196
2. ผอู้ ำนวยการสถานศึกษาแจง้ ใหค้ รูผู้ช่วยทราบถงึ ภาระงานมาตรฐานวชิ าชพี จรรยาบรรณเกณฑ์การประเมิน
หลกั เกณฑ์วิธีปฏิบตั ริ าชการบทบาทหน้าที่ของราชการและหลักเกณฑ์การเตรยี มความพร้อม
3. ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาหรือหัวหน้าส่วนราชการสนับสนุนทรัพยากรเช่นงบประมาณ
เอกสารสอ่ื และอืน่ ๆ
4. การประเมนิ การเตรยี มความพร้อมและพฒั นาอย่างเขม้ ดำเนนิ การดังนี้
4.1 ประเมินครูผู้ช่วยเป็นระยะ ๆ ทุก 3 เดือนและมีการแจ้งผลให้ทราบและรายงานผู้มีอำนาจตามมาตรา 53
ทราบ
4.2 เม่ือครบเวลา 2 ปีให้สรุปผลการประเมินเสนอตอ่ ผมู้ อี ำนาจตามมาตรา 53 เพ่อื พิจารณาต่อไป
5. การนับระยะเวลาการเตรียมความพร้อม 2 ปีให้นับวันเข้าปฏิบัติราชการวันแรกเป็นวันเร่ิมต้นและนับ
ระยะเวลาสิ้นสดุ ตามปปี ฏิทิน
• การขอมีหรือเลอื่ นวิทยาฐานะ
1.ผูใ้ ดมวี ิทยาฐานะสะทอ้ นให้เห็นวา่ ผนู้ ้นั เปน็ ผทู้ ม่ี ปี ระสิทธภิ าพในการปฏบิ ตั หิ นา้ ทร่ี าชการในตำแหน่งน้ันๆ
2.วิทยาฐานะไม่ใช่สวัสดิการท่ีทุกคนต้องได้รับเหมือนกัน-ข้าราชการครูตำแหน่งครูผู้ช่วยไม่มีสิทธิย่ืนคำขอ3.
วิทยาฐานะจนกว่าจะได้รบั การแตง่ ตั้งให้ดำรงตำแหน่งครไู ม่ขอมีวทิ ยาฐานะจนเกษยี ณไดห้ รือไม่ตอบวา่ ได้ถ้าไม่
หวังความก้าวหน้าเกียรติและศักด์ิศรีแนวทางความก้าวหน้าวิชาชีพครูสายผู้สอนวิทยาฐานะของข้าราชการครู
กฎหมายกำหนดไว้ 4 ระดบั ดงั น้ี
ครชู ำนาญการ
ครชู ำนาญการพิเศษ
ครเู ชีย่ วชาญ
ครูเชีย่ วชาญพิเศษ
วิทยฐานะครูชำนาญการมีคุณสมบัติดงั น้ี
1. ดำรงตำแหนง่ ครมู าแล้วไม่น้อยกว่า 6 ปี (วฒุ ิป. ตรี) ไม่นอ้ ยกว่า 4 ปี (วฒุ ิป. โท) และไม่น้อยกว่า 2 ปี
(วฒุ ปิ . เอก)
2. มีภาระงานสอนไม่ตำ่ กว่าภาระงานขั้นต่ำตามท่ีส่วนราชการต้นสังกดั กำหนด
3. ปฏบิ ัติหนา้ ที่ด้านการสอนและการพัฒนาผู้เรยี นยอ้ นหลัง 2 ปตี ิดตอ่ กันนบั ถึงวนั ยืน่ คำขอ
4. ผ่านการประเมนิ 3 ดา้ นดังน้ี
4.1 วินัยคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพพิจารณาจากข้อมูลประวัติการรับราชการคำรับรองของ
ผู้บังคับบัญชาและกรรมการสถานศึกษาและหลักฐานแสดงการมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างวินัยคุณธรรม
จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ
4.2 ความรู้ความสามารถพิจารณาจากการพัฒนางานในหน้าที่ที่รับผิดชอบและการพัฒนาตนเอง ได้แก่
ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนแผนการจัดการเรียนรู้ส่ือ และนวัตกรรมแฟ้มสะสมผลงานและการ
พัฒนาตนเองเชน่ การศึกษาคน้ คว้าวิจยั ผลการทดสอบความร้จู ากหน่วยงานทางราชการท่ี ก.ค.ศ. รับรอง
197
4.3 ผลการปฏิบัติงานพิจารณาจากผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเช่นผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายงานการ
สังเคราะห์ผลการแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนผลการประเมินและหรือผลการทดส อบวิชาที่สอนในระดับเขต
พ้ืนท่ีการศึกษาหรือระดับประเทศเกณฑ์การตัดสินผู้ขอต้องผ่านเกณฑ์ท้ัง 3 ด้านจากกรรมการท้ัง 3 คนเฉล่ี
เฉล่ียไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 วิธีการยื่นคำขอ-ยื่นคำขอรับการประเมินได้ตลอดปีปีละ 1 ครั้งที่กลุ่มบริหารงาน
บุคคลทตี่ นสงั กดั
วิทยาฐานะครูชำนาญการมีคณุ สมบัตดิ ังน้ี
วิทยาฐานะครูชำนาญการพิเศษ ต้องมีวิทยาฐานะครูชำนาญการมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันยื่นคำขอ
วิทยาฐานะครูเช่ียวชาญ-ต้องมีวิทยาฐานะครูชำนาญการพิเศษมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปีหรือมีวิทยาฐานะครู
ชำนาญการมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีนับถึงวันยื่นคำขอ•วิทยาฐานะครูเชี่ยวชาญพิเศษ (เทียบเท่า C10 หรือ
ศาสตราจารย์)-ตอ้ งมีวิทยาฐานะครเู ชี่ยวชาญมาแล้วไม่นอ้ ยกว่า 2 ปนี ับถงึ วันยน่ื คำขอ
การเปลี่ยนตำแหน่งและสายงานสายงานบริหาร 3 สายงานคอื
ผบู้ ริหารสถานศกึ ษา
ผบู้ ริหารการศึกษา
นเิ ทศการศกึ ษา
ผู้บรหิ ารสถานศึกษาตำแหน่งรองผอู้ ำนวยการ / ผูอ้ ำนวยการสถานศกึ ษา
1.ตอ้ งเป็นข้าราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษาสงั กัดสพฐ.
2.วุฒิไม่ต่ำกว่าป. ตรที างการศกึ ษาหรือทางอนื่ ท่ีก. ค. ศ. กำหนด
3.รองผอ. ดำรงตำแหน่งครมู าแล้วไม่น้อยกว่า 4 ปี (วุฒิป. ตรี) 2 ปี (วุฒิป. โทข้ึนไป) สำหรับผอ. ต้องเป็นรอง
ผอ. ในสถานศึกษาหรือเขตพื้นท่ีการศึกษาหรอื ผอ. กลุม่ ไม่น้อยกว่า 2 ปีหรือครูที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกวา่ ชำนาญ
การ
4.มีใบอนุญาตประกอบวชิ าชีพผู้บริหารสถานศึกษา
ผู้บรหิ ารการศกึ ษาตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนกั งานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศกึ ษามธั ยมศึกษา
1. เป็นขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสงั กดั สพฐ.
2. วุฒไิ มต่ ำ่ กวา่ ป. ตรที างการศกึ ษาหรอื ทางอ่นื ที่ก. ค. ศ. กำหนด
3. ดำรงตำแหน่งรองผอ. สถานศึกษาที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่ารองผอ. ชำนาญการพิเศษหรือผอ. ชำนาญ
การพิเศษหรือผอ. กลุ่มมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปีและรับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าคศ. 3 หรือระดับ 8 หรือ
ศกึ ษานเิ ทศนท์ มี่ ีวิทยฐานะไม่ตำ่ กว่าศึกษานิเทศก์เช่ียวชาญ
สายงานนิเทศการศกึ ษาตำแหน่งศึกษานิเทศก์
ป็นขา้ ราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษาสงั กัดสพฐ.
198
วุฒิไม่ต่ำกว่าป. ตรที างการศึกษาหรอื ทางอื่นท่ี ก.ค.ศ. กำหนด
ดำรงตำแหนง่ ครมู าแลว้ ไมน่ ้อยกว่า 4 ปี (วุฒิป. ตรี) และ 2 ปี (วฒุ ิป. โท ขึ้นไป)
มีใบอนญุ าตประกอบวิชาชพี บคุ ลากรทางการศึกษาอนื่ (ศกึ ษานิเทศก)์
นิเทศการศกึ ษา (ศึกษานเิ ทศก)์ ไดแ้ ก่
1 ศกึ ษานิเทศกช์ ำนาญการ
2 ศึกษานิเทศกช์ ำนาญการพิเศษ
3 ศกึ ษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
4 ศกึ ษานิเทศก์เช่ยี วชาญพิเศษ
การลาศกึ ษาตอ่
การลาศึกษาหมายถึงข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาให้
ไปศึกษาฝึกอบรมดูงานหรือปฏิบัติงานวจิ ัยและพัฒนาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศประเภทการลาศกึ ษา
ตอ่
1.การศึกษาต่อภายในประเทศแบง่ เป็น
1.1 ภาคปกติแบ่งเป็นประเภทก. คัดเลือกประเภทข. สอบคัดเลือกมีอายุไม่เกิน 45 ปีมีเวลารับ
ราชการติดต่อกันไม่น้อยกว่า 12 เดือนปฏิบัติราชการด้วยดีมีความประพฤติเรียบร้อยไม่อยู่ระหว่างถูกลงโทษ
ทางวินยั
1.2 ภาคนอกเวลาราชการแบ่งเป็น-ใช้เวลาราชการบางส่วนมีอายุไม่เกิน 55 ปีมีเวลารับราชการติดต่อกันไม่
น้อยกว่า 12 เดือนเต็มเป็นผู้เอาใจใส่ในการปฏิบัติราชการเป็นอย่างดีและให้ออกก่อนเวลาเลิกได้ไม่เกินวันละ
1 ชั่วโมง 30 นาที-ไม่ใช้เวลาราชการไปศึกษาให้รายงานเป็นลายลักษณ์อกั ษรใหผ้ ูบ้ รหิ ารสถานศึกษาทราบ
1.3 ภาคฤดรู อ้ นเปน็ การจัดการศกึ ษาตามทสี่ ถานศึกษาหรือหน่วยงานของราชการจดั ข้ึนในภาคฤดรู อ้ น
2. การศกึ ษาต่อตา่ งประเทศมขี นั้ ตอนดังนี้
-ส่งคำขอและเอกสารท่ีเก่ียวข้องผ่านผู้บังคับบัญชาเพ่ือเสนอเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ัน
พ้ืนฐานซึ่งจะแจ้งผลการพิจารณาเห็นชอบจากสำนักงาน ก.พ. และจัดทำคำส่ังให้ข้าราชการไปศึกษาต่อ ณ
ต่างประเทศ
-จดั ทำสัญญาและสัญญาคำ้ ประกนั (ผอ. เขตการศึกษาลงนามในสัญญา)
-สง่ สัญญาไปสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พื้นฐาน
-แจง้ สถานศกึ ษาเพอื่ แจง้ ผู้ขออนุญาตทราบ
199
บทที่ 4
ความรอบรู้
1.โรค
โควิด-19
โรค COVID-19 คือ โรคติดเชื้อจากไวรัสชนิดหน่ึง ซ่ึงพบการระบาดในช่วงปี 2019 ท่ีเมืองอู่ฮ่ัน
ประเทศจีน โดยในตอนนั้นเราจะรู้จักกันโรคนี้ในชื่อว่า ไวรัสอู่ฮั่น ก่อนที่ภายหลังจะระบุเชื้อก่อโรคได้ว่าเป็น
เชอ้ื ในตระกูลโคโรนาไวรัส แต่เป็นสายพันธุ์ใหมท่ ่ีไม่เคยเกดิ ข้นึ มาก่อน ดังนั้น ทางองค์การอนามัยโลก จึงได้ต้ัง
ช่ือโรคติดต่อชนิดนี้ใหม่อย่างเป็นทางการ โดยมีชื่อว่า COVID-19 เพื่อไม่ให้เกิดรอยมลทินกับพื้นท่ีที่เกิดการ
ระบาดของโรคด้วย โคโรนาเป็นเชื้อไวรัสท่ีก่อให้เกิดโรคทางเดินระบบหายใจ มีมานานกว่า 60 ปี แล้ว และ
จัดเป็นเชื้อไวรัสตระกูลใหญ่ท่ีมีอยู่หลายสายพันธุ์ โดยชื่อโคโรนาก็มีท่ีมาจากลักษณะของเชื้อไวรัสท่ีรูปร่าง
คล้ายมงกุฎ (Corona เป็นภาษาละตินที่แปลว่ามงกุฎ) เนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้มีสารพันธุกรรมเป็น RNA มี
เปลือกหุ้มด้านนอกท่ีประกอบไปด้วยโปรตีนคลุมด้วยกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ไขมันเป็นปุ่ม ๆ ย่ืนออกไปจาก
อนุภาคไวรัส อธิบายง่าย ๆ คือเป็นเช้ือไวรัสที่มีหนามอยู่รอบตัว จึงสามารถเกาะตัวอยู่ในอวัยวะที่เป็น
เป้าหมายของเช้ือไวรัสได้ โคโรนาไวรัสเป็นเชื้อท่ีก่อโรคได้ท้ังในคนและสัตว์ เน่ืองจากตัวไวรัสมีสารพันธุกรรม
RNA ซึ่งมีโอกาสกลายพันธ์ุสูง สามารถติดเช้ือข้ามสปีชีส์กันได้ โดยเฉพาะในสถานท่ีที่มีการรวมตัวของสัตว์
อยา่ งหนาแน่น เชน่ ตลาดค้าสตั ว์ เป็นตน้ ดังนัน้ ตน้ ตอการแพรร่ ะบาดของโรคก็อาจจะมาจากสัตว์ปีก เชน่ นก
ค้างคาว ไก่ หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น ม้า ววั แมว สุนัข กระต่าย หนู อูฐ รวมไปถึงสัตว์เล้ือยคลานอย่างงู
เปน็ ต้น จริง ๆ แลว้ เราเจอกับโคโรนาไวรัสกันอยู่เนือง ๆ เพราะอย่างท่ีบอกวา่ โคโรนาไวรัสมีอยู่หลายสายพนั ธุ์
แต่ส่วนใหญ่จะไม่ก่อให้เกิดโรครุนแรง เป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา แต่ก็มีโคโรนาไวรัสบางสายพันธุ์ที่ก่ออาการ
รุนแรงจนถึงข้ันปอดอักเสบได้ เช่น โรคซาร์ส ท่ีมีสาเหตุมาจากโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ SARS-CoV ข้ามสปีชีส์
จากค้างคาวมาสู่ตวั ชะมด แล้วมาติดเช้ือในคน และโรคเมอร์ส ที่มีสาเหตุมาจากโคโรนาไวรัสสายพันธ์ุ MERS-
CoV ขา้ มสปชี ีส์จากคา้ งคาวสู่อูฐ และมาติดเชื้อในคน และล่าสุดกบั เชอื้ โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ท่ีก่อโรค COVID-
19 ซ่ึงเป็นโคโรนาไวรัสสายพันธ์ุใหม่แกะกล่อง โดยโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 มีช่ืออย่างเป็นทางการว่า
SARS-CoV-2 เป็นเช้ือไวรัสลำดับท่ี 7 ในตระกูล coronaviruses lineage B จีนัส betacoronavirus ท่ี
ก่อให้เกิดโรคในคน
200
วธิ ีปอ้ งกนั โคโรนาไวรสั ควรทำยงั ไง
1. หลกี เล่ยี งการอยู่ในพนื้ ทที่ ่ีมีการระบาดของโรค
2. สวมหนา้ กากอนามยั ซง่ึ จะชว่ ยลดความเสยี่ งในการสูดดมละอองฝอยขนาดใหญ่ได้ถึง 80%
3. อยหู่ า่ งจากผปู้ ่วย หรือผู้ที่มีอาการไอ จาม อย่างนอ้ ย 2 เมตร
4. ลา้ งมอื บ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังจบั หรือใช้ของสาธารณะ หลังเขา้ ห้องน้ำ และก่อนรบั ประทานอาหาร
5. หลีกเลี่ยงการเอามือสัมผสั ใบหนา้ และดวงตา
6. กินอาหารปรุงรอ้ น สดใหม่ และใช้ช้อนกลางทกุ ครัง้
ไวรัส RSV
ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นเช้ือไวรัสชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุของการติดเช้ือ
ทางเดินหายใจท้ังส่วนบนและส่วนล่าง สามารถเกิดการติดเช้ือได้ท้ังในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ส่วนมากแล้วมักเกิด
ในเดก็ เลก็ ๆ ท่อี ายุต่ำกว่า 3 ปี สำหรับในประเทศไทยอาจพบการระบาดได้บ่อยในช่วงฤดฝู นหรอื ช่วงปลายฝน
ต้นหนาว การติดต่อของเช้ือ RSV นี้สามารถติดต่อผ่านสารคัดหล่ังต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น น้ำมูก น้ำลาย
ละอองจากการไอ จาม โดยเฉพาะการติดต่อจากการสัมผัส ซ่ึงหากเด็กได้รับเชื้อ ระยะฟักตัวของโรคจะอยู่ที่
ประมาณ 5 วัน โดยในช่วง 2 – 4 วันแรกมักมีอาการคล้ายไข้หวดั ธรรมดา เช่น ไข้ ไอ จาม น้ำมกู ไหล เมอ่ื การ
ดำเนินโรคมีมากข้ึนส่งผลให้ทางเดินหายใจส่วนล่างมีการอักเสบตามมา ทำให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบ กล่อง
เสียงอักเสบ และโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ ในบางรายเกิดอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง ไอแรง หอบเหน่ือย
หายใจมีเสียงครืดคราด มีเสมหะในลำคอมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการท่ีต้องพึงระวัง คือ หากมีอาการไข้สูง
มากกว่า 39 องศาเซลเซียส ไอจนอาเจียน หายใจเร็วหอบจนชายโครงหรืออกบุ๋ม หายใจออกลำบากหรือ
หายใจมีเสียงวี้ด (Wheezing) รับประทานอาหารหรือนมได้น้อย ซึมลง ปากซีดเขียว เพราะผู้ป่วยที่มีอาการ
หนัก มโี อกาสเสียชีวติ เนือ่ งจากระบบทางเดนิ หายใจลม้ เหลวไดส้ ูง
การรกั ษา RSV
ปจั จุบันยังไม่มียารักษาโรคติดเช้ือไวรัส RSV โดยตรง แต่ใช้วิธีการรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลด
ไข้ แก้ไอละลายเสมหะ ในเด็กบางรายที่มีเสมหะเหนียวมาก ต้องทำการพ่นยาขยายหลอดลมผ่านทาง
ออกซิเจนละอองฝอย เคาะปอด และดูดเสมหะออก จะช่วยลดความรุนแรงของอาการไอและอาการหายใจ
หอบเหนื่อยได้ โรคติดเช้อื ไวรสั RSV ใช้เวลาในการฟื้นไขป้ ระมาณ 1 – 2 สปั ดาห์ ไวรัสชนิดน้ีทำให้เกิดอาการ
ได้ตั้งแตไ่ ขห้ วัดธรรมดา รวมถึงอาการรนุ แรงเป็นปอดบวมซ่ึงเป็นอนั ตรายต่อชีวติ ลกู น้อยได้ เชอ้ื ไวรัสนี้มีโอกาส
กลับมาเป็นซำ้ ไดอ้ ีกหากร่างกายอ่อนแอ
การป้องกันการติดเช้ือ RSV ทำได้โดยการรักษาความสะอาด ผู้ปกครองควรดูแลความสะอาดให้ดี
หมั่นล้างมือตัวเองและลูกน้อยบ่อย ๆ เพราะการล้างมือสามารถลดเช้ือที่ติดมากับมือทุกชนิดได้ถึงร้อยละ 70
ควรรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะครบ 5 หมู่ และให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายในอากาศ
201
ที่ถ่ายเท ไม่อยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง ปกติแล้วในผู้ใหญ่มักไม่
ตดิ เชอื้ โรคนี้ เพราะมีภมู ิคุ้มกันท่ีแขง็ แรงพอ แตผ่ ใู้ หญม่ โี อกาสสมั ผสั เชอ้ื น้ไี ด้ และหากไม่ล้างมือให้สะอาดกอ็ าจ
ทำใหเ้ ด็กเลก็ ติดเชือ้ จากผใู้ หญ่ได้
สง่ิ แวดลอ้ ม
ฝุ่น PM2.5
คือ ฝุ่นละอองท่ีมีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือมีขนาดประมาณ 1 ใน 25 ของเส้นผ่านศูนย์กลาง
ของเส้นผมมนุษย์
ฝุ่นขนาดเล็กจวิ๋ น้ี เกดิ ขึ้นจากกิจกรรมหลายชนิด อาทเิ ชน่ การเผาไหมข้ องเคร่ืองยนต์ และการก่อสรา้ ง ซ่งึ เป็น
2 สาเหตหุ ลักของมลพิษทางอากาศในเมอื งใหญ่
ฝุ่น PM2.5 เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะสามารถเดินทางผ่านทางเดินหายใจสู่ปอดและกระแสเลือดได้ง่าย
เพิ่มโอกาสของโรคหัวใจและโรคเก่ียวกับทางเดินหายใจ และต้องป้องกันด้วยการสวมใส่หน้ากากอนามัยที่ได้
มาตรฐานปอ้ งกนั ฝุ่นขนาดเลก็ โดยเฉพาะ
ในระดับที่เร่ิมมีผลกระทบต่อสุขภาพ หรือเกณฑ์สีส้ม (101-200 มคก./ลบ.ม.) ประชาชนกลุ่มเสี่ยงท่ีควร
หลีกเลี่ยงทางเดินหายใจ โรคปอด ที่อยูใ่ นพืน้ ท่ีฝุ่นละออง PM2.5 เกินคา่ มาตรฐาน ควรลดระยะเวลาในการทำ
กจิ กรรมกลางแจง้ สวมใส่หน้ากากป้องกนั ฝุ่นละออง PM2.5 ขณะอยูก่ ลางแจ้ง หากมีอาการผิดปกติควรรบี ไป
พบแพทย์
PM 2.5 สง่ ผลตอ่ ร่างกายเด็ก
จมูก อวัยวะท่ีได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรก เพราะเด็กๆ ต้องหายใจเอาอากาศที่เจือปนด้วยฝุ่นละอองและ
ควันพษิ เข้าสู่ร่างกาย อาการเบ้ืองต้นจะทำให้เด็กแสบจมกู เวลาหายใจ มีน้ำมกู ไหล หายใจลำบาก ไอค่อกแค่ก
และรสู้ ึกเจบ็ คอ
ผิวหนัง เด็กๆ ยังมีภูมิต้านทานน้อย หากฝุ่น PM 2.5 สัมผัสกับผิวหนังแล้ว ทำให้การทำงานของเซลล์ผิวหนัง
ผดิ ปกติ อาจเกิดอาการผืน่ คันได้
ตา ถ้าฝุ่นละอองเข้าตา จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองตา ตาแดง แสบตา ตาไม่สามารถสู้แสงแดดได้ แล้วยัง
ทำใหเ้ กดิ โรคเกีย่ วกับดวงตา เชน่ ตาแดง ตอ้ เน้อื ต้อลม และตากงุ้ ยิงได้
สมอง ฝนุ่ PM 2.5 มอี นุภาคขนาดเล็กมากจนสามารถผ่านการกรองของร่างกายตามปกติ และเข้าส่รู ่างกายได้
หลายช่องทาง รวมถึงเข้าสู่สมองได้ เม่ือได้สมองมีการสะสมของฝุ่น PM 2.5 ในปริมาณมาก จะทำเด็กมี
ผิดปกติทางด้านพัฒนาการทางสติปัญญา พัฒนาการเด็กช้าลง มีปัญหาการได้ยิน การพูด และยังทำให้เกิด
ภาวะสมาธสิ นั้ (Attention Deficit) และภาวะออทิซึม (Autism) เพมิ่ ในเดก็ สูงถึง 68%
ปอด ฝุ่น PM 2.5 มีขนาดเล็กมาพอมีแทรกตัวผ่านด้านต่างๆ มาจนถึงปอด หากสะสมอยู่ในภายในร่างกายไป
นานเข้าจะเกิดเป็นโรคถุงลมโป่งพอง โรคหลอดลมปอดอุดก้ันเรื้อรัง โรคหลอดลมอักเสบ โรคปอดอักเสบ โรค
หอบหดื โรคมะเรง็ ระบบทางเดนิ หายใจ
202
หัวใจ เพราะมีขนาดเล็กมากจนทะลุผ่านกลไกร่างกายท่ีธรรมชาติออกแบบมาได้อย่างง่ายดาย และ
แพร่กระจายเข้าสู่หลอดเลอื ดแดงที่ออกสูห่ ัวใจ
ในระยะสั้นๆ ท่ีได้รับฝุ่น PM 2.5 เข้าสู่ร่างกาย จะกระตุ้นให้ร่างกายเข้าใจว่าก้อนไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกาย
จะแตก ทำใหร้ ีบมีการส่งล่ิมเลอื ดมาอุดแผลไว้ แต่ปรากฎระบบกลไกลของร่างกายเขา้ ใจผิด ทำให้เส้นเลือดอุด
ตัน จนเกิดอาการแน่นหน้าอก หัวใจเต้นผิดจังหวะ หากได้สูดดมฝุ่นละออง PM 2.5 เป็นระยะเวลายาวนาน
เวลาหายใจเข้าไปแล้วฝุ่นเดินทางเข้าสู่หลอดเลือด จะไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในหลอดเลือด และนำไปสู่
อาการหลอดเลอื ดหวั ใจตีบในท่ีสุด
หลอดเลอื ดฝนุ่ ละอองเลก็ ๆ ในหลอดเลอื ด ทำใหเ้ กดิ ภาวะหลอดเลอื ดอักเสบ และภาวะหลอดเลือดหดตวั ได้
ดา้ นสังคม
การปกครอง
1. ระยะที่ 1 ยุคก่อนราชอาณาจักรสุโขทัย (ก่อนปี พ.ศ. 1761)ในระยะก่อนปี พ.ศ. 1761 อำนาจของ
อาณาจักรเขมรรุ่งเรืองมากในดินแดนสวุ รรณภมู ิ โดยมศี ูนย์กลางอำนาจทางลุ่มแม่น้ำเจา้ พระยาอยทู่ ่ีเมอื งละโว้
(ลพบุรี) เขมรมีการปกครองแบบราชาธิปไตย กษัตริย์จะส่งขุนนางมาปกครองเมืองบริวาร โดยเมืองบริวารจะ
ส่งส่วยเป็นบรรณาการให้แก่พระนครหลวง ขณะเดียวกันบางถิ่นอาจเป็นอิสระมีอำนาจปกครองตัวเองแบบ
นครรัฐ กลุ่มชนคงไม่ใหญ่โต ผู้ปกครองเป็นผู้ท่ีได้รับการยกย่องจากกลุ่มชนให้เป็นผู้ปกครองบริเวณที่มี
ความสำคัญไดแ้ ก่ เมืองศรเี ทพ บริเวณวดั จฬุ ามณี และบรเิ วณเมืองสโุ ขทัย และเมอื งศรสี ัชนาลัย
2. ระยะท่ี 2 ยุคอาณาจักรสุโขทัยตอนต้น (พ.ศ. 1761-1921การปกครองในยุคนี้วางรากบานลงแบบการ
ปกครองครัวเรือน จุดเร่ิมต้นเร่ิมที่ “พ่อครัว” ทำหน้าท่ีปกครอง ครอบครัวหลาย ๆ ครอบครัวรวมกัน
เป็น “เรอื น” หวั หน้าก็คอื “พ่อเรือน” หลาย ๆ เรือนรวมกนั เปน็ หมูบ่ ้านมีหวั หน้าเรยี กว่า “พ่อบ้าน” หลาย ๆ
หมู่บ้านรวมกันเรียกว่า “เมือง” หัวหน้าคือ “พ่อเมือง” และพ่อขุน คือผู้ปกครองประเทศ หรือผู้ปกครองทุก
เมืองนั่นเอง
แม้วา่ อำนาจสูงสุดและเดขาดจะรวมอยู่ที่พ่อขุนเพียงคนเดียว แต่ด้วยการจำลองลักษณะครอบครวั มา
ใช้ในการปกครอง พ่อขุนปกครองประชาชนในลกั ษณะบิดาปกครองบุตร คือ ถือตนเองเป็นพ่อของราษฎร พ่อ
ขุนเกอื บทกุ พระองคใ์ ช้อำนาจในลกั ษณะใหค้ วามเมตตาและเสรภี าพแกร่ าษฎรตามสมควร
อาณาเขตของสโุ ขทยั ในแผน่ ดินสุโขทยั กวา้ งขวางใหญโ่ ตมาก
ศิลาจารึกหลักท่ี 1 กล่าวว่า “...มีเมืองกว้างช้างหลาย ปราบเบ้ืองตะวันออกรอดสระหลวง สอง
แคว ลุมบาจายสคาเท้าฝ่ังของเถิงเวียงจันทน์ เวียงคำ เป็นที่แล้ว เบื้องหัวนอนรอดคนที พระบางแพรก
สุพรรณภูมิ ราชบุรี เพชรบุรีศรีธรรมราช ฝั่งทะเลเป็นทีแล้ว เบ้ืองตะวันตกรอดเมืองแอด เมืองหงสาวดีสมุทร
หาเป็นแดน เบื้องตีนนอนรอดเมืองแพร่ เมืองมาน เมืองพลัว พ้นฝั่งของเมืองชาว...” นักประวัติศาสตร์ท่ัวไป
เชอื่ ว่า สุโขทัย เป็นราชธานีแห่งแรกของชาวไทยในแหลงอินโดจีนตอนกลาง และลักษณะการปกครองหัวเมือง
ในสมยั พอ่ ขนุ รามคำแหงมหาราชแบง่ ออกเปน็ 3 ประเภท คือ
203
1. หวั เมืองชั้นใน ได้แก่ เมืองหน้าด่านหรือเมอื งลูกหลวง ล้อมรอบราชธานี ท้ัง 4 ด้าน คอื ศรีสัช
นาลัย (ดา้ นหน้า) สองแคว (ดา้ นตะวันออก) สระหลวง (ดา้ นใต)้ และชากงั ราว (ดา้ นตะวันตก) การปกครองหัว
เมืองชน้ั ในนัน้ ขึ้นอยู่กบั สโุ ขทยั โดยตรง
2. หัวเมืองช้ันนอก ได้แก่ เมืองท้าวพระยามหานคร ท่ีมีผู้ดูแลโดยตรงแต่ข้ึนอยู่กับสุโขทัย ใน
รูปลักษณะของการสวามิภักด์ิในฐานะเป็นเมืองข้ึนหรือเมืองออก หัวเมืองชั้นนอกมี แพรก อู่ทอง ราชบุรี
ตะนาวศรี แพร่ หล่มสัก เพชรบูรณ์ และศรเี ทพ
3. เมืองประเทศราช ได้แก่เมืองที่เป็นชาวต่างภาษา มีกษัตริย์ปกครองขึ้นกับสุโขทัย ในฐานะ
ประเทศราช มีนครศรีธรรมราช มะละกา ยะโฮร์ ทะวาย เมาะตะมะ หงสาวดี น่าน เซา่ เวียงจันทน์ และเวียง
คำ
3. ระยะท่ี 3 ยุคอาณาจักรสุโขทัยตอนหลาย (พ.ศ. 1921-1981) ในปี พ.ศ. 1921 ซึ่งตรงกับสมัยของพระ
มหาธรรมราชาที่ 2 ของพาราจักรสุโขทัย ได้ยอมอยู่ใต้อำนาจการปกครองของอยุธยา โดยเฉพาะอย่างย่ิงการ
รบทีเมืองชากังราวท่ีกระมหาธรรมราชาออกถวายบังคมต่อพระบรมราชาธิราชท่ี 1 แห่งอาณาจักรอยุธยาการ
เปลี่ยนแปลงในท้องถิ่นคร้ังน้ีท่ีสำคัญ คือ การที่อยุธยาพยายามทำลายศูนย์กลางของอาณาจักรสุโขทัย คือ
แบ่งแยกอาณาจกั สุโขทยั เปน็ 2 สว่ น คือ
1. บริเวณลุ่มแม่น้ำยม แม่น้ำน่าน ให้มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองสองแคว ให้กษัตริย์ของสุโขทัย
ปกครองต่อไป และอยู่ในอำนาจของอยธุ ยาในฐานะประเทศราช
2. บรเิ วณลุ่มแม่น้ำปิง ให้มีศนู ย์กลางที่เมืองชากังราว และขน้ึ ตรงต่ออยุธยาขณะเดียวกันอยุธยา
ก็พยายามผนวกอาณาจักรสุโขทัยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอยุธยา และประสบความสำเร็จในสมัยพระบรม
ราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) สำหรับลักษณะการปกครองท่ีปรากฏในระยะนี้ เป็นแบบผสมระหว่างสุโขทัย
และรบั อิทธพิ ลการปกครองแบบราชาธปิ ไตยของอยธุ ยาเขา้ ไปด้วย ในระยะนี้นับว่าเมืองสองแควมีความสำคัญ
ทีส่ ดุ ขณะเดียวกันเมืองสุโขทัยเกา่ กค็ อ่ ย ๆ ลดความสำคัญลง
4. ระยะท่ี 4 ยุคกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยรัชกาลท่ี 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 1981-2537)ในยุคน้ี
แนวความคิดเก่ียวกับกษัตริย์เปลี่ยนแปลงไปตามคติพราหมณ์ ซึ่งพวกเขมรเป็นผู้นำมาโดยถือว่ากษัตรยิ ์เป็นผู้
ไดร้ ับอำนาจจากสวรรค์ หรือเปน็ พระเจ้าบนมนุษยโ์ ลก ลกั ษณะการปกครองจงึ เป็นแบบนายปกครองบ่าว หรือ
เจ้าปกครองข้า
ในสมัยพระบรมรามาธิบดีท่ี 1 ทรงวางระบบการปกครองส่วนกลางแบบ “จตุสดมภ์” ตามแบบ
ของขอม มีกษตั ริย์เปน็ ผู้ปกครองสูงสุด และมีเสนาบดี 4 คน คือ ขุนเมือง ขุนวงั ขุนคลงั และขุนนา เป็นผูช้ ่วย
ดำเนินการมหี นา้ ท่ดี ังน้.ี ..
204
1. เมืองรับผดิ ชอบด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและปราบปรามโจรผ้รู า้ ย
2. วงั มหี น้าที่เกี่ยวกบั ราชสำนักและตดั สนิ คดคี วามต่าง ๆ
3. คลัง มีหน้าทเ่ี ก่ียวกับดา้ นคลงั การคา่ และภาษีอากรประเภทตา่ ง ๆ
4. นา มหี นา้ ท่รี ับผิดชอบเกย่ี วกับด้านการเกษตร
สำหรับการปกครองส่วนภูมภิ าคหรอื หัวเมืองตา่ ง ๆ ในระยะแรกพระรามาธบิ ดีท่ี 1 ทรงเลียนแบบการปกครอง
ของสุโขทัย คือ มีหัวเมืองชันใน ชน้ั นอก และหัวเมืองประเทศราช แต่ตอ่ มาในสมัยสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ
ได้ทำการปฏิรูปการปกครองหัวเมือง ให้มีลักษณะการรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง คือ เมืองหลวงมากขึ้น โดย
ขยายอาณาเขตให้หัวเมืองช้ันในกว้างขวางขึ้นกว่าเดิม หัวเมืองชั้นนอกกำหนดเป็นหัวเมืองช้ันเอก โท ตรี
ตามลำดับตามขนาดและความสำคัญของเมือง โดยทางส่วนกลางจะส่งขุนนาง หรือพระราชวงศ์ไปทำการ
ปกครองแตส่ ำหรับเมืองประเทศราช ยังปลอ่ ยให้มีอสิ ระในการปกครองเช่นเดิม นอกจากนส้ี มเด็จพระบรมไตร
โลกนาถ ได้ทรงปรับปรุงระบบบริหารข้ึนใหม่ โดยแยกการบริหารออกเป็นฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร มีสมุ
หนายกเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลเรือน บริหารกิจการเกี่ยวกับเมือง วัง คลัง และนา และมีสมุหกลาโหมรับผิด
ขอบด้านการทหารและการปอ้ งกันประเทศ แต่ภายหลงั ในสมยั สมเด็จพระเพทราชา ราว พ.ศ. 2234 ทั้งสมุห
นายกและสมุหกลาโหมต้องทำงานทั้งด้านทหารและพลเรือนพร้อมกัน โดยสมุหกลาโหมปกครองทั้งฝ่ายพล
เรือนและทหารในหวั เมอื งด้านใต้ และสมุหนายก ปกครองทงั้ ฝ่ายพลเรือนและทหารในหัวเมืองด้านเหนือ
ตั้งแต่สมยั สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถเป็นต้นมาถงึ สมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสนิ ทร์ (พ.ศ.
1981-2437) ฐานะของเมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรสุโขทัย เดิมต้องเปลี่ยนแปลงไปตามขนาดและความสำคัญ
ของเมอื ง คอื
1. หวั เมืองช้นั นอก ได้แก่ เมืองสองแคว
2. หัวเมอื งช้นั โท ได้แก่ เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย เมอื งชากังราว และเมืองเพชรบูรณ์
3. หัวเมอื งชัน้ ตรี ได้แก่ เมืองพิชัย เมืองสระหลวง (พจิ ิตร) เมอื งพระบาง (นครสวรรค)์
4. ระยะที่ 5 ยุคการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล (พ.ศ. 2437-2476)
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน โดยได้ทรงยกเลิก
ตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี 2 ตำแหน่ง คือ สมุหนายก และสมุหกลาโหม รวมทั้งจตุสดมภ์ด้วย ได้จัดระเบียบ
บริหารราชการออกเป็นกระทรวง ตามแบบอารยประเทศ และให้มีเสนาบดีเป็นผู้ว่าการแต่ละกระทรวง
กระทรวงทต่ี ้ังขึ้นมที งั้ หมด 12 กระทรวง
หลังจากจัดหน่วยบริหารส่วนกลาง โดยมีกระทรวงมหาดไทยในฐานะเป็นส่วนราชการท่ีเป็น
ศูนยก์ ลางอำนวยการปกครองประเทศและคุมหวั เมืองทั่วประเทศแล้วการจัดระเบียบการปกครองต่อมาก็จดั ต้ัง
หน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาค ซ่ึงมีสภาพและฐานะเป็นตัวแทนหรือหน่วยงานประจำท้องท่ีของ
กระทรวงมหาดไทยขึ้น อันได้แก่ การจัดการปกครองแบบเทศาภิบาล ซึ่งถือได้ว่าเป็นระบบการปกครองอัน
สำคัญยิ่ง ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนำมาใช้ปรับปรุงระเบียบบริหาร
205
ราชการแผ่นดินสว่ นภูมิภาค ในสมัยนั้นการปกครองแบบเทศาภิบาล เป็นการปกครองส่วนภูมภิ าคชนิดหน่ึง ท่ี
สว่ นกลางจัดส่งข้าราชการส่วนกลางออกไปบรหิ ารราชการในท้องที่ต่างๆ โดยได้แบ่งการปกครองประเทศ เป็น
ขนาดลดหลั่นกันเป็นข้ันอันดับไป คือ เป็นมณฑล มีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ปกครองถัดจากมณฑล คือเมือง
(สมัยรัชกาลท่ี 6 เรียกว่าจังหวัด) มีเจ้าเมือง (ผู้ว่าราชการจังหวัด) เป็นผู้ปกครองเมืองแบ่งออกเป็นอำเภอ มี
นายอำเภอเป็นผู้ปกครอง ท้ังสามส่วนน้ีปกครองโดยข้าราชการท่ีได้รับแต่งต้ังจากกระทรวงมหาดไทย อำเภอ
นั้นแบ่งออกเป็นตำบล มีกำนัน ซึ่งเป็นผู้ท่ีผู้ใหญ่บ้านเลือกเป็นผู้ปกครองตำบล แบ่งออกเป็นหมู่บ้าน มี
ผู้ใหญ่บ้านซงึ่ ได้รับการเลือกตงั้ จากประชาชนในหม่บู ้านเปน็ ผูป้ กครอง
ในปี พ.ศ. 2437 เป็นปีแรกที่ได้วางแผนงานจัดระเบียบการบริหารมณฑลแบบใหม่เสร็จ
กระทรวงมหาดไทยได้จัดตงั้ มณฑลเทศาภบิ าลขึ้น 3 มณฑล คือ มณฑลปราจนี บุรี มณฑลนครราชสีมา มณฑล
พิษณุโลก (เมอื งที่อยู่ในมณฑลนี้ได้แก่ เมืองพจิ ิตร เมืองพิชยั เมืองสวรรคโลก) และทรงโปรดเกล้าฯ ให้โอนหัว
เมอื งท้ังปวงซึ่งเยขึน้ กับกระทรวงกลาโหมและกระทรวงต่างประเทศมาขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย กระทรวง
เดยี ว จึงได้รวมหวั เมืองจดั เปน็ มณฑลราชบุรขี ้นึ อีกมณฑลหนึ่ง
พ.ศ. 2438 ได้รวมหัวเมืองจัดเป็นมณฑลข้ึนอีก 2 มณฑล คือ มณฑลนครชัยศรี มณฑล
นครสวรรค์ และมณฑลกรุงเก่า และได้แก้ไขระเบียบการจัดมณฑลฝ่ายทะเลตะวันตก คือ ตั้งเป็นมณฑลภูเก็ต
ใหเ้ ขา้ รปู ลกั ษณะของมณฑลเทศาภิบาลอกี มณฑลหนึง่
พ.ศ. 2493 ได้รวมหัวเมืองมณฑลเทศาภิบาลข้ึนอีก 2 มณฑล คือ มณฑลนครศรีธรรมราชและ
มณฑลชุมพร
พ.ศ. 2440 ได้รวมหัวเมืองมะลายูตะวันออกเป็นมณฑลไทรบุรี และในปีเดียวกันได้ตั้งมณฑล
เพชรบรู ณข์ ึน้ อกี มณฑลหนง่ึ
พ.ศ. 2443 ได้เปลี่ยนแปลงสภาพของมณฑลเก่า ๆ ที่เหลืออยู่อีก 3 มณฑล คือ มณฑลพายัพ
มณฑลอุดร และมณฑลอสี าน ให้เป็นมณฑลเทศาภบิ าล
พ.ศ. 2447 ยบุ มณฑลเพชรบรู ณ์ เพราะเห็นวา่ ส้ินเปลืองค่าใชจ้ ่าย
พ.ศ. 2449 จัดตงั้ มณฑลปัตตานี และมณฑลจันทบุรี (มีเมืองจนั ทบรุ ี ระยอง และตราด)
พ.ศ. 2450 ตัง้ มณฑลเพชรบรู ณ์ ขึ้นอีกครงั้ หน่งึ
พ.ศ. 2455 ไดแ้ ยกมณฑลอสี านออกเปน็ 2 มณฑล มีชอ่ื ใหม่วา่ มณฑลอุบลและมณฑลร้อยเอ็ด
พ.ศ. 2458 จัดต้งั มณฑลมหาราษฎรข์ ึน้ โดยแยกออกจากมณฑลพายัพ
206
6. ระยะท่ี 6 ยุคหลัง พ.ศ. 2475
การปรับปรุงระเบียบการปกครองหัวเมืองเม่ือมีการเปล่ียนแปลงการปกครองประเทศมาเป็น
ระบบประชาธิปไตยนั้นปรากฏตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 จัด
ระเบียบราชการบริหารสว่ นภมู ิภาคออกเป็นจังหวัดและอำเภอจังหวัดมีฐานะเป็นหน่วยบริหารราชการแผ่นดิน
มีข้าหลวงประจำจังหวัดและกรมการจังหวัดเป็นผู้บริการ เม่ือก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองนอกจากจะแบ่ง
เขตการปกครองออกเป็นจังหวัดและอำเภอแล้ว ยังแบ่งเขตการปกครองออกเป็นมณฑลด้วย เมื่อได้มีการ
ประกาศใช้พระราชบญั ญตั ิระเบยี บราชการบรหิ ารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 จึงได้ยกเลิกมณฑลเสีย
เหตทุ ย่ี กเลิกเนอ่ื งจาก
1. การคมนาคม ส่ือสาร สะดวกรวดเร็วข้ึนกวา่ แต่ก่อน สามารถทจ่ี ะส่งั การตรวจตราสอดสอ่ งได้ท่วั ถงึ
2. เพอ่ื ประหยดั ค่าใชจ้ า่ ยของประเทศใหน้ ้อยลง
3. เหน็ ว่าหนว่ ยมณฑลซ้อนกบั หน่วยจงั หวัด จังหวัดรายงานกิจการต่อมณฑล มณฑลรายงานต่อกระทรวงเป็น
การชกั ช้าโดยไมจ่ ำเป็น
4. รัฐบาลในสมัยเปล่ียนแปลงการปกครองใหม่ ๆ มีนโยบายท่ีจะให้อำนาจแก่ส่วนภมู ภิ าคย่ิงขนั้ และการที่ยุบ
มณฑลก็เพ่อื ให้จังหวดั มอี ำนาจน่นั เอง
5. ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2495 รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินอีกฉบับหนึ่ง ในส่วนที่
เกยี่ วกับจังหวดั มหี ลักการเปล่ียนไปจากเดมิ ดังนี้
5.1 จังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลแต่จังหวัดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบบริหารแห่ง
ราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 หามีฐานะเปน็ นิติบุคคลไม่
5.2 อำนาจบริหารในจังหวัดซ่ึงแต่เดิมตกอยู่แก่คณะบุคคล ได้แก่ คณะกรมการจังหวัดน้ัน ได้
เปล่ยี นแปลงมใอยู่กบั บุคคลคนเดยี ว คอื ผวู้ ่าราชการจังหวัด
5.3 ในฐานะของกรมการจังหวัด ซึ่งเดิมเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ในจังหวัด ได้
กลายเปน็ คณะเจ้าหน้าที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจงั หวดั
ต่อมา ได้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตามประกาศคณะ
ปฏิวัติฉบับที่ 218 ลงวันท่ี 29 กันยายน 2515 โดยจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นจังหวัด และ
อำเภอ
กลา่ วโดยสรุปการปกครองสว่ นภูมิภาค อาศัยกฎหมาย 2 ฉบับ เป็นแมบ่ ท คอื พระราชบัญญตั ิลกั ษณะปกครอง
ท้องที่ พ.ศ. 2457 และประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับท่ี 218 ลงวันท่ี 29 กันยายน 2519 ซึ่งกำหนดรูปแบบของ
หนว่ ยบริหารขอบเขตอำนาจหนา้ ที่ความรับผดิ ชอบของผ้บู รหิ ารในระดบั ต่าง ๆ
207
7. ระยะที่ 7 ยคุ ปัจจุบนั
ได้มีการปรบั ปรุงกฎหมายเกยี่ วกบั การบริหารราชการแผ่นดิน การปกครองสว่ นท้องถ่ิน ดงั นี้
1. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ได้จัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน
ออกเปน็ สว่ นกลาง สว่ นภูมิภาค และสว่ นทอ้ งถ่ิน
2. พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ได้กำหนดให้รูปแบบการปกครอง
ตำบลเป็นนิติบุคคล มีผู้แทนประชาชนจากหมู่บ้านต่าง ๆ ประกอบเป็นสภาตำบล ทำหน้าที่บริหารงานของ
ตำบล ส่วนตำบลที่เข้าหลักเกณฑ์ตามท่ีกฎหมายกำหนดได้ยกฐานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เรียกว่า
องค์การบริหารส่วนตำบล มีฐานะเป็นนิติบุคคล จากผลของกฎหมายฉบับดังกล่าว ทำให้จังหวัดสุโขทัยมี
องค์การบรหิ ารสว่ นตำบล จำนวน 77 แหง่ โดยไดจ้ ดั ตั้งดังน้ี
1. ปี พ.ศ. 2538 จำนวน 1 แห่ง
2. ปี พ.ศ. 2539 จำนวน 45 แหง่
3. ปี พ.ศ. 2540 จำนวน 31 แห่ง
4. ปี พ.ศ. 2541 มสี ภาตำบลจำนวน 6 แห่ง
3. พระราชบัญญตั ิองคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวดั พ.ศ. 2540 ได้ปรับปรงุ รูปแบบการบริหาร โดยให้นายกองค์การ
บรหิ ารสว่ นจังหวัด มาจากการเลือกตัง้
การเมือง
ปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 เกิดเหตุการณ์ท่ีสำคัญมากกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย คือการปฏิวัติ
นำโดยคณะราษฎร เพ่ือทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบ
ประชาธิปไตยซ่ึงเป็นการปกครองที่ให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ วันท่ี 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 กำลัง
ทหารบก ทหารเรือ ก็ได้มารวมกันท่ีพระที่นั่งอนันตสมาคม ทั้งหมดเป็นกองกำลังในพระนคร บุคคลเหล่านี้มา
รวมกันโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว จากคำส่ังปลอมท้ังของกองทัพบกและกองทัพเรือ ส่วนนายทหารอ่ืน ๆ ท่ีคุมกำลัง
ได้ตามเสด็จไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวท่ีพระราชวังไกลกังวล หัวหิน พวกที่รู้ตัว ได้แก่ ผู้นำก่อการเปลี่ยนแปลงการ
ปกครอง ซึ่งได้ถือโอกาสประกาศคำส่ังของคณะปฏิวัติต่อทหารบกและทหารเรือที่มาชุมนุมกัน ณ ที่นั้น ผู้ที่
ประกาศคำส่ังของคณะปฏิวัติก็คือ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งข้ึนไปยืนอยู่บนรถถังร้องประกาศแก่
เห ล่าท ห ารท่ี มาชุม นุ มกัน ว่า บั ดน้ี คณ ะราษ ฎ รได้ท ำการยึดอำน าจการป กครองจากรัฐบ าล
สมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพื่อท่ีจะจัดตั้งรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยขึ้นปกครองประเทศ ทหารท้ังหลายพา
กันโห่ร้องต้อนรับคณะปฏิวัติ เน่ืองจากมีความไม่พอใจระบอบการปกครองแบบเก่าอยู่แล้ว แต่บางคนก็จำใจ
ทำไปอย่างสับสนต่อเหตุการณ์ขณะนั้น คณะปฏิวัติได้ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้โดยส้ินเชิง และได้เชิญเจ้านาย
208
และพระราชวงศ์บางพระองค์ท่ีคุมกำลังทหารมากักไว้โดยให้ประทับอยู่ภายในพระน่ังอนันตสมาคมเพื่อเป็น
องค์ประกันของคณะราษฎร โดยเฉพาะสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราช
อำนาจมากท่ีสุด โดยคุมกำลังทหารและพลเรือนของประเทศส่วนใหญ่ไว้ และได้ทูลให้ลงพระนามประกาศท่ี
คณะราษฎรนำมาถวายซึ่งมีข้อความว่า ด้วยตามที่คณะราษฎรได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ได้โดยมี
ความประสงค์ข้อใหญ่ท่ีจะให้ประเทศสยามได้มีธรรมนูญการปกครองแผ่นดินน้ัน ข้าพเจ้าขอให้ท หาร
ข้าราชการ และราษฎรท้ังหลายจงช่วยกันรักษาความสงบ อย่าให้เสียเลือดเน้ือ ของคนไทยด้วยกันโดยไม่
จำเป็นเลย” คณะปฏิวัติได้อาศัยประกาศนี้ซึ่งเป็นเสมือนคำรับรองจากผู้มีอำนาจสูงสุดขณะนั้นออกคำสั่งให้
ส่วนราชการทุกแห่งทั่วประเทศรวมทั้งกำลังทหารหัวเมืองควรปฏิบัติหน้าทไ่ี ปตามปกติ โดยไม่มกี ารหยุดชะงัก
ใด ๆ เลย ฝ่ายพลเรือนของคณะปฏิวัตินำโดยนายควง อภัยวงศ์ ได้ปฏิบัติงานในวันน้ีด้วยเช่นกัน โดยออก
ตระเวนตัดสายโทรเลข โทรศัพท์ ทั้งพระนครธนบุรี เพ่ือปิดก้ันการติดต่อสื่อสารและส่ังการในสายการบังคับ
บัญชาหรือติดต่อกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวซ่ึงพระองค์ทรงประทับอยู่ ณ พระราชวังไกลกังวล
หัวหนิ ส่วนนายปรดี ี พนมยงค์ มันสมองของคณะปฏิวตั ิได้จัดทำแถลงการณ์ของคณะปฏวิ ัตเิ พื่อแจกและแถลง
ต่อสื่อมวลชนในวันปฏิวัติน้ันด้วยเช่นกัน เม่ือเหตุการณ์ภายในพระนครวังเป็นไปด้วยดี คณะราษฎรก็ได้ทำ
หนังสือราชการซึ่งลงนามโดยพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา พันเอกพระยาทรงสุรเดช และพันเอกพระยาฤ
ทธิอัคเนย์ส่งไปกราบถวายบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน และอัญเชิญใน
หลวงกลับสู่พระนครเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินซึ่งคณะราษฎรได้ร่างขึ้น ในวันท่ี 25
มิถุนายน 2475 คณะราษฎรก็ได้รับคำตอบจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจากหัวหิน แจ้งว่าพระองค์ทรง
ยอมรับความส้ินสุดแห่งพระราชอำนาจสทิ ธิของพระองค์ และทรงรับทราบถงึ การต้ังรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย
ในแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขของประเทศ พระองค์ได้ทรงมีรบั สั่งด้วยว่า พระองค์เองก็ได้ทรง
คิดท่ีจะให้ประเทศไทยได้มีรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้วเหมือนกันและทรงตั้งพระทัยว่า พระองค์จะ
ทรงดำรงตำแหน่ง องคพ์ ระประมุขของรฐั และได้ทรงพระราชทานอภัยโทษโดยลงพระปรมาภิไธยในกฎหมาย
นิรโทษกรรมซึ่งร่างข้ึนทูลถวายโดยหลวงประดิษฐ์มนูธรรม นิรโทษกรรมให้แก่คณะราษฎรผู้ยึดอำนาจการ
ปกครองแผ่นดินในครั้งนั้น รวมความแล้วความสำเร็จในการปฏิวัติครั้งน้ี ส่วนสำคัญประการหนึ่งขึ้นอยู่กับ
ความว่องไวของคณะราษฎรและการปฏิบัติหน้าท่ีอย่างเคร่งครัดตามกฎระเบียบข้อบังคับและคำสั่งของ
ฝ่ายรฐั บาลคือ ทราบแผนการปฏวิ ัติก่อนแตอ่ ้างว่ายังไม่มอี ำนาจจับกุม หลังจากได้ปรึกษากับกระทรวงยุติธรรม
แล้ว ความชักช้าเหลา่ นี้เอื้ออำนวยให้การเปล่ียนแปลงการปกครองเปน็ ไปโดยสะดวกตามแผนที่วางไว้สมบูรณ์
ท่สี ดุ
การรัฐประหาร พ.ศ. 2501 ผู้นำการเปล่ียนแปลง คือ จอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์สาเหตุของการ
เปล่ียนแปลง อ้างสาเหตุจาก ภัยคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ผลของการเปลี่ยนแปลง ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่
ระบอบเผด็จการอำนาจนิยม วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 จนถึงวนั ท่ี 28 มกราคม พ.ศ. 2502 คณะปฏิวัติได้มี
ประกาศคณะปฏิวัติออกมาทั้งหมด 57 ฉบับ สภานิติบัญญัติมาจากการแต่งตั้งไม่ใช่เลือกต้ัง มีการประกาศใช้
ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ซึ่งมีเพียงสั้น ๆ 20 มาตราเท่าน้ัน ในวันท่ี 9
209
กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ก็มีพระบรมราชโองการแต่งตัง้ ให้ พลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
มีรัฐมนตรีเพียง 14 นายเท่าน้ัน โดยไม่มีรัฐมนตรีช่วย การรัฐประหารในคร้ังนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็น การ
รัฐประหารเงียบ หรือ ยึดอำนาจตัวเอง ก็ว่าได้ ซ่ึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ส่งผลให้ พลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์
สามารถใช้อำนาจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อย่างเต็มที่ เบ็ดเสร็จ และเด็ดขาด ด้วยมาตราการ รัฐธรรมนูญ
มาตรา 17 ท่ีให้อำนาจนายกรัฐมนตรีจัดการกับบุคคลที่ก่อความไม่สงบได้ทันที แล้วจึงค่อยแจ้งต่อสภา ฯ ซ่ึง
พล.อ.สฤษดิ ก็ได้ใช้อำนาจหนา้ ที่อยา่ งเต็มท่ีในการควบคุมสถานการณ์ของประเทศ เชน่ การปราบปรามฝิ่น มี
การเผาฝ่ินท่ีท้องสนามหลวงเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2502 เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2502 ที่เหตุ
เพลิงไหม้ติดกันถึง 3 คร้ัง เป็นท่ีฝั่งธน ฯ 2 คร้ัง และท่ีบางขุนพรหมอีก 1 คร้ัง ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดน้ี พล.อ.
สฤษด์ิ เป็นผู้อำนวยการดับเพลิงเอง ต่อมาได้มีการจับกุมผู้วางเพลิงได้ทั้งหมด 3 ราย เป็นคนไทยเช้ือสายจีน
ซึ่งท้ังหมดยอมรับว่ารับจ้างมาเพ่ือวางเพลิง จึงมีคำส่ังตามมาตรา 17 ให้ประหารชีวิตบุคคลท้ัง 3 ในที่
สาธารณะ จากมาตรา 17 นี้ ได้ประหารบุคคลท่ีสงสัยว่าจะก่อความไม่สงบหลายรายหรือข้อหาคอมมิวนิสต์
ซ่ึงส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน เชน่ นายศิลา วงศ์สิน และ นายศุภชัย ศรีสติ ในขอ้ หาผีบุญ นายครอง จันดาวงศ์
และ นายทองพันธ์ สุทธมิ าศ ในข้อหาเดยี วกนั ท่สี นามบินอำเภอสวา่ งแดนดิน จังหวัดสกลนคร เปน็ ต้น ซึ่งจาก
เหตกุ ารณ์เหลา่ นี้ส่งผลให้เป็นการกดดนั ชาวบา้ น ประชาชนท่ีมอี ุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างจากรัฐบาล จึง
ทำให้ชาวบ้านหลายคนต้องหลบเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) จนทำให้เกิด
เหตุการณ์ที่เรียกว่า "วันเสยี งปืนแตก" เมื่อผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (พกค.) ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยปืน
เปน็ คร้งั แรก ที่ อำเภอเรณนู คร จงั หวัดนครพนม เม่อื วันที่ 7 สงิ หาคม พ.ศ. 2508
เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในวันนั้นมีการชุมนุมและลุกฮือของผู้คนจำนวนมาก เป็นแสนๆคน
เพ่ือต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร ซึ่งการประท้วงเริ่มต้ังแต่วันท่ี 6 ตุลาคม และสิ้นสุดลงในวันที่ 16 ตุลาคม
แต่เกิดการปะทะกันของตำรวจและผู้ประท้วงจึงทำให้มีการเสียเลือดเนื้อเกิดขึ้น แต่เหตุการณ์สำคัญคร้ังน้ัน
ถือวา่ เป็นการล้มอำนาจเผด็จการทหาร เพราะว่าจอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถยี ร และพล
เอกณรงค์ กิตติขจร ยินยอมเดินทางออกนอกประเทศ ซ่ึงก็นับว่าเป็นโอกาสให้เกิดการปกครองระบอบ
ประชาธปิ ไตยมากขึ้น 29 เมษายน พ.ศ. 2516 เฮลคิ อปเตอร์ทหารหมายเลข ทบ.6102 เกิดอุบัติเหตุตกกลาง
ทุ่งนาท่ีอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม มีนักแสดงหญิงช่ือดังในขณะน้ันคือ เมตตา รุ่งรัตน์ โดยสารไปด้วย มี
ผู้เสียชีวิตทั้งหมด 6 คน ในซากเฮลิคอปเตอร์น้ันพบซากสัตว์เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นซากกระทิงล่ามา
จากทุ่งใหญ่นเรศวรซ่ึงเป็นพ้ืนที่ป่าสงวน สร้างกระแสไม่พอใจในหมู่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และ
ประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก หลังจากนั้น ปลายเดือนพฤษภาคมและต้นเดือนมิถุนายน นิสิตนักศึกษากลุ่ม
อนุรักษ์ธรรมชาติฯ 4 มหาวิทยาลัยได้ออกหนังสือชื่อ "บันทึกลับจากทุ่งใหญ่" จำหน่ายราคา 5 บาท จำนวน
5,000 เล่ม[1]เปิดโปงเกี่ยวกับกรณีน้ี ผลการตอบรับออกมาดีมาก จนขายหมดในเพียงเวลาไม่ก่ีช่ัวโมง และ
ไดร้ ับการขยายผลโดยนักศึกษามหาวิทยาลยั รามคำแหงในชมรมคนรนุ่ ใหม่ออกหนังสอื ช่ือ "มหาวิทยาลัยที่ไม่มี
คำตอบ" ท่ีมีเนือ้ หาตอนทา้ ยเสียดสีนายกรัฐมนตรี เป็นผลให้ ศักดิ์ ผาสุขนิรนั ดร์ อธิการบดี สัง่ ลบชื่อนักศึกษา
แกนนำ 9 คนซึ่งเป็นผู้จัดทำหนังสือ ออกจากสถานะนักศึกษา ทำให้เกิดการประท้วงจนนำไปสู่การชุมนุม
210
ระหว่างวันที่ 21–27 มิถุนายน ท่ีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยท้ายสุด ศักดิ์ต้องยอมคืนสถานะนักศึกษาท้ัง 9 คน
และศกั ด์ิได้ลาออกเพื่อแสดงความรบั ผิดชอบ
เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ชนวนของเหตุการณ์ในคร้ังนี้ เริ่มมาจากท่ี จอมพลถนอม กิตติขจร ได้
เดินทางกลับเข้ามาในประเทศ จึงเกดิ มีการประท้วงอีกครั้ง บวกกับเหตุการณ์การแสดงละครของนักศึกษา ซึ่ง
ถูกกล่าวหาว่า หม่ินพระบรมเดชานุภาพ และยังเกิดความแตกแยกทางอุดมการณ์ จนทำให้เกิดการห้ำห่ันกัน
และนองเลือดในท่ีสุด เหตุการณ์ในคร้ังนี้นับว่าเป็นการส้ินสุดของรัฐธรรมนูญที่ได้มาด้วยการต่อสู้ของ
ประชาชนที่รวมตัวกันล้มระบอบเผด็จการทหาร ต.ค. 2519 ธานินทร์ กรัยวิเชียร รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
จากการเสนอช่ือของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน 24 ธ.ค. 2519 รัฐบาลธานินทร์ออก พรบ.นิรโทษกรรม
แกผ่ ู้กระทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศ เม่ือวนั ท่ี 6 ตลุ าคม พ.ศ.2519 โดยสาระสำคัญของ พรบ. ฉบับ
น้อี ยูใ่ นมาตรา 3 ซง่ึ ระบุวา่ "บรรดาการกระทำท้ังหลายทั้งสิน้ ของบคุ คลใด ๆ ซ่ึงได้กระทำเนอ่ื งในการยึดอำนาจ
การปกครองประเทศเม่ือวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 และการกระทำของบุคคลที่เก่ียวเนื่องกับการกระทำ
ดังกล่าว ซึ่งได้กระทำไปด้วยความมุ่งหมายท่ีจะให้บังเกิดความมั่นคงของราชอาณาจักร ของราชบัลลังก์และ
เพื่อความสงบสุขของประชาชนก็ดี และการกระทำทั้งหลายท้ังสิ้นของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินหรือ
หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดนิ หรอื ของผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายจากคณะปฏิรปู การปกครองแผน่ ดินหรือ
หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน หรือของผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะปฏิรูปการ
ปกครองแผ่นดินหรือหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินอันได้กระทำไปเพ่ือการท่ีกล่าวน้ันรวมถึงการ
ลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอ่ืนก็ดี การกระทำดังกล่าวมาท้ังหมดนี้ ไม่ว่ากระทำ
เพื่อให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหารหรือในทางตุลาการไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน
ผู้ใชใ้ หก้ ระทำ หรือผูถ้ ูกใช้ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวน้ันหรือก่อนหรือหลงั วันท่ีกลา่ วนัน้ หากการกระทำน้ัน
ผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยส้ินเชิง"พ.ร.บ. ฉบับน้ีเป็นการนิรโทษกรรม
ให้กบั คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินท่ีก่อการรัฐประหาร 2519 แต่ไม่นิรโทษกรรมให้กับนักศึกษา/ประชาชน
ท่ีเก่ยี วข้องกบั การชุมนุมใน ม.ธรรมศาสตร์ และเจา้ หน้าทรี่ ฐั /ผู้ต่อต้านฯท่ีเกี่ยวข้องกบั การเสียชีวิตของผชู้ มุ นมุ
แม้นกั ศึกษา/ประชาชนส่วนใหญ่จะได้รับการประกันตวั ในเวลาต่อมา แตย่ ังเหลอื ผ้ตู ้องหา 19 คนท่ีไม่ได้รับการ
ประกันตัวคือ บุญชาติ เสถียรธรรมมณี ผู้จัดการแสดงละครล้อเลียนการเสียชีวิตของพนักงานการไฟฟ้า จ.
นครปฐม ถูกฟ้องในข้อหาหม่ินพระบรมเดชานุภาพและข้อหาอื่น (คดีหมายเลขดำที่ 4418/2520 ของศาล
อาญา) ส่วน สุธรรม แสงประทุม เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) และพวกอีก 17
คนถกู ฟ้องในข้อหากระทำการอันเปน็ คอมมวิ นสิ ต์และข้อหาอื่น (คดีหมายเลขดำท่ี 253ก/2520 ของศาลทหาร
กรุงเทพ)20 ต.ค. 2520 พล.ร.อ.สงดั นำทหารเข้ายดึ อำนาจจากรัฐบาลธานินทร์ โดยอ้างวา่ รัฐบาลไม่สามารถ
แก้ปัญหาเศรษฐกิจ/สังคม/อุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ, ปิดก้ันเสรีภาพทางความคิดเห็นของประชาชน
และทา่ ทีของรฐั บาลตอ่ ความพยายามการลอบปลงพระชนม์ ร.9 ที่ จ.ยะลา เม่ือวนั ที่ 22 ก.ย. 2520
211
การรัฐประหาร พ.ศ. 2534 (รสช.)ผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือ พลเอกสุนทร คงสมพงษ์, พลเอกสุจินดา ครา
ประยูร, พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิลสาเหตขุ องการเปล่ียนแปลง การฉ้อราษฎร์บงั หลวงของคณะรัฐบาลท่ีมี
พลเอกชาตชิ าย ชุณหะวัณเปน็ นายกรฐั มนตรผี ลของการเปลี่ยนแปลง นายอานันท์ ปันยารชนุ ได้รับการแตง่ ต้ัง
ให้เป็นนายกรัฐมนตรี เดิมทีทหารได้เตรียมการจะจับตัว พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ และ พลเอกอาทิตย์
กำลังเอก ท่ีสนามบินกองทัพอากาศ (บน.6) ในเวลา 19.30 น. หลังจากการเข้าเฝ้า พร้อมกับการเคลื่อนกำลัง
ทหารเข้ายดึ จุดสำคัญทวั่ กรุงเทพมหานคร แต่แผนกลับเปลี่ยนแปลงในเชา้ วันนั้น ซึ่งนายทหารที่ร่วมปฏิบตั กิ าร
ส่วนใหญ่เป็นทหารอากาเวลา 11.00 น. พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก เดินทางถึงห้อง
รับรองพร้อมหน่วยรักษาความปลอดภัยประมาณ 20 นาย ก่อนที่จะข้ึนเครื่องบิน ซี 130 ท่ีจอดพร้อมอยู่แล้ว
ซึ่งนายกรัฐมนตรี พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก นายอนันต์ อนันตกูล เลขาธิการ
คณะรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงมหาดไทยนั่งบริเวณที่น่ังวีไอพี ส่วนหน่วย รปภ. ถูกแยกไปอยู่ตอนท้ายของ
เครื่องทันทีท่ีเคร่ืองซี 130 เคลื่อนตัว ทหารสองนายในชุดซาฟารีสีน้ำตาลก็กระชากปืนจากเอวควบคุมรปภ.
ท้ัง 20 คนเอาไว้ พร้อมๆ กับที่เครื่องบนิ ลดความเร็วลงและ พลเอกชาติชาย ชณุ หะวัณ อยู่ในสภาพถูกควบคุม
ตัวเรียบร้อย ขณะที่การปฏิบัติการเป็นไปตามแผนท่ีวางไว้ ทหารบกจำนวนสองพันก็เคล่ือนออกประจำจุด
ต่างๆ ที่กำหนดไว้ พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล ออกจากกองทัพอากาศ สมทบกับ พลเอกสุจินดา ครา
ประยูร พลเรือเอกประพัฒน์ กฤษณจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการ
ทหารสงู สุดออกแถลงการณ์กบั ประชาชน
เห ตุ ก า ร ณ์ พ ฤ ษ ภ า ท มิ ฬ 17 - 20 พ ฤ ษ ภ า ค ม 2535 ใน ก า ร เลื อ ก ต้ั ง ทั่ ว ไป เม่ื อ
วันที่ 22 มีนาคม 2535 นั้น พรรคท่ีได้จำนวนผู้แทนมากที่สุดคือ พรรคสามัคคีธรรม ซ่ึงเป็นจำนวน 79 คน
และไดม้ ีการเตรียมเสนอชื่อ นาย ณรงค์ วงศ์วรรณ ซ่ึงเปน็ นายกรฐั มนตรี แต่ นางมาร์กาเรต เทตไวเลอร์ โฆษก
กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาประกาศว่า นายณรงค์ น้ันไม่สามารถขอวีซ่า เพื่อจะ
เดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาได้ เนื่องจากมคี วามสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักค้ายาเสพติด สุดท้ายจึงมีการเสนอ
ชื่อ พลเอกสุจินดา คราประยูร ซ่ึงสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก เพราะพลเอกสุจินดา
เคยกล่าวว่า จะไม่รับตำแหน่งทางการเมือง แต่กลับผิดคำพูด การรับตำแหน่งครั้งนี้ จึงนำไปสู่การคัดค้านและ
เกิดเหตุพฤษภาทมิฬ ขึ้นในท่ีสุด หตุการณ์คร้ังน้ี เร่ิมต้นมาจากเหตุการณ์รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.
2534 หรือ 1 ปีก่อนหน้าการประท้วง ซ่ึง รสช. ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาล ซึ่งมีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็น
นายกรัฐมนตรีโดยให้เหตุผลหลักว่า มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างหนักในรัฐบาล และรัฐบาลพยายามทำลาย
สถาบนั ทหาร โดยหลังจากยดึ อำนาจ คณะ รสช. ไดเ้ ลอื ก นายอานันท์ ปันยารชนุ เปน็ นายกรฐั มนตรีรกั ษาการ
มีการแต่งต้ังสภานิติบัญญัติแห่งชาติข้ึน รวมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 20 คน เพื่อร่าง
รฐั ธรรมนูญใหม่ หลงั จากรา่ งรฐั ธรรมนญู สำเร็จ กไ็ ด้มีการจัดการเลอื กต้ังทั่วไปเมื่อวนั ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2535
โดยพรรคท่ีได้จำนวนผู้แทนมากท่ีสุดคือ พรรคสามัคคีธรรม (79 คน) ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมีการ
รวมตัวกับพรรคร่วมรัฐบาลอ่ืน ๆ คือ พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม และพรรคราษฎร และมีการเตรียมเสนอ
นายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมในฐานะหัวหน้าพรรคท่ีมีผู้แทนมากท่ีสุด ขึ้นเป็น
212
นายกรฐั มนตรี แต่ปรากฏว่า ทางโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมรกิ า นางมาร์กาเร็ต แท็ตไวเลอร์ ได้
ออกมาประกาศว่า นายณรงค์ น้ันเป็นผู้หนึง่ ทไ่ี ม่สามารถขอวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ เน่อื งจากมีความใกล้ชิด
กับนักค้ายาเสพติดในที่สุด จึงมีการเสนอชื่อ พลเอกสุจินดา คราประยูร ข้ึนเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ซึ่งเมื่อ
ได้รับพระราชทานแต่งตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว ก็เกิดความไม่พอใจของประชาชนในวงกว้าง เนื่องจากก่อน
หนา้ น้ี, ในระหวา่ งทม่ี กี ารทกั ท้วงโตแ้ ย้งเกี่ยวกับรฐั ธรรมนญู ท่รี ่างขึ้นมาใหม่ว่า ไม่มีความเป็นประชาธปิ ไตย, ซ่ึง
รัฐธรรมนูญฉบบั นก้ี ็ไดถ้ กู ประกาศใช้
2540 กำเนิดรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซ่ึงถือได้ว่าเป็น
รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพราะรฐั ธรรมนูญฉบับนี้ ได้มากจากกระบวนการรา่ งรัฐธรรมนูญ ร่วมกบั สภาร่าง
รัฐธรรมนูญ ด้วยการให้มีการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. โดย ส.ส.ร. น้ันจะมาจากตัวแทนของ
ประชาชน 76 จังหวัด และตัวแทนนักวิชาการอีก 23 คน รวมเป็น 99 คน เมื่อเลือกได้แล้ว ก็จะร่วมกันร่าง
รัฐธรรมนูญ ซ่ึงรฐั ธรรมนูญ ฉบับปี 2540 น้ี ต่างจากฉบับอ่ืนๆ ตรงท่ีมีการรับรองสิทธแิ ละความเสอมภาคของ
ประชาชน
การเลือกต้ังในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ได้กลับเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
สมัยท่ี 2 ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น โดยที่นั่งใยสภาจำนวน 376 จาก 500 ท่ีนั่ง รัฐบาลที่ได้จัดตั้ง ขึ้นนี้ เรียก
ได้ว่าเป็นรัฐบาลชุดแรกในประวัติศาสตร์ไทยภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ที่พรรคการเมืองพรรคเดียวได้รับ
เลอื กเกินครงึ่ หนง่ึ ของสภาผ้แู ทน ราษฎร
การขับไล่ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี ในปลายปี พ.ศ. 2548การ
ขบั ไล่นั้นเริ่มต้นจากการท่ี นายสนธิ ล้ิมทองกุล ใน รายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ และมีการขยายวงกว้างใน
เวลาต่อมา โดยการขับไล่นั้นก็เนื่องมาจาก ความไม่พอใจในตัวนายกรัฐมนตรีหลายประเด็น เช่น กรณีแปรรูป
รัฐวิสาหกิจ หรือกรณีการขายหุ้นให้แก่ เทมาเส็ก แห่งประเทศสิงคโปร์ โดยมีการรวมกลุ่มกันเริ่มจากการจัด
รายการ เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ท่ีหอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาจึงมีการย้ายที่ชุมนุมไป
เป็นสวนลุมพินี และในภายหลังได้รวมตัวกัน ณ ท้องสนามหลวง และขยายไปตามท่ีต่างๆ อาทิ สีลม
หา้ งสรรพสินค้าพารากอน
รัฐประหาร วันท่ี 19 กันยายน 2549 การทำรัฐประหารคร้ังนี้ ถือเป็นการทำรัฐประหารครั้ง
ที่ 10 นับตั้งแต่เริ่มมีประวัติศาสตร์การเมืองไทย หลงั เปล่ียนแปลงการปกครองในปี 2475 นำโดย พลเอกสนธิ
บญุ รตั กลนิ หัวหน้าคณะมนตรคี วามม่นั คงแหง่ ชาติ ซึง่ รัฐประหาร รัฐบาลของ พ.ต.ท. ดร. ทักษณิ ชนิ วัตร การ
ทำรัฐประหารคร้ังน้ี นับเป็นที่จับตามองของต่างชาติอย่างมากมาย ส่ือมวลชนจากทั่วทุกมุมโลก ต่างให้ความ
สนใจกับเหตุการณ์นี้เป็นจำนวนมาก และก่อให้เกิดกระแสต่างๆตามมามากมาย กับการเมืองไทย นอกจากนี้
เหตุการณ์สดๆ ร้อนๆ ที่เพิ่งจะผ่านพ้นไปคือการลงประชามติ เพ่ือรับ หรือไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี
พ.ศ. 2550 ซ่ึงผลออกมา คือประชาชนส่วนใหญ่ ต่างเห็นชอบ กับการ รับ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 จึง
ส่งผลให้ประเทศไทยในขณะน้ี มีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 18 ฉบับ และฉบับล่าสุดคือ รัฐธรรมนูญ แห่ง
213
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 นอกจากน้ี การลงประชามติ คร้ังนี้นับเป็นครัง้ แรก ท่ีเกิดขึ้นในประเทศ
ไทยอีกดว้ ย
รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เวลา 16:30 น. โดย
คณะรกั ษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อันมพี ลเอก ประยุทธ์ จนั ทร์โอชา เปน็ หัวหนา้ คณะ โค่นรฐั บาลรักษาการ
นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล นบั เป็นรัฐประหารครงั้ ที่ 13 ในประวัตศิ าสตร์ไทย รัฐประหารดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง
วิกฤตการณ์การเมืองซง่ึ เร่ิมเมอ่ื เดือนตุลาคม 2556 เพื่อคัดค้านรา่ งพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ และอิทธิพล
ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในการเมืองไทย ก่อนหน้าน้ันสองวัน คือ วันท่ี 20 พฤษภาคม 2557 พล
เอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรต้ังแต่เวลา 3.00 น.
กองทัพบกต้ังกองอำนวยการรักษาความสงบเรยี บร้อย (กอ.รส.) และให้ยกเลิกศูนยอ์ ำนวยการรักษาความสงบ
เรียบร้อย (ศอ.รส.) ท่ีรัฐบาลย่ิงลักษณ์ต้ังข้ึน กอ.รส. ใช้วิธีการปิดควบคุมส่ือ ตรวจพิจารณาเน้ือหาบน
อินเทอรเ์ นต็ และจัดประชุมเพ่ือหาทางออกวกิ ฤตการณ์การเมืองของประเทศ แต่การประชุมไม่เป็นผล จึงเป็น
ข้ออ้ างรัฐป ระห ารครั้งน้ี ห ลั งรัฐป ระห าร มี ป ระกาศ ให้ รัฐธรรม นู ญ แ ห่ งราช อาณ าจั ก รไท ย
พุทธศักราช 2550 ส้ินสุดลงยกเว้นหมวด 2 คณะรัฐมนตรีรักษาการหมดอำนาจ ตลอดจนให้ยุบวุฒิสภา จน
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)
พทุ ธศกั ราช 2557 ซง่ึ ใหม้ สี ภานติ ิบัญญัตแิ หง่ ชาติทำหนา้ ท่ีแทนสภา
เศรษฐกจิ
สังคมไทยในสมัยโบราณ มโี ครงสรา้ งเศรษฐกจิ เป็นแบบชมุ ชนบุพกาลมี "บ้าน" หรือชุมชนหมู่บา้ นเป็น
รากฐาน มีหลักฐานว่า สภาพสังคมไทยนอกประเทศไทยบางแห่ง หม่บู ้านร่วมกนั ครอบครองทน่ี า มีการแบ่งปัน
ทนี่ าในหมู่สมาชิก โดยปรับเป็นระยะ เพ่ือความเท่าเทียมของสมาชิกชุมชนหมู่บ้าน เพราะสมาชิกจะมีการย้าย
ออกหรือเข้า ตายหรือเกิดใหม่เป็นระยะ การผลิตเป็นแบบพอยงั ชีพ ทำเองใช้เอง มีความเช่ือในธรรมชาติ และ
บรรพบุรุษที่แสดงออกด้วยการนับถือผี และมีการปกครองตนเอง ซึ่งยังปรากฏร่องรอยการปกครองตนเอง
เหลืออยู่ ในระบบสภาผู้เฒ่าของหมู่บ้านในภาคอีสานบางแห่ง ต่อมาชุมชนบุพกาลไทยได้วิวัฒนาการเข้าสู่
ระบบศักดินา เกิดรัฐ มีเจ้าฟ้าหรือกษัตริย์ดำรงฐานะเป็นตัวแทนชุมชนใหญ่ "เมือง" ซึ่งเป็นที่อยู่ และฐาน
อำนาจของเจ้าฟ้าเกิดขนึ้ ชุมชนไทยได้สร้าง "เมือง" หรือรฐั ไทโบราณข้ึนหลายแห่งในภมู ิภาคนี้ กระจายอยทู่ าง
ภาคเหนือ และในดินแดนตอนเหนือ นอกอาณาเขตไทย แผ่กระจายเป็นรูปพัด "เมือง" เหล่านี้อาศัยการเรียก
เก็บผลิตผลส่วนเกินจากชุมชน หรือ "บ้าน" ผ่านระบบส่งส่วย ทั้งส่วยท่ีเป็นแรงงาน และสิ่งของ โดยปล่อยให้
การทำมาหากินเลี้ยงตัวเอง และการจัดการความสัมพันธ์ภายในชุมชน เป็นเร่ืองภายในของชุมชนเอง สำหรับ
ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เดิมอยู่ภายใต้การปกครองของขอมและมอญ วัฒนธรรมไทยได้เผยแพร่เข้ามา
ภายหลัง ก่อนสมัยสุโขทัย ยังไม่ปรากฏหลักฐานการใช้อักษรไทในจารึกต่างๆ ของสังคมลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
แต่ปรากฏร่องรอยคำภาษาไทในจารึกต่างๆ แล้ว ซ่ึงแสดงว่า มีกลุ่มคนไทยมาอาศัยอยู่ในบริเวณน้ีมากจนส่ง
อิทธิพลทางภาษา ต่อมาเกิดการคิดอักษรไทของสุโขทัย จนกลายเป็นภาษาไทสยาม และแพร่หลายตลอดลุ่ม
214
แม่น้ำเจ้าพระยา รวมไปถึงคาบสมุทรทางใต้ อยุธยาเป็นเมืองที่เกิดหลังสุโขทัยเล็กน้อย ด้วยภูมิประเทศที่
เหมาะสม ทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ กำลังทหารท่ีเข้มแข็ง และการจัดระเบียบสังคมแบบศักดินาที่รัดกุม
เด็ดขาด ผสานกับการที่รัฐผูกขาดการค้ากับต่างประเทศ จึงสามารถพัฒนาข้ึนเป็นทั้งเมอื งหลวง เมืองท่า และ
เมืองการค้านานาชาติ อยุธยา อาศัยแรงงาน ซ่ึงเกณฑ์จากไพร่เป็นรากฐานในการสร้างอาณาจักร ไพร่หรื อ
กำลังคน เป็นทรัพยากรสำคัญ สำหรับการพัฒนาความมัง่ ค่ัง และความม่ันคงของรัฐตา่ งๆ จึงมีศึกสงครามแย่ง
ชิงไพร่พล ระหว่างอยุธยากับรัฐข้างเคียงเป็นนิจ เกิดการกวาดต้อนครัวเรือนชาวบ้านมาเป็นกำลังให้รัฐตน
เสมอ มีการเกณฑ์แรงงานอย่างแข็งขัน คือ ปีละ ๖ เดือน หรือที่เรียกว่า "เข้าเดือนออกเดือน" หญิงไทยมี
บทบาทในเศรษฐกิจชุมชนค่อนข้างสูง เพราะการเกณฑ์แรงงานเน้นที่ชาย นอกจากการเกณฑ์แรงงาน
เศรษฐกิจของรฐั สมัยอยุธยายังอยู่ได้ดว้ ยส่วย ฤชา จังกอบและอากร จากสาเหตุทั้งหมดนี้ เม่ือเปรียบเทียบกับ
รัฐของคนใช้ภาษาไท-ลาว อื่นๆ ในละแวกนี้ อยุธยาจึงกลายเป็นศูนย์กลางความเจริญม่ันค่ัง และเติบโตอย่าง
รวดเรว็ มาก มีอิทธพิ ลเหนอื อาณาจักรต่างๆ ทอี่ ย่ใู กลเ้ คยี ง และรกั ษาความเป็นศูนยก์ ลางความเจริญได้ต่อเนื่อง
ยาวนานในปลายสมัยอยุธยา การค้ากับตา่ งประเทศ และภายในประเทศเจริญรุ่งเรืองมาก จนต้องกำหนดท่ีทำ
กินให้ชาวต่างประเทศ ซึ่งมาจากหลายชาติไว้เป็นกลุ่ม เรียกว่า บ้านชาวต่างประเทศ ต้ังอยู่ตามริมแม่น้ำ
เจ้าพระยาตอนล่างของตัวเกาะกรุงศรอี ยุธยา ในจำนวนน้ี ชาวจนี มีลักษณะเป็นชนชาติพิเศษท่ีติดต่อกนั มาแต่
โบราณ และอพยพเข้ามามาก ไม่เพียงแต่พ่อค้ายังมีแรงงานอิสระมาด้วย ส่วนภายในประเทศมีตลาดสินค้า
ประเภทต่างๆ กระจายทั่วไป เช่น ตลาดป่าฟูก ตลาดบ้านสมุด ตลาดถุงหมาก ตลาดป่าผ้าเขียว ตลาดป่าขนม
ตลาดใหญท่ ้ายพระนคร รวมแลว้ ในสมยั นั้นมตี ลาดขายของชำ ๒๑ แหง่ ตลาดสดขายตง้ั แตเ่ ชา้ ถึงเย็น ๔๐ แห่ง
ทีเ่ ป็นเช่นน้ีได้ เพราะอยุธยาเปน็ นครใหญ่ มีประชากรประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน สงครามกับพม่า ทำให้อยุธยา
ล่มสลาย ธนบุรี และกรุงเทพฯ ท่ีเกิดข้ึนในเวลาต่อมา ยังคงเป็นเมืองหลวงที่เป็นท้ังเมืองท่า และเมืองการค้า
สืบต่อจากอยุธยา ภาวะสงครามทำให้การเกณฑ์แรงงานในสมัยธนบุรี และสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุง
รัตนโกสินทรล์ ดลงเหลือปีละ ๔ เดือน การขาดแคลนแรงงานโยธาทำใหร้ ัชกาลที่ ๑ ต้องเกณฑไ์ พร่จากประเทศ
ราชมาใช้ในคราวขุดคลองพระนคร และสร้างกำแพงเมือง โดยได้ชาวเขมรมาขุดคลอง ๑๐,๐๐๐ คน และชาว
เวียงจนั ทน์มาช่วยก่อสร้างกำแพงเมือง ๕,๐๐๐ คน ในสมัยรัชกาลที่ ๒ แรงงานอิสระของชาวจีนเริ่มเข้าสู่การ
จ้างงานของรัฐเก่ียวกับการขุดคลองลัด หลังเมืองนครเขื่อนขันธ์ จากน้ันก็ใช้วิธีจ้างแรงงานจีนขุดคลอง และ
จ้างเกย่ี วกบั งานโยธามากขึน้ ระบบเจ้าภาษีนายอากรกเ็ ร่ิมเกิดข้ึนในสมัยรัชกาลท่ี ๒ และขยายตัวอยา่ งมากใน
สมัยรัชกาลท่ี ๓ การเกณฑ์แรงงานต้ังแต่สมัยรัชกาลท่ี ๒ ลดลงเหลือปีละ ๓ เดือน แต่ภายใต้การหารายได้เข้า
รฐั แบบใหม่ คอื การผูกขาดประมูลภาษีอากร และการขยายตัวของการค้า กรุงเทพฯ ได้เจริญเติบโต และม่งั ค่ัง
ขึ้นอย่างรวดเร็ว ในสมัยรชั กาลที่ ๓ ตามรายงานของจอห์น ครอฟอร์ด ซ่ึงเปน็ ตัวแทนของรฐั บาลอังกฤษเข้ามา
เจรจาเก่ียวกับเรื่องการค้าในสมัยรัชกาลที่ ๒ ปรากฏว่า ในปี พ.ศ. ๒๓๗๑ กรุงเทพฯ มีประชากรถึง
๖๐๐,๐๐๐ คน นบั ว่าเตบิ โตขึน้ ทดั เทยี ม และลำ้ หน้าอยธุ ยาในระยะเวลาสน้ั ๆ
215
พัฒนาการสมัยหลังสัญญาบาวรงิ พ.ศ. ๒๓๙๘ สัญญาบาวริง (พ.ศ. ๒๓๙๘) ทำให้การผูกขาดการค้า
โดยรฐั ส้ินสดุ ลง การค้าเสรีกับต่างประเทศได้เริ่มขึ้นและขยายตัวอย่างเร็วมาก โครงสรา้ งสนิ ค้าส่งออกที่สำคัญ
ของไทยที่เดิมเป็นของป่าจากการเก็บส่วย ได้ค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นสินค้าเกษตรท่ีผลิตเพ่ือขาย ซ่ึงมีข้าวเป็น
สินค้าหลักแทนที่ส่วนโครงสร้างสินค้านำเข้าระยะแรกเป็นสินค้าอุตสาหกรรมประเภทส่ิงทอเป็นสำคัญ จนถึง
ปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงเปลี่ยนเป็นมีสินค้าทุนและปัจจัยการผลิตเข้ามาร่วมด้วยบ้าง ก่อนหน้าน้ี การค้าของ
ป่ากบั ต่างประเทศไมม่ ีผลกระทบต่อโครงสร้างการผลิตแบบพอยงั ชพี ของชมุ ชนหม่บู ้านไทย ผลิตผลจากป่าเป็น
ผลิตผลส่วนเสริมของระบบการผลิตแบบพอยังชีพ อันเป็นระบบการผลิตพ้ืนฐานของหมู่บ้าน แต่การค้ากับ
ตา่ งประเทศภายใต้แรงกดดันจากลทั ธลิ ่าอาณานิคมของตะวันตกได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
และสงั คมอยา่ งมากพ้ืนทเ่ี พาะปลูกข้าวเพิ่มจาก ๕.๘ ลา้ นไร่ในปี พ.ศ. ๒๓๙๓ ขยายเปน็ ๙.๒ ล้านไรใ่ นปี พ.ศ.
๒๔๕๒ โดยการขุดคลองในท่ีลุ่มภาคกลาง แปรเป็นพ้ืนที่เพาะปลูก ซ่ึงราชวงศ์และขุนนางได้สิทธิจับจองที่นาที่
ขยายไปนี้ ก่อให้เกดิ ระบบเจ้าของที่ดินและผู้เช่านาข้ึน ทีด่ ินทเี่ หลือเป็นการถอื ครองของชาวนาอิสระ การผลิต
ข้าวเพิ่มข้ึนจาก ๒.๔ ล้านหาบในปี พ.ศ. ๒๔๐๗ เป็น ๘.๑ ล้านหาบในปี พ.ศ. ๒๔๓๓ ขณะเดียวกันไพร่มัก
หลีกเลี่ยงการเกณฑ์แรงงานด้วยวิธตี ่างๆ แม้แต่การเกณฑ์ไพร่พลเพื่อสงครามก็ไม่ได้ผลเกิดไพร่หนีนายมากขึ้น
เรื่อยๆ แต่กลับสอดคล้องกับการขยายการผลิตข้าวเพื่อขาย ซ่ึงต้องการแรงงานอิสระพอดี ต่อมาแรงงานอิสระ
ยังเพิ่มข้ึนจากการลดภาษีรัชชูปการ (พ.ศ. ๒๔๓๐) และการเลิกทาส (เริ่ม พ.ศ. ๒๔๔๘) หลังจากมีการสร้าง
ทางรถไฟ เน้ือท่ีเพาะปลูกข้าวได้ขยายไปตามลุ่มน้ำภาคเหนือ และท่ีราบฝ่ังแม่น้ำมูล-ชีในภาคอีสาน ระบบ
กรรมสิทธ์ิเหนือที่ดินระดับอาณาจักรที่เดิมเคยถือว่าเป็นของกษัตริย์ และระดับชุมชนที่เคยเป็นของส่วนรวม
คอ่ ยๆ เปล่ียนไปเกิดเป็นระบบกรรมสิทธ์ิเอกชนขึ้นแทน โดยการรเิ ร่ิมของรัฐ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี
ที่นา แต่เน่อื งจากท่ีดินมีอยมู่ าก และชาวบ้านต้องการสิทธิทำกินในท่ีดินทอี่ ุดมสมบูรณเ์ ปน็ สำคัญ ไม่ได้ต้องการ
เป็นเจ้าของท่ีดิน จนถึงประมาณ พ.ศ. ๒๔๗๕ ระบบกรรมสิทธ์ิเอกชนเหนือท่ดี ินจึงเขม้ แข็ในภาคเหนอื มีระบบ
ไพร่เช่นกัน แต่ไม่ซับซ้อนและไม่เข้มงวดนัก ชาวบ้านอยู่กันอย่างเสรี บุกเบิกที่ดินหรือเคลื่อนย้ายได้ สัญญา
บาวริงแทบไมไ่ ด้สง่ ผลกระทบต่อภาคเหนือ หลังสัญญาบาวริง มเี พยี งการทำไมส้ ักในภาคเหนือโดยทนุ ตะวันตก
๓ ใน ๔ บริษัทใหญ่เป็นของอังกฤษ เดิมไม้สักน้ี เป็นของเจ้าเมืองเหนือ ซ่ึงได้ "ค่าตอไม้" จากบริษัททำไม้เป็น
จำนวนมาก แรงงานท่ีทำไม้ส่วนใหญ่เป็นขมแุ ละเง้ียว จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๓๙ รัชกาลที่ ๕ ได้โอนกรรมสิทธใ์ิ น
ป่าไม้มาเป็นของรัฐบาลกรุงเทพฯ และเก็บค่าภาคหลวง จากระบบสัมปทานแทน แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงผู้รับ
สัมปทาน หากแต่ขยายเพิ่มในเขตอ่ืน ชุมชนหมู่บ้านภาคเหนือยังคงรักษาเศรษฐกิจแบบพอยังชีพไว้อย่าง
เหนียวแน่น และรักษาระบบเหมืองฝาย ซ่ึงเป็นระบบควบคุมและแบ่งปันการใช้น้ำของชุมชนต่างๆ ที่อยู่ในลำ
นำ้ เดียวกัน ที่ชาวบ้านคิดขนึ้ มาตั้งแต่ครัง้ โบราณ และยังใช้การได้มาจนถึงปัจจบุ ัน ในภาคใต้หลังสัญญาบาวริง
การค้าผูกขาดโดยรัฐจากเจ้าเมืองถูกยกเลิกไป แต่สินค้ายังคงเป็นดีบุกและของป่า ชาวบ้านปลูกข้าวได้น้อย
เพราะมีพื้นที่จำกัด แม้การทำเหมืองแร่เป็นรายได้สำคัญของรัฐบาลไทย แต่การดำเนินงานจะเป็นของชาวจีน
ทั้งนายเหมืองและแรงงาน หลังจาก พ.ศ. ๒๔๔๓ นายทุนตะวันตกเข้าไปทำเหมืองแร่มากขึ้น จนถึง พ.ศ.
๒๔๕๐ นายทุนตะวันตก ได้นำเรือขุดมาใช้ทำเหมืองแร่ดว้ ย อยา่ งไรก็ตามการทำเหมืองแร่ในภาคใต้ เป็นเพียง
การขดุ วัตถดุ ิบส่งออก ไม่ได้พัฒนาไปสู่การถลุงแร่ เพราะบริษัทอังกฤษซึ่งผกู ขาดการซื้อแร่รายใหญ่ทีส่ ุด ได้ส่ง
216
แร่ไปถลุงที่โรงงานของตนในสิงคโปร์และปีนัง ชาวบ้านภาคใต้เร่ิมปลูกยางพาราเพ่ือขายเม่ือทางรถไฟตัดผ่าน
เข้าไป แต่ก่อนสงครามโลกคร้ังท่ี ๒ ยังมีจำนวนน้อย และมีลักษณะเป็นส่วนเสริมของเศรษฐกิจแบบพอยังชีพ
หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ จึงขยายตัวเพิ่มขึ้นในภาคอีสานได้รับผลกระทบจากสัญญาบาวริงน้อยที่สุด เพราะ
การค้ามีนอ้ ย ชาวบ้านได้รบั ผลกระทบมากจากการเกบ็ ภาษีรชั ชปู การ เนือ่ งจากหาเงินยากมาก ทำให้ชาวบ้าน
ตอ้ งพยายามหาอะไรมาค้าขาย เมอ่ื มีการสร้างทางรถไฟเข้าไป การเปล่ียนแปลงเกิดข้นึ เฉพาะเมอื งตามรมิ ทาง
รถไฟ การผลิตแบบพอยังชีพคงตัวมากท่ีสุดในภาคนี้ และเกิดกบฎชาวนาสงู สดุ เพราะชมุ ชนหมู่บ้านไม่ยอมรับ
อำนาจบังคบั จากสว่ นกลาง
ชาวจีนอพยพมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจเพ่ิมข้ึนตามการขยายตัวของการค้าจากเดิมท่ีเป็นเจ้าของ
ภาษีนายอากรจัดเก็บภาษีให้รัฐ ร่วมทุนกับเจ้านายและขุนนาง และทำการค้ากับชาวบ้านก็ได้แตกแขนงเป็น
ตัวแทนการค้าของทุนตะวันตกอีกด้วย ผู้ที่สะสมทุนได้ยังเปิดกิจการโรงสีและโรงเล่ือยแข่งกับทุนตะวันตก
นอกจากน้ันชาวจีนจำนวนมากได้เข้ามาเป็นแรงงานรับจ้างสนองความต้องการแรงงานในเขตเมือง ประชากร
ประมาณคร่ึงหน่ึงของกรุงเทพฯ เป็นชาวจีน ชาวจีนจึงเป็นกลุ่มคนที่สัมพันธ์ทั้งกับรัฐและทุนตะวันตก จนถึง
ระดับชาวบ้านในชนบท เป็นความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายท่ีมีลักษณะพ่ึงพาและขัดแย้งกันในตัว ชาวจีนเหล่าน้ีมัก
อยู่ใต้สังกัดสมาคมอ้ังย่ี อิทธิพลของอั้งย่ีมีมากจนทำให้รัฐหวั่นเกรงว่า ชาวจีนจะก่อจลาจลและยึดกรุงเทพฯ
บางครั้งความขัดแย้งระหวา่ งสมาคมอัง้ ยี่กับรัฐได้ขยายตัวเป็นความรุนแรง ชาวจีนท้ังพ่อค้าและแรงงานเหล่านี้
ระยะแรกเข้ามาทำมาหากินเพื่อส่งเงินกลับประเทศ ต่อมาได้ต้ังรกรากกลายเป็นคนไทยเชื้อสายจีน และผสม
กลมกลืนไปกับคนไทยทั้งทางสายเลือดและวัฒนธรรมในส่วนของรัฐ การคุกคามของตะวันตกทำให้รัฐไทย
อ่อนแอลงมาก ทางการเมือง ไทยเสียดินแดนจำนวนมากให้แก่อังกฤษและฝรั่งเศสและเสียสิทธิสภาพนอก
อาณาเขตให้แก่ประเทศคู่ค้าตะวันตก ทางเศรษฐกิจ รัฐไทยสูญเสียรายได้จากการค้าผูกขาดโดยรัฐ ทางสังคม
ความสัมพันธ์ทางสังคมเดิมเปล่ียนแปลงจนราชวงศ์และขุนนางอยู่ในภาวะคลองแคลน รัชกาลที่ ๕ ทรง
แกป้ ัญหาโดยการปรบั ปรงุ ราชสำนกั ให้เขม้ แข็ง เปล่ียนวธิ กี ารจัดเก็บและควบคุมภาษใี ห้อยใู่ นความควบคมุ ของ
ราชสำนัก ทำให้มีรายไดเ้ พ่มิ ขึน้ ทัง้ ยังหารายได้เพิ่มโดยการเรง่ สง่ ออกข้าว จนมีเงนิ มาปฏริ ูปการปกครอง สร้าง
ระบบราชการซ่ึงมีรวมศูนย์ท่ีส่วนกลาง สร้างวัฒนธรรมเป็นหนึ่งเดียวโดยใช้ภาษาไทยกลาง สร้างระบบ
โรงเรียนกระจายการศึกษาจากส่วนกลางไปให้เรว็ ที่สุด รวมท้ังตกลงกับมหาอำนาจตะวันตกสร้างเส้นเขตแดน
ที่ชัดเจน และสร้างความหมายเก่ียวกับความเป็นไทยใหม่โดยถือว่า คนที่มีสัญชาติไทยคือคนที่เกิดบนแผ่นดิน
ไทยอีกด้วย เปล่ียนรัฐศักดินาแบบด้ังเดิมเป็นรัฐชาติภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แทน การรวมศูนย์
อำนาจน้ีได้รับการต่อต้านทั้งจากเจ้าเมืองในระบบประเทศราชแบบเดิม เจ้าภาษีนายอากรจีน และชาวนาซ่ึง
ก่อกบฎที่ต่างๆ เป็นระยะๆ แต่รัฐบาลกลางสามารถคลี่คลายเหตุการณ์ได้ โดยใช้ท้ังการปราบปรามและการ
ดำเนินกุศโลบายต่างๆ ทำให้สังคมไทยเป็นปึกแผ่นข้ึน แต่ส่งผลให้เกิดระบบข้าราชการและกองทัพที่ใหญ่โต
และมอี ำนาจมาก
การขยายตัวทางการค้าและการเงนิ มาจากการขายผลิตผลส่วนเกินท่ีได้จากภาคเกษตร การถ่ายเทเงนิ ค่อนขา้ ง
เปน็ การถ่ายเททางเดียว มกี ารแจกจ่ายกลบั มาทำนุบำรุงชนบทน้อยมาก การเพ่ิมผลิตผลทางการเกษตรมาจาก
217
การขยายพ้ืนท่ีเป็นสำคัญ เศรษฐกิจของชุมชนชาวนาดำรงรักษาการผลิตแบบพอยังชีพเอาไว้เป็นหลัก และ
ผลิตเพื่อขายเป็นส่วนเสริม ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ชาวบ้านจึงทำทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน อีก
ทั้งการผลิต เพ่ือขายก็ยังมีจำนวนมาก จนการค้าและการเงินขยายตัวอย่างมาก การพัฒนาอุตสาหกรรมกลับ
เกดิ ขึ้นอยา่ งจำกัด เพราะผลตอบแทนจากการค้าและการเงนิ มีมากกว่าและรวดเรว็ กว่า ท้ังยังมีสินคา้ สำเรจ็ รูป
จากต่างประเทศ เข้ามาตีตลาดอุตสาหกรรมพ้ืนเมืองและอุตสาหกรรมภายในประเทศอีกด้วย เช่น น้ำตาลที่
ไทยเคยส่งออกมากตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยาจนถึงกอ่ นสัญญาบาวริงค่อยๆ ลดน้อยจนหมดไปเพราะน้ำตาลจาก
ชวาราคาถกู กวา่ หัตถกรรมทอผา้ ในภาคกลางกค็ อ่ ยๆ สูญหายไป เพราะผ้าทอจากตา่ งประเทศมีราคาถูก
พัฒนาการสมัยหลังแผนพัฒนาเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๐๔ หลังจากจอมพลสฤษด์ิทำรัฐประหารขึ้นสู่
อำนาจในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ได้เลิกนโยบายทุนนิยมแห่งรัฐ เร่ิมดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ
เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า โดยออกกฎหมายส่งเสริมการลงทุนในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ และเริ่ม
ใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ต้ังแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นต้นมา ระดมทุนจากต่างประเทศ โดยให้
สทิ ธิประโยชน์ต่างๆ เชน่ ยกเว้นภาษีกำไรและต้ังกำแพงภาษีสำหรับสินค้าทไ่ี ด้รับการส่งเสริม รฐั บาลยังลงทุน
สร้างระบบขนส่ง คมนาคม ไฟฟ้า เขอื่ น และสาธารณูปการต่างๆ ให้ด้วย ซึ่งคล้ายกับสมัยรัชกาลท่ี ๕ ท่ีรฐั เคย
นำรายได้จากเศรษฐกิจด้านข้าวมาใช้จ่ายในการปฏิรูปสังคม การลงทุนสร้างสาธารณูปโภคของรัฐในยุคน้ี ก็
อาศัยรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมมาใช้เพื่อการนี้เช่นกัน นอกจากนี้ รัฐยังกดราคาข้าวในประเทศ
ใหม้ ีราคาถูก เพื่อให้ค่าจ้างแรงงานไทยอยู่ในระดับต่ำ จูงใจให้ชาวต่างชาตเิ ข้ามาลงทนุ ขณะเดียวกันก็ห้ามการ
รวมตัวจัดตั้งสมาคมแรงงานอย่างเคร่งครัดถึง ๑๔ ปีเต็ม ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๑-๒๕๑๕ ทั้งยังยกเลิกกฎหมาย
จำกัดการสะสมท่ีดินอีกด้วย ผลจากการที่จอมพลสฤษดิ์ยกเลิกกฎหมายจำกัดการสะสมที่ดิน ทำให้ระบบ
เจ้าของท่ีดินให้ชาวนาเช่าที่ดินยังคงดำเนินต่อไป ขณะเดียวกันก็เกิดการกว้านซ้ือสะสมท่ีดินของผู้มีอิทธิพล
และมีเงิน ช่องว่างทางสังคมมีมากข้ึน จอมพลสฤษดิ์ยังฟื้นฟูบทบาทสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้นด้วย กลุ่ม
เจ้านายและขุนนางเก่าค่อยๆ แปรรูปมาลงทุนในกิจการต่างๆ และกลายเป็นกลุ่มทุนท่ีสำคัญกลุ่มหนึ่งใน
ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปท่ีดินยังคงถูกขัดขวางเร่ือยมา แม้จะมีกฎหมายปฏิรูปที่ดินเกิดข้ึนในปี พ.ศ.
๒๕๑๘ เพราะการเคล่ือนไหวของชาวนา แต่ก็เป็นกฎหมายท่ีใช้อย่างจำกัดมากและไม่ค่อยได้ผลนัก จากสมัย
ของจอมพลสฤษดิ์ถึงจอมพลถนอม กิตติขจร (พ.ศ. ๒๕๐๑-๒๕๑๖) โลกยุคนั้นอยู่ในช่วงสงครามเย็นและ
สงครามตัวแทนระหวา่ งค่ายทนุ นิยมและคา่ ยสังคมนิยม ก่อนท่ไี ทยจะใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ สถานการณ์โลก
มีการเปลี่ยนแปลงคร้ังใหญ่ ประเทศอาณานิคมเดิมได้รับเอกสารเป็นอันมาก แต่ยังคงมีลักษณะทางเศรษฐกิจ
คล้ายแบบอาณานิคมอยู่ สำหรับประเทศไทยแม้ไม่ใช่ประเทศอาณานิคม แต่ระบบเศรษฐกิจไทยก็ถูกดึงเข้าสู่
ระบบทุนนิยมโลกแบบกึ่งบังคับมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔-๕ แล้ว จึงมีลักษณะทางเศรษฐกิจเป็นแบบกึ่งอาณา
นิคม ต้องผลิตข้ันปฐมภูมิตามที่ประเทศทุนนิยมศูนย์กลางต้องการ เม่ือประเทศอาณานิคมต่างๆ ในโลกเป็น
เอกราช ความสัมพันธ์ทางการผลิตกับเมืองแม่เดิมเปล่ียนไป การแบ่งงานกันทำในยุคนี้เปลี่ยนไปสู่การลงทุน
โดยตรงจากประเทศแม่ เพื่อลดต้นทุนสินค้าจากค่าแรงงานและการขนส่ง เม่ือไทยใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ
อุตสาหกรรม จึงเจริญเตบิ โตรวดเร็วมาก โดยการหลงั่ ไหลเข้ามาของทนุ จากต่างประเทศ เงินจากต่างประเทศ
218
ไหลเขา้ มา ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเปน็ เงินชว่ ยเหลือทางทหารของสหรัฐอเมริกา อีกสว่ นเป็นเงินลงทุนของธุรกิจท่เี ข้า
มาเพื่อผลติ สินค้าขายในประเทศ ภายใต้สิทธิพิเศษต่างๆ ท่ีรัฐบาลจูงใจ และบางกรณีก็ใช้ไทยเป็นแหล่งถ่ายเท
เคร่ืองจักรท่ีล้าสมัยจากประเทศแม่ เพ่ือการผลิตที่มีต้นทุนแรงงานต่ำและไม่ต้องแข่งขันกับตลาดโลก
ระยะแรกสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาลงทุนในไทยเป็นอันดับหน่ึง ต่อมาเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแอลงเพราะเสียหาย
อยา่ งหนักในสงครามตัวแทน โดยเฉพาะสงครามเวียดนาม ญีป่ นุ่ มีความเขม้ แข็งทางเศรษฐกิจมากข้นึ กลายเป็น
คู่ค้าทสี่ ำคัญของไทยแทน และเม่อื ถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ญ่ปี นุ่ ก็กลายเป็นคูค่ า้ อนั ดับหนงึ่ ของไทยมาจนถึงปัจจุบนั
ธุรกิจขนาดใหญ่ท่ีได้รับการส่งเสริมการลงทุน แม้ว่ามีพลังการแข่งขันและสิทธิพิเศษเหนือกว่าธุรกิจ
ภายในประเทศ แต่ก็ต้องอาศัยเครอื ข่ายการค้าของธุรกิจด้ังเดิมเหลา่ นั้นกระจายสนิ ค้าและบริการ ธุรกิจขนาด
กลางและเล็ก ที่ทำหน้าท่ีเป็นกลไกของธุรกิจขนาดใหญ่ จึงขยายตัวตามไปด้วยในช่วงน้ีอุตสาหกรรมสิ่งทอ
แก้ว ซีเมนต์ เหล็ก กระดาษ อุปกรณ์ประกอบช้ินส่วนขยายตัวก่อน ขณะที่การส่งออกสินค้าข้นั ปฐมภูมิยังเป็น
ฐานรายได้ท่ีสำคัญที่รัฐนำมาพัฒนาประเทศ และรัฐยังมีนโยบายส่งเสริมพืชเศรษฐกิจอ่ืนๆ ทำให้ธุรกิจ
การเกษตรขยายตัวจากสินค้าข้าวและยางพาราไปสู่การส่งออกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย ฯลฯ
โดยมีการแปรรูปสินค้าเกษตรบ้าง เพื่อสะดวกต่อการส่งออก ปศุสัตว์และธุรกิจอาหารสัตว์เริ่มขยายตัวบ้าง
การขยายตัวของภาคธุรกิจเอกชนทำให้จำนวนคนช้ันกลางและแรงงานเพ่ิมขึ้นรวดเร็ว ในภาครัฐบาล จำนวน
ข้าราชการเพ่ิมข้ึนอย่างมากตามหน่วยงานต่างๆ ท่ีแตกแขนง สิบปีหลังจากแผนพัฒนาฯ คนช้ันกลางจึง
ขยายตัวขึ้นมากทั้งจากภาคธุรกจิ และภาครัฐบาล ขณะทีเ่ ศรษฐกิจขยายตัว กลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้ผลักดนั ให้
รัฐออก พ.ร.บ.ธนาคารพาณิชย์ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ห้ามก่อตั้งธนาคารใหม่ และห้ามเปิดสาขาธนาคาร
ต่างประเทศเพิ่มขึ้น ธนาคารพาณิชย์ไทยที่มีอยู่ ๑๕ แห่ง จึงดำเนินกิจการในลักษณะผูกขาดเรื่อยมาจนถึง
ปัจจุบัน ส่วนเครือข่ายธุรกิจอุปถัมภ์อ่ืนๆ ของคณะทหารขยายตัวต่อเนื่องมาจนเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม
พ.ศ. ๒๕๑๖ การเรียกร้องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนญู ของนักเรยี น นสิ ิต นักศกึ ษา และประชาชน ได้ทำให้
จอมพลถนอม ส้ินอำนาจลง เครือข่ายธุรกิจท่ีมที หารอุปถัมภ์ค่อยๆ หมดบทบาทไป เปิดทางใหธ้ ุรกจิ ขนาดเล็ก
และขนาดกลางมีโอกาสเติบโตมากข้ึน สำหรับธุรกิจธนาคาร การเป็นอิสระจากคณะทหารกลับทำให้สามารถ
สะสมความม่ังค่ังและขยายบทบาทเพ่ิมเพราะคล่องตัวมากขึ้น โดยยังครองความได้เปรียบจากการผูกขาดอยู่
บรรยากาศทางการเมืองที่เกิดหลังเหตุการณ์ "๑๔ ตุลา" ทำให้บทบาทของพระมหากษัตริย์ ซึ่งคล่ีคลายวิกฤต
ทางการเมืองครั้งน้ีโดดเดน่ ขึ้น ส่วนทนุ ของกลุ่มเจ้านายก็ขยายตวั มากขึ้นเช่นกัน
แผนการศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ พระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ และ กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงาน
เลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธกิ าร พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้กำหนดให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษามี
หน้าท่ีในการพิจารณาเสนอแผนการศึกษาแห่งชาติ ท่ีบูรณาการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬากับ
การศึกษาทุกระดับ และด้วยเหตุที่แผน การศึกษาแห่งชาติฉบบั ปรับปรุง (พ.ศ. ๒๕๕๒ – ๒๕๕๙) จะสิ้นสุดใน
219
ปีพ.ศ. ๒๕๕๙ ดังน้ัน สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจึงได้จัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๖๐ –
๒๕๗๙ ซ่ึง เป็นแผนระยะยาว ๒๐ ปีเพ่ือเป็นแผนแม่บทสำหรับหน่วยงานที่เก่ียวข้องนำไปใช้เป็นกรอบ
แนวทางในการพัฒนาการศกึ ษาในชว่ งระยะเวลาดงั กลา่ ว
วสิ ัยทศั น์ จดุ มุ่งหมาย เป้าหมาย ตวั ชีว้ ัด และยทุ ธศาสตร์ของแผนการศึกษาแหง่ ชาติ
“คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาและเรียนร้ตู ลอดชีวิตอยา่ งมีคุณภาพ ดำรงชีวิต อยา่ งเป็นสุข สอดคล้องกับหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง และการเปลีย่ นแปลงของ โลกศตวรรษที่ ๒๑”
โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา ๔ ประการ คือ ๑) เพื่อพัฒนาระบบและกระบวนการ จดั การศึกษาที่มี
คุณภาพและมีประสิทธิภาพ ๒) เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นพลเมืองดี มีคุณลักษณะ ทักษะและสมรรถนะที่
สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติและ
ยุทธศาสตร์ชาติ ๓) เพ่ือพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคม แห่งการเรียนรู้ และคุณธรรม จริยธรรม รู้รักสามัคคี
และร่วมมอื ผนึกกำลงั มุง่ สูก่ ารพฒั นาประเทศ อย่างยั่งยนื ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง และ
๔) เพื่อนำประเทศไทยก้าวข้ามกับดัก ประเทศทม่ี รี ายได้ปานกลาง และความเหลอื่ มล้ำภายในประเทศลดลง
220
บทท่ี 5
ทนั สมัย
หนว่ ยงานพัฒนา
ในประเทศ
1.กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
มาตรา 31 ของพระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบบั ที่2) พ.ศ.
2545 กำหนดใหก้ ระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจหนา้ ที่เกย่ี วกับการสง่ เสรมิ และกำกบั ดูแลการศึกษาทุกระดบั
และทุกประเภท กำหนดนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษา สนับสนนุ ทรัพยากรเพ่ือการศึกษา สง่ เสรมิ
และประสานงานการศาสนา ศิลปะ วฒั นธรรมและการกีฬาเพ่ือการศึกษา รวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบ และ
ประเมินการจดั การศกึ ษาและราชการอืน่ ตามท่มี ีกฎหมายกำหนดให้เปน็ อำนาจหนา้ ทข่ี องกระทรวงหรอื สว่ น
ราชการทส่ี ังกัดกระทรวง
กระทรวงศกึ ษาธิการ แตเ่ ดิมมีช่ือวา่ กระทรวงธรรมการ ต้งั ข้ึนเม่ือวนั ท่ี 1 เมษายน รัตนโกสนิ ทรศ์ ก
111 ปมี ะโรง ตรงกับพุทธศักราช 2435 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจา้ อย่หู วั กระทรวงธรรม
การในระยะแรกมีหนา้ ที่จดั การพระศาสนา การศึกษา การพยาบาลและพิพิธภณั ฑ์ มีกรมในสังกดั 5 กรมคือ
กรมธรรมการกลางกรมศกึ ษาธิการ กรมพยาบาล กรมพพิ ิธภณั ฑ์ และกรมสังฆการี ช่อื ของกระทรวงน้ี ได้มีการ
เปล่ยี นช่ือกลบั ไปกลบั มาหลายครง้ั โดยใช้ชอ่ื กระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 – ปัจจบุ นั
กระทรวงศกึ ษาธิการมเี สนาบดี และรฐั มนตรีว่าการกระทรวงศกึ ษาธกิ าร พ.ศ. 2435 – 2563 รวมทง้ั หมด 64
ทา่ น
สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน
1. จัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความมัน่ คงของสถาบนั หลักของชาติและการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมขุ
2. พัฒนาผูเ้ รยี นให้มีความสามารถความเป็นเลศิ ทางวชิ าการเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแขง่ ขัน
3. พฒั นาศักยภาพและคณุ ภาพผเู้ รยี นให้มสี มรรถนะตามหลกั สูตรและคณุ ลักษณะในศตวรรษที่ 21
4. สร้างโอกาส ความเสมอภาค ลดความเหลอ่ื มล้ำ ใหผ้ ู้เรยี นทุกคนได้รบั บริการทางการศึกษาอย่างทวั่ ถงึ
และเทา่ เทียม
5. พัฒนาผู้บรหิ าร ครู และบุคลกรทางการศึกษาใหเ้ ปน็ มืออาชพี
221
6. จดั การศกึ ษาเพอ่ื พัฒนาคุณภาพชีวิตที่เปน็ มิตรกับสิง่ แวดล้อม ยึดหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
และเปา้ หมายการพฒั นาทย่ี ่งั ยนื (Sustainable Development Goals: SDGs)
7. ปรบั สมดลุ และพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาทุกระดับ และจดั การศึกษาโดยใช้ เทคโนโลยี
ดิจทิ ัล (Digital Technology) เพอื่ พฒั นามุ่งส่ปู ระเทศไทย 4.0
การจัดระเบียบบรหิ ารราชการในส่วนกลาง
1. สว่ นราชการท่มี หี ัวหนา้ สว่ นราชการขนึ้ ตรงต่อรัฐมนตรวี ่าการกระทรวงศึกษาธกิ าร มีดงั น้ี
1) สำนกั งานรัฐมนตรี (สร.)
2) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) มีหน่วยงานสังกัด คือ – สำนักงานปลัดกระทรวง
ศึกษาธิการ (เดิม) – สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) – สำนักงาน
คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) – สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการ
ศึกษา (ก.ค.ศ.)
3) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)
4) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน (สพฐ.)
5) สำนกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา (สอศ.)
2. องค์กรในกำกับ มดี งั น้ี
1) สำนกั งานเลขาธิการคุรสุ ภา (คส.)
2) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสรมิ สวสั ดิการและสวัสดภิ าพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)
3) สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (สสวท.)
4) สำนักงานลกู เสือแห่งชาติ (สลช.)
3. องค์การมหาชน มดี งั นี้
1) สถาบันทดสอบทางการศึกษาแหง่ ชาติ (องค์การมหาชน) (สทศ.)
2) โรงเรยี นมหดิ ลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) (มวส.)
3) สำนักงานรบั รองมาตรฐานและประเมนิ คุณภาพการศกึ ษา (องค์การมหาชน) (สมศ.)
222
ครุ สุ ภา
พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 มาตรา 8 กำหนดวัตถุประสงค์ของคุรุ
สภา ไวด้ ังนี้
1. กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ ออกและเพิกถอนใบอนุญาต กำกับ ดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพและ
จรรยาบรรณวิชาชีพ รวมทั้งการพฒั นาวิชาชีพ
2. กำหนดนโยบายและแผนพัฒนาวชิ าชพี
3. ประสาน สง่ เสรมิ การศึกษาและการวิจยั เกีย่ วกับการประกอบวิชาชพี
อำนาจครุ ุสภา
1. กำหนดมาตรฐานวิชาชพี และจรรยาบรรณของวชิ าชีพ
2. ควบคุม ความประพฤติและการดำเนินงานของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐาน
วชิ าชพี และจรรยาบรรณของวชิ าชพี
3. ออกใบอนญุ าตให้แกผ่ ขู้ อประกอบวิชาชพี
4. พักใช้ใบอนญุ าตหรอื เพิกถอนใบอนุญาต
5. สนับสนนุ สง่ เสรมิ และพัฒนาวชิ าชพี ตามมาตรฐานวิชาชพี และจรรยาบรรณของวิชาชีพ
6. ส่งเสรมิ สนับสนนุ ยกย่อง และผดุงเกียรติผปู้ ระกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา
7. รับรองปริญญา ประกาศนียบตั ร หรือวุฒิบัตรของสถาบนั ต่าง ๆ ตามมาตรฐานวิชาชีพ
8. รบั รองความรู้และประสบการณท์ างวชิ าชพี รวมทัง้ ความชำนาญในการประกอบวิชาชพี
9. สง่ เสรมิ การศึกษาและการวจิ ยั เกีย่ วกบั การประกอบวิชาชีพ
10. เปน็ ตัวแทนผ้ปู ระกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษาของประเทศไทย
11. ออกข้อบงั คับครุ ุสภาว่าดว้ ย
(ก) การกำหนดลกั ษณะต้องห้ามมาตรา 13
223
(ข) การออกใบอนุญาต อายุใบอนุญาต การพักใช้ใบอนุญาต การเพิกถอนใบอนุญาต และการรับรอง
ความรู้
ประสบการณท์ างวิชาชีพ ความชำนาญในการประกอบวิชาชพี
(ค) หลักเกณฑแ์ ละวธิ ีการในการขอรับใบอนญุ าต
(ง) คณุ สมบตั ิและลกั ษณะต้องหา้ มของผู้ขอรบั ใบอนุญาต
(จ) จรรยาบรรณของวิชาชีพและการประพฤติผิดจรรยาบรรณอันจะนำมาซ่ึงความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์
แหง่ วชิ าชพี
(ฉ) มาตรฐานวิชาชีพ
(ช) วิธีการสรรหา การเลือก การเลือกตั้ง และการแต่งตั้งคณะกรรมการคุรุสภาและคณะกรรมกรรมการ
มาตรฐานวิชาชพี
(ซ) องคป์ ระกอบ หลักเกณฑ์ วิธีการคดั เลอื กคณะกรรมการสรรหา
(ฌ) หลกั เกณฑ์และวธิ ีการสรรหาเลขาธิการครุ สุ ภา
(ญ) การใด ๆ ตามท่กี ำหนดในพระราชบญั ญัตนิ ้ี
12. ให้คำปรกึ ษาหรอื เสนอแนะตอ่ คณะรัฐมนตรเี กี่ยวกับนโยบายหรือปัญหาการพฒั นาวิชาชพี
13. ให้คำแนะนำหรือเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเก่ียวกับการประกอบวิชาชีพ หรือการออกกฎกระทรวง
ระเบยี บ และประกาศตา่ ง ๆ
14. กำหนดให้มคี ณะกรรมการเพื่อกระทำการใด ๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าท่ขี องคุรุสภา
15. ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของคุรุสภา ข้อบังคับของคุรุสภาตาม (11) นั้น ต้องได้รับความ
เหน็ ชอบจากรฐั มนตรี และเมอ่ื ได้ประกาศใน ราชกจิ จานุเบกษาและใหใ้ ชบ้ งั คับได้
ต่างประเทศ
ประเทศสหรัฐอเมริกาสมาคมวิจัยทางการศึกษาแห่งสหรัฐอเมริกาหรอื “ AERA” ประเทศ
ในทวีปยุโรปได้พัฒนาไปอย่างกว้างขวางมากและครอบคลุมตัวแปรทุกด้านใน (amarican
Educational Research Association) มีการจัดการประชุมทางวิชาการทุกปีโดยเวียนไปจัดตาม
รัฐต่าง ๆ การประชุมนี้เป็นเวทีให้ครูและนักวิจัยท่ัวประเทศได้นำผลงานวิจัยของน้ำผลงานมาเผย
แพรนบั พันเรื่องซึ่งจากประสบการณก์ ารไปร่วมประชมุ ผ้เู ขียนพบวา่ ผลงานท่ีนำมาเสนอนั้นมีความ
224
หลากหลายมากครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญของการเรียนการสอนการวิจัยในต่างประเทศ
โดยเฉพาะอย่างย่ิงในประเทศสหรัฐอเมริกาแคนาดาและคนมานำเสนอและแลกเปลี่ยนความรู้
ความคิดกันในแต่ละปีจะมีครูนักวิจัยนักวิชาการเช่นครูผู้เรียนสภาพแวดล้อมชุมชนผู้ปกครอง
โรงเรียนแนวคิดหลักการทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรู้และการสอนวิธีสอนรูปแ บบการสอน
กระบวนการและเทคนิคการสอนวัสดุอุปกรณ์สื่อและเทคโนโลยีทางการสอนและการวัดและ
ประเมินผลการเรียนการสอนเป็นต้นผลงานวิจัยท่ีนำมาเสนอในการประชุมแต่ละปีน้ันสะท้ อนให้
เหน็ ความสนใจของครแู ละผ้วู ิจยั ซ่ึงชถ้ี งึ แนวโนม้ ของการจดั การเรยี นการสอนในอนาคตได้ดว้ ย
นวตั กรรม
Educational Innovation เป็นคำศัพท์เทคโนโลยีการศึกษาซ่ึงนักการศึกษาได้ใช้คำศัพท์บัญญัติ
วิชาการ 2 ลักษณะ คือ นวัตกรรมการศึกษา และนวัตกรรมทางการศึกษา ในบทเรียนนี้ ใช้คำว่านวัตกรรม
ทางการศึกษาด้วยเหตวุ า่ เปน็ คำที่สอ่ื ความหมายได้อย่างชดั เจนและได้รับความนิยมใชใ้ นปจั จบุ นั
นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถึง การนำแนวคิด วิธีการปฏิบัติ หรือส่ิงประดิษฐ์ที่ได้รับการพัฒนา
ปรับปรงุ หรอื ดดั แปลงให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับการนำมาใช้ในการจัดการศึกษา โดยมวี ัตถปุ ระสงค์
เพื่อแก้ไขปัญหา เพ่ิมประสิทธิภาพและประสิทธิผล และก่อให้เกิดความสำเร็จสูงสุดแก่ผู้เรียน อัญชลี โพธ์ิ
ทอง และอปั ษรศรี ปลอดเปลย่ี ว (2542 : 9), อรนชุ ลิมตศิริ (2543 : 3)
นวัตกรรมทางการศกึ ษาไดร้ บั การพฒั นาข้ึนโดยได้รับอิทธิพลจากแนวคดิ พน้ื ฐาน 4 ประการ คอื
(1) แนวคิดด้านความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Difference) หลักการจัดการศึกษาในปัจจุบัน
ม่งุ เน้นจัดการศึกษาตามความสนใจและความสามารถของผเู้ รียนเป็นสำคัญ ซง่ึ นักการศึกษาได้พัฒนาวิธีการ
ใหม่ๆ เพื่อส่งเสริมการจดั การเรียนร้ทู ่ีเน้นให้ผเู้ รียนใชค้ วามสามารถในการเรียนรู้ท่ีแต่ละคนมคี วามแตกตา่ งกัน
ให้เกิดประโยชนต์ ่อการเรยี นรู้ใหม้ ากท่สี ุด นวัตกรรมทางการศึกษาทเ่ี กดิ จากแนวคิดด้านความแตกต่างระหว่าง
บุคคล ได้แก่ การจัดการเรียนรู้แบบไม่แบ่งช้ัน บทเรียนสำเร็จรูป ชุดการสอน การสอนเป็นคณะ การใช้
เคร่ืองช่วยสอน การจดั โรงเรยี นในโรงเรยี น เป็นต้น
(2) แนวคิดด้านความพร้อม (Readiness) การจัดบทเรียนให้มีความเหมาะสมกับระดับความสามารถของ
ผู้เรียนโดยการปรับปรุงลำดับของเนื้อหา หรือนำนวัตกรรมการศึกษาท่ีเหมาะสมกับการสร้างความพร้อมจะ
ทำให้การจัดการเรียนรู้ประสบความสำเร็จ นวัตกรรมทางการศึกษาที่เกิดจากแนวคิดด้านความพร้อม ได้แก่
ศนู ย์การเรยี น การจดั โรงเรียนในโรงเรียน การสอนรวมชนั้ เป็นต้น
(3) แนวคิดด้านการใช้เวลาเพื่อการศึกษา เป็นการกำหนดเวลาในการจัดการเรียนรู้ให้สัมพันธ์กับ
ลักษณะเฉพาะของแต่ละวิชา นวัตกรรมทางการศึกษาท่ีเกิดจากแนวคิดด้านการใช้เวลาเพื่อการศึกษา ได้แก่
225
การจัดตารางสอนแบบยืดหยุ่น มหาวิทยาลัยเปิด แบบเรียนสำเร็จรูป การเรียนทางไปรษณีย์ บทเรียน
โปรแกรมชดุ การเรยี น เปน็ ตน้
(4) แนวคิดด้านการขยายตัวทางวิชาการและอัตราการเพ่ิมประชากร เป็นการเพ่ิมโอกาสในการเรียนรู้แก่
ประชากรซึ่งอาจมีข้อจำกัดทางการเรียนรู้บางประการ นวัตกรรมทางการศึกษาที่เกิดจากแนวคิดด้านการ
ขยายตัวทางวิชาการและอัตราการเพ่ิมประชากร ได้แก่ มหาวทิ ยาลัยเปิด การเรียนทางวิทยุ การเรียนทาง
โทรทัศน์ การเรียนทางไปรษณีย์ แบบเรียนสำเร็จรูป ชุดการเรียน การจัดโรงเรียนสองผลัด บทเรียน
โปรแกรม เปน็ ตน้
ลกั ษณะของนวตั กรรมทางการศกึ ษา
นวัตกรรมทางการศึกษา เป็นการนำแนวคิดวิธีการมาใช้ในการจัดการศึกษาเพ่ือส่งเสริมกิจกรรมการ
เรยี นการสอนใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพยง่ิ ข้นึ มลี ักษณะสำคญั คอื
(1) เป็นแนวความคิดที่ไม่ยังไม่มีการนำมาปฏิบัติในวงการศึกษาและอาจเป็นสิ่งใหม่บางส่วนหรือเป็น
สิ่งใหม่ทั้งหมดซึ่งใช้ได้ไม่ได้ผลในอดีตซึ่งได้รับการปรบั ปรงุ แก้ไขให้ดีขึ้น เช่น การนำคอมพวิ เตอร์มาใชใ้ นการ
จัดการเรียนรู้
(2) เป็นแนวความคิดหรือแนวทางปฏิบัติในลักษณะใหม่ซึ่งดัดแปลงจากแนวความคิดหรือแนวทาง
ปฏิบัติเดิมที่ปฏิบัติไม่ประสบความสำเร็จให้มีความสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบันและก่อให้เกิด
ความสำเร็จได้ และมีการจัดระบบข้ันตอนการดำเนินงาน (System Approach) โดยการพิจารณาข้อมูล
กระบวนการ และผลลัพธ์ ให้เหมาะสมก่อนทำการเปลีย่ นแปลงน้ันๆ
(3) เป็นแนวความคิดหรือแนวทางปฏิบัติซ่ึงมีมาแต่เดิมและได้รับการปรับปรุงให้มีลักษณะทันสมัย
และได้รบั การพิสจู นป์ ระสิทธภิ าพด้วยวธิ ที างวิทยาศาสตร์หรอื อยรู่ ะหว่างการวิจยั
(4) เป็นแนวความคิดหรือแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ซึ่ง
เอื้ออำนวยใหเ้ กิดความสำเรจ็ ยง่ิ ข้ึน เชน่ การศึกษาค้นควา้ ด้วยตนเอง
(5) เป็นแนวความคิดหรอื แนวทางปฏิบัตทิ ค่ี ้นพบใหม่อย่างแทจ้ ริงซ่ึงยังไมไ่ ด้ทำการเผยแพรห่ รอื ได้รับ
การยอมรับเป็นสว่ นหนึง่ ของระบบงานในปจั จบุ ัน
ประเภทของนวตั กรรมทางการศึกษา
นักการศึกษาได้แบ่งประเภทของนวัตกรรมทางการศึกษาตามจุดเน้นของการพัฒนาการจัดการศึกษา
หลายลักษณะ วทุ ธิศักดิ์ โภชนกุ ูล (2550 : 8) อธบิ ายว่า นวัตกรรมทางการศกึ ษา แบง่ ออกเป็น 5 ประเภท
คือ (1) นวตั กรรมทางด้านหลักสูตร เช่น หลักสูตรบูรณาการ หลักสตู รรายบุคคล หลกั สูตรกิจกรรมและ
ประสบการณ์ หลักสูตรท้องถิน่
226
(2) นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ เช่น การสอนแบบศูนย์การเรียน การใช้กระบวนการกลุ่มสัมพันธ์
การสอนแบบเรียนรู้ร่วมกัน และการเรียนผ่านเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต กระบวนการสร้างความ
ตระหนัก กระบวนการสร้างเจตคติ กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด กระบวนการปฏิบัติ กระบวนการสืบ
สอบ กระบวนการสร้างทักษะการคิดคำนวณ การสอนแบบศูนย์การเรียน การสอนแบบใช้ บทบาทสมมติ
การสอนโดยใชส้ ถานการณ์จำลอง การเรียนแบบสัญญาการเรียน การเรียนเป็นคู่ การเรยี นเพื่อรอบรู้ การเรียน
แบบรว่ มมอื เปน็ ต้น
(3) นวัตกรรมสื่อการสอน เช่น Computer Assisted Instruction (CAI), Web-based Instruction
(WBI) Web-based Training (WBT) Virtual Classroom (VC) Web Quest Web Blog บ ท เรีย น
สำเร็จรูป บทเรียนโมดูล บทเรียนออนไลน์ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชุดการสอน จุลบท ชุดส่ือประสม วีดิทัศน์
สไลดป์ ระกอบเสียง แผ่นโปร่งใส บัตรการเรยี นรู้ บัตรกิจกรรม แบบฝกึ ทกั ษะ เกม เพลง เปน็ ตน้
(4) นวัตกรรมการประเมินผล เช่น การพัฒนาคลังข้อสอบ การลงทะเบียนผ่านทางเครือข่าย
คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เนต็ การใช้บัตรสมาร์ทการ์ดเพอ่ื การใชบ้ ริการของสถาบันศกึ ษา การใช้คอมพิวเตอร์
ในการตัดเกรด
(5) นวัตกรรมการบริหารจัดการ เช่น ฐานข้อมูล นักเรียน นักศึกษา ฐานข้อมูล คณะอาจารย์ และ
บคุ ลากร ในสถานศึกษา ด้านการเงิน บัญชี พสั ดุ และครุภัณฑ์
มหาวิทยาลัยรังสิต (2549 : 1) กล่าวว่า นวัตกรรมทางการศึกษาด้านการจัดการเรียนรู้ที่ครูผู้สอน
สร้างหรือพัฒนาขน้ึ เพ่ือพัฒนาหรอื ปรับปรงุ แก้ไขปัญหาการจดั การเรียนรู้ แบง่ ได้ 2 ประเภท คอื
(1) กิจกรรมการพัฒนาการเรยี นรูห้ รอื เทคนิควธิ สี อน (Instruction) เชน่ บทเรียนสำเร็จรูป ชดุ การ
เรียนการสอน ชุดฝึก แบบฝึก แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นรูปแบบการสอน, กิจกรรมการเรียนรู้, หรือ
กระบวนการเรียนรู้ ชดุ พัฒนาคุณลักษณะ เปน็ ตน้
(2) ส่ือการเรียนรู้หรือสิ่งประดิษฐ์ (Invention) เช่น ส่ือประสม วีดิทัศน์ แบบจำลอง รูปภาพ,
แผน่ โปร่งใส, แผนภาพ เกมประดษิ ฐห์ รอื เกมฝึกทักษะ เปน็ ต้น
สำหรับนวัตกรรมทางการศึกษาท่ีเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในระดับช้ันเรียน แบ่งเป็น 2
ประเภทหลัก คือ ประเภทกิจกรรมการพัฒนาการเรียนรู้และเทคนิควิธีสอน (Learning and Instruction)
และประเภทส่อื การเรียนรหู้ รือส่ิงประดิษฐ์ (Invention)
กระบวนการพฒั นานวตั กรรมทางการศกึ ษา
กระบวนการพัฒนานวตั กรรมทางการศึกษา แบ่งเปน็ 3 ขน้ั ตอนหลัก คอื
227
(1) การประดิษฐ์คิดค้น เป็นข้ันตอนการศึกษาสภาพปัญหาและการคิดค้นเพื่อกำหนดรูปแบบ
นวัตกรรมทใ่ี ชใ้ นการปรบั ปรุงแกไ้ ขปัญหา โดยพจิ ารณาความเป็นไปไดต้ ามหลักการทเ่ี กยี่ วข้อง
(2) การสร้างและพัฒนานวัตกรรม เป็นขั้นตอนการจัดทำนวัตกรรมตามรูปแบบท่ีกำหนด จาก
ข้ันตอนที่ 1 สำหรับวิธีพัฒนานวัตกรรมอาจทำได้หลายวิธี ซ่ึงวิธีท่ีได้รับความนิยมและได้รับความเช่ือถือ คือ
การทดลองเพอ่ื พิสูจนป์ ระสทิ ธภิ าพของนวตั กรรมในการแกป้ ญั หาหรือพัฒนาคุณภาพการจดั การเรยี นรู้
(3) การยอมรับและนำนวัตกรรมไปใช้ เป็นขั้นตอนการยอมรับนวัตกรรมที่ได้สร้างและพัฒนาขึ้น
และนำนวตั กรรมน้ันไปใช้ปรับปรงุ แก้ไข และพฒั นาการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์และสภาพแวดล้อมปกติ
คุรพุ ัฒนา
มบี ทบาทหนา้ ท่ี
- เสนอแนะนโยบายและยทุ ธศาสตรก์ ารพัฒนาครูและบคุ ลากรทางการศึกษา
- วิจัย พัฒนา และสร้างสรรค์นวัตกรรม องค์ความรู้ท่ีลุ่มลึก และสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเก่ียวกับ
วชิ าชพี ทางการศึกษาและศาสตร์ทีเ่ ก่ยี วขอ้ งระดับหลังปริญญา
- รับรองหลักสูตรการอบรมและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตลอดจนพัฒนาแนวทางการรับรอง
หลักสตู รการอบรมและพฒั นาผปู้ ระกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา
- ส่งเสริม สนับสนุน การอบรมและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และการจัดกิจกรรมเพ่ือพัฒนา
วิชาชพี ทางการศึกษา
- ดำเนนิ งานเกยี่ วกบั การฝกึ อบรมและดำเนนิ การอ่ืนตามทีไ่ ดร้ บั มอบหมายจากคุรสุ ภา
- พัฒนาคลังความรู้และเป็นศูนย์กลางข้อมูลเก่ียวกับหลักสูตรการอบรมและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการ
ศึกษาเพื่อเผยแพร่ รวมท้ังเป็นศูนย์กลางการติดต่อและแลกเปล่ียนความรู้ทางวิชาการ และกิจกรรมอ่ืนๆ ใน
วชิ าชพี ทางการศึกษาทัง้ ในประเทศและต่างประเทศ
ประเทศฟนิ แลนด์
วธิ ีการสอนของประเทศฟินแลนด์จะเป็นในรูปแบบ การเรียนรู้ผา่ นการเลน่ คือ การเรียนรู้ท่ีเน้นไปทางการเล่น
มากกวา่ เพราะคดิ ว่าเด็กสามารถเรยี นรู้ได้ดผี ่านทางการเลน่ และการค้นพบด้วยตนเอง
ประเทศเอสโตเนยี
เป็นประเทศทก่ี ารเข้าถึงอนิ เทอร์เน็ตฟรีในหลายพืน้ ท่ีทำให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเช่ือมต่อมากท่ีสุดในโลก
จงึ เริม่ ใหค้ วาม สนใจในการขยายฐานความรดู้ า้ นการศกึ ษา
อินเตอร์เนต็ ช่วยพฒั นาการศึกษา
– ในปี 1998 รัฐบาลให้โรงเรียนทุกแห่งมีคอมพิวเตอร์ และเข้าถึง อินเตอร์เน็ตส่งเสริมให้นักเรียนใช้
งานเปน็ ตัง้ แตช่ ัน้ ประถมศึกษา
– เมื่อนักเรียนในโรงเรียนสามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์ ได้ต้ังแต่ยังเด็กหลายคนก็เติบโตไปทำงานใน
สายงานไอที
228
– คนท่ไี มส่ ะดวกเดนิ ทางไปโรงเรียนก็สามารถเรียนผ่าน E-Learning ได้ในทกุ ทข่ี องประเทศ
– ยอดเข้าถึงการศึกษาของประเทศเกือบ 100% เพราะทัศวิสัยของผู้นำในอดีต ท่ีมองเห็นถึงความสำคัญของ
เทคโนโลยี
– ผลคะแนนสอบ PISA ในปี 2015เอสโตเนียอยู่อันดับ 3ของโลกในด้านวิทยาศาสตร์เป็นรองเพียงสงิ คโปร์กับ
ญปี่ ุ่น
– แถมยังคว้าอันดบั 6 ในดา้ นการอา่ น และอันดับ 9ของโลกในดา้ นคณติ ศาสตร์
ประเทศเอสโตเนียถือได้ว่าเป็นประเทศในโลกดิจิทัลอย่างแท้จริงการ เรียนรู้ที่ทันสมัย เน่ืองจากในปี 2000
รัฐบาลในประเทศเอสโตเนียนั้นได้มีการจัดโครงการอินเตอร์เน็ตฟรีเพื่อที่จะให้ประชาชนได้เข้าถึงออนไลน์ได้
อย่างเท่า เทียมมีการเติบโตด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว มีการใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอน ครูใน
ประเทศเอสโตเนียน้ันมกี ารใชเ้ ทคโนโลยีในการใชเ้ ปน็ ส่ือการสอน เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่าง
หลากหลาย และเด็กบางส่วนในประเทศน้ีสามารถเรียนผ่านออนไลน์จากที่ต่าง ๆ ได้อย่างอิสรภาพ เพราะ
เน่ืองจากมีการนา เอาการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช้ในห้องเรียนน้ันเรียนทำให้เป็นการเปิดโอกาสการเรียนรู้ ของ
นกั เรยี น และการใช้เทคโนโลยใี ห้เกิดประโยชนส์ ูงสดุ
ประเทศสิงคโปร์
สาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้รับการจัดลำดับให้เป็นประเทศท่ีมีระบบการศึกษาท่ีมีประสิทธิภาพสูงเป็นลำดับต้น ๆ
ของโลกและที่ดีท่ีสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ปัจจัยสำคัญท่ีส่งผลต่อคุณภาพของการศึกษาของสิงคโปร์
สามารถแบง่ ออกได้เป็น 3 ปจั จยั หลกั ดังนี้
1.วิสยั ทศั นข์ องผ้นู ำประเทศ
วิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศท่ีชัดเจนและก้าวไกล มีผลอย่างมาก ต่อการพัฒนาระบบการศึกษาใน
สงิ คโปร์ ท่ีได้ประกาศวิสัยทัศน์ท่ีมงุ่ เน้น การสร้างประเทศให้เป็นสังคมแห่งการเรยี นรู้ และมีโรงเรียนท่ีสอนให้
นักเรียนเป็นนักคิด โดยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นตัว ขับเคล่ือนเศรษฐกิจและเพ่ิมขีดความสามารถของ
ประเทศตงั้ แตช่ ่วงปี พ.ศ. 2557 เพอ่ื ใหป้ ระชาชนสามารถใช้เทคโนโลยที ่ที นั สมยั ทส่ี ดุ ของโลก มาเป็นประโยชน์
ในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ
2. นโยบายด้านการศกึ ษา
เน้นการสอนให้น้อยลงแต่ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้มากข้ึน ซึ่งนโยบายน้ีนำไปสู่การเปล่ียนแปลง
รปู แบบการเรยี นการสอน ไดแ้ ก่
(1) การเปล่ียนบทบาทของ ครู จากการเป็นผใู้ ห้
(2) การเปล่ียนวิธีการสอนท่ีเน้นการเรียนรู้ผ่าน ประสบการณ์ตรงผ่านโครงงานท่ีมุ่งแก้ปัญหาหรือ
วิธีการที่มคี วามสรา้ งสรรค์
3.การบรหิ ารจดั การบุคลากรทางการศึกษา
กำหนดนโยบายดา้ นมาตราฐานครูและบุคลากรทางการศกึ ษาไวอ้ ยา่ ง ชัดเจน กลยุทธ์ในการดึงคนเก่ง
เข้าสู่วิชาชีพครูเริ่มต้นด้วยกระบวนคัดสรรค์ นักศึกษาหัวกะทิในแต่ละรุ่นของแต่สาขาวิชา เพื่อเข้ารับทุนให้
ศึกษาต่อใน วิทยาลัยเป็นเวลา 1- 2 ปี ซึ่งในขณะท่ีเข้าเรียนในโปรแกรมฝึกหัดครูนี้จะได้รับเงินเดือนสูง และ
229
รับประกันการมีงานทำทันทีท่ีจบการศึกษา เม่ือเข้าสู่อาชีพครูแล้ว ครูทุกคนจะ ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ไม่น้อยกว่า 100 ช่ัวโมง โดยจำนวนเวลาท่ีเข้ารับการอบรมนี้จะเป็นตัวชี้วัดในการเลื่อนขั้น ระบบการประเมิน
คณุ ภาพเชน่ นสี้ ง่ เสรมิ ใหค้ รู พัฒนาตนเองอยา่ งต่อเนอื่ งและผลติ ผลงานท่ีเปน็ รูปธรรมออกมาอยา่ งสม่ำเสมอ
230
บทที่ 6
การทนั ต่อการเปลย่ี นแปลง
การศกึ ษา 1.0 เป็นยคุ พ.ศ. 2503 หรอื เราเรยี กว่า หลกั สตู ร 2503เป็นยคุ ทีเ่ นน้ ใหน้ กั เรียนเกดิ ทกั ษะ 4 ด้าน
คอื พุทธศิ กึ ษา จริยศกึ ษา หตั ถศึกษา และพลศึกษาโครงสร้างเวลา 4 : 3 : 3 : 2 ประถมตน้ เรยี น 4 ปี ประถม
ปลายเรยี น 3 ปี มัธยมต้นเรยี น 3 ปี มัธยมปลายสายสามัญเรยี น 2 ปี สายอาชีพเรยี น 3 ปี แนวควิ สนองความ
ต้องการของสงั คม เป็นหลักสูตรแบบเน้นวิชา
การศกึ ษา 2.0 เป็นยุค พ.ศ. 2521เปล่ียนหลกั สตู ร เปน็ การเปล่ยี นใหมท่ ้ังระบบ ใหม้ ีระดับประถมศกึ ษา 6 ปี
ยกเลกิ ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 7 ระดบั มัธยมศึกษา 6 ปี ระดบั มัธยมศกึ ษาใช้อักษรย่อวา่ “ม.” ทง้ั มัธยมศึกษา
ตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย การจดั การเรยี นการสอนเน้นนกั เรียนเป็นศูนย์กลาง การจัดการเรยี นการ
สอนทางดา้ นคณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยียงั ไม่สามารถผลกั ดนั ใหป้ ระเทศไทยเปน็ ผู้นำดา้ น
คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี และมีการปรับปรงุ หลกั สูตรเปน็ หลักสตู รการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน
พทุ ธศักราช 2544
การศกึ ษา 3.0 เป็นยุค 2551 การศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช2544มีความสบั สนของผ้ปู ฏิบตั ิการใน
สถานศกึ ษา เปน็ หลกั สูตรเนือ้ หาแนน่ เกินไปเรียนทงั้ วัน มปี ัญหาในการเทยี บโอน และปัญหาคณุ ภาพผ้เู รยี นใน
ดา้ นความรู้ ทกั ษะ และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ จงึ เปลี่ยนมาใช้ หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน
พุทธศักราช 2551
การศึกษา ใน ยุค 4.0 เป็นยุคทีต่ อ่ เนื่องจากยุคที่แลว้ เน่ืองจากการทผ่ี เู้ รียนมคี วามสามารถในการใช้สอ่ื
เทคโนโลยที ่ีสงู ข้นึ และเข้าถงึ ได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้เกดิ การนำเทคโนโลยีเหล่านน้ั มาประยุกตใ์ ชแ้ ละส่งเสริมการ
เรยี นรู้
ครยู ุคโลกาภิวตั น์
คณุ ลักษณะของครทู ี่ดีในยุคโลกาภวิ ตั น์
ปัจจุบันเป็นยุคโลกาภิวัตน์หรือยุคท่ีโลกไร้พรมแดน เป็นยุคของข้อมูลข่าวสารท่ีมนุษย์สามารถติดต่อถึงกันได้
อยา่ งรวดเร็วและท่วั ถึง ครูจำเป็นจะตอ้ งศึกษาหาความรู้จากแหลง่ อื่นๆ เพ่ิมเติมอยเู่ สมอ เพ่ือใหม้ ีความรอบรู้
ในสถานการณ์ต่างๆท่ีมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตในสังคมปัจจุบัน ดังนั้นหากพิจารณาถึง “คุณลักษณะท่ี
สำคัญๆของครูท่ีดีในยุคโลกาภิวัฒน์” จะได้แก่คุณลักษณะดังต่อไปนี้..รู้ดี สอนดี มีวิสัยทัศน์ เจนจัดฝึกฝน
ศษิ ย์ ดวงจิตใฝค่ ุณธรรม งามเลิศลำ้ ดว้ ยจรรยา มีศรัทธาความเปน็ ครู ดำรงอย่ดู ้วย ศีล สมาธิ ปญั ญา
231
1. รู้ดี คุณลักษณะประการแรกของบุคคลที่เป็นครูทุกคน คือ ต้องมีความรู้ดี การมีความรู้ดี ได้แก่
ความรู้ในเน้ือหาที่จะสอน , ความรู้ในจิตวิทยาการเรียนการสอน , ความรู้ในหลักการสอน , ความรู้เรื่อง
การบา้ นการเมอื ง ฯลฯ
2. สอนดี ความสามารถในการสอนจะบังเกิดมีขึ้นได้จะตอ้ งอาศยั องค์ประกอบหลายอยา่ งๆ ที่สำคัญ เช่น รู้
หลักการสอน , รู้จักสภาพแวดล้อมทางบ้านของเด็กบุคลิกภาพเหมาะสม ฯลฯสำหรับการสอนดีมีลักษณะ
อย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้รับ คือ นักเรียน กล่าวคือ นักเรียนบางกลุ่ม บางคนอาจจะชอบครูท่ีพูด
สนุก โดยไม่คำนึงถึงสาระท่ีจะได้รับ ตรงกันข้าม นักเรียนบางกลุ่มอาจจะชอบครูที่เอาจริงเอาจังกับการ
ทำงาน หรือบางคนชอบครูท่ีสนุกแต่ได้สาระ อย่างไรก็ตามตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาครูท่ีดีนั้น
จะตอ้ งมลี ลี าการสอน 4 ประการ ดงั น้ี
สันทัสสนา คือ ช้แี จงไดช้ ดั เจน
สมาทปนา คอื สอนแลว้ นกั เรยี นอยากปฏิบตั ิตาม
สมตุ เตชนา คอื สอนแลว้ นักเรยี นเกิดความกล้าท่จี ะกระทำ
สมั ปหงั สนา คือ นกั เรยี นเกิดความร่าเริงกบั การไดเ้ รยี น
3. มีวิสัยทัศน์ ครใู นยคุ โลกาภวิ ตั น์นนั้ จะต้องเปน็ ผมู้ วี สิ ยั ทัศน์ กล่าวคือ จะต้อง มองการณ์ไกลใช้ปญั ญา
หรือในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ จกั ขมุ า ” นนั้ คือ ความสามารถในการมองเหตกุ ารณ์ต่างๆที่อาจ
เกดิ ข้ึนในอนาคต
4. เจนจดั ฝกึ ฝนศิษย์ การมีความร้ดู ี สอนดี มีวิสยั ทศั น์ แตไ่ มเ่ จนจดั การฝกึ ฝนศษิ ย์แล้วยงั ไม่สามารถที่
จะเปน็ ครทู ดี่ ีได้ ทง้ั นเ้ี พราะการสอนให้คนมีความรู้ในศลิ ปวิทยาการต่างๆ น้ันเปน็ งานท่ีไมย่ ากเกนิ กำลงั ของ
ผ้สู อนทว่ั ไป
5. ดวงจิตใฝค่ ุณธรรม ความเจนจัดในการฝึกอบรมศษิ ย์ให้เป็นคนดีมีคุณธรรมจะไร้ผลถา้ หากผูท้ ่ีทำหนา้ ท่ีใน
การฝึกฝนอบรม คือ ครูเปน็ ผ้ทู ไี่ รค้ ณุ ธรรม ทง้ั นี้เพราะการจะส่งั สอนให้ผูใ้ ดเปน็ อยา่ งนั้น ผทู้ ี่ทำหน้าท่ีในการ
อบรมสงั่ สอนจะต้องกระทำตนให้เป็นตัวอยา่ งเสียก่อน ดงั พุทธศาสนสาภาษิตกล่าวไว้วา่ “อตตานญเจ ตถา
กยิรา ยถญญมนสุ าสติ” แปลว่า ถา้ พร่ำสอนผ้อู น่ื ฉนั ใด กค็ วรทำตนฉันนั้น
6. งามเลิศลำ้ ดว้ ยจรรยา จรรยา แปลว่า ความประพฤติหรอื กริ ิยาอาการทคี่ วรประพฤติปฏบิ ตั ิ ครูท่ีดีต้อ
งามด้วยความประพฤติหรอื งามดว้ ยกริ ยิ าของความเป็นครู สำหรบั จรรยามารยาทที่ครูไทยควรตระหนักและใส่
ใจฝึกฝนมี 2 นยั คือ
จรรยามารยาทแบบไทยๆ ซงึ่ ไดแ้ ก่การปฏบิ ัติตามารยาทไทยให้ถูกต้องเหมาะสม
232
จรรยาวชิ าชีพ หรือ จรรยาบรรณ ซงึ่ ถือวา่ เป็นเกณฑ์มาตรฐานประการหนึง่ ของอาชพี ขนั้ สูงหรือ
วชิ าชีพ
สำหรบั จรรยาบรรณของครไู ทยทเี่ ปน็ ลายลักษณ์อักษรนัน้ มีคร้ังแรกเมอ่ื พ.ศ. 2506 โดยหม่อมหลวงปิน่
มาลากุล กลา่ วโดยสรปุ วา่ จรรยาบรรณของครูไทยที่เปน็ ลายลกั ษณ์อกั ษรต้ังแต่ฉบบั แรกจนกระท่ังถึงฉบบั ปี
พ.ศ. 2548 มดี ังต่อไปนี้
จรรยาบรรณครูฉบับที่ 1 เรียกว่า ระเบียบครุ สุ ภาว่าด้วยวินัยตามระเบียบประเพณีของครู พ.ศ. 2506
จรรยาบรรณครูฉบบั ท่ี 2 เรียกว่า ระเบยี บครุ ุสภาวา่ ดว้ ยจรรยามารยาทตามระเบียบประเพณีของครู พ.ศ.
2506
จรรยาบรรณครฉู บับที่ 3 เรียกวา่ จรรยาบรรณครูฉบบั สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.
2524
จรรยาบรรณครูฉบับท่ี 3(หรอื ฉบบั ท่ี 4) เรยี กวา่ ระเบยี บครุ สุ ภาวา่ ด้วยจรรยามารยาทและวนิ ัยตามระเบยี บ
ประเพณีครู พ.ศ. 2526จรรยาบรรณครูฉบับที่ 4 เรียกว่า ระเบยี บคุรุสภาวา่ ด้วยจรรยาบรรณครู พ.ศ.
2539 ซึง่ ประกาศใชเ้ ม่ือวนั ที่ 7 พ.ค. 2539
จรรยาบรรณครฉู บับท่ี 5 เรียกวา่ ขอ้ บงั คับครุ สุ ภาว่าด้วยมาตรฐานวชิ าชพี และจรรยาบรรณวิชาชีพครู พ.ศ.
2548 ประกาศใช้เมอื่ วนั ท่ี 31 ส.ค. 2548
7. มศี รทั ธาความเป็นครู
การมศี รัทธาในความเปน็ ครูเป็นอกี คุณลกั ษณะหนงึ่ ทีช่ ว่ ยค้ำจนุ ใหผ้ ู้ประกอบวิชาชีพครมู คี วามเปน็
ครทู ี่สมบรู ณ์ขนึ้ ครูทม่ี ีศรทั ธาในความเป็นครจู ะมีพฤติกรรมหลกั คือ เห็นความสำคญั ของวิชาชีพครแู ละ
รกั ษาชอื่ เสยี งของวชิ าชีพครอู ยู่เสมอ ตง้ั ใจปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ีการงาน รักษาความสามคั คี ช่วยเหลือกิจการของ
เพ่อื นร่วมวิชาชพี เดียวกัน รกั ในการสอนมากกว่าการทำงานอยา่ งอืน่ ฯ
8. ดำรงอยูด่ ว้ ย ศลี สมาธิ ปญั ญา
ศีล สมาธิ ปญั ญา เป็นหลักการในพระพุทธศาสนาท่ีตอ้ งศึกษาสามอยา่ ง เรยี กวา่ “ไตรสิกขา ”
ศลี คือ การประพฤติชอบด้วยกายและวาจา การมีระเบียบและการ
อยู่ร่วมกันในสงั คม หรือ อกี นยั หนง่ึ ว่า ศีล คอื ความมวี ินยั และปฏิบตั ิตามกฎกตกิ าในการอยูร่ ว่ มกันเพื่อให้มี
ความสัมพนั ธท์ ด่ี ี
ศีล เป็นเรือ่ งของการฝึกในด้านพฤติกรรม โดยเฉพาะพฤติกรรมเคยชนิ สว่ นเครือ่ งมือทใี่ ช้ฝึกศลี คือ วนิ ยั
233
สมาธิ แปลว่า ความตัง้ มน่ั ของจติ หรือภาวะท่ีจิตแนว่ แน่ต่อสิ่งทีก่ ำหนดเปน็ ภาวะทีจ่ ติ ใจมอี ารมณ์เป็นหน่งึ
กำหนดอยู่กับสงิ่ ใดสง่ิ หนึง่ ไม่ฟงุ้ ซ่านหรือสา่ ยไป จติ ที่ได้รับการฝึกฝนพฒั นาจะมีคณุ ลักษณะสามประการคอื
- ประการแรก เป็นจติ ท่ีมคี ุณภาพหรือมีคณุ ธรรม เชน่ มีเมตตา กรณุ า มุทติ า อเุ บกขา
- ประการท่ี 2 เปน็ จิตทีม่ ีสมรรถภาพ หมายถึง มคี วามเข้มแข็ง มคี วามสามารถ มีความอดทน เพียร
พยายาม
- ประการท่ี 3 เปน็ จิตทีม่ ีสุขภาพดี เปน็ จิตทีส่ บาย มปี ราโมทย์ มีความปีติ
สำหรับวธิ กี ารฝกึ ฝนพฒั นาตนให้เป็นผูม้ ีสมาธอิ ย่างงา่ ยๆ คือ “ ตอ้ งพฒั นาตนให้มีศลี อยู่เนืองนติ ย์ ยดึ ตดิ
หลกั อิทธิบาทสใ่ี นการทำงาน ฝกึ ใหเ้ ชย่ี วชาญในกระบวนการเจรญิ สมาธิ”
ปัญญาคือ ความรอบรู้ ความรู้ท่ัว ความร้เู ทา่ ทัน รคู้ ุณโทษ รู้ประโยชน์ รูอ้ งค์ประกอบ รเู้ หตุปัจจัย รทู้ ่จี ะ
แจง รคู้ ดิ พิจารณา
ปญั ญามหี ลายระดับ ระดับเร่ิมต้น คือ การเข้าใจสงิ่ ที่ได้ศึกษา ปัญญาที่สงู ขึน้ อีกระดบั คือ การพนิ ิจ
พจิ ารณาและคิดการตา่ งๆได้ถูกต้อง สำหรับปัญญาสงู สุด คอื ความรเู้ ทา่ ทนั ความจรงิ ของโลกและชีวติ
สำหรบั วธิ ีการฝึกฝนพัฒนาตนให้เป็นผมู้ ีสมาธอิ ยา่ งง่ายๆ คือ “ ต้องพัฒนาตนให้มศี ลี อยู่เนืองนิตย์ ยดึ ตดิ
หลักอิทธิบาทสใ่ี นการทำงาน ฝึกให้เชยี่ วชาญในกระบวนการเจรญิ สมาธิ” ปัญญาคือ ความรอบรู้ ความรทู้ ่ัว
ความรูเ้ ท่าทนั ร้คู ุณโทษ รปู้ ระโยชน์ รู้องค์ประกอบ รเู้ หตปุ จั จัย ร้ทู จ่ี ะแจง รูค้ ดิ พิจารณา
ปัญญามหี ลายระดับ ระดับเริ่มตน้ คอื การเข้าใจสิ่งท่ีได้ศึกษา ปัญญาท่สี งู ข้ึนอีกระดบั คือ การพินิจ
พิจารณาและคิดการตา่ งๆได้ถูกตอ้ ง สำหรบั ปัญญาสงู สุด คือ ความร้เู ทา่ ทันความจริงของโลกและชีวติ
คุณลกั ษณะของครูไทยท่ีพงึ ประสงคใ์ นยุคโลกาภวิ ัตน์ คือ “ รดู้ ี สอนดี มีวิสยั ทัศน์ เจนจดั ฝกึ ฝนศษิ ย์ ดวง
จิตใฝค่ ณุ ธรรม งามเลศิ ล้ำด้วยจรรยา มีศรทั ธาความเปน็ ครู และดำรงอยู่ดว้ ยศีล สมาธิ ปญั ญา”
การศึกษาของไทยจะมีแนวโนม้ เปน็ ระบบการศึกษาที่เพม่ิ ศักยภาพ การเรียนรู้ สง่ เสรมิ ทักษะเกีย่ วกับ
กระบวนการเรยี นรู้ เพอื่ พัฒนาตนเองไดต้ ่อเนือ่ งตลอดชวี ติ สามารถพฒั นาหรือปรับตวั ให้เท่าทันกบั สภาวะการ
เปลย่ี นแปลงอย่างรวดเร็วของโลก ในเรอ่ื งของ ECIT
ECITคอื • E : Electronic เทคโนโลยอี ีเล็กทรอนิกส์
• C : Computer เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์
• I : Information เทคโนโลยสี ารสนเทศ
• T: Telecommunication เทคโนโลยีโทรคมนาคม
234
ศตวรรษที่ 21
ทกั ษะของคนในศตวรรษที่ 21 ท่ีทกุ คนจะต้องเรยี นรู้ตลอดชวี ติ คอื การเรียนรู้ 3R x 7C 3R คือ
Reading (อ่านออก), (W)Riting (เขยี นได้), และ (A) Rithemetics(คดิ เลขเปน็ ) 7C ไดแ้ ก่ Critical Thinking
and Problem Solving (ทกั ษะด้านการมวี ิจารณญาณ และทักษะในการแกป้ ัญหา) Creativity and
Innovation (ทกั ษะดา้ นการสรา้ งสรรค์ และนวัตกรรม) Cross-cultural Understanding (ทักษะด้านความ
เขา้ ใจความต่างวัฒนธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์) Collaboration, Teamwork and Leadership (ทักษะด้าน
ความรว่ มมอื การทา งานเป็นทีม และภาวะผู้นำ) Communications, Information, and Media Literacy
(ทกั ษะด้านการสอ่ื สารสารสนเทศและรู้เทา่ ทันสื่อ) Computing and ICT Literacy (ทกั ษะดา้ นคอมพวิ เตอร์
และเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร) Career and Learning Skills (ทักษะอาชีพ และทกั ษะการเรยี นรู้)
ในยุคศตวรรษที่ 21 กระบวนการเรยี นอาจจะมีการเปล่ยี นแปลงไปมากผู้เรียนจะเรยี นด้วยเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสือ่ สารท่ีทันสมัยมีความก้าวหนา้ และสามารถเข้าถึงข้อมลู ขา่ วสารไดม้ ากและรวดเร็วข้ึน
ปัญหาท่ีสืบเน่อื งมาจากจำนักเรยี นทเ่ี พ่มิ ข้ึนต่อหอ้ งเรียนจนทำ ให้วธิ ีการสอนแบบเดิมๆ ไมม่ ปี ระสิทธภิ าพ
เพยี งพอ สื่อท่แี สดงมีขนาดใหญ่ไมเ่ พยี งพอสา หรบั นกั เรยี นท่อี ยู่ หลังห้องความจดจ่อกับผู้สอน ถูกเบย่ี งเบน
จากพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมในชั้นเรียนขนาดใหญผ่ ู้เรียนมีการนำ เอาคอมพวิ เตอร์พกพา เขา้ มาสบื คน้
ความรใู้ นชั้นเรยี น ผู้เรียนถามคำถามเกี่ยวกบั เรื่องท่ีครูกำลังสอน
สำหรับยุคแหง่ เทคโนโลยแี ละการส่ือสารทเ่ี ต็มไปด้วยข้อมลู สารสนเทศหลากหลาย ครูผู้สอนจงึ
จำเป็นตอ้ งมีทักษะสำคัญสำหรบั ยุคนท้ี ี่เรียกว่า C-Teacher (ถนอมพร เลาหจรสั แสง) ซ่งึ ไดแ้ ก่
Content: ผ้สู อนต้องมคี วามรู้และทกั ษะในเร่อื งท่ีสอนเป็นอยา่ งดี เพราะหากผู้สอนไม่เช่ยี วชาญในเรอื่ งทส่ี อน
หรือถา่ ยทอด ก็ไมส่ ามารถทำให้ผเู้ รียนเรยี นรู้ได้บรรลุเป้าหมาย
Computer (ICT) Integration: ผ้สู อนต้องมที ักษะในการใช้เทคโนโลยมี าชว่ ยในการจัดการเรยี นการสอน
เนือ่ งจากกจิ กรรมการเรยี นการสอนทใี่ ชเ้ ทคโนโลยจี ะชว่ ยกระตนุ้ ความสนใจให้แกผ่ เู้ รยี น ยิง่ ถา้ ได้ผ่านการ
ออกแบบกิจกรรมการเรยี นการสอนอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพจะย่ิงชว่ ยสง่ เสรมิ ทกั ษะท่ีต้องการได้เปน็ อยา่ งดี
Constructionist: ผสู้ อนตอ้ งเข้าใจแนวคดิ ทว่ี า่ ผู้เรียนสามารถสรา้ งองค์ความรู้ขนึ้ ได้เองจากการเช่ือมโยง
ความรู้เดิมที่มอี ยเู่ ขา้ กบั ความรู้และประสบการณใ์ หม่ ๆ ที่ได้รับ และได้จากการลงมอื ปฏิบัติในกิจกรรมต่าง ๆ
โดยครูสามารถนำแนวคดิ นี้ไปใช้ในการวางแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรูเ้ พื่อใหผ้ ู้เรียนได้มโี อกาสสรา้ งความรู้
และสร้างสรรคช์ ้ินงานตา่ ง ๆ ผ่านการประยุกตค์ วามรู้และประสบการณ์ที่ได้รบั จากในช้ันเรียนและจาก
การศึกษาดว้ ยตนเอง
Connectivity: ผูส้ อนต้องสามารถจัดกจิ กรรมให้เช่ือมโยงระหว่างผู้เรียนดว้ ยกัน ระหว่างผูเ้ รยี นกบั ผ้สู อนและ
ระหวา่ งผู้สอนในสถานศึกษาเดียวกันหรอื ต่างสถานศกึ ษา รวมถึงความเชอื่ มโยงระหวา่ งสถานศกึ ษาและ
สถานศึกษากบั ชุมชนเพ่อื สร้างสภาพแวดลอ้ มในการเรียนรู้ทเี่ ปน็ ประสบการณต์ รงให้แก่ผเู้ รยี น
235
Collaboration: ผู้สอนมบี ทบาทสำคญั ในการจดั การเรียนรใู้ นลกั ษณะการเรียนรู้แบบร่วมมือระหวา่ งผเู้ รียน
กบั ผูเ้ รียน และระหวา่ งผเู้ รียนกับผู้สอน เพื่อฝกึ ทักษะการทำงานเปน็ ทีม การเรียนรูด้ ้วยตนเอง การแลกเปลย่ี น
ความคดิ เห็นและสารสนเทศระหวา่ งกนั ซ่ึงจะส่งผลต่อการพัฒนาผเู้ รยี นในดา้ นทักษะอาชีพและทักษะชวี ิต
Communication: ผ้สู อนมีทักษะการสอื่ สาร ทั้งการบรรยาย การยกตวั อย่าง การเลือกใช้สือ่ การนำเสนอส่ือ
รวมถงึ การจัดสภาพแวดล้อมให้เอือ้ ต่อการเรียนรู้ เพ่ือถ่ายทอดความรใู้ ห้แกผ่ ู้เรียนได้อยา่ งเหมาะสมนำไปสู่
ความเข้าใจและสามารถเรยี นร้ไู ด้บรรลเุ ปา้ หมายที่กำหนดไว้
Creativity: ผูส้ อนในศตวรรษที่ 21 จำเปน็ ต้องสร้างสรรค์กิจกรรรมการเรียนการสอนท่ีหลากหลาย แปลกใหม่
จดั สภาพแวดล้อมใหเ้ อื้อตอ่ การเรยี นรู้ของผเู้ รยี นโดยเน้นการเรียนรู้ดว้ ยตนเองให้มากทสี่ ุด ผู้สอนตอ้ งเป็น
มากกว่าผูถ้ ่ายทอดความรโู้ ดยตรงเพียงอย่างเดยี ว
Caring: ผู้สอนตอ้ งมีมุทติ าจิตต่อผู้เรยี น ตอ้ งแสดงออกถึงความรัก ความหว่ งใยอย่างจริงใจตอ่ ผ้เู รยี น เพ่ือให้
ผ้เู รยี นเกดิ ความเช่อื ใจสง่ ผลต่อการจดั สภาพการเรยี นร้ทู ำใหร้ สู้ กึ ผ่อนคลาย ซ่งึ เป็นสภาพทีผ่ เู้ รยี นจะมีความสขุ
ในการเรยี นรู้และจะเรียนรไู้ ด้ดีทีส่ ดุ
สรุป 3R 8C คือทักษะพ้นื ฐานทจี่ ำเปน็ ตอ่ ผเู้ รียนทุกคน
3R 1. Reading คือ สามารถอ่านออก
2. (W)Riteing คือ สามารถเขียนได้
3. (A)Rithmatic คือ มีทักษะในการคำนวณ
อีกอย่างทีส่ ำคญั ไมแ่ พ้ 3R คือ 8C ซ่งึ เป็นทกั ษะต่างๆทีจ่ ำเป็นเชน่ กัน ซึง่ ทกุ ทกั ษะสามารถนำไปปรับใช้ในการ
เรียนร้ไู ดท้ ุกวิชา มีดงั นี้
1. Critical thinking and problem solving คือ มีทักษะการคิดวเิ คราะห์ สามารถแกไ้ ขปญั หาได้
2. Creativity and innovation คือ การคดิ อย่างสร้างสรรคแ์ ละคิดเชงิ นวัตกรรม
3. Cross-cultural understanding คอื ความเขา้ ใจในความแตกต่างของวัฒนธรรม
4. Collaboration teamwork and leadership คอื ความรว่ มมือ และภาวะความเปน็ ผนู้ ำ
5. Communication information and media literacy คอื มที ักษะในการสือ่ สารและการรู้เท่าทนั สอื่
6. Computing and IT literacy คอื มีทักษะการใช้คอมพวิ เตอร์และรเู้ ท่าทันเทคโนโลยี
7. Career and learning skills คอื มีทักษะอาชีพและการเรียนรู้
236
8. Compassion คอื มีความเมตตากรุณา มคี ุณธรรม และมีระเบียบวินยั
ครู 4.0
ลักษณะของครูดีในยุคไทยแลนด์ 4.0
1. ครมู ี Growth mindset
Growth mindset หมายถึง การคดิ แบบเติบโต คอื ไม่ยึดตดิ กับความตายตวั มกี ารปรบั เปลีย่ น
เปลีย่ นอยู่ตลอดเวลา ครใู นยุค ไทยแลนด์ 4.0 นัน้ จำเป็นต้องมีความคดิ ในลกั ษณะมากกวา่ ทีจ่ ะยึดติดอยู่กับ
ความรู้เดิม ๆ ทเ่ี คยรับรมู้ า ความคิดแบบนท้ี ำใหค้ รูเชื่อวา่ เดก็ มีการเปล่ียนแปลงได้ จากเด็กทไ่ี ม่เก่ง หรอื มี
ปัญหาด้านการเรียน ถ้าสามารถปรับพฤติกรรมได้อยา่ งเหมาะสม เขาจะสามารถพฒั นาไปในทางทด่ี ีขึ้นได้ ผิด
กับความคิดแบบเดิมทม่ี องว่าเด็กเก่งคอื เด็กเก่ง เด็กไม่เกง่ คือไม่เกง่ ไม่สามารถเปลยี่ นแปลงอะไรได้ และ
นอกจากนคี้ วามคดิ น้ยี งั ชว่ ยใหค้ รูไม่หยุดพฒั นาตัวเอง พยายามเพมิ่ เตมิ ความรใู้ หท้ ันสมยั อยเู่ สมอ ซ่ึงเปน็ เร่อื ง
ท่ีดอี ยา่ งมาก
2. ครเู ปลีย่ นหอ้ งเรียน
ห้องเรียนแบบควบคุม โดยครมู ีหนา้ ที่ควบคุม นกั เรียนมหี นา้ ทีร่ ับฟังเพยี งอย่างเดียวเหมอื น
สมยั ก่อนนัน้ อาจไม่ใช่แนวทางทด่ี ีสำหรับการเรยี นการสอนในยุคใหม่ เพราะไมช่ ว่ ยสรา้ งให้นักเรียนมีองค์
ความรูด้ ้วยตวั เอง ห้องเรยี นสมยั ใหมน่ ั้น จำเป็นต้องสรา้ งแรงจูงใจให้นกั เรียนอยากเรียนรู้ แสวงหาและสรา้ ง
องค์ความรไู้ ดด้ ว้ ยตวั เอง ซึง่ ครมู บี ทบาทสำคญั ในการใหค้ ำปรกึ ษาและช้ีแนะเพื่อจูงใจให้นักเรียน และ
สร้างสรรคใ์ หห้ ้องเรียนมีความนา่ สนใจสำหรบั นกั เรียน
3. ครเู ปลีย่ นการสอน
ตลอดมา การสอนของครจู ะเปน็ แบบ Passsive Learning คือ สอนนักเรียนผ่านการอา่ น การฟัง
และการดู ซ่ึงแตกตา่ งจากยุคสมยั นท้ี ่คี รจู ะต้องเนน้ แบบ Active Learning คอื เนน้ ใหน้ กั เรียนศึกษา ทดลองทำ
เพ่ือสร้างประสบการณ์และเรียนรกู้ ารแกป้ ญั หาจากสภาพจริง เพื่อนำไปสู่การที่นกั เรียนสามารถสรา้ งองค์
ความรูไ้ ดด้ ้วยตัวเอง ซง่ึ ทำให้การสอนแบบ Active Learning นี้คือคณุ สมบัติอย่างหนึ่งท่ีครูยุคนต้ี อ้ งมี
4. ครแู สวงหาความรูใ้ หม่และใช้ IT เป็น
ปจั จบุ นั นที้ ักษะในการใช้เทคโนโลยตี ่าง ๆ คือทักษะสำคญั ที่ทุกคนจะต้องมีติดตวั การใช้อุปกรณ์
อเิ ล็กทรอนิกส์ส์ต่าง ๆ จำพวก คอมพิวเตอร์ อปุ กรณส์ อื่ สารและพกพารปู แบบต่าง ๆ ลว้ นเป็นสง่ิ จำเปน็ และ
แทบจะเป็นสว่ นหนงึ่ ในชวี ิต ครูจำเป็นทจี่ ะต้องมีความรู้และทกั ษะในเรื่องน้เี พื่อทจ่ี ะได้เปิดโลกกว้างผ่านการ
237
สื่อสารออนไลน์ ชว่ ยให้ครสู ามารถค้นหาความรู้ต่าง ๆ ได้รวดเรว็ และทนั สมยั มากขนึ้ แล้วสามารถนำ
เทคโนโลยีมาใชป้ ระโยชน์ในการจัดการเรยี นการสอนได้
5. ครูผู้เขา้ ใจสถานการณส์ งั คม (จับชีพจรของสงั คม) และชุมชนได้
หมดยุคแล้วทนี่ กั เรียนจะต้องเปน็ แบบท่ีควรเป็นเหมือนสมัยย่สี ิบหรอื สามสบิ ปีกอ่ น หรือนักเรยี น
ตา่ งชุมชนกัน เราต้องสรา้ งให้เขาเหมือนกัน สิง่ เหลา่ น้ีคือการยดึ ติดกบั อดีต ครูในยุคไทยแลนด์ 4.0 นัน้ ต้อง
รู้จักเรยี นรูส้ ถานการณส์ งั คม แลว้ นำส่งิ นั้นมาตกผลกึ เพื่อให้เด็ก Character building (สร้างตัวตน) และมี
คณุ ลกั ษณะทพ่ี ึงประสงคส์ อดคล้องกับการเปลยี่ นแปลงของสงั คมและชมุ ชนท่ีเขาอยูอ่ าศัย
6. ครมู จี ิตวญิ ญาณความเปน็ ครู
ในความว่าครู แมโ้ ลกจะเปล่ยี นไปก่ยี ุคก่ีสมยั จติ วิญญาณของความเป็นครูน้นั ก็ยงั คงสถิตอยู่ในใจ
ของครทู ุกคนและทกุ รุ่น คนท่ีจะมาเป็นครไู ดน้ ัน้ ไมใ่ ชแ่ ตเ่ พียงมคี วามร้มู ากแล้วจะสามารถเป็นครูทดี่ ีได้ ยัง
จะตอ้ งมที ักษะในการถา่ ยทอดและจติ วญิ ญาณของความเป็นครู ที่จะต้องรัก ห่วงใย และมีความเมตตากรุณา
ตอ่ บรรดาศิษยท์ ั้งหลายดว้ ย จิตวิญญาณความเปน็ ครูจงึ เป็นอีกข้อหน่ึงท่คี รูในยุคไทยแลนด์ 4.0 ตอ้ งมี และ
ยงั คงต้องมีต่อไปในอนาคต
การศกึ ษายคุ โควิด
รูปแบบการเรยี นการสอนออกแบบใหส้ อดคล้องกบั ความปลอดภัยของพืน้ ที่ โดยเรยี นรู้แบบ
onsite ในพ้ืนท่คี วามปลอดภัยสามารถไปโรงเรยี นได้ ข้นึ อยูแ่ ต่ละพืน้ ทไ่ี มป่ ลอดภยั จะมีการเรียน
ผา่ น on-ari การศึกษาทางไกลผา่ นดาวเทยี ม และมีการเรียนรู้ผา่ นระบบonline
Onsite หมายถึง การเรยี นที่โรงเรยี น การเรยี นกบั ครู
On-ari หมายถึง การเรยี นผา่ นดาวเทยี ม โดยเรยี นกบั ทางทีวีโทรทัศน์
Online หมายถงึ การเรยี นออนไลนผ์ า่ นทางอินเทอรเ์ นต็ เชน่ zoom
On demand : เรียนผ่านแอปพลิเคชัน
On hand : เรียนท่ีบ้านโดยหนงั สอื เรียน
การเรียนการสอนออนไลน์ (E – Learning) คือ นวัตรกรรมทางการศึกษาที่
เปลี่ยนแปลงวิธีเรียนท่ีเป็นอยเู่ ดิมเป็นการเรียนทีใ่ ชเ้ ทคโนโลยที ก่ี ้าวหน้า เช่น อนิ เทอรเ์ น็ต
อนิ ทราเน็ต เอก็ ซ์ทราเนต็ ดาวเทียม ดังนั้นจึงหมายรวมถงึ การเรียนทางไกล การเรยี นผ่านเว็บ
ห้องเรียนเสมอื นจริง ซงึ่ มจี ุดเชอื่ มโยงคือ เทคโนโลยีการส่ือสารเป็นส่ือกลางของการเรียนรู้”
ประโยชน์ของการเรยี นร้แู บบออนไลน์ (E-Learning)
1. เพ่ิมประสิทธภิ าพการเรยี นการสอน
238
2. สนบั สนุนการเรียนการสอน
3. เกดิ เครือขา่ ยความรู้
4. เนน้ การเรยี นแบบผู้เรียนเป็นศนู ยก์ ลาง ตรงตามหวั ใจของการปฏริ ปู การศกึ ษา
5. ลดชอ่ งว่างการเรยี นร้รู ะหวา่ งเมอื งและท้องถ่ิน
239
บทที่ 7
สรุป
จากการศึกษา สภาพการณ์พัฒนาวชิ าชพี ครู ความรอบรู้ ทันสมยั และทนั ต่อการเปลีย่ นแปลง
ทำให้ทราบถึงแนวทางการพัฒนาวิชาชพี ครู ความรอบรู้ ทนั สมัย และการทันตอ่ การเปลย่ี นแปลง ว่าควรศึกษา
และรับมอื กับปัญหาต่างๆท่ีเก่ียวคล้องกบั วิชาชพี อยา่ งไร จะจัดการเรียนการสอนท่ีดไี ดอ้ ยา่ ง และทราบถึงการ
พฒั นาตนเองในสายอาชพี ครูว่าควรเร่ิมตน้ จากตรงไหนเพื่อก้าวไปถึงจุกสงู สุดในเสน้ ทางสายอาชีพครู
ผู้อ่านและสมาชิกในกลุ่มเกดิ ความรู้ และสามารถนำไปพัฒนาตนเองได้ ในทักษะต่างๆท่ีเกยี่ วข้องกับวิ
ชีพครู และสามารถนำความรู้ไปพัฒนาชีวิตเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในวิชาชีพครูตลอดจนถึงการนำไปใช้
กบั นกั เรียนในอนาคต
240
บรรณานกุ รม
ทิศนา แขมมณี. (2551). ศาสตร์การสอน. (พมิ พ์ครง้ั ท่ี 8). กรงุ เทพมหานคร:
จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
พิมพนั ธ์ เดชะคุปต์. (2560). ทกั ษะ 4.0. (พิมพ์คร้ังท่ี 3). กรุงเทพมหานคร:
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
วรพจน์ วงศ์กิจร่งุ เรอื ง. (2560). ทกั ษะแหง่ อนาคตใหม.่ (พิมพค์ รั้งท่ี 2).
กรุงเทพมหานคร: openworlds.
คณะอาจารยม์ หาวิทยาลัยธุรกิจบณั ฑติ ย.์ (2560). วิชาชีพคร.ู มหาวทิ ยาลยั ธรุ กจิ บัณฑิตย์.
file:///C:/Users/asus/Downloads/39450_e0b980e0b8ade0b881
241
ภาคผนวก
การนำเสนองานของกลมุ่ ในชว่ งการแพร่ระบาดโควิด-19
1.การนำเสนอเนื้อหาตา่ งๆของกลมุ่ 6
มีการนำเสนอ ผา่ นแอปพลิเคช่นั google meet
242
2.ในช่วงของการเล่นเกมส์ ตา่ งๆของกล่มุ โดยเรามกี ารเล่นเกมส์ ผ่าน google meet และให้เพอ่ื นๆสง่ คำตอบ
ผ่านหอ้ ง chat ของ google meet
2.1 เกมสท์ ่ี 1 Davinci เกมสถ์ อดรหัสจากภาพ
กติกา
ให้นักศึกษาทุกคน ถอดรหสั จากภาพท่ีกำหนดมาให้ โดยพิมพ์คำตอบลงในช่อง Chat โดย 1 คนสามารถพมิ พ์
คำตอบได้เพียง 1คำตอบเท่านั้น สมาชิกกลมุ่ ไหนตอบเรว็ และถูกต้องกอ่ นจะเปน็ ฝา่ ยไดค้ ะแนนในขอ้ นนั้ ไป
- มีเวลาขอ้ ละ30วินาที
-พิมชอื่ กลุ่มก่อนตอบคำถาม
ขอ้ ละ 5คะแนน จำนวน 4ข้อ
243
244
2.2 เกมส์ที่ 2 เกมสถ์ อดรหัส
กติกา ให้นักศึกษาทุกคนถอดรหัสที่ข้ึนบนpowerpoint โดยพิมพ์คำตอบลงใน chat meet 1 คนสามารถ
ตอบไดเ้ พยี งครงั้ เดียว เกมมีท้งั หมด 5 รหสั สมาชกิ กลมุ่ ไหนตอบถูกและรวดเร็วกลุ่มนน้ั เปน็ ฝา่ ยชนะ
245