เส้นทางที่ไม่ยอมแพ้-๑๘๙-หลายครั้งที่ภูวดลเริ่มจะถอดใจกับการเรียนเพราะเขารู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะสมกับที่แห่งนี้แต่เมธินีกลับเป็นคนที่คอยอยู่เคียงข้างเสมอ เธอช่วยติวหนังสือคอยให้กําลังใจ ไม่เคยปล่อยให้ภูวดลต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้าเพียงลําพัง ในวันที่เขาอ่อนล้า เมธินีก็ยังอยู่ตรงนั้น คอยรับฟังและพยุงใจให้เขาก้าวต่อไป แม้ทั้งสองต่างรับรู้ว่ามีความรู้สึกที่ดีต่อกัน แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากบอกความในใจ เพราะกลัวว่าหากพูดออกไปแล้ว อาจทําให้ความเป็นเพื่อนต้องเปลี่ยนแปลงไปในที่สุด ทั้งคู่จึงเลือกเก็บความรู้สึกนั้นไว้และเชื่อว่าความสัมพันธ์ในแบบที่เป็นอยู่นี้คือสิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้วทั้งสองต่างพยายามก้าวผ่านอุปสรรคและความยากลําบากไปด้วยกัน จนในที่สุดก็สามารถเรียนจบได้สําเร็จ ในวันรับปริญญาของภูวดลและเมธินีพ่อของภูวดลมานั่งอยู่แถวหลังสุดของหอประชุม สวมเสื้อเชิ้ตตัวเก่าที่ดูเรียบง่ายแต่สีหน้ากลับเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ นํ้าตาล้นเอ่อออกมาโดยไม่รู้ตัว ตลอดชีวิตของเขาไม่เคยมีโอกาสได้เรียนหนังสือ แต่วันนี้ลูกชายของเขาสามารถทําสิ่งนั้นสําเร็จได้ความรู้สึกนี้ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะอธิบายออกมาเป็นคําพูด เขารู้เพียงว่าหัวใจเต็มไปด้วยความตื้นตันและดีใจกับช่วงเวลานี้อย่างที่สุดหลังจากเรียนจบภูวดลและเมธินีได้เลือกเส้นทางเดียวกันคือทั้งสองเลือกที่จะสอบทนาย เส้นทางนี้ยากกว่าที่พวกเขาคิด ในการสอบครั้งแรกของพวกเขาสองคนสอบไม่ผ่าน ภูวดลพูดไม่ออกหลังจากที่ได้เห็นผลสอบของตนเอง เมธินีหันไปมองหน้าภูวดลแล้วถามเขาขึ้นมาว่า
สงครามกับความรัก-๑๙๐-“ภูจําได้ไหม วันที่เราไปอ่านหนังสือกันใต้ต้นมะขามเราเคยถามภูว่าอะไร”ภูวดลพยักหน้า นึกถึงตอนนั้นที่เมธินีถามเขาระหว่างการเอาชนะกับการยอมแพ้เขาเลือกอะไร ภูวดลเลือกการเอาชนะเพราะเขาอยากที่จะชนะใจตัวเอง ภูวดลยิ้มแล้วมองหน้าเมธินีแล้วพูดขึ้นมาว่า“ขอบคุณนะ ที่อยู่ข้าง ๆ เรามาตลอด เราจะสู้มันไปด้วยกันจนกว่าเราจะทํามันได้” เมธินียิ้มตอบแล้วสวมกอดภูวดลครั้งที่สองและครั้งที่สาม เต็มไปด้วยพยายามพยายาม แต่ทั้งสองคนก็ไม่ย่อท้อ ในที่สุดชื่อของทั้งสองก็ปรากฎอยู่ในรายชื่อผู้ที่สอบผ่าน ทั้งสองตกใจ ดีใจ ตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ภูวดลรีบโทรหาพ่อเพื่อบอกพ่อว่าเขาสอบผ่านแล้ว พ่อของเขานํ้าตาล้นเอ่อ ภูมิใจที่ลูกประสบความสําเร็จขึ้นในอีกก้าวเมื่อเวลาผ่านไปหลายปีทั้งสองได้ก้าวสู่อาชีพทนายความตามความฝันที่ตั้งใจไว้ต่อมาทั้งคู่จึงตัดสินใจเปิดเผยความรู้สึกที่มีต่อกัน และเข้าพิธีสมรสอย่างเรียบง่าย ภายในงานแต่งมีเพียงพ่อแม่ของบ่าวสาวและญาติสนิทมิตรสหายไม่กี่คนมาร่วมเป็นสักขีพยานชีวิตหลังแต่งงานของทั้งสองแม้จะไม่ได้รํ่ารวยแต่ก็ไม่ต้องเผชิญกับความยากลําบากเหมือนกับในอดีตอีกต่อไป พ่อของภูวดลไม่จําเป็นต้องทํางานหนักเหมือนกับที่ผ่านมา ขณะเดียวกันเมธินีก็ดูแลท่านด้วย
เส้นทางที่ไม่ยอมแพ้-๑๙๑-ความเอาใจใส่เหมือนกับดูแลพ่อของตนเองอีกคน เมธินีเป็นคนที่สดใสร่าเริง อบอุ่นและใส่ใจทุกรายละเอียดเล็กน้อยสมํ่าเสมอบางเย็นภูวดลกลับถึงบ้าน มองพ่อที่ยืนรดนํ้าต้นไม้อยู่หน้าบ้านอย่างเงียบ ๆ แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องต้องแผ่นหลังที่เคยแบกรับภาระหนักหนามานาน ภาพนั้นทําให้เขาย้อนนึกถึงวันเก่า ๆ วันที่พ่อเคยกลับบ้านพร้อมเหงื่อที่ชุ่มทั่วร่างกาย เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและอ่อนแรงจนวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป พ่อไม่จําเป็นต้องทํางานหนักอีกต่อไป เพราะลูกชายของเขาสามารถยืนหยัดดูแลตนเองและครอบครัวได้แล้ว ภูวดลมองพ่อที่อยู่ตรงหน้า ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง เขาตระหนักดีว่าความสําเร็จที่ได้รับไม่ได้เกิดจากการที่เขาเก่งกว่าผู้อื่น แต่เกิดจากแบบอย่างของพ่อ ผู้สอนเขาด้วยการกระทํามากกว่าคําพูด พ่อสอนให้รู้จักความอดทน การไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค และการทําหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ภาพของพ่อในวันนั้นกลายเป็นแรงผลักดันสําคัญที่สุดในชีวิตของภูวดล ทําให้เขาเข้าใจว่า ความสําเร็จที่แท้จริง วัดจากตําแหน่งหรือชื่อเสียงหากแต่วัดจากหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ต่อความยากลําบาก และการไม่ลืมผู้ที่เคยยืนหยัดเพื่อเราในวันที่เรายังไม่อาจยืนได้ด้วยตนเอง ภูวดลจึงมุ่งมั่นที่จะเอาชนะใจของตนเองให้ได้เสมอ เพราะเขาเชื่อว่า เมื่อใดที่คนเราชนะใจตนเองได้เมื่อนั้นก็ไม่มีอุปสรรคใดในชีวิตที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะก้าวผ่านไปได้
สงครามกับความรัก-๑๙๒-บางความสัมพันธ์ไม่ได้จบลงเพราะเราไม่รักกันแต่อาจจบลงเพราะเราเรียนรู้แล้วว่ารักอย่างเดียวไม่เพียงพอการเข้าใจกัน การให้เกียรติกัน สิ่งสำคัญไม่แพ้คำว่ารัก-----------------------ธาวิน ศรีรมย์๖๘๙๐๐๐๓๒๗๗
-๑๙๓-สงครามรามคําแหง ณ มหาวิทยาลัยรามคําแหง บรรยากาศเงียบสงบ มีเสียงกระซิบของสายลม มีแสงแดดอ่อนโยนคอยส่องแสงมายังอาคาร บรรยากาศในห้องเรียนเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะครึกครื้นอันแสนมีความสุขของนักศึกษาและอาจารย์มีนักศึกษาคนหนึ่งชื่อว่าพสุธา เป็นนักศึกษาปี๑เรียนอยู่คณะมนุษยศาสตร์สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยรามคําแหงเขามีนิสัยชอบรักในเสรีภาพ มีความเป็นผู้นําสูง คอยช่วยเหลือผู้อื่นในยามที่ผู้อื่นลําบาก เขาใฝ่ฝันว่าถ้าเขาเรียนจบแล้วเขาจะเป็นนักเขียนให้ได้เลยเขาจึงพยายามเต็มที่ในการเรียนและการทํากิจกรรม เขาไม่เคยเกเรและไม่ยุ่งกับสารเสพติดทุกชนิดอยู่มาวันหนึ่งพสุธาได้ตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นเขาชื่อว่าเมทินีเธอเป็นนักศึกษาปี๑ เรียนอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์สาขาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยรามคําแหง เธอมีนิสัย กล้าแสดงออกรักใน
สงครามกับความรัก-๑๙๔-การทํากิจกรรม เธอนคนที่มีระเบียบ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ขยันหมั่นเพียรเธอฝันไว้ว่าถ้าเธอเรียนจบไปเธอจะต้องได้เป็นปลัดอยู่มาวันหนึ่งพสุธาจะไปที่ห้องสมุดเพื่อไปอ่านหนังสือและเมทินีก็เช่นกันจะไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุด ซึ่งห้องสมุดเต็มไปด้วยนักศึกษาจํานวนมากแล้วบังเอิญว่ามีโต๊ะ ๑ โต๊ะว่างพอดีทันใดนั้นพสุธากับเมทินีได้รีบวิ่งไปที่โต๊ะเพื่อที่จะได้นั่งแล้วสองคนนั้นก็ได้สบตากันพสุธาไม่รอช้าชวนเมทินีว่า“นี่เธอเรานั่งด้วยกันไหม”เมทินีด้วยความที่จําเป็นจะต้องอ่านหนังสือที่ห้องสมุด เมทินีจึงตอบไปว่า“ได้ค่ะขอบคุณนะคะ”พสุธาเขินมากที่ได้นั่งกับเมทินีแล้วพสุธาบังเอิญเห็นหนังสือของเมทินีกับของเขาเป็นกระบวนวิชาเดียวกัน คือกระบวนวิชา RAM1101 เขาทั้งสองจึงคอยช่วยกันติวให้กันและกันทุกวัน และเริ่มสนิทสนมกันและคอยไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย จนมีอยู่วันหนึ่งซึ่งวันนั้นเป็นวันที่ ๓๑ธันวาคม พสุธาได้ชวนเมทินีไปเคานต์ดาวน์ที่วัด ๆ หนึ่ง เมทินีจึงตอบตกลงและในวันนั้น เวลาเที่ยงคืน บรรยากาศที่น่าสนุกรื่นเริงนั้น พสุธาจึงได้บอกเมทินีว่า“เรามาเป็นแฟนกันไหม”เมทินีมีความเขินและรู้สึกดีกับพสุธาจึงได้ตอบตกลงเป็นแฟนและเขาสองสองคนก็ได้สัญญากันว่า “เราจะรักกันตลอดไปไม่ทิ้งกัน” แล้ว
สงครามรามคําแหง-๑๙๕-สองคนนั้นก็ได้โอบกอดกัน ซึ่งคืนนั้นเป็นคืนที่แสนสวยงามดั่งดวงดาวบนท้องฟ้าพอวันรุ ่งขึ้นพสุธากับเมทินีคลั่งรักกันไม่หยุดเลยพอเวลาแยกย้ายกันไปเรียนก็จะคิดถึงกันอยู่ตลอดแต่พอเวลาพักเที่ยงก็ได้กลับมาเจอกันติวหนังสือด้วยกัน พากันเรียนหนังสือ และช่วยกันในยามยากลําบากและพร้อมรับฟังปัญหาซึ่งกันและกันจนเวลาผ่านไป ๑ ปีทั้งสองคนก็ได้ขึ้นปี๒ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของมหาวิทยาลัยรามคําแหงเมื่อเปิดเทอม เมทินีนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์เขาได้ถูกคัดเลือกให้ดํารงตําแหน่ง รองประธานฝ่ายกิจกรรมเธอเป็นคนที่มีความเป็นระเบียบ เธอจัดวางตารางชีวิตทุกอย่างเป็นระบบระเบียบ ส่วนพสุธาประธานรุ่นคณะมนุษยศาสตร์เขาเป็นคนรักในเสรีภาพเขาเชื่อว่ากฎเกณฑ์มีแค่เอาไว้ควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ซึ่งเหตุการณ์ก็ได้เริ่มขึ้น มหาวิทยาลัยรามคําแหงได้ออกระเบียบใหม่ เรื่องการใช้เสียงและการใช้พื้นที ่ส ่วนกลาง โดยมอบอํานาจให้กับคณะรัฐศาสตร์เป็นคนที่ควบคุมดูแลซึ่งระเบียบนี้ก็ดันไปทับซ้อนกับพื้นที่ลานเอนกประสงค์ของเด็กคณะมนุษยศาสตร์ซึ่งเด็กมนุษย์มักจะใช้ซ้อมละครละครและจัดนิทรรศการการศิลปะเป็นประจํา พสุธาจึงคุยกับเมทินีว่า“เรื่องกิจกรรมของคณะพสุธารบกวนทําเอกสารส่งไปให้เราหน่อยได้ไหม”
สงครามกับความรัก-๑๙๖-เมทินีจึงพูดในตอนที่ทั้งคู่นั่งกินข้าวที่โรงอาหารว่า “เราขอลิสต์รายชื่อคนเข้าพื้นที่และจํากัดเสียงไม่ให้เสียงดังกว่าที่กําหนดนะ”พสุธาวางช้อนลงด้วยความโมโหว่าแล้วพูดว่า “เมทินีนี่มันมหาลัยนะไม่ใช่ค่ายทหาร ทําไมจะต้องทําอะไรทุกอย่างให้มันเป็นระบบระเบียบไปหมดแทบทุกอย่าง ศิลปะมันต้องใช้อินเนอร์ในการเล่นนะ การที่เมทินีมาตีกรอบแบบนี้เหมือนฆ่าพวกเราชัด ๆ”เมทินีจึงบอกว่า “มันไม ่ใช ่การตีกรอบนะพส ุธาแต ่มันคือการบริหารจัดการบริหารจัดการในพื้นที ่ ถ้าทุกคนมาอ้างเสรีภาพแบบนี้แล้วทําตามใจตนเอง สังคมของเรามันจะก้าวหน้าได้ยังไงหล่ะ”ความเห็นทั้งสองคนเริ่มมีความคิดที่แตกต่างกันทําให้เกิดการประทะกันในโซเซียล เมื่อเพจของคณะมนุษยศาสตร์ได้โพสต์ข้อความว่า“เผด็จการทางความคิด” โดยมีพสุธาช่วยในครั้งนี้ในทันทีนั้นฝ่ายทางเมทินีเองก็ต้องออกมาชี้แจงถึง ความจําเป็นในการสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสัมพันธ์ของทั้งสองในตอนนี้นั้น ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่วันก่อนพสุธาได้โพสต์ลงโซเซียลด้วยความโมโหว่า “กฎหน่ะมีไว้ให้คนโง่ทําตามเท่านั้นแหละ” แล้วเมทินีก็ได้เห็นโพสต์จึงรีบไปคุยกับพสุธาแล้วเมทินีจึงบอกกับพสุธาว่า“พสุธารู้ไหมว่าเราเสียใจแค่ไหนที่พสุธาพูดแบบนี้”พสุธาจึงบอกว่า “เราไม่ได้หมายถึงเมทินีคนเดียวนะแต่พสุธาหมายถึงอํานาจที่เมทินีถืออยู่อะ” พสุธาทําหน้าตาจริงจังแล้วพูดกับเมทินี
สงครามรามคําแหง-๑๙๗-ว่า “เมทินีอะเปลี่ยนไปเยอะมากเลยนะ ตั้งแต่เข้าในคณะนี้มา เมทินีชอบสั่ง ชอบให้คนอื่นทําอย่างนู้นอย่างงี้จนบางทีทําให้เรารู้สึกว่าเหมือนเราไม่ได้คุยอยู่กับแฟนอะเหมือนคุยอยู่กับเจ้าหน้าที่รัฐ”เมทินีจึงตอบกลับไปว่า “แล้วทีพสุธาเอาแต่ใจตัวเองหล่ะ ไม่เคยแคร์ว่าคนอื่นเขาจะเดือดร้อนหรือเปล่า มันเท่นักหรอพสุธา ถ้าพสุธาอยากจะอยู่แบบไม่มีกฎระเบียบ งั้นก็ไปอยู่ในถํ้าเถอะไป๊!”คําพูดของเมทินีทําให้พสุธาเงียบลง ความเงียบที่พสุธาเงียบไม่ได้แปลว่าเขาเห็นด้วยนะแต่มันคือความรู้ที่แบบว่าทําไมคนที่เขารักถึงไม่เข้าใจเขาเลยแล้วเวลาก็ผ่านมาเรื่อยจนถึงวันที่จัดนิทรรศการ พสุธาและกลุ่มเพื่อนตั้งใจเปิดลําโพงดังเกินกว่ากําหนด ซึ่งมันขัดกับระเบียบ และเมื่อทีมจัดระเบียบของคณะรัฐศาสตร์เดินมาพร้อมกับเครื่องวัดเสียง บรรยากาศเริ่มไม่ดีสักเท่าไหร่ นักศึกษาระหว่างคณะมนุษยศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ยืนเผชิญหน้ากัน เมทินียืนถือไมค์อยู่บนเวทีสั้น ๆ ในขณะที ่พสุธายืนอยู่ข้างล่างเวทีว่า“ในฐานะที่ดิฉันเป็นฝ่ายจัดระเบียบ ดิฉันขอให้ทุกคนลดเสียงให้อยู่ให้ระดับที่พวกเราตกลงกันไว้ด้วยนะคะ”พสุธาได้มองเมทินีเขาได้เห็นความเหนื่อยล้าของเมทินีเขาจึงคิดได้ว่าที่เธอได้มายืน ณ จุด ๆ นี้ไม่ใช่เพราะว่าเธอชอบอํานาจ แต่เป็น
สงครามกับความรัก-๑๙๘-เพราะว่าเธอได้รับมอบหมายให้ทําหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด เหมือนกันกับพสุธาที่ต้องทําหน้าที่สื่อสารความจริงผ่านศิลปะ พสุธาจึงสํานึกผิดและพูดว่า“เราจะลดไมค์โครโฟนให้ดังน้อยลง แต่ทางสภาจะต้องอนุญาตให้พวกเราขยายกิจกรรมไปจนถึง ๓ ทุ่มได้ไหม เพื่อที่จะชดเชยกับพลังเสียงที่หายไป ตกลงไหม”เมทินีกับทีมงานเริ่มปรึกษากัน จึงได้คําตอบว่า “อนุญาตค่ะแต่จะให้เป็นกรณีพิเศษเพื่อสนับสนุนกันและกันนะคะ”หลังจากนิทรรศการได้จบลง ทั้งคู่ก็ได้นั่งพักอยู่ที่โรงอาหารด้วยกัน แล้วก็ได้เงียบกันไปสักพักหนึ่ง จนพสุธาคุยกับเมทินีว่า“ระบบของเมทินีเนี่ยก็มีข้อดีนะ มันช่วยให้เราไม่ไปลํ้าเส้นพื้นที่ของคนอื่นโดยที่เราไม่รู้ตัว”พสุธาได้ยิ้ม แล้วบอกกับเมทินีว่า “ขอโทษเมทินีเราที่หาว่าเมทินีชอบใช้อํานาจเยอะ เรารู้แล้วว่าการแบกความรับผิดชอบของคนทั้งมหาลัยไว้คนเดียวมันยากมาก”เมทินีแอบยิ้ม แล้วซบไหล่พสุธา แล้วพูดว่า “เราก็ขอโทษพสุธาเหมือนกันที่มองว่าความคิดของพสุธาเป็นเรื่องไร้สาระ”แล้วเวลาก็ผ่านมาล่วงเลยจนถึงวันที่ทั้งสองเรียนจบพสุธาและเมทินีก็ได้รับปริญญา เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ทั้งสองคนดีใจเป็นอย่างมากเพราะทั้งสองคนจะได้ไปทํางานที่ตัวเองรัก จนเวลาผ่านไป ๒ เดือน พสุธาก็
สงครามรามคําแหง-๑๙๙-ได้เป็นนักเขียนในบริษัทแห่งหนึ่ง ส่วนเมทินีก็ได้เป็นปลัดสมใจอยากทั้งสองก็ได้อยู่ร่วมกันและใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุขเรื่องราวนี้ทําให้เรารู้ว่าความรักนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีสูตรสําเร็จ ไม่มีใครสอนเราได้ทั้งหมดเราทุกคนเรียนรู้ความรักจากการรู้สึก จากการผิดหวังและจากการเติบโตบางครั้งเราคิดว่าความรักคือการมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆแต่เมื่อเวลาผ่านไป เราอาจค้นพบว่าความรักที่แท้จริงคือการมีใครสักคนที่ทําให้เราเป็นตัวของตัวเองได้อย่างสบายใจความรักไม่ควรเป็นพื้นที่ที่ทําให้เรากังวลตลอดเวลา ไม่ควรเป็นเหตุผลที่ทําให้เราต้องลดคุณค่าของตัวเองถ้าเราต้องพยายามมากเกินไปเพื่อรักษาใครสักคนไว้อาจถึงเวลาที่ต้องถามตัวเองว่า นั่นคือความรัก หรือความกลัวการสูญเสียกันบางความสัมพันธ์ไม่ได้จบลงเพราะเราไม่รักกันแต่อาจจบลงเพราะเราเรียนรู้แล้วว่า รักอย่างเดียวไม่เพียงพอการเข้าใจกัน การให้เกียรติกัน สิ ่งสําคัญไม ่แพ้คําว ่ารักความรักที่ดีจะสอนให้เราอ่อนโยนขึ้น ไม่ใช่กับคนอื่นเท่านั้น แต่กับหัวใจของตัวเราเองมันจะไม่เร่งเรา ไม่บังคับเรา และไม่ทําให้เรารู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอและหากวันหนึ่งความรักต้องจากไปอย่างน้อยมันควรทิ้งบทเรียนไว้ไม่ใช่บาดแผลที่ทําให้เราไม่กล้ารักเพราะความรักอาจไม่ใช่การได้ครอบครองใครแต่คือการได้เรียนรู้ว่า เราควรรักโดยไม่ทําร้ายใครและไม่ทําร้ายตัวเองสุดท้ายนี้ความรักคือการเดินทางร่วมกันถ้าหากต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน แล้วความรักที่มีให้กันจะมีประโยชน์อย่างไร
สงครามกับความรัก-๒๐๐-สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือการที่ผมเอาชีวิตรอดกลับมาได้แต่ผมกลับทิ้งความสามารถที่จะรักเอาไว้ที่นั่น...มือของผมเปื้อนเลือดเกินกว่าจะโอบกอดคุณได้อย่างบริสุทธิ์ใจอีกต่อไป-----------------------บุญสุดา พิมหนองโพน๖๘๙๐๐๒๙๖๘๖
-๒๐๑-แผลในดิน คุณงอกงามแสงสีทองของดวงอาทิตย์ยามเย็นอาบไล้พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคําแหงมหาราชจนเปล่งประกายเรืองรอง ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพมหานครในยามนั้นถูกฉาบด้วยสีส้มอมม่วงราวกับภาพวาดสีนํ้าที่ถูกระบายอย่างตั้งใจ ลมเอื่อย ๆ พัดพากลิ่นดอกแก้วที่ปลูกเรียงรายริมทางเดินมาแตะจมูกผสมผสานกับกลิ่นกระดาษเก่าจากชีทเรียนและกลิ่นเหงื่อของนักศึกษาหลายหมื่นชีวิตที่เดินขวักไขว่ มหาวิทยาลัยรามคําแหงไม่เคยหลับใหล ที่นี่คือเบ้าหลอมของความฝัน คือแผ่นดินที่เปิดรับทุกหยาดเหงื่อและทุกความหวังของหนุ่มสาวจากทั่วสารทิศ และที่นี่เองคือจุดเริ่มต้นของโลกทั้งใบของ ‘ปฐวี’ปฐวีชายหนุ่มนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ผู้มีชื ่ออันหมายถึง‘แผ่นดิน’ เขาเป็นดั ่งชื ่อของตนเอง หนักแน ่น มั ่นคง และมีอุดมการณ์ที่ฝังรากลึก นัยน์ตาของเขามักทอประกายแห ่งความมุ ่งมั ่นเมื ่อเอ ่ยถึง
สงครามกับความรัก-๒๐๒-ความยุติธรรมและการรับใช้ชาติบริเวณม้านั ่งหินอ ่อนใต้ร ่มไม้ใหญ ่ริมสระนํ้าหน้ามหาวิทยาลัย คือสถานที่ที่แผ่นดินผืนนี้ได้พบกับสายนํ้าที่เข้ามาชโลมหัวใจ เธอชื่อ ‘รินทร์’ หญิงสาวจากคณะมนุษยศาสตร์ผู้มีรอยยิ้มละมุนราวกับหยาดฝนแรกของฤดูรินทร์เป็นคนอ่อนโยน แต่กลับมีความคิดที่เฉียบแหลม เธอชอบนั่งอ่านวรรณกรรมตะวันตกอยู่เงียบ ๆ ขณะที่ปฐวีมักจะถกเถียงเรื่องปรัชญาการเมืองกับเพื่อนฝูงอย่างออกรสความรักของทั้งสองก่อตัวขึ้นท่ามกลางบรรยากาศของการแสวงหาความรู้จากการยืมหนังสือในหอสมุดกลางที่เงียบสงบ ไปจนถึงการแบ่งปันข้าวแกงจานร้อนในโรงอาหารที่จอแจ รินทร์สอนให้ปฐวีรู้จักความงดงามของบทกวีส่วนปฐวีก็วาดภาพบ้านเมืองที่สงบสุขให้รินทร์ฟัง พวกเขาวาดฝันถึงอนาคตที่เรียบง่าย หลังเรียนจบ ปฐวีตั้งใจจะสอบเข้ารับราชการทหารเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิดตามชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ส่วนรินทร์อยากเป็นครูสอนหนังสือในต่างจังหวัด ทุกอย่างดูเหมือนจะดําเนินไปตามครรลองของความรักที่งดงามบริสุทธิ์แต่แล้ว... ลมพายุแห่งยุคสมัยก็พัดพาเอาความสงบสุขนั้นไปเสียงกลองรบดังก้องมาจากชายแดน ความขัดแย้งทางอุดมการณ์และผลประโยชน์ลุกลามกลายเป็นไฟสงครามที่ค่อย ๆ กลืนกินพื้นที่สีเขียวของประเทศ ข่าวการสูญเสียของทหารกล้าถูกรายงานผ่านวิทยุทรานซิสเตอร์และหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน ปฐวีผู้มีเลือดรักชาติสูบฉีดอย่างรุนแรงไม่สามารถทนนั่งท่องตําราอยู่ในห้องเรียนได้อย่างสงบสุขอีกต่อไป
แผลในดิน-๒๐๓-อุดมการณ์ที่เคยเป็นเพียงตัวหนังสือในหน้ากระดาษ บัดนี้เรียกร้องให้เขาลงมือทํา แผ่นดินกําลังลุกเป็นไฟ และเขาคือปฐวี... เขาต้องไปปกป้องมันวันที่ปฐวีตัดสินใจสมัครเข้าร่วมรบในสมรภูมิชายแดน ท้องฟ้าเหนือมหาวิทยาลัยรามคําแหงอึมครึมและไร้ซึ่งแสงตะวัน รินทร์ยืนร้องไห้เงียบ ๆ อยู่หน้ารูปปั้นพ่อขุนฯ นํ้าตาของเธอหยดลงบนพื้นดิน หยดแล้วหยดเล่าราวกับจะอ้อนวอนให้แผ่นดินเหนี่ยวรั้งชายคนรักไว้ปฐวีดึงร่างที่สั่นเทาของเธอเข้ามากอดแน่น กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของแชมพูที่คุ้นเคยผสมกับกลิ่นนํ้าตาทําให้หัวใจของเขาปวดร้าวอย่างแสนสาหัส “รินทร์... รอผมนะผมสัญญาว่าจะเอาชีวิตรอดกลับมาหาคุณ ผมต้องไปปกป้องแผ่นดินของเราเพื่อให้เรามีที่ที่ปลอดภัยสําหรับสร้างครอบครัว” เขาฝังรอยจูบลงบนหน้าผากของเธอ เป็นรอยจูบที่สลักลึกพร้อมกับคําสัญญาที่หนักอึ้งสมรภูมิรบไม่ใช่บทกวีและไม่ได้มีเกียรติยศอันหอมหวานเหมือนในตําราเรียน ปฐวีถูกส่งตัวไปยังเขตป่าดิบชื้นที่ซึ่งความตายซุ่มซ่อนอยู่หลังใบไม้ทุกใบ กลิ่นควันปืนและกลิ่นคาวเลือดกลายเป็นลมหายใจเข้าออกเสียงระเบิดกึกก้องที ่ฉีกกระชากต้นไม้ใหญ ่ให้ขาดสะบั้นดังสลับกับเสียงกรีดร้องของเพื่อนทหาร ป่าที่ควรจะร่มรื่นกลับกลายเป็นนรกสีเขียวความหวาดระแวงเกาะกินจิตใจในทุกยามคํ ่าคืนที ่อากาศหนาวเหน็บจนกระดูกสั่น แผ่นดินที่เขาตั้งใจมาปกป้อง บัดนี้ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานของเลือดผู้คน ทั้งศัตรูและมิตร
สงครามกับความรัก-๒๐๔-ในหลุมเพาะแห่งความสิ้นหวัง สิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงวิญญาณของปฐวีไม่ให้แตกสลายคือจดหมายฉบับเล็กๆ ที่ยับยู่ยี่ซึ่งซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อตรงตําแหน่งหัวใจ รอยยึกยือจากลายมือของรินทร์ที่เล่าถึงชีวิตประจําวันในกรุงเทพฯ เล่าถึงดอกแก้วที่รามคําแหงที่ยังคงบานสะพรั่ง เป็นดั่งหยาดนํ้าทิพย์ที่ชโลมผืนดินที่กําลังแห้งผากและแตกระแหงในใจเขา เขากอดจดหมายนั้นไว้แน่นในคืนที่มีการปะทะหนักหน่วง คืนที่เศษกระสุนและสะเก็ดระเบิดปลิวว่อนราวกับห่าฝน ท่ามกลางเสียงกัมปนาท ปฐวีหลับตาลงและนึกถึงรอยยิ้มของรินทร์นึกถึงความสงบใต้ร่มไม้ริมสระนํ้า เขาฆ่าศัตรูไปกี่คนแล้วไม่อาจนับ เพื่อปกป้องความรัก เขาต้องกลายเป็นมัจจุราชเพื่อรักษาความสงบ เขาต้องสร้างความพินาศ ช่างเป็นความย้อนแย้งที่ขมขื่นจนแทบกระอักเลือดเวลาผ่านไปเนิ่นนานราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์สงครามจบลงพร้อมกับซากปรักหักพังและชีวิตที่สูญเสีย ปฐวีรอดชีวิตกลับมาตามคําสัญญา แต่เขาไม่ใช่ปฐวีคนเดิมอีกต่อไป ร่างกายของเขามีรอยแผลเป็นจากสะเก็ดระเบิดแต่สิ่งที่สาหัสกว่าคือบาดแผลในจิตวิญญาณ นัยน์ตาที่เคยทอประกายมุ่งมั่นบัดนี้ว่างเปล่าและลึกลวงราวกับหุบเหวไร้ก้น เขามักจะสะดุ้งตื่นกลางดึกพร้อมกับเหงื่อที่ท่วมตัวและเสียงกรีดร้องในลําคอ ภาพเพื่อนที่ขาดใจตายในอ้อมแขน และภาพดวงตาของศัตรูที่จ้องมองเขาก่อนสิ้นลมหายใจยังคงตามหลอกหลอน
แผลในดิน-๒๐๕-ปฐวีกลับมาที ่มหาวิทยาลัยรามคําแหงอีกครั้งในบ ่ายวันหนึ่งลานพ่อขุนฯ ยังคงดูสง่างาม นักศึกษารุ่นใหม่ยังคงเดินขวักไขว่พร้อมกับรอยยิ้มและความหวัง ทุกอย่างดูเหมือนเดิม ราวกับเวลาที่นี่หยุดนิ่ง และที่ม้านั่งหินอ่อนตัวเดิม รินทร์นั่งอยู่ตรงนั้น เธอเงยหน้าขึ้นและสบตาเขาวินาทีนั้น โลกทั้งใบพลันหยุดหมุน รินทร์วิ่งเข้ามากอดเขา ร้องไห้สะอื้นด้วยความดีใจที่ชายคนรักกลับมา แต่ปฐวีกลับยืนนิ่งงัน แขนของเขาที่เคยโอบกอดเธออย่างอบอุ่น บัดนี้หนักอึ้งราวกับท่อนเหล็กเขากอดตอบเธออย่างเก้ๆกัง ๆ เขาสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายของเธอ แต ่ในใจของเขากลับเหน็บหนาวจนถึงขั้วกระดูกรินทร์พยายามใช้ความรักและความอ่อนโยนเยียวยาปฐวีแต่เธอก็ค้นพบความจริงที่เจ็บปวดว่า สงครามไม่ได้เพียงแค่พรากชีวิตผู้คนในสมรภูมิแต่มันได้พรากวิญญาณของคนที่รอดชีวิตกลับมาด้วย ปฐวีกลายเป็นคนเก็บตัว หวาดระแวงเสียงดัง และบ่อยครั้งที่เขานั่งเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมายราวกับคนไร้ชีวิต แม้รินทร์จะอยู่ตรงหน้า แต่ปฐวีกลับรู้สึกเหมือนเขายังคงติดอยู่ในหลุมเพาะกลางป่าดิบชื้นแห่งนั้น ความรักที่พวกเขาเคยมีให้กันมันยังคงอยู่ แต่มันถูกเคลือบไว้ด้วยเขม่าปืนและคราบเลือดจนไม่สามารถส่องประกายได้เหมือนเดิมวันหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองนั่งมองดูสระนํ้าที่คุ้นเคยในมหาวิทยาลัยใบไม้แห้งร่วงหล่นลงผิวนํ้า เกิดเป็นระลอกคลื่นเล็ก ๆ ก่อนจะสงบนิ่ง ปฐวี
สงครามกับความรัก-๒๐๖-หันไปมองรินทร์ดวงตาของเขาฉายแววแห่งความเศร้าโศกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหยั่งถึง“รินทร์...” เสียงของเขาแหบพร่า “ผมไปที่นั่นเพื่อปกป้องคุณปกป้องแผ่นดินที่เราจะใช้อยู่ด้วยกัน ผมฆ่าคน ผมเห็นคนตาย ผมทําลายทุกอย่างเพียงเพื่อให้ได้กลับมาหาคุณ... แต่คุณรู้ไหม สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ความตายในสงคราม”รินทร์บีบมือเขาแน่น นํ้าตาคลอเบ้า “อะไรหรือคะปฐวี?”“สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือการที่ผมเอาชีวิตรอดกลับมาได้แต่ผมกลับทิ้งความสามารถที่จะรักเอาไว้ที่นั่น... มือของผมเปื้อนเลือดเกินกว่าจะโอบกอดคุณได้อย่างบริสุทธิ์ใจอีกต่อไป ผมปกป้องแผ่นดินนี้ไว้ได้แต่แผ่นดินในใจของผม... มันพังทลายและแตกระแหงจนไม่เหลือชิ้นดีแล้ว”รินทร์ปล่อยโฮออกมา เธอซบหน้าลงกับไหล่ที่สั่นเทาของเขา ปฐวีหลับตาลง ปล่อยให้นํ้าตาหยดแรกนับตั้งแต่กลับจากสงครามร่วงหล่นลงสู่ผืนดิน มหาวิทยาลัยรามคําแหงยังคงเป็นตักที่โอบอุ้มพวกเขาไว้แต่บทเรียนที่ปฐวีได้รับ ไม่ใช่บทเรียนจากหน้ากระดาษ หากแต่เป็นความจริงอันโหดร้ายของมนุษยชาติสงครามและความรัก... สองสิ่งนี้ล้วนถูกขับเคลื่อนด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าของมนุษย์เราอ้างว่าเราทําสงครามเพื่อปกป้องสิ่งที่เราหลงรัก แต่ในกระบวนการของการเข่นฆ่าและทําลายล้างนั้น สงครามได้บดขยี้ความอ่อนโยน ความเห็นอกเห็นใจ และความเป็นมนุษย์อันเป็น
แผลในดิน-๒๐๗-รากฐานของความรักไปจนหมดสิ้น ท้ายที่สุดแล้ว เราอาจรักษาดินแดนรักษาสมบัติหรือรักษาอธิปไตยเอาไว้ได้แต่เราจะเหลืออะไรให้ครอบครองหากจิตวิญญาณที่สามารถดื่มดํ่ากับความรักและความสงบสุขนั้น... ได้ตายจากเราไปอย่างถาวรแล้วในสมรภูมิรบ
สงครามกับความรัก-๒๐๘-
สงครามกับความรัก-ชคํานํา“สงครามกับความรัก” เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นผลงานเขียนของนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนกระบวนวิชา THA2101ความรู้ทั่วไปในการเขียน(introduction to writing) ประจําปีการศึกษา ๒๕๖๘ สาขาวิชาภาษาไทย ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคําแหงหนังสือรวมเรื่องสั้นนี้เกิดขึ้นจากความต้องการที่จะให้นักศึกษาฝึกทักษะด้านการเขียน โดยเฉพาะการเขียนประโยคและย่อหน้าขนาดยาว ซึ่งนักศึกษาประสงค์จะทดลองแต่งเรื่องสั้น ผู้สอนจึงกําหนดให้เขียนเรื่องสั้นที่มีองค์ประกอบเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยรามคําแหง ตัวละครเอกต้องใช้ชื่อที่มีความหมายว่า“แผ่นดิน” หรือ “ทหาร” และต้องจบเรื่องแบบทิ้งไว้ให้คิดโดยในหนังสือเล่มนี้มีผลงานของทั้งศึกษาทั้งสิ้นจํานวน ๒๐ เรื่องท้ายที่สุดหากหนังสือเล่มนี้มีข้อผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้สร้างความสุขแก่ผู้อ่านทุกท่านวรารก์ เพ็ชรดีอาจารย์ผู้สอน๒๕๖๙
สงครามกับความรักพิมพ์ที่ บริษัท เปเปอร์ริสต้า จํากัดซอยงามวงศ์วาน ๒ แยก ๕ ตําบลบางเขน อําเภอเมืองนนทบุรีจังหวัดนนทบุรี๑๑๐๐๐หมายเลขโทรศัพท์๐ ๒๗๖๐ ๔๘๙๙ | ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์[email protected]
เกราะเหล็กแห่ง ‘หน้าที่’ ถูกสวมทับบดบังเสียงเต้นของหัวใจนักรบจำนวนมากจึงลืมเลือนตัวตนลืมเลือนแม้กระทั่งความรู้สึกดั้งเดิมของมนุษย์