กฎหมายครู
กฎหมายเกี่ยวกับครูและการศกึ ษา
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณใ นพระบรมราชูปถัมภ
กฎหมายไทย?
วิวฒั นาการการศกึ ษา?
กฎหมาย คือ กฎเกณฑ คําสัง่ หรือขอบงั คับทถ่ี กู จดั ตงั้ ข้นึ โดยรัฐหรอื ผู
มีอาํ นาจสูงสุด
ลาํ ดับชนั้ ของกฎหมายในประเทศไทย
1.กฎหมายแมบททม่ี ีศักดิส์ งู ท่ีสดุ
ไดแ ก รฐั ธรรมนญู
2.กฎหมายทีร่ ฐั ธรรมนญู ทใ่ี หอ าํ นาจแกฝายนิตบิ ญั ญตั หิ รือฝายบรหิ ารเป็น
คนออก
ไดแ ก ประมวลกฎหมาย
พระราชบญั ญัติ
พระราชกาํ หนด
3.กฎหมายทฝ่ี ายบรหิ ารเป็นผูออก
ไดแ ก พระราชกฤษฎกี า
กฎกระทรวง
4.กฎหมายทีอ่ งคก ารปกครองสว นทองถิน่
ไดแก เทศบัญญตั ิ
ขอ บญั ญตั จิ งั หวัด
ขอ บังคับสุขาภบิ าล
ขอ บญั ญัตกิ รงุ เทพมหานคร
ขอบัญญัตเิ มอื งพัทยา
วิวัฒนาการการศึกษาไทยสมัยโบราณ
(พ.ศ.1780-2411)
1.1 การศึกษาไทยสมัยกรงุ สุโขทัย (พ.ศ.1781-1921)
ปรากฏอยใู นศิลาจารึกพอขุนรามคําแหงเรียกกนั วา กฎหมายสีบ่ ท
ไดแก 1.บทเร่ืองมรดก
2.บทเร่อื งท่ดี ิน
3.บทวิธพี จิ ารณาความ
4.บทลกั ษณะฎกี า
1.2 การศึกษาไทยสมัยกรุงศรอี ยธุ ยา (พ.ศ.1893-2310)
พระมหากษตั ริยในยคุ นัน้ ไดส รา งกฎหมาย ซ่ึงเรียกวา พระราชศาสตร
1.3 การศึกษาไทยสมยั กรุงธนบุรแี ละกรงุ รตั นโกสนิ ทรต อนตนั้
(พ.ศ.2311-2411)
-เกิดในรัชกาลที1่ มกี ารชาํ ระกฎหมายข้นึ มาใหมใ นคมั ภรี
พระธรรมศาสตร
-เกดิ กฎหมายตราสามดวง ประกอบดว ย
1.ตราพระราชราชสีห - สมหุ นายก
2.ตราพระคชสหี - สมุหพระกลาโหม
3.ตราบวั แกว - เจา พระยาพระคลัง
การปฏริ ปู การศึกษาไทย หมายถึง การปรับปรงุ เปล่ียนแปลง
แกไขใหดขี ้นึ
ประเทศไทยมีการปฏิรปู การศกึ ษามาแลว 4 ครัง้
ครัง้ ท่1ี เกดิ ในสมยั ลนเกลารัชกาลที5่ เพ่อื มุงสรา งความทนั สมัยและ
ธํารงความเป็ นเอกราชของชาติ
ครงั้ ท่ี2 เกิดเม่อื พ.ศ.2520 หลงั เหตกุ ารณ 14 ตุลาคม 2516 เพ่ือมุง
สรางการศึกษาเพ่ือชีวิตและสังคม
ครัง้ ท่ี3 เกดิ ข้ึนเม่อื พ.ศ.2542 มีการตราพระราชบัญญัติการศกึ ษา
แหง ชาติพุทธศักราช 2542 แกไ ขเพมิ่ เติม(ฉบับท2ี่ ) 2545 มงุ สรา ง
สังคมแหง การเรียนรูใ นกระแสโลกาภิวตั น ควบคกู ับการยึดหลัก
เศรษฐกิจพอเพยี งเพ่ือพฒั นาที่ยัง่ ยืน
ครัง้ ท่4ี เกดิ ข้นึ เม่อื พ.ศ.2562มงุ เน นการพัฒนาคุณภาพและ
มาตรฐานกรศกึ ษาโดยการดพมิ่ โอกาสทางการศึกษาและการเรยี นรู สง
เสริมการมสี วนรวม ของทกุ ภาคสว น เพ่อื ใหค นไทยไดเ รียนรูต ลอด
ชีวิต ทัง้ ในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศยั อยา งมีคุณภาพ และเทา
เทยี มกนั นทกุ ประเภทการศึกษา
สถานศกึ ษา
ความหมายและคําจาํ กัดความ
สถานศึกษา หมายความวา สถานพัฒนาเด็กปฐมวยั โรงเรยี น ศูนยการ
เรยี น วทิ ยาลยั สถาบนั มหาวทิ ยาลยั หนวยงาน
การศกึ ษาหรอื หนวยงานอ่ืนของรฐั หรอื ของเอกชน ที่มีอํานาจหน าทห่ี รือมี
วตั ถปุ ระสงคในการจัดการศกึ ษา
การศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน หมายความวา การศึกษากอ นระดับอดุ มศกึ ษา
การศกึ ษาตลอดชวี ติ หมายความวา การศึกษาทเี่ กดิ จากการผสมผสาน
ระหวา งการศึกษาในระบบการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตาม
อธั ยาศัยเพ่อื ใหสามารถพัฒนาคณุ ภาพชีวิตไดอยางตอเน่ืองตลอดชีวิต
สถานศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน หมายความวาสถานศกึ ษาที่จัดการศึกษาขนั้ พ้นื
ฐาน
ผูบริหารสถานศึกษา หมายความวา บคุ ลากรวชิ าชพี ที่รบั ผิดชอบการ
บรหิ ารสถานศึกษาแตล ะแหงทงั้ ของรฐั และเอกชน
ผูบริหารการศกึ ษา หมายความวาบคุ ลากรวิชาชพี ทีร่ บั ผดิ ชอบการ
บริหารการศกึ ษานอกสถานศกึ ษา
ตงั้ แตร ะดับเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาข้นึ ไป
การจัดการศกึ ษา
การจัดการศกึ ษามี3 รปู แบบ คอื การศึกษาในระบบ
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั
การศกึ ษาในระบบ : การศึกษามกี าํ หนดจดุ มุง หมาย วธิ กี ารศกึ ษา
หลักสตู ร ระยะเวลาการศึกษา ประเมินผล
การศึกษานอกระบบ : การศกึ ษามีกาํ หนดจดุ มงุ หมายความตอ งการ
ของบุคคลเเตละกลุม
การศึกษาอธั ยาศยั : เป็นการศกึ ษาใหผ ูเรยี นเรียนทต่ี นเองสนใจดว ย
ศักยภาพความพรอ มเเละโอกาส โดยศึกษาจากบคุ คล ประสบการณ สงั คม
สภาพแวดลอม ส่ือ หรือแหลง ความรอู ่ืนๆ
คณะกรรมการสถานศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน
ไมบังคับใชแกสถานศกึ ษาตาม มาตรา18(1)และ(3)
1.ใหมคี ณะกรรมการสถานศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน
2.สถานศึกษาระดับอุดมศกึ ษาระดับต่าํ กวาปรญิ ญา
3.สถานศกึ ษาอาชีวศึกษา
ทําหน าที่ กํากับสง เสรมิ สนับสนุนกจิ การของสถานศกึ ษา
จาํ นวนคณะกรรมการตามกฎกระทรวง
1. สถานศึกษาขนาดเล็กจํานวนนักเรียนไมเ กิน 300
คนใหจาํ นวน 9คน
2. สถานศกึ ษาขนาดใหญจํานวนนักเรียน 301 คนข้นึ ไป
ใหจ ํานวน 15 คน
สถานศึกษาฐานะนิติบคุ คล
นิตบิ คุ คล หมายถงึ องคกรหรอื คณะบุคคล ช่ือกฎหมายสมมติใหเป็น
บคุ คล มีสิทธิและหน าท่ีท่ีกาํ หนดไวต ามกฎหมาย
นิติบคุ คลแบงออกเป็น 2 ประเภท
1. นิตบิ ุคคลกฎหมายเอกชน
2. นิตบิ คุ คลกฎหมายมหาชน
ดงั นัน้ สถานศกึ ษาท่เี ป็นนิติบคุ คลจงึ หมายถึงโรงเรยี นในสงั กดั สาํ นักงาน
เขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษากฎหมายยอมรับใหส ามารถใหกระทํากจิ กรรมตา งๆ ได
ดว ยตนเองภายในขอบวตั ถุประสงคมสี ทิ ธิและหน าที่
อาํ นาจหนาท่ขี องสถานศึกษาท่ีเป็ นนิติบุคคล
ตามหลักกฎหมายมหาชน
ใหก ระทรวงกระจายอํานาจการบรหิ ารและกาจัดการศึกษาทงั้ ดาน
วชิ าการ งบประมาณ การบริหารงานบคุ คลและการบรหิ ารทวั่ ไปไปยงั คณะ
กรรมการและสาํ นักงานเขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษา และสถานศึกษาในเขตพ้ืนที่
การศกึ ษาโดยตรง(SMB)
วตั ถุประสงคข องสถานศึกษาท่ีเป็ นนิติบุคคล
1. เพ่อื ใหสถานศึกษาจัดการศึกษาอยางเป็นอิสระคลองตวั มี
ประสทิ ธภิ าพตามหลักการการกระจายอาํ นาจ
การบริหารท่ใี หโ รงเรียนเป็นฐาน
2. เพ่ือใหการจัดการศึกษาเป็นไปเพ่ือพฒั นาคนไทยใหเ ป็นมนุษยท ี่
สมบูรณและสามารถอยรู ว มกับผอู ่ืนไดอ ยา งมคี วามสุข
หนวยงานท่กี าํ กบั ดูแลเก่ียวกบั ครู
กระทรวงศกึ ษาธิการ:
วันกอ ตงั้ 1 เมษายน พ.ศ. 2435
วตั ถปุ ระสงค
-สงเสริมการศกึ ษาใหกบั ประชาชนอยางทวั่ ถึงและเทา
เทยี ม
-สรา งความเสมอภาคและโอกาสทางการศกึ ษา
-สงเสรมิ ใหห นวยงานตาง ๆไดม สี วนรวมทางการศกึ ษา
-สงเสริมการศกึ ษาวชิ าชีพใหเ อกชนมีสว นรว มในการ
ศึกษา
องคก ารมหาชน :
องคการมหาชนตามพระราชบัญญตั ิองคก ารมหาชน พ.ศ. 2542
-โรงเรียนมหดิ ลวิทยานสุ รณ
-สถาบนั ทดสอบทางการศึกษาแหงชาติ
(องคการมหาชน)
-สาํ นักงานรับรองมาตรฐานและประเมนิ คุณภาพการ
ศกึ ษา(องคก ารมหาชน)
องคการมหาชนตามพระราชบัญญัติเฉพาะ
-คุรสุ ภา
-สาํ นักงานคณะกรรมการสง เสรมิ สวสั ดกิ ารและ
สวัสดภิ าพครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา(สกสค.)
คุรสุ ภา :
-กอ ตัง้ วันท่ี 12 มิถนุ ายน พ.ศ. 2546
-มชี ่ือทางการวา สภาครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา
-ปัจจบุ นั คุรสุ ภามีฐานะเป็นหนวยงานของรัฐ(นิตบิ คุ คล)
ประเภทองคก ารมหาชนทจี่ ัดตงั้ ตามพระราชบญั ญตั ิเฉพาะ
วตั ถุประสงค
•กําหนดมาตรฐานวชิ าชพี ออกและเพิกถอนใบอนญุ าตประกอบวชิ าชีพ
กาํ กบั ดูแลการปฏิบตั ติ ามมาตรฐานวชิ าชพี และจรรยาบรรณวชิ าชีพ
•กาํ หนดนโยบายและแผนพฒั นาวิชาชพี
อาํ นาจหนาท่ขี องครุ ุสภา
1. กําหนดมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวชิ าชีพ
2. ควบคุมความประพฤติและการดาํ เนินงานของผูป ระกอบวชิ าชพี ทางการ
ศึกษาใหเ ป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชพี
3. ออกใบอนญุ าตใหแ กผูขอประกอบวิชาชพี
4. พักใชใ บอนุญาตหรอื เพิกถอนใบอนุญาต
5.สนับสนนุ สงเสรมิ และพัฒนาวิชาชพี ตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยา
บรรณของวิชาชพี
6. สงเสรมิ สนับสนนุ ยกยองและผดงุ เกียรติผูป ระกอบวชิ าชีพทางการ
ศกึ ษา
7. รบั รองปริญญา ประกาศนียบัตรหรือวฒุ ิบัตรของสถาบันตาง ๆ ตาม
มาตรฐานวิชาชีพ
8. รับรองความรแู ละประสบการณทางวิชาชพี รวมทัง้ ความชํานาญในการ
ประกอบวชิ าชพี
9.สง เสรมิ การศกึ ษาและการวิจัยเก่ียวกบั การประกอบวิชาชพี
10.เป็นตวั แทนผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของประเทศไทย
11. ออกขอบังคบั ครุ สุ ภาวาดว ย
-(ก) การกาํ หนดลักษณะตองหา มมาตรา 13
-(ข) การออกใบอนญุ าต อายุใบอนุญาต การพักใชใ บอนญุ าต การเพกิ ถอน
ใบอนุญาต และการรับรองความรู
ประสบการณทางวิชาชพี ความชาํ นาญในการประกอบวิชาชพี
-(ค) หลักเกณฑและวิธีการในการขอรับใบอนญุ าต
-(ง) คณุ สมบัติและลักษณะตอ งหามของผูขอรับใบอนญุ าต
-(จ)จรรยาบรรณของวิชาชีพและการประพฤตผิ ดิ จรรยาบรรณอนั จะนํามา
ซ่ึงความเส่ือมเสยี เกยี รติศักดิ์
แหง วชิ าชพี
-(ฉ) มาตรฐานวชิ าชีพ
-(ช) วิธีการสรรหา การเลือก การเลอื กตงั้ และการแตง ตัง้ คณะกรรมการคุรุ
สภาและคณะกรรมกรรมการมาตรฐานวิชาชพี
- (ซ) องคประกอบ หลักเกณฑ วิธกี ารคัดเลือกคณะกรรมการสรรหา
- (ฌ) หลกั เกณฑและวธิ กี ารสรรหาเลขาธกิ ารครุ สุ ภา
-(ญ) การใด ๆ ตามทก่ี าํ หนดในพระราชบัญญัตินี้
12.ใหคาํ ปรกึ ษาหรอื เสนอแนะตอ คณะรัฐมนตรีเกี่ยวกบั นโยบายหรอื ปัญหา
การพัฒนาวิชาชพี
13.ใหค าํ แนะนําหรอื เสนอความเห็นตอ รัฐมนตรเี ก่ียวกับการประกอบ
วชิ าชพี หรือการออกกฎกระทรวง
ระเบยี บ และประกาศตาง ๆ
14. กาํ หนดใหมคี ณะกรรมการเพ่ือกระทําการใด ๆอนั อยใู นอํานาจหน าท่ี
ของคุรุสภา
15.ดาํ เนินการใหเป็นไปตามวัตถปุ ระสงคข องครุ ุสภา ขอบงั คับของครุ สุ ภา
ตาม (11) นัน้ ตอ งไดร บั ความเหน็ ชอบจากรัฐมนตรี และเม่อื ไดป ระกาศใน
ราชกจิ จานุเบกษาและใหใชบ ังคับได
สํานักงานเลขาธิการคุรสุ ภา
หนาท่ี :
พระราชบญั ญตั ิสภาครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 มาตรา
34กาํ หนดใหสํานักงานเลขาธิการครุ ุสภามหี น าท่ี ดงั นี้
1. รับผดิ ชอบเก่ยี วกบั การดําเนินงานของครุ ุสภาซ่ึงมอี าํ นาจหน าท่ี
กําหนดมาตรฐานวิชาชีพออกและเพิกถอนใบอนุญาต
ประกอบวิชาชีพ กํากบั ดแู ลการปฏบิ ัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณ
วิชาชพี และการพฒั นาวชิ าชีพ
2. ประสานและดาํ เนินการเก่ยี วกบั กจิ การอ่ืนท่ีครุ ุสภามอบหมาย
3. จัดทํารายงานประจาํ ปีเก่ยี วกบั การดําเนินงานเสนอตอคุรุสภา
การดําเนินงานของสํานักงานเลขาธิการครุ สุ ภา นอกจากนี้ยังมหี น าท่ดี งั ตอ
ไปนี้
บรหิ ารกจิ การของสํานักงานเลขาธิการครุ ุสภาใหเ ป็นไปตามกฎหมาย
วัตถปุ ระสงคของครุ สุ ภา ระเบยี บ ขอ บังคบั ขอ กําหนดนโยบาย มติ
และประกาศของคณะกรรมการคุรสุ ภา
ดูแลรกั ษาทะเบยี นผไู ดรับใบอนญุ าต
ควบคมุ ดูแลทรัพยสินของคุรสุ ภา
เสนอรายงานประจําปีเกี่ยวกบั ผลการดําเนินงานดานตา งๆ ของ
สํานักงานเลขาธิการครุ ุสภารวมทัง้ รายงานการเงิน
และบัญชี ตลอดจนแผนดาํ เนินงาน แผนการเงินและงบประมาณของปีตอ
ไป ตอ คณะกรรมการคุรสุ ภาเพ่อื พจิ ารณา
เสนอความเหน็ เกีย่ วกับการปรับปรงุ กิจการและการดําเนินงานใหม ี
ประสิทธิภาพและเป็ นไปตามวัตถุประสงคของ
ครุ ุสภาตอ คณะกรรมการครุ สุ ภา
ใบอนญุ าตปฎิบัติการสอนและใบประกอบวชิ าชพี ครู
ใบอนญุ าตปฎิบตั กิ ารสอน
ใบอนุญาตปฎบิ ัตกิ ารสอนเป็นหลักฐานที่แสดงถึงคุณสมบตั ขิ องผู
ถอื วามีเฉพาะมาตรฐานความรูวิชาชีพครตู ามขอบงั คับคุรสุ ภา มีสิทธิ
ประกอบวชิ าชีพครูโดยอยใู นความควบคุมของผปู ระกอบวิชาชีพทางการ
ศกึ ษาไดจากการสาํ เร็จการศึกษาในหลกั สตู รทไ่ี ดรับการรบั รองมาตรฐาน
ความรวู ชิ าชีพครูที่
ครุ ุสภารับรอง
ตอ งเป็นผูมมี าตรฐานความรูว ชิ าชีพครคู รบทัง้ 9 มาตรฐานแลว แต
ไมม ีประสบการณสอนในสถานศึกษาระดับการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐานจะมสี ทิ ธิไ์ ด
รบั ใบอนุญาตปฏบิ ตั กิ ารสอน เม่ือมปี ระสบการณการณและตองสอนใน
สถานศึกษาระดบั การศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐานครบ เป็นเวลา 1 ปี จึงสามารถใหผู
บริหารสถานศึกษาประเมนิ การปฏิบตั ิการสอนเพ่อื เป็นหลกั ฐานประกอบ
การย่นื ขอข้ึนทะเบียนรับใบอนญุ าตประกอบวชิ าชีพครูตอไปได
โดยใบอนุญาตปฏบิ ตั กิ ารสอนมีอายุ 2 ปี นัน่ คอื ใชแ ลว 2 ปี ตอ ได
อีก 1 ครงั้
จากนัน้ พอครบอายุ อีก 2 ปี รวมเป็น 4 ปีแลว ไมส ามารถตอ อีกได ดงั นัน้
ภายในเวลา 4 ปี จะตอ งขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครใู หได
วธิ ีการ : เม่อื ทานมใี บอนญุ าตปฏบิ ตั กิ ารสอน จะตอ งรบี หาท่ีฝึกสอน หาก
สอนครบ 1 ปี แลวใหผอู าํ นวยการ + ครูพเี่ ลีย้ งอกี 2 คน แตไมเกิน 4 คน
ประเมนิ ในแบบประเมนิ การสอนในสถานศกึ ษาจากนัน้ ก็ใหย ่ืนขอใบ
อนุญาตประกอบวิชาชีพครู ทคี่ ุรสุ ภา
ใบประกอบวิชาชพี ครู
ใบอนญุ าตทอ่ี อกใหแ กค รซู ่ึงเป็นผูประกอบวชิ าชีพหลกั ทางดานการ
เรียนการสอนและการสง เสริมการเรียนรขู องผเู รียนดวยวธิ กี ารตางๆ ใน
สถานศกึ ษาระดับปฐมวยั ขนั้ พ้ืนฐาน และอุดมศกึ ษาที่ต่ํากวาปริญญา ทัง้
ของรฐั และเอกชน และหลักฐานซ่งึ ออกใหผ ูม คี ณุ สมบตั ติ ามมาตรฐาน
ความรูและมาตรฐานประสบการณวิชาชีพทค่ี ุรุสภารบั รองมีสทิ ธิประกอบ
วิชาชีพครูซ่งึ เป็นวิชาชพี ควบคมุ ตามกฎหมาย
ประเภทใบประกอบวชิ าชีพครู
1.ใบประกอบวชิ าชีพครู ผทู ดี่ ํารงตาํ แหนงครู
2.ใบประกอบวชิ าชีพผบู รหิ ารสถานศกึ ษา
3.ผูอาํ นวยการสถานศึกษา รองผูอาํ นวยการสถานศึกษา
4.ใบประกอบวิชาชีพผบู รหิ ารการศกึ ษา
5.ผูอาํ นวยการสาํ นักงานเขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษา
6.รองผอู าํ นวยการสํานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษา
7.ใบประกอบวชิ าชีพบุคลากรทางการศกึ ษาอ่ืน
8. ศึกษานิเทศน
ผูมสี ิทธ์ขิ อขึน้ ทะเบยี นใบประกอบวิชาชีพ
1.ครู พนักงานครเู ทศบาล ขา ราชการครูกรุงเทพ
2.ผูบรหิ ารสถานศึกษา รองผูบริหารสถานศกึ ษา
3.ผชู วยบริหารศึกษา อาจารยใหญ ผชู วยอาจารยใหญ
4.ผบู ริหารการศึกษา
5.บคุ ลากรทางการศึกษา
บทบาทคุรสุ ภาในการกําหนดใบประกอบวิชาชีพ
คุรุสภาเรมิ่ มีการใหใ บประกอบวิชาชีพครูในปี พ.ศ. 2488
อํานาจในใบประกอบวิชาชีพ
- สามารถออกใบประกอบวิชาชพี ใหแ กผ ูป ระกอบวชิ าชีพ
- สามารถเพกิ ถอนและพักใชใบประกอบวิชาชีพได
หน าท่ี
- กาํ หนดมาตรฐานวิชาชพี
- ดแู ลรักษาทะเบียนผทู ี่ไดร ับใบประกอบวิชาชพี
- ออกคุณสมบัตติ างๆในการจะขอใบประกอบหรอื คุณสมบัตติ องหาม
คณุ สมบัติของผูท่ีจะขอรับใบประกอบวชิ าชีพ
1.อายไุ มต่ํากวา 20 ปีบรบิ รู ณ
2.มีวฒุ ิปริญญาทางการศกึ ษาท่คี รุ ุสภารับรอง
3.ผา นการปฎบิ ตั ิการสอนไมน อยกวา 1 ปี
4.ผา นเกณฑการประเมนิ ปฎิบตั กิ ารสอนทค่ี รุ สุ ภาเป็นคนกําหนด
อายุของใบประกอบวิชาชพี ครู
ใชไ ดเ ป็นเวลา 5 ปี นับตัง้ แตวนั ทีค่ ุรสุ ภาออกใบให
ลักษณะตอ งหามของผูทจ่ี ะขอรับใบประกอบวิชาชีพ
1.ไมเป็นผูป ระพฤตติ นเส่อื มเสีย
2.ตองไมเ ป็นเสมอื นคนไรความสามารถ
3.ตองเป็นผูไ มเ คยตองโทษจาํ คุก
การขอตอใบประกอบวิชาชีพ
ตอ งย่ืนคําขอตอเลขาธิการครุ ุสภาภายใน 180 วนั กอ นจะหมดอายุ
บทลงโทษทางวินั ย
บทลงโทษทางวินั ย
การลงโทษทางวินัยเป็นมาตรการหน่ึงในการรกั ษาวนิ ัยนอกเหนือจาก
การสง เสริมใหขาราชการมีวินัยโดยมวี ัตถุประสงคเ พ่อื เป็นการปราบปราม
มใิ หม ีการกระทําผิดวินัยและเพ่ือประสทิ ธิภาพในการปฏิบัตริ าชการ
หลกั เกณฑและวธิ กี ารลงโทษ
1. หามลงโทษผทู ไ่ี มม คี วามผิด
2. ตอ งลงโทษใหเ หมาะสมกบั ความผดิ
3. การลงโทษตองไมเป็นไปโดยพยาบาท อคติ โทสะจรติ
4. โดยปกติหามลงโทษโดยใหม ผี ลยอ นหลงั
โทษทางวินัย 5 สถาน
ตามมาตรา 96 แหงพระราชบัญญัตริ ะเบียบขา ราชการครแู ละบคุ ลากร
ทางการศึกษา พ.ศ.2547
1. ภาคทณั ฑ เชน มคี วามประพฤตทิ าํ นองชสู าว
2. ตดั เงนิ เดือน เชน นําทรัพยส นิ ขาราชการไปใชสวนตัว
3. ลดขัน้ เงินเดือน เชน ไมสนใจงาน ไมต รวจเอกสารใหรอบคอบ
ทําใหเกดิ การทจุ รติ
4.ปลดออก เชน ดูหมิน่ กลา วหารอ งเรยี นผอู ่นื ทําใหผูอ ่นื เสียหาย
รา ยแรง
5.ไลอ อก เชน ละทิง้ หน าท่ขี า ราชการ 16 วนั ข้นึ ไป
กรณี ตัวอยางกรณี ความผิดและระดับโทษ
มี 2 ระดบั :
1. ความผดิ ไมรายแรง : โทษภาคทณั ฑ ตดั เงินเดือน หรอื ลดเงนิ
เดือน ถา มเี หตอุ ันควรลดหยอนจะนํามาประกอบการพิจารณาลดโทษกไ็ ด
เชน ลงช่อื มา ปฏบิ ัตริ าชการแลวไมอ ยโู รงเรียน
2. ความผดิ วินัยอยางรายแรง : โทษปลดออกหรือไลอ อกตามความ
รา ยแรงแหง กรณีถา มเี หตุอันควรลดหยอนอาจลดหยอ นโทษไดแตต องไม
ต่ํากวา ปลดออก(มาตรา 99) เชน ไมไ ปสอนหนังสือติดตอ กันเกินกวา 15
วัน โดยไมม ีเหตุผลอันสมควร
โทษไมร า ยแรง
ผมู ีอาํ นาจสัง่ ลงโทษภาคทณั ฑ ตัดเงนิ เดือน หรอื ลดเงินเดือน พ.ศ.
2561 กาํ หนดไว ดงั นี้
1) ผอู ํานวยการสถานศกึ ษาหรอื ตาํ แหนงทเี่ รยี กช่ืออยา งอ่ืนท่มี ฐี านะเทียบ
เทา มอี ํานาจสงั่ ลงโทษภาคทัณฑ ตัดเงนิ เดือนหรือลดขัน้ เงนิ เดือนมีอาํ นาจ
สงั่ ลงโทษภาคทณั ฑหรือตัดเงินเดือนครัง้ หน่ึงไมเกิน 5 % เป็นเวลาไมเ กิน
1 เดือน
2) ผอู าํ นวยการสาํ นักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษา หรือตําแหนงทเี่ รียกช่อื อยาง
อ่นื ท่ีมฐี านะเทียบเทา อํานาจสงั่ ลงโทษภาคทัณฑ ตัดเงนิ เดอื นครงั้ หน่ึงไม
เกนิ 5 % เป็นเวลาไมเกนิ 2 เดอื น หรอื ลดขนั้ เงนิ เดอื น
ครัง้ หน่ึงไมเกิน 1 ขนั้
3) นายกรัฐมนตรใี นฐานะหัวหน ารัฐบาลรฐั มนตรีเจา สงั กดั ปลดั กระทรวง
เลขาธกิ าร อธิบดี
อธกิ ารบดี ศึกษาธกิ ารภาคศกึ ษาธกิ ารจังหวดั ผอู ํานวยการสาํ นักงานเขต
พ้นื ทกี่ ารศกึ ษาหรือผูดาํ รงตําแหนงเทยี บเทามีอาํ นาจลงโทษภาคทณั ฑ ตัด
เงินเดือน ครงั้ หน่ึงไมเ กนิ 5 % เป็นเวลาไมเ กนิ 3เดอื นหรอื ลดขัน้ เงนิ
เดือนครงั้ หน่ึงไมเกิน 1 ขัน้
โทษรา ยแรง
ผมู ีอาํ นาจสัง่ ลงโทษปลดออก ไลอ อก พ.ศ. 2561 กําหนดไว ดงั นี้
1. กศจ. (กระทรวงการศกึ ษาธกิ ารจังหวัด)
2. กคศ. (คณะกรรมการขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา)
โทษทางกฎหมาย
ผมู อี ํานาจในการสัง่ ลงโทษ : ผูพพิ ากษาตดั สินลงโทษตามกฎหมาย
วิธีการลงโทษทางกฎหมาย
ศาลจะเป็นผูพ ิจารณาความผิดวา มีความผดิ จรงิ ตามกฎหมายหรือไมหากมี
ความผิดจรงิ ผูพ พิ ากษาจะตัดสนิ ลงโทษตามกฎหมาย
ความผดิ ทางกฎหมายมี 2 ประเภท
1. กฎหมายทางอาญา
การทาํ ความผิดตอแผนดนิ ไมส ามารถยอมความได
ตวั อยา งเชน ครตู บตีนักเรยี นก็จะไดรบั โทษจําคกุ ไมเกิน 1เดือน/ปรับเงิน
คาเสยี หายหรอื ทัง้ จําทัง้ ปรับ
2. กฎหมายทางแพง
การทําความผิดตอ ผูอ่ืนท่ีทําสัญญาดวยกันหากศาลพจิ ารณาแลววา ทาํ
ผิดจากสัญญาที่ไดต กลงรว มกนั
ไวศ าลจะตัดสนิ ใหชดใชต ามในสัญญาหรอื ตามทกี่ ฎหมายแพง ระบุโทษไว
ตวั อยางเชน ครพู านักเรยี นไปทศั นศกึ ษาแลวนักเรยี นไปขดี เขียนตามฝา
ผนังทาํ ใหเ กิดความเสียหาย ครมู คี วามผดิ ฐานละเมิดเพราะวาครูไมด แู ล
เดก็ นักเรียนจําเป็นตอ งชดใชค า ส่งิ ใหมใ หแ กผเู สียหาย
โทษใบประกอบวชิ าชีพครู
ผูม ีอาํ นาจสงั่ ลงโทษคอื ครสุ ภา
หน าท่ีในสวนลงโทษคือ
- พกั ใชใ บอนุญาตใบประกอบวิชาชีพครู ระดับความผิดคอื ไมรา ย
แรงเกิดจากความประมาท โดนพกั ใชใ นระยะ 1-3 เดือน 4-12 เดือน
- เพิกถอนใบอนุญาตใบประกอบวชิ าชพี ระดับความผดิ รา ยแรง
ครทู ําผิดจรรณยาบรรณอยา งรายแรง ทาํ วนิ ัยอยา งรา ยแรง จะโดนโทษ
เพกิ ถอน
- ประกอบวชิ าชีพโดยไมมใี บอนุญาต จะโดนโทษ จําคุกไมเ กิน 1 ปี
ปรับไมเ กนิ 2 หม่นื บาททงั้ จําทัง้ ปรบั
- ประกอบวิชาชพี ในระหวางพกั ใชใบอนญุ าตจะโดนโทษจาํ คุกไม
เกิน 3 ปี ปรบั ไมเ กิน 6 หม่ืนบาท ทัง้ จําทงั้ ปรบั
บรรณานกุ รม
กฎหมายไทย. (2562). ดบั ชนั้ ของกฎหมายในประเทศไทย[ออนไลน] , เขา ถงึ ไดจ าก:
https://sites.google.com/site/kdhmaythiy/ (2563,12 กนั ยายน)
อญั ญารตั น นาเมอื ง. (2553). การปฎริ ปู การศกึ ษา. [ออนไลน] , เขา ถงึ ไดจ าก:ซติ 2ี้ ฉบบั 2
(2563,12 กนั ยายน)
อยุ เสย่ี วป อ (2561) คมู อื เตรยี มสอบผบู รหิ ารสถานศกึ ษา.
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2546).คมู อื การบรหิ ารสถานศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐานทเ่ี ป็นนติ บิ คุ คล.
กรงุ เทพฯ :โรงพมิ พอ งคก ารรบั สง สนิ คา และพสั ดภุ ณั ฑ.
อา งองิ : https://th.wikipedia.org/wiki/กระทรวงศกึ ษาธกิ าร_(ประเทศไทย).
(2563,19พฤษภาคม)
อา งองิ :https://th.wikipedia.org/wiki/ครุ สุ ภา.(2563, 30 มถิ นุ ายน)
อา งองิ :https://www.google.co.th/url?
sa=t&rct=j&q=&esrc=s&source=web&cd=&ved=2ahUKEwjAhvvQz-
LrAhVSfSsKHbt7BK0QFjAAegQIARAB&url=https%3A%2F%2Fwww.ksp.or.th%
2Fksp2018%2Fobjectives%2F&usg=AOvVaw37dpLk4LVZ0k5hF69ArgvU.
(2563, 11 สงิ หาคม)
ครุ สุ ภา. (2562). ความหมายของบญุ าตปฎบิ ตั กิ ารสอน[ออนไลน] , เขา ถงึ ไดจ าก:
https://www.ksp.or.th. (2563, 5 กนั ยายน)
วทิ ยากร บวั แสงใส. (2559). ของใบอนญุ าตการสอน. [ออนไลน] , เขา ถงึ ไดจ าก:เพจครผู ู
ชว ยวทิ ยากร. (2563, 8 กนั ยายน)
ครุ สุ ภา. (2562). ความหมายของใบประกอบวชิ าชพี คร.ู [ออนไลน] , เขา ถงึ ไดจ าก:
https://www.ksp.or.th. (2563, 5 กนั ยายน)
วริ ตั น ผดงุ ชพี และ วาสนาจนิ ดาสวสั ด.ิ์ (2562).เตรยี มสอบบรรจคุ รผู ชู ว ย. (พมิ พค รงั้
ท8ี่ ). เชยี งใหม: วี สมายด พบั ลชิ ชงิ่ .
อา งองิ คมู อื กลมุ กฎหมายและคดสี ํานกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษาเขต38
https://sites.google.com/site/bhatsakorn17/hlak-thrrm-khxng-phraphuthth-
sasna/kdhmay-phaeng-laea-kdhmay-xaya
เตรยี มสอบครผู ชู ว ย 2561 เลม 2วชิ าพระราชบญั ญตั ิ
สภาพการณ์ การพัฒนา
วชิ าชีพครูความรอบรูท้ นั สมยั
และทนั ตอ่ การเปลยี นแปลง
ววิ ฒั นาการของการศึ กษาไทย
1.การศึกษาไทยยคุ สมยั โบราณการจดั การศึกษาไทยสมยั กรุงสโุ ขทยั
การจดั การศึกษาไทยสมยั กรุงสโุ ขทยั (พ.ศ.1781-1983) ไดก้ ําเนิ ด
อกั ษรไทยครงั แรกขนึ จากพ่อ ขนุ รามคําแหงมหาราช มสี ถานทเี รยี น
3แห่ง คือ สํานั กสงฆต์ อ่ มาเปนวดั สํานั กปราชญร์ าชบณั ฑติ และทา้ ย
สดุ คือ ราชสํานั กและมกี ารจดั เเบง่ การศึกษาเปน 4 องค์คือ
จรยิ ศึกษา เน้ นสอนศีลธรรมจรรยาเน้ นหลกั พทุ ธศาสนา มพี ระภกิ ษุ
เปนผสู้ อนสถานศึกษาคือทสี ํานั กสงฆห์ รอื วดั จะเน้ นการปฏบิ ตั ิ
พลศึกษา เน้ นสอนผชู้ ายใชใ้ น้ เวลาศึกสงครามสําหรบั ปองกนั ตวั
พทุ ธศิ าสนา ศึกษาจากวดั โดยมพี ระภกิ ษุเปนผสู้ อน การอา่ น เขยี น
ภาษาไทยภาษาบาลี และวชิ าความรูเ้ บอื งตน้ หัตถศึกษา ใชส้ อนผหู้ ญงิ
เพือเปนเครอื งมอื ทาํ มาหากนิ และสืบวงศ์ตระกลู อาทงิ านประดษิ ฐ์
เยบ็ ปกถกั รอ้ ย และทอผา้
การจดั การศึกษาไทยสมยั กรุงศรอี ยธุ ยาการจดั การศึกษาไทยสมยั กรุง
ศรอี ยธุ ยา(พ.ศ.1893-2310) มรี ะบบศักดนิ า และมกี ารจดั การศึกษาทวี ดั
และบา้ น และไดต้ ดิ ตอ่ กบั ฝรงั ชาตติ ะวนั ตก ค้าขายและเผยแพรศ่ าสนาทาํ
ให้มกี ารจดั ตงั โรงเรยี นสอนศาสนาครสิ ตป์ ระดษิ ฐต์ วั พิมพ์อกั ษรไทยขนึ
เปนครงั แรกและไดแ้ ตง่ แบบเรยี นเลม่ แรกของไทยคือจนิ ดามณีการ
จดั การศึกษาสมยั กรุงธนบรุ เี เละกรุงรตั นโกสินทรต์ อนตน้ การจดั การ
ศึกษาสมยั กรุงธนบรุ (ี พ.ศ.2310-2325) มกี ารเปลยี นแปลงไมเ่ ดน่ ชดั นิ ยม
ส่งบตุ รหลานไปศึกษาเลา่ เรยี นทวี ดั และการจดั การศึกษาตอนตน้ รตั นโก
สินทรเ์ รมิ นํ าวทิ ยาการใหมๆ่ จดั พิมพ์ตําราเรยี นเปนจดุ เรมิ ตน้ การปฏริ ูป
การศึกษาของไทย
2.ครูยคุ การศึกษาไทยในสมยั ปฏริ ูปการศึกษา (พ.ศ.2414-2474)พ.ศ.2414
ตงั โรงเรยี นหลวงขนึ ในพระบรมมหาราชวงั พ.ศ.2427 ทรงตงั โรงเรยี นขนึ
ตามวดั ในกรุงเทพหลายแห่ง แห่งแรกคือโรงเรยี นวดั มหรรณพาราม
พ.ศ.2435 ตงั โรงเรยี นหัดครูเปนแห่งแรกทตี ําบลโรงเลยี งเดก็ พ.ศ.2437
นั งเรยี นฝกหัดครูยคุ แรก 3คน สําเรจ็ การศึกษาไดร้ บั ประกาศนี ยบตั รวชิ า
ชพี ครูพ.ศ.2449 ยกระดบั โรงเรยี นฝกหัดครู โดยปรบั ปรุงหลกั สตู ร ให้สงู
ขนึ เปนโรงเรยี นฝกหัดอาจารยพ์ .ศ.2450 ตงั โรงเรยี นฝกหัดครูหญงิ ขนึ
เปนครงั แรกทโี รงเรยี นเบญจมราชาลยั
3.ครูยคุ การศึกษาไทยในสมยั ไทยในสมยั การปกครองระบอบ
ประชาธปิ ไตย(พ.ศ.2475-2545)เนื องดว้ ยเมอื วนั ที 24 มถิ นุ ายน พ.ศ.2475
ประเทศไทยไดม้ กี ารเปลยี นแปลงการปกครองจากระบอบ
สมบรู ณาญาสิทธริ าชยเ์ ปนระบอบประชาธปิ ไตย โดยบคุ คลคณะหนึ ง เรยี ก
วา่ “คณะราษฎร”์ เมอื เปลยี นแปลงการปกครองแลว้ อุดมการณ์ของคณะ
ราษฎรทมี เี ปาหมายสําคัญในการพัฒนาประเทศ เรยี กวา่ หลกั 6 ประการ
และในป พ.ศ. 2503 เกดิ การพัฒนาใหมท่ เี รยี กวา่ การศึกษา 1.0 เปนยคุ
หรอื เราเรยี กวา่ หลกั สตรู 2503 เปนยคุ ทเี น้ นให้นั กเรยี นเกดิ ทกั ษะ 4
ดา้ น คือ พทุ ธศึกษา จรยิ ศึกษาหัตถศึกษา และพลศึกษา การสอนของครู
เน้ นการบรรยาย จดในกระดานหรออื ตามคําบอก ครูวา่ อยา่ งไรนั กเรยี น
จะเชอื ครูทงั หมด
นั กเรยี นไมส่ ามารถเขา้ ถงึ แหลง่ เรยี นรู้ ไดฟ้ งครูอยา่ งเดยี วหนั งสือเรยี นสําคัญ
ทสี ดุ หลกั การ/แนวคิด สนองความตอ้ งการของสังคมเปนหลกั สตู รแบบเน้ น
วชิ าตอ่ มาในป พ.ศ. 2521 เกดิ การศึกษา การศึกษา 2.0 เปนยคุ หลงั จากสังคม
มกี ารเปลยี นแปลงจงึ จําเปนตอ้ งเปลยี นหลกั สตู รเปนการเปลยี นใหมทงั ระบบ
การจดั การเรยี นการสอนเน้ นนั กเรยี นเปนศนู ยก์ ลางมวี ชิ าเลอื กมากมาย
นั กเรยี นสามารถเลอื กเรยี นตามความถนั ดความสนใจเปนสือในการจดั การ
เรยี นสอน การวดั ประเมนิ ผลเปนการประเมนิ แยกส่วน หมายถงึ ประเมนิ เปน
รายวชิ าสอบตกรายวชิ าใดกส็ ามารถซอ่ มในรายวชิ านั นๆ ไมม่ กี ารเรยี นซาชนั
4.ครูยคุ มใี บประกอบวชิ าชพี ครู(พ.ศ. 2546-ปจจบุ นั )สําหรบั ในยคุ ครู
สมยั มใี บประกอบวชิ าชพี เปนยคุ ทอี าชพี ครูไดม้ กี ารเปลยี นแปลงเปน
อยา่ งมาก อนั เปนผลเนื องมาจากการวเิ คราะห์ลกั ษณะงานของครูตาม
บทบาทหน้ าทซี งึ ลกั ษณะงานดงั กลา่ วไปสอดคลอ้ งกบั ลกั ษณะของ
งานวชิ าชพี ตา่ งๆทเี ปนวชิ าชพี สงู จงึ ไดม้ กี ารยกระดบั อาชพี ครูเปน
วชิ าชพี โดยไดต้ ราพระราชบญั ญตั สิ ภาครูและบคุ ลากรทางการศึกษา
พ.ศ. 2546 ซงึ ไดบ้ ญั ญตั สิ าระสําคัญทแี สดงให้เห็นถงึ พัฒนาการของ
อาชพี ครูไปส่คู วามเปนวชิ าชพี ครูในป พ.ศ. 2551 เกดิ การศึกษา การ
ศึกษา3.0 เปนยคุ จากขอ้ จํากดั ของหลกั สตรู และพบวา่ มคี วาม
สนั บสนนุ ของผปู้ ฏบิ ตั กิ ารในสถานศึกษา เปนหลกั สตู รเนื อหาแน่ น
โดยเพิมสมรรถสําคัญของผเู้ รยี นและคณะลกั ษณะอนั พึงประสงค์ของ
ผเู้ รยี นมกี ารกําหนดตวั ชวี ดั มาให้ เปนการจดั หลกั สตู รทใี ห้สอดคลอ้ ง
กบั การเปลยี นแปลงของสภาพสังคม เศรษฐกจิ
วฒั นธรรม และการเมอื ง ความเจรญิ กา้ วหน้ าทางวทิ ยาการดา้ นตา่ งๆ ของ
โลกยคุ ปจจบุ นั มศี ักยภ์ าพพรอ้ มทจี ะเเขง่ ขนั และรว่ มมอื อยา่ งสรา้ งงสรรค์ใน
เวทโี ลก จดุ หมายของหลกั สตรู มงุ่ พัฒนาผเู้ รยี นให้เปนคนดมี ปี รญิ ญามี
ความสขุ มศี ักยภาพในการศึกษาตอ่ และประกอบอาชพี ตอ่ มาในป พ.ศ.2558
ไดม้ กี ารเตรยี มประเทศเขา้ ส่สู มาคมประชาชาตแิ ห่งเอเชยตี ะวนั ออกเฉียงใต้
หรอื อาเซยี นทเี กดิ จากผนู้ ํ า 5 ประเทศคือ ประเทศไทย มาเลเซยอี นิ โดนี เซยี
ฟลปิ ปนส์ และสิงคโปร์ กําหนดยทุ ธศาสตรท์ สี ํา คัญคือ สรา้ งความตระหนั ก
หลกั สตู รระดบั ประถมศึกษาและมธั ยมศึกษาเตรยี มบคุ ลากรครูและนั กเรยี น
เพือรองรบั และขยายโอกาสทางการศึกษา ทสี อดคลอ้ งกบั ตลาดแรงงานและ
เศรษฐกจิ ของยคุ โลกาภวิ ฒั น์
ในปจจบุ นั ยคุ การศึกษา 4.0 เกดิ จากปญหาตา่ งๆของประเทศไทยเชน่
เศรษฐกจิ ลม้ เหลวการเมอื งลม้ เหลวสังคมลม้ เหลวหรอื ทกุ ๆปญหาทลี ม้ เหลว
ตา่ งกอ็ ดการศึกษาลม้ เหลวไทยแลนด์ 4.0 เปาหมายตอ้ งการให้ประเทศไทย
มนี วตั กรรมเปนของตวั เองแตแ่ ตห่ ลกั สตู รการ ศึกษาและการจดั เรยี นการ
สอนของครูตอบสนองเปาหมายของไทยแลนด์ 4.0 แลว้ หรอื ยงั ทงั ทางทมี ี
การเปลยี นและปรบั หลกั สตู รมาตลอดกวา่ 50 ปถงึ เวลาแลว้ ทจี ะตอ้ งปรบั
เปลยี นกระบวนการจดั การศึกษาของประเทศเพือตอบสนองการสรา้ ง
นวตั กรรมของประเทศกระทรวงศึกษาตอ้ งการเปนผนู้ ํ าเลยเพราะไปกบั
โรงเรยี นทเี ปนหน่ วยปฏบิ ตั โิ ดยตรง
ปจจัยทีมีอิทธิพลตอ่ การพัฒนาวิชาชีพครู
จากเหตกุ ารณ์ทที าํ ให้เกดิ การเปลยี นแปลงระบบการ
ศึกษาทผี า่ นมาในแตล่ ะยคุ สมยั กลมุ่ ของเราจงึ สามารถ
อนมุ านไดว้ า่ ปจจยั ทอี ทิ ธพิ ลตอ่ การพัฒนาวชิ าชพี ครู
แบง่ ออกเปนหลายดา้ นดงั นี
-ดา้ นเศรษฐกจิ
-ดา้ นสังคม
-ดา้ นสาธารณสขุ
-ดา้ นกฎหมาย
-ดา้ นการเมอื งการปกครอง
ด้านเศรษฐกิจ
ในเศรษฐกจิ การศึกษาในระบบเปนสิงทเี ปนไปไดใ้ นสังคม
ทมี คี วามอุดมสมบรู ณ์อยา่ งสังคมอุตสาหกรรมส่วนในสังคม
ทมี เี ศรษฐกจิ แบบยงั ชพี อยากประชาชนกจ็ ะมเี วลาเพือการ
ศึกษาน้ อยนั นคือเหตผุ ลหนึ งทอี ธบิ ายวา่ ทาํ ไมประเทศที
ยากจนและไดพ้ ัฒนาเดก็ จงึ มกี ารศึกษาน้ อยในขณะที
ประเทศรูส้ ามารถจดั การศึกษาในระบบโรงเรยี นให้กบั เดก็
อยา่ งทวั ถงึ ไดม้ ากกวา่
ดา้ นสังคม
การศึกษาจะสะทอ้ นให้เห็นถงึ รูปแบบของสังคมนั นให้การขยายตวั ทาง
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนรจี ะกระทบตอ่ ชวี ติ และมปี ญหาทางสังคมทเี พิมขนึ
จะมผี ลทาํ ให้การศึกษาทกุ ระดบั ตอ้ งปรบั เปลยี นตามบทบาทของครูไมต่ อ้ ง
มสี ่วนชว่ ยในการพัฒนาสังคมโดยการให้ความรูแ้ กค่ นในชมุ ชนไมว่ า่ จะเปน
ความรูว้ ชิ าสามญั หรอื วชิ าชพี กต็ ามเพราะจะทาํ ให้ในชมุ ชนมพี ืนฐานการ
ศึกษาอนั จะนํ าไปส่คู วามรูแ้ ละความเขา้ ใจเรอื งตา่ งๆรอบรอบตวั ไดง้ า่ ยขนึ
นอกจากนั นครูยงั มสี ่วนชว่ ยในการรเิ รมิ ส่งเสรมิ และขา้ งในเรอื งการชว่ ย
การประกอบอาชพี ความเปนอยแู่ ละพัฒนาชมุ ชนให้มคี วามเปนอยู่
ดา้ นสาธารณสขุ
จากเหตกุ ารณ์ทผี า่ นมานั นมผี ลกระทบตอ่ การศึกษาทวั โลก
เปนอยา่ งมากทาํ ให้ครูและบคุ ลากรทางปรกึ ษาตอ้ งปรบั ตวั
ให้ทนั ตอ่ การเปลยี นแปลงเพือตอบรบั กบั มาตรการปองกนั
โรคระบาด
ดา้ นกฎหมาย
การมกี ฎหมายการศึกษาและมบี ทบญั ญตั ใิ นส่วนทเี กยี วกบั
วชิ าชพี ครูไวเ้ พราะยอ่ มเปนหลกั ประกนั พัฒนาวชิ าชพี ครูให้เกดิ
ความตอ่ เนื องและมปี ระสิทธภิ าพกอ่ ให้เกดิ การพัฒนาวชิ าชพี ครู
ทยี งั ยนื ถาวร
ดา้ นการเมอื งการปกครอง
อุดมการณ์ทางการเมอื งมอี ทิ ธพิ ลเหนื อการกําหนดจดุ มงุ่ หมายและ
ระบบการศึกษามานานการมอี ุดมการณ์การเมอื งทเี เตกตา่ งกนั เชน่
อุดมการณ์การเมอื งแบบประชาธปิ ไตยสังคมนิ ยมเผดจ็ การหรอื
คอมมวิ นิ สตจ์ ะมรี ะบบการศึกษาทแี ตกตา่ งกนั บทบาทของครูคือตอ้ ง
สอนให้เขา้ กบั อุดมการทางการเมอื งสภาพแวดลอ้ มและความเปนอยู่
ทแี ตกตา่ งกนั ให้ไดผ้ ลออกมาดที สี ดุ ของสังคมนั นๆ
ครูเปนปจจยั ทสี ําคัญทสี ดุ ของการจดั การศึกษาการศึกษาให้มคี ุณภาพ
กระทรวงศึกษาธกิ ารตอ้ งใชค้ วามพยายามอยา่ งเตม็ ทใี นการพัฒนา
หลกั สตู รและวชิ าชพี ให้ทดั เทยี มนานาประเทศปจจยั ตา่ งๆทที าํ ให้เราตอ้ ง
พัฒนาวชิ าชพี เพราะการพัฒนาวชิ าชพี ครูเปนการปรบั ปรุงประสิทธภิ าพการ
ทาํ งานของครูทกุ ๆคนเพือสรา้ งผลผลติ ให้มสี ภาพสงู ขนึ อยเู่ สมอการพัฒนา
งานทเี ปนการพัฒนาชาชพี อยา่ งตอ่ เนื องครูจําเปนตอ้ งจะตอ้ งเรยี นรูห้ ลกั
การวธิ กี ารและองค์ความรูใ้ หมใ่ หมใ่ นงานอาชพี และนํ ามาใชใ้ นงานเพือ
ค้นหาความรูส้ รา้ งความรูใ้ หมใ่ นวชิ าชพี ของตนเองอยา่ งตอ่ เนื องเนื องจาก
คุณภาพของกแู ละหลกั สตู รทใี ชใ้ นการผลติ ครูเปนสิงทแี สดงถงึ ความสําเรจ็
ของวชิ าชพี
หลกั สตู รการผลติ ครูหลกั สตู รการผลติ
ครูคณะครุศาสตรแ์ ละศึ กษาศาสตรใ์ น
ประเทศไทย
พ.ศ. 2517 หลกั สตู รผลติ ครูระดบั ป.ตรี 2 ป(หลกั สตู รของวทิ ยาลยั
วชิ าการศึกษา)
พ.ศ. 2521 หลกั สตู รผลติ ครูระดบั ป.ตรี 2 ป (โครงการอบรมครูและ
บคุ ลากรทางการศึกษาประจําการ(อ.ค.ป))
พ.ศ. 2523 ลา่ สดุ ระดบั ป.ตรี 4 ปครุศาสตรบ์ ณั ฑติ
พ.ศ. 2547 หลกั สตู รระดบั ป.ตรี 5 ปครุศาสตรบ์ ณั ฑติ
พ.ศ. 2562 หลกั สตู รระดบั ป.ตร4ี ปครุศาสตรบ์ ณั ฑติ
นโยบายของรัฐบาลชุดพลเอกประยทุ ธ์
จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คณะที62ป
พ.ศ. 2562
ครูคือทรพั ยากรการศึกษาทสี ําคัญทสี ดุ ทสี ่งผลให้ความสําเรจ็ ของ
ระบบการศึกษาในโรงเรยี นและการศึกษาของประเทศคณะ
ครุศาสตร/์ ศึกษาบณั ฑติ ในสังกดั กบั สถาบนั อุดมศึกษาซงึ เปน
สถาบนั หลกั ทที าํ หน้ าทผี ลติ ครูจงึ มคี วามสําคัญยงิ ตอ่ การพัฒนาการ
ศึกษาของประเทศรฐั บาลปจจบุ นั มนี โยบายผลกั ดนั ให้ประเทศไทย
กา้ วเขา้ ส่โู มเดลประเทศไทย 4.0 ทเี ปนโมเดลเศรษฐกจิ ทขี บั เคลอื น
ดว้ ยนวตั กรรมเพือประเทศไทยมคี วามมนั คงมงั คังและยงั ยนื ได้
บรบิ ทการปฏวิ ตั อิ ุตสาหกรรมยคุ ท4ี ตามแผนยทุ ธศาสตรช์ าติ 20 ป
ดว้ ยการสรา้ งความเขม้ แขง็ จากภายในควบคุมกบั การเชอื มโยงกบั
ประชาคมโลกตามแนวคิดกจิ พอเพียงโดยขบั เคลอื นผา่ นกลไก
ประชารฐั
ประกาศกระทรวงศึ กษาธิการเรือง
มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรีสาขา
ครุศาสตร์และศึ กษาศาสตร์
หลักสูตร4ปพ.ศ. 2562
กําหนดให้จดั ทาํ มาตรฐานคุณวฒุ สิ าขาหรอื สาขาวชิ าเพือให้สถาบนั
อุดมศึกษานํ าไปจดั ทาํ หลกั สตู รหรอื ปรบั ปรุงหลกั สตู รและจดั การเรยี นการ
สอนให้คุณภาพของบณั ฑติ ในสาขาหรอื สาขาวชิ าของการระดบั คุณวฒุ มิ ี
มาตรฐานใกลเ้ คียงกนั เปาหมายของแบบปรบั ปรุงพัฒนาหลกั สตู รมงุ่ เน้ นที
การสรา้ งหลกั สตู รให้มคี วามทนั สมยั ตอบสนองยทุ ธศาสตรก์ ารพัฒนา
ประเทศและการเรยี นรูใ้ นโลกดจิ ทิ ลั
หลกั การสําคัญในการจดั ทาํ หลกั สตู ร
1.แนวคิดของการจดั ทาํ หลกั สตู รวชิ าชพี ครูเปนหลกั สตู รบรู ณาการและ
เปนหลกั สตู รองิ สมรรถนะมากกวา่ หลกั สตู รองิ เนื อหาเน้ นสมรรถนะการ
เรยี นรูด้ ว้ ยตนเองการวจิ ยั เพือพัฒนานวตั กรรมการพัฒนาผเู้ รยี น
2.การกําหนดโครงสรา้ งหลกั สตู รมคี วามยดื หยนุ่ และตอบ
สนองความตอ้ งการของการใชค้ รูในโลกปจจบุ นั และอนาคต
รวมทงั ความตอ้ งการของผเู้ รยี น
3.ให้สถาบนั ผลติ ครูมอี สิ ระในการสรา้ งหลกั สตู รทเี หมาะสมกบั อตั
ลกั ษณ์และสภาพบรบิ ทเชงิ พืนทขี องสถานศึกษาโดยยดึ ผลลพั ธก์ าร
เรยี นรูซ้ งึ กําหนดสําหรบั แตล่ ะกลมุ่ สาขาเปนเปาหมายรว่ มตลอดจน
กําหนดโครงสรา้ งหลกั สตู รให้มคี วามยดื หยนุ่ และสะทอ้ นอตั ลกั ษณ์
4.การส่งเสรมิ การจดั ทาํ หลกั สตู รรายวชิ าทที นั สมยั ตามสากลมกี าร
จดั การเรยี นการสอนทใี ชส้ ือเทคโนโลยสี อดคลอ้ งกบั การเรยี นรูใ้ น
โลก
5.การส่งเสรมิ การบรหิ ารจดั การหลกั สตู รการสักเรยี นการสอนการปฏบิ ตั ิ
การสอนทที าํ ให้สมรรถนะทางวชิ าชพี ครูมกี วี ญิ ญาณและอุดมการความเปน
ครูและคุณสมบตั ทิ สี อดคลอ้ งกบั มาตรฐานวชิ าชพี ครู
6.การส่งเสรมิ การวางระบบการประกนั คุณภาพหลกั สตู รคุณไดส้ ่งไมก่ วี นิ าที
ทแี ลว้ ทเี ขม้ ขน้ เพือให้ผเู้ รยี นมคี ุณลกั ษณะตามเปาหมายของหลกั สตู ร
คุณลักษณะบัณฑิตทีพึงประสงค์
1.มคี ่านิ ยมรว่ ม
2.มคี นดมี คี ุณธรรมจรยิ ธรรมยดึ มนั ในวชิ าชพี ครูมจี ติ วญิ ญาณ
ครูยดึ มนั ในจรรณยาบรรณของวชิ าชพี
3.เปนผเู้ รยี นรูแ้ ละฉลาดรูแ้ ละมปี ญญาเปนผมู้ คี วามรูค้ วามสามารถใน
การคิดวเิ คราะห์การคิดขนั สงู มคี วามรอบรูร้ อบรูเ้ ทา่ ทนั การ
เปลยี นแปลงของสังคมเเละของโลกการสรา้ งสัมมาชพี และความ
มนั คงมคี ุณภาพชวี ติ ของตวั เองครอบครวั ชมุ ชนและสังคมมที กั ษะการ
เรยี นรูต้ ลอดชวี ติ และพัฒนาตนเองให้เปนบคุ คลทฉี ันรูแ้ ละรอบรูท้ นั
สมยั ทนั ตอ่ การเปลยี นเเปลง
4.เปนผรู้ ว่ มสรา้ งสรรค์นวตั กรรม
5.เปนผมู้ คี วามสามารถสงู ในการจดั การเรยี นรู้
6.พลเมอื งทเี ขม้ แขง็
มาตรฐานผลการเรยี นรูด้ า้ น
คุณธรรมจรยิ ธรรม
1.รกั ศรทั ธาและภมู ใิ จในวชิ าชพี ครูมจี ติ วญิ ญาณและอุดมการณ์ความเปน
ครูและปรบั ตนตามจรรยาบรรณวชิ าชพี ครู
2.มจี ติ อาสาจติ สาธารณะอดทนอดกลนั มคี วามเสียสละรบั ผดิ ชอบและซอื สัตย์
ตอ่ งานทไี ดร้ บั มอบหมายทางดา้ นวชิ าการและวชิ าชพี
3.มคี ่านิ ยมและคุณสนะเปนประชาธปิ ไตย
4.มคี วามกลา้ หาญและแสดงออกทางคุณธรรมจรยิ ธรรมสามารถวนิ ิ ใชจ้ ดั การ
และคิดแกป้ ญหาทางคุณธรรมจรยิ ธรรมดว้ ยความถกู ตอ้ งและเหมาะสมกบั สังคม
การทาํ งานและสภาพแวดลอ้ มโดยอาศัยหลกั การเหตผุ ลและใชอ้ ยใู่ นพินิ จทางค่า
นิ ยมบรรทดั ฐานสังคมความรูส้ ึกของผอู้ นื และประโยชน์ ของสังคมส่วนรวมมี
จติ สํานึ กในการธาํ รงความโปรง่ ใสของสังคมและประเทศชาตติ อ่ ตา้ นการทจุ รติ
คอรปั ชนั
ดา้ นความรู้
1.มคี วามรูห้ ลกั การในแนวคิดทฤษฎเี นื อหาสาระดา้ นวชิ าชพี ครู
2.มคี วามรูใ้ นหลกั การแนวคิดทฤษฎเี นื อหาวชิ าทสี อน
3.ความรูเ้ ขา้ ใจชวี ติ เขา้ ใจชมุ ชนเขา้ ใจโลกและการอยรู่ ว่ มกนั บนพืนฐานความ
แตกตา่ งทางวฒั นธรรมสามารถเผชญิ และพักกางกบั การเปลยี นแปลงของ
สังคมและสามารถนํ าแนวคิดยาเศรษฐกจิ พอเพียงไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการ
ดําเนิ นชวี ติ พัฒนาตน พัฒนางานและพัฒนาผเู้ รยี น
4.มคี วามรูแ้ ละความสามารถในการใชภ้ าษาไทยและภาษา
องั กฤษเพือการสือสารตามมาตรฐาน
5.ขณะรูถ้ งึ คุณค่าและความสําคัญของสาพระราชาเพือเพือพัฒนาทยี งั ยนื และ
นํ ามาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการปรบั ตนให้ผเู้ รยี นพัฒนางานและพัฒนาชมุ ชน
ดา้ นทกั ษะทางปญญา
1.คิดค้นหาวเิ คราะห์ขอ้ เทจ็ จรงิ และประเมนิ ขอ้ มลู สือสารสาระสนเทศจาก
แหลง่ ขอ้ มลู ทหี ลากหลายอยา่ งตรงเทา่ กนั เปนพลเมอื งตนื รูม้ สี ํานึ กสากล
สามารถเผชญิ และกา้ วทนั กบั การเปลยี นแปลงในโลกยคุ ดจิ ทิ ลั ทมี ขี า้ ม
แพลตฟอรม์ และโลกอนาคต
2.สามารถคิดรเิ รมิ พัฒนางานอยา่ งสรา้ งสรรค์
3.สรา้ งและประยกุ ตใ์ ชค้ วามรูจ้ ากการทาํ วจิ ยั และสรา้ งหรอื รว่ มสรา้ ง
นวตั กรรมเพือพัฒนา
ดา้ นทกั ษะความสัมพันธร์ ะหวา่ งบคุ คล
และความรบั ผดิ ชอบ
1.เขา้ ใจและใส่ใจอารมณ์ความรูส้ ึกของผอู้ นื มคี วามคิดเชงิ บวกมี
วฒุ ภิ าวะจะอารมณ์และทางสังคม
2.ทาํ งานรว่ มกบั ผอู้ นื ทาํ งานเปนทมี เปนผนู้ ํ าหน้ าตาผมู้ สี มรรถภาพทดี กี บั ผู้
เรยี นผรู้ ว่ มงานผปู้ กครองและคนในชมุ ชนมคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ ส่วนรวมทาง
ดา้ นเศรษฐกจิ สังคมและสิงแวดลอ้ ม
3.มคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ หน้ าทตี อ่ ตนเองตอ่ ผเู้ รยี นตอ่ ผรู้ ว่ มงานและตอ่ ส่วน
รวมสามารถชว่ ยเหลอื และแกป้ ญหาตวั เองกลมุ่ และระหวา่ งกลมุ่ ไดอ้ ยา่ ง
สรา้ งสรรค์
4.มภี าวะผนู้ ํ าทางวชิ าการและวชิ าชพี มคี วามเขม้ แขง็ ในกห็ าทางจรยิ ธรรม
สามารถชนี ํ าและถา่ ยทอดความรูแ้ กผ่ เู้ รยี น
ดา้ นทกั ษะการวเิ คราะห์เชิงตวั เลข
การสื อสารและการใช้เทคโนโลยี
1.มที กั ษะการวเิ คราะห์ขอ้ มลู สถติ กิ ารสังเคราะห์ขอ้ มลู เชงิ ปรมิ าณและเชงิ
คุณภาพเพือเขา้ ใจองค์ความรูห้ รอื ประเดน็ ปญหาทางการสือสารไดอ้ ยา่ ง
รวดเรว็ และถกู ตอ้ ง
2.สือสารกบั ผเู้ รยี นพ่อแมข่ องบคุ คลในชมุ ชนและผเู้ กยี วขอ้ งกลมุ่ ตา่ งๆได้
อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพโดยสามารถเลอื กใชก้ ารสนทนาวา่ จะการเขยี นหรอื
การนํ าเสนอในรูปแบบตา่ งๆโดยใชเ้ ทคโนโลยกี ารสือสารเเละนวตั กรรม
ตา่ งๆ