The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ไฟล์สไสด์ประกอบการเรียนวิชาชีววิทยา ครูกวินนาฏ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kawinnat.p1305, 2022-06-25 03:17:42

ระบบประสาทและอวัยวะรับความรู้สึก

ไฟล์สไสด์ประกอบการเรียนวิชาชีววิทยา ครูกวินนาฏ

Keywords: ระบบประสาท

2. เซลล์เกลียหรอื เซลลค์ า้ จนุ (glial cell หรอื neuroglia)

เซลล์เกลียของระบบประสาทสว่ นกลาง (CNS) แบง่ ออกเปน็ 4 ชนดิ ไดแ้ ก่

1 ไมโครเกลยี (microglia)

>> มีการเปลยี่ นแปลงมาจากเซลล์แมโครฟาจ
>> ทาหนา้ ท่ี กาจัดส่ิงแปลกปลอมทีป่ ะปนเขา้ มา

ในระบบประสาทส่วนกลางผ่านกระบวนการ
ฟาโกไซโทซิส (phagocytosis)

51

2. เซลล์เกลยี หรอื เซลลค์ ้าจนุ (glial cell หรอื neuroglia)

เซลลเ์ กลยี ของระบบประสาทสว่ นกลาง (CNS) แบ่งออกเปน็ 4 ชนิด ไดแ้ ก่

2 เซลลอ์ เิ พนดมิ อล (ependymal cell)

>> สว่ นใหญ่เป็นเซลล์เกลยี ที่มซี ิเลีย ในระบบประสาทส่วนกลาง
บริเวณโพรงสมอง (ventricles)

>> ทาหนา้ ท่ี สร้างและหมนุ เวียนน้าเลยี้ งสมองและไขสนั หลัง
(cerebrospinal fluid; CSF)

>> ปจั จุบนั นักวจิ ัยพบวา่ อาจทาหน้าท่ีเปน็ เซลล์ตน้ กาเนิด 52
(stem cell) ในระบบประสาทได้

2. เซลล์เกลียหรอื เซลลค์ า้ จนุ (glial cell หรือ neuroglia)

เซลล์เกลยี ของระบบประสาทสว่ นกลาง (CNS) แบง่ ออกเปน็ 4 ชนดิ ได้แก่

3 โอลิโกเดนโดรไซต์ (oligodendrocyte)

>> ทาหนา้ ที่ สร้างเยอื่ หมุ้ ไมอีลนิ
ล้อมรอบแอกซอนใน
ระบบประสาทสว่ นกลาง

53

2. เซลลเ์ กลยี หรอื เซลลค์ า้ จนุ (glial cell หรอื neuroglia)

เซลลเ์ กลยี ของระบบประสาทสว่ นกลาง (CNS) แบ่งออกเปน็ 4 ชนิด ได้แก่

4 แอสโทรไซต์ (astrocyte)

>> เป็นเซลลท์ ่มี ีรปู รา่ งคลา้ ยดาว

>> ทาหน้าท่ี - เป็นเซลลห์ ลักในการคา้ จุนและซ่อมแซม
เซลลป์ ระสาท

- สง่ อาหารเลยี้ งเซลล์ประสาทและควบคุมองค์ประกอบ

ของของเหลวระหวา่ งเซลล์

(extracellular fluid) 54

2. เซลลเ์ กลยี หรอื เซลลค์ า้ จนุ (glial cell หรอื neuroglia) 55

เซลล์เกลยี ของระบบประสาทสว่ นกลาง (CNS) แบง่ ออกเปน็ 4 ชนิด ไดแ้ ก่

4 แอสโทรไซต์ (astrocyte)

>> ทาหน้าท่ี
- ปอ้ งกนั สารเคมบี างอย่าง

ในเลือดไม่ให้เข้าไปใน
เซลลป์ ระสาทแลว้
ก่อใหเ้ กิดอันตราย
เรียกโครงสร้างนว้ี ่า

blood-brain barrier

2. เซลลเ์ กลยี หรอื เซลลค์ ้าจนุ (glial cell หรือ neuroglia)

เซลล์เกลยี ของระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) แบง่ ออกเปน็ 4 ชนดิ ได้แก่

4 แอสโทรไซต์ (astrocyte)

56

2. เซลล์เกลียหรอื เซลลค์ า้ จนุ (glial cell หรือ neuroglia)

เซลลเ์ กลยี ของระบบประสาทรอบนอก (PNS) แบ่งออกเปน็ 2 ชนิด ได้แก่

1 เซลลซ์ าเทลไลต์ (satellite cell)
2 เซลลช์ วนั น์ (Schwann cell)

57

2. เซลล์เกลียหรอื เซลลค์ า้ จนุ (glial cell หรอื neuroglia)

เซลลเ์ กลียของระบบประสาทรอบนอก (PNS) แบ่งออกเปน็ 2 ชนดิ ได้แก่

1 เซลลซ์ าเทลไลต์ (satellite cell)

>> ทาหนา้ ท่ี คา้ จนุ โครงสร้างและ
รักษาดลุ ยภาพของเซลล์ประสาท

58

2. เซลลเ์ กลยี หรอื เซลลค์ า้ จนุ (glial cell หรอื neuroglia)

เซลล์เกลียของระบบประสาทรอบนอก (PNS) แบ่งออกเปน็ 2 ชนิด ไดแ้ ก่

2 เซลลช์ วนั น์ (Schwann cell)

>> ทาหนา้ ที่
สร้างเยื่อหุ้มไมอลี นิ ล้อมรอบ
แอกซอนในระบบประสาท
รอบนอก

59

2. เซลล์เกลยี หรอื เซลลค์ า้ จนุ (glial cell หรือ neuroglia)

ความแตกตา่ งระหวา่ งโอลิโกเดนโดรไซตแ์ ละเซลลช์ วนั น์

โอลโิ กเดนโดรไซต์ เซลลช์ วนั น์

- สรา้ งเย่อื หุ้มไมอีลินลอ้ มรอบ - สรา้ งเยื่อหุ้มไมอีลนิ ลอ้ มรอบ
แอกซอนในระบบประสาทสว่ นกลาง แอกซอนในระบบประสาทรอบนอก

- 1 เซลล์จะสรา้ งเยือ่ หมุ้ ไมอลี นิ - 1 เซลลจ์ ะสรา้ งเยอื่ ห้มุ ไมอลี ิน
ลอ้ มรอบแอกซอนไดม้ ากกวา่ 1 อนั ล้อมรอบแอกซอนได้ 1 อันเท่านั้น

- ไมม่ คี วามสามารถในการ - เกิดกระบวนการทสี่ ามารถ
ซ่อมแซมตัวเอง ซอ่ มแซมตัวเองได้

61



62

63

ศักย์ไฟฟา้ เยอื่ เซลล์ (membrane potential)

หมายถึง ความแตกตา่ ง
ของประจทุ บ่ี รเิ วณเยื่อเซลล์
เน่ืองจากของเหลวภายใน

เซลลแ์ ละภายนอกเซลล์
จะมปี รมิ าณของไอออน

ทีแ่ ตกตา่ งกนั

64

ศักย์ไฟฟา้ เยอื่ เซลล์ (membrane potential)

นอกเซลล์ ในเซลล์
มปี ระจบุ วก (+) มปี ระจุลบ (-)

เมอ่ื วดั ความตา่ งศกั ยร์ ะหวา่ ง มีโซเดยี มไอออน มโี พแทสเซยี มไอออน
(Na+) และคลอไรด์ (K+) และไอออนลบ
ไอออน (Cl-) เยอะ
ของสารชีวโมเลกลุ
(anion: A- ) เยอะ

เยอ่ื หมุ้ เซลลข์ องเซลลป์ ระสาท

(membrane potential) ในระยะปกติ ในเซลลจ์ ะมปี ระจลุ บ (-) และนอกเซลลจ์ ะมปี ระจุบวก (+)

ด้วยเครอ่ื ง cathode ray วัดคา่ ความศกั ยไ์ ฟฟา้ ไดป้ ระมาณ -70 มิลลิโวลต์ (mV) เรียกสภาวะนวี้ ่า
oscilloscope พบวา่
ศกั ยเ์ ยอื่ เซลลร์ ะยะพกั (resting membrane potential) 65

ศกั ย์ไฟฟา้ เยอ่ื เซลล์ (membrane potential)

ไอออน 2 ชนดิ หลกั ที่มีบทบาทสาคญั ต่อการกาหนดศกั ยไ์ ฟฟ้าเยอื่ เซลล์
ได้แก่ โซเดยี มไอออน (Na+) และโพแทสเซยี มไอออน (K+)

ซ่ึงมีปริมาณท่แี ตกต่างกันระหว่างภายในเซลลป์ ระสาทและภายนอกเซลล์ประสาท

Naปริมาณ + K+

ของไอออน

ใน 15 mM 140 mM

เซลล์ (มลิ ลิโมลาร)์ (มิลลิโมลาร)์

นอก 150 mM 5 mM

เซลล์ (มิลลโิ มลาร)์ (มิลลิโมลาร)์ 66

ศักย์ไฟฟา้ เยอื่ เซลล์ (membrane potential) เซลล์จึงเกดิ กระบวนการ
active transport
ในระยะพกั Na+ จะแพรเ่ ขา้ และ K+ จะแพรอ่ อกตามความแตกต่าง
ของความเขม้ ข้นและศักย์ไฟฟา้ อาจสง่ ผลทาให้เสียสมดุลของไอออนได้ นา Na+ ออกจากเซลล์

เซลลป์ ระสาทจงึ ตอ้ งมี mitochondria มาก และ

นา K+ กลบั เขา้ เซลล์

อยู่ตลอดเวลา
ในอตั ราส่วน

3 Na+ : 2 K+

เรียกวา่

Na+ - K+ pump 67

ศักย์ไฟฟา้ เยอ่ื เซลล์ (membrane potential) 68

เมอื่ เซลล์ประสาทถกู กระตนุ้

ทาให้เกิดการเปิดปดิ ของโปรตีนกลุ่ม
voltage-gated ion channel หรือ gated channel

ส่งผลใหเ้ กิดการแพรแ่ บบฟาซิลิเทตของไอออนระหว่าง
ภายในเซลลป์ ระสาทกบั ของเหลวระหว่างเซลล์

เกดิ การเปลยี่ นแปลงศักย์ไฟฟา้ เยื่อเซลลแ์ ละการส่ง
กระแสประสาท (action potential) ขึ้นภายในเซลล์

ศักย์ไฟฟา้ เยอ่ื เซลล์ (membrane potential) แบ่งออกเปน็
2 ประเภท ไดแ้ ก่
การเปล่ียนแปลงความตา่ งศกั ยไ์ ฟฟา้ เยอ่ื เซลล์

1. hyperpolarization ความตา่ งศกั ยไ์ ฟฟา้ เปน็ ลบมากข้นึ

>> ชอ่ ง K+ เปิดให้ K+ เคลอ่ื นที่
ออกจากเซลล์ หรือช่อง Cl-
เปิดให้ Cl- เคล่ือนที่เขา้ สเู่ ซลล์

>> เป็นกระบวนการทยี่ บั ย้งั
การสรา้ งกระแสประสาท

69

ศกั ย์ไฟฟา้ เยอ่ื เซลล์ (membrane potential) แบ่งออกเป็น
2 ประเภท ได้แก่
การเปลยี่ นแปลงความตา่ งศักยไ์ ฟฟา้ เยอ่ื เซลล์

2. depolarization ความตา่ งศักยไ์ ฟฟ้าเป็นลบน้อยลง

>> ช่อง Na+ เปดิ ให้ Na+
เคลอ่ื นท่ีเขา้ สเู่ ซลล์

>> เป็นกระบวนการที่สง่ เสรมิ
การสร้างกระแสประสาท

70

71

การเกดิ กระแสประสาท (nerve impulse)

เกดิ จากการเปลย่ี นแปลง
ความตา่ งศกั ยไ์ ฟฟา้ ส่งผลใหเ้ กดิ
การเปดิ ปดิ ของ K+ voltage-gated
channel (K+ channel) และ
Na+ voltage-gated channel
(Na+ channel) ประกอบดว้ ย

5 ขั้นตอนตอ่ เนอื่ งกนั

72

การเกดิ กระแสประสาท (nerve impulse) ประกอบดว้ ย 5 ข้ันตอน
ต่อเนอ่ื งกนั ได้แก่

1 Resting potential (ระยะพกั )

>> ความต่างศักยไ์ ฟฟา้ เย่อื เซลล์
มคี า่ ประมาณ -70 mV

>> เกดิ กระบวนการ
Na+ - K+ pump
เพ่อื รกั ษาสมดุลไอออน

1

73

การเกดิ กระแสประสาท (nerve impulse) ประกอบดว้ ย 5 ขน้ั ตอน
ต่อเนอื่ งกนั ไดแ้ ก่

2 threshold potential

>> เมื่อมสี ง่ิ เรา้ ท่มี คี วามแรงถงึ ระดับ
threshold level (ประมาณ -50 mV)

2 จะส่งผลใหเ้ กิดการเปลยี่ นแปลงของ
ความต่างศกั ย์ไฟฟ้าเย่อื เซลล์และ
การส่งกระแสประสาทในขั้นถัดไป

*** เมื่อมีสงิ่ เรา้ ทม่ี คี วามแรงไมถ่ งึ ระดบั threshold level

(ประมาณ -50 mV) จะไมเ่ กดิ

การเปลย่ี นแปลงเลย ***

74

การเกดิ กระแสประสาท (nerve impulse) ประกอบดว้ ย 5 ขนั้ ตอน
ตอ่ เนอ่ื งกนั ได้แก่

3 ระยะดโี พลาไรเซชนั (depolarization)

3

>> เมอ่ื มีส่ิงเร้าทม่ี ีความแรงถึงระดับ

threshold level (ประมาณ -50 mV)

>> กระตุ้นใหป้ ระตูโซเดียมเปดิ (Na+ channel)

ทาใหเ้ กิดการแพรข่ อง Na+ เข้าสู่ภายในเซลล์

ประสาท จดั เปน็ กลไกแบบ positive feedback

mechanism แต่ประตูโพแทสเซยี ม

(K+ channel) ปดิ

75

การเกดิ กระแสประสาท (nerve impulse) ประกอบดว้ ย 5 ขัน้ ตอน
ต่อเนอื่ งกัน ได้แก่

3 ระยะดโี พลาไรเซชนั (depolarization)

3

>> ส่งผลใหเ้ ซลลป์ ระสาทมคี วามต่างศักย์ไฟฟา้
มคี วามเป็นลบนอ้ ยลงหรือบวกเพิ่มขน้ึ

>> เซลล์ประสาทมีความตา่ งศักยไ์ ฟฟ้ามคี วาม
เปน็ ลบน้อยลง จนถงึ action potential
(ประมาณ +50 mV) ซงึ่ จะเหนีย่ วนาให้บริเวณ
ถดั ไปเกิด action potential ด้วยเช่นกนั

76

การเกดิ กระแสประสาท (nerve impulse) ประกอบดว้ ย 5 ขั้นตอน
ต่อเนอ่ื งกัน ได้แก่

3 ระยะดโี พลาไรเซชนั (depolarization)

การทีศ่ กั ยไ์ ฟฟา้ ในเซลลเ์ ป็น + เคลอื่ นไปเร่อื ย ๆ น้คี อื

“การเกดิ กระแสประสาท”

77

การเกดิ กระแสประสาท (nerve impulse) ประกอบดว้ ย 5 ข้นั ตอน
ตอ่ เนอื่ งกนั ไดแ้ ก่

4 ระยะรโี พลาไรเซชนั (repolarization)

>> ประตูโซเดยี ม (Na+ channel) เรมิ่ ปดิ ลง
4 ทาให้ Na+ แพรเ่ ข้ามาภายในเซลลล์ ดลง

>> ประตโู พแทสเซียม (K+ channel) เปดิ ออก
ทาให้ K+ แพรอ่ อกจากเซลล์เพ่ิมขน้ึ

>> ภายในเซลลม์ คี วามเป็นลบมากข้นึ หรือ

บวกลดลง (ความตา่ งศกั ยไ์ ฟฟา้ ลดลงใกลเ้ คยี ง

กับตอนเร่มิ ตน้ )

78

การเกดิ กระแสประสาท (nerve impulse) ประกอบดว้ ย 5 ข้นั ตอน
ต่อเนอ่ื งกนั ไดแ้ ก่

ระยะไฮเพอรโ์ พลาไรเซชนั
5 (hyperpolarization) หรือ

ระยะ undershoot

>> ประตโู พแทสเซยี มปดิ ชา้ กวา่ ประตูโซเดยี ม
ทาให้ K+ แพร่ออกจากเซลล์มากเกนิ ไป

5 >> ความตา่ งศักย์ไฟฟา้ เย่ือเซลล์ลดลงตา่ กว่า
ศกั ย์ไฟฟ้าเยือ่ เซลล์ในระยะพัก

79

การเกดิ กระแสประสาท (nerve impulse) ประกอบดว้ ย 5 ขัน้ ตอน
ต่อเนอ่ื งกนั ไดแ้ ก่

ระยะไฮเพอรโ์ พลาไรเซชนั
5 (hyperpolarization) หรอื

ระยะ undershoot

>> เม่ือประตูโพแทสเซียมปิดลงโดยสมบูรณ์
ศักยไ์ ฟฟา้ เย่อื เซลล์จะสามารถกลับเขา้ สู่
ระยะพกั ใหมไ่ ด้รวดเร็วจากการทางานของ

5 Na+ - K+ pump ในการรกั ษาสมดุล
ไอออนกลบั เขา้ ท่เี ดิม

80

ศกั ยไ์ ฟฟา้ เยอื่ เซลล์ (membrane potential)

รูปแบบการตอบสนองของการเกดิ กระแสประสาท

- เป็นการตอบสนองของเซลล์ประสาทที่ข้นึ กับความแรงของส่ิงเรา้ graded
- ถา้ กระตนุ้ ดว้ ยสิ่งเรา้ ท่ีมคี วามแรงต่า >> การเปลีย่ นแปลงศักย์ไฟฟา้ เล็กน้อย potential

- ถ้ากระตุ้นดว้ ยสง่ิ เรา้ ทม่ี ีความแรงสงู >> การเปลยี่ นแปลงศกั ย์ไฟฟา้ เพม่ิ ขึ้น 81

ถ้าสิง่ เร้าท่กี ระตุ้นมีแรงมากพอถงึ ระดับ ทาใหเ้ ซลลป์ ระสาท
threshold (เซลล์ประสาทมคี ่า เกดิ กระแสประสาท
(action potential) ขึ้น
ความตา่ งศกั ยไ์ ฟฟา้ ประมาณ -55 mV)

all-or-none ถา้ กระตนุ้ ด้วยสง่ิ เรา้ ทมี่ ีแรงมากกวา่
response ระดับ threshold เซลลป์ ระสาทกจ็ ะยังมี
การตอบสนองดว้ ยขนาดเท่าเดมิ เสมอ

การเกดิ กระแสประสาท (nerve impulse)

รปู แบบการตอบสนองของการเกดิ กระแสประสาท all-or-none response

ทาไมเราสามารถรบั รคู้ วามแตกตา่ งของ 82
ความแรงของสง่ิ เรา้ เมอื่ เกดิ การรบั ความรสู้ กึ ได้

แมข้ นาดของกระแสประสาทจะเทา่ เดมิ

ปัจจัยทีส่ ามารถบอกขนาดของสง่ิ เร้าได้ ได้แก่
>> จานวนของเซลลป์ ระสาททถ่ี กู กระต้นุ
>> ความถี่ของการเกิดกระแสประสาทในช่วงเวลาหน่งึ ๆ

การนากระแสประสาท 83

การนากระแสประสาทในแอกซอนท่ีไมม่ เี ยอ่ื หมุ้ ไมอลี นิ

>> บรเิ วณของแอกซอนตาแหนง่ ท่ีเกิด depolarization (Na+ ภายในแอกซอน

มากขน้ึ จงึ ทาให้มศี กั ย์ไฟฟา้ ในบรเิ วณนน้ั สงู กวา่ บริเวณขา้ งเคียง)

>> เกิดการเหนยี่ วนาใหบ้ รเิ วณใกลเ้ คียงทอ่ี ยู่ถดั ไปท่ีเคยอยใู่ นสภาวะพัก

มี Na+ แพร่เขา้ ทาให้เกิด depolarization

>> เป็นกระบวนการสง่ กระแสประสาทแบบตอ่ เนอ่ื งกันเปน็ ลกู โซ่ เรียกว่า

การนากระแสประสาทแบบต่อเนอ่ื ง
(continuous conduction / core conduction)

การนากระแสประสาท 84

การนากระแสประสาทในแอกซอนท่ีไมม่ เี ยอื่ หมุ้ ไมอลี นิ

>> เป็นกระบวนการส่งกระแสประสาทแบบต่อเน่ืองกันเป็นลูกโซ่ เรยี กวา่

การนากระแสประสาทแบบต่อเน่อื ง
(continuous conduction / core conduction)

เป็นกระบวนการสง่ กระแสประสาททเี่ กิดข้ึนตลอดเซลลป์ ระสาท
โดยเกดิ ในทศิ ทางไปขา้ งหนา้ อยา่ งเดียวเทา่ นน้ั
ถ้าเซลลป์ ระสาทมีขนาดเส้นผ่านศนู ยก์ ลางเพม่ิ ขึน้ จะทาให้
การสง่ กระแสประสาทเกดิ ได้ดีข้นึ

การนากระแสประสาท 85

การนากระแสประสาทในแอกซอนทมี่ เี ยอ่ื หมุ้ ไมอลี ิน

>> พบในเซลลป์ ระสาทของสัตว์มกี ระดูกสันหลัง
>> เย่ือหุม้ ไมอลี ินของแอกซอนจะทาหนา้ ท่ีเป็นฉนวนไฟฟา้
>> เกิดการสง่ กระแสประสาทเฉพาะบรเิ วณที่ไม่มเี ยอ่ื หมุ้ ไมอีลนิ

(node of Ranvier) เทา่ นน้ั
(เป็นบรเิ วณทม่ี ีประตูโซเดยี ม
และประตโู พแทสเซียม
อย่อู ยา่ งหนาแนน่ )

การนากระแสประสาท 86

การนากระแสประสาทในแอกซอนทมี่ เี ยอ่ื หมุ้ ไมอลี นิ

>> เมือ่ เกดิ action potential ทบ่ี รเิ วณรอยต่อหนึ่ง

>> ไอออนทแ่ี พร่เข้ามาจะเหนี่ยวนาประตโู ซเดียมทีบ่ ริเวณรอยตอ่
ถัดไปทนั ที

>> ทาใหก้ ารสง่ ประสาทสามารถเกิดข้ึนไดเ้ สมอื นการกา้ วกระโดด

เรียกว่า การสง่ กระแสประสาทแบบกา้ วกระโดด
(saltatory conduction)

การนากระแสประสาท การส่งกระแสประสาท
แบบกา้ วกระโดด
การนากระแสประสาทในแอกซอนทม่ี เี ยอื่ หมุ้ ไมอลี ิน
(saltatory conduction)

>> เปน็ รูปแบบการสง่ กระแสประสาทที่
ใช้พลงั งานนอ้ ย เนือ่ งจากเกิดเฉพาะบรเิ วณ
node of Ranvier เทา่ น้ัน (ทาให้ใชพ้ ลงั งาน
ในการเกดิ Na+ - K+ pump น้อย)

>> ยิ่งเซลลป์ ระสาทมรี ะยะหา่ งของ
node of Ranvier มากขน้ึ จะทาให้
สง่ กระแสประสาทได้ไวขึ้น

87

การนากระแสประสาท 88

ปจั จัยทีส่ ง่ ผลตอ่ ความเร็วของกระแสประสาท

>> เย่ือหมุ้ ไมอลี ิน ถ้ามีเย่ือหุ้มไมอลี ินกระแสประสาทจะเคล่อื นท่ีเร็ว 10 เท่า
>> ระยะห่างของ node of Ranvier ยง่ิ ห่างมาก

กระแสประสาทไปไดเ้ ร็ว
>> ขนาดเส้นผา่ นศนู ยก์ ลางของแอกชอน เสน้ ผ่านศนู ยก์ ลางมาก

กระแสประสาทเคลื่อนทเ่ี ร็วเพราะความต้านทานไฟฟา้ ตา่
>> ยิ่งมีบรเิ วณไซแนปส์นอ้ ย จะทาใหก้ ระแสประสาท

เคล่อื นที่ไปยังเปา้ หมายไดเ้ ร็ว



การส่งกระแสประสาทบริเวณไซแนปส์

>> เกิดเพ่อื ส่งสญั ญาณจากเซลล์ประสาทกอ่ นหน้า (ปลายแอกซอน) ไปยงั เซลล์ประสาทถดั ไป (เดนไดรต)์

>> การสง่ กระแสประสาทระหว่างเซลลบ์ ริเวณไซแนปล์ จะประกอบดว้ ย 3 องค์ประกอบ ไดแ้ ก่

เซลล์ประสาท ชอ่ งว่างทเี่ กดิ เซลลป์ ระสาทหลงั ไซแนปส์ 90
กอ่ นไซแนปส์ การไซแนปส์
(postsynaptic cell)
(presynaptic cell) (synaptic cleft)

การส่งกระแสประสาทบรเิ วณไซแนปส์

>> การสง่ กระแสบริเวณไซแนปส์สามารถเกิดข้นึ ได้ 2 แบบ ได้แก่

1 ไซแนปสไ์ ฟฟา้
(electrical synapse)

2 ไซแนปสเ์ คมี

(chemical synapse)

91

การส่งกระแสประสาทบริเวณไซแนปส์ สามารถเกิดขึน้ ได้
2 แบบ ได้แก่

1 ไซแนปสไ์ ฟฟา้ (electrical synapse)

>> เกิดจากการแพร่ของไอออนจากเซลลป์ ระสาทกอ่ นไซแนปส์
ไปยงั เซลลป์ ระสาทหลงั ไซแนปส์ไดโ้ ดยตรงผา่ นทาง
gap junction และมรี ะยะห่างระหว่างเซลล์ค่อนข้างแคบ

>> เปน็ รปู แบบทเ่ี กิดข้นึ ได้รวดเรว็ แตไ่ ม่สามารถควบคมุ
ทิศทางการเกิดไซแนปสไ์ ด้

>> ตวั อยา่ งเชน่ การสง่ กระแสประสาท 92
ภายในรา่ งแหประสาทของไฮดรา

การสง่ กระแสประสาทบริเวณไซแนปส์ สามารถเกดิ ขึ้นได้
2 แบบ ได้แก่

2 ไซแนปส์เคมี (chemical synapse)

>> พบในระบบประสาทของสัตว์มีกระดูกสันหลงั 93

>> เป็นการสอื่ สารโดยเกดิ ผ่านสารเคมใี นรปู ของ
สารสอ่ื ประสาท (neurotransmitter)

>> เกิดได้ช้ากวา่ ไซแนปสไ์ ฟฟ้า แต่สามารถควบคมุ
การตอบสนองและการทางานของ
เซลลป์ ระสาทหลงั ไซแนปส์ได้ดกี วา่

การส่งกระแสประสาทบรเิ วณไซแนปส์ สามารถเกิดข้นึ ได้
2 แบบ ไดแ้ ก่

2.1 2 ไซแนปส์เคมี (chemical synapse)

ขน้ั ตอนการเกดิ ไซแนปสเ์ คมี ได้แก่

2.1 เมอ่ื กระแสประสาทเคลื่อนที่มาท่ปี ลายสุดแอกซอนของ
เซลลป์ ระสาทก่อนไซแนปส์ จะกระตุ้นใหป้ ระตูแคลเซียม
(calcium channel) เปิดออก ทาให้ Ca2+ จากของเหลว
ภายนอกเซลล์ประสาทไหลเข้ามาภายในเซลล์

94

การส่งกระแสประสาทบรเิ วณไซแนปส์ สามารถเกิดขนึ้ ได้
2 แบบ ไดแ้ ก่

2 ไซแนปส์เคมี (chemical synapse)

ขนั้ ตอนการเกดิ ไซแนปสเ์ คมี ไดแ้ ก่

2.2 2.2 Ca2+ ทไ่ี หลมาทป่ี ลายแอกซอน (synaptic terminal)
จะกระตุน้ ถุงท่ีบรรจสุ ารสื่อประสาท (synaptic vesicle)
ใหเ้ กิดการรวมตวั กบั เยื่อหุ้มเซลล์ท่ปี ลายแอกซอนและ
สง่ สารส่ือประสาทออกไปทชี่ ่อง synaptic cleft โดยใช้
การลาเลยี งสารแบบ exocytosis

95

การส่งกระแสประสาทบรเิ วณไซแนปส์ สามารถเกิดขึน้ ได้
2 แบบ ได้แก่

2 ไซแนปสเ์ คมี (chemical synapse)

ข้นั ตอนการเกดิ ไซแนปส์เคมี ได้แก่

2.3 สารสอื่ ประสาทท่หี ล่งั ออกไปจะไปจับกับตวั รับบนเย่อื หุ้มเซลล์

ของเซลล์ประสาทหลงั ไซแนปส์ อาจสง่ ผลใหเ้ กิด
2.3 depolarization หรือ hyperpolarization ก็ได้ ข้นึ กับ

ชนดิ ของสารสือ่ ประสาทและอวัยวะท่ีได้รบั การไซแนปส์

ถา้ ทาใหป้ ระตู Na+ เปิดจะทาใหเ้ กดิ depolarization 96
ถา้ ทาใหป้ ระตู K+ เปดิ จะทาใหเ้ กดิ hyperpolarization

การสง่ กระแสประสาทบริเวณไซแนปส์ สามารถเกดิ ขนึ้ ได้
2 แบบ ได้แก่

2 ไซแนปส์เคมี (chemical synapse)

ขน้ั ตอนการเกิดไซแนปส์เคมี ไดแ้ ก่

2.4 เมอื่ กระแสประสาทหยุดลง สารส่ือประสาทจะจับกับตวั รบั
บนเย่อื หุ้มเซลลแ์ ละถกู ทาลายโดยเอนไซมบ์ างชนิดท่ีมี
ความจาเพาะตอ่ สารส่อื ประสาท เพื่อยับยง้ั ไม่ใหเ้ กิด
การสง่ กระแสประสาทมากเกินไปได้

ตวั อย่างเชน่ สารสอื่ ประสาทอะซีตลิ โคลนี (acetylcholine) 97
จะถูกทาลายโดยเอนไซม์ acetylcholinesterase



สารสอื่ ประสาท (neurotransmitter)

หมายถึง สารเคมีท่ีสร้างจากปลาย
เซลล์ประสาทหรอื ตวั เซลล์ประสาท
และหล่ังออกจากปลายประสาท
เพ่อื เปน็ ตวั นาสัญญาณประสาท
(Neurotransmission) ผา่ นไซแนปส์
(synapse) เชน่ acetylcholine,
dopamine, epinephrine,
norepinephrine

99

สารส่ือประสาท (neurotransmitter) สารทสี่ ่งผลต่อ
การปลอ่ ยสาร
>> สารพิษท่เี กดิ จากแบคทเี รยี ในอาหาร (อาหารเปน็ พิษ) จะยบั ย้ังแอกซอน สื่อประสาท
ไม่ให้ปล่อยสารสอื่ ประสาท อาจทาให้กล้ามเนือ้ ไมห่ ดตวั และเป็นอัมพาตได้
100
>> ยาระงบั ประสาท ยาชา จะยับยัง้ แอกซอนไมใ่ หป้ ล่อยสารสอ่ื ประสาท
เชน่ เดยี วกัน (ยับยัง้ ชอ่ งประตู Na+) สง่ ผลให้ไม่เครยี ด อาการสงบ

>> สารพษิ ในปลาปกั เปา้ หอยเต้าปนู จะทาใหร้ ู้สกึ ชา เน่อื งจากมีการยับยง้ั
การเปิดของชอ่ งประตู Na+ จงึ ทาให้ไม่มีการสง่ กระแสประสาท

>> พษิ ของงู เชน่ งจู งอาง งเู หา่ งสู ามเหล่ยี ม เปน็ neurotoxin จะปดิ กั้น
ตัว receptor ทีบ่ รเิ วณไซแนปส์

>> สารนโิ คติน คาเฟอนี แอมเฟตามนี ยามา้ ยาบา้ ยาไอซ์ ยาอี โคเคน จะกระต้นุ
ให้แอกซอนปลอ่ ยสารส่ือประสาทออกมามาก ทาใหห้ วั ใจเตน้ เรว็ ขึ้น ตืน่ ตัว


Click to View FlipBook Version