1) ตากับการมองเหน็ โรคท่ี
เกย่ี วขอ้ ง
โรคตอ้ กระจก (cataract) กบั ตา
สาเหตุ
เป็นโรคทพ่ี บได้บ่อย
ในผู้สูงอายุ เกิดจาก
กระจกตามลี กั ษณะขนุ่ มวั
ทาใหเ้ หน็ ภาพไมช่ ดั เจน
201
1) ตากบั การมองเหน็ โรคที่
เก่ียวขอ้ ง
โรคตอ้ หิน (glaucoma) กบั ตา
เปน็ โรคท่เี กดิ จากความดนั ในลกู ตาสงู ทาใหม้ ีการเสื่อม
สาเหตุ
ของประสาทตาและเกิดการสญู เสยี การมองเหน็
202
1) ตากับการมองเหน็ โรคท่ี
เกย่ี วขอ้ ง
โรคต้อเน้อื (pterygium) กับตา
สาเหตุ เกิดจากการที่สว่ นของตาขาวงอกเขา้ ไปใน
สว่ นของกระจกตา ทาใหบ้ ดบงั การมองเหน็
203
1) ตากับการมองเหน็ โรคท่ี
เกี่ยวขอ้ ง
โรคต้อลม (pinguecula) กบั ตา
เกดิ จากการที่มกี อ้ นเนอื้ ขนาดเลก็ นนู สีขาว หรือเหลอื ง
สาเหตุ
ท่อี ยขู่ า้ งกระจกตา แต่จะไมไ่ ดล้ กุ ลามเขา้ ไปในกระจกตา
204
2) หกู บั การไดย้ นิ
>> หู (ear) จัดเป็นอวัยวะรับความรู้สึกทภ่ี ายในมี mechanoreceptor ทัง้ ส่วนทเี่ ก่ยี วขอ้ งกบั 206
การไดย้ ินเสยี งและการทรงตัวของร่างกาย
>> หขู องมนุษยส์ ามารถแบง่ ออกได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่
1 หสู ว่ นนอก (outer ear)
2 หสู ว่ นกลาง (middle ear)
3 หสู ว่ นใน (inner ear)
2) หกู ับการได้ยนิ หสู ่วนนอก
1 (outer ear)
>> ประกอบด้วยใบหู (pinna) ซงึ่ พบเฉพาะใน
สัตว์เลีย้ งลกู ด้วยนม อยู่ด้านนอกสดุ เพ่อื ชว่ ยในการ
รวบรวมเสยี งให้เข้ามาภายในรหู ู (auditory canal)
ใบหูมกี ระดกู ออ่ นคา้ จนุ อยู่
>> ส่วนในสุดของหูสว่ นนอกจะเป็น
เย่อื แกว้ หู (tympanic membrane
หรอื ear drum) ทาหน้าทีเ่ ปลยี่ น
พลงั งานเสียงให้เป็นพลังงานกล
โดยการส่นั
207
2) หูกับการได้ยนิ หูส่วนนอก
1 (outer ear)
>> ภายในรหู ูมตี ่อมสร้างไขมัน
ประเภทขีผ้ ้ึงออกมาดักจับ
ส่ิงแปลกปลอม ทาใหผ้ นงั หู
ไม่แหง้ ชว่ ยป้องกันแมลงและ
ฝนุ่ ละออง ป้องกนั การตดิ เช้ือ
จากแบคทีเรยี และเชือ้ รา
เม่อื ไขมนั แห้งลงจะกลายเป็นข้ีหู
208
2) หูกับการได้ยนิ 2 หสู ว่ นกลาง
(middle ear)
ประกอบดว้ ยกระดกู 3 ชนิ้ คอื กระดกู คอ้ น (malleus) อย่ตู ่อจากเย่อื แก้วหโู ดยตรง
กระดกู ทง่ั (incus) และกระดกู โกลน (stapes) ซง่ึ อยตู่ ดิ กบั สว่ นของหชู ้ันใน
เมื่อมีการส่นั สะเทอื นขึ้นท่เี ยอ่ื แก้วหู
กระดูกทั้งสามชนิ้ น้ีกจ็ ะส่นั และทาหน้าทีข่ ยาย
เสยี งใหส้ งู ขน้ึ ประมาณ 22 เทา่ กอ่ นเข้าสู่หูชั้นใน
209
2) หกู บั การไดย้ นิ 2 หูส่วนกลาง
(middle ear)
มสี ่วนท่อทตี่ ดิ ตอ่ กับคอหอย เรียกวา่
ทอ่ ยูสเตเชยี น (eustachian tube)
ปกติทอ่ นจี้ ะตบี แตใ่ นขณะเคี้ยวหรอื กลืนอาหารทอ่ นี้
จะขยับเปิดเพือ่ ปรบั ความดนั ทงั้ สองด้านของเยอ่ื แกว้ หู
ทาหน้าที่
ปรบั ความดันของส่วนทอ่ี ยู่
หลังเย่อื แก้วหูใหเ้ ทา่ กบั
ความดนั บรรยากาศภายนอก
210
2) หูกบั การไดย้ นิ 3 หสู ่วนใน
(inner ear)
แบง่ ออกเป็น 2 ส่วนตามหนา้ ที่ ไดแ้ ก่ ส่วนทใ่ี ชส้ าหรบั การฟงั เสยี ง และส่วนทใ่ี ชส้ าหรบั การทรงตวั
สว่ นทใ่ี ชส้ าหรบั การฟงั เสยี ง
ไดแ้ ก่ ทอ่ ที่มีลักษณะคลา้ ยกน้ หอย ประมาณสองรอบครง่ึ
เรยี กวา่ ท่อคอเคลยี (cochlea)
ภายในมีของเหลว (endolymph) บรรจุอยู่
211
2) หูกบั การได้ยนิ 3 หูสว่ นใน
(inner ear)
แบ่งออกเป็น 2 สว่ นตามหน้าท่ี ได้แก่ สว่ นทใี่ ชส้ าหรบั การฟงั เสยี ง และส่วนทใ่ี ชส้ าหรบั การทรงตวั
สว่ นทใ่ี ชส้ าหรบั การฟงั เสยี ง
เมอื่ คล่ืนเสียงผา่ นเข้ามาทาให้ของเหลวใน
คอเคลียส่นั สะเทอื น ทาใหเ้ ซลลข์ น (hair cell)
เกิดการขยับ ทาหน้าที่เปลย่ี นพลังงานกล
เปน็ กระแสประสาทผ่านเสน้ ประสาทสมองคทู่ ี่ 8
(auditory nerve หรอื vestibulocochlea)
เพื่อเขา้ สสู่ มองส่วนซรี บี รมั แปลผล
212
2) หูกบั การได้ยนิ 3 หสู ว่ นใน
(inner ear)
แบ่งออกเปน็ 2 สว่ นตามหนา้ ที่ ไดแ้ ก่ ส่วนทใี่ ชส้ าหรบั การฟงั เสยี ง และส่วนทใ่ี ชส้ าหรบั การทรงตวั
สว่ นทใ่ี ชส้ าหรบั การทรงตัว
อย่ดู า้ นหลงั ของหสู ่วนใน ทาหนา้ ท่ีรบั รู้
เก่ยี วกบั การเอียง การหมุนของศรี ษะ
และการทรงตัวของรา่ งกาย มลี กั ษณะเปน็
ท่อคร่ึงวงกลม 3 ท่อวางตงั้ ฉากกนั เรยี กว่า
เซมเิ ซอรค์ วิ ลารแ์ คเนล
(semicircular canal)
213
2) หูกบั การไดย้ นิ 3 หสู ่วนใน
(inner ear)
แบ่งออกเปน็ 2 ส่วนตามหน้าที่ ไดแ้ ก่ สว่ นทใ่ี ชส้ าหรบั การฟงั เสยี ง และส่วนทใี่ ชส้ าหรบั การทรงตวั
สว่ นทใี่ ชส้ าหรบั การทรงตัว
ภายในเซมิเซอรค์ วิ ลารแ์ คเนล มีของเหลวบรรจอุ ยู่ทโ่ี คน
หลอดมสี ่วนโปง่ ออกมาเรยี กวา่ แอมพลู า (ampulla)
ภายในมีเซลลร์ บั รคู้ วามรสู้ กึ ทมี่ ขี น (hair cell) ซ่งึ ไวตอ่
การไหลของของเหลวภายในหลอดทเ่ี ปลี่ยนแปลงตาม
ตาแหนง่ ของศีรษะและทศิ ทางการวางตัวของรา่ งกาย
ขณะท่รี า่ งกายเกดิ การเคลื่อนไหวจะกระตุ้น hair cell
และเปล่ยี นพลังงานกลเปน็ กระแสประสาท ส่งผา่ น
เส้นประสาทสมองคู่ที่ 8 เพอ่ื แปลผลท่สี มองส่วนซรี บี รมั 214
2) หูกบั การได้ยนิ 3 หสู ่วนใน
(inner ear)
215
3) จมูกกบั การดมกลนิ่ 217
จมูกสามารถรับกลนิ่ ได้ ภายในโพรง
จมูกดา้ นบนมีเย่ือบุจมูก (olfactory
membrane) โดยมีซิเลยี ดกั จับโมเลกลุ
ของกลน่ิ ทเี่ ยื่อนีม้ ีเซลล์ประสาทเรียกวา่
olfactory neuron ทาหนา้ ทเี่ ป็น
chemoreceptor ทส่ี ามารถเปล่ียนสาร
ท่ีทาใหเ้ กิดกล่นิ เป็นกระแสประสาทแล้ว
สง่ ไปตามเส้นประสาทสมองคู่ที่ 1
(olfactory nerve) เขา้ สู่ซรี บี รัมใน
สว่ นเกย่ี วกับการดมกล่นิ
4) ลน้ิ กบั การรบั รส
ด้านบนของผวิ ล้นิ จะมีป่มุ เลก็ ๆ มากมาย ปุม่ เหลา่ นคี้ อื พาพิลลา (papilla) ซ่ึงบางพาพิลลามี
ต่มุ รับรส (taste bud) หลายตุ่มทาหนา้ ท่รี บั รส ภายในแตล่ ะต่มุ รบั รสจะมี
เซลล์รบั รส (taste cell หรือ gustatory cell) ซง่ึ ตอ่ กบั เส้นประสาท
219
4) ลิ้นกบั การรับรส
เมอื่ เซลล์รบั รสไดร้ บั การกระตุ้นโดยสารเคมีทีอ่ ยใู่ นอาหาร
จะเกิดกระแสประสาทส่งไปตามเส้นประสาทสมองค่ทู ี่ 7 และ
เสน้ ประสาทสมองคทู่ ี่ 9 ไปยังศูนย์รบั รสที่ซรี ีบรมั เพือ่ ให้สมอง
ส่วนน้แี ปลผลว่าเป็นรสอะไร การรบั รสเป็นการผสมผสานของ
รสพนื้ ฐาน 5 รส คือ รสหวาน รสขม รสเปรีย้ ว รสเคม็ และ
รสอร่อยหรอื อูมามิ (umami ในภาษาญ่ีปุ่นแปลว่าอร่อย)
ซึ่งการรับรสทัง้ 5 รส สามารถรับได้ทั่วไปตลอดล้นิ ต่มุ รบั รส
แตล่ ะตมุ่ ประกอบด้วยเซลลร์ ับรสชนิดตา่ ง ๆ โดยเซลล์รบั รส
บางเซลลอ์ าจรับรสได้มากกว่า 1 รส
220
4) ลิ้นกบั การรับรส
รสอูมามิหรอื รสอรอ่ ย
เป็นรสชาตขิ องกลูตาเมตอสิ ระ เม่ือโปรตนี เสยี สภาพจาก
กระบวนการตา่ ง ๆ เชน่ การหมัก การบม่ หรอื ไดร้ ับความรอ้ น
จะทาใหก้ ลตู าเมตในโปรตนี เกิดการสลายตัวแยกออกมาเป็น
กลูตาเมตอสิ ระทาให้เกิดรสอมู ามใิ นอาหาร ชาวญ่ปี นุ่ นยิ มใช้
วัตถดุ บิ เชน่ สาหร่ายทะเลคมบแุ ละปลาโอแหง้ ในการปรุงอาหาร
เพอื่ ให้ไดร้ สอูมามิ นอกจากนกี้ ลตู าเมตอิสระยงั พบในเครื่องปรุง
ทผ่ี ่านการหมัก เช่น ซีอิ๊ว นา้ ปลา และกะปิ
221
4) ลนิ้ กับการรับรส
การท่ีมนุษยร์ บั ความรสู้ กึ เก่ยี วกบั อาหารนนั้ มอี วัยวะหลายส่วนเขา้ มาเก่ยี วขอ้ งดว้ ย เชน่ ถ้าดม่ื น้ามะนาว
จะรสู้ กึ เปรี้ยวได้จากตุ่มรบั รสบนล้ิน ได้กลนิ่ มะนาวจากการรบั กลน่ิ ในจมกู มองเหน็ สขี องนา้ มะนาวดว้ ยตา
และยังรู้สึกร้อนหรอื เย็นแล้วแตช่ นดิ ของเครอ่ื งดืม่ ทดี่ ่มื อกี ด้วย
"อาการเผด็ เน่อื งจากกินพรกิ อาการเผด็ ไม่ใชร่ สชาติ แต่เป็นการระคายเคอื งทีเ่ กิดข้ึนกบั ลน้ิ นั้นเอง"
222
5) ผวิ หนังกบั การรับความรสู้ กึ
ผิวหนงั เป็นอวยั วะ
รบั ความรสู้ ึกไดห้ ลายชนดิ
เชน่ แรงกด อุณหภูมิ
ความเจ็บปวด เป็นตนั
โดยจะมีปลายประสาทรบั
ความรูส้ ึกหลายชนดิ ดว้ ยกัน
224
5) ผวิ หนงั กบั การรบั ความรสู้ กึ
ปลายประสาทรบั รูเ้ กีย่ วกบั ความเจ็บปวด
จะอย่ทู ่ชี ้นั บนสดุ คอื ชนั้ หนงั กาพรา้
(epidermis) ปลายประสาทรบั รู้เกี่ยวกบั
แรงกด (pressure) จะอยู่ระดับลา่ งสุด
หรอื อยใู่ นช้ันหนงั แท้ (dermis)
ปลายประสาทรบั รูเ้ กย่ี วกบั การสมั ผสั
(touch) จะมีความหนาแน่นมากสดุ ใน
ผวิ หนัง รองลงมาคือปลายประสาทรบั รู้
เกี่ยวกับความเจ็บปวด
225
5) ผิวหนงั กบั การรับความรสู้ ึก
226
5) ผิวหนงั กบั การรับความรสู้ ึก
227
5) ผวิ หนังกบั การรับความรสู้ ึก
บรเิ วณตา่ ง ๆ ของผิวหนงั ในร่างกายจะมี
ความไวต่อความรู้สึกไม่เทา่ กนั โดยพจิ ารณาจาก
ความสามารถในการจาแนกจดุ สมั ผสั 2 จุดไดเ้ มือ่ ถูก
กระตนุ้ บนผิวหนังด้วยการแตะด้วยปลายลวดทัง้
2 ขา้ ง ความแตกต่างของการรับความรูส้ ึกนบ้ี อกถงึ
ขนาดบรเิ วณที่รบั ความรสู้ กึ (receptive field)
บนผวิ หนัง ถา้ บริเวณท่ีรบั ความรสู้ ึกแคบจะทาให้
บอกรายละเอียดของวัตถุที่กาลังสัมผสั ไดด้ กี ว่าบริเวณ
ท่ีรบั ความรูส้ กึ ที่กว้างกว่า
228
5) ผิวหนังกบั การรบั ความรสู้ กึ
จดุ สมั ผสั 2 จดุ ท่อี ยูบ่ นบรเิ วณทรี่ ับความรู้สกึ เดยี วกัน
จะส่งสัญญาณพียงสัญญาณเดยี วไปที่สมอง สมองจงึ รับรู้
ว่าเป็นจุดเดียว แตถ่ ้าจดุ สมั ผสั 2 จุดอยู่บนบริเวณที่รบั
ความรสู้ ึกตา่ งกนั จะแยกการสง่ กระแสประสาทไปท่ี
สมองผ่านทางเส้นประสาทรับความรู้สึก 2 เสน้
สมองจึงรับรแู้ ละจาแนกจุดสมั ผสั 2 จุดได้
229
5) ผิวหนงั กบั การรับความรสู้ ึก
230
5) ผวิ หนงั กบั การรบั ความรสู้ กึ
ในแตล่ ะบรเิ วณก็อาจมชี นิดและจานวนของหนว่ ยรบั ความรสู้ กึ ทแ่ี ตกต่างกนั ผวิ หนังมีปลายประสาท
อยมู่ ากมาย ทาหน้าท่รี บั ความรสู้ กึ เช่น ความร้อน ความเยน็ การสมั ผัส แรงกด และความเจ็บปวดแลว้
ส่งกระแสประสาทไปยงั สมอง เพอื่ ให้สมองรับรสู้ ภาพแวดล้อมแล้วสง่ั การให้ร่างกายตอบสนอง
231