The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานวิจัยในชั้นเรียน2-64

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นางนภลดา อินภูษา, 2022-03-07 03:51:14

รายงานวิจัยในชั้นเรียน2-64

รายงานวิจัยในชั้นเรียน2-64

การพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวิชาการบัญชีตน้ ทุน 1 ของนักศึกษา
ระดบั ประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ชน้ั สงู ปที ี่ 1 แผนกวิชาการบัญชี
ดว้ ยกจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบโครงงานเปน็ ฐาน

นางนภลดา อินภษู า

ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะครชู านาญการพิเศษ

วิทยาลยั เทคนิคหนองบวั ลาภู
สานกั งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
กระทรวงศกึ ษาธิการ

กติ ติกรรมประกาศ

รายงานการวจิ ัย เรือ่ ง การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาการบญั ชีต้นทุน 1 ของนักศกึ ษา
ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง ปีท่ี 1 แผนกวิชาการบัญชี ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน
เป็นฐาน ฉบับน้ีสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความกรุณาและการให้คำแนะนำเป็นอย่างดียิ่งจากผู้บริหารและ
บุคลากรทางการศึกษา วิทยาลัยเทคนิคหนองบัวลำภู ท่ีเปิดโอกาสและส่งเสริมให้ผู้วิจัยได้ทำการวิจัย
เพอ่ื เปน็ ประโยชน์ตอ่ การจัดการเรยี นรู้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธิผล

ขอขอบคุณนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีท่ี 1 แผนกวิชาการบัญชี
วทิ ยาลัยเทคนคิ หนองบวั ลำภูท่ีให้ความร่วมมอื ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูลสำหรบั การวจิ ยั ครั้งนี้

ขอขอบคุณสมาชิกในครอบครวั อินภูษาทห่ี ่วงใย ให้ความช่วยเหลอื คอยเป็นกำลังใจตลอดมา
และเปิดโอกาสให้ผู้วิจัยได้ก้าวสู่วิชาชีพครู รวมท้ังให้การสนับสนุนให้ผู้วิจัยเป็นครูที่มีศักยภาพใน
ด้านตา่ ง ๆ อยา่ งดียิ่ง

คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีจากการวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจัยขอมอบบูชาพระคุณบิดา มารดา
ตลอดจนบูรพาจารย์ และผู้มีพระคุณท่ีให้การอบรมสั่งสอน ประสิทธิ์ประสาทวิชา ซึ่งผู้วิจัยจะนำไป
พฒั นาการทำงานใหด้ ยี ง่ิ ข้ึน เพอ่ื ประโยชนต์ อ่ ตนเอง สงั คม และประเทศชาตติ ่อไป

นภลดา อินภษู า
19 มีนาคม 2565

ชื่อเร่อื ง : การพัฒนาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวิชาการบัญชีต้นทุน 1 ของนักศกึ ษา
ระดบั ประกาศนยี บตั รวิชาชพี ชน้ั สงู ปที ่ี 1 แผนกวิชาการบญั ชี ด้วยกจิ กรรมการเรยี นรู้
แบบโครงงานเปน็ ฐาน

ช่ือผู้วจิ ัย : นางนภลดา อินภษู า
ปที ่ีวจิ ัย : 2564

บทคัดย่อ

การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนวิชาการบัญชีต้นทุน 1
ท่ีจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียน
และหลังเรียนวิชาการบัญชีต้นทุน 1 ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน และ 3) เพ่ือศึกษา
ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย ได้แก่
นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีท่ี 1 กลุ่ม ม.6 แผนกวิชาการบัญชี วิทยาลัยเทคนิค
หนองบัวลำภู จำนวน 23 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจงจากนักศึกษาท่ีลงทะเบียนเรียน
วชิ าการบัญชีต้นทนุ 1 รหัสวิชา 30201-2003 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 เคร่อื งมือทใี่ ชใ้ นการวิจัย
ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาการบัญชีต้นทุน 1 โดยใช้รูปแบบโครงงานเป็นฐาน
2) แบบทดสอบวัดผลสมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาการบัญชีต้นทุน 1 และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ
ของนกั ศึกษาทีม่ ตี ่อการจัดการเรียนรโู้ ดยใชโ้ ครงงานเป็นฐาน สถิติท่ใี ช้ในการวิเคราะหข์ ้อมูล ไดแ้ ก่ ร้อยละ
ค่าเฉลยี่ สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ t-test

ผลการวจิ ัยพบว่า
1. แผนการจัดการเรียนรโู้ ดยใชร้ ูปแบบโครงงานเป็นฐาน วชิ าการบญั ชีต้นทุน 1
รหสั วชิ า 30201-2003 สำหรับนักศกึ ษา ระดับ ปวส. ปที ่ี 1 แผนกวชิ าการบัญชี วิทยาลยั เทคนิค
หนองบัวลำภู มปี ระสทิ ธภิ าพเทา่ กับ 82.83/82.62
2. ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนหลงั เรียนของนกั ศึกษาทีไ่ ดร้ บั การจดั การเรยี นรู้โดยใช้
แผนการจดั การเรียนรูร้ ูปแบบโครงงานเป็นฐาน วิชาการบัญชีตน้ ทนุ 1 รหัสวชิ า 30201-2003
สงู กวา่ ก่อนเรียน อยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดับ .05
3. ประสทิ ธผิ ลทางการเรยี นรโู้ ดยใช้แผนการจดั การเรยี นร้รู ปู แบบโครงงานเปน็ ฐาน
วชิ าการบัญชีต้นทนุ 1 รหัสวิชา 30201-2003 ที่พัฒนาข้นึ ทำให้นกั ศึกษามปี ระสิทธิผลทางการเรยี นรู้
ร้อยละ 78 สงู กวา่ เกณฑ์ที่ตัง้ ไวร้ อ้ ยละ 60
4. ความพงึ พอใจของนักศกึ ษาที่มีตอ่ การจัดการเรียนรู้ โดยใชแ้ ผนการจดั การเรยี นรู้
รูปแบบโครงงานเป็นฐาน วิชาการบัญชีต้นทุน 1 รหสั วิชา 30201-2003 โดยรวมอยูใ่ นระดบั มาก

สารบญั

บทที่ หนา้

1 บทนำ 1

ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา 1

วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2

สมมติฐานของการวิจัย 3

กรอบแนวคดิ ในการวิจยั 3

ขอบเขตของการวจิ ยั 3

ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะไดร้ บั 4

นยิ ามศัพท์ 4

2 เอกสารและงานวิจัยท่เี ก่ยี วขอ้ ง 6

หลกั สตู รประกาศนียบัตรวิชาชพี ช้นั สงู พทุ ธศักราช 2563 6

การจดั การเรียนรู้โดยใชโ้ ครงงานเป็นฐาน 16

ประสทิ ธภิ าพของแผนการจัดการเรยี นรู้ 22

ดชั นปี ระสทิ ธิผลของแผนการจัดการเรยี นรู้ 28

ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น 30

ทฤษฏีเกยี่ วกับความพงึ พอใจ 47

งานวจิ ยั ท่ีเกี่ยวข้อง 53

3 วธิ ีดำเนนิ การวจิ ัย 57

กลุม่ เป้าหมาย 57

เครื่องมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั 57

การสร้างและหาคุณภาพของเคร่อื งมอื 58

รปู แบบการทดลอง 63

วธิ ีดำเนินการทดลอง 64

การวเิ คราะห์ขอ้ มูล 65

สถิตทิ ่ีใช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มลู 65 มลู

4 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู 70

สญั ลักษณท์ ่ีใช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล 70

ลำดบั ข้นั ในการวิเคราะห์ข้อมลู 70

ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล 71

1. วเิ คราะห์หาประสิทธภิ าพของแผนการจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้รูปแบบ

โครงงานเป็นฐาน วชิ าการบัญชีต้นทนุ 1 ทมี่ ปี ระสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 71

สารบัญ (ต่อ) หนา้

บทท่ี 72
ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล (ต่อ)
2. วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรยี น 73
ของนกั ศึกษา ระดบั ปวส. ปีท่ี 1 แผนกวิชาการบญั ชี ที่เรียน
ด้วยแผนการจดั การเรียนรโู้ ดยใชร้ ูปแบบโครงงานเป็นฐาน 74
3. วเิ คราะห์ค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ โดยใชแ้ ผนการจัดการเรียนรู้ 76
รปู แบบโครงงานเปน็ ฐาน 76
4. วเิ คราะห์ความพึงพอใจของนักศกึ ษาทม่ี ีตอ่ การจัดการเรยี นรู้ 76
โดยใช้ แผนการจัดการเรียนรูร้ ูปแบบโครงงานเป็นฐาน 77
วชิ าการบญั ชีตน้ ทนุ 1 รหสั วิชา 30201-2003 77
78
5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 83
วตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั 85
สมมติฐานของการวิจัย 93
วิธดี ำเนินการวิจยั 94
สรปุ ผลการวิจยั 100
อภิปรายผล 102
ขอ้ เสนอแนะ 120

บรรณานุกรม 145
ภาคผนวก 149
151
ภาคผนวก ก การวิเคราะห์หลักสตู รรายวชิ า
ภาคผนวก ข การวิเคราะหจ์ ดุ ประสงค์การเรยี นรู้
ภาคผนวก ค การตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมอื
ภาคผนวก ง การหาคุณภาพของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
ภาคผนวก จ การวิเคราะหป์ ระสิทธภิ าพและประสทิ ธิผล

ของแผนการจัดการเรียนร้รู ูปแบบโครงงานเปน็ ฐาน
ภาคผนวก ฉ รายนามผู้เช่ยี วชาญตรวจสอบเคร่ืองมือ

ประวัตยิ อ่ ของผวู้ จิ ัย

สารบัญตาราง

ตารางท่ี หน้า
2.1 เกณฑก์ ารแปลความหมายค่าความยากงา่ ย (p) 44
2.2 เกณฑก์ ารแปลความหมายค่าอำนาจจำแนก (r) 45
3.1 แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pre-Test Post-Test Design 63
4.1 ประสทิ ธภิ าพของแผนการจัดการเรียนรูโ้ ดยใช้รูปแบบโครงงานเปน็ ฐาน
ตามเกณฑ์ 80/80 71
4.2 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นก่อนเรียนและหลงั เรียน ของนักศกึ ษา ระดับ ปวส. ปที ี่ 1
แผนกวชิ าการบญั ชี ท่ีเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรโู้ ดยใชร้ ูปแบบโครงงานเป็นฐาน 72
4.3 แสดงค่าเฉลยี่ และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานความพงึ พอใจของนักศึกษาทม่ี ตี ่อ
การจัดการเรยี นรู้ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรรู้ ูปแบบโครงงานเป็นฐาน 74
วิชาการบญั ชีต้นทนุ 1 รหัสวิชา 30201-2003

สารบญั ภาพ

ภาพท่ี หนา้
1.1 กรอบแนวคิดในการวิจยั 3

บทที่ 1

บทนำ

1. ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา
ในปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้เกิดข้ึนอย่างรวดเร็วและเข้ามา

มีบทบาทในการดำรงชีวิตของมนุษย์ท้ังในการติดต่อส่ือสาร การส่งข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ท่ีมีการเช่ือมโยง
เป็นเครือข่ายสารสนเทศท่ัวทุกภูมิภาคเข้าด้วยกัน การปรับเปล่ียนวิถีการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21
เราทุกคนจะต้องปรับองค์ความรตู้ ่าง ๆ ใหส้ ามารถดำรงชวี ิตอยู่ในสังคมไดอ้ ย่างราบร่นื โดยพื้นฐานทสี่ ำคัญ
ท่ีสุด คือ ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) ส่งผลให้มีการปรับเปลี่ยนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยครู
มบี ทบาทสำคัญในการเตรียมให้นักเรียนในศตวรรษท่ี 21 มีความรู้ ความสามารถ ตลอดจนทักษะท่ีจำเป็น
สอดคล้องกบั วิจารณ์ พานิช (2555 : 3-15) ท่ีได้กล่าวโดยสรุปถงึ ความท้าทายตอ่ การจดั การเรียนร้ขู องครู
ในศตวรรษที่ 21 ว่าครูยุคใหม่ควรมีวิธคี ิดหรือกระบวนทัศน์ท่ีถูกต้องเก่ียวกับการเรียนการสอนให้นักเรียน
เรียนรู้แบบให้รู้จริง (Mastery Learning) และเน้นลงมือปฏิบัติ (Action Learning) เตรียมผู้เรียน
ไปเป็นคนทำงานที่ใช้ความรู้ (Knowledge worker) และเป็นบุคคลพรอ้ มเรียนรู้ (Learning person) และ
สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับ ที่ 2) พ.ศ. 2545
หมวด 22-24 มาตรา 4 ทย่ี ึดหลักผ้เู รยี นทุกคนมคี วามสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผูเ้ รียน
มีความสำคัญที่สุด (กระทรวงศึกษาธิการ. 2563 : เว็บไซต์) การท่ีจะพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้ท่ีมี
ความสามารถดังกลา่ วครูจงึ ต้องวางแผนและออกแบบการเรยี นรู้ทีเ่ หมาะสม มีแบบแผนที่ชดั เจน ครอบคลุม
เนื้อหา ทักษะ และคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์

การจัดการเรียนการสอนในรายวิชาการบัญชีต้นทุน 1 รหัสวิชา 30201-2003 ตามหลักสูตร
ประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง พุทธศักราช 2563 สมรรถนะรายวิชาผู้เรียนต้องแสดงความรู้เก่ียวกับ
หลักการบัญชีต้นทุน และปฏิบัติงานตามกระบวนการบัญชีต้นทุนงานสั่งทำตามหลักการบัญชี
แต่จากประสบการณ์การสอนของผู้วิจัยที่ผ่านมา และประเด็นปัญหาที่เกิดจากชุมชนการเรียนรู้
ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community) พบว่าการสอนโดยการจัดกิจกรรมแค่ในช้ันเรียน
ไม่สามารถส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ เน่ืองจากเป็นการเรียนรู้
แค่ภาคทฤษฎตี ามหนังสือเรียน ทำใหผ้ ้เู รียนเป็นผู้รับฟังและจดจำเน้ือหาบทเรียนจากผ้สู อนภายในห้องเรยี น
(on-site) และออนไลน์ (online) เป็นการเรียนรู้แบบแยกส่วน ซ่ึงขาดการบูรณาการความรู้แบบองค์รวม
ส่งผลให้ผู้เรียนขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ ขาดทักษะการคำนวณ และจากการทดสอบและสัมภาษณ์

2

พบวา่ ผเู้ รียนมคี วามรแู้ ค่ในภาคทฤษฎีแตไ่ ม่ได้มีความเข้าใจในภาคปฏบิ ัติ ขาดการเชื่อมความสมั พนั ธ์ความรู้
ในแขนงต่าง ๆ ทำให้ส่งผลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
รวมทั้งไม่สามารถประยกุ ตใ์ ชค้ วามรูไ้ ด้ตรงสมรรถนะรายวิชา

การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning) เป็นวิธีการเรียนรู้หรือ
การจดั สภาพการณ์ของการเรียนการสอน เพื่อใหผ้ ู้เรียนได้คน้ คว้าเกย่ี วกับสิง่ ใดสิ่งหนึ่งท่ีตนสนใจหรืออยากรู้
คำตอบ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ซ่ึงเป็นกระบวนการท่ีเป็นข้ันตอน มีการวางแผนและลงมือ
ปฏิบัติตามแผนท่ีได้วางไว้ (ประสาท เนืองเฉลิม. 2558 : 186) การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานผู้เรียน
จะได้รับความรู้ในเนอื้ หาวชิ า ซ่ึงเปน็ ผลจากการศกึ ษาค้นคว้าในการทำโครงงาน (สธน เสนาสวัสดิ์. 2549
: 27) ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเองตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ (Constructionism) ทำให้ผู้เรียน
ได้ทัง้ แนวคิดหลักของสาระการเรียนรู้ และสรา้ งสรรค์สง่ิ ใหม่ในเชิงความคิด โดยผ่านการสืบเสาะหาความรู้
เป็นรูปแบบการสอนที่ทำให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มใหม่ ๆ เป็นการศึกษาค้นคว้าตามความสนใจ ความถนัด
และความสามารถภายใต้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์เพ่ือให้ได้มาซ่ึงผลงาน การท่ผี ู้เรียนไดฝ้ ึกคิด ค้นคว้า
และลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง จะช่วยให้ผู้เรียนเป็นผู้ท่ีคิดเป็น สามารถค้นหว้าหาความรู้ต่าง ๆ สามารถ
แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต รวมทั้งมีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นท่สี ูงข้นึ (ชรนิ ทร ชะเอมเทส. 2560 : 1)

จากเหตุผลและความจำเป็นข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน
เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าการบัญชีต้นทุน 1 ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง
ปีท่ี 1 แผนกวิชาการบัญชี ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 เพ่ือให้มีรูปแบบกิจกรรมท่ีหลากหลาย
เหมาะสมกับการเรียนรู้ของผู้เรียน และลดบทบาทของครูผู้สอนลงโดยเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก
สำหรับการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในส่ิงท่ีตนเองสนใจจากแหล่งการเรียนรู้
ที่หลากหลาย และจากผชู้ ำนาญเฉพาะดา้ น รวมทั้งทำงานร่วมกับผูอ้ น่ื อยา่ งมคี วามสขุ

2. วัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั
2.1 เพ่อื หาประสทิ ธิภาพของบทเรียนวชิ าการบัญชีตน้ ทุน 1 ท่ีจดั กิจกรรมการเรยี นรู้

แบบโครงงานเปน็ ฐาน
2.2 เพอ่ื เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นกอ่ นเรยี นและหลังเรียนวิชาการบญั ชีต้นทุน 1

ทจี่ ดั กจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบโครงงานเปน็ ฐาน
2.3 เพ่อื ศึกษาความพึงพอใจของผูเ้ รียนท่ีมีต่อการจดั การเรียนรู้แบบโครงงานเปน็ ฐาน

วิชาการบญั ชีต้นทุน 1

3

3. สมมตฐิ านของการวิจัย
3.1 บทเรียนวชิ าการบญั ชีต้นทนุ 1 โดยใชโ้ ครงงานเปน็ ฐานสำหรบั ผเู้ รยี นระดบั ประกาศนยี บัตร

วิชาชพี ชัน้ สูง ปีท่ี 1 มปี ระสิทธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80
3.2 ผ้เู รียนวชิ าการบัญชีตน้ ทุน 1 ทเี่ รียนโดยใชโ้ ครงงานเปน็ ฐาน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

หลงั เรียนสงู กว่าก่อนเรียน อย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิติทีร่ ะดบั .05
3.3 ผเู้ รียนมีความพงึ พอใจตอ่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเปน็ ฐาน อยู่ในระดบั มาก

4. กรอบแนวคิดในการวจิ ัย
การวิจยั เรือ่ ง การพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าการบญั ชีต้นทนุ 1 ของนักศึกษา

ระดบั ประกาศนียบัตรวิชาชพี ชนั้ สงู ปที ี่ 1 แผนกวชิ าการบญั ชี ดว้ ยกิจกรรมการเรียนรแู้ บบโครงงานเปน็ ฐาน
ดงั ภาพที่ 1.1

ตัวแปรตน้ ตัวแปรตาม

การจดั การเรยี นรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของผู้เรียน
วชิ าการบญั ชีต้นทุน 1

ความพึงพอใจของผู้เรียน
วชิ าการบัญชีตน้ ทนุ 1

ภาพที่ 1.1 กรอบแนวคดิ ในการวิจยั

5. ขอบเขตของการวจิ ัย
5.1 ขอบเขตด้านเน้อื หา
5.1.1 บทเรียนรายวชิ าการบัญชีต้นทนุ 1 รหัสวิชา 30201-2003 ดำเนนิ การสรา้ งขึ้น

ตามหลักสตู รประกาศนยี บัตรวชิ าชพี ชน้ั สูง พุทธศักราช 2563 ประเภทวชิ าบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการบญั ชี
ของสำนกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

5.1.2 บทเรียนรายวิชาการบัญชีต้นทุน 1 รหัสวิชา 30201-2003 ครอบคลุมคำอธิบาย
รายวิชา จดุ ประสงค์และสมรรถนะรายวิชา ใช้สำหรับการเรียนการสอนระดบั ประกาศนียบัตรวิชาชพี ชัน้ สูง
ปที ี่ 1 สาขาวชิ าการบัญชี วทิ ยาลยั เทคนิคหนองบวั ลำภู สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

4

5.2 ขอบเขตดา้ นกลุม่ เป้าหมาย
นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง ปีที่ 1 กลุ่มเรียน 1 แผนกวิชาการบัญชี

วทิ ยาลัยเทคนคิ หนองบัวลำภู จำนวน 21 คน ซึ่งไดม้ าโดยการเลอื กแบบเจาะจงจากนกั ศึกษาท่ีลงทะเบียน
เรยี นวิชาการบญั ชีต้นทนุ 1 รหัสวชิ า 30201-2003 ในภาคเรยี นที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564

5.3 ขอบเขตด้านกลุ่มเป้าหมาย
5.3.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรยี นรโู้ ดยใชโ้ ครงงานเปน็ ฐาน
5.3.2 ตวั แปรตาม คอื ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนและความพงึ พอใจของผเู้ รียน

วิชาการบญั ชีตน้ ทนุ 1
5.4 ขอบเขตด้านระยะเวลา
ระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย เริ่มตั้งแต่ 1 พฤศจกิ ายน 2564 ถึงวนั ที่ 4 มนี าคม 2565

จำนวน 18 สัปดาห์ เวลาทใี่ ช้ทดลองสอนสปั ดาหล์ ะ 4 ชัว่ โมง รวมท้งั ส้นิ 72 ชว่ั โมง

6. ประโยชน์ทีค่ าดวา่ จะไดร้ ับ
6.1 นกั ศกึ ษามีผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนสงู ขน้ึ มีพน้ื ฐานความรูเ้ พียงพอทจี่ ะเรียนในรายวิชาการ

บัญชีต้นทนุ 2 ได้อยา่ งตอ่ เน่อื ง
6.2 นักศกึ ษาสำเรจ็ การศึกษาได้ตามหลกั สูตรทก่ี ำหนด ประหยดั เวลาและค่าใช้จ่ายในการศึกษา
6.3 ครูผู้สอนมแี นวทางในการพฒั นาการเรียนการสอนวิชาการบญั ชีต้นทุน 1

รหสั วชิ า 30201-2003 ใหด้ ำเนนิ ไปอยา่ งมปี ระสิทธิภาพและประสิทธิผล
6.4 ครูผู้สอนทสี่ นใจ สามารถนำแผนการจัดการเรยี นรู้ วชิ าการบญั ชีตน้ ทนุ 1

รหัสวชิ า 30201-2003 ไปประยกุ ตใ์ ช้กบั วชิ าอ่ืน ๆ ที่มีปัญหาคล้ายคลงึ กนั
6.5 วิทยาลยั เทคนิคหนองบวั ลำภู มกี ารบรหิ ารจัดการศกึ ษาไดอ้ ยา่ งมคี ุณภาพ

7. นยิ ามศัพท์
7.1 การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน หมายถึง กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

ท่ีมกี ารทำกิจกรรมรว่ มกันเป็นกลุ่ม ลงมือปฏิบัตติ ามที่วางแผนไว้ ทุกคน มีสว่ นร่วมในการแก้ปัญหา การคิด
วเิ คราะหโ์ ดยใชท้ ักษะกระบวนการแกป้ ัญหา ใชท้ ักษะแลกเปล่ียนประสบการณ์และหาความรู้ใหม่ ตลอดจน
การดำเนินงานจากการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นระบบตามข้ันตอนท่ีวางแผนไว้ จนได้ช้ินงานที่สามารถ
นำผลการศึกษาไปใชไ้ ด้ในชีวิตจรงิ

5

7.2 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น หมายถึง ความรู้ ความสามารถของผเู้ รยี นที่แสดงออกมาหลังจาก
ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการฝึกฝนหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ความรู้ความสามารถ
ดังกล่าวเป็นพฤติกรรมด้านสติปัญญาหรือด้านความรู้ความคิดท่ีตรงตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ในกิจกรรม
การเรียนรแู้ ละสามารถวัดโดยเคร่ืองมอื วัดได้

7.3 ความพึงพอใจของผู้เรียน หมายถึง ระดับความรู้สึกนึกคิดที่ดี ท่ีมีต่อการจัดการเรียนรู้
โดยใช้โครงงานเป็นฐาน วิชาการบัญชีต้นทุน 1 รหัสวิชา 30201-2003 วัดได้จากแบบสอบถาม
ความพึงพอใจที่ผู้วิจัยสร้างข้ึน เป็นชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้แก่ ระดับมากท่ีสุด มาก
ปานกลาง นอ้ ย และน้อยที่สดุ ตามลำดับ

7.4 ประสิทธิภาพของบทเรียนโดยใชโ้ ครงงานเป็นฐาน หมายถึง การตรวจสอบ ความสมั พนั ธ์
ระหว่างกระบวนการกับผลลัพธ์ เป็นการประเมินพฤติกรรมของผู้เรียนในแง่พฤติกรรมต่อเนื่อง
หรอื กระบวนการ (Process : E1) พิจารณาจากกิจกรรมหรืองานที่นักศึกษาได้รบั มอบหมายให้ทำหลงั จาก
ศึกษาเน้ือหาสาระไปแล้ว และการประเมนิ พฤติกรรมขั้นสุดท้ายหรือผลลัพธ์ (Product : E2) พิจารณาจาก
ผลการทดสอบหลังเรียน เกณฑ์ระหว่างกระบวนการและผลลัพธ์แทนด้วย E1/E2 กำหนดประสิทธิภาพ
ตามเกณฑ์ 80/80 พิจารณาจากเกณฑ์ดงั นี้

7.4.1 80 ตัวแรก (E1) หมายถึง คะแนนเฉล่ียของผู้เรียนทั้งหมด ท่ีได้จากการทำ
แบบฝกึ หดั แบบทดสอบหลงั เรียนและแบบสังเกตพฤติกรรม ทง้ั หมด 7 หน่วยการเรยี นรู้ คดิ เปน็ ร้อยละ 80

7.4.2 80 ตัวหลัง (E2) หมายถึง คะแนนเฉลี่ยของผู้เรียนท้ังหมดท่ีได้จากการทดสอบ
วัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน วิชาการบัญชีตน้ ทนุ 1 รหัสวชิ า 30201-2003 คิดเปน็ ร้อยละ 80

บทที่ 2

เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กย่ี วขอ้ ง

การวิจัย เร่ือง การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาการบัญชีต้นทุน 1 ของนักศึกษา
ระดับประกาศนียบตั รวชิ าชีพช้ันสงู ปที ่ี 1 แผนกวิชาการบัญชี ด้วยกจิ กรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเปน็ ฐาน
ผู้วิจยั ไดศ้ ึกษาเอกสาร หลกั การ แนวคดิ ทฤษฎีและงานวิจยั ท่เี กี่ยวขอ้ ง ซึ่งมีรายละเอียดตามลำดับ ดังน้ี

1. หลกั สูตรประกาศนียบัตรวิชาชพี ชัน้ สูง พุทธศกั ราช 2563
2. การจดั การเรียนรู้โดยใชโ้ ครงงานเป็นฐาน
3. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้
4. ดชั นปี ระสทิ ธผิ ลของแผนการจดั การเรยี นรู้
5. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
6. ทฤษฎเี กีย่ วกบั ความพึงพอใจ
7. งานวิจัยที่เกย่ี วข้อง

1. หลักสตู รประกาศนียบัตรวชิ าชพี ชัน้ สูง พทุ ธศักราช 2563
เน่ืองจากหลักสูตรเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับแผนพัฒนา

เศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ ฉบับท่ี 12 พ.ศ. 2560-2564 ประกอบกับพระราชบัญญัติการศกึ ษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 และพระราชบญั ญัตกิ ารอาชวี ศึกษา พ.ศ. 2551 ตอ้ งการให้มีการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา
เพื่อให้เกิดความคลอ่ งตวั ในการบริหารจดั การศึกษา สำนกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา จงึ ดำเนินการ
พัฒนาหลักสตู รประกาศนยี บัตรวชิ าชีพช้ันสูง พุทธศักราช 2563 เปิดโอกาสให้สถาบันการอาชีวศึกษาและ
สถานศึกษาสามารถพัฒนาหลักสูตรได้เอง โดยยึดมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแต่ละระดับท่ีกำหนด
เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ สมรรถนะวิชาชีพตรงกับสมรรถนะอาชีพ สามารถประกอบอาชีพ
ได้ทันทีเมื่อจบการศึกษา มีศักยภาพในการแข่งขันในภาคการผลิตหรือบรกิ าร พร้อมที่จะเข้าสู่ประชาคม
เศรษฐกิจอาเซยี นได้อยา่ งมคี ุณภาพ

1.1 หลกั การของหลักสตู ร มีดังน้ี
1.1.1 เป็นหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสงู เพือ่ พฒั นากำลงั คนระดบั เทคนิค

ให้มีสมรรถนะ มีคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ สามารถประกอบอาชีพได้ตามความต้องการ
ของตลาดแรงงานและการประกอบอาชีพอิสระ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

7

และแผนการศึกษาแห่งชาติ เป็นไปตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษาของชาติ และ
กรอบคุณวุฒิอาชวี ศึกษาแหง่ ชาติ

1.1.2 เป็นหลกั สูตรทเ่ี ปดิ โอกาสใหเ้ ลอื กเรยี นได้อย่างกว้างขวาง เน้นสมรรถนะเฉพาะดา้ น
ด้วยการปฏิบัติจริง สามารถเลือกวิธีการเรียนตามศักยภาพและโอกาสของผู้เรียนเปิดโอกาสให้ผู้เรียน
สามารถเทียบโอนผลการเรียน สะสมผลการเรียน เทียบโอนความรู้และประสบการณ์จากแหล่งวิทยาการ
สถานประกอบการและสถานประกอบอาชีพอิสระ

1.1.3 เป็นหลักสูตรท่ีมุ่งเน้นให้ผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะในการประกอบอาชีพ
มีความรเู้ ต็มภมู ิ ปฏิบัติได้จรงิ มีความเป็นผู้นำและสามารถทำงานเปน็ หมคู่ ณะได้ดี

1.1.4 เป็นหลักสูตรท่ีสนับสนุนการประสานความร่วมมือในการจัดการศึกษาร่วมกัน
ระหว่างหนว่ ยงานและองคก์ รที่เก่ียวขอ้ ง ท้ังภาครัฐและเอกชน

1.1.5 เป็นหลักสูตรท่ีเปิดโอกาสให้สถานศึกษา สถานประกอบการ ชุมชนและท้องถ่ิน
มีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรให้ตรงตามความต้องการและสอดคล้องกับสภาพยุทธศาสตร์ของภูมิภาค
เพอ่ื เพ่มิ ขดี ความสามารถในการแขง่ ขันของประเทศ

1.2 จุดหมายของหลักสตู ร มีดงั น้ี
1.2.1 เพื่อให้มคี วามรู้ทางทฤษฎีและเทคนิคเชิงลึกภายใต้ขอบเขตของงานอาชีพ มที ักษะ

ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตและงานอาชีพ สามารถศึกษาค้นคว้า
เพิม่ เติมหรือศกึ ษาตอ่ ในระดบั ที่สงู ขึ้น

1.2.2 เพื่อให้มที ักษะและสมรรถนะในงานอาชพี ตามมาตรฐานวชิ าชีพ สามารถบูรณาการ
ความรู้ ทกั ษะจากศาสตรต์ า่ ง ๆ ประยุกตใ์ ชใ้ นงานอาชีพ สอดคลอ้ งกับการเปล่ียนแปลงทางเทคโนโลยี

1.2.3 เพ่ือให้มีปัญญา มีความคดิ สร้างสรรค์ มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ วางแผน
บริหารจัดการ ตัดสินใจ แก้ปัญหา ประสานงานและประเมินผลการปฏิบัติงานอาชีพ มีทักษะการเรียนรู้
แสวงหาความรู้และแนวทางใหม่ ๆ มาพัฒนาตนเองและประยุกต์ใชใ้ นการสร้างงานให้สอดคลอ้ งกับวชิ าชีพ
และการพัฒนางานอาชพี อยา่ งต่อเนอื่ ง

1.2.4 เพื่อให้มีเจตคติที่ดีต่ออาชีพ มีความม่ันใจและภาคภูมิใจในงานอาชีพ รักงาน
รักหนว่ ยงาน สามารถทำงานเป็นหมู่คณะได้ดี มีความภาคภูมิใจในตนเองต่อการเรยี นวชิ าชพี

1.2.5 เพ่ือให้มีบุคลิกภาพที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม ซ่ือสัตย์ มีวินัย มีสุขภาพสมบูรณ์
แข็งแรงทัง้ ร่างกายและจติ ใจเหมาะสมกบั การปฏิบตั งิ านในอาชีพนนั้ ๆ

1.2.6 เพื่อให้เป็นผู้มีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีงาม ต่อต้านความรุนแรงและสารเสพติด
ท้ังในการทำงาน การอยู่ร่วมกัน มีความรบั ผิดชอบต่อครอบครัว องค์กร ท้องถ่ินและประเทศชาติ อุทิศตน

8

เพื่อสังคม เข้าใจและเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญาท้องถ่ิน ตระหนักในปัญหาและ
ความสำคญั ของสิง่ แวดลอ้ ม

1.2.7 เพ่ือให้ตระหนักและมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปญั หาเศรษฐกิจของประเทศ
โดยเป็นกำลงั สำคัญในด้านการผลติ และให้บริการ

1.2.8 เพ่ือให้เห็นคุณค่าและดำรงไว้ซ่ึงสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ปฏิบตั ิตนในฐานะพลเมอื งดีตามระบอบประชาธิปไตย อนั มพี ระมหากษัตรยิ ์ทรงเป็นประมุข

1.3 หลักเกณฑ์การใช้หลักสูตรประกาศนยี บัตรวชิ าชพี ชัน้ สงู พทุ ธศักราช 2563 มีดงั นี้
1.3.1 การเรียนการสอน
1.3.1.1 การเรียนการสอนตามหลักสูตรน้ี ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนได้

ทุกวิธีเรียนที่กำหนดและนำผลการเรียนแต่ละวิธีมาประเมินผลร่วมกันได้ สามารถเทียบโอนผลการเรียน
และขอเทยี บความรู้และประสบการณ์ได้

1.3.1.2 การจัดการเรยี นการสอนเน้นการปฏิบตั ิจริง สามารถจัดการเรียนการสอน
ได้หลากหลายรูปแบบ เพ่ือให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะในวิชาการที่สัมพันธ์กับวิชาชีพ
ในการวางแผน แก้ปัญญาและจัดการทรัพยากรในการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม มีส่วนร่วมใน
การพัฒนาวิชาการ ริเร่ิมสิง่ ใหมม่ ีความรบั ผดิ ชอบต่อตนเอง ผ้อู นื่ และหมู่คณะ เปน็ อสิ ระในการปฏบิ ัตงิ าน
ท่ีซับซ้อนหรือจัดการงานผู้อ่ืน มีส่วนร่วมท่ีเกี่ยวกับการวางแผน การประสานงานและการประเมินผล
รวมทง้ั มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม จรรยาบรรณวิชาชพี เจตคติและกิจนสิ ัยที่เหมาะสมในการทำงาน

1.3.2 การจัดการศกึ ษาและเวลาเรยี น
1.3.2.1 การจัดการศึกษาในระบบปกติสำหรับผู้เข้าเรียนท่ีสำเร็จการศึกษา

ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าในประเภทวิชาและสาขาวิชาตามท่ีหลักสูตรกำหนด
ใช้ระยะเวลา 2 ปีการศึกษา ส่วนผู้เข้าเรียนท่ีสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า
และผู้เข้าเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าต่างประเภทวิชา
และสาขาวิชาท่ีกำหนด ใชร้ ะยะเวลาไมน่ อ้ ยกว่า 2 ปกี ารศึกษา และเปน็ ไปตามเงือ่ นไขท่หี ลักสูตรกำหนด

1.3.2.2 การจัดเวลาเรียนให้ดำเนินการ ดงั น้ี
1) ในปีการศึกษาหน่ึง ๆ ให้แบ่งภาคเรียนออกเป็น 2 ภาคเรียนปกติ

หรือระบบทวิภาค ภาคเรียนละ 18 สัปดาห์ โดยมีเวลาเรียนและจำนวนหน่วยกิต ตามที่กำหนดและ
สถานศกึ ษาอาชีวศึกษาหรือสถาบนั อาจเปิดสอนภาคเรยี นฤดูรอ้ นไดอ้ กี ตามที่เหน็ สมควร

9

2) การเรียนในระบบช้ันเรียน ให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบัน
เปิดทำการสอน ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 5 วัน ๆ ละไม่เกิน 7 ชั่วโมง โดยกำหนดให้จัดการเรียนการสอน
คาบละ 60 นาที

1.3.3 หน่วยกิต ให้มีจำนวนหน่วยกิต ตลอดหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 83-90 หน่วยกิต
การคดิ หน่วยกติ ถือเกณฑ์ ดงั นี้

1.3.3.1 รายวิชาทฤษฎีท่ีใช้เวลาบรรยายหรืออภิปราย 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ
18 ชัว่ โมงตอ่ ภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มคี า่ เทา่ กบั 1 หน่วยกิต

1.3.3.2 รายวิชาปฏิบัติท่ีใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ
2 ชวั่ โมงตอ่ สปั ดาห์ หรอื 36 ช่ัวโมงตอ่ ภาคเรยี น รวมเวลาการวัดผล มีค่าเทา่ กับ 1 หน่วยกติ

1.3.3.3 รายวิชาปฏิบัติท่ีใช้เวลาในการฝึกปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม
3 ชัว่ โมงต่อสปั ดาห์ หรือ 54 ชวั่ โมงตอ่ ภาคเรยี น รวมเวลาการวดั ผล มเี ท่ากบั 1 หนว่ ยกิต

1.3.3.4 รายวิชาที่ใช้ในการศึกษาระบบทวิภาคี ท่ีใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ช่ัวโมง
ต่อภาคเรยี น รวมเวลาการวัดผล มคี า่ เท่ากับ 1 หนว่ ยกติ

1.3.3.5 การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพในสถานประกอบการ ที่ใช้เวลา
ไม่นอ้ ยกวา่ 54 ชว่ั โมงตอ่ ภาคเรยี น รวมเวลาการวดั ผล มเี ท่ากบั 1 หน่วยกติ

1.3.3.6 การทำโครงงานพฒั นาสมรรถนะวชิ าชพี ทใ่ี ชเ้ วลาไมน่ อ้ ยกวา่ 54 ช่วั โมง
ต่อภาคเรยี น รวมเวลาการวดั ผล มีเทา่ กับ 1 หน่วยกิต

1.3.4 โครงสร้าง โครงสรา้ งของหลักสตู รประกาศนยี บัตรวิชาชพี ชน้ั สงู
พุทธศักราช 2563 ดังนี้

1.3.4.1 หมวดวชิ าสมรรถนะแกนกลาง
1.3.4.2 หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชพี
1.3.4.3 หมวดวชิ าเลือกเสรี
1.3.4.4 กจิ กรรมเสรมิ หลกั สูตร
1.3.4.5 การฝกึ ประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ
1.3.4.6 โครงงานพัฒนาสมรรถนะวชิ าชพี
1.3.5 การเข้าเรียน
ผู้เรียนต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือเทียบเท่า
หรือระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และมีคุณสมบัติเป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ
ว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมนิ ผลการเรียนตามหลักสตู รประกาศนียบตั รวชิ าชพี ชน้ั สงู

10

1.3.6 การประเมนิ ผลการเรียน
เนน้ การประเมนิ สภาพจรงิ ทั้งน้ี ใหเ้ ปน็ ไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ

วา่ ด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลกั สตู รประกาศนยี บตั รวิชาชีพชัน้ สูง
1.3.7 การสำเรจ็ การศกึ ษาตามหลกั สูตร
1) ได้รายวิชาและจำนวนหน่วยกิตสะสมในทุกหมวดวิชาครบถ้วนตามท่ีกำหนด

ไวใ้ นหลักสูตรแต่ละประเภทวิชาและสาขาวชิ า และตามแผนการเรยี นที่สถานศกึ ษากำหนด
2) ได้ค่าระดับคะแนนเฉล่ยี สะสมไมต่ ำ่ กวา่ 2.00
3) ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานวิชาชีพ
4) ได้เขา้ ร่วมปฏิบัติกิจกรรมเสริมหลักสูตรตามแผนการเรียนท่ีสถานศึกษากำหนด

และ “ผ่าน” ทกุ ภาคเรียน
1.3.8 การพัฒนารายวชิ าในหลกั สตู ร
1) หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถ

พัฒนารายวิชาเพิ่มเติมในแต่ละกลุ่มวิชาเพื่อเลือกเรียนนอกเหนือจากรายวิชาที่กำหนดให้เป็นวิชาบังคับ
ได้โดยสามารถพัฒนาเป็นรายวิชาหรือลักษณะบูรณาการ ผสมผสานเน้ือหาวิชาท่ีครอบคลุมสาระของกลุ่ม
วชิ าภาษาไทย กลมุ่ วิชาภาษาตา่ งประเทศ กลุม่ วิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์
กลุ่มวิชามนุษยศาสตร์ ในสัดส่วนที่เหมาะสมโดยพิจารณาจากมาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มวิชาน้ัน ๆ
เพ่ือใหบ้ รรลจุ ดุ ประสงคข์ องหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง

2) หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถ
เพิ่มเติมรายละเอียดของรายวิชาในแต่ละกลุ่มวิชาในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ และสามารถพัฒนา
รายวิชาเพมิ่ เตมิ ในกลุ่มสมรรถนะวชิ าชพี เลือกไดต้ ามความตอ้ งการขยองสถานประกอบการหรอื ยุทธศาสตร์
ของภูมิภาคเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท้ังน้ี ต้องพิจารณาให้สอดคล้อง
กับจดุ ประสงค์สาขาวิชาและสมรรถนะวิชาชพี สาขางานดว้ ย

3) หมวดวิชาเลอื กเสรี สถานศกึ ษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถพัฒนารายวิชา
เพ่ิมเติมได้ตามความต้องการของสถานประกอบการ ชุมชน ท้องถิ่น หรือยุทธศาสตร์ของภูมิภาค เพื่อเพ่ิม
ขีดความสามารถในการแขง่ ขนั ของประเทศ และหรือเพือ่ การศกึ ษาตอ่

ทั้งน้ี การกำหนดรหัสวิชา จำนวนหน่วยกิตและจำนวนช่ัวโมงเรียนของรายวิชา
ที่พฒั นาเพ่ิมเติมให้เปน็ ไปตามท่หี ลกั สตู รกำหนด

11

1.3.9 การปรบั ปรงุ แก้ไข พัฒนารายวิชา กลุ่มวชิ าและการอนุมัตหิ ลกั สูตร
1) การพฒั นาหลกั สตู รหรอื การปรับปรงุ สาระสำคญั ของหลกั สูตรตามมาตรฐาน

คุณวุฒอิ าชวี ศึกษาระดับประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ช้ันสงู ให้เป็นหนา้ ทขี่ องสำนักงานคณะกรรมการการ
อาชีวศึกษา สถาบันการอาชีวศึกษา หรอื สถานศึกษา โดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา

2) การอนมุ ัติหลกั สูตร ให้เป็นหน้าทขี่ องสำนกั งานคณะกรรมการการ
อาชีวศกึ ษา

3) การประกาศใชห้ ลกั สตู ร ให้ทำเป็นประกาศกระทรวงศึกษาธิการ
4) การพัฒนารายวชิ าหรือกล่มุ รายวชิ าเพมิ่ เติม สถานศึกษาอาชวี ศึกษาหรอื
สถาบนั สามารถดำเนินการได้โดยต้องรายงานให้สำนกั งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาทราบ
1.3.10 การประกนั คุณภาพของหลกั สตู รและการจดั การเรยี นการสอน
ให้ทกุ หลกั สตู รกำหนดระบบประกันคณุ ภาพของหลกั สตู รและการจัดการเรียน
การสอนไว้ใหช้ ดั เจน อยา่ งนอ้ ยประกอบดว้ ย 4 ดา้ น คือ
1) หลักสตู รทย่ี ึดโยงกบั มาตรฐานอาชีพ
2) ครู ทรพั ยากรและการสนับสนุน
3) วธิ กี ารจัดการเรยี นรู้ การวัดและประเมนิ ผล
4) ผู้สำเรจ็ การศกึ ษา
ให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สถาบันการอาชีวศึกษาและสถานศึกษา
จัดให้มีการประเมินและรายงานผลการดำเนินการหลักสูตร เพื่อพัฒนาหรือปรับปรุงหลักสูตรที่อยู่ใน
ความรบั ผดิ ชอบอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยทกุ 5 ปี
1.4 หลกั สตู รประกาศนยี บัตรวชิ าชพี ชนั้ สูง พทุ ธศักราช 2563 ประเภทวชิ าบรหิ ารธุรกิจ
สาขาวิชาการบัญชี
1.4.1 จุดประสงคส์ าขาวชิ า
1) เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะด้านภาษาและการส่ือสาร ทักษะ
การคดิ และการแกป้ ัญหา และทักษะทางสงั คมและการดำรงชวี ติ ในการพฒั นาตนเองและวชิ าชพี
2) เพ่ือให้มีความเข้าใจและสามารถประยุกต์ใช้หลักการบริหารและจัดการวิชาชีพ
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและหลักการของงานอาชีพท่ีสัมพันธ์เก่ียวข้องกับการพัฒนาวิชาชีพการบัญชี
ใหท้ ันต่อการเปลี่ยนแปลงและความกา้ วหนา้ ของเศรษฐกจิ สงั คมและเทคโนโลยี
3) เพื่อให้มีความเข้าใจในหลักการและกระบวนการทำงานในกลุ่มงานพ้ืนฐาน
ด้านการบัญชี

12

4) เพอ่ื ให้สามารถประยกุ ตใ์ ชค้ วามรแู้ ละเทคโนโลยีดา้ นการบญั ชีในการพัฒนา
ตนเองและวิชาชีพ

5) เพอื่ ให้สามารถปฏิบัตงิ าน วเิ คราะห์ แกป้ ญั หา สร้างสรรคแ์ ละนำเทคโนโลยี
มาใช้ในการพฒั นางานบัญชี

6) เพ่ือให้สามารถปฏิบัตงิ านบญั ชีในสถานประกอบการและประกอบอาชพี อสิ ระ
รวมท้งั การใชค้ วามร้แู ละทักษะเป็นพนื้ ฐานในการศกึ ษาตอ่ ในระดบั ที่สงู ข้นึ ได้

7) เพื่อให้มีเจตคติทีด่ ีตอ่ งานอาชพี มคี วามคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ซ่อื สัตย์ สุจรติ
มรี ะเบยี บวินยั เป็นผมู้ ีความรับผิดชอบตอ่ สังคม สิ่งแวดล้อม ตอ่ ตา้ นความรุนแรงและสารเสพติด

1.4.2 มาตรฐานการศึกษาวชิ าชพี คุณภาพของผู้สำเร็จการศกึ ษาระดบั คุณวฒุ ิ
การศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง ประเภทวชิ าบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการบญั ชี ประกอบด้วย

1) ดา้ นคุณธรรม จริยธรรมและคณุ ลักษณะท่พี งึ ประสงค์ ไดแ้ ก่
(1) ด้านคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ ได้แก่ ความเสียสละ

ความซื่อสัตย์สจุ รติ ความกตญั ญูกตเวที ความอดกล้นั การละเว้นส่ิงเสพตดิ และการพนัน การมจี ิตสำนกึ และ
เจตคติที่ดตี ่อวิชาชพี และสังคมภูมิใจและรกั ษาเอกลักษณ์ของชาติไทย เคารพกฎหมาย เคารพสิทธิของผู้อื่น
ประพฤตปิ ฏิบัติตามบทบาทหน้าท่ีของตนเองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเป็นประมุข
มจี ิตสาธารณะและจติ สำนึกรักษ์สงิ่ แวดลอ้ ม

(2) ด้านคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ ได้แก่ ความมีวินัยความรับผิดชอบ
ความรกั สามัคคี มีมนุษยสัมพันธค์ วามเชื่อมั่นในตนเอง สนใจใฝ่รู้ มีความคดิ ริเรมิ่ สร้างสรรค์ ขยนั ประหยัด
อดทน พึ่งตนเอง ต่อต้านความรุนแรงและการทุจริต ปฏิบัติตนและปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงหลักปรัชญา
ของเศรษฐกจิ พอเพียง ความปลอดภัย อาชีวอนามยั การอนรุ กั ษ์พลงั งานและสง่ิ แวดลอ้ ม

2) ด้านสมรรถนะแกนกลาง
ด้านความรู้ ได้แก่
(1) หลักการใชภ้ าษาและเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่อื การส่อื สาร
(2) หลักการใชเ้ หตุผล การคิด วิเคราะห์ การแกป้ ญั หาและการจดั การ
(3) หลักการดำรงตนและอยูร่ ่วมกับผู้อน่ื ในสังคม
(4) หลกั การปรับตัวและดำเนินชวี ติ ในสงั คมสมัยใหม่

13

ดา้ นทักษะ ได้แก่
(1) ทักษะการส่อื สารและการเรยี นรู้โดยใช้ภาษาและเทคโนโลยสี ารสนเทศ
(2) ทักษะการคิด วเิ คราะห์ การแก้ปญั หาและการจัดการ โดยใชห้ ลักการ

และกระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ ละคณิตศาสตร์
(3) ทักษะทางสังคมและการดำรงชีวิตตามหลักศาสนา วัฒนธรรมและ

ความเปน็ พลเมืองและหลักการพฒั นาบคุ ลิกภาพและสุขอนามยั
ด้านความสามารถในการประยกุ ต์ใชแ้ ละความรับผิดชอบ ไดแ้ ก่
(1) ส่ือสารโดยใช้ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศและเทคโนโลยีสารสนเทศ

ในชวี ติ ประจำวันและในงานอาชีพ
(2) แก้ไขปัญหาและพัฒนางานอาชีพโดยใช้หลักการและกระบวนการ

ทางวทิ ยาศาสตร์และคณติ ศาสตร์
(3) ปฏิบัติตนตามหลักศาสนา วัฒนธรรม ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมทาง

สงั คมและสทิ ธหิ นา้ ที่พลเมอื ง
(4) พัฒนาบุคลิกภาพสุขอนามัยและคุณลักษณะเหมาะสมกับการปฏบิ ัติงาน

อาชพี และการอยรู่ ว่ มกบั ผูอ้ น่ื
3) ดา้ นสมรรถนะวิชาชพี
ดา้ นความรู้ ไดแ้ ก่
(1) หลกั ทฤษฎแี ละเทคนคิ เชิงลึกภายใต้ขอบเขตของงานอาชีพ
(2) หลกั การคดิ วเิ คราะห์ ตัดสนิ ใจ วางแผนและแกไ้ ขปญั หา
(3) หลักการประสานงาน ประเมินผลการปฏิบัติงานและบริหารจัดการ

งานอาชีพ
(4) หลักการด้านความปลอดภัยและข้อกำหนดกฎหมายท่ีเก่ียวข้องกับ

การงานอาชีพ
(5) หลักการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศเพอื่ การเรยี นรู้และพฒั นางานอาชพี

14

ดา้ นทักษะ ได้แก่
(1) ทักษะการเลือกและประยุกต์ใช้วิธีการ เคร่ืองมือและวัสดุอุปกรณ์

ในการปฏบิ ตั ิงาน
(2) ทักษะการคิด วิเคราะหแ์ ละแกป้ ัญหาในการปฏิบัติงาน
(3) ทักษะการวางแผน การบริหารจัดการ การประสานงานและ

การประเมนิ ผลการปฏิบัติงานอาชพี
(4) ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้

ตลอดชีวติ
(5) ทกั ษะด้านสุขภาวะและความปลอดภัยตามระเบียบข้อบังคับที่เช่ือมโยง

กันในการปฏิบตั งิ าน
ดา้ นความสามารถในการประยุกตใ์ ช้และความรับผิดชอบ ได้แก่
(1) วางแผน ดำเนินงานตามหลักการและกระบวนการ โดยคำนึงถึง

การบริหารงานคุณภาพ การอนุรักษ์พลังงาน ทรัพยากรและส่ิงแวดล้อม หลักอาชีวอนามัยและ
ความปลอดภัย และกฎหมายที่เก่ยี วข้อง

(2) ปฏิบัติงานอาชีพตามหลักการและแบบแผนท่ีกำหนด โดยใช้/เลือกใช้/
ปรบั ใช้กระบวนการปฏิบัติงานที่เหมาะสม

(3) เลือกใช้และบำรุงรักษา เคร่ืองมือ วัสดุ อุปกรณ์ ในงานอาชีพ
ตามหลักการและกระบวนการโดยคำนึงถึงความประหยดั และความปลอดภัย

(4) ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ เพ่ือพัฒนาและ
สนบั สนุนงานอาชีพ

(5) ตัดสินใจ วางแผนและแก้ไขปัญหาท่ีไม่คุ้นเคยหรือซับซ้อนและ
เปน็ นามธรรมในงานอาชีพด้านการบญั ชที ไ่ี ม่อยู่ภายใตก้ ารควบคุมในบางเรอ่ื ง

(6) ประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะทางวิชาชีพ เทคโนโลยีสารสนเทศและ
การส่อื สารในการแก้ปญั หาและการปฏบิ ตั ิงานดา้ นการบญั ชี

(7) บริหารจัดการ ประสานงานและประเมินผลการปฏิบัติงานอาชีพ
ดา้ นการบัญชดี ้วยตนเอง

(8) ปฏิบัติงานด้านบัญชีครบท้ังวงจรตามหลักการบัญชี มาตรฐาน
การรายงานทางการเงินและกฎหมายอน่ื ท่ีเกย่ี วข้อง

15

(9) ปฏิบัติงานในฐานะผู้ช่วยงานด้านการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน
การตรวจสอบการวางระบบบัญชี

(10) ปฏบิ ตั งิ านเกีย่ วกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร
(11) ใช้ระบบสารสนเทศในงานบัญชี
(12) ปฏิบัติงานตามกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ และจรรยาบรรณของผู้ประกอบ
วิชาชีพบญั ชี
1.4.3 ลกั ษณะรายวิชาการบญั ชีต้นทุน 1 รหสั วิชา 30201-2003 (2-2-3)
จุดประสงค์รายวชิ า เพอื่ ให้
1) เขา้ ใจเกยี่ วกบั วตั ถุประสงค์ แนวคิดเกยี่ วกบั บัญชตี ้นทุน การจำแนก
ประเภทต้นทนุ การสะสมต้นทนุ และระบบบัญชีต้นทนุ
2) สามารถบนั ทึกบญั ชีเก่ียวกบั ตน้ ทนุ การผลติ การปนั สว่ นค่าใชจ้ ่ายการผลติ
ตน้ ทนุ งานส่ังทำ ของเสยี ของมตี ำหนิ เศษซากตามหลักการบญั ชี ตน้ ทุนฐานกิจกรรม
3) มเี จตคติและกจิ นิสยั ท่ีดใี นการปฏิบตั งิ านด้วยความซือ่ สตั ยแ์ ละรอบคอบ
สมรรถนะรายวิชา
1) แสดงความรู้เกย่ี วกับหลกั การบัญชตี น้ ทุน
2) ปฏบิ ตั ิงานตามกระบวนการบญั ชีต้นทุนงานส่ังทำ ตามหลกั การบญั ชี
คำอธบิ ายรายวชิ า
ศกึ ษาและปฏิบัตเิ กี่ยวกบั วัตถปุ ระสงค์ แนวคิดเกี่ยวกับบัญชตี ้นทนุ การจำแนก
ประเภทตน้ ทุน การสะสมต้นทุน ระบบบัญชตี น้ ทุน การบันทึกบญั ชวี ตั ถดุ บิ ค่าแรงงาน ค่าใช้จา่ ยการผลิต
การปันส่วนค่าใช้จ่ายการผลิต ตน้ ทนุ งานสั่งทำ ของเสีย ของมีตำหนิ เศษซาก และตน้ ทุนฐานกจิ กรรม

16

2. การจดั การเรียนรโู้ ดยใช้โครงงานเป็นฐาน
2.1 ความหมายของการจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้โครงงานเป็นฐาน มีนกั การศึกษาหลายท่าน

ได้ใหค้ วามหมายไว้ ดงั นี้
ลัดดา ภู่เกียรติ (2552 : 24) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน

หมายถึง เป็นวิธีการเรียนรู้ท่ีเกิดจากความสนใจใคร่รู้ของผู้เรียนที่อยากจะศึกษาค้นคว้าเก่ียวกับส่ิงใด
ส่งิ หน่งึ หรอื หลาย ๆ ส่ิงทีส่ งสยั หรืออยากรู้คำตอบให้ลึกซ้ึงชัดเจนหรอื ตอ้ งการเรยี นรู้ในเร่ืองน้ัน ๆ ให้มากขึ้น
กว่าเดิม โดยใช้ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา มีวิธีศึกษาอย่างเป็นระบบ และมีขั้นตอนอย่างต่อเน่ือง
มีการวางแผนในการศกึ ษาอย่างละเอยี ดและลงมอื ปฏบิ ัติตามท่วี างแผนไวจ้ นไดข้ อ้ สรุป

ดุษฏี โยเหลา (2557 : 19-20) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน
หมายถงึ การจัดการเรียนรทู้ ่มี ีครูเป็นผูก้ ระตนุ้ เพ่อื นำความสนใจที่เกิดจากตัวผู้เรียนมาใช้ในการทำกิจกรรม
ค้นคว้าหาความรู้ดว้ ยตัวผู้เรียนเอง นำไปส่กู ารเพิ่มความรู้ท่ีได้จากการลงมือปฏิบัติ การฟังและการสังเกต
จากผู้เชี่ยวชาญ โดยผู้เรียนมีการเรียนรู้ผ่านกระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม ท่ีจะนำมาสู่การสรุปความรู้ใหม่
มกี ารเขยี นกระบวนการจดั ทำโครงงานและไดผ้ ลการจดั กิจกรรมเป็นผลงานแบบรปู ธรรม

ทิศนา แขมมณี (2561 : 139) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน
หมายถึง การจดั สภาพการณข์ องการเรยี นการสอน โดยใหผ้ ู้เรียนได้ร่วมมือกนั เลือกทำโครงการท่ีตนสนใจ
โดยรว่ มกันสำรวจ สงั เกต และกำหนดเร่ืองที่ตนสนใจ วางแผนในการทำโครงการร่วมกนั ศึกษาหาข้อมูล
ความรู้ที่จำเป็น และลงมือปฏิบัติงานตามแผนงานที่วางไว้จนได้ข้อค้นพบหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่แล้วจึง
เขียนรายงานและนำเสนอต่อสาธารณชน เก็บข้อมูล แล้วนำผลงานและประสบการณ์ทั้งหมดมาอภิปราย
แลกเปล่ียนความรู้ ความคดิ คน้ และสรปุ ผลการเรยี นร้ทู ีไ่ ด้รับจากประสบการณ์ท่ีได้รับทงั้ หมด

Lenschow (1996 ; อ้างอิงใน สมพงษ์ พันธรุ ัตน์. 2557 : 45) กล่าววา่ การจัดการ
เรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน หมายถึง การกระทำกิจกรรมร่วมกัน ช่วยเหลือกันในการแก้ปัญหา
ทเี่ กดิ ขึ้นภายในกลมุ่ ดว้ ยวธิ ีการปฏิบัติจริงเพ่ือการเรียนรู้วิธกี ารแก้ปัญหาอนั นำไปสู่ความสามารถในการคิด
วเิ คราะห์ แสวงหาข้อมลู และแนวทางในการแกป้ ญั หาเหล่านนั้

Wurdinger and other (2007 ; อ้างอิงใน ประสาท เนืองเฉลิม. 2558) กล่าวว่า
การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน หมายถึง การเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้
กระบวนการคิดและศักยภาพการแก้ปัญหา โดยที่ผู้เรียนช่วยกันคิดและร่วมแรงแข็งขันกันทำงาน ฝึกฝน
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซ่ึงผู้เรียนเร่ิมแรกต้องเรียนรู้ร่วมกันด้วยการจำแนกประเด็นปัญหา
การพัฒนาแผน/แนวทางการพัฒนา การทดสอบเพื่อพิสูจน์ความคิดของกลุ่ม และการสะท้อนความคิด

17

หลังจากที่ได้ปฏิบัติแล้ว การเรียนรู้แบบน้ีเน้นกระบวนการออกแบบและจัดทำส่ิงต่าง ๆ ในลักษณะ
ของโครงงาน

Barell (2010 ; อ้างอิงใน เสาวลักษณ์ วรครบุรี. 2559 : 57) กล่าวว่า การจัดการ
เรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน หมายถึง รูปแบบการเรียนการสอนท่ีผู้เรียนได้แก้ปัญหาที่แท้จริง และ
ปัญหาท่ีพวกเขาพบ เป็นสิ่งที่มีความหมาย สามารถตรวจสอบแก้ปัญหาด้วยวิธีการท่ีผู้เรียนต้องทำงาน
รว่ มกันเพือ่ แก้ปัญหาเหล่าน้ัน

KM CHIL (2558) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน หมายถึง
การจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญรูปแบบหนึ่งที่เป็นการให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงในลักษณะ
ของการศึกษาสำรวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น โดยครูเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ให้ความรู้
(Teacher) เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) หรือผู้ให้คำแนะนำ (Guide) ทำหน้าท่ีออกแบบ
กระบวนการเรียนรใู้ หผ้ ู้เรียนทำงานเปน็ ทมี กระตุ้น แนะนำ และให้คำปรกึ ษา เพอ่ื ใหโ้ ครงงานสำเรจ็ ลุล่วง

จากการศึกษาความหมายของการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน สรุปได้ว่า
กระบวนการจัดกจิ กรรมการเรียนรทู้ ่ีมกี ารทำกจิ กรรมร่วมกันเป็นกลุ่ม ลงมอื ปฏิบัตติ ามทีว่ างแผนไว้ ทุกคน
มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์โดยใช้ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา ใช้ทักษะแลกเปล่ียน
ประสบการณ์และหาความรู้ใหม่ ตลอดจนการดำเนินงานจากการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นระบบตามขั้นตอน
ท่ีวางแผนไว้ จนได้ชิ้นงานทสี่ ามารถนำผลการศกึ ษาไปใชไ้ ดใ้ นชวี ิตจริง

2.2 หลกั การจัดการเรยี นร้แู บบโครงงาน
หลักการของโครงงานเป็นการสืบค้นหาข้อมูลอย่างลึกตามหัวข้อเร่ืองที่ ผู้เรียน สนใจควรแก่

การเรียนรู้ โดยปกติการสืบค้นจะทำโดยผู้เรียนกลุ่ม ๆ ท่ีอยู่ในชั้นเรียน หรือผู้เรียนทั้งช้ันร่วมกันหรือบางโอกาส
อาจเป็นเพียงผู้เรียนคนใดคนหนึ่งเท่าน้ัน จุดเด่นของโครงงาน คือ ความพยายามท่ีจะสืบค้นคำตอบจากคำถาม
ไมว่ ่าคำถามนัน้ จะมาจากผู้เรียน จากครหู รือจากผู้เรียนและครรู ว่ มกนั กต็ าม จดุ ประสงค์ของโครงการคือการเรยี นรู้
เก่ียวกับหัวเร่ือง มากกว่าการเสาะแสวงหาคำตอบที่ถูกต้องเพื่อตอบคำถามท่ีครูเป็นผู้ถาม (นวลน้อย เจริญผล.
2551 : 29) สอดคล้องกับทิศนา แขมมณี (2561 : 138-139) ท่ีได้กล่าวถึงหลักการการจัดการเรียนรู้แบบ
โครงงานวา่ ตง้ั อยูบ่ นพื้นฐานความเชื่อวา่ เป็นกิจกรรมท่ีมบี รบิ ทจริงเชือ่ มโยงอยู่ ดงั นนั้ การเรยี นรู้ทเ่ี กดิ ขึ้นจงึ สัมพนั ธ์
กบั ความเป็นจริง เป็นการเรียนรู้ท่ีเป็นประโยชน์ตอ่ ผู้เรียน เพราะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวติ จริงได้ และเป็น
การเปิดโอกาสให้ผเู้ รียนไดเ้ ข้าสกู่ ระบวนการสืบสวน ซ่งึ เป็นกระบวนการทผี่ ู้เรียนต้องใช้การคิดขน้ั สูงท่ีซบั ซ้อนขึ้น
จึงเป็นช่องทางที่ดีในการพัฒนากระบวนการทางสติปัญญาของผู้เรียน ผู้เรียนยังช่วยกันผลิตงานท่ีเป็นรูปธรรม
ออกมาซึง่ เปน็ ส่ิงท่แี สดงออกถงึ ความรู้ความคดิ ของผเู้ รียน และผลการวิจยั ทางด้านสติปัญญาและการเรยี นร้ไู ดช้ ้ชี ัด
วา่ การเรียนรจู้ ะพัฒนาขึ้นหากความรู้และทักษะต่าง ๆ สามารถแสดงออกใหเ้ ห็นได้อย่างชดั เจน การจดั การเรียนรู้
แบบโครงงานผู้เรียนต้องแสดงผลงานต่อสาธารณชน สามารถสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้และการทำงานให้แก่

18

ผูเ้ รียนได้ ซง่ึ แรงจูงใจจะมีผลต่อความใส่ใจ ความกระตือรอื ร้นและความอดทน ในการแสวงหาความรู้ การศึกษา
ความรู้ และการใช้ความรู้ หลักการและพื้นฐานความเชื่อดังกล่าวยังสอดคล้องกับหลักการความเชื่อพ้ืนฐานและ
หลักการปฏิรูปกระบวนการเรยี นรู้ของลัดดา ภูเ่ กียรติ (2552 : 28) และวฒั นา มัคคสมัน (2554 : 39) คือ เชือ่ ม่ัน
ในศักยภาพ การเรียนรู้ของผู้เรียนภ ายใต้หลักการจัด การเรียนรู้ท่ียึดผู้เรียนเป็น ส ำคัญและสอดคล้องกับส ภาพ
เปน็ จริงในท้องถิ่น กลา่ วโดยสรุปคอื

1) ผเู้ รยี นได้เลือกเร่อื งหรือประเด็นปัญหาท่ีตอ้ งการจะศึกษาด้วยตนเอง
2) ผเู้ รยี นศึกษาอย่างลุ่มลกึ ลงไปในรายละเอยี ดของเรอ่ื งนัน้ ดว้ ยกระบวนการคดิ และแก้ปัญหา
จนพบคำตอบทีต่ ้องการ
3) ผู้เรียนหาวิธีการ ลงมอื ปฏบิ ตั ิ เรยี นรแู้ ละเปน็ ผ้สู รา้ งองคค์ วามรูด้ ว้ ยตนเอง
4) ผเู้ รียนได้บูรณาการทักษะ ประสบการณ์ ความรู้ สิ่งแวดล้อมรอบตวั ตามสภาพจริง
ทำให้ผเู้ รียนได้มีประสบการณต์ รงกบั เรื่องท่ีศกึ ษาโดยการสงั เกตอยา่ งใกล้ชดิ จากแหลง่ ความรู้เบอื้ งต้นและ
สามารถนำความรไู้ ปใชจ้ รงิ
5) ผู้เรียนได้แลกเปล่ียนเรียนรู้ได้นำเสนอกระบวนการศึกษาและผลงานตอ่ คนอ่ืน
6) ความรู้ใหม่ท่ีไดจ้ ากกระบวนการศกึ ษาและการแกป้ ญั หาของผเู้ รยี นเป็นสิง่ ท่ผี ูเ้ รยี น
ใช้กำหนดประเด็นศกึ ษาขนึ้ ใหม่ หรือใชป้ ฏิบตั ิกิจกรรมทผ่ี เู้ รยี นต้องการ
7) ครูไม่ใช่ถ่ายทอดความรู้ หรอื กำหนดกิจกรรมให้ผเู้ รยี นทำ แต่เป็นผู้กระตนุ้ ให้ผู้เรยี น
ใชภ้ าษาหรือสัญลักษณอ์ น่ื ๆ เพ่อื จัดระบบความคิดและสนับสนนุ ใหผ้ ู้เรยี นใชค้ วามรู้ ทกั ษะ ท่ีมีอย่คู ิด
แก้ปัญหาด้วยตวั เอง
กล่าวโดยสรุป การจัดการเรียนรู้แบบโดยใช้โครงงาน เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เช่ือม่ัน
ในศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนภายใต้หลักการจัดการเรียนรู้ท่ียึดผู้เรียนเป็น สำคัญ โดยผู้เรียน
ได้เลือกประเด็นปัญหาที่ต้องการจะศึกษาด้วยตนเอง ศึกษาอย่างลุ่มลึกลงไปในรายละเอียดของเรื่องน้ัน
ด้วยกระบวนการคิดและแก้ปัญหาจนพบคำตอบที่ต้องการ ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จึงได้ฝึกการใช้ทักษะต่าง ๆ และผู้เรียนยังต้องมีการ นำเสนอ
กระบวนการศึกษาและผลงานต่อคนอ่ืน
2.3 องค์ประกอบสำคญั ของการเรียนรู้แบบโครงงาน
องค์ประกอบสำคัญในการจดั การเรยี นรู้แบบโครงงาน มดี ังนี้ (ทิศนา แขมมณี. 2561 :
139-140)
1) ผู้สอนและผ้เู รียนมีการอภิปรายปญั หาต่าง ๆ ร่วมกัน ผ้เู รียนมกี ารเลอื กปญั หา
ทต่ี นสนใจท่ีจะจดั ทำเป็นโครงงาน
2) ผู้สอนมีการช้แี จงหรือทำความเขา้ ใจกบั ผเู้ รียนถงึ วตั ถุประสงคใ์ นการทำโครงงาน

19

ความคาดหวงั ต่อการทำโครงงาน วธิ ีการและกระบวนการในการดำเนนิ การ รวมทั้งบทบาท ของผูเ้ รยี น
และผสู้ อน

3) ผเู้ รยี นมีการร่วมกันศึกษาหาความรจู้ ากแหลง่ ความรู้ทห่ี ลากหลาย
4) ผู้เรียนมีการรว่ มกันวางแผนการจดั ทำโครงงาน ซ่งึ มักประกอบด้วยความเป็นมา
และความสำคญั ของประเดน็ ปญั หาท่จี ะจัดทำเปน็ โครงงาน วตั ถุประสงค์กระบวนการ หรือข้ันตอน
ในการดำเนนิ งาน แหลง่ ทรัพยากรและวัสดุตา่ ง ๆ ท่ตี ้องการ บทบาทหนา้ ทขี่ องบคุ คลที่รว่ ม โครงงาน
และการอภิปรายผลการเรียนรู้ ผู้สอนมีการให้คำปรึกษาแนะนำ และใหค้ วามรู้ท่ีจำเปน็ ต่อ การทำโครงงาน
ตามความจำเปน็
5) ผู้เรียนมีการเขยี นโครงงานและนำเสนอผสู้ อน ผู้สอนอาจให้คำแนะนำ และ
ความช่วยเหลือต่าง ๆ ตามความจำเปน็ ไมม่ ากเกินไป และไม่นอ้ ยเกินไป ผสู้ อนมีการใหค้ วามเห็นชอบ
ในการทำโครงงานและชว่ ยเหลอื อำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ ตามความจำเป็น
6) ผู้เรียนมกี ารดำเนินงานตามแผนงานที่ไดก้ ำหนด จนกระทัง้ สามารถผลิต ชิ้นงาน
ออกมาได้ ผสู้ อนมบี ทบาทเปน็ ผูอ้ ำนวยความสะดวก ตดิ ตามการทำงานของผเู้ รยี นให้ คำแนะนำและ
ความชว่ ยเหลือตามความจำเป็นและใหเ้ สริมตามสมควร
7) ผู้สอนและผู้เรยี นมกี ารนำผลงานของผเู้ รียน แสดงชีแ้ จงและรว่ มกนั วพิ ากษ์วิจารณ์
ผลงาน
8) ผเู้ รียนมกี ารปรับปรงุ ผลงานและเขยี นรายงาน
9) ผเู้ รยี นมกี ารนำผลงานออกแสดงตอ่ สาธารณชน
10) ผู้สอนมีการจัดให้ผ้เู รยี นนำผลงาน ประสบการณ์และขอ้ มลู ทง้ั หมดมาอภปิ ราย
แลกเปลย่ี นเรยี นร้กู ัน และสรปุ ผลการเรียนรูท้ ่ไี ดร้ บั จากการทำโครงงาน
11) ผู้สอนมกี ารวัดและประเมนิ ผลท้ังดา้ นผลผลิต คือ ชิน้ งานจากการทำโครงงาน และ
เนอื้ หาความรูท้ ี่ได้เรยี นรู้ กระบวนการและทกั ษะต่าง ๆ ทไ่ี ดพ้ ัฒนาและเจตคติทีเ่ กิดขนึ้
โดยสรุปแลว้ องค์ประกอบสำคญั ของการจดั การเรียนรู้แบบโครงงาน คือ ผู้เรียนมีการเลอื ก
ปัญหาที่ตนสนใจ โดยท่ีครูมกี ารพูดถึงวัตถุประสงคใ์ นการทำโครงการ รวมทง้ั บทบาทของ ผู้เรียนและผู้สอน
จากนั้นผู้เรียนร่วมกันศึกษาหาความรู้ในเรื่องท่ีจะทำ จากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย โดยมีการร่วมกัน
วางแผนการจัดทำโครงการ มีการเขียนโครงร่าง จากน้ันผู้เรียนมีการดำเนินงานตามแผนงานท่ีได้กำหนด
จนกระทั่งสามารถผลิตชิ้นงานออกมาได้ แล้วมกี ารนำผลงานของผู้เรียนออกมาแสดงและรว่ มกันแลกเปล่ียน
ความคิดเห็น จึงมีการปรับปรุงผลงานและเขียนรายงาน สุดท้ายมีการวัด และประเมินผลทั้งด้านผลผลิต
และเนื้อหาความรูท้ ีไ่ ด้เรียนรู้ กระบวนการและทักษะตา่ ง ๆ ทไ่ี ด้พัฒนา และเจตคติทเ่ี กดิ ขน้ึ

20

2.4 วตั ถปุ ระสงคข์ องการเรยี นรู้แบบโครงงาน
การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน เป็นการจัดสภาพการณ์เรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนทำงาน

ตามลำดับข้ันตอนตามแผนงานที่วางไว้อย่างเป็นระบบ การทำงานตามโครงงานของตนเองนั้นอาจทำ
เปน็ รายบุคคลหรือกลมุ่ ก็ได้ โดยมนี กั การศึกษาหลายท่านได้กลา่ วถงึ วัตถุประสงค์หลักของการจดั การ เรียนรู้
แบบโครงงานกล่าวโดยสรุปไว้ ดังนี้ (เพชรา วงศ์ประไพโรจน์. 2545 : 1-2 ; สธน เสนาสวัสดิ์. 2549 :
28-29 ; วัฒนา มัคคสมนั . 2554 : 39 ; สุคนธ์ สนิ ธพานนท์. 2558 : 119)

1) ส่งเสริมและพัฒนากระบวนการคิดของผู้เรียน รู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์
คดิ ประเมินค่า คิดวนิ จิ ฉยั อีกทงั้ ยังส่งเสรมิ การคิดสร้างสรรค์ และยงั ไดเ้ รียนรู้เน้ือหาควบคู่ไปกับกระบวนคิด
การแก้ปญั หา การตดั สินใจ รวมทง้ั ทกั ษะการส่อื สาร

2) เปิดโอกาสใหผ้ ูเ้ รยี นไดศ้ ึกษาคน้ คว้าและเรียนรใู้ นเรอ่ื งที่ผู้เรียนสนใจไดล้ กึ ซงึ้ กว่า
การเรยี นในห้องเรียนตามปกติ โดยผเู้ รยี นไดศ้ กึ ษาหาความรจู้ ากแหล่งความร้ตู ่าง ๆ ด้วยตนเอง สามารถ
ลงมือปฏบิ ตั กิ ิจกรรมได้ด้วยตนเอง และรจู้ ักสรุปและทำความเขา้ ใจกบั ส่งิ ที่ค้นพบด้วยตนเอง

3) เรียนรกู้ ารทำงานกล่มุ ผู้เรยี นไดร้ ้จู ักการทำงานเปน็ ทมี ผเู้ รยี นจะต้องรู้จกั ซึง่ กนั
และกัน รู้จกั ความสามารถ ความถนดั ความสนใจของเพื่อนร่วมงาน สามารถสร้างความสัมพันธ์ ระหวา่ ง
ผู้เรยี นกบั ผเู้ รียน ผเู้ รยี นกบั ครู และเรียนรู้การอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งเปน็ ประชาธิปไตย

4) ผเู้ รียนได้ใช้ความรูแ้ ละประสบการณ์ในการปฏิบัตงิ านตามความสามารถ ความสนใจ
และความถนดั ซ่ึงเปน็ การเปิดโอกาสให้ผ้เู รยี นได้พัฒนาและแสดงความสามารถตามศักยภาพของตนเอง
สร้างความสำนกึ และความรบั ผดิ ชอบในการศึกษาค้นคว้าหาความร้ดู ้วยตนเอง

5) เพื่อฝึกการทำงานอย่างเปน็ ระบบโดยใช้กระบวนการแกป้ ัญหาตามระเบียบ วิธีการ
ทางวิทยาศาสตร์ มาแก้ปญั หา ประดิษฐ์ คิดค้นหรอื คน้ ควา้ หาความรู้ต่าง ๆ

6) สง่ เสรมิ และพัฒนาเจตคติทีด่ ีตอ่ การปฏิบัตงิ านและเหน็ คุณคา่ ของการใช้ กระบวนการ
แก้ปัญหาอนั เปน็ การสรา้ งลักษณะนิสัยจิตพิสัยให้เกดิ กบั ผเู้ รียน

กล่าวโดยสรุปแล้ววัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน เพื่อส่งเสริม และ
พัฒนากระบวนการคิดของนักเรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้ในเร่ืองท่ี ผู้เรียนสนใจ
ได้อย่างลึกซึ้ง ผู้เรียนได้เรียนรู้การทำงานกลุ่ม ยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาและแสดง ความสามารถ
ตามศักยภาพ ฝึกการทำงานอย่างเป็นระบบโดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาตามระเบียบ วิธีการ
ทางวทิ ยาศาสตร์ และมีการสง่ เสริมและพัฒนาเจตคติในด้านต่าง ๆ

21

2.5 ประเภทของโครงงาน
ประเภทโครงงานสามารถแบงประเภทโครงงานแตกตางกัน โดยใชเกณฑที่แตกตางกัน

โดยการแบงประเภทตามลกั ษณะกจิ กรรมสามารถแบงไดดังน้ี
พมิ พันธ เดชะคปุ ต และคณะ (2553 : 28-29) ไดแบงโครงงานออกเปน 3 ประเภท คอื
1) โครงงานสํารวจ
2) โครงงานทดลอง
3) โครงงานประดิษฐ์
พัฒนาหลักสตู ร กระทรวงศกึ ษาธกิ าร (2544 : 1-4) ลัดดา ภเู กยี รติ (2552 : 25-28)

สวุ ิทย มูลคํา และอรทยั มูลคาํ (2545 : 84) ไดแบงโครงงานเปน 4 ประเภท คือ
1) โครงงานประเภทสํารวจรวบรวมขอมูล
2) โครงงาน ประเภทการทดลอง
3) โครงงานประเภทการสรางสิ่งประดิษฐ
4) โครงงานประเภทการสรางทฤษฎี

2.6 บทบาทของผสู้ อนและผู้เรยี นการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงาน
วราภรณ์ ตระกลู สฤษด์ิ (2551 : 23-24) ไดก้ ล่าวถึงบทบาทของผู้สอนทส่ี ำคญั

ในการจดั การออกแบบการเรียนร้แู บบโครงงาน
1) บทบาทหนา้ ทแ่ี รกของครูผู้สอน คือ จะตอ้ งกำหนดงาน หรือส่งิ ที่ต้องการให้ ผูเ้ รียน

กระทำเพอ่ื ให้เกิดการเรยี นรู้ และนำเสนอแจ้งใหผ้ ู้เรียนไดร้ ับทราบวา่ ครผู ู้สอนต้องการอะไร จากการเรียน
ในคร้ังนี้ โดยการกำหนดงานนี้ต้องให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ หรือตรงตามเป้าหมาย ของการเรียนรู้
ท่ตี อ้ งการให้ผูเ้ รยี นทุกคนได้บรรลุและเกิดการเรยี นรู้

2) เป็นความรับผิดชอบของครูผู้สอนท่ีจะต้องออกแบบกิจกรรมให้ดี เพื่อช่วยให้
ผู้เรียนได้ค้นพบและได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้ในการทำโครงงานร่วมกันในทีม เพื่อเพ่ิมศักยภาพ
ในการเรยี นร้ซู ่ึงกันและกันภายในกล่มุ

3) การมอบหมายหรือการชีแ้ จง ครตู อ้ งทำใหผ้ ู้เรยี นทุกคนรู้และเข้าใจได้ทุกคนว่าสิ่งใด
ผู้เรยี นจะตอ้ งเรียนร้แู ละตอ้ งทำกิจกรรมตามที่ครตู ้ังจดุ มุง่ หมายไวใ้ ห้ไดท้ กุ คน

4) กิจกรรมการเรียนการสอนที่ครูจัดข้ึน จะต้องวางแผนเพ่ือช่วยให้ผู้เรียนได้รับ
การอำนวยความสะดวก และเอือ้ ใหก้ ิจกรรมกลุ่มหรอื การทำโครงงานประสบความสำเรจ็

5) บอกเกณฑ์การประเมินผลการเรียนรู้โดยชี้แจงให้ผู้เรียนเข้าใจอย่างชัดเจนว่า
เขาจะถูกประเมินโดยใคร โดยวิธกี ารใดบ้าง ทง่ั ในแงท่ ักษะย่อยและการประเมนิ กล่มุ โดยรวม น่ันคือ ครูตอ้ ง

22

มเี กณฑ์ชวี้ ัดในการประเมิน ซ่งึ ครูตอ้ งแจ้งให้ผู้เรียนได้รับทราบข้อมูลทุกอย่างที่เก่ียวกบั การ เรียนการสอน
และการประเมินผลท้ังหมด

6) มีการให้ความรู้หรือข้อมูลพ้ืนฐานท่ีจำเป็นแก่ผู้เรียน เพ่ือเป็นเคร่ืองมือใน
การแสวงหาความรู้และวางแผนการทำกิจกรรม โครงงานร่วมกันกับเพื่อนภายในกลมุ่ อย่างมีประสิทธิภาพ
ได้ผลตรงตามเป้าหมายที่ต้ังไว้ นอกจากนั้นแล้วครูยังต้องตระหนักถึงวิธีการสอนให้ผู้เรียนได้รู้ถึง
กระบวนการกลุ่ม โดยครูต้องสอนทักษะและกระบวนการกลุ่มให้แก่ผู้เรียนเพ่ือให้ผู้เรียนมีความรู้ และ
ความเขา้ ใจ สามารถไปทำงานรวมกลุ่มกนั ได้อย่างดี โดยฝึกและสอนเกีย่ วกบั การท างานเป็นทมี ใน เรื่องของ
การทำงานเป็นทีม เช่น ภาวะผนู้ ำ การติดต่อสอ่ื สารภายในกลุม่ บทบาทสมาชิกกลมุ่ การ แก้ไขปัญหาและ
ขอ้ ขัดแย้งภายในกล่มุ

3. ประสทิ ธภิ าพของแผนการจดั การเรียนรู้
3.1 ความหมายของประสทิ ธภิ าพ
โดยทั่วไปนิยมนำเสนอในรูป E1/ E2 เป็นสัญลักษณ์ท่ีนำมาเสนอ เพื่อการสือ่ สารให้ทราบ

ถึงประสทิ ธิภาพของนวตั กรรมดังกล่าววา่ มผี ลเป็นเช่นใด โดยท่ี E1 ตัวแรก แสดงประสิทธิภาพ (Effective)
ของกระบวนการ ซึ่งอยู่ในรูปค่าเฉลี่ยร้อยละของคะแนนจากแบบฝึกทักษะท้ังหมด ส่วน E2 แสดง
ประสทิ ธภิ าพของผลโดยรวม ซงึ่ อยูใ่ นรปู ค่าเฉลย่ี รอ้ ยละของแบบทดสอบหลงั การใชน้ วัตกรรม
มีนักวิชาการหลายทา่ น ให้ความหมายของประสิทธิภาพ ไว้ดงั นี้

ดวงมาลา จาริชานนท์ (2551 : 8) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ประสิทธิภาพ หมายถึง
ก ร ะ บ ว น ก า ร จั ด ก า ร เรี ย น รู้ จ า ก ส่ื อ แ ล ะ เท ค โ น โ ล ยี ก า ร เรี ย น ก า ร ส อ น ท ำ ใ ห้ ผู้ เรี ย น เกิ ด ก า ร เรี ย น รู้
ซง่ึ ประสิทธภิ าพจะมาจากผลลัพธข์ องการคำนวณ (E1) เป็นเลขตวั แรก และ (E2) เป็นเลขตวั หลงั ถ้าตวั เลข
เขา้ ใกลร้ ้อยมากเท่าไรยิง่ ถอื ว่ามีประสิทธิภาพมากยง่ิ ขึ้นเทา่ นั้น เปน็ เกณฑพ์ จิ ารณาการรับรองประสทิ ธิภาพ
ของส่ือการเรยี นการสอน

วิมล เหล่าเคน (2552 : 6) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ประสิทธิภาพ หมายถึง คุณภาพ
ของส่อื การเรียนการสอนหรอื นวัตกรรม ซง่ึ นำไปจดั การเรียนการสอน

ประสพโชค บัววังโป่ง (2555 : 29) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ประสิทธิภาพ หมายถึง
ระดับเกณฑ์ของส่ือหรือนวัตกรรมถึงระดับท่ีมีคุณค่าที่จะนำส่ือหรือนวัตกรรมนำไปใช้ ส่งผลให้ผู้เรียน
เกิดการเรยี นรู้ ซง่ึ ประสทิ ธิภาพมาจากผลลพั ธข์ องการคำนวณ E1 เปน็ เลขตัวแรก และ E2 เป็นเลขตวั หลงั

23

จากความหมายของประสิทธิภาพ ข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ประสิทธิภาพ หมายถึง
คุณภาพส่ือการเรียนการสอนหรือนวัตกรรม ซ่ึงนำไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ทำให้ผู้เรียน
เกดิ การเรียนรรู้ ะดับทีพ่ งึ พอใจ ประสทิ ธภิ าพมาจากผลลัพธ์ การคำนวณประสิทธภิ าพของกระบวนการ (E1)
เปน็ ตวั เลขตัวแรกและประสิทธภิ าพของผลโดยรวม (E2) เปน็ ตวั เลขตัวหลงั

3.2 ขั้นตอนการหาคา่ ประสทิ ธิภาพ
แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาข้ึนก่อนท่ีจะนำไปใช้จริง จำเป็นต้องผ่านกระบวนการ

ทดสอบประสทิ ธภิ าพตามข้นั ตอนตา่ ง ๆ ซึง่ นกั วชิ าการหลายทา่ นไดก้ ล่าวไว้ ดังน้ี
เผชิญ กิจระการ (2544 : 49-51) กล่าวว่า การหาประสิทธิภาพของสื่อ มีวิธีการ

หาท่ีสำคัญอยู่ 2 วิธี ได้แก่ วิธีการหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผล (Rational Approach) และวิธีการ
หาประสิทธภิ าพเชงิ ประจักษ์ (Empirical Approach) ซ่งึ มรี ายละเอียด ดงั น้ี

วิธีท่ี 1 การหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผล (Rational Approach) เป็นกระบวนการ
หาประสิทธิภาพโดยใช้หลักของความรู้และเหตุผลในการตัดสินคุณค่าของสื่อการเรียนการสอน โดยอาศัย
ผู้เช่ียวชาญ (Panel of Experts) เป็นผู้พิจารณาตัดสินคุณค่า ซ่ึงเป็นการหาความเท่ียงตรงเชิงเน้ือหา
(Content Validity) และความเหมาะสมในด้านความถูกต้องของการนำไปใช้ (Usability) ผลจาก
การประเมินของผู้เชีย่ วชาญแตล่ ะคนจะนำมาหาประสทิ ธิภาพโดยใชส้ ูตร ดงั นี้

CRV = 2Ne
N

เมอื่ CRV แทน ประสิทธภิ าพเชงิ เหตุผล (Rational Approach)
Ne แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทีย่ อมรบั (Number of Panelists
Who Had Agreement)
N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญท้ังหมด (Total Number of Panelists)

ผู้เช่ียวชาญจะประเมินส่ือการเรียนการสอนตามแบบประเมินที่สร้างข้ึนในลักษณะ
ของแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) นิยมใช้มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ
นำค่าเฉลี่ยท่ีได้จากแบบประเมินของผู้เช่ียวชาญแต่ละคนไปแทนคา่ ในสูตร สำหรับค่าเฉล่ียของผู้เชีย่ วชาญ
ทีย่ อมรับจะต้องอยู่ในระดบั มากขึ้นไป คือ คา่ เฉลยี่ ต้งั แต่ 3.50 - 5.00

วิธีท่ี 2 การหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ (Empirical Approach) วิธีการน้ีจะนำสื่อ
ไปทดลองใช้กับกลุ่มนักเรียนเป้าหมาย การหาประสิทธิภาพของสื่อ เช่น บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
(CAI) บทเรียนโปรแกรม ชุดการสอน แผนการสอน แบบฝึกทักษะ เอกสารประกอบการสอน หนังสือ

24

อ่านเพ่ิมเตมิ เป็นต้น ส่วนมากใชว้ ิธกี ารหาประสิทธภิ าพด้วยวธิ นี ี้ ประสิทธิภาพที่วดั สว่ นใหญ่จะพจิ ารณา
จากเปอรเ์ ซน็ ตก์ ารทำแบบฝกึ หัดหรือกระบวนการเรยี น หรือแบบทดสอบยอ่ ย โดยแสดงเป็นตัวเลข 2 ตัว
เชน่ E1/ E2 = 80/80, E1/ E2 = 85/85, E1/ E2 = 90/90 เปน็ ตน้

ชยั ยงค์ พรหมวงศ์ (2556 : 11-12) กล่าวถึง การทดสอบประสทิ ธภิ าพ มีขั้นตอนดงั น้ี
1) การทดสอบประสิทธิภาพแบบเด่ยี ว (1 : 1) เป็นการทดสอบประสิทธิภาพที่ผู้สอน

1 คน ทดสอบประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้กับผู้เรียน 3 คน ซึ่งเป็นผู้เรียนท่ีเรียนอ่อน ปานกลาง
และเก่ง ระหว่างทดสอบประสิทธิภาพให้จับเวลาในการประกอบกิจกรรม สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน
ประเมินกระบวนการการเรียนจากกิจกรรมหรืองานท่ีมอบให้ทำและทดสอบหลังเรียนนำคะแนน
มาคำนวณหาประสิทธภิ าพ จากนั้นปรับปรุงเน้อื หาสาระ กิจกรรมระหว่างเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน
ให้ดีข้ึน โดยปกติคะแนนที่ได้จากการทดสอบประสิทธิภาพแบบเดี่ยวนี้จะได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์
ทง้ั นี้ E1/ E2 ทไี่ ด้จะมีคา่ ประมาณ 60/60

2) การทดสอบประสิทธิภาพแบบกลุ่ม (1 : 10) เปน็ การทดสอบประสิทธิภาพที่ผู้สอน
1 คน ทดสอบประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้กับผู้เรียน 6-10 คน คละผู้เรียนท่ีเก่ง ปานกลาง
และอ่อน ระหว่างทดสอบประสิทธิภาพให้จับเวลาในการประกอบกิจกรรม สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน
ประเมนิ กระบวนการเรียนจากงานท่ีมอบให้ทำ การทดสอบหลังเรยี น นำคะแนนมาคำนวณหาประสิทธิภาพ
แล้วปรับปรุงเนื้อหาสาระ กิจกรรมระหว่างเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนให้ดีขึ้น คะแนนของผู้เรียน
จะเพ่ิมขึ้นเกือบเท่าเกณฑ์โดยเฉล่ียจะห่างจากเกณ ฑ์ประมาณร้อยละ 10 นั่นคือ E1/ E2 ท่ีได้
จะมีค่าประมาณ 70/70

3) การทดสอบประสิทธิภาพภาคสนาม (1 : 100) เป็นการทดสอบประสิทธิภาพ
ที่ผู้สอน 1 คน ทดสอบประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้กับผู้เรียนทั้งช้ันกับผู้เรียน 30 - 40 คน
ระหว่างทดสอบประสิทธิภาพให้จับเวลาในการประกอบกิจกรรม สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน
ประเมินกระบวนการการเรียนจากงานท่ีมอบให้ทำและทดสอบหลังเรียนแล้วปรับปรุงเน้ือหาสาระ
กิจกรรมระหว่างเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนให้ดีข้ึนแล้วนำไปทดสอบภาคสนามซ้ำกับผู้เรียนต่างกลุ่ม
ผลลัพธ์ท่ีไดค้ วรใกล้เคียงกับเกณฑท์ ี่ต้งั ไว้ หากต่ำกว่าเกณฑ์ไมเ่ กินร้อยละ 25 ก็ให้ยอมรับว่าแผนการจดั การ
เรียนรู้ มปี ระสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ท่ีต้ังไว้ ประสทิ ธิภาพของส่อื หรือนวัตกรรมมี 3 ระดับ คอื สูงกว่าเกณฑ์
เท่าเกณฑ์และตำ่ กวา่ เกณฑ์

บุญชม ศรีสะอาด (2556 : 28) กล่าวว่า การทดสอบประสิทธิภาพของส่ือควรเริ่มต้น
จากการทบทวนและปรับปรุง โดยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาหลักสูตร ด้านเนื้อหาสาระ ด้านส่ือ
การเรียน พิจารณาให้ข้อเสนอแนะ ผู้ศึกษาต้องปรับปรุงตามข้อเสนอแนะน้ัน ๆ ในการทดลองใช้

25

และปรับปรุง โดยนำไปทดลองใช้กับนักเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ซ่ึงการทดสอบประสิทธิภาพของส่ือ
มีขัน้ ตอนดังนี้

1) ทดสอบแบบหนึ่งตอ่ หนึ่ง โดยนำส่อื หรือแผนการจัดการเรียนรู้ไปทดลองกับผู้เรียน
คนหนึ่ง ทำการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมของผู้เรียนระหว่างเรียน จับเวลาที่ใช้ในการเรียน สัมภาษณ์
หรอื ใหผ้ ู้เรยี นวิจารณ์แผนการจัดการเรยี นรู้น้ัน แล้วนำข้อสนเทศต่าง ๆ ที่ไดม้ าปรับปรุงแกไ้ ขขอ้ บกพร่อง

2) ทดสอบกบั กลุ่มย่อย โดยนำสือ่ หรือแผนการจดั การเรียนรู้ท่ีได้รบั การปรับปรงุ แล้ว
ไปทดลองใช้กับผู้เรียน จำนวน 10 คน โดยมีการทดสอบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน แล้วนำคะแนนที่ได้
จากการทดสอบมาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้

3) ทดสอบกบั กลุ่มใหญ่ หลังจากทดลองและปรับปรงุ แก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้
ท้งั 2 คร้ังแลว้ นำแผนการจัดการเรียนรู้ไปทดลองใชก้ ับผู้เรียน 1 ห้อง แล้วนำผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน มาหาประสิทธภิ าพของบทเรยี นตามเกณฑม์ าตรฐานทต่ี ง้ั ไว้

จากการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า
การหาประสิทธิภาพของแผนการจดั การเรยี นรู้ เร่ิมจากขั้นตอนการทดสอบแบบหนึ่งต่อหน่ึง โดยใช้ผู้เรียน
3 คน ซ่ึงเป็นผู้เรียนท่ีเรียนเก่ง ปานกลางและอ่อน คะแนนท่ีได้จากการทดสอบประสิทธิภาพ
แบบหนึ่งต่อหนึ่ง E1/ E2 จะมีค่าประมาณ 60/60 ขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพแบบกลุ่ม
โดยใช้ผ้เู รียน 10 คน คละผู้เรียนที่เก่ง ปานกลางและอ่อน คะแนนของผู้เรียนจะเพ่ิมข้ึนเกือบเท่าเกณฑ์
โดยเฉลี่ยจะห่างจากเกณ ฑ์ประมาณ ร้อยละ 10 น่ันคือ E1/ E2 ที่ได้จะมีค่าประมาณ 70/70
ขั้นตอนสุดท้าย คือ การทดสอบประสิทธิภาพสอนจริง โดยใช้ผู้เรียนทั้งห้อง ผลลัพธ์ท่ีได้ควรใกล้เคียง
กบั เกณฑท์ ีต่ ง้ั ไว้

3.3 การกำหนดเกณฑป์ ระสทิ ธิภาพ
การกำหนดเกณฑ์ประสิทธภิ าพแผนการจัดการเรียนรู้จะต้องกำหนดเกณฑป์ ระสิทธภิ าพไว้

เพอ่ื ใหแ้ ผนการจดั การเรียนรู้ทีส่ ร้างขึ้นมีคุณภาพ ซึ่งนกั วิชาการหลายทา่ น ไดก้ ำหนดเกณฑ์ไวด้ ังนี้
ชยั ยงค์ พรหมวงศ์ (2556 : 10) ได้กล่าวถึงเกณฑ์ประสิทธิภาพ E1/ E2 มคี วามหมาย

แตกต่างกนั หลายลักษณะ ในทนี่ จี้ ะยกตวั อย่าง E1/ E2 = 80/80 ดงั น้ี
1) เกณฑ์ 80/80 ในความหมายท่ี 1 ตวั เลข 80 ตัวแรก (E1) คือ นักเรียนทั้งหมด

ทำแบบฝกึ หดั หรือแบบทดสอบย่อยไดค้ ะแนนเฉลี่ยรอ้ ยละ 80 ถือเป็นประสิทธิภาพของกระบวนการ
ส่วนตวั เลข 80 ตัวหลัง (E2) คือ นกั เรยี นทงั้ หมดที่ทำแบบทดสอบหลงั เรยี น ได้คะแนนเฉลีย่ รอ้ ยละ 80
ส่วนการหาค่า E1 และ E2 ใช้สตู ร ดงั นี้

26

สูตรท่ี 1 E1 = (∑ ) X 100
A

เมอ่ื E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ
∑ แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหดั หรืองานของผเู้ รียนท้งั หมดทไี่ ด้

A แทน คะแนนเตม็ ของแบบฝกึ หดั หรืองานทัง้ หมดรวมกัน

N แทน จำนวนผู้เรียน

สูตรท่ี 2 E2 = (∑ ) X 100
B

เมอื่ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลพั ธ์
∑ แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบหลังเรียนของผูเ้ รยี นท้ังหมดท่ีได้

A แทน คะแนนเตม็ ของแบบทดสอบหลงั เรยี น

N แทน จำนวนผเู้ รยี น

2) เกณฑ์ 80/80 ในความหมายท่ี 2 ตัวเลข 80 ตัวแรก (E1) คือ จำนวนผู้เรียน
ร้อยละ 80 ทำแบบทดสอบหลังเรียน ได้คะแนนร้อยละ 80 ทุกคน ส่วนตัวเลข 80 ตัวหลัง (E2) คือ
ผู้เรียนท้ังหมดทำแบบทดสอบหลังเรียนครั้งนั้น ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 เช่น มีผู้เรียน 40 คน
ร้อยละ 80 ของผู้เรยี นทัง้ หมด คือ 32 คน แต่ละคนได้คะแนนจากการทดสอบหลังเรียน ถงึ ร้อยละ 80 (E1)
สว่ น 80 ตวั หลัง (E2) คอื ผลการทดสอบหลังเรียนของผเู้ รยี นทั้งหมด 40 คน ไดค้ ะแนนเฉลีย่ ร้อยละ 80

3) เกณฑ์ 80/80 ในความหมายที่ 3 ตัวเลข 80 ตัวแรก (E1) คือ จำนวนผู้เรียน
ทั้งหมดทำแบบทดสอบหลังเรียน ได้คะแนนเฉล่ียร้อยละ 80 ส่วนตัวเลข 80 ตัวหลัง (E2) คือ คะแนน
เฉลี่ยร้อยละ 80 ที่ผู้เรียนทำเพิม่ ขึ้นจากแบบทดสอบหลังเรียน โดยเทียบกับคะแนนท่ีทำไดก้ ่อนการเรยี น
เชน่ ตัวเลข 80 ตวั หลัง (E2) อธบิ ายได้ดงั นี้ สมมติวา่ ผู้เรียนท้ังหมดทำแบบทดสอบก่อนเรียน ไดค้ ะแนน
เฉล่ียร้อยละ 10 แสดงว่า แตกต่างจากคะแนนเต็ม (ร้อยละ 100) เท่ากับ 90 ถ้าผู้เรียนท้ังหมด
ทำแบบทดสอบหลังเรยี น (Posttest) ไดค้ ะแนนเฉลี่ยร้อยละ 85 แสดงว่า ความแตกต่างของการสอบ
2 ครั้งนี้ (ก่อนเรียนกับหลงั เรียน) เทา่ กับ 75 (85– 10) ดังนนั้ ค่า E2 จงึ เทา่ กับ 83.33% (75/90)×100
ถอื วา่ สูงกว่าเกณฑท์ ่ีกำหนดไว้ (E2 = 80)

27

4) เกณฑ์ 80/80 ในความหมายท่ี 4 ตัวเลข 80 ตัวแรก (E1) คือ ผู้เรียนทั้งหมด
ทำแบบทดสอบหลังเรียนได้คะแนนเฉล่ียร้อยละ 80 ส่วนตัวเลข 80 ตัวหลัง (E2) คือ ผู้เรียนท้ังหมด
ทำแบบทดสอบหลังเรียนแต่ละข้อถูก มีจำนวนร้อยละ 80 (ถ้าผู้เรียนทำข้อสอบข้อใดถูก มีจำนวน
ไม่ถึงร้อยละ 80 แสดงว่า สื่อไม่มีประสิทธิภาพและชี้ให้เห็นว่าจุดประสงค์การเรียนรู้ท่ีตรงกับข้อสอบ
ขอ้ นั้นมีความบกพร่อง)

สมศรี สว่างศรี (2556 : 36) ได้กล่าวถึง การกำหนดเกณ ฑ์ ประสิทธิภาพ
ของแผนการจดั การเรียนรู้ไว้ ดงั นี้

1. กำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพโดยใช้เกณฑ์มาตรฐาน ทำได้โดยการประเมินผล
พฤตกิ รรมของผเู้ รียน 2 ประเภท คือ

1.1 พฤติกรรมต่อเน่ือง (Transitional Behavior) คือ ประเมินผลต่อเนื่อง
ซึง่ ประกอบด้วยพฤตกิ รรมย่อยของผู้เรยี น เรียกว่า “กระบวนการ” (Process) ทีเ่ กิดจากทำแบบฝกึ ทักษะ
หรอื กจิ กรรมอ่ืนใดท่ีผ้สู อนกำหนดไว้ กำหนดเปน็ ค่า E1

1.2 พฤติกรรมสุดท้าย (Terminal Behavior) คือ ประเมินผลลัพธ์ (Product)
ของผูเ้ รียน โดยพจิ ารณาจากการสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนหรือการสอบไล่ กำหนดเปน็ คา่ E2

ประสทิ ธิภาพของแผนการจดั การเรียนรู้จะกำหนดเป็นเกณฑ์ ที่ผูส้ อนคาดหมายว่า
ผู้เรียนจะเปล่ียนพฤติกรรมเป็นท่ีพึงพอใจ นั่นคือ E1/ E2 ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพ
ของผลลัพธ์ โดยปกติแล้วการกำหนดเกณฑ์ E1/ E2 ขึ้นอยู่กับเน้ือหา หากเน้ือหาเป็นความรู้ ความจำ
มักกำหนดเกณฑ์ไว้ที่ 80/80, 85/85 หรือ 90/90 ส่วนเน้ือหาที่เน้นทักษะ มักกำหนดต่ำกว่าน้ี
เช่น 75/75 อยา่ งไรก็ตาม ไมค่ วรกำหนดตำ่ กว่านี้ เพราะกำหนดไวเ้ ทา่ ใดมกั จะไดผ้ ลเท่านนั้

2. กำหนดเกณฑ์โดยการทดสอบทางสถิติ ซึ่งทำได้โดยนำแผนการจัดการเรียนรู้
ที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้ แล้วหาค่าความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน จากนั้นจึงทดสอบ
ความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน หากมีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ทร่ี ะดบั .05 ถอื วา่ แผนการจดั การเรยี นรู้มีประสิทธภิ าพ สามารถนำไปใชต้ ่อไปได้

3. แผนการจัดการเรียนรู้ทส่ี รา้ งข้ึน กำหนดเกณฑท์ ยี่ อมรบั ได้ 3 ระดับ คอื
3.1 สูงกว่าเกณฑ์ เม่ือประสิทธภิ าพของแผนการจัดการเรยี นรู้สูงกว่าเกณฑท์ ี่ตั้งไว้

มีค่าเกินร้อยละ 2.50 ข้ึนไป ต้องปรับกิจกรรม แบบทดสอบและทดลองใหม่ หากค่ายังสูงเกิน
ร้อยละ 2.50 ต้องปรบั เกณฑ์ให้สูงขน้ึ

3.2 เทา่ เกณฑ์ เม่ือประสิทธภิ าพของแผนการจัดการเรยี นรู้เท่ากบั หรือสูงกวา่ เกณฑ์
ท่ีตงั้ ไว้ แต่ไมเ่ กนิ คา่ รอ้ ยละ 2.50

28

3.3 ตำ่ กว่าเกณฑ์ เมอ่ื ประสิทธิภาพของแผนการจดั การเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์ท่ตี ้ังไว้
มคี า่ ตำ่ กวา่ ร้อยละ 2.50 ให้ปรับปรงุ และทดสอบประสิทธิภาพภาคสนามซำ้ จนกว่าจะถึงเกณฑ์

จากเกณฑ์ในการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ขา้ งต้น สามารถสรุปได้ว่า
การต้ังเกณฑ์วิชาที่เน้นพุทธิพิสัย จะตั้งเกณฑ์ไว้สูงสุดแล้วลดลงมา คือ 90/90, 85/85 และ 80/80
ส่วนวิชาท่ีเน้นทักษะพิสัย จะต้ังเกณฑ์ 80/80 และ 75/75 แต่ไม่ต่ำกว่า 75/75 เพราะเป็นระดับ
ความพอใจต่ำสุด จึงไม่ควรต้ังเกณฑ์ไว้ต่ำกว่านี้ หลังจากคำนวณหาค่า E1/E2 ได้แล้ว ให้มี
คา่ ความคลาดเคลื่อนของผลลพั ธต์ ำ่ หรอื สงู กว่าเกณฑ์ ไม่เกินร้อยละ 2.50 นนั่ คือ ถา้ ต้ังเกณฑ์ไว้ท่ี 80/80
เม่ือคำนวณแล้ว ค่าท่ีถือว่าใช้ได้ คือ 77.50/77.50 หรอื 77.50/80 หรอื 80/82.50 เปน็ ตน้

4. ดชั นีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้
4.1 ความหมายของดัชนปี ระสทิ ธิผล
มนี ักวชิ าการ ได้ใหค้ วามหมายของประสทิ ธผิ ล ไวด้ ังนี้
กระทรวงศึกษาธิการ (2545 : 64) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ดัชนีประสิทธิผล หมายถึง

ค่าท่ีเป็นตัวบ่งช้ีประสิทธผิ ลว่าวธิ ีการหรือนวัตกรรม เช่น แผนการสอน ช่วยให้นักเรียนเกิดประสบการณ์
เรียนรู้ได้จริงหรือไม่ โดยกำหนดเกณฑ์ท่ียอมรับได้ว่าส่ือหรือนวัตกรรม มีประสิทธิผลช่วยให้นักเรียน
เกิดประสบการณเ์ รียนรู้ได้จริงจะตอ้ งมีค่าต้งั แต่ .50 ขน้ึ ไป

เผชิญ กิจระการ และคณะ (2545 : 30-36) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ดัชนีประสิทธิผล
หมายถึง ตัวเลขท่ีแสดงถึงความก้าวหน้าในการเรียนของนักเรียนหลังจากท่ีไดศ้ ึกษาตามกระบวนการเรียน
การสอนทก่ี ำหนดไว้ในสือ่ เทคโนโลยีหรอื นวตั กรรม

สมนึก ภัททิยธนี (2551 : 102) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ดัชนีประสิทธิผล หมายถึง
ค่าท่ีแสดงอัตราการเรียนรู้ท่ีก้าวหน้าขึ้นจากพ้ืนฐานความรู้เดิมที่มีอยู่แล้ว หลังจากท่ีนักเรียนได้เรียน
จากสื่อหรอื นวตั กรรมหรือแผนการจดั การเรยี นรู้นนั้ ๆ

จากความหมายของดชั นปี ระสิทธผิ ลท่ีกลา่ วมาข้างต้น สรุปไดว้ า่ ดัชนปี ระสิทธผิ ล หมายถึง
ความก้าวหน้าของเรียนท่ีเรียนด้วยนวัตกรรม คำน วณจากค่าความแตกต่างระหว่างคะแนนที่ได้
จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนและคะแนนที่ได้จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนหลังเรยี น

29

4.2 การหาคา่ ดัชนีประสทิ ธผิ ล

เผชิญ กิจระการ และสมนึก ภัททิยธนี (2546 : 31-33) ได้กล่าวถึง การศึกษาดัชนี

ประสิทธิผล จะทำให้ทราบว่าส่ือการเรียนการสอน หรือวิธีสอน หรือนวัตกรรม ที่ครูผู้วิจัยพัฒนาข้ึน

มีประสิทธิผล (Effectiveness) เพียงใด ก็จะนำสื่อท่ีพัฒนาข้ึนไปทดลองใช้กับผู้เรียนท่ีอยู่ในระดับ

ที่เหมาะสมกับท่ีได้ออกแบบมา แล้วนำผลจากการทดลองมาวิเคราะห์หาประสิทธิผล คือ ให้พิจารณา

จากพัฒนาการของผู้เรียนว่าก่อนเรียนและหลังการเรียนเร่ืองใด ๆ น้ัน ผู้เรียนได้พัฒนา หรือมีความรู้

ความสามารถเพ่ิมขึ้นอย่างเช่ือถือได้หรือไม่ หรือเพ่ิมข้ึนเท่าไร ซ่ึงอาจจะพิจารณาได้จากการคำนวณ

หาค่า t-test (แบบ Dependent Samples) หรือหาค่าดชั นีประสทิ ธิผล (Effectiveness Index : E.I.)

1. การพัฒนาพัฒนาการที่เพ่ิมข้ึนของผู้เรียน โดยอาศัยการหาค่า t-test (Dependent

Samples) เป็นการพิจารณาดูว่าผู้เรียนมีการพัฒนาการเพ่ิมขึ้นอย่างเชื่อถือได้หรือไม่ โดยทำการทดสอบ

กับผู้เรียนทุกคนก่อนเรียน (Pretest) และหลังเรียน (Posttest) แล้วนำมาหาค่า t-test (Dependent

Samples) หากมนี ัยสำคัญทางสถิติถือวา่ ผู้เรยี นกล่มุ ท่ีผ้วู จิ ยั กำลงั ศึกษา มพี ฒั นาการเพ่มิ ข้ึนอยา่ งเชื่อถอื ได้

2. การหาพฒั นาการทเ่ี พิ่มขึ้นของผ้เู รยี น โดยอาศยั การหาค่าดัชนีประสทิ ธิผล

(Effectiveness Index : E.I.) มีสตู รดงั นี้

ดชั นปี ระสทิ ธผิ ล = ผลรวมของคะแนนหลังเรียนทกุ คน - ผลรวมของคะแนนกอ่ นเรียนทุกคน

(จำนวนนักเรยี น x คะแนนเต็ม) - ผลรวมของคะแนนกอ่ นเรียนทกุ คน

หรือ E.I. = P2 – P1

Total – P1

เมอ่ื E.I. แทน ดัชนีประสทิ ธิผล
P1 แทน ผลรวมของคะแนนก่อนเรียนทุกคน
P2 แทน ผลรวมของคะแนนหลังเรียนทกุ คน
Total แทน ผลคูณของจำนวนนกั เรียนกับคะแนนเต็ม

ข้อสังเกตบางประการเก่ียวกับค่า E.I.
1. E.I. เป็นเร่ืองของอัตราส่วนของผลต่าง จะมีค่าสูงสุดเป็น 1.00 ส่วนค่าต่ำสุด
ไม่สามารถกำหนดได้ เพราะมีค่าต่ำกว่า -1.00 ก็ได้ และถ้าเป็นค่าลบแสดงว่าคะแนนสอบก่อนเรียน
มากกวา่ หลังเรยี น ซ่ึงหมายความว่าระบบการเรยี นการสอนหรือนวตั กรรมท่ีใชไ้ มม่ คี ุณภาพ
2. การแปลความหมายของค่า E.I. เป็นการพิจารณาพัฒนาการในลักษณะท่ีว่า
เพิ่มขึ้นเท่าไร ไม่ได้ทดสอบว่าเพ่ิมขึ้นอย่างน่าเชื่อถือได้หรือไม่ และเพื่อให้ส่ือความหมายกันง่ายข้ึน

30

จึงแปลงคะแนนให้อยู่ในรูปของร้อยละ เช่น E.I. มีค่า 0.6240 การแปลความหมายจะใช้คำว่า
“ค่าดัชนีประสทิ ธิผล เท่ากับ 0.6240 แสดงวา่ ผเู้ รียนมีความรู้เพม่ิ ข้ึน 0.624 หรือคิดเป็นร้อยละ 62.40”
(เผชญิ กิจระการและสมนึก ภทั ทยิ ธน.ี 2545 : 30-36)

5. ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น
5.1 ความหมายของผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน
มนี ักวิชาการ ไดใ้ ห้ความหมายของผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น ไวด้ ังน้ี
กู๊ด (Good. 1973 : 9) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง

ผลของการสะสมความรู้ ความสามารถในการเรียนทกุ ด้านเข้าไว้ด้วยกนั
ไอย์เซงค์ (Eysenck. 1981 : 29) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน

หมายถึง ขนาดความสำเรจ็ ท่ีไดจ้ ากการทำงานที่ตอ้ งอาศยั ความพยายามจำนวนหนงึ่ ซึ่งอาจเป็นผลมาจาก
การกระทำ อาศัยความสามารถทางร่างกายหรือสมอง โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อาจได้มา จาก
กระบวนการที่ไม่ต้องอาศัยการทดสอบ เช่น การสังเกต การตรวจการบ้าน หรืออาจอยู่ในรูปของเกรด
ทีไ่ ดจ้ ากโรงเรียน ซึ่งต้องอาศัยวิธกี ารซบั ซ้อน หรืออาจไดจ้ ากแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น

เวลมิเออร์ (Wehmeier. 2000 : 9) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หมายถึง ความสำเร็จในด้านความรู้ ทักษะและสมรรถภาพด้านต่าง ๆ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ควรประกอบดว้ ยสว่ นสำคัญอยา่ งน้อย 3 สว่ น คอื ความรู้ ทักษะและสมรรถภาพของดา้ นอน่ื ๆ

บุญชม ศรีสะอาด (2541 : 150) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หมายถึง ผลการเรยี นทไ่ี ดจ้ ากการสอบท่ีมุ่งให้ผเู้ รียนบรรลจุ ุดประสงคท์ ่กี ำหนดไว้

พิชติ ฤทธ์ิจรูญ (2548 : 96) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง
แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ ทักษะและความสามารถทางวชิ าการที่ผู้เรยี นไดเ้ รยี นรู้มาแล้ว ว่าบรรลผุ ลสำเร็จ
ตามวัตถปุ ระสงคท์ กี่ ำหนดไว้เพียงใด

นภาจรี ศรีจันทร์ (2551 : 307) ไดใ้ ห้ความหมายไวว้ า่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น หมายถึง
ความสามารถเข้าถึงความรู้ (Knowledge Attained) การพัฒ นาทักษะในการเรียน โดยอาศัย
ความพยายามจำนวนหนึ่งและแสดงออกในรูปของความสำเร็จ ซ่ึงสามารถสังเกตและวัดได้ด้วยเครอ่ื งมือ
ทางจติ วิทยาหรอื แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นทั่วไป

ขนิษฐา บญุ ภักดี (2552 : 10) ได้ให้ความหมายไว้วา่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น หมายถึง
คณุ ลกั ษณะและความสามารถของบุคคลอันเกดิ จากการเรยี นการสอน อาจได้มาจากกระบวนการที่ไม่ต้อง
อาศยั การทดสอบ เช่น การสงั เกต และจากการใช้แบบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นทว่ั ไป

31

ศรีวนา นิมูลชาติ (2557 : 46) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน หมายถึง
ผลสำเร็จหรือประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการเปลี่ยนแปลงทางสมองของนักเรียนภายหลังได้รับ
ประสบการณ์เรียนรู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ผลที่เกิดข้ึนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับศักยภาพในการรับรู้
ของแต่ละคน โดยใช้เครื่องมอื ชนิดต่าง ๆ มาทดสอบ เชน่ แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิ

จากความหมายของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน ข้างต้นสามารถสรุปได้วา่ ความรู้ ความสามารถ
ของผู้เรียนที่แสดงออกมาหลังจากได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการฝึกฝนหลังได้รับการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ ความรู้ความสามารถดังกล่าวเป็นพฤติกรรมด้านสติปัญญาหรือด้านความรู้ความคิด
ที่ตรงตามจดุ มงุ่ หมายที่วางไว้ในกิจกรรมการเรียนรู้และสามารถวดั โดยเครอ่ื งมอื วดั ได้

5.2 การวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
การวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนเป็นการวัดดูว่า นักเรยี นมีพฤตกิ รรมตา่ ง ๆ ตามทีก่ ำหนด

ไวใ้ นจดุ มุ่งหมายของการเรียนการสอน มากน้อยเพียงใด เป็นการตรวจสอบการเปล่ียนแปลงในดา้ นต่าง ๆ
ของสมรรถภาพทางสมอง ซึง่ เปน็ ผลจากการจัดการเรียนร้ทู ี่ผ่านมา

ไพศาล หวังพานิช (2526 : 89) ไดก้ ล่าวว่า การวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน สามารถวัด
ได้ 2 แบบ ตามจดุ มงุ่ หมายและลกั ษณะวชิ าท่ีสอน คือ

1. การวดั ด้านปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบระดับความสามารถในการปฏิบัติหรือทักษะ
ของผู้เรียน โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถดังกล่าวในรูปของการกระทำจริงให้ออกมา
เป็นผลงาน เช่น วิชาศิลปศึกษา การช่าง เป็นต้น การวัดแบบน้ีจึงต้องใช้ข้อสอบภาคปฏิบัติ
(Performance Test)

2. การวดั เนอ้ื หาเปน็ การตรวจสอบความสามารถเกย่ี วกับเนือ้ หาวิชาอันเปน็
ประสบการณก์ ารเรยี นรู้ของผเู้ รยี น รวมถึงพฤตกิ รรมความสามารถในด้านตา่ ง ๆ สามารถวดั ได้
โดยใช้ขอ้ สอบวัดผลสัมฤทธ์ิ (Achievement Test)

วนิดา ดีแป้น (2553 : 24) กล่าวว่า การวัดและประเมินผลการเรียนเป็นกระบวนการ
ตรวจสอบผู้เรียนว่า ได้พัฒนาไปถึงจุดมุ่งหมายปลายทางของหลักสูตรและมีคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์
เป็นไปตามที่กำหนดหรือไม่ รวมท้ังเป็นส่ิงท่ีทำให้ทราบว่าผู้เรียนเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อย
เพียงใด โดยการวดั และการประเมนิ ผลการเรยี นมีจุดประสงค์ คือ การจัดตำแหน่งเพื่อเปน็ การวดั ว่าผู้เรยี น
แต่ละคนมีความรู้ หรือทักษะเพียงพอหรือไม่ ซึ่งจะทำให้ทราบจุดเด่นจุดด้อยของผู้เรยี นเป็นการประเมิน
พัฒนาการของเด็ก แล้วนำไปทำนายเพื่อเป็นการแนะแนวทางในการประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อ
นำไปประเมินคา่ ซงึ่ จะกระทำเมอื่ การสอนส้ินสุดลง

32

กลา่ วโดยสรุป การวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสามารถวดั ได้ 2 แบบ คือ การวดั ดา้ นปฏิบตั ิ
และการวัดด้านเนื้อหา ตามจุดมุ่งหมายและลักษณะวิชา เพื่อตรวจสอบความรู้ ความสามารถของผู้เรียน
เมอ่ื การเรยี นการสอนสิน้ สุดลง

5.3 องค์ประกอบทม่ี ีอิทธิพลตอ่ ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
การทีผ่ ู้เรยี นจะมีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นดหี รือไม่นัน้ ขึ้นอยกู่ ับองคป์ ระกอบหลายประการ

ดงั ทน่ี กั การศกึ ษากลา่ วไว้ ดงั นี้
เพรสคอตต์ (Prescott. 1961 : 14-16) ได้กล่าวถงึ องคป์ ระกอบที่มีอิทธิพล

ต่อผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน สรปุ ไดด้ ังน้ี
1. องค์ประกอบทางรา่ งกาย ได้แก่ การเจรญิ เติบโตของรา่ งกาย สขุ ภาพ ขอ้ บกพรอ่ ง

และลักษณะท่าทางของรา่ งกาย
2. องค์ประกอบทางความรัก ได้แก่ ความสมั พันธ์ระหว่างบดิ า มารดา

ความสัมพันธ์ ระหว่างบิดามารดากบั บตุ ร ความสมั พนั ธ์ระหว่างบตุ รและสมาชิกในครอบครวั
3. องค์ประกอบทางวฒั นธรรมและสิ่งแวดล้อม ขนบธรรมเนียมประเพณี

ความเปน็ อย่ขู องครอบครัว สภาพแวดลอ้ ม การอบรมเลยี้ งดขู องผ้ปู กครอง และฐานะทางเศรษฐกิจ
4. องค์ประกอบด้านความสมั พันธก์ บั เพือ่ น ๆ ในวยั เดียวกนั
5. องคป์ ระกอบทางการพัฒนาแห่งตน ไดแ้ ก่ สตปิ ัญญา ความสนใจ เจตคติ

และแรงจงู ใจ
6. องคป์ ระกอบทางดา้ นการปรบั ตัว คือ การปรับตัวและการแสดงอารมณ์

บลูม (Bloom. 1976 : 223) กล่าววา่ ส่งิ ท่มี อี ิทธพิ ลต่อผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น
มีอยู่ 3 ประการ ดงั นี้

1. พฤตกิ รรมทางดา้ นความรู้และความคิด หมายถงึ ความรู้ ความสามารถและทกั ษะ
ตา่ ง ๆ ของนกั เรียนทม่ี มี าก่อน

2. คณุ ลกั ษณะทางจิตใจ หมายถงึ แรงจูงใจทท่ี ำให้นกั เรยี นเกิดความอยากเรียนรู้
ในส่ิงใหม่ ๆ ไดแ้ ก่ ความสนใจในวชิ าที่เรยี น เจตคตติ ่อเนอ้ื หาวิชาและสถาบัน การยอมรับความสามารถ
ของตนเอง เปน็ ต้น

3. คณุ ภาพการเรียนรู้ หมายถงึ ประสิทธิภาพการเรยี นรทู้ ี่นกั เรียนได้รบั ได้แก่
คำแนะนำการปฏบิ ัติและแรงเสรมิ ของผทู้ ี่สอนที่มีตอ่ นักเรยี น

33

สรุปได้ว่า องค์ประกอบท่ีมีอิทธพิ ลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ดา้ นคุณลักษณะของนักเรียน
ประกอบด้วย ความพร้อมทางด้านร่างกาย สติปัญญา ความสนใจ แรงจูงใจ เจตคติและคุณลักษะ
ของผู้สอน ไดแ้ ก่ ความสนใจ เจตคติ คา่ นยิ มและวิธีการสอน

5.4 แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นเคร่ืองมือใช้วัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน

ดา้ นพุทธิพิสัยหรือด้านความรู้ มีวัตถุประสงคเ์ พ่ือต้องการทราบวา่ ผู้เรียน เม่ือได้รับการเรียนการสอนแล้ว
มีความรู้อยู่ในระดับใด เพื่อท่ีจะหาทางปรับปรุง แก้ไข พัฒนาและส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนา
เตม็ ศักยภาพ

5.4.1 ความหมายของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน
มนี ักการศึกษา ได้ใหค้ วามหมายของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ดังน้ี
บุญชม ศรีสะอาด (2551 : 34) ได้ให้ความหมายไว้ว่า แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิ

ทางการเรียน หมายถงึ แบบทดสอบที่ใชว้ ัดผลการเรยี นรใู้ นเนอ้ื หาและจุดประสงค์รายวิชาต่าง ๆ ทีเ่ รียน
มาในโรงเรียนและสถานศกึ ษาตา่ ง ๆ เป็นเคร่อื งมือหลกั ของการวดั ผล

ศิริชัย กาญ จนวาสี (2552 : 28) ได้ให้ความหมายไว้ว่า แบบทดสอบ
วดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง เครื่องมือในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนตามเป้าหมาย
ที่กำหนด เพ่ือให้ทราบว่าผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ ความสามารถ ถึงมาตรฐานท่ีผู้สอนกำหนดไว้หรือไม่
หรือมีความรู้ ความสามารถระดับใด หรือมีความรู้ ความสามารถดีเพียงไร เมื่อเทียบกับเพ่ือน ๆ ท่ีเรียน
มาดว้ ยกนั

สมบตั ิ ท้ายเรอื คำ (2553 : 26) ไดใ้ ห้ความหมายไว้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี น หมายถงึ แบบทดสอบท่ีใช้วัดระดับความสามารถของผู้เรียนว่ามีความรู้ ความสามารถและ
ทักษะในเน้อื หาวชิ าทเ่ี รยี นไปแล้วมากนอ้ ยเพยี งใด

จากความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน สรปุ ได้วา่ แบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น หมายถึง เคร่ืองมือทใี่ ช้วัดความรู้ในด้านเนอื้ หาวิชาและจุดประสงค์การเรยี นรู้
ของเนื้อหาวิชาท่ีสอนของผู้เรียนตามเป้าหมายท่ีกำหนด เพื่อให้ทราบว่าผู้เรียนได้พัฒนาความรู้
ความสามารถ ถงึ มาตรฐานทผี่ ู้สอนกำหนดไว้

34

5.4.2 ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
มีนักการศึกษา ได้กล่าวถงึ ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น

ไวด้ ังน้ี
พชิ ติ ฤทธิจ์ รูญ (2545 : 95) แบ่งประเภทของแบบวัดผลสมั ฤทธิ์ออกเปน็

2 ประเภท ดังน้ี
1. แบบทดสอบท่ีครูสร้างข้ึนเอง เป็นแบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน

เฉพาะกลุ่มท่ีสอน เป็นแบบทดสอบที่ผู้สอนสร้างขึ้นใช้กันโดยท่ัวไปในสถานศึกษา มีลักษณะเป็น
แบบทดสอบข้อเขียน ซึ่งแบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท ดงั นี้

1.1 แบบทดสอบอัตนัย เป็นแบบทดสอบท่ีกำหนดคำถามหรือปัญหาแล้ว
ใหผ้ ูต้ อบเขียนโดยแสดงความรู้ ความคิด เจตคติ ได้อยา่ งเต็มท่ี

1.2 แบบทดสอบปรนัย หรือแบบให้ตอบสั้น ๆ เป็นแบบทดสอบท่ีกำหนด
ให้ผู้สอบเขียนตอบสน้ั ๆ หรือมคี ำตอบใหเ้ ลือกแบบจำกัดคำตอบ ผู้ตอบไม่มีโอกาสแสดงความรู้ ความคิด
ได้อย่างกวา้ งขวางเหมือนแบบทดสอบอัตนัย แบบทดสอบชนิดนี้ แบ่งออกเปน็ 4 แบบ คือ แบบทดสอบ
ถกู -ผดิ แบบทดสอบเติมคำ แบบทดสอบจับคู่ และแบบทดสอบเลือกตอบ

2. แบบทดสอบมาตรฐาน เป็นแบบทดสอบท่ีมุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนท่ัว ๆ ไป
ซึ่งสรา้ งโดยผู้เช่ียวชาญ มีการวิเคราะห์และปรบั ปรุงอยา่ งดจี นมคี ุณภาพและได้มาตรฐาน

บุญชม ศรสี ะอาด (2551 : 36) ไดแ้ บง่ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ เป็น 2 ประเภท คือ
1. แบบทดสอบอิงเกณฑ์ (Criterion Referenced Test) หมายถึง แบบทดสอบ

ท่ีสร้างขึ้นตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม มีคะแนนจุดตัดหรือเกณฑ์สำหรับใช้ตัดสินว่า ผู้สอนมีความรู้
ตามเกณฑ์ทกี่ ำหนดไว้หรือไม่ การวดั ตรงตามจดุ ประสงค์เป็นหวั ใจสำคัญของแบบทดสอบประเภทน้ี

2. แบบทดสอบอิงกลุ่ม (Norm Referenced Test) หมายถึง แบบทดสอบ
ท่ีมุ่งสร้างเพื่อวัดให้ครอบคลุมหลักสตู ร จึงสรา้ งตามตารางวิเคราะห์หลักสูตร ความสามารถในการจำแนก
ผู้ตอบตามความเก่ง อ่อน ได้ดี เป็นหัวใจสำคัญของข้อสอบในแบบทดสอบประเภทนี้ การรายงาน
ผลการสอบอาศัยคะแนนมาตรฐาน เป็นคะแนนท่สี ามารถให้ความหมายแสดงถงึ ความสามารถของบุคคลน้ัน
เมอ่ื เปรยี บเทียบกับบคุ คลอ่ืน ๆ ทใ่ี ช้เป็นกล่มุ เปรยี บเทยี บ

35

ศริ ชิ ัย กาญจนวาสี (2552 : 33) กล่าววา่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
มีหลายประเภท โดยจำแนกประเภทตามเกณฑ์ท่ีใชไ้ ด้ 5 ประเภท ดงั นี้

1. จำแนกตามผูส้ ร้าง แบง่ ได้เปน็ 2 ประเภท คือ
1.1 แบบทดสอบแบบมาตรฐาน (Standardized Test) เป็นแบบทดสอบ

ท่ีสร้างขึ้นด้วยกระบวนการมาตรฐาน โดยสำนักทดสอบหรือบริษัทสร้างแบบทดสอบ ซ่ึงมักออกแบบ
ให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระอย่างกว้าง ๆ ที่สอนในหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อให้สามารถใช้ได้กับสถาบันการศึกษา
ทวั่ ๆ ไป โดยท่วั ไปมีรูปแบบที่เป็นมาตรฐานสำหรบั การให้บริการ การดำเนนิ การสอบ การตรวจใหค้ ะแนน
การแปลผลเปรียบเทียบกบั บรรทดั ฐานระดบั ชาติ การรายงานผลและการรายงานคณุ ภาพของแบบทดสอบ

1.2 แบบทดสอบทีผ่ สู้ อนสร้างข้ึนเอง (Teacher Made Test) เป็นแบบทดสอบ
ที่ผู้สอนเป็นคนสร้างขึ้นมาใช้เอง จึงมักเป็นแบบทดสอบที่ครอบคลุมเน้ือหาเฉพาะหลักสูตรของสถาบันใด
สถาบันหนึ่ง การตรวจให้คะแนนและการแปลผล จึงมักทำการเปรียบเทียบผลเฉพาะกลุ่มที่สอบด้วยกัน
หรือเปรยี บเทยี บกบั เกณฑท์ ีผ่ สู้ อนกำหนดไว้เฉพาะ

2. จำแนกตามเนื้อหาวิชา อาจจำแนกแบบทดสอบตามช่ือเนื้ อหาวิชา เช่น
แบบทดสอบผลสมั ฤทธิท์ างคอมพวิ เตอร์ คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เปน็ ต้น

3. จำแนกตามการใช้ เช่น แบบทดสอบความพร้อม เป็นแบบทดสอบที่มุ่ง
วัดทักษะพื้นฐานท่ีจำเป็นในการเรียนรู้วิชานั้น แบบทดสอบวินิจฉัย เป็นแบบทดสอบท่ีมุ่งจุดเด่น จุดด้อย
ของทักษะการเรียนรู้ท่ีสำคัญ แบบทดสอบสมรรถภาพ เป็นแบบทดสอบที่มุ่งวัดว่าผู้สอนมีสมรรถนะ
ถึงระดับทเี่ หมาะสมหรือยงั แบบทดสอบเชงิ สำรวจ เป็นแบบทดสอบทใี่ ชว้ ดั ระดบั ความรูเ้ ชงิ สรปุ ทว่ั ไป

4. จำแนกตามการแปลผล
4.1 แบบทดสอบแบบอิงกลุ่ม (Norm Referenced Test) เป็นแบบทดสอบ

ท่ีมุ่งวัดผลการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง ความรู้ ความสามารถ ของผู้สอน ข้อสอบแบบอิงกลุ่ม
จงึ ถูกสร้างข้นึ และเลือกมาใช้เพื่อทำหน้าท่ีจำแนกระดับความสามารถของผู้สอบท่ีแตกต่างกัน คะแนนสอบ
ทไี่ ดจ้ ึงนำไปใชแ้ ปลความหมาย โดยการเปรียบเทยี บความรู้ ความสามารถ ระหว่างกลมุ่ ผสู้ อบด้วยกันเอง

4.2 แบบทดสอบแบบอิงเกณฑ์ (Criterion Referenced Test)
เปน็ แบบทดสอบทีม่ งุ่ วัดระดับการเรียนร้ขู องนักเรยี น วา่ มีความรู้ ความสามารถ อะไรบ้าง ขอ้ สอบอิงเกณฑ์
ถูกสร้างให้ครอบคลุมความรู้ หรอื ทักษะสำคญั ของการเรียนรูท้ ่ตี อ้ งการใหเ้ กดิ ขึ้น คะแนนสอบทไ่ี ด้จงึ แปลผล
โดยการเปรยี บเทยี บกบั เกณฑ์หรอื มาตรฐานทกี่ ำหนดไว้

36

5. จำแนกตามรูปแบบการสอบ
5.1 ประเภทเสนอคำตอบ ได้แก่ แบบทดสอบแบบความเรียง แบบทดสอบ

แบบตอบสั้น แบบทดสอบแบบเติมคำ
5.2 ประเภทแบบเลือกตอบ ได้แก่ แบบทดสอบแบบถูก-ผิด แบบทดสอบ

แบบจับคู่ แบบทดสอบแบบหลายตัวเลือก
สมนึก ภัททิยธนี (2558 : 45) แบ่งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน

เป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher Made Test) หมายถึง แบบทดสอบ
ที่มุ่งวัดผลสัมฤทธ์ิของผู้เรียนเฉพาะกลุ่ม จะไม่นำไปใช้กับนักเรียนกลุ่มอ่ืน เป็นแบบที่ใช้กันโดยท่ัวไป
ในโรงเรียน แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test) หมายถึง แบบทดสอบท่ีมุ่งวัดผลสัมฤทธิ์
เชน่ เดยี วกับแบบทดสอบทคี่ รสู ร้าง แตม่ ีจดุ มุ่งหมายเพ่อื เปรียบเทยี บคณุ ภาพต่าง ๆ ของนักเรยี นท่ีต่างกลุ่ม
เช่น เปรียบเทยี บคุณภาพของนักเรยี นในโรงเรยี นแห่งหน่งึ กบั นักเรียนกลุม่ อื่น ๆ ทัว่ ประเทศ (แบบทดสอบ
มาตรฐานระดับชาติ) หรอื กบั นกั เรียนกลุ่มอืน่ ๆ ท่วั จงั หวดั (แบบทดสอบมาตรฐานระดับจงั หวัด) เปน็ ต้น

สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน สามารถแบ่งได้หลายประเภท
ได้แก่ แบ่งตามผู้สร้าง จะแบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่ แบบทดสอบท่ีผู้สอนสร้างขึ้นเองและแบบทดสอบ
มาตรฐาน แบ่งตามการแปลผล จะแบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่ แบบทดสอบอิงเกณฑ์และแบบทดสอบอิง
กลุ่ม จะเห็นได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็น
เครื่องมือชี้ให้เห็นถึงคุณภาพในการจัดการเรียนการสอนของครู เพ่ือใช้วัดความรู้ทักษะและความสามารถ
ทางวิชาการที่ผู้เรียนไดเ้ รยี นรมู้ าแล้วว่าบรรลผุ ลตามวตั ถปุ ระสงคท์ ี่กำหนดไว้

5.5 ขั้นตอนการสรา้ งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
บุญชม ศรีสะอาด (2545 : 59-61) กล่าวถึง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน

แบบอิงเกณฑ์ ดำเนินการสรา้ งตามข้นั ตอนดงั น้ี
1. วเิ คราะห์จุดประสงค์ เน้อื หาขน้ั แรกจะต้องทำการวเิ คราะหด์ วู ่ามีหัวข้อเน้ือหาใดบ้าง

ท่ีต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และที่จะต้องวัด แต่ละหัวข้อเหล่านั้นต้องการให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรม
หรือสมรรถภาพอะไร กำหนดออกมาใหช้ ัดเจน

2. กำหนดพ ฤติกรรมย่อยที่จะออกข้อสอบจากข้ันแรก พิจารณ าต่อไปว่า
จะวัดพฤตกิ รรมยอ่ ยอะไรบา้ ง อย่างละกขี่ อ้ พฤติกรรมย่อยดังกลา่ ว คอื จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมนน่ั เอง
เม่ือกำหนดจำนวนข้อที่ต้องการเสร็จแล้ว ต่อมาพิจารณาว่า จะต้องออกข้อสอบเกินไว้หัวข้อละกี่ข้อ
ควรออกเกินไว้ไม่ต่ำกว่า 25% หลังจากที่นำไปทดลองใช้และวิเคราะห์หาคุณภาพของข้อสอบรายข้อแล้ว
จะตัดขอ้ ท่ีมีคณุ ภาพไม่เข้าเกณฑ์ออก ข้อสอบทีเ่ หลือจะไดไ้ ม่น้อยกว่าข้อทต่ี อ้ งการจรงิ

37

3. กำหนดรูปแบบของข้อคำถามและศึกษาวิธีการเขียนข้อสอบ การใช้ข้อคำถาม
ศึกษาวธิ ีเขียนข้อสอบเพ่ือวัดจดุ ประสงคป์ ระเภทตา่ ง ๆ

4. เขียนข้อสอบตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ตามตารางที่กำหนดจำนวนข้อสอบ
ของแต่ละจดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม และใช้รูปแบบเทคนิคการเขียนตามทีศ่ ึกษาในขน้ั ตอนท่ี 3

5. ตรวจทานข้อสอบ นำข้อสอบท่ีได้เขียนไว้แล้วในข้ันตอนที่ 4 มาพิจารณาทบทวน
อกี คร้ัง โดยพิจารณาความถูกต้องตามหลักวิชา แต่ละข้อวัดพฤติกรรมย่อยหรอื จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
ทีต่ ้องการหรอื ไม่ ตัวถกู ตัวลวง เหมาะสมเขา้ เกณฑห์ รอื ไม่ ทำการปรับปรุงให้เหมาะสมยงิ่ ขน้ึ

6. ให้ผู้เช่ียวชาญพิจารณาความเที่ยงตรงตามเน้ือหา นำจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
และขอ้ สอบทวี่ ัดแต่ละจุดประสงค์ไปให้ผู้เช่ยี วชาญด้านการวัดผลและดา้ นเน้ือหา จำนวนไม่ต่ำกว่า 3 คน
พจิ ารณาว่าขอ้ สอบแต่ละข้อวดั ตามจดุ ประสงคท์ ี่ระบุไว้หรือไม่ ถ้ามีข้อที่ไม่เข้าเกณฑค์ วรพิจารณาปรับปรุง
ให้เหมาะสม เว้นแตจ่ ะไม่สามารถปรับปรุงใหด้ ขี ้ึนได้อย่างชดั เจน

7. พิมพ์แบบทดสอบฉบับทดลอง นำข้อสอบทั้งหมดท่ีผ่านการพิจารณาว่าเหมาะสม
เข้าเกณฑ์ในขั้นตอนที่ 6 มาพมิ พ์เป็นแบบทดสอบ มีคำช้แี จงเกี่ยวกับแบบทดสอบ วิธตี อบ จดั วางรูปแบบ
การพมิ พ์ให้เหมาะสม

8. ทดลองใช้ วิเคราะห์คณุ ภาพและปรบั ปรุง
9. พิมพ์แบบทดสอบฉบับจริง นำข้อสอบท่ีมีค่าอำน าจจำแน กเข้าเกณ ฑ์
จากผลการวิเคราะห์ในขั้นท่ี 8 มาพิมพ์เป็นแบบทดสอบฉบับจริงต่อไป โดยเน้นการพิมพ์ที่ประณีต
มีความถูกตอ้ ง มีคำช้แี จงทลี่ ะเอยี ดชัดเจน ผูอ้ า่ นเข้าใจงา่ ย
พชิ ิต ฤทธิจ์ รญู (2548 : 97-98) กล่าวว่า การสร้างแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์
มขี น้ั ตอนในการดำเนินการ ดังน้ี
1. วิเคราะห์หลักสูตรและสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร การสร้างแบบทดสอบ
ควรเร่มิ ด้วยการวิเคราะหห์ ลักสูตรและการสร้างตารางวเิ คราะห์หลักสูตร เพ่อื วเิ คราะหเ์ น้อื หาและพฤตกิ รรม
ทีต่ ้องการวดั
2. กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้เป็นพฤติกรรมท่ีเป็น
ผลการเรียนที่ผู้สอนมุ่งหวังจะให้เกิดข้ึนกับผู้เรียน ซึ่งผู้สอนจะต้องกำหนดไว้ล่วงหน้า สำหรับเป็นแนวทาง
ในการจดั การเรยี นการสอนและการสรา้ งขอ้ สอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ
3. กำหนดชนิดของข้อสอบและศึกษาวิธีสร้าง โดยการศึกษาตามตารางวิเคราะห์
หลักสูตรและจุดประสงค์การเรยี นรู้ ผู้ออกข้อสอบต้องพิจารณาและตัดสินใจเลือกใช้ชนิดของข้อสอบที่ใช้

38

วดั ว่าจะเป็นแบบใด โดยตอ้ งเลอื กใหส้ อดคลอ้ งกบั จุดประสงค์การเรียนรู้และเหมาะสมกับวยั ของผู้เรียนแล้ว
ศกึ ษาวิธเี ขยี นข้อสอบชนิดนนั้ ใหม้ ีความรู้ ความเข้าใจในหลกั และวิธีการเขยี นข้อสอบ

4. เขียนขอ้ สอบ ผูอ้ อกข้อสอบลงมอื เขียนข้อสอบตามรายละเอียดทก่ี ำหนดไว้ในตาราง
วเิ คราะห์หลักสูตรและให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยอาศัยหลักและวิธกี ารเขียนข้อสอบที่ได้
ศึกษามาแลว้

5. ตรวจทานข้อสอบ เพื่อให้ข้อสอบที่เขียนไว้มีความถูกต้องตามหลักวิชา
มีความสมบูรณ์ ครบถ้วนตามรายละเอียดท่ีกำหนดไว้ในตารางวิเคราะห์หลักสูตร ผู้ออกข้อสอบต้อง
พจิ ารณาทบทวนตรวจทานข้อสอบอกี คร้ังกอ่ นทีจ่ ะจดั พิมพ์และนำไปใชต้ อ่ ไป

6. จัดพิมพ์ขอ้ สอบฉบบั ทดลอง เม่ือตรวจทานขอ้ สอบเสร็จแล้วให้พิมพข์ ้อสอบท้ังหมด
จัดทำเป็นแบบทดสอบฉบับทดลอง โดยมีคำช้ีแจงหรืออธิบายวิธีตอบแบบทดสอบ (Direction)
และจัดวางรปู แบบการพิมพใ์ ห้เหมาะสม

7. ทดลองสอบและวิเคราะห์ข้อสอบ เป็นวิธีตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ
กอ่ นนำไปใช้จริง โดยนำแบบทดสอบไปทดลองกับกลุ่มท่ีมีลักษณะคล้ายคลึงกันกับกลุ่มที่ต้องการสอบจริง
แล้วนำผลการสอบมาวเิ คราะหแ์ ละปรบั ปรงุ ข้อสอบใหม้ ีคุณภาพ

8. จัดทำแบบทดสอบฉบับจริง จากผลการวิเคราะห์ข้อสอบ หากพบวา่ ข้อสอบข้อใด
ไม่มีคุณภาพหรือมีคุณภาพไม่ดีพอ อาจจะต้องตัดท้ิงหรือปรับปรุงแก้ไขข้อสอบให้มีคุณภาพดีข้ึน
แลว้ จงึ จัดทำเป็นแบบทดสอบฉบบั จรงิ ทจ่ี ะนำไปทดสอบกบั กลมุ่ เป้าหมายตอ่ ไป

สมนึก ภัททิยธนี (2549 : 82-97) กล่าวว่า หลักในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นแบบเลือกตอบ มีขั้นตอนดังนี้

1. เขียนตอนนำให้เป็นประโยคที่สมบูรณ์ แล้วใส่เครื่องหมายปรัศนี (?) ไม่ควรสร้าง
ตอนนำให้เป็นแบบอ่านต่อความ เพราะทำให้คำถามไม่กระชับ เกิดปัญหาสองแง่หรือข้อความไม่ต่อกัน
เกิดความสบั สนในการคดิ หาคำตอบ

2. เน้นเรื่องจะถามใหช้ ดั เจนและตรงจุด ไม่คลุมเครือ
3. ควรถามในเรื่องท่ีมีคุณค่าต่อการวัดหรือถามในสิ่งท่ีดีงามมีประโยชน์ คำถาม
แบบเลือกตอบสามารถถามพฤติกรรมทางด้านสมองได้หลาย ๆ ด้าน ไม่ใช่เฉพาะความจำหรือความจริง
ตามตำรา แตต่ ้องถามใหค้ ดิ หรอื นำความร้ทู ่ีเรียนไปใชใ้ นสถานการณ์ใหม่
4. หลีกเลี่ยงคำถามปฏิเสธ ถา้ จำเป็นตอ้ งใช้ควรขีดเส้นใต้คำปฏิเสธ แต่คำปฏิเสธซ้อน
ไมค่ วรใช้อย่างย่งิ เพราะปกติผ้เู รียนจะยุ่งยากต่อการแปลความหมายของคำถามและตอบคำถามทีถ่ ามกลับ
หรอื ปฏเิ สธซ้อนผิดมากกวา่ ถูก

39

5. ไมใ่ ช้คำฟมุ่ เฟือย ควรถามปญั หาโดยตรงส่ิงใดไม่เกี่ยวข้องหรือไมไ่ ดใ้ ช้เป็นเงอ่ื นไข
ในการคิด ก็ไมต่ ้องนำมาเขียนไวใ้ นคำถาม จะชว่ ยให้คำถามรดั กุมและชัดเจนข้นึ

6. เขยี นตัวเลอื กให้เป็นเอกพนั ธ์ หมายถงึ การเขียนตวั เลือกทุกตัวใหม้ ีลกั ษณะใด
ลกั ษณะหนงึ่ หรือมีทศิ ทางเดยี วกัน หรือมีโครงสรา้ งสอดคลอ้ งเป็นทำนองเดยี วกนั

7. เรยี งลำดับตวั เลขในตวั เลือกต่าง ๆ ได้แก่ คำตอบเป็นตวั เลข นิยมเรียงจากนอ้ ย
ไปหามาก เพ่อื ชว่ ยใหผ้ ู้ตอบพจิ ารณาหาคำตอบไดส้ ะดวก ไมห่ ลงและป้องกนั การเดาตัวเลือกท่ีมคี ่ามาก

8. ขอ้ เดียวต้องมคี ำตอบ แต่บางครัง้ ผูอ้ อกขอ้ สอบคาดไม่ถงึ ว่าจะมีปญั หา หรือ
อาจเกดิ จากการตั้งตัวลวงไมร่ ัดกมุ จงึ มองตัวลวงเหล่านนั้ ได้อกี แงม่ มุ หนึ่ง ทำใหป้ ัญหาสองแงส่ องมมุ ได้

9. เขยี นท้ังตวั ถกู และตัวผิดให้ถกู หรือผิดตามหลักวชิ า คอื จะกำหนดตวั ถูกหรือผิด
เพราะสอดคล้องกบั ความเชือ่ ของสังคมหรือกับคำพงั เพยทั่ว ๆ ไป ไมไ่ ด้ ทัง้ นเี้ น่ืองจากการเรยี นการสอน
มุ่งให้ผเู้ รียนทราบความจรงิ ตามหลกั วิชาเป็นสำคัญ จะนำความเชือ่ โชคลางหรอื ขนบธรรมเนียมประเพณี
เฉพาะท้องถนิ่ มาอ้างไมไ่ ด้

10. เขียนตัวเลือกให้อิสระขาดจากกัน พยายามไม่ให้ตวั เลอื กตวั ใดตัวหนึง่ เปน็ ส่วนหนึ่ง
หรอื สว่ นประกอบของตัวเลอื กอืน่ ตอ้ งใหแ้ ต่ละตวั เป็นอิสระจากกันอย่างแทจ้ ริง

11. ควรมีตัวเลือก 4 - 5 ตัว ขอ้ สอบแบบเลอื กตอบนี้ ถ้าเขยี นตัวเลือกเพยี ง 2 ตัว
กเ็ ป็นขอ้ สอบแบบกา ถกู - ผิด และเพอ่ื ปอ้ งกนั ไมใ่ ห้เดาได้งา่ ย ๆ จงึ ควรมตี วั เลอื กมาก ๆ ตวั ทน่ี ิยมใช้
หากเปน็ ขอ้ สอบระดับประถมศกึ ษาปีท่ี 1 - 2 ควรใช้ 3 ตัวเลือก ระดบั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 - 6 ควรใช้
4 ตัวเลือกและตัง้ แตร่ ะดับมธั ยมศึกษาข้ึนไป ควรใช้ 5 ตวั เลือก

12. ไม่แนะนำคำตอบ ซ่งึ การแนะนำคำตอบ มีหลายกรณี ดังนี้
12.1 คำถามขอ้ หลัง ๆ แนะคำตอบขอ้ แรก ๆ
12.2 ถามเรือ่ งทผี่ เู้ รยี นคลอ่ งปากอยแู่ ล้ว
12.3 ใชข้ ้อความของคำตอบถกู ซ้ำกับคำถามหรือเกย่ี วขอ้ งกันอย่างเหน็ ได้ชดั

เพราะนกั เรยี นทไี่ ม่มคี วามรูก้ ็อาจจะเดาได้ถูก
12.4 ขอ้ ความของตัวถูกบางส่วนเป็นส่วนหน่ึงของทกุ ตัวเลอื ก
12.5 เขียนตัวถูกหรือตัวลวง ถูกหรือผดิ เดน่ ชัดเกินไป
12.6 คำตอบไม่กระจาย

13. ข้อดขี องข้อสอบแบบเลอื กตอบ
13.1 มคี วามเทีย่ งตรงสูง
13.2 ตรวจใหค้ ะแนนไดง้ า่ ย

40

13.3 สามารถนำมาวิเคราะห์ปรบั ปรุงให้ดยี ่งิ ข้นึ เป็นมาตรฐานได้
13.4 ตัดปญั หาเรื่องการอ่านเนือ่ งจากลายมอื ผตู้ อบอ่านยาก
13.5 สามารถวนิ ิจฉยั ข้อบกพรอ่ งหรอื ความไม่เขา้ ใจในเนื้อหาได้
14. ข้อจำกัดของข้อสอบแบบเลือกตอบ
14.1 สิน้ เปลืองคา่ ใชจ้ ่ายสงู
14.2 ใชเ้ วลาในการสร้างมากในการเขยี นตวั ลวงใหม้ ีคณุ ภาพ
14.3 ไม่เหมาะทจ่ี ะวดั ความคิดสรา้ งสรรค์
อรนุช ศรีสะอาด และคณะ (2550 : 38-39) กล่าวถงึ ขนั้ ตอนการสรา้ งแบบทดสอบ
วัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น ดังนี้
1. กำหนดจดุ มงุ่ หมายของการสอบใหช้ ัดเจนว่าจะสอบใคร อยู่ระดับช้ันใด เพอ่ื อะไร
2. วิเคราะหห์ ลักสูตรและทำตารางวิเคราะห์หลกั สูตร
3. กำหนดชนดิ ของแบบทดสอบและศึกษาวธิ ีเขยี น
4. เขยี นข้อสอบตามชนิดของแบบทดสอบ โดยให้สอดคล้องกบั จดุ มุง่ หมาย
และตารางวเิ คราะหห์ ลกั สูตร
5. ตรวจทานขอ้ สอบ โดยพิจารณาถงึ ความถกู ตอ้ งตามหลักวชิ า มงุ่ วดั เนือ้ หา
และพฤติกรรมตามตารางวิเคราะหห์ ลักสตู รหรอื ไม่ ภาษาท่ีใช้ชัดเจนถูกตอ้ งเหมาะสมหรือไม่
ซึ่งอาจตรวจทานขอ้ สอบ โดยผูอ้ อกขอ้ สอบหรอื โดยให้ผู้เชีย่ วชาญตรวจสอบแก้ไข
6. ทดลองและวิเคราะห์ขอ้ สอบเพื่อพฒั นาข้อสอบให้มีคณุ ภาพ
7. พมิ พ์แบบทดสอบ ควรเรยี งขอ้ สอบจากงา่ ยไปหายากหรอื เรียงตามเน้อื หา
บุญศรี พรหมมาพันธ์ (2553 : 66) กล่าวว่า แบบทดสอบเป็นเคร่ืองมือที่นิยมใช้มาก
ในการวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น แบบทดสอบทดี่ คี วรมีความตรง ความเท่ยี ง ความเป็นปรนัย ความยากง่าย
และอำนาจจำแนก การเขียนข้อสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนที่ดี ครูควรวางแผนการสร้างข้อสอบ
ดำเนินการเขียนข้อสอบ ตรวจสอบคุณภาพข้อสอบก่อนนำไปใช้ จัดพิมพ์ข้อสอบและจัดทำคู่มือ
การใช้แบบทดสอบ อย่างไรก็ตามการเขียนข้อสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนให้มีประสิทธิภาพนั้น
ครูต้องมีความเข้าใจเน้ือหาวิชาเป็นอย่างดี ต้องรู้เทคนิคการออกข้อสอบและมีความคิดสร้างสรรค์
ในการเขียนขอ้ คำถามด้วย
สรุปได้ว่า การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ิมจากการวิ เคราะห์
ตารางวิเคราะห์หลักสูตรให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ กำหนดพฤติกรรมย่อยท่ีจะออกข้อสอบ
จำนวนข้อสอบท่ีต้องออกไว้เกิน ไม่ต่ำกว่า 25% เลือกชนิดของแบบทดสอบ ศึกษาวิธีการเขียนให้เข้าใจ

41

แล้วเขียนข้อสอบตามตารางวิเคราะห์ข้อสอบ ตรวจทานข้อสอบแล้วปรับปรุงให้เหมาะสม จากนั้น
ใหผ้ ้เู ชยี่ วชาญพิจารณาความเที่ยงตรงตามเน้ือหากับจุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม จดั พิมพแ์ ล้วนำไปทดลองสอบ
กับกลุ่มท่ีคล้ายคลึงกบั กลุ่มตอ้ งการสอบจริง แล้วนำผลการทดลองสอบมาวิเคราะหห์ าคุณภาพของขอ้ สอบ
เลือกขอ้ สอบทีม่ ีคณุ ภาพ ปรับปรงุ ขอ้ สอบเพ่ิมเติม จงึ จัดพมิ พ์เปน็ แบบทดสอบฉบับจริงเพอื่ นำไปใช้

5.6 การหาคณุ ภาพของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์
แบบทดสอบ เป็นเครื่องมือที่ใช้ในวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพ่ือให้ได้ข้อมูลเก่ียวกับ

ผลการเรียนของผู้เรียน อันเป็นผลผลิตท่ีสำคัญของการจัดกระบวนการเรียนการสอน ผลท่ไี ดจ้ ากการสอบ
น ำมาใช้เพ่ื อตัดสิน คุณ ค่าหรือความสามารถของผู้เรียน ซ่ึงต้องอาศัยผลการสอบที่ถูกต้อ ง
ตรงตามความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียน ผลการสอบเช่ือถือได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับคุณภาพ
ของแบบทดสอบ ได้มีนักการศึกษา กล่าวถึง การหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ไวด้ งั น้ี

นวลเสน่ห์ วงศเ์ ชิดธรรม (2550 : 223-225) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรียนต้องมคี ณุ ภาพ ดงั น้ี

1. ความเท่ียงตรง (Validity) คือ แบบทดสอบนั้นสามารถวัดได้ตรงตามจุดประสงค์
ที่ต้องการจะวัดหรือวัดในส่ิงท่ีแบบทดสอบนั้นจะวัด กลา่ วคือ ถ้าแบบทดสอบมีคุณลักษณะของความตรง
แสดงวา่ แบบทดสอบน้นั สามารถวัดได้สอดคล้องกบั เน้ือหาวิชาและครอบคลุมพฤตกิ รรมทกี่ ำหนดไว้

2. ความเท่ียง (Reliability) คือ ลักษณะความคงเส้นคงวาของแบบทดสอบ
ไมว่ า่ จะสอบวดั กค่ี รัง้ ก็ตาม ข้อสอบทม่ี คี วามเทีย่ งสูง จะเปน็ ข้อสอบท่ีให้คะแนนในแต่ละครั้งสอดคล้องกัน

3. ความเป็นปรนัย (Objectivity) คือ ลักษณะท่ีแบบทดสอบนั้นสามารถวัดได้
ตรงตามจุดประสงค์ ซ่งึ แบบทดสอบจะมีความเป็นปรนัยสูง ก็ต่อเม่ือคำถามท่ีถามมีความชัดเจน ใช้ภาษา
รัดกุม ไม่กำกวม ผู้สอบมีความเข้าใจคำถามตรงกันและเกณฑ์การตรวจให้คะแนนแน่ชัด ไม่ว่าจะตรวจ
เม่ือใด ใครเป็นผู้ตรวจจะได้คะแนนเท่ากันเสมอ วิธีการให้คะแนนที่เป็นปรนัยมากท่ีสุด ได้แก่ ตอบถูก
ได้ 1 คะแนน ตอบผดิ ได้ 0 คะแนน

4. ความยากง่าย (Difficulty) คือ แบบทดสอบควรมีความยากพอเหมาะ เพราะถ้า
ข้อสอบยากหรือง่ายเกินไป ก็ไม่สามารถทำให้ผู้สอบแสดงพฤติกรรมท่ีต้องการวัดออกมาได้ กล่าวคือ
ข้อสอบยากเกินไปก็ไม่มีใครทำได้ แต่ถ้าข้อสอบง่ายเกินไปทุกคนก็ทำได้หมด ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร
โดยท่วั ไปแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นตวั ถกู ควรมคี ่าความยาก ระหว่าง 0.20 ถงึ 0.80

5. มีอำนาจจำแนก (Discrimination) คือ คำถามแต่ละข้อในแบบทดสอบจะต้อง
สามารถจำแนกประเภทผู้สอบ เป็นคนเก่งและคนไม่เก่งได้ กล่าวคือ คนเก่งจะตอบถูกและคนไม่เก่ง

42

จะตอบผิด ซ่ึงโดยท่ัวไปแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนตัวถูก ควรมีค่าอำนาจจำแนกต้ังแต่
0.20 ข้ึนไป

6. ประสิทธิภาพ (Efficiency) คือ การประหยัดเวลา เงิน และแรงงานในการสร้าง
แบบทดสอบที่มีความตรงและเช่ือถือได้มากที่สุด รวมถึงการตรวจให้คะแนนทำได้ง่าย มีความเหมาะสม
ระหว่างจำนวนข้อในแบบทดสอบและเวลาที่ให้ทำแบบทดสอบนั้น รวมถึงการพิมพ์แบบทดสอบต้องพิมพ์
ให้ชัดเจน

สมบัติ ท้ายเรอื คำ (2553 : 89-120) กล่าวว่า การตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ
มีรายละเอียด ดังน้ี

1. ความเที่ยงตรง (Validity) การหาคา่ ความเทีย่ งตรงเชงิ เนื้อหา (Content Validity)
คือ การทแี่ บบทดสอบมีข้อคำถามตรงตามเน้ือหาท่ตี อ้ งการจะวัด วธิ กี ารวิเคราะหจ์ ะดำเนินการหลงั
จากไดส้ ร้างเคร่ืองมือวดั แล้ว มวี ิธกี ารดงั นี้

1.1 ให้ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้มีประสบการณ์ ในรายวิชาน้ัน อย่างน้อย 3 คน
ชว่ ยประเมนิ เป็นรายบคุ คลวา่ ข้อคำถามแต่ละข้อสามารถวัดได้ตรงกับจดุ ประสงคท์ ่ีกำหนดหรอื ไม่
โดยให้คะแนนตามเกณฑ์ ดงั น้ี

ได้ +1 คะแนน ถ้าแนใ่ จวา่ ขอ้ คำถามวัดได้ตรงจุดประสงค์
0 คะแนน ถ้าไม่แนใ่ จว่าข้อคำถามวัดไดต้ รงจดุ ประสงค์
-1 คะแนน ถา้ แน่ใจว่าขอ้ คำถามวัดได้ไมต่ รงจดุ ประสงค์

1.2 นำคะแนนของผเู้ ชย่ี วชาญทกุ คนทป่ี ระเมินมากรอกลงในแบบวเิ คราะห์
ความสอดคลอ้ งของขอ้ คำถามกบั จุดประสงคเ์ พ่อื หาค่าเฉลีย่ สำหรบั ข้อคำถามแต่ละข้อ ใช้สูตรดงั น้ี

IOC =  R
N

เมอ่ื IOC แทน ดัชนคี วามสอดคลอ้ งระหว่างข้อสอบกบั จุดประสงค์
R แทน ผลรวมระหว่างคะแนนความคดิ เหน็ ของผูเ้ ชี่ยวชาญทง้ั หมด
N แทน จำนวนผเู้ ชีย่ วชาญท้ังหมด

เกณฑก์ ารคดั เลอื กขอ้ คำถาม
1. ข้อคำถามท่ีมีคา่ IOC ตงั้ แต่ 0.5-1.00 คัดเลือกไวใ้ ชไ้ ด้
2. ข้อคำถามทม่ี คี า่ IOC ตำ่ กวา่ 0.5 ควรพิจารณาปรบั ปรุงหรือตดั ทงิ้

43

2. ความยากงา่ ย (Difficulty)
ความยากงา่ ย หมายถึง จำนวนร้อยละหรอื คา่ สัดสว่ นของผู้เรียนทต่ี อบถกู

ในขอ้ น้ันเมื่อเปรียบเทยี บกับผ้เู รียนท้ังหมด หาได้โดยใช้สตู รดังนี้
p = RH + RL
N

เมื่อ p แทน คา่ ความยากงา่ ยของขอ้ สอบ
RH แทน จำนวนนักศึกษากลุม่ สูงทีต่ อบถูก
RL แทน จำนวนนักศกึ ษากลมุ่ ตำ่ ที่ตอบถกู
N แทน จำนวนนักศกึ ษาท้งั กลุม่ สูงและกลุ่มต่ำ

3. อำนาจจำแนก (Discrimination)
ค่าอำนาจจำแนกของขอ้ สอบ (r) เปน็ ประสทิ ธภิ าพของข้อคำถามในการแบง่ ผู้เรยี น

ออกเปน็ กลุม่ คนเก่งและออ่ น กลมุ่ ผู้ผ่านเกณฑ์กับกลุ่มผไู้ มผ่ า่ นเกณฑ์ หาได้โดยใช้สูตรดงั น้ี

r = RH - RL
NH

เม่ือ r แทน ค่าอำนาจจำแนกของขอ้ สอบ
= RH แทน จำนวนนกั ศกึ ษากลมุ่ สูงทีต่ อบถูก
RL แทน จำนวนนักศึกษากลุ่มต่ำที่ตอบถกู
NH แทน จำนวนนักศึกษาทีเ่ ขา้ สอบในกล่มุ สงู

คา่ r ทใี่ ชไ้ ด้ ควรอยูร่ ะหวา่ ง 0.20 ถงึ 1.00
4. ค่าความเช่อื มน่ั (Reliability)

ความเชือ่ ม่ันของแบบสอบทดสอบทัง้ ฉบับ ตามวธิ ขี องคูเดอร์ – ริชาร์ดสนั
(Kuder – Richardson) สูตร KR – 20 มสี ูตรดังนี้

rtt = K 1 −  pq 
K −1
S2 

เมื่อ rtt แทน ค่าความเชอื่ มั่นของแบบทดสอบท้งั ฉบับ
K แทน จำนวนขอ้ สอบทง้ั ฉบบั
p แทน สัดส่วนของคนตอบถูกแต่ละข้อ
q แทน สดั ส่วนของคนตอบผดิ แต่ละข้อ (q = 1 – p)
S2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนทัง้ หมด


Click to View FlipBook Version