The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by TAN RUNNING, 2021-07-21 04:00:59

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ฯ ป.4 เทอม2

ilovepdf_merged

แผนการจัดการเรยี นรู้

รายวิชาวทิ ยาศาสตร์
ระดบั ชันประถมศกึ ษาปที 4

ภาคเรียนที 2

นางสาวจตพุ ร สวุ รรณประเสรฐิ
ครูผูส้ อน

โรงเรียนวัดนราภริ มย์

สํานกั งานเขตพนื ทกี ารศกึ ษานครปฐม เขต 2
สํานักงานการศึกษาขนั พนื ฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ

แผนการจดั การเรยี นรู้ รายวิชาพน้ื ฐาน

วิทยาศาสตร์ ป.4 เลม่ 2

ตามมาตรฐานการเรยี นรู้และตัวช้ีวดั
กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

ผ้เู รยี บเรยี ง
นางกสุ ุมาลย์ ตลงึ จติ ร
นางสาวอภญิ ญา อนิ ไรข่ งิ

ผตู้ รวจ
ดร. รกั ซอ้ น รัตน์วจิ ิตต์เวช
นางจติ ตมิ า ไทรแกว้ ดวง

บรรณาธกิ าร
นายวันเฉลิม กลน่ิ ศรีสุข
นางสาวอญั ชลี คาเหลอื ง

สงวนลขิ สิทธิต์ ามพระราชบญั ญัติ

คานา

ตามท่ีกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศใช้มาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัด กลมุ่ สาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551
เพ่ือใหส้ ถานศึกษานาไปใช้เป็นกรอบทศิ ทางในการพฒั นาหลักสตู รสถานศึกษา วางแผนการจดั การเรียน
การสอนและจดั กิจกรรมการเรยี นรูเ้ พือ่ พัฒนาผเู้ รียนใหม้ ีความรู้ความสามารถ และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
ตามเป้าหมายของหลกั สูตร ตลอดจนใหเ้ กิดผลสาเรจ็ ตามเจตนารมณข์ องการปฏิรูปการศึกษา ดังน้นั ขั้นตอน
การนาหลกั สตู รสถานศกึ ษาไปปฏิบตั ิจรงิ ในช้นั เรียนของครูผสู้ อน จึงจดั เปน็ หัวใจสาคญั ในการพัฒนาผูเ้ รยี น

บริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จากัด ได้จัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ รายวชิ าพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เลม่ 2 ข้ึน เพอื่ ใหค้ รูผสู้ อนใช้เปน็ แนวทางวางแผนจัดการเรยี นรู้แก่ผูเ้ รียน โดยจัดทา
เป็นหน่วยการเรียนรู้อิงมาตรฐานและออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการออกแบบย้อนกลับ
(Backward Design) ตลอดจนเนน้ กิจกรรมแบบ Active Learning อันจะชว่ ยให้ผูป้ กครองและหน่วยงานที่
เก่ียวข้องกับการประเมินคณุ ภาพการศึกษา สามารถมน่ั ใจในผลการเรยี นรู้และคุณภาพของผูเ้ รียนทม่ี หี ลกั ฐาน
ตรวจสอบผลการเรยี นรอู้ ยา่ งเป็นระบบ

ผ้สู อนสามารถนาแผนการจัดการเรียนรู้เล่มน้ี ไปเป็นแนวทางวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียน รู้
ประกอบการใชห้ นังสือเรยี น รายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เลม่ 2 ท่ีทางบรษิ ทั จัดพมิ พ์
จาหนา่ ย โดยท้งั นกี้ ารออกแบบการเรียนรู้ (Instructional Design) ได้ดาเนนิ การตามกระบวนการ ดังน้ี

1 หลักการจดั การเรยี นรอู้ ิงมาตรฐาน

หนว่ ยการเรียนรูแ้ ตล่ ะหน่วยจะกาหนดผลการเรยี นรู้ไวเ้ ป็นเปา้ หมายในการจัดการเรียนการสอน ผูส้ อน
จะต้องศึกษาและวิเคราะห์รายละเอียดของผลการเรียนรู้ทุกข้อว่า ระบุให้ผู้เรียนต้องมีความรู้ความเขา้ ใจ
เก่ียวกับเร่ืองอะไร และต้องสามารถลงมอื ปฏิบตั ิอะไรได้บ้าง และผลการเรยี นรู้ทเ่ี กิดขึ้นกับผู้เรียนจะนาไปสู่
การเสรมิ สรา้ งสมรรถนะสาคัญและคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ด้านใดแกผ่ ู้เรยี น

ผลการเรียนรู้ ผเู้ รียนรู้อะไร

นาไปสู่ ผ้เู รยี นทำอะไรได้

สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

2 หลกั การจัดกจิ กรรมการเรยี นรทู้ ี่เนน้ ผู้เรยี นเป็นสาคัญ

เมอื่ ผู้สอนวิเคราะห์รายละเอียดของผลการเรียนรู้และไดก้ าหนดเป้าหมายการจัดการเรียนการสอน
เรียบรอ้ ยแลว้ จงึ กาหนดขอบขา่ ยสาระการเรียนรแู้ ละแนวทางการจดั การเรยี นการสอนให้ผเู้ รียนลงมือปฏิบัติ
ตามข้ันตอนของกิจกรรมการเรียนร้ทู อ่ี อกแบบไวจ้ นบรรลุผลการเรยี นรู้ทุกข้อ

ผลการเรียนรู้ เปา้ หมาย หลกั การจัดการเรยี นรู้
การเรยี นรู้
สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน และการพัฒนา เนน้ ผเู้ รียนเปน็ สำคญั
คุณภาพ สนองควำมแตกต่ำงระหว่ำงบุคคล
คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ เนน้ พฒั นำกำรทำงสมอง
ของผเู้ รียน ของผู้เรยี น กระตุ้นกำรคดิ
เนน้ ควำมรคู้ ่คู ุณธรรม

3 หลักการบูรณาการกระบวนการเรียนรู้สู่ผลการเรยี นรู้

เม่ือผู้สอนกาหนดขอบข่ายสาระการเรียนรู้ และแนวทางการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนไว้แล้ว
จึงกาหนดรูปแบบการเรยี นการสอนและกระบวนการเรยี นรู้ ทจี่ ะฝึกฝนใหผ้ ้เู รียนเกิดการเรียนรู้ บรรลุผลตาม
ผลการเรียนรู้ โดยเลอื กใชก้ ระบวนการเรยี นรู้ที่สอดคลอ้ งกบั ผลการเรียนรู้ทเ่ี ปน็ เป้าหมายในหน่วยนนั้ ๆ เช่น
กระบวนการเรียนรู้แบบบรู ณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการเรียนรู้ด้ วยตนเอง กระบวนการ
เผชิญสถานการณ์และการแก้ปัญหา กระบวนการเรยี นรู้จากประสบการณ์จรงิ กระบวนการพัฒนาลักษณะ
นิสัย กระบวนการปฏิบัติ กระบวน การคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจ ารณญาณ กระบวนการทางสังคม ฯลฯ
กระบวนการเรียนรู้ท่ีมอบหมายให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัตนิ ้ันจะต้องนาไปสกู่ ารเสริมสร้างสมรรถนะสาคัญ และ
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงคข์ องผู้เรียนตามสาระการเรยี นรู้ที่กาหนดไว้ในแตล่ ะหน่วยการเรยี นรู้

4 หลกั การจดั กิจกรรมการเรยี นการสอน

การจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอน และกจิ กรรมการเรียนรใู้ นแตล่ ะหน่วย ผสู้ อนตอ้ งกาหนดขนั้ ตอนและ
วธิ ปี ฏิบัตใิ ห้ชัดเจน โดยเนน้ ให้ผเู้ รยี นได้ลงมอื ฝึกฝนและฝกึ ปฏบิ ัติมากท่ีสดุ ตามแนวคิดและวิธกี ารสาคญั คือ

1) กำรเรียนรู้ เป็นกระบวนการทางสตปิ ญั ญา ที่ผู้เรียนทุกคนตอ้ งใชส้ มองในการคดิ และทาความเขา้ ใจ
ในส่งิ ตา่ งๆ ร่วมกับการลงมอื ปฏบิ ัติ ทดลองคน้ คว้า จนสามารถสรุปเป็นความรไู้ ด้ด้วยตน เอง และ
สามารถนาเสนอผลงาน แสดงองคค์ วามรทู้ เ่ี กดิ ข้ึนในแตล่ ะหน่วยการเรยี นร้ไู ด้

2) กำรสอน เป็นการเลือกวิธีการหรือกิจกรรมทีเ่ หมาะสมกับการเรียนรูใ้ นหน่วยนนั้ ๆ และที่สาคญั คือ
ต้องเป็นวธิ ีการทส่ี อดคล้องกับสภาพผ้เู รียน ผู้สอนจงึ ต้องเลือกใช้วิธกี ารสอน เทคนิคการสอน และ
รูปแบบการสอนอย่างหลากหลาย เพ่ือช่วยให้ผเู้ รียนปฏิบตั ิกจิ กรรมการเรียนรูไ้ ด้อย่างราบร่ืนจน
บรรลุตวั ช้วี ดั ทกุ ข้อ

3) รูปแบบกำรสอน ควรเป็นวิธกี ารและขั้นตอนฝึกปฏิบัติที่สง่ เสริมหรือกระต้นุ ให้ผู้เรียนสามารถคิด
อยา่ งเป็นระบบ เช่น รูปแบบการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) รูปแบบการสอนโดยใช้การคิด
แบบโยนิโสมนสิการ รปู แบบการสอนแบบ CIPPA Model รูปแบบการเรยี นการสอนตามวฏั จักรการ
เรยี นรู้แบบ 4MAT รูปแบบการเรียนการสอนแบบรว่ มมอื เทคนิค JIGSAW, STAD, TAI, TGT

4) วธิ ีกำรสอน ควรเลอื กใชว้ ิธีการสอนท่ีสอดคลอ้ งกบั เน้ือหาของบทเรยี น ความถนัด ความสนใจ และ
สภาพปัญหาของผู้เรียน วิธีสอนที่ดีจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถบรรลุผลการเรียนรู้ตามในระดับ
ผลสัมฤทธิ์ท่ีสูง เช่น วิธกี ารสอนแบบบรรยาย การสาธิต การทดลอง การอภปิ รายกลุ่มย่อย การ
แสดงบทบาท สมมติ การใชก้ รณีตัวอย่าง การใช้สถานการณ์จาลอง การใชศ้ นู ยก์ ารเรียน การใช้
บทเรียนแบบโปรแกรม เป็นต้น

5) เทคนิคกำรสอน ควรเลือกใช้เทคนิคการสอนที่สอดคลอ้ งกับวธิ ีการสอน และชว่ ยให้ผู้เรียนเข้าใจ
เนือ้ หาในบทเรียนไดง้ ่ายข้นึ สามารถกระตุ้นความสนใจและจงู ใจใหผ้ ู้เรียนรว่ มปฏิบัตกิ ิจกรรมการ
เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เชน่ เทคนคิ การใชผ้ ังกราฟิก (Graphic Organizers) เทคนิคการเล่า
นทิ าน การเลน่ เกมเทคนิคการใช้คาถาม การใช้ตัวอย่างกระตนุ้ ความคิด การใช้สือ่ การเรียนรู้ท่ี
นา่ สนใจ เปน็ ต้น

6) ส่ือกำรเรยี นกำรสอน ควรเลือกใช้สอื่ หลากหลายกระตนุ้ ความสนใจ และทาความกระจ่างให้เน้ือหา
สอดคล้องกบั สาระการเรียนรู้ และเป็นเคร่อื งมือช่วยให้ผู้เรียนเกดิ การเรียนรู้บรรลุตัวชี้วดั อย่าง
ราบรน่ื เช่น ส่อื ส่ิงพมิ พ์ เอกสารประกอบการสอน แถบวีดทิ ัศน์ แผ่นสไลด์ คอมพวิ เตอร์ VCD LCD
Visualizer เปน็ ต้น ควรเตรียมส่ือให้ครอบคลุมทงั้ ส่อื การสอนของครแู ละสื่อการเรียนร้ขู องผู้เรียน

5 หลักการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้แบบยอ้ นกลับตรวจสอบ

เมือ่ ผู้สอนวางแผนออกแบบการจัดการเรยี นรู้ รวมถึงกาหนดรูปแบบการเรียนการสอนไวเ้ รยี บร้อยแล้ว
จงึ นาเทคนิควิธีการสอน วิธีจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ และส่อื การเรยี นรู้ไปลงมือจัดการเรยี นการสอน ซ่ึงจะนา
ผู้เรียนไปสู่การสรา้ งชิ้นงานหรือภาระงาน เกิดทักษะกระบวนการและสมรรถนะสาคญั ตามธรรมชาติวิชา
รวมท้งั คุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรูแ้ ละตัวช้ีวัดที่เปน็ เป้าหมายของหน่วยการ
เรยี นรู้ ตามลาดบั ขั้นตอนการเรียนรทู้ ี่กาหนดไว้ ดงั นี้

จากเป้าหมายและ เปา้ หมายการเรียนรูข้ องหน่วย
หลักฐาน คดิ ย้อนกลบั หลักฐานชน้ิ งาน/ภาระงาน
แสดงผลการเรยี นร้ขู องหนว่ ย
สจู่ ดุ เริ่มตน้
ของกิจกรรมการเรียนรู้ 4 กจิ กรรม คาถามชวนคดิ

แสดงผลการเรยี นรขู้ องหนว่ ย

3 กิจกรรม คาถามชวนคิด จากกิจกรรมการเรียนรู้
2 กิจกรรม คาถามชวนคิด ทีละขัน้ บนั ได
1 กิจกรรม คาถามชวนคดิ สูห่ ลกั ฐานและ

เปา้ หมายการเรียนรู้

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทมี่ ีประสิทธิภาพ นอกจากจะเปิดโอกาสให้ผเู้ รียนได้ลงมือปฏิบตั ิจริงแล้ว
จะต้องฝึกฝนกระบวนการคิดทุกขน้ั ตอน โดยใช้เทคนิคการตั้งคาถามกระตุ้นความคดิ และใช้ระดบั คาถามให้
สัมพันธ์กับเนื้อหากา รเรียนรู้ ต้ังแต่ร ะดับความรู้ ความจ า ความเข้าใจ การน าไปใช้ การวิเคราะห์
การประเมินค่า และการสรา้ งสรรค์ นอกจากจะช่วยให้ผู้เรยี นเกดิ ความเขา้ ใจบทเรียนอยา่ งลึกซง้ึ แล้ว ยังเป็น
การเตรียมความพร้อมเพ่อื สอบ O-NET ซึ่งเปน็ การทดสอบระดับชาติทีเ่ นน้ กระบวนการคิดระดับวิเคราะห์ด้วย
และในแต่ละแผนการเรียนรู้จึงมีการระบุคาถามเพือ่ กระตนุ้ ความคิดของผูเ้ รียนไวด้ ้วยทกุ กิจกรรม ผู้เรียนจะได้
ฝกึ ฝนวิธีการทาข้อสอบ O-NET ควบคไู่ ปกับการปฏิบัติกจิ กรรมการเรียนรูต้ ามผลการเรยี นร้ทู ่สี าคัญ

ทงั้ นี้การออกแบบกิจกรรมการเรยี นการสอนในแตล่ ะหน่วยจะครอบคลุมกิจกรรมการเรียนรู้ และการ
ประเมินผลด้านความรูค้ วามเขา้ ใจ (K) ด้านทักษะกระบวนการ (P) และดา้ นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A)
ตามผลการเรยี นรู้ กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2560) ตามหลกั สตู รแกนกลางฯ
การศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 พร้อมท้งั ออกแบบเครื่องมือการวัดและประเมินผล ตลอดจนแบบ
บันทกึ ผลการเรยี นรู้ดา้ นตา่ งๆ ไว้ครบถว้ น สอดคล้องกบั มาตรฐานดา้ นคุณภาพผู้เรียน เช่น แบบบนั ทึกผลด้าน
การคิดวเิ คราะห์ ด้านการอ่านและแสวงหาความรู้ ด้านสมรรถนะและคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ตามหลักสตู ร
เป็นต้น ผู้สอนสามารถนาไปประยุกต์ใช้ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ และใชป้ ระกอบการจัดทารายงานการประเมิน
ตนเอง (Self Assessment Reports) จึงมน่ั ใจอย่างย่ิงวา่ การนาแผนการจัดการเรียนรู้เลม่ น้ีไปเปน็ แนวทาง
จัดการเรยี นการสอนจะช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นของนักเรียนให้สงู ข้ึนตามมาตรฐานการศกึ ษาและ
การประกนั คณุ ภาพภายในสถานศกึ ษาทุกประการ

คณะผู้จดั ทา

สารบญั

สรุปหลกั สตู รฯ กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ หนา้
ตัวชวี้ ัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลางวทิ ยาศาสตร์ พิเศษ 1-3
คาอธิบายรายวชิ าพน้ื ฐาน วทิ ยาศาสตร์ ป.4 พเิ ศษ 4-7
โครงสร้างรายวชิ าพืน้ ฐาน วิทยาศาสตร์ ป.4 พิเศษ 8
Pedagogy พเิ ศษ 9-11
โครงสรา้ งแผนการจดั การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ป.4 เล่ม 2 พิเศษ 12
พิเศษ 13-15
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 1 วัสดแุ ละสสาร
บทท่ี 1 วัสดุในชวี ิตประจาวนั 1
บทท่ี 2 สถานะของสสาร 27-67
ระบบสรุ ิยะและการปรากฏของดวงจนั ทร์ 68-104
หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 2 ระบบสุริยะ 105
บทที่ 1 การปรากฏของดวงจนั ทร์ 123-143
บทท่ี 2 144-161

สรปุ หลักสูตรฯ กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ *

มาตรฐานการเรียนรูแ้ ละตัวช้ีวัด กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560) ตาม
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 กาหนดสาระการเรียนรู้ 4 สาระ ได้แก่ สาระที่ 1
วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ สาระที่ 2 วิทยาศาสตรก์ ายภาพ สาระท่ี 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ และสาระท่ี 4
เทคโนโลยี รวมท้ังยังมีสาระเพ่ิมเตมิ อกี 4 สาระ ได้แก่ สาระชีววทิ ยา สาระเคมี สาระฟิสิกส์ และสาระโลก
ดาราศาสตร์ และอวกาศ

องคป์ ระกอบของหลกั สูตร ทั้งในด้านของเนอื้ หา การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผล
การเรยี นรู้น้นั มคี วามสาคัญอยา่ งย่ิงในการวางรากฐานการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ของผ้เู รียนในแตล่ ะระดับชั้นให้มี
ความต่อเนอ่ื งเชื่อมโยงกันตงั้ แต่ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 1 จนถงึ ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 6 สาหรับกลุม่ สาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ได้กาหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางท่ีผูเ้ รียนจาเป็นต้องเรียนเป็นพื้นฐาน เพ่ือให้
สามารถนาความรู้ไปใช้ในการดารงชวี ิตหรอื ศกึ ษาต่อได้ โดยจัดเรียงลาดบั ความยากงา่ ยของเนอ้ื หาในแต่ละช้ัน
ให้มกี ารเชือ่ มโยงความรู้กบั กระบวนการเรียนรู้ และการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ท่ีส่งเสริมให้ผเู้ รียนพัฒนา
ความคิด ทัง้ ความคิดเป็นเหตเุ ป็นผล คิดสรา้ งสรรค์ คดิ วิเคราะห์วิจารณ์ มีทกั ษะท่ีสาคัญทงั้ ทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตรแ์ ละทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการค้นควา้ และสร้างองค์ความรดู้ ้วยกระบวนการสืบเสาะหา
ความรู้ แกป้ ัญหาอยา่ งเป็นระบบ ตดั สินใจโดยใช้ขอ้ มูลหลากหลายและประจกั ษ์พยานทตี่ รวจสอบได้

มาตรฐานการเรยี นรูแ้ ละตัวชีว้ ัด กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560) ตาม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 น้ี ได้ปรับปรุงเพ่ือให้มีความสอดคล้องและ
เชือ่ มโยงกนั ภายในสาระการเรียนรู้เดยี วกัน และระหว่างสาระการเรยี นรใู้ นกลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์
ตลอดจนการเช่ือมโยงเนอื้ หาความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ด้วย นอกจากน้ี ยงั ได้ปรับปรงุ เพื่อให้มี
ความทันสมัยตอ่ การเปลย่ี นแปลง และความเจรญิ ก้าวหน้าของวิทยาการต่าง ๆ ทดั เทียมกับนานาชาติ

สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 - ว 2.3

สาระท่ี 1 วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สาระที่ 3 วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 1.1 - ว 1.3 วทิ ยาศาสตร์ มาตรฐาน ว 3.1 - ว 3.2

สาระท่ี 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 - ว 4.2

วทิ ยาศาสตรเ์ พม่ิ เตมิ - สาระชวี วทิ ยา - สาระเคมี - สาระฟสิ กิ ส์ - สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

* สถาบนั ส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ, ตวั ชว้ี ดั แ ละสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พ.ศ. 2551. (กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพ์ชุมนมุ สหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย, 2560)

พิเศษ 1

1

พเิ ศษ 2

1

พเิ ศษ 3

1

พเิ ศษ 4

1

ตวั ช้ีวัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลางวิทยาศาสตร์ *

สาระที่ 1 วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของส่ิงมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของส่ิงมีชีวติ การลาเลียงสารผ่านเซลล์ ความสมั พันธข์ อง

โครงสรา้ ง และหน้าท่ีของระบบตา่ ง ๆ ของสตั ว์ที่ทางานสมั พันธก์ ัน ความสัมพันธข์ องโครงสร้าง และ
หน้าทขี่ องอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทางานสมั พนั ธ์กนั รวมท้งั นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ชั้น ตวั ชี้วดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

ป.4 1. บรรยายหนา้ ทข่ี องราก ลาต้น ใบ และ  ส่วนตา่ ง ๆ ของพชื ดอกทาหน้าที่แตกตา่ งกนั

ด อ ก ขอ ง พื ชด อ ก โด ยใช้ ข้ อ มู ลที่ รากทาหน้าทีด่ ดู นา้ และแร่ธาตุขึ้นไปยังลาตน้

รวบรวมได้ ลาต้นทาหน้าทล่ี าเลยี งนา้ ตอ่ ไปยังส่วนตา่ ง ๆ ของพชื

ใบทาหนา้ ท่ีสร้างอาหาร อาหารท่ีพืชสร้างข้ึนคอื น้าตาลซึ่งจะเปลย่ี นเป็น

แป้งดอกทาหน้าที่สืบพันธุ์ ประกอบด้วยส่วนประกอบต่าง ๆ ได้แก่

กลีบเลี้ยง กลบี ดอก เกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมีย ซ่ึงส่วนประกอบแตล่ ะ

ส่วนของดอก ทาหนา้ ทีแ่ ตกต่างกนั

มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การ
เปลีย่ นแปลงทางพนั ธุกรรมทีม่ ผี ลต่อสิ่งมีชวี ิต ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของสิง่ มีชวี ิต
รวมทง้ั นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์

ช้นั ตัวชี้วดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง

ป.4 1. จาแนกส่ิงมีชีวิตโดยใช้ความเหมือ น  สิง่ มีชวี ิตมีหลายชนิด สามารถจัดกลุ่มได้โดยใชค้ วามเหมอื นและความ

และ ค ว าม แต ก ต่ างขอ ง ลั ก ษณ ะ ขอ ง แตกตา่ งของลักษณะต่าง ๆ เช่น กลุ่มพืชสร้างอาหารเองได้ และเคลื่อนท่ี
ส่ิงมีชีวติ ออกเป็นกลุ่มพืช กลุ่มสัตว์ ด้วยตนเองไม่ได้ กลมุ่ สัตวก์ นิ สง่ิ มีชวี ิตอ่ืนเปน็ อาหารและเคลื่อนทีไ่ ด้ กลุ่มที่

และกลุม่ ที่ไมใ่ ช่พืชและสตั ว์ ไม่ใชพ่ ืชและสัตว์ เช่น เห็ดรา จลุ นิ ทรยี ์

2. จาแนกพชื ออกเป็นพืชดอกและพืชไม่มี  การจาแนกพืช สามารถใช้การมีดอกเปน็ เกณฑ์ในการจาแนก ไดเ้ ปน็ พืช

ดอกโดยใชก้ ารมีดอกเปน็ เกณฑ์ โดยใช้ ดอกและพืชไม่มีดอก
ขอ้ มลู ท่ีรวบรวมได้

3. จาแน กสัต ว์ออก เป็ นสัตว์มี กระดู ก  การจาแนกสัตว์ สามารถใช้การมีกระดูกสันหลังเป็นเกณฑ์ในการจาแนก

สนั ห ลงั และสัตว์ไม่มีกระดูก สัน หลัง ไดเ้ ป็นสตั ว์มกี ระดูกสนั หลงั และสตั วไ์ ม่มกี ระดกู สันหลงั
โดยใช้การมีกระดูกสนั หลังเปน็ เกณฑ์

โดยใช้ขอ้ มูลทร่ี วบรวมได้

พิเศษ 5

1

ช้นั ตวั ชี้วดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง

ป.4 4. บรรยายลักษณะเฉพาะที่สงั เกตได้ของ  สัตว์มีกระดูกสันหลังมีหลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มปลา กลุ่มสัตว์สะเทินน้า

สตั ว์มกี ระดกู สันหลังในกลมุ่ ปลา กลุ่ม สะเทนิ บก กลุ่มสัตว์เลอ้ื ยคลาน กลุ่มนก และกลุ่มสัตว์เล้ียงลูกดว้ ยน้านม
สัตว์สะเทินน้าสะเทินบ ก กลุ่มสัต ว์ ซ่ึงแตล่ ะกลมุ่ จะมีลกั ษณะเฉพาะท่ีสงั เกตได้
เล้ือยค ลาน กลุ่มนก และกลุ่มสัต ว์

เล้ียงลูก ด้วยน้ านม และยกตัวอย่าง

สง่ิ มชี วี ิตในแตล่ ะกล่มุ

สาระที่ 2 วิทยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบตั ิของสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหวา่ งสมบัตขิ องสารกบั โครงสร้างและแรงยึด

เหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาตขิ องการเปลย่ี นแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย และ
การเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี

ช้ัน ตวั ช้วี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ป.4 1. เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพด้าน  วัสดุแต่ละชนิดมีสมบัติทางกายภาพแตกต่างกัน วัสดุที่มคี วามแข็งจะทน
ความแขง็ สภาพยืดหยุ่น การนาความ ต่อแรงขูดขีด วัสดุท่ีมีสภาพยืดหยุ่นจะเปล่ียนแปลงรูปร่างเม่ือมีแรงมา
ร้อน และการนาไฟฟ้าของวัสดุโดยใช้ กระทา และกลบั สภาพเดิมได้ วัสดุที่นาความร้อนจะรอ้ นได้เร็วเม่ือได้รับ
หลักฐานเชิงประจักษ์จากการทดลอง ความร้อน และวัสดุท่นี าไฟฟา้ ได้ จะให้กระแสไฟฟา้ ไหลผา่ นได้ ดังน้ันจึง
และระบุการนาสมบัติเร่ืองความแข็ง อาจนาสมบตั ิ ต่าง ๆ มาพจิ ารณาเพอ่ื ใช้ในกระบวนการออกแบบชน้ิ งาน
สภาพยืดหยุ่น การนาความรอ้ น และ เพื่อใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน
ก าร น า ไฟ ฟ้ าขอ ง วั สดุ ไ ป ใช้ ใ น

ชีวิต ป ระ จาวั น ผ่าน ก ระ บว น การ

ออกแบบชิน้ งาน

2. แลกเปล่ียนความคดิ กับผ้อู ื่นโดยการ

อภิ ป รายเกี่ ยว กั บสม บั ติทางก ายภ าพ

ของวสั ดอุ ยา่ งมเี หตุผลจากการทดลอง

3. เป รียบ เที ยบ สม บัติ ของสสารท้ัง 3  วสั ดเุ ป็นสสารเพราะมีมวลและต้องการที่อยู่ สสารมสี ถานะเป็นของแข็ง

สถานะ จากขอ้ มูลท่ไี ดจ้ ากการสังเกต ของเหลว หรอื แก๊ส ของแขง็ มีปริมาตรและรูปร่างคงท่ี ของเหลวมปี ริมาตร

มวล การต้อ งการที่อยู่ รูปร่างและ คงท่ี แต่มีรูปร่างเปลี่ยนไปตามภาชนะเฉพาะส่วนที่บรรจุของเหลว ส่วน

ปรมิ าตรของสสาร แก๊สมปี รมิ าตรและรูปร่างเปลยี่ นไปตามภาชนะท่ีบรรจุ

4. ใช้เคร่ืองมือเพื่อวัดมวล และปริมาตร

ของสสารทงั้ 3 สถานะ

พิเศษ 6

1

มาตรฐาน ว 2.2 เขา้ ใจธรรมชาติของแรงในชวี ติ ประจาวนั ผลของแรงที่กระทาตอ่ วตั ถุ ลักษณะการเคลอื่ นทีแ่ บบตา่ ง ๆ ของ
วัตถุ รวมทัง้ นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์

ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง

ป.4 1. ระบุผลของแรงโนม้ ถ่วงท่ีมตี ่อวตั ถจุ าก  แรงโน้มถ่วงของโลกเป็นแรงดึงดูดท่ีโลกกระทาต่อวัตถุ มีทิศทางเข้าสู่

หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ ศนู ย์กลางโลก และเป็นแรงไมส่ ัมผัส แรงดงึ ดดู ท่ีโลกกระทากับวัตถุหนึง่ ๆ

2. ใชเ้ คร่ืองชง่ั สปรงิ ในการวัดน้าหนักของ ทาให้วัตถุตกลงส่พู ้ืนโลก และทาให้วตั ถมุ ีน้าหนัก วัดนา้ หนักของวตั ถไุ ด้
วตั ถุ จากเครอื่ งช่ังสปรงิ น้าหนกั ของวัตถุข้ึนกบั มวลของวัตถุ โดยวัตถุทมี่ ีมวล

มากจะมนี า้ หนักมาก วตั ถทุ ี่มีมวลน้อยจะมีน้าหนกั นอ้ ย

3. บรรยายม วลของวัตถุท่ีมี ผลต่อก าร  มวล คือ ปริมาณเนือ้ ของสารท้ังหมดที่ประกอบกันเป็นวัตถุ ซ่ึงมีผลต่อ

เปล่ยี นแปลงการเคลอื่ นท่ขี องวตั ถจุ าก ความยากง่ายในการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของวัตถุ วัตถทุ ่มี ีมวลมากจะ
หลักฐานเชิงประจกั ษ์ เปลีย่ นแปลงการเคลื่อนท่ีได้ยากกว่าวตั ถุที่มีมวลน้อย ดงั น้ัน มวลของวัตถุ

นอกจากจะหมายถงึ เน้ือทั้งหมดของวัตถุนั้นแล้วยงั หมายถงึ การต้านการ

เปล่ยี นแปลงการเคลื่อนท่ีของวัตถุนัน้ ดว้ ย

มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถา่ ยโอนพลงั งาน ปฏิสมั พนั ธ์ระหวา่ งสสารและ
พลังงาน พลังงานในชีวติ ประจาวนั ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณท์ ่ีเก่ียวข้องกบั เสยี ง แสง และคลืน่
แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ รวมท้ังนาความรู้ไปใช้ประโยชน์

ชนั้ ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

ป.4 1. จาแนกวัตถุเป็นตัวกลางโปรง่ ใส ตัวกลาง  เม่อื มองสิ่งต่าง ๆ โดยมีวตั ถตุ ่างชนิดกันมาก้นั จะทาให้การมองเห็นสิ่ง

โปร่งแสง และวัตถุทึบแสง โดยใชล้ ักษณะ นน้ั ๆ ชัดเจนตา่ งกัน จึงจาแนกวัตถุท่มี าก้ันออกเปน็ ตัวกลางโปรง่ ใส ซ่ึง

การมองเห็นส่ิงต่าง ๆ ผ่านวัตถุนั้นเป็น ทาใหม้ องเห็นสง่ิ ตา่ ง ๆ ไดช้ ัดเจน ตัวกลางโปร่งแสงทาให้มองเหน็ ส่ิง

เกณฑ์จากหลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ ตา่ ง ๆ ได้ไม่ชัดเจน และวัตถทุ บึ แสงทาใหม้ องไม่เหน็ ส่งิ ต่าง ๆ น้นั

สาระที่ 3 วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ

พิเศษ 7

1

มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวฒั นาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบ
สุริยะ รวมทัง้ ปฏสิ มั พนั ธ์ภายในระบบสุรยิ ะท่ีส่งผลต่อสิง่ มชี วี ิต และการประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยีอวกาศ

ชน้ั ตวั ช้ีวดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

ป.4 1. อธิบายแบบรปู เส้นทางการขึ้นและตก  ดวงจัน ทร์เป็นบริวารของโลก โดยดวงจันทร์โคจรรอบโลกพร้อมกั บ

ป.4 ของดวงจัน ทร์ โด ยใช้หลักฐ านเชิ ง หมุนรอบตัวเอง ขณะทโี่ ลกก็หมุนรอบตัวเองด้วยเชน่ กัน การหมุนรอบ
ประจักษ์ ตวั เองของโลกจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออกในทิศทางทวนเขม็ นาฬิกา

เม่ือมองจากข้วั โลกเหนือ ทาใหม้ องเห็นดวงจนั ทร์ปรากฏขึ้นทางด้านทิศ

ตะวนั ออกและตกทางด้านทศิ ตะวนั ตกหมุนเวยี นเปน็ แบบรูปซ้า ๆ

2. สรา้ งแบบจาลองท่ีอธบิ ายแบบรูปการ  ดวงจันทรเ์ ป็นวัตถุท่เี ป็นทรงกลม แต่รูปรา่ งของดวงจันทร์ท่ีมองเห็นหรือ

เป ลี่ ยน แป ลง รู ป ร่ าง ป ราก ฏ ขอ ง รูปร่างปรากฏของดวงจันทร์บนท้องฟ้าแตกตา่ งกันไปในแต่ละวัน โดยใน
ดวงจันทร์และพยากรณ์รูปรา่ งปรากฏ แต่ละวันดวงจันทร์จะมีรูปร่างปรากฏเป็นเส้ียวท่ี มีขนาดเพ่ิมข้ึนอย่าง
ของดวงจันทร์ ต่อเนื่องจนเต็มดวง จาก น้นั รูปร่างปรากฏของดวงจันทร์จะแหว่งและมี

ขนาดลดลงอย่างต่อเน่ืองจนมองไม่เห็นดวงจันทร์ จากนัน้ รูปร่างปรากฏ

ของดวงจนั ทร์จะเป็นเส้ียวใหญ่ขึน้ จนเต็มดวงอีกครั้ง การเปล่ียนแปลง

เชน่ น้เี ปน็ แบบรูปซ้ากันทกุ เดือน

3. สร้างแบบจาลองแสดงองค์ประกอบ  ระบบสุริยะเป็ นระบบที่ มี ด วงอ าทิ ต ย์เป็ นศู น ย์ก ลางและมี บริวาร

ขอ ง ระ บ บ สุ ริ ย ะ แ ล ะ อ ธิ บ า ย ประกอบด้วย ดาวเคราะห์แปดดวงและบริวาร ซึง่ ดาวเคราะห์แต่ละดวงมี
เปรียบ เทียบ คาบการโคจรของด าว ขนาดและระยะห่างจากดวงอาทิตยแ์ ตกตา่ งกัน และยังประกอบด้วยดาว

เคราะห์ตา่ ง ๆ จากแบบจาลอง เคราะหแ์ คระ ดาวเคราะห์นอ้ ย ดาวหาง และวัตถขุ นาดเล็กอืน่ ๆ โคจรอยู่

รอบดวงอาทติ ย์ วัตถขุ นาดเล็กอ่ืน ๆ เม่อื เข้ามาในชั้นบรรยากาศเนอ่ื งจาก

แรงโนม้ ถว่ งของโลก ทาให้เกดิ เปน็ ดาวตกหรือผีพุ่งไต้และอุกกาบาต

*สถาบนั สง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธกิ าร, ตวั ชวี้ ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ (ฉบบั
ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พช์ ุมนมุ สหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย,
2560)

พิเศษ 8

1

คาอธิบายรายวิชา

รายวิชาพนื้ ฐาน วิทยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์

ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 เวลา 80 ชว่ั โมง/ปี

ศึกษาและเรียนรู้เกยี่ วกบั การจดั กลมุ่ สิ่งมีชวี ิต การจาแนกพชื เปน็ พืชดอกและพชื ไม่มีดอก การจาแนก
สัตว์มีกระดกู สันหลังและสัตว์ไมม่ ีกระดูกสันหลงั ลกั ษณะเฉพาะที่สงั เกตได้ของสตั วม์ ีกระดูกสนั หลัง หน้าทข่ี อง
สว่ นตา่ ง ๆ ของพืช ผลของแรงโน้มถ่วงของโลก การใชเ้ ครอ่ื งช่งั สปริงวัดน้าหนักของวัตถุ มวลของวัตถุท่ีมผี ล
ต่อการเปล่ียนแปลงการเคลอื่ นทข่ี องวตั ถุ การจาแนกวตั ถุเป็นตัวกลางโปร่งใส ตัวกลางโปร่งแสง และวัตถุทึบ
แสง สมบัตทิ างกายภาพดา้ นความแขง็ สภาพยดื หยุ่น การนาความร้อน และการนาไฟฟ้าของวสั ดุ การนา
สมบตั ทิ างกายภาพของวสั ดไุ ปใชใ้ นชีวติ ประจาวนั สมบัตขิ องสสารท้ัง 3 สถานะ จากข้อมลู ที่ไดจ้ ากการสังเกต
มวล การต้องการทีอ่ ยู่ รปู ร่างและปริมาตรของสสาร รวมทั้งการใชเ้ คร่อื งมือเพือ่ วดั มวลและปริมาตรของสสาร
ท้งั 3 สถานะ สร้างแบบจาลองแสดงองค์ประกอบของระบบสุรยิ ะ และคาบการโคจรของดาวเคราะหต์ ่าง ๆ
จากแบบจาลอง แบบรปู เส้นทางการข้ึนและตกของดวงจันทร์ สร้างแบบจาลองที่อธิบายแบบรูปการ
เปล่ยี นแปลงรปู รา่ งปรากฏของดวงจันทร์และพยากรณ์รปู ร่างปรากฏของดวงจันทร์

โดยมุ่งหวังให้ผเู้ รยี นไดเ้ รยี นร้วู ิทยาศาสตร์ที่สามารถนาไปใช้อธิบาย แกไ้ ขปัญหา หรอื สร้างสรรค์พัฒนา
งานในชีวิตจริงได้ ซ่ึงเน้นการเชอื่ มโยงความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี กับกระบวนการ
ทางวิศวกรรมศาสตร์ และให้มีทักษะสาคัญในการคน้ คว้าและสรา้ งองค์ความรโู้ ดยใช้กระบวนการสบื เสาะหา
ความรแู้ ละการแกป้ ัญหาทีห่ ลากหลาย

เพอ่ื ให้ผูเ้ รียนเกิดความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะการคิด และมีสว่ นร่วมในการเรียนรู้ทกุ ขน้ั ตอน รวมท้ัง
สง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รียนเกิดจิตวทิ ยาศาสตร์และมเี จตคติท่ีดตี ่อการเรยี นวิทยาศาสตร์

ตัวชีว้ ดั

พิเศษ 9

1

ว 1.2 ป.4/1
ว 1.3 ป.4/1 ป.4/2 ป.4/3 ป.4/4
ว 2.1 ป.4/1 ป.4/2 ป.4/3 ป.4/4
ว 2.2 ป.4/1 ป.4/2 ป.4/3
ว 2.3 ป.4/1
ว 3.1 ป.4/1 ป.4/2 ป.4/3
รวม 16 ตัวชวี้ ดั

โครงสร้างรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ ป.4

เวลา 80 ชัว่ โมง/ปี

ลาดบั ชือ่ หนว่ ยการเรยี นรู้ ชื่อบท มาตรฐานการ สาระสาคัญ เวลา
ท่ี เรียนรู้/ (ชว่ั โมง)
ตวั ช้วี ดั
1. ความหลากหลายของ บทที่ 1 สงิ่ มีชีวิต มีหลายชนิด โดยแต่ ละ 15
สิง่ มีชวี ติ ความหลากหลาย ว 1.3 ป.4/1 ชนิดจะ มีลักษณ ะสาคัญ บางอย่ าง
ของส่งิ มชี วี ิต ว 1.3 ป.4/2 เหมื อนกัน หรือแต กต่างกันไป ซ่ึ ง
ว 1.3 ป.4/3 สาม ารถใช้ เป็ น เก ณ ฑ์ ใน ก ารจั ด ก ลุ่ ม
ว 1.3 ป.4/4 สิ่งมีชีวิตออกเป็นกลุ่มพืช กลมุ่ สัตว์
และกลุม่ ทไ่ี มใ่ ชพ่ ชื และสตั ว์

ใน ก ารจ าแน ก พื ชส าม ารถใ ช้
ลักษณะการมีดอกของพชื เป็นเกณฑ์
และในการจาแนกสตั ว์สามารถใช้การ
มกี ระดูกสนั หลังของสัตว์เป็นเกณฑไ์ ด้
สตั ว์มีกระดูกสันหลังแบ่งออกได้ 5
กลุ่ม ซึ่งสตั ว์มีกระดูกสนั หลังแต่ละ
กลุ่มจะมีลักษณ ะเฉพาะท่ีสังเกตได้
แตกตา่ งกัน

พิเศษ 10

1

บทท่ี 2 ว 1.2 ป.4/1 พืชดอก มีส่วนต่ าง ๆ ท่ีสาคั ญ 12
หน้าท่ขี องส่วน ได้แก่ ราก ลาต้น ใบ ดอก ผล และ 10
ต่าง ๆ ของพืช เมล็ ด ซ่ึงส่วน ต่าง ๆ เหล่ าน้ีจะทา
หน้าทต่ี ่างกนั ไป
2. แรงโน้มถ่วงของโลกและ บทท่ี 1 ว 2.2 ป.4/1
แรงโน้มถ่วงของโลก เป็นแรงดึงดูด
ตวั กลางของแสง แรงโน้มถ่วงของ ว 2.2 ป.4/2 ทีโ่ ลกกระทาตอ่ มวลของวัตถทุ ุกชนิด
ทอ่ี ยูบ่ นโลกและที่อยู่ใกลโ้ ลก ซึ่งมที ิศ
โลก ว 2.2 ป.4/3 ทางเข้าสู่ศู นย์กลางขอ งโลก ทาให้
วตั ถุมนี ้าหนักและตกลงสู่พ้นื โลก เรา
สาม ารถวั ดน้ าห นัก ขอ งวั ตถุ ได้ โด ยใ ช้
เครอื่ งช่งั สปรงิ

มวลของวัตถุต่างๆ มีผลต่อ การ
เปล่ียนแปลงก ารเคล่ือนที่ขอ งวัต ถุ
วัตถทุ ี่มีมวลมากจะเปลยี่ นแปลง
การเคลอ่ื นที่ไดย้ ากกวา่ วตั ถทุ ่ีมมี วลนอ้ ย

ลาดับ ชื่อหนว่ ยการเรยี นรู้ ช่ือบท มาตรฐาน สาระสาคญั เวลา
ที่ การเรียนรู/้ (ชั่วโมง)

2. แรงโน้มถว่ งของโลกและ บทที่ 2 ตวั ชีว้ ัด เมื่อมองส่ิงต่าง ๆ โดยมีวัตถุต่าง 3
ตวั กลางของแสง (ตอ่ ) ตัวกลางของแสง ชนิดมากั้นแสง จะทาให้มองเห็นส่ิงนั้น 15
ว 2.3 ป.4/1 ๆ ชัดเจนแตกต่างกันไป จึงจาแนกวัตถุ
3. วสั ดแุ ละสสาร บทที่ 1 ทีน่ ามาก้ันแสงได้เป็นตัวกลางโปรง่ ใส
วสั ดุในชีวิต ว 2.1 ป.4/1 ตวั กลางโปรง่ แสง และวัตถุทึบแสง
ประจาวนั ว 2.1 ป.4/2
วสั ดุต่าง ๆ มสี มบตั ิทางกายภาพ ท่ี
สามารถสั งเกต และ ทดสอบไ ด้แต กต่าง
กัน ไป เช่ น มี ค ว าม แข็ ง มี สภ าพ
ยืดหยนุ่ นาความร้อน นาไฟฟา้ เป็น
ต้น ซึ่งเราสาม ารถนาวัสดุที่ มีสมบั ติ
ทางก ายภ าพ ด้าน ต่าง ๆ มาใช้
ประโยชน์ได้ตา่ งกนั

พเิ ศษ 11

1

บทท่ี 2 ว 2.1 ป.4/3 สสารในชี วิตประจาวันมี หลาย 13
สถานะของสสาร ว 2.1 ป.4/4 ชนิด แต่ละชนิ ดอ าจอ ยู่ในสถาน ะ
ของแข็ง ของเหลว หรือแก๊ส ซ่ึงสสาร 6
4. ระบบสรุ ิยะและการ บทที่ 1 ว 3.1 ป.4/3 แตล่ ะสถานะอาจมีสมบัตบิ างประการ
ปรากฏของดวงจันทร์ ระบบสรุ ิยะ เหมอื นกันหรอื ต่างกัน โดยสังเกตได้
มาตรฐาน จากการมีมวล การตอ้ งการท่ีอยู่ การมี
การเรียนรู/้ รปู ร่างและปริมาตรของสสาร ซ่ึงเรา
สามารถใช้เคร่ือง มือใน การวัดมว ลและ
ตัวชี้วัด ปริมาตรของสสารได้

ระ บ บ สุ ริย ะ น้ั น เป็ น ระ บบ ที่ มี
ดว งอาทิต ย์เป็ นศู น ย์ก ลาง และ มี
ดาวบริวารต่างๆ โคจรอยู่โดยรอ บ
ประ กอ บด้ วยด าวเค ราะห์ 8 ดว ง
รว ม ท้ั ง ด ว ง จั น ท ร์ บ ริ ว าร ขอ ง
ดาวเคราะ ห์ต่ าง ๆ ด าวเคราะ ห์
แคระ ดาวเคราะห์นอ้ ย ดาวหาง และ
วัตถุขน าดเล็กอ่ื น ๆ โคจ รอยู่รอ บ
ดวงอาทติ ย์

ดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดวงอาทติ ย์
แต่ ละ ด ว ง จะ มี ข น าด ข อ ง ด า ว
ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ และคาบ
การโคจรรอบดวงอาทติ ย์แตกตา่ งกัน
ไป

ลาดับ ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ ชื่อบท สาระสาคญั เวลา
ที่ (ชั่วโมง)

พิเศษ 12

1

4. ระบบสรุ ิยะและการ บทที่ 2 ว 3.1 ป.4/1 ดวงจนั ทร์โคจรรอบโลกพร้อมกับ 6
ปรากฏของดวงจนั ทร์ การปรากฏของดวง ว 3.1 ป.4/2 หมุนรอบตัวเอง ในขณะท่ีโลกหมุ น
(ตอ่ ) จนั ทร์ รอ บ ตั ว เอ งจ ะ ทาให้ เราม อ ง เห็ น ด ว ง
จั น ท ร์ ป รา ก ฏ ข้ึ น ท าง ด้ าน ทิ ศ
ต ะ วั น อ อ ก และ ต ก ทาง ด้ าน ทิ ศ
ตะวัน ตก ซ่ึงหมุน เวียนเป็ นแบบรูป
ซา้ ๆ

ดว งจัน ทร์น้ั น เป็ น ทรงก ลม แต่
รูปร่างของดวงจนั ทร์ทป่ี รากฏในแตล่ ะ
วันจะ แตก ต่างกั น ด วงจัน ทร์จะ มี
รปู ร่างปรากฏเป็นเส้ียวโดยจะมีขนาด
เพิม่ ขึ้นในแต่ละวันจนเต็มดวง และมี
ขน าด ลด ลง จน ม อ งไ ม่ เห็ น ด วง จั น ทร์
จากน้ันรปู ร่างปรากฏของดวงจนั ทร์จะ
เป็นเส้ียวใหญ่ขึ้นจนสวา่ งเตม็ ดวงอีก
ครั้ง และเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่น น้ี
เป็นแบบรปู ซา้ ๆ ทกุ เดือน

พิเศษ 13

1

Pedagogy

ส่อื การเรียนรู้รายวชิ าพ้นื ฐาน วทิ ยาศาสตร์ ป. 4 เลม่ 2 ผจู้ ดั ทาได้ออกแบบการสอน (Instructional
Design) อันเป็นวิธีการจัดการเรยี นรู้และเทคนิคการสอนที่เป่ียมดว้ ยประสิทธิภาพและมคี วามหลากหลาย
ให้กับผู้เรยี น เพ่ือใหผ้ ้เู รยี นสามารถบรรลผุ ลสมั ฤทธ์ิตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวดั รวมถึงสมรรถนะและ
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรยี นทหี่ ลักสูตรกาหนดไว้ โดยครูสามารถนาไปใชจ้ ัดการเรยี นรู้ในช้นั เรียนได้
อย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงในรายวิชานี้ ได้นารูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional
Model) มาใช้ในการออกแบบการสอน ดังนี้

รปู แบบการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

ด้วยจุดประสงคข์ องการจดั การเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์
เพื่อชว่ ยใหผ้ ้เู รยี นไดพ้ ฒั นาวธิ ีคิด ทัง้ ความคดิ เป็นเหตเุ ป็นผล คิด
สรา้ งสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มที ักษะสาคญั ในการค้นคว้าหา
ความรู้ และมีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเปน็ ระบบ
ผู้จัดทาจึงได้เลือกใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้
(5Es Instructional Model) ซ่ึงเป็นข้ันตอนการเรียนรู้ที่มุ่งให้
ผเู้ รียนไดม้ ีโอกาสสร้างองคค์ วามรู้ด้วยตนเองผา่ นกระบวนการ
คิดและการลงมือทา โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็น
เครอื่ งมือสาคัญเพอ่ื การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และทกั ษะการเรยี นรแู้ หง่ ศตวรรษท่ี 21

วิธสี อน (Teaching Method)

ผูจ้ ัดทาเลือกใช้วิธีสอนที่หลากหลาย เช่น การทดลอง การสาธิต การอภิปรายกลุ่มย่อย เป็นต้น
เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้รูปแบบการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model) ให้เกิด
ประสิทธภิ าพมากทีส่ ุด ซ่ึงจะเน้นใชว้ ิธสี อนโดยใช้การทดลองมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวิธสี อนทมี่ ุ่ง
พัฒนาให้ผูเ้ รียนเกิดองค์ความร้จู ากประสบการณต์ รงโดย การคิดและการลงมือทาดว้ ยตนเอง อันจะช่วย
ใหผ้ เู้ รียนมคี วามรูแ้ ละเกิดทกั ษะทางวทิ ยาศาสตรท์ คี่ งทน

เทคนคิ การสอน (Teaching Technique)

ผู้จดั ทาเลอื กใช้เทคนิคการสอนที่หลากหลายและเหมาะสมกบั เร่อื งทเ่ี รียน เพื่อส่งเสริมวธิ สี อนให้มี
ประสิทธิภาพมากข้นึ เช่น การใช้คาถาม การเลน่ เกม เพื่อนช่วยเพ่อื น เป็นตน้ ซง่ึ เทคนิคการสอนต่างๆ
จะช่วยให้ผู้เรยี นเกิดการเรยี นรู้อย่างมีความสุขในขณะท่เี รียนและสามารถปฏิบัติกิจกรรมได้อยา่ งมี
ประสิทธภิ าพ รวมทง้ั ได้พฒั นาทักษะในศตวรรษที่ 21 อกี ด้วย

พเิ ศษ 14

1

โครงสรา้ งแผนการจดั การเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ ป.4 เลม่ 2

ใชร้ ปู แบบการสอนแบบ : สบื เสาะหาความรู้ 5Es (5Es Instructional Model) เวลา 40 ช่ัวโมง

ช่อื หน่วยการเรียนรู้ ชื่อบท แผนการจัด ทกั ษะการคดิ เวลา
การเรียนรู้
หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 3 บทที่ 1 วัสดุใน 1. ทักษะการสังเกต (ช่วั โมง)
1. ประเภทของวัสดุ 2. ทักษะการสารวจคน้ หา 2
วัสดแุ ละสสาร ชวี ติ ประจาวนั 3. ทักษะการจาแนก
2. ความแขง็ ของวสั ดุ 3
ประเภท
3. สภาพยืดหยุ่นของ 4. ทักษะการให้เหตผุ ล 3
วัสดุ 5. ทกั ษะการสรปุ อา้ งอิง
1. ทกั ษะการสงั เกต
2. ทกั ษะการสารวจ
3. ทักษะการสารวจค้นหา
4. ทกั ษะการตงั้ สมมติฐาน
5. ทักษะการทดสอบ

สมมตฐิ าน
6. ทกั ษะการสรปุ อ้างองิ
7. ทักษะการนาความรู้ไปใช้

ประโยชน์
1. ทักษะการสงั เกต
2. ทักษะการสารวจค้นหา
3. ทกั ษะการต้ังสมมติฐาน
4. ทักษะการทดสอบ

สมมตฐิ าน
5. ทกั ษะการสรปุ อ้างอิง
6. ทกั ษะการนาความร้ไู ปใช้

ประโยชน์

พเิ ศษ 15

1

4. การนาความรอ้ นของ 1. ทักษะการสงั เกต 3
วัสดุ 2. ทักษะการสารวจคน้ หา
3. ทกั ษะการตั้งสมมตฐิ าน
4. ทกั ษะการทดสอบ

สมมตฐิ าน
5. ทักษะการสรปุ อ้างอิง
6. ทักษะการนาความรไู้ ปใช้

ประโยชน์

พเิ ศษ 16

1

ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ ช่ือบท แผนการจัด ทักษะการคิด เวลา
การเรยี นรู้
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 บทที่ 1 1. ทักษะการสังเกต (ชัว่ โมง)
วสั ดแุ ละสสาร วสั ดใุ นชวี ิตประจาวัน 5. การนาไฟฟา้ ของวสั ดุ 2. ทักษะการสารวจค้นหา 4
(ตอ่ ) (ตอ่ ) 3. ทกั ษะการต้งั สมมตฐิ าน
6. สถานะของสสาร 4. ทกั ษะการทดสอบ 2
บทท่ี 2
สถานะของสสาร 7. สมบัตขิ องของแขง็ สมมติฐาน 4
5. ทักษะการสรุปอา้ งอิง 3
หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 4 บทที่ 1 8. สมบัตขิ องของเหลว 6. ทักษะการนาความรไู้ ปใช้ 4
ระบบสุรยิ ะและการ ระบบสรุ ยิ ะ 2
ปรากฏของดวงจนั ทร์ 9. สมบัตขิ องแก๊ส ประโยชน์ 4
1. ทกั ษะการสังเกต
1. เรียนรู้ระบบสรุ ิยะ 2. ทกั ษะการสารวจค้นหา
2. แบบจาลอง 3. ทักษะการระบุ
4. ทกั ษะการสรปุ อ้างอิง
ระบบสุรยิ ะ 1. ทักษะการสังเกต
2. ทักษะการสารวจคน้ หา
3. ทักษะการระบุ
4. ทักษะการสรปุ อา้ งองิ
1. ทกั ษะการสงั เกต
2. ทกั ษะการสารวจค้นหา
3. ทกั ษะการระบุ
4. ทกั ษะการสรุปอา้ งองิ
1. ทกั ษะการสงั เกต
2. ทักษะการสารวจค้นหา
3. ทักษะการระบุ
4. ทักษะการสรุปอ้างองิ
1. ทักษะการสงั เกต
2. ทักษะการสารวจคน้ หา
3. ทักษะการสรปุ อา้ งองิ
1. ทกั ษะการสังเกต
2. ทักษะการสารวจค้นหา
3. ทกั ษะการระบุ
4. ทกั ษะการเปรียบเทยี บ

พเิ ศษ 17

1

5. ทักษะการสรปุ อา้ งองิ

ช่ือหน่วยการเรียนรู้ ชอ่ื บท แผนการจดั ทักษะการคดิ เวลา
การเรยี นรู้
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 4 บทที่ 2 1. ทกั ษะการสังเกต (ชัว่ โมง)
ระบบสรุ ิยะและการ การปรากฏของ 3. การข้นึ และตกของ 2. ทักษะการสารวจคน้ หา 3
ปรากฏของดวงจนั ทร์ ดวงจนั ทร์ ดวงจันทร์ 3. ทกั ษะการให้เหตผุ ล
(ตอ่ ) 4. ทกั ษะการสรุปอ้างอิง 3
4. การเปล่ยี นแปลง 1. ทกั ษะการสงั เกต
รปู รา่ งของดวงจนั ทร์ 2. ทักษะการสารวจ
3. ทักษะการให้เหตผุ ล
4. ทกั ษะการสรุปอ้างอิง

พเิ ศษ 18

1

พเิ ศษ 19

1

หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 3 วัสดแุ ละสสาร
แผนฯ ที่ 1 ประเภทของวัสดุ

แผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ 1

ประเภทของวัสดุ

เวลา 2 ชวั่ โมง

1. มาตรฐาน/ตวั ช้วี ดั

ว 2.1 ป.4/1 เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพด้านความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การนาความร้อน

และการนาไฟฟ้าของวัสดุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์จากการทดลองและระบุ

การนาสมบัติเร่ืองความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การนาความร้อน และการนาไฟฟ้า

ของวสั ดุไปใช้ในชีวิตประจาวัน ผา่ นกระบวนการออกแบบชน้ิ งาน

ว 2.1 ป.4/2 แลกเปลยี่ นความคิดกบั ผู้อ่ืนโดยการอภปิ รายเกย่ี วกับสมบัติทางกายภาพของวสั ดุ

อยา่ งมเี หตผุ ลจากการทดลอง

2. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

1. จาแนกประเภทของวัสดุได้ (K)
2. มีความสนใจและกระตือรือรน้ ในการเรียนรู้ (A)

3. สาระการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ทอ้ งถิ่น
พิจารณาตามหลกั สตู รของสถานศึกษา
สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
วสั ดุแบ่งออกเปน็ 3 ประเภท คือ โลหะ เซรามิก
และพอลิเมอร์

4. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด

วัสดุมีหลายชนิดสามารถแบ่งออกเป็น โลหะ เซรามิก และพอลิเมอร์ ซึ่งแต่ละชนิดอาจมีสมบัติ
เหมือนกนั หรือแตกต่างกัน

27

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 3 วสั ดุและสสาร
แผนฯ ที่ 1 ประเภทของวัสดุ

5. สมรรถนะสาคัญของผู้เรียนและคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์

สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์

1. ความสามารถในการส่ือสาร 1. มวี นิ ยั
2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มุ่งมน่ั ในการทางาน
1) ทักษะการสังเกต

สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รยี น คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
2) ทักษะการสารวจค้นหา
3) ทกั ษะการจาแนกประเภท
4) ทกั ษะการใหเ้ หตผุ ล
5) ทักษะการสรปุ อา้ งอิง
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

6. กจิ กรรมการเรยี นรู้

 แนวคิด/รูปแบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนคิ : สบื เสาะหาความรู้ (5Es)

ชั่วโมงที่ 1

ข้นั นา

ข้นั กระตุน้ ความสนใจ (Engage)
1. ครูสนทนากับนักเรียนโดยถามนักเรียนว่า นักเรียนทราบหรือไม่ว่า วันนี้จะได้เรียนรู้เก่ียวกับเร่ือง
อะไร แล้วให้นักเรยี นชว่ ยกนั ตอบคาถาม จากนั้นครแู จง้ ชื่อเรอ่ื งทจี่ ะเรียนรู้ และตัวชว้ี ดั ใหท้ ราบ
2. นกั เรยี นทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน เพื่อวดั ความร้เู ดิมของนักเรียนก่อนเขา้ สู่กิจกรรม

28

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 3 วสั ดุและสสาร
แผนฯ ที่ 1 ประเภทของวสั ดุ

3. นักเรยี นสังเกตภาพในหนังสอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ป.4 เล่ม 2 หน้า 2 จากน้ันให้นกั เรยี นรว่ มกันแสดง
ความคิดเห็นอย่างอิสระว่า นักเรียนทราบหรือไม่ว่า มีวัสดุชนิดใดบ้าง และวัสดุชนิดน้ันอยู่ใน
สถานะใด
(แนวตอบ : ไม้ จัดอยูใ่ นสถานะของแข็ง และแกว้ จดั อยู่ในสถานะของแขง็ )

4. นักเรียนเรียนรู้คาศัพท์ที่เก่ียวข้องกับการเรียนในหน่วยท่ี 3 บทที่ 1 เรื่อง วัสดุในชีวิตประจาวัน
จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ หน้า 3 โดยครูสุ่มเลือกตัวแทนหรือขออาสาสมัคร นักเรียน 1 คน
เพื่อเป็นผู้อ่านนา และให้เพื่อนๆ อา่ นตาม ดงั น้ี

Hardness (ฮาดนิส) ความแข็ง
Heat insulator (ฮที อนิ ชวิ เลเทอ) ฉนวนความร้อน
Heat conductor (ฮีท คนั ’ดคั เทอ) ตวั นาความรอ้ น
Material (มะ’เทยี เรียล) วัสดุ

(หมายเหตุ : ครูเร่มิ ประเมินนกั เรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล)
5. ครูถามคาถามสาคัญประจาบทจากหนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ หน้า 3 เพื่อกระต้นุ นักเรียนก่อนเข้าสู่

เน้ือหาว่า วัสดุแต่ละชนิดมีสมบัติทางกายภาพแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร แล้วให้นักเรียนร่วมกัน
แสดงความคดิ เห็นอยา่ งอสิ ระในการตอบคาถาม
(แนวตอบ : วัสดุแต่ละชนิดอาจมีสมบัติทางกายภาพบางประการเหมือนกัน และอาจมีสมบัติทาง

กายภาพบางประการแตกต่างกัน)
6. นักเรยี นวาดภาพและเขียนชือ่ ตวั อยา่ งสสารที่อย่ใู นสถานะของแข็ง ของเหลว และแก๊ส ลงในสมุด

ประจาตัวนกั เรียน หรอื ให้นักเรยี นทากิจกรรมนาส่กู ารเรียนในแบบฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์ ป.4 เล่ม 2
หนา้ 2

ขั้นสอน

ขน้ั สารวจคน้ หา (Explore)
1. นักเรียนทุกคนศึกษาข้อมูลและดูภาพในหนังสอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 4 จากนนั้ ครถู ามคาถาม
จากหนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 4 วา่ วสั ดุต่างๆ ท่ีใช้ในชีวิตประจาวนั จัดอยู่ในวัสดุประเภท
เดียวกันหรอื ไม่ อย่างไร

29

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 3 วัสดแุ ละสสาร
แผนฯ ท่ี 1 ประเภทของวสั ดุ

(แนวตอบ : วัตถบุ างชนิดอาจทามาจากวสั ดใุ นประเภทเดียวกนั วตั ถุบางชนิดอาจทา
มาจากวัสดุในประเภททแ่ี ตกตา่ งกัน ขน้ึ อย่กู ับการใชง้ านของวตั ถชุ นิ้ นนั้ ๆ)

2. ครูขออาสาสมัครหรือสุ่มเลือกนักเรียนจากเลขท่ี 4-5 คน ให้ออกมาอธิบายเฉลยคาตอบ โดยมีครู
คอยตรวจสอบความถกู ตอ้ ง

3. ครูให้คาชมเชยหรือมอบรางวัลให้ตัวแทนนักเรียนที่ออกมาตอบคาถามได้ถูกต้อง เพ่ือเป็นการ
เสริมแรงในการกลา้ แสดงออก และให้คาชมเชยนักเรียนทุกคนท่ีช่วยกนั อภิปรายคาตอบจากคาถาม
ทค่ี รตู ัง้ ไว้

4. ครตู ง้ั คาถามถามนกั เรยี นวา่ วัสดุแตล่ ะชนดิ สามารถจาแนกไดเ้ ปน็ กีป่ ระเภท อะไรบา้ ง
(แนวตอบ : แบง่ วัสดงุ า่ ยๆ ตามสมบตั ิทางกายภาพได้ 3 ประเภท คอื โลหะ เซรามิก พอลเิ มอร์)

5. นักเรยี นทกุ คนรว่ มกันแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระในการตอบคาถาม โดยครยู ังไม่เฉลย
6. ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่า นักเรียนจะได้คาตอบจากการทากิจกรรมที่ 1 เร่ืองประเภทของวัสดุ

จากหนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร์ หน้า 5
7. ครูใชร้ ูปแบบการเรียนรูแ้ บบร่วมมือ เทคนคิ LT มาจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยใหน้ กั เรียนแบง่ กลุม่

กลมุ่ ละ 4 คน จากน้นั กาหนดให้สมาชกิ แต่ละคนภายในกลุ่มมบี ทบาทหน้าที่ของตนเอง ดงั นี้
สมาชกิ คนที่ 1 : ทาหนา้ ท่เี ตรยี มอุปกรณต์ า่ งๆ
สมาชิกคนที่ 2 : ทาหนา้ ท่อี า่ นลองทาดู ทาความเขา้ ใจ และนามาอธบิ ายให้สมาชกิ ภายในกล่มุ ฟงั
สมาชกิ คนท่ี 3 : ทาหน้าที่บันทกึ ผลการทดลอง
สมาชกิ คนที่ 4 : ทาหน้าที่นาเสนอผลการทดลอง
8. สมาชิกคนท่ี 1 เตรียมและตรวจสอบอุปกรณ์ท้ังหมดที่ใช้ในการทากิจกรรมท่ี 1 เร่ืองประเภทของ
วัสดุ จากหนังสอื เรยี นวิทยาศาสตร์ หนา้ 5
9. สมาชกิ คนที่ 2 อธบิ ายวธิ ีทากจิ กรรมให้เพือ่ นในกลมุ่ ฟัง เพ่อื ให้ปฏบิ ตั ติ ามไดถ้ กู ต้อง
10. สมาชิกทกุ คนในกลุ่มชว่ ยกันลงมือทากจิ กรรม โดยปฏบิ ตั ิกจิ กรรม ดงั น้ี
● ช่วยกนั สืบค้นขอ้ มูลเกย่ี วกับประเภทของวัสดุ แล้วบันทึกข้อมูลลงในสมุดประจาตัวนักเรยี น
● สารวจสิ่งของภายในโรงเรียน จากนั้นจาแนกประเภทโดยใช้การแบ่งวัสดุเป็นโลหะ เซรามิก

และพอลเิ มอร์ เปน็ เกณฑ์ แล้วบันทึกข้อมูลลงในสมดุ ประจาตัวนักเรียน หรือบันทึกข้อมูลลงใน
แบบฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ หน้า 4
11. นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันนาสิ่งของที่ได้จากการสารวจมาจัดทาเป็นแผนภาพจาแนกประเภทของ
วสั ดุใส่ลงในกระดาษแขง็ แล้วตกแตง่ ใหส้ วยงาม

30

หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 3 วัสดุและสสาร
แผนฯ ที่ 1 ประเภทของวัสดุ

(หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมินนักเรยี น โดยใชแ้ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ )

ช่ัวโมงท่ี 2

ขน้ั อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. นักเรียนทุกคนร่วมกันอภิปรายผลการทากิจกรรมภายในกลุ่มและช่วยกันตรวจสอบความถูกต้อง
เพือ่ เตรียมความพร้อมในการนาเสนอหนา้ ชั้นเรยี น
2. ครูจับฉลากช่ือกลุ่ม แล้วให้แต่ละกลุ่มนาผลการทากิจกรรมออกมานาเสนอหน้าช้ันเรียนทีละกลุ่ม
จนครบทุกกลุม่
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมนิ นักเรยี น โดยใช้แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ )

ข้ันสรปุ

ขนั้ ขยายความเข้าใจ (Elaborate)
1. นกั เรียนแต่ละคนทากิจกรรมหนตู อบได้ จากหนังสือเรยี นวิทยาศาสตร์ หน้า 5 ลงในสมุดประจาตัว
นักเรยี น หรอื ทาในแบบฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ หนา้ 5-6
2. ครูเฉลยคาตอบแล้วใหน้ ักเรียนผลัดกันตรวจกจิ กรรมหนูตอบได้ของเพ่ือน
(หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมินนักเรียน โดยใชแ้ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล)
3. นักเรียนแต่ละคนศึกษาข้อมูลจาก Powerpoint เร่ือง ประเภทของวัสดุ และอ่านข้อมูลในหนังสือ
เรียนวทิ ยาศาสตร์ หน้า 6-7
4. นกั เรียนจับคู่กับเพื่อน แล้วไปเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับประเภทของวสั ดุเพ่มิ เติมจากสื่อดิจทิ ลั ในหนังสือ
เรียนวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 6 โดยใชโ้ ทรศพั ทม์ ือถือสแกน QR Code เร่อื ง ประเภทของวสั ดุ
5. ครสู ุ่มนกั เรียน 3-4 คน ให้ออกมาสรปุ ความรู้ทไี่ ด้จากการศึกษาข้อมูลจากหนังสือเรยี นวิทยาศาสตร์
หนา้ 6-7 และความรจู้ ากการแสกน QR Code เรอื่ ง ประเภทของวัสดุ หน้าช้นั เรยี น
6. ครูตั้งคาถามถามนักเรียนวา่ ถ้าเราจาแนกวัสดุตามแหล่งที่มา จะสามารถแบ่งวัสดุได้เป็นกี่ประเภท
อะไรบา้ ง
(แนวตอบ : 2 ประเภท คือ 1. วสั ดุจากธรรมชาติ เช่น ใยไหม ไม้ ดนิ เหนยี ว ยาง เป็นต้น 2. วัสดทุ ่ี
มนษุ ย์สรา้ งขน้ึ เช่น พลาสตกิ ยางสังเคราะห์ เส้นใยสงั เคราะห์ เปน็ ต้น)
7. นกั เรียนแต่ละกลุม่ ออกมาช่วยกันเขยี นคาตอบบนกระดาน จากน้ันชว่ ยกันตรวจสอบความถกู ตอ้ ง

31

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 3 วัสดแุ ละสสาร
แผนฯ ที่ 1 ประเภทของวัสดุ

8. นักเรียนรว่ มกันสรุปให้ได้ว่า วัสดุที่ได้มาจากธรรมชาติ เช่น ดินเหนียว ใยไหม หิน ขนสัตว์ เป็นต้น
ส่วนวสั ดทุ ่ีไดจ้ ากสิ่งที่มนษุ ย์สร้างขึ้น เรียกวา่ วัสดสุ ังเคราะห์ เชน่ ยางสงั เคราะหพ์ ลาสติก เปน็ ต้น

ขนั้ ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครใู หน้ ักเรียนสรุปความรูจ้ ากการเรียนจนไดข้ ้อสรปุ ร่วมกันว่า หากแบ่งประเภทวัสดุตามสมบัติทาง
กายภาพสามารถแบ่งได้ 3 ประเภท คือ โลหะ เซรามกิ และพอลิเมอร์
2. ครูตรวจสอบผลการทาแบบทดสอบก่อนเรียน เพอ่ื ตรวจสอบความเขา้ ใจก่อนเรยี นของนักเรยี น
3. ครูตรวจสอบผลการวาดภาพและเขียนชื่อตัวอย่างสสารท่อี ยู่ในสถานะของแข็ง ของเหลว และแก๊ส
ในสมุดประจาตัวนักเรียน หรือตรวจผลการทากิจกรรมนาสู่การเรียนในแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์
หนา้ 2
4. ครูประเมินผลนักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการตอบคาถาม พฤติกรรมการทางานรายบุคคล
พฤติกรรมการทางานกลุ่ม และจากการนาเสนอผลการทากจิ กรรมหน้าชน้ั เรียน
5. ครูตรวจสอบผลการทากิจกรรมท่ี 1 เรื่อง ประเภทของวัสดุ ในสมุดประจาตัวนักเรียน หรือใน
แบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 4
6. ครตู รวจสอบผลการทาแผนภาพจาแนกประเภทของวัสดุ
7. ครูตรวจสอบผลการทากิจกรรมหนูตอบได้ในสมุดประจาตัวนักเรยี น หรอื ในแบบฝกึ หดั วิทยาศาสตร์
หน้า 5-6

32

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 3 วสั ดุและสสาร
แผนฯ ท่ี 1 ประเภทของวสั ดุ

7. การวดั และประเมินผล

รายการวดั วิธกี าร เคร่อื งมือ เกณฑก์ ารประเมิน

7.1 การประเมิน - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบก่อนเรยี น - ประเมินตามสภาพจริง
กอ่ นเรยี น ก่อนเรยี น
1) แบบทดสอบ - สมุดประจาตัว หรือ - ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์
กอ่ นเรยี น หน่วย - ตรวจสมดุ ประจาตวั แบบฝึกหดั
การเรยี นรทู้ ี่ 3 หรอื แบบฝึกหดั วทิ ยาศาสตร์
วัสดุและสสาร วทิ ยาศาสตร์ ป.4 ป.4 เลม่ 2 หน้า 2
2) ภาพและชื่อ เล่ม 2 หนา้ 2
ตวั อยา่ งสสาร
หรอื กจิ กรรมนาสู่
การเรยี น

7.2 ประเมนิ ระหว่าง - ตรวจสมดุ ประจาตวั - สมุดประจาตวั หรอื - รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
การจัดกจิ กรรม หรอื แบบฝกึ หัด แบบฝึกหัด - ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์
การเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์ ป.4 วิทยาศาสตร์ ป.4 - รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
1) ผลบันทึกการทา เล่ม 2 หน้า 4 เลม่ 2 หน้า 4
กจิ กรรมที่ 1 - ตรวจแผนภาพ
จาแนกประเภทของ - แผนภาพจาแนก
2) จาแนกประเภท วสั ดุ ประเภทของวัสดุ
ของวสั ดุ - ตรวจสมดุ ประจาตัว
หรอื แบบฝกึ หัด - สมุดประจาตัว หรือ
3) กิจกรรม วทิ ยาศาสตร์ ป.4 แบบฝกึ หัด
หนตู อบได้ เลม่ 2 หน้า 5-6 วิทยาศาสตร์ ป.4
เลม่ 2 หนา้ 5-6

4) การนาเสนผลงาน/ - ประเมินการนาเสนอ - แบบประเมินการ - ระดับคุณภาพ 2
ผลการทากจิ กรรม ผลงาน/ผลการทา นาเสนอผลงาน ผา่ นเกณฑ์

33

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 3 วสั ดแุ ละสสาร
แผนฯ ที่ 1 ประเภทของวัสดุ

5) พฤตกิ รรม กจิ กรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดับคุณภาพ 2
การทางาน - สังเกตพฤติกรรม การทางานรายบุคคล ผ่านเกณฑ์
รายบุคคล การทางานรายบุคคล

รายการวัด วธิ ีการ เคร่ืองมอื เกณฑ์การประเมนิ
6) พฤติกรรม - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดับคุณภาพ 2
การทางานกลุ่ม การทางานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์
การทางานกลุ่ม - สังเกตความมวี นิ ัย - แบบประเมิน - ระดบั คุณภาพ 2
7) คณุ ลกั ษณะ ใฝ่เรียนรู้ และมงุ่ ม่นั คณุ ลักษณะ ผา่ นเกณฑ์
ในการทางาน อนั พึงประสงค์
อนั พงึ ประสงค์

8. ส่ือ/แหลง่ การเรียนรู้

8.1 ส่ือการเรียนรู้
1) หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ป.4 เลม่ 2 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 3 วัสดุและสสาร
2) แบบฝึกหดั วทิ ยาศาสตร์ ป.4 เล่ม 2 หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 3 วสั ดุและสสาร
3) วสั ดุ-อปุ กรณก์ ารทดลองในกิจกรรมท่ี 1 เช่น กระดาษแข็งแผ่นใหญ่ เป็นตน้
4) Powerpoint เรือ่ ง ประเภทของวัสดุ
5) QR Code เรอื่ ง ประเภทของวัสดุ
6) สมดุ ประจาตัวนักเรยี น

8.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) ห้องสมุด
2) ห้องเรียน
3) อินเทอรเ์ น็ต

34

หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 3 วัสดแุ ละสสาร .................................
แผนฯ ท่ี 1 ประเภทของวสั ดุ ................................ )

9. ความเหน็ ของผบู้ ริหารสถานศึกษาหรือผทู้ ไ่ี ด้รบั มอบหมาย .......

ขอ้ เสนอแนะ

ลงชือ่
(

ตาแหน่ง

10. บันทกึ ผลหลงั การสอน

 ดา้ นความรู้

 ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น

 ด้านคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

 ด้านความสามารถทางภูมิศาสตร์

 ดา้ นอน่ื ๆ (พฤติกรรมเดน่ หรือพฤติกรรมทีม่ ปี ัญหาของนกั เรยี นเปน็ รายบุคคล (ถ้าม)ี )

 ปัญหา/อปุ สรรค
 แนวทางการแกไ้ ข

35

หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 3 วัสดุและสสาร
แผนฯ ท่ี 2 ความแขง็ ของวัสดุ

แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 2

ความแขง็ ของวัสดุ

เวลา 3 ชั่วโมง

1. มาตรฐาน/ตวั ช้วี ดั

ว 2.1 ป.4/1 เปรยี บเทยี บสมบัตทิ างกายภาพด้านความแขง็ สภาพยืดหยุ่น การนาความร้อน

และการนาไฟฟ้าของวัสดโุ ดยใช้หลกั ฐานเชิงประจักษ์จากการทดลองและระบุ

การนาสมบัตเิ รือ่ งความแขง็ สภาพยืดหยนุ่ การนาความร้อน และการนาไฟฟา้

ของวสั ดไุ ปใชใ้ นชีวิตประจาวนั ผา่ นกระบวนการออกแบบช้ินงาน

ว 2.1 ป.4/2 แลกเปลีย่ นความคิดกับผอู้ ่ืนโดยการอภปิ รายเก่ียวกับสมบัติทางกายภาพของวัสดุ

อย่างมีเหตผุ ลจากการทดลอง

2. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

1. อธบิ ายสมบตั ดิ ้านความแขง็ ของวัสดตุ า่ งๆ ได้ (K)
2. ยกตวั อย่างการนาวสั ดุทีม่ สี มบัติด้านความแข็งมาใชป้ ระโยชน์ในชวี ติ ประจาวนั ได้ (K)
3. สารวจการนาวสั ดุท่มี สี มบัติดา้ นความแขง็ มาใชป้ ระโยชน์ในชีวติ ประจาวันได้ (K)
4. ทดลองสมบัตดิ า้ นความแขง็ ของวัสดตุ า่ งๆ ได้ (P)
5. เปรียบเทียบสมบตั ดิ ้านความแขง็ ของวัสดุต่างๆ ได้ (P)
6. มีความรับผดิ ชอบในการส่งงานตรงเวลา (A)

3. สาระการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรทู้ ้องถน่ิ
พิจารณาตามหลกั สตู รของสถานศึกษา
สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
วสั ดบุ างชนดิ มสี มบตั ิทางกายภาพดา้ นความแข็ง
และสามารถใชว้ สั ดุที่มสี มบัตดิ า้ นความแข็งใชท้ า
ส่ิงของต่างๆ เช่น โตะ๊ เกา้ อี้ เปน็ ตน้

35

หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 3 วัสดแุ ละสสาร
แผนฯ ท่ี 2 ความแข็งของวัสดุ

4. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด

ความแข็งของวสั ดุ คือ ความทนทานของวสั ดตุ ่อการขดี วสั ดแุ ตล่ ะชนิดมีความแข็งแตกต่างกนั วัสดุท่ี
มีความแข็งมาก เมื่อขดี กบั วสั ดอุ ื่นจะไมเ่ กิดรอยบนวสั ดุหรือเกิดรอยนอ้ ย การเรยี นรู้เกีย่ วกับสมบัติด้าน
ความแขง็ ของวัสดุ ทาให้นาวัสดุต่างๆ มาใชท้ าส่ิงของเครื่องใช้ในชีวติ ประจาวนั ไดต้ ามสมบัตขิ องวัสดนุ ัน้ ๆ
อย่างเหมาะสม

5. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รียนและคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์

สมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รียน คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์

1. ความสามารถในการสอ่ื สาร 1. มีวนิ ยั

2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเ่ รยี นรู้

1) ทักษะการสงั เกต 3. ม่งุ มน่ั ในการทางาน

2) ทกั ษะการสารวจ

3) ทกั ษะการสารวจค้นหา

4) ทักษะการตง้ั สมมตฐิ าน

5) ทกั ษะการทดสอบสมมตฐิ าน

6) ทกั ษะการสรปุ อ้างอิง

7) ทกั ษะการนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา

4. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ

5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

36

หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 3 วสั ดแุ ละสสาร
แผนฯ ท่ี 2 ความแขง็ ของวสั ดุ

6. กจิ กรรมการเรยี นรู้

 แนวคิด/รปู แบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ (5Es)

ชว่ั โมงที่ 1

ขน้ั นา

ขนั้ กระตุ้นความสนใจ (Engage)
1. นกั เรยี นแต่ละคนอ่านขอ้ มลู และดูภาพในหนังสอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ป.4 เล่ม 2 หน้า 8 จากนั้นครู
ถามคาถามนักเรียนจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ หน้า 8 ว่า วัสดุต่างๆ ในภาพมีสมบัติทาง
กายภาพอะไรบ้าง
(แนวตอบ : เช่น แก้ว มสี มบตั ิดา้ นความแข็ง
โลหะ มีสมบัติด้านความแข็ง ด้านการนาความรอ้ น และดา้ นการนาไฟฟ้า
ยาง มีสมบัติดา้ นสภาพยืดหยุ่น
ไม้ มีสมบัตดิ ้านความแข็ง)

2. ครูตง้ั คาถามเพอ่ื กระตุ้นความคดิ นักเรยี นว่า นกั เรียนคดิ ว่า วัสดชุ นิดใดบา้ งที่มีความแข็ง
(แนวตอบ : เช่น แก้ว ไม้ โลหะ เป็นตน้ )
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมนิ นกั เรียน โดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการทางานรายบคุ คล)

ขนั้ สอน

ขั้นสารวจค้นหา (Explore)
1. ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนแบบคละความสามารถ (เก่ง-ค่อนข้างเก่ง-ปานกลาง-อ่อน) ให้อยู่ในกลุ่ม
เดยี วกัน กลุ่มละ 3-4 คน โดยครูเปน็ ผเู้ ลือกนักเรียนเข้ากลมุ่
2. นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ ชว่ ยกันลงมือทากิจกรรมที่ 2 เร่อื งความแขง็ ของวัสดุ ตอนที่ 1 จากหนังสอื เรยี น
วิทยาศาสตร์ หน้า 9-10 หรอื ในแบบฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์ ป.4 เลม่ 2 หน้า 7-8 โดยปฏบิ ัติ ดงั น้ี

37

หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 3 วัสดแุ ละสสาร
แผนฯ ที่ 2 ความแข็งของวสั ดุ

1) แต่ละกล่มุ สงั เกตลักษณะของแผ่นไม้ ยางลบ และตะปูอย่างละเอียด แล้วนาข้อมลู จากการทา
กจิ กรรมตอนที่ 1 บนั ทกึ ลงในสมดุ ประจาตวั นักเรียน หรอื ทาในแบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ หน้า 9

2) รว่ มกันกาหนดปัญหา ต้ังสมมติฐาน และระบตุ ัวแปรที่เก่ียวข้องกบั การทดสอบความแขง็ ของ
วสั ดุ แลว้ บนั ทึกผล

3) รว่ มกนั แสดงความคดิ เห็นเกย่ี วกับวธิ ีการทดสอบความแข็งของวสั ดแุ ต่ละชิน้
4) ทดสอบความแขง็ ของวสั ดุตามวิธีที่แสดงความคิดเหน็ รว่ มกันเพ่อื ตรวจสอบสมมติฐาน
(หมายเหตุ : ครูสามารถเปลย่ี นวัสดทุ ีน่ ามาใช้ในการทดสอบได้ตามความเหมาะสม)

ชว่ั โมงท่ี 2

ขั้นสารวจคน้ หา (Explore) (ตอ่ )
3. นักเรยี นแต่ละกลุ่มทากิจกรรมที่ 1 เรอื่ งความแขง็ ของวสั ดุ ตอนที่ 2 จากหนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร์
หน้า 10 หรือในแบบฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ หน้า 8 โดยให้แต่ละกลุ่มสืบค้นเพิ่มเติมเกี่ยวกบั การใช้
ประโยชน์ จากสมบัตดิ ้านความแข็งของวสั ดุในชวี ิตประจาวัน พรอ้ มยกตวั อย่างประกอบ
4. นกั เรยี นแต่ละกล่มุ นาข้อมลู ท่ไี ดจ้ ากการทากจิ กรรมท่ี 1 เรอ่ื งความแขง็ ของวสั ดุ ตอนท่ี 2 มาจัดทา
แผนผงั ความคิดลงในกระดาษแขง็ พร้อมตกแต่งใหส้ วยงาม
(หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมินนักเรยี น โดยใช้แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกลุม่ )

ข้นั อธิบายความรู้ (Explain)
1. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันเปรียบเทียบและวิเคราะห์ข้อมูลจากการทดสอบ จากน้ันช่วยกัน
ตรวจสอบความถูกตอ้ งเพื่อเตรียมความพรอ้ มในการนาเสนอหน้าช้นั เรยี น
2. นักเรยี นแตล่ ะกล่มุ ออกมานาเสนอผลการทากจิ กรรมหน้าชน้ั เรยี นทีละกลุ่ม จนครบทกุ กลมุ่
3. ครแู ละเพื่อนในช้นั เรียนช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องของแต่ละกลุ่ม
4. นักเรียนรว่ มกันอภิปรายและสรปุ ผลการทากจิ กรรมใหไ้ ด้ว่า วัตถุทที่ ามาจากวัสดตุ า่ งชนิดกัน วัตถุ
แตล่ ะชนิดจงึ มคี วามแขง็ ตา่ งกนั
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมนิ นกั เรยี น โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทางานกลมุ่ )

38

หน่วยการเรียนรูท้ ่ี 3 วัสดุและสสาร
แผนฯ ท่ี 2 ความแข็งของวสั ดุ

ชัว่ โมงที่ 3

ข้นั สรปุ

ข้ันขยายความเขา้ ใจ (Elaborate)
1. ครูใช้รูปแบบการเรียนรแู้ บบร่วมมือ เทคนิคคคู่ ิดสส่ี หาย โดยใหน้ ักเรียนแต่ละคนจากกลุ่มเดิม
ทากิจกรรมหนูตอบไดจ้ ากหนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 10 ลงในสมุดประจาตัวนักเรียน หรือทา
ในแบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ หน้า 10
2. เมอ่ื นักเรียนแตล่ ะคนทากจิ กรรมเสร็จ ให้จับคู่กับเพือ่ นท่อี ยู่ในกลมุ่ เดยี วกัน กลุม่ ละ 2 คู่
3. นกั เรยี นแต่ละคู่ช่วยกันตรวจสอบคาตอบของการทากิจกรรมหนูตอบได้ จากนน้ั สนทนาซกั ถามซ่ึง
กันและกัน จนเป็นทีเ่ ขา้ ใจร่วมกันท้ัง 2 คน
4. นกั เรียนแต่ละคู่กลับมารวมกลุ่ม 4 คน จากน้ันแต่ละคู่ผลดั กันอธิบายคาตอบของคู่ตนเองให้เพื่อน
ในกลุ่มฟัง แลว้ สนทนาซักถามซงึ่ กนั และกัน จนเป็นท่ีเข้าใจร่วมกนั ทงั้ กลมุ่
5. ครูเฉลยคาตอบแล้วใหน้ ักเรียนผลดั กันตรวจกิจกรรมหนูตอบไดข้ องเพ่ือน จากนน้ั เฉลย่ี คะแนนของ
แต่ละคเู่ ป็นคะแนนของกล่มุ
6. ครยู กตัวอย่างวัตถุตา่ งๆ เชน่ ไม้บรรทดั ลกู กญุ แจ จากน้ันให้นักเรียนรว่ มกันแสดงความคิดเห็นว่า
วัตถชุ นิดใดมคี วามแข็งมากกว่ากัน เพราะอะไร โดยมีครคู อยแนะนาเพิม่ เติมในส่วนทีบ่ กพรอ่ ง
7. นักเรยี นทกุ คนอ่านขอ้ มูลในหนังสือเรยี นวิทยาศาสตร์ หนา้ 11 และศึกษาขอ้ มูลจาก Powerpoint
เรื่อง สมบตั ิทางกายภาพของวัสดุ (ความแขง็ ของวัสดุ) จากนั้น ถามคาถามท้าทายการคดิ ขนั้ สูง
ว่า สชุ าตติ ้องการทาชิงช้าท่ีมคี วามแข็งแรงและทนทาน เขาจึงเลอื กใชไ้ ม้ และโซ่โลหะ นกั เรียน
เหน็ ดว้ ยหรือไม่ เพราะอะไร
(แนวตอบ : เห็น ด้วย เพราะไม้ และโลหะต่างๆ เป็นวัสดุที่มีสมบัติด้าน ความแข็ง จึงเหมาะ
สาหรับใชท้ าบา้ นสนุ ขั ท่ตี ้องการความแขง็ แรงและทนทาน)

ข้ันตรวจสอบผล (Evaluate)

1. ครูให้นักเรียนสรปุ ความรู้จนไดข้ ้อสรปุ ร่วมกันวา่ ความแข็งเปน็ สมบัติของวัสดุท่ีมีควาทนทานต่อ

แรงขูดขดี โดยวสั ดุท่มี ีความแข็งมาก เมอื่ ถูกขดู ขีดดว้ ยวัสดุอืน่ จะไมเ่ กดิ รอยหรือเกดิ รอยนอ้ ย
2. ครูประเมินผลนกั เรยี น โดยการสังเกตพฤติกรรมการตอบคาถาม พฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล

พฤติกรรมการทางานกลุ่ม และจากการนาเสนอผลการทากจิ กรรมหนา้ ชัน้ เรยี น

39

หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 3 วัสดุและสสาร
แผนฯ ที่ 2 ความแขง็ ของวสั ดุ

3. ครูตรวจสอบผลการทากิจกรรมที่ 2 เรื่อง ความแข็งของวัสดุ ในสมุดประจาตัวนักเรียน หรือใน
แบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ หน้า 9

4. ครตู รวจสอบผลการทาแผนผงั ความคิด เรื่อง ความแขง็ ของวัสดุ
5. ครตู รวจสอบผลการทากิจกรรมหนูตอบได้ในสมุดประจาตัวนักเรียน หรือในแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์

หนา้ 10

7. การวัดและประเมนิ ผล

รายการวดั วธิ กี าร เครอ่ื งมือ เกณฑ์การประเมิน

7.1 ประเมนิ ระหวา่ ง

การจดั กิจกรรม

การเรียนรู้

1) ผลบันทกึ การทา - ตรวจสมดุ ประจาตัว - สมุดประจาตวั หรอื - ร้อยละ 60
แบบฝึกหดั วทิ ยาศาสตร์ ผา่ นเกณฑ์
กจิ กรรมท่ี 2 หรอื แบบฝึกหัด ป.4 เลม่ 2 หนา้ 9

วิทยาศาสตร์ ป.4 เลม่

2 หน้า 9

2) ยกตัวอยา่ งการ - ตรวจแผนผงั ความคดิ - แผนผงั ความคิด เรอื่ ง - รอ้ ยละ 60

นาวัสดทุ ่ีมสี มบตั ิ เรื่อง ความแขง็ ของ ความแขง็ ของวัสดุ ผ่านเกณฑ์

ด้านความแข็งมา วัสดุ

ใช้ประโยชน์

3) กิจกรรมหนูตอบได้ - ตรวจสมดุ ประจาตัว - สมุดประจาตัว หรือ - รอ้ ยละ 60
แบบฝกึ หดั วทิ ยาศาสตร์ ผ่านเกณฑ์
หรือแบบฝกึ หัด ป.4 เล่ม 2 หนา้ 10

วิทยาศาสตร์ ป.4

เลม่ 2 หนา้ 10

4) การนาเสนอผลงาน/ - ประเมนิ การนาเสนอ - แบบประเมนิ - ระดับคณุ ภาพ 2
การนาเสนอผลงาน ผา่ นเกณฑ์
ผลการทากจิ กรรม ผลงาน/ผลการทา

กจิ กรรม

5) พฤตกิ รรมการทางาน - สงั เกตพฤตกิ รรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดับคณุ ภาพ 2
การทางานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์
รายบคุ คล การทางานรายบคุ คล - แบบสังเกตพฤติกรรม
- ระดบั คุณภาพ 2
6) พฤตกิ รรมการทางาน - สงั เกตพฤติกรรม

40

หน่วยการเรยี นรู้ที่ 3 วัสดแุ ละสสาร การทางานกลมุ่ การทางานกล่มุ ผา่ นเกณฑ์
แผนฯ ท่ี 2 ความแขง็ ของวัสดุ - สงั เกตความมีวินัย - แบบประเมนิ - ระดับคุณภาพ 2
ใฝ่เรยี นรู้ และม่งุ มนั่ คณุ ลกั ษณะ
กลุ่ม ในการทางาน อันพงึ ประสงค์ ผ่านเกณฑ์
7) คุณลกั ษณะ

อนั พึงประสงค์

8. สอื่ /แหล่งการเรยี นรู้

8.1 ส่ือการเรยี นรู้
1) หนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ป.4 เลม่ 2 หน่วยการเรียนรูท้ ่ี 3 วัสดแุ ละสสาร
2) แบบฝกึ หดั วิทยาศาสตร์ ป.4 เลม่ 2 หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 3 วัสดุและสสาร
3) วัสดุ-อปุ กรณ์การทดลองในกจิ กรรมท่ี 1 เชน่ ตะปู ยางลบ แผน่ ไม้ เปน็ ต้น
4) Powerpoint เรอ่ื ง สมบตั ทิ างกายภาพของวัสดุ (ความแขง็ ของวัสด)ุ
5) สมดุ ประจาตัวนกั เรยี น

8.2 แหล่งการเรียนรู้
1) หอ้ งสมุด
2) หอ้ งเรียน
3) อินเทอรเ์ น็ต

41

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 3 วสั ดแุ ละสสาร .................................
แผนฯ ที่ 2 ความแขง็ ของวสั ดุ ................................ )

9. ความเห็นของผู้บรหิ ารสถานศึกษาหรอื ผ้ทู ไี่ ดร้ ับมอบหมาย .......

ข้อเสนอแนะ

ลงช่อื
(

ตาแหน่ง

10. บนั ทึกผลหลงั การสอน

 ดา้ นความรู้

 ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน

 ด้านคุณลักษณะอนั พึงประสงค์

 ดา้ นความสามารถทางภูมิศาสตร์

 ด้านอ่ืน ๆ (พฤติกรรมเดน่ หรอื พฤตกิ รรมท่มี ีปญั หาของนักเรียนเป็นรายบุคคล (ถ้าม)ี )

 ปัญหา/อปุ สรรค
 แนวทางการแกไ้ ข

42

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 3 วสั ดแุ ละสสาร
แผนฯ ท่ี 3 สภาพยดื หยุ่นของวัสดุ

แผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ 3

สภาพยดื หย่นุ ของวัสดุ

เวลา 3 ชว่ั โมง

1. มาตรฐาน/ตวั ช้วี ัด

ว 2.1 ป.4/1 เปรียบเทยี บสมบตั ทิ างกายภาพดา้ นความแข็ง สภาพยืดหย่นุ การนาความร้อน

และการนาไฟฟา้ ของวัสดุโดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประจักษจ์ ากการทดลองและระบุ

การนาสมบัตเิ รอ่ื งความแขง็ สภาพยดื หยุ่น การนาความรอ้ น และการนาไฟฟ้าของ

วัสดุไปใช้ในชวี ิตประจาวนั ผา่ นกระบวนการออกแบบชน้ิ งาน

ว 2.1 ป.4/2 เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพดา้ นความแขง็ สภาพยดื หย่นุ การนาความร้อน

และการนาไฟฟ้าของวัสดโุ ดยใชห้ ลักฐานเชงิ ประจักษจ์ ากการทดลองและระบกุ าร

นาสมบัติเรื่องความแขง็ สภาพยดื หยุ่น การนาความร้อน และการนาไฟฟา้ ของวัสดุ

ไปใชใ้ นชวี ิตประจาวัน ผ่านกระบวนการออกแบบชน้ิ งาน

2. จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1. อธิบายสมบัตสิ ภาพยืดหยุ่นของวัสดุตา่ งๆ ได้ (K)
2. ยกตัวอยา่ งการนาวัสดทุ ่ีมีสมบัตสิ ภาพยืดหยนุ่ มาใชป้ ระโยชนใ์ นชีวิตประจาวนั ได้ (K)
3. ทดลองสมบัตสิ ภาพยืดหยนุ่ ของวัสดุตา่ งๆ ได้ (P)
4. เปรยี บเทียบสมบตั ิสภาพยืดหยุน่ ของวสั ดุตา่ งๆ ได้ (P)
5. สารวจการนาวสั ดุทมี่ ีสมบัตสิ ภาพยืดหยนุ่ มาใชป้ ระโยชนใ์ นชีวติ ประจาวันได้ (P)
6. มคี วามรับผดิ ชอบในการส่งงานตรงเวลา (A)

3. สาระการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ท้องถ่นิ
พิจารณาตามหลกั สูตรของสถานศึกษา
สาระการเรียนรู้แกนกลาง
วัสดุบางชนิดมสี มบตั ิทางกายภาพด้านสภาพ
ยืดหยนุ่ และสามารถใช้วัสดทุ ีม่ ีสภาพยืดหยนุ่ ทา
สง่ิ ของต่างๆ ได้ เชน่ หนงั ยางรัดส่ิงของ เป็นตน้

42

หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 3 วสั ดแุ ละสสาร
แผนฯ ที่ 3 สภาพยดื หยุน่ ของวัสดุ

4. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด

สภาพยดื หยุ่น คือ ลักษณะของวัสดุที่เมือ่ ถกู แรงมากระทาแล้วเกิดการเปล่ียนแปลงรูปร่างไป และ
สามารถกลบั คืนสสู่ ภาพเดิมได้เมื่อหยดุ แรงกระทาต่อวัสดุนัน้ การเรียนร้เู ก่ียวกบั สมบัติด้านสภาพยืดหยุ่น
ของวัสดุ ทาให้นาวัสดุตา่ งๆ มาใช้ทาสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจาวนั ได้ตามสมบัติของวัสดุนัน้ ๆ อย่าง
เหมาะสม

5. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียนและคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์

สมรรถนะสาคัญของผ้เู รียน คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์

1. ความสามารถในการส่อื สาร 1. มวี ินยั

2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝ่เรียนรู้

1) ทักษะการสังเกต 3. มงุ่ ม่นั ในการทางาน

2) ทักษะการสารวจค้นหา

3) ทกั ษะการตง้ั สมมติฐาน

4) ทกั ษะการทดสอบสมมติฐาน

5) ทกั ษะการสรุปอ้างองิ

6) ทกั ษะการนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

3. ความสามารถในการแก้ปัญหา

4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ

5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

6. กจิ กรรมการเรียนรู้

 แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค : สบื เสาะหาความรู้ (5Es)

ช่ัวโมงที่ 1

ข้นั นา

43

หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 3 วัสดุและสสาร
แผนฯ ที่ 3 สภาพยืดหย่นุ ของวัสดุ

ขนั้ กระตุ้นความสนใจ (Engage)
1. ครสู นทนากับนกั เรยี นโดยถามนักเรียนว่า นกั เรยี นทราบหรือไม่วา่ วนั นี้จะได้เรียนรู้เกีย่ วกับเรือ่ ง
อะไร แล้วให้นกั เรยี นช่วยกันตอบคาถาม จากน้ันครแู จง้ ช่ือเร่ืองท่ีจะเรยี นรู้ และผลการเรยี นรู้ให้
นกั เรยี นทราบ

2. ครูต้งั คาถามถามนักเรียนว่า วัสดุท่มี ีสภาพยืดหยุ่นมลี ักษณะอยา่ งไร โดยให้นักเรียนแสดงความ
คดิ เห็นอย่างอิสระ จากนั้นครูอธิบายเพ่ิมเตมิ วา่ วัสดุที่มีสภาพยืดหยนุ่ คือ วัสดุท่ีเม่ือถูกแรงมา
กระทาแลว้ เกดิ การเปล่ียนแปลงรปู รา่ งไป และสามารถกลับคืนสสู่ ภาพเดิมได้เม่ือหยุดแรงกระทา
ตอ่ วัสดุนนั้

3. ครชู ูฟองน้า ไมบ้ รรทัด ดนิ น้ามนั เส้นยาง เสน้ ดา้ ย และเชือกฟางใหน้ ักเรยี นสงั เกต จากนนั้ ถาม
คาถามนักเรยี นวา่ นกั เรยี นคิดวา่ วัตถุชนิดใดมสี มบัตดิ ้านสภาพยืดหยุ่น โดยครยู งั ไม่เฉลยคาตอบ

4. ครูอธบิ ายให้นกั เรียนฟงั ว่า นกั เรยี นจะได้คาตอบจากการทากิจกรรมที่ 3 เรอื่ งสภาพยืดหย่นุ ของ
วสั ดุ จากหนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ป.4 เลม่ 2 หน้า 12-13

ขน้ั สอน

ขน้ั สารวจค้นหา (Explore)

1. ครูใชร้ ูปแบบการเรยี นร้แู บบร่วมมือ เทคนิค LT มาจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยใหน้ กั เรยี น แบ่งกลุ่ม
กลมุ่ ละ 4 คน จากนน้ั กาหนดให้สมาชิกแตล่ ะคนภายในกลมุ่ มบี ทบาทหน้าที่ของตนเอง ดังนี้
สมาชกิ คนท่ี 1 : ทาหน้าทเ่ี ตรียมอปุ กรณต์ า่ งๆ
สมาชิกคนที่ 2 : ทาหน้าที่อา่ นลองทาดู ทาความเข้าใจ และนามาอธิบายให้สมาชกิ ภายในกลมุ่ ฟงั
สมาชกิ คนท่ี 3 : ทาหนา้ ทบ่ี ันทึกผลการทดลอง
สมาชิกคนท่ี 4 : ทาหน้าทน่ี าเสนอผลการทดลอง
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมินนักเรียน โดยใชแ้ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ )

2. สมาชิกคนท่ี 1 เตรยี มและตรวจสอบอุปกรณ์ทั้งหมดท่ีใช้ในการทากจิ กรรมที่ 3 เร่ืองสภาพยดื หยุ่น
ของวัสดุ ตอนท่ี 1 จากหนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 12-13

3. สมาชกิ คนท่ี 2 อธบิ ายวธิ ที ากจิ กรรมใหเ้ พือ่ นภายในกลุ่มฟงั เพอื่ ใหป้ ฏบิ ัตติ ามไดถ้ กู ต้อง

44

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 3 วัสดแุ ละสสาร
แผนฯ ที่ 3 สภาพยดื หยนุ่ ของวสั ดุ

4. สมาชิกทุกคนในกลุ่มช่วยกันลงมือทากิจกรรมท่ี 3 เร่ืองสภาพยืดหยุ่นของวัสดุ ตอนท่ี 1 จาก
หนังสือ เรียนวิทยาศาสตร์ หน้า 12-13 แล้วบันทึกผลลงใน สมุดประจา ตัวนักเรียน หรือ
บันทึกผลลงในแบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ หนา้ 13

ชว่ั โมงท่ี 2

ขนั้ อธิบายความรู้ (Explain)
1. นกั เรยี นแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายผลการทากจิ กรรมภายในกลุ่ม จากน้ันชว่ ยกันตรวจสอบ
ความถูกต้องเพอื่ เตรยี มความพรอ้ มในการนาเสนอหนา้ ชั้นเรยี น

2. นักเรยี นแตล่ ะกล่มุ ออกมานาเสนอผลการทากจิ กรรมหนา้ ช้นั เรยี นทลี ะกลุ่ม จนครบทกุ กลมุ่
3. ครแู ละเพอื่ นในช้นั เรียนชว่ ยกนั ตรวจสอบความถูกต้องของแตล่ ะกล่มุ
4. นักเรยี นทกุ คนร่วมกนั อภปิ รายและสรุปผลการทากิจกรรมให้ได้ว่า เสน้ ยางเมื่อถกู แรงดึงจะยดึ ออก

และเมื่อปล่อยมอื เส้นยางจะกลับคืนส่สู ภาพเดมิ ส่วนเส้นดา้ ยและเชอื กฟางเม่อื ถกู แรงดึงจะไมย่ ืด
ออก และเมือ่ ปล่อยมือเส้นด้ายและเชอื กฟางยงั คงอย่ใู นสภาพเดิม แสดงว่า เส้นยางมสี ภาพยดื หยุ่น
สว่ นเส้นด้ายและเชือกฟางไม่มีสภาพยืดหยุ่น ดังนั้น วัตถุท่ที าจากวัสดุต่างชนิดกันจะมีสภาพ
ยดื หยนุ่ ไมเ่ ทา่ กนั
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมินนักเรยี น โดยใช้แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ )

ขัน้ สรุป

ขนั้ ขยายความเขา้ ใจ (Elaborate)
1. ครูใหน้ กั เรียนดูตวั อย่างบัตรภาพวัตถุในชีวติ ประจาวนั แล้วสุ่มถามนกั เรยี นวา่ วตั ถุช้ินใดมีสมบัติ
ดา้ นสภาพยืดหยนุ่
2. นกั เรียนแตล่ ะคนช่วยกันทากจิ กรรมที่ 3 เร่ือง สภาพยืดหยนุ่ ของวัสดุ ตอนที่ 2 จากหนังสือเรียน
วิทยาศาสตร์ หน้า 13 โดยใหส้ ืบค้นข้อมูลเก่ียวกับการใชป้ ระโยชน์จากสมบตั ิดา้ นสภาพยืดหยุ่น
ของวสั ดุทนี่ ามาใช้ในชวี ิตประจาวนั จากแหล่งขอ้ มูลตา่ งๆ เชน่ หนังสอื อนิ เทอร์เนต็ เปน็ ต้น

45

หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 วัสดแุ ละสสาร
แผนฯ ที่ 3 สภาพยืดหยุ่นของวัสดุ

3. นกั เรยี นแตล่ ะคนนาภาพท่ไี ด้จากการสบื ค้นมาตดิ หรือวาดภาพลงในสมดุ งาน พรอ้ มตกแต่งให้
สวยงาม
(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมนิ นกั เรียน โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทางานรายบุคคล)

ช่ัวโมงท่ี 3

ขั้นขยายความเขา้ ใจ (Elaborate) (ต่อ)
4. นักเรียนจับคู่กับเพอ่ื น จากนั้นให้ผลัดกันอธิบายภาพประโยชน์จากสมบตั ิสภาพยืดหยุ่นของวัสดุท่ี
นามาใช้ในชีวิตประจาวันที่ตนไดส้ ืบค้นมา
5. ครูสมุ่ ตวั แทนของแตล่ ะคู่ 3-4 คู่ จากนน้ั ให้ออกมานาเสนอผลทไี่ ดจ้ ากการสบื ค้นหน้าชัน้ เรียน
6. นักเรียนแต่ละคน ทากิจกรรมหนูตอบได้จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ หน้า 13 ลงในสมุด
ประจาตวั นักเรยี น หรอื ทาในแบบฝกึ หดั วิทยาศาสตร์ หนา้ 14
7. ครสู ุ่มตัวแทนนกั เรียน 2-3 คน ให้ออกมาอธิบายคาตอบให้เพื่อนฟังหน้าชัน้ เรียน โดยมีครูคอย
แนะนาเพ่ิมเติมในส่วนที่บกพร่อง
8. นกั เรียนทกุ คนอ่านข้อมูลในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ หน้า 14 และศกึ ษาข้อมลู จาก Powerpoint
เร่อื ง สมบัติทางกายภาพของวสั ดุ (สภาพยดื หยุน่ ของวัสด)ุ จากนั้นนักเรยี นรว่ มกันสรุปความรู้ที่ได้
9. ครูเสริมความรู้เพม่ิ เติมให้นักเรยี นฟงั วา่ วัสดจุ าพวกยางไดจ้ ากน้ายางทกี่ รดี จากตน้ ยางพารา จากนั้น
นามาผา่ นกระบวนการทาเปน็ ยางแผน่ แลว้ จงึ นาไปทาเปน็ ผลิตภัณฑ์ตา่ งๆ วัสดจุ าพวก ยาง จัดเปน็
ประเภทพอลเิ มอร์ มักมีสภาพยดื หยนุ่ สงู จงึ นยิ มใชท้ าของเลน่ เช่น ตุ๊กตายาง ลกู บอลยาง ลกู โป่ง
เป็นต้น นอกจากน้ี ยงั นามาใชท้ ายางรถยนต์ หนัง ยางรัดสง่ิ ของ เปน็ ตน้
(หมายเหตุ : ครเู ร่มิ ประเมนิ นักเรยี น โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทางานกลุม่ )

ขั้นตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครูให้นักเรยี นสรุปความรจู้ ากการเรียนจนได้ข้อสรปุ ร่วมกนั ว่า สภาพยดื หยุ่น เป็นสมบตั ิของวัสดุ
เมอ่ื ถูกแรงมากระทา เช่น ดึง บบี กระแทก แลว้ ทาใหว้ ัสดเุ ปล่ียนขนาดหรือเปลี่ยนรูปร่างไป แต่
สามารถกลบั คืนสูส่ ภาพเดมิ หรือใกล้เคยี งสภาพเดิมไดเ้ มือ่ หยดุ แรงกระทาตอ่ วสั ดุนั้น

46

หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 3 วสั ดุและสสาร
แผนฯ ที่ 3 สภาพยืดหยุน่ ของวัสดุ

2. ครปู ระเมินผลนกั เรยี น โดยการสังเกตพฤติกรรมการตอบคาถาม พฤติกรรมการทางานรายบุคคล
พฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ และจากการนาเสนอผลการทากิจกรรมหนา้ ชัน้ เรียน

3. ครตู รวจสอบผลการทากิจกรรมท่ี 3 เรื่อง สภาพยดื หยุ่นของวัสดุ ในสมุดประจาตวั นกั เรียน หรอื ใน

แบบฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์ หน้า 13

4. ครูตรวจสอบผลการทากิจกรรมหนูตอบไดใ้ นสมุดประจาตวั นกั เรียน หรือในแบบฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์

หนา้ 14

7. การวัดและประเมินผล

รายการวดั วิธกี าร เคร่ืองมอื เกณฑก์ ารประเมิน
- ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
7.1 ประเมนิ ระหวา่ ง - สมดุ ประจาตวั หรือ - รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
แบบฝึกหดั
การจัดกิจกรรม วทิ ยาศาสตร์ ป.4
เลม่ 2 หนา้ 13
การเรียนรู้
- สมดุ ประจาตวั หรอื
1) ผลบันทกึ การทา - ตรวจสมุดประจาตวั แบบฝึกหดั
วิทยาศาสตร์ ป.4
กิจกรรมที่ 3 หรอื แบบฝึกหัด เลม่ 2 หนา้ 14

วทิ ยาศาสตร์ ป.4

เล่ม 2 หน้า 13

2) กจิ กรรมหนูตอบได้ - ตรวจสมุดประจาตัว

หรือแบบฝึกหดั

วทิ ยาศาสตร์ ป.4

เลม่ 2 หน้า 14

รายการวัด วิธีการ เครอ่ื งมือ เกณฑ์การประเมิน
- แบบประเมิน - ระดบั คณุ ภาพ 2
3) การนาเสนอผลงาน/ - ประเมินการนาเสนอ
การนาเสนอผลงาน ผ่านเกณฑ์
ผลการทากิจกรรม ผลงาน/ผลการทา
- แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดับคณุ ภาพ 2
กิจกรรม การทางานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์
- แบบสังเกตพฤตกิ รรม
4) พฤตกิ รรมการ - สงั เกตพฤตกิ รรม - ระดับคุณภาพ 2

ทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล

5) พฤตกิ รรม - สงั เกตพฤตกิ รรม

47

หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 3 วัสดแุ ละสสาร การทางานกลุ่ม การทางานกลุม่ ผ่านเกณฑ์
แผนฯ ที่ 3 สภาพยดื หยนุ่ ของวสั ดุ - สังเกตความมวี ินัย - แบบประเมนิ - ระดับคณุ ภาพ 2
ใฝ่เรยี นรู้ และมุ่งมัน่ คณุ ลักษณะ
การทางานกลุ่ม ในการทางาน อนั พงึ ประสงค์ ผ่านเกณฑ์
6) คณุ ลกั ษณะ

อันพงึ ประสงค์

8. สอื่ /แหลง่ การเรยี นรู้

8.1 สอ่ื การเรียนรู้
1) หนังสือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ป.4 เลม่ 2 หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 3 วัสดุและสสาร
2) แบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ป.4 เลม่ เลม่ 2 หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 3 วัสดแุ ละสสาร
3) วสั ดุ-อุปกรณ์การทดลองในกิจกรรมที่ 1 เช่น ไม้บรรทดั ดินน้ามนั เสน้ ยาง เส้นดา้ ย เชือกฟาง
เป็นต้น
4) บตั รภาพตวั อย่างวตั ถุ
5) สมดุ ประจาตัวนกั เรยี น

8.2 แหล่งการเรียนรู้
1) หอ้ งสมุด
2) หอ้ งเรยี น
3) อินเทอร์เน็ต

48


Click to View FlipBook Version