The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

2563 พฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ
THE BEHAVIOR OF PRESIDENT ELECTION OF CHAIYAPHUM PROVINCIAL ADMINISTRATIVE ORGANIZATION OF PEOPLE IN MUANG DISTRICT CHAIYAPHUM PROVINCE พระมหาสังคม ชยานนฺโท (ช่างเหล็ก)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

2563 พฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ THE BEHAVIOR OF PRESIDENT ELECTION OF CHAIYAPHUM PROVINCIAL ADMINISTRATIVE ORGANIZATION OF PEOPLE IN MUANG DISTRICT CHAIYAPHUM PROVINCE พระมหาสังคม ชยานนฺโท

2563 พฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ
THE BEHAVIOR OF PRESIDENT ELECTION OF CHAIYAPHUM PROVINCIAL ADMINISTRATIVE ORGANIZATION OF PEOPLE IN MUANG DISTRICT CHAIYAPHUM PROVINCE พระมหาสังคม ชยานนฺโท (ช่างเหล็ก)

Keywords: 2563,พฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ,THE BEHAVIOR OF PRESIDENT ELECTION OF CHAIYAPHUM PROVINCIAL ADMINISTRATIVE ORGANIZATION OF PEOPLE IN MUANG DISTRICT CHAIYAPHUM PROVINCE,พระมหาสังคม ชยานนฺโท (ช่างเหล็ก)

๘๖

รองลงมาคือมัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ ๑๔.๑ มัธยมศึกษาตอนปลาย /ปวช. ร้อยละ ๑๓.๑
อนุปริญญา/ปวส. ร้อยละ ๗.๗ ปริญญาตรี ร้อยละ ๕.๑ และสูงกว่าปริญญาตรี ร้อยละ ๒.๒ อาชีพ
เกษตรกรรม รอ้ ยละ ๕๔.๕ รับจ้าง ร้อยละ ๑๕.๔ ค้าขาย/ประกอบธรุ กิจส่วนตัว ร้อยละ ๑๓.๘ กําลัง
ศึกษาร้อยละ ๘.๐ ลูกจ้างบริษัทเอกชน ร้อยละ ๑.๙ และรับราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ
๖.๔ ๒)พฤติกรรมการลงคะแนนเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนตําบลโพน อําเภอคําม่วง จังหวัด
กาฬสินธ์ุ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (=๓.๔๐) เมื่อพิจารณารายประเด็น พบว่า พฤติกรรมการ
ลงคะแนนเลือกต้ังนายกองคก์ ารบริหารสว่ นตําบลโพน อําเภอคําม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ส่วนใหญ่อยู่ใน
ระดับมาก ประเด็นท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือการให้ความสําคัญต่อตัวผู้สมัครอยู่ในระดับมากที่สุด (=
๔.๓๐) รองลงมาคือประเด็นมีการติดตามข่าวสารการเลือกตั้ง (=๓.๖๓) ประเด็นการไปตรวจสอบ
บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ( =๓.๕๕) การเข้าร่วมสังเกตการณ์นับคะแนนเลือกตั้ง ( =๓.๔๖)
ประเด็นการไปฟังการปราศรัยหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกต้ัง ( =๒.๙๕) และการเข้าร่วม
สังเกตการณ์การใช้สิทธิเลือกตั้ง ( =๒.๔๘) ๓)ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาพฤติกรรมการ
ลงคะแนนเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนตําบลโพน อําเภอคําม่วง จังหวัดกาฬสินธ์ุ มีข้อเสนอแนะ
เก่ียวกับแนวพัฒนาการพฤติกรรมการลงคะแนนเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนตําบล เรียง
ตามลําดับมากไปน้อย ส่วนใหญ่พบว่าควรมกี ารช้ีแจงวิธีการลงคะแนนให้ละเอียด เพื่อลดปริมาณบัตร
เสียจะได้ลดน้อยลง ร้อยละ ๑๙.๖ รองลงมาคือ ควรมีการรณรงค์ให้ความรู้เก่ียวกับการซ้ือเสียงใน
รูปแบบการประชาสมั พันธ์และแนะนาํ วธิ กี ารใหอ้ ย่างถูกต้อง รอ้ ยละ ๑๔.๔๗๗

ลัดดา งามโสภา ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “แนวทางการพัฒนาพฤติกรรมการเลือกต้ังของผู้มี
สิทธิเลือกต้ังในเขตอําเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกําแพงเพชร” ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรม
เกี่ยวกับการเลือกต้ังของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตอําเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกําแพงเพชร ด้านการมี
สว่ นรว่ มทางการเมือง สว่ นใหญ่ไปใชส้ ทิ ธิเลือกต้ัง โดยเหตุผลทไ่ี ปใช้สิทธเิ ลือกตัง้ (เฉพาะผู้ท่ไี ปใช้สิทธิ
เลือกตั้ง) พบว่า สว่ นใหญไ่ ปใช้สิทธิเลือกต้ัง เพราะเป็นหน้าที่ของประชาชน เหตุผลท่ีไมไ่ ปใชส้ ิทธิ
เลือกตั้ง (เฉพาะผูไ้ มไ่ ปใชส้ ิทธิเลือกต้ัง) พบวา่ สว่ นใหญ่ไม่ไปใชส้ ิทธิเลือกต้ังเพราะเบื่อหน่ายการ
เลือกต้ัง ประชาชนส่วนใหญ่ไมเ่ ป็นสมาชิกกลุ่มการเมือง ซึ่งส่วนใหญจ่ ะไมเ่ ป็นกรรมการการเลือกตั้ง
หรือชว่ ย ประชาสัมพันธก์ ารเลือกตั้งซ่ึงจากที่ผา่ นมาประชาชนส่วนใหญไ่ มเ่ คยแสดงความคิดเห็นหรือ
ประสบการณ์รอ้ งเรียนเกี่ยวกับการเลือกต้ัง รวมทั้งไมเ่ คยพบเห็นการกระทําผิดพระราชบัญญัติการ
เลือกตั้ง ด้านการรับรูข้ ้อมูลข่าวสาร สําหรับการรับขา่ วการเลือกตั้งจากส่ือต่าง ๆ พบวา่ สว่ นใหญ่ได้
รับขา่ วการเลือกต้ังจากส่ือ ประเภท ปา้ ยโฆษณาประชาสัมพันธ/์ คัทเอาท์ ดา้ นการลงคะแนนเสียง
เลือกตั้ง โดยส่วนใหญพ่ ิจารณาลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง จากตัวบุคคล และสว่ นใหญม่ ีการเชิญชวนไป
เลือกต้ังภายในครอบครัว หรือเครือญาติ ดา้ นระบบอุปถัมภ์ สรุปไดว้ า่ สว่ นใหญเ่ ลือกผู้สมัครท่ีเปน็
เครือญาติ และชอบกับผู้รับสมัครเลือกต้ังเปน็ การสว่ นตัว ปญั หาเกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกตั้งของผู้

๗๗ อุบล ตินะโสและคณะ, “พฤติกรรมการลงคะแนนเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนตําบลโพน
อําเภอคําม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์”, วารสารรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์, ปีที่ ๒ เล่มท่ี ๒
(กรกฎาคม-ธนั วาคม ๒๕๕๖): ๙๗-๙๙.

๘๗

มีสิทธิเลือกต้ังในเขตอําเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกําแพงเพชร รวมรายดา้ น พบวา่ โดยภาพรวมอยู่
ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ดา้ นท่ีมีปญั หาเกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกต้ังมากท่ีสุด
คือ การรับรู้ข้อมูลขา่ วสาร รองลงมา คือ การลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง การมีส่วนร่วมทางการเมือง
และขอ้ ทีม่ ปี ัญหานอ้ ยทสี่ ดุ คอื ระบบอปุ ถมั ภ๗์ ๘

กิตติคม พศินนกแสง ได้วิจัยเรื่อง “พฤติกรรมในการใช้สิทธิเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแ้ ทน
ราษฎรของประชาชนผู้สิทธ์ิเลือกตั้ง กรณีศึกษา : เขตเลือกต้ังที่ ๑๔ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร”
ผลการวิจัยพบวา่ ด้านพฤติกรรมการติดตามข่าวสารการเลือกตั้งของประชาชนในเขตเลือกตั้งท่ี ๑๔
เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ส่วนใหญไ่ ดร้ ับเอกสารแจง้ รายชอื่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รายช่อื ไม่ตกหลน่ ไม่
ถูกระบุวา่ เป็นผูข้ อใชส้ ิทธิเลือกตั้งล่วงหนา้ ในเขตหรือนอกเขตเลือกต้ัง ทั้งที่มิไดย้ ื่นคําร้องขอใชส้ ิทธิ
เลือกตั้งล่วงหน้า ประชาชนในเขตเลือกตั้งท่ี ๑๔ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ส่วนใหญไ่ ปใชส้ ิทธิ
เลือกต้ังโดยให้เหตุผลว่าเปน็ หน้าท่ีของประชาชนตามท่ีบัญญัติไวใ้ นรัฐธรรมนูญ เป็นการแสดงออกถึง
การมีสว่ นร่วมทางการเมืองของประชาชน และต้องการไดส้ มาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรที่ดีตามลําดับ
และส่วนใหญพ่ ิจารณาการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจากนโยบายของพรรคการเมือง ประชาชนในเขต
เลือกต้ังท่ี ๑๔ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร สว่ นใหญไ่ ปฟงั การปราศรัยหาเสียงของผูส้ มัครรับ
เลือกตั้ง และเห็นว่ามีสว่ นในการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประชาชนในเขตเลือกตั้งที่ ๑๔ เขต
บางเขน กรุงเทพมหานคร สว่ นมากไมเ่ ขา้ ร่วมสังเกตการณ์การใช้สิทธิเลือกต้ัง และการนับคะแนน
เลือกตั้ง ในดา้ นช่องทางการรับรูข้ อ้ มูลขา่ วสารการเลือกต้ัง ประชาชนในเขตเลือกต้ังท่ี ๑๔ เขต
บางเขน กรุงเทพมหานคร สว่ นใหญ่รับรูข้ อ้ มูลข่าวสารการเลือกต้ังจากโทรทัศน์/เคเบิ้ลทีวีแผน่ พับ
ใบปลวิ และปา้ ยโฆษณาประชาสมั พนั ธม์ ากที่สุด ตามลาํ ดับ๗๙

ตารางท่ี ๒.๙ สรุปงานวจิ ัยท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั พฤตกิ รรมทางการเมือง

นักวิชาการหรอื แหลง่ ข้อมูล สรุปผลการวิจยั

นพดล บตุ ตะกลุ “พฤติกรรมของประชาชนในการใช้สิทธิเลือกต้ังสมาชิก
(วารสาร,มกราคม-มนี าคม ๒๕๖๓) สภาท้องถิ่นขององค์การบริหารส่วนตําบลหนองคอนไทย
อําเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ” พบว่า ๑. พฤติกรรมในการ
เลือก ต้ังอยู่ในระดับปานกลาง ๒. ผลการเปรียบเทียบ
พฤติกรรมของประชาชน ที่มีเพศ ระดับการศึกษา รายได้
ต่างกัน มีพฤติกรรมในการเลือกต้ังไม่แตกต่างกัน แต่ผู้ท่ีมี

๗๘ ลัดดา งามโสภา, แนวทางการพัฒนาพฤติกรรมการเลือกต้ังของผูม้ ีสิทธิเลือกต้ังในเขตอําเภอ
ขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกําแพงเพชร”, วทิ ยานพิ นธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏ
กําแพงเพชร, ๒๕๕๓), บทคัดย่อ.

๗๙ กิตติคม พศินนกแสง, “พฤติกรรมในการใช้สิทธิเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนผู้
สิทธิ์เลือกตั้ง กรณีศึกษา : เขตเลือกต้ังท่ี ๑๔ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตร
มหาบณั ฑิต, (บัณฑติ วิทยาลยั : มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์, ๒๕๕๖), บทคัดยอ่ .

นกั วชิ าการหรอื แหล่งข้อมลู ๘๘

วนิ ิจ ผาเจรญิ สรุปผลการวิจัย
(วารสาร,มกราคม–มถิ นุ ายน ๒๕๖๓) อายุแตกต่างกัน มีพฤติกรรมในการเลือกต้ังแตกต่างกัน ๓.
ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ แนวทางแก้ไขปัญหา คือ ๑) ควร
สนกุ สิงหม์ าตร ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สร้างความรู้ความเข้าใจในการ
(วิทยานพิ นธ,์ ๒๕๕๖) เลือกตั้ง ๒) ควรประชาสัมพันธ์วิธีการใช้สิทธิเลือกตั้งแก่
ประชาชน ๓)ควรมาพฒั นาหมูบ่ า้ นและแก้ไขความเดือดร้อน
สรุ พล พรมกุล “พฤติกรรมการตัดสินใจไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกต้ัง
(วิทยานิพนธ์, ๒๕๕๙) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในพื้นท่ีเลือกต้ัง
ซ่อมเขต ๘ จังหวัดเชียงใหม่” พบว่า ๑. พฤติกรรมการ
ตัดสินใจไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง โดยภาพรวมอยู่ใน
ระดับมาก ด้านนโยบายของผู้สมัคร ด้านพรรคการเมืองท่ี
ผู้สมัครสังกัด อยู่ในระดับมากท่ีสุด ส่วนด้านคุณสมบัติผู้
สมัครับ ด้านการหาเสียงของผู้สมัคร และด้านคุณสมบัติ
หัวคะแนนของผู้สมัคร อยู่ในระดับมาก ๒.ผลการทดสอบ
สมติฐานการวิจัย พบว่า เพศ ระดับการศึกษา รายได้
ภูมิลําเนา มีปัจจัยที่เป็นเหตุจูงใจในการตัดสินใจออกไปใช้
สิทธิเลือกต้ัง ส.ส.ที่แตกต่างกัน, ส่วนอายุ อาชีพ มี
พฤติกรรมการตัดสินใจออกไปใช้สิทธิเลือกต้ังสมาชิกสภา
ผูแ้ ทนราษฎร ไมแ่ ตกตา่ งกัน
“พฤติกรรมทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตยของพลเมือง
ในจังหวัดร้อยเอ็ด” พบว่า พฤติกรรมทางการเมืองตามวิถี
ประชาธิปไตยของพลเมืองในจังหวดั ร้อยเอ็ด โดยรวมอยใู่ น
ระดับปานกลาง ปัจจัยท่ีส่งผลต่อพฤติกรรมทางการเมือง
ตามวิถีประชาธิปไตย ได้แก่อุดมการณ์แบบประชาธิปไตย
วัฒนธรรมการเมือง การกล่อมเกลาทางการเมือง การ
ส่งเสริมจากภาครัฐ การส่งเสริมจากภาคประชาสังคม
ความศรัทธาต่อนกั การเมอื งและต่อพรรคการเมอื ง
“พฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.
๒๕๕๗ ในจังหวัดขอนแก่น” พบว่าโดยภาพรวม อยู่ใน
ระดับมาก ด้านคุณสมบัติพรรคการเมือง ด้านคุณลักษณะ
ของหัวคะแนน และด้านคุณสมบัติผู้สมัคร, พฤติกรรมการ
เลือกต้ัง สส. พบว่า ประชาชนเลือกพรรคและบุคคลมาก
ท่ีสุด ๑. ปัจจัยทางสังคม พบว่า สามี/ภรรยา และส่ือ
โทรทัศน์/เคเบิ้ลทีวีท้องถ่ิน ๒. ปัจจัยทางการเมือง พบว่า
โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ๓. พฤติกรรมการเลือกต้ัง
สส. พบวา่ ประชาชนเลือกพรรคและบคุ คลผู้สมัครในพน้ื ท่ี

นกั วชิ าการหรอื แหล่งข้อมลู ๘๙

จาํ ลอง พรมสวัสด์ิ สรปุ ผลการวิจยั
(วิทยานพิ นธ์, ๒๕๕๔) มากทส่ี ุด ๔. ความสัมพนั ธก์ ับปัจจัยส่วนบุคคล ทางสังคม
และทางการเมืองกับพฤติกรรมการเลือกต้ัง พบว่า ปัจจัย
ศภุ กั ษร ตระกูลศริ ิ ส่วนบุคคล คือ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้,
(วิทยานิพนธ,์ ๒๕๕๓) ปัจจัยทางสังคมคือบุคคลและสื่อประชาสัมพันธ์สําคัญ
ท่ีสุด และปัจจัยทางการเมืองคือคุณสมบัติผู้สมัคร พรรค
กาญจนา พนั ธเุ์ อ่ยี ม และคณะ การเมือง หัวคะแนน มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการ
(รายงานการวจิ ยั , ๒๕๕๖) เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒๕๕๗ ในจังหวัด
ขอนแกน่
“พฤติกรรมทางการเมืองของชนช้ันกลางกับการเมืองใน
ระบบประชาธิปไตยของไทยในเขตกรงุ เทพมหา นครและ
ปริมณฑล ชว่ งพุทธศักราช ๒๕๕๑-๒๕๕๓” พบว่า
ประชาชนเข้าไปมีบทบาทสําคัญ เป็นผู้เลน่ ไม่ใช่ผู้ดู ตาม
แนวคิดของการเมืองภาคประชาชนประกอบกับชนชั้น
กลางและมีความกระตือรือรน้ และมีจิตสํานึกทาง
การเมืองมาก ไมต่ ้องการเห็นรัฐบาลมีการคอรัปช่ันเชิง
นโยบายและการขดั ผลประโยชน์กนั
“พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนในเขตองค์การ
บริหารส่วนตําบลบ้านชบ อําเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์”
พบว่า ๑. พฤติกรรมก่อนการออกไปใช้สิทธิ์เลือกต้ัง อยู่ใน
ระดับปานกลาง ส่วนด้านอื่น ๆ อยู่ในระดับมาก ๒. ความ
คิดเห็นและข้อเสนอแนะ คือ ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วม
การเมืองมากกว่านี้ เช่น ร่วมเป็นกรรมการเลือกตั้ง
ตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้ง นักการเมืองควรเห็นแก่
ประโยชน์ส่วนรวมปรองดองกัน ไม่แบ่งพรรคพวก จัด
เลือกตัง้ โดยเสรี
“ทัศนคติและพ ฤติกรรมการใช้สิทธิการเลือกต้ัง
สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรของผู้นําชมุ ชน เทศบาลเมืองหัว
หิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์” พบว่า ทัศนคติและ
พฤติกรรมการใชส้ ิทธิการเลือกตง้ั ในภาพรวมอยู่ในระดับ
มาก ด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ผู้นําชุมชนติดตามข่าว
ทางโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ด้านทัศนคติในการ
เลือกต้ัง ให้ความสําคัญไม่ซ้ือเสียง และด้านความรู้เข้าใจ
การเลือกตั้งว่าผู้มีสิทธ์ิเลือกต้ังมีอายุ ๑๘ ปี และด้าน
พฤติกรรมการเลือกต้ัง ผู้นําชุมชนมีบทบาทประชาสัมพันธ์
ให้คนในชมุ ชนไปเลอื กต้ังทุกคร้งั

นักวชิ าการหรอื แหล่งขอ้ มลู ๙๐
สทิ ธชิ ยั อนิ ทรบ์ ญุ
(วิทยานิพนธ,์ ๒๕๕๕) สรุปผลการวจิ ัย
“พฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนใน
วิรชั เพยี รชอบ อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ต่อการเลือกตั้งทั่วไปใน
(วิทยานพิ นธ,์ ๒๕๕๒) วนั ที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔” พบว่า ๑. พฤตกิ รรมการมีส่วน
ร่วมของประชาชนคือ ๑) ความขัดแย้งทางการเมืองทําให้
นิรันดร์ พนั ธศ์ กั ดิ์ ภาคประชาชนเกิดการตื่นตัวมาก ๒) ประชาชนไปใช้สิทธิ
(วารสาร,๒๕๖๓) เลือกต้ังมาก ทราบถึงสถานการณ์ และตัดสินใจจาก
นโยบายพรรค ๓) มีอิสระในการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ๔)
ความคาดหวัง ในพรรคการเมือง และ ส.ส. ตอ้ งการรัฐบาล
ที่โปร่งใส พัฒนาเศรษฐกิจ สนใจปัญหาปากท้องประชาชน
สส.ตอ้ งจริงใจ ๒. ปจั จัยท่ีมีอทิ ธพิ ลต่อพฤติกรรมการมีสว่ น
ร่วมทางการเมือง: สถานการณ์ความขัดแย้ง นโยบาย
พรรค สมาชิกพรรคเป็นคนในพ้ืนที่ แกนนําหรือผู้นําท้ังท่ี
เปน็ ไม่เป็นทางการ ๓.ข้อเสนอแนะ คณะกรรมการ (กกต.)
ควรจัดกิจกรรมให้ความรู้และส่งเสรมิ การมีส่วนร่วมให้มาก
ข้ึน ขยายการมีส่วนรว่ มให้มาก
“พฤติกรรมการใช้สิทธิทางการเมืองของผูม้ ีสิทธิเลือกตั้ง
ใน เขตพ้ืนที่องคก์ ารบริหารส่วนตําบลทุ่ง ควายกิน
อําเภอแกลง จังหวัดระยอง” พบว่า ๑) พฤติกรรมการใช้
สิทธิเลือกต้ัง ในภาพรวมอยูใ่ นระดับมาก ๒) ปจั จัยท่ีส่
งผลต่อพฤติกรรม พบวา่ ผูที่มีอายุ อาชีพ รายได้ สมาชิก
องค์กรหรือกลุม่ ต่าง ๆ การรับรูข้ ้อมูลขา่ วสารการเมือง
และการมีสว่ นร่วมทางการเมืองของประชาชนแตกตา่ ง
กัน มีพฤติกรรมการใชส้ ิทธิทางการเมืองแตกต่างกัน ผู้ท่ี
มีเพศและระดับการศึกษาตา่ งกันมีพฤติกรรมการใชส้ ิทธ์ิ
ทางการเมืองไมแ่ ตกต่างกัน
“พฤติกรรมการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ในเขตเทศบาลตําบลท่าประจะ อําเภอชะอวด จังหวัด
นครศรีธรรมราช” พบว่า ๑) พฤติกรรมการเลือกต้ัง ใน
ภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ๒) ผลการเปรียบเทียบ
พฤติกรรม พบว่า ผู้ท่ีมีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ
และรายได้ต่อเดือนต่างกัน ไม่แตกต่างกัน ๓) ข้อเสนอ
แนะแนวทางส่งเสริมพฤติกรรม พบว่า ควรมีการ
ประชาสัมพันธ์โดยผ่านส่ือท่ีมีความใกล้ชิดกับประชาชน
มากทสี่ ดุ

นักวชิ าการหรอื แหล่งข้อมูล ๙๑
นุชปภาดา ธนวโรดม
(วิทยานิพนธ,์ ๒๕๕๗) สรปุ ผลการวิจยั
“พฤติกรรมการเลือกต้ังของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขต
อุบล ตินะโสและคณะ เทศบาลนครนครสวรรค์ จงั หวดั นครสวรรค”์ พบว่า โดย
(วารสาร,๒๕๕๖) รวมอยูใ่ นระดับมาก ๑) ด้านการใชส้ ิทธิเลือกตั้งและ ๒)
ดา้ นการลงคะแนนเลือกตั้ง อยูใ่ นระดับมาก ๓) ด้า
อุบล ตนิ ะโสและคณะ นระยะเวลาการตัดสินใจเลือกตั้ง อยูใ่ นระดับปานกลาง,
(วารสาร,๒๕๕๖) (ต่อ) ทดสอบสมมติฐาน เพศและรายได้ ไมแ่ ตกต่างกัน, สว่ น
อายุ สถานภาพ การศึกษาและอาชีพ แตกตา่ งกัน,
ลัดดา งามโสภา ข้อเสนอแนะ ควรศึกษาพฤติกรรมการหาเสียงของผู้
(วิทยานพิ นธ,์ ๒๕๕๓) สมัคร ปจั จัยท่ีมีผลต่อการไปใชส้ ิทธิเลือกตั้ง พฤติกรรม
ของผูม้ ีสิทธิเลือกต้ัง ในลักษณะเดียวกันในองค์กร
ปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ อน่ื และศกึ ษานโยบายของผู้สมคั รฯ
“พฤติกรรมการลงคะแนนเลือกต้ังนายกองค์การบริหาร
ส่วนตําบลโพน อําเภอคําม่วง จังหวัดกาฬสินธ์ุ” พบว่า
๑)ข้อมูลท่ัวไปผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง
มากกว่าเพศชาย มีอายุ ๕๑ ปี ข้ึนไป การศึกษาตํ่ากว่า
มัธยมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น อาชีพเกษตรกรรม
รับจ้าง ค้าขาย/ประกอบธุรกิจส่วนตัว ๒)พฤติกรรม
ลงคะแนนเลอื กตง้ั นายก
อบจ. โดยรวมอยู่ในระดบั ปานกลาง พบว่าส่วนใหญ่อยู่ใน
ระดับมาก ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาพฤติกรรม
การลงคะแนนเลือกต้ังนายก อบจ. มีข้อเสนอแนะ
พัฒนาการพฤติกรรม ควรมีการช้ีแจงวิธีการลงคะแนนให้
ละเอียด มีการรณรงค์ให้ความรู้ ไม่ซื้อเสียง ในรูปแบบ
ประชาสัมพันธ์และแนะนําวธิ ีการให้อยา่ งถกู ต้อง
“แนวทางการพัฒนาพฤติกรรมการเลือกต้ังของผู้มีสิทธิ
เลือกตั้งในเขตอําเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกําแพงเพชร
พบวา่ พฤติกรรมของผูม้ ีสิทธิเลือกตั้ง ดา้ นการมีส่วนรว่ ม
ทางการเมือง เพราะเป็นหนา้ ที่ของประชาชน ท่ีไมไ่ ปใช้
สทิ ธิเลือกต้ังเพราะเบ่ือหน่ายการเลือกตั้ง, ประชาชนสว่ น
ใหญ่ไมเ่ ปน็ สมาชิกกลุ่มการเมือง ไมเ่ ปน็ กรรมการ ไมเ่ คย
แสดงความคิดเห็น ไม่เคยพบเห็นการกระทําผิด
พระราชบัญญัติการเลือกตั้ง ดา้ นการรับรูข้ ้อมูลขา่ วสาร
พบวา่ สว่ นใหญ่ได้รับจากปา้ ยโฆษณาประชาสัมพันธ/์ คัท
เอาท์ ด้านการลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง พิจารณาจากตัว
บุคคลและมีการเชิญชวนไป เลือกต้ังจากครอบครัว ญาติ

๙๒

นักวิชาการหรอื แหลง่ ขอ้ มูล สรปุ ผลการวิจยั

กติ ตคิ ม พศินนกแสง ดา้ นระบบอุปถัมภ์ เป็นเครือญาติ และชอบเป็นการสว่ น
(วทิ ยานพิ นธ์, ๒๕๕๖) ตัว, ปญั หาเกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกต้ัง พบวา่ โดย
ภาพรวมอยู่ในระดับมาก รายดา้ นพบวา่ ด้านที่มีปัญหา
มากท่ีสุดคือการรับรูข้ อ้ มูล การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
การมีส่วนรว่ มทางการเมือง

“พฤติกรรมในการใช้สิทธิเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแ้ ทน
ราษฎรของประชาชนผู้สิทธ์ิเลือกต้ัง กรณีศึกษา : เขต
เลือกตั้งท่ี ๑๔ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร” พบวา่
ด้านการติดตามขา่ วสารการเลือกตั้ง ไ่ ดร้ ับเอกสารแจ้ง
รายช่ือผูม้ ีสิทธิ รายชื่อไม่ตกหลน่ ไมถ่ ูกระบุ ไปใช้สิทธิ
เลือกต้ังเป็นหน้าท่ีตามรัฐธรรมนูญ แสดงถึงการมีสว่ น
รว่ มและต้องการได้ สส.ที่ดี และเลือกจากนโยบายของ
พรรค ตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง ไม่เขา้ รว่ มสังเกต
การณแ์ ละการนับคะแนนเลือกต้ัง รับรู้ข้อมูลขา่ วสารการ
เลือกต้ังจากโทรทัศน/์ เคเบิ้ลทีวี แผ่นพับใบปลิวและป้าย
โฆษณา ์มากท่สี ดุ

๒.๗.๒ งานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับการเลอื กตงั้

ยงยุทธ พงษ์ศรี ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร จังหวัดปทุมธานี ศึกษาในห้วงเวลา ปี พ.ศ. ๒๕๖๒” ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม
ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ ๓๑–๔๐ ปี การศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพพนักงาน
บริษัทเอกชน และมีรายได้ต่อเดือน ๒๐,๐๐๑–๓๐,๐๐๐ บาท พฤติกรรมการเปดิ รับสือ่ ของประชาชน
ชาวจังหวัดปทุมธานี ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เม่ือพิจารณาในแต่ละสื่อแล้ว เรยี งลําดับจากมาก
ไปหาน้อยได้ ดังนี้ สื่ออินเทอร์เน็ต รองลงมา คือ ส่ือโทรทัศน์ ส่ือวิทยุ และส่ือหนังสือพิมพ์ตามลําดับ
ความคิดเห็นเก่ียวกับปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี
โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เรียงลําดับจากมากไปหาน้อยได้ ดังน้ี ด้านคุณสมบัติของผู้สมัคร ด้าน
นโยบาย ด้านพรรคการเมือง และด้านการรณรงค์หาเสียงและด้านสื่อบุคคล, การทดสอบสมมติฐาน
พบว่า เพศ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน ไม่มีความสัมพันธ์ กับปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจ
เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานท่ีตั้งไว้ ส่วนอายุ มี
ความสัมพันธ์กับปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานีอย่างมี
นยั สาํ คญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั ๐.๐๕ ซง่ึ เปน็ ไปตาม สมมตฐิ านที่ต้ังไว้๘๐

๘๐ ยงยุทธ พงษ์ศรี, “ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปทุมธานี
ศึกษาในห้วงเวลา ปี พ.ศ. ๒๕๖๒”, สารนิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาส่ือสารการเมือง, (วิทยาลัยสื่อสาร
การเมือง: มหาวิทยาลยั เกรกิ , ๒๕๖๒), บทคัดย่อ.

๙๓

ปิ ยะรัตน์ สนแจ้ง ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “ปัจจัยที่ มีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ัง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร: ศึกษากรณีประชาชนกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. ๒๕๖๒” ผลการศึกษาพบว่า
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ ๒๖–๓๕ ปี การศึกษา ระดับปรญิ ญาตรีประกอบอาชีพ
พนักงานบริษัทเอกชน และมีรายได้ต่อเดือน ๑๐,๐๐๑–๒๐,๐๐๐ บาท มีความคิดเห็นเก่ียวกับปัจจัยที่
มีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนชาวกรงุ เทพมหานครโดยรวมอยู่ใน
ระดับมาก เรียงตามลําดับจากมากไปหาน้อยได้ ดังนี้ ด้านนโยบาย ด้านคุณสมบัติของผู้สมัคร ด้าน
พรรคการเมือง และด้านวิธีการหาเสียงเลือกต้ัง การทดสอบสมมติฐาน พบว่า เพศ อาชีพและรายได้
ต่อเดือน ไม่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ
ประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร ซ่ึงไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ต้ังไว้ ส่วนอายุ และระดับการศึกษามี
ความสัมพันธ์กับปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนชาว
กรุงเทพมหานครอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ ๐.๐๕ ซ่ึงเป็นไปตามสมมติฐานท่ีต้ังไว้ ส่วนการ
เปิดรับสื่อมีความสัมพันธ์กับปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ
ประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร อย่างมีนยั สําคัญทร่ี ะดับ๐.๐๕๘๑

ธนกร ภัทรบุญ สิริ ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ : ศึกษาในห้วงเวลา ปี พ.ศ. ๒๕๖๒” ผลการศึกษาพบว่า
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ๓๖–๕๐ ปี
การศึกษาของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จบระดับปริญญาตรี รายได้เฉล่ียต่อเดือนของผู้ตอบ
แบบสอบถามส่วนใหญ่ไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท อาชีพของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร
พฤติกรรมการเปิดรับสื่อของประชาชนชาวจังหวัดชัยภูมิภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง สื่อท่ีเปิดรับ
มากท่ีสุดคือส่ืออินเทอร์เน็ต ส่ือที่เปิดรับมากท่ีสุด คือ สื่อหนังสือพิมพ์ความคิดเห็นเก่ียวกับปัจจัยท่ีมี
ผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยให้
ความสําคัญกับปัจจัยด้านนโยบายมากที่สุด และด้านส่ือบุคคลน้อยท่ีสุด, การทดสอบสมมติฐาน
พบว่าเพศ และอายุไม่มีความสมั พนั ธ์กบั ปจั จยั ที่มผี ลต่อการตัดสนิ ใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
จังหวัดชัยภูมิซ่ึงไม่เป็นไปตามสมมติฐานท่ีตั้งไว้ ส่วนระดับการศึกษา รายได้เฉล่ียต่อเดือน และอาชีพ
มีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิอย่างมี
นยั สําคญั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั ๐.๐๕ ซงึ่ เป็นไปตามสมมติฐานทต่ี งั้ ไว้๘๒

๘๑ ปิยะรัตน์ สนแจ้ง, “ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร : ศึกษากรณี
ประชาชนกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. ๒๕๖๒”, สารนิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาส่ือสารการเมือง, (วิทยาลัย
ส่ือสารการเมอื ง: มหาวิทยาลัยเกรกิ , ๒๕๖๒), บทคัดย่อ.

๘๒ ธนกร ภัทรบุญสิริ, “ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ :
ศึกษาในห้วงเวลา ปี พ.ศ. ๒๕๖๒”, สารนิพนธ์รรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาส่ือสารการเมือง, (วิทยาลัยสื่อสาร
การเมือง: มหาวทิ ยาลัยเกริก, ๒๕๖๒), บทคดั ยอ่ .

๙๔

พันธุ์ทิพา อัครธีรนัย ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกต้ัง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายก : ศึกษาในช่วงเวลา พ.ศ.๒๕๕๙” ผลการศึกษาพบว่า ผู้
ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง ๓๖–๕๐ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษา
รายได้ตอ่ เดือนระหว่าง ๑๐,๐๐๐–๑๕,๐๐๐ บาท และประกอบอาชีพเกษตรกร พฤติกรรมการเปดิ รับ
สื่อของประชาชนชาวจังหวัดนครนายก พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ในส่ือโทรทัศน์ ลําดับ
รองลงมาส่ือวิทยุ สื่อหนังสือพิมพ์และอินเตอร์เน็ต ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายก ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน
พบว่า อยู่ในระดับมากในด้านคุณลักษณะของผู้สมัคร รองลงมาด้านส่ือบุคคล ด้านพรรคการเมือง
ด้านนโยบาย และด้านการรณรงค์หาเสียงเลือกต้ัง ผลพิสูจน์สมมติฐาน พบว่า อายุ และอาชีพของ
ประชาชนชาวจังหวัดนครนายกมีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่มีผลต่อการ ตัดสินใจในการเลือกต้ัง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายก และพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของชาวจังหวัดนครนายกมี
ความสัมพันธ์เชิงบวกกับปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด
นครนายก ในภาพรวมอย่รู ะดบั ปานกลาง๘๓

นภาพร หมื่นจง ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง“ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรจังหวัดระยอง : ศึกษาในห้วงเวลาปี พ.ศ. ๒๕๕๙” ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างท่ีเป็น
ประชาชนในจังหวัดระยองส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง ๓๑–๔๐ ปี มีการศึกษาระดับ
ปริญญาตรี มีอาชีพรับจ้างทั่วไป มีรายได้ต่อเดือน ๑๐,๐๐๑–๑๕,๐๐๐ บาท ส่วนปัจจัยในการ
ตดั สินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง โดยรวมอยู่ในระดับมาก ท่ีสุด มาก และปาน
กลาง ซ่ึงสามารถเรียงตามลําดับได้ดังน้ี ด้านนโยบาย ด้านตัวผู้สมัคร ด้าน พรรคการเมือง ด้านการ
รณรงค์และดา้ นสอ่ื บุคคล ผลการทดสอบสมมติฐานที่ ๑ พบว่า เพศ อายุ และรายได้ต่อเดือนของกลุ่ม
ตัวอย่าง โดยภาพรวม ไม่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด
ระยอง ส่วนระดับการศึกษาและอาชีพของกลุ่มตัวอย่าง โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจ
เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ ๐.๐๕ ซ่ึงเป็นไป
ตามสมมติฐานที่วางไว้ ผลการทดสอบ สมมติฐานท่ี ๒ พบว่า การเปิดรับสื่อกับการตัดสินใจเลือกต้ัง
สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรจังหวดั ระยอง ไม่มีความสัมพันธ์กนั จงึ ไมเ่ ป็นไปตามสมมตฐิ านท่ตี ง้ั ไว้๘๔

อํานาจ ศรีพระจันทร์ ได้วิจัยเรื่อง “ปัจจัยที่มีผลตอการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้มี
สิทธิ์เลือกตั้งในองค์การปกครองส่วนท้องถ่ิน : กรณีศึกษาการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วน
จังหวัดอุดรธานี ศึกษาเฉพาะอําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี” ผลการวิจัยพบว่า (๑) การมีส่วนร่วม

๘๓ พันธ์ุทิพา อัครธีรนัย, “ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด
นครนายก : ศึกษาในช่วงเวลา พ.ศ. ๒๕๕๙”, สารนิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาส่ือสารการเมือง, (วิทยาลัย
สอ่ื สารการเมือง: มหาวทิ ยาลยั เกรกิ , ๒๕๕๙), บทคัดย่อ.

๘๔ นภาพร หม่ืนจง, “ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง :
ศึกษาในห้วงเวลาปี พ.ศ. ๒๕๕๙”, สารนิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาส่ือสารการเมือง, (วิทยาลัยส่ือสาร
การเมอื ง: มหาวทิ ยาลยั เกริก, ๒๕๕๙), บทคัดยอ่ .

๙๕

ทางการเมืองในการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง
โดยด้านการเป็นฐานคะแนนเสียงและการรณรงค์หาเสียงเลือกต้ังอยู่ในระดับปานกลาง การไปใช้สิทธิ
เลือกต้ังอยู่ในระดับมาก และติดตามกระบวนการเลือกต้ังอยู่ในระดับปานกลาง (๒) ปัจจัยท่ีมีผลต่อมี
ส่วนร่วมทางการเมืองในการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานีคือ ปัจจัยภายใน ได้แก่
เพศ อายรุ ะดับ การศึกษา อาชีพ และรายไดเ้ ป็นปจั จัยทีม่ ีผลตอ่ การเลอื กต้ังนายกองคก์ ารบริหารสว่ น
จังหวัดอุดรธานีอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติท่ีระดับ ๐.๐๕ และปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการเลือกต้ัง
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานีโดยรวมอยู่ ในระดับปานกลาง โดยพิจารณาเลือกผู้สมัคร
ด้านคุณสมบัติส่วนตัว เป็นผู้มีประสบการณ์ทํางานสูง มีบุคลิกภาพและ มนุษยสัมพันธ์ที่ดีอยู่ในระดับ
มาก ด้านนโยบายผู้สมัครเป็นประโยชน์ในการพัฒนาท้องถ่ินอยู่ในระดับมาก ด้านผลประโยชน์ตอบ
แทนจากการชว่ ยงานประเพณีต่าง ๆ ของชาวบา้ นสมํา่ เสมอ และสัญญาว่าจะทําสิ่งต่าง ๆ ให้หลังจาก
ไดร้ บั เลอื กอยู่ในระดบั มาก และด้านความสมั พนั ธ์ส่วนตัว/การอปุ ถัมภข์ องผู้สมัครประชาชนเคารพนับ
ถือศรัทธาส่วนตัว (๓) เพศ อายุการศึกษา อาชีพ รายได้มีความสัมพันธ์ต่อการมีส่วนรว่ มทางการเมือง
แสดงให้เห็นว่าปัจจัยภายในมีผล ต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหาร
ส่วนจังหวัดอุดรธานี ความสัมพันธ์ส่วนตัว การที่ผู้สมัครอุปถัมภ์ประชาชนมีผลเชิงบวกต่อการมีส่วน
ร่วมการเลือกตงั้ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวดั อดุ รธานี๘๕

เอมวดี กาฬภักดี ได้วิจัยเร่ือง “ปัจจัยท่ีมีผลต่อการเลือกต้ังนายกเทศมนตรี เทศบาล
ตําบล หนองกระทุ่ม อําเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี: ศึกษาเฉพาะกรณีการเลือกตั้ง เม่ือ
วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๗” ผลการวิจัยพบว่า ภาพรวมของการเลือกต้ังนายกเทศมนตรีของกลุ่ม
ตัวอย่าง พบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจในภาพรวมของการเลือกต้ังอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉล่ีย
อยู่ที่ ๔.๒๑ เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าประชาชนพึงพอใจในด้านของป้ายข้อมูลผู้มีสิทธ์ิเลือกตั้ง
โดยมีค่าเฉล่ียสูงสุดอยู่ที่ ๔.๓๒ รองลงมาคือสถานที่ในการเลือกต้ัง โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ท่ี ๔.๓๑ ข้อที่
ประชาชนพึงพอใจน้อยที่สุด มีสองข้อ คือระยะเวลาในการดําเนินการนับคะแนน และความคาดหวัง
ของผลคะแนนของท่านมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ๔.๐๘ จากการทดสอบสมมติฐานพบว่าตัวแปรทางด้าน อาชีพ
และภาพรวมของการเลือกต้ัง มีผลต่อการเลือกต้ัง เพศ อายุ ระดับ การศึกษา รายได้ ไม่มีผลต่อการ
เลือกตั้ง ปัจจัยท่ีมีผลต่อการเลือกตั้งนายกเทศบาลตําบลหนองกระทุ่มของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ปัจจัย
ที่มีผลต่อการเลือกต้ังนายกเทศมนตรี เทศบาลตําบลหนองกระทุ่ม อําเภอเดิมบางนางบวช จังหวัด
สุพรรณบุรีอยู่ในระดับสูง โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ท่ี ๔.๑๑ เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อ
การเลอื กต้ังสูงที่สุด คือ ท่านเช่ือวา่ การเลือกตั้งเป็นหนา้ ทข่ี องประชาชนในท้องถ่ินทุกคน มีค่าเฉล่ียสูง
ที่สุดอยู่ท่ี ๔.๓๔ รองลงมาคือ ท่านคิดว่าการมีสัจจะของผู้สมัครมีผลต่อการเลือกต้ังมากน้อยเพียงใด
มีค่าเฉล่ียอยู่ท่ี ๔.๒๙ และปัจจัยท่ีส่งผลต่อการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี เทศบาลตําบลหนองกระทุ่ม

๘๕ อํานาจ ศรีพระจันทร์, “ปัจจัยท่ีมีผลตอการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้มีสิทธ์ิเลือกต้ังในองค์การ
ปกครองส่วนท้องถ่ิน : กรณีศึกษาการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี ศึกษาเฉพาะอําเภอบ้านผือ
จังหวัดอุดรธานี”, การประชุมวิชาการและเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ, “สร้างสรรค์และพัฒนา เพ่ือก้าวหน้าสู่
ประชาคมอาเซียน”, คร้งั ท่ี ๒ (๑๘-๑๙ มิถนุ ายน ๒๕๕๘).

๙๖

อําเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ตํ่าที่สุด คือ ท่านคิดว่าการเป็นลูกน้องของผู้สมัครมีผลต่อ
การเลอื กตั้งมากน้อยเพยี งใด โดยมคี า่ เฉลีย่ ตาํ่ สุดอยู่ท่ี ๓.๗๙ ๘๖

มานพ เข็มเมือง ได้วิจัยเร่ือง “การมีส่วนร่วมการเลือกต้ังทางการเมืองท้องถ่ิน ของ
ประชาชนในเขตเทศบาลตําบลหนองแวง อําเภอละหานทราย จังหวัดบรุ ีรัมย”์ ผลการวิจัยพบว่า : ๑.
การมีส่วนร่วมการเลือกตั้งทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชน ในเขตเทศบาลตําบลหนองแวง อําเภอ
ละหานทราย จังหวัดบุรรี มั ย์ โดยภาพรวมอย่ใู นระดบั ปานกลาง เม่ือพจิ ารณาเปน็ รายด้าน พบว่า ดา้ น
การใช้สิทธิการเลือกตั้ง อยู่ในระดับมาก ด้านการรณรงค์การหาเสียงเลือกต้ัง อยู่ในระดับปานกลาง
ส่วนด้านการติดตามตรวจสอบการเลือกตั้ง อยู่ในระดับน้อย โดยเรียงลําดับจากค่าเฉลี่ยสูงไปหาตํา
ดังนี้คือ ด้านการใช้สิทธิการเลือกตั้ง ด้านการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้ง และด้านการตรวจสอบ
ติดตามการเลือกต้ัง ตามลําดับ ๒. ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอ่ืน ๆ ที่มีจํานวนมากท่ีสุดคือ ควร
เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากกว่านี้ รองลงมาคือ ควรให้มีการประชาสัมพันธ์การ
เลือกต้ังให้มากกว่านี้ และควรเปิดโอกาส ให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบและติดตามการดําเนินการ
ตามลําดบั ๘๗

อัญชุลี วงษ์บุญงาม, ดารณี ธัญญสิริ ได้วิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
นกั ศกึ ษามหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคล” พบวา่ นักศึกษาสนทนาประเด็นข่าวสารทางการเมืองกับ
เพ่ือน มากท่ีสุด และเปิดรับส่ือโทรทัศน์เพี่อใช้ติดตามเหตุการณ์ ข่าวสารทางการเมืองมากที่สุด
รวมถึงนักศึกษามีความรู้ ทางการเมืองในระดับมาก โดยมีความรู้เก่ียวกับหน้าที่ของประชาชนมาก
ท่ีสุด และนักศึกษามีส่วนร่วมทางการ เมืองในระดับปานกลาง โดยมีส่วนร่วมในกิจกรรมการไป
ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งระดับท้องถิ่นมากท่ีสุด การเปิดรับสื่อท่ีใช้ติดตามเหตุการณ์ ข่าวสารทาง
การเมืองมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความรู้เก่ียวกับพรรคการเมือง ความรู้เก่ียวกับสิทธิในการถอด
ถอนผู้แทน และความรู้เก่ียวกับผู้มีสิทธิเลือกต้ัง และการเปิดรับส่ือท่ีใช้สนทนาประเด็นข่าวสารทาง
การเมืองมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง เร่ืองการรวมกลุ่มเพี่ออนุรักษ์และ
ฟืน้ ฟจู ารตี ประเพณี ภูมิปญั ญาทอ้ งถนิ่ ๘๘

ฐานิตา เฉลิมช่วง ได้วิจัยเร่ือง “ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชน ในระดับเทศบาล จังหวัดฉะเชิงเทรา” ผลการวิจัยพบว่า ๑. ปัจจัยการมีส่วนร่วมทางการ
เมืองของประชาชน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัจจัยด้านการ

๘๖ เอมวดี กาฬภักดี, “ปัจจัยท่ีมผี ลต่อการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี เทศบาลตาํ บลหนองกระทุ่ม อําเภอ
เดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี: ศึกษาเฉพาะกรณีการเลือกตั้ง เม่ือวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๗”, วารสาร
รัฐศาสตรป์ ริทรรศน์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์, ปที ี่ ๔ ฉบบั ที่ ๑ (มกราคม–มิถุนายน ๒๕๖๑): ๑๑๗-๑๒๒.

๘๗ มานพ เข็มเมือง, “การมีส่วนร่วมการเลือกต้ังทางการเมืองท้องถ่ิน ของประชาชนในเขตเทศบาล
ตาํ บลหนองแวง อาํ เภอละหานทราย จังหวัดบรุ ีรมั ย์”, วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบรุ ีรัมย์, ปีท่ี ๕ ฉบบั ที่
๑ (มกราคม-มิถนุ ายน ๒๕๕๖): ๑๐๘.

๘๘ อัญชุลี วงษ์บุญงาม และ ดารณี ธัญญสิริ, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัย
เทคโนโลยรี าชมงคล”, วารสารวิชาการและวจิ ัย มทร,พระนคร, ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๒ (กันยายน ๒๕๕๕): ๙๙-๑๑๒.

๙๗

พัฒนาความสัมพันธ์ทางสังคมอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทางการเมือง
ปัจจัยด้านบุคคล มีค่าเฉลี่ย ๔.๐๓ และปัจจัยด้านสิ่งเร้าทางการเมืองอยู่ในระดับน้อยท่ีสุด มีค่าเฉลี่ย
๓.๙๙ ตามลําดับ ๒. การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การใช้สิทธิเลือกต้ังอยู่ในระดับมากท่ีสุด รองลงมา คือ ด้านการติดต่อ
เป็นการเฉพาะ ด้านการร่วมกิจกรรมของชุมชน และด้านการรณรงค์หาเสียงเลือกต้ังอยู่ในระดับน้อยที่สุด
ตามลําดับ ๓. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในระดับเทศบาลจังหวัด
ฉะเชิงเทรามากท่ีสุด คือ ปัจจัยด้านส่ิงแวดล้อมทางการเมือง พบว่าการไปใช้สิทธิเลือกตั้งของ
ประชาชนเป็นหน้าที่ตามกฎหมายอยู่ในระดับมากที่สุดรองลงมา คือ ปัจจัยด้านสิ่งเร้าทางการเมือง
พบว่าข้อมูลข่าวสารจากเทศบาลและผู้นําท้องถ่ินส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนอยู่ในระดับ
มากท่ีสุด รองลงมา คือ ปัจจัยด้านการพัฒนาความสัมพันธ์ทางสังคม พบว่า ค่านิยมเก่า เรื่องทําตาม
คําสั่ง ยึดระเบียบ เคารพอาวุโส มีความจงรักภักดีถูกต้องอยู่แล้วไม่ควรเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับมาก
ท่ีสุดและปัจจัยสุดท้ายคือ ปัจจัยด้านบุคคล พบว่า บุคคลรอบข้างมีอิทธิพลต่อความสนใจเก่ียวกับ
การเมอื งท้องถน่ิ ของผู้ตอบแบบสอบถามอยใู่ นระดับมากทส่ี ดุ ๘๙

บญุ ญฤทธ์ิ โชคอุดมพร ไดว้ ิจัยเรอ่ื ง “ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งนายกเทศมนตรี
ของประชาชนเขตเทศบาลเมอื งตราด อําเภอเมือง จังหวดั ตราด” ผลการวิจัยพบวา่ ปัจจัยทม่ี ีผลต่อการ
ตัดสินใจเลือกต้ังนายกเทศมนตรี ของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองตราด อําเภอเมือง จังหวัดตราด
โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ปัจจัยด้านคุณสมบัติของผู้สมัคร
นายกเทศมนตรี และปัจจัยด้านนโยบาย อยู่ในระดับมาก ส่วนปัจจัยด้านผลประโยชน์หรือผลตอบแทน
และปัจจัยด้านความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้สมัคร อยู่ในระดับน้อย ความแตกต่างตามเพศ และอายุ เป็น
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง นายกเทศมนตรีของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองตราด อําเภอ
เมือง จังหวัดตราด ไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ัง ส่วนความแตกต่างตามระดับการศึกษา อาชีพและ
รายได้ เป็นปัจจัยทม่ี ีผลต่อการตัดสินใจเลือกตง้ั นายกเทศมนตรีของประชาชนในเขตเทศบาลเมอื งตราด
อาํ เภอเมือง จงั หวดั ตราด แตกต่างกนั อย่างมีนยั สาํ คัญทางสถิติท่รี ะดับ.๐๕๙๐

พัชรา เพ็ชรจรูญ ได้วิจัยเรื่อง “เหตุผลประกอบการตัดสินใจเลือกต้ังนายกเทศมนตรี
ของประชาชนในเขตเทศบาลตําบลพระอินทราชา อําเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา” ผล
จากการวิจัยพบว่า ในการเลือกต้ังนายกเทศมนตรีนั้น ประชาชนพิจารณาจากความรู้ ความสามารถ
และระดับการศึกษาของผู้สมัครเป็นเหตุผลหลัก อันดับรองลงมาคือ นโยบาย ในการบริหารของ
ผู้สมัคร โดยเฉพาะอย่างย่ิงนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติด ต่อมาคือการแจกเงิน ซื้อเสียงของผู้สมัคร

๘๙ ฐานิตา เฉลิมช่วง, “ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ในระดับเทศบาล
จังหวัดฉะเชิงเทรา”, วารสารชุมชนวิจัย, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
ฉะเชงิ เทรา ปที ่ี ๑๐ ฉบบั ที่ ๑ (มกราคม - เมษายน ๒๕๕๙): ๘๒.

๙๐ บุญญฤทธิ์ โชคอุดมพร, “ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังนายกเทศมนตรีของประชาชนเขต
เทศบาลเมืองตราด อําเภอเมือง จังหวัดตราด”, วิทยานพินธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการ
ปกครองท้องถ่ิน, (บณั ฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภฏั รําไพพรรณี, ๒๕๕๖), บทคัดยอ่ .

๙๘

ผลงานของกลุ่มการเมืองท้องถ่ินที่ผ่านมา ประชาชนให้ความสําคัญกันน้อยมาก จึงมีข้อเสนอแนะให้
ผู้สมัครรับเลือกต้ังควรพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ความสามารถและการศึกษาให้มากย่ิงขึ้น เนื่องจาก
ผลการศึกษาครั้งน้ีช้ีให้เห็นว่าประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการตัดสินใจที่ถูกต้อง และ
สอดคล้องกบอุดมการณ์ประชาธิปไตยท่ีพึงประสงค์ พร้อมทั้งหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องควรจัดให้มีระบบ
การวัดผลและประเมินผลงานจากนโยบายของนายกเทศมนตรี หลังจากการเลือกตั้งเข้าไปทําหน้าท่ี
แล้ววา่ ได้ทาํ ตามนโยบายที่เคยใหไ้ ว้ บรรลุวัตถปุ ระสงค์หรือไม่๙๑

ชไมพร เหล่าพงศ์เจริญ ได้วิจัยเรื่อง“การมีส่วนร่วมทางการเมืองของข้าราชการครู
ศึกษากรณีโรงเรียนกันทรลักษณ์วิทยา จังหวัดศรีสะเกษ” พบว่าข้าราชการครูโรงเรียนกันทรลักษณ์
วทิ ยา จังหวัดศรีสะเกษ มีส่วนร่วมทางการเมือง ในระดับปานกลาง หากพิจารณาในแต่ละด้าน พบว่า
ความสนใจติดตามข่าวสารทางการเมืองข้าราชการ การติดต่อแสดงความคิดเห็นทางการเมือง มีส่วน
รว่ มทางการเมืองในระดับตํ่า นอกจากน้ียังพบว่า เพศอายุ อายุราชการ รายได้ต่อเดือน การไปใช้สิทธ์ิ
ในการเลอื กต้ังสมาชิกสภาจังหวัดและการไปใช้สิทธิ์ในการเลอื กต้ังผู้แทนครูในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่
ต่างกัน จะมีส่วนร่วมทางการเมืองแตกต่างกัน ส่วนระดับการศึกษาและการมีความรู้ความเข้าใจ
ในทางการเมืองท่ีแตกต่างกันจะมีสว่ นร่วมทางการเมอื งทีไ่ มแ่ ตกตา่ งกัน๙๒

ลัคนา ถูระบุตร และบัญชา วิทยอนันต์ ได้วิจัยเรื่อง “ปัจจัยท่ีมีผลต่อการเลือกตั้งสภา
ผ้แู ทนราษฎร (ส.ส.) กรณีศึกษา อําเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา” ผลการศึกษาพบว่า ประชาชน
มีความคิดเห็นต่อปัจจัยท่ีส่งผลต่อการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กรณีศึกษา อําเภอโนนไทย
จังหวัดนครราชสีมา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านคุณสมบัติ
ส่วนบุคคลของผู้สมัคร ด้านนโยบายพรรค และภาพลักษณ์ของพรรคท่ีสังกัดอยู่ในระดับมาก แต่ด้าน
ผลประโยชน์หรือผลตอบแทน ด้านความสมั พันธก์ ับผสู้ มัคร อยู่ในระดับนอ้ ย ประชาชนท่ีมเี พศต่างกัน
มีความคิดเห็นต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส) กรณีศึกษา อําเภอโนนไทย
จงั หวัดนครราชสีมา โดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน และประชาชนท่ีมีอายตุ ่างกนั มีความคิดเห็นต่อ
ปัจจยั ท่ีส่งผลตอ่ การเลือกต้ังสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กรณีศกึ ษา อําเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา
โดยรวมและรายด้านไมแ่ ตกตา่ งกนั ผลการวิจัยนาํ ไปสูแ่ นวทางการพฒั นาการใช้สทิ ธอิ อกเสยี งเลือกตั้ง
ของประชาชนทางด้านคุณสมบัติส่วนบุคคลของผู้สมัครในการเลือกผู้สมัครที่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่โกงกิน
เข้าถึงได้ง่าย ชอบช่วยเหลือและแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนทางด้านนโยบายพรรคและ

๙๑ พัชรา เพ็ชรจรูญ, “เหตุผลประกอบการตัดสินใจเลือกนายกเทศมนตรีของประชาชน ในเขต
เทศบาลตําบลพระอินทราชา อําเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา”, รายงานการศึกษาอิสระรัฐ
ประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๒๕๕๓),
หนา้ ๖๖.

๙๒ ชไมพร เหล่าพงศ์เจริญ, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของข้าราชการครู: ศึกษากรณีโรงเรียน
กันทรลักษณ์วิทยา จังหวัดศรีสะเกษ”, ภาคนิพนธ์พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: สถาบัน
บัณฑติ พฒั นบริหารศาสตร,์ ๒๕๕๑), บทคัดยอ่ .

๙๙

ภาพลักษณ์ของพรรคที่สังกัด เป็นพรรคมีผลงานเป็นท่ียอมรับของประชาชนโดยทั่วไป มีช่ือเสียงหรือ
ภาพลกั ษณใ์ นทางทด่ี ี๙๓

ยลรดณ คุ้มภัย ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจเลือกต้ัง
ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตําบลในเขตอําเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์”
ผลการวิจัยพบวา่ ๑) ระดับปัจจัยทมี่ ีความสัมพันธ์ตอ่ การตัดสินใจเลือกตั้งผ้บู รหิ ารท้องถิ่นและสมาชิก
สภาองค์การบริหารส่วนตําบลในเขตอําเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปาน
กลาง ( =๓.๑๖) เมื่อจําแนกเป็นรายด้าน ท่ีมีค่าเฉล่ียสูงสุดคือด้านผู้สมัครเป็นคนท้องถ่ิน ( =
๓.๙๑) และด้านที่มีค่าเฉล่ียน้อยท่ีสุดคือด้านความสัมพันธ์ส่วนบุคคลของผู้สมัคร( =๒.๒๓) ๒)
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจเลือกตั้งผู้บริหาร
ท้องถ่ินและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตําบลในเขตอําเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ พบว่า
ประชาชนท่ีมี เพศ อายุ อาชีพ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือน และระยะเวลา ท่ีอยู่ ในพื้นที่ มี
ความสมั พนั ธ์ตอ่ การตัดสินใจเลอื กต้งั ผู้บรหิ ารท้องถน่ิ และสมาชิกสภาองค์การบรหิ ารสว่ นตาํ บลในเขต
อําเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ๓) แนวทางส่งเสริมการ
ตัดสินใจเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาองค์การ บริหารส่วนตําบล พบว่า รัฐควรออก
กฎหมายมารับรองในการแสดงทรัพย์สินของผู้สมัครท้ังก่อนและหลังดํารงตําแหน่ง ต้องออกกฎหมาย
กําหนดคุณสมบัติ วุฒิการศึกษาของผู้สมัครเพ่ือให้ได้ผู้สมัครที่มี ความรู้ความสามารถ เข้ามาดํารง
ตําแหน่งหน้าท่ี รัฐควรส่งเสริมให้ผู้สมัครกําหนดนโยบายโดยให้ความสําคัญกับท้องถ่ินในทุก ๆ ด้าน
และจะต้องให้ความสําคัญในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยจัดกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ เช่น
การอบรมตามหลกั สตู ร การจัดสมั มนา เป็นต้น๙๔

สรปุ จากการศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกย่ี วข้องกับพฤตกิ รรมทางการเมืองในการออกเสยี ง
เลอื กต้ัง เป็นการแสดงออกในระบอบประชาธิปไตย ทเ่ี ป็นหน้าที่ของทกุ คนทต่ี ้องรว่ มแสดงออก แสดง
ความคิดเห็น ร่วมปฏิบัติตามสิทธิหน้าท่ีที่พึงมี เพื่อให้ได้คนดี มีนโยบายตรงกับความต้องการมา
บริหารองค์การท่ีตนเก่ียวข้อง การไปลงลงคะแนนเสียงเลือกต้ังจึงเกิดข้ึน เพราะเป็นการแสดงออก
ของผู้ยึดถือระบอบประชาธิปไตย ความมีสํานึกเชิงเหตุผล และเป็นปัจจัยท่ีเป็นตัวกําหนด ให้
ประชาชนไปลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง ดังนั้น พฤติกรรมในการออกเสียงเลือกต้ังเป็นหน้าที่ท่ีพึงปฏิบัติ
ของผู้ท่ีอยู่ภายใต้การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ที่เป็นผู้มีเหตุผล รู้เมื่อไหร่ต้องไปใช้สิทธิ
เมือ่ ไหร่ทต่ี ้องทําหน้าท่พี ลเมืองด้วยกายสุจรติ ต่อหน้าทที่ ี่ตอ้ งปฏบิ ัตใิ นการไปใช้สิทธิ์ มโนสุจริต ในการ
ติดตามขา่ วสารทางการเมือง และวจสี ุจริตในการวพิ ากษ์วิจารณท์ างการเมือง

๙๓ ลักขณา ธูระบุตร และบัญชา วิทยอนันต์, “ปัจจัยท่ีมีผลต่อการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(สส.) กรณศี ึกษา อําเภอโนนไทย จงั หวัดนครราชสมี า”, JOURNAC OF NAKHONRATCHASIMA COLLEGE, ปี
ท่ี ๑ ฉบับท่ี ๓ (กนั ยายน-ธันวาคม ๒๕๖๑): ๑๔๑.

๙๔ ยลรดณ คุ้มภัย, “ปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจเลือกต้ังผู้บริหารท้องถ่ินและสมาชิกสภา
องค์การบริหารส่วนตําบลในเขตอําเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวชิ ารัฐประศาสนศาสตร์, (บัณฑติ วทิ ยาลยั : มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๖), บทคัดยอ่ .

๑๐๐

ตารางท่ี ๒.๑๐ สรุปงานวิจัยทีเ่ ก่ียวข้องกบั การเลอื กตัง้

นกั วิชาการหรอื แหล่งขอ้ มลู สรปุ ผลการวจิ ัย
ยงยทุ ธ พงษ์ศรี
(สารนพิ นธ,์ ๒๕๖๒) “ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
จังหวัดปทุมธานี ศึกษาในห้วงเวลาปี พ.ศ. ๒๕๖๒” พบว่า ผู้ตอบ
ปิยะรัตน์ สนแจง้ แบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ ๓๑–๔๐ ปี การศึกษา
(สารนิพนธ,์ ๒๕๖๒) ระดับปริญญาตรี อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน และมีรายได้ต่อ
เดือน ๒๐,๐๐๑–๓๐,๐๐๐ บาท มีพฤติกรรม ภาพรวมอยู่ในระดับ
ธนกร ภทั รบญุ สริ ิ ปานกลาง รับสื่อตามลําดับได้คือส่ืออินเทอร์เน็ต ส่ือโทรทัศน์ สื่อ
(สารนิพนธ์, ๒๕๖๑) วิทยุและส่ือหนังสือพิมพ์, ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง สส.
โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ทดสอบสมมติฐาน พบว่า เพศ ระดับ
พันธทุ์ ิพา อคั รธีรนัย การศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน ไม่มีความสัมพันธ์กับปัจจัย ส่วน
(สารนพิ นธ,์ ๒๕๕๙) อายุ มีความสัมพนั ธ์

“ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร :
ศึกษากรณีประชาชนกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. ๒๕๖๒” พบว่าส่วน
ใหญเ่ ป็นเพศหญิง อายุ ๒๖–๓๕ ปี จบปริญญาตรี มีอาชีพพนักงาน
บริษัทเอกชน และมีราย ได้ต่อเดือน ๑๐,๐๐๑-๒๐,๐๐๐ บาท มี
ความคิดเห็น โดยรวมอยู่ในระดับมาก ทดสอบสมมติฐาน พบว่า
เพศอาชีพและรายได้ต่อเดือน ไม่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่มีผลต่อ
การตัดสินใจเลือกตั้ง สส. กรุงเทพฯ ส่วนอายุ ระดับการศึกษาและ
การเปิดรบั ส่ือ มีความสัมพันธ์ อยา่ งมนี ัยสาํ คญั ทีร่ ะดับ ๐.๐๕

“ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้ แทนราษฎร
จังหวัดชัยภูมิ : ศึกษาในห้วงเวลาปี พ.ศ.๒๕๖๒” พบว่า ส่วนใหญ่
เป็นเพศหญิง อายุ ๓๖–๕๐ ปีจบปริญญาตรี รายได้ต่อเดือน
๑๐,๐๐๐ บาท อาชีพเกษตรกร มีพฤติกรรมการเปิดรับส่ือภาพรวม
อยู่ในระดับปานกลาง, คือส่ืออินเทอร์เนต็ สอ่ื หนังสือพิมพ์, ปจั จัยที่
มีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังสส.จังหวัดชัยภูมิ โดยรวมอยู่ในระดับ
มาก, ให้ความสําคัญด้านนโยบายมากที่สุด, ทดสอบสมมติฐาน
พบว่าเพศและอายุไม่มีความสัมพันธ์, ส่วนระดับการศึกษา รายได้
ตอ่ เดอื นและอาชพี มีความสัมพนั ธก์ ับปัจจัยท่ีมีผลตอ่ การตดั สนิ ใจ

“ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกต้ัง สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรจังหวัดนครนายก : ศึกษาในช่วงเวลา พ.ศ.๒๕๕๙” พบว่า
ส่วนใหญ่เปน็ เพศหญงิ มีอายุ ๓๖–๕๐ปี ระดับประถมศึกษา รายได้
ต่อเดือน ๑๐,๐๐๐–๑๕,๐๐๐ บาท และอาชีพเกษตรกร การ
เปิดรับส่ือ พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมาก, ส่ือโทรทัศน์ สื่อวิทยุ
หนังสือพิมพ์และอินเตอร์เน็ต, ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจในการ

๑๐๑

นกั วิชาการหรอื แหลง่ ข้อมลู สรุปผลการวิจัย
นภาพร หม่ืนจง
(สารนพิ นธ,์ ๒๕๕๙) เลือกตั้ง สส.ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ผลสมมติฐาน พบว่า อายุ
และอาชีพ มีความสัมพันธ์ กับปัจจัยการตัดสินใจในการเลือกตั้ง
อํานาจ ศรพี ระจันทร์ และพฤตกิ รรมการเปิดรับส่ือมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับปัจจัยท่ีมผี ล
(การประชมุ วชิ าการ,๒๕๕๘) ตอ่ การตดั สนิ ใจในการเลือกต้งั ในภาพรวมอย่รู ะดับปานกลาง

เอมวดี กาฬภกั ดี “ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(วิทยานิพนธ์, ๒๕๖๐) จังหวัดระยอง: ศึกษาในห้วงเวลาปี พ.ศ. ๒๕๕๙” พบว่าส่วนใหญ่
เป็นเพศหญิง มีอายุ ๓๑–๔๐ ปี จบระดับปริญญาตรี มีอาชีพ
รับจ้างท่ัวไป มีรายได้ต่อเดือน ๑๐,๐๐๑–๑๕,๐๐๐ บาท, ส่วน
ปัจจัยในการตัดสินใจเลือกตั้ง โดยรวมอยู่ในระดับมาก, มากท่ีสุด
มาก และปานกลาง, ผลสมมติฐานที่ ๑ พบว่า เพศ อายุ และรายได้
ต่อเดือน โดยภาพรวม ไม่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกตั้ง,
ส่วนระดับการศึกษาและอาชีพ โดยภาพรวม มคี วามสมั พนั ธ์กับการ
ตัดสินใจเลือกตั้ง สมมติฐานท่ี ๒ พบว่า การเปิดรับสื่อกับการ
ตดั สนิ ใจเลือกตง้ั ไม่มคี วามสมั พนั ธก์ นั

“ปัจจัยที่มีผลตอการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งใน
องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น : กรณีศึกษาการเลือกตั้งนายก
องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี ศึกษาเฉพาะอําเภอบ้านผือ
จังหวัดอุดรธานี” พบว่า (๑) การมีส่วนร่วมทางการเมืองในการ
เลือกต้ังนายก อบจ.อุดรธานี โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง, ราย
ด้านพบว่าอยู่ในระดับปานกลาง และระดับมาก (๒) ปัจจัยที่มีผล
ต่อมีส่วนร่วมทางการเมืองในการเลือกตั้ง ปัจจัยภายใน ได้แก่ เพศ
อายุระดับ การศึกษา อาชีพ และรายได้ เป็นปัจจัยท่ีมีผลต่อการ
เลือกต้ังนายก อบจ.อุดรธานี และปัจจัยภายนอกท่ีมีผลต่อการ
เลือกตั้งนายก อบจ.อุดรธานี โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดย
เลือกผู้สมัครด้านต่าง ๆ อยู่ในระดับมาก และด้านความสัมพันธ์
ส่วนตัว (๓) เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ มีความสัมพันธ์ต่อ
การมีสว่ นรว่ มทางการเมอื ง และมคี วามสัมพนั ธส์ ่วนตัว

“ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกต้ังนายกเทศมนตรี เทศบาลตําบล หนอง
กระทุ่ม อําเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี: ศึกษาเฉพาะ
กรณีการเลือกต้ัง เมื่อวันท่ี ๒๐ เมษายน ๒๕๕๗” พบว่าภาพรวม
ของการเลือกต้ังนายกเทศมนตรีของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ประชาชน
มีความพึงพอใจในภาพรวมของการเลือกตั้งอยู่ในระดับมาก โดยมี
ค่าเฉล่ียอยู่ที่ ๔.๒๑ จากการทดสอบสมมติฐานพบว่าตัวแปร
ทางด้าน อาชีพ และภาพรวมของการเลือกต้ัง มีผลต่อการเลือกตั้ง
เพศ อายุ ระดับ การศึกษา รายได้ ไม่มีผลตอ่ การเลือกตั้ง ปัจจัยที่มี

๑๐๒

นกั วิชาการหรอื แหล่งขอ้ มลู สรปุ ผลการวิจัย

ผลต่อการเลือกตั้งนายกเทศบาลตําบลหนองกระทุ่มของกลุ่ม

ตัวอย่าง พบว่า ปัจจัยท่ีมีผลต่อการเลือกต้ังนายกเทศมนตรี

เทศบาลตําบลหนองกระทุ่ม อําเภอเดิมบางนางบวช จังหวัด

สพุ รรณบรุ ีอย่ใู นระดับสูง โดยมีคา่ เฉลย่ี อยู่ท่ี ๔.๑๑

มานพ เข็มเมอื ง “การมีส่วนร่วมการเลือกต้ังทางการเมืองท้องถิ่น ของประชาชนใน

(วิทยานพิ นธ,์ ๒๕๕๖) เขตเทศบาลตําบลหนองแวง อําเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์”

พบว่า ๑. การมีส่วนร่วมการเลือกต้ังทางการเมืองท้องถิ่นของ

ประชาชน ในเขตเทศบาลตําบลหนองแวง อําเภอละหานทราย

จังหวัดบุรีรัมย์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนรายด้าน

พบว่า อยู่ในระดับมาก ปานกลาง น้อย เรียงลําดับคือ ด้านการใช้

สิทธิการเลือกตั้ง ด้านการรณรงค์การหาเสียงเลือกต้ัง และด้านการ

ตรวจสอบตดิ ตามการเลอื กตั้ง ๒. ความคิดเหน็ และขอ้ เสนอแนะอ่ืน ๆ

มากที่สุดคือ ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากกว่า

นี้ ควรให้มีการประชาสัมพันธ์ และควรให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบ

และติดตามการดําเนินการ

อัญ ชุลี วงษ์บุญ งาม, ดารณี “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยี

ธัญญสิริ ราชมงคล” พบว่า นักศึกษาสนทนาประเด็นข่าวสารทางการเมือง

(บทความงานวิจยั , ๒๕๕๕) กับเพ่ือนมากท่ีสุด และเปิดรับส่ือโทรทัศน์เพี่อใช้ติดตามเหตุการณ์

ข่าวสารทางการเมืองมากที่สุด รวมถึงนักศึกษามีความรู้ทาง

การเมืองในระดับมาก โดยมีความรู้เก่ียวกับหน้าที่ของประชาชน

มากท่ีสุด และนักศึกษามีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับปานกลาง

โดยมีส่วนร่วมในกิจกรรมการไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งระดับ

ท้องถ่ินมากที่สุด การเปิดรับส่ือท่ีใช้ติดตามเหตุการณ์ ข่าวสารทาง

การเมืองมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความรู้เกี่ยวกับพรรคการเมือง

ความรู้เกี่ยวกับสิทธิในการถอดถอนผู้แทน และความรู้เกี่ยวกับผู้มี

สิทธิเลือกต้ัง และการเปิดรับส่ือที่ใช้สนทนาข่าวสารทางการเมืองมี

ความสัมพันธ์ทางบวกกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง เรื่องการ

รวมกลมุ่ เพอ่ี อนรุ ักษแ์ ละฟ้นื ฟจู ารตี ประเพณี ภมู ปิ ญั ญาท้องถิ่น

ฐานติ า เฉลมิ ช่วง “ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ใน

(วารสาร, ๒๕๕๙) ระดับเทศบาล จังหวัดฉะเชิงเทรา” พบว่า ๑.ปัจจัยการมีส่วนร่วม

ทางการเมืองของประชาชน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด, พบว่า

ปัจจัยด้านการพัฒนาความสัมพันธ์ทางสังคมอยู่ในระดับมากที่สุด

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทางการเมือง ด้านบุคคล และด้านส่ิงเร้าทาง

การเมืองอยู่ในระดับน้อยที่สุด ๒. การมีส่วนร่วมทางการเมืองโดย

รวมอยู่ในระดับปานกลาง, พบว่า การใช้สิทธิเลือกตั้งอยู่ในระดับมาก

๑๐๓

นกั วิชาการหรอื แหลง่ ขอ้ มูล สรุปผลการวจิ ัย

บุญญฤทธ์ิ โชคอดุ มพร ท่ีสุด ด้านการติดต่อเป็นการเฉพาะ ด้านการร่วมกิจกรรมของชุมชน
(วิทยานิพนธ์, ๒๕๕๖) และด้านการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งอยู่ในระดับน้อยที่สุด ๓.ปัจจัยท่ี
ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองมากท่ีสุด คือ ด้านส่ิงแวดล้อม
พัชรา เพ็ชรจรญู ทางการเมือง อยู่ในระดับมากท่ีสุดและ ปัจจัยด้านส่ิงเร้าทาง
(รายงานการศกึ ษาอสิ ระ, การเมือง การมีส่วนรว่ มอยู่ในระดับมากท่ีสุด, ปัจจัยด้านการพัฒนา
๒๕๕๓) ความสัมพันธ์ทางสังคม พบว่า ค่านิยมเก่า เร่ืองทําตามคําสั่ง ยึด
ระเบียบ เคารพอาวุโส มีความจงรักภักดีถูกต้องแล้วไม่ควร
ชไมพร เหล่าพงศเ์ จรญิ เปล่ียนแปลง อยู่ในระดับมากท่ีสุด, ปัจจัยดา้ นบุคคล พบว่าบุคคลรอบ
(ภาคนพิ นธ,์ ๒๕๕๑) ข้างมอี ิทธพิ ลตอ่ ความสนใจการเมอื งอย่ใู นระดบั มากทส่ี ุด

“ปั จ จั ย ที่ มี ผ ล ต่ อ ก า ร ตั ด สิ น ใ จ เลื อ ก ต้ั ง น า ย ก เท ศ ม น ต รี ข อ ง
ประชาชนเขตเทศบาลเมืองตราด อําเภอเมือง จังหวัดตราด”
พบว่า ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งนายกเทศมนตรี
โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง, พบว่า ปัจจัยด้านคุณสมบัติของ
ผู้สมัคร และปัจจัยด้านนโยบาย อยู่ในระดับมาก, ส่วนปัจจัยด้าน
ผลประโยชน์ และด้านความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้สมัคร อยู่ในระดับ
น้อย, ความแตกต่าง เพศ และอายุ เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการ
ตัดสินใจเลือกตั้งนายกเทศมนตรี ไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ัง,
ส่วนความแตกต่างตามระดับการศึกษา อาชีพและรายได้ เป็น
ปจั จัยทีม่ ผี ลตอ่ การตัดสินใจเลือกตงั้ นายกเทศมนตรี แตกตา่ งกนั

“เหตุผลประกอบการตัดสินใจเลือกตั้งนายกเทศมนตรี ของ
ประชาชนในเขตเทศบาลตําบลพระอินทราชา อําเภอบางปะอิน
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา” พบว่า ประชาชนพิจารณาจากความรู้
ความสามารถและระดับการศึกษาของผู้สมัครเป็นเหตุผลหลัก,
นโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติด,ข้อเสนอแนะให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง
ควรพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ความสามารถและการศึกษาให้มาก
ยิ่งขึ้น ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในกระบวน การตัดสินใจที่
ถูกต้อง และสอดคล้องกบอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่พึงประสงค์
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดให้มีระบบการวัดผล ประเมินผลงาน
จากนโยบายของนายกเทศมนตรี หลังจากการเลือกต้ังว่าได้ทําตาม
นโยบายที่เคยใหไ้ ว้ บรรลุวัตถปุ ระสงคห์ รือไม่

“การมีส่วนร่วมทางการเมืองของข้าราชการครู ศึกษากรณีโรงเรียน
กันทรลักษณ์วิทยา จังหวัดศรีสะเกษ” พบว่าข้าราชการครูโรงเรียน
กันทรลักษณ์วิทยา จังหวัดศรีสะเกษ มีส่วนร่วมทางการเมือง ใน
ระดับปานกลาง,ราพบว่าความสนใจติดตามข่าวสารทางการเมือง
ข้าราชการ การติดต่อแสดงความคิดเห็นทางการเมือง มีส่วนร่วม

๑๐๔

นกั วชิ าการหรอื แหล่งขอ้ มลู สรปุ ผลการวจิ ัย

ลคั นา ถรู ะบุตรและบญั ชา ทางการเมืองในระดับต่ําพบว่าเพศ อายุ อายุราชการ รายได้ต่อ
วิทยอนนั ต์ เดือน การไปใช้สิทธิ์ในการเลือกต้ังสมาชิกสภาจังหวัดและการไปใช้
(วารสาร, ๒๕๖๑) สิทธิ์ในการเลือกตั้งผู้แทนท่ีต่างกัน จะมีส่วนร่วมทางการเมือง
แตกต่างกัน, ส่วนระดับการศึกษาและการมีความรู้ความเข้าใจ
ยลรดณ คุ้มภยั ในทางการเมืองที่แตกต่างกันจะมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ไม่
(วทิ ยานิพนธ,์ ๒๕๕๖) แตกตา่ งกัน

“ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กรณีศึกษา
อําเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา” พบว่า ประชาชนมีความ
คิดเห็นต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกต้ังส.ส. โดยรวมอยู่ในระดับ
ปานกลาง, รายด้านพบว่า ด้านคุณสมบัติส่วนบุคคลของผู้สมัคร
ด้านนโยบายพรรค และภาพลักษณ์ของพรรคท่ีสังกัดอยู่ในระดับ
มาก แต่ด้านผลประโยชน์หรือผลตอบแทน ด้านความสัมพันธ์กับ
ผู้สมัคร อยู่ในระดับน้อย, ประชาชนที่มีเพศต่างกัน มีความคิดเห็น
ต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกต้ัง ส.ส โดยรวมและรายด้านแตกต่าง
กัน และประชาชนท่ีมีอายุต่างกัน มีความคิดเห็นต่อปัจจัยที่ส่งผล
ต่อการเลือกต้ังส.ส. โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน,
ผลการวิจัยนําไปสู่แนวทางการพัฒนาการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
ของประชาชนทางด้านคุณสมบัติส่วนบุคคลของผูส้ มัครในการเลือก
ผู้สมัครท่ีซื่อสัตย์สุจริต ไม่โกงกิน เข้าถึงได้ง่าย ชอบช่วยเหลือและ
แก้ปัญหาความเดือดร้อนของชุมชน ทางด้านนโยบายพรรคและ
ภาพลักษณ์ของพรรคท่ีสังกัด เป็นพรรคมีผลงานเป็นท่ียอมรับของ
ประชาชนโดยทั่วไป มชี ่ือเสยี งหรอื ภาพลักษณ์ในทางที่ดี

“ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจเลือกต้ังผู้บริหารท้องถ่ิน
และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตําบลในเขตอําเภอท่าตะโก
จังหวัดนครสวรรค์” พบว่า ๑) ระดับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการ
ตัดสินใจเลือกต้ัง โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง, ด้านผู้สมัคร
เป็นคนท้องถิ่นสูงสุด และด้านความสัมพันธ์ส่วนบุคคลของผู้สมัคร
น้อยที่สุด ๒) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับปัจจัยที่มี
ความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจเลือกต้ังผู้บริหารท้องถ่ินและ ส.อบต.
พบว่า ประชาชนท่ีมี เพศ อายุ อาชีพ ระดับการศึกษา รายได้ต่อ
เดือน และระยะเวลา ท่ีอยู่ในพื้นท่ี มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจ
เลือกตั้งผู้บริหารท้องถ่ินและส.อบต. ๓) แนวทางส่งเสริมการ
ตัดสินใจเลือกตั้งผู้บริหารท้องถ่ินและส.อบต.พบว่า รัฐควรออก
กฎหมายมารับรองในการแสดงทรัพย์สินของผู้สมัครทั้งก่อนและ
หลังดํารงตําแหน่ง ต้องออกกฎหมายกําหนดคุณสมบัติ วุฒิ

๑๐๕

นกั วชิ าการหรอื แหล่งขอ้ มลู สรปุ ผลการวจิ ยั

การศึกษาของผู้สมัครเพ่ือให้ได้ผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถ เข้า
มาดํารงตําแหน่งหน้าที่ รัฐควรส่งเสริมให้ผู้สมัครกําหนดนโยบาย
โดยให้ความสําคัญกับท้องถิ่นในทุก ๆ ด้าน และจะต้องให้
ความสําคัญในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยจัดกิจกรรมใน
รูปแบบต่าง ๆ เช่น การอบรมตามหลกั สูตร การจัดสัมมนา เปน็ ต้น

๒.๘ กรอบแนวคิดในการวจิ ยั

การศึกษาวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจัยมุ่งศึกษาเรื่อง “พฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหาร
ส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ” จากการทบทวนแนวคิด ทฤษฎีและ
งานวิจัยท่เี กย่ี วข้องกบั แนวคิดในด้านพฤตกิ รรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจงั หวดั ชัยภมู ิ ใน
อําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ประกอบด้วย ๑) ด้านการติดตามข่าวการเลือกตั้ง ๒) ด้านการช่วยหาเสียง
เลือกต้ัง ๓) ด้านการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของผู้สมคั ร ๔) ด้านการไปใชส้ ิทธิ์ลงคะแนนเสยี งเลือกต้ัง
และหลกั ธรรม มากําหนดเป็นกรอบแนวคิดการวิจัยในครงั้ นี้ ดงั น้ี

ตัวแปรตน้ ตัวแปรตาม
(Independent Variables) (Dependent Variable)

ปจั จยั สว่ นบุคคล พฤติกรรมการเลอื กตั้งนายกองค์การ
บริหารสว่ นจงั หวัดชัยภมู ิของประชาชน
๑) เพศ
๒) อายุ ในอาํ เภอเมอื ง จังหวัดชยั ภูมิ
๓) การศกึ ษา
๔) อาชพี ๑) ดา้ นการตดิ ตามข่าวการเลือกตง้ั
๒) ด้านการชว่ ยหาเสียงเลอื กตง้ั
๓) ดา้ นการวิพากษว์ จิ ารณน์ โยบาย

ของผสู้ มัคร
๔) ด้านการไปใชส้ ิทธล์ิ งคะแนนเสียง

เลือกต้ัง

หลกั ธรรมสังคหวัตถุ ๔
แผนภาพที่ ๒.๕ กรอบแนวคดิ ในการวิจัย

บทท่ี ๓

วธิ ีดําเนินการวจิ ยั

การศึกษาวิจัยเร่ือง “พฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของ
ประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ” มีวัตถุประสงค์ดังนี้คือ เพ่ือศึกษาระดับพฤติกรรมการ
เลอื กต้ังนายกองค์การบริหารสว่ นจงั หวดั ชยั ภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชยั ภูมิ เพื่อศึกษา
เปรียบเทียบพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอ
เมือง จังหวัดชัยภูมิ และเพ่ือศึกษาแนวทางส่งเสริมการพัฒนาพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ โดยมีวิธีดําเนินการวิจัย
ดงั ตอ่ ไปน้ี

๓.๑ รปู แบบการวจิ ยั (Research Design)
๓.๒ ประชากรกลุ่มตัวอย่างและผ้ใู ห้ข้อมลู สาํ คัญ (Key Informant)
๓.๓ เคร่อื งมือท่ีใช้ในการวจิ ัย (Research Instruments)
๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมูล (Collection of Data)
๓.๕ การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis)

๓.๑ รปู แบบการวจิ ยั (Research Design)

งานวิจัยเร่ือง “พฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของ
ประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ” เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method Research)
โดยการวิจยั เชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้วิธกี ารวจิ ัยเชิงสํารวจ (Survey Research)
จากแบบสอบถาม (Questionnaire) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการ
สมั ภาษณเ์ ชิงลึก (In depth Interview) จากผใู้ ห้ขอ้ มูลสาํ คญั (Key Informant)

๓.๒ ประชากร กลมุ่ ตัวอย่างและผู้ให้ขอ้ มลู สําคญั (Key Informant)

การศึกษาวิจัยเร่ือง “พฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของ
ประชาชนในอําเภอเมอื ง จงั หวัดชยั ภูมิ” มวี ิธีดาํ เนินการดังน้ี

๑๐๗

๓.๒.๑ ประชากร และกล่มุ ตัวอยา่ ง
๑) ประชากร (Population) ได้แก่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตอําเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัด
ชัยภูมิ ซึ่งมีจํานวน ๑๔๗,๖๖๐ คน๑ กลุม่ ตวั อยา่ ง จาํ นวน ๓๙๙ คน
๒) กลุ่มตัวอย่าง (Sample) ผู้วิจัยกําหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size) และ
วิธีการส่มุ กลมุ่ ตัวอยา่ งงา่ ย (Sampling) ดังน้ี
ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size) กลุ่มตัวอย่างได้จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตอําเภอ
เมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ จํานวน ๑๔๗,๖๖๐ คน ท่ีได้จากสูตรของทาโร ยามาเน่ (Taro Yamane)๒
ซงึ่ ใช้ระดับความคลาดเคลอ่ื นที่ ๐.๐๕ ดังน้ี

N
๑ + Ne๒
โดย n = ขนาดของกลมุ่ ตวั อยา่ ง
N = ขนาดของประชากรท้ังหมด
e = ๐.๐๕ หรอื ความคลาดเคลอ่ื นของกลุม่ ตัวอย่าง
แทนค่าในสูตร
๑๔๗,๖๖๐
๑+ (๑๔๗,๖๖๐)(๐.๐๕๒)
๑๔๗,๖๖๐
๑+ (๑๔๗,๖๖๐)(๐.๐๐๒๕)
๑๔๗,๖๖๐
๓๗๐.๑๕
n = ๓๙๘.๙๑ คนหรอื ๓๙๙ คน
ดังน้นั จํานวนประชากรกล่มุ ตวั อยา่ งทไ่ี ด้ = ๓๙๙ คน

๑ แบบประมาณการจํานวนหน่วยเลือกตั้ง ส,อบจ. และนายก อบจ.ชัยภูมิ ปี ๒๕๖๓ สํานักงาน
คณะกรรมการการเลือกตั้งประจาํ จังหวดั ชัยภูมิ พ.ศ. ๒๕๖๓.

๒ สุรินทร์ นิยมางกูร, ระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๐), หน้า ๑๘๑.

๑๐๘

ตารางที่ ๓.๑ แสดงจาํ นวนประชากรจากกลุ่มตวั อย่างอาํ เภอเมอื งจํานวน ๑๔๗,๖๖๐ คนดังนี้

เขตที่ ชื่อตาํ บล จาํ นวนประชากร คํานวณตามสตู ร กลมุ่ ตวั อย่าง

๑ ตําบลในเมอื ง (ยกเว้น ม.๑,๓,๑๑) ๒๕,๔๔๗ ๒๕,๔๔๗X๓๙๙ ๖๙
๑๔๗,๖๖๐
๑) ตาํ บลบ้านเล่า,
๗,๒๕๙ ๗,๒๕๙X๓๙๙ ๒๐
๒) ตาํ บลนาเสยี ว ๖,๒๘๓ ๑๔๗,๖๖๐ ๑๗
๓) ตาํ บลโพนทอง,
๒ (ยกเว้น ม. ๑,๒,๗,๑๒) ๖,๒๘๓X๓๙๙
๔) ตาํ บลรอบเมือง, ๑๔๗,๖๖๐

๕) ตําบลในเมอื ง (เฉพาะหมู่ ๑,๓,๑๑) ๔,๔๗๘ ๔,๔๗๘X๓๙๙ ๑๒
๑๔๗,๖๖๐
รวมเขต ๒
๑) ตําบลกุดตุ้ม ๒,๖๓๐ ๒,๖๓๐X๓๙๙ ๗
๑๔๗,๖๖๐
(อบต.กุดตมุ้ ยกเวน้ ม.๙),
๒) ตําบลลาดใหญ่ (อบต.ลาดใหญ)่ , ๒,๗๗๖ ๒,๗๗๖X๓๙๙ ๘
๑๔๗,๖๖๐
๓ (ทต.ลาดใหญ่),
๓) ตําบลห้วยบง, ๒๓,๔๒๖ ๖๓
๔) ตําบลโพนทอง
(เฉพาะ ม. ๑,๒,๗,๑๒) ๘,๗๑๓ ๘,๗๑๓X๓๙๙ ๒๓
รวมเขต ๓ ๑๔๗,๖๖๐
๑) ตําบลบา้ นค่าย (อบต.บ้านคา่ ย),
๒,๓๙๑ ๒,๓๙๑X๓๙๙ ๖
(ทต.บ้านคา่ ยหมืน่ แผว้ ), ๑๔๗,๖๖๐

๓,๗๕๖ ๓,๗๕๖X๓๙๙ ๑๐
๒) ตาํ บลโนนสาํ ราญ, ๑๔๗,๖๖๐

๓) ตําบลหนองไผ่, ๖,๖๘๒ ๖,๖๘๒X๓๙๙ ๑๘
๒,๙๙๔ ๑๔๗,๖๖๐ ๘

๒,๙๙๔X๓๙๙
๑๔๗,๖๖๐

๒๔,๕๓๖ ๖๖

๖,๐๕๘ ๖,๐๕๘X๓๙๙ ๑๖
๑๔๗,๖๖๐

๔,๐๙๖ ๔,๐๙๖X๓๙๙ ๑๑
๑๔๗,๖๖๐

๕,๖๔๗ ๕,๖๔๗X๓๙๙ ๑๕
๕,๓๖๗ ๑๔๗,๖๖๐ ๑๔

๕,๓๖๗X๓๙๙
๑๔๗,๖๖๐

๑๐๙

เขตที่ ช่อื ตาํ บล จาํ นวนประชากร คาํ นวณตามสตู ร กลุ่มตวั อย่าง
๔) ตําบลหนองนาแซง
(เฉพาะ ม.๓,๔,๕, ๖,๙,๑๐,๑๒) ๓,๒๐๗ ๓,๒๐๗X๓๙๙ ๙
รวมเขต ๔ ๑๔๗,๖๖๐

๑) ตาํ บลชลี อง (ทต.ชลี อง), ๒๔,๓๗๕ ๖๖

๒) ตาํ บลโคกสงู (ทต.โคกสูง) ๘,๖๘๑ ๘,๖๘๑X๓๙๙ ๒๓
๓,๘๙๓ ๑๔๗,๖๖๐ ๑๐
๕ ๓) ตาํ บลบุ่งคล้า, ๖,๒๓๒ ๑๗
๔) ตาํ บลหนองนาแซง ๓,๕๖๖ ๓,๘๙๓X๓๙๙ ๑๐
(ยกเว้น ม.๓,๔,๕,๖,๙,๑๐,๑๒) ๑๔๗,๖๖๐
๕) ตําบลห้วยตอน ๒,๙๕๕ ๘
(เฉพาะ ม.๑,๒,๓,๑๐) ๒๕,๓๒๗ ๖,๒๓๒X๓๙๙ ๖๘
รวมเขต ๕ ๙,๖๓๗ ๑๔๗,๖๖๐ ๒๖
๔,๖๙๘ ๑๓
๑) ตาํ บลนาฝาย ๔,๖๘๙ ๓,๕๖๖X๓๙๙ ๑๓
๕,๕๒๕ ๑๔๗,๖๖๐ ๑๕
๒) ตาํ บลท่าหนิ โงม
๒,๙๕๕X๓๙๙
๖ ๓) ตาํ บลซบั สที อง ๑๔๗,๖๖๐

๔) ตาํ บลหว้ ยตอ้ น ๙,๖๓๗X๓๙๙
(ยกเวน้ ม.๑,๒,๓,๑๐) ๑๔๗,๖๖๐
รวมเขต ๖ ๔,๖๙๘X๓๙๙
รวมทัง้ หมด ๑๔๗,๖๖๐
๔,๖๘๙X๓๙๙
๑๔๗,๖๖๐
๕,๕๒๕X๓๙๙
๑๔๗,๖๖๐

๒๔,๕๔๙ ๖๖

๑๔๗,๖๖๐ ๓๙๙

๓.๒.๒ ผู้ให้ขอ้ มูลสําคัญ

ผู้วิจัยกําหนดกลุ่มเป้าหมายผู้ให้สัมภาษณ์ข้อมูลที่สําคัญ (Key Informant) ซึ่งเป็นผู้มี
ความรู้ความเช่ียวชาญหรือมีบทบาทด้านการเลือกต้ังมาต่อเนื่อง สําหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใน
ประเดน็ สาระสาํ คญั ของการวิจยั ครัง้ นี้ จาํ นวน ๑๒ ทา่ น ประกอบดว้ ย

๑. นางสาวจริยา ศิรพิ นั ธ์ ปลดั องคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวดั ชยั ภูมิ
๒. นายประดลเดช เกิดชัยภูมิ ผ้อู าํ นวยการกองกจิ การสภา อบจ. ชยั ภมู ิ
๓. นางเภาลีนา โลหว์ รี ะ นายกองค์การบริหารส่วนตําบลบ้านเล่า
๔. นางอรสิ า ขําชยั ภมู ิ รองปลัดเทศบาล เทศบาลเมืองชยั ภมู ิ
๕. นายวีระศกั ด์ิ นามวิเศษ ปลัดเทศบาลตําบลโคกสงู

๑๑๐

๖. ผศ.ดร สมปอง สวุ รรณภูมา อาจารย์ประจํามหาวทิ ยาลัยราชภัฏชยั ภูมิ

๗. นายสทุ ิน สวุ รรณพมิ ล รองนายกองคก์ ารบริหารส่วนตําบลโพนทอง

๘. นายสากล วงศ์ไพร รองปลัดองค์การบริหารสว่ นตําบลหนองนาแซง

๙. นางประไพ ฐานวิสยั สมาชิกสภาองค์การบรหิ ารส่วนตาํ บลบา้ นเล่า

๑๐. นายถนอม วรรณพงศ์ กํานนั ตาํ บลบ้านเลา่

๑๑. นายราชัญ ฐานสมบรู ณ์ ผ้ใู หญบ่ า้ น บา้ นเลา่ หมทู่ ่ี ๒

๑๒. นายพนาวัลย์ วรรณพงษ์ ประธานกองทุนหมบู่ ้าน บ้านเล่าหมทู่ ี่ ๑๔

๓.๓ เครื่องมือทใ่ี ชใ้ นการวิจยั (Research Instruments)

การศึกษางานวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ
ของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ” ผู้วิจัยได้ทําการสร้างเครื่องมือวิจัย โดยใช้แบบสอบถาม
สาํ หรบั วิจยั เชงิ ปริมาณ และใชแ้ บบสัมภาษณ์สาํ หรบั วจิ ัยเชงิ คณุ ภาพ ประกอบด้วย

๓.๓.๑ เครือ่ งมอื วิจยั เชิงปรมิ าณ

ในการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสํารวจ (Survey
Research) จากแบบสอบถาม (Questionnaire) มรี ายละเอียดและลกั ษณะของเคร่อื งมือ ดงั ตอ่ ไปน้ี

๑. แบบสอบถามเพอื่ การวจิ ยั

เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยได้ใช้เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ซ่ึง
ประกอบด้วย ๒ ตอนดงั นี้

ตอนที่ ๑ ข้อมูลทั่วไปส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ประกอบด้วย เพศ อายุ
ระดบั การศกึ ษา และอาชีพ

ตอนที่ ๒ ความคดิ เห็นที่มีตอ่ พฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบรหิ ารส่วนจังหวัด
ชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ท้ัง ๔ ด้าน ได้แก่ ๑) ด้านการติดตามข่าวสารการ
เลือกตั้ง ๒) ด้านการช่วยหาเสียงเลือกต้ัง ๓) ด้านการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของผู้สมัคร ๔) ด้านการ
ไปใช้สทิ ธลิ์ งคะแนนเสยี งเลอื กตัง้ จาํ นวน ๔๐ ข้อ และขอ้ เสนอแนะ/ความคดิ เห็นเพม่ิ เติม

ลักษณะเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณคา่ (rating scales) ๕ ระดบั ซ่ึง
ในแต่ละระดับมีเกณฑ์การพิจารณา (Best & Kah) คอื

๕ หมายถึง ระดับเห็นดว้ ย มากทีส่ ดุ
๔ หมายถงึ ระดบั เห็นดว้ ย มาก
๓ หมายถงึ ระดบั เหน็ ด้วย ปานกลาง
๒ หมายถงึ ระดับเหน็ ด้วย น้อย
๑ หมายถึง ระดบั เหน็ ด้วย น้อยท่ีสุด

๑๑๑

๒. ขัน้ ตอนในการสรา้ งเครอื่ งมอื

เคร่อื งมอื ทผี่ ู้วจิ ยั ใช้ในการเก็บขอ้ มูลในครั้งน้ี ผู้วิจัยอาศัยหลกั การและแนวความคิดในการ
สร้างเคร่อื งมือดงั ตอ่ ไปนี้

๑) ศึกษาเอกสาร ตาํ รา หนงั สอื และงานวิจยั ที่เก่ียวข้อง
๒) กาํ หนดกรอบ แนวคดิ ในการสรา้ งเครอื่ งมอื การวจิ ยั
๓) กําหนดวัตถุประสงค์ในการสรา้ งเครื่องมือการวิจัย โดยขอคําปรึกษาจากอาจารย์
ทีป่ รกึ ษาวทิ ยานพิ นธ์
๔) สร้างเคร่ืองมือในบริบทของพฤติกรรมทางการเมือง โดยสอดคล้องกัน ท้ัง ๔
ด้าน ได้แก่ ๑) ด้านการติดตามข่าวสารการเลือกตั้ง ๒) ด้านการช่วยหาเสียงเลือกต้ัง ๓) ด้านการ
วิพากษ์วิจารณน์ โยบายของผู้สมคั ร ๔) ด้านการไปใช้สทิ ธิ์ลงคะแนนเสียงเลอื กตง้ั
๕) เสนอร่างเคร่ืองมือการวิจัยกับอาจารย์ท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญเพื่อ
ตรวจสอบและปรับปรงุ แกไ้ ข
๖) นําเคร่ืองมือการวิจัยไปทดลองใช้กับประชากรท่ีมีลักษณะคล้ายกับกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรท่ีจะดําเนินการวิจัยเพือ่ หาคา่ สมั ประสิทธค์ิ วามเท่ียงตรงและความนา่ เชอื่ ถอื ของเครื่องมอื
๗) ปรับปรงุ แกไ้ ข แลว้ จัดพมิ พ์เคร่ืองมือฉบับสมบูรณ์ต่อไป

๓. การตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือ

ในการตรวจสอบคณุ ภาพของเครือ่ งมอื ผวู้ ิจยั ได้ดาํ เนนิ การตามขนั้ ตอนดงั นี้

๓.๑ ขอคําแนะนาํ จากอาจารย์ที่ปรกึ ษาวิทยานพิ นธ์ ตรวจสอบเครื่องมือท่ีสร้างไว้
๓.๒ หาความเที่ยงตรง (validity) โดยนําแบบสอบถามที่สร้างเสร็จเสนอประธาน
และกรรมการท่ีปรึกษาวิทยานพิ นธ์ เพ่ือขอความเหน็ ชอบและเสนอตอ่ ผู้เชย่ี วชาญ จาํ นวน ๕ ท่าน

ตารางที่ ๓.๒ รายชอ่ื ผเู้ ชย่ี วชาญตรวจเครอ่ื งมือวิจยั จํานวน ๕ ทา่ น

ชือ่ -นามสกลุ ตําแหน่ง / สถาบนั

๑) พระครสู ตุ ธรรมภาณ,ี ผศ. ประธานหลกั สูตรรัฐศาสตรบณั ฑติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช

วทิ ยาลัย วิทยาเขตนอนแกน่

๒) ผศ.ดร.บรุ นิ ทร์ ภ่สู กลุ อาจารยป์ ระจําหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลยั มหาจุฬา

ลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตนอนแกน่

๓) ผศ.ดร.วิทยา ทองดี อาจารยป์ ระจําหลกั สูตรครุศาสตรมหาบณั ฑติ และครศุ าสตรดุษฎี

บณั ฑิต มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน่

๔) ดร.สมควร นามสีฐาน อาจารยป์ ระจําหลักสตู รรัฐศาสตรมหาบัณฑติ มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬา

ลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตนอนแกน่

๕) ผศ.ดร.ปัญญา คล้ายเดช อาจารยป์ ระจาํ หลักสตู รรฐั ศาสตรบัณฑิต วทิ ยาลยั สงฆช์ ัยภูมิ

มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย

๑๑๒

๓.๓ ผ้วู จิ ยั นําเครอ่ื งมือท่ีผู้เชีย่ วชาญไดต้ รวจสอบไปปรึกษากบั ท่ีปรกึ ษาโครงการวิจัย
แล้วนํามาหาค่าดัชนีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของแต่ละข้อ (Index of Item - Objective
Congruence : IOC) ได้ค่า IOC ต้ังแต่ ๐.๖-๑.๐ แสดงให้เห็นว่าแบบสอบถามทุกข้อมีความ
สอดคล้องกบั วัตถุประสงคก์ ารวิจัย

ใชส้ ูตร IOC =
IOC คือ ดชั นคี วามสอดคลอ้ ง
R คอื คะแนนการพจิ ารณาของผู้เชย่ี วชาญ

คือ ผลรวมคะแนนความคดิ เห็นของผเู้ ชี่ยวชาญ
N คอื จาํ นวนผเู้ ชี่ยวชาญ

โดยกําหนดเกณฑ์การพิจารณา ดงั นี้
+๑ หมายถึง แนใ่ จว่าขอ้ คาํ ถามสอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงคก์ ารวิจยั
๐ หมายถึง ไม่แน่ใจว่าข้อคําถามสอดคลอ้ งกับจุดประสงคก์ ารวิจัย
-๑ หมายถงึ แนใ่ จว่าข้อคาํ ถามไมส่ อดคลอ้ งกบั จดุ ประสงค์การวิจัย

เกณฑ์การแปลความหมาย ค่าดัชนีความสอดคล้องที่ยอมรับได้ ซึ่งเครื่องมือการวิจัย
ฉบับนี้ไดค้ า่ IOC ระหว่าง ๐.๖-๑.๐ ทุกข้อ ซึ่งถอื ว่าเครอื่ งมอื ใช้ได้

๓.๔ หาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ผู้วิจัยนําแบบสอบถามท่ีได้ปรับปรุงแก้ไขแล้ว
ไปทดลองใช้เคร่ืองมือ (Try Out) จากกลุ่มตัวอย่างท่ีมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันกับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน
การวิจัย จํานวน ๓๐ ชุด เพื่อหาค่าความเช่ือม่ันด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า (Alpha
coefficient) ตามวิธกี ารของครอนบาค (Cronbach)๓ ได้ค่าความเช่ือมัน่ ทั้งฉบับ เท่ากับ ๐.๙๕๔

๓.๕ นําแบบสอบถามที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอต่ออาจารย์ท่ีปรึกษา
วิทยานิพนธ์เพื่อขอความเห็นชอบและจัดพิมพ์แบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ในการนําไปใช้แจกกลุ่ม
ตัวอยา่ งในการวจิ ยั ต่อไป

๓.๓.๒ เครอ่ื งมือวจิ ัยเชงิ คุณภาพ

ผู้วิจัยได้สร้างแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ซ่ึงมีเนื้อหาสอดคล้องกับเรื่อง
พฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัด
ชัยภมู ิ มีรายละเอียดดงั น้ี

๑. ขอคําแนะนําจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และผู้เชียวชาญ ตรวจสอบเคร่ืองมือที่
สรา้ งไว้

๒. นําแบบสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลท่ีสําคัญ (Key Informants) ให้คณะกรรมการควบคุม
วิทยานิพนธต์ รวจสอบ

๓ สิน พันธ์ุพินิจ, เทคนิคการวิจัยทางสังคม, (กรุงเทพมหานคร: บริษัทจูนพลับลิซซ่ิง จํากัด, ๒๕๔๗),
หน้า ๑๙๑.

๑๑๓

๓. นําแบบแบบสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลท่ีสําคัญ (Key Informants) นํามาปรับปรุงแก้ไขเพื่อ
นาํ ไปสัมภาษณ์ผู้ให้ขอ้ มลู ตอ่ ไป โดยสาระสาํ คัญดังต่อไปน้ี

ตอนท่ี ๑ ขอ้ มลู เก่ียวกบั ผู้ให้สมั ภาษณ์ (In-depth Interview)

ตอนท่ี ๒ ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ชยั ภูมิ ของประชาชนในอาํ เภอเมอื ง จังหวดั ชยั ภูมิ

๒.๑ ท่านมีแนวคิดต่อพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ชัยภมู ิ ของประชาชนในอําเภอเมอื ง จงั หวัดชัยภมู ิ ในดา้ นการติดตามข่าวสารการเลือกต้งั อยา่ งไร?

๒.๒ ท่านมีแนวคิดต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ชยั ภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชยั ภมู ิ ในด้านการช่วยหาเสยี งเลอื กตัง้ อย่างไร?

๒.๓ ท่านมีแนวคิดต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ในด้านการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของผู้สมัคร
อย่างไร

๒.๔ ท่านมีแนวคิดต่อพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ในด้านการไปใช้สิทธ์ิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
อยา่ งไร?

๒.๕ ท่านมีแนวคิดเก่ียวกับปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะของพฤติกรรมการ
เลือกต้งั นายกองค์การบรหิ ารส่วนจงั หวัดชยั ภมู ขิ องประชาชนในอาํ เภอเมือง จงั หวดั ชยั ภมู ิ อยา่ งไร?

ตอนท่ี ๓ ข้อมูลเกี่ยวกับหลักธรรมสังคหวัตถุ ๔ ที่ส่งเสริมการพัฒนาพฤติกรรมการ
เลอื กตงั้ นายกองคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวดั ชัยภูมิ ไดแ้ ก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยาและสมานัตตตา

๓.๑ ท่านมีความคิดเห็นว่า ปัญหา และข้อเสนอแนะ แนวทางส่งเสริม
พฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัด
ชยั ภมู ิ ในดา้ นทาน (การให้ คือเออื้ เฟือ้ เผื่อแผ่ เสยี สละ แบ่งปนั ) อย่างไร?

๓.๒ ท่านมีความคิดเห็นว่า ปัญหา และข้อเสนอแนะ แนวทางส่งเสริม
พฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัด
ชัยภมู ิ ในด้านปยิ วาจา (วาจาเป็นท่รี กั กล่าวคาํ สภุ าพ ไพเราะอ่อนหวาน สมานสามคั คี) อยา่ งไร?

๓.๓ ท่านมีความคิดเห็นว่า ปัญหา และข้อเสนอแนะ แนวทางส่งเสริม
พฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัด
ชัยภูมิ ในด้านอัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์ ช่วยเหลือกิจการ บําเพ็ญสาธารณประโยชน์)
อยา่ งไร?

๓.๔ ท่านมีความคิดเห็นว่า ปัญหา และข้อเสนอแนะ แนวทางส่งเสริม
พฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัด
ชัยภูมิ ในด้านสมานัตตตา (ความมีตนเสมอ คือทําตนเสมอด้วยปลาย ปฏิบัติสม่ําเสมอกันในชน
ทง้ั หลายฯ) อยา่ งไร?

๑๑๔

๓.๔ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู (Collection of Data)

ในการวิจัยเรื่องพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของ
ประชาชนในอําเภอเมอื ง จังหวดั ชัยภมู ิ คร้งั น้ี ผู้วจิ ัยไดด้ าํ เนินการเกบ็ รวบรวมข้อมลู มขี ัน้ ตอน ดงั น้ี

๓.๔.๑ การเก็บรวบรวมขอ้ มูลจากแบบสอบถาม

ผวู้ จิ ัยดาํ เนินการเกบ็ ขอ้ มลู แบบสอบถามตามขัน้ ตอน ดังน้ี
๑) จัดพิมพ์และเตรียมแบบสอบถามที่สมบูรณ์แล้ว เพื่อไปแจกประชากรกลุ่มเป้าหมาย
เพ่ือขอความอนุเคราะห์ในการตอบแบบสอบถามของประชาชนในอําเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ
จาํ นวน ๓๙๙ ชดุ
๒) นําแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ไปเก็บข้อมูล กับประชาชนในอําเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัด
ชัยภมู ิ ท่ีเป็นกลุ่มตวั อย่างจํานวน ๓๙๙ ชุด และเก็บแบบสอบถามคืนด้วยตนเอง แล้วนาํ มาตรวจสอบ
ความถูกต้อง ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ทั้งหมดจํานวน ๓๙๙ ชุด คิดเป็นร้อยละ ๑๐๐% ของจํานวน
แบบสอบถามท้งั หมด
๓) นําข้อมูลท่ีได้ไปวิเคราะห์และประมวลผลโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูปเพ่ือการวิจัยทาง
สังคมศาสตรต์ ่อไป

๓.๔.๒ การเกบ็ รวบรวมข้อมูลจากแบบสมั ภาษณ์

ในการวิจยั ครง้ั น้ี ผ้วู ิจัยดาํ เนินการเก็บรวบรวมข้อมลู มขี ้นั ตอน ดังนี้
๑) ขอหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ถึงผู้ให้ข้อมูลสําคัญ (Key Informants) เพื่อขอความอนุเคราะห์ใน
การใหส้ ัมภาษณ์
๒) ทาํ การนัดวนั เวลา และสถานที่กบั ผูใ้ ห้ข้อมูลสําคญั เพอื่ สมั ภาษณ์ตามทกี่ าํ หนดไว้
๓) ดําเนินการสัมภาษณ์ตามวัน เวลาและสถานที่ท่ีกําหนดนัดไว้ จนครบทุกประเด็นโดย
ขออนญุ าตใชว้ ธิ ีการจัดบันทึกและการบันทกึ เสียงประกอบการสมั ภาษณ์
๔) นําขอ้ มูลดบิ ทไ่ี ดม้ ารวบรวมเพอ่ื วเิ คราะหโ์ ดยวธิ กี ารทีเ่ หมาะสมและนาํ เสนอตอ่ ไป

๓.๕ การวิเคราะห์ขอ้ มูล (Data Analysis)

การวิเคราะห์ข้อมูลของงานวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วน
จังหวัดชัยภมู ขิ องประชาชนในอาํ เภอเมอื ง จังหวัดชยั ภมู ิ” มีขน้ั ตอนการวเิ คราะห์ ดงั นี้

๓.๕.๑ การวิเคราะหข์ ้อมลู จากแบบสอบถาม

๑. นําแบบสอบถามท้ังหมดมาตรวจสอบความสมบูรณ์ความถูกต้อง ในการตอบ
แบบสอบถามแลว้ นาํ มาคัดเลอื กฉบบั ท่ีสมบรู ณเ์ พือ่ นํามาวเิ คราะหข์ อ้ มูล

๒. วิเคราะหข์ อ้ มลู โดยใชโ้ ปรแกรมสาํ เร็จรปู เพ่อื การวิเคราะหท์ างสงั คมศาสตร์
๓. การวิเคราะห์ขอ้ มลู

๑๑๕

๓.๑) การวิเคราะห์ข้อมูลท่ัวไปของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา
(Descriptive statistics) ได้แก่ คา่ วามถี่ (frequency) คา่ ร้อยละ (percentage)s๔

๓.๒) วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วน
จังหวัด ชัยภูมิ ในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (mean) และ
ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (standard deviation)

๓.๓) แปลความหมายของคา่ เฉลีย่ โดยยดึ เกณฑ์ ดงั น้ี
ค่าเฉลี่ย ๔.๕๐ – ๕.๐๐ หมายถงึ มีพฤติกรรมการเลือกตง้ั อยูใ่ นระดบั มากที่สุด
ค่าเฉลี่ย ๓.๕๐ – ๔.๔๙ หมายถึง มีพฤตกิ รรมการเลือกตัง้ อยูใ่ นระดบั มาก
คา่ เฉลีย่ ๒.๕๐ – ๓.๔๙ หมายถึง มีพฤติกรรมการเลือกตงั้ อยูใ่ นระดบั ปานกลาง
ค่าเฉลี่ย ๑.๕๐ – ๒.๔๙ หมายถงึ มีพฤติกรรมการเลือกตง้ั อยใู่ นระดบั น้อย
ค่าเฉลีย่ ๑.๐๐ – ๑.๔๙ หมายถงึ มพี ฤติกรรมการเลือกต้ังอยใู่ นระดบั นอ้ ยทส่ี ุด
๓.๔) วิเคราะห์ข้อมูลสําหรับทดสอบสมมติฐาน เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการ
เลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ใช้สถิติสถิติอนุมาน
(Inferential Statistics) โดยจําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล สถิติที่ใช้ คือ การทดสอบค่าที (t-test) ใน
กรณีตัวแปรต้นสองกลุ่ม และการทดสอบค่าเอฟ (F-Test) ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทาง
เดียว (One Way ANOVA) ในกรณตี วั แปรต้นตั้งแตส่ ามกลุม่ ขนึ้ ไป
๓.๕) วิเคราะห์และสรุปผลแบบสอบถามปลายเปิดและขอ้ เสนอแนะอื่น ๆ
๓.๕.๒ การวเิ คราะหข์ ้อมูลจากแบบสัมภาษณ์
ผู้วจิ ัยวิเคราะห์ข้อมลู จากแบบสมั ภาษณ์โดยวธิ ีการดังน้ี
๑) นําข้อมลู ท่ีได้จากการสมั ภาษณม์ าถอดเสยี งและบันทกึ เปน็ ข้อความ
๒) นําข้อความจากการสัมภาษณ์และการจัดบันทึกมาจําแนกเป็นประเด็นและเรียบเรียง
เฉพาะประเดน็ ที่เกย่ี วขอ้ งกับวัตถปุ ระสงค์การวจิ ัย
๓) วิเคราะห์คําให้สัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลสําคัญตามวัตถุประสงค์การวิจัย โดยใช้เทคนิค
การวเิ คราะหเ์ นื้อหา (Content Analysis Technique) ประกอบบริบท (Context)
๔) สงั เคราะห์ข้อมลู ตามวัตถุประสงค์การวิจยั และนําเสนอต่อไป

๔ พิสณุ ฟองศรี, วิจัยทางการศึกษา, พิมพ์ครั้งท่ี ๒, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์เทียมฝ่าการพิมพ์,
๒๕๔๙), หน้า ๑๓๘-๑๓๙, Cronbach, Lee J, Essentials of psychological testing, 4th ed., (New York:
Harper & Row, 1971), p. 160.

บทที่ ๔

ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล

การศึกษาวิจัยเร่ือง “พฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของ
ประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ” โดยมีวัตถุประสงค์คือ ๑) เพ่ือศึกษาระดับพฤติกรรมการ
เลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ๒) เพื่อ
ศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ของประชาชนใน
อําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ๓) เพื่อศึกษาแนวทางส่งเสริมการพัฒนาพฤติกรรมการเลือกตั้งนายก
องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ และหลักธรรมสังคหวัตถุ
๔ ท่ีส่งเสริมพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถ
จริยาและสมานัตตตา กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ ผู้วิจัยได้ทําการกําหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง
ผู้มีสิทธ์ิเลือกตั้ง อายุ ๑๘ ปีขึ้นไป ตอบแบบสอบจํานวน ๓๙๙ คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบอย่าง
ง่าย และผู้ให้ข้อมูลสาํ คัญจํานวน ๑๒ คน เครือ่ งมอื ที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามและ
แบบสัมภาษณ์ ผู้วิจัยได้แจกแบบสอบถามให้กับกลุ่มตัวอย่าง โดยอธิบายเหตุผลและวธิ ีการตอบและรับ
แบบสอบถามกลับคืนมา ทําการตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถาม แล้วนํามาวิเคราะห์และ
ประมวลผล โดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสําเร็จรูปทางสถิติ และนําเสนอผลการวิเคราะห์โดยการใช้
ตารางและการใช้สญั ลักษณ์ ประกอบการบรรยาย โดยมีรายละเอยี ดดงั ต่อไปน้ี

๔.๑ ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู ปัจจัยส่วนบุคคล
๔.๒ ผลการวิเคราะหต์ ามวตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั

๔.๒.๑ ผลการวิเคราะห์ระดับพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วน
จงั หวดั ชัยภูมิของประชาชนในอาํ เภอเมือง จังหวดั ชยั ภมู ิ

๔.๒.๒ ผลการวเิ คราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมการเลอื กต้ังนายกองค์การบริหารส่วน
จังหวัดชยั ภมู ขิ องประชาชนในอําเภอเมอื ง จังหวดั ชยั ภมู ิ

๔.๒.๓ สรุปผลการสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การ
บรหิ ารสว่ นจงั หวัดชยั ภูมขิ องประชาชนในอําเภอเมือง จงั หวดั ชัยภมู ิ

๔.๓ องค์ความร้จู ากการวจิ ัย

สัญลักษณ์ทีใ่ ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมลู
n แทน จํานวนกลมุ่ ตัวอยา่ ง
X แทน คา่ เฉล่ีย (Mean)
S.D. แทน ค่าส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
t แทน คา่ สถติ ทิ ่ใี ช้พิจารณาใน t–test

๑๑๗

F แทน คา่ นัยสาํ คัญทางสถติ ใิ นตาราง F–Test
df แทน ชั้นแห่งความเปน็ อสิ ระ (Degree of Freedom)
SS แทน ผลรวมกาํ ลังสอง (Sum of Squares)
MS แทน ค่าเฉลยี่ ของผลรวมกาํ ลังสอง (Mean of Squares)
Sig. แทน ระดบั นัยสําคัญทางสถติ ิ (Significance)
* แทน นยั สําคญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .๐๕

๔.๑ ผลการวิเคราะหข์ ้อมูลปจั จยั ส่วนบุคคล

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ผู้ตอบ
แบบสอบถามเร่ืองพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนใน
อําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ จํานวน ๓๙๙ คน จําแนกตาม เพศ อายุ การศึกษาและอาชีพ มีรายละเอียด
ดงั น้ี

ตารางที่ ๔.๑ แสดงจํานวนความถี่และจํานวนร้อยละของประชาชนผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนก
ตามเพศ

ขอ้ ท่ี เพศ จาํ นวน (n = ๓๙๙)
๑ ชาย ๑๙๔ รอ้ ยละ
๒ หญิง ๒๐๕ ๔๘.๖
๓๙๙ ๕๑.๔
รวม ๑๐๐

จากตารางที่ ๔.๑ พบว่า ประชาชนผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง จํานวน
๒๐๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๕๑.๔ และประชาชนผู้ตอบแบบสอบถามท่ีเป็นเพศชาย จํานวน ๑๙๔ คน
คิดเป็นร้อยละ ๔๘.๖

ตารางที่ ๔.๒ แสดงจํานวนความถี่และจํานวนร้อยละของประชาชนผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนก
ตามอายุ

ข้อท่ี อายุ จาํ นวน (n=๓๙๙)
๑ ๑๘ – ๒๕ ปี ๕๗ ร้อยละ
๒ ๒๖ – ๓๐ ปี ๗๑ ๑๔.๓
๓ ๓๑ – ๔๐ ปี ๖๕ ๑๗.๘
๔ ๔๑ – ๕๐ ปี ๖๙ ๑๖.๓
๕ ๕๑ – ๖๐ ปี ๗๔ ๑๗.๓
๖ ๖๑ ปีข้นึ ไป ๖๓ ๑๘.๕
๓๙๙ ๑๕.๘
รวม ๑๐๐

๑๑๘

จากตารางที่ ๔.๒ พบว่า ประชาชนผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีอายุระหว่าง ๕๑–
๖๐ ปี จํานวน ๗๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๘.๕, รองลงมา คือ ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๒๖-๓๐ ปี
จาํ นวน ๗๑ คน คิดเปน็ ร้อยละ ๑๗.๘, ประชาชนทม่ี ีอายุระหวา่ ง ๔๑-๕๐ ปี จํานวน ๖๙ คน คิดเป็น
ร้อยละ ๑๗.๓, ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๓๑-๔๐ ปี จํานวน ๖๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๖.๓,
ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๖๑ ปีข้ึนไป จํานวน ๖๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๕.๘ และประชาชนที่มีอายุ
ระหว่าง ๑๘–๒๕ ปี จาํ นวน ๕๗ คน คิดเปน็ รอ้ ยละ ๑๔.๓ ตามลาํ ดับ

ตารางที่ ๔.๓ แสดงจาํ นวนความถีแ่ ละจาํ นวนรอ้ ยละของประชาชนผู้ตอบแบบสอบถาม จาํ แนกตาม
ระดับการศึกษา

ขอ้ ท่ี ระดบั การศึกษา จํานวน (n=๓๙๙)
๑ ประถมศกึ ษา ๙๕ ร้อยละ
๒ มัธยมศกึ ษาตอนตน้ ๕๐ ๒๓.๘
๓ มัธยมศกึ ษาตอนปลาย ๕๑ ๑๒.๕
๔ ปวช. / ปวส. ๖๕ ๑๒.๘
๕ ปริญญาตรี ๑๐๙ ๑๖.๓
๖ ปรญิ ญาโทขน้ึ ไป ๒๙ ๒๗.๓
๓๙๙ ๗.๓
รวม ๑๐๐

จากตารางท่ี ๔.๓ พบว่า ประชาชนผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ระดับปริญญาตรี
จํานวน ๑๐๙ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๗.๓, รองลงมา คือ ระดับประถมศึกษา จํานวน ๙๕ คน คิดเป็น
รอ้ ยละ ๒๓.๘, ระดับ ปวช./ปวส. จาํ นวน ๖๕ คน คดิ เป็นรอ้ ยละ ๑๖.๓, ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
จํานวน ๕๑ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๒.๘, ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จํานวน ๕๐ คน คิดเป็นร้อยละ
๑๒.๕, และระดับปริญญาโทขนึ้ ไป จาํ นวน ๒๙ คน คดิ เป็นร้อยละ ๗.๓ ตามลาํ ดบั

ตารางท่ี ๔.๔ แสดงจาํ นวนความถีแ่ ละจาํ นวนรอ้ ยละของประชาชนผู้ตอบแบบสอบถาม จาํ แนกตาม
อาชพี

ขอ้ ท่ี อาชพี จาํ นวน (n=๓๙๙)
๑ รบั ราชการ / พนกั งานรฐั วิสาหกจิ ๘๓
รอ้ ยละ
๒ เจา้ ของกจิ การ / คา้ ขาย ๒๘ ๒๐.๘
๓ พนกั งานบริษัท / พนักงานร้านคา้ ๓๑
๗.๐
๔ อาชพี อสิ ระ / รับจ้างทั่วไป ๑๐๗ ๗.๘

๕ เกษตรกร / ปศสุ ัตว์ ๗๔ ๒๖.๘
๖ นักเรยี น / นกั ศึกษา ๕๐
๑๘.๕
๗ อ่นื ๆ (โปรดระบุ)....... ๒๖ ๑๒.๕
รวม ๓๙๙
๖.๕
๑๐๐

๑๑๙

จากตารางที่ ๔.๔ พบว่า ประชาชนผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีอาชีพอิสระ/รับจ้าง
ทั่วไป จํานวน ๑๐๗ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๖.๘, รองลงมา คือ รับราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ
จํานวน ๘๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๐.๘, เกษตรกร/ปศุสัตว์ จํานวน ๗๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๘.๕,
นักเรียน/นักศึกษา จํานวน ๕๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๒.๕, พนักงานบริษัท/พนักงานร้านค้า จํานวน
๓๑ คน คิดเป็นร้อยละ ๗.๘, เจ้าของกิจการ/ค้าขาย จํานวน ๒๘ คน คิดเป็นร้อยละ ๗.๐ และอาชีพ
อน่ื ๆ (โปรดระบุ) จํานวน ๒๖ คน คิดเปน็ ร้อยละ ๖.๕ ตามลาํ ดบั

๔.๒ ผลการวเิ คราะหต์ ามวัตถุประสงค์การวจิ ัย

การแสดงผลการวิเคราะห์ระดับพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
เพื่อตอบวัตถุประสงค์ข้อที่ ๑ เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ชยั ภูมขิ องประชาชนในอําเภอเมอื ง จงั หวดั ชยั ภมู ิ ซงึ่ จะได้แสดงไปตามลาํ ดับ

๔.๒.๑ ผลการวิเคราะห์ระดับพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ชัยภมู ขิ องประชาชนในอาํ เภอเมือง จงั หวัดชัยภูมิ

การวิเคราะห์ระดับพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของ
ประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ท้ัง ๔ ด้าน ได้แก่ ด้านการติดตามข่าวสารการเลือกต้ัง ด้าน
การช่วยหาเสียงเลือกตั้ง ด้านการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของผู้สมัคร และด้านการไปใช้สิทธิ์
ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แสดงด้วยค่าเฉล่ีย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าระดับพฤติกรรม ดังตารางท่ี
๔.๕

ตารางที่ ๔.๕ แสดงคา่ เฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าระดับพฤติกรรมการเลือกต้ัง
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ
โดยภาพรวม

พฤติกรรมการเลอื กตั้งนายกองคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวดั (n=๓๙๙)
ชยั ภมู ิของประชาชนในอําเภอเมือง จงั หวัดชัยภมู ิ
ระดบั พฤตกิ รรม
๑ ดา้ นการตดิ ตามข่าวสารการเลอื กตง้ั
๒ ด้านการชว่ ยหาเสียงเลอื กต้งั  S.D. แปลผล
๓ ด้านการวิพากษว์ จิ ารณน์ โยบายของผสู้ มคั ร ๓.๔๗ ๐.๘๕ มาก
๔ ด้านการไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสยี งเลือกตั้ง ๒.๒๕ ๐.๙๘ น้อย
๒.๗๘ ๐.๙๔ ปานกลาง
รวม ๓.๑๓ ๐.๙๔ ปานกลาง
๒.๙๑ ๐.๖๐ ปานกลาง

จากตารางที่ ๔.๕ พบว่า ระดับพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ โดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง (= ๒.๙๑)
เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ระดับพฤติกรรมการเลือกตั้ง
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชยั ภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชยั ภูมิ ในด้านการติดตาม
ข่าวสารการเลือกต้ัง อยู่ในระดับมาก (= ๓.๔๗), ด้านการไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง อยู่ใน

๑๒๐

ระดับปานกลาง (= ๓.๑๓), ด้านการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของผู้สมัคร อยู่ในระดับปานกลาง (
=๒.๗๘) และด้านการชว่ ยหาเสยี งเลอื กต้ัง อยู่ในระดบั นอ้ ย (=๒.๒๕) ตามลาํ ดับ

ตารางที่ ๔.๖ แสดงค่าเฉลี่ย() ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.)และค่าระดับพฤติกรรมการเลือกต้ัง
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัด
ชยั ภมู ิ ในด้านการตดิ ตามขา่ วสารการเลอื กตง้ั

(n=๓๙๙)

พฤติกรรมการเลือกต้งั นายกองคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวัดชัยภมู ิ ระดับพฤติกรรม

ของประชาชนในอาํ เภอเมอื ง จงั หวดั ชยั ภมู ิ  S.D. แปลผล
๑. ด้านการตดิ ตามขา่ วสารการเลอื กตัง้

๑ ทา่ นตดิ ตามขา่ วสารทางการเมอื งผ่านทางส่ือต่าง ๆ เช่น ๓.๘๗ ๑.๐๕ มาก
วทิ ยุ โทรทัศน์ เปน็ ต้น

๒ ท่านเฝ้าตดิ ตามข่าวสารผลการเลอื กตั้ง เม่อื มีการเลือกตงั้ ๓.๗๕ ๑.๐๗ มาก
ทอ้ งถน่ิ หรอื ระดับชาติเสมอ

๓ ท่านติดตามข่าวสารทางการเมอื งการปกครองกับบุคคลอน่ื ๓.๔๗ ๑.๐๕ มาก

ท่านมคี วามสนใจเหตกุ ารณบ์ า้ นเมืองเพิ่มขึน้ จากส่ือวทิ ยุ

๔ โทรทศั น์ หนังสือพิมพ์ ที่ได้นาํ เสนอข้อมูลขา่ วสารทาง ๓.๖๘ ๑.๑๐ มาก

การเมืองทกุ ๆ วัน

๕ ท่านเคยเข้าร่วมรับฟังการปราศรยั หาเสยี งของกรรมการ ๓.๓๐ ๑.๑๙ ปานกลาง
ชุมชน หรือสมาชิกสภา อบต.หรอื ส.อบจ.

๖ ท่านรบั รขู้ อ้ มูลข่าวสารทางการเมืองการปกครองผ่านทาง ๓.๓๗ ๑.๑๓ ปานกลาง
เสียงตามสายของชมุ ชน

๗ ท่านไดน้ าํ ข้อมูลขา่ วสารทางการเมืองมาวิเคราะหเ์ พือ่ ใช้ ๓.๕๐ ๑.๑๔ มาก
ในการตดั สินใจทางการเมอื งในการเลือกต้งั

๘ ท่านเข้าร่วมชุมนุมฟงั การปราศรัยของนกั การเมอื งท้องถิ่น ๒.๙๙ ๑.๒๗ ปานกลาง
หรือนักการเมอื งระดับชาติ

๙ ท่านมีความกระตอื รอื ร้นในการตดิ ตามข่าวสารการเมอื งเสมอ ๓.๔๖ ๑.๑๑ มาก

๑๐ ทา่ นไปฟงั การบรรยาย อภปิ รายหรือการสมั มนาเก่ียว กบั ๓.๓๑ ๑.๒๑ ปานกลาง
ปัญหาและสถานการณ์การเมืองในสถานทตี่ ่าง ๆ ท่ีจดั ขึน้

รวม ๓.๔๗ ๐.๘๕ มาก

จากตารางที่ ๔.๖ พบว่า ระดับพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ในด้านการติดตามข่าวสารการเลือกต้ัง โดย
ภาพรวม อยู่ในระดับมาก (=๓.๔๗) เม่ือพจิ ารณาเป็นรายขอ้ เรยี งตามลําดบั คา่ เฉลีย่ จากมากไปหา
น้อย พบว่า ข้อ ๑ ท่านติดตามข่าวสารทางการเมืองผ่านทางส่ือต่าง ๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์เป็นต้น อยู่
ในระดับมาก (= ๓.๘๗) รองลงมาคือข้อ ๒ ท่านเฝ้าติดตามข่าวสารผลการเลือกตั้งเม่ือมีการ

๑๒๑

เลือกต้ังท้องถ่ินหรือระดับชาติเสมอ (= ๓.๗๕), ข้อ ๔ ท่านมีความสนใจเหตุการณ์บ้านเมืองเพ่ิมขึ้น
จากสื่อวิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ท่ีได้นําเสนอข้อมูลข่าวสารทางการเมืองทุก ๆ วัน (= ๓.๖๘)
และ ข้อท่ีมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ข้อ ๕ ท่านเคยเข้าร่วมรับฟังการปราศรัยหาเสียงของกรรมการ
ชุมชน หรือสมาชิกสภา อบต.หรือ ส.อบจ. (= ๓.๓๐) และข้อ ๘ ท่านเข้าร่วมชุมนุมฟังการปราศรัย
ของนักการเมอื งท้องถ่นิ หรือนกั การเมอื งระดบั ชาติ (= ๒.๙๙) ตามลาํ ดับ.

ตารางท่ี ๔.๗ แสดงค่าเฉล่ีย () ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าระดับพฤติกรรมการเลือกตั้ง
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมืองจังหวัดชัยภูมิ
ในด้านการชว่ ยหาเสยี งเลอื กตง้ั

(n=๓๙๙)

พฤติกรรมการเลอื กต้ังนายกองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั ชัยภูมิ ระดับพฤติกรรม

ของประชาชนในอาํ เภอเมอื ง จังหวัดชยั ภูมิ  S.D. แปลผล
๒. ด้านการชว่ ยหาเสียงเลอื กต้ัง

๑ ทา่ นเขา้ รว่ มประชุมทางการเมืองของผู้สมัครเพือ่ กาํ หนด ๒.๘๔ ๑.๒๘ ปานกลาง
วิธีการหาเสยี งเลือกตั้ง

๒ ทา่ นเคยรว่ มหาเสียงใหก้ บั นกั การเมอื งทกุ ระดบั ดว้ ยการติด ๒.๓๕ ๑.๓๒ น้อย
ปา้ ย หาเสยี ง ติดสตกิ เกอร์ เป็นต้น

๓ ทา่ นเคยสมคั รเปน็ สมาชกิ พรรคการเมือง พรรคใดพรรคหนงึ่ ๑.๙๙ ๑.๓๓ นอ้ ย
ในช่วงหาเสียงของผสู้ มัครรบั เลอื กตง้ั

๔ ทา่ นมีโอกาสพบปะพูดคยุ กับกรรมการชุมชน หาคะแนน ๒.๒๘ ๑.๒๐ น้อย
เสียงใหน้ ักการเมอื งทอ้ งถิ่น

๕ ท่านได้พูดเชิญชวนให้ผูอ้ นื่ ไปเลอื กผู้ทีต่ นสนบั สนนุ ๒.๓๑ ๑.๒๑ นอ้ ย

๖ ท่านไดแ้ นะนาํ ชาวบา้ นในเขตเลอื กตัง้ ใกลบ้ า้ นให้เลอื ก ๒.๒๙ ๑.๒๒ น้อย
ผู้สมัครท่ีตนชอบ

๗ ท่านเขา้ ร่วมประชาสมั พนั ธท์ างการเมือง เช่น การสวมเสื้อ ๒.๑๐ ๑.๒๑ น้อย
หรอื ตดิ สตกิ เกอรท์ ่รี ถยนต์

๘ ท่านไดใ้ ชส้ ่อื สมัยใหมใ่ นการรณรงคห์ าเสียง (เฟสบุ๊ค, ไลน์, ๒.๒๔ ๑.๒๑ น้อย
อนิ เทอรเ์ นต็ , โซเชยี ลมีเดีย ฯลฯ)

๙ ท่านไดร้ ว่ มช่วยหาเสยี งใหผ้ สู้ มัครรับเลือกตงั้ โดยเดนิ เคาะ ๒.๐๗ ๑.๑๘ น้อย
ประตบู ้านอยา่ งทวั่ ถงึ

๑๐ ท่านได้รว่ มเปน็ หวั คะแนนเดินหาเสยี งใหผ้ สู้ มคั รรบั เลอื กตัง้ ๒.๐๗ ๑.๒๕ นอ้ ย

รวม ๒.๒๕ ๐.๙๘ นอ้ ย

จากตารางท่ี ๔.๗ พบว่า ระดับพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ในด้านการช่วยหาเสียงเลือกตั้ง โดยภาพรวม อยู่ใน
ระดับน้อย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (=๒.๒๕) เม่ือพิจารณาเป็นรายขอ้ เรยี งตามลาํ ดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหา

๑๒๒

นอ้ ย พบว่า ขอ้ ๑ ท่านเข้ารว่ มประชุมทางการเมอื งของผู้สมัครเพื่อกําหนดวิธีการหาเสียงเลือกต้ัง อยู่ใน
ระดับปานกลาง (=๒.๘๔) รองลงมา คือ ข้อ ๒ ท่านเคยร่วมหาเสียงให้กับนักการเมืองทุกระดับ ด้วย
การติดป้ายหาเสียง ติดสติกเกอร์ เป็นต้น (= ๒.๓๕) ข้อ ๕ ท่านได้พูดเชิญชวนให้ผู้อื่นไปเลือกผู้ที่ตน
สนับสนุน (= ๒.๓๑) และข้อท่ีมีค่าเฉล่ียน้อยท่ีสุด คือ ข้อ ๙ ท่านได้ร่วมช่วยหาเสียงให้ผู้สมัครรับ
เลือกตั้งโดยเดินเคาะประตูบ้านอย่างทั่วถึง (= ๒.๐๗) และ ข้อ ๓ ท่านเคยสมัครเป็นสมาชิกพรรค
การเมอื ง พรรคใดพรรคหน่งึ ในช่วงหาเสยี งของผสู้ มัครรบั เลอื กตง้ั (= ๑.๙๙) ตามลาํ ดับ

ตารางท่ี ๔.๘ แสดงคา่ เฉล่ีย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าระดับพฤติกรรมการเลือกต้ัง
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ
ในด้านการวิพากษว์ จิ ารณ์นโยบายของผูส้ มคั ร

พฤตกิ รรมการเลือกตงั้ นายกองคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวัดชัยภมู ิ (n=๓๙๙)
ระดบั พฤติกรรม
ของประชาชนในอาํ เภอเมอื ง จงั หวัดชัยภมู ิ  S.D. แปลผล

๓. ด้านการวพิ ากษว์ จิ ารณน์ โยบายของผสู้ มคั ร ๓.๑๐ ๑.๓๒ ปานกลาง

๑ ทา่ นมคี วามเห็นวา่ การกําหนดนโยบายมคี วามสําคัญตอ่ ๒.๙๑ ๑.๒๕ ปานกลาง
ผสู้ มัครรับเลือกต้ัง
๒.๗๙ ๑.๒๔ ปานกลาง
๒ ท่านเคยวิจารณ์นโยบายของผสู้ มัครนายก อบจ. วา่ อาจมี
ผลดี/ผลเสยี ตอ่ ประชาชน ๒.๘๑ ๑.๒๗ ปานกลาง

๓ ทา่ นกับคนในครอบครัว หรอื เพื่อน ๆ ไดเ้ คยร่วมกัน ๒.๖๘ ๑.๒๒ ปานกลาง
วิจารณก์ ารทาํ งานนักการเมืองระดบั ทอ้ งถ่ินเสมอ
๒.๖๙ ๑.๒๕ ปานกลาง
๔ ทา่ นกับคนในครอบครัว ได้ร่วมกันวิพากษ์ วิจารณน์ โยบาย
ของผสู้ มัครทางการเมืองทอ้ งถนิ่ ก่อนเลอื กตั้ง ๒.๙๑ ๑.๑๕ ปานกลาง

๕ ท่านมีการพดู คุยแลกเปล่ียนขอ้ มูลเก่ียวกับผสู้ มัครทาง ๒.๙๐ ๑.๒๓ ปานกลาง
การเมืองกบั กลมุ่ เพือ่ น และเพ่ือนบ้านใกล้ชิด ๒.๘๗ ๑.๒๙ ปานกลาง
๒.๑๘ ๑.๓๒ น้อย
๖ ท่านได้เคยร่วมสนทนากับเพือ่ นบ้านเรอ่ื งการทาํ งานของ ๒.๗๘ ๐.๙๔ ปานกลาง
นกั การเมอื งทอ้ งถน่ิ และหน่วยงานราชการทีท่ ุจรติ

๗ ทา่ นไดส้ นทนากับคนในครอบครัวและเพ่อื นบ้านถึงเร่อื ง
การแก้ไขปัญหาหนีส้ ินของเกษตรกร รายได้ตกตา่ํ

๘ ท่านเคยวิจารณถ์ งึ คนไทยในปจั จบุ ันยงั มคี ่านยิ มนับถอื คน
มีเงิน ฐานะชนชัน้ สูงทางสงั คม ตาํ แหน่งสงู

๙ ทา่ นไดเ้ คยรว่ มวิจารณน์ โยบายเรือ่ งการพัฒนาระบบ
สาธารณูปโภคขั้นพ้ืนฐาน เช่น ไฟฟ้านา้ํ ประปา

๑๐ ท่านเคยเขา้ รว่ มประทว้ งและต่อตา้ นนโยบายของพรรค
การเมอื งทท่ี จุ ริตการเลอื กตัง้

รวม

๑๒๓

จากตารางท่ี ๔.๘ พบว่า ระดับพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ชัยภูมิ ในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ในด้านการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของผู้สมัคร โดยภาพรวม อยู่
ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลยี่ เทา่ กับ (=๒.๗๘) เมอ่ื พจิ ารณาเปน็ รายขอ้ เรยี งตามลําดบั ค่าเฉล่ียจาก
มากไปหาน้อย พบว่า ข้อ ๑ ท่านมีความเห็นว่าการกําหนดนโยบายมีความสําคัญต่อผู้สมัครรับ
เลือกต้ัง อยู่ในระดับปานกลาง (=๓.๑๐) รองลงมาคือข้อ ๒ ท่านเคยวิจารณ์นโยบายของผู้สมัคร
นายก อบจ. ว่าอาจมีผลดี/ผลเสียต่อประชาชน (=๒.๙๑) ข้อ ๗ ท่านได้สนทนากับคนในครอบครัว
และเพือ่ นบา้ นถงึ เร่ืองการแก้ไขปญั หาหน้ีสินของเกษตรกรรายได้ตกต่ํา(=๒.๙๑) และช้อที่มีค่าเฉลี่ย
น้อยที่สุด คือ ข้อ ๕ ท่านมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครทางการเมืองกับกลุ่มเพ่ือน
และเพื่อนบ้านใกล้ชิด (=๒.๖๘) และ ข้อ ๑๐ ท่านเคยเข้าร่วมประท้วงและต่อต้านนโยบายของ
พรรคการเมืองทีท่ ุจรติ การเลือกต้งั (=๒.๑๘) ตามลาํ ดับ.

ตารางที่ ๔.๙ แสดงค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) และค่าระดับพฤติกรรมการเลือกต้ัง
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัด
ชยั ภูมิ ในดา้ นการไปใช้สทิ ธิ์ลงคะแนนเสียงเลอื กตงั้

พฤติกรรมการเลอื กตง้ั นายกองคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวดั ชยั ภมู ิของ (n=๓๙๙)
ระดบั พฤตกิ รรม
ประชาชนในอาํ เภอเมือง จงั หวดั ชัยภมู ิ  S.D. แปลผล

๔. ดา้ นการไปใชส้ ิทธล์ิ งคะแนนเสียงเลือกต้งั ๓.๗๗ ๑.๔๐ มาก
๓.๗๘ ๑.๓๔ มาก
๑ ท่านไปใช้สทิ ธิเ์ ลอื กตั้งนายกองค์การบรหิ ารส่วนจงั หวัดชัยภมู ิ ๒.๕๑ ๑.๔๓ ปานกลาง
เมอื่ วนั ที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๓ ๒.๙๖ ๑.๔๗ ปานกลาง
๒.๐๐ ๑.๒๘ น้อย
๒ ทา่ นไปใช้สิทธเิ์ ลอื กตงั้ เพราะเห็นว่าเปน็ หน้าที่ของประชาชน ๓.๒๙ ๑.๔๐ ปานกลาง
๓.๕๘ ๑.๔๓ มาก
๓ ทา่ นไปใชส้ ิทธ์เิ ลือกตง้ั เพราะถกู ชกั ชวนจากญาติ เพื่อน
๓.๐๗ ๑.๓๔ ปานกลาง
๔ ทา่ นไปใช้สิทธิเ์ ลอื กตั้งเพราะกลวั จะเสียสทิ ธิทางการเมอื ง
๓.๓๙ ๑.๔๐ ปานกลาง
๕ ท่านไปใช้สทิ ธ์ิเลอื กต้งั เพราะไดร้ บั เงินซอ้ื เสียงหรอื ได้รบั แจก ๒.๘๗ ๑.๔๔ ปานกลาง
สิ่งของ ๓.๑๓ ๐.๙๔ ปานกลาง

๖ ทา่ นใช้สทิ ธ์ิเลอื กตัง้ เพราะผู้สมคั รเปน็ ผทู้ ี่มคี วามรู้ความสามารถ

๗ ทา่ นไปใช้สทิ ธเ์ิ ลือกตั้งเพราะอยากได้นายกองค์การบริหารสว่ น
จังหวดั ชยั ภมู ิที่ดี

๘ ท่านไปใช้สิทธิเลอื กต้งั เพราะผ้สู มัครเป็นผ้ทู ไ่ี ด้รบั การยกยอ่ ง
จากหน่วยงานต่าง ๆ

๙ ท่านไปใชส้ ิทธิ์เลือกตงั้ เพราะผรู้ ับสมัครเปน็ คนท่ซี ื่อสัตยส์ จุ ริต
ตอ่ ประชาชนและสงั คม

๑๐ ท่านใชส้ ทิ ธเ์ิ ลอื กต้ังเพราะผู้สมคั รให้ความชว่ ยเหลือเมื่อมีปญั หา

รวม

๑๒๔

จากตารางท่ี ๔.๙ พบว่า ระดับพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ในด้านการไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดย
ภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉล่ียเท่ากับ (=๓.๑๓) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ เรียง
ตามลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ข้อ ๒ ท่านไปใช้สิทธ์ิเลือกต้ังเพราะเห็นว่าเป็นหน้าท่ีของ
ประชาชน อยู่ในระดับมาก (=๓.๗๘) รองลงมาคือ ข้อ ๑ ท่านไปใช้สิทธ์ิเลือกตั้งนายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันท่ี ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๓ (=๓.๗๗) ข้อ ๗ ท่านไปใช้สิทธ์ิเลือกตั้ง
เพราะอยากได้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิท่ีดี(=๓.๕๘) และ ข้อท่ีมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด
คือ ข้อ ๓ ท่านไปใช้สิทธ์ิเลือกตั้งเพราะถูกชักชวนจากญาติ เพื่อน (=๒.๕๑) และ ข้อ ๕ ท่านไปใช้
สิทธ์เิ ลือกต้งั เพราะไดร้ บั เงินซอื้ เสยี งหรอื ไดร้ ับแจกสิ่งของ (= ๒.๐๐) ตามลําดับ

๔.๒.๒ ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วน
จังหวดั ชยั ภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมอื ง จังหวัดชัยภมู ิ

การวิเคราะหเ์ ปรยี บเทยี บพฤตกิ รรมการเลอื กตง้ั นายกองคก์ ารบริหารสว่ นจังหวดั ชัยภูมิ เพ่ือ
ตอบวัตถปุ ระสงค์ ขอ้ ท่ี ๒ เพื่อศกึ ษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการเลอื กตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจงั หวดั
ชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งจะได้แสดงผลการวิเคราะห์ตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
ดังตอ่ ไปนี้

สมมตฐิ านที่ ๑ ประชาชนทมี่ เี พศตา่ งกนั มพี ฤติกรรมการเลอื กตงั้ นายกองคก์ ารบริหาร
สว่ นจงั หวัดชยั ภมู ิ ของประชาชนในอําเภอเมอื ง จงั หวดั ชัยภูมิ แตกต่างกัน

การวิเคราะห์ ใช้สถิติ t-test คือ กลุ่มตัวอย่าง ๒ กลุ่ม มีความเป็นอิสระต่อกัน ใช้ระดับ
ความเช่ือมั่น ๙๕% ดงั นั้น จะเป็นไปตามสมมติฐานต่อเมื่อค่า Sig. น้อยกว่า ๐.๐๕ และนําเสนอในรูป
ตารางประกอบการบรรยาย

ตารางที่ ๔.๑๐ แสดงผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วน

จังหวัดชยั ภมู ิของประชาชนในอาํ เภอเมือง จังหวัดชยั ภมู ิ จาํ แนกตามเพศ

(n = ๓๙๙)

พฤตกิ รรมการเลือกต้งั นายกองคก์ ารบรหิ าร เพศ

ส่วนจังหวดั ชยั ภูมขิ องประชาชนในอาํ เภอเมือง ชาย (n=๑๙๔) หญิง (n=๒๐๕) t sig
จงั หวัดชัยภูมิ
๑. ด้านการตดิ ตามข่าวสารการเลือกตงั้  S.D.  S.D.
๓.๕๐ ๐.๙๐ ๓.๔๕ ๐.๘๑ ๐.๕๐ ๐.๖๑

๒. ดา้ นการช่วยหาเสยี งเลอื กต้ัง ๒.๓๔ ๑.๐๑ ๒.๑๘ ๐.๙๔ ๑.๖๕ ๐.๐๙

๓. ดา้ นการวิพากษว์ ิจารณ์นโยบายของผู้สมัคร ๒.๘๓ ๐.๙๑ ๒.๗๕ ๐.๙๘ ๐.๘๔ ๐.๓๙

๔. ด้านการไปใชส้ ทิ ธิล์ งคะแนนเสยี งเลือกตง้ั ๓.๐๙ ๐.๙๕ ๓.๑๖ ๐.๙๔ -๐.๘๓ ๐.๔๐

ภาพรวม ๒.๙๔ ๐.๖๑ ๒.๘๙ ๐.๖๐ ๐.๘๕ ๐.๓๙

จากตารางท่ี ๔.๑๐ พบว่า ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ จําแนกตามเพศ ได้แก่
ประชาชนท่ีมีเพศต่างกัน มีพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของ

๑๒๕

ประชาชนในอาํ เภอเมอื ง จงั หวดั ชัยภูมิ โดยภาพรวม ไม่แตกตา่ งกัน ซ่ึงไม่เปน็ ไปตามสมมตฐิ านที่ตัง้ ไว้
เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ประชาชนที่มีเพศต่างกัน มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ไม่แตกต่างกัน ซ่ึงไม่เป็นไปตาม
สมมตฐิ านท่ตี ง้ั ไว้

สมมติฐานท่ี ๒ ประชาชนท่มี อี ายตุ า่ งกนั มพี ฤติกรรมการเลือกตัง้ นายกองคก์ ารบริหาร
ส่วนจงั หวัดชยั ภมู ิ ของประชาชนในอาํ เภอเมอื ง จงั หวัดชัยภมู ิ แตกต่างกัน

การเปรียบเทียบ ใช้สถิติ F-test (One-way ANOWA) ในการทดสอบความแปรปรวน
แบบทางเดียวเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยท่ีมากกว่าสองกลุ่ม ใช้ระดับความเช่ือม่ัน
๙๕% จะยอมรับตามสมมติฐานท่ีต้ังไว้ต่อเมื่อค่า Sig. น้อยกว่า ๐.๐๕ และนําเสนอในรูปตาราง
ประกอบการบรรยาย

ตารางท่ี ๔.๑๑ แสดงผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วน
จังหวดั ชัยภูมิของประชาชนในอาํ เภอเมอื ง จังหวัดชัยภมู ิ จาํ แนกตามอายุ

(n = ๓๙๙)

พฤติกรรมการเลอื กตงั้ นายก

องคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั แหล่งความ SS df MS F Sig.
ชยั ภมู ิ ของประชาชนใน แปรปรวน

อาํ เภอเมือง จงั หวดั ชัยภมู ิ

๑. ดา้ นการติดตามขา่ วสาร ระหว่างกลมุ่ ๓.๕๔ ๕ ๐.๗๐ ๐.๙๗ ๐.๔๓
การเลอื กต้ัง ภายในกลุ่ม ๒๘๗.๒๐ ๓๙๓ ๐.๗๓

รวม ๒๙๐.๗๕ ๓๙๘

๒. ด้านการชว่ ยหาเสยี ง ระหว่างกลุม่ ๑๐.๔๑ ๕ ๒.๐๘ ๒.๑๙ ๐.๐๕*
เลือกตัง้ ภายในกลุ่ม ๓๗๒.๕๐ ๓๙๓ ๐.๙๔

รวม ๓๘๒.๙๒ ๓๙๘

๓. ดา้ นการวิพากษว์ ิจารณ์ ระหว่างกลมุ่ ๑.๔๑ ๕ ๐.๒๘ ๐.๓๑ ๐.๙๐
นโยบายของผสู้ มคั ร ภายในกลุ่ม ๓๕๔.๑๒ ๓๙๓ ๐.๙๐

๔. ดา้ นการไปใช้สทิ ธ์ิ รวม ๓๕๕.๕๔ ๓๙๘
ลงคะแนนเสยี งเลือกตั้ง
ระหว่างกลุ่ม ๙.๘๕ ๕ ๑.๙๗ ๒.๒๓ ๐.๐๕*
ภายในกลุ่ม ๓๔๕.๗๐ ๓๙๓ ๐.๘๘

โดยภาพรวม รวม ๓๕๕.๕๕ ๓๙๘
ระหวา่ งกลมุ่ ๑.๖๖ ๕ ๐.๓๓ ๐.๙๑ ๐.๔๗
ภายในกล่มุ ๑๔๓.๑๘ ๓๙๓ ๐.๓๖

รวม ๑๔๔.๘๕ ๓๙๘
*มนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิที่ระดบั ๐.๐๕

๑๒๖

จากตารางท่ี ๔.๑๑ พบว่า ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ จําแนกตามอายุ ได้แก่
ประชาชนที่มีระดับอายุต่างกัน มีพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของ
ประชาชนในอาํ เภอเมือง จังหวัดชยั ภูมิ โดยภาพรวม ไมแ่ ตกต่างกนั ซึ่งไม่เปน็ ไปตามสมมติฐานท่ีต้งั ไว้
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการช่วยหาเสียงเลือกต้ัง และด้านการไปใช้สิทธ์ิลงคะแนนเสียง
เลอื กตั้ง แตกต่างกัน ซึ่งเป็นไปตามสมมตฐิ านทต่ี ้งั ไว้

ดังน้ัน จึงทําการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ของพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ด้วยวิธีการของ LSD. (Least
Significant Difference) และนําเสนอในรปู ตารางประกอบการบรรยาย ดังตารางท่ี ๔.๑๒-๔.๑๓

ตารางท่ี ๔.๑๒ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ของพฤติกรรมการเลือกตั้งนายก
องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ด้าน
การชว่ ยหาเสยี งเลอื กตัง้ จาํ แนกตามอายุ

อายุ ค่าเฉล่ีย ๑๘-๒๕ ปี ๒๖-๓๐ ปี ๓๑-๔๐ ปี ๔๑-๕๐ ปี ๕๑-๖๐ ปี ๖๑ ปีข้ึนไป
 ๒.๒๖ ๒.๔๑ ๑.๙๗ ๒.๑๓ ๒.๓๒ ๒.๔๔

๑๘-๒๕ ปี ๒.๒๖ - -๐.๑๔ ๐.๒๘ ๐.๑๒ -๐.๐๖ -๐.๑๘

๒๖-๓๐ ปี ๒.๔๑ - ๐.๔๓* ๐.๒๗ ๐.๐๘ -๐.๐๓

๓๑-๔๐ ปี ๑.๙๗ - -๐.๑๖ -๐.๓๕* -๐.๔๖*

๔๑-๕๐ ปี ๒.๑๓ - ๐.๑๙ -๐.๓๐

๕๑-๖๐ ปี ๒.๓๒ - -๐.๑๑

๖๑ ปขี น้ึ ไป ๒.๔๔ -

*มีนัยสําคัญทางสถิติท่รี ะดับ ๐.๐๕

จากตารางที่ ๔.๑๒ พบว่า ประชาชนที่มีอายุ แตกต่างกัน มีพฤติกรรมการเลือกต้ังนายก
องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ด้านการช่วยหาเสียง
เลอื กตั้ง จําแนกตามอายุ แตกตา่ งกัน อยา่ งมีนยั สาํ คัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั ๐.๐๕ มีจํานวน ๓ คู่ ไดแ้ ก่

ประชาชนที่มีอายุ ๒๖-๓๐ ปี มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ชัยภมู ิของประชาชนในอาํ เภอเมอื ง จงั หวัดชยั ภูมิ แตกตา่ งจาก ประชาชนท่ีมอี ายุ ๓๑-๔๐ ปี

ประชาชนที่มีอายุ ๓๑-๔๐ ปี มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ชยั ภมู ิของประชาชนในอาํ เภอเมอื ง จงั หวัดชยั ภมู ิ แตกต่างจาก ประชาชนทม่ี อี ายุ ๕๑-๖๐ ปี

ประชาชนที่มีอายุ ๓๑-๔๐ ปี มีพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ชยั ภูมขิ องประชาชนในอาํ เภอเมอื ง จงั หวัดชัยภูมิ แตกต่างจาก ประชาชนที่มอี ายุ ๖๑ ปขี น้ึ ไป

๑๒๗

ตารางที่ ๔.๑๓ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ของพฤติกรรมการเลือกตั้งนายก
องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ด้าน
การไปใชส้ ทิ ธล์ิ งคะแนนเสยี งเลอื กตงั้ จาํ แนกตามอายุ

(n = ๓๙๙)

อายุ ค่าเฉล่ยี ๑๘-๒๕ ปี ๒๖-๓๐ ปี ๓๑-๔๐ ปี ๔๑-๕๐ ปี ๕๑-๖๐ ปี ๖๑ ปขี น้ึ ไป
 ๓.๒๕ ๓.๒๘ ๓.๑๙ ๓.๑๔ ๓.๑๐ ๒.๗๙

๑๘-๒๕ ปี ๓.๒๕ - -๐.๐๓ ๐.๐๕ ๐.๑๐ ๐.๑๕ ๐.๔๕*

๒๖-๓๐ ปี ๓.๒๘ - ๐.๘๗ ๐.๑๓ ๐.๑๘ ๐.๔๘*

๓๑-๔๐ ปี ๓.๑๙ - ๐.๐๕ ๐.๐๙ ๐.๓๙*

๔๑-๕๐ ปี ๓.๑๔ - ๐.๐๔ ๐.๓๔*

๕๑-๖๐ ปี ๓.๑๐ - ๐.๓๐

๖๑ ปขี นึ้ ไป ๒.๗๙ -

*มีนยั สําคัญทางสถติ ิทีร่ ะดับ ๐.๐๕

จากตารางที่ ๔.๑๓ พบว่า ประชาชนท่ีมีอายุ แตกตา่ งกัน มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายก
องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ด้านการไปใช้สิทธ์ิ
ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง จําแนกตามอายุ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ มี
จาํ นวน ๔ คู่ ไดแ้ ก่

ประชาชนที่มีอายุ ๑๘-๒๕ ปี มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ชยั ภูมขิ องประชาชนในอาํ เภอเมอื ง จงั หวดั ชยั ภูมิ แตกต่างจาก ประชาชนทมี่ อี ายุ ๖๑ ปีขน้ึ ไป,

ประชาชนที่มีอายุ ๒๖-๓๐ ปี มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ชยั ภมู ิของประชาชนในอําเภอเมอื ง จังหวัดชยั ภูมิ แตกต่างจาก ประชาชนทม่ี ีอายุ ๖๑ ปีขน้ึ ไป

ประชาชนท่ีมีอายุ ๓๑-๔๐ ปี มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ชยั ภมู ขิ องประชาชนในอาํ เภอเมือง จงั หวัดชยั ภูมิ แตกตา่ งจาก ประชาชนท่มี อี ายุ ๖๑ ปขี ึ้นไป

ประชาชนท่ีมีอายุ ๔๑-๕๐ ปี มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ชัยภูมขิ องประชาชนในอาํ เภอเมอื ง จงั หวัดชยั ภมู ิ แตกต่างจาก ประชาชนท่มี อี ายุ ๖๑ ปีข้ึนไป

นอกจากนนั้ ไมพ่ บความแตกตา่ งรายคู่

สมมติฐานที่ ๓ ประชาชนที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายก
องค์การบริหารสว่ นจังหวดั ชัยภูมิ ของประชาชนในอําเภอเมือง จงั หวดั ชยั ภมู ิ แตกต่างกนั

การเปรียบเทียบ ใช้สถิติ F-test (One-way ANOWA) ในการทดสอบความแปรปรวน
แบบทางเดียวเพ่ือเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยที่มากกว่าสองกลุ่ม ใช้ระดับความเช่ือมั่น
๙๕% จะยอมรับตามสมมติฐานท่ีต้ังไว้ต่อเมื่อค่า Sig. น้อยกว่า ๐.๐๕ และนําเสนอในรูปตาราง
ประกอบการบรรยาย

๑๒๘

ตารางท่ี ๔.๑๔ แสดงผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วน
จังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ จําแนกตามระดับ
การศึกษา

พฤตกิ รรมการเลือกต้งั นายก (n = ๓๙๙)
df MS F Sig.
องค์การบรหิ ารส่วนจงั หวดั แหลง่ ความ SS

ชัยภูมขิ องประชาชนใน แปรปรวน ๗.๕๓
๒๘๓.๒๒
อาํ เภอเมือง จงั หวัดชยั ภมู ิ ๒๙๐.๗๕

๑. ด้านการติดตามข่าวสาร ระหวา่ งกลมุ่ ๓๒.๘๖ ๕ ๑.๕๐ ๒.๐๙ ๐.๐๖
๓๕๐.๐๕ ๓๙๓ ๐.๗๒
การเลือกต้ัง ภายในกลุ่ม ๓๘๒.๙๒

รวม ๐.๙๑ ๓๙๘
๓๕๔.๖๓
๒. ด้านการช่วยหา ระหว่างกลุ่ม ๕ ๖.๕๗ ๗.๓๘ ๐.๐๐*
๓๙๓ ๐.๘๙
เสียงเลือกตั้ง ภายในกลุ่ม

รวม ๓๙๘

๓. ดา้ นการวิพากษว์ ิจารณ์ ระหวา่ งกลุ่ม ๕ ๐.๑๘ ๐.๒๐ ๐.๙๖
๓๙๓ ๐.๙๐
นโยบายของผู้สมคั ร ภายในกลุ่ม

รวม ๓๕๕.๕๔ ๓๙๘
ระหว่างกลมุ่ ๒๐.๕๒
๔. ดา้ นการไปใช้สทิ ธิ์ ภายในกลุ่ม ๓๓๕.๐๒ ๕ ๔.๑๐ ๔.๘๑ ๐.๐๐*
ลงคะแนนเสียงเลือกตง้ั ๓๙๓ ๐.๘๕

รวม ๓๕๕.๕๕ ๓๙๘
ระหว่างกลุ่ม ๐.๖๑
ภาพรวม ภายในกลุ่ม ๑๔๔.๒๓ ๕ ๐.๑๒ ๐.๓๓ ๐.๘๙
๓๙๓ ๐.๓๖

รวม ๑๔๔.๘๕ ๓๙๘
*มีนยั สําคัญทางสถิตทิ ีร่ ะดับ ๐.๐๕

จากตารางที่ ๔.๑๔ พบว่า ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ จําแนกตามระดับการศึกษา
ไดแ้ ก่ ประชาชนท่ีมรี ะดับการศึกษาต่างกัน มีพฤติกรรมการเลือกตง้ั นายกองค์การบริหารสว่ นจังหวัด
ชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ โดยภาพรวม ไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตาม
สมมติฐานท่ีต้ังไว้ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการช่วยหาเสียงเลือกตั้ง และด้านการไปใช้
สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ซ่ึงเป็นไปตาม
สมมตฐิ านทต่ี ้ังไว้

๑๒๙

ดังนั้น จึงทําการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ของพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ด้วยวิธีการของ LSD. (Least
Significant Difference) และนาํ เสนอในรูปตารางประกอบการบรรยาย ดงั ตารางท่ี ๔.๑๕-๔.๑๖

ตารางที่ ๔.๑๕ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ของพฤติกรรมการเลือกตั้งนายก
องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ด้าน
การช่วยหาเสยี งเลือกตงั้ จาํ แนกตามระดับการศกึ ษา

(n = ๓๙๙)

ค่าเฉลยี่ ประถม มัธยม มธั ยม ปวช/ ปริญญา ปรญิ ญา
ศกึ ษา ศึกษา ศึกษา ปวส. ตรี โท
ระดับการศกึ ษา ตอนปลาย ขึน้ ไป
ตอนต้น

ประถมศกึ ษา  ๒.๖๓ ๒.๖๐ ๒.๐๘ ๒.๒๑ ๑.๙๖ ๑.๙๙
๒.๖๓ - ๐.๐๓ ๐.๕๕* ๐.๔๒* ๐.๖๗* ๐.๖๔*

มัธยมศกึ ษาตอนตน้ ๒.๖๐ - ๐.๕๑* ๐.๓๘* ๐.๖๔* ๐.๖๐*

มัธยมศกึ ษาตอนปลาย ๒.๐๘ - -๐.๑๓ ๐.๑๒ ๐.๐๘

ปวช./ปวส. ๒.๒๑ - ๐.๒๕ ๐.๒๑

ปรญิ ญาตรี ๑.๙๖ - -๐.๐๓

ปริญญาโทข้นึ ไป ๑.๙๙ -

*มนี ัยสําคัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั ๐.๐๕

จากตารางที่ ๔.๑๕ พบว่า ประชาชนที่มีระดับการศึกษา แตกต่างกัน มีพฤติกรรมการ
เลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ด้านการ
ช่วยหาเสียงเลือกต้ัง จําแนกตามระดับการศึกษา แตกต่างกัน อยา่ งมนี ัยสําคัญทางสถิติที่ระดบั ๐.๐๕
มีจาํ นวน ๘ คู่ ได้แก่

ประชาชนที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษา มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหาร
ส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แตกต่างจาก ประชาชนที่มีการศึกษา
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย,

ประชาชนท่ีมีการศึกษาระดับประถมศึกษา มีพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหาร
ส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แตกต่างจาก ประชาชนที่มีการศึกษา
ระดับ ปวช/ปวส.,

ประชาชนท่ีมีการศึกษาระดับประถมศึกษา มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหาร
ส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แตกต่างจาก ประชาชนท่ีมีการศึกษา
ระดับปริญญาตรี

๑๓๐

ประชาชนที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษา มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหาร
ส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แตกต่างจาก ประชาชนที่มีการศึกษา
ระดับปริญญาโทข้นึ ไป

ประชาชนท่ีมีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แตกต่างจาก ประชาชนท่ีมี
การศกึ ษาระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย,

ประชาชนท่ีมีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แตกต่างจาก ประชาชนท่ีมี
การศกึ ษาระดับ ปวช./ปวส.,

ประชาชนที่มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แตกต่างจาก ประชาชนที่มี
การศกึ ษาระดับปรญิ ญาตรี

ประชาชนท่ีมีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แตกต่างจาก ประชาชนที่มี
การศึกษาระดบั ปริญญาโทข้นึ ไป

ตารางท่ี ๔.๑๖ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ของพฤติกรรมการเลือกต้ังนายก
องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ
ด้านการไปใชส้ ทิ ธ์ลิ งคะแนนเสยี งเลอื กต้ัง จําแนกตามระดับการศกึ ษา

(n=๓๙๙)

ระดับการศึกษา ค่าเฉล่ีย ประถม มัธยม มัธยม ปวช/ ปรญิ ญา ปรญิ ญา
ศึกษา ศกึ ษา ศกึ ษา ปวส. ตรี โท
ประถมศกึ ษา ตอนต้น ตอนปลาย ขึน้ ไป
มัธยมศึกษาตอนตน้
มัธยมศกึ ษาตอนปลาย  ๒.๘๕ ๒.๘๐ ๓.๓๕ ๓.๒๕ ๓.๓๓ ๓.๑๔
ปวช./ปวส. ๒.๘๕ -
ปริญญาตรี ๒.๘๐ ๐.๐๔ -๐.๕๐* -๐.๓๙* -๐.๔๗* -๐.๒๘
ปรญิ ญาโทขนึ้ ไป ๓.๓๕
๓.๒๕ - -๐.๕๔* -๐.๔๔* -๐.๕๒* -๐.๓๓
๓.๓๓
๓.๑๔ - ๐.๑๐ ๐.๐๒ ๐.๒๑

- -๐.๐๗ ๐.๑๑

- ๐.๑๙

-

จากตารางที่ ๔.๑๖ พบว่า ประชาชนที่มีระดับการศึกษา แตกต่างกัน มีพฤติกรรมการ
เลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ด้านการ
ไปใช้สิทธล์ิ งคะแนนเสียงเลือกต้ัง จําแนกตามระดบั การศึกษา แตกต่างกัน อยา่ งมีนัยสําคัญทางสถิติท่ี
ระดับ ๐.๐๕ มีจาํ นวน ๖ คู่ ได้แก่

๑๓๑

ประชาชนที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษา มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหาร
ส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แตกต่างจาก ประชาชนท่ีมีการศึกษา
ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย,

ประชาชนที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษา มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหาร
ส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แตกต่างจาก ประชาชนที่มีการศึกษา
ระดับ ปวช/ปวส.

ประชาชนท่ีมีการศึกษาระดับประถมศึกษา มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหาร
ส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แตกต่างจาก ประชาชนที่มีการศึกษา
ระดับปรญิ ญาตรี

ประชาชนท่ีมีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แตกต่างจาก ประชาชนที่มี
การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย,

ประชาชนท่ีมีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แตกต่างจาก ประชาชนท่ีมี
การศกึ ษาระดบั ปวช/ปวส.

ประชาชนท่ีมีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แตกต่างจาก ประชาชนท่ีมี
การศกึ ษาระดบั ปริญญาตรี

นอกจากนั้น ไม่พบความแตกตา่ งรายคู่

สมมติฐานท่ี ๔ ประชาชนท่ีมีอาชีพต่างกัน มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การ
บริหารสว่ นจงั หวัดชัยภมู ิของประชาชนในอําเภอเมอื ง จงั หวัดชยั ภูมิ แตกตา่ งกัน

การเปรียบเทียบ ใช้สถิติ F-test (One-way ANOWA) ในการทดสอบความแปรปรวน
แบบทางเดียวเพ่ือเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยที่มากกว่าสองกลุ่ม ใช้ระดับความเชื่อมั่น
๙๕% จะยอมรับตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ต่อเม่ือค่า Sig. น้อยกว่า ๐.๐๕ และนําเสนอในรูปตาราง
ประกอบการบรรยาย

๑๓๒

ตารางท่ี ๔.๑๗ แสดงผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วน
จงั หวัดชยั ภูมิของประชาชนในอําเภอเมอื ง จังหวดั ชัยภมู ิ จําแนกตามอาชพี

พฤตกิ รรมการเลอื กต้งั นายก (n=๓๙๙)
df MS F Sig.
องค์การบรหิ ารส่วนจงั หวัด แหล่งความ SS

ชยั ภมู ขิ องประชาชนในอาํ เภอ แปรปรวน

เมอื ง จงั หวัดชยั ภมู ิ

๑. ด้านการตดิ ตามขา่ วสาร ระหว่างกลุ่ม ๔.๐๐ ๖ ๐.๖๖ ๐.๙๑ ๐.๔๘
๓๙๒ ๐.๗๓
การเลอื กตง้ั ภายในกลุ่ม ๒๘๖.๗๕

รวม ๒๙๐.๗๕ ๓๙๘

๒. ด้านการชว่ ยหาเสยี ง ระหวา่ งกลมุ่ ๒๘.๘๔ ๖ ๔.๘๐ ๕.๓๒ ๐.๐๐*
เลอื กต้ัง ภายในกลุ่ม ๓๕๔.๐๘ ๓๙๒ ๐.๙๐

รวม ๓๘๒.๙๒ ๓๙๘
ระหวา่ งกล่มุ ๕.๕๑
๓. ด้านการวพิ ากษ์วิจารณ์ ภายในกลุ่ม ๓๕๐.๐๓ ๖ ๐.๙๑ ๑.๐๒ ๐.๔๐
นโยบายของผูส้ มัคร ๓๙๒ ๐.๘๙

รวม ๓๕๕.๕๔ ๓๙๘

๔. ดา้ นการไปใชส้ ิทธล์ิ ง ระหวา่ งกลมุ่ ๑๒.๑๒ ๖ ๒.๐๒ ๒.๓๐ ๐.๐๓*
คะแนนเสยี งเลือกตง้ั ภายในกลุ่ม ๓๔๓.๔๓ ๓๙๒ ๐.๘๗

รวม ๓๕๕.๕๕ ๓๙๘

ภาพรวม ระหว่างกลมุ่ ๓.๑๒ ๖ ๐.๕๒ ๑.๔๔ ๐.๑๙
ภายในกลุ่ม ๑๔๑.๗๒ ๓๙๒ ๐.๓๖

รวม ๑๔๔.๘๕ ๓๙๘

*มีนยั สําคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดับ ๐.๐๕

จากตารางที่ ๔.๑๗ พบว่า ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมการเลือกต้ังนายก
องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ จําแนกตามอาชีพ ได้แก่
ประชาชนท่ีมีอาชีพต่างกัน มีพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของ
ประชาชนในอาํ เภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ โดยภาพรวม ไมแ่ ตกต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมตฐิ านท่ีตง้ั ไว้
เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการช่วยหาเสียงเลือกตั้ง และด้านการไปใช้สิทธ์ิลงคะแนนเสียง
เลือกตัง้ แตกตา่ งกัน อยา่ งมีนัยสาํ คญั ทางสถติ ิที่ระดบั ๐.๐๕ ซึง่ เปน็ ไปตามสมมติฐานทีต่ ้งั ไว้

ดังน้ัน จึงทําการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ของพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ด้วยวิธีการของ LSD. (Least
Significant Difference) และนําเสนอในรูปตารางประกอบการบรรยาย ดงั ตารางท่ี ๔.๑๘-๔.๑๙

๑๓๓

ตารางท่ี ๔.๑๘ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ของพฤติกรรมการเลือกตั้งนายก
องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ด้าน
การช่วยหาเสียงเลือกตง้ั จําแนกตามอาชพี

(n=๓๙๙)

รบั ราชการ เจา้ ของ พนักงาน อาชีพ เกษตรกร/ นักเรยี น/ อืน่ ๆ

อาชีพ ค่าเฉลีย่ /พนกั งาน กิจการ/ บริษทั / อสิ ระ/ ปศุสตั ว์ นกั ศกึ ษา (โปรด
รัฐวิสาหกจิ คา้ ขาย พนกั รบั จา้ ง ระบุ)
 งานรา้ นคา้ ทวั่ ไป

๑.๗๗ ๒.๔๒ ๒.๒๒ ๒.๓๔ ๒.๕๔ ๒.๔๒ ๒.๑๘

รบั ราชการ/ ๑.๗๗ - -๐.๖๕* -๐.๔๕* -๐.๕๗* -๐.๗๗* -๐.๖๕* -๐.๔๑
พนกั งานรฐั วิสาหกจิ

เจ้าของกจิ การ/คา้ ขาย ๒.๔๒ - ๐.๑๙ ๐.๐๗ ๐.๑๒ ๐.๐๐ ๐.๒๓

พนักงานบรษิ ัท/ ๒.๒๒ - -๐.๑๒ -๐.๓๒ -๐.๑๙ ๐.๐๓
พนักงานรา้ นค้า

อาชีพอิสระ/ ๒.๓๔ - -๐.๒๐ -๐.๐๗ ๐.๑๕
รับจา้ งทวั่ ไป

เกษตรกร/ปศสุ ตั ว์ ๒.๕๔ - ๐.๑๒ ๐.๓๕

นกั เรียน/นักศกึ ษา ๒.๔๒ - ๐.๒๓

อืน่ ๆ(โปรดระบ)ุ ๒.๑๘ -

จากตารางที่ ๔.๑๘ พบว่า ประชาชนท่ีมีอาชีพ แตกต่างกัน มีพฤติกรรมการเลือกต้ัง
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ด้านการช่วยหา
เสียงเลือกต้ัง จําแนกตามอาชีพ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ มีจํานวน ๕ คู่
ได้แก่

ประชาชนมีอาชีพรับราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ มีพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภมู ิของประชาชนในอําเภอเมือง จงั หวดั ชัยภูมิ แตกตา่ งจาก ประชาชนท่มี ีอาชีพ
เจา้ ของกิจการ/ค้าขาย

ประชาชนมีอาชพี รับราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การ
บริหารสว่ นจงั หวดั ชัยภมู ิของประชาชนในอําเภอเมือง จงั หวัดชัยภมู ิ แตกตา่ งจาก ประชาชนทีม่ ีอาชีพ
พนกั งานบรษิ ัท/พนกั งานร้านค้า

ประชาชนมีอาชีพรับราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จงั หวดั ชัยภมู ิ แตกตา่ งจาก ประชาชนท่ีมีอาชีพ
อิสระ/รบั จา้ งท่วั ไป

ประชาชนมีอาชีพรับราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ มีพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การ
บรหิ ารส่วนจังหวดั ชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมอื ง จังหวดั ชัยภมู ิ แตกต่างจาก ประชาชนทีม่ ีอาชีพ
เกษตรกร/ปศุสัตว์

๑๓๔

ประชาชนมีอาชพี รับราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ มีพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แตกต่างจาก ประชาชนท่ีเป็น
นกั เรยี น/นักศึกษา

ตารางที่ ๔.๑๙ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ของพฤติกรรมการเลือกตั้งนายก
องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ด้าน
การไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสยี งเลอื กตั้ง จาํ แนกตามอาชีพ

(n=๓๙๙)

รบั ราชการ เจา้ ของ พนกั งาน อาชพี เกษตรกร/นักเรยี น/ อืน่ ๆ

/พนกั งาน กิจการ/ บริษัท/ อิสระ ปศุสตั ว์ นักศึกษา (โปรด

อาชพี ค่าเฉล่ยี รัฐวสิ าหกิจ คา้ ขาย พนัก /รับจา้ ง ระบ)ุ
 งาน ทั่วไป
รา้ นคา้

๓.๒๗ ๓.๒๕ ๓.๓๔ ๓.๐๕ ๒.๘๖ ๓.๐๘ ๓.๔๕

รับราชการ/

พนักงาน ๓.๒๗ - ๐.๐๑ -๐.๐๗ ๐.๒๒ ๐.๔๐* ๐.๑๘ -๐.๑๘

รัฐวสิ าหกจิ

เจ้าของกจิ การ/ ๓.๒๕ - ๐.๐๙ ๐.๒๐ ๐.๓๘ ๐.๑๗ ๐.๒๐
ค้าขาย

พนกั งานบริษัท/ ๓.๓๔ - ๐.๒๙ ๐.๔๘* ๐.๒๖ -๐.๑๐
พนักงานรา้ นค้า

อาชพี อิสระ/ ๓.๐๕ - ๐.๑๘ -๐.๐๓ -๐.๔๐*
รบั จ้างทวั่ ไป

เกษตรกร/ปศุสตั ว์ ๒.๘๖ - -๐.๒๑ -๐.๕๘*

นกั เรียน/นกั ศึกษา ๓.๐๘ - -๐.๓๗

อื่น ๆ (โปรดระบุ) ๓.๔๕ -

จากตารางท่ี ๔.๑๙ พบว่า ประชาชนที่มีอาชีพ แตกต่างกัน มีพฤติกรรมการเลือกตั้ง
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ด้านการไปใช้สิทธิ์
ลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง จําแนกตามอาชีพ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ ๐.๐๕ มี
จาํ นวน ๔ คู่ ได้แก่

ประชาชนที่มีอาชีพรับราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ มีพฤติกรรมการเลือกต้ังนายก
องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แตกต่างจาก ประชาชน
ที่มอี าชีพเกษตรกร/ปศุสตั ว์

๑๓๕

ประชาชนที่มีอาชีพพนักงานบริษัท/พนักงานร้านค้า มีพฤติกรรมการเลือกต้ังนายก
องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แตกต่างจาก ประชาชน
ทมี่ ีอาชีพเกษตรกร/ปศุสตั ว์

ประชาชนท่ีมีอาชพี อิสระ/รับจ้างท่ัวไป มีพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองคก์ ารบรหิ ารส่วน
จังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แตกต่างจาก ประชาชนที่มีอาชีพอ่ืน ๆ
(โปรดระบุ)

ประชาชนท่ีมีอาชีพเกษตรกร/ปศุสัตว์ มีพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วน
จังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แตกต่างจาก ประชาชนท่ีมีอาชีพอ่ืน ๆ
(โปรดระบุ)

นอกจากน้นั ไมพ่ บความแตกต่างรายคู่

๔.๒.๓ สรุปผลการสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกต้ังนายกองค์การ
บรหิ ารสว่ นจังหวดั ชยั ภมู ิของประชาชนในอําเภอเมอื ง จังหวดั ชยั ภมู ิ

ในการสรุปผลสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วน
จังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ จากผู้ทรงคุณวุฒิผู้ให้ข้อมูลสําคัญ เพ่ือตอบ
วัตถปุ ระสงค์ขอ้ ท่ี ๓ เพอ่ื ศึกษาแนวทางส่งเสรมิ การพัฒนาพฤติกรรมการเลอื กตัง้ นายกองค์การบริหาร
สว่ นจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมอื ง จังหวัดชยั ภมู ิ

ผู้ศึกษาวิจัยใช้แบบสัมภาษณ์ (Interview) สําหรับเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสําคัญ(Key
Informants) จากกลุ่มผู้บริหาร ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ, เทศบาลตําบล, องค์การ
บรหิ ารสว่ นตําบล, กล่มุ ผูน้ ําชุมชน กลมุ่ ตวั แทนประชาชน จํานวน ๑๒ ทา่ น สรุปได้ดงั นี้

ผลการสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสําคัญ (Key Informants) แนวทางส่งเสริมพฤติกรรมการ
เลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ สามารถ
สรุปผลโดยจําแนกตามรายด้านของการศึกษาวิจัย ๔ ด้าน ได้แก่ ๑. ด้านการติดตามข่าวการเลือกต้ัง
๒. ดา้ นการชว่ ยหาเสยี งเลือกตั้ง ๓. ด้านการวิพากษว์ ิจารณ์นโยบายของผู้สมัคร ๔. ด้านการไปใช้สิทธิ์
ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และข้อเสนอแนะเพ่ิมเติม ๕. หลักธรรมสังคหวัตถุ ๔ อันส่งเสริมการพัฒนา
พฤตกิ รรมการเลอื กตง้ั นายกองค์การบรหิ ารส่วนจงั หวดั ชัยภูมิ ในอาํ เภอเมอื ง จงั หวัดชัยภูมิ

๑. ดา้ นการติดตามขา่ วสารการเลอื กตัง้

ผลการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสําคัญ (Key Informants) เกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกตั้ง
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิของประชาชนในอําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ในด้านการ
ติดตามขา่ วสารการเลือกต้ัง มีประเดน็ ที่สามารถสรปุ ได้ พบวา่

๑.๑ ความสนใจในการเลือกต้ังของประชาชนและการออกมาใช้สิทธิเลือกต้ัง ผู้ให้
ข้อมูลสําคัญให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันว่า ประชาชนให้ความสนใจในการเลือกตั้งนายกองค์การ


Click to View FlipBook Version