146
1.3 หลักกฎหมายท่ัวไป
หมายถงึ หลักกฎหมายทย่ี อมรับนับถือกนั อยู่ทั่วไป ไม่เฉพาะในประเทศใดประเทศหน่งึ เท่านั้น หลกั
กฎหมายท่วั ไปจึงมลี ักษณะกวา้ งกวา่ หลกั กฎหมายธรรมดา กวา้ งกว่าบทบญั ญัติกฎหมาย เมื่อหลกั
กฎหมายทว่ั ไปเปน็ หลักท่ีกวา้ งมาก ผทู้ ีม่ ีหนา้ ท่ีในการคน้ หาหลกั กฎหมายท่วั ไปก็คือผพู้ ิพากษาในฐานะ
ศาลซึ่งจะคน้ หาจากแหลง่ ต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้บังคบั ในระบบกฎหมาย
2.ศักดขิ์ องกฎหมาย
กฎหมายทีอ่ อกใช้บงั คบั ในประเทศแบ่งออกเป็นหลายระดับ เนอื่ งจากอำนาจในการออกกฎหมายมีท่มี า
ตา่ งกัน ได้แก่ กฎหมายทอ่ี อกโดยฝา่ ยนติ บิ ญั ญัติ ฝา่ ยบริหาร หรือองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน กฎหมายที่ออก
โดยฝ่ายนติ ิบญั ญัตจิ ะมรี ะดบั ความสำคัญสูงและใช้บงั คับได้กวา้ งขวางกว่ากฎหมายท่ีออกโดยฝ่ายบริหาร
กฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหารก็จะมีระดับความสำคญั สูงและใชบ้ งั คับได้กว้างขวางกว่ากฎหมายที่ออกโดย
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อธิบายระดับความสำคญั ของกฎหมายได้ ดังน้ี
- รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
- พระราชบัญญัติ
- พระราชกำหนด
- พระราชกฤษฎีกา
- กฎกระทรวง
- ข้อบญั ญัติจังหวัด
- เทศบัญญัติ
- ข้อบงั คับตำบล
2.1 กฎหมายรัฐธรรมนญู
เป็นกฎหมายทีม่ ีลำดับความสำคญั สงู สุดใช้ในการปกครองประเทศ มบี ทบัญญัติเกีย่ วกับสทิ ธิและเสรภี าพ
ตลอดจนหน้าทีข่ องพลเมืองไทย แนวนโยบายแห่งรัฐ สถาบนั นติ บิ ญั ญัติ ฝา่ ยบริหาร ฝ่ายตุลาการ และการ
ปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน กฎหมายอน่ื ท่ีออกใชจ้ ะขดั หรือแย้งกับกฎหมายรฐั ธรรมนญู ไม่ได้
147
2.2 พระราชบัญญัติ
เปน็ กฎหมายทพี่ ระมหากษตั รยิ ท์ รงตราข้ึนโดยผา่ นกระบวนการทางรฐั สภามคี วามสำคญั รองลงมาจาก
กฎหมายรัฐธรรมนญู ผมู้ สี ทิ ธเิ สนอรา่ งพระราชบญั ญัติคอื คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมอ่ื สภา
ผูแ้ ทนราษฎรเหน็ ชอบกบั รา่ งพระราชบัญญตั ิแลว้ กจ็ ะส่งใหว้ ฒุ ิสภาพจิ ารณา หากเห็นชอบกจ็ ะนำขน้ึ ทลู เกล้าฯ
พระมหากษัตริยท์ รงลงพระปรมาภิไธย เม่ือไดล้ งประกาศในราชกิจจานเุ บกษาแลว้ กส็ ามารถใชบ้ งั คับได้
2.3 พระราชกำหนด
เป็นกฎหมายทพ่ี ระมหากษตั ริยท์ รงตราขนึ้ ตามคำแนะนำของคณะรฐั มนตรี มีความสำคัญในระดับเดยี วกัน
กับพระราชบัญญัติ แต่พระราชกำหนดจะออกใช้ตอ่ เมือ่ เป็นกรณีฉุกเฉินที่มคี วามจำเปน็ เร่งด่วนในการรักษา
ความปลอดภยั ของประเทศ หรือความปลอดภยั ของสาธารณะ หรือความมั่นคงทางเศรษฐกจิ ของประเทศ หรอื
การปอ้ งกันภัยภบิ ตั ิของสาธารณะ และไม่อาจจะเรยี กประชมุ รัฐสภาใหท้ ันทว่ งทีพระราชกำหนดมี 2 ประเภท
คอื พระราชกำหนดในเรอ่ื งท่ัวไปและพระราชกำหนดเกย่ี วดว้ ยเรื่องภาษีอากรและเงินตรา ในกรณเี ป็นพระราช
กำหนดเกี่ยวด้วยเร่อื งภาษอี ากรและเงนิ ตรามีเงื่อนไขวา่ การเสนอรา่ งพระราชกำหนดต้องอยู่ในระหว่างสมยั
ประชมุ สภาและมีความจำเป็นเร่งด่วนเพอ่ื รักษาผลประโยชน์ของประเทศ รัฐมนตรีผูร้ ับผิดชอบจะเปน็ ผู้เสนอ
รา่ งพระราชกำหนดต่อคณะรัฐมนตรใี หพ้ ิจารณา หากเห็นชอบกจ็ ะนำขน้ึ ทูลเกลา้ ฯพระมหากษตั รยิ ท์ รงลงพระ
ปรมาภิไธย เมอื่ ไดล้ งประกาศในราชกจิ จานุเบกษาแลว้ ก็สามารถใช้บังคบั เป็นกฎหมายรฐั ธรรมนญู กำหนดให้
นำพระราชกำหนดเสนอต่อรฐั สภาเพือ่ อนุมตั ใิ นการประชมุ คราวตอ่ ไป ในกรณีเปน็ พระราชกำหนดเกยี่ วดว้ ย
เรอื่ งภาษีอากรและเงนิ ตราจะต้องเสนอพระราชกำหนดต่อสภาผแู้ ทนราษฎรภายใน 3 วนั นับตงั้ แต่วนั ที่ได้ลง
ประกาศในราชกจิ จานุเบกษา หากสภาไม่เห็นชอบพระราชกำหนดนั้นกจ็ ะตกไป แตจ่ ะไม่กระทบกระเทือน
กจิ การที่ได้ทำไปในระหว่างทใี่ ชพ้ ระราชกำหนดน้ัน
2.4 พระราชกฤษฎีกา
เปน็ กฎหมายทีพ่ ระมหากษัตรยิ ์ทรงตราขนึ้ ตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี ตามท่กี ำหนดในรฐั ธรรมนญู
พระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนดใหอ้ ำนาจฝ่ายบรหิ ารสามารถกำหนดรายละเอยี ดเพิ่มเติมภายใตก้ รอบ
ของกฎหมายนน้ั
2.5 กฎกระทรวง
เป็นกฎหมายทร่ี ฐั มนตรผี รู้ ักษาการตามพระราชบัญญตั ิกำหนดรายละเอยี ดเพ่ิมเติมเพ่ือดำเนินการให้เป็นไป
ตามกฎหมาย โดยรัฐมนตรีผรู้ ับผดิ ชอบจะเปน็ ผเู้ สนอรา่ งกฎกระทรวงต่อคณะรฐั มนตรีใหพ้ จิ ารณา หาก
เห็นชอบก็จะนำลงประกาศในราชกจิ จานเุ บกษาใชบ้ งั คบั เป็นกฎหมายตอ่ ไป
148
2.6 ข้อบญั ญตั จิ งั หวัด
เปน็ กฎหมายท้องถ่ินทอ่ี งค์การบริหารสว่ นจงั หวัดได้รบั อำนาจตามพระราชบัญญัติระเบยี บบรหิ ารราชการ
สว่ นจงั หวัด หรอื กฎหมายอน่ื ใหอ้ อกข้อบญั ญัติจงั หวดั เพ่ือใชบ้ ังคบั ในเขตจงั หวดั ที่รับผดิ ชอบ นอกเขต
เทศบาล เขตสุขาภิบาล และเขตตำบลในกรณีที่ตำบลใดมกี ารจดั ตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลแล้ว โดยผู้ว่า
ราชการจังหวัดหรอื สมาชกิ สภาจงั หวดั เสนอรา่ งข้อบญั ญตั ิจังหวดั ต่อสภาจงั หวดั เพื่อพจิ ารณา เมือ่ เหน็ ชอบแล้ว
ก็จะประกาศที่ศาลากลางจงั หวดั เปน็ เวลา 15 วนั กใ็ ช้บังคบั เป็นกฎหมาย เวน้ แต่กรณีเรง่ ดว่ นกอ็ าจใหม้ ผี ลใช้
บงั คบั ในวันถัดจากวันท่ีประกาศน้นั
2.7 เทศบญั ญัติ
เปน็ กฎหมายทอ้ งถิ่นท่เี ทศบาลได้รับอำนาจตามพระราชบญั ญตั เิ ทศบาล หรอื กฎหมายอืน่ ให้ออกเทศ
บัญญัติเพื่อใช้บงั คบั ในเขตเทศบาลท่รี บั ผิดชอบ คณะเทศมนตรีหรือสมาชิกสภาเทศบาลจะเปน็ ผเู้ สนอร่างเทศ
บัญญตั ติ อ่ สภาเทศบาลเพ่ือพิจารณา เมอ่ื เหน็ ชอบแลว้ กจ็ ะประกาศทส่ี ำนกั งานเทศบาลเปน็ เวลา 7 วนั ก็ใช้
บังคบั เปน็ กฎหมาย เวน้ แต่กรณเี ร่งด่วนกอ็ าจให้มีผลใช้บังคับในวันที่ประกาศน้นั
2.8 ข้อบังคับตำบล
เปน็ กฎหมายทอ้ งถิ่นท่อี งคก์ ารบริหารส่วนตำบลไดร้ บั อำนาจตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การ
บรหิ ารสว่ นตำบล พ.ศ. 2537 หรอื กฎหมายอ่นื ใหอ้ อกข้อบังคบั ตำบลเพอ่ื ใชบ้ งั คับในเขตตำบลทร่ี ับผิดชอบ
คณะกรรมการบริหารหรอื สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจะเปน็ ผู้เสนอร่างขอ้ บังคับตำบลต่อสภา
องค์การบรหิ ารส่วนตำบลและนายอำเภอเพื่อพิจารณา เมื่อเห็นชอบแลว้ ก็จะประกาศใชบ้ งั คับเป็นกฎหมาย ใน
การออกกฎหมายนนั้ อาจกำหนดคา่ ธรรมเนียมทจ่ี ะเรยี กเก็บและกำหนดโทษปรบั ผฝู้ ่าฝืนด้วยกไ็ ด้ แต่โทษปรับ
กำหนดได้ไม่เกิน 500 บาท
149
3.หนา้ ท่ขี องกฎหมาย
มี 5 ประการดว้ ยกนั
3.1 สร้างและรักษาความสงบเรยี บร้อย
ความปลอดภัยและความม่ันคงของสงั คม เช่น กฎหมายอาญาท่ลี งโทษผู้กระทำผิดและทำให้
คนกลวั ไม่กล้าทำผิด หรอื พระราชบญั ญัตปิ ราบปรามยาเสพติด ไดก้ ำหนดวธิ ีการเขา้ ตรวจคน้ ผ้ตู อ้ ง
สงสัยไดง้ า่ ย เพอ่ื ให้การกระทำผิดเกิดข้นึ ได้ยาก
3.2 ระงบั ขอ้ พิพาท
เชน่ กฎหมายที่ถกู นำมาพจิ ารณาในชน้ั ศาลเพ่อื ให้คดีความเปน็ อันยุติ
3.3 เปน็ วิศวกรสงั คม
กฎหมายทำหน้าท่ีวางแนวทางและการแกไ้ ขปัญหาสงั คมทั้งปัจจุบนั และอนาคต เช่น กฎหมาย
ผงั เมอื ง กฎหมายปฏิรูปการศึกษา
3.4 จดั สรรทรัพยากรและสร้างโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
เช่น กฎหมายด้านภาษอี ากร กฎหมายจัดสรรงบประมาณ กฎหมายการปรบั ดอกเบ้ีย
3.5 จดั ต้งั และกำหนดโครงสร้างทางการเมอื งการปกครอง
เช่นรัฐธรรมนูญ กำหนดเลือกต้ังและการทำงานของรัฐสภา ศาล และคณะรัฐมนตรี
150
4.ข้อบังคบั ของกฎหมาย
4.1 การจดั ระเบียบทางสังคม
การจัดระเบียบทางสังคม หมายถึง กระบวนการทางสงั คมที่คอยควบคมุ ความประพฤตขิ องบุคคลในสงั คม
ใหอ้ ย่ใู น ระเบียบ กฎเกณฑ์ ทีส่ ังคมกำหนดไว้เพ่อื ใหส้ ังคมมรี ะเบยี บและดำรงอยู่ได้ การจดั ระเบยี บทางสังคม
เปน็ กระบวนการท่ีมีขอบเขตกวา้ งขวางครอบคลุม ปรากฏการณท์ างสังคมหลาย อย่างเรมิ่ ต้นจากการสร้าง
กฎเกณฑ์ข้อบังคับ ต่างๆเพื่อให้สมาชกิ ของสังคมยึดถือเป็นแนวปฏบิ ัติต่อกันระเบียบกฎเกณฑ์ ขอ้ บังคับตา่ ง ๆ
กค็ อื บรรทัดฐานของสังคมเม่ือสร้างบรรทดั ฐานทางสังคม ข้ึนมาจำเป็นต้องสนับสนนุ ให้สมาชิกของสงั คม
ปฏบิ ตั ิตาม บรรทัดฐานของ สังคมก็คอื สถานภาพ และบทบาท
4.2 สาเหตทุ ่ตี ้องจดั ระเบยี บทางสงั คม
4.2.1 เพ่ือใหก้ ารติดตอ่ สัมพันธ์กนั ทางสงั คมเป็นไปอยา่ งเรยี บรอ้ ย
4.2.2 เพอื่ ปอ้ งกนั ความขดั แย้งระหวา่ งสมาชกิ ในสังคม
4.2.3 ชว่ ยใหส้ งั คมดำรงอยู่อย่างสงบสุขและม่นั คงในสงั คม
4.3 องคป์ ระกอบของการจดั ระเบยี บทางสงั คม
4.3.1 บรรทดั ฐานของสงั คม
4.3.2 สถานภาพ
4.3.3 บทบาท
4.3.4 การควบคมุ ทางสังคม
4.3.1 บรรทดั ฐานทางสงั คม
บรรทัดฐานทางสังคม คือ แบบแผน กฎเกณฑข์ ้อบังคับ หรือ มาตรฐาน ในการปฏิบตั ิของคนในสงั คมซง่ึ
สงั คมยอมรับว่าสมควรจะปฏิบตั ิ เชน่ บดิ า มารดา ตอ้ งเลย้ี งดบู ุตร บุตรตอ้ งมคี วามกตัญญูต่อบิดา มารดา
ขา้ ราชการต้องบรกิ ารประชาชน พระสงฆต์ ้องรักษาศีลและเปน็ ทพ่ี ง่ึ ทางใจ ของประชาชน ฯลฯ
บรรทัดฐานทางสงั คมแบ่งเปน็ 3 ประเภท คือ
151
1. วถิ ปี ระชา เปน็ แบบแผนในการปฏบิ ัตหิ น้าที่ทท่ี กุ คนในสังคมปฏิบัติกันโดยทวั่ ไปจนเกดิ เปน็ ความเคยชนิ
ไมต่ ้องมีศีลธรรมและกฎหมายบังคับ ผไู้ ม่ปฏิบัติตาม ก็ไม่ได้ รบั โทษ เพียงแค่ถูกนนิ ทา เช่น ในการรบั ประทาน
อาหาร ควรใชช้ ้อนกลาง ตักอาหาร หากไม่ใช้ช้อนกลางก็ไม่มคี วามผิด เปน็ แค่ถกู ตำหนิวา่ ไม่มี มารยาทในการ
รับประทาน วถิ ปี ระชาแต่ละสังคม มีความแตกต่างกนั ไป แตล่ ะสังคม จึงทำให้มวี ฒั นธรรมแตกตา่ งกนั ไป
2. จารีต มีความหมายเหมอื นคำว่า “ศีลธรรม” จารตี เป็นบรรทัดฐานท่ีทกุ คนในสงั คม จะตอ้ งกระทำเปน็
กระบวนการ พฤติกรรมที่จำเปน็ ตอ่ ความเป็นระเบยี บเรยี บร้อย และ สวัสดิภาพของสงั คม จารีตมคี วามสำคัญ
กว่าวถิ ีประชา เปน็ เร่ืองของความรูส้ กึ ว่า ส่ิงใดผิด สงิ่ ใดถกู ผใู้ ดฝา่ ฝืนจะถกู สังคมลงโทษ หรอื ได้รบั การตำหนิ
อยา่ งรนุ แรง ในสังคมไทยมจี ารตี บางอยา่ งท่สี ำคัญมาก แมม้ ิไดน้ ำไปบัญญัติเปน็ กฎหมาย เชน่ ความกตัญญู
ระบบอาวโุ ส ความซ่ือสตั ย์ระหว่างสามี ภรรยา การแสดงความเคารพผู้ใหญ่ ฯลฯ
3. กฎหมาย หมายถงึ บรรทัดฐานท่ีกำหนดไวใ้ นระเบียบแบบแผน ซ่ึงผู้มีอำนาจทางการปกครองบ้านเมือง
ได้กำหนดข้ึน เพ่ือบังคบั ใหบ้ คุ คลปฏบิ ัติตามหรือห้ามมิให้กระทำ หากฝ่าฝนื จะถูกลงโทษตามบทบัญญตั ิ
4.3.2 สถานภาพ
สถานภาพ คือตำแหนง่ ทไ่ี ดร้ ับจากการเป็นสมาชกิ ของสังคม เป็นปัจจยั ทชี่ ว่ ยในการจัดระเบียบของสงั คม
เพราะทุกคนมีสถานภาพตดิ ตัวมา ต้ังแตเ่ กิด เช่น เป็นลูกชาวบ้าน เป็นหญิง เปน็ ชาย ฯลฯ หลังจากเกดิ มี
สถานภาพเพ่ิมเติมอกี มากมาย เชน่ หลานชายกำนนั รับราชการเป็นตำรวจ สถานภาพ เปน็ สิ่งทช่ี ่วยใหม้ นุษย์
ตดิ ต่อสัมพันธ์กนั โดยอาศยั สถานภาพ ของบคุ คลเป็นหลกั ในการติดต่อ สถานภาพเปน็ เครอ่ื งกำหนดว่า ใคร
เป็นใคร มหี น้าที่รับผดิ ชอบอยา่ งไร ทำใหร้ ู้จักสทิ ธหิ นา้ ที่ของกัน และกนั สถานภาพเสริมให้บคุ คลกระตือรือรน้
ทจ่ี ะยกฐานะของตนเอง ใหท้ ัดเทียมกับ บุคคลอืน่ ๆ หรือสูงกวา่ คนอน่ื ๆ ทำให้เปน็ ผู้ใฝ่ในการ ศึกษาหาความรู้
ขยันขนั แข็งในการประกอบอาชีพ ทำให้ตนเอง เจรญิ ก้าวหนา้ และชว่ ยทำให้สังคมเจริญข้นึ
ลักษณะของสถานภาพ
- เปน็ ส่งิ เฉพาะบุคคลทที่ ำให้แตกต่างไปจากผอู้ น่ื เช่น อารยี ์เปน็ นักเรียน สมชาติเป็นตำรวจ เป็นตน้
- บคุ คลหนง่ึ อาจมีหลายสถานภาพ เช่น สมชาตเิ ป็นตำรวจ เปน็ พอ่ และเปน็ ขา้ ราชการ
- เป็นสทิ ธิและหนา้ ท่ีท้ังหมดท่ีบคุ คลมีอยู่ในการติดตอ่ กบั ผู้อ่ืนและสังคมส่วนรวม
- เป็นตวั กำหนดวา่ บคุ คลนน้ั มีหน้าทีแ่ ละความรับผิดชอบอย่างไรในสงั คม
152
สถานภาพ แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท คือ
1.สถานภาพท่ีตดิ ตัวมาโดยสงั คมเป็นผ้กู ำหนด เชน่ เพศ อายุ เชื้อชาติ เครือญาติ
2.สถานภาพที่ได้มาโดยความสามารถ ได้แก่ การประกอบอาชีพ การศึกษา การสมรส เชน่ บิดา มารดา ปู่
ย่า ตา ยาย
4.3.3 บทบาท
บทบาท หมายถึง การปฏิบตั ิตามหน้าทีแ่ ละสทิ ธิของตนตามสถานภาพของตน สถานภาพ คือตำแหน่ง ส่วน
บทบาทคือการกระทำตามสทิ ธแิ ละหน้าทขี่ องสถานภาพ สถานภาพและบทบาท มักจะเปน็ ของคู่กัน ซ่งึ เม่ือมี
สถานภาพจะต้อง มบี ทบาทด้วย เชน่ นายดำกับนางสาวขาวแตง่ งานกัน นายดำเป็นสามี นางสาวขาวเป็น
ภรรยา ความเปน็ สามขี องนายดำและความเป็นภรรยา ของนางขาว ถือวา่ เป็นสถานภาพ คอื ตำแหนง่ ทาง
สงั คม นายดำ จะต้อง ปฏิบัติหนา้ ทสี่ ามี เป็นตน้ วา่ ประกอบอาชพี การงาน หาเงินมาเล้ยี งดคู รอบครัว จะตอ้ ง
รัก ซอื่ สตั ย์ต่อนางขาวผู้เปน็ ภรรยา จะตอ้ งให้ความคุ้มครองดแู ลนางขาวผูเ้ ป็นภรรยา ใหม้ คี วามสขุ กาย สบาย
ใจ นางขาวผ้เู ป็นภรรยากจ็ ะต้องปฏบิ ัตหิ น้าท่ีความ เปน็ ภรรยา ดว้ ยการซอื่ สตั ย์ต่อ นายดำผสู้ ามี ดแู ลทุกขส์ ุข
ของนายดำผ้สู ามใี หม้ ีความสขุ กายสบายใจ ฯลฯ การปฏิบตั ิตามสิทธหิ น้าที่ต่าง ๆ ดงั นี้เรยี กวา่ บทบาทการที่
บุคคลมีบทบาทต่อสงั คม และปฏบิ ตั ิตามหน้าทีท่ ส่ี ังคมยอมรบั มีความสำคัญเปน็ อันมาก เพราะทำใหก้ ารจัด
ระเบยี บสงั คมดขี ้นึ เป็นการควบคมุ สงั คมให้เปน็ ระเบียบ ถ้าคนไมป่ ฏบิ ตั ิตามหนา้ ที่ ตามบทบาทของตนใน
สังคมใหส้ มกับสถานภาพท่ีได้รบั ก็จะทำให้สังคมเสยี ระเบียบ ทำให้เกดิ ปญั หาและความยุ่งยากใหแ้ ก่สังคม
4.3.4 การควบคมุ ทางสงั คม
1.การจูงใจให้สมาชิกปฏบิ ตั ติ ามบรรทัดฐานของสงั คม เชน่ การยกยอ่ ง การชมเชย หรือการใหร้ างวลั
2.ลงโทษสมาชิกทลี่ ะเมิดหรือฝ่าฝืนบรรทัดฐานทางสังคม เชน่ ผิดวถิ ีชาวบ้าน การลงโทษคือตำหนิ ซบุ ซบิ
นนิ ทา หวั เราะเยาะ ผิดกฎศลี ธรรม ไมค่ บหาสมาคม ผิดกฎหมาย ซงึ่ การลงโทษจะมากหรือน้อยแลว้ แต่การ
กระทำผิด
153
กระบวนการขดั เกลาทางสังคม
การขดั เกลาทางสงั คมหมายถึง กระบวนการอบรมส่งั สอนสมาชกิ ให้เรียนร้รู ะเบียบของสังคมเพื่อให้เหน็
คณุ ค่าและนำเอากฎเกณฑ์ ระเบียบปฏิบตั เิ หล่าน้นั ไปเป็นแนวทางในการประพฤติปฏบิ ัติ การขัดเกลาสงั คม
เป็นสง่ิ ทีม่ นุษยต์ ้องไดร้ บั ตลอดชวี ิต เพื่อที่จะทำให้มนุษย์สามารถปรบั ตัวเขา้ กับสังคมทต่ี นเปน็ สมาชิดอยู่ได้
เป็นอย่างดี
การขัดเกลาทางสังคมอาจจำแนกได้ 2 ประเภท
1. การขัดเกลาทางสงั คมโดยทางตรง เช่นการอบรมสงั่ สอน ขัดเกลาที่พ่อแม่ให้กับลูก ไมว่ า่ จะเป็นการ
สอนพดู สอนมารยาทในการรบั ประทานอาหาร หรือสอนให้เรยี กพี่
นอ้ ง ปู่ ยา่ เปน็ ตน้ ในกรณีนผ้ี ูส้ อนและผูร้ บั จะรูส้ กึ ตัวในกระบวนการอบรมส่งั สอนโดยตรง
2. การขัดเกลาทางสังคมโดยทางอ้อม เชน่ การอ่านหนงั สือพิมพ์ การฟังวทิ ยุหรือดูโทรทศั น์
ตลอดจนการดภู าพยนต์ ผู้รบั จะเรยี นรู้โดยไม่รตู้ ัว โดยสิ่งทเ่ี รียนรจู้ ะค่อยๆซึมซับเขา้ ไปจติ ใตส้ ำนกึ ว่าส่ิงนน้ั สง่ิ
นที้ ่ีสังคมยอมรบั และหากเป็นสิ่งท่ีสังคมไม่ยอมรับกระทำในสิง่ ทแี่ ปลกแยกออกไป การขัดเกลาทางสังคมโดย
ทางอ้อมจะครอบคลมุ ไปถึง การเข้าร่วมกับกลุ่มเพ่ือนด้วยและเพ่ือนร่วมงาน ซ่ึงจะช่วยใหเ้ กดิ การปรับตวั และ
การพัฒนาบุคลกิ
4.2 การเคารพกฎหมาย
การเคารพกฎเกณฑเ์ ป็นหลักการพื้นฐานของการอย่รู ว่ มกันของผคู้ นในสงั คมโดยปกตสิ ุข ไมว่ า่ จะเป็นสังคม
ใดหรอื ประเทศใด การอยรู่ ว่ มกนั ของผูค้ นเปน็ จำนวนมากในสงั คมต้องอาศัยกฎระเบียบกตกิ าของสงั คม ซึ่งคน
ในสงั คมน้ันๆจำต้องเรียนรู้กฎกตกิ าของสงั คม พร้อมท้งั ต้องมคี วามรับผดิ ชอบต่อสังคมส่วนรวมนั่นคอื ตอ้ ง
ยอมรับและปฏิบตั ิตามกฎเกณฑ์กติกาทางสงั คม การอบรมสมาชกิ ในสังคมใหเ้ กิดการเรียนร้กู ฎเกณฑ์และ
กติกาของสังคม คือ การถ่ายทอดวถิ ชี ีวติ วัฒนธรรม และการทำให้สมาชกิ ในสงั คมนั้นสามารถดำเนนิ ชวี ิตได้
อย่างเหมาะสมถูกต้อง ซ่ึงในสังคมท่ีได้มีการจดั ระเบียบอยา่ งดแี ลว้ น้ัน การอบรมใหเ้ รียนรูก้ ฎเกณฑ์ของสังคม
เป็นกระบวนการทจ่ี ะต้องกระทำ เริ่มตงั้ แตว่ ยั เด็กจนถงึ ผู้ใหญ่ การเข้าไปมสี ่วนรว่ มในรปู ของสังคมใหม่และ
สถาบันใหม่ สมาชกิ ในสงั คมก็จะต้องเรียนร้กู ฎเกณฑ์ใหม่และยอมรบั คา่ นยิ มใหม่ และในขณะ เดยี วกนั ท่ีพ่อแม่
ครอบครวั ก็ต้องทำหนา้ ที่เปน็ ตวั หลกั ที่สำคญั ในการเล้ียงดูเด็ก เพื่อให้เกิดการเรยี นรใู้ นการเคารพกฎเกณฑ์ของ
สังคม เพื่อให้การดำรงชีวิตอยู่ของสมาชิกในสงั คมได้อยรู่ ว่ มกนั อย่างมีความสุข
154
1. มคี วามรู้และความเข้าใจในกฎเกณฑก์ ติกาของสังคม ความรแู้ ละความเข้าใจในกฎเกณฑก์ ติกาของสังคมนั้น
เกดิ ขึ้นจากกระบวนการทางสงั คมน้ันๆเองที่มวี วิ ฒั นาการทางสังคมมาอยา่ งยาวนาน จนสามารถทำใหผ้ ู้คน
ภายในสงั คมค่อยๆซึมซบั หรอื เรียนรไู้ ปโดยอัตโนมัติ
2. ยอมรับและการปฏิบัตติ ามกฎกตกิ าทางสงั คม บอ่ ยครง้ั ท่ีปญั หาสังคมเกิดจากการที่คนในสงั คมไม่ประพฤติ
ปฏิบัตติ ามกฎกติกา ดงั น้ันการมกี ฎกติกาไม่ไดห้ มายความว่าจะทำให้สังคมมีความเปน็ ระเบยี บเรียบรอ้ ย ถา้
หากว่าผคู้ นในสงั คมยังขาดจิตสำนึกในการท่ีจะปฏิบัตติ ามครรลองทางสงั คม เดก็ ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทาง
สังคมจะทำตามระเบยี บของโรงเรยี น ข้อตก ลงในหอ้ งเรียน ข้อตกลงในบ้าน
3. ไดร้ ับการกล่อมเกลาทางสังคม เป็นวิธกี ารในการช่วยสนับสนนุ ส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัตติ ามกฎระเบยี บของ
สังคม หมาย ถงึ การที่เด็กจะปฏิบตั ติ ามกรอบกติกาได้นน้ั จำต้องไดร้ บั ความรว่ มมือกนั ทุกภาคสว่ น ท้งั จาก
สถาบนั ครอบครัว ชุมชน โรง เรยี น และศาสนา อนั เปน็ เคร่ืองหลอมรวมให้เกดิ ความสำนึกในการรบั ผิดชอบต่อ
ตนเองและกติกาของสังคมร่วมกนั ดังน้ัน ผทู้ เ่ี ก่ียวข้องกบั เดก็ จงึ ตอ้ งคอยตกั เตือนให้เด็กอยู่ในกฎเกณฑ์ของ
สงั คมเสมอจนติดเปน็ นิสยั
4.3 กฎหมายประเทศไทย
เราสามารถแยกลักษณะของกฎหมายออกได้เปน็ 5 ประการ คือ
4.3.1 กฎหมายต้องเปน็ คำสั่งหรือข้อบังคบั
ซ่งึ จะแตกต่างกบั การเชื้อเชิญหรือขอความร่วมมือให้ปฏบิ ตั ิตาม คำส่งั หรอื ข้อบังคับนน้ั มลี กั ษณะใหเ้ รา
ต้องปฏิบตั ติ าม แต่ถ้าเปน็ การเชอ้ื เชิญหรอื ขอความร่วมมอื เราจะปฏบิ ตั ติ ามหรือไม่ก็ได้ เช่นนี้เราก็จะไมถ่ ือ
เปน็ กฎหมาย เชน่ การรณรงคใ์ หเ้ ลิกสูบบหุ ร่ี หรือชว่ ยกันอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ
4.3.2 กฎหมายต้องมาจากรัฐธาปตั ย์หรือผ้ทู ่ีมีกฎหมายให้อำนาจไว้
รฐั ธาปัตย์คือผูม้ ีอำนาจสงู สดุ ของประเทศ ในระบอบเผด็จการหรอื ระบอบการปกครองท่ีอำนาจการ
ปกครองประเทศอยู่ในมือของบุคคลใดบุคคลหนึ่งก็ถือว่าผนู้ ้ันเป็นผูม้ ีอำนาจสูงสุด มีอำนาจออกกฎหมายได้
เชน่ ระบอบสมบรู ณาญาสิทธิราชยซ์ ่ึงพระมหากษตั ริยเ์ ป็นผู้มอี ำนาจสงู สุด พระบรมราชโองการหรอื คำส่ังของ
พระมหากษัตรยิ ก์ ถ็ ือเปน็ กฎหมาย ส่วนในระบอบประชาธิปไตยของเรา ถือวา่ อำนาจสงู สุดเป็นของประชาชน
กฎหมายจงึ ต้องออกโดยประชาชน คำถามมีอยูว่ า่ ประชาชนออกกฎหมายได้อย่างไร ก็ออกโดยท่ปี ระชาชน
เลือกตวั แทนเขา้ ไปทำหนา้ ที่ในการออกกฎหมาย ซ่ึงก็คอื สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
155
(ส.ส.)น่นั เอง ดงั นน้ั การเลือก ส.ส. ในการเลือกท่ัวไปนัน้ นอกจากจะเป็นการเลือกคนเขา้ มาบรหิ ารประเทศแล้ว
ยงั เป็นการเลือกตวั แทนของประชาชนเพอ่ื ทำการออกกฎหมายด้วยนอกจากดังกลา่ วมาข้างตน้ อาจมบี างกรณี
ท่กี ฎหมายให้อำนาจเฉพาะแก่บคุ คลในการออกกฎหมายไว้ เช่น พระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงทอ่ี อกโดย
ฝ่ายบริหาร(คณะรฐั มนตรี) ฯลฯ
4.3.3 กฎหมายต้องใชบ้ ังคับได้โดยท่วั ไป
คือเมื่อมีการประกาศใชแ้ ล้ว บคุ คลทกุ คนต้องอย่ภู ายใตก้ ฎหมายโดยเสมอภาค จะมใี ครอยู่เหนือกฎหมาย
ไม่ได้ หรอื ทำให้เสียประโยชนห์ รือเอื้อประโยชน์ให้แกบ่ ุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจงไม่ได้ แต่อาจมขี ้อยกเว้นใน
บางกรณี เชน่ กรณีของฑตู ตา่ งประเทศซ่ึงเข้ามาประจำในประเทศไทยอาจได้รบั การยกเวน้ ไมต่ ้องอยภู่ ายใต้
กฎหมายภาษอี ากร หรือหากได้กระทำความผดิ อาญา ก็อาจไดร้ บั เอกสทิ ธ์ิตามกฎหมายระหว่างประเทศไม่ต้อง
ถูกดำเนินคดใี นประเทศไทย โดยต้องให้ประเทศซึง่ สง่ ฑตู นั้นมาประจำการดำเนนิ คดแี ทน ฯลฯ
4.3.4 กฎหมายต้องใชบ้ ังคับได้จนกว่าจะมกี ารยกเลิกหรือเปล่ยี นแปลง
เม่อื มีการประกาศใช้แลว้ แม้กฎหมายนั้นจะไมไ่ ด้ใช้มานาน ก็ถือวา่ กฎหมายน้ันยังมีผลใช้บังคับได้อยู่ตลอด
กฎหมายจะสิ้นผลกต็ ่อเม่ือมีการยกเลิกกฎหมายนนั้ หรือมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอยา่ งอนื่ เทา่ น้นั
4.3.5 กฎหมายจะตอ้ งมีสภาพบังคับ
ถามว่าอะไรคือสภาพบังคับ นัน่ กค็ อื การดำเนินการลงโทษหรอื กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อผู้ทฝี่ า่ ฝนื
กฎหมายเพื่อใหเ้ กิดความเข็ดหลาบหรือหลาบจำ ไม่กล้ากระทำการฝา่ ฝนื กฎหมายอกี และรวมไปถึงการบงั คบั
ใหก้ ระทำการ งดเว้นกระทำการหรือบังคบั ใหส้ ่งมอบทรัพย์สนิ ด้วย
ตามกฎหมายอาญา
สภาพบังคับก็คือการลงโทษตามกฎหมาย เช่น การจำคุกหรอื การประหารชวี ติ ซงึ่ มุ่งหมายเพ่ือจะลงโทษ
ผกู้ ระทำความผดิ ใหเ้ ข็ดหลาบ แต่ตามกฎหมายแพง่ ฯนั้น สภาพบงั คบั จะม่งุ หมายไปทก่ี ารเยยี วยาให้แก่
ผู้เสยี หายเพอื่ ใหเ้ กดิ ความเสียหายน้อยทีส่ ดุ เช่น การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือการบังคบั ให้กระทำการตาม
สญั ญาทีต่ กลงกันไว้ ฯลฯ ซ่ึงบางกรณีผู้ทีฝ่ ่าฝนื กฎหมายก็อาจตอ้ งตอ้ งถกู บังคบั ทงั้ ทางอาญาและทางแพง่ ฯใน
คราวเดยี วกนั กไ็ ด้
แต่กฎหมายบางอย่างกอ็ าจไมม่ สี ภาพบังคบั ก็ได้ เนื่องจากไม่ไดม้ ุ่งหมายให้ผูค้ นต้องปฏบิ ตั ิตาม แตอ่ าจ
บญั ญัติขน้ึ เพอ่ื รับรองสทิ ธิให้แกบ่ คุ คล หรอื ทำใหเ้ สยี สทิ ธอิ ย่างใดอยา่ งหนงึ่
156
กฎหมายในอดีต
4.4 กฎหมายในสมัยสโุ ขทัย
ปรากฎอยูใ่ นศลิ าจารกึ พ่อขนุ รามคำแหง ( ปีพ.ศ. ๑๘๒๘-๑๘๓๕ ) เรยี กกันว่า กฎหมายสบ่ี ท ได้แก่
- บทเรื่องมรดก
- บทเรอ่ื งท่ีดนิ
- บทวธิ พี จิ ารณาความ
- บทลกั ษณะฎกี า
และมกี ารเพิ่มเตมิ กฎหมายลักษณะโจรลงไปในคร้ังรัชสมยั พญาเลอไทย กษัตรยิ ์สโุ ขทัยองค์ท๔ี่ ซึ่งมีส่วน
ของการนำกฎหมายพระธรรมศาสตรม์ าใช้ ซ่ึงไดร้ ับอิทธิพลมาจากพราหม์ ซง่ึ ได้มสี ว่ นขยาย ท่เี รยี กวา่
‘พระราชศาสตร์’ มาใชป้ ระกอบด้วย
4.5 กฎหมายสมัยกรงุ ศรอี ยุธยา
กรงุ ศรีอยุธยาเปน็ ชารธานแี ห่งท่สี องของไทย ได้ก่อตงั้ ขึ้นเมือ่ พ.ศ. ๑๘๙๓ - ๒๓๑๐ พระมหากษัตรยิ ์ใน
ยคุ น้ัน ไดส้ รา้ งกฎหมายซึ่งเรียกวา่ พระราชศาสตรไ์ วม้ ากมาย พระราชศาสตรเ์ หล่านี้ เมื่อเริม่ ต้นได้อ้างถึงพระ
ธรรมศาสตรฉ์ บบั ของมนเู ป็นแมบ่ ท เรียกกนั ว่า ‘มนูสาราจารย์’ พระธรรมศาสตร์ฉบับของมนูสาราจารยน์ ้ี
เป็นกฎหมายทม่ี ีต้นกำเนิดในอินเดยี เรยี กว่าคำภีร์พระธรรมศาสตร์ ต่อมามอญไดเ้ จริญและปกครองดนิ แดน
แหลมทองมาก่อน ได้แปลตน้ ฉบับคำภีร์ภาษาสนั สกฤตมาเป็นภาษาบาลเี รยี กว่า ‘คำภีร์ธรรมสตั ถัม’ และได้
ดัดแปลงแก้ไขบทบัญญัตบิ างเรอ่ื งใหม้ ีความเหมาะสมกับชมุ ชนของตน ต่อจากน้นั นักกฎหมายไทยในสมยั
พระนครศรอี ยุธยาจงึ นำเอาคำภรี ์ของมอญของมอญมาเปน็ หลักในการบญั ญัตกิ ฎหมายของตน ลักษณะ
กฎหมายในสมัยนนั้ จะเปน็ กฎหมายอาญาเสียเป็นสว่ นใหญ่ ในยคุ น้ัน การบนั ทึกกฎหมายลงในกระดาษเริม่ มี
ขน้ึ แลว้ เชือ่ กันว่าการออกกฎหมายในสมัยก่อนนน้ั จะคงมีอยใู่ นราชการเพยี งสามฉบับเท่าน้นั ได้แก่ ฉบับที่
พระมหากษัตริยท์ รงใช้งาน ฉบับให้ขุนนางข้าราชการทว่ั ไปได้อา่ นกนั หรอื คัดลอกนำไปใช้ ฉบับสดุ ท้ายจะอยู่ท่ี
ผูพ้ ิพากษาเพอ่ื ใชใ้ นการพิจารณาอรรถคดี
4.6 กฎหมายสมยั กรุงรตั นโกสนิ ทร์
ในสมัยน้นั พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช รัชกาลท่ี๑ เห็นว่ากฎหมายที่ใชก้ ันแต่ก่อน
มานนั้ ขาดความชัดเจน และไม่ได้รบั การจัดเรียงไว้เป็นหมวดหมู่ง่ายตอ่ การศึกษาและนำมาใช้ จงึ โปรดเกล้าให้
มีการชำระกฎหมายขึน้ มาใหม่ ในคำภีรพ์ ระธรรมศาสตร์ โดยนำมารวบรวมกฎหมายเดิมเขา้ เปน็ ลกั ษณะๆ
สำเรจ็ เมอ่ื พ.ศ. ๒๓๔๘ และนำมาประทบั ตราเข้าเปน็ ตราพระราชสหี ์ ซ่งึ เป็นตราของกระทรวงมหาดไทย
157
ตราคชสีห์ ของพระทรวงกลาโหม และตราบวั แกว้ ซึง่ เปน็ ตราของคลงั บนหนา้ ปกแตล่ ะเล่ม ตามลักษณะระ
ของการปกครองในสมยั นั้น กฎหมายฉบับน้ันเรยี กกนั ว่า ‘กฎหมายตราสามดวง’ กฎหมายตราสามดวงนี้ ถอื
เปน็ ประมวลกฎหมายของแผน่ ดนิ ท่ีไดร้ บั การปรบั ปรงุ ให้มีความรดั กุม ยตุ ธิ รรมทัง้ ทางแพง่ และอาญา นอกจาก
จะได้บรรจุพระธรรมศาสตร์ต้ังแต่สมัยอยธุ ยาแล้ว ยังคงมีกฎหมายสำคัญๆอีกหลายเร่อื ง อาทิ กฎหมาย
ลักษณะพยาน ลักษณะทาส ลกั ษณะโจร และตอ่ มาได้มีการตราข้ึนอีกหลายฉบับ ต่อมาประเทศไทยมีการ
ติดตอ่ สัมพนั ธไ์ มตรีกบั ประเทศตา่ งๆมาก พึงเหน็ ได้ว่ากฎหมายเดมิ นน้ั ไมไ่ ดร้ บั การยอมรับจากนานา
อารยประเทศ จนทำใหไ้ ทยต้องเสียสทิ ธสิ ภาพนอกอาณาเขต นอกจากน้นั ยังไมส่ ามารถนำมาใช้บงั คบั ไดท้ ุก
กรณี พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั จึงทรงตรากฎหมายขนึ้ ใหม่ อาทิ พระราชบัญญตั ิมารดาและ
สนิ สมรส ครน้ั ในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั ได้ทรงจัดวางระบบศาลขน้ึ มาใหม่ และได้
ใหผ้ เู้ ชีย่ วชาญทางกฎหมายท้ังจากองั กฤษ ฝรัง่ เศส เบลเยย่ี ม ญีป่ ุ่น และลงั กามาเป็นที่ปรกึ ษากฎหมาย และใน
สมยั น้ัน พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ก็ไดแ้ ก้ไขชำระกฎหมายตราสามดวงเดมิ ขึน้ ใหม่ และ
จัดพมิ พข์ ้ึนในช่ือของ ‘กฎหมายราชบรุ ี’ ในปพี .ศ. ๒๔๔๐ พระบาทสมเดจ็ พระลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั ไดท้ รง
แตง่ ตัง้ คณะกรรมการตรวจชำระและรา่ งกฎหมายขน้ึ มาใหม่ ทำการร่างกฎหมายลกั ษณะอาญา กฎหมายว่า
ด้วยการเลกิ ทาส กฎหมายวิธีสบัญยตั ิ ร่างประมวลกฎหมายแพง่ และกฎหมายทส่ี ำคัญหลายๆฉบับ และในรัช
สมยั ตอ่ มา กฎหมายไทยได้ถกู พัฒนาสบื ตอ่ กันยาวนาน ตราบจนทุกวนั น้ี มกี ารจัดทำประมวลกฎหมาย และ
ร่างกฎหมายต่างๆเปน็ จำนวนมาก ซง่ึ กฎหมายไทยน้ัน ได้รับอิทธพิ ลทั้งจากกฎหมายภาคพืน้ ยโุ รป อาทิ
กฎหมายองั กฤษ กฎหมายฝรั่งเศส รวมท้ังจารตี ประเพณเี ดิมของไทยดว้ ย ( มอี ยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณชิ ย์ บรรพ๕ และ ๖ วา่ ด้วยเรื่องครอบครัวและมรดก ) และได้รับการแก้ไขใหม้ คี วามสอดคล้องกับสงั คมที่
เปลีย่ นไปอย่ตู ลอดเวลา มีกฎหมายทท่ี นั สมัยถูกตราขึ้นใหม่ๆตลอด เชน่ กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา หรือท่ี
เก่ียวกบั การคา้ ระหวา่ งประเทศ
4.7 ระบบกฎหมาย
ระบบกฎหมายหลักๆในโลกน้ีมีอยู่ 4 ระบบใหญๆ่ ด้วยกนั คอื
1.ระบบกฎหมายซีวลิ ลอว์(Civil Law) หรือก็คือระบบกฎหมายแบบลายลักษณ์อักษร จดุ กำเนิดอยูท่ ี่
อาณาจักรโรมนั ระบบกฎหมายนจี้ ะมลี กั ษณะเปน็ การรวมรวมเอาจารีตประเภณีหรอื กฎหมายตา่ งๆหรือ
บัญญัติกฎหมายขนึ้ ใหม่ โดยบนั ทกึ เป็นลายลักษณ์อักษรและจดั ไวเ้ ป็นหมวดหมู่อยา่ งเป็นระเบียบ ซ่งึ เรยี กวา่
ประมวลกฎหมาย ซึง่ แต่เดิมนั้นไม่มีการบัญญัติไวเ้ ปน็ ลายลกั ษณ์อักษร ชนชั้นทถ่ี กู ปกครองในโรมนั จงึ มีการ
เรียกร้องให้ชนชั้นสงู ทำการเขียนกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร เพ่ือให้ชนชน้ั ท่ีถูกปกครองไดร้ ู้กฎหมายดว้ ย
ซ่ึงระบบกฎหมายนกี้ ็ได้มีการพัฒนาขึน้ มาเรื่อยๆอย่างต่อเนอ่ื งจนถงึ ปัจจบุ นั ในประเทศไทยก็ใช้ระบบกฎหมาย
ซีวิล ลอว์ ตวั อย่างก็เชน่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา ฯลฯ
158
2.ระบบกฎหมายคอมมอน ลอว์(Common Law) หรือกค็ ือระบบกฎหมายจารตี ประเพณี จุดกำเนิดอยู่
ท่อี งั กฤษ เนื่องจากแต่เดิมนัน้ ประเทศอังกฤษมีชนเผา่ อยมู่ ากมายหลายชนเผ่าดว้ ยกนั ต่อมาไดม้ ีการจดั ตง้ั ศาล
หลวงหรอื ศาลพระมหากษตั ริย์ข้นึ โดยคัดเลอื กผู้พิพากษาที่มคี วามรู้จากส่วนกลางไปพิจารณาคดใี นแต่ละ
ทอ้ งถนิ่ ซงึ่ แตล่ ะชนเผา่ กม็ จี ารีตประเพณที แ่ี ตกต่างกันออกไป ทำใหเ้ กดิ ปญั หาในการพจิ ารณาคดีมากมาย แต่
ในภายหลังปญั หากค็ ่อยๆหมดไปเพราะเร่มิ มจี ารตี ประเพณที ี่มลี กั ษณะเปน็ สามญั ขนึ้ โดยศาลหลวงไดใ้ ช้จารีต
ประเพณีเหลา่ นใี้ นการพิจารณาคดี ในระบบคอมมอน ลอว์แต่เดิมจะไม่มีการบัญญัติกฎหมายไวเ้ ปน็ ลายลกั ษณ์
อักษร เมอ่ื ศาลใชจ้ ารตี ประเพณีในการพิพากษาตัดสนิ คดีแล้ว กจ็ ะมกี ารบันทกึ คำพิพากษานัน้ เอาไว้ เพ่ือใช้
เปน็ บรรทดั ฐานในการพจิ ารณาคดตี ่อๆไป หาข้อเท็จจรงิ ในคดตี อ่ ๆมาเหมือนกับคดีก่อน ศาลก็จะพพิ ากษาไป
ตามทไ่ี ดม้ กี ารบันทกึ ไว้แล้ว ถือไดว้ า่ คำพิพากษาของศาลก็คือกฎหมายนั่นเอง แตป่ ัจจุบันนใี้ นประเทศองั กฤษก็
ใช้ทั้งระบบกฎหมายแบบซีวิล ลอว์และคอมมอน ลอว์ ควบคกู่ ันไป
3.ระบบกฎหมายสังคมนิยม(Socialist Law) จุดกำเนิดของระบบกฎหมายนอ้ ยู่ท่ีรัสเซีย แตเ่ ดิมรัสเซียใช้
ระบบกฎหมายซีวลิ ลอว์ แตใ่ นภายหลงั เมอ่ื พรรคคอมมวิ นิสตค์ รองอำนาจ ก็ได้มีการนำหลกั การและ
แนวความคิดของ คารล์ มาร์กซ์ และ เลนิน มาใช้โดยเชอ่ื ว่ากฎหมายเปน็ เคร่ืองมือในการขดั ระเบียบและกลไก
ในสังคม เพ่ือให้คนในสงั คมมีความเท่าเทยี มกนั ปราศจากการกดข่ีข่มเหง ปราศจากชนช้ันวรรณะ ประชาชน
ทกุ คนเปน็ เจ้าของทรัพย์สนิ ทั้งหมดรว่ มกนั กฎหมายมีอยูเ่ พือ่ ความเทา่ เทียม เม่ือใดท่ีสงั คมเกิดความเทา่ เทียม
กันแลว้ กฎหมายก็ไม่มีความจำเปน็ อกี ต่อไป สว่ นลักษณะของกฎหมายสงั คมนิยมนั้นจะมีการผสมผสาน
ระหว่างกฎหมายลายลกั ษณ์อักษรกบั จารีตประเพณเี ขา้ ดว้ ยกนั โดยมกี ารบัญญัติกฎหมายเปน็ ลายลกั ษณ์
อักษร ส่วนจารตี ประเพณีนั้นเป็นตัวช่วยในการตคี วามและอดุ ชอ่ งวา่ งของกฎหมายเม่ือไม่มกี ฎหมายบัญญัติไว้
เปน็ ลายลักษณ์อกั ษร และทีส่ ำคัญก็คือกฎหมายในระบบสังคมนยิ มนัน้ ต้องแฝงหลักการหรอื แนวคิดของคาร์ล
มาร์กซ์ และ เลนิน ด้วยเสมอ
4.ระบบกฎหมายศาสนาและประเพณีนิยม ลักษณะของกฎหมายในระบบน้ี โดยเนื้อหาของกฎหมาย
แลว้ กจ็ ะอาศัยศาสนาหรือประเพณีนยิ มเปน็ ฐานในการบัญญตั กิ ฎหมายขน้ึ มา เชน่ กฎหมายศาสนาอิสลาม
กำหนดหนา้ ท่ขี องชาวมุสลมิ ท่ีมีตอ่ พระผเู้ ป็นเจา้ ในปัจจุบันประเทศทนี่ ับถือศาสนาอิสลาม กฎหมายอสิ ลามมี
สว่ นสำคญั เป็นอย่างยงิ่ ในการบัญญัตกิ ฎหมายทเ่ี กย่ี วกับครอบครัวและมรดก แตส่ ่วนกฎหมายในเรือ่ งอ่ืนๆก็จะ
ใชแ้ นวทางของกฎหมายของทางโลกตะวันตก หรือใน 4 จังหวดั ชายแดนภาคใต้ ไดแ้ ก่จังหวัดสตูล ยะลา
ปตั ตานี นราธิวาส ในเร่ืองครอบครวั และมรดกก็จะต้องนำกฎหมายศาสนาอสิ ลามมาใช้บังคบั ซ่ึงถือเป็น
ขอ้ ยกเว้นเฉพาะ 4จงั หวดั ดงั กล่าวเท่านัน้ ส่วนในเรือ่ งอ่ืนๆทกุ จังหวดั ก็จะใชก้ ฎหมายฉบับเดยี วกนั รวมไปถึง 4
จงั หวัดชายแดนภาคใต้ดว้ ย เชน่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
159
4.8 การใชบ้ ังคับกฎหมาย
การทจี่ ะทำให้กฎหมายมผี ลบังคับใช้ได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพนน้ั จำเป็นต้องมีหลักเกณฑด์ งั ต่อไปนี้
1.การประกาศใช้กฎหมายเพื่อให้ประชาชนทราบ เพ่ือใหป้ ระชาชนไดร้ บั ทราบวา่ มีกฎหมายใดออกมาใช้
บังคับแลว้ ก็จะมกี ารจดั พมิ พ์ “ราชกจิ จานเุ บกษา” ซึง่ จดั พิมพข์ ้นึ เผยแพรท่ ุกๆสัปดาหเ์ พ่ือประกาศให้
ประชาชนและหนว่ ยงานราชการทราบถึงกฎหมาย คำสั่ง ระเบียบข้อบงั คับรวมไปถึงข้อเท็จจริงทส่ี ำคญั อย่าง
ใดๆหรือข้อเทจ็ จริงซึง่ มีกฎหมายกำหนดไวว้ ่าจะมผี ลสมบรู ณก์ ็ต่อเมื่อมกี ารประกาศลงในราชกจิ จานุเบกษา
เมอื่ มีการประกาศแล้วให้ถอื ว่าประชาชนทกุ คนทราบโดยถ้วนหน้ากนั ประชาชนจะอ้างวา่ ไมร่ กู้ ฎหมายไม่ได้
ดงั ทม่ี หี ลักทั่วไปในการใช้บังคับกฎหมายว่า “ความไมร่ ูก้ ฎหมาย ไมเ่ ปน็ ข้อแก้ตวั ”
2.วันเริ่มใชก้ ฎหมาย ก็คอื วนั ทีก่ ำหนดให้กฎหมายที่ได้ประกาศลงในราชกิจจานเุ บกษาแลว้ มีผลบงั คับใช้
นั่นเอง โดยปกติเมอ่ื มีการประกาศใช้กฎหมายกจ็ ะมีการกำหนดวันใชบ้ งั คบั ไวใ้ นกฎหมาย ซ่งึ ก็มีดังนี้
-กำหนดให้ใชต้ ัง้ แตว่ นั ท่ปี ระกาศในราชกิจจานเุ บกษา คือมีการประกาศลงในราชกิจจานเุ บกษาเมอ่ื ใดกม็ ี
ผลใช้บงั คับในวันน้ันทนั ที ใชใ้ นกรณีทจี่ ำเปน็ เร่งดว่ นหากใช้บังคบั ล่าช้าไปอาจทำให้มผี ลเสยี หายเกดิ ขึ้นได้
-ใหใ้ ชต้ ั้งแต่วันถัดจากวันท่ปี ระกาศในราชกิจจานุเบกษา คอื มีผลใชบ้ งั คับถดั ในวันถัดไปหลังจากวันที่ได้
ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เพ่ือใหป้ ระชาชนไดม้ ีโอกาสทราบล่วงหนา้ กอ่ นหนึง่ วนั ซง่ึ เปน็ วธิ ที ี่ใชป้ ฏบิ ตั ิ
อยู่เปน็ ประจำ
-กำหนดใหใ้ ชใ้ นอนาคต คือกำหนดให้มีผลใชบ้ งั คับภายหลังทม่ี กี ารประกาศลงในราชกิจจานเุ บกษาหลายๆ
วัน เพอื่ ใหท้ างราชการ เจ้าพนักงานและประชาชนเตรียมพร้อมหรือที่จะปฏบิ ตั ติ ามกฎหมายน้ัน
-ในกรณีทไ่ี ม่ไดก้ ำหนดวันใช้บังคบั ไว้ คือมกี ารประกาศให้ประชาชนทราบแตไ่ ม่ได้กำหนดวา่ กฎหมายที่
ประกาศน้ันจะให้มผี ลใช้บงั คับเม่อื ใด วนั ที่มผี ลใช้บงั คับอาจกำหนดข้นึ ตามมาภายหลงั
***กฎหมายจะไม่มผี ลย้อนหลังในทางเปน็ โทษ คือ เม่ือมีกฎหมายใหม่ออกมาหรอื มีการแก้ไขกฎหมาย
ในทางท่ีเป็นโทษแก่บคุ คลใด กจ็ ะมีผลตั้งแตว่ ันทก่ี ำหนดให้มผี ลใชบ้ ังคบั เปน็ ตน้ ไปเท่าน้ัน จะไม่มีผลยอ้ นไป
กอ่ นวันที่กำหนดใหก้ ฎหมายน้ันมีผลใช้บังคับ เชน่ กอ่ นวนั ท่ี 1 มกราคม 2539 การขับรถโดยไม่คาดเข็มขัด
นิรภัยไม่เปน็ ความผดิ ต่อมาตั้งแต่วนั ที่ 1 มกราคม 2539 มีกฎหมายประกาศใช้บังคับวา่ ผู้ขบั ข่ีรถยนตจ์ ะต้อง
คาดเข็มขดั นริ ภัย หากไม่ปฏบิ ัตติ ตามจะมคี วามผดิ เชน่ น้ีกฎหมายจะไม่มีผลย้อนไปเอาผิดแกบ่ ุคคลท่กี ระทำ
การฝา่ ฝนื ก่อนวันท่ี 1 มกราคม 2539 จะมีผลเอาผดิ กบั บคุ คลท่ีฝา่ ฝืนนบั แตว่ ันที่ 1 มกราคม 2539 เทา่ น้ัน
160
แต่กฎหมายจะมผี ลย้อนหลงั ในทางทเ่ี ปน็ คุณ คือ เมื่อมีกฎหมายใหม่ออกมาหรือมีการแก้ไขกฎหมาย
ในทางท่เี ปน็ ประโยชนแ์ ก่บุคคล กจ็ ะมผี ลใช้บังคับยอ้ นหลังไปก่อนวนั ท่กี ำหนดให้กฎหมายนั้นมผี ลใช้บงั คบั
ดว้ ย เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญตั วิ า่ “ถ้ากฎหมายท่ีใชใ้ นขณะกระทำความผิดแตกต่างกบั
กฎหมายทีใ่ ชใ้ นภายหลงั การกระทำความผดิ ให้ใชก้ ฎหมายในสว่ น ท่ีเปน็ คุณแกผ่ กู้ ระทำความผดิ ไมว่ ่าในทาง
ใด...” ฯลฯ
3.สถานทีใ่ ชก้ ฎหมาย กฎหมายยอ่ มใช้บังคบั ได้ทว่ั ราชอาณาจักรเว้นแตจ่ ะมบี ทบัญญัตเิ ป็นการเฉพาะวา่
กฎหมายใดให้ใช้เฉพาะในท้องท่ใี ด หรอื ให้ใชบ้ ังคบั แก่การกระทำหรือเหตุการณท์ ่เี กดิ ขึ้นนอกราชอาณาจักร
เช่น ตามบทบญั ญัติของพระราชบัญญัตวิ า่ ดว้ ยการใช้กฎหมายอสิ ลามในเขตจังหวดั ปตั ตานี นราธวิ าส ยะลา
สตูล พ.ศ. 2498 กำหนดว่าในการพจิ ารณาวินจิ ฉยั คดแี พง่ เกย่ี วกับเร่อื งครอบครัวและมรดกของผทู้ น่ี บั ถือ
ศาสนาอสิ ลามของศาลชัน้ ต้นในเขต 4 จังหวดั ใหก้ ฎหมายอิสลามว่าดว้ ยครอบครัวและมรดกแทนประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ หรือการกระทำความผิดบางประเภทท่ไี ด้กระทำขนึ้ นอกราชอาณาจักร ก็อาจถูก
ลงโทษในราชอาณจกั รได้ เช่น ความผิดฐานปลอมแปลงเงนิ ตรา ฯลฯ
4.บคุ คลท่ีกฎหมายใช้บงั คับ โดยทั่วไปแลว้ กฎหมายย่อมใชบ้ ังคับแกบ่ คุ คลในสงั คม แต่ก็มีข้อยกเว้นแก่
บุคคลบางประเภทซ่ึงกฎหมายไมอ่ าจใชบ้ ังคบั ดว้ ยได้ แตบ่ ุคคลเหล่าน้ันตอ้ งมีกฎหมายบัญญตั ยิ กเว้นไวโ้ ดยชดั
แจ้ง เชน่
-ตามกฎหมายไทย รฐั ธรรมนญู กำหนดวา่ กฎหมายจะไม่ใชบ้ งั คับแก่พระมหากษัตรยิ ์ เพราะถือวา่ ทรงดำรง
อยใู่ นฐานะอนั เป็นที่เคารพสกั การะ ผู้ใดจะล่วงละเมดิ ไม่ได้ ผู้ใดจะฟ้องพระมหากษัตริยเ์ ป็นคดีแพ่งหรือ
คดอี าญาไม่ไดท้ ้ังสน้ิ ฯลฯ
-ตามกฎหมายอนื่ เช่น ตามกฎหมายระหว่างประเทศกำหนดวา่ จะไม่ใชก้ ฎหมายภายในประเทศของตน
บังคบั แก่ ฑูต บุคคลในคณะฑูตหรือประมขุ ของรฐั ต่างประเทศ เพื่อเป็นการให้เกยี รติแก่บคุ คลดงั กลา่ ว ฯลฯ
5.การใช้กฎหมายกบั ข้อเท็จจรงิ กค็ ือการนำบทบัญญัติของกฎหมายไปปรบั เข้ากบั ขอ้ เท็จจริงที่เกิดขึ้น และ
สรปุ ออกมาว่าจะมผี ลทางกฎหมายอย่างไรบ้างน่นั เอง ซง่ึ จะกล่าวโดยละเอยี ดในภายหลัง
161
การปฏิรปู การศึกษา
ปัญหาด้านคุณภาพของครู
ทผี่ ่านมากระทรวงศึกษาธกิ ารประสบความสำเรจ็ อย่างสงู ในการนำคนเก่ง คนดี มคี วามรูเ้ ขา้ สูว่ ิชาชีพครู
โดยคดั เลอื กจากนักเรยี นท่ีเกง่ ท่สี ุดของแต่ละจงั หวดั ใหเ้ ข้ารับทุนเพื่อเรยี นตอ่ ด้านการฝึกหัดครู ดงั น้ันครใู นยุค
นัน้ จงึ เปน็ คนเกง่ ของประเทศ และมักประสบความสำเร็จทง้ั ในด้านการพัฒนานกั เรยี นและชีวติ สว่ นตัว ต่อมา
เม่อื ประเทศไทยมีความต้องการครสู งู ขน้ึ หน่วยงานท่ีเกย่ี วข้องจงึ เร่งผลิตครูมากขึ้นเปน็ เงาตามตวั โดยปราศจาก
การวางแผนท่ีเหมาะสม ถึงกับสถาบนั ฝกึ หดั ครูทุกแห่งต่างเปดิ สอนในภาคพเิ ศษและภาคสมทบอยา่ ง
แพร่หลาย ด้วยเหตุนบี้ ณั ฑติ ท่ีสำเร็จการศึกษาสาขาครจู งึ มจี ำนวนมากเกนิ ความต้องการของตลาดแรงงาน
สง่ ผลใหต้ กงานในทีส่ ดุ ดังนัน้ เดก็ ร่นุ ตอ่ มาจึงไมเ่ ลือกเรยี นครูหรือเลือกเป็นลำดับสุดท้ายเน่อื งจากไม่ม่ันใจใน
โอกาสทจ่ี ะไดง้ านทำ จึงเป็นที่กลา่ วขานกันวา่ นกั เรยี นทเ่ี รียนอะไรไม่ได้ จึงเขา้ เรียนครูทำใหภ้ าพลกั ษณข์ องครู
และคุณภาพการศึกษาตกต่ำลงมาก (รุ่ง แก้วแดง. 2544.:131)
นอกจากนี้ (ดร.เลขา ปิยะอัจริยะ) ผู้ทรงคณุ วุฒขิ องสำนักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษาได้ใหข้ ้อคิดเหน็ ท่ี
น่าสนใจเกี่ยวกบั ปญั หาครูไม่มีคณุ ภาพว่ามไิ ดเ้ กดิ จากระบบไมด่ ี หากเกดิ จากการทค่ี รขู าดแรงจูงใจใฝ่สมั ฤทธ์ิ
ไม่มแี รงบนั ดาลใจในการพัฒนาตนเอง รวมถึงยังขาดการจดั การความร้ทู ี่ดีและมิได้มีโอกาสแลกเปล่ยี นและ
แบ่งปันความร้รู ะหว่างกนั ทั้งนคี้ วามรู้ในหลักสตู รและในหนังสือที่ประมวลมาสอนเด็กคิดเปน็ เพยี งร้อยละ 20
ของความรูท้ ง้ั หมด แต่ความรู้สว่ นใหญ่หรืออีกร้อยละ 80 กลบั ถูกละเลยได้แก่ความรูข้ องครทู เี่ กษยี ณอายุไป
เพราะทจี่ รงิ แลว้ ครเู หลา่ น้ีมีความรแู้ ละมีประสบการณท์ ี่ฝังลึก กระทรวงศกึ ษาธกิ ารจึงควรนำครดู งั กล่าวมา
ถอดแบบความรเู้ พอ่ื ที่คนท้ังสองรุ่นได้เรียนรจู้ ากประสบการณท์ ่ีประสบความสำเรจ็ ร่วมกนั และนำไปต่อยอด
เพอื่ สรา้ งคุณภาพเพ่ิมแกเ่ ยาชนในอนาคตได้ (เลขา ปยิ ะอัจฉริยะ. 2550: ออนไลน์)
แนวทางการแกไ้ ขปัญหาเรื่อง คณุ ภาพของครู
1.1.การปฏริ ูปการผลติ ครูและสถาบนั ผลติ ครู โดยกำหนดนโยบายการผลติ ครูใหช้ ัดเจนด้วยการจดั ทำ
ยทุ ธศาสตร์การปฏิรูปครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา (2547-2556) และการผลิตครแู นวใหมห่ ลกั สตู ร 5 ปี ใน
8 สาขา โดยเร่มิ รนุ่ แรกในปี 2547 ส่วนการปฏริ ูปสถาบันผลิตครู ไดม้ ีการปฏริ ูปคณุ ภาพคณาจารยใ์ นสถาบนั
ผลติ ครู การวจิ ัยและพัฒนาเพ่ือยกระดับความเป็นเลศิ ทางครศุ าสตรแ์ ละศึกษาศาสตรแ์ ละการปฏิรปู โครงสรา้ ง
การบริหารงานและประกนั คุณภาพสถาบนั ฝึกหดั ครู
162
1.2. การพัฒนาและสง่ เสรมิ ครู คณาจารยแ์ ละบุคลากรทางการศึกษา โดยจัดตัง้ สถาบันพฒั นา
และส่งเสรมิ ครู คณาจารย์และบคุ ลากรทางการศึกษา และการกำหนดนโยบายและแผนการพฒั นาครู ฯ
ดำเนินการพฒั นาครู ฯ รวมถึงการยกย่องครู ฯ ที่มีผลงานดีเดน่
1.3.การพฒั นามาตรฐานวชิ าชีพ และการควบคุมการประกอบวิชาชพี ไดแ้ กก่ ารจัดตั้งองคก์ รวิชาชพี ครู การ
พัฒนามาตรฐานวิชาชีพครู การส่งเสรมิ และยกย่องผ้ปู ระกอบวิชาชพี และการควบคุมการประกอบวิชาชพี
(สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. 2550: 3-61 – 3-90)
ปญั หาหนส้ี ินครู
ปจั จบุ ันมีครูมากกว่า 130,000 คน อย่ใู นสภาพมีหนส้ี นิ ล้นพ้นตวั โดยเฉลยี่ มีหนีค้ นละ 1.1 ล้านบาท ทำใหค้ รู
ขาดขวญั กำลังใจในการทำงาน มีคณุ ภาพชีวิตลดลง และต้องทำงานเพ่ือหารายไดเ้ สริม ทำให้ครูอุทิศตนตอ่
การปฏบิ ัตหิ นา้ ทที่ ี่รับผิดชอบได้ไม่เตม็ ทีส่ ่งผลใหผ้ ลสัมฤทธใ์ิ นการเรียนการสอนของผู้เรยี นลดลง (วรากรณ์
สามโกเศศ . 2550: ออนไลน์)
แนวทางในการเยยี วยาเรอ่ื งหนี้สินครู
ออมสนิ อนุมตั เิ งินกู้จำนวนท้ังหมด 8 พันลา้ นบาทเพ่ือดูแลครทู ่มี ีปัญหาวกิ ฤตจิ ริงๆ และได้กำหนด แนว
ทางการแกป้ ญั หาเพิม่ เตมิ ดังนี้ การเปดิ คลีนิคทางการเงนิ เพื่อให้คำแนะนำเรื่องการออมเงนิ และการปรับ
สภาพหน้ี เพือ่ ให้บริการคำแนะนำเรือ่ งปัญหาหนส้ี นิ ของครู จดั โครงการสัมมนาแก่ครทู ่ัวประเทศเพื่อให้
ความรู้ และจดั ทำคู่มือเกยี่ วกับคำถาม-ตอบในเรื่องทเี่ กย่ี วข้อง เป็นตน้ (วรากรณ์ สามโกเศศ. 2550:
ออนไลน์)
ปัญหาการขาดแคลนครูสะสม
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้นื ฐานไดส้ ำรวจภาวะการขาดแคลนครูในสงั กดั ตามเกณฑ์ของสำนักงาน
คณะกรรมการขา้ ราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา (สกค) เมื่อตน้ ปี 2550 พบว่าโรงเรยี นมัธยมศกึ ษาท่วั
ประเทศยังขาดแคลนครูประมาณ 70,000 คน (สำนกั งานเลขานุการรัฐมนตรี. 2550: ออนไลน์) ทั้งนมี้ ีสาเหตุ
จากหลายประการอาทิการผลิตและบรรจคุ รูไมส่ มั พันธก์ นั นโยบายของรฐั ในการจำกดั กำลังคนภาครฐั และการ
คืนอัตรากำลงั ทดแทนขาดดลุ ยภาพ โครงการเกษยี ณอายุก่อนกำหนด การกำหนดเกณฑ์การคนื อตั รากำลงั ของ
สำนักงานข้าราชการครู ฯ กับคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและกำลังคนภาครฐั ไม่ตรงกนั รวมถงึ นโยบาย
การเกลี่ยอัตรากำลังครไู มไ่ ด้ผล ฯลฯ ทำใหค้ รแู ต่ละคนต้องทำงานหนกั มเี วลาในการเตรียมการสอนและ
ถ่ายทอดความรู้ไม่เพยี งพอ และบางครงั้ ทำใหค้ รูไม่มโี อกาสเข้ารับการพฒั นาอย่างเตม็ ท่ซี ึ่งทัง้ หมดน้ีไดส้ ง่ ผลให้
คณุ ภาพการศึกษาของไทย ตกต่ำลง (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. .2548:31)
163
สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรอื่ งการขาดแคลนครู
คอื การจดั ทำโครงการครูสหกจิ โดยใหน้ กั ศกึ ษาครูในหลกั สูตร 5 ปี ได้ฝึกสอนในโรงเรียนท่ขี าดครูโดยมีค่าเบ้ยี
เลยี้ งตอบแทน จัดให้ครูทสี่ อนไมต่ รงคณุ วฒุ ไิ ด้อบรมดา้ นการศึกษาเพิ่มเติม ปรับการเรียนเปลีย่ นการสอนใน
โรงเรยี นขนาดกลางและขนาดใหญ่โดยพฒั นาการสอนในช้ันเรยี นขนาดใหญ่ข้ึน พรอ้ มนำสื่อเทคโนโลยที ันสมัย
มาใช้ เชน่ e-learning และ multi media และนโยบายรวมโรงเรยี นขนาดเลก็ ที่มนี ักเรียนไมเ่ กิน 120 คนเข้า
ดว้ ยกันเพื่อให้มีครูครบ 8 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ รวมถึงประหยดั ครแู ละงบประมาณดว้ ย (;สำนักงาน
เลขานุการรฐั มนตร.ี 2550: ออนไลน์)
164
การปกครองในอดีต
การปกครองของไทยแตเ่ ดิม
การปกครองของไทยแต่เดิม มีลักษณะเชน่ เดียวกบั การปกครองชาตอิ ่นื ๆ คือมีการรวมกลมุ่ กนั อยู่เปน็ หมู่
เป็นเหล่าบางแห่งก็รวมกันเขา้ เปน็ ชมุ ชนขนาดใหญ่ มหี วั หน้าเปน็ ผู้ปกครองดแู ลรบั ผดิ ชอบให้ความคุ้มครอง
ปอ้ งกนั ภยนั ตรายตามควรแก่ฐานะทำนองหวั หนา้ หรอื นายกับลูกนอ้ งอำนาจหน้าทแ่ี ละความรบั ผดิ ชอบของ
กลุม่ ตกอยแู่ กห่ ัวหนา้ ส้นิ เชิง โดยมขี นบธรรมเนยี มประเพณีเป็นเครอื่ งกำกบั ยึดเหนี่ยว ตอ่ มาเม่ือมพี ลเมืองเพิ่ม
มากขึ้นปัญหาเร่ืองการทำมาหากนิ โดยอาศัยผนื แผน่ ดินเป็นหลักและความสำคัญในเรื่องพื้นทีแ่ ละดนิ แดนจึง
เกิดข้นึ มีการกำหนดของอาณาเขตการปกครองของกลมุ่ และหมูช่ นชาติไทยเป็นกลมุ่ ชนชาติใหญ่ทม่ี ีระเบยี บ
การปกครองและวัฒนธรรมสงู จีนยกย่องเรียกว่า "ไต๋" "ชาติใหญ่" ประกอบกบั ชาวไทยมคี ุณธรรมประจำชาติ
ดังท่สี มเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอกรมพระยาดำรงราชานภุ าพทรงกล่าววา่ ชนชาตไิ ทยมคี ุณธรรม 3 ประการ
เป็นสำคญั จึงสามารถปกครองประเทศสยาม ได้คือ ความรกั อสิ ระของชาติความปราศจากวิหิงสาและความ
ฉลาดในการประสานประโยชน์ถา้ จะเรียกเปน็ ภาษาองั กฤษ คอื Love of national independence,
Toleration and Power of assimilation สำหรับการจัดรูปการปกครองของไทยแต่เดิม จากพงศาวดารและ
หลักฐานอา้ งอิง พอสันนิฐานไดว้ ่าไทยในสมยั น่านเจ้าน้นั การปกครองในส่วนกลางแบ่งออกเป็น 9 กระทรวง
คอื
1. ฮินสอง เทยี บกบั ปจั จุบันไดแ้ ก่ กระทรวงมหาดไทย
2. โม่วสอง เทยี บกับปจั จบุ นั ไดแ้ ก่ กระทรวงกลาโหม
3. มา่ นสอง เทียบกับปัจจุบนั ได้แก่ กระทรวงการคลงั
4. ยันสอง เทียบกับปัจจุบันไดแ้ ก่ กระทรวงการตา่ งประเทศ
5. หว่อสอง เทยี บกบั ปัจจุบนั ได้แก่ กระทรวงพาณชิ ย์
6. ฝัดสอง เทียบกับปัจจุบนั ไดแ้ ก่ กระทรวงยตุ ธิ รรม
7. ฮิดสอง เทยี บกบั ปัจจุบนั ได้แก่ กระทรวงโยธาธกิ าร
8. จุง้ สอง เทียบกบั ปจั จบุ ันได้แก่ กระทรวงสำมะโนครวั
9. ฉ่ือสอง เทยี บกบั ปัจจุบันได้แก่ กระทรวงวงั หรอื ราชประเพณี
การบริหารงานของราชการส่วนกลางมอี ภิรฐั มนตรรี ัฐมนตรีหรือเสนาบดี ปลดั กระทรวง อธิบดีเจา้ กรมปกครอง
บังคบั บญั ชารับผดิ ชอบตามลำดบั
165
ส่วนการปกครองในภูมิภาคแบ่งเขตการปกครองเปน็ มณฑลแตล่ ะมณฑลมีเมืองเอกโทตรแี ละจัตวามหี วั หน้า
ปกครองลดหลนั่ กันไปได้แก่ เจา้ หัวเมอื งเอก เจ้าหวั เมืองโท เจ้าหวั เมืองตรีและเจ้าหัวเมอื งจตั วาแต่ละเมือง
แบ่งออกเป็นแขวงมีนายอำเภอเปน็ หัวหนา้ รองจากแขวงเป็นแควน้ มกี ำนนั เปน็ หัวหนา้ จากแคว้นจึงเป็น
หมูบ่ ้านมผี ู้ใหญบ่ ้านเป็นหวั หนา้ รบั ผดิ ชอบซ่ึงรูปแบบการปกครองดงั กลา่ วนม้ี ีลักษณะคล้ายกบั การปกครองใน
แบบปจั จบุ นั มาก
การปกครองสมัยสโุ ขทัย
อาณาจักรสโุ ขทยั เมื่อแรกต้งั เปน็ อาณาจักรเลก็ ๆ สมยั ท่รี ุ่งเรืองทีส่ ุดคือสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชมีอาณา
เขตทิศเหนือจรดเมืองลำพูน ทศิ ตะวนั ออกเฉียงเหนือจรดเทือกเขาดงพญาเยน็ และภเู ขาพนมดงรัก ทิศ
ตะวันตกจรดเมืองหงศาวดี ทางใตจ้ รดแหลมมลายู มีกษัตรยิ ์ปกครองเป็นเอกราชติดต่อกันมา 6 พระองค์
อาณาจักรสุโขทัยเส่อื มลงและตกเปน็ เมืองข้ึน ของกรงุ ศรีอยุธยาเมือ่ สมยั พญาไสลือไท โดยทำสงครามปราชยั
แก่ พระบรมราชาที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 1921 และราชวงศพ์ ระรว่ งยงั คงปกครองในฐานะประเทศ
ราชตดิ ตอ่ กันมาอีก 2 พระองค์ จนสนิ้ ราชวงศ์ พ.ศ.1981
ลักษณะการปกครองของสมยั สุโขทัย เป็นการปกครองแบบบิดาปกครองบุตรหรือการปกครองคนในครอบครัว
คือพระมหากษัตรยิ เ์ ปน็ เสมือนพอ่ หรอื ข้าราชการบริพารเปรยี บเสมือนลกู หรือคนในครอบครัวทำการปกครอง
ลดหล่นั กันไปตามลำดับ ศาสตราจารย์ James N. Mosel ไดใ้ หค้ วามเห็นเกี่ยวกับการปกครองของไทยในสมัย
กรงุ สโุ ขทยั ไว้ว่า มลี ักษณะสำคัญ 2 ประการคือ มีลกั ษณะเป็นการปกครองแบบพ่อปกครองลกู กับการ
ดำเนนิ การปกครองแบบหัวเมืองข้ึน
สำหรับการปกครองแบบบดิ ากบั บุตรนี้ในปาฐกถาของ สมเดจ็ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ เร่ืองลักษณะการ
ปกครองประเทศสยาม แต่โบราณได้อธบิ ายไว้ว่าวธิ ีการปกครองในสมัยสุโขทยั น้นั นบั ถือพระเจ้าแผ่นดินอยา่ ง
บดิ าของประชาชนท้ังปวงวธิ ีการปกครองเอาลกั ษณะการปกครองสกุลมาเปน็ คติ เป็นต้น บิดาปกครอง
ครวั เรอื นหลายครวั เรือนรวมกนั เปน็ บา้ นอยู่ในปกครองของพอ่ บ้าน ผู้อยูใ่ นปกครอง เรียกวา่ ลกู บา้ น หลาย
บ้านรวมกันเป็นเมืองถ้าเป็นเมอื งขึ้นอยใู่ นความปกครองของพ่อเมือง ถ้าเป็นประเทศราชเจ้าเมอื งเปน็ ขุนหลาย
เมอื ง รวมกนั เป็นประเทศท่ีอยูใ่ นความปกครองของพ่อขุน ขา้ ราชการในตำแหน่งต่าง ๆ เรียกวา่ ลูกขุน
วิธกี ารปกครองของไทยเป็นอย่างบดิ าปกครองบุตรยังใช้หลักในการปกครองประเทศไทยมาจนเปล่ยี นแปลง
การปกครอง คำว่าปกครองแบบ พ่อปกครองลกู น้ีมีความสำคัญและมอี ิทธพิ ลตอ่ จิตใจของคนไทยเปน็ อยา่ งย่ิง
พระเจา้ แผ่นดนิ สมยั สโุ ขทัยตอนตน้ ประชาชนมักใช้คำแทนตัวท่านว่า พ่อขนุ จนเมือ่ อิทธิพลของขอมเขา้ มา
แทรกแซงก็ได้เปลย่ี นไปใช้คำว่า พระยา ทำให้ความสมั พันธร์ ะหว่างประชาชนกับกษตั ริย์ ซงึ่ เดิมเปรยี บเสมือน
พ่อกับลกู ไดก้ ลายสภาพเป็นข้ากบั เจ้าบ่าวกบั นายไป
166
การปกครองราชธานแี ละหัวเมืองตา่ ง ๆ แบง่ ออกเปน็
1. เมอื งหลวงหรอื ราชธานี อาณาจกั รสุโขทยั มีกรงุ สโุ ขทัยเป็นราชธานี เมืองหลวงหรือราชธานเี ป็นที่ประทบั
ของพระมหากษัตรยิ ์ พระมหากษตั ริย์เป็นผูป้ กครองดแู ลเอง
2. หวั เมอื งช้ันใน หรือเมืองลูกหลวง ตง้ั อยู่รายรอบราชธานีทั้ง 4 ทศิ หวั เมืองชน้ั ในพ่อขุนจะแต่งต้ังพระญาติ
วงศใ์ กลช้ ิดไปปกครอง
3. หวั เมืองชน้ั นอก หรือ เมืองพระยามหานคร ผ้ปู กครองเมืองได้แก่ เจ้านายหรือขา้ ราชการชนั้ ผใู้ หญ่ ทพี่ ่อขุน
โปรดเกลา้ ฯ ให้ไปปกครองเมืองนนั้ ๆ
4. เมืองประเทศราช เมืองที่อย่นู อกอาณาจักร ชาวเมืองเป็นคนตา่ งชาติ พ่อขุนจะกำหนดใหเ้ จ้านายของเมือง
นนั้ ๆ ปกครองกนั เอง แตต่ ้องถวายเครือ่ งราชบรรณาการต่อพระเจา้ กรงุ สุโขทยั ตามกำหนด
การปกครองสมัยอยุธยา
กรงุ ศรอี ยธุ ยา เคยเป็นประเทศราชของกรงุ สโุ ขทัยมาก่อน เมอ่ื ส้นิ รชั สมัยของพอ่ ขุนรามคำแหงมหาราช
อาณาจักรสโุ ขทยั เร่มิ เส่ือมอำนาจลง ปรากฏวา่ หัวเมืองมอญซึง่ เคยเป็นเมืองขน้ึ ได้ก่อการกบฏ กรงุ สุโขทัยนัน้
ไมส่ ามารถปราบปรามได้ พระเจา้ อู่ทองทรงเห็นว่ากรุงสโุ ขทัยอ่อนอำนาจลง จึงประกาศอสิ รภาพและทำการ
เปลย่ี นแปลงการปกครองเสียใหม่ เพื่อให้เกดิ ความเหมาะสมกบั สถานการณ์ดว้ ยการเปลยี่ นแปลงตามแบบขอม
คอื แบบเทวสมมติ (Divine rights)
ลกั ษณะสำคัญของการปกครองระบบเทวสมมติหรือเทวสิทธิ์น้ี มขี ้อนา่ สังเกตอยู่ 3 ประการ คือ
1. รัฐเกดิ โดยพระเจา้ บงการ
2. พระเจา้ ทรงเป็นผู้แตง่ ตั้งผู้ปกครองรฐั
3. ผู้ปกครองรัฐมีความรบั ผิดชอบตอ่ พระผูเ้ ป็นเจา้ เพยี งผ้เู ดยี ว
ระบบเทวสทิ ธิน์ ี้ ถือคตกิ ารปกครองมาจากขอมและฮินดโู ดยแบ่งแยกผูป้ กครองกับผู้อยใู่ ต้การปกครองออกจาก
กัน พระมหากษัตรยิ ถ์ ูกยกย่องใหเ้ ปน็ สมมตุ เิ ทพเชน่ พระอิศวรหรือพระนารายณ์ การปกครองแบบเทวสทิ ธิ์
กระทำให้ชนชน้ั ปกครองกลายเปน็ ชนชน้ั หน่งึ ต่างหาก มอี ภิสิทธ์ิเสมอื นเทพเจ้าตามคตขิ องฮนิ ดู ราษฎร
กลายเปน็ ผอู้ ยูใ่ ต้อำนาจและผู้ถูกปกครองอย่างแท้จรงิ สมบูรณาญาสทิ ธริ าชถือกำเนดิ มาจากระบบน้แี ละเปน็
ท่มี าของลัทธิมูลนายกบั บ่าวหรือทาส และระบบศักดินา"
ลักษณะการปกครองสมัยโบราณน้ัน มีเค้าเงื่อนปรากฏเปน็ ลกั ษณะการปกครอง 2 แบบ คอื แบบหนึ่ง
เปน็ แบบขอมเข้ามาครอบครองถ่นิ ฐานประเทศอยู่เดิม ขอมมีการปกครองตามคตทิ ่ีได้มาจากอินเดีย ส่วนไทย
167
ปกครองอยา่ งแบบไทยเดิม ส่วนทางใต้ปกครองตามแบบขอมเพราะขอมยงั มีอำนาจอยู่ในเมืองตา่ ง ๆ เชน่
ละโวแ้ ละเมอื งอ่นื ทางใต้การปกครองของขอมและของไทยมีท่ีเหมือนกนั อยู่อยา่ งหนงึ่ คือ ถืออาญาสทิ ธิข์ อง
พระเจ้าแผน่ ดินเปน็ ใหญ่ ตา่ งกม็ พี ระมหากษัตรยิ ์ดว้ ยกนั ทง้ั สองแบบแต่ของขอมนัน้ ถือลัทธิตามชาวอนิ เดยี คือ
สมมตุ พิ ระมหากษตั ริย์เป็นพระโพธิสัตว์ พระอศิ วรหรอื พระนารายณ์แบ่งภาคมาเล้ยี งโลกและอาศัยความเป็น
เจ้าตำราการปกครองลกั ษณะการทข่ี อมเข้าปกครองราษฎร จงึ คล้ายกบั นายปกครองบา่ ว (Autocratic
government) ส่วนการปกครองของไทยนัน้ นบั ถือพระจ้าแผ่นดินเป็นบิดาของประชาชน วิธกี ารปกครองก็
เอาลกั ษณะการปกครองของสกลุ มาเป็นคติ และถือวา่ บดิ าเปน็ ผปู้ กครองครัวเรือน
ตอ่ มาในสมัยพระเจา้ อทู่ อง ทรงไดป้ รับปรงุ ระบอบการปกครองใหม่ โดยมีพระมหากษตั ริย์เป็น
ผูอ้ ำนวยการปกครองเรียกการปกครองแบบนี้ว่า การจัดระเบียบการปกครองสว่ นภมู ิภาคออกเปน็ ราชธานีและ
เมอื งพระยามหานครตามที่กลา่ วมาแลว้ จะเห็นไดว้ า่ ราชธานมี วี งเขตแคบลงทง้ั น้ีก็ดว้ ยมีความประสงค์ให้หวั
เมอื งชนั้ ในตดิ ตอ่ กบั ราชธานไี ด้โดยสะดวก ส่วนหัวเมืองช้นั นอกอนั เปน็ เมืองพระยามหานครนนั้ อยูห่ ่างไกล
ออกไปจากราชธานี เมือ่ การคมนาคมยังไมเ่ จริญ กย็ อ่ มติดต่อกับราชธานีได้โดยมากราชการบรหิ ารสว่ นกลาง
ไมส่ ามารถควบคุมดูแลได้อย่างใกลช้ ดิ เมอื งพระยามหานคร จึงเกอื บไม่ข้ึนต่อราชการบรหิ ารสว่ นกลางเลย เจา้
เมอื งผูป้ กครองเมืองเหล่านน้ั เป็นผู้แทนพระมหากษตั ริยแ์ ละได้รับการมอบหมายใหใ้ ชอ้ ำนาจแทน
พระมหากษัตริย์ ทัง้ ในทางการปกครอง และในทางตลุ าการ
เม่ือพระมหากษัตรยิ ์ได้ทรงแตง่ ตั้งให้เปน็ เจ้าเมืองแลว้ ก็มีอำนาจที่จะปกครองเมืองได้อย่างเต็มท่ี เกือบไม่
ต้องขน้ึ หรือคอยรบั คำสง่ั จากราชธานดี ว้ ยเหตุน้ีเมือ่ พระมหากษัตรยิ ใ์ ดทรงมีอานภุ าพกร็ ักษาเอกภาพแห่งพระ
ราชอาณาจักรไวไ้ ด้อยา่ งเรยี บร้อย แต่ถ้าพระมหากษตั ริยอ์ งคใ์ ดหยอ่ นอานุภาพลง เจา้ เมืองมักจะคิดตั้งตนเปน็
อิสระทำใหค้ วามเป็นอนั หน่ึงอันเดียวกันของอาณาจักรไม่มั่นคง เหตุดังกล่าวนเี้ กดิ ข้ึนเนื่องจากราชการ
ส่วนกลาง และราชการปกครองส่วนภูมิภาคไม่มคี วามสัมพันธ์กันเพียงพอ
รชั สมยั ของสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ ซ่ึงได้ทรงปรับปรุงรปู แบบการปกครองข้นึ ใหม่ โดยแยกการบริหาร
ราชการออกเป็นฝ่ายพลเรอื น และฝา่ ยทหาร สำหรับฝ่ายพลเรือนรับผดิ ชอบเก่ยี วกบั กจิ การทางด้านเวยี ง วัง
คลงั นา มสี มุหนายกเป็นผู้รบั ผิดชอบ ส่วนกจิ การเกย่ี วกับทหารและการป้องกนั ประเทศ เช่น กรมช้าง กรมม้า
และกรมทหารราบ มสี มหุ กลาโหมเปน็ ผรู้ ับผดิ ชอบการเปลี่ยนแปลงดงั กลา่ วนจี้ ึงมีความสำคัญย่งิ ต่ออนาคต
ของการจดั การปกครองประเทศการปกครองได้เปน็ ไปในทางเสรมิ สรา้ งสมบูรณาญาสทิ ธริ าชเตม็ ท่ี เพราะได้
พวกพราหมณแ์ ละพวกเจ้านาย ท้าวพระยามาจากกรุงกัมพูชา ซ่งึ มคี วามชำนาญทางการปกครองอยา่ งถว้ นถี่
ดีกวา่ ท่ีเคยร้มู าแต่ก่อนไว้
ดงั น้นั แนวความคดิ เก่ยี วกับองคพ์ ระมหากษัตริย์และสถาบันแห่งพระองค์ ก็คงจะต้องเข้มงวดกวดขันย่ิง
กว่าแต่กาลกอ่ น คือถือวา่ เป็นสมมติเทวราชเต็มรูปแบบสำหรบั การปรับปรงุ แก้ไขการจัดระเบยี บราชการ
168
บริหารส่วนภูมภิ าค อนั เปน็ ผลของการปฏิรูปดังกลา่ วนนั้ ก็คอื ไดม้ กี ารขยายเขตราชธานี และหัวเมืองชน้ั ใน
ออกไปให้กวา้ งกวา่ เดิม เพ่ือท่ีจะได้รวมอำนาจการปกครองเขา้ ไวใ้ นสว่ นกลางให้ราชการบริหารส่วนกลาง
สามารถควบคุมสว่ นภูมิภาคได้ดยี ิง่ ขน้ึ และจดั หัวเมืองช้ันในอยู่ในวงของราชธานเี ปน็ หวั เมืองชัน้ จัตวา สว่ นหัว
เมืองชน้ั ในพระมหากษัตริย์ทรงอำนวยการปกครองโดยมเี สนาบดีเป็นผชู้ ว่ ย ฉะน้นั ผู้ปกครองหวั เมืองชนั้ ในหรอื
เมืองช้นั จัตวาจึงเรยี กวา่ "ผู้รง้ั "ไม่ใชเ่ จ้าเมืองและได้รับแต่งต้ังใหด้ ำรงตำแหน่งชว่ั เวลา 3 ปี สว่ นกรมการอันเป็น
พนกั งานปกครองกข็ ้นึ อยู่ในความบังคับบญั ชาของเจา้ กระทรวงต่างๆ ในราชธานี
ในสมยั กรุงศรีอยธุ ยานี้ ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าได้มีการจดั ระเบียบราชการบริหารสว่ นภูมิภาคปลีกย่อย
ออกไปอีก ซ่ึงไดแ้ ก่การจดั ระเบียบการปกครองภายในเมืองหน่ึงๆทงั้ หัวเมอื งชั้นนอกและชั้นใน หรือเรียกว่า
ระเบียบการปกครองท้องท่ี โดยแบง่ เมืองออกเปน็ แขวง แขวงแบง่ ออกเปน็ ตำบล ตำบล แบ่งออกเป็นบ้าน ซ่ึง
เป็นท่รี วมของหลาย ๆ ครวั เรอื นแตม่ ิไดก้ ำหนดจำนวนคน หรอื จำนวนบา้ นไว้การแบ่งเขตการปกครองตามท่ี
กล่าวมาข้างตน้ นี้แสดงใหเ้ หน็ ว่าไม่มรี ปู รา่ งผดิ แปลกไปกับการปกครองสมยั ปัจจบุ นั มาก นกั กฎหมายปกครอง
ท้องที่ตราข้ึน ในสมัยหลังไดร้ ่างข้ึนโดยอาศัยรปู การปกครอง ซึ่งมีอยู่แตเ่ ดิมเป็นหลักใหญ่และได้แก้ไขดัดแปลง
บ้างเลก็ นอ้ ยเท่านั้น
การปกครองระบบเทวสิทธ์นิ ี้ ถ้าจะพจิ ารณาถึงผลสะท้อนทเี่ กิดกบั การบรหิ ารแล้ว จะเห็นได้วา่ ประเทศ
ไทยในสมยั นน้ั เม่ือมีการสถาปนาประเทศเขา้ สเู่ สถยี รภาพ ขอ้ เสียของระบบเทวสทิ ธก์ิ ็ปรากฏขึน้ เชน่ ชนฝ่าย
ปกครองหรอื กษตั ริย์ถูกแยกห่างออกจากฝ่ายถกู ปกครองคือประชาชนมากเกินไปจนกลายเป็นชนชนั้ หนึง่ อกี
ต่างหาก ซ่งึ แตกตา่ งจากการปกครองระบบบิดาและบุตรมาก ประกอบกับชนช้ันปกครองระดับรองลงมา อนั
ได้แก่ มลู นายต่าง ๆ ชอ่ งทางการใชอ้ ำนาจหนา้ ท่เี กินขอบเขต เกดิ การกดขที่ ารณุ และคดโกงขึน้ ตำแหนง่
พระมหากษัตริยก์ ลายเปน็ ตำแหน่งทีม่ ีอำนาจและอภสิ ทิ ธย์ิ ิ่งใหญ่ เปน็ สิ่งพึงปรารถนาในทางโลก ผ้ใู ดยดึ ครอง
ตำแหนง่ ย่อมได้มาท้งั อำนาจและอภิสิทธิ์ตา่ งๆ ดุจเทพเจา้
ฉะนัน้ ตลอดระยะเวลาอันยาวนานของการปกครองใตร้ ะบบเทวสทิ ธ์ิ ไดม้ ีการชว่ งชงิ อำนาจกันอยู่
ตลอดเวลา จนบางครั้งทำให้เปน็ มูลเหตไุ ปสคู่ วามอ่อนแอ และตอ้ งสญู เสียเอกราชใหแ้ ก่ขา้ ศกึ ไปถึงสองคร้ังสอง
ครา ซง่ึ ประวัตศิ าสตรข์ องกรงุ ศรอี ยธุ ยาจะยืนยันข้อความจรงิ ดงั กลา่ วไดด้ ี เหตุการณ์เชน่ นมี้ ิไดม้ ีปรากฏในสมยั
สุโขทัย ซ่งึ ถือการปกครองระบบบดิ ากบั บุตร เพราะตำแหน่งกษัตรยิ ์เปน็ เพยี งเสมือนตำแหนง่ หวั หนา้
ครอบครัวเท่านน้ั เม่ือคนที่ได้เคยดำรงตำแหน่งหวั หนา้ สิน้ ไป คนใหมท่ ี่มีอาวุโสรองลงไปจะเข้ารบั หนา้ ทีแ่ ทน
มิได้ถือวา่ เปน็ ตำแหน่งพิเศษเป่ียมดว้ ยอภิสิทธ์ิดังระบบเทวสทิ ธิ์
169
การปกครองสมยั กรงุ รัตนโกสินทร์
มลู เหตุการปรบั ปรุงการปกครอง
นายวรเดช จันทรศร ไดส้ รปุ ถึงปัญหาท่ีสยามประเทศเผชิญอย่ใู นขณะนั้นทเี่ ป็นเงื่อนไขความจำเปน็ ทีก่ ่อให้เกดิ
การปฏริ ปู อย่างขนานใหญ่รวม 7 ประการ ได้แก่
1. ปญั หาความล้าหลังของระบบการบรหิ ารราชการแผ่นดินท่มี รี ูปแบบของการจดั ท่ีทำใหเ้ อกภาพของชาติ
ตัง้ อยูบ่ นรากฐานที่ไมม่ ัน่ คงระบบบรหิ ารล้าสมัยขาดประสทิ ธภิ าพมีการทำงานทซ่ี ้ำซ้อนและสบั สนการควบคุม
และการรวมอำนาจเข้าสู่ศนู ย์กลางไมส่ ามารถทำได้ทำให้ความมัน่ คงของประเทศอยใู่ นอนั ตรายและยงั เปดิ
โอกาสใหค้ า่ นิยมของตะวนั ตกสามารถเขา้ แทรกแซงไดโ้ ดยง่าย
2. ระบบบรหิ ารการจดั เกบ็ ภาษีอากรและการคลังของสยามประเทศ มิไดเ้ ออ้ื อำนวยต่อการพฒั นาปรบั ปรุง
บา้ นเมืองและเสริมสร้างพระราชอำนาจให้แกส่ ถาบันพระมหากษตั รยิ ์เนื่องจากขาดหน่วยงานกลางท่จี ะ
ควบคมุ ดแู ลการจดั เกบ็ รักษาและใชเ้ งินรายไดแ้ ผ่นดินได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ พระมหากษัตริย์ ไม่สามารถ
ควบคุมพฤตกิ รรมของเจ้าพนักงานขุนนางผดู้ ูแลการจดั เกบ็ ภาษรี ฐั และเจ้าภาษนี ายอากร ให้อยใู่ นระเบียบ
กฎเกณฑ์ได้
3. การควบคมุ กำลังคนในระบบไพร่ก่อให้เกิดปัญหาการใชไ้ พร่เป็นฐานอำนาจทางการเมือง เพื่อล้มล้างพระ
ราชอำนาจของพระมหากษัตรยิ ์ เกิดความไมม่ น่ั คงต่อพระราชบัลลังก์ เกดิ การขาดเอกภาพในชาติทำให้ระบบ
เศรษฐกิจของประเทศเกิดความล้าหลังไพร่ไม่สามารถสะสมทางเศรษฐกิจทั้งนี้ เพราะผลเนือ่ งมาจากการเกณฑ์
แรงงาน นอกจากนี้การฉ้อราษฎร์บังหลวงของมูลนาย ยังเป็นการทำลายผลประโยชนข์ องพระมหากษตั รยิ ์
และเกิดความเสียหายต่อสยามโดยรวม
4. ปญั หาการมที าสกอ่ ใหเ้ กดิ การกดข่แี ละความไมเ่ ป็นธรรมในสังคมเปน็ เครื่องชคี้ วามป่าเถ่ือนลา้ หลงั ของ
บา้ นเมืองทมี่ ีอยซู่ งึ่ เป็นอนั ตรายตอ่ ความมั่นคงของประเทศตา่ งชาตอิ าจใช้เปน็ ข้ออา้ งในการเข้ามาแทรกแซง
ของลัทธลิ า่ อาณานิคมทีจ่ ะสร้างความศวิ ไิ ลซ์และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กบั ประชาชนในชาติด้อยพฒั นาในแง่
เศรษฐกจิ ระบบทาสของสยามเปน็ ระบบใช้แรงงานทเี่ ปน็ อุปสรรคต่อความก้าวหนา้ ทางเศรษฐกิจและเปน็
อุปสรรคต่อการเป็นการพัฒนาคณุ ภาพกำลงั คนในชาติ
5. ระบบทหารของสยามประเทศเป็นระบบที่ไมส่ ามารถปอ้ งกนั ผลประโยชน์ และเกยี รติของชาติไวไ้ ด้เป็น
ระบบทย่ี ึดถอื แรงงานของไพร่เป็นหลกั ในการป้องกันพระราชอาณาจกั รทำใหก้ ารควบคุมประชาชนในประเทศ
ถูกแบ่งออกเปน็ กลุ่มๆ ทำให้สถานภาพของพระมหากษัตรยิ ์และเอกภาพของชาติตง้ั อยูบ่ นฐานที่ไม่ม่ันคง ทำให้
กองทพั ขาดเอกภาพขาดระเบียบวินัยอยู่ในสภาพท่ีไม่พร้อมรบไม่อำนวยให้เกิดการฝึกหัดท่ดี แี ละการเรยี ก
ระดมเข้าประจำกองทัพล่าชา้ ทำใหไ้ มท่ ราบจำนวนไพร่พลทีแ่ น่นอน
170
6. ปัญหาข้อบกพร่องของระบบกฎหมาย และการศาลทล่ี ้าสมัยแตกตา่ งจากอารยะประเทศไม่เป็นหลักประกนั
ความยุติธรรมให้กับคนในชาติ และชาวตา่ งชาตบิ ทลงโทษรุนแรงทารณุ การพจิ ารณา ล่าช้าคดคี งั่ ค้างไม่
สามารถรองรบั ความเจริญทางการคา้ พาณชิ ย์และสภาพสังคม ได้มีหนว่ ยงานในการพจิ ารณาคดีมากเกินไป
เกิดความล่าช้าสงั กัดของศาลแยกไปอยูห่ ลายกรมเกิดความล่าชา้ และไมย่ ุติธรรมระบบการรบั สินบนฝังรากลกึ
มาแตใ่ นอดีตปญั หาขอ้ บกพร่องต่างๆ ทัง้ หมดนีเ้ ปน็ เหตุให้สยามถูกกดดันทำให้เกดิ ความยากลำบากในการ
ปกครองและเป็นอปุ สรรคต่อการพัฒนาประเทศ
7. ปัญหาด้านการศึกษาสยามประเทศก่อนปฏิรปู ยงั ไม่มีระบบการศึกษาสมัยใหม่ไม่มหี น่วยงานทจี่ ะรบั ผดิ ชอบ
ในการจัดการศกึ ษาโดยตรงการศกึ ษาจำกัดอยูเ่ ฉพาะราชวงศข์ ุนนางชนั้ สูงเกิดความไมย่ ุติธรรม ทำให้โอกาส
การพัฒนาคุณภาพชวี ิตของคนสว่ นใหญ่ลางเลอื น ประเทศขาดคนท่ีมีคุณภาพเปน็ อุปสรรคต่อการพัฒนา
ประเทศขาดพลังทจี่ ะช่วยรักษาบา้ นเมืองให้อยรู่ อดปลอดภัยอกี ท้ังยังทำใหต้ ่างชาตดิ ูถูกสยามประเทศวา่ มี
ความปา่ เถ่ือน ล้าหลัง
การปรบั ปรงุ การบริหารราชการส่วนกลาง
การปรบั ปรุงการบริหารราชการในสว่ นกลางไดจ้ ดั แบ่งหน่วยงานออกเป็นกระทรวงต่าง ๆ ตามลักษณะเฉพาะ
เพือ่ ใหก้ ารบรหิ ารงานดำเนนิ ไปอยา่ งมีประสิทธภิ าพโดยปรับปรุงการจดั ระเบยี บบริหารราชการส่วนกลางซ่ึงมี
มาแต่เดิมนบั ตงั้ แต่การปฏริ ูปการปกครองในสมยั กรุงศรอี ยุธยา คอื มหาดไทย กลาโหม เมอื ง วงั คลัง นาอนั ได้
ใชเ้ ปน็ ระเบยี บปกครองประเทศไทยตลอดมาจนถงึ รัชกาลท่ี 5 เหตุแห่งการปฏิรูปการปกครอง และระเบยี บ
ราชการสว่ นกลางในรชั การน้ี ก็เน่ืองจากองค์การแห่งการบริการส่วนกลาง ซ่งึ แบง่ ออกเป็น 6 สว่ น ไมเ่ พียง
พอที่จะปฏบิ ตั ริ าชการใหไ้ ดผ้ ลดีและความเจริญของประเทศและจำนวนพลเมอื งเพมิ่ ขน้ึ ขา้ ราชการเพิ่มข้ึน แต่
องค์การแห่งราชการบรหิ ารส่วนกลางยงั คงมีอยู่เชน่ เดิมไม่เพียงพอต่อความต้องการดว้ ยเหตดุ งั กล่าว จงึ ได้ทรง
ตงั้ กระทรวงเพ่ิมข้ึนโดยได้ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศตั้งกระทรวงแบบใหม่ และผู้ดำรงตำแหน่ง
เสนาบดีกระทรวงต่าง ๆ ขึ้นโดยไดจ้ ดั สรรใหอ้ ำนาจหนา้ ที่และความรับผดิ ชอบของแต่ละกระทรวงให้เปน็
สดั ส่วน ดงั นี้ คือ
1. กระทรวงมหาดไทย บังคับบัญชาหวั เมืองฝ่ายเหนือและเมืองลาวประเทศราช (ในช่วงแรก) แต่ต่อมาได้มีการ
โอนการบงั คบั บญั ชาหัวเมืองท้งั หมดที่มีให้อยู่ในความดูแลของกระทรวงมหาดไทย
2. กระทรวงกลาโหม บงั คบั บัญชาหวั เมอื งปกั ษ์ใต้ ฝ่ายตะวนั ตกตะวันออก และเมอื งมลายปู ระเทศราช เมื่อมี
การโอนการบังคับบญั ชาหวั เมืองไปใหก้ ระทรวงมหาดไทยแล้วกระทรวงกลาโหมจงึ บงั คับบญั ชาฝ่ายทหารเพียง
อยา่ งเดยี วทัว่ พระราชอาณาเขต
171
3. กระทรวงการต่างประเทศ (กรมท่า) มีหนา้ ที่ดา้ นการต่างประเทศ
4. กระทรวงวงั วา่ การในพระราชวงั
5. กระทรวงเมือง (นครบาล) การโปลิศและการบญั ชคี น คือ กรมพระสุรสั วดแี ละรักษาคนโทษ
6. กระทรวงเกษตราธิการ ว่าการเพาะปลกู และการค้า ปา่ ไม้ เหมอื งแร่
7. กระทรวงพระคลัง ดูแลเรือ่ งเงิน รายได้ รายจา่ ยของแผน่ ดิน
8. กระทรวงยตุ ิธรรม จดั การเรื่องศาลซึ่งเคยกระจายอย่ตู ามกรมตา่ ง ๆ นำมาไว้ท่ีแห่งเดียวกันท้ังแพง่ อาญา
นครบาล อทุ ธรณท์ ้ังแผน่ ดนิ
9. กระทรวงยทุ ธนาธิการ ตรวจตราจดั การในกรมทหารบก ทหารเรือ
10. กระทรวงธรรมการ จัดการเก่ียวกบั การศึกษา การรกั ษาพยาบาล และอปุ ถัมภ์คณะสงฆ์
11. กระทรวงโยธาธิการ มหี น้าที่ก่อสรา้ งทำถนน ขุดคลอง การชา่ ง การไปรษณยี โ์ ทรเลขการรถไฟ
12. กระทรวงมุรธาธิการ มหี น้าทรี่ กั ษาพระราชลัญจกร รกั ษาพระราชกำหนดกฎหมายและหนังสือราชการท้ัง
ปวง
เมอ่ื ได้ประกาศปรบั ปรุงกระทรวงใหมเ่ สร็จเรียบร้อยจงึ ได้ประกาศตงั้ เสนาบดแี ละให้เลิกอคั รเสนาบดที ้ัง 2
ตำแหนง่ คือ สมหุ นายกและสมุหกลาโหม กับตำแหน่งจตุสดมภใ์ ห้เสนาบดที กุ ตำแหน่งเสมอกันและรวมกัน
เปน็ ทป่ี ระชุมเสนาบดสี ภา หรือเรยี กว่า ลกู ขุน ณ ศาลา ต่อจากนั้นไดย้ ุบรวมกระทรวง และปรบั ปรงุ ใหม่เม่ือ
สิ้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว กระทรวงตา่ งๆ ยังคงมีเหลืออยู่ 10 กระทรวง คือ
กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงนครบาล กระทรวงการ-ต่างประเทศ กระทรวงพระคลงั มหา
สมบัติ กระทรวงวงั กระทรวงเกษตราธกิ าร กระทรวงยตุ ิธรรม กระทรวงโยธาธิการ และกระทรวงธรรมการ
การปรบั ปรงุ การบริหารราชการสว่ นภูมิภาค
ดว้ ยเหตทุ ่มี ีการรวมการบงั คับบัญชาหวั เมอื งซึง่ เคยแยกกันอย่ใู น 3 กรม คือ มหาดไทยกลาโหมและกรมทา่ ให้
มารวมกันอยู่ในกระทรวงมหาดไทยกระทรวงเดยี ว การปฏิรูปหนว่ ยราชการบริหารส่วนภมู ิภาคจงึ มสี ภาพและ
ฐานะเปน็ ตัวแทน (field) หรือหน่วยงานประจำทอ้ งที่ของกระทรวงมหาดไทย หรอื รัฐบาลกลางโดยส่วนรวม
ทัง้ นไ้ี ด้มีการเปลย่ี นแปลงลักษณะการปกครองแบบเมืองหลวง เมืองชนั้ ใน เมืองชั้นนอก เมืองพระยามหานคร
และเมืองประเทศราชเดิม เพ่ือให้ลักษณะการปกครองเปลี่ยนแปลงแบบราชอาณาจกั รโดยการจัดระเบยี บการ
ปกครองใหม้ ลี ักษณะลดหลนั่ ตามระดับสายการบังคบั บัญชาหน่วยเหนือลงไปจนถึงหนว่ ยงานช้นั รอง
ตามลำดบั ดงั นี้
172
1.การจัดรปู การปกครองมณฑลเทศาภบิ าล โดยการรวมหัวเมอื งต่าง ๆ เป็นมณฑลตามสภาพภูมปิ ระเทศและ
ความสะดวกแก่การปกครอง มีสมหุ เทศาภิบาลซึ่งพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั ฯ ทรงเลือกสรรจาก
ผูท้ รงคุณวฒุ ิทีม่ ีความสามรถสงู และเปน็ ท่ีวางพระราชหฤทัยแตง่ ตงั้ ให้ไปบริหารราชการตา่ งพระเนตรพระ
กรรณ
2.การจดั รปู การปกครองเมือง มีการปกครองใชข้ อ้ บังคับลกั ษณะการปกครองท้องทซ่ี ่ึงมบี ทบญั ญัตเิ กี่ยวกับการ
จดั หนว่ ยบรหิ ารท่ีชื่อว่า "เมือง" ใหมโ่ ดยใหร้ วมทอ้ งที่หลายอำเภอเป็นหัวเมืองหนงึ่ และกำหนดให้มีพนักงาน
ปกครองเมืองแต่ละเมือง ประกอบด้วยผู้ว่าราชการเมืองเป็นผบู้ งั คับบัญชาเมือง และมคี ณะกรรมการเมอื ง 2
คณะ คอื กรมการในทำเนียบและกรมการนอกทำเนยี บเปน็ ผ้ชู ่วยเหลอื และให้คำแนะนำพระมหากษัตริยท์ รง
เลอื กสรร และโยกย้ายผูว้ ่าราชการเมอื ง
3. การจัดการปกครองอำเภอ อำเภอเปน็ หนว่ ยบรหิ ารราชการระดบั ถัดจากเมอื งเป็นหน่วยปฏิบตั ริ าชการ
หน่วยสุดท้ายของรฐั ที่จะเปน็ ผูบ้ รกิ ารราชการในท้องท่ี และใหบ้ รกิ ารแกป่ ระชาชนตามนโยบายของรฐั บาล
กลาง เปน็ หน่วยการปกครองทจี่ ัดต้ังขนึ้ โดยการรวมทอ้ งที่หลายตำบลเขา้ ดว้ ยกนั มีกรมการอำเภอซ่ึง
ประกอบด้วยนายอำเภอปลัดอำเภอ และสมุหบ์ ัญชอี ำเภอร่วมกนั รบั ผิดชอบในราชการของอำเภอ โดย
นายอำเภอเป็นหวั หน้า ท้งั นี้ การแต่งตง้ั โยกย้ายนายอำเภอ เป็นอำนาจของข้าหลวงเทศาภบิ าลสำหรบั
ตำแหน่งลำดับรองๆ ลงไปซ่ึงไดแ้ ก่ ปลัดอำเภอ สมุห์บญั ชอี ำเภอ และเสมียน พนักงาน ผู้วา่ ราชการเมืองมี
อำนาจแตง่ ตั้งโยกย้ายหากท้องทอี่ ำเภอใดกวา้ งขวางยากแก่การท่ีกรมการอำเภอจะไปตรวจตราใหท้ ่ัวถึงได้และ
ท้องทีน่ ัน้ ยังมผี ู้คนไม่มากพอที่จะยกฐานะเป็นอำเภอหรือกรณที ี่ท้องที่ของอำเภอมีชุมชนทอี่ ยู่หา่ งไกลท่ีวา่ การ
อำเภอกใ็ หแ้ บง่ ท้องที่ออกเปน็ กงิ่ อำเภอเพื่อใหม้ ีพนักงานปกครองดูแลได้แตก่ ิ่งอำเภอยงั คงเป็นสว่ นหน่ึงของ
อำเภอและอยู่ในกำกับดูแลของกรรมการอำเภอ
4. การจัดรูปการปกครองตำบลหมบู่ ้าน อำเภอแตล่ ะอำเภอมีการแบง่ ซอยพ้นื ที่ออกเป็นหลายตำบลและตำบล
กย็ งั ซอยพ้ืนที่ออกเปน็ หมูบ่ า้ น ซงึ่ เปน็ หน่วยการปกครองสุดท้ายทใี่ กล้ชดิ ประชาชนมากท่สี ุดการปกครองระดับ
น้ีมงุ่ หมายที่จะให้ราษฎรในพ้ืนที่ เลือกสรรบุคคลขึ้นทำหน้าท่เี ป็นธรุ ะในการรกั ษาความสงบเรียบร้อยโดยเปน็
ท้ังตวั แทนประชาชนในพ้นื ทีป่ ฏิบตั งิ าน เปน็ สือ่ เช่อื มโยงระหวา่ งรฐั บาลกับประชาชน คือเป็นผู้ประสานงาน
ช่วยเหลืออำเภอ และเปน็ ตัวแทนของรฐั สอดสอ่ งดูแลทุกข์สขุ ของราษฎร์ ตลอดจนช่วยเก็บภาษีอากรบางอย่าง
ใหร้ ัฐ
173
การปรบั ปรุงการบริหารราชการสว่ นทอ้ งถิ่น
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ ฯ ทรงรเิ ริ่มแนวคิดเกีย่ วกับการมสี ่วนรว่ มในการปกครองตนเองของ
ประชาชนในทอ้ งถ่ินจากตา่ งประเทศมา
ดำเนนิ การโดยริเรม่ิ ทดลองให้มีการจดั การสขุ าภบิ าลกรงุ เทพฯและการสขุ าภบิ าลหัวเมือง รายละเอียดดังน้ี
1. การจัดการสขุ าภิบาลกรุงเทพฯ พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัวได้ทรงเร่ิมใหจ้ ดั การบำรุงท้องถิ่น
แบบสุขาภบิ าล ขน้ึ ในกรุงเทพ อันเปน็ อิทธิพลสืบเนอ่ื งมาจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ทรงมโี อกาส
ไปดู กิจการตา่ ง ๆในยุโรป และเนอื่ งจากเจา้ พระยาอภัยราชา(โรลังยัคมนิ ส)์ ติเตียนว่ากรุงเทพฯสกปรกทีร่ ักษา
ราชการทว่ั ไปของประเทศในขณะนน้ั ได้กราบทลู กบั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยูห่ วั ว่าชาว
ตา่ งประเทศ มักตเิ ตียนวา่ กรุงเทพฯ สกปรกไมม่ ถี นนหนทางสมควรแกฐ่ านะเปน็ เมืองหลวงพระองค์ จึงโปรด
เกลา้ ให้จัดสุขาภิบาลกรงุ เทพฯ ขนึ้ โดยมพี ระราชกำหนดสุขาภิบาลกรงุ เทพฯ ร.ศ.116 ออกใช้บงั คบั การจดั การ
ดำเนนิ งานเป็นหน้าที่ของกรมสุขาภบิ าล การบรหิ ารกิจการในท้องทขี่ องสขุ าภบิ าลพระราชกำหนดได้
กำหนดให้มีการประชมุ ปรึกษากันเป็นคราว ๆ ตอ่ มากระทรวงมหาดไทยไดร้ บั หน้าท่ีในด้านการอนามยั และ
การศกึ ษาขน้ั ตน้ ของราษฎร ได้ แบ่งสขุ าภิบาลออกเป็น 2 ชนิด คือ สขุ าภิบาลเมอื ง และสขุ าภบิ าลตำบล โดย
สขุ าภบิ าลแตล่ ะชนิดมีหน้าท่ี
1.รักษาความสะอาดในท้องท่ี
2.การป้องกนั และรักษาความเจ็บไขใ้ นท้องที่
3. การบำรุงและรักษาทางไปมาในท้องท่ี
4. การศึกษาขึ้นตน้ ของราษฎร
พระราชบญั ญตั ิทัง้ สองฉบบั ได้ใชอ้ ยู่จนกระทัง่ หมดสมัยที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานภุ าพทรงดำรงตำแหน่ง
ของเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยรัชสมยั ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจา้ อยูห่ ัว พระองค์ไม่มนี โยบาย
สง่ เสริมการกระจายอำนาจการปกครองของประเทศและสขุ าภิบาลเรม่ิ ประสบปัญหาต่างๆ จึงทำให้การทำงาน
ของสุขาภิบาลหยุดชะงกั และเฉ่ือยลงตามลำดับ จวบจนถึงการเปลย่ี นแปลงการปกครองในปพี .ศ.2475
คณะราษฎรมุ่งหวงั ทจี่ ะสถาปนาระบอบการปกครองแบบประชาธปิ ไตยขึ้นในประเทศไทย จงึ ตรา
พระราชบญั ญตั ิการจัดระเบยี บเทศบาล พ.ศ. 2476 เพื่อส่งเสริมใหม้ กี ารปกครองท้องถ่ินรูปแบบเทศบาลอยา่ ง
กวา้ งขวาง
174
กฎหมายประชาชน
ครู
การพิจารณาลงโทษทางวินัย
1. ความผดิ ไมร่ ้ายแรงมโี ทษ ภาคทัณฑ์ตัดเงนิ เดือน ลดขั้นเงินเดือน วิธีพจิ ารณากฎหมายไมบ่ ังคบั ใหต้ ้อง
ต้ังคณะกรรมการสอบสวน ผู้บงั คับบัญชาลงโทษได้เอง เพียงให้ผู้ถูกกลา่ วหาไดช้ ี้แจงแก้ข้อหากล็ งโทษได้
2. ความผิดร้ายแรง ปลดออกไล่ออกวธิ ีพจิ ารณา ต้องแตง่ ตั้งคณะกรรมการข้ึนทำการสอบสวน เสนอ
อ.ก.ค.กรม พจิ ารณามีมตใิ หล้ งโทษเสยี ก่อน ผ้บู งั คับบัญชาสั่งลงโทษได้ข้อยกเว้น ทไ่ี ม่ต้องสอบสวน ให้
ถ้อยคำ รับสารภาพเปน็ หนังสือตอ่ ผูบ้ งั คบั บญั ชาจึงสง่ั ลงโทษหรือต่อคณะกรรมการสอบสวน
กรณีความผดิ ทีช่ ัดแจ้ง ตามกฏ ก.พ. ฉบบั ที่ 7 ความผดิ ทป่ี รากฏชัดแจง้ มคี วามผดิ วนิ ยั อย่างรา้ ยแรง
อยู่ 2 กรณี เรยี กว่า “ความผิดท่ปี รากฏชัดแจ้ง” คอื
1. ละทง้ิ หนาท้ ร่ี าชการติดตอ่ กนั เกินกวา่ 15 วนั โดยไม่มีเหตผุ ลอันสมควรหรอื โดยมีพฤติการณ์ที่แสดงถึง
ความจงใจไม่ปฏบิ ตั ติ ามระเบียบของทางราชการ
2. กระท าความผดิ อาญาจนได้รบั โทษจ าคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรบั ความผดิ ที่ได้กระท าโดยประมาทหรือ
ความความผิดลหุโทษ
“ความผดิ ที่ปรากฏชัดแจ้ง” ต่างกบั ความผดิ วนิ ยั อยา่ งรา้ ยแรงในกรณีอ่ืน ๆ อยู่ประการหน่งึ คอื ความผิด
วินัยอยา่ งร้ายแรงในกรณีอืน่ ๆ กอ่ นจะลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกต้องแต่งตง้ั คณะกรรมการ
สอบสวนก่อน แต่ “ความผดิ ทีป่ รากฏชดั แจ้ง” ผู้มีอำนาจจะลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก โดยไม่
สอบสวนก็ได้
ขอ้ ควรทราบในการด าเนนิ การทางวนิ ัย
1. ความผดิ ทางวนิ ัยไม่มีอายุความ เชน่ โกงคา่ เช่าบ้านต้งั แต่พ.ศ.2500 ตรวจพบเมือ่ ปี 2530 ถา้เปน็
ขา้ ราชการอยู่ก็สามารถดำเนินการทางวินยั ได้
2. ความผิดทางวินยั ยอมความกนั ไม่ได้ เช่น ครู 2 คน ชกกันตอ่ หนา้ นกั เรยี นแม้ตา่ งฝ่ายต่างไม่เอาเรื่องกัน ก็
175
ไม่พน้ ความรับผิดทางวนิ ยั
3. ความผดิ ทางวินัยไม่อาจชดใช้ดว้ ยเงิน เช่น ยกั ยอกเงินราชการไปแล้วนำมาคืนครบถว้ นกไ็ ม่อาจลบลา้ ง
ความผิดทางวนิ ยั ได้
4. ความผดิ ทางวนิ ัยไมร่ ้ายแรง หวั หนา้ สถานศกึ ษาลงโทษโดยไมต่ ั้งกรรมการสอบสวนก็ไดเ้ ชน่ ครูไมเ่ ข้า
สอน สอบถามแล้วปรากฏว่าแอบไปนอนหลับท่บี ้านพักครูกรณีเชน่ น้ีหัวหนา้สถานศกึ ษาลงโทษครผู ู้น้ันได้
เลยโดยไมต่ ้องต้ังกรรมการสอบสวนอีก
5. ข้าราชการครทู ี่อยใู่ นระหวา่ งถูกสอบสวนทางวนิ ยั มีสิทธิ์ ลาออกจากราชการ ผบู้ ังคบั บัญชาจะอา้ งการ
สอบสวนมายับยั้งการลาออกไมไ่ ดแ้ ต่การสอบสวนไมย่ ตุ ิต้องดำเนินการต่อไป
ชุมชน ครอบครวั
กฎหมายท่เี กี่ยวกบั ครอบครวั
1. การหมัน้
ชายและหญิงสามารถกระทำการหม้ันได้ก็ต่อเมื่อมีอายุ 17 ปบี รบิ รู ณ์ ถ้าฝา่ ยหนึ่งฝา่ ยใดอายยุ งั ไม่ถึง 17 ปี
การหมัน้ ถือว่าเป็นโมฆะ การหมั้นตอ้ งได้รับความยนิ ยอมของบุคคลดังต่อไปน้ี
- บิดาและมารดา
- ผรู้ บั บตุ รบญุ ธรรม
- ผปู้ กครอง
2. การสมรส
การสมรสจะกระทำได้กต็ อ่ เมื่อชายและหญิงมอี ายุ 17 ปีบริบรู ณ์ แตก่ รณีทม่ี เี หตุอนั สมควรอาจจะขอ
อนุญาตให้ทำการสมรสก่อนได้
3. ทรัพยส์ นิ ระหว่างสามีภรรยา
3.1 สนิ สว่ นตัว ได้แก่ ทรัพย์สินที่
(1) ฝา่ ยใดฝา่ ยหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส
(2) เป็นเครอื่ งใช้สอยส่วนตัว เคร่ืองแตง่ กาย
176
(3) เครอ่ื งมือเคร่ืองใช้ที่จำเปน็ ในการประกอบอาชพี
3.2 สนิ รสมรส ได้แก่ ทรพั ยส์ นิ ท่ี
(1) คู่สมรสไดม้ าระหว่างที่สมรส
(2) ฝา่ ยใดฝา่ ยหนึ่งมาระหวา่ งสมรสโดยพินัยกรรม
(3) เปน็ ดอกผลของสนิ สว่ นตัว
4. ความสัมพนั ธใ์ นครอบครวั
- สามภี รรยาตอ้ งช่วยเหลืออุปการะกนั ตามความสามารถและฐานะของตน
- บุตรมีสิทธใิ ช้นามสกุลของบิดาและมสี ิทธิไดร้ ับมรดกของบดิ า
- บดิ ามารดาต้องอปุ การะจนกระทง่ั บตุ รบรรลุนติ ิภาวะ ตอ้ งให้การศึกษาแก่บตุ ร
- บตุ รไมส่ ามารถฟอ้ งรอ้ งอปุ การีได้
- บคุ คลท่สี ามารถรับคนอ่ืนเป็นลูกบุญธรรมได้ ต้องมีอายุมากกวา่ 25 ปี
- บตุ รบุญธรรมมฐี านะได้สิทธิเชน่ เดยี วกับบตุ ร
5. การหยา่
การหย่านนั้ จะกระทำได้โดยยินยอมทั้งสองฝ่าย หรอื โดยคำพิพากษาของศาล
6.มรดก
มรดก หมายถงึ ทรพั ย์สินทกุ ชนดิ ของผู้ตายตลอดทัง้ สิทธหิ น้าที่และความรับผดิ ชอบต่าง ๆ ดว้ ยเวน้ แต่
ตามกฎหมายหรือโดยสภาพแลว้ เป็นการเฉพาะตวั ของผู้ตายโดยแท้ โดยการได้รับมรดกมสี าเหตุดังต่อไปนี้
6.1 เจา้ มรดกตาย
การตายของเจ้ามรดก หมายถึง การตายโดยธรรมชาติ กล่าวคือ หัวใจหยุดเตน้ และสมองไม่ทำงาน
สว่ นสาเหตุทท่ี ำให้เจา้ มรดกต้องตายน้นั อาจเปน็ เพราะสาเหตุใด ๆ ก็ได้
7 . ทายาท
7.1 ทายาทโดยธรรม คือ บคุ คลท่มี ีสทิ ธริ บั มรดกโดยผลของกฎหมาย
- ผู้สืบสันดาน
177
- บิดามารดา
- พ่นี ้องร่วมบดิ ามารดาเดยี วกัน
- ปู่ ย่า ตา ยาย
- ลุง ปา้ น้า อา
7.2 ทายาทโดยพนิ ัยกรรม หมายถงึ ผทู้ ม่ี สี ทิ ธิรบั มรดกตามที่พนิ ยั กรรมกำหนดไว้
8. พนิ ัยกรรม
พนิ ัยกรรม คือ การแสดงเจตนากำหนดการเผอ่ื ตายไว้ มหี ลายแบบเชน่
- แบบธรรมดาหรือแบบทั่วไป
- แบบเขียนเองทง้ั ฉบับ
- แบบเอกสารฝา่ ยเมือง
- แบบเอกสารลบั
- แบบทำดว้ ยวาจา
- แบบทำในต่างประเทศ
- แบบทำในสภาวะสงคราม
ผู้บริหาร
- ภาคทัณฑ์ ใช้ในกรณีทีเ่ ปน็ ความผิดเล็กน้อย
- โทษตดั เงนิ เดือนและงดรบั เงนิ เดือน
- การปลดออก มสี ิทธิได้บำเหน็จบำนาน
- การไล่ออก เป็นความผดิ วินยั ท่รี า้ ยแรง
ผู้เรยี น
- หา้ มลงโทษนักเรยี นดว้ ยวิธีรุนแรง
- ทำกจิ กรรมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใช้การกระทำความผิดที่ต้องเปลย่ี นพฤตกิ รรม
- ตัดคะแนนความประพฤติ ตามคะแนนแตล่ ่ะสถานศกึ ษา
- ว่ากลา่ วตักเตือน กรณีทำผิดไม่ร้ายแรง
178
- ทำทัณฑ์บน ประพฤติตนไมเ่ หมาะสมฝ่าฝนื กฎระเบียบสถานศึกษา
ผ้ปู กครอง
- ถา้ ไม่สง่ บุตรหลานเข้าเรียนมีโทษปรับ 1000 บาท
- พ่อแม่ผปู้ กครองตอ้ งสง่ บตุ รหลานไปเรียนหนังสอื
กิจกรรม สรปุ กิจกรรม 179
Kahoot แบบทดสอบ
กอ่ นเรียน 5 คะแนน 4 คะแนน 3 คะแนน 0 คะแนน
Kahoot แบบทดสอบ 61 4
หลังเรียน
2 62
เกมเติมคำ
คำถาม กลุ่มท่ไี ด้คะแนน (1 คะแนน)
1.ศกั ดิข์ องกฎหมาย กลุ่ม 2
2.การปฎิรูปการศกึ ษา กลมุ่ 1
3.กฏหมายตราสามดวง กลมุ่ 3
4.พระราชบัญญัติ กลมุ่ 6
5.เทศบญั ญตั ิ กลุ่ม 6
เกมตอบคำถาม กล่มุ ท่ีได้คะแนน
คำถาม คำตอบ (1 คะแนน)
1.การปกครองในสมัยรัตนโกสนิ ทร์ 2 ระยะ ประชาธปิ ไตย กลมุ่ 2
แบ่งเปน็ กรี่ ะยะ อะไรบา้ ง สมบรู ณาญาสทิ ธิราชย์
180
2.โทษทางวนิ ยั มกี ่ีสถานอะไรบา้ ง มี 5 สถาน กลุ่ม 3
ยกตวั อยา่ ง
- ภาคทณั ฑ์ กลมุ่ 6
3.กฎหมายสิทธเิ ด็กมกี ่ีประการ - ไลอ่ อก กล่มุ 3
4 ประการ
กลุ่ม 4
4.กฎหมายลูกบทคืออะไร กฎหมายที่ออกตาม
รฐั ธรรมนูญ
5.กฎหมายประกอบวชิ าชีพมีกีก่ ฎหมาย 2 กฎหมาย
รวมคะแนน
กลมุ่ 1 5 คะแนน
กลุ่ม 2 10 คะแนน
กลุ่ม 3 3 คะแนน
กลุ่ม 4 4 คะแนน
กลมุ่ 6 12 คะแนน
181
บรรณานกุ รม
"ลำดบั ศักดิ์ของกฎหมาย". [ออนไลน์]. เข้าถึงไดจ้ าก :
http://www.thailaws.com/aboutthailaw/thai_04.htm 2550
“ทีม่ าของกฎหมาย”. [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ไดจ้ าก:
https://www.baanjomyut.com/library_4/politics/05_4.html 2545
“กฎหมายประชาชน”. [ออนไลน์]. เข้าถงึ ไดจ้ าก:
https://www.moj.go.th/thainiyom/detail?id=1 กระทรวงยตุ ิธรรม 2550
ณฏั ฐ์ ตุ้มภู่ “กฎหมายสิทธิเด็ก”. [ออนไลน์]. เข้าถงึ ได้จาก:
https://www.thaihealth.or.th/node/18151 สสส 2553
“การปกครองในอดตี ”. [ออนไลน์]. เข้าถงึ ได้จาก:
http://www.sukhothai.go.th/history/hist_04.htm 2541
วกิ พิ ีเดยี สารานกุ รมเสรี “กฎหมายตราสามดวง”. [ออนไลน์]. เข้าถงึ ไดจ้ าก:
http://www.thailaws.com/aboutthailaw/thai_07.htm 2541
“การปฏริ ูปการศึกษา”. [ออนไลน์]. เข้าถึงไดจ้ าก:
https://www.kroobannok.com/24213 2556
ปฏิรปู การศกึ ษา ตามพระราชบัญญัติการศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542. กรงุ เทพฯ : บุญศริ กิ า
รพิมพ.์ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. 2540.
แนวทางการปฏิรปู โรงเรยี นและสถานศึกษาตามนโยบายการปฏิรปู การศึกษา. กรุงเทพฯ : โรง
พิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว . 2538.
พระราชบญั ญัตกิ ารศึกษา พ.ศ. 2542 แก้ไขเพ่ิมเตมิ (ครัง้ ท่ี 2) พ.ศ. 2545.
กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์องคก์ ารรบั ส่งสนิ ค้า และพัสดภุ ัณฑ์ (ร.ส.พ.) วิชยั ตันศริ ิ. 2542.
182
ภาคผนวก
183
สภาพการณ์พัฒนาวิชาชีพครู
ความรอบรู้ ทนั สมยั และทันตอ่ การเปลย่ี นแปลง
จดั ทำโดย
นางสาววิจิตรา สำราญ รหัส 63121880001
นางสาวณฐั ธวิภา เข็มพนั ธ์ รหสั 63121880012
นางสาวศิรกิ านต์ อัมวฒั น์ รหัส 63121880016
นางสาวรชั ฎาพร เชดิ ทอง รหัส 63121880020
นางสาวนภาจรี หลอ่ สวุ รรณ์ รหัส 63121880028
สาขาการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์
เสนอ
รองศาสตราจารย์ ดร.ฐติ พิ ร พชิ ญกลุ
งานน้เี ป็นสว่ นหนึ่งของวิชาภาษาเพอ่ื การสอ่ื สารสำหรบั ครู
มหาวิทยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์
ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563
184
บทท่ี 1
บทนำ
ความเปน็ มาและความสำคญั
(มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสวนดุสติ , 11 ธนั วาคม 2563) ได้เขียนไว้ความว่าเมอื่ ใดทคี่ รูได้รู้จักสงั เกต ตัง้
คำถาม รู้จกั ที่จะตรวจสอบขอ้ เทจ็ จรงิ สะท้อนความคิดและผลิตวธิ กี ารใหมๆ่ ซ่ึงมีผลกบั นักเรยี น
นกั เรยี นกจ็ ะเรยี นรดู้ ว้ ยความชีวิตชีวา เม่อื ใดทีค่ รูหยดุ การพัฒนาและหยดุ แสวงหาวิธีการ และ
แนวทางใหม่ๆ ในการจัดการการเรียนรู้ เด็กๆ ก็จะหยุดพฒั นาเช่นเดียวกนั ...วัตถปุ ระสงค์
1.เพื่อใหท้ ราบถึงแนวทางการพัฒนาวิชาชพี ครู ความรอบรู้ ทนั สมยั และการทนั ตอ่ การเปล่ยี นแปลง
2.เพอ่ื ให้ผ้อู า่ นเกดิ ความรู้ และสามารถนำไปพัฒนาตนเอง
ขอบเขตการศกึ ษา
รายงานฉบับนี้ศึกษาความรู้ในเรือ่ งสภาพการณ์พัฒนาวิชาชีพครู ความรอบรู้ ทันสมัย และการทันต่อ
การเปล่ยี นแปลง
วิธกี ารดำเนนิ การศกึ ษา
1.เลือกหัวข้อทไี่ ดร้ บั มอบหมาย
2.เกบ็ ขอ้ มลู
3.วิเคราะห์ขอ้ มูล
4.นำเสนอข้อมูล
ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะได้รบั
1.ทราบถึงแนวทางการพัฒนาวิชาชพี ครู ความรอบรู้ ทนั สมัย และการทันตอ่ การเปลย่ี นแปลง
2.ผอู้ า่ นเกิดความรู้ และสามารถนำไปพัฒนาตนเอง
185
บทที่ 2
เอกสารทเี่ กย่ี วข้อง
ปญั หาของวิชาชพี
1.ปัญหาที่เกีย่ วข้องกับครู
ทศิ นา แขมมณี (2551: 36) ได้กล่าวถึงปัญหาเกี่ยวกับการศึกษาไว้ว่า ผู้เป็นครูมีบทบาทสำคญั ในการ
จัดการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียน จึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจในเรื่องของปรัชญาการศึกษาด้วย จาก
ประสบการณ์การสอน การให้คำปรึกษาในการวางแผนการสอน และการนิเทศการสอนของผู้เรียน ปัญหา
พืน้ ฐานท่ีพบบ่อยๆมี 2 ประการ คือ
1. ครูส่วนใหญ่ตอบคำถามไม่ได้ว่าเหตุใดจึงจัดการเรียนการสอนแบบท่ีทำอยู่ทำไมจึงทำอย่างนี้ทำไมไม่สอน
แบบอ่ืนหรือถ้าย่ิงถามตรง ๆ ว่าครูใช้ปรชั ญาหรือหลักการอะไรในการสอนครูมักจะตอบไม่ได้ท้ัง ๆ ท่ีได้ทำไป
แล้วความจรงิ ก็คือครสู ่วนใหญ่ปฏิบัติการสอนไปตามที่เคยได้รับการศึกษาเลา่ เรียนมาและฝึกฝนมาเคยเหน็ เคย
ทำอย่างไรก็ท้าตามน้ันโดยไม่ตระหนักว่าสง่ิ ที่ทำนั้น ๆ มาจากหลกั การหรือฐานความคิดอะไรหรือไม่ร้ตู ัววา่ คน
ทำสิ่งน้ัน ๆ เพราะอะไรที่เป็นเช่นน้ีเพราะครูเหล่าน้ันมักมุ่งความสนใจหรือได้รับการสอนที่มุ่งไปที่วิธีการทำ
วิธีการปฏิบัติหรือเทคนิควิธีการมากกว่าการทำความเข้าใจในพ้ืนฐานหลักการของเทคนิควิธีเหล่าน้ันซึ่งบาง
ท่านอาจจะแย้งว่าการที่ครูปฏิบัติได้ แต่บอกหลักการไม่ได้นั้นก็นับว่าดีแล้วทำได้ แต่พูดบอกไม่ได้ก็ไม่น่าจะ
เป็นไรข้อแย้งนี้นบั เปน็ ความจรงิ ส่วนหนง่ึ เพราะการทำได้ แตอ่ ธิบายไม่ได้นา่ จะดีกวา่ การรู้การอธบิ ายได้ แต่ทำ
ไม่ได้อย่างไรก็ตามก็คงไม่มีใครปฏิเสธว่าการทำได้และอธิบายได้ด้วยนั้นเป็นการดีที่สุดครูที่ไม่แม่นในหลักการ
สนใจ แต่เทคนิควิธีการต่าง ๆ อาจปฏิบัติได้จริง แต่การปฏิบัติมักอยู่ในรูปแบบของการเลียนแบบไม่สามารถ
ยืดหยุ่นการสอนของตนให้เหมาะสมกับผู้เรียนได้และไม่สามารถสร้างสรรค์ส่ิงน้ันให้งอกงามได้เพราะขาดหลัก
ท่มี ่ันคงจะผิดกับครูที่ปฏิบัติโดยแม่นในหลักการเขาจะสามารถแก้ปัญหาปรบั การสอนใช้เทคนิควิธีการอื่น ๆ ท่ี
นอกเหนอื จากแบบอย่างทเ่ี ห็นหรือเคยได้รับมาหรอื สร้างสรรค์สงิ่ ใหม่ ๆ ซึง่ ยังอย่บู นหลกั การเดียวกนั ได้
2. ในทางตรงกันข้ามกับข้อแรกครูบางคนบอกว่าตนมีความเชื่อถือเหน็ ดีเห็นงามกับแนวคิดใต้แนวคิดหนึ่งและ
สอนตามแนวคิดน้ัน แต่ปรากฏว่าพฤติกรรมในการสอนตลอดจนการกระทำหลาย ๆ อย่างของครูกลับไม่
เป็นไปอย่างสอดคล้องกับแนวคิดนั้นตัวอย่างท่ีเห็นได้ง่าย ๆ ก็คือครูรู้ว่าครูควรมีคุณสมบัติของความเป็น
ประชาธิปไตยครูควรรับฟังยอมรับความคิดเห็นของผู้เรียนเคารพในความเป็นมนุษย์ของผู้เรียนและควรฝึกให้
ผูเ้ รียนมีคณุ สมบัติดงั กล่าวดว้ ย แต่ปรากฏวา่ ครูมีการกระทำหลายอย่างที่เป็นในทางตรงกนั ขา้ มเช่นเมื่อผเู้ รียน
เสนอความคิดที่ไม่ตรงกับความคิดเห็นของตนก็แสดงกริยาท่าทางท่ีไม่พอใจบางคร้ังก็เผลอใช้วาจาดูถูกผู้เรียน
ที่เรียนอ่อนและแสดงความพอใจสนับสนุนผู้เรียนท่ีเรียนเก่งโดยปฏิบัติต่อผู้เรียนอย่างไม่เสมอภ าคยุติธรรม
กรณีทำนองน้มี ีเป็นจำนวนมากเนื่องจากครสู ่วนใหญ่รับความคิดความเชอื่ หรือปรชั ญาตา่ ง ๆ มาจากการศกึ ษา
186
หรือรับรู้มาว่าสิ่งน้ันสิ่งที่ดีควรกระทำจนกระทั่งคิดว่าตนมีความเชื่อถือศรัทธาในแนวคิดนั้นจริง ๆแต่แท้ที่จริง
แล้วในความเป็นจริงหรือใจจริงลึก ๆ แล้วมีได้มีความเชื่อถือศรัทธาอย่างแท้จริงเกิดขึ้นเป็นผลทำให้เกิดการ
กระทำที่ไม่สอดคล้องกับความเช่ือที่ตนคิดว่าเชื่อหรืออาจเป็นเพราะสิ่งท่ีเช่ือนั้นยังไม่เข้มข้นความเช่ืออื่นหรือ
ความเช่ือเก่าซึ่งแฝงอยู่ในส่วนลึกอาจมีพลังมากกว่าก็เป็นได้ท่ีกล่าวมาเช่นนี้มิได้หมายความว่ าครูเหล่านั้นมี
ความผิดที่ไม่สามารถปรับหรือพัฒนาตนเองให้มีพฤติกรรมตามปรัชญาการศึกษาที่พึงประสงค์เพียง แต่
ต้องการจะชี้ให้เห็นว่าปัญหาลักษณะน้ีเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติท่ีเกิดข้ึนเน่ืองจากการศึกษาเล่าเรียน
หรอื การรบั รูใ้ นแนวคิดใด ๆ น้ันแม้จะสามารถปลกู ฝงั ความคิดความเช่อื ตา่ ง ๆ ได้ แต่กไ็ ม่สามารถรับประกันได้
เตม็ ทวี่ ่าจะช่วยให้บุคคลนั้นมีความเชอ่ื ถอื ศรัทธาในความคดิ นั้นอย่างแท้จริงความเชือ่ ถือศรัทธาในสง่ิ ใดสง่ิ หนึ่ง
อย่างแท้จริงจนกระท่ังการกระทำต่าง ๆ ของตนมีความสอดคล้องกลมกลืนเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันกับความ
เช่ือของตนนั้นต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างท่ีสำคัญคือเวลาประสบการณ์บทพิสูจน์ผลท่ีได้รับ ฯลฯ ซึ่งสามารถ
ชว่ ยปรับระดับความเชือ่ ใหม้ ากขึ้นหรือลดลงไดแ้ ล้วแต่กรณี
ปัญหาหลัก ๆ ทั้ง 2 ประการดังกล่าวข้างต้นเป็นปัญหาพ้ืนฐานท่ีสมควรได้รับการเอาใจใส่ดูแลและ
แกไ้ ขซึ่งผูเ้ ขยี นขอเสนอแนะแนวทางในการดำเนนิ การดังนี้
ก. ขอ้ เสนอแนะสำหรบั ครู
1. ในการศกึ ษาเกี่ยวกบั การสอนครจู ึงให้ความสนใจในหลักการมิใชม่ ุ่งความสนใจไปท่ีเทคนิควิธีการเท่าน้ันครู
ควรพยายามทำความเข้าใจในหลักการจับหลักการให้แม่นและหม่ันประยุกต์ใช้หลักการนั้นในสถานการณ์ที่
หลากหลาย
2. ครูพึงศึกษาแนวความคิดความเชื่อหรือหลักการต่าง ๆ ซ่ึงมีอยู่อย่างหลากหลายและเลือกสรรสิ่งท่ีตน
เชื่อถือหมั่นวิเคราะห์การคิดและการกระทำของตนว่าสอดคล้องกันหรือไม่และศึกษาผลของการกระทำเพื่อ
ปรบั เปลี่ยนหรือยนื ยันแนวความคิดความเช่อื น้นั ต่อไป
3. ครูพึ่งเปิดใจกว้างในการศึกษาแนวความคดิ ความเช่ือหรือหลักการต่าง ๆ ที่แตกต่างไปจากความคิดของตน
และเปิดโอกาสให้ตนเองได้มีประสบการณ์ในสิ่งท่ีแตกต่างออกไปโดยการทดลองปฏิบัติหรือศึกษาวิจัยเพื่อ
พิสูจน์ทดสอบแนวคิดใหม่ ๆ อันอาจจะมาซึ่งทางเลือกใหม่ ๆ ทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพย่ิงขึ้นมี
ความแปลกใหม่มีชวี ิตชวี านา่ ต่นื เตน้ และน่าเรยี นรูท้ ั้งสำหรบั ครแู ละผเู้ รยี น
ข. ขอ้ เสนอแนะสำหรับสถาบนั ผลติ ครแู ละหนว่ ยงานที่รบั ผิดชอบเกีย่ วกบั การพฒั นาครู
1. สถาบันผลิตครูควรฝึกให้นิสิตนักศึกษาครูสามารถกระทำตามข้อเสนอแนะทั้ง 8 ข้อที่ให้ไว้สำหรับครู
ดังกล่าวไว้ข้างต้นซ่ึงก็หมายถึงการปรับเปล่ียนจุดมุ่งหมายสาระและวิธีสอนของตนให้สามารถบรรลุ
วตั ถปุ ระสงคข์ ้างตน้ ได้
187
2. หน่วยงานที่รับผิดชอบในการพัฒนาครูและหน่วยงานหรือโรงเรียนที่ครูสังกัดอยู่ควรให้การสนับสนุนครูใน
การศึกษาวิจัยทดลองพิสูจน์ทดสอบความคิดความเชื่อต่าง ๆ เพ่ือให้ครูได้ศึกษาผลของการกระทำอันจะเป็น
แรงเสรมิ ทางบวกหรอื ทางลบต่อการเชื่อถอื หรอื ปรับเปลย่ี นความเชื่อของตน
3. หน่วยงานที่รับผิดชอบในการพัฒนาครูและหน่วยงานหรือโรงเรียนที่ครูสังกัดอยู่ควรให้การสนับสนุนปัจจัย
ต่าง ๆ ท่ีจำเป็นต่อการปฏิบัติตามความคิดความเช่ือท่ีครูเลือกสรรเพ่ือให้ครูสามารถปฏิบัติตามแนวคิดนั้นได้
อย่างจริงจังและเต็มที่ 1. หน่วยงานหรือโรงเรียนที่ครูสังกัดอยู่ควรจัดระบบการนิเทศภายในที่มีประสิทธิภาพ
เพอ่ื ช่วยเหลือครูในการสอนและการศกึ ษาทดลองต่าง ๆ รวมทั้งควรเปิดโอกาสให้ครูได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ
เก่ียวกับแนวคิดใหม่ ๆ ด้วยหากทุกฝ่ายต่างพยายามช่วยกันแก้ปัญหาดังกล่าวก็หวังได้ว่าเราจะได้ครูซึ่งมี
ความรคู้ วามสามารถทงั้ ในดา้ นหลักการและการปฏบิ ัตกิ ารสอนท่มี ปี ระสิทธภิ าพตามต้องการ
2.ปญั หาเกี่ยวกับการสนบั สนุนของรฐั
1.โครงการเรียนฟรี 15 ปี
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ( 2552 : 1 ) กล่าวว่าด้วยรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 49 ได้บัญญัติไว้ว่า “ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับ
การศึกษาไมน่ ้อยกว่าสบิ สองปี รัฐจะต้องจดั ใหอ้ ยา่ งท่วั ถึงและมคี ุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย”
-ข้อเสยี ของโครงการ
(มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต, 11 ธันวาคม 2563) 1. ทำใหเ้ กดิ การแขง่ ขนั ระหว่างกลมุ่ ผู้ผลิต
สนิ ค้าทเ่ี กี่ยวกบั สินค้าตามนโยบายเรยี นฟรีมีการจัดลดราคา โปรโมชน่ั ต่างๆนานาทำใหเ้ กดิ การคอร์รัปช่ันใน
ระบบการจัดซ้ือจดั จา้ งจากหน่วยงานทเี่ ก่ียวข้องทางการศึกษาในบางส่วน
2. นโยบายเรียนฟรีแท้จริงแล้ว เพ่ือสร้างความเสมอภาคในระบบการศึกษา ให้คนทุกระดับฐานะได้รับโอกาส
ได้รับบรกิ ารการศึกษาเท่าเทียมกัน แต่.ยง่ิ มีนโยบายเรียนฟรีความเสมอภาคย่ิงน้อยลง ความไม่เสมอภาคกลับ
เพ่มิ มากข้ึนน่ันคือ ในอดีต มาตรฐานการศึกษาไม่เท่าเทียมกันในสังคมเมือง และชนบท ขณะที่สังคมเมืองเองก็
มีปัญหาเร่ืองมาตรฐานการศึกษาไม่เท่ากันระหว่างโรงเรียน แต่ปัจจุบัน ปัญหาได้แผ่ขยายไปสู่มาตรฐาน
การศึกษาไม่เท่ากันในสถาบันการศึกษาแห่งเดียวกัน เน่ืองเพราะมีการแบ่งหลักสูตรหรือแบ่งห้อง เรียนใน
ระดับชั้นเดียวกัน โดยอาศัยช่องว่างทางการศึกษาในการเก็บเงินเพ่ิมข้ึนจากการแบ่งหลักสูตรน้ัน ๆ เช่น
โรงเรยี นแห่งหนึ่งรับนักเรียนในชั้นประถมศึกษา 8 ห้อง จะมีห้องธรรมดา 4 ห้อง ห้องพิเศษ 2 ห้อง ห้อง EP :
English Program 2 ห้อง บางโรงเรียนก็เรียกว่า ห้องเด็กเก่ง หรือ ห้อง Gifted ห้องพิเศษจะมีค่าเล่าเรียน
(หรือเรียกช่ืออื่น)ท่ีพิเศษคือแพงกว่าห้องเรียนปกติการแบ่งช้ันวรรณะลักษณะนี้ไม่เหมือน ห้องคิงส์ ห้อง
ควนี ส์ และห้องท่ีเรียนออ่ นท่ีสดุ ในอดตี ท่คี ัดเด็กตามลำดับผลการเรยี นโดยไมไ่ ด้เก็บเงินเพิ่ม และมีหลกั สูตร
ท่ีแตกตา่ ง กันออกไป การแบ่งช้นั วรรณะในการเรียนเชน่ น้ีสร้างปญั หาใหม่ขึ้นในโรงเรียนบางแหง่ มาแล้ว โดย
188
เดก็ ท่ีเรียนห้องธรรมดาบางคนเรม่ิ รสู้ ึกว่าแมแ้ ตโ่ รงเรยี นเดยี วกันกย็ ังมีการแบ่งชนชัน้ และเกิดความไม่เท่าเทียม
กันทำให้นักเรียนเกิดการเขม่นกันขึ้นดังเป็นท่ี เคยเกิดกรณีเด็กห้องธรรมดาไปดักตบเด็กห้อง EP เพราะ
หม่นั ไส้มาแลว้ ! การเรียนพิเศษจึงเป็นปัญหาอีกปัญหาหน่ึงทพี่ บในปจั จบุ ัน
3. ผ้ปู กครองนักเรยี นที่มฐี านะดไี ม่ไดส้ นใจกับนโยบายเรยี นฟรียังคงขวนขวายท่หี าเสาะหาโรงเรียนท่ดี ีท่ีสุด
และมคี ุณภาพที่ดที ่ีสุดให้ลูกเรยี น
4. จากผลพวงในข้อสามเงินในส่วนของนโยบายเรียนฟรีไม่รู้ว่าไปบริหารในส่วนใดของการศึกษา
จากผลกระทบทางบวกและทางลบ ตลอดจนการใช้ตัวแบบของ Thomas R. Dye ใช้ในการวิเคราะห์
นโยบายเรียนฟรี 15 ปี หากผ้เู ขยี นอยู่ในฐานะที่จะเสนอแนะตอ่ ผู้มอี ำนาจในการกำหนดนโยบายการศกึ ษาจะ
นำเสนอเพื่อการปรบั ปรงุ นโยบายดังการเรยี นฟรี 15 ปีดงั ตอ่ ไปนี้
ปญั หาเกย่ี วกบั ครตู ามพระราชบญั ญตั ิระเบียบข้าราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา (ฉบับท่ี4)
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์บดินทรเทพวรางกูรให้ไว้ ณ วนั ที่ ๔ เมษายน พ.ศ ๒๔๖๒เป็นปีที่ ๔ ใน
รัชกาลปจั จุปัน
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์บดินทรเทพวรางกูรมรพระราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่
เป็นการสมควรแก้ไขเพ่ิมเติมกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชครูและบุคลกรทางการศึกษา พระราชบัญญัติน้ีมี
บทบัญญัติบางประการเก่ียวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบมาตรา ๒๗ ของ
รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทยบัญญตั ิให้กระทำไดโ้ ดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญตั ิแห่งกฎหมาย
“เหตผุ ลและความความจำเป็น”
ในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัติน้ีเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตและ
ประพฤติมิชอบของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซ่ึงตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเง่ือนไขท่ี
บัญญตั ไิ วใ้ นมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติข้ึนไว้ได้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติ
แหง่ ชาติ ดังต่อไปน้ี
มาตรา ๑ พระราชบัญญตั นิ เ้ี รียกวา่ “พระราชบัญญัติระเบยี บขา้ ราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษา
(ฉบับท่ี ๔ ) พ.ศ. ๒๕๖๒”เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับน้ี คือ โดยที่ปัจจุปันปรากฎปัญหา
ความไม่สอดคล้องกันระหว่างบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการฝ่ายพล
เรือนประเภทต่างๆ ส่งผลใหเ้ กิดความไม่เป็นธรรม และไมเ่ สมอภาคในการดำเนินการทางวนิ ัยแกข่ ้าราชการซ่ึง
ออกจากราชการไปแล้วนอกจากนี้ยังมีปัญหาความแตกต่างระหว่างกฎหมายวาด้วยการดำเนินการทางวินัย
ของข้าราชการฝ่ายพลเรือนกับกฎหมายองค์กรณ์การตรวจสอบการทจุ ริต ซึ่งทำใหก้ ารดำเนินการทางวนิ ัยเพื่อ
พิจารณาลงโทษแก่ราชการท่ีถูกองค์กรตรวจสอบการทุจริตชี้มูลความผิดหลังออกจากราชการไปแล้วในบาง
กรณีไม่อาจดำเนินการตามฐานความผิดท่ีชี้มูลได้ ดั้งน้ันสมควรให้การดำเนินการทางวินัยแก่ผู้ซึ่งออกจาก
189
ราชการเป็นมาตรฐานเดียวกันและสอดคล้องกับกฎหมายขององค์กรตรวจสอบการทุจริต อันเป็นกลไกการ
ปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริตสมั ฤทธิ์มากยง่ิ ขึ้น จงึ จำเปน็ ตอ้ งตราราชบญั ญัตนิ ี้
190
บทที่ 3
การพฒั นาวิชาชีพ
1.การพัฒนาความรู้ในแขนงอน่ื ๆ
ลักษณะครูที่ดีน้ันในทัศนะของนักการศึกษาตะวันตกน้ัน เฮลซอง และวีคส์ อ้างใน ไพพรรณ เกียรติ
โชติชัย 2536:52-58 ได้สรุปแนวความคิดของครูที่ดีไว้เป็นระบบและครอบคลุมคุณลักษณะของครูอย่าง
กวา้ งขวาง ดงั น้ี
1.เป็นผมู้ คี วามรอบรู้
2.เป็นผู้มีอารมณ์ขัน
3.เปน็ ผ้มู ีความยดื หยนุ่ ผ่อนปรน
4.เปน็ ผมู้ ีความตงั้ ใจในการทำงาน
5.เปน็ ผมู้ ีความซ่ือสตั ย์
6.เปน็ ผ้มู คี วามสามารถสร้างความชัดเจน
7.เปน็ คนเปิดเผย
8.เป็นผมู้ คี วามอดทน
9.เป็นแบบอย่างทด่ี ี
10.เป็นผูส้ ามารถประยุกต์ทฤษฎไี ปปฏิบตั ไิ ด้
11.เปน็ ผูม้ คี วามเชือ่ มนั่ ในตนเองสูง
12.เปน็ ผมู้ ีความสามารถในศิลปะวิทยาการหลายๆดา้ น
13.เปน็ ผู้แตง่ กายเหมาะสมและมสี ุขอนามัยสว่ นบคุ คลดี
2.การพัฒนาวิชาชีพครู
ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คณะกรรมการคุรุสภามีมติให้การรับรองหลักสูตร
ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู สำหรับจัดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2563 จำนวน 39 แห่ง 40
หลกั สูตร เพอื่ พัฒนาผูป้ ระกอบวชิ าชีพทางการศึกษาในสังกัดต่างๆ ท่ียังไมม่ ใี บอนญุ าตประกอบวิชาชพี ทางการ
191
ศึกษา โดยกำหนดเง่ือนไขการเปิดหลักสูตร ดังน้ี 1) การรบั นักศกึ ษา ต้องไมเ่ กินจำนวนที่ได้รบั อนญุ าต และ 2)
คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษาให้เป็นไปตามเง่ือนไขที่แต่ละสถาบันกำหนด และ 3) ผู้เข้ารับการศึกษาในหลักสูตร
ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูต้องเข้าสู่กระบวนการดำเนินการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบ
วิชาชพี ครู
สถาบนั ท่ไี ดร้ ับการรบั รองประกาศนยี บตั รบณั ฑติ วชิ าชพี ครู ประจำปี 2563 จำนวน 39 แหง่ มดี งั น้ี
1) มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ (90 คน)
2) มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย (180 คน)
3) มหาวิทยาลยั ราชภฏั กำแพงเพชร (180 คน)
4) มหาวิทยาลัยราชภฏั จนั ทรเกษม (180 คน)
5) มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เชียงราย (180 คน)
6) มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (180 คน)
7) มหาวิทยาลัยราชภฏั ธนบรุ ี (180 คน)
8) มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม (180 คน)
9) มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครศรธี รรมราช (180 คน)
10) มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ (180 คน)
11) มหาวิทยาลยั ราชภัฏบา้ นสมเด็จเจา้ พระยา (150 คน)
12) มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพิบูลสงคราม (120 คน)
13) มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบุรี (120 คน)
14) มหาวิทยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ (180 คน)
15) มหาวทิ ยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ (180 คน)
16) มหาวิทยาลัยราชภฏั สกลนคร (180 คน)
17) มหาวิทยาลยั ราชภัฏสรุ าษฎร์ธานี (120 คน)
18) มหาวิทยาลยั ราชภฏั หมูบ่ า้ นจอมบงึ (180 คน)
19) มหาวิทยาลยั ราชภัฏอุดรธานี (180 คน)
20) มหาวทิ ยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอสี เทริ ์น (120 คน)
21) มหาวิทยาลัยเซนต์จอหน์ (180 คน)
22) มหาวทิ ยาลัยตาปี (60 คน)
23) มหาวทิ ยาลยั ธนบุรี (120 คน)
24) มหาวิทยาลัยธรุ กิจบัณฑติ ย์ (150 คน)
25) 25) มหาวทิ ยาลยั นอรท์ กรุงเทพ (120 คน)
26) 26) มหาวิทยาลัยปทมุ ธานี (60 คน)
27) มหาวิทยาลยั พิษณุโลก (60 คน)
192
28) มหาวิทยาลยั ฟาฏอนี (150 คน)
29) มหาวทิ ยาลยั ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื (180 คน)
30) มหาวทิ ยาลัยราชพฤกษ์ (120 คน)
31) มหาวิทยาลยั วงษ์ชวลิตกลุ (150 คน)
32) มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ (180 คน)
33) วทิ ยาลยั เทคโนโลยีภาคใต้ (120 คน)
34) วิทยาลัยเชียงราย (180 คน)
35) วทิ ยาลยั นครราชสีมา (120 คน)
36) วทิ ยาลัยนานาชาตเิ ซนต์เทเรซา (หลกั สูตรภาษาไทย 120 คน และภาษาอังกฤษ 60 คน)
37) วทิ ยาลัยสันตพล (180 คน)
38) สถาบนั บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ (60 คน)
39) สถาบันอาศรมศิลป์ (90 คน)
มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาครุศาสตรแ์ ละสาขาศกึ ษาศาสตร(์ หลกั สูตรสี่ป)ี
มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาครุศาสตร์และสาขาศึกษาศาสตร์(หลักสูตรสี่ปี) ๑. ช่ือสาขา สาขาครุ
ศาสตร์และสาขาศึกษาศาสตร์ สาขาครุศาสตร์และสาขาศึกษาศาสตร์ มีหลายกลุ่มสาขาวิชา ซึ่งแต่ละกลุ่ม
สาขาวิชายังมีสาขาวิชา (วิชาเอก วิชาโท) อีกหลายสาขาวิชามากน้อยเป็นไปตามขอบข่ายของศาสตร์แต่ละ
กล่มุ สาขาวิชาและหลักสูตร การศึกษาระดับการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน ระดบั การศึกษาอาชวี ศึกษารวมถึงการศึกษา
นอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย ซ่ึงสถาบันการศึกษาสามารถจัดทำรายละเอียดหลักสตู รและมาตรฐาน
ผลการเรียนรู้ตลอดจน จัดการศึกษาเป็นสาขาวิชา (วิชาเอก วชิ าโท) ได้อย่างอิสระ สอดคล้องกับมาตรฐานผล
การเรียนรู้ท่ีกำหนดไว้ ใน มคอ.๑ ตามบริบทและศักยภาพของสถาบัน กลุ่มสาขาวิชาต่างๆ มีดังต่อไปน้ี ๑.๑
กลุ่มสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ๑.๒ กลุ่มสาขาวิชาการประถมศึกษา ๑.๓ กลุ่มสาขาวิชาภาษาไทยและ
ภาษาต่างประเทศ ๑.๔ กลุ่มสาขาวิชาคณิตศาสตร์ ๑.๕ กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๑.๖ กลุ่ม
สาขาวิชาสังคมศึกษา ๑.๗ กลุ่มสาขาวิชาสุขศึกษา พลศึกษา และนันทนาการ ๑.๘ กลุ่มสาขาวิชาศิลปศึกษา
ดนตรศี ึกษาและนาฏศิลป์ศกึ ษา ๑.๙ กลุ่มสาขาวิชาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว ๑.๑๐ กลุ่มสาขาวิชา
เทคโนโลยีและส่ือสารการศึกษา ๑.๑๑ กลุ่มสาขาวิชาการวัดและประเมินทางการศึกษา ๑.๑๒ กลุ่มสาขาวิชา
การศึกษาพิเศษ ๑.๑๓ กลุ่มสาขาวิชาการศึกษาตลอดชีวิตและการศึกษาเพื่อชุมชน ๑.๑๔ กลุ่มสาขาวิชา
บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศึกษา ๑.๑๕ กลุ่มสาขาวิชาวิทยาการอาชีพ ๑.๑๖ กลุ่มสาขาวิชาทาง
การศึกษาอืน่ ๆ ทอ่ี าจมกี ารจดั ทำมาตรฐานคุณวฒุ วิ ิชาเอกอืน่ ๆ เพ่มิ เตมิ ในอนาคต
สาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์เป็นศาสตร์ท่ีว่าด้วยการเตรียมความพร้อมและพัฒนาครูและบุคลากร ทาง
การศึกษากอ่ นประจำการและสง่ เสรมิ การพัฒนาครูประจำการและนอกประจำการให้มคี วามรแู้ ละมี สมรรถนะ
ทางวิชาชีพ เป็นผู้ยึดมั่นในค่านิยม อุดมการณ์มจี ิตวญิ ญาณความเป็นครแู ละสมรรถนะทางวิชาชีพครู ประกอบ
กับรฐั ได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี โดยเน้นเป้าหมายการสรา้ งกำลังคนท่ีมีคุณภาพ เป็นคนเก่ง และ
193
คนดี มีขีดความสามารถในการแข่งขันและความสามารถในการสร้างนวัตกรรม การปรับปรุงพัฒนา หลักสูตร
สาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ในเอกสารฉบับนี้ จึงมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการผลิตบัณฑิตครู ให้เป็น
วิชาชีพช้ันสูงมีบทบาทในการสร้างครูท่ีมีคุณ ภาพท่ีนำไปสู่การสร้างกำลังคน ท่ีมีคุณภาพและตอบสนอ ง
ยุทธศาสตร์ชาติ ด้วยการเปลี่ยนแปลงของโลกท่ีเป็นพลวัต และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลซ่ึงกระทบ
ต่อการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑ ของมนุษย์ ตลอดจนพฒั นาการของวิทยาการใหม่ท่ีเป็นศาสตร์บูรณาการ และ
ข้ามวัฒนธรรม เป้าหมายของการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ครั้งน้ีจึงมุ่งเน้นที่การสร้าง
หลักสูตรให้มคี วามทนั สมยั ตอบสนองยทุ ธศาสตรก์ ารพฒั นาประเทศ และการเรียนรใู้ นโลกดิจทิ ลั ลกั ษณะของ
หลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ (มคอ. ๑) ฉบับน้ี จึงจัดทำข้ึนโดยอิงงานวิจัยในอดีตที่พบว่ามีความซ้ำซ้อน
ของโครงสร้างรายวชิ า รวมทั้งองิ งานวจิ ัยจากบทเรียนการผลิตครูของประเทศตา่ งๆ ในสากลท่ีมีความก้าวหน้า
ในการผลิตบัณฑิตวิชาชีพครู ตลอดจนการระดมความคิดและประสบการณ์ของผู้เก่ียวข้องในการพัฒนา
คุณภาพการศึกษาของประเทศ การจัดทำหลักสูตรวิชาชีพครู (มคอ. ๑) น้ีอยู่ภายใต้หลักการสำคัญหลาย
ประการ ได้แก่ ๑) แนวคิดของการจัดทำหลักสูตรวิชาชีพครูเป็นหลักสูตรบูรณาการ และเป็นหลักสูตรอิง
สมรรถนะ มากกว่าหลักสูตรอิงเน้ือหา เน้นสมรรถนะการเรียนรู้ด้วยตนเอง และการวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรม
การพัฒนา ผู้เรียน ๒) การกำหนดโครงสร้างหลักสูตรมีความยืดหยุ่น และตอบสนองความต้องการของการใช้
ครูในโลก ปัจจุบันและอนาคต รวมท้ังความต้องการของผู้เรียน ๓) การกำหนดโครงสร้างหลักสูตร ได้ให้
สถาบันผลิตครู มีอิสระในการสร้างหลักสูตรผลิตครูที่เหมาะสมกับอัตลักษณ์และสภาพบริบทเชิงพ้ืนที่ของ
สถานศึกษา โดยยึดผลลัพธ์การเรยี นร้ซู ่ึงกำหนดข้ึนสำหรับแต่ละกลุ่มสาขาเปน็ เป้าหมายร่วม ตลอดจนกำหนด
โครงสร้าง หลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและสะท้อนอัตลักษณ์ของผู้เรียน ๔) การส่งเสริมการจัดทำหลักสูตร
รายวิชา ที่ทันสมัยตามสากล มีการจัดการเรียนการสอนท่ีใช้สื่อเทคโนโลยีซ่ึงสอดคล้องกับการเรียนรู้ในโลก
ดิจิทัล ๕) การส่งเสริมการบริหารจัดการหลักสูตร การเรียนการสอน การปฏิบัติการสอนที่ทำให้ผู้เรียนมี
สมรรถนะ ทางวิชาชีพครู มีจิตวิญญาณและอุดมการณ์ความเป็นครู และคุณสมบัติที่สอดคล้องกับมาตรฐาน
วิชาชีพครูและ ๖) การส่งเสริมการวางระบบการประกันคุณภาพหลักสูตรท่ีเข้มข้นเพ่ือให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะ
ตามเป้าหมาย ของหลกั สตู ร
คณุ ลักษณะบณั ฑิตที่พึงประสงค์
๔.๑ มีคา่ นิยมรว่ ม ตระหนักและยึดผู้เรียนเปน็ ศูนย์กลางของการท างานของครูการพฒั นาความรสู้ ึก ถงึ ตวั ตน
ความเปน็ ครแู ละมีเจตคติตอ่ วิชาชพี ครูท่เี ข้มแขง็ มีจิตบริการต่อวชิ าชพี ครูและชุมชน
๔.๒ เป็นคนดีมีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ยึดมั่นในวชิ าชีพครูมจี ิตวิญญาณครแู ละยึดม่ันใน จรรยาบรรณของวิชาชีพ
ครูปฏิบัติหน้าที่ตามอุดมการณ์ความเป็นครูด้วยความรัก ศรัทธา ซ่ือสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อวชิ าชีพ อุทิศตน
และทุ่มเทในการเอาใจใส่ สร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาการเรียนรู้และผลประโยชน์ สูงสุดแก่ผู้เรียน มีความ
พอเพยี งและประพฤตติ นเป็นแบบอย่างที่ดที ้ังทางดา้ นวิชาการและวชิ าชีพ มคอ.๑ ๓
194
๔.๓ เป็นผู้เรียนรู้และฉลาดรู้และมีปัญญา เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์การคิดข้ันสูง มี
ความรอบร้ดู ้านการเงนิ สุขภาพ สุนทรียภาพ วัฒนธรรม รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสงั คมและของโลก การ
สร้างสัมมาชีพและความม่ันคงในคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม มีความเพียร มุ่งมั่น
มานะ บากบั่น ใฝ่เรียนรู้มีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต และพัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลท่ีเรียนรู้และรอบรู้
ทนั สมยั ทนั ตอ่ การเปล่ยี นแปลงตลอดเวลา
๔.๔ เป็นผู้ร่วมสรา้ งสรรคน์ วัตกรรม เป็นผู้มีทักษะศตวรรษที่ ๒๑ มคี วามสามารถคิดวเิ คราะห์ การคิดข้ันสูง มี
ความฉลาดดิจิทัล ทักษะการทำงานเป็นทีม มีทักษะข้ามวัฒนธรรม รู้เท่าทันส่ือ เทคโนโลยี สารสนเทศ
สมัยใหม่การเปลี่ยนแปลงของสังคมและของโลก มีส่วนร่วมในการพัฒนาความก้าวหน้าให้กับวิชาชีพครู
สามารถแสวงหาความรู้พัฒนาความรู้งานวิจัย และสร้างนวัตกรรม เพ่ือพัฒนาตนเองผู้เรียนให้เต็มตาม
ศกั ยภาพ ตามความแตกต่างระหว่างบคุ คล
๔.๕ เป็นผ้มู ีความสามารถสงู ในการจัดการเรยี นรู้เป็นผู้มีความสามารถในการจดั เนือ้ หาสาระ ออกแบบกิจกรรม
วางแผนและจัดการเรียนรู้ถ่ายทอดความรู้สร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้และมี
ความสุขในการเรียน โดยใช้ศาสตรก์ ารสอน รวมถึงวิธีการใช้เทคนิค วิธกี ารจัดการเรยี นรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ที่
หลากหลาย สื่อ แหล่งเรียนรู้ชุมชน ภูมิปัญญาในชุมชนที่เหมาะสมกับสาระวิชาและผู้เรียน ที่มีความแตกต่าง
กนั สามารถบูรณาการความรู้ข้ามศาสตร์ข้ามวัฒนธรรม และการวิจยั สามารถนำมาประยุกต์ใช้ ในการจัดการ
เรียนรู้แบบบูรณาการศาสตร์การสอน ความรู้ เนือ้ หาสาระ และเทคโนโลยี (TPCK) เพื่อพัฒนา การเรียนรู้ของ
ผู้เรียน ตลอดจนนำไปใชใ้ นการ แกไ้ ขปญั หา พัฒนาตนเอง ผู้เรียนและสังคม
๔.๖ เป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง และใส่ใจสังคม มีความรักชาติ รักท้องถ่ิน มีจิตสำนึกไทยและจิตสำนึก สากล รู้
คุณค่าและมีส่วนร่วมในการพัฒนา อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยและท้องถ่ิน มีจิตอาสา
และดำเนินชีวิตตามวิถีประชาธิปไตย มีความยุตธิ รรมและมคี วามกล้าหาญทางจริยธรรม ยึดม่ันในความถูกต้อง
รถู้ ูก รู้ผิด รู้ชอบ ชั่ว ดี กล้าปฏิเสธและต่อต้านการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เคารพสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรี ความ
เป็นมนุษย์มีจิตสำนึกเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลก รวมท้ังมีคุณลักษณะเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพครู
ตามทค่ี รุ สุ ภากำหนด
หลักสูตรที่พัฒนาใหม่จะต้องมีโครงสร้างและมาตรฐานตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรท่ี สำนักงาน
คณะกรรมการอดุ มศกึ ษากำหนด เช่น โครงสร้างหลักสตู รตามเกณฑม์ าตรฐานหลกั สูตร ระดับปริญญาตรี พ.ศ.
2548 กำหนดจำนวนหน่วยกิต รวมระดบั ปริญญาตรี ( 4 ปี ) มีจำนวนหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า
120 หน่วยกิต
โครงสร้างหลักสูตร
1. หมวดวชิ าศึกษาทั่วไป ไมน่ ้อยกว่า 30 หน่วยกติ
195
2. หมวดวชิ าเฉพาะ ไมน่ อ้ ยกวา่ 84 หน่วยกิต
3. หมวดวิชาเลือกเสรี ไมน่ อ้ ยกว่า 6 หน่วยกติ
การสอบบรรจุรบั ราชการและการตอ่ ใบประกอบวชิ าชพี
เงื่อนไขการสอบบรรจุครผู ูช้ ว่ ย สงั กัด สพฐ. / อปท. / กทม. (ขา้ ราชการคร)ู
1. มีใบอนญุ าตประกอบวิชาชพี ครู
2. มวี ุฒิการศึกษา (ปรญิ ญา) ในสาขาวิชาเอกท่เี ขตพ้ืนท่ีการศึกษากำหนดไว้ (เป็นคณุ วุฒิอ่ืนท่ีไม่ใช่คุณวฒุ ิครูก็
ได้ แต่ต้องมขี ้อใบประกาศนียภาพบัณฑิต
3. การสมคั รสอบ ใหส้ มัครสอบดว้ ยตนเอง ณ เขตพน้ื ท่ีการศึกษาที่รบั สมคั รวชิ าเอกท่ีเราตอ้ งการสอบ
อนญุ าตประกอบวิชาชีพครู หมายถึง หลกั ฐานซึง่ ออกให้ผูม้ ีคุณสมบัตติ ามมาตรฐานความรแู้ ละมาตรฐาน
ประสบการณว์ ชิ าชีพท่ีครุ ุสภารับรอง มสี ิทธิประกอบวิชาชีพครู ซ่ึงเปน็ วิชาชพี ควบคุมตามกฎหมาย
ใบอนุญาตปฏิบัติการสอน หมายถึง หลักฐานที่แสดงคุณสมบัติของผู้ถือว่ามีเฉพาะมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู
ตามข้อบังคับคุรุสภา มีสิทธิประกอบวิชาชีพครู โดยอยู่ในความควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
และเมื่อได้ปฏิบัติการสอนเป็นเวลาต่อเน่ืองไม่น้อยกว่า 1 ปี ให้นำหลักฐานการผ่านการรับรองประสบการณ์
การสอนจากสถานศึกษา ประกอบกับใบอนุญาตปฏิบัติการสอน มาขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้
ใบอนุญาตปฏิบตั ิการสอนนม้ี อี ายุ 2 ปี และสามารถขอรบั ใบอนุญาตปฏบิ ัติการสอนได้อีกครัง้ หนึ่ง
การต่อใบประกอบวชี าชีพ ผู้ที่ได้รับการอนุมัตใิ บอนญุ าตประกอบวิชาชีพทางการศกึ ษาท่ีมคี วามประสงค์จะย่ืน
คำต่ออายุ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสามารถยื่นคำขอต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพก่อนใบประกอบวิชาชีพ
ครอู ายุ 128 วนั หรือ6เดือนตามพระราชบญั ญัตคิ รุ สุ ภาและบคุ ลากรทางการศกึ ษาพ.ศ. 2546
แนวทางการสรา้ งความก้าวหนา้ และพัฒนาวิชาชพี ครู
1.การเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม
2.การขอมีหรอื เลื่อนวิทยฐานะ
3.การเปลี่ยนตำแหนง่ และสายงาน
4.การลาศึกษาตอ่
5.การฝกึ อบรมการดูงานและการปฏบิ ัติการวิจัย ภายในประเทศ
การเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม
• หลกั เกณฑ์
1.ใหผ้ ู้ท่ีได้รับการบรรจแุ ละแต่งต้ังเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในตำแหนง่ ครู
ผู้ช่วยเตรียมความพรอ้ มและพฒั นาอยา่ งเขม้ ระหว่างปฏบิ ัตริ าชการในตำแหน่งครูผูช้ ว่ ย 2 ปี