หลักสูตรห้องเรยี นทวั่ ไป(Talented General Program: TGP) 2
บทท่ี 1
บทนำ
ควำมเปน็ มำและควำมสำคญั
องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นนบั เป็นองค์กรท่ีมบี ทบาทสาคัญย่งิ ในการจัดการศึกษา และ
การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา อันเนื่องมาจากนโยบายกระจายอานาจการจัดการศึกษาองค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ินซ่ึงได้กาหนดไว้ในกฎหมายสาคัญหลายฉบับ โดยเฉพาะอย่างย่ิงรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 25 60 กาหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิ
ที่จะจัดการศึกษาและเข้าไปมีส่วนร่วมจัดการศึกษา ยังมีบทบาทในกรณีมีส่วนร่วมส่งเสริมสนับสนุน
การจดั การศกึ ษาของรัฐในด้านตา่ ง ๆ เช่น ด้านงบประมาณและทรัพยส์ นิ ดา้ นวชิ ากร เช่น การพฒั นา
หลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน การระดมผู้รู้ในชุมชนให้มีส่วนร่วมในการจัดการเรียน
การสอน นอกจากน้ียังมีส่วนร่วมเป็นกรรมการสถานศึกษา กรรมการเขตพ้ืนท่ีการศึกษา กรรมการ
ท่ีปรึกษาหรือกรรมการอื่น ๆ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 (ฉบับที่ 3)
พทุ ธศักราช 2553 กาหนดให้การจัดระบบโครงสรา้ งและกระบวนการจดั การศึกษาใหย้ ึดหลักการกระ
จายอานาจไปสู่เขตพ้ืนที่การศึกษา สถานศึกษาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดถึงให้องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิ จัดการศึกษาระดับใด ระดับหน่ึง หรือทุกระดับตามความพร้อม ความ
เหมาะสม และความต้องการภายในท้องถิ่น ของตนเอง อีกท้ังให้กาหนดหลักเกณฑ์และวิธีการการ
ประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เพ่ือเป็นการส่งเสริมให้
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินสามารถจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐและได้มาตรฐาน
การศกึ ษา
ต่อมาได้มีการประกาศใช้แผนการกระจายอานาจให้องค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่น พุทธศักราช
2542 นอกจากนี้ พระราชบัญญัติกาหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น พุทธศักราช 2542 กาหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินทุกรูปแบบ ได้แก่ เทศบาล
เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนตาบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด และกรุงเทพมหานคร มีอานาจ
หน้าที่ในการจัดการศึกษา และให้มีการถ่ายโอนภารกิจการศึกษาให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
พร้อมท้ังได้กาหนดให้สร้างความพร้อมเพ่ือรองรับการถ่ายโอนภารกิจ บุคลากร งบประมาณและ
ทรัพย์สิน รวมท้ังเตรียมความพร้อมให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้หน่วยงานของรัฐ
ท่ีถ่ายโอนภารกิจให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน ให้คาแนะนาและปรึกษาทางเทคนิค วิชาการ
และการดาเนินงานให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินตามความเหมาะสม และดาเนินการฝึกอบรมต่าง ๆ
รวมทั้งกฎหมาย กฎและระเบียบที่เก่ียวข้อง นอกจากนี้ รัฐยังได้กาหนดนโยบายไว้อย่างชัดเจนว่าให้
หลกั สูตรหอ้ งเรียนท่ัวไป(Talented General Program: TGP) 3
เตรียมความพร้อมในการจัดการศึกษาแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในปี 2558 มีองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถ่ินจานวนมากถึง 7,850 แห่ง ซึ่งประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวดั 76 แห่งเทศบาล
2,469 แห่ง (เทศบาลนคร 30 แห่ง เทศบาลเมือง 192 แห่ง เทศบาลตาบล 2,247 แห่ง)องค์การ
บริหารส่วนตาบล 5,303 แห่ง กรุงเทพมหานคร 1 แห่ง และเมืองพัทยา 1 แห่ง (กลุ่มงานกฎหมาย
และระเบียบท้องถ่ิน 2 กองกฎหมายและระเบียบ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถ่ิน, 2563)
ซ่ึงในปจั จบุ นั มอี งคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่ินท่ีมีอานาจหน้าท่ีจัดการศกึ ษาในระบบอยู่แล้วตามกฎหมาย
เฉพาะขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินในแต่ละรูปแบบ คือ เทศบาล องค์การบริหารส่วนตาบล
องค์การบริหารส่วนจังหวัด กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินท่ีจัด
การศกึ ษาที่มีโรงเรียนในสังกดั 1,481 แหง่ แยกเปน็ สงั กัดเทศบาล 658 โรงเรียน องคก์ ารบริหารส่วน
ตาบล 52 โรงเรียนองคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวัด 326 โรงเรียน สังกัดเมอื งพัทยา 10 โรงเรยี น และสงั กดั
กรุงเทพมหานคร 435 โรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่จัดการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ยกเว้นกรุงเทพมหานครที่จัด
การศึกษาถึงระดับอุดมศึกษา และเทศบาล นครนครปฐมท่ีจัดการศึกษาถึงระดับประกาศนียบัตร
วิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) อย่างไรก็ตามในส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นท่ีไม่ได้จัดการศึกษาในระบบ
โดยตรงก็ได้ให้ความสาคัญในการจัดการศึกษา นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เช่น จัดศูนย์
พัฒนา เด็กเล็ก จัดฝึกอบรมวิชาชีพ และจัดแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ รวมท้ังเข้าไป
มีส่วนร่วมส่งเสริม สนับสนุน การจัดการศึกษาในสถานศึกษาของรัฐ และจะมีการจัดการศึกษาใน
ระบบต่อไปเมอื่ ผ่านการประเมนิ ความพร้อมและความสมคั รใจของสถานศึกษาในท้องถนิ่ ของตนเอง
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิจัดระบบบริการสาธารณะ เพ่ือประโยชน์ในท้องถ่ินของ
ตนเอง ในหมวด (6) การจัดการศึกษาองค์การบรหิ ารส่วนจังหวัดเชยี งรายซ่ึงเป็นองค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นรูปแบบหนึ่งท่ีมีการจัดการศึกษาข้ันพื้นฐานสอดคล้องยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาการศึกษา
และการสาธารณสุข กลยุทธ์ 3.1 ส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาทัง้ ในระบบ นอกระบบ และการศึกษา
ตามอัธยาศัยให้ได้มาตรฐานการศึกษา จัดตั้งโรงเรียนข้ึนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
ต้ังแต่ปี พ.ศ. 2549 จนถึงปีปัจจุบัน จานวนท้ังสิ้น 1 โรงเรียน (กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาของ
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2561 – 2564 หน้า 3) โดยโรงเรียนองค์การบริหารส่วน
จังหวัดเชียงรายเป็นโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่นขนาดใหญ่ ซึ่งได้แก่ องค์การบริหาร
ส่วนจังหวัดเชียงราย จัดตั้งขึ้นเม่ือปีพุทธศักราช 2549 เร่ิมแรกมีนักเรียน 126 คน มี 2 โปรแกรม
หลักสูตร คือ โปรแกรมหลักสูตรวิทย์ - คณิต และหลักสูตรกีฬา ในปีการศึกษาแรก ๆ และมีแนวคิด
ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาเพ่ิมขึ้นอย่างต่อเนื่องตามลาดับ ตลอดถึงนาแนวทาง Thinking
school จากประเทศนิวซีแลนด์ มาเป็นรูปแบบกระบวนการสอนคิดเป็นฐาน โดยปรับวิธีเรียนและ
เปล่ียนวิธีสอน เปล่ียนบทบาทจากการต้องท่อง เน้ือหาวิชามาเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบ
Active Learning ผ่านกระบวนการ Thinking School ให้ความรักความสนใจในชีวิตของนักเรียน
หลักสตู รหอ้ งเรยี นท่วั ไป(Talented General Program: TGP) 4
แต่ละคน จดั ประสบการณ์การเรยี นรูอ้ นั หลากหลายและเหมาะสมกับผูเ้ รียนรายบคุ คลร่วมเรียนรู้แบบ
มีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนในสถานการณ์จริง รู้ศักยภาพที่แตกต่างกันของนักเรียนแต่ละคนและส่งเสริม
ให้นักเรียนได้นาศักยภาพน้ันมาใช้อยา่ งเตม็ ที่ เน้นการประเมินผู้เรียนตามสภาพจริง นกั เรียนท่ีไดร้ บั การ
ส่งเสริมศักยภาพตามความถนัดของตนจะมีความสุขที่จะเรียนรู้ ครูมีความสุขและสนุกในการจัดการ
เรียนการสอนให้กับนักเรียน โดยใช้ทักษะและเคร่ืองมือการสอนคิดได้เหมาะสมกับนักเรียน รวมท้ัง
เปลี่ยนทัศนคติใหม่ สร้างแรงบันดาลใจ สามารถคิดในระดับสูงได้ คือ คิดวิเคราะห์ และคิดสร้างสรรค์
(รายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา SAR 2562 หนา้ 33)
จากการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550 : 43)
พบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินมีปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการศึกษาหลายประการ
เชน่ ผ้บู ริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขาดความรคู้ วามเข้าใจในการศกึ ษา หรือไมเ่ หน็ ความสาคัญ
ด้านการศึกษา ขาดความต่อเนื่องทางการเมืองเนื่องจากผู้บริหารมีวาระในการดารงตาแหน่งครู
ขาดขวัญกาลังใจและความก้าวหน้าทางวิชาชีพเมื่อเปรียบเทียบกับสังกัดกระทรวงศึกษาธิ การ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ไม่เพียงพอในการบริหารจัดการท้องถิ่นของตน ยังต้องพึ่งพิง
งบประมาณจากส่วนกลาง ทาให้ไม่มีความคล่องตัวในการบริหาร และที่สาคัญผู้บริหารสถานศึกษา
ขาดความรู้ความเขา้ ใจและความมงุ่ ม่ันในการปฏริ ูปการศกึ ษาอยา่ งแทจ้ ริง สง่ ผลให้คุณภาพ ของ
สถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งไม่เป็นที่ยอมรับจากชุมชนและผู้ปกครอง
ในการส่งบตุ รหลานเพื่อเขา้ เรียนสถานศกึ ษาในสังกดั เป็นตน้
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นองค์กรปกครองท้องถ่ินขนาดใหญ่ระดับจังหวัด
มีโรงเรียนหรือสถานศึกษาในสังกัด จานวน 1 แห่ง คือ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
ซึ่งเปิดทาการเรียนการสอนต้ังแต่ปีการศึกษา 2549 ในระดับอนุบาล 1 ถึงระดับมัธยมศึกษาปีท่ี 6
เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่สาคัญยง่ิ ในการพัฒนาผู้เรยี นและผลิตกาลังคนในจังหวัดเชียงรายใหม้ ีศักยภาพ
ทจ่ี ะช่วยพัฒนาประเทศให้สามารถแขง่ ขันด้านการศกึ ษา เศรษฐกจิ การเมอื ง และเทคโนโลยี กบั
นานาประเทศได้ ดังนั้น การมี “โรงเรียนคุณภาพ” ในสังกัดถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่สาคัญ
ในการเปน็ กลไกให้เกดิ การพฒั นาการจัดการศึกษาให้มีคณุ ภาพ มคี วามเป็นเลิศ และมีความเสมอภาค
ในการให้บริการทางการศึกษาท่ีเท่าเทียมกันในมาตรฐานวิชาการ มีความยืดหยุ่นและหลากหลาย
ในทางปฏิบัติ การจัดการศึกษาเพ่ือสู่ความเป็นเลิศ จึงเป็นเป้าหมายในการพัฒนาสถานศึกษาให้มี
ศักยภาพ และความพร้อมในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ มาตรฐานเป็นต้นแบบการพัฒนาอย่าง
เป็นรูปธรรม ความสาเร็จของ “โรงเรียนคุณภาพ” ของสถานศึกษาในสังกัดจะส่งผลให้บรรลุตาม
มาตรา 54 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่บัญญัติไว้ว่า “รัฐต้อง
หลกั สตู รห้องเรยี นทั่วไป(Talented General Program: TGP) 5
ดาเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคบั
อย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย...” นอกจากนี้ยังจะช่วยขจัดปัญหาวกิ ฤตทางการศึกษาต่าง ๆ ได้
อาทิเช่น คุณภาพสถานศึกษา ที่แตกต่างกัน คุณภาพผู้เรียนท่ีจะพัฒนาได้อย่างต่อเน่ืองตลอดชีวิต
และ ความเหล่ือมล้าในการเข้ารับการบริการทางการศึกษา การบริหารจัดการศึกษาที่ทาให้โรงเรียน
มีอานาจหน้าท่ีรับผิดชอบความเป็นอิสระและความคล่องตัว สามารถบริหารตนเองได้อย่างมีคุณภาพ
จากการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาเป็นแกนนาที่สาคัญในการเป็น
ผู้นาให้คณะกรรมการสถานศึกษา ครู อาจารย์ ผู้ปกครองและชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร
ซ่ึงในประเทศสหรัฐอเมริกาได้มี การพัฒนาหลักการและกระบวนการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
ให้เป็นกลไก ในการปฏิรูปการศึกษา และแพร่หลายไปยังประเทศต่าง ๆ เช่น นิวซีแลนด์ สาธารณรัฐ
เกาหลี สิงคโปร์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย และได้พบว่าการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ดีข้ึนน้ันต้อง
ปรับปรุงและพัฒนาระบบการบริหารโรงเรียน โดยมุ่งปรับระบบโครงสร้างการบริหารโรงเรียนใหม่
ใหม้ ีการกระจายอานาจการบริหารและจัดการศึกษาไปยงั โรงเรยี นมากขึน้ และใหโ้ รงเรยี นบริหารแบบ
มสี ว่ นรว่ มมากขึ้น
จึงเป็นความมุ่งมั่นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย โดยการนาของผู้บริหาร
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และทุกภาคส่วนท่ีเก่ียวข้อง
กับการศึกษาที่จะขับเคลื่อนในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพื่อยกระดับและคุณภาพของทรัพยากร
มนุษย์ให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เป็นคนดี คนเก่ง และสามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอันมีภารกิจหลักในการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนา และดูแลการบริการ
สาธารณะทัง้ ปวงที่มอี ยใู่ นชมุ ชน หมบู่ า้ น ตาบล และจังหวัดของตนเอง เดิมทใี ห้ความสนใจ ใน
การพัฒนาโครงสร้างพ้ืนฐานเสียเป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันมีองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินจานวนมาก ได้
ให้ความสาคัญในการพัฒนาคนมากย่ิงข้ึน อันเกิดจากวิกฤตการศึกษาสังคม เศรษฐกิจ
และการเมืองของประเทศ ตลอดถึง ความก้าวล้าทางเทคโนโลยี ซ่ึงจะต้องมีการเตรีย มคน
ให้ทันต่อกระแสการเปล่ียนแปลงของโลก และเตรียมคนเข้าสู่การแข่งขันในเวทีนานาชาติด้วย
กระบวนการทางการศึกษา
ในสภาพความเป็นจริงปรากฏว่า มปี ัญหาอกี มากทีเ่ กดิ จากการบรหิ ารจดั การศึกษาไมเ่ ป็นไป
ตามแนวทางปฏิรูปการศึกษา ส่งผลให้การบริหารจัดการศึกษาเกิดปัญหาและอุปสรรคไม่บรรลุ
ผลสาเร็จตามวัตถุประสงค์ หรือสาเร็จอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ดังเช่น ชุมชนอยากมีโอกาสในการ
มีส่วนร่วม แต่โรงเรียนขาดวิสัยทัศน์หรือยึดติดระบบราชการ (สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
2547 : 61) หรือผลการประเมินของสานักงานรับรองมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษา (สมศ.)
รอบแรก พ.ศ. 2544-2548 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา 6,389 คน จาก 32,000 คน ไม่ได้มาตรฐาน
และโดยภาพรวมมาตรฐานจากการประเมินท่ีไม่ได้รับรองมากที่สุด คือ มาตรฐานผู้เรียนด้านการคิด
หลกั สูตรหอ้ งเรียนท่วั ไป(Talented General Program: TGP) 6
วิเคราะห์ การใฝ่รู้ใฝ่เรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซ่ึงสาเหตุเบ้ืองต้นเกิดขึ้นจากการบริหาร
วิชาการหรือการจัดการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา (สานักงานรับรองมาตรฐานและประเมิน
คุณภาพการศึกษา (2551 : 15) แสดงให้เห็นถึงปัญหาการขาดการบริหารจัดการศึกษาไม่เป็นไปตาม
แนวทางการปฏิรูปการศึกษาท่ีบริหารจัดการเชิงกระจายอานาจและการบริหารโดยใช้โรงเรียน
เป็นฐาน เพ่ือพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาสาหรับสถานศึกษาท่ีมีผลการประเมินรอบแรก
และรอบที่สอง อยู่ในระดับปรับปรุงและระดับพอใช้ นอกจากน้ันรายงานการศึกษาหลายชิ้นระบุว่า
ความล้มเหลวของ การปฏิรูปการศึกษาหรือการจัดการศึกษานั้นเกิดจากผู้บริหารสถานศึกษา
ซ่ึงการจัดการศึกษาในโรงเรียนจะประสบความสาเร็จหรือไม่น้ันขึ้นอยู่กับตัวแปรท่ีสาคัญที่สุด
คอื สถานศกึ ษา
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหน่วยงานกาหนดนโยบายในการจัดการศึกษา
ของสถานศึกษาในสังกัด ให้เป็นไปตามคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา จึงมีความสาคัญและจาเปน็
ในการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษาเพ่ือยกระดับคุณภาพ และเพ่ิมโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็ก
และเยาวชนในจงั หวัดเชียงราย โดยมีหลักการบรหิ ารท่สี าคัญคือ “ใหโ้ อกาส เพิ่มคณุ ภาพ เพอื่ อนาคต
ท่ีดีกว่า” การจัดจัดการศึกษาของโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้จัดหลักสูตรไว้ 3
หลักสูตรดังนี้ หลักสูตร English Program หลักสูตรปกติและหลักสูตรกีฬา ภายใต้ปรัชญาการศึกษา
“วิชาการเด่น เปน็ เลิศภาษา นากีฬาสูส่ ากล พฒั นาความเปน็ มนษุ ยใ์ หส้ มบรู ณ์”
ดังนั้น โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้ตระหนักและเห็นความสาคัญใน
การพัฒนาหลักหลักสูตรสถานศึกษาอยู่สม่าเสมอ เริ่มจาก 2 โปรแกรมหลักสูตร เป็น 6 ถึง 9
โปรแกรมหลักสูตร และปีการศึกษา 2559-2563 ไดย้ กร่างพัฒนาหลักสตู รสถานศึกษาข้ึน จานวน 14
โปรแกรมหลักสูตร เพอ่ื พัฒนาศักยภาพของผู้เรียนรายบุคคล ตลอดถงึ หลักสูตรสถานศึกษาที่ควรต้อง
ปรบั เปลยี่ นและพฒั นาให้ทันกับยุคของโลก เพอ่ื สง่ เสริมศกั ยภาพผู้เรยี นรายบคุ คลของโรงเรียน ตลอด
ถึงเสนอแนะแนวทางการพัฒนาให้ดีย่ิงข้ึน (แผนปฏิบัติการประจาปีโรงเรียนองค์การบริหารส่วน
จังหวัดเชยี งราย, 2560 : 89)
โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายโดยผู้บริหารสถานศึกษาให้ความสาคัญใน
การจดั การศึกษา กาหนดกรอบแนวคิดในการจดั การศึกษา คอื การใหค้ วามรกั กอ่ นให้ความรู้ สรา้ งคน
ดีก่อนคนเก่ง 1 โรงเรียน 3 หลักสูตร 14 โปรแกรมรายวิชา ห้องเรียนท่ัวไป(Talented General
Program: TGP)เป็นหน่ึงในหลักสูตรปกติท่ีเปดิ ข้ึนเพื่อการพัฒนาผู้เรียนท่ีผู้ปกครอง หรือสถานศึกษา
อืน่ ๆ เห็นวา่ เปน็ นักเรียนท่ีไม่พร้อมทีจ่ ะเรยี น ให้มโี อกาสมาเข้าเรียนในสถานศึกษา การจัดการศึกษา
ของหลักสูตรสถานศึกษามีเป้าหมายสาคัญเพ่ือนาไปสู่ความสาเร็จในการพัฒนาตนเองของผู้เรียนซ่ึง
จะเป็นกาลังสาคัญต่อการพัฒนาประเทศชาติในอนาคตอันใกล้ อันจะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตประชากร
หลกั สตู รห้องเรยี นทั่วไป(Talented General Program: TGP) 7
ในจังหวัดเชียงราย ท้องถ่ิน ชุมชน สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ยังประโยชน์ถึงส่วนรวม บ้านเมือง
ประชาชนและประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน
จากการที่โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้จัดการเรียนรู้ ห้องเรียนทั่วไป
(Talented General Program: TGP) ในปีการศึกษา2562 แล้วอาจมีปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ท่ี
เกิดขึ้นท้ังน้ีสืบเนื่องจากปัจจัยหลายประการ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายโดย
องค์การบริ ห ารส่ว นจั งหวัดเชียงรายจึ งได้ศึกษาผล การจั ดการเรียน รู้ ห้ องเรีย นท่ัว ไป( Talented
General Program: TGP)ขน้ึ โดยมงุ่ หวงั ว่าผลการดาเนนิ การคร้ังนี้จะเป็นข้อมูลใหผ้ ู้เก่ยี วข้อง ใชเ้ ป็น
ข้อมูลพ้ืนฐานในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้หอ้ งเรียนทั่วไป(Talented General Program: TGP)ให้
มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
วัตถุประสงคข์ องกำรดำเนนิ กำร
1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาของการจัดการศึกษาตาหลักสูตรห้องเรียนท่ัวไป
(Talented General Program: TGP) กรณโี รงเรยี นองค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวดั เชียงราย
2. เพ่ือรายงานผลการจัดการศึกษาหลักสูตรห้องเรียนท่ัวไป(Talented General Program:
TGP) ประจาปกี ารศึกษา 2563 กรณโี รงเรยี นองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจังหวดั เชียงราย
3. เพ่ือหาแนวทางการพัฒนา ปรับปรุง การจัดการศึกษาหลักสูตร ห้องเรียนท่ัวไป
(Talented General Program: TGP) ให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล กรณีโรงเรียน
องค์การบรหิ ารส่วนจังหวัดเชยี งรายใหม้ ีประสิทธภิ าพต่อไป
หลกั สตู รหอ้ งเรียนทัว่ ไป(Talented General Program: TGP) 8
ขอบเขตของกำรดำเนนิ กำร
1. ขอบเขตดำ้ นเน้อื หำ
การดาเนินการครง้ั น้ี ผ้ดู าเนนิ การรวมรวมเนอ้ื หาดงั น้ี
1) ผลการจัดการเรียนรู้หลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียนทั่วไป(Talented General
Program: TGP) ของโรงเรยี นองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
2) ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะในการจัดการเรียนรู้หลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียน
ทว่ั ไป (Talented General Program: TGP) ของโรงเรียนองค์การบริหารสว่ นจังหวัดเชยี งราย
2. ประชำกร
1) ประชากร ไดแ้ ก่
1. ผบู้ ริหารสถานศึกษา จานวน 5 คน
2. นักเรียนท่ีกาลังศึกษาห้องเรียนท่ัวไป(Talented General Program: TGP)
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด
เชียงรายจานวน 821 คน
3. ครูผู้สอนที่จัดการเรียนรู้ในห้องเรียนท่ัวไป(Talented General Program: TGP)
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ถึงระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด
เชยี งรายจานวน 59 คน
4. ผู้ปกครองนักเรียนท่ีกาลังศึกษาในห้องเรียนทั่วไป(Talented General
Program: TGP)ระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 ถงึ ระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6 ของโรงเรียนองคก์ ารบรหิ าร
ส่วนจงั หวดั เชยี งรายจานวน 821 คน
3. ตวั แปร
3.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ จัดการเรียนรู้หลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียนทั่วไป(Talented
General Program: TGP) ของโรงเรียนองคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวดั เชยี งราย
3.2 ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่
1) ผลการจัดการเรียนรู้หลักสูตรสถานศึกษาห้องเรียนทั่วไป(Talented General
Program: TGP) ของโรงเรยี นองคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวดั เชยี งราย
2) ปญั หา อปุ สรรคและข้อเสนอแนะในการจัดการเรยี นรู้หลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียน
ทั่วไป (Talented General Program: TGP) ของโรงเรยี นองค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวดั เชียงราย
หลักสตู รหอ้ งเรียนท่ัวไป(Talented General Program: TGP) 9
กรอบแนวคิดในกำรดำเนินกำร
พระราชบัญญตั ิการศึกษาแหง่ ชาติ รูปแบบการจัดการเรียนรู้หลักสูตรสถานศึกษา
พุทธศกั ราช 2542 ห้องเรียนทั่วไป(Talented General Program:
TGP) ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้น เชยี งราย
พ้นื ฐานพทุ ธศักราช 2551
- ผลการจดั การเรียนรู้
แนวทางการบรหิ ารจัดการหลักสูตร - ปัญหา อุปสรรคในการจัดการเรียนรู้
สถานศึกษาของสถานศกึ ษา - ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบายการบรหิ ารจัดการ
หลักสูตรสถานศึกษา
รปู แบบการจัดการเรียนร้โู รงเรียน
องค์การบรหิ ารส่วนจังหวดั เชยี งราย
ห้องเรยี นทวั่ ไป (Talented General
Program : TGP)
การดาเนินการถอดบทเรยี นโปรแกรม
นหิยอ้ำงมเศรียัพนทท์เวั่ฉไพปำ(Tะalented General
Program : TGP)
นยิ ำมศัพทเ์ ฉพำะ
1. กำรจดั กำรเรียนรู้ หมายถึง การจัดสถานการณ์ สภาพการณ์ หรือกิจกรรมการเรียนรู้
ให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ อันก่อให้เกิดการเรียนรู้ได้ง่าย ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนมีความเจริญงอกงาม
และพัฒนาการทั้งทางกาย และทางสมอง อารมณ์ และสังคม
2. หลักสูตรสถำนศึกษำห้องเรียนทั่วไป(Talented General Program: TGP) หมายถึง
การจัดรายละเอียดองค์ประกอบของหลกั สูตร ซึ่งประกอบด้วย เป้าหมาย จุดหมาย เนื้อหาสาระ การ
จัดประสบการณ์การเรียนรู้ และการประเมินผล เพ่ือพัฒนาหลักสูตรโปรแกรมห้องเรียนทั่วไป
(Talented General Program: TGP)
หลักสูตรห้องเรียนทวั่ ไป(Talented General Program: TGP) 10
3. แนวทำงกำรบริหำรจัดกำรหลักสูตร หมายถึง การบริหารงานท่ีเก่ียวข้องกับการ
ปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพสูงสุด พัฒนาหลักสูตร การส่งเสริม
สนับสนุน และการกากับ ดแู ลคุณภาพการใชห้ ลักสูตร
4. รูปแบบห้องเรียนท่ัวไป(Talented General Program: TGP) หมายถึงแนวการจัด
ประสบการณ์ ท่ีมีการจัดทาเป็นแผนการจัดสภาพการเรียนรู้หรอื โครงการพัฒนาการศึกษา โดยมีการ
กาหนดวิธีการจัดการเรียนรู้ เพ่ือให้ผู้เรียนเกิดผลการเรียนรู้ตามจุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายตามท่ี
หลักสูตรกาหนดไว้ ให้กับนักเรียนห้องเรียนท่ัวไป(Talented General Program: TGP)ท่ีกาลังศึกษา
อย่ใู นปกี ารศกึ ษา 2562 โรงเรยี นองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจังหวดั เชยี งราย
5. กำรถอดบทเรียน หมายถึง กระบวนการทบทวน สรุปเหตุการณ์และเงื่อนไขที่เกิดขึ้น
ประมวลผลลัพธ์เช่ือมโยงหลายมิติทั้งภายในและภายนอก สะท้อนสิ่งที่ส่งผลให้เกิดความแตกต่าง
แสวงหาบทเรียนท่ีดีท่ีสุด หรือวิธีการปฏิบัติท่ีดีที่สุด เพ่ือให้เกิดวิธีคิดค่านิยมใหม่ ๆ นาไปสู่การ
สร้างสรรค์ปฏบิ ัติการใหม่ ๆ ทีด่ ีขนึ้ ในคร้งั ต่อไป ก่อให้เกิดผลต่อพฤติกรรม การถอดบทเรียนหลักสูตร
โรงเรยี นองคก์ ารบริหารบริหารสว่ นจงั หวัดเชยี งราย คอื โปรแกรมหอ้ งเรียนท่ีเปดิ สอน
ประโยชนท์ ี่คำดว่ำจะไดร้ บั
1. ผลการดาเนินการ สามารถนาไปเป็นข้อมูลการบริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหาร
ส่วนจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบสภาพปัญหา และผลการจัดการศึกษาตาม
หลักสูตรห้องเรียนทั่วไป(Talented General Program: TGP) และใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการ
พัฒนาการบริหารงานวชิ าการของผู้บรหิ ารใหม้ ีประสทิ ธิภาพมากยงิ่ ข้นึ
2. การถอดบทเรียนกระบวนการเรียนรู้โปรแกรมห้องเรียนของโรงเรียนองค์การบริหารส่วน
จังหวัดเชียงราย จะช่วยสะท้อนภาพรวมการสร้างการเรียนรู้ของสถานศึกษาท่ีมีอยู่ให้เห็นอย่างเป็น
ระบบและเผยแพร่ในวงกว้างให้สถานศึกษาท่ีสนใจ และผู้ที่เก่ียวข้องทางด้านการศึกษา ได้รับรู้และ
เข้าใจถึงศักยภาพของสถานศึกษาในการสร้างการเรียนรู้ เพื่อพฒั นาผูเ้ รียนให้สาเร็จตามความสามารถ
และอัจริยภาพรายบคุ คล
3. ทาให้สถานศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษา ได้รับรู้และเข้าใจถึงปัจจัยและเงื่อนไขท่ีส่งผล
ต่อกระบวนการเรียนรู้การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา สามารถนาไปเป็นแนวทางการส่งเสริมการ
เรยี นร้ขู องผ้เู รียนไดอ้ ยา่ งสอดคล้องกบั ศักยภาพและความสามารถของผเู้ รยี น
4. แนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของโปรแกรมห้องเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา
สามารถนาไปเป็นแนวทางการบริหารสถานศึกษาและพัฒนาการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน ทาให้
เกิดความสาเร็จในการเรียน สู่โรงเรียนเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างเป็นอิสระ เพ่ือพัฒนานักเรียนท่ีมี
ความสามารถพิเศษเฉพาะ
หลักสูตรหอ้ งเรยี นทวั่ ไป(Talented General Program: TGP) 11
บทที่2
เอกสำรและงำนวิจัยที่เก่ียวข้อง
รายงานผลการดาเนินการหลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียนทั่วไป (Talented General
Program: TGP) ของโรงเรียนองคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวัดเชยี งราย มวี ัตถุประสงค์ คอื (1) เพอื่ รายงาน
ผลการจัดการศึกษาตามหลักสูตรปกติ ห้องเรียนทั่วไป (Talented General Program: TGP) ของ
โรงเรยี นองค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวัดเชยี งราย 2) เพ่อื รายงานปญั หา อปุ สรรค และขอ้ เสนอแนะในการ
จัดการเรียนรู้หลักสูตรปกติ ห้องเรียนทั่วไป (Talented General Program: TGP) ของโรงเรียน
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ผู้ดาเนินการได้ศึกษาแนวคิด หลักการ และงานศึกษาท่ีเกี่ยวข้อง
เอกสารท่ีเกี่ยวข้องดังนี้
1. การดาเนินการถอดบทเรยี น
2. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 (แก้ไขเพมิ่ เติม พ.ศ. 2553)
3. การจัดการศึกษาตามพระราชบญั ญตั ิการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 (แก้ไขเพิม่ เตมิ
พ.ศ.2553)
4. ความหมายหลกั สูตรและส่วนประกอบของหลกั สตู ร
5. หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรงุ 2560)
6. ข้อมูลโรงเรียนองคก์ ารบริหารสว่ นจังหวดั เชียงราย
7. แนวทางการบรหิ ารจัดการหลักสูตรสถานศกึ ษาของสถานศึกษา
8. หลักสูตรสถานศกึ ษาโรงเรียนองค์การบรหิ ารสว่ นจังหวัดเชยี งราย
9. การจัดการเรียนรู้
10. โครงสรา้ งเวลาเรยี นห้องเรียนทัว่ ไป (Talented General Program: TGP)
11. โครงสรา้ งเวลาเรียนรายช้นั ปีห้องเรียนทวั่ ไป (Talented General Program: TGP)
1. กำรดำเนนิ กำรถอดบทเรียน
การดาเนินการถอดบทเรียนเป็นกิจกรรมที่สาคัญที่สุดในการถอดบทเรียน ผลท่ีได้จาก
การดาเนินกิจกรรมนี้จะทาให้ทีมงานถอดบทเรียน และผู้ร่วมถอดบทเรียนเกิดการเรียนรู้
จากประสบการณ์ในการปฏิบัติงานของผู้ร่วมถอดบทเรียน และได้แนวคิดใหม่ที่เป็นประโยชน์ในการ
ปฏิบัตงิ านต่อไปการดาเนินการถอดบทเรยี นมขี นั้ ตอนดังน้ี
ขั้นท่ี 1 กำรถอดบทเรียน ทีมงานถอดบทเรียนควรแจ้งกาหนดการ ระยะเวลา และสถานที่
จะดาเนินการถอดบทเรียนให้กลุ่มเป้าหมายให้ทราบล่วงหน้า เพ่ือให้กลุ่มเป้าหมายได้เตรียมความ
พร้อม และเข้าร่วมการถอดบทเรียนครบทุกคน การถอดบทเรยี นมีขัน้ ตอนท่สี าคัญ 5 ขน้ั ตอน ดงั น้ี
หลกั สูตรห้องเรียนทั่วไป(Talented General Program: TGP) 12
(ศภุ วลั ย์ พลายน้อย, 2556:74)
1. การสรา้ งบรรยากาศในการถอดบทเรียน
2. การกาหนดกติกาในการถอดบทเรียน
3. การจดั กจิ กรรมอนุ่ เคร่อื ง
4. การเขา้ ส่ปู ระเด็นสาคัญของการถอดบทเรยี น
5. การสรุปผลการถอดบทเรยี น
ซึง่ สามารถอธิบายรายละเอียดขน้ั ตอนในการถอดบทเรยี นไดด้ ังน้ี
1. การสร้างบรรยากาศในการถอดบทเรียนการสร้างบรรยากาศให้ผู้ร่วม
ถอดบทเรียนเกิดความผ่อนคลายและมีความเป็นกันเองเป็นสิ่งจาเป็นอย่างย่ิงในการเริ่มต้น
การถอดบทเรียน ผู้อานวยกระบวนการต้องดาเนินการสร้างบรรยากาศดังกล่าวให้เกิดขึ้นเม่ือทีมงาน
ถอดบทเรยี นและผู้เข้าร่วมถอดบทเรียนอยู่พร้อมหน้า การเร่มิ ตน้ สร้างบรรยากาศในการถอดบทเรียน
ควรใช้เกมหรือเพลงประกอบท่าทางในการละลายพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมถอดบทเรียนและทีมงาน
ถอดบทเรียน เพ่ือให้ทุกคนเกิดความสนุกสนานและได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมข้ันตอนต่อไป ผู้อานวย
กระบวนการต้องอธิบายให้ผู้เข้าร่วมถอดบทเรียนทราบว่าทุกคนที่เข้าร่วมถอดบทเรี ยนมีความเสมอ
ภาคกัน หมายความว่าต่อไปน้ีจะไม่มีใครเป็นหัวหน้า เป็นผู้บริหาร เป็นลูกน้อง เป็นนายก อบต.
หรือเป็นชาวบ้าน แต่ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันท้ังหมดหากผู้อานวยกระบวนการสามารถทาให้ผู้ร่วม
ถอดบทเรียนทุกคนกลับไปเป็นเด็กได้จะเป็นเรื่องท่ีดี เพราะจะทาให้เกิดบรรยากาศมีความเป็นอิสระ
มากข้ึนและลดบรรยากาศที่เป็นทางการ ซ่ึงจะส่งผลให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์
ในการตั้งคาถามแปลก ๆ เกิดขึ้นในระหว่างการถอดบทเรียน นอกจากน้ีการเรียกเฉพาะช่ือของผู้รว่ ม
ถอดบทเรียนจะช่วยให้บรรยากาศท่ีผ่อนคลายมากกว่าการเรียกตาแหน่งของผู้ร่วมถอดบทเรียน อีก
ท้ังเปน็ การกระตุ้นใหผ้ ู้รว่ มถอดบทเรียนมสี ว่ นร่วมในกจิ กรรมมากขนึ้
2. การกาหนดกติกาในการถอดบทเรียน มเี ป้าหมายเพ่ือใหผ้ ้รู ่วมถอดบทเรียนเข้าใจ
ในหน้าท่ีของตนเอง สร้างบรรยากาศที่ดีในการถอดบทเรียน และทาให้การถอดบทเรียนเกิดความ
ราบร่ืนวิธกี ารกาหนดกติกาในการถอดบทเรียน ผู้อานวยกระบวนการควรให้ผ้รู ่วมถอดบทเรียนมีสว่ น
ร่วมในการกาหนดกติกาเพื่อให้ทุกคนเกิดความสบายใจในระหว่างการถอดบทเรียนประเด็นสาคัญท่ี
ควรกาหนดในกติกาการถอดบทเรียน ได้แก่
2.1 เป้าหมายการถอดบทเรียน เพ่ือให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนเกิดการเรียนรู้
จากการปฏบิ ตั ิกิจกรรมท่ีผา่ นมา
2.2 วิธีการถอดบทเรียน ใช้การระดมความคิดของผู้ร่วมถอดบทเรียน
เน้นการแลกเปลย่ี นความคิดเห็น ไม่เน้นการโต้เถยี งหรอื การทะเลาะววิ าท
หลักสูตรหอ้ งเรียนทั่วไป(Talented General Program: TGP) 13
2.3 หน้าท่ีของผู้ร่วมถอดบทเรียน ทุกคนต้องให้ข้อเสนอแนะท่ีเป็น
ประโยชน์ในการปฏิบัติงานทุกคนต้องยอมรับความเป็นจริงท่ีเกิดข้ึนและเสนอแนะแนวทางการ
ปรับปรงุ วธิ กี ารปฏิบัตงิ านให้ดีขนึ้
2.4 ข้อพึงระวังในการถอดบทเรียน ต้องไม่มีการตาหนิบุคคลใดๆที่เข้าร่วม
ถอดบทเรียนและไม่มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ร่วมถอดบทเรียนเมื่อผู้ร่วมถอดบทเรียน
ได้ร่วมกันกาหนดกติกาเรียบร้อย ผู้อานวยกระบวนการควรบันทึกกติกาดังกล่าวลงในกระดาษฟลิป
ชารต์ และตดิ ไว้บนผนังห้องให้ผรู้ ว่ มถอดบทเรยี นมองเห็นทวั่ ทกุ คน
3. การจัดกิจกรรมอุ่นเคร่ืองผู้อานวยกระบวนการต้องช้ีแจงให้ผู้ร่วมถอดบทเรียน
เกิดความเข้าใจในวัตถุประสงค์ และวิธีการดาเนินกิจกรรม เพื่อให้ผู้ร่วมถอดบทเรยี นได้ทบทวนความ
ทรงจาจากการเข้าร่วมกิจกรรมที่ผ่านมาวิธีการจัดกิจกรรมอุ่นเคร่ือง ผู้อานวยกระบวนการควร
เตรียมการเขียนวัตถุประสงค์ และวิธีการดาเนินกิจกรรมอย่างเป็นข้ันตอนลงในกระดาษฟลิปชาร์ตไว้
ล่วงหน้า และนามาใช้ประกอบการชี้แจงให้ผู้ร่วมถอดบทเรยี นได้เกิดความเข้าใจ ซึ่งจะนาไปสู่ผลลพั ธ์
ทตี่ อ้ งการจากการถอดบทเรียน
4. เข้าสู่ประเด็นสาคญั ของการถอดบทเรยี นในการเรมิ่ ต้นการถอดบทเรียน ผอู้ านวย
กระบวนการต้องอธิบายข้ันตอนการสกัดความรู้จากผู้ร่วมถอดบทเรียน และเป้าหมายของ
การถอดบทเรียนคือรายงานผลการปฏิบตั ิงานและบทเรียนจากการปฏิบัติงานของผู้ร่วมถอดบทเรยี น
และกระต้นุ ใหผ้ รู้ ่วมถอดบทเรยี นได้ร่วมถอดบทเรียนตามลาดับข้นั ตอนต่อไปนี้
4.1 การเลา่ ประสบการณ์จากวิธกี ารปฏบิ ตั ิงานของผู้รว่ มถอดบทเรียน
4.2 การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างวิธีการปฏิบัติงานที่กาหนด
ในแผนปฏบิ ัติงานกับวิธกี ารปฏบิ ัติงานจริง
4.3 การวิเคราะหผ์ ลการปฏบิ ตั ิงานทท่ี าไดเ้ ปน็ อย่างดีของผู้ร่วมถอดบทเรยี น
4.4 การใหข้ ้อเสนอแนะวธิ กี ารปฏบิ ัตงิ านตอ่ ไปให้ดขี น้ึ ของผู้รว่ มถอดบทเรียน
4.5 การวเิ คราะหอ์ ปุ สรรคท่ีเกิดข้นึ ระหว่างการปฏิบตั งิ านผ้รู ว่ มถอดบทเรยี น
4.6 การให้ข้อเสนอแนะวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอุปสรรคในการปฏิบัติงาน
ของผรู้ ว่ มถอดบทเรยี น
4.7 ข้อเสนอแนะในส่ิงท่คี วรทาเพิ่มเติมในการปฏิบัตงิ านที่ผ่านมาของผรู้ ว่ ม
ถอดบทเรียน
4.8 การประเมนิ ความพึงพอใจผลการปฏิบัติงานทผ่ี ่านมาของผ้รู ่วมถอดบทเรียน
หน้าที่ของผู้จดบันทึกในระหว่างการถอดบทเรียนทั้ง 8 ขั้นตอน ผู้จดบันทึกต้องดาเนินการจดบันทึก
รายละเอียดข้อมูลทั้งหมดของผู้ร่วมถอดบทเรียน บันทึกเสียงการถอดบทเรียนทุกข้ันตอนและสังเกต
หลกั สตู รห้องเรียนทว่ั ไป(Talented General Program: TGP) 14
บรรยากาศในระหวา่ งการถอดบทเรียนพร้อมจดบนั ทึกไว้ประกอบการจดั ทารายงานการถอดบทเรียน
วิธีการดาเนินงานในขนั้ ตอนการถอดบทเรียน มรี ายละเอยี ดดงั นี้
1. การเล่าประสบการณจ์ ากวิธกี ารปฏิบัติงานของผูร้ ว่ มถอดบทเรียน
ผู้อานวยกระบวนการเริ่มเปิดประเด็นให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนเล่าประสบการณ์จากวิธีการปฏิบัติงาน
ซึ่งควรใช้วิธีการแสวงหาอาสาสมัครที่จะเริ่มต้นเล่าประสบการณ์เป็นคนแรก ถ้าไม่มีใครสมัครใจ
ผู้อานวยกระบวนการรีบดาเนินการปรับแผนโดยการต้องระบุช่ือผู้ร่วมถอดบทเรียนซึ่งอาจจะใช้ชื่อ
ที่เร่ิมต้นด้วยพยัญชนะ ก เป็นผู้เล่าประสบการณ์เป็นคนแรก หรืออาจจะเลือกผู้ท่ีมีอายุมาก
เป็นผู้เร่ิมต้นเล่าประสบการณ์ เป็นต้นระหว่างการเล่าประสบการณ์ของผู้ร่วมถอดบทเรียน ผู้อานวย
กระบวนการควรเปิดโอกาสให้ผู้เล่าประสบการณ์มีความอิสระในการเล่าประสบการณ์ หากมี
ความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานท่ีผ่านมา สามารถสอดแทรกประเด็นดังกล่าวได้ใน
ระหว่างการเล่าประสบการณ์หากผู้เล่าประสบการณ์ในลาดับต่อมากล่าวว่า ประสบการณ์ในการ
ปฏิบัติงานของตนเองเหมือนกับประสบการณ์ของคนก่อนหน้านี้ ผู้อานวยกระบวนการต้องตั้งคาถาม
ทันทีว่าประสบการณ์ท่ีเหมือนกันมีเร่ืองอะไรบ้าง การต้ังคาถามดังกล่าวทาให้ผู้ร่วมถอดบทเรียน
ไดม้ โี อกาสเล่าประสบการณ์ของตนเอง ซ่ึงสอดคลอ้ งกับกตกิ าท่กี าหนดไวใ้ นขั้นตน้
2. การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างวิธีการปฏิบัติงานท่ีกาหนด
ในแผนปฏิบัติงานกับวิธีการปฏิบัติงานจริงก่อนที่จะดาเนินการในขั้นตอนนี้ ผู้อานวยกระบวนการ
ต้องเขียนขั้นตอนการดาเนินงานตามแผนปฏิบัติงานลงในกระดาษฟลิปชาร์ตไว้ล่วงหน้าผู้อานวย
กระบวนการสรุปข้ันตอนการดาเนินงานของผู้ร่วมถอดบทเรียนจากการเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมา
ลงในกระดาษฟลิปชาร์ตติดไว้บนกระดานด้านหน้า เพ่ือให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนสามารถมองเห็น
ได้ทุกคนผู้อานวยกระบวนการนากระดาษฟลิปชาร์ตซึ่งมีรายละเอียดขั้นตอนการดาเนินงาน
ตามแผนปฏิบัติงานนามาติดใกล้กับกระดาษ ฟลิปชาร์ตท่ีสรุปข้ันตอนการดาเนินงานของผู้ร่วม
ถอดบทเรียน เพอ่ื ให้ผรู้ ่วมถอดบทเรียนไดศ้ กึ ษารายละเอียดขนั้ ตอนการดาเนินงานท้ัง 2 ส่วนผู้อานวย
กระบวนการเปิดประเด็นการสนทนาให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่าง
ระหว่างขั้นตอนการดาเนินงานตามแผนปฏิบัติงานและข้ันตอนการดาเนินงานของผู้ร่วมถอดบทเรียน
ผอู้ านวยกระบวนการควรสร้างบรรยากาศท่ีดใี ห้ผรู้ ่วมถอดบทเรยี นแสดงความคิดเห็นเกย่ี วกับข้ันตอน
การดาเนนิ งานอย่างอสิ ระ
3. การวิเคราะห์ผลการปฏิบัติงานท่ีทาได้เป็นอย่างดีของผู้ร่วม
ถอดบทเรียน ผู้อานวยกระบวนการนาข้อมูลข้ันตอนการดาเนินงานของผู้ร่วมถอดบทเรียนที่เขียน
ในกระดาษฟลิปชาร์ตมานาเสนออีกคร้ัง เพ่ือให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนได้วิเคราะห์ผลการปฏิบัติงาน
ทที่ าไดด้ ี และคน้ หาสาเหตหุ รือปัจจยั ท่ที าใหก้ ารปฏิบตั งิ านประสบผลสาเร็จผอู้ านวยกระบวนการสรุป
หลักสตู รห้องเรียนท่วั ไป(Talented General Program: TGP) 15
ประเดน็ จากการวเิ คราะห์ผลการปฏิบตั ิงานที่ทาได้ดแี ละสาเหตทุ ีท่ าให้การปฏิบตั งิ านประสบผลสาเร็จ
ลงในกระดาษฟลปิ ชารต์
4. การให้ข้อเสนอแนะวิธีการปฏิบัติงานต่อไปให้ดีขึ้นของผู้ร่วม
ถอดบทเรียน ผู้อานวยกระบวนการนาขอ้ มลู สรุปประเดน็ จากการวเิ คราะหผ์ ลการปฏิบตั ิงานท่ีทาได้ดี
และสาเหตุท่ีทาให้การปฏิบัติงานประสบผลสาเร็จที่เขียนลงในกระดาษฟลิปชาร์ตให้ผู้ร่วมถอด
บทเรียนได้ศึกษาและค้นหาวิธีการปฏิบัติงานต่อไปให้ดีขึ้นกว่าเดิมผลลัพธ์ท่ีสาคัญในข้ันตอนน้ีคือ
ต้องได้ข้อเสนอแนะหรือข้อสรุปแบบเฉพาะเจาะจงซ่ึงสามารถนาไปใช้ประโยชน์ กาหนดแนวทาง
การปฏบิ ัติงานท่ีเปน็ ประโยชนใ์ นอนาคต
5. การวเิ คราะห์อปุ สรรคทเ่ี กดิ ข้นึ ระหว่างการปฏิบตั ิงานผรู้ ่วมถอดบทเรียน
ผู้อานวยกระบวนการนาข้อมูลขั้นตอนการดาเนินงานของผู้ร่วมถอดบทเรียนที่เขียนไว้ ในกระดาษ
ฟลิปชาร์ตมานาเสนออีกครั้ง เพื่อให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนได้วิเคราะห์อุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่าง
การปฏิบัติงานและค้นหาสาเหตุหรือปัจจัยท่ีทาให้การปฏิบัติงานไม่บรรลุเป้าหมายผู้อานวย
กระบวนการสรุปประเด็นจากการวิเคราะห์อุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบตั ิงานและค้นหาสาเหตุ
หรือปัจจัยทีท่ าให้การปฏิบตั งิ านไมบ่ รรลเุ ปา้ หมายลงในกระดาษฟลปิ ชารต์
6. การให้ข้อเสนอแนะวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอุปสรรคในการปฏิบัติงาน
ของผู้ร่วมถอดบทเรียนผู้อานวยกระบวนนาข้อมูลสรุปประเด็นจากการวิเคราะห์อุปสรรคที่เกิดขึ้น
ระหว่างการปฏิบัติงานและค้นหาสาเหตุหรือปัจจัยที่ทาให้การปฏิบัติงานไม่บรรลุเป้าหมายที่เขียน
ในกระดาษฟลิปชาร์ตให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนได้ศึกษาและค้นหาวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอุปสรรคในการ
ปฏิบัติงานผลลัพธ์ท่ีสาคัญในข้ันตอนน้ีคือ ต้องได้ข้อเสนอแนะหรือข้อสรุปแบบเฉพาะเจ าะจง
ซง่ึ สามารถนาไปใช้ประโยชน์กาหนดแนวทางการป้องกนั ไม่ใหเ้ กิดอปุ สรรคในการปฏบิ ัตงิ านในอนาคต
7. ข้อเสนอแนะในส่ิงที่ควรทาเพิ่มเติมในการปฏิบัติงานท่ีผ่านมาของผู้ร่วม
ถอดบทเรียนผู้อานวยกระบวนการเริ่มเปิดประเด็นและกระตุ้นให้ผู้ร่วมถอดบ ทเรียนให้ข้อเสนอแนะ
เพิ่มเติมในการปฏิบัติงานท่ีผ่านมา ถ้าไม่มีข้อเสนอแนะใดๆจากผู้ร่วมถอดบทเรียนก็สามารถ
ขา้ มข้นั ตอนนไ้ี ด้
8. การประเมินความพึงพอใจผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมาของผู้ร่วมถอด
บทเรียนการถอดบทเรียนในขั้นตอนสุดท้าย ผู้อานวยกระบวนการต้องจัดเตรียมบัตรคาเพ่ือให้ผู้ร่วม
ถอดบทเรียนทุกคนได้ประเมินความพึงพอใจในการปฏิบัติงานท่ีผ่านมาการกาหนดค่าคะแนน
ความพึงพอใจ ค่าคะแนนความพึงพอใจน้อยที่สุดมีเท่ากับ 1 และค่าคะแนนความพึงพอใจมากท่ีสุด
มีคา่ เท่ากับ 10 ดงั ตวั อยา่ งต่อไปน้ี
หลกั สูตรหอ้ งเรียนท่ัวไป(Talented General Program: TGP) 16
ข้อพงึ ระวงั ในกำรถอดบทเรยี น
ก่อนการถอดบทเรียน ผู้อานวยกระบวนการควรจัดแบ่งเวลาการถอดบทเรียน
ในแต่ละข้ันตอนให้ความเหมาะสมในระหว่างการถอดบทเรียน ผู้อานวยกระบวนการต้องหม่ันสังเกต
พฤติกรรมของผู้เข้าร่วมถอดบทเรียนตลอดเวลา หากบรรยากาศในการถอดบทเรียนเร่ิมเกิดความ
ตึงเครียด ให้ยุติการถอดบทเรียนทันที ซ่ึงระยะเวลาในการผ่อนคลายของผู้ร่วมถอดบทเรียนควรอยู่
ระหว่าง 10-15 นาที ควรจัดอาหารว่างและเครื่องดื่มให้แก่ผู้ร่วมถอดบทเรียนและทีมงานถอด
บทเรียน
ขัน้ ที่ 2 กำรบันทึกบทเรยี น
การบันทึกบทเรียนเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของผู้จดบันทึก ในขั้นตอนน้ีผู้จดบันทึกต้องมีการ
ปฏิบัติงานรวม 3 ขน้ั คือ การเตรยี มตวั ก่อนการบันทกึ การบันทกึ ขอ้ มูลการถอดบทเรียนและการสรุป
รายงานการถอดบทเรยี น โดยมรี ายละเอยี ดดงั นี้
1. กำรเตรียมตัวก่อนกำรบันทึกบทเรียน ผู้จดบันทึกควรเตรียมความพร้อมก่อนดาเนินการ
ถอดบทเรียนใน 4 ประเด็น คือ ศึกษารายละเอียดโครงการ ศึกษารายละเอียดการถอดบทเรียน
จัดเตรียมอุปกรณ์ในการบันทึกการถอดบทเรียน และเตรียมความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ
ซ่ึงมรี ายละเอยี ดดังน้ี
1.1 การศึกษารายละเอียดโครงการในการศึกษารายละเอียดโครงการ ผู้จดบันทึก
ควรนารายละเอยี ดโครงการมาศกึ ษาใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจ และดาเนินการจดบันทกึ รายละเอียดโครงการ
ให้แล้วเสร็จ จะทาให้เกิดความเข้าใจเพิ่มขึ้นและสามารถนาไปใช้ประโยชน์ในการเขียนรายงาน
การถอดบทเรียน
1.2 การศึกษารายละเอียดการถอดบทเรียนข้อมูลท่ีใช้จะเก่ียวข้องกับการศึกษา
กรอบแนวคิดการถอดบทเรียน ขั้นตอนการถอดบทเรียน และประเด็นคาถามในการถอดบทเรียน
มีรายละเอียดดังนี้ การศึกษากรอบแนวคิดการถอดบทเรียน ผู้จดบันทึกควรนากรอบแนวคิด
การ ถอดบทเรียนมาศึกษาให้เกิดความเข้าใจในภาพรวมของการถอดบทเรียนท้ังหมด วัตถุประสงค์
ของการถอดบทเรียน และสามารถนาหัวข้อและประเด็นท่ีปรากฏในกรอบแนวคิดการถอดบทเรียน
เขียนบรรยายเป็นเนื้อเรื่องในเชิงพรรณนา และสามารถนาไปใช้ประโยชน์ในการเขียนรายงาน
การถอดบทเรียนการศึกษาข้ันตอนการถอดบทเรียน ผู้จดบันทึกควรนาข้ันตอนการถอดบทเรียน
มาศึกษาให้เกิดความเข้าใจในแต่ละขั้นตอนมีวธิ ีการดาเนนิ งานอยา่ งไรบ้าง เพ่ือวางแผนการจดบันทกึ
ข้อมูลสาคัญท่ีจะเกิดข้ึนในแต่ละขั้นตอนการศึกษาประเด็นคาถามในการถอดบทเรียน จากประเด็น
คาถามซ่ึงทีมงานถอดบทเรียนกาหนดไว้ ผู้จดบันทึกสามารถนาข้อมูลประเด็นคาถามดังกล่าวไปใช้
ประโยชนใ์ นการจัดทาแบบฟอร์มบันทึกบทเรียน
หลกั สตู รหอ้ งเรียนท่วั ไป(Talented General Program: TGP) 17
1.3 การจัดเตรียมอุปกรณ์ในการบันทึกการถอดบทเรียนอุปกรณ์ท่ีจาเป็นต้องใช้
ในการบันทึกการถอดบทเรียน ได้แก่ แบบฟอร์มบันทึกบทเรียน เครื่องบันทึกเสียง แถบบันทึกเสียง
แบตเตอรี่ และสมดุ บันทึก
1) การจัดทาแบบฟอร์มบันทึกบทเรียนผู้จดบันทึกสามารถนาข้อมูล
ประเดน็ คาถามใช้ในการจัดทาแบบฟอร์มบันทึกบทเรยี น ซ่งึ จะชว่ ยอานวยความสะดวกแกผ่ ูจ้ ดบันทึก
ในระหว่างการถอดบทเรียน
แบบฟอร์มบันทกึ บทเรียน มีรายละเอยี ดดงั น้ี
แบบบันทึกบทเรียนในโครงการ….........................................................................
หนว่ ยงานรบั ผิดชอบ...................................................................... .......................
วนั เดือนปีทถี่ อดบทเรยี น.......................................................................................
รายชอ่ื ผรู้ ่วมถอดบทเรียน......................................................................................
รายช่ือทมี งานถอดบทเรยี น...................................................................................
รายชื่อผอู้ านวยกระบวนการ..................................................................................
วัตถุประสงค์ของการถอดบทเรียน.........................................................
รายละเอียดของโครงการ.....................................................................................
วธิ ปี ฏบิ ัติงานของผู้รว่ มถอดบทเรียน.............................................................
วิธีปฏบิ ัตงิ านทกี่ าหนดในแผนปฏิบัติงานของโครงการ................................................
เปรียบเทียบความแตกต่างของวิธปี ฏิบตั งิ านของผ้รู ว่ มถอดบทเรยี นกบั วธิ ี
ปฏบิ ัติงานทก่ี าหนดในแผนปฏิบัตงิ านของโครงการ.....................................
สิง่ ทท่ี าได้ดีจากการปฏิบตั ิงานของผู้รว่ มถอดบทเรยี น..........................................
สาเหตุท่ีทาได้ดี...............................................................................................
ขอ้ เสนอแนะวธิ ีปฏบิ ัตงิ านต่อไปใหด้ ขี ึน้ .......................................................
อุปสรรคในการปฏิบตั งิ าน...................................................................
สาเหตขุ องการเกิดอปุ สรรคในการปฏบิ ตั งิ าน..........................................
ขอ้ เสนอแนะวธิ ปี ้องกันไม่ให้เกิดอุปสรรคในการปฏิบัติงาน......................
ข้อเสนอแนะสิ่งทีค่ วรกระทาเพิม่ เตมิ ในการปฏบิ ตั งิ านที่ผ่านมา.................................
วิธกี ารปฏิบัตงิ านท่จี ะทาให้คะแนนความพงึ พอใจเพิ่มขึน้ ในการปฏบิ ัตงิ านต่อไป
2) การจัดเตรียมเครื่องบันทึกเสียงและอุปกรณ์ผู้จดบันทึกควรจัดหาเคร่ือง
บันทึกเสียงท่ีมีคุณภาพดี ใช้งานสะดวก ผู้จดบันทึกควรทดลองใช้งานเครื่องบันทึกเสียงก่อนวันท่ี
จะดาเนินการถอดบทเรียน เพื่อทดสอบคุณภาพของเครื่องบันทึกเสียงว่าสามารถใช้งานได้จริงและ
หลกั สตู รหอ้ งเรยี นท่วั ไป(Talented General Program: TGP) 18
ไดท้ ดลองใช้งานจริงทาให้เกดิ ความคล่องตวั ในการใช้เคร่ืองบนั ทกึ เสยี งเครื่องบันทึกเสียงท่ีต้องใช้แถบ
บันทึกเสียง ผู้จดบันทึกควรจัดเตรียมแถบบันทึกเสียงให้มีปริมาณเพียงพอกับระยะเวลาที่ต้อง
บันทึกเสียงระหว่างการถอดบทเรียน ส่วนเครื่องบันทึกเสียงท่ีไม่ต้องใช้แถบบันทึกเสียง ได้แก่
เครื่องMP3 หรือ MP4 ผูจ้ ดบนั ทกึ ตอ้ งคัดลอกหรือลบไฟลข์ ้อมูลในเครื่องบันทึกเสียงเพื่อให้มีพนื้ ที่ว่าง
ในการบันทึกเสียงเพียงพอกับระยะเวลาท่ีต้องบันทึกเสียงในกรณีท่ีเคร่ืองบันทึกเสียงไม่สามารถ
ใช้ไฟฟ้าและต้องใช้เฉพาะแบตเตอร่ีเท่าน้ัน ผู้จดบันทึกควรจัดเตรียมแบตเตอร่ีสารองให้เพียงพอ
กบั ระยะเวลา ที่ตอ้ งบันทึกเสยี งในระหวา่ งการถอดบทเรยี น
3) การจัดเตรียมสมุดบันทึกสมุดบันทึกเป็นอุปกรณ์ที่สาคัญในการปฏิบัติงาน
ของผู้จดบันทึก การจัดเตรียมสมุดบันทึกที่ดคี วรมีจานวนหน้าเพียงพอต่อการจดบันทึกข้อมูลระหว่าง
การถอดบทเรียนการเตรียมสมุดบันทึกไว้พร้อมใช้งานทาให้การปฏิบัติงานของผู้จดบันทึก
มีความคล่องตวั เม่ือจดบนั ทึกข้อมลู เสร็จแลว้ สามารถนาไปเก็บไว้ได้เปน็ ระเบียบและเกิดความสะดวก
ในการคน้ หา
1.4 การเตรียมความพร้อมทางร่างกายและจิตใจในการเตรียมความพร้อม
ทางร่างกาย ผู้จดบันทึกควรออกกาลังกายให้ร่างกายเกิดความกระฉับกระเฉง สมองเกิดวามต่ืนตัว
และควรบริหารมอื ให้มีความพรอ้ มในการจดบันทึก
นอกจากน้ีควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควรงดเคร่ืองด่ืมที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดและควรนอน
หลับพักผ่อนในช่วงกลางคืนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ช่ัวโมง ก่อนที่จะดาเนินการถอดบทเรียน
ในวันรุ่งขึ้นส่วนการเตรียมความพร้อมทางจิตใจ ควรฝึกสมาธิให้มีความมั่นคง ทาจิตใจให้เบิกบาน
มองโลกในแง่ดีและเห็นคุณค่าของการจดบันทึกข้อมูลจากการถอดบทเรียน ซึ่งมีผลทาให้ทีมงาน
ถอดบทเรียน ผู้ร่วมถอดบทเรียน และผู้สนใจเกิดได้นาข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้
หลังจากเสร็จสิน้ การถอดบทเรียน
2. กำรบันทึกข้อมูลกำรถอดบทเรียน สิ่งท่ีต้องดำเนินกำร เม่ือเริ่มต้นการถอดบทเรียน
ผู้จดบันทึกควรเปิดเคร่ืองบันทึกเสียงและดาเนินการบันทึกเสียงตั้งแต่การสร้างบรรยากาศในการ
ถอดบทเรียน การกาหนดกติกาในการถอดบทเรียน การจัดกิจกรรมอุ่นเคร่ือง และการถอดบทเรียน
ข้อมลู ท่ีตอ้ งจดบันทกึ ระหว่างการถอดบทเรียน มีดงั นี้
2.1 ข้อมูลข้ันตอนและวิธีการจัดกิจกรรมถอดบทเรียน โดยเริ่มต้นจากการสร้าง
บรรยากาศในการถอดบทเรียน การกาหนดกติกาในการถอดบทเรียน การจัดกิจกรรมอุ่นเครื่อง
และการถอดบทเรียนซึง่ เป็นกิจกรรมสุดทา้ ย
2.2 ข้อมูลจากการเล่าเรื่อง การวิเคราะห์ และการอภิปรายของผู้ร่วมถอดบทเรียน
ในขั้นตอนการถอดบทเรียน ซ่ึงผู้จดบันทึกควรนาแบบฟอร์มการถอดบทเรียนมาใช้ประโยชน์ในการ
จดบนั ทึกขอ้ มูลตามประเดน็ ทีก่ าหนดไว้
หลกั สตู รหอ้ งเรียนท่วั ไป(Talented General Program: TGP) 19
2.3 ข้อมูลบรรยากาศระหว่างการถอดบทเรียน ซึ่งเร่ิมตั้งแต่การสร้างบรรยากาศ
ในการถอดบทเรียน การกาหนดกติกาในการถอดบทเรียน การจัดกิจกรรมอุ่นเครื่องและ
การถอดบทเรียนเม่ือสิ้นสุดการถอดบทเรียน ผู้จดบันทึกต้องตรวจสอบความครบถ้วนสมบูรณ์ของ
ข้อมูลอีกครัง้
3. กำรสรุปรำยงำนกำรถอดบทเรียนเมื่อเสร็จส้ินกำรถอดบทเรียน ผู้จดบันทึกจะต้องอ่าน
รายงานการถอดบทเรียนให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนและทีมงานถอดบทเรียนได้รับทราบข้อมูลท่ีได้
จดบันทึกท้ังหมด หากมีข้อมูลในขั้นตอนใดท่ีไม่ชัดเจนหรือไม่สมบูรณ์ ผู้จดบันทึกสามารถเพ่ิมเติม
รายละเอียดของข้อมูลดังกล่าวตามข้อเสนอแนะของผู้ร่วมถอดบทเรียนและทีมงานถอดบทเรียน
เพอ่ื ใหข้ อ้ มลู มคี วามสมบรู ณ์
2. พระรำชบัญญัติกำรศกึ ษำแหง่ ชำติ พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ 3 พ.ศ.2553)
1. หมวด 1 บทท่วั ไป ควำมมงุ่ หมำยและหลกั กำร
พระราชบัญญัติฉบับน้ีมีเจตนารมณ์ท่ีต้องการเน้นย้าว่าการจัดการศึกษาต้องเป็นไป
เพ่ือพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ท้ังร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม
มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดารงชวี ิตสามารถอยู่รว่ มกบั ผู้อืน่ ไดอ้ ยา่ งมีความสุข
2. กำรจัดกำรศึกษำ ใหย้ ดึ หลกั ดงั นี้
1) เป็นการศกึ ษาตลอดชวี ิตสาหรบั ประชาชน
2) ให้สงั คมมีสว่ นร่วมในการจดั การศึกษา
3) การพฒั นาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างตอ่ เนอ่ื ง
3. สำหรบั เรอ่ื งกำรจัดระบบ โครงสรำ้ งและกระบวนกำรจัดกำรศึกษำ ใหย้ ดึ หลักดังน้ี
1) มเี อกภาพด้านนโยบายและมีความหลากหลายในการปฏบิ ัติ
2) มีการกระจายอานาจไปสู่เขตพ้ืนท่ีการศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถนิ่
3) มีการกาหนดมาตรฐานการศึกษาและจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษา
ทกุ ระดับและประเภท
4) มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพและการพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากร
ทางการศึกษาอย่างต่อเนอ่ื ง
5) ระดมทรัพยากรจากแหลง่ ตา่ ง ๆ มาใชใ้ นการจัดการศกึ ษา
6) การมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครอง
สว่ นท้องถ่นิ เอกชนองคก์ ร เอกชนองค์กรวชิ าชพี สถาบนั ศาสนาสถานประกอบการ และสถาบันสงั คม
หลกั สตู รหอ้ งเรียนทว่ั ไป(Talented General Program: TGP) 20
4. หมวด 2 สทิ ธิและหนำ้ ทที่ ำงกำรศึกษำ
1) บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาข้ันพื้นฐานไม่น้อยกว่า
สิบสองปี ทร่ี ฐั ต้องจัดให้อยา่ งทวั่ ถงึ และมคี ุณภาพโดยไม่เก็บคา่ ใช้จ่าย
2) บุคคล ซึ่งมีความบกพร่องทางด้านต่าง ๆ หรือมีร่างกายพิการ หรือมีความ
ต้องการเป็นพเิ ศษ หรือผดู้ ้อยโอกาสมสี ิทธแิ ละโอกาสได้รับการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐานเป็นพิเศษ
3) บิดามารดา หรือผู้ปกครองมีหน้าท่ีจัดให้บุตรหรือบุคคลในความดูแลได้รับ
การศกึ ษาท้งั ภาคบังคบั และนอกเหนือจากภาคบงั คบั ตามความพรอ้ มของครอบครัว
4) บิดามารดา บุคคล ชุมชน องค์กร และสถาบันต่าง ๆ ทางสังคมท่ีสนับสนุนหรือ
จัดการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน มีสิทธไิ ด้รับสิทธปิ ระโยชน์ตามควรแกก่ รณดี ังนี้
- การสนับสนุนจากรัฐให้มีความรู้ ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูและให้
การศึกษาแก่บตุ รหรือผู้ซ่ึงอยูใ่ นความดแู ล รวมทั้งเงนิ อุดหนนุ สาหรบั การจดั การศึกษาข้นั พน้ื ฐาน
- การลดหย่อนหรอื ยกเวน้ ภาษสี าหรบั ค่าใชจ้ า่ ยการศึกษา
5. หมวด 3 ระบบกำรศึกษำ
1) การจดั การศึกษามสี ามรปู แบบ คอื
- การศึกษาในระบบ - การศกึ ษานอกระบบ - การศกึ ษาตามอธั ยาศัย
สถานศึกษาจัดได้ทง้ั สามรูปแบบ และให้มีการเทยี บโอนผลการเรยี นทีผ่ เู้ รยี นสะสมไวร้ ะหว่างรูปแบบ
เดยี วกนั หรือตา่ งรปู แบบได้ ไมว่ า่ จะเป็นผลการเรียนจากสถานศกึ ษาเดียวกันหรือไม่ก็ตาม
2) การศึกษาในระบบมสี องระดบั คือ
- การศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐานซึ่งจัดไม่นอ้ ยกว่า 12 ปี กอ่ นระดบั อุดมศกึ ษา
- ระดบั อุดมศกึ ษาแบง่ เปน็ 2 คอื ระดบั ต่ากวา่ ปรญิ ญาและระดับปริญญา
3) ให้มกี ารศึกษาภาคบังคบั เก้าปี นับจากอายยุ ่างเข้าปีทเี่ จ็ด จนอายยุ า่ งเขา้ ปที ีส่ บิ หกหรือ
เมื่อสอบได้ชั้นปีทเี่ กา้ ของการศึกษาภาคบงั คับ
4) สาหรบั เร่อื งสถานศึกษานั้น การศึกษาปฐมวัย และการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน ให้จดั ใน
1) สถานพฒั นาเดก็ ปฐมวยั
2) โรงเรียน ไดแ้ ก่ โรงเรียนของรฐั เอกชน และโรงเรียนทีส่ ังกดั สถาบนั ศาสนา
3) ศูนย์การเรียน ได้แก่ สถานท่ีเรียนที่หน่วยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล
ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบัน
ศาสนาสถานประกอบการโรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์ และสถาบันสังคมอืน่ เปน็ ผจู้ ัด
หลักสูตรห้องเรยี นท่ัวไป(Talented General Program: TGP) 21
6. หมวด 4 แนวกำรจัดกำรศึกษำ
- การจัดการศึกษาต้องยึดหลกั ว่าผู้เรียนมีความสาคัญที่สุด ผู้เรียนทุกคน สามารถเรียนรู้และ
พัฒนาตนเองได้ ดังน้ันกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน ได้พัฒนาตามธรรมชาติและ
เต็มตามศักยภาพ
- การจัดการศึกษาท้งั สามรูปแบบในหมวด 3 ตอ้ งเน้นท้งั ความรู้ คุณธรรม และ กระบวนการ
เรยี นรู้ ในเร่ืองสาระความรู้
7. หมวด 5 กำรบริหำรและกำรจัดกำรศึกษำ
ส่วนท่ี 1 การบริหารและการจัดการศกึ ษาของรัฐ
- แบ่งเป็นสามระดบั คือ ระดบั ชาติ ระดบั เขตพน้ื ท่กี ารศึกษา และระดับสถานศึกษา
เพอ่ื เป็นการกระจายอานาจลงไปส่ทู ้องถ่ิน และสถานศึกษาใหม้ ากท่ีสุด
1.1 ระดับชาติ ให้มีกระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีอานาจหน้าท่ี กากับดูแล
การศึกษาทุกระดับและทุกประเภทรวมทั้ง การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม กาหนดนโยบายแผน
และมาตรฐานการศึกษาสนับสนุนทรัพยากรรวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผล
การจัดการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม กระทรวง มีองค์กรหลักท่ีเป็นคณะ บุคคลในรูปสภา
หรือคณะกรรมการสี่องค์กร คือ สภาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมแห่งชาติ คณะกรรมการ
การศึกษาข้นั พ้ืนฐาน
คณะกรรมการการอุดมศกึ ษา คณะกรรมการการศาสนาและวัฒนธรรม
1.2 ระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษา การบรหิ ารและการจัดการศึกษาข้ันพื้นฐานและการอุดมศึกษา
ระดับตา่ กวา่ ปริญญาใหย้ ดึ เขตพ้นื ที่การศกึ ษาโดยคานงึ ถึงปริมาณสถานศึกษาและจานวนประชากรเป็นหลัก
1.3 ระดับสถานศึกษา ให้แต่ละสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน และสถานศึกษาอุดมศึกษาระดับ
ต่ากว่าปริญญา มีคณะกรรมการสถานศึกษา เพื่อทาหน้าที่กากับและส่งเสริมสนับสนุนกิจการ
ของสถานศึกษาและจัดทาสาระของหลักสูตรในส่วนที่เก่ียวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม
ภูมิปัญญาท้องถ่ิน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ คณะกรรมการสถานศึกษาประกอบด้วย ผู้แทน
ผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ผู้แทนศิษย์ เก่า
ของสถานศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิ และให้ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นกรรมการและเลขานุการ
ของคณะกรรมการ ทั้งน้ี ให้กระทรวงกระจายอานาจ ทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหาร
งานบุคคล และการบริหารท่ัวไป ไปยังคณะกรรมการและสานักงานการศึกษาฯ เขตพ้ืนท่ีการศึกษา
และสถานศึกษาในเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาโดยตรง
หลักสูตรหอ้ งเรียนท่วั ไป(Talented General Program: TGP) 22
8. หมวด 6 มำตรฐำนและกำรประกนั คุณภำพกำรศกึ ษำ
- ให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วยระบบการประกัน
คณุ ภาพภายใน ระบบการประกนั คณุ ภาพภายนอก
- หน่วยงานต้นสังกัด และสถานศึกษา จัดให้มีระบบการประกับคุณภาพภายใน
ซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงของการบริหาร และจัดทารายงานประจาปีเสนอต่อหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องและเปิดเผย
ตอ่ สาธารณชน
- ให้มีการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งอย่างน้อยหน่ึงครั้ง
ทุก หา้ ปี โดยสานกั งานรับรองมาตรฐานและประเมินคณุ ภาพการศึกษา ซ่งึ เปน็ องค์การมหาชน
9. หมวด 7 ครู คณำจำรย์ และบคุ ลำกรทำงกำรศึกษำ
- ให้มีองค์กรวิชาชีพครู ตามมาตรา 53 ทาให้เกิด พรบ. สภาครูและบุคลากร
ทางการศกึ ษา 2546
- ให้มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู ตามมาตรา 54 ทาให้เกิด
พรบ. ระเบียบขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา
- ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาอื่น
ทงั้ ของรัฐและเอกชน ต้องมใี บอนุญาตประกอบวิชาชพี
ทั้งนี้ ยกเว้น ผู้ท่ีจัดการศึกษาตามอัธยาศัย จัดการศึกษาในศูนย์การเรียน วิทยากรพิเศษ
และผ้บู ริหารการศกึ ษาระดับเหนอื เขตพน้ื ท่ีการศึกษา
10. หมวด 8 ทรพั ยำกรและกำรลงทุนเพอื่ กำรศึกษำ
- ให้มีการระดมทรัพยากรและการลงทุนด้านงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สิน
ทั้งจากรัฐ องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน เอกชน องค์กรเอกชน
องคก์ รวิชาชพี สถาบนั ศาสนา สถานประกอบการ สถาบันสงั คมอ่นื และตา่ งประเทศมาใชจ้ ดั การศึกษา
- สถานศึกษาของรัฐท่ีเป็นนิติบุคคล มีอานาจในการปกครอง ดูแล บารุงรักษา
ใช้และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสถานศึกษา ท้ังท่ีเป็นที่ราชพัสดุ และที่เป็นทรัพย์สินอ่ืน
รวมทั้งหารายได้จากบริการของสถานศึกษาที่ไม่ขัดกับภารกิจหลักอสังหาริมทรัพย์ที่สถานศึกษา
ของรัฐได้มา ทั้งจากผู้อุทิศให้หรือซ้ือหรือแลกเปล่ียนจากรายได้ของสถานศึกษา ให้เป็นกรรมสิทธิ์
ของสถานศึกษา บรรดารายได้และผลประโยชน์ต่าง ๆ ของสถานศึกษาของรัฐดังกล่าว ไม่เป็นรายได้
ที่ต้องส่งกระทรวงการคลงั
11. หมวด 9 เทคโนโลยเี พ่ือกำรศึกษำ
- รัฐจัดสรรคลื่นความถ่ี สื่อตัวนาและโครงสร้างพ้ืนฐานท่ีจาเป็นต่อการ
ส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุโทรคมนาคม และการสื่อสารในรูปอ่ืนเพ่ือประโยชน์สาหรับ
การศึกษา การทะนุบารงุ ศาสนา ศิลปะและวฒั นธรรมตามความจาเป็น
หลกั สตู รหอ้ งเรียนทั่วไป(Talented General Program: TGP) 23
- รัฐสง่ เสริมสนบั สนุนให้มีการศกึ ษาและพฒั นา การผลิตและพัฒนาแบบเรียน ตารา
ส่ือส่ิงพิมพอ์ ่ืน วสั ดุอปุ กรณ์และเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาอน่ื โดยจัดใหม้ เี งินสนบั สนุนและเปิดให้มีการ
แข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม รวมท้ังการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการใช้เทคโนโลยี
เพือ่ การศกึ ษา
- ให้มีการพัฒนาบุคลากรท้ังด้านผู้ผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้
ผเู้ รียนได้พัฒนาขีดความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาในโอกาสแรกที่ทาได้ อนั จะนาไปสู่
การแสวงหาความร้ไู ด้ดว้ ยตนเองอยา่ งตอ่ เน่อื งตลอดชวี ิต
- ให้มีการระดมทุน เพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จากเงิน
อุดหนุนของรัฐ ค่าสัมปทานและผลกาไรที่ได้จากการดาเนินกิจการ ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยี
สารสนเทศ และโทรคมนาคมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรประชาชน
รวมทั้งให้มีการลดอัตราค่าบริการเป็นพิเศษในการใช้เทคโนโลยี ให้มีหน่วยงานกลาง ทาหน้าท่ี
พิจารณาเสนอนโยบาย แผน ส่งเสริม และประสานการศึกษา การพัฒนาและการใช้ รวมท้ัง
การประเมนิ คณุ ภาพและประสทิ ธิภาพของการผลิตและการใช้เทคโนโลยีเพือ่ การศกึ ษา
3. กำรจัดกำรศึกษำตำมพระรำชบัญญัติกำรศึกษำแห่งชำติ พ.ศ. 2542 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.
2553)
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ถือว่าเป็นความพยายามท่ีจะทาการปฏิรูป
การศกึ ษาคร้ังสาคัญ ซง่ึ ดาเนนิ การจัดทาขึ้นดว้ ยความรว่ มมือจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมือง
ฝ่ายข้าราชการ ครู อาจารย์ บุคคลท่ีเก่ียวข้อง ตลอดจนประชาชน องค์กร และสถาบันต่าง ๆ
มีการศึกษาปัญหา ประมวลองค์ความรู้ต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ มีการระดมผู้รู้
นกั ปราชญ์มาชว่ ยกันคิด ชว่ ยกันสร้างเปา้ หมายของการศึกษาไทย
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายที่กาหนดข้ึนเพ่ือแก้ไขหรือ
แก้ปัญหาทางการศึกษา และถือได้ว่าเป็นเคร่ืองมือสาคัญในการปฏิรูปการศึกษา อาจสรุปหลักการ
สาคญั ได้ 7 ด้าน ดงั น้ี
1. ด้านความเสมอภาคของโอกาสทางการศึกษาข้ันพื้นฐาน ปรากฏตามนัย มาตรา 10 วรรค
1 คือ การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างท่ัวถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย มาตรา 8 (1)
การจดั การศกึ ษาให้ยึดหลักว่าเป็นการศึกษาตลอดชีวิตสาหรบั ประชาชน
2. ด้านมาตรฐานคุณภาพการศึกษา ปรากฏตาม มาตรา 9 (3) กาหนดมาตรฐานการศึกษา
และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับและประเภทการศึกษา และ มาตรา 47 ให้มีระบบ
หลักสตู รห้องเรยี นทวั่ ไป(Talented General Program: TGP) 24
ประกันคุณภาพการศึกษาเพ่ือพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วย ระบบ
ประกนั คุณภาพภายในและระบบประกนั คุณภาพภายนอก
3. ดา้ นระบบบรหิ ารและการสนบั สนุนทางการศกึ ษา ปรากฏตาม มาตรา 9 การจดั ระบบ
โครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดังน้ี (1) มีเอกภาพด้านนโยบายและหลากหลาย
ในการปฏิบัติ (2) มีการกระจายอานาจไปสู่เขตพ้ืนท่ีการศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วน
ท้องถ่ิน (5) ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้จัดการศึกษา (6) การมีส่วนร่วมของบุคคล
ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบัน
ศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอนื่ ๆ
มาตรา 43 การบริหารและการจดั การศกึ ษาของเอกชน ให้มคี วามเป็นอิสระ โดยมกี ารกากับ
ติดตาม การประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาจากรัฐ และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์
การประเมนิ คุณภาพและมาตรฐานการศกึ ษาเชน่ เดยี วกับการศกึ ษาของรฐั
4. ด้านครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ปรากฏตาม มาตรา 9 (4) มีหลักการ
ส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา และการพัฒนาครู คณาจารย์
และบคุ ลากรทางการศึกษาอยา่ งต่อเนื่อง
มาตรา 52 ให้กระทรวงส่งเสริมให้มีระบบ กระบวนการผลิต การพัฒนาครู คณาจารย์ และ
บุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพ และมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชน้ั สูง โดยการกากับ
และประสานให้สถาบันที่ทาหน้าท่ีผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์ รวมท้ังบุคลากรทางการศึกษา
ให้มีความพร้อมและมีความเข้มแข็งในการเตรียมบุคลากรใหม่และการพัฒนาบุคลากรประจาการ
อย่างต่อเนื่อง รัฐพึงจัดสรรงบประมาณและจัดต้ังกองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากร
ทางการศกึ ษาอย่างเพยี งพอ
5. ดา้ นหลกั สตู ร ปรากฏตาม มาตรา 8 (3) การพฒั นาสาระและกระบวนการเรียนรใู้ ห้เป็นไป
อยา่ งต่อเนือ่ ง มาตรา 27 ใหค้ ณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้นื ฐานกาหนดหลักสตู รภาคบงั คบั การศึกษา
ข้ันพื้นฐาน เพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ การดารงชีวิต และการประกอบอาชีพ
ตลอดจนเพ่อื การศึกษาต่อ ให้สถานศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐานมีหนา้ ท่ีจดั ทาสาระของหลกั สตู รตามวัตถปุ ระสงค์
ในวรรคหน่ึง ในส่วนที่เก่ียวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะ
อนั พึงประสงค์เพอ่ื เปน็ สมาชกิ ทด่ี ีของครอบครัว ชมุ ชน สงั คม และประเทศชาติ
มาตรา 28 หลักสูตรสถานศึกษาต่าง ๆ รวมท้ังหลักสูตรสถานศึกษาสาหรับบุคคลพิการ
ต้องมีลักษณะหลากหลาย ท้ังน้ีให้จัดตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต
ของบคุ คลให้เหมาะสมแก่วัยและศกั ยภาพ
สาระของหลักสูตรทั้งท่ีเป็นวิชาการและวิชาชีพ ต้องมุ่งพัฒนาคนให้มีความสมดุล
ท้งั ดา้ นความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดงี าม และความรับผิดชอบตอ่ สังคม
หลักสูตรห้องเรียนทว่ั ไป(Talented General Program: TGP) 25
สาหรับหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา นอกจากคุณลักษณะในวรรคหน่ึงและวรรคสอง
แลว้ ยังมคี วามมุ่งหมายเฉพาะที่จะพฒั นาวชิ าการ วชิ าชีพช้ันสงู และด้านการคน้ คว้า วิจยั เพ่ือพัฒนา
องคค์ วามรแู้ ละพัฒนาทางสงั คม
มาตรา 24 (1) จัดเน้ือหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัด
โดยคานึงถงึ ความแตกตา่ งระหว่างบคุ คล
6. ด้านกระบวนการเรียนรู้ ปรากฏตาม มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียน
ทุกคนมีความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญที่สุด กระบวนการ
จดั การศกึ ษาต้องส่งเสริมให้ผ้เู รียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาตแิ ละเต็มตามศักยภาพ
มาตรา 24 การจดั กระบวนการเรยี นรู้ ใหส้ ถานศึกษาและหน่วยงานที่เกยี่ วข้องดาเนินการ
ดังน้ี (1) จัดเน้ือหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน
โดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล (2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญ
สถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพ่ือป้องกันและแก้ไขปัญหา (3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้
เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้คิดได้ คิดเป็น ทาเป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้
อย่างต่อเน่ือง (4) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุล
กัน รวมท้ังปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมท่ีดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา (5) ส่งเสริม
สนบั สนุนให้ครูสามารถจดั บรรยากาศ สภาพแวดลอ้ มส่อื การเรยี น และอานวยความสะดวกเพอื่ ให้เกิด
การเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมท้ังสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการจัดการเรียนรู้
ท้ังนี้ครูและผู้เรยี นอาจเรียนรไู้ ปพร้อมกัน จากสื่อการเรียนการสอนและแหลง่ วทิ ยาการประเภทต่างๆ
(6) จัดการเรียนรู้ให้เกิดข้ึนได้ทุกเวลา ทุกสถานท่ี มีการประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา
ผ้ปู กครอง และบคุ คลในชมุ ชนทกุ ฝ่าย เพือ่ ร่วมกนั พฒั นาผู้เรยี นตามศักยภาพ
มาตรา 25 รัฐต้องเร่งส่งเสริมการดาเนินงาน และการจัดต้ังแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ทกุ รปู แบบ ไดแ้ ก่ ห้องสมุดประชาชน พพิ ธิ ภณั ฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์
อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์การกีฬาและนันทนาการ แหล่งข้อมูล และแหล่งการเรียนรู้
อืน่ อย่างพอเพยี งและมีประสทิ ธภิ าพ
มาตรา 26 ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน
ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม และการทดสอบควบ คู่ไป
ในกระบวนการเรยี นการสอนตามความเหมาะสมของแตล่ ะระดบั และรูปแบบการศึกษา
มาตรา 8 (1) และ (3) การจัดการศึกษายึดหลักดังน้ี (1) เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสาหรับ
ประชาชน (3) การพฒั นาสาระและกระบวนการเรียนรใู้ หเ้ ป็นไปอยา่ งต่อเนือ่ ง
หลักสตู รห้องเรยี นทว่ั ไป(Talented General Program: TGP) 26
7. ด้านทรัพยากรและการลงทุนเพ่ือการศึกษา ปรากฏตาม มาตรา 9 (5) การจัดระบบ
โครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดังน้ี (5) ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ มาใช้
ในการจดั การศกึ ษา
มาตรา 58 ให้มีการระดมทรัพยากรการลงทุนด้านงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สิน
ท้ังจากรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน เอกชน องค์กรเอกชน
องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ สถาบันสังคมอ่ืน และต่างประเทศ มาใช้ในการ
จัดการศึกษา
มาตรา 60 ให้รัฐจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้กับการศึกษา ในฐานะที่มีความสาคัญสูงสุด
ต่อความมั่นคงย่ังยนื ของประเทศ โดยจดั สรรเปน็ เงนิ งบประมาณเพือ่ การศึกษา
จากหลักการสาคัญดังกล่าวข้างต้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น
สาคัญ คือ
1. ด้ำนหลักสูตร กล่าวถึงการปฏิรูปหลักสูตรให้ต่อเน่ือง เช่ือมโยง มีความสมดุลในเนื้อหา
สาระ ทั้งท่ีเป็นวิชาการ วิชาชีพ และวิชาว่าด้วยความเป็นมนุษย์ และให้มีการบูรณาการเนื้อหา
หลากหลายทม่ี ีประโยชนต์ อ่ การดารงชีวติ ไดแ้ ก่
1.1 เน้ือหาเก่ียวกบั ตนเองและความสมั พันธร์ ะหว่างตนเองกบั สงั คม
1.2 เน้ือหาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การบารุงรักษา ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม
1.3 เน้ือหาเกี่ยวกับศาสนา ศลิ ปะ วัฒนธรรม ภมู ปิ ัญญาไทย
1.4 เนอื้ หาความรู้และทกั ษะดา้ นคณิตศาสตรแ์ ละภาษา เนน้ การใชภ้ าษาไทยอย่างถกู ตอ้ ง
1.5 เนื้อหาความร้แู ละทกั ษะในการประกอบอาชพี และการดารงชวี ิตอยา่ งมีความสขุ
2. ด้ำนกระบวนกำรเรียนรู้ กล่าวถึง กระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถ
เรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ โดยถือว่าผู้เรยี นมคี วามสาคัญท่ีสดุ กระบวนการจดั การศึกษาต้องสง่ เสรมิ
ให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ และเป็นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอด
ชีวิต ดังข้อมูลที่ระบุไว้เป็นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษาที่สานักนโยบายและแผนการศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม สานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (2543) ได้สรุปถึงลักษณะกระบวนการ
จดั การเรียนรู้ในสาระของพระราชบัญญตั กิ ารศกึ ษาแห่งชาติ ไวด้ ังนี้
2.1 มกี ารจดั เนอ้ื หาทสี่ อดคลอ้ งกบั ความสนใจ ความถนัดของผ้เู รยี น
2.2 ให้มีการเรียนรจู้ ากประสบการณแ์ ละฝึกนสิ ยั รักการอ่าน
2.3 จัดให้มกี ารฝกึ ทกั ษะกระบวนการและการจดั การ
2.4 มกี ารผสมผสานเนือ้ หาสาระดา้ นต่างๆ อย่างสมดลุ ปลกู ฝังคณุ ธรรม
2.5 จดั การสง่ เสรมิ บรรยากาศการเรยี นเพื่อให้เกดิ การเรียนรู้และรอบรู้
หลกั สตู รห้องเรยี นท่ัวไป(Talented General Program: TGP) 27
2.6 จดั ใหม้ กี ารเรยี นร้ไู ดท้ ุกเวลา ทุกสถานที่ และให้ชมุ ชนมสี ่วนรว่ มในการจัดการเรียนรดู้ ้วย
3. ด้ำนกำรวัดและประเมินผลกำรเรียนรู้ เพ่ือให้สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้โดยผู้เรียน
เป็นสาคัญ จะต้องประเมินผู้เรียนตามสภาพจริง โดยการใช้วิธีการประเมินผู้เรียนหลายๆ วิธี ได้แก่
การสังเกตพฤติกรรมการเรียนและการรว่ มกิจกรรม การใช้แฟ้มสะสมงาน การทดสอบ การสัมภาษณ์
ควบคู่ไปกับกระบวนการเรียนการสอน ผเู้ รียนจะมโี อกาสแสดงผลการเรียนรู้ไดห้ ลายแบบ ไมเ่ พียงแต่
ความสามารถทางผลสัมฤทธ์กิ ารเรียนซึ่งวัดได้โดยแบบทดสอบเท่านนั้ การวดั และการประเมินผลการ
เรียนรู้แบบนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างอันเกิดจากผลการพัฒนาตนเองของผู้เรียนในด้านต่าง ๆ
ได้ชดั เจนมากขึน้
4. ควำมหมำยของหลักสูตรและสว่ นประกอบของหลักสูตร
ควำมหมำยของหลักสตู ร
ความหมายของหลักสูตร (Curriculum) และการพัฒนาหลักสูตร (Developmental
Curriculum) คาว่า “หลักสูตร” แปลมาจากคาในภาษาอังกฤษว่า “curriculum” ซ่ึงมีรากศัพท์มา
จากภาษาลาตินว่า “currere” หมายถึง“running course” หรือ เส้นทางท่ีใช้วิ่งแข่ง ต่อมาได้นา
ศัพท์นี้มาใช้ในทางการศึกษาว่า “running sequence of course or learning experience”
(Armstrong, 1989 : 2) เป็นการเปรียบเทียบหลักสูตรเสมือนสนามหรือลู่วิ่งให้ผู้เรียนจะต้องฟันฝ่า
ความยากของวชิ า หรอื ประสบการณ์การเรยี นรูต้ ่าง ๆ ทีก่ าหนดไวใ้ นหลกั สตู รเพ่อื ความสาเรจ็
ในแวดวงนักศึกษาผู้ให้ความหมายของหลักสูตรไว้มากมาย โดยไม่สามารถทาให้ทุกคนเห็น
พ้องกับความหมายใดเพียงความหมายเดียว เพราะหลักสูตรเป็นส่ิงที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาแต่
อาจแบ่งกลุ่มความหมายของหลักสูตรได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มความหมายท่ีเน้นถึงเนื้อหาสาระท่ี
จะตอ้ งเรียนรู้ 2) กล่มุ ความหมายท่เี นน้ ความหมายสาคัญของจดุ หมายท่ีตอ้ งการใหเ้ กดิ กับผู้เรียน และ
3) กลุ่มความหมายทเ่ี น้นกระบวนการท่ีจะพัฒนาผูเ้ รยี น
กาญจนา คณุ ารักษ์ (2535 : 1-4) ได้รวบรวมความหมายหลักสูตรไวด้ ังนี้
1. หลักสูตร คือ รายวิชาหรือรายการเนื้อหาทสี่ อนโรงเรียน
2. หลักสูตร คอื ประสบการณ์ท่ีจัดใหแ้ กผ่ ู้เรยี น
3. หลกั สูตร คอื กจิ กรรมการเรยี นการสอนและวสั ดอุ ุปกรณ์
4. หลักสูตร คือ สิ่งท่ีโรงเรียน ผู้ปกครอง คาดหมายหรือมุ่งหวังจะให้ผู้เรียนได้รับหรือ
มีคณุ สมบตั ใิ นส่ิงน้ันๆ
5. หลกั สตู ร คอื พาหนะทีจ่ ะนาผู้เรียนไปสู่ความสาเร็จตามเป้าหมายของการศกึ ษา
6. หลกั สูตร คือ สงิ่ แวดล้อมตา่ ง ๆ ทางการเรยี น และสิง่ แวดลอ้ มในโรงเรียน
7. หลักสูตร คอื กระบวนการปฏสิ มั พันธ์ระหว่างครู นักเรยี น และส่งิ แวดลอ้ มการเรียน
หลักสตู รห้องเรยี นทั่วไป(Talented General Program: TGP) 28
8. หลักสูตร คอื แผนหรอื แนวทาง หรือข้อกาหนดในการจดั การศึกษาของโรงเรยี น
9. หลักสูตร คือ เอกสาร หนังสือหลักสูตร และเอกสารประกอบหลักสูตรใด ๆ เช่น
แผนการสอน คู่มอื ครู แบบเรยี น เปน็ ต้น
10.หลักสูตร คอื วชิ าความร้สู าขาหน่ึงทว่ี า่ ดว้ ยทฤษฎี หลักการ และแนวปฏบิ ตั ใิ นการพัฒนา
หลักสตู ร
วิชัย วงษ์ใหญ่ (2537 : 12) ได้ให้แนวคิดว่า หลักสูตร คือ มวลประสอบการณ์ท้ังปวงท่ีจัดให้
ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ครบถ้วนตามมาตราฐานคุณภาพสากล มาตรฐานความเป็นชาติไทยและ
มาตรฐานทช่ี มุ ชนท้องถิ่นต้องการ
สงัด อุทรานนั ท์ (2538 : 6) กล่าว หลกั สตู ร หมายถึง ลักษณะใดลกั ษณะหนงึ่ ตอ่ ไปนี้
1. หลักสูตร คือ ส่ิงที่สร้างขึ้นในลักษณะของรายวิชา ซึ่งประกอบไปด้วยเนื้อสาระ
ทจ่ี ัดเรียงลาดับความยากง่าย หรอื เปน็ ขัน้ ตอนอย่างดแี ล้ว
2. หลักสูตร ประกอบด้วยประสบการณ์ทางเรียนซ่ึงได้วางแผนล่วงหน้าเพื่อมุ่งหวังจะให้เด็ก
ได้เปลยี่ นแปลงพฤติกรรมในทางท่ีตอ้ งการ
3.หลกั สูตร เป็นสง่ิ ทสี่ ังคมสรา้ งขึ้นสาหรับให้ประสบการณ์ทางการศึกษาแกเ่ ด็กในโรงเรียน
4. หลักสูตร ประกอบด้วยมวลประสบการณ์ทั้งหมดของผู้เรียน ซึ่งเขาได้ทาได้รับรู้ และได้ตอบสนอง
ต่อการแนะแนวของโรงเรียน
ใจทพิ ย์ เชือ้ รตั นพงษ์ (2539 : 9) ใหค้ วามหมายหลักสตู รว่า คอื SOPEA ประกอบด้วย
S คือ Subject matter ได้แก่ เน้ือหาทใี่ ชใ้ นการเรียนการสอน
O คือ Object ไก้แก่ วตั ถปุ ระสงค์
P คอื plans ไดแ้ ก่ แผนสาหรับจัดโอกาสการเรียนรู้หรือประสอบการณ์แกน่ กั เรยี นท่ีคาดหวัง
E คือ learner’s experience ได้แก่ ประสบการณท์ งั้ ปวงของผเู้ รียนมาจัดโดยโรงเรยี น
A คอื education activities ไดแ้ ก่ กจิ กรรมทาวการศกึ ษาทจี่ ัดให้กับผู้เรียน
ชมพันธุ์ กุญชน ณ อยุธยา (2540 :3-5) ได้อธิบายความหมายของ “หลักสูตร” ว่ามีความ
แตกต่างกันไปตั้งแต่ความหมายท่ีแคบสุดจนจนถึงกว้างสุด แต่จาแนกความคิดเห็นของนักศึกษาที่ได้
ใหน้ ยิ ามความหมายของหลักสตู ร ออกเปน็ 2 ใหญ่ ๆ ดงั นี้
1. หลักสูตร หมายถึง แผนประสบการณ์การเรียน นักการศึกษาที่มีความคิดเห็นว่าหลักสูตร
หมายถึง แผนประสบการณ์การเรียนน้ัน มองหลักสูตรในลักษณะที่เป็นเอกสาร หรือโครงการ
การศึกษาที่สถาบันการศึกษาได้วางแผนไว้ เพ่ือให้ผู้เรียนได้ศึกษาตามแผนหรือโครงการท่ีกาหนดไว้
หลักสูตรตามความหมายน้ีหมายถึงรวมถึง แผนการเรียนหรือรายวิชาต่าง ๆ ที่กาหนดให้เรียนรวมทั้ง
เน้ือหาวิชาของรายวิชาต่าง ๆ กิจกรรมการเรียนการสอนและการประเมินผล ซึ่งได้กาหนดไว้ในแผน
หลักสูตรห้องเรียนทัว่ ไป(Talented General Program: TGP) 29
ความคิดเห็นของนักศึกษากลุ่มน้ีไม่รวมถึงการนาหลักสูตรไปใช้หรือการเรียนการสอนที่ปฏิบัติจริง
แตท่ ัง้ แผนประสบการณก์ ารเรียนกับการสอนทป่ี ฏิบัตจิ ริงมคี วามสมั พนั ธ์กันอย่างใกล้ชิด
2. หลักสูตร หมายถึง ประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนท่ีสถาบันการศึกษาจัดให้ซ่ึงหมาย
รวมถึงประสบการณ์การเรียนและการนาหลักสูตรไปใช้ด้วย แนวคิดน้ีสอดคล้องกับแนวคิดของท้ัง
ทาบาและ ไทเลอร์ท่ีเห็นว่า หลักสูตรประกอบด้วยจุดมุ่งหมายประสอบการณ์ทางการศึกษาหรือ
เน้ือหาการจัดประสบการณ์ทางการศึกษาหรือจัดการเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอนและ
การประเมนิ ผล
ธารง บัวศรี (2542 : 7) กล่าวว่า หลักสูตร คือ แผนซ่ึงได้ออกแบบจัดทาขึ้นเพ่ือแสดง
จุดมุ่งหมายการจัดเน้ือหาสาระกิจกรรมและมวลประสบการณ์ในแต่ละโปรแกรมการศึกษา เพ่ือให้
ผูเ้ รียนมพี ฒั นาการในด้านตา่ ง ๆ ตามจดุ หมายทไ่ี ด้กาหนดไว้
มาเรียม นิลพันธ์ุ (2543 : 6) กล่าวว่า หลักสูตร หมายถึง เอกสารข้อกาหนดเก่ียวกับมวล
ประสบการณ์ เพ่ือให้ผู้เรียนมีพัฒนาไปในแนวทางที่ต้องการ ท้ังนี้ นักการศึกษาและนักพัฒนา
หลักสูตรประเทศ ไดใ้ ห้ความหมายและคาจากัดความของหลักสูตรไว้ โดยสรุปดังน้ี
คาสเวลและแคมเบล (Caswell and Cambell 1935 : 66) ได้ให้จากัดความว่าหลักสูตร
เป็นสิ่งท่ีประกอบด้วยประสบการณท์ งั้ มวลของเด็ก ภายใต้การแนะแนวของครู
ไทเลอร์ (Tyler. 1949 : 79) ได้สรุปว่าหลักสูตรเป็นส่ิงท่ีเด็กจะต้องเรียนรู้ทั้งหมด โดยมี
โรงเรยี นเป็นผวู้ างแผนและกากบั เพ่ือใหบ้ รรลุถึงจดุ หมายของการศกึ ษา
ทาบา (Taba. 1962 : 11) ให้คาสรุปเกี่ยวกับหลักสูตรอย่างสั้น ๆ ว่าหลักสูตรเป็นแผนการ
เกย่ี วกบั การเรยี นรู้
กู๊ด (Good. 1973 : 157) ไดใ้ หค้ วามหมายของหลกั สูตรไว้ 3 ประการ ดังน้ี คือ
1. หลักสูตร หมายถึง เน้ือหาวิชาท่ีจัดไว้เป็นระบบให้ผู้เรียนได้ศึกษา เพ่ือสาเร็จหรือรับ
ประกาศนยี บตั รในสาขาวชิ าหนงึ่
2. หลักสูตร หมายถึง เค้าโครงสร้างท่ัวไปของเนื้อหาหรือส่ิงเฉพาะท่ีจะต้องสอน ซ่ึงโรงเรียน
จดั ใหแ้ ก่เดก็ เพอ่ื ใหส้ าเรจ็ การศึกษาและสามารถเขา้ ศึกษาต่อในทางอาชพี ต่อไป
3. หลักสูตร หมายถึง กลุ่มวิชาและการจัดประสบการณ์ที่กาหนดไว้ให้ผู้เรียนได้เรียนภายใต้
การแนะนาของโรงเรียนและสถานศกึ ษา
โอลิวา (Oliva. 1992 : 8-9) ได้ให้นิยามความหมายของหลักสูตรโดยแบ่งเป็นการให้นิยาม
โดยยดึ จุดประสงค์ บริบทหรือสภาพแวดล้อม และวิธีดาเนนิ การหรือยุทธศาสตร์ ดังน้ี
หลักสตู รห้องเรยี นทวั่ ไป(Talented General Program: TGP) 30
1. การให้นิยามโดยยึดจุดประสงค์ (Purpose) หลักสูตรจึงมีภาระหน้าทีท่ีจะทาให้ผู้เรียน
ควรจะเป็นอย่างไร หรือมีลักษณะอย่างไร หลักสูตรในแนวคิดน้ีจึงมีความหมายในลักษณะที่เป็น
วิธีการท่ีนาไปสู่ความสาเร็จตามจุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายนั้น ๆ เช่น หลักสูตร คือ การถ่ายทอด
มรดกทางวฒั นธรรม หลักสูตร คอื การพัฒนาทักษะการคิดผูเ้ รียน เปน็ ตน้
2.การให้นิยามโดยยดึ บรบิ ทหรือสภาพแวดลอ้ ม (Contexts) นยิ ามของหลกั สูตร ในลกั ษณะ
น้ีจึงเป็นการอธิบายถึงลักษณะท่ัวไปของหลักสูตรซ่ึงแล้วแต่วา่ เน้ือหาสาระของหลักสูตรนนั้ มีลักษณะ
เปน็ อยา่ งไร เช่น หลักสูตรที่ยดึ เนอ้ื หาวชิ า หรือหลักสตู รท่ยี ดึ ผ้เู รยี นเปน็ ศนู ย์กลาง หรอื หลกั สตู รท่เี น้น
การปฏิรปู สังคม เปน็ ต้น
3. การให้นิยามโดยยึดวธิ ีดาเนินการการหรือยุทธศาสตร์ (Strategies) เป็นการนิยามในเชงิ
วิธีดาเนินการท่ีเป็นกระบวนการ ยุทธศาสตร์หรือเทคนิควิธีการในการจัดการเรียนการสอน เช่น
หลักสูตร คือ กระบวนการแก้ปัญหา หลักสูตร คือ การอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม การทางานกลุ่ม หลักสูตร
คือ การเรยี นรเู้ ป็นรายบุคคล หลกั สูตร คือ โครงการหรือแผนการจัดการเรยี นการสอน เปน็ ต้น
โอลิวา ได้สรุปความหมายของหลักสูตรไว้ว่า หลักสูตร คือ แผนงานหรือโครงการ
ทีจ่ ดั ประสบการณท์ ้ังหมดใหแ้ ก่ผู้เรียน ภายใตก้ ารดาเนินงานของโรงเรียน และในทางปฏบิ ัติหลักสูตร
ประกอบด้วยจานวนของแผนการต่าง ๆ ทีเ่ ขยี นเป็นลายลักษณ์อักษร และมีขอบเขตกวา้ งหลายหลาย
เป็นแนวทางของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ต้องการ ดังน้ัน หลักสูตรอาจเป็นหน่วย (Unit)
เป็นรายวิชา (course) หรือเป็นรายวิชาย่อยต่าง ๆ (sequence of courses) แผนงานหรือโครงการ
ทางการศึกษาดังกล่าวนอ้ี าจจัดขึน้ ได้ทัง้ ในและนอกชน้ั เรยี นหรือโรงเรยี นกไ็ ด้
จากที่กล่าวมาแล้วสามารถสรุปได้ว่า หลักสูตร หมายถึงมวลประสบการณ์ความรู้ต่าง ๆ
ท่ีจัดให้ผู้เรียนทั้งในและนอกห้องเรียน ซ่ึงมีลักษณะเป็นกิจกรรม โครงการหรือแผน เพ่ือเป็นแนวทาง
ในการจดั การเรียนการสอนให้ผู้เรียน ไดพ้ ัฒนาและมคี ุณลักษณะตามความมุ่งหมายท่ีไดก้ าหนดไว้
หลกั สูตรห้องเรยี นทวั่ ไป(Talented General Program: TGP) 31
ควำมสำคัญของหลกั สูตร
หลกั สตู รมคี วามสาคัญตอ่ การจดั การศึกษาทุกระบบ เนอ่ื งจากขอ้ กาหนดตา่ ง ๆ ของหลกั สูตร
จะเป็นมาตรฐานในการจัดการศึกษาของแต่ละกล่มุ เป้าหมาย ซ่ึงทาใหเ้ ปน็ แนวทางนาไปสู่การกาหนด
เป้าหมายของการเรียนรู้สาหรับผู้เรียนในแต่ละช่วงวัย อีกทั้งยังเป็นแนวทางสาหรับผู้สอนในการ
ดาเนินการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรยี นบรรลเุ ป้าหมายทั้งในด้านความรใู้ นเน้ือหาสาระ ทักษะกระบวนการ
เรียนรแู้ ละการคิด ทักษะทางสังคมและที่สาคญั คือคุณภาพทางดา้ นคณุ ธรรมจริยธรรมและค่านิยมอัน
พึงประสงค์ นอกจากน้ี นักการศึกษาหลายท่านได้แสดงทัศนะและความคดิ เหน็ ที่เกี่ยวกับความสาคัญ
ของหลกั สูตรว่าหลักสูตรมีความสาคัญอยา่ งไรต่อการจัดการศึกษา ซ่งึ ส่วนใหญเ่ หน็ ตรงกนั ว่าหลักสูตร
มีความสาคัญต่อการกาหนดมาตรฐานและคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ทั้งน้ี เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เรียน
ในแต่ละวัยแต่ละระดับการศึกษาได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพทัดเทียมกันหรือไม่ อย่างไร ซึ่งจะมี
ผลกระทบต่อผู้เรียนว่าควรเรียนรู้สาระการเรียนรู้อะไร มีเนื้อหาสาระมากน้อยเพียงใด จาการศึกษา
เอกสารพบวา่ มีผู้ท่ีกลา่ วถงึ ความสาคัญของหลกั สตู รไว้โดยสรุป ดังน้ี
สันต์ ธรรมบารุง (2527 : 152) สรุปความสาคัญของหลกั สูตรไว้ 9 ประการ คือ
1. หลักสูตร เป็นแผนปฏิบัติงานหรือเครื่องช้ีแนวทางปฏิบัติงานของครู เพราะหลักสูตรจะ
กาหนดจุดมุ่งหมาย เนือ้ หาสาระ การจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนและการประเมนิ ผลไวเ้ ปน็ แนวทาง
2. หลักสูตรเป็นข้อกาหนดแผนการเรียนการสอน อันเป็นส่วนรวมของประเทศ เพื่อนาไปสู่
ความมุ่งหมายตามแผนการศกึ ษาชาติ
3. หลักสูตรเปน็ เอกสารของทางราชการ เปน็ บญั ญตั ิของรัฐบาล หรอื เป็นธรรมนญู ในการจัด
การศึกษา เพ่อื ใหบ้ ุคคลทเ่ี กย่ี วข้องกับการศึกษาปฏิบตั ิตาม
4. หลักสูตรเป็นเกณฑ์มาตรฐานการศึกษา เพื่อควบคุมการเรียนการสอนในสถานศึกษา
ระดบั ต่าง ๆ และยงั เป็นเกณฑม์ าตรฐานอย่างหน่ึงในการจัดสรรงบประมาณ บุคลากร อาคาร สถานที่
วัสดอุ ปุ กรณ์ ฯลฯ ของการศกึ ษาของรัฐแก่สถานศึกษาอีกด้วย
5. หลักสูตรเป็นแผนการดาเนินงานของผู้บริหารการศึกษา ท่ีจะอานวยความสะดวกและ
ควบคมุ ดูแลติดตามให้เปน็ ไปตามนโยบายการจัดการศกึ ษาของรัฐบาลด้วย
6. หลักสูตรจะกาหนดแนวทางในการส่งเสริมความเจริญงอกงามและพัฒนาการของเด็ก
ตามจดุ มงุ่ หมายของการศึกษา
7. หลกั สูตรจะกาหนดและลักษณะรปู รา่ งของสังคมในอนาคตได้วา่ จะเปน็ ไปในรูปใด
8. หลักสูตรจะกาหนดแนวทางให้ความรู้ ทักษะ ความสามารถ ความประพฤติที่จะเป็น
ประโยชน์ต่อสังคม อันเป็นการพัฒนากาลังซึ่งจะนาไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจแบะสังคมแห่งชาติที่
ได้ผล
หลักสตู รหอ้ งเรียนทัว่ ไป(Talented General Program: TGP) 32
9. หลกั สูตรจะเปน็ สิง่ ทบี่ ง่ ชี้ถึงความเจริญของประเทศ เพราะการศึกษาเป็นเครื่องมือในการ
พัฒนาคน ประเทศใดจดั การศกึ ษาโดยมีหลักสตู รทีเ่ หมาะสม ทันสมัย มีประสิทธิภาพทันต่อเหตุการณ์
และการเปล่ียนแปลงยอ่ มได้กาลงั ทม่ี ีประสทิ ธิภาพสูง
พงษศ์ ักดิ์ ภกู าบขาว (2540 : 18-19) กลา่ วถงึ ความสาคัญของหลักสูตรไวดังนี้
1. หลกั สูตรย่อมเปน็ แนวทางในการปฏบิ ัติงานของครู
2. หลักสูตรย่อมเป็นแนวทางในการส่งเสริมความเจริญงอกงามและพัฒนาการของเด็ก
ตามจุดม่งุ หมายของการศกึ ษา
3. หลักสูตรย่อมกาหนดแนวทางในการจัดประสบการณ์ว่าเด็กควรได้รับสิ่งใดบ้าง
ท่ีเป็นประโยชนแ์ กเ่ ดก็ โยตรงและแก่สังคม
4. หลักสูตรย่อมกาหนดว่า เน้ือหาวิชาอะไรบ้างท่ีจะช่วยให้เด็กมีชีวิตอยู่ในสังคม
อยา่ งราบรื่น เปน็ พลเมอื งดขี องประเทศชาตแิ ละบาเพ็ญประโยชนแ์ กส่ งั คม
5. หลักสูตรยอ่ มกาหนดวิธีการดาเนินชีวิตของเด็กให้เป็นไปดว้ ยความราบรืน่ และผาสุข
6. หลักสูตรย่อมกาหนดแนวทางความรู้ ความสามรถ ความประพฤติ ทักษะและเจตคติ
ในอนั ที่จะอยูร่ ่วมกันในสงั คม และบาเพญ็ ประโยชน์ตอ่ ชุมชนและประเทศ
จากที่กลา่ วมาแล้วสรุปไดว้ ่า หลกั สตู รเปน็ ส่ิงสาคัญในการจดั การศกึ ษา 3 ระดับ คอื
1. ระดับประเทศ เป็นการช้ีให้เห็นถึงแนวทางการจัดการศึกษาโดยภาพและเป็น
ตัวบ่งชีใ้ ห้เห็นแนวโน้มสังคมกบั การจดั การศึกษาในอนาคต
2.ระดับสถานศึกษา ซึ่งนับได้ว่าหลักสูตรเป็นหัวใจและจุดเด่นของการจัดการเรียนการสอน
ในสถานศกึ ษาน้นั ๆ
3.ระดับห้องเรียนซึ่งมีความสาคัญต่อการนาไปสู่การปฏิบตั ิ เพื่อจดั การเรียนรทู้ ี่เกิดกับผู้เรียน
โดยตรง โดยมีรายละเอียดและเอกสารประกอบท่ีกาหนดแนวทางว่าจะสอนใคร เรื่องใด เพ่ืออะไร
องคป์ ระกอบของหลกั สตู ร
องค์ประกอบของหลักสูตร นับว่าเป็นส่วนสาคัญที่จะทาให้ความหมายของหลักสูตรสมบูรณ์
และสามารถใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน การประเมินผล และการปรับปรุงการเรียน
การสอนหรือการพัฒนาหลกั สูตรได้
องค์ประกอบของหลกั สูตร โดยทว่ั ไปมี 4 องคป์ ระกอบ
1. ความมุ่งหมาย (objectives) คือ เป็นเสมือนการกาหนดทิศทางของการจัดการศึกษา
การจัดการเรียนการสอน เพื่อมุ่งให้ผู้เรียนได้พัฒนาไปในลักษณะต่าง ๆท่ีพึงประสงค์อันก่อให้เกิด
ประโยชน์ในสังคมน้ันการกาหนดความมุ่งหมายของหลักสูตรต้องคานึงถึงข้อมูลพื้นฐานของสังคม
เพ่ือประโยชน์ ในการแก้ปัญหา และสนองความต้องการของสังคมและผู้เรียน และต้องสอดคล้อง
หลักสตู รห้องเรียนทว่ั ไป(Talented General Program: TGP) 33
สัมพันธ์กับนโยบายการจัดการศึกษาของชาติด้วย กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ กาหนด
องคป์ ระกอบของหลักสตู รสว่ นนี้ เป็น 2 ลกั ษณะ คอื “หลกั การของหลกั สตู ร” หมายถงึ แนวทางหรือ
ทิศทางในการจัดการศกึ ษาซง่ึ ผู้ท่ีเก่ยี วข้องทุกฝา่ ยในการจัดการศึกษาระดับนนั้ ๆ จะไดย้ ึดถือเป็นแนว
ปฏิบัติ “จุดหมายของหลักสูตร” หมายถึง พฤติกรรมต่าง ๆหรือคุณสมบัติต่าง ๆท่ีต้องการให้เกิดข้ึน
แกผ่ ู้เรียน เมื่อผ่านกระบวนการตา่ ง ๆ ตามที่กาหนดไวใ้ นหลักสูตรน้นั แล้ว
2. เนื้อหาวิชา (Content) เป็นสาระสาคัญที่กาหนดไว้ในหลักสูตรให้ชดั เจน โดยมุ่งให้ผู้เรยี น
ได้มีประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาไปสู่ความมุ่งหมายของหลักสูตร เน้ือหาสาระที่ได้กาหนดไว้
ต้องสมบูรณ์ ต้องผนวกความรู้ ประสบการณ์ ค่านิยม แนวคิด และทัศนคติเข้าด้วยกันเพ่ือให้ผู้เรียน
ไดพ้ ัฒนาทงั้ ในดา้ นความรู้ ความทัศนคติ และพฤตกิ รรมต่าง ๆ อันพึงประสงค์
3. การนาหลักสูตรไปใช้ (Curriculum implementation) เป็นองค์ประกอบท่ีสาคัญย่ิง
เพราะเป็นกจิ กรรมท่ีจะแปลงหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติกิจกรรมนนั้ มหี ลายลักษณะ แตก่ จิ กรรมที่สาคัญ
ท่ีสุด คือ กิจกรรมการเรียนการสอน หรือ อาจกล่าวได้ว่า “การสอนเป็นหัวใจของการนาหลักสูตรไป
ใช้” ดังน้ัน ครูผู้สอนจึงเป็นผู้ท่ีมีบทบาทสาคัญในฐานะเป็นผู้จัดการเรียนรู้ การกาหนดวิธีการท่ีจะนา
ผูเ้ รยี นไปสู่ความมุง่ หมายของหลกั สตู ร ประกอบดว้ ย
3.1 วธิ กี ารจัดการเรยี นรู้ การกาหนดวิธกี ารจัดการเรียนรู้หลกั สตู รจะเนน้ แบบยึดครู
เป็นสาคัญหรือยึดผู้เรียนเป็นสาคัญน้ัน ย่อมข้ึนอยู่กับปรัชญาการศึกษา หรือแนวความคิด ความเชื่อ
ในการจัดการศึกษาที่พึงประสงค์ และขึ้นอยู่กับจุดหมายของหลักสูตรนั้นเป็นสาคัญ สาหรับวิธีการ
จัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรในปัจจุบันเน้นแบบยึดผู้เรียนเป็นสาคัญ หรือเน้น “การสอนคนมากกว่า
การสอนหนงั สือ” โดยมแี นวทางการจัดการเรยี นรู้ เชน่ กระบวนการเรยี นหรือวธิ ีการเรยี นสาคัญพอๆ
กับเนื้อหาวิชาให้ผู้เรียนเป็นผู้แสดงและครูเป็นผู้กากับการแสดงชี้แนะแนวทาง ผู้เรียนค้นหาความรู้
สรุป และ ตัดสินใจเอง สอนปฏิบตั ิควบคูไ่ ปกบั ทฤษฎี เป็นต้น
3.2 วัสดุประกอบหลกั สตู ร หมายถงึ วสั ดุ เอกสาร รวมทง้ั สอื่ การเรยี นการสอน
ต่าง ๆ เพ่ือช่วยให้ครูใช้หลักสูตรได้โดยง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น แบ่งออกเป็น
2 ประเภท คือ
3.2.1 วัสดุประกอบหลักสูตรสาหรับครู เช่น แผนการจัดการเรียนรู้ คู่มือครู คู่มือ
การใชห้ ลักสูตร คู่มือการประเมินผล คู่มอื การแนะแนว คมู่ ือการจัดกจิ กรรมเสรมิ หลักสตู ร เป็นตน้
3.2.2 วัสดปุ ระกอบหลักสูตรสาหรบั นักเรียน เชน่ หนังสือเรียน หนงั สอื แบบฝึกหัด
บัตรงาน หนังสืออ่านเพมิ่ เตมิ แบบคดั ลายมอื เป็นต้น
3.3 การประเมินผล (evaluation) เป็นองค์ประกอบที่ช้ีให้เห็นว่าการนาหลักสูตร
แปลงไปสู่การปฏิบัตินั้น บรรลุจุดมุ่งหมายหรือไม่ หลักสูตรเกิดสัมฤทธิผลมากน้อยเพียงใด
ขอ้ มลู จาการประเมินผลนี้จะเป็นแนวทางไปสู่การปรบั ปรงุ และพัฒนาหลักสูตรต่อไป
หลกั สตู รห้องเรยี นท่วั ไป(Talented General Program: TGP) 34
ธารง บัวศรี (2538 : 7-8) ทก่ี ล่าวเน้นว่า หลกั สตู รประกอบด้วย 1) จุดมุง่ หมายของหลักสูตร
2) จุดประสงค์ของการเรียนการสอน 3) เนื้อหาสาระและประสบการณ์ 4) วัสดุอุปกรณ์และสื่อการ
เรียนการสอน 5) ประเมินผล
จากแนวคดิ ตา่ ง ๆทก่ี ลา่ วมาทงั้ หมด สรุปได้วา่ องค์ประกอบสาคญั ของหลักสตู ร คือ
1. จุดมุ่งหมายของหลักสูตร เป็นผลส่วนรวมที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียนหลังจากเรียนจบ
หลักสตู รไปแล้ว
2. โครงสร้างเนื้อหาสาระ เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ทักษะและความสามารถที่ต้องการ
ใหม้ รี วมทัง้ ประสบการณ์ท่ีต้องการใหไ้ ดร้ บั
3. อัตราเวลาเรียน เพ่ือให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ครบกระบว นการและ
มปี ระสทิ ธิภาพ
4. กิจกรรมการเรียนการสอนและส่ือ ทั้งน้ีเพ่ือให้แนวทางในการนาหลักสูตรไปใช้ในการจัด
กจิ กรรมการเรียนการสอน
5. การวัดและการประเมินผล เพื่อให้มีการตรวจสอบคุณภาพและเพ่ิมประสิทธิภาพของ
หลกั สตู รกอ่ นและหลังการนาไปใช้
องค์ประกอบหลักสูตรเป็นส่ิงจาเป็นอย่างย่ิง และส่งผลถึงลักษณะ โครงสร้าง รูปแบบของ
หลกั สตู รว่าจะเป็นอย่างไร โดยมีองคป์ ระกอบทสี่ าคญั ของ หลักสูตร คือ ความมุง่ หมาย (objectives)
เนื้อหาวิชา (Content) การนาหลักสูตรไปใช้ (Curriculum implementation) การประเมินผล
(evaluation)
กำรพฒั นำหลักสูตรแบบครบวงจร
การพัฒนาหลักสูตรมีลักษณะเป็นกระบวนการท่ีมีความเป็นระบบและเป็นวงจรที่มี
ความสัมพันธก์ นั ระบบการพัฒนาหลกั สตู รแบบครบวงจรประกอบดว้ ย ระบบการร่างหลักสตู ร ระบบ
การใช้หลกั สตู รและระบบการประเมินหลกั สตู ร โดยแต่ละระบบมรี ายละเอยี ดดงั น้ี
ระบบกำรพัฒนำหลักสตู ร ประกอบดว้ ย การศกึ ษาส่ิงกาหนดหลักสูตร การกาหนด รูปแบบหลักสูตร
การตรวจสอบคณุ ภาพหลักสูตร และการปรบั ปรุงหลกั สูตร
ระบบกำรใช้หลักสูตร ประกอบด้วย การขออนุมัติใช้หลักสูตร การประชาสัมพันธ์ หลักสูตร
การวางแผนการใช้หลักสูตร การกาหนดงบประมาณ / ทรัพยากร และการบรหิ าร นเิ ทศ กากบั ดแู ล
ระบบกำรประเมินหลักสูตร ประกอบด้วย การวางแผนการประเมิน การเกบ็ รวบรวม ข้อมูล
การวเิ คราะห์ขอ้ มูล และการรายงานผลการประเมนิ
หลักสูตรหอ้ งเรยี นท่ัวไป(Talented General Program: TGP) 35
ระบบการพฒั นาหลกั สตู รท้งั 3 ระบบทดี่ จี ะตอ้ งมีความสัมพนั ธเ์ ช่ือมโยงซ่ึงกันและกัน เพอื่ ให้
กระบวนการพัฒนาหลักสูตร การใช้หลักสูตร และการประเมินหลักสูตรมีประสิทธิภาพสูงสุด
สอดคลอ้ งกบั กลมุ่ เปา้ หมายหรอื ผ้ใู ช้หลกั สูตร ความสมั พันธ์ระหวา่ งระบบทั้งสาม ดังแผนภาพ
แผนภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างระบบการพัฒนาหลักสูตร ระบบการใช้หลักสูตร และระบบ
การประเมินหลกั สตู รตามแนวคิดการพฒั นาหลกั สูตรแบบครบวงจร
ขนั้ ตอนกำรพฒั นำหลกั สูตร
ทาบา (Hilda Taba. 1962) ได้กาหนดขั้นตอนการพฒั นาหลกั สตู รไว้ 8 ขั้นตอนดงั นี้
1. การวินิจฉัยความต้องการจาเปน็ ของการพฒั นาหลกั สูตร (Diagnosing Needs)
2. การกาหนดวัตถุประสงคข์ องหลกั สตู ร (Formulating Specifics Objectives)
3. การคัดเลือกเนื้อหาสาระ (Selecting content)
4. การจัดลาดับเนอ้ื หาสาระ (Organizing Content)
5. การคัดเลือกประสบการณ์การเรียนรู้ (Selecting Learning Experiences)
6. การจัดลาดบั ประสบการณก์ ารเรียนรู้ (Organizing Learning Experiences)
7. การกาหนดแนวทางการวดั และประเมนิ ผล (Evaluating)
8. การตรวจสอบความสมดุลและลาดบั (Checking for Balance and Sequence)
หลักสูตรหอ้ งเรยี นท่วั ไป(Talented General Program: TGP) 36
โครงสรำ้ งหลักสตู ร
โครงสร้างของหลักสูตร หมายถึง การกาหนดรูปแบบของการจัดเนื้อหาสาระ การกาหนด
ขอบเขตหรอื จานวนความมากนอ้ ยของสาระ รวมทงั้ เวลาเรยี น เพ่ือใหบ้ รรลเุ ป้าหมายของหลักสูตร
การกาหนดโครงสร้างเวลาเรยี นพน้ื ฐาน และเพม่ิ เติม สถานศกึ ษาสามารถดาเนินการ ดังน้ี
- ระดับประถมศึกษา สามารถปรับเวลาเรียนพ้ืนฐานของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้ตาม
ความเหมาะสม ท้ังน้ี ต้องมีเวลาเรียนรวมตามท่ีกาหนดไว้ในโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน และผู้เรียน
ตอ้ งมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตัวชีว้ ัดที่กาหนด
- ระดับมัธยมศึกษา ต้องจัดโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐานให้เป็นไปตามที่กาหนดและ
สอดคลอ้ งกบั เกณฑ์การจบหลักสูตร
สาหรับเวลาเรียนเพิ่มเติม ท้ังในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ให้จัดเป็นรายวิชา
เพมิ่ เติม หรือกจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน โดยพจิ ารณาให้สอดคล้องกบั ความพร้อม จดุ เนน้ ของสถานศึกษา
และเกณฑ์การจบหลักสูตร เฉพาะระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1-3 สถานศึกษาอาจจัดให้เป็นเวลา
สาหรบั สาระการเรียนรูพ้ ้ืนฐานในกลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทยและกลุม่ สาระการเรียนรูค้ ณิตศาสตร์
กจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี นทีก่ าหนดไวใ้ นช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 ถงึ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ปลี ะ 120
ชั่วโมง และช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4-6 จานวน 360 ชั่วโมงน้ัน เป็นเวลาสาหรับปฏิบัติกิจกรรมแนะแนว
กิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์ ในส่วนกิจกรรมเพื่อสังคมและ
สาธารณประโยชน์ใหส้ ถานศกึ ษาจัดสรรเวลาใหผ้ ู้เรียนได้ปฏบิ ัติกจิ กรรม ดังนี้
ระดับประถมศึกษา (ป.1-6) รวม 6 ปี จานวน 60 ชั่วโมง
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น (ม.1-3) รวม 3 ปี จานวน 45 ชวั่ โมง
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย (ม.4-6) รวม 3 ปี จานวน 60 ชวั่ โมง
รปู แบบหลักสูตร
หลักสูตรแต่ละรูปแบบจะแตกต่างกันในประเด็นสาคัญ ดังต่อไปนี้ คือแนวความคิดหรือ
ปรัชญาในการจัดการศึกษาแตกต่างกันจุดเน้นของความมุ่งหมายแตกต่างกัน เป็นต้น จากหลักเกณฑ์
ความแตกต่างของหลกั สตู รดงั กล่าวข้างตน้ อาจจาแนกรูปแบบของหลักสูตรได้ 8 รปู แบบ ดงั น้ี
3.1 หลักสูตรแบบเนื้อหาวิชาหรือแบบรายวิชา เป็นหลักสูตรแบบด้ังเดิมหรือหลักสูตรเก่า
ท่ีเน้นการถ่ายทอดเนื้อหาวิชาเป็นหลัก ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เน้ือหาความรู้ต่าง ๆ จะจัดไว้
เพ่อื ถ่ายทอดอยา่ งมรี ะเบยี บตามทผี่ รู้ ู้ในแตล่ ะวชิ าไดก้ าหนดไว้
3.2 หลักสูตรแบบสัมพันธ์วิชา เปน็ หลกั สตู รท่มี ีพื้นฐานมาจากหลักสูตรแบบรายวชิ าเนื่องจาก
เม่ือนาหลักสูตรรายวิชาไปใช้การเรียนรู้ของผู้เรียนในแต่ละวิชาแตกแยกกันมากขึ้น ผู้เรียนนาความรู้
หลกั สตู รหอ้ งเรียนทั่วไป(Talented General Program: TGP) 37
ไปใช้ประโยชน์ได้น้อย เพ่ือแก้ปัญหานี้ จึงนาเนื้อหาวิชาต่างๆที่มีลักษณะคล้ายคลึง และ มีส่วน
เกย่ี วขอ้ งสมั พันธก์ ันจัดไว้ดว้ ยกัน
3.3 หลักสูตรแบบหมวดวิชา หรือสหสัมพันธ์ หลักสูตรลักษณะแบบน้ีจุดมุ่งหมาย
จะผสมผสานเนือ้ หาวิชาทมี่ ลี กั ษณะใกล้เคียงกัน หรือสาขาเดียวกัน ให้มคี วามสมั พันธร์ ะหว่างวิชามาก
ข้ึน ในลักษณะหมวดวิชา เช่น หมวดวิชาสังคมศึกษา ประกอบด้วยวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์
หน้าที่พลเมือง ศีลธรรม เป็นตน้
3.4 หลักสูตรกิจกรรมและประสบการณ์ หลักสูตรลักษณะแบบน้ีต้องการแก้ไขข้อบกพร่อง
ของหลักสูตรแบบรายวิชา ที่ไม่คานึงถึงความต้องการและความสนใจของผู้เรียน หลักสูตรนี้จึงยึดเอา
กิจกรรม ความสนใจและประสบการณ์แวดล้อมมาเป็นแนวทางในการจัดลาดับประสบการณ์การ
เรียนรู้ เพ่ือให้ผู้เรียนสามารถนาความรู้ไปใช้ได้ในชีวิตจริง โดยยึดปรัชญาพิพัฒนาการเป็นแนวทาง
ด้านการวัดผลให้ความสาคัญกับการพัฒนาผู้เรียนมากกว่าปริมาณความรู้ความจา โดยมีข้อดี คือ
สนองความต้องการ และความสนใจของผเู้ รยี นเป็นการเรียนอย่างมีความหมาย เป็นต้น
3.5 หลักสูตรเพื่อชีวิตและสังคม หลักสูตรน้ีได้รับอิทธิพลจากแนวคิดปรัชญาพิพัฒนา
การนิยม ของ จอห์น ดิวอี้ ซึ่งเชื่อว่าการเรียนรู้เกิดจากประสบการณ์ และประสบการณ์จะทาให้
พฤติกรรมเปล่ียนแปลง หลักสูตรนี้จะยึดเอาสังคมและชีวิตของเด็กเป็นหลัก เช่น การมีส่วนร่วม
ในวัฒนธรรมประเพณีของสังคมท่ีแวดล้อมอยู่โดยพยายามให้เนื้อหามีส่วนสัมพันธ์กับชีวิตเพ่ือให้
ผู้เรียนนาความรู้ไปประยุกต์ใชใ้ นชวี ิตจริง เป็นต้น
3.6 หลักสูตรแกนกลาง หลักสูตรแบบนี้มีลักษณะผสมผสานเน้ือหาวิชาเพื่อที่จะตอบสนอง
ความต้องการและความสนใจของผู้เรียน ส่งเสริมการเรียนที่มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์ชีวิตของ
ผู้เรียนของผู้เรียน หลักสูตรประกอบด้วยส่ิงที่ผู้เรียนต้องเรียนเป็นความรู้หน่ึง และส่วนท่ีใช้เลือกส่วน
หนึ่ง หลกั สาคญั อยู่ท่กี ารจัดการเวลาเรียน และการจดั เนือ้ หาใหส้ อดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน
และขณะเดียวกันเนน้ การเรยี นรู้ทางวิชาการอย่างมีระบบ โดยมขี ้อดี คือ มีการผสมผสานทางดา้ นการ
เรียนรู้และเน้ือหาวิชา มีความเกี่ยวพันกับชีวิตและความสนใจของผู้เรียน สนองความสนใจและความ
ถนัดของแต่ละบคุ คล เปดิ โอกาสให้ผูเ้ รยี นศกึ ษาค้นคว้าหาความรูเ้ พ่มิ เติมด้วยตนเอง
3.7 หลักสูตรแบบเอกัตภาพ หลักสูตรแบบนี้จัดเน้ือหาสาระของหลักสูตรไปตามความ
เหมาะสมและความต้องการของผู้เรียนแต่ละบุคคล การจัดหลักสูตรแบบนี้ขึ้นอยู่ดุลยพินิจของ
ครูผู้สอนท่ีจะวิเคราะห์ความต้องการ ระดับสติปริญญา และความสามารถของผู้เรียนได้อย่างถูกต้อง
จัดการเรียนการสอนอยู่ในรูปของการจัดชุดการเรียนให้ผู้เรียนได้ศึกษาและพัฒนาความสามารถของ
ตนไปตามลาดับ มี ข้อดีคือ ผู้เรียนสามารถได้เรียนได้ด้วยตนเอง โดยมีครูคอยให้คาแนะนาปรึกษา
ผู้เรียนยึดแนวการสอนที่จัดทาไว้ โดยไม่ต้องพบผู้สอนเปน็ ประจา ผู้เรียนที่มีความสามารถสูงสามารถ
พัฒนาตนเองได้เต็มความสามารถ แต่มีข้อจากัดที่ว่าความสัมพันธ์ในการรวมกลุ่มมีน้อย ผู้เรียน
หลกั สูตรห้องเรียนท่วั ไป(Talented General Program: TGP) 38
ท่ีขาดความรับผิดชอบและไม่มีความซ่ือสัตย์อาจจะไม่ได้ผลเต็มที่ การแก้ปัญหาต่างๆ กระทาได้น้อย
และควรจะมาจากความคิดเห็นของกลุ่มมากกวา่ คนเดยี ว
3.8 หลักสูตรบูรณาการ เป็นการผสมผสานเน้ือหาเข้าด้วยกัน ไม่แยกเป็นรายวิชาโดย
พยายามรวมประสบการณ์ต่าง ๆ ให้เป็นอันหน่ึงอันเดียวกันโดยจะคัดเลือกตัดตอนมาจากหลายๆ
สาขา แล้วมาจัดเป็นกลุ่มหมวดหมู่เพื่อให้นักเรียนได้ประสบการณ์ท่ีต่อเนื่อง มีคุณค่าต่อการดาเนิน
ชีวิตและพัฒนาตนเอง การบูรณาการเนื้อหาวิขาต่าง ๆ จะเน้นที่ตัวเด็กและปัญหาสังคมเป็นสาคัญ
การจัดการเรียนสอน มุ่งให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง และนาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวัน
จัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความต้องการ การวัดผลจะเน้นพัฒนาการทุกด้าน
โดยเฉพาะด้านความสามารถในการแก้ปัญหามีข้อดี คือ ช่วยให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ต่อเน่ือง
มปี ระโยชน์โดยตรงตอ่ การดารงชีวติ เปน็ หลักสตู รทมี่ ีการผสมผสานกันอยา่ งดี
จากที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า การกาหนดรูปแบบของหลักสูตรเป็นการพิจารณาเลือกและ
จัดเน้ือหาวิชาของวิชาของหลักสูตรให้สอดคล้องกับความมุ่งหมายของหลักสูตร โดยหลักสูตรแต่ละ
รูปแบบจะมจี ดุ มุ่งหมายโครงสร้างหลักสูตรทแ่ี ตกตา่ งกันออกไป เนอ่ื งจากการสรา้ งหลักสูตรแต่ละคร้ัง
ต่างยคุ ต่างสมัย จงึ ต้องคานงึ ถงึ พืน้ ฐานทตี่ า่ งกันด้วย
ลกั ษณะของหลกั สูตรท่ดี ี
หลักสูตรที่ดีย่อมส่งผลดีต่อการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียน กล่าวคือ
หลักสูตรที่ดีจะเป็นแนวทางให้ผู้บริหารโรงเรียนนาไปปฏิบัติได้ดี มีประสิทธิภาพทางด้านครูสามารถ
นาไปใช้ในการจัดการเรยี นการสอนใหเ้ กดิ ผลดตี อ่ ผ้เู รยี น หลักสตู รท่ีดคี วรมลี กั ษณะดงั นี้ คอื
1. หลักสูตรควรมีความคล้องตัว และสามารถปรับปรุงและยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับ
สภาพการณต์ ่างๆทเี่ ปล่ยี นแปลงได้เป็นอย่างดี
2. หลักสูตรควรเป็นเคร่ืองมือท่ีจะช่วยให้การเรียนการสอนได้บรรลุตามความมุ่งหมาย
ท่กี าหนดไว้
3. หลกั สูตรควรไดร้ ับการจัดทาหรอื พฒั นาจากคณะบคุ คลหลายฝ่าย
4. หลกั สตู รจะต้องจดั ไดต้ รงตามความมงุ่ หมายของการศึกษาแห่งชาติ
5. หลักสูตรควรจะมีกิจกรรมกระบวนการและเนื้อหาสาระของเรื่องที่สอนบริบูรณ์เพียง
พอท่ีจะช่วยให้ผ้เู รยี นคดิ เป็น ทาเป็น แก้ปญั หาเป็น และพฒั นาการเรียนผ้เู รยี นในทุกๆด้าน
6. หลกั สตู รควรบอกแนวทางด้านสอื่ การสอนการใชส้ ่อื การวัดและประเมนิ ผลไว้อยา่ งชดั เจน
7. หลักสูตรควรจะมีลกั ษณะทส่ี นองความตอ้ งการและความสนใจ ท้ังของนักเรยี นและสังคม
8. หลกั สูตรควรสง่ เสริมความเจริญงอกงามในตวั ผู้เรียนทุกด้าน รวมทัง้ ส่งเสริมความคดิ ริเร่ิม
สรา้ งสรรค์
หลักสูตรห้องเรยี นทัว่ ไป(Talented General Program: TGP) 39
9. หลกั สูตรควรชแ้ี นะแนวทางกระบวนการเรียนรู้ เพือ่ ให้ผู้เรยี นได้เพ่ิมพนู ความรู้ ทกั ษะและ
เจตคติได้ด้วยตนเอง จากสือ่ ต่างๆทอี่ ยรู่ อบตัว
10. หลักสูตรควรจดั ทามาจากการศึกษาขอ้ มูลพื้นฐานด้านต่างๆอย่างรอบคอบ
11. เป็นหลักสตู รท่ียึดผเู้ รียนเป็นสาคญั เนอ้ื หาและกิจกรรมต้องเหมาะสมกับธรรมชาติ
12. เนื้อหาและประสบการณ์ต้องสอดคล้องกับสภาพการดารงชวี ติ ของผเู้ รียน ประสบการณ์
ตอ้ งเปน็ สง่ิ ท่ใี กลต้ ัว และสามารถนาไปใช้ในชวี ติ ประจาวนั
สรุปหลักสูตร หมายถึง มวลประสบการณ์ความรูต้ ่างๆที่จัดใหผ้ ู้เรียนทั้งในและนอกห้องเรียน
ซ่ึงมีลักษณะเป็นกิจกรรม โครงการหรือแผน ซ่ึงประกอบด้วย ความมุ่งหมายของการสอน เพ่ือเป็น
แนวทางในการจัดการเรียนการสอน ให้ผู้เรียนได้พัฒนาและมีคุณลักษณะตามความมุ่งหมาย
ท่ีได้กาหนดไว้ หลักสูตรเป็นส่ิงสาคัญในการจัดการศึกษา ท่ีช้ีให้เห็นถึงแนวทางการจัดการศึกษาของ
ประเทศ หรือกล่าวอีกในหนง่ึ ได้ว่าหลักสตู รเป็นหัวใจของการจัดการเรยี นการสอน ที่กาหนดแนวทาง
ว่าจะสอนใคร เรื่องใด เพื่ออะไร
5. หลักสตู รแกนกลำงกำรศกึ ษำข้นั พ้ืนฐำน พุทธศกั รำช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ 2560)
การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานจะต้องสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม
วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีท่ีเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
เพ่ือพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคนของชาติให้สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ
ประเทศ โดยการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล
สอดคล้องกับประเทศไทย 4.0 และโลกในศตวรรษท่ี 21
กระทรวงศึกษาธิการโดยสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงได้ดาเนินการ
ทบทวนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยนาข้อมูลจากแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.
2560 – 2579 มาใช้เป็นกรอบและทิศทางในการพัฒนาหลักสูตรให้มีความเหมาะสมชัดเจน ย่ิงขึ้น
ในระยะส้ันเห็นควรปรับปรุงหลักสูตรในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระ
ภูมิศาสตร์ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ซ่ึงมีความสาคัญต่อการพัฒนา
ประเทศ และเป็นรากฐานสาคัญท่ีจะช่วยให้มนุษย์มีความคิดริเร่ิม สร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล
เป็นระบบ สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน สามารถนาไปใช้
ในชีวิตประจาวัน ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีท่ีเหมาะสมในการบูรณาการกับความรู้ทางด้าน
วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม
ที่นาไปสู่การคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ หรือสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เอ้ือประโยชน์ต่อการดารงชีวิต การใช้
หลักสตู รหอ้ งเรยี นทัว่ ไป(Talented General Program: TGP) 40
ทักษะการคิดเชิงคานวณ ความร้ทู างดา้ นวิทยาการคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีและการสื่อสารในการ
แกป้ ัญหาที่พบใน ชีวิตจรงิ ได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ รวมทงั้ ใช้ความรู้ ความสามารถ ทกั ษะ กระบวนการ
และเครื่องมือทาง ภูมิศาสตร์ เรียนรู้ส่ิงต่าง ๆ ท่ีอยู่รอบตัวอย่างเข้าใจสภาพท่ีเป็นอยู่และการ
เปล่ียนแปลง เพื่อนาไปสู่การจัดการและปรับใช้ในการดารงชีวิตและการประกอบอาชีพอย่าง
สรา้ งสรรค์
การปรับปรุงหลักสูตร ยังคงหลักการและโครงสร้างเดิมของหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 คือ ประกอบด้วย 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา
ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ แต่มุ่งเน้นการปรับปรุงเนื้อหาให้มีความ
ทันสมัย ทันต่อการเปล่ียนแปลงและความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการต่าง ๆ คานึงถึงการส่งเสริมให้
ผู้เรียน มีทักษะที่จาเป็นสาหรับการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 เป็นสาคัญ เตรียมผู้เรียนให้มีความพร้อม
ท่ีจะเรียนรู้ส่ิงต่าง ๆ พร้อมที่จะประกอบอาชีพ เม่ือจบการศึกษา หรือสามารถศึกษาต่อในระดับ
ที่สูงข้นึ สามารถแข่งขันและอยรู่ ว่ มกับประชาคมโลกได้
กรอบในการปรับปรุง คือ ให้มีองค์ความรู้ท่ีเป็นสากลเทียบเท่านานาชาติ ปรับมาตรฐานการ
เรียนรู้และตัวชี้วัดใหม้ ีความชดั เจน ลดความซ้าซ้อน สอดคล้องและเช่ือมโยงกันภายในกลุ่มสาระการ
เรียนรู้ และระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้ ตลอดจนเช่ือมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์
และเทคโนโลยี เขา้ ด้วยกนั จัดเรยี งลาดบั ความยากง่ายของเนื้อหาในแต่ละระดับช้นั ตามพัฒนาการแต่
ละช่วงวัย ให้มีความเช่ือมโยงความรแู้ ละกระบวนการเรียนรู้ โดยให้เรยี นรู้ผ่านการปฏบิ ตั ิท่ีสง่ เสรมิ ให้
ผูเ้ รียนพัฒนาความคิด
กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 3) ได้ระบุหลักการ และจุดหมายของหลักสูตรการศึกษา
ขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 ดงั นี้
1. หลกั กำร
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน มีหลกั การทสี่ าคญั ดงั น้ี
1.1 เป็นการศึกษาเพ่ือความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรบานการเรียนรู้
เป็นเป้าหมายสาหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของ
ความเปน็ ควบคูค่ วามเป็นสากล
1.2 เป็นการศึกษาเพ่ือปวงชน ที่ประชาชนทุกคนจะได้รับการศึกษาอย่างสม่าเสมอภาค
และมคี ุณภาพ
หลกั สูตรห้องเรียนทว่ั ไป(Talented General Program: TGP) 41
1.3 เป็นหลักสูตรการศึกษาท่ีสนองการกระจายอานาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด
การศกึ ษาใหส้ อดคล้องกบั สภาพและความตอ้ งการของท้องถิน่
1.4 เปน็ หลกั สูตรท่มี โี ครงสร้างยืดหยุ่นท้งั ดา้ นสาระ เวลา และการจัดการการเรียนรู้
1.5 เปน็ หลักสตู รทเี่ นน้ ผู้เรียนเป็นสาคญั
1.6 เปน็ หลกั สูตรทจี่ ดั การศกึ ษาสาหรับ การศกึ ษาในระบบ นอกระบบ และตามอธั ยาศยั
ครอบคลุมทุกกลุม่ เป้าหมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรียนรแู้ ละประสบการณ์
2. จุดมงุ่ หมำย
หลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐานมุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี มีปัญญา มี
ความสุข และมีความเป็นไทย มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกาหนดจุดหมาย
เพื่อใหเ้ กดิ กับผ้เู รยี น เม่อื จบการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน ดังน้ี
2.1มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมท่ีพึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตาม
หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาทต่ี นนบั ถอื ยดึ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
2.2 มีความรู้อันเป็นสากลและมีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้
เทคโนโลยีและมีทักษะชีวติ
2.3 มสี ุขภาพกายและสุขภาพจิตท่ีดี มีสขุ นิสัย และรกั การออกกาลงั กาย
2.4 มีความรักชาติ มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดม่ันในวิถีชีวิตและ
การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมุข
2.5 มจี ติ สานึกในการอนุรักษว์ ัฒนธรรมและภูมปิ ญั ญาไทย การอนรุ กั ษแ์ ละพฒั นาสิ่งแวดล้อม
มจี ิตสาธารณะทม่ี ุ่งทาประโยชน์และสรา้ งส่งิ ท่ดี งี ามในสังคม และอยรู่ ่วมกนั ในสงั คมอยา่ งมคี วามสุข
3. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน มุ่งใหผ้ ้เู รยี นเกิดสมรรถนะสาคัญ 5 ประการ ดงั นี้
1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรบั และส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้
ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปล่ียนข้อมูล
ข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพฒั นาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรอง
เพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและ
หลักสูตรหอ้ งเรยี นท่วั ไป(Talented General Program: TGP) 42
ความถูกตอ้ ง ตลอดจนการเลอื กใช้วิธกี ารสือ่ สาร ทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพโดยคานงึ ถึงผลกระทบที่มีต่อตนเอง
และสังคม
2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด
อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพ่ือนาไปสู่การสร้างองค์ความรู้
หรอื สารสนเทศเพ่ือการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ
ท่ีเผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ
ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มา
ใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธภิ าพโดยคานึงถึงผลกระทบท่ีเกดิ ขนึ้
ตอ่ ตนเอง สงั คมและสงิ่ แวดล้อม
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้
ในการดาเนินชีวิตประจาวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง การทางาน และ
การอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความ
ขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปล่ียนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม
และการรู้จกั หลีกเล่ยี งพฤติกรรมไมพ่ ึงประสงค์ทส่ี ่งผลกระทบตอ่ ตนเองและผู้อ่ืน
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยดี ้านต่างๆ
และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพ่ือการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การส่ือสาร
การทางาน การแกป้ ญั หาอย่างสรา้ งสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมคี ณุ ธรรม
4. คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์
เพ่ือใหส้ ามารถอย่รู ว่ มกับผู้อนื่ ในสังคมได้อยา่ งมคี วามสุข ในฐานะเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ดงั นี้
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
2. ซ่อื สัตย์สุจริต
3. มีวนิ ัย
4. ใฝ่เรยี นรู้
5. อย่อู ย่างพอเพียง
6. มงุ่ มั่นในการทางาน
7. รักความเปน็ ไทย
8. มจี ิตสาธารณะ
หลักสตู รหอ้ งเรียนทว่ั ไป(Talented General Program: TGP) 43
นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกาหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพ่ิมเติมให้สอดคล้องตาม
บริบทและจุดเน้นของตนเอง
5. มำตรฐำนกำรเรียนรู้
การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคานึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน จึงกาหนดใหผ้ เู้ รยี นเรยี นรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดงั น้ี
1. ภาษาไทย
2. คณิตศาสตร์
3. วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
4. สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
5. สุขศกึ ษาและพลศึกษา
6. ศิลปะ
7. การงานอาชีพ
8. ภาษาตา่ งประเทศ
6. ขอ้ มลู พืน้ ฐำนโรงเรยี นองค์กำรบริหำรส่วนจังหวัดเชียงรำย
โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ถือกาเนิดจากนโยบาย ในการจัดการศึกษา
เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนและประชาชนในจังหวัดเชียงราย ตามท่ี
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย แถลงไว้ต่อสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และ
ผ่านการประเมนิ ความพร้อม จากสานกั งานเขตพน้ื ท่กี ารศึกษาเชียงรายเขตหน่ึง กระทรวงศกึ ษาธิการ
ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย สามารถจัดการศึกษาข้ันพ้ืนฐานได้ (โรงเรียนองค์การบริหาร
สว่ นจงั หวดั เชยี งราย, 2554:3)
โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย จัดตั้งข้ึนจากนโยบายในการจัดการศึกษา
เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชน และประชาชนในจังหวัดเชียงราย ตามที่
นางรัตนา จงสุทธนามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายในขณะนั้น แถลงไว้ต่อสภา
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และผ่านการประเมินความพร้อมจากสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาเชียงรายเขต 1 กระทรวงศึกษาธิการให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย สามารถ
จัดการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐานได้
หลักสตู รห้องเรยี นท่วั ไป(Talented General Program: TGP) 44
โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเปิดทาการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษา
ปีท่ี 1 เมื่อวันท่ี 16 พฤษภาคม 2549 มีครูจานวน 12 คน มีนักเรียนจานวนท้ังส้ิน 126 คน
มีผู้บริหารสถานศึกษาคือ นายศราวุธ สุตะวงค์ โดยใช้อาคารศูนย์ส่งเสริมสาธิตและจาหน่ายสินค้า
พื้นเมือง (ข้างโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย) เป็นอาคารเรียนช่ัวคราว ในปี พ.ศ. 2550 ได้ย้าย
สถานท่ีต้ังโรงเรียนมาอยู่ในบริเวณศูนย์บูรณาการการเรียนรู้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
(สนามกีฬากลางจังหวัดเชียงราย) เปิดสอนในระดับชั้น อนุบาล 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 จัดการเรียน
การสอน 3 โปรแกรมหลกั สูตร คือโปรแกรมวทิ ยาศาสตร์ – คณติ ศาสตร์ และโปรแกรมกฬี า – ภาษา
ปัจจุบนั โรงเรียนองคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวดั เชียงรายได้ดาเนินการจดั การศกึ ษาตามแนวทางดงั น้ี
วิสัยทศั น์
“โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มุ่งพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มตามศักยภาพ
ใหเ้ ป็นไปตามมาตรฐานการศกึ ษากาหนด รเู้ ท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ใช้เทคโนโลยีเปน็ สือ่ สาร
ภาษาตา่ งประเทศได้ มจี ติ สาธารณะ บนวถิ ชี ีวิตทอ้ งถนิ่ ล้านนา และกา้ วสู่ความเป็นสากลโลก”
พนั ธกจิ
1. จัดการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน ระดบั ประถมศกึ ษา – มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6
2. พฒั นาผู้เรียนอย่างเต็มตามศักยภาพเป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ
3. ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน ใช้
เทคโนโลยเี ปน็ และสามารถส่อื สารภาษาต่างประเทศได้
4. ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้ตระหนักรู้ความเป็นท้องถ่ิน ขนบธรรมเนียม
ประเพณี วฒั นธรรม และกา้ วส่กู ารแขง่ ขันบนเวทีโลกหรือความเปน็ สากล
5. พัฒนาผู้เรียนเพ่ือความเป็นเลิศเฉพาะทาง ให้มีศักยภาพท่ีสูงข้ึน อาทิ
ภาษาต่างประเทศ วิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยี และกฬี าอาชพี เป็นตน้
ยุทธศำสตรก์ ำรพฒั นำ 5 ยทุ ธศำสตร์ คือ
ยทุ ธศาสตร์ท่ี 1. การพฒั นาผ้เู รยี นสู่มาตรฐานการศกึ ษา และความเปน็ สากล
ยุทธศาสตร์ท่ี 2. การพัฒนาครสู ูค่ รูมืออาชีพ
ยุทธศาสตร์ที่ 3. การพัฒนาการบริหารจดั การศกึ ษา
ยุทธศาสตร์ท่ี 4. การพฒั นาสถานศกึ ษาให้เป็นที่ยอมรบั และสมู่ าตรฐานสากล
ยทุ ธศาสตร์ท่ี 5. การพัฒนาด้านการศึกษาและการพฒั นาทรัพยากรมนุษย์
อัตลักษณ์
“วิชาการเดน่ เป็นเลศิ ภาษา นากีฬาส่สู ากล พฒั นาความเปน็ มนุษยใ์ หส้ มบรู ณ์”
เอกลกั ษณ์
หลักสูตรห้องเรียนท่ัวไป(Talented General Program: TGP) 45
ให้ความรกั กอ่ นให้ความรู้
สร้างคนดีก่อนคนเกง่
ใหโ้ อกาส เพิ่มคุณภาพ เพ่ืออนาคตทีด่ ีกว่า
1 โรงเรยี น 3 หลกั สูตร 3 ช่วงชัน้ 13 โปรแกรมรายวิชา
แนวทำงกำรจัดกำรศกึ ษำ
1. ให้ความรกั กอ่ นใหค้ วามรู้
2. สรา้ งคนดกี อ่ นคนเก่ง
3. ใหโ้ อกาส เพมิ่ คุณภาพ เพือ่ อนาคตทีด่ ีกว่า
4. สรา้ งคน สรา้ งชุมชน สรา้ งชาติ
7. แนวทำงกำรบรหิ ำรจัดกำรหลักสูตรสถำนศกึ ษำของสถำนศกึ ษำ
กระทรวงศึกษาธิการได้มีคาสั่งใหใ้ ชห้ ลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศักราช
2551 ในโรงเรียนตน้ แบบและโรงเรียนทมี่ คี วามพร้อมการใช้หลักสูตร ในปีการศึกษา 2552 และ
ใช้ในโรงเรียนทั่วประเทศในปีการศึกษา 2553 หลักสูตรน้ีเป็นหลักสูตรท่ีใช้แนวคิดหลักสูตร
อิงมาตรฐาน (Standard-based Curriculum) กล่าวคือ เป็นหลักสูตรท่ีกาหนดมาตรฐานการเรียนรู้
เป็นเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยในมาตรฐานการเรียนรู้ได้ระบุส่ิงที่ผู้เรียนพึงรู้และ
ปฏิบัติได้ เมื่อสาเร็จการศึกษาข้ันพื้นฐาน เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เก่ียวข้องในการจัดการศึกษาได้ยึดเปน็
แนวทางในการดาเนินการพัฒนาและส่งเสริมให้ผู้เรียนได้บรรลุคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้
ดังกล่าว ด้วยการดาเนินการบริหารจัดการอิงมาตรฐาน (Standard-based Administration)
การจัดการเรยี นรู้ท่มี ีมาตรฐานเปน็ เป้าหมาย (Standard-based Instruction) การวัดและประเมนิ ผล
ทส่ี ะท้อนมาตรฐาน (Standard-based Assessment) เพ่ือใหก้ ระบวนการนาหลกั สูตรไปส่กู ารปฏิบัติ
เปน็ ไปอย่างมปี ระสิทธภิ าพ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพืน้ ฐานจงึ ไดจ้ ัดทาเอกสารประกอบ
หลักสูตรเพื่ออธิบายขยายความให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งระดับชาติ ท้องถิ่น และสถานศึกษา มีความ
เขา้ ใจท่ชี ัดเจน ตรงกัน รวมทัง้ ร่วมกนั รับผิดชอบและทางานรว่ มกนั อยา่ งเปน็ ระบบ
การบริหารจัดการหลักสูตร (Curriculum Administration) เป็นการบริหารงานท่ีมี
ขอบข่ายกว้างขวางครอบคลุมหลายมิติ เก่ียวข้องกับบุคคลหลายฝ่าย และต้องอาศัยองค์ประกอบ
ปัจจัยเกื้อหนุนต่าง ๆ มากมาย เปรียบเสมือนการบริหารกิจกรรมทุกชนิดในโรงเรียนที่เกี่ยวข้องกับ
การปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลใน
เอกสารฉบบั นจี้ ะเน้นเฉพาะประเดน็ สาคัญในเรื่องของการพฒั นาหลักสูตร การส่งเสริมสนบั สนุน และ
การกากับ ดูแลคุณภาพการใช้หลักสูตรโดยนาเสนอให้เห็นภาพตลอดแนวตั้งแต่ระดับชาติ ระดับ
ท้องถิ่น และสถานศึกษา และจะเน้นเป็นพิเศษเกี่ยวกับการดาเนินการในสถานศึกษาซ่ึงถือเป็น
หน่วยงานสาคัญท่ีสุดในการนาหลักสูตรสู่การปฏิบัติเอกสารฉบับน้ีจะช่วยให้ ผู้บริหารสถานศึกษา
หลกั สตู รห้องเรียนท่วั ไป(Talented General Program: TGP) 46
ครูผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนเห็นแนวทางในการดาเนินงานในการจัดทาหลักสูตร
สถานศึกษา การจัดการเรียนการสอน รวมท้ังการส่งเสริม และดูแลด้านคุณภาพการจัดการศึกษาให้
บรรลุผลตามเจตนารมณ์ของหลกั สูตร
กำรบรหิ ำรจดั กำรหลกั สตู รระดับสถำนศกึ ษำ
สถานศกึ ษามีภารกจิ หลักในการจดั การศกึ ษา ให้ผู้เรยี นไดร้ ับการพัฒนาอย่างเตม็ ตาม
ศกั ยภาพ สถานศึกษาจงึ มบี ทบาทสาคญั ในการจดั ทาหลักสตู รสถานศึกษา และดาเนินการนาหลักสูตร
สู่การปฏบิ ตั ใิ นการจัดการเรียนหารสอนในชนั้ เรียนอยา่ งมีประสิทธภิ าพ โดยตอ้ งสร้างความม่ันใจตอ่
พ่อแม่ผู้ปกครอง และชุมชนว่า ผู้เรียนจะมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวช้ีวัด และเกิด
สมรรถนะสาคัญ ตลอดจนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กาหนดไว้ในหลักสูตร เพ่ือให้บรรลุ
เจตนารมณ์ ดังกลา่ ว สถานศึกษาจะต้องออกแบบหลักสตู รให้ครอบคลุมสว่ นทีเ่ ปน็ หลักสตู รแกนกลาง
การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ตามท่ีกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุถึงคุณภาพ
ตามมาตรฐาน อันเป็นความคาดหวังท่ีกาหนดไว้ร่วมกันในการพฒั นาเยาชนทกุ คนในชาติ นอกจากนนั้
หลักสูตรสถานศึกษายังต้องสอดคล้องกับสภาพ ปัญหา และความต้องการของชุมชน และท้องถิ่น
เพอ่ื พัฒนาให้ผเู้ รยี นเปน็ สมาชิกท่ดี ีของชมุ ชน สามารถอยใู่ นสงั คมแวดลอ้ มได้อยา่ งมคี วามสุข และเกิด
ความรักความผูกพันในบ้านเกิดเมืองนอน มีบทบาทในการร่วมพัฒนาชุมชนในการจัดการศึกษาให้
บรรลุมรรคผลดงั กลา่ ว นอกจากสถานศึกษาจะต้องพัฒนาหลักสตู ร
ทคี่ รอบคลุมสว่ นสาคัญดงั กล่าวแลว้ ยังต้องมกี ารบรหิ ารจดั การหลักสูตรที่มีประสทิ ธิภาพ สถานศึกษา
ต้องมีการเตรียมวางแผนเพื่อใช้หลักสตู รใหม่ ผบู้ ริหารสถานศกึ ษาและคณะกรรมการสถานศึกษาจะ
ต้องศึกษาและทาความเข้าใจหลักสูตรใหม่ และเตรียมความพร้อมในการใช้หลักสูตร พิจารณาถึง
งบประมาณและอาคารสถานท่ีว่าพอเพียงหรือไม่ การเตรียมบุคลากรเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรจะ
ดาเนินการโดยวิธีใด การวางแผนงานเพ่ือใช้หลักสูตรอย่างละเอียดรอบคอบและมีขั้นตอน จะทาให้
การใชห้ ลักสตู รประสบความสาเร็จตามเปา้ หมาย โรงเรยี นควรมีการสง่ เสรมิ สนับสนุนการนาหลักสตู ร
ไปสู่การปฏิบัติอย่างเหมาะสม เนื่องจากสถานศึกษาแต่ละแห่งมีบริบทต่างกัน ความพร้อมต่างกัน
อีกทั้งมีความแตกต่างกันในด้านงบประมาณ ทรัพยากร สถานที่ และบุคลากร รวมทั้งผู้เรียนใน
สถานศึกษาแต่ละสถานศึกษาก็มาจากพื้นเพครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจ สังคมที่ต่างกัน มีความรู้
ความสามารถตลอดจนความต้องการท่ีแตกต่างกัน ดังนั้น การวางแผนในการบริหารจัดการหลักสูตร
จึงควรพิจารณาให้สอดคล้องสัมพันธ์กับปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าวด้วยนอกจากนั้น สถานศึกษาจะต้องมี
การติดตาม ดูแลคุณภาพการจัดทาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ต่อเน่ืองและครบ
วงจร และนาผลจากการติดตาม กากับดูแลคุณภาพน้ันมาพิจารณาปรับปรุงหลักสูตรและการจัดการ
เรียนรใู้ หม้ คี ุณภาพและประสทิ ธิภาพยง่ิ ขน้ึ
หลกั สตู รห้องเรยี นทวั่ ไป(Talented General Program: TGP) 47
แผนภำพ กำรบรหิ ำรจัดกำรหลกั สตู รสถำนศึกษำ
กำรจดั ทำหลกั สตู รสถำนศกึ ษำ
การจัดทาหลักสูตรสถานศึกษา เป็นกระบวนการท่ีต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของฝ่ายต่าง ๆ
อาทิ ฝ่ายบริหาร ครูผู้สอน ผู้ปกครอง ชุมชน โดยทั่วไปนั้นมีการดาเนินการใน 2 ส่วน คือ
1) การดาเนินการระดับสถานศึกษา: ดาเนินการโดยองค์คณะบุคคล ในระดับสถานศึกษา ได้แก่
คณะกรรมการสถานศึกษา คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการ เพื่อพิจารณาจัดทา
หลักสูตรสถานศึกษา รวมท้ังแนวปฏิบัติต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง เช่น ระเบียบการวัดประเมินผลการเรียน
รวมทง้ั พจิ ารณาเกยี่ วกบั เอกสารบนั ทึกและรายงานผลการเรียน ซ่งึ ต้องใชร้ ว่ มกนั ในสถานศึกษานั้น ๆ
2) การดาเนินการระดับช้ันเรียน: ดาเนินการโดยครูผู้สอนแต่ละคน ในการออกแบบหน่วยการเรียนรู้
และจัดการเรียนการสอน เพื่อให้สอดคล้อง เหมาะสมกับกับผู้เรียนแต่ละกลุ่ม ซ่ึงอาจมีความแตกต่าง
กัน ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ท่ีครูผู้สอนรายวิชาเดียวกัน ระดับชั้นเดียวกันอาจพิจารณาออกแบบ
หน่วยการเรียนรู้ท่ีแตกต่างกันได้ เพราะผู้เรียนที่ครูแต่ละคนรับผิดชอบนั้นอาจมีความต้องการและ
ความสามารถแตกต่างกัน ดังน้ัน กิจกรรมการเรียนรู้ หรืองานที่มอบหมายให้ผู้เรียนปฏิบัติ สื่อการ
สอน หรอื วิธีการวัดประเมนิ ผลอาจต้องปรบั ให้เหมาะสมกบั ผูเ้ รยี นแตล่ ะกล่มุ
ขัน้ ตอนกำรจัดทำหลกั สตู รสถำนศึกษำ
การจัดทาหลักสูตรสถานศึกษา โดยท่ัวไปน้ันดาเนินการโดยคณะกรรมการ หรือ
คณะทางานซงึ่ มขี ั้นตอนการดาเนนิ การโดยสังเขป ดงั น้ี
หลกั สตู รหอ้ งเรยี นทว่ั ไป(Talented General Program: TGP) 48
1. แต่งตั้งคณะกรรมการ/ คณะทางาน: คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการของ
สถานศกึ ษา ประกอบดว้ ย ผ้บู รหิ ารสถานศึกษา และครูผสู้ อน
2. วเิ คราะห์ขอ้ มลู จากแหลง่ ตา่ ง ๆ: มแี หล่งข้อมลู สาคญั มากมายที่เปน็ ประโยชนต์ อ่ การจัดทาหลักสูตร
สถานศึกษา อาทิ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กรอบหลักสูตรระดับ
ท้องถิ่น ข้อมูลจากการวิเคราะห์ สภาพ ปัญหา จุดเน้น ความต้องการของชุมชน และของสถานศึกษา
แต่ละแหง่ ตลอดจนความต้องการของผ้เู รยี น
3. จัดทาหลักสูตรสถานศึกษา: พิจารณาจัดทาหลักสูตรสถานศึกษาซ่ึงมีองค์ประกอบสาคัญ ได้แก่
วิสัยทัศน์ สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ โครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา
(เวลาเรียน รายวิชาพื้นฐาน/เพิ่มเติม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน) คาอธิบายรายวิชา และเกณฑ์การจบ
หลักสูตร พร้อมกันน้ีสถานศึกษาจะต้องจัดทาเอกสารระเบียบการวัดผลประเมินผล เพื่อใช้ควบคู่กับ
หลกั สตู รสถานศึกษา
4. คณะกรรมการสถานศึกษาพิจารณาให้ความเห็นชอบ: นาเสนอร่างเอกสารหลักสูตรสถานศึกษา
และระเบียบการวัดประเมินผล ต่อคณะกรรมการสถานศึกษาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ หากมี
ข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการ ก็นาข้อเสนอแนะดังกล่าวไปพิจารณาปรับปรุงร่างหลักสูตร
สถานศกึ ษาใหม้ ีความเหมาะสม ชดั เจนย่งิ ขนึ้ กอ่ นการอนุมัติใช้หลักสูตร เมื่อได้รบั ความเหน็ ชอบจาก
คณะกรรมการสถานศึกษาแล้ว ให้จัดทาเป็นประกาศหรือคาส่ังเรื่องให้ใช้หลักสูตรสถานศึกษา โดย
ผู้บริหารสถานศกึ ษาและประธานกรรมการสถานศกึ ษาเป็นผู้ลงนาม
5. ใชห้ ลักสตู รสถานศึกษา: ครผู ู้สอนนาหลกั สตู รสถานศึกษาไปกาหนดโครงสรา้ งรายวิชาและ
ออกแบบหน่วยการเรียนรู้เพอื่ พฒั นาผูเ้ รียนใหม้ ีคุณภาพตามเปา้ หมาย
6. วจิ ัยและ ตดิ ตามผลการใช้หลักสตู ร: ดาเนินการติดตามผลการใชห้ ลักสตู รอย่างต่อเนื่องเป็น
ระยะ ๆ เพ่อื นาผลจากการติดตามมาใช้เป็นข้อมูลพจิ ารณาปรับปรุงหลกั สตู รใหม้ ีคุณภาพ และมีความ
เหมาะสมยง่ิ ข้ึน
องคป์ ระกอบสำคัญของหลักสตู รสถำนศึกษำ
เอกสารหลักสูตรสถานศึกษาเป็นเอกสารสาคัญท่ีครูจะใช้สาหรับการจัดทาหน่วยการ
เรียนรู้จดั การเรียนการสอน และการประเมินผลเพื่อพัฒนาผเู้ รียน ดังนั้นเอกสารหลักสูตรสถานศึกษา
ควรมีข้อมูลที่ชัดเจนในการนาไปสู่การปฏิบัติ องค์ประกอบที่สาคัญของหลักสูตรสถานศึกษา ได้แก่
1) ส่วนนา : ข้อมูลในส่วนน้ีช่วยให้ครูผู้สอนทราบถึงเป้าหมายโดยรวมของสถานศึกษาในการพัฒนา
ผู้เรียน เช่น วิสัยทัศน์ สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามหลักสูตร
แกนกลาง เปน็ ต้น
2) โครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา: เป็นส่วนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกาหนดรายวิชาท่ีจัดสอนในแต่ละ
ปี/ ภาคเรียน ซึ่งประกอบดว้ ยรายวิชาพ้ืนฐาน รายวิชาเพม่ิ เติม กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียนพรอ้ มท้ังจานวน
เวลาเรยี น หรอื หน่วยกติ ของรายวิชาเหลา่ น้นั
หลักสตู รหอ้ งเรียนทวั่ ไป(Talented General Program: TGP) 49
3) คาอธิบายรายวิชา: สว่ นนเี้ ป็นรายละเอยี ดท่ชี ่วยให้ทราบว่าผเู้ รยี นจะเรียนรู้อะไรจากรายวิชานั้น ๆ
ในคาอธิบายรายวิชาจะประกอบด้วยรหัสวิชา ช่ือรายวิชา ประเภทรายวิชา (พ้ืนฐาน/เพิ่มเติม) กลุ่ม
สาระการเรียนรู้ ระดับช้ันท่ีสอน พร้อมทั้งคาอธิบายให้ทราบว่าเม่ือเรียนรายวิชาน้ันแล้วผู้เรียนจะมี
ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะหรือเจตคติอะไร ซ่ึงอาจระบุให้ทราบถึงกระบวนการเรียนรู้ หรือ
ประสบการณส์ าคัญท่ีผูเ้ รยี นจะไดร้ ับด้วยก็ได้
4) เกณฑ์การวัดประเมินผลและจบหลักสูตร: เป็นส่วนที่สถานศึกษากาหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะจบ
การศกึ ษาในแต่ละระดับ โดยพฒั นาเกณฑ์ดังกล่าวให้สอดคล้องสัมพันธ์กบั เกณฑ์การจบหลักสูตรตาม
หลกั สตู รแกนกลาง
กำรจัดรำยวิชำ
ระดับประถมศึกษำ
รายวชิ าพนื้ ฐาน : การจัดรายวชิ าพนื้ ฐานในระดบั ประถมศึกษาให้พิจารณาดาเนนิ การดังน้ี
- ให้สถานศึกษาจัดรายวิชาพื้นฐานตามกลมุ่ สาระการเรียนรู้ กลุ่มละ 1 รายวิชาต่อปียกเว้นกลุ่มสาระ
การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กาหนดเป็นรายวิชา สังคมศึกษา และรายวิชา
ประวตั ิศาสตร์ โดยรายวชิ าประวัติศาสตร์ให้จดั การเรียนการสอน 40 ชั่วโมงต่อปี
- สถานศกึ ษาสามารถปรบั เวลาเรียนพื้นฐานของแตล่ ะกลุ่มสาระการเรยี นรู้ ไดต้ ามความเหมาะสมกับ
จุดเน้นของสถานศึกษา ทั้งนี้ เม่ือรวมเวลาเรียนของรายวิชาพ้ืนฐานท้ัง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้แล้ว
ต้องมีเวลาเรียนรวม 840 ช่ัวโมงต่อปีรายวิชาเพิ่มเติม: สถานศึกษาสามารถกาหนดรายวิชาเพิ่มเติม
ตามความต้องการ โดยจัดเป็นรายปี ตามโครงสร้างเวลาเรียนที่กาหนด และมีการกาหนดผลการ
เรียนรู้ของรายวิชานั้น ๆ เมื่อรวมเวลาเรียนรายวิชาพ้ืนฐาน รายวิชาเพ่ิมเติมและกิจกรรมพัฒนา
ผเู้ รียนแล้ว ไมเ่ กิน 1,000 ชั่วโมงต่อปี
ระดับมธั ยมศึกษำตอนตน้
รายวชิ าพน้ื ฐาน : การจดั รายวชิ าพ้นื ฐานในระดับมธั ยมศึกษาตอนต้นให้พิจารณาดาเนนิ การดงั น้ี
- สถานศึกษาสามารถจัดรายวิชาพื้นฐานตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้ตามความเหมาะสม ในแต่ละ
กลมุ่ สาระการเรยี นรอู้ าจจัดไดม้ ากกวา่ 1 รายวิชาในแต่ละภาค/ปี
- สถานศึกษาสามารถจัดรายวิชาพื้นฐานใน 1 ภาคเรียน ให้เรียนครบ/ ไม่ครบทั้ง 8 กลุ่มสาระการ
เรียนรู้ได้ แต่เมื่อจบหนึ่งปีการศึกษา สถานศึกษาต้องจัดให้เรียนรายวิชาพื้นฐานครบทั้ง 8 กลุ่มสาระ
การเรียนรู้
- กาหนดให้ 1 รายวิชามีค่าน้าหนัก ไม่น้อยกว่า 0.5 หน่วยกิต ( 1 หน่วยกิต คิดเป็น 40 ชั่วโมง/ภาค
เรียน) และเม่ือรวมจานวนหน่วยกิตของรายวิชาพื้นฐานในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้แล้ว
ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเวลาเรียนที่กาหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
พุทธศักราช 2551
หลกั สตู รหอ้ งเรียนทั่วไป(Talented General Program: TGP) 50
- สาหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ให้จัดสาระประวัติศาสตร์เป็น
รายวิชาเฉพาะ ภาคเรียนละ 1 รายวิชา (0.5 หน่วยกิต) ทุกภาคเรียน รวม 6 รายวิชา (3.0 หน่วยกติ )
รายวิชาเพ่ิมเติม: สถานศึกษาสามารถกาหนดรายวิชาเพ่ิมเติมตามความต้องการ โดยจัดเป็นรายภาค
ตามโครงสร้างเวลาเรียนท่ีกาหนด และมีการกาหนดผลการเรียนรู้ของรายวิชานั้น ๆ เมื่อรวมเวลา
เรียนรายวชิ าพืน้ ฐาน รายวิชาเพ่มิ เติมและกิจกรรมพัฒนาผู้เรยี นแลว้ ไมเ่ กนิ 1,200 ชวั่ โมงตอ่ ปี
ระดับมัธยมศกึ ษำตอนปลำย
รายวชิ าพน้ื ฐาน : การจดั รายวิชาพ้นื ฐานในระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลายใหพ้ ิจารณา ดาเนินการดงั นี้
- สถานศึกษาสามารถจัดรายวิชาพื้นฐานตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้ตามความเหมาะสม ในแต่ละ
กลุ่มสาระการเรียนรู้อาจจัดได้มากกว่า 1 รายวิชา โดยภายใน 3 ปี ต้องครบทุกตัวชี้วัดท่ีกาหนดใน
กล่มุ สาระการเรยี นรู้น้นั ๆ
- กาหนดให้ 1 รายวิชามีค่าน้าหนัก ไม่น้อยกว่า 0.5 หน่วยกิต ( 1 หน่วยกิต คิดเป็น 40 ชั่วโมง/ภาค
เรียน) และเม่ือรวมจานวนหน่วยกิตของรายวิชาพ้ืนฐานในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้แล้ว
ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเวลาเรียนท่ีกาหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
พทุ ธศักราช 2551
- สาหรับกลมุ่ สาระการเรยี นร้สู ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ให้จัดรายวชิ าประวตั ิศาสตร์ให้ครบ
2 หน่วยกิต ภายใน 3 ปีรายวิชาเพิ่มเติม : สถานศึกษาสามารถกาหนดรายวิชาเพ่ิมเติมได้ตามความ
ต้องการโดยจัดเป็นรายภาค และมกี ารกาหนดผลการเรียนรู้ของรายวิชาน้ัน ๆ ทง้ั นเ้ี มอื่ รวมเวลาเรียน
ของรายวิชาเพ่ิมเติมทัง้ หมดแลว้ สอดคลอ้ งกบั โครงสร้างเวลาเรียนท่กี าหนดไวใ้ นหลกั สตู รแกนกลาง
การศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551
8. หลกั สูตรสถำนศกึ ษำโรงเรียนองค์กำรบริหำรส่วนจงั หวัดเชยี งรำย
โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้การพัฒนาหลักสูตรเพ่ือให้ทันต่อการ
เปลี่ยนแปลงของสังคมในศตวรรษท่ี 21 เป็น 3 หลักสูตรคือ
1. ห ลั ก สู ต ร ( พิ เ ศ ษ ) ภ ำ ษ ำ อั ง ก ฤ ษ ( English Program: EP) เป็นหลักสูต ร
ที่จัดกระบวนการเรียนการสอน โดยครูต่างชาติเจ้าของภาษา ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนในระดับปฐมวัย และ
ประถมศึกษา มีทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ อีกทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นประชากร
ในประชาคมอาเซียน สามารถนาไปใช้ในชีวิตประจาวันและเป็นพนื้ ฐานในการศึกษาต่อในระดบั สูงขึ้น
ภายใตห้ ลกั การตน้ ทนุ ต่าๆคุณภาพสูง
2. หลกั สูตรปกติ ประกอบดว้ ยหอ้ งเรยี น ไดแ้ ก่
1. ห้องเรยี น (พเิ ศษ) เตรยี มแพทย์-วศิ วะ (Genius Science-Math : GSM)