แรงใจวัยฝัน-๓๙-
สงครามกับความรัก-๔๐-สมมุติว่าวันหนึ่ง คุณทำตามหน้าที่ของคุณแต่เพราะทำตามหน้าที่นั่นเองคุณจึงเสียใจ และสูญเสียอะไรบางอย่างไปถ้าเป็นแบบนั้น คุณจะยังยึดในหน้าที่ของคุณอยู่ไหมคะ-----------------------อิสรียา สิงห์เนี่ยว๖๖๐๓๐๐๒๕๓๓
-๔๑-บานเกิดฉันสวยมาก “บ้านเกิดฉันสวยมากค่ะ”ประโยคนั้นผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของผม ขณะรถลาดตระเวนค่อย ๆ แล่นไปตามถนนดินลูกรัง ขรุขระ เมื ่อพ้นแนวชายแดนมาแล้วรถลาดตระเวนที่ผมนั่งอยู่ก็กําลังมุ่งหน้าเข้าสู่เขต ‘บ้านของเธอ’เบื้องหน้าคือท้องฟ้าสีคราม มวลเมฆขาวลอยตํ่าแนบทิวเขา เสียงนกร้องแว่วมาตามลม แสงแดดอ่อนสาดส่องบนท้องทุ่งเขียวขจีผมสูดลมหายใจลึก รับเอาความเย็นสดชื่นเข้าไปเต็มปอด ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกช้า ๆปล่อยให้กลิ่นอวลของผืนป่าแทรกซึมอยู่รอบกาย บ้านของเธอ…สวยอย่างที่เธอเคยบอกไว้จริงๆวันที่ผมพบเธอเป็นครั้งแรก เป็นวันหนึ่งที่ท้องฟ้าแจ่มใส ผมเดินกึ่งวิ่งอย่างเร่งรีบ เพราะเลยเวลาเข้าชั้นเรียนมาสักพักแล้ว ทันใดนั้นเองผมก็ชนเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งอย่างจัง
สงครามกับความรัก-๔๒-“ขอโทษครับ” ผมเอ ่ยอย ่างลนลาน พร้อมก้มลงเก็บเอกสารที่หล่นกระจัดกระจายบนพื้น“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอตอบ ก่อนจะก้มลงช่วยผมเก็บของเช่นกันทันทีที่สายตาของเราสบกัน หัวใจผมก็สะดุดวูบ ดวงตากลมโตสีนํ้าตาลเข้มล้อมด้วยขนตางอนงาม ผิวสีนํ้าผึ้งเนียนละเอียด ผมตรงยาวสีดําดุจเส้นไหม ใต้ดวงตาข้างขวามีไฝเม็ดเล็ก และอีกเม็ดหนึ่งอยู่ตรงมุมซ้ายล่างของริมฝีปาก ราวกับจุดหมายเล็ก ๆ ที่ดึงสายตาผมไว้โดยไม่รู้ตัว“ขอโทษนะครับ คุณเป็นอะไรไหม”ผมถามซํ้าอย่างเป็นห่วง“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอตอบเรียบ ๆ“ขอโทษครับ คือผม…” ผมพูดตะกุกตะกัก หัวใจเต้นแรงอย่างไร้เหตุผล“ผมกําลังจะไปเรียน คุณพอจะรู้ไหมว่าอาคารศิลาบาตรไปทางไหน…”“ไม่ทราบค่ะ ฉันไม่ใช่นักศึกษาที่นี่” เธอยิ้มบาง ๆ“ขอโทษครับ ผมไม่ทราบว่า…” ผมพูดไม่จบประโยค ความคิดในหัวเรียงร้อยคําพูดได้อย่างยากเย็นเมื่อเผชิญกับรอยยิ้มอ่อนโยนนั้น“ไม่เป็นไรค่ะ ค่อย ๆ พูดนะคะ” เธอเอ่ยอย่างใจเย็น“คุณพูดคําว่าขอโทษมาสามครั้งแล้วค่ะ” เธอยื ่นเอกสารที่รวบรวมเรียบร้อยให้ผม“นี่ค่ะ ของคุณ”“ขอบคุณครับ”
บ้านเกิดฉันสวยมาก-๔๓-ผมรับมา พร้อมความรู้สึกสับสนปะปนอยู่ในใจ ผมสูดหายใจลึกตั้งสติก่อนจะเงยหน้ามองเธออีกครั้งบางสิ่งในใจบอกผมว่า ผมอยากรู้จักเธอมากกว่านี้“ขอบคุณครับ คุณชื่ออะไรเหรอครับ”เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย คล้ายชั่งใจแต่สุดท้ายก็เอ่ยออกมา“ฉันชื่อดอลมาค่ะ แล้วคุณล่ะคะ”“ผมชื่อโยธินครับ” ผมตอบ“ชื่อคุณฟังดูเหมือนคนต่างชาติเลยนะครับ คุณเป็นคนที่ไหนเหรอ”“ฉันเป็นคนชาติพันธุ์ค่ะ” เธอตอบ พร้อมเอ่ยชื่อชนชาติหนึ่งที่ผมไม่คุ้นเคย“แต่คุณพูดไทยชัดมากเลยนะครับ”“ขอบคุณค่ะ ฉันเรียนภาษาไทยมาตั้งแต่เด็ก ๆ” เธอตอบ พร้อมรอยยิ้มบาง“คุณเป็นนักศึกษาที่นี่หรือคะ” เธอถามกลับ“ใช่ครับ ผมเรียนรัฐศาสตร์”“ฉันเองก็เคยฝันอยากเรียนมหาวิทยาลัยเหมือนกัน” เธอพูดช้า ๆ“แต่ฉันไม่มีสัญชาติเพราะอยากเรียนมหาวิทยาลัยนี่แหละ ฉันถึงได้มาเดินเล่นแถวรามคําแหง ทั้งที่ไม่ได้เป็นนักศึกษา” เธอยิ้มจาง ๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย“แล้วทําไมคุณถึงเลือกเรียนที่นี่คะ”
สงครามกับความรัก-๔๔-“ผมเป็นทหารที่มาเรียนเอาวุฒิน่ะครับ” ผมตอบตรงไปตรงมา“อันที่จริงพูดไปคุณอาจไม่สบายใจ แต่ผมไม่ได้มีใจฝักใฝ่การเรียนเท่าไร แค่เรียนเพื่อเอาวุฒิปริญญาตรีให้ทางบ้านสบายใจ จะได้มีรูปไปติดฝาผนัง”คําพูดพรั่งพรูออกมาจากปากของผม ซึ ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายเช่นกันบรรยากาศเงียบงันไปชั่วครู่“ขอโทษทีนะคะ ฉันคงรบกวนเวลาคุณมากแล้ว” เธอเอ่ยขึ้น“คุณกําลังรีบอยู่ไม่ใช่หรือคะ”ผมมองดวงตากลมสดใสคู่นั้น และรู้สึกว่าไม่อยากปล่อยโอกาสนี้ให้ผ่านไป“อันที่จริง…” ผมยิ้มเขิน ๆ“ผมเริ่มรู้สึกไม่ค่อยรีบแล้วเราน่าจะมีอะไรให้คุยกันอีกเยอะนะครับ”เธอหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะธรรมดา เรียบง่าย แต่กลับทําให้หัวใจผมสั่นไหวอย่างประหลาด และนั่นคือครั้งแรกที่ผมได้พบเธอรถลาดตระเวนของผมแล่นเข้ามาถึงฐานแรกที่ต้องตรวจตราผมก้าวลงจากรถทหารชั้นผู้น้อยกว่าที่ยืนรออยู่รีบยกมือขึ้นตะเบ๊ะ“มีความเคลื่อนไหวอะไรไหม” ผมถามเสียงเรียบ“ตรงนี้ยังโอเคดีครับ ผู้กอง” เขารายงานทันทีก่อนจะลดเสียงลงเล็กน้อย
บ้านเกิดฉันสวยมาก-๔๕-“แต่ผมติดต่อกับฐานอื่นบ้าง… บางจุดไม่ค่อยสู้ดีครับ”ผมพยักหน้ารับ ฟังรายงานต่อเนื่อง ภายในฐานผมใช้เวลาอยู่อีกพักใหญ่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ตรวจความพร้อมของกําลังพลผมรู้ดีว่า นอกจากหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาแล้ว ตัวผมเองก็เป็นขวัญกําลังใจของพวกเขาเช่นกัน ก่อนที่ผมจะก้าวขึ้นรถลาดตระเวน ทหารนายหนึ่งรีบเอื้อมมือมารั้งแขนผมไว้“ผู้กองครับ” ผมหันไปมอง“รักษาตัวนะครับ”เขาพูดสั้น ๆก่อนจะตะเบ๊ะให้ผมอย่างแข็งขันผมยิ้มบาง ๆ ให้เขา ตะเบ๊ะตอบกลับไปโดยไม่พูดอะไร‘รักษาตัว’ ดอลมาก็เคยพูดกับผมเช่นกันในวันนั้น ผมเข้าใจเพียงว ่าเธออยากให้ผมมีชีวิตที ่สงบสุขก้าวหน้า สุขภาพแข็งแรง เป็นคําอวยพรพื้น ๆ ที่ร้อยเรียงออกมาตามมารยาทแต่ในตอนนี้ผมกลับอดคิดไม่ได้ว่า ประโยคนี้อาจไม่ได้หมายถึงแค่การใช้ชีวิต หากแต่รวมถึงหน้าที่การงานของผม รวมถึงการ ‘รักษาชีวิต’ ให้อยู่รอดปลอดภัยจริง ๆดอลมา… เธอจะรู้หรือเปล่าว่าวันหนึ่งผมต้องมาที่นี่ ที่ ‘บ้านของเธอ’ แต่ไม่ใช่ในฐานะผู้เยี่ยมเยือนหรืออาศัยผมนั่งนิ่งอยู่บนรถลาดตระเวน ปล่อยให้เครื่องยนต์สั่นสะเทือนเบา ๆ ใต้ฝ่าเท้า จุดหมายถัดไปคือฐานที่สอง
สงครามกับความรัก-๔๖-“ผู้กอง บุหรี่สักตัวไหมครับ” พลขับเอ่ยขึ้น คงเพราะเขาเห็นผมสีหน้าเคร่งเครียด“ก็ดีเหมือนกัน” ผมตอบกลับไปในเวลาปกติผมไม่ใช่คนสูบบุหรี่ แต่การเป็นทหารแนวหน้าทําให้ผมเรียนรู้ว่า การผ่อนคลายความเครียดในสภาวะที่มีการสูญเสียรายล้อมนั้นยากเหลือแสน ในบางคราวมีเพียงการสูดนิโคตินเข้าไปในปอดที่จะกล่อมเกลาสมองของผมให้สงบลงได้เพื่อที่ผมจะได้หลับสนิท เพื่อที่ผมจะได้ประคองสติสัมปชัญญะ เพื่อมี่ผมจะได้‘รักษาตัว’ ผมหยิบบุหรี ่ขึ้นจุดสูบ พลขับยังคงพูดอะไรต่ออีกเล็กน้อย ผมโต้ตอบกลับไปเป็นครั้งคราวแต่ความจริงแล้วใจของผมไม่ได้อยู่ที่นี่เลย มันล่องลอยไปไกลแสนไกลไกลจนแม้แต่ตัวผมเองก็ไม่แน่ใจว่ามันไปหยุดอยู่ที่ใด บางทีมันอาจย้อนกลับไปยังอดีต อดีตที่ไม่ว่าอย่างไร… ก็ไม่มีวันหวนคืนมาได้อีกแล้วในวันต่อ ๆ มาที่ผมหอบเอกสารและหนังสือเข้ามาในมหาวิทยาลัย ผมกับดอลมาก็ได้พบกันอีกครั้ง ไม ่ใช ่เพราะโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ หากแต่เป็นเพราะผมเริ่มตั้งใจเดินผ่านเส้นทางเดิมในช่วงเวลาเดิมผมไม ่กล้าเรียกมันว ่าความพยายาม ผมแค ่อยากเห็นเธออีกครั้งก็เท ่านั้นท้ายที ่สุดแล้วจากการพูดคุยที ่ถูกคอกันของเราสองคน และการโกหกที่ไม่แนบเนียนของผม ผมก็ไม่สามารถปิดบังดอลมาได้ว่าการพบกันของเราไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
บ้านเกิดฉันสวยมาก-๔๗-เธอไม่ได้โกรธเคืองอะไร เพียงแค่ยิ้มน้อย ๆ พลางนัดแนะวันเวลาที่เราสองคนจะได้นั่งคุยกันยาว ๆ ดอลมาและผมเดินเล่นคุยกันในมหาวิทยาลัยเกือบทุกวัน ทุกย่างก้าวของเราเชื่องช้า พูดคุยกันราวกับมีเวลาเหลือเฟือ ราวกับตัวผมและมหาวิทยาลัยรามคําแหงไม่เคยทําให้เธอเบื่อเลย“คุณมาที่นี่บ่อยจัง ทํางานอะไรเหรอครับ” ผมถามในวันหนึ่งเธอนิ่งคิดไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนตอบช้า ๆ“ฉันทําหลายอย่างค่ะ รับจ้างแปลเอกสารบ้าง เย็บผ้าบ้าง งานที่ทําคนเดียว ไม่ต้องพบปะใคร ฉันคุยกับคนไม่เก่ง…”“แต่กับผม คุณคุยเก่งนะ” ผมขัดขึ้น“จริงเหรอเนี่ย ฉันไม่รู้เลย” เธอหันมองผม คล้ายว่าประหลาดใจปนภูมิใจในตัวเอง“แล้ว…” ผมชั่งใจเล็กน้อย ก่อนเอ่ยปากถาม“ประเทศของคุณ… ผมหมายถึง ที่บ้านของคุณครอบครัวคุณ เป็นยังไงเหรอ”ชั่วขณะนั้น แววตาของดอลมาฉายแววความสุข แต่ก็คล้ายกําลังมองไปยังที่ๆ แสนไกลเช่นกัน“บ้านเกิดฉันสวยมากค่ะ” เธอกล่าว“มีภูเขา ต้นไม้ทุ่งหญ้า ตอนเช้า ๆ จะเห็นเมฆลอยตํ่า ตํ่ากว่ายอดภูเขาเสียอีก ลมก็พัดเย็นสบาย ฉันชอบสูดอากาศตอนเช้า ชอบเวลา
สงครามกับความรัก-๔๘-พระอาทิตย์ขึ้น แล้วก็ชอบนอนราบลงกับทุ่งหญ้า ตอนฉันเด็ก ๆ แม่หวีผมให้ฉัน หวีไปก็บ่นไป อีกมือก็ดึงหญ้าออกจากผมฉัน แม่บอกเสมอว่าผู้หญิงจะต้องดูแลผมดีๆ”ดอลมาเล่าพลางยิ้ม ผมมองไปยังผมยาวสยายของเธอ หลักฐานว่าเธอดูแลผมตัวเองอย่างดี“แล้วแม่ของคุณ ตอนนี้สบายดีไหม” ผมถาม ดอลมาชะงักไปชั่วครู่ก่อนตอบเบา ๆ“แม่ฉัน…เสียไปหลายปีแล้วค่ะ ทั้งแม่แล้วก็พ่อเลย”ใจผมดิ่งวูบ นึกโทษตัวเองที่พลั้งปากออกไป“ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจให้คุณรู้สึกไม่ดี”“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เป็นไรจริง ๆ” ดอลมาตอบทันควันเราสองคนเงียบกันไปชั่วขณะ หัวของผมตื้อตันอย่างไปต่อไม่ถูกผมเหลือบมองใบหน้านิ่งสงบของเธอ ไม่กล้าพูดอะไรต่อ“แล้ว… ที่บ้านคุณล่ะคะ” ในที่สุดดอลมาก็เอ่ยขึ้นทําลายความเงียบ“ไม่มีอะไรเลยครับ พ่อผมเป็นทหาร แม่ผมก็เป็นพยาบาลทหารครอบครัวผมเป็นทหารมาตั้งแต่รุ่นปู่ ผมเอง ตั้งแต ่เด็กก็เรียนพอใช้ได้ไม่ออกนอกลู่ทางแต่ก็ไม่ได้ฝันอยากเป็นอะไร สุดท้ายก็ลงเอยที่เป็นทหารเหมือนพ่อ เท่านั้นเองครับ”“คุณไม่ชอบเหรอคะ” ดอลมาถามขึ้น
บ้านเกิดฉันสวยมาก-๔๙-“ไม่เกลียดน่ะครับ” ผมตอบ“ผมรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ หน้าที่ในฐานะลูก และหลาน เหมือนเส้นทางที่ถูกขีดไว้ตั้งแต่เกิด ทุกคนมีบทบาท นี่คือหน้าที่ของผม”ดอลมานิ่งไปพักหนึ่ง คล้ายกําลังคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างราบเรียบ“คุณเคยคิดไหมคะ ว่าหน้าที่บางอย่าง เราไม่ได้เป็นคนเลือก หรือเราอาจเลือก แต ่ชีวิตก็พาเราไปในเส้นทางที ่ทําให้เราต้องตั้งคําถามกับหน้าที่ของเรา”“คุณหมายถึงอะไร” ผมถาม ไม่เข้าใจความหมายของเธอ“สมมุตินะคะ” เธอว่า“สมมุติว่าวันหนึ่ง คุณทําตามหน้าที่ของคุณ แต่เพราะทําตามหน้าที่นั่นเอง คุณจึงเสียใจ และสูญเสียอะไรบางอย ่างไป ถ้าเป็นแบบนั้นคุณจะยังยึดในหน้าที่ของคุณอยู่ไหมคะ”ผมนิ่งไป คําถามของเธอทําให้ผมชาไปทั้งร่างราวกับถูกเสียดแทงโดยอะไรบางอย่าง ผมไม่เคยตั้งคําถามกับสิ่งนี้ผมไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ผมเลือกหน้าที่ที่ผมเลือก หรือใครก็ตามเลือกให้ผม จะนําพาผมไปสู่การสูญเสียหรือความเสียใจได้ผมยึดมั่นว่านั่นคือสิ่งที่ถูก และจะถูกไปชั่วชีวิต ผมไม่เคยกังขาเลยแม้สักวินาทีว่า ‘หน้าที่’ จะนําพาผมไปสู่อะไรวันนั้นผมไม่ได้ตอบคําถามเธอ อีกทั้งยังไม่เข้าใจ ว่าทําไมเธอถึงตั้งคําถามเช่นนั้น เราแค่จบบทสนทนาลงเงียบ ๆ ผมไปส่งดอลมาที่ป้ายรถเมล์
สงครามกับความรัก-๕๐-“โยธิน” เธอเรียกชื่อผมระหว่างที่เรากําลังเดินไปยังป้ายรถเมล์“ว่าไงครับ” ผมตอบ หยุดเดิน จ้องมองใบหน้าเธอ“รักษาตัวนะคะ” ขณะพูดคํานั้นดอลมาสบตาผมอย ่างมีความหมายและวันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่ผมได้พบกับเธอ…ผมจุดบุหรี่อีกมวนก่อนจะทิ้งตัวพิงรถลาดตระเวนที่จอดนิ่งอยู่กลางฐานที่สอง โลหะของตัวรถเย็นเฉียบ ผมสูดควันเข้าไปลึก ๆ ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาช้า ๆ ปล่อยให้ควันสีเทาจางหายไป พร้อมกับภาพในความทรงจํา ภาพของดอลมาและคําถามที ่เธอไม ่เคยได้รับคําตอบจากผมสําหรับผมแล้วการพบเจอกับเธอไม่ใช่เรื่องบังเอิญธรรมดา มันเหมือนมีใครสักคนค่อย ๆ สลักความทรงจํานั้นลงไปในจิตใจช้า ๆ แต ่ลึกเกินกว ่าจะลบเลือนได้ผมไม่สามารถลืมเธอได้เลย ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดสัมผัสอ่อนโยนจากมือที่เคยเกาะกุม สิ่งเล็กน้อยเหล่านั้น กลับฝังแน่นอยู่ในความทรงจําของผม ราวกับมันไม่เคยจางหายไปไหน แม้ในวันที่หน้าที่การงานของผมก้าวหน้าขึ้น จากทหารสัญญาบัตรชั้นผู้น้อยจนวันนี้ใคร ๆ ต่างก็เรียกผมว่า “ผู้กอง” ได้อย่างเต็มปาก แม้จะมีผู้หญิงมากหน้าหลายตาเข้ามาในชีวิต แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผมก็ไม่ได้ลงเอยกับใครเลยบางที… มันอาจเป็นเพราะผมยังลืมเธอไม่ได้หรืออาจเป็นเพราะผมไม่เคยอนุญาตให้ตัวเองลืมตั้งแต่แรก
บ้านเกิดฉันสวยมาก-๕๑-ดอลมา… แม้กระทั่งชื่อของเธอผมก็ยังไม่รู้ความหมาย แต่ด้วยเหตุที่ผมไม่รู้ความหมายนั่นเอง เมื่อใดก็ตามที่ผมนึกถึงชื่อ ดอลมา ผมก็ไม่อาจนึกถึงสิ่งอื่นใดได้เลย นอกจากใบหน้าของเธอ รอยยิ้ม และสัมผัสอ่อนโยนที่ไม่เคยเรียกร้องอะไรจากผมเวลาผ ่านไปนานหลายปีจนกระทั ่งสงครามของกลุ ่มชาติพันธุ์ปะทุขึ้น ด้วยเหตุผลว่าด้วยการเรียกร้องสิทธิและดินแดนที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นของตน ในวันที่ผมได้ยินชื่อของพวกเขาเป็นครั้งแรก หัวใจของผมดิ่งวูบราวกับถูกกระชากลงสู่ความว่างเปล่า มันคือชื่อที่ผมคุ้นเคย ชื่อเดียวกับชาติพันธุ์ของดอลมา ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา ทุกอย่างในหัวของผมก็เริ่มสับสน ผมเริ่มตั้งคําถามกับตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า ผมกําลังยืนอยู่ฝั่งไหนผมเป็นคนของใครกันแน่ผมกําลังสั่งให้ฆ่าใครคําถามที่ดอลมาเคยถามผมในวันนั้นกลับมาวนเวียนอยู่ในหัวอีกครั้ง ชัดเจนกว่าที่เคยเป็น “คุณเคยคิดไหมคะว่าหน้าที่บางอย่างเราไม่ได้เป็นคนเลือกหรือแม้แต่เลือก แล้วชีวิตก็ยังพาเราไปในเส้นทางที่ทําให้เราต้องตั้งคําถามกับหน้าที่ของตัวเอง”ครั้งนั้นผมไม่อาจตอบคําถามของเธอได้และวันนี้ผมก็ยังตอบมันไม่ได้เช่นกัน…
สงครามกับความรัก-๕๒-ความเห็นแก่ตัวของผู้ชายก่อให้เกิดสงครามความรักขึ้นมาระหว่างผู้หญิง ๒ คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน-----------------------สุภัชชา โพธิวิสุทธิ์วาที๖๖๐๔๐๐๖๑๒๙
-๕๓-รักตัวเอง เช้าของวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เป็นวันแรกในรอบหลายเดือนที่ธราต้องตื่นเช้า เพราะปิดเทอมรอวันที่จะได้เป็นนักศึกษาเต็มตัววันนี้เป็นวันปฐมนิเทศของมหาวิทยาลัยรามคําแหง ธราตื่นเต้นมากกับการได้ใส่ชุดนักศึกษาครั้งแรกรีบเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยด้วยรถไฟฟ้าเมื่อไปถึงธราก็ได้ไปพบกับเพื่อน ๆ ที่ได้รู้จักผ่านทางกลุ่มเฟซบุ๊กนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคําแหง พอถึงเวลา ๐๙:๐๐ น.ธราและเพื่อนก็พากันขึ้นไปยังหอประชุมเพื่อฟังการบรรยาย อาจารย์บรรยายถึงระเบียบต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย แนะนํารุ่นพี่และอาจารย์ของแต่ละคณะแต่ละสาขาเมื่อบรรยายจบแล้วอาจารย์ได้ปล ่อยให้นักศึกษาลงไปด้านล ่างและเดินดูกิจกรรมต่างๆรอบมหาวิทยาลัยธราและเพื่อนเดินดูบูธที่รุ่นพี่แต ่ละคณะแต ่ละสาขาได้จัดไว้ให้เพื่อแนะนําคณะและสาขาของตนเอง อีกทั้ง ยังมีบูธของซุ้มต่าง ๆ เช่น
สงครามกับความรัก-๕๔-ราม-สิชล ราม-ไชยา ราม-ชุมสหาย เป็นต้น แต่ละซุ้มจัดตั้งบูธเพื่อเชิญชวนนักศึกษาไปร่วมทํากิจกรรมค่ายจิตอาสา สานสัมพันธ์พี่และน้องแพรวและเพื่อนได้สนใจบูธของซุ้มชุมสหายเพราะอยากมีรุ่นพี่ที่คอยให้คําแนะนํา เป็นที่ปรึกษา และได้ทําประโยชน์แก่สังคมอีกด้วย จึงได้ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมด้วยกัน และได้นั่งคุยเพื่อทําความรู้จักกับรุ่นพี่แต่ธราไม่รู้ตัวเลยว่ากําลังมีสายตานึงกําลังจ้องแพรวอยู่ แพรวและเพื่อนได้นั่งอยู่จนเย็นจึงแยกย้ายกันกลับบ้านคืนวันก่อนไปเข้าค่ายธราตื่นเต้นมากนั่งจัดกระเป๋าเดินทางเช็คของจนหัวหมุน อยู่ๆ ได้มีแจ้งเตือนจากเฟซบุ๊กเข้ามา ‘ภูมิศักดิ์ได้ส่งคําขอเป็นเพื่อนถึงคุณ’ ธรานั่งงงอยู่สักพักว่าคือใคร พอได้เปิดดูก็รู้สึกคุ้นหน้า นึกอยู่นานว่าเคยเจอที่ไหน จนได้เลื่อนไปเจอรูปที่ถ่ายกันเป็นกลุ่มที่บูธของซุ้มชุมสหาย แพรวจึงจําได้ว่าเป็นรุ่นพี่ที่อยู่ในซุ้มนี่เองแล้วได้กดตอบรับไป แล้วนั่งจัดกระเป๋าต่อจัดจนเพลินรู้ตัวอีกทีก็ฟ้าสว่างแล้วพ ่อของธราไปส ่งธราที ่มหาวิทยาลัยบริเวณตึกกิจกรรมที ่รุ ่นพี่ได้นัดเอาไว้รอจนทุกคนมาครบรุ่นพี่ได้แจกเสื้อของค่ายเพื่อให้ใส่เหมือนกันทุกคน ทุกคนก็แยกย้ายกันไปเปลี่ยนเสื้อ แล้วกลับมานั่งรวมตัวกันรุ่นพี่ก็ได้เริ่มอธิบายเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ ในค่ายที่ต้องทําในแต่ละวัน กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ต้องปฏิบัติร่วมกัน เมื่ออธิบายจบรุ่นพี่ก็ได้แจกป้ายชื่อ แต่การจะได้ป้ายชื่อนั้นทุกคนต้องเต้นเพลงน้องชื่ออะไรโดยรุ่นพี่จะร้องว่า “น้องชื่ออะไร น้องชื่ออะไร” รุ ่นน้องต้องตอบว่า
รักตัวเอง-๕๕-“น้องชื่อ... น้องชื่อ...” รุ่นพี่ต่อด้วย “ชอบทําท่า อย่างงี้ๆ ชอบทําท่าอย่างงี้ๆ” ในท่อนนี้รุ่นน้องต้องทําท่าที่ตัวเองคิดมาโดยห้ามซํ้ากับคนอื่นพอถึงชื่อของธราได้มีเสียงแซวดังขึ้นจากกลุ่มรุ่นพี่“น้อง ๆ เพื่อนพี่ชอบ”ธราที่คิดว่าเป็นแค่การหยอกล้อเล่นก็ไม่ได้สนใจ แต่กลับมีคนที่นั่งเขินหน้าแดงในตอนที่แพรวทําท่าทางอยู่พอทุกคนได้รู้จักชื่อกันแล้วรุ่นพี่ก็ได้เดินนําน้อง ๆ ไปสักการะรูปปั้นพ่อขุนรามคําแหงมหาราชก่อนออกเดินทาง และได้ทําการบูมพ่อขุน๓ ครั้ง “พ่อกูขุนศรีแม่กูนางเสือง ลูกหลานเต็มเมือง รามคําแหง เฮ้!” และบูมซุ้มชุมสหายอีก ๓ ครั้ง รุ่นพี่พูดว่า “ซุ้มไหน ซุ้มไหน” รุ่นน้องพูดต่อ“ชุมสหาย ชุมสหาย” แล้วเริ่มออกเดินทางไปยังโรงเรียนวัดกุญชรวชิรารามตําบลห้วยท่าช้าง อําเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรีธรากับเพื่อนได้เลือกนั่งด้านหลังสุด เพราะขึ้นมาเป็น ๒ คนสุดท้าย และธราก็ต้องการจะเอนหลังนอนด้วย เพราะเมื่อคืนไม่ได้นอนมาพอน้อง ๆ ขึ้นมากันครบรุ่นพี่ก็ขึ้นตามกันมา รุ่นพี่กลุ่มสุดท้ายที่ขึ้นมานั่งด้านหลังข้าง ๆ ธราธราจําได้ว่าหนึ่งในนั้นมีพี่ที่ส่งคําขอเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊กแพรวมาแต่ธราไม่กล้าทัก ก่อนที่รถจะออกเดินทางได้ทําการเวียนรถที่ลานพ่อขุนราม ๓ รอบ พร้อมกับบูมพ่อขุนไปด้วย และเริ่มออกเดินทางจากมหาวิทยาลัยรามคําแหง
สงครามกับความรัก-๕๖-บรรยากาศบนรถก็มีการเปิดเพลง เล่นเกมสันทนาการ เพื่อไม่ให้น้อง ๆ รู้สึกอึดอัด ผ่อนคลายมากขึ้นได้มีการจับบัดดี้ซึ่งเป็นการจับคู่รุ่นพี่และรุ่นน้องเพื่อที่จะเทคแคร์กันตลอดระยะเวลาในการอยู่ร่วมกันในค่าย ซึ่งให้รุ่นพี่และรุ่นน้องสลับกันจับเมื่อถึงตาของธรา ธราจับได้ชื่อ “พี่ภูมิ” ธรารู้สึกว ่ามันบังเอิญมากแต่ก็ไม่ได้สนใจ ทุกคนจับจนครบแล้วพี่ๆ ก็แจ้งว่าเราจะมาเฉลยบัดดี้กันในวันสุดท้ายของการอยู่ค่าย ทุกคนตอบรับและแยกย้ายกันไปพักผ่อนธรากําลังจะหลับแต่มีรุ่นพี่คนนึงเข้ามาทักทายแพรว คนนั้นคือพี่ภูมิ“น้องชื่ออะไรครับ”ธราตอบ “ธราค่ะ พี่ล่ะคะ”ถึงธราจะรู้อยู่แล้วแต่ก็ถามตามมารยาท“พี่ชื่อภูมิเราอยู่คณะไหน”ธราตอบ “คณะมนุษยศาสตร์เอกภาษาไทยค่ะ”พี่ภูมิแซวกลับ “เด็กคณะมนุษย์น่ารักแบบนี้ทุกคนเลยรึเปล่า”ธรารู้สึกว่ากําลังถูกหยอดใส่อยู่ แต่ธราก็คิดว่าพี่เขาคงแซวแบบนี้กับทุกคน“แล้วพี่ล่ะคะชมแบบนี้กับทุกคนรึเปล่า”พี่ภูมิทําตัวไม่ถูกเลยทําได้แค่ยิ้มกลับ ต่างคนจึงต่างหลับไป เมื่อถึงค่ายแล้วทุกคนก็ได้แยกย้ายกันไปเก็บของ กินข้าว อาบนํ้า และพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวทํากิจกรรมในวันถัดไป
รักตัวเอง-๕๗-เช้าวันแรกของการอยู่ค่ายเป็นการแยกย้ายกันไปแต่ละจุดในโรงเรียนมีสนามเด็กเล่น โรงอาหาร และห้องนํ้า เพื่อที่จะไปทําความสะอาด ทาสีซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ แบ่งโดยการนับเลข ๑-๓ ธราได้เลข ๓คือ สนามเด็กเล่น ซึ่งพี่ประจําจุดนั้นคือพี่ภูมิเป็นเรื่องบังเอิญอีกแล้วธราได้ผสมสีชมพูเพื่อที่จะไปทาไม้กระดก ธรานั่งทาสีอยู่คนเดียวไปสักพักพี่ภูมิก็เข้ามาและขอช่วย ธราก็ไม่ติดอะไรงานจะได้เสร็จไวด้วยในช่วงที่ทาสีนั้นพี่ภูมิก็นั่งหยอดธราไปด้วย“น้องมีแฟนรึยัง”“แบบพี่นี่น้องชอบไหม”“พี่ไม่เคยเจอใครน่ารักเท่าน้องเลย”ธราก็ได้แต่ตอบตามมารยาทไปไม่กล้าเล่นด้วยมากเพราะรู้สึกว่าพี่ภูมิเจ้าชู้จนกลายเป็นที่สนใจของคนรอบข้างเริ่มมีเสียงแซวขึ้นมา ธราได้แต่ทําตัวไม่ถูก จนพึ่งสังเกตเห็นว่าที่เล็บตัวเองนั้นมีสีติดเต็มไปหมดจึงรีบไปเอาทินเนอร์เช็ดออก พี่ภูมิที่เห็นธรานั่งเช็ดอยู่นาน ก็ได้เข้ามาหยิบผ้าที่มีทินเนอร์อยู่จากมือธรามา แล้วนําไปจุ่มทินเนอร์ใหม่มานั่งเช็ดให้ธราทีละเล็บ แต่ท่าที่พี่ภูมิกําลังนั่งเช็ดนั้นเป็นการนั่งคุกเข่าข้างเดียวเหมือนกับท่าขอแต ่งงาน ทําให้คนอื ่นแถวนั้นยิ ่งแซวกันและได้ถ ่ายรูปส ่งไปในกลุ่มจนทุกคนได้เห็นกันหมดนับจากตอนนั้นมาธรากับพี่ภูมิก็ถูกจับจิ้นมาโดยตลอดในฝั่งของธราที่โดนพี่ภูมิหยอดไม่หยุดก็ใจอ่อนโดยไม่รู้ตัว ในช่วงก่อนนอนจะมีการเทคแคร์บัดดี้ด้วยการให้ของกันโดยการนําของไปวาง
สงครามกับความรัก-๕๘-รวมกันและแปะชื่อคนที่ต้องการให้ธราได้ให้เป็นขนมช็อคโกแลตที่พี่ภูมิชอบไปพร้อมกับการ์ดที่มีข้อความว่า “รู้นะว่าพี่ชอบ เทคแคร์น้าา” และธราก็ได้รับของบัดดี้เป็นลูกอมรูปหัวใจที่มีข้อความหยอดอยู่ด้านใน ธราได้แต่สงสัยว่าใครวันที่สองของการอยู่ค่ายเป็นการบริจาคสิ่งของอุปกรณ์การเรียนอุปกรณ์กีฬาให้แก ่เด็กนักเรียน และเมื ่อบริจาคเสร็จก็ถึงเวลาเฉลยบัดดี้ทุกคนได้เจอกับบัดดี้ของตนเองกันหมดแต่เหลือแค่ ๒ คนนั่นคือธราและพี่ภูมิทุกคนต่างงงและให้ธรากับพี่ภูมิเฉลยพร้อมกัน จึงได้รู้ว่าทั้งคู่จับได้คู่กันเอง ต่างคนต่างแลกของที่ตัวเองเตรียมกันมา ธราได้แต่คิดว่าทุกอย่างบังเอิญเกินไปจนคิดว่านี่อาจจะถึงเวลาที่เราจะเปิดใจแล้วก็ได้ในคืนของวันที่สองจะเป็นพิธีบายศรีสู่ขวัญให้แก่น้อง ๆ รุ่นพี่ได้พาน้อง ๆ มานั่งล้อมวงโดยวงด้านในจะเป็นรุ่นพี่ได้มีการจุดเทียนด้านหน้ารุ่นพี่ และเปิดเพลง ปิดไฟเพื่อสร้างบรรยากาศ รุ่นพี่เริ่มทยอยผูกข้อมือให้กับน้อง ๆ พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนขอบคุณที่มาร่วมทําค่ายนี้ด้วยกันธราที ่รู้สึกถึงความจริงใจการดูแลจากพี่ ๆ ทุกคนในค่ายก็นํ้าตารื้นจนรุ่นพี่ต้องเข้ามาปลอบ ธราดีใจมาก ๆ ที่ได้พบกับมิตรภาพที่ดีขนาดนี้พอเวียนไปกันเกือบครบก็ถึงคิวของพี่ภูมิที่ต้องผูกข้อมือให้ธราพี่ภูมิเข้ามาปลอบก่อนเพราะธราร้องไห้ไม่หยุด พอธราฮึบได้พี่ภูมิก็พูดว่า
รักตัวเอง-๕๙-“ขอบคุณนะครับที่มาค่ายกับพวกพี่ ไม่มีน้องค่ายนี้ก็ไม่สามารถสําเร็จได้อะไรที่พี่พูดจาหรือทําเกินเลยไปพี่ขอโทษด้วย พี่ดีใจนะที่ได้เจอกับน้อง ที่น้องถามพี่ว่าพี่พูดแบบนี้กับทุกคนรึป่าว ตอนนี้พี่พูดแค่กับน้องคนเดียวนะ พี่ขอผูกข้อมือเป็นการจองตัวไว้ก่อนนะ ขอให้น้องได้แฟนชื่อภูมินะครับ”ธราได้แต่ยิ้มจากที่ร้องไห้อยู่กลายเป็นเขินไปหมดหลังจากจบจากค่ายธราและพี่ภูมิก็ได้คุยติดต่อกันมาตลอด แต่ไม่มีอะไรพัฒนาธราได้แต่ถามพี่ภูมิว่าความสัมพันธ์ของเราตอนนี้มันคืออะไรพี่ภูมิก็ไม่สามารถให้คําตอบธราได้แต่พอผ่านไปสักพักพี่ภูมิได้ลงรูปในตอนที่ไปค่ายและหนึ่งในนั้นก็มีรูปตอนเช็ดเล็บให้ธราอยู่ด้วย ธราที่เห็นก็รู้สึกเขินและกดหัวใจไป อยู่ๆ ก็มีเฟซผู้หญิงส่งคําขอเป็นเพื่อนเข้ามาธราไม่คุ้นหน้าเลยแต่เห็นว่าเป็นคนที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยรามเหมือนกันจึงรับพอได้กดรับคําขอแล้วผู้หญิงคนนั้นได้ทักข้อความมาหาธรา ถามชื่อและถามว่าธรากับพี่ภูมิเป็นอะไรกัน ผู้หญิงคนนั้นได้ส่งรูปแชทที่ตนเองคุยกับพี่ภูมิมาให้ธรา ซึ่งในแชทนั้นพี่ภูมิบอกกับผู้หญิงคนนั้นว ่าธราเป็นเพียงแค่น้องในซุ้ม ในรูปนั้นแค่การเล่นกันเท่านั้น รุ่นพี่เขาแซวเล่นกันเฉย ๆธราที่เห็นแบบนั้นก็จุกอกได้แต่สงสัยว่าที่ผ่านมาคืออะไร และได้ส่งแชทที่ตนคุยกับพี่ภูมิแบบกระหนุงกระหนิงเกินคําว่าพี่น้องไปให้ผู้หญิงคนนั้นดู
สงครามกับความรัก-๖๐-ไม่มีการตอบกลับอะไรมา ธราจึงทักไปถามพี่ภูมิว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร แต่ก็เหมือนกันพี่ภูมิไม่ได้ตอบกลับมาหลังจากวันนั้นพี่ภูมิและธราต่างก็ตีตัวออกห่างกันไป พี ่ภูมิได้เปิดตัวผู้หญิงคนนั้นผ่านทางสตอรี่เฟซบุ๊ก ธราเห็นและรู้สึกเจ็บแต่ทําอะไรไม่ได้ได้แต่โทษตนเองที่เปิดใจให้กับผู้ชายง่ายๆพี่ภูมิคบกับผู้หญิงคนนั้นได้อยู่ ๒ เดือนและได้เลิกกันไป เลิกกันได้ไม่ถึง ๒ วันพี่ภูมิได้ส่งข้อความมาหาธรา“พี่ขอโทษนะ ตอนนั้นพี่น่าจะเลือกน้อง เขาแค่มาก่อนพี่เลยเลือกเขา พี่ไม่เคยรักเขา เขามีคนอื่นตอนที่คบกับพี่”ธราที่เห็นข้อความนั้นได้แต่สงสัยว่าที่พี่ภูมิกลับมาเพราะยังรักธราอยู่จริง ๆ หรือแค่ไม่มีที่ไปธราได้แต่อ่านไม่ตอบ เพราะตลอดเวลาที่พี่ภูมิคบกับผู้หญิงคนนั้นฝ่ายผู้หญิงก็ได้โพสต์สตอรี่เหน็บแนม แซะด่าธรามาโดยตลอด แต ่ธราก็ไม่เคยตอบโต้ตัวพี่ภูมิเองในตอนที่เจอกันที่ซุ้มก็ไม่เคยสนใจธราทําเหมือนธราไม่มีตัวตน ธราสับสนจึงได้ทักข้อความไปถามผู้หญิงคนนั้นตรง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นทําไมถึงได้เลิกกัน ทําไมถึงลงสตอรี่ด่าธรา ผู้หญิงคนนั้นบอกกับธราว่าพี่ภูมิบอกเขาว่าธราเป็นคนมายุ่งกับเขาเอง เป็นคนขอให้เขามาช่วยเช็ดเล็บให้เรียกร้องความสนใจจากคนในค่ายธราที่เห็นแบบนั้นก็ตกใจ รู้สึกแย่และผิดหวังในตัวพี่ภูมิที่ได้สร้างเรื่องใส่ร้ายธราเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด ธราเองก็ได้อธิบายให้ผู้หญิงคนนั้นฟังไป
รักตัวเอง-๖๑-และได้ส่งแชทที่พี่ภูมิบอกกับธราว่าเขาไม่เคยรักผู้หญิงคนนั้นเลย เขามีคนใหม่ตั้งแต่มีพี่อยู่แล้ว ฝ่ายผู้หญิงได้เห็นแบบนั้นก็โมโหและรีบแก้ต่างให้ตนเองพร้อมกับส่งแชทที่พี่ภูมิยังทักตามง้อเขาอยู่ และเป็นตัวพี่ภูมิเองที่มีคนอื่นในตอนที่คบกับเขาอยู่ธราและผู้หญิงคนนั้นเกิดความเข้าใจผิดกันมาโดยตลอดเพียงเพราะผู้ชายที่ไม่รู้จักพอคนเดียว หลอกว่ารักทุกคนทั้งที่ความเป็นจริงเขารักแต่ตัวเอง ความเห็นแก่ตัวของผู้ชายก่อให้เกิดสงครามความรักขึ้นมาระหว่างผู้หญิง ๒ คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเรื่องผ่านมา ๑ ปีถึงวันที่ซุ้มชุมสหายจัดทําค่ายอีกครั้งปีนี้ธราได้เป็นรุ ่นพี ่แล้ว ซึ ่งพี ่ภูมิก็ได้ไปค ่ายด้วยเช ่นกัน ธราเลือกที ่จะนั ่งที ่นั่งด้านหลังสุดของรถเช่นเดิม พี่ภูมิก็ตามมานั่งด้วย พี่ภูมิยังคงเป็นพี่ภูมิที่ชอบหยอดผู้หญิงเก่งเหมือนเดิม พี่ภูมิพยายามที่จะขอโทษกับทุกสิ่งที่ผ่านมาและขอโอกาส รุ่นน้องที่มาค่ายปีนี้เห็นแบบนั้นก็พากันแซวว่าเป็นแฟนกันตามง้อกัน จึงพากันให้กําลังใจพี่ภูมิแต่ธราเสียความไว้ใจไปแล้วจึงไม่สนใจตลอดระยะเวลาที่อยู่ค่ายนั้นพี่ภูมิตัวติดกับธราตลอด คอยช่วยเหลือธราทุกอย่าง หวังให้ธรานั้นใจอ่อน ตัวธราเองก็หวั่นไหวไม่น้อยเพราะถึงรู้ว่าเขาเป็นคนยังไงแต่ก็ยังรักเขา แต่ก็ยังยืนยันที่จะไม่กลับไปคุย เพราะรอบที่แล้วเขาก็ทํากับธราแบบนี้จนมาถึงคืนบายศรีในปีนี้รุ่นพี่ที่โตกว่าได้มอบหมายหน้าที่ให้ธราจัดฉากร้องไห้ในตอนที่ถูกพวกพี่ดุ เพราะปีนั้นธราทําหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง สนิทกับน้อง ๆ ในค่ายมากที่สุด
สงครามกับความรัก-๖๒-เมื่อถึงเวลาพวกรุ่นพี่ก็สร้างสถานการณ์ตึงเครียดเรียกให้น้อง ๆมารวมตัว และเรียกธราออกมายืนด้านหน้า พูดถึงความผิดของธราที่ไม่เต็มที่กับงานมัวแต่เล่นกับน้อง อู้งาน ดุจนธราร้องไห้หนัก น้อง ๆต่างพากันเข้ามาปลอบ แต่อยู่ๆ พี่ภูมิก็พูดขึ้นมาว่า“พี่สามารถพูดเรื่องนี้ส่วนตัวก็ได้ไม่เห็นต้องมาพูดให้น้อง ๆ ได้ยินและรู้สึกแย่ไปด้วย แล้วธราก็ไม่ได้เป็นแบบที่พี่พูด ผมเห็นธราเต็มที่กับงานทุกอย่าง จริงมั้ยครับน้อง ๆ”น้องทุกคนต่างตอบใช่ซึ่งในบทจริงๆแล้วไม่มีบทพี่ภูมิเลย พี่ทุกคนทําตัวไม่ถูกเลยเนียน ๆ ตีมึนไม่ฟังสิ่งที่พี่ภูมิและน้อง ๆ ทุกคนพูด และสั่งให้น้อง ๆ ไปนั่งหลับตากันในห้องโถงไว้ส่วนตัวธรานั้นยังหยุดร้องไม่ได้เลยแอบออกมาพี่ภูมิเห็นธราไม่อยู่ในนั้นจึงออกตามหา พอเจอธรารีบเข้าไปกอดธราปลอบธราคิดว่าธราเป็นอะไรไป ธรานั้นแค่มาสงบใจตัวเองแต่ตกใจกับการกระทําของพี่ภูมิมากไม่คิดว่าเขาจะสนใจความรู้สึกธราขนาดนี้จนธราใจอ่อนจริง ๆ แล้วกอดตอบกลับไปเมื่อจบจากค่ายแล้วธราคิดว่ารอบนี้คงได้คบกับพี่ภูมิจริง ๆแต่พอถามถึงสถานะกับพี่ภูมิพี่ภูมิก็เลือกที่จะตอบเลี่ยงเหมือนครั้งนั้น และเริ่มห่างเหินกันไปอีกแล้ว พี่ภูมิได้แต่ทิ้งคําถามเอาไว้ในใจธรามากมาย ว่าที่ผ่านมานั้นคืออะไร แกล้งรักธราไปทําไม เขาต้องการแค่กลับมายืนยันว่าธรายังรักเขาอยู่ไหมเท่านั้นเองหรอ ธราไม ่อยากพยายามหาคําตอบอีกต่อไปแล้วจึงเลือกที่จะบล็อคช่องทางการติดต่อจากพี่ภูมิไป ไม่ขอรับรู้อะไร
รักตัวเอง-๖๓-เกี่ยวกับเขาอีก เพราะไม่อยากเข้าไปอยู่ในสงครามความรักเพราะใครอีกแล้ว
สงครามกับความรัก-๖๔-คำว่า กตัญญูและ ความถูกต้องถูกหยิบยกมาเป็นอาวุธร้ายที่คนเป็นพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายใช้ฟาดฟันเข้าใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า-----------------------วันวิสาข์แสงจันทร์๖๗๐๒๐๑๕๙๓๑
-๖๕-รักเธอ (ไมได) ถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อ ๒๐ ปีก่อน ในยุคนั้น “ความรัก” ระหว่างชายหนุ ่มสองคนไม ่ต ่างอะไรกับดอกไม้ที ่พยายามจะแบ ่งบานในเงามืดเป็นความงามที่ถูกตราหน้าว่าผิดแผกและเป็นความบริสุทธิ์ที่ต้องหลบซ่อนจากสายตาคมกริบของจารีตประเพณีเรื่องราวของชายหนุ่ม ทัพฟ้า เด็กหนุ่มอายุ ๒๐ ปีที่ก้าวเท้าเข้าสู่รั้วมหาลัยรามคําแหงด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง คณะมนุษยศาสตร์ที่เขาเลือกเรียนเปรียบเสมือนโลกใบใหม่ที่สอนให้เขารู้จักกลอนรัก และการใช้ชีวิต ทว ่าภายใต้ความหวังกลับซ ่อนความลับที ่หนักอึ้งราวกับภูเขาไว้เพียงลําพังเมื่อเขาได้พบกับ “ชายหนุ่มอีกคน” จุดเริ่มต้นของความลับที่แสนหวาน“พี่ภูผา ฟ้ามาแล้ว”“มึงอีกแล้วหรอวะ”
สงครามกับความรัก-๖๖-“โห~ ทําไมพูดแบบนั้นล่ะพี่ ฟ้าเสียใจนะเนี่ย”ทัพฟ้าแสร้งทําหน้ามุ่ยพลางหย่อนตัวลงนั่งข้างกาย ท่าทางของทัพฟ้าดูน่าเอ็นดูมากกว่าน่ารําคาญในสายตาของคนทั่วไป แต่สําหรับ ภูผารุ่นพี่ปี๓ เขากลับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่“เฮ้อ~ วันนี้มีอะไรอีกล่ะ”“ฟ้าซื้อขนมมาฝากครับ แต่ไม่รู้ว่าพี่จะชอบรึป่าว”ทัพฟ้ายื่นถุงขนมที่ยังอุ่น ๆ ให้กับภูผาหวังเพียงแค่ให้คนตรงหน้ายอมรับไมตรีเล็ก ๆ นี้เอาไว้“กูไม่ชอบ”“ยังไม่ทันได้กินเลย บอกไม่ชอบซะแล้ว”ทัพฟ้าเถียงกลับเสียงอ้อยอิ่ง ทั้งที่ในมือยังคงประคองถุงขนมเอาไว้“กูไม่ชอบกินขนม กูบอกไปหลายทีแล้ว”“แต่ขนมเจ้านี้อร่อยนะพี่”“กูไม่ชอบกินขนม”ภูผายํ้าเสียงเข้ม สายตายังคงจับจ้องอยู ่ที ่ตัวอักษรในหนังสือราวกับเป็นกําแพงบังหน้า“ไม่มีเรียนรึไง”“มีครับ ก็กะว่าจะเอาขนมมาให้พี่ก่อนแล้วค่อยไปเรียนน่ะครับ..แต่ถ้าพี่ไม่เอาก็ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวฟ้าไปเรียนก่อนนะครับ”
รักเธอ (ไม่ได้)-๖๗-ทัพฟ้าขยับตัวเตรียมจะลุกขึ้น แต่ทว่านํ้าเสียงเย็นชาที่พึ่งปฏิเสธเขาไปนั้นกลับเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง“เอาวางไว้..แล้วมึงก็ไปเรียนซะ”คําสั่งสั้น ๆ ที่ดูเหมือนรําคาญใจนั้น ทําเอาทัพฟ้าชะงักกึก ก่อนจะหันกลับมามองใบหน้าหล่อเหลาของรุ่นพี่ที่ยังจับจ้องอยู่แต่หนังสือเรียนตรงหน้า“ได้ครับ ! งั้นฟ้าไปเรียนก่อนนะครับ !”ทัพฟ้ารีบวางถุงขนมลงบนโต๊ะหินอ่อนอย่างเบามือราว ก่อนจะรีบหมุนตัววิ่งออกไปทางตึกเรียนด้วยความดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ภูผาละสายตาจากหนังอักบรบนหนังสือเรียน ดวงตาคมเข้มทอดมองตามแผ่นหลังของรุ่นน้องที่กําลังวิ่งขึ้นไปบนตึกเรียน รอยยิ้มจาง ๆผุดขึ้นจากมุมปากเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาอ่านหนังสือต่อ“น้องเค้าไม่เบื่อหรอวะ ตามจีบคนแบบมึงเนี่ย”เสียงทุ้มของเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยขัดขึ้น พร้อมกับสายตาล้อเลียนจับผิด“ถ้ามันเบื่อมันจะจีบกูมาสี่เดือนเลยรึไง”“โห~ จําได้ด้วยหรอ ว่าน้องมันจีบมึงมา ๔ เดือนแล้ว ?”เพื่อนสนิทเลิกคิ้วสูง นํ้าเสียงแฝงไปด้วยความประหลาดทําเอาภูผาชะงักไปครู่หนึ่ง“จําได้..”
สงครามกับความรัก-๖๘-“งั้นก็แปลว่ามึงเองก็มีใจให้น้องแล้วสิ”“ไม่เกี่ยวกับสักหน่อย”ภูผารีบสวนกลับทันควันพลางก้มหน้าลงอ้านหนังสือเรียนต่อแม้คําพูดที่หลุดจากปากจะดูห่างเหินและราบเรียบ แต่ในห้วงนึงของภูผา กลับเต็มไปด้วยภาพใบหน้าสวยเปื้อนรอยยิ้มหวานของรุ่นน้องจอมตื้อคนนั้นที่วนเวียนอยู่ไม่รู้จบ ตลอดระยะเวลา ๔ เดือนที่ผ่านมาในทุกวันภูผาเริ่มเผลอคาดหวังว่าจะได้ยินเสียงของรุ่นน้องคนนั้นในใต้ตึกเรียนทุกครั้งไม่ว่าจะเช้าหรือเย็น เขามักจะคอยแอบมองหาคนร่างเล็กที่คุ้นเคยท่ามกลางฝูงชน จนความรู้สึกเริ่มก่อขึ้น มันลึกลํ้ายิ่งกว่าคําว่ารู้สึกดีและเริ่มผูกพันจนแน่นหนาเป็นความรักที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ความเฉยชาแต ่แล้ววันนึงกลับภาพที ่เขาเห็นตรงหน้า ทัพฟ้า ที ่เคยเดินรี่มาหาเขาพร้อมรอยยิ้มกว้าง กลับกําลังเดินเคียงข้างไปกับชายหนุ่มอีกคนทั้งคู่พูดคุยกันอย ่างสนิทสนม เสียงหัวเราะและรอยยิ้มกว้างของทัพฟ้าที่ภูผาคิดว่ามันคือสิ่งที่ทัพฟ้าจะทําให้กับเขาแค่คนเดียวนั้น บัดนี้มันกําลังถูกแบ่งปันไปให้คนอื่น“ไอภู..น้องฟ้าเดินมากลับใครอ่ะ”เพื่อนสนิทกระซิบถามอย่างสงสัย ภูผาไม่ได้ตอบกลับ เขาเพียงแต่กําหนังสือในมือแน่น“น้องไม่ได้มาตามจีบมึงนานรึยัง”
รักเธอ (ไม่ได้)-๖๙-“ก็วันนี้แหละ”ภูผาตอบกลับเพื่อนสนิทเสียงแผ่ว สายตาคมเข้มมองไปหาเด็กหนุ่มที่กําลังพูดคุยกับชายปริศนาด้วยสีหน้าที่มีความสุขจนตัวเองเริ่มทนไม่ไหว จึงตัดสินใจละสายตาจากบาดตาแล้วหันกลับมาอ ่านหนังสือที่เปิดค้างเอาไว้“พี่ภูผา พี่..เป็นอะไรรึป่าวเนี่ย ทําไมหน้าดูไม่ดีเลย”ทัพฟ้ารีบเดินเข้ามาภูผาพร้อมกับรอยยิ้มสดใสเมื่ออย่างเคยก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย“เมื่อกี้มึงเดินมากับใคร”ภูผาโพล ่งถามทันทีด้วยนํ้าเสียงห้วนจัดแฝงไปด้วยความขุ่นมัวที่เจ้าตัวพยายามสะกดกลั้นเอาไว้แต่ปิดไม่มิด“อ่อ รุ่นพี่ปี๒ ครับ พอดีเราพี่เขาจะตามจีบเพื่อนสนิทของผมเลยอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับเพื่อนผมน่ะครับ”ทัพฟ้าอธิบายพลางหัวเราะเล็กน้อย ก่อนจะแกล้งหรี่ตามองคนตรงหน้าอย่างจับผิด“ถามทําไมครับ หึงผมหรอ”“มึงจะบ้าหรอ กูจะหึงมึงทําไม”ภูผารีบสวนกลับทันควัน เขารีบเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนความสับสนที่ปรากฏขึ้น
สงครามกับความรัก-๗๐-“พี่ภูผา ถามอะไรหน่อยสิผมตามจีบพี่มานานขนาดนี้แล้ว..พี่ชอบผมบ้างรึยัง”“ไม่รู้”“อย่าตอบแบบนั้นสิอุตส่าตามจีบมาตั้ง ๔ เดือนแล้วนะถ้ายังไม่ชอบอีกผมจะถอดใจแล้วนะ”คําว่า ถอนใจ ที่หลุดออกมาจากปากทัพฟ้าเมื่อครู่ เปรียบเสมือนเข็มหลายๆเล่มทิ่มแทงลงบนความรู้สึกของภูผาจนเขานิ่งงันไปครู่หนึ่ง“พี่ภูผา ตอบหน่อยสิ”ทัพฟ้ายังคงคาดคั้น นํ้าเสียงสั ่นเครือเล็กน้อยด้วยความหวังที ่ริบหรี ่เต็มทีภูผาเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ ดวงตาคมที ่เคยเฉยชาบัดนี้เต็มไปด้วยความสับสน โกรธและความกลัว“ชอบ พอใจมั้ย”“ห๊ะ จริงหรอ ! !”เด็กหนุ่มอุทานเสียงหลง รอยยิ้มที่หายไปเมื่อครู่ ค่อย ๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าอีกครั้งด้วยความดีใจที่เอ่อล้นออกมาทําเขาแทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่และหลังจากคําตอบในวันนั้น ทําให้ทั้งสองได้เริ่มเปิดใจคบหากันโดยที ่ครอบครัวของทั้งสองฝ ่ายไม ่ได้รับรู้บรรยากาศของความสุขที่เคยอบอวลมาตลอดหลายเดือนเริ่มจางหาย กลายเป็นความอึดอัดที่เข้ามา
รักเธอ (ไม่ได้)-๗๑-แทนที่ ความลับที่เขาพยายามซ่อนไว้มาตลอด ถูกกระชากออกมาด้วยคําถ้อยคําที่เต็มไปด้วยอคติ“ไอ้ฟ้า ! ! นี่มึงเป็นกระเทยหรอ ! !”เสียงตวาดลั่นของพ่อเอาทําทัพฟ้านิ่งไปชั่วครู่ ความรู้สึกชาวาบแผ่ซ่านไปขึ้นมาจนถึงอก เขาพยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจายก่อนจะเอ่ยตอบออกไป“กระเทยอะไรของพ่อ ฟ้าไม่ได้เป็นกระเทยสักหน่อยพ่อไปเอามาจากไหน”“คนในหมู่บ้านเราเขาลือกันให้ทั่ว ลูกชายคนข้างบ้านก็บอกว่าเห็นมึงไปตามจีบผู้ชายคนหนึ่งในมหาลัย !”“แล้วพ่อก็เชื่อมันอ่ะหรอ ! พ่อเชื่อมันมากกว่าลูกตัวเองอีกหรอ”“แล้วมึงเป็นกระเทยจริงรึป่าว ! !”พ่อถามยํ้าคําเดิมด้วยสายตาที่ไปด้วยคําขู่และคาดคั้น“ฟ้าไม่ได้เป็นกระเทย ! ฟ้าเป็นผู้ชาย”ทัพฟ้าตะโกนก้องเพื่อยืนยันตัวตน.. ว่าเขาเป็นผู้ชายที่รักผู้ชายอีกคนก็แค่นั้น“แล้วทําไมไอเด็กนั ่นมันถึงพูดว ่ามึงไปตามจีบผู้ชายแบบนั้นถ้ามึงไม่ได้ทําจริง ๆ”“จะรู้มันหรอ พ่อจะไปฟังมันทําไมล่ะพ่อต้องฟังฟ้าสิ.. ฟ้าเป็นลูกพ่อนะ”
สงครามกับความรัก-๗๒-“อย่าให้กูรู้นะว่ามึงไปทําอะไรแบบนั้นอ่ะ”“ทําไมอ่ะ แล้วถ้าเกิดฟ้าทําแบบนั้นจริง ๆ มันจะทําไม”“มันน่าอาย มึงเป็นผู้ชายจะไปชอบผู้ชายด้วยกันได้ยังไงมันผิดเพศ !”“พ่อ..”นั่นเป็นคําพูดจากปากของคนเป็นพ่อ นั่นคือคําพูดจากคนเป็นพ่อทัพฟ้ายืนนิ่งอยู่กลางบ้าน ในวินาทีนั้นเขารู้สึกเหมือนโลกใบเล็ก ๆ ที่เขาสร้างร่วมกับภูผากําลังจะถูกถล่มทลายลงด้วยนํ้ามือของผู้เป็นพ่อหลังจากถูกพายุทางอารมณ์ที่บ้านเพิ่งผ่านพ้นไป ทัพฟ้าแบกหัวใจที่บอบชํ้ามาพบกับแสงสว่างเดียวของภายใต้แสงไฟของถนนแห่งหนึ่งที่ส่องสว่างรําไรยามคํ่าคืนทัพฟ้าหันหน้ามองภูผาชายหนุ่มที่เขารัก ฝากทั้งชีวิตและหัวใจไว้แววตาที่เคยสดใสกลับหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด“พี่ภูผา ฟ้าถามอะไรหน่อยสิ”“มีอะไรหรอ”“พี่ว่าเราสองคนจะรักกันได้ไหม”
รักเธอ (ไม่ได้)-๗๓-คําถามนั้นเปรียบเสมือนเข็มที่ทิ่มแทงเข้าไปในใจของภูผา และในวินาทีที่เห็นนํ้าตาคลอหน่วยในดวงตาคู่สวยของคนน้องกลับทําให้เขาต้องเข้มแข็งและหนักแน่นขึ้นทันที“ต้องได้สิเราสองคนต้องรักกันได้สักวันพ ่อกับแม ่ของเราทั้งสองคนจะยอมรับในตัวพวกเรา เชื่อพี่นะ”คําพูดปลอบใจของภูผาทําให้ทัพฟ้ารู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจย้ายออกมาจากบ้านแล้วหาห้องพักเล็กๆในตรอกแคบเพื่อให้ชายหนุ่มทั้งสองได้ใช้เวลาเล็กๆน้อยๆเติมเต็มซึ่งกันและกันคําว ่า กตัญญูและ ความถูกต้อง ถูกหยิบยกมาเป็นอาวุธร้ายที่คนเป็นพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายใช้ฟาดฟันเข้าใส่ครั้งแล้วครั้งเล่าและเสมือนฝันร้ายที่กลายเป็นความจริง เมื่อเสียงเคาะประตูที่ดังกระหนํ่าราวกับจะพังทลายมันเข้ามาให้ได้ปัง ! ปัง ! ปัง !ทัพฟ้าชะงักมือที่กําลังจัดเตรียมชุดเรียน ใจของเขาหล่นวูบลงไปอยู่ที่ปลายเท้า เขาสบตากับภูผาครู่หนึ่ง ความกังวลฉาดชัดในแววตาของทั้งคู่ก่อนที่เด็กทั้งสองจะรวบรวมความกล้าเดินไปปลดล็อกประตู“ฟ้า ! !”“ภูผา ! !”
สงครามกับความรัก-๗๔-เสียงเรียกจากคนเป็นพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายดังประสานกัน ทัพฟ้าก้าวถอยหลังไปชนอกแกร่งของภูผา มือหนาของรุ่นพี่คว้าไหล่คนน้องไว้แน่นก่อนจะเดินเข้าไปใช้ร่างกายของตัวเองเป็นโล่กําบัง“พ่อกับแม่มากันได้ยังไง”“กูบอกมึงแล้วใช่มั้ยว่าให้มึงเลิกกับมัน ! !”พ่อของทัพฟ้าแผดเสียงถาม สายตาที่มองมาที่ลูกชายเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและอับอาย“ฟ้าไม่เลิก ฟ้ารักพี่ภูผา !”“แต่ผู้ชายกับผู้ชายมันรักกันไม่ได้! !”“ทําไมจะรักกันไม่ได้ในเมื่อตอนนี้เราสองคนก็รักกันไปแล้ว”ภูผาเถียงสู้พยายามปกป้องพื้นที่ความรักของพวกเขาทั้งสองคนเอาไว้“แต่มันผิดเพศ มึงไม่อายคนอื่นบ้างรึไง ! !”“แทนที่พ่อกับแม่จะสนใจความรู้สึกของลูก กลับสนใจความรู้สึกของคนอื่นมากกว่าลูกตัวเอง”ทัพฟ้าเอ ่ยพูดขึ้นด้วยความน้อยใจอย ่างที่สุด มันคือความจริงที่ขมขื่นที่สุดเท่าที่ลูกคนหนึ่งจะพูดออกมาได้“มึงไม่ต้องพูดมาก วันนี้แหละกูจะพามึงกลับบ้านเอง”ผู้เป็นพ่อถลาเข้ามาหมายจะกระชากแขนของทัพฟ้า“อย่าเลยครับ ผมขอร้อง”
รักเธอ (ไม่ได้)-๗๕-ภูผาเอ่ยด้วยนํ้าเสียงสั่นพร่า เขาพยายามให้ความสงบเข้าสู้ทั้งที่รู้ว่ามันไม่มีทางได้ผล และถึงแม้ในใจจะร้อนลุ่มมากเพียงใดก็ตาม“ถ้ามึงรักลูกกูจริง มึงต้องยอมปล่อยลูกกูไป !”พ่อของทัพฟ้าตวาดใส่หน้าภูผาอย่างทันควัน“ไม่ครับ เรารักกันพวกคุณก็เห็น”ภูผายืดหยัดอย่างหนักแน่น ไม ่ยอมปล ่อยมือจากคนด้านหลังแม้จะรู้ดีว่ามันจะไม่ได้ผลแต่เขาขอแค่ได้ปกป้องคนที่เขารัก“พวกคุณเอาลูกของพวกคุณกลับไป พวกเราก็จะเอาลูกพวกเรากลับไปเหมือนกัน”คําพูดที่แสนเย็นชาและเด็ดขาดเอ่ยขึ้นจากปากของผู้เป็นพ่อ“ไอฟ้า ไปเก็บเสื้อผ้า”“ไม่ ฟ้าไม่ไป ฟ้าจะอยู่กับพี่ภูผา !”ทัพฟ้ากรีดร้องออกมาทั้งนํ้าตา เขาโผเข้ากอดเอวภูผาไว้แน่นร่างกายสั่นสะท้านด้วยความความหวาดกลัว ภูผาเงยหน้ามองหน้าพ่อกับแม ่ของตัวเองและพ ่อกับแม ่ของทัพฟ้าที ่อยู ่ฝั ่งตรงข้ามราวกับมองศัตรูในสนามรบที่กําลังเข้ามาล้อมรอบทางเอาไว้จนไร้ทางออก“ภูผา ปล่อยลูกของเขาไปเถอะ อย่าให้เรื่องมันบานปลายไปมากกว่านี้เลย”“ไม่ ! ภูไม่ปล่อย..ภูรักน้อง”“รักหรอ! มึงเสียสติไปแล้วหรอ! ผู้ชายกับผู้ชายมันรักกันไม่ได้!”
สงครามกับความรัก-๗๖-คําพูดถากถางนั้นบาดลึกในใจ แต่มันก็เทียบความเจ็บปวดไม่ได้เท ่ากับทัพฟ้าถูกคนเป็นพ ่อกระชากแขนอย ่างรุนแรงจนร ่างของเด็กหนุ่มหลุดออกจากอ้อมกอดของภูผาไป“พี่ภูผา ! !”“ไปเก็บของ ! !”“พ่อปล่อยฟ้า ! !”ภาพที่ภูผาเห็นตรงหน้า รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกําลังถล่มลงมาทับร่าง แสงสว่างหนึ่งเดียวในชีวิตของเขากําลังถูกฉุดกระชากไปต่อหน้าต่อตา ความกดดัน ความโกรธแค้น และความสิ้นหวังหลอมรวมกันจนกลายเป็นความมืดมิดในใจ ภูผาจึงตัดสินใจพุ่งตัวไปที่ลิ้นชักหัวเตียงด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคน โดยที่มีทัพฟ้ามองตามด้วยความไม่เข้าใจแกร๊ก !เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้น ภูผาหยิบวัตถุสีดําสนิทที่เย็นเฉียบและหนักอึ้งขึ้นมา สิ่งนั้นคือปืนที่แม้แต่ตัวของทัพฟ้าเองก็ไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนซึ่งเขาได้มันมาจากเพื่อนสนิท เขารีบหยิบมันขึ้นมาก ่อนจะใช้ปลายกระบอกปืนนั้นจ่อไปที่ขมับของตัวเอง“พี่ภูผา ! !”“อย่านะภูผา อย่าคิดจะทําอะไรบ้า ๆ นะ ! !”
รักเธอ (ไม่ได้)-๗๗-เสียงหวีดร้องของทัพฟ้าอย่างเจ็บปวด เสียงของผู้เป็นพ่อกับแม่ของภูผาเอ่ยห้ามปราม เด็กหนุ่มพยายามจะโผเข้าหาแต่กลับถูกพ่อรั้งตัวไว้แน่นจนแทบจะขาดใจ สายตาของภูผาที่เคนมั่นคง กลับดูว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าเกินกว่าจะคนๆหนึ่งจะแบกรับไหว“พี่รักทัพฟ้านะ ถ้าชาติหน้ามีจริงพี ่ของให้เราได้เกิดมารักกันอีกครั้งนะ ไว้เจอกันใหม่นะ”“อย่านะพี่ภูผา ! !”นํ้าเสียงของภูผาในวินาทีนั้นไม่ได้สั่นเครือเลยแม้แต่เล็กน้อย กลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและอาลัยอาวรณ์อย่างลึกซึ้ง รอยยิ้มจาง ๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปากของเขาเป็นครั้งสุดท้าย มันเป็นรอยยิ้มเดียวกับที่เขาเคยใช้มองทัพฟ้าในวันทุก ๆ ครั้งทั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้“พี่ภูผา ! ! !”ท ่ามกลางเสียงสะอื้นไห้และเสียงอ้อนวอนของคนเป็นแม ่ที ่ดังระงมไปทั่วห้อง ภูผาหลับตาลงช้า ๆ ภาพความทรงจําตลอดเวลาที่ได้อยู่กับคนรักย้อนกลับมาเหมือนฉากในหนัง ก่อนนิ้วมือหนาจะค่อย ๆ เหนี่ยวไกปืน..ปัง ! ! !ทัพฟ้ากรีดร้องจนเสียงหลง ร่างกายที่ถูกรั้งเอาไว้ด้วยอ้อมแขนของผู้เป็นพ่อดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง หยาดนํ้าตาไหลพรากจนอาบไปทั้งหน้าและเมื่อหยุดออกจากอ้อมแขนของพ่อได้จึงรีบวิ่งไปโอบกอดภูผาเอาไว้แน่น
สงครามกับความรัก-๗๘-“ฟ้าออกมาจากตัวมัน”เสียงของคนเป็นพ่อเอ่ยตวาดลูกชายที่กําลังนอนกอดร่างของภูผาพ่อพยายามจะกระชากตัวทัพฟ้าออกจากร่างของภูผา แต่ครั้งนี้ทัพฟ้ากลับไม่ยอมให้ใครมาพรากเขาไปได้อีกสายตาสายตาที่เคยอ่อนโยนของทัพฟ้าพลันเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวและว่างเปล่า เขาเหลือบไปมองที่กระบอกปืนในมือของภูผา ก่อนจะตัดสินใจคว้าปืนนั้นมาถือไว้ด้วยมือที่ชุ่มไปด้วยเลือดของคนรักแกร็ก !ทัพฟ้าจ ่อปลายกระบอกปืนที ่ศีรษะของตัวเองทันทีวินาทีนั้นทุกฝีเท้าในห้องหยุดชะงัก พ่อของเขายืนนิ่งราวกับถูกสาบ ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมกลับซีดเผือดด้วยความหวาดกลีวอย่างที่สุด“ทัพฟ้า..อย่าทํานะลูก พ่อขอโทษ วางปืนลงนะลูก”คนเป็นพ่อเริ่มอ้อนวอนด้วยนํ้าเสียงสั่นเครือแต่มันสายเกินไปเสียแล้ว“ในเมื่อชาตินี้เรารักกันไม่ได้ก็ขอให้ชาติหน้าเราได้เจอกัน และขอให้ชาติหน้าเราได้รักกันอีกครั้งนะพี่ภูผา”ปัง ! ! !เสียงปืนนัดที ่สองดังกึกก้องปิดฉากความรักที ่สังคมไม ่ยอมรับร่างของเด็กหนุ่มล้มพับลงซบคาอกของชายคนรัก และทิ้งไว้เพียงความเสียใจชั่วนิรันดรให้แก่คนเป็นพ่อแม่ที่ภาพลักษณ์และหน้าตามากกว่า
รักเธอ (ไม่ได้)-๗๙-หัวใจของลูกและจารึกโศกนาฏกรรมนี้ไว้เป็นแผลเป็นที่ไม่มีวันหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ความรักไทย
สงครามกับความรัก-๘๐-ในวันที่โลกโหดร้ายเกินไปการมีใครสักคนที่เข้าใจอาจเป็นชัยชนะเพียงอย่างเดียวที่มนุษย์ต้องการ-----------------------พรรณภัทร ภู่กลาง๖๗๐๓๐๐๔๔๒๑
-๘๑-สงครามของสองเรา หนึ่งสัปดาห์ก่อนสอบพวกเราสี่คนมีนัดกันมาติวที่มหาวิทยาลัยรามคําแหงเพื่อเตรียมตัวสอบ เพราะมหาวิทยาลัยอยู่ในช่วงของการสอบจึงทําให้ไม่มีการเรียนการสอน ในช่วงนี้ทุกคนต่างมีความรู้สึกเคร่งเครียดรวมถึงพวกเราด้วยวันนี้พวกเรานัดติวกันที่ห้องสมุด ในช่วงสอบเต็มไปด้วยนักศึกษาที่จองโต๊ะกันตั้งแต่เช้า บางคนเปิดชีทสรุปจนเต็มโต๊ะ บางคนเสียบหูฟังอ่านหนังสือเงียบ ๆ เสียงกระดาษพลิกเบา ๆ ดังสลับกับเสียงถอนหายใจเป็นระยะ ฉันเลือกนั่งโต๊ะมุมเดิมที่พวกเราชอบนั่งด้วยกัน โต๊ะที่มีรอยขีดเขียนเล็ก ๆ จากใครไม ่รู้แต่สําหรับฉันมันเป็นเหมือนที่ประจําของพวกเราไปแล้ว ตอนนี้ฉันกับเพื่อนคนอื่น ๆ มาแล้วแต่เวลาผ่านไปนานแล้วฉันเห็นดินไม่มาสักทีก็เลยส่งข้อความไปหาว่า“วันนี้จะมาติวมั้ย”
สงครามกับความรัก-๘๒-หลังจากส่งข้อความไปสักพัก พวกเรานั่งรอที่ห้องสมุดอย่างเงียบ ๆในห้องสมุดเต็มไปด้วยความเงียบ แต่ในใจฉันกลับว้าวุ่นเพราะเป็นห่วงดินไม่นานเสียงข้อความก็ดังขึ้น“ขอโทษนะดาว วันนี้เราไปไม่ได้”ฉันอ่านข้อความนั้นซํ้าหลายครั้งก่อนจะพิมพ์ถามกลับไปว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่มีการตอบกลับมาอีกดินเป็นคนขยัน มาเรียนทุกวัน ไม่เคยขาด ไม่ว่าจะป่วยหรือเหนื่อยแค่ไหนเขาก็พยายามมาเสมอเพราะการเรียนสําคัญกับเขามากเขาใฝ่ฝันอยากเป็นทนายความมาตั้งแต่เด็กการเรียนคือสิ่งเดียวที่เขาพอจะควบคุมชีวิตตัวเองได้ฉันจึงรู้ทันทีว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติวันต่อมาดินมาติวตามที่พวกเรานัดไว้สีหน้าของเขาไม่เหมือนเดิมแววตาดูเศร้า ร่างกายดูอ่อนเพลีย เหมือนคนพักผ่อนน้อย ทั้งฉันและเพื่อนก็สังเกตเห็นเหมือนกัน ฉันเริ่มเห็นรอยคลํ้าใต้ตา เสื้อผ้าที ่ดูยับ ๆ และอาการที่เหมือนคนง่วงตลอดเวลา บางวันเขาก็หลับคาหนังสือ บางวันอ่านผิดทั้งที่ปกติไม่เคยพลาดเพื่อนคนหนึ่งกระซิบกับฉันว่าดินไปรับงานกะดึกที่ร้านสะดวกซื้อฉันนึกภาพเขายืนหลังเคาน์เตอร์ในตอนกลางคืน ในขณะที่คนอื่นกําลังนอนหลับ แล้วต้องมานั่งเรียนต่อในตอนเช้า หัวใจฉันหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูกแต่เขากลับทําตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลังติวเสร็จฉันตัดสินใจเดินเข้าไปถาม “เมื่อวานทําไมถึงไม่มาติวล่ะ”
สงครามของสองเรา-๘๓-เขาตอบมาว่า “พอดีฉันเครียดเรื่องเงินและมีปัญหากับที่บ้านอ่ะ”ฉันเลยพูดปลอบใจเขาว่า“ไม่เป็นไรนะ ทุกปัญหามีทางออกเสมอ”ดินได้ยินคํานั้นจากดาวก็มีกําลังใจแล้วยิ้มออกมาเล็กน้อยแต่แววตาของเขาดูเศร้าแต่สวนทางกลับใบหน้าที่ดูยิ้มแย้มเวลาผ่านไปจนเกือบคํ่าเพื่อนสองคนนั้นจึงขอตัวกลับก่อน ฉันกับดินก็เลยนั่งคุยกันต่อ ระหว่างคุยกันฉันรู้สึกว่าความเป็นห่วงที่มีให้เขามันมากกว่าที่ควรจะเป็น มากจนฉันเริ่มไม่แน่ใจว่าในใจฉันคิดอะไรกันแน่เพราะอยากให้กําลังใจในฐานะเพื่อนหรือเพราะหัวใจของฉันคิดเกินเลยมากกว่าเพื่อนไปแล้วจากนั้นไม่นานฉันกับดินก็แยกย้ายกัน ฉันก็กลับห้อง ในตอนกลางคืนฉันก็นึกถึงเขาไม่ว่าจะทําอะไรฉันก็คิดถึงและเป็นห่วงเขาตลอดหลังจากวันนั้น ดินเริ่มเปลี่ยนไป เขาดูซึม ๆ แล้วก็เศร้า บางวันก็ดูง่วงจนอ่านหนังสือไม่ไหว จนฉันรู้ว่าจากเพื่อนว่าเขาไปทํางานพาร์ทไทม์กะดึกในร้านสะดวกซื้อ กลางวันเขาต้องต่อสู้กับการเรียน กลางคืนต้องต่อสู้กับชีวิต และระหว่างนั้นเขายังต้องแบกรับปัญหาของครอบครัวเอาไว้คนเดียวสงครามของดินไม่ใช่สงครามที่มีเสียงปืน แต่เป็นสงครามที่ต้องต่อสู้กับความยากลําบากกับการเรียนและฉันเองก็อยู่ในสงครามของตัวเองสงครามระหว่าง “ความเป็นเพื่อน” กับ “ความรู้สึกที่มากกว่าเพื่อน”
สงครามกับความรัก-๘๔-ฉันเริ่มช่วยเขามากขึ้น ส่งสรุปให้ติวให้อ่านหนังสือเป็นเพื่อน แม้บางครั้งเขาจะเผลอหลับคาหนังสือ ฉันก็ไม่เคยโกรธ มีเพียงความเป็นห่วงที่เพิ่มขึ้นทุกวันฉันไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่รอยยิ้มของเขากลายเป็นสิ่งสําคัญกับฉันมากขนาดนี้ทุกครั้งที่ฉันเห็นเขานั่งอ่านหนังสือด้วยสายตาที่ดูมุ่งมั่น แต่ฉันกลับเห็นความเหนื่อยล้าของเขา เห็นมือที่สั่นเล็กน้อยเวลาจับปากกาและเห็นรอยยิ้มที่พยายามซ่อนความเหนื่อยล้าเอาไว้ทุกครั้งที่ฉันถามว่าไหวไหมเขาจะตอบเพียงว่า “ไหว” ทั้งที่แววตาไม่เคยโกหกได้หลังจากติวกันทุกวัน ความรู้สึกบางอย่างก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้นในใจฉันไม ่ใช ่ความรักที่เป็นแค ่เพื่อนแต ่เป็นความรู้สึกที่เกินเลยมากกว่าเพื่อน ยิ่งนานวันเข้าความรู้สึกนั้นก็ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ฉันอยากให้เขาผ่านวันนี้ไปให้ได้ถึงแม้ฉันจะไม่สามารถช่วยเขาเอาชนะทุกปัญหา แต่ฉันอยากเป็นที่พักใจและอยู่ข้าง ๆ เขาในวันที่เขาต้องต่อสู้กับอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ เพียงลําพังคืนก่อนวันสอบดินพิมพ์ข้อความส่งมาหาฉันว่า“ดาวถ้าวันพรุ่งนี้ฉันไม่ได้ไปสอบเพราะมีงานพิเศษที่เร่งด่วนเข้ามาเธอจะผิดหวังไหม” ฉันอ่านข้อความนั้นอยู่นาน ก่อนจะตอบกลับไปว่า“ไม่ว่าเธอจะเลือกอะไร ฉันก็อยากให้เธอเชื่อมั่น ในตัวเองว่าไม่มีอะไรที่เราจะทําไม่ได้ถ้าเรามีความพยายาม ถึงแม้ว่าผลลัพธ์ที่ได้อาจจะ
สงครามของสองเรา-๘๕-ไม่เป็นไปตามที่เราหวังก็ตาม อย่างน้อยก็ทําให้เต็มที่ที่สุดตามความสามารถของเธอนะ”คืนนั้น ฉันแทบอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูซํ้าแล้วซํ้าเล่า ทั้งที่รู้ว่าไม่มีข้อความใหม่เข้ามาเช้าวันสอบ อากาศในมหาวิทยาลัยรามคําแหงดูเงียบกว่าทุกวันทั้งที่มีนักศึกษาเดินผ่านไปมาไม่ขาดสาย ทุกคนต่างถือเอกสารและตําราไว้เพื่อเตรียมมตัวสอบ บางคนยืนทบทวนโน้ตหน้าห้องสอบ บางคนนั่งหลับตาเงียบ ๆ เพื่อรอเข้าห้องสอบฉันเดินเข้าไปในห้องสอบ นั่งลงที ่โต๊ะวางปากกาไว้ข้างหน้ากระดาษคําตอบสีขาว เสียงเก้าอี้ถูกเลื่อน เสียงกระดาษถูกแจก ทุกอย่างดูเหมือนจะดําเนินไปตามปกติแต่ในใจฉันกลับเงียบงันอย่างประหลาดฉันยังไม่รู้เลยว่าวันนี้ดินเลือกสนามรบแบบไหน เช่นเดียวกับที่ฉันยังไม่รู้ว่าหลังจากวันนี้สงครามในใจของฉันเองจะยังต้องต่อสู้อีกนานแค่ไหนฉันนั่งอยู ่หน้าห้องสอบ ทุกคนดูเคร ่งเครียดกับการสอบรวมถึงฉันด้วย ฉันไม่รู้ว่าดินจะมาสอบหรือจะไป ทํางานพิเศษเพราะมีปัญหาเรื่องเงินและต้องใช้เงินโดยเร่งด่วน เวลาผ่านไปทีละนาทีฉันได้ยินเสียงฝีเท้าของ ผู้คนเดินขึ้นบันไดเพื่อขึ้นไปห้องสอบ แต่ฉันไม่กล้าหันไปมองบางทีสงครามที่แท้จริง อาจไม่ใช่การแพ้หรือชนะ แต ่คือการตัดสินใจในวันที่ความฝัน ความรัก และความ จริงไม่อาจเดินไปพร้อมกันได้และไม่สามารถรักษาทุกอย่างพร้อมกันได้
สงครามกับความรัก-๘๖-ฉันไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะฉันเองก็อยู่กลางสงครามของตัวเองเหมือนกัน แต่ฉันรู้เพียงอย่างเดียวว่าในวันที่โลกโหดร้ายเกินไป การมีใครสักคนที่เข้าใจอาจเป็นชัยชนะเพียงอย่างเดียวที่มนุษย์ต้องการ แม้ว ่าชัยชนะนั้นอาจไม่ได้หมายถึงการได้ทุกอย ่างอย ่างที ่หวังไว้แต่เป็นเพียงการได้รู้ว่าอย่างน้อยในช่วงเวลาที่ยากที่สุดของชีวิต เราไม่ได้ยืนอยู่เพียงลําพังบนสนามรบของตัวเองและถึงแม้ฉันจะยังไม่รู้เลยว่าหลังจากวันนี้ดินจะเดินไปบนเส้นทางไหนหรือเราจะยังได้เดินเคียงข้างกันต่อไปอีกไหมแต่ในเช้าวันนั้นฉันก็ได้เรียนรู้แล้วว่าบางครั้งความรักอาจไม ่ใช ่การรั้งใครไว้ให้อยู่ข้างเรา หากแต่เป็นการยอมปล่อยให้เขาไปต่อสู้ในสนามรบที่เขาเลือกเอง พร้อมกับหวังเงียบ ๆ ว่า ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน เขาจะยังเข้มแข็งพอที่จะผ่านวัน เหล่านั้นไปได้เช่นเดียวกับฉัน
สงครามของสองเรา-๘๗-
สงครามกับความรัก-๘๘-เป็นจูบที่เย็นชืดแต่ร้อนแรงกว่าเปลวไฟรอบข้าง-----------------------ปพิชญา สนั่นเมือง๖๗๐๓๐๒๘๘๗๕