ความไววางใจทางการเมอื งของประชาชนที่มตี อนักการเมอื งทอ งถ่ิน
ในจงั หวัดเลย
THE POLITICAL TRUST OF PEOPLE TOWARDS LOCAL POLITICIANS
IN LOEI PROVINCE
พระไกรสร สุมโน (กนั มา)
วิทยานิพนธน้เี ปนสวนหน่ึงของการศึกษา
ตามหลักสตู รปรญิ ญารัฐศาสตรมหาบัณฑติ
บณั ฑิตวทิ ยาลัย
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
พทุ ธศักราช ๒๕๖๓
ความไววางใจทางการเมอื งของประชาชนที่มตี อนักการเมอื งทองถ่นิ
ในจงั หวัดเลย
พระไกรสร สุมโน (กันมา)
วทิ ยานิพนธนเ้ี ปน สว นหนึ่งของการศึกษา
ตามหลักสูตรปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต
บณั ฑิตวิทยาลยั
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
พทุ ธศักราช ๒๕๖๓
(ลขิ สิทธ์ิเปน ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั )
The Political Trust of People Towards Local Politicians
in Loei Province
Phra Kaison Sumano (Kanma)
A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of
the Requirements for the Degree of
Master of Political Science Program
Graduate School
Mahachulalongkornrajavidyalaya University
C.E. 2020
(Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University)
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อนุมัติใหนับดุษฎีนิพนธเร่ือง
“ความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย” เปนสวนหนึ่ง
ของการศกึ ษา ตามหลกั สูตรปรญิ ญารัฐศาสตรมหาบัณฑติ
..................................................
(พระมหาสมบูรณ วุฑฺฒิกโร, รศ. ดร.)
คณบดีบณั ฑิตวิทยาลัย
คณะกรรมการตรวจสอบวิทยานพิ นธ ..................................................... ประธานกรรมการ
()
..................................................... กรรมการ
()
..................................................... กรรมการ
(ผศ. ดร.สรุ พล พรมกลุ )
..................................................... กรรมการ
(ผศ. ดร.ชาญชัย ฮวดศร)ี
คณะกรรมการควบคุมวทิ ยานิพนธ ผศ. ดร.สรุ พล พรมกุล ประธานกรรมการ
ผศ. ดร.ชาญชัย ฮวดศรี กรรมการ
ชือ่ ผูวิจัย .....................................................
(พระไกรสร สมุ โน)
ก
ชอ่ื วิทยานิพนธ : ความไวว างใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอ นักการเมืองทองถน่ิ ใน
จงั หวดั เลย
ผูวิจยั : พระไกรสร สุมโน (กนั มา)
ปริญญา : รัฐศาสตรมหาบณั ฑิต
คณะกรรมการควบคมุ วทิ ยานพิ นธ
: ผศ. ดร.สรุ พล พรมกุล, ป.ธ. ๕, พธ.บ (การสอนสงั คมศึกษา),
ศศ.ม. (สงั คมศาสตรเพ่ือการพัฒนา), ศน.ม. (รฐั ศาสตรการปกครอง),
Ph.D. (Social Science)
: ผศ. ดร.ชาญชัย ฮวดศร,ี พธ.บ. (สงั คมศึกษา), M.A. (Political Science),
Ph.D. (Political Science)
วนั สําเร็จการศกึ ษา : ๒๒ มกราคม ๒๕๖๔
บทคดั ยอ
การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค ดังน้ี ๑) เพ่ือศึกษาระดับความไววางใจทางการเมืองของ
ประชาชนท่ีมีตอนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย ๒) เพ่ือศึกษาระดับความคิดเห็นของประชาชนท่ีมี
ตอการปฏิบัติตนตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย ๓) เพื่อเปรียบเทียบ
ความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมืองทองถ่ิน ๔) เพื่อศึกษาแนวทางในการ
สรางความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมืองทองถิ่น และตามความคิดเห็นของ
ประชาชนตอการปฏิบัติตนตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมอื งทอ งถ่นิ ในจังหวัดเลย กลมุ ตัวอยาง
ที่ใชในการศึกษา มีจํานวน ๔๐๐ คน และผูใหขอมูลสําคัญจํานวน ๘ คน เครื่องมือในการรวบรวม
ขอมูล คอื แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ จึงนํามาทาํ การวิเคราะหขอ มูลโดยใชโปรแกรมสําเร็จรูป
ทางสังคมศาสตร และวิเคราะหเนือ้ หาประกอบบรบิ ท
ผลการวิจยั พบวา
๑) ระดับความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัด
เลย โดยภาพรวม และรายดาน อยูในระดับมาก
๒) ระดับการปฏิบัติตนตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย โดย
ภาพรวม และรายดา น อยูในระดบั มาก
๓) ผลการเปรียบเทียบ พบวา ประชาชนที่มีระดับการศึกษาตางกัน มีความไววางใจ
ทางการเมือง ในภาพรวม แตกตางกัน อยางมีนัยสําคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดับ ๐.๐๕ สวนประชาชนท่ีมเี พศ
อายุ สถานภาพ อาชีพ และรายไดตอเดือนตางกัน มีความไววางใจทางการเมือง ในภาพรวม ไม
แตกตางกัน และตามความคิดเห็นของประชาชน พบวา ประชาชนมีความไววางใจทางการเมือง
แตกตา งกนั อยางมีนยั สําคญั ทางสถิติทรี่ ะดบั ๐.๐๕
๔) แนวทางในการสรางความไววางใจ พบวา ควรพัฒนาแหลงทองเท่ียวใหมากกวาเดิม
ควรแจกส่ิงของชวยเหลือประชาชนที่ไดรับความเดือดรอนเสมอ และตองมีสวนรวมในการพัฒนา
ชมุ ชนและสงั คมอยา งตอ เน่ือง
ข
Thesis Title : The Political Trust of People Towards Local Politicians
in Loei Province
Researcher : Phra Kaison Sumano (Kanma)
Degree : Master of Political Science Program
Thesis Supervisory Committee
: Assist. Prof. Dr. Suraphon Promgun, Pali V,
B.A. (Social Study Teaching),
M.A. (Social Sciences for Development),
M.A. (Political Science), Ph.D. (Social Science)
: Asst. Prof. Chanchai Huadsri, B.A. (Social Study),
M.A. (Political Science), Ph.D. (Political Science)
Date of Graduation : January 22, 2021
Abstract
The objectives of this research were: 1) to study the level of the political
trust of people towards the local politicians in Loei Province; 2) to study the level of
opinion of the people towards the Four Saṅgahavatthu Dhammas (Bases of Social
Solidarity) of the local politicians in Loei Province; 3) to compare the political trust of
the people towards the local politicians; 4) to study the guideline to build the
political trust of the people towards the local politicians based the people opinions
towards the practice according to the Four Saṅgahavatthu Dhammas of the local
politicians in Loei Province. There were 400 sample and 8 key informants in this
research. The tools used in this research were the questionnaire and interview form.
The obtained data were interpreted by the social sciences computer program
together with the content and context analysis.
The research results were as follows:
1) The levels of the political trust of people towards the local politicians in
Loei Province in overall and in the studied aspects were at a high level.
2) The levels the practice of the Four Saṅgahavatthu Dhammas of the
local politicians in Loei Province in overall and in the studied aspects were at a high
level.
3) The comparative results indicated that the people with difference in the
level of their education had their political trust differently with the statistical
significance level of 0.05 but those with differences in gender, age, status, occupation
and monthly income had their political trust indifferently. According to the people
ค
opinions, the people have the political trust differently with the statistical significance
level of 0.05.
4) The guideline to build the political trust of the people is that more
tourist attractions should be developed, giving items to help people who have been
in need should be constantly made and the politicians must continually participate
in community and social development.
ง
กติ ติกรรมประกาศ
วิทยานพิ นธเลมน้ี สําเร็จลลุ วงไดดวยดีเพราะความเมตตาอนุเคราะหจ ากคณะกรรมการที่
ปรึกษาวิทยานิพนธไดแนะนํา คือ ผูชวยศาสตราจารย ดร.สุรพล พรมกุล, ผูชวยศาสตราจารย ดร.
ชาญชัย ฮวดศรี ไดกรณุ าใหคําปรึกษาแนะนําคอยใหความชวยเหลือในการปรบั ปรงุ แกไขดวยดีมาโดย
ตลอด จงึ เจริญพรขอบคณุ อาจารยทีป่ รกึ ษาทุกทา นเปน อยางสงู มา ณ โอกาสนี้
ขอขอบคุณ ผูชวยศาสตราจารย ดร.ยุทธนา ปราณีต ประธานกรรมการควบคุมสอบ
ปอ งกนั วทิ ยานิพนธ, รองศาสตราจารย ดร.ภาสกร ดอกจนั ทร ผทู รงคุณวฒุ ิ ท่ไี ดกรณุ าใหคําแนะนาํ ใน
การปรับปรุงแกไขเปนอยางดี และผูเช่ียวชาญตรวจสอบแกไขเครื่องมือในการวิจัย คือรอง
ศาสตราจารย ดร.ธงชัย สิงอุดม, ผูชวยศาสตราจารย ดร.วทิ ยา ทองดี, ดร.จํานง วงศคง, ดร.สมควร
นามสีฐาน, ดร.สุธิพงษ สวัสด์ิทา, ทุกทานท่ีไดใหความอนุเคราะหตรวจสอบแกไขเครือ่ งมือในการวิจัย
จนสําเร็จดวยดี
ขอขอบคุณ อดีต ส.อบจ.เลย, กํานันตําบลศรีสงคราม, ผูใหญบานนอยนา, นักวิชาการ
การศึกษา ชํานาญการ, รองผูอํานวยการโรงเรียนเทศบาลวังสะพุง ๑, ประธานชุมชนบานนอยนา,
ประธานชุมชนบานนาหลัก ท่ีใหความอนุเคราะหในการเก็บรวบรวมขอมูล ทุกทานท่ีไดใหความ
รว มมอื เปนอยา งดีในการใหส มั ภาษณขอ มูลแกผ ูวจิ ยั
ขออนุโมทนาขอบคุณ โยมพอ–แม ญาติพ่ีนองทุกคนเพ่ือนๆทุกรูป/คน คณาจารย
เจาหนาท่ี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแกนทุกทานที่ไดใหความรู
ประสาทวิทยาการ ประสบการณ ใหความเมตตาเอ้ือเฟอ ถายทอดความรูความเขาใจ เปนกําลังใจ
ใหแกผูวิจัยตลอดมา คุณความดีจากการทําประโยชนใดๆ อันเกิดจากวิทยานิพนธน้ี ผูวิจัยขอโอกาส
ขอบพระคุณทุก ๆ ทาน มา ณ โอกาสนี้ หากมีขอผิดพลาดประการใด ในการวิจัยฉบับนี้ ผูวิจัยขอ
นอมรับแตเ พียงผูเดยี ว
พระไกรสร สมุ โน (กนั มา)
๒๒ มกราคม ๒๕๖๔
สารบัญ จ
เรื่อง หนา
บทคดั ยอภาษาไทย ก
บทคัดยอภาษาองั กฤษ ข
กิตติกรรมประกาศ ง
สารบญั จ
สารบัญตาราง ช
สารบัญภาพ ฏ
คาํ อธิบายสญั ลกั ษณและคํายอ ฐ
บทที่ ๑ บทนํา ๑
๑
๑.๑ ความเปน มาและความสําคญั ของปญหา ๔
๑.๒ คาํ ถามการวจิ ยั ๔
๑.๓ วัตถปุ ระสงคข องการวจิ ัย ๕
๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๖
๑.๕ สมมติฐานการวจิ ยั ๖
๑.๖ นิยามศพั ทเฉพาะทใ่ี ชในการวจิ ัย ๗
๑.๗ ประโยชนท่ีไดร ับจากการวิจัย ๘
บทท่ี ๒ แนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ัยท่เี ก่ยี วของ ๘
๒.๑ แนวคดิ เกี่ยวกับความไวว างใจทางการเมือง
๒.๒ แนวคดิ เกย่ี วกบั ปจจัยท่มี ีผลตอ ความไววางใจทางการเมอื ง ๒๓
๒.๓ แนวคดิ เกย่ี วกับการปกครองทองถน่ิ ๔๙
๒.๔ แนวคิดเกย่ี วกับผูนาํ ทางการเมืองและผูน ําทอ งถ่นิ ๕๓
๒.๕ หลกั พุทธธรรมทเ่ี กยี่ วขอ งกับความไววางใจทางการเมือง ๖๒
๒.๖ ขอมลู บรบิ ทเรอ่ื งทีว่ จิ ัย ๖๖
๒.๗ งานวจิ ยั ท่เี กยี่ วของ ๗๓
๒.๘ กรอบแนวคดิ ในการวิจัย (Conceptual Framework) ๘๗
บทท่ี ๓ วธิ ดี ําเนินการวจิ ยั ๘๘
๓.๑ รูปแบบการวจิ ัย ๘๘
๓.๒ ประชากร กลุม ตัวอยาง และผใู หข อมลู สําคัญ ๘๘
๓.๓ เครอื่ งมอื ที่ใชใ นการวิจยั ๙๑
๓.๔ การเกบ็ รวบรวมขอมลู ๙๓
ฉ
๓.๕ การวิเคราะหข อ มลู ๙๔
บทที่ ๔ ผลการวเิ คราะหขอมลู ๙๖
๔.๑ ผลการวเิ คราะหขอ มลู วจิ ัยปจ จัยสว นบคุ คล ๙๖
๔.๒ ผลการวิเคราะหระดับความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอ
นกั การเมืองทองถนิ่ ในจังหวัดเลย ๙๙
๔.๓ ผลการวิเคราะหระดับความคิดเห็นของประชาชนชนที่มีตอการปฏิบัติตนตาม
หลกั สงั คหวัตถุ ๔ ของนักการเมอื งทองถนิ่ ในจงั หวัดเลย ๑๐๓
๔.๔ ผลการเปรียบเทียบความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอ
นักการเมืองทองถิ่นในจงั หวัดเลย ๑๐๗
๔.๕ ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสงั คหวัตถุ ๔ ของนักการเมอื งทอ งถ่ินในจังหวดั เลย ๑๑๙
๔.๖ ผลการวิเคราะหแบบสัมภาษณความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มี
ตอนกั การเมืองทองถิน่ ในจังหวัดเลย ๑๔๐
๔.๗ ผลการวิเคราะหแบบสัมภาษณความคิดเห็นของประชาชนตอการปฏิบัติตน
ตามหลักสงั คหวตั ถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวดั เลย ๑๔๕
๔.๘ สรุปองคความรูท่ีไดร ับจากการวจิ ยั ๑๔๙
บทท่ี ๕ สรุปผล อภิปรายและขอเสนอแนะ ๑๕๓
๕.๑ สรปุ ผลการวิจยั ๑๕๓
๕.๒ อภิปรายผลการวจิ ยั ๑๕๕
๕.๓ ขอ เสนอแนะ ๑๖๓
บรรณานกุ รม ๑๖๕
ภาคผนวกภาคผนวก ก. แบบสอบถามและแบบสมั ภาษณเ พอ่ื การวจิ ยั ๑๗๓
๑๗๔
ภาคผนวก ข. รายนามและหนงั สือบันทกึ ขอความผูทรงคุณวุฒิ
และผูเชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือการวจิ ัย ๑๘๔
ภาคผนวก ค. รายนามผูใหข อมลู สําคัญในการสัมภาษณการวจิ ยั (Key Informants) ๑๙๑
ภาคผนวก ง. แบบประเมนิ คาดัชนคี วามสอดคลอง (IOC) ๒๐๑
ภาคผนวก จ. คา ความเชื่อม่ันของแบบสอบถาม (Try out) ๓๐ ฉบับ ๒๑๐
ภาคผนวก ฉ. ภาพประกอบในการสมั ภาษณการวจิ ยั ๒๑๔
ประวัติผูวจิ ยั ๒๒๒
ช
สารบัญตาราง
ตารางที่ หนา
ตารางท่ี ๒.๑ สรปุ แนวคิดเก่ยี วกบั ความไววางใจทางการเมือง ๒๐
ตารางที่ ๒.๒ สรุปสถานการณการพฒั นาท่ัวไปในภาพรวมในป พ.ศ.๒๕๕๗ – ๒๕๖๐ ๓๗
ตารางท่ี ๒.๓ สรปุ แนวคิดเกีย่ วกบั ปจจยั ความไวว างใจทางการเมอื ง ๔๔
ตารางท่ี ๒.๔ สรปุ แนวคดิ เกย่ี วกับการปกครองทองถน่ิ ๕๒
ตารางท่ี ๒.๕ สรุปแนวคิดเกี่ยวกับแนวคิดเก่ียวกับผูน ําทางการเมอื งและผูนาํ ทองถ่นิ ๖๐
ตารางที่ ๒.๖ สรปุ หลกั ธรรมพุทธธรรมทเ่ี ก่ียวขอ งกบั ความไววางใจทางการเมอื ง ๖๖
ตารางที่ ๒.๗ สรุปงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ยี วของกบั ความไวว างใจทางการเมือง ๗๕
ตารางที่ ๒.๘ งานวจิ ัยที่เกี่ยวของกับการกาํ หนดนโยบายทางการเมอื ง ๗๗
ตารางท่ี ๒.๙ สรุปงานวิจัยทเ่ี กี่ยวขอ งกับประสิทธิผลการทํางาน ๗๙
ตารางที่ ๒.๑๐ สรุปงานวจิ ยั ทเี่ ก่ียวของกบั การส่ือสารทางการเมือง ๘๑
ตารางท่ี ๒.๑๑ สรปุ งานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวขอ งกบั บุคลิกภาพ ๘๓
ตารางท่ี ๒.๑๒ สรุปงานวจิ ัยท่เี กยี่ วของกับหลักสังคหวัตถุ ๔ ๘๖
ตารางที่ ๓.๑ จํานวนประชากรและกลมุ ตวั อยา งในจังหวัดเลย ๙๐
ตารางท่ี ๔.๑ จาํ นวนความถีแ่ ละประชากรจําแนกตามเพศ ๙๖
ตารางท่ี ๔.๒ จาํ นวนความถ่ีและประชากรจําแนกตามอายุ ๙๗
ตารางท่ี ๔.๓ จํานวนความถแ่ี ละประชากรจําแนกตามสถานภาพ ๙๗
ตารางที่ ๔.๔ จาํ นวนความถี่และประชากรจําแนกตามอาชพี ๙๗
ตารางที่ ๔.๕ จาํ นวนความถี่และประชากรจําแนกตามระดบั การศึกษา ๙๘
ตารางที่ ๔.๖ จาํ นวนความถแ่ี ละประชากรจําแนกตามรายไดต อเดือน ๙๘
ตารางที่ ๔.๗ ระดับความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมืองทองถิ่นใน
จงั หวัดเลย โดยภาพรวมทั้ง ๔ ดา น ๙๙
ตารางท่ี ๔.๘ ระดับความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอนักการเมืองทองถ่ินใน
จังหวัดเลย ดา นนโยบายการทาํ งาน ๑๐๐
ตารางท่ี ๔.๙ ระดับความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมืองทองถ่ินใน
จงั หวดั เลย ดานประสทิ ธผิ ลการทํางาน ๑๐๑
ตารางท่ี ๔.๑๐ ระดับความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมืองทองถิ่นใน
จังหวัดเลย ดานการสือ่ สารทางการเมือง ๑๐๒
ตารางที่ ๔.๑๑ ระดับความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมืองทองถ่ินใน
จงั หวัดเลยดานบคุ ลกิ ภาพ ๑๐๒
ตารางที่ ๔.๑๒ ระดบั ความคดิ เหน็ ของประชาชนชนทม่ี ีตอ การปฏบิ ัตติ นตามหลกั สังคหวตั ถุ ๔
ของนักการเมืองทองถน่ิ ในจังหวัดเลย ๑๐๓
ซ
ตารางท่ี ๔.๑๓ ระดับความคดิ เหน็ ของประชาชนชนทมี่ ีตอการปฏิบตั ิตนตามหลักสงั คหวตั ถุ ๔ ๑๐๔
ของนักการเมืองทอ งถ่ินในจังหวดั เลย ดา นทาน
ตารางท่ี ๔.๑๔ ระดบั ความคดิ เห็นของประชาชนชนที่มีตอการปฏิบตั ิตนตามหลักสงั คหวัตถุ ๔
ของนักการเมอื งทอ งถ่นิ ในจังหวดั เลย ดา นปย วาจา ๑๐๕
ตารางท่ี ๔.๑๕ ระดบั ความคิดเห็นของประชาชนชนทีม่ ีตอ การปฏิบัตติ นตามหลักสังคหวัตถุ ๔
ของนักการเมอื งทอ งถ่นิ ในจงั หวดั เลย ดา นอตั ถจริยา ๑๐๖
ตารางที่ ๔.๑๖ ระดบั ความคดิ เห็นของประชาชนชนท่ีมีตอการปฏิบตั ติ นตามหลักสงั คหวตั ถุ ๔
ของนักการเมอื งทอ งถ่นิ ในจังหวัดเลย ดา นสมานัตตตา ๑๐๗
ตารางท่ี ๔.๑๗ ผลการเปรียบเทียบความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอนักการเมือง
ทองถิ่นในจังหวดั เลย จําแนกตามเพศ ๑๐๘
ตารางท่ี ๔.๑๘ ผลการเปรียบเทียบความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมือง
ทอ งถิ่น ในจังหวัดเลย จาํ แนกตามอายุ ๑๐๙
ตารางที่ ๔.๑๙ ผลการเปรียบเทียบความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอ นักการเมือง
ทองถิ่นในจังหวดั เลย จําแนกตามสถานภาพการสมรส ๑๑๐
ตารางท่ี ๔.๒๐ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความไววางใจทาง
การเมือง ดานนโยบายการทํางาน ดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยท่ีสุด (LSD.)
จําแนกตาม สถานภาพการสมรส ๑๑๑
ตารางที่ ๔.๒๑ แสดงผลการเปรยี บเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความไววางใจทางการเมือง
ดานการส่ือสารทางการเมือง ดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด (LSD.) จําแนก
ตาม สถานภาพการสมรส ๑๑๑
ตารางท่ี ๔.๒๒ ผลการเปรียบเทียบความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอนักการเมือง
ทองถ่ินในจังหวดั เลย จําแนกตามอาชีพ ๑๑๒
ตารางท่ี ๔.๒๓ ผลการเปรียบเทียบความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอนักการเมือง
ทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตามระดับการศึกษา ๑๑๓
ตารางที่ ๔.๒๔ แสดงผลการเปรยี บเทียบความแตกตางคาเฉลย่ี รายคูความไววางใจทางการเมือง
ในภาพรวม ดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยท่ีสุด (LSD.) จําแนกตาม ระดับ
การศกึ ษา ๑๑๔
ตารางที่ ๔.๒๕ แสดงผลการเปรยี บเทียบความแตกตางคาเฉล่ียรายคูความไววางใจทางการเมือง
ดานนโยบายการทํางาน ดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด (LSD.) จําแนกตาม
ระดับการศกึ ษา ๑๑๕
ตารางท่ี ๔.๒๖ แสดงผลการเปรยี บเทียบความแตกตางคาเฉล่ียรายคูความไววางใจทางการเมือง
ดานการสื่อสารทางการเมือง ดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด (LSD.) จําแนก
ตาม ระดบั การศึกษา ๑๑๖
ตารางท่ี ๔.๒๗ ผลการเปรียบเทียบความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอนักการเมือง
ทอ งถิ่นในจังหวดั เลย จําแนกตามรายไดตอเดือน ๑๑๗
ฌ
ตารางท่ี ๔.๒๘ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกตางคาเฉล่ยี รายคูความไววางใจทางการเมือง
ดานประสิทธิผลการทํางาน ดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด (LSD.) จําแนก
ตาม รายไดต อเดือน ๑๑๘
ตารางท่ี ๔.๒๙ ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนตอการปฏิบัติตนตามหลักสังคห
วตั ถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย ๑๑๙
ตารางที่ ๔.๓๐ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลกั สังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมอื งทองถน่ิ ในจังหวดั เลย ๑๒๐
ตารางท่ี ๔.๓๑ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉล่ียรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
นโยบายการทํางาน ๑๒๐
ตารางที่ ๔.๓๒ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉล่ียรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
ประสิทธิผลการทาํ งาน ๑๒๑
ตารางที่ ๔.๓๓ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดานการ
สือ่ สารทางการเมือง ๑๒๑
ตารางที่ ๔.๓๔ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
บคุ ลกิ ภาพ ๑๒๒
ตารางที่ ๔.๓๕ ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนตอการปฏิบัติตนตามหลักสังคห
วัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตามดานทาน ๑๒๓
ตารางท่ี ๔.๓๖ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลกั สังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมอื งทองถิน่ ในจังหวดั เลย จําแนกตาม ดานทาน ๑๒๔
ตารางท่ี ๔.๓๗ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
นโยบายการทํางาน ๑๒๔
ตารางที่ ๔.๓๘ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉล่ียรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
ประสิทธผิ ลการทํางาน ๑๒๕
ตารางที่ ๔.๓๙ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดานการ
ส่อื สารทางการเมือง ๑๒๖
ตารางที่ ๔.๔๐ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
บคุ ลกิ ภาพ ๑๒๖
ญ
ตารางที่ ๔.๔๑ ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนตอการปฏิบัติตนตามหลักสังคห
วตั ถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดานปย วาจา ๑๒๗
ตารางท่ี ๔.๔๒ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉล่ียรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดานปย
วาจา ๑๒๘
ตารางท่ี ๔.๔๓ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
นโยบายการทาํ งาน ๑๒๘
ตารางที่ ๔.๔๔ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
ประสิทธผิ ลการทํางาน ๑๒๙
ตารางท่ี ๔.๔๕ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวตั ถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดานการ
สอ่ื สารทางการเมือง ๑๒๙
ตารางที่ ๔.๔๖ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
บุคลกิ ภาพ ๑๓๐
ตารางที่ ๔.๔๗ ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนตอการปฏิบัติตนตามหลักสังคห
วตั ถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตามดานอัตถจริยา ๑๓๑
ตารางท่ี ๔.๔๘ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลกั สังคหวตั ถุ ๔ ของนกั การเมืองทองถนิ่ ในจังหวดั เลย จําแนกตาม ดา นอตั ถ
จริยา ๑๓๒
ตารางท่ี ๔.๔๙ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
นโยบายการทาํ งาน ๑๓๒
ตารางที่ ๔.๕๐ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
ประสิทธผิ ลการทํางาน ๑๓๓
ตารางที่ ๔.๕๑ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวตั ถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดานการ
สื่อสารทางการเมือง ๑๓๓
ตารางที่ ๔.๕๒ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
บุคลิกภาพ ๑๓๔
ฎ
ตารางท่ี ๔.๕๓ ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตามดาน
สมานตั ตตา ๑๓๕
ตารางท่ี ๔.๕๔ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
สมานตั ตตา ๑๓๖
ตารางท่ี ๔.๕๕ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
นโยบายการทาํ งาน ๑๓๖
ตารางที่ ๔.๕๖ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
ประสิทธิผลการทํางาน ๑๓๗
ตารางท่ี ๔.๕๗ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวตั ถุ ๔ ของนักการเมืองทองถิ่นในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดานการ
สอ่ื สารทางการเมือง ๑๓๗
ตารางที่ ๔.๕๘ เปรียบเทียบความแตกตางคาเฉลี่ยรายคูความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตาม
หลักสังคหวัตถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตาม ดาน
บคุ ลิกภาพ ๑๓๘
ตารางท่ี ๔.๕๙ ผลสรุปโดยรวมการเปรียบเทียบความไววางใจทางการเมอื งของประชาชนที่มี
ตอนักการเมืองทองถิ่นในจังหวดั เลย ๑๓๘
ตารางท่ี ๔.๖๐ ผลสรุปโดยรวมการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนตอการปฏิบัติตน
ตามหลกั สงั คหวตั ถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจังหวดั เลย ๑๓๙
สารบญั ภาพ ฏ
ภาพท่ี หนา
แผนภาพท่ี ๒.๑ ปจ จยั องคป ระกอบของการสื่อสารทางการเมือง ๔๐
แผนภาพที่ ๒.๒ กรอบแนวคิดในการวจิ ยั ๘๗
แผนภาพที่ ๔.๑ สรุปองคความรูที่ไดร บั จากการวจิ ยั ๑๕๐
ฐ
คาํ อธบิ ายสัญลกั ษณและคํายอ
อกั ษรยอในวิทยานิพนธคร้ังนี้ ใชอางอิงจากพระไตรปฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย การอางอิงระบุ เลม/ขอ/หนา หลังอักษรยอชื่อคัมภีร ใหใชอักษรยอตัวพื้นปกติ เชน
ที.สี.(ไทย) ๙/๒๗๖/๙๘. หมายถึง ทีฆนิกาย สลี ขันธวรรค ภาษาไทย เลม ๙ ขอ ๒๗๖ หนา ๙๘ ฉบับ
มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ๒๕๓๙
ก. คาํ ยอช่ือคัมภีรพระไตรปฎก
พระสตุ ตันตปฎ ก
คํายอ ชอ่ื คมั ภรี ภาษา
องฺ.จตุกกฺ .(ไทย) = สุตตันตปฎ ก อังคุตตรนิกาย จตุกกนบิ าต (ภาษาไทย)
องฺ.อฏ ก.(ไทย) = สุตตนั ตปฎ ก อังคุตตรนิกาย อฏั ฐกนิบาต (ภาษาไทย)
บทที่ ๑
บทนาํ
๑.๑ ความเปน มาและความสําคญั ของปญ หา
การกระจายอํานาจการปกครอง คือ การที่องคกรหนึ่ง มีพ้ืนท่ีอาณาเขต และประชากร
เปนของตนเอง มีอํานาจหนาท่ี มีรายไดตามกฎหมาย มีความเปนอิสระในการปกครอง และการ
บริหารตนเอง รวมทั้งมีอํานาจหนาท่ีใหบริการดานตางๆ แกประชาชน ซึ่งประชาชนในพื้นท่ี มีสวน
รวมในการบริหาร และปกครองตนเอง หลักการกระจายอํานาจการปกครอง เกิดจากการที่รัฐ
สว นกลาง มอบอํานาจปกครองบางสว นใหแกองคก รอื่น ในการดําเนนิ งานตามความเหมาะสม ภายใต
กรอบของกฎหมาย และสามารถดําเนินกิจการในฐานะเปนนิติบุคคล หลักการดังกลาวสอดคลอง
กับศุภวัฒนากร วงศธนวสุ และคณะ กลาววา นับตั้งแตป พ.ศ. ๒๕๓๗ ประเทศไทย ไดจัดตั้งองคกร
ปกครองสวนทองถ่ินหลากหลายรูปแบบ ไดแก องคการบริหารสวนจังหวัด เทศบาล และองคการ
บริหารสว นตําบล โดยรัฐธรรมนูญ ป พ.ศ. ๒๕๔๐ และพระราชบัญญัติกําหนดแผน และขนั้ ตอน เพื่อ
การกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถ่ิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ไดกําหนดไวอยางชัดเจนวา
หนวยงานภาครัฐสวนกลาง จะตองกระจายอํานาจในการวางแผน และการจัดบริการสาธารณะใหแก
ชุมชนทองถ่ิน เพื่อใหชุมชนทองถ่ิน สามารถจัดการแกไขปญหาตางๆไดดวยตนเอง และองคกร
ปกครองสวนทองถ่ินทุกระดับ ตางก็มีหนาที่รับผิดชอบ และบทบาทในชีวิตประจําวันของประชาชน
มากข้ึนกวาชวงระยะเวลากอนการกระจายอํานาจ0๑ ดังนั้น โครงสรางภายในของหนวยการปกครอง
สว นทองถิ่น รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๒ กําหนดโครงสราง
ขององคกรปกครองสวนทองถนิ่ ไวใหสมาชิกสภาทองถิ่นตองมาจากการเลือกตัง้ ผูบริหารทอ งถ่นิ ใหม า
จากการเลือกต้ัง หรือมาจากความเห็นชอบของสภาทองถ่ิน โดยทั้งสองสวนมีวาระการดํารงแหนง
คราวละส่ปี
โดยองคกรปกครองสวนทองถิ่นไดกําหนดหนาท่ีของนายกองคการบริหารสวนจังหวัดไว
ตาม มาตรา ๓๕/๕ แหงพระราชบัญญัติองคการบริหารสวนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ ไดกําหนดใหนายก
องคการบริหารสวนจังหวัด มีอํานาจหนาที่ในการกําหนดนโยบาย โดยไมขัดตอกฎหมาย และ
รับผิดชอบในการบริหารขององคการบริหารสวนจังหวัด ใหเปนไปตามกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ
๑ ศุภวัฒนากร วงศธนวสุ และคณะ, การปฏิรูปการปกครองทองถ่ินตามกระบวนทัศนแหงการ
บริหารกิจการสาธารณะแนวใหม, (ขอนแกน : คลงั นานาวทิ ยา, ๒๕๕๗), หนา ๖.
๒
ขอ บัญญัติ และนโยบาย คําส่ัง อนมุ ัติ อนญุ าต เกี่ยวกับราชการตามอํานาจหนาที่ขององคการบริหาร
สวนจังหวัด แตงตั้ง และถอดถอน รองนายกองคการบริหารสวนจังหวัด เลขานุการนายกองคการ
บริหารสวนจังหวัด ที่ปรึกษานายกองคการบริหารสวนจังหวัด วางระเบียบตางๆ เพื่อใหการบริหาร
องคการบริหารสวนจังหวัด เปนไปดวยความเรียบรอย และรักษาการ ตามขอบัญญัติองคการบริหาร
สวนจังหวัด รวมถึงการปฏิบัติหนาที่อ่ืน ตามที่กฎหมายบัญญัติ1๒ สอดคลองกับสมบัติ จันทรวงศ ท่ี
กลาวไววา การปรับเปล่ียนโครงสรางที่มาของผูบริหารองคกรปกครองสวนทองถิ่นทุกรูปแบบ อัน
ไดม าซึง่ ตําแหนง โดยชอบธรรมของผูไดรบั การเลือกตัง้ ผา นการตดั สินใจของประชาชนเขา มา เปนผูนํา
ทองถ่ิน ภายใตการบริหารจัดการพัฒนาทองถ่ินตนเอง ประกอบกับไดมีการออกพระราชบัญญัติ
กําหนดแผน และข้ันตอนการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถ่ิน พ.ศ. ๒๕๔๒
ครอบคลุมการพัฒนาหลายๆ ดานขององคกรปกครองสวนทองถิ่น ไดแก โครงสรางพื้นฐาน งาน
สงเสริมคุณภาพชีวิต การจัดระเบียบชุมชน สังคม และการรักษาความสงบเรียบรอย การวางแผน
การสงเสริมการลงทุน พาณิชยกรรม และการทองเท่ียว การบริหารจัดการ และการอนุรักษ
ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดลอม และงานดานศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี และภูมิปญญาทองถ่ิน
ทําใหมีการถายโอนภารกิจตางๆจากภูมิภาค ใหกับองคกรปกครองสวนทองถ่ิน สงผลใหองคกร
ปกครองทองถิ่น มีภารกิจการดําเนินการดานพัฒนาโครงสรางพื้นฐาน คุณภาพชีวิต และดูแลปญหา
ความเดือดรอนของประชาชนในพ้ืนมากข้ึนตามมา ดังนั้น ผูบริหารองคกรปกครองสวนทองถ่ิน ที่
ตองการเขามามีพัฒนาทองถ่ิน พยายามสรางบทบาทในการพัฒนาพ้ืนที่ และเขามาบริหารจัดการ
องคกรที่มีอํานาจในการบริหารท้ังองคกร ทั้งคน และทั้งเงิน นํามาซ่ึงการแสวงหาผลประโยชนใน
อาํ นาจทางการเมอื ง ที่ไดรับจากความไวว างใจจากประชาชนในพนื้ ท่ี ในภายใตก ารไดมาซง่ึ ผแู ทนทม่ี า
จากการเลือกตั้ง จึงทําใหการแขงขันในการเลือกตั้งองคกรปกครองสวนทองถ่ิน ท่ีมีการแขงขันกันไม
แพในระดับประเทศ ดังน้ัน การปรับเปลี่ยนโครงสรางท่ีมาของการปกครองสวนทองถ่ิน ไดปรับแก
กฎหมายอยูหลายคร้ัง จึงทําใหในปจจุบันโครงสรางองคกรปกครองสวนทองถิ่นทุกรูปแบบ ไมวา
กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องคการบริหารสวนจังหวัด เทศบาล และองคการบริหารสวนตําบล
ลวนมผี บู รหิ ารมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทงั้ สิน้
จากท่ีกลาวมาซึ่งสอดคลองกับคําการแถลงนโยบายของนายกองคการจังหวัดเลย (นาย
ธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ) คือ นโยบายการพัฒนาดานโครงสรางข้ันพื้นฐาน นโยบายการพัฒนาดานการ
สงเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิต นโยบายการพัฒนาดานการสงเสริมการลงทุน พาณิชยกรรม และการ
ทองเท่ียว เพื่อพัฒนา และสงเสริมการลงทุน พาณิชยกรรม และการทองเที่ยว นโยบายการพัฒนา
ดา นศาสนา วัฒนธรรม จารีตประเพณี และภูมิปญญาทองถ่ิน เปนตน จงึ สงผลใหไดรับความไววางใจ
จากประชาชนมาแลวถึง ๔ สมัย และในวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๓ ก็ไดมีการเลือกต้ังระดับทองถ่ิน
นายกองคการบริหารจังหวัด ๗๖ จังหวัด ผลปรากฏกวา การเลอื กต้ังนายกองคการบริหารสวนจังหวัด
๒ กลุมงานคณะกรรมาธิการการปกครอง สํานักกรรมาธิการ ๒, รูปแบบการบริหารองคกรปกครอง
สวนทองถ่ินของประเทศไทยและตางประเทศ, (กรุงเทพมหานคร: สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา, ๒๕๕๗),
หนา ๑๓-๑๖.
๓
เลย (นายธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ) ไดรับความไววางใจจากประชาชนใหดํารงตําแหนงนายกองคการ
บริหารสวนจังหวัดเลยเปนสมัยท่ี ๕ ดวยเหตุน้ีเองการสรางความไววางใจใหกับประชาชนในทองถ่ิน
ของตน เพื่อตองการใหตนเองไดรับการเลือกต้ังกลับมาอีกครั้งนั้นจึงเปนสิ่งที่สําคัญอยางยิ่ง เพราะวา
ถารักษาฐานอํานาจเดิมไวไดก็จะทําใหผูที่ลงเลือกตั้ง ไดรับการเลือกตั้งไดงายขึ้นนั้นเอง เหตุปจจัย
สําคัญท่ีจะตองรักษาฐานอํานาจก็เนื่องมาจากมีการตราพระราชบัญญัติองคการบริหารสวนจังหวัด
พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยการใหนายกองคการบริหารสวนจังหวัดมาจาการเลือกตั้ง และตอมา พ.ศ. ๒๕๔๖
ไดมกี ารแกไ ขพระราชบัญญัติองคการบริหารสวนจังหวัด (ฉบับที่ ๓ ) โดยใหน ายกองคก ารบริหารสวน
จังหวัดมาจากการเลือกต้ังของประชาชน ดังน้ัน การไดรับการเลือกต้ังของนักการเมืองทองถิ่น ถือได
วาไดรับความไววางใจจากประชาชน กลา วคือ เปน การตัดสินใจของประชาชน การตดั สินใจทีเ่ กิดจาก
ความไววางใจ อาจเกิดจากการพิจารณาโดยใชขอมูล หลักการ และเหตุผล โดยวิเคราะหอยางถ่ีถวน
ในการหาทางเลือกท่ดี ีที่สุด เหมาะสมทีส่ ุด จากหลายทางเลอื กที่สามารถตอบสนองความตองการของ
ตนเองได การตัดสินในท่ีเกิดจากความไววางใจ จึงเปนการเลือกผูนําของตนเอง เพราะผูนํานั้น เปน
ศูนยกลางของกระบวนการกลุม เปนผูมีโอกาสติดตอส่ือสารกับผูอื่นมากกวาทุกคนในกลุม มีอิทธิพล
ตอการตัดสินใจของกลุมสูง มีความสามารถเหนือบุคคลทั่วไป เพราะสามารถชักจูงใหผูอ่ืนปฏิบัติ
ตามท่ีตองการไดเปนผูมีการใชอิทธิพล หรือกระบวนการใชอิทธิพลตอผูอื่น เพื่อใหเขามีความเต็มใจ
และกระตือรือรนในการปฏิบัติงาน จนประสบความสําเร็จตามจุดมุงหมายของกลุมได ตลอดจนมี
ความคิดริเริ่ม สรางสรรค การมองปญหา และเผชิญกับสถานการณตางๆ ซึ่งจะทําใหการบริหารงาน
บรรลุวัตถุประสงคท ่ีตัง้ ไว ผนู ํา จึงหมายถึง บุคคลทมี่ ีความสามารถในการที่จะทําใหองคการดําเนินไป
อยางกาวหนา และบรรลุเปา หมาย โดยการใชอทิ ธิพลเหนือทัศนคติ และการกระทําของผูอ่ืน เปนผูท่ี
มีวิสัยทัศน จะตองวิเคราะหตัดสินใจ โดยมองจากภาพรวมทั้งหมด ปฏิบัติโดยเอากายเอาใจ และ
สมองเขาสัมผัส2๓ กลาวไดวา การตัดสินใจท่ีเกิดจากความไววางใจ จึงเปนการเลือกผูนํานั่นเอง ผูนํา
จึงเปนบุคคลท่ีไดรับการคัดเลือกเขามา หรือถูกเลือกเขามาโดยประชาชน และประชาชนจึงไดยกให
เปน ผูนาํ ของกลมุ และสามารถนํากลุม ไปในทางทต่ี องการไดตามกฎกติกาของบา นเมือง
การปกครอง และประชากรในจังหวัดเลยในป ๒๕๖๑ จังหวัดเลยแบงเขตการปกครอง
สวนภูมิภาคเปน ๑๔ อําเภอ ๘๙ ตําบล ๙๑๘ หมูบาน โดยมีอําเภอดังนี้ อําเภอเมืองเลย อําเภอ
นาดวง อําเภอเชียงคาน อําเภอปากชม อําเภอดานซาย อําเภอนาแหว อําเภอภูเรือ อําเภอทาลี่
อําเภอวังสะพุง อําเภอภูกระดึง อําเภอภูหลวง อําเภอผาขาว อําเภอเอราวัณ และอําเภอหนองหิน
การปกครองสวนทองถิ่นประกอบดวย องคการบริหารสวนจงั หวัด ๑ แหง องคการบริหารสวนตําบล
๗๑ แหง เทศบาลเมือง ๒ แหง และเทศบาลตําบล ๒๗ แหง จํานวนประชากรทั้งส้ิน ๖๔๑,๗๐๗ คน
เปนชาย ๓๒๒,๕๖๒ คน เปนหญิง ๓๑๙,๑๘๑ คน ในจํานวนนี้อาศัยอยูในเขตเทศบาล ๑๕๘,๑๒๗
๓ วิภาดา คุปตานนท, การจัดการและพฤติกรรมองคการ, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรังสิต,
๒๕๔๔), หนา ๒๓๗.
๔
คน สวนที่เหลือ ๔๘๔,๖๔๖ คน อาศัยอยูนอกเขตเทศบาล อําเภอที่มีประชากรมากท่ีสุด คือ อําเภอ
เมืองเลย รองลงมาคอื อําเภอวงั สะพงุ และนอ ยท่สี ุด คือ อาํ เภอนาแหว3๔
ดังนั้น จากความเปนมา และความสําคัญของปญหาดังกลาว ผูวิจัยจึงตองการศึกษา
ความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย เก่ียวกับความ
ไววางใจในการตัดสินในเลอื กผูนาํ ทองถ่ิน และท่ีมีความความสมั พันธร ะหวางปจจัยสวนบคุ คล โดยใช
หลักการดานนโยบายการทํางาน ดานประสิทธิผลการทํางาน ดานการส่ือสารทางการเมือง ดาน
บุคลิกภาพ และตามหลกั สงั คหวตั ถุ ๔ ในการสรา งความไวว างใจทางการเมือง
๑.๒ คาํ ถามการวิจยั
๑.๒.๑ ระดับความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอนักการเมืองทองถ่ินใน
จงั หวัดเลย อยูในระดบั ใด
๑.๒.๒ ระดับความคิดเห็นของประชาชนที่มีตอการปฏิบัติตนตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของ
นกั การเมืองทอ งถ่ินในจังหวัดเลย อยใู นระดบั ใด
๑.๒.๓ เปรียบเทียบความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมืองทองถิ่น
ในจงั หวัดเลย จาํ แนกตาม ปจ จยั สว นบุคคล และตามความคดิ เหน็ ของประชาชนตอการปฏบิ ัตติ นตาม
หลักสังคหวตั ถุ ๔ ของนกั การเมอื งทองถ่นิ ในจังหวดั เลยแตกตา งกนั อยางไร
๑.๒.๔ แนวทางการสรางความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอนักการเมือง
ทองถ่ินในจังหวัดเลยและตามความคิดเห็นของประชาชนตอการปฏิบัติตนตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของ
นักการเมืองทอ งถน่ิ ในจังหวดั เลย เปน อยา งไร
๑.๓ วตั ถปุ ระสงคของการวิจัย
๑.๓.๑ เพื่อศึกษาระดับความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอนักการเมือง
ทอ งถิน่ ในจงั หวัดเลย
๑.๓.๒ เพ่ือศึกษาระดับความคิดเห็นของประชาชนที่มีตอการปฏิบัติตนตามหลักสังคห
วัตถุ ๔ ของนกั การเมืองทอ งถิน่ ในจังหวดั เลย
๑.๓.๓ เพ่ือเปรียบเทียบความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมือง
ทอ งถ่ินในจังหวดั เลย จาํ แนกตาม ปจ จยั สว นบคุ คล และตามความคิดเหน็ ของประชาชนตอการปฏบิ ัติ
ตนตามหลกั สงั คหวัตถุ ๔ ของนกั การเมืองทอ งถิ่นในจงั หวัดเลย
๔ สํานักงานสถิติจังหวัดเลย, รายงานสถิติจังหวัดเลย ๒๕๖๒, (เลย: สํานักงานสถิติจังหวัดเลย,
๒๕๖๓), หนา ๑๐.
๕
๑.๓.๔ เพ่ือศึกษาแนวทางการสรางความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอ
นกั การเมืองทองถน่ิ ในจังหวัดเลยและตามความคดิ เห็นของประชาชนตอการปฏิบัติตนตามหลักสังคห
วัตถุ ๔ ของนกั การเมืองทอ งถ่นิ ในจงั หวดั เลย
๑.๔ ขอบเขตการวจิ ยั
การวิจัยเร่ือง “ความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอนักการเมืองทองถ่ินใน
จังหวัดเลย” ผูวจิ ยั ไดกาํ หนดขอบเขตของการศกึ กาวิจยั ไว ๕ ดานดังนี้
๑.๔.๑ ขอบเขตดา นเนือ้ หา
การวิจัยงานวิจัยฉบับนี้มุงศึกษาความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอ
นักการเมืองทองถ่นิ ในจังหวัดเลย ตามหลักสงั คหวัตถุ ๔
๑.๔.๒ ขอบเขตพื้นท่ี
ไดแก พนื้ ทใ่ี นจังหวัดเลย
๑.๔.๓ ขอบเขตดานประชากร และผูใหข อ มลู สาํ คญั
ไดแก ประชาชนผูมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ต้ังแตอายุ ๑๘ ปบริบูรณข้ึนไป ท่ีอาศัยอยูใน
จงั หวัดเลย ซ่งึ มจี าํ นวน ๖๔๑,๗๐๗ คน4๕
๑.๔.๔ ขอบเขตดา นตวั แปร
๑. ตัวแปรตน (Independent Variables) คือ เพศ อายุ สถานภาพ อาชีพ ระดับ
การศกึ ษา รายไดต อ เดอื น และหลักสงั คหวตั ถุ ๔
๒. ตัวแปรตาม (Dependent Variables) คือ ความไววางใจทางการเมืองของ
ประชาชนท่มี ีตอนักการเมอื งทอ งถิน่ จงั หวดั เลย ๔ ดา นคือ
๑) ดา นนโยบายการทํางาน
๒) ดา นประสิทธิผลการทาํ งาน
๓) ดา นการสื่อสารทางการเมอื ง
๔) ดานตัวบคุ ลิกภาพ
๑.๔.๕ ขอบเขตดา นระยะเวลา
ทาํ การวิจยั ระหวางเดือนกรกฎาคม – ธนั วาคม ๒๕๖๓ เปน ระยะเวลา ๖ เดือน
๕ ท่ีทําการปกครองจังหวัดเลย, ขอมูลท่ัวไปจังหวัด, [ออนไลน]. แหลงที่มา: https://ww2.loei.go.
th/content/general [๑๒ กนั ยายน ๒๕๖๓).
๖
๑.๕ สมมตฐิ านการวิจัย
๑.๕.๑ ประชาชนท่ีมีเพศตางกัน มีความไววางใจทางการเมืองตอนักการเมืองทองถ่ินใน
จงั หวดั เลย แตกตา งกัน
๑.๕.๒ ประชาชนท่ีมีอายุตางกัน มีความไววางใจทางการเมืองตอนักการเมืองทองถิ่นใน
จังหวัดเลย แตกตา งกัน
๑.๕.๓ ประชาชนท่ีมีสถานภาพตางกัน มีความไววางใจทางการเมืองตอนักการเมือง
ทอ งถ่นิ ในจงั หวัดเลย แตกตางกัน
๑.๕.๔ ประชาชนท่ีมีการศึกษาตางกัน มีความไววางใจทางการเมืองตอนักการเมือง
ทอ งถิ่นในจังหวัดเลย แตกตา งกัน
๑.๕.๕ ประชาชนท่ีมีอาชีพตางกัน มีความไววางใจทางการเมืองตอนักการเมืองทองถนิ่ ใน
จังหวดั เลย แตกตา งกัน
๑.๕.๖ ประชาชนที่มีรายไดตอเดือนตางกัน มีความไววางใจทางการเมืองนักการเมือง
ทองถิ่นในจงั หวดั เลย แตกตางกนั
๑.๕.๗ ประชาชนท่มี ีความคิดเห็นตอการปฏิบัติตนตามหลกั สังคหวตั ถุ ๔ ของนักการเมอื ง
ทองถนิ่ ในจงั หวดั เลยตางกัน มคี วามไวว างใจทางการเมอื งแตกตางกัน
๑.๖ นยิ ามศพั ทเฉพาะทีใ่ ชใ นการวจิ ยั
๑.๖.๑ ความไววางใจทางการเมือง หมายถึง ทัศนคติหรือความโนมเอียงท่ีเกิดจากการ
ประเมินข้ันพื้นฐานท่ีบุคคลมีตอนักการเมืองทองถิ่น ซึ่งจะพิจารณาครอบคลุมอยางรอบดาน ท้ังใน
ดานผลงาน นโยบาย กระบวนการ ประสทิ ธิภาพ ความซอื่ สัตย ความสามารถ หรอื ตัวบคุ คล
๑.๖.๒ นักการเมืองทองถ่ิน หมายถึง นายกองคการบริหารสวนจังหวัด นายธนาวุฒิ ทิม
สวุ รรณ นักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย ซ่ึงไดรับความไววางใจจากประชาชนชาวจังหวัดเลย ไดรับ
การเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนดํารงตําแหนงนายกองคการบริหารสวนจังหวัดเลยติดตอกัน ๕
สมัย
๑.๖.๓ การปกครองสวนทองถิ่น หมายถึง การปกครองท่ีรัฐบาลมอบอํานาจใหประชาชน
ในทองถ่ินใดทองถ่ินหนึ่ง จัดการปกครองและดําเนินการบางอยาง โดยดําเนินการกันเอง เพ่ือบริการ
สถานะความตองการของประชาชน การบริหารของทองถิ่น มีการจัดเปนองคกร มีเจาหนาท่ีซ่ึง
ประชาชนเลือกตั้งขน้ึ มาทั้งหมด หรือบางสวน ทงั้ นี้ มีความเปนอิสระในการบริหารงาน แตรัฐบาลตอ ง
ควบคุมดว ยวธิ กี ารตาง ๆ
๑.๖.๔ องคการบริหารสวนจงั หวัด (อบจ.) หมายถึง องคกรปกครองสวนทองถิน่ ท่มี ีขนาด
ใหญท่สี ุดของประเทศไทย มีจงั หวัดละหนึ่งแหง ในการศกึ ษาคร้ังน้ีคือ องคการบริหารสวนจงั หวัดหวัด
เลย
๗
๑.๖.๕ นายกองคก ารบรหิ ารสวนจังหวัด หมายถงึ องคการบรหิ ารสวนจังหวดั เลยมีนายก
องคการบริหารสวนจังหวัดคนหนึ่ง ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนตามกฎหมายวาดวย
การเลือกตั้งสมาชิกสภาทองถิ่นหรอื ผบู รหิ ารทอ งถิ่น
๑.๗ ประโยชนทไี่ ดร ับจากการวจิ ัย
๑.๗.๑ ทําใหทราบถึงระดับความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมือง
ทอ งถิ่นในจังหวัดเลย
๑.๗.๒ ทาํ ใหทราบถึงระดบั ความคดิ เห็นของประชาชนทม่ี ีตอการปฏิบัตติ นตามหลกั สงั คห
วตั ถุ ๔ ของนักการเมืองทอ งถ่ินในจังหวดั เลย
๑.๗.๓ ทําใหทราบถึงการเปรียบเทียบความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอ
นักการเมืองทองถ่ินในจังหวัดเลย จําแนกตาม ปจจัยสวนบุคคล และตามความคิดเห็นของประชาชน
ตอ การปฏิบัตติ นตามหลกั สังคหวตั ถุ ๔ ของนกั การเมอื งทอ งถิน่ ในจงั หวัดเลย
๑.๗.๔ ทําใหทราบถึงแนวทางการสรางความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอ
นักการเมอื งทองถนิ่ ในจังหวัดเลย และตามความคดิ เห็นของประชาชนตอการปฏิบตั ิตนตามหลักสังคห
วตั ถุ ๔ ของนักการเมืองทองถ่ินในจงั หวดั เลย
๑.๗.๕ เปนขอมูลสารสนเทศเพื่อนําไปใชในการเผยแพรในวารสาร หรือการประชุม
วิชาการระดับชาติ
บทที่ ๒
แนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ัยท่ีเก่ยี วขอ ง
การวิจัยเร่ือง “ความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมืองทองถ่ินใน
จังหวัดเลย” มีขอบเขตการศึกษา แนวคิด ทฤษฎี เอกสาร บทความ พระไตรปฎก และงานวิจัยท่ี
เกี่ยวของเพื่อใชเปน พนื้ ฐาน และแนวทางการศกึ ษาตามลําดบั ดงั นี้
๒.๑ แนวคิดเกย่ี วกบั ความไวว างใจทางการเมือง
๒.๒ แนวคดิ เกี่ยวกบั ปจ จยั ท่ีมีผลตอความไวว างใจทางการเมอื ง
๒.๓ แนวคิดเกี่ยวกับการปกครองทองถน่ิ
๒.๔ แนวคิดเกย่ี วกับผนู าํ ทางการเมือง
๒.๕ หลักพุทธธรรมทเ่ี กย่ี วขอ งกับความไววางใจทางการเมอื ง
๒.๖ ขอ มูลบรบิ ทเรือ่ งทีว่ ิจยั
๒.๗ งานวิจยั ทเ่ี กยี่ วของ
๒.๘ กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
๒.๑ แนวคิดเก่ียวกบั ความไวว างใจทางการเมอื ง
การศึกษาครั้งน้ี ผูวิจัยไดนําเอาแนวคิดวาดวยสํานักคิดในการวิเคราะหพฤติกรรมทาง
การเมืองของบุคคลมาเปนฐานความคิดในการใชอธิบายถึงท่ีมาของความรูสึกไววางใจทางการเมือง
ของบุคคล และแนวคิดเรื่องการสนับสนุนทางการเมือง ความไววางใจทางการเมือง และนํา
แนวความคิดวาดวยความสัมพันธระหวางความไววางทางการเมือง และการมีสวนรวมทางการเมือง
เพอื่ เชอื่ มโยงใหเ ห็นถึงตวั แบบความสมั พนั ธเหลานกี้ บั การมสี ว นรวมทางการเมือง5๖
วิกฤติศรัทธาของประชาชนตอระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่เปนอยูไดเกิดการ
ขยายตัวไปท่ัวทุกมุมโลกโดยเฉพาะอยางยิ่งในทวีปอเมริกา และกลุมยุโรปตะวันตก จนกลายเปน
ลักษณะเฉพาะของประชาธิปไตยตะวันตก (Western democracy) ท่ีใหความสําคัญกับสถาบันและ
กระบวนทางการเมืองไป6๗ และนํามาสูการตงั้ ขอสงสัยวา ประชาธิปไตยแบบตัวแทนจะยังคงอยูตอไป
ไดหรือไม ในขณะท่ีกําลังสูญเสียความเชื่อมั่นศรัทธาและการสนับสนุนในหมูประชาชน นอกจากนี้
ยังคงมีการถกเถียงกันมากวาทําอยางไรจึงจะทําใหประชาธิปไตยที่มีอยูแลวเกิดความเขมแข็ง
๖ David Easton, A Systems Analysis of Political Life, (New York: John Wiley, 1965), p. 975.
๗ Dalton, Fundamentals of Marketing, 8th ed., (New York: McGraw-Hill., 1988), p. 235.
๙
นักวิชาการบางทานเห็นวา จําเปนตองปฏิรูประบบเสียใหม โดยตองเพ่ิมกลไกประชาธิปไตยทางตรง
เขาไปในบริบทเชิงสถาบันของประชาธิปไตยแบบตัวแทนท่ีเปนอยู ทําใหเกิดมีแนวคิดในการสราง
ทฤษฎีประชาธิปไตยแบบใหมข้ึนมาเพื่อใหประชาชนสามารถเขามาควบคุม กํากับไดอยางใกลชิดและ
ไมเปนการมอบอํานาจใหกับตัวแทนอยา งเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเกนิ ไป ไดแ ก ประชาธิปไตยแบบมีสวนรว ม
(Participatory democracy) ประชาธิปไตยแบบเขารวม (Associative democracy) ประชาธิปไตย
แบบแสดงเจตนาหรือรวมหารือ (Deliberative democracy) ประชาธิปไตยทางตรง (Direct
democracy) ปรากฏการณที่เกิดขึ้นจึงสะทอนใหเห็นวา ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนกําลังถูก
ทาทายโดยความไมมปี ระสทิ ธภิ าพของตวั มนั เอง
นักรัฐศาสตรบางทานเห็นวา ความตองการเขามีสวนรวมทางการเมืองมีสาเหตุจาก
ประชาชนเกิดความไมไววางใจตอระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน จนนําไปสูการเรียกรองใหมีการ
ปฏิรูปการเมืองในหลายประเทศ เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพใหแกระบบการเมืองท่ีเปนอยูเดิมอีกครั้งหนึ่ง
ไมวาจะเปนในแงของการการปฏิรูปโครงสรางทางการเมือง การกระจายอํานาจหรือปรับปรุงระบบ
ราชการที่มอี ยูเดิม ลวนมีเปาหมายเพ่ือดึงการสนับสนุนของประชาชนใหกลับคืนมา เพราะประชาชน
จะเขารวมทางการเมืองสูงขึ้น หากพวกเขารูสึกเช่ือม่ันหรือไววางใจตอรัฐบาลที่ปกครองอยู ซ่ึงใน
บรรดาประเทศเหลานั้น ประเทศไทยก็เปนประเทศหนึ่งท่ีมีพัฒนาทางการเมืองดังจะเห็นจากการ
ปฏิรูปทางการเมือง จนกระทั่งนํามาซึ่งการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย เม่ือป พ.ศ.
๒๕๔๐-๒๕๖๐ เกดิ มีการปฏริ ูปโครงสรา งอาํ นาจและการกระจายอาํ นาจในหลายสวนดวย โดยเฉพาะ
อยา งยิ่งระดับการเมอื งทองถิน่
นกั วิชาการไดพูดถงึ ความไวว างใจ ในทัศนะที่ตางกนั ออกไปบางทานมองวา ความไววางใจ
เปน ความเชื่อรปู แบบหนึ่ง (a form of felth) ท่แี สดงถึงความรสู ึกท่ีอยูระหวางความคดิ ของคนเราท่ีมี
ตอส่ิงใดส่ิงหน่ึงท่ีควรจะเปนกับความเปนจริงของสิ่งน้ันวา เปนอันหน่ึงอันเดียวกันและเปนส่ิงท่ีฝงอยู
ในความคิดของคนเราท่ีมีความแนนอนและปราศจากซ่ึงการตอตานโดยยอมใหเปนไปตามความ
ตองการของตัวเองสว นความไมไววางใจก็ หมายถึง การขาดความเชอ่ื มน่ั ตอ คนอนื่ ส่งิ อื่น7๘
ความไววางใจ เปนความเชื่อม่ันของผูบริโภคที่มีตอความสามารถในการทํางานไดอยาง
เหมาะสมความไววางใจทม่ี ีตอความสัมพันธท่ีตอเน่ือง ขึ้นอยูกับสวนที่ทําการวิเคราะหผลกระทบหน่ึง
จะมตี อภาคบริการ8๙
ลักษณะของความไววางใจในงานท่ีชื่อ “Consequence of the Modemity” โดยเห็น
วาเปนความสามารถในเชิงนามธรรมที่แสดงถึงความเช่ือม่ัน (confidence) หรือความเชื่อถือ
๘ Hart, Vivien. Distrust and democracy : Political distrust in Britain and America.
(1978). p. 65.
๙ Chaudury, A; & Holbrook, M.B., “ The chain of effects from brand trust and brand
affect to brand performance: the role of brand loyalty” , Journal of Marketing, Vol. 6 No. 5
(2001): 81-93.
๑๐
(reliability) โดยมีลักษณะท่ีไมขึ้นกับเวลา และสถานท่ีถูกขับดันออกมา หรือเปนองคประกอบหน่ึง
ของความรูแบบไมลึกซ้ึง หรืออาจถูกแสดงออกมากในเชิงสัญลักษณที่ข้ึนอยูกับความเชื่อเฉพาะตัว
บุคคล ท่ีมีตอหรือศรัทธา ตอตัวบุคคล ดํารงอยูในบริบทการกระทําของมนุษยโดยท่ัวไปภายใต
โครงสรางสังคมหน่ึง ๆ สามารถแยกไดวาเปนความไววางใจที่เกิดข้ึนในระดับบุคคลและตัวระบบจึง
พอจะ9๑๐
สํานักงานคณะกรรมการขาราชการพลเรือน ไดกลาววา เปาหมายสูงสุดของการ
ปฏิบัติงานภาครัฐ คือ การไดมาซ่ึงความไววางใจ (public trust) ของประชาชน นโยบายและ
เปาหมายสําคัญของการบริหารงานภาครัฐ กลาวคือ เปนการสรางความศรัทธาในการบริหารราชการ
แผนดิน ขาราชการควรมีการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของหนวยงานภาครฐั และควรมี
การพัฒนาระบบการตรวจสอบการใช อํานาจรัฐเพื่อปองกันการประพฤติทุจริตและประพฤติมิชอบ
รวมท้ังเพื่อเปนการมุงเนนการเสริมสรางจิตสํานึกขาราชการใหประพฤติตนอยางมืออาชีพและมี
คุณธรรม จรยิ ธรรม และมีสมรรถนะความสามารถในการใหบริการประชาชน
ดังนั้นความสําคัญของความไววางใจของประชาชนที่มีตอภาครัฐและขาราชการยังมี
ความสําคัญอยางยิ่งในการบริหารจัดการภาครัฐ ดังท่ีสํานักงาน ก.พ. ไดใหความเห็นไววาความ
ไววางใจของประชาชนที่มีตอรัฐบาล หนวยงานราชการและขาราชการ คือ ระดับของความม่ันใจ
ท่ีประชาชนมีตอรฐั บาลหนวยงานราชการ และขาราชการในการทําส่ิงท่ีถูกตองเหมาะสม ซ่ือสัตย ใน
ฐานะตัวแทนของปวงชนของประเทศความไววางใจน้ี มักวัดจากการสํารวจความคิดเห็นของ
ประชาชนและนํามาเปรียบเทียบตามกาลเวลาทผ่ี านไปอยางไรก็ด1ี0๑๑
มนี ักทฤษฎีบางกลุม เชน Hardin ท่ีไดใหความเห็นวา ความไววางใจของประชาชนท่ีมีตอ
ภาครฐั เปนส่ิงที่ไมสามารถพิสูจนไดเน่ืองจากสถาบนั ทางการเมืองและทางภาครฐั มีความซับซอน ยาก
ท่ีใครจะทําความเขาใจและไววางใจไดอยางสมบูรณ ดังน้ัน จึงไมสามารถนําความคิดเห็นและความ
คาดหวังของประชาชนท่ีมีตอภาครัฐมาสรุปไดวาประชาชนมีหรือไมมีความเช่ือถือไววางใจตอรัฐบาล
หนวยงานภาครัฐ หรือตัวขาราชการ ย่ิงไปกวานั้นยังมีนักวิชาการอีกทาน ท่ีมีความคิดเห็นสอดคลอง
กับ Hardin น่ันคือ Luhmann ซึ่งไดใหความเห็นวา “เราไมสามารถมีความไววางใจ (trust) ตอ
ภาครัฐไดจะมีไดแตเพียงความมั่นใจ (confidence) เทานั้น” เน่ืองจาก Luhmann เชื่อวาความ
ไววางใจเกิดจากความเส่ียงและความไมแนนอน ในขณะท่ีความมั่นใจเกิดจากสภาวะที่แนนอน ดังน้ัน
นักวิชาการกลุมน้ี จึงสรุปวาไมสามารถวัดระดับความไววางใจที่มีตอภาครัฐได11๑๒ แตการยึดถือหลัก
๑๐ Giddent, Anthony, The Consequence of modernity, (Endland: IJ.Press, 1990), pp.
29-35.
๑๑ สํานกั งานคณะกรรมการขาราชการพลเรือน, คูมือแนวทางการสรางมาตรฐานความโปรงใสของ
สวนราชการ, (นนทบุร:ี สํานักงานคณะกรรมการขาราชการพลเรอื น, ๒๕๕๐), หนา 6.
๑๒ Luhmann, N., Trust and Power: Two Works, (Chichester: Wiley, 1979), pp. 99.
๑๑
คุณธรรมและสมรรถนะเทาน้ันที่มีอํานาจพยากรณตอความไววางใจในผูบังคับบัญชา (Boies &
Corbett as cited in Knoll)๑๓
ถึงแมวาจะมีนักวิชาการและนักทฤษฎีหลายฝาย มองนิยามของคําวา “ความไววางใจ”
แตกตา งกัน และเหน็ วาความไววางใจเปนสิง่ ท่ีไมสามารถวดั หรอื กําหนดไดแ ตในเชงิ ปฏิบัตแิ ลว รัฐบาล
ท่ัวโลกมีความเช่ือวาระดับความไววางใจของประชาชนเปนหัวใจสําคัญของการทํางานในหนวยงาน
ภาครัฐรวมท้ังตัวขาราชการเองก็ควรที่จะใหความสําคัญและตระหนักถึงระดับความไววางใจของ
ประชาชน เพราะประชาชนคือผูเสียภาษีและเปนผูที่ปฏิบัติตามกฎหมาย หากประชาชนขาดความ
ไววางใจแลวหนวยงานภาครัฐก็จะขาดงบประมาณสวนหนึ่งในการทํางาน และกฎหมาย บานเมือง
อาจถูกมองขามและไมศักด์ิสิทธ์ิ นอกจากนี้ อาจจะมีผลกระทบตอแรงจูงใจของประชาชนในการเขา
มาทาํ งานภาครัฐอีกดว ยการปฏบิ ัตงิ านหรือความมตี ัวตนอยูของภาครฐั ก็จะไมมีความหมายอีกตอไป
องคกรแหงความรวมมือการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic
Co-operation and Development: OECD) ไดใหความสําคัญกับความไววางใจของประชาชนท่ีมี
ตอภาครัฐเปนอยางมาก โดยเห็นวาจรยิ ธรรม (ethics) ในระบบราชการเปน พ้ืนฐานของความไววางใจ
ของประชาชนท่ีมีตอหนวยงานภาครัฐและเปนกุญแจสําคัญที่จะนําไปสูหลักธรรมาภิบาล ดังคํากลาว
ของ OECD ที่วา “Public service involves public trust. Citizens expect public servants to
serve the public interest with fairness and to manage public resources properly on a
daily basis. Fair and reliable public services inspire public trust.” (OECD, 2000) หมายถึง
“การใหบริการสาธารณะเก่ียวของกับความไววางใจสาธารณะ ประชาชนมีความคาดหวังวา
ขาราชการจะรบั ใชผลประโยชนสาธารณะดวยความยุติธรรมและมีการบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐ
อยางเหมาะสมในแตละวัน มีความยุติธรรมและมีความนาเชื่อถือในการจัดบริการสาธารณะ ความ
ยตุ ิธรรม และความนาเช่อื ถอื จะเปน แรงบันดาลใจใหเ กดิ ความไววางใจสาธารณะ”
ระดับความไววางใจของประชาชนแตละบุคคลแตกตางกันขึ้นอยูกับหลายปจจัย อาทิ
ความแตกตางทางดานความเชื่อและวัฒนธรรม คุณลักษณะทางเช้ือชาติและสังคม เชน สถานะทาง
เศรษฐกิจ การศกึ ษา เปนตน ระดับการมสี วนรวม และปฏิสัมพันธกับขา ราชการและหนวยงานของรัฐ
ความเขาใจและการรับรูถึงหนาท่ีความรับผิดชอบกิจกรรม หรือการรณรงคตางๆ ที่ภาครัฐบริหาร
จัดการ และปจจัยท่ีสําคัญ คือ ความรูความเขาใจของประชาชนท่ีมีตอลักษณะงานภาครัฐ แมวา
ปจจัยน้ีอาจไมสงผลกระทบโดยตรงตอประชาชนในทันที แตก็ถือไดวาเปนปจจัยหนึ่งที่สําคัญและ
สงผลตอ ระดบั ความไววางใจของประชาชน13๑๔
๑๓ Boies & Corbett as cited in Knoll, The Relative Importance of Ability,
Benevolence and Integrity in Predicting Supervisor, subordinate, and peer trust,
Unpublished master’s thesis, (The University of Guelph, Guelph: Canada, 2007), pp. 8-9.
๑๔ Bandura, A., Social Learning Theory. Englewood Cliffs, (N.J: Printic- Hall, 1977), p.
115.
๑๒
ความไววางใจ คือ ความเชื่อที่บุคคลใดบุคคลหน่ึงไดมีใหกับบุคคลอื่น วาบุคคลน้ันจะ
ซื่อสัตยตอเขาไมทํารายหรือเอาเปรียบเขา เปนปจจัยพ้ืนฐานท่ีแสดงถึงความสัมพันธระหวางกันและ
กัน ท่ีกอใหเกิดความรูสึกที่ดีๆ ตอกันเกิดความต้ังใจท่ีจะทําส่ิงดีๆ ใหกัน ใหความรวมมือในการทําส่ิง
ตา งๆ ดวยใจจริง และเกิดความภักดีตอกนั การจะไววางใจหรือเชื่อใจใครนนั้ มีองคประกอบ 2 อยาง
คือ ความรูความสามารถในสิ่งที่ทํา และความเปนคนดี มีคุณลักษณะดีโดยเน้ือแท มิใชอยางใดอยาง
หน่ึง เพราะบางคนมีความรูความสามารถ แตมีนิสัยที่ไมดี เอารัดเอาเปรียบคนอื่น ทําส่ิงตางๆ เพ่ือ
ประโยชนข องตนหรือพวกพอ งของตนเทานั้น ไมไดมคี วามซอื่ สตั ย ยุติธรรม ก็ไมสามารถที่จะทําใหค น
เช่อื ใจไดอยางแทจรงิ หรือบางคนเปน คนดี แตไมมคี วามรูความสามารถในสิ่งท่ีทํา ก็ทําใหค นไมเช่ือถือ
ในความสามารถของเขา ก็ทําใหคนน้ันรูสึกมีปมดอย และถาเขาไมสามารถทําใจยอมรับได ก็จะเปน
ท่มี าของปญหาสมั พนั ธภาพของกันและกัน หรือการทํางานในท่สี ุด
ความไววางใจเปนส่ิงที่สรางได แตไมสามารถสรางไดภายในวันเดียว ตองใชเวลาและ
ความตอ เนื่องในการสราง อยูตลอดเวลา และตองอาศัยความซอื่ สัตยและความจริงใจในการสรางเปน
หลัก และความไววางใจนั้นสามารถถูกทําลายลงได ถาขาดความซ่ือสัตยที่มีตอกัน และเมื่อความ
ไววางใจถูกทําลายลงแลวยากท่ีจะเรียกกลับคืนมาได หรือถาจะสรางคืนมาตองใชเวลาและความ
พยายามและพลังทม่ี ากกวา ตอนเริ่มแรกทีส่ รางอยา งมหาศาล ความสาํ คัญของความไวว างใจ มีดังน้ี
๑. ความไววางใจมีความสําคัญตอความสัมพันธระหวางบุคคลไมวาจะอยูในสถานภาพ
หรือบทบาทไหน เม่ือคนมีความไววางใจกันก็เปนที่มาของความสุขในการดําเนินชีวิตและการทํางาน
ที่ไมตองหวาดระแวงกับคนรอบขาง วาจะทํารายหรือเกิดสิ่งท่ีไมดีกับตน ครอบครัว คนใกลชิด งาน
หนวยงาน สังคม หรือประเทศของเขา
๒. ความไววางใจเปนหัวใจหรือรากฐานที่ทําใหเกิดความรักความอบอุนในครอบครัวที่ทํา
ใหค รอบครัวและสังคมนา อยมู ากขึ้น
๓. ความไววางใจยังเปนสิ่งท่ีชวยใหบุคคลกลาทําในส่ิงตางๆ ทั้งท่ีสิ่งน้ันไมเคยทํามากอน
แตเกิดความมั่นใจและเช่ือใจกับส่ิงที่ทํา คนรอบขาง ผูบังคับบัญชา ลูกนอง และ/หรือระบบของ
หนวยงานท่สี นบั สนนุ การทาํ งานหรอื การทําสิ่งตางๆ จึงทาํ ใหคนนน้ั ประสบความสาํ เรจ็ เกดิ นวตั กรรม
ใหมๆ ในงานและในสังคม ที่คนอื่นสามารถนํามาตอยอดและเกิดประโยชนกับหนวยงานและสังคม
มากมายตอไป แตถาปราศจากความไววางใจ ก็จะไมมีใครกลาเส่ียงที่จะทําอะไร ก็ไมเกิดการ
สรา งสรรคสิ่งใหมๆ ใหกับชวี ติ และสังคม
๔. ความไววางใจเปนหัวใจหรือรากฐานในการทํางานเปนทีม และเปนหัวใจสําคัญแหง
การรวมมือกันทํางาน ท่ีหลายหนวยงานพยายามท่ีจะสรางทีมงานและกระตุนใหเกิดความรวมมือใน
การทาํ งาน เพ่อื ใหประสบความสาํ เร็จในการทาํ งาน
สรปุ ไดวา ความไววางใจหมายถึง ความเชื่อของประชาชนเปน หัวใจสําคัญของการเขามามี
สวนกับหนวยงานภาครัฐ ความไววางใจของประชาชน เพราะประชาชนคือผูเสียภาษีและเปนผูท่ี
ปฏิบัติตามกฎหมาย หากประชาชนขาดความไววางใจแลวหนวยงานภาครัฐก็จะขาดความรวมมอื จาก
ประชาชน ดังน้ัน ไมวาบุคคลใดจะอยูในสถานภาพไหน บทบาทอะไรก็ตาม จําเปนที่จะตองสราง
ความไววางใจใหเกิดขึ้นกับตนเอง ทั้งในสวนท่ีทําใหตนเอง เปนบุคคลท่ีนาเช่ือถือ และรูจักท่ีจะ
๑๓
ไววางใจคนอ่ืน ก็จะทําใหบุคคลน้ันมีความสุขและประสบความสําเร็จในการดําเนินชีวิตและในการ
ทาํ งาน
๒.๑.๑ ความสําคญั ของความไววางใจทางการเมือง
การเมืองในระบอบประชาธิปไตย ไดรับการคาดหวังจากประชาชนวาจะเปนระบอบการ
ปกครองท่ีจะทําใหสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิต สนองตอบตอความตองการ และลดความขัดแยง
ภายในสังคมอันประกอยดวยกลุมตางๆ ใหนอยลงได ดวยการเปดโอกาสใหมีการเสนอความตองการ
ของแตละฝายผานกระบวนการถกเถียงเจรจาตอรองการประนีประนอมทางการเมืองเพื่อสรางความ
เขาใจรวมกัน และคัดเลือกตัวแทนของแตละฝายซ่ึงเปนท่ีไววางใจ ใหเขามาทําหนาที่แทนตนใน
กระบวนการทางการเมือง กลไกตางๆ ภายใตระบอบน้ี ไมวาจะเปนสถาบัน กระบวนการ และรัฐบาล
ถือไดวาเปนสวนสําคัญยิ่งท่ีจะทําใหความตองการของประชาชนที่มีอยูเปนจํานวนมากนั้นไดรับการ
ตอบสนองอยางเทาเทียมและเปนธรรม ซึ่งนับวาเปนหลักการสําคัญของประชาธิปไตยแบบตัวแทน
(Representative democracy)
ความไววางใจน้ัน เปนองคประกอบพ้ืนฐานของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งปรากฏใหเห็น
จากงานเขียนของนักปรัชญาการเมืองอยาง Thomas Hobbes ที่เห็นวา ประชาชนตองการรัฐบาล
เพื่อรักษาระเบียบในสังคมเพ่ือชวยใหเราสามารถมีชีวิตที่ดีได และคาดหมายไดวาจะไมถูกลวงละเมิด
จากผูอื่น ดังน้ันประชาชนจึงตองไววางใจประชาชนอีกกลุมหน่ึงที่อยูในสถาบันการเมือง (ท่ีทําหนาท่ี
ปกครองพวกเขา) สวน John Locke เหน็ วา ประชาชนตองใหความไววางใจรัฐบาล ถา รฐั บาลทาํ งาน
ไดดี แตความไววางใจจะลดลงถารัฐบาลไมมีประสิทธิภาพดีพอ เม่ือนั้นสังคมมีสิทธิท่ีจะเรียกอํานาจ
กลบั คืนมาจากผูปกครองได14๑๕
ความไววางใจทางการเมืองของ Kenneth Newton & Pippa Norris๑๖ ซึ่งมอง
ความรูสึกเช่ือม่ันในสถาบันทางการเมืองผานแนวคิด ๓ สํานักคิดหลัก ในการอธิบายความรูสึก
ไววางใจทางการเมือง ท้ังในระดับบุคคลและระดับสถาบันไดอันจะมีผลไปยังการมีสวนรวมทางการ
เมืองได ไดแก
๑. ตวั แบบในแงข องจิตวทิ ยาสงั คม
สํานักคิดน้ีมองความไววางใจและความเชื่อมั่นวาเปนลักษณะพ้ืนฐานของบุคลิกภาพของ
มนุษยแตละคน เหน็ วา ความรูสกึ ถงึ ความดที ีอ่ ยภู ายในจติ ใจ ซ่ึงก็คือ การไวใจในผูอ ่ืนและตนเอง และ
การมองโลกในแงดีจะเปนตัวกําหนดความไววางใจในระดับพื้นฐาน ซึ่งลักษณะดังกลาวน้ีเองจะมี
อทิ ธิพลตอ ลักษณะเชิงพฤตกิ รรมอีกหลายๆ อยาง สวน Rosenberg กลับโตแยงวา ความรูสกึ ไวว างใจ
๑๕ Hardin, Russell, Liberalism Constitutionalism and Democracy, (Oxford: Oxford
University Press, 1999), p. 22.
๑๖ Turton, A., “Production, Power and Participation in Rural Thailand, Experiences of
poor farmers’ groups”, Report UNRISD, (1987): 116.
๑๔
ในบคุ คล และความเชอื่ ที่วาประชาชนจะรว มมอื กันเปนพื้นฐาน และมแี นวโนมวา จะชวยเหลือคนอนื่ ๆ
ตางหากที่จะเปนตัวกําหนดความไววางใจในตัวคนอ่ืน เพราะแตละคนจะมองโลกในแงดีและเต็มใจท่ี
จะชวยเหลือผูอื่น รวมมือรวมถึงการไวใจหรือไม เกิดจากเหตุการณท่ีสงผลในทางจติ ใจในอดีตและถูก
กอ ตวั ขึ้น สวนคนที่มองโลกในแงรา ยก็เปนผลมาจากประสบการณสวนตวั ในชวี ิตของพวกเขา คนกลุม
หลังน้ีจึงคอนขางท่ีจะปกปองตัวเองหรือแปลกแยกออกไป ไมไววางใจและระวังบุคคลอื่น และมอง
โลกในแงรายรวมถึงประชาชนและนักการเมืองทั่วไป16๑๗ ในมุมมองนี้ ความไววางใจจึงเปน
ประสบการณของบุคคลท่ีมีตอโลกทางการเมืองท่ีสังเกตเห็นได ขอถกเถียงท่ีมีตอเร่ืองความไววางใจ
ทางการเมือง ไดเนนไปที่สมมตุ ิฐานของแนวทางจติ วทิ ยาสังคม โดยมองเพียงแคค วามแตกตางระหวาง
ความไววางใจผูอื่นกับความไมเชื่อมั่นเทาน้ัน โดยไมไดอธิบายถึงความหมายแตอยางใด ซ่ึงความ
ไววางใจ หมายความวา สมาชิกในสังคมรูสึกวาผลประโยชนของพวกเขาจะยังไดรับความใสใจอยู
แมวาผูที่มอี ํานาจนั้นจะเปดเผยในรายละเอยี ดของกระบนการพิจารณาเพียงบางสวนก็ตาม แนวคิดน้ี
จึงมีขอจํากัดท่ีคอนขางจะชัดเจนวายากที่จะอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงในแงความไววางใจของ
ประชาชนสวนใหญของประเทศ แนวทางน้ีจึงเนนหนักไปท่ีลักษณะของแตละบุคคล และไมคอยให
ความสําคัญตอสภาพแวดลอ มทางการเมอื งและสังคมในฐานะทเ่ี ปนตัวกําหนดพฤติกรรม
๒. ตวั แบบในแงสังคมและวัฒนธรรม (The Social and Cultural Model)
สํานักคิดน้ีเปนแนวคิดทางสังคมวิทยาท่ีเห็นวา ความสามารถท่ีจะไววางใจผูอื่นและดํารง
ความสัมพันธท่ีย่ังยืนเปนผลผลิตของประสบการณทางสังคมและกระบวนการกลอมเกลาทางสังคม
(Socialization) โดยเฉพาะอยางยิ่งผูที่เปนสมาชิกในสมาคมอาสาสมัครของสังคมสมัยใหม ทฤษฎีนี้
จึงตองมองยอนกลับไปที่แนวคิดของ Alexis de Tocqueville & John Stuart Mill ซ่ึงเนนไปท่ี
ความสําคัญของสมาคมอาสาสมัครและการผูกพันทางสังคมในฐานะที่เปนพื้นฐานของเรียนรู
ประชาธิปไตย นักคิดรวมสมัยหลายคนก็ไดเห็นสอดคลองกันวา ความไววางใจ, การพึ่งพาและ
แลกเปลี่ยนระหวา งกนั และความรวมมือกันเปนความสามารถของสังคมในการที่จะเสริมสรา งลักษณะ
สําคัญของประชาธิปไตย โดยมุงเนนไปที่ความสําคัญของประชาสังคมในการสรางความสัมพันธทาง
สังคมในลักษณะรวมมือหรือใหความสนใจในเรื่องความไววางใจหรือวัฒนธรรมวาเปนพื้นฐานสําคัญ
ของประชาธปิ ไตยทีส่ นั ตแิ ละมีเสถยี รภาพ
แนวคิดน้จี ึงโตแยง ในสาระสําคัญวา ประสบการณแ ละสถานการณในชีวติ ของแตล ะบุคคล
โดยเฉพาะในดานการศึกษาท่สี ูงข้นึ การมีสวนรว มในชมุ ชนภายใตวฒั นธรรมแบบรวมมือกัน และการ
เขา ไปเก่ียวของกับกจิ กรรมแบบอาสาสมคั ร จะชว ยสรางความไวว างใจและความรว มมอื กันทางสงั คม,
ความเอ้ือเฟอเผ่ือแผ และการพึ่งพากันระหวางบุคคล ในทางกลับกันสิ่งเหลานี้ก็จะชวยสรางสถาบัน
และองคกรทางสังคมท่เี ขมแขง็ มีประสิทธภิ าพและประสบผลสาํ เรจ็ รวมไปถึงสถาบันและกลุมของรัฐ
๑๗ Rosenberg, A Dictionary of Modern Politics, Second Edition, (London: Europa
Publications Ltd., 1993), p. 977.
๑๕
ซึ่งประชาชนสามารถใหความม่ันใจได ในอีกดานหน่ึงนั้น สถาบันและองคกรเหลาน้ีก็จะชวยสราง
ความไวว างใจ, ความรวมมอื , การพ่ึงพาระหวางกนั และความเชอ่ื มั่นในสถาบนั อนื่ ๆ ดว ย17๑๘
กลาวโดยสรปุ คือ มีความสัมพันธใ นเชงิ สนับสนุนท้ังทางตรงและทางออมระหวางรูปแบบ
ของประชาชนที่แสดงความรูสึกไววางใจและมั่นใจในดานหนึ่ง และองคกรและสถาบันทางสังคมท่ี
เขมแข็งและมีประสิทธิภาพในอีกดานหน่ึง ซึ่งถาเปนจริง อาจคาดหวังไดวาประชาชนท่ีแสดงทัศนคติ
ไววางใจผูอื่นมีแนวโนมที่จะแสดงความเชื่อม่ันในสถาบันสาธารณะและเกี่ยวของกับสมาคม
อาสาสมคั ร รวมถงึ กิจกรรมความรวมมือทางสงั คมในรปู แบบอ่นื ๆ
๓. ตัวแบบในแงข องผลงานสถาบนั (The Institution Performance Model)
สํานักคิดน้ี เนนไปที่ผลงานและการดําเนินงานของรัฐบาลในฐานะท่ีเปนกุญแจท่ีจะเขาใจ
ถึงความเชื่อม่ันของประชาชนที่มีตอรัฐบาล โดยเห็นวา ความไววางใจและความเชื่อม่ันไมไดเปน
บุคลิกภาพของบุคคลหรือเปนผลผลิตโดยตรงของสภาพสังคมซ่ึงเก่ียวพันกับวัฒนธรรมประชาธิปไตย
หรือทุนทางสังคมที่ไดรบั การพัฒนาแลว แตเปนการประเมินผลการดําเนินงานของรัฐบาล ดวยเหตุน้ี
ความเชื่อมั่นในสถาบันการเมืองจึงมีลักษณะท่ีกระจัดกระจายอยูทามกลางรูปแบบบุคลิกภาพท่ี
หลากหลาย และรปู แบบทางสังคมวัฒนธรรมท่แี ตกตางกันออกไป สถาบันของรัฐท่ดี ําเนินงานอยางดีก็
จะสามารถไดรับความเช่ือม่ันจากประชาชน สวนสถาบันที่ดําเนินงานไมดีหรือไมมีประสิทธิภาพก็จะ
กอใหเกดิ ความรสู ึกไมไ วว างใจและความเช่อื มน่ั ตํ่า
ซ่ึงจากท้ังสามสํานักคิด Norris ไดใชในการทดสอบดูความสัมพันธระหวางความเชื่อมั่น
ในสถาบันการเมืองกับคุณลักษณะสวนบคุ คล ความไววางใจทางสงั คม และการดําเนินงานของรัฐบาล
ในระดับรัฐ-ชาติ (non-states) ประชาธปิ ไตยทแ่ี ตกตางกันใน ๓ ลกั ษณะ พบวามีความสัมพันธท่แี นบ
แนน ระหวางความไววางใจทางสังคมกับความไววางใจในรัฐบาลและสถาบันของรัฐ ความไววางใจทาง
สงั คมจะชวยสรา งสถาบันทางสังคมและการเมืองท่ีมปี ระสิทธภิ าพ ขณะเดียวกันสถาบันทางสังคมและ
การเมืองก็จะมีสวนสนับสนุนใหเกิดความไววางใจทางสังคมดวย และความไววางใจ หมายถึง ความ
ต้ังใจกระทําตอผูอ่ืนบนพื้นฐานความคาดหวังเชิงบวกท่ีเกี่ยวของกับพฤติกรรมของบุคคล ภายใต
เง่ือนไขของความเส่ียงและการพึ่งพากัน ความไววางใจเปนท้ังความเช่ือ Belief การตัดสินใจ
Decision และ การกระทาํ Action๑๙
จากแนวคิดเก่ียวกับความไววางใจ ที่ไดมีการวิเคราะห พฤติกรรมทางการเมอื งของบุคคล
มาเปนฐานความรูสึกไววางใจทางการเมืองของประชาชน และกอใหเกิดการมีสวนรวมทางการเมือง
นักรัฐศาสตรบางทานเห็นวา ความตองการเขามีสวนรวมทางการเมืองมีสาเหตุจากประชาชนเกิด
๑๘ Kramer, R. M., Organizational Trust: A Reader, (Oxford, United Kingdom: Oxford
University Press, 2006), p. 115.
๑๙ Davis, J. H., Schoorman, F. D., Mayer, R. C., & Tan, H. H., “The Trusted General
Manager and Business unit Performance: Empirical Evidence of a Competitive Advantage”, Strategic
Management Journal, 21, (2000): 563-576.
๑๖
ความไมไววางใจตอระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน สํานักงานคณะกรรมการขาราชการพลเรือน
(๒๕๕๐) กลาววา เปาหมายสูงสุดของการปฏิบัติงานภาครัฐ คือ การไดมาซ่ึงความไววางใจ (public
trust) ของประชาชน นโยบายและเปา หมายสาํ คญั ของการบริหารงานภาครฐั
๒.๑.๒ ทฤษฎีความไววางใจของ Stephen R. Covey
ความไวว างใจในแงของพฤตกิ รรมทผ่ี นู ําควรมแี ละควรเปน มีหลักการดงั นี้
ขอท่ี ๑ มบี ูรณภาพ หมายถึง จริยธรรม ความซือ่ สัตย พูดอยางไรทําอยางนั้น กลาท่ีจะยืน
หยัดทําทุกอยางใหสอดคลองกับคานิยมและความเชื่อ คือ ซื่อสัตยพูดคําไหนเปนคําน้ัน หากรูสึกวา
สมควรทําอะไร จะลงมอื ทําไมปลอยใหปจจยั ภายนอกมาตัดสินใจแทน ในการจะสรา งความนาเชอ่ื ถือ
และความไววางใจ
ขอท่ี ๒ มีเจตนาดี พฤติกรรมท่ีจะแสดงออกมา ความไววางใจจะเกิดข้ึนเมื่อเจตนา
ตรงไปตรงมา อยูบนรากฐานของประโยชนทั้งสองฝาย กลาวไดอีกอยางหน่ึงวา ไมไดนึกถึงแต
ประโยชนของตัวเองแตเพียงสถานเดียว พฤติกรรมท่ีจะสรางความนาเชื่อถือและความไววางใจท่ีดี
ท่ีสุด คือ การทําเพ่ือประโยชนสูงสุดของผูอื่น ไมหลอกลวงใคร ไมมีวาระซอนเรน ไมปกปองใคร ไมมี
มูลเหตจุ งู ใจพิเศษทีจ่ ะบดิ เบอื น
ขอท่ี ๓ มีความสามารถในงานที่ทํา มีความเช่ียวชาญ รอบรู มีทักษะ มีความสามารถใน
สาขาที่ตนทํา ความสามารถเชิงความไววางใจ ประกอบดวย TASKS ดังนี้ T=Talent (ฝมือ)
A=Attitudes (ทศั นคติ) S=Skills (ทกั ษะ) K=Knowledge (ความรู) S=Style (สไตล)
ขอท่ี ๔ มีผลการทํางานในอดีตที่ผานมาดี สามารถแสดงใหทุกคนไดเห็นวามาฝมือใน
ผลงานอดีตที่ผานมาสามารถสรา งผลลพั ธแ ละมเี หตุผลช้ันดีอนั ควรเชื่อไดว าจะใหผลลัพธที่ดใี นคราวนี้
ผลลัพธท่ีถือวาสําคญั ตอความไววางใจและความนาเช่ือถือ มีความสําคัญตอการสรางและรักษาความ
ไวว างใจกบั ผอู นื่ 19๒๐
หลักการที่สามารถนํามาใชวัดความรูสึกไววางใจของประชาชนที่มีตอนักการเมืองระดับ
ทองถิ่น ซึ่งเปนเปาหมายท่ีจะทําการศึกษาในครั้งน้ี สวนลักษณะผูนําพฤติกรรมของนักการเมือง ก็จะ
สงผลโดยตรงตอความรูสึกของประชาชนทั้งในแงตัวผูบริหารขององคกรปกครองสวนทองถิ่น และ
ภาพลักษณขององคกรปกครองสวนทองถิ่นในภาพรวม จะมีอิทธิพลในการกําหนดพฤติกรรมและ
ความรูสึกของประชาชน โดยจะมีสวนกระตุนใหประชาชนไดมีโอกาสเขามีสวนรวมในกิจกรรมของ
ชุมชนมากขึ้น และเมื่อประชาชนไดมีโอกาสเขามีสวนรวมมากข้ึนก็จะมีโอกาสไดรับความรูเก่ียวกับ
ชุมชนมากขึ้น เห็นถึงสภาพปญหาและสามารถรวบรวมความตองการของกลุมเสนอตอฝายบริหารได
มากขนึ้ เชนกัน เม่ือเปน เชนน้ี หากกรรมการบริหารองคกรปกครองสว นทองถ่ิน ไมสามารถดําเนินงาน
ใหเปนไปตามขอเรียกรองของประชาชนได ก็จะสงผลใหระดับความเชื่อมั่นหรือความไววางใจของ
๒๐ Stephen R. Covey, The 8th Habit: From Effectiveness to Greatness, (New York:
Simon & Schuster, 2004), pp. 181–189.
๑๗
ประชาชนท่ีมีตอตัวผูดํารงตําแหนงในองคกรปกครองสวนทองถ่ิน เปล่ียนแปลงไปไดเชนกัน ฉะน้ัน
ทศั นคติและพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในทองถนิ่ ไดพ อสมควร
๒.๑.๒.๑ ความไววางทางการเมืองและการมสี วนรวมทางการเมือง
หลังป ๑๙๗๐ แนวคิดในเรื่องความไววางใจทางการเมือง พยายามจะช้ีใหเห็นถึงวิกฤติ
ข อ ง รั ฐ บ า ล แ น ะ ผู นํ า ภ า ย ใต ร ะ บ อ บ ป ร ะ ช า ธิ ป ไต ย แ บ บ ตั ว แ ท น ผ า น ค ว า ม รู สึ ก ไม ไว ว า ง ใ จ ใ น
ประสิทธิภาพการทํางานของรัฐบาล และความชอบธรรมของผูนํา โดยแนวคิดทฤษฎีท่ีนํามาใชเปน
ฐานในการวิเคราะหในชวงนน้ั ไดใหความสนใจไปท่ีการยอมรับและการสนับสนุนของประชาชนท่ีมีตอ
รัฐบาลและระบบการเมอื ง ซึ่งถอื วา เปนรากฐานท่ีสาํ คญั ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ความไววางใจทางการเมืองน้ันมีแนวคิดที่ใกลเคียงกับแนวคิดเรื่องการสนับสนุนทาง
การเมือง ซ่ึงงานหลายชิ้นพยายามจะช้ียืนยันสนับสนุนแนวคิดของ Easton ที่มองวาการสนับสนุนมี
ท้ังระดับท่ัวไป (diffuse) และระดับเฉพาะ (specific) โดยเห็นวา ความไววางใจทางการเมืองน้ันเปน
การวัดความรูสึกที่ประชาชนมีตอรัฐบาลและตัวผูนํา รวมถึงการดําเนนิ งานของรฐั บาล และไดแยกให
การสนับสนุนแบบท่ัวไป ซ่ึงมีความหมายถงึ ตัวระบบ เปนอีกสว นหนึ่งตางหาก ไดแก งานของ Citrin,
Muller & Jukam๒๑ แตเนื่องจากในการศึกษาครั้งน้ีเปนการศึกษาทั้งในระดับตัวบุคคล ดังน้ัน การท่ี
จะมองความไววางใจทางการเมืองไปท่ีสวนใดสวนหน่ึงโดยละเลยที่จะไมใหความสนใจกบั อกี สวนหนึ่ง
อาจเปนผลทําใหเกิดความสัมพันธท่ีเกิดข้ึน เกิดเปนความสัมพันธแฝงขึ้นได (Spurious relation) ซ่ึง
พบวางานทางสังคมศาสตรในช้ันหลัง ก็พยายามจะช้ีใหเห็นถึงแนวโนมในการประนีประนอมกัน
ระหวางตัวโครงสรางและตัวผูกระทําวาตางก็มีอิทธิพลตอกันไดมากข้ึนกวา ในอดีตท่ีผานมา (J.
Donald Moon)
ดังนั้นแนวคิดเร่ืองความไววางใจของ Hibbing & Patterson และ Hetherington๒๒ ซ่ึง
พยายามช้ีใหเห็นถึงอิทธิพลของตัวสถาบนั การเมืองและผูนาํ ทางการเมือง วา ตา งกม็ ีอทิ ธพิ ลหรือสงผล
กระทบตอกัน นาจะชวยเพ่ิมมิติและอธิบายแนวคิดในเร่ืองความไววางใจทางการเมืองใหครอบคลุม
รอบดานมากย่ิงข้ึน นั่นคือ ความไววางใจทางการเมืองไมอาจกําหนดไดโดยการวัดความรูสึกท่ี
ประชาชนมีตอรัฐบาลเพียงสวนเดียว เน่ืองจากรัฐบาลทํางานภายใตโครงสรางของสถาบันทาง
การเมือง ซึ่งประกอบไปดวยกฎหมาย และแบบธรรมเนียมอื่นๆ ท้ังที่เปนทางการและไมเปนทางการ
อันจะเปนตัวกําหนดใหปจเจกบุคคลตองดําเนินงานไปภายใตเกณฑที่ชัดเจนผานกระบวนวิธีการและ
นโยบายที่ผูมีตําแหนงหนาท่ีในสถาบันน้ันผลิตออกมาใหประชาชนไดรับรู และประเมนิ การทํางานอีก
ดวย ในขณะที่ตัวรัฐบาลเองซ่ึงประกอบไปดวยบุคคลหลายกลุมก็เปนตัวแสดงหลักท่ีทําใหเกิดความ
เปนสถาบันข้นึ เชนกัน
๒๑ Citrin, J., “Political Alienation as a Social Indicator: Attitudes and Action”, Social
Indicators Research, Vol. 4 No. 1, (May 27, 2007): 381-419.
๒๒ Hetherington, E. M., & Parke, R. D., Child Psychology: A Contemporary Viewpoint,
4th ed., (Auckland: McGraw-Hill, 1986), p. 56.
๑๘
การประนีประนอมระหวางตัวโครงสรางกับผกู ระทําไดถูกนําเสนอใหเ หน็ เดนชัดอกี คร้ังใน
งานของ Fuchs & Klingemann ซ่ึงพยายามจะหาคําอธิบายการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ
ระหวางประชาชน (Citizen) กับรัฐ (State) ท่ีกําลังดําเนินไปภายใตระบอบประชาธิปไตยตะวันตก
ในชวงท่ีผานมานี้ ผานแนวความคิดวาดวยความสอดคลองกันใน ๒ ระดับ คือ ความสอดคลองใน
ระดับลาง (lower level) ไดแก กระบวนการทางการเมืองซ่ึงจะถูกควบคุมโดยความสอดคลองใน
ระดับที่สูงกวา (higher level) อันไดแก โครงสรางของระบบรัฐบาล โดยเฉพาะความสอดคลองใน
ระดับกระบวนการทางการเมืองน้ัน จะถูกดําเนินไปโดยตัวแสดงที่มีความชํานาญเฉพาะ เชน พรรค
การเมือง รัฐบาล หรอื นกั การเมือง และหากวาตัวแสดงเหลานี้ทําได พวกเขาก็ไดทําใหเกดิ ความพอใจ
สมควรแกความรับผิดชอบตามเกณฑของประชาธิปไตยที่พึงประสงค ในขณะเดียวกันก็จะไดรับการ
สนับสนุนจากประชาชนในระดับท่ีเหมาะสม ส่ิงน้ีเองจึงเปนเง่ือนไขหน่ึงสําหรบั หนาที่ในกระบวนการ
ประชาธิปไตย ที่ดําเนินไปภายใตความสัมพันธระหวางประชาชนกับรัฐ ทั้งสองระดับ จึงมีโอกาสที่จะ
ทาํ ใหเ กดิ ระดับของความไมพอใจนอยไปจนถึงระดับความไมพอใจท่ีมากข้นึ เหตุผลที่นา เปนไปไดท่ีจะ
สนับสนุนสมมติฐานน้ี น่ันคือ ประการแรก เน่ืองจากทรัพยากรที่รัฐบาลจะนําไปใชประโยชนในการ
ดําเนินนโยบายมีอยูอยางจํากัด ประการที่สอง เนื่องจากการนํานโยบายอันใดอันหนึ่งไปปฏิบัติยอม
เปนการตัดโอกาสนโยบายอ่ืนๆ แนวคิดดังกลาวนี้จึงนาจะชวยสนับสนุนกรอบแนวความคิดท่ีมีความ
จาํ เปนตองมองความไววางใจของประชาชนผานความรูที่มีตอทั้งตัวผูนํารัฐบาล และสถาบันการเมือง
ท่ีกําลังใหค วามสนใจเปนอยางดี
ดานวัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชนในสังคมมีสวนในการสนับสนุนหรือเอื้อ
อํานวยตอระบบการเมืองท่ีดํารงอยู ความรูสึกไววางใจทางการเมืองเปนผลมาจากอิทธิพลของความ
รูสึกเช่ือมั่นในตนเองอันเกิดจากภูมิหลังทางสังคมกับสภาพท่ีเปนจริงของระบบการเมืองใน ปจจุบัน
ซ่ึงเต็มไปดวยขาวการทุจริต การโกงการเลือกต้ัง การซื้อสิทธ์ิขายเสียงและการขาดจริยธรรมของ
นักการเมอื งสงผลตอ ความชอบธรรมและความไวว างใจ
อยางไรก็ตาม ถาบุคคลมีความรูสึกมีสมรรถนะทางการเมืองในระดับสูง แตมีความ
ไววางใจทางการเมืองในระดับตํ่า จะมีพฤติกรรมการเขามีสวนรวมทางการเมืองแบบประทวงตอตาน
ระบบการเมืองในทางตรงขาม ถาบุคคลมีความรูสึกมีสมรรถนะทางการเมืองตํ่า และมีความไววางใจ
ทางการเมืองต่าํ ดวย บุคคลนนั้ มีแนวโนมท่ีจะเพกิ เฉยหรือถอนตัวจากการเมือง หรือหากบคุ คลเหลา นี้
ซึ่งถือวาเปนปญญาชนรุนใหม มีความกระตือรือรนมีความสนใจทางการเมืองคอนขางสูง และมีความ
เช่ือม่ันในสมรรถนะความสามารถทางการเมืองของตนเองสูง แตอาจไมเขามามสี วนรวมทางการเมือง
เพราะเบอื่ หนายไมศรัทธาในระบบ แตถาหากมีอะไรมากระทบกับมาตรฐานทางศีลธรรมผลประโยชน
หรือมีบรรยากาศท่ีทําใหรูสึกวาบีบคั้นสิทธิเสรีภาพ ซ่ึงอาจจะเกิดจากการดําเนินนโยบายท่ีผิดพลาด
หรอื เกิดจากการกระทําของตัวขา ราชการหรือกลไกของรฐั ในพน้ื ที่
๒.๑.๒.๒ ระดบั ความไววางใจในรฐั บาล
จึงเปนเงื่อนไขสําคัญของการเปล่ียนแปลงทางการเมือง นับแตตัวผูนํารัฐบาล รวมไปถึง
สถาบันทางการเมืองดวย และมีอิทธิพลตอนโยบายและยุทธวิธีอื่นๆ ท่ีรัฐบาลจะจัดใหมีขึ้นไดมีงาน
ศึกษาเก่ียวกับวัฒนธรรมของประชาธิปไตยในสองลักษณะ พบวา เม่ือระดับของความไววางใจสูง ผูมี
๑๙
อํานาจสามารถที่จะสรางขอผูกพันใหมๆ ใหเกิดขึ้น และถาประสบผลสําเร็จก็ยิ่งจะเพิ่มการสนับสนุน
ในตัวผูนําใหมากขึ้น แตหากระดับของความไววางใจต่ําและลดนอยลง ผมู ีอํานาจอาจพบวาเปนความ
ยากลําบากในการสรางขอผูกพันและปกครองใหเกิดประสิทธิภาพได ซึ่งระดับของความไววางใจและ
ความจงรักภักดีนี้ยอมแตกตางกันออกไปขึ้นอยูกับประเทศและจํานวนทางเลือกที่เปดโอกาสใหแก
รฐั บาล และอนั ตรายของความแตกแยกทางการเมอื ง
ดังน้ัน การกระจายความไววางใจทามกลางสังคมที่มีความหลากหลายนั้นมีผลกระทบ
สาํ คัญตอความสาํ เร็จของนโยบายรัฐบาลทีแ่ ตกตางกัน การตระหนักถึงความสาํ คัญของความไววางใจ
ดงั กลาว จะทําใหผูน ําสามารถปรับใชยุทธศาสตรใ นการโนม นาวจิตใจประชาชนใหส นบั สนุนตนไดม าก
ขึ้น22๒๓ เปนที่ยอมรับกันโดยท่ัวไปวาระบบการเมืองใดก็ตาม จะดํารงอยูไดอยางมีเสถียรภาพ เม่ือคน
สวนใหญในชุมชนนั้นใหการสนับสนุน และมีพฤติกรรมทางการเมืองไปในทางซ่ึงจรรโลงรักษาระบบ
การเมืองนั้นไว ในทางตรงกันขามหากประชาชนสวนใหญไมมีความไววางใจและมีความรูสึกแปลก
แยกจากสังคมการเมอื ง ไมไ ดรบั การสนับสนุนจากประชาชน เสถยี รภาพกไ็ มอาจมีข้นึ ไดท้งั นี้เน่อื งจาก
ประชาชนจะไมใหความรวมมือและมีบางสวนท่ีตอตาน หรือขัดขวางการดําเนินงานของระบบ ระบบ
การเมืองไทยมีชองทางท่ีประชาชนสามารถเขาไปมีสวนรวมทางการเมืองคอนขางจํากัด ถึงแมโดย
ภาพรวมจะมีการเปดโอกาสใหมีการเลือกต้ังในแทบทุกระดับ ต้ังแตการเลือกตั้งในระดับชาติจนถึง
ระดับทองถ่นิ ดังน้นั ความไวว างใจทางการเมือง จงึ มีความสมั พันธกบั สภาพแวดลอ มทางการเมือง
ความไววางใจเปน ความเชอื่ มั่นในความซื่อสัตย ความยุติธรรม หรือความนาเชอื่ ถือท่ีบุคคลมี
ตอบุคคลอื่นหรือองคการ23๒๔ องคการจะสามารถดํารงอยูและประสบความสําเร็จ มีความเจริญกาวหนา
ก็ตอเมือสมาชิกในองคการหรือ ผูเก่ียวของมีความไววางใจรวมกันเปนพ้ืนฐานความไมไววางใจจะสงผล
ตอความไมพึงพอใจความไมเคารพ ตลอดจนทําลายความผูกพัน และมีผลตอความสําเร็จและลมเหลว
ขององคการทั้งในระยะส้ันและระยะยาว24๒๕ การสรางความไววางใจจึงถือไดวาเปนหัวใจในการทําให
องคการ สามารถบรรลุวัตถุประสงคไดตามเปาหมาย25๒๖ การเลือกต้ังที่ผานมาหลายครั้งไดประสบวิกฤติ
มีปญหาและขาดทางออกโดยสวนหนึ่งก็เน่ืองมาจากการขาดความไววางใจของสาธารณชนท่ีมีตอองคกร
ของรัฐและระบบการเมือง ดังนั้น การดําเนินงานของคณะกรรมการการ เลือกตั้งจะประสบความสําเร็จ
เพียงใด ประการสําคัญจึงขึ้นอยูกับความไววางใจของสาธารณชนวา คณะกรรมการการเลือกต้ังจะทําให
๒๓ Gamson, W.A., Power and Discontent. Evanston, IL. : The Dorsey Press. Gerth H.,
& Mills, C.W. (1964). Essays in Sociology, (New York: Oxford University, 1968), pp. 45-46.
๒๔ Dietz, Hartog & Deanne, “A Robust Case for Strong Action to Reduce the Risks of
Climate Change”, World Economics, 8(1) (2007): 121 - 168.
๒๕ Healey, J., Radical Trust: How Today’s Great Leaders Convert People to
Learning, (New York: John Wiley & Sons, 2007), p. 121.
๒๖ Covey, S.R., Three Roles of the Leadership in the New Paradigm, In F.
Hesselbein and G. Dessler (eds.), G. Personnel/Human Resource Management, 5th ed.,
(Englewood Cliffs, 2006), p. 192.
๒๐
การเลือกตั้ง เปนไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมเพียงใด แตเทาที่ผานมายังไมเคยมีการศึกษาอยางลึกซึ้งถึงความ
ไวว างใจของสาธารณชนท่ีมตี อคณะกรรมการการเลือกต้ังมากอน
ดวยเหตุผลขางตนจึงทําใหผูวิจัยทําการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้เพ่ือท่ีจะทราบวา มีปจจัยทาง
ทฤษฎีใดที่มีอิทธิพลตอความไววางใจ และมุงนําผลการวิจัยท่ีคนพบไปพัฒนา ขอเสนอแนะเชิง
นโยบายในการพัฒนาความไววางใจ ตลอดจนพัฒนาและขยายองคความรูทางรัฐศาสตรและ
สังคมศาสตรใหเกิดประโยชนตอสวนรวมไดมากย่ิงขึ้น ในการสรางความรวมมือจากประชาชน เพอ่ื ให
ประชาชนมสี ว นรว มในการดาํ เนนิ นโยบายของรฐั ท่ีเปน ตวั แทนจากประชาชน
จึงอาจสรุปไดวา ความไววางใจทางการเมืองเปนปจจัยสําคัญตัวหนึ่งในการกําหนด
เสถียรภาพทางการเมือง เพราะเปนสวนประกอบของการสนับสนุนทางการเมืองที่จะทําใหเกิด
ชองวางของระบบการเมือง เมื่อตองประสบกับความยุงยากในการที่จะดําเนินงานทางการเมืองได
อยางทันทวงที และเนื่องจากประชาธิปไตยในประเทศไทยมีพ้ืนฐานท่ีขับเคลื่อนไปไดภายใตกลไกเชิง
สถาบัน และเปนส่ิงท่ีทําใหประชาชนม่ันใจไดวา นักการเมืองจะประพฤติตนใหเปนท่ีนาไววางใจทาง
การเมือง เมื่อความเช่อื มน่ั ในสถาบันเปนองคประกอบสาํ คญั ในการผสมผสานความรูส กึ ของประชาชน
ใหเ ขากบั พฤติกรรมนักการเมือง
ดังนั้น ความรสู ึกไววางใจหรือความเชื่อม่ันศรทั ธาของประชาชนตอทั้งตัวนักการเมืองและ
สถาบันการเมือง จึงเปนองคประกอบที่สําคัญของประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ และทําใหเกิดความ
รวมมือในการดําเนินนโยบายของรัฐบาล ความไววางใจจึงเปนปจจัยท่ีสําคัญในการพัฒนา
ประชาธิปไตยในการเมืองการปกครองของประเทศไทย
ตารางที่ ๒.๑ สรุปแนวคดิ เก่ยี วกับความไวว างใจทางการเมือง
นกั วชิ าการหรือแหลงขอมูล แนวคดิ หลกั
David Easton, ความไววางใจทางการเมือง วาดวยความสัมพันธ
(1965, p. 975). ระหวางความไววางทางการเมือง และการมีสวนรวม
ท างการเมื องเพ่ื อเช่ือม โยงให เห็ น ถึงตัวแบ บ
Dalton, ความสัมพันธเหลานี้กับการมีสวนรวมทางการเมือง
(1988, 235). ซึ่งความไวว างใจทางการเมือง
Boies & Corbett as cited in Knoll, ความไววางใจทางการเมือง ใหความสําคัญไปท่ี
(2007, 8-9). สถาบนั และกระบวนทางการเมอื งไป
Davis, J. H., Schoorman, F. D., Mayer, ความไววางใจทางการเมือง คือ การยึดถือหลัก
R. C., & Tan, H. H. คณุ ธรรมและสมรรถนะเทานน้ั ท่ีมีอาํ นาจพยากรณตอ
(2000, 563-576). ความไวว างใจในผบู ังคบั บัญชา
ความไววางใจ หมายถงึ ความต้ังใจกระทําตอผูอื่นบน
พ้ืนฐานความคาดห วังเชิงบวกท่ีเกี่ยวของกับ
พฤตกิ รรมของบุคคล
นักวชิ าการหรอื แหลงขอมูล ๒๑
Stephen R. Covey
(2004, pp. 181 – 189). แนวคดิ หลัก
ค ว า ม ไว ว า ง ใ จ ใ น แ ง ข อ ง พ ฤ ติ ก ร ร ม ที่ ผู นํ า ค ว ร มี
Citrin, J. จริยธรรม ความซื่อสัตย พูดอยางไรทําอยางนั้น
(2007, pp. 381 - 419). เจตนาดี พฤติกรรมท่ีจะแสดงออกมา พฤติกรรมที่จะ
Hetherington, E. M., & Parke, R. D. สรางความนาเชื่อถือและความไววางใจท่ีดีท่ีสุด คือ
(1986, p. 56). การทําเพื่อประโยชนสูงสุดของผูอื่น มีความสามารถ
Kramer, R. M. ในงานท่ีทํา มคี วามเช่ยี วชาญ รอบรู มที กั ษะ
(2006, p. 115). ความไวว างใจทางการเมอื งนั้นเปนการวัดความรสู กึ ที่
Hardin, Russell, ประชาชนมีตอรัฐบาลและตัวผูนํา รวมถึงการ
(1999, 22). ดําเนนิ งานของรัฐบาล
Turton, A., พรรคการเมือง รัฐบาล หรือนักการเมือง ทําใหเกิด
(1987, 116). ความพอใจสมควรแกความรับผิดชอบตามเกณฑของ
ประชาธิปไตย จากการนํานโยบายไปปฏิบัติชวย
Hart, Vivien. สนับสนุนความไววางใจของประชาชนผานความรูที่มี
(1978. pp 65). ตอ ท้ังตวั ผูน ํารัฐบาล
Chaudury, A; & Holbrook, M.B. ความไววางใจและความรวมมือกันทางสังคม, ความ
(pp. 81-93.). เอ้ือเฟอเผื่อแผ และการพึ่งพากันระหวางบุคคล จะ
ชวยสรางสถาบันและองคกรทางสังคมที่เขมแข็ง มี
ประสิทธิภาพและประสบผลสําเร็จ รวมไปถึงสถาบัน
และกลุม ของรัฐซึ่งประชาชนสามารถใหความม่ันใจได
ความไววางใจนั้นวา ประชาชนจึงตองไววางใจ
ประชาชนอีกกลุมหน่ึงที่อยูในสถาบันการเมือง (ที่ทํา
หนา ท่ปี กครองพวกเขา)
ความไววางใจทางการเมืองของ Kenneth Newton
& Pippa Norris ซ่ึงมองความรูสึกเชื่อม่ันในสถาบัน
ทางการเมืองผานแนวคิด ๓ สํานักคิดหลัก ไดแก ๑.
ตัวแบบในแงของจิตวิทยาสังคม ๒. ตัวแบบในแง
สังคมและวัฒนธรรม (The Social and Cultural
Model) ๓. ตัวแบบในแงของผลงานสถาบัน (The
Institution Performance Model)
ความไวว างใจเปนความเชื่อรูปแบบหน่ึง (a form of
felth) เปนสิ่งท่ีฝงอยูในความคิดของคนเราท่ีมีความ
แนน อนและปราศจากซึ่งการตอ ตาน
ความไววางใจ เปนความเชื่อม่ันของผูบริโภค ที่มีตอ
ความสัมพนั ธท ี่ตอเน่ือง
นกั วชิ าการหรือแหลงขอมูล ๒๒
Hardin, Russell,
(1999, p. 22). แนวคดิ หลัก
Bandura, A. ประชาชนตองใหความไววางใจรัฐบาล ถารัฐบาล
(1977, p. 115). ทํางานไดดี แตความไววางใจจะลดลงถารัฐบาลไมมี
ประสิทธิภาพดีพอ เม่ือนั้น สังคมมีสิทธิท่ีจะเรียก
Dietz, Hartog & Deanne, อํานาจกลับคนื มาจากผปู กครองได
(2007, pp. 121 – 168). ระดับความไววางใจของประชาชนแตละบุคคล
Rosenberg, แตกตางกันข้ึนอยูกับหลายปจจัย อาทิความแตกตาง
(1993, p. 977). ทางดานความเชื่อและวัฒนธรรม คุณลกั ษณะทางเชื้อ
ชาติและสังคม เชน สถานะทางเศรษฐกิจ การศึกษา
Giddent, Anthony, เปนตน ระดับการมีสวนรวม และปฏิสัมพันธกับ
(1990. Pp 29-35.). ขา ราชการและหนว ยงานของรัฐ
Luhmann, N., ความไววางใจเปนความเชอ่ื ม่ันในความซื่อสัตย ความ
(1979, p. 99). ยุติธรรม หรือความนาเช่ือถือท่ีบุคคลมีตอบุคคลอ่ืน
สํานักงานคณะกรรมการขาราชการ หรือองคการ
พลเรอื น (๒๕๕๐). ความรสู ึกเชอ่ื ม่นั ในสถาบนั ทางการเมืองผา นแนวคดิ
๓ สํานักคดิ หลกั อธิบายความรูสึกไววางใจทาง
การเมือง ทงั้ ในระดบั บุคคลและระดับสถาบันได อัน
จะมีผลไปยังการมสี ว นรว มทางการเมืองได ไดแ ก
๑. ตวั แบบในแงข องจิตวทิ ยาสงั คม ความรสู กึ ถึง
ความดีที่อยูภ ายในจติ ใจ
๒. ตวั แบบในแงสังคมและวฒั นธรรม ความไวว างใจ
หรือวัฒนธรรมเปนพน้ื ฐานสาํ คญั ของประชาธิปไตยที่
สันตแิ ละมเี สถียรภาพในชมุ ชน
๓. ตวั แบบในแงของผลงานสถาบันการดาํ เนนิ งาน
ของรฐั บาลทจ่ี ะเขาใจถงึ ความเช่ือมัน่ ของประชาชน
ความสามารถในเชิงนามธรรมที่แสดงถงึ ความเชอ่ื มัน่
(confidence) หรือความเชือ่ ถือ(reliability)
ความไวว างใจเกิดจากความเสย่ี งและความไมแนน อน
ในขณะทค่ี วามมนั่ ใจเกิดจากสภาวะทแ่ี นน อน
ค วาม ไวว างใจ (public trust) ขอ งป ระช าช น
นโยบายและเปาหมายสําคัญของการบริหารงาน
ภาครัฐ กลาวคือ เปนการสรางความศรัทธา ในการ
บริหารราชการแผนดิน ขาราชการควรมีการปรบั ปรุง
ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ขาราชการให
ประพฤติตนอยางมืออาชีพและมีคุณธรรม จริยธรรม
๒๓
นกั วชิ าการหรือแหลงขอมูล แนวคดิ หลกั
Gamson, W.A. แ ล ะ มี ส ม ร ร ถ น ะ ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใน ก า ร ใ ห บ ริ ก า ร
(1968, pp. 45-46). ประชาชน
ความไวว างใจของประชาชนเปนหัวใจสําคัญของการ
Covey and Merrill, ทํางานในหนวยงานภาครัฐรวมท้ังตัวขาราชการเองก็
(2006, p. 192). ควรที่จะใหความสําคัญและตระหนักถึงระดับความ
Healey, J., ไวว างใจของประชาชน เพราะประชาชนคอื ผูเสยี ภาษี
(2007, 121). และเปนผูที่ปฏิบัติตามกฎหมาย หากประชาชนขาด
ค ว า ม ไ ว ว า ง ใ จ แ ล ว ห น ว ย ง า น ภ า ค รั ฐ ก็ จ ะ ข า ด
งบประมาณสวนหน่ึงในการทํางาน และกฎหมาย
บา นเมืองอาจถูกมองขามและไมศักด์ิสิทธ์ิ
การเลือกต้ังจะประสบความสําเร็จเพียงใด ประการ
สําคัญจึงขึ้นอยูกับความไววางใจของสาธารณชนวา
ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ก า ร เลื อ ก ต้ั ง จ ะ ทํ า ให ก า ร เลื อ ก ตั้ ง
เปนไปโดยบรสิ ุทธ์ยิ ตุ ธิ รรมเพยี งใด
องคการจะสามารถดํารงอยูและประสบความสําเร็จ
มีความเจริญกาวหนาไดก็ตอเมือสมาชิกในองคการ
หรอื ผเู ก่ียวของมีความไววางใจรวมกนั เปน พืน้ ฐาน
๒.๒ แนวคดิ เก่ยี วกบั ปจ จยั ทมี่ ผี ลตอ ความไวว างใจทางการเมือง
ความไววางใจทางการเมือง สงผลตอการมีสวนรวมทางการเมือง จากเหตุการณความ
รุนแรงทางการเมืองท่ีเกิดขึ้นต้ังแตชวงป พ.ศ.๒๕๔๙-๒๕๕๓ สูญเสียไมต่ํากวา ๑๐๐ คน บาดเจ็บ
รวมถึงผูสูญหายอีกจํานวนหนึ่งที่ยังไมปรากฏขอมูล ความสูญเสียทางวัตถุ อาคาร สถานที่ตางๆ อีก
หลายแหงสังคมไทยในชวงเวลาที่ผานมา ประชาชนไมสามารถพูดคุยเรื่องความคิดเห็นทางการเมือง
อยางเปนการท่ัวไป แมกระทั่งการพูดคุยกับญาติหรือเพ่ือนสนิท การแตกแยกกันเปนฝกฝายของ
ประชาชนตามความเห็นท่ีตางกันไปตามขั้วการเมือง ทําใหประเทศชาติออนแอ สงผลตอการพัฒนา
ประเทศ มูลเหตุเริ่มตนจากอํานาจกิเลสของประชาชนและนักการเมืองที่สมยอม “ไมมีนักการเมืองที่
ไหนไมโกงกินหรอก แตยังไงก็ขอใหพอกินนอยๆ หนอยกแ็ ลวกัน แลวบริหารประเทศใหฉันไดมีอยูกิน
บา งนะ” ทจุ ริตขยายทุกวงการ มที ้งั เห็นดวยและตอตา น
กระแสทางการเมือง คือ ประชาชนแสดงพฤติกรรมตอตานอํานาจรัฐ เกิดกลุมตอตาน
อํานาจรัฐและกลุมสนับสนุนอํานาจรัฐ นําไปสูการสรางแนวคิดทางการเมือง กระบวนการปลูกฝง
อบรม หลอหลอมกลอมเกลาทางการเมืองทั้งทางตรงคือจากสถาบันการศึกษา และทางออม มี
วัฒนธรรมที่ตางกัน วัฒนธรรมทางการเมืองแบบน้ีปรากฏอยูในสังคมไทยผลัดเปล่ียนไปมาในสังคม
การเมืองไทยมาโดยตลอด การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในสังคมใหเขมแข็งจึงตองพิจารณาถึง
๒๔
วัฒนธรรมทางการเมือง และโครงสรางทางการเมืองดวย ประกอบดวยกลุมทางการเมือง อุดมการณ
ซ่ึงมีการปรับเปลี่ยน แลกเปลี่ยน ประยุกตใชใหเกิดประโยชนทางการเมือง สงผลกระทบหลากมิติ
วัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตย กระแสสังคมไทยสมานฉันท : ความคิดทางการเมือง
กระบวนการสรางความสมานฉันท การแสดงความคิดทางการเมืองระดับชุมชนสะทอนการเมือง
ระดับประเทศ รูปแบบและวิธีการแลกเปล่ียนความคิดทางการเมือง สูการยอมรับความแตกตางของ
สังคมไทย กอเกิดกระบวนการสรางความสมานฉันทเพื่อทองถิ่นเขมแข็ง การคนหาชุมชนตนแบบ
การเมืองใหม และใชเปนขอมูลพ้ืนฐานเพ่ือการวางแผนพัฒนาการเมือง การประยุกตใชกิจกรรม
ทางการเมืองสรางชุมชนเขมแข็งแบบสมานฉันท การขยายแนวคิด องคความรูการเมืองแบบ
สมานฉันทสูองคกรอ่นื ๆ โดยเฉพาะสถานศึกษาทุกระดบั สงเสริมใหเ กดิ การเรยี นรูแบบบรู ณการสรา ง
การมีสวนรวมทางการเมือง แมวาการมีสวนรวมยังมีการแอบแฝงเงินอํานาจ แตประชาชนก็กลา
แสดงออกวถิ ีประชาธปิ ไตย
คนอยากเลือกต้ัง จัดกจิ กรรมแสดงพลงั ในจดุ ยืน “ไมเลอื่ น ไมล ม ไมต อ เวลาการเลือกต้งั ”
พรอมกับศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศ ทม่ี ีการจัดกิจกรรมไปพรอ มกัน สําหรับบรรยากาศบริเวณราช
ประสงค มีกลุมประชาชนทยอยมารวมงานอยางตอเน่ือง ตั้งแตกอนเวลานัดหมาย โดยมีการชูปาย
ขอความ “เลือกตั้ง ๒๔ ก.พ. ๒๕๖๒ ไมเลื่อนเลือกตั้ง” รวมถึง คสช. ออกไป โดยมีเจาหนาที่ตํารวจ
ในและนอกเครอ่ื งแบบ คอยดูแลความสงบเรยี บรอ ย กลุมคนอยากเลือกต้ังออกแถลงการณยนื่ คําขาด
ถงึ รฐั บาล คสช. ดงั น้ี
ไมเล่ือนวันเลือกต้ังใหเลยหลัง ๑๐ มี.ค. ๒๕๖๒ เพราะจะเสี่ยงให กกต.ไมสามารถ
ประกาศผลการเลือกต้ังภายในกรอบ ๑๕๐ วัน อาจสงผลทําใหการเลือกต้ังขัดรัฐธรรมนูญ และ
กลายเปนโมฆะ ไมลมเลื่อนต้ังดวยเลหกลหรือขออาง เทคนคิ ทางกฎหมายใด ท้ังที่มีความพยายามทํา
อยูในวันน้ี และท่ีจะมีในอนาคต ไมตอเวลาใหกับการดํารงอยูในอํานาจของตนเอง ผานกลไกตาม
รัฐธรรมนูญท่ีเขียนข้ึน เพื่อสรางความไดเปรียบ ไมวาจะในรูปใชเสียง ส.ว. ๒๕๐ คน จากการแตงตั้ง
มาสนับสนุนการสืบทอดอํานาจใชความเปนรัฐบาลท่ีมีอํานาจเต็ม ใชงบประมาณและโยกยาย
ขาราชการอยางไรการตรวจสอบระหวางชวงเวลาหาเสียงเลือกตั้ง รวมถึงการเลือกปฏิวัติ เอื้อ
ประโยชนใหกับพรรคที่ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการสืบทอดอํานาจ ซึ่งลวนเปนการโกงการเลือกตั้งท้ังสิ้น
การลดการโกงกินไดตอเมื่อประชาชนเต็มใจท่ีจะเขามามีสวนในการเลือกตั้ง รวมในทางการเมือง
เพือ่ ใหไดคนหรอื พรรคท่ีเปนตัวแทนของตนเอง และจะเปนไปตามที่ตัง้ ความหวงั และใหความไววางใจ
ไดหรอื ไมนนั้ ประชาชนจะตอ งตดิ ตามทุกกระบวนของการมสี ว นรวม
๒.๒.๑ ปจจยั ดานนโยบาย
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐ จะมีผลใชบังคับ
แลวตั้งแตวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๐ เปนตนมา โดยมีบทบัญญัติกําหนดให พรรคการเมืองที่จัดตั้งข้ึน
ตองเริ่มดําเนินการตางๆ ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกําหนด จากผลการเลือกต้ังท่ีออกมา พรรค
การเมืองท่ีไดเขามาทําหนาท่ีบริหารประเทศ โดยประชาชนเจาของประเทศที่จะเปนผูมีอํานาจ
ตัดสินใจและใหคําตอบท่ีดีท่ีสุดแกสังคม ในขณะที่พรรคการเมืองเองหากตองการจะเปนผูไดรับชัย
ชนะในสนามเลือกต้ังครั้งนี้คงตองมีกลยุทธในการหาเสียงที่เหมาะสมกับสภาพบริบทของสังคมไทยใน
๒๕
ปจจุบัน อีกทั้งตองมีนโยบายพรรค ที่ตอบสนองความตองการที่แทจริงของประชาชนอยางเปน
รูปธรรมและมีความยั่งยืน ดังน้ัน ในการจัดทํานโยบายของพรรคการเมือง จึงถือเปนเรื่อง ที่มี
ความสําคัญยิ่ง ท่ีตองมีการพิจารณาอยางรอบคอบและครอบคลุมในทุกๆ ดาน ที่สําคัญคือ ตอง
ตอบสนองความตองการของประชาชน มีวิสัยทัศน โดยคํานึงถึงความเปล่ียนแปลงของสังคม
สภาพแวดลอม และความตองการในอนาคต ซ่ึงจากการศึกษาพบวามีปญหาและขอจํากัดหลายๆ
ประการท่ีสงผลตอการกําหนดนโยบายในหลายๆ เรื่อง ความสัมพันธระหวางประชาชนผูใชสิทธิ
เลือกตั้งกับพรรคการเมืองจะมีสัมพันธภาพท่ีดีมากนอยเพียงใดเปนไปตามระดับความกาวหนาของ
ระบอบประชาธิปไตย โดยสงิ่ ท่คี วรตองมีการพัฒนาคือ นโยบายพรรคการเมอื ง26๒๗
ยุคที่การเลือกต้ังมีการแขงขันเพ่ิมสูงข้ึน พรรคการเมืองแตละพรรคพยายามใชนโยบาย
พรรคในการหาเสียง นโยบายพรรคการเมือง ก็เริ่มถูกนํามาใชเปนองคประกอบของพรรคเพ่ิมมากข้ึน
ประกอบกับในขณะนั้นประเทศประสบกับปญหาในหลายๆ ดาน ทั้งดานการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
สงผลใหในหลายภาคสวน ตองมีการคิดแกปญหาและมีการวางแผนอยางเปนระบบ ทําใหพรรค
การเมืองตองมีการออกนโยบายมาใชเปนแนวทางในการบริหารประเทศ บุคคลที่ทําหนาที่ตรวจสอบ
นโยบายพรรคการเมือง คือ นักวิชาการ ซ่ึงถือเปนบุคคลภายนอกกลุมที่ ๒ สวนประชาชนผูใชสิทธิ
เลือกตั้งเปนเพยี งผูรับฟงการโฆษณานโยบายพรรคการเมอื ง ไมมโี อกาสซกั ถามและตรวจสอบถงึ ความ
เปน ไปไดในทางปฏิบัติ เพราะพรรคการเมืองใชวธิ กี ารสื่อสารเพียงฝายเดียวใหประชาชนรับฟงไว แลว
นําไปพิจารณาตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้ง บุคคลกลุมที่ ๓ ท่ีเขามามีบทบาทวิจารณและตรวจสอบ
นโยบายพรรคการเมือง คือ ส่ือมวลชน ซ่ึงการวิพากษวิจารณของส่ือมวลชนตอนโยบายพรรค
การเมืองไดรับความสนใจเพ่ิมขึ้น เพราะมีการเปรียบเทียบใหเห็นถึงนโยบายของแตละพรรค ขอดี
ขอเสีย ทําใหพรรคการเมืองแตละพรรคมีการเพิ่มความระมัดระวังในการเขียนนโยบาย คํานึงถึง
สาระสําคัญความเปนไปไดในทางปฏิบัติ ซึ่งประชาชนก็ไมสามารถรูไดวานโยบายตางๆ ท่ีพรรค
การเมืองแตละพรรคนําเสนอขึ้นมาน้ัน เปนนโยบายที่ทําไดจริง เปนที่ตองการของประชาชนคนสวน
ใหญหรือไมหรือเปนเพียงแคนโยบายขายฝน มีผลประโยชนสวนตนแอบแฝงเพ่ือแลกเปลี่ยนกับ
คะแนนนิยมหรือเพ่ือจูงใจใหผูมีสิทธิลงคะแนนเสียงใหเพียงเทาน้ัน ทําใหแตละพรรคมีการกําหนด
นโยบายท่เี ปนจดุ ขายเดนๆ เพ่อื ใหประชาชนไดต ัดสนิ ใจเลอื กคนของพรรคตน
นโยบายเปนเครือ่ งมือสําคัญตอการกาํ หนดทศิ ทางการทาํ งานของพรรค ท่เี ปน รัฐบาลตอง
สนใจท่ีจะกําหนดนโยบายทด่ี ีและใหม ีการนํานโยบายไปปฏิบตั ิไดอยา งมีประสทิ ธภิ าพและประสิทธิผล
เพ่ือสรางความอยูดีมีสุข ความเสมอภาค และความเปนธรรมใหกับประชาชนและความเจริญใหแก
ประเทศนโยบายถือเปนปจจัยสําคัญในการกําหนดความสําเร็จและความลมเหลวในการบริหาร
ประเทศ นอกจากน้ันยังสงผลกระทบตอฝายตางๆ ท่ีเกี่ยวของในสังคมโดยเฉพาะประชาชน เนื่องจาก
นโยบายของพรรคการเมืองเปนส่ิงที่ตองมีการเผยแพรออกสูสาธารณชน ทําใหประชาชนผูมีสิทธิออก
เสียงเลือกตั้งสามารถตัดสินใจเลือกผูสมัครหรือพรรคการเมืองท่ีผูสมัครรับเลือกต้ังสังกัดไดงายและ
๒๗ ทิพยพาพร ตันติสุนทร, มองนโยบาย (พรรคการเมือง) แลวมองตัวเอง, สถาบันนโยบายศึกษา
[ออนไลน], แหลง ทม่ี า: http://www.fpps.or.th/news.php?detail=n1125858898.news [๒ ตุลาคม ๒๕๖๓].
๒๖
สะดวกมากขึ้น27๒๘ นักวิชาการดานนโยบายศาสตรไดให ความหมายนโยบายสาธารณะไวอยาง
หลากหลาย ขนึ้ อยูกับความสนใจและวัตถุประสงค นโยบายสาธารณะ เปนแนวทางปฏบิ ัติของรฐั บาล
ซึ่งกําหนดวัตถุประสงคแนนอนไมทางใดก็ทางหนึ่ง คือ เพื่อแกปญหาในปจจุบัน เพื่อปองกันหรือ
หลีกเลี่ยงปญหาในอนาคต และเพื่อกอใหเกิดผลที่พึงปรารถนา รัฐบาลมีความจริงใจและจริงจังท่ีจะ
นํานโยบายไปปฏิบัติ และนโยบายอาจเปนบวก หรือเปนลบ หรืออาจเปนการกระทําหรืองดเวนการ
กระทาํ กไ็ ด28๒๙ โดยลกั ษณะปจจยั ที่สง ผลตอ ความไวว างใจมีดังน้ี
๑. นโยบายวา ดว ยทอ งถนิ่
ปญหาการนํานโยบายรัฐบาลไปสูการปฏิบัติ ประชาชนตองมีสวนรวมในการตัดสินใจ
นโยบายเปน ภาพฉายใหญท่ีสะทอนภาพไดหลายมิติมุมมอง ถอื เปนแกน สารสาระในการดาํ เนินกิจการ
ทองถิ่นน้ีเปนอยางยิ่ง เพราะเปนกระบวนการของการมีสวนรวมในการตัดสินใจของประชาชน
“นโยบายท่กี ินได” ของทอ งถิ่นสงผลตอคุณภาพชีวิตของทองถ่ิน เพราะ “การปกครองทองถิ่นคือฐาน
รากของประชาธปิ ไตย” ประเด็นยุทธศาสตรการพัฒนาของ อปท.เปน “ปญหาการนาํ นโยบายรฐั บาล
ไปสูการปฏิบัติ” โดยราชการสวนภูมิภาคท่ีรบั คําสั่งและนโยบายมาจากราชการสวนกลาง ไดนํามาใช
กับราชการสวนทองถิ่นดวย เปนการบริหารราชการท่ีทําใหทองถิ่นขาดความเปน อิสระ เปนทัศนคติท่ี
ไมดี เปนปฏิปกษตอหลักการปกครองทองถิ่นอยางรายแรง เพราะราชการสวนทองถ่ินนั้นจะตองนํา
ความเดือดรอนความตองการของประชาชนในเขตพื้นที่มาเปนนโยบายและนําไปสูการปฏิบัติไมใชให
อปท. ไปนํานโยบายรัฐบาลมาปฏิบัติโดยตรง ถือเปนทัศนคติที่ผิดหลักการนําความเดือดรอนใหแก
ประชาชนในทองถ่ินท่ัวประเทศ ดวยแนวคิดแบบน้ีทําใหงบประมาณทองถ่ินกวารอยละ 50-60 จึง
ตองเสียไปเทศบาลและอบต.ขนาดเล็กจงึ เหลือเมด็ เงนิ พฒั นาทองถ่ินแตล ะปนอ ยลง
ประเด็นสําคัญในการจัดทําแผนพัฒนาและการประสานแผนทองถิ่น ท่ีกรมสงเสริมการ
ปกครองทองถ่ิน (สถ.) กําหนดใหประเด็นการพัฒนาของ อปท.ตองสอดคลองกับแผนพัฒนาจังหวัด
กลุมจังหวัดยุทธศาสตรชาติ มีขอดีคือทําใหยุทธศาสตรชาติไมหลงทาง มีขอเสีย คือทองถิ่นถูกจํากัด
แนวคิดสรางสรรค เพราะ อาจมีแตเร่ืองแนวทางการพัฒนาทีซํ้าซาก และหากขาดการสื่อสาร
ประสานงานแนะนําย่ิงไมดี เม่ือแนวคิดสรางสรรคถูกจํากัด แนนอนการสรางภาพ มโนภาพในการ
พฒั นาจึงเกิดข้ึน เปนการทํางานเอาหนา ท่ขี าดความจรงิ จงั สวนทางกบั “ความมงุ มนั่ ในการวเิ คราะห
ความเหมาะสม เพื่อการนําไปสูการตัดสินใจในเรื่องสวนรวม และเปนการวางแผนรวมกันอยาง
เปดเผย อันเปนหัวใจของการพัฒนาทองถ่ิน” ไมเกดิ ในทางปฏิบัตดิ วยระบบการจัดสรรโครงการใหญ
ท่ถี กู ล็อกสเปกถกู ส่งั การมาจากตน ทางสว นกลาง ท่ีมีการล็อกเปาหมายไวแลว มีการวิง่ เตนซือ้ งานของ
๒๘ สนธิกาญจน เพ่ือนสงคราม, “กรอบนโยบายสาธารณะท่ีดีที่พรรคการเมืองของไทย ควรนํามา
ประกอบการจัดทาํ นโยบายการบรหิ ารประเทศ”, รฐั สภาสาร, ปท่ี ๖๕ ฉบบั ที่ ๑๑ (พฤศจิกายน ๒๕๖๐): 9.
๒๙ ถวัลยรัฐ วรเทพพุฒิพงษ, การกําหนดและวิเคราะหนโยบายสาธารณะ: ทฤษฎี และการ
ประยกุ ตใช, (กรุงเทพมหานคร: สถาบนั บณั ฑติ พัฒนาบริหารศาสตร, ๒๕๔๑), หนา 5.
๒๗
ผูรับเหมาอยูท่ัวไปเปนจํานวนมาก ดวยความมุงหวังใหมีความสอดคลองนโยบายของทองถิ่นกับการ
พัฒนาจังหวัด
นโยบายทองถ่ินที่ผานมา ท่ีผานมาการเมืองทองถ่ินไมเกิดสาระตอการพัฒนาทองถิ่นมาก
นัก ดวยสาเหตใุ นหลายประการอาทิ
(๑) เปน เรือ่ งการตอ รองอํานาจทางการเมือง
(๒) เปนการแยง ชิงโครงการงบประมาณพัฒนาลงในพ้ืนทต่ี นเอง
(๓) การขอโครงการแบบนํางบประมาณไปดําเนินการเอง มีปญหาการสงใชเงินยืม จน
เปน ปญ หาทว งตงิ จาก สตง. ผูกพนั มาอยา งตอเนอ่ื ง
(๔) การไมเขาใจภารกิจหนาท่ีทองถ่ินอยางถองแท มองแตเรื่องโครงการกอสรางเพราะ
ใชเม็ดเงินไดมากกวา ไมมีองเร่ืองสาธารณภัยความเดือดรอนของชาวบาน เชนความสงบเรียบรอย
ภายใน โรคระบาดท้ังพืชสัตวและมลภาวะ สุขาภิบาล สิ่งแวดลอม การศึกษา การพัฒนาชุมชน การ
พัฒนาอาชีพ การสังคมสงเคราะห ฯลฯ เปนตน
นอกจากนี้การบงั คบั ใชก ฎหมายหละหลวม มีการเลือกปฏิบตั ิหรือหลบเลี่ยงเลือกทําทําให
ระบบราชการประจําออนแอรวนไปหมดทั้งระบบ เจาหนา ที่ผูปฏบิ ัตงิ านเสยี ศนู ยการทํางานขาดความ
โปรงใส หวดระแวง ไมมีความเชื่อมั่น ตองคอยหลบหลีกหนวยตรวจสอบ ดวยความเสี่ยงในความรับ
ผิดทางละเมดิ หรือทางอาญามากข้นึ ดวยความไมแนนอนในการใชอํานาจในของฝายการเมืองทองถิ่น
ในหลายรูปแบบ กระบวนการบริหารงานขาดความโปรงใสสุมเสี่ยงตอการทุจริตการแสวงประโยชน
สวนตัวหรือการทับซอนในผลประโยชน นอกจากน้ีในสวนของสมาชิกสภา หลายแหงเปนสภา
รบั เหมาทงั้ ขาเล็กขาใหญ ทาํ ใหร ะบบการควบคุมภายในออ นแอเสียหาย
มหาดไทยตองมีมาตรฐานในการกํากับดวยความสุจริตโปรงใส เพราะขาราชการสวน
ทองถิ่นฝายประจําเปน “ผูขับเคล่ือนทองถิ่น” ไมใชฝายการเมืองที่เขามาตามวาระ เขามาเพื่อแสวง
ประโยชน มีการแบงพวกแบงฝกแบงฝาย เกิดความแตกแยกในกลุมประชาชนตามวิถีปกติของ
นักการเมืองและมีปญหาบกพรองในจริยธรรมท่ีมากกวาฝายขาราชการเพราะฝายการเมืองไมมีโทษ
ทางวนิ ยั เหมือนฝายประจาํ
ปญหาการปฏิบัติงานของ อปท. มีขอจํากัดที่มากขึ้น ดวยความไมแนนอนของสวนกลาง
ในเรอื่ งการกระจายอํานาจ และโดย “การกํากบั ดูแล” ที่มีแนวโนมเปลี่ยนเปน “การบังคับบัญชา” ท่ี
มากขึน้ การรายงานขอ มูลตามส่ังการจากหนวยเหนอื ขาดทศิ ทางกรอบในการชี้แนะนําท่ีชัดเจน ทําให
การรายงานกจิ กรรมตาง ๆ ของ อปท. ขาดความนาเชือ่ ถือของขอ มูลในการรายงาน เชน การรายงาน
จํานวนสัตวโรคพิษสุนัขบา การรายงานความเสียหายดานสาธารณภัยตาง ๆ การรายงานขอมูล
ปริมาณขยะ ขยะพิษ หรือการรายงานขอมูลเชิงคุณภาพตาง ๆ เปนตน เพราะระบบการขอขอ มูลเม่ือ
วานแตวันนี้ตองรายงานใหได สวนขอมูลจะมาจากท่ีใดไมสําคัญขอใหม ีรายงานี้เปนการบรหิ ารจัดการ
ขอมูลยุค ๔.๐ ที่ขาดระบบการตรวจสอบควบคุมท่ีสงผลกระทบตอความเชื่อในฐานขอมูลเปนอยาง
มาก นอกจากนี้ ในภารกิจหนาท่ีของทองถ่ินไมมีการกําหนดสวนราชการ (สํานัก หรือกอง) ใหครบ
ครอบคลุมในทุกภารกิจสาํ คัญ เชน กองสาธารณสุขและสิ่งแวดลอม กองสวัสดิการสังคม กองสง เสริม
๒๘
การเกษตร กองการประปา เพื่อรองรับภารกิจการถายโอนที่มีความพรอมหรือเพ่ือการปฏิบัติหนาที่
ตามภารกิจไดอ ยางเต็มเม็ดเต็มหนวย เปน ตน 29๓๐
๒. การบรกิ ารสาธารณะ (Public Service)
“การบริการสาธารณะ” หมายถึง กิจการที่อยูในความอํานวยการหรืออยูในการควบคุม
ของฝายปกครองท่ีจัดทําข้ึน โดยมีวัตถุประสงคเพ่ือตอบสนองความตองการสวนรวมของประชาชน
๑๐ กลาวอีกนัยหน่ึง บริการสาธารณะเปนกิจกรรมที่เก่ียวของกับประโยชนสาธารณะท่ีดําเนินการ
จัดทําข้ึนโดยบุคคลในกฎหมายมหาชน หรือโดยเอกชน ซึ่งฝายปกครองตองใชอํานาจในการกํากับ
ดูแลบางประการและอยูภายใตระบบพิเศษ ท้ังน้ี บริการสาธารณะแบงออกเปน ๓ ประเภทใหญ ๆ
ดงั นี้ คอื
๑. บริการสาธารณะปกครอง คือกิจกรรมท่ีโดยสภาพแลวเปนงานในหนาท่ีของฝาย
ปกครองท่ีจะตองจัดทําเพื่อตอบสนองความตองการของประชาชน โดยสวนใหญแลวจะเปนเรื่องการ
ดูแลความปลอดภัยและความสงบสุขของชุมชนซึ่งรัฐหรือฝายปกครองจัดทําใหประชาชนโดยไมตอง
เสยี คา ตอบแทน นอกจากนีเ้ นอื่ งจากเนื้อหาของบรกิ ารสาธารณะทางปกครองจะเปนเร่ืองที่เปนหนาที่
เฉพาะของฝายปกครองท่ีตองอาศัยเทคนิคพิเศษ รวมท้ังอํานาจพิเศษของฝายปกครองตามกฎหมาย
มหาชนในการจัดทําบรกิ ารสาธารณะดว ย
ดงั น้ันบริการสาธารณะประเภทน้ีฝายปกครองจึงไมสามารถมอบใหองคก รอ่นื หรือเอกชน
เขามาดําเนินการแทนได ตัวอยางบริการสาธารณะทางปกครองดังกลาวขางตน เชน กิจกรรมท่ี
เกี่ยวของกับการรักษาความสงบภายใน การปองกันประเทศ การสาธารณสุข การอํานวยความ
ยุติธรรมการตางประเทศ และการคลัง เปนตน ซ่ึงแตเดิมน้ัน บริการสาธารณะทุกประเภทจัดวาเปน
บริการสาธารณะทางปกครองท้ังส้ิน แตตอมาเม่ือกิจกรรมเหลานี้มีมากข้ึน และมีรูปแบบและวิธีการ
ในการจดั ทําท่ีแตกตางกันออกไปจึงเกิดประเภทใหม ๆ ของบริการสาธารณะขึน้ มาอกี
๒. บริการสาธารณะทางอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม คือบริการสาธารณะท่ีเนน
ทางดานการผลิตการจําหนาย การใหบริการและมีการแบงปนผลประโยชนที่ไดรับดังเชนกิจการของ
เอกชน(วิสาหกิจเอกชน) ซ่ึงมีความแตกตา งกับบรกิ ารสาธารณะทางปกครองอยูดวยกัน ๔ ประการคือ
(๑) วัตถแุ หงบริการบริการสาธารณะทางปกครองจะมวี ัตถุแหงบริการเพ่ือสนองความ
ตองการของประชาชนในประเทศแตเพียงอยางเดียว สวนบริการสาธารณะทางอุตสาหกรรมและ
พาณิชยกรรมนั้น มีวัตถุแหงบริการดานเศรษฐกิจเหมือนกับวิสาหกิจเอกชน คือเนนทางดานการผลิต
การจําหนาย การใหบ ริการและมีการแบงปนผลประโยชนท ไี่ ดร ับดงั เชนกิจการของเอกชน
(๒) วิธีปฏิบัติงาน บริการสาธารณะทางปกครองจะมีวิธีปฏิบัติงานท่ีรัฐสรางขึ้นมาเปน
แบบเดียวกันมีระบบบังคับบัญชาซึ่งใชกับผูปฏิบัติงานทุกคน ในขณะที่บริการสาธารณะทาง
๓๐ สยามรัฐ, นโยบายวาดวยทองถิ่น [ออนไลน] , แหลงท่ีมา : https://siamrath.co.th/n/94410 [25
ตุลาคม 2563].
๒๙
อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมจะมีวิธีปฏิบัติงานที่สรางข้ึนมาเองแตกตางไปจากบริการสาธารณะที่มี
ลกั ษณะทางปกครอง ท้งั นี้ เพอื่ ใหเ กดิ ความคลองตัวและเหมาะสมในการดําเนนิ การ
(๓) แหลง ท่ีมาของเงินทนุ บรกิ ารสาธารณะทางปกครองจะมแี หลงทม่ี าของเงนิ ทุนจาก
รัฐแตเพียงอยางเดียว โดยรัฐจะเปนผูรับผิดชอบเงินทุนท้ังหมดท่ีนํามาใชจายในการดําเนินการสวน
บริการสาธารณะทางอุตสาหกรรม และพาณิชยกรรมนั้น แหลงรายไดส วนใหญจ ะมาจากคาตอบแทน
การบริการของผใู ชบรกิ าร
(๔) ผูใชบริการสถานภาพของผูใชบริการสาธารณะทางปกครองน้ันจะถูกกําหนด โดย
กฎขอบังคับท้ังหมด ซ่ึงรวมต้ังแตการกําหนดองคกร การจัดองคกรและการปฏิบัติงาน ดังนั้น
ความสัมพันธระหวางผูใชบริการกับผูใหบริการสาธารณะประเภทน้ีจึงมีลักษณะเปนนิติกรรมที่มี
เง่ือนไขและไมเทาเทียมกันในขณะที่ความสัมพันธระหวางผูใชบริการของบริการสาธารณะทาง
อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมจะมีลักษณะเสมอภาคกัน เพราะถูกกําหนดโดยสัญญาตามกฎหมาย
เอกชน
๓. บริการสาธารณะทางสังคมและวฒั นธรรม คอื บริการสาธารณะท่ีเปน การใหบรกิ ารทาง
สังคมและวัฒนธรรมที่ตองการความอิสระคลองตัวในการทํางานโดยไมมุงเนนการแสวงหากําไรเชน
การแสดงนาฏศลิ ป พพิ ธิ ภัณฑ การกีฬา การศึกษาวจิ ยั ฯลฯ
ดังน้ัน การบริการสาธารณะจึงเปนการดําเนินการของรัฐหรือฝายปกครองในกิจการท่ีอยู
ในความอํานวยการหรือในกํากับดูแลของฝายปกครองที่จัดทําเพื่อสนองความตองการสวนรวมของ
ประชาชนทุกคน ทั้งดานการศึกษา สุขภาพอนามัย การทํางาน การมีรายได รวมถึงการเขาถึง
กระบวนการยุติธรรม และการบริการทางสังคม โดยรัฐหรือฝายปกครองตองดําเนินการใหอยาง
เหมาะสม และมีคุณภาพ เพ่ือสนองตอบตอความจําเปนข้ันพื้นฐานของประชาชนใหมีคุณภาพท่ีดีข้ึน
และสามารถพ่ึงตนเองไดอยางท่ัวถึง เหมาะสม และเปนธรรม อันจะเปนการชวยลดความเหลื่อมลํ้า
ของสังคมและรายได รวมถึงทาํ ใหเศรษฐกจิ โดยรวมดีขึน้ เมื่อผมู ีรายไดน อย หรือผูด อ ยโอกาสในสังคม
สามารถเขาถึงการบริการสาธารณะตาง ๆ ไดอยางทั่วถึง เหมาะสมและมีคุณภาพ ก็จะทําใหบุคคล
เหลานั้นสามารถพฒั นาตนเองใหเจริญเตบิ โตเปน ทรัพยากรของชาติท่ีมีคุณภาพตอไป โดยท่ีการจัดทํา
บริการสาธารณะมคี วามจาํ เปนอยา งยงิ่ ท่ตี อ งดําเนนิ การตามหลกั นิตธิ รรม
ดังนั้น หลักเกณฑสําคัญในการจัดทําบริการสาธารณะจึงไดถูกสรางขึ้นมาใหมีสวนคลาย
กับหลักทั่วไปของกฎหมายเกี่ยวกับบริการสาธารณะ เพื่อเปนแนวทางในการพิจารณาถึงสถานภาพ
ของบรกิ ารสาธารณะ กฎเกณฑข องบริการสาธารณะ อันประกอบดวยหลัก 3 ประการคือ
๑. หลักวาดวยความเสมอภาค
เปนหลักเกณฑที่สําคัญประการแรกในการจัดทําบริการสาธารณะ ท้ังน้ีเนื่องจากการท่ีรัฐ
เขามาจัดทําบริการสาธารณะน้ัน รัฐมิไดมีจุดมุงหมายท่ีจะจัดทําบริการสาธารณะข้ึนเพ่ือประโยชน
ของผูหนึ่งผูใดโดยเฉพาะ แตเปนการจัดทําเพื่อประโยชนของประชาชนทุกคน กิจการใดท่ีรัฐจัดทํา
เพ่ือบุคคลใดโดยเฉพาะจะไมมีลักษณะเปนบริการสาธารณะ ประชาชนทุกคนยอมมีสิทธิไดรับการ
ปฏิบัตหิ รือไดร ับผลประโยชนจากบริการสาธารณะอยา งเสมอภาคกัน เชน การใหบ ริการแกประชาชน
๓๐
การรับสมัครงาน รัฐตองใหบริการสาธารณะโดยเทาเทียมกัน จะเลือกปฏิบัติใหแกผูนับถือศาสนาใด
ศาสนาหนงึ่ หรือสผี วิ หรอื เพศใดเพศหนงึ่ มิได เพราะจะขัดกับหลักการดังกลา ว
๒. หลกั วาดว ยความตอเน่ือง
เน่ืองจากบริการสาธารณะเปนกิจการท่มี ีความจาํ เปนสําหรบั ประชาชน ดงั น้นั หากบริการ
สาธารณะหยุดชะงักลงไมวาดวยเหตุใดก็ตาม ประชาชนผูใชบริการสาธารณะยอมไดรับความ
เดือดรอนเสียหายได ดังนั้นตองมีความตอเนื่องตลอดเวลา เชน การไฟฟาจะมีการนัดหยุดงานเพื่อ
เรียกรองเงินเดือน โดยไมยอมจายไฟฟาใหแกทองถิ่นยอมทําไมได เพราะอาจทําใหเกิดความเสียหาย
แกประชาชนในทองถ่นิ น้ัน นอกจากน้ีหลักวาดวยความตอเน่ืองยังมีผลกระทบตอสัญญาทางปกครอง
กลาวคือเมื่อมีเหตุการณบางอยางเกิดขึ้นมีผลทําใหคูสัญญาฝายเอกชนที่ไดรับมอบหมายจากฝาย
ปกครองใหจัดทําบริการสาธารณะ ไมสามารถดําเนินการตามสัญญาตอไปไดตามปกติ ฝายปกครอง
อาจเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกสัญญาได เพ่ือประโยชนสาธารณะแลว ฝายปกครองก็จะเขาดําเนินการ
เองเพื่อใหเ กิดความตอ เนอ่ื งหรือหากเปนกรณีที่เอกชนตองรับภาระมากขึ้น ฝา ยปกครองก็อาจตองเขา
ไปรวมรับภาระกบั เอกชน เพื่อใหเ กิดความตอเนื่องดวยเชนเดียวกนั
๓. หลกั วาดว ยการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
บริการสาธารณะท่ีดีน้ันจะตองสามารถปรับปรุงแกไขไดตลอดเวลาเพ่ือใหเหมาะสมกับ
เหตุการณและความจําเปนในทางปกครอง ที่จะรักษาประโยชนสาธารณะรวมท้ังปรับปรุงใหเขากับ
วิวัฒนาการของความตองการสวนรวมของประชาชนดวย เชน เอกชนที่ไดรับมอบอํานาจจากฝาย
ปกครองใหเดินรถประจําทางแตเดิมใชรถประจําทาง 3 คันก็เพียงพอแตเมื่อเวลาผานไปจํานวน
ผูใชบริการก็มีมากขึ้น ความตองการก็มากข้ึน ยอมตองมีการปรับปรุงเปล่ียนแปลงใหทันสมัย ถาไม
ปรับปรุงฝา ยปกครองก็อาจบอกเลิกสัญญากบั เอกชนท่ีไดร บั มอบอาํ นาจจากฝา ยปกครองนั้นได30๓๑
การบริการสาธารณะ หมายถึง การบริการหรือกิจกรรมที่รัฐจัดทําข้ึนเพื่อประโยชน
สาธารณะหรือเพ่ือตอบสนองความตองการของสวนรวม โดยเปนกิจการที่อยูในความอํานวยการหรือ
อยใู นความควบคมุ ของฝา ยปกครองที่จดั ทําขนึ้ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเพ่อื สนองความตอ งการสว นรวมของ
ประชาชน31๓๒ อนั เปนการพัฒนาคุณภาพชีวิตท่ีดีใหแกประชาชนและสรางการพัฒนาทั้งดา นเศรษฐกิจ
และสงั คมใหกบั ทอ งถ่นิ รวมถึงการพฒั นาประเทศชาติในภาพรวม โดยมหี ลักการที่เปนประเดน็ สําคัญ
ในการจัดบริการสาธารณะคือการจัดบริการสาธารณะตองดําเนินการเพ่ือกอใหเกิดประโยชนแก
๓๑ กรพจน อัศวินวิจิตร, “หลักนิติธรรมกบั การบรกิ ารสาธารณะของรัฐ”, วารสารศาลรัฐธรรมนูญ, ป
ที่ ๑๙ เลมท่ี ๕๕ (มกราคม-เมษายน ๒๕๖๐): ๖-๙.
๓๒ อรทัย กกผล, เคล็ดลับการจัดบริการสาธารณะทองถิ่น: บทเรียนจากรางวัลพระปกเกลา’ ๕๑,
(กรงุ เทพมหานคร: บริษัทสเจริญ การพมิ พจ ํากัด, ๒๕๕๒), หนา ๔.
๓๑
สวนรวม สามารถตอบสนองความตองการของทองถิ่น มีความเสมอภาค ความตอเน่ือง และความ
โปรงใสในการใหบ ริการ32๓๓
๒.๒.๑.๑ การจดั บรกิ ารสาธารณะโดยองคก รปกครองสว นทอ งถ่ินในประเทศไทย
พระราชบัญญัติกําหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวน
ทองถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ไดมีการกําหนดอํานาจและหนาที่ในการจัดบริการสาธารณะใหองคการบริหาร
สว นจงั หวัด เทศบาล เมืองพทั ยา องคการบรกิ ารสวนตําบล และกรุงเทพมหานคร มีอาํ นาจและหนาท่ี
ในการจัดบริการสาธารณะใหเปนไปตามที่ไดรับมอบหมาย และกําหนดใหรัฐบาลเปนผูจัดสรรเงิน
อดุ หนนุ และเงนิ จากการจัดสรรภาษแี ละอากร เพ่ือใหก ารดําเนนิ การดานบรุ ีการสาธารณะเปนไปอยา ง
มปี ระสิทธิภาพ33๓๔ โดยภารกิจท่ีองคก รปกครองสวนทอ งถ่ินไดรบั การถายโอนจากรฐั แบงออกไดเ ปน ๔
ดา นหลัก คือ ดานการจัดบรกิ ารสาธารณะที่เกย่ี วกบั โครงสรางพืน้ ฐาน เชน การสรา งถนน ทางระบาย
นาํ้ ไฟฟาสาธารณะ และการบริหารจัดการแหลงนา้ํ เพื่อการเกษตร ดานการสง เสรมิ คณุ ภาพชวี ิต เชน
การบริการศูนยพัฒนาเด็กเล็ก การบริการสาธารณะสุขมูลฐาน การจัดการศึกษาทองถิ่น และการ
บรกิ ารสถานท่ีพักผอนหยอนใจในทองถ่ิน ดานการจัดระเบียบชุมชน สังคม และรักษาความสงบ เชน
การปอ งกันอุบัติภัยทางถนน การปองกันและบรรเทาสาธารณภัย และการจดั บริการหอ งนํ้าสาธารณะ
ในทองถ่ิน และดานสุดทายคือ ดานการลงทุน ทรัพยากร สิ่งแวดลอม และศิลปวัฒนธรรม เชน การ
สงเสรมิ การทองเท่ียวและอาชีพ การพัฒนาปาชุมชน และการสงเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และ
จารตี ประเพณีทองถ่นิ 34๓๕ เปนตน
ยทุ ธศาสตรก รมสงเสริมการปกครองทองถน่ิ พ.ศ. ๒๕๖๐–๒๕๖๙ ในประเด็นยุทธศาสตรที่
๔ การสงเสริมและพัฒนาบริการสาธารณะของทองถิ่นท่ีมีคุณภาพเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนได
กาํ หนดแนวคิดของประเด็นยุทธศาสตรไ วว า จากปญหาความไมเทาเทียมในการพัฒนาของประเทศทํา
ใหเกิดปญหาความเหลื่อมล้ําและขอจํากัดในการเขาถึงบริการที่มีคุณภาพของรัฐ โดยเฉพาะประชาชน
ในพ้ืนที่ชนบท และประเด็นดังกลาวน้ีเชื่อมโยงโดยตรงกับภารกิจและหนาที่ตามกฎหมายขององคกร
ปกครองสวนทองถ่ิน ซึ่งมีหนาท่ีและอํานาจดูและและจัดทําบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะ
เพื่อประโยชนของประชาชนในทองถิ่นตามหลกั การพัฒนาอยางย่ังยนื รวมท้ังสงเสรมิ และสนับสนนุ การ
จัดการศึกษาใหแกประชาชนในทองถิ่น และนอกจากน้ันในบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ใหความสําคัญ
กับการจัดทําบริการสาธารณะและกจิ กรรมสาธารณะที่ตอ งสอดคลอ งกบั รายไดขององคก รปกครองสว น
๓๓ นราธิป ศรีราม, แนวคิดเก่ียวกับการจัดบริการสาธารณะของทองถิ่น, เอกสารการสอนชุด
วิชาการจัดบริการสาธารณะของทองถิ่น หนวยท่ี ๑-๗. (นนทบุรี: สํานักพิมพมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,
๒๕๕๗), หนา ๑-๒๕.
๓๔ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, พระราชบัญญัติกําหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอํานาจ
ใหแ กอ งคกรปกครองสว นทองถ่นิ พ.ศ. ๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร: สํานกั งานกฤษฎกี า, ๒๕๔๒), หนา ๕-๙.
๓๕ กรมสงเสริมการปกครองทองถ่ิน กระทรวงมหาดไทย, สรุปสาระสําคัญมาตรฐานการบริการ
สาธารณะขององคกรปกครองสวนทอ งถ่ิน, (กรุงเทพมหานคร: กรมสง เสรมิ การปกครองทองถิน่ , ๒๕๕๐), หนา ๑-
๖๘.
๓๒
ทองถิ่น และที่สําคัญคือความทาทายในการจัดบริการสาธารณสุขในรูปแบบการรวมดําเนินการกับ
เอกชนหรือหนวยงานของรัฐ หรือการมอบหมายใหเอกชนหรือหนวยงานของรัฐดําเนินการที่จะเปน
ประโยชนแกประชาชนในทองถิ่น และประเด็นที่ทาทายตอยุทธศาสตรการพัฒนาการสงเสริมการ
ปกครองทองถิ่นคือการเสริมสรางประสิทธิภาพการจัดบริการสาธารณะของทองถ่ินเพ่ือการหนุนเสริม
การเปนประเทศที่พฒั นาแลวและยทุ ธศาสตรประเทศไทย ๔.๐
การพัฒนาทอ งถิ่นทีผ่ านมาทําใหป ระชาชน ชมุ ชน กาวหนา ไปหลายดานทงั้ การเสริมสรา ง
ความม่ันคงในอาชีพ รายได หลายองคก รปกครองสว นทองถิน่ มบี ทบาทในการทําใหจาํ นวนคนยากจน
ลดลง และพัฒนาการบริการทางการศึกษาและสาธารณสุขใหขยายในทองถ่ินอยางทั่วถึงมากขึ้น แต
อยางไรก็ดีการแกไขปญหาความเหลื่อมล้ําและการพัฒนาคุณภาพชีวิตแกประชาชนตามภารกิจของ
องคกรปกครองสวนทองถิ่นยังเปนความทาทาย โดยเฉพาะทองถ่ินในพ้ืนที่หางไกล และการยกระดับ
คุณภาพในการจัดบริการสาธารณะใหมีมาตรฐาน เพ่ือประโยชนสุขของประชาชน และการรับมือกับ
ความเปล่ยี นแปลง และความจาํ เปนการพัฒนาของประเทศ35๓๖
ยุทธศาสตรที่ ๖ การบริหารจัดการในภาครัฐ การปองกันการทุจริตประพฤติมิชอบและ
ธรรมาภิบาลในสังคมไทย คือ
1. ปรับปรุงโครงสรางหนว ยงาน บทบาท ภารกจิ และคุณภาพบคุ ลากรภาครัฐ ใหมคี วาม
โปรง ใส ทนั สมยั คลอ งตัว มขี นาดท่เี หมาะสม เกิดความคมุ คา
2. ปรับปรุงกระบวนการงบประมาณ และสรางกลไกในการติดตามตรวจสอบการเงินการ
คลังภาครฐั
3. เพ่ิมประสทิ ธภิ าพและยกระดับการใหบรกิ ารสาธารณะใหไดม าตรฐานสากล
4. เพ่มิ ประสทิ ธิภาพการบริหารจัดการใหแกอ งคกรปกครองสวนทองถิ่น
5. ปองกนั และปราบปรามการทจุ ริตและประพฤตมิ ชิ อบ
6. ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมใหมีความทันสมัย เปนธรรม และสอดคลอง
กบั ขอบังคับสากลหรือขอตกลงระหวา งประเทศ36๓๗
สรุปไดวา การบริการหรือกิจกรรมท่ีรัฐจัดทําขึ้นเพื่อประโยชนสาธารณะหรือเพ่ือ
ตอบสนองความตองการของสวนรวม ในการจัดบริการสาธารณะคือการจัดบริการสาธารณะตอง
ดําเนินการเพื่อกอใหเกิดประโยชนแกสวนรวม สามารถตอบสนองความตองการของทองถ่ิน มีความ
เสมอภาค ความตอเนื่อง และความโปรงใสในการใหบริการ มีหนาท่ีและอํานาจดูและและจัดทํา
บริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชนของประชาชนในทองถ่ินตามหลักการพัฒนา
อยางย่ังยืน รวมท้ังสงเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาใหแกประชาชนในทองถ่ิน และการ
๓๖ กรมสงเสริมการปกครอง, ยุทธศาสตรกรมสงเสริมการปกครองทองถ่ิน พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๙,
[ออนไลน] , แหลง ทม่ี า: http://www.dla.go.th/visit/stategics.pdf [๒ ตลุ าคม ๒๕๖๓].
๓๗ องคการบริหารจงั หวัดเลย (อบจ.), ยุทธศาสตรการพัฒนาขององคกรปกครองสว นทองถ่ินในเขต
จังหวัดเลย (พ.ศ.๒๕๖๑-๒๕๖๕) องคการบริหารสวนจังหวัดเลย, [ออนไลน], แหลงท่ีมา: https://loeipao.go.
th/strategy?cid=3 [๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๓].
๓๓
พัฒนาการสงเสริมการปกครองทองถิ่นคือการเสริมสรางประสิทธิภาพการจัดบริการสาธารณะของ
ทองถ่นิ เพอ่ื การหนุนเสริมการเปนประเทศทพ่ี ัฒนาแลวและยุทธศาสตรประเทศไทย ๔.๐
๒.๒.๒ ปจ จยั ดานประสทิ ธผิ ลการทาํ งาน
๒.๒.๒.๑ ความหมายของประสทิ ธผิ ล
คําวา ประสิทธิผล (Effectiveness) ไดมีผูใหคํานิยามไวหลากหลายและมีความหมายท่ี
คลา ยคลงึ กนั ดังตอ ไปน้ี
ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒37๓๘ ไดใหความหมายของคําวา
ประสทิ ธผิ ล หมายถงึ ผลสาํ เร็จหรอื ผลทเ่ี กิดขนึ้
ความหมายของคําวา ประสิทธิผล (Effectiveness) วาเปนความสามารถในการท่ีจะ
บริหารงานใหไดผลผลิต (Output) มากที่สุด เมือ่ เปรยี บเทียบกบั วตั ถปุ ระสงคหรือเปา หมายทท่ี างฝาย
บริหารไดกําหนดไวตามสมการ ประสิทธิผล = ทางเลือกท่ีมีผลลัพธท่ีได > เปาหมายที่ไดกําหนด
เอาไว38๓๙
ประสิทธผิ ลคือการท่ีกลมุ สามารถทาํ งานทีไ่ ดร ับมอบหมายมาใหบรรลุตามวัตถุประสงคไ ด
และถอื วา เปนประสิทธิผลของกลุม 39๔๐
ความหมายของประสทิ ธิผลขององคการในมุมมองของตําแหนงการตอรองขององคการวา
หมายถึง เปนความสามารถขององคการในการไดมาของทรัพยากรท่ีหายากและมีมูลคาจาก
สภาพแวดลอมหรืออีกนัยหนึ่งก็คือเปนการประเมินดานความสามารถขององคการในฐานะที่เปน
ระบบการของการไดมาของทรัพยากร40๔๑
สรปุ ไดว า ประสิทธผิ ลน้นั คือ ความสามารถในการดาํ เนินงาน แลว ประสบผลสําเร็จ และมี
ระดับของการบังเกิดผลผลสําเร็จโดยตรงและครบถวนตามท่ีไดมีการบรรลุวัตถุประสงค ตาม
เปาหมายที่กําหนดไวล วงหนา ท้ังในดานผลผลิตและผลลพั ธของการดําเนินการจัดการ และเห็นเปนรู
ผลของงานชดั เจนตามการทํางาน
๓๘ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน, (กรุงเทพมหานคร: อักษรเจริญทัศน,
๒๕๕๔).
๓๙ วันวิสาข พวงมะลิ, “ปจจัยท่ีสงผลกระทบตอประสิทธิผลของการควบคุมภายในตามแนวทาง
COSO กรณีศึกษาการไฟฟาสวนภูมิภาคเขต ๑ (ภาคใต) จังหวัดเพชรบุรี”, วิทยานิพนธบัญชีมหาบัณฑิต สาขา
บัญชี, (คณะพาณชิ ยศาสตรและการบญั ช:ี มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร, ๒๕๕๔), หนา ๑๗.
๔๐ พิมพมาดา อณพัชทัศพงศ, “วัฒนธรรมมีองคการท่ีมีอิทธิพลตอประสิทธิผลขององคการ :
กรณีศึกษา สถาบันวิจัยวทิ ยาศาสตรส าธารณสขุ ”, วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต สาขาการจัดการสาธารณะ,
(คณะการจดั การและการทอ งเทย่ี ว มหาวิทยาลัยบูรพา, ๒๕๕๕), หนา ๑๗.
๔๑ ทิรัศมชญา พิพฒั นเพ็ญ และคณะ, “การประเมินประสิทธิภาพและประสิทธผิ ลการปฏิบัติราชการ
ของ เทศบาลนครสงขลา”, รายงานการวิจัย, (มหาวทิ ยาลัยหาดใหญ, ๒๕๕๗), หนา ๑๖-๑๗.