The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

2563 ความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดเลย THE POLITICAL TRUST OF PEOPLE TOWARDS LOCAL POLITICIANS IN LOEI PROVINCE พระไกรสร สุมโน (กันมา)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดเลย THE POLITICAL TRUST OF PEOPLE TOWARDS LOCAL POLITICIANS IN LOEI PROVINCE

2563 ความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดเลย THE POLITICAL TRUST OF PEOPLE TOWARDS LOCAL POLITICIANS IN LOEI PROVINCE พระไกรสร สุมโน (กันมา)

Keywords: 2563,ความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดเลย THE POLITICAL TRUST OF PEOPLE TOWARDS LOCAL POLITICIANS IN LOEI PROVINCE,พระไกรสร สุมโน (กันมา)

ความไววางใจทางการเมอื งของประชาชนที่มตี อนักการเมอื งทอ งถ่ิน
ในจงั หวัดเลย

THE POLITICAL TRUST OF PEOPLE TOWARDS LOCAL POLITICIANS
IN LOEI PROVINCE

พระไกรสร สุมโน (กนั มา)

วิทยานิพนธน้เี ปนสวนหน่ึงของการศึกษา
ตามหลักสตู รปรญิ ญารัฐศาสตรมหาบัณฑติ

บณั ฑิตวทิ ยาลัย
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั

พทุ ธศักราช ๒๕๖๓

ความไววางใจทางการเมอื งของประชาชนที่มตี อนักการเมอื งทองถ่นิ
ในจงั หวัดเลย

พระไกรสร สุมโน (กันมา)

วทิ ยานิพนธนเ้ี ปน สว นหนึ่งของการศึกษา
ตามหลักสูตรปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต

บณั ฑิตวิทยาลยั
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย

พทุ ธศักราช ๒๕๖๓
(ลขิ สิทธ์ิเปน ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั )

The Political Trust of People Towards Local Politicians
in Loei Province

Phra Kaison Sumano (Kanma)

A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of
the Requirements for the Degree of
Master of Political Science Program
Graduate School

Mahachulalongkornrajavidyalaya University
C.E. 2020

(Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University)

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อนุมัติใหนับดุษฎีนิพนธเร่ือง

“ความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย” เปนสวนหนึ่ง
ของการศกึ ษา ตามหลกั สูตรปรญิ ญารัฐศาสตรมหาบัณฑติ

..................................................
(พระมหาสมบูรณ วุฑฺฒิกโร, รศ. ดร.)

คณบดีบณั ฑิตวิทยาลัย

คณะกรรมการตรวจสอบวิทยานพิ นธ ..................................................... ประธานกรรมการ
()

..................................................... กรรมการ
()

..................................................... กรรมการ
(ผศ. ดร.สรุ พล พรมกลุ )

..................................................... กรรมการ
(ผศ. ดร.ชาญชัย ฮวดศร)ี

คณะกรรมการควบคุมวทิ ยานิพนธ ผศ. ดร.สรุ พล พรมกุล ประธานกรรมการ
ผศ. ดร.ชาญชัย ฮวดศรี กรรมการ

ชือ่ ผูวิจัย .....................................................
(พระไกรสร สมุ โน)



ชอ่ื วิทยานิพนธ : ความไวว างใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอ นักการเมืองทองถน่ิ ใน
จงั หวดั เลย
ผูวิจยั : พระไกรสร สุมโน (กนั มา)
ปริญญา : รัฐศาสตรมหาบณั ฑิต
คณะกรรมการควบคมุ วทิ ยานพิ นธ
: ผศ. ดร.สรุ พล พรมกุล, ป.ธ. ๕, พธ.บ (การสอนสงั คมศึกษา),
ศศ.ม. (สงั คมศาสตรเพ่ือการพัฒนา), ศน.ม. (รฐั ศาสตรการปกครอง),
Ph.D. (Social Science)
: ผศ. ดร.ชาญชัย ฮวดศร,ี พธ.บ. (สงั คมศึกษา), M.A. (Political Science),
Ph.D. (Political Science)
วนั สําเร็จการศกึ ษา : ๒๒ มกราคม ๒๕๖๔

บทคดั ยอ

การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค ดังน้ี ๑) เพ่ือศึกษาระดับความไววางใจทางการเมืองของ
ประชาชนท่ีมีตอนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย ๒) เพ่ือศึกษาระดับความคิดเห็นของประชาชนท่ีมี
ตอการปฏิบัติตนตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย ๓) เพื่อเปรียบเทียบ
ความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมืองทองถ่ิน ๔) เพื่อศึกษาแนวทางในการ
สรางความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมืองทองถิ่น และตามความคิดเห็นของ
ประชาชนตอการปฏิบัติตนตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมอื งทอ งถ่นิ ในจังหวัดเลย กลมุ ตัวอยาง
ที่ใชในการศึกษา มีจํานวน ๔๐๐ คน และผูใหขอมูลสําคัญจํานวน ๘ คน เครื่องมือในการรวบรวม
ขอมูล คอื แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ จึงนํามาทาํ การวิเคราะหขอ มูลโดยใชโปรแกรมสําเร็จรูป
ทางสังคมศาสตร และวิเคราะหเนือ้ หาประกอบบรบิ ท

ผลการวิจยั พบวา
๑) ระดับความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัด
เลย โดยภาพรวม และรายดาน อยูในระดับมาก
๒) ระดับการปฏิบัติตนตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย โดย
ภาพรวม และรายดา น อยูในระดบั มาก
๓) ผลการเปรียบเทียบ พบวา ประชาชนที่มีระดับการศึกษาตางกัน มีความไววางใจ
ทางการเมือง ในภาพรวม แตกตางกัน อยางมีนัยสําคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดับ ๐.๐๕ สวนประชาชนท่ีมเี พศ
อายุ สถานภาพ อาชีพ และรายไดตอเดือนตางกัน มีความไววางใจทางการเมือง ในภาพรวม ไม
แตกตางกัน และตามความคิดเห็นของประชาชน พบวา ประชาชนมีความไววางใจทางการเมือง
แตกตา งกนั อยางมีนยั สําคญั ทางสถิติทรี่ ะดบั ๐.๐๕
๔) แนวทางในการสรางความไววางใจ พบวา ควรพัฒนาแหลงทองเท่ียวใหมากกวาเดิม
ควรแจกส่ิงของชวยเหลือประชาชนที่ไดรับความเดือดรอนเสมอ และตองมีสวนรวมในการพัฒนา
ชมุ ชนและสงั คมอยา งตอ เน่ือง



Thesis Title : The Political Trust of People Towards Local Politicians
in Loei Province
Researcher : Phra Kaison Sumano (Kanma)
Degree : Master of Political Science Program
Thesis Supervisory Committee
: Assist. Prof. Dr. Suraphon Promgun, Pali V,
B.A. (Social Study Teaching),
M.A. (Social Sciences for Development),
M.A. (Political Science), Ph.D. (Social Science)
: Asst. Prof. Chanchai Huadsri, B.A. (Social Study),
M.A. (Political Science), Ph.D. (Political Science)
Date of Graduation : January 22, 2021

Abstract

The objectives of this research were: 1) to study the level of the political
trust of people towards the local politicians in Loei Province; 2) to study the level of
opinion of the people towards the Four Saṅgahavatthu Dhammas (Bases of Social
Solidarity) of the local politicians in Loei Province; 3) to compare the political trust of
the people towards the local politicians; 4) to study the guideline to build the
political trust of the people towards the local politicians based the people opinions
towards the practice according to the Four Saṅgahavatthu Dhammas of the local
politicians in Loei Province. There were 400 sample and 8 key informants in this
research. The tools used in this research were the questionnaire and interview form.
The obtained data were interpreted by the social sciences computer program
together with the content and context analysis.

The research results were as follows:
1) The levels of the political trust of people towards the local politicians in
Loei Province in overall and in the studied aspects were at a high level.
2) The levels the practice of the Four Saṅgahavatthu Dhammas of the
local politicians in Loei Province in overall and in the studied aspects were at a high
level.
3) The comparative results indicated that the people with difference in the
level of their education had their political trust differently with the statistical
significance level of 0.05 but those with differences in gender, age, status, occupation
and monthly income had their political trust indifferently. According to the people



opinions, the people have the political trust differently with the statistical significance
level of 0.05.

4) The guideline to build the political trust of the people is that more
tourist attractions should be developed, giving items to help people who have been
in need should be constantly made and the politicians must continually participate
in community and social development.



กติ ติกรรมประกาศ

วิทยานพิ นธเลมน้ี สําเร็จลลุ วงไดดวยดีเพราะความเมตตาอนุเคราะหจ ากคณะกรรมการที่
ปรึกษาวิทยานิพนธไดแนะนํา คือ ผูชวยศาสตราจารย ดร.สุรพล พรมกุล, ผูชวยศาสตราจารย ดร.
ชาญชัย ฮวดศรี ไดกรณุ าใหคําปรึกษาแนะนําคอยใหความชวยเหลือในการปรบั ปรงุ แกไขดวยดีมาโดย
ตลอด จงึ เจริญพรขอบคณุ อาจารยทีป่ รกึ ษาทุกทา นเปน อยางสงู มา ณ โอกาสนี้

ขอขอบคุณ ผูชวยศาสตราจารย ดร.ยุทธนา ปราณีต ประธานกรรมการควบคุมสอบ
ปอ งกนั วทิ ยานิพนธ, รองศาสตราจารย ดร.ภาสกร ดอกจนั ทร ผทู รงคุณวฒุ ิ ท่ไี ดกรณุ าใหคําแนะนาํ ใน
การปรับปรุงแกไขเปนอยางดี และผูเช่ียวชาญตรวจสอบแกไขเครื่องมือในการวิจัย คือรอง
ศาสตราจารย ดร.ธงชัย สิงอุดม, ผูชวยศาสตราจารย ดร.วทิ ยา ทองดี, ดร.จํานง วงศคง, ดร.สมควร
นามสีฐาน, ดร.สุธิพงษ สวัสด์ิทา, ทุกทานท่ีไดใหความอนุเคราะหตรวจสอบแกไขเครือ่ งมือในการวิจัย
จนสําเร็จดวยดี

ขอขอบคุณ อดีต ส.อบจ.เลย, กํานันตําบลศรีสงคราม, ผูใหญบานนอยนา, นักวิชาการ
การศึกษา ชํานาญการ, รองผูอํานวยการโรงเรียนเทศบาลวังสะพุง ๑, ประธานชุมชนบานนอยนา,
ประธานชุมชนบานนาหลัก ท่ีใหความอนุเคราะหในการเก็บรวบรวมขอมูล ทุกทานท่ีไดใหความ
รว มมอื เปนอยา งดีในการใหส มั ภาษณขอ มูลแกผ ูวจิ ยั

ขออนุโมทนาขอบคุณ โยมพอ–แม ญาติพ่ีนองทุกคนเพ่ือนๆทุกรูป/คน คณาจารย
เจาหนาท่ี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแกนทุกทานที่ไดใหความรู
ประสาทวิทยาการ ประสบการณ ใหความเมตตาเอ้ือเฟอ ถายทอดความรูความเขาใจ เปนกําลังใจ
ใหแกผูวิจัยตลอดมา คุณความดีจากการทําประโยชนใดๆ อันเกิดจากวิทยานิพนธน้ี ผูวิจัยขอโอกาส
ขอบพระคุณทุก ๆ ทาน มา ณ โอกาสนี้ หากมีขอผิดพลาดประการใด ในการวิจัยฉบับนี้ ผูวิจัยขอ
นอมรับแตเ พียงผูเดยี ว

พระไกรสร สมุ โน (กนั มา)
๒๒ มกราคม ๒๕๖๔

สารบัญ จ

เรื่อง หนา
บทคดั ยอภาษาไทย ก
บทคัดยอภาษาองั กฤษ ข
กิตติกรรมประกาศ ง
สารบญั จ
สารบัญตาราง ช
สารบัญภาพ ฏ
คาํ อธิบายสญั ลกั ษณและคํายอ ฐ
บทที่ ๑ บทนํา ๑

๑.๑ ความเปน มาและความสําคญั ของปญหา ๔
๑.๒ คาํ ถามการวจิ ยั ๔
๑.๓ วัตถปุ ระสงคข องการวจิ ัย ๕
๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๖
๑.๕ สมมติฐานการวจิ ยั ๖
๑.๖ นิยามศพั ทเฉพาะทใ่ี ชในการวจิ ัย ๗
๑.๗ ประโยชนท่ีไดร ับจากการวิจัย ๘
บทท่ี ๒ แนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ัยท่เี ก่ยี วของ ๘
๒.๑ แนวคดิ เกี่ยวกับความไวว างใจทางการเมือง
๒.๒ แนวคดิ เกย่ี วกบั ปจจัยท่มี ีผลตอ ความไววางใจทางการเมอื ง ๒๓
๒.๓ แนวคดิ เกย่ี วกับการปกครองทองถน่ิ ๔๙
๒.๔ แนวคิดเกย่ี วกับผูนาํ ทางการเมืองและผูน ําทอ งถ่นิ ๕๓
๒.๕ หลกั พุทธธรรมทเ่ี กยี่ วขอ งกับความไววางใจทางการเมือง ๖๒
๒.๖ ขอมลู บรบิ ทเรอ่ื งทีว่ จิ ัย ๖๖
๒.๗ งานวจิ ยั ท่เี กยี่ วของ ๗๓
๒.๘ กรอบแนวคดิ ในการวิจัย (Conceptual Framework) ๘๗
บทท่ี ๓ วธิ ดี ําเนินการวจิ ยั ๘๘
๓.๑ รูปแบบการวจิ ัย ๘๘
๓.๒ ประชากร กลุม ตัวอยาง และผใู หข อมลู สําคัญ ๘๘
๓.๓ เครอื่ งมอื ที่ใชใ นการวิจยั ๙๑
๓.๔ การเกบ็ รวบรวมขอมลู ๙๓



๓.๕ การวิเคราะหข อ มลู ๙๔

บทที่ ๔ ผลการวเิ คราะหขอมลู ๙๖
๔.๑ ผลการวเิ คราะหขอ มลู วจิ ัยปจ จัยสว นบคุ คล ๙๖
๔.๒ ผลการวิเคราะหระดับความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอ
นกั การเมืองทองถนิ่ ในจังหวัดเลย ๙๙
๔.๓ ผลการวิเคราะหระดับความคิดเห็นของประชาชนชนที่มีตอการปฏิบัติตนตาม
หลกั สงั คหวัตถุ ๔ ของนักการเมอื งทองถนิ่ ในจงั หวัดเลย ๑๐๓
๔.๔ ผลการเปรียบเทียบความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอ
นักการเมืองทองถิ่นในจงั หวัดเลย ๑๐๗
๔.๕ ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสงั คหวัตถุ ๔ ของนักการเมอื งทอ งถ่ินในจังหวดั เลย ๑๑๙
๔.๖ ผลการวิเคราะหแบบสัมภาษณความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มี
ตอนกั การเมืองทองถิน่ ในจังหวัดเลย ๑๔๐
๔.๗ ผลการวิเคราะหแบบสัมภาษณความคิดเห็นของประชาชนตอการปฏิบัติตน
ตามหลักสงั คหวตั ถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวดั เลย ๑๔๕
๔.๘ สรุปองคความรูท่ีไดร ับจากการวจิ ยั ๑๔๙

บทท่ี ๕ สรุปผล อภิปรายและขอเสนอแนะ ๑๕๓
๕.๑ สรปุ ผลการวิจยั ๑๕๓
๕.๒ อภิปรายผลการวจิ ยั ๑๕๕
๕.๓ ขอ เสนอแนะ ๑๖๓

บรรณานกุ รม ๑๖๕

ภาคผนวกภาคผนวก ก. แบบสอบถามและแบบสมั ภาษณเ พอ่ื การวจิ ยั ๑๗๓
๑๗๔
ภาคผนวก ข. รายนามและหนงั สือบันทกึ ขอความผูทรงคุณวุฒิ
และผูเชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือการวจิ ัย ๑๘๔
ภาคผนวก ค. รายนามผูใหข อมลู สําคัญในการสัมภาษณการวจิ ยั (Key Informants) ๑๙๑
ภาคผนวก ง. แบบประเมนิ คาดัชนคี วามสอดคลอง (IOC) ๒๐๑
ภาคผนวก จ. คา ความเชื่อม่ันของแบบสอบถาม (Try out) ๓๐ ฉบับ ๒๑๐
ภาคผนวก ฉ. ภาพประกอบในการสมั ภาษณการวจิ ยั ๒๑๔

ประวัติผูวจิ ยั ๒๒๒



สารบัญตาราง

ตารางที่ หนา
ตารางท่ี ๒.๑ สรปุ แนวคิดเก่ยี วกบั ความไววางใจทางการเมือง ๒๐
ตารางที่ ๒.๒ สรุปสถานการณการพฒั นาท่ัวไปในภาพรวมในป พ.ศ.๒๕๕๗ – ๒๕๖๐ ๓๗
ตารางท่ี ๒.๓ สรปุ แนวคิดเกีย่ วกบั ปจจยั ความไวว างใจทางการเมอื ง ๔๔
ตารางท่ี ๒.๔ สรปุ แนวคดิ เกย่ี วกับการปกครองทองถน่ิ ๕๒
ตารางท่ี ๒.๕ สรุปแนวคิดเกี่ยวกับแนวคิดเก่ียวกับผูน ําทางการเมอื งและผูนาํ ทองถ่นิ ๖๐
ตารางที่ ๒.๖ สรปุ หลกั ธรรมพุทธธรรมทเ่ี ก่ียวขอ งกบั ความไววางใจทางการเมอื ง ๖๖
ตารางที่ ๒.๗ สรุปงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ยี วของกบั ความไวว างใจทางการเมือง ๗๕
ตารางที่ ๒.๘ งานวจิ ัยที่เกี่ยวของกับการกาํ หนดนโยบายทางการเมอื ง ๗๗
ตารางท่ี ๒.๙ สรุปงานวิจัยทเ่ี กี่ยวขอ งกับประสิทธิผลการทํางาน ๗๙
ตารางที่ ๒.๑๐ สรุปงานวจิ ยั ทเี่ ก่ียวของกบั การส่ือสารทางการเมือง ๘๑
ตารางท่ี ๒.๑๑ สรปุ งานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวขอ งกบั บุคลิกภาพ ๘๓
ตารางท่ี ๒.๑๒ สรุปงานวจิ ัยท่เี กยี่ วของกับหลักสังคหวัตถุ ๔ ๘๖
ตารางที่ ๓.๑ จํานวนประชากรและกลมุ ตวั อยา งในจังหวัดเลย ๙๐
ตารางท่ี ๔.๑ จาํ นวนความถีแ่ ละประชากรจําแนกตามเพศ ๙๖
ตารางท่ี ๔.๒ จาํ นวนความถ่ีและประชากรจําแนกตามอายุ ๙๗
ตารางท่ี ๔.๓ จํานวนความถแ่ี ละประชากรจําแนกตามสถานภาพ ๙๗
ตารางที่ ๔.๔ จาํ นวนความถี่และประชากรจําแนกตามอาชพี ๙๗
ตารางที่ ๔.๕ จาํ นวนความถี่และประชากรจําแนกตามระดบั การศึกษา ๙๘
ตารางที่ ๔.๖ จาํ นวนความถแ่ี ละประชากรจําแนกตามรายไดต อเดือน ๙๘
ตารางที่ ๔.๗ ระดับความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมืองทองถิ่นใน
จงั หวัดเลย โดยภาพรวมทั้ง ๔ ดา น ๙๙
ตารางท่ี ๔.๘ ระดับความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอนักการเมืองทองถ่ินใน
จังหวัดเลย ดา นนโยบายการทาํ งาน ๑๐๐
ตารางท่ี ๔.๙ ระดับความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมืองทองถ่ินใน
จงั หวดั เลย ดานประสทิ ธผิ ลการทํางาน ๑๐๑
ตารางท่ี ๔.๑๐ ระดับความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมืองทองถิ่นใน
จังหวัดเลย ดานการสือ่ สารทางการเมือง ๑๐๒
ตารางที่ ๔.๑๑ ระดับความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมืองทองถ่ินใน
จงั หวัดเลยดานบคุ ลกิ ภาพ ๑๐๒
ตารางที่ ๔.๑๒ ระดบั ความคดิ เหน็ ของประชาชนชนทม่ี ีตอ การปฏบิ ัตติ นตามหลกั สังคหวตั ถุ ๔
ของนักการเมืองทองถน่ิ ในจังหวัดเลย ๑๐๓



ตารางท่ี ๔.๑๓ ระดับความคดิ เหน็ ของประชาชนชนทมี่ ีตอการปฏิบตั ิตนตามหลักสงั คหวตั ถุ ๔ ๑๐๔
ของนักการเมืองทอ งถ่ินในจังหวดั เลย ดา นทาน
ตารางท่ี ๔.๑๔ ระดบั ความคดิ เห็นของประชาชนชนที่มีตอการปฏิบตั ิตนตามหลักสงั คหวัตถุ ๔
ของนักการเมอื งทอ งถ่นิ ในจังหวดั เลย ดา นปย วาจา ๑๐๕
ตารางท่ี ๔.๑๕ ระดบั ความคิดเห็นของประชาชนชนทีม่ ีตอ การปฏิบัตติ นตามหลักสังคหวัตถุ ๔
ของนักการเมอื งทอ งถ่นิ ในจงั หวดั เลย ดา นอตั ถจริยา ๑๐๖
ตารางที่ ๔.๑๖ ระดบั ความคดิ เห็นของประชาชนชนท่ีมีตอการปฏิบตั ติ นตามหลักสงั คหวตั ถุ ๔
ของนักการเมอื งทอ งถ่นิ ในจังหวัดเลย ดา นสมานัตตตา ๑๐๗
ตารางท่ี ๔.๑๗ ผลการเปรียบเทียบความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอนักการเมือง
ทองถิ่นในจังหวดั เลย จําแนกตามเพศ ๑๐๘
ตารางท่ี ๔.๑๘ ผลการเปรียบเทียบความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมือง
ทอ งถิ่น ในจังหวัดเลย จาํ แนกตามอายุ ๑๐๙
ตารางที่ ๔.๑๙ ผลการเปรียบเทียบความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอ นักการเมือง
ทองถิ่นในจังหวดั เลย จําแนกตามสถานภาพการสมรส ๑๑๐
ตารางท่ี ๔.๒๐ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความไววางใจทาง
การเมือง ดานนโยบายการทํางาน ดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยท่ีสุด (LSD.)
จําแนกตาม สถานภาพการสมรส ๑๑๑
ตารางที่ ๔.๒๑ แสดงผลการเปรยี บเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความไววางใจทางการเมือง
ดานการส่ือสารทางการเมือง ดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด (LSD.) จําแนก
ตาม สถานภาพการสมรส ๑๑๑
ตารางท่ี ๔.๒๒ ผลการเปรียบเทียบความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอนักการเมือง
ทองถ่ินในจังหวดั เลย จําแนกตามอาชีพ ๑๑๒
ตารางท่ี ๔.๒๓ ผลการเปรียบเทียบความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอนักการเมือง
ทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตามระดับการศึกษา ๑๑๓
ตารางที่ ๔.๒๔ แสดงผลการเปรยี บเทียบความแตกตางคาเฉลย่ี รายคูความไววางใจทางการเมือง
ในภาพรวม ดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยท่ีสุด (LSD.) จําแนกตาม ระดับ
การศกึ ษา ๑๑๔
ตารางที่ ๔.๒๕ แสดงผลการเปรยี บเทียบความแตกตางคาเฉล่ียรายคูความไววางใจทางการเมือง
ดานนโยบายการทํางาน ดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด (LSD.) จําแนกตาม
ระดับการศกึ ษา ๑๑๕
ตารางท่ี ๔.๒๖ แสดงผลการเปรยี บเทียบความแตกตางคาเฉล่ียรายคูความไววางใจทางการเมือง
ดานการสื่อสารทางการเมือง ดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด (LSD.) จําแนก
ตาม ระดบั การศึกษา ๑๑๖
ตารางท่ี ๔.๒๗ ผลการเปรียบเทียบความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอนักการเมือง
ทอ งถิ่นในจังหวดั เลย จําแนกตามรายไดตอเดือน ๑๑๗



ตารางท่ี ๔.๒๘ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกตางคาเฉล่ยี รายคูความไววางใจทางการเมือง
ดานประสิทธิผลการทํางาน ดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด (LSD.) จําแนก
ตาม รายไดต อเดือน ๑๑๘
ตารางท่ี ๔.๒๙ ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนตอการปฏิบัติตนตามหลักสังคห
วตั ถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย ๑๑๙
ตารางที่ ๔.๓๐ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลกั สังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมอื งทองถน่ิ ในจังหวดั เลย ๑๒๐
ตารางท่ี ๔.๓๑ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉล่ียรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
นโยบายการทํางาน ๑๒๐
ตารางที่ ๔.๓๒ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉล่ียรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
ประสิทธิผลการทาํ งาน ๑๒๑
ตารางที่ ๔.๓๓ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดานการ
สือ่ สารทางการเมือง ๑๒๑
ตารางที่ ๔.๓๔ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
บคุ ลกิ ภาพ ๑๒๒
ตารางที่ ๔.๓๕ ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนตอการปฏิบัติตนตามหลักสังคห
วัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตามดานทาน ๑๒๓
ตารางท่ี ๔.๓๖ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลกั สังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมอื งทองถิน่ ในจังหวดั เลย จําแนกตาม ดานทาน ๑๒๔
ตารางท่ี ๔.๓๗ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
นโยบายการทํางาน ๑๒๔
ตารางที่ ๔.๓๘ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉล่ียรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
ประสิทธผิ ลการทํางาน ๑๒๕
ตารางที่ ๔.๓๙ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดานการ
ส่อื สารทางการเมือง ๑๒๖
ตารางที่ ๔.๔๐ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
บคุ ลกิ ภาพ ๑๒๖



ตารางที่ ๔.๔๑ ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนตอการปฏิบัติตนตามหลักสังคห
วตั ถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดานปย วาจา ๑๒๗
ตารางท่ี ๔.๔๒ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉล่ียรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดานปย
วาจา ๑๒๘
ตารางท่ี ๔.๔๓ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
นโยบายการทาํ งาน ๑๒๘
ตารางที่ ๔.๔๔ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
ประสิทธผิ ลการทํางาน ๑๒๙
ตารางท่ี ๔.๔๕ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวตั ถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดานการ
สอ่ื สารทางการเมือง ๑๒๙
ตารางที่ ๔.๔๖ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
บุคลกิ ภาพ ๑๓๐
ตารางที่ ๔.๔๗ ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนตอการปฏิบัติตนตามหลักสังคห
วตั ถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตามดานอัตถจริยา ๑๓๑
ตารางท่ี ๔.๔๘ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลกั สังคหวตั ถุ ๔ ของนกั การเมืองทองถนิ่ ในจังหวดั เลย จําแนกตาม ดา นอตั ถ
จริยา ๑๓๒
ตารางท่ี ๔.๔๙ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
นโยบายการทาํ งาน ๑๓๒
ตารางที่ ๔.๕๐ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
ประสิทธผิ ลการทํางาน ๑๓๓
ตารางที่ ๔.๕๑ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวตั ถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดานการ
สื่อสารทางการเมือง ๑๓๓
ตารางที่ ๔.๕๒ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
บุคลิกภาพ ๑๓๔



ตารางท่ี ๔.๕๓ ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตามดาน
สมานตั ตตา ๑๓๕
ตารางท่ี ๔.๕๔ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
สมานตั ตตา ๑๓๖
ตารางท่ี ๔.๕๕ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
นโยบายการทาํ งาน ๑๓๖
ตารางที่ ๔.๕๖ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
ประสิทธิผลการทํางาน ๑๓๗
ตารางท่ี ๔.๕๗ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวตั ถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดานการ
สอ่ื สารทางการเมือง ๑๓๗
ตารางที่ ๔.๕๘ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
บคุ ลิกภาพ ๑๓๘
ตารางท่ี ๔.๕๙ ผลสรุปโดยรวมการเปรียบเทียบความไววางใจทางการเมอื งของประชาชนที่มี
ตอนักการเมืองทองถิ่นในจังหวดั เลย ๑๓๘
ตารางท่ี ๔.๖๐ ผลสรุปโดยรวมการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนตอการปฏิบัติตน
ตามหลกั สงั คหวตั ถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวดั เลย ๑๓๙

สารบญั ภาพ ฏ

ภาพท่ี หนา
แผนภาพท่ี ๒.๑ ปจ จยั องคป ระกอบของการสื่อสารทางการเมือง ๔๐
แผนภาพที่ ๒.๒ กรอบแนวคิดในการวจิ ยั ๘๗
แผนภาพที่ ๔.๑ สรุปองคความรูที่ไดร บั จากการวจิ ยั ๑๕๐



คาํ อธบิ ายสัญลกั ษณและคํายอ

อกั ษรยอในวิทยานิพนธคร้ังนี้ ใชอางอิงจากพระไตรปฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย การอางอิงระบุ เลม/ขอ/หนา หลังอักษรยอชื่อคัมภีร ใหใชอักษรยอตัวพื้นปกติ เชน
ที.สี.(ไทย) ๙/๒๗๖/๙๘. หมายถึง ทีฆนิกาย สลี ขันธวรรค ภาษาไทย เลม ๙ ขอ ๒๗๖ หนา ๙๘ ฉบับ
มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ๒๕๓๙

ก. คาํ ยอช่ือคัมภีรพระไตรปฎก

พระสตุ ตันตปฎ ก

คํายอ ชอ่ื คมั ภรี  ภาษา
องฺ.จตุกกฺ .(ไทย) = สุตตันตปฎ ก อังคุตตรนิกาย จตุกกนบิ าต (ภาษาไทย)
องฺ.อฏ ก.(ไทย) = สุตตนั ตปฎ ก อังคุตตรนิกาย อฏั ฐกนิบาต (ภาษาไทย)

บทที่ ๑
บทนาํ

๑.๑ ความเปน มาและความสําคญั ของปญ หา

การกระจายอํานาจการปกครอง คือ การที่องคกรหนึ่ง มีพ้ืนท่ีอาณาเขต และประชากร
เปนของตนเอง มีอํานาจหนาท่ี มีรายไดตามกฎหมาย มีความเปนอิสระในการปกครอง และการ
บริหารตนเอง รวมทั้งมีอํานาจหนาท่ีใหบริการดานตางๆ แกประชาชน ซึ่งประชาชนในพื้นท่ี มีสวน
รวมในการบริหาร และปกครองตนเอง หลักการกระจายอํานาจการปกครอง เกิดจากการที่รัฐ
สว นกลาง มอบอํานาจปกครองบางสว นใหแกองคก รอื่น ในการดําเนนิ งานตามความเหมาะสม ภายใต
กรอบของกฎหมาย และสามารถดําเนินกิจการในฐานะเปนนิติบุคคล หลักการดังกลาวสอดคลอง
กับศุภวัฒนากร วงศธนวสุ และคณะ กลาววา นับตั้งแตป พ.ศ. ๒๕๓๗ ประเทศไทย ไดจัดตั้งองคกร
ปกครองสวนทองถ่ินหลากหลายรูปแบบ ไดแก องคการบริหารสวนจังหวัด เทศบาล และองคการ
บริหารสว นตําบล โดยรัฐธรรมนูญ ป พ.ศ. ๒๕๔๐ และพระราชบัญญัติกําหนดแผน และขนั้ ตอน เพื่อ
การกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถ่ิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ไดกําหนดไวอยางชัดเจนวา
หนวยงานภาครัฐสวนกลาง จะตองกระจายอํานาจในการวางแผน และการจัดบริการสาธารณะใหแก
ชุมชนทองถ่ิน เพื่อใหชุมชนทองถ่ิน สามารถจัดการแกไขปญหาตางๆไดดวยตนเอง และองคกร
ปกครองสวนทองถ่ินทุกระดับ ตางก็มีหนาที่รับผิดชอบ และบทบาทในชีวิตประจําวันของประชาชน
มากข้ึนกวาชวงระยะเวลากอนการกระจายอํานาจ0๑ ดังนั้น โครงสรางภายในของหนวยการปกครอง
สว นทองถิ่น รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๒ กําหนดโครงสราง
ขององคกรปกครองสวนทองถนิ่ ไวใหสมาชิกสภาทองถิ่นตองมาจากการเลือกตัง้ ผูบริหารทอ งถ่นิ ใหม า
จากการเลือกต้ัง หรือมาจากความเห็นชอบของสภาทองถ่ิน โดยทั้งสองสวนมีวาระการดํารงแหนง
คราวละส่ปี 

โดยองคกรปกครองสวนทองถิ่นไดกําหนดหนาท่ีของนายกองคการบริหารสวนจังหวัดไว
ตาม มาตรา ๓๕/๕ แหงพระราชบัญญัติองคการบริหารสวนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ ไดกําหนดใหนายก
องคการบริหารสวนจังหวัด มีอํานาจหนาที่ในการกําหนดนโยบาย โดยไมขัดตอกฎหมาย และ
รับผิดชอบในการบริหารขององคการบริหารสวนจังหวัด ใหเปนไปตามกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ

๑ ศุภวัฒนากร วงศธนวสุ และคณะ, การปฏิรูปการปกครองทองถ่ินตามกระบวนทัศนแหงการ
บริหารกิจการสาธารณะแนวใหม, (ขอนแกน : คลงั นานาวทิ ยา, ๒๕๕๗), หนา ๖.



ขอ บัญญัติ และนโยบาย คําส่ัง อนมุ ัติ อนญุ าต เกี่ยวกับราชการตามอํานาจหนาที่ขององคการบริหาร
สวนจังหวัด แตงตั้ง และถอดถอน รองนายกองคการบริหารสวนจังหวัด เลขานุการนายกองคการ
บริหารสวนจังหวัด ที่ปรึกษานายกองคการบริหารสวนจังหวัด วางระเบียบตางๆ เพื่อใหการบริหาร
องคการบริหารสวนจังหวัด เปนไปดวยความเรียบรอย และรักษาการ ตามขอบัญญัติองคการบริหาร
สวนจังหวัด รวมถึงการปฏิบัติหนาที่อ่ืน ตามที่กฎหมายบัญญัติ1๒ สอดคลองกับสมบัติ จันทรวงศ ท่ี
กลาวไววา การปรับเปล่ียนโครงสรางที่มาของผูบริหารองคกรปกครองสวนทองถิ่นทุกรูปแบบ อัน
ไดม าซึง่ ตําแหนง โดยชอบธรรมของผูไดรบั การเลือกตัง้ ผา นการตดั สินใจของประชาชนเขา มา เปนผูนํา
ทองถ่ิน ภายใตการบริหารจัดการพัฒนาทองถ่ินตนเอง ประกอบกับไดมีการออกพระราชบัญญัติ
กําหนดแผน และข้ันตอนการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถ่ิน พ.ศ. ๒๕๔๒
ครอบคลุมการพัฒนาหลายๆ ดานขององคกรปกครองสวนทองถิ่น ไดแก โครงสรางพื้นฐาน งาน
สงเสริมคุณภาพชีวิต การจัดระเบียบชุมชน สังคม และการรักษาความสงบเรียบรอย การวางแผน
การสงเสริมการลงทุน พาณิชยกรรม และการทองเท่ียว การบริหารจัดการ และการอนุรักษ
ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดลอม และงานดานศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี และภูมิปญญาทองถ่ิน
ทําใหมีการถายโอนภารกิจตางๆจากภูมิภาค ใหกับองคกรปกครองสวนทองถ่ิน สงผลใหองคกร
ปกครองทองถิ่น มีภารกิจการดําเนินการดานพัฒนาโครงสรางพื้นฐาน คุณภาพชีวิต และดูแลปญหา
ความเดือดรอนของประชาชนในพ้ืนมากข้ึนตามมา ดังนั้น ผูบริหารองคกรปกครองสวนทองถ่ิน ที่
ตองการเขามามีพัฒนาทองถ่ิน พยายามสรางบทบาทในการพัฒนาพ้ืนที่ และเขามาบริหารจัดการ
องคกรที่มีอํานาจในการบริหารท้ังองคกร ทั้งคน และทั้งเงิน นํามาซ่ึงการแสวงหาผลประโยชนใน
อาํ นาจทางการเมอื ง ที่ไดรับจากความไวว างใจจากประชาชนในพนื้ ท่ี ในภายใตก ารไดมาซง่ึ ผแู ทนทม่ี า
จากการเลือกตั้ง จึงทําใหการแขงขันในการเลือกตั้งองคกรปกครองสวนทองถ่ิน ท่ีมีการแขงขันกันไม
แพในระดับประเทศ ดังน้ัน การปรับเปลี่ยนโครงสรางท่ีมาของการปกครองสวนทองถ่ิน ไดปรับแก
กฎหมายอยูหลายคร้ัง จึงทําใหในปจจุบันโครงสรางองคกรปกครองสวนทองถิ่นทุกรูปแบบ ไมวา
กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องคการบริหารสวนจังหวัด เทศบาล และองคการบริหารสวนตําบล
ลวนมผี บู รหิ ารมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทงั้ สิน้

จากท่ีกลาวมาซึ่งสอดคลองกับคําการแถลงนโยบายของนายกองคการจังหวัดเลย (นาย
ธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ) คือ นโยบายการพัฒนาดานโครงสรางข้ันพื้นฐาน นโยบายการพัฒนาดานการ
สงเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิต นโยบายการพัฒนาดานการสงเสริมการลงทุน พาณิชยกรรม และการ
ทองเท่ียว เพื่อพัฒนา และสงเสริมการลงทุน พาณิชยกรรม และการทองเที่ยว นโยบายการพัฒนา
ดา นศาสนา วัฒนธรรม จารีตประเพณี และภูมิปญญาทองถ่ิน เปนตน จงึ สงผลใหไดรับความไววางใจ
จากประชาชนมาแลวถึง ๔ สมัย และในวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๓ ก็ไดมีการเลือกต้ังระดับทองถ่ิน
นายกองคการบริหารจังหวัด ๗๖ จังหวัด ผลปรากฏกวา การเลอื กต้ังนายกองคการบริหารสวนจังหวัด

๒ กลุมงานคณะกรรมาธิการการปกครอง สํานักกรรมาธิการ ๒, รูปแบบการบริหารองคกรปกครอง
สวนทองถ่ินของประเทศไทยและตางประเทศ, (กรุงเทพมหานคร: สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา, ๒๕๕๗),
หนา ๑๓-๑๖.



เลย (นายธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ) ไดรับความไววางใจจากประชาชนใหดํารงตําแหนงนายกองคการ
บริหารสวนจังหวัดเลยเปนสมัยท่ี ๕ ดวยเหตุน้ีเองการสรางความไววางใจใหกับประชาชนในทองถ่ิน
ของตน เพื่อตองการใหตนเองไดรับการเลือกต้ังกลับมาอีกครั้งนั้นจึงเปนสิ่งที่สําคัญอยางยิ่ง เพราะวา
ถารักษาฐานอํานาจเดิมไวไดก็จะทําใหผูที่ลงเลือกตั้ง ไดรับการเลือกตั้งไดงายขึ้นนั้นเอง เหตุปจจัย
สําคัญท่ีจะตองรักษาฐานอํานาจก็เนื่องมาจากมีการตราพระราชบัญญัติองคการบริหารสวนจังหวัด
พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยการใหนายกองคการบริหารสวนจังหวัดมาจาการเลือกตั้ง และตอมา พ.ศ. ๒๕๔๖
ไดมกี ารแกไ ขพระราชบัญญัติองคการบริหารสวนจังหวัด (ฉบับที่ ๓ ) โดยใหน ายกองคก ารบริหารสวน
จังหวัดมาจากการเลือกต้ังของประชาชน ดังน้ัน การไดรับการเลือกต้ังของนักการเมืองทองถิ่น ถือได
วาไดรับความไววางใจจากประชาชน กลา วคือ เปน การตัดสินใจของประชาชน การตดั สินใจทีเ่ กิดจาก
ความไววางใจ อาจเกิดจากการพิจารณาโดยใชขอมูล หลักการ และเหตุผล โดยวิเคราะหอยางถ่ีถวน
ในการหาทางเลือกท่ดี ีที่สุด เหมาะสมทีส่ ุด จากหลายทางเลอื กที่สามารถตอบสนองความตองการของ
ตนเองได การตัดสินในท่ีเกิดจากความไววางใจ จึงเปนการเลือกผูนําของตนเอง เพราะผูนํานั้น เปน
ศูนยกลางของกระบวนการกลุม เปนผูมีโอกาสติดตอส่ือสารกับผูอื่นมากกวาทุกคนในกลุม มีอิทธิพล
ตอการตัดสินใจของกลุมสูง มีความสามารถเหนือบุคคลทั่วไป เพราะสามารถชักจูงใหผูอ่ืนปฏิบัติ
ตามท่ีตองการไดเปนผูมีการใชอิทธิพล หรือกระบวนการใชอิทธิพลตอผูอื่น เพื่อใหเขามีความเต็มใจ
และกระตือรือรนในการปฏิบัติงาน จนประสบความสําเร็จตามจุดมุงหมายของกลุมได ตลอดจนมี
ความคิดริเริ่ม สรางสรรค การมองปญหา และเผชิญกับสถานการณตางๆ ซึ่งจะทําใหการบริหารงาน
บรรลุวัตถุประสงคท ่ีตัง้ ไว ผนู ํา จึงหมายถึง บุคคลทมี่ ีความสามารถในการที่จะทําใหองคการดําเนินไป
อยางกาวหนา และบรรลุเปา หมาย โดยการใชอทิ ธิพลเหนือทัศนคติ และการกระทําของผูอ่ืน เปนผูท่ี
มีวิสัยทัศน จะตองวิเคราะหตัดสินใจ โดยมองจากภาพรวมทั้งหมด ปฏิบัติโดยเอากายเอาใจ และ
สมองเขาสัมผัส2๓ กลาวไดวา การตัดสินใจท่ีเกิดจากความไววางใจ จึงเปนการเลือกผูนํานั่นเอง ผูนํา
จึงเปนบุคคลท่ีไดรับการคัดเลือกเขามา หรือถูกเลือกเขามาโดยประชาชน และประชาชนจึงไดยกให
เปน ผูนาํ ของกลมุ และสามารถนํากลุม ไปในทางทต่ี องการไดตามกฎกติกาของบา นเมือง

การปกครอง และประชากรในจังหวัดเลยในป ๒๕๖๑ จังหวัดเลยแบงเขตการปกครอง
สวนภูมิภาคเปน ๑๔ อําเภอ ๘๙ ตําบล ๙๑๘ หมูบาน โดยมีอําเภอดังนี้ อําเภอเมืองเลย อําเภอ
นาดวง อําเภอเชียงคาน อําเภอปากชม อําเภอดานซาย อําเภอนาแหว อําเภอภูเรือ อําเภอทาลี่
อําเภอวังสะพุง อําเภอภูกระดึง อําเภอภูหลวง อําเภอผาขาว อําเภอเอราวัณ และอําเภอหนองหิน
การปกครองสวนทองถิ่นประกอบดวย องคการบริหารสวนจงั หวัด ๑ แหง องคการบริหารสวนตําบล
๗๑ แหง เทศบาลเมือง ๒ แหง และเทศบาลตําบล ๒๗ แหง จํานวนประชากรทั้งส้ิน ๖๔๑,๗๐๗ คน
เปนชาย ๓๒๒,๕๖๒ คน เปนหญิง ๓๑๙,๑๘๑ คน ในจํานวนนี้อาศัยอยูในเขตเทศบาล ๑๕๘,๑๒๗

๓ วิภาดา คุปตานนท, การจัดการและพฤติกรรมองคการ, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรังสิต,
๒๕๔๔), หนา ๒๓๗.



คน สวนที่เหลือ ๔๘๔,๖๔๖ คน อาศัยอยูนอกเขตเทศบาล อําเภอที่มีประชากรมากท่ีสุด คือ อําเภอ
เมืองเลย รองลงมาคอื อําเภอวงั สะพงุ และนอ ยท่สี ุด คือ อาํ เภอนาแหว3๔

ดังนั้น จากความเปนมา และความสําคัญของปญหาดังกลาว ผูวิจัยจึงตองการศึกษา
ความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย เก่ียวกับความ
ไววางใจในการตัดสินในเลอื กผูนาํ ทองถ่ิน และท่ีมีความความสมั พันธร ะหวางปจจัยสวนบคุ คล โดยใช
หลักการดานนโยบายการทํางาน ดานประสิทธิผลการทํางาน ดานการส่ือสารทางการเมือง ดาน
บุคลิกภาพ และตามหลกั สงั คหวตั ถุ ๔ ในการสรา งความไวว างใจทางการเมือง

๑.๒ คาํ ถามการวิจยั

๑.๒.๑ ระดับความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอนักการเมืองทองถ่ินใน
จงั หวัดเลย อยูในระดบั ใด

๑.๒.๒ ระดับความคิดเห็นของประชาชนที่มีตอการปฏิบัติตนตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของ
นกั การเมืองทอ งถ่ินในจังหวัดเลย อยใู นระดบั ใด

๑.๒.๓ เปรียบเทียบความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมืองทองถิ่น
ในจงั หวัดเลย จาํ แนกตาม ปจ จยั สว นบุคคล และตามความคดิ เหน็ ของประชาชนตอการปฏบิ ัตติ นตาม
หลักสังคหวตั ถุ ๔ ของนกั การเมอื งทองถ่นิ ในจังหวดั เลยแตกตา งกนั อยางไร

๑.๒.๔ แนวทางการสรางความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอนักการเมือง
ทองถ่ินในจังหวัดเลยและตามความคิดเห็นของประชาชนตอการปฏิบัติตนตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของ
นักการเมืองทอ งถน่ิ ในจังหวดั เลย เปน อยา งไร

๑.๓ วตั ถปุ ระสงคของการวิจัย

๑.๓.๑ เพื่อศึกษาระดับความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอนักการเมือง
ทอ งถิน่ ในจงั หวัดเลย

๑.๓.๒ เพ่ือศึกษาระดับความคิดเห็นของประชาชนที่มีตอการปฏิบัติตนตามหลักสังคห
วัตถุ ๔ ของนกั การเมืองทอ งถิน่ ในจังหวดั เลย

๑.๓.๓ เพ่ือเปรียบเทียบความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมือง
ทอ งถ่ินในจังหวดั เลย จาํ แนกตาม ปจ จยั สว นบคุ คล และตามความคิดเหน็ ของประชาชนตอการปฏบิ ัติ
ตนตามหลกั สงั คหวัตถุ ๔ ของนกั การเมืองทอ งถิ่นในจงั หวัดเลย

๔ สํานักงานสถิติจังหวัดเลย, รายงานสถิติจังหวัดเลย ๒๕๖๒, (เลย: สํานักงานสถิติจังหวัดเลย,
๒๕๖๓), หนา ๑๐.



๑.๓.๔ เพ่ือศึกษาแนวทางการสรางความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอ
นกั การเมืองทองถน่ิ ในจังหวัดเลยและตามความคดิ เห็นของประชาชนตอการปฏิบัติตนตามหลักสังคห
วัตถุ ๔ ของนกั การเมืองทอ งถ่นิ ในจงั หวดั เลย

๑.๔ ขอบเขตการวจิ ยั

การวิจัยเร่ือง “ความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอนักการเมืองทองถ่ินใน
จังหวัดเลย” ผูวจิ ยั ไดกาํ หนดขอบเขตของการศกึ กาวิจยั ไว ๕ ดานดังนี้

๑.๔.๑ ขอบเขตดา นเนือ้ หา
การวิจัยงานวิจัยฉบับนี้มุงศึกษาความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอ
นักการเมืองทองถ่นิ ในจังหวัดเลย ตามหลักสงั คหวัตถุ ๔
๑.๔.๒ ขอบเขตพื้นท่ี
ไดแก พนื้ ทใ่ี นจังหวัดเลย
๑.๔.๓ ขอบเขตดานประชากร และผูใหข อ มลู สาํ คญั
ไดแก ประชาชนผูมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ต้ังแตอายุ ๑๘ ปบริบูรณข้ึนไป ท่ีอาศัยอยูใน
จงั หวัดเลย ซ่งึ มจี าํ นวน ๖๔๑,๗๐๗ คน4๕
๑.๔.๔ ขอบเขตดา นตวั แปร

๑. ตัวแปรตน (Independent Variables) คือ เพศ อายุ สถานภาพ อาชีพ ระดับ
การศกึ ษา รายไดต อ เดอื น และหลักสงั คหวตั ถุ ๔

๒. ตัวแปรตาม (Dependent Variables) คือ ความไววางใจทางการเมืองของ
ประชาชนท่มี ีตอนักการเมอื งทอ งถิน่ จงั หวดั เลย ๔ ดา นคือ

๑) ดา นนโยบายการทํางาน
๒) ดา นประสิทธิผลการทาํ งาน
๓) ดา นการสื่อสารทางการเมอื ง
๔) ดานตัวบคุ ลิกภาพ
๑.๔.๕ ขอบเขตดา นระยะเวลา
ทาํ การวิจยั ระหวางเดือนกรกฎาคม – ธนั วาคม ๒๕๖๓ เปน ระยะเวลา ๖ เดือน

๕ ท่ีทําการปกครองจังหวัดเลย, ขอมูลท่ัวไปจังหวัด, [ออนไลน]. แหลงที่มา: https://ww2.loei.go.
th/content/general [๑๒ กนั ยายน ๒๕๖๓).



๑.๕ สมมตฐิ านการวิจัย

๑.๕.๑ ประชาชนท่ีมีเพศตางกัน มีความไววางใจทางการเมืองตอนักการเมืองทองถ่ินใน
จงั หวดั เลย แตกตา งกัน

๑.๕.๒ ประชาชนท่ีมีอายุตางกัน มีความไววางใจทางการเมืองตอนักการเมืองทองถิ่นใน
จังหวัดเลย แตกตา งกัน

๑.๕.๓ ประชาชนท่ีมีสถานภาพตางกัน มีความไววางใจทางการเมืองตอนักการเมือง
ทอ งถ่นิ ในจงั หวัดเลย แตกตางกัน

๑.๕.๔ ประชาชนท่ีมีการศึกษาตางกัน มีความไววางใจทางการเมืองตอนักการเมือง
ทอ งถิ่นในจังหวัดเลย แตกตา งกัน

๑.๕.๕ ประชาชนท่ีมีอาชีพตางกัน มีความไววางใจทางการเมืองตอนักการเมืองทองถนิ่ ใน
จังหวดั เลย แตกตา งกัน

๑.๕.๖ ประชาชนที่มีรายไดตอเดือนตางกัน มีความไววางใจทางการเมืองนักการเมือง
ทองถิ่นในจงั หวดั เลย แตกตางกนั

๑.๕.๗ ประชาชนท่มี ีความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตามหลกั สังคหวตั ถุ ๔ ของนักการเมอื ง
ทองถนิ่ ในจงั หวดั เลยตางกัน มคี วามไวว างใจทางการเมอื งแตกตางกัน

๑.๖ นยิ ามศพั ทเฉพาะทีใ่ ชใ นการวจิ ยั

๑.๖.๑ ความไววางใจทางการเมือง หมายถึง ทัศนคติหรือความโนมเอียงท่ีเกิดจากการ
ประเมินข้ันพื้นฐานท่ีบุคคลมีตอนักการเมืองทองถิ่น ซึ่งจะพิจารณาครอบคลุมอยางรอบดาน ท้ังใน
ดานผลงาน นโยบาย กระบวนการ ประสทิ ธิภาพ ความซอื่ สัตย ความสามารถ หรอื ตัวบคุ คล

๑.๖.๒ นักการเมืองทองถ่ิน หมายถึง นายกองคการบริหารสวนจังหวัด นายธนาวุฒิ ทิม
สวุ รรณ นักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย ซ่ึงไดรับความไววางใจจากประชาชนชาวจังหวัดเลย ไดรับ
การเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนดํารงตําแหนงนายกองคการบริหารสวนจังหวัดเลยติดตอกัน ๕
สมัย

๑.๖.๓ การปกครองสวนทองถิ่น หมายถึง การปกครองท่ีรัฐบาลมอบอํานาจใหประชาชน
ในทองถ่ินใดทองถ่ินหนึ่ง จัดการปกครองและดําเนินการบางอยาง โดยดําเนินการกันเอง เพ่ือบริการ
สถานะความตองการของประชาชน การบริหารของทองถิ่น มีการจัดเปนองคกร มีเจาหนาท่ีซ่ึง
ประชาชนเลือกตั้งขน้ึ มาทั้งหมด หรือบางสวน ทงั้ นี้ มีความเปนอิสระในการบริหารงาน แตรัฐบาลตอ ง
ควบคุมดว ยวธิ กี ารตาง ๆ

๑.๖.๔ องคการบริหารสวนจงั หวัด (อบจ.) หมายถึง องคกรปกครองสวนทองถิน่ ท่มี ีขนาด
ใหญท่สี ุดของประเทศไทย มีจงั หวัดละหนึ่งแหง ในการศกึ ษาคร้ังน้ีคือ องคการบริหารสวนจงั หวัดหวัด
เลย



๑.๖.๕ นายกองคก ารบรหิ ารสวนจังหวัด หมายถงึ องคการบรหิ ารสวนจังหวดั เลยมีนายก
องคการบริหารสวนจังหวัดคนหนึ่ง ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนตามกฎหมายวาดวย
การเลือกตั้งสมาชิกสภาทองถิ่นหรอื ผบู รหิ ารทอ งถิ่น

๑.๗ ประโยชนทไี่ ดร ับจากการวจิ ัย

๑.๗.๑ ทําใหทราบถึงระดับความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมือง
ทอ งถิ่นในจังหวัดเลย

๑.๗.๒ ทาํ ใหทราบถึงระดบั ความคดิ เห็นของประชาชนทม่ี ีตอการปฏิบัตติ นตามหลกั สงั คห
วตั ถุ ๔ ของนักการเมืองทอ งถ่ินในจังหวดั เลย

๑.๗.๓ ทําใหทราบถึงการเปรียบเทียบความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอ
นักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตาม ปจจัยสวนบุคคล และตามความคิดเห็นของประชาชน
ตอ การปฏิบัตติ นตามหลกั สังคหวตั ถุ ๔ ของนกั การเมอื งทอ งถิน่ ในจงั หวัดเลย

๑.๗.๔ ทําใหทราบถึงแนวทางการสรางความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอ
นักการเมอื งทองถนิ่ ในจังหวัดเลย และตามความคดิ เห็นของประชาชนตอการปฏิบตั ิตนตามหลักสังคห
วตั ถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจงั หวดั เลย

๑.๗.๕ เปนขอมูลสารสนเทศเพื่อนําไปใชในการเผยแพรในวารสาร หรือการประชุม
วิชาการระดับชาติ

บทที่ ๒

แนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ัยท่ีเก่ยี วขอ ง

การวิจัยเร่ือง “ความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมืองทองถ่ินใน
จังหวัดเลย” มีขอบเขตการศึกษา แนวคิด ทฤษฎี เอกสาร บทความ พระไตรปฎก และงานวิจัยท่ี
เกี่ยวของเพื่อใชเปน พนื้ ฐาน และแนวทางการศกึ ษาตามลําดบั ดงั นี้

๒.๑ แนวคิดเกย่ี วกบั ความไวว างใจทางการเมือง
๒.๒ แนวคดิ เกี่ยวกบั ปจ จยั ท่ีมีผลตอความไวว างใจทางการเมอื ง
๒.๓ แนวคิดเกี่ยวกับการปกครองทองถน่ิ
๒.๔ แนวคิดเกย่ี วกับผนู าํ ทางการเมือง
๒.๕ หลักพุทธธรรมทเ่ี กย่ี วขอ งกับความไววางใจทางการเมอื ง
๒.๖ ขอ มูลบรบิ ทเรือ่ งทีว่ ิจยั
๒.๗ งานวิจยั ทเ่ี กยี่ วของ
๒.๘ กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั

๒.๑ แนวคิดเก่ียวกบั ความไวว างใจทางการเมอื ง

การศึกษาครั้งน้ี ผูวิจัยไดนําเอาแนวคิดวาดวยสํานักคิดในการวิเคราะหพฤติกรรมทาง
การเมืองของบุคคลมาเปนฐานความคิดในการใชอธิบายถึงท่ีมาของความรูสึกไววางใจทางการเมือง
ของบุคคล และแนวคิดเรื่องการสนับสนุนทางการเมือง ความไววางใจทางการเมือง และนํา
แนวความคิดวาดวยความสัมพันธระหวางความไววางทางการเมือง และการมีสวนรวมทางการเมือง
เพอื่ เชอื่ มโยงใหเ ห็นถึงตวั แบบความสมั พนั ธเหลานกี้ บั การมสี ว นรวมทางการเมือง5๖

วิกฤติศรัทธาของประชาชนตอระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่เปนอยูไดเกิดการ
ขยายตัวไปท่ัวทุกมุมโลกโดยเฉพาะอยางยิ่งในทวีปอเมริกา และกลุมยุโรปตะวันตก จนกลายเปน
ลักษณะเฉพาะของประชาธิปไตยตะวันตก (Western democracy) ท่ีใหความสําคัญกับสถาบันและ
กระบวนทางการเมืองไป6๗ และนํามาสูการตงั้ ขอสงสัยวา ประชาธิปไตยแบบตัวแทนจะยังคงอยูตอไป
ไดหรือไม ในขณะท่ีกําลังสูญเสียความเชื่อมั่นศรัทธาและการสนับสนุนในหมูประชาชน นอกจากนี้
ยังคงมีการถกเถียงกันมากวาทําอยางไรจึงจะทําใหประชาธิปไตยที่มีอยูแลวเกิดความเขมแข็ง

๖ David Easton, A Systems Analysis of Political Life, (New York: John Wiley, 1965), p. 975.
๗ Dalton, Fundamentals of Marketing, 8th ed., (New York: McGraw-Hill., 1988), p. 235.



นักวิชาการบางทานเห็นวา จําเปนตองปฏิรูประบบเสียใหม โดยตองเพ่ิมกลไกประชาธิปไตยทางตรง
เขาไปในบริบทเชิงสถาบันของประชาธิปไตยแบบตัวแทนท่ีเปนอยู ทําใหเกิดมีแนวคิดในการสราง
ทฤษฎีประชาธิปไตยแบบใหมข้ึนมาเพื่อใหประชาชนสามารถเขามาควบคุม กํากับไดอยางใกลชิดและ
ไมเปนการมอบอํานาจใหกับตัวแทนอยา งเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเกนิ ไป ไดแ ก ประชาธิปไตยแบบมีสวนรว ม
(Participatory democracy) ประชาธิปไตยแบบเขารวม (Associative democracy) ประชาธิปไตย
แบบแสดงเจตนาหรือรวมหารือ (Deliberative democracy) ประชาธิปไตยทางตรง (Direct
democracy) ปรากฏการณที่เกิดขึ้นจึงสะทอนใหเห็นวา ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนกําลังถูก
ทาทายโดยความไมมปี ระสทิ ธภิ าพของตวั มนั เอง

นักรัฐศาสตรบางทานเห็นวา ความตองการเขามีสวนรวมทางการเมืองมีสาเหตุจาก
ประชาชนเกิดความไมไววางใจตอระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน จนนําไปสูการเรียกรองใหมีการ
ปฏิรูปการเมืองในหลายประเทศ เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพใหแกระบบการเมืองท่ีเปนอยูเดิมอีกครั้งหนึ่ง
ไมวาจะเปนในแงของการการปฏิรูปโครงสรางทางการเมือง การกระจายอํานาจหรือปรับปรุงระบบ
ราชการที่มอี ยูเดิม ลวนมีเปาหมายเพ่ือดึงการสนับสนุนของประชาชนใหกลับคืนมา เพราะประชาชน
จะเขารวมทางการเมืองสูงขึ้น หากพวกเขารูสึกเช่ือม่ันหรือไววางใจตอรัฐบาลที่ปกครองอยู ซ่ึงใน
บรรดาประเทศเหลานั้น ประเทศไทยก็เปนประเทศหนึ่งท่ีมีพัฒนาทางการเมืองดังจะเห็นจากการ
ปฏิรูปทางการเมือง จนกระทั่งนํามาซึ่งการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย เม่ือป พ.ศ.
๒๕๔๐-๒๕๖๐ เกดิ มีการปฏริ ูปโครงสรา งอาํ นาจและการกระจายอาํ นาจในหลายสวนดวย โดยเฉพาะ
อยา งยิ่งระดับการเมอื งทองถิน่

นกั วิชาการไดพูดถงึ ความไวว างใจ ในทัศนะที่ตางกนั ออกไปบางทานมองวา ความไววางใจ
เปน ความเชื่อรปู แบบหนึ่ง (a form of felth) ท่แี สดงถึงความรสู ึกท่ีอยูระหวางความคดิ ของคนเราท่ีมี
ตอส่ิงใดส่ิงหน่ึงท่ีควรจะเปนกับความเปนจริงของสิ่งน้ันวา เปนอันหน่ึงอันเดียวกันและเปนส่ิงท่ีฝงอยู
ในความคิดของคนเราท่ีมีความแนนอนและปราศจากซ่ึงการตอตานโดยยอมใหเปนไปตามความ
ตองการของตัวเองสว นความไมไววางใจก็ หมายถึง การขาดความเชอ่ื มน่ั ตอ คนอนื่ ส่งิ อื่น7๘

ความไววางใจ เปนความเชื่อม่ันของผูบริโภคที่มีตอความสามารถในการทํางานไดอยาง
เหมาะสมความไววางใจทม่ี ีตอความสัมพันธท่ีตอเน่ือง ขึ้นอยูกับสวนที่ทําการวิเคราะหผลกระทบหน่ึง
จะมตี อภาคบริการ8๙

ลักษณะของความไววางใจในงานท่ีชื่อ “Consequence of the Modemity” โดยเห็น
วาเปนความสามารถในเชิงนามธรรมที่แสดงถึงความเช่ือม่ัน (confidence) หรือความเชื่อถือ

๘ Hart, Vivien. Distrust and democracy : Political distrust in Britain and America.
(1978). p. 65.

๙ Chaudury, A; & Holbrook, M.B., “ The chain of effects from brand trust and brand
affect to brand performance: the role of brand loyalty” , Journal of Marketing, Vol. 6 No. 5
(2001): 81-93.

๑๐

(reliability) โดยมีลักษณะท่ีไมขึ้นกับเวลา และสถานท่ีถูกขับดันออกมา หรือเปนองคประกอบหน่ึง
ของความรูแบบไมลึกซ้ึง หรืออาจถูกแสดงออกมากในเชิงสัญลักษณที่ข้ึนอยูกับความเชื่อเฉพาะตัว
บุคคล ท่ีมีตอหรือศรัทธา ตอตัวบุคคล ดํารงอยูในบริบทการกระทําของมนุษยโดยท่ัวไปภายใต
โครงสรางสังคมหน่ึง ๆ สามารถแยกไดวาเปนความไววางใจที่เกิดข้ึนในระดับบุคคลและตัวระบบจึง
พอจะ9๑๐

สํานักงานคณะกรรมการขาราชการพลเรือน ไดกลาววา เปาหมายสูงสุดของการ
ปฏิบัติงานภาครัฐ คือ การไดมาซ่ึงความไววางใจ (public trust) ของประชาชน นโยบายและ
เปาหมายสําคัญของการบริหารงานภาครัฐ กลาวคือ เปนการสรางความศรัทธาในการบริหารราชการ
แผนดิน ขาราชการควรมีการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของหนวยงานภาครฐั และควรมี
การพัฒนาระบบการตรวจสอบการใช อํานาจรัฐเพื่อปองกันการประพฤติทุจริตและประพฤติมิชอบ
รวมท้ังเพื่อเปนการมุงเนนการเสริมสรางจิตสํานึกขาราชการใหประพฤติตนอยางมืออาชีพและมี
คุณธรรม จรยิ ธรรม และมีสมรรถนะความสามารถในการใหบริการประชาชน

ดังนั้นความสําคัญของความไววางใจของประชาชนที่มีตอภาครัฐและขาราชการยังมี
ความสําคัญอยางยิ่งในการบริหารจัดการภาครัฐ ดังท่ีสํานักงาน ก.พ. ไดใหความเห็นไววาความ
ไววางใจของประชาชนที่มีตอรัฐบาล หนวยงานราชการและขาราชการ คือ ระดับของความม่ันใจ
ท่ีประชาชนมีตอรฐั บาลหนวยงานราชการ และขาราชการในการทําส่ิงท่ีถูกตองเหมาะสม ซ่ือสัตย ใน
ฐานะตัวแทนของปวงชนของประเทศความไววางใจน้ี มักวัดจากการสํารวจความคิดเห็นของ
ประชาชนและนํามาเปรียบเทียบตามกาลเวลาทผ่ี านไปอยางไรก็ด1ี0๑๑

มนี ักทฤษฎีบางกลุม เชน Hardin ท่ีไดใหความเห็นวา ความไววางใจของประชาชนท่ีมีตอ
ภาครฐั เปนส่ิงที่ไมสามารถพิสูจนไดเน่ืองจากสถาบนั ทางการเมืองและทางภาครฐั มีความซับซอน ยาก
ท่ีใครจะทําความเขาใจและไววางใจไดอยางสมบูรณ ดังน้ัน จึงไมสามารถนําความคิดเห็นและความ
คาดหวังของประชาชนท่ีมีตอภาครัฐมาสรุปไดวาประชาชนมีหรือไมมีความเช่ือถือไววางใจตอรัฐบาล
หนวยงานภาครัฐ หรือตัวขาราชการ ย่ิงไปกวานั้นยังมีนักวิชาการอีกทาน ท่ีมีความคิดเห็นสอดคลอง
กับ Hardin น่ันคือ Luhmann ซึ่งไดใหความเห็นวา “เราไมสามารถมีความไววางใจ (trust) ตอ
ภาครัฐไดจะมีไดแตเพียงความมั่นใจ (confidence) เทานั้น” เน่ืองจาก Luhmann เชื่อวาความ
ไววางใจเกิดจากความเส่ียงและความไมแนนอน ในขณะท่ีความมั่นใจเกิดจากสภาวะที่แนนอน ดังน้ัน
นักวิชาการกลุมน้ี จึงสรุปวาไมสามารถวัดระดับความไววางใจที่มีตอภาครัฐได11๑๒ แตการยึดถือหลัก

๑๐ Giddent, Anthony, The Consequence of modernity, (Endland: IJ.Press, 1990), pp.
29-35.

๑๑ สํานกั งานคณะกรรมการขาราชการพลเรือน, คูมือแนวทางการสรางมาตรฐานความโปรงใสของ
สวนราชการ, (นนทบุร:ี สํานักงานคณะกรรมการขาราชการพลเรอื น, ๒๕๕๐), หนา 6.

๑๒ Luhmann, N., Trust and Power: Two Works, (Chichester: Wiley, 1979), pp. 99.

๑๑

คุณธรรมและสมรรถนะเทาน้ันที่มีอํานาจพยากรณตอความไววางใจในผูบังคับบัญชา (Boies &
Corbett as cited in Knoll)๑๓

ถึงแมวาจะมีนักวิชาการและนักทฤษฎีหลายฝาย มองนิยามของคําวา “ความไววางใจ”
แตกตา งกัน และเหน็ วาความไววางใจเปนสิง่ ท่ีไมสามารถวดั หรอื กําหนดไดแ ตในเชงิ ปฏิบัตแิ ลว รัฐบาล
ท่ัวโลกมีความเช่ือวาระดับความไววางใจของประชาชนเปนหัวใจสําคัญของการทํางานในหนวยงาน
ภาครัฐรวมท้ังตัวขาราชการเองก็ควรที่จะใหความสําคัญและตระหนักถึงระดับความไววางใจของ
ประชาชน เพราะประชาชนคือผูเสียภาษีและเปนผูที่ปฏิบัติตามกฎหมาย หากประชาชนขาดความ
ไววางใจแลวหนวยงานภาครัฐก็จะขาดงบประมาณสวนหนึ่งในการทํางาน และกฎหมาย บานเมือง
อาจถูกมองขามและไมศักด์ิสิทธ์ิ นอกจากนี้ อาจจะมีผลกระทบตอแรงจูงใจของประชาชนในการเขา
มาทาํ งานภาครัฐอีกดว ยการปฏบิ ัตงิ านหรือความมตี ัวตนอยูของภาครฐั ก็จะไมมีความหมายอีกตอไป

องคกรแหงความรวมมือการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic
Co-operation and Development: OECD) ไดใหความสําคัญกับความไววางใจของประชาชนท่ีมี
ตอภาครัฐเปนอยางมาก โดยเห็นวาจรยิ ธรรม (ethics) ในระบบราชการเปน พ้ืนฐานของความไววางใจ
ของประชาชนท่ีมีตอหนวยงานภาครัฐและเปนกุญแจสําคัญที่จะนําไปสูหลักธรรมาภิบาล ดังคํากลาว
ของ OECD ที่วา “Public service involves public trust. Citizens expect public servants to
serve the public interest with fairness and to manage public resources properly on a
daily basis. Fair and reliable public services inspire public trust.” (OECD, 2000) หมายถึง
“การใหบริการสาธารณะเก่ียวของกับความไววางใจสาธารณะ ประชาชนมีความคาดหวังวา
ขาราชการจะรบั ใชผลประโยชนสาธารณะดวยความยุติธรรมและมีการบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐ
อยางเหมาะสมในแตละวัน มีความยุติธรรมและมีความนาเชื่อถือในการจัดบริการสาธารณะ ความ
ยตุ ิธรรม และความนาเช่อื ถอื จะเปน แรงบันดาลใจใหเ กดิ ความไววางใจสาธารณะ”

ระดับความไววางใจของประชาชนแตละบุคคลแตกตางกันขึ้นอยูกับหลายปจจัย อาทิ
ความแตกตางทางดานความเชื่อและวัฒนธรรม คุณลักษณะทางเช้ือชาติและสังคม เชน สถานะทาง
เศรษฐกิจ การศกึ ษา เปนตน ระดับการมสี วนรวม และปฏิสัมพันธกับขา ราชการและหนวยงานของรัฐ
ความเขาใจและการรับรูถึงหนาท่ีความรับผิดชอบกิจกรรม หรือการรณรงคตางๆ ที่ภาครัฐบริหาร
จัดการ และปจจัยท่ีสําคัญ คือ ความรูความเขาใจของประชาชนท่ีมีตอลักษณะงานภาครัฐ แมวา
ปจจัยน้ีอาจไมสงผลกระทบโดยตรงตอประชาชนในทันที แตก็ถือไดวาเปนปจจัยหนึ่งที่สําคัญและ
สงผลตอ ระดบั ความไววางใจของประชาชน13๑๔

๑๓ Boies & Corbett as cited in Knoll, The Relative Importance of Ability,
Benevolence and Integrity in Predicting Supervisor, subordinate, and peer trust,
Unpublished master’s thesis, (The University of Guelph, Guelph: Canada, 2007), pp. 8-9.

๑๔ Bandura, A., Social Learning Theory. Englewood Cliffs, (N.J: Printic- Hall, 1977), p.
115.

๑๒

ความไววางใจ คือ ความเชื่อที่บุคคลใดบุคคลหน่ึงไดมีใหกับบุคคลอื่น วาบุคคลน้ันจะ
ซื่อสัตยตอเขาไมทํารายหรือเอาเปรียบเขา เปนปจจัยพ้ืนฐานท่ีแสดงถึงความสัมพันธระหวางกันและ
กัน ท่ีกอใหเกิดความรูสึกที่ดีๆ ตอกันเกิดความต้ังใจท่ีจะทําส่ิงดีๆ ใหกัน ใหความรวมมือในการทําส่ิง
ตา งๆ ดวยใจจริง และเกิดความภักดีตอกนั การจะไววางใจหรือเชื่อใจใครนนั้ มีองคประกอบ 2 อยาง
คือ ความรูความสามารถในสิ่งที่ทํา และความเปนคนดี มีคุณลักษณะดีโดยเน้ือแท มิใชอยางใดอยาง
หน่ึง เพราะบางคนมีความรูความสามารถ แตมีนิสัยที่ไมดี เอารัดเอาเปรียบคนอื่น ทําส่ิงตางๆ เพ่ือ
ประโยชนข องตนหรือพวกพอ งของตนเทานั้น ไมไดมคี วามซอื่ สตั ย ยุติธรรม ก็ไมสามารถที่จะทําใหค น
เช่อื ใจไดอยางแทจรงิ หรือบางคนเปน คนดี แตไมมคี วามรูความสามารถในสิ่งท่ีทํา ก็ทําใหค นไมเช่ือถือ
ในความสามารถของเขา ก็ทําใหคนน้ันรูสึกมีปมดอย และถาเขาไมสามารถทําใจยอมรับได ก็จะเปน
ท่มี าของปญหาสมั พนั ธภาพของกันและกัน หรือการทํางานในท่สี ุด

ความไววางใจเปนส่ิงที่สรางได แตไมสามารถสรางไดภายในวันเดียว ตองใชเวลาและ
ความตอ เนื่องในการสราง อยูตลอดเวลา และตองอาศัยความซอื่ สัตยและความจริงใจในการสรางเปน
หลัก และความไววางใจนั้นสามารถถูกทําลายลงได ถาขาดความซ่ือสัตยที่มีตอกัน และเมื่อความ
ไววางใจถูกทําลายลงแลวยากท่ีจะเรียกกลับคืนมาได หรือถาจะสรางคืนมาตองใชเวลาและความ
พยายามและพลังทม่ี ากกวา ตอนเริ่มแรกทีส่ รางอยา งมหาศาล ความสาํ คัญของความไวว างใจ มีดังน้ี

๑. ความไววางใจมีความสําคัญตอความสัมพันธระหวางบุคคลไมวาจะอยูในสถานภาพ
หรือบทบาทไหน เม่ือคนมีความไววางใจกันก็เปนที่มาของความสุขในการดําเนินชีวิตและการทํางาน
ที่ไมตองหวาดระแวงกับคนรอบขาง วาจะทํารายหรือเกิดสิ่งท่ีไมดีกับตน ครอบครัว คนใกลชิด งาน
หนวยงาน สังคม หรือประเทศของเขา

๒. ความไววางใจเปนหัวใจหรือรากฐานที่ทําใหเกิดความรักความอบอุนในครอบครัวที่ทํา
ใหค รอบครัวและสังคมนา อยมู ากขึ้น

๓. ความไววางใจยังเปนสิ่งท่ีชวยใหบุคคลกลาทําในส่ิงตางๆ ทั้งท่ีสิ่งน้ันไมเคยทํามากอน
แตเกิดความมั่นใจและเช่ือใจกับส่ิงที่ทํา คนรอบขาง ผูบังคับบัญชา ลูกนอง และ/หรือระบบของ
หนวยงานท่สี นบั สนนุ การทาํ งานหรอื การทําสิ่งตางๆ จึงทาํ ใหคนนน้ั ประสบความสาํ เรจ็ เกดิ นวตั กรรม
ใหมๆ ในงานและในสังคม ที่คนอื่นสามารถนํามาตอยอดและเกิดประโยชนกับหนวยงานและสังคม
มากมายตอไป แตถาปราศจากความไววางใจ ก็จะไมมีใครกลาเส่ียงที่จะทําอะไร ก็ไมเกิดการ
สรา งสรรคสิ่งใหมๆ ใหกับชวี ติ และสังคม

๔. ความไววางใจเปนหัวใจหรือรากฐานในการทํางานเปนทีม และเปนหัวใจสําคัญแหง
การรวมมือกันทํางาน ท่ีหลายหนวยงานพยายามท่ีจะสรางทีมงานและกระตุนใหเกิดความรวมมือใน
การทาํ งาน เพ่อื ใหประสบความสาํ เร็จในการทาํ งาน

สรปุ ไดวา ความไววางใจหมายถึง ความเชื่อของประชาชนเปน หัวใจสําคัญของการเขามามี
สวนกับหนวยงานภาครัฐ ความไววางใจของประชาชน เพราะประชาชนคือผูเสียภาษีและเปนผูท่ี
ปฏิบัติตามกฎหมาย หากประชาชนขาดความไววางใจแลวหนวยงานภาครัฐก็จะขาดความรวมมอื จาก
ประชาชน ดังน้ัน ไมวาบุคคลใดจะอยูในสถานภาพไหน บทบาทอะไรก็ตาม จําเปนที่จะตองสราง
ความไววางใจใหเกิดขึ้นกับตนเอง ทั้งในสวนท่ีทําใหตนเอง เปนบุคคลท่ีนาเช่ือถือ และรูจักท่ีจะ

๑๓

ไววางใจคนอ่ืน ก็จะทําใหบุคคลน้ันมีความสุขและประสบความสําเร็จในการดําเนินชีวิตและในการ
ทาํ งาน

๒.๑.๑ ความสําคญั ของความไววางใจทางการเมือง
การเมืองในระบอบประชาธิปไตย ไดรับการคาดหวังจากประชาชนวาจะเปนระบอบการ
ปกครองท่ีจะทําใหสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิต สนองตอบตอความตองการ และลดความขัดแยง
ภายในสังคมอันประกอยดวยกลุมตางๆ ใหนอยลงได ดวยการเปดโอกาสใหมีการเสนอความตองการ
ของแตละฝายผานกระบวนการถกเถียงเจรจาตอรองการประนีประนอมทางการเมืองเพื่อสรางความ
เขาใจรวมกัน และคัดเลือกตัวแทนของแตละฝายซ่ึงเปนท่ีไววางใจ ใหเขามาทําหนาที่แทนตนใน
กระบวนการทางการเมือง กลไกตางๆ ภายใตระบอบน้ี ไมวาจะเปนสถาบัน กระบวนการ และรัฐบาล
ถือไดวาเปนสวนสําคัญยิ่งท่ีจะทําใหความตองการของประชาชนที่มีอยูเปนจํานวนมากนั้นไดรับการ
ตอบสนองอยางเทาเทียมและเปนธรรม ซึ่งนับวาเปนหลักการสําคัญของประชาธิปไตยแบบตัวแทน
(Representative democracy)
ความไววางใจน้ัน เปนองคประกอบพ้ืนฐานของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งปรากฏใหเห็น
จากงานเขียนของนักปรัชญาการเมืองอยาง Thomas Hobbes ที่เห็นวา ประชาชนตองการรัฐบาล
เพื่อรักษาระเบียบในสังคมเพ่ือชวยใหเราสามารถมีชีวิตที่ดีได และคาดหมายไดวาจะไมถูกลวงละเมิด
จากผูอื่น ดังน้ันประชาชนจึงตองไววางใจประชาชนอีกกลุมหน่ึงที่อยูในสถาบันการเมือง (ท่ีทําหนาท่ี
ปกครองพวกเขา) สวน John Locke เหน็ วา ประชาชนตองใหความไววางใจรัฐบาล ถา รฐั บาลทาํ งาน
ไดดี แตความไววางใจจะลดลงถารัฐบาลไมมีประสิทธิภาพดีพอ เม่ือนั้นสังคมมีสิทธิท่ีจะเรียกอํานาจ
กลบั คืนมาจากผูปกครองได14๑๕
ความไววางใจทางการเมืองของ Kenneth Newton & Pippa Norris๑๖ ซึ่งมอง
ความรูสึกเช่ือม่ันในสถาบันทางการเมืองผานแนวคิด ๓ สํานักคิดหลัก ในการอธิบายความรูสึก
ไววางใจทางการเมือง ท้ังในระดับบุคคลและระดับสถาบันไดอันจะมีผลไปยังการมีสวนรวมทางการ
เมืองได ไดแก
๑. ตวั แบบในแงข องจิตวทิ ยาสงั คม
สํานักคิดน้ีมองความไววางใจและความเชื่อมั่นวาเปนลักษณะพ้ืนฐานของบุคลิกภาพของ
มนุษยแตละคน เหน็ วา ความรูสกึ ถงึ ความดที ีอ่ ยภู ายในจติ ใจ ซ่ึงก็คือ การไวใจในผูอ ่ืนและตนเอง และ
การมองโลกในแงดีจะเปนตัวกําหนดความไววางใจในระดับพื้นฐาน ซึ่งลักษณะดังกลาวน้ีเองจะมี
อทิ ธิพลตอ ลักษณะเชิงพฤตกิ รรมอีกหลายๆ อยาง สวน Rosenberg กลับโตแยงวา ความรูสกึ ไวว างใจ

๑๕ Hardin, Russell, Liberalism Constitutionalism and Democracy, (Oxford: Oxford
University Press, 1999), p. 22.

๑๖ Turton, A., “Production, Power and Participation in Rural Thailand, Experiences of
poor farmers’ groups”, Report UNRISD, (1987): 116.

๑๔

ในบคุ คล และความเชอื่ ที่วาประชาชนจะรว มมอื กันเปนพื้นฐาน และมแี นวโนมวา จะชวยเหลือคนอนื่ ๆ
ตางหากที่จะเปนตัวกําหนดความไววางใจในตัวคนอ่ืน เพราะแตละคนจะมองโลกในแงดีและเต็มใจท่ี
จะชวยเหลือผูอื่น รวมมือรวมถึงการไวใจหรือไม เกิดจากเหตุการณท่ีสงผลในทางจติ ใจในอดีตและถูก
กอ ตวั ขึ้น สวนคนที่มองโลกในแงรา ยก็เปนผลมาจากประสบการณสวนตวั ในชวี ิตของพวกเขา คนกลุม
หลังน้ีจึงคอนขางท่ีจะปกปองตัวเองหรือแปลกแยกออกไป ไมไววางใจและระวังบุคคลอื่น และมอง
โลกในแงรายรวมถึงประชาชนและนักการเมืองทั่วไป16๑๗ ในมุมมองนี้ ความไววางใจจึงเปน
ประสบการณของบุคคลท่ีมีตอโลกทางการเมืองท่ีสังเกตเห็นได ขอถกเถียงท่ีมีตอเร่ืองความไววางใจ
ทางการเมือง ไดเนนไปที่สมมตุ ิฐานของแนวทางจติ วทิ ยาสังคม โดยมองเพียงแคค วามแตกตางระหวาง
ความไววางใจผูอื่นกับความไมเชื่อมั่นเทาน้ัน โดยไมไดอธิบายถึงความหมายแตอยางใด ซ่ึงความ
ไววางใจ หมายความวา สมาชิกในสังคมรูสึกวาผลประโยชนของพวกเขาจะยังไดรับความใสใจอยู
แมวาผูที่มอี ํานาจนั้นจะเปดเผยในรายละเอยี ดของกระบนการพิจารณาเพียงบางสวนก็ตาม แนวคิดน้ี
จึงมีขอจํากัดท่ีคอนขางจะชัดเจนวายากที่จะอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงในแงความไววางใจของ
ประชาชนสวนใหญของประเทศ แนวทางน้ีจึงเนนหนักไปท่ีลักษณะของแตละบุคคล และไมคอยให
ความสําคัญตอสภาพแวดลอ มทางการเมอื งและสังคมในฐานะทเ่ี ปนตัวกําหนดพฤติกรรม

๒. ตวั แบบในแงสังคมและวัฒนธรรม (The Social and Cultural Model)
สํานักคิดน้ีเปนแนวคิดทางสังคมวิทยาท่ีเห็นวา ความสามารถท่ีจะไววางใจผูอื่นและดํารง
ความสัมพันธท่ีย่ังยืนเปนผลผลิตของประสบการณทางสังคมและกระบวนการกลอมเกลาทางสังคม
(Socialization) โดยเฉพาะอยางยิ่งผูที่เปนสมาชิกในสมาคมอาสาสมัครของสังคมสมัยใหม ทฤษฎีนี้
จึงตองมองยอนกลับไปที่แนวคิดของ Alexis de Tocqueville & John Stuart Mill ซ่ึงเนนไปท่ี
ความสําคัญของสมาคมอาสาสมัครและการผูกพันทางสังคมในฐานะที่เปนพื้นฐานของเรียนรู
ประชาธิปไตย นักคิดรวมสมัยหลายคนก็ไดเห็นสอดคลองกันวา ความไววางใจ, การพึ่งพาและ
แลกเปลี่ยนระหวา งกนั และความรวมมือกันเปนความสามารถของสังคมในการที่จะเสริมสรา งลักษณะ
สําคัญของประชาธิปไตย โดยมุงเนนไปที่ความสําคัญของประชาสังคมในการสรางความสัมพันธทาง
สังคมในลักษณะรวมมือหรือใหความสนใจในเรื่องความไววางใจหรือวัฒนธรรมวาเปนพื้นฐานสําคัญ
ของประชาธปิ ไตยทีส่ นั ตแิ ละมีเสถยี รภาพ
แนวคิดน้จี ึงโตแยง ในสาระสําคัญวา ประสบการณแ ละสถานการณในชีวติ ของแตล ะบุคคล
โดยเฉพาะในดานการศึกษาท่สี ูงข้นึ การมีสวนรว มในชมุ ชนภายใตวฒั นธรรมแบบรวมมือกัน และการ
เขา ไปเก่ียวของกับกจิ กรรมแบบอาสาสมคั ร จะชว ยสรางความไวว างใจและความรว มมอื กันทางสงั คม,
ความเอ้ือเฟอเผ่ือแผ และการพึ่งพากันระหวางบุคคล ในทางกลับกันสิ่งเหลานี้ก็จะชวยสรางสถาบัน
และองคกรทางสังคมท่เี ขมแขง็ มีประสิทธภิ าพและประสบผลสาํ เรจ็ รวมไปถึงสถาบันและกลุมของรัฐ

๑๗ Rosenberg, A Dictionary of Modern Politics, Second Edition, (London: Europa
Publications Ltd., 1993), p. 977.

๑๕

ซึ่งประชาชนสามารถใหความม่ันใจได ในอีกดานหน่ึงนั้น สถาบันและองคกรเหลาน้ีก็จะชวยสราง
ความไวว างใจ, ความรวมมอื , การพ่ึงพาระหวางกนั และความเชอ่ื มั่นในสถาบนั อนื่ ๆ ดว ย17๑๘

กลาวโดยสรปุ คือ มีความสัมพันธใ นเชงิ สนับสนุนท้ังทางตรงและทางออมระหวางรูปแบบ
ของประชาชนที่แสดงความรูสึกไววางใจและมั่นใจในดานหนึ่ง และองคกรและสถาบันทางสังคมท่ี
เขมแข็งและมีประสิทธิภาพในอีกดานหน่ึง ซึ่งถาเปนจริง อาจคาดหวังไดวาประชาชนท่ีแสดงทัศนคติ
ไววางใจผูอื่นมีแนวโนมที่จะแสดงความเชื่อม่ันในสถาบันสาธารณะและเกี่ยวของกับสมาคม
อาสาสมคั ร รวมถงึ กิจกรรมความรวมมือทางสงั คมในรปู แบบอ่นื ๆ

๓. ตัวแบบในแงข องผลงานสถาบนั (The Institution Performance Model)
สํานักคิดน้ี เนนไปที่ผลงานและการดําเนินงานของรัฐบาลในฐานะท่ีเปนกุญแจท่ีจะเขาใจ
ถึงความเชื่อม่ันของประชาชนที่มีตอรัฐบาล โดยเห็นวา ความไววางใจและความเชื่อม่ันไมไดเปน
บุคลิกภาพของบุคคลหรือเปนผลผลิตโดยตรงของสภาพสังคมซ่ึงเก่ียวพันกับวัฒนธรรมประชาธิปไตย
หรือทุนทางสังคมที่ไดรบั การพัฒนาแลว แตเปนการประเมินผลการดําเนินงานของรัฐบาล ดวยเหตุน้ี
ความเชื่อมั่นในสถาบันการเมืองจึงมีลักษณะท่ีกระจัดกระจายอยูทามกลางรูปแบบบุคลิกภาพท่ี
หลากหลาย และรปู แบบทางสังคมวัฒนธรรมท่แี ตกตางกันออกไป สถาบันของรัฐท่ดี ําเนินงานอยางดีก็
จะสามารถไดรับความเช่ือม่ันจากประชาชน สวนสถาบันที่ดําเนินงานไมดีหรือไมมีประสิทธิภาพก็จะ
กอใหเกดิ ความรสู ึกไมไ วว างใจและความเช่อื มน่ั ตํ่า
ซ่ึงจากท้ังสามสํานักคิด Norris ไดใชในการทดสอบดูความสัมพันธระหวางความเชื่อมั่น
ในสถาบันการเมืองกับคุณลักษณะสวนบคุ คล ความไววางใจทางสงั คม และการดําเนินงานของรัฐบาล
ในระดับรัฐ-ชาติ (non-states) ประชาธปิ ไตยทแ่ี ตกตางกันใน ๓ ลกั ษณะ พบวามีความสัมพันธท่แี นบ
แนน ระหวางความไววางใจทางสังคมกับความไววางใจในรัฐบาลและสถาบันของรัฐ ความไววางใจทาง
สงั คมจะชวยสรา งสถาบันทางสังคมและการเมืองท่ีมปี ระสิทธภิ าพ ขณะเดียวกันสถาบันทางสังคมและ
การเมืองก็จะมีสวนสนับสนุนใหเกิดความไววางใจทางสังคมดวย และความไววางใจ หมายถึง ความ
ต้ังใจกระทําตอผูอ่ืนบนพื้นฐานความคาดหวังเชิงบวกท่ีเกี่ยวของกับพฤติกรรมของบุคคล ภายใต
เง่ือนไขของความเส่ียงและการพึ่งพากัน ความไววางใจเปนท้ังความเช่ือ Belief การตัดสินใจ
Decision และ การกระทาํ Action๑๙
จากแนวคิดเก่ียวกับความไววางใจ ที่ไดมีการวิเคราะห พฤติกรรมทางการเมอื งของบุคคล
มาเปนฐานความรูสึกไววางใจทางการเมืองของประชาชน และกอใหเกิดการมีสวนรวมทางการเมือง
นักรัฐศาสตรบางทานเห็นวา ความตองการเขามีสวนรวมทางการเมืองมีสาเหตุจากประชาชนเกิด

๑๘ Kramer, R. M., Organizational Trust: A Reader, (Oxford, United Kingdom: Oxford
University Press, 2006), p. 115.

๑๙ Davis, J. H., Schoorman, F. D., Mayer, R. C., & Tan, H. H., “The Trusted General
Manager and Business unit Performance: Empirical Evidence of a Competitive Advantage”, Strategic
Management Journal, 21, (2000): 563-576.

๑๖

ความไมไววางใจตอระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน สํานักงานคณะกรรมการขาราชการพลเรือน
(๒๕๕๐) กลาววา เปาหมายสูงสุดของการปฏิบัติงานภาครัฐ คือ การไดมาซ่ึงความไววางใจ (public
trust) ของประชาชน นโยบายและเปา หมายสาํ คญั ของการบริหารงานภาครฐั

๒.๑.๒ ทฤษฎีความไววางใจของ Stephen R. Covey
ความไวว างใจในแงของพฤตกิ รรมทผ่ี นู ําควรมแี ละควรเปน มีหลักการดงั นี้
ขอท่ี ๑ มบี ูรณภาพ หมายถึง จริยธรรม ความซือ่ สัตย พูดอยางไรทําอยางนั้น กลาท่ีจะยืน
หยัดทําทุกอยางใหสอดคลองกับคานิยมและความเชื่อ คือ ซื่อสัตยพูดคําไหนเปนคําน้ัน หากรูสึกวา
สมควรทําอะไร จะลงมอื ทําไมปลอยใหปจจยั ภายนอกมาตัดสินใจแทน ในการจะสรา งความนาเชอ่ื ถือ
และความไววางใจ
ขอท่ี ๒ มีเจตนาดี พฤติกรรมท่ีจะแสดงออกมา ความไววางใจจะเกิดข้ึนเมื่อเจตนา
ตรงไปตรงมา อยูบนรากฐานของประโยชนทั้งสองฝาย กลาวไดอีกอยางหน่ึงวา ไมไดนึกถึงแต
ประโยชนของตัวเองแตเพียงสถานเดียว พฤติกรรมท่ีจะสรางความนาเชื่อถือและความไววางใจท่ีดี
ท่ีสุด คือ การทําเพ่ือประโยชนสูงสุดของผูอื่น ไมหลอกลวงใคร ไมมีวาระซอนเรน ไมปกปองใคร ไมมี
มูลเหตจุ งู ใจพิเศษทีจ่ ะบดิ เบอื น
ขอท่ี ๓ มีความสามารถในงานที่ทํา มีความเช่ียวชาญ รอบรู มีทักษะ มีความสามารถใน
สาขาที่ตนทํา ความสามารถเชิงความไววางใจ ประกอบดวย TASKS ดังนี้ T=Talent (ฝมือ)
A=Attitudes (ทศั นคติ) S=Skills (ทกั ษะ) K=Knowledge (ความรู) S=Style (สไตล)
ขอท่ี ๔ มีผลการทํางานในอดีตที่ผานมาดี สามารถแสดงใหทุกคนไดเห็นวามาฝมือใน
ผลงานอดีตที่ผานมาสามารถสรา งผลลพั ธแ ละมเี หตุผลช้ันดีอนั ควรเชื่อไดว าจะใหผลลัพธที่ดใี นคราวนี้
ผลลัพธท่ีถือวาสําคญั ตอความไววางใจและความนาเช่ือถือ มีความสําคัญตอการสรางและรักษาความ
ไวว างใจกบั ผอู นื่ 19๒๐
หลักการที่สามารถนํามาใชวัดความรูสึกไววางใจของประชาชนที่มีตอนักการเมืองระดับ
ทองถิ่น ซึ่งเปนเปาหมายท่ีจะทําการศึกษาในครั้งน้ี สวนลักษณะผูนําพฤติกรรมของนักการเมือง ก็จะ
สงผลโดยตรงตอความรูสึกของประชาชนทั้งในแงตัวผูบริหารขององคกรปกครองสวนทองถิ่น และ
ภาพลักษณขององคกรปกครองสวนทองถิ่นในภาพรวม จะมีอิทธิพลในการกําหนดพฤติกรรมและ
ความรูสึกของประชาชน โดยจะมีสวนกระตุนใหประชาชนไดมีโอกาสเขามีสวนรวมในกิจกรรมของ
ชุมชนมากขึ้น และเมื่อประชาชนไดมีโอกาสเขามีสวนรวมมากข้ึนก็จะมีโอกาสไดรับความรูเก่ียวกับ
ชุมชนมากขึ้น เห็นถึงสภาพปญหาและสามารถรวบรวมความตองการของกลุมเสนอตอฝายบริหารได
มากขนึ้ เชนกัน เม่ือเปน เชนน้ี หากกรรมการบริหารองคกรปกครองสว นทองถ่ิน ไมสามารถดําเนินงาน
ใหเปนไปตามขอเรียกรองของประชาชนได ก็จะสงผลใหระดับความเชื่อมั่นหรือความไววางใจของ

๒๐ Stephen R. Covey, The 8th Habit: From Effectiveness to Greatness, (New York:
Simon & Schuster, 2004), pp. 181–189.

๑๗

ประชาชนท่ีมีตอตัวผูดํารงตําแหนงในองคกรปกครองสวนทองถ่ิน เปล่ียนแปลงไปไดเชนกัน ฉะน้ัน
ทศั นคติและพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในทองถนิ่ ไดพ อสมควร

๒.๑.๒.๑ ความไววางทางการเมืองและการมสี วนรวมทางการเมือง
หลังป ๑๙๗๐ แนวคิดในเรื่องความไววางใจทางการเมือง พยายามจะช้ีใหเห็นถึงวิกฤติ
ข อ ง รั ฐ บ า ล แ น ะ ผู นํ า ภ า ย ใต ร ะ บ อ บ ป ร ะ ช า ธิ ป ไต ย แ บ บ ตั ว แ ท น ผ า น ค ว า ม รู สึ ก ไม ไว ว า ง ใ จ ใ น
ประสิทธิภาพการทํางานของรัฐบาล และความชอบธรรมของผูนํา โดยแนวคิดทฤษฎีท่ีนํามาใชเปน
ฐานในการวิเคราะหในชวงนน้ั ไดใหความสนใจไปท่ีการยอมรับและการสนับสนุนของประชาชนท่ีมีตอ
รัฐบาลและระบบการเมอื ง ซึ่งถอื วา เปนรากฐานท่ีสาํ คญั ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ความไววางใจทางการเมืองน้ันมีแนวคิดที่ใกลเคียงกับแนวคิดเรื่องการสนับสนุนทาง
การเมือง ซ่ึงงานหลายชิ้นพยายามจะช้ียืนยันสนับสนุนแนวคิดของ Easton ที่มองวาการสนับสนุนมี
ท้ังระดับท่ัวไป (diffuse) และระดับเฉพาะ (specific) โดยเห็นวา ความไววางใจทางการเมืองน้ันเปน
การวัดความรูสึกที่ประชาชนมีตอรัฐบาลและตัวผูนํา รวมถึงการดําเนนิ งานของรฐั บาล และไดแยกให
การสนับสนุนแบบท่ัวไป ซ่ึงมีความหมายถงึ ตัวระบบ เปนอีกสว นหนึ่งตางหาก ไดแก งานของ Citrin,
Muller & Jukam๒๑ แตเนื่องจากในการศึกษาครั้งน้ีเปนการศึกษาทั้งในระดับตัวบุคคล ดังน้ัน การท่ี
จะมองความไววางใจทางการเมืองไปท่ีสวนใดสวนหน่ึงโดยละเลยที่จะไมใหความสนใจกบั อกี สวนหนึ่ง
อาจเปนผลทําใหเกิดความสัมพันธท่ีเกิดข้ึน เกิดเปนความสัมพันธแฝงขึ้นได (Spurious relation) ซ่ึง
พบวางานทางสังคมศาสตรในช้ันหลัง ก็พยายามจะช้ีใหเห็นถึงแนวโนมในการประนีประนอมกัน
ระหวางตัวโครงสรางและตัวผูกระทําวาตางก็มีอิทธิพลตอกันไดมากข้ึนกวา ในอดีตท่ีผานมา (J.
Donald Moon)
ดังนั้นแนวคิดเร่ืองความไววางใจของ Hibbing & Patterson และ Hetherington๒๒ ซ่ึง
พยายามช้ีใหเห็นถึงอิทธิพลของตัวสถาบนั การเมืองและผูนาํ ทางการเมือง วา ตา งกม็ ีอทิ ธพิ ลหรือสงผล
กระทบตอกัน นาจะชวยเพ่ิมมิติและอธิบายแนวคิดในเร่ืองความไววางใจทางการเมืองใหครอบคลุม
รอบดานมากย่ิงข้ึน นั่นคือ ความไววางใจทางการเมืองไมอาจกําหนดไดโดยการวัดความรูสึกท่ี
ประชาชนมีตอรัฐบาลเพียงสวนเดียว เน่ืองจากรัฐบาลทํางานภายใตโครงสรางของสถาบันทาง
การเมือง ซึ่งประกอบไปดวยกฎหมาย และแบบธรรมเนียมอื่นๆ ท้ังที่เปนทางการและไมเปนทางการ
อันจะเปนตัวกําหนดใหปจเจกบุคคลตองดําเนินงานไปภายใตเกณฑที่ชัดเจนผานกระบวนวิธีการและ
นโยบายที่ผูมีตําแหนงหนาท่ีในสถาบันน้ันผลิตออกมาใหประชาชนไดรับรู และประเมนิ การทํางานอีก
ดวย ในขณะที่ตัวรัฐบาลเองซ่ึงประกอบไปดวยบุคคลหลายกลุมก็เปนตัวแสดงหลักท่ีทําใหเกิดความ
เปนสถาบันข้นึ เชนกัน

๒๑ Citrin, J., “Political Alienation as a Social Indicator: Attitudes and Action”, Social
Indicators Research, Vol. 4 No. 1, (May 27, 2007): 381-419.

๒๒ Hetherington, E. M., & Parke, R. D., Child Psychology: A Contemporary Viewpoint,
4th ed., (Auckland: McGraw-Hill, 1986), p. 56.

๑๘

การประนีประนอมระหวางตัวโครงสรางกับผกู ระทําไดถูกนําเสนอใหเ หน็ เดนชัดอกี คร้ังใน
งานของ Fuchs & Klingemann ซ่ึงพยายามจะหาคําอธิบายการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ
ระหวางประชาชน (Citizen) กับรัฐ (State) ท่ีกําลังดําเนินไปภายใตระบอบประชาธิปไตยตะวันตก
ในชวงท่ีผานมานี้ ผานแนวความคิดวาดวยความสอดคลองกันใน ๒ ระดับ คือ ความสอดคลองใน
ระดับลาง (lower level) ไดแก กระบวนการทางการเมืองซ่ึงจะถูกควบคุมโดยความสอดคลองใน
ระดับที่สูงกวา (higher level) อันไดแก โครงสรางของระบบรัฐบาล โดยเฉพาะความสอดคลองใน
ระดับกระบวนการทางการเมืองน้ัน จะถูกดําเนินไปโดยตัวแสดงที่มีความชํานาญเฉพาะ เชน พรรค
การเมือง รัฐบาล หรอื นกั การเมือง และหากวาตัวแสดงเหลานี้ทําได พวกเขาก็ไดทําใหเกดิ ความพอใจ
สมควรแกความรับผิดชอบตามเกณฑของประชาธิปไตยที่พึงประสงค ในขณะเดียวกันก็จะไดรับการ
สนับสนุนจากประชาชนในระดับท่ีเหมาะสม ส่ิงน้ีเองจึงเปนเง่ือนไขหน่ึงสําหรบั หนาที่ในกระบวนการ
ประชาธิปไตย ที่ดําเนินไปภายใตความสัมพันธระหวางประชาชนกับรัฐ ทั้งสองระดับ จึงมีโอกาสที่จะ
ทาํ ใหเ กดิ ระดับของความไมพอใจนอยไปจนถึงระดับความไมพอใจท่ีมากข้นึ เหตุผลที่นา เปนไปไดท่ีจะ
สนับสนุนสมมติฐานน้ี น่ันคือ ประการแรก เน่ืองจากทรัพยากรที่รัฐบาลจะนําไปใชประโยชนในการ
ดําเนินนโยบายมีอยูอยางจํากัด ประการที่สอง เนื่องจากการนํานโยบายอันใดอันหนึ่งไปปฏิบัติยอม
เปนการตัดโอกาสนโยบายอ่ืนๆ แนวคิดดังกลาวนี้จึงนาจะชวยสนับสนุนกรอบแนวความคิดท่ีมีความ
จาํ เปนตองมองความไววางใจของประชาชนผานความรูที่มีตอทั้งตัวผูนํารัฐบาล และสถาบันการเมือง
ท่ีกําลังใหค วามสนใจเปนอยางดี

ดานวัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชนในสังคมมีสวนในการสนับสนุนหรือเอื้อ
อํานวยตอระบบการเมืองท่ีดํารงอยู ความรูสึกไววางใจทางการเมืองเปนผลมาจากอิทธิพลของความ
รูสึกเช่ือมั่นในตนเองอันเกิดจากภูมิหลังทางสังคมกับสภาพท่ีเปนจริงของระบบการเมืองใน ปจจุบัน
ซ่ึงเต็มไปดวยขาวการทุจริต การโกงการเลือกต้ัง การซื้อสิทธ์ิขายเสียงและการขาดจริยธรรมของ
นักการเมอื งสงผลตอ ความชอบธรรมและความไวว างใจ

อยางไรก็ตาม ถาบุคคลมีความรูสึกมีสมรรถนะทางการเมืองในระดับสูง แตมีความ
ไววางใจทางการเมืองในระดับตํ่า จะมีพฤติกรรมการเขามีสวนรวมทางการเมืองแบบประทวงตอตาน
ระบบการเมืองในทางตรงขาม ถาบุคคลมีความรูสึกมีสมรรถนะทางการเมืองตํ่า และมีความไววางใจ
ทางการเมืองต่าํ ดวย บุคคลนนั้ มีแนวโนมท่ีจะเพกิ เฉยหรือถอนตัวจากการเมือง หรือหากบคุ คลเหลา นี้
ซึ่งถือวาเปนปญญาชนรุนใหม มีความกระตือรือรนมีความสนใจทางการเมืองคอนขางสูง และมีความ
เช่ือม่ันในสมรรถนะความสามารถทางการเมืองของตนเองสูง แตอาจไมเขามามสี วนรวมทางการเมือง
เพราะเบอื่ หนายไมศรัทธาในระบบ แตถาหากมีอะไรมากระทบกับมาตรฐานทางศีลธรรมผลประโยชน
หรือมีบรรยากาศท่ีทําใหรูสึกวาบีบคั้นสิทธิเสรีภาพ ซ่ึงอาจจะเกิดจากการดําเนินนโยบายท่ีผิดพลาด
หรอื เกิดจากการกระทําของตัวขา ราชการหรือกลไกของรฐั ในพน้ื ที่

๒.๑.๒.๒ ระดบั ความไววางใจในรฐั บาล
จึงเปนเงื่อนไขสําคัญของการเปล่ียนแปลงทางการเมือง นับแตตัวผูนํารัฐบาล รวมไปถึง
สถาบันทางการเมืองดวย และมีอิทธิพลตอนโยบายและยุทธวิธีอื่นๆ ท่ีรัฐบาลจะจัดใหมีขึ้นไดมีงาน
ศึกษาเก่ียวกับวัฒนธรรมของประชาธิปไตยในสองลักษณะ พบวา เม่ือระดับของความไววางใจสูง ผูมี

๑๙

อํานาจสามารถที่จะสรางขอผูกพันใหมๆ ใหเกิดขึ้น และถาประสบผลสําเร็จก็ยิ่งจะเพิ่มการสนับสนุน
ในตัวผูนําใหมากขึ้น แตหากระดับของความไววางใจต่ําและลดนอยลง ผมู ีอํานาจอาจพบวาเปนความ
ยากลําบากในการสรางขอผูกพันและปกครองใหเกิดประสิทธิภาพได ซึ่งระดับของความไววางใจและ
ความจงรักภักดีนี้ยอมแตกตางกันออกไปขึ้นอยูกับประเทศและจํานวนทางเลือกที่เปดโอกาสใหแก
รฐั บาล และอนั ตรายของความแตกแยกทางการเมอื ง

ดังน้ัน การกระจายความไววางใจทามกลางสังคมที่มีความหลากหลายนั้นมีผลกระทบ
สาํ คัญตอความสาํ เร็จของนโยบายรัฐบาลทีแ่ ตกตางกัน การตระหนักถึงความสาํ คัญของความไววางใจ
ดงั กลาว จะทําใหผูน ําสามารถปรับใชยุทธศาสตรใ นการโนม นาวจิตใจประชาชนใหส นบั สนุนตนไดม าก
ขึ้น22๒๓ เปนที่ยอมรับกันโดยท่ัวไปวาระบบการเมืองใดก็ตาม จะดํารงอยูไดอยางมีเสถียรภาพ เม่ือคน
สวนใหญในชุมชนนั้นใหการสนับสนุน และมีพฤติกรรมทางการเมืองไปในทางซ่ึงจรรโลงรักษาระบบ
การเมืองนั้นไว ในทางตรงกันขามหากประชาชนสวนใหญไมมีความไววางใจและมีความรูสึกแปลก
แยกจากสังคมการเมอื ง ไมไ ดรบั การสนับสนุนจากประชาชน เสถยี รภาพกไ็ มอาจมีข้นึ ไดท้งั นี้เน่อื งจาก
ประชาชนจะไมใหความรวมมือและมีบางสวนท่ีตอตาน หรือขัดขวางการดําเนินงานของระบบ ระบบ
การเมืองไทยมีชองทางท่ีประชาชนสามารถเขาไปมีสวนรวมทางการเมืองคอนขางจํากัด ถึงแมโดย
ภาพรวมจะมีการเปดโอกาสใหมีการเลือกต้ังในแทบทุกระดับ ต้ังแตการเลือกตั้งในระดับชาติจนถึง
ระดับทองถ่นิ ดังน้นั ความไวว างใจทางการเมือง จงึ มีความสมั พันธกบั สภาพแวดลอ มทางการเมือง

ความไววางใจเปน ความเชอื่ มั่นในความซื่อสัตย ความยุติธรรม หรือความนาเชอื่ ถือท่ีบุคคลมี
ตอบุคคลอื่นหรือองคการ23๒๔ องคการจะสามารถดํารงอยูและประสบความสําเร็จ มีความเจริญกาวหนา
ก็ตอเมือสมาชิกในองคการหรือ ผูเก่ียวของมีความไววางใจรวมกันเปนพ้ืนฐานความไมไววางใจจะสงผล
ตอความไมพึงพอใจความไมเคารพ ตลอดจนทําลายความผูกพัน และมีผลตอความสําเร็จและลมเหลว
ขององคการทั้งในระยะส้ันและระยะยาว24๒๕ การสรางความไววางใจจึงถือไดวาเปนหัวใจในการทําให
องคการ สามารถบรรลุวัตถุประสงคไดตามเปาหมาย25๒๖ การเลือกต้ังที่ผานมาหลายครั้งไดประสบวิกฤติ
มีปญหาและขาดทางออกโดยสวนหนึ่งก็เน่ืองมาจากการขาดความไววางใจของสาธารณชนท่ีมีตอองคกร
ของรัฐและระบบการเมือง ดังนั้น การดําเนินงานของคณะกรรมการการ เลือกตั้งจะประสบความสําเร็จ
เพียงใด ประการสําคัญจึงขึ้นอยูกับความไววางใจของสาธารณชนวา คณะกรรมการการเลือกต้ังจะทําให

๒๓ Gamson, W.A., Power and Discontent. Evanston, IL. : The Dorsey Press. Gerth H.,
& Mills, C.W. (1964). Essays in Sociology, (New York: Oxford University, 1968), pp. 45-46.

๒๔ Dietz, Hartog & Deanne, “A Robust Case for Strong Action to Reduce the Risks of
Climate Change”, World Economics, 8(1) (2007): 121 - 168.

๒๕ Healey, J., Radical Trust: How Today’s Great Leaders Convert People to
Learning, (New York: John Wiley & Sons, 2007), p. 121.

๒๖ Covey, S.R., Three Roles of the Leadership in the New Paradigm, In F.
Hesselbein and G. Dessler (eds.), G. Personnel/Human Resource Management, 5th ed.,
(Englewood Cliffs, 2006), p. 192.

๒๐

การเลือกตั้ง เปนไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมเพียงใด แตเทาที่ผานมายังไมเคยมีการศึกษาอยางลึกซึ้งถึงความ
ไวว างใจของสาธารณชนท่ีมตี อคณะกรรมการการเลือกต้ังมากอน

ดวยเหตุผลขางตนจึงทําใหผูวิจัยทําการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้เพ่ือท่ีจะทราบวา มีปจจัยทาง
ทฤษฎีใดที่มีอิทธิพลตอความไววางใจ และมุงนําผลการวิจัยท่ีคนพบไปพัฒนา ขอเสนอแนะเชิง
นโยบายในการพัฒนาความไววางใจ ตลอดจนพัฒนาและขยายองคความรูทางรัฐศาสตรและ
สังคมศาสตรใหเกิดประโยชนตอสวนรวมไดมากย่ิงขึ้น ในการสรางความรวมมือจากประชาชน เพอ่ื ให
ประชาชนมสี ว นรว มในการดาํ เนนิ นโยบายของรฐั ท่ีเปน ตวั แทนจากประชาชน

จึงอาจสรุปไดวา ความไววางใจทางการเมืองเปนปจจัยสําคัญตัวหนึ่งในการกําหนด
เสถียรภาพทางการเมือง เพราะเปนสวนประกอบของการสนับสนุนทางการเมืองที่จะทําใหเกิด
ชองวางของระบบการเมือง เมื่อตองประสบกับความยุงยากในการที่จะดําเนินงานทางการเมืองได
อยางทันทวงที และเนื่องจากประชาธิปไตยในประเทศไทยมีพ้ืนฐานท่ีขับเคลื่อนไปไดภายใตกลไกเชิง
สถาบัน และเปนส่ิงท่ีทําใหประชาชนม่ันใจไดวา นักการเมืองจะประพฤติตนใหเปนท่ีนาไววางใจทาง
การเมือง เมื่อความเช่อื มน่ั ในสถาบันเปนองคประกอบสาํ คญั ในการผสมผสานความรูส กึ ของประชาชน
ใหเ ขากบั พฤติกรรมนักการเมือง

ดังนั้น ความรสู ึกไววางใจหรือความเชื่อม่ันศรทั ธาของประชาชนตอทั้งตัวนักการเมืองและ
สถาบันการเมือง จึงเปนองคประกอบที่สําคัญของประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ และทําใหเกิดความ
รวมมือในการดําเนินนโยบายของรัฐบาล ความไววางใจจึงเปนปจจัยท่ีสําคัญในการพัฒนา
ประชาธิปไตยในการเมืองการปกครองของประเทศไทย

ตารางที่ ๒.๑ สรุปแนวคดิ เก่ยี วกับความไวว างใจทางการเมือง

นกั วชิ าการหรือแหลงขอมูล แนวคดิ หลกั
David Easton, ความไววางใจทางการเมือง วาดวยความสัมพันธ
(1965, p. 975). ระหวางความไววางทางการเมือง และการมีสวนรวม
ท างการเมื องเพ่ื อเช่ือม โยงให เห็ น ถึงตัวแบ บ
Dalton, ความสัมพันธเหลานี้กับการมีสวนรวมทางการเมือง
(1988, 235). ซึ่งความไวว างใจทางการเมือง
Boies & Corbett as cited in Knoll, ความไววางใจทางการเมือง ใหความสําคัญไปท่ี
(2007, 8-9). สถาบนั และกระบวนทางการเมอื งไป
Davis, J. H., Schoorman, F. D., Mayer, ความไววางใจทางการเมือง คือ การยึดถือหลัก
R. C., & Tan, H. H. คณุ ธรรมและสมรรถนะเทานน้ั ท่ีมีอาํ นาจพยากรณตอ
(2000, 563-576). ความไวว างใจในผบู ังคบั บัญชา
ความไววางใจ หมายถงึ ความต้ังใจกระทําตอผูอื่นบน
พ้ืนฐานความคาดห วังเชิงบวกท่ีเกี่ยวของกับ
พฤตกิ รรมของบุคคล

นักวชิ าการหรอื แหลงขอมูล ๒๑
Stephen R. Covey
(2004, pp. 181 – 189). แนวคดิ หลัก
ค ว า ม ไว ว า ง ใ จ ใ น แ ง ข อ ง พ ฤ ติ ก ร ร ม ที่ ผู นํ า ค ว ร มี
Citrin, J. จริยธรรม ความซื่อสัตย พูดอยางไรทําอยางนั้น
(2007, pp. 381 - 419). เจตนาดี พฤติกรรมท่ีจะแสดงออกมา พฤติกรรมที่จะ
Hetherington, E. M., & Parke, R. D. สรางความนาเชื่อถือและความไววางใจท่ีดีท่ีสุด คือ
(1986, p. 56). การทําเพื่อประโยชนสูงสุดของผูอื่น มีความสามารถ
Kramer, R. M. ในงานท่ีทํา มคี วามเช่ยี วชาญ รอบรู มที กั ษะ
(2006, p. 115). ความไวว างใจทางการเมอื งนั้นเปนการวัดความรสู กึ ที่
Hardin, Russell, ประชาชนมีตอรัฐบาลและตัวผูนํา รวมถึงการ
(1999, 22). ดําเนนิ งานของรัฐบาล
Turton, A., พรรคการเมือง รัฐบาล หรือนักการเมือง ทําใหเกิด
(1987, 116). ความพอใจสมควรแกความรับผิดชอบตามเกณฑของ
ประชาธิปไตย จากการนํานโยบายไปปฏิบัติชวย
Hart, Vivien. สนับสนุนความไววางใจของประชาชนผานความรูที่มี
(1978. pp 65). ตอ ท้ังตวั ผูน ํารัฐบาล
Chaudury, A; & Holbrook, M.B. ความไววางใจและความรวมมือกันทางสังคม, ความ
(pp. 81-93.). เอ้ือเฟอเผื่อแผ และการพึ่งพากันระหวางบุคคล จะ
ชวยสรางสถาบันและองคกรทางสังคมที่เขมแข็ง มี
ประสิทธิภาพและประสบผลสําเร็จ รวมไปถึงสถาบัน
และกลุม ของรัฐซึ่งประชาชนสามารถใหความม่ันใจได
ความไววางใจนั้นวา ประชาชนจึงตองไววางใจ
ประชาชนอีกกลุมหน่ึงที่อยูในสถาบันการเมือง (ที่ทํา
หนา ท่ปี กครองพวกเขา)
ความไววางใจทางการเมืองของ Kenneth Newton
& Pippa Norris ซ่ึงมองความรูสึกเชื่อม่ันในสถาบัน
ทางการเมืองผานแนวคิด ๓ สํานักคิดหลัก ไดแก ๑.
ตัวแบบในแงของจิตวิทยาสังคม ๒. ตัวแบบในแง
สังคมและวัฒนธรรม (The Social and Cultural
Model) ๓. ตัวแบบในแงของผลงานสถาบัน (The
Institution Performance Model)
ความไวว างใจเปนความเชื่อรูปแบบหน่ึง (a form of
felth) เปนสิ่งท่ีฝงอยูในความคิดของคนเราท่ีมีความ
แนน อนและปราศจากซึ่งการตอ ตาน
ความไววางใจ เปนความเชื่อม่ันของผูบริโภค ที่มีตอ
ความสัมพนั ธท ี่ตอเน่ือง

นกั วชิ าการหรือแหลงขอมูล ๒๒
Hardin, Russell,
(1999, p. 22). แนวคดิ หลัก
Bandura, A. ประชาชนตองใหความไววางใจรัฐบาล ถารัฐบาล
(1977, p. 115). ทํางานไดดี แตความไววางใจจะลดลงถารัฐบาลไมมี
ประสิทธิภาพดีพอ เม่ือนั้น สังคมมีสิทธิท่ีจะเรียก
Dietz, Hartog & Deanne, อํานาจกลับคนื มาจากผปู กครองได
(2007, pp. 121 – 168). ระดับความไววางใจของประชาชนแตละบุคคล
Rosenberg, แตกตางกันข้ึนอยูกับหลายปจจัย อาทิความแตกตาง
(1993, p. 977). ทางดานความเชื่อและวัฒนธรรม คุณลกั ษณะทางเชื้อ
ชาติและสังคม เชน สถานะทางเศรษฐกิจ การศึกษา
Giddent, Anthony, เปนตน ระดับการมีสวนรวม และปฏิสัมพันธกับ
(1990. Pp 29-35.). ขา ราชการและหนว ยงานของรัฐ
Luhmann, N., ความไววางใจเปนความเชอ่ื ม่ันในความซื่อสัตย ความ
(1979, p. 99). ยุติธรรม หรือความนาเช่ือถือท่ีบุคคลมีตอบุคคลอ่ืน
สํานักงานคณะกรรมการขาราชการ หรือองคการ
พลเรอื น (๒๕๕๐). ความรสู ึกเชอ่ื ม่นั ในสถาบนั ทางการเมืองผา นแนวคดิ
๓ สํานักคดิ หลกั อธิบายความรูสึกไววางใจทาง
การเมือง ทงั้ ในระดบั บุคคลและระดับสถาบันได อัน
จะมีผลไปยังการมสี ว นรว มทางการเมืองได ไดแ ก
๑. ตวั แบบในแงข องจิตวทิ ยาสงั คม ความรสู กึ ถึง
ความดีที่อยูภ ายในจติ ใจ
๒. ตวั แบบในแงสังคมและวฒั นธรรม ความไวว างใจ
หรือวัฒนธรรมเปนพน้ื ฐานสาํ คญั ของประชาธิปไตยที่
สันตแิ ละมเี สถียรภาพในชมุ ชน
๓. ตวั แบบในแงของผลงานสถาบันการดาํ เนนิ งาน
ของรฐั บาลทจ่ี ะเขาใจถงึ ความเช่ือมัน่ ของประชาชน
ความสามารถในเชิงนามธรรมที่แสดงถงึ ความเชอ่ื มัน่
(confidence) หรือความเชือ่ ถือ(reliability)
ความไวว างใจเกิดจากความเสย่ี งและความไมแนน อน
ในขณะทค่ี วามมนั่ ใจเกิดจากสภาวะทแ่ี นน อน
ค วาม ไวว างใจ (public trust) ขอ งป ระช าช น
นโยบายและเปาหมายสําคัญของการบริหารงาน
ภาครัฐ กลาวคือ เปนการสรางความศรัทธา ในการ
บริหารราชการแผนดิน ขาราชการควรมีการปรบั ปรุง
ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ขาราชการให
ประพฤติตนอยางมืออาชีพและมีคุณธรรม จริยธรรม

๒๓

นกั วชิ าการหรือแหลงขอมูล แนวคดิ หลกั
Gamson, W.A. แ ล ะ มี ส ม ร ร ถ น ะ ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใน ก า ร ใ ห บ ริ ก า ร
(1968, pp. 45-46). ประชาชน
ความไวว างใจของประชาชนเปนหัวใจสําคัญของการ
Covey and Merrill, ทํางานในหนวยงานภาครัฐรวมท้ังตัวขาราชการเองก็
(2006, p. 192). ควรที่จะใหความสําคัญและตระหนักถึงระดับความ
Healey, J., ไวว างใจของประชาชน เพราะประชาชนคอื ผูเสยี ภาษี
(2007, 121). และเปนผูที่ปฏิบัติตามกฎหมาย หากประชาชนขาด
ค ว า ม ไ ว ว า ง ใ จ แ ล ว ห น ว ย ง า น ภ า ค รั ฐ ก็ จ ะ ข า ด
งบประมาณสวนหน่ึงในการทํางาน และกฎหมาย
บา นเมืองอาจถูกมองขามและไมศักด์ิสิทธ์ิ
การเลือกต้ังจะประสบความสําเร็จเพียงใด ประการ
สําคัญจึงขึ้นอยูกับความไววางใจของสาธารณชนวา
ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ก า ร เลื อ ก ต้ั ง จ ะ ทํ า ให ก า ร เลื อ ก ตั้ ง
เปนไปโดยบรสิ ุทธ์ยิ ตุ ธิ รรมเพยี งใด
องคการจะสามารถดํารงอยูและประสบความสําเร็จ
มีความเจริญกาวหนาไดก็ตอเมือสมาชิกในองคการ
หรอื ผเู ก่ียวของมีความไววางใจรวมกนั เปน พืน้ ฐาน

๒.๒ แนวคดิ เก่ยี วกบั ปจ จยั ทมี่ ผี ลตอ ความไวว างใจทางการเมือง

ความไววางใจทางการเมือง สงผลตอการมีสวนรวมทางการเมือง จากเหตุการณความ
รุนแรงทางการเมืองท่ีเกิดขึ้นต้ังแตชวงป พ.ศ.๒๕๔๙-๒๕๕๓ สูญเสียไมต่ํากวา ๑๐๐ คน บาดเจ็บ
รวมถึงผูสูญหายอีกจํานวนหนึ่งที่ยังไมปรากฏขอมูล ความสูญเสียทางวัตถุ อาคาร สถานที่ตางๆ อีก
หลายแหงสังคมไทยในชวงเวลาที่ผานมา ประชาชนไมสามารถพูดคุยเรื่องความคิดเห็นทางการเมือง
อยางเปนการท่ัวไป แมกระทั่งการพูดคุยกับญาติหรือเพ่ือนสนิท การแตกแยกกันเปนฝกฝายของ
ประชาชนตามความเห็นท่ีตางกันไปตามขั้วการเมือง ทําใหประเทศชาติออนแอ สงผลตอการพัฒนา
ประเทศ มูลเหตุเริ่มตนจากอํานาจกิเลสของประชาชนและนักการเมืองที่สมยอม “ไมมีนักการเมืองที่
ไหนไมโกงกินหรอก แตยังไงก็ขอใหพอกินนอยๆ หนอยกแ็ ลวกัน แลวบริหารประเทศใหฉันไดมีอยูกิน
บา งนะ” ทจุ ริตขยายทุกวงการ มที ้งั เห็นดวยและตอตา น

กระแสทางการเมือง คือ ประชาชนแสดงพฤติกรรมตอตานอํานาจรัฐ เกิดกลุมตอตาน
อํานาจรัฐและกลุมสนับสนุนอํานาจรัฐ นําไปสูการสรางแนวคิดทางการเมือง กระบวนการปลูกฝง
อบรม หลอหลอมกลอมเกลาทางการเมืองทั้งทางตรงคือจากสถาบันการศึกษา และทางออม มี
วัฒนธรรมที่ตางกัน วัฒนธรรมทางการเมืองแบบน้ีปรากฏอยูในสังคมไทยผลัดเปล่ียนไปมาในสังคม
การเมืองไทยมาโดยตลอด การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในสังคมใหเขมแข็งจึงตองพิจารณาถึง

๒๔

วัฒนธรรมทางการเมือง และโครงสรางทางการเมืองดวย ประกอบดวยกลุมทางการเมือง อุดมการณ
ซ่ึงมีการปรับเปลี่ยน แลกเปลี่ยน ประยุกตใชใหเกิดประโยชนทางการเมือง สงผลกระทบหลากมิติ
วัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตย กระแสสังคมไทยสมานฉันท : ความคิดทางการเมือง
กระบวนการสรางความสมานฉันท การแสดงความคิดทางการเมืองระดับชุมชนสะทอนการเมือง
ระดับประเทศ รูปแบบและวิธีการแลกเปล่ียนความคิดทางการเมือง สูการยอมรับความแตกตางของ
สังคมไทย กอเกิดกระบวนการสรางความสมานฉันทเพื่อทองถิ่นเขมแข็ง การคนหาชุมชนตนแบบ
การเมืองใหม และใชเปนขอมูลพ้ืนฐานเพ่ือการวางแผนพัฒนาการเมือง การประยุกตใชกิจกรรม
ทางการเมืองสรางชุมชนเขมแข็งแบบสมานฉันท การขยายแนวคิด องคความรูการเมืองแบบ
สมานฉันทสูองคกรอ่นื ๆ โดยเฉพาะสถานศึกษาทุกระดบั สงเสริมใหเ กดิ การเรยี นรูแบบบรู ณการสรา ง
การมีสวนรวมทางการเมือง แมวาการมีสวนรวมยังมีการแอบแฝงเงินอํานาจ แตประชาชนก็กลา
แสดงออกวถิ ีประชาธปิ ไตย

คนอยากเลือกต้ัง จัดกจิ กรรมแสดงพลงั ในจดุ ยืน “ไมเลอื่ น ไมล ม ไมต อ เวลาการเลือกต้งั ”
พรอมกับศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศ ทม่ี ีการจัดกิจกรรมไปพรอ มกัน สําหรับบรรยากาศบริเวณราช
ประสงค มีกลุมประชาชนทยอยมารวมงานอยางตอเน่ือง ตั้งแตกอนเวลานัดหมาย โดยมีการชูปาย
ขอความ “เลือกตั้ง ๒๔ ก.พ. ๒๕๖๒ ไมเลื่อนเลือกตั้ง” รวมถึง คสช. ออกไป โดยมีเจาหนาที่ตํารวจ
ในและนอกเครอ่ื งแบบ คอยดูแลความสงบเรยี บรอ ย กลุมคนอยากเลือกต้ังออกแถลงการณยนื่ คําขาด
ถงึ รฐั บาล คสช. ดงั น้ี

ไมเล่ือนวันเลือกต้ังใหเลยหลัง ๑๐ มี.ค. ๒๕๖๒ เพราะจะเสี่ยงให กกต.ไมสามารถ
ประกาศผลการเลือกต้ังภายในกรอบ ๑๕๐ วัน อาจสงผลทําใหการเลือกต้ังขัดรัฐธรรมนูญ และ
กลายเปนโมฆะ ไมลมเลื่อนต้ังดวยเลหกลหรือขออาง เทคนคิ ทางกฎหมายใด ท้ังที่มีความพยายามทํา
อยูในวันน้ี และท่ีจะมีในอนาคต ไมตอเวลาใหกับการดํารงอยูในอํานาจของตนเอง ผานกลไกตาม
รัฐธรรมนูญท่ีเขียนข้ึน เพื่อสรางความไดเปรียบ ไมวาจะในรูปใชเสียง ส.ว. ๒๕๐ คน จากการแตงตั้ง
มาสนับสนุนการสืบทอดอํานาจใชความเปนรัฐบาลท่ีมีอํานาจเต็ม ใชงบประมาณและโยกยาย
ขาราชการอยางไรการตรวจสอบระหวางชวงเวลาหาเสียงเลือกตั้ง รวมถึงการเลือกปฏิวัติ เอื้อ
ประโยชนใหกับพรรคที่ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการสืบทอดอํานาจ ซึ่งลวนเปนการโกงการเลือกตั้งท้ังสิ้น
การลดการโกงกินไดตอเมื่อประชาชนเต็มใจท่ีจะเขามามีสวนในการเลือกตั้ง รวมในทางการเมือง
เพือ่ ใหไดคนหรอื พรรคท่ีเปนตัวแทนของตนเอง และจะเปนไปตามที่ตัง้ ความหวงั และใหความไววางใจ
ไดหรอื ไมนนั้ ประชาชนจะตอ งตดิ ตามทุกกระบวนของการมสี ว นรวม

๒.๒.๑ ปจจยั ดานนโยบาย
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐ จะมีผลใชบังคับ
แลวตั้งแตวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๐ เปนตนมา โดยมีบทบัญญัติกําหนดให พรรคการเมืองที่จัดตั้งข้ึน
ตองเริ่มดําเนินการตางๆ ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกําหนด จากผลการเลือกต้ังท่ีออกมา พรรค
การเมืองท่ีไดเขามาทําหนาท่ีบริหารประเทศ โดยประชาชนเจาของประเทศที่จะเปนผูมีอํานาจ
ตัดสินใจและใหคําตอบท่ีดีท่ีสุดแกสังคม ในขณะที่พรรคการเมืองเองหากตองการจะเปนผูไดรับชัย
ชนะในสนามเลือกต้ังครั้งนี้คงตองมีกลยุทธในการหาเสียงที่เหมาะสมกับสภาพบริบทของสังคมไทยใน

๒๕

ปจจุบัน อีกทั้งตองมีนโยบายพรรค ที่ตอบสนองความตองการที่แทจริงของประชาชนอยางเปน
รูปธรรมและมีความยั่งยืน ดังน้ัน ในการจัดทํานโยบายของพรรคการเมือง จึงถือเปนเรื่อง ที่มี
ความสําคัญยิ่ง ท่ีตองมีการพิจารณาอยางรอบคอบและครอบคลุมในทุกๆ ดาน ที่สําคัญคือ ตอง
ตอบสนองความตองการของประชาชน มีวิสัยทัศน โดยคํานึงถึงความเปล่ียนแปลงของสังคม
สภาพแวดลอม และความตองการในอนาคต ซ่ึงจากการศึกษาพบวามีปญหาและขอจํากัดหลายๆ
ประการท่ีสงผลตอการกําหนดนโยบายในหลายๆ เรื่อง ความสัมพันธระหวางประชาชนผูใชสิทธิ
เลือกตั้งกับพรรคการเมืองจะมีสัมพันธภาพท่ีดีมากนอยเพียงใดเปนไปตามระดับความกาวหนาของ
ระบอบประชาธิปไตย โดยสงิ่ ท่คี วรตองมีการพัฒนาคือ นโยบายพรรคการเมอื ง26๒๗

ยุคที่การเลือกต้ังมีการแขงขันเพ่ิมสูงข้ึน พรรคการเมืองแตละพรรคพยายามใชนโยบาย
พรรคในการหาเสียง นโยบายพรรคการเมือง ก็เริ่มถูกนํามาใชเปนองคประกอบของพรรคเพ่ิมมากข้ึน
ประกอบกับในขณะนั้นประเทศประสบกับปญหาในหลายๆ ดาน ทั้งดานการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
สงผลใหในหลายภาคสวน ตองมีการคิดแกปญหาและมีการวางแผนอยางเปนระบบ ทําใหพรรค
การเมืองตองมีการออกนโยบายมาใชเปนแนวทางในการบริหารประเทศ บุคคลที่ทําหนาที่ตรวจสอบ
นโยบายพรรคการเมือง คือ นักวิชาการ ซ่ึงถือเปนบุคคลภายนอกกลุมที่ ๒ สวนประชาชนผูใชสิทธิ
เลือกตั้งเปนเพยี งผูรับฟงการโฆษณานโยบายพรรคการเมอื ง ไมมโี อกาสซกั ถามและตรวจสอบถงึ ความ
เปน ไปไดในทางปฏิบัติ เพราะพรรคการเมืองใชวธิ กี ารสื่อสารเพียงฝายเดียวใหประชาชนรับฟงไว แลว
นําไปพิจารณาตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้ง บุคคลกลุมที่ ๓ ท่ีเขามามีบทบาทวิจารณและตรวจสอบ
นโยบายพรรคการเมือง คือ ส่ือมวลชน ซ่ึงการวิพากษวิจารณของส่ือมวลชนตอนโยบายพรรค
การเมืองไดรับความสนใจเพ่ิมขึ้น เพราะมีการเปรียบเทียบใหเห็นถึงนโยบายของแตละพรรค ขอดี
ขอเสีย ทําใหพรรคการเมืองแตละพรรคมีการเพิ่มความระมัดระวังในการเขียนนโยบาย คํานึงถึง
สาระสําคัญความเปนไปไดในทางปฏิบัติ ซึ่งประชาชนก็ไมสามารถรูไดวานโยบายตางๆ ท่ีพรรค
การเมืองแตละพรรคนําเสนอขึ้นมาน้ัน เปนนโยบายที่ทําไดจริง เปนที่ตองการของประชาชนคนสวน
ใหญหรือไมหรือเปนเพียงแคนโยบายขายฝน มีผลประโยชนสวนตนแอบแฝงเพ่ือแลกเปลี่ยนกับ
คะแนนนิยมหรือเพ่ือจูงใจใหผูมีสิทธิลงคะแนนเสียงใหเพียงเทาน้ัน ทําใหแตละพรรคมีการกําหนด
นโยบายท่เี ปนจดุ ขายเดนๆ เพ่อื ใหประชาชนไดต ัดสนิ ใจเลอื กคนของพรรคตน

นโยบายเปนเครือ่ งมือสําคัญตอการกาํ หนดทศิ ทางการทาํ งานของพรรค ท่เี ปน รัฐบาลตอง
สนใจท่ีจะกําหนดนโยบายทด่ี ีและใหม ีการนํานโยบายไปปฏิบตั ิไดอยา งมีประสทิ ธภิ าพและประสิทธิผล
เพ่ือสรางความอยูดีมีสุข ความเสมอภาค และความเปนธรรมใหกับประชาชนและความเจริญใหแก
ประเทศนโยบายถือเปนปจจัยสําคัญในการกําหนดความสําเร็จและความลมเหลวในการบริหาร
ประเทศ นอกจากน้ันยังสงผลกระทบตอฝายตางๆ ท่ีเกี่ยวของในสังคมโดยเฉพาะประชาชน เนื่องจาก
นโยบายของพรรคการเมืองเปนส่ิงที่ตองมีการเผยแพรออกสูสาธารณชน ทําใหประชาชนผูมีสิทธิออก
เสียงเลือกตั้งสามารถตัดสินใจเลือกผูสมัครหรือพรรคการเมืองท่ีผูสมัครรับเลือกต้ังสังกัดไดงายและ

๒๗ ทิพยพาพร ตันติสุนทร, มองนโยบาย (พรรคการเมือง) แลวมองตัวเอง, สถาบันนโยบายศึกษา
[ออนไลน], แหลง ทม่ี า: http://www.fpps.or.th/news.php?detail=n1125858898.news [๒ ตุลาคม ๒๕๖๓].

๒๖

สะดวกมากขึ้น27๒๘ นักวิชาการดานนโยบายศาสตรไดให ความหมายนโยบายสาธารณะไวอยาง
หลากหลาย ขนึ้ อยูกับความสนใจและวัตถุประสงค นโยบายสาธารณะ เปนแนวทางปฏบิ ัติของรฐั บาล
ซึ่งกําหนดวัตถุประสงคแนนอนไมทางใดก็ทางหนึ่ง คือ เพื่อแกปญหาในปจจุบัน เพื่อปองกันหรือ
หลีกเลี่ยงปญหาในอนาคต และเพื่อกอใหเกิดผลที่พึงปรารถนา รัฐบาลมีความจริงใจและจริงจังท่ีจะ
นํานโยบายไปปฏิบัติ และนโยบายอาจเปนบวก หรือเปนลบ หรืออาจเปนการกระทําหรืองดเวนการ
กระทาํ กไ็ ด28๒๙ โดยลกั ษณะปจจยั ที่สง ผลตอ ความไวว างใจมีดังน้ี

๑. นโยบายวา ดว ยทอ งถนิ่
ปญหาการนํานโยบายรัฐบาลไปสูการปฏิบัติ ประชาชนตองมีสวนรวมในการตัดสินใจ
นโยบายเปน ภาพฉายใหญท่ีสะทอนภาพไดหลายมิติมุมมอง ถอื เปนแกน สารสาระในการดาํ เนินกิจการ
ทองถิ่นน้ีเปนอยางยิ่ง เพราะเปนกระบวนการของการมีสวนรวมในการตัดสินใจของประชาชน
“นโยบายท่กี ินได” ของทอ งถิ่นสงผลตอคุณภาพชีวิตของทองถ่ิน เพราะ “การปกครองทองถิ่นคือฐาน
รากของประชาธปิ ไตย” ประเด็นยุทธศาสตรการพัฒนาของ อปท.เปน “ปญหาการนาํ นโยบายรฐั บาล
ไปสูการปฏิบัติ” โดยราชการสวนภูมิภาคท่ีรบั คําสั่งและนโยบายมาจากราชการสวนกลาง ไดนํามาใช
กับราชการสวนทองถิ่นดวย เปนการบริหารราชการท่ีทําใหทองถิ่นขาดความเปน อิสระ เปนทัศนคติท่ี
ไมดี เปนปฏิปกษตอหลักการปกครองทองถิ่นอยางรายแรง เพราะราชการสวนทองถ่ินนั้นจะตองนํา
ความเดือดรอนความตองการของประชาชนในเขตพื้นที่มาเปนนโยบายและนําไปสูการปฏิบัติไมใชให
อปท. ไปนํานโยบายรัฐบาลมาปฏิบัติโดยตรง ถือเปนทัศนคติที่ผิดหลักการนําความเดือดรอนใหแก
ประชาชนในทองถ่ินท่ัวประเทศ ดวยแนวคิดแบบน้ีทําใหงบประมาณทองถ่ินกวารอยละ 50-60 จึง
ตองเสียไปเทศบาลและอบต.ขนาดเล็กจงึ เหลือเมด็ เงนิ พฒั นาทองถ่ินแตล ะปนอ ยลง
ประเด็นสําคัญในการจัดทําแผนพัฒนาและการประสานแผนทองถิ่น ท่ีกรมสงเสริมการ
ปกครองทองถ่ิน (สถ.) กําหนดใหประเด็นการพัฒนาของ อปท.ตองสอดคลองกับแผนพัฒนาจังหวัด
กลุมจังหวัดยุทธศาสตรชาติ มีขอดีคือทําใหยุทธศาสตรชาติไมหลงทาง มีขอเสีย คือทองถิ่นถูกจํากัด
แนวคิดสรางสรรค เพราะ อาจมีแตเร่ืองแนวทางการพัฒนาทีซํ้าซาก และหากขาดการสื่อสาร
ประสานงานแนะนําย่ิงไมดี เม่ือแนวคิดสรางสรรคถูกจํากัด แนนอนการสรางภาพ มโนภาพในการ
พฒั นาจึงเกิดข้ึน เปนการทํางานเอาหนา ท่ขี าดความจรงิ จงั สวนทางกบั “ความมงุ มนั่ ในการวเิ คราะห
ความเหมาะสม เพื่อการนําไปสูการตัดสินใจในเรื่องสวนรวม และเปนการวางแผนรวมกันอยาง
เปดเผย อันเปนหัวใจของการพัฒนาทองถ่ิน” ไมเกดิ ในทางปฏิบัตดิ วยระบบการจัดสรรโครงการใหญ
ท่ถี กู ล็อกสเปกถกู ส่งั การมาจากตน ทางสว นกลาง ท่ีมีการล็อกเปาหมายไวแลว มีการวิง่ เตนซือ้ งานของ

๒๘ สนธิกาญจน เพ่ือนสงคราม, “กรอบนโยบายสาธารณะท่ีดีที่พรรคการเมืองของไทย ควรนํามา
ประกอบการจัดทาํ นโยบายการบรหิ ารประเทศ”, รฐั สภาสาร, ปท่ี ๖๕ ฉบบั ที่ ๑๑ (พฤศจิกายน ๒๕๖๐): 9.

๒๙ ถวัลยรัฐ วรเทพพุฒิพงษ, การกําหนดและวิเคราะหนโยบายสาธารณะ: ทฤษฎี และการ
ประยกุ ตใช, (กรุงเทพมหานคร: สถาบนั บณั ฑติ พัฒนาบริหารศาสตร, ๒๕๔๑), หนา 5.

๒๗

ผูรับเหมาอยูท่ัวไปเปนจํานวนมาก ดวยความมุงหวังใหมีความสอดคลองนโยบายของทองถิ่นกับการ
พัฒนาจังหวัด

นโยบายทองถ่ินที่ผานมา ท่ีผานมาการเมืองทองถ่ินไมเกิดสาระตอการพัฒนาทองถิ่นมาก
นัก ดวยสาเหตใุ นหลายประการอาทิ

(๑) เปน เรือ่ งการตอ รองอํานาจทางการเมือง
(๒) เปนการแยง ชิงโครงการงบประมาณพัฒนาลงในพ้ืนทต่ี นเอง
(๓) การขอโครงการแบบนํางบประมาณไปดําเนินการเอง มีปญหาการสงใชเงินยืม จน
เปน ปญ หาทว งตงิ จาก สตง. ผูกพนั มาอยา งตอเนอ่ื ง
(๔) การไมเขาใจภารกิจหนาท่ีทองถ่ินอยางถองแท มองแตเรื่องโครงการกอสรางเพราะ
ใชเม็ดเงินไดมากกวา ไมมีองเร่ืองสาธารณภัยความเดือดรอนของชาวบาน เชนความสงบเรียบรอย
ภายใน โรคระบาดท้ังพืชสัตวและมลภาวะ สุขาภิบาล สิ่งแวดลอม การศึกษา การพัฒนาชุมชน การ
พัฒนาอาชีพ การสังคมสงเคราะห ฯลฯ เปนตน
นอกจากนี้การบงั คบั ใชก ฎหมายหละหลวม มีการเลือกปฏิบตั ิหรือหลบเลี่ยงเลือกทําทําให
ระบบราชการประจําออนแอรวนไปหมดทั้งระบบ เจาหนา ที่ผูปฏบิ ัตงิ านเสยี ศนู ยการทํางานขาดความ
โปรงใส หวดระแวง ไมมีความเชื่อมั่น ตองคอยหลบหลีกหนวยตรวจสอบ ดวยความเสี่ยงในความรับ
ผิดทางละเมดิ หรือทางอาญามากข้นึ ดวยความไมแนนอนในการใชอํานาจในของฝายการเมืองทองถิ่น
ในหลายรูปแบบ กระบวนการบริหารงานขาดความโปรงใสสุมเสี่ยงตอการทุจริตการแสวงประโยชน
สวนตัวหรือการทับซอนในผลประโยชน นอกจากน้ีในสวนของสมาชิกสภา หลายแหงเปนสภา
รบั เหมาทงั้ ขาเล็กขาใหญ ทาํ ใหร ะบบการควบคุมภายในออ นแอเสียหาย
มหาดไทยตองมีมาตรฐานในการกํากับดวยความสุจริตโปรงใส เพราะขาราชการสวน
ทองถิ่นฝายประจําเปน “ผูขับเคล่ือนทองถิ่น” ไมใชฝายการเมืองที่เขามาตามวาระ เขามาเพื่อแสวง
ประโยชน มีการแบงพวกแบงฝกแบงฝาย เกิดความแตกแยกในกลุมประชาชนตามวิถีปกติของ
นักการเมืองและมีปญหาบกพรองในจริยธรรมท่ีมากกวาฝายขาราชการเพราะฝายการเมืองไมมีโทษ
ทางวนิ ยั เหมือนฝายประจาํ
ปญหาการปฏิบัติงานของ อปท. มีขอจํากัดที่มากขึ้น ดวยความไมแนนอนของสวนกลาง
ในเรอื่ งการกระจายอํานาจ และโดย “การกํากบั ดูแล” ที่มีแนวโนมเปลี่ยนเปน “การบังคับบัญชา” ท่ี
มากขึน้ การรายงานขอ มูลตามส่ังการจากหนวยเหนอื ขาดทศิ ทางกรอบในการชี้แนะนําท่ีชัดเจน ทําให
การรายงานกจิ กรรมตาง ๆ ของ อปท. ขาดความนาเชือ่ ถือของขอ มูลในการรายงาน เชน การรายงาน
จํานวนสัตวโรคพิษสุนัขบา การรายงานความเสียหายดานสาธารณภัยตาง ๆ การรายงานขอมูล
ปริมาณขยะ ขยะพิษ หรือการรายงานขอมูลเชิงคุณภาพตาง ๆ เปนตน เพราะระบบการขอขอ มูลเม่ือ
วานแตวันนี้ตองรายงานใหได สวนขอมูลจะมาจากท่ีใดไมสําคัญขอใหม ีรายงานี้เปนการบรหิ ารจัดการ
ขอมูลยุค ๔.๐ ที่ขาดระบบการตรวจสอบควบคุมท่ีสงผลกระทบตอความเชื่อในฐานขอมูลเปนอยาง
มาก นอกจากนี้ ในภารกิจหนาท่ีของทองถ่ินไมมีการกําหนดสวนราชการ (สํานัก หรือกอง) ใหครบ
ครอบคลุมในทุกภารกิจสาํ คัญ เชน กองสาธารณสุขและสิ่งแวดลอม กองสวัสดิการสังคม กองสง เสริม

๒๘

การเกษตร กองการประปา เพื่อรองรับภารกิจการถายโอนที่มีความพรอมหรือเพ่ือการปฏิบัติหนาที่
ตามภารกิจไดอ ยางเต็มเม็ดเต็มหนวย เปน ตน 29๓๐

๒. การบรกิ ารสาธารณะ (Public Service)
“การบริการสาธารณะ” หมายถึง กิจการที่อยูในความอํานวยการหรืออยูในการควบคุม
ของฝายปกครองท่ีจัดทําข้ึน โดยมีวัตถุประสงคเพ่ือตอบสนองความตองการสวนรวมของประชาชน
๑๐ กลาวอีกนัยหน่ึง บริการสาธารณะเปนกิจกรรมที่เก่ียวของกับประโยชนสาธารณะท่ีดําเนินการ
จัดทําข้ึนโดยบุคคลในกฎหมายมหาชน หรือโดยเอกชน ซึ่งฝายปกครองตองใชอํานาจในการกํากับ
ดูแลบางประการและอยูภายใตระบบพิเศษ ท้ังน้ี บริการสาธารณะแบงออกเปน ๓ ประเภทใหญ ๆ
ดงั นี้ คอื
๑. บริการสาธารณะปกครอง คือกิจกรรมท่ีโดยสภาพแลวเปนงานในหนาท่ีของฝาย
ปกครองท่ีจะตองจัดทําเพื่อตอบสนองความตองการของประชาชน โดยสวนใหญแลวจะเปนเรื่องการ
ดูแลความปลอดภัยและความสงบสุขของชุมชนซึ่งรัฐหรือฝายปกครองจัดทําใหประชาชนโดยไมตอง
เสยี คา ตอบแทน นอกจากนีเ้ นอื่ งจากเนื้อหาของบรกิ ารสาธารณะทางปกครองจะเปนเร่ืองที่เปนหนาที่
เฉพาะของฝายปกครองท่ีตองอาศัยเทคนิคพิเศษ รวมท้ังอํานาจพิเศษของฝายปกครองตามกฎหมาย
มหาชนในการจัดทําบรกิ ารสาธารณะดว ย
ดงั น้ันบริการสาธารณะประเภทน้ีฝายปกครองจึงไมสามารถมอบใหองคก รอ่นื หรือเอกชน
เขามาดําเนินการแทนได ตัวอยางบริการสาธารณะทางปกครองดังกลาวขางตน เชน กิจกรรมท่ี
เกี่ยวของกับการรักษาความสงบภายใน การปองกันประเทศ การสาธารณสุข การอํานวยความ
ยุติธรรมการตางประเทศ และการคลัง เปนตน ซ่ึงแตเดิมน้ัน บริการสาธารณะทุกประเภทจัดวาเปน
บริการสาธารณะทางปกครองท้ังส้ิน แตตอมาเม่ือกิจกรรมเหลานี้มีมากข้ึน และมีรูปแบบและวิธีการ
ในการจดั ทําท่ีแตกตางกันออกไปจึงเกิดประเภทใหม ๆ ของบริการสาธารณะขึน้ มาอกี
๒. บริการสาธารณะทางอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม คือบริการสาธารณะท่ีเนน
ทางดานการผลิตการจําหนาย การใหบริการและมีการแบงปนผลประโยชนที่ไดรับดังเชนกิจการของ
เอกชน(วิสาหกิจเอกชน) ซ่ึงมีความแตกตา งกับบรกิ ารสาธารณะทางปกครองอยูดวยกัน ๔ ประการคือ

(๑) วัตถแุ หงบริการบริการสาธารณะทางปกครองจะมวี ัตถุแหงบริการเพ่ือสนองความ
ตองการของประชาชนในประเทศแตเพียงอยางเดียว สวนบริการสาธารณะทางอุตสาหกรรมและ
พาณิชยกรรมนั้น มีวัตถุแหงบริการดานเศรษฐกิจเหมือนกับวิสาหกิจเอกชน คือเนนทางดานการผลิต
การจําหนาย การใหบ ริการและมีการแบงปนผลประโยชนท ไี่ ดร ับดงั เชนกิจการของเอกชน

(๒) วิธีปฏิบัติงาน บริการสาธารณะทางปกครองจะมีวิธีปฏิบัติงานท่ีรัฐสรางขึ้นมาเปน
แบบเดียวกันมีระบบบังคับบัญชาซึ่งใชกับผูปฏิบัติงานทุกคน ในขณะที่บริการสาธารณะทาง

๓๐ สยามรัฐ, นโยบายวาดวยทองถิ่น [ออนไลน] , แหลงท่ีมา : https://siamrath.co.th/n/94410 [25
ตุลาคม 2563].

๒๙

อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมจะมีวิธีปฏิบัติงานที่สรางข้ึนมาเองแตกตางไปจากบริการสาธารณะที่มี
ลกั ษณะทางปกครอง ท้งั นี้ เพอื่ ใหเ กดิ ความคลองตัวและเหมาะสมในการดําเนนิ การ

(๓) แหลง ท่ีมาของเงินทนุ บรกิ ารสาธารณะทางปกครองจะมแี หลงทม่ี าของเงนิ ทุนจาก
รัฐแตเพียงอยางเดียว โดยรัฐจะเปนผูรับผิดชอบเงินทุนท้ังหมดท่ีนํามาใชจายในการดําเนินการสวน
บริการสาธารณะทางอุตสาหกรรม และพาณิชยกรรมนั้น แหลงรายไดส วนใหญจ ะมาจากคาตอบแทน
การบริการของผใู ชบรกิ าร

(๔) ผูใชบริการสถานภาพของผูใชบริการสาธารณะทางปกครองน้ันจะถูกกําหนด โดย
กฎขอบังคับท้ังหมด ซ่ึงรวมต้ังแตการกําหนดองคกร การจัดองคกรและการปฏิบัติงาน ดังนั้น
ความสัมพันธระหวางผูใชบริการกับผูใหบริการสาธารณะประเภทน้ีจึงมีลักษณะเปนนิติกรรมที่มี
เง่ือนไขและไมเทาเทียมกันในขณะที่ความสัมพันธระหวางผูใชบริการของบริการสาธารณะทาง
อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมจะมีลักษณะเสมอภาคกัน เพราะถูกกําหนดโดยสัญญาตามกฎหมาย
เอกชน

๓. บริการสาธารณะทางสังคมและวฒั นธรรม คอื บริการสาธารณะท่ีเปน การใหบรกิ ารทาง
สังคมและวัฒนธรรมที่ตองการความอิสระคลองตัวในการทํางานโดยไมมุงเนนการแสวงหากําไรเชน
การแสดงนาฏศลิ ป พพิ ธิ ภัณฑ การกีฬา การศึกษาวจิ ยั ฯลฯ

ดังน้ัน การบริการสาธารณะจึงเปนการดําเนินการของรัฐหรือฝายปกครองในกิจการท่ีอยู
ในความอํานวยการหรือในกํากับดูแลของฝายปกครองที่จัดทําเพื่อสนองความตองการสวนรวมของ
ประชาชนทุกคน ทั้งดานการศึกษา สุขภาพอนามัย การทํางาน การมีรายได รวมถึงการเขาถึง
กระบวนการยุติธรรม และการบริการทางสังคม โดยรัฐหรือฝายปกครองตองดําเนินการใหอยาง
เหมาะสม และมีคุณภาพ เพ่ือสนองตอบตอความจําเปนข้ันพื้นฐานของประชาชนใหมีคุณภาพท่ีดีข้ึน
และสามารถพ่ึงตนเองไดอยางท่ัวถึง เหมาะสม และเปนธรรม อันจะเปนการชวยลดความเหลื่อมลํ้า
ของสังคมและรายได รวมถึงทาํ ใหเศรษฐกจิ โดยรวมดีขึน้ เมื่อผมู ีรายไดน อย หรือผูด อ ยโอกาสในสังคม
สามารถเขาถึงการบริการสาธารณะตาง ๆ ไดอยางทั่วถึง เหมาะสมและมีคุณภาพ ก็จะทําใหบุคคล
เหลานั้นสามารถพฒั นาตนเองใหเจริญเตบิ โตเปน ทรัพยากรของชาติท่ีมีคุณภาพตอไป โดยท่ีการจัดทํา
บริการสาธารณะมคี วามจาํ เปนอยา งยงิ่ ท่ตี อ งดําเนนิ การตามหลกั นิตธิ รรม

ดังนั้น หลักเกณฑสําคัญในการจัดทําบริการสาธารณะจึงไดถูกสรางขึ้นมาใหมีสวนคลาย
กับหลักทั่วไปของกฎหมายเกี่ยวกับบริการสาธารณะ เพื่อเปนแนวทางในการพิจารณาถึงสถานภาพ
ของบรกิ ารสาธารณะ กฎเกณฑข องบริการสาธารณะ อันประกอบดวยหลัก 3 ประการคือ

๑. หลักวาดวยความเสมอภาค
เปนหลักเกณฑที่สําคัญประการแรกในการจัดทําบริการสาธารณะ ท้ังน้ีเนื่องจากการท่ีรัฐ
เขามาจัดทําบริการสาธารณะน้ัน รัฐมิไดมีจุดมุงหมายท่ีจะจัดทําบริการสาธารณะข้ึนเพ่ือประโยชน
ของผูหนึ่งผูใดโดยเฉพาะ แตเปนการจัดทําเพื่อประโยชนของประชาชนทุกคน กิจการใดท่ีรัฐจัดทํา
เพ่ือบุคคลใดโดยเฉพาะจะไมมีลักษณะเปนบริการสาธารณะ ประชาชนทุกคนยอมมีสิทธิไดรับการ
ปฏิบัตหิ รือไดร ับผลประโยชนจากบริการสาธารณะอยา งเสมอภาคกัน เชน การใหบ ริการแกประชาชน

๓๐

การรับสมัครงาน รัฐตองใหบริการสาธารณะโดยเทาเทียมกัน จะเลือกปฏิบัติใหแกผูนับถือศาสนาใด
ศาสนาหนงึ่ หรือสผี วิ หรอื เพศใดเพศหนงึ่ มิได เพราะจะขัดกับหลักการดังกลา ว

๒. หลกั วาดว ยความตอเน่ือง
เน่ืองจากบริการสาธารณะเปนกิจการท่มี ีความจาํ เปนสําหรบั ประชาชน ดงั น้นั หากบริการ
สาธารณะหยุดชะงักลงไมวาดวยเหตุใดก็ตาม ประชาชนผูใชบริการสาธารณะยอมไดรับความ
เดือดรอนเสียหายได ดังนั้นตองมีความตอเนื่องตลอดเวลา เชน การไฟฟาจะมีการนัดหยุดงานเพื่อ
เรียกรองเงินเดือน โดยไมยอมจายไฟฟาใหแกทองถิ่นยอมทําไมได เพราะอาจทําใหเกิดความเสียหาย
แกประชาชนในทองถ่นิ น้ัน นอกจากน้ีหลักวาดวยความตอเน่ืองยังมีผลกระทบตอสัญญาทางปกครอง
กลาวคือเมื่อมีเหตุการณบางอยางเกิดขึ้นมีผลทําใหคูสัญญาฝายเอกชนที่ไดรับมอบหมายจากฝาย
ปกครองใหจัดทําบริการสาธารณะ ไมสามารถดําเนินการตามสัญญาตอไปไดตามปกติ ฝายปกครอง
อาจเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกสัญญาได เพ่ือประโยชนสาธารณะแลว ฝายปกครองก็จะเขาดําเนินการ
เองเพื่อใหเ กิดความตอ เนอ่ื งหรือหากเปนกรณีที่เอกชนตองรับภาระมากขึ้น ฝา ยปกครองก็อาจตองเขา
ไปรวมรับภาระกบั เอกชน เพื่อใหเ กิดความตอเนื่องดวยเชนเดียวกนั
๓. หลกั วาดว ยการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
บริการสาธารณะท่ีดีน้ันจะตองสามารถปรับปรุงแกไขไดตลอดเวลาเพ่ือใหเหมาะสมกับ
เหตุการณและความจําเปนในทางปกครอง ที่จะรักษาประโยชนสาธารณะรวมท้ังปรับปรุงใหเขากับ
วิวัฒนาการของความตองการสวนรวมของประชาชนดวย เชน เอกชนที่ไดรับมอบอํานาจจากฝาย
ปกครองใหเดินรถประจําทางแตเดิมใชรถประจําทาง 3 คันก็เพียงพอแตเมื่อเวลาผานไปจํานวน
ผูใชบริการก็มีมากขึ้น ความตองการก็มากข้ึน ยอมตองมีการปรับปรุงเปล่ียนแปลงใหทันสมัย ถาไม
ปรับปรุงฝา ยปกครองก็อาจบอกเลิกสัญญากบั เอกชนท่ีไดร บั มอบอาํ นาจจากฝา ยปกครองนั้นได30๓๑
การบริการสาธารณะ หมายถึง การบริการหรือกิจกรรมที่รัฐจัดทําข้ึนเพื่อประโยชน
สาธารณะหรือเพ่ือตอบสนองความตองการของสวนรวม โดยเปนกิจการที่อยูในความอํานวยการหรือ
อยใู นความควบคมุ ของฝา ยปกครองที่จดั ทําขนึ้ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเพ่อื สนองความตอ งการสว นรวมของ
ประชาชน31๓๒ อนั เปนการพัฒนาคุณภาพชีวิตท่ีดีใหแกประชาชนและสรางการพัฒนาทั้งดา นเศรษฐกิจ
และสงั คมใหกบั ทอ งถ่นิ รวมถึงการพฒั นาประเทศชาติในภาพรวม โดยมหี ลักการที่เปนประเดน็ สําคัญ
ในการจัดบริการสาธารณะคือการจัดบริการสาธารณะตองดําเนินการเพ่ือกอใหเกิดประโยชนแก

๓๑ กรพจน อัศวินวิจิตร, “หลักนิติธรรมกบั การบรกิ ารสาธารณะของรัฐ”, วารสารศาลรัฐธรรมนูญ, ป
ที่ ๑๙ เลมท่ี ๕๕ (มกราคม-เมษายน ๒๕๖๐): ๖-๙.

๓๒ อรทัย กกผล, เคล็ดลับการจัดบริการสาธารณะทองถิ่น: บทเรียนจากรางวัลพระปกเกลา’ ๕๑,
(กรงุ เทพมหานคร: บริษัทสเจริญ การพมิ พจ ํากัด, ๒๕๕๒), หนา ๔.

๓๑

สวนรวม สามารถตอบสนองความตองการของทองถิ่น มีความเสมอภาค ความตอเน่ือง และความ
โปรงใสในการใหบ ริการ32๓๓

๒.๒.๑.๑ การจดั บรกิ ารสาธารณะโดยองคก รปกครองสว นทอ งถ่ินในประเทศไทย
พระราชบัญญัติกําหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวน
ทองถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ไดมีการกําหนดอํานาจและหนาที่ในการจัดบริการสาธารณะใหองคการบริหาร
สว นจงั หวัด เทศบาล เมืองพทั ยา องคการบรกิ ารสวนตําบล และกรุงเทพมหานคร มีอาํ นาจและหนาท่ี
ในการจัดบริการสาธารณะใหเปนไปตามที่ไดรับมอบหมาย และกําหนดใหรัฐบาลเปนผูจัดสรรเงิน
อดุ หนนุ และเงนิ จากการจัดสรรภาษแี ละอากร เพ่ือใหก ารดําเนนิ การดานบรุ ีการสาธารณะเปนไปอยา ง
มปี ระสิทธิภาพ33๓๔ โดยภารกิจท่ีองคก รปกครองสวนทอ งถ่ินไดรบั การถายโอนจากรฐั แบงออกไดเ ปน ๔
ดา นหลัก คือ ดานการจัดบรกิ ารสาธารณะที่เกย่ี วกบั โครงสรางพืน้ ฐาน เชน การสรา งถนน ทางระบาย
นาํ้ ไฟฟาสาธารณะ และการบริหารจัดการแหลงนา้ํ เพื่อการเกษตร ดานการสง เสรมิ คณุ ภาพชวี ิต เชน
การบริการศูนยพัฒนาเด็กเล็ก การบริการสาธารณะสุขมูลฐาน การจัดการศึกษาทองถิ่น และการ
บรกิ ารสถานท่ีพักผอนหยอนใจในทองถ่ิน ดานการจัดระเบียบชุมชน สังคม และรักษาความสงบ เชน
การปอ งกันอุบัติภัยทางถนน การปองกันและบรรเทาสาธารณภัย และการจดั บริการหอ งนํ้าสาธารณะ
ในทองถ่ิน และดานสุดทายคือ ดานการลงทุน ทรัพยากร สิ่งแวดลอม และศิลปวัฒนธรรม เชน การ
สงเสรมิ การทองเท่ียวและอาชีพ การพัฒนาปาชุมชน และการสงเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และ
จารตี ประเพณีทองถ่นิ 34๓๕ เปนตน
ยทุ ธศาสตรก รมสงเสริมการปกครองทองถน่ิ พ.ศ. ๒๕๖๐–๒๕๖๙ ในประเด็นยุทธศาสตรที่
๔ การสงเสริมและพัฒนาบริการสาธารณะของทองถิ่นท่ีมีคุณภาพเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนได
กาํ หนดแนวคิดของประเด็นยุทธศาสตรไ วว า จากปญหาความไมเทาเทียมในการพัฒนาของประเทศทํา
ใหเกิดปญหาความเหลื่อมล้ําและขอจํากัดในการเขาถึงบริการที่มีคุณภาพของรัฐ โดยเฉพาะประชาชน
ในพ้ืนที่ชนบท และประเด็นดังกลาวน้ีเชื่อมโยงโดยตรงกับภารกิจและหนาที่ตามกฎหมายขององคกร
ปกครองสวนทองถ่ิน ซึ่งมีหนาท่ีและอํานาจดูและและจัดทําบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะ
เพื่อประโยชนของประชาชนในทองถิ่นตามหลกั การพัฒนาอยางย่ังยนื รวมท้ังสงเสรมิ และสนับสนนุ การ
จัดการศึกษาใหแกประชาชนในทองถิ่น และนอกจากน้ันในบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ใหความสําคัญ
กับการจัดทําบริการสาธารณะและกจิ กรรมสาธารณะที่ตอ งสอดคลอ งกบั รายไดขององคก รปกครองสว น

๓๓ นราธิป ศรีราม, แนวคิดเก่ียวกับการจัดบริการสาธารณะของทองถิ่น, เอกสารการสอนชุด
วิชาการจัดบริการสาธารณะของทองถิ่น หนวยท่ี ๑-๗. (นนทบุรี: สํานักพิมพมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,
๒๕๕๗), หนา ๑-๒๕.

๓๔ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, พระราชบัญญัติกําหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอํานาจ
ใหแ กอ งคกรปกครองสว นทองถ่นิ พ.ศ. ๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร: สํานกั งานกฤษฎกี า, ๒๕๔๒), หนา ๕-๙.

๓๕ กรมสงเสริมการปกครองทองถ่ิน กระทรวงมหาดไทย, สรุปสาระสําคัญมาตรฐานการบริการ
สาธารณะขององคกรปกครองสวนทอ งถ่ิน, (กรุงเทพมหานคร: กรมสง เสรมิ การปกครองทองถิน่ , ๒๕๕๐), หนา ๑-
๖๘.

๓๒

ทองถิ่น และที่สําคัญคือความทาทายในการจัดบริการสาธารณสุขในรูปแบบการรวมดําเนินการกับ
เอกชนหรือหนวยงานของรัฐ หรือการมอบหมายใหเอกชนหรือหนวยงานของรัฐดําเนินการที่จะเปน
ประโยชนแกประชาชนในทองถิ่น และประเด็นที่ทาทายตอยุทธศาสตรการพัฒนาการสงเสริมการ
ปกครองทองถิ่นคือการเสริมสรางประสิทธิภาพการจัดบริการสาธารณะของทองถ่ินเพ่ือการหนุนเสริม
การเปนประเทศที่พฒั นาแลวและยทุ ธศาสตรประเทศไทย ๔.๐

การพัฒนาทอ งถิ่นทีผ่ านมาทําใหป ระชาชน ชมุ ชน กาวหนา ไปหลายดานทงั้ การเสริมสรา ง
ความม่ันคงในอาชีพ รายได หลายองคก รปกครองสว นทองถิน่ มบี ทบาทในการทําใหจาํ นวนคนยากจน
ลดลง และพัฒนาการบริการทางการศึกษาและสาธารณสุขใหขยายในทองถ่ินอยางทั่วถึงมากขึ้น แต
อยางไรก็ดีการแกไขปญหาความเหลื่อมล้ําและการพัฒนาคุณภาพชีวิตแกประชาชนตามภารกิจของ
องคกรปกครองสวนทองถิ่นยังเปนความทาทาย โดยเฉพาะทองถ่ินในพ้ืนที่หางไกล และการยกระดับ
คุณภาพในการจัดบริการสาธารณะใหมีมาตรฐาน เพ่ือประโยชนสุขของประชาชน และการรับมือกับ
ความเปล่ยี นแปลง และความจาํ เปนการพัฒนาของประเทศ35๓๖

ยุทธศาสตรที่ ๖ การบริหารจัดการในภาครัฐ การปองกันการทุจริตประพฤติมิชอบและ
ธรรมาภิบาลในสังคมไทย คือ

1. ปรับปรุงโครงสรางหนว ยงาน บทบาท ภารกจิ และคุณภาพบคุ ลากรภาครัฐ ใหมคี วาม
โปรง ใส ทนั สมยั คลอ งตัว มขี นาดท่เี หมาะสม เกิดความคมุ คา

2. ปรับปรุงกระบวนการงบประมาณ และสรางกลไกในการติดตามตรวจสอบการเงินการ
คลังภาครฐั

3. เพ่ิมประสทิ ธภิ าพและยกระดับการใหบรกิ ารสาธารณะใหไดม าตรฐานสากล
4. เพ่มิ ประสทิ ธิภาพการบริหารจัดการใหแกอ งคกรปกครองสวนทองถิ่น
5. ปองกนั และปราบปรามการทจุ ริตและประพฤตมิ ชิ อบ
6. ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมใหมีความทันสมัย เปนธรรม และสอดคลอง
กบั ขอบังคับสากลหรือขอตกลงระหวา งประเทศ36๓๗
สรุปไดวา การบริการหรือกิจกรรมท่ีรัฐจัดทําขึ้นเพื่อประโยชนสาธารณะหรือเพ่ือ
ตอบสนองความตองการของสวนรวม ในการจัดบริการสาธารณะคือการจัดบริการสาธารณะตอง
ดําเนินการเพื่อกอใหเกิดประโยชนแกสวนรวม สามารถตอบสนองความตองการของทองถ่ิน มีความ
เสมอภาค ความตอเนื่อง และความโปรงใสในการใหบริการ มีหนาท่ีและอํานาจดูและและจัดทํา
บริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชนของประชาชนในทองถ่ินตามหลักการพัฒนา
อยางย่ังยืน รวมท้ังสงเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาใหแกประชาชนในทองถ่ิน และการ

๓๖ กรมสงเสริมการปกครอง, ยุทธศาสตรกรมสงเสริมการปกครองทองถ่ิน พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๙,
[ออนไลน] , แหลง ทม่ี า: http://www.dla.go.th/visit/stategics.pdf [๒ ตลุ าคม ๒๕๖๓].

๓๗ องคการบริหารจงั หวัดเลย (อบจ.), ยุทธศาสตรการพัฒนาขององคกรปกครองสว นทองถ่ินในเขต
จังหวัดเลย (พ.ศ.๒๕๖๑-๒๕๖๕) องคการบริหารสวนจังหวัดเลย, [ออนไลน], แหลงท่ีมา: https://loeipao.go.
th/strategy?cid=3 [๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๓].

๓๓

พัฒนาการสงเสริมการปกครองทองถิ่นคือการเสริมสรางประสิทธิภาพการจัดบริการสาธารณะของ
ทองถ่นิ เพอ่ื การหนุนเสริมการเปนประเทศทพ่ี ัฒนาแลวและยุทธศาสตรประเทศไทย ๔.๐

๒.๒.๒ ปจ จยั ดานประสทิ ธผิ ลการทาํ งาน
๒.๒.๒.๑ ความหมายของประสทิ ธผิ ล
คําวา ประสิทธิผล (Effectiveness) ไดมีผูใหคํานิยามไวหลากหลายและมีความหมายท่ี
คลา ยคลงึ กนั ดังตอ ไปน้ี
ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒37๓๘ ไดใหความหมายของคําวา
ประสทิ ธผิ ล หมายถงึ ผลสาํ เร็จหรอื ผลทเ่ี กิดขนึ้
ความหมายของคําวา ประสิทธิผล (Effectiveness) วาเปนความสามารถในการท่ีจะ
บริหารงานใหไดผลผลิต (Output) มากที่สุด เมือ่ เปรยี บเทียบกบั วตั ถปุ ระสงคหรือเปา หมายทท่ี างฝาย
บริหารไดกําหนดไวตามสมการ ประสิทธิผล = ทางเลือกท่ีมีผลลัพธท่ีได > เปาหมายที่ไดกําหนด
เอาไว38๓๙
ประสิทธผิ ลคือการท่ีกลมุ สามารถทาํ งานทีไ่ ดร ับมอบหมายมาใหบรรลุตามวัตถุประสงคไ ด
และถอื วา เปนประสิทธิผลของกลุม 39๔๐
ความหมายของประสทิ ธิผลขององคการในมุมมองของตําแหนงการตอรองขององคการวา
หมายถึง เปนความสามารถขององคการในการไดมาของทรัพยากรท่ีหายากและมีมูลคาจาก
สภาพแวดลอมหรืออีกนัยหนึ่งก็คือเปนการประเมินดานความสามารถขององคการในฐานะที่เปน
ระบบการของการไดมาของทรัพยากร40๔๑
สรปุ ไดว า ประสิทธผิ ลน้นั คือ ความสามารถในการดาํ เนินงาน แลว ประสบผลสําเร็จ และมี
ระดับของการบังเกิดผลผลสําเร็จโดยตรงและครบถวนตามท่ีไดมีการบรรลุวัตถุประสงค ตาม
เปาหมายที่กําหนดไวล วงหนา ท้ังในดานผลผลิตและผลลพั ธของการดําเนินการจัดการ และเห็นเปนรู
ผลของงานชดั เจนตามการทํางาน

๓๘ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน, (กรุงเทพมหานคร: อักษรเจริญทัศน,
๒๕๕๔).

๓๙ วันวิสาข พวงมะลิ, “ปจจัยท่ีสงผลกระทบตอประสิทธิผลของการควบคุมภายในตามแนวทาง
COSO กรณีศึกษาการไฟฟาสวนภูมิภาคเขต ๑ (ภาคใต) จังหวัดเพชรบุรี”, วิทยานิพนธบัญชีมหาบัณฑิต สาขา
บัญชี, (คณะพาณชิ ยศาสตรและการบญั ช:ี มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร, ๒๕๕๔), หนา ๑๗.

๔๐ พิมพมาดา อณพัชทัศพงศ, “วัฒนธรรมมีองคการท่ีมีอิทธิพลตอประสิทธิผลขององคการ :
กรณีศึกษา สถาบันวิจัยวทิ ยาศาสตรส าธารณสขุ ”, วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต สาขาการจัดการสาธารณะ,
(คณะการจดั การและการทอ งเทย่ี ว มหาวิทยาลัยบูรพา, ๒๕๕๕), หนา ๑๗.

๔๑ ทิรัศมชญา พิพฒั นเพ็ญ และคณะ, “การประเมินประสิทธิภาพและประสิทธผิ ลการปฏิบัติราชการ
ของ เทศบาลนครสงขลา”, รายงานการวิจัย, (มหาวทิ ยาลัยหาดใหญ, ๒๕๕๗), หนา ๑๖-๑๗.


Click to View FlipBook Version