๓๖
ท้องถิ่น เช่น สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตําบล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนายกเทศมนตรี
เป็นต้น เป็นการเลือกต้ังแบบไม่อิงสังกัด แม้ในทางจริงแล้วเรามักจะได้ยินอยู่เสมอว่า การเลือกต้ัง
ผู้แทนประชาชนดังกล่าวน้ี มักมีพรรคการเมืองหนุนหลังหรอื ใหก้ ารสนับสนนุ ไม่ทางหนึ่งก็ทางใด อันก็
มกั จะเปน็ ไปในทางลับ
๒. ระบบการเลือกตัง้
ระบบการเลือกต้ัง มีฐานะเป็นระบบการคิดคะแนนของผู้ที่มาลงคะแนนเสียงในเลือกต้ัง
เพ่ือ ชี้ขาดว่าใครเป็นผู้ได้รับการเลือกต้ังเข้าไปทําหน้าท่ีประชาชนได้เลือกในสภาหรือฝ่ายบริหารใน
กรณีที่มีเสียงข้างมากและได้รับการเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นรัฐบาลในประเทศที่ใช้รูปแบบ
การปกครองแบบรัฐสภาอีกด้วย ระบบการเลือกต้ังโดยทั่วไปที่ใช้กันอยู่สําหรับประเทศต่าง ๆ ใน
ปัจจุบัน สามารถแยกประเภทออกไดอ้ อกโดยพจิ ารณาจากความเห็นของ ไนมิและไวส์เบริ ์ก ทก่ี ลา่ วว่า
วิธีการเลือกต้ังอาจกําหนดข้ึนโดยให้เลือกบุคคลหน่ึงจากบุคคลที่เป็นผู้สมัคร อีกหลายคน และผู้ที่
ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดก็จะเป็นผู้ได้รับเลือกต้ัง ซึ่งเรียกวิธีการนี้ว่า “ระบบการเลือกตั้งโดยอาศัย
เสียงข้างมาก” ซ่ึงกล่าวได้ว่าเป็นระบบที่มีวิวัฒนาการไปตามข้ันตอนของประวัติศาสตร์ โดยเร่ิมต้น
จากประเทศอังกฤษ หรืออาจใช้วิธีการเลือกผู้สมัครจากทั้งบัญชีผู้รับสมัครเลือกต้ังซ่ึงพรรคการเมือง
เป็นผู้จดั ทําไว้ ท่มี กั เรียกกันวา่ “ระบบการเลือกต้งั แบบสัดส่วน” โดยขยายความวิธกี ารหรอื ระบบการ
เลือกต้ังไว้ว่า ระบบการเลือกต้ังแบบเสียงข้างมาก อาจมีวิธีการแตกต่างกันไปหลากหลายรูปแบบ แต่
ก็มคี ุณลักษณะทีส่ าํ คัญคือกําหนดให้ผู้ท่ไี ด้รับคะแนนสูงสุดนั้นได้รบั เลือกเป็นผู้แทน ไม่วา่ คะแนนเสียง
ท่ไี ด้มานัน้ จะเปน็ เสยี งส่วนใหญ่หรอื ไม่ หรือทเี่ รียกกันว่า ในขณะทีผ่ ู้ที่ไดร้ ับคะแนนในลาํ ดบั รองลงมา
หากเกินกว่าจํานวนที่กําหนดนั้นให้มีได้ในเขตเลือกต้ังนั้น ๆ ก็เป็นคะแนนท่ีสูญเปล่า ไม่มี
ลักษณะของการขึ้นบัญชีไว้เพือ่ รอทดแทนกรณีผู้ที่ไดร้ ับเลือกในลําดับที่สงู ขึน้ ไปพ้นสถานภาพ ซ่ึงก็ถือ
ว่าเป็นวิธีหรือระบบการเลือกตั้งโดยอาศัยเสียงข้างมากอย่างเคร่งครัด จนเป็นท่ีกล่าวถึงว่าแท้จริงน้ัน
ระบบน้ีมิได้ให้ความสนใจกับเสียงกลุ่มน้อยเลย ประเทศที่ใช้ระบบน้ีได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ
สวีเดน และการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตของไทยในปัจจุบัน แต่ว่า ด้วยข้อเสีย
ของระบบเสียงข้างมากนั้น ท่ีทําให้เสียงส่วนน้อยท่ีไม่ได้รับเลือกในกลุ่มจํานวนผู้แทนท่ีต้องการ ต้อง
สูญเปล่าไป หลายประเทศในยุโรปตะวันตก เช่น ฝรั่งเศส จึงพัฒนารูปแบบการเลือกต้ังดังกล่าวมา
เป็นวิธีการท่ีเรียกว่า“ระบบเสียงข้างมากสองรอบ” คือผู้ที่ได้รับเลือกต้ังที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดนั้น
จะตอ้ งเกินกวา่ ครงึ่ บวกหนึง่ (หรือ ๕๐%+ ๑ เสียง)ของคะแนนเสยี งทงั้ หมด(Absolute Majority)ด้วย
ในกรณีที่ ไม่มีผู้สมัครรายใดได้รบั คะแนนเสียงถึงจํานวนดังกล่าวจะต้องมีการเลือกต้ังใหม่
ในรอบท่ีสอง ซึ่งในครั้งที่สองน้ี ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดและลําดับรองลงมา จะได้รับการ
เลือกตั้งจนครบตามจํานวนท่ีต้องการ๓๐ ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงตามส่วนแห่งคะแนนเสียงท้ังหมดจะ
เป็นผู้ที่ได้รับเลือกตั้งในรูปแบบนี้ ระบบการเลือกตั้งดังกล่าวเกิดขึ้น เพ่ืออุดช่องว่างของการเลือกต้ัง
แบบเสียงข้างมาก โดยคํานึงถึงโอกาสในการได้รับเลือกต้ังของคนที่มีเสียงข้างน้อย ซึ่งเท่าท่ีเป็นการ
๓๐ เรื่องเดยี วกัน, หน้า ๑๗๐-๑๗๔.
๓๗
สะท้อนความคิดเห็นของประชาชนท่ัวท้ังหมด และยังเป็นการบังคับทางอ้อม ให้บุคคลกลุ่มต่าง ๆ
จําเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อจัดต้ังหรือรวมกลุ่มทางเป็นพรรคการเมือง ประเทศไทยก็ใช้ระบบการ
เลือกตั้งแบบนี้ ภายหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรของไทยปัจจุบัน ได้กําหนดให้มีการเลือกต้ังแบบน้ีไว้ด้วยดังนั้น และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบ
กับการเลือกตั้งแบบสัดส่วนของประเทศเยอรมันแล้ว จะพบว่า ระบบสัดส่วนของไทยมีลักษณะท่ี
ใกลเ้ คยี งกันมาก ซึ่งระบบการเลือกต้ังแบบสัดสว่ นนี้จะเปน็ แบบทีม่ กี ารเลือกตัวบุคคลเปน็ ส่วนมาก
การกําหนดให้ผู้ลงคะแนนทุกคนมีสิทธิลงคะแนนเสียงได้คนละ ๒ คะแนน คะแนนแรก
เป็นคะแนนท่ีออกเสียงให้แก่ผู้รับสมัครจากเขตเลือกต้ัง (Apportionment) ซึ่งมีได้เขตเลือกต้ังละ
หนึ่งคนส่วนอีกคะแนนหนึ่งใช้เลือกพรรคการเมือง ซึ่งจะมีความสําคัญมากเพราะเป็นส่วนที่ใช้ชี้ขาด
ต่อสถานภาพของพรรคการเมืองน้ันในท้ายท่ีสุดเมื่อมีการพิจารณาคะแนนนั้น ๆ ตามสัดส่วนแล้ว ใน
กรณีประเทศไทย หากสัดส่วนเสียงจากระบบบัญชีรายชอื่ ไดต้ าํ่ กว่าร้อยละ ๕ จากคะแนนผ้มู ีสิทธิออก
เสียงเลือกต้ังท่ีได้ลงคะแนนเลือกบัญชีรายช่ือพรรคการเมือง ก็จะมีผลให้พรรคการเมืองนั้นถูกยุบไป
ในช้นั ต้นคะแนนจากบัญชีรายชอื่ (ปาร์ตีล้ ิสต์) ซึ่งแสดงใหร้ วู้ ่า พรรคการเมอื งไดท้ ่ีน่ังในสภาเป็นจาํ นวน
เท่าใด และมีใครบ้างในบัญชีรายชื่อเรียงตามลําดับลงไปจะได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
เป็นอย่างยิ่ง นอกจากน้ี กฎหมายเก่ียวกับการเลือกต้ังของประเทศไทย ยังกําหนดให้สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรจากระบบบัญชีรายชื่อเท่านั้นจึงจะมีสิทธิน้ัน ๆ ทําหน้าที่ในตําแหน่งบริหารหรือรัฐมนตรี
ตําแหน่งต่าง ๆ ได้ โดยความเช่นน้ีเท่ากับว่า หากผู้แทนราษฎรจากระบบแบ่งเขตเลือกต้ังรายใด
ต้องการจะไปดํารงตําแหน่งรัฐมนตรี จะไม่สามารถกระทําได้เลย เว้นแต่จะต้องลาออกจากสถานะนั้น
และจัดการเลือกต้องซ่อม (By-election) ทดแทนตําแหน่งที่ว่างลง ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใน
ระบบบัญชีรายชื่อที่ได้รับการตําแหน่งให้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองฝ่ายบริหาร ก็จะต้องพ้นจาก
สมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเช่นกัน แต่ไม่ต้องมีการเลือกต้ังใหม่ แต่ให้เลื่อนลําดับของสมาชก
สภาผู้แทนราษฎรในบัญชีรายชื่อถัดไปข้ึน มาแทนระบบการเลือกต้ังอีกแบบหน่ึงที่ปรากฏให้เห็นคือ
ระบบการเลือกตั้งแบบผสม ซ่ึงเป็นการผสานระบบการเลือกต้ังแบบเสียงข้างมากและการเลือกต้ังแบบ
สัดสว่ นร่วมกนั ซึง่ สามารถแยกออกเปน็ ๒ ระบบคือ
(๑) ระบบการเลือกต้ังแบบผสมท่ีแยกการคิดคะแนนเสียงข้างมาก แต่สําหรับเขต
เลือกต้ังใหญ่จะใช้วิธีคิดแบบสัดส่วน ตัวอย่างประเทศที่ใช้ระบบการเลือกต้ังรูปแบบผสมลักษณะน้ี
ไดแ้ ก่ ประเทศฝร่งั เศส ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งฉบบั ลงวันที่ ๙ พฤษภาคม ๑๙๕๑
(๒) ระบบที่ใช้วิธีการคิดคะแนนแบบเสียงข้างมากในเขตเลือกตั้งทั้งหมด แต่ใน
ขณะเดียวกันก็ให้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรอีกจํานวนหน่ึงตามระบบสัดส่วนควบคู่กันไป ระบบน้ีใช้
อยู่ในประเทศเกาหลีใต้ ญ่ีปุ่นและการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของไทยตามรัฐธรรมนูญฉบับ
ปจั จบุ นั
๒.๓.๔ กระบวนการตดั สนิ ใจเลอื กตง้ั
สิ่งสําคัญนั้นท่ีจะมีการลงคะแนนเสียงเลือกต้ังก็คือ กระบวนการตัดสินใจเลือกตั้ง การทํา
ความเข้าใจเก่ียวกับกระบวนการตัดสินใจออกเสียงเลือกตั้งนั้นในบทความนี้ ได้หยิบยกเอาผล
การศึกษาบางส่วนมานําเสนอ อันได้แก่ กระบวนการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่ี
๓๘
ปรากฏผลการศึกษาไว้จํานวนมากกระท่ังยากจะหยิบยกมากล่าวถึงได้ท้ังหมด อย่างไรก็ตาม ผลงาน
การศึกษาแทบท้ังหมดน้ีชี้ให้เราได้เห็นกระบวนการตัดสินใจเลือกตั้งท่ีสามารถจําแนกออกเป็น ๔
ขน้ั ตอนดงั น้ี
๑. การทีไ่ ดร้ ับข่าวสารเก่ียวกับการเลอื กตัง้ และขา่ วสารเก่ียวกับผสู้ มัครรับเลอื กต้งั ข้นั ตอน
น้ีเป็นข้ันตอนแรกของกระบวนการตัดสินใจเลือกต้ัง ซึ่งจะเริ่มจากการได้รับข่าวสารว่าจะมีการ
เลือกต้งั ข่าวสารเกี่ยวกับการสมัครรับเลือกต้ัง ข่าวสารเกี่ยวกับตัวผู้สมัครเลือกต้ัง และข้อมูลเกี่ยวกับ
นโยบายต่าง ๆ ของพรรคการเมืองนั้นที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งในแง่ประเด็นของการศึกษา
กระบวนการออกเสียงเลือกต้ังในขั้นตอนน้ีพบว่า มีหัวข้อที่แตกต่างกันไป เช่นการศึกษาเกี่ยวกับการ
รับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกต้ังท่ีผลการศึกษาจํานวนไม่น้อยช่วยให้เราเข้าใจได้ว่า ประชาชนใน
ชนบทไดร้ ับขา่ วสารเกี่ยวกับการเลอื กตั้งโดยผา่ นสื่อหรอื ช่องทางใดบ้าง หรือเป็นการศึกษาในประเด็น
ว่าข่าวสารต่าง ๆ เช่นในการรณรงค์หาเสียงเลือกต้ังเก่ียวกับผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือเก่ียวกับพรรค
การเมืองท่ีส่งผู้สมัครรับเลือกต้ัง ประชาชนเลือกรับในลักษณะใดและมีการนําข่าวสารนั้นไปเป็น
หลักเกณฑ์ในการคดั เลือกผ้สู มัครรับเลือกตง้ั ใหเ้ หลือเทา่ กบั จาํ นวนสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรทตี่ อ้ งการ
จะลงคะแนนเสยี งหรือไม่ เพียงใด เปน็ ต้น
๒. เป็นขั้นตอนของการสร้างหลักเกณฑ์และให้นํ้าหนักของหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจ
เลือกต้ัง ในข้ันตอนนี้ เมื่อผู้ลงคะแนนเสียงยอมรับว่าจะต้องมีการตัดสินใจและได้รับข่าวสารต่าง ๆ
เกี่ยวกับตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือนโยบายของพรรคการเมืองที่ผู้สมัครรับเลือกต้ังสังกัดอยู่นั้น หรือผู้
ลงคะแนนเสียงท่ผี ูกพนั กบั พรรคการเมืองหรอื ผูกพันกับผู้สมคั รรับเลือกตงั้ ก็จะสรา้ งหลกั เกณฑ์ในการ
ท่ี จ ะ คั ด เลื อ ก ผู้ ส มั ค ร รั บ เลื อ ก ต้ั ง ท่ี ต น เอ ง ถู ก ใ จ ห รื อ ช อ บ ใ จ ม า ก ท่ี สุ ด ใ ห้ เห ลื อ จํ า น ว น เท่ า กั บ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่ีพึงมีได้หรือเทา่ ท่ีตนเองตอ้ งการจะลงคะแนนเสียงได้ ผู้ลงคะแนนเสียงก็จะ
สามารถสร้างหลักเกณฑ์ของตนเองว่าในการลงคะแนนเสียงคร้ังน้ีจะให้ความสําคัญกับพรรคการเมือง
ใดการเมอื งหน่ึงหรือให้ความสําคัญกับคุณสมบัติสว่ นตวั ของบุคคลที่กระทํา การที่ผู้มีสิทธิออกเสียงจะ
ลงคะแนนเสือกต้ังผู้ใด และโดยใช้หลักเกณฑ์ใดเป็นองค์ประกอบการตัดสินนั้น ย่อมข้ึนอยู่กับปัจจัย
หลายประการเช่นความรู้ความเขา้ ใจ และประสบการณท์ ้ังจากเรียนรู้ด้วยตนเองหรอื แหล่งความรูร้ อบ
ตัวเองน้ัน และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับบุคคลอ่ืนน้ัน กระบวนการออกเสียงเลือกตั้งของบุคคลใน
ข้ันตอนน้ี เกิดข้ึนต่อเน่ืองมาจากการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเพื่อให้ ผู้ลงคะแนนเสียงเห็นชอบกับตัว
ผู้สมัครรับทราบข่าวสารต่าง ๆ ท้ังในด้านส่วนตัวเองของผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือนโยบายของพรรค
การเมอื งไปยังประชาชนผูล้ งคะแนนเสียงเลือกต้ังอกี ด้วย ภายหลังจากนั้น ประชาชนผูล้ งคะแนนเสยี ง
ก็จะเริ่มประเมินข่าวสารต่าง ๆ ท่ไี ดร้ ับมานั้นสอดคล้องกบั หลกั เกณฑ์หรือจุดมุ่งหมายของผู้ลงคะแนน
เสียงหรือไม่ ผู้ลงคะแนนเสียงบางคนอาจจะได้ให้ความสําคัญกับนโยบายของพรรคการเมือง บางคน
ให้ความสาํ คญั กับคุณสมบตั สิ ว่ นตวั ของผู้สมัครรบั เลอื กตั้ง
๓. การท่ีประเมินและการจัดลําดับผู้สมัครรับเลือกต้ังนั้น เมื่อได้กําหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ
และให้มีน้ําหนักของหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการลงคะแนนเสียงตามท่ีผู้ลงคะแนนเสียงใช้เป็นหลักเกณฑ์ได้
ในการคัดเลือกรับสมัครผู้สมัครเลือกต้ังแล้ว จากน้ันจะเป็นการประเมินผู้สมัครรับเลือกต้ังแต่ละคน
(หรือเท่าท่ีผู้ลงคะแนนเสียงจะประเมิน)ว่าตามหลักเกณฑ์ท่ีได้กล่าวมาแล้วน้ัน ผู้สมัครรับเลือกต้ังแต่
ละคนควรไดร้ บั การประเมนิ ตามการประเมินของ ผลู้ งคะแนนเสยี งแตล่ ะคน
๓๙
๔. การท่ีตัดสินใจสุดท้ายที่จะลงคะแนนเสียงให้ผู้สมัครคนใดคนหนึ่งน้ัน ในขั้นตอนนี้
ตามปกติแล้ว ผู้ลงคะแนนเสียงจะตัดสินใจลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครที่มีคะแนนรวมจากการ
ประเมินมากที่สุด แต่ในขั้นตอนนี้อาจจะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นหรือเข้ามาทําให้การตัดสินใจที่
เกดิ จากการประเมนิ ผลครงั้ แรกเปลย่ี นแปลงไปได้ เช่น ผู้ลงคะแนนเสียงบางคนอาจจะลงคะแนนเสยี ง
เลือกต้ังตามอิทธิพลของอามิสสินจ้าง คําม่ันสัญญา สิ่งของหรือ เงินทอง ที่ได้รับจากหัวคะแนน
ผ้สู มัครรับเลอื กตั้งหรอื จากผูส้ มัครรับเลอื กตงั้ น้นั ๆ
สรุปได้ว่า การพิจารณาแบ่งประเภทของการเลือกต้ังน้ันอาจใช้หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ได้หลาย
วิธเี ช่น ลักษณะท่มี าของการจดั การเลอื กต้ัง การกาํ หนดเขตเลือกตั้ง ระบบการเลือกตงั้ กระบวนการตัด
สิ้นใจ วิธีการคิดคะแนน พอท่ีจะสามารถแบ่งประเภทของการเลือกตั้งออกไปได้ ดังนั้น พฤติกรรมการ
เลือกต้งั นายกองคก์ ารบริหารส่วนจังหวัดน้ันก็มกี ารใช้หลักเกณฑ์ของการเลือกต้งั น้ัน ๆ เปน็ อย่างดี
๒.๓.๕ แนวความคดิ และทฤษฎีทอี่ ธิบายแบบแผนพฤติกรรมการเลือกตั้ง
ในการศึกษาเพื่อให้ได้คําอธิบายของพฤติกรรมทางการเมือง หรือปรากฏการณ์ทาง
การเมืองอันใดอันหน่ึงโดยอยู่บนหลักการแห่งเหตุผลของ นักรัฐศาสตร์มักจะอาศัยการอ้างอิงถึง
องค์ประกอบหรอื องค์ความรู้ซึ่งได้รับการพิสูจน์มาแล้วผ่านกระบวนการหรือระเบียบวิธีวจิ ัยว่าถูกต้อง
เที่ยงแท้ ที่เรียกว่า “ทฤษฎี(Theory)” ทฤษฎีน้ีเอง อาจจะนําไปคาดการณ์พฤติกรรมหรือ
ปรากฏการณ์ทางการเมืองน้ันได้ล่วงหน้าหากมีองค์ประกอบใดที่ช้ีให้เห็นแนวโน้มเป็นไปดังท่ีว่านั้น
การศึกษาพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกต้ังในระบบการเมืองต่าง ๆ น้ัน มองในแง่หนึ่งแล้วนับได้
วา่ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามท่ีจะทําความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตยได้ เพราะความสมั พันธ์ระหว่างประชาชนกับกระบวนการปกครองน้นั ได้รับการ
กล่าวถงึ ว่าเป็นหัวใจของกิจกรรมทางการเมอื งทกุ ระบบทุกระเบียน โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ ในการปกครอง
ตามระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งเป็นกิจกรรมทางการเมืองท่ีมีปัจจัยเกี่ยวพันอย่างซับซ้อนมาก
ย่ิงขึ้น โดยเฉพาะภายใต้สภาพการณ์ท่ีการแข่งขันในการเลือกต้ังหรือการแข่งขันทางการเมืองสูงแล้ว
ก็ย่ิงมีการใช้แนวโน้มของการใชเ้ ทคนิคและกุศโลบายตา่ ง ๆ ในกจิ กรรมเลือกตง้ั ที่ซับซอ้ นเพื่อมงุ่ หมาย
ชัยชนะทางการเมืองมากขึ้นตามไปด้วย เกี่ยวกับเรื่องนี้ นักรัฐศาสตร์หลายท่านได้ให้ข้อสังเกตการณ์
ว่า การเลือกต้ังในปัจจุบัน นับวันแต่จะมีความซับซ้อนหรือมีปัจจัยที่เกี่ยวเน่ืองมากข้ึน มีการใช้
นวัตกรรมทางการตลาดการเมืองหรือมีการใช้เงินในการเลือกตั้งเป็นจํานวนมาก สิ่งเหล่านี้ ล้วน
แล้วแต่เปน็ ปจั จัยตอ่ การสร้างรูปแบบ
เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการเลือกต้ังในฐานะที่เป็นผู้นําทางสังคม โดยอิงทัศนะของแมกซ์
เวเบอร์ (Max Weber) นักสังคมวทิ ยาชาวเยอรมนั เราอาจจําแนกลักษณะของพฤติกรรมการเลอื กต้ัง
ของบคุ คลออกได้เปน็ ๔ ประเภท คอื
๑. การออกเสียงเลือกต้ังเป็นการกระทําที่มีเจตจํานงเชิงเหตุผล อันได้แก่ การท่ีผู้เลือกตั้ง
มีการคิดคํานึงถึงผลประโยชน์ที่จะได้จากการไปใช้สิทธ์ิเลือกตั้ง เช่น การมุ่งหวังท่ีจะเลือกคนท่ีตนเอง
สนับสนุนให้เข้าไปมีอํานาจ เพ่ือท่ีจะกําหนดนโยบายได้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตนเองกล่าวคือ
การท่ีจะบรรลุเปา้ หมายผลประโยชน์ โดยการใช้การเลอื กต้ังเป็นวธิ กี ารทจี่ ะบรรลุเปา้ หมายนน้ั
๔๐
๒. การออกเสียงเลือกต้ังเป็นพฤติกรรมหรือการกระทําตามค่านิยม ได้แก่ ผู้ท่ีไปใช้สิทธิ
ออกเสียงเลือกต้ังเห็นว่า การไปเลือกตั้งมีความมุ่งหมายในแง่คุณค่าอยู่ในตัว ยกตัวอย่างเช่น คนท่ีมี
ความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยจะเห็นว่าการเลือกต้ังมีคุณค่าในแง่ท่ีเป็นการส่งเสริมการ
ปกครองแบบประชาธปิ ไตย จงึ ตัดสนิ ใจไปใชส้ ิทธิเลอื กต้ัง
๓. การออกเสียงเลือกต้ัง เป็นการกระทําตามอารมณ์หรือความพึงพอใจแบบปราศจาก
เหตผุ ลเช่น คนที่มคี วามรู้สึกรักใคร่ชอบพอตวั ผู้สมัครรับเลือกตง้ั บางคน แลว้ ไปใช้สทิ ธิเลือกต้ังอันเป็น
การแสดงความรักความศรทั ธาต่อบุคคลนน้ั
๔. การออกเสยี งเลอื กตง้ั เปน็ การกระทําตามประเพณี เช่น คนท่ไี ปใช้สิทธเ์ิ ลอื กต้ังบางคน
ไปใชส้ ิทธิเพราะความเคยชนิ หรือเหน็ คนอืน่ กระทําและกระทําตาม เปน็ ต้น๓๑
นักสังคมศาสตร์ ซึ่งโดยมากก็คือกลุ่มนักสังคมวิทยาและนักรัฐศาสตร์ ได้แบ่งทฤษฎีการ
ลงคะแนนเสียงเลือกตัง้ ออกเปน็ ๓ กลุม่ ดงั น้ี
๑) ทฤษฎีปัจจัยตัวกําหนด (Deterministic Theory) ทฤษฎีปัจจัยตัวกําหนด คือ
ปัจจัยด้านสถานภาพทางสังคมเป็นตัวกําหนดพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง ทฤษฎีดังกล่าว
เสนอว่าปัจจัยด้านสถานภาพทางสังคมนั้นอันเป็นภูมิหลังของบุคคลท้ังในระดับกว้างและลึก
จนกระทั่งถึงชว่ งที่จะมกี ารตดั สนิ ใจน้นั มีอิทธิพลอย่างสาํ คัญต่อพฤติกรรมการลงคะแนนเสยี งเลือกตั้ง
โดยแนวความคิดท่ีเป็นพ้ืนฐานของทฤษฎีน้ีได้แก่ ตัวแบบผลักดันทางสังคม (Social Forces Model)
ของพอล ลาซาร์สเฟลด์, ทฤษฎีสนาม (Field Theory) ของ เคิร์ต เลวิน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทฤษฎี
ประเภทนี้เป็นการเสนอเงื่อนไขท่ีกําหนดรูปแบบ (pattern) ของพฤติกรรม ซึ่งไม่ได้มุ่งที่จะสรุปรวม
เชิงนิรนัย (Deductive Generalization) หรือทํานายพฤติกรรมในอนาคต หากให้ประโยชน์สําคัญใน
ด้านการจัดตัวแปรอันหลากหลายที่เกี่ยวข้องให้เป็นระเบียบ ส่วนปัจจัยทางสังคมที่กําหนดพฤติกรรม
การลงคะแนนเสียงเลือกต้ังของบุคคลตามนับทฤษฎีน้ีได้แก่ ปัจจัยทางด้าน อาชีพ อายุ เพศ รายได้
การศึกษาและท่ีอยู่อาศยั เปน็ ตน้
๒) ทฤษฎีความสํานึกเชิงเหตุผล (Consciously Rational Theory) ทฤษฎีนี้ เป็นตัว
แบบหน่ึงของการนําแนวคิดเชิงเศรษฐศาสตร์มาอธิบายเก่ียวกับการตัดสินใจในการลงคะแนนเสียง
เลือกต้ังของบุคคลหรือประชาชน ซึ่งก็เป็นมุมมองหน่ึงที่นํามาใช้วิเคราะห์สาเหตุการตัดสินใจเลือกตั้ง
และได้รับความนิยมเป็นอันมากมุมมองหนึ่งได้การศึกษาพฤติกรรมการออกเสียงเลือกต้ังด้วยมุมมอง
เชิงเศรษฐศาสตร์นี้ เป็นการพิจารณาพฤติกรรมบนพ้ืนฐานของความชอบด้วยเหตุและผลของมนุษย์
กับการตัดสินใจทางการเมือง โดยเรียกตัวแบบท่ัวไปที่ใช้เป็นกรอบในการศึกษาว่า "ตัวแบบการเลือก
โดยเหตุและผล” (Rational Choice Model) แฮรอพ และมิลเลอร์ กล่าวไว้ว่า ตามตัวแบบนี้ ผู้
ลงคะแนนเสียงท่ีมีเหตุผล (Rational Voter) จะรู้ว่าผลประโยชน์ของเขาจากการลงคะแนนเสียง
๓๑ สุจิต บุญบงการ และ พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว, พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของคนไทย,
(กรงุ เทพมหานคร: จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย, ๒๕๓๐), หน้า ๖๕.
๔๑
เลือกต้ังคืออะไร ทั้งจะสามารถประเมินได้ว่าผู้สมัครจะให้ประโยชน์แก่ตนได้มากน้อยเพียงใด๓๒ และ
ลงคะแนนเสียงตามผลการประเมินของเขาน้ัน รวมทั้งผู้ลงคะแนนจะลงคะแนนเมื่อการลงคะแนนนั้น
ให้ผลคุ้มค่ากับการลงทุนของเขา๓๓ ตัวแบบการเลือกโดยเหตุและผลดังกล่าวไปแล้ว ต้ังอยู่บนฐานคติ
ทสี่ าํ คัญ ๓ ประการคอื
(๑) ถือว่าการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นเคร่ืองมือที่จะนํามาซ่ึงผลประโยชน์หรือ
เป้าหมายท่ีประชาชนต้องการ ดังนั้น การตัดสินใจลงคะแนนเสียงของผู้ลงคะแนน จะพิจารณาจาก
ผลประโยชน์ของตนเป็นทีต่ ง้ั
(๒) ให้ความสําคัญกับเป้าหมายทางการเมืองกล่าวคือ การลงคะแนนเสียงของผู้
ลงคะแนนเสยี งน้ัน จุดสนใจมุง่ ไปทเี่ ป้าหมายทางการเมืองของผลู้ งคะแนนเสียง
(๓) ถือว่าการตัดสินใจลงคะแนนเสียง ผู้ลงคะแนนเสียงจะกระทําอย่างละเอียด
รอบคอบ ระมดั ระวัง โดยใช้ข่าวสารท่ีมากเพียงพอ
ทฤษฎีความสํานึกเชิงเหตุผล ให้ความสําคญั กบั การบริหารการเลอื กตั้งตัวผู้รับสมัคร
เลือกตั้ง พรรคการเมือง การรณรงค์หาเสียง นโยบายของพรรค การแจกจ่ายส่ิงของอันรวมถึงการใช้
เงินในการเลือกต้ัง ซ่ึงเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสํานึกตรึกตรองของผู้ไปใช้สิทธิลักษณะเช่นน้ี
คล้ายกับกรอบความคิดเชิงเหตุผล (Rational Framework) ของผู้ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ดังเช่น
งานที่สําคัญในด้านการตัดสินใจของผู้บริโภคทางเศรษฐศาสตร์ อันได้แก่ “The Economic Theory
of Democracy” ของแอนโทน่ี ดาวน์ (Anthony Downs) และ “The Responsible Electorate”
ของ วี โอ คีย์ (V. O. Key)
แนวความคิดทฤษฎีของดาวน์ กล่าวไว้ในงานเขียนเรื่อง “การศึกษารัฐศาสตร์ แนว
ทางการตัดสินใจ และทฤษฎีเกม” ว่า ผู้มีสิทธิเลือกต้ังจะไปลงคะแนนเสียงถ้าผลตอบแทนท่ีได้รับ
คุ้มค่า ซ่ึงเป็นการใช้แนวคิดว่าด้วยความชอบด้วยเหตุผลของมนุษย์เศรษฐกิจ (economic man) มา
ใช้ในการตัดสินใจทางการเมือง ส่วนกรณีการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกต้ังนั้น เป้าหมายในการ
ตัดสินใจของแต่ละคนคือเป้าหมายทางการเมือง โดยไม่สนใจอารมณ์หรือค่านิยมส่วนตัวที่ไม่ใช่เร่ือง
เป้าหมายทางการเมือง ผู้มีสิทธ์ิเลือกต้ังกรณีเช่นนี้จึงเป็นมนุษย์การเมือง (political man) โดยดาวน์
ได้ต้ังข้อสมมติฐานว่า มนุษย์การเมืองและพลเมืองธรรมดาที่มีเหตุผล ซ่ึงพิจารณาจากสถานการณ์ทุก
สถานการณ์จะดทู ่ีผลท่ีพงึ จะได้และจะเสีย ทัง้ น้โี ดยเล็งเหน็ เปา้ หมายของการเลือกตั้ง
การเมืองคือการจัดรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยท่ีสอดคล้องกับความต้องการของเขา
มากท่ีสุด ดังน้ัน ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่ละคนจะปฏิบัติตนอย่างสมเหตุสมผลในการ
แสวงหาเป้าหมายทางการเมืองเฉพาะตนคือคิดคํานวณ โดยยึดค่านิยมของตนเป็นด้านหลัก เช่นใน
๓๒ สุวัฒน์ ศรีพงษ์สุวรรณ, “ความคิดเห็นของประชาชนต่อการเลือกต้ังสมาชิกวุฒิสภา : ศึกษากรณี
ประชาชนในเขตบางนา ในการเลือกต้ังเมื่อวันท่ี ๔ มีนาคม ๒๕๔๓”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
รัฐศาสตร์, (บัณฑติ วิทยาลัย: มหาวทิ ยาลัยรามคาํ แหง, ๒๕๔๕), หนา้ ๑๒.
๓๓ พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว, “การเลือกตั้งกับการพัฒนาทางการเมือง”, ใน เอกสารการสอนชุดวิชาปัญหา
การพฒั นาทางการเมอื งไทย, (นนทบุร:ี มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช, ๒๕๓๔), หนา้ ๑๖.
๔๒
สถานการณ์ที่มีพรรคการเมือง ๒ พรรค เขาจะตัดสินใจว่าต้องการให้พรรดใดชนะ โดยพิจารณา
ผลงานท่ีผา่ นมาในอดีต การที่บุคคลตัดสินใจเช่นน้ีก็โดยคาดหวังว่าเขาจะได้ประโยชน์จากการท่ีพรรค
นั้นหากได้เป็นรัฐบาล ส่วนกรณีท่ีมีพรรคการเมืองหลายพรรค นักวิชาการจากกรมการปกครองได้
อธิบายทัศนะของแอนโทนี่ ดาวน์ไว้ว่าบุคคลจะพิจารณาลงคะแนนเสียงเลือกผู้ใดในเง่ือนไขต่าง ๆ
ดังน้ี๓๔
(๑) ถ้าพรรคการเมอื งที่ผู้ลงคะแนนชอบมีทางชนะ เขาจะลงคะแนนให้พรรคน้ัน
(๒) ถ้าพรรคการเมืองท่ีผู้ลงคะแนนชอบไม่มีโอกาสชนะเลย เขาจะลงคะแนนให้
พรรคอื่นซ่ึงดูจะมีทางชนะ ทั้งน้เี พ่ือป้องกันมิใหพ้ รรคการเมอื งที่เขาไมช่ อบเป็นผชู้ นะ
(๓) ถ้าผู้ลงคะแนนเป็นผู้ที่มุ่งอนาคต เขาจะลงคะแนนให้พรรคท่ีเขาชอบถึงแม้จะไม่
มโี อกาสชนะ ท้งั นเี้ พอ่ื เป็นการเปิดทางไว้ใหพ้ รรคการเมอื งมโี อกาสชนะการเลอื กตัง้ ในอนาคต
ตัวอย่างข้อเขียนของนักวิชาการต่างประเทศท่ีใช้กรอบแนวคิดดังกล่าวท่ีน่าสนใจได้แก่
งานของวี โอ คีย์ ท่ีสรุปจากการศึกษาในการเลือกต้ังประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่า ผู้ที่เปลี่ยนใจ
สนับสนุนจากพรรคการเมืองหนึ่งไปเป็นอีกพรรคหน่ึง หรือยืนยันสนับสนุนพรรคเดิมไม่เปล่ียนแปลง
ต่างก็ใช้ความพอใจในการดําเนินนโยบายของพรรค เป็นเหตุผลในการตัดสินใจท้ังส้ิน ส่วนอีกชิ้นหนึ่ง
ได้แก่ผลงานของ ไนมี และไวส์เบิร์ก ที่สรุปไว้ว่าการที่ผู้ลงคะแนนเสียงจะตัดสินใจว่าจะไปลงคะแนน
เสียงหรือไม่และจะเลือกใคร ผู้ลงคะแนนเสียงจะพิจารณาถึงผลประโยชน์ของผู้ลงคะแนนเสียงเอง ซ่ึง
ตามปกติแล้วเขาก็จะเลือกหรือลงคะแนนให้ผู้รับสมัครท่ีมีนโยบายใกล้เคียงกับความคิดของเขามาก
ท่ีสุด ทัศนะของอัลวิน รูกี้ (Alvin Rougie) ที่อธิบายเก่ียวกับแบบแผนพฤติกรรมการเลือกต้ังของ
ประชาชนในประเทศโลกทีส่ าม ซงึ่ ประเทศไทยก็ถกู จัดกล่มุ อย่ใู นกลุม่ นี้ด้วย ว่า รูปแบบการลงคะแนน
เสียงเลือกต้ังของประชาชนมักเป็นไปในแบบอุปถัมภ์ (Clientelist Votes) กล่าวคือ ประชาชนจะไป
ลงคะแนนเสียงเลือกต้ังด้วยความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ การลงคะแนนเสียงแบบอุปถัมภ์น้ีแบ่งออกเป็น
๒ ประเภท คอื
๑. การไปลงคะแนนเสียงอย่างเป็นกลุ่มก้อน (Gragarious Votes) ซ่ึงหมายถึงการท่ี
ผู้ไปเลือกต้ังมุ่งไปใช้สิทธิ์โดยมีเหตุผลท่ีจะตอบแทนบุญคุนของผู้สมัคร โดยลักษณะความสําคัญของ
พฤตกิ รรมแบบน้ีเกิดจากความรจู้ ักคุ้นเคยเปน็ การสว่ นตัวหรอื ไดร้ ับการอปุ ถัมภ์กบั มาแตใ่ นอดีต
๒. การขายเสียง (Sold Votes) เป็นการที่ประชาชนไปลงคะแนนเสียงเลือกต้ังโดย
แลกกบั การรับเงนิ หรือส่ิงมคี ่าต่าง ๆ อนั ได้แกเ่ ส้อื ผา้ อาหารและเคร่ืองใช้ เปน็ ต้น๓๕
๓๔ รัษฎา บันเทิงสุข, “พฤติกรรมการเลือกตั้งของผู้มีอายุ ๑๘-๑๙ ปี ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร วันท่ี ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๘ ศึกษากรณีอําเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่”, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต,
(บณั ฑติ วทิ ยาลัย: มหาวิทยาลัยเชียงใหม,่ ๒๕๔๐), หนา้ ๔๓.
๓๕ กนก วงษ์ตระหง่าน, การเมืองในระบอบประชาธิปไตย, (กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลยั , ๒๕๔๐), หนา้ ๕๓.
๔๓
ความเป็นจริงท่ีปรากฏอยทู่ ุกวันนี้ในสังคมไทย วา่ มีการจ่ายเงินซ้ือเสียงเป็นจํานวนมากใน
การเลือกตั้งแต่ละครั้ง และหลายครั้งท่ีบรรดาผู้เช่ียวชาญและสื่อมวลชนต่างคาดประมาณให้เห็นว่า
เม็ดเงินที่ใช้ในการซ้ือเสียงเลือกตั้งแต่ละคร้ัง เมื่อรวมกันแล้ว เป็นจํานวนท่ีมหาศาลนับเป็นหลาย
พันล้านบาท ในกรณีประเทศไทย โดยทั่วไปพรรคการเมืองไทยจะมีนโยบายท่ีคล้ายคลึงกัน และไม่
ค่อยให้ความสําคัญกับนโยบายของพรรคเท่าใดนัก ดังน้ัน คุณสมบัติส่วนตัวของผู้สมัคร จึงมี
ความสําคัญมากกว่านโยบายของพรรค จึงได้ปรากฏภาพว่าที่ผ่านมาหลายคราว ในการหาเสียง
เลือกตั้งผู้สมัครจะมุ่งชูคุณสมบัติส่วนตัวมากกว่าจะพูดถึงนโยบายของพรรคการเมืองท่ีเขาสังกัด หรือ
ใช้ยุทธวิธีการโจมตีเร่ืองส่วนตัวของคู่แข่งมากกว่าจะโจมตีหรือพูดถึงเร่ืองนโยบายของพรรค และมัก
พูดแสดงให้ประชาชนเห็นว่าเขาจะทําอะไรให้กับชุมชนและประชาชนในเขตเลือกต้ังของเขาบ้างหาก
ไดร้ ับเลือก นอกจากนี้ ในการลงคะแนนเสียงเลอื กตัง้ ประชาชนจะพจิ ารณาคณุ สมบัติของผู้สมัคร ซ่งึ ก็
คือความพร้อมและความสามารถของผู้มาสมัครที่จะทําหน้าท่ีสนองความต้องการหรือแก้ปัญหาความ
เดือดรอ้ นของชุมชนไดม้ ากน้อยเพยี งใดเปน็ เกณฑใ์ หญ่
๓) ทฤษฎีระบบ
แนวทางการศึกษาพฤติกรรมการเลือกต้ังในเชิงระบบ ที่ได้ประยุกต์เอาทฤษฎีระบบ
การเมือง (Political Systems Theory) ของเดวิด อีสตัน (David Easton) มาใช้เป็นกรอบแนวทาง
ในการศึกษาพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง และถือว่าเป็นแนวการศึกษาวิเคราะห์หน่ึงที่ได้รับ
ความนยิ มโดยทัว่ ไปของนกั รฐั ศาสตร์
ทฤษฎีนี้พิจารณาว่า การลงคะแนนเสียงตามปกติ (Normal Votes) คือความสมดุลของ
ความนิยมในพรรคการเมืองสองพรรคใหญ่ในการเลือกต้ังท่ีมีลักษณะของการเลือกพรรคหรือมีความ
นิยมในพรรคใดพรรคหน่ึงเป็นฐานเช่นในอเมริกา ความสมดุลของระบบการเมืองว่าการขึ้นลงของ
อัตราการลงคะแนนเสียงและการเลือกคนใดคนหนึ่งนั้นข้ึนอยู่กับส่วนผสมของปัจจัยแวดล้อม ซึ่งผัน
แปรไปในชว่ งสมัยท่ีมกี ารเลือกตง้ั ซง่ึ เป็นปัจจัยทีม่ ีผลระยะสั้น (Short term Forces) เช่น ความสนใจ
ในตัวผู้สมัคร ความเห็นต่อนโยบาย และปัญหาทางการเมืองภาพพจน์ต่อการปฏิบัติงานของพรรค
สถานการณ์ภายในและภายนอกประเทศ สภาพการแข่งขันของผู้สมัคร เป็นต้น เมื่อประมวลรวมกัน
แล้วจะมีผลต่อปัจจัยพ้ืนฐาน คือความนิยมพรรค ท่ีถือว่าเป็นแรงผลักดันในระยะยาว (Long-term
Force) ซึ่งอาจทําให้ผู้ลงคะแนนเสียงเปล่ียนความนิยมพรรคจากพรรคหนึ่ง เป็นการแกว่งออกจาก
สภาวะสมดุล “ปกติ” และเมื่อถึงการเลือกต้ังคราวต่อไปก็มักจะแกว่งกลับ โดยภาวะสมดุล
(Equilibrium) เช่นน้ีไปเร่ือย ๆ ซ่ึงก็คือ พิจารณาทําให้ปัจจัยท่ีเป็นตัวกําหนด (Deterministic) และ
ความสํานึกเชิงเหตุผลท่ีเกิดจากปัจจัยระยะส้ันเฉพาะช่วงสมัย (Short Term Forces) การใช้ทฤษฎี
ดังกลา่ วจงึ มลี กั ษณะเปน็ ตัวแบบเชิงการทํานาย (Predictive Mode)
๔๔
ตัวอย่างงานการศึกษาพฤติกรรมการเลือกตั้งท่ีอิงแอบแนวคิดทฤษฎีเชิงระบบของแคม
เบลล์ และคณะ เป็นสภาพนิง่ ทเี่ กิดภาวะสมดุลของระบบ (Homeostatic) ซ่ึงอัตราการข้นึ ลงของการ
คะแนนเสียงและเลือกพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง เกิดจากส่วนผสมระหว่างปัจจัยพื้นฐานระยะ
ยาวคือความนิยมในพรรค กับปัจจัยระยะส้ันคือความพอใจในผู้สมัคร๓๖ นโยบายท่ีเก่ียวกับประเด็น
ปัญหาทางการเมืองภาพพจน์ท่ีมีผลต่อการปฏิบัติงานของพรรค และสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงท้ัง
ภายในกับภายนอกประเทศ ซึ่งจะผันแปรไปในแต่ละช่วงสมัย เม่ือผู้ลงคะแนนเสียงนําปัจจัยต่าง ๆ
เหล่าน้ีมารวมกันประกอบในการพิจารณาตัดสินใจ ก็จะก่อให้เกิดความชอบพรรคหนึ่งมากกว่า อีก
พรรคหนึ่ง ซึ่งทําให้ความสมดลุ ในระบบเสียไปและเมื่อถึงการเลอื กต้ังครั้งใหม่ ก็มักจะแกว่งตัวกลับมา
เช่นน้ีเร่ือยไป นอกจากแนวความคิดและทฤษฎีที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีทฤษฎีท่ีอธิบายถึงการไปใช้
สิทธเิ ลอื กต้งั ของประชาชน อีกหลากหลายทฤษฎีดงั นี้
(๑) ทฤษฎีประชาธิปไตย (Democracy) คือ การยอมรับสิทธิเสรีภาพของ
ประชาชนและเป็นการปกครองท่ีชอบธรรม ซ่ึงมีนักทฤษฎีหลายท่านได้เน้นถึงการยอมรับสิทธิ
เสรีภาพ ความเสมอภาค และการมีความรับผิดชอบในการบริหารประเทศชาติโดยถือว่าอํานาจสูงสุด
ในการปกครองมาจากประชาชน โดยประชาชนเลือกผู้แทนเข้าไปดําเนินการบริหารซ่ึงตามความคิด
ของนักทฤษฎีประชาธิปไตย ระบบมีผู้แทน เช่น จอห์น ลอคส์ และโทมัส เจฟเฟอร์สัน (John Locks
and Thomas Jefferson) ถือว่าประชาชนมีความเสมอภาคกันและมีความสามารถท่ีจะเข้าร่วม
บริหารงานปกครองประเทศชาติ แต่เม่ือประชากรมีมากจึงต้องมีการเลือกผู้แทนเป็นตัวแทนของ
ประชาชนไปเป็นปากเสียงแทนประชาชน ผู้มีสิทธ์ิเลือกต้ังต้องใช้สิทธิอย่างอิสระปราศจากการใช้
อทิ ธพิ ลหรอื อามสิ สนิ จา้ งใด ๆ ดงั นนั้ ประชาชนจงึ ต้องไปเลือกผู้แทน เพื่อให้ทาํ หน้าท่ีต่าง ๆ แทนตน
(๒) ทฤษฎีการแลกเปล่ียน (Exchange Theory) มีสาระสําคัญเบ้ืองตนคือ ใน
การอยู่ร่วมกันในสังคมมนุษย์เราต้องมีปฏิสัมพันธ์ในเชิงการแลกเปล่ียนต่อกัน โฮแมนส์ (George
Homans) ได้พัฒนาทฤษฎีการแลกเปล่ียนจากการทดลองของ สกินเนอร์ (B .F. Skinner) ซึ่งได้
ทดลองแสดงพฤติกรรมของนกพิราบโดยวางเงื่อนไขการให้รางวัล คือ เมล็ดข้าว ถ้านกพิราบไปจิกท่ี
ปุ่มอื่นก็จะได้รับการลงโทษโดยจะมีกระแสไฟฟ้าดูดอ่อน ๆ จนเกิดความเจ็บปวดและระคายเคือง๓๗
ต่อมานกพิราบก็จะเกิดการเรียนรู้ต่อพฤติกรรมของตนและจะแสดงออกซ่ึงพฤติกรรมที่ตนเองได้
ประโยชน์ คือ จิกปุ่มท่ีตัวมันจะได้เมล็ดข้าวกินเม่ือมันต้องการอาหาร โฮแมนส์ได้เปรียบเทียบกับ
พฤติกรรมของมนุษย์ซึ่งไม่แตกต่างจากสัตว์โลก คือ คนเราจะคบหาสมาคมกันอย่างใกล้ชิดหรือขึ้นอยู่
กบั การสนองตอบความต้องการและทําประโยชน์ ซงึ่ เปน็ ตัวกาํ หนดพฤติกรรมของคนท่อี ยู่ร่วมกัน
๓๖ พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว, “การเลือกต้ังกับการพัฒนาทางการเมือง”, ใน เอกสารการสอนชุดวิชาปัญหา
การพัฒนาทางการเมอื งไทย, (นนทบุร:ี มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช, ๒๕๓๔), หนา้ ๑๖.
๓๗ สมชาย ตลิ ังการณ,์ “พฤตกิ รรมการออกเสียงเลอื กต้ังกับจิตสาํ นึกทางการเมอื งของชาวเชยี งใหม่ใน
การเลือกต้งั ทั่วไป: กรณีศึกษาเขตอําเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชา
รัฐศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลยั : มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่, ๒๕๖๑), หนา้ ๖๕.
๔๕
ทฤษฎีการแลกเปลี่ยนของโฮแมนส์น้ี ช่วยอธิบายให้เราทราบว่า การท่ีผู้เลือกตั้ง
บางส่วนไปเลือกผู้แทนก็เพื่อเป็นการแลกเปล่ียนกับทรัพย์สินผลประโยชน์ได้รับความยกย่อง ความ
สะดวกสบายหรือตําแหน่งหน้าที่ท่ีคาดว่าจะได้รับ ส่วนผู้สมัครรับเลือกต้ังก็ใช้เงินบ้าง ผลประโยชน์
บ้าง การยกย่องนับถือว่าเป็นกลุ่มเดียวกันบ้างหรือตําแหน่งหน้าที่บ้าง ให้แก่ผู้สนับสนุนลงคะแนน
ใหแ้ กต่ น เปน็ การแลกเปล่ียนกบั คะแนนเสียงที่ตนไดร้ บั
๓) ระบบอุปถัมภ์ (Patron-Client) เป็นแนวคิดที่กล่าวถึงความสัมพันธ์เชิงการแลก
แลกเปล่ียนต่างตอบแทนกันของคนสองฝ่ายที่ไม่เท่าเทียมกัน (Reciprocative Relationship) ที่มี
วิวัฒนาการมาจากระบบชนช้ัน และสถานภาพทางสังคม(Class and Status) ตามแนวคิดของ เวเบอร์
(Max Weber) ต่อผู้มีฐานะสูงมีทรัพย์สินมากเป็นผู้อุปถัมภ์ เพ่ือต้องการได้รับการยอมรับหรือเม่ือมี
ความจําเป็นที่เรียกใช้ก็ได้รับการบริการสนองตอบ รวมตลอดถึงความจงรักภักดีด้วย โดยเฉพาะ
ประเทศไทยซึ่งเคยมีไพร่มีทาสมาก่อน ทําให้สถานภาพของคนท่ีมีฐานะยากจนและด้อยโอกาสมัก
แสวงหาท่พี ึ่งจากผูม้ ีฐานะร่ํารวย สว่ นหนงึ่ คือ นักการเมืองทสี่ มัครจะใช้วธิ กี ารใหค้ วามอุปการะในดา้ น
ตา่ ง ๆ เชน่ เวลาเจบ็ ไข้ได้ป่วยหรือตาย ญาตกิ จ็ ะไปขอความช่วยเหลอื จากผู้มฐี านะดกี ว่าตน เมอื่ ไดร้ ับ
การช่วยเหลืออยู่ในความอุปถัมภ์ก็จะไปลงคะแนนเสียงให้ เป็นการตอบแทนบุญคุณท่ีช่วยเหลือตน
เคยไดร้ บั อปุ ถมั ภ์มาแต่เก่าก่อน
๔) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Personal Relations) แนวคิดน้ีมีสาระอยู่ว่า ใน
ฐานะที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มนุษย์จะต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม (Human Group) สร้างความสัมพันธ์
อันเกิดจากการคบหาสมาคมกันทําให้คนท่ีอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น กลุ่มญาติ กลุ่มนักศึกษา กลุ่ม
สถาบัน กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มอาชีพ สมาคมและกลุ่มการเมือง ทําในส่ิงที่จะสร้างความพึงพอใจแก่ผู้ที่ตน
รู้จัก และหลีกเล่ยี งภาวะทจ่ี ะสรา้ งความไม่พอใจใหเ้ กิดขึน้ กับสมาชิกอ่ืนทีอ่ ยู่ในกลุ่ม
สรุปได้ว่า ในสังคมประชาธิปไตยท่ัวไปถือเอาการเลือกตั้งเป็นกลไกเพ่ือแสดงถึงการมีส่วน
ร่วมทางการเมืองของประชาชนในฐานะท่ีเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย หรืออํานาจสูงสุดของการ
ปกครองประเทศเป็นส่ิงกําหนดตัวบุคคลที่จะเข้ามาทําหน้าที่ทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร
หรือฝ่ายนิติบัญญัติตามกรอบกติกาที่รัฐธรรมนูญของประเทศบัญญัติไว้ ด้ังน้ัน พฤติกรรมในการออก
เสียงเลือกตั้งจึงเข้าสู่ประชาธิปไตยกับการเลือกตั้ง เก่ียวข้องสัมพันธ์กันท้ังในลักษณะท่ีการเลือกต้ัง
เป็นกลไกให้ได้มาซึ่งตัวแทนของประชาชนเป็นที่ยอมรับทั่วไป และในการปกครองแบบประชาธิปไตย
กอ็ าศยั การเลือกตัง้ เป็นกลไกเขา้ ส่อู าํ นาจของฝา่ ยการเมืองในฐานะตวั แทนของประชาชน เป็นต้น
๔๖
ตารางท่ี ๒.๔ สรุปแนวความคดิ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกับการเลอื กตัง้
นกั วชิ าการหรอื แหลง่ ข้อมูล แนวคิดหลัก
กนก วงษ์ตระหงา่ น
(๒๕๔๐, หน้า ๔๑-๔๓) การเลือกตั้ง หมายถึง เป็นกระบวนการทางการเมืองและ
การปกครอง เพราะการเลือกตั้งเป็นการแสดงออกซ่ึง
เอกชาติ แจ่มอน้ เจตจํานงของประชาชนในการปกครองประเทศ ต่อการ
(๒๕๔๗, หน้า ๔๓) ตัดสินใจทั้งหลายในระบบการเมือง การเลือกต้ังเป็น
กิจกรรมทางการเมืองท่ีประชาชนผู้เป็นเจ้าของอํานาจ
พรศกั ดิ์ ผ่องแผว้ อธปิ ไตยไดม้ ีส่วนร่วมทางการเมือง (Participation)
(๒๕๓๔, หน้า ๑๖)
การเลือกต้ังในแง่มุมปรัชญา แบ่งเป็น ๓ ประการ การ
วชั รา ไชยสาร ลงคะแนนเสียงเลือกต้ังมีสภาพเป็นสิทธิตามธรรมชาติ ท่ี
(๒๕๔๑, หนา้ ๖๐) เกิดมากับบุคคลในฐานะท่ีเป็นหน่วยหน่ึงของรัฐบาล การ
ลงคะแนนเสียงเลือกต้ังมีสภาพเป็นภารกิจสาธารณะอย่าง
สุจิต บุญบงการ และ พรศกั ดิ์ ผอ่ งแผ้ว หนึ่งและมสี ภาพเป็นสิทธิคัดค้านการกระทาํ ได้
(๒๕๓๐, หน้า ๖๕.๑)
ความสําคัญของการเลือกตั้งในทางทฤษฎี การแบ่งอํานาจ
อธิปไตยออกเป็นสามส่วนคืออํานาจนิติบัญญัติ อํานาจ
บริหารและอํานาจตุลาการ มีความเช่ือมโยงกับปรัชญา
การเลือกตั้ง กล่าวคือ การเลือกตั้งจะเป็นที่มาของกลไก
ผใู้ ช้อํานาจอธปิ ไตยในประเทศประชาธปิ ไตย
การเลือกต้ังนั้นอาจใช้หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ได้หลายวิธี เช่น
ลักษณะท่ีมาของการจัดการเลือกต้ัง การกําหนดเขต
เลือกต้ัง วิธีการคิดคะแนน การเลือกตั้งน้ันอาจใช้
หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ได้หลายวิธี เช่น ลักษณะที่มาของการ
จัดการเลือกต้ัง การกําหนดเขตเลือกตั้ง วิธีการคิดคะแนน
การเลือกต้ังบุคคลเข้าไปทําหน้าท่ีแทนในกรณีต่าง ๆ
ตามที่กฎหมายกําหนด การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรใหม่อีกครั้งหนึ่งในกรณีท่ีสภานิติบัญญัติหรือศาล
ยตุ ิธรรม/ศาลรัฐธรรมนูญ อันรวมไปถึงองคก์ ารทีท่ าํ หน้าท่ี
ตรวจสอบการเลือกตั้งท่ีกฎหมายให้อํานาจไว้วินิจฉัยว่า
การเลอื กตัง้ น้ันเป็นโมฆะ หรือผิดตวั บทกฎหมาย
เม่ือพิจารณาพฤติกรรมการเลือกตั้งในฐานะที่เป็นผู้นําทาง
สังคม โดยอิงทัศนะของแมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber) นัก
สังคมวิทยาชาวเยอรมัน จําแนกลักษณะพฤติกรรมการ
เลือกต้ังของบุคคลออก ๔ ประเภท คือ ๑) การออกเสียง
เลือกตั้งเป็นการกระทําที่มีเจตจํานงเชิงเหตุผล อันได้แก่
การที่ผู้เลือกต้ังมีการคิดคํานึงถึงผลประโยชน์ที่จะได้จาก
นกั วิชาการหรอื แหล่งข้อมลู ๔๗
สวุ ัฒน์ ศรีพงษส์ วุ รรณ แนวคิดหลัก
การไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ๒) การออกเสียงเลือกต้ังเป็น
(๒๕๔๕, หนา้ ๑๒.) พฤติกรรมหรือการกระทําตามค่านิยมได้แก่ผู้ท่ีไปใช้สิทธิ
ออกเสียงเลอื กตั้งเหน็ ว่า การไปเลอื กตง้ั มีความมุ่งหมายใน
กนก วงษต์ ระหงา่ น แง่คุณค่าอยู่ในตัว ๓) การออกเสียงเลือกตั้ง เป็นการ
(๒๕๔๐, หนา้ ๕๓.) กระทําตามอารมณ์ ความพึงพอใจแบบปราศจากเหตุผล
๔) การออกเสียงเลือกต้ัง เป็นการกระทําตามประเพณี
สมชาย ตลิ งั การณ์ เชน่ คนทไ่ี ปใชส้ ิทธ์เิ ลอื กต้งั เห็นคนอืน่ ทํา กท็ าํ ตามฯ
(๒๕๖๑, หน้า ๖๕.) "ตัวแบบการเลือกโดยเหตุและผล” (Rational Choice
Model) แฮรอพ และมิลเลอร์ กลา่ วไว้วา่ ตามตัวแบบน้ี ผู้
ลงคะแนนเสียงท่ีมีเหตุผล (Rational Voter) จะรู้ว่า
ผลประโยชน์ของเขาจากการลงคะแนนเสียงเลือกต้ังคือ
อะไร ทั้งจะสามารถประเมินได้ว่าผู้สมัครจะให้ประโยชน์
แกต่ นได้มากน้อยเพยี งใด
การลงคะแนนเสียงแบบอุปถัมภ์น้ีแบ่งออกเป็น ๒
ประเภท คือ ๑.การไปลงคะแนนเสียงอย่างเป็นกลุ่มก้อน
(Gragarious Votes) ซ่ึงหมายถึงการที่ผู้ไปเลือกตั้งมุ่งไป
ใช้สิทธิ์โดยมีเหตุผลท่ีจะตอบแทนบุญคุนของผู้สมัคร โดย
ลักษณะความสําคัญของพฤติกรรมแบบนี้เกิดจากความรู้
จักคุ้นเคยเป็นการส่วนตัวหรือได้รับการอุปถัมภ์กับมาแต่
ใน อ ดี ต ๒ .ก ารข าย เสี ย ง(Sold Votes) เป็ น ก ารที่
ประชาชนไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งโดยแลกกับการรับ
เงินหรือส่ิงมีค่าต่าง ๆ อันได้แก่เส้ือผ้าอาหารและเคร่ืองใช้
เป็นต้น
การอยู่ร่วมกันในสังคมมนุษย์เราต้องมีปฏิสัมพันธ์ในเชิง
การแลกเปล่ียนต่อกัน โฮแมนส์ (George Homans) ได้
พัฒนาทฤษฎีการแลกเปล่ียนจากการทดลองของ สกิน
เนอร์ (B .F. Skinner) ซึ่งได้ทดลองแสดงพฤติกรรมของ
นกพิราบโดยวางเง่ือนไขการให้รางวัล คือ เมล็ดข้าว ถ้า
นกพิราบไปจิกที่ปุ่มอ่ืนก็จะได้รับการลงโทษโดยจะมี
กระแสไฟฟ้าดดู ออ่ น ๆ จนเกดิ ความเจ็บปวด ระคายเคอื ง
๔๘
๒.๔ แนวความคิดทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับการตดั สินใจและพฤติกรรมในการตดั สนิ ใจ
แนวคิดการตัดสินใจมีความสําคัญต่อพฤติกรรมที่แสดงออกเป็นอย่างมาก เพราะการ
แสดงออกทางพฤติกรรมมีแรงขับออกมาจากการคิดการตัดสินใจ ในภายในตัวมนุษย์นั่นเอง ซึ่งก็มี
นักวิชาการต่าง ๆ ได้อธิบายไว้อย่างมากมากหลายแนวคิดด้วยกันทั้งด้านความหมาย องค์ประกอบ
ประเภท เป็นตน้ ซงึ่ จะได้นําเสนอพอสังเขปดังน้ี
๒.๔.๑ ความหมายของการตัดสนิ ใจ
การตัดสินใจก็คือ การเลือกเอาทางเลือกของวิถีทางการกระทําทางหน่ึงจากหลาย ๆ ทาง
ท่ีมีอยู่ ความมุ่งหมายของการตัดสินใจ คือ กําหนดวัตถุประสงค์และการทําให้วัตถุประสงค์บรรลุผล
สําเร็จ ส่วนทางเลือกน้ัน หมายถึง โอกาสในการเลือกจากทางเลือกหลาย ๆ อย่าง ถ้าไม่มีทางเลือก
การตัดสินใจก็เกิดข้ึนไม่ได้ ฉะน้ัน การตัดสินใจจึงเป็นกระบวนการของทางเลือก การตัดสินใจจํานวน
ไม่น้อยที่ให้โอกาสอย่างกว้างขวาง ในการเลือกแต่การตัดสินใจบางอย่างอาจมีข้อจํากัดมาจากหลาย
ดา้ น ดังนั้น การตัดสินใจจึงมีหลาย ประการภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างกัน วิชัย โถสุวรรณจินดา๓๘
ให้ความหมายของการตัดสินใจว่า หมายถึง การเลือกทางเลือกท่ีมีอยู่หลาย ๆ ทางเลือก โดยอาศัย
ทางเลือกที่ดที ่ีสุดเพียงทางเดียวท่สี ามารถ ตอบสนองเปา้ หมาย หรือความต้องการของผู้เลือกได้
กวี วงศ์พุฒ๓๙ ให้ความหมายของการตัดสินใจว่า หมายถึง การพิจารณา ทางเลือกท่ีดี
ท่ีสุด จากทางเลือกท่ีมีอยู่หลาย ๆ ทางเลือก ผู้นําต้องตัดสินใจด้วยหลักเหตุผลเพ่ือใช้ เป็นแนวทางใน
การปฏิบัตงิ าน ซงึ่ การตัดสินใจดงั กลา่ วเกดิ ประสิทธภิ าพสงู สุด
พีรพงศ์ ดาราไทย๔๐ กล่าวว่า การตัดสินใจ หมายถึง ความคิดและการกระทําต่าง ๆ ที่
นําไปสกู่ ารตกลงใจเลอื กทางใดทางหนงึ่ จากทางเลือกทมี่ อี ยูห่ ลายทางเพ่อื ใชแ้ ก้ปัญหาทเ่ี กดิ ขน้ึ
พอสรุปได้ว่า การตัดสินใจ หมายถึง การพิจารณาโดยใช้ข้อมูลหลักการและ เหตุผล
วิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนในการหาทางเลือกที่ดีท่ีสุด เหมาะสมท่ีสุด จากหลาย ๆ ทางเลือกท่ี สามารถ
ตอบสนองเปา้ หมายของผู้เลือกได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
๓๘ วิชัย โถสุวรรณจินดา, ความลับองค์การ : พฤติกรรมองคก์ ารสมัยใหม่, พิมพ์คร้ังทฎี่ ๒,
(กรุงเทพมหานคร: ดีไลท,์ ๒๕๓๕), หนา้ ๑๘๕.
๓๙ กวี วงศ์พฒุ , ภาวะผนู้ ํา, (กรุงเทพมหานคร: ศนู ยส์ ง่ เสรมิ วชิ าชพี บัญช,ี ๒๕๓๙), หนา้ ๖๑.
๔๐ พีรพงศ์ ดาราไทย, “ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะการตัดสินใจของผู้บริหารกับประสิทธิผลโรงเรียน
เอกชน สายสามัญศึกษา ในเขตการศึกษา ๑๒”, วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัย
บรู พา, ๒๕๔๒), หนา้ ๒๓.
๔๙
๒.๔.๒ องคป์ ระกอบการตัดสนิ ใจ
ในการตัดสินใจน้ันจะต้ององค์ประกอบท่ีสําคัญในการตัดสินใจ ซึ่งอนันต์ เกตุวงศ์ ๔๑ ได้
กลา่ วถึงองคป์ ระกอบสําคญั ดังนี้
๑. การเลือก หมายถึง โอกาสท่ีจะเลือกทางเลือกทั้งหลาย ถ้าไม่มีทางเลือกย่อมถือว่าไม่มี
การตัดสินใจ ในการเลือกนี้ผู้เลือกจะต้องคํานึงถึงวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และผลท่ีคาดว่าจะได้รับ
จากการตัดสนิ ใจนน้ั ทัง้ ยงั ต้องคํานึงถงึ ปจั จัยอ่ืน ๆ อกี เช่น ระเบยี บ ขอ้ บังคับ กฎหมาย เป็นตน้
๒. ทางเลือก หมายถึง แนวทางหรือวิถีทางของการปฏิบัติ ถ้าไม่มีทางเลือกย่อมเป็นท่ี
เข้าใจว่าไม่มีการเลือกและการตัดสินใจ ดังนั้น จะมีการเลือกหรือมีการตัดสินใจได้ ควรจะต้องใช้ เป็น
เคร่ืองพจิ ารณาทางเลอื ก
๓. วัตถุประสงค์ หมายถึง จุดหมายสุดท้าย หรือภาวะท่ีต้องการให้เกิดขึ้น ซึ่งผู้ตัดสินใจ
จะต้องใช้เปน็ เคร่ืองพิจารณาทางเลือก
๔. ผลที่ตามมาของการตัดสินใจ อาจมีมากมายหลายอย่าง ทั้งที่พึงประสงค์และไม่พึง
ประสงค์ หรือท้ังที่ตง้ั ใจและมไิ ด้ตั้งใจ ซึง่ ต้องอาศยั แนวคิดอันเปน็ องคป์ ระกอบอื่นเป็นเคร่ืองพจิ ารณา
๕. ผู้ทําหน้าท่ีตัดสินใจ ซ่ึงหมายถึงคน แบ่งได้เป็น ๒ พวก คือ พวกตัดสินใจด้วยตัวเอง
โดยถือว่าการตัดสินใจของตนถูกต้องและมีความเช่ือในตัวเองสูง อีกพวกหน่ึงคือการตดั สินใจเป็นกลุ่ม
ซ่ึงฟงั ความคิดเหน็ ของส่วนรวมกอ่ นตัดสินใจ
๖. สภาพแวดล้อม เป็นส่วนประกอบที่สําคัญอีกประการหน่ึงของการตัดสินใจ นอกจากนี้
ยังรวมถึงความคิด ความต้องการ กฎหมาย ข้อบังคับ วัฒนธรรม ค่านิยมตลอดจนลัทธิความเช่ือต่าง ๆ
เป็นตน้
พอสรุปองค์ประกอบได้ว่า มีการเลือก การกําหนดทางเลือก ตั้งวัตถุประสงค์ คาดการณ์
ล่วงหน้าถึงผลที่จะเกิดขึ้น ร่วมกันตัดสินใจในองค์กร ตามสภาพที่เป็นจริง และรวมถึงความต้องการ
กฎหมาย ขอ้ บังคบั วัฒนธรรม ค่านยิ ม สทิ ธมิ นษุ ยชนและความเช่อื ตา่ ง ๆ เปน็ ต้นด้วย
๒.๔.๓ ประเภทของการตัดสนิ ใจ
ประเภทการตัดสินใจน้ัน มนี ักวิชาการได้แสดงทัศนะไว้น่าสนใจมากหลายท่านด้วยกัน ซ่ึง
จะไดน้ ํามากลา่ วไวพ้ อสงั เขปดังน้ี
วิชยั โถสวุ รรณจินดา๔๒ ไดแ้ บ่งประเภทของการตดั สนิ ใจไว้ ๓ ประเภท ตามสถานการณ์
ท่เี กดิ ข้ึน คือ
๑. การตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ท่ีแน่นอน เป็นการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของ
ผลลัพธ์ท่ีคาดหมายไว้แล้ว โดยเกิดขึ้นได้เม่ือผู้ตัดสินใจมีข้อมูลเพียงพอและทราบถึงผลของการเลือก
๔๑ อนัน ต์ เกตุวงศ์, ห ลักและเทคนิ คการวางแผน , พิ มพ์ คร้ังที่ ๗ , (กรุงเทพ มหาน คร:
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร,์ ๒๕๔๑), หนา้ ๑๔๖.
๔๒ วิชัย โถสุวรรณจินดา, ความลับองค์การ: พฤติกรรมองคก์ ารสมัยใหม่, พิมพค์ รั้งทฎ่ี ๒,
(กรุงเทพมหานคร: ดีไลท,์ ๒๕๓๕), หนา้ ๑๘๕-๑๘๖.
๕๐
แต่ละทางเลือกอย่างแน่นอน ในสถานการณ์เช่นนี้ผู้ตัดสินใจจะพยายามเลือกทางเลือกที่ให้ผล
ประโยชน์สงู สดุ
๒. การตดั สนิ ใจภายใตส้ ถานการณ์ทเ่ี สีย่ ง คอื การตัดสินใจท่ีต้ังอยู่บนพ้ืนฐานของ ผลลพั ธ์
ท่แี นน่ อนนอ้ ยกวา่ การตดั สนิ ใจภายใต้สถานการณท์ ่ีแน่นอน แต่ยังพอคาดคะเนความ เป็นไปไดอ้ ยบู่ า้ ง
ทั้งนี้ ผู้ตัดสินใจทราบถึงผลลัพธ์ของทางเลือกต่าง ๆ ท่ีใช้ในการตัดสินใจแต่ โอกาสท่ีจะเกิดทางเลือก
แตกตา่ งกัน อนั เนื่องมาจากปัจจยั บางอยา่ งทไ่ี ม่แนน่ อน
๓. การตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอน เป็นการตัดสินใจท่ีไม่สามารถคาดการณ์
ผลลัพธ์หรือความน่าจะเป็นท่ีจะเกิดข้ึนได้เลย หรือกล่าวได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่มืดแปดด้าน ท้ังน้ี
เพราะผู้ตัดสินใจในสถานการณ์น้ีจะไม่มีโอกาสทราบผลลัพธ์ของแต่ละทางเลือกเนื่องจากไม่มี ข้อมูล
ประกอบการตัดสินใจเพียงพอ ไม่มีโอกาสทราบความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ที่จะเกิดข้ึน และมีตัว
แปรอ่ืนที่ควบคุมไม่ได้อยู่ดว้ ย ดังนั้น การตัดสินใจในสถานการณ์เช่นนี้จึงไม่อาจเลือกโดย ใช้ทางเลือก
ท่ใี ห้ผลตอบแทนสูงสุดได้ ผตู้ ดั สินใจตอ้ งใช้ดุลยพินิจและวจิ ารณญาณชว่ ยในการตดั สินใจอยา่ งมาก
เจษฎา อ้ึงเจรญิ ๔๓ ไดก้ ลา่ วถงึ การตดั สินใจของผู้บรหิ ารน้นั ซ่งึ แบ่งไดเ้ ปน็ ๒ ประเภท คือ
๑. การตัดสินใจที่กําหนดไว้ล่วงหน้า หรือเรียกอีกอย่างว่า การตัดสินใจแบบโครงสร้าง
(Structure) เป็นการตัดสินใจท่ีเกี่ยวข้องกับแนวปฏิบัติหรือนโยบาย ซ่ึงเป็นไปในทางลักษณะของงาน
ประจํา การตัดสินใจสั่งการประเภทน้ีทําได้ง่าย ๆ โดยอาศัยระเบียบ กฎเกณฑ์ท่ีมอี ยู่ เช่น การลาหยุดงาน
ของพนักงาน ซ่งึ ในระเบยี บได้กําหนดจํานวนวันลาไว้แล้ว เป็นตน้
๒. การตัดสินใจที่ไม่ได้กําหนดไว้ล่วงหน้า หรือเรียกอีกอย่างว่า การตัดสินใจแบบไม่เป็น
โครงสร้าง (Unstructure) เป็นการตัดสินใจในปัญหาท่ีเกิดขึ้นนอกเหนือจากงานประจําหรอื ไม่เป็นไปตาม
นโยบายท่ีกําหนดไว้เป็นปัญหาในสถานการณ์ใหม่ที่ต้องใช้ความสามารถในเชิงสร้างสรรค์ และดุลย
พินิจในการแก้ปัญหา การตัดสินใจสั่งการแก้ปัญหาท่ีเกิดข้ึนในลักษณะน้ีจะแสดงให้เห็นถึง
ประสิทธิภาพของผู้บริหาร เพราะเป็นการตัดสินใจปัญหา ซึ่งเกิดจากสภาวการณ์ท่ีเปลี่ยนแปลง
ไป ดังน้ันข้อมูลท่ีสมบูรณ์และถูกต้องจึงมีความสําคัญอย่างยิ่งท่ีจะช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจ เช่น การ
วางแผนการบริการใหม่ การว่าจ้างผู้บริหารใหม่เพิ่ม หรือการเลือกกลุ่มของโครงงานวิจัยและพัฒนา
เพ่ือนําไปใช้ในปีหน้าเป็นต้น ซึ่งก็สอดคล้องกับศิริอร ขนัธหัตถ์ ได้จําแนกประเภทของการตัดสินใจ
เป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือประเภทของการตัดสินใจที่กําหนดไว้ล่วงหน้า (programmed decision)
หมายถึงการตัดสินใจ ที่เป็นไปตามข้ันตอนการดําเนินงานตามกฎและนโยบายซ่ึงได้กําหนดทางเลือก
และช้ีให้เห็นแนวทางในการตัดสินใจที่กําหนดไว้ล่วงหน้าเปิดโอกาสให้ผู้บริหารเลือกทางเลือกได้น้อย
มาก เพราะเป็นเร่ืองท่ีเกิดข้ึนซ้ําๆ และเป็นประจําและเป็นการตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ท่ีแน่นอน
และประเภทของการตัดสินใจท่ีไม่ได้กําหนดไว้ล่วงหน้า (unprogrammed decision) เป็นการ
ตัดสินใจเก่ียวกับปัญหาหรือเร่ืองที่ไม่เป็นไปตามนโยบายขั้นตอนการดําเนินงานและกฏมีความ
๔๓ เจษฎา อ้ึงเจริญ, “สภาพการตัดสนิ ใจสงั่ การของผูบ้ รหิ ารกับความพึงพอใจของโรงเรียนมธั ยมศึกษา
สังกัดกรมสามัญศึกษากรุงเทพมหานคร”, ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา,
(บณั ฑติ วทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลัยบูรพา, ๒๕๓๗), หน้า ๓๕.
๕๑
ซับซ้อนเป็นเร่ืองพิเศษซึ่งไม่มีการกําหนดรูปแบบหรือข้ันตอนที่ต้องดําเนินการไว้ล่วงหน้าต้อง อาศัย
ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์และดุลยพินิจในการตัดสินใจของผู้บริหารในการเลือก ทางเลือก
ต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาท่ีเผชิญอยู่ ซ่ึงเป็นการตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอน การใช้
ความสามารถในการตัดสินใจประเภทน้ีได้อย่างถูกต้องเหมาะสมเป็นลักษณะของการตัดสินใจท่ีมี
ประสทิ ธภิ าพ๔๔
การตัดสินใจน้ัน ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจสภาวการณ์ที่แน่นอน สภาวการณ์ที่เสี่ยง หรือ
สภาวการณ์ที่ไม่แน่นอน ทั้งท่ีเป็นการตัดสินใจโดยกําหนดไว้ล่วงหน้า หรือไม่ได้กําหนดไว้ล่วงหน้าก็
ตาม ก็ต้องเก่ียวข้องอยู่ ๓ ประการคือ การตัดสินใจระดับบุคคล การตัดสนิ ใจร่วมกันในระดับองค์การ
และการตดั สนิ ใจ
๒.๔.๔ ปจั จัยท่มี ผี ลต่อการตดั สินใจ
การตัดสินใจในการกิจกรรมต่าง ๆ ย่อมมีปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการแก้ปัญหาและการ
ตัดสินใจ ซึ่งพิสมัย เสรีขจรกิจเจริญ๔๕ ได้กล่าวถึง การแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจเป็นกลไกท่ี
เคลือ่ นท่ีอยู่ ตลอดเวลาไม่หยุดน่ิงอยู่กับที่ มีปัจจยั มากมายท่ีก่อตัวให้เกิดการตัดสินใจ วิธกี ารตัดสนิ ใจ
ผลสดุ ท้าย หรือทางเลือกท่ีมคี ณุ ภาพ สามารถจําแนกออกเป็นกลมุ่ ใหญ่ของปัจจัยได้ ดังนี้
๑. ตวั ผ้แู กป้ ัญหาหรอื ผู้ตดั สนิ ใจ ซึง่ ประกอบด้วย
๑.๑ การรบั รทู้ ี่เกดิ จากประสบการณ์ วธิ กี ารตดั สนิ ใจ
๑.๒ การรับรู้ อคติ คุณลักษณะส่วนบุคคล เช่น อารมณ์เปลี่ยนแปลงมีความก้าวร้าว
รนุ แรง การใชต้ วั เองเปน็ ศนู ย์กลาง มคี วามมั่นใจในตนเองหรอื มีความเชอ่ื ม่ันในตนเองเป็นตน้
๑.๓ ค่านยิ ม และปรัชญา
๒. สถานการณ์ในการตัดสนิ ใจ ซ่ึงไดแ้ ก่
๒.๑ ความเร่งด่วนของผลลัพธ์การตัดสินใจหรือแรงกดดันทางด้านเวลาในการ
ตดั สนิ ใจ
๒.๒ ขนาดความสําคญั ของการตัดสินใจ
๒.๓ การตดั สนิ ใจแบบมีโครงสร้างแน่นอน ไมแ่ น่นอน เสย่ี ง
๒.๔ ตน้ ทนุ และผลประโยชนท์ เ่ี กดิ จากการตัดสนิ ใจ
๓. สง่ิ แวดลอ้ ม พิจารณาจาก
๓.๑ ปัจจัยภายนอก เช่น กฎหมาย ข้อบังคับ การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมการ
แข่งขัน
๓.๒ ปัจจัยภายใน เช่น วัตถุประสงค์ของหน่วยงาน ภาพพจน์ของหน่วยงาน อํานาจ
หน้าที่ โครงสร้างของงาน วิชาการทใ่ี ช้ การยอมรบั นโยบาย
๔๔ ศิริอร ขันธหัตถ์, องค์กรและการจัดการ (O&M), พิมพ์คร้ังท่ี ๒, (กรุงเทพมหานคร: บริษัทอักษรา
พิพฒั น์ จํากดั , ๒๕๔๗), หน้า ๑๓๙.
๔๕ พิสมัย เสรีขจรกิจเจริญ, การศึกษาวิเคราะห์ สังเคราะห์ภาพรวมจรรยาบรรณวิชาชีพในประเทศ
ไทย, (ชลบรุ ี: มหาวทิ ยาลัยบูรพา, ๒๕๓๖).
๕๒
ปัจจัยท้ังสามนี้ได้ให้ความสําคัญกับตัวผู้แก้ปัญหา หรือผู้ตัดสินใจอยู่ใกล้ชิดกับตัวปัญหา
มากที่สุด นอกจากประเด็นท่ีกล่าวข้างต้นแล้ว วิชัย โถสุวรรณจินดา๔๖ ยังได้อธิบายถึงปัจจัยที่มีผลต่อ
การตดั สนิ ใจวา่ มปี จั จยั ทเ่ี กีย่ วขอ้ ง ๘ ประการ คอื
๑. การรับรู้การตัดสินใจ การรับรู้ (Perception) จะมีอิทธิพลในการกําหนดพฤติกรรม
การตัดสินใจของบุคคลให้แตกต่างกันไป โดยเฉพาะจะมีอิทธิพล ในสถานการณ์การตัดสินใจ ท่ีไม่
แน่นอน ข้อมูลในการตัดสินใจไม่เพียงพอ และยังมีบทบาทสําคัญเมื่อจะต้องตัดสินใจเลือกทางที่ไม่ มี
ข้อแตกต่างมากนัก การรับรู้เป็นกระบวนการทางจิตวิทยา ซึ่งรับส่ิงกระตุ้น (Stimulus) ผ่านอวัยวะ
รับความรู้สึก เช่น ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง และไปสู่สมองซึ่งประกอบด้วยความจํา ประสบการณ์ใน
อดีต ทัศนคติ และความรู้สึก บุคคลแต่ละคนจะรับรู้ส่ิงต่าง ๆ แตกต่างกันออกไป ปัจจัยท่ีกําหนด
ความสามารถในการรับรู้ ได้แก่ ความคุ้นเคยกับตัวกระตุ้น ซ่ึงก็คือ ประสบการณ์ในเรื่องต่าง ๆ
รวมท้ังบุคลิกภาพ พื้นเพ วัฒนธรรม และลักษณะทางกายภาพของแต่ละบุคคล ดังน้ัน บุคคลจะเลือก
รับรู้ ขึ้นอยู่กับพ้ืนฐานของแต่ละบุคคล เช่น นักจิตวิทยาศึกษาวิชาการบริหารในแง่การศึกษา
พฤติกรรมของแต่ละคนเป็นต้น ลักษณะของการรับรู้จะมีผลต่อการตัดสินใจ ประสบการณ์ที่แตกต่าง
กัน ทําให้แต่ละคนมีการตะหนักในปัญหา การระบุและวิเคราะห์ปัญหา การแสวงหาข้อมูล ข่าวสาร
รวมทั้งการตคี วามการประเมนิ ทางเลอื กและการตดั สินใจเลือกทางเลือกที่แตกตา่ งกันออกไป
การรับรู้น้ันอาจมีการบิดเบือนได้ ซ่ึงจะมีผลให้การตัดสินใจขาดประสิทธิภาพได้การ
บิดเบอื นการรบั รู้มี ๔ ชนิด คอื
๑) การบิดเบือนแบบ Stereotype เป็นการบิดเบือนท่ีมาจากประสบการณ์
บางอย่างแล้ว เหมาว่าคงเป็นอย่างนั้นไปหมด เช่น เห็นว่าผู้ชายเป็นนักบริหารดีกว่าผู้หญิง เห็นว่าว่า
คนท่ีมีอายมุ าก ขาดความคดิ สร้างสรรค์ ซึง่ อาจเป็นจริงในบางคน แต่ไม่เป็นจริงเสมอไปท้งั หมด
๒ ) การบิดเบื อนแบ บ Halo effect เป็นการประเมิน ลักษ ณ ะบุคคลจาก
ประสบการณ์ที่เคย ประทับใจ เช่น เห็นคนทํางานสม่ําเสมอว่าเป็นคนฉลาด รับผิดชอบ มองคนท่ีไม่
คอ่ ยมาทํางานวา่ ไมด่ ี เกิดเปน็ ปกติและเปน็ การปิดบงั ข้อเท็จจริง ทําให้อาจมกี ารตัดสนิ ใจทผ่ี ิดพลาด
๓) การบิดเบือนแบบ Projection เป็นการโอนความรู้สึกนึกคิด หรือการกระทําของ
คนไปให้คนอ่ืน โดยเหมาว่าคนอ่ืนมีความรู้สึกนึกคิดหรือพฤติกรรมเช่นเดียวกับตน ซึ่งทําให้เกิดอคติ
ในการมองปัญหา และการตัดสินใจ เช่น เห็นลูกน้องทํางานซํ้าซาก ขาดความก้าวหน้า ก็คิดว่า ลูก
น้อยคงเบื่อ แต่จริง ๆ ลูกน้องอาจจะชอบระบบงานเดิม และไม่ต้องการความก้าวหน้าอีกก็ได้ การ
บดิ เบอื นแบบนร้ี วมไปถงึ การซัดทอดสาเหตแุ ห่งความผิดพลาดไปให้คนอ่นื ดว้ ย
๔) การบิดเบือน Perceptual defense เป็นการบิดเบือนท่ีบุคคลพยายามรักษา
รูปแบบ แนวคิด ก็ไม่ยอมเปล่ียนแนวคิด ส่งผลให้การรับรู้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เช่น เชื่อว่าคนงานไร้
ฝีมือจะไม่ฉลาด เพราะถ้าฉลาดจะไม่ใช่ คนไร้ฝีมือ แต่เมอ่ื ผลการวิจัยปรากฏวา่ คนงานเหล่าน้ีมีความ
๔๖ วิชัย โถสุวรรณจินดา, ความลับองคก์ าร: พฤติกรรมองค์การสมัยใหม่, พิมพค์ รั้งทฎ่ี ๒,
(กรงุ เทพมหานคร: ดีไลท์, ๒๕๓๕), หน้า ๑๙๓.
๕๓
ฉลาดโดยมีคุณสมบัติเฉพาะคน ไม่เกี่ยวกับอาชีพ ผู้ท่ีมีการรับรู้แบบบิดเบือนตามแนวน้ี ก็ยังพยายาม
รักษาความเชือ่ เดิมของตนไว้
๒. ค่านิยมกับการตัดสินใจ ค่านิยมของผู้ตัดสินใจแต่ละคนจะมีบทบาทสําคัญต่อ
พฤติกรรมการตัดสินใจ ค่านยิ มจะหมายถงึ ส่งิ ทค่ี นแตล่ ะคนคิดวา่ ควรจะเปน็ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดี หรอื ไม่ก็
ตาม และมักจะเป็นสิ่งท่ีบุคคลในกลุ่มมีความเห็นเหมือน ๆ กัน ค่านิยมเกิดจากกระบวนการเรียนรู้
ทางสงั คม ทําใหป้ ระสบการณ์ของแตล่ ะคนผิดแตกต่างกันไป
ค่านิยมมผี ลต่อการตัดสินใจ คือ ๑) คา่ นิยมมีคุณสมบัตใิ นการช่วยเลอื ก และการจัดลาดับ
ความสําคัญของทางเลือกต่าง ๆ โดยค่านิยมจะเกิดขึ้นเพ่ือสนองความต้องการของคนที่จะเลือกจาก
ทางเลือกต่าง ๆ ๒) ค่านิยมมีความหลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ทําให้การตัดสินใจเลือก
ทางเลือกต่าง ๆ ของแต่ละคนแตกต่างออกไปด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าค่านิยมของแต่ละคนจะ
แตกต่างกัน ในสังคมหน่ึง ๆ มักมีค่านิยมที่คล้ายคลึงกัน ๓) ค่านิยมเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ
ไปสู่ลกู หลานได้ โดยผ่านกระบวนการสะสม ทางสังคม เป็นจริยธรรมท่ีจะมีอทิ ธพิ ลในการตัดสินใจ ๔)
ค่านิยมเปลี่ยนแปลงได้ ถึงแม้ว่าบุคคลจะมีค่านิยมท่ีมั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลงง่าย ๆ และ สะท้อนเป็น
บุคลกิ ภาพของแตล่ ะคนกต็ าม แตค่ า่ นิยมกย็ งั สามารถเปล่ยี นแปลงไดต้ ามประสบการณ์ ๕ ) ค่ านิ ย ม
จะกําหนดเง่ือนไข บทบาท หน้าท่ี ความคาดหวังต่อตําแหน่งสถานภาพของ แต่ละคน ๖) ค่านิยมจะ
กําหนดมาตรฐานตัวเอง บคุ คลมักจะใชค้ ่านิยมของคนเป็นมาตรฐานวดั สงิ่ ตา่ ง ๆ
จะเห็นได้ว่า ค่านิยมมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจ ในการตระหนักถึงปัญหาการ
วิเคราะห์ปัญหา การแสวงหาทางเลือก และการตัดสินทางเลือก ซึ่งมักจะเป็นไปตามแนวทางที่
สอดคล้องกับค่านิยมของตน และในการนําทางเลือกไปปฏิบัติ ก็ต้องเป็นไปตามมาตรฐานของค่านิยม
ของตน อีกประการหน่ึงในการนําทางเลือกไปปฏิบัติก็ต้องเป็นไปตามมาตรฐานของค่านิยมท่ีผู้บริหาร
ไดก้ าํ หนดไวแ้ ลว้ ด้วย
๓. บุคลิกภาพกับการตัดสินใจ บุคลิกภาพ หมายถึง คุณลักษณะของรูปแบบ แต่ละคนท่ี
เป็นการผสมผสานของร่างกาย อารมณ์ สังคม ลักษณะนิสัย การจูงใจที่แสดงออกคือ คนอ่ืนและ
สภาพแวดล้อมรอบๆ ตัว บุคลิกภาพจะมีองค์ประกอบสาํ คัญ ๓ ประการ คือ แรงจูงใจซ่ึงเป็นส่วน ชัก
จูงจิตใจให้อยากทําอย่างใดอย่างหนึ่ง การรู้ถึงส่ิงที่อยู่รอบตัว และแนวโน้มท่ีจะแสดงพฤติกรรม ของ
แต่ละบุคคล บุคลิกภาพจะมีลักษณะคงทน การเปลี่ยนแปลงจะค่อยเป็นค่อยไป โดยเป็นผลจากความ
รับรู้และสภาพแวดล้อม บุคลิกภาพมีอิทธิพลตอ่ การตัดสินใจ เช่น บางคนมบี ุคลิกภาพกล้าได้ กล้าเสีย
บางคนชอบรีรอในการตัดสินใจ บางคนชอบแก้ปัญหา บางคนรอให้ปัญหาเข้ามาเอง บางคนอาจมี
บุคลิกภาพที่ชอบคิดสร้างสรรค์ ชอบทดลอง เป็นต้น บุคลิกภาพเหล่าน้ีล้วนมีผลต่อ การตัดสินใจ
ท้ังสิ้น เช่น ผู้มีบุคลิกภาพกล้าเส่ียงมักชอบการตัดสินใจในสถานการณ์ไม่แน่นอน และตัดสินใจได้เร็ว
ขณะที่ผู้มีบุคลิกภาพไม่กล้าเสี่ยงมักชอบการตัดสินใจในสถานการณ์ไม่แน่นอน มักชอบรีรอเพ่ือให้ได้
ขอ้ มลู ทางเลอื กมากท่สี ุดจึงตัดสนิ ใจ
๔. ผลประโยชน์ ซ่ึงอาจกระทบต่อการพิจารณาความดีความชอบ การเพ่ิมรายได้บุคคล
ในหนว่ ยงาน การมสี ว่ นไดเ้ สียในเรอ่ื งทตี่ ัดสินใจ
๕๔
๕. บทบาทไม่ชัดเจน ในการจัดองค์การหากไม่มีโครงสร้างที่ดี จะทําให้บทบาทไม่ชัดเจน
ในการมอบหมายงานน้ัน ควรมอบทง้ั อํานาจและหนา้ ที่ จึงจะช่วยให้การตดั สินใจประสบผลสาํ เรจ็
๖. เป้าหมายในการทํางาน หลายคนอาจจะทํางานด้วยความสุข ทํางานด้วยหวัง
ผลตอบแทน ทํางานเพ่ือให้สามารถสนองความต้องการของตน การตัดสินใจจึงขึ้นอยู่กับพื้นฐานของ
แตล่ ะคนด้วย
๗. อํานาจบารมเี ดมิ เนื่องจากปจั จุบันระบบงานมีการเปล่ียนแปลงนโยบายการสบั เปล่ยี น
หรือโยกย้าย ผู้มารับงานใหม่อาจนําบุคคลท่ีตนเช่ือถือมาด้วย บางคร้ังอาจขัดกับพนักงานคนเดิมท่ี
เคยอยูใ่ นตําแหน่งดังกลา่ ว
๘. การเปลี่ยนแปลงสภาพการปฏิบัติงาน ทําให้การตัดสินใจเปล่ียนแปลงไปซ่ึงต้องมี การ
เปลยี่ นแปลงวธิ กี าร เปล่ยี นบุคลากร เปลี่ยนอํานาจในการตัดสินใจ
๒.๔.๕ แนวความคดิ เกยี่ วกับกระบวนการตดั สนิ ใจเลอื กต้งั
กระบวนการตดั สนิ ใจน้ี จะนาํ มาประยกุ ต์ใช้ในการอธบิ ายการตัดสินใจในการเลอื กต้งั โดย
สรุปเป็นข้นั ตอนได้ ๔ ขั้นตอน ดังน้ี๔๗
๑. การได้รับข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกต้ังและข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกต้ังสมาชิก สภา
ผู้แทนราษฎร ขั้นนี้เป็นข้ันตอนของการได้รับข่าวสารของการสมัครรับเลือกต้ังข่าวสารเก่ียวกับ ตัว
ผสู้ มัครรบั เลือกตัง้ และนโยบายต่าง ๆ ของพรรคการเมืองและของผูส้ มคั รรับเลือกต้ัง ซึ่งในการ ได้รับ
ข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งนั้น ประชาชนจะได้รับข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยผ่านส่ือ หรือ
ช่องทางใดบ้าง และข่าวสารต่าง ๆ ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประชาชนเลือกรับข่าวสารใน
ลักษณะใด จนกระท่ังนาข่าวสารนั้นไปเป็นเกณฑ์คัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง ให้เหลือเท่ากับ จํานวน
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่ีต้องการจะลงคะแนนเสียงให้จากส่ือหรือช่องทางหลาย ๆ ทาง น้ัน
ประชาชนเลือกท่ีจะเชื่อข่าวสารจากแหล่งใดมากท่ีสุด และลักษณะของข่าวสารที่ผ่านไปสู่ผู้
ลงคะแนนเสียงนั้นเปน็ ลักษณะขา่ วสารทหี่ ลากหลาย เพอื่ ท่ีจะจงู ใจใหล้ งคะแนนเสียง
๒. การสร้างหลักเกณฑ์และการให้นํ้าหนักของหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกตั้งเมื่อ ผู้
ลงคะแนนเสียงยอมรับว่าจะต้องมีการตัดสินใจ และได้รับข่าวสารต่าง ๆ เก่ียวกับผู้สมัครรับเลือกตั้ง
หรือนโยบายพรรคการเมืองที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสังกัดอยู่ หรือผู้ลงคะแนนผูกพันกับพรรคการเมือง
หรือผู้สมัครรับเลือกต้ัง ก็จะสร้างหลักเกณฑ์ในการที่จะคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพ่ือคัดเลือก
ผู้สมัครท่ีตนถูกใจมากที่สุด ให้เหลือเท่ากับจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พ่ึงได้ หรือเท่าท่ี ตนเอง
ต้องการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือให้ความสําคัญกับคุณสมบัติส่วนตัวของบุคคล ขั้นตอน นี้
รวบรวมความคิดและทรัพยากรต่าง ๆ เพ่ือใช้ในการแก้ปัญหานั้น ๆ การพัฒนาทางเลือกก็คือ การทํา
ให้เกิดทางเลือกหลาย ๆ ทาง แล้วนํามาประเมินเพื่อเลือกทางที่เหมาะสมกับเป้าหมายของการ
เลอื กตั้ง ท้ังน้ีข้ึนอย่กู ับผู้ตดั สินใจ กล่าวคอื ในขั้นตอนน้จี ะเริ่มมีการรณรงค์หาเสียง ขา่ วสารต่าง ๆ ท้ัง
๔๗ เสาวนีย์ ศิริพจนานนท์, “การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร: ศึกษา
กรณีเขตเลือกต้ังท่ี ๑ จังหวัดสุโขทัย”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนาสังคม, (บัณฑิต
วทิ ยาลยั : มหาวิทยาลยั ขอนแก่น, ๒๕๔๔), หน้า ๑๘-๒๐.
๕๕
ในด้านส่วนตัวของผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือนโยบายของพรรคการเมือง ก็เร่ิมเข้าสู่ ประชาชนผู้
ลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง ประชาชนก็จะเริ่มประเมินข่าวสารต่าง ๆ ท่ีได้รับมา สอดคล้อง กับ
หลักเกณฑ์หรือจุดมุ่งหมายของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกต้ังหรือไม่ ผู้ลงคะแนนบางคนอาจจะให้
ความสาํ คญั กับนโยบาย บางคนให้ความสาํ คญั กับคณุ สมบตั ิสว่ นตัวของผู้สมคั รรบั เลือกตัง้ หรอื บางคน
อาจจะพิจารณาว่าผสู้ มคั รคนใดที่สามารถให้ผลตอบแทนหรอื ผลประโยชน์เฉพาะหนา้ มากกวา่ ผู้อน่ื
๓. การประเมินและจัดลําดับ เมื่อได้กําหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ และให้น้าหนักของ
หลักเกณฑ์ท่ีใชใ้ นการลงคะแนน เสียงแลว้ หลังจากนัน้ จะเปน็ การประเมินผสู้ มัครรบั เลือกตง้ั แต่ละคน
วา่ ตามหลักเกณฑ์ท่ีได้กล่าว มาแลว้ ผู้สมัครรบั เลือกต้ังแต่ละคนจะไดร้ ับการประเมินเท่าไหร่ ตามการ
ประเมินของผ้ลู งคะแนน เสยี งเลอื กต้งั แตล่ ะคน ก่อนทจ่ี ะตดั สนิ ใจทางเลือกที่ดที ี่สุด
๔. การตัดสินใจสุดท้ายท่ีจะลงคะแนนเสียงให้ผู้สมัครคนใดคนหน่ึง ขั้นตอนนี้ตามปกติ
แล้วผู้ลงคะแนนเสียงเลือกต้ังจะตัดสินใจลงคะแนนเสียงให้กับ ผู้สมัครรับเลือกต้ังท่ีมีคะแนนรวมจาก
การประเมินมากที่สุด แต่ในขั้นตอนนี้อาจจะมีเหตุการณ์ บางอย่างเข้ามาสอดแทรก กล่าวคือ ผู้
ลงคะแนนเสียงบางคนอาจจะลงคะแนนเสียงเลือกต้ังตาม อิทธิพลของส่ิงของ เงินทอง ท่ีได้รับจาก
หัวคะแนนผู้สมัครรับเลือกต้ัง ซ่ึงเงินและส่ิงของนี้อาจจะมี อิทธิพลต่อการเปล่ียนแปลงการตัดสินใจ
ลงคะแนนเสียงเลือกตงั้ ใหก้ ับผสู้ มคั รรับเลือกตัง้ คนใดคนหนึง่ ด้วย
๒.๔.๖ กระบวนการในการตดั สนิ ใจ
กระบวนการในการตัดสินใจนั้น เป็นส่ิงสําคัญอย่างมากที่จะทําให้กิจการใด ๆ สําเร็จ
หรือไม่สําเร็จ ซ่ีงนันทพร หาญวิทยสกุล๔๘ ได้กล่าวว่าการตัดสินใจประเภทใดก็ตามมีกระบวนการใน
การตัดสินใจไดด้ งั น้ี
๑. การค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูล ก่อนท่ีผู้บริหารจะทําการตัดสินใจในสิ่งใด ส่ิงหนึ่ง
จําเป็นต้องอาศัยข้อมูลท่ีถูกต้อง และเพียงพอที่ทําให้การตัดสินใจนั้นบรรลุผลมากที่สุดข้อมูลที่ใช้อาจ
ไดม้ าจากเอกสารหลกั ฐานต่าง ๆ การพูดคยุ กับบคุ คลอ่ืน การติดตามขา่ วสารสถานการณ์ตา่ ง ๆ
๒. กําหนดทางเลือกในการตัดสินใจเอาไว้หลาย ๆ ทาง ก่อนที่จะทําการตัดสินใจควรท่ีจะ
กาํ หนดทางเลือกในการตัดสินใจใหไ้ ด้หลาย ๆ ทาง รวมไปถึงการคิดค้นทางเลอื กวิธีการใหม่ ๆ ในการ
ตดั สินใจ
๓. การคาดการณ์ล่วงหน้า เป็นการคาดคะเนผลกระทบของการตัดสินใจเอาไว้ก่อน
ล่วงหน้าว่าจะมีผลกระทบถึงส่วนใดบ้าง เพราะการตัดสินใจแต่ละคร้ังจะส่งผลกระทบทั้งแง่บวกและ
แง่ลบ เม่ือจําเป็นต้องเลือก ผู้บริหารควรเลือกการตัดสินใจที่มีผลกระทบในแง่ลบท่ีน้อยท่ีสุด และ
คาดการณ์ล่วงหนา้ เพ่อื หาทางแก้ไขจากผลกระทบของการตดั สินใจต่อไป
๔. การตัดสินใจเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่งหรือหลาย ๆ แนวทางประสมประสานให้
เหมาะสมและสอดคลอ้ งกับสภาพแวดล้อม
๕. ติดตามประเมินผลของการตัดสินใจ เพื่อนําไปเปรียบเทียบกับการคาดคะเนท่ีต้ัง
เอาไว้
๔๘ นนั ทพร หาญวทิ ยสกุล, หลกั การจดั การ, (กรงุ เทพมหานคร: เอมพันธ,์ ๒๕๕๑), หนา้ ๑๓๑-๑๓๒.
๕๖
พอสรุปได้ว่ากระบวนการสินใจ ต้องประกอบด้วยการค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูล กําหนด
ทางเลือก คาดการณ์ล่วงหน้า เลือกแนวทางใดแนวทางหน่ึงหรือหลาย ๆ แนวทาง และติดตาม
ประเมินผลการตัดสินใจต่อไป ซ่ึงสามารถแบง่ ไดเ้ ปน็ ๔ ข้ันหลกั ๆ ด้วยกัน คอื ๑) การทราบ การระบุ
พิจารณาถึงปัญหา ๒) การพิจารณาประเมินทางเลือกให้ได้หลากหลายที่สุด ๓) การเลือกทางเลือกท่ี
เหมาะสมท่ีสุดเพ่ือนําไปปฏิบัติ ๔) การประเมินผลว่าทางเลือกท่ีนําไปปฏิบัติน้ันก่อให้เกิดผลเช่นไร
หากผู้บริหารเห็นว่า ผลท่ีได้น้ันยังไม่สมบูรณ์อาจมีผลให้เกิดการกลับมาเริ่มกระบวนการในข้อที่หน่ึง
ใหม่อีกครงั้
๒.๔.๗ อิทธพิ ลในการตัดสินใจเลอื กต้งั
ในเร่ืองการตัดสินใจเลือกต้ังน้ัน ได้มีนักวิชาการได้ศึกษาเร่ืองอิทธิพลในการตัดสินใจ
เลือกตง้ั ไวห้ ลายทา่ น แตจ่ ะนาํ มาแสดงไวพ้ อสังเชปดงั น้ี
สัมฤทธิ์ ราชสมณะ๔๙ ไดศ้ ึกษาอิทธิพลในการตัดสินใจกอ่ นที่จะมีการลงคะแนนเสียง
เลอื กตงั้ ซึง่ อทิ ธิพลดงั กลา่ วแบง่ ออกเปน็ ๔ ข้นั ดังต่อไปนี้
ข้ันที่ ๑ อิทธิพลในการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎร คือ ข้ันตอน จะไดร้ ับ
ข่าวเก่ียวกับการเลอื กตง้ั ซง่ึ จะเริม่ จากการไดร้ บั ขา่ วสาร จะตอ้ งมกี ารเลอื กตัง้ ของการสมัครรับเลือกต้ัง
ทราบขา่ วสารเก่ียวกับตัวผูส้ มัครรับเลือกตั้ง และนโยบายต่าง ๆ ของพรรคการเมือง ของผู้สมัครรับ
เลือกต้ังซ่ึงในการไดร้ ับข่าวสารเก่ียวกับการเลือกต้ังน้ัน ประชาชนในชนบทได้รับข่าวสารเกี่ยวกับการ
เลือกตั้งโดยผา่ นส่ือในการรณรงคห์ าเสียงเลือกต้ังเก่ียวกับผู้สมัครรับเลือกต้ังหรือ เกี่ยวกับพรรค
การเมืองท่ีสง่ ผูส้ มัครรับเลือกต้ัง ประชาชนนําขา่ วสารนั้นเปน็ หลักเกณฑใ์ นการคัดเลือกผูส้ มัครรับ
เลือกตั้งให้เหลือเท่ากับจํานวนสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรที่ตอ้ งการจะลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง และ
ลักษณะของขา่ วสารท่ีผา่ นไปสู่ผูล้ งคะแนนเสียงนั้นก็เป็นลักษณะ ข่าวสารท่ีหลากหลาย หลายแง่
หลายมุมเพ่ือจะจูงใจใหล้ งคะแนนเสียงให้ผูส้ มัครคนใดคนหนึ่ง ประชาชนเลือกท่ีจะลงข่าวสาร
ลกั ษณะใดมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลอื กผู้สมัครรับเลือกต้งั เพ่อื ท่จี ะลงคะแนนให้
ข้ันที่ ๒ อิทธิพลในการสรา้ งหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎร
เม่ือผู้ลงคะแนนเสียงยอมรับว่าจะตอ้ งมีการตัดสินใจและไดร้ ับข่าวสารต่าง ๆ เกี่ยวกับผูส้ มัครรับ
เลือกต้ังหรือนโยบายของพรรคการเมืองที่ผูส้ มัครรับเลือกต้ังสังกัดอยู่ หรือผูล้ งคะแนน เสียงที่ผูกพัน
กับพรรคการเมืองจะสร้างหลักเกณฑใ์ นการที่จะคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกต้ังเพ่ือที่ จะคัดเลือกผู้สมัคร
รับเลือกต้ังที่ตนเองถูกใจมากที่สุดใหเ้ หลือจํานวนเท่ากับสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรท่ีพึ่งมิได้ ผู้
ลงคะแนนเสียงก็จะมาสร้างหลักเกณฑ์ของตนเองวา่ ในการลงคะแนนเสียงจะให้ ความสาํ คัญกับพรรค
การเมืองหรือให้ความสําคัญกับคุณสมบัติส่วนตัวของบุคคลในข้ันตอนจะเริ่ม มีการรณรงคห์ าเสียง
เลือกตั้ง เพ่ือให้ผู้ลงคะแนนเสียงเห็นชอบกับตัวผู้สมัครข่าวสารตา่ ง ๆ ท้ังใน ดา้ นส่วนตัวของผู้สมัคร
รบั เลือกตั้งหรือนโยบายของพรรคการเมือง ประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงเร่ิม ประเมนิ ข่าวสารตา่ ง ๆ ซ่ึง
๔๙ สัมฤทธ์ิ ราชสมณะ, “กระบวนการตัดสินใจเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร”, วิทยานิพนธ์
รัฐศาสตรมหาบณั ฑิต ภาควชิ าการปกครอง, (บัณฑติ วทิ ยาลัย: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๓๐), หน้า ๓๖-๗๑.
๕๗
สอดคล้องกับหลักเกณฑ์หรือจุดมุง่ หมายของผูล้ งคะแนนเสียงหรือไม่ ผูล้ งคะแนนเสียงบางคน
อาจจะให้ความสําคัญกบั นโยบายของพรรคการเมืองบางคนให้ ความสําคัญกับคณุ สมบัติส่วนตัวของผู้
สมัครรับเลอื กต้งั
ขั้นที่ ๓ อิทธิพลในการประเมินและการจัดลําดับผู้สมัครรับเลือกตั้ง ใชห้ ลักเกณฑ์ใน การ
คัดเลือกผสู้ มคั รรับเลือกตง้ั หลังจากน้ันจะเป็นการประเมินผู้สมคั ร รับเลือกต้ังตัง้ แต่ละคนวา่ ตามหลัก
เกณฑท์ ี่ได้กล่าวมาแล้วน้ัน ผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ละคนควรจะได้รับการประเมินเทา่ ไร ตามการ
ประเมนิ ของผ้ลู งคะแนนเสยี งแต่ละคน
ขั้นที่ ๔ อิทธิพลจากการตัดสินใจลงคะแนนเสียงให้กับผูส้ มัครท่ีมีคะแนนรวมจาก การ
ประเมินมากท่ีสุดแต่ในข้ันตอนนี้อาจจะมีเหตุการณ์บางอยา่ งเข้ามาสอดแทรกคือ ผูล้ งคะแนน เสียง
บางคนอาจจะลงคะแนนเสยี งเลือกตงั้ ตามอิทธพิ ลของสิง่ ของเงนิ ทองที่ไดร้ บั จากหวั คะแนน ผู้สมัครรับ
เลือกต้ังซ่ึงเงินและส่ิงของน้ีอาจจะมีอิทธิพลตอ่ การเปล่ียนแปลงการตัดสินใจลงคะแนน เสียงใหผ้ ู้
สมัครคนใดคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะมีข้ันตอนในกระบวนการตัดสินใจเลือกต้ังมาตลอดจน กระทั่งได้ตัวผู้
สมัครที่ได้รับการประเมินสูงสุด แต่เมื่อรับเงินหรือส่ิงของไปแล้วอาจจะทํา การเปลี่ยนแปลงการ
ตดั สินใจไปลงคะแนนเสยี งทตี่ นเองรบั สิง่ ของเงินทองมาก็ได้
อิทธิพลท่ีมีต่อการไปใช้สิทธิการเลือกต้ังในระดับชาติทําให้การเลือกตั้งในระดับกํานัน
ผู้ใหญ่บ้าน ซ่ึงเป็นตําแหน่งผู้นําท้องถิ่น เข้ามาอยู่ภายใต้อิทธิพลของการวางแผนหาเสียงระยะยาว
ของนักการเมืองมากขึน้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพ้นื ท่ีทมี่ กี ารเปล่ียนแปลงลกั ษณะพ้ืนฐานทาง เศรษฐกิจ
ของประชาชนจากระบบเกษตรกรรมไปสูร่ ะบบการเกษตรเพ่ือการอุตสาหกรรม หรือมีการแทรกแซง
ของระบบอุตสาหกรรมเขา้ ไปในพ้ืนที่น้ัน ดูจะย่ิงเปน็ ตัวเก่งใหต้ ําแหนง่ ผูน้ ําทอ้ งถิ่น และกลุม่ ทุนจาก
ภายนอกมีความสัมพันธ์แนบแน่นย่ิงข้ึนจนน่ากลัว จึงทําให้ผูน้ ําให้ท้องถ่ินเหล่านั้น เขา้ มาพัวพัน่ใน
กลุ่มบุคคลที่มผี ลประโยชน์อยูน่ อกชุมชนนั้น ๆ มาก ย่งิ ข้ึนทกุ ที ในระบบท่ีสุด พรรคการเมืองไม่ไดท้ ํา
หนา้ ท่ีประสานผลประโยชนท์ ีแตกต่าง และกระจัดกระจายให้รวมเขา้ เป็นแนวเดียวกัน หากพรรค
การเมอื งเปน็ เพียงที่รวมของกลมุ่ ผลประโยชนต์ า่ ง ๆ กัน ซึ่งรวมกันเพอ่ื ผลประโยสชน์เฉพาะหนา้ ของ
การเลือกต้ังเทา่ น้ัน ความหลากหลายของพรรคการเมืองจึงเป็นความหลากหลายที่ยากจะประสาน
หรอื ประกอบกนั ในรูปท่จี ะสามารถส่งผลกระทบถึงนโยบายของชาติ
พรศักดิ์ ผอ่ งแผว้ ๕๐ ได้ศึกษาหลักการกําหนดที่พิจารณาลงคะแนนเสียงเลือกต้ังของ
ประชากร ๑. สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมกับอิทธิพลทีมีต่อการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ผู้
ลงคะแนนเสียงที่มีความรู้ความสนใจทางการเมืองนอ้ ย จะตัดสินใจลงคะแนนเสียงโดยไม่อิงกับ
ประเด็นนโยบายทางการเมือง ด้านการชักจูงการระดมและอามิสสินจ้างจะมีอิทธิพลต่อการ ตัดสินใจ
เลือกลงคะแนนเสียง ๒. ความสัมพันธท์ างการเมืองกับอิทธิพลที่มีต่อการลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง
พบว่า ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกต้ังเกือบครึ่งหนึ่งใชเ้ กณฑ์ในการเลือกโดยคํานึงถึงตัวผูส้ มัครส่วนที่เหลือ
๕๐ พรศักดิ์ ผอ่ งแผว้ , พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกต้ังของคนไทย, (กรุงเทพมหานคร:
เจ้าพระยาการพมิ พ,์ ๒๕๒๗,), หนา้ ๑๖.
๕๘
อย่างละครึ่งคละกันไประหวา่ งผูส้ มัครกับพรรคการเมือง ปจั จัยที่มีอิทธิพลท่ีมีต่อแบบแผน การ
ลงคะแนนเสียงท่ีเห็นได้ชัดเจน ไดแ้ ก่ อาชีพ การศึกษา และรายได้ ส่วนท่ีอาศัยและเพศนัน้ มี อิทธิพล
ชัดแจง้ ในบางกรณี ผูม้ ีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมตํ่ามักจะตัดสินใจเลือกในเขตเลือกต้ัง ผูท้ ่ีมีฐานะ
ทางเศรษฐกิจและสังคมสูงมักจะตัดสินใจก่อนวันเลือกต้ังและไมเ่ ปลยี่ นแปลง การตัดสินใจนั้นโดยงา่ ย
๓. สภาพแวดลอ้ มของชว่ งเวลากับอิทธิพลท่ีมีตอ่ การตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง พบว่า ผู้
ลงคะแนนเสียงประมาณหนึ่งในสี่เลือกผู้สมัคร โดยคํานึงถึงความนิยมของพรรคการเมือง เป็นเกณฑ์
สําคัญ เชน่ การเปน็ คนทอ้ งถิ่นมีศักยภาพที่จะชว่ ยเหลือท้องถ่ินได้ มีความรู้ ความสามารถแจกข้าว
ของเงินทองและหาเสียงท่ีประทับใจเปน็ ตน้ ผู้นําทอ้ งถิ่นที่มีอิทธิพลต่อการ ช้ีนําผูล้ งคะแนนเสียงท่ีมี
ฐานะทางเศรษฐกจิ และสังคมฎต่าจากมากไปน้อย ไดแ้ ก่ กาํ นนั ผใู้ หญ่บ้าน เพ่อื นฝงู ญาติพี่น้อง และครู
เปน็ ต้น แนวคิดเก่ียวกับระบบอุปถัมภ์ หลักการสําคัญของระบบอุปถัมภ์ คือ ความสัมพันธ์เป็นการ
ส่วนตัวระหวา่ งบุคคลสองคน ความสัมพันธ์น้ีจะมีลักษณะเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ
สังคม และการเมือง ซึ่งมิได้ แยกออกจากกัน กลา่ วคือ มิไดเ้ ปน็ การตกลงกันเปน็ สัญญาในการท่ีจะ
ร่วมมือกันในทางใดทางหนึ่ง แต่ก็ไมส่ ามารถตัดขาดจากความสัมพันธ์ได้ เพราะเหตุวา่ มีหนี้บุญคุณ
ติดอยู่เสมอ กฎของความกตัญญูกตเวทีหรือ Generalized Norm of Reciprocity ที่เปน็ ตัวช่วยให้
ความสัมพันธเ์ ช่นนี้ คงอยู่เป็นเวลานาน บางทีอาจอยูห่ ลายช่ัวอายุคนก็ได้ ดังนั้นในแต่ละหมู่บา้ น เม่ือ
การเลือกต้ังเกิดข้ึน ผู้นําแตล่ ะคนซึ่งมีสายสัมพันธ์กับ นักการเมืองหรือพรรคการเมืองตา่ งก็เสนอคน
เป็นหัวคะแนนใหก้ ับผู้สมัครคนนั้นโดยปกติผูส้ มัคร มักจะเลือก บุคคลท่ีมีตําแหนง่ เปน็ ทางการ เชน่
กํานัน ผูใ้ หญบ่ ้าน ครู เป็นหัวคะแนนหลักของคน การยอมรับอํานาจนําไปสู่การเช่ือถือ ในแงอ่ ํานาจ
บารมี ซ่ึงนําไปส่ผู ู้นาํ บารมหี รอื ผูท้ ่ีเปน็ ผู้นําตอ้ งมีบารมีทางการเมือง
ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยถือว่า การเลือกต้ังเป็นกลไกและกระบวนการ
ทางการเมืองที่สําคัญในการที่จะกําหนดว่าใครคือผู้ที่เหมาะสมที่จะเป็นผู้ปกครองโดยชอบธรรม การ
เลือกต้ังยังเป็นการให้เสรีภาพและสิทธิทางการเมืองแก่ประชาชน กล่าวคือ การให้ประชาชนเข้ามามี
สว่ นรว่ มในทางการเมอื งโดยผา่ นทางตัวแทนน่นั เอง
กล่าวโดยสรปุ ในระบบการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยถือว่าการเลือกต้งั เป็นกลไกและ
กระบวนการทางการเมืองท่ีสําคัญในการท่ีจะกําหนดว่า ใครคือผู้ท่ีเหมาะสมท่ีจะปกครองโดยชอบ
ธรรม ดังน้ัน เพ่ือให้สังคมการเมืองไทยเป็นสังคมการเมืองแบบประชาธิปไตยท่ีมี ประสิทธิภาพและ
เสถียรภาพ เป็นระบอบปกครองแบบประชาธิปไตยโดยประชาชนและเพื่อ ประชาชนโดยแท้ คนไทย
ทุกคนจึงร่วมกันสร้างสรรค์เสริมสร้างและปรับแต่งให้วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยมีลักษณะ
สอดคล้องรองรับและสนับสนุนต่อระบบขบวนการทางการเมืองและประชาธิปไตย การเสริมสร้างให้
วัฒนธรรมทางการเมืองไทยเป็นประชาธิปไตย จึงเป็นปัจจัยท่ีสําคัญย่ิงประการ หนึ่งที่จะทําให้สังคม
การเมืองไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประชาชนโดยประชาชนในท่ีสุดระบอบ
ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุขท่ีมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพก็จะ
สัมฤทธิผล การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองไทย ให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย จึงเป็น
เคร่ืองช้ีวัดของความเป็นประชาธิปไตยในสังคมไทย การเลือกตั้งยังเป็นการให้เสรีภาพทางการเมือง
กับประชาชนเปน็ การใหป้ ระชาชนเขา้ มามสี ่วนร่วมในทางการเมืองไทยผา่ นทางตวั แทนนั่นเอง
๕๙
ตารางที่ ๒.๕ สรปุ แนวความคดิ ท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั การตดั สนิ ใจและพฤตกิ รรมการตดั สินใจ
นกั วิจัยหรอื แหล่งขอ้ มลู แนวคิดหลกั
วชิ ัย โถสุวรรณจินดา
(๒๕๓๕.,หน้า ๑๘๕) การเลือกทางเลือกที่มีอยู่หลาย ๆ ทางเลือก โดยอาศัย
ทางเลือกที่ดีที่สุดเพียงทางเดียวท่ีสามารถ ตอบสนอง
กวี วงศพ์ ฒุ เปา้ หมาย หรือความต้องการของผ้เู ลือกได้
(๒๕๓๙, หนา้ ๖๑)
การพิจารณา ทางเลอื กท่ดี ีท่ีสุด จากทางเลือกท่ีมีอยหู่ ลาย
พรี พงศ์ ดาราไทย ๆ ทางเลือก ผู้นําต้องตัดสินใจด้วยหลักเหตุผลเพ่ือใช้ เป็น
(๒๕๔๒, หน้า ๒๓) แนวทางในการปฏิบัติงาน ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวเกิด
ประสทิ ธภิ าพสูงสุด
อนันต์ เกตวุ งศ์
(๒๕๔๑, หน้า ๑๔๖) ความคิดและการกระทําต่าง ๆ ที่นําไปสู่การตกลงใจเลือก
ทางใดทางหน่ึงจากทางเลือกท่ีมีอยู่หลายทางเพื่อใช้
แกป้ ญั หาทเี่ กดิ ขน้ึ
องคป์ ระกอบท่สี าํ คัญในการตัดสินใจสําคัญ ๖ ประการคอื
๑. การเลือก หมายถึง โอกาสท่ีจะเลือกทางเลือกท้ังหลาย
ถ้าไม่มีทางเลือกย่อมถือว่าไม่มี การตัดสินใจ ในการเลือก
นี้ผู้เลือกจะต้องคํานึงถึงวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และผลท่ี
คาดว่าจะได้รับ จากการตัดสินใจนั้น ท้ังยังต้องคํานึงถึง
ปัจจัยอื่น ๆ อีกเช่น ระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมาย เป็นต้น
๒. ทางเลือก หมายถึง แนวทางหรือวิถีทางของการปฏิบัติ
ถ้าไม่มีทางเลอื กย่อมเป็นท่ี เขา้ ใจว่าไม่มีการเลือกและการ
ตัดสินใจ ๓. วัตถุประสงค์ หมายถึง จุดหมายสุดท้าย หรือ
ภาวะที่ต้องการให้เกิดขึ้น ซ่ึงผู้ตัดสินใจ จะต้องใช้เป็น
เครื่องพิจารณาทางเลือก ๔. ผลท่ีตามมาของการตัดสินใจ
อาจมีมากมายหลายอย่าง ทั้งที่พึงประสงค์และไม่พึง
ประสงค์ หรือท้ังท่ีตั้งใจและมิได้ตั้งใจ ซึ่งต้องอาศัย
แนวความคิดอันเป็นองค์ประกอบอ่ืนเป็นเครื่องพิจารณา
๕. ผู้ทําหน้าที่ตัดสินใจ ซ่ึงหมายถึงคน แบ่งได้เป็น ๒ พวก
คอื พวกตัดสินใจด้วยตวั เอง โดยถือว่าการตดั สนิ ใจของตน
ถูกต้องและมีความเชื่อในตัวเองสูง อีกพวกหน่ึงคือการ
ตัดสินใจเป็นกลุ่มซึ่งฟังความคิดเห็นของส่วนรวมก่อน
ตดั สนิ ใจ ๖. สภาพแวดล้อม เป็นส่วนประกอบท่ีสําคญั อีก
ประการหน่ึงของการตัดสินใจ นอกจากน้ียังรวมถึง
ความคิด ความต้องการ กฎหมาย ข้อบังคับ วัฒนธรรม
คา่ นยิ ม ตลอดจนลัทธิความเชอื่ ต่าง ๆ เป็นต้น
นักวิจัยหรอื แหล่งข้อมลู ๖๐
วชิ ยั โถสุวรรณจนิ ดา
(๒๕๓๕, หน้า ๑๘๕-๑๘๖) แนวคดิ หลกั
การตัดสินใจ ๓ ประเภท ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คือ
เจษฎา อึ้งเจริญ. ๑. การตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ท่ีแน่นอน เป็นการ
(๒๕๓๗, หน้า ๓๕) ตัดสินใจที่อยู่บนพ้ืนฐานของผลลัพธ์ท่ีคาดหมายไว้แล้ว โดย
Cambell, H. and others. เกิดขึ้นได้เม่ือผู้ตัดสินใจมีข้อมูลเพียงพอและทราบถึงผลของ
(1983, p. 103) การเลือก ๒. การตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ท่ีเสี่ยงคือการ
พสิ มัย เสรขี จรกิจเจรญิ (๒๕๓๖) ตดั สนิ ใจทต่ี ง้ั อยู่บนพื้นฐานของผลลัพธ์ทีแ่ น่นอนนอ้ ยกวา่ การ
ตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ท่ีแน่นอน แต่ยังพอคาดคะเน
วชิ ัย โถสุวรรณจินดา ความ เป็นไปได้อยู่บ้าง ๓. การตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่
(๒๕๓๕, หนา้ ๑๙๓) ไม่แน่นอนเป็นการตัดสินใจที่ไม่สามารถคาดการณ์ ผลลัพธ์
หรือความน่าจะเป็น จะเกิดข้ึนได้เลยหรือกล่าวได้ว่าเป็น
สถานการณ์ที่มดื แปดด้าน
การตัดสินใจของผู้บริหาร ๒ ประเภทคือ ๑. การตัดสินใจที่
กําหนดไวล้ ว่ งหนา้ ๒. การตัดสินใจท่ีไมไ่ ดก้ ําหนดไว้ล่วงหนา้
ประเภทของการตัดสินใจคือ ๑. การตัดสินใจ ท่ีวางแผนการ
ไว้ล่วงหน้า จะเก่ียวข้องกับภารกิจตามรายการต่าง ๆ ท่ี
กําหนดให้, ๒. การตัดสินใจ ที่เป็นไปตามสถานการณ์ จะ
เกี่ยวข้องกับส่ิงท่ีวางแผนหรือคาดคะเนไว้น้ันไม่เป็นไปตาม
กจิ กรรมหรือรายการทีก่ าํ หนดไว้
กลุ่มของปัจจัยในการตัดสินใจ คือ ๑. ตัวผู้แก้ปัญหาหรือผู้
ตัดสินใจ ประกอบด้วย ๑.๑) การรับรู้ที่เกิดจากประสบการณ์
๑.๒) การรบั รู้ อคติ คณุ ลกั ษณะสว่ นบุคคล ๑.๓) คา่ นยิ มและ
ปรัชญา ๒. สถานการณ์ในการตัดสินใจ ซ่ึงได้แก่ ๒.๑) ความ
เร่งด่วนของผลลัพธ์การตัดสินใจ ๒.๒) ขนาดความสําคัญของ
การตัดสินใจ ๒.๓) การตัดสินใจแบบมีโครงสร้างแน่นอน ไม่
แน่นอน เส่ียง ๒.๔) ต้นทุนและผลประโยชน์ท่ีเกิดจากการ
ตัดสินใจ ๓. ส่ิงแวดล้อมพิจารณาจาก ๓.๑) ปัจจัยภายนอก
เช่น กฎหมาย ข้อบังคับ การเมือง เศรษฐกิจฯ ๓.๒) ปัจจัย
ภายใน เช่น วัตถุประสงค์ของหน่วยงาน ภาพพจน์ของ
หนว่ ยงาน อํานาจหนา้ ที่ ฯ
อธิบายถึงปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจว่ามีปัจจัยที่เก่ียวข้อง
๘ ประการคือ ๑. การรับรู้การตัดสินใจ ๒. ค่านิยมกับการ
ตัดสินใจ ๓. บุคลิกภาพกับการตัดสินใจ ๔. ผลประโยชน์ ซึ่ง
อาจกระทบต่อการพิจารณาความดีความชอบ ๕. บทบาทไม่
ชัดเจน ในการจัดองค์การหากไม่มีโครงสรา้ งท่ีดี ๖. เป้าหมาย
ในการทาํ งาน ๗. อํานาจบารมเี ดิม ๘. การเปลี่ยนแปลงสภาพ
การปฏบิ ัตงิ าน
นกั วิจยั หรอื แหลง่ ขอ้ มลู ๖๑
เสาวนยี ์ ศริ พิ จนานนท์
(๒๕๔๔, หนา้ ๑๘-๒๐) แนวคิดหลกั
การตัดสินใจในการเลือกต้ัง โดยสรุปเป็นขั้นตอนได้ ๔
เสาวนีย์ ศิริพจนานนท์ ข้ันตอนดังน้ี ๑. การได้รับข่าวสารเก่ียวกับการเลือกตั้งและ
(๒๕๔๔, หน้า ๑๘-๒๐) (ตอ่ ) ขา่ วสารเกยี่ วกบั การเลอื กตัง้ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร
นันทพร หาญวทิ ยสกุล ๒. การสร้างหลักเกณฑ์และการให้นํ้าหนักของหลักเกณฑ์
(๒๕๕๑, หนา้ ๑๓๑-๑๓๒) ในการตัดสินใจเลือกตั้งเมื่อผู้ลงคะแนนเสียงยอมรับว่า
จะตอ้ งมกี ารตดั สนิ ใจ และไดร้ บั ขา่ วสารต่าง ๆ เกี่ยวกบั
สมั ฤทธิ์ ราชสมณะ. ผู้สมัครรับเลือกต้ัง ๓. การประเมินและจัดลําดับ เม่ือได้
(๒๕๓๐, หน้า ๓๖-๗๑) กําหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ และให้น้ําหนักของหลักเกณฑ์ท่ี
ใช้ในการลงคะแนนเสียงแล้ว ๔. การตัดสินใจสุดท้ายท่ีจะ
ลงคะแนนเสียงให้ผูส้ มัครคนใดคนหนงึ่
การตัดสินใจประเภทใดก็ตามมีกระบวนการในการตัดสินใจ
ไดด้ ังนี้ ๑. การคน้ หาและวิเคราะห์ข้อมูล ก่อนท่ผี ู้บริหารจะ
ทําการตัดสินใจในสิ่งใดส่ิงหนึ่ง จําเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่
ถูกต้อง และเพียงพอท่ีทําให้การตัดสินใจนั้น ๒. กําหนด
ทางเลือกในการตัดสินใจเอาไว้หลาย ๆ ทาง ก่อนท่ีจะทํา
การตัดสินใจ ๓. การคาดการณ์ล่วงหน้า เป็นการคาดคะเน
ผลกระทบของการตัดสินใจเอาไว้ก่อนล่วงหน้าว่าจะมี
ผลกระทบถึงส่วนใดบ้าง ๔. การตัดสินใจเลือกแนวทางใด
แนวทางหน่ึงหรือหลาย ๆ แนวทางประสมประสานให้
เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ๕. ติดตาม
ประเมินผลของการตัดสินใจ เพ่ือนําไปเปรียบเทียบกับการ
คาดคะเนที่ตงั้ เอาไว้
อิทธิพลแบง่ ออกเป็น ๔ ขั้นตอน ดังน้ี ขั้นตอนท่ี ๑
อิทธิพลในการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ข้ันตอนที่ ๒ อิทธิพลในการสรา้ งหลักเกณฑใ์ นการตัดสินใจ
เลือกตั้งสมาชิกสภาผูแ้ ทน ขั้นตอนท่ี ๓ อิทธิพลในการ
ประเมินและการจัดลําดับผูส้ มัครรับเลือกตั้ง ข้ันตอนท่ี ๔
อิทธิพลจากการตัดสินใจลงคะแนนเสียงให้กับผูส้ มัครท่ีมี
คะแนนรวมจากการประเมนิ มากที่สดุ
๖๒
๒.๕ หลกั ธรรมทส่ี ่งเสริมพฤตกิ รรมทางการเมือง
จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารวิชาการและงานวิจัยถึงหลักคุณธรรมและจริยธรรมที่สื่อถึง
แนวความคิดที่เกีย่ วข้องกับการเมอื งการปกครอง มหี ลายประการ ซ่ึงจะนาํ มาแสดงไว้โดยสังเขปดังนี้
๒.๕.๑ หลกั ธรรมสงั คหวตั ถุ ๔ ส่งเสริมพฤตกิ รรมทางการเมอื ง
คุณธรรมตามความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ หมายถึง
คุณงามความดี คุณธรรมเป็นความดี, ธรรมแห่งความดี หรือ เพียบพร้อมด้วยความสามารถและ
คณุ ธรรม มีความเคยชินในการประพฤติดีอย่างใดอย่างหน่ึง ตรงกันข้ามกับกิเลส ซ่งึ ได้แก่ความเคยชิน
ในการประพฤตผิ ิดอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ๕๑
คุณธรรม คือคุณงามความดีหรือความประพฤติดีของมนุษย์ท่ีมีต่อสรรพส่ิงท้ังหลาย๕๒
และหลักคุณธรรมตา่ ง ๆ เชน่ สังคหวัตถุ ๔ ประการ เปน็ ต้น
ความหมายของหลกั ธรรมสงั คหวัตถุ ๔
สังคหวัตถุ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ หมายถึง ธรรมท่ีเป็น
เครื่องยึดเหนี่ยวใจบุคคลและประสานหมู่ชนไว้ในความสามัคคี ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา
สมานัตตตา มาจากคาํ ว่า สงั คหะ แปลวา่ รวบรวม ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
ได้ให้ความหมายของสงั คหวัตถุ ๔ ๕๓ ว่า ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยว คือยดึ เหนี่ยวใจบุคคลและประสานหมู่
ชนไวใ้ นสามัคค,ี หลักการสงเคราะห์
๑. ทาน การให้ คือ เอ้ือเฟื้อเผ่ือแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือกันด้วยส่ิงของตลอดถึงให้
ความรู้และแนะนําสง่ั สอน
๒. ปิยวาจา หรือ เปยยวัชชะ วาจาเป็นที่รัก วาจาดูดด่ืมนํ้าใจ หรือวาจาซาบซึ้งใจ คือ
กล่าวคําสุภาพไพเราะอ่อนหวานสมานสามัคคี ให้เกิดไมตรีและความรักใคร่นับถือ ตลอดถึงคําแสดง
ประโยชนป์ ระกอบดว้ ยเหตุผลเป็นหลักฐานจงู ใจให้นยิ มยอมตาม
๓. อัตถจริยา การประพฤติประโยชน์ คือ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ บําเพ็ญ
สาธารณประโยชน์ ตลอดถงึ ช่วยแก้ไขปรับปรงุ สง่ เสรมิ ในทางจรยิ ธรรม
๔. สมานัตตตา ความมีตนเสมอ คือ ทําตนเสมอด้วยปลาย ปฏิบัติสม่ําเสมอกันในชน
ทั้งหลาย และเสมอในสุขทุกข์โดยร่วมรับรู้ร่วมแก้ไข ตลอดถึงวางตนเหมาะแก่ฐานะ ภาวะ บุคคล
เหตุการณ์และสิ่งแวดลอ้ ม ถูกต้องตามธรรมในแตล่ ะกรณี
๕๑ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔, (กรุงเทพมหานคร:
ราชบณั ฑติ ยสถาน, ๒๕๕๖), หนา้ ๓๔๐.
๕๒ บุญมี แทน่ แก้ว, จรยิ ธรรมกับชีวิต, พิมพ์ครัง้ ที่ ๖, (กรงุ เทพมหานคร: โอเดยี นสโตร,์ ๒๕๔๑), หน้า
๓๖.
๕๓ พระพรหมคุณาภรณ์(ป,อ,ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งท่ี ๑๗,
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๑), หน้า ๑๘๗.
๖๓
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร)๕๔ ได้ให้ความหมายตามหลักจริยศาสตร์สังคม
ของพระพุทธศาสนา เรื่องสังคหวัตถุ ๔ หรือหลักปฏิบัติตนตามหลักจิตวิทยาสังคหเพื่อให้เกิดความ
นิยมชมชอบและเคารพนับถือแกผ่ ้อู ื่น หรือสงั คมของชุมชนต่าง ๆ ดงั นี้
๑. ทาน หรือ การใหป้ ันส่ิงของแก่ผู้อ่ืนที่ควรปัน เพราะทาน หมายถึง ธรรมทาน หรอื การ
บริจาคทางจิตใจ อามสิ ทาน หรอื การบรจิ าคทางวัตถุ
๒. ปิยวาจา หรือการเจรจาใช้คําพูดของตนต่อผู้อ่ืนด้วยความสุภาพอ่อนโยนให้เหมาะสม
แก่กาลเทศะ และเหมาะสมแก่สังคม ชุมชนทุกชั้น เพื่อให้ชุมชนหรือบุคคลเหล่าน้ัน เคารพนับถือ ปิย
วาจาน้ีใช้กับมิตรสหายของตน ย่อมจะทําให้มิตรสหายเหล่าน้ัน รักใคร่ รู้จักเจรจาสุภาพอ่อนโยน กับ
ครูอาจารย์ การใช้หลักจริยศาสตร์สังคมในเร่ือง ปิยวาจานั้น ผู้ใช้จําต้องมีสติควบคุมตนเอง และ
สามารถบงั คบั จิตใจตนเองไดท้ กุ ขณะ (Mind’s control or control)
๓. อัตถจริยา หมายถึง การสอนให้บุคคลนั้น มีหน้าที่ทางมนุษย์สัมพันธ์ทุกระดับช้ันมี
หนา้ ทีช่ ่วยเหลอื อุปการะหรอื สงเคราะหซ์ ่ึงกนั และกัน
๔. สมานัตตตา หมายถึง การปรับปรุงบุคลิกภาพของตนเองอย่างสมํ่าเสมอ โดยไม่ถือตัว
และใหเ้ ข้ากบั สงั คมของชุมชนได้ทกุ ชั้น
พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)๕๕ ได้เสนอหลักคําสอนเก่ียวกับสังคหวัตถุ ๔ คือ
หลักการสงเคราะห์หรือเร่ืองการสงเคราะห์กันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีลักษณะพฤติกรรมท่ีรู้จัก
แบ่งปัน รู้จกั การให้ เสียสละยินดีในความสขุ ของผู้อื่น ช่วยเหลือเก้ือกูลกัน ไกล่เกล่ียความแตกแยกใน
หมู่คณะบําเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่นําเอาผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน ซ่ึงประกอบด้วย ทาน
ปิยวาจา อตั ถจรยิ า สมานัตตตา
(๑) ทาน คอื การแบง่ ปนั เอือ้ เฟื้อเผอื่ แผ่กัน พระพุทธเจา้ มุ่งทธ่ี รรมทานมากกว่าอามสิ ทาน
ธรรมทาน ให้การช่วยเหลือแนะนําในส่ิงที่ดีมีประโยชน์ ชี้ช่องทางให้บุคคลสามารถแก้ปัญหาให้ลุล่วง
ไปด้วยตนเอง
(๒) ปิยวาจา คือการพูดจาน่ารักนิยมนับถือ พระพุทธเจ้าทรงเน้นว่าต้องเป็นถ้อยคํา
ไพเราะอ่อนหวาน ทป่ี ระกอบด้วยสัจจะ คอื ความจริงใจและตอ้ งเกดิ ประโยชนแ์ ก่ผเู้ จรจาด้วย
(๓) อัตถจริยา คือการบําเพ็ญประโยชน์ ซึ่งหมายถึง การประพฤติปฏิบัติตนให้เป็น
ประโยชน์แก่บุคคลอ่ืน พระพุทธเจ้าเน้นท่ีโลกัตถจริยา คือการทําคุณประโยชน์ให้แก่บุคคลในวงกว้าง
ไม่จาํ กัดเฉพาะตนเองและญาตผิ ู้ใกล้ชิด
(๔) สมานัตตตา คือความมีตนเสมอ การรู้จักปรับตัวให้เข้ากับผู้อ่ืน ร่วมสุขร่วมทุกข์กันได้
เสมอตน้ เสมอปลาย
๕๔ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พมิ พ์ ธมฺมธโร), ธรรมะสรา้ งเยาวชน, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฏ
ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๑), หน้า ๑๓.
๕๕ พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ), พุทธศาสนากับคนรุ่นใหม่และสังคมไทยในอนาคต,
(กรงุ เทพมหานคร: สําพิมพ์สขุ ภาพใจ, ๒๕๒๕), หน้า ๓๙๕.
๖๔
พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ได้ให้ความหมายของคําว่า สังคหวัตถุ ๒ แปลว่า
ธรรมเป็นทีต่ ั้งแหง่ การสงเคราะห์กัน ธรรมเปน็ เครือ่ งยดึ เหน่ยี วนํา้ ใจกัน๕๖
สังคหวัตถุ ๔ ประการ คือ หลักธรรมท่ีเป็นเคร่ือง ยึดเหนี่ยวนํ้าใจคน และประสานหมู่ชน
ไวใ้ นสามัคคี ประกอบด้วย
๑. ทาน ให้ปนั คอื เออื้ เฟื้อ เผื่อแผ่ เสยี สละ แบ่งปัน ช่วยเหลอื สงเคราะห์ด้วยปัจจยั สี่ ทุน
หรือทรัพย์สนิ สง่ิ ของ ตลอดจนใหค้ วามรู้ ความเขา้ ใจ และศิลปวทิ ยา
๒. ปิยวาจา พูดอย่างรักกัน คือ กล่าวคําสุภาพไพเราะ น่าฟัง ช้ีแจง แนะนําสิ่งท่ีเป็น
ประโยชน์ มีเหตุผล เป็นหลักฐาน ชักจูงในทางที่ดีงาม หรือแสดงความเห็นอกเห็นใจให้กําลังใจ รู้จัก
พดู ให้เกิดความเข้าใจดี สมานสามัคคี เกดิ ไมตรี ทําให้รักใครน่ บั ถอื และชว่ ยเหลือเก้อื กูล
๓. อัตถจริยา ทําประโยชน์แก่ คือ ช่วยเหลือด้วยแรงกายและขวนขวายช่วยเหลือกิจการ
ต่าง ๆ บาํ เพ็ญประโยชน์ รวมทั้งชว่ ยแกไ้ ขปญั หาและชว่ ยปรับปรงุ สง่ เสริมในดา้ นจรยิ ธรรม
๔. สมานัตตตา เอาตัวเข้าสมาน คือ ทําตัวให้เข้ากับเข้าได้ วางตนเสมอต้นเสมอปลายให้
ความเสมอภาค ปฏิบัติสมํ่าเสมอกันต่อคนทง้ั หลาย ไมเ่ อาเปรยี บ และเสมอในสุขทุกข์ คือรว่ มสุข รว่ ม
ทกุ ข์ รว่ มรับรู้ รว่ มแกไ้ ขปัญหา เพ่ือให้เกดิ ประโยชน์สุขรว่ มกัน ๕๗
สิริวัฒน์ ศรีเครือดง ได้ให้ความหมายของสังคหวัตถุว่าวตั ถุเคร่ืองสงเคราะหซ์ ึ่งกันและกัน
ดังคํากล่าวที่ว่ายิ้มแย้มแจ่มใสตั้งในสนทนาเจรจาไพเราะสงเคราะห์เกื้อกูลและได้อธิบายในหัวข้อ
“การสร้างมนุษยสัมพันธ์ตามแนวพระพุทธศาสนา:หลักธรรมสําหรับสั่งสอนสังคม”เพื่อให้มีมนุษย์
สมั พนั ธ์มคี วามสขุ ๕๘
บรรเทิง พาวิจิตร๕๙ ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับสังคหวัตถุ ๔ ไว้ว่า สังคหวัตถุ ๔
ประกอบด้วย ทาน คือ การให้ มีใจเอ้ือเฟ้ือเผ่ือแผ่ เสียสละแบ่งปน ช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของ ตลอด
จนถึงให้ความรู้ และคําแนะนําสั่งสอน ปิยวาจา คือ วาจาเป็นที่รัก มีวาจาดูดดื่มน้ําใจ วาจาซาบซ้ึง
กล่าวคําสุภาพ ไพเราะอ่อนหวานสมานสามัคคี ก่อเกิดไมตรีและความรักนับถือแสดงประโยชน
ประกอบ ด้วยเหตุผลเป็นหลักฐาน เป็นมูลเหตุจูงใจให้นิยมยอมตาม อัตถจริยา คือการประพฤติ
ประโยชน์ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ บําเพ็ญสาธารณประโยชน์ แก้ไข ปรับปรุงส่งเสริม ในทาง
จริยธรรม สมานัตตตาคือวางตนสมํ่าเสมอ เสมอต้นเสมอปลาย ปฏิบัติสม่ําเสมอกันในชนทุกชั้น วาง
ตนใหเ้ หมาะแกฐานะภาวะ บคุ คล เหตุการณ์ และสิ่งแวดล้อมใหถ้ กู ทาง
๕๖ พระธรรมกิตตวิ งศ์ (ทองดี สุรเตโช), ชุดคาํ วดั , (กรุงเทพมหานคร: เลยี่ งเชยี ง, ๒๕๔๖), หนา้ ๑๓๙.
๕๗ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป,อ,ปยตุ ฺโต), ธรรมนุญชีวิต, พิมพ์คร้ังท่ี ๘๒, (กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ทั พิมพ์
สวยจํากัด, ๒๕๕๐), หนา้ ๒๕.
๕๘ สิริวัฒน์ ศรีเครือดง, “การสร้างมนุษยสัมพันธ์ตามแนวพระพุทธศาสนา: หลักธรรมสําหรับสั่งสอน
สงั คม”, วารสารมหาจุฬาวิชาการ, ปที ี่ ๒๐ (มถิ นุ ายน ๒๕๕๑): ๗๐.
๕๙ บรรเทิง พาวิจิตร, การปกครองตามแนวพุทธศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์ โอเดียน
สโตร์, ๒๕๔๘), หน้า ๓๕-๓๖.
๖๕
ปรีชา นันตาภิวัฒน์๖๐ ได้ให้ความหมายเก่ียวกับสังคหวัตถุ ๔ ไว้ว่า สังคหวัตถุ ๔ เป็น
ธรรมเครื่องยึดเหน่ียวได้แก่ ทาน คือการให้ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือด้วยส่ิงของ
ตลอดให้ความรู้แนะนําส่ังสอน ปิยวาจา คือ วาจาเป็นที่รัก วาจาดูดดมื่ น้ําใจ กล่าวถอยคาํ สุภาพไพเราะ
อ่อนหวานทําให้เกิด ความสามัคคี ตลอดถึงคําแสดงประกอบด้วยเหตุผลเป็นหลักฐานจูงใจให้นิยมยอม
ตาม อัตถจริยา การประพฤติประโยชน์ คือขวนขวายช่วยเหลือกิจการบําเพ็ญสาธารณประโยชน์ ตลอด
ถงึ ช่วยแก้ไขปรบั ปรุงสง่ เสริมในทางจริยธรรม สมานตั ตตา ความมีตนเสมอคือ ทําตนเสมอตน
อุดม เชยกีวงค์ และ กนษิ ฐาน แปนสุวรรณ๖๑ ได้ให้ความหมายเก่ียวกับสังคหวัตถุ ๔ ไว้
ว่า ทาน คือ การแบ่งปนกันอยู่ แบ่งปันกันกิน แบ่งปันกันใช้ ปิยวาจา คือพูดจากันอย่างไพเราะ
อ่อนหวานด้วยความปรารถนาดีทําให้เกิดการรักใคร่ สามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อัตถจริยา คือ ทํา
ตนเป็นคนที่มีประโยชน์ตอ่ ครอบครัว ตอ่ สังคมและประเทศชาติ สมานัตตตา คอื การวางตนให้เหมาะสม
เสมอตนเสมอปลายไมท่ าํ ใหเ้ กดิ ชนช้ันข้นึ
สรุปความได้ว่า หลักสังคหวัตถุ ๔ ประการน้ี เป็นธรรมเคร่ืองยึดเหนี่ยวใจเพ่ือนมนุษย์
ด้วยกัน ให้มีความรักเอ้ือเฟื้อเผ่ือแผ่แบ่งปันต่อเพ่ือนมนุษย์ด้วยกันในกลุ่มคน ในชุมชน ในท้องถิ่น
เด่ียวกัน ให้ทุกฝ่ายแสดงออกซ่ึงอัธยาศัยไมตรีและพฤติกรรมที่ดีต่อกัน การพูดจาไพเราะ สุภาพ
ช่วยเหลือเกื้อกูลกันทําสิ่งที่เป็นประโยชน์บุคคลและชุมชน เป็นเพ่ือนกัน เป็นกัลยาณมิตร แม้ในยาม
วิบัติก็ไม่ทอดทิ้งกัน ประพฤติต่อหน้าอย่างไร ประพฤติลับหลังก็อย่างนั้น เหมาะสมกับหน้าท่ี ฐานะ
หน้าที่ท่ีรับผิดชอบ และความเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คุณธรรมท้ังสี่ประการน้ี มีในบุคคลใดก็ตาม จะ
เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ําใจคนไว้ได้ ก่อให้เกิดความเคารพ ความรัก ความนับถือต่อกันและกัน เป็น
เหมอื นราชรถนําพาหม่ชู นไปสู่ความสขุ ความเจรญิ ท่ีต้องการได้
๒.๕.๒ ประเภทและองคป์ ระกอบของสังคถวัตถุ ๔
กรมการศาสนา ได้กล่าวถึงสังคหวัตถุ ๔ โดยกล่าวถึงประเภทและคุณประโยชน์ของ
องค์ประกอบทง้ั ๔ ด้าน ไวด้ งั นี้๖๒
๑. ทาน หมายถึง การให้วัตถุส่ิงของของตนเองแก่ผู้อ่ืน การเสียสละ ความเป็นคน ใจ
กว้างรู้จักเสียสละ เผ่ือแผ่ เห็นใจคนอื่น ถ้ามองในแง่การปฏิบัติต่อกัน ท่านมุ่งถึงการเฉล่ียเจือจาง ต่อ
เพื่อนบ้าน เพ่ือนมนุษย์และสิ่งมีชีวิตท่ัวๆ ไป เพ่ือให้เขาเหล่านั้น สามารถดําเนินชีวิตได้อย่างมี
ความสุข การเฉล่ียแบ่งปันกันนี้ อาจจะเป็นการแบ่งวัตถุที่จะเป็นต่อการดําเนินชีวิต เช่น อาหาร
เครื่องนุ่งห่ม ท่ีอยู่อาศัย และยารักษาโรค หรือการเฉล่ียแรงงานช่วยเหลือ เช่น การวานกัน การลง
๖๐ ปรีชา นันตาภิวัฒน์, พจนานุกรมหลักธรรมพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์ดวง
แกว้ , ๒๕๔๔), หนา้ ๑๔๓.
๖๑ อุดม เชยกีวงค์ และกนษิ ฐาน แปนสุวรรณ, พระธรรมคําส่ังสอนของพระพุทธเจ้า, (กรงุ เทพมหานคร:
สาํ นกั พมิ พแ์ สงดาว, ๒๕๔๘), หน้า ๑๑๕.
๖๒ กรมการศาสนา, คู่มือจริยศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๓, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์กรมการศาสนา,
๒๕๓๙), หนา้ ๒-๒๕.
๖๖
แขกเก่ียวข้าว เพื่อให้งานสําเร็จโดยเร็ว และรวมถึงการท่ีบุคคลมีนํ้าใจห่วงใยกัน โดยให้กําลังใจ เม่ือ
ยามเจ็บป่วย หรอื อยู่ในสภาพลําบาก ตลอดจนการใหส้ ติ เมื่อผ้อู ื่นกาํ ลงั ดาํ เนินชีวติ ที่ผิด
ทานสามารถแบ่งตามประเภทของสิง่ ทใ่ี ห้มี ๒ อยา่ ง คือ
๑. อามสิ ทาน คือ การให้วัตถสุ ิ่งของ ตลอดถงึ แรงกายช่วยเหลอื
๒. ธรรมทาน คอื การให้ความรู้แนะนําส่ังสอน ใหส้ ติเตือนใจ
ทาน ๒ ประเภทนี้ ธรรมทานเปน็ เลิศ อามสิ ทาน เป็นรอง
คุณประโยชน์ท่ีจะได้รับจากการให้ทาน ได้แก่ ๑. ผู้ให้ทานย่อมผูกมิตรไมตรีได้ดีมีคนรัก
๒. สัตบุรุษย่อมคบหาด้วย ๓. ช่ือเสียงดีงามย่อมขจรไป ๔. ไม่เหินห่างจากธรรมของคฤหัสถ์ ๕. เป็น
เหตใุ ห้ไดม้ นษุ ย์สมบัติประโยชน์สุขในปจั จุบัน ๖. ทําใหถ้ งึ สุขและสน้ิ ทุกข์ท้ังในโลกน้ี และโลกหน้า ๗.
ทําให้พระศาสนาดํารงอยู่นาน ๘. ทําใหจ้ ติ ใจบรสิ ุทธิ์สะอาด หลุดพ้นจากกเิ ลศตอ่ ไป
๒. ปิยวาจา หมายถึง วาจาเป็นท่ีรัก วาจาดูดด่ืมนํ้าใจ หรือวาจาซาบซ้ึงใจ คือ กล่าวคํา
สุภาพไพเราะอ่อนหวาน สมานสามัคคีให้เกิดไมตรี และความรักใครน่ ับถือตลอดถึงคําแสดงประโยชน์
ประกอบด้วยเหตผุ ลเป็นหลักฐานจูงใจใหน้ ิยมยกย่อง องค์ประกอบของปิยวาจา มีดังน้ี ๑. เป็นคาํ จริง
คําสัตย์ไม่ใช่คําที่ปั้นขึ้นโกหกหลอกหลวง ๒. เป็นคําอ่อนหวาน คือ ไพเราะ ทําให้ผู้ฟังเพลิดเพลิน
สบายใจ ฟังง่าย ไม่รู้เบื่อ ๓. เป็นคําพูดมีประโยชน์ คือ กล่าวแต่ส่ิงดีมีสารประโยชน์ นําไปปฏิบัติให้
เป็นประโยชน์ในชีวิตประจําวันได้ ๔. เป็นคําพูดที่ประกอบด้วยเมตตา คือ พูดด้วยความหวังดีต่อกัน
ปรารถนาความสุข ความเจริญต่อกันและกัน ไม่มีจิตมุ่งร้ายใด ๆ พูดกันด้วยใบหน้าย้ิมแย้มแจ่มใส ไม่
พูดด้วยโทสะ ๕. เปน็ คํากล่าวถูกกาลเทศะ คือ กล่าวเหมาะสมกบั เวลา และสถานที่
คุณประโยชน์ของปิยวาจา มีดังนี้ ๑. เป็นที่รักของทุกคน เพราะตามธรรมชาติคนทุกคน
ตอ้ งการให้คนอนื่ พูดดีกบั ตน ทั้งนั้น ๒. ประสบผลสาํ เรจ็ ในด้านประชาสมั พันธ์ ๓. ประสบผลสําเรจ็ ใน
การขอความช่วยเหลือ ๔. ช่วยให้กิจการที่กําลังทําอยู่เจริญก้าวหน้า ๕. เป็นเหตุให้ได้ลาภผลและ
นา้ํ ใจจากมติ รสหาย ๖. เปน็ ประโยชนใ์ นความสัมพนั ธ์กับบุคคลทัว่ ไป
๓. อัตถจริยา หมายถึง การประพฤติประโยชน์คือ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ บําเพ็ญ
สาธารณะประโยชน์ตลอดถึงการแก้ไขปรับปรุงส่งเสริมในทางจริยธรรม ประเภทของ อัตถจริยาแบ่ง
ออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ ๑. เวยยาวัจจะ ขวนขวายช่วยเหลือให้งานสําเร็จ ได้แก่การช่วยเหลือเก้ือกูล
กันท้ังด้านกําลังความคิด กําลังปัญญาและกําลังทรัพย์เช่น การช่วยเหลือกันในครอบครัวระหว่างพ่อ
แม่กับลูก ๆ การช่วยเหลือระหว่างญาติต่อญาติเพื่อนต่อเพื่อน รวมทั้งเพื่อนบ้านต่อเพื่อนบ้าน เพื่อน
รว่ ม ชาติต่อเพ่อื นร่วมชาติหรือเพ่ือนมนุษย์ดว้ ยกัน นั่นเอง ๒. ธรรมสมาทปนา การชักนําในทางดีช่วย
ดา้ นสติปัญญาความคิด แนะนําเร่ืองการ ปรับปรุงด้านอาชีพ ความเป็นอยู่ต่าง ๆ ด้านสุขภาพร่างกาย
โดยเฉพาะคอื การปลูกจติ สาํ นึกให้แต่ละคนรจู้ กั ชว่ ยเหลือตวั เองและสังคมของตน
คุณประโยชน์ของอัตถจริยา ได้แก่ ๑. ขจัดความเห็นแก่ตัว ทําให้คนรัก ๒. ก่อให้เกิด
ภราดรภาพความเป็นพี่น้องกันในหมู่ประชาชน ๓. ทําให้เกิดความม่ันคงแก่ประเทศชาติขจัดความ
แตกแยก เกิดความสามคั คี ๔. นําความเจริญมาสู่หมคู่ ณะสังคมและประเทศชาติ
๖๗
๔. สมานัตตตา หมายถึง ความมีตนเสมอ คือ การทําตนเสมอต้นเสมอปลายก็ดีปฏิบัติ
สม่ําเสมอไม่ถือช้ันวรรณะในชนท้ังหลายก็ดีเสมอกันในสุข และทุกข์โดยร่วมกันรู้ร่วมกันแก้ไขก็ดี
ตลอดถึงการวางตนเหมาะสมแก่ฐานะ ภาวะ บุคคล เหตุการณ์และส่ิงแวดล้อม ถูกต้องตามธรรมใน
ทุกกรณีอันแสดงถึงความเปน็ ผไู้ ม่ถือตัวทั้งสนิ้
คุณประโยชน์ของ สมานัตตตา ไดแ้ ก่
๑. ทําให้ครอบครวั และสังคมเป็นสขุ
๒. ปราศจากการรงั แกข่มเหงกนั มแี ต่ความเห็นอกเห็นใจกนั
๓. ทาํ ให้สานสัมพนั ธใ์ นสังคมเปน็ ไปด้วยความราบร่ืน
๔. ทาํ ใหก้ ารพัฒนาประเทศบรรลุเปาู หมายรวดเรว็
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)๖๓ ได้ใหค้ วามหมายของสังคหวัตถุ ๔ หมายถึง
หลักธรรม ๔ ประการที่ เปน็ เคร่ืองยึดเหนี่ยวน้ําใจของผู้อื่น ผูกไมตรี เอื้อเฟอ้ื เก้ือกูล หรือเป็นหลัก
สงเคราะห์ซ่ึงกันและกัน ไดแ้ ก่ ทาน คือการให้ การเสียสละหรือการเอื้อเฟ้อื แบง่ ปันของ ๆ ตน เพ่ือ
ประโยชน์แก่บุคคลอื่น ไมต่ ระหน่ีถ่ีเหนียว ไมเ่ ปน็ คนเห็นแก่ไดฝ้ ่ายเดียว เป็นคุณธรรมที่จะชว่ ยให้ไม่
เป็นคนละโมบ ไม่เห็นแกต่ ัว, ปิยวาจา คือ การพูดจาด้วยถ้อยคําที่ไพเราะอ่อนหวานสมานสามัคคี
พูดด้วยความจริงใจ ให้เกิดไมตรี รักใคร่นับถือ ไม่พูดหยาบคาย ก้าวร้าว พูดในส่ิงท่ีเป็นประโยชน์
เหมาะสําหรับกาลเทศะ, อัตถจริยา คือ การสงเคราะห์ทุกชนิด หรือการประพฤติในส่ิงที่เป็
นประโยชน์แก่ผูอ้ ่ืน, สมานัตตตา คือการเปน็ ผู้มีความสมํ่าเสมอ หรือมีความประพฤติเสมอตน้ เสมอ
ปลาย เป็นคุณธรรมชว่ ยใหเ้ ปน็ ผู้มจี ติ ใจหนักแนน่ ไมโ่ ลเล เปน็ การสร้างความนิยมและไวว้ างใจให้แกผ่ ู้
อ่นื ดว้ ย
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้กล่าวถึงสังคหวัตถุไว้ในพระ
สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต สังคหวัตถุสูตร ดังนี้ ภิกษุทั้งหลาย สังคหวัตถุ (ธรรมเครื่อง
ยึดเหน่ียว) ๔ ประการ
๑. ทาน (การให้)
๒. เปยยวัชชะ (วาจาเปน็ ท่รี ัก)
๓. อัตถจรยิ า (การประพฤติประโยชน)์
๔. สมานัตตตา (การวางตนสมํา่ เสมอ)
ภิกษุทั้งหลาย สังคหวัตถุ ๔ ประการน้ีแล ทาน เปยยวัชชะ อัตถจริยาในโลกน้ี และ
สมานัตตตา ในธรรมนั้น ๆ ตามสมควร สังคหธรรมเหล่านี้แลช่วยอุ้มชูโลก เหมือนล่ิมสลักท่ียึดคุมรถ
ซึ่ง แล่นไปไว๎ได้ ฉะน้ัน ถ้าไม่พึงมีธรรมเหล่าน้ี มารดาหรือบิดา ก็ไม่พึงได้การนับถือหรือการบูชา
เพราะบุตรเป็นเหตุ แต่เพราะบัณฑิตเล็งเห็นความสําคัญของสังคหธรรมเหล่านี้ ฉะน้ัน บัณฑิต
๖๓ พระพรหมคุณาภรณ์(ป,อ, ปยุตฺโต), ธรรมนูญชีวิต พิมพค์ รั้งที่ ๘๒, (กรุเทพมหานคร: บริษัท พิมพ์
สวย จํากัด, ๒๕๕๐), หนา้ ๒๕.
๖๘
เหล่านั้น จึงถึงความเป็นใหญ่ และเป็นผู้สรรเสริญ นอกจากนั้น สังคหวัตถุ ยังปรากฏในพระ
สุตตนั ตปิฎก ทฆี นิกาย ปาฎกิ าวรรค สงิ คาลกสูตร๖๔
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได๎ให้ความหมายและแสดง
องคป์ ระกอบของสังคหวัตถุไว้ คือ สงั คหวัตถุ หมายถงึ ธรรมเครอื่ งยดึ เหน่ียวมี ๔ ประการ ไดแ้ ก่ ๖๕
๑. ทาน หมายถงึ การให้
๒. เปยยวชั ชะ หมายถงึ วาจาเปน็ ท่ีรัก
๓. อตั ถจรยิ า หมายถงึ การประพฤติประโยชน์
๔. สมานัตตตา หมายถงึ การวางตนสมาํ่ เสมอ
โดยสรุป หลักสังคหวัตถุ ๔ คือ หลักธรรม ท่ีเป็นเคร่ืองยึดเหนี่ยวน้ําใจคนและประสาน
หมู่ชนไว้ให้มีความสามัคคีกัน คือ การเอื้อเฟ้ือเผื่อแผ่แบ่งปัน มีน้ําใจต่อกันและกัน ท้ังท่ีเป็นวัตถุ
ส่ิงของ และแบ่งปันน้ําใจบุคคลในหมู่ชนที่อยู่ร่วมกัน เป็นคนไม่เห็นแก่ตัว พูดจากันด้วยถ้อยคําสุภาพ
พูดด้วยจิตท่ีปรารถนารู้จักกาลเวลาในการพูดอย่างเหมาะสม และรู้จักการใช้คําพูด เพ่ือให้เกิด
ความรู้สึกที่ดีต่อกัน มีการช่วยเหลือบําเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อ่ืน คือ เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ได้แก่การ
สงเคราะหเ์ ก้ือกูลกันของบคุ คลในชุมชนเดยี วกัน เช่น การชว่ ยเหลอื การงาน แบ่งเบาภาระของกนั และ
กัน และปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับสถานภาพ บทบาท หน้าท่ีกลุ่มชุมชนของตน โดยวางตนเสมอต้น
เสมอปลาย ทําตวั ให้เขา้ กับผอู้ ื่นได้
๒.๕.๓ หลักธรรมสังคหวตั ถุ ๔ ประการสง่ เสริมงานปกครองส่วนท้องถิน่
การมีส่วนรวมในการบริหารงานโดยให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารงานของ
องค์การปกครงอส่วนถ่ิน มีผลต่อการบริหารงานของผู้บริหารส่วนท้องถิ่น และจะส่งผลต่อ
ผู้ใต้บังคับบัญชาในการปฏิบัติงานอาจสําเร็จหรือไม่สําเร็จก็ได้ ถ้ามีความสําเร็จก็จะหยุดเพียงเท่าน้ัน
แต่ถ้าไม่ประสบผลสําเร็จจะท้อและเลิกทําการน้ัน หากประชาชนนําหลักสังคหวัตถุธรรม ๔ ประการ
มาใช้ในการมีส่วนร่วมในการบริหารงานขององค์การปกครองส่วนท้องถ่ิน จะให้ประสบความสําเร็จ
เป็นที่ประทับใจอย่างแท้จริง ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมตลอดจนบุคลากรขององค์การปกครองส่วน
ท้องถิ่น ก็ต้องนํามาปรับใช้ในการพัฒนา เพราะหลักสังคหวัตถุธรรม ๔ ประการ เป็นหลักธรรมท่ียึด
เหนยี วจติ ใจของทุก ๆ คน เพอื่ ใหก้ ารใหบ้ รหิ ารจัดการด้านต่าง ๆ ท่ีออกมานั้น เกิดจากใจ ได้แก่
๑) ทาน ให้ปัน คือ เอื้อเฟ้ือ เผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือสงเคราะห์ด้วยปัจจัยส่ี
ทุน หรือ ทรพั ย์สินสิ่งของ ตลอดจนให้ความรู้ ความเข้าใจและศลิ ปวทิ ยา
๒) ปิยวาจา พูดอย่างรักกัน คือ กล่าวคําสุภาพ ไพเราะ น่าฟัง ช้ีแจง แนะนําส่ิงท่ีเป็น
ประโยชน์ มีเหตุผล เป็นหลักฐาน ชักจูงในทางที่ดีงามหรือแสดงความเห็นอกเห็นใจ ให้กําลังใจ รู้จัก
พดู ใหเ้ กิดความเข้าใจดี สมานสามคั คี เกดิ ไมตรี ทําใหร้ ักใครน่ บั ถอื และชว่ ยเหลือเกอื้ กลู กนั
๖๔ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๗๓/๒๑๘.
๖๕ อง.ฺ จตกุ ฺก. (ไทย) ๒๑/๓๒/๕๑.
๖๙
๓) อตั ถจรยิ า ทําประโยชน์แก่ คอื ช่วยเหลอื ด้วยแรงกาย และขวนขวายชว่ ยเหลือ กิจการ
ต่าง ๆ บําเพญ็ ประโยชน์ รวมทั้งช่วยแกไ้ ขปัญหาและชว่ ยปรบั ปรุงส่งเสรมิ ในดา้ นจริยธรรม
๔) สมานัตตตา เอาตัวเข้าสมาน คือ ทําตัวให้เข้ากับเข้าได้ วางตนเสมอต้นเสมอปลาย ให้
ความเสมอภาค ปฏิบัติสมํ่าเสมอกันต่อคนทั้งหลาย ไม่เอาเปรียบ และเสมอในสุขทุกข์ คือร่วม สุข
ร่วมทุกข์ ร่วมรับรู้ ร่วมแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขร่วมกัน จากใจจริง ไม่ใช่กระทําไปเพราะ
เป็นเพียงหน้าท่ีเท่านั้น แต่มีความมุ่งมาดปรารถนาดีอยากให้พวกเขามีความสุข ได้รับการบริหาร
จดั การท่ดี ี ๆ แล้วจะทําให้งานทกุ ดา้ นมีประสทิ ธิภาพและประสทิ ธิผลไปพรอ้ มกนั
เม่ือประชาชนได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแล้วนั้น ผู้บริหารต้องบริหารงานให้
ประสบความสาํ เรจ็ แต่จะใหส้ ําเรจ็ ในโลกของการบริหารอยา่ งแทจ้ ริงนั้น ต้องร้จู กั จัดการ ๓ ส่งิ คือ
๑. การจัดการกับตนเอง (Managing Yourself) โดยเร่ิมต้นที่การรู้จักวิเคราะห์ตนเอง
เปิดใจยอมรับจุดอ่อน จุดแข็ง ของตน เพื่อหาทางแก้ไขนิสัยที่ไม่ดี โดยค่อย ๆ ลดละหรือเลิกนิสัยเดิม
ทีละน้อย ๆ จนเลิกได้ในท่ีสุด เช่น รู้จักศักยภาพทางความรู้ ความสามารถ ทักษะของตน รู้ฐานะทาง
การเงินของตนว่ามีหน้ีสินหรือไม่เพียงใด หลังจากวิเคราะห์ตนเองแล้ว ต้องยอมรับจุดอ่อนของตน
และสร้างเสริมนิสัยใหมเ่ พื่อจะไดเ้ ป็นผูบ้ ริหารท่ีมปี ระสทิ ธิภาพ ซง่ึ ได้แก่
๑.๑ การทํางานเชิงรุก (Proactive) คือการทํางานที่มุ่งไปข้างหน้าโดยใช้
วิจารณญาณของตนทาํ งานเชงิ ปอ้ งกันไว้กอ่ นทีเ่ กดิ ปัญหา
๑.๒ เร่ิมต้นการทํางานทุกอย่าง ด้วยการกําหนดจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์เสมอ
เพราะจะทาํ ให้ทิศทางในการทาํ งาน และวธิ ีการปฏบิ ัตเิ พอ่ื ใหบ้ รรลจุ ดุ มุ่งหมายน้ัน
๑.๓ จดั ลาํ ดับความสาํ คญั ก่อนหลังของงาน เพอ่ื ไปสู่การบรรลจุ ุดมุ่งหมาย
๑.๔ คิดแบบ ชนะ – ชนะ (Think Win – Win) คือ การสร้างทัศนคติให้ทุกฝ่ายใน
องค์การเป็นผูช้ นะดว้ ยกนั ไม่ใช่ “ชนะ – แพ้” จะยิง่ ทาํ ให้เกิดความขดั แยง้ ในองค์การ
๑.๕ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา โดยเฉพาะต้องเข้าใจพฤติกรรม และความต้องการ
ของผใู้ ตบ้ ังคับบญั ชาเสียก่อน เพราะผ้บู ริหารตอ้ งอาศัยบคุ คลเหล่าน้ันทํางานให้บรรลุจุดมุ่งหมาย
๑.๖ การประสานความคิดและความแตกต่างกันในองค์การให้เป็นหน่ึงเดียว เพ่ือ
สรา้ งพลงั ในองค์การให้รว่ มกันพฒั นาและฝา่ ฟนั อปุ สรรค
๑.๗ ความสามารถควบคุมตนเอง (Self – Regulation) โดยเฉพาะการคุมอารมณ์
(Emotional Intelligence) ผู้บริหารที่ดีจะต้องควบคุมอารมณ์ในการปฏิบัติงานได้ และคํานึงถึง
ผลกระทบของภาวะอารมณต์ นที่อาจจะเกิดกบั ผ้อู นื่ อยเู่ สมอ
๒. การจัดการกับคนในองค์การ (Management People) ผู้บริหารจะต้องตระหนักถึง
คนในองค์การโดยเร่ิมต้นจากการเข้าใจธรรมชาติของคน นิสัยใจคอพื้นฐาน และความต้องการ
เสียก่อน เม่ือเข้าใจผู้ใต้บังคับบัญชาในองค์การแล้ว ผู้บริหารต้องรู้จักใช้แรงจูงใจ (Motivation) เพื่อ
เกิดพฤติกรรมเชิงบวกในการทํางาน นอกจากน้ัน ผู้บริหารจะต้องใช้หลักการบริหารงานแบบมีส่วน
ร่วม (Participation) การกระจายงาน (Decentralization) การมอบหมายงาน (Empowerment)
การตดิ ต่อส่ือสารแบบสองทาง ตลอดจนการกาํ กับตดิ ตามควบคมุ งาน (Monitoring) อยูห่ ่าง ๆ
๓. การจัดการกับงาน (Managing Work) ผู้บริหารต้องรู้จักใช้ความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์
องค์การ บริหารองค์การโดยเน้นคุณภาพเป็นหลัก หรือการนําเอาหลักการบริหารคุณภาพ (Quality
๗๐
Management) มาใช้ปรับปรุงระบบการทํางานแบบใหม่ จัดคนให้เหมาะกับงาน วางแผนการจัดสรร
และควบคุมงบประมาณ การจัดระบบอํานวยความสะดวกต่าง ๆ ตลอดจนการจัดสภาพแวดล้อมใน
การทาํ งานท่ีเหมาะสม และเออื้ อาํ นวยตอ่ การทาํ งาน
สรุปความว่าหลักสังคหวัตถุธรรม ๔ ประการนี้ เป็นหลักธรรมยึดเหนี่ยวจิตใจคนรอบข้าง
ที่ร่วมกันทํางาน ทุกภาคส่วน ทําคนในองค์กรเดียวกันร่วมกันทํางานด้วยความรักความสามัคคี มี
ความเอื้อเฟ้ือ เผื่อแผ่ แบ่งปัน พูดจาแนะนํากันด้วยถ้อยคําไพเราะ สุภาพเป็นกันเอง เมื่อตนว่างก็
อาสาตนช่วยงานส่วนรวม มีความเสียสละ ไม่น่ิงดูดายในกิจการงานของส่วนรวม และส่วนบุคคล
ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ถือตัวถือตน หรือยึดติดกับตําแหน่ง วางตนเป็นกันเองกับทุกคนท้ังต่อหน้า
และลับหลงั เสมอต้นเสมอปลาย ทาํ ใหก้ ารทํางานรว่ มกันสําเร็จ เปน็ คนท่ีมคี วามสาํ เร็จครองคน ครอง
งาน มีแนวความคิดใหม่ ๆ มาพัฒนางาน พัฒนาองค์กรของตนเป็นลําดับไปจนถึงความม่ันคงยั่งยืน
สามารถจงู ใจคนในชมุ ชนมามีส่วนร่วมในการทาํ งานชองสว่ นรวมในชมุ ชน ในตาํ บลเป็นต้นได้
ตารางที่ ๒.๖ สรปุ แนวความคดิ ที่เก่ยี วข้องกบั หลักธรรมสงั คหวตั ถุ ๔
นกั วิจัยหรือแหล่งขอ้ มลู แนวคิดหลกั
ราชบณั ฑติ ยสถาน
(๒๕๕๖ หน้า ๓๔๐) คุณงามความดี คุณธรรมเป็นความดี, ธรรมแห่งความดี
หรือ เพียบพร้อมด้วยความสามารถและคุณธรรม มีความ
บญุ มี แท่นแกว้ เคยชินในการประพฤติดีอย่างใดอย่างหนึ่ง ตรงกันข้ามกับ
(๒๕๔๑, หน้า ๓๖) กิเลส ซ่ึงได้แก่ ความเคยชินในการประพฤติผิดอย่างใด
พระพรหมคณุ าภรณ์(ป.อ.ปยุตโฺ ต) อยา่ งหน่งึ
(๒๕๕๑, หน้า ๑๘๗)
คุณงามความดหี รอื ความประพฤตดิ ขี องมนุษย์ทมี่ ตี ่อสรรพ
พระธรรมกติ ตวิ งศ์ (ทองดี สรุ เตโช) สิ่งท้งั หลาย
(๒๕๔๖, หน้า ๑๓๙)
สมเด็จพระมหาวรี วงศ์ (พิมพ์ ธมมฺ ธโร) สังคหวัตถุ ๔ ว่าธรรมเครื่องยึดเหนี่ยว คือยึดเหน่ียวใจ
(๒๕๔๑, หนา้ ๑๓) บคุ คลและประสานหมู่ชนไว้ในสามคั ค,ี หลักการสงเคราะห์ :
๑. ทาน การให้ คือ เอ้ือเฟ้ือเผ่ือแผ่ เสียสละแบ่งปัน ๒. ปิย
วาจา หรือเปยยวัชชะ วาจาเป็นที่รัก วาจาดูดด่ืมนํ้าใจ หรือ
วาจาซาบซึ้งใจฯ ๓. อัตถจริยา การประพฤติประโยชน์ คือ
ขวนขวายช่วยเหลือกิจการฯ ๔. สมานัตตตา ความมีตน
เสมอคอื ทําตนเสมอดว้ ยปลาย
สังคหวัตถุ ๒ แปลว่า ธรรมเป็นที่ต้ังแห่งการสงเคราะห์กัน
ธรรมเป็นเครอื่ งยึดเหน่ยี วนา้ํ ใจกนั
สังคหวัตถุ ๔ หรือหลักปฏิบัติตนตามหลักจิตวิทยาสังคหะ
เพื่อให้เกิดความนิยมชมชอบและเคารพนับถือแก่ผู้อื่น
หรือสังคมของชุมชนต่าง ๆ ดังน้ี ๑. ทาน หรือ การให้ปัน
สิ่งของแก่ผู้อ่ืนที่ควรปัน เพราะทาน หมายถึง ธรรมทาน
หรือการบริจาคทางจิตใจ อามิสทาน หรือการบริจาคทาง
นักวจิ ยั หรอื แหล่งขอ้ มลู ๗๑
พระธรรมโกศาจารย์ (พทุ ธทาสภกิ ข)ุ แนวคิดหลกั
(๒๕๒๕, หนา้ ๓๙๕) วัตถุ, ๒. ปิยวาจา หรือการเจรจาใช้คําพูดของตนต่อผู้อ่ืน
ด้วยความสุภาพอ่อนโยนให้เหมาะสม แก่กาลเทศะและ
สริ วิ ัฒน์ ศรเี ครอื ดง เหมาะสมแก่สังคมชุมชนทกุ ฯ, ๓. อัตถจริยา หมายถึง การ
(๒๕๕๑, หน้า ๗๐) สอนให้บุคคลนั้น มีหน้าที่ทางมนุษย์สัมพันธ์ทุกระดับชั้นมี
บรรเทิง พาวิจิตร หน้าท่ีช่วยเหลืออุปการะหรือสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน, ๔.
(๒๕๔๘, หน้า ๓๕-๓๖) สมานัตตตา หมายถึง การปรับปรุงบุคลิกภาพของตนเอง
อย่างสมํ่าเสมอโดยไม่ถือตัว และให้เข้ากับสังคมของชมุ ชน
ปรีชา นันตาภิวัฒน์ ไดท้ กุ ชน้ั
(๒๕๔๔, หนา้ ๑๔๓) สังคหวัตถุ ๔ คือ หลักการสงเคราะห์หรือเร่ืองการ
สงเคราะห์กันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีลักษณะพฤติกรรม
ที่รู้จัก แบ่งปัน รู้จักการให้ เสียสละยินดีในความสุขของ
ผู้อ่ืน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไกล่เกลี่ยความแตกแยกในหมู่
คณะบําเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่นําเอาผลงานของ
ผู้อ่ืนมาเป็นของตนซ่ึงประกอบด้วย ทาน ปิยวาจา อัตถ
จริยา สมานตั ตตา
ได้ให้ความหมายของสังคหวัตถุว่าวัตถุเคร่ืองสงเคราะห์ซ่ึง
กันและกัน ดังคํากล่าวที่ว่ายิ้มแย้มแจ่มใสตั้งในสนทนา
เจรจาไพเราะสงเคราะห์เก้ือกูลและได้อธิบายในหัวข้อ“การ
สร้างมนุษยสัมพันธ์ตามแนวพระพุทธศาสนา:หลักธรรม
สําหรับสัง่ สอนสังคม”เพ่อื ให้มมี นุษย์ สัมพนั ธ์มคี วามสุข
สังคหวัตถุ ๔ ประกอบด้วย ทาน คือ การให้ มีใจ
เอ้ือเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละแบ่งปน ช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของ
ตลอดจนถึงให้ความรู้ และคําแนะนําสั่งสอน ปิยวาจา คือ
วาจาเป็นท่ีรัก มีวาจาดูดดื่มนํ้าใจ วาจาซาบซึ้ง กล่าวคํา
สุภาพ ไพเราะอ่อนหวานสมานสามัคคี ก่อเกิดไมตรีและ
ความรักนับถือแสดงประโยชนประกอบ ด้วยเหตุผลเป็น
หลักฐาน เป็นมูลเหตุจูงใจให้นิยมยอมตาม อัตถจริยา คือ
การประพฤติประโยชน์ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ บําเพ็ญ
สาธารณประโยชน์ แกไ้ ข ปรบั ปรงุ สงเสริมในทางจริยธรรม
สมานัตตตาคือวางตนสมํ่าเสมอ เสมอตน เสมอปลาย
ปฏิบัติสม่ําเสมอกันในชนทุกช้ัน วางตนให้เหมาะแกฐานะ
ภาวะ บุคคล เหตุการณ์ และสง่ิ แวดลอ้ มให้ถูกทาง
สังคหวัตถุ ๔ เป็นธรรมเคร่ืองยึดเหนี่ยวได้แก่ ทาน คือการ
ให้ เอ้ือเฟ้ือ เผ่ือแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือด้วยสิ่งของ
ตลอดให้ความรู้แนะนําส่ังสอน ปิยวาจา คือ วาจาเป็นที่รัก
๗๒
นกั วิจัยหรอื แหล่งข้อมลู แนวคดิ หลัก
อุดม เชยกวี งค์ และ กนษิ ฐาน แปน วาจาดูดด่ืมน้ําใจ กล่าวถอยคําสุภาพไพเราะอ่อนหวานทํา
สวุ รรณ (๒๕๔๘, หน้า ๑๑๕.) ให้เกิด ความสามัคคี ตลอดถึงคําแสดงประกอบด้วย
เหตุผลเป็นหลักฐานจูงใจให้นิยมยอมตาม อัตถจริยา การ
ประพฤติประโยชน์ คือขวนขวายช่วยเหลือกิจการบําเพ็ญ
สาธารณประโยชน์ ช่วยแก้ไขปรับปรุงส่งเสริมในทาง
จริยธรรม สมานตั ตตา ความมีตนเสมอคือทาํ ตนเสมอตน
สังคหวัตถุ ๔ : ทานคือการแบ่งปนกันอยู่ แบ่งปันกันกิน
แบ่งปันกันใช้ ปิยวาจาคือพูดจากันอย่างไพเราะอ่อนหวาน
ด้วยความปรารถนาดีทําให้เกิดการรักใคร่ สามัคคีเป็น
อันหนึ่งอันเดียวกัน อัตถจริยาคือทําตนเป็นคนท่ีมี
ประโยชน์ต่อครอบครัว ต่อสังคมและประเทศชาติ
สมานัตตตา คือการวางตนให้เหมาะสม เสมอตนเสมอ
ปลายไมท่ าํ ใหเ้ กิดชนช้นั ขึ้น
๒.๖ ข้อมูลที่เก่ยี วข้องกบั บริบทเร่อื งท่ีวจิ ยั
๒.๖.๑ ประวัตคิ วามเป็นมาของจังหวัดชยั ภมู ิ
สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมืองชัยภูมิ ปรากฏในทําเนียบแผ่นดินสมเด็จพระ
นารายณ์มหาราชว่า เป็นเมืองข้ึนกับเมืองนครราชสีมา แต่ต่อมาผู้คนได้อพยพออกไปต้ังหลักแหล่งทํา
มาหากินที่อ่ืน และ พ.ศ.๒๓๖๐ "นายแล" ข้าราชการสํานักเจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทร์ได้อพยพ
ครอบครัวและบริวารเดินทางข้ามลําน้ําโขง มาต้ังถ่ินฐานอย่ทู ่ีบ้านหนองนํ้าขุ่น (หนองอีจาน) ซ่ึงอยู่ใน
บริเวณท้องที่อําเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมาปัจจุบัน ปี พ.ศ. ๒๓๖๒ เมื่อมีคนอพยพเข้ามาอยู่มาก
นายแลกไ็ ด้ย้ายชุมชนมาต้ังใหม่ที่บ้านโนนน้ําอ้อม บา้ นชลี อง หา่ งจากตัวเมืองชยั ภมู ิ ๖ กโิ ลเมตร นาย
แลได้เก็บส่วยผ้าขาวส่งไปบรรณาการเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์ จนได้รับบําเหน็จความชอบแต่งต้ังเป็น
"ขุนภักดีชุมพล" ในปี พ.ศ. ๒๓๖๕ นายแลได้ย้ายชุมชนอีกคร้ังหน่ึง เน่ืองจากที่เดิมกันดารนํ้า มาต้ัง
ใหมท่ บี่ รเิ วณบ้านหลวง ซึ่งต้ังอย่รู ะหวา่ งหนองปลาเฒา่ กับหนองหลอด เขตอําเภอเมอื งชัยภูมิ ปัจจุบัน
และได้หันมาข้ึนตรงต่อเมืองนครราชสีมา และส่งส่วยทองคําถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า
เจ้าอยู่หัว ไม่ยอมขึ้นต่อเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์อีกต่อไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้ายกบ้านหลวงเป็น
เมืองชัยภูมิ และแต่งต้ังขุนภักดีชุมพล (แล) เป็น "พระยาภักดีชุมพล" เจ้าเมืองคนแรก ต่อมาเจ้า
อนุวงศเ์ วียงจันทร์ได้ก่อการกบฏ ยกทพั เข้ามาหมายจะตีกรุงเทพฯ โดยหลอกหวั เมืองต่าง ๆ ท่เี ดินทัพ
มาว่าจะมาช่วยกรุงเทพฯ รบกับอังกฤษ จนกระทั่งเจ้าอนุวงศ์สามารถยึดเมืองนครราชสีมาได้เม่ือปี
พ.ศ. ๒๓๖๙ ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คร้ังต่อมา เม่ือความแตกเจ้า
อนุวงศ์เวียงจันทร์ได้กวาดต้อนชาวเมืองนครราชสีมา เพ่ือนําไปยังเมืองเวียงจันทร์ เม่ือไปถึงทุ่ง
สัมฤทธ์ิ หญิงชายชาวเมืองที่ถูกจับโดยการนําของคุณหญิงโม ภรรยาเจ้าเมืองนครราชสีมา ได้ลุกฮือ
ขึ้นต่อสู้ พระยาภักดีชุมพลเจ้าเมืองชัยภูมิ พร้อมด้วยเจ้าเมืองใกล้เคียง ได้ยกทัพออกไปสมทบกับ
คณุ หญิงโม ตกี ระหนาบทพั เจ้าอนวุ งศ์เวียงจันทร์ จนแตกพา่ ยไป ฝ่ายกองทัพลาวสว่ นหน่ึงล่าถอยจาก
๗๓
เมืองนครราชสีมาเข้ายึดเมืองชัยภูมิไว้ และเกล้ียกล่อมให้พระยาภักดีชุมพล (แล) เข้าร่วมเป็นกบฏ
ด้วย แต่พระยาภักดีชุมพลไม่ยอม เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์เกิดความแค้น จึงจับตัวพระยาภักดีชุมพลมา
ประหารชีวิตที่บริเวณใต้ต้นมะขามใหญ่ริมหนองปลาเฒ่า ซ่ึงต่อมาชาวชัยภูมิได้ระลึกถึงคุณความดีท่ี
ท่านมีความซ่ือสัตย์และเสียสละต่อแผ่นดิน จึงได้พร้อมใจกันสร้างศาลข้ึน ณ บริเวณน้ัน ปัจจุบันทาง
ราชการได้สร้างศาลข้นึ ใหม่เป็นศาลาทรงไทยชื่อวา่ "ศาลาพระยาภักดีชุมพล (แล)" มีรูปหล่อของท่าน
อยู่ภายใน เป็นที่เคารพกราบไหว้และถือเป็นปูชนียสถานศักด์ิสิทธิ์แห่งหนึ่งของจังหวัด ตั้งอยู่ห่างจาก
ศาลากลางจงั หวดั ชยั ภูมิ ประมาณ ๓ กโิ ลเมตร
เป็นรูปธงสามชาย ซึ่งเป็นธงนํากระบวนทัพในสมัยโบราณ หมายถึง ธงแห่ง
ชัยชนะสงคราม เดิมผู้ครองนคร ได้เลือกภมู ิประเทศ เพ่ือต้ังเปน็ เมอื ง พบวา่ ตรง
จังหวัดน้ีมีพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ทําเลเหมาะแก่การสู้รบป้องกันตัวจึงต้ังเมืองข้ึน
และใหส้ ญั ญลกั ษณเ์ ป็นรปู ธงชัย ๓ แฉก
ดอกไม้ประจําจงั หวัด คือ ดอกกระเจยี ว
ต้นไม้ประจาํ จังหวดั คอื ตน้ ขเี้ หลก็
แผนภาพท่ี ๒.๑ ตราประจําจงั หวดั ชยั ภมู ิ
๒.๖.๒ ท่ตี งั้ และอาณาเขตขนาดพนื้ ท่ี
จังหวัดชัยภูมิตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณใจกลางของประเทศ เส้นรุ้งที่ ๑๕
องศา เหนือเส้นแวงท่ี ๑๐๒ องศาตะวันออก สูงจากระดับน้ําทะเล ๖๓๑ ฟุต ห่างจาก
กรุงเทพมหานคร โดยทางรถยนต์ ๓๓๒ กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ ๑๒,๗๗๘.๓ ตารางกิโลเมตร หรือ
๗,๙๘๖,๔๒๙ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๗.๖ ของพ้ืนที่ท้ังหมดของภาค และร้อยละ ๒.๕ ของพ้ืนที่ท้ัง
ประเทศ มีเนอื้ ทีใ่ หญเ่ ปน็ อันดับ ๓ ของภาค และใหญ่เป็นอนั ดับ ๗ ของประเทศ มีอาณาเขตติดตอ่ กับ
จังหวัดใกล้เคียง ดังนี้
ทศิ เหนอื ติดตอ่ กับ จงั หวดั ขอนแก่น และเพชรบูรณ์
ทิศตะวนั ออก ติดต่อกับ จังหวดั ขอนแกน่ และนครราชสมี า
ทศิ ใต้ ตดิ ต่อกับ จงั หวดั นครราชสีมา
ทิศตะวันตก ตดิ ต่อกับ จงั หวัดลพบรุ ี และเพชรบูรณ์
๗๔
แผนภาพที่ ๒.๒ แผนทแี่ สดงท่ีตั้งและอาณาเขตจงั หวดั ชัยภมู ิ
ลักษณะภมู ิประเทศ
ลักษณะภูมิประเทศโดยท่ัวไปประกอบด้วยป่าไม้และภูเขาร้อยละ ๕๐ ของพื้นที่จังหวัด
นอกนั้นเป็นท่ีราบสงู บริเวณตอนกลางของจังหวัดเปน็ พื้นท่ีราบ มีพื้นท่ีป่าไม้และเทือกเขาตั้งเรียงราย
จากทิศตะวันออกสู่ทิศตะวันตก ประกอบด้วยเทือกเขาสําคัญ ได้แก่ ภูอีเฒ่า ภูแลนคา และภูพังเหย
ซึ่งมลี กั ษณะและจาํ นวนพืน้ ท่ีดังนี้
ตารางที่ ๒.๗ แสดงลกั ษณะภมู ิประเทศของจงั หวัดชัยภมู ิ
ที่ ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ จาํ นวนพน้ื ท่ี (ไร่) ร้อยละ
๑ ภเู ขาและป่าไม้ ๔,๐๒๖,๖๑๖ ๕๐.๔๒
๒ ท่ีราบลุ่ม ๓,๖๐๓,๙๙๔ ๔๕.๑๓
๓ ทีร่ าบสงู นอกเขตป่าไม้ ๒๕๒,๔๑๓ ๓.๑๖
๔ พื้นน้ํา ๐.๗๙
๕ เนอ้ื ท่ดี นิ ดาน ดินเลนใช้ประโยชนไ์ มไ่ ด้ ๖๓,๔๓๑ ๐.๕๐
๓๙,๙๗๕ ๑๐๐
รวมเน้ือทที่ ง้ั หมด ๗,๙๘๖,๔๒๙
จังหวัดชัยภูมิมีลักษณะภูมิประเทศเป็นท่ีราบสูง บริเวณตอนกลางของจังหวัดเป็นพื้นท่ี
ราบ พื้นท่ีคร่ึงหนึ่งของจังหวัดเป็นป่าไม้และภูเขา นอกจากนั้นเป็นที่ราบสูง มีพื้นท่ีป่าไม้และเทือกเขา
ตั้งเรียงรายจากทิศตะวันออกสู่ทิศตะวันตก ประกอบด้วยเทือกเขาสําคัญคือ ภูเขียว ภูแลนคาและภู
พงั เหย ด้วยลกั ษณะดังกล่าวจึงทําให้พื้นทจี่ ังหวัด ถูกแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือส่วนเหนือ มีอําเภอหนองบัว
แดง อาํ เภอแก้งคร้อ อําเภอบ้านแทน่ อําเภอเกษตรสมบูรณ์ อําเภอภูเขยี ว อําเภอคอนสารและอาํ เภอ
ภักดีชุมพล ส่วนใต้ มีอําเภอเมืองชัยภูมิ อําเภอบ้านเขว้า อําเภอจัตุรัส อําเภอบําเหน็จณรงค์ อําเภอ
เทพสถติ อาํ เภอหนองบัวระเหว อาํ เภอคอนสวรรค์ อาํ เภอเนินสงา่ และอําเภอซบั ใหญ่
๗๕
ลักษณะภูมปิ ระเทศที่สาํ คัญ แบ่งได้เป็น ๓ ลักษณะคอื
พืน้ ทีร่ าบในฝัง่ แม่น้าํ มีความสงู จากระดับนํ้าทะเลปานกลาง ๐– ๓๐๐ เมตร ได้แก่บริเวณ
พ้ืนท่ีราบเรียบ ความลาดเอียงของพ้ืนท่ีอยู่ระหว่างร้อยละ ๐-๒ ซึ่งมีพ้ืนที่ประมาณร้อยละ ๑๓ ได้แก่
พื้นท่ีราบลุ่มแม่นํ้าชีในเขตอําเภอเมืองชัยภูมิ อําเภอคอนสวรรค์ อําเภอบ้านเขว้า อําเภอบําเหน็จ
ณรงค์ อาํ เภอจตั ุรัส อําเภอเนินสง่า บริเวณน้จี ะเป็นทร่ี าบนาํ้ ท่วมถงึ
พื้นท่ีลูกคลื่นลอนต่ํา อยู่ตอนกลางของพื้นท่ีจังหวัด เป็นแนวยาวตามทิศเหนือ-ใต้ ตาม
แนวเทือกเขาดงพญาเย็น มีความสูงประมาณ ๓๐๐–๕๐๐ เมตร จากระดับน้ําทะเลปานกลางได้แก่
พืน้ ทีบ่ างส่วนในเขตอําเภอเมืองชยั ภูมิ อาํ เภอหนองบัวระเหว อําเภอบ้านเขวา้ อําเภอแกง้ คร้อ อาํ เภอ
เทพสถิต อาํ เภอบาํ เหนจ็ ณรงค์ อําเภอเกษตรสมบูรณ์และอําเภอบ้านแทน่
พื้นท่ีสูงและภูเขา สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นพ้ืนที่ลอนลึกและภูเขา ในเขตเทือกเขา
ดงพญาเยน็ มีความสงู ต้งั แต่ ๕๐๐ – มากกว่า ๑,๐๐๐ เมตร จากระดับนา้ํ ทะเลปานกลาง ได้แก่ พื้นที่
บางส่วนของอําเภอหนองบัวระเหว อําเภอเทพสถิต อําเภอคอนสาร อําเภอเกษตรสมบูรณ์ อําเภอ
หนองบัวแดง อาํ เภอภเู ขียว อําเภอแก้งคร้อ อําเภอภักดีชุมพล อําเภอซบั ใหญ่และพื้นท่ีทางตอนเหนือ
ของอําเภอเมอื งชัยภูมิ
ลกั ษณะภมู ิอากาศ
จังหวดั ชัยภูมมิ ีลักษณะอากาศร้อนชน้ื อย่ใู นภูมอิ ากาศแบบมรสมุ เขตร้อนมฤี ดู ๓ ฤดู โดย
ระยะเวลาในแตล่ ะฤดูอาจคลาดเคล่ือนไปตามสภาพดินฟ้าอากาศของแต่ละปี มีอากาศหนาวจัดในฤดู
หนาว ร้อนจัดในฤดูร้อน และช่วงฝนสลับกับช่วงแห้งแล้งแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามห้วงเวลาตาม
ฤดูกาล ดังน้ี
ฤดหู นาว ประมาณเดอื น พฤศจิกายน – กมุ ภาพนั ธ์
ฤดูรอ้ น ประมาณเดอื น มนี าคม – พฤษภาคม
ฤดฝู น ประมาณเดือน มถิ นุ ายน – ตลุ าคม
ลักษณะของดนิ
วัตถุต้นกําเนิดบริเวณจังหวัดชัยภูมิ ส่วนใหญ่เป็นดินที่เกิดจากพวกตะกอนที่ถูกนํ้าพัดมา
ทับกันนาน และมีการเปลี่ยนแปลงทางธรณีสัณฐานโดยกระบวนการชะล้างและปรับระดับพื้นที่ทําให้
พ้ืนที่มีความสูง แตกต่างกัน ดนิ บางส่วนเกิดจากการพังและสลายตัวของหินส่วนใหญ่เป็นบริเวณภูเขา
และทีล่ าดเชิงเขา
ด้านการเมอื ง /การปกครอง
เขตการปกครองจังหวดั ชัยภูมิ มรี ปู แบบการปกครองและการบริหารราชการ ๓ ส่วน คือ
๑. ราชการบริหารส่วนกลาง มีส่วนราชการส่วนกลางตั้งหน่วยงานปฏิบัติหน้าท่ีในจังหวัด
จาํ นวน ๔๖ หน่วยงาน
๒. ราชการบริหารส่วนภูมิภาค มีส่วนราชการส่วนภูมิภาคประจําจังหวัด จํานวน ๓๕
หนว่ ยงาน แบง่ การปกครองออกเปน็ ๑๖ อําเภอ ๑๒๔ ตําบล ๑,๖๑๗ หมบู่ า้ น ๒๕ ชุมชนประกอบดว้ ย
๗๖
(๑) อาํ เภอเมืองชัยภูมิ (๒) อาํ เภอภูเขยี ว
(๓) อําเภอจัตุรัส (๔) อาํ เภอแกง้ คร้อ
(๕) อาํ เภอเกษตรสมบูรณ์ (๖) อาํ เภอหนองบวั แดง
(๗) อําเภอคอนสาร (๘) อําเภอบา้ นเขวา้
(๙) อําเภอคอนสวรรค์ (๑๐) อําเภอบาํ เหนจ็ ณรงค์
(๑๑) อาํ เภอเทพสถติ (๑๒) อาํ เภอบ้านแทน่
(๑๓) อําเภอหนองบวั ระเหว (๑๔) อําเภอภักดชี ุมพล
(๑๕) อาํ เภอเนนิ สง่า (๑๖) อําเภอซบั ใหญ่
๓. องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ จํานวน ๑๔๓ แหง่ ประกอบดว้ ย
๓.๑ องคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั ๑ แหง่
๓.๒ เทศบาล ๓๖ แห่ง ไดแ้ ก่ ๑) เทศบาลเมอื ง ๑ แหง่ ๒) เทศบาลตําบล ๓๕ แหง่
๓.๓ องคก์ ารบริหารส่วนตาํ บล ๑๐๖ แห่ง
โครงสร้างการบรหิ ารราชการจงั หวัดชัยภมู ิ
ราชการบริหารสว่ นภูมิภาค ราชการบรหิ ารสว่ นกลาง ราชการบรหิ ารสว่ นทอ้ งถ่นิ
จํานวน ๓๕ ส่วนราชการ/หน่วยงาน จาํ นวน ๔๖ ส่วนราชการ/หน่วยงาน จํานวน ๑๔๓ แห่ง
อําเภอ องค์การบริหารส่วนจังหวัด
จาํ นวน ๑๖ อาํ เภอ จาํ นวน ๑ แห่ง
ตําบล เทศบาล จาํ นวน ๓๖ แหง่
จํานวน ๑๒๔ ตําบล -เทศบาลเมือง ๑ แห่ง
-เทศบาลตําบล ๓๕
หมูบ่ า้ น
จํานวน ๑,๖๑๗ หมูบ่ ้าน องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาํ บล
จํานวน ๑๐๖ แหง่
แผนภาพท่ี ๒.๓ โครงสรา้ งการบริหารราชการจังหวัดชัยภมู ิ
๒.๖.๓ ลกั ษณะทางสงั คม
๑) ด้านประชากร ๑,๑๓๙,๓๕๖ ครัวเรือน มีประชากรจํานวน ๓๘๓,๘๘๒ คน เป็นชาย
จํานวน ๕๖๔,๔๖๔ คน เป็นหญิงจํานวน ๕๗๔,๘๙๒ คน จังหวัดชัยภูมิ ได้แบ่งการปกครองออกเป็น
ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถ่ิน โดยที่การปกครองส่วนภูมิภาคประกอบด้วย ๑๖ อําเภอ แยกเป็น ๑๒๔
ตําบล ๑,๖๒๐ หมูบ่ า้ น มรี ายละเอียดเปน็ รายตําบลดังนี้
๗๗
ตารางท่ี ๒.๘ แสดงจาํ นวนครวั เรือน และจํานวนประชากร
ที่ อําเภอ พืน้ ที่ ระยะทาง หมู่บา้ น ตาํ บล ครวั เรอื น ประชากร
(ตร.กม.) (กม.) (คน)
๑ เมืองชัยภูมิ ๑,๑๖๙.๘๙๘ ๑ ๒๒๗ ๑๙ ๑๘๓,๙๗๖ ๗๔,๓๐๖
๒ ภูเขยี ว ๘๐๑.๗๕๗ ๗๘ ๑๕๕ ๑๑ ๑๒๔,๕๘๓ ๓๘,๓๕๔
๓ เกษตรสมบรู ณ์ ๑,๔๑๘.๙๖๗ ๑๐๒ ๑๔๔ ๑๑ ๑๑๒,๓๒๖ ๓๒,๐๑๒
๔ หนองบวั แดง ๒,๔๘๙.๙๑๕ ๔๙ ๑๓๐ ๘ ๑๐๑,๗๕๗ ๓๒,๑๐๘
๕ แกง้ ครอ้ ๕๘๒.๑๙๒ ๔๕ ๑๒๖ ๑๐ ๙๓,๘๓๕ ๓๑,๔๗๑
๖ จัตรุ ัส ๖๔๗.๐๓๑ ๓๘ ๑๑๙ ๙ ๗๕,๓๕๔ ๒๖,๖๐๕
๗ เทพสถิต ๘๗๕.๖๐๔ ๑๐๕ ๙๒ ๕ ๗๐,๐๘๐ ๒๔,๗๙๖
๘ คอนสาร ๙๖๖.๖๖๕ ๑๒๕ ๘๕ ๘ ๖๒,๑๒๘ ๑๙,๒๖๓
๙ คอนสวรรค์ ๔๖๘.๑๔๗ ๓๘ ๑๐๓ ๙ ๕๓,๗๗๕ ๑๙,๐๔๘
๑๐ บําเหน็จณรงค์ ๕๖๐.๓๐๗ ๕๘ ๙๕ ๗ ๕๔,๐๑๒ ๑๗,๘๑๐
๑๑ บา้ นเขว้า ๕๔๔.๓๑๕ ๑๓ ๘๘ ๖ ๕๐,๘๖๑ ๑๗,๒๕๘
๑๒ บ้านแท่น ๓๐๘.๗๐๗ ๙๒ ๖๖ ๕ ๔๕,๖๓๖ ๑๒,๗๑๘
๑๓ หนองบัวระเหว ๘๔๑.๗๘๒ ๓๓ ๕๘ ๕ ๓๘,๕๒๖ ๑๓,๓๓๗
๑๔ ภกั ดีชมุ พล ๖๒๖.๐๐๐ ๘๕ ๔๗ ๔ ๓๑,๑๒๔ ๑๑,๒๙๗
๑๕ เนินสง่า ๒๒๒.๐๐๐ ๓๐ ๔๘ ๔ ๒๖,๐๓๓ ๘,๑๕๒
๑๖ ซับใหญ่ ๒๕๕.๐๐๐ ๕๕ ๓๗ ๓ ๑๕,๓๕๐ ๕,๓๔๗
รวม ๑๒,๗๗๘.๒๘๗ - ๑,๖๒๐ ๑๒๔ ๑,๑๓๙,๓๕๖ ๓๘๓,๘๘๒
หมายเหตุ : ขอ้ มลู จํานวนครวั เรอื นและประชากร ณ วนั ที่ ๓๑ ธนั วาคม ๒๕๖๑
แผนภาพที่ ๒.๔ ภาพแผนที่จงั หวดั ชยั ภมู ิ การเลือกต้ังสมาชกิ สภาองค์การบรหิ ารสว่ นจังหวดั ชยั ภมู ิ
และนายกองคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวัดชยั ภูมิ
๗๘
๒.๖.๔ ยทุ ธศาสตรพ์ ฤตกิ รรมทางการเมืองในการออกเสยี งเลือกตั้ง
การศึกษาเก่ียวกับพฤติกรรมทางการเมืองในการออกเสียงเลือกตั้งนั้น การเลือกตั้ง
พฒั นาข้ึนจากความสนใจของนักวิชาการสองสาขา คือนักสังคมวิทยาและนักรัฐศาสตร์กลุ่มพฤติกรรม
นิยม (Behaviorism) นักวิชาการเหล่าน้ีได้ให้ความสนใจ อิทธิพลของสถานภาพทางเศรษฐกิจ สังคม
เช่น เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ กลุ่มชาติพันธ์ุหรือกลุ่มวัฒนธรรม ที่มีต่อพฤติกรรมการลงคะแนน
เสียงเลือกต้ังของบุคคลเป็นเบ้ืองแรก ก่อนที่จะมีความสนใจศึกษาเก่ียวกับอิทธิพลของปัจจัยด้าน
จิตวิทยาหรอื ความรู้สึกทางการเมือง การศึกษาเกย่ี วกับความสนใจทางการเมือง ความเช่ือมั่นทางการ
เมือง รวมทั้งการเป็นสมาชิกกลุ่มหรือพรรคการเมืองจึงถูกนําเข้ามาพิจารณาเพื่อทําความเข้าใจ
พฤตกิ รรมการลงคะแนนเสียงเลือกตง้ั ของประชาชนชาวไทยด้วย
๑) การเมืองระดับชาติในพ้ืนท่ีพรรคการเมืองต้ังอยู่ในพื้นที่ การแข่งขันทางการเมืองไม่
รุนแรงมากนักเท่าไร และนักการเมืองระดับประเทศชาติกับนักการเมืองระดับท้องถิ่นมีความสัมพันธ์
เชิงอํานาจ ที่นักการเมืองระดับประเทศมีอํานาจเหนือกว่าที่มาในรูปแบบการให้การอุปถัมภ์
ช่วยเหลือเก้ือกูลกัน ทําให้ผู้นําหรือนักการเมืองท้องถ่ินหลายคนก็กลายเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของ
นกั การเมอื งระดบั ประเทศ ชาตทิ ัง้ นนั้
๒) การเมืองระดับท้องถิ่นนั้นในพ้ืนท่ีมีกลุ่มทางการเมืองระดับท้องถ่ินท่ีเป็นกลุ่มผู้มี
อํานาจอยู่ในกระบวนการทํางานของนักการเมืองท้องถ่ิน จําเป็นต้องมีการทํางานประสานความ
ร่วมมือจากเครือข่าย องค์กรการเมืองทั้งระดับพื้นที่และระดับประเทศ เพ่ือให้เกิดโครงการพัฒนาใน
พ้ืนที่น้ัน ๆ แต่ว่ากระบวนการทํางานของผู้บริหารท้องถิ่นบางแห่งไม่ได้เน้นไปในกระบวนการมีส่วน
ร่วมของประชาชนตั้งแต่กระบวนการทําแผนพัฒนา การนําแผนไปสู่การปฏิบัติ จึงทําให้แผนการ
พฒั นาของท้องถนิ่ จึงเน้นการพัฒนาโครงสร้างพ้ืนฐานเป็นหลัก
๓) การเมืองภาคพลเมืองนั้น มีความเคล่ือนไหวทางการเมืองภาคประชาชนอยู่บ้าง และ
เป็นกลุ่มคนที่ทํางานเชื่อมประสานกับเครือข่ายของนักการเมืองภาคประชาชน ท้ังนี้ไม่ได้มุ่งเน้นไปสู่
การตรวจการทาํ งานของฝ่ายบริหาร แต่เน้นกระบวนการทํางานทีจ่ บั มือทาํ งานร่วมกัน เช่น กลุ่มแกไ้ ข
ปัญหา และกลุม่ อนื่ ๆ
๑. วิสัยทัศน์และยทุ ธศาสตรพ์ ฤตกิ รรมทางการเมอื งในการออกเสียงเลือกตงั้
พฤติกรรมทางการเมืองในการออกเสียงการเลือกต้ังน้ันเป็นสิทธิและหน้าท่ีของประชาชน
ชาวไทยทุกคน ท่ีมีอายุครบ ๑๘ ปีบริบูรณ์ เพื่อไปทําหน้าท่ีคัดเลือกตัวแทนของตนเข้าไปออก
กฎหมายและเข้าไปบริหารประเทศ ดังนั้น ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการเลือกต้ัง และทําให้การ
เลือกต้งั สุจริตและเท่ยี งธรรม ประชาชนสามารถมีสว่ นร่วมในกระบวนการเลอื กต้งั ไดด้ ังน้ี
๑. สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมอื ง
๒. สอดสอ่ งดแู ลการเลอื กตง้ั แจ้งเหตหุ รือเบาะแสการทจุ ริตซ้อื สิทธขิ ายเสยี ง
๓. ใช้สิทธิเลือกต้ังโดยพร้อมเพรียง
๔. ร่วมตรวจสอบการเลือกตั้งโดยเป็นสมาชิกหรืออาสาสมัครขององค์การเอกชนที่
คณะกรรมการการเลอื กตง้ั รับรองใหต้ รวจสอบการเลือกตั้ง
๗๙
๕. ร่วมเป็นเจ้าหน้าที่จัดการเลือกต้ังในระดับต่าง ๆ เช่น กรรมการประจําหน่วยเลือกต้ัง
กรรมการนับคะแนน กรรมการการเลือกตั้งประจําองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรรมการการเลือกตั้ง
ประจําเขตเลอื กต้งั เป็นต้น
๑) วิสัยทัศน์ “พฤติกรรมทางการเมืองในการออกเสียงเลือกต้ังให้มีความเข้าใจใน
เร่อื งกฎหมายขอ้ บงั คบั และในการออกเสียงเลอื กตง้ั อย่างถกู ตอ้ ง
๒) วัตถุประสงค์
(๑) สร้างความเข้าใจในเร่ืองพฤติกรรมทางการเมืองในการออกเสียงเลือกตั้ง
ใหก้ บั ประชาชนให้ดยี ิ่งข้ึน
(๒) จัดรูปแบบในพฤติกรรมทางการเมืองในการออกเสียงเลือกต้ังให้เกิด
ประโยชน์สงู สดุ ท่ีจะเลือกต้ังมีประสิทธภิ าพอย่างท่วั ถงึ และเป็นธรรม
(๓) มีการใช้ประโยชน์จากการมีความรู้ในพฤติกรรมทางการเมืองในการออก
เสยี งเลอื กต้งั ใหด้ ขี นึ้
๓) ยุทธศาสตร์ พฤติกรรมทางการเมืองในการเลือกต้งั ได้กาํ หนดไว้ดังน้ี
การรวมกลุ่มของบุคคลที่มีความเช่ือทางการเมืองคล้ายกัน มีเป้าหมายหลักอยู่ท่ีการส่ง
สมาชิกลงสมัครรับเลือกต้ังเพื่อไปทําหน้าท่ีทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ อย่างไรก็ตามการเข้ามารวมตัว
กันในรูปแบบพรรคการเมืองน้ัน ยังมีเป้าหมายอ่ืนอีกเช่น การให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชน
การดูแลและรักษาผลประโยชน์ของส่วนร่วม การสร้างผู้นําในทางการเมือง การควบคุมและติดตาม
ตรวจสอบทางการเมอื ง ฯลฯ
๒. การมีสว่ นรว่ มในรูปแบบของการไปใชส้ ิทธเิ ลือกต้งั
การออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ถือเป็นรูปแบบการมีส่วนร่วมท่ีสําคัญของการบริหารประเทศ
ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย แต่ส่ิงท่ีควรตระหนักคือ จํานวนผู้มาใช้สิทธิเลือกต้ังจํานวนมากไม่ได้
หมายความถึงความเป็นประชาธิปไตยได้ของประเทศ หากแต่การใช้สิทธิเลือกตั้งในรูปแบบ
ประชาธิปไตยทีแ่ ท้จริง ตอ้ งมีลักษณะดงั นี้
๑) การใช้สิทธิโดยอิสระ คือ การใช้สิทธิเลือกต้ังจะต้องเกิดจากความสมัครใจ ไม่ได้
เกิดมาจากการบังคับหรือขม่ ขู่หรอื สญั ญาว่าจะใหผ้ ลตอบแทนในการออกไปใชส้ ทิ ธิเลือกต้ัง
๒) การเลือกต้ังโดยลับ การออกเสียงต้องกระทําแต่เพียงลําพัง โดยไม่มีผู้อื่นอยู่ร่วม
ด้วย หรือสามารถล่วงรู้ได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกผู้สมัครคนใดหรือออกเสียงอย่างไร การออกเสียงเลือกต้ัง
ของบคุ คล ไมส่ ามารถประกาศให้ทราบเป็นการท่ัวไปได้
๓) ความเสมอภาคในการเลือกต้ัง บุคคลแต่ละคนมีสิทธิออกเสียงได้คนละหนึ่งเสียง
เทา่ นน้ั
๔) ความเป็นกลาง บุคคลที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวกับในการเลือกตั้งทุกคนต้องปฏิบัติ
หน้าทอ่ี ย่างเท่ยี งธรรม ไมล่ าํ เอียงเข้าฝา่ ยใดฝา่ ยหน่ึง
สรุปได้ว่า พฤติกรรมทางการเมืองในการเลือกต้ังในสังคมประชาธิปไตยทั่วไป ถือเอาการ
เลือกต้ังเป็นกลไกเพื่อแสดงถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในฐานะท่ีเป็นเจ้าของอํานาจ
อธิปไตยหรืออํานาจสูงสุดของการปกครองประเทศเป็นส่ิงกําหนดตัวบุคคลที่จะเข้ามาทําหน้าท่ี
๘๐
ทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติตามกรอบกติกาท่ีรัฐธรรมนูญของประเทศ
บัญญัติไว้ ประชาธิปไตยกับการเลือกต้ังน้ันจึงเก่ียวข้องสัมพันธ์กันทั้งในลักษณะที่การเลือกตั้งเป็น
กลไกให้ไดม้ าซ่ึงตัวแทนของประชาชนที่ได้รับการยอมรับทั่วไป ขณะท่ีการปกครองแบบประชาธิปไตย
กอ็ าศัยการเลือกตัง้ เปน็ เครอ่ื งมอื ในการสร้างความชอบธรรมต่อการเข้าสูอ่ ํานาจของฝ่ายการเมือง
๒.๗ งานวิจยั ท่เี ก่ียวขอ้ ง
การศึกษาวิจัยเร่ือง “พฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของ
ประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ” จากการค้นคว้าทางเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง ผู้วิจัย
พบวา่ มเี อกสารงานวิจัยและวทิ ยานพิ นธ์ท่มี เี นอ้ื หาที่เกยี่ วขอ้ งกับพฤตกิ รรมการเลอื กตั้ง ดงั ตอ่ ไปน้ี
๒.๗.๑ งานวิจัยเกยี่ วกบั พฤตกิ รรมทางการเมอื ง
จากการค้นคว้าพบงานวิจัยและวิทยานิพนธ์เก่ียวกับพฤติกรรมทางการเมืองการปกครอง
เกี่ยวกบั การเลอื กตง้ั ตา่ ง ๆ ซ่งึ มหี ลายทา่ นได้แสดงไว้ ดังนี้
นพดล บุตตะกุล ได้วิจัยเร่ือง“พฤติกรรมของประชาชนในการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภา
ท้องถ่ินขององค์การบริหารส่วนตําบลหนองคอนไทย อําเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ” ผลการศึกษา
พบว่า ผลการวิจัยพบว่า ๑. ศึกษาพฤติกรรมของประชาชนในการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถ่ิน
และผู้บริหารท้องถ่ิน ขององค์การบริหารส่วนตําบลหนองคอนไทย อําเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิพบว่า
พฤติกรรมในการเลือก ต้ังอยู่ในระดับปานกลาง เม่ือพิจารณารายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้าน
มูลเหตุจูงใจต่อการไปใช้ สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง รองลงมาคือด้านการรับรขู้ ้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ
การเลือกตั้งคิดและค่าเฉลยี่ นอ้ ยท่ีสุด คอื ดา้ นการไปใช้สทิ ธิเลอื กตงั้ ๒. ผลการเปรียบเทียบพฤตกิ รรม
ของประชาชนในการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและ ผู้บริหารท้องถ่ินขององค์การบริหารส่วน
ตําบลหนองคอนไทย อําเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิของประชาชน ที่มีเพศ อายุระดับการศึกษา รายได้
ต่างกัน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีเพศ ระดับการศึกษา รายได้ต่างกัน มีพฤติกรรมในการเลือกตั้ง
ไม่แตกต่างกัน แต่ผู้ตอบแบบสอบถามท่ีมีอายุแตกต่างกัน มีพฤติกรรม ในการเลือกต้ังแตกต่างกัน
อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ๓. ข้อเสนอแนะเก่ียวกับ ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหา
พฤติกรรมของประชาชนในการใช้สิทธิ เลือกต้ังสมาชิกสภาท้องถ่ินและผู้บริหารท้องถิ่นขององค์การ
บริหารส่วนตําบลหนองคอนไทยอําเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิเรียงตามความถ่ีมากท่ีสุดไปน้อย จํานวน
๓ อันดับ คือ ๑) ด้านการไปใช้สิทธิเลือกตั้งควร ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการเลือกต้ังท้ังภาครัฐและ
ประชาชนสร้างความรู้ความเข้าใจในการเลือกต้ัง ๒) ด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับการเลือกตั้ง
ควรประชาสัมพันธ์วิธีการใช้สิทธิเลือกตั้งแก่ประชาชน ๓)ด้านมูลเหตุจูงใจต่อการไปใช้สิทธิลงคะแนน
เสียงเลือกตงั้ ควรมาพัฒนาหมู่บ้านและแก้ไขความเดอื ดรอ้ น๖๖
๖๖ นพดล บุตตะกุล, “พฤติกรรมของประชาชนในการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์การ
บริหารส่วนตําบลหนองคอนไทย อําเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ”, วารสารวิชาการพุทธศาสตร์ปริทรรศน์, ปีที่ ๑
ฉบับที่ ๑ (มกราคม-มนี าคม ๒๕๖๓): ๒๑-๒๒.
๘๑
วินิจ ผาเจริญ ได้วิจัยเรื่อง“พฤติกรรมการตัดสินใจไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในพื้นท่ีเลือกตั้งซ่อมเขต ๘ จังหวัดเชียงใหม่” ผลการวิจัย
พบว่า ๑. พฤติกรรมการตัดสินใจไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชน
ศึกษากรณีการเลือกตั้งซ่อมพื้นที่เขต ๘ จังหวัดเชียงใหม่ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณา
เป็นรายด้านพบว่า เมื่อจําแนกเป็นรายด้านพบว่า ด้านนโยบายของผู้สมัครรับเลือกต้ัง ด้านพรรค
การเมืองที่ผู้สมัครสังกัด อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านคุณสมบัติผู้สมัครับเลือกต้ัง ด้านการหาเสียง
ของผู้สมัครรับเลือกต้ัง และด้านคุณสมบัติหัวคะแนนของผู้สมัคร อยู่ในระดับมาก ๒. ผลการทดสอบ
สมติฐานการวิจัย พบว่า เพศ ระดับการศึกษา รายได้ ภูมิลําเนา มีปัจจัยที่เป็นเหตุจูงใจในการ
ตัดสินใจออกไปใช้สิทธิเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่ีแตกต่างกันอย่างมีนัยทางสถิติ ส่วนอายุ
อาชพี มีพฤตกิ รรมการตดั สนิ ใจออกไปใชส้ ิทธิเลอื กต้งั สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรทไ่ี มแ่ ตกตา่ งกัน อย่าง
มนี ัยทางสถิติ ๐.๐๕ ๖๗
สนุก สิงห์มาตร ได้วิจัยเร่ือง “พฤติกรรมทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตยของพลเมือง
ในจังหวัดร้อยเอ็ด” ผลการวิจัยพบว่า ๑) ระดับพฤติกรรมทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตยของ
พลเมืองในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ๒) ผลการศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อ
พฤติกรรมทางการเมือง ตามวิถีประชาธิปไตยของพลเมืองในจงั หวัดร้อยเอ็ด พบว่าตัวแปรอิสระท้ัง ๗
ตัว ได้แก่อุดมการณ์ทางการเมืองแบบประชาธิปไตย วัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตย การ
กล่อมเกลาทางการเมือง การส่งเสริมจากภาครัฐ การส่งเสริมจากภาคประชาสังคม ความศรัทธาต่อ
นักการเมือง ความศรัทธาต่อพรรคการเมือง มีความสัมพันธ์เชิงเส้นกับตัวแปรตาม (พฤติกรรมทาง
การเมืองตามวิถีประชาธิปไตยของพลเมืองในจังหวัดร้อยเอ็ด) และ ๓) ผลการตรวจสอบรูปแบบ
โครงสร้างเชิงสาเหตุพฤติกรรมทางการเมือง ตามวิถีประชาธิปไตยของพลเมือง ในจังหวัดร้อยเอ็ด
พบว่าคา่ ท่ีได้จากการวิเคราะหน์ น้ั อยู่ในเกณฑ์ทีต่ ้องการแสดงถงึ มีความกลมกลืนของสมการโครงสร้าง
ความสัมพันธ์พฤติกรรมทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตยของพลเมืองจังหวัดร้อยเอ็ดกับข้อมูลเชิง
ประจกั ษ์มคี วามสอดคล้องกลมกลืนกัน๖๘
สุรพล พรมกุล ได้วิจัยเรื่อง“พฤติกรรมการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.
๒๕๕๗ ในจังหวัดขอนแก่น” ผลการวิจัยพบว่า ๑. ปัจจัยทางสังคม พบว่า บุคคลที่มีส่วนสําคัญท่ีสุดท่ี
ทําใหไ้ ปใชส้ ทิ ธิเลือกตงั้ คือ สามี/ภรรยา ส่อื ประชาสมั พันธท์ ่มี ีส่วนสาํ คัญท่ีสดุ ที่ทาํ ใหไ้ ปใช้สิทธิเลือกตั้ง
คือ โทรทัศน์/เคเบิ้ลทีวีท้องถิ่น ๒. ปัจจัยทางการเมือง พบว่า โดยภาพรวม มีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมาก
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านคุณสมบัติพรรคการเมือง รองลงมาคือ
๖๗ วินิจ ผาเจริญ, “พฤติกรรมการตัดสินใจไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ
ประชาชนในพื้นท่ีเลือกต้ังซ่อมเขต ๘ จังหวัดเชียงใหม่”, วารสาร “ศึกษาศาสตร์ มมร” คณะศึกษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวิทยาลยั , ปีท่ี ๘ ฉบบั ท่ี ๑ (มกราคม–มิถุนายน ๒๕๖๓): ๙๑.
๖๘ สนุก สิงห์มาตร, “พฤติกรรมทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตยของพลเมืองในจังหวัดร้อยเอ็ด”,
ดุษฎีนิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบันฑิต, (คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์: มหาวิทยาลัยราชภัฏ
มหาสารคาม, ๒๕๕๖), บทคัดยอ่ .
๘๒
ด้านคุณลักษณะของหัวคะแนน และด้านคุณสมบัติผู้สมัคร ตามลําดับ ๓. พฤติกรรมการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พบว่า แบบแผนการตัดสินใจนั้น ประชาชนเลือกพรรคและบุคคลเป็น
จํานวนมากที่สุด ในขณะท่ีเหตุผลในการเลือกตัวบุคคล ประชาชนเลือกผู้สมัครท่ีเข้าใจปัญหาคนใน
พื้นที่เป็นจํานวนมากท่ีสุด และเหตุผลในการเลือกพรรค ประชาชนเลือกพรรคเพราะชอบหัวหน้า
พรรคเป็นจํานวนมากท่ีสุด ๔. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยทางสังคม และปัจจัย
ทางการเมืองกับพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒๕๕๗ ในจังหวัดขอนแก่น พบว่า
ปัจจัยส่วนบุคคล คือ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ปัจจัยทางสังคม คือ บุคคลท่ีมีส่วน
สําคัญท่ีสุดที่ทําให้ไปใช้สิทธิเลือกต้ัง ส่ือประชาสัมพันธ์ท่ีสําคัญที่สุดที่ทําให้ไปใช้สิทธิเลือกต้ัง และ
ปัจจัยทางการเมืองคือ คุณสมบัติผู้สมัคร คุณสมบัติพรรคการเมือง คุณลักษณะของหัวคะแนน มี
ความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒๕๕๗ ในจังหวัดขอนแก่นอย่างมี
นัยสาํ คัญทางสถิตทิ ร่ี ะดบั ๐.๐๕ ซึง่ เปน็ ไปตามสมมติฐานท่ตี ัง้ ไว๖้ ๙
จําลอง พรมสวัสด์ิ ได้วิจัยเรื่อง “พฤติกรรมทางการเมืองของชนชั้นกลางกับการเมืองใน
ระบอบ ประชาธิปไตยของไทยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ช่วงพุทธศักราช ๒๕๕๑-
๒๕๕๓” ผลการวิจัย พบวา่ ๑. บริบททางการเมืองมีผลต่อพฤติกรรมทางการเมืองของชนชั้นกลางใน
เขต กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ชว่ งพุทธศักราช ๒๕๕๑-๒๕๕๓ อยู่ในระดับมาก ทั้งนี้เนื่องจาก
บริบททางการเมืองอันไดแ้ กร่ ัฐธรรมนูญฉบับ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ท่ีให้ประชาชนเขา้ ไปมีบทบาท
สําคัญเปน็ ผู้เลน่ ไม่ใชผ่ ูด้ ูตามแนวคิดของการเมืองแนวใหมห่ รือการเมืองภาคประชาชนประกอบกับชน
ช้ันกลางในชว่ งทีท่ ําการศึกษามคี วามกระตือรอื ร้นและมีจิตสํานึกทางการเมืองมาก ขณะเดียวกัน ไมต่ ้
องการเห็นรัฐบาลมีพฤติกรรมการคอรัปชั่นเชิงนโยบายและการขัดกันของผลประโยชนอ์ ยา่ งกว้าง
ขวาง ๒. บริบททางสังคมมีผลต่อพฤติกรรมทางการเมืองของชนช้ันกลางในเขต กรุงเทพมหานคร
และปรมิ ณฑลชว่ งพุทธศกั ราช ๒๕๕๑-๒๕๕๓ ค่อนข้างมาก เนื่องจากบรบิ ทสังคมไทยระยะหลงั สงั คม
พหุนิยม และพหุวัฒนธรรม เปน็ สังคมแห่งขา่ วสารข้อมูล ทําใหช้ นชั้นกลางสนใจติดตามขา่ วสารทาง
การเมอื งและมีการรวมกลุ่มกนั เป็นแนวร่วม กับกลุ่มการเมอื งอนื่ ๆ เป็นตน้ ๓. บรบิ ททางเศรษฐกิจมี
ผลต่อพฤติกรรมทางการเมืองของชนช้ันกลางในเขต กรุงเทพมหานครและปริมณฑลค่อนขา้ งนอ้ ย
เพราะตัวแบบของ Lipset ท่ีนํามาเป็นกรอบแนวคิด ในการวิจัยใชไ้ ม่ได้กับประเทศในเอเชียรวมท้ัง
ไทย ๔. การสํารวจความคิดเห็นของชนชั้นกลางเกี่ยวกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ของไทย
และผลของความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมทางการเมืองของชนชั้นกลางที่มีตอ่ การเมืองในระบอบ
ประชาธิปไตยของไทยพบวา่ ชนช้ันกลางส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองในระบอบ
ประชาธิปไตยของไทยในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยรวมมาก แสดงใหเ้ ห็นวา่ ชนช้ันกลางในเขต
กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีความรู้ความเขา้ ใจในการเมืองระบอบประชาธิปไตย เป็นอยา่ งดีท้ัง
ความรูท้ างด้านบวกและทางด้านลบเปน็ ผลของความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมทาง การเมืองของชน
ชั้นกลางที่มีตอ่ การเมืองไทยพบว่าคา่ เฉลี่ย เกี่ยวกับพฤติกรรมทางการเมือง ชนชั้นกลางท้ัง ๔ ด้าน มี
๖๙ สุรพล พรมกุล, “พฤติกรรมการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๗ ในจังหวัด
ขอนแกน่ ”, วารสารธรรมทรรศน์, ปีท่ี ๑๕ ฉบับท่ี ๓ (พฤศจิกายน ๒๕๕๘ - กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙): ๑๐๓-๑๑๘.
๘๓
ค่าเฉลี่ยในภาพรวมมาก การท่ีผลปรากฏเชน่ นี้ เนื่องมาจากรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ที่ให้ความสําคัญกับ
การเมืองแนวใหมห่ รือการเมืองภาคประชาชนหรือ ประชาธิปไตยทางเลือกมากกว่าประชาธิปไตยตัว
แทนทมี่ ขี ้อจํากัด๗๐
ศุภักษร ตระกูลศิริ ได้วิจัยเร่ือง “พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนในเขตองค์การ
บริหารส่วนตําบลบ้านชบ อําเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์” พบว่า ด้านพฤติกรรมก่อนการออกไปใช้สิทธ์ิ
เลอื กต้งั อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนด้านอนื่ ๆ อย่ใู นระดับมาก โดยเรยี งด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงไปหาตํ่า ได้
ดังน้ี ด้านการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ด้านมูลเหตุจูงใจในการเลือกต้ัง และด้านพฤติกรรม
กอ่ นการออกไปใช้สทิ ธ์ิเลือกตั้งตามลาํ ดบั ๒. ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอน่ื ๆ ท่ีมีจํานวนมากท่สี ุด
คือ ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่าน้ี เช่น ร่วมเป็นกรรมการเลือกต้ัง ร่วมตรวจสอบ
การทุจริตการเลือกต้ัง รองลงมาคือ นักการเมืองควรคํานึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์
สว่ นตน การเมืองควรปรองดองกนั ไม่ควรแบ่งพรรคแบง่ พวก และการเลือกตง้ั ควรกระทําโดยเสรีอย่าง
แทจ้ รงิ ตามลาํ ดับ๗๑
กาญจนา พันธุ์เอี่ยม และคณะ ได้วิจัยเรื่อง“ทัศนคติและพฤติกรรมการใช้สิทธิการ
เลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้นําชุมชน เทศบาลเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์”
ผลการวิจัยพบว่า ทัศนคติและพฤติกรรมการใช้สิทธิการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้นํา
ชุมชน เทศบาลเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นราย
ดา้ นพบว่า ดา้ นการรบั รู้ขอ้ มลู ข่าวสาร ผ้นู ําชุมชนติดตามขา่ วสารทางโทรทัศน์ วิทยุ หนงั สือพมิ พ์ ดา้ น
ทัศนคติในการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประชาชนให้ความสําคัญกับการไม่ซ้ือเสียงเป็นส่วน
ใหญ่ และด้านความรู้ความเข้าใจในการเลือกตั้ง ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจว่าผู้มีสิทธิ์เลือกต้ังต้องอายุ
ไม่ตํ่ากว่า ๑๘ ปีบรบิ รู ณ์ และด้านพฤตกิ รรมการเลือกต้งั ผู้นาํ ชุมชนมบี ทบาทในการประชาสัมพนั ธ์ให้
คนในชุมชนไปเลอื กตง้ั ทกุ ครัง้ ๗๒
สิทธิชัย อินทร์บุญ ได้วิจัยเรื่อง “พฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนใน
อําเภอเชียงดาว จังหวดั เชียงใหม่ ต่อการเลือกต้ังท่ัวไปในวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔” ผลการวจิ ัยสรุป
ได้ดังน้ี ๑. พฤติกรรมการมีส่วนร่วมเลือกต้ังของประชาชน ๑) ความขัดแย้งทางการเมอื งทาํ ให้เกิดการ
ต่ืนตัวทางการเมืองของภาคประชาชน ยิ่งความขัดมีความรุนแรงมากการต่ืนตัวของประชาชนก็
๗๐ จําลอง พรมสวัสดิ์, “พฤติกรรมทางการเมืองของชนชั้นกลางกับการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย
ของไทยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลช่วงพุทธศักราช ๒๕๕๑-๒๕๕๓”, ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สื่อสาร
การเมือง, (วิทยาลยั สื่อสารการเมือง: มหาวิทยาลัยเกรกิ , ๒๕๕๔), บทคดั ย่อ.
๗๑ ศุภักษร ตระกูลศิริ, “พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตําบลบ้านชบ
อําเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราช
ภฏั บรุ รี มั ย์, ๒๕๕๓), บทคดั ยอ่ .
๗๒ กาญจนา พันธ์ุเอ่ียมและคณะ, “ทัศนคติและพฤติกรรมการใช้สิทธิการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรของผู้นําชุมชน เทศบาลเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์”, รายงานการวิจัย, (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลรัตนโกสนิ ทร์, ๒๕๕๖), หนา้ ๖๓.
๘๔
กระจายออกไปมาก ๒) ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกต้ังในระดับมาก และทราบถึงสถานการณ์ทาง
การเมืองที่เกิดก่อนการเลือกตั้งเป็นอย่างดี และมีการตัดสินใจทางการเมืองโดยพิจารณาจากนโยบาย
พรรคมากขึ้น ๓) ในด้านความมีอิสระในการเลือกต้ังของคนในครอบครัว และบุคคลที่มีความสนิท
สนม พบว่ามีการปรึกษาหารือกัน ในครอบครัวและใช้กลุ่มเครือญาติ ในเร่ืองการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
แต่ให้อิสระในการไปใช้สิทธิเลือกต้ัง ๔) ความคาดหวังในพรรคการเมือง และ ส.ส. ท่ีได้เลือกไป
ต้องการรัฐบาลที่โปร่งใส มีการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ สนใจปัญหาปากท้องประชาชน ตัว
แทนที่เลือกมาต้องจริงใจ ไม่มีสองมาตรฐาน มีการปรองดองกัน ๒. ปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ๑)สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง เป็นปัจจัยที่
สําคัญท่ีมีอิทธิพลต่อการไปใช้สิทธิเลือกต้ังของประชาชน ๒)นโยบายพรรคเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ
พฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการเลือกต้ังของประชาชน ๓)พรรคการเมืองหรือสมาชิกพรรคเป็นคนใน
พ้ืนที่เป็นปัจจัยหนึ่งท่ีมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งของประชาชน ๔)แกนนํา
หรอื ผนู้ าํ ท้งั ท่ีเป็นทางการและไมเ่ ป็นทางการ เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีอทิ ธิพลตอ่ พฤติกรรมการมีส่วนร่วมใน
การเลือกตั้งของประชาชน ๓.ข้อเสนอแนะ ผู้เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการการเลือกต้ัง (กกต.) ควร
จัดกิจกรรมเพอ่ื ใหค้ วามรู้ความเข้าใจ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมอื งของประชาชนใหม้ ากข้ึน
โดยควรขยายขอบเขตของการมีส่วนร่วมทางการเมืองให้มากกว่าการเลือกต้ัง เช่น การมีส่วนร่วม
ตรวจสอบพฤติกรรมการทํางานของพรรคการเมือง และนักการเมืองทั้งในการเมืองระดับชาติและ
ระดบั ทอ้ งถิน่ ๗๓
วิรัช เพียรชอบ ได้วิจัยเรื่อง “พฤติกรรมการใชส้ ิทธิทางการเมืองของผูม้ ีสิทธิเลือกตั้งใน
เขตพ้ืนที่องค์การบริหารสว่ นตําบลทุ่งควายกิน อําเภอแกลง จังหวัดระยอง” ผลการศึกษาพบว่า
๑) พฤติกรรมการใช้สิทธิทางการเมืองของผูม้ ีสิทธิเลือกต้ังในเขตพื้นท่ี องค์การบริหารส่วนตําบล
ทุ่งควายกิน อําเภอแกลง จังหวัดระยอง ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ๒) ปัจจัยที่สง่ ผลต่อพฤติกรรม
การใชส้ ิทธิทางการเมืองของผูม้ ีสิทธิเลือกต้ังในเขตพื้นที่องคก์ ารบริหารส่วนตําบลทุง่ ควายกิน อําเภอ
แกลง จังหวัดระยอง พบว่า ผูม้ ีสิทธิเลือกตั้งที่มีอายุ อาชีพ รายได้ สมาชิกองคก์ รหรือกลุม่ ตา่ ง ๆ การ
รบั รู้ข้อมูลขา่ วสารเกี่ยวกับสิทธิทางการเมือง และการมีส่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชนแตกตา่ งกัน
มีพฤติกรรมการใชส้ ิทธิทางการเมืองแตกตา่ งกันอยา่ งมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ผูม้ ีสิทธิ
เลอื กตัง้ ท่มี เี พศและระดับการศกึ ษาตา่ งกนั มีพฤตกิ รรมการใชส้ ิทธิทางการเมอื งไม่แตกต่างกนั ๗๔
๗๓ สิทธิชยั อินทรบ์ ุญ “พฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมอื งของประชาชนในอําเภอเชียงดาว จังหวัด
เชียงใหม่ต่อการเลือกตั้งท่ัวไปในวันท่ี ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔”, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา
การเมืองและการปกครอง, (บณั ฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลยั เชียงใหม่, ๒๕๕๕), บทคัดย่อ.
๗๔ วิรัช เพียรชอบ, “พฤติกรรมการใชส้ ิทธิทางการเมืองของผ้มู ีสิทธิเลือกต้ังในเขตพืน้ ที่องคก์ ารบริหาร
สว่ นตําบลทุง่ ควายกิน อําเภอแกลง จังหวัดระยอง”, วิทยานิพนธศ์ ิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวิทยาลยั ราชภฏั ราํ ไพพรรณี, ๒๕๕๒), บทคดั ย่อ.
๘๕
นิรันดร์ พันธ์ศักดิ์ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมการเลือกต้ังระดับท้องถ่ินของผู้มีสิทธิ
เลือกต้ังในเขตเทศบาลตําบลท่าประจะ อําเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช” ผลการวิจัย พบว่า
๑) พฤติกรรมการเลือกตั้งระดับท้องถ่ินของผู้มีสิทธิเลือกต้ังในเขตเทศบาลตําบลท่าประจะ อําเภอชะ
อวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนด้านการลงคะแนนอยู่ในระดับ
มากที่สุด ๒) ผลการเปรียบเทียบความแตกต่าง ดังนี้ พฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกต้ังในเขตเทศบาล
ตําบลท่าประจะ อําเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่ีมีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และ
รายได้ต่อเดือนต่างกัน พบว่า ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญ ๓) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทาง
ส่งเสริมพฤติกรรมการเลือกตั้ง ระดับท้องถ่ินของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเทศบาลตําบลท่าประจะ
อําเภอชะอวด จังหวดั นครศรีธรรมราช พบว่า ควรมีการประชาสัมพันธโ์ ดยผา่ นส่ือท่มี ีความใกล้ชิดกับ
ประชาชนมากที่สุด๗๕
นุชปภาดา ธนวโรดม ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “พฤติกรรมการเลือกต้ังของผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน
เขตเทศบาลนครนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์” ผลการวิจัยพบว่าความคิดเห็นของประชาชนท่ีมีต่อ
พฤติกรรมการเลือกต้ังของผู้มีสิทธิเลือกต้ังในเขต เทศบาลนครนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ โดย
รวมอยูใ่ นระดับมาก มีคา่ เฉล่ีย ๓.๗๘ เมื่อพิจารณาเปน็ รายด้านสรุปได้ ดังนี้ ๑) ด้านการใชส้ ิทธิ
เลือกตั้ง อยู่ในระดับมาก มีคา่ เฉล่ีย ๓.๗๗ ๒) ด้านการลงคะแนนเลือกตั้ง อยูใ่ นระดับมาก มีคา่ เฉลี่ย
๔.๐๙ และ ๓) ดา้ นระยะเวลาการตัดสินใจเลือกตั้ง อยูใ่ นระดับปานกลาง มีค่าเฉล่ีย ๓.๔๖ ผลการ
ทดสอบสมมติฐานการวิจัย เพศและรายได้ ไม่พบความแตกต่างกัน ซึ่งเปน็ การปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้ง
ไว้ ส่วนอายุ สถานภาพ การศึกษา และอาชีพ พบความแตกตา่ งกันเป็นการยอมรับสมมติฐานท่ีตั้งไว้
ข้อเสนอแนะ ควรทําการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการหาเสียงของผูส้ มัครรับเลือกต้ังทั้ง ผู้บริหารและ
สมาชิกสภาเทศบาล ควรทําการศึกษาปจั จัยที่มีผลต่อการไปใชส้ ิทธิเลือกตั้งผูบ้ ริหารและ สมาชิกสภา
เทศบาล ควรทําการศึกษาพฤติกรรมการเลือกตั้งของผูม้ ีสิทธิเลือกต้ังในลักษณะเดียวกันใน องคก์ ร
ปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นอื่น และควรทําการศึกษาเก่ียวกับนโยบายของผู้สมัครรับเลือกต้ังทัง้ ผูบ้ ริหารและ
สมาชิกสภาเทศบาล๗๖
อุบล ตินะโสและคณะ ได้วิจัยเรื่อง “พฤติกรรมการลงคะแนนเลือกตั้งนายกองค์การ
บริหารส่วนตําบลโพน อําเภอคําม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์” ผลการวิจัยพบว่า ๑)ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ
แบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ ๕๓.๕ เพศชาย ร้อยละ ๔๖.๕ มีอายุ ๕๑ ปีข้นึ ไปร้อยละ
๔๑.๓ รองลงมาคืออายุระหว่าง ๔๑-๕๐ ปี ร้อยละ ๒๒.๘ อายุ ๓๑-๔๐ ปี ร้อยละ ๑๗.๓ อายุ ๒๐-
๓๐ ปี ร้อยละ ๑๖.๐ และต่ํากว่า ๒๐ ปี ร้อยละ ๒.๖ การศึกษาตํ่ากว่ามัธยมศึกษาร้อยละ ๕๗.๗
๗๕ นิรันดร์ พันธ์ศักดิ์ และคณะ, “พฤติกรรมการเลือกต้ังระดับท้องถ่ินของผู้มีสิทธิเลือกต้ังในเขต
เทศบาลตําบลท่าประจะ อําเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช”, วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ,
ปีที่ ๕ ฉบบั ที่ ๒ (กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓): ๓๘๙-๓๙๐.
๗๖ นุชปภาดา ธนวโรดม, “พฤติกรรมการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเทศบาลนครนครสวรรค์
จังหวัดนครสวรรค์”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลัย, ๒๕๕๗), บทคดั ยอ่ .