การพัฒนาการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word โดยใช้สื่อประกอบการฝึกสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคาร กมลทิพย์ ไชยวาน รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
การพัฒนาการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word โดยใช้สื่อประกอบการฝึกสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคาร กมลทิพย์ ไชยวาน รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ชื่อเรื่อง การพัฒนาการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word โดย ใช้สื่อประกอบการฝึกสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคาร ผู้วิจัย นางสาวกมลทิพย์ ไชยวาน สถานศึกษา โรงเรียนประจักษ์ศิลปคาร ปีที่พิมพ์ 2566 บทคัดย่อ ในการวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อพัฒนาการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ เรื่อง การใช้ โปรแกรม Microsoft Word โดยใช้สื่อประกอบการฝึกสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน ประจักษ์ศิลปคาร ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อการเรียน ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคาร อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานีที่ เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ผู้วิจัยใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคาร แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินสื่อแบบฝึกเสริม ทักษะ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะ ค่าสถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ประสิทธิภาพของกระบวนการ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ผลวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคาร ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.32/86.74 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่องการใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคาร หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ .01 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคาร โดยรวมอยู่ใน ระดับมาก
กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จได้ด้วยความกรุณาจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิศณุ ชัยจิตวณิชกุล อาจารย์ที่ปรึกษาและครูพี่เลี้ยงนางสาวภัทราพร ใบลาศ ที่ให้คำปรึกษาแนะนำ อ่านและตรวจแก้ไข ข้อบกพร่องต่างๆตลอดจนให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ และดูแลให้กำลังใจแก่ผู้วิจัยด้วยความเอาใจใส่ อย่างดีเสมอมา ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณา และขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง มา ณ โอกาส นี้ ขอขอบพระคุณผู้อำนวยการโรงเรียน นายประสุข ศรีจันทร์ และคณะครูทุกท่านที่อำนวย ความสะดวกและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการเก็บรวบรวมข้อมูลและทดลองใช้เครื่องมือวิจัยและ ขอขอบใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร ที่ให้ความ ร่วมมือในการวิจัยครั้งนี้ นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้ให้ความช่วยเหลือชี้แนะ ขอขอบพระคุณ บิดา มารดา ญาติพี่น้องทุกท่าน ขอขอบคุณเพื่อนๆ ที่คอยช่วยเหลือ ห่วงใย สนับสนุนให้กำลังใจแก่ผู้วิจัยเสมอมา ประโยชน์และคุณค่าทั้งมวลที่เกิดจากวิจัยฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบ เป็นเครื่องบูชาพระคุณบิดา มารดาและครูอาจารย์ทุกท่านที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้แก่ผู้วิจัย ซึ่ง ท่านทั้งหลายที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนช่วยให้ผู้วิจัยได้สำเร็จการศึกษาดังที่ตั้งใจไว้ กมลทิพย์ ไชยวาน
สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ ………………………………………………………………………………………………………………… ก กิตติกรรมประกาศ …………………………………………………………………………………………………… ข สารบัญ …………………………………………………………………………………………………………………… ค สารบัญตาราง ………………………………………………………………………………………………………….. จ บทที่1 บทนำ …………………………………………………………………………………………………………. 1 ความเป็นมาและความสำคัญ …………………………………………………………………………. 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย ………………………………………………………………………………. 3 สมมติฐานของการวิจัย………………………………………………………………………………….. 4 ความสำคัญของการวิจัย ………………………………………………………………………………. 4 ขอบเขตของการวิจัย…………………………………………………………………………………….. 4 นิยามศัพท์เฉพาะ……………………………………………………………………………………....... 6 บทที่ 2 เอกสารและงานที่เกี่ยวข้อง ………………………………………………………………………….. 8 แบบฝึกเสริมทักษะ ................................………………………………………………………….. 8 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน………………………………................................ 15 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้โปรแกรม Microsoft Word………………………………… 21 การพัฒนาและการหาค่าประสิทธิภาพของสื่อ………………………………………………….. 33 ความพึงพอในการเรียนรู้………………………………………………………………………………. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ……………………………………………………………………………………… 38 43 บทที่ 3 วิธีการดำเนินงานวิจัย …………………………………………………………………………………. 46 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ……………………………………………………………………………. 46 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล…………………………………………………………… 46 การสร้างเครื่องมือและการหาคุณภาพของเครื่องมือ…………………………………………. 47 วิธีดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล……………………………………………………………………... 52 การวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………………………………………………. 53 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ………………………………………………………………………. 54
สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………………. 57 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………………………. 57 การวิเคราะห์ข้อมูล………….…………………………………………………………………………… 58 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………………………………………….. 58 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ…………………………………………………………….. ความมุ่งหมายของการวิจัย ………………………………………………………………………………………… สมมติฐานของการวิจัย …………………………………………………………………………………............... วิธีดำเนินการวิจัย …………………………………………………………………………………………............. สรุปผลการวิจัย …………………………………………………………………........................................... อภิปรายผล ………………………………………………………………………………………………….............. ข้อเสนอแนะ ……………………………………………………………………............................................ บรรณานุกรม ………………………………………………………………………………………………………..... ภาคผนวก ……………………………………………………………………………………………………………..... ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ...........…………………………………………………... - แผนการจัดการเรียนรู้ ................................................................................. - แบบฝึกเสริมทักษะ ..................................................................................... - แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ..................................................... - แบบสอบถามความพึงพอใจ ....................................................................... ภาคผนวก ข ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ..........................……………………………...………... ภาคผนวก ค รายนามผู้เชี่ยวชาญ .........…………………………………………………..….…... 63 63 64 64 66 67 70 71 74 75 76 104 139 145 148 156 ประวัติผู้วิจัย …………………………………………………………………………………………………………… 158
สารบัญตาราง ตาราง หน้า 4.1 แสดงประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ .................………………………....... 59 4.2 แสดงคะแนนเฉลี่ยเป็นร้อยละของการทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบ หลังเรียนเมื่อใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การเรียกใช้งานโปรแกรม Microsoft Word 60 4.3 แสดงคะแนนเฉลี่ยเป็นร้อยละของการทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบ หลังเรียนเมื่อใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การกำหนดขนาดกระดาษและการป้อนข้อความ 60 4.4 แสดงคะแนนเฉลี่ยเป็นร้อยละของการทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบ หลังเรียนเมื่อใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การจัดรูปแบบและการใส่เส้นขอบกระดาษ 4.5 แสดงคะแนนเฉลี่ยเป็นร้อยละของการทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบ หลังเรียนเมื่อใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การแทรกรูปภาพและการแทรกอักษรศิลป์ 4.6 แสดงคะแนนเฉลี่ยเป็นร้อยละของการทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบ หลังเรียนเมื่อใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การนำเสนอข้อมูลและการพิมพ์เอกสาร.. 4.7 การวิเคราะห์แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่เรียนด้วยแบบฝึก เสริมทักษะทั้ง 5 เรื่อง................................................................................................ 61 61 61 62
บทที่1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ในสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based society) เทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร (Information Communication and Technology. : ICT) ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการ ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างมาก (ศรีไพร ศักดิ์รุ่งพงศากุล. 2547 : 13) การพัฒนาประเทศให้อยู่บนฐานความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย การวิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศ ในการปรับเปลี่ยนการผลิตจาก การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เงินทุน และแรงงานที่มีประสิทธิภาพต่ำ ไปสู่การใช้ความรู้และความ ชำนาญด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้เป็นพลังขับเคลื่อนและภูมิคุ้มกัน ประเทศไทย ในกระแสโลกาภิวัตน์(สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. 2555 : 47) การศึกษาเป็นกระบวนการต่อเนื่องกันตลอดชีวิตเพื่อมุ่งสร้างเสริมคุณภาพของพลเมืองให้ สามารถ ดำรงชีวิตและทำประโยชน์แก่สังคมโดยเน้นการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความอยู่รอดปลอดภัย ความมั่นคง และความผาสุกร่วมกันในสังคมไทย (วิไล ตั้งจิตสมคิด. 2539 : 146) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมี ความรู้ความเข้าใจ มีทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในสังคม และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง สามารถนำความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสตร์อื่นๆ มา ประยุกต์ใช้ในการทำงานอย่างสร้างสรรค์และแข่งขันในสังคมไทยและสากล เลือกใช้เทคโนโลยีอย่าง เหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม มีเจตคติที่ดีต่อการทำงาน สามารถ ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างพอเพียง และมีความสุข มุ่งพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะในการทำงาน เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ และศึกษาต่อได้อย่าง มี ประสิทธิภาพ โดยมีสาระสำคัญ การออกแบบและเทคโนโลยี เป็นสาระเกี่ยวกับการพัฒนา ความสามารถของมนุษย์อย่างสร้างสรรค์ โดยนำความรู้มาใช้กับกระบวนการทางเทคโนโลยี สร้าง สิ่งของเครื่องใช้ วิธีการ หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการดำรงชีวิต เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นสาระที่เกี่ยวกับกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศการติดต่อสื่อสาร การค้นหาข้อมูล การใช้ข้อมูล
2 สารสนเทศ การแก้ปัญหาหรือการสร้างชิ้นงาน คุณค่าและผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2551 : 113) ปัจจุบันได้มีการนำคอมพิวเตอร์ไปประยุกต์ใช้กับงานในองค์กรเกือบทุกประเภททั้งนี้ เนื่องมาจาก คุณสมบัติที่ดีในการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ประกอบกับความ 2 เจริญทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่มีการพัฒนาระบบและอุปกรณ์ให้มีประสิทธิภาพ สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการดำเนินงานเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว และสำคัญ ไปกว่านั้นคือผู้ใช้ ควรมีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีอยู่ในระดับหนึ่ง จึงจะทำให้งานที่ ผ่านการผลิตจากคอมพิวเตอร์เกิดผลและมีประสิทธิภาพ (ศรีไพรศักดิ์ รุ่งพงศากุล. 2547 : 25) การส่งเสริมทักษะและกระบวนการ เพื่อพัฒนาทักษะและความรู้ต่างๆ ให้ผู้เรียนได้ฝึก ปฏิบัติ จนเกิด ความชำนาญ และสามารนำไปปรับใช้ได้อย่างถูกต้อง ต่างต้องมีตัวช่วยให้เกิดการ เรียนรู้ และมีทักษะ ที่เพิ่มมากขึ้น (สมพร ตอยยีบี. 2554 : 32) “แบบฝึกทักษะ” เป็นสื่อหรือนวัตกรรมที่จำเป็นอย่างหนึ่ง ที่ทำให้การเรียนการสอน บรรลุผล อีกทั้งยังสามารถช่วยในการฝึกทักษะผู้เรียนได้ดี(สลาย ปลั่งกลาง. 2552 : 31) กล่าวว่า แบบฝึกหัดหรือแบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการเรียนการสอนที่ใช้สำหรับให้ผู้เรียนฝึกความชำนาญ ใน ทักษะต่างๆ จนเกิดความคิดรวบยอดในเรื่องที่ฝึกและสามารถนำทักษะไปใช้ในการแก้ปัญหาได้แบบ ฝึกเสริมทักษะ ทำหน้าที่เป็นสื่อการเรียนการสอน งานหรือกิจกรรมที่ครูสร้างขึ้น โดยมีรูปแบบ กิจกรรมที่หลากหลาย มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น และ ช่วยฝึกทักษะต่างๆ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง (สหวิชา.com. 2557 : ออนไลน์) จากประสบการณ์การสอนวิชาคอมพิวเตอร์ในสถานศึกษา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการปฏิบัติการสอนที่ผ่านมานั้นพบว่าการจัดการเรียนการสอนวิชา คอมพิวเตอร์ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word ส่วนใหญ่จะประสบปัญหาไม่เป็นไปตามแผนที่ ได้วางไว้ เมื่อพบว่านักเรียนจำนวนหนึ่งขาดทักษะความรู้ความเข้าใจทางด้านเนื้อหาและทักษะ ใน การปฏิบัติเบื้องต้น จึงทำให้นักเรียนตามเนื้อหาไม่ทัน และไม่ทบทวนเนื้อหาที่ครูผู้สอนได้สอน ส่งผล ให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งปัญหาที่พบมากที่สุดเป็นการใช้เครื่องมือและ คำสั่ง ของเครื่องมือในการสร้างเอกสาร โดยจะเห็นจากผลการสอบกลางภาค และการสอบปฏิบัติคะแนน สอบของนักเรียนในเรื่องทักษะการใช้เครื่องมือและการเรียกใช้คำสั่งนี้ ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการ
3 เรียนออกมาต่ำกว่าเกณฑ์ จึงจำเป็นที่จะต้องรีบแก้ไขหรือพัฒนาให้นักเรียนกลุ่มนี้มีผลการ เรียนและ ทักษะการปฏิบัติที่สูงขึ้น โดยต้องมีวิธีให้นักเรียนสามารถฝึกฝนได้ด้วยตนเอง การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ รูปแบบเป็นสิ่งสำคัญในการจูงใจให้ผู้เรียนได้ทดลองปฏิบัติ แบบฝึกทักษะจึงควรมีรูปแบบที่หลากหลาย มิใช่ใช้แบบเดียวเท่านั้น เพราะอาจเกิดความจำเจ น่าเบื่อ ไม่เป็นที่น่าสนใจ ไม่เกิดความท้าทายให้อยากรู้อยากลอง ซึ่งแบบฝึกควรเรียงลำดับจากง่ายไปหายาก เพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดทักษะ แบบฝึกทักษะเป็นนวัตกรรมที่สร้างขึ้นโดยต้องมีหลักการต่าง ๆ ไม่ว่าจะ เป็นการกำหนดแบบฝึกที่ชัดเจน แน่นอน และภาษาที่เข้าใจง่าย เหมาะสมกับวัย ควรมีความยากง่าย แตกต่างกัน และต้องสร้างสรรค์ เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสในการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ แบบฝึกทักษะ นั้นมีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านผู้เรียนทำให้เกิดความเข้าใจในบทเรียนดี3 ยิ่งขึ้น และในด้านครูผู้สอนเกี่ยวกับเนื้อหาวิธีการสอน และกิจกรรม เพื่อพัฒนาทักษะของนักเรียนให้ มีประสิทธิภาพมากขึ้น (สมพร ตอยยีบี. 2554 : 39) จากการศึกษาสภาพปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะสร้างชุดการสอนแบบฝึก เสริม ทักษะช่วยในการพัฒนาการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word ใน นักเรียนที่มีความถนัดในการเรียนที่แตกต่างกันให้เป็นนวัตกรรม หรือเป็นสื่อการจัดการเรียนรู้เพื่อ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอน ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียน ได้ฝึกกระบวนการเรียนรู้เกิดการพัฒนาความรู้ เพิ่มพูนทักษะ และสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีคุณภาพ และ ทบทวนบทเรียน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และมีทักษะในการใช้โปรแกรม Microsoft Word และ เพื่อให้กระบวนการเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการส่งเสริมการพัฒนาความรู้ ทักษะการปฏิบัติตลอดจนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนต่อไป จุดประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word โดยใช้สื่อ ประกอบการฝึก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคาร ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่เรียนโดย แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคาร
4 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคาร สมมติฐานของการวิจัย 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคารสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคาร หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน ความสำคัญของการวิจัย 1. นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคารได้เรียนด้วยแบบฝึกเสริม ทักษะที่มีประสิทธิภาพ 2. ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการจัดการเรียนการสอนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคาร เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word 3. เป็นแนวทางในการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะในวิชาอื่น ๆ ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร ประชากรในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคารที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 420 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 โรงเรียนประจักษ์ศิลปะคาร ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 34 คน โดย วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม
5 2. ตัวแปรในการวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคาร 2.2 ตัวแปรตาม 2.2.1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคาร 2.2.2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน ประจักษ์ศิลปคารที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคาร 2.2.3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้ โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคาร 3. ขอบเขตด้านเนื้อหาในการวิจัย เป็นเนื้อหาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่ม สาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้ แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอนและเป็นระบบใน การใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้การทำงานและการแก้ปัญหาได้อย่างมี ประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน รวบรวม ประมวลผลและนำเสนอโดยใช้ซอฟต์แวร์ตามวัตถุประสงค์โดยการ ใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปะคาร ซึ่ง แบ่งออกเป็น 5 เรื่องย่อย ประกอบด้วย 3.1 การเรียกใช้งานโปรแกรม Microsoft Word 3.2 การกำหนดขนาดกระดาษและการป้อนข้อความ 3.3 การจัดรูปแบบเอกสารและการใส่เส้นขอบกระดาษ 3.4 การแทรกรูปภาพและการแทรกอักษรศิลป์ 3.5 การนำเสนอข้อมูลและการพิมพ์เอกสาร
6 4. ระยะเวลาทำการศึกษาวิจัย เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2566 ถึง เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2566 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. แบบฝึกเสริมทักษะ หมายถึง งานหรือกิจกรรมที่ครูสร้างขึ้น โดยมีรูปแบบกิจกรรมที่ หลากหลาย มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น และช่วยฝึก ทักษะต่างๆ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง เป็นสื่อการศึกษาซึ่งผู้เรียนได้ปฏิบัติด้วยตนเองจน เกิดการเรียนรู้ โดยกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติในแบบฝึกนั้นจะครอบคลุมเนื้อหาที่เรียนไปแล้ว ทำให้นักเรียน มีความรู้และทักษะมากขึ้น เพราะรูปแบบหรือลักษณะที่หลากหลาย 2. เทคนิคกระบวนการปฏิบัติหมายถึง วิธีการสอนที่ให้ประสบการณ์ตรงกับผู้เรียน โดย การให้ลงมือปฏิบัติจริง เป็นการสอนที่มุ่งให้เกิดการผสมผสานระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติ โดยเน้น การฝึกทักษะให้กับนักเรียน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และความชำนาญมากยิ่งขึ้น ในการสร้างสรรค์ ชิ้นงาน 3. Microsoft Word หมายถึง โปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ด (Microsoft Word) เป็น โปรแกรมที่ใช้สร้างงานเอกสารทั่ว ๆ ไป เป็นโปรแกรมประเภทประมวลผลคำ จึงมีความสามารถใน การจัดรูปแบบเอกสารที่เราพิมพ์ให้เป็นในแบบที่เราต้องการ เพื่อการนำเสนอผลงานแบบสำเร็จ จึงมี แบบให้เลือกใช้มากมายตามลักษณะการใช้งาน และรูปแบบที่สวยงาม ช่วยอำนวยความสะดวก ใน การสร้างสรรค์ชิ้นงานสำหรับการนำเสนองานเอกสารได้เป็นอย่างดี 3.1 การเรียกใช้งานโปรแกรม Microsoft Word 3.2 การกำหนดขนาดกระดาษและการป้อนข้อความ 3.3 การจัดรูปแบบเอกสารและการใส่เส้นขอบกระดาษ 3.4 การแทรกรูปภาพและการแทรกอักษรศิลป์ 3.5 การนำเสนอข้อมูลและการพิมพ์เอกสาร 4. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคาร ที่เรียนในภาค เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566
7 5. โรงเรียน หมายถึง โรงเรียนประจักษ์ศิลปะคาร ที่ตั้ง 99 หมู่ 4 ถนนรอบเมือง ต.หนองบัว อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี 41000 สอนในระดับชั้นมัธยมต้น ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 6. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ หมายถึง คุณภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ ซึ่งวัด จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน จากคะแนนในการทำแบบทดสอบในแบบฝึกเสริมทักษะ และ แบบทดสอบตามเกณฑ์ 80/80 ที่ผู้วิจัยใช้เป็นเกณฑ์ โดยมีความหมายดังนี้ 80 ตัวแรก หมายถึง คะแนนเฉลี่ยของผู้เรียนทั้งหมดที่ได้จากการทำแบบทดสอบ ระหว่าง เรียนในแบบฝึกเสริมทักษะ ได้คะแนนเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 80 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนเฉลี่ยของผู้เรียนทั้งหมดที่ได้จากการทำแบบทดสอบ หลังเรียน ในแบบฝึกเสริมทักษะ ได้คะแนนเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 7. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้และความเข้าใจหลังจากที่เรียนเนื้อหาจากแบบ ฝึกเสริม ทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคาร ซึ่งวัดได้จากคะแนนของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัย สร้างขึ้น 8. ความพึงพอใจ หมายถึง ระดับความรู้สึกชอบที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลป คาร ที่ผู้วิจัยค้นคว้าสร้างขึ้นซึ่งจะแบ่งความรู้สึกออกเป็น 5 ช่วง หรือ 5 ระดับ ดังนี้ ระดับ 5 หมายถึง มีความพึงพอใจมากที่สุด ระดับ 4 หมายถึง มีความพึงพอใจมาก ระดับ 3 หมายถึง มีความพึงพอใจปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง มีความพึงพอใจน้อย ระดับ 1 หมายถึง มีความพึงพอใจน้อยที่สุด
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาและวิเคราะห์สาระสำคัญต่าง ๆ จากแนวคิด เอกสาร และ งานวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word โดยใช้สื่อ ประกอบการฝึก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปคาร มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 1. แบบฝึกเสริมทักษะ 2. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้โปรแกรม Microsoft Word 4. การพัฒนาและการหาค่าประสิทธิภาพของสื่อ 5. ความพึงพอในการเรียนรู้ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. แบบฝึกเสริมทักษะ ความหมายของแบบฝึกเสริมทักษะ แบบฝึกเสริมทักษะ หมายถึง งานหรือกิจกรรมที่ครูสร้างขึ้น โดยมีรูปแบบกิจกรรมที่ หลากหลาย มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น และช่วยฝึกทักษะ ต่างๆ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง อาจจะให้นักเรียนทำแบบฝึกขณะเรียนหรือหลังจากจบ บทเรียนไปแล้วก็ได้ (สหวิชา.com. 2557 : ออนไลน์) ความสำคัญของแบบฝึกเสริมทักษะ ภายหลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไปแล้ว การเรียนการสอนนั้นย่อมไม่เกิดผล อย่างเต็มที่ถ้าไม่ได้รับการฝึกทักษะให้เกิดความชำนาญและเข้าใจอย่างแท้จริง เพื่อช่วยให้เด็กเกิด พัฒนาการทางภาษาเพิ่มขึ้นตามวัยและความสามารถของตนที่จะทำได้ และเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ใช้ ฝึกทักษะทางภาษาให้ได้ผลดีก็คือ แบบฝึกเสริมทักษะ ดังนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงความสำคัญ ของแบบฝึกเสริมทักษะไว้ดังนี้
9 ประภาพร ถิ่นอ่อง (2553 : 29) ได้กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการเรียนการสอนที่ สร้างขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเองจนเกิดความรู้ ความเข้าใจเพิ่มขึ้น โดยที่กิจกรรมที่ได้ ปฏิบัติในแบบฝึกนั้นจะครอบคลุมเนื้อหาที่เรียนไปแล้ว ทำให้นักเรียนมีความรู้และทักษะมากขึ้น เพราะมีรูปแบบหรือลักษณะที่หลากหลาย สมพร ตอยยีบี (2554 : 32) ได้กล่าวว่า แบบฝึกทักษะเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ ฝึกปฏิบัติเพื่อพัฒนาทักษะและความรู้ต่าง ๆ จนเกิดความชำนาญ และสามารถนำความรู้ไปใช้ได้อย่าง ถูกต้อง ดังที่กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า แบบฝึกเป็นสื่อการเรียนการสอนที่สร้างขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้ฝึก ปฏิบัติด้วยตนเองจนเกิดความรู้ ความเข้าใจเพิ่มขึ้น โดยที่กิจกรรมที่ได้ปฏิบัติในแบบฝึกนั้นจะ ครอบคลุมเนื้อหาที่เรียนไปแล้ว ทำให้นักเรียนมีความรู้และทักษะมากขึ้น และทำให้ผู้เรียนมองเห็น ความก้าวหน้าจากผลการเรียนรู้ของตนเองได้ ลักษณะที่ดีของแบบฝึกเสริมทักษะ การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้มีประสิทธิภาพต้องมีหลักในการสร้างที่สอดคล้องกับ ลักษณะที่ดีของแบบฝึกเสริมทักษะด้วย ซึ่งมีผู้รู้ได้เสนอแนะไว้ดังนี้ กุสยา แสงเดช (2545 : 52) ได้กล่าวแนะนำผู้สร้างแบบฝึกให้ยึดลักษณแบบฝึกที่ดีดังนี้ 1. แบบฝึกที่ดีควรมีความชัดเจนทั้งคำสั่งและวิธีทำ คำสั่งหรือตัวอย่างแสดงวิธีทำที่ ใช้ไม่ควรยากเกินไป เพราะจะทำความเข้าใจยาก ควรปรับให้ง่ายและเหมาะสมกับผู้ใช้ เพื่อนักเรียน สามารถเรียนด้วยตนเองได้ 2. แบบฝึกที่ดีควรมีความหมายต่อผู้เรียนและตรงตามจุดหมายของการฝึกลงทุน น้อย ใช้ได้นานทันสมัย 3. ภาษาและภาพที่ใช้ในแบบเหมาะกับวัยและพื้นฐานความรู้ของผู้เรียน 4. แบบฝึกที่ดีควรแยกฝึกเป็นเรื่อง ๆ แต่ละเรื่องไม่ควรยาวเกินไป แต่ควรมี กิจกรรม หลายแบบเพื่อเร้าความสนใจ และไม่เยื่อในการทำและฝึกทักษะใดทักษะหนึ่งจนชำนาญ 5. แบบฝึกที่ดีควรมีทั้งแบบกำหนดคำตอบในแบบและให้ตอบโดยเสรี การเลือกใช้ คำ ข้อความ รูปภาพในแบบฝึก ควรเป็นสิ่งที่นักเรียนคุ้นเคยและตรงกับความสนใจของนักเรียน
10 ก่อให้เกิด ความเพลิดเพลินและพใจแก่ผู้ใช้ ซึ่งตรงกับหลักการเรียนรู้ว่านักเรียนจะเรียนได้เร็ว ในการ กระทำที่ ทำให้เกิดความพึงพอใจ 6. แบบฝึกที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเองให้รู้จักค้นคว้ารวบรวมสิ่ง ที่ พบเห็นบ่อย ๆ หรือที่ตัวเองเคยใช้ จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจเรื่องนั้น ๆ มากยิ่งขึ้น และรู้จักนำความรู้ไป ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง มีหลักเกณฑ์และมองเห็นว่าสิ่งที่ได้ฝึกนั้นมีความหมายต่อเขา ตลอดไป 7. แบบฝึกที่ดีควรตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนแต่ละคนมีความ แตกต่างกันในหลาย ๆ ด้าน เช่น ความต้องการ ความสนใจ ความพร้อม ระดับสติปัญญาและ ประสบการณ์ เป็นต้น ฉะนั้น การทำแบบฝึกแต่ละเรื่องควรจัดทำให้มากพอและมีทุกระดับตั้งแต่ง่าย ปานกลาง จนถึงระดับค่อนข้างยาก เพื่อว่าทั้งนักเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน จะได้เลือกทำได้ตาม ความสามารถ ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้ประสบความสำเร็จในการทำแบบฝึก 8. แบบฝึกที่จัดทำเป็นรูปเล่ม นักเรียนสามารถเก็บรักษาไว้เป็นแนวทางเพื่อทบทวน ด้วยตนเองต่อไป 9. การที่นักเรียนได้ทำแบบฝึก ช่วยให้ครุมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของ นักเรียน ได้ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ครูดำเนินการปรับปรุงแก้ไขปัญหานั้น ๆ ได้ทันท่วงที 10. แบบฝึกที่ชัดเจนขึ้น นอกจากมีในหนังสือเรียนแล้วจะช่วยให้นักเรียนได้ฝึกฝน อย่าง เต็มที่ 11. แบบฝึกที่จัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยแล้ว จะช่วยให้ครูประหยัดแรงงานและเวลาในการ ที่ จะต้องเตรียมแบบฝึกอยู่เสมอ ในด้านผู้เรียนไม่ต้องเสียเวลาในการลอกแบบฝึกจากตำราเรียนหรือ กระดานดำ ทำให้มีเวลาและโอกาสได้ฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ได้มากขึ้น 12. แบบฝึกช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะการพิมพ์เป็นรูปเล่มที่แน่นอนลงทุนต่ำ แทนที่ จะใช้พิมพ์ลงกระดาทุกครั้งไป นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการที่ผู้เรียนสามารถบันทึกและ มองเห็น ความก้าวหน้าของตนเองได้อย่างมีระบบและมีระเบียบ พินิจ จันทร์ซ้าย (2546 : 45) กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดี ประกอบด้วยเนื้อหาต้อง ชัดเจน มีรูปแบบเร้าความสนใจ ตอบสนองการเรียนรู้ และทำให้ผู้เรียนมีความสุขในการเรียน อำนวย เลื่อมใส (2546 : 30) กล่าวถึงลักษณะที่ดี ของแบบฝึกทักษะดังนี้
11 1. ควรเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียนมาแล้ว เป็นเรื่องที่มีความหมายต่อผู้เรียน และ สามารถ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 2. ตรงตามจุดมุ่งหมายของการฝึก ลงทุนน้อยและทันสมัยอยู่เสมอ 3. ภาพประกอบ ภาษา สำนวนภาษา ความยากง่าย และเวลาในการฝึกมีความ เหมาะสมกับวัยและพื้นฐานความรู้ของนักเรียน เพราะจะทำให้ฝึกคิดได้เร็วและสนุกสนาน 4. ใช้หลักจิตวิทยาปลุกเร้าความสนใจ มีสิ่งแปลกใหม่ สนใจและท้าทายให้ผู้เรียน สามารถแสดงความสามารถได้เต็มศักยภาพ และตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น 5. มีข้อเสนอแนะคำชี้แจงและตัวอย่างสั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจวิธีทำได้ง่าย ๆ 6. มีหลากหลายรูปแบบให้เลือกตอบอย่างจำกัดและเสรี เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือก ฝึก และศึกษาด้วยตนเอง 7. ควรเลือกฝึกเป็นเรื่อง ๆ แต่ละเรื่องไม่ควรยาวเกินไป เน้นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ เลือก ฝึกและศึกษาด้วยตนเอง 8. ควรได้รับการปรับปรุงควบคู่กับหนังสือเรียนเสมอ และควรใช้ได้ดีทั้งในห้องเรียน และนอกห้องเรียน 9. ควรเป็นแบบฝึกที่สามารถประเมิน และจำแนกความเจริญงอกงามของผู้เรียนได้ จิตรา สมพล (2547 : 49) แบบฝึกที่ดีต้องมีหลากหลายรูปแบบ มีคำชี้แจงที่ชัดเจน จุดมุ่งหมายว่าด้วยการฝึกด้านใดสำนวนง่าย เร้าความสนใจและฝึกใช้ความคิดตรงตามเนื้อหาใน หลักสูตร ไม่มากหรือน้อยเกินไป เหมาะสมกับเวลา วัย ความสามารถของนักเรียนและทำให้ผู้เรียน เกิดความสนุกสนาน จริยภรณ์ รุจิโมระ (2548 : 34) ได้เสนอหลักเกณฑ์การฝึกทักษะสรุปได้คือแบบฝึกทักษะ ควรกำหนดนิยามของแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจน ให้สามารถนำไปปฏิบัติได้ แจกแจงทักษะใหญ่ออกเป็น ทักษะย่อยโดยละเอียด นักเรียนจะต้องฝึกทักษะในขั้นย่อย ๆ เหล่านั้นทีละขั้นจนเกิดทักษะแล้ว จึง ฝึกทักษะที่ยากขึ้น ให้นักเรียนฝึกทักษะที่แจกแจงเป็นทักษะย่อยแล้วหลายครั้งจนมีความชำนาญ เน้น การฝึกซ้ำ ๆ มีการวัดและประเมินผล หรือสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างสม่ำเสมอเพื่อประเมินว่าเด็ก มี ทักษะเกิดขึ้นแล้ว
12 ปราณี จิณฤทธิ์ (2552 : 32) ได้กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝึกที่ดีต้องสร้างให้เกี่ยวข้องกับ บทเรียนเป็นแบบฝึกสำหรับเด็กเก่งและใช้ซ่อมเสริมเด็กอ่อนได้มีความหลากหลายในแบบฝึกชุดหนึ่งๆ มีคำสั่งที่ชัดเจน เปิดโอกาสให้ผู้ฝึกได้คิดค้นท้าทายความสามารถมีความเหมาะสมกับวัย ใช้เวลาฝึก ไม่ นาน ผู้ฝึกสามารถนำประโยชน์จากการทำแบบฝึกไปประยุกต์ปรับเปลี่ยนนำมาใช้ชีวิตประจำวันได้ ดังที่กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะที่ดี ผู้เรียนต้องเห็นความสำคัญของการฝึกทักษะ ผู้เรียนจะต้องทำแบบฝึกด้วยความเข้าใจและความต้องใจที่จะต้องพัฒนาตนเองตามระดับ ความสามารถของตน แบบฝึกควรมีกำหนดระยะสั้น ๆ ในการฝึกแต่บ่อยครั้ง ควรฝึกปฏิบัติหลังจาก การสอนเมื่อผู้เรียนเข้าใจบทเรียนดีแล้ว การฝึกทำจากง่ายไปหายาก โดยผู้สอนควรแนะนำอย่าง ใกล้ชิดหากพบข้อผิดพลาดแล้วผู้สอนต้องแก้ไขโดยทันที และผู้เรียนควรเข้าใจว่าแบบฝึกทักษะจะเป็น การแสดงถึงความก้าวหน้าของผู้เรียนเองและผู้สอนเป็นแนวทางในการช่วยเหลือผู้เรียนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ รูปแบบของแบบฝึกเสริมทักษะ สมเดช สีแสง, สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2543 อ้างอิงใน กุศยา แสงเดช. 2545) กล่าวว่า รูปแบบของแบบฝึกควรมีความหลาหลายเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย ไม่อยากทำ และ ได้เสนอรูปแบบของแบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ 1. แบบถูกผิด เป็นแบบฝึกที่เป็นประโยคบอกเล่าให้ผู้เรียนอ่านแล้วเลือกใส่ เครื่องหมายถูกหรือผิดตามดุลยพินิจของผู้เรียน 2. แบบจับคู่ เป็นแบบฝึกที่ประกอบด้วยคำถามหรือตัวปัญหาซึ่งเป็นตัวยืนไว้ใน สดมภ์ซ้ายมือโดยมีที่ว่างไว้หน้าข้อ เพื่อให้ผู้เรียนเลือกหาคำตอบที่กำหนดไว้ในสดมภ์ขวามือมาจับคู่ กับ คำถามให้สอดคล้องกัน โดยใช้หมายเลขคำตอบไปวางไว้ที่ว่างหน้าข้อคำถาม หรือจะใช้โยงเส้น 3. แบบเติมคำหรือแบบเติมข้อความ เป็นแบบฝึกที่มีข้อความไว้ให้ แต่จะเว้นช่องว่าง ไว้ให้ผู้เรียนเติมคำหรือข้อความที่ขาดหายไป ซึ่งคำที่นำมาเติมอาจให้เติมอย่างอิสระหรือกำหนด ตัวเลือก ให้เติมก็ได้ 4. แบบหลายตัวเลือก เป็นแบบฝึกเชิงแบบทดสอบ โดยมี 2 ส่วน คือส่วนที่เป็น คำถาม ซึ่งจะต้องเป็นประโยคคำถามที่สมบูรณ์ชัดเจน ส่วนที่ 2 เป็นตัวเลือก คือคำตอบซึ่งอาจมี 3-4 ตัวเลือก ก็ได้ ตัวเลือกทั้งหมดจะมีตัวเลือกที่ถูกต้องที่สุดเพียงตัวเลือกส่วนที่เหลือเป็นตัวลวง
13 5. แบบอัตนัย คือความเรียงเป็นแบบฝึกที่มีตัวคำถาม ผู้เรียนเขียนบรรยายตอบ อย่าง เสรี ไม่จำกัดคำตอบ แต่จำกัดในเรื่องเวลา อาจใช้ในรูปคำถามทั่วไปหรือเป็นคำสั่งให้เขียน เรื่องราว ต่างๆ กำหนดเวลาที่จะใช้ในแบบฝึกแต่ละตอนให้เหมาะสมก็ได้ หลักจิตวิทยาที่นำมาใช้ในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ ให้มีประสิทธิภาพ สำหรับนำไปใช้กับนักเรียนนั้น ต้องอาศัย หลักจิตวิทยาในการเรียนรู้ และทฤษฎีที่ถือว่าเป็นแนวความคิดพื้นฐานของการสร้างแบบฝึกเสริม ทักษะเข้าช่วย เพื่อให้สอดคล้องกับความสนใจและความสามารถของนักเรียน ซีล และ กลาสโลว์ (Seel & Glasgow, 1990) สิ่งสำคัญสำคัญที่ควรคำนึงถึงการสร้าง แบบ ฝึก คือขั้นตอนและหลักในการสร้างซึ่ง ได้เสนอแนะไว้ว่า ในการจัดสถานการณ์ในการเรียนการ สอน นั้นสามารถกหนดขอบเขตเนื้อหาจากหลักสูตร โดยกำหนดจากหน่วยการเรียนย่อย ๆ ไปสู่หน่วย การ เรียนรู้ใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามในการออกแบบการสอนหรือการสร้างแบบฝึกควรคำนึงถึง องค์ประกอบ ดังต่อไป 1. เนื้อหาที่คัดเลือกมาสร้างแบบฝึกต้องอิงจุดประสงค์รายวิชา 2. กลวิธีที่ใช้ในการสอนต้องอิงทฤษฎีและผลการวิจัยที่มีผู้ทำไว้แล้ว 3. การวัดต้องอิงพฤติกรรมการเรียนรู้ 4. รู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้ประกอบเพื่อให้แบบฝึกมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า บ็อค (Bock, 1993) ได้เสนอหลักในการสร้างแบบฝึกดังนี้ 1. ก่อนที่จะสร้างแบบฝึกจะต้องกำหนดโครงร่างคร่าว ๆ ก่อนว่าจะเขียนแบบฝึก เกี่ยวกับเรื่องอะไร มีจุดประสงคือย่างไร 2. ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะใช้สร้างแบบฝึก 3. เขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมและเนื้อหาให้สอดคล้องกัน 4. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมออกเป็นกิจกรรมย่อย โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของ ผู้เรียน และเรียงกิจกรรมเรื่องงานที่นักเรียนต้องปฏิบัติจากง่ายไปหายาก 5. กำหนดอุปกรณ์ที่จะใช้ในแต่ละตอนให้เหมาะสมกับแบบฝึก
14 6. กำหนดเวลาที่จะใช้ในแบบฝึกแต่ละตอนให้เหมาะสม 7. ควรประเมินผลก่อนและหลัง ฮาเรส (Haress อ้างอิงใน อังสุมาลิน เพิ่มผล, 2542) ได้กล่าวถึงหลักการสร้างแบบฝึกว่า แบบฝึกจะต้องใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้เรียน และควรสร้างโดยอาศัยหลักจิตวิทยาในการแก้ปัญหา และการตอบสนองไว้ดังนี้ 1. สร้างแบบฝึกหลาย ๆ ชนิด เพื่อเร้าผู้เรียนเกิดความสนใจ 2. แบบฝึกที่สร้างขึ้นนั้นจะต้องให้ผู้เรียนสามารถพิจารณาได้ว่าต้องการที่จะให้ ผู้เรียนทำอะไร 3. ให้ผู้เรียนได้นำสิ่งที่เรียนรู้จากการเรียนมาตอบในแบบฝึกให้ตรงตามเป้าหมาย 4. ให้ผู้เรียนตอบสนองสิ่งเร้าด้วยการแสดงความสามารถและความเข้าใจในการฝึก 5. กำหนดให้ชัดเจนว่าจะให้ผู้เรียนตอบแบบฝึกแต่ละชนิดแต่ละรูปแบบด้วยวิธีการ ตอบอย่างไร ถวัลย์ มาศจรัส (2546 : 53) ได้กล่าวถึงการสร้างและจัดทำแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ ไว้ดังนี้ 1. ศึกษาเนื้อหาสาระสำหรับการจัดทำแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ 2. วิเคราะห์เนื้อหาสาระโดยละเอียด เพื่อกำหนดจุดประสงค์ในการจัดทำ 3. ออกแบบการจัดทำแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะตามจุดประสงค์ 4. สร้างแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ และส่วนประกอบอื่น ๆ เช่นแบบทดสอบก่อนฝึก บัตรคำสั่ง ขั้นตอนกิจกรรมที่ผู้เรียนต้องปฏิบัติ แบบทดสอบหลังเรียน 5. นำแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ปรับปรุงพัฒนา ให้สมบูรณ์ ธอนร์ไดค์ (Edward L. Thorndike อ้างอิงใน กรรณิการ์ พวงเกษม, 2540) ได้แก่ กฎแห่ง ความพร้อม (Law of Readiness) เป็นความสำคัญของการตั้งใจและจูงใจในการเรียนรู้ความพร้อม ให้การเรียนรู้มีความสุขและเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดี กฎแห่งการฝึกหัด (Law of Exercise) การ กระทำซ้ำ ทำบ่อยๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดทักษะความชำนาญการ การฝึกปฏิบัติซ้ำๆ จะทำให้เกิดการเรียนรู้และเกิด
15 ทักษะที่แม่นยำ ชัดเจน และมีทักษะคล่องแคล่ว กฎแห่งผล (Law of Effect) ผลลัพธ์ที่ได้ความ สมหวังจะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีกำลังลังใจในการเรียนมากขึ้นเป็นกฎที่เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า กับ การตอบสนองที่สร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้เรียน สมพร ตอยยีบี (2554 : 39) การสร้างแบบฝึกทักษะต้องมีหลักการ และแนวทางต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็นการกำหนดแบบฝึกที่ชัดเจน แน่นอน และภาษาที่เข้าใจง่าย เหมาะสมกับวัย ควรมีความ ยาก ง่ายแตกต่างกัน และต้องมีหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้นักเรียนมีโอกาสในการใช้ภาษาอย่างมี ประสิทธิภาพ แบบฝึกนั้นมีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านผู้เรียนทำให้เด็กเกิด ความเข้าใจในบทเรียนดียิ่งขึ้นและในด้านครูผู้สอนเกี่ยวกับเนื้อหาวิธีการสอน และกิจกรรม เพื่อ พัฒนาทักษะของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังที่กล่าวมาแล้ว การสร้างแบบฝึกต้องคำนึงถึง ความแตกต่างระหว่างบุคคล แบบฝึก จะต้องมีหลาย ๆ รูปแบบ ควรมีเนื้อหาที่สรุปไว้มีลักษณะย่อ ๆ สร้างเริ่มจากง่ายไปหายาก และ จะต้องถูกต้อง คำสั่งในแบบฝึกต้องชัดเจนและเข้าใจง่าย ควรมีการ สอดแทรกทักษะด้านอื่น ๆ เข้าร่วมด้วย 2. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช มีหลักเกณฑ์ต่อไปนี้ วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็น มนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็น พลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้ และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอด ชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ เต็มตามศักยภาพ หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ 1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน การเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม บน พื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล
16 2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่าง เสมอภาคและมีคุณภาพ 3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและ การจัดการเรียนรู้ 5. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ จุดหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มี ศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและ ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง 2. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่าง มีความสุข
17 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มี คุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ ดังนี้ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรม ในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อ แลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจา ต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูล ข่าวสารด้วยหลัก เหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดย คำนึงถึงผลกระทบ ที่มีต่อตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรค ต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบ ที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และ การอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลการจัดการปัญหาและความ ขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น
18 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ใน ด้าน การเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมี คุณธรรม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้องตาม บริบทและจุดเน้นของตนเอง หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี ที่เน้นการ เชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ ความรู้ โดยใช้ กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้และแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ในการเรียนรู้ ทุกขั้นตอน มีการทำกิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกับ ระดับชั้น โดยกำหนดสาระสำคัญ ดังนี้
19 1. วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ชีวิตในสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบของ สิ่งมีชีวิต การดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์การดำรงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทาง ชีวภาพ และ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต 2. วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของ สาร การเคลื่อนที่ พลังงาน และคลื่น 3. วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ เรียนรู้เกี่ยวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการ เปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ และผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม 4. เทคโนโลยี 4.1 การออกแบบและเทคโนโลยีเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิต ใน สังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และ ศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบ เชิง วิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม 4.2 วิทยาการคำนวณ เรียนรู้เกี่ยวกับการคิดเชิงคำนวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา เป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื่อสาร ในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิต กับ สิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอด พลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของ ประชากร ปัญหาและ ผลกระทบที่มี ต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ การแก้ไข ปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้า และ ออกจากเซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่
20 ทำงาน สัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ ของอวัยวะต่างๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์ กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลาย ทางชีวภาพและ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติ ของ สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติ ของการเปลี่ยนแปลง สถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิด ปฏิกิริยาเคมี มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของ คลื่น ปรากฏการณ์ที่ เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้ง นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซีดาวฤกษ์และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการ เปลี่ยนแปลง ภายในโลก และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้า อากาศและ ภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ เปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และ ศาสตร์อื่น ๆ
21 เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็น ขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน และการ แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม 3. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้โปรแกรม Microsoft Word 3.1 แนะนำโปรแกรม โปรแกรม Microsoft Word นี้เป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับพิมพ์งานเอกสารต่างๆ เช่น รายงาน หนังสือ วิทยานิพนธ์และจัดรูปแบบให้ดูสวยงาม นอกจากนี้ยังสามารถสร้างงานพิมพ์แบบ คอลัมน์ (คล้ายงานหนังสือพิมพ์) ได้ด้วย ซึ่งความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโปรแกรม Microsoft Word จะเป็นเนื้อหา เกี่ยวกับพื้นฐานการใช้งานของโปรแกรม ซึ่งสามารถศึกษารายละเอียดได้ดังต่อไปนี้ เริ่มใช้งานโปรแกรม Microsoft Word 1. คลิกปุ่ม Start บนแถบ Task bar 2. เลือก All Programs จากนั้นเลือกไปที่ Microsoft Office 3. เลือก Microsoft Word จะเปิดให้ใช้งานได้ทันที ส่วนประกอบของหน้าจอโปรแกรม ก่อนที่จะทำงานกับโปรแกรม Microsoft Word จะต้องรู้จักกับส่วนประกอบของหน้าจอ โปรแกรมก่อน เพื่อจะได้เข้าใจถึงส่วนต่างๆ ที่จะกล่าวอ้างถึงในเนื้อหาทั้งหมดนี้ได้ง่ายขึ้น 1. Quick Access Toolbar เป็นแถบเครื่องมือให้คุณเรียกใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ผู้ใช้สามารถเพิ่มปุ่มคาสั่งที่ใช้งานบ่อยๆ ไว้ในแถบเครื่องมือนี้ได้ 2. Title bar แถบแสดงชื่อโปรแกรมและชื่อไฟล์ปัจจุบันที่เปิดใช้งานอยู่ 3. แถบ Ribbon เป็นแถบที่รวบรวมคาสั่งต่างๆของเมนูหรือทูลบาร์เพื่อให้ผู้ใช้ เลือกใช้งานง่ายขึ้น 4. Status bar แถบแสดงสถานการณ์ทางานปัจจุบันบนหน้าจอ
22 5. View bar แถบแสดงมุมมองเอกสารในแบบต่างๆ หน้าต่างโปรแกรม โปรแกรม Microsoft Word เป็นหนึ่งในโปรแกรม ชุด Office ที่ปรับปรุง ความสามารถให้มี ประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งมีหน้าจอส่วนติดต่อผู้ใช้งาน ( Inter Face ) ที่มุ่งเน้น ผลลัพธ์แบบ ใหม่จะแสดงเครื่องมือเมื่อผู้ใช้ต้องการในลักษณะที่มีการจัดเรียงและชัดเจน 1. แท็บคำสั่ง (Tab) หรือริบบอน (Ribbon) หลังจากเปิดโปรแกรมขึ้นมาแล้วใน หน้าจอหลักจะเห็น Tab คำสั่งที่มีอยู่ด้วยกัน 8 แท็บแต่ละ Tab คำสั่งประกอบด้วยคำสั่งแยกตาม กลุ่มการทำงาน เราเรียกโดยรวมว่า “ริบบอน” 2. แถบเครื่องมือด่วน (Quick access Toolbar) เป็นแถบเครื่องมือคำสั่งที่ใช้งาน บ่อยๆเอาไว้เพื่อเรียกใช้ได้ทันที โดยตรงไม่ต้องผ่านเข้าไปยังแท็บคำสั่งต่างๆเราสามารถกำหนดให้ แถบเครื่องมือด่วนนั้นมีเฉพาะปุ่มคำสั่งที่เราเองมักจะเรียกใช้งานเป็นประจำได้ด้วยตนเอง 3. แถบชื่อเรื่อง (Title Bar) เป็นแถบบอกชื่อโปรแกรมและชื่อ ไฟล์เอกสารที่ถูกเปิด ขึ้นมาใช้ในขณะนั้นกรณีที่เปิดโปรแกรมขึ้นมาใช้ครั้งแรกจะเห็นว่าคำเริ่มต้นจะตั้งชื่อไฟล์ว่า “Document1” 4. ตัวกระพริบ I จุดแทรกข้อความ (Curser) ตัวกระพริบ I จุดแทรกข้อความจะอยู่ ใน พื้นที่ทำงาน (เสมือนหน้ากระดาษ) ทำหน้าที่บอกตำแหน่งปัจจุบัน สำหรับการแทรกข้อความหรือ ป้อนข้อความใหม่ 5. แถบแสดงสถานะโปรแกรม (Status Bar) อยู่ด้านล้างสุดของ หน้าจอโปรแกรมจะทำ หน้าที่บอกถึงสถานะของโปรแกรมที่เป็นอยู่ ในขณะนั้น เช่น บอกตำแหน่ง ของตัวกระพริบ จุดแทรก ข้อความ บอกจำนวนคำที่นับได้ในเอกสาร เป็นต้น 6. ปุ่มปรับเปลี่ยนมุมมอง (View Shortcuts) เป็นปุ่มคำสั่งทางลัดของแท็บ View กลุ่ม Document View ใช้ ในการปรับเปลี่ยนมุมมองหน้ากระดาษ 7. ปุ่มย่อขยายพื้นที่ทำงาน (Zoom Level & Zoom Slider) เป็นปุ่มคำสั่งทางลัด ของแท็บ View กลุ่ม Zoom ใช้เมื่อต้องการปรับย่อ ขยายขนาดของพื้นที่ทำงาน 8. แถบเลื่อนหน้ากระดาษ (Scrollbar) แถบเลื่อนแนวตั้ง (Vertical Scrollbar) ใช้ สำหรับเลื่อนหน้ากระดาษขึ้นหรือเลื่อนลง ส่วนแถบเลื่อนแนวนอน (Horizontal Scrollbar) ใช้
23 สำหรับเลื่อนหน้ากระดาษไปทางซ้ายหรือเลื่อนไปทางขวาตำแหน่งของแถบเลื่อนแนวนอนจะอยู่ติด กับบริเวณแถบแสดงสถานะของโปรแกรม 3.2 การกำหนดขนาดกระดาษ การกำหนดขนาดกระดาษ เพื่อเลือกขนาดกระดาษให้เหมาะสมกับเอกสารที่ต้องการจัดทำ มีขั้นตอน ดังนี้ 1. คลิกเมนูแฟ้ม คลิกเมนู สร้าง เลือกเอกสารเปล่าแล้วคลิกคำสั่ง สร้าง 2. คลิกเลือกเมนูเค้าโครงหน้ากระดาษ 3. คลิกเลือกคำสั่งระยะขอบ เลือกระยะขอบกระดาษ - ในส่วนของระยะขอบ ให้ ปรับตัวเลขตามที่ต้องการ - ในส่วนของ การวางแนว ให้คลิกตามลักษณะเอกสารที่จะสร้าง 4. คลิกเลือกป้ายกระดาษ - ในส่วนของ ขนาดกระดาษคลิกเลือกขนาดตามต้องการ 5. เมื่อเสร็จแล้วให้เลือกปุ่ม ตกลง 3.3 การพิมพ์ข้อความ ข้อความที่จะพิมพ์เป็นได้ทั้งตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์ต่าง ๆ การพิมพ์ข้อความโดยใช้ โปรแกรม มีสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ดังนี้ 1. ขณะพิมพ์จะมี I กระพริบเป็นสัญลักษณ์แสดงตำแหน่งการพิมพ์ 2. เมื่อพิมพ์ข้อความแต่ละบรรทัดเสร็จ แล้วต้องการขึ้นบรรทัดใหม่ ให้กดปุ่ม Enter หมายความว่า ขึ้นบรรทัดใหม่ 3. การเปลี่ยนตัวอักษร สัญลักษณ์จาก ภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ทำได้โดยกดปุ่ม เปลี่ยนภาษาที่คำสั่ง Language 4. เมื่อพิมพ์ข้อความผิด ให้กดปุ่ม Backspace เพื่อลบตัวอักษรที่อยู่ด้านหน้าตัว กระพริบ หรือกดปุ่ม Delete เพื่อลบตัวอักษรที่อยู่ด้านหลังตัวกระพริบ 5. เมื่อต้องการเว้นวรรคให้เคาะที่ปุ่ม Space bar 6. เมื่อต้องการพิมพ์ตัวอักษรแถวบนของแป้นพิมพ์ให้กดปุ่ม Shift ค้างไว้ชั่วคราว เมื่อ พิมพ์ตัวอักษรนั้นแล้วจึงปล่อย
24 7. เมื่อต้องการย่อหน้าเอกสาร ให้กดปุ่ม Tab 8. เมื่อต้องการย้ายตำแหน่งการพิมพ์ไปแก้ไขข้อความให้คลิกเมาส์ตรงตำแหน่งที่ ต้องการแก้ไข หรือกดปุ่มลูกศรบนแป้นพิมพ์ 3.4 การบันทึกไฟล์เอกสาร - การเปิดไฟล์เอกสาร เมื่อพิมพ์งานเอกสารและตกแต่งเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องทาการบันทึกข้อมูลลงใน Drives โดยมี ขั้นตอนดังนี้ กรณีที่1 การบันทึกงานครั้งแรก 1. คลิกปุ่มไฟล์ในแถบ Ribbon จะปรากฏหน้าต่างใหม่ดังภาพด้านล่าง จากนั้นเลือก คำสั่ง บันทึกเป็น/Save As เลือกคำสั่ง เรียกดู 2. จะปรากฏไดอะล็อกบ็อกซ์ของ บันทึกเป็น/Save As จากนั้นทำตามขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่1 ให้เลือก Drive ที่ต้องการเซฟงาน เช่น Drive C:, Drive D:, Documents เป็นต้น 3. พิมพ์ชื่อแฟ้ม, ชื่อเอกสารที่ต้องการ และเลือกบันทึกชนิดของเอกสารที่ต้องการ 4. เมื่อเลือกรายละเอียดในส่วนต่างๆ ได้แล้ว ให้กดปุ่ม บันทึกได้เลยเลือกตำแหน่ง ไดร์ฟและโฟลเดอร์ที่ต้องการเก็บข้อมูล ที่ช่อง ชื่อแฟ้ม/File name พิมพ์ชื่อไฟล์จากตัวอย่างนี้ให้ชื่อ ว่า ARITC_word2013 จากนั้น กดปุ่ม บันทึก จะได้ไฟล์นามสกุล .docx กรณีที่2 การบันทึกงานในครั้งต่อๆ ไป คลิกปุ่มบันทึก/Save บนแถบ Quick Access Toolbar หรือคลิกที่ไฟล์ตรงแถบ Ribbon เลือกคำสั่งบันทึก/Save การเก็บบันทึกเอกสารเป็นชื่อไฟล์อื่นหรือไดร์ฟอื่น 1. คลิกปุ่มไฟล์ในแถบ Ribbon จะปรากฏหน้าต่างใหม่ดังภาพด้านล่าง จากนั้นเลือก คำสั่ง บันทึกเป็น/Save As เลือกคำสั่ง เรียกดู 2. จะปรากฏไดอะล็อกบ็อกซ์ของ บันทึกเป็น/Save As ให้กำหนดรายละเอียดตาม ต้องการ ตรงช่อง คำสั่ง บันทึกเป็นชนิด
25 การเปิดไฟล์เอกสาร ในทุกครั้งที่คุณเริ่ม Word จะเห็นรายการเอกสารที่ใช้งานล่าสุดในคอลัมน์ด้านซ้าย ถ้าไม่มี เอกสารที่คุณกำลังค้นหาอยู่ ให้คลิก เปิดเอกสารอื่นๆถ้าคุณใช้งาน Word อยู่ ให้คลิก ไฟล์> เปิด จากนั้นเรียกดูตำแหน่งที่ตั้งไฟล์เมื่อคุณเปิดเอกสารที่สร้างขึ้นใน Word เวอร์ชั่นก่อนหน้า คุณจะเห็น คำว่าโหมดความเข้ากันได้ในแถบชื่อเรื่องของหน้าต่างเอกสาร คุณสามารถทำงานที่สอดคล้องกันได้ มากขึ้น หรือคุณสามารถอัพเกรดเอกสารที่จะใช้ได้ เมื่อต้องการศึกษาเพิ่มเติม ให้ดูใช้ Word เพื่อเปิด เอกสารที่สร้างขึ้นใน Word เวอร์ชั่นก่อนหน้า 3.5 การจัดรูปแบบเอกสาร การตั้งค่าหน้ากระดาษ เป็นการกำหนดพื้นที่ในการสร้างเอกสารขึ้นมาก่อนเพื่อการสร้าง เอกสารจะได้มีขอบเขตใน การสร้างอย่างเป็นรูปแบบ เช่น การกำหนดขนาดกระดาษ จะเป็นการ เตรียมความพร้อมก่อนพิมพ์ เพื่อให้มีขนาดพอเหมาะกับกระดาษที่ต้องการพิมพ์งานออกทาง เครื่องพิมพ์ กำหนดระยะขอบเพื่อ บอกขอบเขตในการพิมพ์ในหนึ่งหน้ากระดาษ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดก่อนการสร้าง เอกสารเสมอ การสร้างเอกสารแบบคอลัมน์ เป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการสร้างเอกสารให้ดูแปลกตาและ น่าสนใจมากยิ่งขึ้น เอกสารที่มี ลักษณะเป็นคอลัมน์นั้น จะมีลักษณะคล้ายกับข้อความในนิตยสาร วารสาร หรือหน้าหนังสือพิมพ์ สามารถทำได้ด้วยวิธีการง่าย ๆ จากการลากแถบแล้วเลือกคำสั่ง คอลัมน์ โปรแกรมจะจัดเอกสารให้ เป็นคอลัมน์อย่างสมดุล สวยงาม การแทรกเลขหน้า เป็นการใส่ลำดับเลขในหน้าเอกสารโดยโปรแกรมจะทำการใส่เลขหน้า เรียงลำดับหน้าโดย อัตโนมัติ โดยผู้ใช้โปรแกรม ไม่ต้องกังวลกับการแสดงเลขหน้าว่าจะนับผิดพลาด หรือไม่ การใส่เลข หน้าในหัวกระดาษ และท้ายกระดาษของการจัดทำหนังสือหรือเอกสารนั้นสามารถ กำหนดได้อย่าง ง่ายดายโดยการใช้เมนูแทรก แล้วกำหนดการแสดงลำดับเลขหน้าได้เลย
26 การกำหนดหัวกระดาษและท้ายกระดาษ เป็นการใส่ข้อความอัตโนมัติให้กับเอกสารทุก ๆ หน้า ให้แสดงข้อความหรือสิ่งที่เราต้องการ ให้ปรากฏในทุก ๆ หน้า เพื่อแสดงความหมายบางประการ ที่ผู้ผลิตเอกสารต้องการ สามารถแทรก หรือเปลี่ยนแปลงข้อความหรือกราฟิกในหัวกระดาษและท้าย กระดาษได้ตัวอย่างเช่น หมายเลขหน้า วันที่และเวลา โลโก้ของบริษัท ชื่อเอกสาร หรือชื่อผู้สร้างก็ได้ รูปแบบต่างๆ การจัดรูปแบบอักษร การจัดรูปแบบอักษรหมายถึง การกำหนดลักษณะของอักษรให้เหมาะสมกับการใช้งาน สามารถกำหนด ขนาดตัวอักษร แบบอักษร (Font) สี เพื่อให้ได้ตัวอักษรที่สวยงามเหมาะสม การจัดตำแหน่งข้อความ การกำหนดตำแหน่งให้กับข้อความเป็นเลือกใช้คำสั่งเพื่อจัด ตำแหน่งข้อความให้เหมาะสม ตามรูปแบบของเอกสารที่ต้องการ ได้การจัดแนวแบบชิดซ้าย การจัด แนวแบบกึ่งกลาง การจัดแนว แบบชิดขวา การจัดแนวแบบกระจายหรือเต็มแนว หรือ การจัดแนว แบบกระจายแบบไทย การกำหนดระยะแท็บ การกำหนดระยะห่างระว่างข้อความกับข้อความ เพื่อ อ่านง่ายและข้อความดูเป็นระเบียบ ทำได้โดยการเว้นวรรค แต่ถ้าต้องการระยะที่เท่ากันทุกๆบรรทัด สามารถทำได้ด้วยการกำหนดระยะแท็บ ซึ่งสามารถกำหนดได้ทั้งแบบ กำหนดระยะแท็บซ้าย กำหนด ระยะแท็บกึ่งกลาง กำหนดระยะ แท็บ ชิดขวา กำหนดระยะแท็บแบบทศนิยม กำหนดระยะแท็บแบบ แท่ง การกำหนดการเยื้องและระยะห่างข้อความ การกำหนดระยะการวางบรรทัดข้อความแต่ละบรรทัดดำเนินการได้ทั้งจัดข้อความบรรทัด นั้นเยื้องซ้ายหรือขวา และ การเว้นระยะระวางบรรทัดก่อนและหลัง การกำหนดสัญลักษณ์หัวข้อย่อยและลำดับเลข การกำหนดลำดับตัวเลขหรือสัญลักษณ์หน้าข้อความเป็นการแบ่งข้อความเป็นข้อๆ การกำหนดตัวอักษรขึ้นต้นขนาดใหญ่ การสร้างตัวอักษรตัวแรกให้มีขนาดใหญ่กว่าตัวอักษรอื่นที่วางอยู่หน้าเดียวกันเป็นการ ตกแต่งเอกสารให้สะดุดตา น่าสนใจ เช่น แผ่นพับ หนังสือพิมพ์หรือนิตยสารต่างๆ
27 3.6 การแทรกรูปภาพ การแทรกภาพจากไฟล์รูปภาพที่มีอยู่ 1. คลิกตำแหน่งที่จะวางรูปคลิกที่แท็บ insert กลุ่ม illustrations 2. คลิกเลือกคำสั่ง Picture (จะปรากฏหน้าต่าง insert Picture ขึ้นมาทันที) 3. ในหน้าต่าง insert Picture คลิกเลือกแหล่งเก็บไฟล์รูปภาพจากหน้าต่างด้าน ซ้ายมือ หรือ ช่องด้านบน 4. คลิกเลือกชื่อไฟล์รูปภาพที่ต้องการ 5. คลิกปุ่ม insert การปรับขนาดภาพ (Resize a Picture) ขนาดของไฟล์รูปภาพหรือวัตถุที่ถูกแทรกเข้ามาในงานเอกสารนั้นถ้ามีขนาดใหญ่มากๆ หลังจาก นำเข้ามาขนาดจะลดลงเหลือเพียงไม่เกินขอบหน้ากระดาษซึ่งถ้าหากเป็นขนาดที่ไม่ตรงตาม ต้องการแล้ว เราจะสามารถปรับขนาดเองได้ตามขั้นตอนดังนี้ 1. คลิกเลือกรูปภาพหรือวัตถุที่ต้องการจะปรับขนาดให้เห็นกรอบพื้นที่ของวัตถุนั้น ก่อน 2. คลิกค้างที่บริเวณมุมใดๆของกรอบพื้นที่โดยให้สังเกตตัวชี้เมาส์เปลี่ยนรูปร่างเป็น หัว ลูกศรที่มีลักษณะต่างๆเช่นกัน 3. ลากเมาส์ปรับขนาดตามต้องการ 4. คลิกไปยังบริเวณอื่นๆเมื่อปรับเสร็จ การตัดภาพ (Crop a picture) บางครั้งเราอาจจำเป็นต้องปรับขนาดภาพโดยการตัด ขอบภาพออกไปบ้างซึ่งทำได้ดังนี้ 1. คลิกเลือกวัตถุที่ต้องการปรับขนาด 2. คลิกที่คำสั่ง Crop ในแท็บ Format กลุ่ม Size บน picture Tools
28 3. คลิกค้างที่บริเวณมุมต่างๆของกรอบพื้นที่แล้วลากเมาส์ปรับขนาดตามต้องการ โดยที่ จะเห็นว่า ตัวชี้เมาส์เปลี่ยนรูปร่างเป็นลักษณะต่างๆกัน ดังภาพ 4. คลิกที่คำสั่ง Crop อีก 1 ครั้ง 5. คลิกไปยังพื้นที่นอกรูปภาพ เมื่อปรับเสร็จ การใส่ลักษณะพิเศษให้ภาพ (Artistic Effect) การตกแต่งรูปภาพด้วยการใช้แบบลักษณะของเทคนิคพิเศษจะทำให้ดูเป็นมืออาชีพในการ ทำงานเอกสารซึ่งมีรูปแบบให้เลือกมากมายและยังสามารถแสดงให้เห็นภาพตัวอย่างในทันทีก่อน ตัดสินใจ เลือกใช้คำสั่งนั้นๆอีกด้วย เราสามารถทำได้ดังนี้ 1. คลิกเลือกรูปภาพที่ต้องการใส่ลักษณะพิเศษ (จะปรากฏกรอบพื้นที่รอบๆวัตถุ) 2. คลิกที่คำสั่ง Artistic Effects ในแท็บ Format กลุ่ม Adjust บน Picture Tools 3. คลิกเลือกรูปแบบลักษณะตามที่ต้องการในที่นี้เลือกแบบตัวทำเครื่องหมาย 4. ตรวจดูผลลัพธ์ที่ได้ การเปลี่ยนสไตล์ของรูปภาพ (Picture Layout) 1. คลิกเลือกรูปภาพที่ต้องการเปลี่ยนสไตล์ (จะปรากฏกรอบพื้นที่รอบๆวัตถุ) 2. คลิกปุ่ม More ที่คำสั่ง Picture Styleในแท็บ Format กลุ่ม Adjust บน Picture Tools 3. คลิกเลือกสไตล์สำเร็จรูป (P i c t u r e Q u i c k S t y l e ) แบบที่ต้องการ การแทรกรูปวาดหรือรูปทรง (Insert Shapes) รูปวาดหรือรูปทรง คือ รูปที่เราวาดเองโดยมีรูปทรงต่างๆเช่น รูปสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงรี ทรงกระบอก ทรงพีระมิด เป็นต้น หรือภาพวาดต่างๆ ในลักษณะที่เราแทรกเข้ามาในงานเอกสารด้วย การใช้เมาส์คลิกค้างแล้วลาก ไปจนกว่าจะได้ขนาดความกว้างและความสูงตามที่ต้องการจึงปล่อย เมาส์หรือเรียกอีกอย่างว่า “Shape”นั่นเอง ซึ่งเราสามารถทำได้ตามขั้นตอนดังนี้ 1. คลิกที่แท็บ Insert กลุ่ม illustrations 2. คลิกเลือกคำสั่ง Shapes
29 3. คลิกเลือก Shape ใดๆ ทีละ 1 รูปแล้ววาดในพื้นที่ว่างเอกสาร สังเกตตัวชี้เมาส์ จะ เปลี่ยน รูปร่างไปเป็น + 4. ลากเมาส์เพื่อวาดขนาดให้ได้ ตามที่ต้องการ การแทรก SmartArt วิธีการสร้าง SmartArt รูปแบบต่างๆสามารถทำได้ดังนี้ 1. คลิกที่คำสั่ง SmartArt ในแท็บ Insert กลุ่ม illustrations (จะปรากฏหน้าต่าง Choose a SmartArt Graphics ขึ้นมาทันที) 2. คลิกเลือกรูปแบบของ SmartArt เช่น แบบ List, Process, Cycle เป็นต้น 3. คลิกเลือกรูปแบบของ SmartArt เช่น แบบ List, Process, Cycle เป็นต้น 4. คลิกเลือกรูปแบบย่อยของแต่ละแบบตามที่ต้องการ 5. คลิกปุ่ม OK 6. พิมพ์ข้อความที่ต้องการลงไปในแต่ละ Shape 7. ตกแต่งและจัดรูปแบบให้สวยงามยิ่งขึ้นโดยใช้คำสั่งในแท็บ Design และแท็บ Format บน SmartArt Tools การแทรกสัญลักษณ์พิเศษ โปรแกรม Microsoft Word สามารถแทรกสัญลักษณ์พิเศษแทนข้อความได้โดยมีขั้นตอน ดังนี้ วางเคอร์เซอร์ตรงตำแหน่งที่ต้องการใช้สัญลักษณ์พิเศษ 1. คลิกเมนูแทรก เลือกคำสั่ง สัญลักษณ์ 2. คลิกเลือกสัญลักษณ์เพิ่มเติม (ในส่วน แบบอักษร จะเป็นชุดคำสั่งสัญลักษณ์) 3. ให้คลิกเลือก รูปแบบสัญลักษณ์ที่ต้องการ 4. คลิกปุ่มปิดแทรก จะได้สัญลักษณ์ตรงตำแหน่งที่ต้องการ (ถ้าต้องการปรับขนาด ให้ทำเช่นเดียวกับการปรับขนาดตัวอักษรถ้าต้องการสี ให้ทำเช่นเดียวกับการเปลี่ยนสีตัวอักษร)
30 การปรับแต่งรูปแบบตัวอักษร โดยใช้คำสั่งบน Mini Toolbar ในการจัดการรูปแบบฟอนต์เบื้องต้น เช่น ตัวหนา เอียง ขีด เส้นใต้ เปลี่ยนสี ขนาด เป็นต้น 1. ลากเมาส์คลุมคำที่ต้องการเปลี่ยนก่อนแล้ว Mini Toolbar จะปรากฏขึ้นให้เห็น จางๆ 2. คลิกปุ่มบน Mini Toolbar เพื่อทำให้เป็นตัวหนา ตัวเอียง หรือขีดเส้นใต้ 3. ตรวจดูผลลัพธ์ที่ ได้โดยใช้คำสั่งบนแท็บ Home กลุ่ม Font เพื่อการจัดการ รูปแบบ ฟอนต์ที่หลากหลาย 3.7 การแทรกอักษรศิลป์ การแทรกอักษรศิลป์มีขั้นตอนดังนี้ 1. คลิกเมนูแทรก 2. เลือกคำสั่ง อักษรศิลป์ 3. คลิกเลือกรูปแบบที่ต้องการ 4. ปรากฏกรอบใส่ข้อความคุณที่นี่ 5. แก้ไขข้อความแล้วใส่ข้อความที่ต้องการ การแก้ไขอักษรศิลป์มีขั้นตอนดังนี้ 1. คลิกอักษรศิลป์ที่ต้องการแก้ไข 2. คลิกเมนูรูปแบบ 3. คลิกเลือกลักษณะอักษรศิลป์ต้องการแก้ไขเปลี่ยนรูปแบบ 4. คลิกเลือกสร้างลักษณะพิเศษให้อักษรศิลป์ 5. คลิกเลือกลักษณะพื้นหลังของอักษรศิลป์ 6. เปลี่ยนลักษณะรูปร่างของพื้นหลังตามต้องการ
31 3.8 การสร้างเส้นขอบให้กระดาษ การกำหนดเส้นขอบกระดาษ เป็นการเพิ่มความสวยงามให้กับเอกสารได้อีกวิธีหนึ่ง ทำให้เอกสารดูมีความน่าสนใจมาก ยิ่งขึ้น สามารถทำได้โดยการใช้คำสั่งจากเมนูเส้นขอบและแรเงา โดยการเลือกคำสั่งขอบกระดาษ การ สร้างเส้นขอบ มีขั้นตอนดังนี้ 1. คลิกเมนู เค้าโครงหน้ากระดาษ 2. คลิกเลือกคำสั่ง เส้นขอบของหน้า 3. ให้คลิกเลือกป้ายเส้นขอบหน้ากระดาษ 4. ในส่วน การตั้งค่า ให้คลิกเลือกแบบที่ต้องการ 5. ในส่วน ลักษณะเส้น สี ความกว้าง ให้คลิกตามต้องการ 6. ถ้าต้องการวางงานศิลป์ ให้คลิกเลือกแบบงานศิลป์ตามต้องการ 7. แล้วคลิกปุ่ม ตกลง 3.9 การพิมพ์เอกสาร การพิมพ์เอกสารออกมาในรูปแบบกระดาษ ควรมีความรู้เกี่ยวกับเครื่องพิมพ์ เพราะ เครื่องพิมพ์แต่ละชนิดเหมาะกับงานเอกสารที่แตกต่างกัน จึงควรเลือกให้ตรงกับการใช้งาน การพิมพ์ เอกสาร มีขั้นตอนดังนี้ 1. คลิกเมนู แฟ้ม 2. คลิกเลือกคำสั่ง พิมพ์ 3. ในส่วนของ เครื่องพิมพ์ ให้เลือกยี่ห้อเครื่องพิมพ์ 4. ในส่วนของ การตั้งค่า รายละเอียดกำหนดตามต้องการ - การพิมพ์ - เลือกพิมพ์เอกสารด้านเดียวหรือสองด้าน - เลือกพิมพ์ในแนวตั้งหรือแนวนอน
32 - เลือกขนาดของกระดาษ 5. เมื่อเสร็จแล้ว ให้เลือกปุ่ม พิมพ์ 3.10 การนำเสนอข้อมูล การสร้างป้ายประกาศ มีขั้นตอนดังนี้ 1. คลิกเมนู เค้าโครงหน้ากระดาษ เลือกคำสั่งระยะขอบ ตั้งค่าหน้ากระดาษ ปรับ ขนาด A4 กระดาษเป็นแนวนอน ระยะขอบตัวเลขที่ 1 ซม. 2. แทรกอักษรศิลป์ ตามแบบที่ต้องการ 3. แทรกรูปภาพ 4. พิมพ์ข้อความที่ต้องการ 5. ใส่เส้นขอบเอกสาร การสร้างใบปลิวแบบสำเร็จรูป มีขั้นตอนดังนี้ 1. คลิกเมนู แฟ้ม เลือกคำสั่งสร้าง 2. เมื่อปรากฏแบบฟอร์มต่าง ๆ ให้เลือกใบปลิว 3. เลือกแฟ้มใบปลิวเหตุการณ์ 4. คลิกเลือกแบบที่ต้องการ แล้วคลิกปุ่มดาวน์โหลด 5. ก็จะได้แบบตามที่ต้องการ สามารถนำมาแก้ไขข้อความได้ การสร้างแผ่นพับสำเร็จรูป มีขั้นตอนดังนี้ 1. คลิกเมนู แฟ้ม เลือกคำสั่งสร้าง 2. เมื่อปรากฏฟอร์มต่าง ๆ ให้เลือกแผ่นพับและสมุดขนาดเล็ก 3. เลือกแฟ้ม Program 4. คลิกเลือกแบบที่ต้องการ แล้วคลิกปุ่มดาวน์โหลด 5. ก็จะได้แบบตามต้องการ สามารถนำมาแก้ไขข้อความได้
33 4. การพัฒนาและการหาค่าประสิทธิภาพของสื่อ การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะให้มีประสิทธิภาพต้องมี หลักการสร้างที่สอดคล้องกับลักษณะ ที่ดีของแบบฝึกเสริมทักษะด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ได้มีผู้เสนอแนะไว้ ดังนี้ วรนาถ พ่วงสุวรรณ (2539 : 34 – 37) ได้ให้หลักการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะไว้ดังนี้ 1. ตั้งจุดประสงค์ 2. ศึกษาเกี่ยวกับเนื้อหา 3. ขั้นตอนต่าง ๆ ในการสร้าง 3.1 ศึกษาปัญหาในการเรียนการสอน 3.2 ศึกษาหลักจิตวิทยาของเด็กและจิตวิทยาการเรียนการสอน 3.3 ศึกษาเนื้อหา 3.4 ศึกษาลักษณะของแบบฝึกเสริมทักษะ 3.5 วางโครงเรื่องและกำหนดรูปแบบให้สัมพันธ์กับโครงเรื่อง 3.6 เลือกเนื้อหาต่าง ๆ ที่เหมาะสมมาบรรจุในแบบฝึกให้ครบตามที่กำหนด การสร้งแบบฝึกเสริมทักษะให้มีประสิทธิภาพ สำหรับนำไปใช้กับนักเรียนนั้น ต้องอาศัย หลัก จิตวิทยาในการเรียนรู้ และทฤษฎีที่ถือว่าเป็นแนวคิดพื้นฐานของการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ เข้าช่วย เพื่อให้สอดคล้องกับความสนใจและความสามารถของผู้เรียน เดโช สวนานนท์ (2521 : 159 - 163) ได้กล่าวถึงทฤษฎีการเรียนรู้ของ ธอร์นไดค์ ดังนี้ ธอร์นไดค์ ได้ตั้งกฎการเรียนรู้ขึ้น 3 กฎ ซึ่งนำมาปรับใช้ในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ ได้แก่ 1. กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) เป็นความสำคัญของการตั้งใจและจูง ใจ ในการเรียนรู้ ความพร้อมให้การเรียนรู้มีความสุขและเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดี
34 2. กฎแห่งการฝึกหัด (Law of Exercise) มีใจความว่า การที่มีโอกาสได้กระทำซ้ำๆ ใน พฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งนั้น ๆ จะมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น การฝึกหัดที่มีการควบคุมที่ดีจะส่งเสริม ผล ต่อการเรียนรู้ 3.กฎแห่งผล (Law of Effect) มีใจความว่าการเชื่อมโยงกันระหว่างสิ่งเร้ากับการ ตอบสนอง จะดียิ่งขึ้นเมื่อผู้เรียนแน่ใจว่าพฤติกรรมตอบสนองของตนถูกต้อง การให้รางวัลจะช่วย ส่งเสริมการแสดงพฤติกรรมนั้น ๆ อีก สำหรับแบบฝึกเสริมทักษะที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีหลักในการสร้างดังนี้ ในส่วนของจุดประสงค์ผู้ ศึกษาต้องการที่จะพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word ใน ส่วน ของเนื้อหาได้เลือกเนื้อหาที่เหมาะสมกับระดับพื้นฐานความสามารถของนักเรียน โดยเรียงลำดับ จาก ง่ายไปหายาก ภาษาที่ใช้เป็นภาษาที่เหมาะสมกับวัยและความสามารถในการอ่านและการทำ ความ เข้าใจ ของนักเรียนเนื้อหาที่จัดให้เป็นไปตามขั้นตอนการเรียนรู้ตามหลักวิชาคอมพิวเตอร์รวมทั้งมีคำ เฉลย และรูปแบบการนำเสนอชิ้นงานที่ถูกต้อง เพื่อให้นักเรียนตรวจสอบความถูกต้องได้ด้วยตนเอง การหาประสิทธิภาพของสื่อ ความหมายของประสิทธิภาพ มีนักเรียนวิชาหลายท่านได้ให้ความหมายไว้ดังนี้ กฤมันต์ วัฒนาณรงค์(2538 : 12-13) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพ หมายถึง ความสามารถของบทเรียนในการสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตาม จุดประสงค์ถึงเกณฑ์ที่คาดหวังไว้ โดยพิจารณาจากค่าเฉลี่ยอัตราส่วนของคะแนนแบบฝึกหัด กับ ค่าเฉลี่ยอัตราส่วนของคะแนนแบบทดสอบ วุฒิชัย ประสารสอย (2543 : 39) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพ หมายถึง ความสามารถ ของบทเรียนในการสร้างผลสัมฤทธิ์ให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ถึงระดับที่คาดหวังไว้และครอบคลุม ความเชื่อถือได้(Reliability) ความพร้อมที่จะใช้งาน (Availability) ความมั่งคง ปลอดภัย(Security) และความถูกต้องสมบูรณ์(Integrity) มนต์ชัย เทียนทอง (2545 : 323) ได้ให้ความหมายของประสิทธิภาพ หมายถึง ความสามารถ ของบทเรียนที่ทำให้ผู้เรียนมีความสามารถทำแบบทดสอบระหว่างบทเรียน แบบฝึกหัด หรือ แบบทดสอบหลังเรียน ได้บรรลุวัตถุประสงค์ในระดับเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้
35 สรุปได้ว่า ประสิทธิภาพ หมายถึงความสามรถของบทเรียนในการสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ถึงเกณฑ์ที่คาดหวังไว้ โดยผ่านกระบวนการหา ประสิทธิภาพตามขั้นตอนซึ่งทำให้บทเรียนมีคุณภาพ สามารถนำไปใช้กับผู้เรียนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เกณฑ์การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ ฉลองชัย สุรวัฒนบูรณ์(2543 : 287) ได้กล่าวถึงประสิทธิภาพของสื่อ เป็นระดับ ประสิทธิภาพ ที่จะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ตามที่กำหนด ปัจจุบันมีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐาน สื่อ ดังนี้ 1. สำหรับเนื้อหาที่เป็นความรู้ ความเข้าใจ ตั้งเกณฑ์ไว้ 80/80 ถึง 90/90 2. สำหรับเนื้อหาที่เป็นทักษะ หรือเจตคติ ตั้งเกณฑ์ไว้ต่ำกว่าแบบแรก เช่น 75/75 ทั้ง2 เกณฑ์นี้ถือเป็นความแปรปรวนได้ 2.5% - 5% นั่นคือ ประสิทธิภาพของสื่อต้องไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ 5% โดยปกตินิยมให้ไม่ต่ำกว่า 2.5% วุฒิชัย ประสารสอย (2543 : 40) ได้กล่าวถึงเกณฑ์การหาประสิทธิภาพว่า เป็นสิ่งที่กำหนด ขึ้นเพื่อใช้วัดและประเมินผลลัพธ์จากการใช้สื่อการสอนที่อยู่ทั่วไป เช่น เกณฑ์ 90/90 ซึ่งมีความหมาย คือ 90 ตัวแรก เป็นค่าประสิทธิภาพจากการทำแบบฝึกหัดหรือปฏิบัติกิจกรรมในระหว่างเรียนใน บทเรียนนั้น ส่วน 90 ตัวหลัง เป็นค่าประสิทธิภาพที่ได้จากการทำแบบทดสอบหรือการทำกิจกรรม หลังการเรียน หากผู้เรียนได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้จะต้องแก้ไขปรับปรุงแล้วจึงเริ่มกระบวนการหา ประสิทธิภาพใหม่จนบรรลุผลตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ สรุปได้ว่า การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพสื่อ ประเภทแบบฝึกเสริมทักษะ ต้องอาศัยเกณฑ์มาตรฐาน เช่น 80/80 โดยที่ 80 ตัวแรก หมายถึงร้อย ละของคะแนนรวมของผลสอบของผู้เรียน ทั้งหมดที่ตอบถูกไม่ต่ำกว่า 80 สำหรับ 80 ตัวหลัง หมายถึง ข้อสอบวัตถุประสงค์แต่ละข้อที่ผู้เรียนทำ ถูกต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ถ้าข้อใดที่ผู้เรียนทำ ได้ต่ำกว่า ร้อยละ 80 ต้องแก้ไขในแบบฝึกเสริมทักษะ ข้อนั้นๆ แล้วทำ การทดลองซ้ำใหม่จนกว่าจะได้คะแนน ถึงเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะของผู้วิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำดำเนินการตามขั้นตอนในการ หาประสิทธิภาพ และตั้งเกณฑ์การหาประสิทธิภาพไว้ที่เกณฑ์ 80/80 เนื่องจากการพัฒนาแบบฝึก เสริมทักษะในครั้งนี้เป็นการนำเสนอเนื้อหาที่เป็นความรู้ความจำมุ่งให้นักเรียนศึกษาเนื้อหาได้ด้วย ตนเอง ซึ่งถือว่าแบบฝึกเสริมทักษะมีประสิทธิภาพสามารถนำไปใช้เป็นบทเรียนได้
36 ขั้นตอนการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ การทดลองใช้และการปรับปรุงแก้ไขการพัฒนาแบบฝึกเสรอมทักษะ มีจุดมุ่งหมายเพื่อ ตรวจสอบหาข้อบกพร่องและทดสอบประสิทธิภาพของบทเรียน ควรดำเนินการ 3 ขั้นตอน ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2541 : 127-128 และสมศักดิ์ จีวัฒนา. 2547 : 109) ขั้นตอนที่1 การทดสอบทีละคน (One to One Testing) จากกลุ่มตัวอย่างที่มีผล การเรียน ระดับต่ำ ปานกลาง เล็กน้อย จำนวน 2-3 คน เพื่อให้ศึกษาสื่อที่พัฒนาขึ้นและหลังศึกษา ผู้พัฒนาจะ สอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อบกพร่องของสื่อจากกลุ่มตัวอย่างนั้น ขั้นตอนที่2 การทดลองกับกลุ่มเล็ก (Small Group Testing) ใช้กลุ่มตัวอย่าง 5-8 คน เพื่อ ดำเนินการคล้ายขั้นตอนที่ 1 แต่จะให้กลุ่มตัวอย่างได้รับการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วย เพื่อ นำผลไปวิเคราะห์ทดสอบประสิทธิภาพของสื่อตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ เพื่อนำข้อมูลที่ ได้ใน ขั้นตอนนี้ไปปรับปรุงในบทต่อไป ขั้นตอนที่3 การทดสอบภาคสนาม (Field Testing) ทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็น ประชากรเป้าหมายจริง โดยผู้พัฒนาสื่อจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทดลองด้วย แต่จะอาศัยครูผู้สอน ดำเนินการแทน โดยใช้วิธีการดำเนินการเช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 2 สรุปได้ว่า ขั้นตอนการหา ประสิทธิภาพ ทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ เป็นการทดลองใช้และการปรับปรุง แก้ไขพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ เพื่อให้ได้แบบฝึกเสริมทักษะที่มีคุณภาพสามารถนำไปใช้พัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ได้ การคำนวณหาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ การตรวจสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรมการเรียนการสอนทำได้หลายวิธี วิธีหนึ่งคือการ หา ประสิทธิภาพของนวัตกรรมการเรียนการสอนตามเกณฑ์ E1/E2 ที่ตั้งไว้ การหาประสิทธิภาพตาม วิธี นี้อยู่บนฐานแนวคิดว่า หากนวัตกรรมการเรียนการสอนนั้นมีประสิทธิภาพจริง เมื่อผู้เรียนได้ดำเนิน กิจกรรมตามขั้นตอนต่างๆ ของนวัตกรรมนั้นครบถ้วนทุกขั้นตอนแล้ว คะแนนเฉลี่ยร้อยละที่ได้จาก การดำเนินกระบวนการระหว่างเรียนของผู้เรียนทั้งกลุ่มจะมีค่าใกล้เคียงกับคะแนนเฉลี่ยร้อยละที่ได้ จากการทดสอบหลังเรียน โดยไม่ควรมีค่าแตกต่างกันเกินร้อยละ 5 E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ หมายถึง คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ ที่ได้ จากการ ทดสอบย่อย ในการทำกิจกรรมในระหว่างเรียนทุกกิจกรรม
37 E2 แทนประสิทธิภาพของผลลัพธ์หมายถึง คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ ที่ได้จากการ ทดสอบหลังเรียน การกำหนดเกณฑ์การหาประสิทธิภาพ ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2548 : 172) ได้สังเคราะห์สูตรวิธีการหาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึก เสริมทักษะ โดยการหาคะแนน E1/E2 ดังนี้ การกำหนดเกณฑ์E1/E2 ให้มีค่าเท่าใด ควรกำหนดโดยยึดเกณฑ์ในการพิจารณาตาม เกณฑ์ มาตรฐาน ดังนี้ 1. เนื้อหาวิชาที่เป็นความรู้ ควรตั้งเกณฑ์ให้สูงไว้ คือ 80/80, 85/85, 90/90 2. เนื้อหาวิชาที่เป็นทักษะหรือเจตคติอาจตั้งเกณฑ์ให้ต่ำลงมาได้เล็กน้อย คือ 70/70, 75/75 หรือตั้งเกณฑ์สูงกว่านี้ก็ได้ การคำนวณหาประสิทธิภาพ การคำนวณหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) มี วิธีการคำนวณ ดังนี้ 1. การคำนวณหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ X1 แทน คะแนนรวมจากการทำแบบฝึกหัดหรือกิจกรรมในระหว่างเรียนของ ผู้เรียนทุกคน N แทน จำนวนผู้เรียน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดหรือกิจกรรมใน ระหว่างเรียน 2. การคำนวณหาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2)
38 เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ X2 แทน คะแนนรวมจากการทำแบบทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนทุกคน N แทน จำนวนผู้เรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน การยอมรับประสิทธิภาพ 1. ได้ค่าประสิทธิภาพ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เช่น ตั้งเกณฑ์ไว้ 90/90 แล้ว คำนวณค่าประสิทธิภาพได้ 95/92 2. ได้ค่าประสิทธิภาพ เท่ากับเกณฑ์ที่ตั้งไว้พอดี เช่น ตั้งเกณฑ์ไว้ 80/80 แล้ว คำนวณค่าประสิทธิภาพได้ 80/80 3. ได้ค่าประสิทธิภาพ ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ไม่เกิน 2.5 % การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ เลือกใช้สูตรการหาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริม ทักษะของไชยยศ เรืองสุวรรณ ซึ่งได้สังเคราะห์ สูตร E1/E2 เพื่อใช้กับการหาประสิทธิภาพของแบบฝึก เสริมทักษะ 5. ความพึงพอใจในการเรียนรู้ ความหมายของความพึงพอใจในการเรียนรู้ ยงยุทธ สิมพา (2542 : 27) สรุปว่า ความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน หมายถึง ความรู้สึก และเจตคติที่ดีต่อการปฏิบัติงาน การที่บุคคลทำงานด้วยความสุข เป็นผลให้การทำงานนั้นประสบ ความสำเร็จตามนโยบายและบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร รัชดา สุทธิวรวุฒิกุล (2542 : 27) ให้ความหมายว่า ความพึงพอใจหมายถึง ความรู้สึก เต็มใจ และทัศนะที่ดีของบุคคลทางด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผล ของการ ทำงาน สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดหรือทัศนะคติที่ดีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งมีผล ต่อความสามารถในการเรียนรู้ และเป็นสิ่งจูงใจในการปฏิบัติงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ ให้ประ ความสำเร็จตามที่คาดหวัง
39 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ การสร้างความพึงพอใจในการเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้น ให้แก่เด็กทุกคนเกิดความพึงพอใจต่อการ เรียนนั้นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการสร้างสิ่งจูงใจให้เกิดกับ ผู้เรียน แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความพึง พอใจมี ดังนี้ สมใจ ลักษณะ (2549 : 63) กล่าวว่าพฤติกรรมของมนุษย์มีสาเหตุจากการปฏิบัติสิ่งใด หรือไม่ปฏิบัติสิ่งใดนั้นเกิดจากสาเหตุหลายประการ แรงจูงใจเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของพฤติกรรม ของบุคคล เพราะเป็นสิ่งที่กระตุ้น ผลักดัน ชักจูง ให้บุคคลทำพฤติกรรมหรือไม่ทำพฤติกรรมนั้น ๆ ไป ในทางใดทางหนึ่ง และธรรมชาติของมนุษย์ทั่ว ๆ ไป ย่อมมีความต้องการในบางสิ่งบางอย่าง ถ้าความ ต้องการหรือความอยากได้รับการตอบสนองครบถ้วนดี บุคคลจะเกิดความสุข ความพอใจ ทฤษฎีสนองความต้องการของมนุษย์เพื่อให้เกิดการสร้างแรงจูงใจให้เกิดความพึงพอใจมี องค์ประกอบ ดังนี้ (สมใจ ลักษณะ 2549 : 70 - 73) ทฤษฎีความต้องการของแมคเคลแลนต์ (McClelland’s Socially Acquired Need Theory) ทฤษฎีที่เสนอโดยแมคเคลแลนต์(David McClelland) ในปี ค.ศ.2562 ทฤษฎีนี้จะเน้น ความ ต้องการของมนุษย์ ซึ่งมีอยู่ 3 ประการ ดังนั้น คือ 1. ความต้องการความสำเร็จ 2. ความต้องการสัมพันธ์ที่ดี 3. ความต้องการอำนาจ ทฤษฎีของแมคเคลแลนต์ มีลักษณะสำคัญดังนี้ 1. ความต้องการเป็นสิ่งที่พัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้ถ้าบุคคลมีประสบการณ์การ เรียนรู้ศึกษาอบรม หรือจัดสิ่งแวดล้อมในองค์การ ให้ส่งเสริมความรู้ ความคิด 2. ความต้องการความสำเร็จเป็นแรงจูงใจที่พบว่ามีคุณค่าต่อบุคคลและต่อองค์กร มาก เพราะเป็นที่มาของการปรับเปลี่ยน เจตคติ และเป้าหมายของบุคคลให้มุ่งพัฒนาความรู้ ความสามารถ เพื่อการปฏิบัติงานให้เกิดผลดีและมีความสำเร็จ 3. ผู้มีความต้องการความสัมพันธ์ที่ดีจะทำงานโดยมุ่งคนมากกว่ามุ่งงาน
40 4. ผู้มีความต้องการอำนาจ อาจมีลักษณะที่ไม่พึงปรารถนา ถ้าเป็นอำนาจจากการ บังคับ เผด็จการ ขาดเหตุผลแต่จะดีขึ้นถ้าส่งเสริมอำนาจที่เกิดจากอิทธิพลทางความรู้ ความคิด ความสามารถที่เหนือกับผู้อื่น ทฤษฎีของเฮอร์เบอร์ก (Herzberg’s Motivator – Hygiene Theory) เฮอร์ซเบอร์ก (F. Herzberg ได้เสนอทฤษฎีในปี ค.ศ. 1959) ที่เน้นการสร้างแรงจูงใจใน การ ทำงานโดยค้นพบสาเหตุจูงใจ 2 สาเหตุ หรือ 2 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบสุขอนามัยและ สิ่งจูงใจ โดยมีสาระสำคัญดังนี้ 1. องค์ประกอบด้านสุขอนามัย หรือสภาพการทำงานภายนอก ถ้าจัดองค์ประกอบ ด้าน นี้เหมาะสม จะเกิดประโยชน์ช่วยลดความไม่พึงพอใจในการทำงานลง แต่ถึงมีองค์ประกอบนี้ สมบูรณ์ก็ไม่ได้ช่วยให้บุคคลรักและพอใจในงานแต่อย่างใด เพราะความรักและความพอใจในการ ทำงาน ต้องอาศัยองค์ประกอบสิ่งจูงใจ 2. องค์ประกอบสิ่งจูงใจ หรือสะภาพการทำงานภายใน เป็นองค์ประกอบที่ช่วยสร้าง ความรัก ความพึงพอใจในการทำงาน ซึ่งเป็นที่มาของการสร้างขวัญและกำลังใจ เต็มใจสร้างผลงานที่ มีคุณภาพให้กับองค์การ แต่ถ้าขาดองค์ประกอบนี้จะทำให้บุคคลทำงานได้ไม่เต็มที่ ได้ผลงานต่ำกว่า เป้าหมาย การจัดองค์ประกอบนี้เน้นที่ลักษณะเนื้องานโดยตรง เช่น ได้งานตรงความถนัด ความสาม รถ เป็นต้น มาสโลว์ (Abraham H.Maslow) ทฤษฎีลำดับความต้องการ มนุษย์มีความต้องการเป็น ลำดับขั้น ซึ่งพบว่าบุคคลมักดิ้นรนตอบสนองความต้องการขั้นต่ำสุดก่อน เมื่อได้รับการตอบสนองแล้ว จึงแสวงหาความต้องการขั้นสูงขึ้นไปตามลำดับ แบ่งออกเป็น 7 ลำดับขั้นของความต้องการ ดังต่อไปนี้ ลำดับขั้นที่ 1 ความต้องการทางสรีระ (physical needs) คือความต้องการตอบสนองความ หิวกระหาย ความเหนื่อย ความง่วง ความต้องการทางเพศ เป็นต้น ลำดับขั้นที่ 2 ความต้องการความปลอดภัย (sefety needs) คือความต้องการการคุ้มครอง ปกป้องรักษา ความอบอุ่นใจ ความปราศจากอันตราย และต้องการหลีกเลี่ยงความวิตกกังวล ลำดับขั้นที่ 3 ความต้องการความเป็นเจ้าของ และความรัก (belongingness and love needs) คือความอยากมีเพื่อน มีพวกพ้อง มีกลุ่ม มีครอบครัว และมีความรัก ขั้นนี้จัดเป็นความ ต้องการทางสังคม
41 ลำดับขั้นที่ 4 ความต้องการเป็นที่ยอมรับ ยกย่อง และเกียรติยศชื่อเสียง (esteem needs) คือความอยากมีชื่อเสียง มีหน้ามีตา มีคนยกย่องเลื่อมใส มีความเด่นดัง และต้องการความรู้สึกที่ดีของ คนอื่นต่อตน ลำดับขั้นที่ 5 ความต้องการใฝ่รู้ใฝ่เรียน (need to know and understand) คือ ความ อยากรู้ อยากเข้าใจ อยากมีความสามารถ อยากมีประสบการณ์ ลำดับขั้นที่ 6 ความต้องการทางสุนทรียะ (aesthetic needs) ได้แก่ความต้องการด้าน ความ ดี ความงาม คุณธรรม และความละเอียดอ่อนทางจิตใจ ลำดับขั้นที่ 7 ความต้องการความสำเร็จหรือความสมบูรณ์แบบในชีวิต (self-actualization needs) ขั้นนี้ถือว่าเป็นความต้องการสูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์ ซึ่งจะเกิดขึ้นนี้ได้ต้องปูพื้นฐานให้ บุคคลได้ตอบสนองความต้องการของตนในลำดับขั้นที่ 1 เป็นลำดับมาจนถึงระดับสูง หรือสร้าง ความรู้สึก “พอ” ในความเป็นเขาเสียก่อน ซึ่งบุคคลประเภทนี้มักได้รับ ประสบการณ์สูงสุด คือได้รับ ประสบการณ์เข้มข้นบางประการด้วยตนเองจนตระหนักในสภาพความเป็นจริงแห่งชีวิต ซึ่งบางคน กล่าวว่าเข้าถึงปรัชญาชีวิต หรือสัจจธรรมแห่งชีวิต ธอร์นไดค์ จากทฤษฎีการเรียนรู้สามารถสรุปเป็นกฎการเรียนรู้ได้ดังนี้ 1. กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) หมายถึง สภาพความพร้อมหรือวุฒิภาวะ ของ ผู้เรียนทั้งทางร่างกาย อวัยวะต่างๆ ในการเรียนรู้และจิตใจ รวมทั้งพื้นฐานและประสบการณ์เดิม สภาพความพร้อมของหู ตา ประสาทสมองกล้ามเนื้อ ประสบการณ์เดิมที่จะเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่ หรือสิ่งใหม่ ตลอดจนความสนใจ ความเข้าใจต่อสิ่งที่เห็น ถ้าผู้เรียนมีความพร้อมตามองค์ประกอบ ต่างๆ ดังกล่าว ก็จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ 2. กฎแห่งการฝึกหัด (Law of Exercise) หมายถึงการที่ผู้เรียนได้ฝึกหัดหรือกระทำ ซ้ำๆ บ่อยๆ ย่อมจะทำให้เกิดความสมบูรณ์ถูกต้อง ซึ่งกฎนี้เป็นการเน้นความมั่นคงระหว่างการ เชื่อมโยง และการตอบสนองที่ถูกต้องย่อมนำมาซึ่งความสมบูรณ์ 3. กฎแห่งความพอใจ (Law of Effect) กฎนี้เป็นผลทำให้เกิดความพอใจ กล่าวคือ เมื่อ อินทรีย์ได้รับความพอใจ จะทำให้หรือสิ่งเชื่อมโยงแข็งมั่นคง ในทางกลับกันหากอินทรีย์ได้รับ ความไม่ พอใจ จะทำให้พันธะหรือสิ่งเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองอ่อนกำลังลง หรืออาจ กล่าวได้ ว่า หากอินทรีย์ได้รับความพอใจจากผลการทำกิจกรรม ก็จะเกิดผลดีกับการเรียนรู้ทำให้อินทรีย์อยาก เรียนรู้เพิ่มมากขึ้นอีก ในทางตรงข้ามหากอินทรีย์ได้รับผลที่ไม่พอใจก็จะทำให้ไม่อยาก เรียนรู้หรือเบื่อ หน่ายและเป็นผลเสียต่อการเรียนรู้
42 สรุปได้ว่าบุคคลได้รับการตอบสนองความต้องการในด้านต่าง ๆ แล้วย่อมเกิดภาวะความพึง พอใจ และเต็มใจพร้อมที่จะทำสิ่งใดเต็มความสามารถ หลักการและเกณฑ์การวัดความพึงพอใจ แบบวัด (Scale) ใช้วัดกับคุณลักษณะบางอย่าง มีความลึกซึ้งกว่าแบบสอบถาม ผลการตอบ แต่ละข้อจะได้คะแนนแน่นอน (ไม่มีการตอบผิด) แต่ละคะแนนจะแตกต่างกันตามระดับที่กำหนดให้ เช่น คะแนน 5 ระดับ คือ 1 2 3 4 และ 5 คะแนน (สมนึก ภัททิยธนี. 2546 : 64) แบบวัดที่เป็นแบบ มาตราส่วนประมานค่าขึ้นกับว่าจะมีกี่ระดับและเป็นข้อความเชิงนิมาน (Positive Scale) หรือ ข้อความเชิงนิเสธ (Negative Scale) กรณีข้อความเชิงนิมาน เช่น “วิชาสังคมศึกษาเป็นวิชาที่ช่วย พัฒนาสังคม หรือ วิชาสังคมศึกษาเป็นวิชาที่เรียนสนุก” (ในแบบวัดเจตคติที่มีต่อวิชาสังคมศึกษา) จะ ตรวจให้คะแนนด้านบวกเป็นค่าสูง ด้านลบเป็นค่าต่ำ ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 99-103) เห็นด้วยอย่างยิ่ง ตรวจให้ 5 คะแนน เห็นด้วย ตรวจให้ 4 คะแนน ไม่แน่ใจ ตรวจให้ 3 คะแนน ไม่เห็นด้วย ตรวจให้ 2 คะแนน ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ตรวจให้ 1 คะแนน การใช้แบบวัดชนิดมาตราส่วนประมาณค่านั้น ผู้วิจัยอาจต้องรายงานผลของการตอบของ กลุ่มตัวอย่างที่ตอบในแต่ละข้อหรือแต่ละด้าน (ซึ่งประกอบไปด้วยหลาย ๆ ข้อ) ว่ามีความเห็นอยู่ใน ระดับใด กรณีเช่นนี้จะต้องหาค่าเฉลี่ยของกลุ่มในแต่ละข้อ (หรือแต่ละด้าน) แล้วแปลความหมาย ค่าเฉลี่ยอีกที ในการแปลความหมายนั้นจะใช้เกณฑ์ซึ่งเป็นระบบเดียวกันกับระบบการตรวจให้คะแนน ถ้าระบบให้คะแนนตรงกับที่ได้อธิบายมาแล้ว จะใช้เกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.51 – 5.00 แปลความว่า มากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 – 4.50 แปลความว่า มาก ค่าเฉลี่ย 2.51 – 3.50 แปลความว่า ปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.50 แปลความว่า น้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 แปลความว่า น้อยที่สุด
43 การหาความเที่ยงตรงของแบบวัดแบบมาตราส่วนประมาณค่า เครื่องมือรวบรวมข้อมูลแบบ มาตราส่วนประมาณค่าควรมีคุณภาพด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) และ ความ เที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) ในด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาพิจารณาโดยนำ เครื่องมือนั้นพร้อมทั้งนิยามของตัวแปรที่มุ่งวัด (กรณีที่มีคำอธิบายสิ่งที่จะวัดทั้งการจำแนกเป็น ประเภทย่อยก็นำเอารายดังกล่าว) ให้ผู้เชี่ยวชาญในสิ่งที่จะวัดนั้นพิจารณาตัดสินเป็นรายข้อไป โดย อาจใช้วิธีเดียวกันกับวิธีตรวจความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบอิงเกณฑ์ สรุปได้ว่า แบบสอบถามความพึงพอใจ เป็นเครื่องมือวัดชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเป็นข้อความ มี การให้คะแนนแบบประมาณค่าเป็นระดับคะแนน โดยมีการให้ระดับคะแนนตามความเข้ม เช่น 1 2 3 4 และ 5 คะแนน โดยกำหนดให้คะแนน 1 คือ คะแนนที่ต่ำสุดบ่งบอกถึงสิ่งที่พอใจน้อยที่สุด และ คะแนน 5 คือคะแนนที่สูงสุดบ่งบอกถึงสิ่งที่พอใจมากที่สุด ในการวิจัยครั้งนี้ได้สร้างแบบสอบถาม ความพึงพอใจออกเป็น 5 ระดับ โดย 5 หมายถึง พอใจมากที่สุด 4 หมายถึง พอใจมาก 3 หมายถึง พอใจปานกลาง 2 หมายถึง พอใจน้อย 1 หมายถึง พอใจน้อยที่สุด 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนด้วยแบบฝึก สามารถแสดงได้ดังนี้ นิรันดร นวลอินทร (2548 : 71) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาแผนการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึก ทักษะ เรื่อง คำสั่งภาษาปาสคาลเบื้องต้น วิชาหลักการเขียนโปรแกรม ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยการอาชีพเลิงนกทา สรุปผลการศึกษาได้ดังนี้ แผนพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึก ทักษะ เรื่องคำสั่งภาษาปาสคาลเบื้องต้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.75/88.95 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ค่า ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยแผนพัฒนาการเรียนรู้ โดยใช้ชุดฝึกทักษะเรื่องคำสั่งภาษา ปาสคาลเบื้องต้น มีค่าเท่ากับ 0.6753 แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 67.53 และคะแนนเฉลี่ย วัดความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องคำสั่งภาษาปาสคาล เบื้องต้นมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.20 แสดงว่าผู้เรียนมีความพึงพอใจในระดับมากต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึก ทักษะ พรทิวา สุดชาหา (2550 : 84) ได้พัฒนาและสร้างแบบเสริมฝึกทักษะคณิตศาสตร์ชั้น ประถมศึกษาปีที่ เรื่องเศษส่วนและการบวก การลบ การคูณ การหาเศษส่วน เพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียน ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ที่สร้างขึ้นมี ประสิทธิภาพ 85.38/87.41 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยหลังเรียน