The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

2563 พฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ
THE BEHAVIOR OF PRESIDENT ELECTION OF CHAIYAPHUM PROVINCIAL ADMINISTRATIVE ORGANIZATION OF PEOPLE IN MUANG DISTRICT CHAIYAPHUM PROVINCE พระมหาสังคม ชยานนฺโท (ช่างเหล็ก)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

2563 พฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ THE BEHAVIOR OF PRESIDENT ELECTION OF CHAIYAPHUM PROVINCIAL ADMINISTRATIVE ORGANIZATION OF PEOPLE IN MUANG DISTRICT CHAIYAPHUM PROVINCE พระมหาสังคม ชยานนฺโท

2563 พฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ
THE BEHAVIOR OF PRESIDENT ELECTION OF CHAIYAPHUM PROVINCIAL ADMINISTRATIVE ORGANIZATION OF PEOPLE IN MUANG DISTRICT CHAIYAPHUM PROVINCE พระมหาสังคม ชยานนฺโท (ช่างเหล็ก)

Keywords: 2563,พฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ,THE BEHAVIOR OF PRESIDENT ELECTION OF CHAIYAPHUM PROVINCIAL ADMINISTRATIVE ORGANIZATION OF PEOPLE IN MUANG DISTRICT CHAIYAPHUM PROVINCE,พระมหาสังคม ชยานนฺโท (ช่างเหล็ก)

พฤติกรรมการเลอื กต้ังนายกองค์การบริหารสว่ นจงั หวัดชยั ภมู ิ
ของประชาชนในอําเภอเมอื ง จงั หวดั ชยั ภมู ิ

THE BEHAVIOR OF PRESIDENT ELECTION OF CHAIYAPHUM
PROVINCIAL ADMINISTRATIVE ORGANIZATION OF PEOPLE IN

MUANG DISTRICT CHAIYAPHUM PROVINCE

พระมหาสงั คม ชยานนโฺ ท (ช่างเหลก็ )

วิทยานพิ นธน์ เ้ี ปน็ ส่วนหน่ึงของการศึกษา
ตามหลกั สตู รปรญิ ญารฐั ศาสตรมหาบณั ฑิต

บณั ฑติ วิทยาลัย
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั

พทุ ธศักราช ๒๕๖๓

พฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารสว่ นจงั หวัดชยั ภมู ิ
ของประชาชนในอาํ เภอเมือง จังหวดั ชัยภมู ิ

พระมหาสงั คม ชยานนโฺ ท (ชา่ งเหล็ก)

วทิ ยานิพนธน์ ้เี ปน็ สว่ นหนง่ึ ของการศึกษา
ตามหลักสตู รปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑติ

บัณฑิตวทิ ยาลยั
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย

พุทธศกั ราช ๒๕๖๓
(ลิขสทิ ธเิ์ ป็นของมหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั )

The Behavior of President Election of Chaiyaphum
Provincial Administrative Organization of People in

Muang District Chaiyaphum Province

Phramaha Sangkom Chayananto (Changlek)

A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of
the Requirements for the Degree of
Master of Political Science Program
Graduate School

Mahachulalongkornrajavidyalaya University
C.E. 2020

(Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University)





ช่อื วทิ ยานพิ นธ์ : พฤตกิ รรมการเลอื กตั้งนายกองค์การบรหิ ารส่วนจังหวดั ชัยภมู ิ

ของประชาชนในอาํ เภอเมอื ง จงั หวดั ชยั ภมู ิ

ผูว้ ิจัย : พระมหาสงั คม ชยานนโฺ ท (ช่างเหลก็ )

ปริญญา : รัฐศาสตรมหาบณั ฑติ

คณะกรรมการควบคมุ วิทยานพิ นธ์

: ผศ. ดร.ชาญชยั ฮวดศร,ี พธ.บ. (สงั คมศึกษา), M.A. (Political Science),

Ph.D. (Political Science)

: ผศ. ดร.สรุ พล พรมกลุ , ป.ธ. ๕, พธ.บ (การสอนสงั คมศกึ ษา),

ศศ.ม. (สงั คมศาสตรเ์ พ่ือการพฒั นา), ศน.ม. (รัฐศาสตรก์ ารปกครอง),

Ph.D. (Social Science)

วนั สําเร็จการศึกษา : ๑๔ มถิ นุ ายน ๒๕๖๔

บทคัดย่อ

การวจิ ัยครงั้ น้ีมวี ัตถุประสงคด์ ังนี้ ๑) เพื่อศึกษาระดบั พฤตกิ รรมการเลือกตงั้ นายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ๒) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบ
พฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัด
ชัยภูมิ ๓) เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้การวิจัยเชิง
ปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัย คือ ผู้มีสิทธิเลือกต้ังในเขตอําเภอ
เมืองชัยภูมิ จํานวน ๓๙๙ คน และผู้ให้ข้อมูลสําคัญ จํานวน ๑๒ คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัย
คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ แล้วจึงนํามาทําการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูป
ทางสังคมศาสตร์และใช้เทคนิคการวิเคราะห์เน้อื หาประกอบบรบิ ท

ผลการวจิ ัยพบวา่

๑) ระดับพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนใน
อําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนในรายด้าน พบว่า ด้านการติดตาม
ข่าวสารการเลือกตั้ง อยู่ในระดับมาก ด้านการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของผู้สมัคร และด้านการไปใช้
สทิ ธล์ิ งคะแนนเสียงเลอื กตง้ั อยู่ในระดบั ปานกลาง สว่ นดา้ นการช่วยหาเสียงเลือกตง้ั อยูใ่ นระดับนอ้ ย

๒) ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของ
ประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ พบว่า ประชาชนท่ีมี เพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ มี
พฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ โดยภาพรวม ไม่แตกต่างกัน ซ่ึงปฏิเสธ
สมมติฐานที่ตั้งไว้ ส่วนในรายด้าน พบว่า ประชาชนท่ีมี อายุ ระดับการศึกษาและอาชีพ มีพฤติกรรม
การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ในด้านการช่วยหาเสียงเลือกตั้งและด้านการไปใช้
สทิ ธ์ลิ งคะแนนเสียงเลือกต้งั แตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สาํ คญั ทางสถิติที่ ๐.๐๕



๓) แนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ของ
ประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ พบว่า ประชาชนควรติดตามข่าวสารทางการเมืองในด้านต่าง ๆ
ทางสื่อออนไลน์และสื่อต่าง ๆ ทุกช่องทาง และให้ความสําคัญต่อการใช้สิทธิเสรีภาพของตนที่มีทาง
การเมืองการปกครอง ในดา้ นการเลือกต้งั และด้านต่าง ๆ ตามระบอบประชาธปิ ไตย โดยมีพฤตกิ รรมการ
แสดงออกให้ความร่วมมือกับคนในชุมชนในการทํางานเพื่อส่วนรวม โดยนําหลักสังคหวัตถุ ๔
มาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการทํากจิ กรรมทงั้ ปวง



Thesis Title : The Behavior of President Election of Chaiyaphum

Provincial Administrative Organization of People in

Muang District Chaiyaphum Province

Researcher : Phramaha Sangkom Chayananto (Changlek)

Degree : Master of Political Science Program

Thesis Supervisory Committee

: Asst. Prof. Chanchai Huadsri, B.A. (Social Study),

M.A. (Political Science), Ph.D. (Political Science)

: Assist. Prof. Dr. Suraphon Promgun, Pali V,

B.A. (Social Study Teaching),

M.A. (Social Sciences for Development),

M.A. (Political Science), Ph.D. (Social Science)

Date of Graduation : June 14, 2021

Abstract

The objectives of this research were as follows: 1 ) to study the level of
behavior in the election of the president of the Chaiyaphum Provincial Administrative
Organization of the people in Muang district, Chaiyaphum Province; 2) to comparatively
study the behavior in the election of the president of Chaiyaphum Provincial
Administrative Organization; 3 ) to study the guidelines for promoting the election
behavior of the president of the Chaiyaphum Provincial Administrative Organization
of the people. This study was carried out by means of the mixed research method
using quantitative research and qualitative research. The sample group used in this
research was 3 9 9 voters in Muang Chaiyaphum district and 1 2 key informants. The
instruments used in the research were questionnaires and interview forms. The
obtained data were analyzed by using the social science software package and the
contextual content analysis techniques.

The research results were as follows:

1) The level of behavior in the election of the president of the Chaiyaphum
Provincial Administrative Organization of the people in Muang District Chaiyaphum
Province, overall, was at a moderate level. As for each studied aspect, it was found that
the aspect of following election news was rated at a high level. The aspects of
applicants' policy criticism and applying the voting right in the election were at a
moderate level, while the aspect of helping the election campaign was at a least level.



2) The results of comparison of election behavior of Chaiyaphum Provincial
Administrative Organization of people in Muang District, Chaiyaphum Province
revealed that the people with differences in sex, age, education level and
occupation had no difference in the election behavior of the president of the
Chaiyaphum Provincial Administrative Organization. This rejected the hypothesis. As
for each aspect, it was found that people with differences in age, education level
and occupation had different behaviors of electing the president of the Chaiyaphum
Provincial Administrative Organization in terms of voting assistance and voting rights
with statistical significance level of 0.05.

3) The guidelines for promoting the election behavior of the president of
Chaiyaphum Provincial Administrative Organization of people in Muang District
Chaiyaphum Province are that people should follow political news in various fields
through online media, various media channels and give importance to the exercise of
their rights and freedoms with political governance in the terms of elections and
other democratic aspects with behavioral expressions to cooperate with people in
the community in working for the public by applying the Four Saṅgahavatthu
Principles (Bases of Social Solidarity) in all activities.



กิตตกิ รรมประกาศ

งานวิทยานิพนธ์เล่มน้ีสําเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เน่ืองจากได้รับความช่วยเหลือดูแลเอาใจใส่
เป็นอย่างดีจากหลาย ๆ ฝ่ายโดยเฉพาะอาจารย์ที่ปรึกษาท้ัง ๒ ท่าน ซึ่งประกอบด้วย ผู้ช่วย
ศาสตราจารย์ ดร.ชาญชัย ฮวดศรี ประธานที่ปรกึ ษาวิทยานิพนธ์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุรพล
พรมกุล กรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์, ผู้ช่วยที่ให้การแนะนําตรวจแก้ไข ให้ข้อเสนอแนะติดตาม
ความกา้ วหน้าในการดําเนินการวิจยั ผวู้ จิ ยั ขอเจริญพรขอบคุณอยา่ งสูงไว้ ณ โอกาสน้ี

ขอกราบขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบเคร่ืองมือในการวิจัยท้ัง ๕ ท่าน คือ
พระครูสุตธรรมภาณี, ผศ., ผศ.ดร.บุรินทร์ ภูสกุล, ผศ.ดร.วิทยา ทองดี, ดร.สมควร นามสีฐาน, ผศ.
ดร.ปัญญา คล้ายเดช ท่ีให้ความอนุเคราะห์ตรวจสอบความถูกต้องทั้งด้านภาษา เนื้อหา ระเบียบวิธี
และเครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการดําเนินการวจิ ยั ครั้งนี้

ขอขอบคุณคณะกรรมการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ คือ ผศ.ดร.วิทยา ทองดี ประธานสอบ
ปอ้ งกนั วิทยานพิ นธ,์ ผศ.ดร.วินจิ ผาเจรญิ กรรมการและผู้ทรงคุณวฒุ ิ ในการสอบป้องกันวทิ ยานพิ นธ์
ท่ีไดใ้ หข้ ้อเสนอแนะเพอื่ ใหว้ ิทยานิพนธฉ์ บบั นีม้ คี วามถูกตอ้ งและสมบูรณย์ ง่ิ ข้ึน

ผู้วิจัยขอขอบคุณผู้บริหารและบุคลากรขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ และ
ประชาชนทั่วไปในเขตอําเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ที่ได้กรุณาให้ความช่วยเหลือ อํานวยความ
สะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยตอบแบบสอบถาม ให้สัมภาษณ์ รู้สึกปลาบปล้ืมใจเป็นที่สุดท่ี
ได้รบั ความกรุณาเป็นอย่างดี ขอขอบพระคณุ เป็นอยา่ งสงู ไว้ ณ โอกาสนี้

สุดท้ายนี้ ขอขอบพระคุณพระครูศรีปริยัติพิมล, ตลอดจนเจ้าหน้าท่ีทุกท่าน และขอบคุณ
คณาจารยค์ ณะรฐั ศาสตรมหาบณั ฑติ ทุกทา่ น ประสทิ ธป์ิ ระสาทวทิ ยาการ และประสบการณ์ รวมถึงให้
ความเมตตาเออ้ื เฟื้อถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจ และเป็นกาํ ลังใจให้แกผ่ ู้วิจยั มาตลอด รวมถึงเพ่ือน ๆ
ทุกรปู ท่คี อยชว่ ยเหลอื แนะนาํ แนวทางในระหว่างเรยี น และมารดา บดิ า ลงุ ป้า นา้ อา ญาตสิ นิท มิตร
สหาย พี่ๆ น้อง ๆ ทคี่ อยชว่ ยเหลอื ดว้ ยดีตลอดมา ขอขอบคณุ เปน็ อย่างสูงไว้ ณ โอกาสน้ี

ขอขอบพระคุณบิดามารดาผู้ให้กําเนิดชีวิต ให้ลมหายใจจงึ ได้มีโอกาสพัฒนาชวี ิตจนถึงทุก
วันน้ี และขอบคุณเพ่ือน ๆ ทุกคนที่คอยช่วยเหลือแนะนําแนวทางในระหว่างเรียน และพ่ีๆ น้อง ๆ
ตลอดถึงญาตทิ กุ ท่านทกุ คน ทค่ี อยช่วยเหลอื ดว้ ยดีตลอดมา ขอขอบคุณเป็นอยา่ งสูงไว้ ณ โอกาสน้ี

พระมหาสงั คม ชยานนโฺ ท (ช่างเหล็ก)
๑๔ มถิ นุ ายน ๒๕๖๔

สารบัญ ฉ

เร่ือง หน้า

บทคัดยอ่ ภาษาไทย ก

บทคดั ย่อภาษาอังกฤษ ค

กิตตกิ รรมประกาศ จ

สารบญั ฉ

สารบญั ตาราง ซ

สารบัญแผนภาพ ญ

คาํ อธบิ ายสญั ลกั ษณ์และคําย่อ ฎ

บทท่ี ๑ บทนํา ๑
๑.๑ ความเปน็ มาและความสําคัญของปญั หา ๑
๑.๒ คําถามการวิจัย ๔
๑.๓ วตั ถุประสงคก์ ารวิจยั ๔
๑.๔ ขอบเขตการวจิ ยั ๔
๑.๕ สมมตฐิ านการวิจยั ๕
๑.๖ นิยามศัพทเ์ ฉพาะท่ีใชใ้ นการวิจัย ๖
๑.๗ ประโยชนท์ ีไ่ ด้รบั จากการวจิ ยั ๗

บทท่ี ๒ แนวคิด ทฤษฎี และงานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วขอ้ ง ๘
๒.๑ แนวความคดิ และทฤษฎที ่เี กีย่ วข้องกับพฤตกิ รรม ๘
๒.๒ ปจั จัยทส่ี ่งผลตอ่ พฤตกิ รรมทางการเมอื ง ๒๕
๒.๓ แนวความคิดทเี่ ก่ยี วข้องกบั การเลือกตัง้ ๒๘
๒.๔ แนวความคดิ ท่เี กย่ี วข้องกบั การตดั สินใจและพฤติกรรมในการตัดสนิ ใจ ๔๘
๒.๕ หลกั ธรรมทีส่ ง่ เสรมิ พฤตกิ รรมทางการเมอื ง ๖๒
๒.๖ ข้อมูลท่เี กยี่ วขอ้ งกบั บริบทเรือ่ งที่วิจยั ๗๒
๒.๗ งานวิจัยท่ีเกีย่ วข้อง ๘๐
๒.๘ กรอบแนวคดิ ในการวิจยั ๑๐๕

บทที่ ๓ วิธีดาํ เนนิ การวิจัย ๑๐๖
๓.๑ รูปแบบการวจิ ัย (Research Design) ๑๐๖
๓.๒ ประชากร กลมุ่ ตวั อยา่ งและผใู้ ห้ขอ้ มลู สําคัญ (Key Informant) ๑๐๖
๓.๓ เครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั (Research Instruments) ๑๑๐
๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมูล (Collection of Data) ๑๑๔



๓.๕ การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) ๑๑๔

บทที่ ๔ ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล ๑๑๖
๔.๑ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปจั จัยสว่ นบุคคล ๑๑๗
๔.๒ ผลการวิเคราะหต์ ามวตั ถปุ ระสงค์การวจิ ัย ๑๑๙
๔.๓ องคค์ วามรูท้ ไ่ี ด้จากการวิจยั ๑๕๓

บทที่ ๕ สรปุ อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ ๑๕๔
๕.๑ สรปุ ผลการวจิ ัย ๑๕๔
๕.๒ อภิปรายผลการวจิ ัย ๑๖๐
๕.๓ ขอ้ เสนอแนะ ๑๖๘

บรรณานกุ รม ๑๗๐

ภาคผนวก ๑๗๘

ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เช่ียวชาญตรวจสอบเคร่ืองมือวิจัย และหนังสือขอความ

อนุเคราะหผ์ เู้ ชยี่ วชาญในการตรวจสอบเครอ่ื งมอื วจิ ัย ๑๗๙

ภาคผนวก ข เครอื่ งมอื การวิจัยเชิงปริมาณและเชงิ คุณภาพ ๑๘๕

ภาคผนวก ค ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบสอบถาม และคา่ ความเช่อื มั่น

(Reliability) ของแบบสอบถาม ๑๙๖

ภาคผนวก ง หนังสือขอความอนเุ คราะห์สัมภาษณเ์ พ่ือเก็บขอ้ มูลการวจิ ยั ๒๐๓

ภาคผนวก จ ประมวลภาพจากการสัมภาษณผ์ ใู้ ห้ขอ้ มลู สําคญั เพอ่ื การวจิ ัย ๒๑๕

ประวตั ิผู้วจิ ยั ๒๒๐



สารบัญตาราง

ตารางที่ หน้า

ตารางที่ ๑.๑ องค์การปกครองสว่ นท้องถิ่น ๓

ตารางท่ี ๒.๑ สรุปแนวความคดิ ท่ีเกีย่ วข้องกับพฤติกรรม ๑๗

ตารางที่ ๒.๒ สรปุ ทฤษฎีท่เี กย่ี วขอ้ งกับพฤติกรรมทางการเมือง ๒๕

ตารางท่ี ๒.๓ สรุปปจั จัยทส่ี ง่ ผลตอ่ พฤตกิ รรมทางการเมอื ง ๒๘

ตารางที่ ๒.๔ สรปุ แนวความคดิ ทีเ่ กย่ี วข้องกับการเลือกต้ัง ๔๖

ตารางที่ ๒.๕ สรปุ แนวความคดิ ท่ีเก่ยี วข้องกบั การตดั สนิ ใจและพฤติกรรมการตดั สินใจ ๕๙

ตารางท่ี ๒.๖ สรปุ แนวความคดิ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับหลักธรรมสงั คหวัตถุ ๔ ๗๐

ตารางท่ี ๒.๗ แสดงลกั ษณะภูมิประเทศของจังหวัดชัยภูมิ ๗๔

ตารางที่ ๒.๘ แสดงจาํ นวนครัวเรือน และจาํ นวนประชากร ๗๗

ตารางที่ ๒.๙ สรุปงานวิจัยท่เี กย่ี วขอ้ งกบั พฤตกิ รรมทางการเมอื ง ๘๗

ตารางที่ ๒.๑๐ สรปุ งานวิจยั ทีเ่ กยี่ วขอ้ งกบั การเลือกตั้ง ๑๐๐

ตารางท่ี ๓.๑ แสดงจํานวนประชากรจากกลุม่ ตวั อยา่ งอาํ เภอเมอื งจํานวน ๑๔๗,๖๖๐ คน ๑๐๘

ตารางท่ี ๓.๒ รายช่อื ผูเ้ ชยี่ วชาญตรวจเคร่อื งมือวจิ ัย จํานวน ๕ ท่าน ๑๑๑

ตารางที่ ๔.๑ แสดงจํานวนความถี่และจํานวนร้อยละของประชาชนผู้ตอบแบบสอบถาม

จาํ แนกตามเพศ ๑๑๗

ตารางท่ี ๔.๒ แสดงจํานวนความถี่และจํานวนร้อยละของประชาชนผู้ตอบแบบสอบถาม

จาํ แนกตามอายุ ๑๑๗

ตารางที่ ๔.๓ แสดงจํานวนความถ่ีและจํานวนร้อยละของประชาชนผู้ตอบแบบสอบถาม

จําแนกตามระดบั การศึกษา ๑๑๘

ตารางที่ ๔.๔ แสดงจํานวนความถี่และจํานวนร้อยละของประชาชนผู้ตอบแบบสอบถาม

จาํ แนกตามอาชพี ๑๑๘

ตารางที่ ๔.๕ แสดงค่าเฉล่ีย () ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าระดับพฤติกรรมการ

เลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง

จังหวดั ชยั ภูมิ โดยภาพรวม ๑๑๙

ตารางที่ ๔.๖ แสดงค่าเฉล่ีย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.)และค่าระดับพฤติกรรมการ

เลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง

จังหวดั ชยั ภูมิ ในดา้ นการติดตามข่าวสารการเลอื กตัง้ ๑๒๐

ตารางท่ี ๔.๗ แสดงค่าเฉลี่ย () ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าระดับพฤติกรรมการ

เลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง

จงั หวัดชัยภูมิ ในด้านการช่วยหาเสยี งเลอื กตง้ั ๑๒๑

ตารางที่ ๔.๘ แสดงค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าระดับพฤติกรรมการ

เลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง

จงั หวดั ชยั ภูมิ ในด้านการวพิ ากษ์วจิ ารณ์นโยบายของผ้สู มคั ร ๑๒๒



ตารางท่ี ๔.๙ แสดงค่าเฉลี่ย () ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน(S.D.) และค่าระดับพฤติกรรมการ

เลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง

จงั หวัดชยั ภมู ิ ในดา้ นการไปใช้สทิ ธิล์ งคะแนนเสียงเลอื กตงั้ ๑๒๓

ตารางที่ ๔.๑๐ แสดงผลการวเิ คราะหเ์ ปรยี บเทียบพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหาร

ส่วนจังหวดั ชัยภูมขิ องประชาชนในอําเภอเมือง จงั หวัดชยั ภูมิ จาํ แนกตามเพศ ๑๒๔

ตารางท่ี ๔.๑๑ แสดงผลการวเิ คราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมการเลอื กตงั้ นายกองค์การบริหาร

ส่วนจังหวัดชัยภมู ิของประชาชนในอําเภอเมือง จงั หวัดชยั ภูมิ จําแนกตามอายุ ๑๒๕

ตารางท่ี ๔.๑๒ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ของพฤติกรรมการเลือกต้ังนายก

องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ

ดา้ นการชว่ ยหาเสียงเลือกตง้ั จําแนกตามอายุ ๑๒๖

ตารางท่ี ๔.๑๓ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ของพฤติกรรมการเลือกตงั้ นายก

องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ

ดา้ นการไปใชส้ ิทธล์ิ งคะแนนเสียงเลอื กตัง้ จําแนกตามอายุ ๑๒๗

ตารางท่ี ๔.๑๔ แสดงผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมการเลอื กต้ังนายกองคก์ ารบริหาร

ส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ จําแนกตาม

ระดบั การศกึ ษา ๑๒๘

ตารางที่ ๔.๑๕ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ของพฤติกรรมการเลือกตั้งนายก

องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ

ด้านการชว่ ยหาเสยี งเลอื กต้งั จาํ แนกตามระดับการศกึ ษา ๑๒๙

ตารางท่ี ๔.๑๖ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ของพฤติกรรมการเลือกต้ังนายก

องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ

ดา้ นการไปใชส้ ทิ ธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกต้งั จาํ แนกตามระดับการศกึ ษา ๑๓๐

ตารางท่ี ๔.๑๗ แสดงผลการวเิ คราะห์เปรียบเทยี บพฤติกรรมการเลือกต้งั นายกองคก์ ารบริหาร

ส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ จําแนกตาม

อาชพี ๑๓๒

ตารางที่ ๔.๑๘ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ของพฤติกรรมการเลือกตั้งนายก

องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ

ด้านการช่วยหาเสยี งเลอื กต้งั จาํ แนกตามอาชีพ ๑๓๓

ตารางที่ ๔.๑๙ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ของพฤติกรรมการเลือกตั้งนายก

องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ

ดา้ นการไปใชส้ ทิ ธ์ิลงคะแนนเสยี งเลอื กต้งั จําแนกตามอาชีพ ๑๓๔



สารบญั แผนภาพ

แผนภาพท่ี หน้า

แผนภาพที่ ๒.๑ ตราประจาํ จังหวดั ชยั ภูมิ ๗๓

แผนภาพที่ ๒.๒ แผนทแ่ี สดงทตี่ ้ังและอาณาเขตจังหวัดชัยภูมิ ๗๔

แผนภาพท่ี ๒.๓ โครงสร้างการบรหิ ารราชการจงั หวดั ชัยภูมิ ๗๖

แผนภาพที่ ๒.๔ ภาพแผนท่ีจังหวัดชัยภูมิ การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วน

จังหวัดชยั ภมู ิ และนายกองค์การบริหารสว่ นจงั หวัดชัยภมู ิ ๗๗

แผนภาพท่ี ๒.๕ กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย ๑๐๕

แผนภาพท่ี ๔.๑ องค์ความรูท้ ีไ่ ด้จากการวิจยั ๑๕๓



คาํ อธบิ ายสัญลักษณแ์ ละคาํ ยอ่

อักษรย่อในวิทยานิพนธ์ครั้งนี้ ใช้อ้างอิงจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย การอ้างอิงระบุ เล่ม/ข้อ/หน้า หลังอักษรย่อชื่อคัมภีร์ ให้ใช้อักษรย่อตัวพ้ืนปกติ เช่น
ท.ี สี.(ไทย) ๙/๒๗๖/๙๘. หมายถึง ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ภาษาไทย เล่ม ๙ ข้อ ๒๗๖ หน้า ๙๘ ฉบับ
มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย ๒๕๓๙

ก. คํายอ่ ชือ่ คมั ภีรพ์ ระไตรปฎิ ก

พระสุตตนั ตปฎิ ก

คาํ ย่อ ช่ือคมั ภรี ์ ภาษา
ที.ปา. (ไทย) = สุตตนั ตปฎิ ก ทีฆนกิ าย ปาฏกิ วรรค (ภาษาไทย)
องฺ.จตุกกฺ .(ไทย) = สุตตันตปฎิ ก อังคุตตรนิกาย จตกุ กนบิ าต (ภาษาไทย)

บทที่ ๑

บทนํา

๑.๑ ความเปน็ มาและความสําคัญของปัญหา

การปกครองในประเทศไทยได้เปล่ียนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นับต้ังแต่
ปพี .ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเป็นประมุข
ในระบอบประชาธิปไตยจะต้องมีการเลือกต้ังผู้นํา โดยยึดหลักเสียงข้างมาก คือผู้ท่ีมีเสียงข้างมากมา
เป็นผู้นําทางการเมืองการปกครอง โดยผ่านกระบวนการการเลือกต้ังซึ่งการจัดการเลือกตั้งและการ
สรรหา จะตอ้ งมีคณะกรรมการการเลือกตัง้ เป็นองคก์ รท่ีดแู ลรับผิดชอบเกี่ยวกบั ด้านการเลือกตั้ง การ
เลือกต้ังแต่ละครั้งจะเป็นไปอย่างสุจริตและเท่ียงธรรม ประชาชนมีบทบาทสําคัญอย่างยิ่งในการ
ลงคะแนนเสียง เพราะหากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีความรู้ มีข้อมูลอย่างเพียงพอ ประชาชนก็จะ
สามารถเลือกผู้นําท้องถ่ินของตนท่ีมีความเหมาะสม เพื่อเข้าไปทําหน้าท่ีในการบริหารท้องถ่ินได้อย่าง
มีประสิทธภิ าพ และบังเกิดประโยชน์สูงสุด ฉะนั้น การเลือกตั้งจึงเป็นกิจกรรมที่สําคัญในกระบวนการ
เลือกตั้ง ให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐
มาตรา ๗๖ รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการกําหนดนโยบายการ
ตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนา ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมทั้งการตรวจสอบ
การใช้อํานาจรัฐทุกระดับ ส่วนการออกเสยี งเลือกต้ังเปน็ สิทธิข้นั มูลฐานของมนุษยอ์ ันจะเห็นไดเ้ ดน่ ชัด
จากบทบัญญัติข้อ ๒๑(๑) แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of
Human Rights) มีใจความสําคัญท่ีสรุปได้ว่า “เจตจํานงของประชาชนย่อมเป็นมูลฐานแห่งอํานาจ
ของรัฐบาลผู้ปกครองเจตจํานงดังกล่าวต้องแสดงออกโดยการเลือกต้ังอันสุจรติ ซึ่งจัดข้ึนเป็นครั้งคราว
ตามกําหนดเวลาด้วยการลงคะแนนเสียงของชายหญิง โดยถือหลักคนละหนึ่งเสียงเท่ากันและกระทํา
เป็นการลบั ด้วยวธิ ีการอน่ื ใด ท่จี ะรบั ประกนั ในการลงคะแนนเสยี งเลือกตง้ั เปน็ ไปโดยเสรี”๑

ส่วนการปกครองท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัดท่ีใช้อยู่ในปัจจุบันน้ี ได้มีการ
ปรับปรุงแก้ไขและวิวัฒนาการมาตามลําดับ โดยจัดให้มีสภาจังหวัดขึ้นเป็นคร้ังแรกในปี พ.ศ. ๒๔๗๖
ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. ๒๔๗๖ ฐานะของสภาจังหวัดมีลักษณะเป็นองค์กรที่ทํา
หน้าท่ีไห้คําปรึกษาหารือ แนะนําแก่กรมการจังหวัด โดยยังมิได้ตราพระราชบัญญัติสภาจังหวัด พ.ศ.
๒๔๘๑ ข้ึน โดยมีความประสงค์ที่จะแยกกฎหมายเก่ียวกับสภาจังหวัดไว้โดยเฉพาะ แต่ละสภาจังหวัด
ยังทําหน้าท่ีเป็นที่ปรึกษาของกรมการจังหวัดเช่นเดิม จนกระทั่งได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติ

๑ กระมล ทองธรรมชาติ และคณะ, การเมอื งและการปกครองไทย, พิมพ์คร้ังทฎ่ี ๓, (กรุงเทพมหานคร:
ไทยวัฒนาพานชิ , ๒๕๓๑), หนา้ ๒-๕.



ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.๒๔๙๕ ซึ่งกําหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าปกครอง
บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบริหารราชการในจังหวัดของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ทําให้
อํานาจของกรมการจังหวัด เป็นอํานาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ด้วยเหตุผลดังกล่าว สภาจังหวัดจึงมี
ฐานะเป็นท่ีปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัด ต่อมาจึงได้มีแนวคิดที่จะปรับปรุงบทบาทของสภาจังหวัด
ให้มีประสิทธิภาพ และให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองตนเองย่ิงขึ้น อันมีผลให้เกิด
องค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้น ซึ่งการพัฒนาการเมืองระดับจังหวัดเป็นการพัฒนาทางการเมืองทําให้
ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งก็ต้องขึ้นกับระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเป็น
สําคัญ ซ่ึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองน้ีเป็นการแสดงถึงกิจกรรมทางการเมืองของบุคคลในสังคม อัน
ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกสภาในสังคมการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกสภา
องค์กรทางการเมืองประชาชนกับรัฐบาล เป็นกระบวนการทางการเมืองซึ่งจะนําไปสู่การบรรลุ
เป้าหมายทป่ี ระชาชนตอ้ งการ

การศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมทางการเมืองของบุคคล(ประชาชน)และองค์กรทางการเมือง
ทคี่ รอบคลมุ ระบบปฏิสัมพันธ์ทางการเมืองจะส่งเสรมิ ให้เข้าใจบทบาทการมีสว่ นรว่ มทางการเมืองของ
บคุ คลและองคก์ รทางการเมืองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น๒ ซึ่งการมสี ่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนที่ดีทส่ี ุดก็
คือการเลือกตั้งซึ่งเป็นวิธีการที่อาจมีข้อเสียน้อยท่ีสุดในการท่ีจะให้คนส่วนใหญ่มีส่วนร่วม และเป็น
กระบวนการสรรหาผู้ปกครองโดยวิธีสงบเรียบร้อย การเลือกต้ังเป็นกระบวนการทางการเมืองที่เป็น
กิจกรรมทางการเมืองอันแสดงถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอํานาจ
อธิปไตย ด้วยการไปใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกต้ังผู้แทนของตนเข้าไปทําหน้าที่ในรัฐสภาและในรัฐบาล
เป็นกลไกแสดงออกถึงซ่ึงเจตจํานงของประชาชนท่ีเรียกร้องสนับสนุนให้มีการปฏิบัติจัดทําหรือละเว้น
การกระทําอย่างใดอย่างหน่ึงในทางการเมือง และการตัดสินใจในนโยบายสาธารณะที่มีผลกระทบต่อ
ประชาชน๓ การเลือกต้ัง หมายถึง เป็นกระบวนการทางการเมืองและการปกครอง เพราะการเลือกตั้ง
เป็นการแสดงออกซ่ึงเจตจํานงของประชาชนในการปกครองประเทศ ดังกล่าวนั้นปรากฏอยู่ใน
ลักษณะของการเรียกรอ้ ง หรอื สนับสนุน ต่อการตดั สินใจทั้งหลายในระบบการเมือง

การเลือกตั้งในแง่มุมของกฎหมายและการเลือกต้ังแง่มุมปรัชญา ซ่ึงการเลือกต้ังในแง่มุม
ของกฎหมายน้ัน เป็นการพิจารณาจากกฎหมายการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยท่ัวไปแล้วจะมีสภาพ
อยู่ ๓ ประการคือ๔ การเลือกต้ังท่ีเป็นสิทธิ (rights) ในแง่นี้ การเลือกตั้งถือเป็นสิทธิที่มีความสําคัญ
ประการหน่ึงท่ีรัฐจะต้องให้ความคุ้มครอง การเลือกตั้งในฐานะท่ีเป็นอภิสิทธิ์ (privilege) เป็นการที่ผู้
ลงคะแนนเสียงมีความเป็นอิสระที่จะเลือกกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ ท่ีได้รับการยอมรับจาก

๒ สมบตั ิ ธาํ รงธญั วงศ,์ การเมอื งไทย, (กรุงเทพมหานคร: เสมาธรรม, ๒๕๔๙), หนา้ ๓-๗.
๓ กระมล ทองธรรมชาติ และคณะ, การเลือกต้ัง พรรคการเมือง และเสถียรภาพของรัฐบาล,
(กรุงเทพมหานคร: ฝ่ายวจิ ยั คณะรฐั ศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๑), หน้า ๑.
๔ เอกชาติ แจ่มอ้น, พฤติกรรมการไปใช้สิทธิเลือกต้ังสมาชิกสภาองค์การบริหารสว่ นจังหวัด
องคก์ รอิสระตามรัฐธรรมนูญ: คณะกรรมการการเลือกต้ัง, (กรุงเทพมหานคร: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๔๗), หน้า
๔๓.



กฎหมาย ปราศจากการแทรกแซงหรือเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นเป็นต้น และการเลือกตั้งในฐานะท่ีเป็น
หน้าที่ (duty) หมายถึง การที่บุคคลจําเป็นต้องกระทําหรืองดเว้นการกระทําอย่างใดอย่างหนึ่ง การ
ลงคะแนนเสยี งเลือกตัง้ ทมี่ ีสภาพเปน็ หน้าท่จี ึงเป็นไปโดยทก่ี ฎหมายได้ระบหุ รือบังคับใหผ้ ู้ลงคะแนนไป
ใช้สิทธิออกเสียงเลือกต้ัง ก็คือกฎหมายได้ระบุหรือบังคับให้ผู้ออกเสียงลงคะแนนไปใช้สิทธ์ิเลือกต้ัง
โดยถือเป็นหน้าที่อย่างหน่ึงท่ีต้องกระทําการลงคะแนนเสียงท่ีกําหนดไว้หน้าที่ทางการเมืองของ
ประชาชนโดยผลทางบังคับของกฎหมายนนั้

ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย การเลือกต้ังมีความสําคัญมาก เพื่อให้การ
เลอื กต้ังบรรลุวัตถปุ ระสงค์ตามเจตนารมยข์ องระบอบการปกครองบ้านเมือง จงึ ตอ้ งมีการปฏริ ูประบบ
การเลือกตั้งเพ่ือให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในปัจจุบัน การซื้อ
เสียงยังคงเป็นปัญหาท่ีสําคัญและเป็นไปไม่ได้ท่ีคณะกรรมการการเลือกต้ังจะจัดการกับปัญหาการซื้อ
ขายเสียงเพียงลําพัง เน่ืองจากปัญหาการซ้ือเสียงเกี่ยวข้องกับคนจํานวนมาก ทั้งนักการเมืองและผู้มี
สิทธิออกเสียงเลือกต้ัง๕ สําหรับประเทศไทยมีการว่างเว้นจากการเลือกตั้งทั้งระดับชาติและระดับ
ท้องถ่ิน หลังจากเกิดมีรัฐประหารข้ึนในปีพุทธศักราช ๒๕๕๗ เป็นต้นมา มีการปกครองแบบเผด็จการ
แทนถึง ๖ ปี ไม่มีการเลือกตั้งใด ๆ จนมาถึงปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ จึงได้มีการกําหนดการจัดการ
เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้น และมีกําหนดให้มีการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นคือการเลือกตั้งนาย
องค์การบริหารส่วนจังหวัดและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ในวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ.
๒๕๖๓ ส่วนจังหวัดชยั ภมู ิมีองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น มจี ํานวน ๑๔๓ แหง่ ประกอบด้วย องคก์ าร
บริหารส่วนจังหวัด ๑ แห่ง เทศบาล ๓๖ แห่ง (เทศบาลเมือง ๑ แห่ง เทศบาลตําบล ๓๕ แห่ง) และ
องคก์ ารบริหารส่วนตาํ บล (อบต.) ๑๐๖ แหง่ ดงั ตารางท่ี ๑.๑ ดังน้ี

ตารางท่ี ๑.๑ องค์การปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ

องคก์ ารปกครองส่วนท้องถน่ิ

ลําดับที่ อาํ เภอ ตาํ บล หม่บู ้าน เทศบาลเมอื ง เทศบาลตําบล อบต. เขต ส.
๑๖ อบจ.

๑๒๔ ๑,๖๑๗ ๑ ๓๕ ๑๐๖ ๓๖

ดังน้ัน ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาและวิเคราะห์รายละเอียดของพฤติกรรมการ
เลือกตั้งนายกองคก์ ารบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ในอําเภอเมือง จังหวดั ชัยภูมิ วันท่ี ๒๐ ธันวาคม พ.ศ.
๒๕๖๓ ที่ผ่านมา เพ่ือให้ทราบการแสดงออกของประชาชน และใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมให้
ประชาชนเห็นความสําคัญในการเลือกต้ังท้องถ่ินและไปใช้สิทธิเลือกต้ังทุกคร้ัง ในระดับท้องถ่ินของ
จงั หวัดชัยภูมิ

๕ อารียา ศรีคําภา, “อุปสรรคในการแก้ปัญหาการซ้ือเสียงของคณะกรรมการการเลือกต้ัง จังหวัด
เชยี งใหม”่ , วทิ ยานิพนธ์รฐั ศาสตรมหาบัณฑิต, (บณั ฑิตวทิ ยาลัย: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๘), บทคดั ย่อ.



๑.๒ คําถามการวิจัย

๑.๒.๑ ประชาชนในอําเภอเมืองจังหวัดชัยภูมิมีความคิดเห็นต่อพฤติกรรมการเลือกต้ัง
นายกองคก์ ารบริหารส่วนจังหวดั ชัยภมู ิ ของประชาชนในอําเภอเมือง จงั หวัดชัยภูมิ อยู่ในระดับใด

๑.๒.๒ ประชาชนในอําเภอเมืองจังหวัดชัยภูมิมีความคิดเห็นต่อพฤติกรรมการเลือกต้ัง
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แตกต่างกัน
หรือไม่ อย่างไร

๑.๒.๓ ประชาชนในอําเภอเมอื งจังหวัดชัยภูมิ มีแนวทางส่งเสริมการพัฒนาพฤติกรรมการ
เลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ เป็น
อยา่ งไร

๑.๓ วตั ถปุ ระสงคก์ ารวิจัย

การศึกษาวิจัยเร่ืองพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ของ
ประชาชนในอาํ เภอเมอื ง จังหวัดชยั ภมู ิ มีวตั ถปุ ระสงคด์ งั น้ี

๑.๓.๑ เพ่ือศึกษาระดับพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ
ของประชาชนในอาํ เภอเมอื ง จงั หวัดชยั ภมู ิ

๑.๓.๒ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ชยั ภมู ิ ของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภมู ิ

๑.๓.๓ เพื่อศึกษาแนวทางส่งเสริมการพัฒนาพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหาร
สว่ นจังหวดั ชยั ภมู ิ ของประชาชนในอําเภอเมอื ง จังหวดั ชยั ภมู ิ

๑.๔ ขอบเขตการวจิ ัย

การศึกษาวิจัยเรื่องพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ของ
ประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ในคร้ังนี้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantity research)
ผสมผสานการวิจัยเชิงคุณภาพ (Quality research) เชิงปริมาณ โดยวิธีการสํารวจกลุ่มตัวอย่าง
(Sampling survey) ใช้แบบสอบถาม และเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก เป็นเครื่องมือ
ในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ซง่ึ ผู้วจิ ัยได้กําหนดขอบเขตไว้ ดงั ต่อไปน้ี

๑.๔.๑ ขอบเขตดา้ นเน้อื หา

การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กําหนดขอบเขตเนื้อหา โดยการทบทวนเอกสาร จากเอกสาร ตํารา
ผลงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง โดยศึกษาเฉพาะประเด็นท่ีเก่ียวข้องกับพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ในวันท่ี ๒๐ ธันวาคม พ.ศ.
๒๕๖๓ ในเขตอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ได้แก่ ๑) ด้านการติดตามข่าวการเลือกตั้ง ๒) ด้านการช่วย
หาเสียงเลือกตั้ง ๓) ด้านการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของผู้สมัคร ๔) ด้านการไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียง
เลือกตั้งและหลักธรรมสังคหวตั ถุ ๔ อย่าง คอื ๑) ทาน ๒) ปียวาจา ๓) อัตถจรยิ าและ ๔) สมานตั ตตา



๑.๔.๒ ขอบเขตดา้ นตวั แปร

๑) ตัวแปรต้น (Independent Variables) คือ ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบ
แบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษาและอาชีพ ซึ่งมีจํานวน ๑๔๗,๖๖๐ คน

๒) ตัวแปรตาม (Dependent Variables) คือ พฤติกรรมการเลือกต้งั นายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ได้แก่ ๑) ด้านการติดตาม
ขา่ วสารการเลือกต้ัง ๒) ด้านการช่วยหาเสียงเลือกตั้ง ๓) ด้านการวพิ ากษ์วิจารณ์นโยบายของผูส้ มัคร
๔) ด้านการไปใชส้ ทิ ธล์ิ งคะแนนเสียงเลือกต้งั และหลักธรรมสังคหวัตถุ ๔

๑.๔.๓ ขอบเขตด้านประชากรและผ้ใู หข้ อ้ มลู สาํ คญั

๑) ประชากร (Population) ได้แก่ ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกต้ังนายกองค์การ
บริหารสว่ นจงั หวัดชัยภูมิ มีอายุต้ัง ๑๘ ปีขน้ึ ไป ใน ๖ เขตเลือกต้ัง ในอําเภอเมืองชัยภมู ิ จังหวัดชัยภูมิ
จาํ นวน ๑๔๗,๖๖๐ คน๖

๒) ผู้ให้ข้อมูลสําคัญ (Key Informant) ผู้วิจัยทําการสัมภาษณ์เชิงลึก (In depth
Interview) ผู้ให้ข้อมูลสําคัญ ในเขตอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ได้แก่ กลุ่มผู้บริหารองค์การบริหาร
ส่วนจังหวัดชัยภูมิ กลุ่มผู้บริหารและสมาชิกสภาขององค์การบริหารส่วนตําบล อาจารย์ กลุ่มตัวแทน
ประชาชน เชน่ กํานนั ผใู้ หญ่บ้าน ประธานกองทุนหมู่บ้านเป็นตน้ จํานวน ๑๒ ท่าน

๑.๔.๔ ขอบเขตดา้ นพนื้ ที่

การวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจัยได้กําหนดพื้นท่ีการศึกษาวิจัยเฉพาะในเขตพ้ืนที่ปกครองขององค์การ
บริหารสว่ นจงั หวัดชยั ภูมิ ใน ๖ เขตการเลือกตง้ั ในอําเภอเมืองชยั ภูมิ จงั หวดั ชยั ภมู ิ

๑.๔.๕ ขอบเขตดา้ นระยะเวลา

การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เริ่มดําเนินการในการวิจัยในช่วงเดือน กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๓ ถึง
เดอื นกมุ ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๔ รวมระยะเวลา ๖ เดอื น

๑.๕ สมมตฐิ านการวิจัย

๑. ประชาชนที่มีเพศต่างกัน มีความคิดเห็นต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวดั ชัยภูมิ ของประชาชานในอาํ เภอเมือง จงั หวัดชยั ภมู ิ แตกต่างกนั

๒. ประชาชนท่ีมีอายุต่างกัน มีความคิดเห็นต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การ
บรหิ ารสว่ นจังหวัดชยั ภมู ิ ของประชาชานในอําเภอเมอื ง จงั หวดั ชยั ภมู ิ แตกต่างกัน

๓. ประชาชนท่ีมีการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การ
บริหารส่วนจงั หวดั ชยั ภมู ิ ของประชาชานในอําเภอเมอื ง จังหวัดชัยภูมิ แตกต่างกนั

๖ สํานักงานคณะกรรมการการเลือกต้ังประจําจังหวัดชัยภูมิ, แบบประมาณการจํานวนหน่วยเลือกตั้ง
ส,อบจ. และนายก อบจ.ชัยภมู ,ิ ๒๕๖๓.



๔. ประชาชนท่ีมีอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การ
บรหิ ารส่วนจงั หวดั ชัยภมู ิ ของประชาชานในอําเภอเมือง จังหวัดชยั ภูมิ แตกตา่ งกนั

๑.๖ นยิ ามศัพท์เฉพาะท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั

การศึกษาวิจัยครั้งน้ี ผู้ศึกษาได้ให้ความหมายศัพท์เฉพาะท่ีเกี่ยวข้องกับเรื่องพฤติกรรม
การเลือกตัง้ นายกองคก์ ารบริหารส่วนจงั หวัดชยั ภูมิ ของประชาชานในอําเภอเมอื ง จงั หวัดชยั ภูมิ ดังน้ี

พฤติกรรมการเลือกต้ัง หมายถึง กิริยา อาการ ความคิดเห็นท่ีบุคคลแสดงออกทาง
การเมือง ได้แก่การติดตามข่าวสารการเลือกต้ัง การช่วยหาเสียงเลือกตั้ง การวิพากษ์วิจารณ์นโยบาย
ของผู้สมัคร การไปใช้สทิ ธ์ิลงคะแนนเสียงเลอื กต้ัง

ผู้มีสิทธิเลือกต้ัง หมายถึง คนไทยทุกคนท่ีมีอายุ ๑๘ ปีบริบูรณ์ ในวันที่ ๑ มกราคม ของ
ทุกปีท่ีมีการเลือกต้ัง และชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านมาแล้วมากกว่า ๙๐ วัน ยกเว้นพระภิกษุ สามเณร
นักพรต นักบวช แม่ชี คนวิกลจริต จิตฟั่นเฟือน ผู้ท่ีอยู่ในระหว่างจําคุก และผู้ท่ีอยู่ในระหว่างถูกเพิก
ถอนสิทธิเลือกต้ัง ในทนี่ ห้ี มายถึง ผมู้ ีชื่ออยใู่ นบัญชีรายช่ือผมู้ ีสิทธิเลือกต้ังในการเลือกตั้งนายกองคก์ าร
บริหารสว่ นจังหวดั และสมาชิกสภาองคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวดั ชัยภูมิ เมอ่ื วนั ที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๓

การเลือกตั้ง หมายถึง กระบวนการในการคัดเลือกบุคคลให้เข้าไปทําหน้าท่ีแทน
ประชาชน โดยการลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง ในการเลือกตงั้ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิและ
สมาชิกสภาองค์การบริหารสว่ นจงั หวัดชัยภูมิ เมอื่ วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๓

การเลือกตั้งการเมืองระดับท้องถ่ิน หมายถึง การที่ประชาชนใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียง
เลือกตัวแทนทําหน้าที่ในสภาระดับท้องถ่ิน ได้แก่ สมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) สมาชิกสภาองค์การ
บริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตําบล (ส.อบต.) และหมายรวมถึงการ
เลือกนายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนตําบล ในระบบการ
เลอื กต้ังโดยตรง เพื่อทําหน้าทฝ่ี ่ายบริหาร

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด หมายถึง ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ
และเป็นตัวแทนองค์กรขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลือกจาก
สมาชกิ สภาองค์การบรหิ ารสว่ นจังหวัด แล้วเสนอให้ผวู้ ่าราชการจังหวัดแต่งต้งั

ประชาชน หมายถึง ผู้มีสทิ ธเิ ลือกต้งั ที่อาศยั อย่ใู นเขตพืน้ ท่ขี องอาํ เภอเมือง จังหวดั ชัยภมู ิ

การตดิ ตามข่าวสารการเลอื กตั้ง หมายถึง การติดตามขอ้ มูลการเลือกต้ังท้ังก่อนและหลัง
การเลอื กต้งั ท้องถิ่น หรอื การเคลอื่ นไหวต่าง ๆ ทางการเมอื งในสงั คมไทย

การช่วยหาเสียงเลือกตั้ง หมายถึง การมีส่วนร่วมสนับสนุนโดยการลงแรงช่วยหาเสียง
หรือเป็นหัวคะแนนให้กับผู้สมัคร เช่น การไปช่วยแจกบัตรหาเสียง การไปติดป้ายหาเสียง การโฆษนา
หาเสียงทางอินเตอรเ์ น็ทเป็นตน้



การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของผู้สมัคร หมายถึง การแสดงออกการเป็นประชาธิปไตย
หรือสังคมการเมืองแบบประชาธิปไตย ที่ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของ
ผู้สมัครทางการเมอื งทงั้ ระดับทอ้ งถน่ิ และระดับชาติ

การไปใช้สิทธ์ิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หมายถึง การไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งใน
ระดับทอ้ งถนิ่ และระดบั ชาตเิ ม่ือปี พ.ศ. ๒๕๖๓

หลักธรรมสังคหวัตถุ ๔๗ ธรรมเครื่องยึดเหน่ียว คือยึดเหน่ียวใจบุคคล และประสานหมู่
ชนไวใ้ นสามคั คี, หลักการสงเคราะห์

๑. ทาน การให้ คือ เอื้อเฟ้ือเผ่ือแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือกันด้วยส่ิงของตลอดถึงให้
ความรู้และแนะนาํ สั่งสอน

๒. ปิยวาจา หรือ เปยยวัชชะ วาจาเป็นท่ีรัก วาจาดูดด่ืมน้ําใจ หรือวาจาซาบซ้ึงใจ คือ
กล่าวคําสุภาพไพเราะอ่อนหวานสมานสามัคคี ให้เกิดไมตรีและความรักใคร่นับถือ ตลอดถึงคําแสดง
ประโยชน์ประกอบด้วยเหตผุ ลเป็นหลักฐานจูงใจให้นิยมยอมตาม

๓. อัตถจริยา การประพฤติประโยชน์ คือ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ บําเพ็ญ
สาธารณประโยชน์ ตลอดถงึ ช่วยแก้ไขปรบั ปรุงสง่ เสริมในทางจริยธรรม

๔. สมานัตตตา ความมีตนเสมอ คือ ทําตนเสมอด้วยปลาย ปฏิบัติสม่ําเสมอกันในชน
ท้ังหลาย และเสมอในสุขทุกข์โดยร่วมรับรู้ร่วมแก้ไข ตลอดถึงวางตนเหมาะแก่ฐานะ ภาวะ บุคคล
เหตกุ ารณ์และส่ิงแวดลอ้ ม ถกู ตอ้ งตามธรรมในแตล่ ะกรณี

๑.๗ ประโยชนท์ ่ไี ดร้ บั จากการวจิ ัย

๑.๗.๑ ได้ทราบถึงระดับพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ
ของประชาชานในอาํ เภอเมอื ง จงั หวัดชยั ภูมิ

๑.๗.๒ ได้ทราบถึงการเปรียบเทียบพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วน
จังหวดั ชัยภมู ิ ของประชาชานในอําเภอเมือง จังหวดั ชัยภมู ิ

๑.๗.๓ ได้ทราบถึงแนวทางสง่ เสริมการพัฒนาพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหาร
สว่ นจงั หวัดชัยภูมิ ของประชาชานในอาํ เภอเมอื ง จงั หวัดชยั ภมู ิ

๑.๗.๔ ผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยจะเป็นแนวทางสําหรับการพัฒนาส่งเสริมพฤติกรรม
ทางการเมอื งของประชาชนในจังหวัดชยั ภมู ิ หรือจังหวดั อน่ื ๆ ตอ่ ไป

๗ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์คร้ังท่ี ๑๗,
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๑), หนา้ ๑๘๗.

บทท่ี ๒

แนวคดิ ทฤษฎี และงานวิจยั ท่ีเก่ยี วข้อง

การการศึกษาวิจัยเร่ือง “พฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ
ของประชาชานในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ” ซึ่งมีขอบเขตการศึกษา ทั้งแนวความคิด ทฤษฎี
เอกสารและงานวิจัยทเ่ี กีย่ วข้อง เพอื่ ใชเ้ ปน็ พน้ื ฐาน และแนวทางในการศกึ ษาตามลําดบั ดังต่อไปนี้

๒.๑ แนวความคิดและทฤษฎีท่ีเก่ียวขอ้ งกับพฤตกิ รรมทางการเมือง
๒.๒ ปจั จัยที่สง่ ผลตอ่ พฤตกิ รรมทางการเมอื ง
๒.๓ แนวความคดิ ทเี่ กี่ยวข้องกบั การเลอื กต้งั
๒.๔ แนวความคิดทเี่ ก่ยี วข้องกบั การตัดสินใจและพฤติกรรมในการตัดสินใจ
๒.๕ หลักธรรมทส่ี ่งเสริมพฤติกรรมทางการเมอื ง
๒.๖ ข้อมลู ท่ีเก่ียวข้องกับบริบทเร่อื งท่ีวจิ ัย
๒.๗ งานวิจยั ทเ่ี ก่ยี วข้อง
๒.๘ กรอบแนวความคิดในการวิจยั

๒.๑ แนวความคดิ และทฤษฎที ีเ่ กี่ยวขอ้ งกบั พฤติกรรม

การศึกษาวิจัยเก่ียวกับพฤติกรรม ซ่ึงเป็นกระบวนการกระทําในรูปแบบหรือความคิดให้มี
การทํางาน เพื่อมุ่งไปสู่วัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างแบบมีหลักการ หลักปกครองจึง
มีองค์ประกอบเก่ียวเน่ืองในหลายประเด็น คือ การวางแผนในการทํางาน ในเรื่องของโครงสร้าง มี
แผนปฏิบตั ิงานเป็นขัน้ ตอนเพื่อความสาํ เรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงค์

๒.๑.๑ ความหมายของพฤติกรรม

คําว่า พฤติกรรม หมายถึง การกระทํา หรือการที่แสดงออกทางร่างกายหรือกล้ามเนื้อ
ความคิด และความรู้สึกเพ่ือตอบสนองสิ่งท่ีเห็น พฤติกรรมจัดเป็นกิจกรรมต่าง ๆ ที่อินทรีย์เป็น
ผู้กระทาํ ท้ังท่ีแสดงออกมาให้เห็น รวมทั้งท่ีซอ้ นเรน้ ไว้ภายในของรา่ งกาย และพฤตกิ รรมน้ันบคุ คลอ่ืน
สามารถสังเกตเห็นได้ เช่น การนอน การเคล่ือนไหว อิริยาบถและกิริยาท่าทางต่าง ๆ จัดเป็น
พฤติกรรมภายนอก ส่วนการกระทําภายนั้นในบุคคล ซ่ึงผู้อื่นไม่สามารถรับรู้หรือสังเกตได้ หรือ
สามารถสังเกตได้โดยตรง แต่ใช้เคร่ืองมือวัดได้ เช่น เราสามารถวัดความดันเลือด การเปิดของม่านตา
คล่นื สมอง แรงต้านทานไฟฟา้ ของผิวหนัง เป็นตน้ เหลา่ นีจ้ ดั เป็นพฤติกรรมภายใน พฤตกิ รรม เปน็ การ



แสดงออกซึ่ง ปฏิกิริยาอาการ หรือ การกระทําของมนุษย์(และสัตว์ด้วย) พฤติกรรมแบ่งออกเป็น ๒
ประเภท๑ คือ

๑. พฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior) ได้แก่ พฤติกรรมที่ผู้อื่นสามารถสังเกต ได้
โดยตรงจากประสาททงั้ ๕ คือ หู ตา จมูก ปาก และผวิ หนัง พฤติกรรมภายนอก แยกไดเ้ ป็น๒

๑.๑ พฤติกรรมท่ีสังเกตได้โดยตรงไม่ต้องใช้เคร่ืองมือช่วย (บางท่านเรียกว่า
พฤติกรรมโมล่าร์ : Molar behavior) เชน่ หวั เราะ รอ้ งไห้ อา้ ปาก กระโดด

๑.๒ พฤติกรรมที่สังเกตได้โดยตรง โดยใช้เคร่ืองมือช่วย เรียกพฤติกรรมประเภทน้ีว่า
พฤติกรรมโมเลกุล(Molecular behavior) เช่น การเดินของหัวใจ, ความดันของโลหิต, ความ
ตา้ นทานกระแสไฟฟ้าทผี่ วิ หนัง

๒. พฤติกรรมภายใน (Covert Behavior) ได้แก่ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นภายในตัวของบุคคล
จะโดยรู้สึกตัว หรือไม่รู้สึกตัวก็ตาม ปกติผู้อ่ืนจะไม่สามารถสังเกตพฤติกรรมประเภทน้ีได้โดยตรง ถ้า
ไม่บอก ไม่แสดงออกมาให้เป็นท่ีสังเกต พฤติกรรมภายในจึงเป็นเร่ืองของประสบการณ์ส่วนบุคคล
(Private Experience) ตนเท่านั้นรู้ ตัวอย่างเช่น ความคิด ความจํา จินตนาการ ความฝัน และ
พฤตกิ รรมการรสู้ กึ ตา่ ง ๆ เชน่ กลวั เสยี ใจ หิว เจ็บ เพลยี ฯลฯ

๒.๑ พฤติกรรมภายในท่ีเกิดข้ึนโดยรู้สึกตัว เช่น หิว เหนื่อย ต่ืนเต้น ช่ืนชม
พฤติกรรมเหล่านี้ เจ้าของพฤติกรรมรู้สึกตัวว่ามันเกิด แต่เจ้าของพฤติกรรมอาจจะควบคุม หรือเก็บ
ความร้สู กึ ตา่ ง ๆ ทเี่ กิดขึน้ ได้ ไม่แสดงออกซ่ึงกริ ิยาอาการหรอื สัญญาณใด ๆ

๒.๒ พฤติกรรมภายในท่ีเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว พฤติกรรมบางอย่างเกิดขึ้นภายใน โดย
บางครั้งบุคคลไม่รู้สึกตัว แต่มีผลต่อพฤติกรรมภายนอกของบุคคลผู้น้ัน เช่น ความขลาด หวาดกลัว
ความคดิ ความคาดหวงั ความปรารถนา ความสุขใจ

พฤติกรรมมีความหมายแตกต่างกันออกไป แต่โดยความหมายแล้วมีความสอดคล้องกัน
คือ พฤติกรรมบางอย่างเราสามารถรับรู้ได้ด้วยอวัยวะรับความรู้สึก (Sense Organ) เช่น เวลาเรายืน
นัง่ พูดคยุ ดีใจ เสียใจ หรือโกรธ แต่พฤติกรรมบางอย่างเราสังเกตเห็นไม่ได้ อาจรูไ้ ดโ้ ดยมีเคร่ืองมอื วัด
พฤติกรรม เช่น เครือ่ งมือจับเทจ็ เราอาจแบ่งพฤติกรรมเป็น ๒ แบบ คอื ๓

แบบที่ ๑ Special Pattern เป็นพฤติกรรมที่เกิดข้ึนจากการทํางานของร่างกายหลาย ๆ
สว่ นรว่ มกนั เชน่ การเคลอื่ นไหวของน้ิวหัวแม่มือและน้ิวชี้ เวลาถือของเล็ก ๆ

แบบที่ ๒ Temporal Pattern เป็นพฤติกรรมท่ีเกิดจากการทํางานของร่างกายต่อเน่ือง
กนั เวลาทีเ่ รายื่นมือไปหยิบวตั ถุ เราตอ้ งใช้สายตามองดูวัตถพุ ร้อมกบั ยน่ื มอื ไปหยิบวตั ถุนน้ั

๑ ทรงพล ภูมิพัฒน์, จิตวิทยาสังคม, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา
มหาวิทยาลัยศรปี ทุม, ๒๕๔๑), หน้า ๑๘-๑๙.

๒ ราชบัณ ฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. ๒๕๕๔, พิมพ์ครั้งที่ ๓๒,
(กรุงเทพมหานคร: สาํ นักพิมพว์ ฒั นาพานชิ , ๒๕๕๖), หนา้ ๙๑.

๑๐ ศันสนีย์ ตันติวิท, “การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco-Tourism) กรณีศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชน
เกาะลา้ นต่อทอ้ งถนิ่ ”, วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย,ี ปที ี่ ๕ ฉบับที่ ๑ (กนั ยายน-ธนั วาคม ๒๕๕๐): ๘๑-๘๘.

๑๐

พอสรุปได้ว่า พฤติกรรมคือการแสดงออก ซ่ึงเป็นการแสดงออกมาทางร่างกายและจิตใจ
ของส่ิงมีชีวิตต่าง ๆ แสดงออกมาให้เป็นรูปธรรม เพื่อส่ือถึงความต้องการหรือไม่ต้องการ ความพอใจ
หรือความไม่พอใจ ซ่ึงพฤติกรรมต่างของมนุษย์จะมีแรงขับออกมาจากใจ หรือมีใจเป็นผู้สั่งการ
พฤติกรรมที่แสดงออกทางกายน้ี เป็นการแสดงถึงภาวะความต้องการทางจิตใจด้วย เช่นเด่ียวกัน
พฤตกิ รรมทางการเมอื งในการออกเสยี งเลือกตง้ั นัน้ จะเป็นไปตามความต้องการทางใจทต่ี ้องการแสดง
ออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมทางกาย

๒.๑.๒ แนวคดิ เกยี่ วกับพฤติกรรมทางการเมอื ง

ระบบการเมืองไทยนั้น ยึดหลักความคิดของการปกครองระบอบประชาธิปไตย หน้าที่ท่ี
สําคัญและบทบาทหลักของพลเมืองหรือประชาชนตามแนวความคิดน้ี คือ ส่วนที่ป้อนเข้าสู่ตัวระบบ
ด้วยการเรียกร้องสิ่งที่มีคุณค่า และการให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของระบบการเมืองไทยในการ
จัดสรรส่ิงที่มคี ณุ ค่าน้นั บทบาทและหนา้ ทสี่ าํ คัญหลักดังกลา่ วนี้กลา่ วไดว้ า่ การมสี ว่ นรว่ มทางการเมือง
ของพลเมืองในฐานะพลเมืองดีในระบอบประชาธิปไตยน่ันเอง กล่าวอีกนัยหน่ึงก็คือการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตยของไทยมีโครงสร้างเน้นในระบบประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วม
(Participative democracy) ภายใต้ระบบประชาธิปไตยถือว่าอํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศ
น้ันอํานาจอธิปไตยน้ันเป็นของประชาชนทุก ๆคนที่มีส่วนรว่ ม และประชาชนผู้เป็นเจ้าของอํานาจเป็น
ผู้ร่วมใช้อํานาจนี้โดยไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเอง ดังน้ัน หาก
พิจารณาถึงพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนโดยทั่วไป ก็คือ การพิจารณาถึงพฤติกรรมทาง
การเมือง ซ่ึงในส่วนนี้จะกล่าวถึงนิยามและความหมายของคําว่า การเมือง และพฤติกรรมการมีส่วน
ร่วมทางการเมืองเฮอเบร์ิต แมคคลอสก้ี (Herbert McClosky) กล่าวถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองไว้
ว่า เป็นกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีเป็นไปโดยความสมัครใจของสมาชิกในสังคม ท่ีจะมีส่วนร่วมในการคัดเลือก
ใหม้ าดแู ลหรอื

ผูป้ กครองและกาํ หนดนโยบายสาธารณะ อาจจะโดยทางตรงหรอื ทางออ้ ม๔

การมีส่วนรว่ มทางการเมอื งไว้ โดยแบ่งออกเปน็ ๑๐ ความหมาย ดงั นี้
๑. เป็นการกระทําท่ีสนับสนุนหรือเรียกร้องต่อคณะผู้ปกครองประเทศเพื่อให้สนองตอบ
ต่อความตอ้ งการ
๒. เป็นความพยายามที่จะสร้างผลกระทบหรือใช้อิทธิพลต่อการดําเนินงานของรัฐบาล
หรือในการเลอื กผนู้ าํ ในรัฐบาล

๑๐ Herbert McClosky, อ้างใน บุณฑริกา เจี่ยงเพ็ชร, “พฤติกรรมการสื่อสารทางการเมืองผ่าน
ส่ือมวลชน ส่ือบุคคล สื่ออินเตอร์เน็ตและทัศนคติทางการเมืองแบบประชาธิปไตยท่ีมีต่อความรู้ ทัศนคติ และ
กิ จ ก ร ร ม ก า ร มี ส่ ว น ร่ ว ม ท า ง ก า ร เมื อ ง ท่ี เก่ี ย ว กั บ ก า ร เลื อ ก ต้ั ง ร ะ บ บ ใ ห ม่ ข อ ง ก ลุ่ ม ผู้ ใช้ อิ น เต อ ร์ เน็ ต ใ น เข ต
กรุงเทพมหานคร”, วิทยานิพนธ์วารสารศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสื่อสารมวลชน, (คณะวารสารศาสตร์และ
ส่อื สารมวลชน: มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๓), หน้า ๓๒.

๑๑

๓. เป็นการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายและได้รับการรับรอง
วา่ ถกู ต้อง

๔. เป็นการดําเนินการให้มีตัวแทนเพอื่ เข้าไปใชอ้ าํ นาจแทนตวั เอง
๕. เป็นการละวางหรือแยกตนเองออกจากการเมือง (alienation) เน่ืองจากเห็นว่าแม้เข้า
ไปยุ่งเก่ียวกับการเมืองก็ไม่ทําให้เกิดผลอะไรขึ้น ซึ่งแตกต่างจากความเฉ่ือยชาหรือเมินทางการเมือง
(apathy) ทเี่ ปน็ การขาดความสนใจทางการเมือง
๖. ความกระตือรือร้นที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องทางการเมืองหรือเป็นผู้ที่ชอบทํากิจกรรม
ทางการเมือง
๗. เป็นการกระทําท่ีต่อเน่ืองอย่างคงท่ีซึ่งอาจเป็นการกระทําท่ีมีความเป็นสถาบันและมี
การจัดตง้ั หรอื อาจเป็นการกระทาํ ทเ่ี กิดขึน้ ทนั ทีทันใด เชน่ การก่อจลาจลกไ็ ด้
๘. เป็นการกระทําที่มุ่งต่อการเลือกผู้นําทางการเมือง หรือมุ่งท่ีจะมีอิทธิพลต่อนโยบาย
สาธารณะ หรอื เป็นความพยายามทีจ่ ะมีอทิ ธิพลต่อการปฏิบัตงิ านของทางราชการ
๙. เปน็ การกระทาํ ทเ่ี ปน็ การกจิ กรรมอนั มผี ลกระทบตอ่ การเมอื งระดบั ชาติ
๑๐. เปน็ การกระทาํ ทม่ี ลี ักษณะเป็นการกระทาํ ทางการเมอื ง

การให้ความหมายของการมีส่วนร่วมทางการเมืองท่ีกว้างและครอบคลุมอีกความหมาย
หน่ึง คือ การให้ความหมายของ มิลแบรท และ เอ็ม.แอล.โกแอล ซึ่งให้ความหมายว่า การมีส่วนร่วม
ทางการเมือง หมายถึง กิจกรรมทั้งหลายของประชาชนแต่ละคนท่ีต้องการมีอิทธิพลหรือผลักดันหรือ
ยอมรับสนับสนุนต่อรัฐบาลและนักการเมือง ซ่ึงไม่เพียงแต่รวมบทบาทอันแข็งขันในการสร้างอิทธิพล
ผลักดันให้เกิดผลทางการเมอื งตามต้องการเทา่ น้ัน แต่ยังรวมถึงกิจกรรมทเี่ ปน็ การยอมรับสนับสนนุ ใน
เชิงพิธีการด้วยผู้ที่ยอมรับรัฐบาลก็จะแสดงออกในการปรับพฤติกรรมตามคําส่ังหรือข้อเรียกร้องของ
รัฐบาล แต่ผู้ท่ีไม่เห็นด้วยก็พยายามก่ออิทธิพลผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขใหม่ การมีส่วน
ร่วมทางการเมืองจึงมีทั้งที่เป็นการต่อต้าน เช่น เดินขบวนประท้วง ก่อการจลาจล และท้ังท่ีเป็นการ
สนบั สนุน เชน่ การให้ความร่วมมือกบั ทางการในการเสยี ภาษี การเกณฑ์ทหาร เปน็ ตน้

นอกจากน้ี สรุปความหมายของการมีส่วนร่วมทางการเมืองท่ียอมรับกัน โดยให้
ความหมายการมีส่วนร่วมทางการเมือง (Political Participation) หมายถึง กิจกรรมหรือการกระทํา
ของประชาชนที่มีจุดหมายจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในนโยบายหรือการกระทําของรัฐบาล ซ่ึงมี
ลักษณะสาํ คัญ ได้แก่

๑. เป็นเรื่องของการกระทําหรือพฤติกรรมไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติหรือ
ความเช่อื ทางการเมือง

๒. เปน็ กิจกรรมของประชาชนไม่ใชน่ ักการเมือง
๓. เป็นการกระทําหรือกิจกรรมที่มีจุดประสงค์เพื่อมีอิทธิพลต่อการตัดสินในของรัฐซึ่งไม่
จําเป็นต้องเป็นเรื่องของการกดดันให้เปล่ียนแปลงนโยบายเสมอไป แต่อาจเป็นการแสดงออกเพ่ือ
สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลหรือนักการเมืองได้ ดังจะเห็นได้จากกรณีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
การชุมนมุ เพอื่ สนบั สนนุ รัฐบาล

๑๒

๔. แม้ว่าการมีสว่ นร่วมทางการเมืองมีจุดประสงค์เพื่อกดดันรัฐบาล แต่การกดดนั ดังกล่าว
ไม่จําเป็นต้องได้รับผลสําเร็จเสมอไป การมีส่วนร่วมทางการเมืองในหลายเรื่องอาจจะล้มเหลว ท่ีจะ
กดดันรัฐบาลได้ เช่น การชุมนุมประท้วงอาจไม่เกิดผลแต่อย่างใดต่อนโยบายของรัฐบาลหรือการ
ลงคะแนนเสียงเลอื กตั้งผู้สมัครของตนอาจจะไมไ่ ดร้ บั การเลือกต้งั เป็นตน้ ๕

การมีส่วนร่วมทางการเมืองหมายถึงกิจกรรมท่ีบุคคลมีจุดประสงค์เพื่อมีอิทธิพลใน
กระบวนการตดั สินใจของรัฐบาล โดยมลี ักษณะหลายประการ ไดแ้ ก่

๑) การมีส่วนร่วมทางการเมืองในความหมายน้ีเป็นเรื่องของกิจกรรมไม่ใช่ทัศนคติ การมี
ส่วนร่วมทางเมืองในที่นี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของความคิด ความรู้สึก หรือความเช่ือทางการเมือง เรายอมรับ
ว่า ทัศนคติทางการเมืองมีผลต่อรูปแบบหรือการแสดงออกของการมีส่วนร่วมทางการเมืองแต่ไม่ใช่
เปน็ กจิ กรรม ดังนนั้ เราจึงตอ้ งแยกออกใหช้ ัดเจนเพือ่ ป้องกนั ความสบั สนในการวเิ คราะห์

๒) การมีส่วนร่วมทางการเมืองนี้เราใช้สําหรับบุคคลธรรมดาส่วนนักการเมืองหรือผู้นําทํา
การเมืองนั้น การเกี่ยวข้องกับการเมืองเรียกได้ว่าเป็นงานอาชีพของเขาเป็นเร่อื งของการมีบทบาททาง
การเมือง (Political Role) ในส่วนนี้บางทีเราก็ประสบความลําบากในการแยกว่าใครเป็น “บุคคล
ธรรมดา” ใคร “เป็นนักการเมือง” สมาชิกพรรคผู้ทํางานให้กับพรรคข้าราชการ จะถือว่าเป็นคน
ธรรมดาหรือเป็นนักการเมือง จะถือว่ามีส่วนร่วมทางการเมือง หรือมีบทบาททางการเมือง อย่างไรก็
ตามเราอาจถือลักษณะงานการเมืองที่บุคคลทําอยู่เป็นตัวกําหนดได้อย่างกว้าง ๆ คือ การมีส่วนร่วม
ทางการเมืองน้ันเป็นบทบาทของบุคคล ซึ่งไม่ได้ทํางานหรือมีอาชีพทางการเมือง ถ้าเขาเป็นสมาชิก
พรรคแต่ไม่ได้ทํางานการเมืองเป็นหลัก บทบาททางการเมืองของเขาอาจมีเพียงไปลงคะแนนเสียงหา
เสียงให้กับผู้สมัครของพรรคของตนเป็นคร้ัง ๆ ไป ดังนี้เรียกได้ว่า เป็นเร่ืองของการมีส่วนร่วมทางการ
เมือง แต่ถ้าพฤติกรรมของบุคคลเขาลงสมัครรับเลือกต้ังและทํางานการเมืองตลอดเวลาหรือเป็นผู้นํา
ทางการเมือง กิจกรรมทางการเมืองของเขาถือวา่ เปน็ เรื่องของบทบาททางการเมือง

๓) การมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้นเป็นเร่ืองของการแสดงออกให้ เพ่ือให้มีผลต่อการ
ตัดสินใจของรัฐบาลหรือผู้นําประเทศ ถ้านักศึกษาหรือประชาชนในชุมชนประท้วงเพ่ือไล่อธิการบดี
ออกจากตําแหน่ง จะไม่ใช่เรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมืองจนกว่านักศึกษาและประชาชนจะใช้การ
ประท้วงนี้กดดันรัฐบาลหรือผู้นําทางการเมืองให้ช่วยบีบบังคับให้อธิการบดีลาออก ดังน้ัน การมีส่วน
ร่วมทางการเมืองจึงควรเป็นเรอื่ งของความพยายามที่จะมีผลกระทบตอ่ การตดั สินใจของรัฐบาลในการ
สนับสนุนรัฐบาลเปล่ียนแปลงผู้นํารัฐบาล ปกป้องหรือเปลี่ยนแปลงตัวผู้นําและสถาบันทางการเมือง
ต่าง ๆ ให้มีระบบเบียนมากยิ่งข้ึนการมีส่วนร่วมทางการเมืองจึงเป็นได้ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย
สนั ตสิ ุขหรือรุนแรง ความประสงคท์ ี่จะผลักดันรัฐบาลน้ไี ม่จําเปน็ ต้องเป็นสง่ิ ท่ีสรา้ งหรอื ริเร่ิมข้ึนจากตัว
ผมู้ สี ว่ นรว่ มเอง แต่อาจจะมาจากผอู้ ่นื รวม ทง้ั จากผนู้ ําทางการเมอื งเองหรือประชาชนไดด้ ้วย

๕ รสลิน ศิริยะพันธ์ุ และคณะ, พฤติกรรมทางการเมืองของชนช้ันกลางกับพัฒนาการทางการระบบ
ใหม่ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกต้ังในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, (นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,
๒๕๕๑), หน้า ๔๑.

๑๓

๔) การมีส่วนร่วมทางการเมืองอาจไม่มีผลเปล่ียนแปลงต่อการตัดสินใจของผู้นําหรือ
รัฐบาลแต่อย่างใด แม้ว่าผู้มีส่วนร่วมมีวัตถุประสงค์กดดันรัฐบาล การมีส่วนร่วมทางการเมือง จะมีผล
มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับอํานาจทางการเมืองของผู้มีส่วนร่วมซึ่งมักมีอํานาจทางการเมืองไม่มากนัก
และไม่สามารถผลักดันการตัดสินใจของรัฐบาลได้ตลอดเวลาและทุก ๆ เรื่องการมีส่วนร่วมทางการ
เมืองถือว่าเป็นลักษณะท่ีสําคัญประการหน่ึงของระบบการเมืองสมัยใหม่ ซึ่งในระบบการเมือง
ประชาธิปไตยการมีส่วนร่วมทางการเมืองมีหลายรูปแบบแต่ทุกรูปแบบเป็นเร่ืองของความสมัครใจ
ปราศจากการบังคับ รูปแบบของการมสี ่วนร่วมทางการเมือง อาจมีตง้ั แต่รูปแบบเล็ก ๆ แคบ เช่น การ
แสดงความคิดเห็น การอภิปรายทางการเมืองการเขียนจดหมายแสดงความคิดเห็นถึงนักการเมืองไป
จนถงึ รปู แบบท่ีมนี ้ําหนักกวา้ งขวางขึน้ เช่น การไปลงคะแนนเสยี งเลอื กตั้ง๖ การช่วยผสู้ มคั รรณรงคห์ า
เสียงเลือกตั้ง การชมุ นุมประท้วงการเดนิ ขบวน การวิ่งเต้น เพื่อให้ผู้นําทางการเมืองออกกฎหมายหรือ
ยอมรับในนโยบายที่ตนเรียกร้อง (Lobbying) ตลอดจนการเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองกลุ่มหรือ
องค์การทางการเมอื งทัง้ หลาย

สรุปไดว้ ่า ในระบบการเมืองจะต้องมีระเบียบการสื่อสารและการเชื่อมโยงเพื่อเช่ือมสังคม
ประชาชนกับรัฐบาลให้เข้ากัน และเพื่อให้การส่ือสารภายในสังคมประชาชนระหว่างรัฐบาลและ
ประชาชนในสงั คมได้เกิดข้นึ ดังน้ัน พฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวัดชัยภูมขิ อง
ประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ การส่ือสารจึงเป็นเครื่องมือทางการเมืองท่ีสําคัญอย่างหนึ่ง
เพราะจะทําหน้าที่เสริมสร้างระบบการเมืองและสังคมการเมืองให้มีความเข้มแข็งและมั่นคงได้ ไม่ว่า
จะมีการปกครองระบอบเสรนี ยิ มหรอื สงั คมนยิ ม มีความเปน็ ประชาธปิ ไตยหรือไม่

๒.๑.๓ ความสาํ คัญของพฤตกิ รรมทางการเมอื ง

พฤตกิ รรมการมสี ่วนร่วมทางการเมืองมคี วามสาํ คญั ๗ ดังนี้
๑. การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นการยอมรับในความสามารถของประชาชน เป็นการ
ยอมรับว่าประชาชนสามารถตัดสินใจได้ท่ีจะกําหนดอนาคตของตนเองและสังคมได้ การแสดงออก
ทางการเมืองเพ่ือกดดันหรือสนับสนุนนโยบายของรัฐหรือรัฐบาลนั้นย่อมเป็นการกําหนดอนาคต
ตนเองด้วย เป็นการยอมรับว่าประชาชนมีความสามารถมากพอที่จะทราบและว่ารัฐควรทําอะไรอันมี
เปน็ เปน็ ผลต่อการดาํ รงชวี ติ ตน
๒. การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นการยอมรับความเป็นพลเมือง (Citizenship) ของ
ประชาชน ความเป็นพลเมืองมีลักษณะที่สําคัญแตกต่างไปจากการเป็นราษฎรธรรมดาหรือการเป็น
“ไพร่ฟ้า” (Subject) การเป็นไพร่ฟ้าน้ันเป็นการยอมรับอํานาจ คําสั่งของผู้ปกครองประเทศเพียง

๖ สุจิต บุญบงการ, การพัฒนาทางการเมืองของไทย: ปฏิสัมพันธ์ระหว่างทหารสถาบันทางการเมือง
และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๗),
หน้า ๓๒.

๗ จําลอง พรมสวัสดิ์, “พฤติกรรมทางการเมืองของชนช้ันกลางกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
ของไทยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลช่วงพุทธศักราช ๒๕๕๑-๒๕๕๒”, ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ส่ือสาร
การเมือง, (วทิ ยาลัยสือ่ สารการเมือง: มหาวิทยาลัยเกริก, ๒๕๕๔), หน้า ๔๑.

๑๔

อย่างเดียว ถอื ว่าประชาชนเป็น “ข้า” คอื ไมม่ ีสิทธิแสดงความคิดเห็นแต่อย่างใด ไม่มีสทิ ธิทจ่ี ะกําหนด
อนาคตของตนหรือกดดันให้ผู้ปกครองตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดหรือประโยชน์ในการดํารงชีวิตของ
ตน๘ แต่ความเป็นพลเมืองนั้นถือว่าเป็นการยอมรับว่าประชาชนเป็นส่วนหน่ึงของระบบการเมืองและ
สทิ ธิในการเข้าไปมีสว่ นรว่ มในการตัดสินใจของรฐั บาล

๓. การมีส่วนร่วมทางการเมืองช่วยสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) แก่รัฐบาลรัฐบาล
จะมีความชอบธรรมมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการยอมรับของสังคมและประชาชนท่ีมีต่อรัฐบาลการมี
ส่วนร่วมทางการเมืองทําให้ประชาชนยอมรับในรัฐบาลด้วยเพราะประชาชนได้มีส่วนในการตัดสินใจ
น้ัน ๆ แม้แต่ในกรณีท่ีตัดสินใจดังกล่าวไม่ตรงกับความต้องการของประชาชนบางกลุ่มบางพวก การมี
ส่วนร่วมทางการเมืองทําให้พวกที่ไม่เห็นด้วยมีโอกาสที่จะเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจ
นน้ั ได้

๔. การมีส่วนร่วมทางการเมืองอาจจะมีผลทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ
อํานาจการเมือง หรือเปลี่ยนแปลงสภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม กลุ่มผู้ที่ต้องการปฏิรูป
หรือการเปล่ียนแปลงในตอนแรกมักมีอิทธิพลหรืออํานาจน้อยกว่ากลุ่มที่ควบคุมรัฐบาล ซ่ึงเป็นกลุ่มท่ี
รักษาสภาพคงเดิม ดังน้ันกลุ่มที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงมักจะดึงกลุ่มทางสังคมใหม่ท่ีเกิดขึ้นมา
รวมกล่มุ ต่อสู้

๒.๑.๔ รปู แบบพฤติกรรมทางการเมอื ง

รูปแบบทางการเมืองในระบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ซ่ึงเปิดโอกาสให้ประชาชนได้
แสดงทัศนะและมสี ่วนในการตดั สินใจเรื่องต่าง ๆ ที่มผี ลตอ่ ชวี ิตความเปน็ อยู่ ซงึ่ การมสี ว่ นรว่ มทางการ
เมืองก็เปน็ รูปแบบหนง่ึ ของพฤติกรรมทางการเมอื งระบบประชาธปิ ไตย โดยรูปแบบของพฤตกิ รรมทาง
การเมืองอาจแบ่งได้ด้วยเกณฑ์หลายประเภท เช่น การแบ่งเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบสมัคร
ใจ (Voluntary Participation) การมีส่วนร่วมแบบระดม (Mobilized Participation) หรือแบ่งเป็น
พฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นแบบที่ถูกกฎหมายและแบบที่ผิดกฎหมาย หรือแบ่ง
ออกเป็นพฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบสันติกับการใช้ความรุนแรงหรือแบ่งออกเปน็ การมี
ส่วนร่วมแบบปกติ (Conventional Participation) กับการมีส่วนร่วมแบบไม่ปกติ (Unconventional
Participation) หรอื อาจจะแบ่งออกตามประเภทของกจิ กรรม

รูปแบบพฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยยึดตามประเภทของกิจกรรมเฉพาะ
พฤติกรรมท่ีเรียกว่าพฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบปกติ(Conventional Participation)
ดังนี้

๑. การติดตามขา่ วสารทางการเมอื ง
๒. การไปใชส้ ทิ ธ์ิเลอื กต้งั
๓. การเปน็ สมาชิกกลุ่ม/สมาคม องคก์ รทางการเมอื ง

๘ รสลิน ศิริยะพันธ์ุ และคณะ, “พฤติกรรมทางการเมืองของชนชั้นกลางกับพัฒนาการทางการ
เมอื งไทย: ศกึ ษากรณภี าคเหนือ”, รายงานการวจิ ัย, (นนทบรุ ี: มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๕๒), หนา้ ๓๑.

๑๕

๔. การให้คําวิพากษว์ ิจารณ์ตอ่ การดําเนินการของพรรคการเมืองและรฐั
๕. การให้การสนับสนนุ พรรคการเมือง๙

การมีส่วนร่วมทางการเมืองอาจแบ่งประเภทหรือรูปแบบออกได้เป็น ๖ รูปแบบ
ดงั ต่อไปนี้

๑. การเลือกต้ัง เป็นรูปแบบของการมีส่วนร่วมทางการเมืองท่ีสามารถแยกกิจกรรมท่ี
เก่ียวข้องกับการรณรงค์หาเสียงและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองออกจากกิจกรรมการมีส่วน
รว่ มทางการเมืองในรูปแบบอื่น ๆ การลงคะแนนเสียงไม่จําเปน็ ตอ้ งอาศัยการสื่อข่าวสารและจูงใจมาก
เหมือนกิจกรรมทางการเมืองอื่น ๆ ผู้ที่ไปลงคะแนนเสียงอาจไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการ
เมืองในรูปแบบอื่น ๆ ก็ได้ ในทางกลับกันผู้ที่เข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างกระตือรือร้นในรูปแบบ
กิจกรรมทางการเมืองอื่น ๆ ก็อาจไม่ไปลงคะแนนเสียงก็ได้ อย่างไรก็ตามสําหรับประเทศที่มีการ
ปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น การลงคะแนนเสียงเลือกต้ังเป็นการกระทําท่ีพลเมืองกระทํา
อย่างต่อเน่ือง และมีอิทธิพลต่อนําในระบบการเมือง โดยทําให้ผู้นําต้องปรับนโยบายของตนเพื่อให้
ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน การลงคะแนน โดยทําให้ผู้นําต้องปรับนโยบายของตนเพื่อให้ได้รับ
การสนับสนุนจากประชาชน การลงคะแนนเสียงจึงมีความสําคัญมากเนื่องจากสามารถกําหนดความ
เป็นไปของรัฐบาลหรือการปกครองได้ในทนั ทที ันใด

๒. การเปน็ เจ้าหนา้ ที่พรรคการเมืองและผู้รณรงคห์ าเสยี งเลอื กตั้ง หมายถงึ การเขา้ รว่ มใน
พรรคการเมืองทั้งในช่วงระหว่างการเลือกต้ังและในการรณรงค์หาเสียง การบริจาคเงินช่วยเหลือแก่
พรรคและผู้สมัครรับเลือกต้ัง การชักชวนประชาชนไปลงทะเบียนเพ่ือสิทธิในการลงคะแนนเสียง การ
เข้าร่วมและสนับสนุนพรรคการเมือง การพยายามชักชวนประชาชนให้ลงคะแนนเสียงแก่พรรคหรือ
ผู้สมัครที่ตนชอบ การลงสมัครรับเลือกตั้ง การมีส่วนร่วมทางการเมืองดังกล่าวต้องอาศัยความต่ืนตัว
และสนใจอย่างแท้จริง บุคคลท่ีมีรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามแบบท่ี ๒ น้ีจัดเป็นพวกท่ีขึ้น
เวทีต่อสู้ทางการเมือง (Gladiators) ในขณะที่คนส่วนมากจะมีบทบาทเป็นเพียงผู้เฝ้าดู (Spectators)
คอยตดั สนิ ว่าใครจะเปน็ ผู้ชนะด้วยการลงคะแนนใหค้ นทตี่ นชอบ

๓. การเป็นผู้มีบทบาทในชุมชน หมายถึง การเข้าร่วมในการก่อตั้งกลุ่มเพ่ือแก้ปัญหาของ
สังคมหรือร่วมมือกับกลุ่มต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว เพ่ือมีบทบาทเก่ียวกับกิจกรรมสาธารณะหรือติดต่อกับ
ทางราชการในเร่ืองปัญหาสังคม ผู้ท่ีมีบทบาทในชุมชนจึงเป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้นสูงและมีระดับ
ความผูกพันทางใจกับชุมชนสงู อยา่ งไรก็ตาม ผทู้ ี่มีบทบาทในชมุ ชนนีแ้ ตกต่างจากเจ้าหน้าท่ีพรรคและ
เจ้าหน้าที่รณรงค์หาเสียงในแง่ที่มีความเกี่ยวข้องในพรรคการเมือง และการช่วยรณรงค์หาเสียงน้อย
กว่าเจา้ หน้าทพี่ รรคและเจา้ หนา้ ท่รี ณรงคห์ าเสียงดงั กล่าวมาแลว้

๔. การติดต่อกับทางราชการ เป็นกิจกรรมท่ีเป็นเรื่องเฉพาะเจาะจงของบุคคล ซ่ึงจะมีผล
นโยบายโดยตรงต่อบุคคลน้ันเองเท่าน้ัน เช่น การติดต่อกับทางราชการในเร่ืองภาษีโรงเรียน การทํา
ถนน การติดต่อขอรับสวัสดิการทางสังคม ฯลฯ อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางท่านมองว่าการมีส่วน

๙ รสลิน ศิริยะพันธุ์ และคณะ, “พฤติกรรมทางการเมืองของชนช้ันกลางกับพัฒนาการทางการ
เมอื งไทย: ศกึ ษากรณีภาคเหนอื ”, รายงานการวิจัย, (นนทบรุ :ี มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช, ๒๕๕๒), หนา้ ๓๗.

๑๖

ร่วมทางการเมืองตามรูปแบบนี้เกือบจะไม่ใช่การมีส่วนร่วมทางการเมืองตามความหมายท่ีแท้จริง แต่
เป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบคับแคบ (Parochial Participation)หรือการติดต่อเฉพาะเรื่อง
(Particularized Contacting) เทา่ น้นั

๕. การเป็นผู้ประท้วง หมายถึง การเข้าร่วมเดินขบวนตามถนนหรือการก่อจลาจลในกรณี
ท่ีจําเป็นเพื่อบังคับให้รัฐแก้ไขบางส่ิงบางอย่างซ่ึงเกี่ยวข้องกับการเมืองให้ถูกต้อง รวมถึงการประท้วง
อย่างแข็งขันและเป็นไปอย่างเปิดเผยต่อกรณีท่ีรัฐบาลกระทําในสิ่งที่ผิดศีลธรรมการให้ความเอาใจใส่
กับการชุมชนประท้วง การเข้าร่วมกลุ่มประท้วงรัฐบาลและการปฏิเสธการยอมรับกฎหมายที่ไม่
ยตุ ธิ รรม

๖. การเป็นผู้ส่ือสารทางการเมือง หมายถึง การเป็นผู้ท่ีติดตามข่าวสารทางการเมืองอยู่
เสมอ การส่งข่าวสารแสดงการสนับสนุนให้แก่ผู้นําทางการเมืองเมื่อเขาทําในสิ่งที่ดีและถูกต้องหรือส่ง
คําคัดค้านไปให้เม่ือเขากระทําในสิ่งท่ีเลวร้าย การเข้าร่วมถกปัญหาการเมืองการให้ข้อมูลความรู้
เกี่ยวกับการเมืองแก่เพื่อนในชุมชนท่ีอาศัยอยู่ การให้ความสนใจกับทางราชการและการเขียนจด
หมายถงึ บรรณาธิการหนงั ส่ือพิมพ์ ผทู้ เ่ี ข้ามสี ว่ นรว่ มทางการเมอื งในรปู แบบนม้ี กั จะเปน็ ผทู้ ี่มีการศกึ ษา
สงู มีข้อมูลเกีย่ วกับการเมืองมากและมีความสนใจทางการเมืองมากด้วย ผู้สื่อสารทางการเมืองเหล่าน้ี
จะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลมากกว่าบรรดาเจ้าหนา้ ที่ของพรรคการเมืองหรือผู้รกั ชาติ แต่จะไม่แสดงออก
ด้วยกจิ กรรมการประท้วง จากการศึกษาแนวทางการเสรมิ สรา้ งการมีส่วนรว่ มของประชาชน๑๐

สรุปกระบวนการของประชาธิปไตยแบบมสี ว่ นรว่ มแบง่ เป็น ๔ ข้นั ตอน ได้แก่
๑. การมีส่วนร่วมในการวางแผน ประกอบด้วย การับรู้ เข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการวางแผน
และร่วมวางแผนกจิ กรรม
๒. การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติ/ดําเนินการ ประกอบด้วย การเก่ียวข้องกับการดําเนินการ
ในกจิ กรรมต่าง ๆ และการตัดสินใจ
๓. การมีสว่ นรว่ มในการจัดสรรผลประโยชน์ เปน็ การมีส่วนรว่ มในการจัดสรรผลประโยชน์
หรือผลของกิจกรรม หรอื ผลของกจิ กรรมท่เี กิดขึน้
๔. การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจประเมินผล เก่ียวข้องกับความพยายามที่จะประเมิน
ประสิทธิผลของโครงการกิจกรรมต่าง ๆ และพิจารณาวิธีการที่ดําเนินการต่อเนื่องต่อไปประชาชนจะ
เขา้ มาเกย่ี วขอ้ งกับการคิดเกณฑ์ในการประเมินโครงการ หรือกิจกรรมต่าง ๆ ด้วย ซ่ึงผลของกระบวนการ
ประเมินนี้จะกลายเป็นปัจจัยนําเข้าในกระบวนการมีส่วนร่วมข้ันที่ ๑ ซ่ึงเป็นข้ันตอนของการวางแผน
ต่อไป๑๑

๑๐ Lester W, Milbrath and M,L, Goel, อ้างใน, บุณฑริกา เจ่ียงเพ็ชร, “พฤติกรรมการสื่อสารทาง
การเมืองผ่านส่ือมวลชน ส่ือบุคคล ส่ืออินเตอร์เน็ตและทัศนคติทางการเมืองแบบประชาธิปไตยที่มีต่อความรู้
ทัศนคติ และกิจกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองท่ีเก่ียวกับการเลือกตั้งระบบใหม่ของกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในเขต
กรุงเทพมหานคร”, วิทยานิพนธ์วารสารศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาส่ือสารมวลชน, (คณะวารสารศาสตร์และ
สอื่ สารมวลชน: มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๔๓), หนา้ ๖๐-๖๒.

๑๑ บวรศักด์ิ อุวรรณโณ และ ถวิลวดี บุรีกุล, ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม, พิมพ์คร้ังท่ี ๒, (นนทบุรี:
สถาบนั พระปกเกล้า, ๒๕๔๘), หนา้ ๔๕.

๑๗

สรุปความได้ว่า พฤติกรรมการแสดงออกทางการเมือง เป็นกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีเป็นไปโดย
ความสมัครใจของสมาชิกในสังคม ในชุมชนมีโอกาสได้ร่วมในการคัดเลือกให้มาดูแลร่วมกับผู้ปกครอง
และกําหนดนโยบายสาธารณะแก่ชุมชน ทั้งทางทางตรงหรือทางอ้อม การแสดงออกทางการเมืองถือ
ว่าเป็นเร่ืองของบทบาททางการเมือง การกระทําหรือกิจกรรมท่ีมีจุดประสงค์เพ่ือมีอิทธิพลต่อการ
ตัดสินในของรัฐ การแสดงออกให้เห็น เพ่ือให้มีผลต่อการตัดสินใจของรัฐบาล หรือผู้นําของประเทศ
เป็นการยอมรับว่าประชาชนสามารถตัดสินใจได้ ท่ีจะกําหนดอนาคตของตนเองและสังคมได้ การ
แสดงออกทางการเมืองเพ่ือกดดันหรือสนับสนุนนโยบายของรัฐได้ย่อมให้เป็นการกําหนดอนาคต
ตนเองด้วย เป็นการยอมรับว่าประชาชนมีความสามารถมากพอท่ีจะทราบ และรัฐควรทําอะไรอันมี
เปน็ ผลตอ่ การดํารงชีวิตตนเองและชมุ ชน

ตารางที่ ๒.๑ สรุปแนวความคิดทเ่ี ก่ยี วข้องกบั พฤตกิ รรม

นักวชิ าการหรอื แหลง่ ข้อมูล แนวคดิ หลกั
Herbert Mc Closky
อา้ งใน บุณฑรกิ า เจ่ียงเพ็ชร พฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นกิจกรรมต่าง
(๒๕๔๓, หนา้ ๓๒) ๆ ทเี่ ป็นไปโดยความสมคั รใจของสมาชิกในสังคมทจ่ี ะมี
รสลิน ศริ ิยะพันธ์ุ และคณะ ส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้ปกครองและกําหนดนโยบาย
(๒๕๕๑, หนา้ ๔๑) สาธารณะ อาจจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม

สุจิต บญุ บงการ การกระทําหรือกิจกรรมที่มีจุดประสงค์เพื่อมีอิทธิพล
(๒๕๓๗, หน้า ๓๒) ต่อการตัดสินในของรัฐ การมีส่วนร่วมทางการเมืองมี
จุดประสงค์เพ่ือกดดันรัฐบาล การแสดงออกให้ เพื่อให้
บวรศักด์ิ อวุ รรณโณ มีผลตอ่ การตดั สินใจของรัฐบาลหรือผูน้ ําประเทศ
และถวลิ วดี บุรีกลุ
(๒๕๔๘, หนา้ ๔๕) พฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมือง การแสดงออก
ทางการเมืองเพื่อกดดันหรือสนับสนุนนโยบายของรัฐ
หรือรัฐบาล เป็นการยอมรับความเป็นพลเมือง ในการ
สร้างความชอบธรรม อาจจะมีผลทําให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอํานาจการเมือง หรือ
เปลยี่ นแปลงสภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม

กระบวนการของประชาธิปไตยแบบมีสว่ นรว่ มแบ่งเป็น
๔ ข้ันตอน การมีส่วนร่วมในการวางแผน การมีส่วน
ร่วมในการปฏิบัติ/ดําเนินการ การมีส่วนร่วมในการ
จัดสรรผลประโยชน์ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ประเมนิ ผล

๑๘

๒.๑.๕ ทฤษฎีท่ีเกีย่ วขอ้ งกบั พฤตกิ รรมทางการเมือง

๒.๑.๕.๑ ทฤษฎีปัจจยั กาํ หนด (Deterministic theories)

ทฤษฎปี ัจจัยกําหนดมแี นวความคิดพ้ืนฐานว่า ปัจจยั ทางสังคมเปน็ ตัวกาํ หนดท่ีสาํ คัญ
ของพฤติกรรมการเมือง ท้ังนี้ปัจจัยทางสังคมท่ีเป็นภูมิหลังของคน มีอิทธิพลท่ีสําคัญต่อพฤติกรรม
การเมือง แนวความคิดหลักของทฤษฎีนี้ ได้แก่ ตัวแบบแรงผลักดันทางสังคม (social forces) ของ
Lazarsfeld และทฤษฎีสนาม (field theory) ของ Kert Levin ซึ่งเป็นทฤษฎีเสนอเงื่อนไขที่กําหนด
รูปแบบของพฤตกิ รรม

แนวทางศึกษานี้ได้นําแนวความคิดทางสังคมวิทยาเรื่องสถานภาพทางเศรษฐกิจและ
สังคมของบุคคล (SES : Socio Economic Status) ท่ีว่าฐานะตําแหน่งทางสังคมเป็นส่ิงที่สําคัญใน
การกําหนดความแตกต่างในพฤติกรรมของคน๑๒ มาใช้ในการศกึ ษาพฤติกรรมการเมอื ง ฐานะตาํ แหน่ง
ดังกล่าวอาจได้มาโดยกําเนิดจาก เพศ ตระกูล หรือได้มาจากการกระทําขึ้นมาในภายหลัง เช่น ความ
ร่ํารวย ระดับการศึกษา ฯลฯ โดยสรุป ในสังคมจึงประกอบด้วยชนช้ัน ทางสังคมชนช้ันดังกล่าวมี
อิทธิพลต่อพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงของบุคคลหรือประชาชน ซ่ึงบุคคลต่างชนช้ันกันจะมีแบบ
แผนพฤติกรรมที่แตกต่างกันไป โดยการสันนิษฐานเบ้ืองต้น เช่ือว่า บุคคลท่ีมีสถานภาพทางเศรษฐกิจ
สังคมเหมือนกัน มักจะได้รับประสบการณ์และการอบรมกล่อมเกลาท่ีคล้ายคลึงกัน เพราะฉะนั้นจึงมี
ปฏิกิริยาตอบสนองต่อส่ิงเร้าคล้ายคลึงกัน ในทางตรงกันข้ามบุคคลท่ีอยู่ในสถานภาพทางเศรษฐกิจ
สังคมแตกต่างกันจะถูกหล่อหลอมโดยประสบการณ์ให้มีบุคลิกภาพ ทัศนคติ แรงจูงใจและความรู้สึก
นกึ คิดทีแ่ ตกต่างกัน ดงั น้นั บคุ คลจะแสดงออกในแบบแผนท่แี ตกต่างกัน

นักรัฐศาสตร์ได้นําแนวความคิดดังกล่าวมาใช้ในการศึกษาพฤติกรรมการเมือง โดย
มุ่งศึกษาถึงอิทธิพลของฐานะทางเศรษฐกิจในสังคมของบุคคล เช่น เพศ การศึกษา อาชีพรายได้ ที่อยู่
อาศัย แนวทางการศึกษาแบบนี้เช่ือว่า กลุ่มทางสังคมเป็นตัวกําหนดความแตกต่างของแบบแผน
พฤติกรรมการเมือง โดยให้ข้อสรุปไว้เป็นกฎว่า บุคคลมีความนึกคิดทางการเมืองตามฐานะทาง
เศรษฐกิจสังคมของตน การตัดสินใจของบุคคลเป็นไปตามคุณลักษณะทางเศรษฐกิจสังคมของเขามิใช่
เพราะประเด็นปัญหาทางการเมือง ผลจากการวิจัยเก่ียวกับอิทธิพลของฐานะเศรษฐกิจสังคมที่มีต่อ
พฤตกิ รรมการเมือง อาจสรปุ ไดใ้ นลกั ษณะแยกสว่ น เพอื่ ประโยชน์ในดา้ นการทาํ ความเขา้ ใจดงั ต่อไปนี้

เพศ จากการวิจัยการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยทั่วไป พบว่าเพศชายมักจะเข้ามี
ส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่าเพศหญิง เพราะส่วนใหญ่ขนบธรรมเนียมประเพณีของประเทศต่าง ๆ
เหน็ วา่ การเมืองเปน็ เรือ่ งของผ้ชู าย เพศชายจึงมกั จะผกู พนั ทางการเมืองมากกว่าเพศหญิง

อายุ ในแต่ละช่วงชีวิตบุคคลจะมีพฤติกรรมแตกต่างกัน รวมทั้งพฤติกรรมในทาง
การเมืองแตกต่างกัน กล่าวคือ ในช่วงวัยเด็กบุคคลจะได้รับการอบรมสั่งสอนและเรียนรู้ทางการเมือง
เพ่ือสร้างทัศนคติ บุคลิกภาพ และความรู้สึกผูกพันต่อหน้าท่ีพลเมือง สําหรับในช่วงวัยรุ่นตอนปลายที่

๑๒ ฑิตยา สุวรรณะชฏ, สังคมวิทยา, (กรงุ เทพมหานคร: ไทยวฒั นาพานิช, ๒๕๒๗), หนา้ ๓๘.

๑๙

กาลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ถือเป็นช่วงระยะเวลาสําคัญในการก่อตัวของทัศนคติทางการเมือง มีการรับเอา
ความรู้สร้างสรรค์ความคิดใหม่ ๆ และเริ่มมีความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมืองยอมรับหน้าท่ีและ
ความผูกพันต่อระบบการเมือง จนกระท่ังถึงวัยผู้ใหญ่ซึ่งจะเป็นช่วงที่มีความรู้สึกตื่นตัวกับสถานภาพ
ทางการเมอื งและสังคมมากข้ึนด้วย บุคคลจะมคี วามเปน็ “ตัวตนทางการเมือง” (political self) ทั้งนี้
เนื่องจากมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว และสถานภาพต่าง ๆ ทางสังคม
จึงมีแนวโน้มที่จะให้ความสนใจในทางการเมืองและมีส่วนร่วมทางการเมืองมากยิ่งข้ึนผลการวิจัยส่วน
ใหญ่พบว่าการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองจะเพ่ิมข้ึนตามอายุจนกระท่ังถึงวัยกลางคนและจะค่อย ๆ
ลดลงทลี ะนอ้ ยในวัยสูงอายุ เนอื่ งจากความรูส้ กึ มีประสทิ ธิภาพทางการเมอื งลดน้อยลง๑๓

การศึกษา ระดับการศึกษานับเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อทัศนคติทาง
การเมืองและพฤติกรรมทางการเมืองเนื่องจากบุคคลท่ีมีระดับการศึกษาต่างกัน ย่อมจะทําให้เกิด
ความรู้สึกนึกคิดหรือพฤติกรรมการแสดงออก ตลอดจนการมีความสํานึกในบทบาทหน้าท่ีในฐานะท่ี
ตนเป็นสมาชิกสังคมแตกต่างกันไปด้วย และมักพบว่าจํานวนผู้มาลงคะแนนเสียงเลือกต้ังนั้นจะมี
ความสัมพันธ์ในทิศทางบวกกับระดับการศึกษา กล่าวคือ ผู้ที่มีการศึกษาสูงมักจะมาใช้สิทธิเลือกตั้ง
มากกว่าผู้ท่ีมีการศึกษาระดับตํ่ากว่า กล่าวได้ว่า บุคคลย่ิงที่มีการศึกษาสูงข้ึนเท่าไร ก็ย่ิงจะเข้าร่วม
กิจกรรมทางการเมอื งมากข้ึนเท่านัน้

อาชพี อาชีพของบุคคลเป็นผลมาจากการศึกษา ดังน้ัน อาชีพและระดับการศึกษาจึง
มีความใกล้ชิดกัน กล่าวคือ ผู้ที่มีการศึกษาสูงมักมีตําแหน่งการงานสูง และอาจทําให้การมีส่วนร่วม
ทางการเมอื งสงู ตามไปด้วย อาชีพจึงเป็นตัวกาํ หนดความแตกต่างของระดบั ความรคู้ วามเข้าใจ ในการ
แสดงออกซงึ่ พฤตกิ รรมทางการเมอื งของบุคคล

รายได้ รายได้ก็เชน่ เดียวกัน บุคคลที่มีรายได้สูง ก็จะมีโอกาสมีส่วนร่วมทางการเมือง
มากกว่าผู้ท่ีมีรายได้ในระดับต่ํา เพราะผู้ที่มีเงินทองมากมักจะไม่ต้องวิตกกังวลในเรื่องต่าง ๆ ทําให้มี
เวลามาสนใจในเร่ืองการเมอื งไดม้ ากขน้ึ

ท่ีอาศัย คนท่ีอยู่ในท้องถ่ินที่แตกต่างกันน้ันอาจมีพฤติกรรมทางการเมืองที่แตกต่าง
กันไปด้วย กล่าวคือ โดยทั่วไปคนที่อยู่ในเมืองมักจะมีการศึกษา อาชีพและรายได้สูงกว่าคนในชนบท
มาก ทั้งยังมีข้อมูลข่าวสาร และระบบส่ือสารทางการเมืองที่แตกต่างกันออกไปจากคนในชนบทอย่าง
สําคัญอีกด้วย ความแตกต่างของท่ีอยู่อาศัยจึงเป็นตัวกําหนดความแตกต่างของพฤติกรรมทาง
การเมอื ง

ฐานะเศรษฐกิจสังคม มีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมาก และการ
สนับสนุนตวั แทนทมี่ ีความคิดเห็นและแนวทางคล้ายกัน โดยท่ัวไปพบวา่ ผู้ที่มีสถานภาพทางเศรษฐกิจ
นนั้ จะมีสงั คมสงู มกั จะสนใจทางการเมอื งมากทีส่ ุด และผ้มู ฐี านะตา่ํ จะสนใจในการเมืองน้อยทสี่ ุด

๑๓ สุจิต บุญบงการ และ พรศักด์ิ ผ่องแผ้ว, “พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของคนไทย”,
รายงานการวจิ ยั , (กรุงเทพมหานคร: สาํ นักพิมพจ์ ฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย, ๒๕๒๗), หน้า ๑๘-๒๐.

๒๐

สรุปได้ว่า สถานภาพทางเศรษฐกิจสังคมเป็นตัวกําหนดพฤติกรรมการเมืองโดย
สามารถใช้เป็นคําตอบสําหรับความแตกต่างของพฤติกรรมการเลือกตั้งได้เป็นอย่างดีในระดับหน่ึง
แนวความคิดนี้สามารถอธิบายได้ถึงความแตกต่างของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมากว่า คนกลุ่มใด
ตดั สินใจลงคะแนนเสยี งเพือ่ เปา้ หมายอนั ใดหรอื เพ่ือผลประโยชน์ เปน็ ต้น

๒.๑.๕.๒ ทฤษฎคี วามสํานึกเชิงเหตผุ ล (Consciously Rational Theories)

ทฤษฎีความสํานึกเชิงเหตุผลเน้นท่ีปฏิกิริยาของความสํานึก ตรึกตรองของ ผู้ไป
ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งท่ีมีต่อนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ สภาพของผู้สมัครรับเลอื กตั้ง และค่า
บริหารการเลือกต้ังน้ันเป็น ลักษณะเหล่าน้ีเป็นเหมือนกรอบความคิดเชิงเหตุผล(rational
framework) ของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกต้ังเหมือนกับการตัดสินใจของผู้บริโภคในทางด้าน
เศรษฐศาสตร์แนวความคิดท่ีสําคัญ คือ แนวคิดของ Anthony Downs เขียนเรื่อง An Economic
Theory of Democracy และ Key ทเ่ี ขียนเรือ่ ง The Responsible Electorate๑๔

แนวทางศึกษาพฤติกรรมการเมืองแนวความสํานึกเชิงเหตุผลนี้ได้นําความคิดทาง
เศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยความชอบด้วยเหตุผลของมนุษย์เศรษฐกิจ (economic man) มาใช้ศึกษาการ
ตัดสินใจทางการเมือง แนวทางศึกษาเห็นว่าความสํานึกเชิงเหตุผลของบุคคลในเชิงต้นทุนนั้นและ
ผลประโยชน์ท่ีได้รับ (cost-benefit) เป็นตัวกําหนดท่ีสําคัญของพฤติกรรมการเมือง ตัวแบบน้ีจึงมีช่ือ
เรียกอีกอย่างหน่ึงว่า “ตัวแบบการเลือกโดยเหตุและผล” หรือ “The Rational Choice Model”
มุมมองเชงิ เศรษฐศาสตรด์ งั กล่าวนีต้ ง้ั อยบู่ นฐานคตทิ ีส่ าํ คัญ ๓ ประการ คือ

๑. แนวทางศึกษาน้ีถือว่าการลงคะแนนเสียงเป็นเครื่องมือที่จะนํามาใช้ซ่ึง
ผลประโยชน์หรือเป้าหมายท่ีประชาชนต้องการได้ ดังนั้น การตัดสนิ ใจลงคะแนนของผลู้ งคะแนนเสียง
จะพจิ ารณาจากผลประโยชนข์ องตนเป็นทต่ี ง้ั

๒. แนวทางศึกษาน้ีให้มีความสําคัญกับเป้าหมายทางการเมืองกล่าวคือ การ
ลงคะแนนเสยี งของผ้ลู งคะแนนเสยี งนัน้ จุดสนใจจะมุง่ ไปท่เี ปา้ หมายทางการเมอื งของผ้ลู งคะแนนเสียง

๓. แนวทางศึกษานี้ถือว่าการตัดสินใจลงคะแนนเสียง ผู้ลงคะแนนจะกระทําอย่าง
ละเอยี ดรอบคอบ ระมดั ระวังโดยใช้ข่าวสารทม่ี ากเพยี งพอ

ตามแนวทางการศึกษาน้ี ผู้ลงคะแนนเสียงถือเป็นผู้มีเหตุผล (rational voter)
กล่าวคือ เมื่อผู้ลงคะแนนเสียงยอมรบั ว่าจะต้องมีการตัดสินใจ ผู้ลงคะแนนเสียงจะกําหนดจุดมุ่งหมาย
หรือหลักเกณฑ์ในการที่จะคัดผู้สมัครรับเลือกต้ังท่ีตนเองพอใจมากท่ีสุด เม่ือผู้ลงคะแนนรับข่าวสาร
ต่าง ๆ เก่ียวกับผู้สมัครรับเลือกต้ังหรือเกี่ยวกับพรรคการเมืองท่ีผู้สมัครรับเลือกต้ังสังกัดอยู่ ผู้
ลงคะแนนก็จะประเมินขา่ วสารต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้สมัครรับเลือกตงั้ หรือเก่ยี วกับพรรคการเมอื งท่ีผู้สมัคร
รับเลือกตั้งสังกัดอยู่ว่าสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายหรือหลักเกณฑ์ท่ีตนกําหนดไว้หรือไม่ และลงคะแนน
ให้กับผู้สมัครที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของตน โดยที่ผู้ลงคะแนนบางคนให้ความสําคัญ

๑๔ V.O. Key, The Responsible Electorate; Rationality in Presidential Voting 1939-
1960, (Cambridge: Belkmap pren of Harvard University Press, 1966), p. 166.

๒๑

กับคุณสมบัติส่วนตัวของผู้สมัครรับเลือกตั้งและบางคนให้ความสําคัญกับนโยบายของพรรคการเมือง
นั้น กล่าวโดยย่อแนวทางศึกษาเห็นว่า ผู้ลงคะแนน เสียงน้ันรู้ว่าผลประโยชน์ของตนเองคืออะไร
สามารถประเมินได้ว่าผู้สมัครจะให้ประโยชน์แก่ตนเพียงใดบ้าง และลงคะแนนเสียงตามผลท่ีได้
ประเมนิ นั้น ผูล้ งคะแนนจะลงคะแนนเมอื่ การลงคะแนนนน้ั ใหผ้ ลลัพธค์ ้มุ คา่ กบั การลงทุนด้วย๑๕

แนวทางการศึกษาน้ีท่ีน่าสนใจ คือ แนวความคิดของ Anthony Downs ซึ่งมี
สมมติฐานของแนวการวิเคราะห์การตดั สนิ ใจ ว่าทุกคนเป็นผู้มีเหตุผล ดังน้ัน ทุกคนจะตัดสินใจอย่างมี
เหตผุ ลเสมอ โดยเสนอนิยามการตดั สนิ ใจอย่างเปน็ เหตุเป็นผลไวด้ งั นี้๑๖

๑. สามารถตดั สนิ ใจได้เสมอเมือ่ เผชญิ กับทางเลอื กต่าง ๆ ในการตัดสนิ ใจ
๒. มีการจัดลําดบั ทางเลอื กตา่ ง ๆ ไว้ตามลําดับความสําคัญในทศั นะของผู้ตัดสนิ ใจ
๓. การจัดลาํ ดับนมี้ กี ารสับเปลี่ยนลาํ ดับกอ่ นหลังได้
๔. ผู้ตดั สินใจจะเลือกทางทีจ่ ดั ลาํ ดบั ไวส้ ูงสดุ เสมอ
๕. ในสถานการณเ์ หมอื นกัน การตัดสินใจจะเหมือนกนั เสมอไป

กล่าวได้ว่า ความชอบด้วยเหตุผลเป็นเรื่องราวของกระบวนการปฏิบัติ ผู้ตัดสินใจ
เลือกทางท่ีเหมาะสมมากท่ีสุดตามลักษณะค่านิยมหรือเป้าหมายของเขาเอง โดยเลือกจากทางเลือกที่
จัดลําดับไว้สงู สดุ สว่ นผลท่ีเกิดขึ้นจะเป็นอย่างไรหรอื บรรลเุ ป้าหมายตามที่ผตู้ ดั สินใจมุง่ หวังหรือไม่น้ัน
มิใช่เรื่องสาํ คญั อย่างไรกต็ าม เป้าหมายของการตดั สนิ ใจจะต้องเปน็ เป้าหมายทางการเมืองจึงจะถือว่า
เป็นการตัดสินใจที่เป็นเหตุเป็นผลมากที่สุดในทางการเมือง ซึ่ง Downs ได้อธิบายรายละเอียดบาง
ประการไวด้ ังตอ่ ไปนี้

หน้าที่ทางการเมืองของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยก็คือการเลือกรัฐบาล
ดังนั้น พฤติกรรมที่ชอบด้วยเหตุผลในส่วนท่ีเก่ียวกับการเลือกตั้งก็คือพฤติกรรมท่ีมุ่งไปสู่การเลือก
รัฐบาล เช่น สมมติว่าชายคนหน่ึงสนับสนุนพรรค ก เพราะสอดคล้องกับอุดมการณ์ทางการเมืองของ
ตน และต้องการลงคะแนนเลือกสมาชิกพรรคน้ี แต่ภรรยาของเขาบอกว่าต้องไปเลือกพรรค ข ถ้าไม่
เลือกจะขอหย่า ในสถานการณ์เช่นนี้ การที่ชายคนนี้ลงคะแนนเสียงให้ผู้สมัครพรรค ข ก็นับว่าเขา
ตดั สินใจโดยชอบด้วยเหตุผลในแง่ส่วนตัว โดยถือว่าเขายังรกั ภรรยาและยังไม่เลกิ กับภรรยา และในแง่
ค่านิยมแล้วภรรยามีค่ามากกว่าพรรค แต่ลักษณะการลงคะแนนเช่นนี้ในวงกรอบการศึกษาการเมือง
ของ Downs เห็นว่าไม่ชอบด้วยเหตุผล เพราะผู้ตัดสินใจสับสนระหว่าง เป้าหมายทางการเมืองกับ

๑๕ พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว, “แบบแผนการลงคะแนนเสียงเลือกต้ังของชาวกรุงเทพมหานคร ศึกษาจากการ
ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. ๒๕๒๖ และเลือกตั้งซ่อม พ.ศ. ๒๕๒๘”, งานวิจัย, (สมาคมสังคมศาสตร์แห่ง
ประเทศไทย, ๒๕๒๙), หนา้ ๑๘.

๑๖ Anthony Downs, An Economic Theory of Democracy, (New York: Harper & Row,
1957), p. 6.

๒๒

เป้าหมายที่ไม่ใช่การเมือง คือใช้กลไกทางการเมือง (ลงคะแนนเสียง) ไปสู่เป้าหมายท่ีไม่ใช่การเมือง (ไม่
เลิกกบั ภรรยา) ๑๗

สรปุ ความได้ว่า การตัดสินใจในการลงคะแนนเสียงเลอื กตัง้ ใหผ้ สู้ มัครคนใดคนหนึง่ ผู้
ลงคะแนนเสียงแต่ละคนจะตัดสินใจลงคะแนนเสียงให้ผู้สมัครสังกัดพรรคการเมืองที่มีนโยบาย
สอดคล้องกับผลประโยชน์และค่านิยมของตนเองมากท่ีสุด ดังน้ัน การตัดสินใจเลือกพรรคการเมอื งใด
กโ็ ดยคาดหวังวา่ ตนจะได้รับประโยชน์จากพรรคการเมืองน้ันได้เป็นรัฐบาล จึงตัดสินใจลงคะแนนเสียง
เลอื กผสู้ มัครสังกัดพรรคการเมืองที่มนี โยบายทีต่ นเองต้องการทสี่ ดุ ตามเหตุผลของตนทพี่ จิ ารณาแลว้

๒.๑.๕.๓ ทฤษฎีจติ วทิ ยา (Psychology Theories)

แนวทางศึกษาน้ีให้ความสนใจต่อปัจจัยทางด้านความรู้สึกหรือความผูกพันทางการ
เมืองท่ีมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเมือง ตัวแบบทางจิตวิทยาท่ีนักรัฐศาสตร์ให้ความสนใจศึกษามาก
ได้แก่ พฤติกรรมการลงคะแนนเสยี งเลือกตั้งอนั เกิดข้ึนจากความผกู พันทางจิตใจตอ่ พรรคการเมอื งน้ัน
ๆ ซึ่งเน้นศึกษาอิทธิพลของความผูกพันพรรคการเมือง (party identification) ความผูกพันในพรรค
การเมืองคือความจงรักภักดี หรือความเช่ือท่ีมีต่อพรรคการเมืองใดการเมืองหนึ่งคล้าย ๆ กับ
ประชาชนเชื่อต่อสิ่งศักด์ิสิทธ์ิหรอื ศาสนา ว่าจะสามารถสนองประโยชน์ตามที่ตนเองต้องการได้หรือไม่
และพร้อมท่ีจะปฏิบตั ิตามความเชอื่ นั้น ในขณะเดียวกันกจ็ ะมีการถา่ ยทอดความเช่ือนัน้ ตอ่ กนั ไปในรูป
ของกระบวนการเรียนรู้ในสังคมอีกด้วย

ความผูกพันพรรคการเมือง เป็นเร่ืองของสังคมจิตวิทยาของบุคคล เกี่ยวกับทัศนคติ
ความเชื่อ และพฤติกรรมท่ีมีต่อพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง กล่าวคือ บุคคลมีความรู้สึกพึงพอใจ
สนใจ ฝักใฝ่ นิยมชมชอบ หรือความรู้สึกเป็นเจ้าของของพรรคการเมืองนั้น ๆ ความรู้สึกเช่นน้ี
เน่ืองมาจากการรับรู้ว่าเป็นพวกเดียวกันหรือกลุ่มเดียวกัน ซ่ึงอาจจะเป็นชนชั้นหรืออุดมการณ์ หรือ
สถานภาพเดียวกับตนก็เป็นไปได้ขณะเดียวกันก็เป็นผลมาจากการเรียนรู้ของบุคคลในรูปของ
กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมและประชาชน โดยจะเร่ิมเรียนรู้ความผูกพันต้ังแต่วัยเด็ก โดยมี
สถาบันครอบครัวและสถาบันทางสังคมเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงการส่ังสมการเรียนรู้ประสบการณ์
ทางการเมืองและสังคม

แนวความคิดนี้ระบุว่า ความผูกพันพรรคการเมืองเป็นปัจจัยสําคัญประการหน่ึงท่ีมี
อิทธิพลต่อการตัดสินใจของบุคคลท่ัวไป กล่าวคือ โดยท่ัวไปบุคคลมีแนวโน้มที่จะลงคะแนนให้กับ
พรรคการเมืองที่ตนมีความผูกพัน แต่บุคคลอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ลงคะแนนให้พรรคการเมืองอ่ืนได้
เน่ืองมาจากทัศนคติของเขาท่ีมีต่อประเด็นทางการเมืองนั้นดีกว่า อันได้แก่ ทัศนคติต่อผู้สมัคร
ทัศนคติต่อนโยบายและทัศนคติต่อผลประโยชน์ของกลุ่ม ซ่ึงเป็นปัจจัยช่วงสมัยส้ัน ๆ (short-term
force) อย่างไรก็ตามโดยระยะยาวแล้วบุคคลมีแนวโน้มที่จะลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองที่ตน

๑๗ Richard G. Niemi and Herbert F, Weisberg, Controversies in Voting Behavior,
(Washington D.C: Congressional Quarterly, 1984), pp. 11-13.

๒๓

ผูกพันซึ่งเป็นปัจจัยระยะยาว (long-term force) อิทธิพลของความผูกพันพรรคการเมืองท่ีมีต่อแบบ
แผนพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสามารถเขียนเป็นตัวแบบ ดงั นี้

อิทธพิ ลกลมุ่ ทสี่ ังกดั ทัศนคตติ อ่ ผสู้ มัคร

ความผกู พันพรรคการเมือง ทัศนคตติ ่อพฤตกิ รรมการเมือง

อทิ ธพิ ลของครอบครวั ทศั นคติต่อนโยบาย

ลงคะแนนเสียง ทัศนคตติ ่อผลประโยชน์ของกลมุ่

คณุ ลักษณะของความผูกพันพรรคการเมืองมีนักรัฐศาสตรไ์ ด้ให้ข้อสรุปไว้ ๕ ประการ
คือ

๑. ผู้ลงคะแนนเสียงส่วนมากมีความชอบพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหน่ึงเป็น
ทุนเดิมอยู่แล้ว โดยครอบครัวมอี ทิ ธิพลสูงในเร่อื งน้ี

๒. ความผูกพันพรรคมีผลโดยตรง ทําให้ผู้ลงคะแนนเสียงสนใจข่าวสารทางการเมือง
และรู้ว่าควรจะลงคะแนนให้พรรคใด และยังมีผลโดยอ้อมต่อการเลือกรับข่าวสารเก่ียวกับผู้สมัคร
นโยบาย และความสมั พนั ธ์ระหว่างพรรคกบั กลมุ่ ทางสงั คมของตน

๓. ปกติความผูกพันพรรค จะมีช่วงระยะเวลาคงอยู่อย่างน้อยในช่วงเวลาหนึ่ง จึงไม่
เปน็ การเปล่ยี นทข่ี ้นึ ลงรวดเรว็ เกนิ ไป

๔. บุคคลท่มี ีความผูกพันพรรคการเมอื งมักจะกลบั มาชอบพรรคเดมิ หลงั จากทีไ่ ดห้ นั
เหไปเลอื กพรรคอน่ื ในบางชว่ งสมัยทม่ี ีเหตกุ ารณเ์ ฉพาะอย่างทําใหก้ ารผันแปรเกิดข้ึนในบางครง้ั

๕. ความผูกพันพรรคการเมืองทําให้คาดการณ์คะแนนเสียงพ้ืนฐานได้ ความผูกพัน
พรรคมีองคป์ ระกอบหลายประการ บางคนผูกพันพรรคเพราะชอบนโยบายพรรค หรือชอบบุคลกิ ภาพ
ของผู้นําความผูกพันพรรคมิได้หมายความเฉพาะการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเท่าน้ัน แต่รวมถึงการ
สนับสนุนพรรคในรูปแบบต่าง ๆ อีกด้วย อย่างไรก็ตามได้เคยมีผู้ศึกษาและสรุปเกี่ยวกับความผูกพัน
พรรคของคนไทยออกมาว่าการเลือกต้ังของไทยนั้น การลงคะแนนเสียงมักให้ความสําคัญกับผู้สมัคร
มากกว่าพรรคการเมอื ง๑๘

๒.๑.๕.๔ ทฤษฎกี ารแลกเปลี่ยน (Exchange Theory)

ทฤษฎีการแลกเปลี่ยนน้ันมีการเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของมนุษย์ ซ่ึงแตกต่างกัน
ไปจากสัตว์โลกชนิดอ่ืนคือ มนุษย์จะคบหาสมาคมกันอย่างใกล้ชิดหรือไม่ก็ข้ึนอยู่กับการสนองตอบ
ความต้องการและทาํ ประโยชนช์ ว่ ยเหลือกนั และกันมากนอ้ ยเพียงขึ้นอย่กู ับสถานที่นัน้ ๆ

๑๘ Ibid, p. 184.

๒๔

ความต้องการและผลประโยชน์จึงเป็นตัวกําหนดพฤติกรรมของคนที่อยู่รวมกัน ใน
ด้านเศรษฐกิจ การสูญเสียประโยชน์ การได้รับรางวัลและการได้กําไร ความรู้สึกสํานึกพ้ืนฐานในการ
คบหาสมาคม การกระทําอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี การบริการให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งก็ดี คนเราก็จะแสดง
พฤติกรรมต่อผู้อ่ืนท่ีซึ่งจะทําให้ตนเองได้รับประโยชน์มากที่สุด ถึงจะสูญเสียอะไรไปบ้างก็เป็นการ
สูญเสียเพียงเล็กน้อย ผลจากการท่ีเราได้กระทําอะไรไปแล้ว คือรางวัล หรือกําไรจํานวนมากจากผู้อื่น
เป็นการตอบแทนในด้านการแลกเปล่ียนทางด้านสังคม (social exchange) การคบหาสมาคมกัน
ระหว่าง ผู้ใหญ่กับผู้น้อยน้ัน ผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้การปกครองเป็นการแลกเปลี่ยนกับสถานภาพที่
สูงข้ึนของบุคคล ในทางตรงกันข้ามผู้ใหญ่ก็จะได้รับความยกย่อง ความจงรักภักดีเป็นการตอบแทน๑๙
ส่วน Peter M. Blau นักทฤษฎีการแลกเปลี่ยนอีกคนได้ยํ้าว่า สิ่งท่ีจะได้รับการตอบแทนเป็นส่ิง
กระตุ้นให้คนเราคบหาสมาคมกัน นอกจากการแลกเปล่ียนในระดับปัจเจกชนแล้ว Blau ได้ขยายว่า
การกระทําที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เช่น การจัดสร้างที่พักผู้โดยสาร การบริจาคทานในสมัย
เลือกต้ัง เป็นต้น ก็ถือว่าเป็นการแลกเปล่ียนที่กว้างออกไปในระดับสังคมด้วย๒๐ ดังน้ัน การที่ผู้ไป
ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ก็เพ่ือแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์อย่างอื่น ความ
สะดวกสบาย หรือตําแหน่งท่ีคาดว่าจะได้รับ ส่วนผู้สมัครก็ใช้เงินบ้าง ให้ผลประโยชน์เช่นให้ตําแหน่ง
หน้าทบ่ี ้าง ให้แกผ่ สู้ นบั สนุนลงคะแนนใหแ้ กต่ นเป็นการแลกเปลยี่ นกัน

สรุปได้ว่า พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกต้ังเกิดขึ้น เพราะเป็นการแสดงออกของผู้
ยึดถือระบอบประชาธิปไตย ความมีสํานึกเชิงเหตุผลและปัจจัยตัวกําหนด แต่ประชาชนบางประเภท
จะลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพราะต้องการแลกผลประโยชน์ ดังนั้น พฤติกรรมการเลือกตั้งนายก
องค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นช่ือเสียงของผู้ท่ีไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
ประชาชนท่ีไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบ
ประชาธิปไตย เป็นการแสดงออกทางพฤติกรรมของตนเองอย่างแท้จริงอย่างมีความภูมิใจท่ีได้ทํา
หนา้ ทถี่ ูกต้อง ตรงกันข้ามกับคนที่ไปลงคะแนนเสยี งเลือกตั้งเพ่อื ต้องการผลประโยชน์ จึงเป็นคนที่ไม่มี
ความภมู ิใจ จึงเปน็ เหตุใหม้ กี ารซอื้ สทิ ธิ์ขายเสยี งกนั ขึ้นทว่ั ไป

๑๙ Johnson Doyle Paul, Sociological Theory, (New York: John Wiley & Son, 1981), pp.
351-352.

๒๐ Iibid., p. 362.

๒๕

ตารางที่ ๒.๒ สรุปทฤษฎีทเ่ี ก่ยี วข้องกบั พฤติกรรมทางการเมอื ง

นักวชิ าการหรอื แหลง่ ขอ้ มูล แนวคดิ หลกั
ฑติ ยา สุวรรณะชฏ
(๒๕๒๗, หนา้ ๓๘) ทฤษฎีปัจจยั กําหนดมีแนวความคดิ วา่ ปัจจยั ทางสังคมเป็น
ตัวกําหนดท่ีสําคัญของพฤติกรรมการเมือง ปัจจัยทาง
สุจิต บุญบงการและพรศักดิ์ ผ่องแผว้ สังคมท่ีเป็นภูมิหลังของคน มีอิทธิพลที่สําคัญต่อพฤติกรรม
(๒๕๒๗, หนา้ ๑๘-๒๐) การเมือง แนวความคิดหลักของทฤษฎีน้ี ได้แก่ ตัวแบบ
แรงผลักดันทางสังคมของ Lazarsfeld และทฤษฎีสนาม
V.O. Key ของ Kert Levin ซ่ึงเป็นทฤษฎีเสนอเง่ือนไขที่กําหนด
(1966, p. 166) รูปแบบของพฤตกิ รรม

Anthony Downs การศึกษาพฤติกรรมการเมือง โดยมุ่งศึกษาถึงอิทธิพลของ
(1957, p. 6) ฐานะทางเศรษฐกจิ ในสังคมของบคุ คล เชน่ เพศ การศึกษา
อาชีพรายได้ ที่อยู่อาศัย กลุ่มทางสังคมเป็นตัวกําหนด
ความแตกต่างของแบบแผนพฤติกรรมการเมอื ง

ทฤษฎีความสํานึกเชิงเหตุผลเน้นที่ปฏิกิริยาของความ
สํานึก ตรึกตรองของผู้ไปลงคะแนนเสียงเลือกต้ังท่ีมีต่อ
นโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ สภาพของผู้สมัครรับ
เลือกต้ัง และค่าบรหิ ารการเลือกต้ังน้ัน ลกั ษณะเหลา่ น้เี ป็น
เหมือนกรอบความคิดเชิงเหตุผล เช่น การตัดสินใจ
ลงคะแน น ของผู้ลงคะแน น เสียงจะพิ จารณ าจาก
ผลประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง ผู้ลงคะแนนจะกระทําอย่าง
ละเอยี ดรอบคอบ ระมดั ระวงั โดยใชข้ ่าวสารทีม่ ากเพียงพอ

แนวความคิดของ Anthony Downs ซึ่งมีสมมติฐานของ
แนวการวิเคราะห์การตัดสินใจว่าทุกคนเป็นผู้มีเหตุผล
ดังน้ัน ทุกคนจะตัดสินใจอย่างมีเหตุผลเสมอ โดยเสนอ
นิยามการตัดสินใจอย่างเป็นเหตุเป็นผลไว้ดังนี้ เมื่อเผชิญ
กับทางเลือกต่าง ๆ ในการตัดสินใจ ความสําคัญในทัศนะ
ของผูต้ ัดสินใจ เลือกทางที่จัดลําดับไวส้ ูงสุดเสมอ

๒.๒ ปัจจัยทส่ี ง่ ผลตอ่ พฤติกรรมทางการเมอื ง

๒.๒.๑ ปัจจัยแห่งการมีส่วนรว่ มทางการเมือง

ปัจจัยที่มีอิทธิพลส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของบุคคล มีนักวิชาการได้กล่าวไว้
๒ ประการ ไดแ้ ก่

๑. ปัจจัยด้านสิ่งเร้าจากสภาพแวดล้อม (Environmental Stimuli) หมายถึงลักษณะของ
ระบบระเบียนสังคม (Social System) และสภาพการณ์ทางการเมือง (Political Setting) ซ่ึงไม่เพียง
จะกระตุ้นให้กับพฤติกรรมทางการเมืองของบุคคลเทา่ นั้นแตย่ ังมีสว่ นให้ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกบั ขอบเขต

๒๖

ทางเลอื กต่าง ๆ ของการมสี ว่ นร่วมทางการเมือง บุคคลแต่ละบุคคลแมจ้ ะอย่ใู นส่งิ แวดล้อมเดียวกนั จะ
รับส่ิงเร้าจากระบบการเมืองและสังคมได้ไม่เทา่ กนั เพราะเขาจะเลอื กรับรู้และเลือกสารเฉพาะส่งิ เรา้ ที่
เหมาะสมและตรงความต้องการของตนเท่านน้ั เอง

๒. ปัจจยั ท่ีเกีย่ วกบั ลกั ษณะสว่ นบุคคล (Personal Factors) ซึง่ มี ๕ ประการ คอื ทศั นคติ
(Attitudes) ความเชื่อ (Beliefs) ลักษณะทางบุคลิกภาพ (Personality Traits) การสืบลักษณะนิสัย
มาจากบิดามารดาไปสู่ลูก (Heredity และความต้องการในเชิงจิตวิทยา (Psychological Needs)
ปัจจัยที่เอ้ือตอ่ การมีส่วนรว่ มในทางการเมอื งของประชาชนแบ่งออกเปน็ ๔ ประการใหญ่ๆ ดังน้ี๒๑

๑) บริบททางสังคม (Social Mobilization) หมายความว่า สังคมใดมีการเร้าระดม
ทางสังคมตํ่า ประชาชนท่ีได้รับการศึกษามีจํานวนน้อย การเข้าถึงข่าวสารสําคัญก็กระทําได้ยากภาระ
ทางสังคมยังคงมีความเป็นสังคมเมืองตํ่า โอกาสในการมีส่วนร่วมน้ันในทางการเมืองและความ
กระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองน้อยว่าทําให้ขาดอํานาจต่อรอง ดังน้ันถ้าประชาชนส่วนใหญ่
ได้รบั การศึกษาสูง มีการรบั รองสิทธิรบั รู้ขอ้ มูลขา่ วสารท่ีมผี ลในทางปฏิบัติ มีความเป็นสงั คมเมืองก็จะ
ส่งเสริมการมสี ่วนร่วมในทางการเมืองได้เป็นอย่างดี มีอํานาจต่อรองสงู มากขึน้ นอกจากน้ันบริบททาง
สังคมยังรวมถึงความสัมพันธ์ของชุมชนหรือความรู้สึกผูกพันเป็นชุมชน (Sense of Community)
ของประชาชนในชุมชนด้วย ซ่ึงเป็นปจั จัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมในทางการเมอื งของพลเมืองในสังคม
โดยหากความสัมพันธ์ของชุมชนหรือความรู้สึกผูกพันของชุมชนแน่นแฟ้นก็จะช่วยให้พลเมืองเข้ามามี
ส่วนรว่ มในทางการเมืองได้ดี

๒) บริบททางเศรษฐกิจ (Content of Economics) ซ่ึงจากแนวคิดของ ลิปเซท
ในหนังสือโพลิทิคอล แมน เห็นว่า ประเทศที่มีความเจริญม่ังค่ังทางเศรษฐกิจแล้วน้ันหรือฐานะ
การครองชีพสูง ก็จะมีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าขึ้น โดยประชาชนจะมีโอกาสได้มีส่วนร่วม
ในทางการเมืองมากกว่าประเทศท่ยี ากจน ดงั น้ันถา้ ประชาชนมฐี านะทางเศรษฐกจิ ไมด่ พี อก็อาจเข้ามา
มีส่วนร่วมในทางการเมืองน้อย เพราะต้องมีภาระหน้าที่และความกังวลอยู่กับเร่ืองการดํารงชีพเป็น
สําคัญอย่างไรก็ตามวิเคราะห์อีกมุมหน่ึง ปัญหาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ ถ้าอยู่ในภาวะวิกฤติ
ก็อาจจะผลกั ดันให้ประชาชนเขา้ ไปมสี ว่ นร่วมในทางการเมืองมากข้นึ ได้

๓) บริบททางวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมทางการเมือง (Content of Political
Culture) หากรัฐใดประชาชนส่วนมากมีวัฒนธรรมและการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบคับแคบ
(Parochial Political Culture) ประชาชนไม่มีความรู้ความเข้าใจเลยในระบบการเมือง และไม่สนใจ
ที่จะมีส่วนร่วมในทางการเมืองหรือวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้าประชาชน
(Subject Political Culture) ซึ่งประชาชนในรัฐมีความรู้ความเข้าใจในระบบการเมืองแต่ไม่สนใจที่
จะมีส่วนร่วมในปัญหาบ้านเมือง อีกทั้งยังโน้มเอียงในทางยอมรับอํานาจและเช่ือฟังรัฐบาล ก็จะทําให้
การมีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชนนั้นไม่มีความหมาย เป็นข้อจํากัดของการมีส่วนร่วม
ทางการเมืองในทางตรงข้ามหากรัฐใดประชาชนมีการสร้างสมวิถีชีวิตและนิสัยแบบประชาธิปไตยหรือ

๒๑ สถิต นิยมญาติ, สังคมวิทยาการเมือง, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๔๖),
หน้า ๕๑.

๒๗

มีทัศนคติแบบพลเมืองอารยะ (Civic Attitude) ก็จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนไดด้ ี

๔) บริบททางการเมือง (Content of Politics) ระบอบการเมืองที่ไม่เอ้ืออํานวยให้
ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมือง เช่น สังคมที่ปกครองในระบอบเผด็จการ การมีส่วนร่วมทางการ
เมืองจะต่าํ และมักเป็นการมสี ว่ นร่วมทางการเมอื งแบบพอเป็นพธิ ีหรอื เพือ่ สนับสนนุ รฐั บาล (Content
of Support Participation) หรือโน้มน้าวให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมือง“Corporative
Military Regime” หรือ “Corporation” ซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมแบบระดม(Mobilized Participation)
แต่ถ้าเป็นระบอบประชาธิปไตยยิ่งมากเท่าไหร่ การมีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชนในรัฐน้ันก็
มากขนึ้ ๒๒

๒.๒.๒ การเขา้ มามีส่วนรว่ มทางการเมืองขึ้นอยูก่ ับปัจจัยหรอื ตัวแปร ๓ ประการคอื

๑. ตัวแปรทางส่ิงแวดล้อมทางสังคม (Social Environment) หมายถึงส่ิงแวดล้อมทาง
สังคมท่ีประกอบด้วยระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ อายุ เชื้อชาติ ศาสนา เพศ และที่อยู่อาศัยจาก
การศึกษาเปรียบเทียบในสหรัฐอเมริกา และประเทศอ่ืน ๆ พบว่าสิ่งเหล่าน้ีมีความสัมพันธ์กับการมี
สว่ นรว่ มทางการเมือง

๒. ตัวแปรทางจิตวิทยา (Psychological Variables) เม่ือพิจารณาแง่จิตวิทยาแล้วการมี
ส่วนร่วมทางการเมืองข้ึนอยู่กับรางวัล (Reward) หรือผลตอบแทนแก่ผู้มีส่วนร่วมเก่ียวกับเรื่องนี้
นักวิชาการมักให้เหตุผลว่า การที่มนุษย์มีส่วนร่วมทางการเมืองนั้นก็เพ่ือสนองความต้องการต่าง ๆ
(need) เชน่ ต้องการอาํ นาจ ความสาํ เร็จ การมีสัมพันธก์ ับผู้อนื่ การมีศกั ดศิ์ รแี ละยอมรบั จากสังคม

๓. ตัวแปรทางด้านส่ิงแวดล้อมทางการเมือง (Political Environment) ตัวแปรทางด้าน
ส่ิงแวดล้อมทางการเมืองจะมีส่วนเก่ียวข้องกัน ความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ท้ังน้ี
เพราะเร่ืองที่บคุ คลจะตดั สินใจกระทาํ ในลักษณะเขา้ รว่ มหรอื ไมเ่ ขา้ ร่วมกไ็ ด้

สรุปได้ว่า ปัจจัยที่เก่ียวข้องกับพฤติกรรมทางการเมืองดังข้างต้นนั้น เราสามารถแบ่ง
ปัจจัยท่ีเก่ียวข้อง เป็น ๒ ส่วน ได้แก่ ปัจจัยทางส่ิงแวดล้อมในบริบทต่างของตัวเราเอง เช่น สังคม
เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรมเป็นต้น และปัจจัยที่เกิดข้ึนจากตัวบุคคลท่ีถูกกระทบจากสิ่งเร้า การ
รับรู้ ทัศนคติ ความเชื่อเป็นต้น ซ่ึงปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการตัดสินใจในการมีส่วนร่วมทางการเมือง
อย่างมากและน้อย แตกต่างกันออกไป พฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ
ของประชาชนในอําเภอเมืองชัยภูมิ นั้นก็มีปัจจัยท่ีเก่ียวข้องกับพฤติกรรมทางการเมือง เช่น ปัจจัย
ภายนอก สิ่งแวดล้อมในบริบทต่าง ๆ และปัจจยั ภายใน คอื บรบิ ทสังคม การเมอื ง วัฒนธรรมเปน็ ตน้

๒๒ คณิต ณ นคร และคณะ, รัฐธรรมนญู กับกระบวนการยุตธิ รรม, (กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน, ๒๕๕๐),
หน้า ๒๑.

๒๘

ตารางท่ี ๒.๓ สรปุ ปัจจัยทีส่ ง่ ผลต่อพฤติกรรมทางการเมือง

นักวชิ าการแหล่งข้อมลู แนวคิดหลัก
คณิต ณ นคร และคณะ
(๒๕๕๐, หนา้ ๒๑) ปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง ได้แก่
ปัจจัยด้านส่ิงเร้าจากสภาพแวดล้อม ปัจจัยท่ีเกี่ยวกับ
สถิต นยิ มญาติ ลักษณะส่วนบุคคล (Personal Factors) ซึ่งมี ๕ ประการ
(๒๕๔๖, หนา้ ๕๑) คือ ทัศนคติ (Attitudes) ความเชื่อ (Beliefs) ลักษณะ
ทางบุคลิกภาพ (Personality Traits) การสืบลักษณะ
นิสัยมาจากบิดามารดาไปสู่ลูก บริบททางสังคม บริบท
ทางเศรษฐกิจ บริบททางวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมทางการ
เมอื ง บรบิ ททางการเมือง

ตัวแปรทางสิ่งแวดล้อมทางสังคม ตัวแปรทางจิตวิทยา
การมีส่วนร่วมทางการเมืองข้ึนอยู่กับ รางวัลห รือ
ผลตอบแทน ตัวแปรทางด้านส่ิงแวดล้อมทางการเมือง
ประกอบด้วยระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ อายุ เช้ือชาติ
ศาสนา เพศ และทอ่ี ยู่อาศัย

๒.๓ แนวความคดิ ทีเ่ ก่ียวข้องกบั การเลือกตง้ั

ในสังคมประชาธิปไตยนั้นในฐานะระบอบการปกครองที่ยอมรับในอํานาจของประชาชน
ต่อระบบระเบียนและกระบวนการทางการเมือง อาจจําแนกรูปแบบออกได้ ของประชาธิปไตยออกได้
เป็น ๒ ประเภทด้วยกันนั้นคือ ประชาธิปไตยทางตรง ซึ่งเป็นลักษณะของการปกครองที่ประชาชน
สามารถเข้าไปมีส่วนมีเสียงในการปกครองโดยตรงได้ในกระบวนการกําหนดนโยบายเพ่ือบริหาร
ประเทศได้โดยตรง ในรูปของการรวมกลุ่มกับชุมนุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตัดสินใจร่วมกันใน
เรื่องการเมือง ซ่ึงพบเห็นได้บางรัฐเล็ก ๆ ในสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันหรือย้อนหลังลงไปถึงยุคนครรัฐ
กรีกโบราณ ที่ได้รับการกล่าวอ้างถึงในฐานะต้นแบบแห่งประชาธิปไตยทางตรง แต่ด้วยข้อจํากัดของ
สังคมสมัยใหม่น้ัน ท้ังในเชิงโครงสร้างความสลับซับซ้อนของสังคมเก่าและปริมาณคนในสังคมท่ีมาก
ข้ึน ประชาชนทุกคนจึงไม่อาจสามารถเข้าไปมีส่วนในการปกครองตนเองได้ทั้งหมด ท้ังยังเป็นการ
ยากลําบากในทางปฏิบัติท่ีจะสร้างกลไกรองรับการแสดงส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน
ท้ังหมดในสังคมได้อย่างรัดกุม จึงได้เกิดรูปแบบของประชาธิปไตยอีกประเภทหนึ่งคือประชาธิปไตย
โดยการใช้อํานาจทางอ้อมของประชาชนผ่านผู้แทน (Representative Democracy) เพ่ือใช้อํานาจ
ทางการบริหารปกครองไม่ว่าจะผ่านระบบรัฐสภาหรือไม่ก็ตาม ในบรรดากระบวนการเพ่ือให้ได้มาซ่ึง
ตัวแทนในการใช้อํานาจทางการเมือแทนประชาชนน้ันเป็นท่ี ยอมรับว่าการเลือกตั้ง เป็นรูปแบบ
พื้นฐานท่ีเหมาะสมท่ีสุดภายใต้รูปแบบอันหลากหลายของการให้ได้มาซ่ึงผู้แทนของประชาชน การ
เลือกตั้งเป็นกิจกรรมท่ีสะท้อนการแสดงออกซึ่งเจตจํานง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชน ในการส่งบุคคลหรือคณะบุคคลเชิงกลุ่มการเมืองท่ีมีอุดมการณ์และแนวนโยบายในการใช้
อาํ นาจอันสอดคลอ้ งกับความต้องการของตนเข้าไปปฏบิ ัตหิ น้าที่หรือละเวน้ การกระทําอยา่ งหน่ึงอย่าง

๒๙

ใด รวมตลอดจนถึงการตัดสินใจในนโยบายสาธารณะเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนเป็นองค์รวม
และท้ายทีส่ ุดคือการสร้างความกินดอี ยูด่ ใี หแ้ กต่ น ในฐานะที่เปน็ เจา้ ของอํานาจอธิปไตย

การเลือกต้ังจึงเป็นเครื่องมืออันสําคัญและเป็นช่องทางให้ประชาชนสามารถแสวงหา
ทางเลือกในการปกครองและสนองความต้องการของเขาเอง พิจารณาในทางทฤษฎี การเลือกต้ังถือ
เป็นกิจกรรมที่สําคัญอย่างยิ่งในกระบวนการทางการเมือง ที่เป็นพ้ืนฐานของการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตย ซ่ึงเป็นตัวบ่งชี้สําคัญอันหน่ึงว่าในช่วงเวลาหน่ึง คณะบุคคลใดจะได้ทําหน้าท่ีในการ
บริหารประเทศ และประเทศจะเป็นไปในแนวทางใดก็ด้วยความเห็นชอบหรือฉันทานุมัติของ
ประชาชนส่วนใหญ่จากกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งอาจจะมีเหตุผลหรือปัจจัยที่น่าฟังรองรับหรือเป็นไป
โดยอาศัยความร้สู กึ บางประการ ผา่ นนโยบายของผู้สมัครและพรรคการเมอื งท่ผี ู้สมคั รสังกดั น่นั เอง

สรปุ ได้ว่า การเลือกต้งั น้นั ถือได้วา่ เป็นกจิ กรรมท่สี ะทอ้ นใหเ้ ห็นหรือแสดงออกซ่งึ เจตจาํ นง
และการมีสว่ นร่วมทางการเมืองของประชาชนดังน้ัน พฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วน
จังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ นั้นได้แสดงออกถึงพฤติกรรมในด้านบวก
ดว้ ยการออกมาใชส้ ิทธิล์ งคะแนนเสยี งเลือกต้ังนายกองคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวดั พอสมควร

๒.๓.๑ ความหมายของการเลือกตัง้

การเลือกตั้ง (Election) เป็นเงื่อนไขท่ีสําคัญที่สุดประการหน่ึงของการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยเพราะการเลือกต้ังเป็นการแสดงออกซ่งึ เจตนารมณ์ของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ
ในอันที่จะมอบความไว้วางใจในตัวแทนของปวงชนไปใช้อํานาจแทนตน การออกเสียงเลือกต้ังเป็น
สิทธิขั้นมูลฐานของมนุษย์โดยเฉพาะในสังคมประชาธิปไตยอันจะเห็นได้เด่นชัดจากบทบัญญัติข้อ ๒๑
(๑) แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษย์ชน (Universal Declaration of Human Rights) สรุป
ใจความสําคัญได้ว่า “เจตจํานงของประชาชนนั้นย่อมเป็นมูลฐานแห่งอํานาจของรัฐบาลที่เป็น
ผู้ปกครองเจตจํานงดังกล่าวต้องแสดงออกโดยการเลือกตั้งอันสุจริต ซึ่งจัดข้ึนเป็นคร้ังคราวตาม
กําหนดเวลาด้วยการลงคะแนนเสียงของชายหญิง โดยถือหลักคนละหน่ึงเสียงเท่ากันและกระทําเป็น
การลับด้วยวิธกี ารอน่ื ใดทีจ่ ะรบั ประกนั ในการลงคะแนนเสียงเลือกตัง้ เปน็ ไปโดยเสรีภาพ”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้ความหมายของการเลือกตั้งไวว่า
หมายถึงการเลือกบุคคลเพื่อเป็นตัวแทนตน กรณีต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกําหนด เช่น การเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเป็นต้น นิยาม
ของการเลือกต้ังที่เข้าใจได้ง่ายได้แก่ทัศนะของ ธานินทร์ กรัยวิเชียร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยซึ่ง
กล่าวว่า การเลือกตั้งหมายถึง การท่ีประชาชนได้เลือกบุคคลหนึ่งจากบุคคลหลาย ๆ บุคคลหรือจาก
บัญชีรายช่ือหนึ่งหรือหลายบัญชี เพ่ือให้เข้าไปมีส่วนมีเสียงในคณะบริหารราชการแผ่นดิน การ
เลือกต้ังไว้ว่าการเลือกต้ังหมายถึง การท่ีบุคคลได้เลือกบุคคลหน่ึงหรือบุคคลจํานวนบุคคลหน่ึงจาก
หลาย ๆ คน หรือจากบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกต้ังบัญชีหน่ึง หรือบัญชีจํานวนหนึ่งจากบัญชีรายช่ือ
หลาย ๆ บัญชี เพื่อให้ไปกระทําการ อันหน่ึงอันใดแทนตน ความหมายเช่นน้ีเห็นได้ว่าได้จําแนก
ประเภทของการเลอื กตัง้ ไปและแฝงปรัชญาแนวคิดการเลอื กต้ังไวใ้ นตัว

๓๐

การเลือกตั้งเป็นกระบวนการทางการเมืองที่เป็นกิจกรรมทางการเมืองอันแสดงถึงการมี
ส่วนรว่ มทางการเมอื งของประชาชนผู้เป็นเจา้ ของอํานาจอธิปไตย ด้วยการไปใช้สทิ ธิ์ออกเสียงเลือกต้ัง
ผู้แทนของตนเข้าไปทําหน้าท่ีในรัฐสภาและในรัฐบาล เป็นกลไกแสดงออกถึงซึ่งเจตจํานงของ
ประชาชนท่ีเรียกร้องสนับสนุนให้มีการปฏิบัติจัดทําหรือละเว้นการกระทําอย่างใดอย่างหน่ึงในทาง
การเมืองการปกครอง และการตัดสินใจในนโยบายสาธารณะท่ีมีผลกระทบต่อประชาชน๒๓ การ
เลือกตั้งว่า การที่ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยการออกเสียงลงคะแนนตามความเห็นของ
ตนเอง โดยอิสระว่าจะเลอื กใครเป็นตวั แทนของตนเขา้ ไปใชอ้ ํานาจอธปิ ไตยบริหารกิจการของประเทศ
ผู้ท่ีจะได้รับเลือกต้ังนั้นจะเป็นผู้สมัครใจเสนอตัวเข้าไปให้ประชาชนเลือกและผู้ที่ได้รับเลือกด้วย
คะแนนเสียงส่วนใหญ่น้ันจะเป็นผู้ท่ีได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้แทนของประเทศมีสิทธิตามท่ีได้รับ
ม อ บ ห ม า ย จ า ก ป ร ะ ช า ช น ให้ เข้ า ร่ ว ม เป็ น ค ณ ะ บุ ค ค ล ดํ า เนิ น ก า ร บ ริ ห า ร แ ล ะ ป ก ค ร อ งเป็ น ต้ น
การเลือกตั้ง หมายถึง เป็นกระบวนการทางการเมืองและการปกครอง เพราะการเลือกตั้งเป็นการ
แสดงออกซ่ึงเจตจํานงของประชาชนในการปกครองประเทศ เจตจํานงดังกล่าวน้ันปรากฏอยู่ใน
ลักษณะของการเรียกร้อง (Demand) หรือสนับสนุน (Support) ต่อการตัดสินใจท้ังหลายในระบบ
การเมอื ง

การเลือกตั้งเป็นกิจกรรมทางการเมืองท่ีประชาชนผู้เป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตยได้มีส่วน
ร่วมทางการเมือง (Participation) อันเป็นกลไกที่แสดงออกซ่ึงเจตจํานงของประชาชนที่เรียกร้อง
หรือสนับสนุนให้มีการกระทําหรือการละเว้นการกระทําอย่างใดอย่างหน่ึงในทางการเมือง
หรือตัดสินใจในนโยบายสาธารณะที่จะมีผลกระทบต่อประชาชนสังคม โดยประชาชนท่ัวไปเลือก
ผู้แทนหรือพรรคการเมืองท่ีมีอุดมการณ์นโยบายและวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับตนด้วยความวาดหวังว่า
ผู้แทนหรือพรรคการเมืองนั้นที่ตนเลือกให้ไปใช้อํานาจอธิปไตยแทนตนน้ันจะนําอุดมการณ์
และนโยบายในการบริหารประเทศและทําหน้าท่ีพิทักษ์ผลประโยชน์ของตนเอง การเลือกต้ังจึงเป็น
กระบวนการแสวงหาทางเลือกในการเมืองปกครองของประชาชนน่ันเอง

การเลือกตั้ง (Election) มีนัยความหมายจําแนกออกได้เป็นสองแง่กล่าวคือ การเลือกตั้ง
ในแง่มุมของกฎหมายและการเลือกต้ังแง่มุมปรัชญา โดยในส่วนแรก การเลือกต้ังในแง่มุมของ
กฎหมายน้ัน เป็นการพิจารณาจากกฎหมายการลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง โดยทั่วไปแล้วจะมีสภาพอยู่
๓ ประการคือ๒๔ การเลือกต้ังที่เป็นสิทธิ (rights) ในแง่น้ี การเลือกต้ังถือเป็นสิทธิที่มีความสําคัญ
ประการหนึ่งท่ีรัฐจะต้องให้ความคุ้มครอง การเลือกตั้งในฐานะที่เป็นอภิสิทธิ์ (privilege) เป็นการท่ีผู้
ลงคะแนนเสียงมีความเป็นอิสระที่จะเลือกกระทําการอย่างหน่ึงอย่างใดก็ได้ ที่ได้รับการยอมรับจาก
กฎหมาย ปราศจากการแทรกแซงหรือเก่ียวข้องกับบุคคลอ่ืนเป็นต้น และการเลือกตั้งในฐานะท่ีเป็น

๒๓ กนก วงษ์ตระหง่าน, การเมืองในระบอบประชาธิปไตย, (กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๐), หนา้ ๔๑-๔๓.

๒๔ เอกชาติ แจ่มอ้น, พฤติกรรมการไปใช้สิทธิเลือกต้ังสมาชิกสภาองคก์ ารบริหารส่วนจังหวัด
องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ: คณะกรรมการการเลือกตั้ง, (กรุงเทพมหานคร: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๔๗), หน้า
๔๓.

๓๑

หน้าท่ี (duty) อันหมายถึง การที่บุคคลจําเป็นต้องกระทําหรืองดเว้นการกระทําอย่างใดอย่างหนึ่ง
การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งท่ีมีสภาพเป็นหน้าท่ีจึงเป็นไปโดยท่ีกฎหมายได้ระบุหรือบังคับให้
ผู้ลงคะแนนไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกต้ัง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่ากฎหมายได้ระบุหรือบังคับให้ผู้ออก
เสียงลงคะแนนไปใช้สิทธ์ิเลือกตั้ง โดยถือเป็นหน้าท่ีอย่างหน่ึงที่ต้องกระทําการลงคะแนนเสียงท่ี
กําหนดไว้หน้าที่ทางการเมืองของประชาชนโดยผลทางบังคับของกฎหมายน้ันเป็นเช่นนี้ ยกตัวอย่าง
ได้แก่ประเทศไทย ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กําหนดให้การเลือกต้ังเป็นหน้าท่ีของปวงชนชาวไทย
หากเพกิ เฉยจะตอ้ งถูกลงโทษด้วยการเสยี สิทธทิ างการเมอื งเป็นเด็ดขาดบางประการเปน็ ต้น

ในสว่ นทีส่ อง การเลอื กต้ังในแง่มุมปรัชญา แบง่ ออกไดเ้ ปน็ ๓ ประการ ดังน้ี
๑) การลงคะแนนเสียงเลอื กต้ังมีสภาพเป็นสิทธิตามธรรมชาติ เป็นสิทธิที่เกิดมากับบคุ คล
ในฐานะที่เป็นหน่วยหนึ่งของรัฐบาล ท้ังนี้เพราะบุคคลย่อมเสมอภาคกัน อันมีลักษณะตามธรรมชาติ
ของมนุษย์ ซ่ึงหากบุคคลผู้ใดเป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้วย่อมมีความเป็นผู้ใหญ่และไม่มีลักษณะต้องห้าม
แล้ว จะมสี ทิ ธิในการลงคะแนนเสยี งเลอื กตง้ั
๒) การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมีสภาพเป็นภารกิจสาธารณะอย่างหนึ่ง ความก้าวคืนหน้า
ของสังคมย่อมขึ้นอยู่กับการปฏิบัติงานของบุคคลให้เป็นไปตามหน้าที่อย่างชาญฉลาด เมื่อเป็นดังน้ี
แล้ว การใชส้ ิทธลิ งคะแนนเสียงเลือกต้ังจึงจาํ กดั เฉพาะแกบ่ ุคคลที่เหมาะสมเท่าน้ันและสามารถปฏิบัติ
หน้าท่ีได้ด้วยดีเท่านั้น การดําเนินการตามแนวน้ีนั้น บุคคลจึงอาจถูกกําหนดสิทธิในการลงคะแนนได้
เสมอ หากเม่อื ปรากฏวา่ บุคคลใดนั้นเขา้ ลกั ษณะท่ไี ม่สามารถใชส้ ทิ ธเิ ลือกต้ังได้อย่างถกู ต้องเลย
๓) การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งน้ันมีสภาพเป็นสิทธิคัดค้านการกระทําได้ กล่าวคือ ผู้ออก
เสียงลงคะแนนที่คัดค้านการกระทําหรือนโยบายของรัฐ จะลงคะแนนให้ผู้สมัครรับเลือกต้ังพรรค
การเมืองที่ตรงกันข้ามกับผู้สมัครรับเลือกตั้งท่ีสนับสนุนรัฐบาลหรือร่วมรัฐบาลนั้นแล้ว พรรครัฐบาล
หรือพรรคร่วมรฐั บาล ในวันทมี่ กี ารลงคะแนนเสยี งเลือกต้งั นัน้ หรอื วันเลอื กตง้ั เป็นสําคญั อยา่ งยิ่ง

พอสรุปได้ว่า การเลือกต้ัง หมายความว่า กระบวนการและกิจกรรมทางการเมืองที่
แสดงออกถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย ท้ังบทบาทในแง่
การกําหนดตัวผู้บริหารประเทศ และการแสดงบทบาทตามเจตนารมณ์ในการส่งเสริมสนับสนุนการ
บริหารประเทศของผู้มีอํานาจปกครอง ด้วยการไปออกเสียงเลือกต้ังผู้แทนของตน เพื่อทําหน้าท่ีใน
รัฐสภาและในรัฐบาล ซึ่งเป็นการให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง ดังน้ัน พฤติกรรมการเลือกต้ัง
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ โดยการออกเสียง
ลงคะแนนเลือกตัวแทนตามความเห็นโดยอิสระไปใช้อํานาจอธิปไตย ทั้งในทางนิติบัญญัติและการ
บริหารกิจการของจังหวัด ซ่ึงจะเป็นผู้ที่สมัครใจเสนอตัวเข้ามาให้ประชาชนเลือก และได้รับการเลือก
ด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่ เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับของประชาชนทั้งหมด มีสิทธิตามท่ีได้รับ
มอบหมายจากประชาชน

๒.๓.๒ ความสําคญั ของการเลือกตงั้

ความสําคัญของการเลือกตั้งไว้ว่า การเลือกต้ังเป็นหลักการสําคัญของระบบการปกครอง
แบบประชาธิปไตยโดยเร่ิมแรก ซ่ึงก็คือ การให้พลเมืองจํานวนมากที่สุด ได้ใช้อํานาจอธิปไตยในการ
ปกครอง ซึ่งก็มิอาจทําได้ในทางปฏิบัติเน่ืองจากพลเมืองมีจํานวนมาก ที่จะจัดการปกครองตนเอง

๓๒

นอกจากน้ีพลเมืองบางคนยังขาดความรู้ความเข้าใจและความสามารถในทางการเมืองการปกครองท่ี
เพยี งพอ ในขณะท่ีประชาชนบางส่วนตอ้ งมีภาระหนา้ ท่ีในการประกอบอาชีพเพ่อื หาเลี้ยงครอบครวั อีก
ด้วย การปกครองแบบประชาธิปไตยโดยตรงจึงได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นการให้ประชาชนได้ใช้อํานาจ
อธิปไตย๒๕ ผ่านทางผู้แทน กล่าวคือ ให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้งบุคคลจํานวนหนึ่งไปทําหน้าท่ีเป็น
ผู้แทนที่เขาเห็นว่าเป็นผู้มีความร้คู วามสามารถให้ไปทําหน้าที่ในการอํานาจรัฐแทนเขา ซึ่งความสําคัญ
ของการเลือกตงั้ สามารถจําแนกไว้ ๒ ลกั ษณะ ดังน้ี๒๖

๑. ความสาํ คัญของการเลอื กตัง้ ในทางทฤษฎี

ในทางทฤษฎีกล่าวได้ว่า ทฤษฎีการแบ่งอํานาจอธิปไตยออกเป็นสามส่วนคืออํานาจนิติ
บัญญัติ อํานาจบริหารและอํานาจตุลาการ มีความเช่ือมโยงกับปรัชญาการเลือกตั้ง กล่าวคือ การ
เลือกตั้งจะเป็นท่ีมาของกลไกผู้ใช้อํานาจอธิปไตยในประเทศประชาธิปไตยเท่าน้ัน ในความหมายนี้
การเลือกตั้งจึงมีความสําคัญในฐานะท่ีเป็นการยอมรับในอํานาจของประชาชนในการเป็นเจ้าของ
อํานาจอธิปไตย ซึ่งได้มีการมอบอํานาจให้กับตัวแทนของประชาชนไปปฏิบัติการแทนตาม
กระบวนการและขั้นตอนท่ีกําหนดไว้ การเลือกตั้งจึงเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีสิทธิ
ลงคะแนนเสียงได้มีส่วนร่วมทางการเมืองในการเป็นผู้ใช้อํานาจอธิปไตย ด้วยการเลือกตัวแทนเข้าไป
ทาํ หน้าที่ในทางนิติบญั ญัติ และมีความสัมพันธก์ ับอํานาจทางฝ่ายบริหาร ความสําคัญของการเลือกตั้ง
ในทางทฤษฎีท่ีเป็นไปตามนัยแห่งทฤษฎีประชาธิปไตยแบบคลาสสิกน้ี บ่งช้ีให้เห็นว่า การเลือกต้ังเป็น
การเลอื กรัฐบาลท่จี ะเข้ามาปกครองประเทศ

๒. ความสาํ คัญของการเลือกตงั้ ในทางปฏบิ ตั ิ

การเลือกต้ังในทางปฏิบัตินั้น ได้มีความสําคัญในฐานะที่เป็นสิทธิข้ันมูลฐานของมนุษย์
โดยเฉพาะในสังคมประชาธิปไตย อันเห็นได้เด่นชัดจากบทบัญญัติเชิงบังคับข้อ ๒๑ แห่งปฏิญญา
สากลวา่ ดว้ ยสิทธมิ นุษยชน (Universal Declaration of Human Rights) ซ่ึงสรุปใจความสําคัญไว้ว่า
"เจตจํานงของประชาชนย่อมเป็นมูลฐานแห่งอํานาจการปกครองของรัฐบาล เจตจํานงดังกล่าวต้อง
แสดงโดยการเลือกตั้งอันสุจริตเท่านั้น ซ่ึงจัดข้ึนเป็นครั้งคราวตามกําหนดเวลาวาระ ด้วยการ
ลงคะแนนเสียงของชายหญิง โดยถือหลักคนละหนึ่งเสียงเท่ากัน และกระทําเป็นการลับ ด้วยวิธีการ
อ่ืนใดที่รับประกันได้ว่าการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจะเป็นไปโดยเสรี" ในแง่น้ี การเลือกตั้งจะเป็น
กระบวนการทางปฏิบัติหรือข้ันตอนท่ีสําคัญท่ีสุดของประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเสรีประชาธิปไตย
และในทางปฏบิ ัติน้ี อาจจดั แบง่ ความสําคญั ของการเลอื กตั้งออกได้เปน็ ๖ ประการ ประกอบด้วย

๒๕ สารานุกรมบริแทนนิก้า (Encyclopedia of Britannica), อํานาจอธิปไตย, [ออนไลน์], แหล่งที่มา:
http://en.wikipedia.org/wiki/Sovereignty [๒๑ มนี าคม ๒๕๖๒].

๒๖ พรศักด์ิ ผ่องแผ้ว, “การเลือกตั้งกับการพัฒนาทางการเมือง”, ใน เอกสารการสอนชุดวิชาปัญหา
การพฒั นาทางการเมืองไทย, (นนทบุร:ี มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช, ๒๕๓๔), หนา้ ๑๖.

๓๓

๑) การเลือกต้ังเป็นกระบวนการทางการเมืองที่เป็นการแสดงออกซึ่งเจตจํานงหรือ
ความต้องการของประชาชนในการทีมีส่วนร่วมทางการเมือง การเลือกต้ังจึงเป็นส่วนสําคัญอย่างย่ิงใน
การสรา้ งความชอบธรรมให้เกิดข้ึนกบั ระบบการเมอื ง

๒) การเลือกตั้งเป็นกระบวนการทางการเมืองท่ีมีผลต่อการจัดต้ังรัฐบาลและการ
เปลี่ยนแปลงรัฐบาล โดยเป็นเคร่ืองมือสําคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยสันติวิธี
ก่อให้เกิดการหมุนเวียนเปล่ียนผ่านอํานาจได้อย่างดี ห้องกันการผูกขาดอํานาจและการฉ้อราษฎร์บัง
หลวง

๓) การเลือกตัง้ เปน็ กลไกสาํ คัญทเ่ี ชือ่ มโยงระหวา่ งสถาบนั ทางการเมืองกับประชาชน
เป็นอย่างดี หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าเป็นกลไกท่ีสร้างความเช่ือมโยงระหว่างโครงสร้างส่วนบน อัน
ประกอบด้วยรัฐสภา รฐั บาลและศาล กับโครงสรา้ งส่วนล่าง ซึ่งก็คือประชาชน โดยผ่านการมสี ่วนร่วม
ทางการ

๔) การเลือกต้ังเป็นกระบวนการนั้น กลไกและข้ันตอนที่แสดงถึงความเป็น
ประชาธิปไตย หรือเป็นสัญลักษณ์ของการปกครองในระบบระบอบประชาธิปไตย ซึ่งทําให้การ
เลือกตั้งเป็นเครื่องมือสําคัญในการป้องกันการใช้ความรุนแรงทางการเมืองได้ การปฏิวัติ รัฐประหาร
เม่ือการเมอื งเกิดวิกฤตการณ์ การเลอื กตั้งในแง่น้จี งึ เปน็ เคร่อื งมือประการหนึ่งทจี่ ะใช้ลดความขดั แย้ง

๕) การเลอื กตัง้ ก่อให้เกิดบูรณาการทางสังคมและความรสู้ กึ ในทางปฏิบัตทิ ี่ต่างต้องมี
สิทธิหน้าท่ีในการลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง การเลือกต้ังเป็นกลไกสําคัญท้ังในทางการเมืองและ
สังคมไทย ในการสร้างความรู้สึกร่วมกันในการเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย และการเป็นเจ้าของ
ประเทศชาติของประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกต้ังหรือเป็นกิจของพลเมืองที่พลเมืองในประชาคม
การเมอื งจะต้องปฏบิ ตั ิ

๖) การเลือกต้ังก่อให้เกิดการกล่อมเกลาทางการเมือง ทั้งนี้เพราะมีกิจกรรมทาง
การเมืองหลายประการที่เก่ียวข้องกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการหาเสียง ซึ่งก่อให้เกิดการเรียนรู้ เกิด
การสื่อสารถ่ายทอดความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสร้างเสริมการเรียนรู้ระหว่างกันจน
นําไปสู่การสร้างวัฒนธรรมทางการเมอื งรว่ มกันในที่สุด

อกี ประการหนงึ่ การเลือกตั้งมผี ลสําคัญต่อการเมืองประการหน่งึ และเป็นสิ่งกาํ หนด
ผู้ท่ีจะเข้าหรือออกจากการดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งหากจะกล่าวให้กระชับก็คือการเข้าออกจาก
อาํ นาจทางการเมือง (ทศั นะผู้เขียนบทความ) และมคี วามสําคัญตอ่ ระบบการเมอื ง คอื

๑. การเลือกต้ัง สร้างความชอบธรรมให้แก่ระบบระเบียนการปกครอง เช่น การ
เปลี่ยน แปลงรัฐบาลหรือผู้ปกครองโดยสันติ ทําให้รัฐบาลน้ันเป็นรัฐบาลในนามของสังคมประชาชน
เพราะได้รับความยินยอมให้เข้าปฏิบัติหน้าท่ีจากประชาชน และทําให้ประชาชนผู้อยู่ใต้การปกครอง
เกดิ ความผูกพันกับนโยบายต่าง ๆ ของรฐั บาลทต่ี นเลอื กเข้าไปทาํ หน้าที่ และทําใหเ้ กิดความรู้สึกวา่ ตน
มีส่วนในการปฏิบัติตามนโยบายนั้น ทั้งรัฐบาลก็จะเรียกร้องให้ประชาชนเสียสละเพ่ือประเทศได้
ลักษณะดงั กล่าวนี้ จะช่วยเสรมิ สรา้ งความชอบธรรมแกร่ ฐั บาลมากกว่าการเปล่ยี นแปลงรัฐบาล

๒. การเลือกตั้ง เป็นกลไกเชื่อมโยงที่สะท้อนทัศนคติของสาธารณชนต่อนโยบายของ
รฐั บาลและกําหนดแนวทางของนโยบายการบริหารออกมาเป็นการเลือกต้ังนั้นก่อให้เกิดคณุ ประโยชน์
แกป่ ระชาชนมากมายหลายประการ

๓๔

๓. การไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกต้ังอย่างพร้อมเพรียงกัน จะทําให้ได้มาซ่ึง
ผู้แทนราษฎรทเี่ ป็นตวั แทนของประชาชนเป็นส่วนใหญ่อย่างแท้จริง ในทางตรงขา้ มกัน หากประชาชน
ไปใช้สิทธิเลือกต้ังน้อย ผู้แทนราษฎรก็มักจะไม่มีฐานมวลชนที่กว้างขวาง ผู้แทนราษฎรที่ได้รับการ
เลอื กตัง้ กม็ ีสภาพเปน็ ผูแ้ ทนของเสียงสว่ นน้อย

๔. การเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างบริสุทธ์ิยุติธรรม ย่อมเป็นสิ่งท่ีสะท้อนให้ผู้สมัครรับ
เลือกต้ังใช้อิทธิพลโดยเฉพาะทางการเงินเพื่อให้ได้รบั โอกาสในการเลือกต้ังลดน้อยลง ในขณะเดียวกัน
การเลือกต้ังที่บริสุทธ์ิยุติธรรมก็เป็นช่องทางที่เปิดต่อคนท่ีมีความรู้ความสามารถให้เข้ามาสมัครรับ
เลือกตง้ั ได้มากขึน้ และโอกาสท่ีคนมีความร้คู วามสามารถจะได้รบั การเลือกตั้งกจ็ ะมีมากขนึ้ ตามไปดว้ ย

๕. การเลือกตั้งเป็นการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย เองจากการ
เลือกต้ังถือเป็นหัวใจของการปกครองระบอบนี้ แต่หากประชาชนไม่สนใจไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
โดยนอนหลบั ทับสทิ ธแิ์ มจ้ ะมีการกาํ หนดให้การไปใช้สิทธเิ ลือกต้งั เปน็ หนา้ ท่ีตามรัฐธรรมนญู ระบไุ ว้

สรปุ ความว่า การเลอื กตัง้ นั้น กระบวนการและกจิ กรรมทางการเมอื งที่แสดงออกถึงการมี
ส่วนร่วมทางการเมืองของ ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย ทั้งบทบาทในแง่การกําหนดตัว
ผู้บริหารประเทศ และการแสดงบทบาทตามเจตนารมณ์ในการส่งเสริมสนับสนุนการบริหารประเทศ
ของผู้มีอํานาจปกครองท้องถิ่นนั้น ด้วยการไปออกเสียงเลือกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดของตน
เพื่อทําหน้าท่ีในการบริหารจัดการการปกครองในจังหวัดของตน หรือเป็นการท่ีประชาชน ได้
แสดงออกซ่ึงมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยการออกเสียงลงคะแนนเลือกตัวแทนของเขาตามความเห็น
โดยอิสระว่าจะเลือกผู้ใดเป็นตัวแทนในการปกครองส่วนท้องถ่ินของตน ดังน้ัน พฤติกรรมการเลือกตั้ง
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ เป็นการบริหาร
กิจการของประเทศในระดับท้องถิ่น ผู้ท่ีได้รับการเลือกต้ังน้ัน จะเป็นผู้ที่สมัครใจเสนอตัวเข้ามาให้
ประชาชนเลือกด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่ เป็นท่ียอมรับ เป็นผู้แทนของประชาชนทั้งหมด มีสิทธิตาม
ท่ีไดร้ ับมอบหมายจากประชาชน

๒.๓.๓ ประเภทของการเลอื กต้ัง

การพิจารณาแบ่งประเภทของการเลือกต้ังนั้นอาจใช้หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ได้หลายวิธี เช่น
ลักษณะที่มาของการจัดการเลือกต้ัง การกําหนดเขตเลือกต้ัง วิธีการคิดคะแนน โดยพอที่จะสามารถ
แบ่งประเภทของการเลือกตัง้ ออกได้เปน็ ๔ ประเภท คือ

๑) การเลือกต้ังทั่วไป (General Election) คือ การเลือกต้ังท่มี ีผ้มู ีสทิ ธิอออกเสียงเลือกตั้ง
ท่ัวประเทศในการมาลงคะแนนเสียงพร้อมๆ กัน เป็นการเลือกต้ังคราวเดียวกันทั้งประเทศ ซ่ึงจะเป็น
เครื่องช้ีวัดกระแสทางการเมืองของประเทศได้เป็นอย่างดี แต่กระนั้น การเลือกต้ังทั่วไปก็ยังเป็นภาพ
สะท้อนความคิดเห็นแนวโน้มของกระแสความคิดทางการเมืองในประชาชนในประเทศหรือในเขต
เลือกตงั้ น้นั ๆ ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี

๒) การเลือกตั้งซ่อม (By Election) เป็นการเลือกต้ังบุคคลเข้าไปทําหน้าท่ีแทนในกรณี
ต่าง ๆ ตามท่ีกฎหมายกําหนด เน่ืองจากบุคคลนั้นขาดจากสมาชิก เช่น ตาย ลาออกถูกถอดถอนออก
จากตําแหน่ง เป็นต้น ก็จะมีการเลือกตั้งซ่อมเพื่อให้ได้ผู้แทนประชาชนเข้าไปทําหน้าท่ีในตําแหน่งนั้น ๆ
แทนบุคคลเดิม แต่มีบางกรณีที่มีคําพิพากษา หรือคําวินิจฉัยว่าการเลือกต้ังท่ีผ่านมาเป็นไปโดยมิชอบ

๓๕

ซึ่งเป็นการขาดสมาชิก และกําหนดให้เป็นการเลือกตั้งอีกประเภทหน่ึง เรียกว่า การเลือกต้ังซํ้า
(Reelection)

๓) การเลือกต้ังเพ่ิม เป็นการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนหลาย ๆ จังหวัดหรือหลายเขต
เลือกตัง้ ในคราวเดียวกัน แต่มใิ ช่การเลือกตั้งทง้ั ประเทศ

๔) การเลือกต้ังซ้ํา (Re-election) คือการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่อีกคร้ัง
หนึ่งในกรณีท่ีสภานิติบัญญัติหรือศาลยุติธรรม/ศาลรัฐธรรมนูญ อันรวมไปถึงองค์การที่ทําหน้าที่
ตรวจสอบการเลือกตั้งท่ีกฎหมายให้อํานาจไว้วินิจฉัยว่าการเลือกต้ังน้ันเป็นโมฆะ หรือผิดตัวบท
กฎหมายและได้มีคาํ ส่ังท่ีชอบให้เพกิ ถอนเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่แทนตําแหน่งท่ีพ้นไป ซึ่งอาจจะเป็น
รายบุคคลหรือรายเขตเลือกตั้งก็ได้การสังกัดกลุ่มการเมืองของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ก็เป็นเกณฑ์อีก
ประการหน่ึงที่ใช้เพื่อจําแนกรูปแบบหรือชนิดของการเลือกตั้ง ซึ่งใช้กันอยู่ในการเลือกตั้งในประเทศ
สหรัฐอเมรกิ า เปน็ ตน้ ๒๗

๑. จําแนกประเภทของการเลอื กต้ังตามเกณฑแ์ บบ คือ๒๘

การเลือกต้ังแบบอิงสังกัด (Partisan Election) เป็นการเลือกตั้งที่ปรากฏในระดับชาติ
หรือระดับประเทศ และการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นบางตําแหน่งได้แก่ การเลือกต้ังประธานาธิบดี
วุฒิสมาชิกผู้แทนราษฎร ผู้ว่าการรัฐ สมาชิกสภานิติบัญญัติ นายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเมืองเป็น
ตน้ กบั อกี ประเภทหนึ่งคือ การเลือกตงั้ แบบไมอ่ ิงสังกดั (Non-partisan Election) เป็นแบบที่ผู้สมัคร
ไม่ได้อิงสังกัดซึ่งในบางรัฐใช้เป็นรูปแบบของการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี๒๙ สมาชิกสภาเมืองหรือ
แม้แต่คณะกรรมการบริหารโรงเรียนในท้องถ่ินก็ใช้รูปแบบนี้ เทอร์เนอร์ กล่าวไว้ด้วยว่า มากกว่าหนึ่ง
ในสามของรัฐและท้องถ่ินต่าง ๆ ของอเมริกา รวมท้ังการเลือกผู้พิพากษาศาลแห่งรัฐ ใช้ลักษณะการ
เลือกตั้งแบบไม่อิงสังกัด ท้ังนี้แต่ละประเภทของการเลือกต้ังดังกล่าว ต่างก็มีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งส้ิน
กล่าวคือ การเลือกตั้งแบบไม่อิงสังกัดนั้นได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างมาก ด้วยเหตุที่ว่าผู้ได้รับ
เลือกตั้งจะยังประโยชน์ให้แก่ท้องถิ่นและรัฐของตนได้มากกว่าการที่ผู้สมัครมีสังกัด โดยเฉพาะการ
สังกัดพรรคการเมือง ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินในการรณรงค์หาเสียงเลือกต้ังและการ
ดําเนินกิจกรรมทางการเมือง ในขณะที่ผู้สมัครรับเลือกต้ังแบบไม่อิงสังกัด จะมิได้รับความสนับสนุน
และความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐแต่อย่างใด เมื่อพิจารณาการแบ่งประเภทของการเลือกต้ังโดย
อิงหรือไม่อิงสังกัดตามทัศนะของเทอร์เนอร์และคณะดังกล่าวจะพบว่า การเลือกต้ังในระดับชาติของ
ประเทศไทย ซ่ึงได้แก่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะเป็นการเลือกตั้งแบบอิงสังกัดพรรค
การเมือง ในขณะที่การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถ่ิน และผู้บริหาร

๒๗ วัชรา ไชยสาร, ระบบการเลือกต้ังกับการเมืองไทยยุคใหม่, (กรุงเทพมหานคร: นิติธรรม, ๒๕๔๑),
หน้า ๖๐.

๒๘ สมบัติ ธํารงธัญวงศ์, การเมืองอังกฤษ, พิมพ์ครั้งท่ี ๒, (กรุงเทพมหานคร: เสมาธรรม, ๒๕๔๔),
หนา้ ๑๖๓-๑๖๔.

๒๙ วิสุทธ์ิ โพธิแท่น, ประชาธิปไตย: แนวความคิดและตัวแบบประเทศประชาธิปไตย,
(กรุงเทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๓), หนา้ ๕๔.


Click to View FlipBook Version