ฤดูกาลที่สี่-๑๓๙-บนเวทีผู้ดําเนินรายการยืนอยู่ใต้แสงไฟสีขาวนวล เสียงไมโครโฟนสะท้อนก้องไปทั่วห้อง ก ่อนเอ ่ยถ้อยคําด้วยนํ้าเสียงหนักแน่นจริงจัง ราวกับทุกพยางค์กําลังแบกรับนํ้าหนักของผลลัพธ์ที่จะเปลี่ยนอนาคตของใครบางคนไปตลอดกาล“ดีลนี้จะเปลี่ยนโครงสร้างตลาดทั้งระบบ”ดลนั่งนิ่ง มือประสานบนตัก ใบหน้าเรียบเฉยราวกับเตรียมใจรับทุกผลลัพธ์ภูยืนพิงผนังด้านข้าง แขนกอดอก สีหน้าอ่านไม่ออก เหมือนคนที่พร้อมจะยอมรับทั้งชัยชนะและความพ่ายแพ้ผู้ดําเนินรายการหยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ“และบริษัทที่ได้รับสิทธิ์คือ...”เสียงในห้องเงียบสนิท ราวกับทุกคนกลั้นหายใจพร้อมกันเสียงผู้ดําเนินรายการก้องผ่านไมโครโฟน“และบริษัทที่ได้รับสิทธิ์ในดีลครั้งนี้คือ... บริษัท ไนท์ไดนามิกส์กรุ๊ป”เสียงปรบมือดังขึ้นรอบห้อง กล้องหลายตัวหันไปจับภาพผู้บริหารของบริษัทผู้ชนะดลลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆสีหน้าไม่เปลี่ยน ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีความดีใจเกินพอดีมีเพียงความนิ่งแบบคนที่รู้ว่าทุกก้าวมาถึงตรงนี้ไม่ได้เกิดจากโชค
สงครามกับความรัก-๑๔๐-ผู้คนรอบตัวปรบมือ นักข่าวยกไมค์ขึ้นถาม ผู้บริหารจากบริษัทต่าง ๆ เดินเข้ามาแสดงความยินดีแต่สายตาของดล กลับมองเลยทุกอย่างไปยังมุมหนึ่งของห้องตรงนั้น ภูยืนอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้ปรบมือ ไม่ได้แสดงความผิดหวังแค่ยืนพิงผนัง แขนกอดอก สีหน้าเรียบเฉยเหมือนคนที่ “เตรียมใจไว้แล้วทุกผลลัพธ์” ทั้งสองสบตากันเพียงเสี้ยววินาทีไม่มีคําพูด ไม่มีสัญญาณ ไม่มีท่าทีแต่ในความเงียบนั้น มีบางอย่างถูกส่งถึงกัน ชัดเจนกว่าคําพูดใด ๆหลังงานเลิก ผู้คนเริ ่มทยอยออกจากห้องประชุม นักข ่าวเริ่มหายไป ไฟในที่ประชุมค่อย ๆ ดับลงทีละแถว ดลเดินออกมาที่ระเบียงด้านนอก ลมเย็นพัดปะทะหน้าเหมือนลมเช้าในวันเก่า ๆ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามองชื่อหนึ่งบนหน้าจอ นิ้วค้างอยู่ตรงหน้าโทรออกอยู่นาน ก่อนจะล็อกหน้าจอ โดยไม่ได้กดอะไรเลย ไม่ไกลนัก ภูยืนอยู่ที่ลานจอดรถ มองไฟอาคารสะท้อนกระจกเหมือนวันแรกที่เจอกัน เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดหน้าแชทชื่อ “ดล” ข้อความล่าสุดยังค้างอยู่ตั้งแต่หลายปีก่อน“ถ้าหลงทาง โทรมาหาได้เสมอ”ภูอ่านมันซํ้าอีกครั้ง แล้วกดปิดหน้าจอหลายเดือนต่อมา ตลาดธุรกิจเริ่มสั่นสะเทือนอีกครั้ง มีข ่าวลือหนาหูว่า โปรเจกต์ระดับประเทศกําลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งใหญ ่กว่าเดิม
ฤดูกาลที่สี่-๑๔๑-ซับซ้อนกว่าเดิม และต้องใช้“พันธมิตร” มากกว่าหนึ่งบริษัท นักข่าวเริ่มตั้งคําถามใหม่“ถ้าโปรเจกต์นี้ต้องใช้สองผู้เล่นที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาด”“เป็นไปได้ไหม ที่สองบริษัทคู่แข่ง จะต้องร่วมมือกัน ?”ท่ามกลางกระแสข่าวที่แพร่สะพัด เช้าวันนั้นอากาศไม่หนาวเท่าเดิม แต่ก็ยังไม่อุ่นพอจะเรียกว่าฤดูใหม่ ลมพัดเอื่อย ๆ คล้ายโลกกําลังยืนอยู่ในช่วงรอยต่อของบางสิ่ง บางคนเรียกมันว่าฤดูปลายปีแต่บางคนให้นิยามมันว่า “ฤดูกาลที่สี่” ฤดูที่ไม่มีอยู่ในปฏิทิน ทว่าเกิดขึ้นทุกครั้งก่อนบางอย่างจะเริ่มต้นใหม่ดาวนั ่งอยู ่ในร้านกาแฟชั้นสองของตึกคณะรัฐศาสตร์ร้านเดิมโต๊ะเดิม เธอวางโทรศัพท์หลังจากอ่านข่าวนั้นจบ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ กับตัวเอง เพราะในใจเธอรู้ดีว่า เรื่องราวของดลกับภูยังไม่เคยมี“บทสุดท้าย”จริง ๆ เลยสักครั้งหรือบางที… เรื่องราวทั้งหมดอาจไม่เคยมีฤดูแรกหรือฤดูสุดท้ายเลยด้วยซํ้าเพราะพวกเขาอาจอยู่ใน “ฤดูกาลที่สี่” มาตั้งแต่เริ่มต้น…
สงครามกับความรัก-๑๔๒-ต่างคนต่างผงะไปเล็กน้อยแต่ก็ไม่มีใครเอ่ยทักทายกันมีเพียงความเงียบงันที่คืบคลานเข้ามาใครเล่าจะไปคิดว่าอดีตคนรักจะกลับมาเจอกันอีกครั้งในสถานการณ์เช่นนี้-----------------------สุพรรษา โบยหอย๖๘๐๓๕๐๒๔๘๐
-๑๔๓-กวาจะรูวายังรัก “รายงานครับ ! ! หมอคนใหม่ที่จะมาประจําการได้มาถึงแล้วครับ !”นายทหารยศพันเอกคนหนึ่งเอ่ยรายงานต่อผู้บังคับบัญชาของตน“ให้คนพาไปที่พักก่อน แล้วบ่ายโมงตรงค่อยพามารายงานตัวกับผม”พลโทปฐวีฐิติวัฒนานุกูล เจ้าของใบหน้าหล่อคม ผู้มีอํานาจสูงสุดในค่ายแห่งนี้เอ่ยตอบเสียงเรียบ ขณะสายตายังคงไล่อ่านเอกสารในมืออย่างจดจ่อชายหนุ่มวัย ๓๔ ปีผู้นี้คือพลโทที ่อายุน้อยที ่สุดเท ่าที ่กองทัพเคยมีมา ตําแหน่งนี้เขาได้มาด้วยความสามารถและผลงานอันโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ในสายตาองคนในกองทัพ เพราะการเติบโตมาในครอบครัวทหารทําให้ปฐวีได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มาจากผู้เป็นบิดามารดา
สงครามกับความรัก-๑๔๔-ในสายตาของผู้ใต้บังคับบัญชาเขาเป็นผู้บัญชาการที่น่าเคารพยําเกรง ดูเข้าถึงยาก มีบรรดาหนุ่มน้อยสาวน้อยตามขายขนมจีบไม่เว้นวันทําให้หลายคนเข้าใจว่าเขาคงไม่สนใจเรื่องความรัก...นายแพทย์โยธา สุวิทยปัญญา เขาคือศัลยแพทย์มากฝีมือ ดีกรีปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยชั้นนําของโลก เคยทํางานในโรงพยาบาลระดับประเทศ มีอนาคตที่ใคร ๆ ก็ต่างพากันอิจฉาตาร้อน แต่เขากลับเลือกสมัครมาเป็นแพทย์ประจําค ่ายทหาร ทั้ง ๆ ที่รู้ดีว ่าในช ่วงสงครามแบบนี้แพทย์ประจําการต้องตามหน่วยไปยังพื้นที่อันตรายไม่ต่างจากทหารแนวหน้า…เมื่อถึงเวลาบ่ายโมงตรง โยธายืนอยู่หน้าห้องผู้บัญชาการในชุดแพทย์ทหารอย่างเรียบร้อย ก่อนจะได้รับสัญญาณให้เข้าไปด้านใน เขาหยุดเท้าลงหน้าโต๊ะทํางานของปฐวีก่อนเอ่ยขึ้น“ผมนายแพทย์โยธา สุวิทยปัญญา ตั้งแต่วันนี้ไปจะมาประจําการที่ค่ายนี้ครับ”เมื่อได้ยินเสียงของคุณหมอคนใหม่ทําให้มือที่จับปากกาของปฐวีหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตาคมเงยขึ้นจากเอกสารอย่างช้า ๆ เพียงแค่สบตาทั้งคู่ก็จํากันได้ในทันทีต่างคนต่างผงะไปเล็กน้อยแต่ก็มีมีใครเอ่ยทักทายกันมีเพียงความเงียบงันที่คืนคลานเข้ามา ใครเล่าจะไปคิดว่าอดีตคนรักจะกลับมาเจอกันอีกครั้งในสถานการณ์เช่นนี้
กว่าจะรู้ว่ายังรัก-๑๔๕-“เชิญนั่ง”ผ่านไปเกือบหนึ่งนาทีปฐวีเป็นฝ่ายเอ่ยทําลายความเงียบก่อนด้วยนํ้าเสียงเรียบเฉย การพบปะรายงานตัวดําเนินไปอย่างเป็นทางการราวกับว่าคนทั้งสองไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทั้งที่ในหัวของทั้งคู่กําลังย้อนกลับไปยังช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตเมื่อหลายปีก่อนในตอนนั้น…ทั้งคู่ต่างยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีที่สองปฐวีเรียนอยู่ในคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง เพื่อเสริมความรู้ด้านการปกครอง ควบคู่ไปกับการรับราชการทหารเพราะเป็นมหาวิทยาลัยแบบเปิดและยังสามารถเรียนออนไลน์ได้ส ่วนโยธานั้นเรียนแพทยศาสตร์อยู ่ที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งวันหนึ่งหลังสอบเสร็จ ในขณะที่ปฐวีกําลังนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้านอย่างเหนื่อยล้าจู่ ๆ ก็มีร่างหนึ่งเดินผ่านหน้าเขาไปก่อนจะสะดุดขาตัวเองจนล้มคะมําลงกับพื้นซึ่งเขาก็คือโยธา เขารีบลุกขึ้นยืนจับราวทําเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าใบหน้ากลับแดงกํ่าด้วยความอับอาย“พลาสเตอร์ครับ”ปฐวีอมยิ้มกลั้นขําก่อนจะยื่นพลาสเตอร์ให้เมื่อเห็นแผลถลอกที่มือของอีกฝ่าย“ขอบคุณครับ”
สงครามกับความรัก-๑๔๖-โยธารับไว้พร้อมโค้งตัวเล็กน้อยเป็นการขอบคุณ ใบหน้าแดงกํ่ากว่าเดิมด้วยความเขินอายที่เพิ่มขึ้นเพราะเมื่อกี้เขาดันลมลงตรงหน้าอีกฝ่ายพอดีหลังจากวันนั้นทั้งคู่ก็ได้เจอกันบนรถไฟฟ้าบ่อย ๆ จึงได้ทําความรู้จักกัน เมื่อพูดคุยกันก็รู้สึกว่ามีความชอบและงานอดิเรกคล้ายกันผ่านไป ๑ ปีทั้งคู่ต่างมีความรู้สึกดีให้กัน หลายเดือนผ่านไปด้วยความสะบายใจและสิ่งต่าง ๆ ที ่มีความคล้ายคลึงกันทั้งคู ่ก็ได้เลื ่อนความสัมพันธ์กันกลายเป็นคู่รัก แต่แล้วความสัมพันธ์นั้นก็สิ้นสุดลงด้วยความเข้าใจผิดในเย็นวันหนึ ่งโยธาตั้งใจที ่จะบอกข ่าวว ่าเขาใจไปเรียนต ่อที่ต ่างประเทศและยังทําขนมนําไปให้ปฐวีที ่ค ่ายทหารโดยที ่ไม ่ได้บอกไว้ล่วงหน้า เมื่อไปถึงก็เห็นอีกฝ่ายกําลังทานข้าวหญิงสาวหน้าตาน่ารักคนหนึ่งด้วยความสงสัยโยธาจึงเรียกถามนายทหารที่อยู่ใกล้ๆ ก็ได้ความว่าหญิงสาวคนนั้นคือรินรดา ลูกสาวของพลทหารนายหนึ ่งในค ่ายแห ่งนี้เธอตามจีบปฐวีได้ปีกว่าแล้วและปฐวีก็ไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธหรือผลักไสเธอโยธารู้สึกเหมือนดวงตาร้อนผ่าว นํ้าตาใสค่อย ๆ ไหลย้อยออกมาจากดวงตา ถุงขนมที่อยู่ในมือถูกกําแน่นจนแหลกละเอียด เขาไม่ได้ปฏิเสธหรือผลักไส…แสดงว่าเขาก็คงรู้สึกดีกับเธอเหมือนกันสินะหลังจากวันนั้นโยธาก็ได้ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศโดยไม่บอกกล่าวหรือติดต่อกับปฐวีอีกเลย
กว่าจะรู้ว่ายังรัก-๑๔๗-กลับมาที่ปัจจุบันการรายงานตัวสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว ราวกับต่างฝ่ายต่างไม่อยากเจอหน้ากันนัก ทว่าในใจกลับไม่เคยลืมเลือนช่วงเวลาดีๆที่เคยมีกัน…ในอดีตโยธาเป็นคนที่ร่าเริงสดใส ยิ้มง่าย และค่อนข้างซุ่มซ่าม แต่ตอนนี้เขากลายเป็นคนที่สงบเสงี่ยมขึ้น ทําอะไรระมัดระวังมากขึ้น และไม่ได้สดใสเฉกเช่นเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว๓ เดือนผ่านไป โยธาและแพทย์พยาบาลอีกนับสิบชีวิตกําลังวุ่นวายกับการรักษาบาดแผลเบื้องต้นของเหล่าทหารและชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บจากการทําสงครามระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอยู่ในเต็นท์พยาบาล เหตุการณ์สงครามครั้งนี้ก่อให้เกิดผู้บาดเจ็บ พิการและเสียชีวิตเป็นจํานวนมาก“หมอโย รถพยาบาลมาถึงแล้วค่ะ”พยาบาลสาวคนหนึ่งวิ่งมารายงาน“พาผู้ป่วยเคสแดงไปก่อนเลยครับ ! แล้วก็ให้ทหารทยอยส่งตัวผู้ป่วยเคสขาวและเขียวไปส่งเขตในเขตที่ปลอดภัยได้เลย”โยธาเอ่ยพลางถอดถุงมือยางที่เปื้อนเลือดจากการผ่าตัดก่อนหน้าด้วยความเร่งรีบ ก ่อนจะล้างมือทําความสะอาดและนําถุงมือยางคู ่ใหม่มาสวมใส่ทางด้านปฐวีเองก็กําลังวางแผนการรบด้วยใบหน้าเคร่งเครียดเพื่อหาทางต่อสู้ที่ทําให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บน้อยที่สุด
สงครามกับความรัก-๑๔๘-“การเจรจาสงบศึกเป็นยังไงบ้าง”ปฐวีเอ่ยถามด้วยนํ้าเสียงเคร่งขรึม“ทางรัฐบาลส่งข่าวมาว่าทางฝั่งนั้นไม่ยอมเจรจาเลยครับ”นายทหารยศพันเอกผู้หนึ่งกล่าวรายงานต่อผู้บังคับบัญชา“และดูเหมือนว่าตอนนี้ทางฝั่งนั้นจะเพิ่มระยะการยิงจรวดไกลขึ้นอีกด้วย”“รีบให้คนส ่งข ่าวไปยังพลเอกให้รีบอพยพชาวบ้านบริเวณพื้นที่เสี่ยงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทําได้”ปฐวีวางแผนไว้ว่าจะอพยพชาวบ้านออกไปจากพื้นที่เสี่ยงให้หมดก่อนจากนั้นจึงเตรียมปะทะกับศัตรูอย่างเต็มรูปแบบ“แล้วสถานการณ์ทางเต็นท์หน่วยแพทย์ล่ะเป็นไงบ้าง”“ทางนั้นรายงานมาว ่าตอนนี้กําลังเริ ่มส ่งตัวผู้ป ่วยวิกฤตไปยังโรงพยาบาลนอกเขตสงคราม และทยอยอพยพผู้ป่วยที่อาการไม่ร้ายแรงไปที่ปลอดภัยแล้วครับ”…ตกบ ่ายปฐวีก็ได้เดินทางมายังเต็นท์พยาบาลซึ่งอยู่ห ่างจากที่ตั้งฐานทัพชั่วคราวเพียงไม่กี่กิโลเมตร โดยที่ไม่ได้บอกใคร
กว่าจะรู้ว่ายังรัก-๑๔๙-ร่างสูงในเครื่องแต่งกายประจําตําแหน่งเดินตรงไปยังเต็นท์ที่พักของแพทย์ในขณะนี้มีแพทย์กําลังพักผ่อน ๓ คน ทว่าสายตาของเขาก็เอาแต่จ้องมองไปยังวาโยผู้เป็นอดีตคนรักวาโยกําลังนั่งพักผ่อนอยู่บนเตียงเขามีท่าทีอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด ก่อนหน้านี้หลังจากป่าตัดผู้ป่วยเคสแดงคนสุดท้ายเสร็จก็มีอาการหน้ามืดจนคนอื่น ๆ ต้องบังคับให้เขามานั่งพักผ่อน“พลโท ! ? คุณมาได้ยังไงครับเนี่ย”นายแพทย์คนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจพลโท ? ปฐวีงั้นเหรอ เขามาทําอะไรที่นี่กัน ?“เอ่อ ผมแค่จะมาเช็คดูว่าที่นี่ขาดเหลืออะไรไหมน่ะครับ จะได้ให้คนจัดเตรียมไว้ให้”เมื่อถูกเจอตัวแล้ว เขาจึงจําต้องหาเรื่องแถเพื่อเอาตัวรอดไปก่อน“ที่นี่ไม่ขาดอะไร-”นายแพทย์คนนั้นยังพูดไม่ทันจบวาโยก็เอ่ยแทรกขึ้น“ไม่คิดเลยนะครับว่าเรื่องแค่นี้พลโทถึงกับต้องมาตรวจสอบด้วยตัวเองเลยทั้ง ๆ ที่คงจะงานยุ่งมากแท้ๆ แต่ไม่ว่าจะขาดเหลืออะไรพวกเราก็ไม่ขอรบกวนพลโทหรอกครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็เชิญกลับไปเถอะครับพวกเราจะพักผ่อน”“เดี๋ยวสิ! ผมขอคุยกับคุณหน่อยได้หรือเปล่าโย”เขาสาวเท้าก้าวมาอยู่ตรงหน้าวาโย
สงครามกับความรัก-๑๕๐-“คุย ? เรามีอะไรให้คุยกันด้วยเหรอครับพลโท”ร่างโปร่งเงยหน้ามอง แววตาสั่นระริก ตอนนี้เขาไม่อยากจะคุยอะไรทั้งนั้นแค่รักษาคนไข้ก็เหนื่อยกายมากแล้วไม่อยากเหนื่อยใจเพิ่มอีก“ก็เรื่องของ-”ครืด ครืด ครืด ~ปฐวีพูดไม่ทันจบทันใดนั้นเสียงสั่นของโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงก็ดังขึ้น“ว่าไง”[พลโทครับสายเรารายงานมาแล้วครับ]“เดี๋ยวผมรีบกลับไป”เขากดวางสายแล้วหันมาพูดกับวาโย“ไว้วันหลังผมจะมาใหม่”พูดจบไม่รอให้โยธาตอบ เขาก็เดินออกไปเลยโยธารับรู้ได้ถึงสายตาสองคู่ที่จ้องมองมาด้วยความสงสัยก็ลุกขึ้นไปตรวจคนไข้ต่อ...เมื ่อปฐวีเดินทางกลับมาถึงฐานบัญชาการชั ่วคราวก็เดินไปยังเต็นท์ที่ด้านในเต็มไปด้วยอุปกรณ์ติดต่อหลากหลายชนิด“สายว่าไงบ้าง”
กว่าจะรู้ว่ายังรัก-๑๕๑-เขาไม่รอช้าเอ่ยถามพลทหารที่รับผิดชองในการติดต่อสื่อสารกับทหารสายลับทันที“ทางนั้นส่งข่าวมาว่-”ตู้ม ! ! !ทันที ่พลทหารนายนั้นจะได้เอ ่ยรายงานเสียงระเบิดก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณฐานบัญชาการชั่วคราว พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงทางด้านโยธาเมื่อได้รับข่าวก็แทบล้มทั้งยืน เขารีบวิ ่งไปหยิบกระเป๋าพยาบาลจากนั้นจึงขอให้ช่วยมาตนไปยังฐานบัญชาการชั่วคราวทว่าพวกเขาไม่สามารถพาโยธาไปได้เนื่องจากตอนนี้บริเวณนั้นได้กลายเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงจากระเบิด พวกเขาไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าศัตรูจะยิงระเบิดมาอีกเมื่อไหร่หยาดนํ้าตาค่อย ๆ ไหลรินอาบสองแก้มเนียนของโยธา เขาร้องไห้ปานจะขาดใจจนแพทย์และพยาบาลต้องเข้ามากอดปลอบใจทั้ง ๆ ที่ได้กลับมาเจอกันแล้ว ทั้ง ๆ ที่มีโอกาสได้คุยกันแล้วแท้ๆแต่ทําไมล่ะ ทําไม่ต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นด้วยอารมณ์โศกเศร้า และสะเทือนใจทําให้โยธาสลบลงไปในที่สุดก่อนหน้านี้โยธาคิดว่าตัวเองตัดใจจากอีกฝ่ายได้นานแล้วแต่ไม่ใช่เลยเป็นเขาที่หลอกตัวเองว่าตนไม่ได้รู้สึกรักปฐวีแล้ว
สงครามกับความรัก-๑๕๒-ทว่าในฐานบัญชาการชั่วคราวที่เต็มไปด้วยร่างไร้วิญญาณของเหล่าทหารหลังโดนศัตรูยิงระเบิดโจมตีกลับมีร่างของทหารนายหนึ่งกําลังขยับอยู่ท่ามกลางซากศพนับร้อย…END.
กว่าจะรู้ว่ายังรัก-๑๕๓-
สงครามกับความรัก-๑๕๔-แต่เราเลิกกันไปตั้งนานแล้วนะเมย์จะมายุ่งกับเราอีกทำไมในเมื่อเมย์เป็นคนทิ้งเราไปเอง-----------------------ณัฐธิดา รักษาพล๖๘๐๓๕๐๘๑๓๑
-๑๕๕-สงครามดวงใจ ณ รามคําแหง บ่ายวันหนึ่งในช่วงต้นเทอม ช ่วงฤดูร้อนที ่มีลมพัดผ ่านใบหญ้าที่ปลิวไสว มีเสียงนกร้องที่ดังกึกก้องเป็นช่วงขณะ บรรยากาศค ่อนข้างดีวันนั้นแดดไม่ค่อยจัดณ มหาวิทยาลัยรามคําแหงมีผู้คนนับร้อย นับพัน เดินสวนกันไปมา สถานที่แห่งนี้มีหญิงสาวคนหนึ่งเธอชื่อ ‘ภูริมาศ’ มีชื่อเล่นว่า ‘พิมพ์’เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคําแหง อยู่ชั้นปีที่ ๑ คณะสื่อสารมวลชนสาขานิเทศศาสตร์เธอเป็นคนสดใสร่าเริง และมีเพื่อนเยอะ เป็นที่รู้จักกับคนหมู่มาก เธอชอบถ่ายรูปเป็นชีวิตจิตใจ เนื่องจากพิมพ์เป็นคนน่ารักสดใสใครเห็นก็ชอบ‘โยธา’ หนุ่มนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ชั้นปีที่ ๓ มีรูปร่าง สูงขายาว หล่อและมีเสน่ห์เป็นที่หมายปองของสาว ๆ ในมหาวิทยาลัย และ‘ภูริ’ หนุ่มนักศึกษาชั้นปีที่ ๓ คณะสื่อสารมวลชน สาขานิเทศศาสตร์มีนิสัย
สงครามกับความรัก-๑๕๖-ขี้เล่น น่ารัก เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ทั้งสองคนเป็นเพื่อนรักกัน ต่างฝ่ายต่างชอบพิมพ์และไม่มีใครแสดงอาการออกมาให้เห็นวันหนึ่งทั้งสองคนได้พบกับ ‘พิมพ์’ โดยบังเอิญในขณะที่ ‘พิมพ์’กําลังเดินถ่ายภาพท้องฟ้าอยู่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยรามคําแหงอยู่นั้นเองขณะเดียวกัน ‘โยธา’ กําลังเดินคุยกับ ‘ภูริ’ แต่ไม่ทันเห็น ‘พิมพ์’ ที่กําลังเดินถ่ายรูปอยู่นั้น ก็ได้เผลอเดินชนเข้ากับพิมพ์ทําให้กล้องที่อยู่ในมือของพิมพ์ตกลงกับพื้นอย่างไม่ทันระวัง“ตุ๊บ” เสียงกล้องตก“ขอโทษครับเป็นอะไรไหมครับ”“กล้องหนู!”“กล้องเสียหายตรงไหนบ้างไหมครับ”“เลนส์กล้องน่าจะพังแล้วค่ะ ฮื่อ ๆ”“เดี๋ยวพี่รับผิดชอบเองครับ งั้นพี่ขอไลน์เราไว้หน่อยได้ไหมครับ” โยธาถาม“ฮื่อ ๆ ก็ได้ค่ะ” หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้แลกไลน์กันพูดคุยติดต่อกันเรื่องกล้องทางไลน์สองสัปดาห์ต่อมา กล้องของพิมพ์ก็ซ่อมเสร็จ และโยธาก็เริ่มมีใจให้กับพิมพ์มาเรื่อย ๆ และเริ่มที่จะจีบพิมพ์อย่างจริงจัง โดยที่ภูริไม่รู้เรื่อง
สงครามดวงใจ ณ รามคําแหง-๑๕๗-ทั้งสองคนเริ่มมีใจให้กัน และเริ่มพูดคุยกันเรื่อย ๆ จนวันหนึ่ง ‘เมทินี’ชื่อเล่น เมย์ซึ่งเป็นแฟนเก่าของโยธาก็ได้กลับมาต่างประเทศ และรู้เรื่องระหว่างโยธากับพิมพ์ก็เกิดอาการหึงหวงเกิดขึ้น จนเมย์ไปดักเจอกับพิมพ์ที่โรงจอดรถของคณะสื่อสารมวลชน ในขณะที่พิมพ์กําลังเดินไปที่รถ เมย์ที่ดักรออยู่ก็พูดขึ้นว่า“เธอชื่อพิมพ์ใช่ไหม” เมย์พูดขึ้น“คะ…พี่เรียกหนูหรอคะ ?” พิมพ์พูดตอบแบบงง ๆ“ใช่!... ฉันเรียกเธอนั่นแหละ”“พี่มีอะไรหรือเปล่าคะ…”“เธอใช่แฟนของโยธาหรือเปล่า”“เปล่าค่ะ... แค่คุยกันอยู่ค่ะ”“ทําไมหรอคะ”“ไม่รู้หรอว่าโยธามีแฟนแล้ว ! ! !”“อ่าว… หรอคะ ไม่เห็นพี่โยธาพูดถึงนะคะ”หลังจากที่พิมพ์ตอบเมย์ไปนั้น ยิ่งทําให้เมย์โมโหกับประโยคนั้นมาก“เธอไม่รู้หรอว่าฉันเป็นใคร… ?”“หนูไม่ทราบหรอกค่ะ ว่าพี่เป็นใคร”“ฉันจะบอกอะไรให้นะ ว่าฉันนี่แหละเป็นแฟนของโยธา”“หนูไม่ทราบเลยค่ะว่าพี่โยธามีแฟนแล้ว”
สงครามกับความรัก-๑๕๘-“งั้นเธอก็รู้ไว้ซะ… ว่าฉันนี่แหละเป็นแฟนของโยธา แล้วเธอก็เลิกยุ่งกับเขาซะ เข้าใจไหม ?”คําพูดของเมย์ทําให้พิมพ์อึ้งเป็นชั่วขณะ หลังจากนั้นพิมพ์ก็ไม่ตอบแชทโยธาอีกเลย ทําให้เขาเกิดความสงสัยว่าทําไมเธอถึงเงียบหายไปจนกระทั่งโยธาเดินไปดักเจอพิมพ์ที่คณะแต่ก็เห็นพิมพ์นั่งคุยกันอย่างสนุกสนานกับภูริทําให้เขาเข้าใจผิดคิดว่าที่พิมพ์ตีตัวออกห่างจากเขาเพราะว่าพิมพ์อาจจะชอบภูริด้วยเช่นกัน แต่ก็ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจโดยไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงว่าเป็นเพราะอะไร และไม่กล้าเดินไปถามเข้าตรง ๆวันต่อมาโยธาได้บังเอิญเจอกับเมย์จึงได้รู้ว่าเมย์กลับมาจากต่างประเทศได้หลายเดือนแล้ว และได้คุยกันตามประสาคนรู้จักกันสักพักที่ร้านกาแฟในมหาวิทยาลัย ในขณะนั้นเองตาของเขาก็เหลือบไปเห็นพิมพ์และภูริเดินมาด้วยกัน เมย์จึงเอ่ยทักทายเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันมา“Hi... เป็นยังไงบ้างภูริสบายดีไหม ?”“อ้าวเมย์กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เห็นบอกกันบ้างเลย”“กลับมาสักพักแล้วล่ะ แล้วนี่ใครหรอ... ?”“อ๋อ… น้องพิมพ์น่ะ รุ่นน้องที่คณะ”“อ่าวหรอ เราคิดว่าเป็นแฟนของภูซะอีก”“ไม่… ตอนนี้ยังไม่ใช่” ภูริพูดพร้อมกับแอบชําเลืองมองพิมพ์แล้วแอบยิ้มโยธาที่ยืนฟังอยู่ก็เกิดอาการไม่พอใจ
สงครามดวงใจ ณ รามคําแหง-๑๕๙-“แล้วเมื่อไหร่จะได้เป็นแฟนกันล่ะ” โยธาถามขึ้นว่าพร้อมกับมองไปที่หน้าของพิมพ์“ที่หายไปเพราะแบบนี้หรอ…”“ทําไมคะ”“ทั้งที่พิมพ์ก็คุยอยู่กับพี่แล้วยังคุยกับเพื่อนพี่อีกด้วยเนี่ยหรอ ?”“แล้วพี่คุยกับพิมพ์ทั้งที่มีแฟนอยู่แล้วเนี่ยหรอ ! ! !”“ห๊ะ... ใครคือแฟนพี่ ?”“ก็พี่เมย์ไงคะ ที่บอกกับหนูว่าเป็นแฟนพี่ แล้วก็บอกอีกว่าให้หนูเลิกยุ่งกับพี่”“เปล่านะ เมย์แค่บอกว่าเป็นเพื่อนของโยธาเอง น้องไปเอาคําพูดนี้มาจากไหนกันคะ เราไม่รู้จักกันด้วยซํ้า”โยธาหันไปมองหน้าเมย์เมย์ทําหน้าตาเลิ่กลั่กใส่โยธา ภูริยืนฟังด้วยความงงและสับสนกับเหตุการณ์ตรงหน้า แล้วถามโยธา“อ่าว... นี่แกก็ชอบน้องพิมพ์เหมือนกันหรอเนี่ย”“ก็ใช่น่ะสิ! แกดูไม่ออกเลยเหรอว่าฉันชอบน้องมาตั้งนานแล้ว”“แกก็ชอบน้องเหมือนกันหรอ”“ใช่… ฉันชอบน้องมานานแล้ว”“นี่เธอ ! เสน่ห์แรงนักหรอที่มีผู้ชายมารุมจีบถึงสองคน”
สงครามกับความรัก-๑๖๐-เมย์ยืนฟังอยู่ก็เกิดความอิจฉาที่ชายหนุ่มทั้งสองก็ต่างชอบพิมพ์กันทั้งคู่ ทําให้เมย์โมโหมากและเดินไปผลักที่ไหล่อย่างแรง เมื่อพิมพ์ล้มลงทั้งโยธาและภูริก็ต่างรีบเข้าไปพยุงตัวพิมพ์ขึ้นและถามด้วยห่วงใยว่า“น้องพิมพ์เจ็บตรงไหนไหมคะ”“ไม่เจ็บค่ะ”ทางฝ่ายโยธาก็โกรธจัดและไปกระชากแขนของเมย์อย่างแรง“มันจะมากเกินไปแล้วนะเมย์ทําไมถึงทําแบบนี้”“ก็มันมายุ่งกับคนของฉันนิ!”“แต่เราเลิกกันไปต่างนานแล้วนะ เมย์จะมายุ่งกับเราอีกทําไม ในเมื่อเมย์เป็นคนทิ้งเราไปเอง”“ก็ตอนนั้นเมย์ไม่มั่นใจว่าโยธาจะดูแลเมย์ได้หรือป่าว เมย์ขอโทษ”“ก็ในเมื่อเลิกกันแล้วจะมายุ่งกันอีกทําไม ? แล้วนี่ยังมาทําร้ายร่างกายน้องพิมพ์อีก”ทางฝ่ายของภูรินั้นก็โมโหทั้งสองไม่แพ้กัน แล้วพูดขึ้นว่า“ทั้งหมดมันเป็นเพราะแกคนเดียว ! ! น้องพิมพ์เลยต้องมาเจ็บตัวแบบนี้อีก มันใช่เรื่องไหม ?” ภูริถามด้วยความโมโหหลังจากภูริพูดจบ ภูริก็ได้ผลักไปที่ไหล่ของโยธาอย่างแรงจนตัวเซฝ่ายของโยธาก็ไม่ยอมจึงผลักภูริกลับ จนทั้งสองเริ่มมีปากเสียงกันรุนแรงเพิ่มขึ้น“หยุดเดี๋ยวนี้นะ ! พอเลยค่ะทั้งสองคน”
สงครามดวงใจ ณ รามคําแหง-๑๖๑-“พิมพ์ขอตัวก่อนนะคะ” พิมพ์พูดขึ้นเสียงแข็งและกําลังจะเดินออกไป“ไปกับพี่” โยธาพูดเสียงนิ่งและจับมือพิมพ์“ไม่ ! ปล่อยพิมพ์นะ !” พิมพ์พูดและสะบัดมือโยธาออก แต่ทว่าแรงของพิมพ์สู้แรงของโยธาไม่ได้ภูริเห็นแบบนั้นจึงจะช่วยพิมพ์ให้มือหลุดจากโยธา แต่โยธากลับจับมือพิมพ์แน่นขึ้นกว่าเดิมและดึงพิมพ์ให้ตามไปที่รถ พิมพ์เดินตามไปแบบไม่เต็มใจนักแต่ก็ขัดขืนไม่ได้เพราะโยธาจับมือไว้แน่น“โยธา ! โยธา ! โยธา ! ! !” เมย์ตะโกนเรียกโยธาอย่าสุดเสียงดังมาก แต่โยธากลับไม่สนใจและขับรถออกไปพร้อมกับพิมพ์ปล่อยให้เมย์และภูริยืนงงกับการกระทําของเขาหลายเดือนผ่านไปจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้นเมย์ก็ได้กลับไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ และภูริก็ไม่ได้ติดต่อกับโยธาตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องและไม่รู้ว่าหลังจากที่โยธากับพิมพ์ขับรถออกไปเกิดอะไรขึ้นบ้าง ส ่วนโยธาก็ตามจีบพิมพ์ต่อไปแต่พิมพ์ก็ไม่ใจอ่อนเสียที
สงครามกับความรัก-๑๖๒-รถบริการเคลื่อนที่คันนั้นแล่นไกลออกไปทุกทีๆจนลับสายตา เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ามืดครึ้มฝนลงเม็ดปรอย ๆ คลุกเคล้ากับน้ำตาของลูกผู้ชายที่หลั่งรินตามทาง นี่มันเกิดอะไรขึ้น…-----------------------กรกช ทองมี๖๘๐๓๕๐๘๓๖๒
-๑๖๓-ศึกรักของนักรบ เช้าวันนี้ฝุ่นพีเอ็มสองจุดห้ากางปีกปกคลุมไปทั่วทั้งกรุงเทพมหานครมันจับตัวกันหนาแน่นราวกับหมอกหนาสีขาวในยามเช้าของฤดูหนาวที่ผมเคยเห็นตอนเด็กเมื่อหลายปีมาแล้วผมนั่งอยู่บนบันไดทางเข้าตึกคณะนิติศาสตร์พยายามเพ่งสายตาฝ่าม่านฝุ่นสีขาวออกไป มองไปทางไหนก็ขาวโพลนไปหมด ฝุ่นมฤตยูได้เข้ายึดครองพื้นที่ทุกตารางนิ้วของมหาวิทยาลัย แต่ถึงกระนั้น ผมก็ยังพอมองเห็นพ่อขุนรามคําแหงที่ลานพ่อขุนฯ ได้ราง ๆ ท ่านยังคงนั ่งสงบนิ่งสง่างาม อยู่บนบัลลังก์มิได้ไม่หวั่นไหวไปกับเจ้าหมอกพิษที่โอบล้อมองค์ท่านแต่อย่างใดผมละสายตาจากลานพ่อขุนฯ เงยหน้าขึ้นไปที ่ต้นสุพรรณิการ์หน้าตึกคณะนิติศาสตร์ฝูงนกกาเหว่าตาสีแดง หางยาว ตัวสีดําบ้างสีนํ้าตาลลายจุดสีขาวบ้าง ที่เคยตะเบ็งเสียงร้องแข่งกันเซ็งแซ่อยู่ตามกิ่งไม้
สงครามกับความรัก-๑๖๔-เช้าวันนี้ไม่รู้ว่าหายไปอยู่ที่ไหนกันหมด มหาวิทยาลัยรามคําแหง หัวหมากยามนี้มันช่างเงียบเหงาราวกับอยู่ในป่าช้าตรงกันข้ามกับภายในใจของผม แทนที่มันจะสงบนิ่งเหมือนบรรยากาศรอบตัว มันกลับว้าวุ่นและสับสน ไอ้ตัวความรักมันลงนอนดิ้นทุรนทุราย เตะถีบห้องหัวใจทั้งสี่ จนแทบจะทะลุออกมาข้างนอกได้ทุกนาทีถ้าใครเอามือมาวางบนหน้าอกของผมตอนนี้เสียงเต้นของหัวใจผมมันคงดังกระแทกกระทั้นราวกับเสียงกลองทํานองเพลงร็อค เหมือนท่านนายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นกําลังกระหนํ่าตีกลองชุด เพื่อคลายความเครียดจากปัญหารอบด้านของประเทศ“สโนว์ครับ ผมคิดถึงคุณเหลือเกิน ผมจะไปหาคุณ ผมจะพาคุณมาทําความรู้จักกับอาจารย์จิ๋ว แม่บุญธรรมของผม เธอจะได้หมดห่วงและเลิกยุ่งกับชีวิตผมเสียที”“อ้าว นักรบ หนีมานั่งอยู่นี่เองเหรอลูก”เสียงเรียกของอาจารย์จิ๋ว ปลุกผมตื่นจากภวังค์ผมหันไปมองตามเสียง อาจารย์จิ๋วเป็นหญิงวัยกลางคน รูปร่างท้วม เธอเป็นสาวโสดหน้าตาพอไปวัดไปวาได้ตอนคํ่า ๆ เธอสอนวิชาภาษาไทยอยู่ที่ตึกคณะมนุษยศาสตร์ตึกที่อยู่ข้าง ๆ ตึกที่ผมนั่งอยู่นี้เธอเป็นเหมือนแม่คนที่สองของผม รักและเอ็นดูผมมาก คงเป็นเพราะผมเป็นลูกกําพร้า หลังจากหย่อนตัวลงนั่งข้าง ๆ เธอใช้มือทั้งสองข้างช้อนหน้าผมขึ้นมาอย่างทะนุถนอมผมมองเห็นความรักและความเมตตาสะท้อนผ่านม่านนํ้าตาที่เกือบจะไหล
ศึกรักของนักรบ-๑๖๕-เอ่อล้นออกมาทางหางตาของเธอ เธอลูบใบหน้าและแขนขาผมอย่างเบามือพลิกซ้ายพลิกขวาตรวจดูสองสามรอบ“แผลเริ่มตกสะเก็ดแล้ว กลับคณะกันเถอะลูก วันนี้ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด เชื่อแม่นะ รออีก ๒-๓ วัน ให้แผลหายสนิทก่อน แล้วค่อยออกไปนะ”แม้จะรู้ว่าเธอสงสารและเป็นห่วงที่ผมไม่มีพ่อแม่ดูแลเหมือนคนอื่น ๆแต่ผมโตแล้วผมไม่ใช่เด็กๆและที่สําคัญผมมีแฟนแล้วชื่อน้องสโนว์นี่ถ้าเธอมาเห็นผมตอนนี้เธออาจจะล้อว่าผมโตแล้วแต่ยังติดแม่เหมือนเด็กทารก เธออาจจะเห็นว่าผมอ่อนแอแล้วหันไปชอบไอ้ทรัมป์หรือไอ้ฮุนนักเลงโตคณะรัฐศาสตร์ก็ได้ผมรับไม่ได้ครับแม่คิดดังนั้นแล้ว ผมจึงดิ้นและสะบัดตัวจากอาจารย์จิ๋ว พอหลุดจากมือเธอได้ก็ออกวิ่งกะโผลกกะเผลกตรงไปข้างหน้า แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวหลังกลับไปมอง ผมเห็นอาจารย์จิ๋วตัวค่อย ๆ เล็กลง เล็กลง จนตัวเล็กจิ๋วสมชื่อ และหายวับถูกกลืนไปในหมอกสีขาว พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกที่ค่อย ๆ หรี่เบาลง เบาลง จนไม่ได้ยินเสียงในที่สุดผมพยุงตัวเดินข้ามถนนผ่านลานพ่อขุนฯ ไปจนถึงคณะศิลาบาตรที่อีกฝั่งหนึ่งของถนน รู้สึกเจ็บแปลบ ๆ ที่แผลเล็กน้อย เจ็บแค่นี้ผมทนได้วันนี้ผมตั้งใจว่าต้องเอาคืนไอ้ทรัมป์กับไอ้ฮุน ให้หายเจ็บใจที่พวกมันทําให้ผมเจ็บตัวต้องนอนแซ่วอยู่ที่คณะมนุษย์ศาสตร์ไม ่ได้เห็นหน้าน้องสโนว์หลายวัน
สงครามกับความรัก-๑๖๖-ผมค่อย ๆ เดินลัดเลาะไปตามทางเดินเท้าด้านหลังตึกศิลาบาตรทะลุไปจนถึงตึกคณะรัฐศาสตร์ถิ่นของน้องสโนว์ใช่แล้วเธอเป็นดาวคณะรัฐศาสตร์ผมพบเธอครั้งแรกที่นี่เมื่อเดือนก่อน และกามเทพแผลงศรปักอกผมอย่างจัง เธอเป็นรักแรกพบของผมน้องสโนว์ เป็นสาวขาวสวย ดวงตากลมโตสีนํ้าตาล จมูกโด่งริมฝีปากบาง นํ้าเสียงไพเราะ ผมเดินเข้าไปทักเธอก่อน เราพูดคุยกันอย่างถูกคอ หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา เรานัดกันที่โรงอาหารตึกนพมาศเป็นประจํา พ ่อค้าแม ่ค้าในโรงอาหารต ่างมองดูเราด้วยสายตาที ่เอ็นดูสัญชาตญาณบอกผมว่าเธอเองก็มีใจให้ผมไม่น้อยผมกําลังจะอ้าปากบอกรักเธอ ทันใดนั้น หมัดนับสิบก็ประเคนเข้าที่ใบหน้าและลําตัวของผม ท้องนภาพลันมืดมิด ดาวเดือนพร่างพราวระยิบระยับวับแวบแสบนัยน์ตา ผมพยายามกลั้นใจฮึดสู้เหวี่ยงหมัดซ้ายหมัดขวาที่แสนจะอ่อนแรงปวกเปียกโต้ตอบ พยายามเพ่งสายตามองศัตรูไอ้พวกหมาหมู่ มันเป็นใครกัน แน่จริงสู้กันตัวต่อตัวซิวะ ผมไม่ทันได้ระวังตัวจึงถูกกระแทกอย่างแรงจากทางด้านหลัง ล้มกลิ้งหลายตลบไม่เป็นท่ามันตามมากระโดดขึ้นคร่อมตัว ผมรู้สึกเจ็บจี๊ดที่ใบหูเหมือนโดนกัด พอได้สติก็สลัดตัวอย่างแรงจนหลุดจากมัน เอามือคลําที่หูมีนํ้าเหนียว ๆ ไหลย้อยลงมาที่ตา แล้วหยดติ๋ง ๆ ลงบนพื้นปูนซีเมนต์กลิ ่นคาวคละคลุ้งเตะจมูกใช่ เลือดผมเอง ผมถูกมันกัดหูไอ้เวรนี่มันผิดกติกา มึงมันหมาลอบกัดไม่มีศักดิ์ศรีลูกผู้ชายเอาเสียเลย
ศึกรักของนักรบ-๑๖๗-ผมกัดฟันกรอด ๆ รวบรวมแรงที่เหลืออยู่ พยุงยกตัวขึ้นมา นี่มันทําผมถึงกับเลือดตกยางออก หน้าตาแขนขาผมเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะ ไอ้สัตว์เอ้ย มึงมากันสองตัวรุมกูผมได้ยินเสียงพวกมันพูดกันแว่วมาหมือนอยู่ไกล ๆ“ไอ้ฮุน มึงเผด็จศึกมันเลย เอาให้ตาย หนอยแน่ไม่รู้จักซะแล้วว่าแถวนี้ใครใหญ่กล้าข้ามถิ่นมาจีบน้อง สโนว์ของกูถึงที่นี่ มันวอนเจ็บตัวเอง”ไอ้ตัวอ้วนใหญ ่ ชื ่อ ทรัมป์ตัวดํา หน้าย ่น ตาโปน จมูกสั้นปากกว้าง แบบไอ้นี่มันตัวผู้ร้ายในวรรณคดีไทยชัด ๆ ผมเคยนั่งฟังอาจารย์จิ๋วสอนวิชาวรรณกรรมชิ้นเอก ตัวผู้ร้ายนี่ต้องรูปชั่วตัวดํา ความระยําเต็มสิบใครเห็นก็ร้องอ๋อไอ้ตัวเล็ก กระดํากระด่าง หน้าตอบ ผอมโซยังกะคนติดกัญชาหันมามองลูกพี่ของมัน แล้วพยักหน้าหงึก ๆ ไอ้นี่สันดานลูกขุนพลอยพยัก“ได้เลยพี่ทรัมป์เดี๋ยวน้องฮุนจัดให้” มันหันมาหาผม“ไอ้หน้าจืด เมื่อกี้กูฝากเขี้ยวสลักเป็นรอยสักที่หูมึง คราวนี้กูจะส่งมึงไปนรกโชว์รอยสักสวยๆ ให้ยมบาลท่านชื่นใจ” พูดพลางมันคํารามเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ยกคอตัวแข็งเดินย่างสามขุมเข้ามาหาผมแล้วผมจะรออะไรล่ะครับ ผมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ทะลึ่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ใส่ตีนหมาวิ่งซิครับ พรวดเดียวมาโผล่ที่คณะมนุษย์ศาสตร์ทั้งอาจารย์ทั้งนักศึกษาใต้ถุนตึกพากันแตกตื่น แตกกระเจิงกันไปคนละทางสองทาง โชคดีว่าอาจารย์จิ๋วอยู่ตรงนั้นพอดีเธอเห็นสภาพอันน่าสังเวช
สงครามกับความรัก-๑๖๘-ของผม จึงรีบกันตัวผมออกมาก่อนจะโกลาหลกันมากไปกว่านี้แล้วพาผมไปล้างแผลใส่ยา เธอทําไปบ่นไป เสียงบ่นพึมพําเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับผม“ไม่เคยเชื่อแม่เลย เป็นไงล่ะ นักรบ เจอเจ้าถิ ่นเข้าแล้วละซิยับเยินทั้งตัวกลับมาเชียว”“เรื่องตีกันในมหาวิทยาลัยนี่ แม่ไม่ชอบเลย เดี๋ยวนี้มันรวมกันเป็นกลุ่ม ๆ จับจองพื้นที่เป็นเจ้าถิ่น จีบสาวข่มกันแล้วก็ตีกัน แม่คงทําเฉยต่อไปไม่ได้ละ ถึงเวลาที่ต้องทําอะไรซักอย่าง ไม่งั้นปัญหานี้คงจะใหญ่โตบานปลาย เสียชื่อมาถึงมหาวิทยาลัย”อาจารย์จิ๋วหยอดนํ้าข้าวต้มให้ผมอยู ่หลายวัน ระหว ่างพักฟื้นร่างกาย สมองผมมันคิดแต่จะเอาคืนไอ้พวกนั้น ผมก็ลูกผู้ชายฆ ่าได้หยามไม่ได้โว้ย ผมร่างแผนการแก้แค้นไว้วันนี้จะได้เห็นดีกันสมองหยุดคิดเมื่อผมเดินมาถึงตึกโรงอาหารที่ตึกนพมาศผมค่อยๆย่องไปยืนหลบตรงข้างประตูทางเข้า ซุ่มมองดูความเคลื่อนไหวภายในและภายนอกโรงอาหาร วันนี้ผู้คนในโรงอาหารค่อนข้างบางเบา โต๊ะรับประทานอาหารจํานวนมากไม่มีคนนั่ง นาน ๆ ทีจะมีเสียงจานชาม ช้อนส้อมกระทบกันดังมาจากโต๊ะวางจานที่รับประทานแล้ว ตรงทางเข้าด้านขวามือ อาเฮียขายกล้วยทอดกําลังคุยกับอาเจ๊ร้านข้าวแกงที่อยู่ข้าง ๆ ด้านนอกตึกตรงลานจอดรถมีรถจอดอยู่สามคัน รถเก๋งสองคัน คันหนึ่งสีขาว อีกคันสีดําและถัดไปเป็นรถบริการเคลื่อนที่สีขาว เสียงของอาเฮียขายกล้วยทอดดังขึ้น
ศึกรักของนักรบ-๑๖๙-“เป็นอย่างไรบ้างเจ๊วันนี้ขายดีไหม ผมขายไม่ดีเลย เพราะไอ้ฝุ่นสองจุดห้าพีเอ็มนี่แหละ ทําให้เด็กไม่มาเรียนกัน”อาเฮียขายกล้วยทอดอายุราวห้าสิบปีหน้าเสี้ยมแหลม ผอมสูงใส่เสื้อยืดสีขาวกางเกงสีดํากําลังคุยกับเจ๊ร้านข้าวแกงวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปีผิวขาว รูปร่างอวบ นางใส่สร้อยคอ สร้อยข้อมือทองเส้นใหญ่ แหวนทับทิมพม่าสีชมพูเม็ดใหญ่ล้อมเพชร ยังกะตู้ทองเคลื่อนที่ น่าจะเป็นเจ้าของร้านทองขายเพชรมากกว่าร้านข้าวแกง นางหันมายิ้มให้อาเฮียขายกล้วยทอดแว่บนึง แล้วหันกลับไปกรีดนิ้วจับทัพพีตักอาหารใส่จานให้ลูกค้า เสร็จแล้วนางจึงหันมาตอบอาเฮียขายกล้วยทอด“พอขายได้นะคะเฮีย แต่บางวันของก็เหลือบานเบอะ ต้องเทให้หมาให้แมวแถวนี้มันช่วยกิน”เจ๊ร้านขายข้าวแกง หัวเราะคิก ๆ แล้วก็ไอแห้ง ๆ ตามมาอีกสองสามครั้ง นางเป็นคนคุยเก่ง ร่าเริง มีอารมณ์ขัน มองโลกในแง่ดีแต่บทจะร้าย นางก็ร้ายเอาเรื่องเหมือนกัน“ขายดีแบบเทนํ้าเทท่า เหมือนในนิทานศรีธนญชัยที่หนูเคยฟังจากพอดแคสต์ไงเฮีย แต่ให้หมาให้แมวกิน มันดีกว่าเททิ้งนะเฮีย ทําทานกับหมากับแมว ชาติหน้าจะได้มีกินอุดมสมบูรณ์ไงคะเฮีย”อาเฮียพยักหน้า แต่ในใจนึก“กูถามนิดเดียว ตอบเสียยาวเลยมึง”
สงครามกับความรัก-๑๗๐-ส่วนเจ๊ขายข้าวแกง นางคงไม่ได้ยินเสียงในหัวของอาเฮีย นางจึงชวนคุยต่อไปอีก“พูดถึงฝุ่นพีเอ็มพีแอมเนี่ย หนูไอเจ็บคอมาสองสามวันแล้วหยุดขายก็ไม่ได้คนจนนี่ต้องอดทนต้องขยันถึงจะรอดเนอะเฮีย”ระหว่างที่พ่อค้าแม่ค้าสองคนนี้คุยกัน ผมฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างเพราะจิตใจของผม มันติดปีกบินไปอยู่ที่น้องสโนว์วันนี้น้องจะมากินข้าวที่โรงอาหารไหมนะ แต่ถ้าวันนี้ไม่เจอน้องสโนว์ก็ขอให้เจอไอ้ทรัมป์กับไอ้ฮุนแทน จะได้ล้างตา แก้แค้นให้มันทั้งเจ็บทั้งอาย ไม่กล้ามาราวีกับผมอีก วันนี้ผมต้องไม่เสียเที่ยวที่ดื้อกับอาจารย์จิ๋วทันใดนั้น สายตาผมสะดุดร่างของไอ้ทรัมป์ไอ้ฮุน อย่างจัง พวกมันกําลังเดินลงบันไดด้านหลังตึกคณะรัฐศาสตร์ลงมา น้องสโนว์เดินอยู่ข้างหลังทั้งหมดเดินตรงมาที่โรงอาหารตึกนพมาศ ผมรอจังหวะ ยกมือส่งสัญญาณให้น้องสโนว์แยกตัวออกไปห่างๆไอ้สองตัวนั่น พอมันก้าวขาเข้ามาในโรงอาหารผมก็ลงนอนดิ้นกับพื้น ส่งเสียงร้องครวญครางราวกับถูกทําร้ายอย่างแสนสาหัสก่อนที่ไอ้ทรัมป์กับไอ้ฮุนมันจะทันตั้งตัว มันก็ถูกอาเฮียขายกล้วยทอดกระหนํ่าด้วยไม้กวาดฟาดไม่ยั้ง ไอ้ทรัมป์กับไอ้ฮุนมันร้องฟังเสียงแหลมฟังไม่เป็นภาษาคล้ายหมาตอนโดนนํ้าร้อนลวก สะใจผมยิ ่งนัก พวกมันวิ่งลนลานไม่รู้ทิศรู้ทางสะเปะสะปะชนขาโต๊ะขาเก้าอี้แล้วกระโดดหนีขึ้นไปบนโต๊ะเตะกวาดจานชามบนโต๊ะกระเด็นกระดอนหมุนติ้ว ตกควํ่าเสียงดังโพล้ง เพล้ง เศษอาหารในจานลอยละลิ่วขึ้นไปในอากาศ เรียงเป็นสาย
ศึกรักของนักรบ-๑๗๑-ราวกับเม็ดฝนที่หล่นจากฟ้าลอยไปตามสายลม ตกกระจายเกลื่อนกลาดลงบนพื้นปูนซีเมนต์ของโรงอาหาร นักศึกษาหญิงที่กําลังรับประทานอาหารร้องกรี๊ด ๆ ยกขาหนีส่งเสียงก่นด่าไล่หลังไอ้ทรัมป์ไอ้ฮุน มันทั้งเจ็บแผลไม้กวาด ทั้งอายสาว ๆ แทบแทรกแผ่นดินหนีมันหันหลังกลับวิ่งหนีออกมาทางหน้าโรงอาหาร มาจ๊ะเอ๋กับอาเจ๊ขายข้าวแกงที่แกตั้งท่ารออยู่แล้ว นางถือถังนํ้าสีแดงใบใหญ่บรรจุนํ้าเย็นเฉียบไว้เต็มถัง พอได้จังหวะอาเจ๊ก็สาดโครมใส่เจ้าพวกนั้น พวกมันหน้าเสียหลบไม่ทันตัวเปียกปอนไปด้วยนํ้า ไอ้ทรัมป์นักเลงโต ตัวเล็กลีบไปในทันใดมันครางหงิง ๆ หนาวสั่น เหมือนลูกหมาที่ตกนํ้าเพิ่งจะตะเกียกตะกายขึ้นฝั่ง เสียงอาเจ๊ตะโกนดังลั่น“โอ้ย มาตีกันอีกแล้ว เบื่อจริง ๆ ไอ้พวกนี้กินข้าวโรงอาหารเดียวกันแทนที่จะรักกัน วันนี้ไม่ต้องกินต้องเกินละ มา มา กินไม้กวาด มาเล่นสงกรานต์ดีๆ ได้ล้างพื้นล้างฝุ่นไปในตัว”ไอ้ทรัมป์ไอ้ฮุน มันรู้กิตติศัพท์ของอาเจ๊ดีตอนใจดีเคยเลี้ยงข้าวเลี้ยงนํ้า อิ่มหนําสําราญ แต่ตอนแม่โมโหนี่ดุยังกับเสือ ไม ่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหม รอบนี้นํ้าเย็น แต่ถ้ายังอ้อยอิ่งลอยหน้าลอยตาทําหูทวนลมหรือต่อล้อต่อเถียงด้วย อาจจะม้วยด้วยนํ้าร้อน มันมองหน้ากัน แล้วพยักหน้าใส่สี่ตีนหมารีบเผ่นแน่บออกไปทางลานจอดรถข้างคณะรัฐศาสตร์น้องสโนว์ก็พลอยตกใจวิ่งตามพวกมันไปด้วย ส่วนผมน่ะเหรอ อาศัยช ่วงชุลมุนวิ่ง
สงครามกับความรัก-๑๗๒-สวนทางออกไปด้านหลังโรงอาหาร ไปยืนหัวเราะเยาะไอ้พวกนั้น อยากตะโกนให้ก้องฟ้าว่า“สะใจจริงโว้ย”แต่พอนึกได้ผมก็รีบเดินอ้อมไปด้านหน้าโรงอาหารมองหาน้องสโนว์รถบริการเคลื่อนที่สีขาวที่เคยจอดอยู่ที่ลานจอดรถ วิ่งผ่านหน้าผมไปผมมองด้านหลังรถที่ทําเป็นห้องลูกกรง อ้าว นั่น ไอ้ทรัมป์ไอ้ฮุน แล้วหน้าขาวใสสวย ๆ นั่น อุแม่เจ้า นั่นน้องสโนว์ของผมนี่“เดี๋ยว ๆ หยุดก่อน ผมบอกให้หยุด นั่นจะพาน้องสโนว์ของผมไปไหน กลับมาก่อน”ผมร้องตะโกนพร้อมกับวิ่งตามรถบริการเคลื่อนที่คันนั้นไปอย่างไม่ลดละ ผ่านวงเวียนพ่อขุนฯ วนไปหน้าตึกคณะมนุษยศาสตร์จนถึงคณะนิติศาสตร์ขาผมเริ่มล้า ความรู้สึกเจ็บแปลบ ๆ กลับมาอีกครั้ง ผมวิ่งต่อไปไม่ไหวแล้ว รถบริการเคลื ่อนที ่คันนั้นแล ่นไกลออกไปทุกทีๆ จนลับสายตา เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนลงเม็ดปรอยๆ คลุกเคล้ากับนํ้าตาของลูกผู้ชายที่หลั่งรินตามทาง นี่มันเกิดอะไรขึ้น ผมเป็นห่วงน้องสโนว์มาก ป่านนี้จะเป็นอย่างไรหนอ ผมจะได้เจอน้องอีกไหม คนพวกนั้นเป็นใคร ใครอยู่เบื้องหลัง ทําไมต้องถึงทํากันถึงขนาดนี้ด้วยไม่ได้การแล้ว ผมจะต้องรีบกลับไปหาอาจารย์จิ๋ว ไปอ้อนแม่ผู้ใจดีมีเมตตา แม่ผู้เป็นที่พึ่งของลูกน้อย แม่ต้องช่วยผมได้แน่นอน แต่ใครจะรู้ว่าที่หลังพุ่มไม้หน้าตึกคณะมนุษยศาสตร์นั้น หญิงวัยกลางคนใบหน้าเปื้อน
ศึกรักของนักรบ-๑๗๓-รอยยิ้ม นัยน์ตาเป็นประกายวิบวับกําลังแอบมองนักรบอย่างพึงพอใจกับเหตุการณ์ตรงหน้านั้น
สงครามกับความรัก-๑๗๔-เขาปกป้อง “แผ่นดิน” ไว้ได้จริงตามชื่อของเขาแต่ใน “สงครามกับความรัก” ครั้งนี้เขาไม่เหลือแม้แต่ที่ว่างให้ตัวเองได้ยืน-----------------------ณหพล คันฉ่อง๖๘๐๓๕๐๙๓๑๑
-๑๗๕-ใตรมเงาพอขุน... บนรอยพรุนของกาลเวลา แสงแดดยามบ่ายที่มหาวิทยาลัยรามคําแหงยังคงแผดเผาเหมือนเช่นทุกปีกลิ่นไอของความกระตือรือร้นปน ความหวังอบอวลอยู่รอบลานพ่อขุนรามคําแหง นักศึกษาในชุดสุภาพบ้าง ชุดทํางานบ้าง หรือแม้แต่ชุดลําลองที่ดูผ่าน โลกมามาก เดินขวักไขว่ไปมาเพื่อทําเรื่องลงทะเบียนและสอบซ ่อม พื้นที่แห่งนี้ไม่เคยหลับใหล และไม่เคยปฏิเสธใคร ที่แสวงหาโอกาส“ปฐวี” ยืนนิ่งอยู่หน้าลานพ่อขุน ดวงตาที่เคยคมกล้าดั่งพยัคฆ์บัดนี้หม่นแสงลงและแฝงไปด้วยรอยร้าวที่ยากจะ ประสาน เขาในวัยสามสิบเศษ สวมเสื้อเชิ้ตพับแขนสีซีดที่ดูเรียบง่าย แต ่ท ่วงท ่าการยืนหลังตรงอกผายยังคงบ่งบอกถึง ระเบียบวินัยที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนักในรั้วเขียวมะกอก ชื่อของเขาหมายถึง “แผ่นดิน” และเขาก็ใช้ชีวิตเพื่อปกป้องแผ ่นดินสมชื ่อมาโดยตลอดในฐานะนายทหารสัญญาบัตร เขากลับมาที ่นี่
สงครามกับความรัก-๑๗๖-อีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะทหารผู้รับคําสั่ง แต่ในฐานะชายที่แตกสลายคนหนึ่งที่ต้องการสานฝันที่ทิ้งไว้เมื่อสิบปีก่อนให้จบ และเพื่อตามหา “เศษเสี้ยว”ของหัวใจที ่เขา ทําตกหล ่นไว้ในสงครามที ่ไม ่มีใครอยากจดจํา สงครามที่ไม่ได้พรากเพียงแค่ชีวิตเพื่อนพ้อง แต่พรากจิตวิญญาณและ ความรักที่เขาเคยเชื่อมั่นไปจนหมดสิ้นสิบปีก่อน ปฐวีในวัยฉกรรจ์เคยนั่งอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนข้างหอนาฬิกาตรงหน้าเขาคือ “พิมพ์มาดา” หญิงสาว ร่างบางที่กําลังติววิชาภาษาอังกฤษให้เขาอย ่างขะมักเขม้น ทั้งคู ่พบกันที ่คณะนิติศาสตร์รามคําแหง พื้นที่แห่งโอกาส ที่ทําให้ลูกชาวนาจากดินแดนห่างไกลอย่างเขา และลูกสาวข้าราชการอย่างเธอได้โคจรมาพบกันท่ามกลางประมวลกฎหมายฉบับหนาเตอะ“วี... ถ้าสอบเสร็จรอบนี้วีจะไปสมัครเรียนนายร้อยจริงๆเหรอ?”พิมพ์มาดาถาม เสียงของเธอสั่นเครือและ เต็มไปด้วยความกังวล“มันเป็นความฝันของพ่อ และมันคือทางเดียวที่ผมจะตอบแทนแผ่นดินได้... พิมพ์รอผมนะ จบจากที่นี่ผมจะกลับมาขอพิมพ์แต่งงาน”ปฐวีกุมมือเธอไว้แน่นใต้ร่มเงาของต้นนนทรีที่กําลังออกดอกสีเหลืองสะพรั่ง ความรักในตอนนั้นมันช่างบริสุทธิ์จนเขา มองไม่เห็นความโหดร้ายของโลกความจริง เขาเชื่อว่าเพียงแค่รักกันมากพอ ประตูกัลปพฤกษ์จะนําทางเขากลับมาหาเธอเสมอ
ใต้ร่มเงาพ่อขุน... บนรอยพรุนของกาลเวลา-๑๗๗-แต่แล้ว... ความจริงก็ไม่เคยปรานีความฝัน สงครามตามแนวชายแดนและความไม่สงบปะทุขึ้น ปฐวีถูกส่งไปประจําการในพื้นที่สีแดงทันทีหลังจากจบหลักสูตรเร่งรัด เขาต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่โหดร้ายและความโดดเดี่ยว ในฐานันดรทหารพราน จดหมายที่เขาเขียนหาเธอเริ่มสั้นลงและเต็มไปด้วยรอยคราบเลือดและฝุ่นดิน ข่าวคราวของความตายที่ลอยวนอยู่รอบตัวทําให้เขาเริ่มหวาดกลัว เขาไม่ได้กลัวตาย แต่เขากลัวเสียงร้องไห้ของเธอที่จะดังไป ตลอดชีวิตหากเขาไม่รอดกลับมา ความเศร้าที่กัดกินเขาที่สุดคือการต้อง “แสร้งทําเป็นตาย” จากชีวิตของเธอ เขาตัดสินใจหยุดการติดต่อกับพิมพ์มาดาไปอย่างเย็นชา เขาเลือกที่จะทิ้งความทรงจําที่งดงามไว้ในอดีต แล้วปล่อยให้เธอเกลียดเขา ดีกว่าให้เธอต้องตกนรกทั้งเป็นกับการรอคอยชายที่อาจเหลือเพียงร่างไร้วิญญาณส่งกลับบ้านในธงชาติไทย เขาคิดเอาเองว่าความเกลียดชังจะช่วยให้เธอก้าวเดินต่อไปได้ง่ายกว่าความอาลัยเสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วหุบเขา ปฐวีจําได้ดีถึงกลิ่นดินปืนและควันไฟที่ตลบอบอวลในคํ่าคืนหนึ่งที่ชายแดน ในตอนนั้นเขานอนหมอบอยู่กับพื้นดินที่หนาวเหน็บ อ้อมกอดของแผ่นดินที่เขาปกป้องรักษา กลับดูไร้หัวใจและเปลี่ยวเหงาอย่างถึงที่สุด เขาเคยมองภาพถ่ายใบเล็กของพิมพ์มาดาที่พกติดตัวไว้ในกระเป๋าเสื้อเวสต์แผ่นกระดาษใบนั้นยับยู่ยี่และเปื้อนคราบเหงื่อไคล แต่มันคือสิ่งเดียวที่เตือนใจว่าเขายังมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่
สงครามกับความรัก-๑๗๘-“ผู้กอง ! หมอบลง !” เสียงลูกน้องตะโกนดั่งฟ้าผ่าสะเก็ดระเบิดถากแขนซ้ายของเขาไปเพียงนิดเดียว แต่มันฝากรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ไว้เป็นเครื่องเตือนใจ ว่าแผลในใจนั้นใหญ่กว่านักสงครามสอนให้เขารู้ว ่า “ความรัก” ในสนามรบคือความทรมานที่แสนสาหัสมันทําให้เขาเห็นภาพ พิมพ์มาดาร้องไห้อยู่ในเปลวเพลิงทุกครั้งที่เขาหลับตาในคืนที่เงียบงัดที่สุด เขามักจะได้ยินเสียงเรียกชื่อเขาแว่วมา ตามสายลมหนาวจากยอดดอย เขาอยากจะคว้าโทรศัพท์ดาวเทียมขึ้นมาโทรหาเธอใจจะขาด แต่เขาก็ต้องข่มใจไว้เพราะในสมรภูมินี้ความอ่อนไหวอาจหมายถึงชีวิตของลูกน้องทั้งกองร้อย ปฐวีใช้เวลาหลายปีในป่าลึก เขาเห็นเพื่อนพ้องล้มตายลงต่อหน้า เห็นครอบครัวที่พลัดพรากที่ไม่มีโอกาสได้ลาสงครามทําลาย “ความเป็นมนุษย์” ของเขาจนเขา รู้สึกเหมือนเป็นเพียงอาวุธที่มีลมหายใจ เขาลืมวิธีการหัวเราะ ลืมความอบอุ่นของแสงแดดที่ลานพ่อขุนฯ ลืมไป แม้กระทั ่งว ่ารสชาติของความสุขนั้นเป็นอย่างไร เมื่อเขากลับเข้าสู่เมืองหลวงในสภาพที่บาดเจ็บทั้งกายและใจเขาจึงพบว่าโลกใบเดิมที่เขาเคยรู้จัก ที่รามคําแหงนั้นเปลี่ยนไปจนเขาจําไม่ได้เขากลายเป็นคนแปลกหน้าในแผ่นดินที่ตัวเองปกป้อง และพิมพ์มาดาก็ได้หายไปจากวงโคจรของเขา ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ดังกว่าเสียงระเบิดทุกครั้งที่เขาได้ยินปัจจุบัน ปฐวีเดินไปตามทางเดิน หน้าคณะนิติศาสตร์ความทรงจําในทุกย่างก้าวกรีดลึกลงในใจ เขาเห็นม้านั ่งหินอ ่อนตัวเก ่าที ่เคยใช้
ใต้ร่มเงาพ่อขุน... บนรอยพรุนของกาลเวลา-๑๗๙-ติวหนังสือ เห็นซุ้มศิลาบาตรที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ แต่ละตารางนิ้วในมหาวิทยาลัย แห่งนี้คือสมรภูมิแห่งความทรงจําที่รุมเร้าเขาอย่างไม่ลดละเขาเดินเข้าไปในห้องสมุดกลาง เพื่อหาเอกสาร ประกอบการทําวิทยานิพนธ์พยายามจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในวัยที่ร่วงโรย ท่ามกลางชั้นหนังสือที่เรียงรายเขามองเห็น ผู้หญิงคนหนึ่งในชุดทํางานเรียบหรูเธอกําลังเอื้อมหยิบหนังสือด้วยท่าทางที่แสนคุ้นตา ท่าทางที่เขาเคยจ้องมองด้วยความรักจนลืมเวลาท่าทางที่เขาแอบจําเอาไปฝันในคืนที่นอนกลางดินกินกลางทราย“พิมพ์...” เสียงของเขาสั่นสะท้านและเบาหวิว ราวกับเสียงกระซิบของวิญญาณที่หลงทาง หญิงสาวชะงักและหันกลับมา พิมพ์มาดาในวัยสามสิบต้น ๆ ยังคงสวยงามแต่แววตาของเธอนั้นหม่นเศร้าและสุขุมขึ้นดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกใจก ่อนจะเปลี ่ยนเป็นกระแสแห่งความปวดร้าวที ่รุนแรงจนปฐวีต้องหลบตา ความเงียบที ่เกิดขึ้นระหว ่างเขาทั้งสองนั้นหนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยภูเขาทั้งลูก“คุณ... กลับมาเรียนต่อเหรอคะ ปฐวี”คําว่า “คุณ” ที่เธอใช้นั้น มันเชือดเฉือนใจเขามากกว ่าสะเก็ดระเบิดใด ๆ ที่เขา เคยเจอ มันบอกชัดเจนว่าฐานะ “วี” ของเธอนั้นหายไปพร้อมกับกาลเวลาแล้วทั้งคู่เดินออกมานั่งที่ม้านั่งตัวเดิมข้างหอนาฬิกา ลมพัดเอื่อย ๆแต ่มันกลับรู้สึกหนาวเหน็บถึงกระดูก ปฐวีจ้องมอง แหวนทองเกลี้ยงที่
สงครามกับความรัก-๑๘๐-นิ้วนางข้างซ้ายของเธอ มันคือเครื่องตอกยํ้าว่าสงครามครั้งนี้เขาแพ้แล้วจริงๆเขาแพ้ให้กับการตัดสินใจของตัวเอง“ผมขอโทษสําหรับทุกอย่างที่ผมทํา... ความขี้ขลาดของผมมันทําร้ายคุณ ผมคิดไปเองว่าการหายไปคือทางเลือกที่ดีที่สุดสําหรับคุณ” ปฐวีเอ่ยขึ้น นํ้าตาคลอเบ้าอย่างไม่อาจกลั้น“คุณรู้ไหมว่าความตายมันน่ากลัวน้อยกว่าการถูกทิ้งไว้ในความเงียบ”พิมพ์มาดาพูดโดยไม่หันมามองเขา นํ้าตาหยดหนึ่งไหลผ่านแก้มของเธอ“ฉันรอคุณอยู่ที่นี่... ที่รามฯ ทุกวันหยุด เป็นเวลาสามปีฉันมองไปที่หอนาฬิกานี่แล้วถามตัวเองว่าฉันทําผิดอะไรคุณถึงทิ้งฉันไปโดยไม่มีคําลาแม้แต่คําเดียว คุณทิ้งให้ฉันสู้กับความไม่รู้สู้กับความหวังที่ไม่มีวันเป็นจริง... มันทรมานยิ่งกว่าตอนเห็นชื่อคุณในบัญชีผู้สูญเสียเสียอีก”“คุณมีความสุขดีไหม ?” ปฐวีถามคําถามที่กัดกินใจตัวเองที่สุดพิมพ์มาดายิ้มเศร้า ๆ ยิ้มที่เต็มไปด้วยความขมขื่น“ความสุขของฉันคือการยอมรับว ่าคุณไม ่มีวันกลับมาค ่ะปฐวีตอนนี้ฉันมีครอบครัวที่อบอุ่น สามีของฉันเขาเป็นอาจารย์ที่นี่ เขาเป็นคนที่ช่วยพยุงฉันขึ้นมาจากนรกที่คุณทิ้งฉันไว้เขาไม่ได้ไปรบเพื่อใคร แต่เขาอยู่รบเพื่อฉันในทุก ๆ วัน ในวันที่ฉันร้องไห้จนไม่มีนํ้าตา เขาก็แค่นั่งอยู่ข้าง ๆและบอกว่า เขาจะไม่หายไปเหมือนใครบางคน”คําพูดนั้นเหมือนตบหน้าปฐวีอย่างแรง เขารู้สึกถึงความไร้ค่าของเกียรติยศทหาร ที่เขาแบกไว้บนบ่า เมื่อเทียบกับความรักที่เขารักษาไว้
ใต้ร่มเงาพ่อขุน... บนรอยพรุนของกาลเวลา-๑๘๑-ไม ่ได้เสียงระฆังบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้น นักศึกษาเริ่มพลุกพล ่านมากขึ้นพิมพ์มาดาลุกขึ้นยืนและจัดกระเป๋า เธอหันมามองเขาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วย ความสงสารและความอโหสิกรรม“ดีใจที่เห็นคุณปลอดภัยนะคะ ‘แผ่นดิน’ ของคุณคงภูมิใจที ่มีทหารอย่างคุณ ปกป้อง แต่สําหรับฉัน แผ่นดินที่ชื่อว่าปฐวีมันตายไปตั้งแต่วันที่จดหมายฉับสุดท้ายหยุดส่งมาแล้วค่ะ อย่ากลับมาขุด ซากศพของความรู้สึกขึ้นมาอีกเลยนะคะ” เธอก้าวเดินจากไปทิ้งให้ปฐวีนั่งอยู่เพียงลําพังใต้ร่มเงาหอนาฬิกา แสงแดด เริ่มอ่อนแสงลง เปลี ่ยนท้องฟ้าให้กลายเป็นสีส้มแดงเหมือนเลือดที่หลั่งรินในสมรภูมิเขามองดูรอยแผลเป็นที่แขนซ้าย และมองตามหลังผู้หญิงที่เป็นดั่งโลกทั้งใบของเขาเดินจากไปหาคนอื่นที่สามารถให้“เวลา” และ “ความมั่นคง” กับเธอได้มากกว่าที่ทหารอย่างเขาจะทําได้เขาปกป้อง “แผ่นดิน” ไว้ได้จริงตามชื่อของเขา แต่ใน“สงครามกับความรัก” ครั้งนี้เขาไม่เหลือแม้แต่ที่ว่างให้ตัวเองได้ยืน ปฐวียังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นขณะที่เข็มนาฬิกาบนหอสูงยังคงเดินต่อไป อย ่างไม ่แยแสต่อความพังทลายของหัวใจชายคนหนึ่ง เขามองดูพระอาทิตย์ที่ค่อยๆลับขอบฟ้าหลังตึกคณะนิติศาสตร์ลางสังหรณ์บอกเขาว่าเขาจะติดอยู่ในห้วงเวลาแห่งความผิดบาปนี้ไปตลอดชีวิต และคําถามที่ว่า “หากเขา แลกชัยชนะในสมรภูมิกับความรักที่สูญเสียไปได้เขาจะยอมแลกไหม ?” ก็ยังคงวนเวียนและถูกพัดหายไปกับลม ร้อนของรามคําแหง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน
สงครามกับความรัก-๑๘๒-ของแผ่นดินที่เขาปกป้องไว้ได้แต่ไม่อาจได้เป็นเจ้าของหัวใจที่เขาโหยหาที่สุดในชีวิต เขาหยิบเข็มกลัดตราสัญลักษณ์หน่วยที่ติดอยู่บนอกออกมาจ้องมอง แล้ววางมันลงบนม้านั่งหินอ่อนข้าง ๆ กาย ก่อนจะเดินจากไปในทิศทางตรงกันข้ามกับพิมพ์มาดา ทิ้งไว้เพียงเศษเหล็กที่สะท้อนแสงไฟสลัวจากหอนาฬิกา ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะเดินไปที่ไหนหรือชีวิตที่เหลือของชายชื่อ “แผ่นดิน” จะมีความหมายอย่างไรในเมื่อไม่มี“หัวใจ” ให้อาลัยหาอีกต่อไปแล้ว
ใต้ร่มเงาพ่อขุน... บนรอยพรุนของกาลเวลา-๑๘๓-
สงครามกับความรัก-๑๘๔-ภูวดลยืนถือเอกสารแนบไว้กับอกสายตามองผู้คนผ่านไปมาด้วยความรู้สึกที่อ้างว้างกัดกินหัวใจ ราวกับเขายืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนแต่กลับโดดเดี่ยวเพียงลำพัง-----------------------จิณห์วรา พาสากล๖๘๐๔๐๐๔๔๘๖
-๑๘๕-เสนทางที่ไมยอมแพ เช้าวันหนึ่ง ท้องฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยเมฆสีเทาหม่นหมอง ลมเย็นพัดแผ่วผ่านใต้ต้นมะขามหน้าอาคารหลังหนึ่งในมหาวิทยาลัยรามคําแหงใบไม้หล่นร่วงลงบนทางเดินที่เต็มไปด้วยฝีเท้าของนักศึกษาที่เดินผ่านมากมายภูวดลยืนถือเอกสารแนบไว้กับอก สายตามองผู้คนผ่านไปมาด้วยความรู้สึกที่อ้างว้าง กัดกินหัวใจราวกับเขายืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน แต่กลับโดดเดี่ยวเพียงลําพัง ความรู้สึกนั้นยากที่จะอธิบายเป็นคําพูดชื่อของเขา “ภูวดล” หมายถึงแผ่นดิน ชีวิตของเขาแข็งแกร่งไม่ต่างจากความหมายของชื่อ พ่อเลี้ยงดูเขามาอย่างยากลําบาก หลังจากที่แม่ของเขาจากไปด้วยโรคมะเร็งตั้งแต่เขาอายุเพียง ๕ ขวบ ตั้งแต่เด็กจนโตเขาช่วยพ่อทํางานทุกอย่างที่ทําได้เพื่อแบ่งเบาภาระของพ่อ เขาเคยคิดที่จะมีชีวิตเหมือนเด็กคนอื่นแต่ก็ไม่เคยมีโอกาส แต่เขาไม่เคยน้อยใจ กลับภูมิใจในตนเองที่เติบโตมาอย่างอดทนและไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา
สงครามกับความรัก-๑๘๖-เมื่อภูวดลเรียนจบมัธยมปลาย เขาอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยแต่ไม่มีกําลังทรัพย์มากพอที่จะเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีค่าเทอมสูง เขาจึงตัดสินใจเลือกศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยรามคําแหง คณะนิติศาสตร์ที่มีค่าเทอมไม่สูง สามารถเรียนไปด้วยทํางานไปด้วยได้และเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้เรียนทุกวัยทุกฐานะ อีกทั้งเขายังมีความใฝ่ฝันอยากเป็นทนายความแรงบัลดาลใจในการอยากเป็นทนายความของเขาเกิดจากประสบการณ์ขณะที่เขาไปทํางานพาร์ทไทม์ในช่วงเปิดเทอมตอนเรียนมัธยมปลายในร้านอาหารแห่งหนึ่ง เขาได้พบกับลูกค้าคนหนึ ่งซึ ่งเป็นทนายความ ลูกค้าคนนั้นมักมานั่งรับประทานอาหารอยู่ที่ร้านเป็นประจําและจากการสังเกตบุคลิก ความคิด และแนวทางการใช้ชีวิตของทนายคนนั้น ทําให้เขาเกิดความชื่นชมและประทับใจ จนกลายเป็นแรงบัลดาลใจให้เขาอยากที ่จะเรียนต ่อด้านนิติศาสตร์และใฝ ่ฝันอยากประกอบอาชีพทนายความในอนาคตในเช้าวันถัดมา หลังจากที่ภูวดลเลิกงานกะดึกแล้ว เขาจึงเดินทางไปเรียนที่มหาวิทยาลัยโดยนั่งรถเมล์ในห้องเรียนภูวดลได้พบกับนักศึกษาผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อ “เมธินี” เธอนั่งเงียบ ๆ แถวหลังสุดของห้อง เธอเป็นคนที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนและแววตาเต็มไปด้วยความสดใส ทําให้หัวใจของภูวดลสั่นไหวอย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อน
เส้นทางที่ไม่ยอมแพ้-๑๘๗-เมธินีเป็นผู้หญิงที่หน้าตาไม่ได้สวยโดดเด่นสะดุดตา แต่มีความน่ารักเป็นธรรมชาติใครอยู่ใกล้ก็รู้สึกสบายใจ เธอเป็นคนร่าเริง สดใสยิ้มง่าย และเต็มไปด้วยพลังบวก เมธินีเธอเป็นคนกล้าพูด กล้าแสดงออกไม่กลัวที่จะบอกความคิดของตนเอง และมักสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนรอบข้างอยู่เสมอ ตรงกันข้ามกับภูวดลซึ่งเป็นผู้ชายเงียบขรึม พูดน้อย และเก็บความรู้สึกเก่ง เขามักสังเกตสิ่งต่าง ๆ อย่างเงียบ ๆ มากกว่าที่จะพูดออกมา ความแตกต่างระหว่างเมธินีที่มีความสดใสมีชีวิตชีวากับภูวดลที่สุขุมเงียบขรึม ทําให้ทั้งสองคนดูแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ก็เป็นความแตกต่างที่น่าสนใจและเติมเต็มกันได้อย่างลงตัววันหนึ่งเมธินีเป็นฝ ่ายเดินเข้ามาทักทายภูวดลก ่อน ด้วยรอยยิ้มสดใสและนํ้าเสียงเป็นกันเอง เธอเอ่ยทักเขาอย่างเป็นธรรมชาติต่างจากภูวดลที่ได้แต่พยักหน้าและตอบกลับสั้น ๆ เพราะเป็นคนพูดน้อยและไม่ค่อยกล้าแสดงออก แม้ภูวดลจะเงียบขรึม แต่เมธินีก็ไม่ถอดใจ เธอยังคงชวนคุยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พูดไปเรื่อยๆเล่าทั้งเรื่องเรียน เรื่องชีวิตประจําวันและเรื่องตลกที่พบเจอ ทําให้บรรยากาศรอบตัวค่อย ๆ ผ่อนคลายลงเมื่อเวลาผ่านไป ภูวดลเริ่มรู้สึกสบายใจมากขึ้น เขาค่อย ๆ เปิดใจและกล้าพูดมากขึ้นกว่าเดิม แม้จะยังพูดไม่เก่ง แต ่ก็เริ ่มยิ้มและตอบโต้การสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติในที่สุดความเงียบขรึมของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยความเป็นกันเองและเมธินีก็ได้ก้าวมาเป็นเพื่อนคนสําคัญของภูวดลอย่างไม่รู้ตัว
สงครามกับความรัก-๑๘๘-เช้าวันถัดมา หลังจากที่ภูวดลเลิกงานกะดึก เขานั่งรถเมล์มาเรียนที่มหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันเมธินียืนรออยู่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัย เมื่อทั้งสองพบกันจึงเดินเข้าไปในมหาวิทยาลัยด้วยกัน เมื่อเลิกเรียนเมธินีและภูวดลชวนกันไปกินข้าวที่โรงอาหารและพากันไปอ่านหนังสือใต้ต้นมะขามบรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดเบา ๆ เมธินีเงยหน้าขึ้นจากหนังสือก่อนที่จะเอ่ยคําถามหนึ่งขึ้นมา“ถ้าภูต้องเลือกระหว่างการเอาชนะกับการยอมแพ้ภูจะเลือกอะไร” เมธินีถามด้วยนํ้าเสียงแผ่วเบาภูวดลเงยหน้าขึ้นจากหนังสือและหยุดคิดครู่หนึ่ง ในหัวของเขาปรากฏภาพพ่อ ผู้ซึ่งพยายามยืดหยัดทํางานอย่างหนักเพื่อเขา แม้บางครั้งร่างกายจะอ่อนล้าเพียงใด แต่ก็ไม่เคยยอมแพ้เขายังนึกถึงตัวเองที่ต้องเผชิญกับความยากลําบากมาตลอดชีวิต เมื่อคิดได้ดังนั้น ภูวดลจึงตอบด้วยเสียงหนักแน่นว่า“เราเลือกเอาชนะ ไม่ใช่เพราะอยากเอาชนะคนอื่น แต่เพราะเราอยากชนะใจตัวเอง”เมธินีเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะยิ้มออกมาอย่างเข้าใจ คําตอบนั้นทําให้เธอมองภูวดลเปลี ่ยนไป และในความเงียบนั้น ทั้งสองต ่างรับรู้ความคิดและความรู้สึกของกันและกันได้อย่างใกล้ชิดกันมากขึ้นกว่าเดิมเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มแน่นแฟ้นขึ้น ภูวดลไม่ค่อยได้มีเวลามากนักเพราะต้องทํางานไปด้วยเรียนไปด้วย ทําให้มีเวลาพักผ่อนน้อย