44
พรรณี ลีกจิ วัฒนะ (2554 : 117-122) กล่าววา่ การตรวจสอบคณุ ภาพของแบบทดสอบ
มีรายละเอยี ด ดงั นี้
1. ความเที่ยงตรงเชิงเนอ้ื หา (Content Validity) หมายถงึ คุณสมบตั ิของแบบทดสอบ
ทส่ี ามารถวัดได้ถกู ต้องและครอบคลุมเน้อื หาสาระของส่ิงท่ตี อ้ งการจะวัดตามทกี่ ำหนดไว้ในเนอ้ื หาวชิ าต่าง ๆ
วิธีการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสิ่งที่จะวัด โดยใช้วิธีการ
หาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Congruency : IOC) ข้อคำถามท่ีจะเลือกไว้ควรมีค่า IOC
ตงั้ แต่ .50 ข้นึ ไป
2. ความยากง่าย (Difficulty) คือ ค่าร้อยละหรือสดั ส่วนท่ีแสดงว่าขอ้ สอบน้ันมีผู้ทำถูก
มากหรอื น้อย ถ้ามีผู้ทำถูกมากก็เป็นข้อสอบง่าย ถ้ามีผู้ทำถูกน้อยก็เป็นข้อสอบยาก การหาค่าความยากงา่ ย
เป็นวิธีการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบวัดพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain)
มลี ักษณะเป็นการวิเคราะห์รายข้อ (Item Analysis) คา่ ความยากง่ายของข้อสอบโดยทั่วไปนิยมคดิ คำนวณ
เป็นค่าสัดส่วน (Proportion : p) ของจำนวนผู้ตอบถูกจากจำนวนผู้ตอบทั้งหมดในข้อน้ัน ซึ่งเป็นตัวเลข
ทศนยิ มทม่ี คี า่ ไม่เกิน 1.00 เกณฑก์ ารแปลความหมายค่าความยากง่าย (p) แสดงดงั ตารางที่ 2.1 ดังนี้
ตารางที่ 2.1 เกณฑก์ ารแปลความหมายค่าความยากงา่ ย (p)
ค่าความยากง่าย ระดับความยากง่าย การนำไปใช้
ร้อยละ สัดส่วน (p)
81-100 .81-1.00 งา่ ยมาก ไม่ควรใช้
61-80 .61-.08 ง่าย ใช้ได้
40-60 .40-.60 ปานกลาง ใช้ไดด้ ี
20-39 .20-.39 ยาก ใช้ได้
00-19 .00-.19 ยากมาก ไม่ควรใช้
วิธีการหาความยากงา่ ยทีน่ ยิ มใช้มี 2 วธิ ี คือ เทคนิค 27% และเทคนคิ 50%
ขึ้นอยกู่ ับความมากนอ้ ยของจำนวนผู้เข้าสอบ
วิธีที่ 1 การหาความยากง่ายโดยใช้เทคนิค 27% ใช้กับข้อสอบท่ีมีการให้คะแนน
แบบ 0, 1 คือ ตอบผิดให้ 0 ตอบถูกให้ 1 และมีผู้เข้าสอบจำนวนมาก หรืออย่างน้อย 100 คน
ตัวเลข 27% หมายถึง ค่าร้อยละของจำนวนผู้ตอบท่ีมีคะแนนรวมท้ังฉบับสูงท่ีสุด (กลุ่มสูง) 27 %
และท่ีมีคะแนนรวมท้ังฉบับต่ำที่สุด (กลุ่มต่ำ) 27% ของจำนวนผู้ตอบท้ังหมด ที่เหลืออีก 46%
เปน็ กลมุ่ ปานกลาง
45
วิธีท่ี 2 การหาความยากง่ายโดยใช้เทคนิค 50% ใช้กับข้อสอบที่มีการให้คะแนน
แบบ 0, 1 คือ ตอบผิดให้ 0 ตอบถกู ให้ 1 ตัวเลข 50% หมายถงึ คา่ รอ้ ยละของจำนวนผู้ตอบกลมุ่ สูง 50%
และกลุ่มต่ำ 50% นั่นคือมีการแบ่งผู้ตอบออกเป็น 2 กลุ่ม เท่า ๆ กัน ตามลำดับคะแนน มักใช้ในกรณีท่ีมี
ผ้เู ข้าสอบจำนวนน้อย เชน่ ประมาณ 20-30 คน
3. อำนาจจำแนก (Discrimination) คือ คุณสมบัติของแบบทดสอบท่ีสามารถจำแนก
บุคคลออกเป็นสองกลุ่มที่ต่างกัน เช่น กลุ่ม-เก่ง กลุ่ม-อ่อน ในเร่ืองท่ีเป็นความรู้ ความสามารถ
เป็นการวเิ คราะห์รายข้อ คา่ อำนาจจำแนกมีความหมายแสดงในตารางที่ 2.2 ดังน้ี
ตารางที่ 2.2 เกณฑ์การแปลความหมายคา่ อำนาจจำแนก (r)
คา่ อำนาจจำแนก (r) ระดบั อำนาจจำแนก การนำไปใช้
.40-1.00 สูงมาก ใชไ้ ด้ดี
.03-.39 สูง ใช้ได้
.20-.29 ปานกลาง ใช้ได้
.10-.19 ต่ำ ไม่ควรใช้
.01-.09 ตำ่ มาก ใช้ไม่ได้
.00 ไม่มี ใชไ้ มไ่ ด้
-1.00- -.01 ใชไ้ ม่ได้
กลับทศิ ทาง
4. ความเช่ือถอื ได้ (Reliability) คอื คุณสมบัติของแบบทดสอบทีส่ ามารถวดั ได้สมำ่ เสมอ
ส อ ด ค ล้ อ ง กั น ท้ั ง ฉ บั บ ต ร ว จ ส อ บ โด ย น ำ แ บ บ ท ด ส อ บ ไ ป ใช้ วั ด เพี ย ง ค รั้ ง เดี ย ว กั บ ก ลุ่ ม เดี ย ว แ ล ะ ห า
ค่าความเชื่อถือได้ดว้ ยวิธีของ Kuder-Richardson สูตร KR 20 ซ่ึงจะต้องมีการหาสดั ส่วนของผูต้ อบถกู และ
ผู้ตอบผิดของแตล่ ะข้อ คา่ ความเช่ือถือได้ทเ่ี ป็นที่ยอมรับคือ .70 ขึ้นไป
สมนึก ภัททิยธนี (2555 : 48) สรุปคุณลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนทดี่ ีมีคุณภาพ ดงั น้ี
1. ความเท่ียงตรง หมายถึง ลักษณะของแบบทดสอบท้ังฉบับที่สามารถวัดได้ตรงกับ
จุดมุ่งหมายที่ต้องการหรือวัดในส่ิงท่ีต้องการวัดได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ความเที่ยงตรง จึงเปรียบเสมือน
หวั ใจของการทดสอบ
2. ความเชื่อม่ัน หมายถึง ลักษณะของแบบทดสอบทั้งฉบับที่สามารถวัดไดค้ งที่คงวา
ไม่เปล่ียนแปลง ไมว่ า่ จะทำการสอนใหมก่ คี่ รัง้ กต็ าม
46
3. ความยุติธรรม หมายถึง ลักษณะของแบบทดสอบท่ี ไม่เปิดโอกาสให้มี
การเปรยี บเทียบในกลมุ่ ผู้สอบเข้าดว้ ยกนั ไม่เปดิ โอกาสให้นกั เรยี นทำข้อสอบไดโ้ ดยการเดา
4. ความลึกของคำถาม หมายถึง ข้อสอบแต่ละข้อนั้นจะต้องไม่ถามผิวเผินหรือถาม
ประเภทความรู้ ความจำ แตต่ อ้ งใหน้ ักเรียน นำความรู้ ความเขา้ ใจไปคิดดดั แปลงแก้ปญั หาแล้วจงึ ตอบได้
5. ความยวั่ ยุ หมายถงึ แบบทดสอบท่นี กั เรียนทำดว้ ยความสนุกเพลิดเพลนิ
ไมเ่ บื่อหนา่ ย
6. ความจำเพาะเจาะจง หมายถึง ข้อสอบท่ีมีแนวทางหรือทิศทางการถามชัดเจน
ไม่คลมุ เครือ ไมแ่ ฝงกลเม็ดให้นักเรยี น
7. ความเป็นปรนัย แบบทดสอบท่ีมีความเป็นปรนัยจะต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการ
คือ
7.1 ตัง้ คำถามใหช้ ดั เจน ทำให้ผู้เข้าสอบทุกคนเขา้ ใจความหมายตรงกัน
7.2 ตรวจให้คะแนนได้ตรงกัน แม้วา่ จะตรวจหลายคร้ัง หรอื ตรวจหลายคนกต็ าม
7.3 แปลความหมายของคะแนนได้เหมือนกัน
8. ประสิทธิภาพ หมายถึง แบบทดสอบที่มีจำนวนข้อพอประมาณ ใช้เวลาสอบ
ให้พอเหมาะ ประหยัดค่าใช้จ่าย จดั ทำแบบทดสอบด้วยความประณีต ตรวจให้คะแนนไดร้ วดเรว็ รวมถึง
สงิ่ แวดลอ้ มในการสอบทด่ี ี
9. อำนาจจำแนก หมายถึง ความสามารถในการจำแนกผู้สอบ ข้อสอบท่ีดีจะต้อง
มีอำนาจจำแนกสงู
10. ความยาก ข้ึนอยูก่ ับทฤษฏีท่ีเป็นหลักยึด เช่น ตามทฤษฏีการวัดผลแบบอิงกลุ่ม
ข้อสอบที่ดี คือ ข้อสอบท่ีไม่ยากหรือไม่ง่ายเกินไป หรือมีความยากง่ายพอเหมาะ ส่วนทฤษฎีการวัดผล
แบบองิ เกณฑ์นนั้ ความยากง่ายไมใ่ ชส่ ิง่ สำคญั สำคญั ทม่ี กี ารกำหนดเกณฑไ์ ว้เปน็ มาตรฐาน
กล่าวโดยสรุปผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน คือ ความรู้ ความสามารถ ของผู้เรียนที่ได้รับ
จากการเรียนรู้ท่ีผ่านมาทั้งหมด ผู้เรียนจะแสดงออกถึงความรู้ ความสามารถหรือทักษะที่เกิดขึ้นจาก
การทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน มี 2 แบบ คือ
แบบทดสอบที่ครสู รา้ งขึ้นและแบบทดสอบมาตรฐาน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทด่ี ีจะต้องมีความเท่ยี งตรง
สามารถวัดได้ตรงกับจุดมุ่งหมายที่ต้องการจะวัด วัดได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะ
ทดสอบใหมก่ ีค่ รง้ั ก็ตาม ความยากงา่ ยพอเหมาะ สามารถจำแนกประเภทผ้สู อบเปน็ คนเกง่ และคนไม่เก่งได้
47
6. ทฤษฏีเก่ียวกับความพึงพอใจ
6.1 ความหมายของความพึงพอใจ
มนี ักวชิ าการ ไดใ้ ห้ความหมายของความพึงพอใจ ไว้ดังน้ี
วอลเลอร์สเตน (Wallerstein. 1971 : 256, อ้างถึงใน นฤมล นาดสูงเนิน. 2552 : 67)
ไดใ้ หค้ วามหมายไว้วา่ ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สกึ ทเี่ กิดขึน้ เม่ือไดร้ บั ผลสำเร็จตามความมงุ่ หมาย และ
อธบิ ายว่า ความพึงพอใจเป็นกระบวนการทางจิตวทิ ยาไม่สามารถมองเห็นไดช้ ัดเจน แต่สามารถคาดคะเนได้
ว่ามีหรือไม่มี จากการสังเกตพฤติกรรมของคนเหล่าน้ัน การท่ีจะทำให้คนเกิดความพึงพอใจจะต้องศึกษา
ปจั จยั และองค์ประกอบท่ีเปน็ สาเหตแุ ห่งความพงึ พอใจนั้น
วนิสา นริ มาณ (2545 : 67) ไดใ้ หค้ วามหมายไว้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึก
ชอบหรือ ไมช่ อบต่อกจิ กรรมที่กระทำท่ีปรากฏออกมาทางพฤตกิ รรมและเปน็ องค์ประกอบที่สำคญั ในการทำ
กจิ กรรมตา่ ง ๆ ของบุคคล
อารี พันธ์มณี (2546 : 12) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึก
ของบคุ คล ท่ีมีต่อสิ่งใดส่ิงหนึ่ง ความรู้สกึ พึงพอใจจะเกดิ ขึ้นกต็ ่อเม่ือบุคคลได้รับในส่ิงท่ีตนเองต้องการหรือ
เป็นไปตาม ที่ตนเองต้องการและความรู้สึกดังกล่าวน้ีจะลดลงหรือไม่เกิดขึ้น ถ้าหากความต้องการหรือ
เปา้ หมายนั้นไม่ได้รบั การตอบสนอง
จากความหมายของความพึงพอใจข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง
ความรู้สึก หรือความคิดเห็นของแต่ละคน ที่ชอบ หรือไม่ชอบ ต่อส่ิงใดส่ิงหนึ่งท่ีได้รับการตอบสนอง
ความต้องการทั้งดา้ นวตั ถแุ ละจติ ใจ
นอกจากน้ี ความพึงพอใจในทางการศกึ ษา มคี วามหมายดงั น้ี
ทัศนีย์ สิงห์เจริญ (2543 : 19) ให้ความหมายของความพึงพอใจในการเรียนการสอน
หมายถึง ความรู้สึกหรือทัศนคติในทางที่ดีของนักเรียนท่ีมีต่อการเรยี นการสอน ความรู้สึกท่ีเกิดจากการท่ี
ได้รับการตอบสนองท้ังด้านร่ายกายและจิตใจ อันเป็นผลสืบเน่ืองมาจากปัจจัยหรือองค์ประกอบต่าง ๆ
ในการเรียน เช่น สภาพแวดล้อมในห้องเรียน เน้ือหาวิชาท่ีได้รับจากการเรียน ซึ่งทำให้บุคคลเกิด
ความพงึ พอใจในการเรียนการสอนจนประสบความสำเร็จในการเรียนได้
รัชนี ป้องทัพไทย (2551 : 78) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ความพึงพอใจในการเรียน
การสอน หมายถึง ความรสู้ กึ พอใจ ชอบใจ ในการรว่ มปฏิบัติกิจกรรมการเรียนการสอนและต้องการดำเนิน
กิจกรรมนั้น ๆ จนบรรลุผลสำเรจ็
48
สมศรี ภูมิชัย (2551 : 51) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ความพึงพอใจในการเรียนการสอน
หมายถงึ ความรสู้ กึ ชอบ ชนื่ ชม ยินดี ต่อกจิ กรรมการเรียนรแู้ ละการปฏิบตั ิงานทไ่ี ดร้ ับมอบหมาย ที่สามารถ
บรรลผุ ลตามทตี่ ้องการของตนเองและบุคคลทเี่ กีย่ วข้อง
อุษาวดี พรหมดีราช (2552 : 60) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ความพึงพอใจในการเรียน
การสอน หมายถึง ความรสู้ ึกพอใจ ชอบใจในการร่วมปฏิบตั กิ ิจกรรมการเรยี นการสอนและตอ้ งการดำเนิน
กจิ กรรมนน้ั ๆ จนบรรลผุ ลสำเร็จในการจดั การเรียนการสอน
ทิพยา นิลดี (2553 : 38) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ความพึงพอใจในการเรียนการสอน
หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดหรือความคิดเห็นของแต่ละบุคคลท่ีชอบในด้านเน้ือหา ด้านการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอน ส่ือและแหล่งเรียนรู้ ด้านการวัดผลและประเมินผล ซ่ึงจะมีความแตกต่างกันไป
ตามการรบั รูข้ องแตล่ ะคน
เกริก ท่วมกลาง และจินตนา ท่วมกลาง (2555 : 274) ได้ให้ความหมายไว้ว่า
ความพึงพอใจในการเรียนการสอน หมายถึง ความรู้สึกพอใจ ชอบใจในการรว่ มปฏิบัติกจิ กรรมการเรียนรู้
และการต้องการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้นั้น จนบรรลุผลสำเร็จในการจัดการเรียนการสอน การทำให้
ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจ องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ กิจกรรม
การเรยี นรูท้ ่จี ัดให้กบั นักเรยี นไดเ้ รียนรูด้ ว้ ยความประทบั ใจ
สรุปได้ว่า ความพึงพอใจในการเรียนการสอน หมายถึง ผลสะท้อนถึงความรสู้ ึกของผู้เรียน
แต่ละคนต่อกิจกรรมการเรียนการสอนที่แสดงออกมาในรูปแบบชอบใจต่อส่ิงท่ีได้รับจากการเรียนและ
ตอ้ งการดำเนินกจิ กรรมน้นั ๆ จนบรรลุผลสำเร็จในการจดั การเรยี นการสอน
6.2 ทฤษฎีทีเ่ ก่ียวขอ้ งกบั ความพงึ พอใจ
การท่ีบุคคลจะเกิดความพึงพอใจในการเรียน จะต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างมากระตุ้น
บุคคลจะเกดิ ความพึงพอใจไดน้ ั้น จะตอ้ งมีการจูงใจใหเ้ กิดขึ้น เพอื่ ไปยงั จดุ หมายปลายทางท่วี างไว้ ดงั นี้
1. ทฤษฎีแรงจูงใจของมาสโลว์ (Maslow’s Theory Motivation)
สุรางค์ โค้วตระกูล (2553 : 158-159) ได้กล่าวว่า นักจิตวิทยามนุษยนิยม
มีความเชอ่ื ในหลกั การพนื้ ฐานวา่ ทุกคนมีแรงจูงใจที่จะประกอบกจิ กรรมอยู่เสมอถือวา่ แรงจงู ใจเป็นแรงขับ
ท่ีให้มนุษย์เจริญเติบโตและพัฒนา ผู้ท่ีได้ต้ังทฤษฎีเก่ียวกับแรงจูงใจ คือ มาสโลว์ ได้แบ่งความต้องการ
พ้ืนฐานออกเป็น 5 ประเภท คือ ความต้องการทางกาย (Physiological Needs) ความต้องการ
ความมั่นคง ปลอดภัยหรือสวัสดิการ (Safety Needs) ความต้องการความรักและเป็นส่วนหนึ่งของหมู่
(Love & Belonging Needs) ความตอ้ งการที่จะรู้สกึ ว่าตนเองมีค่า (Esteem Needs) และความต้องการ
รู้จักตนเองและพัฒนาตนเต็มท่ีตามศักยภาพของตน (Self-Actualization Needs) มาสโลว์ ได้จัดลำดับ
49
ขั้นของความต้องการจากต่ำไปสูง เร่ิมจากความต้องการทางสรีระ ซึ่งมาสโลว์ เช่ือว่าเป็นความต้องการ
พ้ืนฐานเป็นแรงผลักดันรุนแรงที่สุด ถ้าความต้องการน้ีขาดจะเป็นแรงผลักดันให้บุคคลน้ัน มีพฤติกรรม
ตอบสนองจนเปน็ ท่ีพอใจ ถึงจะมีความต้องการข้ันสูงข้ึนตอ่ ไป เช่น คนที่มีความหิวมาก ๆ มักจะไม่สนใจ
ว่าตนจะเป็นท่ียอมรับของเพื่อนหรือไม่ หรือคนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงท่ีอันตรายเพราะมีคนปองร้าย จะไม่มี
ความตอ้ งการที่จะรู้สกึ ว่าตนเองมีค่า ความต้องการข้ันสูงสุด คือ ความตอ้ งการที่จะรู้จักตนเองอยา่ งแท้จริง
และพัฒนาตนเองตามศักยภาพจะเกิดได้ก็ต่อเม่ือความต้องการทั้ง 4 ประเภท ได้รับการตอบสนองก่อน
นอกจากความต้องการ 5 ประเภท ดงั กล่าวแล้ว มาสโลว์ ยังมีความตอ้ งการอกี 2 ประเภท รวมอยู่ด้วย
น่ันคือความต้องการที่จะรู้และเข้าใจ (Need to Know and Understand) และความต้องการสุนทรีภาพ
(Aesthetic Needs) เปน็ ลำดบั ขน้ั ท่ี 6 และลำดับขัน้ ท่ี 7 ตามลำดบั
จากทฤษฎีแรงจูงใจของมาสโลว์ โดยมีความเชื่อว่าผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียน
การจัดการเรียนการสอนมุ่งให้เกิดการเรียนรู้ทั้งด้านความเข้าใจ ทักษะและเจตคติไปพร้อม ๆ กัน
โดยให้ความสำคัญกับความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม การแสดงออก ตลอดจนการเลือกเรียนตามความสนใจ
ของผู้เรยี นเปน็ หลกั ครูผ้สู อนสามารถนำทฤษฎีมาประยุกต์ในการจดั การเรียนการสอน มีข้อปฏิบตั ิดังน้ี
1.1 ครคู วรเป็นคนใจกวา้ ง ไม่ยึดตดิ กับความคิดหรือความเช่อื ของตนเอง
1.2 ครคู วรรับฟังผเู้ รยี นมากยิ่งข้นึ โดยเฉพาะเรือ่ งเกี่ยวกับความรู้สึก
1.3 ใหค้ วามสำคญั กบั ผู้เรียนเท่ากับความสำคญั ของเนอ้ื หาทีน่ ำมาสอน
1.4 กระตนุ้ ใหผ้ ู้เรียนมคี วามรบั ผิดชอบตอ่ การเรยี นรูข้ องตนเอง
1.5 จดั การเรียน กจิ กรรม ส่ือการเรียนการสอนให้หลากหลาย
1.6 กระตนุ้ ให้ผ้เู รียนเข้าใจว่าการประเมนิ ผลทมี่ คี ุณคา่ คอื การประเมินตนเองของผ้เู รยี น
2. แรงจูงใจภายในและแรงจูงใจภายนอก (Intrinsic and Extrinsic Motivation)
สณุ ยี ์ ธรี ดากร (2546 : 88-89) แบ่งการจูงใจเกี่ยวกบั การศึกษาออกเปน็ 2 ประเภท
ดงั นี้
แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) ได้แก่ แรงจูงใจที่เกิดจากความรู้ภายใน
ของผู้เรียนเอง เช่น ความต้องการ ความสนใจ และทัศนคติท่ีดีต่อวิชาท่ีเรียน ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึก
กระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น อยากเรียน เต็มใจและตั้งใจเรียน เพราะต้องการความรู้ มิใช่เรียนเพราะ
หวังผลอย่างอ่ืน
แรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation) ได้แก่ แรงจูงใจท่ีเกิดจากสภาพแวดล้อม
ภายนอกมาชักจูงหรือกระตุ้นให้เกิดการจูงใจภายในข้ึน เป็นต้นว่า วิธีสอน บุคลิกภาพของครูผู้สอนและ
เทคนิคที่ครใู ช้ในการสอน จะเปน็ ส่ิงจูงใจใหผ้ ู้เรียนเกดิ ความอยากรู้ อยากเรยี น การกระทำเกดิ จากแรงจูงใจ
50
ภายนอกไม่ได้เปน็ การกระทำเพื่อความสำเร็จในส่ิงนั้นอย่างแท้จริง แต่เป็นการกระทำเพื่อสงิ่ จูงใจอย่างอื่น
เชน่ การเรยี นที่หวงั คะแนน นอกเหนือไปจากการได้รบั ความรู้
การจัดกิจกรรรมการเรียนการสอนนั้น ครูผู้สอนจะต้องพยายามสร้างสง่ิ จงู ใจให้ผู้เรียน
เกิดแรงขับหรือแรงจูงใจอย่างสม่ำเสมอ โดยกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจ มีความอยากรู้ อยากเห็น
หรืออยากประสบความสำเร็จในการเรียน หรือบางกิจกรรรมครูผู้สอนต้องใช้การจูงใจภายนอก
เช่น การให้คะแนนพิเศษ การสร้างแรงจูงใจจะทำให้ผู้เรียนมีความพึงพอใจ และส่งผลให้ผลการเรียนรู้
มีความสมั พนั ธก์ นั ในทางบวก
3. ทฤษฎีสองปัจจัยของเฮอร์ซเบอร์ก (Herzberg’s Two Factor Theory) เป็นทฤษฎี
แรงจูงใจทางสังคมในการประกอบอาชีพต่าง ๆ เป็นปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ดังนี้ (ศิริพงษ์ เศาภายน.
2555 : 38)
3.1 ปจั จัยจูงใจ (Motivators) เป็นปัจจัยทเี่ กย่ี วขอ้ งกับงานโดยตรงเพือ่ จูงใจใหค้ นชอบ
และรักงานปฏิบัติ สามารถสนองตอบความต้องการภายในบุคคลได้ เช่น ความสำเร็จของงาน
การได้รบั ความยอมรับ ลักษณะของงานทป่ี ฏิบตั ิ ความรับผดิ ชอบและความก้าวหนา้
3.2 ปัจจัยค้ำจุน หรือปัจจัยสุขอนามัย (Hygiene Factors) เป็นปัจจัยท่ีจะค้ำจุน
ให้แรงจูงใจในการทำงานของบุคคลมีอยตู่ ลอดเวลา เป็นปัจจัยท่ีมาจากภายนอก เช่น เงนิ เดือน โอกาสที่จะ
ได้รับความก้าวหน้าในอนาคต ความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน นโยบายการบริหารงาน สภาพการทำงาน
ความเปน็ อยู่สว่ นตวั ความมนั่ คงในงาน
สรุปได้ว่า ครูผู้สอนต้องตระหนักถึงการสร้างแรงจูงใจมาปรับใช้และสอดแทรก
ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนมีความพึงพอใจ จึงจะทำให้กระบวนการจัดการเรียน
การสอนมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเป็นไปตามความคาดหวังด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน
จัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คำนึงถึงความต้องการของผู้เรียน มีเทคนิคการสอน สื่ออุปกรณ์
ที่ทันสมัย จัดสภาพแวดล้อมให้เอ้ือต่อการเรียนรู้สามารถตอบสนอง ความต้องการของผู้เรียนได้
เม่ือผู้เรียนได้รับสิ่งท่ีต้องการจะเกิดความพึงพอใจ เช่น ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอน
มีความพึงพอใจต่อรูปแบบวิธีการสอน เทคนิคการสอน แรงจูงใจเหล่าน้ีล้วนกระตุ้นให้ผู้เรียน
เกิดความอยากรู้ อยากเห็น อยากนำความรู้ที่ได้รับไปใช้แก้ปัญหาในกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีครูผู้สอนสร้างข้ึน
ผลของการเสริมแรงจูงใจจะสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพ มีความรู้ และทักษะ ส่งผลทำให้
มผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรียนดขี ้ึน
51
3.3 การวัดความพึงพอใจ
เนื่ อ ง จ า ก ค ว า ม พึ ง พ อ ใจ เป็ น ทั ศ น ค ติ ใน ท า ง บ ว ก ข อ ง บุ ค ค ล ที่ มี ต่ อ ส่ิ ง ใด ส่ิ ง ห น่ึ ง
การที่จะวัดว่าบุคคลมีความรู้สึกพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีเครื่องมือที่ช่วยใน
การวัดความพึงพอใจ มีนักวิชาการ ได้กล่าวถงึ การวดั ความพงึ พอใจ ไวด้ งั นี้
สมนกึ ภัททิยธนี (2541 : 36-42) กลา่ วว่า การวัดความร้สู ึกนัน้ จะวดั ออกมาในลักษณะ
ของทิศทาง มีอยู่ 2 ทิศทาง ได้แก่ ทางบวกและทางลบ ทางบวก เป็นการประเมินค่าความรู้สกึ ไปในทางที่ดี
ชอบหรือพอใจ ส่วนทางลบ จะเป็นการประเมินค่าความรู้สึกไปในทางท่ีไม่ดี ไม่ชอบ หรือไม่พอใจ และ
การวัดในลักษณะปรมิ าณ เป็นความเข้มข้น ความรุนแรง หรือระดบั ทัศนคติไปในทิศทางที่พึงประสงค์หรือ
ไม่พึงประสงค์น่ันเอง วิธีการวัดมีอยู่หลายวิธี เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การใช้แบบทดสอบ และ
การใชแ้ บบสอบถาม โดยมีรายละเอยี ด ดงั นี้
1. วิธีการสังเกต เป็นวิธีการใช้ตรวจสอบบุคคลอ่ืน โดยการเฝ้ามองและจดบันทึก
อย่างมีแบบแผน วิธีน้ีเป็นวิธีการศึกษาที่เก่าแก่และยังเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน
แตก่ ็เหมาะสมกบั การศกึ ษาเปน็ รายกรณีเท่านน้ั
2. วิธีการสัมภาษณ์ เป็นวิธีการท่ีผวู้ ิจัยจะต้องออกไปสอบถาม โดยการพูดคุยกบั บุคคล
นนั้ ๆ โดยมกี ารเตรียมแผนงานล่วงหน้าเพอ่ื ใหไ้ ด้ขอ้ มลู ท่ีเป็นจรงิ มากทส่ี ดุ
3. วิธีการใช้แบบสอบถาม วิธีการนี้จะเป็นการใช้แบบสอบถามที่มีคำอธิบายไว้อย่าง
เรียบร้อย เพื่อให้ผูต้ อบทุกคนตอบมาเปน็ แบบแผนเดียวกัน มักใช้ในกรณีทีต่ ้องการขอ้ มูลจากกลุ่มตัวอย่าง
จำนวนมาก ๆ วิธีนี้นับเป็นวิธีท่ีนิยมใช้กันมากท่ีสุดในการวัดทัศนคติ รูปแบบของแบบสอบถามจะใช้
มาตราวัดทัศนคติ ซ่ึงเป็นที่นิยมในปัจจุบันวิธีหนึ่ง คือ มาตราส่วนแบบลิเคิร์ท (Likert Scales)
ประกอบดว้ ย ข้อความท่ีแสดงถงึ ทศั นคติของบคุ คลมากท่สี ุด มาก ปานกลาง นอ้ ย และน้อยทส่ี ดุ
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2546 : 252-253) กล่าวว่า การวัดความพึงพอใจ
ควรมขี อ้ ตกลงเบื้องตน้ ดังน้ี
1. การศึกษาความพึงพอใจ เป็นการศึกษาความคิดเห็น ความรู้สึกของบุคคล
ทจ่ี ะไม่เปล่ยี นแปลงในช่วงเวลานนั้
2. ความพึงพอใจ เป็นส่ิงท่ีไม่สามารถวัดหรือสังเกตได้โดยตรง การวัดความพึงพอใจ
จึงเปน็ การวัดทางออ้ ม จากแนวโนม้ ท่ีบคุ คลแสดงออก
3. การศกึ ษาความพึงพอใจของบุคคลมิใช่แคเ่ ปน็ การศกึ ษาทิศทางความพึงพอใจเทา่ นั้น
แตต่ ้องศกึ ษาถงึ ระดบั ความมากนอ้ ย หรือความเข้มของเจตคตินน้ั ดว้ ย
52
ปุณยาพร ปฐมพัฒนา (2550 : 33) กล่าวว่า การวดั ความพึงพอใจ เป็นการตรวจสอบ
ทัศนคตขิ องบุคคลท่ีมตี ่อส่งิ หน่ึงสิ่งใด ซึ่งสามารถใชเ้ คร่ืองมือวัดไดห้ ลายแบบ เช่น การสังเกต การสมั ภาษณ์
และการใช้แบบสอบถาม เป็นตน้
ชวลติ ชกู ำแพง (2551 : 112-116) การวัดเจตคติ สามารถทำได้หลายวิธี ที่นยิ มใช้ คือ
1. การสังเกต (Observation) สังเกตการพูด การกระทำ การเขียนของนักเรียนที่มี
ต่อสง่ิ ใดสิ่งหนึ่งท่คี รตู อ้ งการวดั
2. การสัมภาษณ์ (Interview) เป็นวิธีการท่ีครูให้พูดคุยกับนักเรียนในประเด็นท่ีครู
อยากรู้ ซงึ่ อาจเป็นความรสู้ ึก ทัศนคติของนักเรียน เพอ่ื นำสิง่ ท่นี ักเรยี นพูดออกมาแปลความหมายเก่ียวกับ
ลกั ษณะจิตพสิ ัยของนกั เรียนได้
3. การใช้แบบวัดมาตราส่วนประมาณค่า เป็นเครื่องมือวัดทัศนคติ วัดความสนใจ
วัดคุณธรรม จริยธรรมไว้มากพอสมควร ซ่ึงครูคนอ่ืนสามารถนำไปใช้ได้ ถ้าเป็นแบบวัดทัศนคติหรือ
วัดความสนใจ จะมีรูปแบบ 3 รูปแบบ คือ แบบของลิเคิร์ท แบบเธอร์สโตน และแบบของออสกูด
แบบวัดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ของลเิ คิร์ท มลี กั ษณะสำคัญ 4 ประการ ดังนี้
3.1 มีระดับความเขม้ ข้นให้ผตู้ อบ เลือกตอบตามความคดิ เห็น สภาพความเป็นจริง
ตั้งแต่ 3 ระดับขนึ้ ไป
3.2 ระดับที่เลือกอาจเป็นชนิดท่ีมีทั้งด้านบวกและด้านลบในข้อเดียวกัน หรือ
มเี ฉพาะดา้ นบวกหรือมีเฉพาะด้านลบ โดยทีอ่ กี ด้านหนงึ่ จะเปน็ ศูนยห์ รอื ระดบั น้อยมาก
3.3 บางข้อมีลักษณะเชิงนิมาน (Positive Scale) บางข้อมีลักษณะเชิงนิเสธ
(Negative Scale)
3.4 สามารถแปลงผลตอบเป็นคะแนนได้ จึงสามารถวัดความคิดเห็น คุณลักษณะ
ด้านจติ พสิ ยั ออกมาในเชิงปรมิ าณได้
พรรณี ลีกิจวัฒนะ (2554 : 99-101) กล่าวว่า แบบวัดเจตคติ (Attitude Scale)
เป็นชุดของขอ้ คำถามด้านความรสู้ ึกทมี่ ีต่อสงิ่ หนงึ่ สิง่ ใดในทางบวกหรือลบ ซ่ึงมกี ารกำหนดระดบั ของคำตอบ
ไว้เป็นช่วง ๆ ท่ีต่อเนื่องกันและมีหน่วยเท่ากัน ให้ผู้ตอบเลือกตอบตามความรู้สึกท่ีแท้จริง แบบวัดเจตคติ
มี 3 แบบ คอื แบบวดั เจตคตขิ องเธอร์สโตน (Thurstone) แบบวดั เจตคตขิ องออสกูด (Osgood)
และแบบวัดเจตคตขิ องลิเคริ ์ท (Likert)
สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ เป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าบุคคลเกิดความพึงพอใจในส่ิงใดแล้ว
บคุ คลน้ันย่อมแสดงพฤติกรรมทางบวก สามารถปฏิบัตติ ่อสงิ่ นั้นไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ ในทางตรงกันข้าม
ถ้าบุคคลไม่ชอบต่อสิ่งหน่ึงสิ่งใด หรือสถานการณ์ใด ก็ย่อมก่อให้เกิดความเบื่อหน่ายที่จะทำสิ่งนั้น
53
หรือปฏิบัติกิจกรรมนั้น การวัดความพึงพอใจ เป็นการวัดทัศนคติท่ีเป็นนามธรรมและค่อนข้างซับซ้อน
ไม่สามารถวดั หรือสังเกตได้โดยตรง การวัดความพึงพอใจจงึ เปน็ การวดั ทางอ้อมจากความคิดเหน็ ของบุคคล
นน้ั แทน
เครื่องมือที่ใช้วัดมีหลายวิธี เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ และการใช้แบบสอบถาม
แบบวดั ทศั นคติ มี 3 รูปแบบ คือ แบบของลเิ คิรท์ แบบเธอร์สโตน และแบบของออสกดู
แบบวัดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ของลิเคิร์ท มีลักษณะสำคัญ คือ มีระดับ
ความเข้มข้นให้ผู้ตอบ เลือกตอบตามความคิดเห็น สภาพความเป็นจริง ตั้งแต่ 3 ระดั บขึ้นไป
ระดับที่เลือกอาจเป็นชนิดท่ีมีทั้งด้านบวกและด้านลบในข้อเดียวกัน หรือมีเฉพาะด้านบวกหรือมีเฉพาะ
ด้านลบ โดยที่อีกด้านหนึ่งจะเป็นศูนย์หรือระดับน้อยมากและสามารถแปลงผลตอบเป็นคะแนนได้
จงึ สามารถวัดความคดิ เหน็ คุณลักษณะดา้ นจติ พสิ ยั ออกมาในเชงิ ปรมิ าณได้
7. งานวิจัยทีเ่ กีย่ วข้อง
7.1 งานวิจัยในประเทศ
ณพงศ์ วรรณพิรุณ (2564 : 197-198) ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โครงงาน
เป็นฐานในสภาพแวดล้อมห้องเรยี นกลับด้านเพื่อเสริมสร้างผลงานสร้างสรรค์ ผลการวิจัยพบว่า เป้าหมาย
หลักของการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานมุ่งให้เด็กพัฒนาความรู้ความเข้าใจโลกที่อยู่รอบ ๆ ตัวเขาและ
ปลูกฝงั คุณลักษณะความอยากรู้อยากเรยี นให้กับผเู้ รยี น จะทำให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมทั้งที่เป็นกิจกรรม
ทางวิชาการ เป็นการเรียนรู้ผ่านการเล่นและการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ท่ีอยู่รอบตัว การสอน
แบบโครงงานเปิดโอกาสให้เด็กแต่ละคนได้แสดงออกถึงคุณลักษณะ ความรู้ ความเข้าใจ โดยท่ีครูไม่ใช่
ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็ก แต่เป็นผู้คอยกระตุ้น ช้ีแนะ และให้ความสะดวกในการเรียนรู้ของผู้เรียน
การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นการจัดสภาพของการเรียนการสอนให้เกี่ยวข้องกับปัญหาหรือข้อสงสัย
ที่ผู้เรียนกำลังประสบ หรือเป็นปัญหาท่ีเกิดขึ้นแล้ว เกิดความสนใจต้องการแก้ไข โดยวิธีทางวิทยาศาสตร์
เพ่ือค้นหาคำตอบ มีการทำงานเป็นกลุ่ม อาจจะเป็นกลุ่มเล็กหรือกลุ่มใหญ่ ก็ได้ แล้วร่วมมือกันทำงาน
จนประสบความสำเร็จ แสดงผลงานแห่งความสำเร็จด้วยการนำเสนอ การเรียนรู้โดยใช้โครงงาน สามารถ
ทำให้ผู้เรียนมีการพัฒนาด้านทักษะการเรียนรู้หลาย ๆ ด้าน สำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
เช่น ความฉลาดทางด้านสติปัญญา ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ความฉลาดทางด้านอารมณ์ ความฉลาด
ทางด้านคุณธรรม และความฉลาดทางด้านสงั คม ที่จะใช้ชีวิตอย่รู ่วมกับผู้อนื่ และทกั ษะการส่อื สาร
54
อรรถพล สุนทรพงศ์ (2563 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้
วชิ าประวัติศาสตร์ เร่ือง อารยธรรมของโลกยคุ โบราณ ตามแนวคิดการเรยี นรู้แบบโครงงานเปน็ ฐาน สำหรับ
นักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 5 ผลการวจิ ัยพบว่า กิจกรรมการเรียนรวู้ ิชาประวัติศาสตร์ เรอื่ ง อารยธรรมของ
โลกยุคโบราณ ตามแนวคดิ การเรียนรแู้ บบโครงงานเป็นฐานที่พัฒนาขนึ้ มีประสทิ ธภิ าพเท่ากบั 87.78/88.23
ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ์ท่ีกำหนดไว้ที่ 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนท่ีเรียนวิชาประวัติศาสตร์
เรอ่ื ง อารยธรรมของโลกยคุ โบราณ ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน หลังเรยี นสงู กว่าก่อนเรยี น
อย่างมีนัยสำคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดับ .01 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยกจิ กรรมการเรียนร้วู ิชา
ประวัติศาสตร์ เรอ่ื ง อารยธรรมของโลกยุคโบราณ ตามแนวคดิ การเรยี นรู้แบบโครงงานเป็นฐาน อยู่ในระดับ
มากทีส่ ดุ
ธนวัฒน์ รัตนเดโช (2563 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนที่เรียนรู้
ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับการเรียนการสอนแบบร่วมมือรูปแบบ จี.ไอ.
วชิ างานบ้านพ้ืนฐานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชางาน
บา้ นพื้นฐาน ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 6 ไดร้ บั การจัดกิจกรรมการเรียนรูแ้ บบโครงงานเปน็ ฐานร่วมกับ
การเรียนการสอนแบบร่วมมอื รูปแบบ จ.ี ไอ. หลงั เรียนสงู กวา่ ก่อนเรียนอย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั .05
โดยคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรยี นมีค่าเท่ากบั 16.13 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.32
คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนหลังเรยี นมีค่าเท่ากับ 25.51 สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน เทา่ กบั 1.55
ภานุวัฒน์ พันชนกกุล (2561 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
แ บ บ โ ค ร ง ง า น เป็ น ฐ า น ท่ี ส่ ง เส ริ ม ผ ล สั ม ฤ ท ธ์ิ ท า ง ก า ร เรี ย น วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ แ ล ะ ค ว า ม คิ ด ส ร้ า ง ส ร ร ค์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน
เปน็ ฐาน มีประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 นักเรียนที่ไดร้ ับการจัดกจิ กรรมการเรียนแบบโครงงานเป็นฐาน
มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติตท่ีระดับ .05 และนักเรียนมีความคิด
สรา้ งสรรค์ท่ีดี
ลุฏฟี ดอเลาะ (2560 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานท่ีมี
ต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนชีววิทยา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์
ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5 ผลการวิจัยพบวา่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนชีววิทยาของนักเรยี นท่ีได้รับ
การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานหลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 และเจตคติต่อวิทยาศาสตรข์ องนักเรียนท่ีได้รับการจดั การ
เรยี นรู้แบบโครงงานหลงั เรยี นสูงกว่ากอ่ นเรียนอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถติ ิท่ีระดับ .01
55
ชรินทร ชะเอมเทส (2560 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วิชาการบัญชีบริหาร โดยใช้วิธี PjBL (Project Based Learning) สำหรับผู้เรียนระดับประกาศนียบัตร
วิชาชีพช้ันสูง ปีที่ 2 วิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์ ในพระอุปถัมภ์ ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนวิชา
การบัญชีบริหารท่ีสอนโดยวิธี PjBL มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังการเรียน
วิชาการบัญชีบริหาร โดยวิธี PjBL สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 และผู้เรียน
มีความพงึ พอใจต่อการเรยี นการสอนวชิ าการบญั ชบี รหิ าร โดยวิธี PjBL อยูใ่ นระดับมากทส่ี ุด
อานนท์ พัสดร (2560 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาบทเรียนบนเว็บโดยใช้โครงงาน
เป็นฐานท่ีส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ วิชาระบบจัดการฐานข้อมูล สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตร
วชิ าชีพช้นั สูง ผลการวจิ ัยพบว่า บทเรียนบนเว็บโดยใช้โครงงานเป็นฐานมีประสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์มาตรฐาน
นักศึกษาท่ีเรียนด้วยบทเรียนบนเว็บโดยใช้โครงงานเป็นฐานมีการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และนักศึกษาที่เรียนรู้ด้วยบทเรียนบนเว็บโดยใช้โครงงานเป็นฐาน
มคี วามพึงพอใจอยใู่ นระดบั มากทส่ี ุด
รุ่งนภา เหมแดง (2558 : 67-69) ได้ทำการวิจัยเพื่อศึกษาความก้าวหน้าทางการเรียน
ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้
แบบโครงงานเป็นฐาน เรอ่ื ง สารชีวโมเลกลุ ผลการวจิ ัยพบว่า คะแนนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ระหว่างเรียนเรื่องสารชีวโมเลกุลมีคะแนนประเมินผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม ผู้เรียนท่ีเรียน
ด้วยการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัย สำคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .05 มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ
ที่ระดับ .05 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มีความสัมพันธ์กันจริง
สำหรบั การศกึ ษาความกา้ วหน้าทง้ั 5 แบบ มคี ะแนนความกา้ วหนา้ ระดับสงู
7.2 งานวจิ ยั ต่างประเทศ
Clive and Alice (2013 : 55-106) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบด้านวิศวกรรม
ท่ีส่งเสริมการเรียนการสอนรูปแบบการเรียนรู้ PBL จุดประสงค์ของการศึกษาจะสามารถออกแบบและ
มีความคิดในการออกแบบทมี่ ีความซบั ซ้อน การออกแบบทักษะการคิดจะเรยี นรสู้ อดคลอ้ งกับปัจจุบนั
Sun young and other (2015 : 63-76) ได้ศึกษาการทดลองสอนและความเข้าใจ
ของครูเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning) การออกแบบ
แผนการสอนและทดลองสอนโดยครู ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาครูเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพท่ีเก่ียวข้อง
กบั แนวคดิ สำคญั ของการเรยี นรแู้ บบโครงงานเป็นฐาน
56
Chun (2012 : 3) ทำการวิจัยเร่ืองการจัดการเรยี นร้แู บบโครงงานแบบการเล่านิทานดิจิทัล
โดยทำการวิจับแบบการทดลองเบ้ืองต้น โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 117 คน แบ่งเป็นกลุ่ม ทดลอง 60 คน
จัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน และ กลุ่มควบคุม 57 คน จัดการสอนแบบด่ังเดิม ผลการทดลอง
แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานแบบการเล่านิทานดิจิทัล ทำให้นักเรียนมีแรงจูงใจและ
แรงกระตุ้นท่จี ะเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรเ์ พ่มิ ข้นึ สมรรถภาพดา้ นการแกป้ ัญหาเพิ่มขนึ้ และผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น
ของนกั เรยี นเพ่ิมสูงขึ้นเช่นกัน
Meredith (2011 : 893) ทำการตรวจสอบถึงผลของการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน
ของครูตามหลักสูตรการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน โดยทำการรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ครู
การบันทึกวิดีโอในขณะท่ีจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน และแบบสอบถาม ผู้วิจัยพบว่า ระหว่าง
การเปลี่ยนแปลงการรับรู้ของครูผู้สอนและความคิดท่ีเกิดขึ้นท่ีเก่ียวกับการสอนแบบโครงงานและเหตุผล
เกี่ยวกับโครงงานของครูเริ่มท่ีจะมีการเปล่ียนแปลง มีความสอดคล้องและมีความเข้ากันได้กับ เป้าหมาย
ของครู น้นั คอื ความต้องการทจ่ี ะเหน็ นกั เรยี นประสบความสำเรจ็
Michael (2005 : 65) ได้ศึกษาในหัวข้อเร่ือง การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน
ความสามารถทางการสืบค้นผ่านสิ่งประดิษฐ์แห่งการเรียนรู้ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าส่ิงประดิษฐ์ท่ีเกิด
จากการเรียนรู้สามารถสะท้อนให้ เห็นถึงความสามารถที่แตกต่างของผู้เรียน และส่ิงประดิษฐ์ท่ีสร้างข้ึน
สามารถเป็นตัวแทนที่บอกถึง ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ระบบ ความรู้คิด และความรู้อภิปัญญา และ
การจัดการเรียนรู้แบบ โครงงานยังฝกึ ให้ผู้เรียนเกิดความสามารถในการตัดสินใจในเรื่องของความสามารถ
ของตนเอง แหลง่ ทรพั ยากรและการวางแผนได้
บทท่ี 3
วิธดี ำเนนิ การวิจยั
การวิจัย เร่ือง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชี ต้นทุน 1 ของนักศึกษา
ระดบั ประกาศนียบตั รวชิ าชีพชน้ั สงู ปที ี่ 1 แผนกวิชาการบญั ชี ดว้ ยกจิ กรรมการเรียนรแู้ บบโครงงานเป็นฐาน
มีวิธีดำเนินการวิจัย ดังน้ี
1. กลุ่มเป้าหมาย
2. เครือ่ งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย
3. การสร้างและหาคณุ ภาพของเคร่อื งมอื
4. รปู แบบการทดลอง
5. วธิ ดี ำเนินการทดลอง
6. การวิเคราะหข์ อ้ มูล
7. สถิตทิ ่ีใช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล
1. กลุม่ เปา้ หมาย
นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง ปีท่ี 1 กลุ่มเรียน 1 แผนกวิชาการบัญชี
วิทยาลัยเทคนิคหนองบัวลำภู จำนวน 21 คน โดยการเลือกแบบเจาะจงจากนักศึกษาท่ีลงทะเบียน
เรยี นวชิ าการบญั ชีตน้ ทุน 1 รหสั วชิ า 30201-2003 ในภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564
2. เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั
เครอ่ื งมอื ท่ีใช้ในการวิจยั คร้ังนี้ ประกอบดว้ ย
2.1 แผนการจดั การเรยี นรู้วชิ าการบัญชีตน้ ทนุ 1 โดยใชร้ ูปแบบโครงงานเป็นฐาน
2.2 แบบทดสอบวัดผลสมฤทธท์ิ างการเรียนวิชาการบัญชีต้นทนุ 1
2.3 แบบสอบถามความพงึ พอใจของนกั ศกึ ษาทมี่ ีตอ่ การจดั การเรยี นรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน
58
3. การสรา้ งและหาคณุ ภาพของเครอื่ งมอื
3.1 แผนการจัดการเรยี นรวู้ ิชาการบญั ชีตน้ ทุน 1 โดยใชร้ ูปแบบโครงงานเป็นฐาน มขี ้นั ตอน
การสร้างและหาคุณภาพ ดงั น้ี
3.1.1 ศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 เกี่ยวกับหลักการ
จดุ มุ่งหมายของหลักสูตร จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชาและคำอธิบายรายวิชาการบัญชีต้นทุน 1
รหสั วชิ า 30201-2003 เพอ่ื กำหนดเนื้อหา
3.1.2 กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยพิจารณาจากการวิเคราะห์พุทธิพิสัย ทักษะพิสัย
และจิตพิสัย นำจุดประสงค์การเรียนรู้ มาวิเคราะห์เป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เพื่อจัดทำแบบฝึกหัด
และแบบทดสอบ
3.1.3 ศึกษาหลกั การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบโครงงานเปน็ ฐาน
3.1.4 กำหนดแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบโครงงานเป็นฐาน ให้ครอบคลุมเนื้อหา
และจุดประสงค์การเรยี นรู้ ดังน้ี
แผนการจดั การเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ สัปดาหท์ ี่ ชั่วโมงท่ี
ความรู้เกยี่ วกบั บญั ชีตน้ ทนุ 1–2 1–8
1 ระบบบัญชีต้นทนุ 3–5 9 – 20
2 การบญั ชีเกี่ยวกบั วัตถดุ บิ 6–8 21 – 32
3 การบญั ชีเกีย่ วกบั ค่าแรง 9 – 10 33 – 40
4 การบญั ชเี กยี่ วกับคา่ ใช้จา่ ยในการผลติ 11 – 13 41 – 52
5 การบญั ชตี ้นทุนงานสงั่ ทำ 14 – 16 53 – 64
6 ต้นทนุ ฐานกิจกรรม 17 -18 65 – 72
7 18 72
รวม
3.1.5 เขยี นแผนการจดั การเรียนรู้โดยใชร้ ูปแบบโครงงานเปน็ ฐาน จำนวน 7 แผน
ตามสาระการเรียนรู้
3.1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน เสนอต่อผู้เช่ียวชาญ 3 ท่าน
เพ่ือพิจารณาตรวจสอบคุณภาพ ความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหา ความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้
รวมถึงความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ ด้วยแบบประเมินชนิดมาตราส่วนประมาณค่า
(Rating Scale) 5 ระดับ ตามวิธีการของลิเคิรท์ (Likert) คือ มากที่สดุ มาก ปานกลาง น้อยและนอ้ ยทส่ี ุด
59
โดยกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนแบบประเมนิ สำหรับผูเ้ ช่ียวชาญ ดงั นี้ (บญุ ชม ศรีสะอาด. 2535 : 99)
เหมาะสม มากทสี่ ุด ให้ 5 คะแนน
เหมาะสม มาก ให้ 4 คะแนน
เหมาะสม ปานกลาง ให้ 3 คะแนน
เหมาะสม น้อย ให้ 2 คะแนน
เหมาะสม น้อยที่สุด ให้ 1 คะแนน
ผเู้ ช่ยี วชาญประกอบดว้ ย
1) นายจริ ายทุ ธ พฤฒิสาร ตำแหนง่ รองผู้อำนวยการฝา่ ยวชิ าการ
2) นายวกร สสี ัมฤทธิ์ ตำแหนง่ ครู
3) นายศิวกร อนิ ภษู า ตำแหนง่ ครู
3.1.7 นำผลจากการประเมนิ ของผู้เชยี่ วชาญ แปลความหมาย โดยใชเ้ กณฑ์
ในการแปลความหมายของค่าเฉลี่ย ดังนี้ (บญุ ชม ศรีสะอาด. 2545 : 72)
คา่ เฉล่ยี 4.51 – 5.00 หมายถึง เหมาะสม มากท่สี ดุ
ค่าเฉล่ยี 3.51 – 4.50 หมายถงึ เหมาะสม มาก
ค่าเฉล่ยี 2.51 – 3.50 หมายถงึ เหมาะสม ปานกลาง
คา่ เฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถงึ เหมาะสม นอ้ ย
ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง เหมาะสม น้อยท่ีสุด
ผลการประเมนิ พบวา่ แผนการจดั การเรยี นรู้โดยใชร้ ูปแบบโครงงานเปน็ ฐานโดยรวม
มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากท่ีสดุ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.52 (ภาคผนวก ค ตารางที่ ค.3 : 109-110)
3.1.8 ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ เพ่ือให้แผนการจัดการเรียนรู้
มคี วามสมบรู ณ์มากยิ่งขนึ้ และนำไปทดทดลองใช้ จำนวน 3 ครั้ง ดังน้ี
1) ทดลองครั้งที่ 1 แบ บ เดี่ยว นำแผนการจัดการเรีย นรู้โดยใช้รูปแบบ
โครงงานเป็นฐาน ไปทดลองสอนกับนักศึกษา ระดับ ปวส. ปีที่ 1 แผนกวิชาการบัญชี ท่ีลงทะเบียนเรียน
วิชาการบัญชีต้นทุน 1 รหัสวิชา 30201-2003 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 3 คน ท่ีไม่ใช่
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาท่ีผลการเรียนดี 1 คน ปานกลาง 1 คน และอ่อน 1 คน
เพ่ือตรวจสอบความเหมาะสมของเวลาและกิจกรรมการเรียนการสอน โดยให้นักศึกษาได้ศึกษาเน้ือหา
อย่างละเอียดทีละแผนการจัดการเรียนรู้ ทำแบบฝึกหัดท้ายแผนการจัดการเรียนรู้และทดสอบหลังเรียน
ทุกหน่วยการเรียนรู้ นำคะแนนมาคำนวณหาประสิทธิภาพ (E1/E2) ตามเกณฑ์ 80/80 ผลการทดลอง
พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบโครงงานเป็นฐาน มีประสิทธิภาพเท่ากับ 68.41/68.33
60
(ภาคผนวก ค ตารางท่ี ค.4 : 111) ผู้วิจยั ได้ทำการปรับปรงุ ส่ือการเรียนรู้และตัวอยา่ งให้มีความเหมาะสม
กับเนอื้ หาสาระ
2) ทดลองครั้งที่ 2 แบบกลุ่มเล็ก โดยเป็นนักศึกษา ระดับ ปวส.1 ปีที่ 1 แผนก
วชิ าการบัญชี ที่ลงทะเบียนวชิ าการบัญชีต้นทนุ 1 รหัสวิชา 30201-2003 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2564
จำนวน 9 คน ท่ีไมใ่ ช่กลมุ่ ตัวอยา่ งท่ีใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาท่ีผลการเรียนดี 3 คน ปานกลาง 3 คน
และอ่อน 3 คน เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของเวลาและกิจกรรมการเรียนการสอน โดยให้นักศึกษา
ได้ศึกษาเน้ือหาอย่างละเอียดทีละแผนการจัดการเรียนรู้ ทำแบบฝึกหัดท้ายแผนการจัดการเรียนรู้และ
ทดสอบหลังเรียนทุกหน่วยการเรียนรู้ นำคะแนนมาคำนวณหาประสิทธิภาพ (E1/E2) ตามเกณฑ์ 80/80
ผลการทดลองใช้พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบโครงงานเป็นฐาน มีประสิทธิภาพเท่ากับ
76.72/76.67 (ภาคผนวก ค ตารางท่ี ค.5 : 112) ผู้วิจัยได้ปรับปรุงงานท่ีมอบหมายให้มีความเหมาะสม
กับเวลาที่จัดการเรยี นรู้
3) ทดลองคร้ังท่ี 3 แบบภาคสนาม โดยเป็นนักศึกษา ระดับ ปวส.1 ปีที่ 1
แผนกวิชาการบัญชี ทล่ี งทะเบียนวิชาการบัญชีตน้ ทุน 1 รหสั วชิ า 30201-2003 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา
2564 จำนวน 30 คน ท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาท่ีผลการเรียนดี 10 คน
ปานกลาง 10 คน และอ่อน 10 คน เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของเวลาและกิจกรรมการเรียนการสอน
โดยใหน้ ักศึกษาได้ศกึ ษาเน้ือหาอย่างละเอยี ดทีละแผนการจัดการเรียนรู้ ทำแบบฝกึ หดั ทา้ ยแผนการจดั การ
เรียนรู้และทดสอบหลังเรียนทุกหน่วยการเรียนรู้ นำคะแนนมาคำนวณหาประสิทธิภาพ (E1/E2)
ตามเกณฑ์ 80/80 ผลการทดลองใช้พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบโครงงานเป็นฐาน
มีประสทิ ธภิ าพเท่ากับ 81.92/81.83 (ภาคผนวก ค ตารางท่ี ค.6 : 113) ตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80
3.1.9 ปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ยังบกพร่อง จัดทำเป็นรูปเล่ม เพื่อนำไปใช้กับนักศึกษา
กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษา ระดับ ปวส. ปีท่ี 1 แผนกวิชาการบัญชี วิทยาลัยเทคนิคหนองบัวลำภู
ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564 จำนวน 21 คน ต่อไป
3.2 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียน วิชาการบัญชีต้นทุน 1 เป็นแบบปรนัย
ชนดิ เลือกตอบ ดำเนนิ การสรา้ งและหาคุณภาพตามขนั้ ตอน ดงั นี้
3.2.1 ศึกษาวิธีการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ จากเอกสาร ตำรา ศึกษาการสร้าง
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียน การประเมินผลการเรยี นและศกึ ษาการหาคณุ ภาพของแบบทดสอบ
วดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
61
3.2.2 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกับเนื้อหาวิชาการบัญชี
ต้นทุน 1 เพ่ือกำหนดความสำคัญของจุดประสงค์การเรียนรู้แต่ละข้อว่ามีความสำคัญในระดับใดแล้ว
พจิ ารณาจากความยากงา่ ย ปรมิ าณเนื้อหาและความจำเป็นของการนำไปใช้แก้ปัญหาในการทำงาน
3.2.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน วิชาการบัญ ชีต้นทุน 1
รหัสวชิ า 30201-2003 เป็นแบบปรนยั ชนดิ เลือกตอบ
3.2.4 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน (กลุ่มเดิมท่ีประเมิน
คุณ ภาพ ของเอกสารประกอบก ารสอน ) ประเมิน ความตรงตามเนื้อหา (Content Validity)
ความชัดเจนของคำถามในแบบทดสอบและความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามท่ีสร้างข้ึนกับจุดประสงค์
การเรียนรู้ ด้วยวธิ ีการหาค่าดชั นีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC)
โดยให้คะแนนตามเกณฑ์ ดังน้ี (สมบัติ ท้ายเรือคำ. 2553 : 89-120)
ได้ +1 ถ้าแนใ่ จว่าขอ้ สอบข้อน้ันวัดพฤติกรรมในเนือ้ หาตามท่รี ะบุไว้จริง
ได้ 0 ถ้าไมแ่ นใ่ จว่าข้อสอบขอ้ นนั้ วัดพฤตกิ รรมในเนือ้ หาตามที่ระบไุ ว้จรงิ
ได้ -1 ถา้ แน่ใจวา่ ข้อสอบข้อน้ันไม่ได้วัดพฤตกิ รรมในเน้อื หาตามทร่ี ะบไุ ว้จรงิ
3.2.5 หาผลรวมของคะแนนในแต่ละข้อของผู้เช่ียวชาญทั้งหมด แล้วนำมาหาค่าเฉล่ีย
เพื่อวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องและพิจารณาคัดเลือกข้อสอบท่ีมีค่าเฉลี่ยต้ังแต่ .50 ขึ้นไป
ผลการวิเคราะห์ พบว่า ข้อสอบมีค่าดัชนคี วามสอดคล้อง อยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00 มีคา่ เฉลยี่ เทา่ กับ 0.97
สรุปได้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวัดได้ตรงกับจุดประสงค์การเรียนรู้ จำนวน 60 ข้อ
(ภาคผนวก ง ตารางท่ี ง.1 : 121-123)
3.2.6 นำแบบทดสอบไปปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เช่ียวชาญ จัดพิมพ์นำไป
ทดลองใช้ (Try out) กับนักศึกษา ระดบั ปวส. ปีท่ี 1 แผนกวิชาการบัญชี ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564
จำนวน 30 คน ซึ่งเคยเรียนวชิ าการบญั ชีตน้ ทุน 1 มาแลว้ โดยผ้วู จิ ยั ทำการทดสอบดว้ ยตนเอง
3.2.7 วิเคราะห์หาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน โดยนำผล
การทดสอบ มาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ พิจารณาคัดเลือก
ข้อสอบตามเกณฑ์ค่าความยากง่าย (p) ตัง้ แต่ .20 ถงึ .80 และค่าอำนาจจำแนก (r) ต้ังแต่ .20 ถึง 1.00
จากนั้นนำข้อสอบท่ีผ่านการคัดเลือกไปหาค่าความเช่ือมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบท้ังฉบับ
ตามวิธีของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน สูตร KR – 20 (Kuder-Richardson 20) พบว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนวิชาการบัญชีต้นทุน 1 มีค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.47 - 0.87 มีค่าอำนาจจำแนก
(r) อยู่ระหว่าง 0.27 - 0.83 (ภาคผนวก ง ตารางท่ี ง.2 : 143) และค่าความเชื่อม่ัน เท่ากับ 0.96
(ภาคผนวก ง ตารางท่ี ง.3 : 144)
62
3.2.8 พิมพ์แบบทดสอบฉบับสมบูรณ์แล้วนำไปใช้กับนักศึกษา ระดับ ปวส. ปีที่ 1
แผนกวิชาการบัญชี วิทยาลัยเทคนิคหนองบัวลำภู ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาการบัญชีต้นทุน 1 ภาคเรียนท่ี 2
ปกี ารศกึ ษา 2564 ซง่ึ เปน็ กลมุ่ เป้าหมาย จำนวน 21 คน
3.3 การสรา้ งแบบสอบถามความพึงพอใจของนกั ศึกษาท่มี ตี อ่ การจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้
รูปแบบโครงงานเปน็ ฐาน วชิ าการบัญชีต้นทนุ 1 รหสั วิชา 30201-2003 มวี ิธีการสร้างตามขน้ั ตอน ดงั น้ี
3.3.1 ศกึ ษาทฤษฎีเก่ยี วกบั ความพงึ พอใจ
3.3.2 เลอื กรูปแบบเครอื่ งมอื และกำหนดเกณฑใ์ นการวดั เจตคติ
3.3.3 สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนกั ศกึ ษาทม่ี ตี อ่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้
รูปแบบโครงงานเปน็ ฐาน เปน็ แบบมาตราส่วนประมาณคา่ (Rating Scale) ของลิเคริ ์ท (Likert Scales)
(พรรณี ลีกจิ วัฒนะ. 2554 : 101) แบ่งระดบั ความพึงพอใจออกเป็น 5 ระดบั คอื มากที่สุด มาก
ปานกลาง น้อยและนอ้ ยทสี่ ุด โดยกำหนดการให้คะแนน ดงั น้ี
ระดับความพงึ พอใจมากท่ีสดุ กำหนดให้ 5 คะแนน
ระดบั ความพึงพอใจมาก กำหนดให้ 4 คะแนน
ระดับความพึงพอใจปานกลาง กำหนดให้ 3 คะแนน
ระดับความพึงพอใจน้อย กำหนดให้ 2 คะแนน
ระดบั ความพงึ พอใจน้อยทสี่ ุด กำหนดให้ 1 คะแนน
ค่าเฉลยี่ ของคำตอบแบบสอบถาม โดยใชเ้ กณฑ์ในการแปลความหมายของค่าเฉลย่ี ดังน้ี
(บญุ ชม ศรสี ะอาด. 2545 : 103)
คา่ เฉล่ยี 4.51 – 5.00 หมายถงึ มคี วามพึงพอใจอยู่ในระดับมากท่สี ดุ
คา่ เฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถงึ มีความพึงพอใจอยู่ในระดบั มาก
ค่าเฉลย่ี 2.51 – 3.50 หมายถึง มคี วามพงึ พอใจอยใู่ นระดับปานกลาง
ค่าเฉลย่ี 1.51 – 2.50 หมายถึง มคี วามพึงพอใจอยู่ในระดบั น้อย
คา่ เฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถงึ มีความพึงพอใจอยู่ในระดบั น้อยท่สี ดุ
3.3.4 นำแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษา เสนอผู้เช่ียวชาญ 3 ท่าน (ชุดเดิม
ท่ีประเมินคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้) เพ่ือตรวจสอบความเหมาะสมของข้อคำถาม ลงความเห็น
และให้คะแนน เพื่อนำไปวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับพฤติกรรมท่ีประเมิน
(Index of Item Objective Congruence : IOC) ดงั นี้ (สมบัติ ท้ายเรอื คำ. 2553 : 89-120)
63
ได้ +1 ถ้าแน่ใจว่าข้อคำถามนั้นวัดพฤตกิ รรมในเนอ้ื หาตามทีร่ ะบุไว้จรงิ
ได้ 0 ถา้ ไมแ่ น่ใจวา่ ข้อคำถามน้ันวดั พฤติกรรมในเนื้อหาตามท่ีระบุไว้จริง
ได้ -1 ถา้ แน่ใจว่าขอ้ คำถามน้นั ไมไ่ ด้วดั พฤตกิ รรมในเนอื้ หาตามท่รี ะบุไวจ้ รงิ
คัดเลือกขอ้ ทม่ี คี ่า IOC ตงั้ แต่ .05 ขึ้นไป ปรับปรงุ แก้ไขแบบสอบถามตามคำแนะนำ
ของผู้เชี่ยวชาญ
3.3.5 นำแบบสอบถามความพึงพอใจท่ีปรับปรุงแล้ว ไปทดลองใช้ (Try out)
กับนักศึกษา ระดับ ปวส. ปีที่ 1 แผนกวิชาการบัญชี ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 30 คน
ซึ่งเป็นนักศึกษาที่เคยเรียนวิชาการบัญชีต้นทุน 1 มาแล้ว รวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ค่าอำนาจจำแนก
รายข้อ (Discriminate Power) และค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสอบถามท้ังฉบับโดยใช้
ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha-Coefficient Method) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) (ล้วน สายยศ
และอังคณา สายยศ. 2538 : 200) พบว่า แบบสอบถามมคี ่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.40–0.84
และค่าความเช่ือมน่ั เทา่ กับ .89 (ภาคผนวก ค ตารางท่ี ค.9 : 118-119)
3.3.6 ปรับปรุงแก้ไขแบบสอบถามความพึงพอใจ จัดพิมพ์แบบสอบถามฉบับสมบูรณ์
เพ่ือนำไปใช้กับนักศึกษา ระดับ ปวส. ปีที่ 1 แผนกวิชาการบัญชี ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564
ซึ่งเปน็ กลมุ่ เปา้ หมาย จำนวน 21 คน
4. รปู แบบการทดลอง
ผวู้ ิจัยไดด้ ำเนินการตามแบบการทดลองข้ันต้น (Pre - Experiment Design) แบบกลมุ่ เดยี ว
มีการวัดกอ่ นการทดลอง 1 ครง้ั และหลงั การทดลอง 1 ครง้ั (One Group Pre-Test Post-Test Design)
(พรรณี ลีกจิ วฒั นะ. 2554 : 163) รูปแบบการทดลองแสดงดงั ตารางที่ 3.1 ดังนี้
ตารางที่ 3.1 แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pre-Test Post-Test Design
นกั ศึกษา Pretest Treatment Posttest
กลมุ่ ตัวอย่าง T1 X T2
เม่อื T1 หมายถงึ ทดสอบก่อนการทดลอง (Pretest)
T2 หมายถงึ ทดสอบหลงั การทดลอง (Posttest)
X หมายถงึ การทดลองใช้แผนการจดั การเรยี นรู้
64
5. วธิ ดี ำเนนิ การทดลอง
การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงทดลองกับนักศึกษา ระดับ ปวส. ปีท่ี 1 แผนกวิชาการบัญชี
วทิ ยาลัยเทคนิคหนองบัวลำภู ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 21 คน ใช้เวลาในการทดลอง
ทั้งหมด 72 ชวั่ โมง มรี ายละเอยี ดดงั น้ี
5.1 ผู้วิจัยนำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาการบัญชีต้นทุน 1 ให้นักศึกษา
สอบก่อนเรียน (Pre-test) เพ่ือวดั ความรู้พื้นฐานของนักศึกษาแลว้ ตรวจเก็บคะแนนไว้เพ่ือวิเคราะห์ข้อมูล
ในข้นั ตอนตอ่ ไป
5.2 ผู้วิจัยดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบ
โครงงานเป็นฐานบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รวมท้ังกระตุ้นให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติ
ตามแบบฝึกหัดอย่างเต็มความสามารถและมีทักษะในการคำนวณ เมื่อส้ินสุดการเรียนรู้ในแต่ละ
หน่วยการเรียนรู้ ให้นักศึกษาทำแบบทดสอบหลังเรียนแต่ละหน่วยการเรียนรู้ ทัง้ หมด 7 หนว่ ยการเรยี นรู้
บนั ทกึ เปน็ คะแนนระหว่างเรยี น (E1)
5.3 ผู้วิจัยทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) เมื่อส้ินสุดการทดลองทั้งหมด 7 หน่วย
การเรียนรู้ ให้นักศึกษาทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียน ซึ่งเป็นฉบับเดียวกัน
กับแบบทดสอบกอ่ นเรยี น ตรวจและบันทึกเปน็ คะแนนหลังเรยี น (E2)
5.4 ประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้
รูปแบบโครงงานเป็นฐานวิชาการบัญชีต้นทุน 1 โดยใช้แบบสอบถามท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึน รวบรวมข้อมูล
ไปวิเคราะห์ สรุปและรายงาน
5.5 นำคะแนนระหว่างเรียนและคะแนนหลังเรียน มาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพ E1/E2
ของแผนการจัดการเรียนรู้วชิ าการบญั ชีต้นทนุ 1
5.6 นำคะแนนก่อนเรียน (Pre-test) และคะแนนหลังเรียน (Post-test) มาวิเคราะห์
เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้
รปู แบบโครงงานเป็นฐาน ด้วยการทดสอบค่าทแี บบไมเ่ ป็นอสิ ระตอ่ กนั (t-test for Dependent Samples)
65
6. การวเิ คราะห์ข้อมลู
การวจิ ยั ครงั้ น้ี ผ้วู ิจยั ได้จำแนกการวิเคราะห์ข้อมูล ดังน้ี
6.1 วเิ คราะห์หาประสิทธภิ าพของแผนการจดั การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบโครงงานเป็นฐาน
ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80
6.2 วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักศึกษา
ระดับปวส. ปีท่ี 1 แผนกวิชาการบัญชี ที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบโครงงานเป็นฐาน
ใชส้ ูตร t-test (Dependent Sample)
6.3 วิเคราะห์คา่ ดชั นีประสทิ ธผิ ลแผนการจัดการเรียนรโู้ ดยใช้รปู แบบโครงงานเปน็ ฐาน
6.4 วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักศึกษาท่ีมีตอ่ การจดั การเรยี นรู้โดยใช้รูปแบบโครงงานเป็นฐาน
โดยหาคา่ เฉลี่ย (μ) และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (σ)
7. สถิตทิ ใี่ ช้ในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
7.1 สถติ ทิ ีใ่ ช้ตรวจสอบคุณภาพของเคร่อื งมือ
7.1.1 การหาคา่ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบแต่ละขอ้ โดยใช้สูตรค่าดชั นี
ความสอดคลอ้ ง IOC (Index of Item Objective Congruence) (สมบตั ิ ท้ายเรือคำ. 2553 : 89-120)
IOC = R
N
เม่อื IOC แทน ค่าดชั นคี วามสอดคล้องระหวา่ งขอ้ สอบกับจุดประสงค์
R แทน ผลรวมระหวา่ งคะแนนความคดิ เหน็ ของผู้เชยี่ วชาญท้งั หมด
N แทน จำนวนผู้เช่ยี วชาญทั้งหมด
7.1.2 การหาค่าความยาก (p) ของแบบทดสอบ หาได้โดยใช้สตู ร ดงั น้ี
(สมบตั ิ ทา้ ยเรอื คำ. 2553 : 89-120)
p = RH + RL
N
เมอ่ื p แทน คา่ ความยากงา่ ยของข้อสอบ
RH แทน จำนวนนักศึกษากลุ่มสูงท่ตี อบถกู
RL แทน จำนวนนักศกึ ษากลุ่มตำ่ ทตี่ อบถกู
N แทน จำนวนนกั ศกึ ษาทง้ั กลุม่ สูงและกลุม่ ตำ่
66
7.1.3 การหาค่าอำนาจจำแนก (r) ของขอ้ สอบ หาได้โดยใช้สตู ร ดงั นี้
(สมบัติ ท้ายเรือคำ. 2553 : 89-120)
r = RH - RL
NH
เมื่อ r = แทน คา่ อำนาจจำแนกของขอ้ สอบ
RH แทน จำนวนนกั ศึกษาที่ตอบถูกในกลุ่มสงู
RL แทน จำนวนนักศึกษาท่ีตอบถูกในกลมุ่ ต่ำ
NH แทน จำนวนนักศกึ ษาทเ่ี ข้าสอบในกล่มุ สงู
7.1.4 การหาค่าความเชื่อม่นั (Reliability) ของแบบทดสอบทง้ั ฉบบั ตามวธิ ีของคูเดอร์
และรชิ าร์ดสนั สูตร KR – 20 หาได้โดยใช้สตู ร ดงั น้ี (สมบตั ิ ท้ายเรอื คำ. 2553 : 89-120)
KR20 : rtt = k 1 1- Σpq
k- St 2
เม่ือ rtt แทน ค่าความเชือ่ ม่ันของแบบทดสอบทง้ั ฉบบั
k แทน จำนวนขอ้ สอบท้ังฉบับ
p แทน สดั สว่ นของคนทีต่ อบถกู แต่ละข้อ
q แทน สัดสว่ นของคนทตี่ อบผดิ แต่ละข้อ (q = 1 – p)
St2 แทน ความแปรปรวนของแบบทดสอบ
โดย NX2 −(X)2
N(N −1)
=S t 2
67
7.1.5 การหาคา่ ความเช่ือมั่น (Reliability) ของแบบสอบถามความพงึ พอใจ โดยใช้สูตร
สมั ประสิทธิ์แอลฟา (Alpha) ของครอนบาค (Cronbach) ดังนี้ (มนสิช สิทธิสมบรู ณ์. 2550 : 121)
= SSnn 1 − 2
− i
1 2
t
เมือ่ แทน ค่าสมั ประสิทธ์ิความเชื่อมั่น
n แทน จำนวนขอ้ ของแบบสอบถาม
แทน คะแนนความแปรปรวนแต่ละข้อ
S2 แทน ผลรวมของความแปรปรวนของแต่ละขอ้
i แทน คะแนนความแปรปรวนท้ังฉบบั
Si2
S2
t
7.2 สถติ ิท่ใี ช้ในการหาประสทิ ธภิ าพและประสิทธิผลของแผนการจดั การเรียนรู้
7.2.1 การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรโู้ ดยใช้รูปแบบโครงงานเปน็ ฐาน
ตามเกณฑ์ 80/80 จากสูตร E1/E2 ดังนี้ (ชยั ยงค์ พรหมวงศ์. 2556 : 10)
E1 = (∑ ) X 100
A
เม่ือ E1 แทน ประสทิ ธิภาพของกระบวนการ
∑ แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหดั หรอื งานของผู้เรยี นท้ังหมดทไ่ี ด้
A แทน คะแนนเตม็ ของแบบฝกึ หดั หรืองานท้ังหมดรวมกัน
N แทน จำนวนผู้เรยี น
E2 = (∑ ) X 100
B
เมือ่ E2 แทน ประสิทธภิ าพของผลลัพธ์
∑ แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบหลงั เรยี นของผเู้ รยี นทงั้ หมดท่ีได้
A แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลงั เรยี น
N แทน จำนวนผู้เรียน
68
7.2.2 การหาค่าดชั นปี ระสทิ ธิผล (Effectiveness Index : E.I.) หาได้โดยใช้สูตร ดงั น้ี
(เผชญิ กิจระการ และสมนึก ภัททยิ ธน.ี 2546 : 31)
ดัชนปี ระสิทธิผล = ผลรวมของคะแนนหลงั เรียนทกุ คน - ผลรวมของคะแนนกอ่ นเรยี นทุกคน
(จำนวนนักเรียน x คะแนนเตม็ ) - ผลรวมของคะแนนกอ่ นเรยี นทกุ คน
หรอื E.I. = P2 – P1
Total – P1
เมือ่ E.I. แทน ดัชนปี ระสิทธิผล
P1 แทน ผลรวมของคะแนนกอ่ นเรยี นทุกคน
P2 แทน ผลรวมของคะแนนหลงั เรยี นทุกคน
Total แทน ผลคูณของจำนวนนักเรียนกับคะแนนเต็ม
7.3 สถติ ิทีใ่ ช้ในการตรวจสอบสมมติฐานของคะแนนเฉลย่ี กอ่ นเรยี นและหลังเรยี น
หาไดโ้ ดยใช้สูตร t-test (Dependent Sample) ดังน้ี (พรรณี ลกี จิ วัฒนะ. 2554 : 153)
t = D
n D2 − ( D)2
n −1
df = n – 1
เมอ่ื D แทน ผลต่างระหว่างคะแนนแต่ละคู่
n แทน จำนวนคู่
D แทน ผลรวมของผลตา่ งระหวา่ งคะแนนแต่ละคู่
D2 แทน ผลรวมของผลตา่ งระหว่างคะแนนแต่ละคยู่ กกำลังสอง
69
7.4 สถิตพิ ้นื ฐาน ไดแ้ ก่
7.4.1 การหาค่าเฉล่ีย (μ) หาได้โดยใช้สตู ร ดงั น้ี (บญุ ชม ศรสี ะอาด. 2545 : 124)
X
μ=
N
เมือ่ μ แทน ค่าเฉล่ยี ประชากร
X แทน ผลรวมของทั้งหมด
N แทน จำนวนข้อมูลทั้งหมด
7.4.2 การหาสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานประชากร (Population Standard Deviation : σ)
หาไดโ้ ดยใช้สูตรดังนี้ (บุญชม ศรสี ะอาด. 2545 : 127)
= ( Xi − )2
N
เม่อื σ แทน สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน
μ แทน ค่าเฉลีย่ ประชากร
Xi แทน คะแนนนกั ศกึ ษาแต่ละคน
N แทน จำนวนนักศกึ ษากลุ่มเป้าหมาย
บทที่ 4
ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล
การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาการบญั ชบี ริหารของนักศกึ ษาระดบั ประกาศนยี บัตรวิชาชีพ
ช้ันสูง ปีที่ 1 แผนกวิชาการบัญ ชี ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน มีลำดับข้ัน
การวเิ คราะหข์ ้อมูล ดังน้ี
1. สัญลักษณ์ท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู
2. ลำดบั ข้นั ในการวิเคราะห์ขอ้ มลู
3. ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
1. สัญลักษณท์ ใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมลู
ผ้วู ิจัยไดก้ ำหนดความหมายของสญั ลกั ษณ์ในการวเิ คราะหข์ อ้ มูล ดังน้ี
μ แทน คา่ เฉล่ียของกล่มุ เป้าหมาย
σ แทน ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานของกลุม่ เป้าหมาย
N แทน จำนวนนกั ศกึ ษากลมุ่ ตวั อยา่ ง
E1 แทน ประสิทธภิ าพของกระบวนการ
E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์
E.I. แทน ดัชนีประสิทธผิ ล
D แทน ผลรวมของผลต่างของคะแนนทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรยี น
D2 แทน ผลรวมของผลต่างของคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน
ยกกำลงั สอง
t แทน คา่ ทีแบบไมเ่ ปน็ อิสระตอ่ กนั (t-test for Dependent Samples)
* แทน มนี ยั สำคัญทางสถิตทิ รี่ ะดับ .05
2. ลำดับขนั้ ในการวเิ คราะหข์ ้อมลู
ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูลครัง้ น้ี ผูว้ จิ ัยไดจ้ ำแนกผลการวิเคราะห์ออกเป็นดังนี้
2.1 วเิ คราะห์หาประสิทธภิ าพของแผนการจดั การเรียนรูโ้ ดยใชร้ ูปแบบโครงงานเปน็ ฐาน
วชิ าการบญั ชีต้นทนุ 1 ทีม่ ีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
71
2.2 วเิ คราะห์เปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนกอ่ นเรียนและหลังเรยี น ของนักศกึ ษา
ระดบั ปวส. ปีท่ี 1 แผนกวชิ าการบัญชี ทีเ่ รยี นด้วยแผนการจดั การเรยี นร้โู ดยใช้รปู แบบโครงงานเป็นฐาน
2.3 วเิ คราะหค์ า่ ดัชนีประสิทธผิ ลแผนการจดั การเรยี นร้โู ดยใช้รูปแบบโครงงานเป็นฐาน
2.4 วิเคราะหค์ วามพึงพอใจของนักศึกษาท่ีมีตอ่ การจัดการเรียนรโู้ ดยใช้รูปแบบโครงงานเปน็ ฐาน
วชิ าการบญั ชีต้นทนุ 1 รหัสวิชา 30201-2003
3. ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู
3.1 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบโครงงานเป็นฐาน
วิชาการบัญชีต้นทุน 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ผู้วิจัยได้นำคะแนนจากการทำแบบฝึกหัด
แบบทดสอบและแบบสังเกตพฤติกรรม ท้ังหมด 7 แผน รวมท้ังคะแนนจากการทำแบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนของนักศึกษาทุกคนมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติพื้นฐานเพ่ือหาค่าเฉล่ีย
สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน และรอ้ ยละของคะแนน แสดงผลดังตารางท่ี 4.1 ดงั นี้
ตารางที่ 4.1 ประสทิ ธิภาพของแผนการจดั การเรยี นรูโ้ ดยใช้รูปแบบโครงงานเป็นฐาน ตามเกณฑ์ 80/80
คะแนน คะแนนเต็ม N μ σ รอ้ ยละ
การทำแบบฝึกหดั แบบทดสอบ 210 21 173.95 13.30 82.83
และแบบสังเกตพฤติกรรม
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรยี น 20 21 16.52 1.10 82.62
ประสทิ ธิภาพของแผนการจัดการเรยี นรู้โดยใชร้ ปู แบบโครงงานเปน็ ฐาน (E1/E2) = 82.83/82.62
จากตารางท่ี 4.1 พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบโครงงานเป็นฐาน สำหรับ
นักศึกษา ระดับ ปวส. ปีท่ี 1 แผนกวิชาการบัญชี วิทยาลัยเทคนิคหนองบัวลำภู จากการใช้จริง
ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 มีประสิทธิภาพด้านกระบวนการ คะแนนเฉล่ียเท่ากับ 173.95
คิดเป็นคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 82.83 (E1) และประสิทธิภาพด้านผลลัพธ์ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 16.52
คิดเป็นคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 82.62 (E2) สรุปได้ว่า มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.83/82.62
เปน็ ไปตามเกณฑ์ท่กี ำหนดไว้ คือ 80/80
72
3.2 วิเคราะหเ์ ปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี นของนกั ศึกษา
ระดับปวส. ปที ี่ 1 แผนกวิชาการบัญชี ท่ีเรยี นด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบโครงงาน
เป็นฐาน
ผู้วจิ ยั นำคะแนนก่อนเรียนและหลังเรยี น โดยใชแ้ ผนการจัดการเรียนรู้รปู แบบโครงงานเป็นฐาน
วิชาการบัญชีต้นทุน 1 มาเปรยี บเทียบโดยใช้การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระต่อกัน (t-test for Dependent
Samples) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ความก้าวหน้าทางการเรียนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรยี น แสดงผลดังตารางท่ี 4.2 ดงั นี้
ตารางที่ 4.2 ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นกอ่ นเรียนและหลงั เรยี น และคะแนนความก้าวหน้าของการเรียนรู้
โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้รปู แบบโครงงานเปน็ ฐาน
คะแนน N μ σ D D2 t
กอ่ นเรียน 21 3.90 1.48 3,397 35.54*
1.10 265
หลังเรยี น 21 16.52
*มีนยั สำคัญทางสถิตทิ ่ีระดบั .05
จากตารางที่ 4.2 พบว่า นกั ศึกษา ระดับปวส. ปที ่ี 1 แผนกวิชาการบญั ชี ท่ไี ด้รบั การจดั การ
เรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบโครงงานเป็นฐาน วิชาการบัญชีต้นทุน 1 มีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนหลังเรียนสงู กวา่ กอ่ นเรียน อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิติท่รี ะดบั .05
73
3.3 วิเคราะห์คา่ ดชั นีประสทิ ธิผลแผนการจดั การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบโครงงานเป็นฐาน
การวเิ คราะหค์ ่าดัชนีประสทิ ธิผลของการเรยี นรู้ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรรู้ ปู แบบ
โครงงานเปน็ ฐาน วิชาการบัญชีตน้ ทนุ 1 รหสั วิชา 30201-2003 แสดงผลดังน้ี
ดัชนีประสิทธผิ ล = ผลรวมของคะแนนหลังเรียนทกุ คน - ผลรวมของคะแนนกอ่ นเรยี นทุกคน
(จำนวนนกั เรยี น x คะแนนเตม็ ) - ผลรวมของคะแนนกอ่ นเรียนทุกคน
หรอื E.I. = P2 – P1
Total – P1
เมือ่ E.I. แทน ดัชนีประสทิ ธิผล
P1 แทน ผลรวมของคะแนนกอ่ นเรียนทุกคน
P2 แทน ผลรวมของคะแนนหลังเรียนทุกคน
Total แทน ผลคูณของจำนวนนกั เรยี นกบั คะแนนเตม็
แทนค่าในสูตร
E.I. = P2 – P1
Total – P1
= 347 - 82
(21)(20) - 82
= 265
420 - 82
= 265
338
= 0.78
จากการคำนวณ พบว่า ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้
รปู แบบโครงงานเป็นฐาน วิชาการบัญชีตน้ ทุน 1 รหัสวิชา 30201-2003 ของนักศึกษา ระดบั ปวส. ปีท่ี 1
แผนกวิชาการบัญชี วิทยาลัยเทคนิคหนองบัวลำภู มีค่าเท่ากับ 0.78 แสดงให้เห็นว่านักศึกษา
ระดับปวส. 1 แผนกวิชาการบัญชี วิทยาลัยเทคนิคหนองบัวลำภู หลังการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการ
เรยี นรู้รูปแบบโครงงานเปน็ ฐานทผ่ี วู้ จิ ัยสรา้ งขนึ้ มีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน เพมิ่ ขนึ้ ร้อยละ 78
74
3.4 วเิ คราะหค์ วามพงึ พอใจของนักศกึ ษาทม่ี ตี ่อการจัดการเรยี นรูโ้ ดยใช้รปู แบบโครงงาน
เป็นฐาน วชิ าการบญั ชตี น้ ทนุ 1 รหสั วชิ า 30201-2003 แสดงผลดงั ตารางท่ี 4.3 ดังน้ี
ตารางท่ี 4.3 แสดงค่าเฉลย่ี และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานความพึงพอใจของนกั ศกึ ษาทม่ี ีตอ่
การจัดการเรยี นร้โู ดยใช้แผนการจัดการเรยี นรรู้ ูปแบบโครงงานเป็นฐาน วชิ าการบญั ชีตน้ ทุน 1
รหัสวชิ า 30201-2003
ข้อ รายการประเมิน μ σ ระดบั ความพงึ พอใจ
1 ครชู แ้ี จงจุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรมแกน่ ักศึกษา 4.61 0.70 มากที่สดุ
2 ครวู ัดและประเมนิ ผลตามแผนการจัดการเรียนรู้ 4.48 0.62 มาก
3 ครใู ชส้ อื่ /เทคโนโลยีการสอนที่น่าสนใจ ทนั สมัย 4.55 0.71 มากทีส่ ดุ
4 ครูจัดการเรยี นรอู้ ยา่ งเปน็ ขัน้ ตอน เหมาะสม เข้าใจงา่ ย 4.18 0.88 มาก
5 ครสู อดแทรกคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ 4.09 0.88 มาก
และคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
6 ครูมีการบรู ณาการปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง 4.24 0.94 มาก
ทุกแผนการจัดการเรยี นรู้
7 นักศึกษามีส่วนร่วมในการประเมินผลการเรยี น 4.52 0.83 มากทส่ี ุด
8 ครกู ระตุ้นใหน้ กั ศึกษารว่ มกันอภิปรายเพื่อสรปุ บทเรียน 4.03 0.77 มาก
9 ครตู ั้งใจสอน ให้คำแนะนำนกั ศกึ ษาในการทำกจิ กรรม 4.12 0.70 มาก
10 ครใู ห้ความสนใจแก่นักศกึ ษาอย่างท่ัวถงึ ขณะสอน 4.67 0.48 มากทส่ี ุด
11 บรรยากาศของการเรียนทำให้นกั ศกึ ษามีความกระตอื รอื ร้น มาก
ในการเรียน 3.88 0.65
12 กจิ กรรมการเรียนรู้ทำให้นกั ศกึ ษาเข้าใจในเนอ้ื หามากข้นึ 3.79 0.99 มาก
13 การจัดการเรียนรู้ชว่ ยใหน้ กั ศกึ ษาสรา้ งความรู้
ความเขา้ ใจดว้ ยตนเองได้ 4.58 0.50 มากทส่ี ดุ
14 นักศึกษาเรียนอยา่ งมคี วามสุข 4.27 0.45 มาก
15 นกั ศกึ ษานำความรู้จากวิชาน้ไี ปใช้ในชวี ติ ประจำวันได้ 4.03 0.39 มาก
โดยรวม 4.27 0.76 มาก
75
จากตารางท่ี 4.3 พบวา่ นักศกึ ษา ระดบั ปวส. ปีที่ 1 แผนกวชิ าการบัญชี วทิ ยาลัยเทคนิค
หนองบัวลำภู มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบโครงงานเป็นฐาน
วิชาการบัญชีต้นทุน 1 รหัสวิชา 30201-2003 โดยรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.27) โดยเรียงลำดับ
รายการประเมินท่ีมีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับแรก ดังนี้ ครูให้ความสนใจแก่นักศึกษา
อย่างทั่วถึงขณ ะสอน (μ = 4.67) ครูช้ีแจงจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมแก่นักศึกษา (μ = 4.61)
และการจดั การเรียนรชู้ ว่ ยให้นักศกึ ษาสร้างความรู้ ความเขา้ ใจดว้ ยตนเองได้ (μ = 4.58)
บทท่ี 5
สรปุ ผลการวจิ ัย อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
การพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าการบัญชบี ริหารของนกั ศกึ ษาระดบั ประกาศนยี บตั รวิชาชีพ
ช้นั สูง ปีท่ี 1 แผนกวิชาการบัญชี ด้วยกิจกรรมการเรยี นรแู้ บบโครงงานเป็นฐาน ผู้วิจัยสรุปผล อภิปรายผล
และข้อเสนอแนะ ดังน้ี
1. วัตถุประสงคข์ องการวิจยั
2. สมมติฐานของการวิจัย
3. วธิ ดี ำเนินการวิจัย
4. สรปุ ผลการวิจัย
5. อภิปรายผล
6. ขอ้ เสนอแนะ
1. วัตถุประสงคข์ องการวิจยั
1.1 เพ่อื หาประสิทธิภาพของบทเรยี นวชิ าการบัญชีตน้ ทนุ 1 ที่จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
แบบโครงงานเปน็ ฐาน
1.2 เพอ่ื เปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นกอ่ นเรียนและหลังเรยี นวชิ าการบญั ชีต้นทนุ 1
ท่จี ดั กจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบโครงงานเปน็ ฐาน
1.3 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผเู้ รียนท่ีมตี ่อการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเปน็ ฐาน
วิชาการบัญชีตน้ ทนุ 1
2. สมมตฐิ านของการวิจยั
2.1 บทเรียนวชิ าการบัญชีต้นทุน 1 โดยใชโ้ ครงงานเป็นฐานสำหรับผเู้ รียนระดับประกาศนยี บัตร
วิชาชพี ช้นั สูง ปีที่ 1 มปี ระสิทธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80
2.2 ผเู้ รียนวชิ าการบัญชีตน้ ทนุ 1 ทเี่ รยี นโดยใช้โครงงานเปน็ ฐาน มีผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน
หลงั เรียนสงู กวา่ ก่อนเรียน อย่างมนี ัยสำคญั ทางสถิติที่ระดบั .05
2.3 ผ้เู รียนมคี วามพงึ พอใจตอ่ การจัดการเรยี นรูโ้ ดยใช้โครงงานเปน็ ฐาน อยู่ในระดับมาก
77
3. วธิ ดี ำเนนิ การวจิ ัย
3.1 กลมุ่ เป้าหมาย
นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีท่ี 1 กลุ่มเรียน 1 แผนกวิชาการบัญชี
วทิ ยาลัยเทคนิคหนองบัวลำภู จำนวน 21 คน โดยการเลือกแบบเจาะจงจากนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียน
วิชาการบัญชีตน้ ทุน 1 รหัสวชิ า 30201-2003 ในภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2564
3.2 เครอ่ื งมอื ท่ีใชใ้ นการวิจยั ประกอบดว้ ย
3.2.1 แผนการจัดการเรียนร้วู ชิ าการบญั ชีตน้ ทนุ 1 โดยใช้รปู แบบโครงงานเปน็ ฐาน
3.2.2 แบบทดสอบวดั ผลสมฤทธท์ิ างการเรียนวชิ าการบญั ชีตน้ ทุน 1
3.2.3 แบบสอบถามความพงึ พอใจของนกั ศกึ ษาที่มตี อ่ การจัดการเรยี นรู้
โดยใชโ้ ครงงานเป็นฐาน
3.3 การวเิ คราะห์ข้อมลู
ผู้วิจยั ได้จำแนกการวิเคราะห์ข้อมูล ดังน้ี
3.3.1 วเิ คราะหห์ าประสิทธภิ าพของแผนการจดั การเรยี นรูโ้ ดยใช้รูปแบบโครงงานเป็นฐาน
ท่มี ปี ระสิทธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80
3.3.2 วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นกอ่ นเรยี นและหลังเรียนของนกั ศกึ ษา
ระดับปวส. ปที ่ี 1 แผนกวิชาการบญั ชี ทเ่ี รียนดว้ ยแผนการจัดการเรยี นรู้โดยใชร้ ูปแบบโครงงานเป็นฐาน
ใชส้ ูตร t-test (Dependent Sample)
3.3.3 วเิ คราะห์คา่ ดชั นปี ระสทิ ธผิ ลแผนการจัดการเรยี นรู้โดยใชร้ ูปแบบโครงงานเป็นฐาน
3.3.4 วิเคราะห์ความพึงพอใจของนกั ศกึ ษาทม่ี ตี ่อการจดั การเรียนรโู้ ดยใช้รปู แบบโครงงาน
เป็นฐาน โดยหาค่าเฉล่ยี (μ) และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน (σ)
4. สรปุ ผลการวจิ ยั
1. แผนการจัดการเรียนรูโ้ ดยใช้รูปแบบโครงงานเปน็ ฐาน วชิ าการบญั ชีตน้ ทุน 1
รหสั วชิ า 30201-2003 สำหรบั นกั ศกึ ษา ระดับปวส. ปที ี่ 1 แผนกวิชาการบัญชี
วิทยาลัยเทคนคิ หนองบวั ลำภู มีประสิทธภิ าพเทา่ กบั 82.83/82.62
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นหลงั เรียนของนักศึกษาทีไ่ ด้รับการจดั การเรยี นรู้โดยใช้
แผนการจดั การเรียนรู้รปู แบบโครงงานเปน็ ฐาน วชิ าการบัญชีตน้ ทนุ 1 รหัสวชิ า 30201-2003
สูงกวา่ กอ่ นเรียน อยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถติ ิท่ีระดับ .05
78
3. ประสทิ ธิผลทางการเรยี นรโู้ ดยใช้แผนการจดั การเรยี นรู้รปู แบบโครงงานเป็นฐาน
วชิ าการบัญชีตน้ ทนุ 1 รหัสวชิ า 30201-2003 ท่ีพัฒนาข้นึ ทำให้นักศึกษามปี ระสิทธิผลทางการเรียนรู้
รอ้ ยละ 78 สงู กวา่ เกณฑท์ ่ีต้ังไวร้ ้อยละ 60
4. ความพงึ พอใจของนักศกึ ษาท่ีมตี ่อการจัดการเรียนรู้ โดยใชแ้ ผนการจดั การเรียนรู้
รปู แบบโครงงานเปน็ ฐาน วิชาการบญั ชีต้นทุน 1 รหัสวชิ า 30201-2003 โดยรวมอยใู่ นระดับมาก
(μ = 4.27)
5. อภิปรายผล
1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบโครงงานเป็นฐาน วิชาการบัญชีต้นทุน 1 รหัสวิชา
30201-2003 สำหรับนักศึกษา ระดับ ปวส. ปีที่ 1 แผนกวิชาการบัญชี วิทยาลัยเทคนิคหนองบัวลำภู
จากการทดลองใช้จริง มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.83/82.62 เป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัย ข้อท่ี 1
ท้ังน้ีเน่ืองจากผู้วิจัยได้จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบโครงงานเป็นฐานท่ีมีความเหมาะสมกับ
เนื้อหาวิชา เริ่มจากการวิเคราะห์หลักสตู ร จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชาและคำอธิบายรายวิชา
กำหนดเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ สร้างเนื้อหา สร้างแบบฝึกหัดและแบบทดสอบตามจุดประสงค์
เชิงพฤตกิ รรมทีต่ ้งั ไว้ มกี ารวิเคราะหแ์ ละสังเคราะห์เอกสารและงานวจิ ัยทเี่ ก่ียวข้องเพ่ือสร้างแผนการจดั การ
เรียนรู้โดยใช้รูปแบบโครงงานเป็นฐานข้ึน สอดคล้องกับแนวคิดของจินตนา ใบกาซูยี (2542 : 25)
กลา่ วว่า การกำหนดเนอื้ หาตอ้ งมคี วามถูกตอ้ งและเหมาะสม ความถูกต้อง ได้แก่ การมเี นื้อหาสาระตามที่
หลักสูตรกำหนด มีความเที่ยงตรงของข้อมลู ท่ีนำเสนอมีความชัดเจนทันสมยั เป็นปจั จุบนั ไม่กำกวมสบั สน
หรือเบี่ยงเบนข้อเท็จจริง ส่วนความเหมาะสม ได้แก่ ความยากง่ายของเนื้อหาสาระ โดยพิจารณาถึงใน
ดา้ นวัยวุฒิ ประสบการณ์และพ้นื ฐานของผเู้ รียนเป็นสำคัญ จากนนั้ นำแผนการจดั การเรียนรู้โดยใชร้ ูปแบบ
โครงงานเป็นฐานเสนอผู้เชี่ยวชาญ เพ่ือตรวจสอบเน้ือหา แบบฝึกหัด แบบทดสอบ และประเมินคุณภาพ
แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ โครงงานเป็นฐาน จากนั้นนำไปทดลองใช้ จำนวน 3 คร้ัง
คร้ังท่ี 1 แผนการจัดการเรยี นรู้โดยใชร้ ปู แบบโครงงานเปน็ ฐานวชิ าการบญั ชีตน้ ทุน 1 รหัสวชิ า 30201-2003
มีประสิทธิภาพเท่ากับ 68.41/68.33 คร้ังที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 76.72/76.67 และครั้งท่ี 3
มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.92/81.83 สอดคล้องกับแนวคิดของ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2556 : 11-12)
ได้กำหนดหลักเกณฑ์การหาประสิทธิภาพของนวัตกรรมโดยสามารถนำนวัตกรรมไปทดลองใช้และ
หาประสิทธิภาพ ซึ่งกระทำได้โดยการทดลองหาประสิทธิภาพ 3 ครั้ง และสอดคล้องกับงานวิจัยของ
อรรถพล สุนทรพงศ์ (2563 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์
เรื่อง อารยธรรมของโลกยุคโบราณ ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน สำหรับนักเรียน
79
ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ เร่ือง อารยธรรมของโลก
ยุคโบราณ ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานที่พัฒนาข้ึนมีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.78/88.23
ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ์ท่ีกำหนดไว้ท่ี 80/80 งานวิจัยของ ภานุวัฒน์ พันชนกกุล (2561 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษา
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานท่ีส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และ
ความคิดสร้างสรรค์ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 งานวิจัยของ ชรินทร ชะเอมเทส
(2560 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชีบริหารโดยใช้วิธี PjBL
(Project Based Learning) สำหรับผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 2 วิทยาลัยอาชวี ศึกษา
สันติราษฎร์ ในพระอุปถัมภ์ ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนวิชาการบัญชีบริหารท่ีสอนโดยวิธี PjBL
มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 งานวิจัยของ อานนท์ พัสดร (2560 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนา
บทเรียนบนเว็บโดยใช้โครงงานเป็นฐานที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ วิชาระบบจัดการฐานข้อมูล
สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนบนเว็ฐโดยใช้โครงงาน
เป็นฐาน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน งานวิจัยของ รุ่งนภา เหมแดง (2558 : 67-69) ได้ทำการ
วิ จั ย เพื่ อ ศึ ก ษ า ค ว า ม ก้ า ว ห น้ า ท า ง ก า ร เรี ย น ข อ ง ผ ล สั ม ฤ ท ธิ์ ท า ง ก า ร เรี ย น แ ล ะ ทั ก ษ ะ ก ร ะ บ ว น ก า ร
ทางวิทยาศาสตร์ของผเู้ รียนผา่ นกิจกรรมการเรียนรแู้ บบโครงงานเป็นฐาน เร่ือง สารชีวโมเลกลุ ผลการวิจัย
พบว่า คะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ระหว่างเรียนเร่ืองสารชีวโมเลกุลมีคะแนนประเมิน
ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และงานวิจัยของ Clive and Alice (2013 : 55-106) ได้ศึกษา
เกี่ยวกับการออกแบบด้านวิศวกรรมที่ส่งเสริมการเรียนการสอนรูปแบบการเรียนรู้ PBL จุดประสงค์
ของการศึกษาจะสามารถออกแบบและมีความคิดในการออกแบบท่ีมีความซับซ้อน การออกแบบทักษะ
การคิดจะเรียนรู้สอดคล้องกบั ปจั จุบนั
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นหลังเรียนของนกั ศึกษาทีไ่ ดร้ บั การจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการ
เรียนรู้โดยใช้รูปแบบโครงงานเป็นฐาน วิชาการบัญชีต้นทุน 1 รหัสวิชา 30201-2003 สำหรับนักศึกษา
ระดับ ปวส. ปีท่ี 1 แผนกวิชาการบัญชี วิทยาลัยเทคนิคหนองบัวลำภู สูงกวา่ ก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติท่ีระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัย ข้อท่ี 2 ท้ังนี้เนื่องจากแผนการจัดการเรียนรู้
โดยใช้รปู แบบโครงงานเปน็ ฐานท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึนได้รบั การประเมินคุณภาพจากผู้เช่ียวชาญ มีคุณภาพอยู่ใน
ระดับดีมาก ผ่านการทดลองใช้กับนักศึกษา จำนวน 3 คร้ัง ทำให้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ
โครงงานเป็นฐาน มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 82.83/82.62 รวมท้ังแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ
โครงงานเป็นฐานที่ผู้วิจัยสร้างข้ึน ประกอบด้วย หัวข้อเรื่อง สาระสำคัญ สมรรถนะประจำหน่วย
จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนการสอนรูปแบบโครงงานเป็นฐาน
80
งานที่มอบหมาย ส่ือการเรียนการสอน แหล่งการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล เนื่องจากกิจกรรม
การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีเปิดโอกาสให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการเรียนรู้
ทำให้นักศึกษาเกิดความสนใจและกระตือรือร้นในการเรียน มีกิจกรรมที่หลากหลาย โดยนักศึกษาปฏิบัติ
กิจกรรมด้วยตนเอง ทำให้เกิดความชื่นชมในผลงานของตนเองและมีความต่ืนตัวที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ
จากการปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืน สอดคล้องกับแนวคิดของ วนิดา ดีแป้น (2553 : 24) กล่าวว่า การวัดและ
ประเมินผลการเรียนเป็นกระบวนการตรวจสอบผ้เู รียนว่า ได้พัฒนาไปถึงจดุ มงุ่ หมายปลายทางของหลักสูตร
และมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์เป็นไปตามท่ีกำหนดหรือไม่ รวมทั้งเป็นสิ่งที่ทำให้ทราบว่าผู้เรียนเรียนรู้
ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด โดยการวัดและการประเมินผลการเรียนมีจุดประสงค์ คือ
การจัดตำแหน่งเพ่ือเป็นการวัดว่าผู้เรียนแต่ละคน มีความรู้ หรือทักษะเพียงพอหรือไม่ ซ่ึงจะทำให้
ทราบจดุ เด่นจดุ ด้อยของผเู้ รยี นเปน็ การประเมินพฒั นาการของเด็กแล้วนำไปทำนา เพ่ือเปน็ การแนะแนวทาง
ในการประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อ นำไปประเมินค่า ซ่ึงจะกระทำเมื่อการสอนสิ้นสุดลง สอดคล้องกับ
แนวคิดของ บลูม (Bloom. 1976 : 223) กล่าวว่า ส่ิงที่มีอิทธิพ ลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
มีอยู่ 3 ประการ คือ 1) พฤติกรรมทางด้านความรู้และความคิด หมายถึง ความรู้ ความสามารถและ
ทักษะต่าง ๆ ของนักเรียนที่มีมาก่อน 2) คุณลักษณะทางจิตใจ หมายถึง แรงจูงใจท่ีทำให้นักเรียน
เกิดความอยากเรียนรู้ในส่ิงใหม่ ๆ ได้แก่ ความสนใจในวิชาท่ีเรียน เจตคติต่อเน้ือหาวิชาและสถาบัน
การยอมรับความสามารถของตนเอง เป็นต้น และ 3) คุณภาพการเรียนรู้ หมายถึง ประสิทธิภาพ
การเรียนรู้ที่นกั เรียนไดร้ ับ ได้แก่ คำแนะนำการปฏิบัติและแรงเสริมของผู้ที่สอนที่มตี ่อนักเรียน สอดคลอ้ ง
กับแนวคิดของ บุญศรี พรหมมาพันธ์ (2553 : 66) กล่าวว่า แบบทดสอบเป็นเคร่ืองมือที่นิยมใช้มาก
ในการวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบทดี่ ีควรมคี วามตรง ความเท่ียง ความเป็นปรนัย ความยากง่าย
และอำนาจจำแนก การเขียนข้อสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนท่ีดี ครูควรวางแผนการสร้างข้อสอบ
ดำเนินการเขียนข้อสอบ ตรวจสอบคุณภาพข้อสอบก่อนนำไปใช้ จัดพิมพ์ข้อสอบและจัดทำคู่มือ
การใช้แบบทดสอบ ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ ณพงศ์ วรรณพิรุณ (2564 : 197-198) ได้ศึกษา
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โครงงานเป็นฐานในสภาพแวดล้อมห้องเรียนกลับด้านเพ่ือเสริมสร้างผลงาน
สร้างสรรค์ ผลการวจิ ัยพบว่า การสอนแบบโครงงานเปิดโอกาสใหเ้ ด็กแต่ละคนได้แสดงออกถึงคุณลกั ษณะ
ความรู้ ความเข้าใจ โดยท่ีครูไม่ใช่ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็ก แต่เป็นผู้ คอยกระตุ้น ชี้แนะ และ
ให้ความสะดวกในการเรียนรู้ของผู้เรียน การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นการจัดสภาพของการเรียนการสอน
ให้เกี่ยวข้องกับปัญหาหรือข้อสงสัยที่ผู้เรียนกำลังประสบ หรือเป็นปัญหาท่ีเกิดขึ้นแล้ว เกิดความสนใจ
ต้องการแก้ไข โดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ เพ่ือค้นหาคำตอบ มีการทำงานเป็นกลุ่ม อาจจะเป็นกลุ่มเล็กหรือ
กลุ่มใหญ่ก็ได้ แล้วร่วมมือกันทำงานจนประสบความสำเร็จ แสดงผลงานแห่งความสำเร็จด้วยการนำเสนอ
81
การเรียนรู้โดยใช้โครงงาน สามารถ ทำให้ผู้เรียนมีการพัฒนาด้านทักษะการเรียนรู้หลาย ๆ ด้าน สำหรับ
การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เช่น ความฉลาดทางด้านสติปัญญา ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ความฉลาด
ทางด้านอารมณ์ ความฉลาดทางด้านคุณธรรม และความฉลาดทางด้านสังคม ที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น
และทักษะการส่ือสาร สอดคล้องกับงานวิจัยของ ภานุวัฒน์ พันชนกกุล (2561 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษา
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานที่ส่งเสริมผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์และ
ความคิดสร้างสรรค์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียน
แบบโครงงานเปน็ ฐานมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสงู กว่าก่อนเรียนอย่างมีนยั สำคัญทางสถิติตทร่ี ะดบั .05 และ
นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ท่ีดี สอดคล้องกับงานวิจัยของ ลุฏฟี ดอเลาะ (2560 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษา
ผลของการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยา ทักษะกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเจตคติตอ่ วทิ ยาศาสตร์ของนักเรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 ผลการวจิ ัยพบว่า ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนชีววิทยาของนักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 สอดคล้องกับงานวิจัยของชรินทร ชะเอมเทส (2560 : บทคัดย่อ)
ได้ศึกษาการพฒั นาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวชิ าการบญั ชบี ริหาร โดยใช้วิธี PjBL (Project Based Learning)
สำหรับผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง ปีท่ี 2 วิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์ ในพระอุปถัมภ์
ผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนมีผลสัมฤทธ์ิหลังการเรียน วิชาการบัญชีบริหาร โดยวิธี PjBL สูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 สอดคล้องกับงานวิจัยของ อานนท์ พัสดร (2560 : บทคัดย่อ)
ได้ศึกษาการพัฒนาบทเรียนบนเว็บโดยใช้โครงงานเป็นฐานที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ วิชาระบบจัดการ
ฐานข้อมูล สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาท่ีเรียน
ด้วยบทเรียนบนเว็บโดยใช้โครงงานเป็นฐานมีการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถติ ทิ ี่ระดบั .05 สอดคล้องกบั งานวจิ ยั ของ รุง่ นภา เหมแดง (2558 : 67-69) ได้ทำการวิจัยเพ่อื ศึกษา
ความก้าวหน้าทางการเรยี นของผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของผเู้ รียน
ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน เรื่อง สารชีวโมเลกุล ผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนที่เรียน
ดว้ ยการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นหลังเรียนสูงกวา่ ก่อนเรียน อยา่ งมีนยั สำคัญ
ทางสถิตทิ รี่ ะดับ .05
3. ประสิทธิผลทางการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการรูปแบบโครงงานเป็นฐาน วิชาการบัญชี
ตน้ ทนุ 1 รหสั วิชา 30201-2003 ท่พี ัฒนาข้ึนทำใหน้ กั ศกึ ษามีประสทิ ธิผลทางการเรียนรู้ ร้อยละ 78 จึงสรุป
ได้ว่า แผนการจัดการรูปแบบโครงงานเป็นฐาน ท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึนได้ผ่านกระบวนการสร้างอย่างเป็นขั้นตอน
มีระบบด้วยวิธีการท่ีเหมาะสมตั้งแต่ศึกษาหลักสตู ร วิเคราะห์เน้ือหา การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงสอดคล้องงานวิจัยของ
82
Clive and Alice (2013 : 55-106) ได้ศึกษาเก่ียวกับการออกแบบด้านวิศวกรรมที่ส่งเสริมการเรียน
การสอนรูปแบบการเรียนรู้ PBL จุดประสงค์ของการศึกษาจะสามารถออกแบบและมีความคิด
ในการออกแบบท่มี คี วามซับซ้อน การออกแบบทกั ษะการคิดจะเรียนรู้สอดคล้องกบั ปจั จุบนั
4. ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการรูปแบบ
โครงงานเป็นฐาน วิชาการบัญชีต้นทุน 1 รหัสวิชา 30201-2003 โดยรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.27)
ท้ังนี้เนื่องจากผู้วิจัยได้ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญและนักศึกษาที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัย
ได้ให้ขอ้ เสนอแนะเพ่ือปรับปรุงแก้ไขขอ้ บกพรอ่ ง เช่น ปรมิ าณของแบบฝกึ หัดปรับปรุงให้มีความเหมาะสม
กบั ระยะเวลาที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ สุรางค์ โค้วตระกลู (2554 :
158-159) กล่าวว่า การท่ีบคุ คลจะเกิดความพึงพอใจได้นั้นจะต้องมีการจงู ใจใหเ้ กิดขึ้น เพ่ือไปยังจุดหมาย
ปลายทางที่วางไว้ เชน่ กระตุ้นให้ผ้เู รียนมคี วามรับผดิ ชอบต่อการเรียนรูข้ องตนเอง จดั กจิ กรรมการเรียนรู้
ดว้ ยส่ือที่หลากหลายและให้ความสำคญั กับผู้เรียนเท่ากับความสำคัญของเนื้อหาที่นำมาสอน สอดคล้องกับ
แนวคิดของ สุณีย์ ธีรดากร (2546 : 88-89) กล่าวว่า การจัดกิจกรรรมการเรียนการสอนนั้น ครูผู้สอน
จะต้องพยายามสร้างส่ิงจูงใจให้ผู้เรียนเกิดแรงขับหรือแรงจูงใจอย่างสม่ำเสมอ โดยกระตุ้นให้ผู้เรียน
มีความสนใจ มีความอยากรู้ อยากเห็น หรืออยากประสบความสำเร็จในการเรียน หรือบางกิจกรรรม
ครูผู้สอนต้องใช้การจูงใจภายนอก เช่น การให้คะแนนพิเศษ การสร้างแรงจูงใจจะทำให้ผู้เรียน
มีความพึงพอใจและส่งผลให้ผลการเรียนรู้มีความสัมพันธ์กันในทางบวก สอดคล้องกับงานวิจัยของ
ชรินทร ชะเอมเทส (2560 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชีบริหาร
โดยใช้วิธี PjBL (Project Based Learning) สำหรับผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง ปีที่ 2
วิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์ ในพระอุปถัมภ์ ผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียน
การสอน วิชาการบัญ ชีบริหารโดยวิธี PjBL อยู่ในระดับมากที่สุด สอดคล้องกับงาน วิจัยของ
อานนท์ พัสดร (2560 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาบทเรียนบนเว็บโดยใช้โครงงานเป็นฐานที่ส่งเสริม
การคิดวิเคราะห์ วิชาระบบจัดการฐานข้อมูล สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง
ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาท่ีเรียนรู้ด้วยบทเรียนบนเว็บโดยใช้โครงงานเป็นฐานมีความพึงพอใจอยู่ใน
ระดับมากทส่ี ุด สอดคล้องกบั งานวจิ ยั ของ Sun young and other (2015 : 63-76) ไดศ้ ึกษาทดลองสอน
และความเข้าใจของครูเก่ียวกับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning)
การออกแบบแผนการสอนและทดลองสอนโดยครู ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาครูเปน็ สิ่งที่มีประสิทธิภาพ
ที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดสำคัญ ของการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน สอดคล้องกับงานวิจัยของ
Chun (2012 : 3) ทำการวิจัยเร่ืองการจดั การเรยี นรู้แบบโครงงานแบบการเล่านิทานดิจทิ ัล โดยทำการวิจัย
แบบการทดลองเบ้ืองต้น โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 117 คน แบ่งเป็นกลุ่ม ทดลอง 60 คน จัดการเรียนการสอน
83
แบบโครงงาน และ กลุ่มควบคุม 57 คน จัดการสอนแบบด่ังเดิม ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าการจัดการ
เรียนรู้แบบโครงงานแบบการเล่านิทานดิจิทัล ทำให้นักเรียนมีแรงจูงใจและแรงกระตุ้นที่จะเรียนรู้
วิทยาศาสตร์เพิ่มข้ึน สมรรถภาพด้านการแก้ปัญหา เพ่ิมขึ้นและผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน
เพ่ิมสูงขึ้นเช่นกัน สอดคล้องกับงานวิจัยของ Meredith (2011 : 893) ทำการตรวจสอบถึงผลของ
การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานของครูตามหลักสูตรการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน โดยทำการรวบรวม
ขอ้ มูลจากการสัมภาษณ์ครูการบนั ทึกวิดีโอในขณะท่ีจัดกิจกรรมการเรียนรแู้ บบโครงงาน และแบบสอบถาม
ผู้วิจัยพบว่า ระหว่างการเปล่ียนแปลงการรับรู้ของครูผู้สอนและความคิดท่ีเกิดขึ้นที่เก่ียวกับการสอน
แบบโครงงานและเหตุผลเก่ียวกับโครงงานของครูเริ่มท่ีจะมีการเปล่ียนแปลง มีความสอดคล้องและ
มีความเข้ากันได้กับเป้าหมายของครู น้ันคือ ความต้องการท่ีจะเห็นนักเรียนประสบความสำเร็จ และ
สอดคลอ้ งกับงานวจิ ยั ของ Michael (2005 : 65) ได้ศึกษาในหัวข้อเรื่อง การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน
ความสามารถทางการสืบค้นผ่านสิ่งประดิษฐ์แห่งการเรียนรู้ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าสิ่งประดิษฐ์ที่เกิด
จากการเรียนรู้สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถที่แตกต่างของผู้เรียน และส่ิงประดิษฐ์ที่สร้างขึ้น
สามารถเป็นตัวแทนท่ีบอกถึงความรู้ไม่ว่าจะเป็นความรู้ระบบ ความรู้คิด และความรู้อภิปัญญา
และการจัดการเรียนรู้แบบ โครงงานยังฝึกให้ผู้เรียนเกิดความสามารถในการตัดสินใจในเรื่อง
ของความสามารถของตนเอง แหลง่ ทรัพยากรและการวางแผนได้
6. ข้อเสนอแนะ
6.1 ข้อเสนอแนะในการนำผลการวจิ ยั ไปใช้
1.1 แผนการจัดการเรียนรู้รปู แบบโครงงานเป็นฐาน วิชาการบัญชีตน้ ทุน 1 มีประสิทธิภาพ
82.83/82.62 เป็นไปตามเกณฑ์ท่ีกำหนดไว้ ครูผู้สอนแผนกวิชาการบัญชี สามารถนำแผนการจัดการ
เรยี นร้รู ปู แบบโครงงานเปน็ ฐานไปใชใ้ นการพัฒนาการเรียนรขู้ องนกั ศึกษาได้
1.2 นักศึกษาท่ีเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบโครงงานเป็นฐานวิชาการบัญชี
ต้นทุน 1 มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงข้ึน ดังน้ัน ครูผู้สอนแผนกวิชาการบัญชีหรือแผนกวิชาอ่ืน ๆ
ควรปรบั ปรงุ และพัฒนาแผนการจัดการเรยี นรู้ เพ่อื ใชใ้ นกิจกรรมการเรยี นการสอนของตนเองได้
1.3 การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบโครงงานเป็นฐาน วิชาการบัญชีต้นทุน 1
ควรเรียงลำดับกิจกรรมจากง่ายไปหายากนักศกึ ษาจึงจะไมเ่ บ่อื หน่ายและเพิ่มความสนใจอยากรู้ อยากเรยี น
มากข้ึน
1.4 การพัฒ นาการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบโครงงานเป็นฐาน
วิชาการบญั ชีตน้ ทนุ 1 ควรบรู ณาการความรไู้ ปประยกุ ตใ์ ช้ในงานอาชีพได้
84
6.2 ขอ้ เสนอแนะในการวิจยั คร้ังตอ่ ไป
2.1 ควรมีการวจิ ยั และพัฒนาสือ่ แผนการจัดการเรียนรู้ในวิชาอน่ื ๆ
2.2 ควรมีการเปรยี บเทียบผลการใช้แผนการจัดการเรยี นรรู้ ูปแบบโครงงานเป็นฐานกับ
รูปแบบการสอนอ่ืน ๆ เช่น บทเรียนอเิ ลก็ ทรอนิกส์ เป็นตน้
2.3 ควรมีพัฒนาการจดั กิจกรรมการเรยี นรแู้ บบรว่ มมือและนำแผนการจัดการเรียนรู้
รปู แบบโครงงานเป็นฐานไปประยุกตใ์ ชร้ ว่ มกับวิธกี ารสอนดงั กล่าว
บรรณานกุ รม
86
บรรณานกุ รม
ภาษาไทย
เกริก ท่วมกลาง และ จนิ ตนา ท่วมกลาง. (2555). การพัฒนาส่อื นวัตกรรมทางการศึกษา.
กรุงเทพฯ: บุ๊คส์.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2542). พระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 และท่ีแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ
(ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2545. สืบคน้ เมอ่ื 11 กมุ ภาพนั ธ์ 2563, สบื ค้นจาก
http://www.moe.go.th/main2/plan/p-r-b42-01.htm.
ขนษิ ฐา บุญภักดี. (2552). การศึกษาปจั จยั ทม่ี ีผลตอ่ ผลสัมฤทธท์ิ างการศกึ ษาของนกั ศกึ ษา
ระดบั ปรญิ ญาตรี คณะครศุ าสตร์อุสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยี
พระจอมเกล้าธนบรุ ี. (วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญาครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาบัณฑิต,
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยพี ระจอมเกล้าธนบุรี).
จินตนา ใบกาซยู ี. (2542). หลักเกณฑ์ในการจัดทำหนังสืออา่ นเพมิ่ เตมิ ในเอกสารประกอบ
การประชุมการจดั ทำหนงั สืออา่ นเพ่ิมเตมิ . กรงุ เทพฯ: ศนู ย์พัฒนาหนังสือกรมวชิ าการ.
ชรินทร ชะเอมเทส. (2560). การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าการบญั ชบี ริหาร โดยวิธี PjBL
(Project Based Learning) สำหรับผู้เรียนระดับประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ช้นั สูง ปที ี่ 2
สาขาการบัญชี. สบื ค้นเมอ่ื 11 กมุ ภาพนั ธ์ 2563, สืบคน้ จาก http://tdc.thailis.or.th/tdc.
ชวลิต ชกู ำแพง. (2551). การประเมินการเรยี นรู้. มหาสารคาม: สำนักพมิ พ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ชยั ยงค์ พรหมวงศ์. (2543). กระบวนการสื่อสารการเรยี นการสอน เอกสารการสอนชุดวิชาเทคโนโลยี
และสื่อสารการสอน เอกสารการสอนชดุ วิชาเทคโนโลยีการศกึ ษา.
นนทบุรี: มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช.
_______ . (2556). การทดสอบประสิทธภิ าพสอื่ หรอื ชดุ การสอน. วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย.
5(1), 7-19.
ดวงมาลา จารชิ านนท์. (2551). นวตั กรรมการศึกษา ชุดแบบฝึกหัด - แบบฝึกเสรมิ ทกั ษะ. กรุงเทพฯ:
ธารอักษรการพิมพ.์
ดษุ ฎี โยเหลา. (2557). การศกึ ษาการจดั การเรียนรู้แบบ PBL ที่ไดจ้ ากโครงการสร้างชุดความรู้
เพ่ือสรา้ งเสรมิ ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของเด็กและเยาวชน : จากประสบการณ์ความสำเรจ็
ของโรงเรยี นไทย. กรงุ เทพฯ : ทพิ ยวสิ ทุ ธ์ิ.
87
ถวัลย์ มาศจรัส และ พรพรต เจนสวุ รรณ์. (2547). นวตั กรรมการศกึ ษาชุด.เอกสารประกอบการเรียน
การสอนกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย.เพอื่ พฒั นาการเรยี นรผู้ ู้เรยี นและการจัดทำผลงาน
ทางวชิ าการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ครชู ำนาญการ ครูชำนาญ
การพเิ ศษ ครเู ชีย่ วชาญ และครูเช่ียวชาญพิเศษ). กรุงเทพฯ: ธารอักษร.
ทรงจติ ปราสาท. (2532). การเขียนผลงานทางวิชาการท่ีเปน็ เอกสาร. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
ทองพูล บุญอึง่ . (2536). การเขยี นรายงานการผลิตและการใชส้ อื่ หรือนวัตกรรมเพ่อื พฒั นาการเรยี น
การสอน. วารสารข้าราชการครู. 12(7), 20-25.
ทัศนีย์ สงิ หเ์ จริญ. (2543). ความพงึ พอใจของนกั เรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 ของโรงเรยี นวังไกลกังวล
และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภต์ ่อวิธีการเรียนการสอนทางไกล
ผ่านดาวเทียม. (วิทยานพิ นธศ์ ึกษาศาสตร์มหาบัณฑติ , มหาวิทยาลยั รามคำแหง).
ทิพยา นลิ ดี. (2553). การเปรียบเทยี บผลการเรยี นร้แู ละความพงึ พอใจในการเรยี นคณติ ศาสตร์
เรื่อง การบวก การลบ การคณู การหารเศษส่วน ของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 5
ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการจดั การเรยี นรแู้ บบ 5E กับการจัดการเรียนร้แู บบรว่ มมือ
กลุ่มเพอ่ื นช่วยเพอื่ นรายบุคคล TAI. (วทิ ยานพิ นธ์ครุศาสตรม์ หาบัณฑิต, มหาวิทยาลยั
ราชภัฎพระนครศรีอยุธยา).
ทิศนา แขมณ.ี (2561). ศาสตร์การสอน : องค์ความรเู้ พ่อื การจัดกระบวนการเรยี นรทู้ ีม่ ปี ระสิทธิภาพ.
พิมพ์คร้ังที่ 22. กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
นคร พนั ธุณ์ รงค์. (2538). การเขียนผลงานเอกสารประกอบการสอน. เอกสารโรเนียว
นภาจรี ศรจี ันทร์. (2551). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเร่ืองเศรษฐศาสตร์ในชีวติ ประจำวัน
กลุ่มสาระสงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 5 โดยใช้ภาพการต์ นู
ประกอบการเรียนแบบอรยิ สัจ 4. (วิทยานิพนธ์การศกึ ษามหาบัณฑิต, มหาวทิ ยาลัย
มหาสารคาม).
นฤมล นาดสงู เนิน. (2552). การพฒั นาแผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ วิชาการบัญชเี บอ้ื งตน้ 1
เรอ่ื ง สนิ ทรพั ย์ หนี้สินสว่ นของเจา้ ของ (ทุน) ระดบั ประกาศนียบตั รวชิ าชีพปีท่ี 1 โดยใช้
รปู แบบการเรียนรู้แบบกลุม่ รว่ มมือ (STAD). (วทิ ยานพิ นธก์ ารศกึ ษามหาบัณฑติ , มหาวทิ ยาลยั
มหาสารคาม).
นวลเสนห่ ์ วงศ์เชิดธรรม. (2550). แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน ประมวลชดุ วิชา
การประเมินผลการจดั การศึกษา หน่วยที่ 5. พมิ พ์ครั้งท่ี 3. นนทบรุ ี:
มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช.
88
นวลน้อย เจริญผล. (2551). การส่งเสริมและพฒั นาความคิดสรา้ งสรรค์กลุ่มสาระการเรียนรู้
คณติ ศาสตร.์ วารสารคณติ ศาสตร์, 49(560-562), 16–26.
บุญชม ศรีสะอาด. (2541). การพัฒนาการสอน. พมิ พ์คร้ังท่ี 2. กรงุ เทพฯ: ชมรมเด็ก.
_______ . (2545). การวจิ ยั เบื้องตน้ . พมิ พค์ รั้งท่ี 7. กรุงเทพฯ: สวุ รี ิยาสาสน์ .
_______ . (2551). การวจิ ยั สำหรับคร.ู พมิ พ์คร้งั ท่ี 2. กรงุ เทพฯ: สุวรี ิยาสาสน์ .
_______ . (2556). วธิ ีการทางสถติ ิสำหรบั การวจิ ัย. กรุงเทพฯ: สุวีรยิ สาสน์ .
บญุ ศรี พรหมมาพันธ์. (2553). เอกสารฝกึ อบรมการเขยี นและวเิ คราะหข์ ้อสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ หนว่ ยท่ี 2
สาขาวิชาศกึ ษาศาสตร์. นนทบุรี: มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช.
ประสพโชค บัววงั โป่ง. (2555). รายงานการพฒั นาเอกสารประกอบการสอนงานช่าง กลมุ่ สาระ
การเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1. (ผลงานวชิ าการ,
โรงเรยี นบา้ นโคนพิทยา สำนกั งานเขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษาอุตรดติ ถ์ เขต 1).
ประสาท เนอื งเฉลมิ . (2558). การเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ : แอคทีฟพร้ินท.์
ปรียาพร วงศอ์ นตุ รโรจน์. (2546). จิตวิทยาการศึกษา. กรงุ เทพฯ: ศูนยส์ ง่ เสรมิ กรุงเทพ.
ปณุ ยาพร ปฐมพัฒนา. (2550). การพัฒนาบทเรียนสำเรจ็ รูปเรอ่ื งการใช้ภาษาองั กฤษเพอ่ื การสอ่ื สาร
สำหรับนกั เรยี น ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรียนบา้ นทุง่ สมอ จังหวดั เพชรบูรณ์. สถาบันพัฒนา
ครู คณาจารยแ์ ละบคุ ลากรทางการศึกษา.
เผชิญ กิจระการ. (2544). การวิเคราะหป์ ระสิทธภิ าพสอื่ และเทคโนโลยีเพ่ือการศกึ ษา E1/E2.
วารสารการวดั ผลการศกึ ษามหาวิทยาลยั มหาสารคาม. 5(11), 44-51.
เผชญิ กิจระการ และ สมนกึ ภัททิยธน.ี (2546). ดชั นีประสทิ ธิผล. วารสารการวดั ผลการศกึ ษา
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 8 (กรกฎาคม) 30-36.
พรรณี ลีกจิ วัฒนะ. (2554). การวิจัยทางการศึกษา. พิมพ์ครง้ั ที่ 6. กรุงเทพฯ: คณะครุศาสตร์
อตุ สาหกรรม สถาบนั เทคโนโลยพี ระจอมเกล้าเจา้ คุณทหารลาดกระบงั .
พิชิต ฤทธจิ์ รูญ. (2545). หลักการวัดและประเมินผลการศกึ ษา. พมิ พ์ครง้ั ท่ี 2. กรงุ เทพฯ:
เฮา้ ส์ ออฟ เคอรม์ ิสท์
_______ . (2548). หลกั การวัดและประเมินผลการศึกษา. พิมพ์ครงั้ ที่ 3. กรุงเทพฯ:
เฮ้าส์ ออฟ เคอร์มสิ ท์
พสิ นั ต์ิ ด่านไพบูลย์. (2536). รายงานการดำเนินงานและผลการพัฒนาเอกสารประกอบการสอน
วชิ า ส 061 ภูมศิ าสตร์เบ้อื งต้น. เชยี งใหม:่ โรงเรียนยุพราชวทิ ยาลยั .
ไพศาล หวังพานชิ . (2526). การวดั ผลการศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนกั พมิ พไ์ ทยวัฒนาพานิช.
89
มนสิช สทิ ธิสมบูรณ์. (2550). ชดุ ฝึกอบรมเหนือตำรา : การทำวิจัยเพอ่ื เลอื่ นวทิ ยฐานะ.
คณะศกึ ษาศาสตร์, มหาวิทยาลยั นเรศวร.
ม่งิ ขวญั ธรรมสโรช. (2539). รายงานการดำเนินการและผลการพฒั นาเอกสารประกอบการสอน
วชิ า ส 073 ทอ้ งถน่ิ ของเรา. เชยี งใหม่: เชียงใหม่ทรัพย์การพิมพ.์
เยาวดี วบิ ูลศรี. (2553). การวัดผลและการสร้างแบบสอบผลสมั ฤทธิ์. พมิ พ์ครัง้ ท่ี 9. กรุงเทพฯ:
สำนกั พิมพ์แหง่ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
รชั นี ป้องทัพไทย. (2551). การเปรียบเทียบผลการเรียนและการเขยี นเชิงสรา้ งสรรค์ เรอื่ ง กาพย์ยานี 11
ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 4 ท่ีเรยี นด้วยโปรแกรมบทเรยี น. (วิทยานิพนธ์การศกึ ษามหาบณั ฑติ ,
มหาวิทยาลยั มหาสารคาม).
ราชบณั ฑิตยสถาน. (2539). พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2539. กรุงเทพฯ:
อกั ษรเจรญิ ทศั น.
ลัดดา ภู่เกียรติ. (2552). การสอนแบบโครงงานและการสอนแบบใช้วจิ ยั เปน็ ฐาน : งานทีค่ รปู ระถม
ทำได.้ กรุงเทพฯ : สาฮะแอนด์ซนั พริน้ ตง้ิ .
วัฒนา มคั คสมนั . (2554). การสอนแบบโครงการ. พมิ พค์ ร้ังที่ 3. กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
วนดิ า ดีแปน้ . (2553). ปัจจยั ทสี่ ง่ ผลต่อผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นภาษาองั กฤษของนักเรียน
ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 3 ในโรงเรียนสำนักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาเลย
โดยการวิเคราะหพ์ หุระดบั . (วิทยานิพนธ์ครศุ าสตรม์ หาบัณฑติ , มหาวทิ ยาลัยราชภัฎเลย).
วนิสา นริ มาณ. (2545). การพัฒนาบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนแบบมัลติมีเดีย โดยวิธีการคน้ พบ
เรอื่ ง ฟังชันตรโี กณมิติ ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 4. (ปรญิ ญานพิ นธ์การศึกษามหาบัณฑติ ,
มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ).
วิมล เหล่าเคน. (2552). ผลการเรียนรภู้ าษาไทยเร่อื งการสรา้ งคำตามหลกั เกณฑท์ างภาษา ด้วยการ
จัดกจิ กรรมตามแนวคดิ โดยใชส้ มองเปน็ ฐาน ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3. (รายงานการศึกษาอิสระ
ปรญิ ญาการศกึ ษามหาบณั ฑิต, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม).
ศรวี นา นมิ ูลชาติ. (2557). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ หนว่ ยการเรียนรู้
สารและสมบัติของสาร สำหรับนกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 โดยการเรียนร้แู บบรว่ มมอื .
(ผลงานทางวชิ าการ: โรงเรยี นวดั พรหมประสิทธ์ิ อำเภอประจนั ตคาม จงั หวัดปราจนี บุรี
สำนักงานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต 7).
ศริ ชิ ัย กาญจนวาสี. (2552). ทฤษฎีการประเมนิ . กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
90
ศิริพงษ์ เศาภายน. (2555). หลกั และกระบวนการบรหิ ารการศึกษาทฤษฏีและแนวปฏบิ ตั .ิ นนทบรุ :ี
บุ๊ค พอยท์.
สนม ครุฑเมือง. (2549). การเขียนเชิงวิชาการ. พษิ ณโุ ลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร.
สมนกึ ภทั ทิยธนี. (2541). การวัดผลการศึกษา. พมิ พครงั้ ที่ 2. กาฬสินธุ: ประสานการพิมพ์.
_______ . (2549). การวดั ผลการศึกษา. พมิ พคร้งั ที่ 5. กาฬสินธุ: ประสานการพมิ พ์.
_______ . (2555). การวดั ผลการศึกษา. พิมพคร้ังที่ 7. กาฬสนิ ธุ: ประสานการพิมพ์.
_______ . (2558). การวดั ผลการศึกษา. พิมพครง้ั ที่ 10. กรุงเทพฯ: ประสานการพิมพ์.
สมบตั ิ ท้ายเรอื คำ. (2553). วธิ กี ารทางสถิติสำหรับการวจิ ัย. คณะศึกษาศาสตร์: มหาวิทยาลยั
มหาสารคาม.
สมศรี สวา่ งศรี. (2556). การพัฒนาเอกสารประกอบการเรยี นรทู้ ่เี นน้ ทกั ษะกระบวนการ เร่อื ง
การประดษิ ฐ์ที่อนรุ ักษแ์ ละสบื สานภูมปิ ญั ญาทอ้ งถ่นิ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชพี
และเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6. บุรีรัมย์: โรงเรยี นบ้านสูงเนนิ .
สมศรี ภูมิชยั . (2551). การพัฒนาความสามารถดา้ นการเขียนเชงิ สร้างสรรค์ของนักเรยี น
ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 3 โดยใชแ้ ผนผงั ความคิดประกอบกิจกรรมกลมุ่ รว่ มมือแบบ NHT.
(การศึกษาค้นควา้ อิสระ การศึกษามหาบัณฑติ , มหาวิทยาลัยมหาสารคาม).
สำนกั งานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหง่ ชาติ. (2535). ชุดพฒั นาผลงานวิชาการของข้าราชการครู
แนวทางการเขียนรายงาน. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพค์ รุ สุ ภาลาดพร้าว.
สำนกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา. (2555). นโยบาย เปา้ หมาย ยทุ ธศาสตร์ การผลิตและ
พฒั นากำลงั คนอาชวี ศึกษาสสู่ ากล พ.ศ. 2555-2569. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.
สืบคน้ เมอื่ 17 พฤษภาคม 2558, จาก http://vec.go.th
_______ . (2557). คู่มอื การใช้หลักสูตรประกาศนียบตั รวิชาชพี ช้ันสงู พทุ ธศกั ราช 2557.
กระทรวงศกึ ษาธิการ. สบื คน้ เมื่อ 13 มถิ ุนายน 2558, จาก http://vec.go.th
สำนกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาต.ิ (2555). แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และ
สังคมแหง่ ชาตฉิ บบั ท่ี 12 (2560-2564). สำนกั นายกรัฐมนตร.ี สบื ค้นเม่ือ 19 มนี าคม 2562,
จาก http://oae.go.th
สำนกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2559). แผนพัฒนาการศึกษาของสำนักงานปลัดกระทรวง
ศกึ ษาธกิ าร ฉบับท่ี 12 (พ.ศ. 2560-2564). สบื ค้นเมือ่ 11 กุมภาพนั ธ์ 2563, สืบค้นจาก
http://www.moe.go.th/moe/th/news.
91
โสภา กรรณสูต. (2542). การผลิตสอ่ื การเรยี นการสอนทางพยาบาล. เชียงใหม:่ โชตนาพริ้นท์.
สธน เสนาสวสั ดิ.์ (2549). การศกึ ษาการทำโครงงานวิทยาศาสตร์เรอ่ื งสง่ิ แวดล้อมตาม
แนวคอนสตรคั ซันนซิ ึม. (วิทยานิพนธ์ปริญญาดษุ ฏีบณั ฑติ , มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร)์ .
สมพงษ์ พันธรุ ัตน์. (2557). การพัฒนารปู แบบการประเมนิ ทกั ษะทางปญั ญา สำหรับนกั ศกึ ษา
วิชาชีพคร.ู วทิ ยานิพนธ์ กศ.ด., มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น, ขอนแก่น.
สุณีย์ ธีรดากร. (2546). จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ: คณะครุศาสตร์ วิทยาลัยครูพระนคร.
สุนันทา สนุ ทรประเสริฐ. (2547). การสรา้ งสอ่ื การสอนและนวัตกรรมการเรยี นร้สู กู่ ารพฒั นาผู้เรียน.
กรงุ เทพฯ : ราชบรุ ธี รรมรักษก์ารพมิ พ์.
สรุ างค์ โคว้ ตระกลู . (2553). จิตวิทยาการศึกษา. พมิ พค์ ร้งั ท่ี 9. กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สรุ ยิ า สาลีวนั . (2558). การศึกษาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการสอน วิชากลศาสตรโ์ ครงสร้าง 2
รหัสวชิ า 2106-2111. สืบคืนเม่อื 15 พฤษภาคม 2558, จาก http://yt.ac.th
สุวิทย์ หิรัณยกาณฑ์ และคณะ. (2540). พจนานุกรมศัพท์การศึกษา. กรงุ เทพฯ: ไอ.คิว.บุ๊คเซ็นเตอร.์
อรนชุ ศรสี ะอาด และคณะ. (2550). การวัดและประเมนิ ผลการศกึ ษา. พิมพ์ครง้ั ที่ 2. กาฬสนิ ธ์ุ:
ประสานการพมิ พ์.
อารี พันธ์มณ.ี (2546). จติ วิทยาสร้างสรรคก์ ารเรียนการสอน. กรงุ เทพฯ: ใยใหม ครีเอทีฟ กรปุ๊ .
อุษาวดี พรหมดรี าช. (2552). การพัฒนาผลการเรยี นรภู้ าษาไทยดา้ นการเขียนเชิงสรา้ งสรรค์
ของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยกิจกรรมการเรยี นรู้แบบ 4 MAT. (การศึกษาค้นคว้า
อิสระการศึกษามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลยั มหาสารคาม).
92
ภาษาองั กฤษ
Barell, J. (2010). Problem-Based Learning : The Foundation for 21st Century Skills.
Bellanca & R. Brandt(Eds). 21st Century Skill : Rethinking How Student Learn.
Bloomington, IN : Solution Tree Press.
Bloom, Benjamins S. (1976). Taxonomy of Education Objective Hand Book I : Cognitive
Domain. New York: David Mc Kay Company.
Eysenck, Hans J. (1981). Encyclopedia of Psychology. New York: McGraw-Hill.
Good, Carter V. (1973). Dictionary of Education. Edited by Good, Carter V. New York :
McGraw – Hill Company.
KM CHIL-PBL. (2558). การเรยี นรู้ด้วยโครงงาน (Project-Based Learning). Retrieved
December 17, 2019 from http://www.vcharkarn.com/vcafe/202304.
Prescott, Daniel A. (1961). Educational Bullen tine. Bangkok: Faculty of Education.
Rolf, J. Lenschow. (1996). European Journal of Engineering Education. 21(2) : 149-159,
Retrieved February 2, 2020 from http://www.tandfonline.com. Wehmeier, S.
(2000). Oxford Advanced Learner’s Dictionary. Oxford: Oxford University
Press.
Wurdinger, S. and Qureshi, M. (2007). Enhancing College Students’ Life Skills through
Project Based Learning, Innovation High Education, 40(1), 279-286.
93
ภาคผนวก