-๘๙-หนาที่และชีวิต แสงอาทิตย์แรกของวัน เวลาเจ็ดโมงเช้าฉายลงบนลานพ่อขุนฯมหาวิทยาลัยรามคําแหง บรรยายกาศเงียบสงัดจนน่าใจหาย แสงอ่อนยามรุ ่งอรุณทอดเงาของคนสองคนยาวลงไปบนพื้นคอนกรีตที ่ยังชื้นด้วยนํ้าค้าง“ขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมยุติการการรวมตัวภายในเวลาบ่ายโมงวันนี้หากพ้นกําหนดนี้กองกําลังรักษาความมั่นคงได้รับคําสั่งเด็ดขาดให้กวาดล้างและกําจัดกลุ่มผู้ต่อต้านทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้นเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของรัฐบาลอย่างเต็มรูปแบบ”เสียงวิทยุจากป้อมยามใกล้ๆ กําลังแผดเสียงประกาศสําคัญจากรัฐบาลชุดใหม่ด้วยสําเนียงกร้าวกระด้างบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทภูมิในชุดทหารเต็มยศรู้สึกถึงนํ้าหนักของยศถาบรรดาศักดิ์ที่กดทับลงบนบ่าจนหนักอึ้งเขาคว้าต้นแขนของนํ้าไว้แน่นแรงบีบนั้นสั่นเทา
สงครามกับความรัก-๙๐-ด้วยความกลัวที่เขามิอาจปกปิดภายใต้ใบหน้าที่ต้องตีขรึมตามระเบียบวินัยหัวใจของเขากําลังกรีดร้องด้วยความขัดแย้งเขามองใบหน้าหญิงสาวที่เขารักที ่สุดพลันจินตนาการถึงภาพที ่เขาต้องเล็งปลายกระบอกปืนเข้าใส่ร่างบางนี้ความคิดนั้นทําให้ลําคอของเขาแห้งผาดราวกับถูกแผดเผา“นํ้าได้ยินเสียงประกาศนั่นไหม ? ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้ขู่นะหน่วยของภูมิได้รับคําสั่งให้เตรียมกระสุนจริง ภูมิไม่อยากให้คนในกล้องเล็งของภูมิกลายเป็นนํ้าไปนะ”สําหรับนํ้าไออุ่นจากมือภูมิในนาทีนี้ช่างเย็นเยียบราวกับโลหะของกระบอกปืน เธอไม ่ได้ร้องไห้เพราะขลาดกลัวต ่อความตายแต ่เธอกําลัง‘ไว้ทุกข์’ ให้กับความรักที่ไม่อาจไปต่อได้บนเส้นทางที่ขนานกันระหว่างคนที่จะยอมตายเพื่อความถูกต้องกับคนที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อทําตามคําสั่งฆ่า“แล้วภูมิจะให้นํ้าทํายังไง ? ให้เดินหนีไปหลบหลังกําแพงที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเพื่อขังเราไว้กับความปลอดภัยจอมปลอมอย่างนั้นเหรอ?ภูมิก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อของนํ้า”นํ้าจ้องมองเขาผ่านม่านนํ้าตาที่ร้อนผ่าว ในหัวใจของเธอไม ่มีที่ว่างให้ความกลัวมีเพียงความร้าวรานที่เห็นชายคนรักค่อย ๆ กลายเป็น‘ฟันเฟือง’ ของอํานาจที่เธอชิงชังภูมิยืนชะงักไปชั่วครู่คําพูดของเธอเหมือนคมดาบที่กรีดลึกเข้าไปในมโนธรรมที่เขาพยายามกดทับไว้นํ้าจ้องเข้าไปในดวงตาของภูมิที่สั่นไหว
หน้าที่และชีวิต-๙๑-“ภูมิปกป้องระบอบที่สั่งให้พ่อของนํ้าหายสาบสูญไปเพียงเพราะท่านพูดความจริง ! ภูมิกําลังรับใช้รัฐบาลที ่คิดว ่าการเอาปืนจ ่อหัวคนที่คิดต่างคือความสงบเรียบร้อยงั้นเหรอ ? สําหรับพวกเขา เราไม่ใช่คนหรอกภูมิเราเป็นแค่เนื้อร้ายที่ต้องตัดทิ้งเพื่อให้โครงสร้างเน่า ๆ นี้ให้มันอยู่รอดต่อไปได้!”“แต่นํ้า มันคือหน้าที่ ทหารขัดคําสั่งไม่ได้” ภูมิพยายามแย้งด้วยเสียงที่แห้งผาด“หน้าที่ของภูมิคือการเป็นเพชฌฆาตให้คนที่พรากพ่อไปจากนํ้างั้นเหรอ ? ถ้ารัฐบาลที่ภูมิภูมิใจนักหนามันดีจริง... ทําไมเขาต้องกลัวเสียงตะโกนของนักศึกษาที่ไม่มีอาวุธ ? ทําไมต้องใช้รถหุ้มเกราะกับคนที่ถือแค่กระดาษลัง ? ภูมิกําลังปกป้อง ‘ระบอบ’ ที่ฆ่าพ่อของนํ้าอยู่นะ ! นํ้าอยากเป็นส่วนหนึ่งในการล้มล้างพวกนั้น”“ภูมิไม่ได้ปกป้อง แต่ภูมิกําลังทําหน้าที่ของภูมิหนีไปซะนํ้า ! ภูมิไม่อยากเป็นคนที่ต้องทําลายความฝันของนํ้าด้วยมือของภูมิเอง ภูมิทําได้เท่านี้จริง ๆ” นํ้าแกะมือของเขาออกอย่างไร้เยื่อใย“ถ้าบ่ายวันนี้ภูมิเห็นนํ้าอยู่ในม็อบ ภูมิไม่ต้องลังเลทําหน้าที่ทหารของภูมิไปเพราะนํ้าก็จะทําหน้าที่ประชาชนของนํ้าเหมือนกัน”นํ้าหันหลังเดินจากไปโดยไม่เหลียวหลัง ทิ้งให้ภูมิยืนโดดเดี่ยวท ่ามกลางแสงแดดที่เริ่มแผดเผา เสียงลําโพงจากมหาวิทยาลัยแผดจ้าขึ้นอีกครั้ง แว่วฟังดูเหมือนเสียงนับถอยหลังสู่โศกนาฏกรรม ภูมิรู้ดีว่าโลกที่เขา
สงครามกับความรัก-๙๒-เคยรู้จักกําลังพังทลาย และเดิมพันครั้งนี้มีชีวิตของฝ ่ายใดฝ ่ายหนึ ่งเป็นค่าตอบแทนเวลาต่อมา…ภูมิยืนนิ่งอยู่หลังแนวโล่ปราบจลาจล เหงื่อเย็น ๆ ซึมผ่านฝ่ามือที่กุมกระบองไว้แน่น ภายใต้หน้ากากกันแก๊สที่ปิดบังใบหน้า เขากําลังต่อสู้กับพายุอารมณ์ที่ปั่นป่วนปมปัญหาระหว่าง ‘หน้าที่’ และ ‘มโนธรรม’ กําลังกัดกินใจเขาอย่างรุนแรง ทุกครั้งที่มองไปยังกลุ่มนักศึกษา เขาไม่ได้เห็นศัตรูแต่เห็นเพื่อนเห็นพี่น้องและเห็นนํ้า ที่เป็นดั่งดวงใจเป็นแกนนํายืนหราอยู่ตรงนั้น“หน่วยปฏิบัติการเตรียมพร้อม หากถึงสิบสามนาฬิกาแล้วยังไม่สลายตัว ให้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด”เสียงวิทยุแผดคําสั่ง ‘เด็ดขาด’ บาดลึกเข้าไปในใจ ภูมิเริ่มตระหนักว่าระบอบที่เขาสังกัดมองประชาชนเป็นเพียงตัวเลขหรืออุปสรรคที่ต้องกําจัด เครื่องแบบที่เคยเป็นเกียรติยศจึงกลับกลายเป็นโซ่ตรวนที่ล่ามเขาไว้ให้ทําลายชีวิตผู้อื่นท่ามกลางลานพ่อขุนฯ ที่ร้อนระอุจนแทบลุกเป็นไฟ ภูมิเห็นนํ้ายืนหยัดอยู่แถวหน้าสุด แววตาที่เจ็บปวดของเธอคือทัณฑ์ทรมานที่ตามหลอกหลอนเขาไม่เลิก เขากําลังยืนอยู่บนเส้นขนานระหว่าง ‘วินัยที่ไร้จิตวิญญาณ’ กับ ‘ความรักที่ไม่อาจเอื้อม’
หน้าที่และชีวิต-๙๓-“นี่คือคําเตือนครั้งสุดท้าย ! ขณะนี้เวลาเที่ยงตรง เราให้เวลาพวกคุณอีกหนึ่งชั่วโมงเพื่อแยกย้ายและสลายตัวกลับไปสู่เคหสถาน หากพ้นกําหนดเวลาสิบสามนาฬิกาตรง กองกําลังจะเข้าบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดและจะถือว่าผู้ที่ยังคงอยู่ในพื้นที่เป็นกบฏต่อความมั่นคงของรัฐ !”เสียงประกาศจากรถหุ้มเกราะแผดสนั่น ภูมิเห็นเห็นเพื่อนทหารข้าง ๆ กระชับกระบองแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด แววตาของพวกเขาว่างเปล่าราวกับถูกถอดจิตวิญญาณให้กลายเป็นเครื่องจักรสังหาร เสียงรองเท้าคอมแบตกระทบพื้นดัง ‘ปึก’ พร้อมกันเป็นจังหวะ มันไม ่ใช ่แค ่เสียงเดินแต ่มันคือเสียงของอํานาจที ่เตรียมจะบดขยี้ความหวังของนักศึกษาที ่ถือเพียงกระดาษลังเขาก็จะกลายเป็นคนที่ซํ้าเติมบาดแผลเดิมของเธอให้พังทลายลงด้วยนํ้ามือของคนรักเอง ‘หน้าที่คืออะไร ?’ ภูมิถามตัวเองในใจอย่างบ้าคลั่งผ่านกระจกหน้ากากที่เริ่มมีไอนํ้าเกาะจากลมหายใจที่หอบถี่ ‘คือการรักษาความสงบด้วยการดับลมหายใจคนหรือคือการเป็นเครื่องจักรที่รอคําสั่งให้บดขยี้ผู้หญิงที่ผมรักที่สุดให้จมดิน ? ทุกวินาทีที่ผมยืนอยู่หลังโล่ใบนี้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นฆาตกรที่ถูกกฎหมายเลียปากรอเวลาสังหาร’ ภายใต้หน้ากากกันแก๊ส
สงครามกับความรัก-๙๔-ภูมิไม่ได้สู้กับผู้ชุมนุม แต่กําลังสู้กับ ‘เกียรติยศจอมปลอม’ ที่ถูกปลูกฝังมาตลอดชีวิต ทหารอย่างเขาเพิ่งตระหนักว่าตนเองเป็นเพียงฟันเฟืองในโครงสร้างที่เน่าเฟะ และเป็นมือสังหารที่พรากพ่อของนํ้าไปความจริงแหลมคมกว่าคมดาบ เมื่อปืนในมือที่ควรใช้ปกป้องกลับกลายเป็นเครื่องมือกดขี่คนที่เขารักที่สุด ภูมิยืนนิ่งเป็นหุ่นปั้นด้วยโซ่ตรวนของ ‘วินัย’ แม้ในใจจะกรีดร้องอยากโยนทุกอย่างทิ้งเพื่อไปกระชากตัวนํ้าออกมาเขามองภาพนํ้าที่ชูแผ่นป้ายด้วยมือสั่นเทา แต่ดวงตาของเธอกลับเด็ดเดี่ยวเสียจนเขายิ่งเจ็บปวด ความขัดแย้งระหว่างหน้าที่และหัวใจกําลังเชือดเฉือนเขาให้ตายทั้งเป็นเขารู้ดีว ่านํ้าจะไม ่มีวันถอย และนั ่นหมายความว ่าเขานี ่เองที่จะต้องเป็นคนลงมือทําร้ายเธอตามหน้าที่ที่ได้รับมา ความคิดนี้ทําให้เขารู้สึกขยะแขยงตัวเองจนอยากจะอาเจียนออกมาภายใต้หน้ากากนั้นความห่วงใยในสวัสดิภาพของนํ้ากลายเป็นแรงผลักดันสุดท้ายที่ทําให้กําแพงแห่ง ‘หน้าที่’ ในใจของเขาพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง ท่ามกลางไอร้อนเที่ยงวัน นํ้ายืนประจันหน้าอยู่แถวหน้าสุด มือทั้งสองชูป้ายกระดาษลังที่เขียนว่า“เราต้องการอนาคต ไม่ใช่ความตาย” ขึ้นสุดแขน แววตาที่คลอด้วยนํ้าตาไม ่ได้ฉายแววความอ ่อนแอ แต ่มันคือไฟแห ่งความเด็ดเดี ่ยวที่ลุกโชนท่ามกลางแนวโล่ปราบจลาจลอันมืดทะมึน
หน้าที่และชีวิต-๙๕-เธอกวาดสายตามองเพื่อนนักศึกษาที่ยืนคล้องแขนกันเป็นกําแพงมนุษย์บางคนตัวสั่นเทาแต่ไม่มีใครยอมถอย เสียงหัวใจที่เต้นระรัวของเธอประท้วงต่อความกลัวที่เกาะกินใจเธอมองเห็นป้ายผ้าผืนใหญ่ที่นักศึกษาช่วยกันชูขึ้นสุดหัว ‘หยุดคุกคามประชาชน’ ‘เราคือเสียงของประชาชน’ ‘ไม่มีประชาธิปไตยไม่มีฉัน’ คําเหล่านั้นเหมือนถูกสลักลงไปในจิตวิญญาณของนํ้า เธอไม ่ใช่นักรบ แต่เธอคือผู้ที่แบกรับความหวังของคนทั้งประเทศไว้บนบ่าที่สั่นเทา‘พ่อคะ นํ้าจะสู้เพื่อทวงความยุติธรรมให้พ่อนะคะ’ ความเจ็บปวดจากการสูญเสียพ่อในอดีต กลั่นเป็นหยดพลังที่ทําให้เธอยืนหยัดเมื่อเวลาผ่านไปเข็มนาทีบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือของภูมิกระดิกเข้าหาเลขหนึ่งอย่างเลือดเย็น อากาศรอบลานพ่อขุนฯ ร้อนระอุจนบิดเบี้ยวด้วยไอแดดและความกดดันที่พุ่งทะลุขีดจํากัด ภูมิรู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวโหมกระหนํ่าอยู่ใต้เสื้อเกราะที่หนักอึ้ง“เริ่มมาตรการกวาดล้าง !” สิ้นเสียงสั่งการ ลูกปืนแก๊สนํ้าตาพุ่งแหวกอากาศเป็นเส้นควันสีแดงวาบ“เริ่มมาตรการกวาดล้าง !” สิ้นเสียงสั่งการ ลูกปืนแก๊สนํ้าตาพุ่งแหวกอากาศเป็นเส้นควันสีแดงวาบเสียงระเบิดแก๊สนํ้าตาดังสนั่นหวั่นไหวติดต่อกันจนหูอื้ออึง ควันสีขาวหนาทึบพวยพุ่งขึ้นปกคลุมลานพ่อขุนฯ จนกลายเป็นสีขาวโพลนในพริบตา ทัศนวิสัยเบื้องหน้ามืดบอดเหลือเพียงเงาร ่างตะคุ ่มที ่วิ ่งวุ่น
สงครามกับความรัก-๙๖-กระจัดกระจาย ทหารในแนวรบต่างพากันก้มหน้าหลบกลุ่มควันและพยายามกระชับหน้ากากกันแก๊สของตนเอง ความชุลมุนวุ่นวายที่เกิดขึ้นทําให้อํานาจการสั่งการขาดช่วงชั่วขณะ ไม ่มีใครสังเกตเห็นว ่าภูมิได้หลุดออกจากแถวปฏิบัติการ พุ่งตัวฝ่าม่านควันที่หนาทึบที่สุดเข้าไปหาเงาร่างหนึ่งที่เขารู้ดีว่าเป็นใครเสียงกระบองกระทบกระดูกสลับเสียงกรีดร้องดังระงม ภูมิพุ่งตัวเข้าประคองนํ้าไว้ในอ้อมแขนอย่างไม่คิดชีวิต แม้เครื่องแบบที่เขาประดับอยู่จะเป็นดั่งสัญลักษณ์ของเพชฌฆาตในสายตาเธอ แต่สัมผัสจากมือที่สั่นเทาและแรงบีบไหล่ที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกผิดกลับดึงสติที่หลุดลอยของนํ้าให้คืนมา ภายใต้ชุดเกราะอันแข็งกระด้างและเย็นชา นํ้ากลับสัมผัสได้ถึงไออุ่นและเสียงหัวใจที่เต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง ในวินาทีนั้นกําแพงแห่งความโกรธแค้นพังทลายลง ทิ้งไว้เพียงความจริงที่ว่า เขาไม่ใช่ศัตรูแต่คือมนุษย์ที่กําลังแตกสลายคนหนึ่งไม่ต่างอะไรกับเธอเลย“รหัส ๕๐๔ ! กลับเข้าประจําแนวเดี๋ยวนี้! อย่าแตกแถว !” เสียงแผดลั่นจากวิทยุสื่อสารตรงบ่าภูมิระเบิดขึ้น พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนัก ๆของครูฝึกที่เดินตะคอกอยู่ด้านหลัง “เดินหน้า ! บดขยี้พวกมันให้หมด !”ภูมินํ้าตาคลอเบ้าภายใต้หน้ากากกันก๊าซที่เริ่มอึดอัดจนหายใจไม่ออก สายตาที่เต็มไปด้วยไฟแค้นของนํ้า คือกระจกสะท้อนความอัปยศในอาชีพของเขา ภูมิรู้ดีว่าเวลาของเขากําลังหมดลง เสียงโล่ที่กระแทกพื้นดัง‘ปึก’ คือวินาทีที ่โซ ่ตรวนแห ่งวินัยในใจภูมิขาดสะบั้น เขาไม ่สนว ่าพรุ ่งนี้
หน้าที่และชีวิต-๙๗-ตนเองจะเป็นกบฏหรือคนหนีทัพ เพราะวินาทีนี้เขาสั่งตัวเองให้เหลือเพียง‘ความเป็นคน’“บอกแล้วใช่ไหมว่าให้หนีไป !” ภูมิคํารามลอดผ่านหน้ากาก“ปล่อยนํ้า ! กลับไปหาพวกมันเถอะ อย ่ามาตายตรงนี้! ถ้าภูมิตาย แล้วนํ้าจะอยู่เพื่อใคร ! กลับไปเป็นฆาตกรที่นํ้าเกลียดให้สุดทางสิ!” นํ้าดิ้นรนทั้งนํ้าตา มือที่เปื้อนดินขยุ้มเสื้อเกราะเขาไว้แน่น แต่นํ้าสู้แรงชายชาติทหารไม่ได้“ภูมิ! มึงจะทําอะไร ! หยุดเดี๋ยวนี้!” เสียงตะโกนของทหารนายหนึ่งดังมาจากม่านควัน พร้อมกับปลายกระบอกปืนที่เล็งมาทางเขาภายใต้เงามืดของรถหุ้มเกราะและม่านควันที่บดบังสายตาจากผู้บังคับบัญชา ภูมิสบตาผ่านกระจกหน้ากากที่พร่ามัว ก่อนจะกระชากแผ่นยศและเครื่องหมายสังกัดทิ้งจนผ้าขาดวิ่น แคว้ก ! เสียงฉีกขาดนั้นดังก้องพอ ๆ กับความรู้สึกขยะแขยงในใจที่เห็นเกียรติยศแปดเปื้อนเลือดคนบริสุทธิ์เขาทิ้งเศษศักดิ์ศรีจอมปลอมลงสู่บ่อเลือดบนพื้นปูน เมื่อเขาเลือกที่จะเป็น ‘คน’ มากกว่าเป็น ‘ทหาร’ ของระบอบรัฐบาล หัวใจเขากลับเบาหวิวและโล่งใจเป็นครั้งแรก ‘พอกันทีกับเกียรติยศที่แลกมาด้วยชีวิตของคนบริสุทธิ์’“หน้าที่ของภูมิคือปกป้องนํ้า ไม่ใช่อํานาจมืดที่ฆ่าคน !” เขาครอบหน้ากากสํารองให้เธอ ล็อกสายรัดให้จนแน่น “นํ้าคือหัวใจของภูมิถ้าหัวใจยังเต้นอยู่ ภูมิก็ยังไม่ตาย วิ่งไปซะ !”
สงครามกับความรัก-๙๘-นํ้าสะอื้นจนตัวโยน เธอจูบลงบนกระจกหน้ากากตรงตําแหน่งปากเขา เป็นจูบที่เย็นชืดแต่ร้อนแรงกว่าเปลวไฟรอบข้าง “ภูมิต้องตามมานะ ! ถ้านํ้าหาภูมิไม่เจอ นํ้าจะตามหาภูมิไปทุกชาติ!”“วิ่งไป ! นํ้า” เขากุมมือเธอชั่วอึดใจก่อนผลักออกไปสุดแรง นํ้าวิ่งหนีไปทั้งใจที่พยับพัง หันกลับมามองเห็นภูมิยืนหยัดกางแขนออกกว้างดั่งกําแพงมนุษย์เพียงลําพัง แบกความผิดบาปไว้บนบ่าที่ไร้ยศ ประจันหน้ากับกองทัพที่รุกคืบเข้ามาเพื่อรักษาชีวิตคนรักไว้ตลอดกาล เขายิ้มแผ่วบางภายใต้หน้ากาก เมื่อเห็นแผ่นหลังของนํ้าหายลับไปในม่านควัน ก่อนที่เสียงฝีเท้าหนักอึ้งของเพื่อนร่วมรบจะกลบเสียงลมหายใจสุดท้ายของเขาไปจนสิ้นสามเดือนต่อมา…ลานคอนกรีตสะอาดสะอ้านราวกับไม่เคยเปื้อนเลือด นํ้ากลับมาตามหาเจ้าของอ้อมกอดที่ช่วยชีวิตเธอไว้เมื่อสามเดือนก่อน แต่สิ่งที่พบกลับเขย่าขวัญยิ่งกว่าความตาย เมื่อภาพถ่ายและเลขประจําตัวทหารที่เธอจําได้แม่นยํากลับไม่มีอยู่ในระบบ‘ไม ่มีคนชื่อนี้’ คือคําตอบเดียวที่ได้รับจากกองร้อยเดิม ราวกับตัวตนของภูมิถูกลบเลือนไปพร้อมกับเหตุการณ์วันนั้นท่ามกลางผู้คนที่เคลื่อนไหวราวกับหุ่นยนต์นํ้าเริ่มหนาวสั่นด้วยความสับสน สัมผัสอุ่นที่เคยช่วยดึงสติคือเรื่องจริง หรือเป็นเพียงมโนภาพที่
หน้าที่และชีวิต-๙๙-สร้างขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงใจที่แตกสลาย ? หากเขามีตัวตนจริง รัฐที่ทรงอํานาจคงลบเขาออกไปอย่างเบ็ดเสร็จเพื่อให้เกียรติยศของกองทัพยังคงขาวสะอาด หรือแท้จริงแล้ว เธอเองที่ตายไปตั้งแต่วินาทีที่เสียงปืนนัดแรกดังขึ้นนํ้าหยุดนิ่งหน้ากล้องวงจรปิดที่ส่ายไปมาดั่งดวงตาอสูรกายเธอกระตุกยิ้มให้แก่ความลับที่โลกทั้งใบร่วมกันปฏิเสธ ก่อนจะเลือนหายไปในฝูงชน ทิ้งไว้เพียงคําถามที่ไม่มีใครตอบได้ว่า ภูมิคือ ‘วีรบุรุษที่ถูกลบ’หรือเป็นเพียง ‘เศษเสี้ยวความดีงาม’ ที่ไม่มีที่ยืนในโลกแห่งความเป็นจริงกันแน่
สงครามกับความรัก-๑๐๐-ในระหว่างเรียนนั้นเขาไม่สนใจในความสัมพันธ์กับใครเลยและเขาคิดว่าความรักคือความทุกข์เขาจะมุ่งหน้าทำตามความฝันของเขาเท่านั้นและคิดว่าอาจจะไม่แต่งงาน-----------------------วันวิษา สทอนเมือง๖๘๐๓๐๐๘๑๘๑
-๑๐๑-ฝนที่ใฝกับใจที่รอ เช้าวันหนึ่งที่ท้องฟ้าโปร่งแสงอ่อน ณ คณะมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคําแหง เสียงนกเจื้อยแจ้วคลอไปกับเสียงฝึกของนักศึกษาวิชาทหารที่กําลังยืนเรียงแถวอย่างสง่างามหนึ่งในนั้นมีนักศึกษาวิชาทหารที่ชื่อว่าปฐพีชื ่อของเขามีความหมายว่าแผ่นดิน พ ่อกับแม ่ของเขาตั้งชื ่อนี้ให้เพื ่ออยากให้ระลึกว่าเราจะไม่ลืมบุญคุณแผ่นดินที่เราเกิดมา จึงเป็นเหตุผลที่ทําให้เขาใฝ่ฝันและอยากฝึกฝนตนเองให้เก ่งในด้านการทหารพร้อมกับฝึกฝนตนเองให้ได้มีความรู้ในด้านวิชาการอย่างเต็มเปี่ยมเขาเป็นนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เอกวิชาภาษาไทยเพราะเขานั้นรักในแผ่นดินไทยจึงเลือกเรียนวิชาภาษาไทยและเป็นนักศึกษาวิชาทหารควบคู่ไปด้วย
สงครามกับความรัก-๑๐๒-ตอนนี้เขาศึกษาอยู่ในชั้นปีที่สามแล้วเขาค่อนข้างมีความมุ่งมั่นที่อยากจะสมัครเป็นทหารหลังจากเรียนจบปริญญาตรีในระหว่างเรียนนั้นเขาไม่สนใจในความสัมพันธ์กับใครเลยและเขาคิดว่าความรักคือความทุกข์เขาจะมุ่งหน้าทําตามความฝันของเขาเท่านั้นและคิดว่าอาจจะไม่แต่งงานณ ใต้ตึกคณะมนุษยศาสตร์นักศึกษาชั้นปีที่สามทุกคนต้องมาประชุมกันเพื่อเลือกประธานชุมนุม เนื่องจากทางสาขาวิชาภาษาไทยมีโครงการให้นักศึกษาออกทําประโยชน์ต่อชุมชนในวันนั้นมีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งชื่อว่าธราดา เขาเป็นหญิงสาวที่มีบุคลิกสดใส ตั้งใจเรียน น่ารัก ตลก มีมุขขําขัน และเป็นคนมีจิตใจดีเขาถูกเลือกให้เป็นประธานชมรมในการทํากิจกรรมครั้งนี้ธราดา : “สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ ทุกคน เราขอบคุณมากที่เห็นแววในการเป็นหัวหน้าของเรา เราขอสัญญาว่าจะทําหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด”สโลแกนของเราคือ “อุดมการณ์อาจสั่น แต่เสียงหัวเราะต้องมั่นคง” นะคะทุกคนการพูดที่ตลกขบขันของเขาทําให้เพื่อนเพื่อนในสาขาทุกคนมีรอยยิ้ม และในส่วนของปฐพีก็มองธราดาว่าไม่มีสาระเลย หลังจากเสร็จกิจกรรมวันนั้นทุกคนก็กลับหอพักของตัวเอง ปฐพีและเพื่อนชายของเขาชื่อณดลก็กําลังเดินกลับหอพักของเขาในขณะนั้น ณดลถามขึ้นมาว่า
ฝันที่ใฝ่กับใจที่รอ-๑๐๓-ณดล : “นายว่าไหมธราดาตลกดีนะ ถ้ามีผู้หญิงแบบนี้ไว้ข้างกายสักคนชีวิตคงมีแต่รอยยิ้ม”ปฐพี: “ใช่หรือ” ปฐพีตอบด้วยท่าทีนิ่ง ๆณ ใต้ตึกคณะมนุษยศาสตร์ฯธราดาได้นัดเพื่อน ๆ ในสาขาทุกคนมาประชุมเกี่ยวกับโครงการเพื่อชุมชน เมื่อทุกคนมาถึงก็ได้มีการปรึกษาหารือกันและได้ชื่อโครงการคือปันนํ้าใจสู ่น้อง ณ โรงเรียนวัดเทศบาล ๑ หลังจากนั้นธราดาได้แบ ่งกลุ่มเพื่อน ๆ ออกเป็นสามกลุ่มกลุ่มที่ ๑ ให้ทํากิจกรรมสอนนักเรียนกลุ่มที่ ๒ ให้ทาสีห้องสมุดกลุ่มที่ ๓ ให้เป็นฝ่ายบริการส่วนปฐพีและธราดานั้นได้อยู่กลุ่มเดียวกัน ซึ่งทุกกลุ่มจะต้องทําหน้าที่ไปรับเงินบริจาคเพื่อจะได้ใช้เงินนั้นในการจัดทํากิจกรรม ทุกคนมีเวลา ๑ เดือนก่อนจะถึงวันทําโครงการธราดา : “ปฐพีๆ เธอร้องเพลงเป็นไหม ไปร้องเพลงเปิดหมวกกัน” เขาถามด้วยนํ้าเสียงที่สดใสและเป็นมิตรปฐพี: “ก็นิดหน่อยแต่ไม่ได้เพราะมาก” เขาตอบพร้อมทําเสียงแข็งธราดา : “เธอชอบร้องเพลงแนวไหน”ปฐพี: “ลูกทุ่ง เพราะเรามาจากต่างจังหวัด”
สงครามกับความรัก-๑๐๔-ธราดา : “อ้าว เหมือนกันเลยเราเป็นคนอุดรธานีแล้วเธอล่ะ” ธราดาถามพร้อมนํ้าเสียงที่ตื่นเต้นปฐพี: “เราเป็นคนอุบลราชธานี” ปฐพีตอบด้วยความรู้สึกไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนภาคเดียวกันธราดา : “ดีเลยเรามาจากอีสานเหมือนกันเราดีใจนะที่มีเพื่อนมาจากภาคเดียวกันด้วย งั้นเอาแบบนี้มั้ย เรามาซ้อมร้องเพลงลูกทุ่งเพื่อไปเปิดหมวกด้วยกัน เย็นนี้ว่างไหม”ปฐพี: “อ๋อ เอางั้นก็ได้” ปฐพีตอบด้วยความรู้สึกที่ยังงง ๆธราดา : “งั้นเจอกัน ใต้ตึกคณะมนุษยศาสตร์ฯตอน ๕ โมงเย็นนะ” ธราดาพูดด้วยความสดใสปฐพี: “โอเคครับ”ณ เวลา ๑๗:๐๐ น.ที่ใต้ตึกคณะมนุษย์มีเสียงนกเจื้อยแจ้วกําลังบินกลับรัง มีผู้คนมากมายกําลังนั่งกินอาหารเย็น บางคนก็อ่านหนังสือ บางคนก็มาชุมนุมกันเพื่อเตรียมกิจกรรม ส่วนเพื่อน ๆ กลุ ่มของธราดานั้นก็มาเจอกันเพื่อเลือกเพลงในการเปิดหมวกรับบริจาคธราดากับปฐพีก็ร่วมกันซ้อมร้องเพลงนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาปฐพีก็ได้รู้จักกับธราดามากขึ้นผ่านกิจกรรมเปิดหมวกรับบริจาค เขาเริ่มเห็นความน่ารักและทัศนคติที่ดีของธราดา เขาทั้งสองได้มีโอกาสพูดคุยของ
ฝันที่ใฝ่กับใจที่รอ-๑๐๕-เรื่องราวชีวิตตัวเองมากขึ้น จนวันหนึ่งหลังจากที่ไปเปิดหมวกรับบริจาคที่ตลาดใกล้มหาวิทยาลัยเสร็จ พวกเขากําลังเดินกลับหอพักธราดาถามเพื่อน ๆทุกคนในกลุ่มด้วยความสนุกสนานว่าธราดา : “พวกเธอเคยมีความรักวัยเด็กไหม”เพื่อนทุกคนตอบคําถามด้วยความสนุกสนาน บ้างก็เศร้าธราดา : “ปฐพีนายยังไม่ตอบพวกเราเลย”ปฐพี: “เราไม่อยากมีความรักเพราะเราไม่คิดว่าความรักมันมีอยู่จริงและเรามีความตั้งใจที่อยากจะเป็นทหารในอนาคต เราอยากจะมุ่งมั่นตั้งใจทําตามความฝันของเรา แล้วไม่อยากให้มีใครมาเป็นอุปสรรค” เขาตอบด้วยนํ้าเสียงที่ไม่มีอารมณ์สนุกร่วมกับเพื่อน ๆธราดา : “มันก็ไม่ได้จริงเสมอไปนะปฐพีนายอาจจะยังไม่ได้เจอความรักที่แท้จริงหรือเปล่า ความรักที่แท้จริงเป็นความรักที่คนสองคนเข้ามาเพื่อเติมเต็มซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือ และผลักดันให้คนที่เรารักได้ทําในสิ่งที่รักได้อย่างสมบูรณ์ขึ้นนะ”คืนนั้น เขานั่งมองเพดานห้องพักอย่างครุ่นคิด หัวใจที่เคยมั่นคงกลับสั่นไหวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน คําพูดของธราดาทําให้เขารู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้มีอะไรที่พิเศษมาก
สงครามกับความรัก-๑๐๖-ณ หน้าคณะมนุษย์ศาสตร์ฯนักศึกษาทุกคนต่างช่วยกันยกอุปกรณ์ขึ้นรถบัสเพื่อจะเดินทางไปทํากิจกรรม “ปันนํ้าใจสู่น้อง” อย่างพร้อมเพรียง รถบัสเคลื่อนตัวออกจากมหาวิทยาลัยในเวลาเจ็ดโมงเช้า เสียงหัวเราะและบทเพลงสร้างบรรยากาศสดใส ใช้เวลาเดินทางเพียง ๔๕ นาทีเท่านั้น เมื่อรถบัสถึงหน้าโรงเรียน นักเรียนที่โรงเรียนก็ต่างพากันมายืนต้อนรับนักศึกษาก็เข้าประจํากลุ่มตามหน้าที่ของตัวเอง ปฐพีและธราดาได้อยู่ในกลุ่มด้วยกัน กิจกรรมเข้ากลุ่ม พวกเขาได้ทําการแลกเปลี่ยนความคิดกับนักเรียนในหัวข้อ ครอบครัว มีนักเรียนชายคนหนึ่งถามว่าเด็กชาย : “ผมไม่เข้าใจคําว่าครอบครัว ไม่รู้ว่าครอบครัวที่ดีนั้นเป็นยังไง”เขาพูดด้วยนํ้าเสียงที่สงสัยและมีคําถามมากมายในหัวของเขาธราดา : “ทําไมล่ะครับ” เขาถามด้วยนํ้าเสียงที่อ่อนโยนและเห็นใจนักเรียนเด็กชาย : “เพราะพ่อแม่ของผมเป็นใครผมก็ยังไม่รู้ผมเติบโตมากับคุณตาและคุณยายไม่เคยเจอพ่อกับแม่เลย ผมเลยไม่รู้ว่าครอบครัวที่ดีเป็นยังไง ผมมีแค่ตากับยาย” เด็กชายตอบด้วยความเศร้าที่ลึกข้างในใจธราดา : “หนูไม่ได้โกรธพ่อกับแม่หนูใช่ไหมคะ” เขาถามด้วยความห่วงใยเด็กชาย : “ไม่รู้เหมือนกันครับ”
ฝันที่ใฝ่กับใจที่รอ-๑๐๗-ธราดา : “พี่เชื่อว่าทุกคนอยากเป็นพ่อแม่ที่ดีแต่บางสิ่งบางอย่างมันก็ยากเกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้แต่พี่อยากให้หนูเชื่อมั่นนะว่าเราทุกคนสามารถเป็นพ่อแม่ที่ดีได้และเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ได้ด้วยเช่นกัน หนูคิดว่าวันนึงหนูโตขึ้น หนูอยากเป็นพ่อที่ดีไหม” เขาถามด้วยนํ้าเสียงที่เอ็นดูเด็กชาย : “อยากครับ ผมไม่อยากให้ลูกผมเจอชีวิตแบบผม”ธราดา : “เยี่ยมมากเลยค่ะ เราทุกคนสามารถทําสิ่งที่ดีเพื่อใครสักคนได้เสมอนะ”ปฐพีรู้สึกเหมือนมีบางอย่างอ่อนละมุนไหลผ่านหัวใจ เขามองธราดาแล้วเข้าใจทันทีว่า ความเข้มแข็งไม่ได้มีเพียงในสนามฝึก แต่ยังมีอยู่ในคําพูดที่ปลอบประโลมผู้อื่นอย่างอ่อนโยน เขาจึงเริ่มรู้สึกมีความรักเมื่อเสร็จกิจกรรมทุกคนเดินทางกลับมหาวิทยาลัยอย่างปลอดภัยณ ห้องสมุดมหาวิทยาลัยรามคําแหงมีผู้คนมากมายกําลังอ่านหนังสือ ปฐพีก็ไปหาหนังสือเกี ่ยวกับประวัติศาสตร์ในขณะที่เขากําลังหาหนังสืออยู่นั้นเขาเหลือบไปเห็นธราดากําลังหาหนังสือประเภทเดียวกันอยู่ หัวใจเขาเต้นแรงธราดา : “ชอบเรื่องประวัติศาสตร์เหมือนกันหรือปฐพี”ปฐพี: “อ๋อ ใช่”
สงครามกับความรัก-๑๐๘-แต่ในใจของปฐพีนั้นกําลังคิดว่า ชอบทั้งประวัติศาสตร์และชอบทั้งเธอด้วย เขาคิดและอมยิ้มไปด้วย และหลังจากวันนั้น เขาทั้งสองคนได้แลกเบอร์โทรศัพท์และพูดคุยกันบ่อยขึ้นวันที่ข่าวร้ายก็มาถึงมีเสียงข ่าวมากมายดังมาจากหอกระจายเสียงในมหาวิทยาลัยในวิทยุ ในหน้าจอทีวีในจอโทรศัพท์กําลังรายงานข่าวเกี่ยวกับสงครามระหว่างชายแดน มีทหารล้มตายเป็นจํานวนมากเพื่อปกป้องบ้านเมืองกองพลทหารนั้นไม่เพียงพอทําให้ทางการทหารได้ส่งจดหมายเรียกตัวไปยังนักศึกษาวิชาทหารโดยเริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยรามคําแหง แน ่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือปฐพีเขารู้สึกดีใจเมื่อเขาได้หมายเรียกเพราะเป็นความใฝ่ฝันของเขาที่อยากเป็นทหารอยู่แล้วและอยากปกป้องบ้านเมือง เขาดีใจประมาณ ๑ นาทีว ่าฝันของเขามาถึงแล้วแต ่ทันใดนั้นเขานึกขึ้นได้ว่าเขาอาจจะไม่ได้เจอกับธราดาสักพักนึง หรือ อาจจะไม่ได้เจอกันอีกเลยเช้าวันเสาร์ที่มืดครึ้มก็มาถึง มีนักศึกษาที่วิชาทหารจํานวนมากที่มาขึ้นรถบัสที่หน้ามหาวิทยาลัยเพื่อที่จะไปทําหน้าที่ปกป้องบ้านเมืองเมื่อธราดาทราบข่าวก็ได้มาส่งปฐพีพร้อมกับเขียนจดหมายเล็ก ๆ ให้ปฐพีในขณะที่ปฐพีกําลังก้าวขาขึ้นรถบัสนั้น ในใจของเขาทั้งดีใจแต่ก็มีความเศร้าปนอยู่เพราะนึกถึงธราดา คนที่เขาเริ่มรักแต่ยังไม่มีโอกาสได้บอกธราดา : “สู้ๆ นะ ดูแลตัวเองดีๆ นายทําได้เราเชื่อ แล้วเจอกัน”
ฝันที่ใฝ่กับใจที่รอ-๑๐๙-เมื่อปฐพีอยู่บนรถบัสเขาได้เปิดจดหมายเล็ก ๆ ของธราดา ในข้อความนั้นเขียนว่าข้อความในจดหมาย“ถึงปฐพีผู้กล้าหาญเราเชื่อว่าเราจะได้พบกันอีกและเราจะรอนายที่นี่ เราจะภาวนาช่วยนายนะ มีบางอย่างที่เรายังไม่บอกนาย แล้วเราจะบอกวันที่นายกลับมานะ”จริง ๆ แล้ว ธราดาก็มีใจให้ปฐพีเช่นกัน ปฐพีรู้สึกได้รับกําลังใจอย่างมากจากจดหมายฉบับนี้ทําให้เขานึกถึง เขารู้สึกว ่าได้เจอคนที ่รักแล้วแต่เหตุใดจึงโศกเศร้าเพราะเขาเองไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเจอเธออีกเมื่อใดณ สนามรบเต็มไปด้วยเสียงปืน ควันไฟ และความสูญเสีย ปฐพีเป็นกําลังเสริมช่วยเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ๆ และยังไม ่มีวี ่แววที ่สงครามนี้จะจบลง เขาภูมิใจในความเป็นลูกผู้ชายที่ได้ทําเพื่อบ้านเกิดเมืองนอนแต่เขาก็นั่งนับวันละคืนที่เขาจะได้มีโอกาสบอกรักผู้หญิงที่เขาได้มอบความรักให้ไปแล้ว หวังว่าฟ้าสวรรค์จะเข้าใจ
สงครามกับความรัก-๑๑๐-ภาคินหลับตาลงช้า ๆสงครามที่ไม่มีเสียงปืนเริ่มคำรามอยู่ในอกของเขา-----------------------สิทธิศักดิ์สทอนเมือง๖๘๐๓๐๐๘๘๓๕
-๑๑๑-สงครามที่ไมมีเสียงปน เวลาตีสามของต้นเดือนมกราคม ความหนาวเย็นแทรกตัวผ่านช่องหน้าต่างบานเก่า ลมพัดเอื่อย ๆ คล้ายเสียงกระซิบของฤดูหนาวในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่กําลังหลับใหลอยู่ในโลกแห่งความฝัน เมืองทั้งเมืองจมอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ และเสียงรถที่แล่นผ่านไกล ๆ เป็นระยะภาคิน นักศึกษาชั้นปีที่ ๑ มหาวิทยาลัยรามคําแหง สะดุ้งตื่นขึ้นจากความหนาว เขาเป็นคนที่ปกติแล้วหลับง่าย เพราะมักนอนตั้งแต่หัวคํ่าแต่คืนนี้แตกต่างออกไป เขาลุกจากเตียง เดินไปปิดหน้าต่างที่เปิดแง้มอยู่ก่อนจะยืนมองออกไปยังท้องฟ้ามืดสนิท แสงไฟจากตึกข้าง ๆ สะท้อนดวงตาของเขาที่ดูเหมือนกําลังครุ่นคิดบางอย่างภาคินเป็นผู้ชายที่มองโลกในแง่ดีชอบพูด ชอบคุย และมักสร้างเสียงหัวเราะให้เพื่อน ๆ เสมอ เขาเป็นเหมือนแสงแดดในวันที่ท้องฟ้าครึ้ม
สงครามกับความรัก-๑๑๒-อยู่ที่ไหน ความสดใสก็มักจะตามไปอยู่ที่นั่น แต่คืนนี้เขากลับนอนไม่หลับเหตุผลที่ทําให้เขาพลิกตัวไปมาบนเตียง ไม่ใช่เพราะอากาศหนาว หากเป็นเพราะ “ดินดาว” พรุ่งนี้เขาจะต้องไปพบเธอที่ศาลากลางนํ้าในมหาวิทยาลัย ดินดาวได้นัดภาคินไว้ที ่ศาลากลางนํ้าในมหาวิทยาลัยรามคําแหงดินดาวคือหญิงสาวที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นที่อาสาจะช่วยสอนและเขียนเรื่องสั้นเพื่อส่งงานอาจารย์ดินดาวเป็นผู้หญิงหน้าตาน่ารัก เธอมีดวงตาสีนํ้าตาลโต ผมสั้นสีดํา เธอชอบช่วยเหลือคนอื่น แววตาของเธอไม่ได้มีเพียงความสดใส แต่ยังแฝงความอบอุ่นและความเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้งเธอเป็นคนขยันและหาความรู้อยู่ตลอดเวลา ทุก ๆ ครั้งที่ภาคินต้องเผชิญหน้ากับดินดาว เสียงหัวเราะของเขากลับหายไป ราวกับถูกใครบางคนปิดสวิตช์แต ่เนื ่องด้วยวันศุกร์ที ่แล้ว ภาคินได้บ ่นกับเพื ่อนร ่วมชั้นก่อนออกจากห้องเรียนว่า เขาไม่รู้จะเริ่มต้นด้วยอะไรดีในการเขียนเรื่องสั้นส่งอาจารย์และเขาพยายามเขียนหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่อาจารย์สั่งงานในช่วงแรก ๆ แต่เรื่องสั้นของเขากลับมีความยาวไม่ถึงเกณฑ์สักทีดินดาวได้นัดภาคินไว้ที่ศาลากลางนํ้าในมหาวิทยาลัยรามคําแหงเนื่องด้วยภาคินเป็นคนตลกและชอบคุย เวลาที่เขาอยู่ในห้อง เขามีรอยยิ้มและเล่นสนุกสนานกับเพื่อนคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนผู้หญิงหรือเพื่อนผู้ชาย แต่เมื่อไรที่ภาคินเจอหน้าเธอ ภาคินกลับเงียบและชอบหลบหน้าเธอการที่เธออาสาจะช่วยทําเรื่องสั้นครั้งนี้เธอมีวัตถุประสงค์เพื่อจะถามภาคิน
สงครามที่ไม่มีเสียงปืน-๑๑๓-ตรง ๆ ว่าเขาไม่ชอบหน้าเธอ หรือเธอทําให้เขาไม่พอใจหรือเปล่า เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการเรียน ดินดาวจึงอยากจะปรับความเข้าใจกับภาคินและแสดงถึงการไม่เป็นปฏิปักษ์ด้วยการอาสาสอนเขียนเรื่องสั้นเช้าวันเสาร์ณ ศาลากลางนํ้าในมหาวิทยาลัยรามคําแหง ดินดาวได้นั่งรอภาคิน ภาคินได้เดินทางมาถึงสายนิดหน่อย เพราะตอนกลางคืนเขานอนหลับไม่ค่อยสนิท ภาคินได้เดินมาถึงและเดินไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของดินดาว ในตอนแรกเขาไม่พูดอะไรในขณะนั้นดินดาวได้สังเกตภาคินตั้งแต่หัวจรดเท้า ภาคินแต่งตัวไม่ปกติเสื้อคอปกสีขาวของเขาดูเรียบและสะอาด ผมสั้นของเขาถูกหวีมาอย่างประณีต กางเกงยีนดูเหมือนใหม่และยังไม่เคยได้ใช้ในสายตาของดินดาว ภาคินดูแปลกตากว ่าที่เธอเคยเจอ เธอเริ่มรู้สึกแปลก ๆ และไม ่รู้จะเริ่มตรงไหน อากาศเริ่มร้อนขึ้น มันไม่ใช่เพราะอากาศร้อน แต ่เป็นความคิดที่มีทั้งคําถาม ข้อสงสัย และความแปลกใจ สถานการณ์เริ่มดูแย่ดินดาวจึงเริ่มพูดออกไปว่าดินดาว : “สวัสดีค่ะ”ภาคิน : “สวัสดีครับ”ทั้งสองพูดพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ต่างชะงักและหัวเราะเบาๆอย่างเขินอายและเงียบไปครู่หนึ่งดินดาว : “เป็นยังไงบ้างคะ”
สงครามกับความรัก-๑๑๔-ภาคิน : “เป็นยังไงบ้างครับ”เสียงดังขึ้นพร้อมกันอีกครั้ง ราวกับโลกทั้งใบกําลังเล ่นตลกกับคนสองคนที่ไม่กล้าพูดในสิ่งที่ใจคิด เสียงนก เสียงลม เสียงผู้คนที่เดินผ่านดูเหมือนจะจางหายไปชั่วขณะ เหลือเพียงความเงียบที่หนักอึ้งระหว่างพวกเขา ทันใดนั้นภาคินลุกขึ้นยืนภาคิน : “ผมขอตัวก่อนนะครับ ผมรู้สึกไม่สบาย ต้องเข้าห้องนํ้าด่วน อาทิตย์หน้าเราเจอกันใหม่ได้ไหมครับ”ดินดาวได้แต่พยักหน้าดินดาวได้เจอภาคินเป็นครั้งคราวในชั้นเรียน และดูเหมือนว่าภาคินจะทําตัวห่างกับเธอมากขึ้นและมากขึ้น หลายครั้งที่ดินดาวจะเห็นภาคินนั่งปรึกษาอะไรกับเพื่อนสนิทของเขา ดูเหมือนจะนินทาหรือพูดอะไรเกี่ยวกับตัวของดินดาวเอง ความอึดอัดใจของเธอพร้อมที่จะพุ่งออกมาคําถาม ความสงสัย พร้อมที่จะทะลักใส่ภาคิน แต่เธอไม่มีโอกาสเลย เพราะภาคินไม่ให้โอกาสเธอเข้าใกล้เขาได้เลย ดินดาวจึงใช้วิธีที่สอง คือถามกองพลตรง ๆดินดาว : “กองพล เราขอถามอะไรหน่อยได้ไหม”กองพล : “ได้สิมีอะไรเหรอ”ดินดาว : “ภาคินเป็นอะไรหรือเปล่า ทําไมเขาชอบหลบหน้าเราตั้งแต่วันที่เรานัดกัน เขาก็แปลก ๆ แล้วก็ยังไม่ได้นัดทํางานกันอีกเลย”
สงครามที่ไม่มีเสียงปืน-๑๑๕-กองพลทําหน้าครุ่นคิด : “เราว่าเขาก็ปกตินะ เวลาอยู่กับพวกเราเขาก็เหมือนเดิมเลย หัวเราะเสียงดัง เล่นมุกตลอด”ก่อนที่เธอจะเดินจากไป กองพลเหมือนนึกอะไรขึ้นได้กองพล : “อ๋อ มีเรื่องหนึ่งที่แปลกนะ”ดินดาว : “เรื่องอะไร”กองพล : “วันก่อนพวกเราไปเล่นที่ห้องภาคิน แล้วเจอสมุดบันทึกเล่มหนึ่งซ่อนอยู่ใต้หมอน เขาดูจริงจังมากตอนขอคืน พวกเราไม่เคยเห็นหน้าแบบนั้นจากเขามาก่อนเลย”ดินดาว : “แล้วในสมุดเขียนอะไรไว้เหรอ”กองพลลังเลเล็กน้อย : “เราเห็นคําหนึ่ง ก่อนจะคืนให้เขา”ดินดาว : “คําว่าอะไร”กองพลมองหน้าเธอช้า ๆ แล้วตอบกลับว่า : “สงคราม”คําว่า “สงคราม” ดังก้องอยู่ในหัวของดินดาว แม้มันจะเป็นเพียงตัวอักษรบนหน้ากระดาษ แต ่กลับหนักอึ้งราวกับเสียงปืนที ่ยังไม ่ถูกยิง“สงครามของภาคินคืออะไร เขากําลังต่อสู้กับใครหรือเขากําลังต่อสู้กับตัวเอง” และโดยที่เธอไม่รู้ตัว ชีวิตของภาคินก็ค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาอยู่ในความคิดของเธอทุกลมหายใจ
สงครามกับความรัก-๑๑๖-เช้าวันพุธดูเหมือนจะเป็นวันธรรมดาอีกวันหนึ่งแสงแดดส่องแรงกว่าปกติถนนหน้ามหาวิทยาลัยรามคําแหงเต็มไปด้วยรถยนต์และมอเตอร์ไซค์จํานวนมาก เพราะมีการแข่งขันฟุตบอลระดับจังหวัดจัดขึ้นที่สนามกีฬากลางของมหาวิทยาลัย ภาคินและกองพลขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากหอพักตามปกติกองพลพูดขึ้นขณะรถติดอยู่กลางถนน : “วันนี้รถเยอะมากเลยว่ะ”ภาคิน : “ดูท่าจะสายแล้วด้วย”ความเร่งรีบเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้นในใจของคนขี่ความคิดเดียวคือไปให้ทันเวลาเรียน เมื่อไฟสัญญาณจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว ภาคินเร่งเครื่องทันทีในเสี้ยววินาทีนั้น รถกระบะจากฝั่งตรงข้ามพุ่งฝ่าไฟแดงมาด้วยความเร็วสูง หวังจะผ่านแยกให้ทันก่อนสัญญาณเปลี่ยน ไม่มีเสียงเตือนล่วงหน้า ไม่มีโอกาสให้ตั้งตัว เสียงชนดังสนั่น ทุกอย่างดับวูบ โลกทั้งใบกลายเป็นสีดําสามวันผ่านไป เมื่อภาคินได้สติและอาการของเขาเริ่มดีขึ้น ทันทีที่เขาลืมตาขึ้น เขาเห็นคุณหมอนั่งอยู่ข้างเตียงของเขา เขาได้ถามคุณหมอว่าภาคิน : “กองพล…เป็นยังไงบ้างครับ”หมอ : “เขาปลอดภัยดีครับ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย”ภาคินถอนหายใจอย่างโล่งอก
สงครามที่ไม่มีเสียงปืน-๑๑๗-หมอหยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยนํ้าเสียงจริงจัง : “แต่อุบัติเหตุครั้งนี้ทําให้คุณเสียไตไปหนึ่งข้าง และอีกข้างทํางานได้ไม่เต็มที่”ภาคินนิ่งไปชั่วครู่ : “แล้วตอนนี้…ผมยังรู้สึกปกติอยู่เลยนะครับ”หมอ : “เพราะเราได้ไตมาเปลี่ยนให้คุณทันเวลาครับ”ภาคิน : “ไตเป็นของใครครับ คุณหมอ”หมอ : “ของกองพล...”เวลาราวกับหยุดเดินอีกครั้ง หัวใจของภาคินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งซาบซึ้ง ทั้งตกใจ ทั้งรู้สึกเป็นหนี้ชีวิตภาคิน : “เขา…ยอมเหรอครับ”หมอ : “เขาเป็นคนตัดสินใจเองทันที”ภาคินหลับตาลงช้า ๆ สงครามที่ไม่มีเสียงปืน เริ่มคํารามอยู่ในอกของเขาในช่วงที่ภาคินอยู่โรงพยาบาล เพื่อน ๆ ในชั้นเรียนได้มาเยี่ยมภาคินอยู่บ่อย ๆ มีอยู่วันหนึ่งที่เพื่อนในกลุ่มสนิทของภาคินและเพื่อนในกลุ่มของดินดาวมาเยี่ยมภาคินที่โรงพยาบาลเพื่อน : “นายเป็นยังไงบ้างวะ”ภาคิน : “ดีขึ้นมากเลย ขอบใจนะที่มาเยี่ยม”
สงครามกับความรัก-๑๑๘-เขาหันไปสบตากองพล ในสายตานั้น ไม ่มีคําพูดใดจําเป็นอีกต่อไป มีเพียงคําขอบคุณที่ส่งผ่านความเงียบกองพลยิ้มและพยักหน้าเบา ๆ ในขณะที่ดินดาวยืนดูอยู่ห่าง ๆหลังเลิกเรียนช่วงเช้าก่อนไปกินข้าวเที่ยง ดินดาวได้ชวนกองพลไปกินข้าวเที่ยงด้วย กองพลรู้สึกดีใจมากที่ดินดาวชวน กองพลตอบตกลงโดยไม่ต้องคิดอะไรเลยกองพล : “เราขอเลี้ยงดินดาวมื้อนี้ได้ไหม”ดินดาว : “ไม่เป็นไร เราจ่ายเองได้”ทั้งสองนั่งลงที่โต๊ะไม้ที่โรงอาหารของคณะกองพลมองจานข้าวของเธอ : “ชอบไข่ดาวเหรอ สั่งตั้งสองฟอง”ดินดาวหัวเราะเบาๆ พร้อมกับตอบว่า : “เช้านี้ไม่ได้กินอะไรมาเลยหิวมากก็เลยสั่งสองฟอง”ทั้งสองคุยกันอย่างสบายใจ ก่อนที่กองพลจะถามขึ้นว่า : “วันนี้ชวนเรามากินข้าว มีอะไรหรือเปล่า”ดินดาวเงียบไปครู่หนึ่ง : “เราแค่เป็นห่วงภาคิน อยากรู้ว่าเขาดีขึ้นจริง ๆ ไหม”กองพล : “เมื่อวานเราคุยกับเขา เขาบอกว่าอีกสองวันก็ได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว”รอยยิ้มของดินดาวกว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัวกองพลมองเธอเล็กน้อย แล้วพูดว่า : “เธอดีใจมากเลยนะ”
สงครามที่ไม่มีเสียงปืน-๑๑๙-ดินดาว : “ก็ดีใจสิเขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรา” แต่ลึกลงไปในหัวใจของเธอ เธอเริ่มรู้ว่ามันมากกว่านั้นในคืนวันนั้น ดินดาวตั้งใจที่จะเขียนโครงเรื่องเรื่องสั้นให้กับภาคินเพื่อเป็นตัวอย ่าง ตอนนี้เธอไม ่รู้ตัวด้วยซํ้าว ่าหัวใจของเธอเริ่มสั่นไหวเมื่อคิดถึงชายที่ชื่อภาคิน เธอไม่รู้ตัวด้วยซํ้าว่าความคิดของเธอมีแต่ชายผู้ที่ไม่เคยคุยกับเธอเลย ชายผู้ที่หลบหน้าเธอตลอด แต่ตอนนี้ภาคินอยู่ใกล้และอยู่ในความคิดของเธอเกือบทุกวินาทีดินดาวกระซิบกับตัวเองเบา ๆ“ทําไมคืนนี้ฉันรู้สึกดีแบบนี้”“ทําไมหัวใจของฉันถึงเรียกร้องจะพบหน้าเขา”“หรือว่า…ฉันรักเขาไปแล้ว”เธอได้มองดูนาฬิกาบนโทรศัพท์และมันก็เป็นเวลาตีสามแล้วเช้าวันที่ภาคินได้ออกจากโรงพยาบาล ห้องเรียนมีการเรียนการสอนปกติหลาย ๆ คนตั้งตารอเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และมุกขํา ๆ ของภาคินเพื่อน : “วันนี้แต่งตัวสวยผิดปกตินะ”ดินดาว : “อะไร ก็ปกตินี่แหละ”กองพลเห็นแฟ้มเอกสารในมือเธอ ด้วยความอยากรู้เลยถามดินดาว : “นั่นอะไรเหรอ”
สงครามกับความรัก-๑๒๐-ดินดาว : “ตัวอย่างเรื่องสั้นที่เราทําไว้ให้ภาคิน เขาจะได้มีแนวทางในการเขียน”เธอพูดด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่ซ่อนความคาดหวังไว้เต็มหัวใจคาบแรกผ่านไปก็ไม่เห็นภาคินเข้าเรียน คาบที่สอง คาบที่สามจนถึงเที่ยง ภาคินก็ยังไม่มาดินดาว : “กองพล กองพลมีเบอร์ภาคิน ลองโทรหาดูไหมว่าเขาโอเคอยู่หรือเปล่า” ดินดาวพูดขอร้องด้วยสีหน้าที่เป็นห่วงภาคินกองพล : “ได้ๆ เดี๋ยวเราโทรตอนนี้เลย” กองพลตอบ พร้อมหยิบโทรศัพท์กองพล : “ภาคิน นายอยู่ไหน ทําไมวันนี้ไม่ได้มาเรียน นายออกจากโรงพยาบาลแล้วหรือยัง” กองพลพูดกับภาคิน พร้อมเปิดเสียงลําโพงภาคิน : “กองพล เราขอบคุณนายมากเลยนะ สําหรับทุกอย่างเราคงไปเรียนไม่ได้แล้วเพื่อน เราจะขอพักการเรียนไว้ก่อน ปีหน้าเราจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยอื่น เราอยากเรียนหมอ”“อ๋อ แล้วเรามีของที่อยากให้ดินดาวด้วย มันวางอยู่หน้าห้องนายอย่าลืมเอาให้เธอด้วยนะ ขอบใจมากกองพล”เสียงสัญญาณสิ้นสุดการโทรดังขึ้น หลังจากวันนั้นก็ไม่มีใครสามารถติดต่อภาคินได้อีกเลย แม้กระทั่งดินดาวเอง ดินดาวเองก็มีคําถามมากมาย หัวใจของเธอนั้นงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น จนกระทั่งเธอได้อ่านสมุดบันทึก
สงครามที่ไม่มีเสียงปืน-๑๒๑-ของภาคิน ถึงจึงได้พบความจริงว่า สงครามที ่ภาคินต้องเผชิญนั้นมันคืออะไร สิ่งที่ภาคินต้องสู้ภายใน ทั้งความเป็นเพื่อน ชีวิตหรือแม้กระทั่งเสียงของหัวใจตัวเอง
สงครามกับความรัก-๑๒๒-เขาก็ได้เห็นว่ามันคือหนังสือเดินทางหนังสือเดินทางสีแดงเข้มที่มีงูสองตัวเลื้อยพันฉัตร...-----------------------จุฑามณี จีนแส๖๘๐๓๐๒๕๔๐๙
-๑๒๓-ชั่งใจ ท่ามกลางความร้อนระอุของเดือนกรกฎาคม นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคําแหงหลายคนกําลังรับประทานมื้อเที่ยงอยู่ตามโรงอาหารใกล้ตึกเรียนของตนเอง การพูดคุยถึงประเด็นความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทยและประเทศกลังตาที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะกลายมาเป็นหัวข้อดังที่ใคร ๆต่างก็เอามาสนทนา“ตอนนี้ยกเลิกวีซ่าหมดแล้วนิปิดเขตข้ามพรมแดนด้วย”“เห็นว่าถ้านําจับคนที่ลักลอบอยู่ในประเทศได้จะได้เงิน ๕,๐๐๐เลยนะ”“ปิดกะทันหันแบบนี้ก็สงสารเขาอยู่นะ”“ไม่นะ เขาแจ้งตั้งแต่ยิงกันคราวที่แล้วหนิ”“เดือนเดียวจะไปเตรียมตัวทันได้ยังไง บางคนเขาต้องหาเงินไปซื้อตั๋วรถ ไหนจะย้ายออกอีก”
สงครามกับความรัก-๑๒๔-“ทําไมพูดเหมือนเข้าข้างฝั่งนู้น”“โอ้ย มีสติหน่อยไอ้คนที่รบมันใช่คนที่คนที่มาลําบากไหม”“มึงย้ายประเทศไปเลยไป”“พอ เปลี่ยนเรื่อง เลิกทะเลาะกันได้แล้ว กินข้าว ใครทะเลาะกันขอให้เอฟ”บริเวณโรงอาหารใต้ตึกคณะมนุษยศาสตร์พสุธา ชายหนุ่มรูปร่างผอมได้ยินบทสนทนาของนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่นั่งกินข้าวอยู่ใกล้ๆ กับเขาเขาเป็นนักศึกษาเอกภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ชั้นปีที่ ๑ เขาเข้ามาเรียนเป็นเทอมแรกเพราะอยากสร้างความก้าวหน้าในอาชีพ พสุธาต้องทํางานไปด้วยเรียนไปด้วย วันนี้เป็นเวรพักเขาถึงได้มีเวลามานั่งเรียนที่คณะเป็นครั้งแรกตื๊อดึง ! เสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันสีนํ้าเงินขาวดังขึ้นให้พสุธาทราบว่ามีคนส่งข้อความมาหา๑๒:๑๐อ่านแล้วผมอยู่ทีค่ณะแล้วครับใกล้จะถึงแล้วค่ะ
ชั่งใจ-๑๒๕-อ่านแล้ว๑๒:๑๒เมื่อตอบข้อความในมือถือจบ เขาก็ตักหมูตุ๋นในชามกิน แล้วเปลี่ยนจากหน้าแชทไปไถฟีดในแอปพลิเคชันสังคมออนไลน์ข่าวเดียวที่ขึ้นหน้าฟีดต่อกันไปสามคลิปก็คือเรื่องการปะทะกันแถบชายแดน๑๒:๒๐ระหว่างที่กวาดตาบนหน้าฟีด ข้อความจากคน ๆ เดิมก็แจ้งเตือนขึ้นมาบนหน้าจออีกครั้ง เมื่อพสุธาอ่านข้อความนั้นจบ เขาเงยหน้าจากมือถือ แล้วหันหลังไปมองบริเวณทางเข้าก่อนถึงร้านนํ้าใต้ตึกคณะ พสุธาเห็นหญิงสาวรูปร่างท้วม ผิวขาวคนหนึ่งยืนถือโทรศัพท์สะพายกระเป๋าเคียงได้ค่ะได้ครับ เดินผ่านตรงร้านถ่ายเอกสารนิดเดียวก็เจอแล้วครับถึงล่ะคะ คุณใส่เสือ้สีอะไรคะ
สงครามกับความรัก-๑๒๖-และถือถุงใบใหญ่อยู่ เธอสวมกางเกงยีนส์ขายาว เสื้อโปโลสีชมพูและมีเสื้อคลุมบาง ๆ สีขาวทับอยู่อีกชั้น บนใบหน้าของเธอมีหน้ากากอนามัยบดบังครึ่งล ่างและยังมีหมวกแก๊ปสีขาวที่ทําให้เขามองใบหน้าส ่วนบนได้ไม่ชัดอีกต่างหาก“แต่งตัวลึกลับจัง” พสุธาคิดในใจ แต่เขาก็ลุกขึ้นไปหาเธอและเอ่ยขึ้น“คุณคือคนที่ขายหนังสือมือสองปะครับ”“ใช่ค่ะ Terry ใช่ไหมคะ”“ใช่ครับ ผมคือคนที่ทักไปในเฟซครับ”“นี่หนังสือค่ะ ๒๐๐ ค่ะ”เขารับหนังสือถุงใหญ่มาเปิดดูแล้ววางมันลงบนโต๊ะอาหาร“ผมขอเปิดดูแป๊ปนึงนะครับ”“อ๋อ ได้ค่ะ ๆ”พสุธาดึงหนังสือเรียนเกือบสิบเล ่มออกมาวางแล้ว เขาอ ่านชื่อบนหน้าปกเพื่อตรวจสอบว่าเป็นรายวิชาที่จะใช้เรียนในเทอมนี้จนครบทุกเล่ม“ขอบคุณมากครับ คุณใจดีมากเลยครับ นี่ ๒๐๐ ครับ”พสุธาเอ ่ยบอกความในใจเรื ่องค ่าหนังสือเรียนให้หญิงสาวฟังเพราะเขารู้สึกโชคดีจริง ๆ ที่สามารถประหยัดค่าหนังสือไปได้หลายร้อยบาทเขายื่นธนบัตรสีแดงสองนั้นไปให้หญิงสาวพร้อมกับใบหน้าที่เปื้อนยิ้มปัง
ชั่งใจ-๑๒๗-“เห้ย อะไรอะ” เสียงชายคนหนึ่งในโรงอาหารดังขึ้นเมื่อได้ยินเสียงคล้ายปืนดังหนึ่งครั้งปัง ปัง ปัง“ทุกคนหนีเร็ว !” เสียงตะโกนดังมาจากฝั่งตึกสวรรคโลก ฝูงชนวิ่งกรูกันเข้ามาในโรงอาหาร พสุธาและสาวขายหนังสือกําลังงุนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า ก่อนจะตื่นตระหนกกับเสียงตะโกนที่ไล่หลังมา“มีคนกราดยิงที่นิติ๒ หนีเร็ว !”วินาทีนั้นพสุธารู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน แต่แล้วมืออวบอ้วนของหญิงสาวก็ดึงแขนเขาอย่างแรง“ทางนี้! ตามชลมา !” เสียงของเธอสั่นเครือทั้งคู่ลืมสิ้นทุกสิ่ง รวมถึงถุงที่ใส่หนังสือเรียนเกือบสิบเล่มนั้นด้วยพสุธาวิ่งตามแรงดึงของหญิงสาวเข้าไปในอาคารติ๊ง !วันนี้พวกเขาคงจะมีโชคอยู่ที่ประตูลิฟต์เปิดทันทีเมื่อพวกเขาเข้ามาถึงใต้ตึก ชลและพสุธากรูเข้าลิฟต์พร้อมกับคนอื ่น ๆ ก ่อนที่ใครคนหนึ่งจะรีบกดปิดอย่างเร่งรีบชลพาพสุธาออกจากลิฟต์ที่ชั้น ๕ หญิงคนหนึ ่งรีบเปิดประตูห้องสมุดค้างไว้ให้ทุกคนกรูเข้ามา และแจ้งเรื่องกับบรรณารักษ์ทุกคนร่วมมือกันดันชั้นหนังสือ โซฟา เก้าอี้และโต๊ะมาขวางประตูห้องสมุดเอาไว้
สงครามกับความรัก-๑๒๘-และสร้างเกราะกําบังจากโต๊ะอ่านหนังสือเพื่อให้ทุกคนรวมกันนั่งซ่อนด้านหลัง และไม่ลืมที่จะดับไฟให้ทั้งห้องมืดสนิทความมืดและความเงียบที่ก่อตัวเริ่มทําให้หลาย ๆ คนแสดงอาการเหนื ่อยล้าและตื ่นกลัว ทั้งพสุธาและชลทรุดตัวลงภายในห้องหลังชั้นวางหนังสือเก่าที่ส่งกลิ่นอับชื้น“ขอบคุณที่ช่วยผมนะครับ ชลใช่ไหมครับ” พสุธาเอ่ยชลรีบใช้มือทําท่าทางให้ชายหนุ่มเงียบ ก่อนจะพยักหน้า พสุธาพนมมือขึ้นแล้วพงกหัวเป็นการขอโทษไปหนึ่งครั้งเพราะลืมตัวว่าตนเองต้องไม่ส่งเสียงใด ๆ ในวินาทีวิกฤตเช่นนี้ความมืดในห้องดําเนินไปยาวนานเท่าไหร่ไม่มีใครล่วงรู้ได้ชลคิดกับตัวเองว่าโชคดีแล้วที่อย่างน้อยทุกคนก็รู้ดีว่ายามเกิดเหตุก่อการร้ายแบบนี้ไม ่มีใครหยิบเอามือถือขึ้นมาใช้เลยสักคนแล้วทุกคนก็นั ่งกันเงียบเชียบเพื่อไม่ให้ผู้ร้ายรู้แหล่งซ่อนตัว“หะ หายใจไม่ออก”ก ่อนจะได้คิดอะไรต ่อก็มีเสียงครวญของใครบางคนที ่หลบอยู่ด้วยกันเอ่ยขึ้น พสุธาและชลหันไปหาต้นเสียง ชลรีบเปิดกระเป๋าและส่งยาดมหลอดเล็กให้ชายคนดังกล่าวอย่างรวดเร็ว เขาไหว้ขอบคุณแทนการพูดปังปัง
ชั่งใจ-๑๒๙-เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง มันชัดเจนกว่าตอนที่พวกเขาอยู่ตรงโรงอาหาร ทุกคนที่หลบอยู่ในห้องสมุดตื่นกลัวและบางคนก็ร้องไห้ออกมาอย่างไร้เสียง ไม่นึกเลยว่าแม้จะเข้ามาหลบถึงบนอาคารแล้วสักพัก คนร้ายจะยังตามขึ้นมาถึงชั้นบนได้หรือนี่จะถึงคราวตายของพวกเขาแล้วจริง ๆปัก โครมเสียงดังสนั่นของหนังสือและโต๊ะที่ล้มลมจากแรงผลักด้านนอกทําให้คนด้านในผวายิ่งกว่าเดิม แต่แล้วพวกเขาก็ได้ยินเสียงที่ไม่คาดคิด แต่สําหรับบางคน นั่นคือเสียงสวรรค์“นี่เจ้าหน้าที่ตํารวจ หากมีคนอยู่ข้างใน โปรดส่งสัญญาณให้เราทราบ”เสียงตะโกนของเจ้าหน้าที ่ตํารวจและหน ่วยคอมมานโดดังขึ้นหน้าห้องสมุด แต่กระนั้นทุกคนในห้องก็ยังคงเงียบเสียงเพราะไม่แน่ใจว่านั่นคือเสียงของเจ้าหน้าที่จริง ๆ“ตํารวจ ! มีใครอยู่ในนี้ไหม ? ถ้ามีให้ส่งเสียงตอบ หรือปรากฏตัวออกมา !”ปัก ปัก ปักชายคนหนึ่งหยิบไม้พาดหนังสือพิมพ์เคาะลงไปบนพื้นห้องสมุดสามครั้ง เพื่อตอบรับคําเจ้าหน้าที่เมื่อพวกตํารวจได้ยิน พวกเขาจึงไขลูกบิดประตูแต ่แล้วก็ไม่สามารถเปิดมันได้เพราะเฟอร์นิเจอร์ที่เหล่าผู้ประสบภัยนั้นนํามาขวางเอาไว้กั้นประตูอยู่
สงครามกับความรัก-๑๓๐-“เจ้าหน้าที่จะยิงบานพับ ถ้าด้านในอยู่ในรัศมีปลอดภัยจากกระสุน โปรดเคาะสัญญาณ ๓ ครั้ง”ทุกคนที่หลบอยู่ถอยกรูเข้าไปด้านในของห้องสมุดเพื่อความปลอดภัยของตนเอง เมื่อแน่ใจแล้วว่าทุกคนอยู่ห่างเพียงพอ ชายคนเดิมก็ใช้ไม้พาดหนังสือพิมพ์เคาะลงกับพื้นสามครั้งปัง ปัง ปังเสียงยิงบานพับประตูดังขั้นทันทีเจ้าหน้าที่ตํารวจนายหนึ่งกระชากประตูออกและใช้ไฟฉายส่องเขาไปในห้องสมุดอันมืดมิด ในคราแรกพวกเขายังเห็นเพียงโซฟา โต๊ะและชั้นวางวารสารที่ซ้อนกันเหมือนกําแพง แต่เมื่อตํารวจคนอื่น ๆ เข้ามาสมทบและช่วยกันผลักสิ่งกีดขวางออกจนพอจะมีทางเดินแคบ ๆ พวกเขาก็ได้เห็นเหล่านักศึกษาและบุคลากรที่ซ่อนอยู่ด้านใน นั่งรวมกลุ่มกันหลังโต๊ะอ่านหนังสือที่ถูกเอนลงและเรียงชิดติดกันเป็นเหมือนกําแพง“นี่เจ้าหน้าที่ตํารวจ ! เรามาช่วยแล้ว ใครที่อยู่ด้านในให้แสดงตัวออกมาโดยชูมือขึ้นทั้งสองข้าง !”เมื่อเห็นว่าปลอดภัย พสุธาและชลพร้อมกับคนอื่น ๆ ที่หลบอยู่พากันคลานลอดใต้โต๊ะออกมายังแสงไฟวูบวาบจากไฟฉาย ทุกคนชูสองมือขึ้นให้เจ้าหน้าที ่ทราบว ่าพวกเขาไม ่มีอาวุธ และเดินมารวมกลุ ่มกันที่ด้านหนึ่งของห้อง
ชั่งใจ-๑๓๑-ชลถอนหายใจยาวด้วยความโล ่งอก แต ่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อร่างของใครคนหนึ่งล้มหงายหลังลงมาทับเธอโดยไม่ทันตั้งตัว ชลทรุดไปตามแรง กุญแจ กระเป๋าสตางค์หูฟัง และหนังสือเล่มเล็กในกระเป๋าเคียงกระจายออกมาด้านนอกเมื่อมันกระแทกกับพื้นพสุธาและคนอื่น ๆ ที่เห็นเหตุการณ์รีบเข้าไปแยกคนสลบออกจากหญิงสาว“เจ็บตรงไหนไหม ยืนไหวไหมครับ”เขาถามเมื ่อเห็นว ่าหญิงสาวยืนต ่อได้แล้วจึงรีบก้มลงช ่วยเก็บสิ ่งของที ่ระเนระนาดอยู ่บนพื้น พสุธาหยิบหนังสือเล ่มเล็กที ่ควํ ่าหน้าอยู่ขึ้นมา และเขาก็ได้เห็นว่ามันคือหนังสือเดินทางหนังสือเดินทางสีแดงเข้มที่มีงูสองตัวเลื้อยพันฉัตร... หนังสือเดินทางประเทศกลังตาชลรีบตะครุบมันไว้แต่สายเกินไป พสุธาเห็นมันแล้ว“๕,๐๐๐ บาท ถ้านําจับคนที่ลักลอบอยู่ได้”ถ้าหากว่าเขายื่นมันให้ตํารวจเขาก็จะได้มีเงินใช้แต่ไม่ใช่ผู้หญิงคนนี้หรอที่ทําให้เขาได้มีชีวิตต่อ เขาควรจะเลือกอย่างไรดี...
สงครามกับความรัก-๑๓๒-บางทาง ต่อให้ไม่เลือก…สุดท้ายมันก็พาเรามายืนคนละจุดอยู่ดี-----------------------พัชธิดา จําปาทิ๖๘๐๓๕๐๑๗๑๔
-๑๓๓-ฤดูกาลที่สี่ ลมเย็นยามเช้าพัดผ่านแนวต้นสุพรรณิการ์หน้าหอประชุมของมหาวิทยาลัยรามคําแหง ในฤดูร้อนที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น แสงแดดอ่อนสะท้อนกระจกตึกสูงเป็นริ้ว ๆ เสียงฝีเท้าของนักศึกษาที่ก้าวผ่านกันไปมา กําลังมุ่งหน้าไปเรียนอย่างแน่วแน่ ผู้คนยืนเรียงรายรอเรือริมคลองแสนแสบบางคนมองผืนนํ้า บางคนก้มมองนาฬิกา เป็นจังหวะชีวิตธรรมดาในวันที่ไม่มีใครรู้เลยว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ยาวไกลกว่าความทรงจําดล ธราดล นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างสนามกีฬา มือหนึ ่งถือสมุดอีกมือหมุนปากกาอย่างครุ่นคิด ชื่อของเขามีความหมายว่า “แผ่นดิน” และตัวตนของเขาก็คล้ายแผ่นดิน ที่นิ่ง มั่นคง รองรับทุกสิ่งด้วยเหตุผลและความอดทนตรงกันข้ามกับ ภูภูริช ที่วางเป้ลงกับพื้น แล้วทิ้งตัวนั่งหอบเล็กน้อย หลังจากวิ่งรอบสนามเสร็จ แววตาเปล่งประกายเหมือนคนที่ไม่เคย
สงครามกับความรัก-๑๓๔-กลัวความไม่แน่นอน เขาเลือกฟังเสียงหัวใจ มากกว่ายึดติดกับกําหนดเวลาที่ใครวางไว้“จดอะไรไม่หยุดเลยนะ” ภูพูดพลางยิ้ม“ก็ถ้าไม่วางแผน เดี๋ยวก็หลงทางหรอก” ดลตอบเรียบ ๆ ทั้งที่ในใจเขารู้ดีว่า บางครั้งสิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่การเดินผิดทาง แต่คือการไม่แน่ใจเลยว่าทางไหนต่างหากที่ถูกต้อง“หลงบ้างก็ดีจะได้เจออะไรใหม่ๆ” ภูหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะมองหน้าดลอย่างจริงจัง“อย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่าทางนั้นไม่ใช่ของเรา ดีกว ่ายืนอยู่ที่เดิมแล้วไม่กล้าไปไหนเลย”“หรือต่อให้เลือกผิดทาง ก็ไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลวหรอกนะบางครั้งทางที่ดูผิด อาจเป็นทางที่ทําให้เราโตที่สุดก็ได้”ดาว เพื่อนสาวคนเดียวในกลุ่ม เดินมาพร้อมแก้วกาแฟจากร้านกาแฟเล็ก ๆ ชั้นสองของตึกคณะรัฐศาสตร์ร้านประจําของนักศึกษาหลายคน ที่มักเต็มไปด้วยเสียงคุยเบา ๆ และกลิ่นกาแฟอุ่น ๆ เธอมองทั้งสองสลับกันอย่างเอ็นดูรู้ดีว ่าความต ่างระหว ่างดลกับภูคือสิ่งที่ทําให้มิตรภาพนี้แข็งแรงมาตลอดหลายปีหลังจากสอบเสร็จ พวกเขาทั้งสามคนนั ่งในร้านกาแฟร้านเดิมที่ชั้นสองของตึกคณะรัฐศาสตร์ร้านที่พวกเขามักจะแวะมาด้วยกันเสมอ
ฤดูกาลที่สี่-๑๓๕-“ถ้าวันหนึ่งพวกเราประสบความสําเร็จ อย่าลืมนะว่าเราเริ่มจากตรงไหน” นํ้าเสียงของดลหนักแน่นเกินกว่าจะเป็นเพียงคําพูดเล่น ๆ“ไม่ลืมอยู่แล้ว แต่ถ้าถึงวันนั้นจริง อย่าแพ้ก็แล้วกัน” ภูหัวเราะเบา ๆ คล้ายหยอก แต่แววตากลับจริงจังกว่าคําพูด“ตกลงจะประสบความสําเร็จด้วยกัน หรือจะเตรียมเปิดศึกกันตั้งแต่ตอนนี้ล่ะ” ดาวเอ่ยขึ้นพลางยิ้ม เพราะแม้จะเถียงกันไม่หยุด ทั้งสองก็ไม่เคยคิดจะทิ้งกันจริง ๆเวลาผ่านไปเร็วกว่าที่คิด วันเรียนจบมาถึง พร้อมกับโลกความจริงที่รออยู่ข้างหน้า และตั้งแต่นั้น ทั้งสามคนก็ต้องก้าวออกไปบนเส้นทางของตัวเอง โดยไม่มีใครรู้ว่าจะได้กลับมาเดินเคียงกันอีกหรือไม่เข้าสู่ช่วงฤดูที่สอง นั่นคือฤดูฝน ดล ได้มีโอกาสเข้าไปทํางานในบริษัทใหญ่ เรียนรู้โครงสร้างทุน กลไกตลาด และเกมของผู้มีอํานาจเขาเติบโตในโลกที่ทุกการตัดสินใจต้องมีตัวเลขรองรับส่วนภูเลือกออกไปเริ่มต้นธุรกิจเล็ก ๆ ในตึกแถวเก่า เขาใช้เวลาศึกษาตลาดด้วยตัวเอง ทดลองระบบง่าย ๆ ก่อน แล้วค่อย ๆ ปรับปรุงผ่านเสียงสะท้อนของกลุ่มผู้บริโภค
สงครามกับความรัก-๑๓๖-พวกเขาเรียนรู้ความผิดพลาดจากการลงมือทํา เพราะเชื่อมั่นว่า“การเรียนรู้คือรากฐานสําคัญของความสําเร็จ” แม้ต ่างคนจะยืนหยัดว่าเส้นทางของตนถูกต้อง แต่ทุกเส้นทางล้วนมีคุณค่า เมื่อไม่หยุดเรียนรู้หลายปีผ่านไป งานสัมมนาธุรกิจระดับประเทศได้ถูกจัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งหนึ่ง โดยมีสายตาจากนักข่าวและสื่อออนไลน์จับจ้องไปยังผู้บริหารรุ่นใหม่สองคน ที่กําลังโดดเด่นในอุตสาหกรรมเดียวกันเมื่อดลก้าวเข้าสู่ห้องโถง เขาเหลือบเห็นชายคนหนึ่ง กําลังสนทนากับนักข่าวอยู่ในระยะไม่ไกลมากนัก ใบหน้าที่คุ้นเคยยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเดิม หากแต่ในแววตาคู่นั้น กลับซ่อนความนิ่งลึกบางอย่าง แต่ทว่าชัดเจนพอที่จะทําให้หัวใจคนมองสะดุดไปชั่วขณะจังหวะนั้นเอง ภูหันมาสบตาดลอย ่างไม ่ตั้งใจ ดวงตาสองคู่ประสานกันเพียงเสี้ยววินาทีแต่กลับยาวนานพอที่จะปลุก “ความทรงจํา”ที่เคยร่วมทางให้ฟื้นคืน รอยยิ้มที่ซ่อนถ้อยคํามากกว่าพันประโยคในช่วงแรกของเส้นทางบทใหม่ มิตรภาพระหว ่างพวกเขายังไม่เลือนหาย ดลเคยส่งข้อมูลสําคัญไปให้ภูเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายกําลังจะสะดุดกับข้อตกลงครั้งใหญ่ ขณะที่ภูเองก็ไม่ลังเลจะแนะนําทีมเทคนิคฝีมือดีให้ดลในโปรเจกต์ที่กําลังสั่นคลอนราวกับจะพังทลายลงทุกเมื่อแต่เมื่อมี “ผู้ทรงอิทธิพล” เริ่มก้าวเข้ามาเป็นตัวแปร กระดานเกมก็พลิกผันอย่างแยบยล เสียงกระซิบเรื่องการกดราคาค่อย ๆ แพร ่สะพัดและเอกสารบางชุดกลับรั่วไหลออกไปในจังหวะที่ไม่ควรปรากฏ
ฤดูกาลที่สี่-๑๓๗-ความเป็น “เพื่อนร่วมทาง” ค่อย ๆ จาง กลายเป็น “คู่แข่ง” ที่ต้องพิสูจน์คุณค่าของตนเองบนเวทีเดียวกันจากรอยยิ้มทักทาย กลายเป็นการอ่านเกมกันเงียบ ๆ ผ่านสายตาและท่าทีบนโต๊ะประชุม รับรู้ความเคลื่อนไหวกันผ่านเสียงกระซิบที่สะพัดในแวดวง และวัดกันด้วยตัวเลขผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นทุกไตรมาสจากการแข่งขันที่เคยตั้งอยู่บนความสามารถล้วน ๆ กลับแฝงเงาของกลยุทธ์ที่ยากจะมองเห็นด้วยตาเปล่าขณะนั้นเอง ดาว เพื่อนสนิทของทั้งสอง ทํางานสายสื่อสารองค์กรมีหน้าที่ดูแลภาพลักษณ์วางถ้อยคํา และกลั่นกรองสารทุกชิ้นก่อนจะส่งออกสู่สายตาสาธารณะ เธอคุ้นชินกับการอ่านระหว่างบรรทัด การจับสัญญาณบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้คําพูดเรียบหรูและการมองเห็นสิ่งที่ผู้คนพยายามปกปิด เธอติดตามข่าวของทั้งสองอย่างเงียบ ๆ เธอเห็นความเปลี่ยนแปลงที่คนอื่นไม่เห็น ไม่ใช่จากการพาดหัวข่าว หรือถ้อยคําทางการที่ถูกจัดวางอย่างสวยงาม หากแต่อยู่ในแววตาที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาของตนเอง เธอตัดสินใจนัดหมายให้ภูและดลมาพบกันอีกครั้ง ที ่ร้านอาหารใกล้มหาวิทยาลัยรามคําแหง ร้านเล็ก ๆ ที่ยังคงเปิดไฟอยู่เสมอ แม้ตึกแถวรอบข้างจะเปลี ่ยนไปตามกาลเวลา โต๊ะไม้ตัวเดิมยังตั้งอยู ่มุมเก ่า กลิ่นอาหารและบรรยากาศคุ้นเคยยังไม่เลือนหาย
สงครามกับความรัก-๑๓๘-เธอหวังเพียงว่า ทั้งสองคนจะได้ปรับความเข้าใจ และอาจพาความสัมพันธ์กลับไปสู่จุดเดิมได้แต่ทว่าเมื่อถึงเวลาจริง ทุกอย่างกลับไม่เป็นดังที่เธอคาดหวังภูยกแก้วขึ้น หมุนมันเบา ๆ ก่อนพูดเหมือนถามตัวเอง“ถ้าวันนั้นฉันไม่เลือกทางนี้วันนี้เราจะยังเป็นเพื่อนกันไหม”ดลเงียบไปครู่หนึ่ง สายตามองไปนอกหน้าต่าง มีสายฝนตกปรอยๆทั่วท้องฟ้า ไฟบนถนนทอดยาวเหมือนเส้นทางที่ไม่มีใครรู้ปลายทางเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าบางอย่างกําลังจะเปลี่ยนไป“บางทางต่อให้ไม่เลือก… สุดท้ายมันก็พาเรามายืนคนละจุดอยู่ดี”คืนนั้นจบลงพร้อมหยาดฝนปรอยบาง ราวกับเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาของฤดูถัดไปแล้วหลังจากนั้นไม่นาน ฤดูที่สามก็เริ่มต้นขึ้น ฤดูหนาวมาถึง พร้อมความคาดหวังของผู้คนว่าจะได้พักจากความร้อนระอุของปีที่ผ่านมา แต่สําหรับสองบริษัทนั้น ความหนาวไม่ได้ช่วยให้สิ่งใดเบาลงเลย กลับกันมันทําให้ไฟที่ซ่อนอยู่ชัดเจนขึ้น และพร้อมจะลุกไหม้อีกครั้งเมื่อถึงวันประกาศผล ห้องประชุมใหญ่เต็มไปด้วยผู้คน นักข่าวถือกล้องประจําตําแหน่ง นักลงทุนกระซิบแลกเปลี่ยนตัวเลขกันแผ่วเบาขณะที่ผู้บริหารจากหลายองค์กรนั่งเรียงรายด้วยสีหน้าสงบนิ่ง แต่แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง