศน์ รูปภาพ เป็นต้น ขั้นตอนการสอนโดยใช้กรณีตัวอย่างมีดังนี้ 1. ขั้นเลือกปัญหา หรือหัวข้อที่จะศึกษา 2. ขั้นเลือกกรณีตัวอย่าง 3. ขั้นเตรียมตัวผู้เรียน 4. ขั้น เสนอกรณีตัวอย่าง 5. ขั้นวิเคราะห์ 6. ขั้นสรุปข้อคิดและหลักการ ใน ขั้นวิเคราะห์จะใช้วิธีอภิปราย ระดมพลังสมองและการคิดแก้ปัญหา 1.18 การสอนโดยใช้เทคนิคการสร้างไดอะแกรม การสอนโดยใช้เทคนิคการสร้างไดอะแกรม (Mapping หรือ Semantic Webbing, Networking หรือ Plot Maps) เป็นเทคนิคในการใช้ เส้นแสดงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ใช้ในการสอนอ่าน เพื่อความ เข้าใจโดยให้ผู้เรียนเขียนไดอะแกรมแสดงความสัมพันธ์ของเนื้อเรื่องที่อ่าน ใจความสำคัญ ลำดับเหตุการณ์ ซึ่งจะช่วยให้เกิดภาพพจน์และจำเรื่องได้นานอีก ด้วย ไดอะแกรมที่เหมาะสำหรับระดับประถมศึกษามี 4 แบบดังนี้ 1) ไดอะแกรมแสดงเหตุผล (Cause/Effect Map) 2) ได อะแกรม พ รรณ น ารายล ะเอี ยด (Thematic or Descriptive Map) 3) ได อ ะแ ก ร ม บ ร ร ย าย ล ำดั บ เห ตุ ก าร ณ์ (Narrative Sequential Organization) 4) ไดอะแกรมเปรียบเทียบความแตกต่าง (Comparative and Contrastive Map) 2. ด้านนวัตกรรมการเรียนการสอน 2.1 บทเรียนโปรแกรม บทเรียนโปรแกรมหรือบทเรียนสำเร็จรูป (Programmed Instruction) คือ สื่อการเรียนการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนเรียนด้วยตนเอง จะเร็ว หรือช้าตามความสามารถของผู้เรียน โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นหลาย ๆ กรอบ (Frames) แต่ละกรอบจะมีเนื้อหาที่เรียบเรียงไว้ มุ่งเกิดการเรียนรู้ตามลำดับ
55 โดยมีส่วนที่ผู้เรียนจะต้องตอบด้วยการเขียนคำตอบ ซึ่งอาจอยู่ในรูปเติมคำใน ช่องว่าง เลือกคำตอบ ฯลฯ และมีส่วนที่เป็นเฉลยคำตอบที่ถูกต้อง ซึ่งอาจอยู่ ข้างหน้าของกรอบนั้น หรือกรอบถัดไป หรืออยู่ที่ส่วนอื่นของบทเรียนก็ได้ บทเรียนโปรแกรมที่สมบูรณ์จะมีแบบทดสอบวัดความก้าวหน้าของการเรียน โดย ทำการทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน แล้วพิจารณาว่าหลังเรียนผู้เรียนแต่ละ คนมีคะแนนมากกว่าก่อนเรียนมากน้อยเพียงใด การสร้างบทเรียนโปรแกรมจะยึดหลักที่สำคัญของการสอน 4 ประการดังนี้ 1 ) ห ลั ก ก า ร เรี ย น รู้ เพิ่ ม เติ ม ที ล ะ น้ อ ย (Gradual Approximation) 2 ) ห ลั ก ข อ ง ก า ร มี ส่ ว น ร่ ว ม อ ย่ า ง จ ริ ง จั ง (Active Participation) 3) หลักของการรู้ผล (Feedback) 4) หลักของความสำเร็จ (Success Experience) บทเรียนโปรแกรมแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ บทเรียน แบบเส้นตรง และบทเรียนแบบแตกสาขา 1) บทเรียนแบบเส้นตรง (Linear Programs) ผู้เรียนจะต้อง เรียนตามลำดับต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ จากกรอบแรกไปจนกระทั่งกรอบสุดท้าย (กรอบจบ) จะข้ามกรอบไม่ได้ 2) บทเรียนแบบแตกสาขา (Blanching Programs) มี กรอบทั้งประเภท กรอบยืน ซึ่งเป็นกรอบหลัก และกรอบสาขา ซึ่งมุ่งอธิบาย คำตอบที่ผู้เรียนตอบผิดกรอบสาขา บางแบบจะเป็นการซ่อมเสริมความรู้ก่อนจะ เรียนกรอบยืนถัดไป การแตกสาขานั้นผู้เขียนจะบอกไว้ชัดเจนว่าให้เปิดเรียนหน้า ใดต่อไป หรือบางครั้งอาจให้ไปเรียนจากตำราเล่มอื่น หรือสื่ออื่น เช่น ให้ดูจาก ภาพยนตร์ เทปบันทึกภาพ สไลด์ ฟิล์มสตริป เป็นต้น เมื่อเรียนจากสาขาอื่น เสร็จแล้วก็กลับมาเรียนในกรอบยืนที่ได้ระบุไว้ต่อไป
56 2.2 บทเรียนโมดูล บทเรียนโมดูล (Module) คือบทเรียนหน่วยใดหน่วยหนึ่ง ที่ สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษา โดยประกอบไปด้วยกิจกรรมและสื่อการเรียนต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ของบทเรียน บทเรียนโมดูลมีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ด้าน คือ 1. หลักการ และเหตุผล 2. จุดประสงค์ 3. การประเมินผลก่อนเรียน 4. กิจกรรมการเรียน (Learning Activities) เป็นกิจกรรมที่กำหนดขึ้นเพื่อเป็นสื่อให้ผู้เรียนบรรลุ จุดประสงค์ของบทเรียน โดยมีกิจกรรมต่าง ๆ หลายกิจกรรม แต่ละกิจกรรมอาจ มีรูปแบบใดแบบหนึ่งหรือหลายรูปแบบประกอบกัน อันได้แก่ ให้อ่านเนื้อหาการ เรียนในโมดูลนั้น หรือในตำรา วารสารต่าง ๆ ให้อภิปรายกลุ่ม ให้ศึกษาจาก โสตทัศนูปกรณ์ เช่น ภาพยนตร์ ฟิล์มสตริป เทปโทรทัศน์ เทปบันทึกเสียง ฯลฯ บางกิจกรรมเป็นการเรียนเป็นรายบุคคล บางกิจกรรมเป็นการเรียนเป็นกลุ่ม 5. การประเมินผลหลังเรียน องค์ประกอบของบทเรียนโมดูล 5 ด้านนี้ เป็นองค์ประกอบที่ สำคัญ ซึ่งจะพบโดยทั่วไป ในบทเรียนโมดูลที่สร้างขึ้น นอกจากองค์ประกอบทั้ง 5 ด้านนี้แล้ว ในบทเรียนโมดูล บางแบบอาจมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีก โดยมี องค์ประกอบด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายด้านเพิ่มขึ้น อันได้แก่ คำนำ แผนผัง แสดงกิจกรรมในบทเรียนโมดูล ลำดับขั้นในการศึกษาโมดูล กิจกรรมการเรียน เพิ่มเติม และการเรียนซ่อมเสริม ทั้งนี้ไม่ได้รวมชื่อบทเรียน ชื่อผู้สร้าง ผู้ปรับปรุง ครั้งที่ปรับปรุง ระดับผู้เรียน เวลาที่ใช้โดยประมาณ 2.3 ชุดการสอน ชุดการสอน (Instructional Package เป็นสื่อการเรียนหลาย อย่างประกอบกันจัดเข้าไว้ด้วยกันเป็นชุด (Package) เรียกว่า สื่อประสม (Multi Media) เพื่อมุ่งให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ มีชื่อเรียก ห ล าย อ ย่ าง เช่ น Learning Package, Instructional Package ห รือ Instructional Kits นอกจากจะใช้สำหรับให้ผู้เรียนเรียนเป็นรายบุคคลแล้ว ยัง
57 ใช้ประกอบการสอนสำหรับการเรียนเป็นกลุ่มย่อยจะจัดในรูปของศูนย์การเรียน (Learning Center) ชุดการสอนมีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ด้าน ดังนี้ 1. คู่มือการใช้ ชุดการสอน 2. บัตรงาน 3. แบบทดสอบวัดผลความก้าวหน้าของผู้เรียน 4. สื่อ การเรียนต่าง ๆ เป็นสื่อสำหรับผู้เรียนได้ศึกษามีหลายชนิดประกอบกัน อาจเป็น ประเภทสิ่งพิมพ์ เช่น บทความ เนื้อหาเฉพาะเรื่อง จุลสาร บทเรียนโปรแกรม หรือประเภทโสตทัศนูปกรณ์ เช่น รูปภาพ แผนภูมิต่าง ๆ เทปบันทึกเสียง ฟิล์ม สตริป สไลด์ ของจริง เป็นต้น 2.4 ชุดการสอนจุลบท ชุดการสอนจุลบท (Minicourse) เป็นชุดการสอนที่พัฒนามา จากบทเรียนโมดูลใช้สำหรับการเรียนหรือสอนเนื้อหาเนื้อหาหนึ่ง ใช้เวลาไม่นาน เช่น 8 ชั่วโมง เป็นชุดการสอนที่เบ็ดเสร็จในตัว ไม่จำเป็นต้องศึกษาชุดอื่นเพื่อให้มี พื้นฐานมาก่อน ประกอบด้วยข้อแนะนำในการใช้ จุดประสงค์ของบทเรียน กิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับผู้เรียนและผู้สอน เอกสารสำหรับผู้สอนและ ผู้เรียน สื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ 2.5 การสอนแบบศูนย์การเรียน การสอนแบบศูนย์การเรียน (Learning Center) เป็นนวัตกรรม ที่เสนอและเผยแพร่โดย ชัยยงค์ พรหมวงศ์ เน้นกิจกรรมการเรียนของผู้เรียน โดยแบ่งบทเรียนออกเป็น 4 – 6 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีสื่อการเรียนที่จัดไว้ในซอง หรือในกล่องวางบนโต๊ะ เป็นศูนย์กิจกรรม ซึ่งจะมีกิจกรรม เนื้อหาสาระการเรียน และวัสดุอุปกรณ์แตกต่างกัน ในการสอนวิธีนี้จะแบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มตาม จำนวนศูนย์กิจกรรม แต่ละกลุ่มมีจำนวน 6 – 8 คน หมุนเวียนกันประกอบ กิจกรรมตามศูนย์ต่าง ๆ ซึ่งจะใช้เวลาแห่งละ 15 – 20 นาที จนกว่าจะครบทุก ศูนย์
58 2.6 การเรียนเพื่อรอบรู้ การเรียนเพื่อรอบรู้ (Mastery Learning) เป็นวิธีจัดการเรียน การสอนที่พัฒนาโดย Benjamin S. Bloom มี 2 ขั้นตอน คือขั้นเตรียม และขั้น ดำเนินการสอน ขั้นเตรียม แบ่งเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) กำหนดจุดประสงค์ของบทเรียนนั้นให้ชัดเจน และกำหนด ว่านักเรียนจะต้องมีความสามารถระดับใดจึงจะถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์เหล่านั้น เช่น 80% ของคะแนนเต็ม เป็นต้น 2) แบ่งบทเรียนออกเป็นตอนย่อย ๆ แต่ละตอนจะมี จุดประสงค์หลายข้อ และใช้เวลาเรียนประมาณสองสัปดาห์ ตอนแรก ๆ จะเป็น พื้นฐานของการเรียนตอนถัดไป 3) สร้างแบบทดสอบเพื่อวินิจฉัยข้อบกพร่องทางการเรียนในแต่ ละตอน ซึ่งประกอบด้วยข้อสอบที่วัดตามจุดประสงค์ของตอนนั้น ๆ แบบทดสอบนี้จะใช้หลังจากที่นักเรียนเรียนจบแต่ละตอน เพื่อนำผลมาพิจารณา ว่ามีนักเรียนคนใดบรรลุระดับความรอบรู้ นักเรียนคนใดยังมีปัญหาและต้องแก้ไข ที่จุดใด 4) สร้างสื่อการเรียนสำหรับสอนซ่อมเสริม จัดทำหลาย ๆ แบบ เพื่อให้นักเรียนเลือกได้ และจัดทำให้แตกต่างไปจากวิธีสอนที่นักเรียนได้เรียนมานั้น ทั้งนี้อาจใช้วิธีเฉลยคำตอบของข้อสอบเป็นวิธีหนึ่งได้ 5) สร้างแบ บ ท ดส อบ ส ำห รับ ป ระเมินผ ล ขั้น สุดท้ าย (Summative) แบบทดสอบนี้จะใช้ประเมินผลการเรียนเมื่อสิ้นสุดการเรียนใน ภาคเรียนนั้น ๆ ขั้นดำเนินการสอน ดำเนินการสอนตามขั้นตอนดังนี้ 1) สอนบทเรียนเริ่มจากตอนที่หนึ่ง โดยใช้วิธีสอนทั้งชั้น เช่นเดียวกับการสอนตามปกติโดยทั่วไป
59 2) เมื่อสอนจบตอนที่หนึ่งแล้วทดสอบด้วยแบบทดสอบที่ได้ เตรียมไว้สำหรับบทเรียนตอนนี้ ผู้ที่ทำคะแนนได้ถึงระดับรอบรู้ เช่น ได้ตั้งแต่ 80% ของคะแนนเต็ม ก็จะผ่านไปเรียนในตอนที่สอง ส่วนผู้ที่ทำคะแนนได้ไม่ถึง ระดับรอบรู้จะต้องเรียนบทเรียนตอนที่หนึ่งใหม่ โดยใช้สื่อการเรียนที่ได้สร้างไว้ แล้ว และใช้เวลานอกเหนือไปจากเวลาในตารางสอน ทั้งนี้อาจจัดตารางเวลา สำหรับการสอนซ่อมเสริม ผู้ที่เรียนซ่อมเสริมแล้วจะได้รับการทดสอบอีก ถ้าทำ คะแนนไม่ถึงระดับรอบรู้ก็จะเรียนซ่อมเสริมใหม่อีก 3) ดำเนินการสอนเช่นเดียวกันกับในตอนหนึ่งที่กล่าวมา สำหรับตอนที่สองจนถึงตอนสุดท้าย เมื่อนักเรียนผ่านทุกคนแล้วจึงทำการทดสอบ ครั้งสุดท้าย ผู้ที่ได้คะแนนถึงระดับรอบรู้คือได้ 80% ขึ้นไปจะได้เกรด A ผู้ที่ได้ ต่ำกว่า 80% จะได้เกรด B หรือ C ตามคะแนนที่ทำได้ 2.7 สัญญาการเรียน สัญญาการเรียน (Learning Contracts) เป็นนวัตกรรมการ เรียนการสอนที่ใช้สัญญาที่ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันกำหนดเป็นหลักยึดในการเรียน ของผู้เรียน ซึ่งจะระบุถึงว่าผู้เรียนจะเรียนอะไร เรียนอย่างไรภายในช่วงเวลาใด และจะใช้เกณฑ์อะไรประเมินการเรียน กระบวนการเรียนในการจัดทำสัญญาการเรียนมีหลายรูปแบบ รูปแบบที่ควรใช้คือการจัดทำโดยผู้เรียนภายใต้คำแนะนำจากผู้สอน ทั้งสองฝ่ายมี ส่วนร่วมในการพิจารณาก่อนเซ็นสัญญา สัญญาการเรียนมีส่วนประกอบที่สำคัญ 4 ส่วนคือ จุดประสงค์ กิจกรรมการเรียนแหล่งเรียน และหลักฐานการเรียนรู้ และการประเมินการเรียน ด้านกิจกรรมการเรียนก็คือ กิจกรรมต่าง ๆ ที่ผู้เรียนวางแผนไว้ ว่าจะกระทำเพื่อที่จะให้สามารถบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ทั้งนี้อาจใช้กิจกรรม หลายอย่างประกอบกันตามความเหมาะสม ตัวอย่างกิจกรรมการเรียน ได้แก่ อ่าน เขียน ทบทวน สัมภาษณ์บุคคล ฟังการบรรยาย ฯลฯ
60 ด้านแหล่งเรียน (Resources) จะระบุรายชื่อแหล่งที่ใช้ในการ เรียนรู้เพื่อที่จะให้สามารถบรรลุจุดประสงค์การเรียน ตัวอย่างของแหล่งเรียน ได้แก่ ตำรา วารสาร รายงานการวิจัย บทเรียนโปรแกรม ฯลฯ ด้านหลักฐานการเรียนรู้และการประเมินการเรียน อาจเป็น รายงานเป็นเล่ม รายงานปากเปล่า ปฏิบัติให้ดู ฯลฯ ในสัญญาการเรียน นอกจากจะมีส่วนสำคัญ 4 ส่วนดังกล่าวแล้ว ยังจะต้องมีชื่อผู้เรียน หัวข้อเรื่องหรือวิชา และส่วนที่เป็นลายเซ็นของผู้เรียนและ ผู้สอน 2.8 การเรียนเป็นคู่ การเรียนเป็นคู่ (The Learning cell) เป็นการเรียนการสอน ที่มีผู้เรียน 2 คน กระทำกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน กิจกรรมดังกล่าวอาจอยู่ใน รูปของการถาม – ตอบปัญหา อภิปราย หรือแสดงความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เกี่ยวกับเรื่องที่เรียน หรืออาจอยู่ในรูปอื่น การเรียนเป็นคู่สามารถกระทำได้หลายแบบ หลายวิธี ตัวอย่างวิธี ของ โกลด์ชมิด (Goldschmid, 1971) มีขั้นตอนดังนี้ 1) ในแต่ละครั้งจะกำหนดเรื่องหรือให้ผู้เรียนเลือกเรื่องที่จะอ่าน หรือศึกษาโดย ทุกคนจะต้องอ่านหรือศึกษาในเรื่องเดียวกัน ไม่ยาวเกินไป กล่าวคือสามารถดำเนินการวิธีนี้ได้ภายในเวลาสองคาบเรียน (คาบเรียนละ ประมาณ 50 นาที) 2) แต่ละคนอ่านเนื้อหาในเรื่องที่ได้รับมอบหมายอย่างละเอียด 3) ทุกคนต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่อ่าน แล้วนำคำถาม เหล่านั้นพร้อมสำเนาอีก 1 แผ่นติดตัวมาด้วยในคาบต่อไป จำนวนของคำถามจะ ขึ้นอยู่กับความยาวของเรื่องที่ได้รับมอบหมายให้อ่าน และช่วงเวลาในการเรียนนั้น คำถามที่จะต้องตั้งมาควรมีลักษณะดังนี้ ก. คำถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่อ่าน การตอบคำถามเหล่านี้อย่าง ครบถ้วนจะเป็นการสรุปจุดสำคัญของเรื่องนั้น
61 ข. คำถามในเนื้อหาของเรื่องที่อ่าน ที่ศึกษาจากแหล่งค้นคว้าอื่น นอกเหนือจากที่ได้กำหนดให้อ่าน ควรมีคำถามประเภทดังกล่าวนี้อย่างน้อยหนึ่ง ข้อ ค. ถ้าเป็นไปได้ควรมีคำถาม 1 หรือ 2 ข้อที่โยงเนื้อหาที่อ่านไปสู่ ประสบการณ์ส่วนตัว หรือประสบการณ์ในการทำงาน ง. อาจมีคำถามประเภทอื่นเพิ่มเติม หรือทดแทนคำถาม ประเภทที่กล่าวมาถ้าขาดคำถามดังกล่าว 4) ในตอนเริ่มต้นของการเรียนแต่ละครั้ง ผู้สอนจะให้ผู้เรียน จับคู่กัน ครั้งแรกอาจจะจับคู่โดยใช้วิธีสุ่ม ครั้งต่อมาให้เปลี่ยนคู่สลับกันไปเรื่อย ๆ ผู้ที่มีความสนใจคล้ายคลึงกันอยู่ในพวกเดียวกัน เช่น ให้ผู้ที่เรียนวิชาเอกเดียวกัน เข้าคู่กัน หรือในทางตรงกันข้ามถามต้องการให้ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่าง กว้างขวางก็อาจจัดให้ผู้ที่มีภูมิหลังแตกต่างกันเข้าคู่กัน วิธีจัดคู่อีกวิธีหนึ่งคือให้ ผู้เรียนเลือกคู่ของตนเอง 5) ก่อนเริ่มต้น ถาม – ตอบ ซึ่งกันและกัน ผู้สอนอาจรวบรวม สำเนาของคำถามที่ผู้เรียนแต่ละคนเขียนไว้ ซึ่งอาจมีประโยชน์หลายประการ เช่น เป็นการตรวจสอบการเตรียมตัวของผู้เรียน สามารถนำมาประเมินการตั้งคำถาม หรือให้ข้อมูลสะท้อนกลับแก่ผู้เรียน เป็นต้น 6) ผู้เรียนแต่ละกลุ่มจะถามและตอบคำถามซึ่งกันและกัน โดย สมมติว่าคนหนึ่งเป็น A อีกคนเป็น B แล้วดำเนินการดังนี้ A เป็นผู้ถามคำถามแรกที่ตนเตรียมไว้ B ตอบคำถามนั้น แล้ว A อาจกล่าวเสริมในรายละเอียด หรือแก้ไขในกรณีที่ B ตอบผิด จากนั้น B จะ ถามคำถามแรกของตน A เป็นฝ่ายตอบ ดำเนินการเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ 7) ในขณะที่แต่ละคู่กระทำกิจกรรมการเรียน กล่าวคือ ถาม – ตอบ ซึ่งกันและกันนั้น ผู้สอนและ/หรือผู้ช่วย จะหมุนเวียนไปยังแต่ละคู่ เพื่อให้ ข้อมูลสะท้อนกลับ (Feedback) ถามและตอบคำถาม และประเมินการทำ กิจกรรมการเรียน ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบแต่ละคู่ในทุกครั้งที่ไปสังเกต
62 2.9 การเรียนแบบร่วมมือกัน การเรียนแบบร่วมมือกัน (Co – operative Learning) เป็นวิธี สอนที่มุ่งให้ผู้เรียนร่วมมือกันในการเรียนซึ่งมีหลายวิธี ตัวอย่างหนึ่งของการเรียน แบบร่วมมือได้แก่ 1. ครูสอนบทเรียน 2. นักเรียนกลุ่มละ 4 คน ทำงานร่วมกันตามที่ครูกำหนด มี การเปรียบเทียบคำตอบ ซักถาม ตรวจงานกัน 3. ให้คนเก่งในกลุ่มอธิบายแบบฝึกหัดให้เพื่อน 4. เมื่อเรียนจบบทเรียนให้นักเรียนทุกคนทำแบบทดสอบสั้นๆ ด้วยตนเอง 5. ตรวจผลการสอบ หาค่าเฉลี่ยของแต่ละกลุ่ม 6. นักเรียนคนใดทำได้ดีขึ้น ครูจะชมเชย และกลุ่มใดที่ทำได้ดี ขึ้นก็จะได้รับคำชมเชย 2.10 คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer – Assisted Instruction) เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ในการสอนรายบุคคล โดยการใช้โปรแกรมที่ดำเนินการ สอนภายใต้การควบคุมของคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนมีความก้าวหน้าตาม อัตราของตนเอง เป็นการสอนที่จะตอบสนองความต้องการของผู้เรียนแต่ละคน (Spencer, 1980) ใช้ตัวย่อว่า CAI ในระยะหลังใช้คำว่า Computer Assisted Learning ใช้ตัวย่อว่า CAL สมิธ และบอยส์ เสนอกระบวนการออกแบบ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ดังนี้ (Smith & Boyce, 1984, p.6) 1) กำหนดจุดประสงค์การสอน วิเคราะห์การสอน วิเคราะห์ ผู้เรียน 2) การพิจารณาสื่อที่เหมาะสม 3) การเขียนจุดประสงค์ที่จะวัด และการสร้างแบบทดสอบอิง เกณฑ์
63 4) การกำหนดยุทธวิธีการสอน 5) การสร้างบทเรียน 6) การประเมินผลเพื่อปรับปรุงบทเรียน ด้านการกำหนดยุทธวิธีการสอน นิยมใช้วิธีฝึกและปฏิบัติ การ จำลองสถานการณ์การสอนแบบติว และการใช้เกม ด้านการสร้างบทเรียน ผู้วิจัยจะเลือกโครงสร้างบทเรียน และ เทคนิคการออกแบบการเรียนในเหตุการณ์ประเภทต่าง ๆ โครงสร้างบทเรียนมี 3 แบบ คือ แบบลำดับ (Sequence) แบบเลือก (Choice) และแบบทบทวน (Repetition) ในแต่ละบทเรียนอาจใช้โครงสร้างแบบใดแบบหนึ่งหรือทั้งสามแบบ ร่วมกัน โครงสร้างแบบลำดับ ประกอบด้วยขั้นตอนหลายขั้นโดยมี ลักษณะดำเนินการแบบเชิงเส้นตรง ตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์ถามผู้เรียน บันทึก คำตอบของผู้เรียน ถามคำถามต่อไป บันทึกคำตอบ ดำเนินไปในลักษณะนี้ โครงสร้างแบบเลือก ผู้เรียนต้องเลือกเรียนอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามรายการที่ปรากฏบนจอ(Menu) สามารถเลือกข้ามขั้นตอนไปยังรายการใดๆ และย้อนกลับมาทำตอนต้น ๆ ก็ได้ โครงสร้างแบบทบทวน ผู้เรียนจะเรียนและตอบคำถามจนกว่า จะถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้แล้ว ตัวอย่างเช่น เมื่อเรียนไปได้ส่วนหนึ่งจะมีคำถามว่า “ท่านต้องการเรียนอีกหรือไม่?” เมื่อใดที่ผู้เรียนตอบ “ต้องการ” คอมพิวเตอร์จะ เสนอปัญหาหรือคำถามเดิม แต่ถ้าตอบว่า “ไม่ต้องการ” ก็จะหยุดโปรแกรมนั้น มีหลายเทคนิคที่ใช้ในเหตุการณ์ต่างๆ ตัวอย่างเหตุการณ์ เช่น การดึงดูดความสนใจ การบอกจุดประสงค์แก่ผู้เรียน การกระตุ้นให้นำเอาทักษะที่ เป็นพื้นฐานการเรียนมาใช้การเสนอสิ่งเร้า การให้แนวทางการเรียน การนำให้ ทำกิจกรรมการเรียน การให้ข้อมูลสะท้อนกลับการประเมินผลการเรียน การ ส่งเสริมความทรงจำ และการถ่ายโอนการเรียนรู้ ตัวอย่างเทคนิคที่ใช้ได้แก่
64 การใช้ Graphics ภาพเคลื่อนไหว การใช้เกม การใช้วีดิทัศน์ การใช้คำถามต่าง ๆ ฯลฯ 2.11 การสอนแบบ 4 MAT การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ 4 MAT เป็นการใช้ เทคนิคการพัฒนาสมองซีกซ้ายและซีกขวาให้สมดุล McCarthy ได้เสนอวิธีจัด กิจกรรมแบบ 4 MAT ดังนี้ ขั้นที่ 1 สร้างประสบการณ์ เริ่มเรียนโดยทำให้สิ่งที่เรียนมี ความหมายโดยตรงกับตัวผู้เรียนเอง ขั้นที่ 2 ไตร่ตรองประสบการณ์ เน้นการหาเหตุผลเกี่ยวกับ ประสบการณ์ที่ได้รับในขั้นที่ 1 ด้วยการคิดวิเคราะห์ อภิปราย เช่น คิดว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ทำแผนผังความคิด (Mind Mapping) ขั้นที่ 3 บูรณาการข้อมูลที่ได้จากการสังเกตเป็นมโนมติ (Concept) มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์และไตร่ตรองความรู้ที่ได้ให้ลึกซึ้ง ยิ่งขึ้น กิจกรรมที่ใช้ได้แก่ การสาธิตการดูแผนภูมิ แผนที่ วีดิทัศน์ การ สัมภาษณ์บุคคลในท้องถิ่น ฯลฯ ขั้นที่ 4 พัฒ นาทฤษฎีและมโนมติ ชั้นนี้จะให้ข้อมูล รายละเอียดเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจ สร้างมโนมติในเรื่องที่เรียนได้ กิจกรรมที่ ใช้ได้แก่ การให้ฟังบรรยาย การค้นคว้าเอกสาร ตำรา ฯลฯ ขั้นที่ 5 ทดลองทำ ให้ผู้เรียนลงมือทำตามใบงาน หรือคู่มือที่ ได้บอกขั้นตอนไว้แล้ว ขั้นที่ 6 ปรับปรุง ให้ผู้เรียนได้แสดงออกตามความสนใจ ความ ถนัด ความซาบซึ้ง จินตนาการ กิจกรรมที่ใช้ได้แก่ การสร้างสื่อประดิษฐ์ สมุดรวม ภาพ เป็นร้อยกรอง บทละคร ฯลฯ ขั้นที่ 7 วิเคราะห์ผลดี และการประยุกต์ใช้ ให้ผู้เรียนได้ วิเคราะห์วิจารณ์ประเมินผลงานของตนเองและผู้อื่น
65 ขั้นที่ 8 แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์กับผู้อื่น เปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับคนอื่น ๆ จากการค้นคว้า ลงมือ กระทำ เพื่อขยายวิสัยทัศน์ให้กว้างขึ้น และทำความเข้าใจสิ่งที่ซับซ้อนได้มากขึ้น 2.12 การจัดการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ หรือเน้นผู้เรียน เป็นศูนย์กลางเป็นการจัดหรือดำเนินการสอน ให้สอดคล้องกับผู้เรียน ตามความ ต้องการความสนใจของผู้เรียน ผู้เรียนได้กระทำกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองซึ่ง ได้แก่ การศึกษาค้นคว้า ทดลอง วิจัย ได้วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า ฯลฯ ในสิ่งที่เรียน ซึ่งอาจปฏิบัติเป็นรายบุคคล ร่วมมือทำเป็นกลุ่ม หรือทั้งสอง ประการตามความเหมาะสม การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมี หลายวิธี ถ้าพิจารณามิติสิ่งที่จะเรียนจะมีตั้งแต่ผู้เรียนเลือกจะเรียนอะไรตามใจ ชอบ 100% ผู้เรียนเลือกได้เกือบทั้งหมด จนกระทั่งเรียนในเรื่องที่กำหนดให้ ทั้งหมดแต่เลือกกิจกรรมตามที่ต้องการได้ ถ้าพิจารณามิติผู้เรียนจะมีตั้งแต่เรียน ด้วยตนเอง ค้นคว้าเอง 100% เรียนด้วยตนเองค้นคว้าเองเกือบทั้งหมด จนกระทั่งเรียนตามสื่อที่จัดไว้แล้ว แต่ให้ทำกิจกรรมการเรียนรู้เองเป็นส่วนใหญ่ คณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้ ในคณะกรรมการปฏิรูป การศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้จำแนกการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น สำคัญออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เน้นกระบวนการคิด กลุ่มที่เน้นการมีส่วนร่วม และกลุ่มที่เน้นการพัฒนาพฤติกรรมและค่านิยม (คณะอนุกรรมการปฏิรูปการ เรียนรู้, 2544, หน้า 9) กลุ่มที่เน้นกระบวนการคิดได้แก่ การเรียนรู้แบบสรรค์ สร้างความรู้การสอนที่เน้นทักษะกระบวนการ ฯลฯ กลุ่มที่เน้นการมีส่วนร่วม ได้แก่ การสอนแบบร่วมมือกัน การสอนแบบซิปปา ฯลฯ กลุ่มที่เน้นการ พัฒนาพฤติกรรมและค่านิยม ได้แก่ การทำค่านิยมให้กระจ่าง การแสดงบทบาท สมมติ
66 3. ด้านรูปแบบการสอน รูปแบบการสอน เป็นการสอนที่ประกอบด้วย องค์ประกอบต่าง ๆ ที่ จะนำมาใช้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดผลแก่ผู้เรียนตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ องค์ประกอบที่ใช้มีหลายลักษณะ อาจเป็นกิจกรรมต่าง ๆ วิธีสอนต่าง ๆ การพัฒนารูปแบบการสอน การพัฒนารูปแบบการสอนมี 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรก เป็นการพัฒนา รูปแบบความคิด ขั้นตอนที่ 2 เป็นการทดสอบประสิทธิภาพ ภาพของรูปแบบ ความคิด ในขั้นแรก จะต้องสร้างรูปแบบการสอนขึ้นมาตามความคิดของผู้วิจัย เพื่อให้ได้รูปแบบที่ดีควรศึกษาค้นคว้าทฤษฎี แนวความคิด หลักการ รูปแบบ การสอนที่มีผู้คิดค้นไว้แล้ว พิจารณาว่าการที่จะสามารถจัดการเรียนการสอนให้ บรรลุอย่างดีมีคุณภาพและประสิทธิภาพจะต้องดำเนินการเช่นไรบ้าง มีขั้นตอน อย่างไร มีองค์ประกอบหรือกิจกรรมใด เขียนรูปแบบออกมา องค์ประกอบหรือ กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นจะต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรอง เลือกเฟ้นด้วยความ มั่นใจว่ามีความจำเป็นต่อการบรรลุผลอย่างมาก ควรมีทฤษฎีแนวความคิด และ/ หรือผลการวิจัยยืนยันในผลขององค์ประกอบหรือกิจกรรมดังกล่าว ขั้นที่ 2 หลังจากที่เขียนรูปแบบการสอนออกมาแล้ว เพื่อตรวจสอบดูว่า รูปแบบดังกล่าวให้ผลอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ควรนำไปทดลองใช้สอน ตรวจสอบดูผลที่เกิดขึ้น อาจปรับปรุงองค์ประกอบหรือกิจกรรมที่มีปัญหา ซึ่งก็ จะทำให้ได้รูปแบบการสอนที่สมบูรณ์ขึ้น
67 ตัวอย่างรูปแบบการสอน รูปแบบการสอนวิชา “วิธีการทางสถิติสำหรับการวิจัย” มีรูปแบบดังใน ภาพ ก. ขั้นก่อนสอนเรื่อง แรก 1. ตรวจสอบพื้นฐานก่อนเรียนและให้ผู้เรียนทราบผลการสอบ 3. กระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจ และร่วมกันกำหนดเกณฑ์ความมุ่งหวังในระดับสูง (80%) 2. สอบทบทวนพื้นฐานก่อนเรียนสำหรับผู้ที่ได้คะแนนต่ำกว่า 80%
68 ข. ขั้นสอนแต่ละครั้ง 1. พิจารณาจุดประสงค์การเรียน และย้ำเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. สอนเป็นกลุ่มทั้งห้อง ซึ่งประกอบด้วย - การบรรยาย และอธิบาย - การถามให้ค้นหาคำตอบเพื่อพบความรู้ - การให้การเสริมแรง - การเน้นข้อควรระวัง - การฝึกแบบฝึกหัดเฉพาะ 3. สอบย่อย เฉลยพร้อมอภิปราย และเทียบเกณฑ์ (ดำเนินการจาก 1 – 3 จนครบทุกหน่วยการเรียน) ค. ขั้นก่อนสอบรวม ทบทวนจุดประสงค์การเรียน ภาพ 2 รูปแบบการสอนวิธีการทางสถิติสำหรับการวิจัยของบุญชม ศรีสะอาด และ นิภา ศรีไพโรจน์
69 รูปแบบการสอนวิธีการทางสถิติสำหรับการวิจัย ของ บุญชม ศรีสะอาด และนิภา ศรีไพโรจน์ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นก่อนสอนเรื่องแรก ขั้น สอนแต่ละครั้ง และขั้นก่อนสอบ รวม ขั้นก่อนสอนเรื่องแรก มี 3 องค์ประกอบคือ 1) ตรวจสอบพื้นฐานก่อนเรียน และให้ผู้เรียนทราบผลการ สอบ 2) สอนทบทวนพื้นฐานก่อนเรียนสำหรับผู้ได้คะแนนต่ำกว่า 80% และ 3) กระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจและร่วมกันกำหนดเกณฑ์ความมุ่งหวังในระดับสูง ขั้น สอนแต่ละครั้ง มี 3 องค์ประกอบคือ 1) พิจารณาจุดประสงค์การเรียน และ ย้ำเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2) สอนเป็นกลุ่มทั้งห้องโดยวิธีบรรยายและอธิบาย ให้ค้นหาคำ นอบเพื่อพบความรู้ ให้การเสริมแรง เน้นข้อควรระวังที่มักผิดพลาด และให้ฝึก จากแบบฝึกหัดเฉพาะ 3) สอบย่อย (Formative) เฉลยพร้อมอภิปรายและ เทียบเกณฑ์ ขั้นก่อนสอบรวม ก่อนสอบรวมซึ่งเป็นการสอบครอบคลุมเนื้อหา สาระทั้งหมด (Summative) ทำการทบทวนจุดประสงค์การเรียนของวิชา รูปแบบการสอนวิธีการทางสถิติสำหรับการวิจัย ของ บุญชม ศรีสะอาด และนิภา ศรีไพโรจน์ ได้ผ่านการวิจัยตรวจสอบแล้วว่าเป็นรูปแบบการสอนที่มีประสิทธิภาพ (บุญชม ศรีสะอาด, และนิภา ศรีไพโรจน์, 2533) รูปแบบการสอนคณิตศาสตร์ของ สสวท. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้ กำหนดลำดับขั้นของการสอนคณิตศาสตร์ ซึ่งเขียนเป็นแผนผังแสดงรูปแบบได้ ดังนี้ (จำเนียร พละศิลา, 2536, หน้า 21 อ้างอิงมาจาก สุรชัย ขวัญเมือง, 2522, หน้า 21)
70 ภาพ 3 รูปแบบการสอนคณิตศาสตร์ของ สสวท. ทบทวนความรู้เดิม เนื้อหาใหม่ จัดกิจกรรมโดยใช้ ของจริง จัดกิจกรรมโดยใช้ ของจริง ใช้สัญญลักษณ์ นักเรียนเข้าใจ หรือไม่ ถ้าเข้าใจแล้วช่วยกัน สรุปเป็นวิธีลัด ฝึกทักษะจากหนังสือเรียน บัตรงาน นำความรู้ไปใช้ ถ้าไม่เข้าใจ ขั้นที่ 1... ขั้นที่ 2... ขั้นที่ 3... ขั้นที่ 4... ขั้นที่ 5...
71 รูปแบบการสอนแบบสมองครบส่วน รูปแบบการสอนแบบสมองครบส่วนของ ณัฏฐพงษ์ เจริญพิทย์ มี 3 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นก่อนการเรียนการสอนตามปกติ (Pre – cognition Stage) ดำเนินการจัดกิจกรรมให้นักเรียนปฏิบัติสมาธิช่วงสั้นด้วยการหลับตามสำรวมใจให้ สงบแล้วฟังเพลงที่มีลีลาสงบ ไพเราะและนุ่มนวล ด้วยอาการผ่อนคลาย ควบคู่ ไปกับการสร้างจินตนาการอย่างอิสระตามเสียงเพลงแล้วลืมตาขึ้นดูภาพไม่สมบูรณ์ ที่ฉายให้ดูบนจอ เดาว่าภาพนั้นเป็นภาพอะไรได้บ้างเขียนคำตอบลงในกระดาษที่ แจกให้ล่วงหน้า จากนั้นดูภาพที่สมบูรณ์ที่ฉายให้ดูบนจอเดียวกัน แล้วเขียน พรรณนาภาพนั้นสวยงามอย่างไร ต้องแต่งเติมให้สวยงามมากยิ่งขึ้นอย่างไร โดย เขียนคำพรรณนาลงในกระดาษที่แจกให้ล่วงหน้า ในระหว่างนี้เสียงเพลงบรรเลง ยังคงต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา 2) ขั้นการเรียนการสอนตามปกติ (Cognition Stage) ให้นักเรียน ปฏิบัติกิจกรรมตามแนวปฏิบัติของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี (สสวท.) ตามขั้นตอนย่อย 4 ขั้นตอน คือ การนำเข้าสู่บทเรียน การ อภิปราย ก่อนการทดลอง การดำเนินการทดลอง และการอภิปรายหลังการ ทดลอง 3) ขั้นหลังการเรียนการสอนตามปกติ(Post – cognition Stage) ดำเนินการจัดกิจกรรมให้นักเรียนฝึกความคิดสร้างสรรค์ จากสถานการณ์ที่ สืบเนื่องและสอดคล้องกับเนื้อหาของบทเรียนแต่ละบท 2.4 ด้านเทคนิควิธีการต่าง ๆ ด้านเทคนิควิธีการต่าง ๆ ที่ใช้ในการพัฒนาหรือแก้ปัญหาผู้เรียนมีจำนวน มาก เช่น การปรับพฤติกรรมแบบต่าง ๆ การให้คำปรึกษาแบบต่าง ๆ การ เสริมแรง ฯลฯ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
72 4.1 การปรับพฤติกรรม (Behavior Modification) การปรับพฤติกรรม หมายถึง การปรับการกระทำ หรือ การ แสดงออกของบุคคล โดยสร้างหรือเพิ่มการกระทำที่พึงประสงค์ โดยใช้การ เสริมแรง (Reinforcement) หรือเทคนิคอื่นและเลิกหรือลดการกระทำที่ไม่พึง ประสงค์ โดยใช้การลงโทษ (Punishment) หรือเทคนิคอื่น ตัวอย่างพฤติกรรมหรือการกระทำที่พึงประสงค์ได้แก่ ความ รับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ ความขยันหมั่นเพียร การงดสูบบุหรี่ ตัวอย่างการ เสริมแรงได้แก่ การชมเชย ตัวอย่างการลงโทษได้แก่ การห้ามเล่นชิงช้า การตีมือ เป็นต้น ตัวเสริมแรงทางบวกที่นิยมใช้ในการปรับปรุงพฤติกรรมมี6 เทคนิค ดังนี้ (พัฒนานุสรณ์ สถาพรวงศ์, 2538, หน้า 31) 1. เทคนิคการเสริมแรงด้วยอาหารและสิ่งเสพได้ (Food and Other Consumables) เป็นตัวเสริมแรงที่ไม่ต้องวางเงื่อนไข ได้แก่ อาหาร ขนม เครื่องดื่ม เป็นต้น 2. เทคนิคการเสริมแรงทางสังคม (Social Reinforcement) เป็นตัวเสริมแรงที่ต้องวางเงื่อนไข แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ 2.1 การเสริมแรงด้วยคำพูด เช่น คำชมเชย คำพูดยก ย่อง เป็นต้น 2.2 การเสริมแรงด้วยท่าทาง เช่น การยิ้มให้ การกอด การแตะต้องตัว เป็นต้น 3. เทคนิคหลักของพรีแม็ค (Premack Principle) เป็นการใช้ พฤติกรรมหรือกิจกรรมที่บุคคลชอบมากที่สุดมาเสริมแรงพฤติกรรมที่ต้องการให้ เกิดขึ้น เช่น การใช้พฤติกรรมการเล่นเกม ซึ่งเด็กขอบมากที่สุดมาเสริมแรง พฤติกรรมการทำการบ้านที่ต้องการให้เด็กทำ เป็นต้น 4. เทคนิคการให้ข้อมูลย้อนกลับ (Information Feedback) เป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลการกระทำของบุคคล เช่น การบอกคะแนนทดสอบ
73 หลังจากสอบเสร็จ เนื่องจากการให้ข้อมูลย้อนกลับเป็นตัวเสริมแรงที่ต้องวาง เงื่อนไข ดังนั้น ควรใช้ควบคู่กับตัวเสริมแรงอื่นที่มีคุณสมบัติเป็นตัวเสริมแรงอยู่ แล้วเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น นำไปควบคู่กับอาหารหรือสิ่งเสพได้ เป็น ต้น 5. เทคนิคการใช้เบี้ยอรรถกร (Token Economy) เป็นตัว เสริมแรงที่ต้องวางเงื่อนไขเบี้ยอรรถกร ได้แก่ เบี้ย คะแนน ดาว ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ สามารถนำไปแลกตัวเสริมแรงสนับสนุน (Back – up Reinforcer) เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพให้มากขึ้น เช่น นำไปแลกอาหาร ขนม สิ่งของต่าง ๆ ที่ต้องการได้ 6. เทคนิคการให้วัตถุสิ่งของ (Material Reinforcer) เป็นการ ให้สิ่งของ เช่น ของเล่น รถยนต์ ตุ๊กตา แหวน เป็นต้น หลักในการให้การเสริมแรงทางบวกอย่างมีประสิทธิภาพ (Kazdin, 1984, pp. 93 – 98) 1. ควรให้การเสริมแรงทันทีที่บุคคลมีพฤติกรรมเป้าหมายซึ่งจะ ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้เร็วกว่าการทิ้งช่วงให้นานออกไป 2. ขนาดหรือจำนวนของการเสริมแรง เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่าง หนึ่งที่ทำให้การเสริมแรงมีประสิทธิภาพมากขึ้น 3. การที่ตัวเสริมแรงจะมีคุณภาพมากเพียงใดขึ้นอยู่กับความพึง พอใจของบุคคลที่มีต่อตัวเสริมแรงนั้น กล่าวคือ ถ้าบุคคลมีความพึงพอใจในตัว เสริมแรงน้อยจะทำให้ตัวเสริมแรงมีคุณภาพน้อยด้วย 4. การให้ตารางเสริมแรงทุกครั้งจะทำให้อัตราการเกิด พฤติกรรมสูงกว่าการเสริมแรงเป็นครั้งคราว และเมื่อพฤติกรรมนั้นเกิดขึ้น สม่ำเสมอแล้วจึงเปลี่ยนเป็นการเสริมแรงเป็นครั้งคราวเพื่อทำให้พฤติกรรมคงอยู่ การปรับพฤติกรรมด้วยการควบคุมตนเอง การควบคุมตนเองเป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้ในการปรับพฤติกรรมซึ่งมีพื้นฐาน มาจากทฤษฎีการเรียนรู้ ซึ่งสิ่งแวดล้อมบางอย่างเป็นตัวควบคุมพฤติกรรม แต่ ขณะเดียวกัน พฤติกรรมของคนก็มีผลทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนด้วย ดังนั้นหาก
74 สามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ย่อมควบคุมพฤติกรรมได้ และพฤติกรรมนี้จะ ก่อให้เกิดสิ่งแวดล้อมใหม่ตามมามี 5 ขั้นตอน ดังนี้ (ภรณี อินทศร, 2526, หน้า 9) ขั้นที่ 1 กำหนดพฤติกรรมเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ (Self – target Behavior) ขั้นที่ 2 กำหนดเงื่อนไขการเสริมแรงหรือลงโทษตนเอง (Self – contingency of Reinforcement or Punishment) ขั้นที่ 3 สังเกตและบันทึกพฤติกรรมตนเอง (Self – observation and Recording) ขั้นที่ 4 ประเมินพฤติกรรมตนเอง (Self – evaluation) ขั้นที่ 5 ให้การเสริมแรงหรือการลงโทษพฤติกรรมตนเอง (Self – administration of Reinforcement or Punishment) วิธีการในการฝึกควบคุมตนเอง มีวิธีการในการฝึกควบคุมตนเองหลายวิธี ดังนี้ 1) จัดประสบการณ์ควบคุมพฤติกรรมของตนเอง โดยในขั้นแรกควรจะ ให้บุคคลนั้นมีประสบการณ์ในการถูกบุคคลอื่น (อาทิ ผู้ปรับพฤติกรรม) ควบคุม พฤติกรรมที่เขาประสงค์จะควบคุมเสียก่อน และหลังจากที่ได้ปรับพฤติกรรมบรรลุ เป้าหมายแล้วผู้ปรับพฤติกรรมควรจะค่อยๆ ถอนการเสริมแรง ตลอดทั้ง กระบวนการที่ใช้ในการปรับพฤติกรรมนั้นออกไป แล้วเปิดโอกาสให้บุคคลนั้นได้ เริ่มกระบวนการปรับพฤติกรรมตนเอง โดยให้เขามีส่วนร่วมในการกำหนด เป้าหมายในการปรับพฤติกรรมนั้น ๆ เลือกวิธีการปรับพฤติกรรม และหาทางที่ จะรักษาพฤติกรรมที่ได้ปรับแล้วให้คงอยู่ต่อไปด้วยตนเอง แต่อย่างไรก็ตามใน ระยะแรก ๆ ผู้ปรับพฤติกรรมควรให้ความสนใจและให้คำปรึกษาช่วยเหลือใน ระยะหนึ่ง เมื่อเขาสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองจึงค่อย ๆ ถอนตัวออกจาก กระบวนการปรับพฤติกรรมนั้น
75 2) ฝึกการควบคุมตนเองโดยการฝึกให้รู้จักสังเกตพฤติกรรมเป้าหมาย จากต้นแบบ และฝึกให้เลือกเลียนแบบพฤติกรรมที่ต้องการจะเลียนแบบจากตัว แบบได้อย่างเหมาะสม 3) ฝึกการควบคุมตนเองโดยการสังเกตตนเอง โดยให้กำหนดพฤติกรรม เป้าหมายตามที่คาดหวัง ฝึกให้รู้จักการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของตนเองและ เรียนรู้วิถีทางที่จะควบคุมพฤติกรรมของตนเองให้บรรลุเป้าหมายที่ตนประสงค์ 4) ฝึกการควบคุมตนเองโดยการกำหนดเงื่อนไขให้ตนเอง เงื่อนไขที่ บุคคลประสงค์จะปรับพฤติกรรมตนเองให้บรรลุเป้าหมายนั้นอาจได้แก่ เงื่อนไข ของการเสริมแรงด้วยตนเอง และเงื่อนไขการลงโทษตนเอง ในกรณีที่บุคคลนั้น สามารถกระทำหรือมีพฤติกรรมสมควรคาดหวังที่ตนกำหนดไว้ก็ให้การเสริมแรงแก่ ตนเอง แต่ถ้าหากว่าไม่สามารถกระทำสิ่งใดตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ เขาจะต้อง ลงโทษตนเองด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เขา กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เพื่อให้สามารถควบคุมพฤติกรรมของตนเองได้ 4.2 การให้คำปรึกษา การให้คำปรึกษามีหลายรูปแบบ ได้แก่ ก. การให้คำปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวทฤษฎีเกสตัลท์ เป็นการให้คำปรึกษาเป็นกลุ่มเล็กตามแนวทฤษฎีเกสตัลท์ ลักษณะของผู้รับคำปรึกษาผู้รับคำปรึกษามีลักษณะ ดังนี้ หลีกเลี่ยงความ รับผิดชอบ เช่น ไม่กล่าวถึงข้อบกพร่อง ของตน ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่ ตระหนักในความเป็นจริง เช่น ยึดติดกับอดีต อยู่กับความเพ้อฝันของอนาคต ไม่ เข้าใจความต้องการของตนเอง ขาดความสนใจที่จะพึ่งตนเอง เช่น กลัวการ เปลี่ยนแปลง ถูกชักจูงได้ง่าย ความมุ่งหมายของการให้คำปรึกษา ช่วยให้ผู้รับคำปรึกษา รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไร คิดอะไร เข้าใจว่า ความวิตกกังวลเป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งของชีวิต รู้จักหลีกเลี่ยง หรือเผชิญหน้าและ
76 ปรับตัวต่อสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความกังวล นำสถานการณ์ต่างๆ มาผสมผสาน ใช้ในการตัดสินใจได้ มีวุฒิภาวะเพิ่มขึ้น พึ่งตนเองได้ บทบาทหน้าที่ของผู้ให้คำปรึกษา ผู้ให้คำปรึกษาจะต้องช่วยให้ผู้รับคำปรึกษาระบายความรู้สึก ออกมาให้มากที่สุด ให้ค้นพบว่าตัวเขาเองมีความสามารถในการตัดสินใจ ในการ แก้ปัญหา ช่วยให้เกิดความรู้สึกมั่นใจ เข้าใจความรู้สึกของตนเอง ที่จะรับผิดชอบ ตนเอง พึ่งพาตนเอง และพัฒนาตนเอง ต้องคอยสังเกตความไม่สอดคล้องระหว่าง คำพูดและความรู้สึก และสะท้อนให้เขารับรู้ แต่ต้องไม่ทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญ เทคนิคการให้คำปรึกษาแบบเกสตัลท์ 1) ฝึกการใช้ภาษาเพื่อเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับความรู้สึกและการ กระทำของตนเอง 2) ฝึกให้รับรู้ถึงความรู้สึกต่าง ๆ ที่ตนมี ทั้งส่วนที่เป็นความ ต้องการที่แท้จริงและความต้องการของสังคม มีหลายเทคนิคได้แก่ 1) ใช้เกมการ พูดโต้ตอบกับตนเอง (Game of Dialoque) เช่น ให้จับมือซ้ายกับมือขวา แล้ว ถ่ายทอดความรู้สึกที่ตนต้องการอย่างแท้จริงไปที่มือซ้าย ถ่ายทอดความรู้สึกที่ ต้องทำตามความต้องการของพ่อแม่ และการเป็นลูกที่ดีไปที่มือขวาแล้วให้มือซ้าย ไปโต้ตอบกับมือขวา จะเกิดความกระจ่างถึงความรู้สึกของตนเอง 2) ใช้เทคนิค เก้าอี้ว่างเป ล่า (The Empty Chair Technique) ใช้เก้าอี้สองตัวตั้ง ประจันหน้ากัน ให้นั่งเก้าอี้ตัวหนึ่งแสดงบทบาทคำพูดในส่วนของความต้องการ อย่างแท้จริง แล้วพูดไปที่เก้าอี้ว่างเปล่าตรงข้าม ในส่วนความรู้สึกที่เป็นอุดมคติ ควรทำอะไร สลับเก้าอี้ดำเนินการลักษณะเดิม จะทำให้เข้าใจความรู้สึกทั้งสอง อย่างที่ตนมีอยู่ได้กระจ่างโดยไม่ต้องกดหรือปฏิเสธความรู้สึกที่มีอยู่ 3) ฝึกให้ใช้จินตนาการ (Fantasy Games) เช่น ให้หลับตา ผ่อนคลายตัวเองให้สบาย สมมติว่ายืนดูรูปปั้นรูปหนึ่งจินตนาการว่าต้องการอะไร สภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร
77 4) ใช้ก าร แส ด ง พ ฤ ติ ก รร ม ที่ ต รง กั น ข้ าม (Reversal Technique) เช่น ให้แสดงพฤติกรรมตรงข้ามกับพฤติกรรมที่ต้องบังคับควบคุม ตนเองให้แสดงอยู่ตลอดเวลา 5) ใช้เกมการซ้อมบทบาท (Rehearsal Game) ให้ซ้อม บทบาทหรือแสดงบทบาทที่คิดไว้ (เช่น จะไปพูดอภิปรายต่อหน้าคนอื่น) ออกมา จริง ๆ 6) ใช้เกมการแสดงเกินกว่าเหตุ (Exaggeration Game) ช่วย ให้รับรู้ภาษาร่างกาย เช่น ให้พูดไปหัวเราะไปเกี่ยวกับเรื่องที่ตนผิดหวัง บอกให้ หัวเราะดังขึ้น ดังขึ้น ระบายความรู้สึกออกมาเกี่ยวกับอาการหัวเราะนั้น 7) ใช้การแสดงบทบาทกล่าวโทษคนอื่น (Playing the Projection) ให้แสดงบทบาทไม่วางใจผู้อื่น กล่าวโทษคนอื่น เพื่อให้ตระหนักว่า ตนเองมีความรู้สึกนั้น ซึ่งจะต้องปรับปรุงแก้ไข โดยไม่กล่าวโทษคนอื่น 8) ฝึกให้เพ่งรับรู้ความรู้สึกตนเอง (Staying with the Feeling) โดยช่วยให้รับรู้ความรู้สึกของตนเองในสภาพปัจจุบัน กล้าเผชิญโดยไม่ เลี่ยงหนี อาจเป็นความรู้สึกทางบวก เช่น ชื่นชม ยินดี หรือทางลบ เช่น ความ เศร้า เจ็บปวด เป็นต้น ข. การให้คำปรึกษาแบบโรเจอร์ส การให้คำปรึกษาแบบโรเจอร์ส เป็นการให้คำปรึกษาตามวิธีของ Carl R. Rogers โรเจอร์สเรียกวิธีการให้คำปรึกษาของเขาว่า การให้คำปรึกษา แบบยึดผู้รับคำปรึกษาเป็นศูนย์กลาง (Client – centered Counseling) หรือ การให้คำปรึกษาแบบอัตตา (Self – theory Counseling) หรือการให้ คำปรึกษาแบบไม่นำทาง (Non – directive Counseling) (จงกล หงสุรพันธุ์, 2534, หน้า 26) ขั้นตอนการให้คำปรึกษาแบบโรเจอร์สมีดังนี้ ระยะที่ 1 ผู้รับคำปรึกษาไม่เต็มใจที่จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับตนเอง แต่จะสื่อสารกับผู้ให้คำปรึกษาเฉพาะเรื่องทั่วไปก่อน
78 ระยะที่ 2 ผู้รับคำปรึกษาอยู่ในสภาพที่จะเปลี่ยนแปลงโดยการ พูดถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ยังไม่ใช่เรื่องราวของตนเอง เริ่มสมัครใจที่จะสื่อสารกับ ผู้ให้คำปรึกษา ระยะที่ 3 ผู้รับคำปรึกษาเริ่มแสดงออกอย่างอิสระเกี่ยวกับ ความรู้สึกของตนเอง เล่าถึงความรู้สึกและประสบการณ์ในอดีต ซึ่งมันเป็นด้าน ลบ มีการยอมรับตนเองน้อย ยังไม่สามารถแยกแยะความรู้สึกได้ชัดเจนนัก ระยะที่ 4 มีการระบายความรู้สึกและประสบการณ์ในปัจจุบัน อย่างเข้มข้นขึ้น แต่จะมีความรู้สึกไม่แน่ใจ กลัว ลังเลที่จะแสดงออกอยู่บ้าง ยอมรับความรู้สึกของตนเองและเริ่มรับผิดชอบในปัญหาของตนเอง ระยะที่ 5 ผู้รับคำปรึกษาแสดงความรู้สึกต่างๆ ออกมาอย่าง เสรี แต่ยังสงสัยและกลัวอยู่ เริ่มเป็นตัวของตัวเอง แยกแยะความรู้สึกและ ประสบการณ์ได้ ระยะที่ 6 ความรู้สึกและประสบการณ์ต่างๆ จะได้รับการ ยอมรับอย่างเต็มที่โดยไม่ปฏิเสธหรือต่อต้าน การแสดงออกทุกย่างเป็นไปตาม ธรรมชาติ ระยะที่ 7 ผู้รับคำปรึกษาจะเป็นตัวของตัวเองเต็มที่ พร้อมที่ จะพัฒนาต่อไปโดยรู้จักตนเอง และรับรู้ประสบการณ์ที่เป็นจริง สามารถตัดสินใจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ค. เทคนิคในการให้คำปรึกษาแบบพื้นฐาน เทคนิคในการให้คำปรึกษาแบบพื้นฐานมี 7 ทักษะดังนี้ (วัชรี มี ทรัพย์, 2533, หน้า 212) 1) เทคนิคในการฟัง จำแนกเป็น 4 ทักษะ คือ 1.1) ทักษะในการแสดงความสนใจ เช่น มาพบตาม เวลานัด สนใจในคำพูดและภาษาท่าทาง เป็นต้น
79 1.2) ทักษะในการช่วยทำให้ข้อความกะทัดรัดขึ้น (Paraphasing) 1.3) ทั กษ ะใน ก ารช่ วย ให้ เกิ ดค วาม กร ะจ่าง (Clarifying) 1.4) ทักษะในการตรวจสอบความเข้าใจ (Perception Checking) 2) ทักษะในการสะท้อนเนื้อหาความรู้สึก จำแนกเป็น 2.1) การสะท้อนความรู้สึก (Reflecting Feeling) เป็นการช่วยทำให้ความรู้สึกที่คลุมเครือกระจ่างขึ้น 2.2) การสะท้อนเนื้อหา (Reflecting Contents) เป็นการช่วยทำให้เรื่องราวกระจ่างขึ้น โดยการสะท้อนเนื้อหา 3) ทักษะในการให้ข้อมูล การให้ข้อมูลหรือสนับสนุนให้เห็น ลู่ทางในการแก้ปัญหาหรือตัดสินใจ 4) ทักษะในการให้กำลังใจ (Reassuring Skills) เป็นการ สร้างความเชื่อมั่น 5) ทักษะในการเสนอแนะ (Presenting Alternative) 6) ทักษะในการยอมรับ (Acceptance) 7) ทักษะในการตั้งคำถาม (Questioning) ตั้งคำถามเพื่อช่วย ให้เกิดความกระจ่างและกระตุ้นให้คิดต่อ หรืออภิปรายในประเด็นนั้นต่อไป ง. ทฤษฎีการให้คำปรึกษาแบบเน้นความจริง ผู้ให้กำเนิดทฤษฎีนี้ คือ William Glasser ใช้วิธีการ 3Rs กล่าวคือ 1. ความถูกต้อง (Right) 2. ความรับผิดชอบ (Responsibility) 3. ความเป็นจริง (Reality) ผู้ให้คำปรึกษาจะใช้วิธีการพูดคุย ซักถาม ให้ข้อมูล ย้อนกลับ (Feedback) เพื่อให้ผู้ที่มาขอรับคำปรึกษาเข้าใจถึงพฤติกรรมของ ตนเอง สามารถประเมินพฤติกรรมของตนเองได้ มุ่งให้ความสำคัญต่อสภาวะ ปัจจุบันและลักษณะพฤติกรรมของผู้มารับคำปรึกษามากกว่าจะคำนึงถึงอดีตและ
80 ความรู้สึก การช่วยให้ผู้มารับคำปรึกษาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ผู้ให้คำปรึกษา อาจนำเทคนิคต่าง ๆ ที่เหมาะสมมาใช้ ดังเช่น (วารุณี จันดาวงศ์, 2542) 1) การสร้างสัมพันธภาพที่ดี โดยการฟัง การยอมรับความจริงใจ ตั้งใจที่จะช่วยเหลือ 2) การแสดงบทบาทสมมติ 3) การให้ผู้มารับคำปรึกษาเผชิญกับความเป็นจริงของ พฤติกรรมที่เขาไม่มีความ ผิดชอบ โดยไม่ฟังการแก้ตัวใด ๆ ทั้งสิ้น 4) ช่วยผู้มารับคำปรึกษาวางโครงการ และรายละเอียดของ พฤติกรรมที่ต้องกระทำในแต่ละขั้นตอน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ 5) แสดงให้เห็นถึงการเป็นตัวแบบที่ดี และใช้วิธีการสั่งสอน ชักจูงใจให้เห็นถึงความสำคัญของความรับผิดชอบ ให้ข้อมูลข้อคิดต่อผู้มารับคำ ปรึกษา 6) ใช้คำถามชักนำให้ผู้มารับคำปรึกษาสนใจต่อพฤติกรรมใน สภาวะปัจจุบันของตนเองมากกว่าความรู้สึกในอดีต ไม่เปิดโอกาสให้ผู้มารับคำ ปรึกษาบรรยายถึงความรู้สึกในอดีต มากนัก แต่จะถามผู้มารับคำปรึกษา ถึงพฤติกรรมและสภาวะปัจจุบัน 7) ใช้วิธีชี้แจงให้ผู้มารับคำปรึกษา เข้าใจถึงขอบเขตและ ลักษณะการให้คำปรึกษาตลอดจนสิ่งที่ผู้มารับคำปรึกษาจะได้รับจากกระบวนการ ให้คำปรึกษา 8) ชี้แจงให้ผู้มารับคำปรึกษาตระหนักถึงความรับผิดชอบตาม บทบาทของผู้มารับ คำปรึกษาที่จะทำให้กระบวนการให้คำปรึกษาเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพตามเป้าหมาย 9) ใช้เทคนิคที่เรียกว่า “Verbal Shock Therapy” ในการ ประเมินพฤติกรรมของผู้รับคำปรึกษา ให้ผู้มารับคำปรึกษาตระหนักว่าพฤติกรรม ในปัจจุบันเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร ช่วยทำให้เป้าหมายในการดำเนินชีวิต ค่านิยมต่างๆ ที่ผู้มารับคำปรึกษามีอยู่กระจ่างขึ้น โดยการให้ผู้มารับคำปรึกษา
81 เผชิญกับพฤติกรรมที่แท้จริงของตนเองและกล้าที่จะประเมินเลือกว่าพฤติกรรม ดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่ เป็นทางนำไปสู่เป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ พฤติกรรมนั้น แสดงให้เห็นค่านิยมอะไรในตัวเขา จ. การให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคล การให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคลมีกระบวนการจำแนกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะเตรียมการให้คำปรึกษา (Preparation and Entry) ใน ขั้นตอนนี้สิ่งที่จะต้องเตรียมพร้อมมีดังนี้ 1) เตรียมสถานที่ จัดห้องให้มีความสงบ เป็นสัดส่วนมีความ สะดวกสบาย ต้องมีบรรยากาศที่เป็นกันเอง 2) เตรียมผู้ให้คำปรึกษา ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของผู้รับ คำปรึกษาและเตรียมพร้อมที่จะให้คำปรึกษา 3) กำหนดรูปแบบให้คำปรึกษา (Structure) หรือวางแนวทาง ในการให้คำปรึกษาให้เหมาะสมกับลักษณะของปัญหา ระยะให้คำปรึกษา (Counseling) ประกอบไปด้วยขั้นตอน ดังนี้ (ชนวนทอง ธนสุกาญจน์, 2534, หน้า 30 – 59) ขั้นตอนที่ 1 สร้างความสัมพันธ์ อาจใช้วิธีดังต่อไปนี้ 1. แนะนำตนเอง 2. ยืนยันกับผู้รับคำปรึกษาว่า ข้อมูลทุกอย่างจะถูกเก็บไว้เป็น ความลับ 3. สอบถามถึงเหตุผลที่ทำให้ต้องตัดสินใจมาพบผู้ให้คำปรึกษา 4. ชี้แจงให้ทราบถึงสิ่งที่จะต้องทำ เช่น การเล่าถึงความรู้สึก ส่วนตัว การตอบคำถามส่วนตัว การตรวจทางการแพทย์ ฯลฯ 5. ทำข้อตกลงเกี่ยวกับบทบาทของผู้ให้คำปรึกษาว่า คือ ผู้ที่ จะรับฟังและสะท้อนภาพหรือความรู้สึกในแง่มุมต่างๆ เพื่อให้ผู้รับคำปรึกษาได้ เข้าใจและมองปัญหาของตนเองในแง่มุมที่แตกต่างออกไป เป็นผู้ช่วยให้กำลังใจ
82 และการสนับสนุนในด้านการเตรียมผู้รับคำปรึกษาให้สามารถออกไปเผชิญ เหตุการณ์หรือบุคคลที่ตนรู้สึกว่าเป็นปัญหา ขั้นตอนที่ 2 การตกลงบริการ ผู้ให้คำปรึกษาทำความตกลงในเรื่องกิจกรรม เวลา วิธีการ ติดต่อเพื่อรับคำปรึกษา อธิบายให้ผู้ขอรับคำปรึกษาทราบในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ ก. จุดประสงค์ (Purpose) ของการให้คำปรึกษา ก็คือการ พัฒนาทักษะในการแก้ปัญหาของผู้รับคำปรึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดย อาศัยการเรียนรู้ร่วมกัน ข. ความรับผิดชอบ (Responsibility) ห น้าที่ของผู้ให้ คำปรึกษา คือการให้ความช่วยเหลือ โดยการรับฟังปัญหาของผู้ขอรับคำปรึกษา ร่วมคิดหาสาเหตุและช่วยกันคิดแก้ปัญหาร่วมกัน ค. การเน้น (Focus) การที่กระบวนการให้คำปรึกษาจะสำเร็จ ได้ จะต้องเน้นไปที่ปัญหาใดปัญหาหนึ่งเฉพาะที่ผู้ขอรับคำปรึกษามีความต้องการ จะแก้ไข ง. ขอบเขต (Limit) ควรพูดให้ผู้ขอคำปรึกษาได้เข้าใจขอบเขต ความสามารถของตน และขอบเขตของสิ่งที่ตนฝึกฝน ขั้นตอนที่ 3 การทำความเข้าใจปัญหา และการค้นหาแรงจูงใจ การกำหนดเป้าหมายตามที่ผู้ขอรับคำปรึกษาต้องการ วิธีการสำคัญในการค้นหาปัญหาของผู้ขอรับคำปรึกษา ก็คือ 1. การฟัง เพื่อที่จะได้เข้าถึงปัญหาอย่างถ่องแท้ 2. การสอบซัก (Probing) เพื่อที่จะได้ข้อมูลเพิ่มเติมหรือเพื่อ ทำให้ปัญหานั้นกระจ่างขึ้น และยังเป็นการค้นหาปัญหาเพิ่มเติมได้อีกด้วย ขั้นตอนที่ 4 การวางแผนเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ผู้ให้คำปรึกษาต้องหาสาเหตุพฤติกรรมเพื่อใช้โน้มน้าวให้ผู้รับ คำปรึกษาเกิดความรู้สึกอยากเปลี่ยนแปลง และเชื่อว่าเปลี่ยนได้จริง โดยทำ ความเข้าใจว่าพฤติกรรมนั้นๆ มีสาเหตุมาจากความเชื่อ ความไม่รู้หรือ
83 สถานการณ์บังคับให้ทำ ผู้ให้คำปรึกษาจำเป็นต้องมีทักษะในการโน้มน้าวจิตใจ และวางแผนในการเปลี่ยนพฤติกรรม 4.3 การเสริมแรง (Reinforcement) เป็นการดำเนินการเพื่อให้บุคคลมีหรือเพิ่มพฤติกรรมที่พึง ประสงค์ ลดหรือเลิกพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยการให้การเสริมแรงหลังจาก ที่บุคคลแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์หรือไม่มีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์แล้ว ตัวอย่างเช่น ครูชมเชย ศิริญญา เมื่อกวาดห้องเรียนเสร็จ ศิริญญา ดีใจในคำ ชมเชยของครูจึงทำการกวาดห้องเรียนในวันต่อ ๆ ไป เป็นตัวอย่างของการ เสริมแรงในทางบวก (Positive Reinforcement) พฤติกรรมการกวาด ห้องเรียนเป็นพฤติกรรมที่ครูประสงค์ให้เกิด เป็นพฤติกรรมเป้าหมาย พฤติกรรม การกวาดห้องเรียนของ ศิริญญา ได้รับแรงเสริมด้วยคำชมเชยของครู คำชมเชย เป็นตัวเสริมแรง การเสริมแรงทางสังคม คือการให้แรงเสริมที่เป็นความต้องการทางจิตใจของบุคคล เช่น การให้คำชมเชย ความสนใจ จำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ใช้คำพูด กับประเภทที่ใช้ท่าทาง เช่น การพยักหน้าแสดงการยอมรับ การยิ้ม การให้ความ สนใจ เป็นต้น หลักการให้การเสริมแรงทางบวก 1. ให้ตัวเสริมแรงที่ตรงกบความต้องการของเด็ก คนใดพอใจ ตัวเสริมแรงชนิดใดก็ให้ตัวเสริมแรงชนิดนั้น 2. ให้ตัวเสริมแรงทันทีที่มีพฤติกรรมเป้าหมายเกิดขึ้น ทั้งนี้ จะต้องมั่นใจว่าเด็กรับรู้ว่าพฤติกรรมใดที่ทำให้ได้รับแรงเสริม 3. ให้ปริมาณการเสริมแรงอย่างเพียงพอที่จะทำให้คงพฤติกรรม ไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ
84 4. การให้ตัวเสริมแรงที่เป็นคำชมเชย จะต้องมีความจริงใจไม่ เกินความจริง 5. ควรให้ตัวเสริมแรงหลายประเภท เช่น การให้คำชมเชย การ ให้ดาว การให้อ่านหนังสือการ์ตูน 6. กรณีใช้การเสริมแรงในห้องเรียน หรือกับกลุ่มเด็กควรให้ อย่างทั่วถึงเป็นธรรมไม่ให้เกิดความลำเอียง 7. ควรหาโอกาสให้เด็กเกิดแรงจูงใจภายใน การเสริมแรงโดยใช้เบี้ยอรรถกร เบี้ยอรรถกร (Token Economy) เป็นตัวเสริมแรงที่นำไป แลกเป็นตัวเสริมแรงอื่น ๆ ได้มากกว่า 1 อย่าง ตัวอย่างเบี้ยอรรถกร ได้แก่ แต้ม (หรือคะแนน) เหรียญ ดาว ตั๋ว ซึ่งของเหล่านี้สามารถนำไปแลกกับอาหาร ของ เล่น กิจกรรมต่าง ๆ ฯลฯ ได้ ครูเป็นผู้กำหนดว่าพฤติกรรมใดที่นักเรียนกระทำ จะได้เบี้ยชนิดใดและจำนวนเท่าใด รวมทั้งกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นตัว เสริมแรงอื่น ๆ เช่น ครูกำหนดดังนี้ 1. พฤติกรรม ขยัน ได้ 2 แต้ม 2. พฤติกรรม ส่งการบ้านครบ ได้ 3 แต้ม 3. พฤติกรรม ไม่คุยกันในขณะเรียน ได้ 2 แต้ม และกำหนดให้สามารถเอาแต้มไปแลกเปลี่ยนเป็นตัวเสริมแรง อื่นๆ ตัวอย่างเช่น 3 แต้ม เล่นเกมได้ 5 นาที 6 แต้ม แลกขนม 1 ชิ้น 9 แต้ม แลกของเล่นได้ 1 ชิ้น เป็นต้น หลักในการใช้เบี้ยอรรถกร 1. ให้เบี้ยอรรถกรทันทีที่นักเรียนแสดงพฤติกรรมที่พึง ประสงค์
85 2. กำหนดสิ่งแลกเปลี่ยนหลายชนิด จะได้ตอบสนอง ความต้องการของนักเรียนได้กว้างขวางยิ่งขึ้น 3. กำหนดเงื่อนไขในการให้เบี้ยอรรถกร และอัตรา แลกเปลี่ยนเป็นตัวเสริมแรงอื่นให้ชัดเจน 4. อาจกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าถ้าไม่ทำตามเกณฑ์ ที่ตั้งไว้จะต้องเสียเบี้ยอรรถกร 4.4 การเตือนตนเอง การเตือนตนเองหรือการกำกับตนเอง (Self – Monitoring) เป็นเทคนิคที่สำคัญมากในการควบคุมตนเอง ประกอบด้วยกิจกรรม 2 ส่วน คือ การสังเกตตนเอง (Self – Observation) และการบันทึกพฤติกรรมตนเอง เป็น วิธีหนึ่งในการนำมาใช้สำหรับเพิ่มพฤติกรรมที่พึงประสงค์และลดพฤติกรรมที่ไม่พึง ประสงค์ (มธุรส หอทอง, 2540, หน้า 17) ขั้นตอนของการเตือนตนเอง มีดังนี้ 1. เลือกและกำหนดพฤติกรรมเป้าหมายให้ชัดเจน 2. ฝึกให้สามารถประเมินได้ว่าพฤติกรรมเป้าหมายเกิดขึ้นหรือ ยัง 3. ฝึกทำการบันทึกพฤติกรรมเป้าหมายด้วยตนเอง 4. สังเกตและบันทึกพฤติกรรมด้วยตนเอง 5. ประเมินผลโดยนำข้อมูลการบันทึกพฤติกรรมด้วยตนเองมา เปรียบเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ อาจทำการเสริมแรงถ้าทำได้ตามเป้าหมาย หรือลงโทษตนเองถ้าไม่ถึงเป้าหมายดังกล่าว 4.5 เทคนิคการสอนตนเอง เทคนิคการสอนตนเอง (Self – instructional Method) เป็น เทคนิคในการควบคุมพฤติกรรมตนเองด้วยการพูดกับตนเองในใจ ทำให้มี พฤติกรรมเป้าหมายเกิดขึ้น อาจทำได้ด้วยวิธีการเสนอตัวแบบ (Modeling) การ ฝึกซ้อม (Rehearsal) การให้ข้อมูลย้อนกลับ และการวางเงื่อนไข ผลจาก
86 พฤติกรรมนอกจากจะมีการชี้แนะให้ทำพฤติกรรมเป้าหมายแล้ว ยังมีการ เสริมแรงทางวาจาต่อพฤติกรรมเป้าหมายอีกด้วย ไมเคนบวม และกูดแมน ได้เสนอขั้นตอนการฝึกการสอนให้ บุคคลสอนตนเอง โดยใช้ตัวแบบ และการฝึกซ้อมการสอนตนเอง เพื่อให้เกิด พฤติกรรมเป้าห มายไว้เป็นลำดับ ขั้น ดังต่อไป นี้ (Meichenbaum & Goodman, 1971, pp. 115 – 116) 1. ตัวแบบพูดสอนตัวเองด้วยเสียงดัง ชี้แนะการกระทำ พฤติกรรมเป้าหมายของตนเอง 2. ตัวแบบพูดสอนตัวเองด้วยเสียงดัง ชี้แนะการกระทำ พฤติกรรมเป้าหมายของบุคคลที่รับการฝึก 3. บุคคลที่ได้รับการฝึกพูดสอนตนเองด้วยเสียงดัง ชี้แนะการ กระทำพฤติกรรมเป้าหมายของตนเอง 4. บุคคลผู้รับฝึกพูดสอนตนเองด้วยเสียงกระซิบ และชี้แนะ การกระทำพฤติกรรมเป้าหมายของตนเอง 5. บุคคลผู้รับการฝึกพูดสอนตนเองในใจ ชี้แนะการกระทำ พฤติกรรมเป้าหมายของตนเอง 4.6 การใช้กระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ การใช้กระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ มีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ เช่น กระบวนการกลุ่ม พลังกลุ่ม พลวัตรกลุ่ม หรือกลศาสตร์กลุ่ม ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Group Process หรือ Group Dynamics หมายถึง การที่บุคคลมารวมกลุ่ม กันทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยร่วมมือกันวางแผน ตั้งเป้าหมาย วิเคราะห์ปัญหา ทำ กิจกรรม แก้ปัญหาร่วมกัน กลุ่มสัมพันธ์มี 4 ประเภท ดังนี้ (คมเพชร ฉัตรศุภกุล, 2530, หน้า 140 – 157) 1) กลุ่มสัมพันธ์เพื่อการรู้จักกันและการสร้างสัมพันธภาพ โดย การติดป้ายชื่อแนะนำตนเองและสมาชิกกลุ่ม การสัมภาษณ์ซักถาม หรือให้เล่น เกมเพื่อทำความรู้จักกัน
87 2) กลุ่มสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจตนเอง ยอมรับตนเอง โดย มีเพื่อสนิทเป็นสมาชิกเป็นกระจกเงาสะท้อนให้เห็น 3) กลุ่มสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจในบุคคลอื่น จะทำให้เกิด การยอมรับพฤติกรรมของคนอื่น เข้าใจถึงสาเหตุ ทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ และอภัยกัน 4) กลุ่มสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกัน กลุ่มสัมพันธ์ ประเภทนี้ควรดำเนินการให้มาก ซึ่งจะเป็นการฝึกให้สมาชิกทำงานร่วมกับผู้อื่น และสามารถเรียนรู้นำไปปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน กลุ่มสัมพันธ์มีหลักการ ดังนี้ 1) สมาชิกทุกคนจะต้องมีความรับผิดชอบต่อกิจกรรมในกลุ่มให้ ความช่วยเหลือกลุ่ม 2) สมาชิกทุกคนจะมีบทบาทเฉพาะของตนเอง 3) สมาชิกทุกคนมีการยอมรับซึ่งกันและกัน 4) การทำกิจกรรมมาก ๆ จะช่วยให้มีประสบการณ์ที่ดี 5) ให้ความสำคัญกับกระบวนการแก้ไขปัญหาหรือทำงานเท่ากัน กับผลของการปฏิบัติงานกลุ่ม 6) เทคนิคในการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มและการประเมินผล เกี่ยวกับกลุ่ม จะช่วยให้บรรลุจุดมุ่งหมายของกลุ่ม 4.7 กิจกรรมกลุ่มสร้างคุณภาพ กิจกรรมกลุ่มสร้างคุณภาพ คือ กิจกรรมของกลุ่มบุคคลจำนวน กลุ่มละประมาณ 3 –10 คน ร่วมกันอย่างสมัครใจทำกิจกรรมหรือแก้ปัญหาให้ สำเร็จ โดยทั่วไปดำเนินกิจกรรมในรูปของวงจรเดมมิง (Demming) หรือ PDCA ซึ่งย่อมาจาก Plan (วางแผน) Do (ปฏิบัติ) Check (ตรวจสอบผล การปฏิบัติ) และ Action (แก้ไขปรับปรุงให้บรรลุเป้าหมาย) เทคนิคที่ใช้เป็น เครื่องมือสำหรับดำเนินกิจกรรมมีดังนี้
88 1. เทคนิคทางสถิติประกอบวิธีพรรณนา และการสันนิษฐาน จากข้อมูล 2. เทคนิคการระดมสมอง (Brainstorming) 3. เทคนิคแผนภูมิก้างปลา (Fish – bone Diagram) 4. เทคนิคการดำเนินงานเป็นทีมเพื่อแก้ปัญหา 5. เทคนิคการตัดสินใจเป็นทีมเพื่อประเมินทางเลือก การเขียนรายงานการวิจัย การเขียนรายงานนับเป็นขั้นตอนสำคัญหนึ่งของกระบวนการวิจัย เนื่องจากว่าเป็นกระบวนการที่บ่งชี้ว่า ได้ดำเนินการวิจัยโดยอาศัยกระบวนการที่มี ขั้นตอน รอบคอบ รัดกุม แสดงให้เห็นความเป็นมาของปัญหาที่ต้องทำวิจัย เห็น เป้าหมายที่ชัดเจน ทราบว่าเกี่ยวข้องกับทฤษฎีหรืองานวิจัยใดบ้าง มีผลการวิจัย และจะนำไปใช้ได้อย่างไร และควรจำทำการวิจัยต่อไปอย่างไรอีก ส่วนประกอบของรายงาน การเขียนรายงานวิจัยมักจะแบ่งเป็นส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ ส่วนหน้า ส่วนเนื้อหา และ ส่วนหลัง ในแต่ละส่วนมีหัวข้อรอง ดังนี้ 1. ส่วนหน้า ประกอบด้วย ปกหน้า ใบรองปก ปกใน ประกาศ คุณูปการ (อาจใช้คำนำหรือกิตติกรรมประกาศ ก็ได้) หน้าอนุมัติ บทคัดย่อ สารบัญ สารบัญตาราง บัญชีภาพประกอบ 2. ส่วนเนื้อหา ประกอบได้ด้วย บทต่าง ๆ ของรายงานการวิจัย ซึ่งโดยปกตินิยม แบ่งออกเป็น 5 บท ประกอบด้วยหัวข้อย่อย ดังนี้ บทที่ 1 บทนำ ประกอบด้วยหัวข้อรอง คือ ภูมิหลัง (บางครั้งใช้คำว่า ความสำคัญและความเป็นมาของปัญหาการวิจัย) จุดมุ่งหมาย ของการวิจัย (บางครั้งใช้คำว่า วัตถุประสงค์ของการวิจัย หรือความมุ่งหมายของ
89 การวิจัย) ความสำคัญของการวิจัย (บางครั้งใช้คำว่า ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ การวิจัย) สมมติฐานของการวิจัย ขอบเขตของการวิจัย นิยามศัพท์เฉพาะ บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย หัวข้อรอง คือ เอกสารที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (งานวิจัยที่เกี่ยวข้องใน ประเทศ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องต่างประเทศ) บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ประกอบด้วยหัวข้อรอง คือ ประชากร กลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบวิจัย ขั้นตอนการ ทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล บทที่ 4 ผลการวิจัย ประกอบด้วยหัวข้อรอง คือ สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอผลการวิจัย ขั้นตอนการเสนอผลการวิจัย และ ผลการวิจัย บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ประกอบด้วยหัวข้อรอง คือ สรุปขั้นตอนการดำเนินการวิจัย สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ (ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้และข้อเสนอแนะใน การทำการวิจัยต่อไป) 3. ส่วนหลัง ประกอบด้วย บรรณานุกรม ภาคผนวก จนถึง ประวัติผู้วิจัย การเขียนรายงานวิจัยส่วนหน้า 1. ปกหน้า ประกอบด้วย ชื่อเรื่องและชื่อผู้วิจัย ในการเขียนปกหน้าที่เป็นทางการมักเขียน ไว้กึ่งกลางของหน้ากระดาษ ชื่อเรื่องหากยาวและต้องใช้หลายบรรทัด จัดเป็นรูป สี่เหลี่ยมซึ่งอาจเป็นสี่เหลี่ยมคางหมูกลาย ๆ ก็ได้ อาจจะเริ่มด้วย รายงานการวิจัย เรื่อง ต่อด้วยชื่อเรื่อง และชื่อผู้วิจัย ซึ่งจะเขียนคำนำหน้านามหรือไม่ก็ได้หากมี การวิจัยหลายคน ให้เขียนชื่อเรียงตามตัวอักษรหน้าชื่อหากมีหัวหน้าคณะผู้วิจัยให้
90 เขียน ชื่อ หั วห น้าคณ ะไว้ก่อ น แล ะตาม ด้ วยบุ คค ล ต่ อไป ต ามล ำดั บ ความอาวุโส แต่หากอาวุโสเท่ากันให้เรียงตามตัวอักษร สำหรับการเขียนชื่อเรื่อง จะต้องสอดคล้องกับแบบของการวิจัย นั้นจะประกอบด้วยส่วนประกอบสำคัญดังนี้ 1.1 ลักษณะของการวิจัย เช่น การเปรียบเทียบ การ ทดลอง การสร้าง การพัฒนา การประยุกต์ใช้ การศึกษา การใช้ เป็นต้น 1.2 ตัวแปรหรือพฤติกรรมในการวิจัย ซึ่งอาจจะเป็นตัว แปรอิสระ หรือ ตัวแปรตาม หรือทั้งตัวแปรอิสระและตัวแปรตามก็ได้ ดังนี้ ตัว แปรตาม เช่น ผลการเรียนรู้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เจตคติ ทักษะการอ่าน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ตัวแปรอิสระ เช่น วิธีสอน การสอนโดย นวัตกรรมต่าง ๆ เช่น ชุดการเรียนรู้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หรือรูปแบบ การสอนแบบต่าง ๆ ฯลฯ นอกจากนี้อาจระบุสิ่งต่อไปนี้หากมีความจำเป็นที่จะทำ ให้ชื่อของการวิจัยมีความชัดเจน เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น คือ ประชากร สถานภาพ ของประชากร สถานที่ทำวิจัย และเวลาที่ทำวิจัย ตัวอย่างชื่อเรื่องการวิจัยที่ใช้แบบการวิจัยเป็นแบบการวิจัยที่มี กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแบบสุ่มและมีการเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการ ให้สิ่งทดลอง (Randomized Control Group Pretest-Posttest Design) ซึ่งจะ มีกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่ม คือกลุ่มทดลองที่เรียนโดยคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และกลุ่ม ควบคุมที่เรียนตามปกติ สามารถกำหนดชื่อเรื่องการวิจัย ดังนี้ "การเปรียบเทียบผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนที่เรียนโดยคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับการเรียน ตามปกติ ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนโนนสำราญ อำเภอบรบือ จังหวัด มหาสารคาม" จะเห็นว่า ในตัวอย่างจะมีครบทุกองค์ประกอบในการเขียนชื่อ เรื่อง กล่าวคือ ลักษณะของการวิจัย คือ "การเปรียบเทียบ" ตัวแปร คือ "ตัวแปร
91 อิสระ คือ การเรียน แยกเป็นการเรียนโดย "คอมพิวเตอร์ช่วยสอน" และ "การ เรียนตามปกติ" ส่วนตัวแปรตาม คือ "ผลการเรียน" ประชากรและสถานภาพ คือ "นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6" สถานที่ คือ "โรงเรียนโนนสำราญ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม" เวลา คือ "ปีการศึกษา 2564" สำหรับแบบการวิจัยกลุ่มเดียวเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลัง การได้รับสิ่งทดลอง (One Sample Group Pretest-Posttest Design) ซึ่งจะมี กลุ่มเดียวและเรียนโดยคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สามารถกำหนดชื่อเรื่องการวิจัย ดังนี้ "การศึกษาผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนที่เรียนโดยคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนโนนสำราญ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม" 2 . ใบรองปก เป็นกระดาษว่างเปล่า ซึ่งอาจใช้กระดาษที่มีสีหรือวัสดุ กระดาษที่อ่อนกว่ากระดาษส่วนที่เป็น เนื้อหาก็ได้ 3. ปกใน ใช้ข้อความเช่นเดียวกับปกนอก เพียงแต่กระดาษจะใช้ชนิด เดียวกับส่วนที่เป็นเนื้อหา และขนาดอักษรอาจมีขนาดเล็กกว่าปกนอก 4. หน้าอนุมัติจะมีในกรณีที่ต้องใช้การวิจัยนี้ประกอบการศึกษาหรือ ขอรับทุน การสนับสนุนการทำวิจัยซึ่งเป็นการรับรองว่ารายงานวิจัยนี้ส่วนหนึ่งของ การศึกษา หรือมีความถูกต้องได้มาตรฐานตามหลักวิชาเพียงพอที่จะรับทุน สนับสนุนหรือไม่ 5. กิตติกรรมประกาศหรือประกาศคุณูประการ ในหน้านี้จะเป็นการ กล่าวขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำวิจัยและทำให้งานวิจัยสำเร็จลุล่วงลง ด้วยดีและอาจกล่าวอุทิศให้ผู้มีพระคุณ 6. บทคัดย่อ นับเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการเขียนรายงานการวิจัยใน ส่วนหน้านี้ บทคัดย่อ มีไว้เพื่อให้ผู้อ่านรายงานการวิจัยได้ทราบการดำเนินการวิจัย และผลการวิจัยโดยย่อมักเขียนเพียง 1 หน้า หรือ 1-2 หน้าเท่านั้น โดย ส่วนประกอบสำคัญที่ต้องกล่าวถึงโดยย่อ ได้แก่ จุดมุ่งหมาย กลุ่มตัวอย่าง
92 เครื่องมือ สถิติที่ใช้ในการวิจัย และผลการวิจัยที่พบโดยอาจเขียนเป็นลักษณะ ความเรียงต่อเนื่องกันไม่ต้องมีเลขลำดับหัวข้อยกเว้นผลการวิจัย 7. สารบัญ จะเขียนไม่แตกต่างจากตำราหรือหนังสือเรียนทั่วไป โดยจะ ระบุส่วนสำคัญของส่วนหน้า และบทที่และชื่อบท และหัวข้อสำคัญและหัวข้อรอง ตามจำเป็น ส่วนหน้าอาจใช้ตัวอักษรบอกหน้าแทนตัวเลข ส่วนเนื้อหา และส่วน หลังจะใช้ตัวเลขบอกหน้าต่อเนื่องกันไป 8. สารบัญตาราง เป็นการเขียนคล้ายกับสารบัญแต่มีเพียงลำดับตาราง ชื่อตาราง และ เลขหน้า เท่านั้น 9. บัญชีภาพประกอบ เป็นการเขียนคล้ายกับสารบัญและสารบัญตาราง และเป็นการบอกลำดับภาพประกอบ ชื่อภาพประกอบ และเลขหน้า การเขียนรายงานการวิจัยส่วนเนื้อหา 1. บทที่ 1 บทนำ 1.1 ภูมิหลัง หรือความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหา การวิจัย เป็นหัวข้อที่ให้ผู้อ่านทราบความสำคัญหรือความเป็นมาที่ต้องทำการวิจัย และเหตุผลที่ใช้ในการกำหนดกรอบแนวความคิดในการวิจัย ประชากร เครื่องมือ และลักษณะของการวิจัยโดยทั่วไปจะเขียนจากภาพกว้างไปยังจุดที่จะทำการวิจัย และจะกล่าวถึงประเด็นสำคัญดังนี้ 1.1.1 ความสำคัญของการศึกษา ระดับการศึกษา และ วิชาที่จะทำการวิจัย สิ่งที่สังคมคาดหวัง เช่น พฤติกรรมของผู้เรียน คุณลักษณะที่ พึงประสงค์ ความรู้ความสามารถของผู้เรียน เป็นต้น 1.1.2 สภาพที่เป็นจริงของนักเรียนในระดับประเทศ (กว้าง ๆ ทั่วไป) และในห้องเรียนของครูผู้วิจัย อาจนำเสนอในรูปตาราง 1.1.3 ปัญหา ความรุนแรง หรือการกระจายตัวของ ปัญหา เป็นการ เปรียบเทียบสิ่งที่สังคมคาดหวังกับสภาพที่เป็นจริง และให้เหตุผล ว่าหากไม่แก้ไขแล้วจะทำให้ก่อให้เกิดปัญหาใดตามมาบ้าง
93 1.1.4 เสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหา เช่น การจัด กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีควรจะเป็นอย่างไร ลักษณะสำคัญของการจัดบรรยากาศ ห้องเรียน สื่อวัสดุอุปกรณ์หรือกระบวนการวัดผลและประเมินผล ควรเป็นอย่างไร เป็นต้น แล้วจึงแนะนำนวัตกรรมหรือวิธีการแก้ที่ผู้วิจัยจะทดลองสร้างหรือ แก้ปัญหา ว่ามีคุณสมบัติดังกล่าวอย่างไร โดยอาจเสนอแนวคิด ทฤษฎีพอสังเขป และผลการวิจัยที่มีผู้ทำวิจัยผ่านมาแล้วได้ผลดีอย่างไร 1.1.5 สรุป เหตุผล ความสนใจ และประโยชน์ที่จะ เกิดขึ้นโดยให้กล่าวเพียงเล็กน้อย 1.2 จุดมุ่งหมายของการวิจัย หรือวัตถุประสงค์ของการวิจัย หรือความมุ่งหมายของการวิจัย การเขียนจุดมุ่งหมายของการวิจัยนี้เป็นเสมือน คำถามของการวิจัย หรือกิจกรรมที่จะทำในการวิจัยมีลักษณะการเขียนสอง ลักษณะคือ เขียนเป็นประโยคคำถามและประโยคบอกเล่า โดยที่นิยมเขียนเป็น ประโยคบอกเล่ามากกว่า จุดมุ่งหมายจะเขียนถึงกิจกรรมที่จะดำเนินการในการ วิจัย เช่น การสร้าง หรือพัฒนา การตรวจสอบประสิทธิภาพหรือผลการแก้ปัญหา ซึ่งอาจจะเป็นการเปรียบเทียบด้วยก็ได้ ตัวอย่างจุดมุ่งหมายการวิจัย 1) เพื่อสร้างคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ชั้น ประถมศึกษาปีที่6 2) เพื่อหาประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนกับก่อน เรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดย คอมพิวเตอร์ช่วยสอน 4) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียน โดยคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับเกณฑ์(ร้อยละ 80)
94 5) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนวิชา คณิตศาสตร์เรื่อง เศษส่วนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กับที่เรียนตามปกติ 6) เพื่อศึกษาความคิดเห็นที่มีต่อการเรียน วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง เศษส่วนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 7) เพื่อเป รียบ เทียบ ความคิดเห็นที่มีต่อการเรียนวิชา คณิตศาสตร์เรื่อง เศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยคอมพิวเตอร์ช่วย สอนกับเกณฑ์ระดับมาก (4.00 ขึ้นไป) 1.3 สมมติฐานการวิจัย สมมติฐานของการวิจัยคือคำตอบของการ วิจัย หรือผลการวิจัย ที่คาดว่าจะได้รับซึ่งจะต้องสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของ การวิจัยที่ถือว่าเป็นคำถามของการวิจัย ดังตัวอย่าง ตัวอย่างสมมติฐานการวิจัย 1) คอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องเศษส่วน ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 มีประสิทธิภาพของกระบวนการและของผลลัพธ์ เป็น 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง เศษส่วนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 ที่เรียนโดยคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดย คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เท่ากับหรือสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 80) 4) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สูงกว่าที่ เรียนตามปกติ 5) ความคิดเห็นที่มีต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง เศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเท่ากับสูงกว่า ระดับมาก (ค่าเฉลี่ยมากกว่า 4.00)
95 1.4 ขอบเขตของการวิจัย ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึง ประชากร กลุ่มตัวอย่างคร่าว ๆ ตลอดทั้งเนื้อหาขอบข่ายของการวิจัย ตัวแปรที่ใช้ในการ วิจัยซึ่งอาจมีทั้งตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม นอกจากนี้ยังอาจระบุช่วงวันเวลา และสถานที่ที่ใช้ในการวิจัย 1.5 ข้อตกลงเบื้องต้นของการวิจัย ในการวิจัยบางครั้งต้องมี ข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อให้ผู้อ่านการวิจัยยอมรับข้อตกลงบางอย่างโดยไม่ต้องพิสูจน์ เช่น ข้อตกลงเกี่ยวกับการตอบแบบสอบถามของกลุ่มตัวอย่างไม่มีการชี้นำตอบ ตามความคิดเห็นของตนเองอย่างแท้จริง เป็นต้น 1.6 ข้อจำกัดของการวิจัย ในการดำเนินการวิจัยมีบางครั้งที่มี ข้อจำกัดไม่สามารถดำเนินการตามขั้นตอนได้ในทุกขั้นตอน อาจระบุไว้ในรายงาน การวิจัยหัวข้อนี้ เช่น การเก็บข้อมูล การตัดไม้ในเขตกัมพูชาสามารถเก็บได้กับ พนักงานขนส่งไม้ในเขตไทยเท่านั้นไม่สามารถเก็บข้อมูล ได้ในเขตกัมพูชา เป็นต้น 1.7 ความสำคัญของการวิจัยหรือประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ในหัวข้อนี้จะ กล่าวว่าได้อะไรหรือทราบอะไรจากการวิจัยนี้และจะเป็น ประโยชน์ต่อใคร ที่ไหน อย่างไร เมื่อทำการวิจัยเสร็จสิ้น ตัวอย่างเช่น ตัวอย่างความสำคัญของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้จะทำให้ได้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้ครูได้ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อ ส่งเสริมความรู้และทักษะทางคณิตศาสตร์เป็นอย่างดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะ ทำให้ทราบว่าการเรียนการสอนโดยคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้จะทำให้ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูงกว่าการเรียนตามปกติและนักเรียน มีความเห็นว่าควรใช้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือไม่ อันจะช่วยให้ครูได้กำหนดวิธีการจัดกิจกรรมเรียนรู้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป และยังเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในวิชาอื่น ชั้นอื่น ของครู อาจารย์ หรือ ผู้เกี่ยวข้องกับการให้การศึกษาอบรม ต่อไป
96 2. บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการวิจัย ผู้วิจัย ได้ทำการศึกษา ค้นคว้าและทบทวนเอกสารและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อ ประกอบการกำหนดประเด็นปัญหา จุดมุ่งหมาย สมมติฐานและวิธีดำเนินการวิจัย ให้ผู้วิจัย ศึกษาค้นคว้า รวบรวม จากต้นตอของฉบับจริง แล้วเรียบเรียงเชิงบูรณา การและสรุปไม่ลอกเอกสารเล่มใดเล่มหรือหลายเล่มเพราะจะเป็นการขาด จริยธรรมทางวิชาการซึ่งท่านอาจจะถูกฟ้องร้องข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ของทรัพย์สิน ทางปัญญาได้ดังจะเสนอตามหัวข้อต่อไปนี้ 2.1 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการวิจัยนั้นจะต้อง หาความรู้ความจริงใหม่ดังนั้นก่อนดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยจึงต้องศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นพื้นฐานความรู้เดิม อันจะนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ 2.2 ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1.1 ผลงานวิจัยในประเทศ ผู้วิจัยจะต้องศึกษา ค้นคว้าผลงาน คนอื่น เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับหัวข้อวิจัยอื่น ควร เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องและทำการวิจัยมาแล้ว ไม่เกิน 5 ปี ให้เขียนเฉพาะ สาระสำคัญของการวิจัย 2.1.2 ผลงานวิจัยต่างประเทศ ผู้วิจัยจะต้องศึกษา ค้นคว้าเรื่องที่เกี่ยวข้องและทำการวิจัยในต่างประเทศเพื่อให้การดำเนินการวิจัยมี ความทันสมัย และรู้เท่าทัน การเปลี่ยนแปลงของโลก งานวิจัยที่ศึกษาควร ดำเนินการวิจัยมาแล้วไม่เกิน 5 ปี 3. บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 3.1 ประชากร ให้เขียนเช่นเดียวกับบทที่ 1 3.2 กลุ่มตัวอย่าง ให้มีรายละเอียดมากขึ้นกว่าบทที่ 1 โดยเพิ่ม รายละเอียดของการเลือกกลุ่มตัวอย่าง เหตุผลในการเลือกกลุ่มตัวอย่าง ขนาดของ กลุ่มตัวอย่าง และวิธีการสุ่มตัวอย่าง โดยเขียนขั้นตอนในการสุ่มอย่างละเอียด
97 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยจะมีสอง กลุ่ม คือ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองและเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยปกติให้เขียนถึงสิ่งสำคัญ 2 อย่างดังนี้ 3.3.1 ลักษณะและรายละเอียดของเครื่องมือ จะต้องบอกเป็นอะไร ประเภทใดมีองค์ประกอบหรือส่วนประกอบอย่างไรบ้าง มี จำนวนเท่าใด พร้อมทั้ง เสนอตัวอย่างในส่วนที่สำคัญ ด้วย 3.3.2 วิธีการสร้างและตรวจสอบคุณภาพ จะต้องเสนอ วิธีการและขั้นตอนของการสร้างอย่างละเอียด อ้างอิงทฤษฎีหรือแนวคิดเกี่ยวกับ การสร้างเครื่องมือประเภทนั้น ๆ นอกจากนี้ยังต้องเสนอวิธีการและขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพ ของเครื่องมือ ทุกอย่าง รวมทั้งเสนอผลการตรวจสอบคุณภาพด้วย 3.4 ขั้นตอนการทดลอง การเขียนขั้นตอนการทดลองนี้จะต้อง ระบุ แบบการวิจัย (Research Design) ว่าเป็นแบบใด พร้อมทั้งเสนอแบบจำลอง ของแบบวิจัยด้วย แล้วจึงเสนอลำดับขั้นตอนในการดำเนินการทดลองอย่าง ละเอียด 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลนี้ ผู้วิจัยจะต้อง เสนอขั้นตอนของการวิเคราะห์ซึ่งมักจะแบ่งเป็นสองส่วน คือ การวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย และการวิเคราะห์เพื่อสรุป ผลการวิจัย 3.5.1 การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตรวจสอบคุณภาพ ของเครื่องมือ เช่น การหาค่า ความยาก ค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบ ค่า ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ เป็นต้น 3.5.2 การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการสรุปผลการวิจัย ได้แก่ สถิติพรรณนา เช่น ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นต้น สถิติทดสอบสมมติฐาน เช่น การทดสอบที(t-test) การทดสอบเอฟ (F-test) เป็น ต้น
98 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยจะต้องระบุว่าจะทำการ วิเคราะห์ด้วยมือหรือใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ใดในการวิเคราะห์ข้อมูล และหาก วิเคราะห์ด้วยมือจะใช้สูตรสถิติใด ต้องเสนอสูตรและอ้างอิงเอกสารเกี่ยวกับสถิติที่ ใช้ด้วย ส่วนการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์อาจจะไม่เสนอสูตรก็ได้แต่ ต้องบอกว่าวิเคราะห์ด้วยวิธีใด รายการหรือรายการย่อยใด (Menu or Sub Menu) และเลือกตัวเลือก (Option) ใดบ้าง 4. บทที่4 ผลการวิจัย ในบทที่ 4 นี้ จะมีการเสนอผลการวิจัยเป็นประเด็นสำคัญ แต่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและง่ายต่อการอ่านผลการวิจัย ผู้วิจัยมักจะเสนอสัญลักษณ์ ในการเสนอผลการวิจัย และขั้นตอนการเสนอผลการวิจัย ก่อนแล้วจึงเสนอ ผลการวิจัย 4.1 สัญลักษณ์ในการเสนอผลการวิจัย ตัวอย่างการเขียนสัญลักษณ์ในการเสนอ ผลการวิจัย ตัวอย่างสัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิจัย สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิจัย มีความหมายดังนี้ E1/ E2 แทน ค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม E1 แทน ค่าประสิทธิภาพแห่งกระบวนการ E2 แทน ค่าประสิทธิภาพแห่งผลลัพธ์ X แทน ค่าเฉลี่ย S แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง t แทน ค่าสถิติจากการแจกแจงแบบที df แทน ชั้นแห่งความเป็นอิสระ ** แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
99 4.2 ขั้นตอนการนำเสนอผลการวิจัย ในหัวข้อนี้ผู้วิจัย จะต้องเขียนลำดับขั้นตอนของการเสนอผลการวิจัย ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นตอน หรือเป็นลำดับข้อก็ได้โดยปกติมักนำเสนอผลการทดสอบประสิทธิภาพของ นวัตกรรม แล้วจึงเสนอผลการวิจัยที่ต้องการพรรณนาลักษณะ ของกลุ่มตัวอย่าง และผลการวิจัยที่เป็นการทดสอบสมมติฐาน ดังตัวอย่างการนำเสนอ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากสูตรด้วยมือ 4.3 ผลการวิจัย การเสนอผลการทดสอบประสิทธิภาพของ นวัตกรรม (E1/E2) ตารางที่ 2 ประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก า ร ประเมิน N คะแนนเต็ม คะแนนรวม X ร้อยละ ร ะ ห ว่ า ง เรียน 20 50 874 43.70 87.40 หลังเรียน 20 50 844 42.20 84.40 จากตาราง 2 ผลการวิเคราะห์ พบว่า ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 87.40/84.40 จะเห็นว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ที่ สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80 " การเสนอผลวิจัยที่เป็น พรรณนาและการทดสอบสมมติฐาน ตารางที่ 3 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนกับก่อนเรียน ของนักเรียนที่เรียนโดย คอมพิวเตอร์ช่วยสอน