The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by อดิศร ตรีศรี, 2023-03-23 05:02:46

รายงานผลการเข้ารับการฝึกอบรม หลักสูตรนักวิชาการตรวจสอบภายใน รุ่นที่ ๑๔

รายงานผลการฝึกอบรมตรวจสอบภายใน รุ่นที่ ๑๔

51 องค์ประกอบของการควบคุมภายใน 1. สภาพแวดล้อมการควบคุม 2. การประเมินความเสี่ยง 3. กิจกรรมการควบคุม 4. สารสนเทศและการสื่อสาร 5. กิจกรรมการติดตามผล องค์ประกอบและหลักการ COSO สภาพแวดล้อมการควบคุมประกอบด้วย 5 หลักการ คือ 1. แสดงถึงการยึดมั่นในคุณค่าของความซื่อตรงและจริยธรรม 2. ผู้กำกับดูแลแสดงถึง “ความเป็นอิสระ” การพัฒนา/ปรับปรุงการควบคุมภายใน 3. จัดโครงสร้างองค์กร สายบังคับบัญชา อำนาจความรับผิดชอบที่เหมาะสม 4. ความมุ่งมั่น “สร้างแรงจูงใจ” 5. กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติงานควบคุมภายใน เพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ การประเมินความเสี่ยงประกอบด้วย 4 หลักการ คือ 1. ระบุวัตถุประสงค์การควบคุมภายในให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์องค์กรไว้อย่างชัดเจนและ เพียงพอ 2. ระบุความเสี่ยงที่มีผลต่อการบรรลุวัตถุประสงค์การควบคุมภายในอย่างครอบคลุมและ วิเคราะห์ความเสี่ยง เพื่อกำหนดวิธีจัดการความเสี่ยง ๑. พิจารณาโอกาสที่อาจเกิดการทุจริต เพื่อประกอบการประเมินความเสี่ยงที่ส่งผลต่อการบรรลุ วัตถุประสงค์ ๒. ระบุและประเมินการเปลี่ยนแปลงที่อาจมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบการควบคุม ภายใน กิจกรรมการควบคุมประกอบด้วย 3 หลักการ คือ 1. ระบุและพัฒนากิจกรรมการควบคุม 2. ระบุและพัฒนากิจกรรมการควบคุมทั่วไปด้านเทคโนโลยี 3. จัดให้มีกิจกรรมการควบคุม สารสนเทศและการสื่อสารประกอบด้วย 3 หลักการ คือ 1. จัดให้มีและใช้ระบบสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนให้มีการควบคุมภายใน 2. มีการสื่อสารภายใน วัตถุประสงค์และความรับผิดชอบที่มีต่อการควบคุมภายใน 3. สื่อสารกับบุคคลภายนอก เรื่องที่มีผลกระทบต่อการควบคุมภายใน กิจกรรมการติดตามและประเมินผลประกอบด้วย 2 หลักการ คือ 1. ประเมินผลระหว่างการปฏิบัติงาน หรือประเมินผลเป็นรายครั้งตามที่กำหนด


52 2. ประเมินผลและชี้จุดอ่อนได้อย่างทันเวลาต่อฝ่ายบริหารและผู้กำกับดูแล หลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยมาตรฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการควบคุมภายใน สำหรับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2561 1. หน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งใหม่ หรือปรับโครงสร้างใหม่ ให้จัดวางระบบการควบคุมภายใน ให้ แล้วเสร็จภายใน 1 ปี 2. จัดให้มีการประเมินผลการควบคุมภายในอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ภายใน 90 วัน นับแต่วันสิ้น ปีงบประมาณ 3. กรมบัญชีกลางเป็นผู้กำหนดคู่มือหรือแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการควบคุมภายใน 4. ให้หน่วยงานของรัฐชี้แจงหรือให้ข้อมูลการควบคุมภายในต่อกระทรวงการคลัง 5. กรณีไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ปฏิบัติฯ ให้ขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง รูปแบบและระยะเวลาการส่งรายงานการจัดวางและการประเมินผลการควบคุมภายใน ๑. จัดทำรายงานการจัดวางระบบการควบคุมภายในตามแนบท้ายหลักเกณฑ์ และส่งให้ผู้กำกับ ดูแลภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จัดวางระบบแล้วเสร็จ 2. จัดทำรายงานการประเมินผลการควบคุมภายในตามแนบท้ายหลักเกณฑ์ปฏิบัติภายใน 90 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณหรือสิ้นปีปฏิทิน และส่งให้ผู้เกี่ยวข้องดังนี้ 2.1 หน่วยงานของรัฐที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวง ให้ส่งผู้กำกับดูแลและกระทรวงเจ้าสังกัด เพื่อให้กระทรวงเจ้าสังกัดรวบรวมส่งกระทรวงการคลัง ภายใน 150 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณหรือสิ้นปี ปฏิทิน 2.2 หน่วยงานของรัฐที่ไม่ได้อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวง เมืองพัทยา กรุงเทพมหานคร ให้ส่ง กระทรวงการคลังภายใน 90 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณหรือสิ้นปีปฏิทิน 2.3 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ส่งสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด ภายใน 90 วัน เพื่อให้สำนักงานส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดรวบรวมส่งผู้ว่าราชการจังหวัด ภายใน 150 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ 2.4 ให้คณะกรรมการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดให้มีขึ้น รวบรวมรายงานของจังหวัด (ส่วน ราชการส่วนภูมิภาค) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นภาพรวมจังหวัด ส่งกระทรวงการคลัง ภายใน 180 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ รูปแบบรายงานการควบคุมภายใน 1. รายงานการจัดวางระบบการควบคุมภายใน 1.1 หนังสือการจัดวางระบบการควบคุมภายใน (แบบ วค.1) เป็นหนังสือแบบรับรอง การจัดวางระบบการควบคุมภายในที่จัดตั้งขึ้นใหม่ หรือปรับโครงสร้างใหม่ 1.2 หนังสือการจัดวางระบบการควบคุมภายใน (แบบ วค.2) เป็นแบบรายงานการจัด วางระบบการควบคุมภายใน สำหรับหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นใหม่ หรือปรับโครงสร้างใหม่ 2. รายงานการประเมินผลการควบคุมภายใน


53 2.1 หนังสือรับรองการประเมินผลการควบคุมภายใน ระดับหน่วยงานของรัฐ (แบบ ปค.1) 2.2 หนังสือรับรองการประเมินผลการควบคุมภายใน (แบบ ปค.2) กรณีกระทรวงเจ้า สังกัดจัดส่งรายงานในภาพรวมจังหวัดส่งต่อกระทรวง 2.3 หนังสือรับรองการประเมินผลการควบคุมภายใน (แบบ ปค.3) กรณีหน่วยงานของ รัฐไม่อยู่ในสังกัดกระทรวง เพื่อส่งกระทรวงการคลัง 2.4 รายงานการประเมินองค์ประกอบของการควบคุมภายใน ระดับหน่วยงานของรัฐ (แบบ ปค.4) 2.5 รายงานการประเมินผลการควบคุมภายใน ระดับหน่วยงานของรัฐ (แบบ ปค.5) 2.6 รายงานการสอบทานการประเมินผลการควบคุมภายในของผู้ตรวจสอบภายใน (แบบ ปค.6) พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 หมวด 1 บททั่วไป มาตรา 6 – 9 - บทบาทหน้าที่ของรัฐ ด้านนโยบายการคลัง การจัดทำงบประมาณ การจัดหารายได้ การ ใช้จ่าย การบริหารการเงินการคลัง และการก่อหนี้ - การกู้เงิน การลงทุน การตรากฎหมาย การออกกฎ ในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว คณะรัฐมนตรีต้องพิจารณาประโยชน์ที่รัฐหรือประชาชนจะ ได้รับ ความคุ้มค่า และภาระการเงินการคลังที่เกิดขึ้นแก่รัฐ รวมถึงความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น แก่การเงินการคลังของรัฐอย่างรอบคอบ คณะรัฐมนตรีต้องไม่บริหารราชการแผ่นดินโดยมุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว หมวดที่ 2 นโยบายการเงินการคลัง มาตรา 10 – 30 ส่วนที่ 1 คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ มาตรา 10 – 12 คณะกรรมการ เรียกว่า “คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ” ประกอบด้วย - นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นรองประธานกรรมการ - ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการ - เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการ - ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นกรรมการ - ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ - ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นเลขานุการ - สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ปฏิบัติหน้าที่เป็นหน่วยงานธุรการของคณะกรรมการ


54 หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ - กำหนดวินัยการเงินการคลังเพิ่มเติม โดยไม่กระทบต่อความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ของหน่วยงานของรัฐ - จัดทำและทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง - เสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหา - กำหนดสัดส่วนงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือ จำเป็น สัดส่วนงบประมาณเพื่อการชำระหนี้ การก่อหนี้ผูกพัน งบประมาณรายจ่ายข้ามปีงบประมาณ สัดส่วน การก่อหนี้ผูกพันเกินกว่าหรือนอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณ และสัดส่วนตามที่ กำหนดไว้ - กำหนดนโยบายและกำกับดูแลการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการคลัง - กำหนดอัตราการชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ ส่วนที่ 2 การดำเนินการทางการคลังและงบประมาณ มาตรา 13 – 30 - การจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อใช้เป็นแผนแม่บทหลักสำหรับการวางแผนการ ดำเนินทางการเงินการคลังและงบประมาณของรัฐรวมทั้งแผนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีและ แผนการบริหารหนี้สาธารณะ - การจัดทำกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี - การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้แก่หน่วยงานของรัฐ - การตรากฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปี - การเสนอกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปี - การตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี - การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม - งบประมาณรายจ่ายงบกลาง - การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายแก่หน่วยงานของรัฐสภา ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาล รัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอัยการ - การโอนงบประมาณรายจ่ายระหว่างหน่วยงานของรัฐ - การเสนอกฎหมายที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐไม่ต้องนำเงินรายได้หรือเงินอื่นใดส่งคลัง - การเสนอกฎหมายที่มีบทบัญญัติให้จัดเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นจากที่ กำหนดไว้ในกฎหมาย เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐนั้นหรือเพื่อ การหนึ่งการใดเป็นการเฉพาะ - การดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการที่ก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณหรือภาระ ทางการคลังในอนาคต


55 หมวดที่ 3 วินัยการเงินการคลัง มาตรา 31-67 ส่วนที่ 1 รายได้ มาตรา 31-36 - รายได้แผ่นดิน ได้แก่ เงินทั้งปวงที่หน่วยงานของรัฐจัดเก็บหรือได้รับไว้เป็นกรรมสิทธิ์ และ ต้องนำส่งคลัง - การจัดเก็บรายได้แผ่นดินที่เป็นภาษีอากร - การจัดเก็บ ลด และยกเว้นรายได้แผ่นดิน - เงินที่หน่วยงานของรัฐจัดเก็บหรือได้รับไว้เป็นกรรมสิทธิ์ ให้นำส่งคลังตามระเบียบที่ รัฐมนตรีกำหนดเว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดเป็นอย่างอื่น - หน่วยงานของรัฐได้รับเงินที่มีผู้มอบให้, ได้รับทรัพย์สิน, ได้รับเงินตามโครงการช่วยเหลือ หรือร่วมมือกับรัฐบาลต่างประเทศ องค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ องค์การ ระหว่างประเทศอื่นใด หรือบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นเงินให้กู้หรือให้เปล่า รวมทั้งเงินที่ได้รับสืบเนื่องจากโครงการ ช่วยเหลือหรือร่วมมือ เช่นว่านั้น - เงินที่ได้รับในลักษณะค่าชดใช้ความเสียหายหรือสิ้นเปลืองแห่งทรัพย์สินและจำเป็นต้อง จ่ายเพื่อบูรณะทรัพย์สินหรือจัดให้ได้ทรัพย์สินคืนมาไม่ต้องนำส่งคลัง - การกันเงินรายได้เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานนั้น หรือเพื่อการหนึ่งการใดเป็นการเฉพาะ - การจัดสรรเงินกำไรสุทธิของรัฐวิสาหกิจเพื่อนำส่งคลัง ส่วนที่ 2 รายจ่าย มาตรา 37-43 - การก่อหนี้ผูกพันและการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และประหยัด โดยพิจารณาเป้าหมาย ประโยชน์ที่ได้รับ ผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพของหน่วยงานของรัฐ และ ต้องเป็นไปตามรายการและวงเงินงบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานของรัฐ - ผู้มีอำนาจอนุมัติการจ่ายเงินมีหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของรัฐให้เป็นไปตามที่ กำหนดไว้ในกฎหมายหรือกฎ หรือตามที่ได้รับอนุญาตให้จ่าย - การเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง - การเบิกชดใช้เงินทดรองราชการ - หน่วยงานของรัฐซึ่งมิใช่ส่วนราชการต้องจัดให้มีการวางหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการ เบิกเงิน การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายว่าด้วยการนั้นบัญญัติไว้ โดยต้องเป็นไป ตามหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ - การก่อหนี้ผูกพันการใช้จ่ายเงินงบประมาณหรือเงินอื่นของหน่วยงานของรัฐต้องพิจารณา ภาระทางการเงินที่เกิดขึ้นและข้อผูกพันในการชำระเงินตามสัญญา และประโยชน์ที่รัฐจะได้รับด้วย


56 ส่วนที่ 3 การจัดให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินและการบริหารทรัพย์สินของรัฐ มาตรา 44-48 - การบริหารจัดการทรัพย์สินที่อยู่ในความครอบครองหรือการกำกับดูแลของหน่วยงานของ รัฐ - ทรัพย์สินของแผ่นดินและทรัพย์สินที่ตกเป็นของแผ่นดิน - การจัดทำบัญชีทรัพย์สินของแผ่นดิน - การบริหารเงินคงคลัง - การบริหารจัดการเงินของหน่วยงานของรัฐหรือที่อยู่ในความครอบครองดูแลรักษาของ หน่วยงานของรัฐ ต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและรอบคอบโดยมีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม - การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุของหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ หรือตามกฎระเบียบของหน่วยงาน ของรัฐโดยเคร่งครัด โดยต้องดำเนินการด้วยความสุจริต คุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และ ตรวจสอบได้ ส่วนที่ 4 การก่อหนี้และการบริหารหนี้ มาตรา 49-60 - การก่อหนี้และการบริหารหนี้สาธารณะและหนี้ของหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตาม กฎหมายและอยู่ภายใต้ขอบวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐผู้กู้ - กรอบในการบริหารหนี้สาธารณะ - การกู้เงินของรัฐบาล และการค้ำประกันการชำระหนี้ของหน่วยงานของรัฐโดยรัฐบาล - การกู้เงินของรัฐบาลนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ - การเบิกจ่ายเงินกู้ตามกฎหมายกู้เงินที่ตราขึ้นเป็นการเฉพาะ - การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ - การกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม - การติดตาม ประเมินผล และรายงานผลการใช้จ่ายเงินกู้ - การจัดทำแผนการกู้เงินและการบริหารหนี้เงินกู้ ส่วนที่ 5 เงินนอกงบประมาณและทุนหมุนเวียน มาตรา 61-63 - การใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณให้นำมาตรา 37 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม - เงินนอกงบประมาณให้นำฝากคลัง เมื่อมีเงินคงเหลือให้นำส่งคลังเว้นแต่จะมีกฎหมาย กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น - กรณีที่หน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีความ จำเป็นต้องใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณหรือมีเงินนอกงบประมาณมากเกินสมควร - การจัดตั้งทุนหมุนเวียน การบริหาร การประเมินผล การรวมหรือยุบเลิกทุนหมุนเวียน ให้ เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารทุนหมุนเวียน เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น


57 ส่วนที่ 6 การคลังท้องถิ่น 64-67 - การจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น - การจัดทำงบประมาณ การใช้จ่าย การก่อหนี้ผูกพัน และการบริหารทรัพย์สินขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น - การจัดทำงบประมาณประจำปีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น - การก่อหนี้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามอำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หมวด 4 การบัญชี การรายงาน และการตรวจสอบ มาตรา 68-79 - ให้กระทรวงการคลังกำหนดมาตรฐานการบัญชีภาครัฐและนโยบายการบัญชีภาครัฐ หน่วยงานของรัฐที่มิใช่รัฐวิสาหกิจและทุนหมุนเวียน หน่วยงานของรัฐที่เป็นรัฐวิสาหกิจและกรณีหน่วยงานของ รัฐที่เป็นทุนหมุนเวียน - ให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีผู้ทำบัญชีตามหลักเกณฑ์และคุณสมบัติที่กระทรวงการคลัง กำหนด เพื่อจัดทำบัญชีและรายงานการเงินตามพระราชบัญญัตินี้ - ให้หน่วยงานของรัฐจัดทำรายงานการเงินประจำปีงบประมาณซึ่งอย่างน้อยต้อง ประกอบด้วยงบแสดงฐานะการเงินและงบแสดงผลการดำเนินงานทางการเงินทั้งเงินงบประมาณ เงินนอก งบประมาณ และเงินอื่นใด รวมถึงการก่อหนี้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนด - ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือผู้สอบบัญชีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เห็นชอบตรวจสอบรายงานการเงินหน่วยงานของรัฐส่งให้ตามมาตรา 70 ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วัน สิ้นปีงบประมาณหรือตามที่ได้ตกลงกับกระทรวงการคลัง - ให้หน่วยงานของรัฐนำส่งรายงานการเงินประจำปีพร้อมกับรายงานผลการตรวจสอบของ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินให้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณและกระทรวงเจ้าสังกัดภายในสามสิบ วันนับแต่วันที่ได้รับรายงานผลการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน - ให้กระทรวงการคลังการจัดทำบัญชีการเงินแผ่นดิน จัดทำรายงานการรับจ่ายเงิน งบประมาณประจำปีงบประมาณที่สิ้นสุด รายงานสถานะหนี้สาธารณะ หนี้ภาครัฐ และความเสี่ยงทางการคลัง ในวันสิ้นปีงบประมาณ - ให้กระทรวงการคลังจัดทำรายงานการเงินแผ่นดินประจำปีงบประมาณอย่างน้อย ประกอบด้วย งบแสดงฐานะการเงิน งบแสดงผลการดำเนินงานทางการเงินประจำปีงบประมาณ - ให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจัดทำรายงานผลการตรวจสอบรายงานการเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ - การจัดทำรายงานของกระทรวงการคลัง และจัดส่งให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ตรวจสอบภายในเก้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ


58 หมวด 5 การตรวจเงินแผ่นดิน มาตรา 80 - การตรวจเงินแผ่นดินต้องกระทำด้วยความสุจริต รอบคอบ โปร่งใส เที่ยงธรรม กล้าหาญ ปราศจากอคติ และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โดยให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ ตรวจเงินแผ่นดิน - ในกรณีมีการกระทำผิดวินัยการเงินการคลังของรัฐตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ การสั่งลงโทษทางปกครองให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 09.00 – 12.00 น. ทักษะและความสามารถด้านการใช้ดิจิทัลสำหรับข้าราชการและ บุคลากรภาครัฐ (Digital Literacy) โดย อ.ชวพงศธร ไวสาริกรรม สาระสำคัญ ดังนี้ Digital literacy หมายถึง ทักษะในการนำเครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีอยู่ในปัจจุบัน อาทิ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ แทปเลต โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และสื่อออนไลน์มาใช้ในการปฏิบัติงานให้เกิด ประโยชน์สูงสุด ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ ซึ่งทักษะดังกล่าวครอบคลุม 4 มิติ ดังนี้ 1. การใช้ (Use) 2. เข้าใจ (Understand) 3. การสร้าง (Create) 4. เข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Access) ประโยชน์ของการพัฒนา Digital Literacy ๑. ประโยชน์สำหรับข้าราชการ 1.1 ทำงานได้รวดเร็วลดข้อผิดพลาดและมีความมั่นใจในการทำงานมากขึ้น 1.2 สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 1.3 สามารถระบุทางเลือกและตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1.4 สามารถบริหารจัดการงานและเวลาได้ดีมากขึ้น และช่วยสร้างสมดุลในชีวิตและการ ทำงาน 1.5 มีเครื่องมือช่วยในการเรียนรู้และเติบโตอย่างเหมาะสม 2. ประโยชน์สำหรับส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ 2.1 หน่วยงานได้รับการยอมรับว่ามีความทันสมัย เปิดกว้าง และเป็นที่ยอมรับ ซึ่งจะ ช่วยดึงดูด และรักษาคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูง มาทำงานกับองค์กรด้วย 2.2 หน่วยงานได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากประชาชนและผู้รับบริการมากขึ้น 2.3 คนในองค์กรสามารถใช้ศักยภาพในการทำงานที่มีมูลค่าสูง (High Value Job) มากขึ้น 2.4 กระบวนการทำงานและการสื่อสารขององค์กรกระชับขึ้น คล่องตัวมากขึ้น และมาก ประสิทธิภาพ 2.5 หน่วยงานสามารถประหยัดทรัพยากร (งบประมาณและกำลังคน) ในการดำเนินงาน ได้มากขึ้น


59 แนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เป้าหมายของการพัฒนาทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการ พัฒนาข้าราชการและบุคลากรภาครัฐให้สามารถนำเครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีอยู่ในปัจจุบัน มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะนำไปสู่ ๑. การสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้ข้าราชการบุคลากรในสังกัดเกิดความสนใจและรับทราบถึง ประโยชน์รวมถึงความจำเป็นของการพัฒนาทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้ทราบถึงระดับ การพัฒนาของแต่ละบุคคล รวมถึงการนำทักษะดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งให้ข้อมูล ย้อนกลับแก่ข้าราชการและบุคลากรในสังกัดด้วย ๒. กำหนดเป็นนโยบายของส่วนราชการ เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการปรับปรุง และวาง แนวทางการพัฒนาทักษะของบุคลากรของส่วนราชการในลำดับต่อไป ๓. สร้างบรรยากาศการทำงานแบบ Digital ให้เกิดขึ้นในองค์กรโดยมีการดำเนินการพัฒนาทักษะ ความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้แก่ข้าราชการและบุคลากรในสังกัด รวมถึงนำทักษะที่ได้จากการพัฒนา มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน และการให้บริการประชาชน ทั้งนี้เพื่อสร้างคุณค่าร่วมกัน ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ๔. พัฒนาข้าราชการและบุคลากรในสังกัดให้มีทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยี โดย ดำเนินการตั้งคณะทำงานหรือผู้รับผิดชอบหลักในการสร้างบรรยากาศการทำงานแบบ Digital โดยมีรอง หัวหน้าส่วนราชการขึ้นไปเป็นหัวหน้าคณะทำงาน หน้าที่ของคณะทำงานหรือผู้รับผิดชอบหลัก ๑. สร้างการมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น การ ปรับเปลี่ยนองค์กรการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการปฏิบัติงาน และการสร้างเครือข่ายการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลในการ ปฏิบัติงาน ๒. สร้างแรงจูงใจให้ข้าราชการและบุคลากรภาครัฐอยากพัฒนาทักษะความเข้าใจและใช้ เทคโนโลยีดิจิทัลของตนเองในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การให้รางวัลในลักษณะใบประกาศนียบัตรผู้เป็นแบบอย่าง ของการพัฒนาทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล หรือการจัดกิจกรรมในส่วนราชการต่างๆ ๓. ให้ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคและวิธีการสร้างสรรค์หรือออกแบบแนวทางการนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการปฏิบัติงาน ๔. กำหนดเป็นข้อบังคับ ให้ข้าราชการและบุคลากรในสังกัดทุกคนต้องพัฒนาทักษะความเข้าและ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างจริงจัง โดยอาจเชื่อมโยงกับการบริหารทรัพยากรบุคคลของส่วนราชการ เช่น การ ประเมินผลการปฏิบัติงาน และการเลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น


60 ๕. พัฒนาข้าราชการและบุคลากรในสังกัดให้มีทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยส่วน ราชการวางแผนการพัฒนาทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของข้าราชการและบุคลากรในสังกัด โดย อาจจำแนกบุคคลเป็นกลุ่มตามความสามารถและความสนใจในการพัฒนา และกำหนดแนวทางในการพัฒนา ให้สอดคล้องกับศักยภาพของบุคคล ส่งเสริมและสนับสนุนให้ข้าราชการพัฒนาทักษะความเข้าใจและใช้ เทคโนโลยีดิจิทัลด้วยตนเอง โดยอาจนำวิธีการพัฒนาทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นแนว ทางการพัฒนา ๖. ติดตามผลการพัฒนาทักษะความเข้าใจและเทคโนโลยีดิจิทัลข้าราชการและบุคลากรในสังกัด เพื่อให้ทราบถึงระดับการพัฒนาการของแต่ละบุคคล รวมถึงการนำทักษะดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ข้าราชการและบุคลากรในสังกัดด้วย ๗. รายงานผลการนำทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของข้าราชการและบุคลากร ภาครัฐมายังสำนักงาน เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการปรับปรุง และวางแผนแนวทางการพัฒนาทักษะของ บุคลากรของส่วนราชการในลำดับต่อไป วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 13.00 – 16.00 น. ประสบการณ์ในการดำเนินงานและแนวทางการแก้ไขปัญหาใน การปฏิบัติงาน หน่วยตรวจสอบภายใน อปท.โดย ชมรมผู้ตรวจสอบภายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สาระสำคัญ ดังนี้ ประสบการณ์ในการดำเนินงานและแนวทางการแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงาน หน่วยตรวจสอบ ภายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชมรมผู้ตรวจสอบภายในเล่าถึงประสบการณ์การตรวจสอบ และสอบถามปัญหาในการทำงานของ ตำแหน่งตรวจสอบภายใน เป็นการตอบคำถามตามประเด็นที่ผู้เข้ารับการอบรมมีข้อข้องใจในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีผู้เข้ารับการอบรมท่านหนึ่งได้สอบถามเกี่ยวกับการตรวจสอบรถยนต์ในราชการ ซึ่งผู้บรรยายได้เสนอแนะ ให้ทำการตรวจสอบโดยใช้รูปแบบการตรวจโดยเริ่มจากการใช้แผนการตรวจสอบเสนอไปยังหน่วยรับตรวจเพื่อ ทำความเข้าใจในแผนที่จะตรวจ จากนั้นได้แนะนำให้ทำกระดาษทำการเป็นเช็คลิสต์ เพื่อเข้าทำการตรวจสอบ โดยแบ่งออกเป็นหัวข้อต่างๆ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการใช้และรักษารถยนต์ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 ที่แยกออกเป็นแต่ละหัวข้อของการตรวจตามแบบฟอร์มของระเบียบนี้ ต่อมาได้เสนอแนะ ให้ทำรายงานการตรวจสอบไปยังผู้บริหาร และหน่วยรับตรวจ พร้อมทั้งประชุมปิดตรวจ เพื่อรับฟังข้อตรวจพบ


61 วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 9.00 – 16.00 น. แนวทางการปฏิบัติงานตรวจสอบ การจัดทำกระดาษทำการ การ เขียนรายงานผลการตรวจสอบและการติดตามการประเมินผล ฝึกปฏิบัติโดย ผอ.พรพิชา พานแก้ว, อ.รุ่งรัตน์ ฉินนะโสต สาระสำคัญ ดังนี้ แนวทางการปฏิบัติงานตรวจสอบและการจัดทำกระดาษทำการ วัตถุประสงค์ของกระดาษทำการ 1. ช่วยในการวางแผนและการปฏิบัติงานตรวจสอบ 2. ช่วยในการควบคุมงานและสอบทานงานที่แล้วเสร็จ 3. ช่วยแสดงให้ทราบว่าการปฏิบัติภารกิจบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ 4. เก็บหลักฐานที่สนับสนุนการสื่อสารของผู้ตรวจสอบภายใน กระดาษทำการมีหลากหลายชนิด ตัวอย่าง เช่น แนวทางการปฏิบัติงาน/แนวทางการตรวจสอบที่ ใช้ เพื่อบันทึกเกี่ยวกับลักษณะ ขอบเขต และเวลาของกระบวนการตรวจสอบแต่ละขั้นตอน งบประมาณเวลา และตารางการจัดสรรทรัพยากรในการปฏิบัติงานแบบสอบถามใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศเกี่ยวกับหน่วยงาน ผู้รับการตรวจสอบ รวมไปถึงวัตถุประสงค์ความเสี่ยง กิจกรรมการควบคุมและกิจกรรมการดำเนินงาน Flowchart (ผังงาน) ที่ใช้เพื่อบันทึกกิจกรรม กระบวนการ ความเสี่ยง และกิจกรรมการควบคุม การจัดหมวดหมู่ของกระดาษทำการ 1. แฟ้มถาวร (Permanent Files) 2. แฟ้มธุรการ (Administrative or Correspondent Files) 3. แฟ้มกระบวนงานตรวจสอบ (Audit Procedure Files) แฟ้มถาวร งานตรวจสอบบางเรื่องที่ทำเป็นประจำ ควรจัดทำแฟ้มถาวรเพื่อเก็บข้อมูลในอดีต และ ต่อเนื่องมาจนถึงการตรวจสอบในปัจจุบัน เพื่อจะได้ไม่ต้องเก็บรวบรวมข้อมูลใหม่ทุกครั้งที่ตรวจ แฟ้มธุรการ เก็บเอกสารที่เป็นการติดต่อสื่อสารที่สนับสนุนงานตรวจสอบสำหรับการตรวจสอบใน เรื่องเล็กๆ หรือมีผู้ตรวจสอบเพียงคนเดียวไม่จำเป็นต้องแยกข้อมูลด้านธุรการของงานตรวจสอบออกเป็นแฟ้ม กระดาษทำการต่างหาก แฟ้มกระบวนงานตรวจสอบ เก็บรวบรวมบันทึกของกระบวนงานตรวจสอบต่างๆ ที่ได้ทำไปแล้วที่สำคัญ ได้แก่ 1. รายการของกระบวนการตรวจสอบที่ได้ทำแล้ว 2. แบบสอบถาม 3. คำอธิบายกระบวนการปฏิบัติงานของผู้รับการตรวจสอบ 4. กิจกรรมการตรวจสอบและผลลัพธ์ที่ได้ 5. การวิเคราะห์และตารางข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานะทางการเงิน 6. เอกสารขององค์กร เช่น ผังโครงสร้างขององค์กร รายงานการประชุม นโยบาย ระเบียบ กระบวนการปฏิบัติงานขององค์กร สัญญา และอื่นๆ


62 7. บันทึกสรุปประเด็นสำคัญที่พบในการตรวจสอบ 8. บันทึกการสอบทานโดยหัวหน้างานและร่างรายงาน แนวทางการเขียนรายงานการตรวจสอบและการติดตามผลการจัดทำรายงาน เพื่อรายงานผลการปฏิบัติงานให้ผู้บริหารทราบถึงวัตถุประสงค์ ขอบเขต วิธีปฏิบัติงาน และผล การตรวจสอบ สรุปข้อบกพร่องที่ตรวจพบ ประเด็นความเสี่ยงที่สำคัญ และการควบคุม รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่ ผู้บริหารควรทราบ พร้อมทั้งข้อเสนอแนะในการแก้ไข ปรับปรุง เพื่อเสนอผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณาสั่ง การแก้ไขปรับปรุงต่อไป 1. รายงานระหว่างกาล (Interim Report) เป็นรายงานที่จัดทำขึ้นทันที เมื่อพบปัญหาหรือเรื่อง สำคัญที่ต้องแก้ไขเร่งด่วนมีผลกระทบต่อความเสียหายขององค์กร นอกจากนี้ยังใช้ในกรณีมีการเปลี่ยนแปลง ขอบเขตของการตรวจสอบหรือยืดขยายระยะเวลาโครงการตรวจสอบรายงานระหว่างกาลอาจเป็นการรายงาน ด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ 2. รายงานสรุป (Summary Report) เป็นรายงานที่จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอ หัวหน้าส่วนราชการ โดยสรุปภาพรวมของการตรวจสอบเรื่องที่ควรแก้ไขและเรื่องที่สำคัญที่หัวหน้าส่วนราชการควรทราบ 3. รายงานการตรวจสอบครั้งสุดท้าย (Final Audit Report) เป็นรายงานที่ต้องจัดทำหลังจากมี การประชุมสรุปผลการตรวจสอบและต้องจัดทำทุกครั้งแม้ว่าจะได้มีการรายงานระหว่างกาลแล้วหรือหน่วยรับ ตรวจได้ดำเนินการแก้ไขตามประเด็นที่ตรวจพบเรียบร้อยแล้ว 4. สรุปรายงานการตรวจสอบประจำปี (Annual Reports) รายงานประเภทนี้มีความสำคัญและ เป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารระดับสูง Audit Committee และหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในเพื่อที่จะนำมาพัฒนา ภาพรวมการตรวจสอบในรอบปีที่ผ่านมา การติดตามผลเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการปฏิบัติงานตรวจสอบภายใน เป็นขั้นตอนที่ สำคัญของการตรวจสอบที่แสดงถึงคุณภาพและประสิทธิผลของการตรวจสอบว่าผู้รับการตรวจสอบได้ปฏิบัติ ตามข้อเสนอแนะในรายงานผลการตรวจสอบหรือไม่ เมื่อเสนอรายงานผลการตรวจสอบต่อผู้บริหารท้องถิ่นและให้ผู้บริหารสั่งการให้หน่วยรับตรวจ ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องแล้วต้องติดตามว่าหน่วยรับตรวจดำเนินการตามข้อเสนอแนะตามที่สั่งการหรือไม่ และรายงานผลให้ผู้บริหารต่อไป ซึ่งหากผู้บริหารได้รับทราบแล้วไม่ได้สั่งการแก้ไขตามข้อเสนอแนะแสดงว่า ผู้บริหารยอมรับภาระความเสี่ยงหากเกิดความเสียหาย


63 วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 16.00 – 19.00 น. การใช้จ่ายเงินรายได้สถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก/โรงเรียน) โดยอาจารย์พรทิพย์ น้อมนำทรัพย์สาระสำคัญ ดังนี้ แผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ - ไม่พบแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณให้ตรวจสอบ - ประมาณการรายจ่าย สูงกว่า ประมาณการรายได้ - ไม่พบการประกาศใช้แผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ - ผู้ลงนามประกาศใช้แผนปฏิบัติการประจำปีไม่ถูกต้อง - จัดทำโดยไม่เป็นไปตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด ดังนี้ - ไม่พบโครงการอยู่ในแผนพัฒนาการศึกษาของปีงบประมาณนั้น - ไม่พบคำแถลงประกอบแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ - ไม่พบบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบ - ไม่พบประมาณการรายได้ของสถานศึกษา - ไม่พบรายละเอียดรายจ่ายของสถานศึกษา - แสดงรายรับจริง และ รายจ่ายจริงของปีงบประมาณก่อนหน้า (๒๕๖๔) โดยในวันที่ จัดทำแผนปฏิบัติการในปี ๒๔๖๔ ยังไม่ทราบยอดรายรับจริงและรายจ่ายจริง เนื่องจากยังไม่สิ้นรอบระยะเวลา ปีงบประมาณ (บัญชี) ระเบียบ มท.ว่าด้วยเงินรายได้และการจ่ายเงินของสถานศึกษาสังกัด อปท. พ.ศ.๒๕๖๒ ข้อ ๔ ในระเบียบนี้"แผนปฏิบัติการประจำปี" หมายความว่า แผนพัฒนาการศึกษาของ สถานศึกษา ที่ใช้ปฏิบัติการประจำปีงบประมาณนั้น ๆ ข้อ ๑๑ เงินรายได้ที่สถานศึกษาได้รับให้ใช้จ่ายตามกิจการของสถานศึกษา - ให้จัดทำเป็นโครงการหรือกิจกรรม บรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณของ สถานศึกษา - โดยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการ -และให้หัวหน้าสถานศึกษาประกาศใช้แผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณของสถานศึกษา หนังสือ มท. ด่วนที่สุด ที่ มท ๐๘๑๖.๒/ว ๓๖๘ ลงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๖๔ เรื่อง แนวทางการ จัดทำแผนพัฒนาการศึกษา (พ.ศ.๒๕๖๖-๒๕๖๗๐) ของ อปท. และสถานศึกษาในสังกัด อปท.เค้าโครง แผนพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษาให้ดำเนินการตามรูปแบบที่กำหนด หนังสือ มท.ด่วนที่สุด ที่ มท ๐๘๑๖.๒/ว ๔๒๓๒ ลงวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๒ สิ่งที่ส่งมาด้วย ๔ แผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ ประกอบด้วย - ส่วนที่ ๑ คำแถลงประกอบแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.... - ส่วนที่ 2 แผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. บันทึกหลักการและเหตุผล - ส่วนที่ ๓ รายละเอียดประกอบแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ... ได้แก่ ประมาณการรายได้ รายละเอียดรายจ่าย รายละเอียดโครงการ ข้อตรวจพบเกี่ยวกับการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของสถานศึกษา - อปท.เป็นหน่วยดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและเบิกจ่ายเงินแทนสถานศึกษา โดยไม่ได้เบิกหัก ผลักส่งเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารในนามสถานศึกษา


64 - อปท.ผลักเงินค่าอาหารกลางวันให้สถานศึกษาล่าช้าทำให้สถานศึกษาดำเนินการก่อหนี้ ผูกพันก่อนที่จะได้รับเงินเพื่อให้นักเรียนมีอาหารกลางวันรับประทานได้ทัน ระเบียบ มท.ว่าด้วยเงินรายได้และการจ่ายเงินของสถานศึกษาสังกัด อปท. พ.ศ.๒๕๖๒ ข้อ ๑๐ อปท.ที่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันเงินรายหัวนักเรียน และเงิน พัฒนาการจัดการศึกษา และเงินอื่นที่อปท.ให้สถานศึกษาตามข้อ ๖(๑) ให้ตั้งงบประมาณโดยตราเป็น ข้อบัญญัติหรือเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรืองบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมแล้วแต่กรณี ไว้ในงบ ดำเนินงาน หมวดค่าตอบแทนใช้สอยและวัสดุ รายการค่าใช้สอย ประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติ ราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่น ๆ โครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายการบริหารสถานศึกษา เว้นแต่ กรณีที่ มีการกำหนดให้งบประมาณรายการนั้น ไม่ต้องตราเป็นข้อบัญญัติเทศบัญญัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่ง เมื่อข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรืองบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ตามวรรคหนึ่งประกาศใช้แล้ว ให้เบิกจ่ายเพื่อโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของสถานศึกษาโดยคำนึงถึงสถานะ ทางการเงินการคลังของ อปท. - อปท. เป็นหน่วยดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและเบิกจ่ายเงินแทนสถานศึกษา โดยไม่ได้เบิกหักผลัก ส่งเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารในนามสถานศึกษา - อปท. ตั้ง งปม. อาหารกลางวันผิดหมวดรายจ่าย "ค่าใช้จ่ายโครงการอาหารกลางวัน" ซึ่งไม่ใช่ งบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้เป็น "โครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการบริหารสถานศึกษา" - อปท. ตั้ง งปม. หมวดค่าตอบแทนใช้สอยและวัสดุ ค่าสาธาณูปโภค ครุภัณฑ์ ที่ดินและ สิ่งก่อสร้างเช่น เงินเดือนบุคลากรทางการศึกษา เงินวิทยฐานะ ค่าตอบแทนอื่น โอนผลักส่งให้แก่สถานศึกษา เพื่อนำจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิในสถานศึกษา จึงทำให้ อปท.ใช้ใบเสร็จรับเงินของโรงเรียนเป็นหลักฐานประกอบฎีกา ไม่ถูกต้องตามระเบียบเบิกจ่ายฯ - สถานศึกษาจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ โดยนำรายการที่ปรากฏในข้อบัญญัติ งบประมาณของ อปท. เพื่อเบิกจ่ายให้กับผู้มีสิทธิและไม่ต้องหักผลักส่งให้สถานศึกษา เช่น โครงการสร้างสระ ว่ายน้ำ โครงการเทพื้นที่สนามเด็กเล่น เงินเดือน เงินประจำตำแหน่งเงินตอบแทนพนักงานจ้าง เงินเพิ่มค่า ครองชีพ เป็นต้น เงินเหลือจ่ายจะตกเป็นรายได้สะสมของสถานศึกษาไม่ถูกต้อง ต้องคืน อปท. เนื่องจากไม่ถือ เป็นรายได้สถานศึกษาตาม รบ.รายได้ฯ ข้อ ๑๐ ข้อตรวจพบการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่ของสถานศึกษา หัวหน้าสถานศึกษา หัวหน้าหน่วยงานคลัง เจ้าหน้าที่การเงิน - ไม่พบคำสั่งแต่งตั้งหัวหน้าสถานศึกษาของโรงเรียนเพื่อรับผิดชอบบริหารสถานศึกษา - ผู้อำนวยการสถานศึกษา/หัวหน้าสถานศึกษาเป็นผู้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่การเงินและ ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่การเงิน - ผู้ได้รับการแต่งตั้งได้โอนย้ายไปปฏิบัติราชการหน่วยงานอื่น โดยไม่ได้แต่งตั้งแทน - การแต่งตั้งไม่อ้างอิงฐานอำนาจตามกฎหมาย ระเบียบ หรือหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้อง - แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งแต่งตั้งไม่ยกเลิกคำสั่งเดิม - แต่งตั้งไม่เป็นไปตามระเบียบกำหนด หัวหน้าสถานศึกษา หัวหน้าสถานศึกษา ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือ ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก อปท. ให้รับผิดชอบบริหารสถานศึกษา


65 ให้ อปท.พิจารณาแต่งตั้งหัวหน้าสถานศึกษาของสถานศึกษาแต่ละแห่งในสังกัด อปท.เพื่อทำ หน้าที่รับผิดชอบบริหารสถานศึกษา ดังนี้ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน หากไม่มีผู้อำนวยการสถานศึกษาให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการครูข้าราชการ/ พนักงานส่วนท้องถิ่นในสำนัก/กอง/ส่วน/ฝ่าย/งานด้านการศึกษา ที่เห็นว่าเหมาะสมเป็นหัวหน้าสถานศึกษา ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกรณีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่ง หรือยังไม่ได้รับการจัดสรรอัตรา/ตำแหน่ง ให้ แต่งตั้งข้าราชการครู หรือ ข้าราชการ/พนักงานส่วนท้องถิ่นในสังกัด/กอง/ส่วน/ฝ่าย/งานด้านการศึกษาที่เห็น ว่าเหมาะสมเป็นหัวหน้าสถานศึกษา หัวหน้าหน่วยงานคลัง หัวหน้าหน่วยงานคลัง ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก ผู้บริหารท้องถิ่น ให้รับผิดชอบเป็นหัวหน้า ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน หรืองานเกี่ยวกับการเงินการบัญชี ให้ผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายหัวหน้าหน่วยงานของ อปท. เป็นหัวหน้า หน่วยงานคลังของ ศพด. ให้ อปท.พิจารณาแต่งตั้งหัวหน้าหน่วยงานคลังของสถานศึกษา ดังนี้ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาแต่งตั้งหัวหน้าฝ่าย/หัวหน้างาน ซึ่งรับผิดชอบงานด้านการเงินการคลัง ของสถานศึกษาเป็นหัวหน้าหน่วยงานคลังของสถานศึกษาหากไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้ผู้บริหารท้องถิ่น พิจารณาแต่งตั้งตามความเหมาะสม ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาแต่งตั้งหัวหน้าหน่วยงานตามโครงสร้างของ อปท.ในระดับสำนัก/ กอง/ส่วน เช่น สำนัก/กองการศึกษาสำนัก/กองคลัง ฯลฯ เป็นหัวหน้าหน่วยงานคลังของ ศพด.นั้น ๆ เจ้าหน้าที่การเงิน ข้าราชการส่วนท้องถิ่น พนักงานครู พนักงานส่วนท้องถิ่น ที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้บริหารท้องถิ่น ให้มีหน้าที่หรือปฏิบัติงานเกี่ยวกับการเงิน การเบิกจ่ายเงินการฝากเงิน การเก็บรักษาเงินหรืองานเกี่ยวกับ การเงินการบัญชี ของสถานศึกษา ให้ผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่นใน อปท.เป็นเจ้าหน้าที่การเงิน ของ ศพด. ให้ อปท.พิจารณาแต่งตั้งเจ้าหน้าที่การเงินของสถานศึกษา ดังนี้ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พิจารณาแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงิน (ถ้ามี) หรือผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินการคลังของ สถานศึกษาข้าราชการ/พนักงาน ครูข้าราชการ/พนักงานส่วนท้องถิ่นใน อปท.ที่ผู้บริหารเห็นว่ามีความ เหมาะสม หรือจ้างเหมาบริการบุคคลปฏิบัติงาน (จัดซื้อจัดจ้าง/บัญชี) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก พิจารณาแต่งตั้งข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นใน อปท.เป็นเจ้าหน้าที่การเงินของ ศพด. หรือ จ้างเหมาบริการบุคคลปฏิบัติงาน (จัดซื้อจัดจ้าง/บัญชี) การแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่งานพัสดุของสถานศึกษา หัวหน้าเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ (สิ่งที่ตรวจพบ) - ไม่พบหลักฐานการแต่งตั้งหัวหน้าเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่


66 - ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโอนย้าย /เกษียณอายุราชการ โดยไม่ได้แต่งตั้งแทนที่ว่าง - แต่งตั้งโดยไม่อ้างอิงฐานอำนาจตามกฎหมาย ระเบียบ หรือหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้อง - แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่การเงิน ไม่ยกเลิกคำสั่งเดิม พระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖0 มาตรา ๔ "เจ้าหน้าที่" ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้ มีอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุของหน่วยงานของรัฐ ระเบียบ กค. ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ข้อ ๔ "หัวหน้าเจ้าหน้าที่" ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสายงานซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง หรือ การบริหารพัสดุตามที่กฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐนั้นกำหนด หรือที่ได้รับ มอบหมายจากหัวหน้าหน่วยงานของรัฐให้เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ การแต่งตั้งบุคคลเดียวกันปฏิบัติหน้าที่ แต่งตั้งหัวหน้าสถานศึกษา หัวหน้าหน่วยงานคลัง และหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของสถานศึกษา ซึ่งเป็น การแต่งตั้งบุคคลคนเดียวกัน การแต่งตั้งบุคลากรเพื่อปฏิบัติงานของสถานศึกษา ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบ มท.ว่าด้วยรายได้ และการจ่ายเงินของสถานศึกษาสังกัด อปท. พ.ศ. ๒๕๖๒ ระเบียบ กค. ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการ บริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๔๖. และหนังสือ มท. ด่วนที่สุด ที่ มท ๐๘๑๖.๒/ว ๒๗๘๖ ลงวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ให้พิจารณาถึงการแบ่งแยกหน้าที่ให้เกิดการสอบทานกระบนการปฏิบัติงาน และเป็นไปตาม หลักการควบคุมภายในที่ดี เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ทางราชการ ทั้งนี้ การแต่งตั้งผู้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ขอให้ถือปฏิบัติให้เป็นไปตาม ประกาศคณะกรรมการกลาง (อปท.) เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของ (อปท.) ข้อ ๒๗๓ ในกรณีที่ตำแหน่งพนักงานส่วนท้องถิ่นว่างลง หรือผู้ดำรงตำแหน่งไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ให้ ผู้บริหารท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้พนักงานส่วนท้องถิ่นที่เห็นสมควรให้รักษาการในตำแหน่งนั้นได้ การแต่งตั้งผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเงินฝากธนาคาร (สิ่งที่ตรวจพบ) ผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายเงินฝาก - ไม่พบคำสั่งแต่งตั้งผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายเงินฝากธนาคาร - ไม่พบหนังสือแจ้งผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายเงินต่อธนาคาร - แจ้งเงื่อนไขการสั่งจ่ายเงินต่อธนาคารไม่เป็นไปตามคำสั่งที่แต่งตั้ง โดยกำหนดเงื่อนไขลง นามร่วมกัน ๒ ใน ๓ -แต่งตั้งผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายเงินไม่เป็นไปตามระเบียบ เช่น โรงเรียน ไม่แต่งตั้งหัวหน้า สถานศึกษา ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ไม่แต่งตั้งหัวหน้าหน่วยการคลัง - บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้ง ได้โอนย้ายไปปฏิบัติราชการหน่วยงานอื่น/เกษียณอายุราชการ โดยไม่ได้แต่งตั้งแทนที่ว่าง - ไม่อ้างอิงฐานอำนาจตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง - เปลี่ยนแปลงคำสั่งแต่งตั้งไม่ยกเลิกคำสั่งเดิม ระเบียบ มท.ว่าด้วยเงินรายได้และการจ่ายเงินของสถานศึกษาสังกัด อปท.พ.ศ.๒๕๖๒ ข้อ๑๘ การสั่งจ่ายเงินจากธนาคารที่สถานศึกษได้ฝากเงินไว้ให้ผู้บริหารท้องถิ่นแต่งตั้งผู้มีอำนาจลงนามสั่ง จ่ายเงินนั้น หัวหน้าสถานศึกษา และ ข้าราชการครู หรือพนักงานครู อย่างน้อย 6 คน


67 กรณีสถานศึกษาไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งครู ผู้บริหารท้องถิ่นอาจแต่งตั้ง ข้าราชการหรือพนักงานส่วน ท้องถิ่นอื่นดำเนินการแทน โดยคำนึงถึงระดับตำแหน่ง หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็น สำคัญ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ผู้บริหารท้องถิ่นแต่งตั้งผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายเงินฝากธนาคาร หัวหน้า หน่วยงานคลัง ข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น อย่างน้อย ๒ คน ที่ได้รับมอบหมายจากผู้บริหารท้องถิ่น การอนุมัติโครงการ/กิจกรรม (สิ่งที่ตรวจพบ) - ไม่พบหลักฐานการมอบอำนาจให้หัวหน้าสถานศึกษาเป็นผู้อนุมัติโครงการ/กิจกรรม - หัวหน้าสถานศึกษา อนุมัติการดำเนินโครงการ/กิจกรรม เกินวงเงินที่ได้รับมอบ ระเบียบ มท.ว่าด้วยเงินรายได้และการจ่ายเงินของสถานศึกษาสังกัด อปท. พ.ศ.๒๕๖๒ ข้อ ๑๔ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติการดำเนินการโครงการหรือกิจกรรมของสถานศึกษา เว้นแต่ กรณี ดังต่อไปนี้ ผู้บริหารท้องถิ่นอาจมอบอำนาจเป็นหนังสือให้หัวหน้าสถานศึกษาก็ได้ (๑) การดำเนินการโครงการหรือกิจกรรมตามแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณที่มีวงเงินไม่เกิน ๕๐๐,๐0๐ บาท (๒) การดำเนินการโครงการหรือกิจกรรมที่ไม่ได้กำหนดในแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ เฉพาะที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้เรียน ที่มีวงเงินไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท การอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างและการเบิกจ่ายเงินรายได้(สิ่งที่ตรวจพบ) - ผู้อำนวยการสถานศึกษา/หัวหน้าสถานศึกษาอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้าง/การเบิกจ่ายเงิน โดยไม่พบ - หลักฐานการมอบอำนาจจากผู้บริหารท้องถิ่นให้เป็นผู้อนมัติจัดซื้อจัดจ้าง/การเบิกจ่ายเงินคำสั่ง มอบอำนาจให้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง โดยไม่ระบุขอบเขตการมอบอำนาจว่าให้ดำเนินการในกรณีใดบ้าง ซึ่ง การไม่ระบุวงเงิน ขอบเขต และรายละเอียดให้ชัดเจน อาจมีผลให้ผู้รับมอบอำนาจปฏิบัติหน้าที่เกินขอบเขต และเจตนารมณ์ขอผู้มอบอำนาจ ทำให้อนุมัติการจัดซื้อ/จัดจ้างเกินกว่าอำนาจที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้บริหาร ท้องถิ่น - อนุมัติการเบิกจ่ายเกินกว่าอำนาจที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้บริหารท้องถิ่น - คำสั่งมอบอำนาจการเบิกจ่ายเงินโดยอ้างอิงฐานอำนาจไม่ถูกต้อง - ระเบียบ มท.ว่าด้วยเงินรายได้และการจ่ายเงินของสถานศึกษาสังกัด อปท. พ.ศ.๒๕๖๒ ข้อ ๑๔ การจัดซื้อจัดจ้างและการอนุมัติจ่ายเงินรายได้ของสถานศึกษาให้เป็นอำนาจของผู้บริหารท้องถิ่น เงินรายได้สถานศึกษา (ข้อ ๖) (๑) เงินที่ได้จากการที่ อปท.ตั้งงบประมาณให้สถานศึกษา ได้แก่ (ก) เงินที่ อปท.ได้รับจากการจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปและตั้งบประมาณให้สถานศึกษาเป็น ค่าอาหารกลางวัน เงินรายหัวนักเรียน และเงินพัฒนาการจัดการศึกษา (ข) เงินที่ อปท.ตั้งงบประมาณให้สถานศึกษา เป็นค่าอาหารกลางวัน เงินรายหัวนักเรียน เงินพัฒนาการจัดการศึกษา และเงินค่าใช้จ่ายอื่นที่กำหนดไว้ตามระเบียบนี้ (๒) เงินที่มีผู้อุทิศให้แก่สถานศึกษา ทั้งนี้ หากเป็นการอุทิศให้แบบมีเงื่อนไข ต้องได้รับความ เห็นชอบจากคณะกรรมการก่อน (๓) เงินที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่น (๔) เงินที่ได้จากการเรียกเก็บเป็นค่าบำรุงการศึกษาหรือค่าเรียนนอกเหนือจากหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐานตามแนวทางที่ อสถ. กำหนด แนวทางการเรียกเก็บค่าบำรุงการศึกษา ค่าเรียนนอกเหนือจากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน


68 - เรียกเก็บได้เฉพาะในเรื่องที่สถานศึกษาดำเนินการ (ข้อ ๗) - พัฒนาการเรียนการสอนเสริมเพิ่มเติมนอกเหนือจากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน - การจัดประสบการณ์และการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาหรือบริการอื่นเพื่อสร้าง คุณภาพชีวิตและมาตรฐานการศึกษาของผู้เรียน - จัดห้องเรียนเพื่อส่งเสริมความสามารถทางวิชาการ หรืออื่น ๆ ตามนโยบาย - ต้องจัดทำเป็นโครงการพร้อมำหนดรายการค่าใช้จ่ายที่ต้องขอรับการสนับสนุนจาก ผู้ปกครอง - ต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจของผู้ปกครองและผู้เรียน - คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ นายกฯ ลงนามในปะกาศ - ปิดประกาศให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๓๐ วันก่อนดำเนินการ - เงินเหลือจ่ายเฉลี่ยคืน หรือดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีที่คณะกรมมการกำหนด ข้อ ๘ กรณีเหตุพิเศษ คณะกรรมการอาจยกเว้นให้ผู้เรียนเฉพาะรายไม่ต้องชำระเงินบำรุง การศึกษานอกเหนือหลักสูตรการศึกษาขั้นฟื้นฐานก็ได้ เงินรายได้สถานศึกษา (ข้อ ๖) (๕) เงินที่ได้จากการรับจ้าง การแสดง หรือกิจกรรม หรือจากการจำหน่ายสิ่งของ วรรคสอง อปท. อาจกำหนดหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแบ่งสัดส่วนของรายได้ดังกล่าวให้แก่ผู้เรียนที่เกี่ยวข้องได้ โดยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการ (๖) เงินที่ได้จากทรัพย์สินของสถานศึกษา (๗) ดอกผลที่เกิดจากเงินรายได้สถานศึกษา (๔) รายได้อื่น ๆ ตามที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือตามที่ มท.กำหนดให้เป็นรายได้ ของสถานศึกษา รายจ่ายของสถานศึกษา (ข้อ ๙) (๑) ค่าใช้จ่ายตามรายการ หรือวัตถุประสงค์ที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐ (๒) ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการศึกษาสำหรับผู้เรียนโดยตรง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการ บริหารงานทั่วไปสำหรับสถานศึกษา ซึ่งมีรายการค่าใช้จ่ายเป็นไปตามแนวทางที่ อสถ.กำหนด (๓) ค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรการศึกษา (๔) ค่าใช้จ่ายในการนำผู้เรียนไปทัศนศึกษา (๕) ค่าใช้จ่ายในการนำผู้เรียนไปร่วมกิจกรรม การแข่งขันกีฬา หรือการแข่งขันทักษะ ทางการศึกษาภายใน และต่างประเทศ อปท.ต้องทำความตกลงกับ ปมท.เป็นรายกรณีก่อนดำเนินการ และให้ อนุมัติเฉพาะบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับภารกิจโดยตรงเท่านั้น (๖) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาหรือการส่งบุคลากร ของสถานศึกษาไปเข้ารับการฝึกอบรม (๗) ค่าวัสดุหรือครุภัณฑ์ ที่เป็นสื่อหรืออุปกรณ์ สำหรับใช้ในการจัดการเรียนรู้ของ สถานศึกษา (๘) ค่าวัสดุหรือครุภัณฑ์สำนักงานของสถานศึกษา (๙) ค่าจ้างเหมาบริการงานการสอน งานทำความสะอาด งานรักษาความปลอดภัย พาหนะ รับส่งนักเรียนตามความจำเป็นที่ต้องจัดให้มี


69 (๑๐) ค่าสอนพิเศษและค่าสอนเกินภาระงานสอนในสถานศึกษาตามระเบียบ กค.ว่าด้วย การเบิกจ่ายเงินค่าสอนพิเศษและค่าสอนเกินภาระงานสอนในสถานศึกษาและสถาบันอุดมศึกษา (๑๑) ค่าเบี้ยประชุมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานตามกฎหมายว่าด้วย การศึกษาแห่งชาติไม่เกิน ๒ ครั้งต่อภาคเรียน (๑๒) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดหา ปรับปรุง ช่อมแซม บำรุงรักษาวัสดุหรือครุภัณฑ์ สำนักงานและอาคารสถานที่กรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน (๑๓) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดหา ปรับปรุง ซ่อมแซมหรือพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณูปโภคหรือสาธารณูปการ (๑๔) ค่าใช้จ่ายที่ อปท. จะสั่งการกำหนดให้เป็นรายจ่ายของสถานศึกษาได้เฉพาะรายการที่ กฎหมาย ระเบียบหนังสือ มท.กำหนดให้เป็นรายจ่ายของ อปท. เท่านั้น (๑๔) ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องตาม (๑) - (๑๔ หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่มีกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งหรือหนังสือ ของ มท.กำหนด เบิกค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่าอุปกรณ์การเรียน หนังสือ สถ. ด่วนที่สุด ที่ มท ๐๘๑๖.๒/ว ๓๒๗๙ ลงวันที่ ๓๗ ตุลาคม ๒๕๖๔ เรื่อง การจัดสรร งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ (แต่ละปี) กรณีเงินอุดหนุนด้านการจัดการศึกษาท้องถิ่น แนวทางการบริหารงบประมาณ โครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับ อนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๔ ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่าอุปกรณ์การเรียน สถานศึกษา (โรงเรียนวิทยาลัย) จ่ายเงินสดให้แก่นักเรียนและ/หรือผู้ปกครอง ตามขั้นตอนการ จ่ายเงินโดยให้สถานศึกษาแต่งตั้งผู้จ่ายเงินอย่างน้อย 2 คน เพื่อร่วมกันจ่ายเงินให้กับนักเรียนและ/หรือ ผู้ปกครองโดยลงลายมือชื่อรับเงิน กรณีนักเรียนไม่สามารถลงลายมือชื่อรับเงินได้ให้ผู้ปกครองลงลายมือชื่อรับ เงินแทนเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานการจ่ายเงิน ศพด. ให้ อปท.จ่ายเงินให้กับผู้ปกครอง โดยแต่งตั้งผู้จ่ายเงินอย่างน้อย 2 คน เพื่อร่วมกันจ่ายเงิน ให้กับผู้ปกครองโดยลงลายมือชื่อรับเงิน เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานการจ่ายเงิน สถานศึกษา (โรงเรียน/วิทยาลัย) แจ้งให้นักเรียนและหรือผู้ปกครองจัดซื้อ/จัดหาอุปกรณ์การ เรียนได้ตามความต้องการ เช่น จัดซื้อจากร้านค้าชมชน เป็นต้น โดยดำเนิ่นการให้ทันก่อนเปิดภาคเรียน สถานศึกษา (โรงเรียน/วิทยาลัย) ติดตามใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานการจัดหาอุปกรณ์การเรียน จากนักเรียนหรือผู้ปกครอง หลักฐานการรับเงินรายได้ ข้อ ๙ การรับเงินให้ อปท.ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ชำระเงินทุกครั้ง เว้นแต่ การรับเงินที่มี เอกสารของ อปท. ระบุจำนวนเงินที่ชำระอันมีลักษณะเช่นเดียวกับใบเสร็จรับเงิน ซึ่งเอกสารดังกล่าวจะต้องมี การควบคุมจำนวนที่รับจ่ายทำนองเดียวกับใบเสร็จรับเงิน และการรับเงินตามฎีกาเบิกเงินจากหน่วยงานคลัง ข้อ ๙/1 การรับเงินรายรับดังต่อไปนี้ ให้ใช้หลักฐานการรับโอนเงิน หรือการนำฝาก หรือรายงาน การจ่ายเงินแทนของกระทรวงการคลัง แทนใบเสร็จรับเงิน (๑) รายได้ที่รัฐจัดสรร หรืออุดหนุนให้แก่ อปท. (๒) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร (๓) เงินที่กระทรวงการคลังจ่ายแทน อปท.


70 ระเบียบ มท. ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงิน ของ อปท. พ.ศ. ๒๔๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม สาระสำคัญใบเสร็จรับเงิน - ไม่เขียนจำนวนเงินที่รับชำระเป็นอักษร - ใบเสร็จรับเงินแต่ละชุด มี 2 ฉบับ หรือ ๓ ฉบับ โดยฉบับที่ใช้เป็นสำเนาไม่ได้พิมพ์คำว่า "สำเนา" กำกับไว้ ข้อ ๑๓ ใบเสร็จรับเงินของ อปท. ให้มีสาระสำคัญอย่างน้อย ดั่งต่อไปนี้ (๑) ตราเครื่องหมายและชื่อของ อปท. (ตรา ชื่อสถานศึกษา อปท. (๒) เล่มที่และเลขที่ของใบเสร็จรับเงิน โดยให้พิมพ์หมายเลขกำกับเล่มและเลขที่ใน ใบเสร็จรับเงินเรียงกันไปทุกฉบับ (๓) ที่ทำการหรือสำนักงานที่ออกใบเสร็จรับเงิน (๔) วัน เดือน ปี ที่รับเงิน (๕) ชื่อและชื่อสกุลของบุคคลหรือชื่อนิติบุคคลผู้ชำระเงิน (๖) รายการแสดงการรับเงิน โดยระบุว่าชำระเงินค่าอะไร (๓) จำนวนเงินที่รับชำระทั้งตัวเลขและตัวอักษร (๔) ข้อความระบุว่าได้มีการรับเงินไว้เป็นการถูกต้องแล้ว (๙) ลายมือชื่อพร้อมชื่อในวงเล็บ และตำแหน่งผู้รับเงินกำกับอย่างน้อย ๑ คน ใบเสร็จรับเงินทุกฉบับให้มีสำเนาเย็บติดไว้กับเล่มอย่างน้อย ๑ ฉบับ ทะเบียนคุมใบเสร็จรับเงิน ข้อ ๑๔ ให้หน่วยงานคลังจัดทำทะเบียนคุมใบเสร็จรับเงินไว้เพื่อให้ทราบ และตรวจสอบได้ว่าได้ จัดพิมพ์ขึ้นจำนวนเท่าใด ได้จ่ายใบเสร็จรับเงินเล่มใด หมายเลขใดถึงหมายเลขใด ให้หน่วยงานใดหรือ เจ้าหน้าที่ผู้ใดไปดำเนินการจัดเก็บเงิน เมื่อวัน เดือน ปีใด การจ่ายใบเสร็จรับเงินให้หน่วยงานใดหรือเจ้าหน้าที่ ไปจัดเก็บเงิน ให้พิจารณาจ่ายให้ในจำนวนที่เหมาะสมแก่ลักษณะงานที่ปฏิบัติและให้มีหลักฐานการรับส่ง ใบเสร็จรับเงินนั้นไว้ด้วย รายงานการใช้ใบเสร็จรับเงิน ระเบียบ มท. ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงิน ของอปท. พ.ศ. ๒๕๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ ๑๖ เมื่อสิ้นปีให้หัวหน้าหน่วยงานที่รับใบเสร็จรับเงินไปดำเนินการจัดเก็บเงินแจ้งให้หัวหน้า หน่วยงานคลังทราบว่ามีใบเสร็จรับเงินอยู่ในความรับผิดชอบเล่มใด เลขที่ใดถึงเลขที่ใด และได้ใช้ใบเสร็จรับเงิน ไปแล้วเล่มใด เลขที่ใดถึงเลขที่ใด อย่างช้ไม่เกินวันที่ ๓๑ ตุลาคมของปีถัดไปและให้หัวหน้าหน่วยงานคลัง รวบรวมรายงานเสนอผ่านปลัด อปท.เพื่อนำเสนอผู้บริหารท้องถิ่นทราบ ข้อ ๑๗ ใบเสร็จรับเงินเล่มใดใช้สำหรับรับเงินของปีใด ให้ใช้รับเงินภายในปีนั้นเท่านั้นเมื่อขึ้นปี ใหม่ก็ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ ใบเสร็จรับเงินฉบับใดที่ยังไม่ใช้ให้คงติดไว้กับเล่มแต่ให้ปรุเจาะรู หรือ ประทับตราเลิกใช้ เพื่อให้เป็นที่สังเกตมิให้นำมาใช้รับเงินได้ต่อไป การจัดทำรายงานสถานะการเงินประจำวัน ข้อ ๒๖ ให้หัวหน้าหน่วยงานคลังจัดทำรายงานสถานะการเงินประจำวันตามแบบที่ สถ.กำหนด เป็นประจำทุกวันที่มีการรับจ่ายเงิน หากวันใดไม่มีการรับจ่ายเงินจะไม่ทำรายงานสถานะการเงินประจำวัน


71 สำหรับวันนั้นก็ได้ แต่ให้หมายเหตุในรายงานสถานะการเงินประจำวันที่มีการรับจ่ายเงินในวันถัดไปให้ทราบ ด้วย ข้อ ๒๗ เมื่อสิ้นเวลารับจ่ายเงิน ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการนำเงินที่ได้รับนำฝากธนาคารทั้งจำนวน หากนำฝากธนาคารไม่ทันให้นำเงินที่จะเก็บรักษา และรายงานสถานะการเงินประจำวันส่งมอบต่อ คณะกรรมการเก็บรักษาเงิน หนังสือ สถ. ที่ มท ๑๘๐๘.๔/ว ๖๘๔ ลงวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ - แบบรายงานสถานะการเงินประจำวัน หนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ มท ๐๘๘.๔/ว ๒๖๐๘ ลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๓ สิ่งที่ส่งมาด้วย ๔ ให้เจ้าหน้าที่การเงินเป็นผู้จัดทำรายงานสถานะการเงินประจำวันและหัวหน้า หน่วยงานคลังเป็นผู้ตรวจสอบ และเสนอผู้บังคับบัญชาทราบ ด้านการรับเงิน ๑. ออกใบเสร็จรับเงิน/หลักฐานการรับเงิน ๒. ใบนำส่งเงิน ๓. ใบสำคัญสรุปใบนำส่งเงิน ๔. ใบผ่านรายการรับ (RV) ๕.. รายงานสถานะการเงินประจำวัน การรับส่งเงิน (แต่งตั้งกรรมการรับส่งเงิน) ระเบียบ มท. ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงิน ของ อปท. พ.ศ. ๒๔๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ ๓๔ การรับส่งเงินของ อปท. ซึ่งเป็นเงินสดและหรือสถานที่ที่จะรับส่งอยู่ห่างไกลหรือกรณีอื่น ใดซึ่งเห็นว่าไม่ปลอดภัยแก่เงินที่รับส่ง ให้ผู้บริหารท้องถิ่นแต่งตั้งพนักงานส่วนท้องถิ่นตั้งแต่ระดับ ๓ หรือ เทียบเท่าขึ้นไปอย่างน้อย 2 คน เป็นกรรมการรับผิดชอบร่วมกันควบคุมการรับส่งเงิน และจัดให้มีเจ้าหน้าที่ ตำรวจควบคุมรักษาความปลอดภัยด้วยก็ได้ การแต่งตั้งกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้ทำเป็นหนังสือ และให้มีหลักฐานการรับส่งเงินระหว่างผู้ มอบ หรือผู้รับมอบเงินกับกรรมการผู้นำส่งหรือผู้รับไว้ทุกครั้ง หากกรรมการผู้ใดไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่ ได้รับแต่งตั้งไว้ให้นำความใน ข้อ ๒๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม หนังสือ สถ. ที่ มท ๑๘๐๘.๔/ว ๒๖๐๘ ลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๓ เรื่อง ซักซ้อมแนวทาง ปฏิบัติในการบันทึกบัญชีของ อปท. ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ๑. คู่มือวิธีการบันทึกบัญชีในระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ ของ อปท. (e-LAAS) ขั้นตอน การรับเงิน กำหนดให้มีเอกสารประกอบการบันทึก รายการบัญชีได้แก่ ๑) สำเนาใบเสร็จรับเงิน/หลักฐานการรับเงิน ๒) ใบนำส่งเงิน ๓) ใบสำคัญสรุปใบนำส่งเงิน ๔) ใบผ่านรายการรับ (RV) การแต่งตั้งกรรมการเก็บรักษาเงิน ข้อ ๒๒ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นแต่งตั้งคณะกรรมการเก็บรักษาเงินไว้ ณ สำนักงานอย่างน้อย ๓ คนใน จำนวนนี้ให้หัวหน้าหน่วยงานคลังเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง , คน และกรรมการเก็บรักษาเงินอื่นอีกอย่างน้อย ๒ คน


72 การแต่งตั้งกรรมการเก็บรักษาเงินตามวรรคหนึ่ง ให้แต่งตั้งจากพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยให้ คำนึงถึงหน้าที่ความรับผิดชอบ เว้นแต่ อปท. มีพนักงานส่วนท้องถิ่นไม่ครบจำนวนที่จะแต่งตั้งเป็นกรรมการ ให้แต่งตั้งผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่นเป็นกรรมการให้ครบจำนวนก็ได้ การตรวจสอบจำนวนเงินที่จัดเก็บและนำส่ง - ไม่พบเอกสารหลักฐานการมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบการรับเงินประจำวัน - หน่วยงานคลังไม่ได้จัดให้มีการตรวจสอบจำนวนเงินที่จัดเก็บและนำส่ง - แต่งตั้งเจ้าหน้าที่การเงินที่มีหน้าที่ผู้รับเงิน เป็นผู้ตรวจสอบการรับเงินประจำวัน เป็น กระบวนงานที่ไม่ก่อให้เกิดการสอบทานการปฏิบัติงาน และไม่เป็นไปตามการควบคุมภายในที่ดีผู้ตรวจสอบ การรับเงินประจำวันไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ข้อ 2 ให้หน่วยงานคลังจัดให้มีการตรวจสอบจำนวนเงินที่เจ้าหน้าที่จัดเก็บและนำส่งกับหลักฐาน และรายการที่บันทึกไว้ในระบบ เมื่อได้ตรวจสอบว่าถูกต้องครบถ้วนแล้ว ให้ผู้ตรวจแสดงยอดรวมเงินรับตาม ใบเสร็จรับเงินทุกฉบับที่ได้รับในวันนั้นไว้ในสำเนาใบเสร็จรับเงินฉบับสุดท้ายและลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้วย กรณีที่เป็นการรับเงินตามข้อ ๙/๑ ให้ดำเนินการเช่นเดียวกับระเบียบข้อ ๑๒ การจัดทำฎีกาเบิกเงิน - จัดทำฎีกาเบิกเงินไม่เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด / เลือกใช้รูปแบบฎีกาไม่ถูกต้อง - บันทึกรายละเอียดหน้าฎีกาไม่ครบถ้วนตามที่แบบกำหนด เช่น ไม่มีลายมือชื่อ ผู้เบิก ผู้ตรวจ ฎีกา และผู้อนุมัติฎีกา - หัวหน้าเจ้าหน้าที่เป็นผู้ตรวจฎีกา ซึ่งไม่ใช่หัวหน้าหน่วยงานคลัง ศพด. ข้อ ๑๗ การอนุมัติฎีกาเบิกจ่ายเงินที่จ่ายจากเงินรายได้หรือเงินรายได้สะสมของสถานศึกษาให้ มอบหมายเจ้าหน้าที่การเงินของสถานศึกษาเป็นผู้ดำเนินการจัดทำฎีกาเบิกเงิน กำหนดและควบคุมเลขที่ฎีกา เสนอให้ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้หน่วยงานคลังเป็นผู้ตรวจฎีกาก่อนเสนอต่อผู้มีอำนาจอนุมัติตามข้อ ๑๔ และข้อ ๑๕ แล้วแต่กรณี ระเบียบ มท.ว่าด้วยรายได้และการจ่ายเงินของสถานศึกษาสังกัด อปท. พ.ศ. ๒๕๖๒ - ข้อ ๑๖ วรรคสอง รูปแบบฎีกาเบิกจ่ายเงินของสถานศึกษาให้เป็นไปตามที่ อสถ.กำหนด หนังสือ สถ. ด่วนที่สุด ที่ มท 0๔๑๖.๒/ว ๑๓๒๕ ลงวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๒ กำหนดรูปแบบฎีกาเบิกจ่ายเงินสถานศึกษาสังกัด อปท. แบบ ก (กรณีผู้บริหารท้องถิ่นเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติ) แบบ ข (กรณีผู้บริหารท้องถิ่นมอบอำนาจเป็นหนังสือให้หัวหน้าสถานศึกษาหรือผู้ที่ผู้บริหาร ท้องถิ่นเห็นว่าเหมาะสม) ศพด. สังกัด อป.ให้ใช้แบบฎีกาเบิกจ่ายเงินของ อปท. ตามระเบียบ ว่าด้วยการับเงินการเบิก จ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินของ อปท. พ.ศ.๒๔๔๗ โดยอนุโลม ระเบียบ มท. ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงิน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๙ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ ๔๐ การเบิกเงินของ อปท. ให้หน่วยงานผู้เบิกขอเบิกกับหน่วยงานคลัง โดยให้หัวหน้า หน่วยงานผู้เบิกเป็นผู้ลงลายมือชื่อเบิกเงินและให้วางฎีกาตามแบบที่ สถ.กำหนด หนังสือ สถ. ที่ มท ๐๘๐๘.๔/ว ๖๘๔ ลงวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๔๕๙ เรื่อง การกำหนดแบบพิมพ์ และเอกสารที่ใช้ในการปฏิบัติตามทางการเงินของ อปท.


73 การรับรองการจ่ายเงิน ข้อ ๗๗ ให้ผู้จ่ายเงินประทับตราข้อความว่า "จ่ายเงินแล้ว" โดยลงลายมือชื่อรับรองการจ่าย พร้อม ทั้งระบุชื่อสกุลด้วยตัวบรรจงพร้อมวัน เดือน ปี ที่จ่ายกำกับไว้ในหลักฐานการจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิ รับเงินทุกฉบับเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ และกรณีที่เป็นใบสำคัญคู่จ่าย ให้หัวหน้าหน่วยงานคลังลง ลายมือชื่อรับรองความถูกต้องกำกับไว้ด้วย การเขียนเช็คสั่งจ่าย - เขียนเช็คสั่งจ่ายให้กับเจ้าหนี้โดยไม่ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” - สั่งจ่ายเช็คให้กับผู้ขายสูงไป ข้อ ๖๙ การเขียนเช็คสั่งจ่ายให้ปฏิบัติ ดังนี้ (๑) การจ่ายเงินให้เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ในกรณีซื้อทรัพย์สิน จ้างทำของ หรือเช่าทรัพย์สิน ให้ออกเช็คสั่งจ่ายในนามของเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน โดยขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" ออกและขีดคร่อมด้วย (๒) การจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน นอกจากกรณีตาม (๑) ให้ออกเช็คสั่งจ่ายในนาม ของเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน โดยขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" และจะขีดคร่อมหรือไม่ก็ได้ (๔) หากเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงินไม่มารับเช็คภายใน ๓0 วันนับตั้งแต่วันสั่งจ่าย ให้ยกเลิกเช็คนั้น หากมีการยกเลิกเช็ดดังกล่าวเกิน 2 ครั้ง ต้องรายงานเหตุผลให้ผู้บริหารท้องถิ่นทราบ ในการเขียนเช็คสั่งจ่ายเงิน ห้ามลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คไว้ล่วงหน้า โดยยังมิได้มีการเขียน หรือพิมพ์ชื่อผู้รับเงิน และจำนวนเงินที่สั่งจ่าย การจัดทำรายงานขอจ้างประกอบอาหารกลางวัน ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ข้อ ๒๒ ในการซื้อหรือจ้างแต่ละวิธี นอกจากการซื้อที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างตามข้อ ๒๓ และข้อ ๗๙ วรรคสอง ให้เจ้าหน้าที่จัดทำรายงานขอซื้อหรือขอจ้างเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อขอความเห็นชอบ โดยเสนอผ่าน หัวหน้าเจ้าหน้าที่ หนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) ๑๔๐๔.๒/ว ๑๑๖ ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ ๒.๓ กรณีการจ้างเหมาประกอบอาหาร (ปรุงสำเร็จ) ๒.๓.๑ ให้เจ้าหน้าที่จัดทำรายงานขอจ้างเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ (๑) วงเงินไม่เกิน ๕00,000 บาท สำหรับการจ้างในแต่ละครั้ง ตลอดระยะเวลาจ้าง เมื่อวงเงินครบใกล้จะครบ ให้ทำรายงานขอจ้างฉบับใหม่ โดยจ้างเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน ภาคเรียน ก็ได้ (๒) วงเงินเกิน ๕00,000 บาท โดยจ้างเป็นรายเดือน ภาคเรียน รายปี งปม./ปี การศึกษา ก็ได้กรณีได้รับจัดสรร งปม.เกิน ๕00,00. บาท สามารถดำเนินการตาม (๑) หรือ (๒) ก็ได้โดยให้ พิจารณาถึงวัตถุประสงค์และประโยชน์ของหน่วยงานภาครัฐ/ผู้บริโภคอาหาร ราคากลาง ค่าปรับ ประกอบอาหารกลางวัน หนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) .๔๐๔.๒/ว ๑๑๖ ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ ๒.๔ การกำหนดราคากลาง ให้ใช้วงเงินงบประมาณการที่จะจัดซื้อจัดจ้างซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายรายหัว เป็นราคากลาง (๖) ราคาอื่นใดตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐนั้น ๆ ๓. การประเมินคุณภาพอาหาร กรณีโรงเรียนหรือสถานศึกษา ต้องจัดให้มีการสุมตรวจเพื่อประเมินคุณภาพอาหารจาก นักเรียนผู้รับประทานอาหาร เป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน ตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี


74 ๔ การกำหนดค่าปรับในสัญญาหรือข้อตกลง ในการทำสัญญาหรือข้อตกลงซื้อวัตถุดิบเพื่อประกอบอาหาร หรือการจ้างเหมาประกอบ อาหาร(ปรุงสำเร็จ) ให้หน่วยงานของรัฐกำหนดคำปรับเป็นรายได้ในอัตราตายตัวร้อยละ 0.๒ ของมูลค่าราคา วัตถุดิบหรืออาหาร (ปรุงสำเร็จ ในวันที่ไม่ได้มีการส่งมอบตามเงื่อนไขของสัญญาหรือข้อตกลง แต่งตั้งกรรมการตรวจรับพัสดุ ประกอบอาหารกลางวัน - ไม่พบเอกสารหลักฐานแจ้งรายการอาหารให้แก่ผู้รับจ้างก่อนถึงวันประกอบอาหาร - ไม่ได้แต่งตั้งกรรมการบุคคลอื่นร่วมเป็นกรรมการตรวจรับพัสดุ - แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุไม่ครบตามที่ระเบียบกำหนด ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ข้อ ๒๖ คณะกรรมการซื้อหรือจ้างตามข้อ ๒๕ แต่ละคณะประกอบด้วย ประธานกรรมการ ๑ คน และกรรมการอย่างน้อย 2 คน ซึ่งแต่งตั้งจากข้าราชการ ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ พนักงาน มหาวิทยาลัยพนักงานของรัฐ หรือพนักงานของหน่วยงานของรัฐที่เรียก ชื่ออย่างอื่น โดยให้คำนึงถึงลักษณะ หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นสำคัญ หนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) ๐๔๐๕.๒/ว ๑๑๖ ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ ๒.๕ การตรวจรับพัสดุกรณีการจ้างเหมาประกอบอาหาร (ปรุงสำเร็จ) (๑) ให้เจ้าหน้าที่แจ้งรายการอาหารให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อดำเนินการประกอบอาหาร (ปรุงสำเร็จ) ก่อนถึงวันประกอบอาหาร (ปรุงสำเร็จ) อย่างน้อย ๕ วันทำการ อนึ่ง การแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุของโรงเรียนหรือสถานศึกษา ให้มี คณะกรรมการบุคคลอื่น เช่น ผู้ปกครองนักเรียนหรือสมาคมผู้ปกครอง เป็นต้น เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ข้อ ๙ การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุตามระเบียบนี้ด้วยวิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการในระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลางผ่านทางระบบ จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Government Procurement : e-GP) ตามวิธีการที่ กรมบัญชีกลางกำหนดให้หน่วยงานของรัฐใช้เอกสารที่จัดพิมพ์จากระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วย อิเล็กทรอนิกส์เป็นเอกสารประกอบ การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามวิธีการที่กำหนดในระเบียบนี้ ปิดอากรแสตมป์ มาตรา ๑0๔ ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ ต้องปิดแสตมปับริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ ในบัญชีนั้นบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะแห่งตราสารการจ้างทำของทุกจำนวนเงิน ๑,000 บาท หรือเศษ ของ ๑,๐๐๐ บาท แห่งสินจ้างที่กำหนดไว้ ผู้รับจ้างต้องปิดอากรแสตมป์ ๑ บาท การเบิกจ่ายพัสดุ - ไม่ได้จัดทำใบเบิกพัสดุ - ไม่พบลายมือชื่อผู้เบิกและผู้สั่งจ่ายพัสดุ - หัวหน้าสถานศึกษาเป็นผู้จ่ายพัสดุ - ผู้สั่งจ่ายไม่ใช่หัวหน้าเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้บริหารท้องถิ่น ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ การเบิกจ่ายพัสดุ


75 ข้อ ๒0๔ การเบิกพัสดุจากหน่วยพัสดุของหน่วยงานของรัฐ ให้หัวหน้างานที่ต้องใช้พัสดุนั้นเป็นผู้ เบิก ข้อ ๒0๔ การจ่ายพัสดุ ให้หัวหน้าหน่วยพัสดุที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมพัสดุหรือผู้ที่ได้รับ มอบหมายจากหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเป็นหัวหน้าหน่วยพัสดุเป็นผู้สั่งจ่ายพัสดุ ผู้จ่ายพัสดุต้องตรวจสอบความ ถูกต้องของใบเบิกและเอกสารประกอบ (ถ้ามี) แล้วลงบัญชีหรือทะเบียนทุกครั้งที่มีการจ่าย และเก็บใบเบิกจ่าย ไว้เป็นหลักฐานด้วย การควบคุมพัสดุ ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ การเก็บและการบันทึก ข้อ ๒0๓ เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับมอบพัสดุแล้ว ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ (๑) ลงบัญชีหรือทะเบียนเพื่อควบคุมพัสดุ แล้วแต่กรณี แยกเป็นชนิด และแสดงรายการตาม ตัวอย่างที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด โดยให้มีหลักฐานการรับเข้าบัญชีหรือทะเบียนไว้ประกอบรายการ ด้วย สำหรับพัสดุประเภทอาหารสด จะลงรายการอาหารสดทุกชนิดในบัญชีเดียวกันก็ได้ (๒) เก็บรักษาพัสดุให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ปลอดภัย และให้ครบถ้วนถูกต้องตรงตามบัญชีหรือ ทะเบียน การจัดทำบัญชีและรายงานการเงิน หนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ มท ๐๘๐๘.๔/ว ๒๖๐๘ ลงวันที่ ๒๘ ส.ค. ๒๕๖๓ ข้อ ๖ การบันทึกบัญชีของหน่วยงานภายใต้สังกัด อปท. ตลอดจนการจัดทำงบการเงินรวมของ อปท.ให้ดำเนินการ ดังนี้ ๖.๑ ให้หน่วยภายใต้สังกัด อปท.ทุกประเภทใช้ผังบัญชีมาตรฐานที่ใช้ในระบบบัญชี e-LAAS เพื่อจัดทำบัญชีนอกระบบบัญชี e-LAAS ตามแนวทางคู่มือการบันทึกบัญชีในระบบบัญชี e-L.AAS และ ปรับปรุงบัญชีประจำปีงบประมาณ พร้อมส่งงบทดลองหลังปรับปรุงก่อนการปิดบัญชีและรายละเอียดประกอบ ให้ อปท.โดยเร็ว หนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ มท ๐๘๐๘.๔/ว ๓๑๗2 ลงวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ ข้อ 2 กรณีที่หน่วยงานภายใต้สังกัดของ อปท.ไม่มีโปรแกรมที่ใช้สำหรับการบันทึกบัญชี ให้ดาวน์ โหลดไฟล์ Excel และศึกษาวิธีการใช้งานได้ที่ http://km.laas.go.th/laaskm2020/ เพื่อช่วยให้การบันทึก บัญชีเป็นไปตามแนวทางคู่มือการบันทึกบัญชีในระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ของ อปท. (e-LAAS) การจัดทำรายงานการเงิน ขั้นตอนการรับเงิน หนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ มท ๐๘๐๘.๔/ว ๒๖๐๘ ลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๓ สิ่งที่ส่งมาด้วย ๑. คู่มือวิธีการบันทึกบัญชีในระบบบัญชี E-LAAS ขั้นตอนการรับเงิน กำหนดให้มีเอกสาร ประกอบการบันทึกรายการบัญชีเมื่อบันทึกการรับเงิน ได้แก่ ๑. ออกใบเสร็จรับเงิน/หลักฐานการรับเงิน ๒. ใบนำส่งเงิน ๓. ใบสำคัญสรุปใบนำส่งเงิน ๔. ใบผ่านรายการรับ (RV) ๕. บัญชีแยกประเภท ๖. รายงานสถานะการเงินประจำวัน


76 ขั้นตอนการจ่ายเงิน หนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ มท ๐๘๐๘.๔/ว ๒๖๐๘ ลงวั่นที่ ๒๘ สิ่งหาคม ๒๕๖๓ ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ๑. คู่มือวิธีการบันทึกบัญชีในระบบบัญชี E-LAAS ขั้นตอนการจ่ายเงิน กำหนดให้มีเอกสาร ประกอบการบันทึกรายการบัญชีเมื่อบันทึกการจ่ายเช็ค ได้แก่ ๑) ใบผ่านรายการตั้งหนี้ (AP) ๒) รายงานการจัดทำเช็ค/ใบถอน ๓) หนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย ๔) หลักฐานการจ่ายเงิน ๔) ใบผ่านรายการจ่าย (PV) ๖) ทะเบียนรายจ่าย


77 หน้าที่ในการจัดทำ ตรวจสอบ และอนุมัติ ใบผ่านรับ-จ่าย หนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ มท ๐๘๐๘.๔/ว ๒๖๐๘ ลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๓ สิ่งที่ส่งมาด้วย ๔. กระบวนการบันทึกบัญชี รายงานการเงิน และการตรวจสอบของ อปท. ให้หน่วยงานภายใต้ สังกัดของ อปท.จัดทำรายงานประจำเดือนเสนอหัวหน้าหน่วยงานคลังตรวจสอบ เพื่อนำเสนอผู้บังคับบัญชา เหนือขึ้นไปทราบ ดังนี้ (๑) งบทดลอง (๒) รายงานรับ-จ่ายเงิน (๓) รายละเอียดประกอบรายงานรับ-จ่ายเงิน ด้านการรับเงิน ใบผ่านรายการรับ (RV) ให้เจ้าหน้าที่การเงินเป็นผู้จัดทำ และหัวหน้าหน่วยงาน คลังเป็นผู้ตรวจสอบและอนุมัติ ด้านการจ่ายเงิน ใบผ่านรายการตั้งหนี้ (AP) ใบผ่านรายการจ่าย (PV) และใบผ่านรายการบัญชี ทั่วไป(JV) ให้เจ้าหน้าที่การเงินเป็นผู้จัดทำ และหัวหน้าหน่วยงานคลังเป็นผู้ตรวจสอบและอนุมัติ แนวทางการตรวจสอบด้านการคลัง การเงิน การบัญชี และการพัสดุของ อปท. และข้อตรวจ พบจากการตรวจสอบ เนื่องจากพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ กำหนดให้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น เป็นหน่วยงานของรัฐตาม (๖) นั้น กำหนดให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการ ดังนี้ 1. ให้กระทรวงการคลังกำหนดมาตรฐานการบัญชีและนโยบายการบัญชีภาครัฐ ให้ หน่วยงานของรัฐที่มิใช่รัฐวิสาหกิจและทุนหมุนเวียน 2. ให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีผู้ทำบัญชีตามหลักเกณฑ์และคุณสมบัติที่กระทรวงการคลัง กำหนด เพื่อจัดทำบัญชีและรายงานการเงินตามพระราชบัญญัตินี้


78 3. ให้หน่วยงานของรัฐจัดทำรายงานการเงินประจำปีงบประมาณซึ่งอย่างน้อยต้อง ประกอบด้วยงบแสดงฐานะการเงิน และงบแสดงผลการดำเนินงานทางการเงิน ทั้งเงินงบประมาณ และเงิน นอกงบประมาณ และเงินอื่นใด รวมถึงการก่อหนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนด และส่ง ให้ สตง. เพื่อตรวจสอบภายใน ๙๐ วันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ และนำส่งกระทรวงการคลังด้วย 4. ให้ สตง. หรือผู้สอบบัญชีที่ สตง. เห็นชอบ ตรวจสอบรายงานการเงินที่หน่วยงานของรัฐ ส่งให้ภายใน ๑๘๐ วันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ โดยให้ตรวจสอบและรายงานผลการตรวจสอบตามนโยบาย หลักเกณฑ์และมาตรฐานที่ คตง. กำหนด 5. ให้หน่วยงานของรัฐนำส่งรายงานการเงินประจำปีพร้อมกับรายงานผลการตรวจสอบของ สตง. ให้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และกระทรวงเจ้าสังกัด และเปิดเผยให้สาธารณชนทราบ รวมทั้ง เผยแพร่ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับรายงานผลการตรวจสอบจาก สตง. 6. ให้กระทรวงการคลังจัดทำรายงานการเงินรวมของ อปท. รายงานการเงินรวมของรัฐ ซึ่ง ประกอบด้วยข้อมูลรายงานการเงินรวมของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ ดังนี้ รายงานการเงินรวมของ รัฐวิสาหกิจ,รายงานการเงินรวมของ อปท. และนำรายงานดังกล่าวเสนอต่อ ครม. ภายใน ๒๑๐ วันนับแต่วันสิ้น ปีงบประมาณ 7. กรณีหน่วยงานของรัฐใดไม่ส่งรายงานการเงินภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ กระทรวงการคลังเปิดเผยไว้ในรายงานข้างต้น และให้แจ้งไว้ในรายงานที่เสนอต่อ ครม. ด้วย และให้เปิดเผยต่อ สาธารณชนทราบ รวมทั้งเผยแพร่ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย ข้อบกพร่องที่ตรวจพบตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงิน การเบิก จ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจสอบเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติมเช่น 1. ไม่นำเงินที่ได้จัดเก็บหรือรับชำระ/เงินที่ได้รับหลังเวลาปิดบัญชี ส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ การเงิน ทุกวันที่ได้รับ 2. ไม่จัดให้มีผู้ตรวจสอบจำนวนเงินที่จัดเก็บและนำส่งกับหลักฐาน และรายการที่บันทึกในสมุด เงินสด 3. ไม่นำเงินที่ได้รับฝากธนาคารทุกวันที่มีการรับเงิน หรือวันทำการถัดไปหรือวันทำการ สุดท้ายของสัปดาห์ 4. ไม่ได้กำหนดให้กรรมการรักษาเงินผู้ใดเป็นผู้ถือกุญแจตู้นิรภัยดอกใด 5. ไม่ได้แต่งตั้งกรรมการเก็บรักษาเงิน 6. ไม่ได้จัดทำรายงานสถานะการเงินประจำวัน/จัดทำไม่เป็นปัจจุบัน 7. ไม่แต่งตั้งกรรมการรับส่งเงิน/ไม่มีหลักฐานการรับส่งเงินเป็นต้น ข้อบกพร่องที่ตรวจพบตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการ ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติมเช่น 1. ยื่นเอกสารขอเบิกเงินค่าเช่าบ้านไม่ครบถ้วน 2. สัญญาซื้อขาย/สัญญาปลูกสร้างบ้านมีวงเงินต่ำกว่าสัญญาเงินกู้ โดยไม่มีหนังสือรับรอง จากธนาคารประกอบการเบิกจ่าย 3. ซื้อบ้าน/ปลูกสร้างบ้านต่างท้องที่ที่ตั้งสำนักงาน 4. ไม่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการขอรับค่าเช่าบ้าน 5. คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงรายงานความเห็นไม่ครบถ้วนตามประเด็นที่กำหนด


79 6. เบิกจ่ายเงินค่าเช่าบ้านโดยไม่ยื่นแบบขอเบิกค่าเช่าบ้าน (แบบ 6006) /ไม่มีใบเสร็จ ประกอบการขอเบิกเป็นต้น ข้อบกพร่องที่ตรวจพบตามระเบียบว่าด้วยเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เช่น 1.หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนไม่เป็นไปตามระเบียบ 2.โครงการที่ขอรับเงินอุดหนุนไม่เป็นภารกิจที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ 3.หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนไม่ได้เสนอโครงการเพื่อขอรับเงิน/เสนอโครงการหลังจากข้อบัญญัติ/ เทศบัญญัติประกาศใช้แล้ว/เสนอโครงการไม่เป็นไปตามแบบที่กำหนดเป็นต้น ข้อบกพร่องที่ตรวจพบตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหาร พัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560เช่น 1. การจัดซื้อจัดจ้าง กรณีวงเงิน 5,000 บาท ไม่ได้ดำเนินการผ่านระบบ (e-GP) 2. ไม่ใช้เอกสารจากระบบ e-GP เป็นเอกสารการจัดซื้อจัดจ้าง 3. ไม่พบการจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้าง/การประกาศเผยแพร่ 4. ไม่พบรายละเอียดการกำหนดขอบเขตงานจ้าง/คุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ 5. กรณีการจัดซื้อจัดจ้างที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องดำเนินการในระบบ e-GP แต่ไม่ได้ประกาศผลผู้ ชนะและสาระสำคัญของสัญญาหรือข้อตกลงในระบบ e-GP ตามระยะเวลาที่กำหนด 6. มีหลักประกันสัญญาที่พ้นจากข้อผูกพันแล้วแต่ยังไม่ได้จ่ายเงินคืนให้แก่คู่สัญญา 7. ไม่มีการตรวจสอบความชำรุดบกพร่องของพัสดุหลังสิ้นสุดระยะเวลาการประกัน เป็นต้น ข้อบกพร่องที่ตรวจพบด้านการตรวจสอบพัสดุประจำปี เช่น 1. คณะกรรมการตรวจสอบพัสดุประจำปีไม่รายงานผลการตรวจสอบ/รายงานผลเกินระยะเวลา ที่กำหนด 2. รายงานผลไม่ครบถ้วนตามประเด็นที่ระเบียบกำหนด/ไม่ส่งสำเนารายงานให้ สตง. 3. ไม่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงกรณีที่ครุภัณฑ์ชำรุด 4. คณะกรรมการฯ ไม่รายงานผลการดำเนินการเป็นต้น


80 วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 09.00 – 19.00 น. การเบิกจ่ายเงินค่าเช่าบ้าน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดทำประกันภัยทรัพย์สิน การใช้และรักษารถยนต์ของ อปท. โดย อ.อาทิตยา พยาบาล ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๘ และ ที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ การเบิกจ่ายเงินค่าเช่าบ้านผู้ที่มีสิทธิในการเบิกค่าเช่าบ้าน (ระเบียบข้อ ๖) 1. ข้าราชการที่โอนย้ายต่างท้องที่ (อำเภอ) 2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีที่พักอาศัยให้อยู่ 3. ไม่มีบ้านเป็นกรรมสิทธิ์เป็นของตนเอง/คู่สมรส ในท้องที่นั้น การใช้สิทธิ 1. เบิกค่าเช่าบ้าน 2. เบิกค่าเช่าซื้อ 3. นำค่าผ่อนชำระเงินกู้มาเบิกค่าเช่าบ้าน การเช่าซื้อ (ระเบียบข้อ ๑๔ - ๑๕) - บ้านที่นำมาใช้สิทธิต้องอยู่ในท้องที่ที่ทำงาน - เช่าซื้อหรือผ่อนชำระราคาบ้านกับสถาบันการเงินการใช้สิทธิใช้ได้ภายในวงเงินหรือ ระยะเวลาอะไรหมดก่อนก็หมดสิทธิเบิกในท้องถิ่นนั้น การเช่าบ้าน 1. จะเช่าอยู่ต่างท้องที่ที่ทำงานก็ได้ 2. เช่าบ้านใครก็ได้รวมทั้งพ่อแม่ พ่อแม่คู่สมรส แต่ต้องเช่าอยู่จริง 3. ไม่จำเป็นต้องเช่าทั้งหลัง 4. สัญญาเช่าควรทำอย่างน้อย 3 ปี การรับรองสิทธิ 1. หัวหน้าหน่วยงานไม่ต่ำกว่าระดับชำนาญงาน ระดับชำนาญการ รับรองผู้มีสิทธิใน หน่วยงาน 2. ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปหนึ่งระดับรับรองสิทธิ 3. ระดับอาวุโส ชำนาญการพิเศษขึ้นไปอำนวยการระดับกลางขึ้นไป บริหารท้องถิ่นรับรองสิทธิ ของตนเอง การเบิกจ่ายเงิน ๑. ยื่นแบบ ๖๐๐๕ ๒. ยื่นแบบ 6006 (ยื่นแต่ละเดือน) ๓. หลักฐานการชำระเงิน ๔. เบิกจ่ายจากงบประมาณประจำปีที่ได้รับแบบ (แบบ 6006) ๕. ได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นแนบคำสั่งเลื่อนเงินเดือน


81 ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของเจ้าหน้าที่ ท้องถิ่น พ.ศ.2555 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0808.2/ว 2709ลงวันที่ 19 พ.ค. 60 เรื่อง หลักเกณฑ์ และหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายและกรณีหลักฐานสูญหาย หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที มท 0808.2/ว 1797ลงวันที่ 2 เมษายน 2561 เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทางการเบิก คชจ. ในการเดินทางและฝึกอบรม การเดินทางไปราชการ ลักษณะการเดินทางมี 4 ประเภท 1. การเดินทางไปราชการชั่วคราว คือ การไปปฏิบัติราชการนอกที่ตั้งสำนักงาน ไปสอบ คัดเลือก/รับการคัดเลือก และ ไปช่วยราชการ หรือ ไปรักษาการในตำแหน่ง ไปรักษาราชการแทน 2. การเดินทางไปราชการประจำ 3. การเดินทางกลับภูมิลำเนา 4. การเดินทางไปราชการต่างประเทศ ผู้มีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ 1. เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น 2. บุคคลในครอบครัว ผู้มีอำนาจอนุมัติ 1. ผู้ว่าราชการจังหวัด (นายอำเภอ) (ผู้กำกับดูแล) อนุมัติ ผู้บริหารท้องถิ่น และ ประธานสภา 2. ประธานสภา อนุมัติ สมาชิกสภา 3. ผู้บริหารท้องถิ่น อนุมัติ ข้าราชการ ลูกจ้าง/พนักงานจ้าง รองนายก ที่ปรึกษานายก เลขานุการนายก และ ผู้ที่ผู้บริหารท้องถิ่นสั่งใช้ ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง หมายถึง 1.เบี้ยเลี้ยงเดินทาง (คิดแบบเหมาจ่าย) - นับตั้งแต่ออกจากสถานที่อยู่/ที่ปฏิบัติราชการจนถึงกลับถึงสถานที่อยู่ ที่ปฏิบัติราชการ - กรณีมีการพักแรม นับยี่สิบสี่ชั่วโมงเป็นหนึ่งวัน ส่วนที่ขาดหรือเกินถ้านับได้เกินสิบสอง ชั่วโมงให้ถือเป็นหนึ่งวัน - กรณีไม่มีการพักแรม นับยี่สิบสี่ชั่วโมงเป็นหนึ่งวัน ส่วนที่ขาดหรือเกินถ้านับได้เกินสิบ สองชั่วโมงให้ถือเป็นหนึ่งวัน ถ้านับได้ไม่เกินสิบสองชั่วโมง แต่เกินหกชั่วโมงให้ถือเป็นครึ่งวัน 2. ค่าเช่าที่พัก - ให้เบิกในลักษณะเหมาจ่ายหรือจ่ายจริงก็ได้ - ในกรณีเดินทางไปราชการในท้องที่ที่มีค่าครองชีพสูงเบิกค่าเช่าที่พักในอัตราสูงได้ตาม ความจำเป็นแต่ไม่เกิน 25 % (ลักษณะจ่ายจริงเท่านั้น) 3. ค่าพาหนะ - ใช้พาหนะประจำทาง - เบิกได้โดยประหยัด - ไม่มียานพาหนะประจำทางหรือมีแต่ต้องการความรวดเร็ว เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ แต่ต้องชี้แจงเหตุผลและความจำเป็น 4. ค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นต้องจ่าย


82 ค่าเช่าที่พักกรณีเดินทางไปราชการเป็นหมู่คณะ การเดินทางไปราชการเป็นหมู่คณะ หมายถึง การเดินทางไปปฏิบัติราชการด้วยกันตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป โดยไปในเนื้องานเดียวกัน ณ สถานที่ปฏิบัติราชการเดียวกัน หลักฐานการเบิกค่าเช่าที่พัก 1. กรณีจ่ายจริง - ใบเสร็จรับเงิน - ใบแจ้งรายการของโรงแรม (FOLIO) 2. กรณีเหมาจ่าย - ไม่ต้องมีใบเสร็จรับเงิน การเบิกค่าพาหนะ การเบิกค่าพาหนะรับจ้างข้ามเขตจังหวัด ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริงดังนี้ 1. อัตราค่าพาหนะรับจ้างข้ามเขตจังหวัดระหว่างสถานที่อยู่ ที่พัก หรือสถานที่ปฏิบัติราชการ กับสถานียานพาหนะประจำทาง หรือกับสถานที่จัดพาหนะที่ต้องใช้ในการเดินทางไปยังสถานที่ปฏิบัติราชการ 1.1 กรณีเดินทางข้ามเขตจังหวัด ระหว่าง กรุงเทพ ฯ กับ จังหวัดที่มีเขตติดต่อกับ กรุงเทพฯ หรือการเดินทางข้ามเขตจังหวัดที่ผ่านเขตกรุงเทพ ฯ ให้เบิกเท่าที่จ่ายจริง เที่ยวละไม่เกิน 600 บาท 1.2 การเดินทางข้ามเขตจังหวัดอื่น ๆ ให้เบิกเท่าที่จ่ายจริงเที่ยวละไม่เกิน 50๐บาท 2. เงินชดเชยในการใช้ยานพาหนะส่วนตัวในการเดินทาง 2.1 รถยนต์ส่วนบุคคล กิโลเมตรละ 4 บาท 2.2 รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล กิโลเมตรละ 2 บาท การใช้ยานพาหนะส่วนตัวไปราชการ ผู้เดินทางจะต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา ดังต่อไปนี้ และต้องใช้พาหนะนั้นตลอดเส้นทาง จึงจะมีสิทธิเบิกเงินชดเชยเป็นค่าพาหนะในลักษณะเหมาจ่าย ให้เป็นค่าใช้จ่าย สำหรับเป็นค่าพาหนะส่วนตัวได้ คือ (1) อธิบดีขึ้นไปหรือตำแหน่งที่เทียบเท่า สำหรับราชการบริหารส่วนกลาง (2) หัวหน้าสำนักงาน สำหรับราชการบริหารส่วนกลางที่มีสำนักงานอยู่ในส่วนภูมิภาค 2. การเดินทางไปราชการประจำ ได้แก่ ไปประจำต่างสำนักงานไปรักษาการในตำแหน่งหรือรักษาราชการแทนเพื่อดำรงตำแหน่งใหม่ ณ สำนักงานแห่งใหม่ ไปประจำสำนักงานเดิมในท้องที่แห่งใหม่ (กรณีย้ายสำนักงาน) ไปปฏิบัติงานตาม โครงการ หรือไปช่วยราชการมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป การเดินทางไปช่วยราชการที่ไม่อาจกำหนด ระยะเวลาสิ้นสุด หรือมีกำหนดเวลาไม่ถึง 1 ปี ซึ่งส่วนราชการมีความจำเป็นต้องให้ผู้นั้นช่วยราชการต่อ ณ สถานที่แห่งเดิม ให้นับเวลา ช่วยราชการต่อเนื่องและให้ถือเวลาการช่วยราชการตั้งแต่วันที่ครบกำหนด 1 ปี เป็นต้นไป เบิกค่าใช้จ่ายได้เช่นเดียวกับการไปราชการชั่วคราว และเบิกค่าขนย้ายได้ โดยเบิกจากสังกัด ใหม่ แต่ต้องได้รับอนุมัติจากที่เก่ามาก่อน


83 ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม และการเข้ารับการฝึกอบรมของ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พ.ศ. 2557 การฝึกอบรม - อบรมประชุมสัมมนา (วิชาการ/เชิงปฏิบัติการ) - บรรยายพิเศษ ฝึกศึกษา ฝึกงาน ดูงาน - มีโครงการ/หลักสูตร และช่วงระยะเวลาจัดที่แน่นอน - เพื่อพัฒนาบุคคล/เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน - ไม่มีการรับปริญญา/ประกาศนียบัตรวิชาชีพ - ไม่ใช่หลักสูตรการเรียนการสอน - ไม่ใช่การประชุมหารือ ประชุมทำงาน การดูงาน - การเพิ่มพูนความรู้หรือประสบการณ์ด้วยการสังเกตการณ์ ซึ่งได้กำหนดไว้ในโครงการหรือ หลักสูตรให้มีการดูงานก่อน ระหว่างหรือหลังการฝึกอบรม และหมายความรวมถึงโครงการหรือหลักสูตรที่ กำหนดเฉพาะการดูงานภายในประเทศที่ อปท. หรือหน่วยงานอื่นของรัฐจัดขึ้น ประเภทการฝึกอบรม - ประเภท ก. เกินกึ่งหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระดับ ๙ ขึ้นไป - ประเภท ข. เกินกึ่งหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระดับ ๑ – ๘ - บุคคลภายนอก เกินกึ่งหนึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ผู้เข้ารับการฝึกกอบรม หมายความรวมถึงบุคคลภายนอกที่เข้ารับการฝึกอบรมตามโครงการ หรือหลักสูตรที่ อปท. เป็นผู้จัด กรณี อปท. จัดฝึกอบรม 1. อยู่ในอำนาจหน้าที่ 2. คำนึงถึงความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ 3. ได้รับอนุมัติจากผู้บริหารท้องถิ่น 4. อนุมัติเฉพาะผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องหรือเป็นประโยชน์แก่ อปท. ตามจำนวนที่ เห็นสมควร ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดการฝึกอบรมเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมได้ ดังต่อไปนี้ (๑) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการใช้และการตกแต่งสถานที่ฝึกอบรม (๒) ค่าใช้จ่ายในพิธีเปิดและปิดการฝึกอบรม (๓) ค่าวัสดุ เครื่องเขียน และอุปกรณ์ (๔) ค่าประกาศนียบัตร (๕) ค่าถ่ายเอกสาร ค่าพิมพ์เอกสารและสิ่งพิมพ์ (๖) ค่าหนังสือสำหรับผู้เข้ารับการฝึกอบรม (๗) ค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสาร (๘) ค่าเช่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการฝึกอบรม


84 (๙) ค่ากระเป๋าหรือสิ่งที่ใช้บรรจุเอกสารสำหรับผู้เข้ารับการฝึกอบรม (300 บาทต่อใบ) (๑๐) ค่าของสมนาคุณในการดูงาน (1,500 บาท/แห่ง) (๑๑) ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม (๑๒) ค่าสมนาคุณวิทยากร (๑๓) ค่าอาหาร (ตามบัญชีหมายเลข 1) (๑๔) ค่าเช่าที่พัก (ตามบัญชีหมายเลข 2 และ 3) (๑๕) ค่ายานพาหนะ (๑๖) ค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นในการฝึกอบรม (เท่าที่จ่ายจริง)


85 ค่าสมนาคุณวิทยากร (๑) หลักเกณฑ์การจ่าย ก. บรรยายจ่ายได้ไม่เกิน ๑ คน ข. อภิปรายจ่ายได้ไม่เกิน ๕ คน ค. แบ่งกลุ่มทำกิจกรรม จ่ายได้ไม่เกิน ๒ คน ง. วิทยากรเกินกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ตาม(ก)(ข)(ค)ให้เฉลี่ยจ่ายไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ จ. ให้นับช่วงพักรับประทานอาหารว่างและเครื่องดื่มรวมไว้ด้วย


86 ค่าพาหนะ ๑. พาหนะของ อปท./ยืม (ค่าน้ำมันเชื่อเพลิง) ๒. พาหนะประจำทาง/เช่าเหมา (เบิกเท่าที่จ่ายจริง จำเป็น เหมาะสม ประหยัด) บุคคลที่จะเบิกค่าใช้จ่ายได้ (๑) ประธาน แขกผู้มีเกียรติ และผู้ติดตาม (๒) เจ้าหน้าที่ (๓) วิทยากร (๔) ผู้เข้ารับการฝึกอบรม


87 (๕) ผู้สังเกตการณ์ กรณีจัดฝึกอบรมบุคคลภายนอก- จัดได้ในประเทศเท่านั้น การเบิกจ่าย ๑. กรณีจัดอาหาร ที่พัก (บัญชีหมายเลข ๑ และ ๒) ๒. กรณีไม่จัดอาหาร ที่พัก (บัญชีหมาย ๕)


88 อัตราค่าลงทะเบียน - หน่วยงานอื่นของรัฐจัดหรือร่วมกันจัด (เท่าที่จ่ายจริง) - หน่วยงานอื่นซึ่งมิใช่หน่วยงานของรัฐจัดหรือร่วมกันจัด (บัญชีหมายเลข ๔)


89 การรายงาน -ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมผู้สังเกตการณ์รายงานผลต่อผู้มีอำนาจอนุมัติภายใน 60 วัน นับแต่ วันเดินทางกลับมาถึง ค่าใช้จ่ายในการจัดทำประกันภัยทรัพย์สิน - ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการจัดทำประกันภัยทรัพย์สินของ อปท. พ.ศ. 2562 (ใช้บังคับ 26 มีนาคม 2562) - ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการจัดทำประกันภัยทรัพย์สินของ อปท. (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 (ใช้บังคับ 20 กุมภาพันธ์ 2564) การตั้งงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายในการจัดทำประกันภัยทรัพย์สิน - หมวดค่าใช้สอย รายจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งบริการตามความจำเป็นและเหมาะสมคำนึงถึง สถานะการคลัง ค่าเบี้ยประกันภัยคุ้มกับความคุ้มครอง ประกันภัยภาคบังคับ รถส่วนกลาง รถประจำตำแหน่ง รถรับรองทุกคัน ประกันภัยภาคสมัครใจ รถส่วนกลาง แบบมีเงื่อนไข ข้อ ๗ การทำประกันภัยรถราชการภาคสมัครใจ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ (๑) ต้องเป็นรถยนต์ส่วนกลางที่ใช้ในการปฏิบัติงานตามภารกิจหน้าที่ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น (๒) ลักษณะการใช้รถยนต์มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และ (๓) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณเพียงพอที่จะจัดทำประกันภัย โดยไม่กระทบ ต่อการปฏิบัติภารกิจตามอำนาจหน้าที่ ข้อ ๘ นอกจากหลักเกณฑ์ตามข้อ ๗ การจัดทำประกันภัยภาคสมัครใจขององค์กรปกครอง ส่วน ท้องถิ่นให้เป็นไปตามเงื่อนไข ดังนี้ด้วย (๑) รถยนต์ส่วนกลางขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตพื้นที่๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และ<อำเภอ ของจังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอสะข้าย้อย อำเภอเทพ อำเภอนาทวี และอำเภอจะนะ ต้องเป็นรถยนต์ที่มีภารกิจปกติในพื้นที่ (๒) รถยนต์ส่วนกลางขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีลักษณะการใช้งานที่ก่อให้เกิดความ เสี่ยง ในการเกิดอุบัติเหตุได้มากกว่ารถยนต์ส่วนกลางขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามปกติ หรือเมื่อเกิด อุบัติเหตุแล้วมีโอกาสจะก่อให้เกิดความเสียหาย ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลอื่น ในวงกว้าง หรือจำนวนมาก เช่น รถพยาบาล รถยนต์ฉุกเฉิน รถยนต์บรรเทาสาธารณภัย รถยนต์ดับเพลิง รถยนต์บรรทุก น้ำมัน รถยนต์บรรทุกสารเคมี รถยนต์บรรทุกก๊าซ รถยนต์โดยสารหรือรถยนต์บัสโดยสาร จำนวนตั้งแต่ ๒๐ ที่ นั่งขึ้นไป เป็นต้น


90 การใช้และรักษารถยนต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการใช้และรักษารถยนต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 - การจัดทำบัญชีแยกประเภทรถ ให้ ให้ อปท. จัดทำบัญชีรถแยกประเภทรวมทั้งแสดงหลักฐาน การได้มาและการจำหน่ายจ่ายโอน ประจำตำแหน่ง (แบบ ๑) และรถส่วนกลาง/รถรับรอง (แบบ ๒) - รถส่วนกลางทุกคันให้มีตราเครื่องหมายและอักษรชื่อเต็มของ อปท. ไว้ด้านข้างนอกรถทั้งสอง ข้าง กรณีมีเหตุผลและความจำเป็นซึ่งเห็นว่าอาจไม่ปลอดภัยแก่ผู้ใช้หรือไม่เหมาะสมในการปฏิบัติงานให้ขอทำ ความตกลงกับ ผวจ. - การจัดหา การซื้อ - รถส่วนกลาง – รถประจำตำแหน่ง การเช่า - รถส่วนกลาง - รถรับรอง – รถประจำตำแหน่ง อปท. อาจเช่ารถส่วนกลางหรือรถประจำตำแหน่งได้ตามความจำเป็นและเหมาะสมโดยถือปฏิบัติ ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง การใช้รถส่วนกลาง - ใช้เพื่อกิจการอันเป็นส่วนรวมของ อปท. หรือเป็นประโยชน์ของทางราชการ - ใช้ภายในเขต อปท. นั้น - หากจะใช้รถดังกล่าวออกไปปฏิบัติหน้าที่นอกเขต อปท.ต้องได้รับอนุญาตจากผู้บริหารท้องถิ่น ก่อน - การใช้รถทั้งภายในเขตและนอกเขต อปท.ให้ใช้ใบขออนุญาตใช้รถส่วนกลางตามแบบ 3 ท้าย ระเบียบ - ให้ผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายข้าราชการ ฯ ระดับชำนาญการขึ้นไปควบคุมการใช้รถเป็นการ เฉพาะ โดยจัดให้มีสมุดบันทึกการใช้รถตามแบบ 4 ให้ผู้บริหารท้องถิ่นดำเนินการ ดังนี้ 1. สำรวจและตรวจสอบว่า มีการนำรถส่วนกลางไปใช้ในลักษณะเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือ นำไปใช้ในกิจกรรมที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ หรือนำไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ 2. หากตรวจพบตามข้อ 1 ให้ดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง 3. กรณีรถที่ได้มาจากการเช่า ให้ควบคุมการใช้รถให้มีการปฏิบัติตามสัญญาเช่ารถและ ระเบียบฯ โดยเคร่งครัด การใช้รถประจำตำแหน่ง - ใช้ในตำแหน่งหน้าที่หรือที่ได้รับมอบหมายโดยรวม - ใช้ในงานที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับงานในตำแหน่งหน้าที่ - ใช้เพื่อการเดินทงไปและกลับระหว่างที่พักและสำนักงาน - ใช้เพื่อการอื่นที่จำเป็นและเหมาสมแก่การดำรงตำแหน่งหน้าที่ในหมู่ข้าราชการและสังคม เช่น งานรัฐพิธีต่าง ๆ งานพิธีการงานประเพณี หรืองานสังคมที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น


91 การเก็บรักษา - รถประจำตำแหน่ง ให้อยู่ในความควบคุมและความรับผิดชอบของผู้ดำรงตำแหน่ง - รถส่วนกลาง/รถรับรอง เก็บรักษาในสถานที่เก็บหรือบริเวณของ อปท. ผู้บริหารท้องถิ่นอาจ อนุญาตให้เก็บที่อื่นชั่วคราวในกรณี 1. อปท. ไม่มีสถานที่เก็บที่ปลอดภัย 2. มีราชการจำเป็นและเร่งด่วน การซ่อมบำรุง - ให้ อปท. มีหน้าที่รับผิดชอบการซ่อมบำรุงรถให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งานได้ดีอยู่เสมอ ตรวจสอบมลพิษทางอากาศและระดับเสียงจากท่อไอเสียทุกหกเดือน หรือทุกระยะทาง๑๕,๐0๐ กม. แล้วแต่ จะถึงกำหนดอย่างใดก่อน โดยเบิกจ่ายงบประมาณจาก อปท. การเบิกจ่ายค่าน้ำมัน - รถส่วนกลางและรถรับรองให้เบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงจากงบประมาณของ อปท. - รถประจำตำแหน่ง ผู้ใช้ต้องเป็นผู้จ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเอง เว้นแต่นำรถไปใช้นอกเหนือไปจาก หน้าที่ปกติประจำให้เบิกค่าน้ำมันเชื้อเพลิงจาก อปท. ได้โดยให้ผู้บริหารท้องถิ่นรับรองทุกครั้งตามแบบรับรอง การใช้รถประจำตำแหน่ง หนังสือด่วนที่สุด ที่ มท 0808.2/ 7508 ลว. 20 ธ.ค. 2561 - หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้รถเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ของ อปท. - การจัดบริการสาธารณะของ อปท. ในการช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ของ อปท. ใน กรณีการรับส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาล อปท. อาจดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังนี้ (1) ผู้ป่วยดูแลตัวเองได้ลงทะเบียนขอรับการช่วยเหลือจาก อปท. (2) การจัดบริการรับส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลให้ อปท. พิจารณาความสามารถในการดูแล ตนเองของผู้ป่วย หนังสือด่วนที่สุด ที่ มท 0808.2/ว 7508 ลว. 20 ธ.ค. 2561 - ผู้ป่วยดูแลตัวเองได้ และไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน ให้พิจารณาใช้รถส่วนกลาง ที่มิใช่รถฉุกเฉินให้บริการ ได้ กรณีไม่มีรถส่วนกลาง หรือมีแต่อยู่ในระหว่างใช้ปฏิบัติราชการ หรือรถสภาพไม่เหมาะแก่การรับส่งผู้ป่วย ให้ประสานมูลนิธิ หรือองค์กรอื่น ๆ ที่มีรถฉุกเฉิน หรืออาจจ้างพาหนะในพื้นที่ให้การช่วยเหลือ หรืออาจ ช่วยเหลือเป็นค่าพาหนะได้ - กรณีผู้ป่วยฉุกเฉิน ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ป่วยที่ไม่มีผู้ดูแล ให้ใช้รถฉุกเฉินในการบริการ กรณีไม่มีรถฉุกเฉิน หรือมีแต่อยู่ในระหว่างรับส่งผู้ป่วยให้ประสานมูลนิธิหรือ องค์กรอื่น ๆ ที่มี รถฉุกเฉิน หรืออาจจ้างพาหนะในพื้นที่ให้การช่วยเหลือหรืออาจช่วยเหลือเป็นเงินค่าพาหนะก็ ได้


92 วันพุธที่ 1 มีนาคม 2566 เวลา 09.00 – 16.00 น. การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณตามระเบียบและหนังสือ สั่งการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกรณีศึกษาเงินขาดบัญชีและเจ้าหน้าที่รัฐทุจริต โดย อ.พรทิพย์ น้อมนำทรัพย์ สาระสำคัญ ดังนี้ หลักการตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน ของ อุปท. ๑. อำนาจหน้าที่ (ตามกฎหมายจัดตั้ง) หลัก/ส่งเสริม/กฎหมายถ่ายโอน/การกระจายอำนาจตาม กฎหมายอื่น ๒.ประโยชน์สูงสุด (ประโยชน์สาธารณะ)พิจารณาพื้นที่รับผิดชอบก่อน ๓. ข้อปฏิบัติ แนวปฏิบัติ/ข้อซักซ้อม หากไม่มีจ่ายไม่ได้ ๔. ดุลพินิจ (ชอบด้วยกฎหมาย) จำเป็น/เหมาะสมและประหยัด คู่ขนานแต่ไม่ซ้ำซ้อนกัน ๔. งบประมาณเงิน (มีเพียงพอที่จะเบิกจ่าย) หลักความคุ้มค่ามีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เป็นไป ตามวิธีงบประมาณกำหนด ๖. โปร่งใส/ตรวจสอบได้ (เปิดเผย/เอกสารถูกต้อง) มีหลักฐานชี้แจง อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย กฎหมายจัดตั้ง - พ.ร.บ. อบจ. พ.ศ.๒๕๔๐ และกฎกระทรวง - พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ - พ.ร.บ. สภาตำบล และ อบต. พ.ศ. ๒๕๓๗ กฎหมายถ่ายโอนภารกิจ - พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท.พ.ศ. ๒๕๔๒ - ประกาศคณะกรรมการการกระจายอำนาจ ให้แก่ อปท.เรื่อง กำหนดอำนาจและหน้าที่ใน การจัดระบบบริการสาธารณะของ อบจ. ลงวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๖ กฎหมายอื่น - พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ.๒๕๕'๖ - พ.ร.บ.โรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ.๒๕๓๔ - พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ.๒๕๓๕ - พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยพ.ศ.๒๕๕๐ - พ.ร.บ. การผังเมือง พ.ศ. ๒๕๑๘ - พ.ร.บ รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.๒๕๓๕ - พ.ร.บ.การขุดดินและถมดิน พ.ศ. ๒๔๔๓ ฯลฯ การตั้งงบประมาณค่าลงทะเบียนในการฝึกอบรม ตั้งงบประมาณประเภทค่าลงทะเบียนในการฝึกอบรมรวมเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป ราชการและนำค่าลงทะเบียนมาเบิกเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ


93 หนังสือ สถ. ที่ มท 0๔๐๘.๒/ว ๑๐๙๕ ลงวันที่ ๒๘ พ.ค.๒๕๖๔ เรื่อง รูปแบบและการจำแนก ประเภทรายรับ - รายจ่าย งบประมาณรายจ่ายประจำปีของ อปท.ให้ อปท.ใช้ในการจัดทำงบประมาณตั้งแต่ ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นต้นไป รายจ่ายตามแผนงาน หมายถึง รายจ่ายซึ่งกำหนดรายละเอียดหมวดรายจ่ายไว้ในงาน หรือ โครงการตามแผนงานสำหรับหน่วยงานใดโดยเฉพาะ ได้แก่ รายจ่ายดังต่อไปนี้ - หรือรายจ่ายอื่นใดในลักษณะรายจ่ายดังกล่าว ตามที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือหนังสือสั่งการกระทรวงมหาดไทยกำหนด งบดำเนินงาน ค่าใช้สอยประเภท (๓) รายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการ ปฏิบัติราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายงบรายจ่ายอื่น ๆ รายละเอียด - ค่าใช้จ่ายในการจัดฝึกอบรมและสัมมนา - ค่าลงทะเบียนในการฝึกอบรม - ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในราชอาณาจักรและนอกราชอาณาจักร เช่น ค่าเบี้ย เลี้ยงเดินทาง ค่าพาหนะ ค่าเช่าที่พัก ค่าบริการจอดรถ ณ ท่าอากาศยาน ค่าผ่านทางด่วนพิเศษค่าธรรมเนียม ในการใช้สนามบิน ฯลฯ การตั้งงบประมาณค่าตอบแทน อปพร. ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ และเบิกจ่ายค่าป่วยการชดเชยการงาน หรือเวลาที่เสียไปของ อปพร. หมวดรายจ่าย ค่าใช้สอย ประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการที่ไม่ เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่น ๆ หนังสือ สถ. ที่ มท ๑๘๐๘.๒/ว ๑๐๙๕ ลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๔๖๔ เรื่อง รูปแบบและการ จำแนกประเภทรายรับ - รายจ่าย งบประมาณรายจ่ายประจำปีของ อปท.ให้ อปท.ใช้ในการจัดทำงบประมาณ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นต้นไป รายจ่ายตามแผนงาน หมายถึง รายจ่ายซึ่งกำหนดรายละเอียดหมวดรายจ่ายไว้ในงาน หรือ โครงการตามแผนงานสำหรับหน่วยงานใดโดยเฉพาะ ได้แก่ รายจ่ายดังต่อไปนี้ ๔. หรือรายจ่ายอื่นใดในลักษณะรายจ่ายดังกล่าว ตามที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือ หนังสือสั่งการ มท. กำหนด งบดำเนินงาน ประเภทค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติราชการอันเป็นประโยชน์แก่ อปท. ค่า ป่วยการ อปพร. ฯลฯ ระเบียบ มท.ว่าด้วย การเบิกค่าใช้จ่ายให้แก่ อปพร. ของ อปท. พ.ศ. ๒๕๖๐ ข้อ ๖ อปพร.มีสิทธิได้รับเงินค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นค่าป่วยการชดเชยการงานหรือเวลาที่เสียไปเพื่อ สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ โดยให้ตั้งงบประมาณไว้ในหมวดค่าตอบแทน ประเภทค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติราชการ อันเป็นประโยชน์แก่ อปท. การเบิกจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่หน่วยงานอื่น (อุดหนุนไม่ได้) อุดหนุนตำรวจ โครงการจัดหาเครื่องตรวจจับความเร็วรถ จัดซื้อรถจักรยายนต์สายตรวจ และ เติมน้ำมันรถยนต์ของตำรวจ สนับสนุนการเตรียมนักกีฬาและค่าดำเนินการแข่งขันกีฬาตำรวจต้านภัยยาเสพ ติด เพื่อจัดการแข่งขันกีฬาระหว่างข้าราชการตำรวจและบุคลากรผู้ปฏิบัติงานในสังกัดของตำรวจเป็นสำคัญ


94 อุดหนุนกาชาดจังหวัด เพื่อไปดำเนินการจัดหารางวัล ออกร้านกาชาด ค่าเผยแพร่กิจกรรมของ สภากาชาด รับบริจาคเลือด (อุดหนุนไม่ได้) และช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส อุดหนุนโครงการเงินสงเคราะห์ค่าจัดทำศพตามประเพณี ให้กับกลุ่มมาปนกิจซึ่งเป็นภารกิจของ พม. การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด มติที่ประชุม ก.ก.ถ. ในการประชุมครั้งที่ 1/๒๔๖๒ เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ได้กำหนด ภารกิจในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของ อปท. ดังนี้ อำนาจหน้าที่ของ อปท. การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดถือเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาความสงบเรียบร้อย ตามกฎหมายจัดตั้ง อปท. และ พรบ.กำหนดแผนฯ พ.ศ.๒๔๔๒ สำหรับการปราบปรามยาเสพติดไม่ถือเป็น อำนาจหน้าที่ของ อปท. สำหรับ อปท.ให้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ อปท.นั้น ภารกิจของ อปท. - การจัดทำสื่อและการจัดกิจกรรมรณรงค์ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์สร้างจิตสำนึกให้แก่ประชาชน - การจัดทำกิจกรรมหรือการจัดอบรมเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด - การจัดกิจกรรมในการบำบัด รักษาฟื้นฟูสมรรถภาพ ติดตาม ดูแลผู้เสพผู้ติดยาเสพติด รวมถึง - การจัดกิจกรรมส่งเสริมอาชีพให้ผู้ผ่านการบำบัด รักษาฟื้นฟูผู้เสพและผู้ติดยาเสพติด - การจัดหาชุดตรวจหาสารเสพติดและอุปกรณ์เพื่อนำไปใช้ ตรวจกลุ่มเป้าหมาย - เพื่อบำบัด รักษา ฟื้นฟู หรือติดตามผู้ผ่านการบำบัดรักษาฟันฟู หนังสือ มท. ด่วนที่สุด ที่ มท ๑๘๐๘.๒/ว ๕๔๒๖ ลว. ๒๔ ก.ย.๒๕๖๑ เรื่อง ซักซ้อมแนวทาง การเบิกจ่ายเงินอุดหนุนของ อปท.เพื่อสนับสนุนการกิจของเหล่ากาชาดจังหวัด กาชาดจังหวัดมีการขอสนับสนุน อปท. เพื่อไปดำเนินการตามภารกิจปกติ เช่น จัดหารางวัล ออก ร้านกาชาด ค่าเผยแพร่กิจกรรมของสภากาชาด รับบริจาคเลือด (อุดหนุนไม่ได้) และช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส - สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศล จัดตั้งขึ้น ตาม พ.รบ.ว่าด้วยสภากาชาดไทย พ.ศ.๒๔๖๑ โดยคณะกรรมการแห่งสภาอนุมัติและยินยอมให้สภานายกหรือสภานายิกามีอำนาจวางข้อบังคับประกอบกับ ข้อบังคับสภากาชาดไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉ.๘๑) พ.ศ.๒๕๖๐ ข้อ ๔๖ ให้เหล่ากาชาดจังหวัด บรรเทาทุกข์ผู้ ประสบสาธารณภัยการสังคมสงเคราะห์แก่ราษฎรที่ประสบความทุกข์ยากเดือดร้อน และผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดาร ตลอดทั้งในท้องที่ทั่วไปและในชุมชนตามความจำเป็น ส่งเสริมสุขภาพอนามัยและ การพัฒนาคุณภาพชีวิต - มีโครงการที่ขอรับเงินอุดหนุน มีกลุ่มเป้าหมายที่จะช่วยเหลือประชาชนหรือมีกิจกรรมที่จะ ดำเนินการอย่างชัดเจน - สามารถอุดหนุน กาชาดจังหวัดได้ หากการดำเนินการในพื้นที่ อปท.ใดให้ขอจาก อปท.พื้นที่นั้น โดยไม่ต้องมีเงินสมทบ


95 ข้อบกพร่องในการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่หน่วยงานอื่น - ไม่ปรากฎโครงการอยู่ในแผนพัฒนาท้องถิ่น - อุดหนุนให้กับหน่วยงานที่มิใช่ส่วนราชการตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน - อุดหนุนให้กับองค์กรประชาชนที่ไม่มีกฎหมายระเบียบ หรือข้อบังคับของหน่วยงานภาครัฐ กำหนดให้จัดตั้ง (กองทุนปุ๋ยประจำหมู่บ้าน) - อุดหนุนให้หน่วยงานอื่นในกิจกรรมที่ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ อปท. - ไม่พบโครงการขอรับเงินอุดหนุน / โครงการไม่เป็นไปตามแบบที่ระเบียบกำหนด - ไม่พบรายละเอียดประมาณการค่าใช้จ่ายโครงการขอรับเงินอุดหนุน - หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนไม่แสดงงบประมาณในส่วนของตนเองร่วมสมทบ - ไม่จัดทำบันทึกข้อตกลงกับหัวหน้าหน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุน - ไม่พบรายงานผลการใช้จ่ายเงินอุดหนุนของหน่วยที่ขอรับเงินอุดหนุน - ไม่พบหลักฐานการใช้จ่ายเงินอุดหนุนที่เป็นใบเสร็จรับเงินหรือเอกสารหลักฐานอื่นที่ เกี่ยวข้อง - อุดหนุนศูนย์ปฏิบัติการร่วมในการช่วยเหลือของ อปท. มีเงินเหลือจ่ายไม่ส่งคืน - ไม่แต่งตั้งคณะทำงานติดตามและประเมินผลการใช้จ่ายเงินอุดหนุน ไม่พบรายงานการ ติดตามฯ - อุดหนุน สธ. จัดซื้อครุภัณฑ์ พบว่าเงินเหลือจ่ายกรณีค่าปรับส่งมอบพัสดุล่าช้า ไม่ได้ส่งคืน คณะทำงานติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินอุดหนุน - คณะทำงานติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินอุดหนุน ดำเนินการแล้วรายงานว่าการดำเนิน โครงการเสร็จเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ภายในระยะเวลาที่กำหนดเงินเหลือจ่ายได้ส่งคืนคลังแล้ว จากการตรวจสอบพบว่า ไม่เป็นไปตามระเบียบและบันทึกข้อตกลง ได้แก่ - นำเงินอุดหนุนไปใช้จ่ายไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์โครงการ - หลักฐานการเบิกจ่ายเงินไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด - ส่งเงินเหลือจ่ายไม่ครบถ้วน - ไม่มีเอกสารหลักฐานเพียงพอที่แสดงให้เห็นว่าได้มีการตรวจสอบการดำเนินงานโครงการ เป็นไปตามที่ระเบียบกำหนด ข้อบกพร่องการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ - แต่งตั้งคณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนโดยไม่มีข้าราชการสำนักงานส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่นจังหวัด และผู้แทนส่วนราชการที่ได้รับมอบหมายจากนายอำเภอร่วมเป็นคณะกรรมการ - ไม่พบเอกสารหลักฐานการยื่นลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือของประชาชน - ไม่พบประกาศรายชื่อประชาชนที่จะได้รับความช่วยเหลือ - ไม่พบประกาศให้ประชาชนที่ประสงค์จะขอรับความช่วยเหลือยื่นลงทะเบียนเพื่อขอรับ ความช่วยเหลือ


96 ข้อบกพร่องโครงการป้องกันและลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล - เบิกค่าเช่าเต็นท์ ค่าตอบแทนพนักงานส่วนตำบล และพนักงานจ้างที่เข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ ณ จุดตรวจร่วมบูรณาการ/จุดบริการประชาชนพร้อมกับอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนตามโครงการป้องกัน และลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ (เทศกาลปีใหม่) โดยอาศัยระเบียบ มท.ว่า ด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการจัดงาน การจัดกิจกรรมสาธารณะ การส่งเสริมกีฬา และการแข่งขันกีฬาของ อปท. พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งไม่ได้กำหนดให้บุคลากรในสังกัด อปท. มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน/ค่าป่วยการชดเชยการงาน หรือเวลาที่เสียไป การเบิกจ่ายงบประมาณ ได้ดังนี้ - ค่าจัดสถานที่ เช่น ค่าเช่าเต็นท์ - สั่งใช้ ข้าราชการ พนักงาน ของ อปท. และบุคคลภายนอก - สั่งใช้ อปพร. - ค่าน้ำดื่มเพื่อบริการประซาชน ค่าไฟฟ้า/ค่าน้ำ (ถ้ามี) - ค่าป้ายรณรงค์/ประขาสัมพันธ์ การเบิกค่าใช้จ่ายโครงการป้องกันและลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล เบิกจ่ายงบประมาณในการตั้งจุดบริการประชาชนช่วงเทศกาล ค่าจัดสถานที่ เช่น ค่าเช่าเต๊นท์ - รบ.มท.ว่าด้วยการเบิกจ่ายในการบริหารงานของ อปท. พ.ศ. ๒๕๖๒ และหนังสือ ที่ มท . ๘๐๘.๒/๖ ๔๗๕๙ ลงวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๔ งบดำเนินงาน ค่าใช้สอย รายการ ค่าเช่าทรัพย์สิน สั่งใช้ ข้าราชการ พนักงาน ของ อปท. และบุคคลภายนอก - รบ.มท. ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๔ และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม งบดำเนินงาน ค่าใช้สอย ประเภท รายจ่ายเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่าย งบรายจ่ายอื่น สั่งใช้ อปพร. ปฏิบัติหน้าที่ - รบ.มท.ว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายให้แก่ อปพร. ของ อปท. พ.ศ. ๒๕๖๐งบดำเนินงาน ค่าตอบแทน ประเภทค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติราชการอันเป็นประโยชน์แก่ อปท. ค่าน้ำดื่มเพื่อบริการประชาชน ค่าไฟฟ้าค่าน้ำ (ถ้ามี) - รบ.มท.ว่าด้วยการเบิกจ่ายในการบริหารงานของ อปท. พ.ศ.๒๕๖๒ และหนังสือ ที่ มท 0๘๐๘.๒/ว ๑๐๙๕ลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๔ งบดำเนินงาน ค่าวัสดุ ประเภท วัสดุสำนักงาน ค่า สาธารณูปโภค ค่าป้ายรณรงค์/ประขาสัมพันธ์ - รบ.มท.ว่าด้วยการเบิกจ่ายในการบริหารงานของ อปท. พ.ศ.๒๕๖๒ และหนังสือ ที่ มท ๐๘๐๘.๒/ว ๗๓๐๒ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ งบตำเนินงาน ค่าใช้สอย ประเภท รายจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่ง บริการถือปฏิบัติ


97 ระเบียบ มท. ว่าด้วยกิจการอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๓ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๕มีผลใช้บังคับวันที่ 2๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ การอนุมัติโครงการฝึกอบรม อปพร. - ผู้อำนวยการศูนย์ อปพร.เทศบาล และ อบต. ดำเนินการเป็นผู้รับสมัครและคัดเลือกบุคคลที่มี คุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเข้าเป็น อปพร.และขึ้นทะเบียนเป็น อปพร. (ข้อ ๒๘) - เป็นผู้มีอำนาจอนุมัติโครงการฝึกอบรม อปพร.และกำกับดูแลให้เป็นไปตามหลักสูตรกำหนด แล้วให้รายงานผู้อำนวยการศูนย์ อปพร.จังหวัดทราบ (ข้อ ๓๓) - จัดฝึกอบรมหลักสูตรการอบรม อปพร. จัดทำเครื่องหมายและวุฒิบัตร มอบให้แก่ อปพร. ที่ผ่านการฝึกอบรม (ข้อ ๓๔) - จัดทำและออกบัตรประจำตัว อปพร. โดยเป็นผู้ลงนามในบัตรประจำตัว อปพร. ซึ่งต้องกำหนด ระยะเวลาไว้ในบัตร (ไม่เกิน ๘ ปีนับแต่วันออกบัตร และจัดทำทะเบียนคุมบัตรประจำตัว อปพร. เป็นปัจจุบัน อยู่เสมอ (ข้อ๔๓ - ๔๔) ข้อ ๔๑ ผู้บังคับบัญชา รองผู้บังคับบัญชา ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และผู้ช่วยผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ อปพร. มีสิทธิแต่งเครื่องแบบ อปพร. ตามรูปแบบแนบท้ายระเบียบนี้ ข้อตรวจสอบ การเบิกจ่ายเงินค่าใช้จ่าย อปพร. - สั่งใช้ อปพร. ไม่เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ - ไม่พบคำสั่งใช้ (อปพร.) เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยหรือการ รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน - ไม่พบเอกสารหลักฐานที่แสดงระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ประกอบการพิจารณาอัตรา ค่าใช้จ่าย ทำให้ไม่ทราบถึงสิทธิค่าใช้จ่ายที่จะได้รับ - เบิกจ่ายค่าชุด อปพร.ให้กับผู้บริหารท้องถิ่น เบิกจ่ายค่าเครื่องแต่งกายการแพทย์ฉุกเฉิน ให้กับจ้างเหมาบริการ การเบิกค่าเครื่องแต่งกายชุดปฏิบัติการฉุกเฉิน เบิกจ่ายเครื่องแต่งกายชุดปฏิบัติการฉุกเฉิน ให้กับพนักงานจ้างเหมาบริการโดยทำบันทึกตกลง จ้างพนักงานขับรถกู้ชีพโครงการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน การจ้างดังกล่าว เป็นการจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างจะต้องปฏิบัติตามที่กำหนดในสัญญาจ้างให้แล้วเสร็จและคณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้ทำการ ตรวจรับไว้เป็นการถูกต้องตามสัญญาจึงเบิกค่าจ้างให้กับผู้รับจ้างได้ ด้งนั้น ผู้รับจ้าง จึงมิใช่ ผู้ที่ อปท. สั่งให้ไป ปฏิบัติงานตามหน้าที่ให้ อปท. ตามระเบียบ มท.ว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าวัสดุเครื่องแต่งกายของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖. ข้อ ๔ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น หมายถึง ข้าราชการพนักงาน ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้างของ อปท. หรือ ผู้ที่ อปท. สั่งให้ไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ให้ อปท. แต่เป็นการปฏิบัติตามสัญญาจ้างโดยได้รับค่าจ้าง


98 ข้อบกพร่องในการเบิกจ่ายเงินค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม - เบิกจ่ายเงินค่าสมนาคุณวิทยากรเกินอัตราที่ระเบียบกำหนด - ใช้หลักฐานการจ่ายเงินค่าสมนาคุณวิทยากรไม่ถูกต้องตามแบบที่ระเบียบกำหนด - เบิกค่าตอบแทนวิทยากรไม่เป็นไปตามระเบียบกำหนด - ศึกษาดูงานที่ อบต. แต่เบิกค่าอาหารอัตราสถานที่เอกชน (อัตราส่วนราชการ) - เบิกค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม เกินอัตราที่กำหนด (เบิกไป ๔๕ บาท) - เบิกค่าเช่าที่พักสำหรับการฝึกอบรมประเภท ข เกินอัตราที่ระเบียบกำหนด - ค่าเช่าห้องพักคนเดียว เบิกห้องละ ๑,๖๐๐ บาท/คน/วัน (ไม่เกิน ๑,๒๐๐ บาท/ วัน/คน) - ห้องพักคู่ เบิกห้องละ ๑,๖00 บาท/วัน (ไม่เกิน ๗๔0 บาท/วัน/คน) - เบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมให้กับพนักงานจ้างเหมาบริการ โดยโครงการที่อบรมไม่ เกี่ยวข้องกับตำแหน่งและลักษณะงานที่ปฏิบัติหรือได้รับมอบหมาย - เบิกค่าใช้จ่ายในโครงการฝึกอบรมในการสำรวจเส้นทางก่อนไปศึกษาดูงาน การตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินการโครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงาน การจัดทำโครงการไม่เป็นไปตามกฎ ระเบียบ และคำสั่งของ มท. ไม่มีการกำหนดตัวชี้วัดที่แสดงความสำเร็จของโครงการ ตามแนวทางแผนพัฒนาท้องถิ่น เช่น - ผู้เข้าร่วมอบรม มีความรู้และทักษะเพิ่มขึ้น หรือ นำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการ ปฏิบัติงาน - ร้อยละของจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการและความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ กำหนดสถานที่ดูงานไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือ มีลักษณะเป็นการท่องเที่ยว ส่งผลกระทบ - เป็นการใช้จ่ายงบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่มีอยู่อย่างจำกัด - เสียโอกาสในการไปศึกษาดูงานสถานที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการ ที่จะทำให้ผู้เข้า รับการอบรมเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มุมมองความคิดต่าง ๆ ทำให้ได้เห็นถึง เทคนิควิธีการในการนำมาปรับใช้หรือแก้ไขปัญหา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ และ อปท. ต่อไป ไม่มีการประเมินผลการฝึกอบรมโครงการ หรือมีการประเมินเพียงสรุปตารางเวลา ภาพถ่าย สรุป เนื้อหา สถานที่และประโยชน์ที่ได้รับการอบรม หน่วยงานไม่ได้ติดตามประเมินผลว่าภายหลังจากที่ได้รับการอบรมและดูงนได้นำมาปรับใช้ใน การทำงานอย่างไร และเกิดโครงการอะไรขึ้นมาบ้าง การไม่ประเมินผลการอบรม ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถวัดผลสัมฤทธิ์เรื่องประสิทธิผล ไม่สมารถ วัดความคุ้มค่าและหน่วยงานไม่มีข้อมูลเพื่อใช้ในการวางแผน หรือแก้ไขปรับปรุงโครงการในครั้งต่อไปให้ดีขึ้น หากดำเนินการจะทำให้มีข้อมูลเพื่อใช้ในการวางแผนการดำเนินโครงการฝึกอบรม หรือเพื่อแก้ไขปรับปรุง โครงการในครั้งต่อไปให้ดียิ่งขึ้น


99 - ให้มีการประเมินผลกระบวนการฝึกอบรม/รูปแบบฝึกอบรม เช่น สถานภาพการฝึกอบรม สถานที่ ห้องเรียนห้องอาหาร ห้องพัก อุปกรณ์การสอน ระยะเวลา วิทยากรมีบุคลิกภาพ ทักษะและความรู้ใน การถ่ายทอด ตอบคำถาม เนื้อหาของหลักสูตร เหมาะสมและบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ เป็นต้น - ให้มีการประเมินประสิทธิผลของผู้เข้ารับการฝึกอบรมว่าสามารถปฏิบัติงานได้ตาม สมรรถนะหรือลักษณะงานที่ปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิผลหรือไม่ เพียงใด - หากอบรมตั้งแต่ สัปดาห์ขึ้นไป ให้มีการวัดความรู้ ความเข้าใจ ก่อนหลังการฝึกอบรม - แบ่งกลุ่มเชิงปฏิบัติการ สรุปบทเรียนหรือประเด็นสำคัญ หรืออภิปรายแสดงความคิดเห็น สำหรับการฝึกอบรม ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเร่งรัด ติดตามเกี่ยวกับกรณีเงินขาดบัญชีหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต พ.ศ. 2546 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 หนังสือ มท. ที่ มท ๐๘๐๔.๖/ว ๖๑๖๐ ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๐เรื่อง ซักซ้อมแนว ทางการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเร่งรัดติดตามเกี่ยวกับกรณีเงินขาดบัญชีหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต พ.ศ. ๒๔๔๖และที่แก้ไขเพิ่มเติม สำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ทางเพ่ง - คำสั่งแต่งตตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด - ใบเสร็จรับเงินการชดใช้ค่าเสียหาย/ค่าสินไหมทดแทน - คำสั่งออกมาตรการบังคับทางปกครอง - หนังสือจากกรมบัญชีกลาง/กระทรวงการคลังที่วินิจฉัยกำหนดตัวบุคคลผู้ต้องชดใช้ค่าสินไหม ทดแทน หรือให้ยุติเรื่อง - คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล - รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด - สัญญารับสภาพหนี้ - คำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ทางอาญา - บันทึกประจำวันของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ - หนังสือแจ้งผลความคืบหน้าของสำนักงาน ป.ป.ช./สำนักงาน ป.ป.ท. - หนังสือจากสำนักงานอัยการสูงสุดแจ้งผลการสั่งฟ้อง/ไม่ฟ้องคดี - คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล - คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง - คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย - รายงานผลการสอบสวนทางวินัย - คำสั่งลงโทษทางวินัย - บันทึกว่ากล่าวตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร


100 - เอกสารเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่ง กรณีเป็นข้าราชการการเมือง - เอกสารเกี่ยวกับการเกษียณอายุราชการ - กรณีโอน/ย้ายไปหน่วยงานอื่น ให้ขอรายงานผลการดำเนินการทางวินัยของผู้กระทำผิดไปยังต้น สังกัดใหม่ หลักเกณฑ์การพิจารณายุติการติดตามกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต ของ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทางแพ่ง เมื่อหน่วยงานได้รับการชดใช้เงินหรือทรัพย์สินคืนครบถ้วน ทางอาญา เมื่อหน่วยงานแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่แจ้งเรื่องให้ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ดำเนินการแล้วแต่กรณี ทางวินัย เมื่อหน่วยงานดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแล้ว กรณีเงินขาดบัญชีและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต * เขียนเช็คสั่งจ่ายโดยไม่มีหลักฐานการจ่ายเงินและไม่มีเอกสารการเบิกเงิน แก้ไขจำนวนเงินใน เช็คให้สูงกว่าเอกสารเบิกจ่าย รวมถึงนำเงินรายได้ฝากธนาคารไม่ครบ ผู้รับผิด - หัวหน้าส่วนการคลัง จัดทำฎีกาเบิกจ่ายเงินและจัดทำเช็คให้ผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายแล้ว มิได้ นำไปชำระให้ผู้มีสิทธิ์ เนื่องจากไม่มีหลักฐาน ชดใช้เต็มจำนวน - คณะกรรมการเก็บรักษาเงิน มิได้ตรวจสอบจำนวนเงิน หลักฐานแทนตัวเงิน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ คลังไม่ทำรายงานคงเหลือประจำวันส่งมอบให้ตรวจสอบเป็นระยะเวลานาน ย่อมต้องสังเกตถึงความผิดปกติ และต้องทวงถาม แต่กลับปล่อยปละละเลย เป็นเหตุให้เงินขาดบัญชี ต้องชดใช้ค่าเสียหายร้อยละ 40 ของ ค่าเสียหาย - ปลัด ไม่ควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้าส่วนการคลัง เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ให้ชดใช้ค่าเสียหายร้อยละ 20 ของความเสียหาย - นายกฯ ไม่กำกับ ควบคุมดูแล การจัดทำบัญชีให้เป็นปัจจุบัน จัดทำรายงานเงินคงเหลือ ประจำวัน เมื่อไม่ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ ไม่ทักท้วงหรือเร่งรัดให้ปฏิบัติตามระเบียบรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ร้อยละ 20 ของความเสียหาย - สตง.ตรวจสอบการเงิน พบว่า มีการเบิกจ่ายเงินแต่ไม่มีใบเสร็จรับเงินให้ตรวจสอบ ซึ่ง อปท. อนุมัติหลักฐานการเบิกจ่ายเงินเพื่อชำระเงินกู้ แต่ไม่มีการนำเงินไปชำระ เมื่อตรวจสอบรายการเคลื่อนไหวการ เบิกถอนเงินจากรายงานการเงิน Statement จากบัญชีธนาคารมีการถอนเงินไปจากธนาคารเมื่อตรวจสอบ ธนาคารพบว่า เช็คที่นำไปขึ้นเงินไม่ได้เขียนสั่งจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ แต่สั่งจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ตรวจฎีกาและจัดทำเช็ค โดยเขียนรายละเอียดในเช็คแต่ใช้ปากกาที่เขียนแล้ว สามารถลบได้ เมื่อผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายเช็คแล้ว จะแก้ไขเช็คเป็นชื่อของตนเองและผู้อื่น (1.5 ล้านบาท) - พฤติการณ์เป็นการใช้เอกสาร (เช็ค) ปลอม ราชการได้รับความเสียหายอันเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 (ปปช.ดำเนินคดีอาญา)


Click to View FlipBook Version