ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system ; PNS) มตี ้นกาเนดิ อยทู่ ี่
ไขสันหลงั
เส้นประสาทไขสนั หลัง (spinal nerve)
ไขสนั หลงั มีเส้นประสาทแยกออกมาเป็นคู่ ๆ มีทง้ั หมด 31 คู่ แยกตามตาแหน่งตามบริเวณต่าง ๆ
ของกระดูกสนั หลงั จัดเปน็ เส้นประสาททง้ั รบั ความรู้สึกและส่ังการ (mixed neve) ทง้ั หมด
เส้นประสาทบรเิ วณคอ (Cervical nerve) 8 คู่ C1-C8
เส้นประสาทบรเิ วณอก (Thoracic nerve) 12 คู่ T1-T12
เสน้ ประสาทบรเิ วณเอว (Lumbar nerve) 5 คู่ L1-L5
เส้นประสาทบรเิ วณกระเบนเหนบ็ (Sacral nerve) 5 คู่ S1-S5
เสน้ ประสาทบรเิ วณกน้ กบ (Coccygeal nerve) 1 คู่ Co
152
ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system ; PNS) 153
ระบบประสาทโซมาตกิ (somatic nervous system ; SNS)
>> เปน็ ระบบประสาทใต้อานาจจิตใจ (voluntary nervous system)
>> เป็นการควบคมุ การทางานของ
กล้ามเนอ้ื ลาย หรือกลา้ มเนอื้
ท่ียึดตดิ กบั กระดกู
(skeletal muscle)
ซ่ึงเป็นกลา้ มเนอ้ื ที่เรา
สามารถบังคบั
ใหส้ ามารถคล่อื นไหว
ได้ตามตอ้ งการ
ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system ; PNS) วงจร
การทางาน
ระบบประสาทโซมาตกิ (somatic nervous system ; SNS)
เซลลป์ ระสาท
หน่วยรบั เซลลป์ ระสาท สั่งการ
ส่งิ เรา้ ความรสู้ กึ เซลลป์ ระสาท ประสานงานใน
(receptor) รบั ความรสู้ กึ สมองและไขสนั หลงั
การ หน่วยปฏบิ ตั กิ าร
ตอบสนอง (effectors)
ไดแ้ ก่ กลา้ มเนอื้ ลาย
154
ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system ; PNS)
ระบบประสาทอตั โนวตั ิ (autonomic nervous system ; ANS)
>> เป็นระบบประสาทนอกอานาจจติ ใจ (involuntary nervous system)
>> เปน็ การควบคุมการทางานของกลา้ มเน้อื เรียบและกลา้ มเนอื้ หวั ใจ
ระบบประสาทแบบอัตโนวตั ิ แบง่ การทางานออกเป็น 2 ประเภท คือ
>> ระบบประสาทแบบซมิ พาเทตกิ
(sympathetic nervous system)
>> ระบบประสาทแบบพาราซมิ พาเทตกิ
(parasympathetic nervous system)
ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system ; PNS) วงจร
การทางาน
ระบบประสาทอตั โนวัติ (autonomic nervous system ; ANS)
หนว่ ยรบั เซลลป์ ระสาท เซลลป์ ระสาท
สง่ิ เรา้ ความรสู้ กึ เซลลป์ ระสาท ประสานงานใน สง่ั การตวั ท่ี 1
(receptor) รบั ความรสู้ กึ สมองและไขสนั หลงั (preganglion
neuron)
***ถ้าเปน็ ระบบประสาทโซมาตกิ SNS จะมเี ซลลป์ ระสาทสง่ั การเพยี งแคต่ วั เดยี ว
การตอบสนอง หน่วยปฏบิ ตั กิ าร (effectors) เซลลป์ ระสาทสงั่ การตวั ท่ี 2
ได้แก่ กลา้ มเนอ้ื เรยี บ (postganglion neuron)
และกลา้ มเนอื้ หวั ใจ
156
157
ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system ; PNS)
ตารางเปรยี บเทยี บระบบประสาทโซมาตกิ และอตั โนวตั ิ
ขอ้ เปรยี บเทยี บ ระบบประสาทโซมาตกิ SNS ระบบประสาทอตั โนวตั ิ ANS
ศนู ย์ควบคมุ การทางาน สมองและไขสนั หลงั สมอง ไขสันหลัง และปมประสาท
การตอบสนอง ภายใต้อานาจจติ ใจ
กล้ามเน้ือลาย นอกอานาจจติ ใจ
หน่วยปฏิบัติงาน
1 เซลล์ กลา้ มเน้ือเรียบ กล้ามเนือ้ หัวใจ
จานวนเซลลป์ ระสาทสงั่ การ acetylcholine (ACh) อวัยวะภายใน ต่อมต่าง ๆ
สารสอ่ื ประสาทบรเิ วณไซแนปส์ กระตนุ้ 2 เซลล์ (preganglion neuron
การทางานของหนว่ ยปฏิบัตงิ าน และ postganglion neuron)
acetylcholine (ACh) และ
norepinephrine (NE)
กระต้นุ และยับยง้ั
ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system ; PNS)
ระบบประสาทอัตโนวัติ (autonomic nervous system ; ANS)
แบ่งการทางานออกเป็น 2 ประเภท คือระบบประสาทแบบซมิ พาเทตกิ และระบบประสาทแบบพาราซมิ พาเทตกิ
160
ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system ; PNS) แบง่ การทางานออกเปน็
ระบบประสาทอตั โนวตั ิ (autonomic nervous system ; ANS) 2 ประเภท ไดแ้ ก่
ระบบประสาทแบบซิมพาเทตกิ
และระบบประสาทแบบพาราซมิ พาเทตกิ
ลักษณะเปรยี บเทยี บ ระบบประสาทแบบซมิ พาเทตกิ ระบบประสาทแบบพาราซมิ พาเทตกิ
ความยาวของเซลลป์ ระสาทกอ่ นไซแนปส์ ส้ัน ยาว
ความยาวของเซลลป์ ระสาทหลังไซแนปส์ ยาว สั้น
ใกล้ระบบประสาทสว่ นกลาง ใกลห้ น่วยตอบสนอง
ตาแหน่งของปมประสาทที่เกดิ การไซแนปส์ acetylcholine (ACh) acetylcholine (ACh)
สารสอ่ื ประสาทของ
norepinephrine (NE) acetylcholine (ACh)
ปมประสาทที่เกดิ การไซแนปส์
สารสือ่ ประสาทของหน่วยตอบสนอง
ภาวะร่างกายท่ีทาใหม้ ีการตอบสนอง ส่วนใหญ่กระตุน้ การทางาน ส่วนใหญ่ยับยั้งการทางาน
ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system ; PNS)
ระบบประสาทอตั โนวตั ิ (autonomic nervous system ; ANS)
การควบคุมการทางานของระบบประสาทแบบซิมพาเทตกิ (sympathetic nervous system)และระบบประสาทแบบพาราซมิ พาเทตกิ
(parasympathetic nervous system) ทงั้ สองระบบนมี้ กั จะเกดิ การทางานที่ตรงขา้ มกนั ซึ่งแสดงเปน็ ตารางการเปรียบเทียบได้ดงั น้ี
ลักษณะเปรยี บเทยี บ ระบบประสาทแบบซมิ พาเทตกิ ระบบประสาทแบบพาราซมิ พาเทตกิ
ต่อมเหง่อื
ตอ่ มน้าตา บีบตัวให้เหง่ือออก -
ต่อมน้าลาย กระตุน้ ให้หลั่งออกมามาก ควบคมุ ให้เปน็ ปกติ
หัวใจ สรา้ งนา้ เมือกเหนียวขน้ สร้างสว่ นทเ่ี ป็นนา้ ใส
เพิ่มอัตราการสูบฉดี หัวใจเตน้ เรว็ และแรงขน้ึ ลดอตั ราการสูบฉีด หัวใจเต้นชา้ และเบาลง
ความดันเลือด
กระเพาะอาหารและลาไส้ เพิม่ สูงขึน้ ลดต่าลง
ยับย้งั การทางาน กระต้นุ การทางาน
ตอ่ มหมวกไตชัน้ ใน กระตนุ้ การหล่ังอะดรนี าลนี และนอร์อะดรนี าลิน
ตับ กระต้นุ การสลายตัวของไกลโคเจน -
-
ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system ; PNS)
ระบบประสาทอตั โนวตั ิ (autonomic nervous system ; ANS)
การควบคุมการทางานของระบบประสาทแบบซิมพาเทตกิ (sympathetic nervous system)และระบบประสาทแบบพาราซิมพาเทตกิ
(parasympathetic nervous system) ทง้ั สองระบบน้มี กั จะเกิดการทางานท่ีตรงขา้ มกัน ซึ่งแสดงเป็นตารางการเปรียบเทียบได้ดังนี้
ลักษณะเปรียบเทยี บ ระบบประสาทแบบซมิ พาเทตกิ ระบบประสาทแบบพาราซมิ พาเทตกิ
ถุงนา้ ดี ยบั ยง้ั การหล่ังน้าดี กระตุ้นการหลงั่ น้าดี
กระเพาะปัสสาวะ คลายตวั ทาใหข้ บั ปัสสาวะไม่ได้ หดตัว ทาใหข้ บั ปสั สาวะ
รูม่านตา ขยาย หดตัว
กลา้ มเนื้อบงั คับเลนสต์ า คลายตัวเพ่อื มองไกล หดตวั เพ่อื มองใกล้
กลา้ มเน้อื เรยี บรอบหลอดลมและขั้วปอด
การทางานของระบบสืบพนั ธ์ุ ขยายตัว หดตัว
เกดิ การหล่ังน้าอสุจิ อวยั วะเพศแข็งตัว
ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system ; PNS)
ระบบประสาทอตั โนวตั ิ (autonomic nervous system ; ANS)
ในปจั จบุ ันพบว่าการทางานของทางเดนิ อาหาร
ยังถูกควบคุมดว้ ยระบบประสาทอัตโนวตั อิ กี ระบบที่
เรยี กว่าระบบประสาทเอนเทอรกิ (enteric nervous
system) ซ่ึงสามารถควบคมุ และสั่งการตอบสนอง
ของกระเพาะอาหารและลาไส้ไดโ้ ดยไม่จาเป็นต้องอาศัย
ระบบประสาทส่วนกลาง
ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system ; PNS)
รีเฟล็กซแ์ อกชัน (reflex action)
>> หมายถึง กิริยาการตอบสนองของหน่วยปฏบิ ตั งิ านอยา่ งทันทที นั ใด เป็นการทางานนอกอานาจจติ ใจ
ชว่ั ขณะ เพอื่ หลกี เลย่ี งอันตรายทมี่ าใกล้ตวั ชว่ ยใหส้ ามารถรอดชวี ติ อยา่ งทันที
>> ส่วนมากการทางานอาศยั การสงั่ การผา่ นจากไขสนั หลงั เทา่ นน้ั ไมผ่ ่านสมอง
165
ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system ; PNS)
รีเฟล็กซแ์ อกชัน (reflex action)
>> หมายถงึ กริ ยิ าการตอบสนองของหน่วยปฏบิ ัติงานอยา่ งทนั ทที นั ใด เป็นการทางานนอกอานาจจิตใจ
ช่ัวขณะ เพือ่ หลีกเล่ียงอนั ตรายทม่ี าใกล้ตวั ชว่ ยใหส้ ามารถรอดชวี ิตอยา่ งทนั ที
>> สว่ นมากการทางานอาศยั การส่ังการผา่ นจากไขสนั หลังเทา่ นนั้ ไม่ผ่านสมอง
>> เกิดได้ทั้งในระบบประสาทโซมาตกิ (somatic nervous system : SNS) และระบบประสาทอตั โนวตั ิ
(autonomic nervous system : ANS) แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่
1. somatic reflex เป็นรเี ฟลก็ ซแ์ อกชนั 2. autonomic reflex เปน็ รเี ฟลก็ ซแ์ อกชัน
ของระบบประสาทโซมาตกิ ของระบบประสาทประสาทอตั โนวตั ิ
(somatic nervous system : SNS) (autonomic nervous system : ANS)
166
ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system ; PNS) 1. somatic
reflex
รีเฟลก็ ซแ์ อกชนั (reflex action)
>> เปน็ รีเฟลก็ ซ์แอกชันของระบบประสาท
โซมาติก (somatic nervous system : SNS)
>> มหี น่วยปฏบิ ัตงิ านเป็นกลา้ มเนอื้ ลายหรอื
กลา้ มเนอ้ื โครงรา่ ง
>> ตัวอย่างเชน่ การชกั เทา้ หนที นั ที
เมือ่ เหยียบของมีคม การกระตกุ ขา
เมอ่ื เคาะทหี่ วั เขา่
167
ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system ; PNS) 2. autonomic
reflex
รเี ฟลก็ ซแ์ อกชนั (reflex action)
>> เปน็ รีเฟลก็ ซแ์ อกชันของระบบประสาทประสาทอตั โนวตั ิ (autonomic nervous system : ANS)
>> มีหนว่ ยปฏิบตั งิ านเป็นเปน็ กลา้ มเนอ้ื เรยี บ
กล้ามเนอ้ื หวั ใจ อวยั วะภายในและ
ตอ่ มต่าง ๆ
>> ตวั อยา่ งเช่น การหลงั่ นา้ ตา
การหลง่ั นา้ ลาย การหลงั่ นา้ ยอ่ ย
การหลง่ั นา้ นม การเกดิ เพอรสิ ตลั ซสิ
ท่หี ลอดอาหาร
168
ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system ; PNS) รีเฟลก็ ซแ์ อกชนั
รีเฟลก็ ซแ์ อกชนั (reflex action) ที่หัวเขา่
Knee-jerk reflex
>> เกดิ ข้นึ เม่อื มีการเคาะทีห่ วั เขา่
แล้วทาให้เกิดการดดี ขาขนึ้
>> เกี่ยวขอ้ งกับเซลล์ประสาท 2 ประเภท
ไดแ้ ก่ เซลล์ประสาทรับความรู้สกึ และ
เซลลป์ ระสาทสั่งการ เทา่ นั้น
169
ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system ; PNS) รเี ฟลก็ ซแ์ อกชนั
รเี ฟล็กซแ์ อกชนั (reflex action) เมอื่ สัมผสั ของรอ้ น
withdrawal reflex
>> เป็นการชกั มือหรอื ดึงเท้าออกจากสิง่ ท่ีเป็นอนั ตราย
เชน่ เม่อื เหยยี บของมคี ม หรือจับของทร่ี ้อนจัด
>> เก่ยี วข้องกับเซลลป์ ระสาท 3 ประเภท
ได้แก่ เซลลป์ ระสาทรบั ความรสู้ กึ
เซลล์ประสาทประสานงานและ
เซลล์ประสาทสัง่ การ
170
ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system ; PNS) หมายถึง กลไกการเกดิ
รีเฟล็กซ์แอกชันมกี าร
รเี ฟล็กซอ์ ารก์ (reflex arc) ทางานของระบบประสาท
ที่เปน็ วงจรซึง่ ประกอบ
2. เซลลป์ ระสาทรับความรสู้ ึก ดว้ ยหน่วยยอ่ ย ๆ ได้แก่
1. หนว่ ยรบั ความรสู้ กึ 3. เซลล์ประสาทประสานงาน
ในสมองและไขสันหลงั
5. หนว่ ยปฏบิ ตั กิ าร
**บางครงั้ รเี ฟลก็ ซอ์ ารก์ อาจ
4. เซลลป์ ระสาทส่งั การ ไม่จาเปน็ ตอ้ งมเี ซลลป์ ระสาท
ประสานงานกไ็ ด้ เชน่
การกระตกุ ขาเมอ่ื เคาะทเี่ อน็
ใตห้ ัวเข่า
171
“
172
อวัยวะรบั สัมผสั (sensory organ)
การแปลการสัมผสั ให้เปน็ กระแสประสาทต้องอาศัยตวั รบั (receptor) ในการทาหนา้ ท่ี
ตัวรับสัมผัสแบ่งไดเ้ ป็นประเภทตา่ ง ๆ
mechanoreceptor ตัวรับรเู้ กยี่ วกบั พลงั งานกล เช่น การสัมผัสทผี่ ิวหนงั และการได้ยินเสยี งท่หี ู
photoreceptor ตัวรบั รเู้ กยี่ วกบั แสง เชน่ เรตนิ าในตา
chemoreceptor ตัวรับรเู้ กยี่ วกบั สารเคมี เชน่ การดมกล่ินท่จี มูก การรบั รสชาตทิ ล่ี น้ิ
thermoreceptor ตวั รบั รเู้ กยี่ วกบั อณุ หภูมิ เชน่ การรับอณุ หภูมิที่ผิวหนัง
pain receptor ตัวรับรเู้ กย่ี วกบั ความเจบ็ ปวด เชน่ การรบั ความเจบ็ ปวดทผี่ ิวหนัง 173
1) ตากับการมองเหน็
>> ตาของมนุษย์มรี ปู ร่างคอ่ นข้างกลมอยูภ่ ายในเบ้าตา
มีขนาดเสน้ ผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร
>> ผนงั ตาเรียงจากดา้ นนอกเขา้ ไปดา้ นใน ไดแ้ ก่
นอก 1 ชนั้ สเคลอรา (sclera)
2 ชัน้ คอรอยด์ (choroid)
ใน 3 ชัน้ เรตินา (retina) 175
1) ตากับการมองเหน็ ชั้นสเคลอรา
1 (sclera)
>> อยู่ช้นั นอกสุด เป็นชั้นท่เี หนียวแตไ่ มย่ ืดหยุ่น คอื สว่ นตาขาวท่ีมองเห็น
>> ดา้ นหนา้ สุดจะมลี กั ษณะใสและนนู ออกมา เรยี กวา่
กระจกตา (cornea) เป็นทางผ่านแสงเขา้ สูน่ ัยนต์ า
176
1) ตากบั การมองเหน็ ชน้ั สเคลอรา
1 (sclera)
>> อยชู่ นั้ นอกสุด เป็นชน้ั ที่เหนียวแตไ่ มย่ ืดหยนุ่ คือส่วนตาขาวท่ีมองเหน็
>> ด้านหนา้ สดุ จะมลี ักษณะใสและนนู ออกมา เรยี กว่า
กระจกตา (cornea) เป็นทางผ่านแสงเขา้ สนู่ ยั นต์ า
ดา้ นหลงั สุดมชี ่องให้
เส้นประสาทสมองคทู่ ี่ 2
(optic nerve)
ผ่านเข้าออก
177
1) ตากบั การมองเหน็ ช้ันคอรอยด์
2 (choroid)
>> อย่ชู ้นั กลาง เป็นชัน้ ทม่ี หี ลอดเลือดมาหล่อเลี้ยง และมรี งควัตถุสี
แผ่กระจายเปน็ จานวนมาก เพอ่ื ป้องกันไมใ่ ห้แสงสะทอ้ นไปมาและไม่ให้
แสงทะลุผ่านชั้นเรตนิ าไปยงั ด้านหลังของตาได้โดยตรง ประกอบดว้ ย
>> ม่านตา (iris) ที่อย่ถู ัดจากกระจกตาเข้าไป ม่านตาของคนอาจ
มสี ตี ่างกัน (สีตา) ขน้ึ กับรงควัตถแุ ละพันธุกรรม
>> ตรงกลางจะมชี อ่ งพวิ พลิ (pupil) หรอื รมู า่ นตา ยอมให้แสงผ่าน
เข้าออกมากหรือน้อย (เปรียบได้กบั ไดอะแฟรมของกลอ้ งจุลทรรศน์)
178
1) ตากับการมองเหน็ ชนั้ คอรอยด์
2 (choroid)
การปรบั ปรมิ าณแสงทเ่ี ข้าสตู่ าโดยการควบคมุ ผา่ นการเปล่ียนแปลงขนาดของรมู า่ นตา
>> เกี่ยวข้องกบั การทางานของกลา้ มเนอื้ เรยี บ 2 ช้นั
ชน้ั นอก : เป็นกลา้ มเนอ้ื แนวรศั มี (radial muscle)
ชน้ั ใน : เปน็ กลา้ มเนอ้ื วง (circular muscle)
ซึ่งกล้ามเนื้อท้ังสองชนดิ นจี้ ะทางานตรงขา้ มกนั (antagonism)
179
1) ตากบั การมองเหน็ ชน้ั คอรอยด์
2 (choroid)
การปรบั ปรมิ าณแสงทเ่ี ข้าสตู่ าโดยการควบคมุ ผา่ นการเปลี่ยนแปลงขนาดของรูมา่ นตา
สภาวะ ขนาดรมู า่ นตา กลา้ มเนอื้ กล้ามเนอ้ื วง
ภายนอก แนวรศั มี ชน้ั ใน
ช้นั นอก
แสงสว่างมาก
แสงสวา่ งนอ้ ย
180
1) ตากับการมองเหน็ ชัน้ คอรอยด์
2 (choroid)
การปรบั ปริมาณแสงทเ่ี ขา้ สตู่ าโดยการควบคมุ ผา่ นการเปลย่ี นแปลงขนาดของรมู า่ นตา
สภาวะ ขนาดรมู า่ นตา กล้ามเนอื้ กล้ามเนอื้ วง
ภายนอก แนวรศั มี ชัน้ ใน
ชนั้ นอก
แคบลง คลายตวั หดตวั
(เพ่ือลดปรมิ าณแสง
แสงสวา่ งมาก ทีจ่ ะเข้าสชู่ ้ันเรตินา) ควบคุมจากระบบประสาท
แสงสวา่ งนอ้ ย
กวา้ งขนึ้ พาราซมิ พาเทตกิ
(เพอ่ื เพ่มิ ปรมิ าณแสง
ทจี่ ะเขา้ สู่ช้ันเรตินา) หดตัว คลายตัว 181
ควบคุมจากระบบประสาท
ซมิ พาเทตกิ
1) ตากบั การมองเหน็ ช้นั คอรอยด์
2 (choroid)
ถัดจากมา่ นตามเี ลนส์ตา (lend) หรือแกว้ ตา ซึง่ มลี ักษณะใส
มีเอ็นยดึ เลนส์ (suspensory ligament) ตดิ กับกลา้ มเนอื้ 182
ยึดเลนส์ (ciliary muscle) ท่ีทาหน้าทร่ี ว่ มกนั เพ่อื ควบคมุ
การมองระยะใกล้และระยะไกล
1) ตากบั การมองเหน็ ชั้นคอรอยด์
2 (choroid)
>> การมองวตั ถุในระยะท่ีใกล้หรอื ไกลแตกต่างกัน
จะสง่ ผลให้เลนส์เกดิ การปรบั เปลีย่ นรปู รา่ งเพ่อื ให้
มองเห็นอย่างเหมาะสม การปรบั รูปร่างของเลนส์ตา
เรยี กวา่ accommodation
>> การปรบั รูปรา่ งของเลนส์ตาจะขึ้นอยกู่ บั กล้ามเนอื้ ยดึ เลนส์
(ciliary body) ทอ่ี ยทู่ างดา้ นนอกเรยี งเป็นวง และ
เอ็นยดึ เลนส์ (suspensory ligament)
183
1) ตากับการมองเหน็ ช้ันคอรอยด์
2 (choroid)
การปรบั รปู ร่างของเลนส์ตา
เมือ่ มองวตั ถรุ ะยะใกล้และระยะไกล
ระยะของ ลกั ษณะ กล้ามเนอื้ ความยาว
เอน็ ยดึ เลนส์ โฟกสั
ลดลง
วัตถุ เลนสต์ า ยดึ เลนส์
ยาวขนึ้
ระยะใกล้ โปง่ ออก หดตวั หย่อน
(นนู มาก)
ระยะไกล แฟบ คลายตวั ตึง
(นูนน้อย)
184
1) ตากบั การมองเหน็ ชัน้ เรตินา
3 (retina)
185
1) ตากับการมองเหน็ ชนั้ เรตินา
3 (retina)
>> ชัน้ เรตนิ าเปน็ ชน้ั ทอี่ ยู่ดา้ นในสุดของตา เปน็ บรเิ วณทีม่ ีเซลล์รบั แสง (photoreceptor) โดยเซลลร์ บั แสง
สามารถแบง่ ออกไดเ้ ป็น 2 ชนดิ ได้แก่ เซลล์รปู แทง่ (rod cell) และเซลลร์ ูปกรวย (cone cell)
บริเวณของเรตนิ าทแ่ี สงตกกระทบมากทีส่ ุด
จะเหน็ ภาพชัดเจนท่ีสดุ พบเฉพาะเซลลร์ ูปกรวยเทา่ นัน้
เรยี กบริเวณนวี้ า่ โฟเวีย (fovea)
186
1) ตากับการมองเหน็ ชั้นเรตนิ า
3 (retina)
>> ช้ันเรตนิ าเปน็ ชั้นท่อี ย่ดู า้ นในสุดของตา เปน็ บริเวณที่มีเซลลร์ บั แสง (photoreceptor) โดยเซลล์รบั แสง
สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ เซลลร์ ูปแทง่ (rod cell) และเซลล์รูปกรวย (cone cell)
บริเวณของเรตินาทถ่ี ้ามีแสงตกกระทบ
จะไมส่ ามารถเห็นภาพได้
เนอ่ื งจากไมม่ เี ซลล์รับแสงอยู่
แต่มเี สน้ ประสาทสมองคทู่ ี่ 2
(optic nerve) มาเชอื่ มตอ่ แทน
เรียกบรเิ วณนวี้ ่า
จุดบอด (blind spot)
187
1) ตากับการมองเหน็ ชน้ั เรตินา
3 (retina)
>> ชน้ั เรตนิ าเป็นชน้ั ท่ีอยู่ดา้ นในสุดของตา เป็นบริเวณท่ีมีเซลลร์ บั แสง (photoreceptor)
โดยเซลล์รับแสงสามารถแบ่งออกไดเ้ ป็น 2 ชนิด ไดแ้ ก่ เซลล์รปู แทง่ (rod cell) และเซลล์รปู กรวย (cone cell)
เซลลร์ ปู แทง่ (rod cell)
>> เปน็ เซลลท์ ม่ี ีความไวตอ่ แสง 188
ถงึ จะอยใู่ นสภาวะที่มแี สงนอ้ ยก็
สามารถกระตนุ้ ใหเ้ กดิ การทางานได้
>> เปน็ เซลลท์ ่ีไมส่ ามารถแยกสีได้
ทาใหเ้ หน็ เป็นภาพขาวดา
1) ตากับการมองเหน็ ช้ันเรตินา
3 (retina)
การมองเห็นภาพของตา
เซลลร์ ปู แทง่ (rod cell) ภายในเซลลร์ ปู แท่งมีสารสมี ว่ งแดงเรียกวา่ โรดอพซนิ
(rhodopsin) เกิดจากการรวมตัวกนั ของเรตนิ าล (retinal :
เป็นอนพุ นั ธข์ องวิตามิน A) กับโปรตีนออพซิน (opsin)
เม่อื โรดอพซนิ ถกู แสงสวา่ งจะแตกตัวไดเ้ รตนิ าลกบั ออพซนิ
ทาใหเ้ กิดการสง่ กระแสประสาทจากเสน้ ประสาทสมองคทู่ ่ี 2
(optic nerve) เพอื่ สง่ ไปยังสมองใหแ้ ปลเปน็ ภาพ
ถา้ ไมม่ แี สงออพซนิ และเรตนิ าลจะรวมตวั เปน็ โรดอพซนิ ใหม่
มแี สงกระตนุ้
โรดอพซนิ เรตินาล + ออพซนิ
ไมม่ แี สงกระตนุ้ 189
1) ตากบั การมองเหน็ ชน้ั เรตนิ า
3 (retina)
การมองเห็นภาพของตา
เซลลร์ ปู แทง่ (rod cell) >> เรตนิ าลเป็นสารทรี่ า่ งกายสงั เคราะห์ข้นึ ได้
จากวติ ามินเอ ถา้ รา่ งกายขาดวิตามนิ เอจะทาให้
การสรา้ งโรดอพซินช้าลง เกดิ โรคตาฟางในชว่ งเวลา
ทม่ี ีแสงสว่างนอ้ ย หรอื มองไม่เหน็ เวลากลางคนื
เรียก night blindness
190
1) ตากบั การมองเหน็ ช้นั เรตินา
3 (retina)
>> ชัน้ เรตนิ าเป็นชั้นท่อี ยู่ดา้ นในสดุ ของตา เปน็ บรเิ วณทม่ี ีเซลลร์ บั แสง (photoreceptor)
โดยเซลลร์ ับแสงสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ เซลลร์ ปู แทง่ (rod cell) และเซลล์รปู กรวย (cone cell)
เซลลร์ ปู กรวย (cone cell)
>> เป็นเซลลท์ ่ีมีความไวตอ่ แสงนอ้ ยกวา่
เซลลร์ ูปแท่ง
>> เป็นเซลล์ทแ่ี ยกความแตกตา่ งของสีได้ดี
ทาใหภ้ าพทีเ่ ห็นเป็นภาพสี
191
1) ตากับการมองเหน็ ชั้นเรตินา
3 (retina)
การมองเห็นภาพของตา
เซลลร์ ปู กรวย (cone cell) >> เซลล์รูปกรวยแบ่งตามความไวตอ่ ชว่ งความยาวคลน่ื
ของแสงได้ 3 ชนิด ได้แก่
1) เซลล์รปู กรวยทไ่ี วต่อแสงสนี า้ เงิน
2) เซลลร์ ูปกรวยท่ไี วต่อแสงสแี ดง
3) เซลลร์ ูปกรวยท่ไี วต่อแสงสเี ขยี ว
192
1) ตากับการมองเหน็ ช้นั เรตินา
3 (retina)
การมองเหน็ ภาพของตา
เซลลร์ ปู กรวย (cone cell) การที่สมองสามารถแยกสีต่าง ๆ ได้มากกวา่ 3 สี
เพราะมีการกระตนุ้ เซลลร์ ปู กรวยแต่ละชนดิ พรอ้ ม ๆ กนั
ด้วยความเขม้ ของแสงสีต่างกัน และเซลล์รูปกรวยแตล่ ะ
ประเภทมกี ารตอบสนองทไ่ี มเ่ ทา่ กนั จึงเกดิ การผสมของ
แสงสีต่าง ๆ ขนึ้ เชน่ ขณะมองวตั ถสุ มี ่วงเกดิ จากเซลลร์ ูปกรวย
ทมี่ คี วามไวตอ่ แสงสแี ดงและแสงสนี า้ เงนิ ถกู กระต้นุ พรอ้ มกนั
ทาใหเ้ ห็นวตั ถนุ ั้นเป็นสีม่วง
193
1) ตากับการมองเหน็ ชั้นเรตนิ า
3 (retina)
การมองเห็นภาพของตา
เซลลร์ ปู กรวย (cone cell) ถ้าเซลล์รูปกรวยเกดิ ความผิดปกตจิ ะสง่ ผลใหเ้ กิด
อาการตาบอดสี (color blindness)
194
1) ตากบั การมองเหน็
ตารางเปรยี บเทยี บของเซลลร์ ปู แทง่ และเซลลร์ ปู กรวย
ขอ้ เปรียบเทยี บ เซลลร์ ปู แทง่ (rod cell) เซลลร์ ปู กรวย (cone cell) 195
รูปร่าง
รูปแทง่ ทรงกระบอก รูปกรวย
ภาพทเ่ี กิดข้นึ ภาพไมม่ ีสี (ภาพขาว-ดา) ภาพเป็นสีสนั ต่าง ๆ แยกสีได้
จากการมองเห็น ไม่มรี ายละเอยี ดของภาพ
เห็นรายละเอยี ดของภาพ
การทางาน ทางานไดด้ ีที่แสงสลัว ทางานไดด้ ขี ณะแสงมาก
ชนิดของเซลล์รับแสง 1 ชนิด 3 ชนิด (สแี ดง สเี ขยี ว และสีน้าเงิน)
5 ล้านเซลล/์ ตา 1 ข้าง
ปริมาณท่พี บ 125 ล้านเซลล/์ ตา 1 ขา้ ง
1) ตากับการมองเหน็
การมองภาพระยะใกล้เป็นเวลานาน เช่น การมองจอคอมพวิ เตอร์ การอา่ นหนงั สือ
ส่งผลใหก้ ล้ามเนื้อยึดเลนสห์ ดตวั นานเกินไปทาใหเ้ กดิ อาการลา้ ของตา
แก้ไขโดยใหม้ องภาพระยะไกลประมาณ 2 – 5 นาที เพอื่ ทาใหก้ ล้ามเนือ้ ยึดเลนสต์ าไดค้ ลายตวั
196
1) ตากับการมองเหน็
คนสายตาปกติ (Normal eye)
197
1) ตากบั การมองเหน็
คนสายตาส้นั (myopia)
สาเหตุ การแกไ้ ข ความผดิ ปกติ
ของสายตา
เกดิ จากการที่ ใสแ่ ว่นเลนสเ์ วา้
แสงตกกระทบกอ่ นถงึ ชนั้ เรตินา เพื่อกระจายแสงใหภ้ าพตกที่เรตินา
198
1) ตากับการมองเหน็
คนสายตายาว (hyperomia)
สาเหตุ การแกไ้ ข ความผดิ ปกติ
ของสายตา
เกดิ จากการท่ี ใสแ่ วน่ เลนสน์ นู
แสงตกกระทบหลงั ชน้ั เรตนิ า เพ่อื รวมแสงใหภ้ าพตกทีเ่ รตินาพอดี
199
1) ตากับการมองเหน็ ความผดิ ปกติ
ของสายตา
คนสายตาเอียง (astigmatism)
200
สาเหตุ
เกิดจากความผดิ ปกติของกระจกตา
ท่ีมีความโคง้ ไมส่ ม่าเสมอ
การแกไ้ ข
ใสแ่ วน่ เลนสก์ าบกลว้ ย
(cylindrical lens)
ด้านหนา้ เวา้ ด้านหลงั นนู