The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

2563 ความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดเลย THE POLITICAL TRUST OF PEOPLE TOWARDS LOCAL POLITICIANS IN LOEI PROVINCE พระไกรสร สุมโน (กันมา)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดเลย THE POLITICAL TRUST OF PEOPLE TOWARDS LOCAL POLITICIANS IN LOEI PROVINCE

2563 ความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดเลย THE POLITICAL TRUST OF PEOPLE TOWARDS LOCAL POLITICIANS IN LOEI PROVINCE พระไกรสร สุมโน (กันมา)

Keywords: 2563,ความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดเลย THE POLITICAL TRUST OF PEOPLE TOWARDS LOCAL POLITICIANS IN LOEI PROVINCE,พระไกรสร สุมโน (กันมา)

๓๔

๒.๒.๒.๒ ความสาํ คญั ของประสิทธิผล
ความสําคัญของ ประสทิ ธิผล วาเปน ความสามารถขององคการในการสรางการปฏิบัติการ
ในการดําเนินงานใหบรรลุวัตถุประสงคตามจุดมุงหมายท่ีวางไว โดยบางครั้งไมไดคํานึงถึงปริมาณ
ทรัพยากรท่ีใชในกระบวนการของการดําเนินงานและไดใหความสําคัญในความแตกตางระหวาง
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลไววา ประสิทธิภาพน้ันถือไดวาเปนการที่มีการใชทรัพยากรสิ้นเปลือง
นอยท่ีสุด แตในสวนของประสิทธิผลน้ัน ไดคํานึงถึงความสําคัญในแงความสามารถท่ีจะบรรลุใน
เปาหมายที่กําหนดไว แตสองคํานี้ มีความหมายที่ใกลเคียงและเก่ียวของกันคือองคการจะมี
วิธดี ําเนินการปฏิบัติการในการใชทรพั ยากรใหส ิ้นเปลืองนอยทส่ี ุดโดยมีเปา หมายคือประสิทธผิ ล41๔๒
ความสําคัญในเร่ืองประสทิ ธิผลองคการวา ประสิทธิผลน้ันไดเกิดขึ้นมาอยางยาวนานและ
กวางขวาง ต้ังแตยุคแรกในการศึกษาเก่ียวกับทฤษฎีองคการและถือไดวามีความสําคัญ เพราะเปน
แกนของแนวคิดที่มีผลในการขับเคล่ือนองคการในดานตาง ๆ เชนโครงสรางขององคการวัฒนธรรม
ขององคการภาวะผูนําการวางแผนทางดานยุทธศาสตรขององคการเพื่อใหเกิดผลตามเปาหมายของ
องคการ ดังนั้นประสิทธิผลขององคการจึงถือไดวามีความสําคัญเพราะเปนเปาหมายสูงสุดของ
ผูบริหารท่ีจะตองบรรลุถึง และประสิทธิผลขององคการ(Organization Effectiveness) ก็ยังมี
ค ว า ม สํ า คั ญ ต อ ทิ ศ ท า ง ข อ ง อ ง ค ก า ร เพ ร า ะ เป น ก า ร ม อ ง ใน ร ะ ดั บ ข อ ง อ ง ค ก า ร ท่ี จ ะ บ ร ร ลุ ต า ม
วัตถุประสงคท่ีตั้งไวในระยะสนและระยะยาว ทั้งในเชิงกระบวนการและผลลัพธ ซ่ึงสามารถท่ีจะ
สง ผลในเรอ่ื งของความอยูร อดขององคการดวย42๔๓
สรุปไดวา ความสําคัญของประสิทธิผลน้ัน คือความสามารถขององคการในการสรางการ
ปฏิบัติการในการดําเนินงานใหบรรลุวัตถุประสงคตามจุดมุงหมายที่วางไว ตามแผนงานและ
ยทุ ธศาสตรขององคการใหเ กิดผลตามเปาหมาย
๒.๒.๒.๓ ยุทธศาสตรการพัฒนาขององคกรปกครองสวนทองถิ่นในเขตจังหวัดเลย
(พ.ศ.๒๕๖๑- ๒๕๖๕) องคก ารบริหารสวนจังหวดั เลย
การจัดทํายุทธศาสตรการพัฒนาขององคกรปกครองสวนทองถ่ินในเขตจังหวัดเลย (พ.ศ.
๒๕ ๖ ๑ - ๒๕ ๖ ๕ ) ไดดําเนินการตามแนวทางหนังสือกรมสงเสริมการป กครองทองถ่ิน
กระทรวงมหาดไทย เร่ืองซักซอ มแนวทางการทบทวนแผนพัฒนาทองถนิ่ (พ.ศ.๒๕๖๑ - ๒๕๖๕) ของ
องคกรปกครองสวนทองถิ่นเพ่ือใหองคการบริหารสวนจังหวัดประชุมแผนพัฒนาองคการบริหารสวน
จังหวัดและคณะกรรมการประสานแผนพัฒนาทองถิ่นระดับจังหวัด ทบทวน หรือเปล่ียนแปลง

๔๒ วรพล สุพรรณอวม, “ปญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของเจาหนาท่ีตํารวจกองกํากับ
การสวัสดีภาพเด็กและสตรี”, สารนิพนธปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารงานยุติธรรม, (คณะสังคม
สงเคราะหศาสตร: มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๕๔), หนา ๑๕-๑๖.

๔๓ ปริญ บุญฉลวย, “วัฒนธรรมมีองคก ารูองคก ารการเรยี นรู กบั ประสิทธิผลองคก ารของศาลยุติธรรม
: ตัวแบบสมการโครงสรา ง”, วิทยานิพนธปรชั ญาดษุ ฎีบณั ฑติ สาขาวชิ าพัฒนาสงั คมและการจัดการส่ิงแวดลอม,
(คณะพัฒนาสงั คมและการจัดการสง่ิ แวดลอ ม: สถาบนั บัณฑติ พฒั นาบรหิ ารศาสตร, ๒๕๕๖), หนา ๑๐.

๓๕

ยุทธศาสตรการพัฒนาขององคกรปกครองสวนทองถิ่นในเขตจังหวัด ใหสอดคลองกับยุทธศาสตร
จังหวัด ยุทธศาสตรกลุมจังหวัด ยุทธศาสตรภาคแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับท่ี ๑๒
และยทุ ธศาสตรช าติ ๒๐ ป โดยมแี ผนสรปุ ดงั น้ี

สว นที่ ๑
สรปุ ผลการพฒั นาทอ งถนิ่ ตามแผนพัฒนาทองถิน่ (พ.ศ.๒๕๕๗ - ๒๕๖๐)
๑. ผลการดําเนนิ งานยทุ ธศาสตรก ารพฒั นาขององคกรปกครองสวนทองถ่นิ ในเขตจังหวดั
๑.๑ สรุปสถานการณการพฒั นาท่ัวไป
คณะกรรมการประสานแผนพฒั นาทองถ่ินจงั หวดั เลย ไดจัดทํายุทธศาสตรการพัฒนาของ
องคกรปกครองสวนทองถ่ินในเขตจังหวัดเลย (พ.ศ.๒๕๖๑ - ๒๕๖๕) โดยนําขอมูลจากการจัดทํา
ประชาคมทองถ่ินระดับอําเภอและระดับจังหวัด ประจําปงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๗ - ๒๕๖๐ มา
กําหนดทิศทางการดําเนินงานขององคกรปกครองสวนทอ งถ่นิ ดงั นี้
๑) วสิ ัยทศั น
“บานเมืองนาอยู ประตกู ารคาชายแดน ชุมชนเขมแข็งขจดั ความยากไร”
๒) ยุทธศาสตร

๑. ยุทธศาสตรการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค สาธารณปการโครงสรางพื้นฐาน และ
เทคโนโลยสี ารสนเทศ

๒. ยทุ ธศาสตรการพัฒนาคน สงั คม และเสริมสรา งความเขมแข็งใหกับชุมชน
๓. ยทุ ธศาสตรก ารพฒั นาการเมืองการบริหารจัดการที่ดแี ละการใหบริการสาธารณแก
ประชาชน
๔. ยทุ ธศาสตรก ารพัฒนาดานสงเสริมการทองเท่ียวและการกีฬา
๕. ยทุ ธศาสตรการพฒั นาการศกึ ษา ศาสนา ขนบธรรมเนียม ประเพณที องถนิ่ และภูมิ
ปญ ญาทองถ่นิ
๖. ยุทธศาสตรการพัฒนาการปองกันบรรเทาสาธารณภัย และการจัดการอนุรักษ
ทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ มอยางยงั่ ยนื
๗. ยุทธศาสตรก ารพฒั นาเศรษฐกิจ อาชีพ และรายได
๓) เปาประสงค
๑. ระบบสาธารณูปโภค สาธารณปการการคมนาคมขนสง มีประสิทธิภาพ สามารถ
ตอบสนองความตอ งการของประชาชนไดอยา งทัว่ ถึง
๒. สงเสริมพัฒนาอาชีพสรางงาน เพ่ิมรายได พัฒนาคุณภาพชีวิตและดูแล
ผดู อยโอกาสทางสังคม เปนจงั หวัดปลอดยาเสพตดิ
๓. องคการบริหารสวนจังหวัดเลย มีการบริหารจัดการภาครัฐที่ดีและมีสวนรวมจาก
ทุกภาคสว นเพม่ิ มากขึ้น

๓๖

๔. ประชาชนยึดถือและปฏิบัติตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาแหลง
ทองเทีย่ วท่ีมีอยูในทอ งถ่ินใหเ ปนสถานท่ีทอ งเท่ยี วแหง ใหมของจงั หวัด

๕. ประชาชนเขามามีสวนรวมในวันสําคัญทางศาสนา และรวมอนุรักษฟนฟูรักษา
ศิลปวฒั นธรรมจารีตประเพณีและภูมิปญญาของทอ งถิ่นเพิ่มมากขึ้น

๖. ประชาชนมีจิตสํานึกและมีสวนรวมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ
สงิ่ แวดลอ มเพ่มิ มากขน้ึ

๗. กลุมสงเสริมอาชีพมีศักยภาพในการจัดตั้งกลุมอาชีพ ประกอบอาชีพ โดยลด
รายจา ยเพม่ิ รายไดมากขน้ึ

๔) กลยทุ ธ
๑. สนบั สนนุ โครงสรา งพน้ื ฐานใหครอบคลุมทง้ั จงั หวดั เลย
๒. สง เสรมิ พัฒนาอาชพี เพ่ิมรายได พฒั นาคุณภาพชวี ติ และดแู ลผูดว ยโอกาสฯ
๓. องคการบริหารสวนจังหวัดเลย มีการบริหารจัดการภาครัฐท่ีดี และมีสวนรวมจาก

ทกุ ภาคสว นเพ่ิมมากขึ้น
๔. ประชาชนยึดถือและปฏิบัติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
๕. ประชาชนเขามามสี วนรว มในประเพณีขนบธรรมเนียมประเพณที องถิน่
๖. ประชาชนเขา มารมสี วนรว มในวันสาํ คัญทางศาสนาและรวมอนุรกั ษฟ น ฟู
๗. คุณภาพการผลติ และการตลาดสินคาเกษตรใหไดมาตรฐานปลอดภยั

๕) จุดยืนทางยุทธศาสตร
๑. พัฒนาพ้ืนท่ีท่ีมีความคาบเกี่ยวกันในเขตอํานาจหนาที่ขององคการบริหารสวน

จังหวัดเลยใหนาอยูมีความปลอดภัย โดยไดรับบริการสาธารณะดานโครงสรางพ้ืนฐาน ท่ีจําเปนเพ่ือ
ความสะดวกรวดเร็ว และรองรบั การขยายตัวของชมุ ชนแหละเศรษฐกจิ

๒. พัฒนาระบบการศึกษา สงเสริมและสนับสนุนกิจกรรมสําคัญทางศาสนา อนุรักษ
ศิลปวฒั นธรรมทองถ่ินใหคงอยสู ืบไป

๓. สงเสริมและพัฒนาศักยภาพคนและความเขมแข็งของชุมชนในการพ่ึงตนเองตาม
หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง

๔. มีการบริหารจดั การภาครัฐทดี่ ีและมีสว นรวมจากทุกภาคสวน
๖) ผลการพัฒนาในภาพรวม
ตามที่คณะกรรมการประสานแผนพัฒนาระดับจังหวัด ไดดําเนินจัดทํายุทธศาสตรการ
พฒั นาในเขตจงั หวัดเลย ซ่งึ สรุปสถานการณก ารพัฒนาทั่วไปในภาพรวมในป พ.ศ.๒๕๕๗ - ๒๕๖๐ ได
ดังน4ี้3๔๔

๔๔ องคการบริหารสวนจังหวัดเลย, ยุทธศาสตรการพัฒนาขององคกรปกครองสวนทองถ่ินในเขต
จังหวัดเลย (พ.ศ.๒๕๖๑- ๒๕๖๕), [ออนไลน,, แหลงที่มา: https://loeipao.go.th/files/com_strategy/2020-
01_e1725346ab03088.pdf [๒๕ ตลุ าคม ๒๕๖๓].

๓๗

ตารางที่ ๒.๒ สรุปสถานการณก ารพัฒนาทว่ั ไปในภาพรวมในป พ.ศ.๒๕๕๗ – ๒๕๖๐

แผนพัฒนา ผลการดาํ เนนิ งาน
ยุทธศาสตร (๒๕๕๗-๒๕๖๐) ประจาํ ปง บประมาณ ๒๕๕๗
จาํ นวน จํานวนงบประมาณ จํานวน คดิ เปน งบ คดิ เปน
โครงการ โครงการ รอ ยละ ประมาณ รอยละ
๑. ดา นสาธารณูปโภค สาธารณปการ ๔๕๖ ๘๑๐,๒๕๑,๖๐๐ ๒๙ ๖.๓๖ ๕๔,๑๙๐,๘๐๐ ๖.๖๘
โครงสรางพืน้ ฐาน
๒. การพฒั นาคน สังคม คณุ ภาพชวี ติ ๓๙ ๖๑,๒๗๓,๒๐๐ ๘ ๒๐.๕๑ ๓๓,๖๒๑,๘๘๐ ๕๔.๘๗
เศรษฐกจิ พอเพียง
๓. การพฒั นาดา นการเมอื ง การบรหิ าร ๑๓๘ ๑๖๕,๕๐๕,๕๐๖ ๒๕ ๑๘.๑๒ ๓๓,๖๔๐,๕๓๐ ๒๐.๓๒
จัดการทดี่ แี ละการใหบ รกิ ารสาธารณะ
แกป ระชาชน
๔.การพัฒนาดา นการสงเสรมิ การ ๑๗ ๑๕,๑๓๔,๐๐๐ ๑ ๕.๘๙ ๙๕,๐๔๖ ๐.๖๖
ทองเท่ียวและกีฬา
๕.การพฒั นาการศึกษาศาสนา ๒๘ ๑๓,๕๕๐,๐๐๐ ๑๖ ๕๗.๑๔ ๒,๙๙๑,๗๙๙ ๒๒.๐๘
ขนบธรรมเนยี มประเพณีทองถิน่
๖.การพฒั นาการปองกันบรรเทาสา ๙ ๓๖,๐๕๐,๐๐๐ ๐ ๐ ๐ ๐
ธารณภยั และการจดั การอนรุ กั ษ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ ม
๗. การพัฒนาดานเศรษฐกจิ อาชพี ๘ ๖,๐๐๐,๐๐๐ ๓ ๓๗.๕๐ ๓,๑๕๓, ๘๘๔ ๕๒.๕๖
รายได
๖๙๕ ๑,๑๐๗,๗๖๔,๓๐๖ ๘๒ ๑๑.๗๙ ๑๒๗,๐๓๑,๐๘๙ ๑๑.๔๖
รวม

ยทุ ธศาสตร แผนพัฒนา ผลการดําเนนิ งาน
(๒๕๕๗-๒๕๖๐) ประจาํ ปง บประมาณ ๒๕๕๘
จาํ นวน จํานวน จาํ นวน คิดเปน งบ คดิ เปน
โครงการ งบประมาณ โครงการ รอ ยละ ประมาณ รอยละ
๑. ดานสาธารณูปโภค ๑๐๒ ๒๙๖,๒๕๘,๐๐๐ ๑๔ ๑๓.๗๓ ๕๕,๘๖๘,๓๐๐ ๑๘.๘๖
สาธารณปการโครงสรา งพนื้ ฐาน
๒. การพัฒนาคน สงั คม คุณภาพชวี ติ ๔๗ ๒๗,๗๙๐,๐๐๐ ๑๑ ๒๓.๔๐ ๘,๓๖๒,๕๘๒ ๓๐.๐๙
เศรษฐกิจพอเพยี ง
๓. การพฒั นาดานการเมอื ง การ ๑๔๑ ๒๓๖,๙๓๓,๘๐๕ ๑๖ ๑๑.๓๕ ๒๐๑,๙๒๕,๒๐๕ ๘๕.๒๒
บรหิ ารจดั การทดี่ แี ละการให บริการ
สาธารณะแกประชาชน
๔. การพัฒนาดานการสง เสริมการ ๓๖ ๘,๗๒๐,๐๐๐ ๕ ๑๓.๘๙ ๔๒๕,๑๐๐ ๔.๘๘
ทอ งเท่ียวและกีฬา
๕.การพฒั นาการศกึ ษาศาสนา ๕๑ ๓๗,๒๕๐,๐๐ ๑๙ ๓๗.๒๕ ๒,๖๔๙,๔๒๕ ๗.๑๑
ขนบธรรมเนยี มประเพณีทองถน่ิ

๖.การพฒั นาการปอ งกนั บรรเทาสา ๑๓ ๓๐,๑๗๕,๐๐ ๓๘
ธารณภยั และการจดั การอนรุ ักษ ๓ ๒๓.๐๘ ๒๑๓,๙๙๐ ๐.๗๑
ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ ม
๗. การพัฒนาดา นเศรษฐกิจ อาชพี ๔ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ๓ ๗๕ ๙๐๐,๐๐๐ ๙๐
รายได ๓๙๔ ๖๓๘,๑๒๖,๘๐๕ ๗๑ ๑๘.๐๒ ๒๗๐,๓๔๔,๖๐๒ ๔๒.๓๗

รวม

ยุทธศาสตร แผนพฒั นา ผลการดาํ เนินงาน
(๒๕๕๗-๒๕๖๐) ประจําปงบประมาณ ๒๕๕๙
จาํ นวน จาํ นวนงบประมาณ จาํ นวน คิดเปน งบ คิดเปน
โครงการ โครงการ รอยละ ประมาณ รอ ยละ
๑. ดา นสาธารณูปโภค สาธารณ ๑๖๖ ๗๕๐,๔๒๑,๙๐๐ ๓๐ ๑๘.๐๓ ๑๔๓,๑๐๘,๙๐๐ ๒๑.๕๓
ปการโครงสรา งพื้นฐาน
๒. การพัฒนาคน สังคม คณุ ภาพ ๒๕ ๑๑,๔๑๕,๐๐๐ ๑ ๔.๐๐ ๑,๐๓๑,๒๕๐ ๙.๐๓
ชีวติ เศรษฐกิจพอเพียง
๓. การพัฒนาดา นการเมอื ง การ ๑๑๒ ๑๑๖,๑๑๙,๒๐๐ ๑๐ ๘.๓๙ ๒๑,๘๙๑,๔๐๐ ๑๘.๘๕
บรหิ ารจดั การทดี่ ีและการ
ใหบ ริการสาธารณะแกประชาชน
๔.การพัฒนาดานการสงเสรมิ การ ๓๙ ๘,๒๑๐,๐๐๐ ๓ ๗.๖๙ ๔๓๐,๕๕๐ ๕.๗๗
ทอ งเที่ยวและกีฬา
๕.การพฒั นาการศกึ ษาศาสนา ๔๗ ๑๑,๔๑๐,๐๐๐ ๑๕ ๓๔.๐๔ ๓,๓๐๕,๐๘๑ ๒๘.๙๗
ขนบธรรมเนยี มประเพณีทองถ่นิ
๖.การพัฒนาการปองกนั บรรเทา ๒๓ ๑,๙๓๒,๖๒๐,๐๐๐ ๒ ๘.๗๐ ๑๐๐,๐๐๐ ๐.๐๑
สาธารณภยั และการจดั การ
อนุรกั ษ ทรพั ยากรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดลอม
๗. การพฒั นาดา นเศรษฐกจิ ๑ ๗๐๐,๐๐๐ ๑ ๑๐๐ ๕๕๖,๑๒๕ ๗๙.๔๕
อาชพี รายได
รวม ๔๒๓ ๒,๘๓๐,๘๙๖,๑๐๐ ๖๒ ๑๔.๖๖ ๑๖๙,๗๕๐,๑๖๐ ๖.๐๐

ยุทธศาสตร แผนพฒั นา ผลการดาํ เนนิ งาน
(๒๕๕๗-๒๕๖๐) ประจาํ ปงบประมาณ ๒๕๖๐
จํานวน จาํ นวนงบประมาณ จาํ นวน คดิ เปน งบ คิดเปน
โครงการ โครงการ รอยละ ประมาณ รอ ยละ
๑. ดานสาธารณูปโภค สาธารณ ๑๒๓ ๙๐๐,๗๘๖,๗๐๐ ๑๒ ๙.๗๖ ๕๐,๕๐๕,๐๐๐ ๕.๖๑
ปการโครงสรา งพน้ื ฐาน
๒. การพัฒนาคน สังคม คุณภาพ ๒๖ ๑๘,๒๐๐,๐๐๐ ๔ ๑๕.๓๘ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ๕.๔๙
ชวี ติ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง
๓. การพัฒนาดานการเมือง การ ๖๒ ๑๐๕,๑๓๒,๑๐๐ ๓๓ ๕๓.๒๓ ๒,๗๕๐,๗๘๐ ๒๖.๑๖

๓๙

บริหารจัดการที่ดีและการใหบริการ ๕ ๑๔.๗๑ ๑,๔๕๐,๐๐๐ ๑๔.๕๙
สาธารณะแกประชาชน ๙ ๑๙.๕๗ ๑,๓๓๐,๐๐๐ ๑๒.๘๓
๔.การพฒั นาดานการสงเสริมการ ๓๔ ๙,๙๓๕,๕๐๐ ๓ ๑๕.๗๙ ๑,๑๐๐,๐๐๐ ๐.๑๓
ทองเท่ียวและกฬี า
๕.การพัฒ นาการศึกษาศาสนา ๔๖ ๑๐,๓๗๐,๐๐๐ ๓ ๑๐๐ ๕,๗๐๐,๐๐๐ ๑๕๔.๐๕
ขนบธรรมเนยี มประเพณีทองถนิ่ ๖๙ ๒๒.๐๔ ๘๘,๕๘๙,๗๘๐ ๔.๑๗
๖.การพัฒนาการปองกันบรรเทาสา ๑๙ ๑,๐๗๕,๐๐๐,๐๐๐
ธ า ร ณ ภั ย แ ล ะ ก า ร จั ด ก า ร อ นุ รั ก ษ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ ม
๗. การพัฒนาดานเศรษฐกิจ อาชีพ ๓ ๓,๗๐๐,๐๐๐
รายได

รวม ๓๑๓ ๒,๑๒๓,๑๒๔,๓๐๐

๒.๒.๓ ปจจัยดานการส่ือสารทางการเมือง (Political Communication)

การสื่อสารถือเปนหัวใจสําคัญของการติดตอสัมพันธของมนุษย ในทางการเมืองการ
ส่ือสารทําหนาที่ในการถายทอดความรูและขาวสารเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบการเมืองหรือท่ี
เรียกวา การส่ือสารทางการเมือง44๔๕ ทําใหเกิดการไหลเวียนของสารอันจะชวยใหประชาชนไดเรียนรู
และเขาใจกระบวนการตางๆ ในทางการเมือง และสามารถตัดสินใจประเด็นทางการเมืองไดอยาง
ถกู ตอ งและมเี หตุผล นน่ั คือ สามารถเขามีสวนรว มทางการเมืองไดอ ยา งมีประสิทธภิ าพ

สื่อมวลชน (Mass Media) จะเปนตัวกระตุนและมีอิทธิพลในการกําหนดพฤติกรรม
ทางการเมืองของประชาชนไดอยางมาก โดยหากมีการพัฒนาของส่ือมวลชนไปมากเทาไร ก็ยิ่งจะทํา
ใหบุคคลใหความสนใจและเขารว มทางการเมืองในระดับชาติมากข้ึนเทาน้ัน45๔๖ การที่คนรูหนังสือมาก
ขึ้นจะทําใหมีโอกาสรับทราบขาวสารตางๆ จากสื่อมวลชน อันจะชวยกระตุนใหคนสนใจ และเขา รวม
ในกระบวนการพัฒนาทางการเมืองและเศรษฐกิจตามไปดวย ทํานองเดียวกับ Rogers ท่ีเห็นวา หาก
คนมีความรูหนังสือและเปดรับส่ือมวลชนแลว จะทําใหบุคคลนั้นเปนคนทันสมัย คือ สามารถเขาใจ
บทบาทของผูอืน่ ได มีความกลาที่จะยอมรับนวัตกรรม มคี วามรทู างการเมอื งมีแรงจูงใจใฝส ัมฤทธ์แิ ละ
มีความหวังในดานการศึกษาและอาชีพดวย อิทธิพลของสื่อมวลชนดังกลาวนับวาเปนแรงกระตุน
สําคัญที่สงผลกระทบตอความรูสึกเชื่อม่ันของประชาชนที่มีตอการทํางานของรัฐบาลหรือผูดํารง
ตาํ แหนง ทางการเมือง อันหมายความรวมถึงการตอบสนองของระบบการเมอื งอกี ดว ย

๔๕ สรุ พงษ โสธนะเสถียร, การสือ่ สารกบั สังคม, (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พจ ฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั ,
๒๕๓๓), หนา ๑๑๘-๑๒๔.

๔๖ Stoker, Gerry, “Introduction: Normative Theories of Local Government and
Democracy”, In Rethinking Local Democracy. edited by Desmond King and Gerry Stoker,
(London: Macmillan, 1996), p. 212.

๔๐

การส่ือสารจึงเปนเคร่ืองมือสําคัญของการพัฒนาทางการเมือง ทั้งนี้เพราะสถาบันการ
สื่อสารสามารถพัฒนากระบวนการของสถาบันทางการเมืองและระบบการเมืองก็พยายามขยาย
การศึกษาออกไป ไดพิสูจนใหเห็นวาการสื่อสารเปนรากฐานที่จําเปนตอการระดมมวลชนและการ
พัฒนาทางการเมืองอยา งแทจริง

การมสี วนรวมทางการเมอื งของคนอเมรกิ ันในเชิงพหมุ ิตเิ ก่ยี วกบั ปจ จยั ดานสื่อมวลชน พบ
ในลักษณะที่คลายกันวา การกระจายเสียง, การชวยอุดหนุนในการลงโฆษณา และการจัดใหมีเวที
สาธารณะปราศรัยตอบโตกันระหวางผูเขาแขงขันทางโทรทัศนโดยเฉพาะในชวงของการเลือกตั้งมี
อิทธิพลสําคัญตอการตดั สนิ ใจทางการเมืองในการเลือกผูแ ทนของประชาชนมากกวาปกติ

จากการสํารวจงานวจิ ัยในประเด็นเรอื่ งการส่ือสารทางการเมืองของไทย พบวา การเปดรับ
ส่ือมวลชน ประสบการณทางการเมือง และการสื่อสารระหวางบุคคลเปนปจจัยท่ีมีอิทธิพลตอความ
สนใจทางการเมือง และผูที่มีระดับการสื่อสารทางการเมืองสูงมีแนวโนมจากเขารวมทางการเมืองสูง
กวาผูที่ระดับการสื่อสารตํ่ากวา โดยประชาชนในชนบทที่ไดรับขาวสารจากการเปดรับส่ือ (mass
media) ในระดับท่ีสูงกวาการไดรับขาวสารกันเองระหวางบุคคลจะเขามีสวนรวมทางการเมืองดวย
ความสํานึกของตนเอง สาํ หรบั ผูท ี่ไดรับขาวสารจากตัวบุคคลมากกวาการเปดรับสือ่ เองจะเขารวมทาง
การเมืองในลักษณะของการถูกระดม อันเน่ืองมาจากขา วสารที่ไดรับจากสอื่ จะทําใหบ ุคคลเกิดความรู
ความเขาใจมากข้ึนเกิดความสนใจมากข้ึน และทําใหเกิดการรวมกลุมกันมากข้ึน สามารถกลาวไดวา
ปจจัยดานการสื่อสารทางการเมืองมีอิทธิพลสําคัญตอความไววางใจทางการเมือง สามารถสรุปปจจัย
องคประกอบไดดังแผนภาพ

ความสนใจทางการเมือง

การสอื่ สาร
ทางการเมอื ง

การไดร บั ขา วสารทางการเมือง

แผนภาพที่ ๒.๑ ปจจยั องคประกอบของการส่ือสารทางการเมอื ง
การส่ือสารทางการเมืองทั้งในความหมายเชิงกวางและเชิงแคบ ในความหมายเชิงกวาง
การสอ่ื สารทางการเมอื ง หมายถงึ กิจกรรมการส่อื สารท่มี นุษยทาํ ข้ึนหรือเกดิ ข้ึนนอกบานเรือนของตน
การย่ืนขอเรียกรองระหวาง ประเทศ หรือการกลาวคําปราศรัยของนักการเมืองยอมหมายถึง การ
ส่อื สารทางการเมอื ง สวนในความหมายเชิงแคบ กลาวคือ การส่ือสารทางการเมือง หมายถึง กิจกรรม
ใดๆ ของสถาบันเฉพาะ ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้น เพื่อทําหนาท่ีในการกระจายขอมูลขาวสาร ความคิด และ
ทัศนคติ อันเก่ียวกับเร่ืองการเมืองการปกครอง ซึ่งสวนใหญแลว การศึกษาเร่ืองการส่ือสารทาง
การเมือง มักจะมองการส่ือสารทางการเมือง โดยนัยแหงความหมายแคบน้ี เชน การศึกษาเรื่องการ

๔๑

รณรงคหาเสียงในการเลือกตัง้ อาจเนนในเรอื่ งการใชโ ทรทัศน โปสเตอรและการกลาวคาํ ปราศรัยของ
พรรคและนักการเมือง เปนตน อาจกลาวไดวา การสื่อสารทางการเมืองเปนกระบวนการถายทอด
และการแพรของขาวสารทางการเมือง อันเกี่ยวกับการเมืองระหวางผูมีตําแหนงทางการเมืองกับ
ประชาชน หรือระหวางนักการเมืองกับสถาบันทางการเมืองท่ีครอบคลุมการส่ือสาร ในทุกกิจกรรม
ของมนุษยทางสังคมและการเมือง รวมทั้งเปนการจัดระเบียบทางสังคม เพื่อใหคนในสังคม เกิดความ
เขาใจซึ่งกันและกันและอยูรวมกันอยางมีความสุขในสังคมการเมือง เชน การเขารวมทางการเมือง
การเลือกสรรทางการเมือง การสื่อสารทางการเมืองไววา “เปนการอภิปรายเกี่ยวกับการจัดสรร
ทรัพยากรสาธารณะ (รายไดจากภาษี) อํานาจรัฐ (ใครเปนผูมอบอํานาจในการตรากฎหมายการ
ตัดสนิ ใจในการใชอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหาร) การอนุญาตท่ีเปนทางการ (รฐั จะใหประโยชน
หรอื ลงโทษอยา งไร)46๔๗

๑. การส่ือสารทุกรูปของนกั การเมอื งและผูทเ่ี กีย่ วของทางการเมืองในการบรรลเุ ปาหมาย
อยา งใดอยางหนงึ่

๒. การส่ือสารที่สงถึงนักการเมืองและผูที่เกี่ยวของทางการเมืองโดยผูที่ไมใชนักการเมือง
เชน ผมู สี ทิ ธิ์ออกเสียงเลือกต้งั และคอลัมนิสตห นงั สือพิมพ

๓. การส่ือสารและกิจกรรมของบุคคลท่ีกลาวมาขางตน ท่ีปรากฏในการรายงานขาวบท
บรรณาธิการ และรูปแบบอื่นๆ ของสอ่ื ในการกลา วถงึ การเมอื ง47๔๘

สรุปไดวา การส่อื สารทางการเมือง เปนการสื่อสารของนกั การเมืองถึงประชาชนที่ไดเลือก
ตนเขามา การท่ีประชาชนเลือกเขามามีความคาดหวังวานักการเมืองทองถ่ินท่ีตนเลือกเขามาน้ัน
สามารถสนองเจตนารมณข องตนเองและทองถิน่ ในการสรา งประโยชนใหกบั ทอ งถิ่นตามนโยบายทไี่ ด
หาเสียงไวได

๒.๒.๔ ปจ จยั ดา นบคุ ลิกภาพ
บคุ ลิกภาพของผูนํามคี วามสําคัญตอความสําเร็จ หรอื ความลมเหลวในการบริหารงานเปน
อยางย่ิง ผูนําท่ีมีบุคลิกภาพดียอ มไดร ับการยอมรับนับถือจากผูใตบังคับบัญชา เม่ือการยอมรับเกิดขึ้น
การบริหารงานยอมดําเนินไปไดอยางราบรื่นเพราะจะไดรับความรวมมือในทุก ๆ ดานบุคลิกภาพจึง
เปนเรอื่ งท่ีนักวิจัยใหความสนใจศึกษาคนควาต้ังแตอ ดีตจนถงึ ปจจบุ ัน เพื่อเปนแนวทางในการคดั เลือก
สรรหาผูนําใหสอดคลองกับนโยบายในการพัฒนาประเทศ ผูนําจึงจําเปนจะตองมีบุคลิกภาพท่ี
เหมาะสม เปนผูนําท่ีทันสมัย ซึ่งบุคลิกภาพเปนลักษณะเฉพาะสวนบุคคลท่ีแสดงออกถึงความเปน
ตัวตนของแตละบคุ คลนัน้ ๆ

๔๗ McNair, B., An Introduction to Political Communication, (2nd ed.), (New York, NY:
Routledge, 2003), pp. 3-4.

๔๘ อลงกรณ อรรคแสง, พัฒนาทางการส่ือสารการมีสวนรวมทางการเมืองในสังคมไทย ตั้งแตป
พ.ศ. ๒๕๐๐-๒๕๕๓, (กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๕๓), หนา ๗.

๔๒

๒.๒.๔.๑ ความหมายของบุคลกิ ภาพ

บุคลิกภาพ หมายถึงลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลทั้งท่ีสามารถมองเห็นไดโดยตรง เชน
รูปรางหนาตา กริยามารยาท การแตงตัว การพูดจา และไมสามารถมองเห็นไดโดยตรง เชน
สติปญญา ความถนัด อารมณ ทําใหสามารถแยกไดวาบุคคลแตละบุคคลแตกตางกันอยางไร ซึ่งสิ่ง
เหลานี้ หลอมตัวจากพันธุกรรม การเรียนรูวฒั นธรรมและสงิ่ แวดลอม ดังนัน้ บุคลิกภาพจึงไมเปนสง่ิ ท่ี
ตายตัวสามารถเปลย่ี นแปลงได บคุ ลิกภาพจึงเปน เอกลกั ษณเฉพาะตัวของ บุคคลและกลุมบุคคล48๔๙

บุคลิกภาพคือคุณลักษณะ และพฤติกรรมตาง ๆ ของบุคคล ท่ีแสดงออกท้ังภายในและ
ภายนอก ท่ีถูกหลอหลอมมาจากประสบการณ วิธีการปรับตัวและส่ิงแวดลอม ซึ่งสงผลตอความคิด
อันเปน ผลทาํ ใหตนเองแตกตางจากบุคคลอ่นื ๆ ๕๐
49

สรุปไดวาบุคลิกภาพ หมายถึง ลักษณะท่ีเปนนิสัยและพฤติกรรมท่ีเปนเอกลักษณของ
บุคคลน้ันท่ีใชในการตอบสนองและปรับตัวใหเขากับสิ่งแวดลอมตางๆ ตามสถานการณที่เกิดขึ้นใน
ขณะนั้น และทําใหบุคคลแตละคนใหมีบุคลิกภาพแตกตางกันออกไป จนมีลักษณะเปนเอกลักษณ
เฉพาะตน

๒.๒.๔.๒ องคประกอบของบุคลกิ ภาพ

บุคคลแตละคนมีบุคลิกภาพที่แตกตางกันไป โดยแตละคนนั้นจะมีพฤติกรรมพิเศษเปน
ของตนเอง ตั้งแตลักษณะทางกายภาพ ตลอดจนลักษณะที่ซอนเรนท่ีอยูภายใน ที่พรอมจะแสดง
ออกมาเมื่อมีเหตุการณหรือสถานการณตาง ๆ ท่ีเกิดข้ึน หรือเมื่อมีสิ่งเราเกิดข้ึน ซ่ึงแตละคนจะมี
เอกลักษณเปนของตนเอง บุคลิกภาพประกอบดวยลักษณะหลายประการบางอยางก็สามารถ
สังเกตเห็นได แตบางอยางก็ไมส ามารถสงั เกตเห็นไดท ้ังนี้ มนี ักจิตวิทยาหลายทา นใหความสนใจศึกษา
บุคลิกภาพซึ่งพบวาบุคลิกภาพสวนใหญมีลักษณะตรงกันหาองคประกอบ ซ่ึงนักทฤษฎีแตละทานมี
การจัดกลุมแบงคุณลักษณะและใหช่ือในแตละองคประกอบแตกตางกันออกไปดังที่ผูวิจัยไดแสดงไว
ดังนี้

จากองคประกอบของ Cattell กับกลุมตัวอยางที่เปนเจาหนาที่กองทัพอากาศกอนแลวจึง
ทําการศึกษาในขั้นอื่น ๆ ตอไปจนสรุปผลงานไดวาบุคลิกภาพของทุกกลุมมีลักษณะตรงกันหา
องคป ระกอบนําไปต้งั ช่ือสรุปความหมายใหเ ปน คําส้ัน ๆ ตามการใชคําในหลักภาษาไดแก

๔๙ นนั ทนภัส ต้งั ภรณพรรณ, “ความสมั พันธระหวา งบุคลกิ ภาพกบั การเผชญิ ปญหาและฝาฟน อปุ สรรค
ของนักศกึ ษามหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา”, วิทยานิพนธค รุศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าจิตวทิ ยาการศึกษา,
(บัณฑติ วทิ ยาลยั : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา, ๒๕๕๓).

๕๐ วรรณสิริ สุจริต, “บุคลิกภาพหาองคประกอบ อิทธิบาท ๔ การสนับสนุนทางสังคมและพฤติกรรม
ความสขุ ในการทาํ งาน”, วิทยานิพนธวทิ ยาศาสตรมหาบัณฑติ สาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองคการ, (บัณฑิต
วทิ ยาลยั : มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร, ๒๕๕๓).

๔๓

๑) ปกปดซอนเรน (Secretive) ประกอบดวยซอนเรน (Secretive) นิ่งเงียบ (Silent) ไม
ของเกี่ยวกับผูใด (Self-contained) และการถือสันโดษ (Reclusive) ตรงกันขามกับลักษณะชอบ
สงั คม (Sociable) และชา งพูด (Talkative)

๒) ความใจเย็น (Composure) ประกอบไปดว ยการมีจิตใจสงบ (Composed) และการมี
ความเท่ยี งตรง (Poised)

๓) ใหความรวมมือ (Cooperative) ประกอบไปดวยใหความรวมมือ (Cooperative)
เมตตากรณุ า (Good-natured) และความออนโยน (Mild)

๔) ความเปนศิลปน (Artistic) ประกอบไปดวยความเปนศิลปน (Artistic) ความมี
จนิ ตนาการ(Imaginative) และการใฝ หาความรู (Intellectuanl)

๕) การมีความรับผิดชอบ (Responsible) ประกอบดวยการมีความรับผิดชอบ
(Responsible) และการมีศลี ธรรม (Scrupulous)

ผูเช่ียวชาญดานการบริหารจัดการไดศึกษารวบรวมแนวคิดทฤษฎีที่สามารถนําไป
ประยุกตใชในการบริหารจัดการูองคการไดสรุปประเด็นสําคัญของ บุคลิกภาพหาองคประกอบใน
มุมมองการทาํ งานและพฤตกิ รรมของ บุคคลในองคก ารไวด งั น้ี

๑. รูปแบบการแสดงออก (Expressive Style) เปนลักษณะที่แตละบุคคลจะแสดงออก
ทางคําพูดีหรือพฤติกรรมดวยตนเองอยางไรตัวอยางเชนลักษณะพฤติกรรมของ บุคคลอาจจะมีชวง
ระหวา งจากการนง่ิ เงียบและระมดั ระวงั ตวั ไปจนถึงลักษณะการชา งพูด

๒. รปู แบบการปฏิสัมพันธระหวาง บุคคล ( Interpersonal Style) เปนพฤตกิ รรมของแต
ละบุคคลท่ีซ่ึงมีปฏิสัมพันธกับบุคคลอ่ืนอยางไร ตัวอยางเชน พฤติกรรมของ บุคคลอาจจะมีชวง
ระหวางจากการเยน็ ชาและเหนิ หา ง ไปจนถึง ความอบอุนและใกลช ิดสนิทสนม

๓. รูปแบบการทํางาน (Work Style) เปนลักษณะของ บุคคลในการทํางานและการมี
ความรับผิดชอบวาเปนอยางไร ตัวอยางเชน รูปแบบของแตละบุคคลอาจะมีชวงระหวางจากการ
ทํางานดวยความใสใจในรายละเอียด และยึดถือแบบแผนโครงสราง ไปจนถึงการมองแบบกวาง ๆ
และแนวทางทเี่ ปน ไปเองตามธรรมชาติ

๔. รูปแบบอารมณ (Emotional Style) เปนลักษณะการแสดงออกทางอารมณของ
บุคคลวาเปนอยางไร ตัวอยางเชน พฤติกรรมของ บุคคลอาจจะมีชวงระหวางจากแบบไรอารมณ
ความรูสึกและมคี วามคงท่ไี ปจนถึงการใชอ ารมณอยา งมากมายและอารมณเ ปล่ยี นแปลงงาย

๕. รูปแบบการใฝ หาความรู (Intellectual Style) เปนลักษณะการเรียนรู การคิด การ
ตัดสินใจของ บุคคลวาเปนอยางไร เชน รูปแบบของแตละบุคคลอาจจะมีชวงระหวางจากการเรียนรู
การคิดและการตัดสินใจในแบบงาย ๆ ธรรมดาและเปนแนวทางแบบด้ังเดิม ไปจนถึงแบบที่
สลบั ซับซอ นและแนวทางท่ีแปลกใหม50๕๑

๕๑ Cook, C. W. and Hansaker, P. L, Management and Organization Behavior, (New
York: McGraw-Hill, Inc2001), p. 183.

๔๔

สรปุ ไดว า องคประกอบของบุคลิกภาพ ๕ ประการคือ การควบคมุ ทางอารมณท่แี สดงเปน
พฤติกรรมออกมาจากภายในเปนพฤติกรรมภายนอกท้ังเชิงบวกและเชิงลบ ซึ่งเชิงบวกจะทําใหมี
ลักษณะที่ดีและเชิงลบจะเปน ลกั ษณะที่ไมดี หรอื เปนการแสดงอาการตามอารมณความรสู ึกนึกคิดของ
บคุ คลนัน้ ๆ หรือการควบคุมบังคับหรือเปนแสดงพฤตกิ รรมชวยสรางความเช่อื มัน่ และทาํ ใหบุคคลอื่น
เกิดความรสู ึกยินดแี ละไมยนิ ดี

ตารางท่ี ๒.๓ สรปุ แนวคดิ เก่ยี วกบั ปจจัยความไวว างใจทางการเมอื ง

นักวชิ าการหรอื แหลงขอมูล แนวคดิ หลัก
ทพิ ยพาพร ตันติสนุ ทร, การจัดทํานโยบายของพรรคการเมือง ตองตอบสนองความ
(http://www.fpps.or.th/news. ตองการของประชาชน มีวิสัยทัศน โดยคํานึงถึงความ
php?detail=n1125858898.news). เปลี่ยนแปลงของสังคม สภาพแวดลอม และความตองการใน
อนาคต
สนธกิ าญจน เพ่อื นสงคราม, นโยบายถือเปนปจจัยสําคัญในการกําหนดความสําเร็จและ
(๒๕๖๐, ๙). ความลมเหลวในการบรหิ ารประเทศ
ถวัลยรฐั วรเทพพฒุ ิพงษ, นโยบายสาธารณะ เปนแนวทางปฏิบัติของรัฐบาลเพ่ือ
(๒๕๔๑, หนา ๕). แกปญหาในปจจุบัน เพื่อปองกันหรือหลีกเล่ียงปญหาใน
อนาคต และเพื่อกอใหเ กดิ ผลทพี่ งึ ปรารถนา
สยามรฐั , ปญหาการปฏิบัติงานของ อปท. การรายงานขอมูลตามส่ัง
(https://siamrath.co.th/n/94410). การจากหนวยเหนือขาดทิศทางกรอบในการช้ีแนะนําท่ี
ชัดเจน ทําใหการรายงานกิจกรรมตาง ๆ ของ อปท. ขาด
ความนาเชื่อถือของขอมูลในการรายงาน และในภารกิจ
หนาท่ีของทองถิ่นไมมีการกําหนดสวนราชการ(สํานัก หรือ
กอ ง) ใหค รบครอบคลุมในทกุ ภารกจิ สาํ คัญ
กรพจน อัศวนิ วจิ ิตร, บริการสาธารณะที่ดีน้ันจะตองสามารถปรับปรุงแกไขได
(๒๕๖๐, ๖-๙). และรักษาประโยชนสาธารณะรวมทั้งปรับปรุงใหเขากับ
วิวฒั นาการของความตอ งการสวนรวมของประชาชนดว ย

อรทัย กกผล, การบริการสาธารณะ หมายถึง การบริการหรอื กิจกรรมท่ีรัฐ
(๒๕๕๒, ๔). จัดทําขึ้นเพื่อประโยชนสาธารณะหรือเพ่ือตอบสนองความ
ตองการของสวนรวม
นราธิป ศรีราม, การจัดบริการสาธารณะคือการจัดบริการสาธารณะตอง
(๒๕๕๗,๑-๖, ๑-๒๔ -๑-๒๕). ดําเนินการเพ่ือกอใหเกิดประโยชนแกสวนรวม สามารถ
ตอบสนองความตองการของทองถิน่ มคี วามเสมอภาค ความ
ตอ เนื่อง และความโปรง ใสในการใหบริการ

๔๕

นักวิชาการหรอื แหลงขอมูล แนวคิดหลกั
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, พระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ
(๒๕๔๒, ๕-๙). ใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ไดมีการ
กําหนดอํานาจและหนาท่ีในการจัดบริการสาธารณะให
กรมสง เสริมการปกครองทองถิ่น เปนไปตามที่ไดรับมอบหมาย และกําหนดใหรัฐบาลเปนผู
กระทรวงมหาดไทย, จัดสรรเงินอุดหนุนและเงินจากการจัดสรรภาษีและอากร
(๒๕๕๐), ๑-๖๘). เพ่ือใหการดําเนินการดานบริการสาธารณะเปนไปอยางมี
ยทุ ธศาสตรก รมสงเสริมการปกครอง ประสทิ ธิภาพ
ทอ งถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๙, ภารกิจท่ีองคกรปกครองสวนทองถ่ินไดรับการถายโอนจาก
(http://www.dla.go.th/visit/state รัฐแบงออกไดเปน ๔ ดานหลัก คือ ดานการจัดบริการ
gics.pdf). สาธารณะท่ีเก่ียวกับโครงสรางพ้ืนฐาน ดานการสงเสริม
คุณภาพชีวิต ดานการจัดระเบียบชุมชน สังคม และรักษา
ความสงบ ดานสุดทายคือ ดานการลงทุน ทรัพยากร
สงิ่ แวดลอม และศิลปวฒั นธรรม
การสงเสริมและพัฒนาบริการสาธารณะของทองถิ่นท่ีมี
คุณภาพเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนไดกําหนดแนวคิด
ของประเด็นยุทธศาสตรไววา จัดทําบริการสาธารณะและ
กิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชนของประชาชนในทองถิ่น
ตามหลักการพฒั นาอยางย่ังยืน รวมท้งั สงเสริมและสนบั สนุน
การจัดการศึกษาใหแกประชาชนในทองถิ่น การจัดทํา
บริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะท่ีตองสอดคลองกับ
รายไดขององคกรป กครองสวน ท องถ่ิน จัดบ ริการ
สาธารณสุขในรูปแบบการรวมดําเนินการกับเอกชนหรือ
หนวยงานของรัฐ การเสริมสรางประสิทธิภาพการจัดบริการ
สาธารณะของทองถ่ินเพ่ือการหนุนเสริมการเปนประเทศท่ี
พฒั นาแลวและยทุ ธศาสตรป ระเทศไทย ๔.๐

๔๖

นกั วิชาการหรอื แหลงขอมูล แนวคิดหลัก
องคการบรหิ ารจังหวดั เลย (อบจ.), ยุทธศาสตรที่ ๖ การบริหารจัดการในภาครัฐ การปองกัน
(https://loeipao.go.th/strategy?ci การทุจริตประพฤติมิชอบและธรรมาภิบาลในสังคมไทย คือ
d=3). ๑. ปรับปรุงโครงสรางหนวยงาน บทบาท ภารกิจ และ
คณุ ภาพบุคลากรภาครัฐ ใหมีความโปรงใส ทันสมัยคลองตัว
มี ข น าด ที่ เห ม าะส ม เกิ ด ค วาม คุ ม ค า ๒ . ป รับ ป รุง
กระบวนการงบประมาณ และสรางกลไกในการติดตาม
ตรวจสอบการเงินการคลังภาครัฐ ๓. เพิ่มประสิทธิภาพและ
ยกระดับการใหบริการสาธารณะใหไดมาตรฐานสากล ๔.
เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการใหแกองคกรปกครอง
สวนทองถ่ิน ๕. ปองกันและปราบปรามการทุจริตและ
ประพฤตมิ ชิ อบ ๖. ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุตธิ รรม
ใหมีความทันสมัย เปนธรรม และสอดคลองกับขอบังคับ
สากลหรอื ขอตกลงระหวางประเทศ

รสคนธ รัตนเสริมพงศ, ปญหาการจัดบริการสาธารณะขององคกรปกครองสวน
(๒๕๕๗,๑๕-๕ – ๑๕ – ๑๒). ทองถิ่นในระดับมหาภาค ในเชิงอํานาจการบริหารจัดการ

กิจการสาธารณะที่ยังไมไดรับอิสระที่แทจริงในการตัดสินใจ
ดําเนินนโยบายสาธารณะภายในทองถ่ินดวยขอจํากัดทาง
กฎหมายและงบประมาณในการดําเนินการ ปญหาในเชิง
โครงสรางของระบบการบริหารราชการในการจัดบริการ
สาธารณะท่ียังเนนการรวมศูนยอํานาจ ขาดความชัดเจน มี
ความซับซอน สายการบงั คับบัญชายาว และมโี ครงสรา งการ
บรหิ ารท่ีไมส อดคลองกบั บรบิ ทของแตล ะทองถ่ิน

รสคนธ รตั นเสริมพงศ, การเปดโอกาสใหประชาชนในทองถ่ินไดเขามามีสวนรวมทั้ง
(อางแลว,๑๕-๑๓ - ๑๕-๑๔). ในการเสนอนโยบาย การมีสวนรวมในการดําเนินงาน และ

การตรวจสอบการใหบริการสาธารณะขององคกรปกครอง
สว นทองถนิ่

วรี ะศกั ด์ิ เครือเทพ, การปรับแนวทางการบริหารกิจการสาธารณะในรูปแบบใหม
(๒๕๕๐,๑๓-๑๘). ๆ เพ่ือพัฒนาการบริการสาธารณะใหมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
และเพมิ่ ขีดความสามารถในการแกไขปญ หา

ราชบณั ฑิตยสถาน, ประสิทธิผล หมายถงึ ผลสําเรจ็ หรอื ผลที่เกดิ ข้นึ
(๒๕๕๔).

นกั วิชาการหรอื แหลงขอมูล ๔๗
วนั วสิ าข พวงมะลิ,
(๒๕๕๔, ๑๗). แนวคิดหลกั
พมิ พม าดา อณพชั ทัศพงศ, ประสิทธิผล = ทางเลือกท่ีมีผลลัพธท่ีได > เปาหมายที่ได
(๒๕๕๕, ๑๗). กําหนดเอาไว
ทริ ศั มช ญา พิพัฒนเพ็ญ และคณะ, ประสิทธิผลคือการที่กลุมสามารถทํางานที่ไดรับมอบหมาย
(๒๕๕๗, ๑๖-๑๗). มาใหบรรลุตามวัตถุประสงคไดและถือวาเปนประสิทธิผล
ของกลุม
ติน ปรชั ญพฤทธิ์, (๒๕๓๖, ๑๓๐) ความหมายของประสิทธิผลขององคการในมุมมองของ
วรพล สพุ รรณอวม, (๒๕๕๔, ๑๕- ตํ าแห น งก ารต อ รอ งขอ งอ งค การวาห ม ายถึ ง เป น
๑๖). ความสามารถขององคการในการไดมาของทรัพยากรท่ีหา
ปรญิ บญุ ฉลวย, (๒๕๕๖, ๑๐) ยากและมีมูลคาจากสภาพแวดลอมหรืออีกนัยหน่ึงก็คือเปน
การประเมินดานความสามารถขององคการในฐานะที่เปน
องคการบรหิ ารสว นจงั หวดั เลย, ระบบการของการไดมาของทรัพยากร
(https://loeipao.go.th/files/ ประสิทธิผล วาเปนความสามารถขององคการในการสราง
com_strategy/2020- การปฏิบัติการในการดําเนินงานใหบรรลุวัตถุประสงคตาม
01_e1725346ab03088.pdf). จุดมุงหมายที่วา งไว ประสิทธิภาพน้นั ถอื ไดวาเปนการท่ีมกี าร
สรุ พงษ โสธนะเสถียร, ใชทรพั ยากรสิน้ เปลืองนอ ยท่สี ดุ
(๒๕๓๓, ๑๑๘-๑๒๔). ความสําคัญในเรอ่ื งประสิทธิผลองคการวา ประสทิ ธผิ ลน้นั ได
เกิดข้ึนมาอยางยาวนานและกวางขวาง ตั้งแตยุคแรกใน
Stoker, Gerry, (1996, p. 212). การศึกษาเกย่ี วกบั ทฤษฎีองคการและถือไดวา มคี วามสาํ คัญ
การจัดทําประชาคมทองถ่ินระดับอําเภอและระดับจังหวัด
ประจําปงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๗ - ๒๕๖๐ มากําหนดทิศ
ทางการดําเนินงานขององคกรปกครองสว นทองถิน่

การส่ือสารในทางการเมือง คือการสื่อสารทําหนาท่ีในการ
ถายทอดความรูและขาวสารเก่ียวกับสิ่งท่ีเกิดข้ึนในระบบ
การเมืองหรือท่ีเรียกวา การส่ือสารทางการเมือง นั่นคือ
สามารถเขามีสว นรวมทางการเมืองไดอยา งมีประสิทธิภาพ
สื่อมวลชน (Mass Media) จะเปนตัวกระตุนและมีอิทธิพล
ในการกาํ หนดพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนไดอยาง
มาก

๔๘

นกั วิชาการหรือแหลงขอมูล แนวคิดหลัก
McNair, B., (2003, pp. 3-4). การสอื่ สารทาง การเมืองเปน กระบวนการถายทอด และการ
แพรของขาวสารทางการเมือง หรือ “เปนการอภิปราย
อลงกรณ อรรคแสง, เกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ (รายไดจากภาษี)
(๒๕๕๓, ๗). อํานาจรัฐ (ใครเปนผูมอบอํานาจในการตรากฎหมายการ
ตัดสินใจในการใชอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหาร) การ
Shaffee, (๙๖). อนุญาตที่เปนทางการ (รัฐจะใหประโยชนหรือลงโทษ
อยา งไร)”
นันทนภัส ต้ังภรณพรรณ, (๒๕๕๓). การสื่อสารทางการเมืองวา ๑. การส่ือสารทุกรูปของ
วรรณสิริ สจุ ริต, (๒๕๕๓). นักการเมืองและผูที่เกี่ยวของทางการเมืองในการบรรลุ
Cook, C. W. and Hansaker, P. L. เปาหมายอยางใดอยางหน่ึง ๒. การสื่อสารที่สงถึง
(2001,183). นักการเมืองและผูท่ีเกี่ยวของทางการเมืองโดยผูที่ไมใช
นักการเมือง เชน ผูมีสิทธ์ิออกเสียงเลือกตั้ง และคอลัมนิสต
หนังสือพิมพ ๓. การส่ือสารและกิจกรรมของบุคคลท่ีกลาว
มาขา งตน ท่ีปรากฏในการรายงานขาวบทบรรณาธิการ และ
รูปแบบอน่ื ๆ ของสอ่ื ในการกลา วถงึ การเมอื ง
การส่ือสารทางการเมืองเปนแบบแผนหรือกระบวนการแพร
ขาวสารทางการเมืองระหวางสมาชิกกับหนวยตาง ๆ ใน
ระบบการเมือง หรือ กลาวอีกนัยหน่ึงไดวาการสื่อสารทาง
การเมืองมีบทบาทเปนตัวกลางระหวางประชาชนและ
รัฐบาล โดยเปนชองทางในการเสนอขอมูลขาวสารทาง
การเมืองตาง ๆ ท่ีเกี่ยวกับการตัดสินใจและนโยบายของ
รฐั บาลใหป ระชาชนไดร บั รู
บุคลิกภาพ หมายถึงลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลท้ังที่
สามารถมองเห็นไดโดยตรง
บุคลิกภาพคือคุณลักษณะ และพฤติกรรมตาง ๆ ของบุคคล
ท่ีแสดงออกทง้ั ภายในและภายนอก
บุ ค ลิ ก ภ า พ ห า อ ง ค ป ร ะ ก อ บ ใน มุ ม ม อ ง ก า ร ทํ า ง า น แ ล ะ
พฤตกิ รรมของ บคุ คลในองคการไวด ังน้ี
๑. รูปแบบการแสดงออก (Expressive Style)
๒. รูปแบบการปฏิสัมพันธระหวาง บุคคล ( Interpersonal
Style)
๓. รูปแบบการทํางาน (Work Style)

๔๙

นกั วชิ าการหรือแหลงขอมูล แนวคิดหลกั
๔. รปู แบบอารมณ (Emotional Style)
๕. รปู แบบการใฝ หาความรู (Intellectual Style)

๒.๓ แนวคดิ เก่ยี วกบั การปกครองทองถิน่

การปกครองทองถ่ิน คือ การปกครองท่ีรัฐบาลกลาง ไดมอบอํานาจใหประชาชน ใน
ทอ งถิ่นใดทองถิ่นหน่งึ เพอื่ จัดการปกครอง และดําเนินการบางอยาง โดยดําเนินการกันเอง เพ่ือบําบัด
ความตองการของตน การบริหารงานของทองถิ่นน้ัน มีการเปนจัดองคการ มีเจาหนาที่ ซ่ึงประชาชน
เลือกต้ังข้ึนมาทั้งหมด มีบางสวนมาจากการแตงต้ัง แนวคิดเก่ียวกับการปกครองสวนทองถ่ิน
นักวชิ าการ และนักวจิ ัยไดใหท รรศนะไวด งั น้ี

๒.๓.๑ ความหมายการปกครองทอ งถนิ่
ความหมายการปกครองทองถ่ิน เปนการปกครองท่ีรัฐบาลกลางใหอํานาจ หรือกระจาย
อํานาจไปใหหนวยการปกครองทองถิ่น เพื่อเปดโอกาสใหประชาชนในทองถ่ิน มีอํานาจในการ
ปกครองรวมกันทั้งหมด หลักการดังกลาว นักวิชาการ และนักวิจัย ใหทรรศนะไววารูปแบบการ
ปกครอง ซึ่งเกิดจากการกระจายอํานาจ การปกครองของรัฐบาลกลาง ใหหนวยการปกครองทองถิ่น
เพื่อตอบสนองความตองการ และเพื่อประโยชนของประชาชนในทองถ่ิน โดยมอี งคกร และประชาชน
มีสวนรวมในการตัดสินใจ51๕๒ การปกครองทองถิ่น มีการใหความหมายไวมากมายแตกตางกันไปใน
สวนปลีกยอย แตในสาระสําคัญแลว การปกครอง ยอมมีความหมายเก่ียวพันกับเรื่องของอํานาจ
ฉะนั้น การปกครองทองถ่ินในความหมายกวางๆ จึงหมายถึง การปกครองที่รัฐบาลกลาง มอบ
อํานาจให หรือกระจายอํานาจไปใหหนวยการปกครองท่ีเกิดขึ้น จากหลักการกระจายอํานาจ ไดมี
อํานาจในการปกครองรวมรับผิดชอบท้ังหมด หรือแตเพียงบางสวนในการบริหารภายในขอบเขต
อาํ นาจหนาท่ี และอาณาเขตของตน52๕๓
สรุปวา การปกครองทองถิน่ คือ ความเปนอิสระในการตัดสินใจ และกําหนดนโยบายเปน
นิติบุคคล ตั้งข้ึนโดยกฎหมาย โดยแยกจากสวนกลาง มีขอบเขตที่แนนอน มีงบประมาณดําเนินการ
เพ่ือตอบสนองความตองการ และเพื่อประโยชนของประชาชนในทองถิ่น ประชาชนมีสวนรวมในการ
ตัดสินใจการปกครองทองถิ่น การปกครองทองถ่ิน จึงเปนการกระจายอํานาจทางปกครอง ซ่ึงรัฐ
กระจายอํานาจการปกครองใหแกประชาชน ใหมีสวนรวมในการปกครองตนเอง ซ่ึงไมใชการกระจาย
อํานาจใหแกปจเจกชน แตเปนการกระจายอํานาจใหแกทองถิ่น หรือชุมชน ใหมีการปกครองตนเอง
ซึง่ ก็คอื การปกครองทอ งถ่ินนั่นเอง

๕๒ วิชชุกร นาคธน, การปกครองทองถิ่นไทย, (พระนครศรีอยุธยา: มหาวิทยาลัยราชภัฏ
พระนครศรอี ยุธยา, ๒๕๕๐), หนา ๒.

๕๓ ภิรมยพ ร ไชยยนต, “การกระจายอํานาจการปกครองทอ งถิ่น: ศึกษากรณีการปกครองตนเองตาม
เจตนารมณของประชาชนในระดับจงั หวัด”, วทิ ยานิพนธนติ ิศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวทิ ยาลัย: สถาบันบัณฑิต
พฒั นบรหิ ารศาสตร, ๒๕๕๗), หนา ๑๖.

๕๐

๒.๓.๒ เปาประสงคก ารปกครองทอ งถน่ิ
เปาประสงคหลักการปกครองทองถ่ินก็คือ การใหประชาชนในทองถ่ินมีสวนรวมในการ
ปกครองทองถิ่น เพราะประชาชนในทองถิ่นจะรูปญหา และวิธีการแกไขปญหาของตนเองไดอยาง
ถูกตอ ง และแทจริง หนวยงานการปกครองทองถ่ิน จึงจําเปนตองมีคนในทอ งถิ่น เปาประสงคของการ
ปกครองทองถ่ิน นักวิชาการ และนักวิจัย ใหทรรศนะไววา การปกครองทองถ่ิน มีอยูหลายประการ
เชน การที่จะชวยแบงเบาภาระของรัฐบาล หรือเพ่ือใหหนวยการปกครองทองถ่ิน เปนสถาบันที่ให
การศึกษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยใหก ับประชาชน และเพ่ือสนองตอบตอความตอ งการของ
ประชาชนในทองถ่ิน โดยรายละเอียด มีหลักสําคัญอยู ๔ ประการ คือ “ขอหนึ่ง” ชวยแบงเบาภาระ
ของรัฐบาล เห็นไดชัดเจนวา การบริหารประเทศจําเปนตองอาศัยเงินงบประมาณเปนหลัก หาก
งบประมาณจํากัด ภารกิจท่ีจะตองบริการใหกับชุมชนอาจไมเพียงพอ ดังน้ัน หากจัดใหมีการปกครอง
ทองถ่ิน หนวยการปกครองทองถิ่นน้ันๆ ก็สมารถมีรายได จึงเปนการแบงเบาภาระของรัฐบาลไดเปน
อยางมาก “ขอสอง” เพ่ือสนองตอบตอความตองการของประชาชนในทองถิ่นอยางแทจริง เนื่องจาก
ประเทศมีขนาดกวางใหญ ความตองการของประชาชนในแตละทองท่ี ยอมมีความแตกตางกนั การรอ
รบั การใหบริการจากรัฐ อาจไมตรงตามความตองการทแ่ี ทจริง “ขอสาม” เพ่ือความประหยัด ทองถิ่น
แตละหนวยงานมีความแตกตางกัน สภาพความเปนอยูของประชาชนก็ตางกัน การจัดหนวยปกครอง
ทองถิน่ ข้นึ จึงจาํ เปนตองมีการเก็บภาษีอากร ซงึ่ เปนวิธีการหารายไดใหกบั ทองถ่นิ เพื่อนําไปใชในการ
บริหารกิจการของทอ งถ่นิ ทําใหประหยัดงบประมาณของรฐั “ขอส่ี”เพื่อใหหนวยการปกครองทอ งถิ่น
เปนสถาบันที่ใหการศึกษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยใหกับประชาชน จากการที่การปกครอง
ทองถ่ิน เปดโอกาสใหประชาชนมีสวนรวมในการปกครองตนเอง53๕๔ การเปลี่ยนแปลงที่สําคัญท่ี
เก่ียวกับรูปแบบการปกครองทองถิ่น คือ การแกไขใหหัวหนาฝายบริหารขององคกรปกครองสวน
ทอ งถิ่นทุกรปู แบบ เขาสูตําแหนงโดยการเลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชน นับไดวาเปนการสรางความ
เขมแข็งใหกับองคกรปกครองสวนทองถ่ินไดในทางหน่ึง คือ ทําใหการบริหารทองถิ่น มีความเขมแข็ง
มากขึ้น54๕๕ การกระจายอํานาจการปกครอง คือ ความเปนนิติบุคคลขององคกรปกครองสวนทองถ่ิน
การแบงหนวยการปกครองท่ีมีอิสระ ในการบริหารกิจการ แยกจากหนวยการปกครองสวนกลาง
เพ่ือใหองคกรปกครองสวนทองถ่ินสามารถดําเนินการใด ๆ ไดในนามตนเอง ซ่ึงเปนการเพ่ิมความ
คลองตัวในการใชอํานาจบริหารจัดการ การบังคบั ใชกฎหมาย และการจัดทํา และดําเนินงบประมาณ
รายรับ รายจาย ทั้งน้ี เมื่อองคกรปกครองสวนทองถนิ่ มีฐานะเปนนติ ิบคุ คล ยอ มทําใหสามารถปฏิบัติ
หนาท่ีไดอยางมีประสิทธิภาพมากขึ้น เน่ืองจากการกระจายอํานาจของรัฐสวนกลาง ใหแกองคกร
ปกครองสวนทองถิ่น สงผลใหผูบริหารทองถ่ิน มีศักยภาพเต็มที่ในการดําเนินนโยบายตาง ๆ เพราะ
เม่ือองคกรปกครองสวนทองถิ่นเปนนิติบุคคล ยอมสามารถมีงบประมาณเปนของตนเอง สามารถ

๕๔ ชวู งศ ฉายะบุตร (ดร.), การปกครองทองถ่ินไทย, พิมพครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร: พิฆเณศ พริ้น
ต้ิง เซน็ ตเตอร, ๒๕๓๙), หนา ๒๗.

๕๕สํานักวิจัยและพฒั นา สถาบันพระปกเกลา, การเมืองการปกครองไทย ๒๕๕๐, (กรุงเทพมหานคร:
จรัญสนิทวงศการพิมพ, ๒๕๕๑), หนา ๒๙๑.

๕๑

จัดหางบประมาณมาใชในการพัฒนาทองถิ่นได เชน การเก็บภาษี การประกอบธุรกิจการคา อีกท้ังยัง
สามารถมีเจา หนาท่เี ปนของตนเองอีกดว ย55๕๖

สรุปวา เปาประสงคของการปกครองทองถ่ิน หลักสําคัญก็คือ การบริหารทองถ่ิน ดวย
ตนเอง โดยประชาชนในชุมชน เกิดขึ้นจากการมีสวนรวมของภาคสวนตาง ๆ โดยเฉพาะบทบาทของ
ประชาชน ในการกําหนดวิถีชีวิต และการปกครองตนเอง มิใชการกําหนดโดยภาครัฐ ฝายเดียว
แตเปน การสรางความสมั พนั ธร ะหวางภาคประชาชน ภาคชมุ ชน และภาครัฐนัน่ เอง

๒.๓.๓ ความสําคัญการปกครองทองถ่นิ

ความสําคัญของการปกครองสว นทองถิ่น จึงเปนการสนับสนุนการปกครองของรัฐ ในอัน
ท่ีจะรักษาความผาสุกของประชาชน โดยการยึดหลักการกระจายอํานาจปกครอง และเพ่ือให
สอดคลองกับหลักประชาธิปไตย ความสําคัญของการปกครองสวนทองถ่ิน นักวิชาการ และนักวิจัย
ใหทรรศนะไววา การปกครองทองถ่ิน คือ รากฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย (Basic
Democracy) เพราะการปกครองทองถิ่น จะเปนสถาบันฝกสอนการเมือง การปกครองใหกับ
ประชาชน ใหรูส ึกตนวามีความเกีย่ วพันกับสวนไดสว นเสยี ในการปกครอง การบริหารทองถ่นิ และเกิด
ความรับผิดชอบ และหวงแหนตอประโยชน อันพึงมีตอทองถิ่นท่ีตนอยูอาศัย อันจะนํามาซ่ึงความ
ศรัทธาในการปกครองระบอบประชาธิปไตย การปกครองทองถิ่น ทําใหประชาชนรูจักการปกครอง
ตนเอง (Self-Government) หัวใจของการปกครองระบอบประชาธิปไตย อีกประการหนึ่งคือ การ
ปกครองตนเอง มิใชเปนการปกครองอันเกิดจากคําสั่งเบื้องบน แตการปกครองตนเอง คือ การที่
ประชาชนมีสวนรวมในการปกครอง ซึ่งผูบริหารทองถิ่น นอกจากจะไดรับเลือกต้ังมา เพ่ือรับผิดชอบ
บริหารทองถ่ิน โดยอาศัยความรวมมือรวมใจจากประชาชนแลว ผูบริหารทองถิ่นจะตองฟงเสียง
ประชาชน ดวยวิถีทางประชาธิปไตย เชน เปดโอกาสใหประชาชนออกเสียงประชามติ
(Referendum) ใหประชาชนมีอํานาจ (Recall) ซึ่งจะทําใหประชาชนเกิดความสํานึกในความสําคัญ
ของตนตอ ทองถิ่น ประชาชนมีสว นรับรูถึงอุปสรรคปญหา และชว ยกันแกไขปญหาของทองถิน่ ของตน
๕๗ ความสําคัญของการปกครองสวนทองถิ่นน้ัน เปนการพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

56

ความสําคัญหลักมี ๓ ดาน คือ “ดานท่ีหนึ่ง”การวางรากฐานในระบอบประชาธิปไตย โดยมีองคกร
ปกครองสวนทองถิ่นเปนเสมือนโรงเรียนประชาธิปไตยของประชาชน (School of Democracy)
เพ่ือใหประชาชนในทองถ่ิน มีโอกาสเรียนรูฝกปฏิบัติ และสามารถเขาใจถึงการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยจากการปฏิบตั จิ ริง ผานทางการบริหารจัดการทอ งถ่ิน ในการฝกฝนการใชอาํ นาจในการ
ปกครองตนเอง อีกทั้งประชาชน ยังสามารถเขาไปมีสวนรวมทางการเมือง ในฐานะพลเมืองมากข้ึน
“ดานท่ีสอง” เพื่อเปนการแบงเบาภาระของรัฐสวนกลาง โดยใหอํานาจบริหารทองถ่ินแกประชาชน

๕๖ ชาญชยั จติ รเหลาอาพร, การบริหารจัดการงานทอ งถ่นิ , (กรงุ เทพมหานคร : สมาคมรฐั ศาสตรแ หง
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร, ๒๕๕๒), หนา ๑๑-๑๒.

๕๗ ชู ศั ก ดิ์ เที่ ย ง ต ร ง , ก า ร บ ริ ห า ร ก า ร ป ก ค ร อ ง ท อ ง ถิ่ น ไท ย , (ก รุ ง เท พ ม ห า น ค ร :
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร, ๒๕๑๘), หนา ๖-๗.

๕๒

โดยตรง เน่ืองจากองคกรปกครองสวนทองถ่ิน สามารถตอบสนองตอความตองการของประชาชนใน
พื้นท่ี ไดอยางมีประสิทธิภาพมากกวารัฐสวนกลาง ผูนําทองถ่ิน มีความเขาใจปญหาไดดี ประกอบกับ
ความสัมพันธแบบไมเปนทางการภายในพ้ืนท่ีเอง มีกระบวนการระดมความคิดแกไขปญหา ความ
สามัคคีภายในทองถิ่น จึงสงผลใหความตองการของประชาชน ไดรับการตอบสนองไดอยางชัดเจน
และ“ขอท่ีสาม” เพ่อื ใหห นว ยการปกครองของประชาชนในทองถิ่น ไดบรหิ ารงาน และจัดการ บรกิ าร
สาธารณะในนามของตนเอง (Local Self - Government) เมื่อประชาชนมีโอกาสเรียนรูการบริหาร
กิจการปกครองตนเอง ผานทางองคกรปกครองสวนทองถ่ินแลว ประชาชน ยอมประสงคจะเขามามี
สวนรวมทางการเมืองมากขึ้น และทําใหพื้นที่ในทางการปกครอง ซ่ึงจากเดิม เปนพ้ืนที่สําหรับรัฐ
และกลุมทุนเทาน้ัน ถูกแบงใหแกประชาชน ประชาชนจึงกลายเปนศูนยกลางในการปกครอง และมี
บทบาทในการถว งดุลการใชอ ํานาจมากข้นึ 57๕๘

สรุปวา ความสําคัญของการปกครองสวนทองถิ่น คือ การกระจายอํานาจ การปกครอง
โดยวัตถุประสงคหลักก็คือ การใหประชาชนสามารถมีสวนรวมในการบริหารกิจการในทองถ่ินได ซึ่ง
เปนปจจัยสงเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยประชาชนมีสิทธิ ในการบริหารกิจการ
ทองถิ่นของตนเองไดอยางแทจริง อันจะเปนรากฐานท่ีสําคัญในการพัฒนาการปกครองในระบอบ
ประชาธปิ ไตยในระดบั ชาติตอไป

ตารางท่ี ๒.๔ สรุปแนวคดิ เก่ยี วกบั การปกครองทองถน่ิ

นักวชิ าการหรอื แหลงขอมูล แนวคดิ หลัก
วิชชกุ ร นาคธน, การปกครองทองถ่ิน เปนการปกครองท่ีรัฐบาลกลางให
(๒๕๕๐, หนา ๒). อํานาจ หรือกระจายอํานาจไปใหหนวยการปกครองทองถ่ิน
เพ่ือเปดโอกาสใหประชาชนในทองถิ่น มีอํานาจในการ
ภิรมยพร ไชยยนต, ปกครองรวมกันทัง้ หมด
(๒๕๕๗, หนา ๑๖). การปกครองทองถ่ินในความหมายกวางๆ จึงหมายถึง การ
สาํ นักวิจยั และพัฒนา สถาบนั ปกครองที่รัฐบาลกลาง มอบอํานาจให หรือกระจายอํานาจ
พระปกเกลา , ไปใหห นว ยการปกครองทเี่ กิดข้ึน
(๒๕๕๑, หนา ๒๙๑). การเปลี่ยนแปลงที่สําคัญท่ีเกี่ยวกับรูปแบบการปกครอง
ทองถ่ิน คือ การแกไขใหหัวหนาฝายบริหารขององคกร
ปกครองสวนทองถ่ินทุกรูปแบบ เขาสูตําแหนงโดยการ
เลือกต้งั โดยตรงจากประชาชน

๕๘ ชาญชัย จิตรเหลาอาพร, การบริหารจัดการงานทอ งถน่ิ , หนา ๔-๖.

๕๓

นกั วิชาการหรือแหลงขอมูล แนวคดิ หลกั
ชาญชัย จิตรเหลา อาพร, การกระจายอาํ นาจการปกครอง คือ ความเปน นิติบุคคลของ
(๒๕๕๒, หนา ๑๑-๑๒). องคกรปกครองสวนทองถิ่น การแบงหนวยการปกครองท่ีมี
ชูศักด์ิ เทีย่ งตรง, อิสระ ในการบริหารกิจการแยกจากหนวยการปกครอง
(๒๕๑๘, หนา ๖-๗.) สวนกลาง
ชวู งศ ฉายะบุตร (ดร.), การปกครองทองถ่ิน คือ รากฐานการปกครองระบอบ
(๒๕๓๙, หนา ๒๗). ประชาธิปไตย (Basic Democracy) และอีกประการหน่งึ คือ
การปกครองตนเอง
ชาญชัย จติ รเหลาอาพร, เปาประสงคหลักการปกครองทองถ่ินก็คือ การใหประชาชน
(๒๕๕๒, หนา ๔-๖). ในทองถิ่นมีสวนรวมในการปกครองทองถิน่ และวิธีการแกไ ข
ปญหาของตนเองไดอยางถูกตอง และแทจริง มีหลักสําคัญ
อยู ๔ ประการ คอื
“ขอหนงึ่ ” ชว ยแบง เบาภาระของรัฐบาล
“ขอ สอง” เพ่อื สนองตอบตอความตอ งการของประชาชนใน
ทอ งถ่นิ อยางแทจริง
“ขอสาม” เพ่ือความประหยัด
“ขอส”่ี เพื่อใหหนวยการปกครองทองถน่ิ เปน สถาบันท่ใี ห
การศึกษาการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยใหกบั ประชาชน
ความสําคญั ของการปกครองสวนทอ งถ่ิน ความสําคญั หลกั มี
๓ ดา น คือ
“ดานทห่ี นง่ึ ”การวางรากฐานในระบอบประชาธิปไตย
“ดานที่สอง” เพ่ือเปน การแบงเบาภาระของรฐั สวนกลาง
“ขอทส่ี าม” เพือ่ ใหหนว ยการปกครองของประชาชนใน
ทอ งถิน่

๒.๔ แนวคิดเกี่ยวกับผนู ําทางการเมืองและผนู ําทอ งถิ่น

๒.๔.๑ ความหมายของผูน ําทางการเมอื ง
ผูนํา คือ บุคคลท่ีมีอิทธิพลตอกลุมปฏิบัติหนาท่ีของความเปนผูนําบุคคลผูผลักดัน
(Mobilizer) ผูดลบั นดาล (Inspier) ผูสรางพลังรวม (Synergizer) ผูสรางแรงจูงใจกระตุน
(Motivator) ผกู อ ใหเ กิดพลงั (Energiner) การปฏิบัติการดาํ เนินการของมวลสมาชิกใหเขาสเู ปา หมาย
ตามทีต่ อ งการ58๕๙

๕๙ ศักดิ์ไทย สรุ กจิ บวร, ภาวะผนู าํ ของผบู ริหารมอื อาชพี , (กรงุ เทพมหานคร: สวุ ิริยาสาสน, ๒๕๔๗),
หนา ๓๐.

๕๔

ผูนํา หมายถึง ผูมีความรูในเร่ืองใดเรื่องหนึ่งอันเปนท่ีตองการในการดําเนินงานของกลุม
และความสามารถใชความรูปน้ันชวยใหกลุมบรรลุวัตถุประสงคไดในสถานการณใดสถานการณหน่ึง
และความเปนผูนํา (Leadership) เปนกระบวนการท่ีมีอิทธิพลตอกิจกรรมของกลุมที่รวมตัวกันขึ้น
เพ่ือนํากลุมใหบรรลุวัตถุประสงคและเปาหมายท่ีวางไวผูนําสวนใหญมีบุคลิกภาพ และมีความรู
ความสามารถเปนพิเศษในชุมชนหรือทองถ่ินนั้น ๆ เปนผูท่ีสามารถจูงใจประชาชนใหมีความคิดเห็น
คลอยตามและลงมือทํางานอยางใดอยางหนึ่งจนนํากลุมไปสูจุดหมายปลายทางไดเปนผลสําเร็จใน
ที่สุดหรืออีกนัยหน่ึง ผูนําคือ ผูท่ีมีบทบาทในการขึ้นส่ังการหรือมีอํานาจเหนือบุคคลอ่ืนที่จะใหบุคคล
เหลานั้นดําเนิน การไปสูจุดหมายตามที่ตองการไมวาจะมาโดยตําแหนงหนาท่ีหรืออํานาจตาม
กฎหมายหรือไมก ็ตาม59๖๐

ผูนําทางการเมือง คือ บุคคลที่ตองมีคุณลักษณะพิเศษ สามารถเขาถึงใจมวลชน บริหาร
ประเทศไดโ ดยสามารถแกปญหาท้ัง ปญหาเฉพาะหนา และปญหาระยะยาวอยางมีประสทิ ธิภาพ และ
ประสิทธิผล มีวิสัยทัศน และมีวุฒิภาวะในการทํางาน รวมทั้งการดํารงชีวิตสวนตัว ฯลฯ ถาจะ
กลาวถึงคุณสมบัติของผูนําในอุดมคติน้ัน คงจะมีหลายประการดวยกัน แตท่ีเดน ๆ มีอยู ๔ ประการ
คือประการแรก ผูนําจะตองมีความรู กลาวคือมีความรูความเขาใจในประเด็นปญหาตาง ๆ และ
จะตองมขี อมูลอยา งพรอมสรรพเพอื่ ใชประกอบในการวิเคราะหหาสาเหตุ ขณะเดียวกนั ตอ งสามารถท่ี
จะใชขอมูล และใชค วามสามารถในการวิเคราะหปญหาวิเคราะหสาเหตุ ตาง ๆ ทป่ี ระเทศกําลังเผชิญ
อยู และหาหนทางแกไขประการท่ีสองผูนําตองมีความสามารถ ความรูเปนประโยชนในตัวของมัน
เปน ประโยชนในการเปน ฐานในการวเิ คราะหว ิจยั สําหรับผูนาํ จะตองมีความสามารถใชค วามรูดังกลาว
เพ่ือประยุกตกับการบริหาร ประการท่ีสาม ผูนําตองมีความเปน ผูนําทางการเมืองคือสามารถทําตนให
เปนที่ยอมรับของ บุคคลอื่นจะดว ยผลงาน ดวยวาทศิลป ดวยประวัติ อันดีเยี่ยม ผูนําตองอยูในฐานะ
ท่ีจะชักจูงคนอ่ืนใหทํางานรวมกันนี้เปนกลุมเปนหมู เพ่ือจะบรรลุเปาหมาย ประการที่สี่ ผูนํามี
จริยธรรม เพลโตเคยกลาวไวเม่ือสองพันปที่แลววา ผูปกครองท่ีดีที่สุดคือกษัตริยท่ีเปนนักปรัชญา
ขงจ้อื กลาววา ผมู อี ํานาจจะตองมคี ุณธรรม60๖๑

ผูนําทางการเมืองเปนตัวแทนประชาชนท่ีสามารถตัดสินใจไดสอดคลองกับสภาพการณ
บริบทของทองถิ่น เพราะสามารถสนอง ความตองการของทองถ่ินไดดี เพราะเขาจะรูปญหา และ
ความตองการของทองถิ่น อีกทั้งทําใหประชาชนในทองถ่ินรูจักรับผิดชอบใน การปกครองตนเองมาก

๖๐ เอกชัย ธนผลผดุงกุล, “บทบาททางการเมืองของผูน ําทอ งถ่ิน : กรณศี ึกษาอําเภอเมอื งชุมพรจังหวัด
ชุมพร”, วิทยานิพนธรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานโยบายสาธารณะ, (บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวิทยาลัยบรู พา, ๒๕๔๗). หนา ๖๐.

๖๑ เกียงไกร เจริญผล และคณะ, “คุณลักษณะผูนําทางการเมืองสีเขียวภายใตหลักการกระจาย
อาํ นาจ”, รายงานสืบเนื่องจากการประชุมสมั มนาทางวิชาการ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก คร้ัง
ท่ี ๑๐, วิทยาลยั บรหิ ารศาสตร มหาวิทยาลับแมโจ, (๒๙ – ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐).

๕๕

ขึ้น ทําใหชุมชนเขมแข็งมากข้ึน เปนรากฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตย61๖๒ ความ
เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของภาคเหนือตอนบน และตอนลางทําใหเกิดการขยายตัวของภาคการผล
ตอยางไมเปนทางการคนกลุมใหมนี้เร่ิมเกาะกลุมแลกเปล่ียนขอมูลขาวสารกันมากข้ึนถีข้ึน และได
กลายเปนกลุมทางการเมืองที่สําคัญขึ้นมาเพราะจําเปนตอง สรางอํานาจตอรองทางการเมืองเพ่ือ
เขาถึงทรัพยากรท่ีรัฐเปนผูกระจายมากกวาในอดีตท่ีผานมา นอกจากน้ี ความเปล่ียนแปลงทาง
การเมืองยังมีผลกระทบตอการจัดความสัมพันธของคนในชุมชนทองถิ่นนี้เปนอยางมาก นั่นคือมีการ
กระจายอํานาจใหแกชุมชนทองถ่ิน ไดมีสวนในการปกครองตนเองมากขึ้น อันไดแกองคการบริหาร
สวนตําบล (อบต.) น้ันมีผลตอความเปล่ียนแปลงความสัมพันธทาง อํานาจของกลุมคน ดังจะพบวา
กลุมคนท่ีข้ึนมามีอํานาจใน อบต รุนหลัง ๆ น้ีสวนใหญจะประกอบธุรกิจท่ีสัมพันธอยูกับการรับเหมา
กอสรางซ่ึงจะตองใชแรงงานของคนงาน และกลุมคนเหลาน้ีก็จะสามารถสรางระบบอุปถัมภแบบใหม
กับคนในชุมชนผานการจางงาน ซ่ึง สงผลตอการไดรับคะแนนเสียงในการเลือกต้ังระดับทองถิ่น
ลักษณะสําคัญของระบบอุปถัมภแบบใหม แมวาจะยังคงเปนความสัมพันธ เชิงแลกเปลี่ยนระหวางผู
เขา ถงึ ทรพั ยากรไดมากกบั ผูเขาถึงทรพั ยากรไดนอ ยกวา แตเปน การแลกเปล่ียนเฉพาะเรื่องไมร อบดาน
ไมยาวนาน และระบบอุปถัมภแบบใหมในชนบทน้ีมีผลตอการเมืองระดับจังหวัด และระดับชาติดวย
เพราะผูรับเหมากอสรางท่ีเปนผูอุปถัมภใหมในชุมชนสามารถสวมบทบาทหัวคะแนนท่ีระดมคน
ออกมาสนับสนุนผูสมัครรับเลือกต้ังระดับจังหวัด และระดับชาติไดอยางมีประสิทธิภาพ แมแตการ
เคล่ือนไหวทางการเมืองในทองถนนผูอุปถัมภใหมในชุมชนก็สามารถระดมคนออกมาเคลื่อนไหวได
เปน จํานวนมากเชน กัน62๖๓

๒.๔.๒ ทฤษฎผี ูนาํ ทางการเมอื ง
ภาวะผูนําเปนสิ่งสําคัญยิ่งในการนําพาองคกรหรือหนวยงานสูความสําเร็จตามเปาหมาย
ผูนําจึงจําเปนตองมีภาวะผูนําท่ีดีและเหมาะสม คําวา “ผูนําแบบบารมี” (charisma) ซ่ึงแปลวา
พรสวรรค ศัพทคํานี้ Weber๖๔ นักสังคมวิทยาชาวเยอรมันไดขยายความและเสนอความหมายของ
ภาวะผูนําแบบบารมีวา เปนพรสวรรคท่ีอธิบายถึงความมีอิทธิพลที่ไมมีแนวทางท่ีชัดเจน และอยู
นอกเหนือการควบคมุ ของกฎหมาย ผนู าํ แบบบารมีเอกลักษณใ นการเปน ทยี่ อมรับจากภาพลักษณและ
ความสามารถ ทําใหเกิดความจงรักภักดี ความรูสึกรวมและศรัทธาจนกอใหเกิดความรูสึกผูกพันที่
ลกึ ซ้ึง สําหรบั บทบาทความสําคัญของผนู าํ ตามความเห็นของ Dubrin๖๕ เห็นวา ผูนําเปนผูมบี ทบาทที่

๖๒ สมศักดิ์ เก่ียวก่ิงแกว, ความรูเบ้ืองตนทางรัฐศาสตร, (เชียงใหม: มหาวิทยาลัยเชียงใหม, มปป),
หนา ๑๐๒.

๖๓ พรรณเพ็ญ คุณวพานชิ กุล, ระบบบริหารราชการไทย, (กรงุ เทพมหานคร: มหาวิทยาลยั ราชภัฏสวน
สนุ ันทา, ๒๕๔๘), หนา ๑๐๒.

๖๔ Weber, M., The theory of social and economic organization. (A. M. Henderson
& Talcott Person Trans), (New York: Harold Process, 1947).

๖๕ Dubrin, J, Leadership study finding: Practice and skills, (Boston Houghton: Mifflin
Company, 1998).

๕๖

แสดงถึงการมีความสัมพันธระหวางบุคคลหรือกลุมที่สงผลใหมีการปฏิบัติตามความคิดเห็นและความ
ตองการของตน จนสามารถนําไปสูการบรรลุวัตถุประสงคตามเปาหมาย ท้ังนี้ บุคคลที่จะเปนผูนําได
นนั้ จะตอ งมคี ุณสมบตั พิ ิเศษซง่ึ โดยรวมแลว Davis & Scott๖๖ สรุปลกั ษณะสาํ คญั ๔ ประการ ดงั น้ี

๑) ความเฉลียวฉลาด (intelligence) ผูนําตองมีความเฉลียวฉลาดคิดทันตอเหตุการณ มี
ความริเริ่มสรางสรรคงานใหม ๆ อยูเสมอ มีความสามารถในการรับรู มีความสามารถในการ
ตดิ ตอสอื่ สาร รวมถึงการรวมงานกบั ผอู ืน่ เพอ่ื ใหเ กิดการรวมมือ

๒) บรรลุวุฒิภาวะทางสังคม (social maturity) ผูนําตองมีแนวโนมท่ีจะสนใจในเรื่องท่ัว ๆ
ไปอยางกวางขวางมีความม่ันคงทางอารมณ อดทนตอภาวะคับขอ งใจไดส ูง ไมมที ัศนคตทิ ่ีเปนปฏิปกษตอ
สงั คม มคี วามเชือ่ ม่ันในตนเองและเคารพตนเอง

๓) ความตองการประสบความสําเร็จ (achievement drivers) ผูนําท่ีดีตองมีความ
กระตือรือรนที่จะทํางานที่ตนรับผิดชอบใหบรรลุความสําเร็จ ตองสรางแรงจูงใจใหเกิดกับตนเองอยู
เสมอ และทํางานอยา งจรงิ จังจนงานบรรลุผลสาํ เรจ็ ตามเปาหมาย

๔) ทัศนคติทางดานมนุษยสัมพันธ (human relations attitudes) ผูนําควรทําใหทุกคน
ยอมรบั เพราะการทํางานจะสําเร็จไดน ้ันตองอาศยั ความรวมมือ ผูนําจะตอ งมีมนุษยสัมพันธท่ีดแี ละมี
การสรา งมนษุ ยสัมพนั ธกับบุคคลอื่นอยางสมาํ่ เสมอ

จากลักษณะของผูนํา ๔ ประการขางตนจะเห็นไดวามีอยูในตัว ดร. ทักษิณ ชินวัตร
โดยเฉพาะเร่ืองความเฉลียวฉลาด คุณลักษณะขอน้ีทําใหประสบความสําเร็จในงานธุรกิจและเมื่อเขาสู
การเมืองก็เปนผูนําความคิดในการนําโครงการประชานิยมตาง ๆ มาเปนกลยุทธสําคัญในการหาเสียง
และการบริหารประเทศจนไดรับการยอมรับจากประชาชน ทําใหพรรคมีพัฒนาการเติบโตสามารถ
ไดรับการเลือกต้ังเขาสูสภาจัดต้ังรัฐบาลพรรคเดียวเปนประวัติศาสตรคร้ังแรกของการเมืองไทย
นอกจากนี้ ในเรื่องมนุษยสัมพันธ ดร. ทักษิณ ชินวัตร ก็เปนผูที่มีมนุษยสัมพันธท่ีดีและมีสายสัมพันธ
กับบุคคลระดับสูงท้ังภายในและภายนอกประเทศ66๖๗

สรปุ ไดว า ผนู ํา คือ บคุ คลที่ไดร ับการแตงตง้ั หรอื ยกยองจากสมาชิกใหข ึ้นเปนหวั หนา ไมวา
จะเปน ทางการหรอื ไมเปนทางการก็ตามมอี ํานาจในการตัดสนิ ใจเปน ผูท่ีสามารถจูงใจสมาชกิ ในกลมุ ให
มคี วามคิดเห็นคลอยตามดว ยความเลอื่ มใสศรัทธาและปฏิบตั ิตามจนนาํ กลุมไปสจู ุดหมายปลายทางได
เปนผลสําเร็จและบรรลุเปาหมายในท่ีสุด และผูนําทางการเมืองเปนตัวแทนประชาชนท่ีสามารถ
ตัดสินใจไดสอดคลองกับสภาพการณ บริบทของทองถ่ิน เพราะสามารถสนองความตองการของ
ทองถิน่ ไดด ี

๖๖ Davis, G. A., & Scott, J. A, Training creative thinking, (New York: Holt Rinehart and
Winston, 1983).

๖๗ พงศกร อรรณนพพร และคณะ, “การสรางและการรักษาฐานสนบั สนนุ ทางการเมืองของพรรคเพื่อ
ไทยในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ”, วารสารรัชตภ าคย, ปท่ี ๑๓ ฉบบั ท่ี ๓๑ (ตุลาคม-ธนั วาคม ๒๕๖๒).

๕๗

๒.๔.๓ แนวคดิ เกย่ี วกับผูน ําทอ งถ่ิน
๒.๔.๓.๑ ความหมายของผนู าํ ทองถิ่น
การพัฒนาชุมชนผูที่ใกลชิดกับประชาชนมากท่ีสุด คือประชาชนในชุมชนนั่นเอง ซึ่ง
บคุ คลผูนี้จะเปนผูนําความคิดในหลาย ๆ ดานความเปนผนู ําเองจะนําประชาชนใหนําพลังซอนเรนอยู
มาใชประโยชน และพลังเหลานี้สามารถเติบโตไดถาไดรับการพัฒนาซ่ึงเปนวิธีการหน่ึงท่ีทําให
ประชาชนรูจกั ชวยตนเอง (To help the people to help themselves)
“ผูนาํ ทองถ่นิ ” หมายถึง บคุ คลทช่ี วยผอู ื่น หรอื ชุมชนซ่ึงอาจจะเปน ผูมอี าํ นาจหรืออทิ ธพิ ล
สามารถชกั จูงคนใจชุมชนได ซงึ่ องคป ระกอบสาํ คญั ของผนู ําทองถ่ิน ไดแ ก
- ตอ งมคี วามรู หรอื ทักษะในเร่ืองใดเร่อื งหนึง่ ที่กลมุ หรือชมุ ชนตองการ
- ตอ งมีคน ซ่งึ เปน สมาชิกในชุนชนั้ นนั้
- มีโอกาส หรอื สถานการณทีจ่ ะใชความรูใ หเปนประโยชนแ กช มุ ชน
- มคี วามรูสามารถท่ีจะใชความรนู ้ัน
ผูนําทองท่ีหมายถึงผูใหญ บานสารวัตร กํานั้น หรือผูชวยผูใหญบาน ท่ีมีหนาท่ีบริหาร
หมูบานตามระเบยี บทก่ี ฎหมายกาํ หนด67๖๘
ผนู ําทองถ่ินหมาย ถงึ บคุ คลในทอ งถ่ินผูซ่ึงมีความสามารถในการชว ยใหสมาชิกในทองถิ่น
น้ันสามารถที่จะรวมตัวกันกระทํางานส่ิงหน่ึงสิ่งใดเพ่ือใหบรรลุตามวัตถุประสงคที่วางไวโดยมุง
ความสาํ เร็จของทองถนิ่ นั้นน้ีเปนสําคัญผูนําทองถิ่นจึงเปนผูที่คอยเผยแพรความรูความคิดตาง ๆ จาก
นักพัฒนาไปยังเพื่อนบานและผูคอยชักนําสมาชิกในทองถิ่นเขามารวมในการพัฒนาหมูบานผูนํา
ทองถ่ินไมจําเปนท่ีจะตองเปนคน ๆ เดียวอาจจะมีหลายคนก็ได แตไดแลวแตลักษณะของงาน เชน
ผูนําทางการเกษตร ผูนําทางการศึกษาหรือแมกระท่ังผูนําทางศาสนา เปนตน แตเราสามารถรวมเอา
ผูนาํ เหลานั้นมาใชในการพฒั นาชนบทไดผนู ําทอ งถน่ิ จึงเรยี กไดวาเปน ไดว าเปนตวั ส่ือคิดสองทาง
๒.๔.๓.๒ ประเภทของผนู ําทอ งถิ่น
ประเภทของผนู าํ ทอ งถ่นิ ในประเทศไทยแบงออกเปน ๒ ประเภทคอื
๑) ผูนําแบบทางการ (Formal Leadership Structure) กลาวโดยท่ัว ๆ ไปลักษณะ
ตําแหนงของผูน ําซง่ึ มีอยูใ นหมูบ านแบง ไดเ ปน ๓ ประเภทคือ

๑.๑) ผนู ําทองที่คอื ตาํ แหนง ผใู หญบ า น กํานัน้ แพทยประจําตําบล
๑.๒) ผูน ําทอ งถน่ิ ไดแ ก สมาชกิ สภาเทศบาล สมาชิกสภาองคการบรหิ ารสวนตําบล
๑.๓) คณะกรรมการตาง ๆ ขององคการชุมชนเชนกลุมชาวนาคณะกรรมการพัฒนา
หมบู าน

๖๘ อุดมเดช ดวงแกว, “บทบาทผูนําสตรีในการเมืองการปกครองระดับทองถ่ินของเทศบาลนคร
เชยี งรายงานนิพนธ” , วิทยานิพนธร ฐั ศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาการเมืองและการปกครอง. (บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม, ๒๕๕๕), หนา ๑๗-๒๐.

๕๘

ผูนําประเภทน้ีมีตําแหนงอํานาจหนาท่ีชัดเจน และประชาชนกต็ ระหันกีดในฐานะของการ
เปนผูนําตําแหนงเหลาน้ีเปนไดโดยการเลือกต้ังแตงต้ัง และประกาศเปนทางการใหทราบถาหากวา
บุคคลใดมีคณุ สมบัติครบถวนตามตอ งการอาจจะไดรบั เลือกใหด ํารงตําแหนงหลาย ๆ ตําแหนงในเวลา
เดยี วกับตําแหนงนึ่งฐานะความรับผดิ ชอบของผนู ําแบบทางการจึงเปน ทที่ ราบกนั ทั่วไปในหมชู าวบาน

๒) ผูนําแบบไมเปนทางการ(Informal Leadership Structure) ผูนําชนิดน้ีเกิดจากการ
สังสรรคของชาวบานอยางไมเปนทางการมาเปนเวลาชานาน ลักษณะของกลุมในหมูบานก็เปนกลุม
แบบปฐมภูมิ (Primary Group) จึงเพ่ิมความใกลชิดสนิทสนมซ่ึงกันและกัน มีการติดตอสัมพันธแบบ
ตัวตอตัวในระหวางชาวบานดวยกันเองและผลที่ตามมาก็คือไดมีการพัฒนาของกลุมแบบไมเปน
ทางการเกดิ ข้ึนแตละกลุมเหลานี้ก็จะมีศนู ยกลางอยูท่ีบุคคลใดบุคคลหนง่ึ ผูซึง่ ไดกลายเปนผนู ําแบบไม
เปนทางการในหมูบานนั้นซ่ึงก็ ไดแก ผูเฒาผูแกหรือสมาชิกที่อาวุโสท่ีสุดของครอบครัวขยายอดีต
พระภิกษุสามเณรชาวนาทีมีฐานะมั่งคั่งสมาชิกท่ีมีช่ือเสียงของกลุมตาง ๆ และผูท่ีมีความรู
ความสามารถพิเศษจนไดรับการยกยองมีความเช่ียวชาญในอาชีพท่ีตนทําอยู เชน หมอแผนโบราณ
ผูนําแบบไมเปนน้ีเปนทางการเหลานี้มีอิทธิพลตอชาวบานมากชาวบานจะใหความเคารพยกยองและ
ใหความเปนความเชอ่ื ถอื

ในชุมชนโดยทั่ว ๆ ไปนั้น ไมวาผูนําชุมชนจะเปนผูนําที่เปนทางการหรือผูนําที่ไมเปน
ทางการก็ตาม สามารถทีจ่ ะแบงออกไดห ลากหลายประเภทดังน้ี

๑) แบงโดยยึดถือระดับและหนาที่ (level and funrion) วิธีการนี้สามารถแบงออกได
เปนประเภทยอ ย ๆ ดงั นี้

๑.๑) ผูที่กฎหมายและสังคมยอมรับ (legegitimizer) ผูนําประเภทน้ีจะมีบทบาทและ
อิทธิพลอยางมากในทองถิ่นผูนําประเภทนี้อาจเรียกออกไดเปนหลายชื่อดวยกันเชนผูเฝาประตู
(gatekeeper) ผูนําที่เปนกุญแจสําคัญ (key leader) ผูนําท่ีมีอิทธิพลในทองถิ่น (influential) และ
ผูนําท่ีสถาบันในการยอมรับ (institutional leader) โครงการใด ๆ ก็ตามในชุมชนจะสําเร็จไดหาก
บุคคลดังกลาวน้ี ใหการเห็นชอบถึงแมว า จะไมไดเ ปนผูลงมือปฏิบัติเองก็ตามผนู ําประเภทน้จี ะเปน ผนู ํา
ในระดับแนวหนา (top management)

๑.๒) ผูกอใหเกิดผล (eflector) ผูนําประเภทน้ี จะมีบทบาทสําคัญรองจากผูนํา
ประเภทแรกแตม ักจะมีบทบาทสําคัญในการที่ลงมอื ปฏิบัติการในกิจกรรมตาง ๆ ในชมุ ชนมากกวาการ
ที่จะใหคําช้ีแนะในเมืองที่มีขนาดใหญขึ้นจะพบผูนําประเภทนี้อยูมากมายไมวาจะเปนผูนําท่ีอยูใน
ภาครัฐหรือภาคเอกชนมักจะเปนผูท่ีมีความรูความสามารถและมีทักษะในการทํางานและมักเปน
บุคคลทด่ี ํารงตําแหนงหนา ทส่ี ําคัญตอการวางแผนพัฒนาชุมชนโดยจะมีความเชยี่ วชาญในสาขาตาง ๆ
ที่แตกตางกันออกไปเชนการศึกษาอนามัยและสาธารณสุขการพัฒนาชุมชนนันทนาการเปนตนผูนํา
ประเภทน้ีมักจะมีการพบกับผูนําประเภทแรกอยูเสมอในชุมชนท่ีมีขนาดนความเห็นชอบจากผูนํา
ประเภทแรกสวนเมืองหรอื ชุมชนที่มีขนาดเล็กผูนําท้ังสองประเภทมักจะเปนบุคคลเดียวตําแหนงน่ึงท่ี
สําคัญมกั เปนผนู ําประเภทน้ี

๑.๓) ผูปฏิบัติการ (activist) ผูนําประเภทน้ี จะเปนผูนําที่มิไดครอบครองตําแหนงที่
สําคัญแตจะเปนผูลงมือปฏิบัติการเสียมากกวาอาจเรียกผูนํากลุมน้ีวาผูรวมงาน (joiner) ก็ไดผูนํา

๕๙

ประเภทน้ีมักจะขาดฐานอํานาจ และไมมที ักษะท่ีพอเพียงที่จะเขาไปมีบทบาทในการตัดสินใจท่ีสําคัญ
เก่ียวกับโครงการของชุมชนไดเลยมีหนาที่ลงมือปฏิบัติการเม่ือโครงการไดรับความเห็นชอบแลว
เทาน้ัน

๑.๔) คนทั่วไป (genral public) โดยปกติเม่ือกลา วถงึ ผูนําแลวมักจะเขา ใจกนั วามผี นู ํา
เพียง ๓ ชนิดเทาน้ันคือผูที่กฎหมายและสังคมยอมรับผูกอใหเกิดผลและผปู ฏิบัติการอยา งไรก็ตามคน
โดยท่ัว ๆ ไปที่อยใู นชมุ ชัน้ น้ันกม็ ีบทบาทสําคญั เพราะวามอี ิทธพิ ลตอ พฤติกรรมของ บคุ คลอ่ืน ๆ ไมว า
จะเปนทางตรงหรือทางออมก็ตามเชนการเลือกต้ังโดยท่ัว ๆ ไปผูนําจะไดตําแหนงหรือไมน้ันก็ขึ้นอยู
กบั มติของคนโดยทั่ว ๆ ไปลักษณะทางภูมิศาสตรและการเมืองจึงมีความสมั พันธก ันและเปนสวนหน่ึง
ของโครงสรางทางผนู ํานอกจากน้คี วามผูกพนั ของ บุคคลทอี่ ยนู อกทองท่ที ี่มตี อผูน าํ ในชุมชนกอ็ าจมผี ล
ท่ีสําคญั ตอการตัดสนิ ใจในการพัฒนาชมุ ชนได

๒) แบงโดยยึดถือความสามารถ (Scope of influence) การแบงประเภทน้ีสามารถแบง
ผูนําออกไดเปน ๒ ประเภทคือผูนําท่ีมีความสามารถโดยท่ัวไป (genral) กับผูนําท่ีมีความสามารถ
เฉพาะดาน (specialized) ผูนาํ แตละคนจะมคี วามสามารถท่ีจะมีอิทธิพลหรือโนมนาวจิตใจสมาชกิ ใน
ชุมชนไดแตกตางกันออกไปผูนําบางคนมีความถนัดทุกเร่ืองขณะท่ีผูนําบางคนอาจมีความถนัดเฉพาะ
อยางแตเดิมเชื่อกันวาผูนําที่มีความถนัดทุกทางมีจํานวนนอยกวาผูนําที่มีความถนัดเฉพาะดานตอมา
จากการศึกษาวิจัยก็ไดพบวาไมมีความแนนนอนเสมอไปเพราะบอยครั้งเมื่อไดทําการสํารวจผูนําใน
ชุมชนจะมีคาบเกี่ยวกัน (Overlap) คือมีบทบาทไดท้ัง ๒ อยางโดยเฉพาะอยางย่ิงผูนําที่เก่ียวของกับ
ธุรกิจการอุตสาหกรรมและการเมืองสมาชิกในชุมชนอาจมองผูนําในบทบาทแตกตางกันออกไป
อยางไรก็ตามไมวาผูนําจะมีบทบาทถนัดทุกอยางหรือถนัดเฉพาะเร่ืองก็ตามเมื่อชุมชนมีการ
เปล่ียนแปลงไปในทางท่ีดีขึ้นโดยมีความซับซอนและมีการแบงงานกันทําเฉพาะอยางเพ่ิมมากข้ึน
แนวโนมของผูนําเฉพาะดานท่ีจะเกิดข้ึนก็มีเปนเงาตามตัวมานอกจากนี้เม่ือชุมชนมีการเปลี่ยนแปลง
มากขึ้นโอกาสที่ผูนําที่มีความสามารถทุกดานจะเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของตัวเองเปนผูนําที่มีความ
สากรถเฉพาะดานตามเพิ่มไปดวย

๓) แบงโดยยึดถือการปรับ ตนเอง (basic orientation) วิธีการนี้สามารถท่ีจะแบงผูนํา
ออกไดเปน ๒ ประเภท คือผูนําที่ชอบ แตงาน (task) และผูนําที่ชอบ แตความสัมพันธผูนําท่ีชอบ แต
ตัวเองเปนผูนําท่ีมีความสามารถเฉพาะดานตามเพิ่มไปดวยบังคับบังชาเปนส่ิงสําคญั ที่รองลงไปขณะท่ี
ผูนํา ท่ีชอบ แตความสัมพันธถือวาเปนความสัมพันธของ บุคคลในทีมงาน้ีเปนส่ิงสําคัญที่สุด
ความสําเร็จของงานมาเปนอันดับหลังผูนําทั้ง ๒ แบบนี้ยังมีความสําคัญตอชุมชนโดยเฉพาะอยางใน
ชมุ ชนที่ยังตอ งการพฒั นายงั ตอ งการเปลีย่ นแปลงส่งิ ตา ง ๆ อกี มากมายน้ันผนู ําทีเ่ อาแตง านย่ิงเปน สิ่งที่
จําเปนเพราะผูนําประเภทนี้มีจิตในแนวแนที่จะพัฒนาชุมชนของตนเองใหดีขึ้นในเวลารวดเร็ว แตใน
สังคมที่มีการพัฒนาและมีการปรับตัวดีแลวผนู ําที่เอาแตส ังคมคอนขางจะมปี ระโยชนมากเพราะทําให
ชมุ ชนมีความกลมกลืนนา อยูไ มมีความขัดแยงความสัมพันธของสมาชิกในชุมชนมมี ากและอยใู นระดับ
ท่ดี ี

๖๐

๒.๔.๓.๓ คณุ สมบัติและลักษณะของผนู ําทอ งถนิ่
คณุ สมบัติและลกั ษณะของผูนาํ ทอ งถิน่ คือคุณ สมบัติลักษณะ และความสามารถของผนู ํา
ท่ัวไปนั้นเองแตจะตองมีคุณสมบัติลักษณะและความสามารถเพ่ิมเติมเปนพิเศษใหเหมาะสมกับสภาพ
ทองถ่นิ หรือชนบทไทยเฉพาะอกี ดวย กลาวโดยสรปุ คณุ สมบัติและลกั ษณะของผูน ําทอ งถ่นิ มีดังนี้
๑) มคี ุณสมบัตแิ ละลักษณะของผนู ําท่ัวไป
๒) มคี วามรหู รอื ทกั ษะเหนือกวาชาวบานในบางเรื่อง
๓) มคี วามเช่ือมัน่ ในตนเองสงู หรอื มีความม่ันใจกวา ชาวบา น
๔) เขาใจในนวตั กรรม (Innovation) และเทคโนโลยีใหมโดยรวดเรว็ พอสมควร
๕) ยอมรับเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม ๆ ไปเผยแพรใหชาวบานโดยวิธีการท่ีมี
ประสทิ ธิภาพ
๖) เปนตวั แทนแสดงปญหาและความตอ งการของชาวบา นใหผ เู กีย่ วของทราบไดดี
๗) เขาถึงประชาชนคบหางายและไมถือตัว68๖๙
สรุปไดวา ผูนําทองถิ่นคือบุคคลในทองถ่ินผูรับการคัดเลือกจากประชาชนในทองถ่ินนั้น
กระทํางานสิ่งหน่ึงส่ิงใด เพ่ือใหบรรลุตามวัตถุประสงคที่วางไวโดยมุงความสําเร็จของทองถิ่นน้ันเปน
สําคัญผูนําทองถิ่น จึง เปนผูท่ีคอยเผยแพรความรู แนวความคิดตาง ๆ ในการพัฒนาทองถิ่นไปยัง
เพอ่ื นบา นและผคู อยชักนําสมาชิกในทอ งถ่ินเขามารว มในการพฒั นาหมูบา นผนู ําทอ งถ่นิ

ตารางท่ี ๒.๕ สรปุ แนวคดิ เกย่ี วกบั แนวคิดเกีย่ วกบั ผูน าํ ทางการเมืองและผนู ําทองถนิ่

นกั วชิ าการหรอื แหลงขอมูล แนวคดิ หลัก

ศกั ดไ์ิ ทย สรุ กจิ บวร, ผูนํา คือ บุคคลท่ีมีอิทธิพลตอกลุมปฏิบัติหนาที่ของความเปน
(๒๕๔๗, หนา ๓๐). ผนู ําบุคคลผูผลกั ดัน (Mobilizer) ผูดลบันดาล (Inspier) ผสู ราง
พลังรวม (Synergizer) ผูสรางแรงจูงใจกระตุน (Motivator) ผู
กอ ใหเ กิดพลัง (Energiner)
เอกชยั ธนผลผดุงกุล, ผูนํา หมายถึง ผมู คี วามรใู นเรือ่ งใดเร่ืองหน่ึงอันเปนที่ตองการใน
(๒๕๔๗, หนา ๖๐). การดําเนินงานของกลุมและความสามารถใชความรปู น้ันชวยให
กลมุ บรรลวุ ตั ถปุ ระสงคไดในสถานการณใดสถานการณหน่ึงและ
ความเปน ผนู าํ (Leadership)
เกียงไกร เจรญิ ผล และคณะ, ผูนาํ ทางการเมือง คอื บุคคลทีต่ องมคี ุณลักษณะพิเศษ สามารถ
(วนั ที่ ๒๙ – ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐). เขาถงึ ใจมวลชน บรหิ ารประเทศไดโ ดยสามารถแกปญ หาท้ัง
ปญ หาเฉพาะหนา และปญ หาระยะยาวอยา งมีประสทิ ธิภาพ

๖๙ อุดมเดช ดวงแกว, “บทบาทผูนําสตรีในการเมืองการปกครองระดับทองถิ่นของเทศบาลนคร
เชียงรายงานนิพนธ” , วิทยานิพนธรฐั ศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาการเมืองและการปกครอง. (บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวิทยาลัยเชียงใหม, ๒๕๕๕), หนา ๑๒๗-๑๒๘.

นักวิชาการหรอื แหลงขอมูล ๖๑
สมศักด์ิ เก่ยี วก่งิ แกว, มปป.
(หนา ๑๐๒). แนวคดิ หลัก
พรรณเพญ็ คณุ วพานชิ กุล, และประสทิ ธิผล มวี ิสยั ทศั น และมีวฒุ ิภาวะในการทํางาน
(๒๕๔๘, หนา ๑๐๒). ผูนําทางการเมืองเปนตัวแทนประชาชนที่สามารถตัดสินใจได
สอดคลองกับสภาพการณ บริบทของทองถิ่น เพราะสามารถ
Weber, M. สนอง ความตองการของทองถ่ินไดดี เพราะเขาจะรูปญหา และ
(1947). ความตองการของทอ งถ่ิน
Dubrin, J. สรางอํานาจตอรองทางการเมืองเพื่อเขาถึงทรัพยากร และเชิง
(1998). แ ล ก เป ล่ี ย น ร ะ ห ว า ง ผู เข า ถึ ง ท รั พ ย า ก ร ไ ด ม า ก กั บ ผู เข า ถึ ง
Davis, G. A., & Scott, J. A ทรัพยากรไดนอ ยกวา และความเปล่ียนแปลงทาง การเมืองยังมี
(1983). ผลกระทบตอการจัดความสัมพันธของคนในชมุ ชนทองถิ่นน้เี ปน
อยางมาก น่ันคือมีการกระจายอํานาจใหแกชุมชนทองถ่ิน ไดมี
พงศกร อรรณนพพร และคณะ, สวนในการปกครองตนเองมากขนึ้
(๓๑ ตลุ าคม-ธนั วาคม ๒๕๖๒). ภาวะผนู าํ เปน สงิ่ สาํ คญั ยิง่ ในการนาํ พาองคกรหรอื หนว ยงานสู
ความสาํ เร็จตามเปา หมาย และเปน ผูมีบารมี และพรสวรรค
ผนู ําเปนผมู บี ทบาททีแ่ สดงถึงการมคี วามสัมพนั ธระหวางบุคคล
หรือกลุมท่ีสงผลใหมกี ารปฏบิ ัตติ ามความคดิ เห็นและความ
ตองการของตน
สรปุ ลักษณะสําคญั ๔ ประการ ดงั นี้
๑) ความเฉลยี วฉลาด (intelligence)
๒) บรรลวุ ฒุ ิภาวะทางสงั คม (social maturity)
๓) ความตอ งการประสบความสําเร็จ (achievement drivers)
๔) ทศั นคติทางดานมนุษยสัมพันธ (human relations
attitudes)
ดร. ทกั ษิณ ชนิ วตั ร มีความเฉลียวฉลาด คุณลักษณะขอ นี้ทําให
ประสบความสาํ เร็จในงานธรุ กิจและเมื่อเขา สกู ารเมืองก็เปนผูนํา
ความคดิ ในการนําโครงการประชานยิ มตา ง ๆ มาเปน กลยทุ ธ
สําคญั ในการหาเสยี งและการบรหิ ารประเทศจนไดร ับการ
ยอมรับจากประชาชน

๖๒

นักวิชาการหรือแหลงขอมูล แนวคดิ หลัก
อดุ มเดช ดวงแกว, “ผูนําทองถ่ิน” หมายถึง บุคคลที่ชวยผูอื่น หรอื ชุมชนซึ่งอาจจะ
(๒๕๕๕, หนา ๑๗-๒๐). เปนผูมีอํานาจหรืออิทธิพลสามารถชักจูงคนใจชุมชนได ซึ่ง
องคป ระกอบสําคัญของผูนาํ ทองถิน่ ไดแก
อุดมเดช ดวงแกว , - ตองมีความรู หรือทักษะในเรื่องใดเร่ืองหน่ึงท่ีกลุมหรือชุมชน
(๒๕๕๕, หนา ๑๒๗-๑๒๘). ตอ งการ
- ตองมคี น ซึ่งเปน สมาชิกในชุนช้ันน้ัน
- มีโอกาส หรือสถานการณที่จะใชความรูใหเปนประโยชนแก
ชมุ ชน
- มคี วามรสู ามารถทจี่ ะใชความรนู ้ัน
กลา วโดยสรปุ คณุ สมบตั ิและลักษณะของผูนําทองถิน่ มีดังน้ี
๑) มีคณุ สมบัติและลกั ษณะของผนู ําท่วั ไป
๒) มคี วามรหู รอื ทกั ษะเหนือกวา ชาวบานในบางเรอื่ ง
๓) มีความเช่ือมน่ั ในตนเองสงู หรือมคี วามมนั่ ใจกวา ชาวบาน
๔) เขาใจในนวัตกรรม (Innovation) และเทคโนโลยีใหมโดย
รวดเรว็ พอสมควร
๕) ยอมรับเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม ๆ ไปเผยแพรให
ชาวบานโดยวิธีการท่มี ปี ระสิทธภิ าพ
๖) เปนตัวแทนแสดงปญหาและความตองการของชาวบานให
ผูเก่ยี วของทราบไดดี
๗) เขา ถงึ ประชาชนคบหางา ยและไมถือตวั

๒.๕ หลักพุทธธรรมทเ่ี กี่ยวขอ งกบั ความไววางใจทางการเมอื ง

พระไตรปฎ กไดก ลา วไวด ังนี้ สงั คหวตั ถุ (ธรรมเครอ่ื งยดึ เหนีย่ ว) ๔ ประการคือ
๑. ทาน (การให)
๒. เปยยวัชชะ (วาจาเปนทีร่ ัก)
๓. อตั ถจรยิ า (การประพฤตปิ ระโยชน)
๔. สมานตั ตตา (การวางตนสมํา่ เสมอ)
ทาน เปยยวัชชะ อัตถจริยาโนโลกนี้ และสมานัตตตาในธรรมน้ัน ๆ ตามสมควรสังคห
ธรรมเหลานี้แลชวยอุมชูโลก เหมือนล่ิมสลักที่ยึดคุมรถที่แลนไปไวไดนั้น ๆ ถาไมพึงมีธรรมเหลาน้ี
มารดาหรือบิดาก็ไมฟงไดการนับถือหรือการบูชาเพราะบุตรเปนเหตุ แตเพราะบัณฑิต เล็งเห็น
ความสําคญั ของสงั คหธรรมเหลา นี้ฉะนัน้ บณั ฑิตเหลา น้จี ึงถงึ ความเปนใหญและเปน ผนู า สรรเสริญ69๗๐

๗๐ อง.ฺ จตกุ กฺ .ฺ (ไทย) ๒๑/๓๒/๕๐-๕๑.

๖๓

สังคหวัตถุ ๔ เปนหลักคุณธรรมในศาสนาพุทธ โดยเปนภาษาบาลีแยกออกเปน ๒ ศัพท
คือ สังคห ๑ วัตถุ ๑ สังคห แปลเปนภาษาไทยวาสงเคราะห มีความหมายวา ชวยเหลืออุดหนุน วตั ถุ
ในที่น้ีหมายความวาเรื่อง รวมท้ัง ๒ ศัพท มีความหมายวา เรื่องความชวยเหลือจะชวยเหลือกัน ดวย
วธิ ีอยา งไรบา ง ทา นไดว างไวเ ปน ๔ อยา งจงึ จะถอื วาเปนเครอ่ื งยดึ เหน่ยี วใจของผูอ่ืนได70๗๑

สังคหวัตถุ แปลวา หลักการสงเคราะห หรือหลักสังคมสงเคราะห หมายความวาเม่ือ
มนุษยอยูรวมกันเปนหมูเปน สังคม คนในสังคมจะตองรูจักสงเคราะห อนเุ คราะหกันตามฐานะ คน ใน
สังคมจึงจะมีความรักใครปรองดองกัน ซ่ึงจะทาใหสังคมราบรื่น มีความสงบธรรมที่เปนหลักการ
สงเคราะหน ี้ มีอยู ๔ อยาง คือ

๑. ทาน เปนการใหสิ่งของแกคนที่ควรให หมายความวา คนเราเกิดมามีชีวิตอยูไดก็
เพราะอาศยั การให จะเห็นไดชัดก็คือ บิดา มารดา ใหปจจัยดํารงชีพทุกอยางแกบตุ รธิดา ครู อาจารย
ใหวิชาความรูแกลูกศิษย ซ่ึงการใหของมีอยู ๒ อยาง คือ อามิสทานใหวัตถุสิ่งของ กับ ธรรมทาน ให
ธรรมหรือวิชาความรแู กผ ูอ่ืน ซง่ึ การแบง ปนวตั ถเุ พ่อื เปนปจ จัยรวมกัน

๒. ปยวาจา เจรจาดวยถอยคํานารัก ไพเราะออนหวาน หมายความวา การพูดจากนารัก
พูดจาดวยถอยคําท่ีไพเราะ การพูดนอกจากจะเปนวาจาที่ไพเราะออนหวานแลวตองเปนวาจาที่เปน
สัจจะ และมีประโยชนแกผ ูฟงแลวยงั จะเปน สงิ่ ยดึ เหน่ียวนาใจไดมัน่ คง

๓. อัตถจริยา ประพฤติตนใหเปนประโยชนตอผูอ่ืน หมายความวา การทําประโยชน แก
คนอื่น เชน การบาํ เพญ็ สาธารณประโยชน

๔. สมานัตตตา ความเปนคนเสมอตนเสมอปลาย ไมถือตัว หมายความวา ความเปน คน
เสมอตนเสมอปลาย คือ จิตใจคงเสนคงวาตอคนท่ัวไป รูจักรวมสุขรวมทุกขกับคนอื่น เห็นคน อื่น
ไดรับทุกขตองไมทอดท้ิง หรือรังเกียจ เห็นคนอื่นไดดีมีความสุขก็ไมริษยาแรกคบเปนอยางไร ตอไปก็
เปน อยา งนัน้ ไมเปลีย่ นแปลง การวางตัวอยา งนี้ ยอมเปน ท่ีรกั ใครน ับถอื ของคนท่ัวไป

สังคหวัตถุ ๔ หมายถึง ธรรมเคร่ืองยึดเหนี่ยว คือยึดเหนี่ยวใจบุคคล และประสานหมูชน
ไวใ นสามัคคหี ลกั การสงเคราะห

๑. ทาน การใหคือเอ้ือเฟอเผื่อแผ เสียสละ แบงปน ชวยเหลือกันดวยส่ิงของตลอดถึงให
ความรู และแนะนําสั่งสอน

๒. ปย วาจา หรือเปยยวัชชะ วาจาเปนทร่ี ักวาจาดดู ด่ืมน้ําใจ หรอื วาจาซาบซึ้งใจ คือกลาว
คําสุภาพไพเราะ ออนหวานสมานสามัคคีใหเกิดไมตรี และความรักใครนับถือตลอดถึงคําแสดง
ประโยชน ประกอบดว ยเหตผุ ลเปนหลักฐานจงู ใจใหน ยิ มยอมตาม

๓. อัตถจริยา การประพฤติประโยชน คือขวนขวายชวยเหลือกิจการบําเพ็ญ
สาธารณประโยชนต ลอดถงึ ชวยแกไ ขปรับปรงุ สง เสรมิ ในทางจริยธรรม

๗๑ สุทธิพงศ ปานเพ็ชร, “การประยุกตหลักพุทธธรรมกับวิถีชีวิตชุมชน”, รายงานการวิจัยอิสระ.
(มหาวทิ ยาลยั ธรุ กิจบัณฑติ ย, ๒๕๕๐).

๖๔

๔. สมานัตตตา ความมีตนเสมอ คือทําตนเสมอดวยปลายปฏิบัติสม่ําเสมอกันในชน
ทั้งหลายและเสมอในสุขทุกขโดยรวมรับรูรวมแกไขตลอดถึงวางตนเหมาะแกฐานะภาวะบุคคล
เหตกุ ารณและสิ่งแวดลอ มถกู ตอ งตามธรรมในแตละกรณี71๗๒

ธรรมเทศนาเรื่องมงคลท่ี ๑๗ สงเคราะหญาตสิ ังคหวัตถุธรรมวา คําสอนของพระสัมมาสัม
พุทธเจาเปนสัจธรรมท่ีทุกคนควรมาพิสูจน ผูที่ปฏิบัติตามยอมสามารถรูแจงเห็นจริงไดดวยตนเอง
และทําใหผูปฏิบัติพนทุกขเขาถึงความสขุ และความบริสุทธ์ภิ ายในไดจริงธรรมะของพระพุทธองคเปน
ความรูอันบริสุทธท์ิ ี่กลั่นออกมาจากกลางพระธรรมกาย ที่พระองคไดเขาถึงดวยวิธีการทําใจใหหยุดนิ่ง
อยา งถกู ตองสมบูรณ เปน ธรรมโอสถขนานเอกที่สามารถเยียวยารกั ษาจติ ใจของมวลมนษุ ยช าติใหห ลุด
พนจากความโลภความโกรธความหลงเพราะเม่ือใจปราศจากส่ิงเหลาน้ีใจยอมสะอาดบริสุทธ์ิ มี
อานุภาพเปนอิสระอยางแทจริง และจะเกิดวามหากรุณามีแตความรักความเมตตาปรารถนาดีตอกัน
เสมอพระสัมมาสัมพุทธเจาตรัสไวในสังคหวตั ถุสตู รวา

ทานจฺ เปยฺยวชฺชจฺ อตถฺ จรยิ าจอธิ

สมานตฺตตาจ ตตฺถตตถฺ ยถารหํ

การใหทานการพูดจาไพเราะการประพฤติตนใหเปนประโยชนในโลกนี้ความเปนผูมีตน
สม่าํ เสมอแนวในธรรมทั้งหลายนน้ั ๆ ตามควร

การอยูรวมกันในสังคมมนุษยทุกคนลวนปรารถนาเปนที่รักของคนรอบขาง เปนท่ียอมรับ
นับถือของทุกๆ คนและปรารถนาที่จะไดยินไดฟงคํายกยองสรรเสริญมากกวาเสียงนินทาวาราย พระ
พทุ ธองคไดสอนวิธีที่จะทาํ ตนใหเ ปนท่ีรักของสังคมวา จะตองรูจักการใหธ รรมดาแลวทุกชวี ิตตางดํารง
อยูไ ดด วยการใหหากมนุษยทกุ คนในโลกรูจักใหทานเสยี สละแบงปน ใหอภัยซงึ่ กัน และกันไมพยาบาท
ปองรายกนั โลกนย้ี อมจะเกดิ ความสงบสุขอยางแนน อน

นอกจากการใหแ ลว ตองรจู กั พูดจาปราศรัย หัดพูดจาใหไพเราะนมุ นวลนาฟงท่ีเรียกวา ปย
วาจา คือคําพูดทพ่ี ูดแลวเปนทร่ี กั ฟง แลว เกดิ กําลังใจที่จะสงเสรมิ สนับสนุนใหท กุ คนอยากทําความดใี ห
ย่ิงขึ้นไปไมพูดจาสอเสียดกอใหเกิดความแตกแยกพูด แตคําท่ีจะทําใหเกิดความสามัคคีเปรียบเสมือน
น้ําทพิ ยชโลมใจประสานใจทุก ๆ ดวงใหเ ปน หน่งึ เดียว

อัตถจริยา คือตองรูจักทําตัวใหเปนประโยชนตอคนอ่ืนใหมีนํ้าใจประดุจพระโพธิสัตว ท่ี
ชวยเหลือเพื่อนรวมโลกใหพนจากทุกข หากรูวาใครกําลังประสบปญหาแมเขาไมขอความชวยเหลือก็
ใหมีมหากรุณาอาสาเขาไปชวยน้ีเปนสิ่งที่แสดงถึงจิตใจอันดีงาม เปนจิตใจของนักสรางบารมีผูรักใน
การฝกฝนอบรมตน ซึ่งนอกจากจะฝก ตนเองใหบรสิ ุทธ์ิแลว ยงั ปรารถนาใหโ ลกบรสิ ุทธ์ดิ ว ย

สมานัตตตา คือตองรูจักวางตัวเสมอตนเสมอปลายไมวาจะเขาไปสูสมาคมไหนใหรักษา
ภาวะปกติท่ีดีของตนไวรักษาใจใหบริสุทธิ์เปนกลาง ๆ ไมหวั่นไหวไปตามกระแสปรับตัวใหเขากันได

๗๒ พระพรหมคุณ ากรณ (ป.อ.ปยุตโต), พ จนานุกรมพุ ทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม,
(กรงุ เทพมหานคร: บริษทั พิมพส วย จํากดั , ๒๕๕๐), หนา ๑๘๖.

๖๕

กับทุก ๆ คนอีกท้ังควบคุมตนเองดวยสติ และปญญาเรายอมเปนที่รักที่พอใจของทุกคน ดังเชนเรื่อง
ของวัตถุอุบาสกชาวเมอื งอาฬวีผมู ีสงั คหวตั ถธุ รรมประจําใจ72๗๓

สรุปไดว า สังคหวัตถุ ๔ หมายถึง เคร่ืองมือหรือหลักธรรมท่ีชวยประสานคนหมูมากใหอยู
รวมกันอยางมีความสุข เปนเครื่องชวยขจัดความขัดแยงท่ีเกิดข้ึนทําใหคนอยู รวมกันดวยความรัก
สามารถนําไปใชไดต้ังแตระดับครอบครัวจนถึงระดับสังคม เปนธรรมอันจะกอใหเกิดความผาสุกใน
บา นเมอื งและประเทศชาตินัน่ เอง

สรุปไดวา สังคหวัตถุ ๔ เปนหลักธรรมนี้เปนเครื่องจรรโลงสังคม เปนหลักธรรมที่สราง
ความสงบสุขสมานสามัคคี สรางความเกื้อกูลกัน สรางความผูกมิตรรักใครกลมเกลียว และเช่ือม
ความสัมพันธกันของคนในสังคมซึ่งประกอบดวย ทาน คือการใหการแบงปน ปยวาจา คือการส่ือสาร
กันดวยถอยคําท่ีดี และเปนประโยชนตอผูอ่ืน อัตถจริยา คือการสรางสรรคสิ่งที่ดีมีคุณประโยชนแก
สว นรวมสัมพันธภาพทีด่ ีระหวา งกัน การรวมกันทํางานตามีหนาทีท่ ี่ตนรับผิดชอบใหดีทีส่ ุด รวมถงึ การ
สงเคราะห การดูแลเอาใจใส การชวยเหลือเก้ือกูลกัน การสงเสริมกันใหเกิดผลสําเร็จของงานและ
สมานัตตตาคือการประพฤติตนอยางเสมอตนเสมอปลายการไมเลือกปฏิบัติการรูจักวางตนให
เหมาะสมตามเวลา สถานท่ีและตําแหนงหนาท่ีของตนเอง การรวมทุกขรวมสุขระหวางเพ่ือนรวมงาน
ผบู งั คับบัญชา และองคก ร

๒.๕.๑ การประยกุ ตหลักสังคหวตั ถุ ๔ ในการบรหิ ารงาน
สังคมของประเทศไทย พระพทุ ธศาสนาถือเปนศาสนาหลักประจาํ ชาตกิ ารนําหลกั ธรรมมา
ประยุกตใชก็เพื่อการเปนผูนํา ท่ีดี และคําสั่งสอนท่ีแสดงใหเห็นถึงลักษณะของผูนําที่ดี หรือวิถีทาง
ของการที่จะเปนผูนําท่ีดีเพ่ือใชสําหรับเปนแนวทางที่จะนําไปปฏิบัติซ่ึงสามารถนํามา ประยุกตใชกับ
การบรหิ ารและจัดการสมยั ใหม คอื หลักธรรมสังคหวัตถุ ๔ ไดแ ก
(๑) ทาน ดานสวัสดิการการจดั สรรวสั ดุ อปุ กรณเคร่อื งมือเคร่ืองใชใน การปฏิบตั ิงาน ไดแก
การจัดใหม ีสวัสดิการตา ง ๆ ท่จี ะเอื้อในการปฏบิ ัติงาน สามารถอทุ ศิ ตนใหก ับงานไดอยางเต็มท่ีเชน การ
จดั ท่ที าํ งานใหถูกสขุ ลักษณะ การรักษาสขุ ภาพความปลอดภยั และการสังเคราะหใ นดานตาง ๆ
(๒) ปยวาจา ดานนโยบายและการวางแผน การวางแผนนี้เปนนโยบายหลักของผูบริหาร
การศึกษา เพ่ือจะดําเนินการปฏิบัติงานน้ัน ๆ ใหกระจายไปทั่วถึงผูใตบังคับบัญชาซ่ึงเปน ปจจัยที่
สงผลใหนักบริหารประสบความสาํ เร็จหรอื ความลม เหลวในการทํางาน
(๓) อัตถจริยา ดานการฌาปนกิจสงเคราะหหรือประพฤติในส่ิงท่ีเปนประโยชน แก
ผูใตบังคับบัญชา ผูบริหารนับวาเปนบุคคลท่ีมีความสําคัญอยางยิ่งตอองคกร เปนผูมีบทบาทใน การ
กําหนดนโยบาย วางแผนการดําเนินงาน แนวการปฏิบัติงาน และเปนตัวอยา งใหกบั ผูอื่นที่อยู ภายใน
องคก ร หากผบู ริหารเปนผูมีคุณธรรม ยอ มสง ผลตอ องคก รและสงั คมโดยสวนรวม

๗๓ องฺ.อฏฐก. (ไทย) ๒๒/๒๔/๒๖๗.

๖๖

(๔) สมานัตตตา การปฏิบัติตามระเบียบวินัย ความเปนผูนําการปฏิบัติตนในทางท่ีดีอยาง
สมํ่าเสมอ การที่ผูบริหารตองมีบุคลากรท่ีดีมีวินัยอยางเครงครัด ผูบริหารจําเปนจะตองวาง ตน หรือ
ปฏบิ ัตติ นใหเ ปนแบบอยางทีด่ แี กผ ใู ตบังคบั บญั ชา

สรุปไดวา หลักธรรมสังคหวัตถุ ๔ หากผูบริหารนําไปปฏิบัติ ก็จะเกิดความม่ันคงและ
ความกาวหนาในหนาที่การงาน เปนที่รักและเคารพของผูอื่น โดยเฉพาะผูบริหารจําเปนจะตอง วาง
ตนและปฏบิ ตั ิใหเ ปน แบบอยางที่ดแี กผ ูใตบ งั คบั บญั ชา

ตารางท่ี ๒.๖ สรปุ หลกั ธรรมพทุ ธธรรมที่เกี่ยวของกบั ความไววางใจทางการเมือง

นกั วิชาการและแหลงขอ มลู แนวคดิ หลกั
องฺ.จตุกฺกฺ. (ไทย) ๒๑/๓๒/๕๐-๕๑. พระไตรปฎกไดกลาวไวดังน้ี สังคหวัตถุ (ธรรม
เครื่องยึดเหนีย่ ว) ๔ ประการคือ
สุทธิพงศ ปานเพช็ ร, ๑. ทาน (การให)
(๒๕๕๐). ๒. เปยยวัชชะ (วาจาเปนทร่ี ัก)
พระพรหมคุณากรณ (ป.อ.ปยุตโต), ๓. อตั ถจรยิ า (การประพฤติประโยชน)
(๒๕๕๐, ๑๘๖). ๔. สมานัตตตา (การวางตนสม่าํ เสมอ)
อง.ฺ อฏฐ ก. (ไทย) ๒๒/๒๔/๒๖๗. สังคห วัตถุ ๔ มีความห มายวา เรื่องความ
ชวยเหลือจะชวยเหลือกัน ดวยวิธีอยางไรบาง
ทานไดวางไวเปน ๔ อยางจึงจะถือวาเปนเครื่อง
ยดึ เหน่ยี วใจของผูอื่นได
สังคหวัตถุ ๔ หมายถึง ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยว คือ
ยึดเหนี่ยวใจบุคคล และประสานหมูชนไวใน
สามัคคีหลกั การสงเคราะห
พระสมั มาสัมพทุ ธเจา ตรสั ไวในสังคหวตั ถสุ ูตรวา
ทานจฺ เปยฺยวชชฺ จฺ อตถฺ จริยาจอิธ
สมานตตฺ ตาจ ตตฺถตตฺถ ยถารหํ

๒.๖ ขอ มูลบริบทเร่ืองท่ีวิจัย

๒.๖.๑ ประวตั ิความเปนมา
องคการบริหารสวนจังหวัดเลย คือ องคกรปกครองสวนทองถิ่น ที่มีขนาดใหญที่สุดของ
ประเทศไทย มีจังหวัดละหน่ึงแหง ยกเวนกรุงเทพมหานคร ซ่ึงเปนการปกครองสวนทองถ่ินรูปแบบ
พิเศษ องคการบริหารสวนจังหวัด มีเขตพื้นท่ีรับผิดชอบครอบคลุมทั้งจังหวัด จัดตั้งขึ้น เพ่ือบริการ
สาธารณประโยชนในเขตจังหวัด ตลอดทั้งชวยเหลือพัฒนางาน ของเทศบาลและ อบต. รวมท้ังการ
ประสานแผนพัฒนาทองถิ่น เพ่ือไมใหงานซํ้าซอนการจัดรูปแบบขององคการบริหารสวนจังหวัด ซึ่ง
เปนการปกครองสวนทองถ่ินรูปแบบหนึ่ง ท่ีใชอยูในปจจุบัน ไดมีการปรับปรุงแกไข และวิวัฒนาการ
ตามลําดับ โดยจัดใหมีสภาจังหวัดข้ึนเปนครั้งแรก ในป พ.ศ. ๒๔๗๖ ตามความในพระราชบัญญัติจัด

๖๗

ระเบียบเทศบาล พ.ศ. ๒๔๗๖ ฐานะของสภาจังหวัดขณะน้ัน มลี ักษณะเปนองคกรแทนประชาชน ทํา
หนาท่ีใหคําปรึกษาหารือแนะนําแกคณะกรรมการจังหวัด ยังมิไดม ีฐานะเปน นิติบุคคล ท่ีแยกตางหาก
จากราชการบรหิ ารสวนภูมิภาค หรอื เปนหนวยงานการปกครองสวนทองถิ่นตามกฎหมาย ตอมาในป
พ.ศ. ๒๔๘๑ ไดมีการตราพระราชบัญญัติสภาจังหวัด พ.ศ. ๒๔๘๑ ขึ้น โดยมีความประสงคท่ีจะแยก
กฎหมาย ท่ีเกี่ยวกับสภาจังหวัดไว โดยเฉพาะสําหรับสาระสําคัญของพระราชบัญญัติฯนั้น ยังมิไดมี
การเปล่ียนแปลงฐานะ และบทบาทของสภาจังหวัดไปจากเดิม กลาวคือ สภาจังหวัดยังคงทําหนาท่ี
เปนสภาท่ีปรึกษาของคณะกรรมการจังหวัดเทานั้น จนกระทั่งไดมีการประกาศใชพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ. ๒๔๙๕ ซึ่งกําหนดใหผูวาราชการจังหวัด เปนหัวหนาปกครอง
บังคับบัญชาขาราชการ และรับผิดชอบบริหารราชการสวนจังหวัดของกระทรวง ทบวง กรมตางๆ
โดยตรงแทนคณะกรรมการจังหวัดเดิม โดยผลแหงพระราชบัญญัติฯนี้ ทําใหสภาจังหวัด มีฐานะเปน
สภาท่ีปรึกษาของผูวาราชการจังหวัด แตเน่ืองจากบทบาท และการดําเนินงานของสภาจังหวัดใน
ฐานะท่ีปรกึ ษา ซึ่งคอยใหคําแนะนาํ และควบคมุ ดูแลการปฏบิ ัติงานของจงั หวัด ไมไดผลสมตามความ
มงุ หมายเทาใดนัก จงึ ทาํ ใหเ กิดแนวคิดท่ีจะปรบั ปรุงบทบาท ของสภาจงั หวดั ใหมีประสทิ ธิภาพโดยให
ประชาชน ไดเขามามีสวนในการปกครองตนเองย่ิงข้ึน ในป พ.ศ. ๒๔๙๘ อันมีผลทําใหเกิดองคการ
บริหารสวนจังหวัดขึ้น ตามกฎหมายโดยมีฐานะเปนนิติบุคคล แยกจากจังหวัด ในฐานะท่ีเปนราชการ
บริหารราชการสวนภูมิภาค ตอมาไดมีการประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันท่ี ๒๙ กันยายน
พ.ศ. ๒๕๑๕ ซ่ึงเปนกฎหมายแมบทวาดวยการจัดระเบียบบริหารราชการแผนดิน กําหนดใหองคการ
บรหิ ารสวนจังหวัด มีฐานะเปนหนวยการปกครองสวนทองถ่ินรูปแบบหน่ึง และตอมารัฐธรรมนูญ ป
พ.ศ. ๒๕๔๐ และพระราชบัญญัติกําหนดแผน และขั้นตอน เพ่ือการกระจายอํานาจใหแกองคกร
ปกครองสวนทองถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ไดกําหนดไวอยางชัดเจนวา หนวยงานภาครัฐสวนกลาง จะตอง
กระจายอํานาจในการวางแผน และการจัดบริการสาธารณะใหแกชุมชนทองถ่ิน เพื่อใหชุมชนทองถิ่น
สามารถจัดการแกไขปญหาตางๆไดดวยตนเอง และองคกรปกครองสวนทองถ่ินทุกระดับ ตางก็มี
หนาที่รับผิดชอบ และบทบาทในชีวิตประจําวันของประชาชนมากข้ึนกวาชวงระยะเวลากอนการ
กระจายอํานาจ73๗๔ ดังน้ัน โครงสรางภายในของหนวยการปกครองสวนทองถิ่น รัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๒ กําหนดโครงสรางขององคกรปกครองสวน
ทองถ่ินไวใหสมาชิกสภาทอ งถนิ่ ตองมาจากการเลอื กต้ัง ผูบริหารทองถิ่นใหมาจากการเลือกต้ัง หรือมา
จากความเห็นชอบของสภาทองถิ่น โดยทั้งสองสวนมีวาระการดํารงแหนงคราวละสี่ป และในพื้นที่
จังหวัดเลย เม่ือวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๔ – ๔ กุมภาพันธ ๒๕๔๗ นายธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ ไดรับ
เลือกใหเปนนายกองคการบริหารสวนจังหวัดเลย คร้ังท่ี ๑ (เลือกจากสภาฯ) ครั้งท่ี ๒ เมื่อวันท่ี ๑๔
มีนาคม ๒๕๔๗ – ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ (เลือกตรง) ครั้งท่ี ๓ เม่ือวันท่ี ๖ มกราคม ๒๕๕๑ – ๒๐
มิถุนายน ๒๕๕๔ (เลือกตรง) คร้งั ท่ี ๔ เมื่อวนั ที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ – ปจ จุบนั คือ ๒๕๖๓ และครัง้ ท่ี
๕ เมอื่ วนั ท่ี ๒๐ ธนั วาคม ๒๕๖๓ ไดม กี ารเลอื กตัง้ นายก อบจ. เลยอกี ครั้ง ซ่งึ ผลปรากฏวา นายธนาวุฒิ
ทิมสวุ รรณ ปอ งกันแชมปไ วได และครองแชมปเปนสมัยที่ ๕ ติดตอกัน

๗๔ เรอื่ งเดยี วกัน, หนา ๖.

๖๘

ยากไร” ๑) วสิ ยั ทศั น/ พันธกิจ
(๑) วิสัยทัศน “บานเมืองนาอยู ประตูการคาชายแดน ชุมชนเขมแข็ง ขจัดความ
(๒) พนั ธกจิ
(๒.๑) พฒั นาโครงสรางพ้นื ฐานใหค รอบคลมุ ท้ังจังหวดั เลย
(๒.๒) สงเสรมิ พัฒนาคุณภาพชวี ิตของประชาชนใหด ขี น้ึ
(๒.๓) สง เสรมิ การลงทุนพาณิชยกรรม และการทองเทยี่ วของจงั หวดั เลย
(๒.๔) บริหารจดั การ และอนรุ กั ษทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอมอยา งย่ังยนื
(๒.๕) พัฒนาดานศาสนาวัฒนธรรมจารตี ประเพณีและภูมปิ ญ ญาทองถนิ่
(๒.๖) พฒั นาการเมืองและการบริหาร

๒) นโยบายการบรหิ าร

คําแถลงนโยบาย นายธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ นายกองคการบริหารสวนจังหวัดเลย ตอสภา
องคการบริหารสว นจังหวัดเลย

๓) นโยบายพัฒนาเมืองเลย
(๑) นโยบายการพัฒนาดานโครงสรางขั้นพื้นฐาน เพ่ือปรับปรุงโครงสรางพื้นฐานใหได

มาตรฐาน และจัดส่ิงอํานวยความสะดวกสาธารณะ ใหกับประชาชนอยางเพียงพอและกําหนดแนว
ทางการวางผังเมือง การใชท ี่ดนิ อยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ

(๒) นโยบายการพัฒนาดานการสงเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิต เพ่ือใหพี่นองประชาชน
จังหวัดเลย มีคุณภาพชีวิตท่ีดีข้ึน เสริมสรางความปลอดภัยในชีวิต และทรัพยสิน บูรณาการความ
รวมมือจากทุกภาคสวน ในการปองกันบรรเทาสาธารณภัย พัฒนาระบบประสิทธิภาพใน การรักษา
ความปลอดภัย ในทองถิ่น ท้ังในดานการพัฒนาบุคลากร การจัดหาสนับสนุน เครื่องมืออุปกรณ
เทคโนโลยี และการพฒั นาเครอื ขา ยในการปอ งกนั และเฝาระวงั ภยั

(๓) นโยบายการพัฒนาดานการสงเสริมการลงทุน พาณิชยกรรม และการทองเท่ียว
เพื่อพัฒนา และสงเสริมการลงทุน พาณิชยกรรม และการทองเท่ียว เพ่ิมขีดความสามารถในการ
แขงขันของผูประกอบการ การทองเที่ยว และวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดความสามารถในการ
แขงขันของผูประกอบการ การทองเท่ียว และวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดยอม โดยการดูแล
ผลผลิต พัฒนาคุณภาพสินคา และขยายตลาดในประเทศ สูตางประเทศภายใตความอยูรอด พอเพียง
และยง่ั ยนื

(๔ ) น โย บ ายก ารพั ฒ น าใน ด าน การบ ริห ารจัด การแล ะเพ่ื อก ารอนุ รัก ษ
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม เพื่อพัฒนาดานการบริหารจัดการ และเพ่ือการอนุรักษ
ทรพั ยากรธรรมชาติ และส่ิงแวดลอมใหค งอยูคูพ่นี อ งประชาชนจงั หวัดเลย ตลอดไป

(๕) นโยบายการพัฒนา ดา นศาสนา วฒั นธรรม จารีตประเพณี และภูมิปญญาทองถิ่น
เพื่อใหศาสนา ศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี และภูมิปญญาทองถิ่นของพี่นองประชาชนจังหวัดเลย
ใหดาํ รงอยู และสบื ทอดสคู นรนุ ตอ ไป

๖๙

(๖) นโยบายการพัฒนา ดานการพัฒนาการเมือง และการบริหาร เพ่ือใหการพัฒนา
การเมอื งและการบรหิ าร เปนไปดวยความสงบ เรียบรอย และใหจ ังหวดั เลยมีความเจริญรุงเรืองสืบไป

๔) กองกิจการสภาองคก ารบริหารสว นจงั หวดั
มีผูอํานวยการกองกิจการสภาองคการบริหารสวนจังหวัด (นักบริหารงานท่ัวไป
ระดับกลาง) เปนผูบังคับบัญชาขาราชการ และลูกจาง และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของกอง
กิจการสภาองคก ารบรหิ ารสวนจังหวดั โดยแบง สว นราชการภายใน ออกเปน ๒ ฝาย ดังน้ี

(๑) ฝายประชุมสภาองคการบริหารสวนจังหวัด มีหัวหนาฝายประชุมสภาองคการ
บริหารสวนจังหวัด (นักบริหารงานท่ัวไป ระดับตน) เปนผูบังคับบัญชา มีหนาที่ความรับผิดชอบงาน
สารบรรณ งานเก่ียวกับการประชุมสภาองคการบริหารสวนจังหวัดงานเก่ียวกับการประชุม
คณะกรรมการตางๆ ของสภาองคการบริหารสวนจังหวัด งานจัดทําระเบียบวาระการประชุมสภา
องคการบริหารสวนจังหวัด งานจัดทําระเบียบวาระการประชุมคณะกรรมการตางๆ งานบันทึก และ
จัดทํารายงานการประชุมสภาองคการบริหารสวนจังหวัด งานเกี่ยวกับกระทูถาม ญัตติ และขอสอบ
ถามของสภาองคการบริหารสวนจังหวัด งานเกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ การประชุมสภา
องคการบริหารสวนจังหวัด งานติดตอประสานงานสมาชิกสภาองคการบริหารสวนจังหวัด งานเลี้ยง
รับรองการประชมุ สภาองคการบริหารสว นจังหวัด งานอนื่ ๆทเ่ี กี่ยวของและไดร บั มอบหมาย

(๒) ฝายกิจการสภาองคการบริหารสวนจังหวัด มีหัวหนาฝายกิจการสภาองคการ
บริหารสวนจังหวัด (นักบริหารงานทั่วไป ระดับตน) เปนผูบังคับบัญชามีหนาท่ีความรับผิดชอบงาน
ติดตามผลการปฏิบัติ ตามมติของสภา และคณะกรรมการของสภางานระเบียบ และทะเบียนประวัติ
ตลอดจนสิทธิสวัสดิการของสมาชิกสภาองคการบริหารสวนจังหวัด งานเลขานุการสภาประธานสภา
และรองประธานสภาองคการบริหารสวนจังหวัดงานสงเสริม และพัฒนาสมาชิกสภาองคการบริหาร
สวนจังหวัด งานสารบรรณ งานบริหารงานบุคคล งานกฎหมาย ระเบียบ และหนังสือสั่งการของทาง
ราชการ งานสิทธิและสวัสดิการงานราชพิธี งานจัดทํางบประมาณในกองกิจการสภาฯ งานการเงิน
และบัญชี งานเบิก จาย และควบคุมงบประมาณ งานจัดทําแผนพัฒนาองคก ารบริหารสวนจงั หวัดเลย
งานพัสดุ งานพิมพและงานบันทึกขอมูล งานรางหนังสือ และงานโตตอบหนังสือราชการ งานท่ีไมอยู
ในความรบั ผดิ ชอบของฝายใด งานอืน่ ๆทเ่ี กีย่ วของ และทไี่ ดรบั มอบหมาย

๕) อํานาจหนาทตี่ ามพระราชบัญญตั ิ
พระราชบัญญัติกําหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวน
ทองถ่ิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ภูมิพลอดลุ ยเดช ป.ร. ใหไว ณ วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๒ เปนปที่ ๔๕
ในรัชกาลปจจุบัน และมาตรา ๑๗ ภายใตบังคับ มาตรา ๑๖ ใหองคการบริหารสวนจังหวัดมีอํานาจ
และหนาทีใ่ นการจัดระบบบรกิ ารสาธารณะ เพื่อประโยชนของประชาชนในทอ งถ่ินของตนเอง ดงั น้ี

(๑) การจัดทําแผนพัฒนาทองถ่ินของตนเอง และโดยการประสานการจัดทํา
แผนพฒั นาจังหวัดตามระเบียบทีค่ ณะรฐั มนตรกี ําหนด

(๒) การสนบั สนนุ องคก รปกครองสว นทองถ่นิ อื่นในการพฒั นาทองถ่ิน
(๓) การประสาน และใหความรวมมือในการปฏิบัติหนาที่องคกรปกครองสวนทองถ่ิน
อ่ืน

๗๐

(๔) การแบง สรรเงิน ซ่ึงตามกฎหมายจะตองแบงใหแกอ งคกรปกครองสวนทอ งถิน่ อื่น
(๕) การคุมครอง การดแู ล และบํารุงปา ไม ทด่ี นิ ทรพั ยากรธรรมชาติ และส่งิ แวดลอม
(๖) การจัดการศกึ ษา
(๗) การสง เสริมประชาธปิ ไตย ความเสมอภาค และการมีสิทธิเสรีภาพของประชาชน
(๘) การสง เสรมิ การมสี วนรว มของราษฎรในการพฒั นาทองถน่ิ
(๙) การสงเสริมการพฒั นาเทคโนโลยที ีเ่ หมาะสม
(๑๐) การจดั ตงั้ และดแู ลระบบบาํ บัดนา้ํ เสยี รวม
(๑๑) การกําจัดมลู ฝอย และสงิ่ ปฏิกูลรวม
(๑๒) การจัดการสงิ่ แวดลอม และมลพษิ ตา งๆ
(๑๓) การจัดการ และดูแลสถานขี นสง ทงั้ ทางบกและทางน้าํ
(๑๔) การสงเสริมการทองเทยี่ ว
(๑๕) การพาณิชย การสงเสริมการลงทุน และการทํากิจการไมวาจะเปนการ
ดําเนนิ การเอง หรอื รว มกับบคุ คลอ่นื หรือจากสหการ
(๑๖) การสรางและบํารุงรักษาทางบกและทางน้ําท่ีเชื่อมตอระหวางองคกรปกครอง
สว นทอ งถิน่ อื่น
(๑๗) การจัดต้งั และดูแลตลาดกลาง
(๑๘) การสง เสรมิ การกีฬา จารีตประเพณี และสง เสริมวัฒนธรรมอนั ดงี ามของทอ งถ่ิน
(๑๙) การจัดใหมีโรงพยาบาลจังหวัด การรักษาพยาบาล การปองกัน และควบคุม
โรคติดตอ
(๒๐) การจดั ใหม พี พิ ิธภัณฑ และหอจดหมายเหตุ
(๒๑) การขนสง มวลชน และการวิศวกรรมจราจร
(๒๒) การปองกนั และบรรเทาสาธารณภัย
(๒๓) การจัดใหม ีระบบรกั ษาความสงบเรียบรอยในจังหวดั
(๒๔) การจัดทํากิจการใดอนั เปนอํานาจ และหนา ท่ีขององคก รปกครองสว นทองถิน่ อื่น
ท่ีอยูในเขต และกิจการน้ัน เปนการสมควรใหองคกรปกครองสวนทองถ่ินอ่ืนรวมกันดําเนินการ หรือ
ใหอ งคการบริหารสวนจงั หวัดจดั ทาํ ทัง้ นี้ ตามทีค่ ณะกรรมการประกาศกําหนด
(๒๕) สนับสนุน หรือชว ยเหลอื สวนราชการ หรือองคก รปกครองสวนทองถ่ินอื่นในการ
พัฒนาทอ งถิ่น
(๒๖) การใหบริการแกเอกชน สวนราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือองคกร
ปกครองสวนทองถน่ิ อ่ืน
(๒๗) การสังคมสงเคราะห และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และ
ผูดอยโอกาส
(๒๘) จัดทํากิจการอื่นใด ตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอ่ืน
กาํ หนดใหเ ปน อาํ นาจ และหนาท่ขี ององคก ารบริหารสว นจังหวดั
(๒๙) กิจการอ่ืนใด ท่ีเปนผลประโยชนของประชาชนในทองถิ่น ตามท่ีคณะกรรมการ
ประกาศกําหนด

๗๑

๖) อาํ นาจหนาที่
กองการเจาหนาท่ี มีผูอํานวยการกองการเจาหนาท่ี (นักบริหารงานท่ัวไป ระดับกลาง)
เปนผูบงั คบั บัญชาขา ราชการ และลูกจาง และรบั ผิดชอบในการปฏิบตั ิราชการ ของกองการเจา หนาท่ี
โดยแบงสว นราชการภายใน ออกเปน ๓ ฝา ย ดังนี้

(๑) ฝายสรรหา และบรรจุแตงต้ัง มีหัวหนาฝาย และบรรจุแตงตั้ง (นักบริหารงาน
ท่ัวไป ระดับตน) เปนผูบังคับบัญชามีหนาท่ีความรับผิดชอบงานดําเนินการเกี่ยวกับการสรรหา
ขาราชการ อบจ. ลูกจาง พนักงานจาง ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา งานบรรจุ แตงต้ัง
การโอน การรับโอน และเล่ือนระดับของขาราชการ อบจ. งานบรรจุ แตงต้ัง การโอน การรับโอน
ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา งานดําเนินการเกี่ยวกับการสอบแขงขัน การสอบคัดเลือก
การคัดเลือก ขาราชการ อบจ. และพนักงานจาง งานดําเนินการเก่ียวกับการสอบแขงขัน การสอบ
คัดเลือก การคัดเลือก ขาราชการครู และบุคลาการทางการศึกษาสังกัด อบจ. งานปรับปรุงตําแหนง
ใหสูงขึ้นของลูกจางประจํา เลื่อนขนั้ เงนิ เดือนขาราชการ อบจ. คาจางลูกจางประจํา และคาตอบแทน
พนักงานจาง งานการเลื่อนขั้นเงินเดือนขาราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา งานสอบเปลี่ยน
สายงานของขาราชการ อบจ. งานสอบเปลี่ยนสายงานของขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
งานทดลองปฏิบัติราชการของขาราชการ อบจ. งานการเตรียมความพรอม และพัฒนาอยางเขม
บุคลากรเขารับการบรรจุ และแตงตั้งเขารับราชการใหม ตําแหนงครูผูชวย งานการตัดโอนตําแหนง
ปรับปรุงตําแหนง และงานตัดโอนอัตราเงินเดือน งานยายภายในสวนราชการ อบจ. งานการชวย
ราชการของขาราชการอบจ. ลูกจาง พนักงานจาง ขาราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา งาน
เกษียณอายุราชการของขาราชการ อบจ. ลูกจางประจํา ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
งานลาออก และการใหออกจากราชการ จัดทําทะเบียนคุมอัตรากําลัง และกรอบอัตรากําลัง งาน
จัดทําประกาศหลกั เกณฑเกี่ยวกับการบรหิ ารงานบุคคล งานเลขานกุ าร ก.จ.จ. และงานอ่นื ทีเ่ ก่ียวของ
กบั สํานักงาน ก.จ.จ. งานตอสัญญาจางพนักงานจา ง งานจัดทําขอ มูล จัดเก็บ ตรวจสอบ คนหา แกไข
เพ่ิมเติมทะเบียนประวัติ (ก.พ.๗) งานออกหนังสือรับรองบุคคล งานอื่นที่เก่ียวของ และไดรับ
มอบหมาย

(๒) ฝายสงเสริม และพัฒนาบุคลากร มีหัวหนาฝายสงเสริม และพัฒนาบุคลากร (นัก
บริหารงานทั่วไป ระดับตน) เปนผูบังคับบัญชามีหนาที่ความรับผิดชอบ งานศึกษา วิเคราะห กําหนด
หลักเกณฑก ารบรหิ ารทรัพยากรบุคคล การพฒั นาขาราชการ งานจัดการองคความรู งานการคัดเลอื ก
บุคลากรรับทุนการศึกษาปริญญาตรี และปริญญาโท งานประชุม ฝกอบรม และสัมมนาของบุคลากร
ในสังกัด งานการจัดทําบัญชี ถือจายเงินเดือนขาราชการครู (จ.๑๘) งานประเมินบุคคล และผลงาน
ทางวิชาการ เพื่อเล่ือนตําแหนงของขาราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา งานพัฒนาสมรรถนะ
การบรหิ ารทรพั ยากรบุคคล งานสงเสริมความม่ันคง ผดุงความเปนธรรม ในการประกอบวิชาชีพของ
ขาราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา งานลาศึกษาตอ การฝกอบรม การประชุมสัมมนา
การศกึ ษาดูงาน ท้งั ใน และตางประเทศของผบู รหิ าร ขาราชการ ขาราชการครู บุคลากรทางการศกึ ษา
ลูก จางป ระจํา แ ล ะพ นั ก งาน จาง งาน ขอ รับ บํ าเห น็ จ บํ าน าญ งาน ขอ พ ระราช ท าน
เครื่องราชอิสริยาภรณ งานขอพระราชทางเพลิงศพ งานเขารับการตรวจเลือก และเตรียมพลตาม
กฎหมาย วา ดว ยการรับราชการทหาร ปรับอัตราเงินเดือนใหไ ดต ามวุฒิ งานเพ่ิมคุณวฒุ ิทางการศกึ ษา

๗๒

ประกาศนียบัตร วุฒิบัตร และแกไขเปลี่ยนแปลง ชื่อตัว ชื่อสกุล งานวิเคราะหโครงสราง วางแผน
การจัดทําแผนอัตรากําลัง และวางระบบการบริหารงานบุคคล งานดําเนินการเก่ียวกับการลา และ
การมาปฏิบัติงาน งานกําหนดตําแหนง เกล่ียอัตรากําลัง งานแบงสวนราชการภายใน งานจัดทําบัตร
ประจําตัว (๓) ฝายวินัย และสงเสริมคุณธรรม มีหัวหนาฝายวินัย และสงเสริมคุณธรรม (นัก
บริหารงานท่ัวไป ระดับตน) เปนผูบังคับบัญชา มีหนาที่ความรบั ผดิ ชอบงานพจิ ารณาสํานวนสอบสวน
ทางวินัย งานดําเนินการทางวินัย การอุทธรณ การรองทุกข งานสืบสวนขอเท็จจริงเบื้องตนเก่ียวกับ
เรื่องรองเรียน รองทุกขและขอกลาวหา งานตรวจพิจารณาเร่ืองรองเรียน รองทุกข หรืออุทธรณการ
ลงโทษทางวินัย งานเสนอความเห็น และดําเนินการจัดทําคําสั่งแตงต้ัง คณะกรรมการสอบสวน งาน
ตรวจพิจารณารายงานการสอบหาขอเท็จจริง และรายงานการสอบสวน งานพิจารณาสมรรถภาพ
ขาราชการ ลูกจาง และพนักงานจางขององคการบริหาร สวนจังหวัด ขาราชการครู และบุคลากร
ทางการศึกษา งานพิจารณาสั่งใหออกจากราชการไวกอ นหรือสงั่ พกั ราชการ งานใหคําปรกึ ษา แนะนํา
เกี่ยวกับข้ันตอนการดําเนินการทางวินัย งานดําเนินการพิจารณาหาทางปองกันการกระทําผิดวินัย
งานแตงต้ัง และถอดถอนรองนายกองคการบริหารสวนจังหวัด เลขานุการนายกองคการบริหารสวน
จังหวัด และที่ปรึกษานายกองคการบริหารสวนจังหวัด งานจัดทําคําส่ังเก่ียวกับการมอบอํานาจ การ
รักษาราชการแทนการปฏิบัติราชการแทน และรักษาการตําแหนง การชวยปฏิบัติราชการแทน งาน
ขอจัดต้ังงบประมาณของกอง งานขอรบั ใบอนญุ าต และการขอตอใบอนุญาตวชิ าชพี ของขาราชการครู
และบุคลากรทางการศึกษา งานขออนุมัติตําแหนงประจํา อบจ. งานจัดทําคําสั่งมอบหมายงานใน
หนาที่ของกองงานจัดต้ังฎีกาการเบิกจายเงินเดือน ตามขอบัญญัติงบประมาณรายจายประจําป งาน
แผนการใชจายงบประมาณ งานจัดซอื้ จัดจาง จัดหาพัสดุฯ ของกอง ทะเบียนทรัพยสิน และครุภัณฑ
ของกอง งานตรวจสอบการรับ จายพัสดุประจําป งานยืมเงินทดรองราชการ สงใชเงินยืม รวมท้ังงาน
สวัสดิการของกอง งานขออนุญาตไปราชการของขาราชการ ลูกจาง และพนักงานจาง งานจัดทําและ
รวบรวมแผนงาน งบประมาณ งานประมวลจริยธรรมของขาราชการ และฝายบริหาร งานมาตรฐาน
คุณธรรมจริยธรรม และเสริมสรางวินัยเชิงบวก งานประชุมภายในกองงานตรวจติดตาม และนิเทศ
การปฏิบัติงานขององคกรปกครองสว นทอ งถิ่น งานระบบควบคุมภายในของกอง งานรวบรวมเอกสาร
ตามแบบตรวจรับรองมาตรฐานการปฏิบัติงานของกอง งานรวบรวมเอกสาร เพ่ือรับตรวจประโยชน
ตอบแทนอื่นเปนกรณีพิเศษ (โบนัส) ของกองงานนักศึกษาฝกงาน ประชาสัมพันธของกองการ
เจาหนาท่ี งานอาํ นวยการ งานบริหารงานทั่วไป งานธุรการ งานสารบรรณ ของกอง งานอ่ืน

๗) โครงสรา งองคก ารบรหิ ารสวนจังหวัดเลย
(๑) ฝายบริหาร
(๑.๑) นายกองคการบริหารสวนจังหวัดเลย (เลขานุการ และท่ีปรึกษานายก อบจ.

รวมกนั ไมเ กนิ ๕ คน)
(๑.๒) รองนายกองคการบรหิ ารสว นจงั หวดั เลย จํานวน ๒ คน
(๑.๓) ปลัดองคการบริหารสวนจังหวัดเลย (นักบริหารงานทองถิ่นระดับสูง : หนวย

ตรวจสอบภายใน นกั วิชาการตรวจสอบภายในชํานาญการ)
(๑.๔) รองปลดั องคก ารบรหิ ารสว นจงั หวัดเลย (นกั บรหิ ารงานทองถ่นิ ระดับกลาง)

๗๓

(๒) ฝา ยนติ ิบญั ญตั ิ
(๒.๑) สภาองคก ารบริหารสว นจังหวัดเลย
(๒.๒) ประธานสภาองคก ารบรหิ ารสวนจงั หวดั เลย
(๒.๓) รองประธาน อบจ. จํานวน ๒ คน
(๒.๔) สมาชกิ สภา อบจ. จาํ นวน ๓๐ คน ๗๕
74

๒.๗ งานวิจัยท่ีเกี่ยวของ

การวิจัยเรื่อง “ความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอนักการเมืองทองถ่ินใน
จังหวัดเลย” จากการคนควาทางเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวของ ผูวิจัยพบวา มีเอกสารงานวิจัยและ
วิทยานิพนธที่มีเนื้อหาเกี่ยวของกับความไววางใจทางการเมืองของประชาชนท่ีมีตอนักการเมือง
ทอ งถ่นิ ในจงั หวัดเลย ดงั ตอ ไปน้ี

๒.๗.๑ งานวจิ ัยที่เกี่ยวของกบั ความไววางใจทางการเมือง
ดนุวัศ สุวรรณวงศ ไดวิจัยเรื่อง “ความไววางใจทางการเมืองและการมีสวนรวมทางการ
เมืองของประชาชน ในพื้นที่ท่ีมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต: ศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่
เทศบาลนครหาดใหญและเทศบาลเมืองปตตานี” ผลการวจิ ัยพบวา ระดับความไวว างใจทางการเมือง
ของประชาชน เมื่อเปรียบเทียบระหวางพ้ืนท่ีเทศบาลนครหาดใหญและพ้ืนท่ีเทศบาลเมืองปตตานี
พบวา ระดับความไววางใจทางการเมืองของ ท้ัง ๒ พื้นท่ไี มมีความแตกตางกัน และโดยภาพรวมอยูใน
ระดับปานกลางเหมือนกัน สวนรายดานอยูในระดับปานกลางเหมือนกัน ทั้งความไววางใจดาน
นโยบายเทศบาล ความไววางใจดานกระบวนการทํางานของเทศบาล ความไววางใจดานตัวบุคคลใน
เทศบาล และความไววางใจดานระบบการทํางานของเทศบาล ระดับการมีสวนรวมทางการเมืองของ
ประชาชน เมื่อเปรียบเทียบระหวางพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญและพ้ืนที่เทศบาลเมืองปตตานีพบวา
ระดับการมสี วนรวมทางการเมืองของ ท้ัง ๒ พ้ืนที่ไมมีความแตกตางกัน และโดยภาพรวมอยูในระดับ
ตํ่าเหมือนกัน สวนรายดานอยูในระดับปานกลางเหมือนกันในดานการมีสวนรวมในการเลือกต้ัง และ
ดานการมีสวนรวมในกิจกรรม ของเทศบาล สวนดานการมีสวนรวมในการบริหารงานของเทศบาล
และดานการมีสวนรวมใน การประทวง ตอตาน หรือรองเรียนเพื่อความเปนธรรม อยูในระดับตํ่า
เหมือนกนั ดานความสัมพนั ธของความไววางใจทางการเมืองและการมีสวนรวมทางการเมืองทั้งพื้นท่ี
เทศบาลนครหาดใหญและพื้นที่เทศบาลเมืองปตตานี พบวาความไววางใจทางการเมอื งและการมีสวน
รว มทางการเมืองมคี วามสัมพันธในภาพรวมเหมือนกนั ทั้ง ๒ พื้นที่ และสว นปจ จัยที่มอี ิทธิพลตอ ความ
ไววางใจทางการเมืองของประชาชนท้ังในพ้ืนท่ีเทศบาลนครหาดใหญและพื้นท่ีเทศบาลเมืองปตตานี
คือปจจัยดานตนทุนทางสังคม ปจจัยดาน การสื่อสารทางการเมืองและปจจัยดานการระดมทาง
การเมืองสวนปจจัยดานทัศนคติ ทางการเมืองมีอิทธิพลตอความไววางใจทางการเมืองของประชาชน

๗๕ องคก ารบริหารสวนจังหวดั เลย, โครงสรางองคการบริหารสวนจังหวดั เลย, [ออนไลน] , แหลงท่มี า:
www.loeipao.go.th, [๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๓].

๗๔

เฉพาะในพื้นท่ีเทศบาล นครหาดใหญ และปจจัยดานความรูทางการเมืองมีอิทธิพลตอความไววางใจ
ทางการเมืองของ ประชาชนเฉพาะในพ้ืนที่เทศบาลเมืองปตตานี สวนปจจัยท่ีมีอิทธิพลตอการมีสวน
รวมทางการเมืองของประชาชนท้ังในพ้ืนที่เทศบาลนครหาดใหญและพื้นที่เทศบาลเมืองปตตานี คือ
ปจจัยดาน การระดมทางการเมืองและปจจัยดานทัศนคติทางการเมืองสวนปจจัยดานรายได และ
ปจจัยดาน การส่ือสารทางการเมืองมีอิทธิพลตอการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนเฉพาะใน
พ้ืนท่ีเทศบาลนครหาดใหญ สวนปจจัยดานศาสนา และปจจัยดานการศึกษา มีอิทธิพลตอการมีสวน
รวม ทางการเมอื งของประชาชนเฉพาะในพนื้ ท่เี ทศบาลเมืองปต ตาน7ี5๗๖

ไพบูลย สุขเจตนี และคณะ ไดวิจัยเรื่อง “การพัฒนาความไววางใจทางการเมืองของ
ประชาชนท่ีมีตอนักการเมืองระดับทองถ่ินในจังหวัดนนทบรุ ี” ผลการวิจัยพบวา ผลการวิจัยพบวา ๑)
ปญหาการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน เชน การสื่อสารของนักการเมืองเขาไมถึงประชาชน
ในบางพื้นท่ีพฤติกรรมของนักการเมืองท่ีประชาชนไดรับรูจากขาวและการวิพากษวิจารณจากสื่อ
นโยบายอาจจะปฏิบัติบางและไมไดบาง ๒) ปจจัยท่ีมีอิทธิพลตอความไววางใจทางการเมืองของ
ประชาชน โดยรวมอยูในระดับมาก โดยเรียงตามคาเฉล่ียจากมากไปหานอย ไดแก ดานพฤติกรรม
นักการเมือง ดานนโยบาย ดานการบริหารงานของทองถิ่น (อปท.) และดานการส่ือสารทางการเมือง
ตามลําดับ ๓) การพัฒนานักการเมืองระดับทองถิ่นตามหลักอปริหานิยธรรม เพ่ือสรางความไววางใจ
ของประชาชนในจงั หวัดนนทบุรี ดงั น้ี นักการเมืองตองมีความสามัคคีในการทํางานรว มกับหนวยงาน
องคกรตาง ๆ มีความรับผิดชอบ ตอหนาที่ปฏิบัติตามกฎขอบังคับในการเปนผูนําของประชาชน
เคารพผูอาวุโส เปนผูไมลุแกอํานาจ และอนุรักษทองถิ่น สนับสนุนและสงเสริมทํานุบํารุงศาสนาและ
บุคคล ทาํ ตนใหเ ปนแบบอยางท่ีดแี กส ังคม76๗๗

มัฌสุรีย มณีมาศ ไดวิจัยเรื่อง “ความเชื่อถือไววางใจของประชาชนตอการบริหารงาน
ตามหลักธรรมาภิบาลของหนวยงานภาครัฐในสังคมพหุวัฒนธรรมชายแดนใต : กรณีศึกษาจังหวัด
นราธิวาส” ผลการวิจัยพบวา ระดับความเชื่อถือไววางใจของประชาชนตอการบริหารงานตามหลัก
ธรรมาภิบาลของหนวยงานภาครัฐในสังคมพหุวัฒนธรรมชายแดนใต : กรณีศึกษาจังหวัดนราธิวาส
โดยภาพรวมอยูในระดับมาก และเม่ือทําการเปรียบเทียบความแตกตางระหวางความเชื่อถือไววางใจ
ของประชาชน จําแนกตามปจจัยสวนบุคคล พบวา อาชีพ ระยะเวลาที่อาศัยอยูในพื้นที่และอําเภอที่
อาศัยท่ีแตกตางกัน มรี ะดบั ความเชื่อถอื ไววางใจท่ีแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ ๐.๐๕

๗๖ ดนวุ ัศ สุวรรณวงศ, “ความไววางใจทางการเมืองและการมีสวนรว มทางการเมอื งของประชาชน ใน
พ้ืนที่ท่ีมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต : ศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญและเทศบาลเมือง
ปต ตานี”, วทิ ยานิพนธรัฐประศาสนาศาสตรมหาบัณฑิต, (บณั ฑิตศึกษา: มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร, ๒๕๕๓).

๗๗ ไพบูลย สุขเจตนี และคณะ, “การพัฒนาความไววางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีตอ
นักการเมืองระดับทองถิ่นในจังหวัดนนทบุรี”, วารสารมหาจุฬานาครทรรศน, ปที่ ๗ ฉบับท่ี ๑๐ (เดือนตุลาคม
๒๕๖๓): ๒๓๔ – ๒๓๕.

๗๕

สวน เพศ อายุ ศาสนา สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา และรายได ท่ีแตกตางกัน มีระดับความ
เชอ่ื ถอื ไวว างใจท่ีไมแ ตกตางกัน อยางมีนัยสําคัญทางสถิตทิ ีร่ ะดับ ๐.๐๕77๗๘

ตารางที่ ๒.๗ สรุปงานวิจัยทเ่ี กีย่ วของกบั ความไววางใจทางการเมอื ง

นกั วจิ ัย ผลการวิจยั
ดนวุ ัศ สุวรรณวงศ, ผลการวิจัยพบวา เม่ือเปรียบเทียบระหวางพื้นที่เทศบาลนคร
(๒๕๕๓). หาดใหญและพื้นท่ีเทศบาลเมืองปตตานี้พบวา ระดับความ
ไพบูลย สุขเจตน และยุทธนา ไววางใจทางการเมืองของ ทั้ง ๒ พ้ืนที่ไมมีความแตกตางกัน
ประณีต และสรุ พล สยุ ะพรหม, และโดยภาพรวมอยูในระดับปานกลางเหมือนกัน สวนราย
(เดือนตลุ าคม ๒๕๖๓, ๒๓๔ – ดา นอยใู นระดบั ปานกลางเหมือนกัน
๒๓๕). ผลการวิจัยพบวา ปจจัยที่มีอิทธิพลตอความไววางใจทางการ
มัฌสุรยี  มณีมาศ, เมอื งของประชาชน โดยรวมอยูในระดับมาก
(๒๕๖๒).
ผลการวิจัยพบวา ระดับความเช่ือถือไวว างใจของประชาชนตอ
การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของหนวยงานภาครัฐใน
สังคมพหุวัฒนธรรมชายแดนใต : กรณีศึกษาจังหวัดนราธิวาส
โดยภาพรวมอยูในระดบั มาก

๒.๗.๒ งานวจิ ัยท่เี กย่ี วของกับการกําหนดนโยบายทางการเมือง
รัตนาภรณ โตพงษ และศุภณัฏฐ ทรัพยนาวิน ไดวิจัยเรื่อง “การนํานโยบายดานการ
จัดเก็บภาษีและรายไดไปปฏิบัติขององคกรปกครองสวนทองถ่ินจังหวัดเพชรบุรี” ผลการวิจัยพบวา
๑. ปจจัยที่สงผลตอความสําเร็จในการนํานโยบายดานการจัดเก็บภาษีและรายไดไปปฏิบัติ ทั้ง ๖
ดานโดยภาพรวมมีระดับความคิดเห็นอยูในระดับมาก ตามลําดับ และความสําเร็จในการนํา
นโยบายดานการจัดเก็บภาษีและรายไดไปปฏิบัติ ทั้ง ๓ ดาน โดยภาพรวมมีระดับความคิดเห็นอยู
ในระดับมาก ๒. ปจจัยดานความสอดคลองกับบริบทของทองถิ่น อาทิ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง
และคานิยมทางวัฒนธรรม ดานการสื่อสารระหวาง องคการดานความชัดเจนในการกําหนด
วัตถุประสงคและแผนงานดานการมีสวนรวมของผูรับบริการในกระบวนการนโยบาย และดานการ
กาํ หนดภารกิจและมอบหมายงานที่สงผลตอความสาํ เร็จของการนาํ นโยบาย และมีประสิทธิภาพใน
การทาํ นาย ๓. แนวทางการนํานโยบายดานการจัดเก็บภาษีและรายไดไปปฏิบัติท่ีเหมาะสม ไดแก

๗๘ มฌั สรุ ีย มณีมาศ, “ความเชือ่ ถอื ไววางใจของประชาชนตอการบริหารงานตามหลกั ธรรมาภิบาลของ
หนวยงานภาครัฐในสงั คมพหวุ ัฒนธรรมชายแดนใต : กรณีศึกษาจังหวัดนราธิวาส”, สารนิพนธรัฐประศาสนศาสตร
มหาบัณฑิต สาขาวชิ ารฐั ประศาสนศาสตร, (บณั ฑิตวิทยาลัย: มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร, ๒๕๖๒).

๗๖

บุคลากรที่ปฏิบัติงานดานการจัดเก็บภาษีและรายไดควรมีความรูเฉพาะดานนี้เปนอยางดี ควรไดรับ
การฝกทกั ษะในการปฏิบัติงานรวมกบั ประชาชนสรางทัศนคติทดี่ ีใหแ กผนู ํานโยบายไปปฏิบัติ และควร
มีการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกตใ ช เพ่ือเปนตัวขับเคล่ือนใหนโยบายสามารถดําเนินไปไดจน
บรรลุเปาหมาย78๗๙

ชญานี ประกอบชาติ และเสนาะ กลิ่นงาม ไดวิจัยเร่ือง “การนํานโยบายหลักประกัน
สุขภาพถวนหนาไปปฏิบัติของโรงพยาบาลหัวหินจังหวัดประจวบคีรีขันธ” ผลการวิจัยพบวา ๑.
ความสําเร็จในการนํานโยบายดานการประกันสุขภาพไปปฏิบัติท้ัง ๓ ดาน โดยภาพรวมอยูในระดับ
มาก ๒. ปจจัยที่สงผลตอความสําเร็จในการนํานโยบายดานการประกันสุขภาพไปปฏิบัติไดแก ดาน
สถานที่ ดานวัสดุอุปกรณ ดานงบประมาณคาใชจายเกี่ยวกับสุขภาพ และดานบุคลากร ที่สงผลตอ
ความสําเร็จของการนํานโยบายไปปฏิบัติ ๓. แนวทางในการนํานโยบายดานการประกันสุขภาพไป
ปฏิบัติที่เหมาะสม ไดแ ก บุคลากรทป่ี ฏิบตั ิงานดานการประกันสขุ ภาพควรมีความรเู ฉพาะดา นเกย่ี วกับ
สุขภาพเปนอยางดีควรไดรับการฝกทักษะในการปฏิบัติงานรวมกับประชาชนสรางทัศนคติท่ีดีใหแก
ผูนํานโยบายไปปฏิบัติและควรมีการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกตใชเพ่ือเปนตัวขับเคล่ือนให
นโยบายสามารถดาํ เนินไปไดจนบรรลุเปาหมายของการประกันสขุ ภาพ79๘๐

ประณยา ชัยรังสี และคณะ ไดวิจัยเรื่อง “การนํานโยบายการพัฒนาสังคมไปปฏิบัติ :
กรณีศึกษาสํานกั งานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ย” ผลการวจิ ัยพบวา (๑)
ความสาํ เร็จของการนํานโยบายการพัฒนาสงั คมไปปฏิบัติมีความสาํ เร็จอยูในระดับมาก (๒) ปจจัยดา น
การทํางานี้เปนทีม การจูงใจ ภาวะผูน าํ การมีสวนรว ม และความผูกพันและการยอมรับมีความสัมพันธ
ทางบวกกับความสําเร็จของการนํานโยบายการพัฒนาสังคมไปปฏบิ ัตอิ ยางมีนยั สําคัญทางสถิติทีร่ ะดับ
๐.๐๑ (๓) ปญ หาการนํานโยบายการพัฒนาสังคมไปปฏิบัตมิ ี ๔ ประการไดแก ผูบริหารขาดภาวะผนู ํา
บุคลากรผูปฏิบัติงานยังมีไมเพียงพอบุคลากรขาดแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และปญหาดานนโยบาย
การพัฒนาสังคม แนวทางการปรับปรุงการนํานโยบายการพัฒนาสังคมไปปฏิบัติมี ๔ ประการไดแก
ควรพัฒนาผูบริหารใหมีภาวะผูนําแบบธรรมาภิบาล ควรพัฒนาบุคลากรใหมีสมรรถนะในการ
ปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้น ควรสรางขวัญและกําลังใจบุคลากรโดยการประเมินผลการปฏิบัติงานอยาง

๗๙ รตั นาภรณ โตพงษ และศุภณฏั ฐ ทรพั ยนาวนิ , “การนํานโยบายดานการจดั เก็บภาษแี ละรายไดไ ป
ปฏิบัติขององคกรปกครองสวนทองถ่ินจงั หวัดเพชรบุรี”, วารสารวิชาการมนุษยศาสตร สังคมศสาตร และศิลปะ,
ปที่ ๙ ฉบับที่ ๒ (พฤษภาคม - สิงหาคม ๒๕๕๙): ๒๐๒๕-๒๐๒๖.

๘๐ ชญานี ประกอบชาติ และเสนาะ กล่ินงาม, “การนํานโยบายหลกั ประกันสุขภาพถวนหนาไปปฏิบัติ
ของโรงพยาบาลหัวหนิ จังหวัดประจวบครี ีขนั ธ”, การประชมุ วิชาการและเสนอผลงานวจิ ัยระดบั ชาติครั้งท่ี ๓ กา ว
สูทศวรรษที่ ๒ : บูรณาการงานวิจัย ใชองคความรูสูความยั่งยืน ณ วิทยาลัยนครราชสีมา อําเภอเมืองจังหวัด
นครราชสีมา, (๑๗ มถิ นุ ายน ๒๕๕๙).

๗๗

ยุติธรรม และมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับนโยบายการพัฒนาสังคม กําหนดแนวปฏิบัติตามนโยบายที่
ชดั เจน80๘๑

ตารางท่ี ๒.๘ งานวจิ ยั ท่ีเก่ียวของกบั การกําหนดนโยบายทางการเมือง

นักวิจยั ผลการวจิ ยั
รัตนาภรณ โตพงษ ผลการวิจัยพบวา ความสําเร็จในการนํานโยบายดานการจัดเก็บ
และศภุ ณัฏฐ ทรพั ยน าวนิ , ภาษีและรายไดไปปฏิบัติ ท้ัง ๓ ดาน โดยภาพรวมมีระดับความ
(บทความ, ๒๕๕๙, ๒๐๒๕-
๒๐๒๖). คิดเห็นอยใู นระดบั มาก

ชญานี ประกอบชาติ และ ผลการวิจัยพบวา ๑. ความสาํ เร็จในการนํานโยบายดานการประกัน
เสนาะ กล่ินงาม,
(๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๙) สขุ ภาพไปปฏบิ ตั ิท้ัง ๓ ดาน โดยภาพรวมอยใู นระดับมาก

ประณยา ชยั รงั สี และคณะ, ผลการวิจัยพบวา (๑) ความสําเร็จของการนํานโยบายการพัฒนา
(เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม, สังคมไปปฏบิ ตั ิมีความสาํ เร็จอยใู นระดับมาก
๒๕๕๖, ๑๕๑).

๒.๗.๓ งานวิจัยทีเ่ กย่ี วของกับประสิทธิผลการทํางาน

กรวิชญ กลิ่นบุญ ไดวิจัยเรื่อง “ระบบราชการกับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของ
ขาราชการกองบัญชาการหนวยบัญชาการทหารพัฒนา” ผลการศึกษา การบริหารจัดการระบบ
ราชการของกองบัญชาการหนวยบัญชาการทหารพัฒนา พบวา ดานหลักกฎระเบียบขอบังคับและ
วิธีการปฏิบัติดานหลักการจัดตําแหนงตามลําดับช้ัน ดานหลักการแบงงานกันทําตามความถนัด ดาน
ความสัมพันธระหวาง บุคคลเปนแบบทางการหรือการไมคํานึงถึงตัวบุคคล ดานหลกั ความกาวหนาใน
ตําแหนงหนาที่การงาน และดานความมีวิชาชพี อยูในระดับมากทสี่ ดุ สวนดา นหลักการแบง งานกันทํา
ตามความถนัดอยูในระดับมากตามลําดับ เชนเดียวกับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของขาราชการ
กองบัญชาการหนวยบัญชาการทหารพัฒนา พบวา ดานปริมาณ ดานคุณภาพ ดานฉับไว/ทันการณ
และดานความประหยัด/คุมคาภาพรวมอยูในระดับมากท่ีสุด ผลการทดสอบสมมติฐาน พบวา ระบบ
ราชการมอี ิทธิพลตอประสทิ ธิผลการปฏิบตั งิ าน โดย พบวา ดา นกฎระเบยี บขอ บังคบั และวธิ กี ารปฏิบัติ
ดา นความกาวหนา ในตําแหนงหนาท่ีการงาน ดานความมีวิชาชีพ และดานหลกั การแบงงานกันทาํ ตาม
ความมีอทิ ธพิ ลตอการทํานายประสทิ ธผิ ลการปฏิบัตงิ าน ทนี่ ัยสําคญั ทางสถิติ ๐.๐๕81๘๒

๘๑ ประณยา ชัยรังสี และคณะ, “การนํานโยบายการพัฒนาสังคมไปปฏิบัติ : กรณีศึกษาสํานักงาน
ปลัดกระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของมนุษย”, วารสารการจัดการสมัยใหม, ปที่ ๑๑ ฉบับท่ี ๒ (เดอื น
กรกฎาคม - ธันวาคม, ๒๕๕๖): ๑๕๑.

๘๒ กรวชิ ญ กล่ินบุญ, “ระบบราชการกับประสิทธผิ ลการปฏิบัติงานของขา ราชการกองบญั ชาการหนวย
บัญชาการทหารพัฒนา”, วิทยานิพนธรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยเกริก,
๒๕๕๘).

๗๘

พระมหาเตชนิ ท สิทธฺ าภฺภู (ผากา) ไดวิจัยเร่ือง “ประสิทธิผลการใหบ ริการของเทศบาล
ตําบลดงเย็น อําเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร” ผลการวิจัยพบวา ระดับประสิทธิ ผลการใหบริการแก
ประชาชนของเทศบาลตําบลดงเย็นอําเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร โดยภาพรวมอยูในระดับมาก เม่ือ
พิจารณาเปน รายดานสวนใหญอยใู นระดับมาก โดยมคี า เฉลยตามลําดบั คอื ดานอาคารสถานท่ี ดานสิ่ง
อํานวยความสะดวก สวนดานเจาหนาที่ผูใหบริการ อยูในระดับปานกลาง การเปรียบเทียบระดับ
ประสทิ ธผิ ลการใหบริการแกป ระชาชนของเทศบาลตาํ บลดงเย็น อําเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร พบวา
ประชาชนท่ีมีอายุตางกนั มีทัศนะในประสทิ ธิผล การใหบริการแกประชาชนของเทศบาลตําบลดงเย็น
อําเภอเมืองจังหวัดมุกดาหาร แตกตางกัน ในขณะที่เพศ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายไดเฉล่ียตอ
เดือน มีทัศนะไมแตกตางกัน ปญหาอุปสรรคตอการใหบริการของเทศบาลตําบลดงเย็น อําเภอเมือง
จังหวัดมุกดาหารดานเจาหนาท่ีผูใหบริการคือเจาหนาที่ขาดมนุษยสัมพันธท่ีดี มีความรักในงาน
ใหบริการนอย เอกสารอธิบายขั้นตอนการใหบริการในดานตาง ๆ ยังไมเพียงพอดานอาคาร สถานท่ี
สภาพแวดลอมโดยรวมไมเหมาะสม ดานสิ่งอํานวยความสะดวก ขาดเจาหนาท่ีแนะนํา ข้ันตอนการ
ใหบรกิ ารและประชาสัมพันธ82๘๓

วไิ ลวรรณ พวงทอง ไดวิจัยเรื่อง “ประสิทธิผลการพัฒนาชุมชนขององคการบริหารสวน
ตําบลทับใต อําเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ” ผลการวิจัยพบวา ๑) องคการบริหารสวนตําบล
ทับใตมีการพัฒนาชุมชนดานสาธารณสุข ดาน การพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานการพัฒนาแหลงนํ้า
และดานเศรษฐกจิ สงั คมและชุมชน ๒) ประชาชนทม่ี ี เพศ อายุ การศกึ ษา อาชพี และระยะเวลา การ
เปน กรรมการหมบู า นตา งกนั มคี วามคดิ เหน็ ตอ ประสทิ ธิผล ไมแ ตกตางกนั 83๘๔

๘๓ พระมหาเตชินท สิทฺธาภฺภู (ผากา), “ประสิทธิผลการใหบริการของเทศบาลตําบลดงเย็น อําเภอ
เมือง จังหวัดมุกดาหาร”, วิทยานิพนธพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร, (บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๔).

๘๔ วิไลวรรณ พว งทอง, “ประสิทธิผลการพัฒนาชุมชนขององคการบรหิ ารสวนตําบลทับใต อําเภอหัว
หนิ จังหวดั ประจวบคีรขี ันธ” , วิทยานพิ นธรัฐประศาสนศาตรมหาบัณฑติ , (บณั ฑิตวิทยาลัย: มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลรตั นโกสินทร, ๒๕๕๙).

๗๙

ตารางท่ี ๒.๙ สรปุ งานวิจยั ทีเ่ ก่ยี วขอ งกับประสิทธิผลการทํางาน

นกั วิจยั ผลการวจิ ยั
กรวิชญ กลน่ิ บุญ, ผลการวจิ ัยพบวา การทดสอบสมมติฐาน พบวา ระบบราชการ
รฐั ประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต/ มีอิทธิพลตอ ประสิทธผิ ลการปฏิบัติงาน พบวา ดา นกฎระเบียบ
ศลิ ปะศาสตร/ มหาวทิ ยาลัยเกริก,
๒๕๕๘). ขอบังคับและวิธีการปฏิบัติดานความกาวหนาในตําแหนง
หนาที่การงาน ดานความมีวิชาชีพ และดานหลักการแบงงาน

กันทําตามความมีอิทธิพลตอการทํานายประสิทธิผลการ

ปฏิบตั ิงาน ท่ีนัยสําคัญทางสถิติ ๐.๐๕

พระมหาเตชินท สิทธฺ าภภฺ ู ผลการวิจัยพบวา ประชาชนที่มีอายุตางกัน มีทัศนะใน
(ผากา), (๒๕๕๔). ประสิทธิผล การใหบริการแกประชาชนของเทศบาลตําบลดง
วิไลวรรณ พว งทอง, เย็น อําเภอเมืองจังหวัดมุกดาหาร แตกตางกัน ในขณะท่ีเพศ
(๒๕๕๙). ระดับการศึกษา อาชีพ และรายไดเฉล่ียตอเดือน มีทัศนะไม
แตกตา งกนั

ผลการวิจัยพบวา ๑) องคการบริหารสวนตําบลทับใตมีการ
พัฒนาชุมชนดานสาธารณสุข ดาน การพัฒนาโครงสราง
พื้นฐานดานการพัฒนาแหลงน้ําและดานเศรษฐกิจ สังคมและ
ชุมชน ๒) ประชาชนท่ีมี เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และ
ระยะเวลาการเปนกรรมการหมูบานตางกัน มีความคิดเห็นตอ
ประสทิ ธผิ ล ไมแตกตางกัน

๒.๗.๔ งานวจิ ยั ทีเ่ ก่ยี วขอ งกบั การสอื่ สารทางการเมอื ง
ธวัลกร บุญศรี ไดวิจัยเรื่อง “สื่อที่สงผลตอการมีสวนรวมทางการเมือง: กรณีศึกษา การ
เขารวมชุมนุมทางการเมืองเวทีราชดําเนินในป ๒๕๕๖” ผลการวิจัยพบวา ๑) ลักษณะประชากรท่ี
แตกตางกัน จะมีการรับขาวสารทางการเมืองที่ไมตางกัน แตมีเฉพาะปจจัยดานระดับการศึกษาและ
รายไดตอเดือนท่ีแตกตางกัน จะรับขาวสารทางการเมืองตางกัน ๒) ลักษณะประชากรท่ีแตกตางกัน
จะมีสวนรวมทางการเมืองท่ีไมตางกัน แตมีเฉพาะปจจัยดานระดับการศึกษาท่ีแตกตางกัน จะมีการมี
สวนรวมทางการเมืองท่ีตางกัน ๓) อิทธิพลของการเปดรับขาวสารทางการเมืองไมมีความสัมพันธกับ

๘๐

การมีสวนรวมทางการเมือง ๔) อทิ ธิพลของการเปดรับขาวสารทางการเมืองไมสงผลตอ การมีสวนรว ม
ทางการเมอื งแตส ื่อบคุ คลคอนขา งสงผลตอ การมีสวนรว มทางการเมอื ง84๘๕

วรวรรณ วีระกุล ไดวิจัยเรื่อง “การเปดรับขาวสารทางการเมือง และการมีสวนรวม
ทางการเมืองของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร” ผลการวิจัยพบวา กลุมตัวอยางมีการเปดรับ
ขาวสารทางการเมืองจากสื่อตาง ๆ โดยมี การเปดรับทุกวันในแทบทุกเรื่อง และมีการใชสื่อในการ
ติดตามเหตุการณขาวสารทางการเมืองมา มากกวา ๔ ป สําหรับความถี่ในการติดตามเหตุการณ
ขาวสารทางการเมืองโดยสวนใหญติดตามจากส่ือโทรทัศนมากที่สุด คือติดตามเหตุการณขาวสารทาง
การเมืองทุกวัน ระยะเวลาในการติดตาม เหตุการณขาวสารทางการเมือง (โดยเฉล่ียตอวัน) พบวา
สวนใหญกลุมตัวอยางติดตามเหตุการณ ขาวสารทางการเมืองโดยส่ือโทรทัศนและส่ืออินเตอรเน็ต
นานท่ีสุด โดยเฉล่ียแลว ๑๕–๖๐ นาทีตอวัน ระดับการติดตามเหตุการณ ขาวสารทางการเมือง
ประเภทตาง ๆ พบวา สวนใหญกลุมตวั อยา งมกี ารตดิ ตามเหตุการณขาวสารทางการเมืองประเภทการ
ประทวงทางการเมืองมากท่ีสดุ สวนการมีสวนรวมทางการเมืองของกลุมตัวอยาง พบวา กลมุ ตัวอยาง
มีระดับการมีสวนรวมทางการเมืองอยูในระดับนอย โดยประเภทของการมีสวนรวมทางการเมืองท่ี
กลุมตัวอยางมีสวนรวมมากท่ีสุด คือการไปใชสิทธิออกเสียงเลือกต้ัง ลักษณะทางประชากรศาสตรท่ี
แตกตางกันของกลุมตัวอยางสงผลใหการมีสวนรวมทางการเมืองแตกตางกัน และการเปดรับขาวสาร
ทางการเมืองจากประเภทของส่ือที่แตกตางกนั ก็จะสงผลใหมีพฤติกรรมการมีสวนรว มทางการเมืองที่
แตกตางกันดวยเชนกัน สวนพฤติกรรมการมีสวนรวมทางการเมืองมีความสัมพันธกับการเปดรับ
ขา วสารทางการเมืองจากส่อื ประเภทตาง ๆ อยา งมีนยั สําคญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั ๐.๐๕85๘๖

รฐั กันภัย ไดวิจัยเร่ือง “การส่ือสารทางการเมอื งและการมสี วนรวมของประชาชนทีส่ งผล
ตอการพัฒนาทองถ่ินในองคการบริหารสวนตําบลเขตจังหวัดภาคตะวันตกตอนลาง” ผลการวิจัย
พบวา ๑. ประชาชนในองคการบริหารสวนตําบลเขตจงั หวัดภาคตะวนั ตกตอนลาง มีความเห็นวาดาน
การสื่อสารทางการเมือง มีการสื่อสารทางการเมืองจากส่ือโทรทัศนอยูในระดับมากท่ีสุด ดานการมี
สวนรวมของประชาชน การสวนรวมในการรับผลประโยชนจากการพัฒนาอยูในระดับมากท่ีสุด และ
ดานการพัฒนาทองถิ่น การพัฒนาดานการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม อยูในระดับมากที่สุด ๒.
การสื่อสารทางการเมอื งและการมีสวนรวมของประชาชนกับการพัฒนาทองถิ่นในองคการบริหารสวน
ตําบลเขตจังหวัดภาคตะวันตกตอนลาง มีความสัมพันธทางบวก โดยมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ

๘๕ ธวัลกร บุญศรี, “สื่อท่ีสงผลตอการมีสวนรวมทางการเมือง: กรณีศึกษา การเขารวมชุมนุมทาง
การเมืองเวทีราชดําเนินในป ๒๕๕๖”, วิทยานิพนธนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสื่อสารเชิงกลยุทธ,
(บัณฑติ วทิ ยาลัย: มหาวทิ ยาลัยกรงุ เทพ, ๒๕๕๗).

๘๖ วรวรรณ วรี ะกุล, “การเปด รับขาวสารทางการเมือง และการมีสว นรว มทางการเมืองของประชาชน
ในเขตกรุงเทพมหานคร”, วิทยานิพนธศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตรและนวัตกรรม, (สถาบัน
บัณฑติ พฒั นาบรหิ ารศาสตร, ๒๕๕๖).

๘๑

๐.๐๑ ๓. การสื่อสารทางการเมืองและการมีสวนรวมของประชาชน สงผลโดยตรงตอการพัฒนา
ทองถน่ิ ในองคการบรหิ ารสวนตําบล เขตจังหวัดภาคตะวนั ตกตอนลา ง86๘๗

ตารางที่ ๒.๑๐ สรปุ งานวิจยั ท่เี กี่ยวขอ งกบั การส่อื สารทางการเมือง

นักวจิ ัย ผลการวจิ ยั
ธวลั กร บุญศรี, ผลการวิจัยพบวา ๑) ลกั ษณะประชากรที่แตกตางกัน จะมีการ
(ปรญิ ญานเิ ทศศาสตรมหาบณั ฑิต รับขาวสารทางการเมืองท่ีไมตางกัน แตมีเฉพาะปจจัยดาน
สาขาวชิ าการสอื่ สารเชิงกลยุทธ,
๒๕๕๗). ระดับการศึกษาและรายไดตอเดือนท่ีแตกตางกัน จะรับ
ขาวสารทางการเมืองตางกัน ๒) ลักษณะประชากรที่แตกตาง

กัน จะมีสวนรวมทางการเมืองท่ีไมตางกัน แตมีเฉพาะปจจัย

ดานระดับการศึกษาที่แตกตางกัน จะมีการมีสวนรวมทางการ

เมืองที่ตา งกนั

วรวรรณ วรี ะกลุ , ผลการวิจยั พบวา การมสี วนรว มทางการเมอื งแตกตางกนั และ
(ศลิ ปศาสตรมหาบัณฑิต (นิเทศ การเปด รบั ขา วสารทางการเมอื งจากประเภทของส่อื ทแ่ี ตกตาง
ศาสตรแ ละนวตั กรรม, ๒๕๕๖). กัน ก็จะสงผลใหมีพฤติกรรมการมีสวนรวมทางการเมืองที่

แตกตางกันดวยเชนกัน สวนพฤติกรรมการมีสวนรวมทางการ

เมืองมีความสัมพันธกับการเปดรับขาวสารทางการเมืองจาก

สือ่ ประเภทตาง ๆ อยางมนี ัยสําคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดับ ๐.๐๕

รฐั กันภัย, ผลการวิจัยพบวา การส่ือสารทางการเมืองและการมีสวนรวม
(๒๕๕๘: ๗๑-๗๒).
ของประชาชนกับการพัฒนาทองถิ่นในองคการบริหารสวน

ตําบลเขตจังหวัดภาคตะวันตกตอนลาง มีความสัมพันธ

ทางบวก โดยมีนัยสําคญั ทางสถติ ิท่ีระดับ ๐.๐๑

๒.๗.๕ งานวิจัยท่ีเกยี่ วของกับบุคลิกภาพ

วภิ าวี เหมาะงาม และงามลมัย ผิวเหลือง ไดวจิ ัยเร่ือง “อิทธิพลของบุคลิกภาพ การขัดเกลา
ทางสังคม และความไววางใจท่ีมีผลตอความศรัทธาผูนําทางการเมืองของนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร”
ผลการศึกษาพบวา ๑) นิสิตมีบุคลิกภาพดานความหว่ันไหว อยูในระดับปานกลาง ดานการแสดงตัว ดาน
การเปดกวาง ดานการยอมรับผูอ่ืน และดานการมีสติอยูในระดับสูง การขัดเกลาทางสังคมและความ
ไววางใจอยูในระดับปานกลาง มีความศรัทธาผูนําทางการเมืองแบบใชปญญาอยูในระดับสูง และความ

๘๗ รฐั กันภัย, “การสื่อสารทางการเมืองและการมีสวนรวมของประชาชนท่ีสง ผลตอการพฒั นาทองถิ่น
ในองคการบริหารสวนตําบลเขตจังหวัดภาคตะวันตกตอนลาง”, วารสารมนุษยสังคมปริทัศน, ปที่ ๑๗ ฉบับที่ ๑
(มกราคม - มถิ นุ ายน ๒๕๕๘): ๗๑-๗๒.

๘๒

ศรัทธาผูนําทางการเมืองแบบใชอารมณอยูในระดับตํ่า ๒) การวิเคราะหถดถอยพหุคูณแบบข้ันตอน
พบวา ตัวแปรอิสระ ๑๑ ตัว คือเพศ เกรดเฉล่ียภูมิลําเนาเดิม ระดับการศึกษาของบิดา มารดาที่
ประกอบอาชีพเกษตรกร บุคลิกภาพดานความหวั่นไหว บุคลิกภาพดานการแสดงตัว บุคลิกภาพดาน
การยอมรับผูอ่ืน การขัดเกลาทางสังคมจากกลุมเพื่อน ความไววางใจผูนําทางการเมืองวามีความ
ซ่ือตรง และความไววางใจผูนําทางการเมืองวามีความม่ันคงสม่ําเสมอ สามารถอธิบายความศรัทธา
ผนู ําทางการเมืองแบบใชป ญญาไดอยางมีนัยสําคัญทางสถิติทร่ี ะดับ ๐.๐๕ ในขณะท่คี วามศรทั ธาผูนํา
ทางการเมอื งแบบใชอ ารมณ พบวา ตัวแปรอสิ ระ ๑๑ ตวั ดังกลาวในขางตนมีอิทธพิ ลตอความศรทั ธา
แบบใชอ ารมณอยางมีนยั สําคญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั ๐.๐๕87๘๘

พระสริ ิรัตนเมธี (บุญเพ็ง ตันตุลา)และพรสวรรค สุตะคาน ไดวิจัยเรื่อง “หลักธรรมและ
บุคลิกภาพนักการเมืองท่ีมีผลตอการแสดงออกทางการเมืองของนักการเมืองทองถิ่น ในเขตจังหวัด
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ๑” ผลการวิจัยพบวา ผลสํารวจตัวแปรหลักสัปปุริสธรรม และ
องคประกอบดา นรูจกั ประมาณ ดานรูเ วลาและชมุ ชนดานรูบคุ คล และดานรูเหตุ มีคาอยใู นระดับมาก
เชนเดียวกับตัวแปรบุคลกิ ภาพนักการเมืองที่มีองคประกอบดานลักษณะที่ช่ืนชอบความกังวลผิดปกติ
การแสดงความถกู ตอ งและทักษะการเมืองรวมถึงตัวแปรการแสดงออกทางการเมืองและองคป ระกอบ
ความถูกตองในการเปนผูแทนการเปดโอกาสและความอดทนตอการเรียกรอง มีคาเฉล่ียอยูในระดับ
มากเชนเดียวกันจากผลวิเคราะหพบวาตัวแปรทั้งสามหลักธรรม บุคลิกภาพนักการเมืองและการ
แสดงออกทางการเมืองมีความสัมพันธไปในทิศทางเดียวกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ๐.๐๑ ดังนั้น
สรุปไดวาตัวแปรหลักธรรม บุคลิกภาพนักการเมืองและการแสดงออกทางการเมืองมีความสัมพันธ
สอดคลองกันมากอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ๐.๐๑ จากผลวิเคราะหพบวาสัมประสิทธิ์พยากรณตอตัว
แปรตามการแสดงออกทางการเมืองอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ๐.๐๕ โดยมีตัวแปรอิทธิพล
ประกอบดว ยลักษณะท่ีชน่ื ชอบ ความกังวลผิดปกติ ทักษะการเมืองรวมถึงรูเวลาและชุมชนอันเปนตัว
แปรอู งคประกอบของหลกั ธรรมและบุคลกิ ภาพนักการเมอื ง88๘๙

ไพสิน นกศิริ ไดวิจัยเร่ือง “คุณลักษณะของนักการเมืองทองถิ่นท่ีพึงประสงคของ
ประชาชนในเขตพื้นท่เี ทศบาลตําบลคลองหาด จงั หวัดสระแกว” ผลการวิจัยพบวา ๑.คณุ ลักษณะของ
นักการเมืองทองถ่ินที่พึงประสงค ของประชาชน ในเขตเทศบาลตําบลคลองหาด จังหวัดสระแกว
พบวา คุณลักษณะของนักการเมืองทองถ่ินที่พึงประสงค ของประชาชนในเขตเทศบาลตําบลคลอง
หาด จังหวัดสระแกว ในภาพรวม อยูในระดับปานกลาง เม่ือพิจารณาเปนรายดานพบวามีคาคะแนน
เฉลี่ยอยูในระดับปานกลางทุกดาน โดยดานที่มีคาเฉลี่ยสูงสุด คือคุณลักษณะดานสังคม รองลงมาคือ

๘๘ วิภาวี เหมาะงาม และงามลมัย ผิวเหลือง, “อิทธิพลของบุคลิกภาพ การขัดเกลาทางสังคม และ
ความไววางใจท่ีมีผลตอความศรัทธาผูนําทางการเมืองของนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร”, วารสารสังคมศาสตร
และมนุษยศาสตร, ปที่ ๓๙ ฉบับท่ี ๑ (๒๕๕๖): ๑๓๐ – ๑๔๙.

๘๙ พระสิริรัตนเมธี (บุญเพ็ง ตันตุลา)และพรสวรรค สุตะคาน, “หลักธรรมและบุคลิกภาพนกั การเมือง
ท่ีมีผลตอการแสดงออกทางการเมืองของนักการเมืองทองถ่ิน ในเขตจังหวัด”, วารสารสังคมศาสตรและ
มานุษยวทิ ยาเชงิ พทุ ธ, ปท ่ี ๕ ฉบบั ที่ ๕ (พฤษภาคม ๒๕๖๓): ๑๓๐-๑๓๑.

๘๓

คุณลักษณะทางสติปญญา คุณลักษณะดานงาน คุณลักษณะดานจิตใจ สวนดานที่มีคาเฉลี่ยนอยที่สุด
คือคุณลักษณะทางกาย ตามลําดับ ๒. ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะของนักการเมืองทองถิ่นท่ีพึง
ประสงค ของประชาชนในเขตเทศบาลตําบลคลองหาด จังหวัดสระแกว จําแนกตามปจจัยสว นบุคคล
พบวา ประชาชนที่มีเพศ อายุ สถานภาพการสมรส ระดับการศึกษา และรายไดเ ฉล่ียตอเดือนแตกตาง
กัน มีความคิดเห็นตอคุณลักษณะของนักการเมืองทองถ่ินที่พึงประสงค ไมแตกตางกัน ที่ระดับ
นยั สําคญั ทางสถิติท่ี ๐.๐๕89๙๐

ตารางท่ี ๒.๑๑ สรุปงานวจิ ัยทีเ่ กย่ี วของกับบุคลิกภาพ

นักวจิ ัย ผลการวิจัย
วภิ าวี เหมาะงามและงามลมัย ผิว ผลการศึกษาพบวา ความศรัทธาผูนาํ ทางการเมืองแบบใชป ญญา
เหลือง, ไดอยางมีนัยสําคญั ทางสถติ ิที่ระดับ ๐.๐๕ ความศรัทธาผูนําทาง
(๒๕๕๖, ๑๓๐ – ๑๔๙). การเมืองแบบใชอารมณ พบวา ตัวแปรอิสระ ๑๑ ตัว ดังกลาว
พระสิรริ ตั นเมธี (บญุ เพง็ ตนั ตุลา) ใน ข า ง ต น มี อิ ท ธิ พ ล ต อ ค ว า ม ศ รั ท ธ า แ บ บ ใช อ า ร ม ณ อ ย า ง มี
และพรสวรรค สตุ ะคาน, นยั สําคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั ๐.๐๕
(2563, ๑๓๐-๑๓๑).
ผลการวิจยั พบวา ตัวแปรหลักธรรม บุคลิกภาพนักการเมืองและ
การแสดงออกทางการเมืองมีความสัมพันธสอดคลองกันมาก
อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ๐.๐๑ จากผลวิเคราะหพบวา
สัมประสิทธิ์พยากรณตอตัวแปรตามการแสดงออกทางการเมือง
อยางมีนัยสําคัญ ทางสถิติ ๐ .๐ ๕ โดยมีตัวแปรอิทธิพ ล
ประกอบดวยลักษณะที่ชื่นชอบ ความกังวลผิดปกติ ทักษะ
การเมืองรวมถึงรูเวลาและชุมชนอนั เปนตวั แปรอู งคประกอบของ
หลกั ธรรมและบคุ ลกิ ภาพนกั การเมอื ง

๙๐ ไพสนิ นกศริ ,ิ “คุณลกั ษณะของนักการเมืองทองถนิ่ ทพ่ี ึงประสงคของประชาชนในเขตพนื้ ที่เทศบาล
ตําบลคลองหาด จังหวัดสระแกว”, วิทยานิพนธรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง, (คณะ
รฐั ศาสตรแ ละนติ ิศาสตร: มหาวทิ ยาลัยบรู พา, ๒๕๕๘).


Click to View FlipBook Version