The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ETP105 คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ และจิตวิญญาณความเป็นครู

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by toon.toon8646, 2021-03-04 05:05:33

ETP105 คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ และจิตวิญญาณความเป็นครู

ETP105 คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ และจิตวิญญาณความเป็นครู

96

2.2.7) คุณธรรม จรยิ ธรรมในทางศาสนาขงจือ้
คุณธรรม จริยธรรมระดับปัจเจกบคุ คล มี 5 ประการ ได้แก่
ความชอบธรรม (อ)๋ี
จัดเป็นความดีสูงสุด หมายถึง ความถูกต้องเหมาะสม, การวางตัวให้เหมาะสมกับ

สถานการณ์ต่าง ๆ เข้ากับทำนองท่ีว่า “รู้กาลเทศะ” ห ากเราเกิดความสงสัยว่า เราจะรู้ได้
อย่างไรและอะไรจะเปน็ ตวั บ่งบอกใหเ้ ราวางตวั ได้เหมาะสม ขงจอ่ื อธบิ ายวา่ “กค็ อื หนา้ ที่” ซึ่ ง
จะเป็นตวั บอกเราวา่ ฐานะของเราในปจั จบุ นั เปดิ โอกาสใหเ้ ราทำอะไรในขอบเขตแค่ไหน เช่น พ่ อแม่
จะปฏบิ ตั ติ อ่ บุตรหลานอย่างไร ยอมรับว่าเป็นลกู ของตนหรือไม่ อยา่ งนีแ้ หละ เรยี กว่า “ความชอบธรรม” คน
ฉลาดและมปี ญั ญาจะมลี กั ษณะเช่นนี้ (สำรวย นักการเรยี น, 13 ธนั วาคม 2563)

มนษุ ยธรรม (เหริน)
คือ “รักผู้อื่น” เราอยู่ในสังคมและมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบแตกต่างกันมากมาย แต่มี
หน้าท่อี ยูอ่ ยา่ งหน่ึงทีส่ ำคญั มากซงึ่ คนทวั่ ๆ ไปมักจะมองข้าม นน่ั ก็คอื ในฐานะทเ่ี ราเกิดมา เป็ น
มนุษย์เรามีหน้าที่ตอ้ ง “รักผู้อน่ื ” และต้องรกั จรงิ ๆ ปัญหาก็คือวา่ เราจะรักผู้อ่นื จริง ๆ ได้ไหม หรือรกั อย่างไร
ขงจอ้ื แสดงทัศนะวา่ ถ้าพิจารณาจากคนใกล้ตวั ให้เอาใจใสค่ นใน ครอบครัว เช่น พ่อแม่ ลูก ถ้าไกลตัว
ออกไป กร็ ักคนทั้งโลก เหมือนกบั พระพทุ ธศาสนาท่ีสอน เราว่าให้มีเมตตาธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ อย่าตก
เปน็ ทาสของความรกั แบบเสน่หาซง่ึ ไมจ่ ีรงั ย่ังยืน หรือท่ีศาสนาคริสต์บอกว่า “คนทั้งโลกเป็นครอบครัว
เดยี วกนั ” เพราะเกดิ มาจากการ สร้างสรรคข์ องพระผู้เปน็ เจา้ (สำรวย นักการเรียน, 13 ธันวาคม 2563)
ความรสู้ ึกผดิ ชอบ (จง)
“อยากให้เขาปฏิบัติกบั เราอย่างไร เรากป็ ฏิบตั อิ ยา่ งน้ันกบั เขา” หรอื พูดตามสำนวน ไท ย
ว่า “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ปกตแิ ลว้ เราปรารถนาจะใหผ้ ูอ้ น่ื เขา้ ใจเรามากกวา่ เลยลมื นึก ถึงหัวอกของผู้อ่ืน ถ้า
เราออ่ นไหวตอ่ ความรสู้ ึกของผ้อู น่ื เราจะซงึ้ ใจดีว่า มนุษย์ทุกคนล้วน เกลียดความทุกข์ มุ่งหวังปรารถนา
ความสขุ ดว้ ยกนั ทั้งน้ัน วธิ ีคดิ แบบน้ขี งจ่อื มองวา่ เมือ่ เรา พั ฒ น าตั ว เอ งให้ ดี แ ล้ ว สั งค ม ก็ จ ะ ดี ต าม
ความรู้สึกผิดชอบเป็นกลไกของความเออื้ อาทร ดูแล ห่วงใยซ่ึงกันและกัน เพราะเราอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้
(สำรวย นักการเรียน, 13 ธนั วาคม 2563)
เหน็ แก่ผู้อื่น (ซู่)
“อย่าปฏิบัติต่อเขาในส่ิงที่เราไม่ต้องการให้เขาปฏิบัติต่อเรา” จริยธรรมข้อนี้จะเน้น
พฤติกรรมของคนทีเ่ ราไม่ชอบ แต่เราเอาพฤตกิ รรมน้นั ไปใชก้ บั ผ้อู ื่น เข้าทำนอง “นินทา ก า เล ” ใส่
ร้ายป้ายสกี ่อใหเ้ กิดความแตกแยก แตกรา้ ว เป็นการสร้างศตั รู บ่มเพาะความ อาฆาตมาดร้าย ชิงชัง รังเกียจ
กันไมม่ ที ่สี ิ้นสุด (สำรวย นกั การเรยี น, 13 ธันวาคม 2563)

97

ทำหนา้ ทเี่ พื่อหน้าท่ี (หมนิ่ )
กค็ อื การทำหนา้ ทขี่ องตนเต็มกำลังความสามารถ โดยไมต่ อ้ งกงั วลถึงผลทีจ่ ะได้รับ จาก
งานนั้น ทำงานดว้ ยเหตุวา่ เปน็ สงิ่ ท่ดี ีงามและสมควรทำ งานเป็นสงิ่ ท่มี คี า่ ในตวั เอง ไม่ว่า ผลของงานจะออกมา
ในรปู แบบไหนก็ไมย่ ดึ ติดกับงานนน้ั เหมอื นกับที่ทา่ นพุทธทาสบอกวา่ “ทำหน้าท่ีเพ่ือหน้าท่ี” เป้าหมายมิใช่
หวงั อามสิ สนิ จา้ งรางวลั ใด ๆ แตท่ ำงานเพราะเปน็ สง่ิ มี คุณค่าที่มนุษย์พึงกระทำ (สำรวย นักการเรียน,
13 ธันวาคม 2563)

98

บทท่ี 3
มาตรฐานการปฏบิ ตั ติ น

3. มาตรฐานการปฏิบัติตน

3.1) มาตราฐานการปฏบิ ัตติ นของครูตอ่ ตนเอง

3.1.1) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ บุคลิกภาพ
และวิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง (ชญานิศ พัดแก้ว, 13
ธันวาคม 2563)

3.1.2) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก ศรัทธา ซ่ือสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อวิชาชีพ และเป็น
สมาชิกทีด่ ีขององค์กรวิชาชพี (ชญานิศ พดั แกว้ , 13 ธนั วาคม 2563)

3.1.3) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริม ให้กำลังใจแก่
ศิษย์และผูร้ บั บริการ ตามบทบาทหน้าทีโ่ ดยเสมอหนา้ (ชญานิศ พดั แกว้ , 13 ธนั วาคม 2563)

3.1.4) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะ และนิสัยท่ีถูกต้องดีงาม
แก่ศิษย์และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าท่ีอย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ (ชญานิศ พัดแก้ว, 13
ธันวาคม 2563)

3.1.5) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างท่ีดี ทั้งทางกาย วาจา และ
จติ ใจ (ชญานิศ พดั แกว้ , 13 ธันวาคม 2563)

3.1.6) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย
สตปิ ัญญา จิตใจ อารมณ์ และสงั คมของศษิ ยแ์ ละผรู้ ับบรกิ าร (ชญานศิ พัดแก้ว, 13 ธันวาคม 2563)

3.1.7) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและเสมอภาค โดยไม่เรียกรับ
หรือยอมรับผลประโยชน์จากการใชต้ ำแหนง่ หนา้ ที่โดยมชิ อบ (ชญานศิ พัดแกว้ , 13 ธนั วาคม 2563)

3.2) มาตราฐานการปฏิบัติตนของครูต่อผู้บรหิ าร

3.2.1) ครูตอ้ งเป็นผู้ร่วมงานท่ีดีตอ่ ผู้บรหิ ารทเี่ ป็นหัวหนา้ ทดี่ มี ปี ระสิทธภิ าพ รว่ มงานกันใหไ้ ดป้ ระโยชน์
มากท่ีสุด ต้องเป็นผู้ร่วมวางมาตรการในการทำงาน แต่ปฏิบัติต่อผู้บังคับบัญชาแตกต่างไปบ้าง ทำงานโดย

99

คำนึงถึงความสำเร็จของงานรวมกับสัมพันธภาพ ผู้รวมงานดีเป็นแบบอย่างท่ีดีทำให้ทุกคนร่วมงานกัน ร่วมมือ
กันทำงานท่ีได้รับบมอบหมาย มีความรับผิดชอบสูงและมีวินัยในการทำงาน (ชุติมล วงศ์อนิตา, 12 ธันาคม
2563)

3.2.2) มีความสามารถในการสร้างแนวความคิดและความสมเหตุสมผล คือ สามารถรวบรวมปัจจัย
ข้อเทจ็ จรงิ ทจี่ ำเป็นตา่ งๆ เขา้ เปน็ แรงความคดิ อันหน่ึงอนั เดยี วกนั ได้ (ชุตมิ ล วงศ์อนิตา, 12 ธันาคม 2563)

3.2.3) กล้าตัดสนิ ใจ มองทะลุได้ และไมห่ ว่ันตอ่ อุปสรรค (ชุติมล วงศ์อนิตา, 12 ธันาคม 2563)

3.2.4) การตัดสินใจท่ีใช้ญาณหยั่งรู้คือสามารถตัดสินใจฉับพลันได้ทันที แต่สุขุมรอบคอบและละเอียด
ลกึ ซงึ้ (ชตุ ิมล วงศ์อนิตา, 12 ธนั าคม 2563)

3.2.5) เป็นคนใจกว้าง สนใจและยอมรับฟังความคดิ เห็นใหมๆ่ รวมทั้งความคดิ เห็นท่ีไม่เหมือนกับของ
ผู้อ่ืน (ชุติมล วงศอ์ นติ า, 12 ธันาคม 2563)

3.2.6) มีความสามารถในการชักจูงผู้อ่ืนให้เห็นพ้องต้องกัน วิธีที่ดีท่ีสุดให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม
อย่างแทจ้ ริงในรูปแบบแผนท่ีเหมาะสม (ชตุ มิ ล วงศ์อนิตา, 12 ธันาคม 2563)

3.3) มาตรฐานการปฏบิ ตั ติ นของครูตอ่ วิชาชีพ

3.3.1) ครูต้องรักและเมตตาศิษย์ โดยให้ความเอาใจใส่ช่วงเหลือส่งเสริม ให้กำลังใจในการศึกษาเล่า
เรียนแก่ศิษย์โดยเสมอหน้า ครูต้องรักและเมตตาศิษย์ โดยให้ความเอาใจใส่ช่วยเหลือ ให้กำลังใจในการศึกษา
เล่าเรียนแก่ศิษย์โดยเสมอหนา้ หมายถึง การตอบสนองต่อความตอ้ งการ ความถนัด ความสนใจของศษิ ย์อย่าง
จริงใจ สอดคล้องกับการเคารพ การเห็นอกเห็นใจต่อลัทธิพื้นฐานของศิษย์จนเป็นที่ไว้วางใจเช่ือถือและชื่นชม
ไดร้ วมทั้งเป็นผลไปสูก่ ารพัฒนารอบด้านอยา่ งเท่าเทยี มกัน สรา้ งความรู้สึกเป็นมิตร เป็นท่ีพึ่งพาและไว้วางใจได้
ของศิษย์ แต่ละคนและทุกคน ให้ความเป็นกันเองกับศิษย์ รับฟังปัญหาของศิษย์และให้ความช่วยเหลือ
ศิษย์ สนทนาไตถ่ ามทุกข์สขุ ของศษิ ย์ ฯลฯ (ชญานศิ พดั แก้ว, 13 ธนั วาคม 2563)

3.3.2) ครูต้องอบรม ส่ังสอน ฝึกฝน สร้างเสริมความรู้ ทักษะและนิสัยท่ีถูกต้องดีงามให้แก่ศิษย์อย่าง
เต็มความสามารถด้วยความบริสุทธ์ิใจ ครูต้องอบรมส่ังสอนฝึกฝนสร้างเสริมความรู้ทักษะ และนิสัยที่ถูกต้องดี
งามให้เกิดแก่ศิษย์อย่างเต็มความสามารถด้วยความบรสิ ุทธิ์ใจ หมายถึง การดำเนินงานตั้งแต่การเลือกกำหนด
กิจกรรมการเรียนท่ีมุ่งผลต่อการพัฒนาในตัวศิษย์อย่างแท้จริงการจัดให้ศิษย์มีความรับผิดชอบ และเป็น
เจ้าของการเรียนรู้ ตลอดจนการประเมินศิษย์ ในผลของการเรียนและการเพ่ิมพูนการเรียนรู้ภายหลังบทเรียน
ต่าง ๆ ด้วยความปรารถนาท่ีจะให้ศิษย์แต่ละคนและทุกคนพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพและ สอนเต็มเวลา ไม่

100

เบียดบังเวลาของศิษย์ไปหาผลประโยชน์ส่วนตน เอาใจใส่ อบรม ส่ังสอนศิษย์จนเกิดทักษะในการ
ปฏิบัติงาน อุทิศเวลาเพ่ือพฒั นาศิษย์ตามความจำเป็นและเหมาะสม ไม่ละทิ้งชั้นเรือนหรือขาดการสอน ฯลฯ
(ชญานศิ พดั แกว้ , 13 ธันวาคม 2563)

3.3.3) ครตู ้องประพฤติ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างท่ีดีแก่ศิษย์ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ การประพฤติ
ปฏบิ ตั ิตนเป็นแบบอย่างท่ีดี หมายถงึ การแสดงอกกอย่างสม่ำเสมอของครูทศ่ี ิษย์สามารถสงั เกตรับรู้ได้เอง และ
เป็นการแสดงที่เป็นไปตามมาตรฐานแหง่ พฤติกรรมระดับสูงตามค่านิยม คุณธรรมและวัฒนธรรมอันดีงาม เช่น
ระมัดระวังในการกระทำ และการพูดของตนเองอยู่เสมอ ไม่โกธรง่ายหรือแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวต่อหน้า
ศษิ ย์ มองโลกในแงด่ ี ฯลฯ (ชญานิศ พดั แกว้ , 13 ธนั วาคม 2563)

3.3.4) ครตู ้องไมก่ ระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกายสตปิ ัญญา จติ ใจ อารมณ์และสงั คมของ
ศิษย์การไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติ ปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์
หมายถึง การตอบสนองต่อศิษย์ในการลงโทษหรือให้รางวัลการกระทำอื่นใดท่ีนำไปสู่การลดพฤติกรรมที่พึง
ปรารถนา และการเพิ่มพฤติกรรมท่ีไม่พึง เช่น ไม่นำปมด้อยของศษิ ยม์ าล้อเลียน ไม่ประจานศษิ ย์ ไม่พูดจาหรือ
กระทำการใดๆ ทีเ่ ป็นการซ้ำเตมิ ปญั หาหรือข้อบกพร่องของศิษย์ (ชญานศิ พัดแก้ว, 13 ธนั วาคม 2563)

3.3.5) ครูต้องไม่แสวงหาประโยชน์อันเป็นอามิสสินจ้างจากศิษย์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ และไม่
ใช้ศิษย์กระทำการใดๆ อันเป็นการหาประโยชน์ให้แก่ตนโดยมิชอบการไม่แสวงหาประโยชน์อันเป็นอามิส
สินจ้างจากศิษย์ในการปฏิบัติหน้าท่ีตามปกติ และไม่ใช้ศิษย์กระทำการใดๆ อันเป็นการหาประโยชน์ให้แก่ตน
โดยมิชอบ หมายถึง การไม่กระทำการใดๆ ที่จะได้มาซ่ึงผลตอบแทนเกินสิทธิท่ีพึงมีพึงได้จากการปฏิบัติหน้าที่
ในความรับผิดชอบตามปกติเช่นไม่หารายได้จาการนำสินค้ามาขายให้ศิษย์ ไม่ตัดสินผลงานหรือผลการเรียน
โดยมีส่ิงแลกเปลี่ยน ไม่บังคับหรือสร้างเงือ่ นไขให้ศิษยม์ าเรียนพิเศษเพ่ือหารายได้ ฯลฯ (ชญานิศ พัดแกว้ , 13
ธันวาคม 2563)

3.3.6) กฎย่อมพัฒนาตนเองทั้งในด้านวิชาชีพ ด้านบุคลิกภาพและวิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทาง
วิทยาการเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอยู่เสมอการพัฒนาตนเองทั้งในด้านวิชาชีพ ด้านบุคลิกภาพ และ
วิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อยเู่ สมอ หมายถึง การใฝ่รู้ ศึกษา
ค้นคว้า ริเริ่มสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ให้ทันสมัย ทันเหตุการณ์ และทันต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ
สังคม การเมืองและเทคโนโลยี สามารถพัฒนาบุคลิกภาพและวสิ ัยทัศน์เช่น หาความรู้จากเอกสาร ตำรา และ
ส่ือต่างๆ อยู่เสมอ จัดทำและเผยแพร่ความรู้ผ่านส่ือต่างๆ ตามโอกาส เข้าร่วมประชุม อบรม สัมมนา หรือฟัง
การบรรยายหรืออภปิ รายทางวิชาการ ฯลฯ (ชญานิศ พัดแกว้ , 13 ธนั วาคม 2563)

3.3.7) ครูย่อมรักและศรัทธาในวิชาชีพครู และเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพครูความรักและ
ศรัทธาในวิชาชีพครู และเป็นสมาชิกท่ีดีขององค์กรวิชาชีพครู หมายถึง การแสดงออกด้วยความชื่นชมและ

101

เช่ือม่ันในอาชีพครูด้วยตระหนักว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพท่ีมีเกียรติ มีความสำคัญและจำเป็นต่อสั งคม ครูพึง
ปฏิบัติงานด้วยความเต็มใจและภูมิใจ รวมทั้งปกป้องเกียรติภูมิของอาชีพครู เข้าร่วมกิจกรรมและสนับสนุน
องค์กรวิชาชีพครูเช่น ช่ืนชมในเกียรติและรางวัลที่ได้รับและรักษาไว้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ยกย่องชมเชย
เพ่อื นครูที่ประสบผลสำเรจ็ เกี่ยวกบั การสอน เผยแพรผ่ ลสำเร็จของตนเองและเพ่ือนครู แสดงตนว่าเปน็ ครอู ย่าง
ภาคภมู ิ ฯลฯ (ชญานิศ พดั แกว้ , 13 ธันวาคม 2563)

3.3.8) ครพู ึงชว่ ยเหลือเกื้อกูลครูและชมุ ชนในทางสร้างสรรค์การช่วยเหลือเกื้อกูลครูและชุมชนในทาง
สร้างสรรค์ หมายถึง การให้ความร่วมมือ แนะนำปรึกษาช่วยเหลือแก่เพ่ือนครูท้ังเรื่องส่วนตัว ครอบครัว และ
การงานตามโอกาสอย่างเหมาะสม รวมท้ังเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน โดยการให้คำปรึกษาแนะนำแนวทาง
วิธีการปฏิบัติตน ปฏิบัติงาน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนเช่น ให้คำปรึกษาการจัดทำผลงานทาง
วชิ าการ ให้คำปรกึ ษาแนะนำการผลิตสือ่ การเรยี นการสอน ฯลฯ (ชญานศิ พัดแก้ว, 13 ธันวาคม 2563)

3.3.9) ครูพึงประสงค์ ปฏิบัติตน เป็นผนู้ ำในการอนุรักษ์และพฒั นาภูมิปัญญา และวัฒนธรรมไทยการ
เป็นผู้นำในการอนุรักษ์ และพัฒนาภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย หมายถึง การริเร่ิมดำเนินกิจกรรม สนับสนุน
ส่งเสริมภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย โดยรวบรวมข้อมูล ศึกษาวิเคราะห์เลือกสรร ปฏิบัติตนและเผยแพร่
ศลิ ปะ ประเพณีดนตรี กีฬา การละเล่น อาหาร เคร่อื งแต่งกาย ฯลฯ เพื่อใช้ในการเรยี นการสอน การดำรงชวี ิต
ตนและสังคมเชน่ เชญิ บคุ คลในท้องถ่ินเป็นวทิ ยากร นำภูมปิ ัญญาท้องถิ่นมาใช้จัดการเรียนการสอน นำศิษยไ์ ป
ศกึ ษาในแหล่งวิทยาการชมุ ชน ฯลฯ (ชญานศิ พดั แก้ว, 13 ธนั วาคม 2563)

3.4) มาตรฐานการปฏิบตั ติ นของครตู อ่ เพื่อนครู เพอ่ื นรว่ มงาน

ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับครูนับวา่ มีความสำคัญมากที่สุดต่อการพัฒนาวชิ าชีพครู เพราะครูกับครูท่ี
ทำงานสอนอยู่สถานศึกษาเดียวกัน เปรียบเสมือนบุคคลที่เป็นสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน หากสมาชิกใน
ครอบครัวเดียวกนั มีความสมานสามคั คอี ันดีต่อกันแลว้ นอกจากจะทำใหก้ ารอบรมสั่งสอนนักเรียนเป็นไปอยา่ ง
มีคุณภาพแล้ว ยังชว่ ยให้การปฏิบัติงานในด้านต่างๆ ท่ีนอกเหนือจากการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วย
เม่ือเป็นเช่นน้ี การพัฒนาสถานศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพครูก็จะดำเนินไปอย่างรวดเร็ว วิธีที่ครูควรปฏิบัติ
ต่อครู เพ่อื สรา้ งมนุษย์สัมพันธ์ต่อกัน (กรคำ, 13 ธันวาคม 2563) เชน่

3.4.1) ร่วมมือกันในการอบรมส่งั สอนศษิ ยใ์ ห้เปน็ พลเมืองดีของชาตอิ ยา่ งสมำ่ เสมอ

3.4.2) ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในทางด้านวิชาการ เช่น การแนะนำการสอน, แนะนำเอกสาร หรือแหล่ง
วิทยาการให้

3.4.3) ช่วยเหลืองานสว่ นตวั ซ่ึงกันและกันเทา่ ท่ีโอกาสจะอำนวย

3.4.4) ทำหน้าทีแ่ ทนกันเมอ่ื คราวจำเปน็

102

3.4.5) ให้กำลงั ใจในการทำงานซึง่ กนั และกนั ซึง่ อาจจะแสดงออกในรูปของวาจาหรอื การกระทำก็ได้

3.4.6) กระทำตนให้เป็นผู้มีความสุภาพอ่อนน้อมต่อกันเสมอ ไมแ่ สดงตนในทำนองยกตนข่มท่าน หรือ
แสดงตนวา่ เราเก่ง

3.5) มาตรฐานการปฏบิ ัติตนของครูต่อนกั เรียน

3.5.1) รกั เมตตาเอาใจใส่ ช่วยเหลือ สง่ เสริม ใหก้ ำลงั ใจแก่ศษิ ย์และผ้รู บั บริการตามบทบาทหนา้ ทโ่ี ดย
เสมอหน้าปฏิบัติต่อนักเรียนทุกคนเสมือนลูกหลาน ให้บริการประชาชน ผู้มารับบริการอย่างเต็มใจเสมอภาค
และมีคุณภาพโดยคำนึงถึงสิทธิข้ันพ้ืนฐานของผู้รับบริการ ส่งเสริมความภาคภูมิใจให้แก่ศิษย์และผู้รับ บรกิ าร
ด้วยการยกย่อง ชมเชย ให้กำลังใจ ใช้กิจกรรมแนะแนวและระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในการให้ความ
ช่วยเหลือนักเรียน ทั้งด้านการเรียน ทุนการศึกษา ปัจจัยพ้ืนฐานในการดำเนินชีวิต ส่งเสริมสนับสนุนให้
นกั เรียนในความดแู ลรับผิดชอบได้เข้าถงึ โอกาสทางการศึกษา ใหค้ วามเป็นกันเองกบั ผ้มู ารับบริการ (กรคำ, 13
ธนั วาคม 2563)

3.5.2) ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะและนิสัยที่ถูกต้องดีงามแก่ศิษย์และผู้รับบริการตามบทบาท
หน้าท่ีอย่างเต็มความสามารถ ด้วยความบริสุทธ์ิใจ จัดหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็น
สำคัญ นักเรียนท่ีมีความสามารถได้รับการส่งเสริมให้ได้เรียนรู้และมีเวทีในการแสดงออก จัดกิจกรรมส่งเสริม
คุณลักษณะท่ีพึงประสงค์โดยรอบด้านให้กับนักเรียน สนับสนุนให้ครูและบุคลากรจัดกิจกรรมพัฒนานักเรียน
อยา่ งเต็มความสามารถ โดยไม่หวังสิง่ ตอบแทน (กรคำ, 13 ธนั วาคม 2563)

3.5.3) ประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ท้ังทางกาย วาจาและจิตใจ มุ่งม่ันปฏิบัติหน้าท่ีอย่างเต็ม
ความสามารถ ศึกษา อบรมเพื่อพัฒนาตนเองอยเู่ สมอ ตั้งมัน่ อยใู่ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ความเป็นไทย ออ่ นนอ้ ม
ถ่อมตน มีสัมมาคารวะ ใช้วาจาสุภาพอ่อนหวาน แต่งกายเหมาะสมกับกาลเทศะ ปฏิบัติธรรม ฟังธรรม ตาม
โอกาสอำนวย (กรคำ, 13 ธนั วาคม 2563)

3.5.4) ไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์และสังคมของศิษย์
หรอื ผู้รับบริการ ไม่ใช้วาจาวา่ รา้ ย ดุด่าหรือสร้างความกระทบกระเทอื นใจใหก้ ับนักเรียน สนับสนนุ ให้มีและใช้
แหล่งเรียนรู้อย่างหลายหลายเพื่อพัฒนาด้านสติปัญญา การเรียนรู้ของนักเรียนทุกคน เปิดโอกาสให้นักเรียน
ได้แสดงความรู้ ความสามารถ ความคิดเห็น การแสดงออกอย่างสุนทรีย์และการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติ
สุข ไม่แสวงประโยชน์จากนักเรียนและผู้รับบริการ เคารพในความคิดเห็นของนักเรียน จัดกิจกรรมส่งเสริม
ความเจรญิ เติบโตทางร่างกาย จัดเวลา สถานท่ีและอุปกรณ์ให้ออกกำลังกาย นันทนาการ (กรคำ, 13 ธันวาคม
2563)

103

3.5.5) ให้บริการด้วยความจริงใจและเสมอภาค โดยไม่เรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์จากการใช้
ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ปฏิบัติงานเต็มเวลา อุทิศตนเพื่อปฏิบตั ิงานนอกเวลาอยู่เสมอ ไม่แสวงประโยชนจ์ าก
นักเรียนและผู้รับบริการ เป็นแกนนำและส่งเสริมการปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส โดยใช้หลักธรรมาภิบาล
ปฏิบัติหน้าท่ีด้วยความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์สุจริตตามระเบียบและแบบแผนของทางราชการ ส่งเสริมด้านจิต
อาสา เพ่ือรับใช้สังคม (กรคำ, 13 ธนั วาคม 2563)

3.6) การปฏบิ ตั ิตนของครตู ่อผู้ปกครอง

ครูกับผู้ปกครอง ผู้ปกครองนักเรียนเป็นบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งนับว่ามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนา
การศึกษาเล่าเรียนของศิษย์และความก้าวหน้าของสถานศึกษา โรงเรียนใดท่ีสามารถโน้มน้าวให้ผู้ปกครอง
นักเรียนเข้ามาใกล้ชิดโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ โรงเรียนน้ันจะสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วท้ังด้านคุณภาพ
การเรียนของนักเรียนและการพัฒนาสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและสังคมรอบๆ โรงเรียน วิธีการที่ครูสามารถ
สร้างมนษุ ยส์ มั พันธ์กับผู้ปกครองนกั เรียนไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ (กรคำ, 13 ธนั วาคม 2563) เช่น

3.6.1) แจ้งผลการเรียนหรอื ความเจริญกา้ วหนา้ ของศษิ ย์ใหผ้ ูป้ กครองนกั เรียนทราบเปน็ ระยะ ๆ

3.6.2) ติดต่อกับผู้ปกครองเพ่ือช่วยแก้ปัญหาของศิษย์ในกรณีที่ศิษย์มีปัญหาทางการเรียน ความ
ประพฤติ สุขภาพ อ่ืน ๆ

3.6.3) หาเวลาเยี่ยมเยียนผู้ปกครองเม่ือมีโอกาสอันเหมาะสม เช่น เมื่อได้ข่าวการเจ็บป่วย หรือ
สมาชกิ ในครอบครัวถึงแก่กรรม เปน็ ตน้

3.6.4) เชิญผู้ปกครองร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน เช่น การแข่งขันกีฬา ประจำปี งานแจก
ประกาศนียบตั ร หรืองานชุมนุมศษิ ย์เก่า เป็นตน้

3.6.5) เมื่อได้รบั เชิญไปร่วมงานของผู้ปกครองนักเรียน เชน่ งานอุปสมบท งานขึ้นบ้านใหม่ งานมงคล
สมรส เป็นต้น ต้องพยายามหาเวลาวา่ งไปใหไ้ ด้

3.6.6) ครูควรร่วมมือกันทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความรู้และอาชีพให้ผู้ปกครองและประชาชนใน
ทอ้ งถ่นิ บา้ ง จะทำใหป้ ระชาชนเห็นความสำคญั ของครมู ากย่ิงขน้ึ

3.6.7) เม่ือชุมชนได้รว่ มมอื กันจัดงานต่าง ๆ เชน่ งานประจำปีของวัด หรอื งานเทศกาลต่าง ๆ ครคู วร
ใหค้ วามร่วมมอื อยู่อยา่ งสมำ่ เสมอ

3.6.8) ครูควรแจ้งข่าวสารต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง โดยให้ผู้ปกครองได้ทราบเป็นระยะ ๆ
ซงึ่ อาจจะส่งข่าวสารทางโรงเรยี น หรอื การติดประกาศตามทีอ่ า่ นหนังสอื ประจำหมู่บา้ นก็ได้ นอกจากครจู ะต้อง
พยายามสร้างมนุษยส์ มั พันธ์ท่ดี ีกบั ชุมชนกลมุ่ บคุ คลต่างๆ ดังกล่าว ซึ่งถือว่า เป็นกลุ่มบุคคลทมี่ ีความใกล้ชิดกับ

104

ครู และครูกต็ ้องเกี่ยวข้องด้วยตลอดเวลาแล้ว ยังมีกลุ่มบุคคลอ่ืนๆ ท่ีครูจะต้องมีมนุษย์สัมพนั ธ์ที่ดดี ้วยอีก เช่น
พระภิกษุกับบุคคลท่ัวไป โดยเฉพาะพระภิกษุสงฆ์ในวัดซึ่งโรงเรียนตั้งอยู่ จะมีส่วนช่วยให้การดำเนินการงาน
ต่างๆ ของโรงเรียนเป็นไปด้วยความเรยี บร้อยมากขึ้น สว่ นประชาชนทวั่ ไปนัน้ หากได้รบั ความประทับใจ เมื่อมา
ติดต่องานกับโรงเรียน ก็จะเป็นส่วนเปน็ พลังอีกสว่ นหน่งึ ทค่ี อยสนับสนุนงานการศึกษาของโรงเรียนใหก้ ้าวหน้า
ต่อไป

105

บทท่ี 4
การเปน็ พลเมืองทเี่ ขม้ แข็ง

4. การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง

4.1 พลเมอื ง
พลเมืองเป็นองค์ประกอบท่ีสำคัญของสังคม ทุกสังคมย่อมต้องการพลเมืองที่มีคุณภาพ ซ่ึงหมายถึง
การมีร่างกายแข็งแรง มีจิตใจดี คิดเป็น ทำเป็น แก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นกำลังสำคัญในการ
พัฒนาความเจริญก้าวหน้า ความม่ันคงให้กับประเทศชาติ นอกจากนี้การเป็นพลเมอื งดีนั้นย่อมต้องปฏิบัตติ าม
บรรทัดฐานและขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคม มีคุณธรรมเป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินชีวิต เพ่ือการ
พฒั นาสงั คมให้ยั่งยืนสืบไป (ปัทมาภรณ์ เณรศิริ, 13 ธันวาคม 2563)
คณุ ลกั ษณะของพลเมอื งดีในสังคมประชาธิปไตย
1. ต้องเป็นบุคคลทเี่ คารพกฎหมายและปฏิบัติตามระเบยี บของสังคม
2. เป็นบุคลท่ีเคารพในสทิ ธิเสรีภาพของคนอน่ื
3. เปน็ บุคลทม่ี ีเหตุผล และรับฟงั ความคดิ เหน็ ของผู้อ่ืน
4. เป็นบคุ คลทท่ี คี ณุ ธรรม จรยิ ธรรมในการดำเนินชีวิตประจำวัน ปฏิบัติตนตามหลัก ศลี ธรรม

• การเห็นแกป่ ระโยชนส์ ว่ นรวม
- มีจติ สาธารณะ
- รจู้ ักเสียสละประโยชนส์ ่วนตนเพอ่ื ประโยชน์สว่ นรวม
- ใหค้ วามชว่ ยเหลือคนรอบขา้ งและคนในสงั คมอยเู่ สมอ

• การรับฟงั ความคดิ เห็นของกนั และกัน
- เคารพในความคดิ เห็นทีแ่ ตกต่าง
- เปดิ โอกาสให้ผู้อื่นไดแ้ สดงความคดิ เห็นอยา่ งเสรี
- ยดึ หลกั เสียงสว่ นมากเพอ่ื หาขอ้ ยตุ ิและเคารพเสยี งสว่ นน้อย

• การมรี ะเบียบวินัย รับผิดชอบต่อหนา้ ที่
- เคารพกฎระเบียบ และกติกาของสงั คม
- ไม่ละเมิดสทิ ธิผอู้ ่ืน และรู้จักปกป้องค้มุ ครองสทิ ธเิ สรภี าพของตนเอง
- ปฏิบตั หิ นา้ ทข่ี องตนเองอยา่ งเตม็ ความสามารถ

• มคี วามซ่ือสัตยส์ จุ ริต
- ไม่เบียดบังเอาทรพั ย์สินของผอู้ น่ื มาเป็นของตน

106

- มคี วามซ่อื ตรงตอ่ หนา้ ทท่ี ่ีไดร้ ับมอบหมาย

• มีความกล้าหาญและเชอ่ื มน่ั ในตนเอง
- มีความกลา้ ทีจ่ ะแสดงความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์
- ไม่ยอมรับหรือสนับสนนุ การกระทำทไี่ ม่ถูกต้อง

• มีความสามัคคี
- มคี วามรักใคร่กลมเกลียวตอ่ คนรอบขา้ ง
- ไม่สรา้ งความแตกแยกในสงั คม
- รว่ มแรงรว่ มใจกันทำงานเพ่อื พฒั นาชาติ

• มคี วามละอายและเกรงกลวั ตอ่ การทำช่ัว
- มคี วามซ่อื สัตย์
- ปฏบิ ตั ิตนโดยยดึ หลกั ธรรมในการดำเนนิ ชวี ติ
- ละเวน้ การทำในสง่ิ ไม่ดีทัง้ หลาย

• สง่ เสรมิ ให้คนดปี กครองบ้านเมือง
- ประชาชนควรเลอื กคนดีมีความสามารถใหเ้ ขา้ ไปบรหิ ารบ้านเมอื ง
- ควบคมุ คนไมด่ ีไม่ให้มอี ำนาจทางด้านการปกครอง

5. เปน็ บคุ ลท่ีเห็นแกป่ ระโยชน์ส่วนรวม
6. มีจิตสาธารณะ คำนึงถึงประโยชนข์ องสว่ นรวม
7. มสี ว่ นรว่ มในกระบวนการทางการเมอื งการปกครอง
8. มคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ หนา้ ที่ทัง้ ในครอบครวั ชุมชน ประเทศชาติ และสงั คมโลก
แนวทางปฏิบัตติ นเปน็ พลเมอื งท่ดี ี
1. การทำงานรว่ มกนั ในกระบวนการทางประชาธิปไตย
2. การมีส่วนรว่ มและความรับผดิ ชอบในกิจกรรมทางสงั คม
3. การดแู ลรักษาสาธารณประโยชน์
4. การดแู ลรักษาสง่ิ แวดล้องทางธรรมชาติ

4.2) พลโลก
คณุ ลักษณะพลเมืองทด่ี ขี องประเทศชาติและสังคมโลก
(เพ่ิมศรี ปลาทอง, 13 ธันวาคม 2563)
1. เคารพกฎหมายและปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบยี บข้อบงั คบั ของสังคม

107

เมื่อพลเมืองทุกคนปฏิบัติตามกฎระเบียบ ข้อบังคับของสังคม และบทบัญญัติของกฎหมาย เช่น ไม่
ล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น หรือไม่กระทำความผิดตามท่ีกฎหมายกำหนดก็จะทำให้รัฐไม่ต้องเสียงบประมาณใน
การป้องกันปราบปราม และจับกุมผู้ที่กระทำความผิดมาลงโทษ นอกจากน้ียังทำให้สังคมมีความเป็นระเบียบ
สงบสุขทุกคน อยรู่ ว่ มกนั อย่างสมานฉนั ท์ ไมห่ วาดระแวงคดิ รา้ ยตอ่ กัน

2. เป็นผู้มเี หตผุ ล และรบั ฟังความคิดเหน็ ของผ้อู น่ื
ทุกคนย่อมมีอิสรภาพ เสรีภาพในการแลกเปลี่ยนความคดิ เห็นระหว่างกัน ซ่ึงการรู้จกั การใชเ้ หตผุ ลใน
การดำเนินงาน จะทำให้ชว่ ยประสานความสัมพนั ธ์ ทำให้เกดิ ความเขา้ ใจอันดีงามต่อกนั

3. ยอมรบั มตขิ องเสียงส่วนใหญ่
เมื่อมีความขัดแย้งกันในการดำเนินกิจกรรมอันเกิดจากความคิดเห็น ที่แตกต่างกัน และจำเป็นต้อง
ตัดสินปัญหาด้วยการใช้เสียงข้างมากเข้าช่วย และมติส่วนใหญ่ตกลงว่าอย่างไร ถึงแม้ว่าจะไม่ตรงกับความคิด
ของเรา เรากต็ อ้ งปฏิบตั ติ าม เพราะเปน็ มตขิ องเสียงสว่ นใหญ่นัน้
4. เปน็ ผู้นำมนี ้ำใจประชาธิปไตย และเหน็ แก่ประโยชน์สว่ นรวม
ผู้ที่มีความเป็นประชาธิปไตยนั้น จะต้องมีความเสียสละ ในเร่ืองที่จำเป็น เพ่ือผลประโยชน์ของ
ส่วนรวม และรักษาไว้ซ่ึงสังคมประชาธิปไตย เป็นการส่งผลต่อความม่ันคงและความก้าวหน้าขององค์กรซึ่ง
สดุ ท้าย แล้วผลประโยชน์ดังกลา่ วก็ย้อนกลับมาสู่สมาชิกของสังคม เช่นการไปใช้สิทธ์ิเลือกตัง้ ถึงแม้ว่าเราจะมี
อาชีพบางอย่างที่มีรายได้ตลอดเวลา เช่นค้าขาย แต่ก็ยอมเสียเวลาค้าขายเพื่อไปลงสิทธิ์เลือกต้ัง บางคร้ังเรา
ต้องมีน้ำใจช่วยเหลือกิจกรรมส่วนร่วม เช่น การสมัครเป็นกรรมการเลือกตั้ง หรือสมาคมบำเพ็ญประโยชน์
สว่ นรวม เป็นตน้
5. เคารพในสทิ ธเิ สรีภาพของผอู้ ืน่
ควรรู้จักเคารพในสิทธเิ สรภี าพของผอู้ ่ืนเช่นบุคคลมีเสรภี าพในการแสดงความคิดเห็น การพูด แต่ต้อง
ไม่เป็นการพดู แสดงความคดิ เห็นท่ีใส่รา้ ยผอู้ ืน่ ใหเ้ สียหาย
6. มคี วามรับผิดชอบตอ่ ตนเอง สังคม ชุมชน ประเทศชาติ
ในการอยู่ร่วมกันในสังคม ย่อมต้องมีการทำงานเป็นหมู่คณะ จึงต้องมีการแบ่งหน้าท่ีความรับผิดชอบ
ในงานนน้ั ๆ ให้สมาชิกแต่ละคนนำไปปฏิบัติตามท่ีได้รับหมอบหมายไว้อย่างเตม็ ที่
7. มสี ่วนรว่ มในกิจกรรมการเมอื งการปกครอง
ในสังคมประชาธิปไตยนั้นสมาชิกทุกคนต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเมืองการปกครอง เช่น การ
เลอื กตั้ง เป็นตน้

108

8. มีสว่ นร่วมในการป้องกนั แกไ้ ขปัญหาเศรษฐกิจ สงั คม การเมอื งการปกครอง
ช่วยสอดส่องพฤติกรรมม่ัวสุมของเยาวชนในสถานบันเทิงต่าง ไม่หลงเชอ่ื ข่าวลอื คำกล่าวร้ายโจมตี ไม่
มองผู้ทไี่ มเ่ หน็ ด้วยกับเราเป็นศัตรู รวมถงึ สง่ เสรมิ สนบั สนนุ การแกไ้ ขปัญหาความขดั แย้งตา่ ง ๆ ด้วยสนั ติวิธี
9. มีคุณธรรม จรยิ ธรรม และปฏิบัตติ นตามหลักธรรม
ทกุ คนควรมศี ีลธรรมไวเ้ ปน็ หลกั ในการควบคุมพฤติกรรมของบุคลให้ดำเนนิ ไปอยา่ งเหมาะสม ถึงแม้จะ
ไม่มบี ทลงโทษใด ๆ กต็ าม

109

บทที่ 5
แนวปฏิบตั ใิ นอดีต ปจั จบุ นั อนาคต

5) แนวปฏิบตั ิในอดีต ปจั จุบัน อนาคต

5.1) อดีต
สมัยสุโขทัย การศึกษาได้จดั กันมาตงั้ แต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี(พ.ศ. 1781-1921) แตเ่ ป็นการศกึ ษา
แผนโบราณ ซึ่งเจริญรอยสืบต่อมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่
หัว ในสมัยกรุงสุโขทัยรัฐและวัด รวมกันเป็นศูนย์กลางแห่งประชาคม กิจกรรมต่าง ๆ ของรัฐและวัดย่อมเป็น
การสอนประชาคมไปในตัววิชาท่ีเรียนคือภาษาบาลี ภาษาไทยและวิชาสามัญข้ันต้น สำนักเรียนมี 2 แห่ง แห่ง
หนึ่งคือวัดเป็นสำนักเรียนของบรรดาบุตรหลานขุนนางและราษฎรท่ัวไป มีพระที่เชี่ยวชาญภาษาบาลีเป็น
ครูผู้สอน เพราะสมัยน้ันเรียนภาษาบาลีกันเป็นพ้ืน ใครรู้พระธรรมวินัยแตกฉานก็นับว่าเป็นปราชญ์ อีกแห่ง
หน่ึงคือ สำนักราชบัณฑิต ซึ่งสอนแต่เฉพาะเจ้านายและ บุตรหลานข้าราชการเท่าน้ัน ปรากฏในพระราช
พงศาวดารวา่ พระเจา้ ลิไทแห่งกรุงสุโขทยั เมอื่ ทรงพระเยาว์ ได้เคยศกึ ษาเลา่ เรียนในสำนักราชบณั ฑติ เหลา่ นีจ้ น
มีความร้วู ชิ าหนงั สอื แตกฉานถึง แกไ่ ดร้ ับยกย่องวา่ เป็นนักปราชญ์

สมยั อยุธยา ในสมยั กรุงศรีอยุธยา(พ.ศ.1893 -2310) การศึกษาได้เปลี่ยนรูปต่างไปจากการศกึ ษาสมัย
กรุงสุโขทัย ลักษณะการศึกษาสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นไปในทางติดต่อกับประชาคมเท่านั้น เพราะการศึกษา
ท่ัวไปก็ตกอยู่แก่วัด ราษฎรนิยม พาลูกหลานไปฝากพระ เพ่ือเล่าเรียนหนังสือ พระยินดีรับไว้เพราะท่านต้องมี
ศิษย์ไว้สำหรับปรนนิบัติ ศิษย์ได้รับการอบรมในทางศาสนา ได้เล่าเรียนอ่านเขียน หนังสือไทยและบาลีตาม
สมควร

เพอ่ื เป็นการตระเตรยี มสำหรบั เวลาข้างหนา้ เม่อื เติบโตขึ้นจะได้สะดวกในการอุปสมบท การให้ผู้ชายที่
มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์อุปสมบทเป็นพระภิกษุน้ัน เป็นประเพณีที่มีมานานแล้ว เข้าใจว่าจะสืบเนื่องมาจาก
แผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ เพราะปรากฏว่าพระองค์ทรงกวดขันการศึกษาทางพระศาสนามาก บุตรหลาน
ข้าราชการคนใดท่ีจะถวายตัวทำราชการ ถ้ายังไม่ได้อุปสมบท ก็ไม่ทรงแต่งตั้งให้เป็น ข้าราชการ ประเพณีน้ี
ยังผลให้วัดทุกแห่งเป็นโรงเรียนและพระภิกษุทุกรูป เป็นครูทำหน้าท่ีอบรมส่ังสอนศิษย์ของตน ตาม
ความสามารถท่ีจะจัดได้ แต่คำว่า โรงเรียนในเวลานั้น มีลักษณะต่างกับโรงเรียนในเวลานี้กล่าวคือ ไม่มีอาคาร
ปลูกขึ้นสำหรับใช้เป็นที่เรียนโดยเฉพาะ เป็นแต่ศิษย์ใคร ใครก็สอนอยู่ท่ีกุฎิของตนตามสะดวกและความพอใจ
พระภิกษุรูปหน่ึง ๆ มีศิษย์ไม่กี่คนเพราะจะต้องบิณฑบาตร มาเลี้ยงดูศิษย์ด้วย ชาวยุโรปท่ีเข้ามาเมืองไทยใน
สมัยต่าง ๆ ได้เล่าเร่ืองการศึกษาของไทยไว้ในหนังสือที่เขาแต่งข้ึน จะขอยกมาเป็นบางตอนดังน้ี เมอร์ซิเออร์
เดอะลาลูแบร์ ราชทูตผู้หนึ่งในคณะฑูตฝร่ังเศสคร้ังท่ี 2 ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งเข้ามาเจริญทางพระราช

110

ไมตรีในแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้กล่าวไว้ในหนังสือราชอาณาจักรสยามว่า “พระสอนหนังสือ
ใหแ้ ก่ เยาวชน ดงั ที่ ขา้ พเจา้ ไดเ้ ล่าแล้ว และท่านอธบิ ายคำส่ังสอนแกร่ าษฎร์ ตามทเี่ ขียนไว้ในหนงั สือบาลี”

หนังสือราชอาณาจักรไทยหรือประเทศสยาม ของมองเซนเยอร์ ปัลเลอกัวซ์ สังฆราชแห่งมัลลอส ใน
คณะสอนศาสนาโรมันคาทอลิกของฝรั่งเศส ประจำประเทศไทยซ่ึงพิมพ์ออกจำหนา่ ย เมื่อ พ.ศ. 2397 กลา่ วว่า
“ภายหลังหรือบางทีก่อนพิธีโกนจุก บิดามารดาส่งบุตรของตนไปอยู่วัดเพื่อเรียนอ่านและเขียน ณ ที่นั่นเด็ก
เหล่าน้ีรับใช้พระพายเรือให้พระ และรับประทานอาหารซ่ึงบิณฑบาตมาได้ ร่วมกับพระด้วยพระสอนอ่าน
หนังสือให้เพียงเล็กน้อยวันละคร้ังหรือสองครั้งทั้งนี้เพ่ือเป็นการตอบแทนการศึกษาของเด็กหญิงมีการสอนให้
ทำครัว ตำน้ำพริก ทำขนมมวนบุหรแี่ ละจบี พล”ู

ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชการศึกษาเจริญมาก มีการสอนทั้งภาษาไทย บาลี สันสกฤต
ฝรงั่ เศส เขมร พม่า มอญ และจนี ปรากฏตามพงศาวดารว่า พระตรัสน้อย โอรสองค์หนึ่งของพระเพทราชา ได้
ทรงศึกษาภาษาต่าง ๆ จนชำนาญทง้ั ภาษาบาลี สันสกฤต ฝร่ัง เขมร ลาว ญวน พม่า รามัญ และจีน ทั้งยังทรง
ศกึ ษาวิชาโหราศาสตร์ และแพทยศาสตร์จากอาจารย์ ต่าง ๆ เป็นอันมากเขา้ ใจวา่ โดยเฉพาะ วิชาภาษาไทย คง
จะได้วางมาตรฐานดีมาแต่ครั้งนั้น เพราะปรากฏว่าพระโหราธิบดี ได้แต่งแบบเรียนภาษาไทยชื่อจินดามณี
ถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซ่ึงได้ใช้เป็นแบบเรียนสืบต่อมาเป็นเวลานานสำนักเรียนนอกจากวัดในบาง
รัชกาล ยังมีราชสำนัก สำนกั ราชบัณฑิตและโรงเรยี นมชิ ชันนารีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช การศึกษา
ในราชสำนักรุ่งโรจน์มาก แม้กระท่ังนายประตูก็สามารถแต่งโคลงได้ สำนักราชบัณฑิตน้ันคงจะสอนวิชาต่าง ๆ
กัน ดังปรากฏตามพงศาวดารว่า พระตรัสน้อยได้ทรงเล่าเรียนอักขรสมัย และวิชาอ่ืน ๆ จากอาจารย์ต่าง ๆ
เปน็ อันมาก พวกราชบัณฑิตที่เป็นอาจารย์สอนหนังสอื นมี้ ีต่อมา จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แม้ในต้นรัชกาลที่
5 กย็ ังมีบัณฑิตอาจารย์บอกหนังสือ พระเณรอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามและวัดอื่นๆจนเม่ือมโี รงเรียนของ
กระทรวงธรรมการ และโรงเรยี นพระปรยิ ัติธรรมแพรห่ ลายแล้ว สำนกั ราชบณั ฑิตจึงได้หมดไป สำหรับโรงเรียน
มิชชนั นารีนั้น ในช้ันแรกชาวยุโรปที่เขา้ มาค้าขาย มชี าวโปรตเุ กส เปน็ ต้น ได้รับอนญุ าตใหส้ ร้างโบสถเ์ พือ่ ทำกิจ
ทางศาสนา โบสถ์ฝรั่งในช้ันเดิมเช่น ในแผ่นดินสมเด็จพระชัยราชาน้ันเป็นโบสถ์เล็ก ๆ สร้างขึ้นเพื่อทำกิจทาง
ศาสนาและเพ่ือสอนศาสนาเท่านั้นในระยะ นั้นไทยเป็นประเทศเดียวในแถบอาเชียตะวันออกท่ีไม่รังเกียจ
ศาสนาใดศาสนาหนึ่งเลย พวกฝรั่งเห็นเป็นโอกาสที่จะเกลี้ยกล่อมคนไทยให้เข้ารีตได้มากกว่าท่ีอื่น ดังน้ัน
บาทหลวงจงึ ได้เดินทางเขา้ มามากขึน้ พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงให้ความอุปถัมภ์พวกบาทหลวง ถึงแก่
พระราชทานทรัพย์ให้สร้างโบสถ์ก็มี ดังเช่น สมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระราชทานแก่บาทหลวงฝร่ังเศส
เป็นตน้ ในรัชกาลนั้นมีโบสถ์ฝรั่งใหญ่ ๆ มากกวา่ ในรัชกาลกอ่ น ๆ และเมื่อมโี บสถ์สำหรับทำกิจทางศาสนาแล้ว
กต็ ้ังโรงเรียนข้ึน เรียกว่าโรงเรียนสามเณร โรงเรียนสามเณรตั้งข้นึ เพ่ือสั่งสอนชาวพื้นเมืองท่ีประสงค์จะเข้ารีต
แต่นอกจากสอนศาสนา กไ็ ด้สอนหนังสือและวิชาอื่น ๆ ดว้ ยปรากฏวา่ สมเดจ็ พระนารายณท์ รงส่งมหาดเลก็ รุ่น

111

เดก็ เป็นจำนวนมากมาเรยี นในโรงเรยี นของพวกบาทหลวง จงึ นับวา่ โรงเรียนสามเณร เป็นสำนกั เรียนวชิ าสามัญ
อกี แห่งหน่ึง

สมัยรัตนโกสินทร์ ในสมัยกรงุ รตั นโกสินทร์ตอนต้น การศึกษายงั คงดำเนินไป เช่นเดียวกับสมัยกรุงศรี
อยุธยากล่าวคือ มีวัดได้ให้ความรู้แก่พลเมืองให้เหมาะ แก่ความต้องการของประชาคม วัดและบ้านรับภาระใน
การอบรมสั่งสอนเด็ก ส่วนรัฐหรือราชสำนักควบคุมตลอดจนให้ความอุปถัมภ์ตามสมควร หนังสือ
ราชอาณาจักรและชาวสยาม ของเซอร์จอห์นบาวริง ผู้สำเร็จราชการฮ่องกง ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย
พระบรมราชินีนาถแห่งประเทศบริเตนใหญ่ ทรงแต่งตั้งเป็นอัครราชทูตมาเจรญิ ทางพระราชพระราชไมตรีเมื่อ
พ.ศ.2398 ในรัชกาลพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั กลา่ วถึงการศึกษาสมยั กรงุ รัตนโกสินทรไ์ ว้สองแห่ง

แหง่ หน่งึ มคี วามว่า
“การศึกษาต้ังต้นแต่การโกนจุก แล้วเด็กผู้ชายถูกส่งไปอยู่วัดเรียนอ่าน เขียน และคำสอนศาสนา
กบั พระ”
อกี แห่งหนงึ่ มคี วามว่า
“พระได้รับมอบหมายให้จัดการศึกษา และโรงเรียนอยู่ติดกับวัดโดยมาก ย่อมเป็นของธรรมดาอยู่
เองท่ีการสอน ให้รู้คำส่ังสอนและประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา เป็นส่วนสำคัญมากของระบบ
การศึกษา พลเมืองชายส่วนหนึ่งอ่านและเขียนหนังสือออก แต่วิธีท่ีจะแสวงหาความรชู้ ้ันสูง สาขาใดสาขา
หน่ึงมีอยู่น้อยถึงกระนั้นก็ดี โดยเฉพาะในบรรดาขุนนางยังใฝ่ใจเรียนวิชาเครื่องจักรกลไก รู้จักใช้เครื่องมือ
เดินเรือและรู้วิชาปรัชญากันมาก ค่าเล่าเรียนตามปรกติในโรงเรียนสามัญท่ีกรุงเทพฯ เก็บจากเด็กชายคน
ละ 8 ดอลลาร์หรอื 35 ชลิ ลิงตอ่ ปีและอกี 15 ดอลลาร์ เป็นคา่ ที่อยู่ เส้ือผ้า เครื่องเขยี นและอื่น ๆ ชาวจีนท่ี
รวยบางคนจ้างครูสอนส่วนตัวเดือนละ 8 ดอลลาร์ ห้องเรียนห้องหน่ึงอาจเช่าได้เดือนละ 2 ดอลลาร์คร่ึง
หรอื ต่ำกว่าน้ัน การศึกษาสตรีถูกทอดท้ิง ในประเทศสยาม มีสตรีอยู่น้อยคนที่อ่านหรือเขียนได้ อย่างไรก็ดี
ในการแสดงละครภายในพระราชวงั สตรคี นหนง่ึ บอกบทและพลกิ หน้าบทละครไดอ้ ยา่ งแคล่วคลอ่ งมาก”
แม้ไทยจะเคยติดต่อกับฝร่ังมาเป็นเวลานาน นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่การศึกษาก็ยังคงเป็นแผน
โบราณอยู่ ตามเดิม การถ่ายทอดวิชาความรู้ศิลปวิทยาการต่าง ๆ ยังน้อยมาก เข้าใจว่ามีเพียง วิธีหล่อปืนไฟ
การใช้ปืนไฟในการสงคราม วิธีทำปอ้ มค่ายสู้กำลังปนื ไฟ ตำรายาบางอย่าง เช่น วิธีทำขผี้ ้ึง และตำราทำอาหาร
เช่น ฝอยทอง เป็นต้นเท่านั้น ในระยะปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลก การติดต่อกับฝร่ังขาดไประยะหนึ่ง ต่อมาใน พ.ศ. 2361 รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
นภาลัย จึงได้มีการติดต่อกันอีกคร้ังหน่ึง กล่าวคือ ไทยอนุญาตให้โปรตุเกสเข้ามาตั้งสถานกงสุลในกรุงเทพฯ

112

แต่ไม่มี อำนาจพิเศษอย่างไร ใน พ.ศ.2365 บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษอยาก จะขยายการค้าขาย
มาถึงกรุงเทพฯ มาควิสเฮสติงส์ผู้สำเร็จราชการอินเดีย แต่งตั้งให้นายจอห์นครอเฟิด เป็นทูตมาเจรจาเพื่อทำ
หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี การสนทนาโต้ตอบเป็นไปอย่างลำบากมาก เพราะพูดกันโดยตรงไม่ได้ ต้องมี
ลา่ ม คือ ครอเฟิด พูดภาษาอังกฤษกับล่ามของเขา ล่ามนัน้ แปลเป็นภาษามลายใู หล้ า่ มฝ่ายไทยฟัง ล่ามฝ่ายไทย
จึงแปลเป็นภาษาไทยเรียนเสนาบดี เมื่อเสนาบดีตอบว่า กระไรก็ต้องแปลกลับไปทำนองเดียวกัน ปรากฏวา่ ใน
คร้ังนั้นไม่ได้ทำหนังสือสัญญาต่อกัน ในรัชกาลท่ี 3 พ.ศ.2369 รัฐบาลอินเดียส่งร้อยเอกเฮนรี เบอร์นีย์มาทำ
หนังสือ สัญญาทางพระราชไมตรีกับไทย ขอความสะดวกในการค้าขาย แต่หาได้เรียกร้องอำนาจศาลกงสุลไม่
ตรงกัน กลับบัญญัติไว้ว่า ต้องปฎิบัติตามกฎหมายของ บ้านเมืองหนังสือสัญญาต้องทำถึง 4 ภาษา คือ
ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษามลายู และภาษาโปรตุเกส ใน พ. ศ. 2371 มีเหตุการณ์อย่างหน่ึงเก่ียวกับ
การศึกษา คือพวกมิชชั่นนารีอเมริกัน คณะเพรสไบติเรียนได้เข้ามาสอนศาสนาให้แก่ชาวจีน ส่วนคนไทยน้ัน
เพียงแต่ชว่ ยรักษาพยาบาลให้อย่างเดยี ว เพราะพวกมชิ ชันนารีไม่ รู้จักภาษาไทย และไม่ได้เตรียมหนังสือสอน
ศาสนาเข้ามาด้วย โดยเหตุท่ีพวกน้ีมาช่วยรักษาโรคด้วย ทำให้คนไทยสำคัญว่าพวกมิชชันนารีอเมริกันเป็น
แพทย์ จึงเรียกว่าหมอ ซ่ึงบางคนก็เป็นแพทย์จริง ๆ แต่บางคนได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต วิชาศาสนศาสตร์
ครั้นเม่ืออยู่เมืองไทยนานเข้า พวกมิชชันนารีอเมริกันเรียนรู้ ภาษาไทยจึงขยายการสอนศาสนามาถึงคนไทย
โดยเขียนคำสอนเปน็ ภาษาไทยแล้วสง่ ไปพมิ พ์ทีส่ ิงคโปร์

ในรัชกาลพระบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ปรากฏว่า ได้ทรงสร้างโรงชนิดหน่ึง เรียกว่า โรง
ทาน โรงทานนี้เป็นสถานที่สำหรับให้การศึกษาด้วย จะเห็น ได่จากคำประกาศเรื่องโรงทานในรัชกาลพระบาล
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั ว่า”โรงทานน้ี พระบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลยั ได้ทรงสร้างข้ึนไวใ้ ห้มี
เจ้าพนักงานจัดอาหารและสำรับคาวหวานเลี้ยงพระสงฆ์สามเณร และข้าราชการที่ มานอนประจำซองใน
พระบรมมหาราชวังกับท้ังบริจาคพระราชทรัพย์แจกคนชราพิการ และมีพระธรรมเทศนาและสอนหนังสือ
วิชาการต่าง ๆ โดยพระบรมราชประสงค์จะให้เป็นหิตานุหิต ประโยชน์แก่ชนทั้งหลายทั้งปวงในอิธโลกและ
ปรโลกน้ันดว้ ย”

ดังจะเห็นได้ว่าถึงแมใ้ นสมัยนั้น จะได้มโี รงเรียนขึ้นแล้วก็ดี แต่หาได้มจี ดุ ประสงค์ไปในทำนองท่ีจะแยก
โรงเรียนออกจากวัดไม่ ทางด้านสามญั ศึกษาก็มีวัดเป็น ท่ีเรียนและมพี ระเป็นครู ยังไม่มีสถานท่ีซึ่งจัดไว้สำหรับ
ทำการสอนวิชาโดยเฉพาะส่วนการเรียนก็แล้วแต่สมัคร ไม่มีการบังคับ มีการสั่งสอนทางวิชาหนังสือมากกว่า
อยา่ งอน่ื บางทกี ม็ กี ารเรียนวชิ าเลขเบ้อื งต้นตามแผนเกา่ ด้วย

การติดต่อกับฝร่ังในระยะหลัง ๆ น้ี ทำให้คนไทยสำนึกได้ว่าการเรียนรู้ภาษาของเขาตลอดจนวิชา
ความรู้ใหม่ ๆ เป็นสิ่งจำเป็นเพราะพวกน้ีกำลังแผ่อำนาจ มาทางอาเชียตะวันออกมากข้ึนทุกที ผู้ท่ีพยายาม
ศึกษาจนมีความรู้ สามารถใช้การได้เป็นอย่างดีก็คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จ

113

พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หวั พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงวงศาธิราชสนทิ และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรสี ุริยวงศ์
ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในสมัยต้นรัชกาลท่ี 5 ใน พ. ศ. 2398 ไทยได้ทำหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีกับ
อังกฤษ และต่อมาก็ทำกับประเทศอื่น ๆ อีกยังผลให้การค้าขายขยายตัวออกไปเป็นอันมาก ดังปรากฏจาก
จดหมายของหมอบรัดเลย์ตอนหนึง่ ว่า “วันที่ 28 ตุลาคม 2398 เรอื กำปั่นใบของอเมรกิ ันชื่อลกั เนาเข้ามาถึง
เรือพ่อค้าอเมรกิ ันไม่ได้มีเข้ามาถึง 17 ปี วันท่ี 1 มกราคม 2399 มีเรือกำปั่นพ่อค้า ทอดอยู่ในแม่น้ำถึง 60
ลำเพราะเหตุที่ได้ทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ การค้าขายเจริญอย่างรวดเร็วไม่เคยมีเหมือนเช่นน้ีมา
ก่อน”

อย่างไรก็ตาม การเรียนวิชาความรู้แบบฝรั่งเชื่องช้ามาก แม้ว่ารัฐบาลมีกิจเก่ียวข้องกับฝรั่งอยู่เสมอ
และมฝี รัง่ เขา้ มาค้าขายอยู่ในกรงุ เทพฯแลว้ กต็ ามคนไทยทเ่ี รียนรภู้ าษาฝร่งั ก็ยังมีน้อยมาก เห็นจะเป็นเพราะผู้ที่
สอนภาษาต่างประเทศมีแต่พวกมิชชันนารี ซึ่งสอนศาสนาบรรดาเจ้านายและ ข้าราชการจึงไม่อยากส่งบุตร
หลานไปเรียน เพราะเกรงว่า พวกมิชชันนารีจะสอนให้เปล่ียนศาสนา พระเจ้าลูกเธอของพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้าเจ้าอย่หู ัวทป่ี ระสูติ เม่ือก่อนทรงผนวชก็มพี ระชนมายุพ้นวัยเรียนเสียแล้วพระเจา้ ลกู เธอท่ีประสตู ิ เม่ือ
เสวยราชยแ์ ล้วก็ยังทรงพระเยาว์อยู่ ตอ้ งรอมาจน พ. ศ. 2405 เมื่อสมเดจ็ พระเจ้าลกู ยาเธอ มีพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้น ทรงพระเจริญวัยพอที่จะเล่าเรียนได้ จึงได้โปรดให้จ้างนางแอนนา เอช.
เลยี วโนเวนส์ เขา้ มาเปน็ ครสู อนภาษาอังกฤษ แต่สอนอยู่ไดไ้ ม่กปี่ ี นางเลียวโนเวนส์ก็กลบั ไปเสีย สมเดจ็ พระเจ้า
ลูกเธอที่ศึกษาภาษาอังกฤษในคร้ังนั้น และได้ศึกษาต่อมาจนทรงรอบรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี ก็มี
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่พระองค์เดียว การศึกษาแผนโบราณหนักทางวิชาอักษรศาสตร์
เป็นการศึกษาท่ีอนุโลมตามแบบแผนและประเพณีไมม่ ีการค้นคว้าทางธรรมชาติหรือวิทยาศาสตร์ ส่วนวิชาชีพ
เช่น วิชาช่างฝีมือต่าง ๆ มีช่างถม ช่างทอง ช่างแกะ ช่างป้ัน วิชาแพทย์แผนโบราณ และวิชาอาชีพอ่ืน ๆ น้ัน
เรียนกันในวงศ์สกุลและตามท้องถ่ิน เป็นการศึกษาแบบสืบตระกูลเป็นมรดกตกทอดกันมา ในกรุงเทพฯ มี
ท้องถิ่นสำหรับฝึกและประกอบอาชีพ ซึ่งยังมีช่ือติดอยู่จนทุกวันน้ี เช่น ถนนตีทอง บ้านพานถม บ้านบาตร
บ้านดอกไม้ บ้านปูน บ้านช่างหล่อ ฯลฯ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้รวมช่าง
ประเภทต่าง ๆ เหล่านี้ จัดเป็นหมู่ เป็นกรม เรียกว่า กรมช่างสิบหมู่ ดังปรากฏในหนังสือพระราชดำรัสในพระ
บาลสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแถลง พระบรมราชาธิบายแก้ไขการปกครองแผ่นดินว่า “ส่วนซึ่ง
แบ่งปันฝ่ายทหารแต่ทำการฝ่ายพลเรือนน้ัน คือกรมช่างสิบหมู่ ซ่ึงแบ่งไว้ในฝ่ายทหารนั้นก็คงจะเป็นด้วยช่าง
เกิดขึ้นในหมู่ทหาร เหมือนทหาร อินเยอเนีย แต่ภายหลังมาเม่ือทำการต่าง ๆ มากขึ้น จนถึงเป็นการละเอียด
เช่น เขียนป้ันแกะสลัก ก็เลยติดอยู่ในฝ่ายทหาร แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดในราชการทหาร ไม่ได้ขึ้น กรมพระ

114

กลาโหมมีแต่กองต่างหาก แม่กองน้นั มกั จะเปน็ เจ้านายโดยมาก เมื่อเกิดช่างอน่ื ๆ ขึ้นอีกกค็ งอยู่ในกรมเดิมฝา่ ย
พลเรือนบ้างทหารบ้าง ไม่เฉพาะว่ากรมช่างจะต้องเป็นฝ่ายทหาร เช่นช่างประดับกระจกขึ้นกรมวังช่าง
มหาดเลก็ คงอย่ใู นมหาดเล็กเป็นต้น”

สำหรับการศึกษาของพวกสตรีน้ันเป็นการเรียนในบ้าน ส่วนมากเรียนแต่การเย็บปักถักร้อยการครัว
และกิจการบ้านเรอื น การเรียนหนังสือนั้น ถา้ ใจรักก็ได้เรียนบ้างในบ้าน แต่ไม่สู้นิยมให้เรียนกันนัก ในสมัยกรุง
รัตนโกสินทร์มักส่งเดก็ หญิงเขา้ ไปอยู่ตามตำหนักเจา้ นายในพระบรมมหาราชวงั เพื่อจะไดม้ ีโอกาสเปิดหเู ปดิ ตา
ไดเ้ รียนรขู้ นบธรรมเนยี มประเพณี และวิชาความรู้ต่าง ๆ ตลอดจนกริ ยิ ามารยาทและการครองตนประเพณีนีไ้ ด้
ดำเนนิ มาจนตลอดรัชกาลท่ี 5 (กระทรวงศึกษาธิการ, 12 กมุ ภาพนั ธ์ 2564)

5.2) ปจั จบุ นั
ครูไทยในยุคโลกาภิวัตน์ การเปล่ียนแปลงทางสังคม สิ่งแวดล้อม วิทยาการและเทคโนโลยีในโลกยุค
ปจั จุบัน ยอ่ มเปลย่ี นวิถีชีวิต วิถีสงั คม และวิธีแห่งวิชาชีพไปบ้างตามสมควร การพัฒนาความกา้ วหน้าของชีวิต
ในแต่ละยุค ทำให้บางอาชีพสูญหาย บางอาชีพเส่ือมถอย และมีอาชีพหรือวิชาชีพใหม่ๆ เกิดข้ึน อย่างไก็ตาม
บรรทัดฐานแห่งวิชาชีพครูดังแนวคิดของศาสตราจารย์สุมน อมรวิวัฒน์นั้นก็ยังคงเป็นสัจธรรมอยู่ในสังคมไทย
แม้สังคมไทยจะเคลือ่ นเขา้ สยู่ ุคโลกไร้พรมแดนเย่ียงนานาอารยประเทศก็ตาม (ธรี ศักดิ์ อัครบวร, 2544: 18)
จากการสัมมนาระดับชาติ ณ หอประชุมแห่ชาติสิริกิต์ิ ของโครงการการศึกษาไทยในยุคโลกาภิวัตน์
นั้นผลการสัมมนาในประเด็น จะเตรียมครูกันอย่างไรน้ัน อมรวิชช์ นครทรรพ (2539 : 121-123) รายงานว่า
ครูในยุคโลกาภิวัฒน์นั้น ต้องเป็นทั้งผู้ให้ความรู้ ผู้ให้เครื่องมือในการเเสวงหาความรู้ เเละผู้จุดไฟเเห่งการ
เรียนรู้ ฉะนั้นครูจะต้องเป็นผู้รอบรู้ในเน้ือหาวิชา ครูจะต้องเเตกฉานในทักษะเเละวิธีหาความรู้สมัยใหม่ และ
เป็นผู้ที่มีหูตากว้างขวางเก่ียวกับเเหล่งความรู้ต่าง ๆ อีกทั้งยังต้องเป็นนักจิตวิทยาช้ันดีท่ีสามารถกระตุ้นความ
ใฝร่ ู้ใฝ่เรยี นใหเ้ ดก็ ๆ ไดอ้ ีกดว้ ย (ธีรศกั ดิ์ อัครบวร, 2544: 18)
การศึกษาไทยในปจั จุบันอาจสรุปได้ดงั นี้
1. การศกึ ษาในปัจจบุ นั
มีการจัดการศึกษาตามบรบิ ทของการจัดการศึกษาอนั เปน็ ปามแผนการศกึ ษาของชาตคิ ือ
พัฒนาคน พัฒนาครูอาจารย์พัฒนาสังคม ในหลากหลายรูปแบบท่ีเน้นการมีส่วนร่วมขององค์กรภาครัฐและ
เอกชน เป็นการจัดการศึกษาที่เน้นด้านอาชีวศึกษามากขึ้น การมุ่งเน้นให้มีการจัดการศึกษาข้ันพ้ืนฐานและ
ระดับปริญญาตรีเพื่อเน้นการมีงานทำโดนอาศัยปัจจัยหลักในองค์กรหลักจากภายนอกหลายปัจจัยเช่น ปัจจัย

115

ดา้ นเทคโนโลยีด้านเศรษฐกิจ ด้านระบบราชการ ด้านการเมอื งการปกครอง ด้านคุณธรรมจรยิ ธรรมซ่ึงสง่ ผลให้
จัดระบบบริหารจัดการกระทรวงศึกษาธิการรูปแบบใหม่ โดยบูรณาการองค์กรหลกั ของกระทรวงท้ัง 5 องค์กร
หลัก โดยให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด กระจายอำนานไปสู่ส่วนภูมิภาคไปยังศึกษาธิการ
ภาค 1-18 โดยแตร่ ะภาคจะประกอบไปดว้ ยกลุม่ จังหวดั ในแต่ละจังหวัดมศี ึกษาธิการจงั หวัดเป็นฝ่ายกำกับดแู ล
หน่วยงานทางการศึกษาในจังหวัด เขตพื้นท่ีและสถานศึกษาซึ่งเป็นการกระจายอำนาจโดยให้มีการกำกับ
ควบคมุ ดแู ลกันอยา่ งเปน็ ระบบมากขนึ้
2. แนวโนม้ การศกึ ษาไทย

หลังจากการจดั การศึกษาในรปู แบบการบริหารจัดการปฏิรูปองค์การศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
แล้วการจัดการศึกษาไทยมีแนวโน้มที่จะก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและอาจจะเกิดการเปล่ียนแปลง
เป็นแนวโนม้ อนาคตทางการศกึ ษาไทยได้เปน็ ดงั นี้

2.1 เกิดการปฏริ ปู โครงสร้างการบรหิ ารการจดั การศกึ ษาของกระทรวงศึกษาธิการของไทย
2.2 มีหลักสตู รใหม่เกิดเพิ่มมากขน้ึ
2.3 มีการบรู ณาการหลกั สูตรนานาชาติมีความเป็นสากลมากขน้ึ
2.4 เกิดการมีส่วนร่วมมากขึ้น
2.5 เพม่ิ โอกาสทางการศึกษาและลดความเหลื่อมลำ้ ทางการศึกษา
2.6 เกดิ การแขง่ ขันทางการศึกษาสงู ขึ้น เนน้ ดา้ นคุณภาพและอาจดอ้ ยดา้ นคุณธรรมจริยธรรม
2.7 เกดิ วิวฒั นาการการสืบค้นด้านเทคโนโลยขี ้อมูลข่าวสารได้รวดเรว็ และพัฒนาองคค์ วาม
รู้ตลอดเวลา

5.3) อนาคต
ครูในอนาคตต้องเป็นนักเทคโนโลยีสารสนเทศไปในตัวด้วย เป็นเทคโนโลยีที่เป็นสหายสนิทกับ
การศึกษาในปัจจบุ ัน และการเข้าถงึ แหล่งความรใู้ หมๆ่ ในปัจจุบันลว้ นแล้วแตต่ ้องอาศยั เทคโนโลยีด้านน้ีท้ังสิ้น
(ธีรศกั ด์ิ อัครบวร, 2544: 18)
ครูในอนาคตจะต้องเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ อนั เป็นภาษาสากลภาษาเดียวท่ีจะช่วยถอดรหัสความรู้ใน
สื่ออิเล็กทรอนิกส์ท้ังปวงไม่ว่าจะเป็น อินตอร์เน็ต มัลติมีเดีย หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์อ่ืนใด (ธีรศักดิ์ อัคร
บวร, 2544: 18)
ครูในอนาคตจะต้องติดตามความก้าวหน้าในเทคนิควิธีการสอนต่างๆ อยู่ตลอดเวลาในอนาคตอาจมี
สภากาแฟอินเตอร์เน็ต หรือ ชมรมครูอินเตอร์เน็ต ที่เปิดโอกาสให้ครูแลกเปล่ียนประสบการณ์และเทคนิค
ใหมๆ่ ผา่ นเครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์ (ธรี ศักดิ์ อคั รบวร, 2544: 18)

116

ครูในอนาคตจะต้องเป็นนักจิตวิทยาการเรียนรู้ช้ันเลิศ ท่ีสามารถพัฒนาศิษย์ให้ก้าวทันความรู้และ
ปรับตัวกับชีวิตในยุคโลกาภิวัตน์ได้แนวคิดใหม่ๆ ในวงการจิตวิทยาการเรียนรู้เช่นแนวคิดเกี่ยวกับความฉลาด
ทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) ในการเผชิญความเปล่ียนแปลงต่างๆ ของมนุษย์อาจกลายมาเป็น
เคร่ืองมือสำคัญในการพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ส่ิงใหม่ๆ ของคนในอนาคต (ธีรศักดิ์ อัครบวร, 2544:
18)

ครูท่ีสังคมไทยพึงประสงค์นั้น นอกจากมีบรรทัดฐานของความเป็นครูดังกล่าวแล้วในยุคสมัยของโลก
แห่งข้อมูลข่าวสาร ครูยังต้องพัฒนาตนเองให้ทันต่อความก้าวหน้าท้ังทางวิทยาการ เศรษฐกิจสังคม และ
การเมอื งอยเู่ สมอดว้ ย (ธรี ศกั ดิ์ อัครบวร, 2544: 18)

การจัดการศึกษาในอนาคตของไทยจึงต้องอาศัยเทคโนโลยีและการสืบค้นด้วยตนเองมากกว่าใช้ครู
และบุคลากรทางการศึกษาที่ต้องเปล่ียนบทบาทจากผู้ให้มาเป็นผู้กำกับดูแลและให้คำปรึกษากา รสืบค้นข้อมูล
การใช้ข้อมูลท่ีเหมาะสม การเรียนรู้จะอาศัยการศึกษาเรียนรู้จากสภาพจริงของสังคมและสิ่งแวดล้อมมากกว่า
การเรียนรู้ในชั้นเรียน การวัดและการประเมินผลการเรียนรใู้ ช้เทคโนโลยีข่าวสารทางอิเล็กทรอนิคส์นวัตกรรม
สังคมจะปรับตัวตามเทคโนโลยีและนวัตกรรม การศึกษาในอนาคตจึงต้องปรับตัวตามเพื่อรองรับการ
เปล่ยี นแปลงเพ่ือเตรยี มความพร้อมสู่ประเทศไทย 4.0 ตอ่ ไป

117

บทที่ 6
สรปุ 5 บท และสรปุ รวม

สรปุ 5 บท

บทที่ 1 การเป็นแบบอยา่ งท่ีดี
ระดับชาติ รางวัลครูดีในดวง คือผู้ที่ถือปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมอันดีงามของ

สถานศึกษาและถ่ายทอดวิชาความร้โู ดยไม่บิดเบือนหรือปิดบังอำพรางไม่นำหรอื ยอมให้ผลนำงานทางวิชาการ
ของตนไปใช้ในทางทุจรติ หรือเป็นภยั ต่อมนุษยช์ าติ

รางวัลเจ้าฟ้ามหาจกั รี เป็นผู้สร้างการเปล่ียนแปลงในชีวิตลูกศิษย์คอื เป็นผู้สร้างแรงบรรดาล
ใจและจัดการเรียนรู้ให้ลูกศิษย์มีความเจริญก้าวหน้าและความสำเร็จในชีวิต เป็นผู้มีคุณูปการต่อการศึกษา
ปฏิบัติงานสอนหรือการจัดการเรียนรู้ค้นคว้า พัฒนาการสอนหรือการเรียนรู้ด้วยความทุ่มเทเสียสละ มีความ
แตกฉานในเนื้อหาและวิธีการจัดการเรียนรู้เป็นแบบอย่างสร้างความสำเรจ็ ได้อย่างกว้างขวาง ต่างประเทศก็มี
การเขา้ ชิงการรบั รางวัลเจ้าฟา้ มหาจักรไี ด้เชน่ กนั

ตา่ งประเทศก็มีการรับรางวลั เหมอื นกัน จะแบง่ ออกเป็นนานาชาติแถบทางด้านตะวันตกและ
ทางด้านตะวันออก ทางด้านตะวันตกมีการได้รับรางวัลครูดีเด่นโลกประเทศอังกฤษ ทางด้านตะวันออกก็จะมี
การรับรางวัลครูดเี ด่นโลกประเทศแคนยา

บทที่ 2 คณุ ธรรม จรยิ ธรรม
ความหมดส้ินจากกิเลสอาสวะ ส่วนเป้าหมายของครูในทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ก็มุ่งสอน

เพ่ือเข้าถึงเป้าหมายแห่งชีวิตเช่นกัน แต่เป็นการเข้าถึงพรหมันวิชาชีพครู เพ่ือรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ
ช่ือเสียง และฐานะ ของผู้ประกอบวิชาชีพครู ให้เป็นท่ีเช่ือถือศรัทธา แก่ผู้รับบริการ แก่สังคม อันจะนำมาซึ่ง
เกียรติและศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ ครูคือผู้ให้การอบรมส่ังสอนศิษย์ให้มีความรู้ท้ังด้านศิลปะวิทยาการต่างๆ ตาม
ความรู้ความสามารถของศษิ ยท์ ี่จะขวนขวายไดต้ ามกำลังสตปิ ัญญา นอกจากน้ันครูยงั ตอ้ งบม่ เพาะลักษณะนิสัย
ของศิษย์ให้เป็นบุคคลท่ีควรแก่การพัฒนา คือพัฒนาความประพฤติให้เป็นคนดีและครูน้ันต้องมีความเป็น
กัลยาณมิตรกับศิษย์ รู้จักการสงเคราะห์ อนุเคราะห์ศิษย์ตามฐานานุรูป ส่วนที่แตกต่างกันอยู่ท่ีเป้าหมายของ
การสอนที่ครูในทางพระพุทธศาสนามุ่งสอนหลักความจริงแห่งชีวิตและการเข้าถึงความจริงน้ัน คือการเข้าถึง
พระนิพพานอันเป็นทางแห่งความพ้นทุกข์ วิชาชีพ ครูท่ีเเท้น้ันเป็นผู้กระทำเเต่ความดีคือ ต้องขยันเเละ
อุตสาหะพากเพียรเอื้อเฟ้ือเผ่ือเเผ่เเละเสียสละ ต้องหนักเเน่น อดกลั้นเเละอดทน ต้องรักษาวินัย สำรวมระวัง
ความ ประพฤติเเละปฏิบัติตนให้อยู่ในระเบียบเเบบเเผนที่ดีงาม ต้องปลีกตัวปลีกใจจากความ สะดวกสบาย

118

เเละความสนุกรื่นเริงที่ไม่สมควรเเก่เกียรติภูมิของตน ต้องมั่นใจให้มั่นคงเเละเเน่วเเน่ ต้องซ่ือสัตย์รักษาความ
จริงใจต้องเมตตาหวังดีต้องวางใจเป็นกลางไม่ปล่อยไปตามอำนาจอคติต้องอบรมปัญญาให้เพ่ิมพูนสมบูรณ์ข้ึน
ทัง้ ในดา้ นวทิ ยาการเเละความฉลาดรอบรู้ในเหตุเเละผล

บทที่ 3 มาตรฐานการปฏิบตั ิตน
บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของครู เป็นกิจที่ครตู ้องทำให้เสร็จส้ินสมบูรณ์ ครอู าจารย์

จะต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อการสอน การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ต้องปฏิบัติงานวิชาการ มีการ
สร้างสมั พันธภาพกับบคุ คลต่างๆ ประเมินผลการเรียนการสอน ทำวจิ ัยเพือ่ แก้ปัญหาในการเรยี นการสอน และ
บริการสังคม มาตรฐานการปฏิบัติตนที่ต้องปฏิบัติ คือ ประการแรก ต้องทำหน้าท่ีเป็นผู้ถ่ายทอดหรือให้
ศิลปวิทยา คือเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ศิลปวิทยาการต่างๆ ทุกส่ิงทุกอย่างแก่ศิษย์เเละต้องคอยอบรมสั่งสอน
ตักเตือนให้ศิษย์ตั้งอยู่ในคุณธรรมความดีต่างๆ รู้คุณรู้โทษประการท่ีสอง ครูทำหน้าท่ีเป็นกัลยาณมิตรท่ีดีต่อ
เพือ่ นรวมงานหรือบุคลากรด้วยกนั ค่อยช่วยเหลือซง่ึ กันเเละกนั อีกทงั้ ยังตอ้ งมคี วามสามัคคีในหมูค่ ณะ ประการ
ที่สามครูจะต้องปฏิบัติต่อผู้บริหารด้วยความจริงใจยอมรับความคิดเห็นท่ีต่างจากตนเเละทำงานท่ีได้รับหมอบ
หมายจนเสรจ็ ส้นิ อีกทง้ั ต่อมีความรับผิดชอบสูงเเละมีวินัยในการทำงาน ประการท่ีสมี่ าตรฐานการปฏิบตั ิตนต่อ
วิชาชีพต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ บุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทาง
วิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอยู่เสมอ ประการท่ีห้ามาตรฐานการปฏิบัติตนต่อผู้ปกครอง ควร
ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันเเจ้งข่าวต่างๆให้ผู้ปกครองทราบเสมอเเละควรมีมนุษย์สัมพันธ์ท่ีดี ประการที่หกการ
ปฏิบัติตนต่อตนเอง ประกอบวิชาชีพครูต้องปฏิบัติตนเป็นเเบบอย่างท่ีดี มีคุณธรรมจริยธรรมเป็นหลักยึด
ประจำตน เช่น รู้รักสามัคคี ซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ มีน้ำใจ เมตตา กรุณา ยุติธรรม กตัญญูกตเวที รักษา
ระเบียบวินยั มีความอุตสาหะ รจู้ ักความพอเพยี ง พอประมาณ มเี หตุมผี ล มจี ิตสำนกึ สาธารณะ เป็นต้น

บทที่ 4 การเปน็ พลเมืองทเี่ ข้มแขง็
การเป็นพลเมืองเเละพลโลกที่เข้มเเข็ง ควรเป็นผู้ท่ียึดม่ันในหลักศีลธรรมและคุณธรรมของ

ศาสนา มีหลักการทางประชาธิปไตยในการดำรงชีวิต ปฏิบัติตนตามกฎหมายดำรงตนเป็นประโยชน์ต่อสังคม
โดยมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันอันจะก่อให้เกิดการพัฒนาสังคมและประเทศชาติให้เป็นสังคมและประเทศ
ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หลักการทางประชาธิปไตยจะทำให้ประเทศเจริญมากย่ิงขึ้น เพื่อให้มีคุณธรรมและ
ศีลธรรมประจำใจ นำไปใชไ้ ด้จรงิ ในชีวิตประจำวนั ในฐานะเปน็ พลเมืองทดี่ ีของชาติ

บทท่ี 5 แนวปฏิบัติ อดตี ปัจจุบัน อนาคต

119

ในอดีตครูจะเน้นท่องจำ เน้นย้ำเน้ือหามากยิ่งข้ึน หลังจากเรียนบทน้ันจบจะมีการสอบ
ทดสอบเพ่ือวัดระดับความรู้นักเรียน เเต่นักเรียนจะไม่มีส่วนร่วม เเต่จะพูดเกี่ยวกับหลักสูตรเคร่งคัดมาตรฐาน
วชิ าการมากเกินไปใช้เทคนิคคการเรียนโดยการท่องจำเป็นหลกั จนนักเรียนขาดทักษะด้านจิตพิสัย เเต่ปัจจุบัน
ครูเปน็ ผ้คู ่อยใหค้ ำเเนะนำด้านความรู้ทักษะกระบวนการท่ีเป็นสง่ิ สำคัญเพอื่ ทีจ่ ะให้นักเรียนนำไปประยุกต์ใช้ได้
ในชีวติ ิประจำวนั ได้จริงๆ ครูเป็นผู้ให้เคร่ืองมือเเสวงหาความรู้เเละเป็นผู้จุดไฟเเหง่ การเรยี นรมู้ ากยงิ่ ขึ้น ฉะนั้น
ครูต้องเป็นผู้รอบรู้ในเนื้อหาเเละเท่าทันข่าวสารต่าง ๆเเละเท่าทันเทคโนโลยีมากย่ิงข้ึน ในอนาคตครูจะต้อง
เป็นนักเทคโนโลยีสารสนเทศไปในตัวด้วย เป็นเทคโนโลยีที่เป็นสหายสนิทกับการศึกษาในปัจจุบัน และการ
เขา้ ถึงแหล่งความรู้ใหม่ๆ ในปัจจุบันล้วนแลว้ แตต่ ้องอาศัยเทคโนโลยีดา้ นน้ีทั้งสิ้นครูในอนาคตจะต้องเช่ยี วชาญ
ภาษาอังกฤษเพราะปัจจุบันหรือในอนาคตภาษาอังกฤษมีความสำคัญมากยิ่งข้ึนเป็นอันดับที่สองรองมาจาก
ภาษาเเมเ่ ลยครใู นอนาคตจะต้องมีทักษะในการสอนมากขึ้นอกี ทงั้ จะตอ้ งติดตามความก้าวหนา้ ในเทคนิควิธีการ
สอนตา่ ง ๆ มากยงิ่ ขึ้น

บทสรุปรวม

การเป็นแบบอย่างที่ดีคือผู้ที่ถือปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมอันดีงามของสถานศึ กษาและ
ถ่ายทอดวิชาความรู้โดยไม่บิดเบือนหรือปิดบังอำพรางไม่นำหรือยอมให้ผลนำงานทางวิชาการของตนไปใช้
ในทางทุจริตหรือเป็นภัยต่อมนษุ ย์ชาติเป็นผสู้ รา้ งการเปลี่ยนแปลงในชวี ิตลูกศิษย์คือ เป็นผู้สร้างแรงบรรดาลใจ
และจัดการเรียนรู้ให้ลูกศิษย์มีความเจริญก้าวหน้าและความสำเร็จในชีวิต เป็นผู้มีคุณูปการต่อการศึกษา
ปฏิบัติงานสอนหรือการจัดการเรียนรู้ค้นคว้า พัฒนาการสอนหรือการเรียนรู้ด้วยความทุ่มเทเสียสละ มีความ
แตกฉานในเน้ือหาและวิธีการจัดการเรียนรู้เป็นแบบอย่างสร้างความสำเร็จได้อย่างกว้างขวาง ครูท่ีเเท้น้ันเป็น
ผ้กู ระทำเเต่ความดีคอื ต้องขยันเเละอุตสาหะพากเพียรเอื้อเฟือ้ เผ่อื เเผ่เเละเสียสละ ต้องหนักเเนน่ อดกล้ันเเละ
อดทน ต้องรักษาวินัย สำรวมระวงั ความประพฤติเเละปฏิบัติตนให้อยู่ในระเบียบเเบบเเผนท่ีดงี าม ต้องปลีกตัว
ปลีกใจจากความ สะดวกสบาย เเละความสนุกร่ืนเริงท่ีไม่สมควรเเก่เกียรติภูมิของตน ต้องมั่นใจให้มั่นคง
เเละเเนว่ เเน่ ตอ้ งซอื่ สัตยร์ กั ษาความจริงใจต้องเมตตาหวงั ดีต้องวางใจเป็นกลางไม่ปลอ่ ยไปตามอำนาจอคตติ อ้ ง
อบรมปัญญาใหเ้ พ่ิมพูนสมบูรณข์ ้ึนทั้งในดา้ นวทิ ยาการเเละความฉลาดรอบรู้ในเหตุเเละผล ครอู าจารย์จะต้องมี
หน้าท่ีและความรับผิดชอบต่อการสอน การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ต้องปฏิบัติงานวิชาการ มีการสร้าง
สัมพันธภาพกับบุคคลต่าง ๆ เป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อเพ่ือนรวมงานหรือบุคลากรด้วยกัน ค่อยช่วยเหลือซ่ึง
กนั เเละกันอีกทั้งยังต้องมีความสามัคคีในหมู่คณะ และพัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ บุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ ให้
ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอยู่เสมอครูเป็นผู้ท่ียึดม่ันในหลักศีลธรรมและ
คุณธรรมของศาสนา มีหลักการทางประชาธิปไตยในการดำรงชีวิต ปฏิบัติตนตามกฎหมายดำรงตนเป็น
ประโยชน์ต่อสังคม โดยมีการช่วยเหลอื เกอ้ื กลู กันอันจะก่อให้เกิดการพัฒนาสังคมและประเทศชาติให้เป็นสงั คม

120

และประเทศประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หลักการทางประชาธิปไตยจะทำให้ประเทศเจริญมากยิ่งข้ึน เพื่อให้มี
คุณธรรมและศีลธรรมประจำใจ ครูเป็นผู้ค่อยให้คำเเนะนำด้านความรู้ทักษะกระบวนการท่ีเป็นส่ิงสำคัญ
เพือ่ ที่จะให้นักเรียนนำไปประยุกตใ์ ชไ้ ด้ในชีวติ ิประจำวันได้จริง ๆ ครเู ปน็ ผใู้ ห้เครื่องมือเเสวงหาความรู้เเละเป็น
ผู้จุดไฟเเห่งการเรียนรู้มากย่ิงข้ึน ฉะน้ันครูต้องเป็นผู้รอบรู้ในเน้ือหาอีกท้ังเท่าทันข่าวสารต่าง ๆ และเท่าทัน
เทคโนโลยีมากยงิ่ ข้นึ

121

บรรณานุกรม

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (มปป.). การศกึ ษาไทยในอดตี . [ออนไลน]์ ,
เข้าถงึ ได้จาก: https://www.moe.go.th/%E0%B8%81%E0%. (2564, 12 กุมภาพันธ์).กรคำ.

(2548). หนา้ ที่และความรับผดิ ชอบของครู. [ออนไลน์], เขา้ ถึงได้จาก:
https://www.kroobannok.com/2603. (2563, 13 ธันวาคม).

เกิดพงศ์ จิตรหลัง. (2559). อัตลกัษณ์ครูดีในดวงใจ. วารสารวชิ าการมหาวิทยาลัยราชภฏั ภเู ก็ต.
12(2): 1-16

ครสุ ภา. (2548). มาตรฐานวิชาชีพ. [ออนไลน]์ ,
เข้าถงึ ได้จาก:https://sites.google.com/site/matrthanwichachiphkhrunpru/matrthan-kar-

ptibati-tn-crrya-brrn-khxng-wichachiph. (2563, 13 ธันวาคม).
ชญานิศ พดั แก้ว. (2560). มาตรฐานการปฏิบตั ติ น (จรรยาบรรณของวิชาชพี ). [ออนไลน]์ ,

เข้าถึงได้จาก: https://sites.google.com/site/matrthanwichachiphkhrunpru/matrthan-
kar- ptibati-tn-crrya-brrn-khxng-wichachiph. (2563, 13 ธันวาคม).
ชตุ มิ ล วงศอ์ นิตา. (2560). บทบาทหนา้ ที่และภาระงานของครู. [ออนไลน]์ , เข้าถึงไดจ้ าก:

file:///C:/Users/admin/Downloads/Documents/36720140901212847-
[kruinter.com]_2.pdf. (2563, 12 ธันวาคม).
ดัด ดรุณ.ี (2558). คุณธรรมจรยิ ธรรมของครู. [ออนไลน]์ , เขา้ ถงึ ได้จาก:
https://sites.google.com/a/ddn.ac.th/person/knowledge/moral_teacher. (2563, 13
ธันวาคม).
ดิศกลุ เกษมสวสั ด์ิ. (2564). หลกั เกณฑ์ วิธีการสรรหาและคดั เลือกครูรางวลั สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้ง
ที่ 4 ปี 2564 (ประเทศไทย). [ออนไลน์], เข้าถึงไดจ้ าก:
https://www.ksp.or.th/ksp2018/2020/08/20731/. (2563, 13 ธนั วาคม).
ธีรศักดิ์ อัครบวร. (2544). ความเป็นครูไทย. กรงุ เทพฯ: ก.พลการพิมพ์ (1996).
นิว ทีวี18. (2561). ครสู อนเดก็ ยากจน-มีปัญหาในองั กฤษ รบั รางวลั ครดู ีเดน่ โลก. [ออนไลน์], เข้าถงึ ไดจ้ าก:
https://www.newtv.co.th/news/13074. (2563, 13 ธันวาคม).
ปทั มาภรณ์ เณรศริ .ิ (2559). พลเมืองด.ี [ออนไลน]์ ,
เขา้ ถงึ ไดจ้ าก: https://sites.google.com/site/pearmayploy/bth-thi1-reuxng-phlmeuxng-
di- khxng-prathes-chati-laea-sangkhm/1-1-phlmeuxng-di. (2563, 13 ธันวาคม).

122

ประยุทธ์ ปยตุ โฺ ต. (2546). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบบั ประมวลศัพท์. [ออนไลน]์ , เขา้ ถงึ ไดจ้ าก:
file:///C:/Users/admin/Downloads/.pdf. (2563, 13 ธันวาคม).

พติ ตภิ รณ์ สงิ คราช. (2560). การศกึ ษาไทยในยุคปัจจบุ นั . [ออนไลน์],
เขา้ ถงึ ได้จาก: http://pittiporn-ja-o.blogspot.com/2010/05/ek.html. (2564, 12 กุมภาพันธ)์ .

เพ่มิ ศรี ปลาทอง. (2553). ลกั ษณะการเปน็ พลโลก. [ออนไลน์], เขา้ ถึงได้จาก:
https://www.mtk.ac.th/ebook/forum_posts.asp?TID=1543&get=last.
(2563, 13 ธันวาคม).

เมดเตอร์. (2562). ครชู าวเคนยารบั รางวัลครดู ีเดน่ โลก จากการอทุ ิศเงนิ เดือนตัวเองกวา่ 80% เพื่อช่วย
นกั เรียนยากไร้. [ออนไลน]์ , เข้าถึงไดจ้ าก: https://thematter.co/brief/brief-

1553493639/73767#:~:text=Peter%20Tabichi%20. (2563, 13 ธันวาคม).
สำรวย นกั การเรยี น. (2562). คณุ ธรรม จรยิ ธรรม พื้นฐาน. [ออนไลน์], เขา้ ถึงได้จาก:

file:///C:/Users/admin/Downloads/.pdf. (2563, 13 ธันวาคม).

123

ภาคผนวก

124

125

126

127

128

129

คา่ นิยมสำหรบั ครู

เสนอ
รองศาสตราจารย์ ดร.ฐิติพร พิชญกลุ

โดย
นางสาวเบญญาภา วงศค์ ำ รหัสนักศกึ ษา 63121880002
นางสาววาสนา สตะจิตร รหัสนักศึกษา 63121880011
นางสาวปทั ธมวดี ประสมศิลป์ รหสั นักศึกษา 63121880017
นางสาวเสาร์วติ รี สุขสถาน รหสั นกั ศกึ ษา 63121880021
นายฐติ ิพงศ์ นาคคำ รหสั นกั ศึกษา 63121880027

คณะครุศาสตร์ สาขาการประถมศกึ ษา

รายงานนีเ้ ป็นสว่ นหนงึ่ ของวิชาETP105 คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ
และจิตวิญญาณความเปน็ ครู

มหาวทิ ยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์

130

บทท่ี 1

ความหมายและความสำคัญของคา่ นิยมสำหรบั ครู

1. ความหมายของค่านิยมสำหรับครู

ค่านิยม หมายถึง การยอมรับและพร้อมท่ีจะปฏิบัติตามคุณค่าท่ีคนหรือกลุ่มคนมีอยู่ต่อส่ิงต่าง ๆ ซึ่ง
อาจเป็นวัตถุ ความคิด อุดมคติ รวมทั้งการกระทำในด้านเศรษฐกิจ สังคม จริยธรรม และสุนทรียภาพ ท้ังน้ีได้
กระทำการประเมนิ คา่ จากทรรศนะต่างๆ โดยรอบคอบแล้ว (พนสั หันนาคินทร์, 2526 : 18 )

ค่านิยม คือหลักการประพฤติปฏิบัติตนต่อสิ่งต่างๆ ท่ีบุคคลถือว่าดีงามถูกต้อง และควรแก่การยึดถือ
(วชั รี ธวุ ธรรม 2538 : 2 – 4)

ค่านิยม หมายถึง การให้ค่าแก่ส่ิงต่างๆว่าส่ิงใดดีหรือไม่ดี อะไรควร ไม่ควร เช่นเราให้ค่าแก่ความ
ซ่อื สัตยว์ ่าเปน็ ส่ิงที่ดี เราจะแสดงความซ่ือสัตย์ หรือบางคนพอใจจะให้ค่าแก่การมีวัตถสุ ิ่งของว่าเป็นสิง่ ทดี่ ีไม่ว่า
การได้มาซึ่งวัตถุสิ่งของนั้นจะได้มาด้วยวิธีใด บุคคลก็จะสะสมวัตถุส่ิงของเอาไว้มากท่ีสุดเท่าท่ีจะมากได้
ค่านยิ มจงึ เปน็ ปจั จยั หนงึ่ ทีเ่ ปน็ ตวั กำหนดพฤตกิ รรมของบุคคลในสงั คม (สมพร สทุ ัศนยี ์, 2541 : 108 – 109)

จากความหมายดังกล่าวข้างต้น แสดงใหเ้ ห็นว่าคา่ นิยมเป็นส่งิ ทย่ี ดึ ถือกันว่า มีคุณค่าแก่ตนเอง หรอื แก่
สงั คม เป็นส่ิงท่คี วรประพฤติปฏิบัติ ค่านยิ มยังเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของบุคคลในสังคม เป็นพฤติกรรมที่เกิด
จากการเลือกกระทำ ซึ่งหมายถึงจริยธรรมของแต่ละบุคคลและแต่ละสังคมน่ันเองความสำคัญของค่านิยม
สำหรบั ครู

คา่ นิยมสำหรับครู คอื สง่ิ ท่ีตัวเราหรือตัวของคณุ ครูเองท่ีต้องปฏิบัติเองโดยไม่ต้องมีใครมาบังคับให้ทำ
หรอื ปฏบิ ัตติ าม และค่านยิ มสำหรับครเู ปน็ สิง่ ท่ีมีคณุ ค่าและไดร้ ับการยอมรบั

2. ท่มี าของคา่ นยิ มสำหรบั ครู

ค่านิยมเป็นส่ิงที่สามารถเรียนรู้ ยอมรับและเปล่ียนแปลงได้ค่านิยมของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน
ทัง้ น้ีอาจเนื่องมาจากท่ีมาของค่านิยมที่แตกตา่ งกนั ดังน้ี

2.1 ประเพณีและวัฒนธรรม ซึ่งมีการถ่ายทอดจากคนรุ่นหน่ึงไปยังอีกรุ่นหน่ึงมีการยอมรับและปฏิบัติสืบต่อๆ
กันมา

2.2 การอบรมเล้ียงดู นับว่ามีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์มาก การอบรมเลี้ยงดูแบบต่างๆ ก่อให้เกิด
คา่ นิยม และพฤตกิ รรมทแี่ ตกตา่ งกัน

131

2.3 อิทธพิ ลจากสื่อมวลชน รวมทั้งการรับอารยธรรมตะวันตกและสงั คมอื่น

2.4 ประสบการณ์ของแต่ละคน ซ่ึงผา่ นการส่ังสมมาอยา่ งมากมาย ส่ิงที่เคยพบเห็น เคยรู้สกึ เคยปฏิบัติมาแล้ว
ย่อมส่งผลใหเ้ กดิ ค่านิยมในแตล่ ะคน

3. ความสำคัญของคา่ นิยมสำหรบั ครู

ค่านิยมเป็นส่ิงท่ีมีผลต่อพฤติกรรมและของคนในสังคม การปลูกฝังค่านิยมที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ผู้มีบทบาทหน้าท่ี
นับต้ังแต่พ่อแม่ ครูอาจารย์คนในสังคม รวมทั้งผู้ใต้บังคับบัญชา ให้มีค่านิยมท่ีพึงประสงค์ต่อไปน้ี กรมศาสนา
(2525 : 2) ได้เสนอคา่ นิยมท่ีควรปลูกฝงั เพือ่ พัฒนาบคุ ลกิ ภาพ อุปนิสัยและพฤติกรรมท่ีดขี องคนไทย ดงั น้ี

1. ความมีระเบียบวินัย

2. ความซื่อสัตย์สจุ ริตและยตุ ธิ รรม

3.สำนกึ ในหน้าทแ่ี ละความรบั ผดิ ชอบ

4. มคี วามเสียสละ

ดังนั้นเป้าหมายแห่งการพัฒนาสังคมไทยในปัจจุบัน คือการสร้างความสมดุลระหว่างความมั่นคงทาง
วตั ถุกบั ความเจริญงอกงามทางจิตใจ และความอาทรต่อธรรมชาติ เพ่ือให้คนรุ่นใหมเ่ ปน็ คนทีม่ คี วามสุข นำทาง
ให้ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง สังคมสันติและสงิ่ แวดล้อมยั่งยืน จึงจำเป็นต้องกำหนดลักษณะของค่านิยม

1.ความซอื่ สตั ยต์ ่อตนเอง ตอ่ ครอบครัว ต่อสังคม

2.ความเสยี สละ

3.ไม่เห็นแก่ตวั

4.รจู้ กั ให้

5.ความขยนั หม่นั เพยี ร ไมห่ วงั แตจ่ ะหาทางลดั ในชีวิตการงาน

6.ความเปน็ ตัวของตวั เอง มัน่ ใจในตนเอง และรู้จกั พง่ึ ตนเอง

7.ความสนั โดษ รจู้ กั พอ ไมด่ น้ิ รนแสวงหาจนลืมความเป็นมนษุ ย์

ในฐานะท่ีค่านิยมเป็นเคร่ืองนำทางพฤติกรรมของคน และมีลักษณะที่ไม่คงที่ เม่ือประสบการณ์มากขึ้นก็จะมี
ผลทำให้บุคคลปรบั ปรุงเปลย่ี นแปลงค่านิยมเดมิ เราทราบค่านิยมของคนจากการประพฤติ การปฏิบัติในภาวะ
ต่างๆ โดยผ่านการวินิจฉัยและเลือกสรรเข้าเป็นแบบฉบับในการดำเนินชีวิตของตนจนออกมาในรูปของ
ความคิดที่ว่าสงิ่ นั้นเป็นสิง่ ทถี่ กู ตอ้ ง พงึ ปรารถนามีคุณค่าควรแก่การประพฤตปิ ฏิบัติต่อไป

132

บทที่ 2
ปจั จยั ของค่านิยมสำหรบั ครู

1.ปัจจัยต่อค่านิยมสำหรับครู
1.1 การผลติ ครู

ครใู นอดีต - เรียน 5 ปี
ครใู นปจั จบุ ัน - เรยี น 4 ปี

1.2 บทบาทครู

ครใู นอดตี - เนื้อหาอยู่กับครู ครเู ปน็ ศนู ย์กลาง ความร้ตู ่างๆ (ครคู ือแม่พิมพ)์
ครใู นปัจจบุ นั - เนือ้ หาอยู่กบั สื่อต่างๆ ครคู ือผู้คอยอำนวยความสะดวกในการเรยี นรู้ เตรียมส่อื
อปุ กรณ์ (ครคู ือโคช้ )

1.3 สื่อการเรยี นการสอน

ครใู นอดตี - หนังสอื เรียน กระดานดำ
ครใู นปจั จบุ นั - คอมพวิ เตอร์ ทวี ี กระดานไวทบ์ อร์ด แท็ปเล็ต ชดุ ทดลอง ชุดฝึกทกั ษะวงจรอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
(คิดสไ์ บร์ ,ไมโครบิต) หนังสอื เรียน ฯลฯ

1.4 กจิ กรรมการเรยี นรู้

ครูในอดีต - อา่ น เขียน คัด ท่องจำ เปน็ หลกั
ครูในปัจจุบัน - ลดการท่องจำ เรียนรู้ออนไลน์ ชมวีดีทัศน์ เรียนสื่อ DLIT/TV ใช้มือถือ แท็ปเล็ต
คอมพวิ เตอร์ในการทำกจิ กรรมการเรียนรู้

1.5 ความสัมพันธ์นกั เรยี นกับครู

ครใู นอดีต - เคารพ อ่อนน้อม เชอื่ ฟัง เกรงกลวั
ครใู นปจั จบุ นั - ครคู อื เพ่ือน (ส่วนมากมัธยม) มีความเปน็ ตัวเองไม่ค่อยเช่ือฟัง (ดา้ นพฤติกรรม) แข็งกระดา้ ง
(บางคน) คอยจับผดิ (แอบถ่ายคลปิ )

133

1.6 เดก็ บกพร่องการเรยี นรู้
อดตี - เดก็ พิการ (รา่ งกายชัดเจน)
ปัจจบุ ัน - เดก็ บกพร่องฯมีอยู่ 9 แบบ
1.7 ความสัมพนั ธ์ผูป้ กครองกบั ครู

อดีต - ให้ความเคารพยำเกรงครู เจอกันผปู้ กครองย้ิมไหว้ทกั ทายกอ่ น
ปัจจุบัน - ผูป้ กครองมกั ใช้socialมากกว่าถามครโู ดยตรง ครคู ือผู้บริการ เจอกันครูย้ิมไหวท้ กั ทายกอ่ น

1.8 งานเอกสาร

อดตี - แผนการสอน ตรวจการบ้าน ธุรการช้นั
ปัจจุบัน - แผนการสอน ตรวจการบา้ น ธุรการชั้น SAR เลม่ รายงานการอบรม เอกสารรายงานขอ้ มลู เขต
ID แพลน เอกสารวิทยาฐานะ วจิ ัยในชั้นเรียน

1.9 ตำแหน่งครูในโรงเรียน

อดตี - ครู ครูใหญ่
ปจั จุบัน - ผอ. ครูประจำการ ครูธรุ การ ครูพนักงานราชการครูพ่เี ล้ียงเด็กพิการ ครูขน้ั วิกฤตฯิ

134

บทที่ 3

ชนิดและการปลกู ฝังคา่ นิยมสำหรับครู

1.ชนิดของค่านิยมสำหรบั ครู

การจำแนกชนิดหรือประเภทของค่านิยม ขึ้นอยู่กบั ความรู้ความเขา้ ใจและเจตคติของแต่ละคน ดงั เชน่
ฟนี กิ ซ์(Phenix. 1958) จำแนกคา่ นิยมออกเปน็ ชนิดตา่ ง ๆ ดังนี้

1.1 คา่ นยิ มทางวัตถุ (material values) เปน็ คา่ นยิ มช่วยให้ชวี ติ และรา่ งกายคนเราอย่รู อดต่อไป ได้แก่ ปจั จัย
4 คอื อาหาร เครื่องน่งุ หม่ ท่ีอยอู่ าศัยและยารกั ษาโรค

ปัจจัย 4 = อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยา ที่อยู่อาศัย ยกตัวอย่าง เคร่ืองนุ่งห่ม หรือการแต่งกายของครู
ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ครูควรท่ีจะแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ไม่ใช้ของราคาแพงเกินไป เพราะอาจจะทำให้เด็กๆ
ในวัยประถมเลียนแบบได้ เนื่องจากเด็กในวัยนี้ยังไม่สามารถคิดพิจารณาความเหมือนสมได้เหมือนเด็กในวัย
มหาวทิ ยาลยั

1.2 คา่ นิยมทางสังคม (social values) เป็นคา่ นิยมทีท่ ำให้เกดิ ความรักความเข้าใจและความตอ้ งการทาง
สงั คมของบุคคล

คา่ นยิ มทางสังคม คือ วธิ แี ละการปรับตวั ใหเ้ ข้ากบั สังคมได้ เขา้ ใจในความต้องการทางสงั คม

1.3 ค่านิยมทางความจรงิ (truth values) เป็นค่านยิ มท่ีเก่ียวกับความจรงิ ซึ่งเป็นค่านยิ มทส่ี ำคญั ย่ิงสำหรบั ผทู้ ่ี
ตอ้ งการศึกษาหาความรู้ และนกั วทิ ยาศาสตรท์ ่ีพยายามค้นหากฎแหง่ ธรรมชาติ

คา่ นิยมทางความจริง คือ ค่านิยมท่ีเกี่ยวกับความจริงหรือความถูกต้อง ยกตวั อย่างเชน่ การประเมิน
รายปขี องนักเรยี นซง่ึ ครู จำเป็นต้องใชค้ วามจรงิ และความถูกตอ้ งในการประเมินนักเรยี นของตน

1.4 ค่านยิ มทางจรยิ ธรรม (moral values) เปน็ ค่าท่ียมทที่ ำให้เกิดความรับผดิ ชอบชว่ั ดี

1.5 ค่านิยมทางสนุ ทรียภาพ (aesthetic values) เปน็ คา่ นิยมทเ่ี กย่ี วข้องกับความปรารถนาความสมบรู ณ์ของ
ชวี ิต รวมทัง้ ความศรัทธาและบชู าในทางศาสนาดว้ ย

การเขา้ ถึงระหวา่ งความสัมพันธก์ ับสุนทรยี ภาพ หรือการซาบซึ้งในคุณงามความดตี ่างๆ

135

บทท่ี 4

การพฒั นาคา่ นยิ มสำหรับครู

การพฒั นาค่านิยมของครู

1. การกระจ่างค่านิยม เป็นการทำความเข้าใจการกระทำของตนเองที่แสดงออกมาน้ันว่าเป็นการ
กระทำทดี่ หี รือไม่

2. การให้เหตุผลทางจริยธรรม การพิจารณาเหตุผลของการกระทำหรือค่านิยมท่ีออกมานั้น
สมเหตสุ มผลหรือไม่ มีความเหมาะสมหรือไม่

3. การปรับพฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพ่ือนำไปสู่ค่านิยมที่ต้องการซ่ึงก็อาจใช้เรื่องของ
การลงโทษ หรือการใหร้ างวัลมาเปน็ ตัวช่วย

4. การเรียนรู้ทางสังคม คือเรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรงหรือสังเกตจากพฤติกรรมผู้อื่น
ส่ิงแวดลอ้ มต่างๆ ซงึ่ จะทำใหม้ ีการปรับเปลีย่ นพัฒนาค่านิยม

5. การประเมนิ ความสามารถตนเอง เพือ่ นำเพ่อื นำไปสกู่ ารพฒั นาท่รี อบดา้ น มีการปรับเปล่ียนตนเอง
6. พัฒนาในด้านคุณธรรม จริยธรรม มีความเสียสละมีพฤติกรรมท่ีดี มีความรักความเมตตาต่อศิษย์
การปฏบิ ัตหิ น้าท่ีอย่างสจุ รติ
7.พัฒนาในเร่ืองเกียรติและศักด์ิศรี คือ การประกอบอาชีพท่ีสุจริต การทำงาน ประปฏิบัติหน้าท่ีท่ีดี
สจุ ริต

136

บทท่ี 5
ค่านิยมสำหรบั ครทู ค่ี วรยึดม่นั และคา่ นยิ มสำหรับครทู ีไ่ มย่ ดึ มั่น

1.ค่านยิ มสำหรบั ครูทค่ี วรยดึ มน่ั

คา่ นิยมของครู คอื แนวคิดหรอื ความประพฤติอันดีงามท่ีครูควรยึดถือเป็นหลัก ประจำใจ และปฏิบตั ิ
ตามสง่ิ ท่ีได้ยึดถือนั้นเป็นประจำ ค่านยิ มที่ครูควรยดึ ม่ัน มีดังน้ี

1.การพ่ึงตนเอง ขยนั หมน่ั เพยี ร และมีความรับผดิ ชอบ
2.การประหยัดและออม
3.การมีระเบยี บวนิ ยั และเคารพกฎหมาย
4.การปฏบิ ตั ิตามศลี 5 ในพระพุทธศาสนา (หรือขอ้ กำหนดของศาสนาท่คี รู นับถอื )
5.ความซื่อสัตย์สุจริต
6.ความยุติธรรม
7.การรักษาสุขภาพอนามยั ให้สมบรู ณ์
8.ความนยิ มไทย
9.การปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณแี ละวฒั นธรรมไทย
10.การศึกษาหาความรู้ในวิชาชีพและความรอบรู้ทั่วไป
11.ความมสี นั โดษ
12.การมคี วามคดิ ริเริ่มสรา้ งสรรค์ และการมอี ิสรภาพทางวิชาการ
13.ความสภุ าพออ่ นน้อมถ่อมตน
14.การมีอุดมการณแ์ หง่ วชิ าชีพ
15.การยดึ มัน่ ในคำสอนของศาสนาทตี่ นนับถือ
16.ความเสยี สละ
17.ความกตญั ญูกตเวทีต่อบุคคลทีม่ ีพระคุณและสิง่ แวดล้อม

137

18.ความเมตตากรุณา เอ้ือเฟ้ือเผอ่ื แผ่
19.ความกล้าหาญ กลา้ พดู กล้าแสดงในสิ่งที่ถูกต้อง
20.ความสามัคคี
21.การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั ริย์เป็นประมขุ

2.คา่ นยิ มสำหรับครทู ี่ไมค่ วรยดึ มน่ั

คา่ นยิ มที่ครไู ม่ควรยดึ มน่ั คือ สิ่งท่ีครไู มค่ วรจะยึดถือประจำใจ เพราะเห็นว่าไม่มี ความสำคญั ตอ่ ชวี ิต
ความเปน็ ครูและการประกอบอาชพี การงานของครู ค่านยิ มที่ครไู มค่ วรยึดมั่น มีดังน้ี

1.การถอื ฤกษ์ถือยาม
2.ความสนุกสนานเพลิดเพลิน
3.ความฟุ่มเฟือย
4.ความนยิ มในศิลปวฒั นธรรมต่างชาติ
5.ความนิยมของนอก
6.การทำตวั ตามสบาย
7.การยึดสิ่งศักด์สิ ิทธ์ิ
8.การแสวงหาโชค
9.การใช้สง่ิ เสพติดมึนเมาเป็นสอื่ สัมพนั ธ์มิตรภาพ
10.การยกย่องผปู้ ระพฤตปิ ฏบิ ัติผิดคณุ ธรรมใหเ้ ปน็ บุคคลสำคัญ

สรุปไดว้ ่า ค่านิยมท่ีควรยึดม่ัน คือ แนวคิดหรอื ความประพฤติอันดงี ามที่ครคู วรยึดถือเป็นหลักประจำ
ใจ และปฏบิ ตั ิเองโดยไม่มีใครมาบงั คบั และเปน็ สงิ่ ทไี่ ดค้ วรยึดถอื เป็นหลกั ประจำ

สรุปได้ว่า คานยิ มท่ีครูไมควรยึดถือ คือ สง่ิ ท่คี รูไมค่ วรจะยึดถือประจำใจ เพราะเห็นว่าไม่มีความสำคัญ
ต่อชีวิตความเป็นครู และการประกอบวิชาชีพการงานของครู

138

สรุปค่านยิ มสำหรับครู

ค่านิยม หมายถึง ความนยิ ม ชมชอบในแนวคดิ การกระทำ ความประพฤติอยา่ งหนึ่งอย่างใดว่าเปน็ สิ่งทดี่ มี ี
คณุ ค่าพรอ้ มท่ีจะปฏิบตั ติ าม ในชัว่ ระยะเวลาหนึ่งหรือตลอดไป ซ่ึงคา่ นยิ มของบคุ คลไม่คงท่ี เปลย่ี นแปลงไป
ตามกาลสมยั ค่านยิ ม แบ่งออกเปน็ 6 ชนดิ คอื คา่ นิยมทางวัตถุ ค่านยิ มทางสังคม คา่ นยิ มทางความจริง
คา่ นิยมทางจริยธรรม คา่ นิยมทางสนุ ทรยี ภาพและคา่ นิยมทางศาสนา คา่ นิยมของคนเราเปลย่ี นแปลงได้ซึง่ เกดิ
จากองคป์ ระกอบต่าง ๆ ดงั นี้ คือ ความคิดและประสบการณก์ ารณ์การอบรมสง่ั สอน การชักชวนจากบุคคลอนื่
การปลกู ฝงั อุดมการณ์ การเห็นตามกัน การใชก้ ฎข้อบงั คับ ความนิยมตามยคุ ตามสมยั และความเปลี่ยนแปลง
ทางสงั คมและวัฒนธรรม ครู อาจารยท์ ุกคน ควรปรับปรุง เปลยี่ นแปลงคา่ นยิ มขอตนเองให้เปน็ ไปตามทสี่ ังคม
ยอมรบั เหน็ ว่าดงี าม เชน่ คา่ นยิ มพนื้ ฐาน 5 ประการ คา่ นยิ มท่ีพ่งึ ประสงค์ของครู ซึง่ การปลกู ฝังและการพฒั นา
ค่านิยมเป็นเร่ืองท่ีควรเอาใจใส่ ค่านยิ มเปน็ สงิ่ ทยี่ ดึ ถือกันวา่ มคี ณุ คา่ แกต่ นเอง หรือแก่สังคม เป็นส่ิงท่คี วร
ประพฤติปฏิบัติ คา่ นยิ มยังเป็นตวั กำหนดพฤติกรรมของบคุ คลในสังคม เป็นพฤติกรรมทเ่ี กดิ จากการเลอื ก
กระทำ ซ่ึงหมายถงึ จรยิ ธรรมของแตล่ ะบุคคลและแตล่ ะสังคม และค่านิยมสำหรบั ครเุ ปน็ ส่งิ ทส่ี ำคัญมากครูจึง
ตอ้ งยดึ ม่นั ละปฏบิ ตั ติ ามใหถ้ กู ต้อง

139

บรรณานุกรม

เดชพงษ์ อุน่ ชาติ. 2555. ค่านยิ มสำหรับครู. [ระบบออนไลน]์ . แหล่งทมี่ า
https://www.kruchiangrai.net. (1 ธนั วาคม 2563)

พรพรรณ กรังพาณิช. ค่านยิ มที่ครูควรนยิ มและไมค่ วรนิยม. [ระบบออนไลน]์ .
แหลง่ ท่ีมา https://s494245031.blogspot.com. (1 ธันวาคม 2563)

Unknown. 2558. การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพและคา่ นยิ มในอาชพี ครู. [ระบบออนไลน]์ .
แหลง่ ที่มา http://tn-sumittano5.blogspot.com. (5 ธนั วาคม 2563)

บา้ นจอมยทุ ธ. 2543. ค่านิยมสำหรับคร.ู [ระบบออนไลน์]. แหลง่ ทม่ี า
https://www.baanjomyut.com. (5 ธันวาคม 2563)

ครูบ้านนอก. 2548. ประวัติความเปน็ มาของการศึกษาไทยอดีตถึงปจั จบุ ัน. [ระบบออนไลน์].
แหล่งทีม่ า https://www.kroobannok.com

140

ภาคผนวก

141

การเลน่ เกมตอบคำถามเกีย่ วกับคา่ นิยมสำหรับครู

142

ผลสรุปคะแนนของแตล่ ะกลมุ่
บรรยากาศในการเรยี นออนไลน์

143

144

กฎหมายสำหรบั ครู

เสนอ

จัดทำโดย

นางสาวยุพาพนิ เศษบุญ 63121880007

นางสาวธติ ริ ตั น์ พทุ ธา 63121880009

นางสาวศศิกานต์ สรอ้ ยสำราญ 63121880010

นางสาวน้ำฝน โพธง์ิ าม 63121880031

สาขาการประถมศกึ ษา คณะครศุ าสตร์

รายงานนี้เป็นส่วนหน่งึ ของรายวิชาคณุ ธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ
และจิตวิญญาณความเป็นครู

มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563

145

ท่ีมาของกฎหมาย

กฎหมายเป็นระบบของกฎและแนวทางปฏิบตั ซิ ่ึงบังคับใชผ้ า่ นสถาบันทางสังคมเพื่อควบคมุ พฤติกรรม ใน
ทกุ ท่ที ี่เป็นไปได้ กฎหมายก่อร่างการเมือง เศรษฐศาสตร์และสงั คมในหลายวิถีทาง และใช้เปน็ สื่อกลาง
ความสัมพันธร์ ะหว่างบุคคลในทางสังคม กฎหมายสัญญาวางระเบียบทุกอย่างตั้งแต่การซ้ือตวั๋ รถโดยสาร
ประจำทางถึงการซือ้ ขายบนตลาดตราสารอนุพนั ธ์ กฎหมายวา่ ด้วยทรพั ยส์ นิ นยิ ามสทิ ธแิ ละหนี้ซงึ่ เกีย่ วข้องกับ
การโอนและกรรมสทิ ธข์ิ องสงั หาชดิ มทรัพย์ส่วนตัวและอสงั หารมิ ทรพั ย์ กฎหมายทรสั ต์ (Trust law) ใช้กับ
สินทรัพย์ทีถ่ ือไว้เพื่อการลงทุนและความม่ันคงทางการเงิน ขณะทกี่ ฎหมายละเมดิ (tort) อนญุ าตใหเ้ รยี กร้อง
ให้มกี ารจ่ายคา่ สินไหมทดแทนหากสิทธิหรือทรัพยส์ นิ ของบุคคลได้รับความเสยี หาย หากความเสยี หายนัน้ ถูก
ประกาศว่า มชิ อบด้วยกฎหมายในบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมาย กฎหมายอาญาให้วิธีการซึ่งรัฐสามารถดำเนนิ คดีกับ
ผกู้ ระทำผิดได้ กฎหมายรฐั ธรรมนญู กำหนดกรอบสำหรบั การบญั ญตั กิ ฎหมาย การค้มุ ครองสทิ ธิมนษุ ยชน และ
การเลอื กตงั้ ผ้แู ทนทางการเมือง กฎหมายปกครองใชเ้ พื่อทบทวนการวนิ จิ ฉัยของหนว่ ยงานภาครัฐ ขณะท่ี
กฎหมายระหวา่ งประเทศควบคมุ กจิ การระหวา่ งรัฐเอกราชในกจิ กรรมตัง้ แตก่ ารค้าไปจนถึงระเบียบทาง
ส่งิ แวดลอ้ มหรอื การปฏบิ ตั ิทางทหาร นกั ปรัชญากรีก อรสิ โตเติล เขยี นไวเ้ ม่ือ 350 ปีก่อนครสิ ตกาลว่า "นิติ
ธรรมดีกวา่ การปกครองของปัจเจกบุคคลใด ๆ

1.ทีม่ าของกฎหมาย

ทีม่ าของกฎหมายหรือบ่อเกดิ ของกฎหมาย หมายถึง รปู แบบการแสดงออกซ่งึ กฎหมาย[6]สำหรบั
กฎหมายไทยซ่ึงใช้ระบบกฎหมายซีวิลลอว์ (civil law) กฎหมายมีทม่ี า 3 ประการ คอื

1.1 กฎหมายลายลกั ษณ์อักษร
ไดแ้ ก่ กฎหมายท่รี ฐั ได้ตราข้นึ ไวเ้ ป็นขอ้ บังคับกำหนดความประพฤติของบคุ คล และประกาศใหร้ าษฎร
ทราบ สำหรบั ประเทศไทย โดยปกตกิ ฎหมายได้ประกาศให้ราษฎรทราบในราชกิจจานุเบกษา

1.2 จารีตประเพณี
ในบางครั้งการบญั ญัติกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรจะให้ครอบคลุมทุกเรื่องเป็นไปได้ยากจงึ ตอ้ งมกี าร
นำเอาจารีตประเพณมี าบัญญัตใิ ชเ้ ป็นกฎหมายลายลกั ษณอ์ ักษรดว้ ยเชน่ การชกมวยบนเวทถี า้ เปน็ ไปอย่าง
ถูกต้องตามกตกิ าถงึ แม้วา่ คตู่ ่อสจู้ ะบาดเจบ็ หรือเสยี ชวี ติ ก็ไม่มคี วามผิดหรือแพทย์ท่ีตดั แขนตดั ขาคนไขโ้ ดย
ท่ีคนไขย้ ินยอมก็ไม่มีความผดิ เป็นต้นเท่าทีผ่ ่านมายงั ไมม่ ีการฟอ้ งร้องคดเี ร่ืองเหลา่ นเี้ ลยซึ่งคงจะเป็นเพราะ
จารีตประเพณีท่ีรู้กันโดยทวั่ ไป ว่าเป็นเสมอื นกฎหมาย


Click to View FlipBook Version