1 รายงานผลการเข้ารับการฝึกอบรม โครงการฝึกอบรม “หลักสูตรนักวิชาการตรวจสอบภายใน รุ่นที่ ๑๔” โดย นายอดิศร ตรีศรี ต าแหน่ง นักวิชาการตรวจสอบภายในปฏิบัติการ หน่วยตรวจสอบภายใน องค์การบริหารส่วนต าบลท่าจ าปา อ าเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม
2 รายงานผลการเข้ารับการฝึกอบรม _________________________ 1. ข้อมูลผู้เข้ารับการฝึกอบรม นายอดิศร ตรีศรี ตำแหน่ง นักวิชาการตรวจสอบภายในปฏิบัติการ สังกัดหน่วยตรวจสอบ ภายใน องค์การบริหารส่วนตำบลท่าจำปา อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม 2. ชื่อโครงการ/หลักสูตร โครงการฝึกอบรม “หลักสูตรนักวิชาการตรวจสอบภายใน รุ่นที่ 14” 3. หน่วยงานผู้จัด กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดย สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น ได้ร่วมมือทางวิชาการ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 4. สถานที่จัดฝึกอบรม ณ โรงแรมแกรนด์ทาวเวอร์อินน์ ถนนพระรามหก แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 5. ระยะเวลาในการฝึกอบรม ระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ – 9 มีนาคม 2566 6. วัตถุประสงค์ ๑. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมให้มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะตรงตามมาตรฐานกำหนด ตำแหน่ง ๒. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความตระหนักและให้ความสำคัญของการตรวจสอบภายใน การควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยง และสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการกำกับดูแลการ บริหารจัดการ ด้านการเงินการคลังที่ดี มีความโปร่งใสและป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น ๓. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้รับการพัฒนาการปฏิบัติงานให้มีคุณภาพเป็นไปตาม พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ๔. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความตระหนักและให้ความสำคัญของการตรวจสอบภายใน การควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยง และสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการกำกับดูแลการบริหารจัดการ ด้านการเงินการคลังที่ดี มีความโปร่งใสและป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น 7. โครงสร้างของหลักสูตร มีดังนี้ - หมวดที่ 1 วิชาพื้นฐาน จำนวนหัวข้อวิชา 3 จำนวน 9 ชั่วโมง - หมวดที่ 2 วิชาเฉพาะตำแหน่ง จำนวนหัวข้อวิชา 23 จำนวน 90 ชั่วโมง - หมวดที่ 3 วิชาเสริม จำนวนหัวข้อวิชา 28 จำนวน 6 ชั่วโมง รวม 3 หมวดวิชา จำนวนหัวข้อวิชา 28 จำนวน 105 ชั่วโมง หมวดที่ ๑ วิชาพื้นฐาน เป็นการให้ความรู้พื้นฐานทั่วไปเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจหน้าที่ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญความรู้พื้นฐานในการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่เส้นทาง ความก้าวหน้าและสิทธิประโยชน์โดยมีหัวข้อวิชาการ จำนวน 3 วิชา รวมระยะเวลาจานวน 9 ชั่วโมงดังนี้
3 ๑) บทบาทหน้าที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายกระจายอำนาจ จำนวน ๓ ชั่วโมง ๒) ความก้าวหน้า สิทธิประโยชน์ของข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น จำนวน 3 ชั่วโมง 3) หลักคิดจิตอาสา จำนวน ๓ ชั่วโมง หมวดที่ ๒ หมวดความรู้เฉพาะตำแหน่ง เป็นวิชาหลักในตำแหน่งหน้าที่เพื่อเป็นการพัฒนา ศักยภาพของผู้ปฏิบัติหน้าที่ให้เพิ่มสูงขึ้นด้วยการเพิ่มพูนและเสริมสร้างองค์ความรู้ให้ตรงตามกรอบภารกิจของ ตำแหน่งเกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องชัดเจนและสามารถปฏิบัติงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างมีคุณภาพโดยมี หัวข้อวิชาการ จำนวน 23 วิชา รวมระยะเวลาจำนวน 90 ชั่วโมงดังนี้ ๑) การจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 3 ชั่วโมง 2) การจัดทำงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 3 ชั่วโมง 3) การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 3 ชั่วโมง 4) การเบิกค่าใช้จ่ายในการจัดงาน การจัดกิจกรรมสาธารณะ จำนวน 3 ชั่วโมง การส่งเสริม 5) การใช้จ่ายเงินในการช่วยเหลือประชาชนตามอาจหน้าที่ของอปท. จำนวน 3 ชั่วโมง 6) วินัยการเงินการคลังของรัฐกับงาน อปท. จำนวน 3 ชั่วโมง 7) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐของ อปท. จำนวน 3 ชั่วโมง 8) การเบิกจ่ายเงินค่าเช่าบ้าน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ จำนวน 6 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดทำประกันทรัพย์สิน 9) หลักเกณฑ์การเสริมสร้างคุณภาพตรวจสอบภายในการควบคุม จำนวน 3 ชั่วโมง ภายใน เพื่อวางแผน การตรวจสอบ และการปฏิบัติงาน 10) การบริหารความเสี่ยงของ อปท.และแนวทางการประเมินความเสี่ยง จำนวน 3 ชั่วโมง 11) การจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ และแนวทางการขอรับ จำนวน 3 ชั่วโมง งบประมาณของหน่วยรับงบประมาณ (อปท.) 12) การปฏิบัติงานในระบบ New GFMIS Thai ของ อปท. จำนวน 3 ชั่วโมง 13) แนวทางการตรวจสอบบัญชีและรายงานการเงินในระบบบัญชี จำนวน 6 ชั่วโมง ในระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ของ อปท. (e-LAAS) 14) การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณตามระเบียบและหนังสือสั่งการ จำนวน 6 ชั่วโมง ของ อปท.และกรณีศึกษาเงินขาดบัญชีและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต 15) แนวทางการตรวจสอบการเงิน การบัญชี และการพัสดุของสถานศึกษา จำนวน 3 ชั่วโมง สังกัดองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 16) การรับเงิน การจ่ายเงิน การฝ่ายเงิน การเก็บรักษาเงินและการตรวจเงิน จำนวน 6 ชั่วโมง ของ อปท.และค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของ อปท. 17) แนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบ การจัดทำกระดาษทำการ การเขียนรายงาน และการติดตามประเมินผล ฝึกปฏิบัติ จำนวน 6 ชั่วโมง
4 18) ประสบการณ์ในการดำเนินงานและแนวทางการแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงาน ของหน่วยงานตรวจสอบภายใน จำนวน 3 ชั่วโมง 19) การตรวจสอบด้านการคลัง การบัญชี การเงิน การพัสดุของอปท. จำนวน 6 ชั่วโมง 20) การเบิกจ่ายค่าเครื่องแต่งกาย ค่าใช้จ่ายในการบบริหารงานของ อปท. จำนวน 3 ชั่วโมง 21) การตรวจสอบและข้อสังเกตของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน จำนวน 3 ชั่วโมง 22) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นในวงราชการ จำนวน 3 ชั่วโมง 23) การยกระดับการตรวจสอบภายใน จำนวน 3 ชั่วโมง หมวดที่ ๓ วิชาเสริม เป็นเรื่องที่น่าจะรู้เพื่อนาไปประกอบหรือเสริมการปฏิบัติงานให้มีความ หลากหลายในการพัฒนาตนเององค์กรการประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ให้ผู้เข้าอบรมเกิดแรง บันดาลใจในการคิดค้นวิธีการใหม่ๆเพื่อหาแนวทางในการนำไปบริหารจัดการท้องถิ่นพัฒนางานและองค์กรสู่ ความเป็นเลิศในการให้บริการสาธารณะประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดโดยมีหัวข้อวิชาการ จำนวน ๒ วิชา รวมระยะเวลา จำนวน ๖ ชั่วโมง ดังนี้ ๑) การพัฒนาบุคลิกภาพ การสมาคมและศิลปะการพูดในชุมชน จำนวน ๓ ชั่วโมง ๒) ทักษะและความสามารถด้านการใช้ดิจิทัลสำหรับข้าราชการและ จำนวน ๓ ชั่วโมง บุคลากรภาครัฐ (Digital Literacy) 8. การศึกษาดูงาน (จำนวน ๑ วัน) - ศึกษาดูงานและรับฟังคำบรรยาย ณ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ เรื่อง ข้อสังเกตข้อตรวจพบในการตรวจสอบของสำนักงาน ปปช. ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัด จ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 9. วิธีการศึกษาอบรม - บรรยาย - การนำอภิปราย - กรณีศึกษา - สาธิต/ฝึกปฏิบัติ - ซักถามปัญหา - ศึกษาดูงาน 10. การประเมินผลการศึกษาอบรม - ประเมินผลรายวิชา - ประเมินผลวิทยากร - ประเมินผลโครงการ - ประเมินผลผู้เข้ารับการศึกษาอบรม
5 สรุปผลการฝึกอบรม โครงการฝึกอบรม “หลักสูตรนักวิชาการตรวจสอบภายใน รุ่นที่ 14” ๑. การฝึกอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้ความเข้าใจในขั้นตอน วิธีการ กระบวนการปฏิบัติงานตรวจสอบ ภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๒เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ฝึกปฏิบัติวางแผนการตรวจสอบประจำปีให้ครอบคลุมกับ ประเภทของงานตรวจสอบภายในตามที่กระทรวงการคลังกำหนด ๓. เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ฝึกปฏิบัติ การปฏิบัติงานจริง ตามกระบวนการปฏิบัติงาน ตรวจสอบภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกระทรวงการคลังกำหนด 2. เนื้อหา และวิชาของหลักสูตรการฝึกอบรม สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 9.00 – 12.00 น. การพัฒนาบุคลิกภาพ การสมาคมและศิลปะการพูดในที่ชุมชนโดย อ.ชัยยุทธ ถาวรานุรักษ์ สาระสำคัญ ดังนี้ การพัฒนาบุคลิกภาพ การสมาคมและศิลปะการพูดในที่ชุมชน ความต้องการของผู้ฟัง : ฟังแล้วเข้าใจ ฟังแล้วสมหวัง ฟังแล้วพอใจ ฟังแล้วคิดต่อ ฟังแล้วทำ ต่อ ฟังแล้วสบายใจ ฟังแล้วสนุก ฟังแล้วมีประโยชน์ ฟังแล้วปรับเปลี่ยน การเตรียมพูดแบบชาวโรมัน (Five Canons of Roman) 1.การคิดค้นประดิษฐ์เนื้อหา (Invention) 2. การจัดเรียบเรียงเนื้อหา (Disposition) 3. ท่วงทำนอง (Style) 4. การจดจำเรื่องที่จะพูด (Memory) 5. การกล่าวเนื้อหานำเสนอ (Delivery) การขึ้นต้นพูด ให้คิดว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เราต่างสำคัญ เพราะมีผู้ฟังจึงมีผู้พูด เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของเรา เราเป็นดั่งกันและกัน ขณะที่พูดให้พูดด้วยความมั่นใจ เลือกใช้คำให้แม่นยำถูกต้องและ สร้างสรรค์ พูดแบบกรีก ๑. Ethos หมายถึง ลักษณะความน่าเชื่อถือของผู้พูด ๒. Pathos หมายถึง รู้สภาพอารมณ์ ทัศนคติของผู้ฟัง ๓. Logos หมายถึง รู้จักใช้เหตุผลอย่างถูกต้อง สำรวจปัญหาการสื่อสารด้วยวาจาในตัวเรา ปัญหาในการสื่อสารของแต่ละคนเมื่อต้องสื่อสารในที่สารธารณะ เช่น พูดเร็ว รัว เสียงเบา แหบพร่า ลิ้นเต็มปาก ห้วนห้าวแข็งกระด้าง เสียงราบเรียบ มีนะคะ ครับมากเกินไป แบ่งวรรคตอนผิด คำควบกล้ำไม่ ชัด เป็นต้น
6 หลักการพูด ควรคำนึงถึง พลังของเสียง ระดับของน้ำเสียง น้ำเสียง/โทนเสียง จังหวะอัตรา ความเร็ววรรคตอน/การหยุดหายใจ ความต่อเนื่องหรือลื่นไหล การออกเสียงอักขระควบกล้ำเป็นต้น อุปสรรคด้าน อวัจนภาษา เช่น ตัวสั่น เสียงสั่น ยืนเขย่า เท้าเขย่ง ลำตัวแกว่ง หน้าไม่สัมพันธ์ กับเนื้อเรื่อง ล้วงกระเป๋า หรือกอดอก เป็นต้น เวลา 13.00 – 16.00 น. การจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ และแนวทาง การขอรับงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณ (อปท.)โดย อ.คณิตา ราษฎ์นุ้ย สาระสำคัญ ดังนี้ กระบวนการงบประมาณ มี ๔ ขั้นตอน ดังนี้ 1. การจัดทำงบประมาณ 2. การอนุมัติงบประมาณ 3. การบริหารงบประมาณ 4. การติดตามประเมินผล ๑. การจัดทำงบประมาณ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณเงินอุดหนุน 1. รัฐธรรมนูญ 2560 - มาตรา250วรรค 4 รัฐต้องดำเนินการให้ อปท. มีรายได้ของตนเอง โดยจัดระบบภาษีจัดสรรภาษีที่เหมาะสม พัฒนาการหารายได้ของ อปท. ในระหว่างที่ยังไม่อาจดำเนินการได้ให้ รัฐจัดสรรงบประมาณ เพื่อสนับสนุน อปท. ไปพลางก่อน 2. พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯพ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา30 (4) ตั้งแต่ปีงบประมาณ2550รายได้ อปท. ต้องไม่น้อยกว่า ร้อยละ 25 ของรายได้สุทธิรัฐบาล โดยมีจุดมุ่งหมายให้เพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 35 3. พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 มาตรา 17 การจัดสรรงบประมาณ (5) สนับสนุน อปท. จัดทำบริการสาธารณะ โดยคำนึงถึงความสามารถในการหารายได้ของ อปท. มาตรา 65 การ จัดสรรงบประมาณการใช้จ่าย การก่อหนี้ผูกพัน การบริหารทรัพย์สิน ของ อปท. ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ คุ้มค่า ประหยัด มาตรา 66 การจัดทำงบประมาณ อปท. ให้พิจารณาฐานะการคลังของ อปท. ความจำเป็นใน การใช้จ่ายและการเก็บรายได้ 4. พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 4 กำหนดหน่วยรับงบประมาณ หมายถึง หน่วยงานของรัฐ โดยรวม อปท. ด้วย มาตรา 29 การขอตั้งงบประมาณให้ อปท. ยื่นคำขอตั้งงบประมาณต่อ รมว.มท. เพื่อเสนอต่อ ผอ.สงป. และให้จัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับกฎหมาย กำหนดแผนและขั้นตอน กระจายอำนาจ แหล่งรายได้ของ อปท. - รายได้ที่อปท. จัดเก็บเอง ได้แก่ ภาษีต่าง ๆ และที่ไม่ใช่ภาษี เช่น ค่าธรรมเนียมอนุญาต ค่าปรับ ค่าสาธารณูปโภค รายได้จากทรัพย์สิน - รายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บให้และแบ่งให้ ได้แก่ ภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บให้ เช่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีรถยนต์ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ฯลฯ และภาษีที่รัฐบาลแบ่งให้ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่มตาม พรบ.กำหนดแผนและ ขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ
7 - เงินอุดหนุนจากรัฐบาล ได้แก่ เงินอุดหนุนทั่วไป(รายจ่ายประจำ) และเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ (รายจ่ายลงทุน) - หลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณให้แก่ อปท. - เงินอุดหนุนทั่วไป 1. เป็นเงินที่กำหนดให้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของรายการ 2. เป็นลักษณะงบบุคลากรและงบดำเนินการตามภารกิจถ่ายโอน 3. เป็นภารกิจถ่ายอำนาจหน้าที่ของ อปท. ตามกฎหมายและภารกิจถ่ายโอน 4. จัดสรรตามปริมาณภารกิจ กลุ่มเป้าหมาย ค่าใช้จ่าย ราคาต่อหน่วยที่ต้องจ่าย ตามระเบียบ ประกาศ มติ ครม. และกฎหมายกำหนด 5. จัดสรรตามประกาศหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกระจายอำนาจฯ กำหนด - เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ 1. เป็นรายการตามแผนพัฒนาท้องถิ่น และสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด 2. เป็นเงินที่กำหนดให้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของรายการ 3. เป็นลักษณะงบลงทุน ค่าครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง 4. เป็นภารกิจ อำนาจหน้าที่ของ อปท. ตามกฎหมายและภารกิจถ่ายโอน 5. เป็นรายการที่ ก.ก.ถ. กำหนด - รายการงบประมาณเงินอุดหนุนที่จัดสรรให้แก่ อปท. - การจัดบริการสาธารณะด้านบริหารจัดการ (เงินอุดหนุนทั่วไป) 1. เงินอุดหนุนสำหรับดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และภารกิจถ่ายโอน 2. เงินอุดหนุนสำหรับชดเชยรายได้ที่ลดลงจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3. เงินอุดหนุนสำหรับชดเชยรายได้ให้แก่ อปท. ที่ได้รับผลกระทบจากการจัดเก็บ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 4. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการถ่ายโอนบุคลากร (เงินเดือนและสวัสดิการ) 5. เงินอุดหนุนค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ อปท. ที่ปฏิบัติงานใน พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 6. เงินอุดหนุนเพื่อบรรจุข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นด้านสาธารณะสุขที่ ปฏิบัติงานในสถานการณ์การแพร่ระบาของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นกรณีที่มีเหตุพิเศษ ๗. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาพยาบาลของข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น และลูกจ้าง - การจัดบริการสาธารณะด้านการศึกษา(เงินอุดหนุนทั่วไป) 1. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ค่าอาหารเสริม(นม)เด็กปฐมวัย 2. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ค่าอาหารกลางวัน 3. เงินอุดหนุนสำหรับส่งเสริมศักยภาพการจัดการศึกษาท้องถิ่น 4. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจน จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน 5. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาสำหรับศูนย์พัฒนา เด็กเล็ก
8 6. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการจัดการศึกษาของ อปท.ในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้ 7. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการจัดการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาส (ค่าจ้างครู) 8. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการจัดการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาส(ค่าพัฒนาครู อาสาและวัสดุการศึกษา) 9. เงินอุดหนุนสำหรับส่งเสริมศักยภาพการจัดการศึกษาท้องถิ่น (ค่าปัจจัยพื้นฐาน สำหรับนักเรียนยากจน) 10. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนโครงการท้องถิ่นรักการอ่าน 11. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนศูนย์เยาวชน 12. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนศูนย์เด็กเล็ก (เงินเดือน ค่าตอบแทน เงินเพิ่มค่า ครองชีพและสวัสดิการ) 13. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการจัดการศึกษาภาคบังคับ (ค่าเงินเดือนครู และ ค่าจ้างประจำ) ๑๔. เงินอุดหนุนสำหรับการจัดการศึกษาภาคบังคับ (ค่าเช่าบ้าน) ๑๕. เงินอุดหนุนสำหรับการจัดการศึกษาภาคบังคับ (ค่าการศึกษาของบุตร) ๑๖. เงินอุดหนุนสำหรับการจัดการศึกษาภาคบังคับ (ค่าบำเหน็จบำนาญ) ๑๗. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการจัดการศึกษาของ อปท. ในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ (ค่าตอบแทนและสวัสดิการครู) ๑๘. เงินอุดหนุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของ อปท. ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อ สนับสนุนสื่อการเรียนการสอนเชิงสัญลักษณ์ของความเป็นชาติ ๑๙. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนสถานศึกษาสังกัด อปท. ที่มีการจัดการศึกษา ลักษณะพิเศษ ๒๐. เงินอุดหนุนโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาราชเจ้า ฯ - การจัดบริการสาธารณะด้านการศึกษา (เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ) 1. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการก่อสร้างอาคารเรียนและอาคารประกอบ 2. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 3. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนงบประมาณโครงการการส่งเสริมการเรียนรู้เด็ก ปฐมวัยท้องงถิ่นไทยผ่านการเล่น (สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา) 4. เงินอุดหนุนชุดอุปกรณ์สำหรับห้องเรียนคุณภาพแห่งการเรียนรู้ด้านสื่อเทคโนโลยี สารสนเทศ DLTV 5. เงินอุดหนุนสำหรับการพัฒนาระบบบริหารจัดการศึกษาอิเล็กทรอนิกส์ของ อปท. เพื่อเข้าสู่ประเทศไทย 4.0 ๖. เงินอุดหนุนสำหรับครุภัณฑ์ทางการศึกษา(ห้องเรียนอัจฉริยะสำหรับโรงเรียนใน สังกัด อปท.) ๗. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการก่อสร้างสระว่ายน้ำในโรงเรียนสังกัด อปท. ๘. เงินอุดหนุนสำหรับครุภัณฑ์ทางการศึกษา (ห้องเรียนอัจฉริยะสำหรับโรงเรียนใน สังกัด อปท.)
9 - การจัดบริการสาธารณะด้านโครงสร้างพื้นฐาน (เงินอุดหนุนทั่วไป) ๑. เงินอุดหนุนสำหรับงบดำเนินงานของสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า (ค่ากระแสไฟฟ้า) ๒. เงินอุดหนุนเป็นค่าจ้างลุกจ้างชั่วคราวถ่ายโอนงานสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า - การจัดบริการสาธารณะด้านโครงสร้างพื้นฐาน (เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ) 1. เงินอุดหนุนสำหรับก่อสร้าง ปรับปรุง ซ่อมแซมถนนทางหลวงท้องถิ่น 2. เงินอุดหนุนสำหรับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคแก่ประชาชน (ก่อสร้างและปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพระบบประปาหมู่บ้าน) 3. เงินอุดหนุนสำหรับปรับปรุง ซ่อมแซมสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า 4. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการก่อสร้าง/ปรับปรุงและพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำ ให้แก่ อปท. 5. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการก่อสร้าง/ปรับปรุงและพัฒนาการบริหารจัดการ น้ำ ระบบธนาคารน้ำใต้ดิน 6. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำเพื่อสนับสนุนงานฎีกา 7. เงินอุดหนุนสำหรับปรับปรุง ซ่อมแซมสถานีขนส่งผู้โดยสารที่ได้รัยการถ่ายโอน จากกรมการขนส่งทางบก 8. เงินอุดหนุนสำหรับก่อสร้างและปรับปรุงซ่อมแซมหอกระจายข่าว (เสียงตาม สาย/ไร้สาย)ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ อปท. - การจัดบริการสาธารณะด้านสังคม (เงินอุดหนุนทั่วไป) 1. ค่าใช้จ่ายสำหรับสนับสนุนการสงเคราะห์เบี้ยยังชัพผู้สูงอายุ 2. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพความพิการ 3. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้ป่วยเอดส์ 4. เงินอุดหนุนสำหรับโครงการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติ จนเป็นวิถีชุมชนท้องถิ่น 5. เงินอุดหนุนการบริหารสนามกีฬา ๖. เงินอุดหนุนการบริหารสนามกีฬา (เงินเดือน ค่าจ้าง) ๗. เงินอุดหนุนสำหรับการดำเนินงานตามแนวทางโครงการพระราชดำริด้าน สาธารณสุข ๘. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการให้บริการด้านสาธารณสุข ของสถานีอนามัยที่ถ่ายโอนให้แก่ อปท. ๙. เงินอุดหนุนสำหรับขับเคลื่อนโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษ สุนัขบ้าตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราช กุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี ๑๐. เงินอุดหนุนสำหรับสำรวจข้อมูลจำนวนสัตว์และขึ้นทะเบียนสัตว์ตามโครงการ สัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้าตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารีกรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี ๑๑. เงินอุดหนุนเพื่อสนับสนุนค่าป่วยการสำหรับอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น
10 - การจัดบริการสาธารณะด้านสังคม (เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ) 1. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว 2. ก่อสร้างลานกีฬา/สนามกีฬา 3. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนงบประมาณโครงการรักษาความสงบเรียบร้อยและ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน(บูรณาการแก้ไขปัญหาอาชญากรรม)ด้วยระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV System) 4. เงินอุดหนุนสำหรับพัฒนายกระดับอปท. ต้นแบบ เป็นศูนย์เรียนรู้การบริหาร จัดการน้ำอย่างเป็นระบบ 5. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการให้บริการด้านสาธารณสุข ของสถานีอนามัยที่ถ่ายโอนให้แก่ อปท. (ค่าครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้างสำหรับสนับสนุนสถานีอนามัยที่ถ่ายโอน ให้แก่ อปท. - การจัดบริการสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม (เงินอุดหนุนทั่วไป) 1. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนภารกิจด้านการป้องกันและควบคุมไฟป่าของ อปท. ๒. เงินอุดหนุนสำหรับดำเนินการสำรวจข้อมูลและขอบเขตของพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wet land) ระดับท้องถิ่นที่อยู่นอกเขตพื้นที่อนุรักษ์ - การจัดบริการสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม (เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ) 1. ค่าครุภัณฑ์การจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยให้แก่ อปท.(ครุภัณฑ์รถบรรทุกขยะ)
11 ๒. การอนุมัติงบประมาณ การพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติ สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาภายใน 105 วัน วาระ 1 รับหลักการ - คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ วาระ 2 สภาผู้แทนฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ. วาระ 3 รับร่าง พ.ร.บ. วุฒิสภา พิจารณาภายใน 20 วัน (ให้ความเห็นชอบ/ไม่ให้ความเห็นชอบ) - คณะกรรมาธิการวิสามัญ ฯ วุฒิสภา กลไกสำคัญ - คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ (ของสภาผู้แทนฯ) - คณะอนุกรรมาธิการฯ ท้องถิ่น(คณะที่ 5) - คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ (ของวุฒิสภา) สภาผู้แทนราษฎร ๑. วาระ 1 รับหลักการ ๒. การพิจารณาของคณะกรรมการวิสามัญ ๓. วาระที่ ๒ – ๓ ขั้นตอนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ๑. คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี (สภา ผู้แทนราษฎร)พิจารณารายละเอียดงบประมาณของกระทรวง - หน่วยงานโดยมีการปรับลดงบประมาณ และมี การพิจารณาเพิ่มงบประมาณจากรายการที่ ครม. ให้ความเห็นชอบ ๒. คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ตั้งคณะอนุกรรมาธิการตามความเหมาะสม เพื่อพิจารณา รายละเอียดเชิงลึกงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณ ๓. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้แปรญัตติเสนอแปรญัตติต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ
12 ๔. คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จัดทำร้ายงานและข้อสังเกตจากการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. เสนอ ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา ๑. การพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 256๗ ๒. การพิจารณาของวุฒิสภา เมื่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 และส่งให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ วุฒิสภาต้องให้ความเห็นชอบให้แล้วเสร็จภายใน 20 วันโดยตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภา ซึ่งมีแนว ทางการพิจารณา ดังนี้ ๑. ขั้นตอนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯของคณะกรรมาธิการวิสามัญ 1.1 คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ วุฒิสภาต้องพิจารณาร่าง พ.ร.บ. และรายงาน ความเห็นต่อประธานวุฒิสภาภายใน 10 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่าง พ.ร.บ. จากวุฒิสภา 1.2 การพิจารณาในขั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญฯไม่มีการแปรญัตติ 1.3 คณะกรรมาธิการวุฒิสภาจัดทำร้ายงานและข้อสังเกตเสนอต่อประธานวุฒิสภา 2. วุฒิสภาพิจารณาลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว สมาชิกจะขอแก้ไขเพิ่มเติมมิได้
13 การใช้จ่ายงบประมาณเงินอุดหนุน ๑. รายได้ที่ อปท. จัดเก็บเอง ภาษีจัดสรร ให้ประมาณการใกล้เคียงกับปีงบประมาณที่ผ่านมา หรือเป็นไปตามที่กฎหมายที่เกี่ยวกับรายได้ของ อปท. กำหนด ๒. อปท. ดำเนินการจัดทำประมาณการรายรับทั้งปีให้ครบถ้วนทุกหมวดรายรับ (ตามรายการ ประเภทรายรับที่อปท. ได้รับในปีที่ผ่านมาตามที่กฎหมายกำหนด) ๓. รายการเงินอุดหนุนทั่วไป ให้ประมาณการใกล้เคียงกับยอดวงเงินรวมที่ได้รับจัดสรรใน ปีงบประมาณที่ผ่านมา รายการเงินอุดหนุนทั่วไปที่ อปท. ไม่ต้องนำไปจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีจำนวน 5 รายการ ได้แก่ 1. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการถ่ายโอนบุคลากร 2. เงินอุดหนุนสำหรับการจัดการศึกษาภาคบังคับ (ค่าการศึกษาของบุตร) ๓. เงินอุดหนุนสำหรับการจัดการศึกษาภาคบังคับ (ค่าเช่าบ้าน) 4. เงินอุดหนุนสำหรับการจัดการศึกษาภาคบังคับ (ค่าบำเหน็จ บำนาญ) 5. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนนุค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษาพยาบาลของข้าราชการพนักงานส่วน ท้องถิ่นและลูกจ้าง (ตั้งงบประมาณที่ สถ.) อ้างอิงจาก หนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0808.2/ว 3749ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 เรื่อง ซักซ้อมแนวท่างการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ของ อปท. รายการเงินอุดหนุนเฉพาะกิจให้ไปใช้จ่ายตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการจัดหา พัสดุภาครัฐ ๑. หาตัวผู้รับจ้างตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ๒. ลงนามในสัญญาก่อหนี้ผูกพัน ๓. ตรวจรับงานจ้าง ๔. เบิกจ่ายงบประมาณ (ส่งจังหวัดเพื่อทำการเบิกจ่าย) ๕. สามารถโอน หรือเปลี่ยนแปลงงบประมาณได้ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 และหลักเกณฑ์ที่กำหนด ๓. การบริหารงบประมาณเงินอุดหนุน พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 34 ให้หน่วยรับงบประมาณจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ตามกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายเสนอต่อผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ มาตรา 36 งบประมาณที่กำหนดไว้ในแผนหรือรายการใดแล้ว หน่วยรับงบประมาณจะโอน หรือนำไปใช้ในแผนงาน หรือรายการอื่นมิได้ เว้นแต่จะได้รับการอนุมัติจากผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ มาตรา 37 ให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดเป็นผู้รับชอบควบคุมการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของหน่วย รับงบประมาณ
14 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 นอกจากที่กำหนดในข้อ 23 ข้อ 26 และข้อ 27 การโอนเงินจัดสรร จากผลผลิต หรือ โครงการใดๆ ไปตั้งจ่ายในผลผลิตหรือโครงการอื่น ๆ (ภายในแผนงานเดียวกัน) การเปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของเงินจัดสรร (สำหรับงบรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ และงบบูรณาการ) "ให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยการใช้งบประมาณรายจ่าย การโอนเงินจัดสรรหรือการ เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร ที่สำนักงบประมาณกำหนด" - หลักเกณฑ์ว่าด้วยการใช้งบประมาณรายจ่าย การโอนเงินจัดสรร หรือการเปลี่ยนแปลง เงินจัดสรร พ.ศ. 2562 ข้อ ๗ - กรณีหน่วยรับงบประมาณ จะใช้เงินนอกงบประมาณสมทบกับเงินจัดสรรเป็นอำนาจอนุมัติ ของหัวหน้าหน่วยรับงบประมาณ (ใช้สำหรับกรณีมิได้ระบุไว้ในเอกสารประกอบงบประมาณรายจ่าย) เงื่อนไข (1) นำเงินนอกไปสมทบ กับเงินจัดสรรเป็นค่าใช้จ่าย "รายการครุภัณฑ์" ที่มีวงเงิน/หน่วยต่ำ กว่า 1 ล้านบาท หรือ "ค่าสิ่งก่อสร้าง" ที่มีวงเงิน/หน่วย ต่ำกว่า 10 ล้านบาท (2) สมทบได้ ไม่เกินร้อยละ 10 (นอกจากนี้ : ให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณก่อน) ข้อ ๘ - หัวหน้าหน่วยรับงบประมาณอาจโอนเงินจัดสรรหรือเปลี่ยนแปลงเงินจัดสรรภายใต้แผนงาน ผลผลิตหรือโครงการเดียวกันได้ (เป็นอำนาจของหัวหน้าหน่วยรับงบประมาณ) ภายใต้เงื่อนไข 1. ต้องมิใช่การโอนเงินจัดสรรหรือเปลี่ยนแปลงเงินจัดสรรจากรายจ่าย - รายการค่าครุภัณฑ์ที่มีวงเงินหน่วยตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป - รายการค่าที่ดิน - รายการค่าสิ่งก่อสร้างที่มีวงเงินหน่วยตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป - รายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ 2. ต้องไม่นำไปกำหนดเป็น - รายการค่าตัดหาครุภัณฑ์ยานพาหนะ - รายการค่าครุภัณฑ์ที่มีวงเงินหน่วยตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป - รายการค่าที่ดิน - รายการค่าสิ่งก่อสร้างที่มีวงเงินหน่วยตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ที่ไม่ได้กำหนดไว้ในแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ และต้องไม่ เป็นการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ - กรณีมีเงินจัดสรรเหลือจ่ายจากการดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์หรือจากการ จัดซื้อจัดจ้างแล้ว (หัวหน้าหน่วยรับงบประมาณ) อาจโอนเงินจัดสรรหรือเปลี่ยนแปลงเงินจัดสรรดังกล่าวไปไป ใช้จ่ายเป็นรายการใด ๆ ภายใต้แผนงาน ผลผลิตหรือโครงการเดียวกัน และภายใต้เงื่อนไขตาม (2) ได้ โดยไม่ ต้องขออนุมัติจากสำนักงบประมาณ ข้อ ๙ กรณีหน่วยรับงบประมาณได้รับอนุมัติจัดสรรงบประมาณ รายการค่าครุภัณฑ์ หรือ สิ่งก่อสร้าง (มิใช่รายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปี) หากผลการจัดซื้อจัดจ้างสูงกว่างบประมาณที่ได้รับจัดสรร (หัวหน้าหน่วยรับงบประมาณ) อาจโอนเงินจัดสรรจากรายการอื่น (ภายใต้แผนงานเดียวกัน) หรือนำเงินนอก
15 งบประมาณไปเพิ่มวงเงินรายการค่าครุภัณฑ์ หรือ สิ่งก่อสร้างนั้น ได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของวงเงินที่ได้รับการ จัดสรรงบประมาณ รายการตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่เงินจัดสรรได้รวมรายการค่าครุภัณฑ์ หรือสิ่งก่อสร้างหลาย หน่วย ไว้ในร้ายการเดียวกัน ให้ถือว่าครุภัณฑ์ หรือ สิ่งก่อสร้าง 1 หน่วย เป็น 1 รายการ ข้อ ๑๑ การโอนเงินจัดสรร และหรือ เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ใน หลักเกณฑ์นี้ให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ คำผิดอันเกิดจากการพิมพ์ เช่น สะกดผิด คำซ้ำ เกินหรือตกหล่น หรือใช้คำไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจ เป็นความคลาดเคลื่อนเมื่อหน่วยรับงบประมาณจะดำเนินการใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันงบประมาณรายจ่าย ต่อไป หน่วยรับงบประมาณสามารถแก้ไขคำผิดในลักษณะดังกล่าวให้ถูกต้องได้โดยไม่ต้องขอแก้ไขคำผิดจาก สำนักงบประมาณอีก 4 . การติดตาม ประเมินผล - อปท.จัดทำแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเสนองบสำนักงบประมาณอนุมัติ - อปท. จะต้องดำเนินการบริหารงบประมาณจัดซื้อจัดจ้าง EGP ทุกขบวนการจัดจ้างจนได้ ผู้รับจ้างลงนามในสัญญา - การเบิกจ่ายงประมาณที่ได้ก่อหนี้ผูกพันแล้ว จะต้องลงในระบบ GFMIS - ให้ อปท. รายงานผลการดำเนินกก่อหนี้ผูกพันในระบบ e-Planเพื่อใช้ในการติดตามและ เร่งรัดการใช้จ่ายของ อปท. และรายงานกระทรวงมหาดไทยทราบ
16 วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 09.00 – 16.00 น. การตรวจสอบด้านการคลัง การบัญชี การเงิน การพัสดุของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทคนิคการเขียนรายงานการตรวจสอบและติดตามผลการปฏิบัติงาน โดย อ.อรัญญา วัฒนเศรษฐานันท์ สาระสำคัญ ดังนี้ แผนการตรวจสอบการคลัง การเงิน การบัญชีและการพัสดุ อปท. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ขอบเขตการตรวจสอบ ๑. ตรวจสอบการบริหารงานและการปฏิบัติงานด้านการคลัง การเงิน การบัญชีและการพัสดุ อปท. กลุ่มงานการเงิน บัญชี และการตรวจสอบสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด รวม ๔ จังหวัด จำนวน อปท. ไม่น้อยกว่า ๑๒๐ แห่ง ๒. ตรวจสอบการดำเนินงานด้านการเงิน การบัญชี และการพัสดุของสถานศึกษาสังกัด อปท. รวม ๑๒ จังหวัด จำนวนไม่น้อยกว่า ๑๒๐ แห่ง ๓. นิเทศการบริหารงานและการปฏิบัติงานจากผลการตรวจสอบด้านการคลัง การเงิน การ บัญชี และการพัสดุให้กับ อปท. จำนวน ๑๒ จังหวัด แนวทางการตรวจสอบด้านการคลัง การเงิน การบัญชี และการพัสดุของ อปท. และข้อ ตรวจพบจากการตรวจสอบ เนื่องจากพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ กำหนดให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เป็นหน่วยงานของรัฐตาม (๖) นั้น กำหนดให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการ ดังนี้ ๑. ให้กระทรวงการคลังกำหนดมาตรฐานการบัญชีและนโยบายการบัญชีภาครัฐ ให้หน่วยงาน ของรัฐที่มิใช่รัฐวิสาหกิจและทุนหมุนเวียน ๒. ให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีผู้ทำบัญชีตามหลักเกณฑ์และคุณสมบัติที่กระทรวงการคลัง กำหนด เพื่อจัดทำบัญชีและรายงานการเงินตามพระราชบัญญัตินี้ ๓. ให้หน่วยงานของรัฐจัดทำรายงานการเงินประจำปีงบประมาณซึ่งอย่างน้อยต้อง ประกอบด้วยงบแสดงฐานะการเงิน และงบแสดงผลการดำเนินงานทางการเงิน ทั้งเงินงบประมาณ และเงิน นอกงบประมาณ และเงินอื่นใด รวมถึงการก่อหนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนด และส่ง ให้ สตง. เพื่อตรวจสอบภายใน ๙๐ วันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ และนำส่งกระทรวงการคลังด้วย ๔. ให้ สตง. หรือผู้สอบบัญชีที่ สตง. เห็นชอบ ตรวจสอบรายงานการเงินที่หน่วยงานของรัฐส่ง ให้ภายใน ๑๘๐ วันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ โดยให้ตรวจสอบและรายงานผลการตรวจสอบตามนโยบาย หลักเกณฑ์และมาตรฐานที่ คตง. กำหนด ๕. ให้หน่วยงานของรัฐนำส่งรายงานการเงินประจำปีพร้อมกับรายงานผลการตรวจสอบของ สตง. ให้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และกระทรวงเจ้าสังกัด และเปิดเผยให้สาธารณชนทราบ รวมทั้ง เผยแพร่ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับรายงานผลการตรวจสอบจาก สตง.
17 ๖. ให้กระทรวงการคลังจัดทำรายงานการเงินรวมของ อปท. รายงานการเงินรวมของรัฐ ซึ่ง ประกอบด้วยข้อมูลรายงานการเงินรวมของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ ดังนี้ รายงานการเงินรวมของ รัฐวิสาหกิจ,รายงานการเงินรวมของ อปท. และนำรายงานดังกล่าวเสนอต่อ ครม. ภายใน ๒๑๐ วันนับแต่วันสิ้น ปีงบประมาณ ๗. กรณีหน่วยงานของรัฐใดไม่ส่งรายงานการเงินภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ กระทรวงการคลังเปิดเผยไว้ในรายงานข้างต้น และให้แจ้งไว้ในรายงานที่เสนอต่อ ครม. ด้วย และให้เปิดเผยต่อ สาธารณชนทราบ รวมทั้งเผยแพร่ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย ๘. ให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มี การตรวจสอบภายใน การควบคุมภายใน การบริหารจัดการ ความเสี่ยงโดยให้ถือปฏิบัติตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด ประเภทของการตรวจสอบภายใน 1. การตรวจสอบทางการเงิน 2. การตรวจสอบการดำเนินงาน 3. การตรวจสอบการบริหาร 4. การตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนด 5. การตรวจสอบระบบงานสารสนเทศ 6. การตรวจสอบพิเศษ ประเภทกระดาษทำการ 1. ผู้ตรวจสอบภายในจัดทำขึ้นเอง 2. จัดทำโดยหน่วยรับตรวจ เช่น สำเนาเอกสาร สำเนารายละเอียดประกอบบัญชีแผนผัง ระบบงาน 3. ได้รับจากบุคคลภายนอก เช่น เอกสารการยืนยันยอด แบบสอบถาม หนังสือร้องเรียน กระดาษทำการของผู้ตรวจสอบภายใน - เป็นเอกสารที่ผู้ตรวจสอบภายในจัดทำขึ้นเพื่อบันทึกรายละเอียดการทำงานประกอบด้วย ข้อมูลต่าง ๆ ที่ใช้ในการตรวจสอบ - ไม่มีรูปแบบตายตัว ขึ้นอยู่กับขอบเขตการตรวจสอบ วิธีการตรวจสอบ - ใช้บันทึกข้อมูล สรุปผลการตรวจสอบ เป็นหลักฐานในการปฏิบัติงานของผู้ตรวจสอบภายใน การสอบทาน ทบทวนงาน - เป็นประโยชน์ในการอ้างอิงภายหลัง รวมถึงอ้างอิงในการตรวจสอบครั้งต่อไป และ อ้างอิงกับบุคคลภายนอก ลักษณะของกระดาษทำการที่ดี - ความถูกต้องสมบูรณ์ - ชัดเจน เข้าใจง่าย - เรียบร้อย อ่านง่าย เป็นรูปแบบเดียวกัน
18 - ความเพียงพอ ตรงวัตถุประสงค์ กระชับประหยัดเวลาในการจัดทำระหว่างการตรวจสอบ เทคนิคและแนวทางการตรวจสอบ "ด้านการจัดทำงบประมาณรายจ่าย" - ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณของ อปท. พ.ศ. 2563 - มท 0808.2/ว 1095 ลว. 28 พ.ค. 2564 เรื่อง รูปแบบและการจำแนกประเภทรายรับ - รายจ่ายของ อปท. - มท 0808.2/ว 2268 ลว. 5 ต.ค. 2564 เรื่อง แก้ไขคำผิด และเพิ่มเติมข้อความรูปแบบ และการจำแนกประเภทรายรับ - รายจ่ายของ อปท. - กฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ และหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้อง เอกสารประกอบการตรวจสอบ - ข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่าย - บัญชีโอนงบประมาณรายจ่าย - ประกาศรายงานการรับ – จ่ายเงิน "ด้านการเบิกจ่ายเงิน" การเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร เอกสารประกอบการตรวจสอบ - ฎีกาเบิกเงินรายจ่าย - ใบเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรของ อปท. (แบบ ก.บ.1) - แบบ 7219 และ 7220 - งบหน้าใบสำคัญ แบบ 7222 - ใบเสร็จรับเงิน/หลักฐานการจ่ายเงินค่าการศึกษาของบุตร - เอกสารหลักฐานการได้รับอนุมัติจากต้นสังกัด เช่น หนังสือรับรอง ใบอนุญาต ประกาศสภา มหาวิทยาลัย ฯลฯ กฎหมาย ระเบียบ และหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้อง - ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๓ - พระราชกฤษฎีกาเงินสวัดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร พ.ศ. ๒๕๖๒ - ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร พ.ศ. ๒๕๖๐ - หนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค ๐๔๒๒.๓/ว ๒๕๗ ลงวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๙ เรื่อง ประเภทและอัตราเงินบำรุงการศึกษาและค่าเล่าเรียน - หนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค ๐๔๐๘.๕/ว ๒๒ ลงวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๑ เรื่อง ประเภทและอัตราเงินค่าเล่าเรียนในสถานศึกษาของเอกชนประเภทอาชีวศึกษา
19 ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๓ - แบบใบเบิกเงิน - ข้อ ๙ ให้ผู้มีสิทธิยื่นคำขอรับเงินค่าการศึกษาบุตรตามแบบ ก.บ.๑ พร้อมด้วยหลักฐานที่ ออกโดยสถานศึกษา ต่อผู้บังคับบัญชา และผู้บริหารท้องถิ่น ณ อปท. ต้นสังกัด หรือ อปท. ที่ขอรับบำนาญ ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร พ.ศ. ๒๕๖๐ การยื่นใบเบิกเงิน ข้อ ๑๐ การยื่นใบเบิกเงินสวัสดิการ (๑) ภายใน ๑ ปีการศึกษา นับแต่วันเปิดภาคเรียนแต่ละภาค ในกรณีที่เรียกเก็บเงินเป็น รายภาคเรียน (๒) ภายใน 1 ปีการศึกษา นับแต่วันเปิดภาคเรียนภาคที่ 1 ของปีการศึกษาในกรณีที่ เรียกเก็บเงินครั้งเดียวตลอดปี หากพ้นกำหนดให้ถือว่าหมดสิทธิในการยื่นขอเบิกเงินสำหรับภาคการศึกษาหรือปีการศึกษา นั้น ข้อ ๑๑ กำหนดเวลาการยื่นใบเบิกเงินตามข้อ ๑๐ ไม่ใช้บังคับแก่กรณี ดังต่อไปนี้ (๑) ผู้มีสิทธิถูกสั่งพักราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนและปรากฏในภายหลัง ว่าได้รับเงินเดือนในระหว่างนั้น ให้ผู้มีสิทธิยื่นเบิกเงินภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่กรณีถึงที่สุด (๒) ผู้มีสิทธิจำเป็นต้องขอผ่อนผันต่อสถานศึกษาในการชำระเงินล่าช้า ให้ผู้มีสิทธิยื่นเบิก เงินภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ออกหลักฐานการเงินของสถานศึกษา (๓) ผู้มีสิทธิมีบุตรกู้ยืมเงินเรียนจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ให้ผู้มีสิทธิยื่นเบิก เงินภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่ออกหลักฐานการเงินของสถานศึกษา ข้อ ๑๒ กรณีผู้มีสิทธิไม่สามารถลงลายมือชื่อในใบเบิกเงินสวัสดิการหรือไม่สามารถยื่นใบเบิก เงินสวัสดิการด้วยตนเอง ให้ดำเนินการดังนี้ (๑) ถ้าผู้มีสิทธิถึงแก่กรรม ให้ทายาทตามกฎหมายหรือผู้จัดการมรดกเป็นผู้ยื่น (๒) ถ้าผู้มีสิทธิมีสติสัมปชัญญะ แต่ไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ ให้พิมพ์ลายนิ้วมือแทน พร้อมมีพยาน ๒ คน ลงลายมือชื่อรับรอง และให้บุคคลในครอบครัวเป็นผู้ยื่น (๓) ถ้าผู้มีสิทธิไม่รู้สึกตัวหรือไม่มีสติสัมปชัญญะ แต่ยังไม่มีคำสั่งศาลให้เป็นคนไร้ ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ ให้บุคคลในครอบครัวเป็นผู้ยื่นพร้อมหนังสือรับรองของแพทย์ ผู้ทำการรักษาว่าไม่รู้สึกตัวหรือไม่มีสติสัมปชัญญะเพียงพอที่จะดำเนินการได้ หากไม่มีบุคคลดังกล่าว ให้อยู่ใน ดุลยพินิจของผู้บังกับบัญชาที่จะพิจารณาเห็นสมควรให้ผู้ใดเป็นผู้ดำเนินการแทน
20 - คู่สมรสเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นอยู่ต่างหน่วยงาน - ข้อ ๕ กรณีคู่สมรสเป็นผู้มีสิทธิทั้ง ๒ ฝ่าย ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ใช้สิทธิเบิกเงินสำหรับ บุตรทุกคนแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยต้องรับรองในใบเบิกเงินฯ ว่าตนเองเป็นผู้ใช้สิทธิเบิกเงินแต่เพียงฝ่ายเดียว ถ้าคู่สมรสอยู่ต่างหน่วยงาน หรือเปลี่ยนหน่วยงานผู้เบิกหลังจากที่มีการใช้สิทธิ เบิกเงิน สวัสดิการไปแล้วคู่สมรสฝ่ายที่เป็นผู้ใช้สิทธิต้องแจ้งขอให้หน่วยงาน แจ้งการใช้สิทธิให้หน่วยงานของคู่สมรส ทราบ และให้หน่วยงานที่ได้รับแจ้งดำเนินการตอบรับตามแบบที่กรมบัญชีกลางกำหนด กรณีต้องการเปลี่ยนแปลงผู้ใช้สิทธิเบิกเงินเป็นอีกฝ่ายหนึ่ง ให้ผู้ประสงค์จะใช้สิทธิเบิกเงินแจ้ง หน่วยงานพร้อมทั้งหลักฐานแสดงความยินยอมของคู่สมรส เพื่อให้หน่วยงานแจ้งการใช้สิทธิดังกล่าวให้ หน่วยงานของผู้ใช้สิทธิเบิกเงินเดิมทราบ และให้หน่วยงานที่ได้รับแจ้งดำเนินการตอบรับตามแบบที่ กรมบัญชีกลางกำหนด หลักฐานการรับเงินค่าการศึกษาบุตรต้องมีรายการครบถ้วนตามที่ระเบียบกำหนด ข้อ ๘ หลักฐานการรับเงินของสถานศึกษาอย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้ (๑) ชื่อ สถานที่อยู่ หรือที่ทำการของสถานศึกษาผู้รับเงิน (๒) วัน เดือน ปี ที่รับเงิน (๓) รายการแสดงการรับเงินระบุรายละเอียดแต่ละรายการ (๔) จำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษร (๕) ลายมือชื่อผู้รับเงิน กรณีสถานศึกษามีข้อตกลงกับธนาคารในการรับชำระเงิน ให้ใช้ใบแจ้งการชำระเงินและหรือ ใบเสร็จรับเงินของสถานศึกษา ซึ่งมีรายการตาม (๑) - (๕) เป็นหลักฐานการรับเงินของสถานศึกษา กรณีได้รับหลักฐานการรับเงินของสถานศึกษาแล้ว แต่เกิดสูญหาย ให้ใช้สำเนาหลักฐานการ รับเงินของสถานศึกษา ซึ่งผู้รับเงินของสถานศึกษารับรองเป็นเอกสารประกอบการขอเบิกเงินแทนได้ กรณีหลักฐานการเงินเป็นภาษาต่างประเทศให้มีคำแปลเป็นภาษาไทยซึ่งมีรายการตาม (๑)- (๕) ไว้ด้วย และให้ผู้ใช้สิทธิขอเบิกเงินลงลายมือชื่อรับรองคำแปลด้วย ใบขอเบิกเงินต้องแนบเอกสารหลักฐานที่สถานศึกษาได้รับอนุมัติให้เรียกเก็บเงินค่าบำรุง การศึกษา/ค่าเล่าเรียน หนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค ๐๔๒๒.๓/ว ๒๕๗ ลงวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๙ เรื่อง ประเภทและอัตราเงินบำรุงการศึกษาและค่าเล่าเรียน - เงินบำรุงการศึกษา เงินประเภทต่าง ๆ ที่สถานศึกษาของทางราชการเรียกเก็บตามอัตราที่ ได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนราชการเจ้าสังกัดหรือที่กำกับ มหาวิทยาลัย องค์การบริหารส่วน จังหวัด เทศบาลองค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มี กฎหมายจัดตั้ง หรือ องค์การของรัฐบาล - เงินค่าเล่าเรียน เงินค่าธรรมเนียมการเรียนหรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ซึ่งสถานศึกษาเอกชน เรียกเก็บตามอัตราที่สถานศึกษากำหนด
21 การเบิกจ่ายและการขอรับค่าเช่าบ้าน เอกสารประกอบการตรวจสอบ - ฎีกาเบิกเงินรายจ่าย - แบบขอรับค่าเช่าบ้าน (แบบ 6005) - แบบขอเบิกค่าเช่าบ้าน (แบบ 6006) - เอกสารหลักฐานประกอบการขอรับค่าเช่าบ้าน - แบบคำรับรองของเจ้าของบ้าน (กรณีเช่าบ้านพักอาศัย) - คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการขอรับค่าเช่าบ้าน - แบบรายงานการตรวจสอบการขอรับค่าเช่าบ้าน ระเบียบ และหนังสือสั่งการ ๑. ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ๒. หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๘๐๘.๒/ว ๕๘๖๒ ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๙ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ๓. หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๘๐๘.๒/ว ๒๙๖ ลงวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๐ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น (กรณีได้รับอนุมัติสิทธิ ก่อนวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๙) ๔. หนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท ๐๔0๗/ว ๑๒๖๘ ลงวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเบิกจ่ายเงินค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น กรณีได้รับอนุมัติสิทธิ ก่อนวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๐) หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๘๐๘.๒/ว๕๘๖๒ ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๙ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น การยื่นเอกสารขอเบิกเงินค่าเช่าบ้านต้องมีเอกสารที่พิจารณาการได้รับสิทธิที่ครบถ้วน ข้อ ๒ การยื่นขอเบิกเงินค่าเช่าบ้าน ให้ผู้มีสิทธิยื่นแบบขอรับค่าเช่าบ้าน (แบบ ๖๐๐๕) พร้อมด้วย (๑) สัญญาเช่าบ้าน แบบคำรับรองของเจ้าของบ้าน หรือ (๒) สัญญาเงินกู้ (๑) สัญญาซื้อขายบ้าน สัญญาซื้อขายบ้านพร้อมที่ดิน สัญญาค้ำประกัน สัญญาจำนอง หรือสำเนาโฉนดที่ดิน (๒) สัญญาซื้อขายที่ดิน สัญญาจ้างปลูกสร้างบ้าน สัญญาค้ำประกัน สัญญาจำนองหรือ สำเนาโฉนดที่ดิน (๓) รายงานข้อมูลในการขอรับค่าเช่าบ้าน (๔) เอกสารหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง สัญญาซื้อขาย/สัญญาปลูกสร้างบ้านมีวงเงินต่ำกว่าสัญญาเงินกู้ โดยไม่มีหนังสือรับรองจาก ธนาคารประกอบการเบิกจ่ายเงิน (๕) หากเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านสูงกว่าราคาบ้าน ให้นำค่าผ่อนชำระเงินกู้มาเบิก ค่าเช่า บ้านข้าราชการได้ โดยให้คำนวณตามหลักเกณฑและวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด
22 กรณีวงเงินในสัญญาซื้อขายบ้านหรือสัญญาจ้างปลูกสร้างบ้าน ต่ำกว่าสัญญาเงินกู้ ผู้ใช้ สิทธิต้องยื่นหลักฐานที่สถาบันการเงินรับรองว่า หากมีการกู้เงินตามวงเงินในสัญญาดังกล่าว จะต้องมีการผ่อน ชำระรายเดือนเป็นจำนวนเท่าใด - การแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการขอรับค่าเช่าบ้าน - การรายงานความเห็นของคณะกรรมการฯ ครบถ้วนตามประเด็นที่กำหนด ข้อ ๔ เมื่อมีการรับรองสิทธิขอรับค่าเช่าบ้านแล้ว ให้ผู้มีอำนาจอนุมัติการเบิกค่าเช่าบ้าน แต่งตั้งข้าราชการส่วนท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยกว่า ๓ คนเป็นกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเช่าบ้านว่า - ได้เช่าบ้านและพักอาศัยอยู่จริง - ระยะเวลาเริ่มต้นของการเช่าบ้านและการเข้าพักอาศัย - ความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าบ้านเมื่อเปรียบเทียบกับสภาพบ้าน และเมื่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายละเอียดครบถ้วนแล้วให้จัดทำ รายงานการตรวจสอบการขอรับค่าเช่าบ้าน เสนอต่อผู้มีอำนาจอนุมัติการเบิกค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วน ท้องถิ่น เพื่อพิจารณาอนุมัติการเบิกจ่ายต่อไป - เบิกจ่ายเงินค่าเช่าบ้านต้องมีการยื่นแบบขอเบิกค่าเช่าบ้าน (แบบ ๖๐๐๖) - มีใบเสร็จรับเงินประกอบการขอเบิก ข้อ ๖ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งได้รับอนุมัติให้เบิกค่าเช่าบ้านตามสิทธิแล้วให้ยื่นขอเบิก เงินค่าเช่าบ้านประจำเดือนตามแบบขอเบิกเงินค่าเช่าบ้าน(แบบ ๖๐๐๖) พร้อมหลักฐานการชำระเงิน ณ สำนักงานที่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้นั้นปฏิบัติราชการ หลักฐานการเบิกเงินค่าเช่าบ้านผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์หนังสือกรมส่งเสริมการ ปกครองท้องถิ่น ที่ มท ๐๘0๘.๒/ว ๑๕๘๓ ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑ เรื่อง การใช้ใบเสร็จรับเงินจาก ช่องทางการให้บริการด้านอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลักฐานในการประกอบการเบิกค่าเช่า กรณีชำระค่าเช่าบ้านโดยใช้ช่องทางการให้บริการด้านอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร และ ใบเสร็จรับเงินมีรายละเอียดแสดงได้ว่า - ผู้ใดเป็นผู้จ่าย - ผู้ใดเป็นผู้รับเงิน - เป็นการจ่ายเงินค่าอะไร - ประจำเดือนใด - จำนวนเงินเท่าใด ย่อมถือได้ว่าใบเสร็จรับเงินดังกล่าว ใช้เป็นหลักฐานในการเบิกจ่ายเงินค่าเช่าบ้านได้ สัญญาเช่าบ้าน - สัญญาเช่าบ้านต้องกำหนดวันเริ่มต้น - วันสิ้นสุดสัญญา - ตรวจสอบการเบิกเงินคำเช่าบ้านกับระยะเวลาสัญญาเช่าบ้านที่เหลืออยู่ตามสิทธิ ข้อ ๘ "สัญญาเช่าบ้าน สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้าน สัญญาเช่าบ้าน ต้องระบุ - วัน เดือน ปีที่ทำสัญญา - ชื่อคู่สัญญา - สถานที่เช่า - วันเริ่มต้นแห่งสัญญาเช่า ระยะเวลาการเช่า วันสิ้นสุดสัญญาเช่า
23 - และอัตราค่าเช่ารายเดือน การชำระค่าเช่าซื้อ - กรณีเบิกค่าเช่าบ้านเพื่อชำระเงินกู้ต่อเนื่องจากสังกัดเดิม - เบิกค่าเช่าบ้านหลังเดิม อัตราเดิม - การ Refinance เปลี่ยนสถาบันให้กู้กู้เพิ่ม เปลี่ยนแปลงสัญญากู้ ข้อ ๑๐ ให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านยื่นแบบขอรับค่าเช่าบ้าน (แบบ ๖๐๐๕) ฉบับใหม่ในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) โอนย้ายไปประจำสำนักงานแห่งใหม่ (๒) เปลี่ยนแปลงสัญญาเช่าบ้าน สัญญาเช่าซื้อบ้าน หรือสัญญาเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้าน กรณีนำหลักฐานค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านในท้องที่เดิมมาเบิก ต่อเนื่องในท้องที่ใหม่ให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ตรวจสอบหลักฐานที่นำมาเบิกค่าเช่าบ้านใน ช่วงเวลาที่รับราชการในท้องที่เดิมและระยะเวลาที่ได้รับอนุมัติให้เบิกจ่ายค่าเช่าบ้าน - เบิกจ่ายเงินค่าเช่าบ้านต้องอยู่อาศัยจริงครบตามสิทธิ ไม่ใช่รายจ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อมีการจ่าย ค่าเช่า/ชำระเงินกู้ ข้อ ๑๒ ให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีสิทธิได้รับเงินค่าเช่าบ้านตั้งแต่วันที่ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ผู้นั้นได้เช่าอยู่จริง แต่ไม่ก่อนวันที่รายงานตัวเพื่อเข้ารับหน้าที่ และให้สิ้นสุดในวันที่ขาดจากอัตรา เงินเดือนหรือ วันที่อยู่ในข่ายหมดสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตามระเบียบนี้ ถ้าผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ไปรับราชการใน ท้องที่อื่นไม่ สามารถออกเดินทางไปได้ในวันที่ส่งมอบหน้าที่ ให้มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการต่อไปอีกไม่เกิน สิบวันนับ แต่วันส่งมอบหน้าที่ เว้นแต่มีความจำเป็นจะต้องอยู่ต่อไปอีกให้เบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการต่อไปได้ เท่าที่จำเป็น โดยได้รับการอนุมัติจากผู้ออกคำสั่งแต่งตั้ง - กรณีมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันหลายคนซึ่งมิใช่คู่สมรสต้องแบ่งสัดส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ - กรณีหย่า เบิกค่าเช่าบ้าน (สินสมรส) ต้องแบ่งสัดส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ ข้อ ๑๔ ในกรณีที่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตามระเบียบนี้ ได้เช่าซื้อ หรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านที่ค้างชำระอยู่ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย และได้อาศัยอยู่จริงในบ้านนั้น ให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้นั้นมีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อน ชำระเงินกู้ดังกล่าวมาเบิกค่าเช่าบ้านได้ไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านข้าราชการท้าย ระเบียบนี้ ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (๒) หากเช่าซื้อหรือกู้เงินเพื่อชำระราคาบ้านร่วมกับบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่คู่สมรสและมีกรรมสิทธิ์ รวมกับบุคคลอื่นในบ้านนั้น จะเบิกจ่ายค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้ได้ตามสัดส่วนแห่งกรรมสิทธิ์สำหรับ บ้านหลังดังกล่าว การเบิกจ่ายเงินอุดหนุน เอกสารประกอบการตรวจสอบ - ฎีกาเบิกเงินรายจ่าย - โครงการขอรับเงินอุดหนุน (ยกเว้น อุดหนุนอาหารกลางวันรัฐวิสาหกิจ) - บันทึกข้อตกลงการรับเงินอุดหนุน (ยกเว้น อุดหนุนอาหารกลางวันรัฐวิสาหกิจ) - รายละเอียดประมาณการค่าใช้จ่ายแนบท้าย - คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานติดตามและประเมินผลการใช้จ่ายเงินอุดหนุน
24 - แบบรายงานผลการดำเนินงานตามโครงการที่ได้รับเงินอุดหนุน สรุปรายงานการใช้ จ่ายเงิน และสำเนาใบเสร็จรับเงินหรือเอกสารหลักฐานอื่น กรณีเงินเหลือจ่ายสำเนาใบเสร็จรับเงินประกอบ ระเบียบ และหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้อง - ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติม - หนังสือหนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท ๑๘0๘.๒/ว ๔๗๕- ลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๓ เรื่อง ซักซ้อมแนวทางปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยเงินอุดหนุนขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนต้องเป็นไปตามระเบียบโครงการที่ขอรับเงินอุดหนุนต้องเป็น ภารกิจที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ข้อ ๓ หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุน (๑) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (๒) ส่วนราชการ (ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน) (๓) รัฐวิสาหกิจ (๔) องค์กรประชาชน (๕) องค์กรทางศาสนา (๖) องค์กรการกุศล ข้อ ๔ อปท. อาจตั้งงบประมาณให้เงินอุดหนุนหน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนได้ภายใต้ หลักเกณฑ์ ดังนี้ (๑) โครงการที่จะให้เงินอุดหนุนต้องเป็นภารกิจที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ อปท. ผู้ให้เงิน อุดหนุนตามกฎหมาย ห้ามมิให้อุดหนุนโครงการที่มีลักษณะเป็นเงินทุนหมุนเวียน และโครงการที่มีลักษณะเป็น การจัดเลี้ยงอาหาร หรือการจัดกิจกรรมนันทนาการ ห้ามมิให้อุดหนุนหน่วยงานอื่นในการจัดหาครุภัณฑ์ยานพาหนะและขนส่ง เว้นแต่จะอุดหนุน ให้แก่ อปท. ข้อ ๗ กรณี อปท.ตั้งงบประมาณให้เงินอุดหนุนหน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนโดยใช้เงิน อุดหนุนที่ได้รับในลักษณะที่กำหนดให้ จปท. ดำเนินการไว้เป็นการเฉพาะตามกฎหมายว่าด้วยการกำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. ให้ อปท. ดำเนินการตามนั้น ให้หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนจัดทำประมาณการค่าใช้จ่ายโครงการและให้ อปท. ดำเนินการตามข้อ ๔ โดยถือว่าประมาณการค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นการเสนอโครงการขอรับเงินอุดหนุนตามข้อ ๘ (๑)โดยไม่ต้องเงินงบประมาณในส่วนของตนเองร่วมสมทบเพื่อใช้จ่ายในการดำเนินการโครงการที่ขอรับเงิน อุดหนุน ทั้งนี้ ไม่นำเงินอุดหนุนดังกล่าวมานับรวมคำนวณอยู่ในอัตราส่วนตามข้อ ๕ หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนต้องเสนอโครงการเพื่อขอรับเงินตามแบบที่ มท. กำหนด ข้อ ๘ หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องดำเนินการภายใต้ หลักเกณฑ์ดังนี้ (๑) เสนอโครงการขอรับเงินอุดหนุนซึ่งต้องเป็นภารกิจที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ของหน่วยงานที่ ขอรับเงินอุดหนุนตามกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือข้อบังคับ โดยแสดงเหตุผลความจำเป็น และ รายละเอียดของกิจกรรมในโครงการดังกล่าว
25 (๒) หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนซึ่งเป็น อปท. และส่วนราชการ ยกเว้นกรณีตามข้อ ๗ ต้อง มีงบประมาณในส่วนของตนเองร่วมสมทบเพื่อใช้จ่ายในการดำเนินการโครงการขอรับเงินอุดหนุน ในกรณีเป็น โครงการก่อสร้าง ปรับปรุงหรือซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างตามจำแนกงบประมาณ ต้องมีงบประมาณสมทบไม่น้อย กว่าร้อยละ ๒๕ ของค่าใช้จ่ายโครงการ เว้นแต่กรณีเป็นนโยบายรัฐบาล หรือกระทรวงมหาดไทย ส่วนกรณีอื่น ๆ ให้ อปท. พิจารณาตามสถานะทางการคลัง (๓) หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนต้องดำเนินการตามโครงการเอง โดยไม่สามารถ มอบหมายให้หน่วยงานอื่นดำเนินการแทนได้ การจัดทำบันทึกข้อตกลงกับหน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุน ข้อ ๙ เมื่องบประมาณรายจ่ายประจำปีหรื่องบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมมีผลใช้บังคับแล้ว ให้ อปท. แจ้งหน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนทราบ และห้ามหน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนดำเนินการหรือก่อหนี้ ผูกพันก่อนที่จะได้รับเงินอุดหนุนไปพร้อมกัน เว้นแต่กรณีมีความจำเป็นเร่งด่วน หรือการอุดหนุนงบประมาณ ตามข้อ ๗ ก่อนที่ อปท. จะเบิกจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนให้ อปท. จัดทำ บันทึกข้อตกลงกับหัวหน้าหน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุน เว้นแต่กรณีการขอรับเงินอุดหนุนตามข้อ ๖ และข้อ ๗ สำหรับองค์กรประชาชน องค์กรทางศาสนา และองค์กรการกุศลให้จัดทำบันทึกข้อตกลงกับผู้แทนของ หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนดังกล่าวไม่น้อยกว่า ๓ คน ทั้งนี้ ตามแบบที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยกำหนด แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการใช้จ่ายเงินอุดหนุน ข้อ ๑๒ ให้ อปท. ผู้ให้เงินอุดหนุนติดตามและประเมินผลการดำเนินการโครงการของ หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ หนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท ๑๘๐๘.๒/ว๔๗๕๐ ลงวันที่๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๓ ข้อ ๘ การติดตามประเมินผลให้ อปท. ผู้ให้เงินอุดหนุนแต่งตั้งคณะทำงานติดตามและประเมินผลการใช้ จ่ายเงินอุดหนุน เพื่อติดตามผลการดำเนินโครงการจนแล้วเสร็จ แล้วรายงานให้ผู้บริหาร อปท. ทราบ หาก หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ให้ อปท. เรียกเงินคืนเท่า จำนวนที่อุดหนุนไปทั้งหมดคืนโดยเร็ว - หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนต้องรายงานผลการดำเนินงาน - รูปแบบรายงานเป็นไปตามที่ มท. กำหนด - ใบเสร็จรับเงินอุดหนุน - สำเนาใบเสร็จ/หลักฐานการจ่ายอื่น - ส่งคืนเงินเหลือจ่าย หนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0๘๐๘.๒/ว๔๗๕๐ ลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๓ ข้อ ๗.๔ เมื่อได้รับเงินแล้วให้ อปท. เรียกใบเสร็จรับเงินหรือใบสำคัญรับเงินจากหน่วยงานที่ ขอรับเงินอุดหนุนเก็บไว้เป็นหลักฐาน ข้อ ๗.๕ ให้ อปท. แจ้งหน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนรายงานผลการดำเนินงานให้ อปท. ทราบภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่โครงการแล้วเสร็จและหากมีเงินเหลือให้ส่งคืน อปท. ในคราวเดียวกัน การยืมเงินและการส่งใช้เงินยืม เอกสารประกอบการตรวจสอบ - ฎีกายืมเงินรายจ่าย - ฎีกาเบิกเงินรายจ่าย
26 - สัญญาการยืมเงิน - ประมาณการค่าใช้จ่าย - เอกสารหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติให้ยืมเงิน - ใบรับใบสำคัญ การยืมเงินค่าใช้จ่ายกรณีที่ต้องจัดซื้อจัดจ้างไม่ได้ ข้อ ๘๕/ ๑ การเบิกจ่ายเงินเพื่อจ่ายเป็นเงินยืมให้แก่บุคคลใดในสังกัด ยืมเพื่อปฏิบัติ ราชการให้กระทำได้เฉพาะรายการ (๑) รายการค่าจ้างแรงงาน ซึ่งไม่มีกำหนดจ่ายเป็นงวดแน่นอนเป็นประจำแต่ จำเป็นต้องจ่ายให้แก่ละวันหรือแต่ละคราวเมื่อเสร็จงาน (๒) รายการค่าตอบแทน ใช้สอยและวัสดุ เฉพาะค่าตอบแทนสำหรับผู้ที่ปฏิบัติงาน ให้แก่ อปท. และจำเป็นต้องจ่ายแต่ละวันหรือแต่ละคราวเมื่อสิ้นสุดการปฏิบัติงาน ค่าตอบแทนคณะกรรมการ ค่าเบี้ยประชุม รายการค่าใช้สอยหรือวัสดุที่ไม่ต้องจัดซื้อจัดจ้าง ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ หรือ ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมหรือค่าใช้จ่ายในการจัดงานเฉพาะรายการที่ไม่ต้องจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น (๓) รายการค่าสาธารณูปโภค เฉพาะค่าบริการไปรษณีย์โทรเลข - การส่งคืนเงินยืมภายในระยะเวลาที่กำหนด - บันทึกรายการส่งใช้เงินยืม ข้อ ๘๔ การจ่ายเงินยืมจะจ่ายได้แต่เฉพาะที่ผู้ยืมได้ทำสัญญาการยืมเงินและผู้บริหาร ท้องถิ่น ได้อนุมัติให้จ่ายเงินยืมตามสัญญาการยืมแล้วเท่านั้น โดยจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ (๑) มีงบประมาณเพื่อการนั้นแล้ว (๒) ผู้ยืมได้ทำสัญญาการยืมเงินขึ้นสองฉบับ โดยผู้ยืมได้รับเงินตามสัญญาการยืมแล้วให้ ลงลายมือชื่อรับเงินในสัญญาการยืมเงินทั้งสองฉบับ พร้อมกับมอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผู้ให้ยืม เก็บ รักษาไว้เป็นหลักฐานหนึ่งฉบับ ให้ผู้ยืมเก็บไว้หนึ่งฉบับ และรับรองว่าจะปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ หรือ คำสั่งที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรื่องนั้น และจะนำใบสำคัญคู่จ่ายที่ถูกต้องรวมทั้งเงิน เหลือจ่ายส่งคืนตามที่กำหนด ในข้อ 86 ถ้าไม่ส่งตามกำหนดก็จะชดใช้เงินหรือยินยอมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหักเงินเดือน ค่าจ้าง บำเหน็จบำนาญ หรือเงินอื่นใดอันจะพึงได้รับจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชดใช้เงินยืมนั้น กรณีที่ผู้ยืมไม่มี เงินใด ๆ อันจะพึงได้รับจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะหักส่งใช้เงินยืมได้ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดให้ผู้ยืมหาหลักทรัพย์มาวางเป็นประกันหรือหาบุคคลมาทำสัญญา ค้ำประกันไว้ต่อองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นด้วย อนุมัติให้ยืมเงินรายใหม่โดยยังไม่ได้ส่งใช้เงินยืมรายเก่า (๓) การอนุมัติให้ผู้ยืมเงินเพื่อใช้ในราชการแต่ละราย ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติให้ยืมเท่าที่ จำเป็นได้เฉพาะผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานนั้น ๆ และห้ามมิให้อนุมัติให้ยืมเงินรายใหม่ในเมื่อผู้ยืมมิได้ชำระคืนเงิน ยืมรายเก่าให้เสร็จสิ้นไปก่อน (ระบบ e-LAAS) ไม่ได้กรองข้อมูลให้ส่งคืนเงินยืมภายในระยะเวลาที่กำหนด ข้อ ๘๖ เงินที่ยืมไป ให้ผู้ยืมส่งหลักฐานการจ่ายภายในกำหนดระยะเวลา ดังนี้ (๑) กรณีเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม ให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนหรือธนาณัติภายใน ๓๐ วันนับจากวันที่ได้รับเงิน (๒) กรณีเดินทางไปราชการอื่น ให้ส่งภายใน ๑๕ วันนับจากวันกลับมาถึง (๓) การยืมเงินเพื่อปฏิบัติราชการนอกจากตาม (๑) หรือ (๒) ให้ส่งภายใน ๓๐ วันนับจาก วันที่ได้รับเงิน
27 - ออกใบรับใบสำคัญให้กับผู้ยืม ข้อ ๘๖/๑ เมื่อผู้ยืมส่งหลักฐานการจ่ายเงินหรือเงินเหลือจ่ายที่ยืม (ถ้ามี) ให้หน่วยงานคลัง บันทึกการรับคืนในสัญญาการยืมเงิน ถ้ารับคืนเป็นเงินสด ให้ออกใบเสร็จรับเงิน พร้อมทั้งออกใบรับใบสำคัญ ตามแบบที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนดให้ผู้ยืมไว้เป็นหลักฐาน - ระยะเวลาการส่งใช้เงินยืม (๔) กรณีครบกำหนดแล้วผู้ยืมยังไม่ชดใช้เงินยืม ให้ผู้บริหารท้องถิ่นสั่งการให้ส่งใช้เงินยืม ภายในกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควร อย่างช้าไม่เกิน ๓๐ วัน นับแต่วันครบกำหนด ถ้าผู้ยืมขัดขืนหรือ หลีกเลี่ยง ไม่ยอมชดใช้ ให้หักเงินเดือน ค่าจ้าง บำเหน็จบำนาญ หรือเงินอื่นใดอันจะพึงได้รับ กรณีไม่มีเงินใด ๆ ให้ผู้ยืมหาหลักทรัพย์มาวางเป็นประกัน หรือหาบุคคลมาทำสัญญาค้ำประกันแล้วรายงานให้ผู้บริหารท้องถิ่น ทราบ (๕) ในกรณีที่ผู้ยืมจะต้องพ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากการปฏิบัติงานให้แก่ อปท.ไม่ว่ากรณี ใด ๆ ให้หัวหน้าหน่วยงานคลังมีหน้าที่ตรวจสอบทะเบียนเงินยืมของบุคคลดังกล่าว หากปรากฎว่ายังค้างชำระ เงินยืมอยู่ให้หัวหน้าหน่วยงานคลังเร่งรัดให้เสร็จสิ้นในทันที ก่อนที่ผู้ยืมจะต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ไปหรือพ้น จากการปฏิบัติงานให้แก่ อปท.ไป ในกรณีที่ผู้ยืมถึงแก่กรรมหรือไม่ยินยอมชดใช้เงินยืมให้นำความ ใน (๒) มา ใช้บังคับโดยอนุโลม การเบิกจ่ายเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ประเด็น เบิกเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการให้กับพนักงานจ้างเหมาบริการโดย ขอบเขตของงานจ้างมีภาระงานไม่สอดคล้องกับเรื่องที่ให้ไปราชการ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของเจ้าหน้าที่ ท้องถิ่น พ.ศ. 2555 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 4 "เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น " หมายความว่า ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพนักงาน เทศบาล พนักงานส่วนตำบล และให้หมายความรวมถึง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ประธานสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดรองนายกเทศมนตรี รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ฯลฯ "การเดินทางไปราชการเป็นหมู่คณะ" หมายความว่า การเดินทางไปราชการในสถานที่และ ช่วงเวลาเดียวกัน ตั้งแต่สองคนขึ้นไป ประเด็น เบิกเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการเพื่อเข้ารับการฝึกอบรมเกินสิทธิ/เกิน อัตราที่กำหนด ข้อ 8 สิทธิที่จะได้รับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ได้รับอนุมัติให้ เดินทางไปราชการ หรือวันที่ออกจากราชการแล้วแต่กรณี โดยให้ผู้ที่มีอำนาจพิจารณาอนุมัติการเดินทางไป ราชการ ดังนี้ (1) ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้อนุมัติการเดินทางไปราชการของผู้บริหารท้องถิ่นและ ประธานสภาท้องถิ่น (2) ผู้บริหารท้องถิ่นเป็นผู้อนุมัติการเดินทางไปราชการของรองนายกองค์การบริหารส่วน จังหวัด รองนายกเทศมนตรี รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่ ปรึกษานายกเทศมนตรี ฯลฯ
28 ข้อ 15 ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการชั่วคราว ได้แก่ (1) เบี้ยเลี้ยงเดินทาง (2) ค่าเช่าที่พัก (3) ค่าพาหนะ รวมถึงค่าเช่ายานพาหนะ ค่าเชื้อเพลิงหรือพลังงานสำหรับยานพาหนะ ค่าระวางบรรทุก ค่าจ้างคนหาบหาม และอื่น ๆ ทำนองเดียวกัน (4) ค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นต้องจ่ายเนื่องในการเดินทางไปราชการ ข้อ 16 เบี้ยเลี้ยงเดินทางให้เบิกได้ในลักษณะเหมาจ่าย ตามบัญชีหมายเลข 1 ท้ายระเบียบนี้ ข้อ 17 การนับเวลาเดินทางไปราชการ เพื่อคำนวณเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ให้นับตั้งแต่เวลาออก จากสถานที่อยู่หรือสถานที่ปฏิบัติราชการปกติจนถึงกลับถึงสถานที่อยู่หรือสถานที่ปฏิบัติราชการตามปกติ แล้วแต่กรณี เวลาเดินทางไปราชการในกรณีที่มีการพักแรม ให้นับ 24 ชั่วโมงเป็น 1 วัน ถ้าไม่ถึงหรือเกิน 24 ชั่วโมง และส่วนที่ไม่ถึงหรือเกิน 24 ชั่วโมงนั้นนับได้เกิน 24 ให้ถือเป็น 1 วัน ประเด็น การเดินทางเป็นหมู่คณะ เบิกค่าเช่าที่พักโดยไม่ได้เบิกในลักษณะเดียวกันทั้งคณะ ข้อ 18 การเดินทางไปราชการที่จำเป็นต้องพักแรม เว้นแต่การพักแรมซึ่งโดยปกติต้องพัก แรมในยานพาหนะ หรือพักแรมในที่พักซึ่งทางราชการจัดที่พักไว้ให้แล้วให้ผู้เดินทางไปราชการเบิกค่าเช่าที่พัก ในลักษณะเหมาจ่ายหรือในลักษณะจ่ายจริงก็ได้แต่ถ้าเป็นการเดินทางไปราชการเป็นหมู่คณะต้องเลือกค่าเช่าที่ พักในลักษณะเดียวกันทั้งคณะ ทั้งนี้ ตามบัญชีหมายเลข 2 ท้ายระเบียบนี้ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลา ราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๙ เบิกจ่ายเงินไม่ถูกต้อง - จ่ายให้แก่บุคคลภายนอก - ไม่ใช่การปฏิบัติงานตามภารกิจปกติ ข้อ ๔ "เงินตอบแทน" หมายความว่า เงินที่จ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ปฏิบัติงานตามหน้าที่ ปกติโดยลักษณะงานส่วนใหญ่ - ต้องปฏิบัติงานในที่ตั้งสำนักงานและได้ปฏิบัติงานนั้นนอกเวลาราชการในที่ตั้งสำนักงาน - ต้องปฏิบัติงานนอกที่ตั้งสำนักงานและได้ปฏิบัติงานนั้นนอกเวลาราชการนอกที่ตั้งสำนักงาน - ต้องปฏิบัติงานในลักษณะเป็นผลัดหรือกะและได้ปฏิบัติงานนั้นนอกผลัดหรือกะของตน แนวทางการตรวจสอบการดำเนินงาน "ด้านพัสดุ" การจัดซื้อน้ำมันเชื้อเพลิง กรณีไม่ถึง10,000 ลิตร วงเงินไม่เกิน 500,000 บาท กรณีไม่ มีภาชนะในกรเก็บรักษาตามหนังสือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ ภาครัฐ ด่วนที่สุด ที่กค (กวจ) ๐405.2/ว 179 ลงวันที่ 9 เมษายน 2561 เอกสารประกอบการตรวจสอบ - ฎีกาเบิกเงินรายจ่าย - ต้นขั้วใบสั่งน้ำมัน - รายละเอียดคุณลักษณะของพัสดุ ราคากลาง - ใบบันทึกรายการขาย (Sale Slip) - รายงานขอซื้อ - ทะเบียนคุมการจัดซื้อน้ำมัน - เอกสารหลักฐานสถานีบริการน้ำมันที่ให้เครดิต - ใบแจ้งหนี้/แจ้งยอดสถานีจ่ายน้ำมัน ให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่เป็นผู้ลงนามในใบสั่งจ่ายน้ำมัน เขียนข้อความในใบบันทึกรายการขาย (Sales Sip) เพื่อเป็นหลักฐานการตรวจรับ
29 หนังสือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ด่วนที่สุด ที่ กค(กวจ) 0๔๐๕.๒/ว๑๗๙ ลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๑ เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการจัดซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อ ใช้ในการปฏิบัติงานตามภารกิจของหน่วยงานของรัฐ กรณีหน่วยงานของรัฐไม่มีภาชนะที่ใช้สำหรับเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง ให้จัดซื้อโดยวิธีเฉพาะเจาะจงจากสถานี บริการน้ำมันเชื้อเพลิงใดก็ได้ ๑. จัดทำรายงานขอซื้อเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ *ในวงเงินไม่เกิน ๕ แสนบาท* - ให้ถือว่าเป็นรายงานขอซื้อสำหรับการจัดซื้อในแต่ละครั้ง - เมื่อการจัดซื้อมีวงเงินสะสมครบหรือใกล้จะครบ ให้เจ้าหน้าที่จัดทำรายงานขอซื้อฉบับใหม่ ๒. การดำเนินการจัดซื้อ กรณีสถานีบริการให้เครดิตแก่หน่วยงานของรัฐ - ให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่เป็นผู้ลงนามในใบสั่งจ่ายน้ำมันที่สถานีบริการเป็นผู้จัดหาให้ - กรณียังไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับประเภท ปริมาณ และราคาน้ำมันที่สั่งซื้อ อาจเว้น รายละเอียดดังกล่าวไว้ก่อนก็ได้ - มอบใบสั่งจ่ายส่วนหนึ่งให้แก่ผู้จัดซื้อน้ำมันเชื้อเพลิง - ภายหลังจากจัดซื้อน้ำมันเชื้อพลิง ให้ผู้จัดซื้อเขียนข้อความในใบบันทีกรายการขาย (Sales Slip) ได้รับมอบน้ำมันเชื้อเพลิงตามรายการข้างต้นไว้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว หรือข้อความในทำนอง เดียวกัน พร้อมลงชื่อกำกับ และส่งมอบใบบันทึกรายการขาย (Sales Slip) ให้เจ้าหน้าที่เก็บรักษาไว้รวมกับ ใบสั่งจ่ายส่วนที่เหลือ โดยถือว่าเป็นหลักฐานการตรวจรับ กรณีสถานีบริการไม่ให้เครดิตแก่หน่วยงานของรัฐ - ให้สถานีบริการออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี และให้ผู้จัดซื้อเขียนข้อความ ได้รับ มอบน้ำมันเชื้อเพลิงตามรายการข้างต้นไว้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว หรือข้อความในทำนองเดียวกัน พร้อมลง ลายมือชื่อกำกับและส่งมอบเอกสารให้เจ้าหน้าที่ โดยถือว่าเป็นหลักฐานการตรวจรับ การจัดทำทะเบียนคุมการจัดซื้อน้ำมันเชื้อเพลิง การรายงานให้ผู้บริหารท้องถิ่นทราบ ๓. การจัดทำทะเบียนคุมการจัดซื้อน้ำมันเชื้อเพลิง - การจัดซื้อแต่ละครั้งให้เจ้าหน้าที่บันทึกรายการในทะเบียนคุมตามแบบที่กำหนด **ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐกำกับดูแลให้มีการจัดทำทะเบียนควบคุมการจัดซื้อให้ถูกต้อง เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ เพื่อประโยชน์การติดตาม ควบคุม และตรวจสอบ และให้รายงานให้ทราบทุก ๓ เดือน การจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ใช่งานจ้างก่อสร้าง (วิธีเฉพาะเจาะจง) เอกสารประกอบการตรวจสอบ - ฎีกาเบิกเงินรายจ่าย - รายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ /ขอบเขตของงาน - การกำหนดราคากลาง - รายงานขอซื้อขอจ้าง คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการซื้อหรือจ้าง - ใบเสนอราคา/เอกสารการตกลงราคา - รายงานขออนุมัติซื้อ/จ้าง - ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา - สัญญา ข้อตกลง ใบสั่งซื้อ ใบสั่งจ้าง
30 - หลักประกันสัญญา (ถ้ามี) - ใบแจ้งหนี้ ใบส่งของ หนังสือส่งมอบงาน - ใบตรวจรับพัสดุ กฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ และหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้อง - พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 - กฎกระทรวง - ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม - ประกาศคณะกรรมการนโยบายฯ คณะกรรมการราคากลาง คณะกรรมการความร่วมมือ ป้องกันการทุจริต - หนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้อง การจัดซื้อจัดจ้าง กรณีวงเงิน ๕,0๐๐. บาท ต้องดำเนินการผ่านระบบ (e-GP) ใช้เอกสารจากระบบ e-GP เป็นเอกสารการจัดซื้อจัดจ้าง ข้อ ๙ การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุตามระเบียบนี้ด้วยวิธีการ ทาง อิเล็กทรอนิกส์ ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการในระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง ผ่านทางระบบ จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (ElectronicGovernment Procurement : e - GP) ตามวิธีการที่ กรมบัญชีกลางกำหนด ให้หน่วยงานของรัฐใช้เอกสารที่จัดพิมพ์จากระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ เป็นเอกสารประกอบการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามวิธีการที่กำหนดในระเบียบนี้ แนวทางการตรวจสอบการดำเนินงาน "ด้านบัญชี" เอกสารประคอบการตรวจสอบ - รายงานสถานะการเงินประจำวัน - ร่ายงานการเงินประจำเดือน - รายงานรับ - จ่ายเงิน - รายละเอียดประกอบรายงานรับ - รายละเอียดประกอบรายงานจ่าย - ใบผ่านรายการบัญชี RV AP PV JV หนังสือสั่งการ หนั่งสือ สถ. ที่ ๑๘๐๕.๔/๖ ๒๖๐๘ ลว. ๒๘ ส.ค. ๖๓ , ว ๓๐๒๐ ลว. ๒๙ ก.ย. ๖๓ , ว ๓๙๕๖ ลว.๒๓ ธ.ค. ๖๓, 2 ๑๑๐๙ ลว. ๓๑ พ.ค. ๖๔ และ ว ๑๒๙๔ ลว. ๕ พ.ค. ๖๕ การปฏิบัติงานในระบบ KTB CORPORATE ONLINE - คำสั่งแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติงานในระบบ KTB CORPORATE ONLINE เป็นไปตามหลัก ควบคุมภายในที่ดีให้เกิดกระบวนงานการสอบทาน - การเปลี่ยนรหัสผ่าน (PASS WORD) ทุก 3 เดือน - แบบแจ้งข้อมูลการรับเงินโอนผ่านการโอนระบบ KTB CORPORATE ONLINE (แบบ 2) - ทะเบียนการโอนเงิน (แบบ 3) - รายละเอียดการโอนเงิน (แบบ 4)
31 - หลักฐานการจ่าย DETAIL REPORT และ SUMMARY REPORT/TRANSACTION HISTORY และรายงานสรุปความเคลื่อนไหวทางบัญชี (E-STATEMENT/ACCOUNT INFORMATION) เป็นหลักฐานการ จ่ายและหลักฐานในการตรวจสอบ หนังสือ ที่ มท 0808.2/ว 2911 ลงวันที่ 22 กันยายน 2563 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธี ปฏิบัติในการรับเงิน จ่ายเงินในระบU KTB CORPORATE ONLINE
32 วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 09.00 – 12.00น. การปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยวิธีการงบประมาณของ อปท. โดยอาจารย์สุรศักดิ์ แป้นงาม สาระสำคัญ ดังนี้ การงบประมาณของ อปท. สาระสำคัญ ดังนี้ 1. กรณีที่งบประมาณรายจ่ายประจำปีออกใช้ไม่ทัน ให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณที่ ล่วงแล้วไปพลางก่อน 2. การเบิกจ่ายเงินโดยอาศัยงบประมาณปีที่ล่วงมาแล้ว ให้ถือยอดเงินสูงสุดจะพึงถือจ่ายได้ โดยรวม งบเพิ่มเติมและรายการโอนเพิ่ม/ลด เข้าไปด้วย 3. กระทำได้เฉพาะรายจ่ายในหมวดเงินเดือนและค่าจ้างประจำ หมวดค่าจ้างชั่วคราว หมวดค่าตอบ แทนใช้สอยและวัสดุ และหมวดค่าสาธารณูปโภค 4. การตรางบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม 4.1 กระทำได้ต่อเมื่องบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่พอแก่การใช้จ่าย 4.2 มีความจำเป็นต้องตั้งรายจ่ายขึ้นใหม่ 4.3 ตั้งจากเงินรายได้ที่มิได้ตั้งรับไว้ในประมาณการรายรับ หรือ 4.4 ตั้งจากเงินรายได้ที่เกินยอดรวมทั้งสิ้นของงบประมาณรายรับประจำปี 5. ให้ใช้แผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นแนวทางในการจัดทำงบประมาณ ให้หัวหน้า หน่วยงานจัดทำประมาณการรายรับ และประมาณการรายจ่ายและให้หัวหน้าหน่วยงานคลังรวบรวมรายงาน การเงินและสถิติต่างๆ ของทุกหน่วยงานเพื่อใช้ประกอบการคำนวณขอตั้งงบประมาณเสนอต่อเจ้าหน้าที่งบประมาณ 6. การโอนงบประมาณหมวดค่าครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง เป็นการโอนที่ทำให้มีผลกระทบต่อ การเปลี่ยนแปลงลักษณะ ปริมาณ คุณภาพ หรือเป็นการโอนไปตั้งจ่ายเป็นรายการใหม่ในหมวดค่าครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้างเป็นอำนาจอนุมัติของสภาท้องถิ่น 7. การโอน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำชี้แจงรายการที่เบิกตัดปี 7.1 การโอน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำชี้แจงงบประมาณ รายการที่ได้เบิกตัดปี หรือขยายเวลาให้ เบิกตัดปีไว้กระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจให้เบิกตัดปี หรือขยายเวลาเบิกตัดปี 8. การก่อหนี้ผูกพันเกิน 1 ปีงบประมาณ 8.1 ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาท้องถิ่น 8.2 ต้องเป็นโครงการประเภทที่ดินและสิ่งก่อสร้าง 8.3โครงการไม่อาจแยกจัดซื้อจัดจ้างเป็นส่วนๆ ได้ 8.4 มีรายได้ไม่เพียงพอจะดำเนินการในปีงบประมาณเดียว 8.5 ผูกพันได้เพียง 2 ปีงบประมาณ 8.6 ต้องใช้งบประมาณไม่เกินร้อยละ 50 ของรายจ่ายเพื่อการลงทุนของปีที่ผ่านมา 8.7 ต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะใช้จ่ายในปีปัจจุบันเท่าใดและในปีงบประมาณถัดไปเท่าใดให้ชัดเจน โครงสร้างรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1. รายได้ท้องถิ่นจัดเก็บเอง 2. รายได้ที่รัฐจัดเก็บแล้วจัดสรรหรือแบ่งให้ 3. เงินอุดหนุนจากรัฐ และการถ่ายโอนภารกิจ 4. รายได้อื่นๆ โครงการที่ต้องนำมาบรรจุในแผนพัฒนาท้องถิ่น
33 1. ครุภัณฑ์ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ที่ต้องนำมาบรรจุในแผนพัฒนาท้องถิ่นให้จัดทำเฉพาะครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง 2. โครงการพัฒนาที่ดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะ เพื่อประชาชน ได้ใช้ หรือได้รับประโยชน์จากครุภัณฑ์ที่ดินและสิ่งก่อสร้างนั้น 3. เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีต้องแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมแผนพัฒนาท้องถิ่น เมื่อใช้แผนพัฒนาท้องถิ่นเป็น กรอบในการจัดทำงบประมาณแล้วและสภาท้องถิ่นให้ความเห็นชอบวิธีการงบประมาณแล้วต่อมาภายหลัง เกณฑ์ราคากลาง หรือบัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์หรือราคากลางโครงสร้างพื้นฐาน มีคุณลักษณะ มาตรฐาน ราคาปรับเปลี่ยนไปหรือเพื่อให้เป็นไปตาม พรบ.จัดซื้อจัดจ้างให้ดำเนินการตามวิธีการงบประมาณ โครงการที่ไม่ต้องนำมาบรรจุในแผนพัฒนาท้องถิ่น 1. หมวดเงินเดือนและค่าจ้างประจำ 2. หมวดค่าจ้างชั่วคราว 3. หมวดค่าสาธารณูปโภค 4. หมวดรายจ่ายอื่น 5. หมวดค่าตอบแทนใช้สอยและวัสดุ ยกเว้นประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการที่ ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่นๆ เฉพาะจัดกิจกรรมสาธารณะ โครงการดังต่อไปนี้ ไม่ต้องจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น - กรณีเกิดสาธารณภัย ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยพ.ศ. 2550 - การดำเนินการป้องกันเหตุที่จะเกิด ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 - เหตุฉุกเฉินที่ไม่สามารถป้องกันได้ - มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน หากไม่ดำเนินการแก้ไขจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการหรือ ประชาชน กรณีไม่ต้องแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมแผนพัฒนาท้องถิ่น - เมื่อใช้แผนพัฒนาท้องถิ่นเป็นกรอบในการจัดทำงบประมาณแล้ว - เมื่อสภาท้องถิ่นให้ความเห็นชอบวิอีการงบประมาณแล้ว - ต่อมาภายหลังเกณฑ์ราคากลาง หรือบัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์หรือราคากลางโครงสร้าง พื้นฐาน มีคุณลักษณะ มาตรฐาน ราคาปรับเปลี่ยนไปหรือเพื่อให้เป็นไปตาม พรบ.จัดซื้อจัดจ้าง - ให้ดำเนินการตามวิธีการงบประมาณ นส.กระทรวงมหาดไทย ที่ มท. 0810.3 /ว 6732 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 นส.กระทรวงมหาดไทย ที่ มท.0810.3 / 3867 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2564 การเสนองบประมาณต่อสภาท้องถิ่น 1. เสนอต่อสภาท้องถิ่นภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2. กรณีเสนอไม่ทัน 2.1 เทศบาลให้ขอขยายเวลาต่อประธานสภา 2.1 อบจ. อบต. ให้ขอขยายเวลาต่อสภาท้องถิ่น 3. มีเอกสารประมาณการค่าใช้จ่ายอีกหนึ่งเล่ม นอกเหนือจากข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติ
34 พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 1. ให้หน่วยงานของรัฐ นำแผนการคลังระยะปานกลางที่ ครม.ให้ความเห็นชอบแล้วนำมาใช้ ประกอบการพิจารณาในการจัดทำงบประมาณ 2. ให้คณะกรรมการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลางให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ พรบ.นี้ ใช้บังคับ 3. การตั้งงบประกอบประมาณรายจ่ายประจำปีต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์งบประมาณ รายจ่ายลงทุนต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีและต้องไม่น้อยกว่าวงเงิน ส่วนที่ขาดดุลของงบประมาณประจำปีนั้น 4. สัดส่วนงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นต้องตั้ง ไม่น้อยกว่าร้อยละสอง แต่ไม่เกินร้อยละสามจุดห้าของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 5. สัดส่วนการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณรายจ่ายข้ามปีงบประมาณต้องตั้งไม่เกินร้อยละสิบของ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 6. การจัดทำงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องทำอย่างโปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยต้องพิจารณาผลสัมฤทธิ์ ความคุ้มค่า ความประหยัดและภาระทางการคลังที่จะเกิดขึ้นในอนาคตการจัดทำ งบประมาณประจำปี ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้พิจารณาฐานะการคลัง ความจำเป็นที่ต้องใช้ จ่ายเงินงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ ในปีงบประมาณนั้น โดยให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ว่าด้วยการจัดตั้งองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น และพระราชบัญญัตินี้ หนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) 0405.2/ว110 ลงวันที่ 5 มีนาคม 2561 ให้กำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์สัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ไว้ในประกาศ เอกสารเชิญชวน และ หนังสือเชิญชวนรวมถึงระบุไว้ในสัญญาจ้างก่อสร้างเพิ่มเติม ในแบบสัญญาจ้างก่อสร้างที่ คณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐกำหนด ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2559 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 1. หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุน เสนอโครงการที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น โดยต้องเป็นโครงการที่ประชาชนในเขตได้รับประโยชน์ 2. กรณีก่อสร้าง ปรับปรุง ซ่อมแซมสิ่งก่อสร้าง มีงบประมาณสมทบไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 3. ตั้งงบประมาณอยู่ในแผนพัฒนาท้องถิ่น 4. การอุดหนุนเงินให้หน่วยงานอื่น 4.1 ห้ามดำเนินการหรือก่อหนี้ผูกพันก่อนรับเงินอุดหนุน เว้นแต่ มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือ เงินที่ได้รับในลักษณะให้ อปท. ดำเนินการตามกฎหมายแผนฯ 4.2 ห้ามจ่ายจากเงินสะสม ทุนสำรองเงินสะสม เงินกู้ ห้ามอุดหนุนครุภัณฑ์ยานพาหนะและ ขนส่ง เว้นแต่จะอุดหนุนให้ อปท.และไม่สามารถมอบหมายหน่วยงานอื่นดำเนินการแทน
35 วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 13.00 - 16.00 น. หลักคิดจิตอาสา โดยอาจารย์นิพนธ์ คชกาญจน์ สาระสำคัญ ดังนี้ หลักคิดจิตอาสา การพัฒนาต้องเน้นการพัฒนา เพื่อให้สามารถพึ่งตนเองได้ ในด้านจิตใจ ต้องมีจิตใจ เข้มแข็ง มีจิตสำนึกที่ดี สร้างสรรค์ให้ตนเอง ชาติ และส่วนรวม ด้านสังคม ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง เป็นอิสระ ด้านเศรษฐกิจ ต้องมุ่งลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ยึดหลักพอ อยู่พอกิน พอใช้และสามารถอยู่ได้ด้วยตนเองในระดับพื้นฐาน ความรู้กับคุณธรรมต้องเป็นเรื่องเดียวกัน ตามพระบรมราโชวาท รัชกาลที่ ๙ ในพิธีพระราชทาน ปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๕ กรกฎาคม ๒๕๐๕ “ประเทศชาติของเราจะเจริญหรือ เสื่อมลงนั้นย่อมขึ้นอยู่กับการศึกษาของประชาชนแต่ละคนเป็นสำคัญ ผลการศึกษาอบรมในวันนี้จะเป็น เครื่องกำหนดอนาคตของชาติในวันข้างหน้า” ซึ่งเป้าหมายการศึกษาในปัจจุบัน คือ ดี - เก่ง - จิตอาสา และ พระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ กำหนดไว้ว่า การศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน ๔ ด้าน คือ ๑. มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง มีความรู้ ความเข้าใจต่อชาติบ้านเมือง ยึดมั่นในศาสนา มั่นคง ในสถาบันพระมหากษัตริย์ มีความเอื้ออาทรต่อครอบครัวและชุมชนของตน ๒. มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง รู้จักแยกแยะสิ่งที่ผิดชอบชั่วดี ปฏิบัติแต่สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ดีงาม ปฏิเสธสิ่งที่ ผิด สิ่งที่ชั่ว ช่วยกันสร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง ๓. มีงานทำ มีอาชีพ เลี้ยงดูลูกหลานในครอบครัวหรือการฝึกฝนอบรมให้สถานศึกษามุ่งให้เด็ก และเยาวชนรักงาน สู้งาน ทำงานจนสำเร็จ ฝึกอบรมทั้งในหลักสูตรและนอกหลักสูตร โดยมีจุดมุ่งหมายให้ ผู้เรียนทำงานเป็นและมีงานทำ สนับสนุนให้ผู้สำเร็จหลักสูตรมีอาชีพ มีงานทำจนสามารถเลี้ยงตนเองและ ครอบครัวได้ ๔. เป็นพลเมืองดี คือ เห็นอะไรที่จะทำเพื่อบ้านเมืองได้ก็ต้องทำ เช่น งานอาสาสมัคร งานบำเพ็ญ ประโยชน์ งานสาธารณสุข ให้ทำด้วยมีน้ำใจและความเอื้ออาทร หลักทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ควรนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน 1. การศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบให้ครบถ้วนถูกต้อง โดยพระองค์ท่านรับสั่งว่าการจะเริ่มต้นทำ โครงการ อะไรต้องศึกษาข้อมูลทุกอย่างให้เป็นระบบ ครบถ้วน ถูกต้อง 2. ระเบิดจากข้างใน คือ การสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เราเข้าไปพัฒนาให้มีสภาพพร้อมที่จะ รับการพัฒนาเสียก่อนแล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก 3. คิดอย่างองค์รวมและแก้ไขปัญหาจุดเล็กๆ ให้ครบ พระองค์ท่านทรงมองปัญหาในภาพรวมก่อน เสมอ แต่การแก้ปัญหาของพระองค์จะเริ่มจากจุดเล็กๆ คือ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่คนมักมองข้าม ปัญหา ที่มองว่าเล็กๆ แต่สามารถก่อให้เกิดเป็นปัญหาที่ใหญ่ๆ ได้ 4. ไม่ติดตำรา อย่ายึดติดกับทฤษฎีมากเกินไปหัดทดลองสิ่งใหม่ๆ ด้วยตนเองบ้าง ไม่ผูกติดกับวิชาการ และเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทย
36 5. เศรษฐกิจพอเพียง การทำเรื่องง่ายๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อะไรที่พึงทำได้เองก็ควรทำ ยึดแนวคิด ประหยัด >เรียบง่าย >ประโยชน์สูงสุด 6. ทำงานอย่างมีความสุข คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเกษมสำราญและทรงมีความสุข ทุกคราที่จะช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเคยรับสั่งครั้งหนึ่งว่า “ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากการมี ความสุขร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น
37 วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 09.00 – 12.00 น. บทบาทหน้าที่ของ อปท.ตามกฎหมายกระจายอำนาจ โดย ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ สาระสำคัญ ดังนี้ บทบาท หน้าที่ของ อปท.ตามกฎหมายกระจายอำนาจ มาตรา 30 พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. พ.ศ. 2542 กำหนดว่า การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ดําเนินการดังนี้ 1. ให้ดําเนินการถ่ายโอนภารกิจ การให้บริการสาธารณะที่รัฐดําเนินการอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในกําหนดเวลา ดังนี้ 1.1 ภารกิจที่เป็นการดำเนินการซํ้าซ้อนระหว่างรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือภารกิจที่ รัฐจัดให้บริการในเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในสี่ปี 1.2 ภารกิจที่รัฐจัดให้บริการในเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกระทบถึงองค์กร ปกครอง ส่วนท้องถิ่นอื่น ให้ดําเนินการให้เสร็จสิ้นภายในสี่ปี 1.3 ภารกิจที่เป็นการดําเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในสี่ปี 2. กำหนดขอบเขตความรับผิดชอบในการให้บริการสาธารณะของรัฐและองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเองตามอำนาจและหน้าที่ที่กำหนดไว้ใน พระราชบัญญัตินี้ให้ชัดเจน โดยในระยะแรกอาจกำหนดภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้แตกต่างกัน ได้ โดยให้เป็นไปตามความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง ซึ่งต้องพิจารณาจากรายได้และ บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น จำนวนประชากร ค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานตลอดจนคุณภาพใน การให้บริการที่ประชาชนจะได้รับ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินระยะเวลาสิบปี ให้เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการ สาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองดังนี้ 1. การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง 2. การจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ 3. การจัดให้มีและควบคุมตลาด ท่าเทียบเรือ ท่าข้าม และที่จอดรถ 4. การสาธารณูปโภคและการก่อสร้างอื่นๆ การสาธารณูปการ การส่งเสริม การฝึก และประกอบอาชีพ 5. การพาณิชย์และการส่งเสริมการลงทุน การส่งเสริมการท่องเที่ยว การจัดการศึกษา 6. การสังคมสงเคราะห์และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรีคนชรา และผู้ด้อยโอกาส 7. การบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น 8. การปรับปรุงแหล่งชุมชนแออัดและการจัดการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย 9. การจัดให้มีและบำรุงรักษาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ 10. การส่งเสริมกีฬา การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาค และสิทธิเสรีภาพของประชาชน 11. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของราษฎรในการพัฒนาท้องถิ่น
38 12. การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง การกําจัดขยะมูลฝอย สิ่ง ปฏิกูล และน้ำเสีย 13. การสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาล การจัดให้มีและควบคุมสุสาน และฌาปนสถาน 14. การควบคุมการเลี้ยงสัตว์ การจัดให้มีและควบคุมการฆ่าสัตว์ 15. การรักษาความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และการอนามัย โรงมหรสพ และ สาธารณสถานอื่น ๆ 16. การจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากป่าไม้ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 17. การผังเมือง การขนส่งและการวิศวกรรมจราจร การดูแลรักษาที่สาธารณะ 18. การควบคุมอาคาร การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 19. การรักษาความสงบเรียบร้อย การส่งเสริมและสนับสนุนการป้องกันและรักษาความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สิน กิจการอื่นใดที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา1๓.00 – 1๖.00น. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยอ.ชรินทร์ สัจจามั่น สาระสำคัญดังนี้ พรบ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ภาษีที่ดิน หรือ พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปี 2562 (พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูก สร้าง) ได้มาแทนที่ภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือนและที่ดิน โดยผู้ที่เคยเสียภาษีทั้งสองประเภทนี้ไปแล้ว ไม่ ต้องเสียภาษีซ้ำอีก แต่จะเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแทน ซึ่งภาษีที่ดินใหม่นี้จะจัดเก็บภาษีตามมูลค่าของ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่ในครอบครอง โดยจะทำการจัดเก็บเป็นรายปี โดยแบ่งทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี ที่ดินออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1. ที่อยู่อาศัย 2. เกษตรกรรม 3. อื่นๆที่ไม่ใช่เกษตรกรรมและอยู่อาศัย 4. ที่รกร้างว่างเปล่า ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง บุคคลที่ต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้แก่ เจ้าของที่ดิน / เจ้าของสิ่งปลูกสร้างเจ้าของห้องชุด ผู้ครอบครองทรัพย์สิน หรือทำประโยชน์ในทรัพย์สินของรัฐ (ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง) อัตราการเก็บภาษีที่ดินใหม่จะแบ่งตามลักษณะการใช้ประโยชน์ ได้แก่ เกษตรกรรม,ที่อยู่อาศัย, อื่นๆ (พาณิชยกรรมอุตสาหกรรม)และที่ดินรกร้างว่างเปล่า โดยคิดอัตราภาษีเป็นรูปแบบขั้นบันไดเพิ่มขั้นตามมูลค่า ราคาประเมิน ดังนี้
39 เกษตรกรรม เพดานภาษีสูงสุด 0.15% สำหรับการใช้ที่ดินเพื่อการทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงสัตว์น้ำ และกิจการอื่นตามที่ประกาศกำหนด - 0 – 75 ล้านบาทอัตรา 0.01% - 75-100 ล้านบาทอัตรา 0.03% - 100 - 500 ล้านบาทอัตรา 0.05% - 500 - 1,000 ล้านบาทอัตรา 0.05% - 1,000 ล้านบาท ขึ้นไปอัตรา 0.10% ที่อยู่อาศัย เพดานภาษีสูงสุด 0.3% กรณีบ้านหลังหลักโดยบุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของทั้งที่ดินและสิ่ง ปลูกสร้างและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในวันที่ 1 มกราคม ของปีภาษีนั้น บุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของบ้านพร้อมที่ดินแต่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านจะได้รับการยกเว้นภาษี 50 ล้านบาทแรก - ไม่ถึง 25 ล้านบาทอัตรา 0.03% - 25 - 50 ล้านบาทอัตรา 0.05% - 50 ล้านขึ้นไปอัตรา 0.10 % ที่อยู่อาศัย กรณีบ้านหลังหลักโดยบุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของเฉพาะสิ่งปลูกสร้างและมีชื่ออยู่ใน ทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ในวันที่ 1 มกราคม ของปีภาษีนั้นบุคคลธรรมดาเป็น เจ้าของได้รับยกเว้นไม่เกิน 10 ล้านบาท - ไม่ถึง 40 ล้านบาทอัตรา 0.02% - 40 - 65 ล้านบาท อัตรา 0.03% - 65 - 90 ล้านบาท อัตรา 0.05% - 90 ล้านขึ้นไปอัตรา 0.10% กลุ่มพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม เพดานภาษีสูงสุด 1.2% - 0 - 50 ล้านบาทอัตรา 0.3% - 50 - 200 ล้านบาทอัตรา 0.4% - 200 - 1,000 ล้านบาทอัตรา 0.5% - 1,000 - 5,000 ล้านบาทอัตรา 0.6% - 5,000 ล้านบาทขึ้นไปอัตรา 0.7% ที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่ได้ทำประโยชน์เพดานภาษีสูงสุด 1.2% แต่จะเพิ่มเป็น 3 % เมื่อปล่อยรกร้างว่าง เปล่าติดต่อกัน 3 ปี หมายถึง ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรหรือถูกปล่อยทิ้งไว้ว่างเปล่า - 0 - 50 ล้านบาทอัตรา 0.3% - 50 - 200 ล้านบาทอัตรา 0.4% - 200 - 1000 ล้านบาทอัตรา 0.5%
40 - 1,000 - 5,000 บาทอัตรา 0.6% - 5,000 ล้านบาทขึ้นไปอัตรา 0.7% ทรัพย์สินที่ได้รับการยกเว้นไม่โดนเรียกเก็บภาษีที่ดินดังนี้ 1. สาธารณสมบัติของแผ่นดิน 2. ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่ไม่ได้ใช้หาผลประโยชน์ 3. ทรัพย์สินของรัฐที่ไม่ได้ใช้หาผลประโยชน์ 4. ที่ทำการองค์การสหประชาชาติหรือองค์การระหว่างประเทศอื่นๆ 5. สถานทูตหรือสถานกงสุลต่างประเทศ 6. ทรัพย์สินของสภากาชาดไทย 7. ศาสนสมบัติที่ไม่ได้หาผลประโยชน์ 8. ทรัพย์สินที่ใช้เป็นสุสานสาธารณะหรือฌาปนสถานสาธารณะ 9. มูลนิธิหรือองค์การที่ประกอบกิจการสาธารณะ 10. ทรัพย์สินของเอกชนที่ใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์ 11. ทรัพย์สินส่วนกลางของอาคารชุดและหมู่บ้านจัดสรร 12.ที่ดินนิคมอุตสาหกรรม การสำรวจและจัดทำบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกร้าง 1. อปท.อาจจัดให้มีการสำรวจที่ดิน/สิ่งปลูกสร้างเพื่อทำให้ทราบข้อมูลในเขต 2. ให้ผู้บริหารท้องถิ่นประกาศกำหนดระยะเวลาการสำรวจ แต่งตั้งพนักงานสำรวจ โดยปิด ประกาศให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน 3. พนักงานสำรวจมีหน้าที่และอำนาจสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับประเภท จำนวน ขนาดการใช้ ประโยชน์ของที่ดิน/สิ่งปลูกสร้าง และรายละเอียดอื่นที่จำเป็น 4. พนักงานสำรวจมีอำนาจเข้าไปในที่ดิน/สิ่งปลูกสร้าง เรียกเอกสาร/หลักฐานอื่น และอาจ ขอให้ผู้เสียภาษีชี้เขตที่ดินหรือให้รายละเอียดอื่นที่จำเป็น 5. ให้ อปท.จัดทำบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และปิดประกาศไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน พร้อมทั้งจัดส่งข้อมูลให้ผู้เสียภาษีแต่ละรายทราบตามประกาศด้วย 6. ถ้าผู้เสียภาษีเห็นว่าข้อมูลการสำรวจไม่ถูกต้องให้ยื่นคำร้องขอแก้ไขต่อผู้บริหารท้องถิ่น โดยผู้บริหารท้องถิ่นต้องแจ้งผลการดำเนินการภายใน ๓๐ วันนับแต่ได้รับคำร้อง วิธีการสำรวจรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1. วัดขนาดที่ดิน(ตร.ว.) 2. วัดขนาดของสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่บนดิน(ตร.ม.) 3. สำรวจประเภท ลักษณะ และอายุของสิ่งปลูกสร้าง
41 การคำนวณมูลค่าสิ่งปลูกสร้าง 1. ประเมินตามบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์โรงเรือนสิ่งปลูกสร้าง 2. กรณีไม่มีราคาประเมินทุนทรัพย์โรงเรือนสิ่งปลูกสร้าง การประเมินภาษี การชำระภาษี การคืนภาษี 1. ให้ อปท. แจ้งการประเมินภาษีโดยส่งแบบให้ผู้เสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2. ให้ผู้เสียภาษีชำระภาษีตามแบบแจ้งการประเมินภายในเดือนเมษายน 3. ผู้เสียภาษีอาจขอผ่อนชำระเป็นงวดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง 4. หากพบว่าประเมินภาษีผิดพลาดหรือไม่ครบถ้วน อปท. มีอำนาจทบทวนการประเมินภาษี ให้ถูกต้องได้ภายใน ๓ ปี 5. ผู้ใดเสียภาษีโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีหรือเสียภาษีเกินจำนวนที่ต้องเสีย มีสิทธิยื่นคำร้องขอ คืนเงินภายใน ๓ ปี (มารับเงินภายใน ๑ ปี) และหากผู้บริหารท้องถิ่นเห็นว่า อปท. ประเมินภาษีผิดพลาด ให้สั่ง คืนเงินแก่ผู้ร้อง และเสียดอกเบี้ย (ไม่ทบต้น)แก่ผู้ร้องในอัตราร้อยละ ๑ ต่อเดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอรับเงินคืน การลด ยกเว้นภาษี 1. พ.ร.ฎ. ลดภาษีบางประเภทเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความจำเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม เหตุการณ์ กิจการ หรือสภาพแห่งท้องถิ่นได้ไม่เกินร้อยละ ๙๐ 2. กรณีที่ดิน/สิ่งปลูกสร้างได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายด้วยเหตุอันพ้นวิสัยหรือถูกทำลาย หรือชำรุดเสียหายจนเป็นเหตุต้องซ่อมแซมในส่วนสำคัญ ผู้บริหารท้องถิ่นโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำจังหวัดมีอำนาจลดหรือยกเว้นภาษีได้ ทรัพย์สินที่ได้รับการลดภาษีตาม พ.ร.ฎ. (ม.55) 1. ลดภาษีร้อยละ 50 ของจำนวนภาษีที่ต้องเสียสำหรับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1.1 ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ห้องชุดที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองเป็นบุคคลธรรมดาใช้อยู่อาศัย และมีชื่อในทะเบียนบ้าน เฉพาะกรณีได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองมาโดยทางมรดก และจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นก่อน 13 มีนาคม 2562 1.2 ที่ดินที่เป็นที่ตั้งโรงผลิตไฟฟ้า และโรงผลิตไฟฟ้า รวมถึงที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นที่ใช้ ประโยชน์เกี่ยวเนื่อง 1.3 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นเขื่อน และพื้นที่เกี่ยวเนื่องกับเขื่อนที่ใช้ผลิตไฟฟ้า 2. ลดภาษีร้อยละ 90 ของจำนวนภาษีที่ต้องเสียสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอสังหาริมทรัพย์รอ การขายที่ได้รับมาเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี นับจากวันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกเป็นของสถาบันการเงิน, สถาบัน การเงินเฉพาะกิจและบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น 2.1 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอยู่ระหว่างดำเนินการ - โครงสร้างการพัฒนาเพื่ออยู่อาศัยหรืออุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรร ที่ดิน เป็นเวลาไม่เกิน 3 ปี นับจากวันที่ได้รับอนุญาต - โครงการอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุดเป็นเวลาไม่เกิน 3 ปี นับจากวันที่
42 ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารชุด - นิคมอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยนิคมอุตสาหกรรมเป็นเวลาไม่เกิน 3 ปี นับ จากวันที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม 2.2 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ดำเนินการแล้ว - โครงการจัดสรรที่ดิน อาคารชุด นิคมอุตสาหกรรมที่ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว แต่ยังไม่ได้ขายเป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี นับจากวันที่ 13 มีนาคม 2562 2.3 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในกิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนและโรงเรียน เอกชน (เฉพาะในระบบ นอกระบบประเภทสอนศาสนา ตาตีกา และปอเนาะ) ตามกฎหมาย เฉพาะที่ใช้เป็น ที่ตั้งตามแผนผังแสดงบริเวณอาคารที่ระบุไว้ในรายการข้อกำหนดจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือตราสาร จัดตั้งโรงเรียนเอกชนนั้น 2.4 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นสถานที่ให้บริการประชาชนทั่วไปเฉพาะเพื่อการเล่นกีฬา ตามชนิดที่การกีฬาแห่งประเทศไทยกำหนด, สวนสัตว์ที่ได้รับอนุญาต, สวนสนุกที่ได้รับอนุญาต, ที่จอดรถของ ผู้ประกอบการรถไฟฟ้าที่จัดสำหรับผู้โดยสาร 2.5 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างในสนามบินที่ใช้เป็นทางวิ่ง, ทางขับ และลานจอดอากาศยาน ตามที่สำนักงานการบินพลเรือนประกาศกำหนด 2.6 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่ตั้งของถนนหรือทางยกระดับที่เป็นทางพิเศษตามกฎหมาย ว่าด้วยการทางพิเศษ หรือทางหลวงสัมปทานตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงสัมปทาน และกฎหมายอื่น ภาษีค้างชำระ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม 1. ภาษีที่มิได้ชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ถือเป็นภาษีค้างชำระ 2. ให้ อปท. แจ้งเตือนผู้มีภาษีค้างชำระมาชำระภาษีภายในเดือนพฤษภาคม 3. ภายในเดือนมิถุนายน ให้ อปท. แจ้งรายการภาษีค้างชำระให้สำนักงานที่ดินซึ่งที่ดิน/สิ่งปลูก สร้างทราบ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการห้ามจดทะเบียนสิทธินิติกรรม โอนกรรมสิทธ์หรือสิทธิครอบครองใน ที่ดิน/สิ่งปลูกสร้าง 4. เมื่อพ้น 90 วันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งเตือน ผู้บริหารท้องถิ่นโดยความเห็นชอบของผู้ว่า ราชการจังหวัด มีอำนาจออกคำสั่งยึด อายัด และขายทอดตลอดทรัพย์สินของผู้เสียภาษี 5. ไม่ชำระภาษีภายในกำหนด 5.1 เสียเบี้ยปรับ 40 % ของภาษีค้างชำระ เว้นแต่จะได้ชำระภาษีก่อนได้รับหนังสือแจ้ง เตือนให้เสียเบี้ยปรับ 10 % หรือหากชำระภายในเวลากำหนดตามหนังสือแจ้งเตือนให้เสียเบี้ยปรับ 20% 5.2 เสียเงินเพิ่ม 1 % ต่อเดือนของภาษีค้างชำระ (ไม่นำเบี้ยปรับมาคำนวณรวม) การคัดค้านและอุทธรณ์การประเมินภาษี 1. ให้ผู้เสียภาษียื่นคำร้องคัดค้านและขอให้ผู้บริหารท้องถิ่นทบทวนการประเมินหรือเรียกเก็บภาษี (กรณีชำระภาษีเพิ่มเติม) ภายใน 30 วัน 2. ให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาคำร้องให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน หากไม่เสร็จให้ถือว่าเห็นชอบ
43 กับคำร้อง กรณีผู้บริหารท้องถิ่นไม่เห็นชอบด้วยกับคำร้องผู้เสียภาษีมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณา อุทธรณ์การประเมินภาษีภายใน 7 วัน 3. ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 60 วัน ขยายได้อีก 30 วัน หากผู้อุทธรณ์ไม่พอใจ ผลการพิจารณาอุทธรณ์ให้มีสิทธิฟ้องคดีภายใน 30 วัน 4. การคัดค้านและอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการชำระภาษี บทกำหนดโทษ 1. ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสำรวจ มีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2. ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง/หนังสือเรียก มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท 3. ไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท 4. ขัดขวาง/ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งยึด อายัด หรือ ทำลาย ย้าย ซ่อน โอนทรัพย์ที่ถูกยึด อายัด มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท 5. แจ้งข้อความเป็นเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท
44 วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 9.00 – 16.00 น. แนวทางปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการ บริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ และระเบียบ กฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง ของ อปท.โดย อ.ศิลิกา การดี สาระสำคัญ ดังนี้ วิธีจัดซื้อจัดจ้างพัสดุอาจกระทำได้โดยวิธี ดังต่อไปนี้ ๑ วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปสามารถทำได้ ๓ วิธี คือ วิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์วิธีประกวดราคา อิเล็กทรอนิกส์ และวิธีสอบราคา ๒ วิธีคัดเลือก ๓ วิธีเฉพาะเจาะจง วิธีคัดเลือก เงื่อนไข มาตรา 56 (1) (ก) ใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปแล้ว แต่ไม่มีผู้ยื่นข้อเสนอ หรือข้อเสนอนั้นไม่ได้รับการคัดเลือก (ข) พัสดุที่ต้องการจัดซื้อจัดจ้างมีคุณลักษณะเฉพาะเป็นพิเศษหรือซับซ้อนหรือต้องผลิตจำหน่าย ก่อสร้าง หรือให้บริการโดยผู้ประกอบการที่มีฝีมือโดยเฉพาะ หรือมีความชำนาญเป็นพิเศษหรือมีทักษะสูง และ ผู้ประกอบการนั้นมีจำนวนจำกัด (ค) มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้พัสดุนั้นอันเนื่องมาจากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดหมายได้ซึ่ง หากใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปจะทำให้ไม่ทันต่อความต้องการใช้พัสดุ (ง) เป็นพัสดุที่โดยลักษณะของการใช้งาน หรือมีข้อจำกัดทางเทคนิคที่จำเป็นต้องระบุยี่ห้อเป็น การเฉพาะ (จ) เป็นพัสดุที่จำเป็นต้องซื้อโดยตรงจากต่างประเทศ หรือดำเนินการโดยผ่านองค์การระหว่าง ประเทศ (ฉ) เป็นพัสดุที่ใช้ในราชการลับ หรือเป็นงานที่ต้องปกปิดเป็นความลับของหน่วยงานของรัฐหรือที่ เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ (ช) เป็นงานจ้างซ่อมพัสดุที่จำเป็นต้องถอดตรวจ ให้ทราบความชำรุดเสียหายเสียก่อนจึงจะ ประมาณค่าซ่อมได้เช่น งานจ้างซ่อมเครื่องจักร เครื่องมือกล เครื่องยนต์ เครื่องไฟฟ้าหรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ (ซ) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง วิธีเฉพาะเจาะจง เงื่อนไข มาตรา 56 (2) (ก) ใช้ทั้งวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปและวิธีคัดเลือก หรือใช้วิธีคัดเลือกแล้วแต่ไม่มีผู้ยื่นข้อเสนอ หรือข้อเสนอนั้นไม่ได้รับการคัดเลือก (ข) การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่มีการผลิต จำหน่าย ก่อสร้าง หรือให้บริการทั่วไป และมีวงเงินในการ จัดซื้อจัดจ้างครั้งหนึ่งไม่เกินวงเงินตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (ไม่เกิน 500,000 บาท)
45 (ค) การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่มีผู้ประกอบการซึ่งมีคุณสมบัติโดยตรงเพียงรายเดียว หรือการจัดซื้อ จัดจ้างพัสดุจากผู้ประกอบการซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายหรือตัวแทนผู้ให้บริการโดยชอบด้วยกฎหมายเพียงราย เดียวในประเทศไทยและไม่มีพัสดุอื่นที่จะใช้ทดแทนได้ (ง) มีความจำเป็นต้องใช้พัสดุนั้นโดยฉุกเฉิน เนื่องจากเกิดอุบัติภัยหรือภัยธรรมชาติ หรือเกิด โรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ และการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปหรือวิธี คัดเลือกอาจก่อให้เกิดความล่าช้าและอาจทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง (จ) พัสดุที่จะทำการจัดซื้อจัดจ้างเป็นพัสดุที่เกี่ยวพันกับพัสดุที่ได้ทำการจัดซื้อจัดจ้างไว้ก่อนแล้ว และมีความจำเป็นต้องทำการจัดซื้อจัดจ้างเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์หรือต่อเนื่องในการใช้พัสดุนั้น โดยมูลค่า ของพัสดุ (ฉ) เป็นพัสดุที่จะขายทอดตลาดโดยหน่วยงานของรัฐ องค์การระหว่างประเทศหรือหน่วยงานของ ต่างประเทศ (ช) เป็นพัสดุที่เป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำเป็นต้องซื้อเฉพาะแห่ง (ซ) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง การแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้าง คือ การลดวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งเดียวกันเพื่อให้วิธีการซื้อหรือจ้างเปลี่ยนแปลงไป หรือ อำนาจในการสั่งซื้อสั่งจ้างเปลี่ยนแปลงไป กรณีใดจะเป็นการแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างให้พิจารณาถึงวัตถุประสงค์ใน การซื้อหรือจ้างครั้งนั้น และความคุ้มค่าของทางราชการเป็นสำคัญ การจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้าง ให้จัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีเมื่อผู้มีอำนาจเห็นชอบแผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีแล้ว ให้ประกาศเผยแพร่ในระบบของกรมบัญชีกลาง และของหน่วยงานและปิดประกาศโดยเปิดเผย ณ สถานที่ปิด ประกาศของหน่วยงานนั้นแผนต้องประกอบด้วยรายการ ดังนี้ - ชื่อโครงการที่จะจัดซื้อจัดจ้าง - วงเงินที่จะซื้อหรือจ้างโดยประมาณ - ระยะเวลาที่คาดว่าจะจัดซื้อจัดจ้าง - รายการอื่นตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด การเปลี่ยนแปลงแผนการจัดซื้อจัดจ้าง ให้เจ้าหน้าที่จัดทำรายงาน พร้อมระบุเหตุผลที่ขอเปลี่ยนแปลงเสนอผู้มีอำนาจเพื่อขอความ เห็นชอบเมื่อผู้มีอำนาจให้ความเห็นชอบแล้วให้ประกาศเผยแพร่แผนดังกล่าว ข้อยกเว้นไม่ต้องจัดทำแผน - กรณีมีความจำเป็นเร่งด่วน หรือเป็นพัสดุที่ใช้ในราชการลับ (วิธีคัดเลือก ตามมาตรา 56 (1) (ค) หรือ (ฉ)) - กรณีมีวงเงินในการจัดชื่อจัดจ้างครั้งหนึ่งไม่เกิน 5 แสนบาทหรือมีความจำเป็นต้องใช้พัสดุโดย ฉุกเฉิน หรือเป็นพัสดุที่จะขายทอดตลาด (วิธีเฉพาะเจาะจง ตามมาตรา 56 (2) (ข) (ง) หรือ (ฉ))
46 - กรณีเป็นงานจ้างที่ปรึกษาที่มีวงเงินค่าจ้างครั้งหนึ่งไม่เกิน 5 แสนบาท หรือที่มีความจำเป็น เร่งด่วนหรือที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ(วิธีเฉพาะเจาะจง ตามมาตรา 70 (3) (ข) (ฉ)) - กรณีเป็นงานจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้างที่มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือที่เกี่ยวกับความ มั่นคงของชาติ(วิธีเฉพาะเจาะจง ตามมาตรา 82 (3)) การจัดทำร่างขอบเขตหรี่อรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุงานซื้อหรืองานจ้างที่ไม่ใช่ งานก่อสร้าง (ระเบียบ ข้อ ๒๑) ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการ หรือจะให้เจ้าหน้าที่ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง รับผิดชอบในการจัดทำร่างขอบเขตหรือรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุที่จะซื้อหรือจ้าง รวมทั้ง กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอด้วย รายงานขอซื้อขอจ้าง (ระเบียบ ข้อ ๒๒) (1) เหตุผลและความจำเป็น (2) รายละเอียดของพัสดุที่จะซื้อหรืองานที่จะจ้าง (3) ราคากลางและรายละเอียดของราคากลาง (4) วงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง (5) กำหนดเวลาที่ต้องการใช้พัสดุนั้น หรือให้งานนั้นแล้วเสร็จ (6) วิธีที่จะซื้อหรือจ้าง และเหตุผลที่ต้องซื้อหรือจ้างโดยวิธีนั้น (7) หลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอ (8) ข้อเสนออื่น ๆ เช่น การขออนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ การจัดทำราคากลาง พิจารณาตามลำดับ ดังนี้ (1) คำนวณตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการราคากลางกำหนด (2) ราคาอ้างอิงที่กรมบัญชีกลางจัดทำ (3) ราคามาตรฐานที่สำนักงบประมาณหรือหน่วยงานกลางอื่นกำหนด (4) สืบราคาจากท้องตลาด (5) ราคาที่เคยซื้อหรือจ้างครั้งสุดท้ายภายในระยะเวลาสองปีงบประมาณ (6) ราคาตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานนั้นๆ - กรณีที่มีราคาตาม (1) ให้ใช้ (1) ก่อน - กรณีที่ไม่มีราคาตาม (1) ให้ใช้ราคาตาม (2) หรือ (3) - กรณีที่ไม่มีราคมตาม (1) (2) หรือ (3) ให้ใช้ราคาตาม (4) (5) หรือ (6) ประกาศผลผู้ชนะการเสนอราคา ให้ดำเนินการ 3 ขั้นตอน ๑. ประกาศทางเว็บไซต์http://www.gprocurment.go.th เว็บไซต์ของหน่วยงาน ๒. ปิดประกาศ
47 3. แจ้งผลทาง e - Mail การทำสัญญาต้องทำสัญญาตามแบบที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด เว้นแต่ - เห็นว่าข้อสัญญาอาจเสียเปรียบ ต้องการแก้ไข ต้องส่งอัยการเห็นชอบ - กรณีไม่อาจทำสัญญาตามแบบที่กำหนด จำเป็นต้องร่างใหม่ ต้องส่งอัยการเห็นชอบ - กรณีไม่ทำสัญญาตามแบบ ต้องส่งอัยการพิจารณาภายหลัง หากอัยการเห็นชอบถือว่าสมบูรณ์ แต่หากไม่เห็นชอบต้องให้แก้ไขสัญญาตามความเห็นอัยการ ทั้งนี้ สัญญาที่มีการแก้ไขหากคู่สัญญาไม่ยอมลง นามให้ถือว่าโมฆะ ซึ่งผลที่ตกเป็นโมฆะนั้นหากมีความเสียหายจะต้องมีผู้รับผิดทางแพ่ง - สามารถทำเป็นข้อตกลงแทนการทำสัญญาได้ ตามเงื่อนไขที่กำหนดในมาตรา 96 - เมื่อลงนามในสัญญาแล้วจะแก้ไขไม่ได้ เว้นแต่ผู้มีอำนาจอนุมัติให้แก้ไขได้ ตามเงื่อนไขที่กำหนด ในมาตรา 97 - ต้องประกาศเผยแพร่สาระสำคัญของสัญญาหรือข้อตกลงที่ลงนามแล้ว ในระบบของ กรมบัญชีกลางตามวิธีการที่กรมบัญชีกลางกำหนด การทำใบสั่งซื้อหรือใบสั่งจ้างแทนการทำสัญญา พ.ร.บ. มาตรา 96 1. การจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีคัดเลือกตาม ม.56 (1) (ข) (ค) (ฉ) (ช) การจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธี เฉพาะเจาะจงตาม ม.56 (2) (ข) (ค) (ง) (จ)หรือ (จ) การจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ตาม ม.70 (3) (ข) 2. การจัดซื้อจัดจ้างจากหน่วยงานของรัฐ 3. กรณีที่คู่สัญญาสามารถส่งมอบครบถ้วนได้ภายใน 5 วันทำการ 4. การเช่าที่ผู้เช่าไม่ต้องเสียเงินอื่นใดนอกจากค่าเช่า 5. กรณีอื่นตามที่คณะกรรมการนโยบายประกาศ - การบริหารสัญญาและการตรวจรับพัสดุ กำหนดให้กรรมการตรวจรับพัสดุรับผิดชอบการบริหาร สัญญาหรือข้อตกลงและการตรวจรับพัสดุ - การบันทึกรายงานผลการพิจารณา หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีการบันทึกรายงานผลการพิจารณา รายละเอียดวิธีการและขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างและจัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นประโยชน์ในการตรวจดู ข้อมูลเมื่อมีการร้องขอ - การลงนามในสัญญาและการแก้ไขสัญญาตามระเบียบนี้ เป็นอำนาจของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ การลงนามในสัญญาจะกระทำได้เมื่อพ้นระยะเวลาการอุทธรณ์ (ภายใน ๗ วันทำการนับจากวันประกาศผล) - การงด ลดค่าปรับ หรือการขยายระยะเวลา มี 4 กรณี คือเหตุเกิดจากความผิดหรือความ บกพร่องของหน่วยงานของรัฐ, เหตุสุดวิสัย, เหตุเกิดจากพฤติการณ์อันหนึ่งอันใดที่คู่สัญญาไม่ต้องรับผิดตาม กฎหมาย และเหตุอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง - การบอกเลิกสัญญา มี 4 กรณี คือ เหตุตามที่กฎหมายกำหนด, เหตุอันเชื่อได้ว่าคู่สัญญาไม่สามารถ ปฏิบัติตามสัญญาได้, เหตุอื่นตามที่กำหนดไว้ใน พรบ.นี้ หรือในสัญญา/ข้อตกลง และเหตุอื่นตามที่ รมว.กำหนด
48 การทิ้งงาน มี 6 กรณี ดังนี้ - ได้รับการคัดเลือกแล้วไม่ไปทำสัญญาภายในเวลาที่กำหนด - คู่สัญญา/ผู้รับจ้างช่วง ไม่ปฏิบัติตามสัญญา - ผู้ยื่นข้อเสนอ/คู่สัญญา กระทำการขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมหรือไม่สุจริต - ผลการปฏิบัติงานหรือการให้บริการงานจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้างมี ข้อบกพร่องผิดพลาดหรือก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง - ผู้ให้บริการงานจ้างออกแบบและควบคุมงานก่อสร้างมีส่วนได้เสียกับผู้ประกอบการ ก่อสร้างในงานเดียวกัน - การกระทำอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง การตกลงเลิกสัญญา ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาได้เฉพาะในกรณี ที่เป็นประโยชน์แก่หน่วยงานของรัฐโดยตรงหรือเพื่อ ประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อแก้ไขข้อเสียเปรียบของ หน่วยงานของรัฐในการที่จะปฏิบัติตามสัญญาหรือ ข้อตกลงนั้นต่อไป ไม่ต้องแจ้งให้เป็นผู้ทิ้งงาน วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 16.00 – 19.00 น. แผนพัฒนาท้องถิ่นโดย อ.กมลกาจ รุ่งปิ่น สาระสำคัญ ดังนี้ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๘ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2561 ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ประกอบกับ ระเบียบ กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๘ ที่แก้ไขเพิ่มเติม ถึง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ และ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖ ได้กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจและ หน้าที่ในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง แผนพัฒนาท้องถิ่น หมายถึง แผนพัฒนาขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น โดยคณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น รับทราบ ความต้องการ ประเด็น การพัฒนาและประเด็นที่ เกี่ยวข้องตลอดจนความช่วยเหลือทางวิชาการและแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เพื่อนำมากำหนด แนวทางการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น โดยให้นำข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาจากหน่วยงานต่างๆ และข้อมูลใน การจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้านหรือแผนชุมชนมาพิจารณาประกอบการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นการจัดทำ แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๗๐) ขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม งบประมาณจากเงินสะสมและงบประมาณเงินอุดหนุนพร้อมที่จะนำไปสู่การ ปฏิบัติ และสามารถใช้ในการประสานแผนพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามนโยบายที่ จะทำให้เกิดๆ คณะกรรมการ มี 3 คณะ ดังนี้ 1. คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น ต้องมีคำสั่งแต่งตั้ง 8 องค์ประกอบ 19 คน วาระ 4 ปี นายกฯ เป็นประธานปลัดฯ เป็นเลขา ให้คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ คังนี้ (1.๑) กำหนดแนวทางการพัฒนาท้องถิ่น โดยพิจารณาจาก
49 (1.๑.1) อำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะอำนาจหน้าที่ที่มีผลกระทบ ต่อประโยชน์สุขของประชาชน เช่น การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การผังเมือง (1.๑.๒) ภารกิจถ่ายโอนตามกฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ (1.1.๓) ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ กลุ่มจังหวัค และจังหวัด โดยให้เน้นคำเนินการใน ยุทธศาสตร์ที่สำคัญและมีผลต่อประชาชนโดยตรง เช่น การแก้ไขปัญหาความยากจน การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด (๑.1.๔) กรอบน โยบาย ทิศทาง แนวทางการพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขต จังหวัด (๑.1.๕) นโยบายของผู้บริหารท้องถิ่นที่แถลงต่อสภาท้องถิ่น (๑.1.๖) แผนชุมชน ในการนำประเด็นข้างต้นมาจัดทำแผนพัฒนา ให้คำนึงถึงสถานะทางการ คลังของท้องถิ่น และ ความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการมาประกอบการพิจารณา ด้วย (1.๒) ร่วมจัดทำร่างแผนพัฒนา เสนอแนะแนวทางการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการจัดทำ 2. คณะกรรมการสนับสนุนการจัดทำแผน 5 องค์ประกอบ 12 คน วาระ 4 ปีปลัดเป็น ประธาน นักวิเคราะห์ หรือ ใครก็ได้เป็นผู้ช่วยเลขาฯ โดย ให้คณะกรรมการสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนา ท้องถิ่น มีหน้าที่ จัดทำร่างแผนพัฒนาให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น กำหนด จัดทำร่างแผนการดำเนินงาน และจัดทำร่างข้อกำหนดขอบข่ายและรายละเอียดของงานตามข้อ 1๙ (๑) 3. กรรมการติดตามและประเมินผล 5 องค์ 11 คน วาระ 4 ปี มาพร้อมกัน หมดวาระ พร้อม กันให้คณะกรรมการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้ (๑) กำหนดแนวทาง วิธีการในการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนา (๒) ดำเนินการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนา (๓) รายงานผลและเสนอความเห็นซึ่งได้จากการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาต่อ ผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อให้ผู้บริหารท้องถิ่นเสนอต่อสภาท้องถิ่น คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น และประกาศผลการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาให้ประชาชนในท้องถิ่นทราบโดยทั่ว กันอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ภายในเดือนธันวาคม ของทุกปี ทั้งนี้ให้ปิดประกาศโดยเปิดเผยไม่ น้อยกว่าสามสิบวัน (๔) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่เห็นสมควร คำสำคัญในการจัดทำแผน พัฒนาท้องถิ่นประกอบด้วย (๑) การจัดทำหรือทบทวน (๒) การเพิ่มเติม (๓) การเปลี่ยนแปลง (๔) การแก้ไขแผนพัฒนาท้องถิ่น
50 วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 09.00 – 16.00 น. หลักเกณฑ์การเสริมสร้างคุณภาพงานตรวจสอบภายในการ ควบคุมภายใน เพื่อวางแผน การตรวจสอบ และการปฏิบัติงานโดย อ.ชบาไพร ชุนถนอม สาระสำคัญ ดังนี้ การควบคุมภายในตามหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยมาตรฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการการควบคุม ภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2561 และแนวทางการสอบทานการประเมินการควบคุมภายใน ของ อปท. มาตรฐานการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐ ด้วยพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 หมวด 4 การบัญชี การรายงานและ การตรวจสอบ มาตรา79 บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีการตรวจสอบภายใน การควบคุมภายใน และการ บริหารจัดการความเสี่ยง โดยให้ถือปฏิบัติตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนดซึ่งการ ควบคุมภายในถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยการดำเนินงานตามภารกิจมีประสิทธิผล ประสิทธิภาพ ประหยัด และช่วยป้องกันความเสี่ยงหรือลดความเสี่ยงจากการผิดพลาด ความเสียหาย ความสิ้นเปลือง ความสูญเปล่า ของการใช้ทรัพย์สินหรือการกระทำเป็นการทุจริต มาตรฐานการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐนี้ เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการกำหนด ประเมินและปรับปรุงการควบคุมภายในของหน่วยงานของรัฐ อันจะทำให้การดำเนินงาน และการบริหารงาน ของหน่วยงานของรัฐบรรลุสำเร็จตามวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และมีการกำกับดูแลที่ดี การควบคุมภายใน 1. เป็นกลไกให้บรรลุวัตถุประสงค์การควบคุมภายในด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายด้าน 2. แทรกในการปฏิบัติงานปกติ ทำเป็นขั้นตอน ต่อเนื่อง มิใช่ผลสุดท้ายของการกระทำ(ไม่ใช่ผลสำเร็จ) 3. เกิดขึ้นได้โดยบุคลากรของหน่วยงานของรัฐ ไม่ใช่เพียงการกำหนดนโยบาย ระบบงานคู่มือ แบบฟอร์ม ต้องปฏิบัติด้วย 4. ให้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผลว่าจะบรรลุตามวัตถุประสงค์ ไม่ใช่บรรลุอย่างสมบูรณ์ 5. ควรกำหนดให้เหมาะสมกับโครงสร้างองค์กรและภารกิจของหน่วยงานของรัฐ การควบคุมภายใน 3 ด้าน 1. วัตถุประสงค์ด้านการดำเนินงาน (Operations Objectives) ความมีประสิทธิผลและ ประสิทธิภาพของการดำเนินงานและการบรรลุเป้าหมายด้านการดำเนินงาน การเงินตลอดจนการใช้ทรัพยากร การดูแลรักษาทรัพย์สิน การป้องกัน/ลดความผิดพลาด ความเสียหาย การรั่วไหลการสิ้นเปลือง การทุจริตของ หน่วยงาน 2. วัตถุประสงค์ด้านการรายงาน (Reporting Objectives) การรายงานทางการเงินและไม่ใช่ การเงิน ที่ใช้ภายในและภายนอกหน่วยงาน รายงานที่เชื่อถือได้ ทันเวลาโปร่งใส ข้อกำหนดอื่นของทางราชการ 3. วัตถุประสงค์ด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับ (Compliance Objectives) การ ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานและข้อกำหนดอื่นของทาง ราชการ