44 สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบ ฝึกมีค่าเท่ากับ 0.75 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 75 โสภณัฐ ขันทอง (2553, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะการพิมพ์ โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 ผลที่ได้จากการวิจัย โดยใช้ชุดพัฒนาแบบฝึกทักษะการพิมพ์โปรแกรม Microsoft Word มีผลดังนี้ สัปดาห์ที่ 1 นักเรียนสามารถจำตัวอักษรแป้นพิมพ์และวางนิ้วได้ถูกต้อง สัปดาห์ที่ 2 นักเรียนฝึกพิมพ์ก้าวนิ้วในการพิมพ์ตัวอักษรอื่น ๆ นักเรียนสามารถก้าว นิ้วได้ สัปดาห์ที่ 3 นักเรียนสามารถพิมพ์เป็นคำ ได้ดีขึ้น สัปดาห์ที่ 4–5 นักเรียนสามารถฝึกพิมพ์เป็นประโยค นักเรียนเริ่มก้าวนิ้ว จำแป้น อักษรได้ดี สัปดาห์ที่ 6 เริ่มฝึกด้านความเร็วโดยจับเวลาในการพิมพ์ 1 นาที, 3 นาที, 5 นาที จนครบ 10 สัปดาห์พบว่า นักเรียนสามารถพิมพ์งานได้เร็วขึ้นและถูกต้องอยู่ในระดับที่น่าพึง พอใจจากการทำ วิจัยนี้ เห็นได้ว่านักเรียนมีทักษะในการพิมพ์สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ ผู้เรียน สามารถพัฒนา ศักยภาพของตนได้อย่างเป็นธรรมชาติ สร้างความสนุกสนานและเพลิดเพลินในการ เรียนรู้ และฝึก ทักษะ ควบคู่กับการใช้โปรแกรม Microsoft Word ในการสร้างชิ้นงาน และการ นำเสนองานได้อย่าง รวดเร็ว ถูกต้องนอกจากนี้เรายังสามารถนำความรู้สมัยดั้งเดิม มาปรับและมา ประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ ชัยรัตน บุมี (2554, บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษา ผลการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการ เขียนโปรแกรมภาษาปาสคาลเบื้องต้น สำหรับนักศึกษโปรแกรมวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะ ครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 31 คน ผล การศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนโปรแกรมภาษาปาสคาลเบื้องต้นที่ พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 76.58/82.08 ซึ่งสูงกว่าเกณฑที่ตั้งไว้ ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.69 แสดงว่านักศึกษามีความรู้เพิ่มขึ้นจากก่อนเรียน ร้อยละ 69 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักศึกษาโปรแกรมวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา ชั้นปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 และ ความพึงพอใจของนักศึกษา โปรแกรมวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา ชั้นปีที่ 1 ที่มีต่อ การเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนโปรแกรมภาษาปาสคาลเบื้องต้น อยู่ในระดับมากที่สุด (DSX = …,77.4 = 0.42)
45 วชิราภรณ์ ชำนิ (2555, บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษา ผลของการใช้แบบฝึกที่มีต่อ ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์สมการตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 50 คน ผล การศึกษาพบว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนหลังจากการสอนโดย ใช้ แบบฝึกทักษะ เรื่อง โจทย์สมการตัวแปรเดียว สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 เทพสถิต มะโนรัตน (2555, บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบ ฝึกเสริมทักษะแคลคูลัส เรื่อง การหาอนุพันธ์ของฟังก์ชันพีชคณิต ของนักศึกษาชั้น ปวส. 1/6 วิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 จำนวน 25 คน ผลการศึกษาพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาระดับ ปวส. 1/6 หลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะแคลคูลัส เรื่อง การหาอนุพันธ์ของฟังก์ชันพีชคณิต สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มาลินี คำชมพู (2556, บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยพัฒนาการเรียนรู้ เรื่อง การคูณ โดยใช้แบบ ฝึกสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านึงทวาย ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2554 จำนวน 34 คน ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึกกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 76.80/76.12 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้และดัชนี ประสิทธิผลของแบบฝึกมีค่าเท่ากับ 0.6040 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังการจัดการ เรียนรู้ อง การคูณ โดยใช้แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สูง กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จึงสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการ สอน โดยใช้แบบฝึกหรือแบบฝึกเสริมทักษะที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนมีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับก่อนเรียนและเมื่อเทียบกับ เกณฑ์ที่ตังไว้ รวมถึงผู้เรียนมีความพึงพอใจในกิจกรรมการเรียนรู้ เพราะได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และปฏิบัติด้วยตนเอง
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word โดยใช้สื่อประกอบการฝึก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3. การสร้างเครื่องมือและการหาคุณภาพของเครื่องมือ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร ประชากรในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน ประจักษ์ศิลปาคาร ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 420 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 34 คน โดยวิธีการสุ่ม ตัวอย่างแบบกลุ่ม 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2.1 แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร คาร มีจำนวน 5 เรื่องย่อย ดังนี้ 2.1.1 การเรียกใช้งานโปรแกรม Microsoft Word 2.1.2 การกำหนดขนาดกระดาษและการป้อนข้อความ 2.1.3 การจัดรูปแบบเอกสารและการใส่เส้นขอบกระดาษ 2.1.4 การแทรกรูปภาพและการแทรกอักษรศิลป์ 2.1.5 การนำเสนอข้อมูลและการพิมพ์เอกสาร
47 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร เป็นแบบปรนัยชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 5 เรื่อง รวม 30 ข้อ ใช้เป็นแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 2.3 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้ โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร เป็น แบบมาตราส่วนประมาณค่าตามวิธีการ ของ ลิเคอร์ท (Likert) มี 5 ระดับ จำนวน 10 รายการ 3. การสร้างเครื่องมือและการหาคุณภาพของเครื่องมือ 3.1 การสร้างเครื่องมือ 3.1.1 การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้ โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร ผู้วิจัย ได้ดำเนินการดังนี้ 3.1.1.1 ศึกษาจุดประสงค์และรายละเอียดของเนื้อหาตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เข้าใจถึงหลักการ จุดมุ่งหมาย โครงสร้าง เวลาเรียน การวัดผลประเมินผล 3.1.1.2 ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ เช่น ศึกษา วิธีการ หลักการ แนวคิด ทฤษฎีและเทคนิควิธีการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็น แนวทางในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ 3.1.1.3 กำหนดจุดมุ่งหมายในการสอน เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร 3.1.1.4 กำหนดหัวข้อเรื่อง และวิเคราะห์เนื้อหา เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร เพื่อกำหนด วัตถุประสงค์เชิง พฤติกรรม 3.1.1.5 วางโครงเรื่องและจัดลำดับเนื้อหาพัฒนาทักษะย่อยแต่ละทักษะให้ตรงกับ จุดประสงค์โดยจัดลำดับเนื้อหาและเขียนแบบฝึกเสริมทักษะให้เป็นแบบการนำเสนอเนื้อหาใหม่
48 3.1.1.6 สร้างแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร 3.1.2 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การสร้างแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร แบบทดสอบที่สร้างขึ้นเป็นแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก นำมาใช้ในการทดสอบก่อนเรียน การทดสอบระหว่างเรียนและการทดสอบหลังเรียน เพื่อ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ ได้ดำเนินการสร้างตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ 3.1.2.1 ศึกษาทฤษฎีและวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประเมินกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและศึกษาการ สร้างข้อสอบของ (สมนึก ภัททิยธนี 2544 : 195-201) 3.1.2.2 วิเคราะห์หลักสูตร จุดประสงค์การเรียนรู้ และเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ที่จะสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ โดยสร้างให้ครอบคลุมพฤติกรรมทั้ง 3 ด้านคือ ด้านพุทธพิสัย ด้านจิต พิสัย และด้านทักษะพิสัย 3.1.2.3 สร้างแบบทดสอบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก ให้ครอบคลุมเนื้อหาและ จุดประสงค์ของแบบฝึกเสริมทักษะ ที่ใช้ในการทดลอง จำนวน 30 ข้อ ให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของ การเรียนการสอนเนื้อหา เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร 3.1.3 การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนการสร้างแบบสอบถาม ความพึงพอใจของนักเรียนเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร ผู้วิจัยได้ ดำเนินการสร้าง แบบสอบถามโดยศึกษาแนวการสร้าง แบบสอบถามของ (สมนึก ภัทธิยธนี2546 : 37-43) ดังนี้ 3.1.3.1 ศึกษาคุณลักษณะที่จะวัดดูจาก วัตถุประสงค์ของการวิจัย กรอบ แนวความคิดหรือสมมติฐานการวิจัย จากนั้นจึงศึกษาคุณลักษณะ หรือตัวแปรที่จะวัดให้เข้าใจอย่าง ละเอียดทั้งเชิงทฤษฎีและนิยามเชิงปฏิบัติการ
49 3.1.3.2 กำหนดประเภทของข้อคำถาม ในที่นี้ผู้วิจัยกำหนดเป็นคำถามปลายปิด เป็นคำถามที่ผู้วิจัยมีแนวคำตอบไว้ให้ผู้ตอบเลือกตอบจากคำถามที่กำหนดไว้เท่านั้น คำตอบที่ผู้วิจัย กำหนดไว้ล่วงหน้าได้มาจากการ ศึกษากรอบแนวคิด และสมมติฐานของการวิจัย 3.1.3.3 การร่างแบบสอบถาม เมื่อผู้วิจัยทราบถึงคุณลักษณะหรือประเด็นที่จะวัด และกำหนดประเภทของข้อคำถามที่จะมีอยู่ในแบบสอบถามเรียบร้อยแล้ว ผู้วิจัยจึงลงมือเขียนข้อ คำถามให้ครอบคลุมทุกคุณลักษณะหรือประเด็นที่จะวัด โดยเขียนตามโครงสร้างของแบบสอบถามที่ผู้ วิจัยค้นคว้าสร้างขึ้นซึ่งจะแบ่งความรู้สึกออกเป็น 5 ช่วง หรือ 5 ระดับ ดังนี้ ระดับ 5 หมายถึง มีความพึงพอใจมากที่สุด ระดับ 4 หมายถึง มีความพึงพอใจมาก ระดับ 3 หมายถึง มีความพึงพอใจ ปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง มีความพึงพอใจน้อย ระดับ 1 หมายถึง มีความพึง พอใจน้อยที่สุด 3.2 การหาคุณภาพของเครื่องมือ การหาคุณภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถาม ความพึงพอใจของนักเรียน ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้องโดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ของวัตถุประสงค์(Index of Item Objective Congruence : IOC) นางสาวภัทราพร ใบลาศ ครู กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร นางศศิประไพ ภิเศก ครู กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร นางสาวชื่นสุคนธ์ อเนกประเสริฐ ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร 3.2.1 การหาคุณภาพแบบฝึกเสริมทักษะ 3.2.1.1 นำแบบฝึกเสริมทักษะไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้องโดย ผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร ตลอดจนการสร้างเครื่องมือ วัดผล ประเมินผล และแนะนำแนวทางในการพัฒนาสื่อเพื่อช่วยให้กิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น
50 3.2.1.2 ทำการปรับปรุงตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 3.2.1.3 นำแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร ที่ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญและ ปรับปรุงแก้ไขแล้ว มาทดสอบกับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร เพื่อ ดำเนินการหาคุณภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ ตามขั้นตอนดังนี้ 1) การทดลองรายบุคคล (One-to-One-Testing) โดยนำแบบฝึกเสริม ทักษะไปทดลองกับผู้เรียนชั้นผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 จำนวน 3 คน โดยแยกระดับสติปัญญา คือ เก่ง ปานกลาง และอ่อน ตามระดับผลการเรียน โดยวิธีจับฉลากจากผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร เพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับประสิทธิภาพ 2) การทดลองกลุ่มเล็ก (Small Group Testing) หลังจากที่ได้แก้ไขจาก การทดลองครั้งที่ 1 แล้ว นำไปทดลองกับกลุ่มกลุ่มเล็ก จำนวน 15 คน โดยใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) (ลัดดาวัลย์ เพชรโรจน์ และอัจฉรา ชำนิประศาสน์2545 : 103) (พวงรัตน์ ทวีรัตน์2535 : 89) จากจำนวนผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 โรงเรียนประจักรศิลปาคาร ซึ่งไม่ซ้ำกับผู้เรียนที่ทดลองแบบกลุ่ม 1:1 เหมือนการทดลองจริง เพื่อหาประสิทธิภาพและข้อบกพร่อง ของแบบฝึกเสริมทักษะจากกลุ่มทดลอง จำนวน 15คน พบข้อบกพร่องต่างๆเช่นการสื่อสาร ความ ชัดเจนของภาษา ตัวอักษร และรูปภาพ เป็นต้น โดยผู้วิจัยใช้วิธีการสังเกตปฏิกิริยาในระหว่างการ ซักถามปัญหา เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป 3) นำแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร ที่ได้แก้ไขปรับปรุงจากการทดลองใช้ทั้ง 2 ขั้นตอนแล้วไปทดลองกับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร จำนวน 34 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 นำผลการทดลองมา วิเคราะห์หาประสิทธิภาพที่มีความน่าเชื่อถือ ตามเกณฑ์ 80/80 3.2.1.4. นำแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร ไปใช้จริงกับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร จำนวน 34 คน ในภาคเรียนที่ 2ปีการศึกษา 2566 3.2.2 การหาคุณภาพแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
51 3.2.2.1 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาเพื่อพิจารณา ความเที่ยงตรงของเนื้อหา ความเหมาะสมของภาษาที่ใช้ ตลอดจนประเมินความสอดคล้องกับ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม โดยใช้เกณฑ์การพิจารณาลงความเห็น ดังนี้ คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดตามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดตามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นไม่วัดตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อบันทึกผลการพิจารณาความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนในแต่ละข้อแล้วนำไปหาดัชนีความ สอดคล้องระหว่างข้อสอบกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการวัด เพื่อเลือกเอาข้อสอบที่มีค่าดัชนีความ สอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC) ระหว่างข้อสอบกับวัตถุประสงค์ที่ ต้องการวัด ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไปจำนวน30 ข้อ 3.2.2.2 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ ไป ทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร ที่เคยเรียน เรื่อง การใช้ โปรแกรม Microsoft Word จำนวน 34 คน 3.2.2.3 นำกระดาษคำตอบมาตรวจให้คะแนนโดยข้อที่ถูกให้ 1 คะแนน ข้อที่ผิด หรือไม่ตอบหรือตอบเกินกว่า 1 ตัวเลือกให้ 0 คะแนน 3.2.2.4 นำคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบมาวิเคราะห์ หาความยากง่าย (P) ค่าอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ โดยใช้เทคนิค 50% / 50% โดยคัดเลือกข้อสอบที่มีค่าความยากง่าย ระหว่าง 0.20 - 0.80 3.2.2.5 นำคะแนนที่ได้ไปหาค่าความเที่ยงตรงของข้อสอบทั้งฉบับ โดยใช้สูตรKR – 2 ของ Kuder-Richardson ข้อสอบข้อใดที่มีคุณภาพไม่ถึงเกณฑ์ก็ปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น เลือกใช้ เป็นแบบทดสอบจำนวน 30 ข้อ 3.2.2.6 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สมบูรณ์จัดพิมพ์เป็นเอกสาร เพื่อใช้เป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร 3.2.3 การหาคุณภาพแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน
52 3.2.3.1 นำแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่สร้างเสร็จแล้วไปเสนอ ผู้เชี่ยวชาญ พิจารณาตรวจสอบความเที่ยงตรง (Validity) 3.2.3.2 ปรับปรุงแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะ จัดพิมพ์ให้เรียบร้อย 3.2.3.3 นำแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่ผ่านการเห็นชอบแล้วไป ทดลองใช้ (Try Out) กับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร จำนวน 34 คน เพื่อ หาความเหมาะสมในข้อคำถามและระยะเวลาในการทดลอง 3.2.3.4 นำแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนไปใช้จริงกับนักเรียนที่เรียน ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร 4. วิธีดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ดังต่อไปนี้ 4.1 ขออนุญาตผู้บริหารโรงเรียนประจักษ์ศิลปาคารในการเก็บรวบรวมข้อมูลและการทดลอง ใช้ แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่องการใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 4.2 ชี้แจงการใช้แบบฝึกเสริมทักษะแก่กลุ่มตัวอย่างที่จะเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะเรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 4.3 ทำการทดสอบก่อนเรียนกับกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ ศิลปาคาร ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจำนวน 30 ข้อ 4.4 ดำเนินการทดลอง โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ใช้เวลาในการ ทดลอง จำนวน 3 สัปดาห์สัปดาห์แรกและสัปดาห์ที่สอง จำนวน 2 คาบๆ ละ 2 ชั่วโมง และสัปดาห์ ที่สาม 1คาบคาบละ 1 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 5 ชั่วโมง
53 4.5 เมื่อสิ้นสุดการทดลองจึงทำการทดสอบหลังเรียน โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน ประจักษ์ศิลปาคาร ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจำนวน 30 ข้อ ซึ่งเป็นแบบทดสอบชุดเดียวกันกับแบบทดสอบ ก่อนเรียนที่นักเรียนได้ทำการทดสอบไปแล้ว 4.6 ให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ ศิลปาคาร 4.7 นำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์และแปลผลโดยวิธีทางสถิติเพื่อทดสอบตามสมมติฐานต่อไป 5. การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้นำข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้ามาวิเคราะห์ดังนี้ 5.1 วิเคราะห์หาคุณภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ โดยหาดัชนีความ สอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้สูตร IOC พิจารณาคัดเลือกแบบฝึกเสริมทักษะ แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริม ทักษะ ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ 0.5 ถึง 1.00 5.2 หาค่าความยากง่าย (P) หาค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน 5.3 วิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ (E1/E2) 5.4 วิเคราะห์ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ ค่าเฉลี่ย (x̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) นำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ดังนี้(ชูศรี วงศ์รัตนะ 2527 : 74) ค่าเฉลี่ย ระดับความพึงพอใจ 4.51 – 5.00 หมายถึง มากที่สุด 3.51 – 4.50 หมายถึง มาก 2.51 – 3.50 หมายถึง ปานกลาง 1.51 – 2.50 หมายถึง น้อย 1.00 – 1.50 หมายถึง น้อยที่สุด
54 5.5 การเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนจากการทดสอบ ใช้สูตร (t-test) 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 6.1 การหาคุณภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสอบถามพึงพอใจ โดยใช้สูตร IOC (สมนึก ภัทธิยธนี2546 : 220) เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ∑ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 6.2 การวิเคราะห์หาความยากง่าย (P) และอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ ทางการเรียนโดยใช้สูตร (บุญชม ศรีสะอาด 2532 : 58 - 66) ค่าความยากง่ายของตัวถูกและตัวลวง ค่าอำนาจจำแนกสำหรับตัวถูก เมื่อ P แทน ค่าความยากของข้อสอบ r แทน ค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบ H แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงที่เลือกตอบตัวเลือกนั้น L แทน จำนวนคนในกลุ่มต่ำที่เลือกตอบตัวเลือกนั้น H แทน จำนวนคนในกลุ่มสูง nL แทน จำนวนคนในกลุ่มต่ำ
55 6.3 การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ ตามเกณฑ์ 80/80 โดยหาคะแนนเฉลี่ย แบบทดสอบระหว่างเรียน และหาคะแนนเฉลี่ยแบบทดสอบหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ (E1/E2) (ไชยยศ เรืองสุวรรณ 2533 : 139) 80 ตัวแรก หาได้จากสูตร เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ∑ y แทน คะแนนรวมของนักเรียนทุกคนที่ทำแบบทดสอบหลัง เรียน N แทน จำนวนนักเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน 6.4 วิเคราะห์ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้ โปรแกรม Microsoft Word 2013 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร โดยใช้สถิติดังนี้ 6.4.1 ค่าคะแนนเฉลี่ย (Mean) (ชูศรี วงศ์รัตนะ 2527 : 74) จากสูตร เมื่อ x̅แทน คะแนนเฉลี่ย f แทน ความถี่ X แทน คะแนน ∑ แทน ผลรวมทั้งหมดของความถี่รวมคะแนน ∑ แทน ผลรวมทั้งหมดของความถี่ซึ่งมีค่าเท่ากับจำนวนข้อมูล ทั้งหมด
56 6.4.2 การหาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (ชูศรี วงศ์รัตนะ 2527 : 74) เมื่อ S.D. แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน N แทน จำนวนผู้ทำแบบทดสอบทั้งหมด แทน ความถี่ X แทน คะแนน ∑ แทน ผลรวมทั้งหมดของความถี่คูณคะแนน ∑ แทน ผลรวมทั้งหมดของความถี่
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงทดลอง ผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร การวิเคราะห์ ข้อมูล ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2. การวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้กำหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในการ แปลความหมาย ดังนี้ x̅แทน คะแนนเฉลี่ย S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน N แทน กลุ่มตัวอย่าง E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ t แทน ค่าทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยรายคู่ df แทน ชั้นแห่งความเป็นอิสระ ** แทน ระดับนัยสำคัญที่ .01
58 2. การวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ ในการวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งนี้ ได้ดำเนินการนำแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร จำนวน 5 เรื่อง ที่สมบูรณ์แล้วไปทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร จำนวน 34 คน ในปีการศึกษา 2566 ใช้เวลาในการทดลอง 5 ชั่วโมง เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของ แบบฝึกเสริมทักษะตามเกณฑ์ 80/80 ตอนที่ 2 วิเคราะห์การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การทดสอบความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ย การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของแบบฝึกเสริมทักษะ เพื่อทดสอบความมีนัยสำคัญของ ผลต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนการใช้แบบฝึกเสริมทักษะของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตอนที่ 3 วิเคราะห์แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่ใช้แบบฝึกเสริมทักษะ การวิเคราะห์แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ ศิลปาคาร ที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word ในปีการศึกษา 2566 จำนวน 34 คน 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ ในการวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งนี้ ได้ดำเนินการนำแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร จำนวน 5 เรื่อง ที่สมบูรณ์แล้วไปทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร จำนวน 34 คน ในปีการศึกษา 2566 ใช้เวลาในการทดลอง 5 ชั่วโมง เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของ แบบฝึกเสริมทักษะตามเกณฑ์ 80/80 โดยมีวิธีการดำเนินการดังนี้ 1. รวบรวมคะแนนจากการทำแบบทดสอบระหว่างเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ยในแต่ละเรื่อง เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ 80 ตัวแรก
59 2. รวบรวมคะแนนจากการทำแบบทดสอบหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ ในแต่ ละเรื่องไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ 80 ตัวหลัง ซึ่งผลการวิเคราะห์ข้อมูลปรากฏในตาราง 4.1 ดังนี้ ตาราง 4.1 แสดงประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ จากตาราง 4.1 พบว่าแบบฝึกเสริมทักษะที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 84.32/86.74 ซึ่งสูงกว่า เกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 โดยแยกเป็นเรื่องได้ 5 เรื่อง ดังนี้ 1. การเรียกใช้งานโปรแกรม Microsoft Word มีประสิทธิภาพ 81.57/83.73 2. การกำหนดขนาดกระดาษและการป้อนข้อความ มีประสิทธิภาพ 88.04/89.90 3. การจัดรูปแบบเอกสารและการใส่เส้นขอบกระดาษ มีประสิทธิภาพ 85.10/85.49 4. การแทรกรูปภาพและการแทรกอักษรศิลป์ มีประสิทธิภาพ 83.63/83.82 5. การนำเสนอข้อมูลและการพิมพ์เอกสาร มีประสิทธิภาพ 84.51/86.67 ดังนั้น แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 ทุกเรื่อง
60 ตอนที่ 2 วิเคราะห์การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การทดสอบความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ย การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของแบบฝึกเสริมทักษะ เพื่อทดสอบความมีนัยสำคัญของ ผลต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน การใช้แบบฝึกเสริมทักษะของผู้เรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ดังนี้ ตาราง 4.2 แสดงคะแนนเฉลี่ยเป็นร้อยละของการทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบหลังเรียน เมื่อใช้ แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การเรียกใช้งานโปรแกรม Microsoft Word หมายเหตุ** < 0.01 จากตาราง 4.2 พบว่าผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การเรียกใช้งานโปรแกรม Microsoft Word นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลคะแนนเฉลี่ยร้อยละก่อนเรียน 39.90 คะแนน และผลคะแนนเฉลี่ยร้อยละหลังเรียน 83.73 คะแนน ซึ่งแสดงว่าผลการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน ตาราง 4.3 แสดงคะแนนเฉลี่ยเป็นร้อยละของการทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบหลังเรียน เมื่อใช้ แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การกำหนดขนาดกระดาษและการป้อนข้อความ หมายเหตุ** < 0.01 จากตาราง 4.3 พบว่าผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การกำหนดขนาดกระดาษและการ ป้อนข้อความ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลคะแนนเฉลี่ยร้อยละก่อนเรียน 44.71 คะแนน และ ผลคะแนนเฉลี่ยร้อยละหลังเรียน 89.90 คะแนน ซึ่งแสดงว่าผลการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
61 ตาราง 4.4 แสดงคะแนนเฉลี่ยเป็นร้อยละของการทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบหลังเรียน เมื่อใช้ แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การจัดรูปแบบเอกสารและการใส่เส้นขอบกระดาษ หมายเหตุ ** < 0.01 จากตาราง 4.4 พบว่าผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การจัดรูปแบบและการใส่เส้น ขอบกระดาษ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลคะแนนเฉลี่ยร้อยละก่อนเรียน 41.76 คะแนน และ ผลคะแนนเฉลี่ยร้อยละหลังเรียน 85.49 คะแนน ซึ่งแสดงว่าผลการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ตาราง 4.5 แสดงคะแนนเฉลี่ยเป็นร้อยละของการทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบหลังเรียน เมื่อใช้ แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การแทรกรูปภาพและการแทรกอักษรศิลป์ หมายเหตุ ** < 0.01 จากตาราง 4.5 พบว่าผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การแทรกรูปภาพและการแทรก อักษรศิลป์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลคะแนนเฉลี่ยร้อยละก่อนเรียน 40.29 คะแนน และผล คะแนนเฉลี่ยร้อยละหลังเรียน 83.63 คะแนน ซึ่งแสดงว่าผลการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ตาราง 4.6 แสดงคะแนนเฉลี่ยเป็นร้อยละของการทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบหลังเรียน เมื่อใช้ แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การนำเสนอข้อมูลและการพิมพ์เอกสาร หมายเหตุ ** < 0.01 จากตาราง 4.6 พบว่าผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การนำเสนอข้อมูลและการพิมพ์ เอกสาร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลคะแนนเฉลี่ยร้อยละก่อนเรียน 45.98 คะแนน และผล คะแนนเฉลี่ยร้อยละหลังเรียน 86.67 คะแนน ซึ่งแสดงว่าผลการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
62 ตอนที่ 3 วิเคราะห์แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่ใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ตาราง 4.7 การวิเคราะห์แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน ประจักษ์ศิลปาคารที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะทั้ง 5 เรื่อง ดังนี้ จากตาราง 4.7 พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ ศิลปาคารจำนวน 34 คน มีความพึงพอใจในแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1อยู่ในระดับมาก ได้ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.45 เมื่อพิจารณา รายการพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด อันดับแรกความชัดเจนในการอธิบาย เนื้อหา (x̅= 4.71,S.D.= 0.46) อันดับสอง ความน่าสนใจชวนให้ติดตามบทเรียน (x̅= 4.68,S.D.= 0.47)
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการสร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 5 เรื่อง ผู้วิจัยได้สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ตามลำดับดังนี้ 1. ความมุ่งหมายของการวิจัย 2. สมมติฐานของการวิจัย 3. วิธีดำเนินการวิจัย 4. สรุปผลการวิจัย 5. อภิปรายผล 6. ข้อเสนอแนะ 1. ความมุ่งหมายของการวิจัย 1.1 เพื่อพัฒนาการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word โดยใช้สื่อประกอบการฝึก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร ให้มี ประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 1.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่ เรียนโดยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร 1.3 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้ โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร
64 2. สมมติฐานของการวิจัย 2.1 ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคารสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคารหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2.3 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคารอยู่ในระดับมาก 3. วิธีดำเนินการวิจัย 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1.1 ประชากร ประชากรในการวิจัยในครั้งนี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปา คารที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 78 คน 3.1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยในครั้งนี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ ศิลปาคารที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 34 คนโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3.2.1 แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคารจำนวน 5 เรื่อง ซึ่งผู้วิจัยได้สร้างขึ้น โดยศึกษา รายละเอียดจากเนื้อหาและจุดประสงค์ของแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ แบบฝึกเสริมทักษะได้รับการตรวจสอบด้านความเที่ยงตรงของเนื้อหาจาก ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตสื่อ โดยเน้นการทดลองใช้กับผู้เรียนที่ไม่ใช่กลุ่ม ตัวอย่าง ได้ปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมตามลำดับก่อนนำไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง
65 3.2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีลักษณะเป็นแบบทดสอบแบบเลือกตอบ ชนิด 4 ตัวเลือก รวม 30 ข้อ ซึ่งจัดพิมพ์เป็นเอกสารแต่ละเรื่องแบบทดสอบที่สร้างขึ้นผ่านการ ตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา และได้ทำการทดลองใช้กับผู้เรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อหาค่า ความยากง่าย (P) และ ค่าอำนาจจำแนก (r) 3.2.3 แบบประเมินสื่อแบบฝึกเสริมทักษะ 3.2.4 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน ประจักษ์ศิลปาคารจำนวน 1 ฉบับ 10 ข้อ 3.3 การเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัย ในการทดลองครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 การพัฒนาหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ โดยการนำแบบฝึกเสริมทักษะไปให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา จากนั้นนำไปหาประสิทธิภาพ 3 ขั้นตอน ซึ่งได้แก่ การนำแบบฝึกเสริมทักษะ ไปทดลองกับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร จำนวน 3 คน โดยเลือกผู้เรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนอ่อน ปานกลาง และสูง กลุ่มละ 1 คน แล้วทดลองกับผู้เรียนทีละคน โดยทดลองกับ ผู้เรียนอ่อนเพื่อหาข้อบกพร่องในด้านต่าง ๆ เช่น ความถูกต้องของเนื้อหา ความชัดเจนของการ นำเสนอเนื้อหา ความชัดเจนของภาษา ตัวอักษร และรูปภาพ ตลอดจนความสอดคล้องกับสภาพการ เรียนการสอนจริง โดยผู้วิจัยได้ใช้วิธีการสังเกตปฏิกิริยาในระหว่างเรียน ซักถามปัญหา เพื่อนำข้อมูล ไปปรับปรุงแก้ไข ซึ่งพบข้อบกพร่อง คือ ตัวอักษรยังพิมพ์ผิดบ้าง มีพื้นที่ว่างมากเกินไป คำสั่งไม่ ชัดเจน ข้อความเว้นวรรคผิด ผู้วิจัยได้ปรับปรุงแก้ไข โดยแก้ตัวอักษรที่พิมพ์ผิด และเว้นวรรคข้อความ ให้ถูกต้องหาภาพที่เหมาะสมกับเนื้อหาเพิ่มในแบบฝึกที่มีพื้นที่ว่าง แก้คำสั่งให้ถูกต้องทั้งการใช้ภาษา ให้ชัดเจนและเหมาะสมให้ต่อเนื่องได้ใจความ จากนั้น แบบฝึกเสริมทักษะที่ได้ปรับปรุงจากการ ทดลองครั้งที่ 1 ไปทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร จำนวน 15 คน โดยคละนักเรียนเก่ง ปานกลาง อ่อน ซึ่งไม่เคยเรียนเนื้อหานี้มาก่อน โดยนักเรียนต้องทำ แบบทดสอบก่อนเรียน ศึกษาเนื้อหา ทำแบบทดสอบระหว่างเรียน เมื่อเรียนจบเรื่องแล้ว ให้ทำ แบบทดสอบหลังเรียน ซึ่งแบบทดสอบทั้งหมดได้จัดพิมพ์เป็นเอกสาร บันทึกคะแนน ทำจนครบ 5 เรื่อง จากนั้นนำผลคะแนนไปวิเคราะห์หาแนวโน้มประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ ผู้วิจัยได้ทำ
66 การสังเกตและเก็บรวบรวมข้อมูล ปัญหา ข้อบกพร่องต่าง ๆ และทำการปรับปรุงแก้ไขแบบฝึกเสริม ทักษะให้มีความเหมาะสมมากขึ้น เพื่อเตรียมทดลองครั้งต่อไป ข้อบกพร่องที่ยังพบอยู่ ได้แก่เฉลย คำตอบของแบบฝึกทักษะแต่ละชุด ภาพชุดเครื่องมือ ตัวอักษรยังมีพิมพ์ผิดบางแห่ง ซึ่งได้แก้ไข ปรับปรุง การเฉลยคำตอบ ภาพประกอบชุดเครื่องมือ แก้ไขตัวอักษรที่พิมพ์ผิด ให้ถูกต้องแล้ว จากนั้น นำแบบฝึกเสริมทักษะ ที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขตามลำดับไปทดลองกับผู้เรียนกลุ่มใหญ่ จำนวน 45 คน ในปีการศึกษา 2566 เพื่อหาประสิทธิภาพของเครื่องมือตามเกณฑ์ 80/80 ตอนที่ 2 นำแบบฝึกเสริมทักษะที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขตามลำดับทั้ง 3 ขั้นตอนมาใช้จริง กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร ในปีการศึกษา 2566 3.4 การวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาคนคว้าครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้วิเคราะห์ข้อมูลได้ดังนี้ 3.4.1 วิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร ตามเกณฑ์ 80/80 โดยหา E1/E2 3.4.2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียน ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร 3.4.3 วิเคราะห์วัดค่าเฉลี่ย (x̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร 4. สรุปผลการวิจัย 4.1 ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคารมีประสิทธิภาพ 84.32/86.74 ซึ่งสูงกว่า เกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 4.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคารหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมี ค่าเฉลี่ยหลังเรียน 86.74และเฉลี่ยก่อนเรียน 45.01
67 4.3 ความพึงพอใจของผู้เรียนต่อแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคารมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.45 5. อภิปรายผล จากการสร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคารที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เป็นไปตามเกณฑ์ กำหนด 80/80 สามารถอภิปรายผลได้ดังนี้ 5.1 จากการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ นั้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.32/86.74 หมายความว่าผู้เรียนสามารถทำแบบทดสอบระหว่างเรียนในการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ทั้ง 5เรื่อง ได้ถูกต้องโดยเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 84.32 และผู้เรียนสามารถทำแบบทดสอบหลังเรียนจาก การใช้แบบฝึกเสริมทักษะได้ถูกต้องเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 86.74 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้คือ 80/80 อาจเป็นเพราะว่าแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่สร้างขึ้น เป็นบทเรียนที่น่าสนใจสำหรับผู้เรียน เนื่องจากมีทั้งภาพ และชุดคำสั่งที่น่าสนใจ ซึ่งทำให้ไม่น่าเบื่อ ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นที่จะเรียน มีความพึงพอใจใน การเรียน และมีความก้าวหน้าทางการเรียน ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยของ รัชนี ศรีไพวรรณ (2517 : 416) ที่ว่าแบบฝึกเสริมทักษะทำให้ผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น เข้าใจบทเรียนยิ่งขึ้น เพราะเป็นเครื่องมืออำนวยประโยชน์ในการเรียนรู้และความพึงพอใจต่อบทเรียนอยู่ในระดับมาก นอกจากนี้ นิตยา บุญสุข (2541 : 45) พบว่า ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะเป็นไปตามเกณฑ์ที่ กำหนด และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แสดงว่าแบบฝึกเสริมทักษะนี้มีประสิทธิภาพใน การนำไปเป็นสื่อการเรียนการสอนได้ฝึกฝนให้เด็กมีความเชื่อมั่น และสามารถประเมินผลงานของ ตนเองได้ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล เนื่องจากเด็กที่มีความสามารถทางภาษาแตกต่าง กัน การให้เด็กทำแบบฝึกทักษะที่เหมาะสมกับความสามารถของตนเองจะช่วยให้เด็กประสบผลสำเร็จ ในด้านจิตใจมากขึ้น เมื่อผู้เรียนเรียนด้วยแบบฝึกทักษะแล้ว นักเรียนมีความรู้และความสนใจที่เรียน มากยิ่งขึ้น สาเหตุที่แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคารมีประสิทธิภาพสูงทั้ง 2 กระบวนการอาจเนื่องมาจาก องค์ประกอบหลายประการดังนี้
68 1) แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ทั้ง 5 เรื่อง ได้สร้างขึ้นตามหลักการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่กำหนดว่านวัตกรรมที่สร้างขึ้นควรเป็นเรื่องตาม หลักสูตรกำหนด เป็นเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรม แนวคิดในการพัฒนาตนเอง เศรษฐกิจและสังคม (สำนัก วิชาการและมาตรฐานการศึกษา 2545 ข : 16) ดังนั้น แบบฝึกเสริมทักษะ ที่สร้างขึ้นทั้ง 5 เรื่อง ซึ่งมี เนื้อหาสอดคล้องกับหลักสูตร ความต้องการของท้องถิ่นมีความเหมาะสมกับวัยของนักเรียน เนื้อหา เป็นเรื่องใกล้ตัวผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีภาพ และชุดคำสั่งที่น่าสนใจ ทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจ ในเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ผู้วิจัยได้นำแบบฝึกเสริมทักษะที่สร้างขึ้นทั้ง 5 เรื่อง ไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบด้านความถูกต้องของเนื้อหาและด้านการผลิต มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับดีทั้งสองด้าน และ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้ผ่านการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ทำให้แบบฝึกเสริม ทักษะที่สร้างขึ้นมามีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) การเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองตาม ความสามารถ และความเร็วในการเรียนรู้ของแต่ละคน เป็นการเรียนที่เน้นความแตกต่างระหว่าง บุคคล ซึ่งข้อดีของการนำเสนอบทเรียนหรือเนื้อหาของแบบฝึกเสริมทักษะ คือ ผู้เรียนสามารถควบคุม ความเร็วของการเรียนด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ได้มากที่สุดตามความสามารถของผู้เรียน 61 จึงทำให้ผู้เรียนมีความสนใจ อีกทั้งผู้เรียนได้มีโอกาสฝึกทบทวน และฝึกทันทีหลังจากได้เรียนรู้ในเรื่อง นั้นทำให้ผู้เรียนสามารถใช้เป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนรู้ มองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของตนเอง ได้อย่างชัดเจน 3) จาการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน พบว่า แบบฝึกเสริมทักษะ ช่วยให้นักเรียน สนใจและกระตือรือร้นที่จะเรียนบทเรียนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากแบบฝึกเสริมทักษะมีการนำเสนอเนื้อหา โดยใช้ข้อความ รูปภาพประกอบ ชุดคำสั่งที่น่าสนใจ และเทคนิคพิเศษเพื่อช่วยให้ผู้เรียนสร้างผลงาน ได้รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้บทเรียนมีความน่าสนใจ และช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจบทเรียนมากยิ่งขึ้น 4) จากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน พบว่านักเรียนรู้สึกพอใจเมื่อตอบคำถาม แบบทดสอบได้ถูกต้อง เนื่องจากภายในบทเรียน ผู้เรียนจะได้ลงมือปฏิบัติและเห็นถึงปัญหาต่าง ๆ และจุดเด่นในการทำงานด้วยตนเอง จึงเกิดการเสริมแรงให้กับผู้เรียนเมื่อผู้เรียนตอบคำถามในแต่ละ ข้อ และเมื่อผู้เรียนทำแบบทดสอบเสร็จแล้ว ทำให้ผู้เรียนไม่รู้สึกเบื่อหน่ายในขณะที่ทำแบบทดสอบ และยังรู้สึกสนุกสนานในการทำแบบทดสอบอีกด้วย
69 5.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ พบว่ามีดัชนีความสอดคล้อง เฉลี่ยรายข้อตั้งแต่ 0.6 แสดงว่าเป็นข้อสอบที่มีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์การลง ความเห็นของ พวงรัตน์ ทวีรัตน์. (2538 : 18) ที่ว่าการให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาพิจารณาลงความเห็น ในแต่ละข้อ ความสอดคล้องระหว่างข้อทดสอบกับจุดประสงค์ที่ต้องการวัด จะมีค่าตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป การนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (P) และหาค่าอำนาจจำแนก (r) มีระดับคะแนน ความยากง่าย (P) ระหว่าง .20 - .80 และมีค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ .20 ขึ้นไป เป็นข้อสอบที่ดี ความเชื่อมั่นอยู่ในเกณฑ์ดี แสดงว่า ข้อสอบที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด สอดคล้อง กับ สมนึก ภัททิยธนี (2546 : 195 – 201) 5.3 ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะน เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 5 เรื่อง ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกเสริม ทักษะอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย 4.45 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้และเป็นไปตามแนวคิดของ กิดานันท์ มลิทอง (2540 : 229) ที่ว่า ลักษณะของนวัตกรรมที่ดี ต้องมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ภาพและ อักษรชัดเจนจึงดึงดูดความสนใจของงผู้เรียน นั่นแสดงว่าแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ที่สร้างขึ้นมีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ และผู้เรียนได้รับ ความเพลิดเพลินจากการเรียนซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ เสาวนีย์ กอวิเศษ (2544 : 50) และวรสุดา บุญไวโรจน์(2537 : 37) ที่พบว่าแบบฝึกเสริมทักษะที่ได้รับการประเมินคุณภาพจาก ผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในระดับดีมาก จะสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนและทำให้ผู้เรียน ได้รับความเพลิดเพลินจากการศึกษาอีกด้วย และผู้เรียนได้แสดงความพึงพอใจเกี่ยวกับลักษณะของ แบบฝึกเสริมทักษะด้านความรู้ความเข้าใจและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จากแบบฝึกเสริม ทักษะอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย 4.45 จากการศึกษาครั้งนี้ แสดงว่าแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นจำนวน 5 เรื่อง มีประโยชน์ทั้ง 3 ด้าน คือ มีประโยชน์ทั่วไป มีประโยชน์ต่อผู้สอน มีประโยชน์ต่อผู้เรียน ให้ข้อมูลความรู้ที่แน่นอน มี หลักฐานอ้างอิงเชื่อถือได้ มีประโยชน์ต่อผู้สอน คือเป็นแหล่งที่สามารถสร้างสรรค์สื่อการเรียนรู้มา พัฒนานักเรียนได้อย่างกว้างขวางคือ ช่วยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และมีเจตคติที่มี ต่อการเรียนอีกด้วย
70 6. ข้อเสนอแนะ จากการวิจัยเรื่อง การพัฒนาการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคารสามารถประมวลเป็น ข้อเสนอแนะได้ดังนี้ 6.1 ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ 6.1.1 การจัดห้องเรียนและการเตรียมอุปกรณ์ในการเรียนควรให้มีความพร้อมและมี จำนวนเพียงพอกับจำนวนผู้เรียน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและอุปสรรคระหว่างเรียน 6.1.2 เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ จำเป็นต้องอาศัยเครื่อง คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง ผู้ศึกษาค้นคว้าต้องมีความรู้ด้านเทคนิคการออกแบบ ด้านกราฟิก และเทคนิคการผลิตด้านภาพ 6.1.3 ในการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ เพื่อให้ความรู้แก่ผู้เรียนการออกแบบพัฒนา ให้สอดคล้องกับวุฒิภาวะของผู้เรียน สอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมแก่ผู้เรียน และควรเป็นข้อมูลที่ ถูกต้องและสอดคล้องกับหลักสูตร 6.2 ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป 6.2.1 ควรออกแบบและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะในเนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น 6.2.2 ควรมีการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ ในรูปแบบอื่น ๆ เช่น รูปแบบเกมเพื่อ ศึกษาผลการเรียนรู้ของผู้เรียน 6.2.3 ควรนำแบบฝึกเสริมทักษะ ไปจัดการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสากล อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยไม่ต้องเข้าชั้นเรียนปกติและเป็นการเผยแพร่แก่ สาธารณชนอีกทางหนึ่งด้วย
บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กรณิศ เกิดสืบมา. (2557). การใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนมาตราตัวสะกดเพื่อพัฒนา ความสามารถด้านการเขียนมาตราตัวสะกด ของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 สาขาการขาย. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : https://siba.ac.th กิดานันท์ มลิทอง. (2540). เทคโนโลยีการศึกษาร่วมสมัย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : เอดิสันเพรส โพรดักส์. คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, สำนักงาน. (2545). แผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ. 2545 – 2559) ฉบับสรุป. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2554). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติฉบับที่สิบเอ็ด พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. คณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2550). หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. จำนง พรายแย้มแข. (2535). เทคนิคการวัดและการประเมินผลการเรียนรู้กับการสอนซ่อมเสริม. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. ชลิยา ลิปิยากร. (2536). เทคโนโลยีการศึกษา. กรุงเทพฯ : สถาบันราชภัฏธนบุรี. ชูศรี วงศ์รัตนะ. (2527). เทคโนโลยีการใช้สถิติเพื่อการวิจัย. กรุงเทพฯ : เจริญผลการพิมพ์. ไชยยศ เรืองสุวรรณ. (2533). เทคโนโลยีการศึกษา : ทฤษฎีการวิจัย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. ณัฐณิชา ดีเจริญ. (2562). การใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องการใช้โปรแกรม SPSS เพื่อยกระดับ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติเพื่อการวิจัย ระดับ
72 ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 2. หนองคาย : วิทยาลัยเทคโนโลยีอาเซียน. ถวัลย์ มาศจรัส. (2551). นวัตกรรมการศึกษาชุด บทเรียนสำเร็จรูป เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ผู้เรียน และการจัดทำผลงานทางวิชาการ ของข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ตามหลักเกณฑ์ใหม่ของ อ.ก.ศ. . กรุงเทพฯ : ธารอักษร. นายวัชรพล พรมโคตร. (2559). การศึกษาผลการเรียนรู้จากแบบฝึกเสริมทักษะช่วยในการคิด วิชาการเขียนโปรแกรมโดยใช้เครื่องมือกราฟิกโหมด ในนักเรียนที่มีความถนัดในการ เรียนแตกต่างกัน สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีอักษรบริหารธุรกิจ. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://a-techbanchang.aksorn.ac.th บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. (ม.ป.ป.). การวัดและการประเมินผลการศึกษาทฤษฎีและการประยุกต์. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์. บุญเรือง ขจรศิลป์. (2543). วิธีวิจัยทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : เอ็น.การพิมพ์. ปนัดดา วรกานต์ทิวัตถ์. (2560). การศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนขั้นตอน การทำงานของโปรแกรม ในรายวิชาการเขียนโปรแกรมโดยใช้เครื่องมือกราฟิกโหมด ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3. กรุงเทพฯ : สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์ ในพระอุปถัมภ์ฯ. ประสิทธิ์ สุวรรณรักษ์. (2547). ระเบียบวิธีวิจัย ทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. บุรีรัมย์ : โปรแกรมวิชาทดสอบและวิจัยทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์. พิพัฒน์ วิเชียรสุวรรณ. (2540). แผนการศึกษาแห่งชาติ แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติฉบับ ปัจจุบัน. กรุงเทพฯ : เดอะบุ๊คส์. มิตรธิศาล อื้อเพชรพงษ์. (2545). เทคโนโลยีการศึกษา. บุรีรัมย์ : คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏ บุรีรัมย์.
73 รัชดา สุทธิวรวุฒิกุล. (2542). การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริหาร กับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการ ประถมศึกษา จังหวัดสุพรรณบุรี. วิทยานิพนธ์ คม.บ. กำแพงเพชร : บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันราชภัฎกำแพงเพชร. ลัดดาวัลย์ เพชรโรจน์ และ อัจฉรา ชำนิประศาสตร์. (2545). ระเบียบวิธีการวิจัย(Research Methodology). กรุงเทพฯ : สถาบันราชภัฎพระนคร. วิจัยทางการศึกษา, กอง. (2545). การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. วิโรจน์ ชัยมูล. (2552). ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสาระสนเทศ. กรุงเทพฯ : โปรวิชั่น. วิไล ตั้งจิตสมคิด. (2539). การศึกษาไทย. กรุงเทพฯ : โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์. ศรีไพร ศักดิ์รุ่งพงศากุล. (2547). เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น. สมนึก ภัททิยธนี. (2544). การวัดผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 3. กาฬสินธุ์ : ประสานการพิมพ์
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย - แผนการจัดการเรียนรู้ - แบบฝึกเสริมทักษะ - แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน - แบบสอบถามความพึงพอใจ
76 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง โปรแกรมสร้างงานเอกสาร (Microsoft Word) จำนวน 5 ชั่วโมง แผนการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง แนะนำโปรแกรม Microsoft Word เวลาเรียน 1 ชั่วโมง สอนวันที่……....เดือน………….พ.ศ. ……….. ภาคเรียนที่ 2 ผู้สอนนางสาวกมลทิพย์ ไชยวาน สาระสำคัญ โปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด ซึ่งเป็นโปรแกรมประมวลผลคำแบบพิเศษ ช่วยให้สร้างเอกสาร แบบมืออาชีพอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด เช่น เหมาะกับงานด้านการพิมพ์เอกสารทุกชนิด สามารถพิมพ์เอกสารออกมาเป็นชุด ๆ สาระการเรียนรู้ 1. การเรียกใช้งานโปรแกรม Word และการสร้าง Shortcut เพื่อเข้าสู่โปรแกรม 2. การเปิด - ปิดโปรแกรม 3. ส่วนประอบของโปรแกรม จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายความหมายและประโยชน์ของโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ดได้(K) 2. สามารถเข้าสู่โปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ดได้(P) 3. เห็นคุณค่าและมีเจตคติที่ดีต่อการใช้งานไมโครซอฟต์เวิร์ด (A) สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1.ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
77 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1 .มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1. ครูกล่าวทักทายนักเรียน สนทนากับเรียน และสอบถามนักเรียนว่า หนังสือเรียนที่เรา กำลังใช้เรียนนั้น นักเรียนสังเกตหรือไม่ว่า ตัวอักษรนั้นดูเป็นระเบียบเรียบร้อย นักเรียนคิดว่ามี โปรแกรมสำหรับพิมพ์เอกสารหรือไม่ แล้วเคยได้ลองใช้บ้างหรือไม่ 2. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม โดยจัดให้นักเรียนในกลุ่มมีนักเรียน เก่ง กลาง อ่อน จำนวน 1:2:1 คนในแต่ละกลุ่ม แล้วทำแบบทดสอบก่อนเรียน ขั้นที่ 2 ขั้นสอน 1. ครูถามนักเรียนว่า นักเรียนเขียนจดหมายเป็นหรือไม่ แล้วให้นักเรียนลองเขียนจด หมายถึงเพื่อน 1 ฉบับแบบสั้น ๆ 2. ครูรวบรวมจดหมายที่นักเรียนเขียนแล้วดูจดหมายแต่ละฉบับพร้อมกับบอกนักเรียนว่า จดหมายของนักเรียนอ่านยากมาก เนื่องจากลายมือของแต่ละคนอ่านยาก ครูจึงบอกว่าคอมพิวเตอร์ ช่วยเราได้ เพื่อให้จดหมายของเราอ่านง่าย ตัวหนังสือเป็นมาตรฐานเหมือนกับหนังสือที่เราใช้เรียนอยู่ ในตอนนี้ 3. ครูแนะนำนักเรียนว่าคอมพิวเตอร์มีหลายโปรแกรมที่จะช่วยเราให้สามารถพิมพ์ จดหมายได้ แต่โปรแกรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ โปรแกรม Word หรือเรียกเต็ม ๆ ว่า โปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด ซึ่งมีหลายรุ่น ตั้งแต่ Word 97, Word 2000, Word XP, และปัจจุบัน Word 2019 ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุดในปัจจุบัน
78 4. ครูแจกใบความรู้ที่ 1.1 เรื่อง การเรียกใช้งานโปรแกรม Microsoft Word ให้กับ นักเรียน นักเรียนดูและศึกษาทำความเข้าใจ พร้อมฟังครูอธิบายและยกตัวอย่าง โดยสาธิตผ่าน Projector 5. นักเรียนเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ และปฏิบัติการเรียกใช้โปรแกรมไปพร้อมกับครู 6. นักเรียนทำแบบฝึกเสริมทักษะที่ 1.1 เรื่อง การเรียกใช้โปรแกรม Microsoft Word ใน เอกสารประกอบการจัดการเรียนการสอน ขั้นที่3 ขั้นสรุป ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายสรุปถึงการเรียกใช้งานโปรแกรม และเสนอจุดเด่น/ปัญหา ที่พบระหว่างการเรียนรู้และการปฏิบัติ รวมถึงการแก้ปัญหาเพื่อให้งานสำเร็จ และเกิดการเรียนรู้ใน การใช้โปรแกรมที่ถูกต้อง หลังจากทำแบบฝึกเสริมทักษะ สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 1. สื่อ powerpoint เรื่องการเรียกใช้งานโปรแกรม Microsoft Word 2. ใบความรู้ที่ 1.1 เรื่อง การเรียกใช้งานโปรแกรม Microsoft Word 3. แบบฝึกเสริมทักษะที่ 1.1 เรื่อง การเรียกใช้งานโปรแกรม Microsoft Word
79 การวัดและประเมินผล เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติงาน ระดับ 4 หมายถึง ดีมาก ระดับ 3 หมายถึง ดี ระดับ 2 หมายถึง พอใช้ ระดับ 1 หมายถึง ต้องแก้ไข
80 แบบสังเกตพฤติกรรม การทำงานรายบุคคล คำชี้แจง : ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ ลง ในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............../.................../............. เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 4 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
81 แบบประเมิน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ คำชี้แจง : ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ ลง ในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ชื่อผู้รับการประเมิน............................................. ............../.................../................ ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............./.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 4 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
82 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง โปรแกรมสร้างงานเอกสาร (Microsoft Word) จำนวน 5 ชั่วโมง แผนการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การกำหนดขนาดกระดาษและการพิมพ์ข้อความ เวลาเรียน 1 ชั่วโมง สอนวันที่……....เดือน………พ.ศ. ……….. ภาคเรียนที่ 2 ผู้สอนนางสาวกมลทิพย์ ไชยวาน สาระสำคัญ ขอบกระดาษ (Margin) คือระยะห่างจากข้อความในหน้ากระดาษกับริมของกระดาษทั้ง 4 ด้านโปรแกรม Microsoft Word จะมีตัวเลือกระยะขอบกระดาษให้เลือกมากมาย โดยคุณสามารถใช้ ระยะขอบค่าเริ่มต้น (default) หรือจะระบุระยะขอบของตัวคุณเองก็ได้) และการป้อนข้อความ/การ พิมพ์แทรก/การพิมพ์ทับ เป็นอีกหนึ่งกระบวนการทำงานที่สำคัญของการใช้งานโปรแกรมไมโครซอฟต์ เวิร์ด สาระการเรียนรู้ 1.การกำหนดขนาดกระดาษ ที่เหมาะสมกับลักษณะของเอกสาร และการพิมพ์ข้อความ 2. มุมมองต่าง ๆ ของเอกสาร/การเลือกขนาดกระดาษ 3. การกำหนดระยะขอบกระดาษ/การตั้งกั้นหน้าและกั้นหลัง 4. การพิมพ์ข้อความ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจบอกความหมายของมุมมองเอกสารและการป้อนข้อมูลได้(K) 2. นักเรียนสามารถตั้งค่าขนาดของกระดาษและพิมพ์ป้อนข้อมูลตัวอักษรได้(P) 3. นักเรียนมีทักษะการใช้งานโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด (P) 4. นักเรียนเห็นประโยชน์และมีเจตคติที่ดีต่อการใช้งานโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด (A) สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2.ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
83 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1. ครูทบทวนการเรียน เรื่อง การใช้เมนูและเครื่องมือบนหน้าต่างโปรแกรม 2. ครูถามนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวลักษณะการใช้งานของเครื่องมือมากน้อย เพียงใด ขั้นที่ 2 ขั้นสอน 1. ครูอธิบายว่าในการสร้างเอกสารต่าง ๆ จะต้องมีการกำหนดรูปแบบของเอกสารขึ้นมา ก่อนว่าต้องการให้มีลักษณะอย่างไร เช่น ใช้กระดาษขนาดเท่าใด พิมพ์ข้อความแนวตั้งหรือแนวนอน ต้องการระยะห่างระหว่างขอบกระดาษเท่าใด เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นที่จำเป็นที่จะต้องกำหนดก่อน สร้างเอกสารเสมอ 2. ครูสาธิตการตั้งค่าหน้ากระดาษ กำหนดขนาดของกระดาษ ให้นักเรียนดูเป็นตัวอย่าง 3. ครูถามนักเรียนว่ายากไหม ใครทำไม่ได้และครูเริ่มสาธิตอีกครั้ง พร้อมให้นักเรียน ปฏิบัติตาม 4. ครูแจกใบความรู้ที่ 2.1 เรื่อง การกำหนดขนาดกระดาษและการป้อนข้อความเบื้องต้น ให้กับนักเรียน ให้นักเรียนพิมพ์เอกสารตามที่ครูผู้สอนเตรียมมา และตั้งค่าระยะขอบกระดาษ 5. นักเรียนดูและศึกษาทำความเข้าใจ เทคนิคพิเศษจากใบความรู้ และปฏิบัติไปพร้อมกัน กับการฟังครูอธิบายพร้อมการสาธิตผ่าน Projector 6. นักเรียนทำแบบฝึกเสริมทักษะที่ 2.1 เรื่อง การกำหนดขนาดกระดาษและการป้อน ข้อความเบื้องต้น ในเอกสารประกอบการจัดการเรียนการสอน ขั้นที่3 ขั้นสรุป ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายสรุปถึงการกำหนดขนาดของกระดาษ และการเริ่มป้อนข้อมูลเบื้องต้น เสนอจุดเด่น/ปัญหาที่พบระหว่างการเรียนรู้และการปฏิบัติ รวมถึงการแก้ปัญหา เพิ่มเทคนิคพิเศษใน การทำงาน และเกิดการเรียนรู้ในการใช้โปรแกรมที่ถูกต้อง หลังจากทำแบบฝึกเสริมทักษะ
84 สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 1. สื่อ powerpoint 2. ใบความรู้ที่ 2.1 เรื่อง การกำหนดขนาดกระดาษและการป้อนข้อความเบื้องต้น 3. แบบฝึกเสริมทักษะที่ 2.1 เรื่อง การกำหนดขนาดกระดาษและการป้อนข้อความเบื้องต้น การวัดและประเมินผล เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติงาน ระดับ 4 หมายถึง ดีมาก ระดับ 3 หมายถึง ดี ระดับ 2 หมายถึง พอใช้ ระดับ 1 หมายถึง ต้องแก้ไข
85 แบบสังเกตพฤติกรรม การทำงานรายบุคคล คำชี้แจง : ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ ลง ในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............../.................../............. เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 4 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
86 แบบประเมิน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ คำชี้แจง : ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ ลง ในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ชื่อผู้รับการประเมิน............................................. ............../.................../................ ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............../.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 4 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
87 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง โปรแกรมสร้างงานเอกสาร (Microsoft Word) จำนวน 5 ชั่วโมง แผนการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง การจัดรูปแบบเอกสารและการใส่เส้นขอบกระดาษ เวลาเรียน 1 ชั่วโมง สอนวันที่……....เดือน…………พ.ศ. ……….. ภาคเรียนที่ 2 ผู้สอนนางสาวกมลทิพย์ ไชยวาน สาระสำคัญ การกำหนดตำแหน่งข้อความสามารถจัดวางข้อความในเอกสารว่าจะให้ชิดด้านใดในเอกสารก็ ได้ ซึ่งการจัดข้อความจะมีผลต่อข้อความในย่อหน้านั้น หากเราพบว่า ข้อความแต่ละบรรทัดมี ระยะห่างที่ไม่สวยงาม หรือห่างกันมากจนเกินไป เราก็สามารถ ที่จะจัดระยะห่างระหว่างบรรทัดได้ และเพื่อให้เอกสารดูน่าสนใจ น่าอ่าน การใส่เส้นขอบให้กระดาษ การเลือกแบบที่หมาะสม ก็มี ความสำคัญเช่นกัน สาระการเรียนรู้ 1. การจัดรูปแบบเอกสาร และการสร้างเส้นขอบให้เอกสาร 2. การจัดตำแหน่งข้อความ/การจัดระห่างระหว่างบรรทัด 3. การใส่กรอบและลวดลายให้เอกสาร จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายวิธีการจัดตำแหน่งของข้อความในเอกสารได้ถูกต้อง (K) 2. บอกความหมายของการใส่กรอบและลวดลายให้กับเอกสาร (K) 3. สามารถจัดตำแหน่งของข้อความและใส่เส้นขอบกระดาษในเอกสารได้(P) 4. เห็นความสำคัญของการจัดตำแหน่งของข้อความและการใส่เส้นขอบในเอกสาร (A)
88 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1. ครูถามนักเรียนว่า เคยเห็นการ์ดอวยพรงานต่าง ๆ หรือแผ่นป้ายที่ติดตามอาคาร เพื่อ ประชาสัมพันธ์งานโรงเรียน บ้างหรือไม่ 2. ครูบอกนักเรียนว่าวันนี้ครูจะพานักเรียนสร้างเอกสารและตกแต่งเอกสารให้ดูน่าสนใจ มากขึ้น ด้วยเครื่องมือในโปรแกรม Microsoft Word ขั้นที่ 2 ขั้นสอน 1. ครูบรรยาย อธิบายการกำหนดตำแหน่งข้อความที่สามารถจัดวางข้อความในเอกสารว่า จะให้ชิดด้านใดในเอกสารก็ได้ ซึ่งการจัดข้อความจะมีผลต่อข้อความและลักาณะของงานเอกสารที่ จัดทำขึ้น และหากเราพบว่า ข้อความแต่ละบรรทัดมีระยะห่างที่ไม่สวยงาม หรือห่างกันมากจนเกินไป เราก็สามารถที่จะจัดระยะห่างระหว่างบรรทัดได้ นอกจากการจัดตำแหน่งข้อความแล้วสิ่งที่ช่วยให้ เอกสารของเรานั้นน่าอ่าน เป็นที่สนใจ เรายังสามารถสร้างเส้นขอบให้กระดาษได้ 2. ครูสาธิตการจัดตำแหน่งของข้อความ และการสร้างเส้นขอบให้นักเรียนดูเป็นตัวอย่าง 3. ครูถามนักเรียนว่า มีใครที่จะมาช่วยเลือกเส้นขอบให้กับเอกสารของครูบ้าง ขอตัวแทน 3 คน และให้นักเรียนออกมาปฏิบัติที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของครูที่ใช้สาธิตในการสอน และครูเริ่มสาธิต อีกครั้ง พร้อมให้นักเรียนปฏิบัติตาม 4. ครูแจกใบความรู้ที่ 3.1 เรื่อง การจัดรูปแบบเอกสารและการใส่เส้นขอบกระดาษ ให้กับ
89 นักเรียน ให้นักเรียนดูและศึกษาทำความเข้าใจ เทคนิคพิเศษจากใบความรู้ และปฏิบัติไปพร้อมกันกับ การฟังครูอธิบายพร้อมการสาธิตผ่าน Projector 5. นักเรียนทำแบบฝึกเสริมทักษะที่ 3.1 เรื่อง การจัดรูปแบบเอกสารและการใส่เส้น ขอบกระดาษ ในเอกสารประกอบการจัดการเรียนการสอน ขั้นที่3 ขั้นสรุป ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายสรุปถึงการจัดรูปแบบเอกสารและการใส่เส้นขอบกระดาษ เสนอจุดเด่น/ปัญหาที่พบระหว่างการเรียนรู้และการปฏิบัติ รวมถึงการแก้ปัญหา เพิ่มเทคนิคพิเศษใน การทำงาน และเกิดการเรียนรู้ในการใช้โปรแกรมที่ถูกต้อง หลังจากทำแบบฝึกเสริมทักษะ สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 1. สื่อ powerpoint 2. ใบความรู้ที่ 3.1 เรื่อง การจัดรูปแบบเอกสารและการใส่เส้นขอบกระดาษ 3. แบบฝึกเสริมทักษะที่ 3.1 เรื่อง การจัดรูปแบบเอกสารและการใส่เส้นขอบกระดาษ
90 การวัดและประเมินผล เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติงาน ระดับ 4 หมายถึง ดีมาก ระดับ 3 หมายถึง ดี ระดับ 2 หมายถึง พอใช้ ระดับ 1 หมายถึง ต้องแก้ไข
91 แบบสังเกตพฤติกรรม การทำงานรายบุคคล คำชี้แจง : ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ ลง ในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............../.................../............. เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 4 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
92 แบบประเมิน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ คำชี้แจง : ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ ลง ในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ชื่อผู้รับการประเมิน............................................. ............../.................../................ ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............../.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 4 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
93 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง โปรแกรมสร้างงานเอกสาร (Microsoft Word) จำนวน 5 ชั่วโมง แผนการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง การแทรกรูปภาพและการแทรกอักษรศิลป์ เวลาเรียน 1 ชั่วโมง สอนวันที่……....เดือน…………พ.ศ. ……….. ภาคเรียนที่ 2 ผู้สอนนางสาวกมลทิพย์ ไชยวาน สาระสำคัญ การใช้โปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ด บางครั้งต้องมีการใช้งานเกี่ยวกับการแทรกรูปวาด รูปภาพ วัตถุ อักษรศิลป์ และแผนผังองค์กร ซึ่งมีขั้นตอนในการทำงานหลายลักษณะทำให้เอกสารเกิดความ สวยงาม กะทัดรัด มีรูปแบบที่เหมาะสมและนำรูปภาพมาแสดงได้ ทำให้เราสามารถใช้งานได้อย่างมี ประสิทธิ์ภาพเพิ่มมากขึ้น สะดวกในการทำงานในรูปแบบต่าง ๆ สาระการเรียนรู้ 1.การแทรกภาพจากคลิปอาร์ตที่มาพร้อมกับโปรแกรมและการแทรกจากแฟ้มข้อมูล ภาพจากภายนอก และการแทรกอักษรศิลป์ 2. การแทรกภาพจากคลิปอาร์ต/การแทรกจากแฟ้มข้อมูล 3. การแทรกอักษรศิลป์ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการแทรกรูปภาพและการแทรกอักษรศิลป์ในชิ้นงาน (K) 2. นักเรียนสามารถลือกรูปภาพและออกแบบตัวอักษรข้อความศิลป์ในลักษณะต่าง ๆ ได้ (P) 3. นักเรียนเห็นประโยชน์และมีเจตคติที่ดีต่อการใช้งานโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด (A)