101 - เป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐตาม พรบ.วินัยการเงิน การคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 39 ให้ผู้มีอำนาจอนุมัติการจ่ายเงินมีหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้ จ่ายเงินของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายหรือกฎหรือตามที่ได้รับอนุญาตให้จ่าย กรณีการทุจริตการเบิกเงินในระบบ KTB เร่งปราบทุจริต หลัง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยักยอกเงินกรณีที่เกิดขึ้นจากการที่เจ้าหน้าที่การเงิน ได้ โอนย้ายมาสังกัดเทศบาลตำบลแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ในตำแหน่งเจ้าพนักงานการเงิน ระดับ ปฏิบัติงาน ตั้งแต่ตุลาคม ๒๕๖๔ สามารถยักยอกเงิน ๓๐,๖๐๐,๐๐๐ บาท ของเทศบาลเป็นกรณีที่ต้องป่าว ประกาศ ให้ ปท.ทุกแห่งๆ ล้อมคอกป้องกันปัญหานี้ไม่ให้เกิดขึ้น การที่ผู้บริหารท้องถิ่นจะกล่าวอ้างว่า ไม่รอบรู้ เข้าใจระบบการโอนจ่ายเงินเข้าบัญชีแทนการจ่าย เช็ค ตามระบบการเงิน การคลัง และไว้ว่างใจเจ้าหน้าที่โดยมอบรหัสที่สามารถดำเนินการเบิก หรือโอนจ่ายได้ จนเกิดการทุจริตของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติกรณีดังกล่าว ระดับผู้บริหาร ไม่ว่าจะเป็นนายกเทศมนตรี ปลัดและ ผู้อำนวยการคลังย่อมปฏิเสธ ความรับผิดชอบไม่ได้ กรณีเงินขาดบัญชีและทุจริตการเบิกเงินในระบบ KTB - กรณีแต่งตั้งผู้อำนวยการกองคลังเป็น Company User Authorizer มีหน้าที่อนุมัติรายการรับ -จ่าย ต่าง ๆ ในระบบ KTB Corporate Online ที่Company User Maker ส่งให้และแต่งตั้งให้เป็น Company Administrator Authorizer มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องอนุมัติการเพิ่มหรือลดสิทธิ (ปลดล๊อครหัสผ่าน) และกำหนดรายการของผู้ใช้งานในระบบรายบุคคล (กำหนดรหัสผ่านขึ้นใหม่ (Reset Password) ตามที่ Company Administrator Maker บันทึกเข้าสู่ระบบ - ผู้อำนวยการกองคลัง อาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ดูแลและสามารถเข้ารหัสต่าง ๆ ในระบบ KTB Corporate Online ได้ กระทำโดยกำหนดรหัสผ่านให้กับตนเองใช้งานเป็นผู้จัดทำCompany User Maker และผู้อนุมัติการเบิกจ่าย Company User Authorizer เพียงคนเดียวกัน กระทำการโดยมีเจตนาทุจริตลักเอา เงินหรือเบียดบังยักยอกเอาเงินที่มีอยู่ในบัญชีโอนเข้าบัญชีของตนเอง (๑๑ ล้านกว่า) - กรณีเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่เบิกจ่าย (Company User Maker) กระทำการทุจริตในการเบิก จ่ายเงินงบประมาณเข้าบัญชีตัวเอง โดยนำรหัสของผู้อนุมัติการเบิกจ่าย (Company User Authorizer) มาทำ การอนุมัติเบิกจ่ายเงินเข้าบัญชีของตนเองโดยมิชอบ - สาเหตุเกิดจากการที่หน่วยงานคลังไม่ตรวจสอบรายงานสถานะการเงินประจำวัน เปรียบเทียบ กับรายการเคลื่อนไหวทางบัญชี (Statement) และยอดเงินคงเหลือในสมุดบัญชีธนาคารทุกสิ้นวัน - จึงให้ผู้บริหารท้องถิ่นกำชับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบ และหนังสือ สั่งการโดยเคร่งครัด ให้ดำเนินการ ดังนี้ - ตรวจสอบหลักฐานการเบิกจ่ายเงิน กับ ข้อมูลในระบบ E-Laas รายการเคลื่อนไหวทาง บัญชี(Statement) และยอดเงินคงเหลือในสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารทุกสิ้นวัน
102 - ตรวจสอบการจ่ายเงินผ่านระบบ KTB เข้าบัญชีของเจ้าหนี้หรือผู้มิสทธิรับเงินแต่ละรายจาก รายงานสรุปผลการโอนเงิน รายการสรุปความเคลื่อนไหวทางบัญชี และข้อมูลในทะเบียนคุมการโอนเงินให้ ถูกต้องตรงกัน เมื่อตรวจสอบครบถ้วนแล้วให้ประทับตราจ่ายเงินแล้ว พร้อมทั้งลงลายมือชื่อและวันที่ใน รายงานสรุปผลการโอนเงิน ทุกสิ้นวัน - ให้เก็บรหัสของตนไว้เป็นความลับ ห้ามมอบหรือเปิดเผยให้กับบุคคลใดเด็ดขาด ข้อบกพร่องในการจ่ายเงินผ่านระบบ KTB Corporate Online - แต่งตั้งหรือมอบหมายบุคคลเพียงคนเดียวดำเนินการทั้งระบบ - แก้ไขรายงานข้อมูลที่พิมพ์จากระบบ KTB Coxporate Online ทำให้ไม่เห็นรายการผิดเงิน ผิดปกติ - หน่วยงานคลังไม่ตรวจสอบรายงานสถานะการเงินประจำวัน เปรียบเทียบกับรายการ เคลื่อนไหวทางบัญชี (Statement) และยอดเงินคงเหลือในสมุดบัญชีธนาคารทุกสิ้นวัน - ไม่พบรายงานสรุปผลการโอนเงิน (Detail Report และSummary Report-Transaction History)ที่ได้จากระบบ KTB Corporate Online เป็นหลักฐานการจ่าย ให้ตรวจสอบความผิดปกติ เช่น โอน เข้าบัญชีรายเดียวบ่อยครั้ง ไม่มีฎีกา หรือหลักฐานการจัดซื้อจัดจ้าง - ผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ใช้งานในระบบ (Company User) ไม่ได้เปลี่ยนรหัสผ่านทุก ๆ ๓ เดือน - มอบหมายบุคคลแบบไม่เป็นทางการโอนย้ายไม่มอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษร หรือ กำหนดรหัสใหม่ - มีการเบิกเงินนอกงบประมาณที่ไม่มีการเคลื่อนไหว หรือเงินที่ค้างบัญชีเป็นเวลานานโดยไม่ มีการส่งคืน หน่วยงานเจ้าของงบประมาณ เช่น เงินนอกงบประมาณ เงินอุดหนุนเฉพาะกิจเหลือจ่าย เงิน โครงการเงินกู้ที่เหลือจ่าย หรือหมดความจำเป็นต้องใช้ หรือเงินหลักประกันสัญญา หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการรับเงิน และการจ่ายเงินของ อปท.ผ่านระบบ KTB Corporate Onlineหนังสือ สถ.ที่ มท 0๘๐๘.๒/ว ๒๕๑๑ ลงวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๖๓ การกำหนดตัวบุคคลผู้มีสิทธิเข้าใช้งานในระบบ KTB Corporate Online - ผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติ หน้าที่ของ อปท. ดังนี้ ผู้ดูแลระบบ (Company Administrator) - Company Administrator Maker (๑ แทน ๑) - Company Administrator Authorizer (๑ แทน ๑) ผู้ใช้งานในระบบ (Company User) - Company User Maker (๒ คน แทน ๒ คน) - Company User Authorizer (อย่างน้อย ๒ คน)
103 จากพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือลูกจ้างประจำ หรือพนักงานจ้าง ตามความจำเป็นเหมาะสม ซึ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัย และการกำกับดูแลอย่างรอบคอบรัดกุม เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ทาง ราชการ อำนาจหน้าที่ของ ผู้ดูแลระบบ (Company Administrator) Company Administrator Maker 1 คน และผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนกรณีไม่สามารถปฏิบัติ หน้าที่ได้ ๑ คน มีอำนาจหน้าที่บันทึกรายละเอียดผู้เข้าใช้งานในระบบ (Company User) และกำหนดสิทธิ และหน้าที่ในการทำรายการของผู้ใช้งานในระบบรายบุคคล Company Administrator Authorizer ๑ คน และผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนกรณีไม่สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้ ๑ คน มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องอนุมัติการเพิ่มหรือลดสิทธิและหน้าที่ในการทำ รายการของผู้ใช้งานในระบบรายบุคคลตามข้อมูลที่ Company Administrator Maker บันทึกเข้าสู่ระบบ อำนาจหน้าที่ของ ผู้ใช้งานในระบบ (Company User Maker) ๑. Company User Maker 2 คน และผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนกรณีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ๒ คน มีอำนาจหน้าที่ในการรับเงิน การจ่ายเงิน และการนำเงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้ การรับเงิน ให้เรียกดูรายงานจากบัญชีเงินฝากธนาคารที่เปิดไว้สำหรับการรับเงิน เพื่อใช้ในการ ตรวจสอบการรับเงินของ อปท. ดังนี้ - รายงานการรับชำระเงินระหว่างวัน (Receivable information online) (ข้อมูลลูกหนี้ ออนไลน์) - รายงานสรุปรายละเอียดการรับเงินของ อปท. (Receivable information download) (ดาวน์โหลดข้อมูลลูกหนี้) และ - รายการสรุปความเคลื่อนไหวทางบัญชี(e-Statement / Account Information) (ข้อมูล บัญชี) การจ่ายเงิน - เป็นผู้ทำรายการขอโอนเงินเข้าระบบ พร้อมทั้งตรวจสอบความถูกต้องรายการขอโอน ซึ่ง ระบุจำนวนเงินตามประเภทรายการค่าใช้จ่าย ก่อนนำส่งรายการให้กับ Company User Authorizer เพื่อ อนุมัติการโอนเงิน - เมื่อได้รับแจ้งการอนุมัติแล้ว ให้พิมพ์รายงานเพื่อใช้เป็นหลักฐานการจ่ายและหลักฐานใน การตรวจสอบต่อไป - รายงานสรุปผลการโอนเงิน (Detail Report และ Summary Report/Transaction History) (รายงานรายละเอียดและรายงานสรุป/ประวัติการทำธุรกรรม) - รายการสรุปความเคลื่อนไหวทางบัญชี(e-Statement / Account Information)
104 อำนาจหน้าที่ของ ผู้ใช้งานในระบ (Company User Authorizer (๒) Company User Authorizer มีอำนาจหน้าที่ ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลรายการ โอนเงิน Company User Maker ส่งให้อนุมัติการโอนเงิน แจ้งผลการอนุมัติการโอนเงินให้ Company User Maker ความปลอดภัย - การจัดส่งจึงต้องใส่ซองปิดผนึกเพื่อมิให้ผู้อื่นทราบถึงข้อมูลดังกล่าว - ผู้ใช้งานในระบบ Company User เปลี่ยนรหัสผ่าน (Password) ทุก ๆ ๓ เดือน - เก็บรหัสไว้เป็นความลับ - โยกย้ายหรือเปลี่ยนแปลง ให้ผู้บริหารท้องถิ่นแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่ขึ้นใหม่ และกำหนดรหัส ใหม่ โยกย้ายหรือเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงตำแหน่ง ผู้ดูแลระบบ (Company Administrator) หรือ ผู้ใช้งานในระบบ (Company User) ๑. ผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรแต่งตั้งบุดคลเพื่อปฏิบัติ หน้าที่ดังกล่าวขึ้นใหม่ ๒. เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลระบบ (Company Administrator) เมื่อมีคำสั่งดังกล่าวแล้วให้มีหนังสือแจ้ง ธนาคารกรุงไทยฯ เพื่อ - ขอให้เปลี่ยนแปลงเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลระบบคนใหม่ แทนคนเดิม - กำหนดรหัสผู้ใช้งาน (User ID) และรหัสผ่าน (Password) *โดยให้แนบรหัสเข้าใช้งานระบบประจำหน่วยเบิกจ่าย (Company ID) ของ อปท. ไปด้วย ๓. ผู้ใช้งานในระบบ (Company User) เมื่อมีคำสั่งดังกล่าวแล้ว - ให้ Company Administrator ทำการเปลี่ยนแปลงผู้ใช้งานในระบบใหม่โดยกำหนดสิทธิ การเข้าใช้งานในระบบให้ผู้ใช้งานคนใหม่แทนคนเดิม ทั้งนี้ ในการกำหนดตัวบุคคลผู้ปฏิบัติหน้าที่คนใหม่ต้องถือปฏิบัติตามข้างต้น การตรวจสอบข้อมูลการรับเงิน ทุกสิ้นวันทำการ ให้อปท. ตรวจสอบข้อมูลการรับเงินแต่ละรายการให้ถูกต้องครบถ้วน จาก ระบบ KTB Corporate Online - รายงานการรับชำระเงินระหว่างวัน(Receivable Information Online) กับ - รายการสรุปความเคลื่อนไหวทางบัญชี(e-Statement/Account Information) วันทำการถัดไป ให้อปท. ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งจาก - รายงานสรุปรายละเอียดการรับเงินของ อปท. (Receivable Information Download) ที่ เรียกจากระบบ KTB Corporate Online - ให้เก็บรักษารายงานสรุปรายละเอียดการรับเงินของ อปท. (Receivable Information Download) เพื่อเป็นหลักฐานในการรับเงินและสำเนาใบเสร็จรับเงิน (ถ้ามี) ไว้ให้ สตง.ตรวจสอบต่อไป การตรวจสอบข้อมูลการจ่ายเงิน หลักฐานการจ่าย ให้ใช้รายงานสรปผลการโอนเงิน (Detail Report และ Summary ReportTransacion History) ที่ได้จากระบบ KTB Corporate Online เสนอหัวหน้าหน่วยงานคลัง ตามระเบียบ เบิกจ่ายฯ และเก็บรักษาไว้ให้ สตง. ตรวจสอบต่อไป
105 ทุกสินวันทำการ อปท. จัดให้มีการตรวจสอบการจ่ายเงินโดยวิธีการโอนผ่านระบบ KTB Corporate Online เข้าบัญชีเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงินแต่ละรายการ - รายงานสรปผลการโอนเงิน (Detail Report และ Summary Report/Transaction History) - รายการสรุปความเคลื่อนไหวทางบัญชี (E-Statement/ Account Information) ที่เรียก จากระบบ KTB Corporate Online กรณีเกิดความคลาดเคลื่อนในการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน เช่น โอนเงินเข้าบัญชีผิดรายโอนเงินไปเกินกว่าจำนวนที่ผู้มีสิทธิรับเงินได้รับ เป็นต้น ให้ อปท. เรียกเงินคืนเข้า บัญชีเงินฝากธนาคาร การรักษาความปลอดภัยสองชั้น : Two-Factor Authentication (2FA) เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัย 2 ชั้น ให้ อปท. ที่ใช้งานผ่านระบบ KTB Corporate Online สมัครใช้บริการระบบรักษาความปลอดภัยแบบ 2 ชั้น เป็นการยืนยันตัวตนในการอนุมัติรายการโอนเงินด้วย รหัส ๒ ชุด เพื่อป้องกันการขโมย Username และ Password เข้าใช้ทำรายการในระบบ ๑. รหัส User ID และ Password - กรอกรหัส Company ID ของหน่วยงาน User ID และ Password ที่ได้รับจาก e-mail เพื่อเข้าสู่ระบบ KTB Corporate Online แล้ว Login เข้าใช้งาน ๒. รหัส OTP Password - หากกด Approve รายการจะขึ้นหน้าจอให้ใส่ SMS OTP - ธนาคารส่งรหัส OTP Password เข้ามือถือของ User Authorizer ทุกครั้งก่อนทำการ อนุมัติ - ให้กรอกรหัส SMS OTP Password เพื่อยืนยันการอนุมัติการโอนเงิน แล้วคลิก Confirm
106 วันพฤหัสบดีที่ 2 มีนาคม 2566 เวลา 09.00 – 12.00 น. เส้นทางความก้าวหน้าและสิทธิประโยชน์ของข้าราชการหรือ พนักงานส่วนท้องถิ่น บรรยายโดย อ.บุรณี แพรโรจน์ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 1.กำหนดให้มีคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) - คณะกรรมการจำนวน 17 คน 2. กำหนดให้มีคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) - คณะกรรมการจำนวน 18 คน 3.กำหนดให้มีคณะกรรมการข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.จังหวัด) - ก.จ.จ. จำนวน 12 คน - ก.ท.จ. จำนวน 18 คน - ก.อบต.จังหวัด จำนวน 27 คน อำนาจหน้าที่ของ กถ. ๑. กำหนดมาตรฐานกลาง ๒. กำหนดโครงสร้าง อัตราเงินเดือน และผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ๓. ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และพัฒนาการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ๔. ตอบข้อหารือแก่ อปท. ๕. ประสานกับ ครม./ก.อื่น /อปท./หน่วยงานของรัฐ เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการ บริหารงานบุคคล คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.อบจ. , ก.ท. , ก.อบต.) หน้าที่ - กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับ - คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเบื้องด้น - อัตราตำแหน่งและมาตรฐานของตำแหน่ง - อัตราเงินเดือนและวิธีการจ่ายเงินเดือน และประโยชน์ตอบแทนอื่น - หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือก การบรรจุและแต่งตั้ง การย้าย การโอนการรับโอน การ เลื่อนระดับ และการเลื่อนขั้นเงินเดือน - วินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย - การให้ออกจากราชการ - สิทธิการอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์และการร้องทุกข์ - กำหนดโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการ วิธีการบริหาร การปฏิบัติงานและการบริหารงาน บุคคล - ให้ข้อคิดเห็น คำปรึกษาในการปฏิบัติงาน ก.จังหวัด
107 - กำกับดูแล แนะนำและชี้แจง ส่งเสริมและพัฒนาความรู้ - กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกผู้แทน อปท. และผู้ทรงคุณวุฒิ กระบวนการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น 1. การวางแผนกำลังคน 2. การประเมินผล 3. การบรรจุแต่งตั้ง 4. การพัฒนาบุคลากร ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 แผนอัตรากำลัง 3 ปี - มีโครงสร้างการบริหารงานที่เหมาะสมไม่ซ้ำซ้อน - ควบคุมภารค่าใช้จ่ายด้านการบริหารงานบุคคลไม่ให้เกินร้อยละ 40 ของงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ม.35 - มีการกำหนดตำแหน่งและจัดอัตรากำลังให้เหมาะสมกับอำนาจหน้าที่ของ อปท. ให้มี ประสิทธิภาพ การคัดเลือกข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น การคัดเลือก 1. การสอบแข่งขัน 2. การคัดเลือกกรณีที่มีเหตุพิเศษไม่จำเป็นต้องสอบแข่งขัน 3. การสอบคัดเลือก 4. การคัดเลือก 5. การคัดเลือกเพื่อรับโอน การกำหนดตำแหน่งพนักงานส่วนท้องถิ่น - บริหารท้องถิ่น ระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูง - อำนวยการท้องถิ่น ระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูง - วิชาการ ระดับปฏิบัติการ ระดับชำนาญการ ระดับชำนาญการพิเศษ ระดับเชี่ยวชาญ - ทั่วไป ระดับปฏิบัติงาน ระดับชำนาญงาน ระดับอาวุโส การพิจารณาระยะเวลาเกื้อกูลเพื่อการเลื่อนระดับ - การพิจารณาระยะเวลาเกื้อกูลเพื่อการเลื่อนระดับ/การย้าย/การโอน/การรับโอน (ว 61 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2558) 1. กำหนดงานที่เกี่ยวข้อง 2. กำหนดตำแหน่งที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวข้องเกื้อกูลกัน 3. การเลื่อนระดับประเภทวิชาการ ให้นำระยะเวลาประเภททั่วไปมานับรวมเป็นระยะเวลา ขั้นต่ำได้
108 วันพฤหัสบดีที่ 2 มีนาคม 2566 เวลา ๑๓.00 – 1๖.00 น. การป้องกันละปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นในวงราชการ บรรยายโดย อาจารย์นรภัทร เดโชพยัตชัย และ อาจารย์ภัทรพล กิจประยูร พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 3 พฤติการณ์ 2 เงื่อนไข 1. การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในตำแหน่งหรือหน้าที่ 2. ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่า มีตำแหน่ง 3. ใช้อำนาจตำแหน่งหรือหน้าที่เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือ ผู้อื่นหรือกระทำการเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตาม ประมวลกฎหมายอาญาหรือตามกฎหมายอาญาหรือตามตามกฎหมายอื่น ความผิดอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. 1. ประมวลกฎหมายอาญา 2. พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 3. พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 4. พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิด ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปี ถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ภายนอก 1. เป็นเจ้าพนักงาน 2. ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ภายใน 1. เจตนา 2.เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด โดยทุจริต การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ภายนอก 1 เป็นเจ้าพนักงาน 2 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ภายใน 1. เจตนา 2. โดยทุจริต
109 วันศุกร์ ที่ ๓ มีนาคม 2566 เวลา ๐๙.00 – 1๖.00 น. เรื่อง การรับเงิน การจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินของ อปท. และค่าใช้จ่ายในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการ เบิกจ่ายค่าเครื่องแต่งกาย ค่าใช้จ่ายในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บรรยายโดย อาจารย์เอ็นดู โชติกุล ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงินการฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 แก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 ข้อ 67 อปท. จะจ่ายเงิน หรือ ก่อหนี้ผูกพัน ได้แต่เฉพาะที่ กม.ระเบียบ ข้อบังคับ หรือ นส.สั่ง การ ที่ มท.กำหนดไว้ "การจ่ายเงิน" กรณีที่ งป.รายจ่ายประจำปี ออกใช้ไม่ทัน ให้ใช้ งป.รายจ่ายประจำปีที่ล่วงแล้วไป พลางก่อน โดยให้นำเงิน งป. รายจ่ายเพิ่มเติม และ ที่ได้มีการโอนเพิ่ม หรือ โอนลด รวมเข้าไปด้วยโดยให้เบิก ได้เฉพาะรายจ่าย (1) งบกลาง (2) งบบุคลากร (3) งบดำเนินงาน (4) งบเงินอุดหนุน ที่จ่ายจากเงินอุดหนุนที่ ได้รับจากรัฐบาล เช่น อาหารกลางวัน ข้อ ๓๗ การถอนเงินฝากธนาคารของ อปท. หรือ หน่วยงานที่ได้แยกไปทำการรับจ่ายและเก็บ รักษาเงิน ให้ อปท. แจ้งเงื่อนไขการสั่งจ่ายต่อธนาคาร โดยให้ผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายเงินร่วมกันอย่างน้อย 3 คน ในจำนวนนี้ให้มีผู้บริหารท้องถิ่น และ ปลัด อปท. ลงนามสั่งง่ายด้วยทุกครั้ง และให้ ผู้บริหารท้องถิ่น มอบหมายให้ ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่นหรือ ผู้ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้าหน่วยงานอีก 1 คน และให้ มอบหมาย ผู้ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้าหน่วยงานเพิ่มอีก 1 คนในกรณีที่ไม่มีผู้บริหารท้องถิ่น เป็นผู้มี อำนาจลงลายมือชื่อถอนเงินฝากร่วมกัน การถอนเงินฝากของหน่วยงานที่มีงบประมาณเฉพาะการหรือ หน่วยงานที่ได้แยกออกไปทำการ รับจ่ายและเก็บรักษาเงินผู้บริหารท้องถิ่น อาจแต่งตั้ง หัวหน้าหน่วยงานนั้น และ พนักงานส่วนท้องถิ่นอีก 1 คน เป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันถอนเงินฝากของหน่วยงานนั้น ข้อ ๖๙ (๑) การจ่ายเงินให้ "เจ้าหนี้" หรือ "ผู้มีสิทธิรับเงิน" ในกรณีซื้อ/เช่าทรัพย์สิน หรือจ้างทำของ ให้ ออกเช็คสั่งจ่ายในนามของ "เจ้าหนี้" หรือ "ผู้มีสิทธิรับเงิน" ขีดฆ่าคำว่า"หรือผู้ถือ" และ "ขีดคร่อม" ด้วย (๒) การจ่ายเงินให้ "เจ้าหนี้" หรือ "ผู้มีสิทธิรับเงิน" นอกจาก (๑) ให้ออกเช็คสั่งจ่ายในนามของ "เจ้าหนี้" หรือ "ผู้มีสิทธิรับเงิน" ขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ"และ "จะขีดคร่อมหรือไม่ก็ได้" (๓) กรณีที่ต้องจ่ายเงิน เพื่อขอรับ "เงินสด" มาจ่าย ทำได้กรณีวงเงิน ไม่เกิน ๕,0๐๐ บาทให้ออก เช็คสั่งจ่ายในนาม "หัวหน้าหน่วยงานคลัง" หรือ "เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานคลังและ ขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" ออก ห้ามออกเช็คสั่งจ่าย "เงินสด" (๔) หากเจ้าหนี้ หรือ ผู้มีสิทธิรับเงิน ไม่มารับเช็คภายใน ๓0 วันนับตั้งแต่วันสั่งจ่ายให้ ยกเลิกเช็ค นั้น หากมีการ ยกเลิกเช็คดังกล่าว เกิน ๒ ครั้ง ต้องรายงานเหตุผลให้ผู้บริหารท้องถิ่น ทราบ
110 - ในการเขียนเช็คสั่งจ่ายเงิน ห้ามลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คไว้ล่วงหน้า โดยยังมิได้มีการเขียน หรือพิมพ์ชื่อผู้รับเงิน และจำนวนเงินที่สั่งจ่าย ข้อ 68 การจ่ายเงินให้แก่ "เจ้าหนี้" หรือ "ผู้มีสิทธิ" ให้จ่ายเป็นเช็ค กรณีจำเป็นที่ไม่อาจจ่ายเป็น เช็คได้ ให้จัดทำใบถอนเงินฝากธนาคารเพื่อให้ธนาคารออก "ตั๋วแลกเงิน" สั่งจ่ายให้"เจ้าหนี้" หรือ "ผู้มีสิทธิ" การจ่ายเงินผ่านธนาคาร หรือ ด้วยวิธีอื่นใด ให้เป็นไปตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กำหนด ข้อ 39 การขอเบิกเงินจากหน่วยงานคลัง ตาม งป.รายจ่ายประจำปีใดให้เบิกได้แต่เฉพาะในปี งป. นั้น รวมทั้ง เงินอุดหนุนที่รัฐบาลให้ อปท.โดยที่มิต้องจัดทำข้อ/เทศบัญญัติ งป.รายจ่ายประจำปี เว้นแต่ (1) เป็นเงิน งป.รายจ่าย ที่ยังมิได้ก่อหนี้ผูกพันในปี งป. นั้น และได้รับอนุมัติให้กันเงินไว้ต่อผู้ มีอำนาจตาม รบ. แล้ว (2) เป็น งป.รายจ่าย ที่ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปี งป. และได้รับอนุมัติจากผู้บริหารท้องถิ่น ให้กันเงินไปง่ายในปีงบประมาณถัดไป (3) กรณีมีเงินอุดหนุนที่รัฐบาลให้ อปท. โดยที่มิต้องจัดทำข้อ/เทศบัญญัติ งป.รายง่าย ประจำปี ซึ่งเบิกจ่ายไม่ทันภายในสิ้นปี งป. ที่ผ่านมาและได้บันทึกบัญชีไว้แล้ว เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้โดยระบุวัตถุประสงค์ตามประกาศ กกถ. เรื่อง หลักเกณฑ์ การจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไป ปี 2566ให้ อปท. นำไปใช้จ่ายตามรายการที่กำหนด โดยไม่ต้องตราข้อบัญญัติ/ เทศบัญญัติรวม 4 รายการ 1. เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการถ่ายโอนบุคลากร 2. เงินอุดหนุนสำหรับการจัดการศึกษาภาคบังคับ (ค่าการศึกษาบุตร) 3. เงินอุดหนุนสำหรับการจัดการศึกษาภาคบังคับ (ค่าเช่าบ้าน) 4. เงินอุดหนุนสำหรับการจัดการศึกษาภาคบังคับ (ค่าบำเหน็จ บำนาญ) ข้อ ๘๔ จะจ่ายได้เฉพาะที่ผู้ยืมได้ ทำสัญญาการยืมเงิน ผู้บริหารท้องถิ่นได้อนุมัติให้จ่ายเงินยืม ตามสัญญายืมเงิน (1) มีงบประมาณ (2) ผู้ยืมได้ทำสัญญาการยืมเงิน 2 ฉบับ รับเงินแล้วลงลายมือชื่อรับเงินในสัญญายืม ให้ อปท. 1 ฉบับ ให้ผู้ยืม 1 ฉบับ และรับรองว่าจะปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ หรือ กำสั่งที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรื่อง นั้น และจะนำ "ใบสำคัญคู่จ่าย" รวมทั้ง "เงินเหลือง่าย" ส่งคืนในกำหนด ถ้าไม่ส่งใช้ตามกำหนด ก็จะชดใช้เงิน หรือ ยอมให้ หัก "เงินเดือนค่าจ้าง บำเหน็จบำนาญ หรือ เงินอื่นใดอันจะพึงได้รับจาก อปท. ชดใช้เงินที่ยืม ข้อ ๘๔ กรณีที่ผู้ยืมไม่มีเงินใด ๆ อันพึงจะได้รับจาก อปท. ให้ผู้ยืม ที่จะหักส่งใช้เงินยืมได้ให้ผู้ยืม หาหลักทรัพย์มาวางเป็นประกัน หรือ หาบุคคลมาทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อ อปท.
111 (3) ให้ผู้มีอำนาจอนุมัติ ให้ผู้ยืมเงินเพื่อใช้ในราชการ ยืมเท่าที่จำเป็นได้เฉพาะผู้มีหน้าที่ต้อง ปฏิบัติงานนั้น ๆ "และห้ามมิให้อนุมัติให้ยืมเงินรายใหม่ ในเมื่อผู้ยืมมิได้ชำระคืนเงินยืมรายเก่าให้เสร็จสิ้นไป ก่อน" "ในกรณีการเดินทางไปราชการเป็นหมู่คณะ อาจให้ผู้มีสิทธิคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ยืมแทน" (4) กรณีครบกำหนดการส่งใช้เงินยืมแล้ว ผู้ยืมยังไม่ชดใช้ให้ผู้บริหารท้องถิ่น มีอำนาจสั่งการให้ ผู้ค้างชำระเงินยืมส่งใช้เงินยืมภายในกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควร อย่างช้าไม่เกิน 30 วันนับแต่วันครบ กำหนด ถ้าผู้ยืมขัดขืน หรือหลีกเลี่ยง ไม่ยอมชดใช้เงินยืม ให้นำความใน (2) มาใช้บังคับ แล้วรายงานให้ ผู้บริหารท้องถิ่นทราบ ข้อ ๘๕/๑ การเบิกเงินเพื่อจ่ายเป็นเงินยืม ให้กระทำได้เฉพาะรายการ ดังนี้ (1) ค่าจ้างแรงงาน ซึ่งไม่มีกำหนดจ่ายเป็นงวดแน่นอนเป็นประจำแต่จำเป็นต้องจ่ายให้แต่ละ วัน หรือ แต่ละคราวเมื่อเสร็จงาน (2) ค่าตอบแทน ใช้สอยและวัสดุ เฉพาะค่าตอบแทนสำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานให้แก่ อปท. และ จำเป็นต้องง่ายแต่ละวัน หรือ แต่ละคราวเมื่อสิ้นสุดการปฏิบัติงาน, ค่าตอบแทนคณะกรรมการ, ค่าเบี้ยประชุม, รายการค่าใช้สอยหรือวัสดุที่ไม่ต้องจัดซื้อจัดจ้าง, ๑ชจ. เดินทางไปราชการหรือ คชจ. ในการฝึกอุบรม หรือ คชจ.ในการจัดงานเฉพาะรายการที่ไม่ต้องจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น (3) รายการค่าสาธารณูปโภค เฉพาะค่าบริการไปรษณีย์โทรเลข ข้อ ๘๖ เงินที่ยืมไป ให้ผู้ยืมส่งหลักฐานการง่าย ภายในกำหนดระยะเวลา ดังนี้ (1) กรณีเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม ให้ส่งต่อ "อปท. ที่จ่ายเงินให้ยืม" โดยทางไปรษณีย์ ลงทะเบียน หรือ ธนาณัติ แล้วแต่กรณี ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับเงิน (2) กรณีเดินทางไปราชการอื่น ให้ส่งต่อ อปท. ผู้ให้ยืมภายใน 15 วัน นับจากวันกลับมาถึง (3) การยืมเงินเพื่อปฏิบัติราชการนอกจากตาม (1) หรือ (2) ให้ส่งต่อ อปท. ผู้ให้ยืม ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับเงิน ข้อ ๕๖ ค่าใช้จ่ายที่เป็นรายจ่ายประจำที่เกิดขึ้นในปีใด ให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายในปีนั้นไป จ่ายเงินที่เบิกไปเพื่อจ่ายให้ยืม ถ้าจำเป็นต้องจ่ายติดต่อคาบเกี่ยวไปถึงปีงบประมาณใหม่ จะเบิกเงินล่วงหน้า จากปีปัจจุบันไปจ่ายสำหรับระยะเวลาในปีใหม่ก็ได้ โดยให้ถือว่าเป็นรายจ่ายของปีที่เบิกเงินงบประมาณ ดังนี้ (1) ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการไม่เกิน 60 วัน (2) สำหรับปฏิบัติราชการอื่น ๆ ไม่เกิน 15 วัน ข้อ ๘๗ทุกวันสิ้นปีงบประมาณ เมื่อ อปท. ปิดบัญชีรายรับ-รายง่ายแล้วให้กันยอดเงินสะสม ประจำปีไว้ ร้อยละ 15 ของทุกปี เพื่อเป็น "ทุนสำรองเงินสะสม" อปท. อาจใช้จ่ายเงินทุนสำรองเงินสะสมได้ กรณีดังต่อไปนี้ (1) กรณีที่ยอดเงินสะสมคงเหลือไม่ถึงร้อยละ 15 ของเงินสะสมณ 1 ตุลาคม ของ ปีงบประมาณนั้น ให้ขอความเห็นชอบจากสภาท้องถิ่นและขออนุมัติผู้ว่าราชการจังหวัด (2) กรณีที่ปีใด อปท. มียอดเงินทุนสำรองเงินสะสมเกินร้อยละ 15 ของ งป.รายจ่ายประจำปี นั้น หากมีความจำเป็น อปท. อาจนำเงินทุนสำรองเงินสะสมเฉพาะในส่วนที่เกินไปใช้จ่ายได้ ภายใต้เงื่อนไขข้อ 89 (1) โดยได้รับอนุมัติจากสภาท้องถิ่น
112 ข้อ ๘๙ อปท.อาจใช้ง่ายเงินสะสมได้ โดยได้รับอนุมัติจาก "สภาท้องถิ่น" ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้ (1) ให้กระทำได้เฉพาะกิจการซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ อปท.เกี่ยวกับด้านการบริการชุมชน และสังคม หรือ กิจการที่เป็นการเพิ่มพูนรายได้ของ อปท. หรือ กิจการที่จัดทำเพื่อ บำบัดความเดือดร้อนของ ประชาชน ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามแผนพัฒนาของอปท. หรือ ตามที่กฎหมายกำหนด (2) ได้ส่งเงินสมทบกองทุนส่งเสริมกิจการของ อปท.แต่ละประเภทตามระเบียบแล้ว (3) ให้กันเงินสะสมสำรองจ่ายเป็น คชจ.ด้านบุคลากรไม่น้อยกว่า 3 เดือน และกันไว้อีกร้อย ละ 10 ของ งป.รายจ่ายประจำปีนั้น เพื่อเป็นคชจ.ในการบริหารงาน และ กรณีที่มีสาธารณภัยเกิดขึ้น (4) เมื่อได้รับอนุมัติให้ใช้จ่ายเงินสะสมแล้ว อปท.ต้องดำเนินการก่อหนี้ผูกพันให้เสร็จสิ้น ภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปีถัดไป หากไม่ดำเนินการในระยะเวลาที่กำหนด ให้การใช้จ่ายเงินสะสมนั้นขับไป ทั้งนี้ ให้ อปท.ใช้จ่ายเงินสะสม โดยคำนึงถึงฐานะการเงินการคถังของ อปท. และเสถียรภาพใน ระยะยาว ข้อ ๘๘ กิจการใดที่มี งป.รายจ่ายประจำปีอนุญาตให้จ่ายได้แล้ว แต่ระยะ 3 เดือนแรกของปีงป. อปท. มีรายได้ไม่เพียงพอที่จะดำเนินการตาม งป. อปท.อาจนำเงินสะสมทดรองจ่ายไปพลางก่อนได้ กรณีที่ อปท.ได้รับแจ้งการจัดสรรเงินอุดหนุนที่รัฐบาลระบุวัตถุประสงค์ ให้ไปดำเนินการตาม อำนาจหน้าที่ ยกเว้น งบลงทุนแต่ยังมิได้รับเงิน หากมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินก่อน อปท.อาจยืมเงินสะสม ทดรองจ่ายไปพลางก่อนได้ เมื่อได้รับเงินงบประมาณดังกล่าวแล้ว ให้บันทึกบัญชีส่งใช้เงินสะสมที่ยืมตามที่ สถ. กำหนด กรณี อปท. ใด มีกิจการพาณิชย์ หากมีความจำเป็นกิจการพาณิชย์ อาจขอยืมเงินสะสมของ อปท.ไปทดรองจ่ายเพื่อบริหารกิจการก่อนได้ โดยขอความเห็นชอบจากสภาท้องถิ่น และให้ส่งชดใช้เงินยืมเงิน สะสมเมื่อสิ้นปีงบประมาณ กรณี อปท.ใด มีผู้รับบำนาญรายใหม่ หรือ ผู้รับบำนาญที่ย้ายภูมิลำเนา และประสงค์จะโอนการ รับเงินบำนาญไปรับใน อปท.ประเภทเดียวกัน ในท้องที่ที่ย้ายไปอยู่ใหม่ อปท. หรือ อปท. ใหม่อาจยืมเงินสะสม ทดรองจ่ายให้กับผู้รับบำนาญนั้นได้ โดยอำนาจของ "ผู้บริหารท้องถิ่น" และเมื่อได้รับเงินคืน ให้บันทึกบัญชีส่ง ใช้เงินสะสมที่ยืม ตามที่ สถ.กำหนด ข้อ ๙๐ กรณีที่งบประมาณรายจ่ายประกาศใช้บังคับแล้ว มีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะจ่าย หรือ ไม่ได้ตั้งงบประมาณเพื่อการนั้นไว้ ให้ อปท. จ่ายขาดเงินสะสมได้ โดยได้รับอนุมัติจาก "ผู้บริหารท้องถิ่น" ใน กรณีดังนี้ (1)รับโอน เลื่อนระดับ เลื่อนขั้นเงินเดือน พนง.ส่วนท้องถิ่น (2) เบิกเงินให้ ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหาร ท้องถิ่น เลขานุการสภาท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น พนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีสิทธิได้รับเงินตามกฎหมาย ว่าด้วยการจัดตั้ง อปท.นั้น ดลอดจนลูกจ้าง ซึ่งมีสิทธิได้รับเงินอื่นตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง หรือหนังสือสั่ง การกระทรวงมหาดไทย ในระหว่างปีงบประมาณ (3) ค่าใช้จ่ายตาม (1) และหรือ (2) ให้ถือเป็นรายง่ายในปี งป.นั้น ข้อ 91 ภายใต้บังกับข้อ 89 ในกรณีฉุกเฉินที่มีสาธารณภัยเกิดขึ้น ให้ผู้บริหารท้องถิ่นอนุมัติให้ จ่ายขาดเงินสะสมได้ตามความจำเป็นในขณะนั้น โดยให้คำนึงถึงฐานะการเงินการคลังของ อปท. นั้น
113 ข้อ ๕๗ กรณีที่ อปท.ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปี โดยสั่งซื้อ หรือสั่งจ้าง หรือเช่าทรัพย์สิน ถ้าเห็น ว่า การเบิกเงินไปชำระหนี้ผูกพันไม่ทันสิ้นปี ให้ผู้บริหารท้องถิ่น อนุมัติให้กันเงินไว้เบิกจ่ายในปีถัดไป ได้อีกไม่ เกินระยะเวลา 1 ปี หรือตามข้อผูกพัน ข้อ 59 ในกรณีที่มีรายง่าย หมวดค่าครูภัณฑ์ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ยังมิได้ก่อหนี้ผูกพัน แต่มีความ จำเป็นต้องใช้ง่ายเงินนั้นต่อไปอีก ให้ อปท. ขออนุมัติกันเงินต่อ สภาท้องถิ่น ได้อีกไม่เกินระยะเวลา 1 ปี กรณีเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการกันเงินตามวรรคหนึ่งแล้ว หาก อปท. ยังมิได้ก่อหนี้ผูกพัน ให้ขอ ขยายเวลาเบิกจ่ายเงิน ได้ไม่เกินอีก 1 ปีต่อ สภาท้องถิ่นหรือกรณีมีความจำเป็นต้อง แก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการ ดังกล่าว ที่ทำให้ ลักษณะปริมาณ คุณภาพเปลี่ยน หรือเปลี่ยนแปลงสถานที่ก่อสร้าง ให้ขออนุมัติเปลี่ยนแปลง และหรือขยายเวลาเบิกจ่ายเงินได้ ไม่เกินอีก 1 ปีต่อ สภาท้องถิ่นแล้วแต่กรณี และโครงการดังกล่าวต้องมี วัตถุประสงค์เดิมตามที่ได้รับอนุมัติให้กันเงินไว้ กรณี อปท.ได้ก่อหนี้ผูกพันแล้ว ให้เบิกจ่ายได้ตามข้อผูกพันเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการกันเงินตาม วรรคหนึ่ง หรือ ขยายเวลาเบิกจ่ายเงินตามวรรคสองแล้ว หากยังไม่ได้ดำเนินการก่อหนี้ผูกพัน หรือ มีเงินเหลือ จ่ายจากเงินดังกล่าว ให้เงินจำนวนนั้นตกเป็นเงินสะสม ข้อ ๕๙/๑ รายจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง บำเหน็จบำนาญ เงินประจำตำแหน่งเงินเพิ่ม เงินประโยชน์ ตอบแทนอื่น เงินช่วยเหลือ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน รวมทั้งค่าตอบแทนที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีระเบียบ กฎหมาย กำหนดให้จ่ายในลักษณะเดียวกัน หากเบิกเงินไม่ทันสิ้นปีและมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินนั้นต่อไป อีก ให้ "ผู้บริหารท้องถิ่น" อนุมัติให้กันเงิน ได้ไม่เกิน 6 เดือน เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการกันเงินตาม วรรคหนึ่ง หากยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ให้ขอขยายเวลาการเบิกจ่ายเงินต่อ "สภาท้องถิ่น" ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน ข้อ ๕๙/๒ การขอขยายเวลาเบิกจ่ายเงินตามหมวดนี้ ให้อปท. ดำเนินการ ก่อนสิ้นระยะเวลา ที่ ได้รับอนุมัติให้กันเงิน หรือ ขยายเวลาเบิกจ่ายเงิน ข้อ 94 กรณี อปท.ได้รับเงินรายรับ และต่อมามีการขอคืนในลักษณะ "ลาภมิควรได้" ภายใน กำหนดอายุความ ให้ อปท. ถอนคืนเงินรายรับ ข้อ 95 การถอนคืนเงินรายรับตามข้อ 94 ให้ตรวจสอบและมีสาระสำคัญ ดังนี้ (1) เหตุผลความจำเป็นในการถอนคืนเงินรายรับที่นำส่งเป็นเงินรายรับที่นำส่งแล้ว (2) หลักฐานเอกสารที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่น หลักฐานแสดงการยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้าง คำขอ คืนเงินค่าซื้อเอกสาร หนังสือแจ้งให้รับผิดชดใช้จากการละเมิด เป็นต้น ข้อ 96 วิธีปฏิบัติในการถอนคืนเงินรายรับให้ปฏิบัติดังนี้ (1) ขอเงินคืน ภายในปีงบประมาณ ที่รับเงิน เมื่อตรวจสอบแล้วเห็นว่าถูกต้องให้ จ่ายคืนเงิน รายรับ ดังกล่าว โดยต้องได้รับอนุมัติจาก ผู้บริหารท้องถิ่น (2) ขอเงินคืน ภายหลังจากปีงบประมาณ ที่รับเงินรายรับ เมื่อตรวจสอบแล้วเห็นว่าถูกต้อง ให้ อปท. จ่ายขาดเงินสะสม ได้โดยต้องได้รับอนุมัติจาก สภาท้องถิ่น
114 ข้อ 45 การเบิกเงินซึ่งมีลักษณะเป็น คชจ.ประจำ และมีการเรียกเก็บเป็นงวด ๆ หรือค่าใช้จ่าย อื่น ๆ ตามประเภทที่สถ.กำหนดให้ถือว่า คชจ.นั้น เกิดขึ้นเมื่อ อปท.ได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ และให้นำมาเบิกจ่าย จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ได้ การเบิก คชจ.ที่ให้ถือว่าเป็นรายจ่ายเมื่อได้รับแจ้งให้ชำระหนี้/ดส. มท 0808.2/ว 3035 ลว. 30 กย.63 สถ.จึงอาศัยอำนาจตามความใน ข้อ 45 ของระเบียบเบิกจ่าย ปี 2547 ยกเลิกหนังสือ ที่ มท 0808.2/ว 1003 ลว. 13 มี.ค. 62 เรื่อง การเบิก คชจ.ที่ให้ถือว่าเป็นรายจ่ายเมื่อได้รับแจ้งให้ชำระหนี้และ กำหนดให้ อปท.ถือปฏิบัติในเรื่องการเบิก คชจ.ที่ให้ถือว่าเป็นรายจ่ายเมื่อได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ โดยไม่ถือเป็น ค่าใช้จ่ายค้างเบิกข้ามปี ดังนี้ 1. รายการ คชจ.ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเดือนใด 1.1 เงินสมทบกองทุนเงินทดแทน 1.2 ค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น 1.3 ค่าบอกรับสิ่งพิมพ์ 1.4 ค่าขนส่ง 2. รายการ คชจ. เฉพาะเดือน "กันยายน" 2.1 ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง 2.2 ค่าธรรมเนียมในการกำจัดขยะ 3. คชจ. เฉพาะเดือน สิงหาคม - กันยายน 3.1 ค่าน้ำประปา 3.2 ค่าไฟฟ้า 3.3 ค่าโทรศัพท์ 3.4 ค่าใช้บริการระบบอินเตอร์เน็ต 3.5 ค่าเช่าคู่สายโทรศัพท์ 3.6 ค่าติดตั้งโทรศัพท์ 3.7 ค่าฝากส่งไปรษณียภัณฑ์ และพัสดุไปรษณีย์ ที่ชำระค่าฝากส่งเป็นรายเดือน 3.8 คชจ. เกี่ยวกับการใช้เครื่องโทรสารที่ขึ้นทะเบียนเป็นครุภัณฑ์ของ อปท. ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการบริหารงานขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2562 "ค่าใช้จ่าย" รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายในการบริหารงานประจำตามอำนาจหน้าที่ของ อปท. หรือ รายจ่ายที่เป็นผลสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ตามที่กำหนดไว้ในงบประมาณรายจ่าย ซึ่งเป็นการ เบิกจ่ายจาก งบดำเนินงานลักษณะค่าตอบแทน ค่าใช้สอย ค่าวัสดุและค่าสาธารณูปโภคหรือ งบรายจ่ายอื่นใด ที่เบิกจ่ายในลักษณะเดียวกัน และให้หมายความรวมถึงรายจ่ายที่เกิดจากภารกิจที่ได้ รับมอบหมายตาม นโยบายของ มท. ด้วย ข้อ 4 การเบิกจ่ายตามระเบียบนี้ อปท. ต้องดำเนินการเบิกจ่ายให้ถูกต้องตามกฎหมาย กฎ และ ระเบียบ
115 ข้อ 5 ค่าใช้จ่ายใด ที่มีกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี คำสั่ง หรือหนังสือเวียน ของ มท.กำหนดไว้ให้เบิกจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าวตามรายการ และอัตราที่กำหนดไว้ ข้อ 6 หลักฐานการจ่ายให้ถือปฏิบัติตามระเบียบ มท.ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝาก เงิน การเก็บรักษาเงินและการตรวจเงินของ อปท. ข้อ 7 ให้ผู้บริหารท้องถิ่นกำกับดูแลการเบิกจ่าย คชจ.ให้เป็นไปตามระเบียบนี้ในกรณีที่การ เบิกจ่าย คชจ.ใดไม่เป็นไปตามระเบียบนี้ อันเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย ให้ดำเนินการ ตาม กม. ว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่โดยเร็ว ข้อ 8 ให้ ปลัด มท. รักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจตีความวินิจฉัยปัญหา กำหนด หลักเกณฑ์ และวิธีปฏิบัติ เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบนี้ในกรณีที่ อปท.ไม่สามารถปฏิบัติตามระเบียบ นี้ได้ ให้ขอทำความตกลงกับ ปลัด มท. โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หมวด 1 ค่าตอบแทน ข้อ 9 คชจ. สำหรับบุคคลภายนอกที่ปฏิบัติงานให้ อปท. ให้ผู้บริหารท้องถิ่นเบิกจ่ายเป็น ค่าตอบแทนได้ตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด ข้อ 10 ค่าใช้ง่ายดังต่อไปนี้ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นเบิกจ่ายได้ตามความจำเป็น เหมาะสม ประหยัด และเพื่อประโยชน์ของทางราชการ (1) ค่าตอบแทนล่ามในการแปลภาษาท้องถิ่น ภาษาต่างประเทศหรือภาษามือ (2) ค่าตอบแทนในการแปลหนังสือ หรือเอกสาร (3) ค่าตอบแทนในการจัดเก็บหรือสำรวจข้อมูล เฉพาะในช่วงระยะเวลาที่มีการจัดเก็บ หรือ สำรวจข้อมูล ในกรณีที่ผู้แปล หรือ ผู้จัดเก็บ หรือ ผู้สำรวจข้อมูล เป็นเจ้าหน้าที่ของ อปท.นั้นที่ปฏิบัติงานตาม หน้าที่ มิให้ได้รับค่าตอบแทน หมวด 2 ค่าใช้สอย ข้อ 11 ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าใช้สอย มีดังต่อไปนี้ (1) ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการ ระหว่างการรับเสด็จส่งเสด็จ หรือเกี่ยวเนื่องกับ การรับเสด็จ ส่งเสด็จพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ (2) ค่าจ้างเอกชนดำเนินงานของ อปท. (3) ค่าใช้จ่ายในการเผยแพร่ หรือการประชาสัมพันธ์งานของ อปท. (4) ค่าพานพุ่มดอกไม้ พานประดับพุ่มดอกไม้ พานพุ่มเงินพุ่มทอง กรวยดอกไม้ พวงมาลัย ช่อดอกไม้ กระเช้าดอกไม้ หรือพวงมาลา สำหรับวางอนุสาวรีย์ หรือใช้ในการจัดงาน การจัดกิจกรรมเฉลิมพระ เกียรติในวโรกาสต่าง ๆ (5) ค่าใช้จ่ายในการ "จัดประชุมราชการ"ของ อปท. และให้หมายรวมถึง การประชุมราชการ ทางไกลผ่านดาวเทียม เช่นค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม ค่าอาหารในกรณีที่มีการประชุมคาบเกี่ยวมื้ออาหาร ค่า เช่าห้องประชุม ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จำเป็น เป็นต้น (๖) ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม ค่าอาหาร สำหรับกรณีหน่วยงานอื่น หรือ บุคคลภายนอก เข้าดูงาน หรือเยี่ยมชม อปท. หรือ กรณีการตรวจเยี่ยม หรือ ตรวจราชการ การแถลงข่าวของ อปท. การมอบ เงินหรือสิ่งของบริจาคให้ อปท.
116 (7) ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินของ อปท. ที่เกิดจากการเสื่อมสภาพ หรือ ชำรุดเสียหายจากการใช้ งานปกติ (8) ค่าของขวัญ หรือ ของที่ระลึกที่มอบให้ชาวต่างประเทศ กรณีเดินทางไปราชการ ต่างประเทศชั่วคราว กรณีชาวต่างประเทศเดินทางมาประเทศไทยในนามของ อปท. เป็นส่วนรวม (9) ค่าโล่ ใบประกาศเกียรติคุณ ค่ากรอบใบประกาศเกียรติคุณ สำหรับพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือลูกจ้างประจำ ที่เกษียณอายุ หรือ ผู้ให้ความช่วยเหลือ หรือควรได้รับการยกย่องจากทางราชการ (10) ค่าใช้จ่ายในการจัดทำเว็บไซต์ (11) ค่าธรรมเนียมในการคืนบัตร เปลี่ยนบัตรโดยสารพาหนะในการเดินทางไปราชการ หรือ ค่าบัตรโดยสารที่ไม่สามารถคืนหรือเปลี่ยนบัตรได้กรณีเลื่อนการเดินทางไปราชการ กรณี อปท.สั่งให้งด หรือ เลื่อนการเดินทางไปราชการ และให้รวมถึงกรณีเหตุสุดวิสัยอื่น ๆที่ทำให้ไม่สามารถเดินทางได้ ทั้งนี้ ต้องมิได้ เกิดจากตัวผู้เดินทางเป็นเหตุ (12) ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินเพื่อความสะดวกของ อปท. ที่มิใช่ เป็นการร้องขอของผู้มีสิทธิรับเงิน (13) ค่าใช้จ่ายในการใช้สถานที่อื่นชั่วคราวของ อุปท. (14) ค่าใช้จ่ายในการประดับ ตกแต่งอาคารสถานที่ของ อปท. (15) ค่าบริการ หรือ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการกำจัดแมลง แมง หนู หรือสัตว์ที่อาจเป็นพาหะนำ โรคร้ายมาสู่คน และให้หมายความรวมถึงการกำจัดเชื้อโรคหรือเชื้อราของ อปท. หรือบ้านพักที่ อปท.จัดไว้ให้ (16) ค่าใช้จ่ายในการจัดหาอาหารสำหรับผู้ป่วยสามัญผู้ป่วยโรคเรื้อน ของสถานบริการของ อปท. หรือ อาหาร นม อาหารเสริม สำหรับเด็กที่อยู่ในการสงเคราะห์ของ อปท. (17) ค่าใช้จ่ายในการเป็นสมาชิก หรือ การจัดซื้อหนังสือจุลสาร วารสาร หนังสือพิมพ์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในราชการโดยส่วนรวม (18) ค่าบริการในการกำจัดสิ่งปฏิกูล จัดเก็บขยะของ อปท.ค่าบริการในการกำจัดสิ่งปฏิกูล บ้านพักของ อปท. กรณีไม่มีผู้พักอาศัย (19) ค่าผ่านทางด่วนพิเศษ ค่าบริการจอดรถในการเดินทางไปปฏิบัติราชการ สำหรับรถยนต์ ของ อปท. ตามระเบียบว่าด้วยรถราชการ ซึ่ง อปท. ได้มาโดยวิธีการซื้อ การยืมการเช่า หรือรับบริจาค หรือ ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลต่างประเทศ หรือ องค์การระหว่างประเทศ และขึ้นทะเบียนเป็นครุภัณฑ์ของ อปท. นั้น (20) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัด ผลิตรายการ และถ่ายทอดทางสถานีโทรทัศน์ และวิทยุ (21) ค่าระวาง บรรทุก ขนส่งพัสดุ หรือพัสดุภัณฑ์ของอปท. ยกเว้น ค่าระวาง บรรทุก ขนส่ง พัสดุ หรือพัสดุภัณฑ์ในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ (22) ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดจากการใช้พัสดุที่ยืมจากหน่วยงานอื่น เพื่อใช้ปฏิบัติราชการกรณี จำเป็นเร่งด่วนเป็นการชั่วคราว (23) ค่าตรวจร่างกายของบุคลากรเพื่อตรวจหาสารกัมมันตภาพรังสี และ เชื้อเอชไอวี จาก การปฏิบัติงานตามภารกิจปกติ และ ไม่ถือเป็นสวัสดิการการรักษาพยาบาลที่พนักงานส่วนท้องถิ่นหรือ ลูกจ้างประจำที่จะใช้สิทธิเบิกจ่ายตามกฎหมายเกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล
117 ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ ในวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด ข้อ 12 ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าใช้สอยตามข้อ 11 ผู้บริหารท้องถิ่น สามารถเบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินอัตราของกระทรวงการคลังที่กำหนดให้ส่วนราชการ ในกรณีกระทรวงการคลัง ไม่ได้กำหนดค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าใช้สอยเรื่องใดตามข้อ 11 ไว้ "ผู้บริหาร ท้องถิ่น"สามารถเบิกจ่ายได้ ตามความจำเป็น เหมาะสม ประหยัดและ เพื่อประโยชน์ของทางราชการ ข้อ 13 ค่าใช้สอยดังต่อไปนี้ มิให้เบิกจ่าย (1) ค่าจัดทำสมุดบันทึก สมุดฉีก หรือของชำร่วย เนื่องในโอกาสต่าง ๆ (2) ค่าจัดพิมพ์ ค่าจัดส่ง ค่าฝากส่งเป็นรายเดือน สำหรับบัตรอวยพรในเทศกาลต่าง ๆ และ ค่าจัดพิมพ์นามบัตรให้กับบุคลากรภายใน อปท. (3) ค่าพวงมาลัย ดอกไม้ ของขวัญ หรือของเยี่ยมผู้ป่วยเพื่อมอบให้กับ อปท. ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานเอกชน บุคคล เนื่องในโอกาสต่าง ๆ (4) ค่าทิป (5) เงินหรือสิ่งของบริจาค (๖) ค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการ หรือการจัดกิจกรรมนันทนาการภายใน อปท. (7) ค่าใช้สอยที่ไม่ให้เบิกจ่ายนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ให้เป็นไปตามที่กระทรวงมหาดไทย กำหนด ข้อ 14 ค่าใช้จ่ายในการเช่าอาคารและที่ดิน รวมทั้งค่าบริการอื่นใดที่เกี่ยวกับการเช่าให้ "ผู้บริหารท้องถิ่น" เบิกง่ายเท่าที่จ่ายจริง ตามอัตรา ดังนี้ (1) การเช่าอาคาร เพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน เก็บเอกสารหรือพัสดุต่าง ๆให้เบิกจ่ายเท่าที่จ่าย จริง ไม่เกินอัตราตารางเมตรละ 500 บาทต่อเดือน หรือในกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็นต้องเช่าในอัตราเกิน ตารางเมตรละ 500 บาทต่อเดือนให้เบิกจ่ายในวงเงินไม่เกิน 50,000 บาทต่อเดือน (2) การเช่าที่ดิน เพื่อใช้ในราชการ ให้เบิกจ่ายเท่าที่จ่ายจริงไม่เกินอัตรา 50,000 บาทต่อ เดือนในกรณีที่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายตาม (1) หรือ (2) เกินอัตราที่กำหนดไว้ ให้ "ผู้บริหาร ท้องถิ่น" เบิกจ่ายเท่าที่จ่ายจริง ทั้งนี้ อัตราที่เบิกจ่ายต้องไม่สูงกว่าอัตราตามท้องตลาด และต้องบันทึกเหตุผลที่ ต้องเบิกจ่ายในอัตรานั้นไว้ด้วย ข้อ 15 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในชั้นศาล การระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการอัน เนื่องมาจากการปฏิบัติราชการ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นเบิกจ่ายเท่าที่จ่ายจริง ข้อ 16 ค่าใช้ง่ายเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายยื่นคำขอให้ อุปท. ชดใช้ กรณีที่เจ้าหน้าที่ ของ อปท.ได้กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกในการปฏิบัติหน้าที่ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นเบิกจ่ายโดยปฏิบัติตาม กฎหมาย และระเบียบว่าด้วยการนั้น หมวด 3 ค่าวัสดุ ข้อ 17 ค่าวัสดุตามหลักการจำแนกประเภทรายจ่ายตามงบประมาณของ อปท. ให้ "ผู้บริหาร ท้องถิ่น" เบิกจ่ายเท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็น เหมาะสมประหยัด และเพื่อประโยชน์ของทางราชการ
118 หมวด ๔ ค่าสาธารณูปโภค ข้อ 18 ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคดังต่อไปนี้ ให้ "ผู้บริหาร ท้องถิ่น" เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็นเหมาะสม ประหยัด และเพื่อประโยชน์ของทางราชการ (1) ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์ ของ อปท. และบ้านพักราชการ ที่ไม่มีผู้พักอาศัย ให้จ่ายได้ เท่าที่จ่ายจริง (2) ค่าบริการไปรษณีย์ ค่าฝากส่งไปรษณีย์ ค่าบริการไปรษณีย์ตอบรับค่าดวงตราไปรษณีย์ หรือค่าเช่าตู้ไปรษณีย์ (3) ค่าบริการสื่อสารและโทรคมนาคม รวมถึง ค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งบริการสื่อสารและ โทรคมนาคม เช่น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการใช้ระบบ และค่าใช้บริการอินเทอร์เน็ต ค่าวิทยุสื่อสาร เป็นต้น (4) ค่าเช่าพื้นที่เว็บไชต์ และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง 60 หนังสือ มท. ที่ มท 0808.2/ว 0766 ลว. 5 กุมภาพันธ์ 2563 แจ้งการประกาศราชกิจจา ระเบียบ มท.ว่าด้วยเบิก คชจ.ในการบริหารงาน อปท. พ.ศ. 2562 พร้อมทั้ง ปมท. อาศัยอำนาจ ตามข้อ 8ของระเบียบฯ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติ ดังนี้ 1. ยกเลิกหนังสือกระทรวงมหาดไทย จำนวน 3 ฉบับ (1) ที่ มท 0407/ว 1284 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2530 เรื่อง การเบิกจ่ายค่าดอกไม้เพื่อ มอบให้บุคคลฯ พวงมาลา พานประดับทุ่มดอกไม้ (2) ที่ มท 0808.4/ว 2381 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2548 เรื่อง การตั้งงบประมาณและการ เบิกจ่ายเงินค่ารับรองหรือค่าเลี้ยงรับรองของ อปท. (3) ที่ มท 0808.2/ว 252 ลงวันที่ 22 มกราคม 2553 เรื่อง มาตรการประหยัดในการเบิก ค่าใช้จ่าย 2. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการเบิก คชจ. ตาม ข้อ 11 (5) ดังนี้ 2.1 การประชุมราชการของ อปท.ที่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ - ต้องเป็นการประชุมที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ อปท. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำผลการ ประชุม ไปเป็นแนวทางการปฏิบัติงานของ อปท. - เพื่อรับทราบนโยบายในการทำงาน - เพื่อประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ - เพื่อซักซ้อมความเข้าใจในระเบียบ วิธีปฏิบัติต่าง ๆ - เพื่อรับทราบและรับฟังปัญหาอุปสรรค - เพื่อพิจารณาหาข้อยุติ ประสานงานหรือแก้ไขปัญหาเฉพาะเรื่องร่วมกัน ดังนี้ (1) การประชุมราชการภายในหน่วยงานประจำเดือน (2) การประชุมคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานต่าง ๆ ที่ได้รับ แต่งตั้งตาม กม. ระเบียบ หนังสือสั่งการ มท. หรือคำสั่งของ อปท (3) การประชุมสภาท้องถิ่น หรือ คณะกรรมการที่สภาท้องถิ่นตั้งขึ้น (4) การประชุมประชาคมหมู่บ้าน เพื่อบูรณาการ จัดทำแผนชุมชน หรือเรื่องอื่นที่ กม. ระเบียบ หรือ หนังสือสั่งการที่ มท.กำหนด
119 (5) การประชุมระหว่าง อปท. กับ อปท. (๖) การประชุมระหว่าง อปท. กับ ส่วนราชการ หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือ เอกชน (7) การประชุมกรณีอื่นที่จำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ของ อปท. 2.2 ให้ "ผู้บริหารท้องถิ่น" เป็นผู้ใช้ดุลพินิจ พิจารณาอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินค่ารับรอง ประเภท อาหารว่างและเครื่องดื่มและค่าอาหารในการจัดประชุม สำหรับ ผู้เข้าร่วมประชุมและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้เข้าร่วมประชุม รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับการประชุม เช่น ค่าเช่าห้องประชุม ค่าดอกไม้ตกแต่งสถานที่ประชุม เป็นต้น โดยเบิกได้เท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็น เหมาะสม และประหยัด เพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ แต่ไม่เกินอัตรา ของ กระทรวงการคลังที่กำหนดให้ส่วนราชการ 2.3 หลักฐานการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการประชุมราชการให้ใช้หลักฐานการจ่ายเงิน ตาม ระเบียบ มท.ว่าด้วย การรับเงินการเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินของ อปท. พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยให้ "เจ้าหน้าที่ที่จัดการประชุม" เป็น "ผู้รับรองการจัดประชุมและจำนวนผู้เข้าร่วม ประชุม" เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายเงิน "ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม และค่าอาหาร" โดย ไม่ต้อง แนบบัญชีลายมือชื่อผู้เข้าร่วมประชุม หนังสือ มท. ที มท 0808.2/ว 4759 ลว. 19 สิงหาคม 2564 ปมท. อาศัยอำนาจตามข้อ 8 และ ข้อ 11 วรรคสอง กำหนดให้ อปท. เบิก คชจ. ที่เป็น "ค่าใช้ สอย" ดังนี้ ๑, ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่มิใช่ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงิน เช่น ค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบคุณภาพน้ำ เป็นต้น ๒. ค่าใช้จ่ายในพิธีเปิดอาคารต่าง ๆ 3. ค่าเช่าทรัพย์สินอื่นนอกจากอาคารและที่ดิน เช่น ค่าเช่าเต็นท์ 4. คชจ.ตามข้อ 1 - 3 ให้ผู้บริหารท้องถิ่นเบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินอัตราของ กระทรวงการคลังที่กำหนดให้ส่วนราชการ ในกรณีกระทรวงการคลังไม่ได้กำหนดอัตรา คชจ.ดังกล่าวไว้ ผู้บริหารท้องถิ่นสามารถเบิกจ่ายได้ตาม ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าวัสดุเครื่องแต่งกายของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พ.ศ. 2560 "เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น" ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้าง ของ อปท. หรือ ผู้ที่ อปท. ให้ไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ให้ อปท. ข้อ 5 การจัดหาวัสดุเครื่องแต่งกาย ที่มีไว้ ประจำสำนักงาน หรือ ประจำห้องปฏิบัติการต่าง ๆ หรือ วัสดุเครื่องแต่งกายที่จำเป็นต้องใช้ประกอบการเรียนการสอนของนักเรียนในสถานศึกษาสังกัด อปท. ซึ่งใช้เป็นของส่วนกลางหมุนเวียน หรือใช้ร่วมกัน โดยมิได้มีการมอบให้บุคคลหนึ่ง บุคคลใดโดยเฉพาะ ให้อยู่ใน ดุลยพินิจของผู้บริหารท้องถิ่นเป็นผู้พิจารณาเบิกจ่ายได้ตามความ จำเป็น เหมาะสมและอย่างประหยัด ข้อ 6 วัสดุเครื่องแต่งกายที่ อปท. มอบให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพื่อสวมใส่ ในขณะปฏิบัติงานตาม หน้าที่ โดยจะมอบวัสดุเครื่องแต่งกายให้กับเจ้าหน้าที่ ท้องถิ่นแต่ละคนรับผิดชอบดูแล ในเครื่องแต่งกายนั้น ๆ
120 ทั้งนี้ ให้เบิกจ่ายได้คนละไม่เกิน 2 ชุดต่อปี ประเภท ชนิด หรือ ลักษณะวัสดุเครื่องแต่งกายตามวรรคหนึ่ง ให้มีลักษณะ ดังนี้ (1) เครื่องแต่งกายชุดฝึก อปพร. หรือ ชุดปฏิบัติการ อปพร. ประกอบด้วยหมวก เสื้อ กางเกง เข็มขัด รองเท้า รวมทั้งบัตรประจำตัว อปพร.วุฒิบัตร อปพร. และ เข็มเครื่องหมาย อปพร. (2) เครื่องแต่งกายชุดปฏิบัติงานของบุคลากรหรือเครื่องแบบ ตามมาตรฐานการแพทย์ฉุกเฉิน (3) วัสดุอื่นที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติงาน เช่น ถุงมือยางหรือหนัง ผ้าปิดปาก - ปิดจมูก รองเท้ายางหุ้มส้นสูงใต้เข่า (รองเท้าบู๊ต) เสื้อกันฝน เป็นต้น (4) ประเภท ชนิด หรือ ลักษณะวัสดุเครื่องแต่งกายอื่น ตามที่ ปมท.กำหนด ข้อ 8 การเบิกจ่ายค่าวัสดุเครื่องแต่งกายของ จนท. ท้องถิ่น ให้เบิกจ่ายจาก งบดำเนินงาน หมวด ค่าตอบแทน ใช้สอยและวัสดุ ให้คำนึงถึงความเหมาะสม ตลอดจนฐานะการคลังของ อปท. นั้น ๆ ด้วย ข้อ 9 เครื่องแต่งกายที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ คือ เครื่องแบบข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ชุดฟอร์ม ชุดฟาติก และชุดประจำท้องถิ่น ข้อ 10 ภายใต้บังคับ ข้อ 9 หาก อปท. มีความจำเป็นต้องจัดหาวัสดุเครื่องแต่งกายที่ใช้ในการ ปฏิบัติงาน นอกเหนือจากหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ ให้ขอทำความตกลง กับ ผวจ. เป็นกรณีๆ ไป ซักซ้อมแนวทางปฏิบัติตาม รบ.มท. ว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าวัสดุเครื่องแต่งกายของ จนท. ท้องถิ่นพ.ศ. 2560 (ที่ มท 0808.2/ว 2061 ลว. 29 มีนาคม 2562) อาศัยอำนาจตาม รบ.มท. ค่าวัสดุเครื่องแต่งกายฯ พ.ศ. 2560 ข้อ 12 กำหนดหลักเกณฑ์ ประเภทของวัสดุเครื่องแต่งกาย ตามข้อ 9 และข้อ 6 (4) ดังนี้ 1. เครื่องแต่งกายที่ไม่สามารถเบิกจ่าย หรือ ขอทำความตกลงกับผู้ว่าฯ 1.1 เครื่องแบบข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น -- ชุดที่ใช้ในการปฏิบัติราชการของ ขรก. อบจ. พนง.เทศบาล และ พนง.ส่วนตำบล ตามกฎกระทรวง ฉ 15 (พ.ศ. 2560)ออกตามความใน พรบ เครื่องแบบ จนท. ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2509 และชุดที่ใช้ในการปฏิบัติราชการของ พนง. จ้างตามประกาศ ก. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับพนักงานจ้าง 1.2 ชุดฟอร์ม - เครื่องแต่งกายที่กำหนดให้แต่งเหมือน ๆ กันเฉพาะหมู่หนึ่งคณะหนึ่งซึ่งใช้ เป็นชุดที่ใส่เพื่อใช้ปฏิบัติงานปกติใน สนง. 1.3 ชุดฟาติก - ชุดที่ใส่สำหรับฝึก หรือ ปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับ ชุดฟาติกของตำรวจ ทหาร 1.4 ชุดประจำท้องถิ่น – เครื่องแต่งกายที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นแต่ละ ภาค 2. ประเภท ชนิด หรือ ลักษณะของวัสดุเครื่องแต่งกาย ที่เบิกจ่ายได้ ตามข้อ 6 (4) 2.1 เครื่องแต่งกายสำหรับลูกจ้างที่ปฏิบัติงานกวาคถนน งานล้างท่อ งานประจำรถขนขยะ งานกวาด-ล้าง-ตลาด งานประจำรถดูดสิ่งปฏิกูล งานประจำโรงฆ่าสัตว์งานเครื่องจักรกลหรือเครื่องยนต์ และ งานฉีดพ่นสารเคมี 2.2 เครื่องแต่งกายที่จำเป็นต้องใช้ประกอบการเรียนการสอน และใช้กับวงดุริยางค์เช่น ชุด นาฏศิลป์ ชุดดุริยางก์ เป็นต้น
121 2..3 เครื่องแต่งกายในส่วนของโรงพยาบาล ศูนย์บริการสาธารณสุข ซึ่งใช้กับผู้ปฏิบัติงาน ด้านการแพทย์ และการปฐมพยาบาล การป้องกันการติดเชื้อ หรือรังสีต่าง ๆ 2.4 เครื่องแต่งกายที่มีความจำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับภารกิจพิเศษที่ อปท. จัดทำตามอำนาจหน้าที่ เช่น ผู้ปฏิบัติงานในหอศิลปวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์เป็นต้น ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลา ราชการปกติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2559 1. ค่าตอบแทน หมายถึง เงินที่จ่ายให้แก่พนักงานส่วนท้องถิ่นที่ปฏิบัติงานตาม “หน้าที่ปกติ” 3 ลักษณะ 1.1 โดยลักษณะงาน ต้องปฏิบัติงานในที่ตั้งสำนักงานและไม่ได้ปฏิบัติงานนั้นนอกเวลาราชการ 1.2 โดยลักษณะงาน ต้องปฏิบัติงานนอกที่ตั้งสำนักงานและได้ปฏิบัติงานนั้นนอกเวลาราชการ 1.3 โดยลักษณะงานปกติต้องปฏิบัติงานในลักษณะเป็น “ผลัด” หรือ “กะ” และได้ปฏิบัติงาน นั้น “นอกผลัดหรือกะ” 1. การเบิกค่าตอบแทนงานนอกเวลาราชการยึดหลัก ดังนี้ 1.1 ได้รับอนุมัติจากผู้บริหารท้องถิ่นก่อนการปฏิบัติงานนอกเวลา 1.2 มีงบประมาณ 1.3 คำนึงถึงช่วงเวลาที่จำเป็นต้องปฏิบัติ ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของราชการ - เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น หมายความว่า ข้าราชการ อบจ. พนักงานเทศบาล พนักงานส่วนตำบล ลูกจ้าง และ พนักงานจ้างของ อปท. - เวลาราชการปกติ 08.30 - 16.30 น. และให้หมายถึง ช่วงเวลาอื่นที่ อปท.กำหนดให้ พนักงานส่วนท้องถิ่น ปฏิบัติงาน เป็นผลัด หรือกะ หรือ เป็นอย่างอื่น - วันทำการปกติ คือ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ รวมถึงวันทำการปกติที่ อปท. กำหนดเป็นอย่างอื่นด้วย - วันหยุดราชการ คือ เสาร์ อาทิตย์ หรือ วันหยุดราชการประจำสัปดาห์ที่ อปท. กำหนดไว้ เป็นอย่างอื่น วันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดตามมติ ครม. - การปฏิบัติงาน เป็นผลัด หรือเป็นกะ การปฏิบัติงานประจำตามหน้าที่ ซึ่งจัดให้มีการ ปฏิบัติหน้าที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันตลอด 24 ชั่วโมง ช่วงเวลาที่ปฏิบัติงานดังกล่าวเป็นเวลาราชการของผู้ นั้น - ในผลัด/กะหนึ่ง ๆ ต้องมีเวลาไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมง โดยรวมเวลาหยุดพัก 3. เกณฑ์การเบิก 3.1 วันทำการ ไม่เกินวันละ 4 ชม.ๆ ละ 50 บาท 3.2 วันหยุดราชการ ไม่เกินวันละ 7 ชม.ๆ ละ 60 บาท 4. การปฏิบัติงาน ที่เบิก O.T. ไม่ได้ 4.1 การอยู่เวรรักษาการณ์ 4.2 การปฏิบัติงานนอกเวลาราชการไม่เต็มชั่วโมง
122 5. การควบคุมดูแลการปฏิบัติงาน 5.1 กรณีมีผู้ปฏิบัติงานหลายคน ให้คนใดคนหนึ่งรับรอง, กรณีมีผู้ปฏิบัติงานคนเดียว ให้คนเดียวนั้นรับรอง 5.2 ให้รายงานผลการปฏิบัติงานต่อผู้มีอำนาจอนุมัติ ภายใน 15 วันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการ ปฏิบัติงาน
123 วันเสาร์ที่ 4 มีนาคม 2566 เวลา 09.00 – 12.00 น. การตรวจสอบและข้อสังเกตของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน โดย อาจารย์ชัชวาล สังขดิษฐ์ สาระสำคัญ ดังนี้ การตรวจสอบและข้อสังเกตของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้กำหนดให้เป็นองค์กรตรวจสอบอิสระและ เป็นกลาง ประกอบด้วย 1. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 2. ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน 3. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน โดยให้ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของแผ่นดิน และเสนอรายงานผลการปฏิบัติงานต่อสภา ผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี ตามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๖๑ ตรวจเงินแผ่นดินหมายความว่า ตรวจสอบการเงินของหน่วยรับตรวจ ซึ่งรวมถึงตรวจการจัดเก็บ รายได้ การรับ การใช้จ่าย การใช้ประโยชน์ การเก็บรักษา และการบริหารซึ่งเงิน ทรัพย์สิน สิทธิและ ผลประโยชน์ของหน่วยรับตรวจหรือที่อยู่ในความครอบครองหรืออำนาจใช้จ่ายของหน่วยรับตรวจว่าเป็นไป ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และแบบแผนการปฏิบัติราชการหรือไม่ และตรวจว่าการใช้ จ่ายเงินหรือการใช้ประโยชน์นั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ประหยัด เกิดผลสัมฤทธิ์ และมีประสิทธิภาพหรือไม่ รวมตลอดถึงการตรวจสอบรายงานการเงินของหน่วยรับตรวจและแสดงความเห็นต่อผลของการตรวจสอบ และการตรวจสอบอื่นที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ การตรวจสอบ 1. วางแผนการตรวจสอบ 2. ตรวจสอบ 3. ข้อตรวจพบ 4. ข้อชี้แจง 5. ข้อพิจารณา 6. ข้อบกพร่อง 7. แจ้งผลการตรวจสอบ ความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลัง 1. ความผิดเกี่ยวกับการรับเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่ง 2. ความผิดเกี่ยวกับการเบิกเงินและการจ่ายเงิน 3. ความผิดเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณและการก่อหนี้ผูกพัน 4. ความผิดเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ 5. ความผิดเกี่ยวกับเงินยืม 6. ความผิดเกี่ยวกับการพัสดุและความผิดอื่น
124 วันเสาร์ที่ 4 มีนาคม 2566 เวลา 13.00 – 16.00 น. การปฏิบัติงานในระบบ GFMIS โดย อ.นันทิกาญจน์พูลประโยชน์ กรมบัญชีกลาง สาระสำคัญ ดังนี้ การปฏิบัติงานในระบบ GFMIS ของ อปท. สิทธิการทำงานในระบบ GFMIS องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้รับสิทธิผู้บันทึก และสิทธิผู้อนุมัติผ่านเครือข่าย Internet โดยใช้ อุปกรณ์ GFMIS Token Key และสิทธิการ ใช้งาน (User name) พร้อมรหัสผ่าน (Password) ส่งข้อมูล ผ่าน เว็บไซต์ ของ GFMIS Web Online อปท. จะได้รับ Token Key จำนวน 2 ชิ้น คือ 1. Token Key ผู้บันทึก สำหรับการบันทึกข้อมูลขอเบิกเงินผ่านระบบ GFMIS รหัสผู้ใช้งาน คือ AAAAAAAAAA10 โดย 10 หลักแรก คือ รหัสหน่วยหน่วยเบิกจ่าย สำหรับ 2 หลักท้ายคือ 10 2. Token Key ผู้อนุมัติสำหรับการอนุมัติข้อมูลขอเบิกเงินผ่านระบบ GFMIS รหัสผู้ใช้งาน คือ AAAAAAAAAA01 โดย 01 หลักแรก คือ รหัสหน่วยหน่วยเบิกจ่าย สำหรับ 2 หลักท้ายคือ 01 การเข้าใช้งาน GFMIS Token Keyจะมีวิธีการดังนี้ เปิด Windows Internet Explorer แล้ว เข้า Website https://lg.gfmis.go.thระบุ Password ตามที่ได้รับมา ระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสิทธิ เข้ากับเว็บไซต์ การต่ออายุGFMIS Token Keyหน่วยงานที่ดำเนินการผ่านเครือข่าย Internet โดยใช้อุปกรณ์ GFMISToken Key ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 0409.3/ว 359 ลงวันที่ 24 กันยายน 2563 เรื่องการเปลี่ยนชื่อผู้ถือ/การต่ออายุGFMIS Token Key การขอปลดล็อค GFMIS Token Key หน่วยงานที่ดำเนินการผ่านเครือข่าย Internet โดยใช้อุปกรณ์GFMIS Token Key 1. ส่งแบบคำร้องฯ พร้อมสำเนาบัตรข้าราชการ/บัตรประชาชน ของผู้มีสิทธิใช้ GFMIS Token key 2. ส่งคำร้องมาที่ e-mail: [email protected] 3. ขอให้ติดต่อกรมบัญชีกลางที่หมายเลข 0-2298-6660 เพื่อดำเนินการปลด Lock พร้อมกันระหว่างกรมบัญชีกลางและหน่วยงาน กรณีGFMIS Token Key ชำรุด ทำหนังสือถึงกรมบัญชีกลาง พร้อมแนบ GFMISToken Key ที่ชำรุด เพื่อกรมบัญชีกลางจะได้ดำเนินการออก GFMIS Token Key ใหม่ กรณีGFMIS Token Key สูญหาย ให้แจ้งความที่สถานีตำรวจ, ทำหนังสือถึงกรมบัญชีกลาง พร้อมแนบใบแจ้งความกรมบัญชีกลางดำเนินการออก GFMIS Token Key ใหม่
125 ข้อมูลในระบบ GFMIS การปฏิบัติงานในระบบ GFMIS ผู้ใช้งานต้องมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับข้อมูลที่ใช้ในระบบงาน ดังนี้ 1. ข้อมูลหลักผู้ขาย 2. รหัสหน่วยงาน 3. รหัสหน่วยเบิกจ่าย/รหัสศูนย์ต้นทุน/รหัสหน่วยรับงบประมาณ 4. รหัสจังหวัด 5. รหัสงบประมาณ 6. รหัสกิจกรรมหลัก 7. รหัสแหล่งเงิน รายได้ของ อปท. ที่รับ/เบิกผ่านระบบ New GFMIS Thai 1. เงินงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ (เงิน อุดหนุนทั่วไป/เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ) 2. เงินภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์ 3. เงินภาษีมูลค่าเพิ่มตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 4. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นรางวัล ฯ 5. รายได้ค่าซื้อซอง การเข้าใช้งานระบบ New GFMIS Thai - เปิด Google Chrom - พิมพ์ URL : https://portal.gfmis.go.th - การบันทึกรายการขอเบิก - การอนุมัติรายการขอเบิก - การเรียกรายงาน - การปฏิบัติงานในระบบ New GFMIS Thaiของ อปท. ที่เป็นหน่วยรับงบประมาณ“องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น” เป็นหน่วยงานผู้เบิก ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับ เงิน การจ่ายเงินการเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 “หน่วยงานผู้เบิก” หมายความถึง หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายและ เบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แล้วแต่กรณี วิธีปฏิบัติในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายของ อปท. - ดำเนินการในระบบ New GFMIS Thai - เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจ หรือธนาคารที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและ พัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นกึ่งหนึ่งประเภทกระแสรายวัน สำหรับรับเงินงบประมาณ 1 บัญชี และ สำหรับเงินนอกงบประมาณที่ขอเบิกจากคลัง 1 บัญชี
126 - นำข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคารสำหรับรับเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณส่งให้ กรมบัญชีกลางสร้างเป็นข้อมูลหลักผู้ขายในระบบNew GFMIS Thai ปลัดเทศบาล หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้เบิกเงินจากคลัง การขอเบิกเงินจากคลัง กรณีได้รับจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนทั่วไปกรมบัญชีกลางจะจ่ายเงินเข้าบัญชีสำหรับรับเงิน งบประมาณที่ขอเบิกจากคลัง เพื่อให้เทศบาลจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงินต่อไป หลักฐานการจ่ายเงินให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิก จ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีได้รับจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนเฉพาะกิจการซื้อทรัพย์สิน จ้างทำของ หรือเช่าทรัพย์สิน ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ให้เบิกเมื่อหนี้ถึงกำหนดหรือใกล้ถึงกำหนด ชำระ การขอเบิกเงินกรณีซื้อ/จ้าง/เช่า มีใบสั่งซื้อ/สั่งจ้าง สัญญา หรือข้อตกลงวงเงินตั้งแต่ 5,000 บาท ขึ้นไปต้องจัดทำใบสั่งซื้อสั่ง จ้าง เพื่อจองงบประมาณในระบบ New GFMIS Thai เพื่อจ่ายตรงให้แก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน
127 วันอาทิตย์ที่ 5 มีนาคม 2566 เวลา 09.00 – 16.00 น. แนวทางการตรวจสอบบัญชีและรายงานการเงินในระบบบัญชี คอมพิวเตอร์ ของ อปท.(e-LAAS) โดย อาจารย์ลลิดา ปกรณ์กาญจน์ สาระสำคัญ ดังนี้ แนวทางการตรวจสอบบัญชีและรายงานการเงินในระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ ของ อปท. (e-Lass) ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 ข้อ 105กำหนดให้ อปท. จัดทำ บัญชีโดยระบบคอมพิวเตอร์ของ อปท.(Electronic Local Administrative Accounting System : e-LAAS) ซึ่งอย่างน้อยประกอบด้วยระบบการทำงาน 4 ระบบ 1. ระบบงบประมาณประกอบด้วย 1.1 การร่างงบประมาณการรายรับ – ประมาณการรายจ่าย ๑.๒ การโอนงบประมาณรายจ่าย ๑.๓ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำชี้แจงงบประมาณ 1.4 รายงานต่าง ๆ 2. ระบบข้อมูลรายรับประกอบด้วย ๒.๑ การรับเงินต่างๆ เช่น รายได้จัดเก็บเอง รายได้ที่รัฐจัดสรรให้ รายได้ที่รัฐอุดหนุนให้ และการ รับเงินประเภทเงินรับฝาก เป็นต้น ๒.๒ ฐานข้อมูลผู้ชำระภาษี ๒.๓ การจัดทำใบนำส่งเงิน ใบสำคัญสรุปใบนำส่งเงิน ๒.๔ สมุดเงินสดรับและทะเบียนต่าง ๆ ๓. ระบบข้อมูลรายจ่ายประกอบด้วย ๓.๑ สร้างโครงการเงินสะสม/ทุนสำรองเงินสะสม ๓.๒ จัดซื้อจัดจ้าง ๓.๓ บันทึกจัดซื้อจัดจ้างจากระบบ e-GP ๓.๔ จัดทำฎีกา ๓.๕ จัดทำเช็ค ๓.๖ ยืมเงิน ๓.๗ คืน/ริบเงินประกัน ๓.๘ สมุดเงินสดจ่าย/ทะเบียนต่าง ๆ ๓.๙ฐานข้อมูลเงินเดือน/บำนาญ ๔. ระบบบัญชีประกอบด้วย ๔.๑ รายการกันเงิน ณ วันสิ้นปี ประกอบด้วย การกันเงินกรณีไม่ได้ก่อหนี้ผูกพัน การกันเงินกรณี จัดทำขอซื้อขอจ้าง/สัญญา ๔.๒ การปรับปรุงบัญชี
128 ๔.๓ ยืมเงินสะสม ๔.๔ งานบัญชีสิ้นปี ๔.๕ รายงานงบการเงิน ๔.๖ ฐานข้อมูลเงินรับฝาก ๔.๗ ทะเบียนทรัพย์สิน แนวปฏิบัติทางบัญชี 1. การบันทึกรับรู้ลูกหนี้รายได้ ๑.๑ ลูกหนี้ค่าภาษี ให้ตั้งลูกหนี้ตามรอบระยะเวลาของการชำระภาษี ๑.๒ ลูกหนี้รายได้อื่น ๆ ให้ตั้งประจำเดือนที่เกิดรายการนั้น 2. วัสดุคงคลังระหว่างปีจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย สิ้นปีงบประมาณให้ตรวจนับ และกลับรายการ ค่าใช้จ่ายเป็นสินทรัพย์โดยวัดมูลค่าด้วยวิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) 3. วัสดุที่ซื้อมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริจาค 3.1 ระหว่างปีจะบันทึกเป็นสินทรัพย์ 3.2 บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อบริจาควัสดุนั้น ด้วยราคาทุน 4. การบันทึกดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจาการกู้ยืม ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบันทึกดอกเบี้ยที่เกิด จากกู้ยืมเป็นค่าใช้จ่ายในงวดบัญชีที่เกิดค่าใช้จ่ายนั้น โดยไม่คำนึงถึงวัตถุประสงค์ของการกู้ยืม 5. การคำนวณค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป จะใช้การ คำนวณค่าเสื่อมราคาเป็นรายวัน โดยนับจำนวนวันตามปีงบประมาณและใช้วันที่ตรวจรับพัสดุงวดสุดท้ายใน การเริ่มคำนวณค่าเสื่อมราคา 6. ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ให้คำนวณเป็นร้อยละจากยอดลูกหนี้สิ้นปี 7. บัญชีระหว่างกัน 7.1 กรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโอนหรือให้ยืมสินทรัพย์ให้กิจการเฉพาะการหรือ หน่วยงานภายในใต้สังกัดใช้งานในลักษณะเป็นการใช้งานประจำ 7.2 กรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เงินแก่กิจการเฉพาะการและหน่วยงานภายใต้ สังกัด 7.3 กรณีที่องค์กรส่วนท้องถิ่นตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้หน่วยงานภายใน สังกัด เช่น เงินเดือน ค่าตอบแทนพนักงานจ้าง และค่าวัสดุ เป็นต้น การดำเนินการในระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก่อนและหลังปิด บัญชีประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องดำเนินการก่อนปิดบัญชีปี 2563 ๑. ตรวจสอบรายการบัญชีที่อยู่ในงบทดลองโดยรายการบัญชี ลูกหนี้เงินสะสม เจ้าหนี้เงิน สะสม รายจ่ายจากเงินกู้รอชดใช้ ฯลฯ จะต้องไม่มียอดยกไป หากมียอดดังกล่าวให้ปรับปรุงบัญชีออก
129 ๒. ตรวจสอบรายการบัญชีที่อยู่ในงบทดลอง หากมีข้อมูลทางบัญชีที่ยังไม่ได้ประกาศใช้ เช่น ที่ดิน อาคาร ครุภัณฑ์ ค่าเสื่อมราคาสะสม ฯลฯ หากมีรายการดังกล่าวให้ปรับปรุงบัญชีออก ๓. ให้ตรวจสอบสินทรัพย์และค่าเสื่อมราคาสะสม ที่เมนู ระบบบัญชี > ทะเบียนทรัพย์สิน > รายงานการคำนวณค่าเสื่อมราคา สินทรัพย์ที่ต้องบันทึกเข้างบการเงินปี 2564 ๑. ที่ดิน, สินทรัพย์ถาวรที่ยังไม่หมดอายุการใช้งานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 และมี มูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท ๒. ครุภัณฑ์ที่ได้มาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป และมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องดำเนินการหลังปิดบัญชีปี 2563 ๑. รายได้ค้างรับจากรัฐบาล นำเฉพาะยอดที่ได้นำเงินสะสมทดรองจ่ายไปก่อน และยังไม่ได้รับเงิน อุดหนุนจากรัฐบาลให้จัดทำใบผ่านรายการบัญชีทั่วไป ๒. รายได้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลรับล่วงหน้า ให้นำเฉพาะยอดที่ได้รับและยังไม่ได้จ่ายเงินจัดทำใบ ผ่านรายการบัญชีทั่วไป การจัดทำงบการเงินรวมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๑. จัดทำกระดาษทำการเพื่อรวบรวมงบทดลองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กิจการเฉพาะการ และหน่วยงานภายใต้สังกัดเข้าด้วยกัน ๒. กรณีที่กิจการเฉพาะการ หรือหน่วยงานภายใต้สังกัดมีกิจการในลักษณะเดียวกันมากกว่า 2 แห่งขึ้นไป ให้รวมงบทดลองของกิจการนั้นก่อนนำมาจัดทำตามข้อ 1 ๓. นำข้อมูลที่จัดทำกระดาษทำการเสร็จมาจัดทำรูปแบบการเงินรวมตามที่กระทรวงการคลังกำหนด ๔. มาตรฐานการบัญชีภาครัฐและนโยบายการบัญชีภาครัฐสำหรับ อปท วัตถุประสงค์ 1. หลักการและนโยบายการบัญชีภาครัฐฉบับนี้กำหนดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.1 เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นแนวทางในการกำหนดระบบบัญชี และจัดทำรายงานการเงิน เพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไปตามเกณฑ์คงค้างได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และเป็นไปในกรอบมาตรฐานเดียวกันเพื่อ ประโยชน์ในการจัดทำรายงานการเงินรวมภาครัฐ 1.2 เป็นแนวทางสำหรับผู้ตรวจสอบบัญชีในการตรวจสอบรายงานการเงินของหน่วยงานของรัฐ เพื่อแสดงความเห็นว่าได้จัดทำขึ้นภายใต้กรอบมาตรฐานการบัญชีภาครัฐและนโยบายการบัญชีภาครัฐที่ กระทรวงการคลังกำหนด 1.3 เพื่อช่วยให้ผู้ใช้รายงานการเงินสามารถเข้าใจความหมายของข้อมูลที่แสดงในรายงานการเงิน ซึ่งจัดทำขึ้นตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐและนโยบายการบัญชีภาครัฐที่กระทรวงการคลังกำหนด และ สามารถนำรายงานการเงินมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกันได้ หน่วยงานที่เสนอรายงาน (Reporting Entities)
130 หน่วยงานของรัฐที่เป็นหน่วยงานที่เสนอรายงานและจะต้องจัดทำรายงานการเงินเพื่อ วัตถุประสงค์ ทั่วไปส่งให้กระทรวงการคลังเพื่อจัดทำรายงานการเงินรวมภาครัฐ คือ หน่วยงานของรัฐตามที่ กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งได้แก่ หน่วยงานทั้งหมดที่อยู่ในความ ควบคุมของรัฐบาล หน่วยงานที่ดำเนินงานโดยใช้เงินทั้งหมดหรือเงินส่วนใหญ่จากเงินงบประมาณ รวมทั้ง หน่วยงานอื่นของรัฐตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งประกอบด้วย 1. ส่วนราชการ 2. รัฐวิสาหกิจ 3. หน่วยงานของรัฐสภา ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญ และองค์กรอัยการ 4. องค์การมหาชน 5. ทุนหมุนเวียนที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล 6. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นของรัฐตามที่กฎหมายกำหนด รายงานการเงิน หน่วยงานของรัฐที่เป็นหน่วยงานที่เสนอรายงานของรัฐบาลตามย่อหน้าที่ 4 จะต้องจัดทำรายงานการเงินเพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไป รายงานการเงินที่จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไปของหน่วยงานของรัฐ ตามย่อหน้าที่ 4 จะต้อง เป็นรายงานการเงินที่รวมเงินทุกประเภท และหากมีหน่วยงานภายใต้การควบคุมต้องจัดทำรายงานการเงินรวม ที่รวมหน่วยงานย่อยทุกแห่งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานของรัฐนั้นตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ ฉบับที่ 35 เรื่อง รายงานการเงินรวม (เมื่อมีการประกาศใช้) หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำรายงานการเงิน 1. เกณฑ์การจัดทำรายงานการเงิน 1.1 ให้หน่วยงานของรัฐ (ไม่รวมถึงรัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียน) จัดทำรายงานการเงิน ตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐและนโยบายการบัญชีภาครัฐ 1.2 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้จัดทำรายงานการเงินตามมาตรฐานการบัญชี ภาครัฐและนโยบายการบัญชีภาครัฐ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป โดยไม่ต้องปรับปรุงรายงาน การเงินปีก่อนย้อนหลัง 2. ความรับผิดชอบของผู้บริหารต่อรายงานการเงิน 2.1 ผู้อำนวยการกองคลังหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นและปฏิบัติงานเช่นเดียวกัน เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำรายงานการเงิน และหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเป็นผู้อนุมัติและนำเสนอรายงาน การเงิน 2.2 ผู้อำนวยการกองคลังหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นและปฏิบัติงานเช่นเดียวกัน ลงนามในรายงานการเงินร่วมกับหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ 3. องค์ประกอบของรายงานการเงิน 3.1 งบแสดงฐานะการเงิน 3.2 งบแสดงผลการดำเนินงานทางการเงิน
131 3.3 งบแสดงการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์สุทธิ/ส่วนทุน 3.4 หมายเหตุประกอบงบการเงิน 4. ขอบเขตของข้อมูลรายงานการเงินการแสดงข้อมูลทางการเงินและบัญชีในรายงานการเงินให้ หน่วยงานของรัฐจัดทำรายงานการเงินให้มีข้อมูลทางการเงินและบัญชีประกอบด้วย เงินงบประมาณ เงินนอก งบประมาณ เงินรายได้แผ่นดิน และเงินอื่นใด รวมทั้งการก่อหนี้ 5. รูปแบบการนำเสนอรายงานการเงินองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้จัดทำรายงานการเงินตาม รูปแบบการนำเสนอรายงานการเงินตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป 6. การนำส่งรายงานการเงินภายในเก้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ หรือที่ได้ตกลงกับ กระทรวงการคลังให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อตรวจสอบและนำส่งกระทรวงการคลังด้วย วันจันทร์ที่ 6 มีนาคม 2566 เวลา 09.00 – 16.00 น. การบริหารจัดการความเสี่ยงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและ แนวทางการประเมินความเสี่ยงโดย อ.มารุต สาระสำคัญ ดังนี้ การบริหารความเสี่ยงตามหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยมาตรฐานและหลักเกณฑ์ ปฏิบัติการบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2562 ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2561 มาตรา 79 ให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีการตรวจสอบภายใน การควบคุมภายใน และการบริหารจัดการ ความเสี่ยง โดยให้ถือปฏิบัติตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด การบริหารจัดการความเสี่ยง หลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยมาตรฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการบริหารจัดการความเสี่ยง สำหรับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2562 หนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0409.4/ว23 ลว 19 มีนาคม 2562 - มาตรฐานการบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับหน่วยงานของรัฐ - หลักเกณฑ์ปฏิบัติการบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับหน่วยงานของรัฐ องค์ประกอบของมาตรฐานการควบคุมภายใน 1. สภาพแวดล้อมการควบคุม (Control Environment) 2. การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) 3. กิจกรรมการควบคุม (Control Activities) 4. สารสนเทศ (Information and Communication) 5. กิจกรรมการติดตามผล (Monitoring Activities) การบริหารความเสี่ยง COSO:องค์ประกอบ วัตถุประสงค์การบริหารความเสี่ยง - บรรลุยุทธศาสตร์ - ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การปฏิบัติงาน - ความเชื่อถือได้ของรายงาน - การปฏิบัติตามข้อกำหนด
132 องค์ประกอบของการบริหารความเสี่ยง - สารสนเทศและการสื่อสาร - สภาพแวดล้อมภายใน - ความเสี่ยง - การกำหนดวัตถุประสงค์ - ระบุความเสี่ยง - ประเมินความเสี่ยง - ตอบสนองความเสี่ยง - กิจกรรมการควบคุม - การติดตามประเมินผล ความเสี่ยง หมายถึง ความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นและเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุ วัตถุประสงค์ของหน่วยงาน (ตามหลักเกณฑ์ปฏิบัติการบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับหน่วยงานของรัฐ ของ หลักเกณฑ์กระทรวงการคลัง) มาตรฐานการบริหารจัดการความเสี่ยง 1. ต้องจัดให้มีการบริหารจัดการความเสี่ยง 2. ต้องจัดให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงภายในองค์กร อย่าง น้อยประกอบด้วยการมอหมายผู้รับผิดชอบ เรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงการกำหนดวัฒนธรรมของ หน่วยงานของรัฐที่ส่งเสริมการบริหารจัดการความเสี่ยง รวมถึงการบริหารทรัพยากรบุคคล 3. ต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการริหารจัดการความเสี่ยงที่เมาะสม 4. ต้องดำเนินการในทุกระดับของหน่วยงานของรัฐ 5. อย่างน้อยต้องประกอบด้วย การระบุความเสี่ยง การประเมินความเสี่ยง และการ ตอบสนองความเสี่ยง 6. ต้องจัดทำแผนบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง 7. ต้องมีการติดตามประเมินผลการบริหารจัดการความเสี่ยงและทบทวนแผนการบริหาร จัดการความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ 8. ต้องมีการรายงานบริหารจัดการความเสี่ยงของหน่วยงานต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง 9. สามารถนำเครื่องมือการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้กับหน่วยงาน หนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับหน่วยงานของรัฐ เรื่องหลักการบริหารจัดการความ เสี่ยงระดับองค์กร (หนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0409.3/ว36 ลงวันที่ 3 ก.พ.64) กรอบการบริหารจัดการความเสี่ยง 1. การบริหารจัดการความเสี่ยงต้องดำเนินการแบบบูรณาการทั่วทั้งองค์กร 2. ความมุ่งมั่นของผู้กำกับดูแล หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ และผู้บริหารระดับสูง 3. การสร้างและรักษาบุคลากรและวัฒนธรรมที่ดีขององค์กร 4. การมอบหมายหน้าความรับผิดชอบด้านการบริหารจัดการความเสี่ยง 5. การตระหนักถึงผู้มีส่วนได้เสีย 6. การกำหนดยุทธศาสตร์/กลยุทธ์ วัตถุประสงค์ และการตัดสินใจ 7. การใช้ข้อมูลสารสนเทศ
133 8. การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยง 1. การวิเคราะห์องค์การ - วิสัยทัศน์ พันธกิจ อำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ ยุทธศาสตร์ระดับต่างๆ แผนงาน กลยุทธ์ เป้าประสงค์ ค่าเป้าหมาย นโยบายของผู้บริหาร นโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง 2. การกำหนดนโยบายการบริหารจัดการความเสี่ยง - ผู้บริหารเป็นผู้กำหนดนโยบาย ผู้กำกับดูแลเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ - อาจระบุถึงวัตถุประสงค์ของการบริหารจัดการความเสี่ยง การกำหนดวัตถุประสงค์ของการริหารความเสี่ยง ควรกำหนดให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ และวัตถุประสงค์ขององค์กร ความเสี่ยง เป็นสิ่งที่ ส่งผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร ดังนั้น การกำหนดวัตถุประสงค์และทำความเข้าใจใน วัตถุประสงค์ขององค์กร 3. การระบุความเสี่ยง - ระบุเหตุการณ์ความเสี่ยง ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเป้าหมายที่อาจจะเกิดขึ้นขององค์กรหรือการ ปฏิบัติงานทั้งในระดับองค์กรและกิจกรรม - ประเภทความเสี่ยง - ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ - ความเสี่ยงด้านปฏิบัติงาน - ความเสี่ยงด้านการเงิน - ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงานตามกฎระเบียบ - อื่น ๆ 4. การประเมินความเสี่ยง - กำหนดเกณฑ์การประเมินความเสี่ยง จากปัจจัยโอกาสที่จะเกิดขึ้น และผลกระทบ - การให้คะแนนความเสี่ยง และวิธีการให้คะแนน โดยใช้หลายวิธีการ - การพิจารณาความเสี่ยงในภาพรวม จากความมีนัยสำคัญของความเสี่ยง - การจัดลำดับความเสี่ยง เพื่อนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรในการตอบสนองความเสี่ยง 5. การตอบสนองความเสี่ยง - การาจัดการต้นเหตุของความเสี่ยง - ทางเลือกวิธีการจัดการความเสี่ยง - ทรัพยากรที่ต้องใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยง - จัดทำแผนบริหารจัดการความเสี่ยง 6. การติดตามแผละการทบทวน - แผนจัดการความเสี่ยงถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ - ทราบถึงข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นหลังจากใช้แผนจัดการความเสี่ยง - สามารถปรับปรุงแก้ไขแผนจัดการความเสี่ยงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
134 วันอังคารที่ 7 มีนาคม 2566 เวลา 09.00 – 16.00 น. ศึกษาดูงานและรับฟังคำบรรยาย ณ สำนักงานคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเรื่อง ข้อสังเกตข้อตรวจพบในการตรวจสอบของสำนักงาน ปปช. ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 บรรยายโดย อ.เนรัชราพิน สิทธิกัณย์สาระสำคัญ ดังนี้ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง - พรบ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 - พรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 - ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 - กฎกระทรวงประกาศ หนังสือเวียน ฯลฯ พระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 มาตรา 8 1. คุ้มค่า 2. โปร่งใส 3. ตรวจสอบได้ 4. ประสิทธิภาพและประสิทธิผล พระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 มาตรา 9 มาตรา 9 กำหนดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุที่จะทำการจัดซื้อจัดจ้างให้หน่วยงานของรัฐ คำนึงถึงคุณภาพ เทคนิคและวัตถุประสงค์ของการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุนั้น และห้ามมิให้มีการกำหนดคุณลักษณะ เฉพาะของพัสดุให้ใกล้เคียงกับยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง หรือของผู้ขายรายใดรายหนึ่งเฉพาะ เว้นแต่พัสดุที่จะทำการ จัดซื้อจัดจ้างตามวัตถุประสงค์นั้นมียี่ห้อเดียวหรือจะต้องใช้อะไหล่ของยี่ห้อใด ก็ให้ระบุยี่ห้อนั้นได้ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 11 เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใดหรือผู้ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานของรัฐผู้ใด ทุจริตทำการออกแบบ กำหนดราคา กำหนดเงื่อนไข หรือกำหนดผลประโยชน์ตอบแทนอันเป็นมาตรฐานใน การเสนอราคาโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม หรือเพื่อช่วยเหลือให้ผู้เสนอราคา รายใดมีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐโดยไม่เป็นธรรมหรือเพื่อกีดกันผู้เสนอราคาใดมิให้มีโอกาสเข้า แข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปีหรือจำคุกตลอดชีวิต และ ปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ร่างขอบเขตของงาน Term ขอบเขต,ข้อตกลง Reference ข้ออ้างอิง,การอ้างอิง,หนังสืออ้างอิง หัวข้อการร่าง TOR อย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังนี้ 1. ความเป็นมา 2. วัตถุประสงค์ 3. คุณสมบัติผู้เสนอราคา 4. แบบรูปรายการ หรือคุณลักษณะเฉพาะ 5. ระยะเวลาดำเนินการ 6. ระยะเวลาการส่งมอบงาน 7. เงื่อนไขการชำระเงิน 8. วงเงินในการจัดหา 9. หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อเสนอ 10. หน่วยงานรับผิดชอบ
135 การกำหนดเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอ 1. เกณฑ์ราคา พัสดุที่มีการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุที่เป็นมาตรฐาน มีคุณภาพดีเพียงพอตามความ ต้องการใช้งาน และเป็นหน่วยงานของรัฐ ผู้เสนอราคาต่ำสุด เป็นผู้ชนะ 2. เกณฑ์ราคาประกอบเกณฑ์อื่น พัสดุที่มีความซับซ้อนมีเทคโนโลยีสูง หรือมีเทคนิคเฉพาะ จำเป็นต้องคัดเลือกพัสดุมีคุณภาพดี ตามความต้องการใช้งานและเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานของรัฐ ผู้ยื่นข้อเสนอที่มีคะแนนรวมสูงสุด เป็นผู้ ชนะ หลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอ มาตรา 65 ในการพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอโดยวิธีตามมาตรา 55 (1) วิธีประกาศเชิญชวน หรือ (2)วิธีคัดเลือก ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการโดยพิจารณาถึงประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐและ วัตถุประสงค์ของการใช้งาน เป็นสำคัญ โดยให้คำนึงถึงเกณฑ์ราคา และพิจารณา เกณฑ์อื่น ประกอบด้วย ดังต่อไปนี้ (คะแนน 2 เกณฑ์รวมกัน 100 คะแนน) (1) ต้นทุนของพัสดุนั้นตลอดอายุการใช้งาน (2) มาตรฐานของสินค้าหรือบริการ (3) บริการหลังการขาย (4) พัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (5) การประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ประกอบการ (6) ข้อเสนอด้านเทคโนโลยีหรือข้อเสนออื่น ในกรณีกำหนดให้มีการยื่นข้อเสนอด้านเทคนิค ราคากลาง ตามพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 มาตรา 4 นิยาม “ราคากลาง” หมายความว่า ราคาเพื่อใช้เป็นฐานสำหรับเปรียบเทียบราคาที่ผู้ยื่นข้อเสนอได้ ยื่นเสนอไว้ซึ่งความสามารถจัดซื้อจัดจ้างได้จริงตามลำดับ ดังต่อไปนี้ 1. ราคาที่ได้มาจากการคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการราคากลางกำหนด 2. ราคาที่ได้มาจากข้อมูลราคาอ้างอิงของพัสดุที่กรมบัญชีกลางจัดทำ 3. ราคามาตรฐานที่สำนักงบประมาณหรือหน่วยงานกลางอื่นกำหนด 4. ราคาที่ได้มาจากการสืบราคาจากท้องตลาด 5. ราคาที่เคยซื้อหรือจ้างครั้งหลังสุดภายในระยะเวลาสองปีงบประมาณ 6. ราคาอื่นใดตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐนั้น ๆ
136 วันพุธที่ 8 มีนาคม 2566 เวลา 9.00 – 16.00 น. การเบิกค่าใช้จ่ายในการจัดงาน การจัดกิจกรรมสาธารณะการ ส่งเสริมกีฬา การแข่งขันกีฬาโดย อ.วิภา ธูสรานนท์ สาระสำคัญ ดังนี้ หลักการบริหารงานและการใช้จ่ายเงิน ของ อปท. การบริหารงาน ๑. อำนาจหน้าที่กฎหมาย (หลัก/ส่งเสริม) กฎหมายจัดตั้ง ภารกิจถ่ายโอน กฎหมายอื่น ประโยชน์สูงสุด ประโยชน์สาธารณะ พิจารณาพื้นที่รับผิดชอบก่อน การใช้จ่ายเงินของ อปท. ๑. ข้อปฏิบัติ (ระเบียบ/ข้อบังคับ) ๒. งบประมาณ หลักความคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลเป็นไปตามวิธีงบประมาณ ๓. ดุลพินิจ (ชอบด้วยกฎหมาย) จำเป็น/เหมาะสมและประหยัด ๔. โปร่งใส/ตรวจสอบได้ (เปิดเผย/เอกสารถูกต้อง) มีหลักฐานขี้แจง อำนาจหน้าที่ของ อปท. ในการช่วยเหลือประชาชน ๑. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ๒. ป้องกันโรคและระงับโรคติดต่อ ๓. จัดทำกิจการซึ่งจำเป็นเพื่อการสาธารณสุข ๔. การสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาล ๕. จัดให้มีการสังคมสงเคราะห์ และการสาธารณูปการ ๖. ส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ๗. การสังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชราและผู้ด้อยโอกาส ระเบียบการคลัง - ระเบียบ มท.ว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาของ อปท. พ.ศ.๒๕๔๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม - ระเบียบ มท.ว่าด้วยวิธีการงบประมาณของ อุปท. พ.ศ.๒๕๔๑ - ระเบียบ มท. ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจ เงินของ อปท. พ.ศ . ๒๕๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง ฉบับที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๖๑ - ระเบียบ มท.ว่าด้วยเงินอุดหนุน ของ อปท. พ.ศ.๒๕๕๘ - ระเบียบ มท.ว่าด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ของ อปท. พ.ศ.๒๕๖๐ - ระเบียบ มท.ว่าด้วยรายจ่ายเกี่ยวกับทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษา และการให้ความช่วยเหลือ นักเรียน ของ อปท.พ.ศ.๒๕๖๑ - ระเบียบ มท.ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๕
137 - ระเบียบ มท.ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม และการเข้ารับการฝึกอบรมของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๗ - ระเบียบ มท. ว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของ อปท. พ.ศ. ๒๕๖๒ โครงการต่าง ๆ ที่ต้องนำมาจัดตั้งงบประมาณด้านรายจ่าย การตั้งงบประมาณรายจ่ายให้กระทำตามที่มีกฎหมาย ระเบียบ กฎกระทรวง ข้อบังคับ หรือ หนังสือสั่งการของ มท. กำหนด เช่น ๑. เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและปรับปรุงคุณภาพชีวิต เช่น การสังคมสงเคราะห์การ ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ฯลฯ ๒. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ของคนในชาติ เช่น การจัดกิจกรรมกีฬา การจัดฝึกอบรม ประชุม ชี้แจง สร้างจิตสำนึกอันดีงาม ฯลฯ ๓. เพื่อการจัดกิจกรรมโครงการเฉลิมพระเกียรติ และสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ เช่น การประชาสัมพันธ์เชิญชวน หรืออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนมาร่วมงานรัฐพิธีและ พระราชพิธีต่าง ๆ สนับสนุนการดำเนินการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรม โครงการ "รักน้ำ รักป้า รักษาแผ่นดิน" ฯลฯ ๔. รายจ่ายตามนโยบายของรัฐบาล เช่น การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ส่งเสริม คุณภาพชีวิตคนชรา คนพิการ พัฒนาสตรีและครอบครัว การกำจัดขยะมูลฝอย ฯลฯ หลักการเขียนโครงการ ๑. ชื่อโครงการ ต้องเป็นชื่อที่เหมาะสม ชัดเจน และเฉพาะเจาะจงว่าจะทำอะไร ๒. หลักการและเหตุผล กิจกรรมต้องเป็นอำนาจหน้าที่ เป็นการแสดงถึงปัญหาความจำเป็น ผู้เขียนโครงการต้องพยายามหาเหตุผลต่าง ๆ เพื่อแสดงให้ผู้พิจารณาโครงกรเห็นความจำเป็น และความสำคัญ ของโครงการ ๓. วัตถุประสงค์เป็นการแสดงถึงความต้องการที่จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การเขียนวัตถุประสงค์ ต้องเขียนให้ตรงกับปัญหาว่าระบุไว้เพื่อแสดง ให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายที่จะแก้ปัญหานั้น ๆ และต้องกำหนด วัตถุประสงค์ในสิ่งที่เป็นไปได้ สามารถวัดได้ ๔. เป้าหมาย ระบุกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้ารับการฝึกอบรม ๕. วิธีการดำเนินการ แสดงขั้นตอนการกิจที่จะต้องทำให้การดำเนินงานตามโครงการและ ระยะเวลาในการปฏิบัติแต่ละขั้นตอนเพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ ๖. ระยะเวลาและสถานที่ดำเนินการ เป็นการระบุเวลาที่เริ่มต้นและสิ้นสุดโครงการและสถานที่ ที่จะทำโครงการ ๗. งบประมาณ แสดงยอดรวมงบประมาณทั้งหมดที่ใช้ในการดำเนินโครงการ โดยระบุแหล่งที่มา และแยกรายละเอียดค่าใช้จ่ายให้จัดเจนว่าเป็นค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ๘. หน่วยงานที่ผู้รับผิดชอบ ต้องระบุชื่อผู้ทำโครงการ
138 ๙. ผลที่คาดว่าจะได้รับ เป็นการระบุประโยชน์ที่คิดว่าจะได้จากความสำเร็จเมื่อสิ้นสุดโครงการ เป็นการระบุใครจะได้รับผลประโยชน์และผลกระทบหรือมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องอะไรทั้งเชิงคุณภาพและ ปริมาณและต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ๑๐. การประเมินผลโครงการ เป็นการระบุว่าหากได้มีการดำเนินโครงการแล้ว จะมีการติดตามดู ผลได้อย่างไร เมื่อใด ระเบียบ มท. ว่าด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ของ อปท. พ.ศ. ๒๕๖๐ มีผลใช้บังคับ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๐ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๑ มีผลใช้บังคับ วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๒ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๔ มีผลใช้บังคับ ๑๒ ต.ค. ๒๕๖๕ การช่วยเหลือประชาชน - การให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนหรือไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ในการดำรงชีพ - โดยอาจให้เป็นสิ่งของ หรือจ่ายเป็นเงิน หรือการจัดบริการสาธารณะ เพื่อให้การช่วยเหลือ ประชาชนในระดับเขตพื้นที่ หรือท้องถิ่น ตามอำนาจหน้าที่ของ อปท. - ดำเนินการในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ อปท. ตามกฎหมายโดยคำนึงถึงสถานะทางการ คลังและความจำเป็นเหมาะสม การช่วยเหลือประชาชนแบ่ง ๕ กรณี ๑. ด้านสาธารณภัย ๒. ด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ๓. การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ ๔. เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ๕. ด้านอื่น ๆ พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยพ.ศ. ๒๕๕๐ อำนาจหน้าที่ ตาม พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๒๑ เมื่อเกิด/คาดว่าจะเกิดสาธารณภัยขึ้นในเขตพื้นที่อปท.ใด ให้ผู้อำนวยการท้องถิ่นของ อปท.แห่งพื้นมีหน้าที่ ๑. เข้าดำเนินการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยโดยเร็ว ๒. แจ้งผู้อำนวยการอำเภอที่รับผิดชอบในเขตพื้นที่นั้นและผู้อำนวยการจังหวัดทราบ ๓. สั่งข้าราชการ/พนักงานส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าพนักงาน อาสาสมัคร และ บุคคลใด ๆ ในเขตพื้นที่ อปท.ที่เกิดสาธารณภัยให้ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามความจำเป็น ๔. ใช้อาคาร สถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องมือสื่อสาร และยานพาหนะ ๕. ขอความช่วยเหลือจาก อปท.อื่นในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
139 ๖. สั่งห้ามเข้าหรือให้ออกจากพื้นที่อาคารหรือสถานที่กำหนด ๗. จัดให้มีการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยโดยทั่วถึงและรวดเร็ว มาตรา ๒๓ เมื่อเกิดสาธารณภัยในเขตพื้นที่ของ อปท.แห่งพื้นที่ใด ให้เป็นหน้าที่ของผู้อำนวยการ พื้นที่ติดต่อหรือใกล้เคียงกับ อปท. แห่งพื้นที่นั้น ที่จะสนับสนุนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่เกิดขึ้น มาตรา ๓๐ ผู้อำนวยการในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบมีหน้าที่ ๑. สำรวจความเสียหายจากสาธารณภัยที่เกิดขึ้น ๒. จัดทำบัญชีรายชื่อประสบภัยและทรัพย์สินที่เสียหาย ๓. ออกหนังสือรับรองให้ผู้ประสบภัยไว้เป็นหลักฐานในการรับการสงเคราะห์และฟื้นฟู ๔. ระบุหน่วยงานที่รับผิดชอบ ๕. รายงานจังหวัด อำเภอ และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ ด้านที่ ๑ การให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณภัย สาธารณภัย หมายความว่า สาธารณภัยตาม กม. ว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง โรคระบาดในมนุษย์โรคระบาดสัตว์ โร่คระบาดสัตว์น้ำ การระบาดของศัตรูพืชตลอดจนภัยอื่น ๆอันมีผลกระทบต่อสาธารณชน ไม่ว่าเกิดจากธรรมชาติ มีผู้ทำให้ เกิดขึ้น อุบัติเหตุ หรือเหตุอื่นใด ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายของประชาชนหรือความเสียหายแก่ ทรัพย์สินของประชาชน หรือของรัฐและให้หมายความรวมถึงภัยทางอากาศ และการก่อวินาศกรรมด้วย (พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยพ.ศ.๒๕๕๐) หลักการช่วยเหลือประชาชน ข้อ ๖ วรรคหนึ่ง กรณีเกิดสาธารณภัยในพื้นที่ของ อปท. ไม่ว่าจะมีการประกาศเขตการให้ความ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินหรือไม่ก็ตาม อปท.สามารถดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในเบื้องต้น โดยฉับพลันทันทีเพื่อการดำรงชีพ หรือบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า หรือระงับสาธารณภัย หรือเพื่อ คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สิน หรือป้องกันภยันตรายที่จะเกิดแก่ประชาชนได้ตามความจำเป็น ภายใต้ขอบอำนาจ หน้าที่ตามกฎหมาย โดยไม่ต้องเสนอคณะกรรมการพิจารณา วรรคสอง กรณีช่วยเหลือประชาชน เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูหลังเกิดสารารณภัย / การส่งเสริมและ พัฒนาคุณภาพชีวิต / -การป้องกันและระงับโรคติดต่อ /การช่วยเหลือเกษตรผู้มีรายได้น้อย ให้เสนอ คกก. ให้ความเห็นชอบก่อน วรรคสาม อุปท.ใดมีความจำเป็นต้องช่วยเหลือประชาชนนอกเหนือจากหลักเกณฑ์การช่วยเหลือ ตามระเบียบนี้ ให้ขอความเห็นชอบจาก ปมท.ก่อนให้การช่วยเหลือ ข้อ ๑๖ (๑) การช่วยเหลือผู้ประสบสา-ธารณภัย หรือภัยพิบัติฉุกเฉิน ให้ อปท.พิจารณาใช้จ่าย งบประมาณช่วยเหลือประชาชนตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงการคลัง โดยอนุโลม ข้อ ๗ (๑) การให้ความช่วยเหลือเยียวยาหรือฟื้นฟูหลังเกิดสาธารณภัยกรณีมีประกาศเขตการให้ ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน
140 ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดย - สำรวจความเสียหายจากสาธารณภัยที่เกิดขึ้น - จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ประสบภัยและทรัพย์สินที่เสียหาย - ออกหนังสือรับรองให้ผู้ประสบภัยไว้เป็นหลักฐาน - โดยระบุหน่วยงาน - รายงานอำเภอ/จังหวัด/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง งบประมาณใช้เงินทดรองราชการ ข้อ ๗(๒) การให้ความช่วยเหลือเยียวยาหรือฟื้นฟูหลังเกิดสาธารณภัยกรณีไม่มีประกาศเขตการ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน - อปท. สำรวจความเสียหายของผู้ประสบภัยเสนอ คกก.พิจารณา - เสนอ คกก.พิจารณานำรายชื่อของ ปชช.ที่เดือดร้อน มาพิจารณาตามหลักเกณฑ์ กค. ประกาศให้ ปชช.ทราบไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน อปท. ช่วยเหลือ - ช่วยเหลือตามมติ คกก.ช่วยเหลือประชาชน - กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง - จัดทำโครงการ เข้าแผนพัฒนา และตั้ง งปม หมวดรายจ่าย หลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕'๖๓ ๕.๑ ด้านการดำรงชีพ ๕.๑.๑ ค่าอาหารจัดเลี้ยง วันละไม่เกิน มื้อ มื้อละ ไม่เกิน ๕0 บาท/คน ๕.๑.๒ ค่าถุงยังชีพ ชุดละไม่เกิน ๗00 บาท/ครอบครัว ๕.๑.๓ ค่าจัดซื้อ/จัดหาน้ำ สำหรับบริโภคและใช้สอยในที่อยู่อาศัยเท่าที่จ่ายจริงตาม ความจำเป็น จนกว่าเหตุการณ์ประสบภัยพิบัติจะเข้าสู่ภาวะปกติ ๕.๑.๔ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพเบื้องต้นกรณีที่อยู่อาศัยเสียหายทั้งหลังเท่าที่จ่ายจริง ครอบครัวละไม่เกิน ๓.๘๐๐ บาท ๕.๑.๘ ค่าดัดแปลงสถานที่สำหรับที่พักชั่วคราว เท่าที่จ่ายจริงครอบครัวละไม่เกิน ๒,๕0๐ บาท หรือผ้าใบ/ผ้าพลาสติกหรือวัสดุอื่นสำหรับกันแดดกันฝน เท่าที่จ่ายจริงครอบครัวละไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท ๕.๑.๙ จัดหาสาธารณูปโภคในที่พักชั่วคราว (๑) ค่าไฟฟ้า กรณีไม่มีไฟฟ้า ให้จัดอุปกรณ์แสงสว่างอื่นทดแทนได้ (๒) จัดหา/จัดซื้อน้ำบริโภคและใช้สอย/จัดซื้ออุปกรณ์บรรจุน้ำ (๑) และ (๒) เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น (๓) จัดสร้าง/จัดหาห้องน้ำ ห้องส้วม ๑ ที่ ต่อ ๑๐ คนเท่าที่จ่ายจริงเฉลี่ยที่ละไม่เกิน ๑,๗๐๐ บาท (๔) สร้างที่รองรับ ทำลาย หรือกำจัดขยะมูลฝอย เท่าที่จ่ายจริง
141 ๔.๑.๑๐ ค่าเครื่องนุ่มห่มที่ได้รับความเสียหายและไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีกเจำเป็นต้อง ใช้ในการดำรงชีพ/กรณีไม่มีเครื่องนุ่งห่มในการดำรงชีพขณะเกิดภัย รายละไม่เกิน ๑,๑๐๐ บาท ๕.๑.๑๕ ค่าเครื่องครัวและอุปกรณ์ในการประกอบอาหารที่สูญหายหรือได้รับความเสียหาย และไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก เท่าที่จ่ายจริงครอบครัวละไม่เกิน ๓,๕๐๐ บาท ๕.๑.๑๖ ค่าเครื่องนอน ที่สูญหาย ได้รับความเสียหายและไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีกหรือ มีความจำเป็นต้องใช้ในการดำรงชีพ /กรณีไม่มีเครื่องนอนในการดำรงชีพขณะเกิดภัย เท่าที่จ่ายจริงคนละไม่ เกิน ๑,0๐๐ บาท ๕.๑.๑๒ ค่าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ (๑) บาดเจ็บสาหัสรักษาในสถานพยาบาลติดต่อกันตั้งแต่ ๓ วันขึ้นไปให้จ่ายเงิน ช่วยเหลือเบื้องต้น เป็นเงิน ๔,0๐๐ บาท (๒) บาดเจ็บจนถึงขั้นพิการไม่สามารถประกอบอาชีพตามปกติได้ให้ช่วยเหลือเบื้องต้น เป็นเงิน ๑๓,๓๐๐ บาท (๓) กรณีภัยพิบัติที่เป็นสาธารณภัยขนาดใหญ่/รุนแรงเป็นที่สะเทือนขวัญของประชาชน ทั่วไป ให้จายเงินและหรือสิ่งของปลอบขวัญผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่รักษาตัวในสถานพยาบาล รายละไม่เกิน ๒,๓๐๐ บาท ๕.๑.๑๔ จัดซื้อเครื่องกันหนาว กรณีอากาศหนาวจัดผิดปกติมีอุณหภูมิต่ำกว่า ๘ องศา เซลเซียส และมีช่วงเวลาอากาศหนาวยาวนานติดต่อกันเกิน ๓ วัน ให้จ่ายค่าจัดซื้อเครื่องกันหนาวสงเคราะห์ ประชาชนได้ เท่าที่จ่ายจริง คนละไม่เกิน ๓๐๐ บาท ให้ดำเนินการช่วยเหลือเป็นสิ่งของหรือจ่ายเป็นเงินโดยคำนึงถึงสภาพและเหตุการณ์ตามความ เหมาะสม ๕.๑.๕ ค่าวัสดุซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำ ซึ่งผู้ประสบภัยเป็นเจ้าของที่ได้รับความเสียหาย เท่าที่จ่ายจริงหลังละไม่เกิน ๔๙,๔๐๐ บาท ๕.๑.๗ ค่าเช่าบ้านแก่ผู้ประสบภัยพิบัติกรณีเช่าบ้านเรือนผู้อื่นและบ้านเช่าเสียหายจากภัย พิบัติทั้งหลังหรือเสียหายบางส่วนจนอยู่ไม่ได้ เท่าที่จ่ายจริงในอัตรา ครอบครัวละไม่เกินเดือนละ ๑,๘0๐ บาท ไม่เกิน ๒ เดือน ๕.๑.๖ ด่าวัสดุซ่อมแชมหรือสร้างยุ้งข้าวโรงเรือนสำหรับเก็บพืชผลและคอกสัตว์ที่ได้รับ ความเสียหาย เท่าที่จ่ายจริงครอบครัวละไม่เกิน ๔,๗๐๐ บาท ๕.๑.๑๑ เครื่องมือประกอบอาชีพและหรือเงินทุนสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติที่เป็นอาชีพหลัก ในการหาเลี้ยงครอบครัว เท่าที่จ่ายจริงครอบครัวละไม่เกิน ๑๑,๔๐๐ บาท ๕.๑.๑๓ ค่าจัดการศพผู้เสียชีวิต รายละไม่เกิน ๒๙,๗๐๐ บาท และในกรณีผู้ประสบภัยที่ เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัว หรือเป็นผู้หารายได้เลี้ยงดูครอบครัวให้พิจารณาช่วยเหลือเงินสงเคราะห์ ครอบครัวอีกไม่เกิน ๒๙,๗๐๐ บาท ๕.๔ ด้านการเกษตร
142 "เกษตรกร" หมายความว่าผู้ประกอบอาชีพปลูกพืช ทำนาเกลือ ที่มีรายชื่อเป็น เกษตรกรรายย่อย และได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร หรือ สมาชิกในครอบครัวของผู้ที่อยู่ในทะเบียนเกษตรกร้ของกรมส่งเสริม การเกษตร ผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงปศุสัตว์ เป็นผู้มีรายชื่ออยู่ในทะเบียนผู้เลี้ยงสัตว์ ของกรมปศุสัตว์ผู้ประกอบ อาชีพเลี้ยงสัตว์น้ำหรือผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของกรมประมง ให้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติที่ขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนกับ หน่วยงานที่ กำกับดูแลแต่ละด้านของ กษ. ก่อนเกิดภัยพิบัติแล้วเท่านั้น โดยเบิกจ่าย ๕.๔.๑ ด้านพืช พืชตาย/เสียหายตามจำนวนพื้นที่ทำการเกษตรจริง ที่ได้รับความเสียหายทั้งนี้ ไม่เกิน ครัวเรือนละ ๓0 ไร่ โดยคิดจากต้นทุนผลิตเฉลี่ย ดังนี้ (๑) พืชอายุสั้นเสียหาย ให้ช่วยต้นทุนผลิตเฉลี่ยเฉพาะรายการค่าวัสดุ (๒) ไม้ผล ไม้ยืนต้นเสียหาย ให้ช่วยต้นทุนผลิตเฉลี่ยเฉพาะรายการค่าวัสดุและต้นทุนเฉลี่ย ก่อนให้ผลผลิต พื้นที่ทำการเพะปลูกได้ถูกหิน ดิน ทราย ไม้ โคลน รวมทั้งซากวัสดุทุกชนิดทับถมจนไม่สามารถ ใช้เพาะปลูกได้ และหน่วยงานของรัฐไม่สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้ ให้ช่วยเป็นค่าใช้จ่ายขุดลอก ขน ย้ายหิน ดิน ทราย ไม้โคลน รวมถึงซากวัสดุที่ทับถมพื้นที่แปลงเกษตรกรรม เพื่อให้สามารถใช้เพื่อ การเพาะปลูกพืชได้ในขนาดพื้นที่ไม่เกิน ๕ ไร่ ปชช.จำเป็นต้องขนย้ายปัจจัยการผลิตและผลผลิตที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ให้ ช่วยค่าใช้จ่ายในการขนย้ายปัจจัยการผลิตและผลผลิตในอัตราร้อยละ ๕๐ ของปัจจัยการผลิตและผลผลิตของ เกษตรกรที่ดำเนินการขนย้าย ๕.๔.๒ ด้านประมงให้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่สัตว์น้ำตายหรือสูญหายโดยสนับสนุน พันธุ์ สัตว์น้ำ อาหารสัตว์น้ำ วัสดุทางการประมงได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม หลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๖๔ มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่ ๑ ก.ย. ๖๔ ๕.๒ ด้านประมง ให้ดำเนินการช่วยเหลือผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ประสบภัยพิบัติที่สัตว์ตายหรือสูญ หาย ให้ดำเนินการช่วยเหลือเป็นเงิน ดังนี้ ๕.๒.๑ กุ้งก้ามกาม กุ้งทะเล หรือหอยทะเล ไร่ละ ๑๑,๗๘๐ บาท ไม่เกินรายละ ๔ ไร่ ๕.๒.๒ ปลาหรือสัตว์น้ำอื่น นอกจากข้อ ๕.๒.๑ ที่เลี้ยงในบ่อดิน นาข้าว หรือ ร่องสวน (คิด เฉพาะพื้นที่เลี้ยง ไร่ละ ๔๖๘๒ บาท ไม่เกินรายละ ๕ ไร่ ๕.๒.๓ สัตว์น้ำ ตามข้อ ๕.๒.๑ และข้อ ๕.๒.๒ ที่เลี้ยงในกระชัง บ่อซีเมนต์ หรือที่เลี้ยงใน ลักษณะอื่นที่คล้ายคลังกัน ตารางเมตรละ ๖๘ บาท ไม่เกินรายละ ๘0 ตารางเมตรทั้งนี้ หากคิดคำนวณพื้นที่ เลี้ยงแล้ว
143 ๕.๔.๓ ด้านปศุสัตว์ ๑. ให้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในกรณีที่เป็นการจัดหาอาหารสัตว์ วัคซีน และเวชภัณฑ์รักษาสัตว์ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพสัตว์เลี้ยงและจัดหาอาหารสัตว์ ตามราคาท้องตลาดหรือความจำเป็นเหมาะสม ๒. ให้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่สัตว์ตาย/สูญหายแปลงหญ้าอาหารสัตว์เสียหายได้ตามความจำเป็น และเหมาะสม - กรณีแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรตายหรือเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูหรือเยียวยาให้กลับ สู่สภาพเดิมได้ ให้ช่วยเหลือเป็นเงิน ในอัตราไร่ละ ๑,๙๘๐ บาท แต่ไม่เกินรายละ ๓๐ ไร่ - กรณีสัตว์ตายหรือสูญหาย ให้ช่วยเหลือตามจำนวนที่เสียหายจริงแต่ไม่เกินเกณฑ์การช่วยเหลือ ที่กำหนด โดยให้ช่วยเหลือเป็นเงิน ดังนี้ ตัวอย่างการใช้จ่ายงบประมาณของ อปท. กรณีเกิดอุทกภัย เมื่อเกิดอุทกภัยในพื้นที่ อปท.นั้นสามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ฉับพลันทันทีเร่งด่วน เช่น - การเข้าไปดำเนินการป้องกัน เช่นการกระสอบทรายเพื่อกันน้ำท่วมริมฝั่งหรือตลิ่ง - กรณีจำเป็นต้องใช้เครื่องสูบน้ำเพื่อระบายน้ำออกลงสู่แม่น้ำ ลำคลอง - การอพยพผู้สบภัยในกรณีที่น้ำท่วมสูงหรือบ้านเรือนเสียหายจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ - การแจกจ่ายอาหารหรือประกอบอาหารให้ผู้สบภัยหรือจัดให้เป็นถุงยังชีพ(ข้าวสาร อาหาร) - การจัดหาที่พักชั่วคราวเช่นวัด โรงเรียน หรือเต้นท์เพื่ออาศัยชั่วคราว) - การจัดให้มีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภคจนกว่าภัยจะสิ้นสุดจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือห้องน้ำ ห้องสุขา ชั่วคราว - เครื่องนุ่งห่ม/เครื่องนอน กรณีไม่มีเครื่องนุ่งห่ม/เครื่องนอนขณะเกิดสาธารณภัย การช่วยเหลือพิจารณาตามสภาพและเหตุการณ์ตามความเหมาะสม ไม่ต้องเข้า คกก.ช่วยเหลือฯ (ข้อววรรคหนึ่ง) - ให้ อปท.เบิกจ่ายจากงบกลาง ประเภทเงินสำรองจ่าย โครงการไม่ต้องอยู่ในแผนพัฒนาฯ(ข้อ ๑๘) หากเงินสำรองจ่ายไม่เพียงพอ ให้โอนงบประมาณในรายการที่ไม่มีความจำเป็นหรือมีความจำเป็นน้อยกว่า ไปเพิ่มในเงินสำรองจ่าย หากไม่มีงบประมาณที่โอนได้ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาจ่ายขาดเงินสะสมได้(ตาม ระเบียบเบิกจ่ายฯข้อ ๙๑)
144 - เมื่อสาธารณภัยสิ้นสุดลง อปท. สามารถเข้าไปดำเนินการสำรวจความเสียหาย จัดทำบัญชี รายชื่อประสบภัยและทรัพย์สินที่เสียหายออกหนังสือรับรองให้ผู้ประสบภัยไว้เป็นหลักฐานใ นการรับการ สงเคราะห์และฟื้นฟูระบุหน่วยงานที่รับผิดชอบ และรายงานอำเภอ/จังหวัดเพื่อให้การช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยา ผู้ประสบภัยได้ เช่น - บ้านเรือนเสียหาย /พืชไร่นาเสียหาย /สัตว์เลี้ยงตายหรือสูญหาย/มีผู้บาดเจ็บ/เสียชีวิต - กรณีมีประกาศเขตให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินเมื่อรายงานอำเภอ/จังหวัด แล้วเป็นการพิจารณาของ กชภ.อ หรือ กชภ.จ อนุมัติใช้เงินทดรองราชการ(ตามระเบียบข้อ ๗(๑) - กรณีไม่มีประกาศเขตให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินหากอปท.จำเป็นต้อง ช่วยเหลือให้นำรายชื่อที่สำรวจเข้าคณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ตาม ระเบียบข้อ ๙ (๒) และช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังโดยอนุโลม(ตามระเบียบข้อ ๑๖)และ โครงการต้องอยู่ในแผนฯตั้งงบประมาณให้ถูกต้องตามหมวดรายจ่าย (ตามระเบียบข้อ ๑๗) คณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนของ อปท. (แต่ละรูปแบบ) (ข้อ ๘) - ให้ อปท. แต่งตั้ง "คณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนของ อปท. คณะกรรมการช่วยเหลือของ อปท.มีอำนาจหน้าที่ - นำรายชื่อประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ที่สำรวจโดยหน่วยงานของรัฐ และรายชื่อ ประชาชนที่ยื่นลงทะเบียนต่อ อปท. สถานที่กลาง มาใช้ในการพิจารณาช่วยเหลือประชาชนตามระเบียบนี้ - ปิดประกาศรายชื่อประชาชนที่จะได้รับความช่วยเหลือ ณ อปท.สถานที่กลางและที่ทำการ หมู่บ้าน ชุมชน ให้ทราบ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน - รายงานผลการพิจารณาให้ อปท.เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป - ควบคุมการปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป็นธรรม - การปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้
145 ด้านที่ ๒ การให้ความช่วยเหลือด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ข้อ ๑๒ ๑. คืออะไร - การส่งเสริม/ช่วยเหลือบุคคลให้สามารถเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตได้อย่างปกติ สุขในสังคม - การส่งเสริมพัฒนาบุคคลให้มีความรู้ สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น - ผู้ที่มีชื่อในทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐตามมติ ครม. ๒. ช่วยเหลือได้อย่างไร - อปท. ประกาศให้ประชาชนที่จะขอรับความช่วยเหลือมายื่นลงทะเบียน - คกก. ช่วยเหลือฯ ให้ความเห็นชอบ - ปิดประกาศ ไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน - การช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ มท.กำหนดและ พม.โดยอนุโลม ๓. ไฟไหม้บ้านหลังเดียว ข้อ ๑๒ วรรคสอง อัคคีภัยที่ไม่เข้าข่ายภัยพิบัติในการช่วยเหลือประชาชนให้อยู่ในดุลพินิจ ของคณะกรรมการตามระเบียบนี้ที่จะพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามความจำเป็นเหมาะสมทั้งนี้ไม่เกินอัตรา ตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด การช่วยเหลือเป็นค่าซ่อมแซมหรือก่อสร้างที่อยู่อาศัย เท่าที่จ่ายจริงไม่เกินอัตราตาม หลักเกณฑ์ที่กค. กำหนด (หลังละไม่เกิน ๔๙,๕๐๐บาท) ระเบียบกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการว่าด้วยการสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ ไร้ที่พึ่ง พ.ศ. ๒๕๕๒ "ครอบครัวที่ประสบความเดือดร้อน" คือครอบครัวผู้มีรายได้น้อยที่ประสบความเดือดร้อนเพราะ สาเหตุหัวหน้าครอบครัว (๔.๑) ตาย (๔.๒) ทอดทิ้ง สาบสูญ หรือต้องโทษจำคุก (๔.๓) เจ็บป่วยร้ายแรงหรือพิการจนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ (๔.๔) ประสบภาวะยากลำบากในการดำรงชีพ (๔.๔) ไม่สามารถดูแลครอบครัวได้ด้วยเหตุอื่นใด "ผู้ไร้ที่พึ่ง" เป็นบุคคลผู้ปราศจากทรัพย์สิ่งของหรือรายได้สำหรับยังชีพและไม่มีผู้ให้พึ่งพาอาศัย ข้อ ๘ การดำเนินงานสงเคราะห์ครอบครัวที่ประสบความเดือดร้อนให้ดำเนินการตามความ จำเป็น (๘.๑) ช่วยเหลือด้านการเงินหรือสิ่งของเป็นวงเงินในการช่วยเหลือไม่เกินครั้งละ ๓,.๐๐ บาทต่อครอบครัว และช่วยติดต่อกันไม่เกิน ๓ ครั้งต่อครอบครัวต่อปีงบประมาณ ตามรายการ ดังนี้ - ค่าเครื่องอุปโภคบริโภค และหรือค่าใช้จ่ายในการครองชีพตามความจำเป็น ค่าซ่อมแซม บ้าน ฯลฯ
146 การให้ความช่วยเหลือ ด้านการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ - เมื่อเกิด โรคติดต่อ - โรคติดต่ออันตราย - โรคติดต่อที่ต้อง เฝ้าระวัง - โรคระบาด มีเหตุสงสัยว่าเกิดโรคในเขตพื้นที่ของ อปท. ข้อ ๑๔ อปท.สามารถเบิกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ ยา เวชภัณฑ์ วัสดุที่ใช้ในการป้องกันควบคุมโรคติดต่อ เช่น ถุงมือยาง/หนัง ผ้าปิดปาก/ปิดจมูก รองเท้ายางหุ้มสันสูงใต้เข่า (รองเท้าบู๊ต) เสื้อกันฝน เครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ในการ ปฏิบัติงานของบุคลากรที่ปฏิบัติงาน โดยคำนึงถึง ความจำเป็นเหมาะสมและประหยัด การให้ความช่วยเหลือ ข้อ ๑๓ อปท. ดำเนินการหรือสนับสนุนให้มีการป้องกันการควบคุม การแพร่ แลการะระงับการ ระบาดของโรคหรือสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับผู้ที่มีภาวะเสี่ยงประชาสัมพันธ์องค์ความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อ การ ช่วยเหลือหน่วยงานของรัฐและเอกชนให้เกิดการปฏิบัติการตามนโยบายและแผนการเฝ้าระวัง ป้องกัน และ ควบคุมโรคติดต่อ ข้อ ๑๔ ให้ อปท. ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการป้องกัน ควบคุม การแพร่ และระงับ การระบาดของโรคโดย อปท.ร่วมดำเนินการ/สนับสนุนการดำเนินการ หน่วยงานรับผิดชอบไม่สามารถ ดำเนินการได้ อย่างครอบคลุมหรือไม่สามารถระงับกรระบาดของโรคติดต่อได้ จะส่งผลทำให้เกิดการแพร่ ระบาดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชน ให้ อปท. สามารถดำเนินการป้องกัน และควบคุมโรค ได้การช่วยเหลือประชาชนด้านการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อให้ อปท. พิจารณาใช้จ่ายงบประมาณ ช่วยเหลือประชาชนตามหลักเกณฑ์ของ สธ.โดยอนุโลม (ข้อ ๑๖(๓)) ด้านที่ ๔ การให้ความช่วยเหลือด้านเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ข้อ ๑๒/๑ "เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย คือ เกษตรกรผู้อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจนมีรายได้ไม่เพียงพอต่อ การเลี้ยงชีพมีชีวิตอย่างยากลำบากขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน ประกาศให้เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยประสงค์จะขอรับความช่วยเหลือยื่นลงทะเบียนขอรับความ ช่วยเหลือต่อ อปท. อปท. อาจให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยที่ประสบปัญหาในการประกอบอาชีพ ใน เรื่องดังต่อไปนี้ (ก) จัดหาหรือปรับปรุงแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร (ข) การสนับสนุนอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ในการปรับปรุงแหล่งน้ำ (ค) ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การสนับสนุนด้านเกษตร (ง) ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตามที่ มท.กำหนด - คกก.ช่วยเหลือฯ พิจารณาให้ความเห็นชอบ - ปิดประกาศไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน - พิจารณาใช้จ่ายงบประมาณตามหลักเกณฑ์ กษ. โดยอนุโลม
147 ค่าใช้จ่ายในการจัดหาหรือปรับปรุงแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร - กรณีเข้าร่วมโครงการที่ กษ. อปท.อาจพิจารณาช่วยเหลือเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสมทบ โครงการให้แก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยได้ (เช่น สมทบค่าดำเนินการในอัตราสระน้ำ บ่อละ ๒,๕0๐ บาท) - อปท.อาจดำเนินการจัดหาหรือปรับปรุงแหล่งน้ำ ตลอดจนสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือ ใน การปรับปรุงแหล่งน้ำให้เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ตามรูปแบบของสระน้ำในไร่นา ขนาด ๑,๒๖0 ลบ.ม. ของ กรมพัฒนาที่ดิน โดยใช้เครื่องจักรของ อปท. ยืมจากหน่วยงานอื่น - ให้เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องเช่น ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม เครื่องจักรกรณีชำรุด ค่าเบี้ยเลี้ยง เป็นต้น - หากมีความจำเป็น อปท.อาจสนับสนุนค่าใช้จ่ายดังกล่าว ให้เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยได้ไม่ เกิน ๒,๕0๐ บาท ค่าใช้จ่ายในการผลิตทางเกษตรกรรม - อปท. ให้ความช่วยเหลือครอบครัวละไม่เกิน ๓,๐00 บาทต่อปีงบประมาณในรายการอย่างใด อย่างหนึ่ง ดังนี้ - ค่าวัสดุหรือปัจจัยการผลิต เช่น ค่าเมล็ดพันธ์พืช ปุ้ย ค่าปรับเกลี่ยพื้นที่ ค่ายาป้องกันกำจัด ศัตรูพืชและสัตว์ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าวัสดุการเกษตรอื่น - ค่าอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้ในการผลิต เช่น ค่าอุปกรณ์หรือค่าซ่อมแชมอุปกรณ์หรือเครื่องมือ เครื่องใช้ในการเกษตร เครื่องสูบน้ำ เครื่องตัดหญ้า เครื่องจักรกลอื่น ๆ การส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร - อปท.จัดฝึกอบรมส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ตามระเบียบฝึกอบรมฯ ทั้งนี้ การช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ต้องไม่ซ้ำซ้อนกับการช่วยเหลือด้านส่งเสริมและ พัฒนาคุณภาพชีวิต ตามระเบียบฯโดยให้ คกก.พิจารณาให้ความช่วยเหลือตามความจำเป็น การให้ความช่วยเหลือด้านอื่น ๆ ข้อ ๑๕/จ กรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องให้ความช่วยเหลือประชาชนในด้านอื่น ๆ เพื่อ ฟื้นฟูเยียวยา สงเคราะห์ และบรรเทาผลกระทบของประชาชน ให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาช่วยเหลือ ประชาชนได้ตามความจำเป็น และเหมาะสม ทั้งนี้ ไม่เกินอัตราตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานรัฐกำหนดโดย คำนึงถึงสถานการณ์คลังของอปท. ประกอบด้วย ด้านที่ ๕ การให้ความช่วยเหลือด้านอื่น ๆ กรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องให้ความช่วยเหลือประชาชนในด้านอื่น ๆ เพื่อฟื้นฟูเยียวยา สงเคราะห์และบรรเทาผลกระทบของประชาชนนอกเหนือด้านสาธารณภัย หรือด้านการส่งเสริมพัฒนา คุณภาพชีวิตหรือด้านการป้องกันและระงับโรคติดต่อ หรือด้านการช่วยเหลือเกษตรผู้มีรายได้น้อย เช่น กรณี ฟ้าผ่าทำให้ประชาชนเสียชีวิตหรือทรัพย์สินเสียหาย กรณีเสียชีวิตจากการจมน้ำ เนื่องจากช่วยเหลือการ ปฏิบัติงานหรือช่วยเหลือผู้อื่น กรณีมีเหตุการณ์ใช้อาวุธทำร้ายประชาชนจนได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตโดย ผู้ประสบภัยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กรณีตั้งศูนย์ช่วยเหลือค้นหาประชาชนที่สูญหาย
148 หลักการให้ความช่วยเหลือ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาช่วยเหลือประชาชนในการฟื้นฟู เยียวยา สงเคราะห์และบรรเทา ผลกระทบของประชาชน ดันอื่น ๆ ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม ทั้งนี้ ไม่เกินอัตราตามหลักเกณฑ์ที่ หน่วยงานของรัฐกำหนด เช่น นำอัตราตามหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย พิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๖๓ (กค.กำหนด) เพื่อช่วยเหลือด้านดำรงชีพ เช่น ค่าอาหารจัดเลี้ยง ค่าช่วยเหลือ ผู้บาดเจ็บ ค่าจัดการศพผู้เสียชีวิต เป็นต้น อปท.อาจช่วยเหลือประชาชนเป็นสิ่งของหรือจ่ายเป็นเงินก็ได้โดยไม่ ต้องเสนอให้คณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนของ อปท. การตั้งงบประมาณ ให้ตั้งงบประมาณไว้ในงบดำเนินงาน ค่าใช้สอย ประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่อง กับการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายงบรายจ่ายอื่น ๆ การเบิกจ่ายงบประมาณ - การเบิกจ่ายเงิน ให้เป็นไปตามระเบียบเบิกจ่ายฯ - กรณีการจ่ายเงินของ อปท. ให้พิจารณาถึงผลกระทบต่อสถานะการคลังในการบริหารหรือ การจัดการบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น การรายงานผล - เมื่อสิ้นสุดโครงการช่วยเหลือประชาชน ให้อปท.ระชาสัมพันธ์ผลการดำเนินการให้ ประชาชนทราบโดยทั่วกัน เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๕ วันโดยให้ติดประกาศ ณ สำนักงาน อปท. สถานที่กลาง และที่ทำการหมู่บ้านและชุมชนการประสานงานเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชน - ให้ อปท. (อบจ. เทศบาล และ อบต.) ประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ความ ช่วยเหลือประชาชน ทั้งนี้เพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อน - สำหรับ อบต. หรือ เทศบาล ได้ใช้จ่ายงบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชนไปแล้วนั้น หาก จำเป็นต้องช่วยเหลือต่อไปอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์คลังให้พิจารณารายงานต่อ อบจ.เพื่อให้ความ ช่วยเหลือต่อไป การใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการช่วยเหลือประชาชน ข้อ ๑๗ ๑. จัดทำโครงการแสดงสาระสำคัญของกิจกรรมที่ต้องดำเนินการ ๒. บรรจุไว้ในแผนพัฒนาท้องถิ่น ๓. ตั้งจ่ายในข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติ งปม.รายจ่ายประจำปี หรือ งปม.รายจ่ายเพิ่มเติมให้ถูกต้อง ตามประเภทของรายจ่าย ๔. ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องตั้งงบประมาณดังกล่าวไว้ ในคำชี้แจงประกอบงบประมาณ รายจ่ายด้วย การเบิกจ่ายงบกลาง ประเภทสำรองจ่าย (ข้อ ๑๘) กรณีเกิดสาธารณภัยฉุกเฉิน จำเป็นเร่งด่วน ให้เบิกจ่ายจากงบกลางประเภทเงินสำรองจ่าย ใน ข้อบัญญัติเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีโครงการไม่จำเป็นต้องอยู่ในแผนพัฒนาท้องถิ่น
149 อปท. กำหนดให้มีเงินสำรองจ่าย ในงบกลาง เพื่อ - กรณีฉุกเฉินที่มีเหตุสาธารณภัยเกิดขึ้น - กรณีการป้องกันและยับยั้งก่อนการเกิดสาธารณภัย - คาดว่าจะเกิดสาธารณภัยได้ - กรณีฉุกเฉินเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นส่วนรวม การใช้เงินสำรองจ่ายเป็นอำนาจของผู้บริหารท้องถิ่น การตั้งงบประมาณปี พ.ศ.๒๕'๖๖ กรณีช่วยเหลือประซาชน ด้านสาธารณภัย ตั้งในหมวด งบกลาง ประเภทเงินสำรองจ่ายตั้งเป็นวงเงินรวมของแต่ละ แผนงาน ด้านเยียวยาและฟื้นฟูสาธารณภัย แผนงานรักษาความสงบภายใน ด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต สังคมสงเคราะห์ ด้านการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ สาธารณสุข ด้านเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย การเกษตร ทั้ง ๔ ด้านตั้งเป็น งบดำเนินงาน ค่าใช้สอยประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการที่ไม่ เข้าลักษณะรายจ่ายงบรายจ่ายอื่น ระเบียบ มท. ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจ เงินของ อปท. พ.ศ. ๒๕๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติมข้อ ๙๑ ภายใต้บังคับข้อ ๘๙ ในกรณีฉุกเฉินที่มีสาธารณภัย เกิดขึ้น ให้ผับริหารท้องถิ่นอนมัติจ่ายขาดเงินสะสมได้ตามความจำเป็นในขณะนั้น โดยให้คำนึงถึงฐานะการเงิน การคลังของ อปท. นั้น การใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้อ ๒0 กรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดได้ใช้จ่ายงบประมาณในการช่วยเหลือตามข้อ ๑๑ ข้อ ๑๒ ข้อ ๑๒/๑ และข้อ ๑๓ ไประยะหนึ่งแล้วและคาดการณ์ได้ว่าหากจะใช้งบประมาณเพื่อให้ความ ช่วยเหลือต่อไปอาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการคลังในการบริหารหรือการจัดบริการสาธารณะ เพื่อ ประโยชน์ของประชาชนให้องค์กรปกครองสวนท้องถิ่นรายงานต่อส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความ ช่วยเหลือต่อไป การประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ ข้อ ๒๑ เมื่อสิ้นสุดการดำเนินการตามโครงการช่วยเหลือประชาชน ให้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินการให้ประชาชนทราบโดยทั่วกัน เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน โดยให้ติด ประกาศ ณสำนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสถานที่กลาง และที่ทำการหมู่บ้านและชุมชน
150 ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการจัดงาน การจัดกิจกรรมสาธารณะ การส่งเสริมกีฬา และการแข่งขันกีฬาของ อปท. พ.ศ. 25๖๔ ข้อ ๖ การจัดงาน การจัดกิจกรรมสาธารณะ การส่งเสริมกีฬา และการแข่งขันกีฬาของ อปท. ให้ อปท.ตั้งจ่ายในข้อบัญญัติหรือเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรืองบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ให้ถูกต้อง ตามประเภทรายจ่าย โดยให้คำนึงถึงความเหมาะสมประโยชน์ที่ประชาชนในท้องถิ่นจะได้รับ ทั้งในทางตรงและทางอ้อม และสถานะการเงินการคลัง อัตราในการตั้งงบประมาณ (ข้อ ๗) ในการจัดงาน การจัดกิจกรรมสาธารณะ การส่งเสริมกีฬา และการแข่งขัน กีฬา อปท. สามารถตั้งงบประมาณตามอัตราดังต่อไปนี้ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงาน การจัด กิจกรรมสาธารณะ การส่งเสริมกีฬาและการแข่งขันกีฬาโดยเบิกจ่ายตามงบประมาณที่ตั้งไว้ได้ไม่เกินอัตราส่วน ของรายได้จริงในปีงบประมาณที่ผ่านมา ทั้งนี้ ไม่รวมเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ (๑) อบจ. และ เทศบาลนคร ไม่เกินร้อยละ ๑๐ (๒) เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล และ อบต. ไม่เกินร้อยละ ๕ กรณี อปท.ใดมีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงาน การจัดกิจกรรม สาธารณะ การส่งเสริมกีฬา และการแข่งขันกีฬา เกินอัตราตามวรรคหนึ่ง ให้ขออนุมัติผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น รายกรณีก่อนการดำเนินการ โดยส่วนที่เกินจะต้องไม่เกิน ๑ เท่าของอัตราส่วนตามวรรคหนึ่งและให้ระบุเหตุผล ความจำเป็นเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย กรณี อปท.ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพหรือร่วมเป็นเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬาระดับภูมิภาค หรือระดับประเทศ ไม่ต้องนำเงินอุดหนุนที่ได้รับการจัดสรรเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ตามที่ได้รับมอบหมายมาคำนวณรวมในอัตราสวนตามวรรคหนึ่ง การจัดงาน การจัดงาน หมายความว่า การจัดงานตามอำนาจหน้าที่ของ อปท. และให้ หมายความรวมถึงการจัดงานรัฐพิธี งานพิธีการ งานประเพณีที่ อปท.จัดเอง หรือ จัดร่วมกับ อปท.อื่น หรือจัด ร่วมกับหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานอื่น การจัดงานวันสำคัญ ข้อ ๙ - วันสำคัญทางศาสนา เช่น วันวิสาบบูชา วันมาฆบูชา - วันสำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น วันปิยมหาราช - วันอื่น ๆ ตามมติ ครม. เช่น วันพ่อแห่งชาติ วันแม่แห่งชาติ วันเด็กแห่งชาติวันท้องถิ่น ไทย - การจัดงานประเพณี - งานประเพณีชาติ เช่น งานวันลอยกระทง งานวันสงกรานต์ - งานประเพณีท้องถิ่น หรือเฉพาะพื้นที่