การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) เพื่อแก้ไข ปัญหาการใช้ much many ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน นนทบุรีวิทยาลัย USING SCAFFOLDING TEACHING TECHNIQUE TO DEVELOP THE USE OF MUCH AND MANY OF MATHAYOMSUKSA 1, NONTHABURI WITTAYALAI SCHOOL โดย นายพุฒิพงศ์ แสงทอง รหัสประจำตัว 6210121224042 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ เสนอ อาจารย์สุวรรณ มาศเมฆ การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนภาษาอังกฤษนี้เป็นส่วนหนึ่งของ การศึกษารายวิชา การปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาในสาขาวิชาเฉพาะ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 วิทยาลัยการฝึกหัดครู มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
ก บทคัดย่อ พุฒิพงศ์ แสงทอง 2565: การใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้ much many ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย ปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย: อาจารย์สุวรรณ มาศเมฆ, ปร.ด. 190 หน้า การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของร้านก เรียน เรื่อง การใช้ much many โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) 2) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริม ต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มี ต่อการเรียนภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย ที่เรียน รายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน (อ21102) ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 41 คน คัดเลือก มาแบบเจาะจง (purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การใช้ much many โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) 2) แบบทดสอบภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many และ 3)แบบสอบถามความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้much many วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้คะแนนเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคะแนนเฉลี่ยร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลของการใช้แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การใช้ much many ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 วัดได้จากผลสัมฤทธิ์แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่านักเรียนมีคะแนนหลังเรียนมากกว่าก่อนเรียน ( = 81.95%) 2. แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การใช้ much many ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมี ประสิทธิภาพเท่ากับ (E1/E2) 87.56/81.95 เป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพ 80/80 ที่ผู้วิจัยได้กำหนดไว้ 3. นักเรียนมีความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many ในระดับมากที่สุด (̅4.80) คำสำคัญ: การใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding), much many, การพัฒนาไวยกรณ์ภาษาอังกฤษ
ข Abstract Puthipong Sangthong 2023: USING SCAFFOLDING TEACHING TECHNIQUE TO DEVELOP THE USE OF MUCH AND MANY OF MATHAYOMSUKSA 1, NONTHABURI WITTAYALAI SCHOOL. Bachelor of Education (English) Research Advisor: Suwan Masmek, Ph.D. P.143 The purpose of this research was to study the learning achievement of students learned by using scaffolding teaching technique to develop the use of much and many of mathayomsuksa 1, Nonthaburi Witthayalai school, study the efficacy of using scaffolding teaching technique to develop the use of much and many of mathayomsuksa 1, Nonthaburi Witthayalai school, and study the students’ attitude after studying by using scaffolding teaching technique to improve the use of much and many. The sample used was 41 Mathayomsuksa 1/15 students of Nonthaburi Witthayalai school in the second semester of academic year 2022 chosen by purposive sampling. The instruments were lesson plan by using scaffolding teaching technique to develop the use of much and many, questions achievement test on using scaffolding teaching technique to develop the use of much and many and questionnaire for students’ satisfaction towards using scaffolding teaching technique to develop the use of much and many. Statistics used in data analysis were mean, standard deviation, and percentage. The findings of study were as follows: 1. The students had a very good level of English grammar ability after studying the use of much many (= 81.95) 2. The lesson plan on the use of much many was more effective than the specified criteria (E1/E2) 87.56/81.95 3. The satisfaction of the students towards the development of English grammar ability about the use much many was at the highest level. (̅= 4.80) Keywords: Scaffolding Leaning, application, Much Many, Develop the grammar
ค กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้เล่มนี้สำเร็จได้ด้วยดี ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ คณาจารย์ ทุกท่านที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้แก่ผู้วิจัย ชี้แนะและให้คำแนะนำแก่ผู้วิจัยตลอดช่วง ระยะเวลาที่ทำการวิจัย และขอขอบคุณเจ้าของเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี ตำรา และผลงานทางวิชาการ ต่าง ๆ ที่ผู้วิจัยได้นำมาอ้างอิงในงานวิจัยฉบับนี้ ขอขอบพระคุณ อาจารย์สุวรรณ มาศเมฆ และ ครูณัฐชนันทร์ อยู่สีมารักษ์ที่ได้ให้ความรู้ คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุงแก้ไขและให้ความอนุเคราะห์ในเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาหลักของ งานวิจัย เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ในครั้งนี้ ขอขอบพระคุณ ครูธัญวรัตม์ เทพสุนทร ครูทัศนีย์ นรานฤดม ครูนวรัตน์ บานไม่รู้โรย ที่ได้ กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพของ เครื่องมือวิจัยทุกรายการของงานวิจัยนี้ ขอขอบพระคุณ ผู้อำนวยการและคณะครู โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย จังหวัดนนทบุรี ที่ให้ความ อนุเคราะห์ในการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัย ขอขอบคุณนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทุกคนที่ให้ความร่วมมือในการทำวิจัยนี้จน เสร็จ สมบูรณ์และขอขอบคุณเพื่อน ๆ ผู้ที่คอยให้ความช่วยเหลือในยามวิกฤต ที่คอยเป็น กำลังใจในวันที่ เหนื่อยล้า ให้ผู้วิจัยมีแรงก้าวข้ามผ่านช่วงแย่ ๆ ไปได้ อนึ่ง ผู้วิจัยหวังว่างานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อ การพัฒนาการจัดการศึกษา การจัดการเรียนรู้การพัฒนานักเรียน และการพัฒนาวิชาชีพของครูผู้สอน ภาษาอังกฤษในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทย สำหรับข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ นั้น ผู้วิจัยยินดีน้อมรับข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และยินดีรับฟังคำแนะนำจากทุกท่านที่ได้ศึกษา งานวิจัยนี้เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาวิชาชีพครูและงานวิจัยด้านการจัดการศึกษา ภาษาอังกฤษต่อไป ผู้วิจัย
ง สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญภาพ ช สารบัญตาราง ซ 1. บทนำ 1 1.1 ที่มาและความสำคัญ 1 1.2 วัตถุประสงค์ในการวิจัย 3 1.3 สมมติฐานทางการวิจัย 3 1.4 ขอบเขตของการวิจัย 3 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 4 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 5 2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6 2.1 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) พุทธศักราช 2551 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัด 6 2.2 สาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตลอดชั้นปี ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 9 2.3 ความรู้ภาษาอังกฤษ เรื่อง much many 11 2.4 การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 13 2.5 การสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ 18 2.6 เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) 27 2.7 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ 29 2.8 การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 30 2.9 ความพึงพอใจต่อการเรียนภาษาอังกฤษ 32 2.10 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 35 2.11 กรอบแนวคิดในการวิจัย 42
จ สารบัญ (ต่อ) หน้า 3. วิธีดำเนินการวิจัย 44 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 44 3.2 รูปแบบการวิจัย (PAOR) 44 3.3 เครื่องมือวิจัยและการหาคุณภาพ 47 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 50 3.5 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 51 4. ผลวิเคราะห์ข้อมูล 55 4.1 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ 55 4.2 การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ 56 4.3 การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษของผู้เรียน 57 5. สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 59 5.1 สรุปผลการวิจัย 59 5.2 อภิปรายผลการวิจัย 60 5.3 ข้อเสนอแนะในการวิจัย 62 บรรณานุกรม 63 ภาคผนวก 69 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญตรวจคุณภาพเครื่องมือวิจัย 70 ภาคผนวก ข แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอน แบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many 75 ภาคผนวก ค แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many 115 ภาคผนวก ง แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ ของนักเรียนโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) 120 ภาคผนวก จ ตรวจสอบคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้ เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many 123
ฉ สารบัญ (ต่อ) หน้า ภาคผนวก (ต่อ) ภาคผนวก ฉ ตรวจสอบคุณภาพแบบทดสอบ เรื่อง การใช้ much many 130 ภาคผนวก ช การประเมินคุณภาพของแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มี ต่อการเรียนภาษาอังกฤษ 137 ภาคผนวก ซ ภาพระหว่างการปฏิบัติการจัดการเรียนการสอน 141
ช สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 2.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย 43 3.1 แผนภาพ PAOR ตามแนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการของเคมมิสและแม็ค แท็กการ์ด (Kemmis and McTaggart, 1988) 45
ซ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 4.1 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแผนจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการ ใช้เทคนิคการสอนเสริมต่อการเรียนรู้ (scaffolding) 56 4.2 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ ของนักเรียนโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) 56 4.3 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ ของนักเรียนโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) 57
1 บทที่1 บทนำ ที่มาและความสำคัญ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหนึ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย และการสื่อสารภาษาอังกฤษมีบทบาทใน ชีวิตของผู้คนในทุกที่ในโลก รวมถึงอยู่ในระบบการศึกษาของหลายประเทศทั่วโลกเนื่องจากอิทธิพลที่ ภาษาอังกฤษมีต่อประเทศต่าง ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้น ภาษาอังกฤษได้กลายเป็นหนึ่งใน วิธีการสื่อสารที่ใช้กันทั่วไปทั่วโลก ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษถือได้ว่าเป็นศาสตร์สำคัญศาสตร์ หนึ่ง เพราะภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางในการใช้สื่อสารในยุคปัจจุบัน ผู้เรียนจึงต้องมีองค์ความรู้และ สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ เพราะยุคศตวรรษที่ 21 เป็นโลกไร้พรมแดนองค์ความรู้ด้านต่างๆ ทั่วทุก มุมโลกต่างก็ได้รับการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันภาษาอังกฤษจึงเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ สำคัญต่อการติดต่อสื่อสาร เช่น ด้านการศึกษา ด้านการแสวงหาความรู้ด้านการประกอบอาชีพ ด้าน การสร้างความเข้าใจต่อประเพณีวัฒนธรรม ด้านการค้าขายและธุรกิจ และเมื่อมีความหลากหลาย และแตกต่างทางประเพณีวัฒนธรรม ย่อมตระหนักถึงการสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจ และ ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางสากลของสังคมโลกเพื่อแสดงความเข้าใจต่อกัน (วรวรรธน์ศรียาภัย กรรณิการ์รักษาและ คนึงนิจ ศีลรักษ์. 2553: 36-50) และสำหรับการสื่อสาร หากใช้ภาษาสื่อกลาง เป็นภาษาอังกฤษ ได้ก็สามารถเข้าถึงโลกได้มากมายในปัจจุบัน สามารถเดินทางไปหลายประเทศใน โลกที่พูดภาษาอังกฤษได้ และจะสามารถสื่อสารได้อย่างคล่องตัว โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย จัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ให้แก่นักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 โดยเน้นพัฒนานักเรียนตามตัวชี้วัด ใน 4 สาระ ได้แก่ ภาษาเพื่อการสื่อสาร ภาษาและวัฒนธรรม ภาษากับการบูรณาการ และภาษาเพื่อ ชุมชนโลก แม้ว่าในปัจจุบันทางโรงเรียนมีการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีทางเลือกในรูปแบบที่ หลากหลายโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และเพื่อตอบสนอง ตามมาตรฐานสากล แต่ปัญหาในภาพรวมของคะแนน O-Net ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ใน 3 ปีย้อนหลัง (2560-2562) พบว่ายังต้องปรับปรุงวิชาภาษาอังกฤษที่เรียน (ค่าเฉลี่ยร้อยละต่ำกว่า 50) ดังนี้ ปี การศึกษา 2560 พบว่า คะแนนที่ได้ต่ำกว่าระดับประเทศกำหนด โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 30.51 ในปีการศึกษา 2561 พบว่า คะแนนที่ได้ต่ำกว่าระดับประเทศกำหนด โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 28.01 และในปีการศึกษา 2562 พบว่า คะแนนที่ได้ต่ำกว่าระดับประเทศกำหนด โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 31.49 จึงมีความจำเป็นต้องเร่งพัฒนา ความรู้ความเข้าใจและทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและการอ่านเป็นประเด็นหลัก และ จากการที่ผู้วิจัยได้ จัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 15 โรงเรียนนนทบุรี
2 วิทยาลัย ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 เป็นต้นมา โดยเฉพาะเรื่อง much many พบว่า มีนักเรียนที่ได้คะแนนทดสอบไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน จำนวน 29 คน แสดงให้เห็นว่ายังมีนักเรียน บางกลุ่มที่ยังมีปัญหาการเรียนรู้ในเรื่อง much many การสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) มาจากแนวคิดของไวก็อตสกี้ (Lev Semyonovich Vygotsky) เรื่องพื้นที่รอยต่อพัฒนาการ และการเสริมต่อการเรียนรู้ ซึ่งอธิบาย เกี่ยวกับทฤษฎีทางสังคมวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้และพัฒนาการ การนำวิธีการ สอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ มาใช้ในการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของผู้เรียน จะ เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของผู้เรียน เรื่อง much many เนื่องจาก การสอนแบบเสริม ต่อการเรียนรู้ มี 3 ขั้นตอนได้แก่ 1) การเลือกรูปแบบ ขั้นตอนการเลือกรูปแบบเป็นการสร้างความ สนใจเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจที่จะเรียนรู้ด้วยความสมัครใจ อาจใช้วิธีการสาธิต การปฏิบัติ หรือทำให้ดู การบรรยาย การยกตัวอย่าง การใช้กรณีศึกษา การให้ดูภาพเป้าหมายที่ต้องการไปถึง การพูดจาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจว่าผู้เรียนสามาถทำได้ การใช้คำถามกระตุ้นเตือน ใช้เทคโนโลยี ภาพเคลื่อนไหวและเสียง ให้ผู้เรียนสังเกตและวิเคราะห์ เป็นต้น ผู้สอนเป็นผู้เลือกเทคนิควิธีต่าง ๆ ที่ เห็นว่าเหมาะสมกับระดับการเรียนรู้ของผู้เรียน 2) การแยกย่อย เป็นการแตกย่อยกิจกรรมให้เป็นงาน ย่อย ๆ เพื่อแจกแจงงานให้เป็นขั้นตอนไม่ซับซ้อน ลดขนาดของงานลงจากงานที่มีลักษณะง่ายไปหา ยาก เสมือนกับว่าผู้สอนเป็นผู้สร้างจุด (dots) หรือผู้ที่คอยให้การช่วยเหลือ และผู้เรียนเป็นผู้เชื่อมจุด (connecting the dots) ผ่านการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนสามารถ ปฏิบัติงานที่ผู้เรียนไม่สามารถทำให้สำเร็จด้วยตนเอง โดยการช่วยเหลือจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงและ ลดลง ในขณะที่ผู้เรียนจะค่อย ๆ เพิ่มความสามารถในการปฏิบัติงานด้วยตนเองมากขึ้น 3) การ เสริมแรง หรือการให้ข้อมูลป้อนกลับการให้ข้อคิดเห็น การวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อน การวิจารณ์แบบ สร้างสรรค์ การให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเป็นการรักษาความสนใจของผู้เรียน ให้คงอยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยสร้างเมื่อผู้เรียนทำสำเร็จจะได้คำชื่นชมและกำลังใจ จากปัญหาที่ผู้เรียนไม่สามารถจำแนกและนำ much many ไปใช้ในประโยคได้อย่างถูกต้อง ผู้วิจัยได้วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาดังกล่าวและพบว่าเกิดจากสาเหตุ 3 ประการ 1. ผู้สอนขาด ประสบการณ์การใช้เทคนิคการสอน 2. ผู้เรียนขาดประสบการณ์การใช้ much many ใน ชีวิตประจำวันและไม่ค่อยได้พบตัวอย่างการใช้ในชีวิตประจำวันหรือห้องเรียน 3. นักเรียนขาดความ สนใจในกิจกรรมหรือวิธีการเรียนการสอนที่ผู้สอนจัดขึ้น และผู้วิจัยได้เห็นความสำคัญของปัญหา เหล่านี้จึงได้นำการสอนแบบ การสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) มาใช้ในการจัดการ เรียนรู้เพื่อแก้ไขตั้งแต่สาเหตุของปัญหาการเรียนรู้ของผู้เรียน
3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียน เรื่อง การใช้ much many โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) 2) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการ เรียนรู้ (Scaffolding) 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอน แบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) สมมติฐานทางการวิจัย นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การใช้ much many หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตของการวิจัย 1.ด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย สังกัดองค์การ บริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ปีการศึกษา 2565 จำนวนทั้งสิ้น 595 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 15 โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ปีการศึกษา 2565 จำนวน 41 คน คัดเลือกมาแบบเจาะจง (purposive sampling) 2. ด้านเนื้อหา สาระการเรียนรู้ที่ใช้ในการวิจัย คือ การใช้ much many ตาม หลักสูตรกลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องการใช้ much many จัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักการสอนไวยากรณ์และแนวการสอนภาษาเพื่อการ สื่อสาร (2W3P) โดยมีเครื่องมือวิจัยที่ใช้ 3 รายการ คือ แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้ เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many แบบทดสอบก่อน เรียนและหลังเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ การใช้ much many และแบบประเมินความพึงพอใจ ของนักเรียน โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) 3. ด้านตัวแปร 3.1 ตัวแปรต้น 3.1.1. การใช้แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริม ต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many
4 3.2 ตัวแปรตาม 3.2.1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียน เรื่อง การใช้ much many โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) 3.2.2. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษโดยการใช้ เทคนิคการ สอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) 4) ด้านระยะเวลา การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน 2565 ถึง เดือนธันวาคม 2565 นิยามศัพท์เฉพาะ การใช้แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการ เรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many หมายถึง วิธีการสอนที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพ ความรู้ของผู้เรียน โดยผ่านกระบวนการทางสังคม ในการแลกเปลี่ยน โดยอาศัยความสามารถจากผู้ที่ มีความสามารถสูงกว่า เช่น ครู หรือเพื่อนร่วมชั้นที่เก่งกว่า จนผู้เรียนเกิดความคิดรวบยอด และ ความสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง โดยมีขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้ 3 ขั้นตอน (1) ขั้นการเลือก รูปแบบ คือขั้นที่ครูผู้สอนจะเป็นผู้กำหนดสื่อหรือรูปแบบกิจกรรมให้ผู้เรียน (2) ขั้นการแยกย่อยครู สอนแบ่งเนื้อหาออกให้เป็นระดับขั้นสำหรับการเรียรู้ตั้งแต่งานไปจนถึงระดับยาก และแบ่งช่วงการ เรียนรู้ออกตั้งแต่ที่ครูผู้สอนคอยให้คำแนะนำจนนักเรียนเกิดความคิดรวบยอด และสามารถเรียนรู้ได้ ด้วยตนเอง (3) ขั้นเสริมแรงหรือป้อนข้อมูลย้อนกลับคือขั้นที่ผู้สอนจะให้ คำวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ หรือข้อปรับปรุงเพื่อให้นักเรียนสามารถนำไปปรับปรุง และพัฒนาได้ กิจกรรมการเรียนการสอนนี้ถูก นำมาใช้เพื่อพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many หมายถึง ความสามารถ หรือผลสำเร็จของนักเรียนซึ่งเกิดจากการได้รับประสบการณ์จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษของผู้วิจัยโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริม ต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการที่นักเรียนทำ แบบทดสอบ ภาษาอังกฤษหลังเรียน เรื่อง การใช้ much many ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริม ต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many หมายถึง อัตราส่วนระหว่างประสิทธิภาพ ของกระบวนการและประสิทธิผลของผลลัพธ์ เกณฑ์ที่ กำหนดไว้สำหรับเนื้อหาที่เป็นทักษะ คือ E1/E2: 80/80 มีความหมายดังนี้ 80 ตัวแรก (E1) หมายถึง นักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่ทำกิจกรรม/
5 แบบฝึกหัด/แบบทดสอบระหว่างเรียน เรื่อง การใช้ much many หลังเรียนได้คะแนนเฉลี่ยรวมร้อย ละ 80 และ 80 ตัวหลัง (E2) คือ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่ทำแบบทดสอบภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many หลังเรียน ได้คะแนนเฉลี่ยรวมร้อยละ 80 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many โดย การใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) หมายถึง ระดับความรู้สึกพอใจ ซึ่ง เป็นผลจากความสนใจและมีเจตคติทางบวก ของนักเรียนที่มีต่อผู้วิจัย ประเมินจากองค์ประกอบด้าน การสอนของผู้วิจัย ด้านสื่อการเรียนรู้และ อุปกรณ์การสอน ด้านการวัดผลประเมินผล ด้าน บุคลิกลักษณะของผู้วิจัย และด้านประโยชน์ที่ นักเรียนได้รับจากการเรียนที่ผู้วิจัยเป็นผู้สอน วิเคราะห์ ข้อมูลได้จากการที่นักเรียนได้ตอบ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน ภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) หลังจากที่นักเรียนได้ทำแบบทดสอบภาษาอังกฤษหลังเรียนฯ เสร็จสิ้นแล้ว ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1) ครูผู้สอนภาษาอังกฤษระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย มีแนวทางใน การนำเทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ไปประยุกต์ใช้ในการสอนสาระวิชา ภาษาอังกฤษเรื่องอื่นๆ 2) โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย มีแนวทางในการนำเทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียนทุก ระดับชั้นของโรงเรียน 3) โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี และสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาชั้นพื้นฐานมีแนวทางในการนำเทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนให้แก่ ครูผู้สอน และโรงเรียนในสังกัด 4) สถาบันการศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษาอื่น ๆ ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดการ เรียน การสอนภาษาอังกฤษมีแนวทางในการนำเทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนให้แก่บุคลากรสายงาน การสอนในสถาบันการศึกษาของตนเองหรือ หน่วยงานทางการศึกษาในสังกัด
6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลและ รายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วสรุปเป็นสาระสำคัญ ดังนี้ 1) หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) พุทธศักราช 2551 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัด 2) สาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตลอดชั้นปี ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) ความรู้ภาษาอังกฤษ เรื่อง much many 4) การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 5) การสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ 6) เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) 7) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ 8) การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 9) ความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ 10) งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 11) กรอบแนวคิดในการวิจัย 1. หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) พุทธศักราช 2551 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ พุทธศักราช 2551 มุ่งหวังให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อ ภาษาต่างประเทศสามารถใช้ภาษาต่างประเทศ สื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ แสวงหาความรู้ ประกอบ อาชีพและศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องราวและวัฒนธรรมอัน หลากหลายของประชาคมโลกและสามารถถ่ายทอดความคิดและวัฒนธรรมไทยไปยังสังคมโลกได้ อย่างสร้างสรรค์ ประกอบด้วยสาระสำคัญ ดังนี้ (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ, 2544 น. 9-73)
7 1. สาระ คือ กรอบเนื้อหาหรือโครง (Framework) หรือของข่ายองค์ความรู้ (Content area) ซึ่งนำมาจัดเรียนตามหมวดหมู่เฉพาะเนื้อหาอย่างระบบ โดยที่สาระต่าง ๆ นั้นจะมี ความสัมพันธ์ ระหว่างกัน ซึ่งสาระทั้งหมดนั้นควรนำไปสอนทุกระดับชั้น ในลักษณะที่บูรณาการหรือ ผสมเข้า ด้วยกันเพื่อให้ผู้เรียนนั้นเรียนรู้ภาษาในทุก ๆ ด้าน ทั้งยังพัฒนาสมรรถภาพทางภาษา สามารถแยก ออกได้เป็น 4 สาระ ดังต่อไปนี้ 1.1. สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร (Communication) สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร (Communication) หมายถึง ความสามารถในการ สื่อสารเป็นภาษาต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ มิใช่เพียงแต่การจดจำคำศัพท์ และรูปประโยค ภาษา โดยที่ผู้เรียนนั้นต้องใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว และตระหนักถึงวิธีการที่จะนำภาษาและ วัฒนธรรมไปใช้ในการสร้างปฏิสัมพันธ์ในสังคมโดยกำหนดมาตรฐานไว้ดังนี้ มาตรฐาน ต. 1.1 เข้าใจและมีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่าง ๆ และ แสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึก และความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ต 1.3 นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นใน เรื่อง ต่าง ๆ โดยการพูดและการเขียน 1.2. สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม (Cultures) สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม (Cultures) หมายถึง การรับรู้และเข้าใจวัฒนธรรมของ เจ้าของภาษาจะสร้างความตระหนักให้ผู้เรียนถึงทัศนคติของชนชาติอื่นๆ หมายรวมไปถึงวิถีชีวิต ที่ เป็นเอกลักษณ์ รูปแบบพฤติกรรม และเข้าใจอิทธิพลของวัฒนธรรมของชนชาติอื่นๆ ในโลกที่มีต่อ สังคมไทยประกอบด้วย 3 ส่วน คือแนวคิด (Perspectives) การปฏิบัติ(Practices) และผลผลิต (Products) โดยที่ภาษานั้นจะเป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงแนวคิดทางวัฒนธรรมโดยที่ผู้เรียนจะ มีโอกาสสะท้อนความคิดเห็นเกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง ภายหลังจากที่ได้ ศึกษาภาษา และวัฒนธรรมของชนชาติอื่นโดยกำหนดมาตรฐานไว้ดังนี้ มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของ ภาษา และนำไปใช้ ได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและ วัฒนธรรม ของเจ้าของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนำมาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
8 1.3. สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น (Connections) สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น (Connections) การ เชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ จะเป็นการสริมสร้างความรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ ให้กับผู้เรียนในขณะที่ผู้เรียนกำลังฝึกฝนภาษาต่างประเทศโดยกำหนดมาตรฐานไว้ 1 มาตรฐานได้แก่ มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการ เรียนรู้อื่น และเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน 1.4. สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนโลก (Communities) สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนโลก (Communities) สถานศึกษาต้องมีการ ประชาสัมพันธ์ และความร่วมมือกันกับผู้ปกครองและบุคคลในชุมชนเพื่อให้การพัฒนาคุณภาพ การศึกษาในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องโดยกำหนดมาตรฐานดังนี้ มาตรฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และสังคม มาตรฐาน ต 4.2 ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ การ ประกอบอาชีพ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก 2. คุณภาพผู้เรียน คือ คุณภาพผู้เรียนที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยในครั้งนี้คือคุณภาพผู้เรียนเมื่อจบ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2.1. ปฏิบัติตามคำขอร้อง คำแนะนำ ดำชี้แจง และดำอธิบายที่ฟังและอ่านอ่านออกเสียง ข้อความ ข่าว โฆษณา นิทาน และบทร้อยกรองสั้นๆ ถูกต้องตามหลักการอ่านระบุ/เขียนสื่อที่ไม่ใช่ ความเรียงรูปแบบต่างๆ สัมพันธ์กับประโยคและข้อความที่ฟังหรืออ่าน เลือก/ระบุหัวข้อเรื่อง ใจความ สำคัญ รายละเอียดสนับสนุน และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่าง ๆ พร้อมทั้งให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ 2.2. สนทนาและเขียนโต้ตอบข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เรื่องต่างๆ ใกล้ตัว สถานการณ์ข่าว เรื่องที่อยู่ในความสนใจของสังคม และสื่อสารอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม ใช้คำขอร้องคำซี้แจง และ คำอธิบาย ให้ดำแนะนำอย่างเหมาะสม พูดและเขียนแสดงความต้องการเสนอและให้ความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือ พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูล บรรยาย อธิบาย เปรียบเทียบ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังหรืออ่านอย่างเหมาะสมพูด และเขียนบรรยาย ความรู้สึกและความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ กิจกรรม ประสบการณ์ และข่าว/เหตุการณ์ พร้อมทั้งให้เหตุผลประกอบอย่างเหมาะสม 2.3. พูดและเขียนบรรยายเกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ์ ข่าว/เหตุการณ์/เรื่อง/ประเด็น ต่าง ๆ ที่อยู่ในความสนใจของสังคม พูดและเขียนสรุปใจความสำคัญ/แก่นสาระ หัวข้อเรื่องที่ได้จาก
9 การวิเคราะห์เรื่องข่าวเหตุการณ์สถานการณ์ที่อยู่ในความสนใจ พูดและเขียนแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับกิจกรรม ประสบการณ์ และเหตุการณ์ พร้อมให้เหตุผลประกอบ 2.4. เลือกใช้ภาษา น้ำเสียง และกิริยาทำทางเหมาะกับบุคคลและโอกาสตามมารยาทสังคม และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา อธิบายเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ขนบธรรมเนียมและประเพณีของ เจ้าของภาษา เข้าร่วม/จัดกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมตามความสนใจ 2.5. เปรียบเทียบและอธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างการออกเสียงประโยค ชนิดต่าง ๆ และการลำดับคำดามโครงสร้างประโยคของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย 2.6. เปรียบเทียบและอธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างชีวิตความเป็นอยู่และ วัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับของไทย และนำไปใช้อย่างเหมาะสม 2.7. ตันคว้า รวบรวม และสรุปข้อมูล/ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น จากแหล่งการเรียนรู้ และนำเสนอด้วยการพูดและการเขียน 2.8. ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง สถานการณ์จำลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียนสถานศึกษา ชุมชน และสังคมใช้ภาษาต่างประเทศในการสีบคันคันคว้า รวบราม และสรุปความรู้ ข้อมูลต่าง ๆ จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ ในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ เผยแพร่/ประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น เป็นภาษาต่างประเทศ 2.9. มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ (เน้นการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน) สื่อสารตามหัวเรื่อง เกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม เวลาว่างและนันทนาการ สุขภาพ และสวัสดิการ การซื้อ-ขาย ลมฟ้าอากาศ การศึกษาและอาชีพ การเดินทาง ท่องเที่ยว การบริการ สถานที่ ภาษา และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายในวงคำศัพท์ประมาณ 2,100-2,256 คำ (คำศัพท์ ที่เป็นนามธรรมมากขึ้น) 2.10. ใช้ประโยคผสมและประโยคซับซ้อน (Complex Sentence) สื่อความหมายตาม บริบทต่างๆ ในการสนทนาทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ 2. สาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สาระการเรียนรู้แกนกลางภาษาอังกฤษระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (สำนักวิชาการและ มาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ, 2544 น.9-73) มีดังนี้ 1. สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร 1.1. มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและดีความเรื่องที่ฟ้งและอ่านจากสื่อประเภทต่าง ๆ และแสดง ความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล 1) ตัวชี้วัดที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่ง คำขอร้อง คำแนะนำ และคำชี้แจงง่าย ๆ ที่ฟังและอ่าน
10 2) ตัวชี้วัดที่ 2 อ่านออกเสียงข้อความ นิทาน และ บทร้อยกรอง (poem) สั้น ๆ ถูกต้อง ตามหลักการอ่าน 3) ตัวชี้วัดที่ 3 เลือก/ระบุประโยคและข้อความ ให้สัมพันธ์กับสื่อที่ไม่ใช่ความเรียง (non-text information) ที่อ่าน 4) ตัวชี้วัดที่ 4 ระบุหัวข้อเรื่อง (topic) ใจความสำคัญ (main idea) และตอบคำถาม จากการฟังและอ่านบทสนทนา นิทาน และเรื่องสั้น 1.2. มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดง ความรู้สึกและความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ 1) ตัวชี้วัดที่ 1 สนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง กิจกรรมและสถานการณ์ต่าง ๆ ใช้ชีวิตประจำวัน 2) ตัวชี้วัดที่ 2 ใช้คำขอร้อง ให้คำแนะนำและคำขอร้อง คำชี้แจงตามสถานการณ์ 3) ตัวชี้วัดที่ 3 พูดและเขียนแสดงความต้องการขอความช่วยเหลือ ตอบรับ และปฏิเสธ การให้ความช่วยเหลือ ในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม 4) ตัวชี้วัดที่ 4 พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูลและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ เรื่องที่ ฟังหรืออ่านอย่างเหมาะสม 5) ตัวชี้วัดที่ 5 พูดและเขียนแสดงความรู้สึกและความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับเรื่อง ต่าง ๆ ใกล้ตัว กิจกรรมต่าง ๆ พร้อมทั้งให้เหตุผลสั้น ๆ ประกอบอย่างเหมาะสม 1.3. มาตรฐาน ต 1.3 นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่อง ต่าง ๆ โดยการพูดและการเขียน 1) ตัวชี้วัดที่ 1 พูดและเขียนบรรยายเกี่ยวกับตนเอง กิจวัตรประจำวัน ประสบการณ์ และสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว 2) ตัวชี้วัดที่ 2 พูดและเขียนสรุปใจความสำคัญ/แก่นสาระ (theme) ที่ได้จากการ วิเคราะห์เรื่อง/ เหตุการณ์ที่อยู่ในความสนใจของสังคม 3) ตัวชี้วัดที่ 3 พูด/เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมหรือเรื่องต่าง ๆ ใกล้ตัว พร้อมทั้งให้เหตุผลสั้น ๆ ประกอบ 2. สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม 2.1. มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และนำไปใช้ ได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ 1) ตัวชี้วัดที่ 1 ใช้ภาษา น้ำเสียง และกิริยาท่าทางสุภาพ เหมาะสม ตามมารยาทสังคม และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา
11 2) ตัวชี้วัดที่ 2 บรรยายเกี่ยวกับเทศกาล วันสำคัญ ชีวิตความเป็นอยู่ และประเพณีของ เจ้าของภาษา 3) ตัวชี้วัดที่ 3 เข้าร่วม/จัดกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมตามความสนใจ 2.2. มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและ วัฒนธรรม ของเจ้าของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนำมาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม 1) ตัวชี้วัดที่ 1 บอกความเหมือนและความแตกต่างระหว่างการออกเสียงประโยคชนิด ต่าง ๆ การใช้เครื่องหมายวรรคตอน และการลำดับคำตามโครงสร้างประโยคของภาษาต่างประเทศ และภาษาไทย 2) เปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างระหว่างเทศกาล งานฉลอง วันสำคัญ และชีวิตความ เป็นอยู่ของเจ้าของภาษากับของไทย 3. สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น 3.1. มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้ อื่นและเป็นพื้นฐานในการพัฒนาแสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน 1) ตัวชี้วัดที่ 1 ค้นคว้า รวบรวม และสรุป ข้อมูล/ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระ การเรียนรู้อื่นจากแหล่งการเรียนรู้ และนำเสนอด้วยการพูด/การเขียน 4. สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก 4.1. มาตรฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และสังคม 1) ตัวชี้วัดที่ 1 ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์จำลองที่เกิดขึ้นใน ห้องเรียนและสถานศึกษา 4.2 มาตรฐาน ต 4.2 ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อการ ประกอบอาชีพ 1) ตัวชี้วัดที่ 1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/ค้นคว้าความรู้/ข้อมูลต่าง ๆ จากสื่อ และแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ ในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ 3. ความรู้ภาษาอังกฤษ เรื่อง much many much, many มีความหมายเหมือนกันว่า จำนวนมาก หรือ มีปริมาณมาก แต่ทั้ง 2 คำนี้ มีวิธีการใช้ที่ ต่างกัน สามารถแบ่งการใช้ออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ 1. much และ many: มักจะใช้ในประโยคที่มีความหมายในเชิงลบหรือประโยคปฏิเสธ หรือใน ประโยคคำถามก็ได้ much = ปริมาณมากใช้คู่กับคำนามนับไม่ได้ (uncountable noun) เสมอ
12 much + uncountable noun (นามนับไม่ได้) How much garbage is there in the room? มีขยะในห้องมากแค่ไหน We do not need that much meat for this meal. เราไม่ได้ต้องการเนื้อมากขนาดนั้นสำหรับมื้อนี้ There’s not much time left before the deadline. ไม่มีเวลาเหลือมากนักก่อน deadline I have not made much effort. ฉันไม่ได้พยายามมากนัก 2. many = จำนวนมากใช้คู่กับนามนับได้ที่เป็นพหูพจน์ (plural countable nouns) เสมอ many + plural countable nouns (นามนับได้ที่เป็นพหูพจน์) How many candidates have achieved band 7.0? ผู้สอบกี่คนได้ Band 7.0 Are there many workers at the office today? มีพนักงานที่ออฟฟิศวันนี้จำนวนมากไหม Not many people support this policy. มีคนจำนวนไม่มากที่สนับสนุนนโยบายนี้ There were not many lecturers at the seminar this morning. มีอาจารย์จำนวนไม่มากนักที่งานสัมมนาเช้านี้ 3. much และ many สามารถใช้กับประโยคที่เป็นประโยคบอกเล่าได้เช่นกัน แต่จะใช้ในภาษา ที่เป็นทางการหรือภาษาเขียนมากกว่า ไม่เป็นที่นิยมใช้ในภาษาพูด ส่วนใหญ่มักจะพบในหนังสือ ราชการ, เอกสารทางกฎหมาย, หรือบทความทางวิชาการ *** ข้อควรจำ *** ส่วนมากเราจะไม่ใช้ much และ many ในประโยคบอกเล่า ยกเว้นแต่เราจะใช้ much และ many คู่กับคำอื่นๆเหล่านี้ในประโยคบอกเล่า จะถือว่าใช้ได้ เช่น so + much/many: I love you so much. ฉันรักเธอมากนะ She has so many friends. เธอมีเพื่อนเยอะมาก
13 much/many + of: She spent much of her life in foreign country. เธอใช้เวลาในชีวิตของเธอส่วนใหญ่ใน ต่างประเทศ Many of us were angry about it. พวกเราส่วนใหญ่โมโหกับมันมาก how + much/many: I want to tell you how much I love you. ฉันอยากจะบอกคุณว่าฉันรักคุณมากแค่ไหน Jay knows how many places I like to go. เจย์รู้ว่าที่ๆฉันชอบไปมีทั้งหมดกี่ที่ too + much/many: There are too many cars here. ที่นี่มีรถมากเกินไป I have too much work to finish today. ฉันมีงานมากเกินไปที่จะ ต้องทำให้เสร็จภายในวันนี้ 4. การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 4.1 แนวคิด เรื่อง การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การสอนภาษาอังกฤษที่ผ่านมามีวิธีการสอนที่แตกต่างหลากหลายตามหลักแนวคิด พื้นฐานที่ นักภาษาได้คิดค้นขึ้นเพื่อใช้ในการสอนหรือปรับปรุงการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นการ สอน ภาษาอังกฤษตามแนวทางการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารเริ่มขึ้นเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1970 และ ได้รับ ความนิยมอย่างมากในประเทศอังกฤษ เนื่องจากเป็นแนวทางการสอนที่เน้นเรื่องการสื่อสารตาม สถานการณ์การใช้ภาษาจริง ๆ มากกว่าการเน้นการสอนเรื่องรูปแบบหรือโครงสร้างของภาษาเพียง อย่างเดียว วิดโดสัน (Widdowson, 1978, อ้างจาก Larsen-Freeman, 2000, p.121) ได้กล่าว ไว้ว่า ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงของการนำแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารมาใช้นั้น มีเหตุผลมา จากการที่ผู้เรียนสามารถสร้างประโยคที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ในชั้นเรียนได้เป็นอย่างดีเพียงแต่ยัง
14 ไม่สามารถนำความรู้ทางตัวภาษาที่ได้เรียนนั้นไปใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างเหมาะสมถูกต้องตาม บริบท เหตุผลเนื่องจากการรู้ถึงกฎในตัวภาษาของผู้เรียนนั้นยังไม่เพียงพอต่อการใช้ภาษาใน สถานการณ์จริง ๆ ดังนั้น การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารจึงมุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ทางภาษาที่มีอยู่ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งนอกจากที่ผู้เรียนจะต้องมีความรู้ในเรื่องไวยากรณ์ภาษา แล้ว ผู้เรียนยังต้องมีความรู้ในสิ่งที่อยู่นอกเหนือตัวภาษาเพิ่มเติม ได้แก่ สถานภาพหรือความสัมพันธ์ ของคู่สนทนาในสังคม อายุ เพศ การศึกษา มารยาทหรือความสุภาพ ตลอดจนเจตนาทั้งทางตรงและ ทางอ้อมในการสื่อสาร เป็นต้น ลาเซน-ฟรีแมน (Larsen-Freeman, 2000, pp.128-132) ได้กล่าวถึงเป้าหมายของการ สอนภาษาเพื่อการสื่อสารว่า คือการทำให้ผู้เรียนสามารถสื่อสารในภาษาอังกฤษที่เรียนได้และการจะ ทำเช่นนี้ได้ ผู้เรียนจะต้องมีความรู้เรื่องโครงสร้างทางภาษา ความรู้เรื่องความหมาย และความเข้าใจ เรื่องของหน้าที่ของภาษา ผู้เรียนจะต้องเลือกรูปแบบของภาษาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ต้องการ ใช้ในการสื่อสาร บริบททางสังคม ตลอดจนบทบาททางสังคมของผู้ร่วมสนทนาด้วย ทั้งนี้ นอกจากการ สอนที่เน้นในเรื่องหน้าที่ของภาษามากกว่ารูปแบบทางภาษาแล้ว ผู้เรียนยังต้องเรียนทักษะทั้งสี่ คือ ทักษะการพูด ฟ้ง อ่านและเขียนไปพร้อม ๆ กันตั้งแต่เริ่มต้นอีกด้วย สิ่งที่มีความโดดเด่นในการสอน ภาษาเพื่อการสื่อสารคือเนื้อหาของการเรียนการสอนจะอยู่ภายใต้กระบวนการของการจัดกิจกรรม ทางภาษาที่เน้นให้ผู้เรียนได้มีโอกาสในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารทั้งสิ้น และการที่ผู้เรียนจะสามารถ สื่อสารได้ดีนั้นต้องมีองค์ประกอบหลักอยู่ 3 ประการด้วยกันคือ 1) ช่วงว่างระหว่างข้อมูล (Information gap) คือความต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันโดยเมื่อคู่สนทนาไม่มีข้อมูลหรือ มีข้อมูลไม่พอเพียง ทำให้ต่างฝ่ายต้องการที่จะทราบหรือให้ข้อมูลซึ่งกันและกัน 2) การเลือก (Choice) คือผู้เรียนมีโอกาสในการเลือกที่จะพูดหรือเขียน ตลอดจนรูปแบบในการสื่อสารความหมาย และ 3) ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) คือ ผู้เรียนมีโอกาสที่จะได้ทราบถึงผลของการสื่อสารที่ว่าประสบ ความสำเร็จหรือล้มเหลวจากปฏิกิริยาของผู้ร่วมสนทนา นอกจากนี้แล้วการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร ยังเน้นการเรียนรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติด้วย กล่าวคือ ผู้สอนต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาอังกฤษ ให้มากที่สุด การให้ผู้เรียนสนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันโดยให้เลือกใช้ภาษาตามต้องการและให้ ประเมินการสื่อสารด้วยตนเองเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาในการสื่อสารจริง ๆ ส่วน ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นของผู้เรียนขณะที่มีการเรียนการสอนนั้นไม่ใช้สิ่งสำคัญที่ต้องการการแก่ไขเสมอ ไปทั้งนี้ข้อผิดพลาดจะถูกแก่ไขเฉพาะส่วนที่สำคัญๆ ที่จะไปขัดขวางหรือทำให้เกิดความสับสนของ ความเข้าใจในการสื่อสารเท่านั้น มิฉะนั้นผู้เรียนอาจเกิดความไม่มั่นใจหรือไม่กล้าที่จะใช้ภาษาในการ ทำกิจกรรมต่าง ๆ
15 วิลคิล (Wilkins, 1976) ได้เสนอแนวคิดการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารไว้ว่าเป็นการให้ ความสำคัญกับการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารตั้งแต่เริ่มต้น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ละเลยในเรื่อง ความสำคัญทางไวยากรณ์และสถานการณ์ในการใช้ภาษา การสอนภาษาตามแนวทางการสอนภาษา เพื่อการสื่อสารจะมีข้อดีมากกว่าแนวคิดการสอนภาษาที่เน้นไวยากรณ์ คือ มีการฝึกฝนภาษาเพื่อใช้ใน การสื่อสาร และเมื่อผู้เรียนได้มีการฝึกฝนการใช้ภาษาได้ในสถานการณ์จริงแล้วจะเป็นการช่วยให้เกิด แรงจูงใจในการเรียนภาษาแก่ผู้เรียนอีกด้วย ซาวิคนอน (Savignon, 1983, pp. 36-38) มีแนวคิดว่าเป้าหมายของการสอนภาษา เพื่อ การสื่อสารหมายถึงการสร้างความสามารถในการสื่อสาร (Communicative competence) แบ่งได้ เป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1) ความสามารถด้านกฎเกณฑ์และโครงสร้างของภาษา (Linguistic or grammatical competence) คือ ความสามารถที่ผู้เรียนต้องมีเกี่ยวกับเรื่องการออกเลียง ศัพท์ โครงสร้างหรือ รูปแบบของประโยคเพื่อนำไปใช้ในการสื่อสาร 2) ความสามารถด้านภาษาศาสตร์เชิงสังคม (Sociolinguistic competence) คือ ความสามารถที่ผู้เรียนต้องมีเกี่ยวกับการใช้ภาษาได้ถูกต้องเหมาะสมตามกฎเกณฑ์ทางสังคมและ วัฒนธรรม เช่น คนรู้ว่าควรพูดอย่างไรในสถานการณ์ใด จุดประสงค์ของการสนทนา ตลอดจนคำนึงถึง บทบาททางสังคมของตนเองและผู้ร่วมสนทนา เป็นต้น 3) ความสามารถด้านความเข้าใจในระดับข้อความ (Discourse competence) คือ ความสามารถที่ผู้เรียนต้องมีเกี่ยวกับการดีความวิเคราะห์ความสัมพันธ์กันของประโยคต่าง ๆ โดย สามารถเชื่อมโยงความหมายและโครงสร้างทางไวยากรณ์เพื่อพูดหรือเขียนสิ่งต่าง ๆ ได้ต่อเนื่องมี ความหมายสัมพันธ์กัน เช่น การมีลำดับของการเล่าเรื่อง การเขียนจดหมายที่มีข้อความเป็นเหตุเป็น ผลสอดคล้องกัน 4) ความสามารถในการใช้กลวิธีในการสื่อความหมาย (Pragmatic or strategic competence) คือ ความสามารถที่ผู้เรียนต้องมีเกี่ยวกับ การถอดความ การพูดซํ้า การพูดอ้อม การ ใช้ภาษาสุภาพ ตลอดจนการใช้นี้าเลียงแบบต่าง ๆ เพื่อให้การสื่อสารมีความราบรื่นขึ้นหากเมื่อเกิด ความเข้าใจผิด หรือการไม่เข้าใจในการสื่อสาร จอห์นสัน (Johnson, 1982, pp. 163-172) ได้เสนอหลักการจัดการเรียนรู้ภาษาเพื่อ การสื่อสาร 5 ประการ ดังนี้ 1) Information transfer principle เป็นหลักการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารที่ มุ่งเน้นความสามารถในการทำให้เกิดความเข้าใจและถ่ายทอดข้อมูล ผู้เรียนจะต้องมีความสามารถ นา เอาข้อมูลที่ได้จากการอ่านหรือฟ้งมาถ่ายทอดให้อยู่ในรูปแบบอื่น เช่น อ่านหรือฟ้งบทความ หรือ บท
16 สนทนา แล้วนำข้อมูลที่ได้มานั้นกรอกลงในแบบฟอร์ม ตาราง กราฟ หรือ แผนภูมิ เป็นต้น การที่ ผู้เรียนสามารถถ่ายโอนข้อมูลได้นั้นหมายถึงผู้เรียนมีความเข้าใจในเนื้อหาที่อ่านหรือฟ้ง 2) Information gap principle เป็นหลักการที่ว่าการสื่อสารจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเกิด ช่องว่างระหว่างข้อมูล เป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้พูดและผู้ฟ้ง ซึ่งมี ประโยชน์สำหรับการสอนทักษะการพูดเพราะทำให้เกิดสถานการณ์การสื่อสารที่เป็นจริง ในการจัด กิจกรรมต้องให้ข้อมูลกับผู้เรียน 2 คนที่ไม่เหมือนกันและให้ผู้เรียนทั้ง 2 คนพยายามแลกเปลี่ยนข้อมูล หรือข่าวสารซึ่งกันและกัน โดยผู้เรียนคนที่ 2 ไม่รู้ล่วงหน้าว่าผู้เรียนคนที่ 1 จะพูดอะไร ดังนั้น เมื่อ ผู้เรียนคนที่ 1 พูด ผู้เรียนคนที่ 2 จะต้องหาคำตอบอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความคล่องในการฝึกพูด และแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันจนได้ข้อมูลทั้งหมดครบสมบูรณ์ 3) Jigsaw principle เป็นหลักการที่เป็นการผสมผสานระหว่าง Information transfer principle and information gap principle โดยกิจกรรมทีให้ผู้เรียนนันจะแตกต่างกันผู้เรียนคนที่ 1 จะได้รับการฝึกทักษะหนึ่ง และผู้เรียนคนที่ 2 อาจจะได้รับการฝึกอีกทักษะที่แตกต่าง กันแต่เนื้อหาอยู่ ในเรื่องเดียวกัน จากนั้นทั้งสองฝ่ายต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อทำงาน ที่ตนได้รับ มอบหมายให้สำเร็จ เช่น ผู้สอนให้เนื้อหาแก่ผู้เรียนคนที่ 1 เป็นสัญลักษณ์แล้วให้ผู้เรียนถ่ายโอนข้อมูล จากสัญลักษณ์เป็น ข้อความ ส่วนผู้เรียนคนที่ 2 ให้เนื้อหาที่เป็นข้อความแล้วให้ถ่ายโอนกลับเป็น สัญลักษณ์ หลังจากนั้น ให้ทั้งคู่แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อทำงานให้สำเร็จ 4) Task dependency principle เป็นหลักการพึ่งพาอาศัยกันในการทำงาน เนื่องจาก บางครั้งข้อมูลที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ซึ่งอาจจะต้องมีการติดต่อสื่อสารพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เพื่อ ช่วย ให้งานที่ได้รับมอบหมายประสบความสำเร็จ โดยการให้ผู้เรียนทำงานของตนให้สำเร็จไปขึ้น หนึ่งก่อน แล้วต่อมาให้ผู้เรียนทั้ง 2 คนพึ่งพาอาศัยและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันเพื่อที่จะทำงาน ในขึ้น ต่อไป ซึ่งถ้าในขึ้นแรกแต่ละฝ่ายทำงานไม่ถูกต้อง งานในขึ้นต่อไปก็จะ ล้มเหลว ดังนั้น จึงจำเป็น อย่าง ยิ่งที่ผู้เรียนต้องตั้งใจทำงานของตนเองให้สมบูรณ์เพื่อที่จะได้นำข้อมูลเหล่านั้นไปให้ผู้เรียนอีกคน หนึ่ง ใช้ในการทำงานต่อไป 5) Correction for content principle เป็นหลักการที่เน้นในเรื่องของการแก่ไข ข้อบกพร่องของการสื่อสาร นั้นคือ หลังจากผู้เรียนทำกิจกรรมประเภทต่าง ๆ ไปแล้ว จะต้องมีการ ตรวจสอบว่าผู้รับข้อมูลสามารถรับการถ่ายทอดเนื้อหาของข้อมูลได้ถูกต้องหรือไม่ โดยผู้ตรวจสอบ อาจเป็นผู้สอนหรือผู้เรียนเองก็ได้ จากแนวคิดการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารข้างต้น สรุปได้ว่าเป็นการสอนที่เน้นการใช้ ภาษาของ ผู้เรียนมากกว่าเน้นหลักเกณฑ์การใช้ภาษา เป็นการให้ความสำคัญกับความคล่องแคล่วของ การใช้ ภาษา ดังนั้น การจัดการเรียนรู้ภาษาตามแนวนี้จะต้องเน้นการทำกิจกรรมเพื่อฝึกฝนการใช้ ภาษาให้ ได้ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงมากที่สุด ได้แก่ การสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้ฝึกสนทนา โต้ตอบกัน
17 เป็นคู่ กลุ่มย่อย กลุ่มใหญ่ มีการสวมบทบาท เล่นเกมส์ทางภาษา เป็นต้น และการที่ผู้เรียน จะ สามารถใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้ดีนั้นจะต้องมีทักษะความสามารถทั้ง 4 ด้าน คือ ความสามารถ ใน เรื่องกฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์ ความสามารถด้านภาษาเชิงสังคม ความสามารถด้านความสัมพันธ์ ของ ข้อความ และความสามารถด้านการใช้กลวิธีในการสื่อความหมาย 4.2 รูปแบบ/วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร กรม วิชาการ (2545, น. 111-112) ได้เสนอขั้นตอนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารไว้ 5 ขั้นตอน และ ขั้นตอนการสอนนั้นมีผลเชื่อมโยงต่อไปถึงสถานการณ์การสอน เทคนิคการสอน สื่อ อุปกรณ์การสอน และหน่วยการสอนด้วย ขั้นตอนการสอนดังกล่าว มีดังนี้ 4.2.1 ขั้นนำ/ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน (Warm up/Lead in) มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียน เกิดความพร้อมและอยากรู้อยากเรียนในสาระ/เนื้อหา/เรื่อง/บทใหม่ เนื้อหาจะเชื่อมโยงไปสู่ สาระสำคัญของบทนั้น ๆ เมื่อผู้สอนเห็นว่าผู้เรียนมีความพร้อม เกิดความสนุก และสนใจอยากเรียน แล้ว ก็เริ่มเรียนสาระ/เนื้อหา/เรื่อง/บทใหม่ต่อไป กิจกรรมที่กำหนดไว้ในขั้นนี้มีหลากหลาย เช่น การ เล่นเกม ปริศนาคำทาย เพื่อทบทวนความรู้ที่เรียนมาแล้ว 4.2.2 ขั้นการนำเสนอตัวภาษา/สาระ/เนื้อหา (Presentation) การนำเสนอตัวภาษา/สาระ/ เนื้อหาใหม่ เป็นขั้นการสอนที่สำคัญขั้นหนึ่ง ในขั้น นี้ผู้สอนจะให้ข้อมูลทางภาษาแก่ผู้เรียน เป็นการ เริ่มต้นการเรียนรู้ การนำเสนอตัวภาษา/สาระ/เนื้อหา ใหม่ มีการนำเสนอศัพท์ใหม่ สาระ/เนื้อหาใหม่ ให้เข้าใจทั้งรูปแบบและความหมาย กิจกรรมที่กำหนด ไว้ประกอบด้วยการให้เรียนรู้สาระ/เนื้อหาใหม่ ให้ผู้เรียนฝึกตาม มุ่งให้ผู้เรียนทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ความหมายและรูปแบบภาษาที่ใช้จริงโดยทั่วไป รวมถึงวิธีการใช้ภาษา และการเรียนรู้กฎเกณฑ์ทาง ภาษาในบริบทหรือสถานการณ์ที่เป็นจริง ซึ่ง ผู้สอนเป็นผู้ให้ความรู้ทางภาษาที่ถูกต้อง และเป็น แบบอย่างที่ถูกต้อง คือ Informant (ผู้ไห้ความรู้) รูปแบบของภาษาจึงเน้นที่ความถูกต้อง (Accuracy) เป็นหลัก 4.2.3 ขั้นการฝึกปฏิบัติ (Practice) ในขั้นนี้ผู้เรียนจะได้ฝึกใช้ภาษาที่เรียนมาแล้วในขั้น นำเสนอตัวภาษา/สาระ/ เนื้อหาโดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้เรียนเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและวิธีการใช้ รูปแบบภาษานั้นโดยเน้นที่ ความถูกต้อง ความแม่นยำในการใช้รูปแบบภาษา ตลอดจนความสามารถ ในการนำไปใช้ได้ เป็นการ ให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาได้ถูกต้อง ขณะเดียวกันก็เน้นเรื่องการใช้ภาษา ให้คล่องแคล่ว (Fluency) การฝึกอาจจะฝึกทั้งขั้น เป็นกลุ่ม เป็นคู่หรือรายบุคคล ขั้นนี้เป็นโอกาสที่ ผู้สอนจะแก่ไขข้อผิดพลาด ของผู้เรียนในการใช้ภาษา ซึ่งการแก่ไขข้อผิดพลาดนั้นควรทำหลังการฝึก หากทำระหว่างที่ผู้เรียน กำลังลองผิดลองถูกอยู่ความมั่นใจที่จะใช้ภาษาให้คล่องแคล่วอาจลดลงได้ กิจกรรมที่กำหนดไว้ในคู่มือ ครูและแผนการจัดการเรียนรู้ มีทั้งในลักษณะที่กล่าวมานี้และในลักษณะ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกอย่างอิสระ
18 4.2.4 ขั้นการประยุกต์ใช้ภาษา/การนำภาษาไปใช้/การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร (Production) ในขั้นนี้เป็นขั้นตอนการถ่ายโอนการเรียนรู้จากสถานการณ์ในขั้นเรียนไปสู่การ นำภาษาไปใช้จริงนอกขั้นเรียน ผู้เรียนจะเป็นเป็นผู้ทำกิจกรรม ได้ใช้ภาษาในสถานการณ์จริงด้วย ตนเองผ่านกิจกรรมต่าง ๆ โดยผู้สอนเป็นเพียงผู้คอยให้ความช่วยเหลือ กำหนดภาระงานซึ่งถ้าผู้เรียน ผิดพลาด ผู้สอนจะไม่ขัดจังหวะแต่จะปล่อยไปก่อนเพื่อให้ผู้เรียนรู้สึกสบายใจ จุดมุ่งหมายเพื่อให้ ผู้เรียนนำคำหรือประโยคที่ฝึกมาแล้วมาใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ในรูปแบบกิจกรรมหลากหลายเพื่อให้ เกิดความคล่องแคล่ว (Fluency) และเกิดความสนุกสนาน กิจกรรมที่กำหนดไว้มีหลากหลาย เช่น การเล่นเกม การทำชิ้นงาน การทำแบบฝึก การนำเสนอผลงานเป็นต้น 4.2.5 ขั้นสรุป (Wrap up) เป็นขั้นสุดท้ายของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละ คาบ/ ชั่วโมง จุดประสงค์เพื่อสรุปสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนมาแล้ว กิจกรรมที่เสนอแนะไว้อาจจะเป็นการ นำเสนอ รายงานของกลุ่ม ทำแบบฝึกหัดเพื่อสรุปความรู้ หรือเล่นเกมเพื่อทดสอบสิ่งที่เรียนมาแล้ว เป็นต้น จากแนวคิดการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแสดงให้เห็นว่าเป้าประสงค์ที่แท้จริงของการ เรียนภาษานั้นคือเพื่อการสื่อสาร ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเห็นความสำคัญของการพัฒนาทักษะการสื่อสารที่ ถูกต้องเพื่อให้การสื่อสารนั้นมีความหมาย มีคุณค่า และมีประสิทธิภาพ แต่ในขณะเดียวกันปัญหาการ ใช้ประโยคที่มีการใช้ much many นั้นยังคงเป็นอุปสรรคทำให้การสื่อสารคลาดเคลื่อน และไม่ สามารถสื่อความหมายได้อย่างชัดเจนในภาพรวม ผู้วิจัยจึงนำแนวทางการสอนเพื่อการสื่อสาร มา ประกอบการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการ เรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many ซึ่งเป็นวิธีการสื่อสารวิธีหนึ่งเช่นกัน 5.การสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ 6.1 ความหมายของไวยากรณ์ มีผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวถึงความหมายของไวยากรณ์ดังต่อไปนี้ ธอร์นเบวรี (Thornbury, 2001, p. 1) กล่าวว่า ไวยากรณ์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ การศึกษาว่าโครงสร้างหรือรูปแบบใดที่สามารถใช้ได้บ้างในภาษา โดยไวยากรณ์แบบเดิมจะมุ่งเน้น การวิเคราะห์ในระดับประโยค ดิคกินส์ (Dickins et al, 1988, p. 623) กล่าวว่าไวยากรณ์คือระบบ ของโครงสร้างภาษาซึ่งมีหน้าที่วางลำดับ และรูปแบบของคำที่เรียงกันเป็นประโยค ไวยากรณ์เป็นสิ่ง สำคัญสำหรับการแสดงความหมายของข้อมูลภาษา เพราะการสื่อสารความหมายเกิดจาก ความสัมพันธ์ระหว่างคำต่าง ๆ ในประโยค จินตนา สุจจานันท์ (2551, น. 1) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับ ความหมายของไวยากรณ์ว่า ไวยากรณ์ (Grammar) หมายถึง สิ่งที่เราทำเมื่อเราเรียงคำต่าง ๆ เข้า ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการพูดของเราทุกวันหรือการเขียนอย่างมีแบบแผนที่เป็นทางการ ไวยากรณ์ หมายถึงโครงสร้างของประโยค (Sentence structure) ซึ่งรวมถึงการเรียงคำ (Word order) และ
19 การสร้างคำในประโยค (Morphology) ส่วนวิไลวรรณ ขนิษฐานันท์ (2528, น.1) กล่าวว่า ไวยากรณ์ หมายถึง ระบบในภาษา และเป็นระบบที่ผู้ใช้ภาษาได้เรียนรู้มาตั้งแต่ในวัยเด็กโดยผู้เรียนไม่รู้ว่าระบบ ของภาษาที่เรียนมีลักษณะเป็นอย่างไรและสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่จำเป็นว่าต้องเรียนจากตำรา เช่นเดียวกับระวิวรรณ ศรีคร้ามครัน (2539) ที่ได้ให้แนวความคิดเกี่ยวกับความหมายของไวยากรณ์ว่า หมายถึง ระเบียบ กฎเกณฑ์ของภาษา ซึ่งผู้เรียนต้องจำได้ถึงแม้ว่าจะมีข้อยกเว้นอยู่จำนวนมากในกฎ ของไวยากรณ์ ผู้เรียนจะต้องจำให้ได้เพื่อให้สามารถเรียนภาษาได้ดี โควาน (Cowan, 2008) กล่าวถึงไวยากรณ์ว่าเป็นแกนหลักของการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษ ถ้าขาดความรู้ด้านระบบไวยากรณ์ภาษาอังกฤษแล้วผู้ที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ สองจะไม่เข้าใจและไม่สามารถสื่อสารในระดับสูงได้ ไวยากรณ์ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วย สนับสนุนการสื่อสารทั้ง 4 ทักษะ คือ การฟ้ง การพูด การอ่าน และการเขียน เฮดจ (Hedge, 2007, pp. 44-72) กล่าวถึงบทบาทและหน้าที่ของครูว่า ครูต้องฝึกและ ช่วยเหลือนักเรียนในขั้นตอนการเริ่มเขียนด้วยวิธีที่หลากหลาย การเขียนภาษาอังกฤษต้องดำเนินการ อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้นักเรียนได้ถูกเขียนมาก ๆ กิจกรรมการเขียนที่นำมาให้นักเรียนฝึกหัดควรเป็น กิจกรรมที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน ชานาฮาน (Shanahan, 2014) เสนอว่า ความรู้ด้านการใช้โครงสร้างไวยากรณ์เป็น องค์ประกอบ สำคัญที่จะช่วยให้นักเรียนรู้ถึงลักษณะประโยคและเข้าใจประโยคที่อ่าน ทำให้ประสบ ความสำเร็จใน การอ่านมากขึ้น จาง (Zhang, 2009, pp. 32-34) อธิบายว่า สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญในการพูดให้ประสบ ผลสำเร็จ คือ ความรู้ด้านคำศัพท์และไวยากรณ์ การรู้โครงสร้างไวยากรณ์ดีช่วยให้ผู้พูดสามารถเข้าใจ รูปแบบของคำ ประโยค และสามารถคิดสร้างประโยคได้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ทั้งยังสามารถพูด สื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว (Fluency) และใช้ภาษาอย่างถูกต้อง (Accuracy) ดังนั้น ไวยากรณ์จึงหมายถึง ระเบียบ กฎเกณฑ์ของภาษาหรือโครงสร้างของประโยคที่ ช่วยใน การสื่อความหมายของคำต่าง ๆ ในประโยค ไวยากรณ์เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ เพราะช่วย ให้สามารถสื่อสารได้เป็นไปตามความต้องการของผู้สื่อสาร 6.2 บทบาทไวยากรณ์ คราเชน (Krashen, อ้างจากธูปทอง กว้างสวาสด, 2549, น. 40-41) เห็นว่า การเรียน ไวยากรณ์ไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนักในการเรียนรู้ภาษา แต่อย่างไรก็ตามไวยากรณ์ก็มีประโยชน์ใน การตรวจแก้เพื่อให้การใช้ภาษาในการสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากทฤษฎีการปรับแก้จะเห็นว่า กลุ่มที่ใช้ไวยากรณ์ในการปรับแก้ในระดับพอดีเท่านั้น ที่จะใช้ประโยชน์จากไวยากรณ์ซึ่งเป็นสิ่งที่เดือน ผู้สอนว่าการปรับแก้ควรทำเฉพาะบางสถานการณ์เท่านั้น เช่น ในการเขียนหรือการพูดที่เป็นทางการ ที่ผู้พูดมีเวสาเตรียมตัว ส่วนการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารทั่ว ๆ ไปผู้สอนไม่ควรเข้าไปแก้ไขข้อผิดพลาด
20 การใช้ไวยากรณ์ควรให้ผู้เรียนสนทนาหรือใช้ภาษาอย่างมีอิสระ การเรียนไวยากรณ์ก็เช่นเดียวกัน ผู้สอนไม่ควรเน้นไวยากรณ์มากเกินไป อย่างไรก็ตามการสอนไวยากรณ์แบบเข้มข้นก็มีประโยชน์ใน กรณีที่ผู้เรียนบางคนอาจนำไปใช้ด้วยเหตุผลเฉพาะบุคคล หรือคนที่สนใจด้านนี้เป็นพิเศษ เช่นผู้เรียนที่ มีความต้องการที่จะเป็นครูสอนภาษาหรือนักภาษาศาสตร์ ไวยากรณ์จะเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้เรียนต้องรู้ อย่างลึกซึ้งเพราะต้องใช้ในวิชาชีพของตนเอง ธอร์นวรี (Thornbury, 2001, p. 97) กล่าวว่า ไวยากรณ์มีบทบาทในการสอนภาษาโดย มีเหตุผลมากมายที่สนับสนุนให้มีการสอนไวยากรณ์ ได้แก่ 2.1 ไวยากรณ์เป็นคำอธิบายสภาวะของภาษาและความรู้จากการสอนไวยากรณ์ ทำให้ ผู้เรียนมีเครื่องมือที่จะสร้างประโยคมากมาย ทำให้ผู้เรียนมีเครื่องมือสร้างสรรค์ภาษาอย่างไม่มี ขีดจำกัด 2.2 ไวยากรณ์ทำให้เกิดความลึกซึ้งของความหมายมากกว่าที่ระบบของคำสามารถ ทำ ให้มีได้และช่วยแก้ไขความกำกวมของประโยค 2.3 ไวยากรณ์ช่วยในการเตรียมความพร้อมในการเรียนภาษา เป็นพื้นฐานสำหรับการ เรียนและการใช้ภาษา ส่าหรี กุลสิริสวัสด (2547) กล่าวว่า ไวยากรณ์เป็นส่วนหนึ่งของภาษาในประวัติอัน ยาวนาน การเรียนการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง เราจะเห็นบทบาทของไวยากรณ์อยู่เสมอ ตั้งแต่วิธีการสอนแบบไวยากรณ์และการแปล จนกระทั่งถึงวิธีการสอนเพื่อการสื่อสาร ซึ่งมักจะกล่าว อ้างว่าวิธีการสอนนี้มุ่งเน้นการสื่อสารและให้ความสำคัญไวยากรณ์น้อยกว่า แต่เราก็ยังคงเห็นบทบาท ของไวยากรณ์ในวิธีการสอน และบทบาทยิ่งเด่นชัดขึ้นในกรณีที่ผู้เรียนเรียนภาษาด้วยตนเองด้วยการ เข้าไปอยู่ในสถานการณ์จริง ๆ ผู้เรียนจำเป็นต้องมีความรู้ด้านไวยากรณ์เพื่อขัดเกลาประโยคและเพิ่ม โครงสร้างของประโยคฯลฯ 3. ความสำคัญของการสอนไวยากรณ์ มีนักการศึกษาหลาย ๆ ท่านได้ให้ความสำคัญของไวยากรณ์ไว้ดังนี้ วอดเดิล (Waddle, 1951, อ้างจากปราณี วานิชเจริญธรรม, 2524, น. 13) กล่าวถึง ความสำคัญของไวยากรณ์ว่า การรู้จักใช้ไวยากรณ์อย่างถูกต้องในการใช้ภาษา ถึงแม้จะใช้ศัพท์มาก ๆ แต่ไม่ถูกไวยากรณ์ก็ไม่ได้แสดงว่าเป็นภาษาที่จะสื่อความหมายได้ ฮาร์เมอร์ (Harmer, 1983, p. 25) ได้ให้ข้อคิดเห็นว่าผู้เรียนสื่อสารได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ผู้เรียนต้องรู้หลักไวยากรณ์ (Major Grammatical concepts) ซึ่งจำเป็นต่อผู้ใช้ภาษา ผู้ที่ใช้ไวยากรณ์ได้อย่างเหมาะสมจำเป็นต้องทราบถึงข้อมูลหรือองค์ประกอบไวยากรณ์ สทอทิ (stoti, 1990, pp. 31-32) ได้กล่าวว่า การเรียนไวยากรณ์นั้นไม่ได้เป็นการ เสียเวลา นักเรียนควรได้รับการเรียนรู้ถึงโครงสร้างของภาษาในขณะที่พวกเขาเรียนรู้การใช้ภาษามิได้
21 หมายความว่า ผู้เรียนจะทำแบบฝึกหัดโดยไม่ผิด หรือเข้าใจถึงกฎไวยากรณ์อย่างถ่องแท้แต่พวกเขา ควรทราบว่า พวกเขากำลังพูดภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง ทราบว่าพวกเขาพูดผิดและแก้ไขได้เมื่อ นำไปใช้ในสถานการณ์จริง แวนไซออก (Van Syoc, 1963) ให้ข้อคิดเห็นว่า การเรียนภาษาโดยไม่เรียนไวยากรณ์ ของภาษานั้นเป็นไปไม่ได้ แต่การเรียนรู้กฎเกณฑ์ไวยากรณ์เท่านั้น ก็ไม่มีประโยชน์ นอกเสียจากว่า นักเรียนจะสามารถใช้รูปไวยากรณ์เหล่านั้นได้ในสถานการณ์ที่ถูกต้อง มูฮาเหม็ด (Muhammed, 2001 อ้างจากฐิตินันท์ กล้ารบ, 2550) ให้แนวคิดว่าการสอน ไวยากรณ์ในการเรียนภาษาที่สองและภาษาต่างประเทศสามารถพัฒนาความสามารถทางภาษาให้กับ ผู้เรียนได้ และความรู้ด้านกฎเกณฑ์ไวยากรณ์เป็นองค์ประกอบหนึ่งของความสามารถทางด้านการ สื่อสารอีกด้วย ระวิวรรณ ศรีคร้ามครัน (2539) กล่าวถึงความสำคัญของไวยากรณ์ว่า ในการสอน ไวยากรณ์นั้น มิได้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนจดจำกฎเกณฑ์หรือหลักของไวยากรณ์ได้อย่างขึ้นใจ แต่เน้นที่จะให้ ผู้เรียนจดจำรูปแบบ ลักษณะและโครงสร้างประโยค โดยการฝึกให้เกิดความเคยชิน ดังนั้น กฎเกณฑ์ ทางไวยากรณ์จะไม่มีความสำคัญเท่ากับการมุ่งให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจกฎเกณฑ์ของไวยากรณ์และ สามารถนำไปใช้ในรูปของประโยคอย่างถูกต้อง สุภัทรา อักษรานุเคราะห์(2532, น. 3-4) ให้แนวคิดว่า การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เป็นภาษาต่างประเทศไม่ได้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้กฎไวยากรณ์เพียงอย่างเดียวแต่เน้นการใช้ภาษา เพื่อการสื่อสารในสถานการณ์จริง โดยผู้เรียนจำเป็นต้องมีความสามารถทางการสื่อสารด้านต่าง ๆ ดังนี้ 3.1 ความสามารถในการใช้ภาษาอย่างถูกต้องตามหลักภาษาศาสตร์หรือตามหลัก ไวยากรณ์(Linguistic or grammatical competence) คือความรู้เกี่ยวกับระบบเสียง (Phonology) คำศัพท์ (Vocabulary) และไวยากรณ์ (Grammar) โดยรู้ว่าประโยคใดถูกประโยคใด ผิดตามหลัก ไวยากรณ์ และสามารถใช้และแก้ไขประโยคนั้น ๆ ให้ถูกต้องได้ 3.2 ความสามารถทางสังคมภาษาศาสตร์ สามารถใช้ภาษาอย่างถูกต้องตาม ระเบียบ ของสังคม (Sociolinguistic competence) คือมีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทาง สังคม ซึ่งประกอบไปด้วยวัฒนธรรม สถานภาพทางสังคม และบทบาทของบุคคลในสังคมโดยสามารถ เลือกใช้ภาษาได้ถูกต้องและเหมาะสม 3.3 ความสามารถในการใช้ความสัมพันธ์ของข้อความ (Discourse competence) หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประโยค โดยใช้ความรู้ทางไวยากรณ์ และ ความสามารถใน การเชื่อมโยงความหมายทางภาษาให้เข้ากันได้อย่างถูกต้อง
22 3.4 ความสามารถในการใช้กลวิธีในการสื่อความหมาย (Pragmatic competence or strategic competence) หมายถึงความรู้เกี่ยวกับการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ การใช้กิริยาท่าทาง สีหน้า น้ำเสียงประกอบการสื่อความหมายจากที่กล่าวมาจะเห็นว่าไวยากรณ์มี ความสำคัญ ต่อ การศึกษาเกี่ยวกับภาษา การที่ผู้เรียนทราบถึงหลักไวยากรณ์จะช่วยให้ผู้เรียน สามารถใช้ภาษาได้ อย่างถูกต้อง สื่อสารได้ตรงประเด็นที่ต้องการ มีความเข้าใจตรงกันทั้งผู้ส่งสารและ ผู้รับสาร และ ความรู้ทางไวยากรณ์ช่วยให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบได้ว่าภาษาหรือรูปประโยคที่ใช้ ถูกต้องหรือผิด และสามารถแก่ไขให้ถูกต้องได้ กล่าวโดยสรุป การสอนไวยากรณ์มีความสำคัญซึ่งผู้เรียนควรได้เรียนรู้ถึงโครงสร้าง องค์ประกอบ รูปของประโยคที่ถูกต้อง และรู้กฎเกณฑ์ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความสามารถ ทางด้านการสื่อสารจนสามารถนำไปใช้ในสถานการณ์จริงอย่างถูกต้อง รวมทั้งหลักไวยากรณ์ของ ภาษาที่จะให้ผู้เรียนสามารถจดจำรูปแบบ ลักษณะโครงสร้างประโยคโดยการฝึกให้เกิดความคุ้นชิน 4. ชนิดของไวยากรณ์ จินตนา สุจจานันท์ (2551, น. 3-7) สรุปว่า นักภาษาศาสตร์ได้แบ่งชนิดของไวยากรณ์ ออกเป็น 3 ประเภท คือ Traditional grammar structural grammar และTransformational grammar 4.1 Traditional grammar (ไวยากรณ์แบบเก่า) นักภาษาศาสตร์กลุ่มนี้วิเคราะห์ ภาษาอังกฤษโดยอาศัยแนวจากภาษากรีกและละดินได้พยายามใช้ชื่อและนิยามของคำโดยดูจาก หน้าที่ของคำ นักภาษาศาสตร์ได้แบ่งชนิดของคำ (Part of speech) ในภาษาอังกฤษออกเป็น 8 ชนิด ด้วยกันคือ 1) คำนาม (Noun) เป็นคำเรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ หรือสภาวะหรือสถานการณ์ ใด สถานการณ์หนึ่ง เช่น Sister Telephone Dog Rat 2) คำสรรพนาม (Pronoun) เป็นคำใช้แทนคำนามเพื่อจะได้ไม่ต้องกล่าวคำนาม นั้น ซ้ำ ๆ กัน เช่น I / You / We / They / He / She / It 3) คำกิริยา (Verb) เป็นคำแสดงอาการต่าง ๆ เช่น Kick Speak Think นอกจากนั้น คำกริยา อาจจะเป็นกลุ่มของคำก็ได้ ซึ่งประกอบด้วยกริยาแท้และกริยาช่วย เช่น Have been traveling หรือ Are talking เป็นต้น 4) คำคุณศัพท์ (Adjective) เป็นคำหรือกลุ่มคำที่ขยายคำนาม เช่น High Low Ugly 5) คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) เป็นคำขยายกริยา (Verb) ขยายคำคุณศัพท์ (Adjective) หรือขยายคำกริยาวิเศษณ์ด้วยกัน เช่น Run Quickly, Sleep tight, Extremely Beautiful
23 6) คำบุพบท (Preposition) เป็นคำที่บอกถึงความสัมพันธ์ของสถานที่ เวลา หรือ ทิศทาง ระหว่างคำนามที่ตามหลังคำบุพบทนั้นกับคำอื่น ๆ ในประโยคเช่น on the table หรือ in the box 7) คำสันธาน (Conjunction) เป็นคำที่เชื่อมคำกับคำ หรือเชื่อมประโยคกับ ประโยค ซึ่งจะมีอยู่ 3 ประเภท คือ Coordinating conjunction เช่น and, but, for, yet, so Subordinating conjunction เช่น although, because, if Correlative Conjunction เช่น either....or, neither., nor, both .... And 8) คำอุทาน (Interjection) เป็นคำที่ไม่เกี่ยวข้องทางไวยากรณ์กับกลุ่มคำใน ประโยค เช่น Oops, Ough, Oh my god 4.2 Structural grammar (ไวยากรณ์แบบโครงสร้าง) ปลายศตวรรษที่ 18 ถึง 19 มี การศึกษาความหมายของคำและความสัมพันธ์ของโครงสร้างของประโยคในหลายภาษาเพื่อ เปรียบเทียบกันนักภาษาศาสตร์พยายามอธิบาย จัดหมวดหมู่ และสร้างกฎต่าง ๆ จากข้อมูลดิบทาง ภาษาที่ได้ไปศึกษาจริงกับชุมชนที่ใช้ภาษานั้น นักภาษาศาสตร์กลุ่มนี้ได้พยายามเน้น โ ค ร ง ส ร ้ า ง ของ ประโยคมากกว่าความหมาย นั้นคือนักภาษาศาสตร์กลุ่มโครงสร้างวิเคราะห์ความหมายโดยอาศัย รูปแบบประโยค เช่น หน่วยของคำที่เกิดใกล้กัน นอกจากหน่วยของคำ (Morphology) แล ะ โครงสร้างของประโยค (Syntax) นักศึกษากลุ่มโครงสร้างยังพัฒนาเทคนิคในการวิเคราะห์ภาษา ออกเป็น 3 แบบ คือ 1) Test frame 2) Immediate - constituent analysis 3) Sentence formulas 4.3 Transformational grammar (ไวยากรณ์แบบปริวรรต) นักภาษาศาสตร์กลุ่ม ปริวรรตเชื่อว่า ทุกภาษามีโครงสร้างลึก (Deep structure) เป็นส่วนที่บอกความหมายและ โครงสร้าง พื้นผิว (Surface structure) ซึ่งจะอยู่ในรูปของการพูดหรือการเขียน โครงสร้างทั้ง 2 ต่างกัน เนื่องจากผ่านขบวนการ Transformational generative process คือ การปริวรรตขบวนการ ปริวรรตนี้ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือ 1. Phrase - structure rules หรือ Tree diagram และ 2. Transformational model เพื่อประโยชน์ของการศึกษาการเรียนการสอนโครงสร้างไวยากรณ์ ภาษาอังกฤษ ซึ่งขบวนการปริวรรตเบื้องต้น มีวิธีการอยู่ 4 วิธีดังนี้ 1) Moment or permutation คือ การย้ายที่เพื่ออธิบายว่าขบวนการนี้เป็น อย่างไร เช่น Jerry is a policeman. และเปรียบเทียบประโยคนี้กับประโยคคำถามซึ่งสร้างได้โดยการวาง กริยา is ไว้หน้าคำนาม Jerry คือ Is Jerry a policeman? เพียงสลับที่เท่านั้นก็ทำให้ ความหมาย เปลี่ยนจากประโยคบอกเล่าเป็นประโยคคำถาม
24 2) Substitution or replacement คือ การเอาส่วนประกอบหนึ่งมาแทนที่อีก ส่วนประกอบหนึ่ง เช่น ในประโยค Jerry is a policeman. เป็น He is a policeman. โดยใช้ He วางแทนที่ Jerry 3) Deletion คือ การลดส่วนประกอบที่มีอยู่เนื่องจากเป็นที่เข้าใจกันแล้วว่า หมายความถึงอะไร เช่น ในประโยคคำถามว่า Is he a policeman? ประโยคคำตอบของประโยค คำถามนี้คือ Yes, he is. จะเห็นว่า a policeman ได้ถูกลดรูปไปจากคำตอบ การพูดซํ้าคำว่า a policeman นั้น ถือว่าเป็นการไม่จำเป็นเพราะผู้พูดและผู้ฟ้ง (คู่สนทนา) สามารถเข้าใจได้จากบริบท (Context) 4) Addition คือการเพิ่มส่วนประกอบ เช่น ในประโยค Jenny drinks lemonade. คำกริยาที่ใช้กับบุรุษที่ 3 เอกพจน์ จำเป็นต้องเติม -S ลงไปที่ท้ายคำกริยา เป็นการสร้าง รูปของกริยา ให้เข้ากับประธานตามการสมยอมของคำซึ่งเป็นกฎทางไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ หรือใน ประโยค Does Jenny drink lemonade? การใส่กริยาช่วย do เพิ่มเข้าไปในประโยคเมื่อเวลาสร้าง ประโยคคำถาม และคำกริยาช่วย do นี้ต้องเดิม -es เป็น does เพื่อให้เป็นไปตามกฎการสมยอมคำใน ภาษาอังกฤษ จากนั้นก็ย้ายที่ does มาวางไว้หน้าสุด ก็เป็นการสร้างรูปประโยคคำถามที่เป็นที่ยอมรับ กันตามกฎ ทางไวยากรณ์ 5. ขั้นตอนการสอนโครงสร้างไวยากรณ์ ปัญจพร ธนาวชิรานันท่ และวิลาสินี พลอยเลื่อมแสง (2561) เสนอขั้นตอนดังต่อไปนี้ ขั้นตอนที่ 1 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน (Presentation) เป็นขั้นตอนนำเข้าสู่บทเรียนด้าน ไวยากรณ์ต้องนำเสนอด้วยการใช้สื่อ การสาธิต เพลง วิดีทัศน์หรือสถานการณ์ที่ผู้สอนกำหนด ในขั้นนี้ ผู้สอนให้ผู้เรียนเชื่อมโยงความรูใหม่กับความรู้เดิมและสรุปเป็นกฎเกณฑ์ ผู้สอนนำเข้าสู่เนื้อหา ในขั้น เริ่มแรกผู้สอนเสนอบริบทหรือสถานการณ์แก่ผู้เรียนก่อนโดยใช้รูปภาพ การเล่าเรื่อง เป็นต้น จากนั้น ผู้สอนจึงสอดแทรกเนื้อหาที่มีบริบทหรือสถานการณ์ของไวยากรณ์นั้นอยู่ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องราวหรือบท สนทนาและเนื้อหาที่มีคำศัพท์หรือรูปแบบภาษาที่ผู้เรียนเคยเรียนรู้มา เพื่อช่วยให้เข้าใจเรื่องราวที่ฟ้ง หรืออ่านได้ จากนั้นผู้สอนจะกระตุ้นการเรียนรู้โดยสังเกตว่าผู้เรียนเข้าใจเรื่องที่ฟ้งหรืออ่านเพียงใด เช่น ถามคำถามให้ตอบหรือกระตุ้นให้ผู้เรียนพูด ตอบคำถาม หรือสามารถใช้ภาษาได้ และในการสอน ผู้สอนต้องอธิบายและแสดงให้ผู้เรียนเห็นว่าเนื้อหาภาษานั้นมีรูปแบบ วิธีการใช้และมีความหมาย อย่างไร และใช้ภาษาแม่ในการอธิบาย ซึ่งกิจกรรมในขั้นตอนนี้ช่วยให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการ เรียนรู้ภาษาต่างประเทศพัฒนาความรู้และหัวข้อที่น่าสนใจที่ผู้เรียนกำลังศึกษาอยู่ เพื่อช่วยให้ผู้เรียน นึกถึง สิ่งที่เรียนไปแล้วและสอนสิ่งใหม่เพิ่มเดิมซึ่งในขั้นตอนนี้เป็นขั้นระดมความคิด (Brainstorming) ขั้นตอนที่ 2 ขั้นสอน (Explanation) ผู้สอนจะเน้นสอนเรื่องส่วนประกอบของ ไวยากรณ์ ทั้งด้านคำศัพท์ การแปลความหมาย การออกเลียง รูปแบบ และหน้าที่ หรือกฎเกณฑ์
25 ข้อยกเว้นต่าง ๆ ในบางชั้นเรียนครูต้องอธิบายและแปล หรือทำให้เห็นภาพรวมอธิบายโดยใช้ภาษา แม่ของผู้เรียน การสอนในขั้นนี้มีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนจำรูปแบบของไวยากรณ์ได้ จึงเน้นความถูกต้อง ของไวยากรณ์เป็นหลัก แต่ก็มีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย และ วิธีการใช้รูปแบบภาษานั้น ๆ ด้วย ในขณะที่ผู้เรียนฝึก ผู้สอนต้องให้ข้อมูลป้อนกลับด้วย เช่น สอน คำศัพท์ สอนโครงสร้างโดยอธิบายกฎไวยากรณ์และข้อยกเว้นต่าง ๆ ให้ผู้เรียนทราบ พร้อมทั้ง ยกตัวอย่างประกอบแล้วให้ผู้เรียนฝึกใช้กฎไวยากรณ์หรือฝึกทำแบบฝึกหัดที่เรียนนั้นในการสร้าง ประโยคต่าง ๆ เพื่อให้เข้าใจกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เรียนไป แล้วให้ฝึกการเขียนประโยคเป็นภาษาของ ตนเองตามที่ครูสอน ผู้เรียนมีความตั้งใจใน การทำความเข้าใจกับเนื้อหาดี ขั้นตอนที่ 3 ขั้นฝึกฝน (Practice) ขั้นการฝึกเป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนฝึกใช้ภาษาที่เพิ่ง เรียนรู้เรื่องใหม่หรือดำเนินเรื่องต่อจากครั้งก่อนในลักษณะของการฝึกแบบควบคุม โดยมีผู้สอนเป็น ผู้นำในการฝึก โดยทั่วไปการฝึกในขั้นนี้มีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนจดจำรูปแบบของภาษาได้ จึงเน้นความ ถูกต้องของภาษาเป็นหลัก แต่มีจุดมุ่งหมายให้นักเรียนได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย และ วิธีการใช้รูปแบบภาษานั้น ๆ ด้วยเช่นกันการฝึกแบบควบคุมนี้ในขั้นเริ่มแรกมักใช้วิธีการฝึกแบบซํ้า ๆ คือ ให้นักเรียนฝึกตามตัวอย่างซํ้า ๆ จนสามารถจดจำและใช้รูปแบบภาษานั้น ๆ ได้ ดังนั้นในการฝึก แบบนี้นักเรียนจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจความหมายและรูปแบบของภาษาที่ใช้ในการฝึกได้ ในการฝึกขั้นนี้ ให้ผู้เรียนนำภาษาที่เรียนไปใช้ด้วยตนเองในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างอิสระได้ตรวจสอบสิ่งที่ตนเอง เรียนรู้และได้รู้ปัญหาของตนเอง เช่น ฝึกทำแบบฝึกหัดเพิ่มเดิม ฝึกเขียนประโยคหรือเรื่องราวโดยเน้น การใช้ไวยากรณ์ให้ถูกต้องสมบูรณ์เป็นหลัก การฝึกสนทนาเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนโดยให้นักเรียน เปลี่ยนเป็นเรื่องราวของตนเอง ผู้เรียนมีการฝึกฝนทำให้มีความเข้าใจมากขึ้น ขั้นตอนที่ 4 ขั้นนำไปใช้ (Production) การนำภาษาอังกฤษไปใช้เพื่อการสื่อสารทั้ง ด้านการฟ้ง การพูดการอ่าน และการเขียนจัดเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพราะการฝึกใช้ภาษา เปรียบเสมือนตัวกลางที่ใช้เชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้ในชั้นเรียนกับการนำภาษาไปใช้จริงทั้งในชั้น เรียนและนอกชั้นเรียน การฝึกใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารทั่วไปจึงมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้ ภาษาได้คล่องแคล่วในสถานการณ์จริง โดยผู้สอนเป็นผู้แนะนำ ผู้เรียนสามารถนำความรู้ทางภาษาที่ เคยเรียนมาใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มความสามารถ และสามารถช่วยสร้างความมั่นใจในการใช้ ภาษาในการสื่อสารให้แก่ผู้เรียนได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ขั้นตอนการสอนที่เน้นวิธีการจัดการเรียนการ สอนแบบการเขียนไวยากรณ์นั้นเริ่มที่การนำเข้าสู่บทเรียนโดยผู้สอนเป็นผู้กระตุ้นและช่วยให้ผู้เรียนมี ความพร้อมในการเรียนและช่วยให้ผู้เรียนนำสิ่งที่ได้เรียนไปแล้วออกมาใช้ สามารถช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจ ในกระบวนการเรียนรู้ขั้นตอนการนำไปใช้ทำให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง โดยนำโครงสร้างไวยากรณ์ไป ปฏิบัติในกิจกรรมต่าง ๆ ที่ผู้สอนกำหนดให้ในขั้นสุดท้าย คือ ขั้นที่ผู้เรียนได้ใช้ภาษาอย่างอิสระและ สามารถสร้างประโยคหรือข้อความขึ้นมาเองได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งสถานการณ์จะคล้ายคลึงกับการ
26 ฝึกเพียงแต่นักเรียนจะได้ใช้กับสถานการณ์จริง ๆ มากขึ้น เช่น การให้ผู้เรียนคิดบทสนทนาเกี่ยวกับ เรื่องที่ผู้เรียนได้เรียนมาแล้วแสดงบทบาทสมมติให้เพื่อนดู หรือผู้เรียนสามารถพูดหน้าชั้นเรียนได้ อย่างถูกต้องการเขียนเรียงความได้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ เป็นต้น ผู้เรียนสามารถนำภาษาอังกฤษ ไปใช้ได้อย่างถูกต้องตามหลักไวยากรณ์และมีความมั่นใจยิ่งขึ้น ขั้นตอนที่ 5 ขั้นทดสอบ (Test) เป็นการประเมินผลการเรียนโดยให้ผู้เรียนทำ การบ้าน โดยการทำแบบฝึกหัดเพิ่มเดิม หรือให้ท่องจำคำศัพท์และสามารถนำไปแต่งประโยค หรือการ เขียน ข้อความภาษาต่างประเทศให้เป็นภาษาของตนเอง หรือการเขียนภาษาของตนเองเป็น ภาษาต่างประเทศที่เรียน เป็นต้น หรือการให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน แต่ละหน่วยการเรียน เป็นการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับในสิ่งที่เรียนไปแล้ว เพื่อให้ทราบว่าผู้เรียน พัฒนาขั้นมากน้อยเพียงใด ครูจะมีวิซีการปรับปรุงการสอนอย่างไรต่อไป การทดสอบเป็นการแสดงให้ เห็นถึงระดับความเข้าใจของผู้เรียนว่า ผู้เรียนมีความสามารถในการใช้ภาษาเพียงใด จุดประสงค์หลัก ของการสอบ คือ การให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) แก่ผู้เรียนในสิ่งที่เรียนไปแล้วและขณะเดียวกัน การทดสอบทำให้ครูเข้าใจว่าจะเพิ่มเดิมเนื้อหาอะไรหรือปรับปรุงอะไร เมื่อผู้เรียนรู้พัฒนาการของ ตนเองแล้วสามารถหาความรู้เพิ่มเดิมและปรับปรุงตนเองได้ 6. การทดสอบความรู้ทางไวยากรณ์ ระวิวรรณ ศรีคร้ามครัน (2539, น. 185-188) กล่าวว่า การทดสอบความรู้ทางไวยากรณ์ นิยมใช้ข้อทดสอบแบบ Multiple choice ซึ่งเป็นแบบประโยคที่ไม่สมบูรณ์ และให้ผู้เรียนเลือก คำตอบที่ถูกต้อง จากตัวเลือก เพื่อทำให้เป็นประโยคที่สมบูรณ์ ซึ่งมีหลายประเภท ได้แก่ 1) Structure recognition tests เป็นแบบทดสอบที่สร้างขั้นเพื่อทดสอบความจำ และ ความสามารถของผู้เรียนในด้านไวยากรณ์ โครงสร้างของประโยค ชนิด และหน้าที่ของคำในประโยค และอื่น ๆ อีกซึ่งตามตัวอย่างนี้ สามารถแยกตามลักษณะของไวยากรณ์ และโครงสร้าง ประโยค 2) Error-recognition items เป็นการทดสอบที่ให้ผู้เรียนระบุความไม่ถูกต้องใน ด้าน ไวยากรณ์ของประโยคที่กำหนดให้ 3) Word- order items ให้ผู้เรียนจัดเรียงลำดับคำที่กำหนดให้อย่างถูกต้องตาม หลักไวยากรณ์และโครงสร้างประโยค 4) Completion items ให้ผู้เรียนเดิมคำ วลีในช่องว่างของประโยคเพื่อให้ได้ ประโยคที่ มีใจความสมบูรณ์ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ 5) Transformation items เป็นแบบทดสอบที่มีประโยชน์มากเพื่อทดสอบ ความสามารถของผู้เรียนในเรื่องการเขียนให้เป็นประโยคที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์และได้ใจความที่ สมบูรณ์ โดยให้ผู้เรียนเขียนประโยคใหม่ที่มีใจความคงเดิม ตามประโยคที่กำหนดให้และใช้คำที่ กำหนดให้ประกอบการเขียนด้วย
27 การใช้ much many เป็นหนึ่งในเนื้อหาไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ผู้วิจัยจึง นำทฤษฎีและวิธีการ สอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษมาปรับใช้ในการวิจัยครั้งนี้โดยนำมาปรับใช้ในการ สร้างแผนการใช้ นวัตกรรมให้มีความสอดคล้องกับการสอนไวยากรณ์อีกทั้งยังนำทฤษฎีและวิธีการ วัดผลไวยากรณ์มา ปรับใช้การสร้างเครื่องมือวัดและประเมินผลเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและบรรลุ วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 6. เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) การเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ถูกใช้เป็นตัวช่วยเพื่อเสริมสร้างการพัฒนาการเรียนรู้ ของนักเรียนให้สูงขึ้นได้ ในวงการศึกษาการเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) สามารถเกิดขึ้นได้โดย นำไปใช้ในการเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านความสามารถในชั้นเรียน เช่น ครูจัดกิจกรรมในการเรียน การสอน การแบ่งย่อยเนื้อหา การสร้างบรรยากาศ รวมทั้งใช้สื่อในการเรียนการสอน เป็นต้น การที่ครู ให้คำแนะนำ หรือสร้างแรงจูงใจ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถกระทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้สำเร็จลงได้ด้วย ตนเอง หรือในสถานการณ์ที่อาจมีการกำหนดเหตุการณ์หรืองานที่ไม่คุ้นเคยหรือที่เกินกว่า ความสามารถของผู้เรียนขึ้นมา มีเหตุผลคือเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักเรียน ซึ่งต้องมีการให้ความ ช่วยเหลือ (scaffolding) ให้นักเรียนสามารถผ่านอุปสรรคในเหตุการณ์หรือชิ้นงานนั้นไปได้ โดยเริ่ม จากการที่ผู้เรียนจะกระทำสิ่งนั้นในบางส่วนที่ความสามารถของเขาจะกระทำได้ ต่อจากนั้นครูหรือผู้ที่ มีความสามารถมากกว่านักเรียนจะช่วยเติม (fill) หรือช่วยเหลือเสริมต่อ(scaffold) ให้นักเรียนทำใน ส่วนที่เหลือซึ่งเกินกว่าความสามารถของเขาที่จะท่าได้โดยปราศจากการช่วยเหลือของผู้อื่นให้สำเร็จ ลงได้ด้วยตัวของนักเรียนเอง หลักการของการเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) การเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ใช้หลักการที่ว่า ผู้ที่มีศักยภาพสูงกว่าจะเป็นผู้ให้การ ช่วยเหลือเสริมต่อการเรียนรู้กับผู้ที่มีศักยภาพต่ำกว่า การเสริมต่อการเรียนรู้นี้จะค่อย ๆ ลดลงในขณะ ที่การพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นและสุดท้ายการเสริมต่อการเรียนรู้ จะยุติลงเมื่อ นักเรียนสามารถกระทำสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองโดยปราศจากคำแนะนำ ซึ่งเป็นไปตามหลักทฤษฎีของ Bruner ที่กล่าวถึง หลักสูตรเกลียวสว่าน(spiral curriculum) ที่ว่ามนุษย์เราไม่ว่าวัยใด ๆ สามารถ เรียนรู้เรื่องใดก็ได้ทุกเรื่องถ้าเรื่องราวเหล่านั้นได้รับการจัดลำดับอย่างค่อยเป็นค่อยไปไต่ระระดับจาก ง่ายไปยากคล้ายกับเกลียวสว่าน และทฤษฎีของ Vygotsky เกี่ยวกับรอยต่อแห่งพัฒนาการ (zone of proximal development) ที่กล่าวถึงบริเวณของพัฒนาการในระดับสูงขึ้นที่คนๆ หนึ่งมีศักยภาพที่ จะก้าวไปสู่จุดนั้นได้แต่ต้องมีผู้ที่มีศักยภาพสูงกว่าให้ความช่วยเหลือผลักดันให้ขึ้นไป ระดับของการจัดการเรียนรู้ โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) การจัดการเรียนการสอนแบบเทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) จัดตามทฤษฎี Zone of Proximal Development (ZPD) 3 ระดับ คือ
28 1) ขั้นที่หนึ่งที่นักเรียนยังไม่สามารถทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ หรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ด้วยตนเอง อย่างง่ายๆ โดยอิสระหรือจากความสามารถของตนเองอยู่แล้ว 2) ขั้นที่สอง นักเรียนสามารถทำได้สิ่งหนึ่งสิ่งนั้นได้มากขึ้นได้ แต่ยังต้องให้ความ ช่วยเหลือจากผู้สอน หรือจากเพื่อนๆ หรือผู้ที่มีศักยภาพมากกว่าโดยผ่านการปฏิสัมพันธ์กัน เพื่อช่วย นักเรียนให้เรียนรู้หรือแก้ปัญหาหรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ซึ่งผู้เรียนไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง ซึ่งถือว่า เป็นระดับการเรียนรู้ในแนวราบ 3) ขั้นตอนสุดท้าย ผู้เรียนมีความพยายามหาความรู้ขั้นสูงขึ้นด้วยตนเอง ทำได้ด้วย ตนเองโดยปราศจากการช่วยเหลือ หรือให้คำแนะนำจากผู้ที่มีศักยภาพสูงกว่า ซึ่งถือว่าเป็นระดับการ เรียนรู้ในแนวดิ่ง และการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) จะจบลงเมื่อนักเรียนสามารถทำ สิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง ขั้นตอนการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ขั้นตอนการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) มี 3 ขั้นตอนได้แก่ 1) การเลือก รูปแบบ (model) 2) การแยกย่อย (breakdown) และ 3) การให้ข้อมูลป้อนกลับ หรือการให้กำลังใจ (encourage) ในขั้นตอนการเลือกรูปแบบ เป็นขั้นตอนที่มีการสร้างความสนใจเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนมี ความสนใจที่จะเรียนรู้ด้วยความสมัครใจ อาจใช้วิธีการสาธิต การปฏิบัติหรือทำให้ดู การบรรยาย การ ยกตัวอย่าง การใช้กรณีศึกษา การใช้เทคโนโลยีภาพเคลื่อนไหวและเสียง ให้ผู้เรียนสังเกตและ วิเคราะห์ เป็นต้น ครูผู้สอนเป็นผู้เลือกเทคนิควิธีต่าง ๆ ที่เห็นว่าเหมาะสมกับระดับการเรียนรู้ของ นักเรียน ขั้นตอนการแยกย่อย เป็นขั้นตอนที่เป็นการแจกแจงงานให้เป็นขั้นตอนไม่ซับซ้อน สร้าง ชิ้นงานที่มีลักษณะง่ายไปหายาก เสมือนกับว่าผู้สอนเป็นผู้สร้างจุด (dots) หรือก็คือผู้ที่คอยให้การ ช่วยเหลือ และผู้เรียนเป็นผู้เชื่อมจุด (connecting the dots) ผ่านการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยมี เป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติงานที่ผู้เรียนไม่สามารถทำให้สำเร็จด้วยตนเอง โดยการ ช่วยเหลือจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงและลดลง ในขณะที่ผู้เรียนจะค่อย ๆ เพิ่มความสามารถในการ ปฏิบัติงานด้วยตนเองมากขึ้น ซึ่งก่อนการแตกย่อยกิจกรรมนั้นครูผู้สอนควรทบทวนว่ากิจกรรมใดที่ นักเรียนยังทำไม่ได้ กิจกรรมใดที่ทำได้ เพื่อที่ครูผู้สอนจะได้เน้นไปที่กิจกรรมที่ยังทำไม่ได้เป็นพิเศษ ซึ่ง อาจใช้วิธีการเสริมสร้างทักษะ การให้ความรู้ การเลือกใช้คำศัพท์ การใช้ภาษาที่เหมาะสม การให้ เคล็ดลับ การใช้เทคนิคพิเศษ การมียุทธศาสตร์ การนำเสนออุปสรรคหรือปัญหาที่คาดว่าจะเกิด การ สร้างแรงบันดาลใจ เป็นต้น และขั้นตอนการให้ข้อมูลป้อนกลับ หรือการให้กำลังใจ อาจทำได้ด้วยการ ให้ข้อคิดเห็น การวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อน การให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น เป็นต้น เป็นการ
29 รักษาความสนใจของผู้เรียนให้คงอยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยสร้างเมื่อผู้เรียนทำสำเร็จจะได้คำชื่นชมและ กำลังใจ 7. องค์ความรู้เกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ คิริชัย กาญจนวาสี (2544) ได้ให้คำนิยามของผลสัมฤทธิ์ว่า เป็นการเรียนรู้ตามแผนที่ กำหนด ไว้ล่วงหน้า อันเกิดจากกระบวนการเรียนการสอนในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2546) ให้ความหมายว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการวัดความสำเร็จทางการเรียน หรือวัดประสบการณ์ทางการเรียนที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียน การสอน โดยวัดตามจุดมุ่งหมายของการสอนหรือวัดผลสำเร็จจากการศึกษาอบรมในโปรแกรมต่าง ๆ ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ให้คำจำกัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือคุณลักษณะ รวมถึงความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือ มวลประสบการณ์ทั้ง ปวงที่บุคคลได้รับจากการเรียนการสอน ทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่างๆ ของ สมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบุคคลว่า เรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมีความสามารถด้านใดมากน้อยเท่าไร ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียน การฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่างๆ ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ รวมทั้งความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรมต่าง ๆ ก็เป็นผลมาจากการฝึกฝนด้วย สรุปได้ว่าผสลัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ ผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร ได้มาตามหลักการวัดและ ประเมินผลที่ครอบคลุมทั้งด้านความรู้ความคิดหรือพุทธิพิสัย ด้านอารมณ์และความรูสึกหรือจิตพิสัย และด้านทักษะปฏิบัติหรือทักษะพิสัยที่ผู้สอนกำหนดไว้ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง สำหรับผลสัมฤทธิ์การ เรียนภาษาอังกฤษในการวิจัยครั้งนี้ หมายถึง ความรู้ความเข้าใจในการใช้ much many โดยทั่วไป การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะวัดความรู้ความสามารถตามสาระที่เรียนซึ่งส่วน ใหญ่จะเป็นด้าน พุทธิพิสัยหรือด้านความรู้ เครื่องมือที่ใช้วัดส่วนใหญ่เป็นแบบทดสอบ เรียกว่า แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทราบว่าผู้เรียนเมื่อผ่าน กระบวนการเรียนการ สอนแล้วผู้เรียนจะมีความรู้อยู่ในระดับใด เพื่อที่ผู้สอนจะได้หาทางปรับปรุง แก้ไข พัฒนา และส่งเสริม ให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้อย่างเต็มตามศักยภาพ แต่การจะสร้าง แบบทดสอบให้มีคุณภาพ ผู้สอน จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับลักษณะของแบบทดสอบ การวางแผนการ สร้าง หลักการสร้าง การเลือกชนิด ของแบบทดสอบให้เหมาะสมกับเนื้อหา และการนำผลจากการ สอบไปใช้ปรับปรุงและสรุปผลการ เรียน
30 8.ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพของวิธี/เทคนิคการสอน สำหรับการวิจัยนี้เป็นการกำหนด ระดับประสิทธิภาพเป็นระดับที่ผู้สร้างสื่อหรือนวัตกรรมพึงพอใจ ถ้าหากสื่อ/นวัตกรรมมีประสิทธิภาพ ถึงระดับที่กำหนดแล้วก็จะมีคุณค่าพอที่จะนำไปใช้และคุ้มค่าแก่การลงทุนผลิตออกมา 8.1 ความหมายประสิทธิภาพ ดวงกมล บุญถม (2552, น. 42) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพว่า ประสิทธิภาพ หมายถึง การตรวจสอบคุณภาพของนวัตกรรมให้ได้มาตรฐาน ก่อนที่จะนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยกำหนดค่าประสิทธิภาพ คือ E1 เป็นประสิทธิภาพของกระบวนการ E2 เป็นประสิทธิภาพ ของผลลัพธ์ โสภณ นุ่มทอง (2540, น. 25) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพว่า ประสิทธิภาพ หมายถึง เกณฑ์กำหนดว่าแผนการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรมหรือสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อ ใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของชุดการสอน บทเรียนสำเร็จรูป หนังสือแบบหน่วยหรือแบบฝึกทักษะก็ตามควรจะได้ประเมินประสิทธิภาพว่าเหมาะสมหรือไม่ วาโร เพ็งสวัสดิ์ (2546, น. 42) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพว่า ประสิทธิภาพ หมายถึง เกณฑ์ระดับที่ผู้ผลิตหรือสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรมหรือสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ พอใจว่า ถ้าหากแผนการจัดการเรียนรู้หรือสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ มีประสิทธิภาพถึงระดับที่กำหนดแล้ว ก็มีคุณค่าพอที่จะนำไปใช้ได้ และคุ้มค่าแก่การลงทุนผลิตออกมา โดยกำหนดค่าประสิทธิภาพเป็น E1 คือประสิทธิภาพของกระบวนการ และ E2 คือประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2536, น. 50-51; อ้างจากสุวิทย์ เขาแก้ว, 2551, น. 45-46) กล่าว ว่า เกณฑ์ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรมหรือสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ จะช่วยให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ผู้ผลิตหรือสร้างจึงพอใจว่าหากแผนการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพถึงระดับนั้น แล้วแผนการจัดการเรียนรู้นั้นก็มีคุณค่าพอที่จะนำไปสอนผู้เรียนและคุ้มค่าแก่การลงทุนผลิตออกมา เป็นจำนวนมาก การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพกระทำได้โดยการประเมินผลพฤติกรรมของผู้เรียน 2 ประเภทคือพฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) และพฤติกรรมขั้นสุดท้าย (ผลลัพธ์) โดยกำหนดค่า ประสิทธิภาพเป็น E1 (ประสิทธิภาพของกระบวนการ) E2 (ประสิทธิภาพของผลลัพธ์) 8.2 เกณฑ์การหาประสิทธิภาพ 8.2.1 การประเมินพฤติกรรมต่อเนื่อง (Transitional behavior) คือการประเมินผล ต่อเนื่องซึ่งประกอบด้วยพฤติกรรมย่อยหลาย ๆ พฤติกรรมการเรียนว่ากระบวนการ (Process) ของ ผู้เรียนที่สังเกตจากการประกอบกิจกรรมกลุ่ม (รายงานของกลุ่ม) และรายงานบุคคล ได้แก่ งานที่ มอบหมายและกิจกรรมอื่นใดที่ผู้สอนกำหนดไว้
31 8.2.2. การประเมินพฤติกรรมขั้นสุดท้าย (Terminal behavior) คือประเมินผลลัพธ์ (Product) ของผู้เรียนโดยการพิจารณาจากการสอบหลังเรียนและการสอบไล่ ประสิทธิภาพของ แผนการจัดการเรียนรู้ สื่อ/นวัตกรรมจะกำหนดเป็นเกณฑ์ที่สอนคาดหมายว่าผู้เรียนจะเปลี่ยน พฤติกรรมให้เป็นที่พึงพอใจโดยกำหนดเป็นร้อยละของผลเฉลี่ยของผลคะแนนการทำงานและการ ประกอบกิจกรรมของผู้เรียนทั้งหมดต่อร้อยละของผลการสอบหลังเรียนของผู้เรียนทั้งหมดนั้น คือ Ex/E2 คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ 80/80 หมายความว่าเมื่อ เรียน จากแผนการจัดการเรียนรู้ สื่อ/นวัตกรรมแล้วผู้เรียนสามารถทำแบบฝึกหัดหรืองานที่ผลเฉลี่ย ร้อยละ 80 และทำแบบทดสอบหลังเรียนได้ผลเฉลี่ยร้อยละ 80 การที่จะกำหนดเกณฑ์ E1/E2 ให้มีค่า เท่าใด นั้นให้ผู้สอนเป็นผู้พิจารณาตามความพอใจโดยปกติเนื้อหาที่เป็นความรู้ความจำมักจะตั้งไว้ 80/80 หรือ 85/85 หรือ 90/90 ส่วนเนื้อหาที่เป็นทักษะหรือเจตคติ/ความพึงพอใจอาจตั้งไว้ตากว่านี้ เช่น 75/75 เป็นต้น เมื่อผลิตแผนการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรมหรือสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ขึ้นเป็นด้น แบบแล้ว ต้องนำไปหาประสิทธิภาพตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1) แบบเดี่ยว (1:1) คือทดลองกับผู้เรียน 3 คนโดยใช้เด็กอ่อนปานกลางและเด็กเก่ง คำนวณหาประสิทธิภาพเสร็จแล้วปรับปรุงให้ดีขึ้นโดยปกติคะแนนที่ได้จากการทดลองแบบเดี่ยวนี้จะ ได้คะแนนตํ่ากว่าเกณฑ์มากแต่ไม่ต้องวิตกเมื่อปรับปรุงแล้วจะสูงขึ้นมาก 2) แบบกลุ่ม (1:10) คือทดลองกับผู้เรียน 6-10 คน คละผู้เรียนที่เก่งกับอ่อน คำนวณหา ประสิทธิภาพแล้วปรับปรุงในคราวนี้คะแนนของผู้เรียนจะเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าเกณฑ์โดย เฉลี่ย จ ะ หากจากเกณฑ์ประมาณร้อยละ 10 นั้นคือ E1/E2 3) ภาคสนาม 1/100 ทดลองกับผู้เรียนทั้งชั้น 25 คนคำนวณหาประสิทธิภาพแล้ว ทำ การปรับปรุงผลลัพธ์ที่ได้ใกล้เคียงกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 8.3 การยอมรับหรือไม่ยอมรับประสิทธิภาพ เมื่อทดสอบประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรมหรือสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ แล้ว เทียบค่า E2/E2 ที่หาได้จากแผนการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรมหรือสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ กับ E2/E2 ที่ตั้ง เกณฑ์ไว้ เพื่อดูว่าผู้วิจัยจะยอมรับประสิทธิภาพหรือไม่ การยอมรับประสิทธิภาพให้ถือค่าความ แปรปรวน 25-5 % นั้นคือประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรมหรือสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ไม่ควรตากว่าเกณฑ์เกินร้อยละ 5 แต่โดยปกติเราจะกำหนดไว้ร้อยละ 2.5 อาทิ เราตั้งเกณฑ์ ประสิทธิภาพไว้ 90/90 เมื่อทดสอบประสิทธิภาพแล้ว แผนการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรมหรือสื่อการ เรียนรู้ต่าง ๆ มีประสิทธิผล 87.5/87.5 เราก็สามารถยอมรับได้ว่าแผนการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรม หรือสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ นั้นมีประสิทธิภาพการยอมรับประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรมหรือสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ มี 3 ระดับ คือ (1) สูงกว่าเกณฑ์ (2) เท่าเกณฑ์ (3) ตํ่ากว่าเกณฑ์ แต่ยอมรับว่ามีประสิทธิภาพ
32 จากข้างต้นจะสรุปได้ว่า การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ตามงานวิจัยนี้ หมายถึง กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิค การสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้(Scaffolding) ที่ผู้วิจัยได้จัดเตรียมไว้สำหรับช่วยพัฒนานักเรียนที่มี ปัญหาการเรียนรู้ภาษาอังกฤษซึ่งจะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ ทั้งนี้ ประสิทธิภาพของแผนการ จัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) จะมา จากผลลัพธ์ของการคำนวณ E1 คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ เป็นค่าร้อยละตัวแรก และ E2 คือ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ เป็นค่าร้อยละตัวหลัง ถ้าตัวเลขค่าร้อยละเข้าใกล้เกณฑ์ประสิทธิภาพที่ กำหนดก็จะยิ่งถือว่าแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการ เรียนรู้ (Scaffolding) ที่ผู้วิจัยได้จัดทำเพื่อใช้สำหรับการวิจัยครั้งนี้มีประสิทธิภาพสูง กว่าเกณฑ์ เป็นไปตามเกณฑ์ หรือตํ่ากว่าเกณฑ์ที่ผู้วิจัยได้กำหนดไว้ซึ่งเป็นเกณฑ์พิจารณาการรับรอง ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ในงานวิจัยนี้ จากการที่นักวิชาการหลาย ๆ ท่านได้ให้ความสำคัญต่อแผนการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรม หรือ สื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ไว้เพื่อช่วยให้การเรียนการสอนประสบความสำเร็จและเป็นไปตาม จุดมุ่งหมายที่ กำหนดไว้ ดังนั้น สำหรับการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เห็นความสำคัญของการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many เพื่อช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มที่มีปัญหา การเรียนรู้ภาษาอังกฤษในเรื่องดังกล่าว จึงได้กำหนด เกณฑ์ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ E1/E2 ไว้ที่ 80/80 เพื่อใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างของการ วิจัยครั้งนี้ 9. ความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ 9.1 ความหมายของความพึงพอใจ ความพึงพอใจเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อความสำเร็จของงาน ให้เป็นไป ตาม เป้าหมายที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นผลมาจาก การได้รับการตอบสนองต่อแรงจูงใจหรือ ความต้องการของแต่ละบุคคลในแนวทางที่พึงประสงค์ ผู้วิจัยได้ศึกษาเกี่ยวกับความหมายของความ พึงพอใจโดยมีผู้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้หลายทรรศนะด้วยกัน ซึ่งพอสรุปได้ดังต่อไปนี้ รักพงษ์ วงษ์ธานี (2546, น. 65) ให้ความหมายความพึงพอใจว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่ดีหรือทัศนคติในทางที่ดีของบุคคล ซึ่งมักเกิดจากการตอบสนองตามที่ตนเองต้องการก็จะ เกิดความรู้สึกที่ดีในสิ่งนั้น พชรพร ยุระยาตร์ (2547, น. 8) ได้กล่าวถึงความพึงพอใจในการเรียนรู้ไว้ว่า ความพึง พอใจของผู้เรียน หมายถึง ความรู้สึกเมื่อผู้เรียนมีโอกาสประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ตาม
33 สถานการณ์ ที่จัดไว้อย่างมีคุณภาพ แล้วผู้เรียนจะพึงพอใจในการเรียนตามกิจกรรมเนื้อหาวิชา ดังกล่าว ชนิตรา ศรลัมพ์ (2547, น. 26) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกของบุคคลที่ ได้รับการตอบสนองตรงความต้องการของตนจึงทำให้เกิดความรู้สึกที่ดี ทำให้ปฏิบัติงานหรือกระทำสิ่ง ต่าง ๆ ได้บรรลุผลสำเร็จ สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกพอใจ และมีความสุขเมื่อได้ปฏิบัติงานนั้น หรือที่ ได้ทำงานร่วมกับคนอื่นทำให้เกิดความพึงพอใจต่อการปฏิบัติงาน เป็นความชอบหรือเจตคติ ทางบวก ของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเกิดจากการได้รับการตอบสนองความต้องการหรือความ คาดหวัง ในทางที่ดีด้านวัตถุและจิตใจ 9.2 การวัดความพึงพอใจ โยธิน คันสนยุทธ (2533) เสนอว่า การวัดความพึงพอใจ สามารถวัดได้ ดังนี้ 1) การใช้แบบสอบถาม โดยผู้สอบถามจะออกแบบสอบถาม เพื่อต้องการทราบ ความคิดเห็น ซึ่งสามารถทำได้ในลักษณะที่กำหนดคำตอบให้เลือก หรือตอบคำถามอิสระ คำถาม ดังกล่าวอาจมีความพึงพอใจในด้านต่าง ๆ เช่น การจัดการเรียนการสอน เนื้อหาหลักสูตร สื่อการ เรียนการสอน และเงื่อนไขต่าง ๆ เป็นต้น 2) การสัมภาษณ์ เป็นวิธีวัดความพึงพอใจทางตรงทางหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยเทคนิคและ วิธีการที่ดีจึงจะทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริงได้ 3) การสังเกต เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจ โดยสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมาย ไม่ ว่าจะแสดงออกจากการพูด กิริยาท่าทาง วิธีนี้จะต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจัง และการสังเกต อย่างมีระเบียบแบบแผน 9.3 ทฤษฎีสำหรับการสร้างความพึงพอใจ ทฤษฎีสำหรับการสร้างความพึงพอใจมีหลายทฤษฎี แต่ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับและมี ชื่อเสียง คือ ทฤษฎีความต้องการตามลำดับขั้นของมาสโลว์ (Maslow 'ร hierarchy of needs) ที่ กล่าวว่ามนุษย์ทุกคนมีความต้องการเหมือนกัน แต่ความต้องการนั้นเป็นลำดับขั้น ซึ่งเขาได้ ตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับความต้องการของมนุษย์ มาสโลว์ (Maslow, 1970 อ้างจาก เมธาวี อุดมธรรมา บุภาพ และคณะ, 2550, น. 205) ไว้ดังนี้ 1) มนุษย์มีความต้องการอยู่เสมอและไม่มีที่สิ้นสุด ขณะที่ความต้องการสิ่งใดได้รับ การ ตอบสนองแล้ว ความต้องการอย่างอื่นก็จะเกิดขึ้นอีกไม่มีวันจบสิ้น 2) ความต้องการที่ได้รับการตอบสนองแล้วจะไม่เป็นสิ่งจูงใจสำหรับพฤติกรรมอื่น ต่อไป ความต้องการที่ได้รับการตอบสนองเท่านั้นที่เป็นสิ่งจูงใจของพฤติกรรม
34 3) ความต้องการของมนุษย์ จะเรียงเป็นลำดับขั้นตามลำดับความสำคัญ กล่าวคือ เมื่อ ความต้องการในระดับต่ำได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการระดับสูงก็จะเรียกร้องให้มีการ ตอบสนอง ซึ่งลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์มี 5 ขั้นตอนตามลำดับขั้นจากตํ่าไปสูง ดังนี้ 3.1) ความต้องการด้านร่างกาย (Physiological needs) เป็นความต้องการ เบื้องต้น เพื่อความ อยู่รอดของชีวิต เช่น ความต้องการในเรื่องอาหาร นี้า อากาศ เครื่องบุ่งห่ม ยารักษา โรค ที่ อยู่อาศัย และความต้องการทางเพศ ความต้องการทางด้านร่างกาย จะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม ของคน ก็ต่อเมื่อความต้องการทั้งหมดของคนยังไม่ได้รับการตอบสนอง 3.2) ความต้องการด้านความปลอดภัยหรือความมั่นคง (Security of safety needs) ล้าความต้องการทางด้านร่างกายได้รับการตอบสนองตามสมควรแล้ว มนุษย์จะต้องการในขั้น สูงต่อไป คือ เป็นความรู้สึกที่ต้องการความปลอดภัย หรือต้องการความมั่นคงในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งรวมถึง ความก้าวหน้าและความอบอุ่นใจ 3.3) ความต้องการทางด้านสังคม (Social or belonging needs) หลังจากที่ มนุษย์ ได้รับการ ตอบสนองในสองขั้นดังกล่าวแล้วก็จะมีความต้องการสูงขึ้นอีก คือ ความต้องการทาง สังคม เป็นความต้องการที่จะเข้าร่วมและได้รับการยอมรับในสังคม ความเป็นมิตร และความรักจากเพื่อน 3.4) ความต้องการที่จะได้รับการยอมรับนับถือ (Esteem needs) ซึ่งเป็นความ ต้องการให้คนอื่นยกย่องให้เกียรติ และเห็นความสำคัญของตนเอง อยากเด่นในสังคม รวมถึง ความสำเร็จ ความรู้ความสามารถ ความเป็นอิสระและเสรีภาพ 3.5) ความต้องการความสำเร็จในชีวิต (Self-actualization) เป็นความต้องการ ระดับสูงสุดของมนุษย์ ส่วนมากจะเป็นการอยากจะเป็น อยากจะได้ตามความคิดของตน หรือ ต้องการจะเป็นมากกว่าที่ตัวเองเป็นอยู่ในขณะนั้น จากสาระสำคัญของทฤษฎีความต้องการตามลำดับขั้นของ มาสโลว์ สรุปได้ว่า ความ ต้องการ ทั้ง 5 ขั้น ของมนุษย์มีความสำคัญไม่เท่ากัน การจูงใจตามทฤษฎีนี้จะต้องพยายามตอบสนอง ความ ต้องการของมนุษย์ ซึ่งมีความต้องการที่แตกต่างกันไป และความต้องการในแต่ละขั้น จะมี ความสำคัญแก่บุคคลมากน้อยเพียงใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับความพึงพอใจที่ได้รับจากการตอบสนองความ ต้องการในลำดับนั้น ๆ ดังนั้น ความพึงพอใจในการเรียนภาษาอังกฤษจึงเป็นสิ่งกำหนดแนวทางการแสดง พฤติกรรม ของนักเรียน ความพึงพอใจในการเรียนภาษาอังกฤษนับว่าเป็นสิ่งสำคัญในการสอนของครู ดังนั้น การ สร้างความพึงพอใจในการเรียนภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียน ผู้วิจัยควรเริ่มต้นให้นักเรียนเห็น ประโยชน์ ของการเรียนซึ่งเป็นแรงจูงใจภายในและในขณะเดียวกันในระหว่างการเรียนการสอน อาจ ใช้ แรงจูงใจในลักษณะต่าง ๆ ดังนั้น ในการวิจัยครั้งนี้ ความพึงพอใจในการเรียนภาษาอังกฤษจึง เกี่ยวข้องกับความรู้สึกของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษในด้านของการจัดหลักสูตร และ
35 องค์ประกอบของการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ โดยใช้แบบวัดความพึงพอใจที่เป็น แบบสอบถามในลักษณะของคำถาม และให้นักเรียนแสดงความรู้สึกต่อคำถามนั้น 10. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 10.1 งานวิจัยในประเทศ งานวิจัยภายในประเทศที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ศึกษาต้นคว้าเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย ปีการศึกษา 2565 มีดังนี้ นพมาศ ปลัดกอง (2562) การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิคนั่งร้านเสริม เรียนรู้ สำหรับผู้เรียนในระบบการศึกษาทางไกล พบว่า การจัดการเรียนที่รู้ ที่สร้างขึ้นโดยใช้ฐาน แนวคิดจากทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) โดยนำทฤษฎีการสร้างความรู้ เชิง สังคม(Social Constructivism) ของไวก๊อตสกี้ (Vygotsky, 1978) กล่าวคือบทบาทของสังคมและ วัฒนธรรมมีผลต่อการพัฒนาทางด้านสติปัญญา สำหรับระบบการศึกษาทางไกลแบบออกอากาศสด ผู้สอนผู้ช่วยสอน และผู้เรียน สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ผ่านทาง เทคโนโลยีปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน ผู้ช่วยสอนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับผู้เรียน ส่งผลต่อการเรียนรู้ ของผู้เรียนได้ สำหรับขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิคนั่งร้านเสริมเรียนรู้ ผู้วิจัยประยุกต์ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนกับขั้นตอนของโรเซ้นต์ซาย และ ไมสเตอร์และ เทคนิคนั่งร้านเสริมเรียนรู้ จำนวน 12 เทคนิค ที่สามารถประยุกต์ใช้กับการศึกษาทางไกล สอดคล้อง กับงานวิจัยของ Mamun, Lawrie & Wright (2019) ศึกษารูปแบบการจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิค นั่งร้านเสริมเรียนรู้ในการเรียนออนไลน์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองและการสืบเสาะหา ความรู้เป็นฐานในการเรียนรู้ลักษณะงานวิจัยเชิงคุณภาพ ออกแบบรูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยหลัก POEE วิภาสิทธิ์ หิรัญรัตน์ (2560) ผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนใช้การช่วยเสริมศักยภาพทางการ เรียนแต่ละหน่วยการเรียนรู้แตกต่างกันออกไป โดยกลุ่มผู้เรียนส่วนใหญ่ใช้การช่วยเสริมศักยภาพ ทางการเรียนด้านความคิดรวบยอดในการสร้างองค์ความรู้มากที่สุด รองลงมาคือด้านกระบวนการ ด้านส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์ ด้านกลยุทธ์ และด้านการรู้คิดน้อยที่สุดตามลำดับ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ การช่วยเสริมศักยภาพทางการเรียนด้านความคิดรวบยอดมีการนำเนื้อหามาสรุปเป็นประเด็นสำคัญ โดยเสนอเป็นแผนภาพที่ผู้วิจัยได้ทำการรวบรวมข้อมูลอย่างมีระบบ มีการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของ เนื้อหาแต่ละหัวข้อ ทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจได้เร็วและหาคำตอบได้ง่ายยิ่งขึ้น สอดคล้องกับงานวิจัย ของ Griffinและคณะ ที่กล่าวว่า แผนโครงสร้างความรู้ (Graphic Organizers) สามารถส่งเสริม ความคิดของผู้เรียนได้ดี ทำให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่าย
36 ขึ้น และการช่วยเสริมศักยภาพทางการเรียนด้านความคิดรวบยอดทำให้ผู้เรียนหาคำตอบหรือตอบ คำถามได้เร็วกว่าการช่วยเสริมศักยภาพทางการเรียนด้านอื่นๆ จึงนำมาซึ่งบทสรุปว่า ควรพิจารณา การช่วยเสริมศักยภาพทางการเรียนด้านความคิดรวบยอดเป็นองค์ประกอบสำคัญในการจัดเตรียม แหล่งสนับสนุนและการให้ความช่วยเหลือผู้เรียนในรายวิชา ภาษาอังกฤษในสภาพแวดล้อมทางการ เรียนด้วยห้องเรียนเสมือน รนิพิฎ พันธ์หนองหว้า (2560) นักเรียนกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ กระบวนการแก้ปัญหาที่มีโครงสร้างไม่สมบูรณ์ ร่วมกับกลวิธีการเสริมต่อความคิด มีความสามารถใน การคิดอย่างมีวิจารณญาณ สูงกว่านักเรียนกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งผลการวิจัยเป็นไปตามสมติฐานที่ตั้งไว้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก กลุ่ม ทดลองได้เห็นโจทย์ปัญหาที่มีโครงสร้างไม่สมบูรณ์ในสัดส่วนที่มากกว่า จึงอาจเป็นการเพิ่มโอกาสใน การพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณสอดคล้องกับฐากร สิทธิโชค (2558:87) ที่กล่าว ว่า การคิดอย่างมีวิจารณญาณจะเริ่มจากสถานการณ์ที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และจบลงด้วยสถานการณ์ที่มี การพิจารณาไตร่ตรองด้วยเหตุผล นอกจากนี้อาจเป็นเพราะ ขั้นการจัดกิจกรรมในกลุ่มทดลองแต่ละ ขั้น เอื้อให้เกิดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กล่าวคือ ขั้นที่ 1 สร้างตัวแทนปัญหา นักเรียนกลุ่มทดลอง ได้ใช้เวลาอยู่กับปัญหามากพอสมควร เพื่อแยกองค์ประกอบของปัญหาออกเป็นข้อและวิเคราะห์ องค์ประกอบแต่ละข้อเหล่านั้น หาความสัมพันธ์ และพิจารณาปัญหาในหลากหลายมิติที่เป็นไปได้ ในขณะที่ห้องควบคุมจะพิจารณาสิ่งที่โจทย์กําหนดให้ เพื่อนําไปสู่สิ่งที่โจทย์ต้องการ โดยใช้เทคนิค หรือกลยุทธ์บางอย่างเท่านั้น ดังนั้น การที่นักเรียนได้มีเวลาคิดเกี่ยวกับปัญหานานๆ อาจทำให้ นักเรียนเกิดความคิดอย่างมีวิจารณญาณมากขึ้น และขั้นที่3การประเมินผลกลุ่มทดลองมีการเปิด โอกาสให้นักเรียนได้พูดเกี่ยวกับคำตอบของ ตัวเอง ซึ่งในกลุ่มทดลองคำตอบที่นักเรียนตอบได้ ค่อนข้างแตกต่างกัน ในขณะที่กลุ่มควบคุมคําตอบของนักเรียนจะคล้ายกันเป็นส่วนใหญ่ เมื่อนักเรียน ได้พูดถึงคําตอบของตัวเอง ครูและเพื่อนจะร่วมกันคิดว่าคําตอบของนักเรียนมีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ และมีข้อบกพร่องที่ใดทำให้นักเรียนได้เปิดโอกาสรับฟังความคิดเห็นของผู้ เปิดใจในจุดบกพร่องของ ตัวเอง และยอมรับในคําตอบสุดท้าย สรุปได้ว่า นักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาที่มีโครงสร้างไม่สมบูรณ์ ร่วมกับกลวิธีการเสริมต่อความคิด มี ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สูงกว่า นักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดกิจกรรมการ เรียนรูปแบบปกติ กาญจนา สิ่งประสงค์ (2563) ได้ทำการวิจัยเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย รามคำแหง (ฝ่ายมัธยม) ระหว่างนักเรียนที่ได้เรียนโดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเน้นผลสัมฤทธิ์ (STAD) และวิธีจัดการเรียนรู้แบบ Grammar translation กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่
37 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 54 คน จาก 2 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 27 คน ใช้วิธีการโดยวิธีการลุ่มอย่างง่าย (Sample random sampling) โดยให้กลุ่ม ทดลองใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือที่เน้นผลสัมฤทธิ์ Student teams achievement divisions (STAD) และกลุ่มควบคุมใช้การเรียนรู้แบบ Grammar translation ใช้เวลาสอนกลุ่มละ 5 คาบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือที่เน้นผลสัมฤทธิ์ (STAD) แผนการจัดการเรียนรู้แบบ Grammar translation และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง โครงสร้างไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t-test ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้แบบร่วมมือ แบบที่เน้นผลสัมฤทธิ์ (STAD) สูงกว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้แบบ Grammar translation อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แพรไหม คำดวง (2562) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษตามแนวคิด ทฤษฎีคอนสตรัคดิวิสต์ กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี อุตสาหกรรมมหาวิทยาลัยศิลปากร จำนวน 32 คน โดยการลุ่มอย่างง่าย ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคดิวิสต์ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไวยากรณ์ก่อนและหลังเรียน แบบปรนัย 40 ข้อ และ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการสอนไวยากรณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานและการทดสอบค่าที (t- test) แบบที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนไวยากรณ์ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคดิวิสต์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษตาม แนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคดิวิสต์อยู่ในระดับมากที่สุด ปัญจพร ธนาวชิรานันท่ และวิลาสินี พลอยเลื่อมแสง (2561) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การใช้ วิธีสอนแบบไวยากรณ์และแปล และการประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาความรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลัง เรียนด้วยวิธีสอนแบบไวยากรณ์และแปลของวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 2) เพื่อประเมินความพึงพอใจการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษด้วยวิธีการสอนแบบไวยากรณ์ และแปลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีสอนแบบไวยากรณ์และแปล โดยใช้รูปแบบ การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) ดำเนินการทดลองกลุ่มเดียวสอบก่อนและสอบ หลัง (One group pretest-posttest design) กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) จำนวน 54 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้วิธีสอนแบบแปลไวยากรณ์ จำนวน 12 ชุด 2) แบบทดสอบก่อนเรียนและ หลังเรียน แบบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และ 3) แบบสอบถาม ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียน
38 การสอนโดยใช้วิธีสอนแบบไวยากรณ์และแปล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าที (t-test for independent samples) และร้อยละ (Percentage) ผลการศึกษาพบว่า ผลการใช้วิธีสอนแบบ ไวยากรณ์และแปล และการประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาความรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลคะแนนวัดความรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษก่อนและหลังเรียน นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนต่างกัน และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจในด้านการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ด้วยวิธีสอนแบบไวยากรณ์และแปล ลำดับแรกคือ ด้านทักษะการสื่อสารและการใช้ภาษา โดยมีความ พึงพอใจในระดับมาก รองลงมา คือ ด้านการวัดและประเมินผล โดยมีความพึงพอใจในระดับมากส่วน การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ด้านที่นักเรียนมีความพึงพอใจเป็นลำดับสุดท้าย คือ ด้าน เนื้อหาแต่ยังพึงพอใจในระดับมาก กาโสม หมาดเด็น และนิสากร จารุมณี (2559) ได้ทำการวิจัย เรื่อง ความสามารถด้าน ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ และการจัดการเรียนการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 16 โดยมุ่งศึกษาระดับความสามารถ ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถด้านไวยากรณ์กับทักษะการอ่านและ การเขียน รูปแบบเทคนิคการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ปัญหาในการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ระดับความพึงพอใจต่อการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ และความต้องการเรียนไวยากรณ์ ภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาเขต 16 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยนี้ได้แก่ ครูจำนวน 76 คน และนักเรียนจำนวน 370 คน คัดเลือกโดยใช้วิธีการลุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบทดสอบความสามารถด้าน ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ แบบทดสอบทักษะการอ่าน แบบทดสอบทักษะการคิด และแบบสัมภาษณ์ แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ ค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถด้านไวยากรณ์ทักษะการอ่านและทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนอยู่ในระดับ ตํ่า และระดับความสามารถด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษมีความสัมพันธ์ทางบวกกับทักษะการอ่านและ ทักษะการเขียนอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สำหรับรูปแบบวิธีการสอนไวยากรณ์ ภาษาอังกฤษที่ครูผู้สอนใช้มาก คือ การใช้กิจกรรมรูปแบบต่าง ๆ ที่น่าสนใจเพื่อให้นักเรียนเข้าใจ เนื้อหาได้โดยง่าย ประเด็นปัญหาที่ประสบมากที่สุดในการสอนไวยากรณ์ คือ นักเรียนไม่สนใจเรียน มี เจตคติที่ไม่ดีต่อการเรียนไวยากรณ์ และมีพื้นฐานความรู้ด้านไวยากรณ์ตํ่า แต่อย่างไรก็ตามนักเรียน ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจที่ครูใช้กิจกรรมที่หลากหลายในการสอนไวยากรณ์ และนักเรียนยืนยันความ ต้องการเรียนไวยากรณ์ผ่านรูปแบบกิจกรรมและเทคนิคการสอนที่หลากหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการ ใช้สื่อและกิจกรรมที่จะช่วยให้ดูได้ง่ายขึ้น
39 สินีนาฎ มีศรี (2559) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียน ภาษาอังกฤษ ตามแนวการสอนแบบอรรถฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีวิชัย จังหวัด นครปฐม มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเขียน ภาษาอังกฤษตามแนวการสอนแบบอรรถฐาน 2) เปรียบเทียบความสามารถทางการเขียน ภาษาอังกฤษก่อนและหลังใช้แบบฝึกทักษะที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น และ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่ มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามแนวการสอนแบบอรรถฐาน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีวิชัย จังหวัดนครปฐม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 1 ห้อง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามแนว การสอนแบบอรรถฐาน จำนวน 5 บท แบบทดสอบวัดความสามารถทางการเขียนภาษาอังกฤษก่อน และหลังเรียน แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน และแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตาม แนวการสอนแบบอรรถฐาน ใช้เวลาทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 คาบ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ t-test แบบจับคู่เพื่อเปรียบเทียบความสามารถทางการเขียนภาษาอังกฤษก่อนและหลังเรียนด้วยแบบ ฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานวิเคราะห์ความคิดเห็นของ นักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ผลการวิจัย พบว่า ประสิทธิภาพ ของแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษมีค่าเท่ากับ 75.67/75.80 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ความสามารถทางการเขียนภาษาอังกฤษหลังเรียนด้วยแบบฝึกสูงกว่าก่อนเรียน และนักเรียนมีความ คิดเห็นที่ดีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามแนวการสอนแบบอรรถฐาน สุนิตย์ ยอดขันธ์ (2555) ได้ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยศรีปทุม โดยใช้แบบฝึกการเขียนตามคำบอก เพื่อพัฒนาทักษะการ เขียนภาษาอังกฤษของนักศึกษา ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษหลังเรียนโดยใช้แบบ ฝึกทักษะการเขียนตามคำบอกสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึง พอใจต่อการใช้แบบฝึกการเขียนตามคำบอกของนักศึกษาอยู่ที่ระดับมาก 10.2 งานวิจัยต่างประเทศ งานวิจัยต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน นนทบุรีวิทยาลัย ปีการศึกษา 2565 มีดังนี้ อาฟีฟา คนัม(Afifa Khanam, 2018) ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนที่ได้รับการสนับสนุนด้วยคำแนะนำการเสริมต่อการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เมื่อเทียบ กับผู้ที่สอนด้วยวิธีบรรยาย/อภิปรายแบบเดิม ๆ นักศึกษาในการวิจัยได้รับแนวคิดที่ถูกต้องและแม่นยำ โดยมีการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ ซึ่งรวมถึงการใช้ผังงาน กริด แผนที่แนวคิด ภาพประกอบ คำถามนำความคิด การอภิปรายพร้อมคำแนะนำ ตาราง และการวิเคราะห์เนื้อหาแบบพิมพ์สีน้ำเงิน
40 ผู้เรียนสามารถเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร การเลือกวิธีการวิจัย และการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ที่แสดงความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับแนวคิดที่ซับซ้อนผ่านการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ กลุ่ม ทดลองมีคะแนนสูงขึ้นซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเสริมต่อการเรียนรู้สามารถประยุกต์ใช้ในระดับอุดมศึกษา ได้อย่างมีประสิทธิผลในการสอนวิชาที่ซับซ้อน เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สถิติ และเนื้อหาเชิง ตรรกะอื่นๆ คำแนะที่เสริมต่อการเรียนรู้ช่วยให้นักเรียนทุกระดับอายุและระดับการศึกษาสามารถใช้ ความรู้และทักษะใหม่ในสถานการณ์จริงได้ ช่วงของโครงสร้างองค์ความรู้อาจถูกปรับให้เข้ากับวิชา ต่างๆ และอาจเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับอาจารย์มหาวิทยาลัยในการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ จูเลียร์ วอนนา (Yulia Vonna) จากผลการวิจัยสามารถสรุปได้ว่าการใช้เทคนิคการสอน แบบเสริมต่อการเรียนรู้ช่วยปรับปรุงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในการเขียนนักเรียนที่สอน โดยใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ทำคะแนนในการเขียนได้ดีกว่านักเรียนที่สอนโดยไม่ใช้ เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ เพราะจากผลการวิเคราะห์ การนำเทคนิคการสอนแบบเสริม ต่อการเรียนรู้ไปปฏิบัติในกลุ่มทดลองสามารถเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการเขียนของนักเรียน เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม จากการวิจัย นักเรียนไม่สามารถแสดงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่น่าพอใจใน แง่ของความสำเร็จในการเขียนเพราะขาดประสบการณ์ ขาดความรู้ และขาดความมั่นใจ ดังนั้นครูควร สร้างสภาพแวดล้อมที่สามารถสนับสนุนและส่งเสริมนักเรียนในระหว่างกระบวนการสอนและการ เรียนรู้ และครูควรสร้างสภาพแวดล้อมที่นักเรียนสามารถมีส่วนร่วมในปฏิสัมพันธ์ทางสังคมด้วย เช่นกัน เพื่อสร้างความมั่นใจและเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็นที่สร้างองค์ความรู้เพื่อสร้างงานเขียนของตนเอง คานและอาเทอร์ (Khan and Akhtar, 2017) ได้วิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการเรียน แบบร่วมมือและการเรียนแบบดั้งเดิมในการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ การศึกษานี้ใช้แบบจำลอง STAD (Student Teams Achievement Divisions) แยกเป็นนักเรียนหญิงและนักเรียนชาย ผล การศึกษาพบว่า ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของคะแนนการทดสอบก่อนเรียนของทั้ง สองกลุ่ม ซึ่งหมายความว่าทั้งสองกลุ่มมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษก่อนการ ทดลองเหมือนกัน ผลจากคะแนนการทดสอบหลังเรียนพบว่า รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือ STAD มี ผลอย่างมีนัยสำคัญต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทั้งชายและหญิงในการเรียนไวยากรณ์ ภาษาอังกฤษ สรี เลสทารี (Sri Lestari, 2019) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การใช้แอพพลิเคชั่นแพดเลท (Padlet) เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนที่ไม่ได้เรียนสาขาภาษาอังกฤษโดย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบ: การสอนกระบวนการเรียนรู้ด้วยการเขียนโดยใช้ แอพพลิเคชั่น Padlet สำหรับนักเรียนของแผนกประถมศึกษาว่าสามารถช่วยพัฒนาทักษะการเขียน ของนักเรียนหรือไม่หัวข้อการวิจัยคือนักศึกษาภาคเรียนที่ 3 แผนกประถมศึกษาในการรวบรวมข้อมูล
41 ใช้เทคนิค: สังเกตสัมภาษณ์ รวบรวมข้อมูลในแต่ละรอบและทดสอบการเขียนผลการวิจัยคือแอป พลิ เคซันเหล่านี้สามารถนำไปใช้เป็นแบบฝึกหัดการเขียนออนไลน์ได้ทุกครั้งที่ทำให้ความสามารถของ นักเรียนดีขึ้นสามารถกระตุ้นให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์เนื่องจากสามารถอัปโหลดวิดีโอบันทึก หรือรูปภาพที่เหมาะสมกับหัวข้อที่สามารถทำได้ สนับสนุนการเขียนของพวกเขา เชน (Chen, 2012, pp. 184-192) ได้ทำการวิจัยเพื่อศึกษาผลการใช้แนวการสอนแบบ อรรถฐานในการสอนเขียนสรุปความภาษาอังกฤษในฐานะเป็นภาษาต่างประเทศ กลุ่มตัวอย่างเป็น นักศึกษาในไต้หวัน จำนวน 41 คน วัดความสามารถทางการเขียนสรุปความด้วยแบบทดสอบก่อน เรียนและหลังเรียน โดยมีเกณฑ์ประเมินผล ได้แก่ เนื้อหา การเรียบเรียงคำศัพท์ และการใช้ภาษา ผล การศึกษาพบว่า นักศึกษามีความสามารถในการสรุปความเพิ่มขึ้น โดยมีพัฒนาการด้านเนื้อหาและ การเรียบเรียงมากกว่าด้านคำศัพท์และการใช้ภาษา เฮนรี, เอฟลีน, และเทอเรนซ์ (Henry, Evelyn, and Terence, 2012) ได้ทำการวิจัย ทดสอบประสิทธิภาพของการสอนโดยใช้วิธีอุปนัยกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 6 คน โดยผู้วิจัยได้สอนโดยวิธีอุปนัยกับนักเรียนทั้งสามระดับคือนักเรียนที่มีผลการเรียนดีมาก นักเรียนที่มี ผลการเรียนดีปานกลาง และนักเรียนที่มีผลการเรียนพอใช้ ผลปรากฏว่านักเรียนทั้งสามระดับมีผล การเรียนด้านไวยากรณ์ดีขึ้น และนักเรียนที่มีผลการเรียนดีมาก มีผลการเรียนด้านไวยากรณ์ดีขึ้นมาก ที่สุด และนักเรียนทั้งหกคนแสดงความคิดเห็นว่าพวกเขาชอบการสอนแบบอุปนัย และการสอนแบบ อุปนัยมีประสิทธิภาพในการสอนไวยากรณ์ จีน่า แจเกอร์ (Gina Jaeger, 2011) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิผลของการเรียนการ สอนไวยากรณ์ทางความสามารถในการเขียนในระดับโรงเรียนมัธยม กล่าวไว้ว่า การเรียนการสอน ไวยากรณ์แบบดั้งเดิมเป็นองค์ประกอบที่ท้าทายของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ทั้งนักเรียนและ ครูต้องใช้กฎเกณฑ์ของไวยากรณ์ ซึ่งการทำความเข้าใจไวยากรณ์เป็นสิ่งสำคัญเพราะนักเรียนต้อง เข้าใจภาษาที่พวกเขาพูดในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และครูให้คำแนะนำด้านไวยากรณ์โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงการเขียนของนักเรียน ปัญหาอยู่ในวิธีการเรียนการสอนนั้นการสอน ไวยากรณ์สามารถปรับปรุงคุณภาพของการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาได้ หรือไม่ การวิจัยครั้งนี้จะตรวจสอบประสิทธิภาพของการเรียนการสอนไวยากรณ์ในการปรับปรุง คุณภาพของการเขียนของนักเรียน ปัญหาอยู่ในวิธีการเรียนการสอนนั้นไม่สอนไวยากรณ์เพื่อปรับปรุง คุณภาพของการเขียนของนักเรียน วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้ คือ การประเมินประสิทธิภาพของการ เรียนการสอนไวยากรณ์ในความสามารถด้านการเขียนของนักเรียนโรงเรียนมัธยม โดยจะตรวจสอบถ้า การเรียนรูไวยากรณ์เป็นวิธีที่ช่วยให้นักเรียนพัฒนาความสามารถในการเขียนของพวกเขาอย่างมี ประสิทธิภาพ ผู้วิจัยพบว่า การเรียนการสอนไวยากรณ์และการปรับปรุงคุณภาพของการเขียนของ นักเรียน เครื่องมือในการใช้สำหรับการเรียนการสอนเป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้ การสื่อสารเขียน