42 นักเรียนจะต้องเรียนรูไวยากรณ์เพื่อที่จะเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเดิมใน ที่นี้เพื่อสร้างความชัดเจน และผลสำเร็จในการสอนนักเรียนโดยการใช้กฎไวยากรณ์นั้นนักเรียน สามารถเขียนภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและต่างประเทศทำให้พบแนวทางการแก่ไข ปัญหา การเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many ที่ผู้วิจัยเหล่านั้น ได้พบวิธีการสอนโดยใช้ โปรแกรมประยุกต์ที่หลากหลายและเห็นผลลัพธ์จากการนำโปรแกรมประยุกต์ เหล่านั้นมาพัฒนา ทักษะภาษาอังกฤษทั้งทักษะการพึง ทักษะการพูด ทักษะการอ่าน และทักษะการ เขียน และได้ค้นพบ อีกว่านักเรียนที่ได้รับการพัฒนาโดยใช้โปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ นั้นสามารถ พัฒนาทักษะอื่น ๆ ได้ไป ในตัวด้วย ได้แก่ ด้านคำศัพท์ ไวยากรณ์ และการใช้ประโยคต่าง ๆ ซึ่ง สอดคล้องกับงานวิจัยที่ผู้วิจัย ดำเนินการ คือ แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) เพื่อ พัฒนาการใช้ much many ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนทบุรี วิทยาลัย 11. กรอบแนวคิดในการวิจัย การใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้ much many ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย ผู้วิจัยได้สังเคราะห์เอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ มาตรฐาน ตัวชี้วัด และสาระ การเรียนรู้ภาษาอังกฤษระดับขั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การสอน ไวยากรณ์ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ องค์ความรู้เกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภาษาอังกฤษ การหาประสิทธิภาพ ของสื่อฯ/นวัตกรรม การศึกษาเรื่องความพึงพอใจที่มีต่อการเรียน ภาษาอังกฤษ และจากงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง ผลจากการสังเคราะห์ข้อมูลข้างต้นทำให้ได้ทราบตัวแปร ต้นสำคัญที่จะส่งผลให้เกิดตัวแปร ตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียน เรื่อง การใช้ much many โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ความมี ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการ เรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน ภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ดังภาพที่ 2.1
43 ภาพที่ 2.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม การใช้แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง much many ที่ใช้เทคนิคการสอน แบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภาษาอังกฤษของนักเรียน เรื่อง การ ใช้ much many ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many ด้วยเทคนิคการสอน แบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ประสิทธิภาพของแผนการจัดการ เรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้ เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการ เรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many
44 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน ( Classroom action research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียน เรื่อง การใช้ประโยค เปรียบเทียบชั้นกว่าและชั้นสูงสุด เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการ ใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ที่ ใช้ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง การใช้ much many และเพื่อศึกษาความพึง พอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many มีวิธีดำเนินการและองค์ประกอบ ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. รูปแบบการวิจัย 3. เครื่องมือและการหาคุณภาพเครื่องมือวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย สังกัดองค์การ บริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ปีการศึกษา 2565 จำนวนทั้งสิ้น 595 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 15 โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย สังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ปีการศึกษา 2565 จำนวน 41 คน คัดเลือกมาแบบเจาะจง (purposive sampling) 2. รูปแบบการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom action research) โดย นำหลักการและชั้นตอน PAOR (Plan, Act, Observe, Reflect) ตามแนวคิดของเคมมิสและแม็ค แท็กการ์ด (Kemmis and McTaggart, 1988) มาประยุกต์ใช้ มีชั้นตอนการดำเนินการวิจัย ดังแสดง ในภาพที่ 3.1
45 ภาพที่ 3.1 แผนภาพ PAOR ตามแนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการของ เคมมิสและแม็คแท็กการ์ด (Kemmis and McTaggart, 1988) จากแผนภาพ PAOR ข้างต้น ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยเป็น 4 ขั้น ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นวางแผน (Plan) ผู้วิจัยดำเนินการ 1) สำรวจปัญหาด้านการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/15 โรงเรียน นทบุรีวิทยาลัย จังหวัดนนทบุรี และวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น 2) ศึกษาเอกสาร ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ ชัดเจน จากนั้นค้นหาแนวทางหรือจุดที่ต้องปรับปรุงเพื่อนำไปแก้ไขปัญหาด้านการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ที่ กำลังเกิดขึ้นตามข้อ 1) ให้ดียิ่งขึ้น 3) ดำเนินการสร้างเครื่องมือและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและเครื่องมือที่ ใช้ใน การเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 3.1 แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการ เรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many จำนวน 4 แผน แผนละ 1 คาบ (50 นาที) 3.2 แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many เป็นแบบ ปรนัย ชนิดเลือกตอบ จำนวน 20 ข้อ 3.3 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) แบบสอบถามที่มี รายการคำถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ มี 10 รายการคำถาม และ คำถามปลายเปิด 1 คำถาม จำนวน 1 ฉบับ
46 ขั้นที่ 2 ขั้นปฏิบัติการ (Act) ผู้วิจัยดำเนินการ 1) ชี้แจงวัตถุประสงค์ของการวิจัยแก่นักเรียนกลุ่มตัวอย่างก่อนเรียน 2) ทดสอบนักเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบทดสอบก่อนเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many 3) จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การใช้ much many ที่ใช้ เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ทั้งหมด 3 คาบ 4) ตรวจสอบและเก็บรวบรวมคะแนน/ผลการเรียนระหว่างเรียนของนักเรียนกลุ่ม ตัวอย่าง ขณะเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many ด้วยแบบฝึกทักษะและกิจกรรมในที่ได้กำหนดไว้ ในแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many ขั้นที่ 3 ขั้นสังเกตการณ์ (Observe) ผู้วิจัยตรวจสอบผลหลังจากพัฒนานักเรียนกลุ่ม ตัวอย่าง ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การใช้ much many ที่ใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ทั้ง 4 แผน และตรวจสอบผลที่ได้จากการใช้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยว่านักเรียนกลุ่ม ตัวอย่างมีพัฒนาการ เรื่อง การใช้ much many อย่างไรบ้าง การดำเนินการในขั้นตอนนี้มีดังนี้ 1) ทดสอบนักเรียนกลุ่มตัวอย่างหลังจากเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดย การใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many ทั้งหมด 3 คาบเสร็จสิ้นแล้วโดยใช้แบบทดสอบหลังเรียน ภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many 2) สอบถามความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อการการเรียน ภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) โดยใช้ แบบสอบถามความพึงพอใจฯ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ขั้นที่ 4 ขั้นสะท้อนผลการปฏิบัติ (Reflect) ผู้วิจัยวิเคราะห์และสรุปผลข้อมูลที่ได้จาก ขั้นที่ 2 และ 3 ได้แก่ 1) ผลการทดสอบนักเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน ภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many 2) คะแนน/ผลการเรียนระหว่างเรียนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างขณะเรียน ภาษาอังกฤษตาม กิจกรรม/ภาระงานที่ได้กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอน แบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) 4) ข้อมูลการทดสอบสมมติฐานว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การ ใช้ much many หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนเป็นไปตามที่ผู้วิจัยตั้ง ไว้หรือไม่อย่างไร
47 จากนั้นสรุปผลการวิจัย และอภิปรายผลการวิจัยที่ได้จากการแก้ไขปัญหาการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษของนักเรียน เรื่อง การใช้ much many ด้วยวิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนครั้งนี้ พร้อมทั้งระบุปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะการทำวิจัยเพื่อแก้ไข ปัญหาการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ครั้งนี้ และเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนครั้งต่อ ๆ ไป 3. เครื่องมือและการหาคุณภาพเครื่องมือวิจัย 3.1 เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 3.1.1 แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการ เรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many จำนวน 4 แผน แผนละ 1 คาบ รวมเวลา ทั้งสิ้น 4 คาบ 3.1.2 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many 3.1.3 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding เป็น แบบสอบถามที่มีคำถามเป็น แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ และคำถามปลายเปิด 1 ข้อ จำนวน 1 ฉบับ 3.2 การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ 3.2.1 แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการ เรียนรู้ (Scaffolding) รายละเอียดการดำเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษาหลักการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 การวางแผนและการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้/แผนการใช้นวัตกรรม/สื่อ การเรียนรู้ ศึกษาแนวคิดทฤษฎี หลักการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร และการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ 2. ศึกษาหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศและมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด ระดับขั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในมาตรฐานการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ เรื่อง การใช้ much many 3. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การใช้ much many สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 4 แผน แผนละ 50 นาที รวม 4 คาบ เน้นใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อ การเรียนรู้ (Scaffolding) ตามขั้นตอนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการลื่อสาร (3Ps: Presentation, Practice, and Production) 4. นำแผนการจัดการเรียนรู้โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ทั้ง 4 แผน ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่านลงคะแนนเพื่อแสดงหลักฐาน
48 ความตรงตามเนื้อหา (Content validity) แล้วนำคะแนน ที่ได้จากลงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน หาค่าความสอดคล้องระหว่าง 4.1 วัตถุประสงค์การเรียนรู้กับสาระการเรียนรู้ 4.2 เนื้อหา (สาระ)/นวัตกรรม/ลื่อการเรียนรู้/กิจกรรม/แบบฝึกหัดที่ใช้ในการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้กับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ 4.3 ความสอดคล้องของกิจกรรมการเรียนรู้กับวัตถุประสงค์และเนื้อหา (สาระ) 4.4 กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการใช้much many 4.5 ความเหมาะสมของวัสดุ อุปกรณ์ สื่อการเรียนรู้ กิจกรรม และ/หรือ แบบฝึกหัด กับเนื้อหา (สาระ) 4.6 วิธีการวัด/ประเมินความรู้ความเข้าใจในการใช้much many ให้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 5. ปรับปรุงแก้ไข ทำการปรับปรุงแก้ไขข้อคำถามตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญโดย นำ ผลการพิจารณาแผนการจัดการเรียนรู้โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding)ของผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์เพื่อหาความตรงตาม เนื้อหาโดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of congruence หรือ IOC) คือ ความเห็นในช่องเห็น ด้วย(+1) ไม่แน่ใจ (0) และไม่เห็นด้วย (-1) ตามวิธีของโรวิเนลล์ และแฮมเบิลตัน(บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์, 2545) คัดเลือกเก็บไว้สำหรับ รายการที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.5 ขั้นไป ถือว่ารายการนั้น ๆ สามารถจัด/ ดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ ที่กำหนด สำหรับรายการที่มีค่า IOC น้อยกว่า 0.5 นั้น ผู้วิจัยจะปรับปรุงแก้ไข โดยการใช้เทคนิคการ สอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ให้มีความตรงตามเนื้อหาและความถูกต้อง เหมาะสมตาม ข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง 6. จัดพิมพ์เป็นแผนการจัดการเรียนรู้โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ฉบับสมบูรณ์เพื่อนำไปใช้กับกลุ่ม ตัวอย่างต่อไป 3.2.2 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many จำนวน 20 ข้อ มีรายละเอียดการดำเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษาเอกสารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธคักราช 2551 คู่มือการวัดผล และ ประเมินผลกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ วิชาภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลักสูตร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ วิชาภาษาอังกฤษ การสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร เทคนิค การเขียนข้อสอบ และการสร้างแบบทดสอบ วิธีการสร้างแบบทดสอบปรนัยแบบเติมคำ 2. วิเคราะห์สาระการเรียนรู้และจุดประสงค์การเรียนไวยากรณ์ เรื่อง การใช้ much many เพื่อแบ่งเนื้อหาออกเป็นเนื้อหาย่อย ๆ แล้วเขียนจุดประสงค์ การเรียนรู้
49 3. จัดทำแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many เป็น แบบปรนัย จำนวน 20 ข้อ ให้ครอบคลุมสาระการเรียนรู้ 4. วิพากษ์และปรับแก้ข้อคำถามกับอาจารย์ผู้ควบคุมงานวิจัย 5. ตรวจสอบคุณภาพแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนฯ โดยผู้เชี่ยวชาญ นำข้อคำถามใน แบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขั้นไปตรวจสอบคุณภาพกับผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่านที่เป็นชุดเดียวกันกับ ชุดที่ตรวจสอบแผนการจัดการเรียนรู้ลงคะแนนเพื่อแสดงหลักฐานความตรงตามเนื้อหา แล้วนำ คะแนนที่ได้จากลงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน หาค่าความสอดคล้องระหว่างความรู้ความ เข้าใจกับจุดประสงค์โดยพิจารณาความตรงตามเนื้อหา (Content validity) และความเป็นปรนัย (Objectivity) ของข้อคำถามและคำตอบ ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้พิจารณาว่าข้อคำถามนั้น วัดได้ตรงตาม นิยามหรือไม่ พร้อมทั้งปรับปรุงภาษาให้เหมาะสมกับระดับของนักเรียน กำหนดคะแนนความคิดเห็น ดังนี้ คะแนน +1 สำหรับข้อคำถามที่มีความสอดคล้อง คะแนน 0 สำหรับข้อคำถามที่ไม่แน่ใจว่ามีความสอดคล้อง คะแนน -1 สำหรับข้อคำถามที่ไม่มีความสอดคล้อง 6. วิเคราะห์ข้อมูลการหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามของแบบทดสอบ ก่อนและหลังเรียนฯ กับจุดประสงค์การเรียนรู้จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน ตามวิธีของ โรวิเนลลี และแฮมเบิลตัน (บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์, 2545) คัดเลือกเก็บไว้สำหรับข้อที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.5 ขั้นไป ถือว่าเป็นข้อสอบที่มีคุณภาพอยู่ในระดับใช้ได้และสามารถวัดได้ตามนิยามที่กำหนด 7. ปรับปรุงแก่ไข ทำการปรับปรุงแก่ไขข้อคำถามของแบบทดสอบก่อนและหลัง เรียนฯ ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ จากนั้นนำแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนฯ ที่ผ่านการ ตรวจสอบ คุณภาพแล้วจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มเพื่อเตรียมนำไปเก็บข้อมูลกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 3.2.3 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้าง แบบสอบถามความพึงพอใจฯ โดยดัดแปลงรูปแบบมาจากนภาพรรณ เอี่ยมสำอาง (2551) มีขั้นตอน การสร้างดังนี้ 1. ศึกษาเอกสาร ตำรา และองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบสอบถาม ความพึง พอใจที่เหมาะสมกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2. วิเคราะห์เนื้อหาวิชา และศึกษารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอน ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 3. ดำเนินการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน ภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many ประกอบด้วยรายการคำถาม 10 คำถาม แบบมาตราส่วน
50 ประมาณ ค่า (Rating Scale) 5 ระดับ และมีคำถามปลายเปิด จำนวน 1 ข้อ เพื่อให้นักเรียนเสนอ ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ระดับความพึงพอใจแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ คะแนน 5 หมายถึง มีความพึงพอใจมากที่สุด คะแนน 4 หมายถึง มีความพึงพอใจมาก คะแนน 3 หมายถึง มีความพึงพอใจปานกลาง คะแนน 2 หมายถึง มีความพึงพอใจน้อย คะแนน 1 หมายถึง มีความพึงพอใจน้อยที่สุด 4. วิพากษ์และปรับแก้รายการข้อคำถามในแบบสอบถามความพึงพอใจฯ กับ อาจารย์ผู้ ควบคุมงานวิจัย 5. ตรวจสอบคุณภาพแบบสอบถามความพึงพอใจฯ โดยนำแบบสอบถามความพึงพอใจ ที่ผู้วิจัยสร้างขั้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านที่เป็นชุดเดียวกันกับชุดที่ตรวจสอบแผนการจัดการเรียนรู้ ตรวจสอบคุณภาพโดยพิจารณาความตรงตามเนื้อหา (Content validity) ของ รายการคำถามโดย ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้พิจารณาว่ารายการคำถามนั้นวัดได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของ การวัดหรือไม่ และ จะลงคะแนนเพื่อแสดงหลักฐานความตรงตามเนื้อหาพร้อมทั้งช่วยเสนอแนะการ ปรับปรุงภาษาให้ เหมาะสมกับระดับของนักเรียน จากนั้นนำคะแนนที่ได้จากลงความเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่านมา หาค่าความสอดคล้องระหว่างรายการคำถามกับพฤติกรรมความพึงพอใจที่ ต้องการวัด 6. ปรับปรุงแก้ไข ทำการปรับปรุงแก้ไขรายการคำถามตามคำแนะนำของ ผู้เชี่ยวชาญ โดยนำผลการพิจารณาแบบสอบถามความพึงพอใจฯ ของผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์เพื่อหา ความตรง ตามเนื้อหาใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) คือ ความเห็นในช่อง เห็นด้วย (+1)ไม่แน่ใจ (0) และไม่ เห็นด้วย (-1) ตามวิธีของโรวิเนลล์ และแฮมเบิลตัน (บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์, 2545) คัดเลือก รายการคำถามไว้สำหรับรายการคำถามที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป ซึ่งถือว่ารายการคำถามนั้น สามารถวัดได้ตามนิยามที่กำหนด จากนั้นนำแบบสอบถามความพึงพอใจฯ ที่ผ่านการตรวจสอบ คุณภาพแล้วจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มเพื่อเตรียมนำไปเก็บข้อมูลกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 4.1 ทดสอบความรู้ความเข้าใจในการใช้ much many กับ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง การใช้ much many 4.2 ดำเนินการสอนให้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดย การใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ที่เตรียมไว้ ใช้เวลาในการสอน 3 คาบ
51 (150 นาที) ในระหว่างการสอน ผู้วิจัยมีการทดสอบความรู้ความเข้าใจในเรื่อง การใช้ much many ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างโดยให้ทำ แบบฝึกทักษะหรือกิจกรรมที่เตรียมไว้ในขั้น Production ของ แผนการจัดการเรียนรู้ ในช่วงท้าย ชั่วโมง 4.3 ทดสอบความรู้ความเข้าใจในการใช้ much many กับ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ แบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง การใช้ much many 4.4 สอบถามความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many 4.5 รวบรวมข้อมูลจากการทดสอบก่อน ระหว่างและหลังเรียน และการสอบถามความ พึง พอใจ จากนั้นนำมาวิเคราะห์ข้อมูลออกมาทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ 5. สถิติที่ใช้ในการวิจัย 5.1 สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือวิจัย การวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือวิจัยทั้งหมด 3 รายการครั้งนี้ซึ่งได้แก่ 1. แผนการจัดการ เรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many จำนวน 3 แผน แผนละ 1 คาบ รวมเวลาทั้งสิ้น 3 คาบ 2) แบบทดสอบก่อนเรียนและ หลังเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many และ3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่ มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการ เรียนรู้ (Scaffolding) สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือทั้ง 3 รายการนี้เป็นค่าสถิติเดียวกัน คือ ค่า ดัชนีความสอดคล้อง (Index of congruence หรือ IOC) คำนวณได้จากสูตร (ปราณี หลำเบ็ญสะ, 2561) ดังนี้ ICO = ∑ เมื่อ ∑ แทน ผลรวมของคะแนนการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 5.2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ ผู้วิจัยจะดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้ สถิติที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 5.2.1 การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทำแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน เรื่อง การใช้ much many สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย (̅) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (..) และค่าร้อยละ () ดังนี้
52 1) ค่าเฉลี่ย (Arithmetic mean) คำนวณจากสูตร (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) ดังนี้ ̅= ∑ เมื่อ (̅) แทน ค่าเฉลี่ย ∑ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 2) ค่าความเบี่ยงแบบมาตรฐาน (Standard deviation) คำนวณได้จากสูตร (บุญชม ศรี สะอาด, 2545) ดังนี้ .. = √ ∑ 2 − (∑ ) 2 ( − 1) เมื่อ .. แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ∑ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด (∑ ) 2 แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกำลังสอง แทน จำนวนนักเรียน 3) ค่าร้อยละ (Percentage) คำนวณได้จากสูตร (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) ดังนี้ = × 100 เมื่อ แทน ร้อยละ แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด
53 เกณฑ์การพิจารณาค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ย (%) ร้อยละของคะแนนเฉลี่ย ระหว่าง 80.00 – 100.00 หมายถึง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน ระดับดีมาก ร้อยละของคะแนนเฉลี่ย ระหว่าง 70.00 – 79.99 หมายถึง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน ระดับดี ร้อยละของคะแนนเฉลี่ย ระหว่าง 60.00 – 69.00 หมายถึง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน ระดับพอใช้ ร้อยละของคะแนนเฉลี่ย ระหว่าง 50.00 – 99.00 หมายถึง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน ระดับผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ ร้อยละของคะแนนเฉลี่ย ต่ำกว่า 50.00 หมายถึง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน ระดับไม่ผ่าน/ต้องปรับปรุง 5.2.2 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิค การสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย (̅) ค่าความเบี่ยงเบน มาตรฐาน (..) และ ค่าร้อยละ () ผู้วิจัยนำข้อมูลการทำแบบทดสอบหลังเรียนมาวิเคราะห์โดย หาค่าเฉลี่ย (̅) และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (..) และค่าร้อยละ () โดยคำนวณจากสูตร เดียวกันกับการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทำแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนฯ ตามข้อ 5.2.1 5.2.3 การวิเคราะห์ความพึงพอใจและข้อเสนอแนะของนักเรียนที่มีต่อการเรียน ภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ผู้วิจัยนำข้อมูลการตอบแบบสอบถามที่ได้มาวิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ย (̅) และค่าความ เบี่ยงเบนมาตรฐาน (..) โดยคำนวณจากสูตรเดียวกันกับการวิเคราะห์ผลที่ได้จากการทำ แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน ฯ ตามข้อ 5.2.1 และวิเคราะห์ข้อเสนอแนะที่ได้จากนักเรียนโดยใช้ วิธีการวิเคราะห์เอกสาร (Content analysis) เกณฑ์ในการพิจารณาค่าคะแนนเฉลี่ยของรายการข้อคำถาม คะแนนเฉลี่ย ระดับความพึงพอใจ 4.50-5.00 มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด 3.50-4.49 มีความพึงพอใจในระดับมาก 2.50-3.49 มีความพึงพอใจในระดับปานกลาง
54 เกณฑ์ในการพิจารณาค่าคะแนนเฉลี่ยของรายการข้อคำถาม 1.50-2.49 มีความพึงพอใจในระดับน้อย 1.00-1.49 มีความพึงพอใจในระดับน้อยที่สุด 5.2.4 การทดสอบสมมติฐานว่านักเรียนที่ได้เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many มี ผลการเรียนรู้หลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนหรือไม่ สถิติที่ใช้ในการ ทดสอบ คือ การทดสอบค่าทีแบบ ไม่อิสระ (t-test for dependent samples) คำนวณได้จากสูตร (พวงรัตน์ ทวิรัตน์, 2543) ดังนี้ = ∑ √ ∑ 2 − (∑ ) 2 − 1 เมื่อ = − 1 แทน ค่าผลต่างระหว่างคู่คะแนน แทน จำนวนคู่
55 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการใช้ much many ศึกษาความสามารถทางไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักเรียน เรื่องการใช้ much many และ ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน เรื่องการใช้ much many เสนอผลการวิเคราะห์ ข้อมูลเป็นลำดับในลักษณะตารางประกอบคำบรรยาย ดังนี้ สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ̅แทน ค่าเฉลี่ย .. แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน แทน ค่าร้อยละ แทน จำนวนนักเรียน ตอนที่ 1 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เรื่องการใช้ much many ตอนที่ 2 การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่องการใช้ much many ตอนที่ 3 การวิเคราะห์ความพึงพอใจและข้อเสนอแนะของนักเรียนที่มีต่อการเรียน ภาษาอังกฤษ เรื่องการใช้ much many ตอนที่ 1 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการ สอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอน แบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many ตามเกณฑ์ที่ผู้วิจัยได้กำหนดไว้ (E1/E2: 80/80) (ผลการวิเคราะห์คะแนนรายบุคคลดังรายละเอียดตามภาคผนวก ซ) สรุปผลการ วิเคราะห์ดังแสดงในตารางที่ 4.1
56 ตารางที่ 4.1 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิค การสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many N ประสิทธิภาพของกระบวนการเรียน (E1 ) ประสิทธิผลของผลลัพธ์(E2 ) คะแนนเต็ม การทดสอบ แต่ละครั้ง ค่าเฉลี่ย คะแนน ทดสอบ ทั้งหมด (4 ครั้ง) E1 คะแนนเต็ม ของการ ทดสอบ หลังเรียน ค่าเฉลี่ย ของ คะแนน การ ทดสอบ หลังจาก เรียนเสร็จ สิ้น E2 41 10 35.02 87.56 20 16.39 81.95 จากตารางที่ 4.1 พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบ เสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many มีประสิทธิภาพ (E1/E2 ) เท่ากับ 87.56/81.95 สูงกว่าเกณฑ์ที่ผู้วิจัยได้กำหนดไว้ (E1/E2 : 80/80) ตอนที่ 2 การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่องการใช้ much many การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่องการใช้ much many ของนักเรียนกลุ่ม ตัวอย่างที่ได้จากการปฏิบัติกิจกรรมพัฒนาความสามารถทางไวยากรณ์วิเคราะห์ข้อมูล โดยนำคะแนน ที่ได้จากการประเมินความสามารถทางไวยากรณ์ เรื่องการใช้ much many ของนักเรียนรายบุคคล หลังจากที่ได้ดำเนินการวิจัยเสร็จสิ้นแล้วมาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) และค่าร้อยละ (Percentage) (ผลการวิเคราะห์คะแนนรายบุคคล ดังรายละเอียดตามภาคผนวก ค) สรุปผลการวิเคราะห์ดังแสดงในตารางที่ 4.2 ตารางที่ 4.2 สรุปผลการประเมินความสามารถทางไวยากรณ์หลังเรียน เรื่องการใช้ much many ของนักเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่องการใช้ much many ̅ .. T-test คะแนนก่อนเรียน 7.78 4.03 38.92 18.13 คะแนนหลังเรียน 16.39 2.05 81.95
57 จากตารางที่ 4.2 พบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เรื่องการใช้ much many มีผลสัมฤทธิ์ด้านความสามารถทางไวยากรณ์รวมเฉลี่ยเท่ากับ 16.39 คะแนน จาก คะแนนเต็ม 20 คะแนน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.05 ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 81.95 แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ด้านความสามารถทางไวยากรณ์much many ในระดับดี มาก และเมื่อนำคะแนนมาเปรียบเทียบพบว่าผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เรื่องการใช้ much many หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 โดยมีค่าสถิติ T = 18.63 ตอนที่ 3 การวิเคราะห์ความพึงพอใจและข้อเสนอแนะของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่องการใช้ much many 3.1 การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการได้รับการพัฒนาความสามารถทาง ไวยากรณ์ เรื่องการใช้ much many วิเคราะห์ข้อมูลโดยนำข้อมูลการตอบแบบสอบถามความพึง พอใจฯ มาวิเคราะห์รายด้านและรายข้อโดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) (ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการตอบแบบสอบถามรายบุคคลดังรายละเอียดตาม ภาคผนวก ฌ) สรุปผลการวิเคราะห์ดังแสดงในตารางที่ 4.3 ตารางที่ 4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การได้รับการพัฒนาความสามารถทางไวยากรณ์ เรื่อง การใช้ประโยคเปรียบเทียบขั้นกว่าและขั้น สูงสุด ข้อ รายการ x̅ S.D.การแปลผล 1 นักเรียนได้เรียน เรื่อง much many ที่ครูสอนอย่าง สนุกสนาน 4.98 0.16 มากที่สุด 2 นักเรียนรู้สึกอยากเรียนเรื่อง much many ที่ครูสอนมากขึ้น 4.95 0.22 มากที่สุด 3 นักเรียนชอบทำกิจกรรมในเรื่อง much many ที่ครูสอน 4.92 0.26 มากที่สุด 4 การเรียนรู้ เรื่อง much many เป็นสิ่งที่น่าสนใจ 4.46 0.78 มาก 5 นักเรียนทำงานเดี่ยว/กิจกรรมคู่/งานกลุ่มที่ครูมอบหมายแล้ว มีความสุข 4.83 0.44 มากที่สุด 6 นักเรียนชอบเรียนภาษาอังกฤษกับเพื่อน ๆ 4.88 0.40 มากที่สุด 7 นักเรียนทำแบบฝึกหัดและกิจกรรมในเรื่อง much many ที่ครูสอนได้ด้วยตนเอง 4.49 0.66 มาก 8 นักเรียนสนใจตรวจ แบบฝึกหัดและกิจกรรม และประเมินผล การเรียนด้วยตนเอง 4.78 0.42 มากที่สุด
58 ข้อ รายการ x̅ S.D.การแปลผล 9 นักเรียนสนใจตรวจแบบฝึกหัดและกิจกรรม และประเมินผล การเรียนของเพื่อน ๆ 4.83 0.38 มากที่สุด 10 นักเรียนชอบเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น 4.91 0.42 มากที่สุด สรุปรวมทุกด้าน 4.80 0.19 จากตารางที่ 4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการได้รับการพัฒนา ความสามารถทางไวยากรณ์ เรื่องการใช้ much many พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ใน ระดับมากที่สุด (̅= 4.80, .. = 0.19) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจ ในระดับมากที่สุด จำนวน 8 รายการ เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ 1. นักเรียนได้เรียนเรื่อง much many ที่ครูสอนอย่างสนุกสนาน (̅=4.98, ..=0.16) 2. นักเรียนรู้สึกอยากเรียนเรื่อง much many ที่ครูสอนมากขึ้น (̅=4.81, ..=0.55) 3.นักเรียนชอบทำกิจกรรมในเรื่อง much many ที่ครูสอน (̅=4.68, ..=0.66) 10.นักเรียนชอบเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น (̅= 4.81, .. = 0.55) 6. นักเรียนชอบเรียนภาษาอังกฤษกับเพื่อนๆ (̅=4.63, ..=0.79) 5.นักเรียน ทำงานเดี่ยว/กิจกรรมคู่/งานกลุ่มที่ครูมอบหมายแล้วมีความสุข (̅=4.53, ..=0.59) 9.นักเรียน สนใจตรวจแบบฝึกหัดและกิจกรรม และประเมินผลการเรียนของเพื่อนๆ (̅=4.53, ..=0.67) 8. นักเรียนสนใจตรวจ แบบฝึกหัดและกิจกรรม และประเมินผลการเรียนด้วยตนเอง (̅=4.53, ..=0.59) และอยู่ในระดับพึงพอใจมาก 2 รายการดังต่อไปนี้ 7.นักเรียนทำแบบฝึกหัดและ กิจกรรมในเรื่อง much many และ 4.การเรียนรู้ เรื่อง much many เป็นสิ่งที่น่าสนใจ 3.2 การวิเคราะห์ข้อเสนอแนะของนักเรียนที่มีต่อการได้รับการพัฒนาความสามารถทาง ไวยากรณ์ เรื่องการใช้ much many วิเคราะห์ผลโดยนำข้อมูลการเขียนตอบข้อเสนอแนะใน แบบสอบถามความพึงพอใจฯ มาวิเคราะห์โดยวิธีการวิเคราะห์เอกสาร (Content analysis) ผลการวิเคราะห์ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม มีดังนี้ 1) นักเรียนมีความสุข สนุกสนานและอยากกลับมาเรียนกับกิจกรรมที่ผู้วิจัยได้จัดขึ้นอีก 2) กิจกรรมการเรียนรู้ของผู้วิจัยส่งผลทำให้นักเรียนไม่รู้สึกกดดันระหว่างเรียนและสามารถทำ กิจกรรมได้อย่างเต็มที่ 3) นักเรียนได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีผ่านกิจกรรมต่าง ๆ
59 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง much many สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภาษาอังกฤษของนักเรียน เรื่อง การใช้ much many โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการ เรียนรู้ (Scaffolding) 2) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้ เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many 3) เพื่อศึกษาความ พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/15 โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย ภาค เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 41 คน คัดเลือกมาแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การใช้ much many โดยการ ใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) 2) แบบทดสอบภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many และ 3)แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เพื่อหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ สรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การใช้ much many โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบ เสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2. นักเรียนมีความสามารถทางไวยากรณ์ภาษาอังกฤษหลังจากเรียน เรื่อง การใช้ much many ในระดับดีมาก ( = 81.95) 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ much many อยู่ในระดับมากที่สุด (̅= 4.80)
60 อภิปรายผลการวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การใช้ much many โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อ การเรียนรู้ (Scaffolding) มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ผู้วิจัยกำหนด เนื่องจากการสร้างและพัฒนา เครื่องมือวิจัยดังกล่าวเน้นในเรื่องของการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวิจัยให้ได้มาตรฐานก่อนที่ จะนำไปใช้ในการดำเนินการวิจัย ดังที่ดวงกมล บุญถม (2552, น.42) และโสภณ นุ่มทอง (2540, น. 25) ที่ได้ให้ความสำคัญ และกำหนดความหมายของประสิทธิภาพที่เกี่ยวข้องนี้ไว้ อีกทั้งเกณฑ์ที่ กำหนดเพื่อที่จะหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นนั้น ช่วยให้เห็นการ ประเมินพฤติกรรมระหว่างเรียนอย่างต่อเนื่องชัดเจน และการประเมินพฤติกรรมขั้นสุดท้ายซึ่ง สอดคล้องกับแนวคิดของชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2536, น. 50-51: อ้างจากสุวิทย์ เขาแก้ว, 2551, น. 45- 46) และเมื่อแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การใช้ much many โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริม ต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) นี้มีประสิทธิภาพก็ย่อมส่งผลให้ผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่เกิดขึ้น ระหว่างเรียนและหลังจากเรียนเสร็จสิ้นมีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก 2. ความสามารถทางไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังจากเรียน เรื่อง การใช้ much many ในระดับดีมาก เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากผู้วิจัยได้ออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตาม แนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารซึ่งปรากฏอยู่ในแต่ละขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ อีกทั้ง ได้สอดแทรกกิจกรรมย่อย ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยให้นักเรียนได้มีโอกาสพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่ สอดคล้องกับแนวคิดการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของสุมิตา อังวัฒนกุล (2535) ที่ได้สรุป ขั้นตอนการสอนที่สำคัญไว้คือ ขั้นการเสนอเนื้อหา ขั้นการฝึก และขั้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร และได้เสนอกลวิธีการสอนภาษาตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารในเรื่องของการใช้สื่อที่เป็น ของจริง การเรียงประโยคให้ถูกต้อง การใช้เกมทางภาษาประกอบการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ภาพชุด เรื่องราวซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องอีกทั้งการใช้บทบาทสมมติมาประกอบ และเหมือนกับเป็นสื่อช่วยเสริมให้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษครั้งนี้ง่ายมากขึ้น รวมถึงการได้ช่วยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ เรียนรู้ในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย แต่ก็มีความท้าทายอยู่บ้าง นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับลักษณะการ สอนไวยากรณ์เพื่อการสื่อสารของปัญจพร ธนาวชิรนันท์ และวิลาสินี พลอยเลื่อมแสง (2561) ที่ได้ เสนอขั้นตอนการสอนของโครงสร้างไวยากรณ์ที่จะช่วยให้นักเรียนได้เกิดการเรียนรู้ในเรื่องของการใช้ ไวยากรณ์ในลักษณะต่าง ๆ ใน 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นตอนที่ 2 ขั้นสอน ขั้นตอนที่ 3 ขั้นฝึกฝน ขั้นตอนที่ 4 ขั้นนำไปใช้และขั้นตอนที่ 5 ขั้นทดสอบ 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่องการใช้ much many ในระดับ มากที่สุด เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากผู้วิจัยได้ออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการสื่อสาร อีกทั้งด้านการแทรกกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่ช่วยโน้มน้าวหรือสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนได้ทราบ เข้าใจ และตระหนักว่าเป็นเรื่องที่ตนเองจะปล่อยปะละเลยมิได้ และต้องเรียนรู้ให้เข้าใจ รวมถึง
61 สามารถนำไปปฏิบัติได้ในชีวิตจริง ทั้งนี้นักเรียนได้แสดงพฤติกรรมให้เห็นในเรื่องของความตั้งใจ ความ สนใจ ความกระตือรือร้น และการเรียนรู้ด้วยสีหน้าที่เบิกบาน พร้อมกับรูปแบบและการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ของครูครั้งนี้มีความเหมาะสมถูกต้องในเรื่องของสาระภาษาอังกฤษ การสร้างความสนใจใน เรื่องของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ความเหมาะในเรื่องของการลำดับขั้นตอนการนำเสนอสาระที่จัด ให้นักเรียนได้เรียนรู้ ความเหมาะสมในเรื่องของระยะเวลาในการนำเสนอเนื้อหา และสื่อการเรียนรู้ที่ นำมาประกอบการเรียนแต่ละครั้งมีความเหมาะสม น่าสนใจ สอดคล้องกับสาระที่สอน แบบฝึกหัด และกิจกรรมต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการฝึกนักเรียนนั้นมีความสอดคล้องกับสาระที่สอน มีลำดับขั้นตอนที่ เหมาะสมและระยะเวลาของการปฏิบัติกิจกรรมมีความเหมาะสม และครูผู้สอนได้อธิบายเพิ่มเติมและ ตอบข้อสงสัยให้แก่นักเรียนได้เข้าใจในทุกประเด็น ส่งผลให้นักเรียนเกิดความพึงพอใจต่อการเรียน ภาษาอังกฤษ ความพึงพอใจของนักเรียนดังกล่าวสอดคล้องกับดาราณี โพธิ์ไทร (2552, น. 41) ที่ได้ให้ ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า เป็นความรู้สึกภายในจิตใจของมนุษย์ที่จะไม่เหมือนกันซึ่งขึ้นอยู่ กับว่าบุคคลแต่ละคนเขามีความต้องการอย่างไร และเรื่องเหล่านี้สอดคล้องกับความต้องการของเขา หรือไม่ เมื่อนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีกิจกรรมตรงกับความต้องการของนักเรียน นักเรียนก็จะเกิดความรู้สึกรัก ชื่นชอบ มีเจตคติ หรือความพึงพอใจต่อสิ่งที่เรียน และมีความสุขต่อการ เรียนสอดคล้องกับแนวคิดของ มาสโลว์ (Maslow, 1970 อ้างจาก เมธาวี อุดมธรรมานุภาพ และ คณะ, 2549, น. 205) ที่อธิบายว่ามนุษย์มีความต้องการอยู่เสมอไม่มีที่สิ้นสุด ความต้องการดังกล่าวที่ ได้รับการตอบสนองก็จะส่งให้เกิดผลที่ดีนั้นก็คือเป็นสิ่งจูงใจให้เกิดการเรียนรู้ อีกทั้งความต้องการของ มนุษย์ในภาพรวมจะเรียงลำดับเป็นขั้นตอนตามลำดับความสำคัญ ดังนั้น เมื่อความต้องการในระดับ ต่ำได้รับการตอบสนองแล้วความต้องการระดับสูงก็จะค่อย ๆ ช่วยพัฒนาให้ความต้องการเหล่านั้นเติม เต็ม ไม่ว่าจะเป็นความต้องการด้านร่างกาย ความปลอดภัย ความต้องการด้านสังคม หรือการยอมรับ รวมทั้งความต้องการด้านความสำเร็จ ซึ่งโดยเฉพาะความต้องการด้านความสำเร็จในชีวิตนั้นเป็นความ ต้องการระดับสูงของมนุษย์ เมื่อเปรียบเทียบกับการเรียนรู้นั้นก็คือความต้องการที่จะเรียนรู้ให้สำเร็จ ดังนั้นความพึงพอใจในการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่กำหนดแนวทางการแสดง ทางพฤติกรรมของนักเรียนเองว่าความพึงพอใจนี้เป็นสิ่งสำคัญต่อการที่ครูต้องจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้เกิดแก่นักเรียนให้ได้ทุกคน ภาพรวมความพึงพอใจจากทุกครั้งที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยเฉพาะ ความพึงพอใจที่เป็นความพึงพอใจทางบวกจะส่งผลให้นักเรียนมีความสนใจและตั้งใจปฏิบัติกิจกรรม และตั้งใจ เรียนอย่างเต็มที่
62 ข้อเสนอแนะในการวิจัย 1. ข้อเสนอแนะจากการวิจัยครั้งนี้ 1.1 การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษควรประกอบด้วยกิจกรรมที่เหมาะสม กับความสามารถและสอดคล้องกับความสนใจของนักเรียน 1.2 ผู้วิจัยต้องกระตุ้นและเสริมแรงบวกให้กับนักเรียนเพื่อให้เกิดความมั่นใจและกล้าเข้า ร่วมกิจกรรม หรือกว่ายกมือถามหากไม่เข้าใจ 1.3 ควรจัดการเรียนการสอนให้มีความหลายหลายเพื่อให้เกิดกระบวนการการเรียนรู้ที่ แตกต่างและเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น 2. ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการศึกษาและพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับไวยากรณ์ใน สาระการเรียนรู้อื่น ๆ โดยผ่านทักษะการสื่อสารต่าง ๆ เช่น ทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการ เขียนเพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับไวยากรณ์ให้ครอบคลุมและมี ประสิทธิภาพมากขึ้น 2.2 ควรเพิ่มระยะเวลาการทดลองให้มากขึ้น อาจจะใช้เวลา 1-2 ภาคเรียน เพื่อศึกษา ประสิทธิภาพของการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อสร้างความสนใจในการเรียน ภาษาอังกฤษ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 2.3 ควรทดลองกับกลุ่มตัวอย่างกลุ่มใหญ่ขึ้น หรือทดลองกับนักเรียนในทุกห้องเรียน และทดลองกับผู้เรียนในหลาย ๆ ระดับชั้น ซึ่งจะเป็นการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่หลากหลาย
63 \ บรรณานุกรม
64 บรรณานุกรม กาโสม หมาดเด็น, และนิสากร จารุมณี. (2559). ความสามารถด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษและการ อัดการเรียนการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 16 (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. กาญจนา สิ่งประสงค์. (2563). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องโครงสร้างไวยากรณ์ ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยวิรีการสอนแบบ Student Teams Achievement Divisions (STAD) และวิรีการสอนแบบ Grammar translation. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง. กรมวิชาการ. (2545). เอกสารประกอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธคักราข 2544 คู่มือ การอัด การเรียนรู้กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ. จิตพิสุทธ จันตะคุต. (2560). ความสำคัญของภาษาอังกฤษ. สืบค้นจาก https://sites.google.com/site/krujitpisut/khwam-sakhay-khxng-phasa-xangkvs จินตนา สุจจานันท์. (2551). การเรียนการสอนโครงสร้างไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ. เชียงใหม่: คณะ ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ชนิตรา ศรลัมพ์. (2547). การศึกษาความพึงพอใจในการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ เทคโนโลยีของนักเรียนชั้นประลมศึกษาปีที่ 4 (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ฐิตินนท์ กล้ารบ. (2550). การเปรียบเทียบผลการเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษโดยวิรีอุปนัยและวิรีนิร นัยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ดวงกมล บุญถม. (2552). การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ เรื่อง วันสำคัญของไทย และวันสำคัญของต่างประเทศสำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). อุบลราชธานี: มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุบลราชธานี. ธูปทอง กว้างสวาสด. (2549). การสอนภาษาอังกฤษ. มหาสารคาม: ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. นพมาศ ปลัดกอง (2562.). การพัฒนาการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของผู้เรียนในระบบการศึกษา ทางไกล โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคนั่งร้านเสริมเรียนรู้. กรุงเทพฯ. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
65 นภาพรรณ เอี่ยมสำอางค์. (2551). ผลการจัดการเรียนการสอนตามโมเดลการสอน BSCS 5E (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). ขอนแก่น: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น. บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. (2545). การวัดประเมินการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. บุญชม ศรีสะอาด. (2545). การวิจัยเนื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น. ปราณี หลำเบ็ญสะ. (2561). การจัดและประเมินผลการศึกษา. กรุงเทพฯ: สหมิตรพัฒนา. ปัญจพร ธนาวชิรานันท์ และวิลาสินี พลอยเลื่อมแสง. (2561). การใช้วิธีสอนแบบไวยากรณ์และแปล และการประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาความรู้ต้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่2. กรุงเทพฯ: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต. ปราณี วานิชเจริญธรรม. (2524). การศึกษาพนความรู้ภาษาอังกฤษต้านการอ่านและการใช้ภาษาของ นิสิตปีที่ 1 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินท รวิโรฒประสานมิตร. พชรพร ยุระยาตร์. (2547). ความพึงพอใจในการเรียนรู้ (Learning Satisfaction). สารศึกษาศาสตร์, 5(1), 8. พวงรัตน์ ทวีรัตน์. (2540). วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์ (พิมพ์ครั้งที่ 8). กรุงเทพฯ: เจริญผล. แพรไหม คำดวง. (2562). การสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ สำหรับ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมมหาวิทยาลัย ศิลปากร (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). นครปฐม: ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอน มหาวิทยาลัย ศิลปากร. ไพโรจน์ คะเชนทร์. (2556). แนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน. สืบค้นจาก http://rbu.rbru.ac.th/~wattoongpel/images/sara. พาร่า สุไสมาน. (2547). กิจกรรมค่ายภาษาอังกฤษเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพึง-พูด ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 โรงเรียนอิสลามสันติขน กรุงเทพมหานคร (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2546). ทฤษฎีและแนวปฏิบัติในการบริหารการศึกษา หน่วยที่ 9-12 (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมธาวี อุดมธรร มานุภาพ และคณะ. (2550). พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตนเอง. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: สถาบันราชภัฏสวนดุสิต. โยธิน คันสนยุทธะ. (2533). จิตวิทยา. กรุงเทพฯ: ศูนย์ส่งเสริมวิชาการ
66 . รักพงษ์ วงษ์ธานี. (2546). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนความคงทนในการเรียน และ ความพึงพอใจ ในการเรียนโดยการใช้โปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชา วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และวิธีเรียน ต่างกัน. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. วาโร เพ็งสวัสดิ์. (2546). การวิจัยในชั้นเรียน. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสน์. วิภาสิทธิ์ หิรัญรัตน์ และนฤมล รักษาสุข. (2560). การช่วยเสริมศักยภาพทางการเรียนบนห้องเรียน เสมือนในรายวิชาภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. ขอนแก่น. มหาวิทยาลัยขอนแก่น. วรนิพิฎ พันธ์หนองหว้า. (2560). ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการ แก้ปัญหาที่มีโครงสร้างไม่สมบูรณ์ร่วมกับกลวิธีการเสริมต่อความคิดที่มีต่อความสามารถใน การคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. กรุงเทพฯ: วารสาร อิเล็กทรอนิกส์ทางการศึกษา. วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์. (2528). ระบบในภาษา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. คิริชัย กาญจนวาลี. (2544). การเลือกใช้สถิติที่เหมาะสมสำหรับการวิจัย (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: บุญคิริ. ส่าหรี กุลสิริสวัสดิ์. (2547). วิธีสอนไวยากรณ์: How to teach grammar. กรุงเทพฯ: เพิยร์สัน เอ็ดดูเคชัน อินโดไชน่า. สินีนาฎ มีศรี. (2559). การพัฒนาแบบปีกเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามแนวการสอบแบบ อรรถรานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีวิชัย จังหวัดนครปฐม (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). นครปฐม: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. สุนิตย์ ยอดขันธ์. (2555). การพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาชั้นปีที่2 มหาวิทยาลัย ศรีปทุมโดยใช้แบบปีกทักษะการเขียนตามคำบอก. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีปทุม. สุภัทรา อีกษรานุเคราะห์. (2532). การสอนทักษะภาษาอังกฤษ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. สุวิทย์ เขาแก้ว. (2551). การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การปลูกผักสวนครัว กลุ่มสาระ การ เรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้วิธีสอนแบบโครงงาน (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). ลพบุรี: มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี. โสภณ นุ่มทอง. (2540). การหาประสิทธิภาพของสื่อ. กรุงเทพฯ: วิทยาวิจารณ์.สำนักวิชาการและ มาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ. (2544). สืบค้นจาก
67 https://drive.google.com/file/d/0B9t56k6dmUe5a1l3eVFpUFpmM0U/view?res. Afifa K.. (2 0 1 8 ) . Study of the Impact of Scaffold Instructions on the Learning Achievements of Post-Graduate Students. Lahore College for Women University.Chen, Y. S. S. (2 0 1 2 ) . A Genre-based Approach to Teaching EFL Summary Writing. ELT Journal, 66 (2). Cowan, R. (2008). The Teacher's Grammar of English A Course Book and Reference Guide. New York Cambridge University Press. Creative LifeBrary 'S Collage. (2015). ภาษาที่ใช้ในการทำงานของอาเซียน. Retrieved from https://www.facebook.eom/140193482694531/photos/a.844038875643318/85 3611004686105/?type=l&theater Dickins, M. p. Rea., & Edward, G. W. (1988). Some Criteria for the Development of Communicative Grammar Tasks. Oxford: Oxford University Press. Gina Jaeger. (2011). The Effectiveness of Teaching Traditional Grammar on Writing Composition at the High School Level. California: Dominican University of California. Harmer, J. (1983). The Practice of English Language Teaching. London: Longman. Hedge, T. (2007). Teaching and learning in the language classroom. 9th ed. New York: Oxford University Press. Henry, W. c. H., Evelyn, W. M. c., & Terence, T. S. L. (2 0 1 2 ) . Examining the effectiveness of adopting an inductive approach to the teaching of English grammar. Retrieved from http://www.edb.org.hk/HKTC/download/eras/1 0 1 1 / ERAS1011_R09.pdf Johnson, K. (1 9 8 2 ) . Communicative Syllabus Design and Methodology. Oxford: Pergamon Press. Kemmis, & McTaggart. (19882 The Action research planner (3rd ed.). Geelong: Deakin University, Australia. Khan, A., & Akhtar., M. (2017). Investigating the Effectiveness of Cooperative Learning Method on Teaching of English Grammar. Bulletin of Education and Research. Larsen-Freeman, D. (2000). Techniques and Principles in Language Teaching. 2nd ed. Oxford: OUP.
68 Savignon, Sandra J. (1 9 8 3 ) . Communicative Competence: Theory and Classroom Practice: Text & Contents in Second Language Learning. Reading Mass: Addison-Wesley Publishing Company. Shanahan, T. (2014). Should we teach students at their reading level? Literacy: New York. Sri Lestari and others. (2019 , March), utilization of Whatsapp Application as Communication Media in Language Teaching and Learning at FBS UWKS. Journal of Physics: Conference Series, 03(1175), 1-8. Stoti, c. D. (1990). Teaching Grammar to Children Communicatively. S.l: S.n. Thornbury, S. (2001). Flow to teach grammar. 3rd ed. Malaysia: Pearson Limited. Van Syoc, B. (1963). Methods of teaching English as a foreign language. Bangkok: The Social Science Association of Thailand Press. Wilkins, D.A. (1976). National Syllabuses. London: Oxford University Press. Yulia V. (2 0 1 5 ) . The Effect of Scaffolding Techniques on Students’ Writing Achievement. Pendidikan Bahasa Inggris–Universitas Negeri Malang Zhang, Y. (2009). Reading to Speak. Beijing: Integrating Oral Communication Skills.
69 ภาคผนวก
70 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญตรวจคุณภาพเครื่องมือวิจัย
71 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในการตรวจเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในการตรวจเครื่องมือในการวิจัยครั้งนี้ ได้รับความอนุเคราะห์ในการ ตรวจสอบและเสนอแนะ ดังนี้ 1. นางสาวธัญวรัตม์ เทพสุนทร (ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ) หัวหน้ากลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ ตำแหน่ง ครูชำนาญการ โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย 2. นางทัศนีย์ นรานฤดม (ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ) ตำแหน่ง ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย 3. นางสาวนวรัตน์ อยู่สีมารักษ์ (ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ) ตำแหน่ง ครู โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย
72
73
74
75 ภาคผนวก ข แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการใช้เทคนิคการสอนแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) เรื่อง การใช้ much many
76 หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 What’s for lunch? รายวิชา ภาษาอังกฤษ1 (อ21102) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง Countable/Uncountable เวลาเรียน 50 นาที แผนการจัดกการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง Countable/Uncountable กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต 1.3 นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่อง ต่าง ๆ โดย การพูดและ การเขียน ต 1.3 ม.1/3 พูด/เขียนแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับกิจกรรมหรือเรื่องต่าง ๆ ใกล้ตัว พร้อมทั้งให้เหตุผลสั้น ๆ ประกอบ - นักเรียนได้เรียนรู้รายละเอียดของคำนาม (noun) โดยแยกความแตกต่างระหว่างคำนามนับ ได้และคำนามนับไม่ได้ (countable and uncountable) โดยเรียนรู้จากคำนามที่สามนับได้ สามารถ ระบุจำนวนได้อย่างชัดเจน และคำนามที่ไม่สามารถนับได้ ไม่สามารถระบุจำนวนได้อย่างชัดเจน โดย นักเรียนต้องวิเคราะห์และแยกแยะการจัดหมวดคำนาม ตามบริบทที่พบ (context) และเสริมการ เรียนรู้คำศัพท์เพิ่มเติมจากการค้นคว้าของตนเอง 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด 2. สาระสำคัญ
77 3.1 Knowledge - เมื่อเรียนจบหน่วยการเรียนรู้นี้แล้ว ผู้เรียนจะมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับ: - นักเรียนรู้จักประเภทของคำนาม (noun) - นักเรียนเข้าใจความแตกต่างระหว่าง countable และ uncountable 3.2 Practice - เมื่อเรียนจบหน่วยการเรียนรู้นี้แล้ว ผู้เรียนจะมีความสามารถเกี่ยวกับ: - นักเรียนแยกแยะการจัดหมวดหมู่ของ countable and uncountable ได้อย่าง ถูกต้อง และเหมาะสมตามบริบท - นักเรียนสามารถให้เหตุผลของการจัดหมวดหมู่ countable and uncountable ได้ อย่างเหมาะสม 3.3 Attitudes - เมื่อเรียนจบหน่วยการเรียนรู้นี้แล้ว ผู้เรียนจะมีคุณลักษณะอันพึง ประสงค์และเจตคติเกี่ยวกับ: - นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ใฝ่เรียนรู้ - นักเรียนมีเจตคติที่ดีในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 1. รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ 3. จุดประสงค์การเรียนรู้(ความรู้เจตคติ และทักษะ - K, A, P) 4. สมรรถนะสำคัญ 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
78 กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน (Warm up) 10 นาที 1. ครูทักทายนักเรียน 2. ครูแจกบัตรคำศัพท์รูปภาพ ให้กับนักเรียนแต่ละคน 3. ครูเรียกเช็คชื่อ และให้นักเรียนแต่ละคนบอก ความหมายของคำศัพท์ที่แต่ละคนได้รับ - บัตรคำศัพท์ ขั้นนำเสนอเนื้อหา (Presentation) 10 นาที 4. ครูฉาย PowerPoint และทบทวนเรื่อง noun เล็กน้อย 5. เรื่องอธิบาย เรื่อง countable noun และ uncountable ออกเป็นหมวด โดยเรียงลำดับดังนี้ - countable noun - uncountable noun หมวด liquid - uncountable noun หมวด powder & grain - uncountable noun หมวด gas - uncountable noun หมวด subject 6. ครูให้นักเรียนช่วยกันสรุป - PowerPoint ขั้นการฝึกทักษะ (Practice) 10 นาที 7. ครูแปะรูปภาพบน กระดานหน้าชั้นเรียนและให้ นักเรียนช่วยกัน แยกแยะ ว่าเป็น countable noun หรือ uncountable โดยให้ตัวแทนนักเรียนเขียน คำตอบบนกระดาน และให้เหตุผลประกอบ ใน ขณะเดียวกันให้นักเรียนคนอื่น ๆ จดคำศัพท์ บนกระดาษ และแยกว่าเป็นคำนามนับได้หรือคำนาม นับไม่ได้ (คะแนนชิ้นงาน 10 คะแนน) - รูปภาพ ขั้นการฝึกใช้ทักษะ การใช้ภาษา (Production) 12 นาที 8. ให้นักเรียนแต่ละคนสลับคำศัพท์กับเพื่อนร่วมชั้นที่ นักเรียนข้าง ๆ 9. ให้นักเรียนเขียนคำศัพท์ที่ตนเองได้รับ ลงกระดาษ โพสอิท - บัตรคำศัพท์ - กระดาษโพสอิท 6. กิจกรรมการเรียนรู้
79 กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ ขั้นการฝึกใช้ทักษะ การใช้ภาษา (Production) 12 นาที 10. จากนั้นให้นักเรียนนำคำศัพท์นั้นมาแปะไว้บน กระดาษหน้าชั้นเรียน ที่มีหัวข้อของ countable noun และ uncountable อยู่ โดยกติกาคือให้ นักเรียนเลือกแปะให้ตรงกับประเภทคำนามของ ตนเอง - บัตรคำศัพท์ - กระดาษโพสอิท ขั้นสรุป (Warp up) 8 นาที 11. ครูเลือกหยิบคำศัพท์บนกระดานออกมาเฉลยหน้า ชั้นเรียน 12. นักเรียนสรุปการแยก countable noun และ uncountable - กระดาษโพสอิท 7.1 นักเรียนเขียนคำตอบบนกระดาน และให้เหตุผลประกอบ และจดลงสมุด การประเมินผลตามสภาพจริง (Rubrics) ระดับคะแนน/ เป้าหมายการ เรียนรู้ 5 4 3 2 1 1. ใช้คำศัพท์ เรียกชื่อคำนาม ต่างๆได้ถูกต้อง (K) ใช้คำศัพท์ เรียกชื่อ คำนามได้ ถูกต้อง ทั้งหมด ใช้คำศัพท์ เรียกชื่อ คำนามได้ ถูกต้องเกือบ ทั้งหมด ใช้คำศัพท์ เรียกชื่อ คำนามได้ ถูกต้องและผิด เท่ากัน ใช้คำศัพท์ เรียกชื่อ คำนามได้ ถูกต้อง เล็กน้อย ใช้คำศัพท์ เรียกชื่อ คำนามได้ ถูกต้องน้อย มาก 2. แยกแยะ ระหว่างคำนาม นับได้ หรือ นับ ไม่ได้ ได้อย่าง ถูกต้อง (P) แยกแยะ ระหว่าง คำนามนับได้ หรือ นับไม่ได้ ได้ถูกต้อง ทั้งหมด แยกแยะ ระหว่าง คำนามนับได้ หรือ นับไม่ได้ ได้ถูกต้อง เกือบทั้งหมด แยกแยะ ระหว่างคำนาม นับได้ หรือ นับไม่ได้ได้ ถูกต้อง และ ผิดเท่ากัน แยกแยะ ระหว่างคำนาม นับได้ หรือ นับไม่ได้ ได้ถูกต้อง เล็กน้อย แยกแยะ ระหว่าง คำนามนับได้ หรือ นับไม่ได้ ได้ถูกต้อง น้อยมาก 7. ชิ้นงาน/ภาระงาน
80 7.2 นักเรียนนำคำศัพท์มาแปะไว้บนกระดาษหน้าชั้นเรียน โดยเลือกแปะให้ตรงกับประเภท คำนามของตนเอง - จาก 7.1 นักเรียนสามารถเขียนคำตอบบนกระดาน และให้เหตุผลประกอบได้อย่างเหมาะสม และถูกต้อง - จาก 7.2 นักเรียนนำคำศัพท์นั้นมาแปะไว้บนกระดาษหน้าชั้นเรียน โดยเลือกแปะให้ตรงกับ ประเภทคำนามของตนเองอย่างถูกต้อง - PowerPoint 8. การประเมินผลการเรียนรู้ 9. สื่อการสอน
81
82 - บัตรคำศัพท์
83 . - รูป countable noun และ uncountable
84
85 10.1 ผลการสอน - นักเรียนส่วนใหญ่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างสนุกสนาน และมีความเข้าใจ สามารถตามเนื้อหา ขณะเรียนได้ทันครูผู้สอนอธิบาย 10.2 ปัญหา / อุปสรรค - นักเรียนกลุ่มฝั่งประตูหลังห้องยังไม่สามารถโฟกัสกับเนื้อหาได้ที่เท่าที่ควร 10.3 แนวทางแก้ไข - ครูเรียกตอบคำถามเพื่อกระตุ้นบ่อยกว่าปกติ 10. บันทึกหลังการสอน นักศึกษาฝึกประสบการณ์ ลงชื่อ (นายพุฒิพงศ์ แสงทอง) วันที่ 9 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565
86 .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 11. ความคิดเห็นของครูพี่เลี้ยง ครูพี่เลี้ยง ลงชื่อ (นางณัฐชนันตร์ อยู่สีมารักษ์) วันที่ 9 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565
87 .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .................................................................................................................................. ............................ ............................................................................................................................................................. 12. ความคิดเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ลงชื่อ (นางสาวธัญวรัตม์ เทพสุนทร) วันที่ 9 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565
88 หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 What’s for lunch? รายวิชา ภาษาอังกฤษ1 (อ21102) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง Countable/Uncountable เวลาเรียน 50 นาที แผนการจัดกการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง Countable/Uncountable กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต 1.3 นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่อง ต่าง ๆ โดย การพูดและ การเขียน ต 1.3 ม.1/3 พูด/เขียนแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับกิจกรรมหรือเรื่องต่าง ๆ ใกล้ตัว พร้อมทั้งให้เหตุผลสั้น ๆ ประกอบ - นักเรียนได้เรียนรู้รายละเอียดของคำนาม (noun) โดยแยกความแตกต่างระหว่างคำนามนับ ได้และคำนามนับไม่ได้ (countable and uncountable) โดยเรียนรู้จากคำนามที่สามนับได้ สามารถ ระบุจำนวนได้อย่างชัดเจน และคำนามที่ไม่สามารถนับได้ ไม่สามารถระบุจำนวนได้อย่างชัดเจน โดย นักเรียนต้องวิเคราะห์และแยกแยะการจัดหมวดคำนาม ตามบริบทที่พบ (context) และเสริมการ เรียนรู้คำศัพท์เพิ่มเติมจากการค้นคว้าของตนเอง 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด 2. สาระสำคัญ
89 3.1 Knowledge - เมื่อเรียนจบหน่วยการเรียนรู้นี้แล้ว ผู้เรียนจะมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับ: - นักเรียนรู้จักประเภทของคำนาม (noun) - นักเรียนรู้ความแตกต่างระหว่าง countable และ uncountable 3.2 Practice - เมื่อเรียนจบหน่วยการเรียนรู้นี้แล้ว ผู้เรียนจะมีความสามารถเกี่ยวกับ: - นักเรียนแยกแยะการจัดหมวดหมู่ของ countable and uncountable ได้อย่าง ถูกต้อง และเหมาะสมตามบริบท - นักเรียนสามารถให้เหตุผลของการจัดหมวดหมู่ countable and uncountable ได้ อย่าง เหมาะสม 3.3 Attitudes - เมื่อเรียนจบหน่วยการเรียนรู้นี้แล้ว ผู้เรียนจะมีคุณลักษณะอันพึง ประสงค์และเจตคติเกี่ยวกับ: - นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ใฝ่เรียนรู้ - นักเรียนมีเจตคติที่ดีในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 1. รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณธ 3. จุดประสงค์การเรียนรู้(ความรู้เจตคติ และทักษะ - K, A, P) 4. สมรรถนะสำคัญ 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
90 กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน (Warm up) 10 นาที 1. ครูทักทายนักเรียน 2. ครูแจกบัตรคำศัพท์รูปภาพ ให้กับนักเรียนแต่ละคน 3. ครูเรียกเช็คชื่อ และให้นักเรียนแต่ละคนบอก ความหมายของคำศัพท์ที่แต่ละคนได้รับ - บัตรคำศัพท์ ขั้นนำเสนอเนื้อหา (Presentation) 10 นาที 4. ครูฉาย PowerPoint และทบทวนเรื่อง countable noun และ uncountable 5. ครูอธิบาย เรื่อง uncountable เพิ่มเติม โดย อธิบายเพิ่มเป็นหมวด โดยเรียงลำดับดังนี้ - uncountable noun หมวด material - uncountable noun หมวด abstract idea - uncountable noun หมวด mass noun 6. ครูให้นักเรียนช่วยกันสรุปทั้งหมวดคำนามนับได้ และไม่ได้ของชั่วโมงเรียนที่ผ่านมา และชั่วโมงเรียนนี้ - PowerPoint ขั้นการฝึกทักษะ (Practice) 10 นาที 7. ครูแปะรูปภาพบน กระดานหน้าชั้นเรียนและให้ นักเรียนช่วยกัน แยกแยะ ว่าเป็น countable noun หรือ uncountable โดยให้ตัวแทนนักเรียนเขียน คำตอบบนกระดาน และให้เหตุผลประกอบ - รูปภาพ ขั้นการฝึกใช้ทักษะ การใช้ภาษา (Production) 12 นาที 8. ให้นักเรียนแต่ละคนสลับคำศัพท์กับเพื่อนร่วมชั้นที่ นักเรียนข้าง ๆ 9. ให้นักเรียนเขียนคำศัพท์ที่ตนเองได้รับ ลงกระดาษ โพสอิท 10. จากนั้นให้นักเรียนนำคำศัพท์นั้นมาแปะไว้บน กระดาษหน้าชั้นเรียน ที่มีหัวข้อของ countable noun แ ล ะ uncountable โ ด ย เ น ้ น ที่ uncountable อยู่ โดยกติกาคือให้นักเรียนเลือกแปะให้ตรงกับ ประเภทคำนามของตนเอง - บัตรคำศัพท์ - กระดาษโพสอิท 6. กิจกรรมการเรียนรู้
91 กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ ขั้นสรุป (Warp up) 8 นาที ขั้นสรุป (Warp up) 8 นาที 11. ครูเลือกหยิบคำศัพท์บนกระดานออกมาเฉลยหน้า ชั้นเรียน 12. นักเรียนสรุปการแยก countable noun และ uncountable ทั้งหมดทั้ง 2 คาบที่ได้เรียน - กระดาษโพสอิท - กระดาษโพสอิท 7.1 นักเรียนเขียนคำตอบบนกระดาน และให้เหตุผลประกอบ และจดลงสมุด การประเมินผลตามสภาพจริง (Rubrics) ระดับคะแนน/ เป้าหมายการ เรียนรู้ 5 4 3 2 1 1. ใช้คำศัพท์ เรียกชื่อคำนาม ต่างๆได้ถูกต้อง (K) ใช้คำศัพท์ เ ร ี ย ก ชื่ อ ค ำ น า ม ไ ด้ ถ ู ก ต ้ อ ง ทั้งหมด ใช ้ คำ ศ ั พ ท์ เ ร ี ย ก ชื่ อ ค ำ น า ม ไ ด้ ถูกต้องเกือบ ทั้งหมด ใ ช ้ ค ำ ศ ั พ ท์ เ ร ี ย ก ชื่ อ ค ำ น า ม ไ ด้ ถูกต้องและผิด เท่ากัน ใ ช ้ ค ำ ศ ั พ ท์ เ ร ี ย ก ชื่ อ ค ำ น า ม ไ ด้ ถ ู ก ต ้ อ ง เล็กน้อย ใช้คำศัพท์ เ ร ี ย ก ชื่ อ ค ำ น า ม ไ ด้ ถูกต้องน้อย มาก 2 . แ ย ก แ ย ะ ระหว่างคำนาม นับได้ หรือ นับ ไม่ได้ ได้อย่าง ถูกต้อง (P) แ ย ก แ ย ะ ร ะ ห ว ่ า ง คำนามนับได้ หรือ นับไม่ได้ ได ้ ถ ู กต ้ อง ทั้งหมด แ ย ก แ ย ะ ร ะ ห ว ่ า ง คำนามนับได้ หรือ นับไม่ได้ ไ ด ้ ถ ู ก ต ้ อ ง เกือบทั้งหมด แ ย ก แ ย ะ ระหว่างคำนาม นับได้ หรือ นับ ไม่ได้ได้ถูกต้อง และผิดเท่ากัน แ ย ก แ ย ะ ระหว่างคำนาม นับได้ หรือ นับ ไม่ได้ ไ ด ้ ถ ู ก ต ้ อ ง เล็กน้อย แ ย ก แ ย ะ ร ะ ห ว ่ า ง คำนามนับได้ หรือ นับไม่ได้ ได ้ ถ ู กต ้ อง น้อยมาก 7.2 นักเรียนนำคำศัพท์มาแปะไว้บนกระดาษหน้าชั้นเรียน โดยเลือกแปะให้ตรงกับประเภท คำนามของตนเอง 7. ชิ้นงาน/ภาระงาน