สรปุ ผลงานวชิ าการ วจิ ัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเรื่องเลา่
สรปุ ผลงานวชิ าการ วิจัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเรอ่ื งเล่า
ก
คำนำ
ฝ่ายงานคุณภาพด้านวิชาการ โรงพยาบาลภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้านการบริหาร
จัดการทำผลงานวิชาการ ด้านงานวิจัย/R2R ผลงานด้านนวัตกรรม (Innovation) ผลงานด้านการพัฒนาคุณภาพงาน
อย่างตอ่ เน่ือง (CQI) และเรื่องเลา่ เร้าพลัง ตามนโยบายด้านสุขภาพ ของกระทรวงสาธารณสุขมาร่วมบูรณาการกบั ปัญหา
สขุ ภาพของในพ้ืนที่ โดยเนน้ การมสี ่วนรว่ มของการทำงานใน คปสอ.ภักดชี ุมพล จังหวดั ชัยภูมิ
เอกสารสรุปผลงานวิชาการฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมผลงานวิชาการทั้ง หมด 75 เรื่อง โดยแบ่งเป็นประเภท
วิจัย/R2R จำนวน 11 เรื่อง ประเภทนวัตกรรม จำนวน 20 เรื่อง ประเภท CQI จำนวน 25 เรื่อง และเรอื่ งเลา่ เรา้ พลัง 19
เรือ่ ง ซง่ึ รวบรวมท้ังหมดจากจำนวนบคุ ลากรใน คปสอ.ภักดีชมุ พล ทีส่ ่งผลงานเข้าประวกด ในปีงบประมาณ 2565
ฝา่ ยงานคณุ ภาพดา้ นวิชาการ โรงพยาบาลภักดีชุมพล จงั หวดั ชยั ภมู ิ หวงั เป็นอยา่ งย่ิงว่าเอกสารวิชาการฉบับนี้ท่ี
จัดทำขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุข/ผู้ปฏิบัติงาน ประชาชนทั่วไป และผู้สนใจทุกท่าน หากมีข้อผิดพลาด
ประการใด คณะผจู้ ัดทำเอกสารขอนอ้ มรบั ไว้ทกุ ประการ
ฝ่ายงานคุณภาพดา้ นวชิ าการ โรงพยาบาลภักดชี มุ พล
22 มิถนุ ายน 2565
สรุปผลงานวชิ าการ วจิ ัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่อื งเลา่
ประเภทผลงาน
วิจัย/R2R
สรปุ ผลงานวชิ าการ วจิ ัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่อื งเลา่
ผลของยา Micronized Progesterone ชนดิ สอดทางชอ่ งคลอด ในการปอ้ งกนั ภาวะคลอดกอ่ นกำหนด ในหญงิ
ตงั้ ครรภ์ อำเภอหนองบัวแดง จังหวดั ชยั ภมู ิ
ชอ่ื ผู้วจิ ยั และคณะผูว้ จิ ยั พญ.ศศิธร อาจกมล นพ.วิชิต รุ่งพทุ ธกิ ลุ โรงพยาบาลหนองบวั แดง จงั หวดั ชัยภูมิ
ความสำคัญของปัญหาวิจัย
การคลอดก่อนกำหนดถือเป็นปัญหาที่สำคัญทางสูติกรรม ในประเทศไทยพบเฉลี่ยร้อยละ 10-12 ของการเกิด
มีชีพ 100 ราย โรงพยาบาลหนองบัวแดงพบอุบัติการณ์การคลอดก่อนกำหนด ปี 2560-2563 ร้อยละ 5.64 7.24 7.47
ตามล าดบั การคลอดก่อนก าหนดเปน็ สาเหตุสำคัญของการตาย และภาวะทุพพลภาพของทารกแรกเกดิ ซง่ึ ภาวะทุพพล
ภาพเหล่านี้ยังอาจคงอยู่ต่อเนื่องในระยะยาว ทั้งที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ส่งผลให้ค่าใช้จา่ ยในการดูแลรกั ษา
สงู มาก การดแู ลรักษาก่อนการตง้ั ครรภ์และเม่ือตั้งครรภจ์ งึ มบี ทบาทสำคญั ในการป้องกนั การคลอดก่อนกำหนด
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ ทำให้เกิดภาวะคลอดก่อนก าหนดคือ ประวัติเคยคลอดก่อนกำหนดและความยาวปาก
มดลูกสั้น ซึ่งในปัจจุบันพบว่าได้มีการใช้ 17-alpha Hydroxyprogesterone Caproate ชนิดฉีดเข้ากล้าม และ
Micronized Progesterone ชนดิ สอดทางชอ่ งคลอด ในการปอ้ งกันการคลอดก่อนกำหนดในหญงิ ตัง้ ครรภท์ ีม่ ปี ระวัติการ
คลอดกอ่ นกำหนด โดยยา Micronized Progesterone ชนิดสอดทางช่องคลอด ยงั ไม่เปน็ ขอ้ ตกลงสากล และ FDA ( US
Food and drug Administration) ไดส้ รุปว่ายังไมส่ ามารถ พบประโยชน์ทร่ี ะบไุ ดจ้ ากการใชย้ า แมจ้ ะมีการใช้แพร่หลาย
ในการปอ้ งกันการคลอดก่อนกำหนดในประเทศไทย
วตั ถปุ ระสงค์การศกึ ษา
1. เพื่อศึกษาผลของยา Micronized Progesterone ในการป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนดที่ 37 สัปดาห์ และ 34
สัปดาห์
2. เพอื่ ศกึ ษาผลลัพธ์ ได้แก่ อายุครรภ์ทีค่ ลอด น้ำหนักตัวทารก ภาวะแทรกซอ้ นและจำนวนวนั นอนของทารก
3. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลลัพธ์ ได้แก่ ร้อยละการคลอดก่อนกำหนดที่ 37 สัปดาห์ และ 34 สัปดาห์ อายุครรภ์
คลอด น้ำหนัก ตัวทารก ภาวะแทรกซ้อนและจำนวนวันนอนของทารก ระหว่างหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับยา
Micronized Progesterone ชนดิ สอด ทางช่องคลอด กับหญิงตงั้ ครรภ์ไม่ได้รับยา
วธิ ีการศึกษา
การศึกษาวิจัยผลของยา Micronized Progesterone ชนิดสอดทางช่องคลอด ในการป้องกันภาวะคลอดก่อน
กำหนดเป็นการศึกษาวิจัยก่ึงทดลอง (Quasi Experimental Research)
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มทดลอง ได้แก่หญิงตั้งครรภ์ในอำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ที่มีประวัติคลอดก่อน
กำหนด ที่มาฝากครรภ์และคลอดท่ี โรงพยาบาลหนองบัวแดง โดยได้รับยา Micronized Progesterone ชนิด
สอดทางช่องคลอดเพื่อป้องกันภาวะคลอดก่อน กำหนดระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564
จำนวน 46 คน กลุ่มควบคุม ได้แก่หญิงตั้งครรภ์ในอำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ที่เคยมีประวัติคลอดก่อนกำหนด
และมาคลอดอีกครั้งที่ โรงพยาบาลหนองบัวแดง ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 จากการ
สืบคน้ เวชระเบียนได้ 30 คน
สรปุ ผลงานวชิ าการ วิจัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเรือ่ งเล่า
การวิเคราะหข์ ้อมูลและสถิติ
1. วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานทั่วไปของหญิงตั้งครรภ์กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมประกอบด้วย อายุ
จำนวนการ ตั้งครรภ์และแท้งบุตร ดัชนีมวลกาย ความเข้มข้นของเลือด (Hct) อายุครรภค์ ลอด น้ำหนักตัวทารก
และภาวะแทรกซอ้ นของ ทารก โดยใช้สถิตเิ ชิงพรรณนา (Descriptive Statistic) ไดแ้ ก่ การแจกแจงความถ่ี ร้อย
ละ คา่ เฉลีย่ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
2. วิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ได้แก่ ร้อยละการคลอดก่อนก ำหนดที่
37 และ 34 สัปดาห์ อายคุ รรภค์ ลอด น้ำหนกั ตวั วนั นอนทารก โดยใช้สถติ กิ ารทดสอบ Chi-Square Tests และ
Independent T Test
ผลการศกึ ษา
พบว่ากลุ่มทดลองที่ได้ยา Micronized Progesterone มีอัตราการเกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดที่ 37 สัปดาห์
และ 34 สัปดาห์ น้อยกว่ากลุ่มควบคมุ ที่ไม่ได้ยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(21.7% : 50% ; RR = 0.43 ; 95%CI = 0.23-
0.84 ; P=0.021) และ (4.3% : 23.3% RR = 0.19 ; 95%CI = 0.04-0.84 ; P=0.025) ค่าเฉลี่ยน้ำหนักตัวทารกแรก
คลอด ของกลมุ่ ที่ได้รบั ยา มากกว่ากลมุ่ ทไี่ มไ่ ด้รบั ยาเลก็ น้อย ไม่มนี ัยสำคญั (2838 g : 2695 g : MD 143 g ; 95%CI = -
88-374 ; P = 0.223) แต่อัตรา การเกิดภาวะแทรกซ้อนของทารก กลุ่มที่ได้รับยาน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยาอย่างมี
นัยสำคัญ (10.9% : 30.0% ; RR = 0.36 ; 95%CI = 0.13-0.97 ; P = 0.035) และอัตราวันนอนโรงพยาบาลของทารก
แรกเกิดที่มากกวา่ เท่ากับ 7 วัน กลุ่มที่ได้รับยา น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยาอย่างมีนยั สำคัญทางสถิติ (4.3% : 23.3% ; RR
= 0.19 ; 95%CI = 0.04-0.84: P= 0.025)
สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
การใช้ยา Micronized Progesterone ชนิดสอดทางช่องคลอด ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีประวัติการคลอดก่อน
กำหนด ช่วยลดอตั รา การคลอดก่อนกำหนดท่ี 37 สัปดาห์ และ 34 สปั ดาหอ์ ย่างมีนัยสำคญั ทางสถติ ิ เม่ือเทียบกับกลุ่มที่
ไม่ได้รับยา และช่วยลด อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนของทารกหลังคลอด และอัตราวันนอนโรงพยาบาลของทารกแรก
เกิดที่มากกว่าเท่ากับ 7 วัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แม้ว่าค่าเฉลี่ยน้ำหนักตัวทารกจะมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยาเพียง
เล็กน้อยและไม่มนี ัยสำคญั อาจเปน็ เพราะ น้ำหนกั ตัวทารกแรกเกิดน่าจะมีปจั จัยทเี่ ก่ียวข้องอืน่ เชน่ น้ำหนกั ตัว ดชั นมี วล
กาย (BMI) และภาวะโภชนาการของหญิง ตั้งครรภ์ ที่ควรได้รับการสนับสนุนจากส่วนกลาง และ ชุมชนท้องถ่ิน
เช่นเดียวกับการได้ยา Micronized Progesterone ใน หญิงตั้งครรภ์ที่มีประวัติการคลอดก่อนกำหนด เพื่อลดอัตราการ
คลอดก่อนกำหนดและภาวะแทรกซ้อนของทารกหลังคลอด เพื่อเป้าหมายการลดอัตราตายและภาวะทุพพลภาพของ
ทารกแรกเกิด
สรุปผลงานวิชาการ วิจัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่อื งเล่า
การศึกษาเปรียบเทยี บประสิทธิผลการนอนหลบั ของตำรบั ยาศุขไสยาศน์ในระหว่างก่อนและหลังการใช้ยาของผู้ป่วย
คลินิกแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลภักดชี มุ พล จังหวัดชยั ภูมิ
นางพนดิ า มากนษุ ย์,นายจตุพกั ตร์ เพชรจตรุ ภัทร,นางสาวปิยะนันต์ ฝาชยั ภมู ิ
กลุม่ งานแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
โรงพยาบาลภกั ดีชุมพล จังหวดั ชัยภูมิ
1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดให้มีการพัฒนาระบบบริการสุขภาพสาขาการให้บริการ กัญชาทางการแพทย์
(Medical Cannabis Service Plan) เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาโรคให้กับประชาชน กัญชาทางการแพทย์จงึ เป็นหน่งึ ใน
นวัตกรรมทางการแพทย์ที่สามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยทรมาน แก่ผู้ป่วยได้ โดยจากนโยบายส่งเสริมกัญชาทาง
การแพทย์ เพื่อให้มีการบริการการรักษาด้วยกัญชาทางการแพทย์แก่ประชาชนได้อย่างปลอดภัย รวดเร็วและครอบคลมุ
กระทรวงสาธารณสุขจึงให้มีการเปิดบริการ คลินิกกัญชาทางการแพทย์ (Medical Cannabis Clinic) ผสมผสานแพทย์
ปัจจุบันและแพทย์แผนไทย ในสถานพยาบาลสังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และมีการพัฒนาระบบบริการ
สขุ ภาพ (Service plan) เกดิ เปน็ บริการสขุ ภาพสาขาใหมค่ อื กัญชาทางการแพทย์
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มีนโยบายในการนำตำรับยาแผนไทยเข้ากัญชา มาใช้ในการ
ใหบ้ รกิ าร ดูแลรักษาสุขภาพของประชาชน โดยไดค้ ัดเลือกตำรบั ยาแผนไทยเขา้ กญั ชาจำนวนท้ังสน้ิ 16 ตำรบั ต่อมามกี าร
ผลักดันตำรับยาแผนไทยเข้ากัญชามาจัดให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการ เป็นคลินิกที่ส่งเสริมการ
เข้าถึงการบริการกัญชาทางการแพทย์ เพื่อกระตุ้นการเข้าถึงตำรับยาและส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรในหน่วยบริการเพิ่ม
มากขึ้น
การนอนไม่หลับ หมายถึง การมีอาการดังกล่าวต่อไปนี้อย่างน้อยหนึ่งอาการ หรือ มากกว่าหนึ่งอาการร่วมกัน
ระหว่างการนอนหลับยากเมื่อเริ่มต้นเข้านอน (difficulty initiating sleep) การตื่นนอนกลางดึกแล้วหลับต่อยาก
(difficulty maintaining sleep) การต่นื เร็วกว่าปกติ (early morning awakening) หรือ การตืน่ นอนด้วยความรสู้ ึกทไี่ ม่
สดชน่ื หรอื ไมเ่ ต็มอ่มิ โดยเป็นปัญหาสุขภาพทีพ่ บได้บ่อยทสี่ ุดซึง่ ส่งผลเสยี ต่อระบบสขุ ภาพในระยะยาว
ยาตำรับ “ศุขไสยาศน”์ เป็นตำรบั ยาทีม่ กี ญั ชา ปรงุ ผสมอยู่ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสขุ ฯ มี ใบกัญชาผสม
อยู่ร้อยละ 15.38 โดยมีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับ เจริญอาหาร โดยคลินิกแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
โรงพยาบาลภักดชี ุมพล จงั หวดั ชัยภูมิ มกี ารจัดให้บริการคลินกิ กญั ชาทางการแพทยแ์ บบบรู ณาการ ในวนั ที่ 1 กุมภาพันธ์
2564 เป็นต้นมา โดยนำยาสมุนไพรตำรับ “ศุขไสยาศน์” นำร่องการใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหานอนไม่หลับเรื้อรัง ที่ให้ความ
สนใจในตำรับยาที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบ รวมถึงผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษามาตรฐานแล้วไม่ได้ผล และผ่านการคัด
กรองตามเกณฑ์การรักษา ผู้ป่วยในคลินิกกญั ชาตามแนวเวชปฏบิ ตั ขิ องกรมการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
ด้วยข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิผลตำรับยายังมีอยู่ค่อนข้างน้อย คณะผู้วิจัยต้องการพัฒนาการใช้ตำรับยาในระบบ
สุขภาพอย่างเป็นระบบและเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในตำรับยาสมุนไพร การศึกษานี้จึงได้รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยโรคนอนไม่
หลับเรื้อรัง ที่มารับการรักษาที่คลินิกกัญชาทางการแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ นำข้อมูลมา
วิเคราะห์ เพื่อประเมินประสทิ ธิผลต่อไป
สรปุ ผลงานวชิ าการ วจิ ัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่อื งเลา่
2. วัตถุประสงค์
2.1 เพ่อื ศกึ ษาและเปรียบเทยี บองคป์ ระกอบคุณภาพการนอนหลบั ในระหวา่ งก่อนและหลงั การใชย้ าศุขไสยาศน์ของผู้ป่วย
คลินิกแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลอื ก โรงพยาบาลภกั ดีชมุ พล จงั หวัดชยั ภมู ิ
2.2 เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบประสิทธิผลการนอนหลับของตำรับยาศุขไสยาศน์ในระหว่างก่อนและหลังการใช้ยาของ
ผู้ป่วยคลินกิ แพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลภกั ดชี มุ พล จังหวดั ชัยภูมิ
3. วธิ ีดำเนนิ การ
3.1 วธิ กี ารดำเนินโครงการ
รูปแบบการวิจัย การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลการนอนหลับของตำรับยาศุขไสยาศน์ในระหว่างก่อนและหลัง
การใช้ยาของผู้ป่วยคลินิกแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิเป็นการ
ศึกษาวจิ ยั กึง่ ทดลอง (Quasi Experimental Research)
3.2 ประชากรทีศ่ ึกษา
กลมุ่ ตัวอยา่ งคอื ผู้ทม่ี ีภาวะนอนไม่หลบั ในอำเภอภักดีชุมพล จงั หวดั ชัยภมู ิ จำนวน 20 คน โดยใชก้ ารส่มุ ตัวอยา่ ง
ดว้ ยวธิ ี Simple Random Sampling
เกณฑ์การคดั เข้า (Inclusion Criteria)
- มอี ายุระหวา่ ง 20-60 ปี
- ได้รบั การวินจิ ฉยั จากแพทยแ์ ผนปัจจุบนั หรือแพทย์แผนไทยแล้ว เหน็ สมควรวา่ ควรไดร้ บั การรักษาเพ่ือบรรเทา
อาการนอนไมห่ ลบั
- มีคะแนนคณุ ภาพการนอนหลับมากกว่า 5 คะแนนข้นึ ไป
- สัญญาณชีพและอาการทางคลินิกคงท่ี (Vital Signs and Clinical Stable)
- สามารถเข้าใจและสือ่ สารภาษาไทยได้ และสามารถติดตามไดต้ ลอดระยะเวลาวจิ ยั
- ยินดีเขา้ รว่ มโครงการและยินยอมลงลายมอื ช่อื เขา้ รว่ มวจิ ยั ตามกระบวนการทก่ี ำหนด
เกณฑก์ ารคดั ออก (Exclusion Criteria)
- อายตุ ำ่ กวา่ 20 ปีหรือมากกวา่ 60 ปี
- หญิงตง้ั ครรภ์หรอื กำลังให้นมบตุ ร
- มโี รคประจำตวั โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคกระเพาะอักเสบ กรดไหลย้อน
- รบั ประทานยาสลายลิม่ เลือด หรอื ยาตา้ นการจับตวั ของเกรด็ เลอื ด
- รบั ประทานยา Phenytoin, Propranolol, Theophylline, Rifampicn
- รบั ประทานยาจติ เวช ยากันชัก ยานอนหลบั ชนดิ อืน่ ๆ
- ผทู้ ี่ทำงานขบั ขี่ยานพาหนะ หรือทำงานเกีย่ วกับเคร่ืองกล
เกณฑก์ ารใหเ้ ลิกจากการศกึ ษา (Discontinuation Criteria)
- พบอาการไมพ่ ึงประสงคท์ ่รี นุ แรงหลังจากการใชต้ ำรับยาศขุ ไสยาศน์ เช่น ผน่ื คัน อาการบวม แน่นหน้าอก ปวด
ท้องรุนแรง มเี ลอื ดออกผดิ ปกติ ง่วงซึมมาก หรอื อาการอนื่ ๆ ทแ่ี พทยเ์ หน็ ว่าไม่ปลอดภัยต่ออาสาสมคั ร
- มีโรคแทรกซ้อนหรือมีอาการฉุกเฉนิ ทางคลินิก
- เข้ารับตดิ ตามการรักษาไม่ต่อเนอื่ ง กินยาไม่ต่อเนอ่ื ง เลกิ รบั ประทานยาก่อนกำหนด
- ไมใ่ ห้ความรว่ มมอื ในการตอบแบบสอบถามการวจิ ัย
- ไม่สมคั รใจเขา้ รว่ มการศกึ ษาต่อ
สรุปผลงานวิชาการ วิจัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเรอื่ งเล่า
3.3 ข้ันตอนการดำเนินการวจิ ยั
- ศึกษาข้อมูลที่จำเป็นในการทำวิจัย ความรู้วชิ าการเร่ืองยาศุขไสยาศน์ ข้อบ่งชี้ ข้อห้าม อาการไมพ่ ึงประสงค์จาก
ยา การประเมินภาวะเครียด คุณภาพการนอนหลับ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประชุมทีมงานวิจัย เขียนโครงร่างวิจัย
สร้างเครื่องมือแบบสอบถามวิจัย นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นไปปรึกษากับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน เพ่ือ
ตรวจสอบความถูกต้องทางภาษา และความครอบคลุมของเนื้อหา (Content Validity) ดำเนินการแก้ไขตาม
คำแนะนำ จากนั้นนำแบบประเมินคุณภาพการนอนหลับ ทดสอบหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability Test) และเสนอ
ขออนุญาตทำการศึกษาวิจยั กับ คณะกรรมการจรยิ ธรรมการวิจยั ในมนุษย์ สาธารณสุขจังหวัดชยั ภมู ิ
- ประชาสมั พนั ธ์โครงการศกึ ษาวจิ ัยแก่ผ้ทู ่มี ีภาวะนอนไมห่ ลับ ชี้แจงแนวทางดำเนนิ งาน การดแู ลรักษา การติดตาม
อาการภาวะนอนไม่หลับ และอาการไม่พึงประสงค์จากยา ดำเนินการที่คลินิกให้คำปรึกษาการใช้กัญชาทาง
การแพทย์ โรงพยาบาลภกั ดชี ุมพล จงั หวัดชัยภูมิ
- อาสาสมัครลงชื่อเข้าร่วมวิจัย ผู้วิจัยและผู้ช่วยจะทำการเก็บข้อมูลทั่วไป และข้อมูลสำหรับการติดต่อกับผู้ป่วย
และญาติเพื่อการติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งได้แก่ ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ความดันโลหติ ชีพจร ประวัติการ
แพ้ยา แพอ้ าหาร โรคประจำตวั ยาอน่ื ๆ ทไ่ี ดร้ ับ การตรวจร่างกาย การประเมินอาการหรือโรคเบอ้ื งตน้ และคุณภาพ
การนอนหลบั
- นัดติดตามผลการรักษา 1 สัปดาห์ จนครบ 1 เดือนแล้วทำแบบประเมินคุณภาพการนอนหลับ และแบบติดตาม
อาการไมพ่ งึ ประสงค์จากยา โดยระหว่างทจี่ ะถงึ วนั นัด สามารถโทรปรกึ ษาตดิ ตามอาการกบั เภสชั กรไดต้ ลอดเวลา
- เก็บรวบรวมข้อมูล ทำการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป เขียนสรุปโครงการวิจัยเพื่อเตรียมนำเสนอผลการ
ดำเนินงานวจิ ยั
3.4 การวเิ คราะหข์ ้อมลู
- วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง คุณภาพการนอนหลับ แบบประเมินคุณภาพการนอนหลับ (PSQI)
ประกอบด้วย 1 องค์ประกอบการประเมินได้แก่ 1.คุณภาพการนอนหลับ 2.ระยะเวลาตั้งแต่เข้านอนจนกระท่ัง
หลับ 3.ระยะเวลาของการนอนหลับ 4.ประสิทธิภาพของการนอนหลับโดยปกติวิสัย 5.การรบกวนการหลับนอน
6.การใช้ยานอนหลับ และ 7.ผลกระทบต่อการทำกิจกรรมในเวลากลางวัน โดยใช้แบบประเมินคุณภาพการนอน
หลับฉบับดัดแปลงภาษาไทย Modified Pittsburgh Sleep Quality Index (PSQI) มีคะแนนรวมตั้งแต่ 0-21
คะแนน โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistic) ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วน
เบย่ี งเบนมาตรฐาน
- วิเคราะหข์ อ้ มลู เปรยี บเทียบคา่ คะแนนเฉล่ียคุณภาพการนอนหลับ Modified Pittsburgh Sleep Quality Index
(PSQI) ระหว่างก่อนและหลังได้ยาศุขไสยาศน์ โดยใช้สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistic) ได้แก่ การทดสอบ
Paired-Samples T test
สรปุ ผลงานวชิ าการ วิจัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่อื งเล่า
4. ผลการศึกษา
ตารางท่ี 1 ขอ้ มลู ทว่ั ไป
ขอ้ มูลสถานภาพ จำนวน รอ้ ยละ Minimum Maximum Mean SD
ท่ัวไป
ชาย 6 30
หญงิ 14 70
อายุ 24 72 48.10 14.425
จากตารางที่ 1 ผลการประเมินพบว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษากลุ่มอาการนอนไม่หลับด้วยตำรับยาศุขไสยาศน์
คลินิกแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ มีจำนวนทั้งหมด 20 คน แบ่งเป็น
เพศชายจำนวน 6 คน (ร้อยละ 30) เพศหญิงจำนวน 14 คน (ร้อยละ 70) มีอายุเฉล่ียเท่ากับ48.10±14.425 ปี อายุน้อย
ท่สี ดุ 24 ปี อายุสงู ทสี่ ดุ 72 ปี
ตารางที่ 2 ศึกษาองค์ประกอบคุณภาพการนอนหลับ 7 องค์ประกอบระหว่างก่อนและหลังรับการรักษาด้วยตำรับ
ยาศุขไสยาศน์
องค์ประกอบคุณภาพการนอนหลบั ก่อน หลงั
Min Max Mean SD Min Max Mean SD
องค์ประกอบที่ 1 คณุ ภาพการนอนหลบั 0 3 1.30 1.129 0 2 0.70 0.733
องค์ประกอบที่ 2 ระยะเวลาตั้งแตเ่ ขา้ นอนจนกระท่ังหลับ 1 3 2.15 0.745 0 2 0.95 0.510
องคป์ ระกอบที่ 3 ระยะเวลาของการนอนหลบั 2 3 2.95 0.224 0 3 1.80 0.894
องคป์ ระกอบท่ี 4 ประสทิ ธภิ าพของการนอนหลบั โดยปกตวิ ิสัย 0 3 2.05 0.999 0 2 0.65 0.745
องคป์ ระกอบท่ี 5 การรบกวนการหลบั นอน 1 3 1.80 0.616 1 2 1.10 0.308
องคป์ ระกอบที่ 6 การใชย้ านอนหลบั 1 3 1.90 0.968 0 2 1.35 0.813
องคป์ ระกอบที่ 7 ผลกระทบต่อการทำกจิ กรรมในเวลากลางวนั 1 3 1.75 0.639 0 2 0.75 0.550
จากตารางที่ 2 ผลการประเมินพบว่าองค์ประกอบคุณภาพการนอนกอ่ นรับการรักษา องคป์ ระกอบท่ี 1 คุณภาพ
การนอนหลับมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ1.30±1.129 องค์ประกอบที่ 2 ระยะเวลาตั้งแต่เข้านอนจนกระทั่งหลับมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
2.15±0.745 องค์ประกอบที่ 3 ระยะเวลาของการนอนหลับมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.95±0.224 องค์ประกอบที่ 4
ประสิทธิภาพของการนอนหลับโดยปกตวิ สิ ัยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 2.05±0.999 องค์ประกอบที่ 5 การรบกวนการหลับนอนมี
ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.80±0.616 องค์ประกอบที่ 6 การใช้ยานอนหลับมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.90±0.968 องค์ประกอบที่ 7
ผลกระทบตอ่ การทำกจิ กรรมในเวลากลางวันมีคา่ เฉล่ยี เท่ากบั 1.75±0.639 หลงั รกั ษาดว้ ยยาตำรบั ศุขไสยาศน์ประเมินผล
การวิเคราะห์ 7 องค์ประกอบ พบว่าองคป์ ระกอบท่ี 1 คุณภาพการนอนหลบั มีค่าเฉลยี่ เท่ากับ0.70±0.733 องค์ประกอบท่ี
2 ระยะเวลาตง้ั แต่เขา้ นอนจนกระทง่ั หลับมคี า่ เฉลีย่ เท่ากับ 0.95±0.510 องค์ประกอบที่ 3 ระยะเวลาของการนอนหลับมี
ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.80±0.894 องค์ประกอบที่ 4 ประสิทธิภาพของการนอนหลับโดยปกติวิสัยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.65
±0.745 องคป์ ระกอบที่ 5 การรบกวนการหลับนอนมีคา่ เฉลีย่ เทา่ กบั 1.10±0.308 องค์ประกอบท่ี 6 การใช้ยานอนหลบั มี
ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.35±0.813 องค์ประกอบที่ 7 ผลกระทบต่อการทำกิจกรรมในเวลากลางวันมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
0.75±0.550
สรปุ ผลงานวิชาการ วิจยั /R2R, CQI, นวตั กรรม และเรือ่ งเล่า
ตารางที่ 3 เปรียบเทียบองค์ประกอบคุณภาพการนอนหลับ 7 องค์ประกอบระหว่างก่อนและหลังรับการรักษาด้วย
ตำรบั ยาศขุ ไสยาศน์
เปรียบเทียบองค์ประกอบคุณภาพการนอนหลับ Std. 95% Confidence t df Sig. (2-tailed)
ระหว่างก่อนและหลังรับการรักษาด้วยตำรับยาศุข Mean Deviation Interval of the
ไสยาศน์
.821 Difference
องคป์ ระกอบท่ี 1 คณุ ภาพการนอนหลับ .600 .696 Lower Upper 3.269 19 .004**
.813 .216 .984 7.712 19 .000**
องค์ประกอบที่ 2 ระยะเวลาตั้งแต่เข้านอนจนกระทัง่ 1.200 .945 6.328 19 .000**
หลบั .470 1.526 .874 4.498 19 .000**
1.276 6.658 19 .000**
องค์ประกอบที่ 3 ระยะเวลาของการนอนหลบั 1.150 .725 .770 1.530 1.927 19 .069
6.164 19 .000**
องคป์ ระกอบที่ 4 ประสทิ ธิภาพของการนอนหลับโดย .950 .508 1.392
ปกตวิ ิสัย
.480 .920
องคป์ ระกอบที่ 5 การรบกวนการหลบั นอน .700 -.047 1.147
องคป์ ระกอบท่ี 6 การใช้ยานอนหลบั .550 .660 1.340
องค์ประกอบที่ 7 ผลกระทบต่อการทำกิจกรรมใน 1.000
เวลากลางวนั
จากตารางที่ 3 ศึกษาและเปรียบเทียบประสิทธิผลคุณภาพการนอน (PSQI Score) ระหว่างก่อนและหลัง
รับการรักษาด้วยตำรับยาศุขไสยาศน์ พบว่าองค์ประกอบคุณภาพการนอนดังต่อไปนี้ 1.ด้านคุณภาพการนอนหลับ
2.ด้านระยะเวลาตัง้ แต่เข้านอนจนกระท่ังหลับ 3.ด้านระยะเวลาของการนอนหลับ 4.ด้านประสิทธภิ าพของการนอนหลบั
โดยปกติวิสัย 5.ด้านการรบกวนการหลับนอน 6.ด้านผลกระทบต่อการทำกิจกรรมในเวลากลางวัน โดยมีค่า
t =3.269,7.712,6.328,4.498,6.658 และ 6.164 ตามลำดบั มีความแตกตา่ งอย่างนยั สำคัญทางสถติ ิ (P < 0.01)
ตารางที่ 4 ศึกษาและเปรียบเทียบประสิทธิผลคุณภาพการนอน (PSQI Score) ระหว่างก่อนและหลังรับการรักษา
ด้วยตำรบั ยาศุขไสยาศน์
เปรียบเทียบประสิทธิผลคุณภาพการนอน ก่อนรับยา หลงั รับยา
(PSQI)ระหว่างก่อนและหลังรับการรักษา mean SD mean SD t df P-value
ด้วยตำรบั ยาศุขไสยาศน์
ผ ล ร ว ม ค ะ แ น น ค ุ ณ ภ า พ ก า ร น อ น ห ลั บ 12.70 2.677 8.50 3.236 7.982 19 .000**
(PSQI Score) คะแนนเต็ม 21 คะแนน
จากตารางที่ 4 ประสิทธิผลคุณภาพการนอนหลับ (PSQI Score) ระหว่างก่อนและหลังรับการรักษาด้วยตำรับ
ยาศุขไสยาศน์ ผลการทดลองพบว่ามคี วามแตกต่างอยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิติ คอื ก่อนรบั การรักษาคา่ เฉล่ยี คะแนนเท่ากับ
12.70±2.677 หลงั รับการรักษาคะแนนเฉล่ยี ลดลงมาเหลือเท่ากบั 8.50±3.236 ตามลำดับ ทดสอบเปรียบเทียบ
ประสทิ ธิผลดว้ ยสถิติเชงิ อนุมาน (Inference Statistics) Paired sample T – Test เปรียบเทียบประสทิ ธิผลคณุ ภาพการ
นอน (PSQI Score) ด้วยการใช้ตำรับยาศุขไสยาศน์ในระหว่างก่อนและหลังการใช้ยาตำรับในคนไข้คลินิกแพทย์แผนไทย
และการแพทยท์ างเลือก พบวา่ มีความแตกต่างอยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิติ t=7.982 P-value=0.00**
สรุปผลงานวิชาการ วิจัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่ืองเลา่
5. สรุปผล
ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษากลุ่มอาการนอนไม่หลับด้วยตำรับยาศุขไสยาศน์ คลินิกแพทย์แผนไทยและการแพทย์
ทางเลือก โรงพยาบาลภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ มีจำนวนทั้งหมด 20 คน แบ่งเป็นเพศชายจำนวน 6 คน (ร้อยละ 30)
เพศหญงิ จำนวน 14 คน (ร้อยละ 70) มอี ายเุ ฉลยี่ เทา่ กับ48.10±14.425 ปี อายุน้อยทส่ี ดุ 24 ปี อายุสูงทส่ี ุด 72 ปี
ผลการประเมนิ พบว่าองค์ประกอบคุณภาพการนอนก่อนรบั การรักษา องค์ประกอบที่ 1 คุณภาพการนอนหลบั มี
ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.30±1.129 องค์ประกอบที่ 2 ระยะเวลาตั้งแต่เข้านอนจนกระทั่งหลับมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.15±0.745
องค์ประกอบที่ 3 ระยะเวลาของการนอนหลับมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.95±0.224 องค์ประกอบที่ 4 ประสิทธิภาพของการ
นอนหลับโดยปกติวิสัยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.05±0.999 องค์ประกอบที่ 5 การรบกวนการหลับนอนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
1.80±0.616 องค์ประกอบที่ 6 การใช้ยานอนหลับมีค่าเฉล่ียเทา่ กับ 1.90±0.968 องค์ประกอบท่ี 7 ผลกระทบต่อการทำ
กิจกรรมในเวลากลางวันมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.75±0.639 หลังรักษาด้วยยาตำรับศุขไสยาศน์ประเมินผลการวิเคราะห์ 7
องค์ประกอบ พบว่าองค์ประกอบที่ 1 คุณภาพการนอนหลับมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ0.70±0.733 องค์ประกอบที่ 2 ระยะเวลา
ตั้งแต่เข้านอนจนกระทั่งหลับมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.95±0.510 องค์ประกอบที่ 3 ระยะเวลาของการนอนหลับมีค่าเฉลี่ย
เท่ากับ 1.80±0.894 องค์ประกอบที่ 4 ประสิทธิภาพของการนอนหลับโดยปกติวิสัยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.65 ±0.745
องค์ประกอบท่ี 5 การรบกวนการหลบั นอนมีค่าเฉลีย่ เท่ากับ 1.10±0.308 องค์ประกอบท่ี 6 การใช้ยานอนหลับมีค่าเฉลี่ย
เท่ากบั 1.35±0.813 องค์ประกอบท่ี 7 ผลกระทบต่อการทำกจิ กรรมในเวลากลางวันมคี า่ เฉล่ียเท่ากบั 0.75±0.550
ผลการศึกษาและเปรียบเทียบประสิทธิผลคุณภาพการนอน (PSQI Score) ระหว่างก่อนและหลังรับการรักษา
ด้วยตำรับยาศุขไสยาศน์ พบว่าองค์ประกอบคุณภาพการนอนดังต่อไปนี้ 1.ด้านคุณภาพการนอนหลับ 2.ด้านระยะเวลา
ตั้งแต่เข้านอนจนกระทั่งหลับ 3.ด้านระยะเวลาของการนอนหลับ 4.ด้านประสิทธิภาพของการนอนหลับโดยปกติวิสัย
5.ด้านการรบกวนการหลับนอน 6.ด้านผลกระทบตอ่ การทำกิจกรรมในเวลากลางวัน โดยมคี ่า
t =3.269,7.712,6.328,4.498,6.658 และ 6.164 ตามลำดบั มีความแตกตา่ งอย่างนยั สำคญั ทางสถติ ิ (P < 0.01)
ประสทิ ธผิ ลคุณภาพการนอนหลับ (PSQI Score) ระหวา่ งกอ่ นและหลังรับการรักษาดว้ ยตำรับยาศุขไสยาศน์ ผล
การทดลองพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ก่อนรับการรักษาค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 12.70±2.677
หลังรบั การรักษาคะแนนเฉลย่ี ลดลงมาเหลือเทา่ กับ 8.50±3.236 ตามลำดบั ทดสอบเปรียบเทียบประสทิ ธิผลด้วยสถิติเชิง
อนุมาน (Inference Statistics) Paired sample T – Test เปรียบเทียบประสิทธิผลคุณภาพการนอน (PSQI Score)
ด้วยการใช้ตำรับยาศุขไสยาศน์ในระหว่างก่อนและหลังการใช้ยาตำรับในคนไข้คลินิกแพทย์แผนไทยและการแพทย์
ทางเลอื ก พบว่ามคี วามแตกตา่ งอย่างมีนัยสำคัญทางสถติ ิ t=7.982 P-value=0.00**
6. อภปิ รายผล
จากการศึกษาประสิทธิผลการนอนหลับของตำรับยาศุขไสยาศน์ในระหว่างก่อนและหลังการใช้ยาตำรับในคนไข้
คลินิกแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ ผลการวิจัยเห็นได้ว่าผลรวมคะแนน
คุณภาพการนอนหลับเฉลี่ย (PSQI) ก่อนการรกั ษาเปรียบเทียบกบั การติตตามหลังการรักษาด้วยตำรับยาศุขไสยาศนม์ ผี ล
ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อธิบายได้ว่าตำรับยามีประสิทธิผลในการเพิ่มประสิทธิภาพของการนอนหลับทำให้วงจร
การนอนหลับของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาทีประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น เป็นอีกหนึ่งตำรับยาทางเลือกที่มีกัญชาเป็น
สว่ นประกอบทส่ี ามารถชว่ ยใหน้ อนหลับได้ดีมากย่งิ ขึน้ อีกท้งั คณะผวู้ ิจัยศึกษาดขู ้อมลู เชงิ ลึกในการวิเคราะห์องค์ประกอบ
การนอนหลบั จำแนกองค์ประกอบเป็น 7 ดา้ น จะเหน็ ไดว้ า่ หลังรับประทานตำรบั ยาศุขไสยาสน์สามารถลดปัญหาคุณภาพ
สรุปผลงานวิชาการ วิจัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่ืองเล่า
การนอนไดใ้ นทกุ มิติกลา่ วคือสามารถเพม่ิ คณุ ภาพการนอนหลับ เพิม่ ระยะเวลาตง้ั แต่เขา้ นอนจนกระทงั่ หลบั เพ่ิม
ประสิทธิภาพของการนอนหลับโดยปกติวิสัย ลดการรบกวนการหลับนอน ลดผลกระทบต่อการทำกิจกรรมในเวลา
กลางวัน ยกเว้นมิติองค์ประกอบที่ 6 คือองค์ประกอบการใช้ยานอนหลับ จากการศึกษาเห็นได้ว่าองค์ประกอบนี้ไม่มี
นัยสำคัญอาจเป็นเพราะระยะเวลาในการศึกษาประสิทธิผลของตำรับยามีระยะเวลาค่อนข้างสั้น ซึ่งผู้วิจัยใช้เวลาศึกษา
เพียง 1 สัปดาห์ เพื่อประเมินตดิ ตามผลการใช้ตำรับยาสมนุ ไพร จงึ ทำใหอ้ งค์ประกอบน้ีไม่มีความสมั พนั ธ์ อีกท้ังการศึกษา
นี้เป็นการใช้ยาในการรักษาอาการนอนไม่หลับ จึงอาจเป็นผลทำให้คะแนนด้านการใช้ยานอนหลับไม่ลดลง แต่หากดู
องค์ประกอบของการนอนโดยรวมผู้วิจัยมีความเห็นว่าตำรับยาศุขไสยาศน์เป็นอีกหนึ่งตำรับยาทางเลือกที่ช่วยเพ่ิม
ประสิทธิภาพในการนอนได้เป็นอย่างดี แต่ยังขาดการศึกษาข้อมูลในระยะยาว รวมถึงการศึกษาข้อมูลในครั้งนี้มีจำนวน
ผู้ป่วยที่ใช้ในการศึกษาน้อย หากมีการศึกษาต่อยอดในครั้งหน้าอาจควรวิเคราะห์ประสิทธิผลการนอนหลับในระยะยาว
เพิ่มมากขึ้น ศึกษาเปรียบเทียบตำรับยากับยานอนหลับมาตรฐาน รวมถึงศึกษาความปลอดภัยในการใช้ยาในอนาคต
เพื่อให้เกดิ ความน่าเชื่อถอื ในตำรับยาสมนุ ไพรย่ิงๆขน้ึ ไป
7. ข้อเสนอแนะในการศึกษาวจิ ัยคร้งั หน้า
- ศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลตำรับยาศุขไสยาศน์โดยทำเป็นวิจัยเชิงการทดลองโดยแบ่งกลุ่มทดลองและกลุ่ม
ควบคมุ
- ศึกษาความปลอดภัยในตำรบั ยาศุขไสยาศน์
- ศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลตำรับยาศุขไสยาศน์กับยานอนหลับมาตรฐาน(Diazepam) ในกลุ่มคนไข้นอนไม่
หลับเรื้อรงั
8. เอกสารอ้างอิง
Ben DT, Lee TJ. Sleep duration, subjective sleep disturbance and associated factors among university
students in Korea. J Korea Med Sci 2001;16:475-80.
Daniel J Buysse, Charles F Reynolds, Timothy H Monk, Susan R Berman, David J Kupfer. The Pittsburgh
sleep quality index: A new instrument for psychiatric practice and research. Psychiatry Research Vol 28
(2), May 1989:193-213.
Rodriguez JC, Dzierzewski JM, Alessi CA. Sleep Problem in the Elderly. Med Clin North Am 2015; 99(2):
431-9.
Kryger M, Roth T, Dement WC. Principles and practice of sleep medicine. 6 th ed. Philadephia: Wolters
Kluwer; 2016.
ศศิพงค์ ทิพย์รัชดาพร, โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร, การประเมิน
ประโยชน์และความปลอดภัยจากการใช้ตำรับยาแผนไทยเข้ากัญชา ณ คลินิกหางกระรอก โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น
อาจาโร : กรณีศกึ ษาตำรบั ยาศขุ ไสยาศน์
ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร, โรงพยาบาลอภยั ภเู บศร์ เปดิ จ่ายตำรับยาศุขไสยาศน์ สืบทอดตงั้ แตส่ มยั พระนารายณ์ ช่วยนอน
หลับดี, ไทยโพสต์ 16 ม.ี ค. 2564
สรุปผลงานวชิ าการ วจิ ัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเรอ่ื งเล่า
การเปรยี บเทียบประสทิ ธภิ าพการฟ้ืนฟูสมรรถภาพระยะกลาง (IMC)
ผปู้ ว่ ยโรคหลอดเลอื ดสมอง โรงพยาบาลภกั ดีชมุ พล
Comparing an Efficacy of Intermediate Care in Stroke Patients
นางสาวกัลยรวี ใจสำราญ ,นางสาวณชั กานต์ อนิ ต๊ะรนิ ทร์ และคณะ
ความเป็นมาและความสำคัญ
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) เป็นสาเหตุการตายและความพิการที่พบได้มากขึน้ เกิดจากภาวะที่สมองขาด
เลอื ดไปเล้ียง เพราะมกี ารอดุ ตันของเส้นเลือดท่ีนำเลือดไปเลีย้ งสมองส่วนตา่ งๆผู้ป่วยจะมีอาการบกพร่องหรือพิการต่างๆ
เกิดขึ้นกับร่างกาย อาการบกพร่องพิการเหล่านีบ้ างอย่างอาจจะฟืน้ ฟูให้กลับมาสูส่ ภาพเดิมได้ยากและผู้ป่วยบางรายจะมี
อาการบกพร่องพิการอย่างใดอย่างหน่ึงติดตวั ไปตลอดชีวิต จากข้อมลู สถติ โิ รงพยาบาลภักดีชุมพลมีแนวโน้มผู้ป่วยโรคหลอด
เลอื ดสมองเพิม่ ขึ้นปงี บประมาณ2562, 2563 และ 2564 โรงพยาบาลภักดีชุมพลมีผูป้ ว่ ยโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน 21,23และ
25 ราย ตามลำดับ ผู้ป่วยกลุม่ นี้ถูกรับรีเฟอร์กลับมาจากจากโรงพยาบาลชัยภูมิหลงั ผู้ป่วยได้รับอาการทางรอยโรคคงที่ แลว้ จงั ถูก
รับเข้าเป็นผู้ป่วยในให้เข้ารับการรักษาต่อเนื่องท่ีโรงพยาบาลใกล้บ้านซึ่งคือโรงพยาบาลภักดีชุมพล เพื่อฟื้นฟูต่อ 7วัน เป็นการ
ดูแลผูป้ ่วยท่ีมีอาการทางคลินกิ ผ่านพน้ ภาวะวิกฤติหรอื เฉยี บพลัน (Acute conditions) แต่ยังมีความผิดปกตขิ องรา่ งกาย
บางสว่ น หรอื ทีเ่ รยี กวา่ การดูแลผปู้ ่วยระยะกลาง (Intermediate Care, IMC) แม้ว่าผปู้ ่วยมีอาการคงท่ี แต่มีข้อจำกัดใน
การปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวัน โดยดูจากผลการประเมินความสามารถในการดำเนนิ ชีวิตประจำวันดัชนีบาร์เธลเอดี
แอล (Barthel ADL Index, BI) ได้ค่าน้อยกว่า15 คะแนน หรือ มากกว่าหรือเท่ากับ15 คะแนนร่วมกับ multiple
impairments ผ้ปู ว่ ยระยะกลางจงึ จำเป็นตอ้ งไดร้ ับบรกิ ารฟืน้ ฟูสมรรถภาพทางการแพทยโ์ ดยทีมวิชาชพี อย่างต่อเน่ืองจน
ครบ 6 เดือน ท้ังนี้รูปแบบการให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพระยะกลางในปัจจุบันแบ่งตามลักษณะงานเป็นแบบผู้ป่วยนอก แบบ
ผู้ป่วยใน และแบบบริการในชุมชน กลุ่มงานเวชกรรมฟื้นฟูมีบทบาทหน้าที่เข้าไปให้การฟื้นฟูทักษะการเคลื่อนไหวที่เสียไป
รวมถึงการป้องกันภาวะแทรกซอ้ นจากการถกู จำกัดการเคลอ่ื นไหว ให้ผูป้ ว่ ยกลับมาใชช้ วี ติ ประจำวันที่ดีขนึ้
ดังนั้นทางกลุ่มงานเวชศาสตร์ฟื้นฟูจึงมีความสนใจทำการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการฟื้นฟู
สมรรถภาพผูป้ ่วยระยะกลาง (IMC) โรคหลอดเลอื ดสมอง โรงพยาบาลภักดชี ุมพล เพ่อื เป็นแนวทางในการดูแลผปู้ ่วยระยะ
กลาง (IMC) โรคหลอดเลอื ดสมอง ตอ่ ไป
วตั ถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระยะกลาง (IMC) โรคหลอดเลือดสมอง วันแรกรับ ก่อนออก
โรงพยาบาล และหลงั ออกจากโรงพยาบาล 1 เดอื น
2. เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระยะกลาง (IMC) โรคหลอดเลือดสมอง วันแรกรับ ก่อน
ออกโรงพยาบาล และหลังออกจากโรงพยาบาล 1 เดอื น
สรปุ ผลงานวิชาการ วจิ ยั /R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่ืองเลา่
วธิ ีการดำเนินการ
1. ประชุมวางแผนในกลุ่มงานเวชกรรมฟื้นฟูในการศึกษาเก็บข้อมูลและแนวทางการดูแลผู้ป่วยระยะกลางโรคหลอด
เลอื ดสมองในเข้ามารบั การรกั ษาท่โี รงพยาบาลภักดชี มุ พล
2. ศึกษาขอ้ มลู เวชระเบยี นผ้ปู ว่ ยระยะกลางโรคหลอดเลอื ดสมองตัง้ แต่ 1 ตุลาคม 2563 ถึง 30 กนั ยายน 2564
3. เสนอทีม IMC ร่วมประเมินและวางแผนโปรแกรมการรักษาผู้ป่วยระยะกลางโรคหลอดเลือดสมอง โดยประเมิน
ความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันดัชนีบาร์เธลเอดีแอล ได้ค่า BI แรกรับ (BI1) ผู้ป่วยระยะกลางโรคหลอด
เลือดสมองที่เข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาลภักดีชุมพลจำนวน 25 คน ก่อนได้รับการฟื้นฟู ทีม IMCร่วมกับนัก
กายภาพบำบัดทำการฟื้นฟูผู้ป่วยด้วยโปรแกรมที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคนในระหว่างที่นอนพักในโรงพยาบาล
เป็นระยะเวลา 7 วนั โดยนกั กายภาพบำบัดเขา้ ไปให้บริการฟื้นฟสู มรรถภาพทางรา่ งกาย วนั ละ 1 ช่ัวโมง ตั้งแต่วัน
แรกรับในหอผู้ป่วยในจนครบกำหนด 7วัน ประเมินความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันดัชนีบาร์เธลเอดีแอ
ลของผู้ป่วย ได้ค่า BI ก่อนออกจากโรงพยาบาล (BI2) หลัง ก่อนออกจากโรงพยาบาลจะมีการให้ความรู้เกี่ยวกับ
การดแู ลผ้ปู ่วยและแนะนำวิธกี ารอออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูให้กลับไปทำที่บ้าน ประเมนิ ความสามารถในการดำเนิน
ชีวติ ประจำวันดัชนีบารเ์ ธลเอดแี อลของผู้ป่วย ได้คา่ BI หลังจากออกโรงพยาบาล 1 เดอื น (BI3)
4. ดำเนินการรักษาและเก็บรวมรวมข้อมลู
5. วิเคราะหผ์ ลและอภปิ ราย
สรุปผลงานวิชาการ วจิ ัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเรือ่ งเลา่
การวิเคราะหข์ ้อมูล
ข้อมลู มกี ารแจงแจงไม่ปกติ ดังนนั้ มีการใชส้ ถติ ใิ นการวจิ ยั ดังน้ี
1. การวเิ คราะหข์ ้อมลู ทัว่ ไปได้แก่ เพศ อายุ BI1 BI2 และBI3 ใช้สถติ ิพรรณนา Descriptive statistics ไดแ้ ก่ คา่ เฉล่ยี
ร้อยละ และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน
2. การวิเคราะหข์ ้อมลู เปรยี บเทียบคะแนน BI1, BI2 และBI3 ใช้สถติ ินอนพาราเมตรกิ (Nonparametric statistics)
โดยใช้สถิติ Wilcoxon Signed Rank Test
สรุปผลงานวชิ าการ วจิ ยั /R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่อื งเลา่
ผลการวิจัย
ผู้ป่วยระยะกลางโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน 25 คน มีอายุเฉลี่ย 66.72 (+14.43) ปี เป็นเพศชายจำนวน 9 คน
เพศหญิงจำนวน 16 คน เมอื่ ประเมนิ คา่ BI แรกรับเขา้ มานอนพักรักษาตวั ในโรงพยาบาลภักดชี มุ พล (BI1) ไดค้ ะแนนเฉล่ยี
เท่ากับ 6.68 (+6.29) คะแนน ในระหว่างที่ผู้ป่วยรักษาตัวในโรงพยาบาลจำนวน 7 วัน จะได้รับการฟื้นฟูด้วยโปรแกรมที่
เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน และประเมินค่า BI ก่อนออกจากโรงพยาบาล (BI2) ได้คะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถติ เิ ม่ือเทียบกับ BI1 โดยไดเ้ ท่ากับ 8.60 (+7.55) คะแนน ก่อนออกจากโรงพยาบาลนักกายภาพบำบัดจะสอนผู้ดูแล
ให้นำโปรแกรมการฟื้นฟูผู้ป่วยไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องที่บ้านเอง ภายหลังออกจากโรงพยาบาล 1 เดือน ได้ประเมินค่า BI
อกี ครั้ง (BI3) พบว่าคะแนนลดลง ได้เท่ากับ 7.88 (+7.69) คะแนน ดงั ตาราง
ตารางที่ 1 แสดงคา่ เฉลย่ี และค่าความแปรปรวนของ BI ผู้ป่วยทั้ง 3 ระยะ
Mean S.D.
BI 1 6.68 6.29
BI 2 8.60 7.55
BI 3 7.88 7.69
ตารางที่ 2 แสดงผลการเปรียบเทียบประสทิ ธิภาพการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระยะกลาง (IMC) โรคหลอดเลือดสมอง วัน
แรกรบั ก่อนออกโรงพยาบาล และหลังออกจากโรงพยาบาล 1 เดือน
ตารางที่ 3 แผนภาพแสดงผลและเปรียบเทียบประสิทธิภาพการฟื้นฟสู มรรถภาพผู้ป่วยระยะกลาง (IMC) โรคหลอดเลือด
สมอง วันแรกรับ กอ่ นออกโรงพยาบาล และหลงั ออกจากโรงพยาบาล 1 เดือน
Mean * 7.88
8.60
6.68
BI1 BI2 BI3
*p-value <0.05
สรปุ ผลงานวิชาการ วจิ ยั /R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่ืองเลา่
สรุปผลและอภิปรายผล
การฟืน้ ฟูผปู้ ่วยระยะกลางชว่ ยให้ผ้ปู ว่ ยสามารถกลบั มาปฏบิ ัตกิ จิ กรรมตา่ งๆ ในชีวติ ประจำวันได้ดีขนึ้ เหน็ ได้จากคา่
BI ก่อนออกจากโรงพยาบาล มีค่าสูงกว่าตอนผู้ป่วยแรกรบั เข้ามารักษาตัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งระหว่างทีร่ ักษาตัว
อยู่นี้ผู้ป่วยได้รับการฟื้นฟูโดยนักกายภาพบำบัด แต่เมื่อผู้ป่วยกลับไปรักษาตัวที่บ้าน ต้องอาศัยผู้ดูแลทำการฟื้นฟูแทน
ภายในระยะเวลา 1 เดือน หลังออกจากโรงพยาบาลพบว่า ค่า BI ของผ้ปู ่วยมีคา่ ลดลง แต่ยงั คงสงู กวา่ ตอนแรกรับเลก็ นอ้ ย
แสดงให้เห็นว่าการทำกิจกรรมฟื้นฟูผู้ป่วยระยะกลางจำเป็นต้องได้รับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เป็นประจำ ผู้ป่วยจึงจะมี
พฒั นาการทดี่ ีขน้ึ การใหผ้ ูป้ ว่ ยมารับการฟืน้ ฟูทีโ่ รงพยาบาลทุกวนั หรือการใหน้ ักกายภาพบำบดั ออกเยย่ี มบ้านเพอื่ ชว่ ยทำ
กิจกรรมไม่สามารถปฏิบัติได้ ดังนั้น การสอนให้ผู้ดูแล หรือ อสม.ช่วยเหลืออาจช่วยให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถกลับมาทำ
กิจกรรมในชีวิตประจำวันให้มีคณุ ภาพชีวติ ทดี่ ีข้นึ ลดการเปน็ ภาระของครอบครัวและสงั คม
ขอ้ เสนอแนะในการทำวจิ ยั ต่อไป
ควรมีการตดิ ตามผลฟืน้ ฟผู ปู้ ่วยเปน็ ระยะเวลานานขึน้ ดว้ ยการใหผ้ ดู้ ูแล หรอื อสม.ช่วย ด้วยการประเมินค่า BI
เอกสารอ้างอิง
1. กาญจนา ขัตติ,ชริ ญาณ์ วนั พรหมมนิ ทรม์ ,(2563).แนวทางการดูแลระยะเปลย่ี น
ผ่านผ้ปู ่วยก่ึงเฉียบพลัน (Intermediate Care : IMC). (ออนไลน)์ .เข้าถึงไดจ้ าก
https://lib.swu.ac.th/images/Documents/Researchsupport/VancouverSWU_Citation-
260121.pdfhttps://lib.swu.ac.th/images/Documents/Researchsupport/VancouverSWU_Citation-
260121.pdf [29 กรกฎาคม 2565]
2. นพ.พรเทพ มิ่งมาลยั รกั ษ์.(2563).อาการและวธิ กี ารรกั ษา “Stroke” หรือโรคหลอดเลอื ดสมอง.(ออนไลน)์ .เข้าถึงได้
จาก https://www.sikarin.com/doctor-articles/ [1สิงหาคมคม 2565]
สรุปผลงานวิชาการ วิจัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่อื งเลา่
การศกึ ษาเปรยี บเทียบผลของโปรแกรมการออกกำลงั กาย ที่มผี ลต่อการทรงตวั ในผูส้ งู อายุโรคขอ้ เขา่ เสอื่ มในชุมชน
นางสาวณัชกานต์ อนิ ต๊ะรนิ ทร์ ,นางสาวกัลยรวี ใจสำราญ และคณะ
ความเปน็ มาและความสำคญั
จากความกา้ วหนา้ ในปัจจบุ ันนี้ ส่วนใหญ่เป็นประชากรผู้สูงอายุ ซี่งเพิ่มขึ้นอยา่ งต่อเนื่อง จาก 6,705 ล้านคน ใน
ปี 2551 เป็น 8,000 ล้านคน ในปี 2568 และ 9,352 ล้านคน ในปี 2564 สำหรับประเทศไทย เป็นประชาการอายุ 60
ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 14.5 ของประชากรทั้งหมด และเป็นประชาการอายุ 65 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 10.4 ของ
ประชากรทง้ั หมด เมื่อกา้ วเขา้ สู่วัยสูงอายรุ ่างกายจะเกดิ กระบวนการเสือ่ มของรา่ งกาย ความแขง็ แรงและสมรรถภาพทาง
กายลดลง เช่น โครงสร้างกระดูกกล้ามเนื้อ ระบบประสาทสั่งการและระบบหายใจ เป็นต้น ฉะนั้นผู้สูงอายุจึงควรรักษา
ร่างกายของตนเองเพื่อที่จะชะลอกระบวนการเสื่อมให้เป็นไปอย่างช้าๆ เพื่อที่จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข ปัญหาที่
พบบอ่ ยในผูส้ งู อายุมกั เกดิ จากการหกลม้ โดยผู้ท่มี ีอายตุ ้ังแต่ 65 ปีข้นึ ไป มคี วามเสย่ี งตอ่ การหกล้ม รอ้ ยละ 28-35 และผู้ท่ี
มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงต่อการหกล้มร้อยละ32-42 และอัตราการล้มของผู้สูงอายุเพศหญิงพบมากกว่าเพศ
ชายเกอื บหนง่ึ เทา่ การลม้ จึงเปน็ ปัญหาทพ่ี บบอ่ ยในผ้สู งู อายุ ซ่งึ ทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพหรือเสยี ชวี ิตได้ตลอดจนสูญเสีย
ความมัน่ ใจในการปฏบิ ัตกิ ิจวัตรประจำวันซึง่ สง่ ผลกระทบใหค้ วามสามารถในการรักษาสมดลุ การทรงตัวลดลง
การล้มในผู้สูงอายุอาจเกดิ จากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายในของผู้สูงอายุเอง เช่น ความผิดปกติของโครงร่างและ
กลา้ มเน้อื ทำใหค้ วามแขง็ แรงและยืดหยุ่นของกลา้ มเน้ือลดลง สายตาผดิ ปกติ ร่วมกับโรคเรื้อรัง หรือโรคอ่ืนๆ เช่น โรคข้อ
เข่าเสื่อม (Knee osteoarthritis) เป็นต้น ข้อเข่าเสื่อม (Knee osteoarthritis) เป็นความบกพร่องของกระดูกข้อและ
กลา้ มเนอ้ื เข่าอ่อนแรงท่ีพบได้บ่อยในวัยสูงอายุ อาการปวดขอ้ เข่าและกล้ามเนื้อขาออ่ นแรงส่งผลทำให้ร่างกายเคล่ือนไหว
ในกิจวัตรประจำวันได้ลำบาก เช่น การลุก นั่ง และการเดิน เป็นต้น การรักษาประกอบด้วย การให้ความรู้ ลดน้ำหนัก
กายภาพบำบดั และการให้ยา เป็นตน้ กายภาพบำบัดเป็นอกี หนง่ึ วชิ าชีพทีม่ ีบทบาทสำคญั ในการดแู ลรกั ษา สง่ เสริม ฟ้ืนฟู
ผทู้ ี่มขี ้อเขา่ เสื่อมเพื่อให้ผู้ปว่ ยสามารถใช้ชวี ิตประจำวนั และคุณภาพชีวติ ทด่ี ี
โรงพยาบาลภักดีชุมพล มีการจัดบริการกายภาพบําบัดชมุ ชน ในกลุ่มงานกายภาพบําบัด ซึ่งมีหน่วยบริการปฐม
ภูมิสำหรับให้บริการดูแลสุขภาพและคัดกรองสุขภาวะของผู้สูงอายุในชุมชนตามทะเ บียนบ้านที่พักอาศัยอยู่ในพื้นท่ี
รับผิดชอบ 9 หมู่บ้าน มีจำนวนผสู้ งู อายทุ ีข่ ึน้ ทะเบียน จำนวน 859 คน ได้รับการคัดกรองสขุ ภาพประจำปี 2565 คัดกรอง
712 คน คิดเป็นร้อยละ 82.89 ผู้สูงอายุที่มีข้อเข่าเสื่อม และผิดปกติทางการเคลื่อนไหว มีจำนวน 66 คน ส่งผลให้
ผู้สูงอายุมีความสามารถในการเคลื่อนไหวลดลง ทำให้เกิดภาวะกลัวการหกล้ม (Fear of fall) หรือความไม่มั่นใจในการ
ทรงตัว ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดในการใช้โปรแกรมการออกกําลังกายฝึกการทรงตัว ศึกษาในผู้สูงอายุในชุมชน
ระยะเวลาการศึกษา 4 สัปดาห์ ผลการศึกษาจะเป็นแนวทางในการสง่ เสริมสุขภาพผูส้ งู อายุและพัฒนาโปรแกรมการออก
กาํ ลงั กายฝึกการทรงตวั ให้มีประสทิ ธิภาพเพ่มิ ขน้ึ
สรปุ ผลงานวิชาการ วจิ ัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเรือ่ งเลา่
วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการออกกําลังกายที่มีต่อการทรงตัว ในผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อม (Knee
osteoarthritis) ในชมุ ชน
2. เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของโปรแกรมการออกกําลังกายที่มีต่อการทรงตัว ในผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อม (Knee
osteoarthritis) ในชุมชน
วิธีการดำเนนิ การ
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการออกกําลังกายที่มีต่อการทรงตัว ใน
ผู้สูงอายุโรคขอ้ เขา่ เสือ่ ม (Knee osteoarthritis) ในชมุ ชน ดำเนินการศึกษาและเก็บข้อมูลระหว่าง วันที่ 1 มกราคม -31
กรกฎาคม พ.ศ. 2565 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อม ที่อาศัยอยู่ในเขตโรงพยาบาลภักดีชุมพล 9 หมู่บ้าน
อำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุระหว่าง 60-75 ปี จำนวน 30 คน เข้ารับการทดสอบวัด
ความออ่ นตวั ของหลังสว่ นลา่ งและต้นขาดา้ นหลงั (Reach test) ทดสอบการทรงตัวด้วยแบบทดสอบการทรงตวั ลกุ ยืน (5
sit to stand) และเดินระยะทาง 3 เมตร (Time Up and Go Test-TUGT) กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มทดลอง กลุ่มเดียว
จำนวน 30 คน เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม 4 ครั้ง เป็นระยะเวลาทั้งหมด 4 สัปดาห์ โดยทำกิจกรรมฝึกออกกําลังกายตาม
โปรแกรมการออกกําลังกายที่มีผลต่อการทรงตัวของผู้สูงอายุ โดยปรับการฝึกตามโปรแกรมจากระดับง่ายไประดับยาก
โดยฝึกออกกําลังสัปดาห์ละ 2 วันๆ ละ 30-45 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามแบบบันทึก
การทดสอบทงั้ ก่อน และหลงั เข้ารว่ มการทดลองโดยทดสอบวดั ความอ่อนตัวของหลังส่วนล่างและต้นขาด้านหลงั (Reach
test) ทดสอบการทรงตัวดว้ ยแบบทดสอบการทรงตวั ลกุ ยนื (5 sit to stand) และเดินระยะทาง 3 เมตร (Time Up and
Go Test-TUGT) วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติพรรณนา (Descriptive statistics) จำนวนร้อยละความถี่ค่าเฉลี่ยและ
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างก่อนและหลังการทดลองดว้ ยโปรแกรมออกกำลังกาย โดยใชส้ ถิติ
อนมุ าน (Inferential statistics) ได้แก่ Paired sample t-test
การวเิ คราะหข์ ้อมลู
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู มี 3 ส่วนประกอบดว้ ย
1. วเิ คราะห์ข้อมลู ทัว่ ไป ได้แก่ เพศ อายุ น้ำหนกั และสว่ นสงู โดยข้อมูลด้วยสถิตพิ รรณนา (Descriptive statistics)
ได้แก่ จำนวน ร้อยละ คา่ เฉลี่ย และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน
2. วิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยที่มีผลต่อการล้ม ประกอบด้วย reach test ,5 sit to stand และ Time up and go โดย
ข้อมูลด้วยสถิตพิ รรณนา (Descriptive statistics) ไดแ้ ก่ จำนวน ร้อยละ คา่ เฉล่ยี และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน
3. เปรยี บเทยี บขอ้ มูลระหวา่ งก่อนและหลงั การทดลองดว้ ยโปรแกรมออกกำลงั กาย โดยใช้สถิติอนุมาน (Inferential
statistics) ไดแ้ ก่ Paired sample t-test กำหนดระดบั นยั สำคญั ทางสถติ ทิ ี่ p≤ 0.05 เก็บรวบรวมขอ้ มลู ระหว่าง
วันที่ 1 มกราคม -31 กรกฎาคม พ.ศ. 2565
สรุปผลงานวชิ าการ วจิ ยั /R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่อื งเลา่
ผลการวิจัย
อาสาสมัครส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 56.70 และเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 43.3 อายุอยู่ในชว่ ง 60-70
ปี คิดเป็นร้อยละ 73.40±5.22 มีน้ำหนักตัวอยู่ระหว่าง 51-70 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 63.33±18.74 ส่วนสูง 155-165
เซนติเมตร คิดเป็นร้อยละ 53.33±6.16 และอาสาสมัครส่วนมากเคยล้ม คิดเป็นร้อยละ 60 และผลของโปรแกรมการ
ออกกาํ ลังกายท่มี ตี อ่ การทรงตวั ในผ้สู งู อายโุ รคข้อเขา่ เส่ือม พบว่า
ตารางท่ี 1 ทดสอบ Reach test (ซม.) ขา้ งขวา กอ่ นและหลังให้โปรแกรมการออกกําลงั กายท่มี ตี อ่
การทรงตัว ในผสู้ งู อายโุ รคขอ้ เขา่ เสือ่ ม
Reach test คา่ เฉล่ยี สว่ นเบย่ี งเบน 95%CI tP
(ซม.) Rt มาตราฐาน
กอ่ น 1.17 3.06 (-1.42)-(-0.71) -6.19 .000
หลงั 2.23 2.67
ตารางท่ี 2 ทดสอบ Reach test (ซม.) ขา้ งซา้ ย ก่อนและหลังให้โปรแกรมการออกกาํ ลังกายทีม่ ตี อ่
การทรงตัว ในผู้สงู อายุโรคข้อเข่าเส่อื ม
Reach test คา่ เฉลีย่ สว่ นเบี่ยงเบน 95%CI tP
(ซม.) Lt มาตราฐาน
กอ่ น 1.33 3.38 (-1.29)-(-0.37) -3.70 .001
หลงั 2.17 2.57
ตารางที่ 3 ทดสอบ 5 sit to stand (วินาที) ก่อนและหลังใหโ้ ปรแกรมการออกกาํ ลังกายท่มี ีต่อการ
ทรงตัว ในผูส้ ูงอายโุ รคข้อเขา่ เส่ือม
5 sit to stand ค่าเฉลยี่ ส่วนเบย่ี งเบน 95%CI tP
(วินาที) มาตราฐาน
ก่อน 13.14 3.36 0.91-1.70 6.82 .000
หลัง 11.84 2.70
ตารางที่ 4 ทดสอบ Time up and go (วินาที) กอ่ นและหลงั ให้โปรแกรมการออกกาํ ลงั กายทีม่ ตี ่อ
การทรงตวั ในผ้สู งู อายุโรคข้อเข่าเสอ่ื ม
Time up and คา่ เฉล่ีย สว่ นเบ่ยี งเบน 95%CI tP
go (วนิ าที) มาตราฐาน
ก่อน 11.49 3.31 0.94-1.84 -6.30 .000
หลัง 10.10 2.98
*มีนยั สำคญั ทางสถิติ p≤ 0.05 เมือ่ เทียบกบั กอ่ นการทดลอง
สรุปผลงานวชิ าการ วิจัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเรือ่ งเลา่
สรปุ ผลและอภปิ รายผล
อาสาสมัครส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 56.70 และเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 43.3 อายุอยู่ในช่วง
60-70 ปี คิดเป็นร้อยละ 73.40±5.22 มีน้ำหนักตัวอยู่ระหว่าง 51-70 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 63.33±18.74 ส่วนสูง
155-165 เซนติเมตร คิดเป็นร้อยละ 53.33±6.16 และอาสาสมัครส่วนมากเคยล้ม คิดเป็นร้อยละ 60 และผลของ
โปรแกรมการออกกาํ ลังกายท่ีมตี อ่ การทรงตัว ในผู้สงู อายุโรคขอ้ เขา่ เสื่อม
ผลการวิจัยพบว่าหลังการทดลองให้โปรแกรมการออกกําลังกายที่มีต่อการทรงตัว ในผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อม
ทดสอบ Reach test มีคา่ เพ่มิ ขึ้นอย่างมีนยั สําคัญทางสถติ ิ p<0.001 ดงั ตารางที่ 1 และ 2 ทดสอบ 5 sit to stand (วินาที)
และทดสอบ Time up and go (วินาที) ก่อนและหลังให้โปรแกรมการออกกําลังกายที่มีต่อการทรงตัวในผู้สูงอายุโรคข้อ
เข่าเส่ือม พบวา่ คา่ เฉล่ียเวลาดขี ึ้นอยา่ งมีนัยสาํ คัญทางสถิติ p<0.000 การศึกษาคร้งั น้แี สดงให้เหน็ วา่ การฝึกตามโปรแกรมการ
ออกกำลังกายสามารถเพม่ิ ความแขง็ แรงของร่างกาย และพฒั นาการทรงตวั ดขี ้ึน ในกลมุ่ ผูส้ ูงอายุโรคขอ้ เข่าเส่ือมในชมุ ชนได้
ข้อเสนอแนะในการทำวจิ ัยต่อไป
การศึกษานี้ทำให้เกดิ โปรแกรมการออกกําลังกายผู้สูงอายุที่มภี าวะข้อเข่าเสือ่ มในชมุ ชน ควรนําไปประยุกต์ใชใ้ น
การปฏิบัติการส่งเสริมสุขภาพ โดยเน้นการบริการเชิงรุกเข้าถึงผู้สูงอายุในชุมชนให้มีความหลากหลาย เพื่อให้เกิด
ประสิทธิผลเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ พัฒนาการทรงตัวที่ดีขึ้น และลดภาวะความกลัวการล้ม ทำให้ผู้สูงอายุที่มี
ภาวะขอ้ เขา่ เสอ่ื ม มคี วามม่ันใจและสามารถปฏิบตั ิกจิ กรรมต่างๆ ในชีวติ ประจำวันไดด้ ขี ้นึ และควรเพมิ่ การประเมินความ
กลัวการล้มด้วยแบบประเมินความกลัวการล้มสำหรับผู้สูงอายุ ฉบับภาษาไทย (Thai Geriatric Fear of Falling
Questionnaire-FoF)
เอกสารอา้ งองิ
1.กานดา ชยั ภิญโญ และคณะ. (2557). ผลของการออกกำลังกายกล้ามเน้อื กางและเหยยี ด
ขอ้ สะโพกร่วมกบั กลา้ มเนอ้ื เหยียดขอ้ เขา่ ทีม่ ีผลตอ่ functional performance
ในผู้ที่มีอาการปวดเข่าดา้ นหน้า. วารสารกายภาพบำบัด ปี 2557: 19-32.
2.จฑุ าทพิ ย์ รอดสงู เนิน . (2564). ผลของโปรแกรมการออกกาํ ลงั กายท่มี ตี อ่ การทรงตัวและความ
กลัวการลม้ ของผู้สงู อายใุ นชมุ ชน.วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 ปี 2564: 541-560.
3.ณชั กานต์ อินต๊ะรนิ ทร์. (2564). การศกึ ษาเปรียบเทยี บระดับอาการปวดเข่า และ Muscle Power
grade ก่อนและหลงั การออกกำลงั กายแบบเพิม่ ความแข็งแรงของกล้ามเนือ้ เขา่ ในผูป้ ่วยโรค
ขอ้ เขา่ เสือ่ ม โรงพยาบาลภักดชี ุมพล.งานวชิ าการ HACC เขตนครชัยบุรนิ ทร์ (หมวด
Effective Care Service)
4.พฒั น์ สวรรคพ์ ทิ ักษ์ และวารี จิรอดิศัย. (2557). คลนื่ ไฟฟ้าของกลา้ มเนอ้ื Vastus
Medialis ขณะออกแรงในตำแหนง่ ของขาทตี่ ่างกัน. เวชศาสตร์ฟื้นฟสู าร ปี 2557:
24(1): 13-19.
5.ภูริชญา วรี ะศริ ริ ัตน์ และคณะ. (2557). ผลของการจัดการทางกายภาพบำบัดในพระสงฆ์
ที่มภี าวะขอ้ เสื่อม.โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงนิ รายไดจ้ ากเงินสนับสนนุ รฐั บาล (งบประมาณแผน่ ดิน) ม.
บรู พา.
สรปุ ผลงานวิชาการ วิจัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเรอื่ งเล่า
ความรอบรูแ้ ละพฤติกรรมการจดั การมูลฝอยตดิ เชื้อของบุคลากร
โรงพยาบาลภักดชี มุ พล อำเภอภกั ดีชมุ พล จังหวดั ชยั ภูมิ
นายนวพล ชำนาญ
ความเปน็ มาและความสำคัญ
มูลฝอยที่เกิดจากสถานบริการสาธารณสุข โดยเฉพาะโรงพยาบาล เรียกว่า “มูลฝอยติดเชื้อ” เนื่องจาก
แหล่งกำเนิดมูลฝอยติดเชื้อมาจากกิจกรรมที่หลากหลายในการให้บริการรักษาพยาบาล เช่น ห้องผ่าตัด ห้องคลอด
ห้องปฏิบัติการ ห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉิน เป็นต้น ซึ่งมูลฝอยติดเชื้อท่ีเกิดจากโรงพยาบาลนั้น มีอันตรายมากกว่ามูลฝอย
ทั่วไปเพราะมีเชื้อโรคปะปนอยู่ในปริมาณมากและสามารถเป็นสาเหตุของการแพร่กระจายเชื้อโรคจากโรงพยาบาลไปยัง
ชุมชนทำให้เกิดโรคระบาดได้ มูลฝอยติดเชื้อจึงมีความสำคัญในเรื่องการจัดการที่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล และหากมี
การจัดการมูลฝอยติดเชื้อไมถ่ ูกต้องตามหลักสุขาภิบาล จะส่งผลกระทบตอ่ สุขภาพอนามัยของบุคลากรในโรงพยาบาลและ
ผู้มารบั บรกิ าร รวมถงึ ผลกระทบต่อสิง่ แวดลอ้ มและสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง การจดั การมลู ฝอยตดิ เชื้อในประเทศ
ไทย ได้ถูกกำหนดให้ดำเนินการภายใต้กฎกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ.2545 ดังนั้น สถาน
บรกิ ารดา้ นสาธารณสขุ ทุกแหง่ จงึ ต้องมกี ารจัดการมูลฝอยตดิ เชอ้ื ทีถ่ ูกหลกั ตามมาตรฐานสุขาภิบาล
สถานการณ์มูลฝอยติดเชื้อในประเทศไทย โดยในปี 2564 มีปริมาณมูลฝอยติดเชื้อ 90,009.23 ตันต่อปี ซึ่งเกิด
จากโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลสังกัดกรมวิชาการภายใต้กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาล
ส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงอื่น โรงพยาบาลเอกชน คลินิกเอกชน สถานพยาบาลสัตว์ และ
ห้องปฏิบัติการเชื้ออันตราย ซึ่งได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง 81,774.67 ตันต่อปี คิดเป็นร้อยละ 90.85 (กรมอนามัย,
2564) รวมถึงประชาชนเร่ิมให้ความสนใจเกย่ี วกบั อันตรายของมูลฝอยตดิ เชอื้ ว่าเป็นปญั หาสำคัญอย่างหนงึ่ ร่วมกบั ในชว่ ง
สถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโรคติดตอ่ เชื้อไวรัสโคโรนาสายพนั ธใ์ุ หม่ 2019 (COVID-19) มอี ตั ราการเกดิ มลู ฝอยติดเชื้อ
เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเกิดจากสถานที่ต่าง ๆ ได้แก่ โรงพยาบาลสนาม สถานกักกันที่ราชการกำหนด ศูนย์แยกกักใน
ชุมชน (CI) การแยกกักตัวที่บ้าน (HI) มูลฝอยส่วนใหญ่เป็นหน้ากากอนามัย และชุดทดสอบแอนติเจน (ATK) จึง
จำเป็นต้องกำจดั โดยใช้เตาเผาและฝงั กลบขเ้ี ถา้
ศูนย์อนามยั ท่ี 9 นครราชสมี า ได้สำรวจปรมิ าณมลู ฝอยตดิ เชื้อของโรงพยาบาลรฐั ในเขตทุกแห่งในปี 2562 พบว่า
ปริมาณมูลฝอยติดเชื้อรวมในเขตพื้นที่เครือข่ายบริการสุขภาพที่ 9 มีปริมาณทั้งสิ้น 3,976,978.30 กิโลกรัมต่อปี เมื่อ
พิจารณารายจังหวัด พบว่า จังหวัดนครราชสีมามีปริมาณมูลฝอยติดเชื้อรวมมากที่สุด 1,743,157.50 กิโลกรัมต่อปี
รองลงมาคือ จังหวัดบุรีรัมย์ 826,134.40 กิโลกรัมต่อปี จังหวัดชัยภูมิ 758,359.10 กิโลกรัมต่อปี และจังหวัดสุรินทร์
647,453.30 กิโลกรัมต่อปี ตามลำดับ (กรมอนามัย, 2562) ในขณะที่โรงพยาบาลภักดีชุมพล อำเภอภักดีชุมพล จังหวัด
ชัยภูมิ เป็นโรงพยาบาลรัฐบาลประจำอำเภอ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ในปัจจุบันโรงพยาบาลภักดีชุมพลดำเนินการ
กำจัดมูลฝอยติดเชื้อ โดยการว่าจ้างบริษัท โชติฐกรณ์พิบูลย์ จำกัด ในการเก็บขนและกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ มีอัตรา
ค่าบริการเก็บขนและกำจัดมูลฝอยติดเชื้อสำหรับโรงพยาบาลในเขตองค์การบริหา รส่วนตำบลตามน้ำหนักอัตรากิโลกรัม
ละ 9 บาท โรงพยาบาลภกั ดีชุมพลซ่งึ ผ้มู ารบั บรกิ ารในโรงพยาบาล จำนวน 65,536 รายตอ่ ปี ขนาดจำนวนเตียง 30 เตียง
ทำให้โรงพยาบาลภักดีชุมพลมีปริมาณมูลฝอยติดเชื้อประมาณ 16,678 กิโลกรัมต่อปี และมีแนวโน้มว่าจะมีมากขึ้นตาม
อัตราผูป้ ว่ ยทเ่ี ข้ามารบั บรกิ าร (โรงพยาบาลภักดชี ุมพล, 2564)
สรุปผลงานวิชาการ วจิ ัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเรื่องเล่า
จากการศึกษาของ พนู พนติ โอเ่ อี่ยม (2556) เกย่ี วกับพฤตกิ รรมการจัดการขยะติดเชื้อของบคุ ลากรและเจ้าหนา้ ท่ี
ในโรงพยาบาลสมุทรสาคร พบว่า บุคลากรและเจ้าหน้าท่ี ร้อยละ 39.70 ยังขาดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องการ
จัดการขยะติดเชื้อ และขาดการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องในเรื่องของการจัดการขยะติดเชื้อ จึงจำเป็นที่บุคลากรและ
เจ้าหน้าทต่ี อ้ งมกี ารเสริมสร้างความร้โู ดยอาศัยพนื้ ฐานของความร้เู กย่ี วกบั การจดั การขยะตดิ เชอื้ อย่างถูกตามหลักวิชาการ
รวมทั้งได้รับความรู้ข่าวสารอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ หากไม่ได้รับความรู้ในการจัดการขยะติดเชื้อที่ถูกต้องเหมาะสม
จะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของผู้ปฏิบัติงานภายในสถานพยาบาล และประชาชนที่มารับบริการใน
โรงพยาบาล สำหรับประเทศไทย จากการทบทวนวรรณกรรมในฐานข้อมูลดัชนีวารสารไทย ยังไม่พบการศึกษาเกี่ยวกับ
ความรอบรู้และพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้อของโรงพยาบาล ดังนั้นบุคลากรในโรงพยาบาลจำเป็นต้องมีความรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการมูลฝอยติดเชือ้ ให้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะทำการศึกษาความ
รอบรู้และพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเช้ือของบุคลากรในโรงพยาบาลภักดีชุมพล อำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ
เพื่อศึกษาความรอบรู้และพฤตกิ รรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้อและให้ทราบถึงปจั จัยใดบ้างที่มีความสัมพนั ธ์กบั พฤตกิ รรม
การจัดการมูลฝอยติดเชื้อของบุคลากร อาทิ คุณลักษณะส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ผู้วิจัยคาดหวังว่าผล
การศึกษาในครั้งนี้สามารถนําไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินการจัดการมูลฝอยติดเชื้อให้ได้
มาตรฐานและมปี ระสิทธิภาพยงิ่ ขึ้นต่อไป
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
1. เพื่อศึกษาความรอบรู้และพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้อของโรงพยาบาลภักดีชุมพล อำเภอภักดีชุมพล
จังหวัดชยั ภูมิ
2. ปัจจัยใดบ้างที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้อของบุคลากร ในโรงพยาบาลภักดีชุมพล
อำเภอภกั ดีชุมพล จังหวัดชยั ภมู ิ
วธิ ีการดำเนนิ การ
รปู แบบการวจิ ยั เปน็ การศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะหแ์ บบภาคตัดขวาง (Cross-sectional Analytical Research)
1. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากร ในโรงพยาบาลภักดีชุมพล อำเภอภักดีชุมพล จังหวัด
ชยั ภูมิ จำนวน 144 คน
2. กลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากร โรงพยาบาลภักดีชุมพล อำเภอภักดีชุมพล จังหวัด
ชยั ภมู ิ จำนวนทง้ั สน้ิ 142 คน โดยคำนวณขนาดตวั อยา่ ง จากสตู รคำนวณของ อรุณ จิรวฒั น์กุล (2556) ดังนี้
n= NZα2⁄2P(1 − P)
e2(N − 1) + Zα2⁄2P(1 − P)
โดยที่ n = จำนวนกลุ่มตัวอย่างของประชากร
N = ขนาดของประชากร เทา่ กับ 144 คน
Zα⁄2 = คา่ คะแนนปกตมิ าตรฐานท่รี ะดับ =0.05 หรอื ความเช่ือม่ันร้อยละ 95
P = ค่าสัดส่วนของตัวแปรที่ต้องการประมาณค่า ในที่นี้ใช้สัดส่วนระดับพฤติกรรมการคัดแยกมูลฝอยติดเชื้อใน
ระดบั สูง คดิ เปน็ รอ้ ยละ 54.80 (ธงชยั มน่ั คง, 2559) ดังน้ัน p = 0.55
e = ความแม่นยำในการประมาณคา่ สัดสว่ น หรือความคลาดเคลื่อนที่ยนิ ยอมให้เกดิ ขนึ้ ในการประมาณค่าสัดสว่ น
เทา่ กับ 5 % เมอ่ื แทนคา่ ในสูตร ได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่างเทา่ กบั 142 คน
สรปุ ผลงานวชิ าการ วิจยั /R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่ืองเลา่
1. การคดั เลือกกลุ่มตวั อยา่ ง
เกณฑก์ ารคัดเข้า (Inclusion criteria)
1. เป็นผู้ปฏิบัติงานในในโรงพยาบาลภักดีชุมพล อำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ ไม่น้อยกว่า 1 ปี (นับถึงวันท่ี
เกบ็ ข้อมูล)
2. เป็นผใู้ ห้ความรว่ มมอื ในการเข้ารว่ มการวิจยั และลงนามยินยอม
เกณฑ์การคัดออก (exclusion criteria)
1. ไม่สามารถเขา้ ร่วมกจิ กรรมการวิจัยให้ครบทกุ ข้นั ตอนของการดำเนินการวจิ ยั
2. การสมุ่ ตัวอย่าง
โดยการสุ่มตวั อย่างแบบแบง่ ชัน้ (Stratified random sampling) เนื่องจากบุคลากรแต่ละประเภทมีประชากรไม่
เท่ากัน ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสุ่มตัวอย่างจากบุคลากรในแต่ละประเภท ซึ่งคำนวณตัวอย่างตามสัดส่วนประชากรในแต่ละ
ประเภท จากสตู รของ Bowley (1926 อา้ งใน Pander and Verma, 2008)
3. เครื่องมือท่ใี ช้ในการวิจยั
เครื่องมือ คือ แบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะทั่วไปส่วนบุคคล ความรอบรู้เกี่ยวกับการ
จัดการมูลฝอยติดเชื้อของบุคลากรประกอบด้วย ทักษะความรู้ความเข้าใจ ทักษะการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ทักษะการ
สื่อสารข้อมูลสุขภาพ ทักษะการตัดสินใจ ทักษะการจัดการตนเองและทักษะการรู้เท่าทันสื่อ และพฤติกรรมเกี่ยวกับการ
จดั การมูลฝอยตดิ เชือ้ ของบคุ ลากร
4. การทดสอบเครอื่ งมือ
คา่ ความตรงเชงิ เนอื้ หา (Validity) นำมาวเิ คราะห์ ค่าดัชนคี วามสอดคล้องระหวา่ งข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ของ
การวิจยั IOC โดยผูเ้ ชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ได้ค่า ตง้ั แต่ 0.5 ขึ้นไป
ค่าความเที่ยง (Reliability) โดยทดลองใช้ (Try Out) กับกลุ่มประชากรท่ีมีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มที่ศึกษา 30
ชุด โดยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า (Alpha coefficient) จากสูตรของครอนบาค ซึ่งแบบสอบถามทักษะการเข้าถึง
ข้อมูลสุขภาพ ทักษะการสื่อสารข้อมูลสุขภาพ ทักษะการตัดสินใจ ทักษะการจัดการตนเองและทักษะการรู้เท่าทนั สื่อ ได้
ค่าความเทีย่ งเท่ากับ 0.95 แบบสอบถามพฤติกรรม ได้ค่าความเท่ียงเท่ากับ 0.83 แบบสอบถามทั้งฉบับ ได้ค่าความเที่ยง
เท่ากับ 0.85 จึงยอมรับว่ามีค่าความเที่ยง และค่า KR-20 ในส่วนของแบบทดสอบทักษะความรู้ความเข้าใจ ได้ค่าความ
เทย่ี งเทา่ กับ 0.70
5. การเก็บรวบรวมข้อมูล
โดยมขี ั้นตอนการดำเนนิ งานในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลงานวิจัย ดังน้ี
1. ผู้วิจัยขอความอนุเคราะห์จากผู้อำนวยการโรงพยาบาลภักดีชุมพล ในการออกหนังสือไปยังแผนกต่าง ๆ ใน
โรงพยาบาลภักดีชุมพล อำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ เพื่อขออนุญาตเก็บข้อมูล
พรอ้ มตวั อยา่ งแบบสอบถาม
2. เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยดำเนินการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างด้วย
ตนเอง พร้อมทั้งชี้แจงวัตถุประสงค์และรายละเอียดของแบบสอบถาม และการเก็บข้อมูลจะไม่ลงชื่อผู้ให้ข้อมูลใน
แบบสอบถามและจะเก็บขอ้ มลู ไวเ้ ป็นความลบั จะไม่มีผลกระทบใด ๆ ตอ่ ผูใ้ หข้ ้อมลู
3. ผู้วิจัยเก็บรวบรวมแบบสอบถาม แล้วนำมาตรวจสอบความครบถ้วน สมบูรณ์ของข้อมูล และนำข้อมูลที่ได้ไป
ทำการวเิ คราะหต์ ่อไป
สรปุ ผลงานวชิ าการ วิจัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่ืองเล่า
การวเิ คราะหข์ ้อมลู
ผูว้ จิ ัยใชโ้ ปรแกรมสำเรจ็ รปู ในการวิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้สถิติเชงิ พรรณนาและสถติ เิ ชงิ อนมุ าน ดงั นี้
1. สถิติเชงิ พรรณนา ไดแ้ ก่ ความถ่ี คา่ รอ้ ยละ คา่ เฉลยี่ เลขคณิต ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
มัธยฐาน(พิสัยระหวา่ งควอไทล)์ คา่ ตำ่ สดุ และค่าสูงสุด
2. สถติ ิเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบของฟิชเชอร์ (Fisher’s exact test)
ผลการวจิ ัย
1. ผลการศกึ ษาคุณลกั ษณะสว่ นบคุ คลของบุคลากร โรงพยาบาลภกั ดชี มุ พล อำเภอภักดีชมุ พล จังหวัดชัยภูมิ
จากผลการศกึ ษา พบว่า กล่มุ ตัวอยา่ ง 142 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 80.30 อายุเฉลีย่ 39.41 ปี
(SD.=10.59) อายตุ ่ำสดุ 22 ปี และอายุสงู สดุ 59 ปี โดยส่วนใหญม่ ีอายอุ ยู่ในช่วง 31-40 ปี รอ้ ยละ 31.70 สว่ นใหญ่จบ
การศกึ ษาระดบั ปริญญาตรี ร้อยละ 55.60 ส่วนใหญ่อยู่ในตำแหนง่ ขา้ ราชการ รอ้ ยละ 52.80 ระยะเวลาการปฏิบตั งิ าน
เฉล่ีย 15.53 ปี (SD.=10.63) ระยะเวลาการปฏบิ ตั งิ านตำ่ สุด 1 ปี และสูงสดุ 36 ปี โดยสว่ นใหญ่มรี ะยะเวลาการปฏบิ ัติงาน
อยใู่ นชว่ งไมเ่ กิน 10 ปี รอ้ ยละ 38 ส่วนใหญเ่ คยได้รับความรหู้ รอื เคยไดร้ บั การอบรมเกยี่ วกับการจัดการมูลฝอยตดิ เชอ้ื ร้อย
ละ 88
2. ผลการศกึ ษาความรอบรดู้ า้ นสุขภาพเก่ียวกับการจดั การมูลฝอยตดิ เชื้อของบคุ ลากร โรงพยาบาลภักดีชุมพล
อำเภอภักดีชมุ พล จังหวัดชัยภูมิ
2.1 ทกั ษะความรู้ความเขา้ ใจ พบวา่ กลุม่ ตวั อยา่ งมีความรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกับการจัดการมลู ฝอยตดิ เชื้ออยูใ่ นระดบั ปาน
กลาง มีคะแนนเฉลยี่ เท่ากบั 8.05 (SD.=1.28) รอ้ ยละ 57 ดา้ นทกั ษะความรู้ความเขา้ ใจเมือ่ จำแนกเป็นรายขอ้ พบว่า กลุม่
ตัวอย่างสามารถตอบคำถามเกยี่ วกับทักษะความรู้ความเขา้ ใจในการจัดการมูลฝอยตดิ เชอ้ื ไดถ้ กู ต้องมากท่สี ดุ คือ ขอ้
คำถามเชิงลบเร่อื ง “ภาชนะมลู ฝอยติดเชื้อจะใชถ้ งุ พลาสตกิ สอี ะไรรองรบั กไ็ ด้ อาจจะใช้ถงุ ใส่ของท่ัวไป ชนิดอย่างหนาใส่
ในภาชนะมลู ฝอยแทนได”้ ซง่ึ หมายถงึ ในภาชนะมลู ฝอยตดิ เช้อื จะใชถ้ ุงพลาสตกิ เฉพาะสีแดงเท่าน้นั โดยตอบถกู ต้องถึง
รอ้ ยละ 100 สว่ นขอ้ คำถามความรู้ความเขา้ ใจที่กล่มุ ตวั อยา่ งตอบถูกต้องนอ้ ยทีส่ ดุ พบวา่ ขอ้ คำถามเชิงลบ เรื่อง “มลู ฝอย
ตดิ เชื้อจากการให้บริการในโรงพยาบาล ได้แก่ น้ำยาฆา่ เชื้อโรค” ตอบได้ถูกต้องเพียงร้อยละ 34.50
2.2 ทักษะการเข้าถึงข้อมลู สขุ ภาพ ทกั ษะการส่ือสารขอ้ มลู สุขภาพ ทกั ษะการตัดสินใจ ทักษะการจดั การตนเองและทักษะ
การรเู้ ทา่ ทนั สอ่ื โดยรวม พบว่า กลมุ่ ตวั อยา่ งมีความรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพเกย่ี วกับการจัดการมูลฝอยตดิ เช้อื อยู่ในระดบั ดีมาก
มีคะแนนเฉลยี่ เทา่ กับ 83.77 (SD.=10.56) ร้อยละ 42.30
2.3 ทกั ษะการเขา้ ถึงข้อมลู สขุ ภาพ พบว่า กลุม่ ตัวอยา่ งมกี ารเขา้ ถึงข้อมูลสขุ ภาพเกย่ี วกับการจัดการมูลฝอยติดเชือ้ อยใู่ น
ระดบั ดีมาก มคี ะแนนเฉล่ยี เทา่ กบั 19.82 (SD.=2.72) รอ้ ยละ 61.30 ดา้ นทกั ษะการเขา้ ถงึ ขอ้ มูลสุขภาพเม่ือจำแนกเปน็
รายขอ้ พบวา่ กลมุ่ ตวั อย่างตอบคำถามเกย่ี วกับทักษะการเข้าถงึ ข้อมลู สุขภาพในการจดั การมลู ฝอยติดเชื้ออยใู่ นระดับมาก
ทีส่ ุด คือ ข้อคำถามเร่ือง “เม่อื ทา่ นเก็บ หรอื ขนมูลฝอยตดิ เชอ้ื อยา่ งไมร่ ะมดั ระวัง ทำใหท้ ่านไดร้ บั เช้ือโรคต่าง ๆ จากมลู
ฝอยตดิ เช้อื เหล่านั้น ท่านจะเขา้ รับบรกิ ารท่โี รงพยาบาลใกล้บ้านท่าน” รอ้ ยละ 37.30 สว่ นข้อคำถามเกี่ยวกบั ทกั ษะการ
เขา้ ถึงข้อมลู สุขภาพในการจดั การมูลฝอยตดิ เชอ้ื อย่ใู นระดบั นอ้ ยทีส่ ุด พบว่า ขอ้ คำถามเรื่อง “ทา่ นสามารถค้นหาข้อมูล
เกี่ยวกับโอกาสตดิ เช้ือโรคจากการจดั การมลู ฝอยติดเชือ้ ” รอ้ ยละ 2.80
2.4 ทักษะการส่อื สารข้อมลู สขุ ภาพ พบว่า กลุม่ ตวั อยา่ งมีการส่ือสารข้อมลู สขุ ภาพเก่ียวกบั การจัดการมูลฝอยติดเชอ้ื อยู่ใน
ระดับพอใช้ มคี ะแนนเฉลี่ยเทา่ กบั 17.94 (SD.=3.06) รอ้ ยละ 43.70 ดา้ นทกั ษะการสอื่ สารข้อมลู สุขภาพเมอ่ื จำแนกเปน็
รายข้อ พบวา่ กล่มุ ตัวอยา่ งตอบคำถามเก่ียวกับทกั ษะการสอ่ื สารขอ้ มูลสขุ ภาพในการจดั การมูลฝอยตดิ เชื้ออยใู่ นระดับ
สรุปผลงานวชิ าการ วจิ ยั /R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่ืองเลา่
มากทส่ี ุด คือ ขอ้ คำถามเร่ือง “ท่านอา่ นแนวทางการจดั การมลู ฝอยติดเชอ้ื ได้อยา่ งละเอียด” รอ้ ยละ 14.80 สว่ นขอ้ คำถาม
เกยี่ วกับทกั ษะการสอ่ื สารขอ้ มลู สขุ ภาพในการจดั การมลู ฝอยตดิ เชอ้ื อยู่ในระดบั น้อยท่สี ดุ พบว่า ข้อคำถามเร่ือง “ทา่ นอา่ น
แนวทางการจัดการมูลฝอยติดเชือ้ ไดอ้ ยา่ งละเอยี ด” ร้อยละ 1.40 ขอ้ คำถามเร่อื ง “ทา่ นอธบิ ายแนวทางการจดั การมูลฝอย
ติดเชื้อให้แกบ่ ุคคลอื่นไดอ้ ย่างถกู ต้อง” ร้อยละ 1.40 และข้อคำถามเร่อื ง “ในขณะทีท่ า่ นอธบิ าย/พดู คุยเกย่ี วกบั การจดั การ
มูลฝอยติดเชอ้ื ทา่ นสบตา และย้มิ อยู่เสมอ เพ่ือใหม้ คี วามนา่ เชอ่ื ถือ” ร้อยละ 1.40 ตามลำดบั
2.5 ทักษะการตดั สนิ ใจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมกี ารตัดสินใจเกย่ี วกับการจดั การมลู ฝอยตดิ เช้อื อย่ใู นระดับดี มีคะแนนเฉลี่ย
เท่ากับ 11.64 (SD.=1.66) รอ้ ยละ 51.40 ดา้ นทกั ษะการตัดสนิ ใจเมือ่ จำแนกเปน็ รายข้อ พบว่า กลุม่ ตัวอยา่ งตอบคำถาม
เก่ยี วกับทกั ษะการตดั สนิ ใจในการจดั การมูลฝอยตดิ เชื้ออยู่ในระดบั มากทีส่ ดุ คอื ข้อคำถามเรือ่ ง “ท่านมองวา่ การป้องกัน
ตนเองไมใ่ ห้ตดิ เช้ือโรคจากมูลฝอยตดิ เชื้อเปน็ เรอ่ื งยาก แตท่ ่านก็เลอื กท่จี ะปอ้ งกันตัวเองอยูเ่ สมอ” รอ้ ยละ 22.50 สว่ นขอ้
คำถามเก่ยี วกบั ทกั ษะการตดั สนิ ใจในการจดั การมลู ฝอยติดเชื้ออยู่ในระดบั น้อยที่สดุ พบว่า ขอ้ คำถามเร่ือง “กอ่ น
ปฏิบตั งิ านทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับการจดั การมลู ฝอยตดิ เชอื้ ทา่ นเลอื กจะสวมชดุ ปอ้ งกนั อนั ตรายสว่ นบคุ คลเสมอ” รอ้ ยละ 0.70
2.6 ทักษะการจัดการตนเอง พบวา่ กล่มุ ตวั อยา่ งมีการจดั การตนเองเก่ยี วกบั การจดั การมูลฝอยตดิ เช้ืออยใู่ นระดับดีมาก มี
คะแนนเฉลยี่ เท่ากับ 19.67 (SD.=2.60) รอ้ ยละ 59.20 ด้านทักษะการจดั การตนเองเมื่อจำแนกเปน็ รายข้อ พบว่า กลมุ่
ตวั อย่างตอบคำถามเก่ียวกบั ทักษะการจัดการตนเองในการจดั การมลู ฝอยตดิ เชื้ออย่ใู นระดบั มากทส่ี ุด คือ ข้อคำถามเรื่อง
“ทา่ นทำความสะอาดรา่ งกายหลังปฏบิ ัตงิ านทเี่ ก่ยี วข้องกับการจดั การมลู ฝอยติดเช้ืออยูเ่ สมอ” รอ้ ยละ 32.40 สว่ นข้อ
คำถามเกี่ยวกบั ทักษะการจัดการตนเองในการจดั การมลู ฝอยติดเช้อื อยูใ่ นระดบั นอ้ ยท่ีสดุ พบวา่ ข้อคำถามเรื่อง “ท่านทำ
ความสะอาดรา่ งกายหลังปฏิบัติงานทเ่ี กีย่ วขอ้ งกบั การจดั การมลู ฝอยติดเชอื้ อยู่เสมอ” รอ้ ยละ 0.70
2.7 ทักษะการรู้เท่าทนั สือ่ พบวา่ กลมุ่ ตวั อย่างมกี ารร้เู ท่าทันสื่อเก่ียวกบั การจัดการมลู ฝอยตดิ เชือ้ อย่ใู นระดบั ดีมาก มี
คะแนนเฉลี่ยเทา่ กับ 14.70 (SD.=2.54) รอ้ ยละ 47.90 ดา้ นทกั ษะการร้เู ท่าทนั ส่ือเมอ่ื จำแนกเปน็ รายข้อ พบวา่ กลุม่
ตวั อย่างตอบคำถามเกยี่ วกับทักษะการรเู้ ท่าทันสอ่ื ในการจดั การมลู ฝอยตดิ เชื้ออยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ คอื ขอ้ คำถามเรอื่ ง
“หากท่านไดร้ บั รู้ขา่ วสารเกี่ยวกับการจัดการมลู ฝอยติดเชื้อ ทา่ นสามารถวเิ คราะหไ์ ดว้ า่ ควรแชรห์ รอื สง่ ต่อข้อมูลหรอื ไม่”
ร้อยละ 15.5 สว่ นขอ้ คำถามเกย่ี วกับทักษะการรู้เทา่ ทนั สอื่ ในการจดั การมลู ฝอยตดิ เช้ืออยู่ในระดบั นอ้ ยท่ีสดุ พบวา่ ข้อ
คำถามเร่ือง “ทา่ นใช้ Facebook, Google หรอื เวบ็ ไซต์อื่น ๆ เพื่อหาขอ้ มูลเก่ียวกับการจดั การมลู ฝอยตดิ เชื้อ แทนการ
อ่านปา้ ยประชาสัมพนั ธ์” รอ้ ยละ 2.80
3. ผลการศึกษาพฤตกิ รรมเกี่ยวกบั การจดั การมลู ฝอยตดิ เชื้อของบุคลากร โรงพยาบาลภกั ดีชุมพล อำเภอภักดีชุมพล
จงั หวัดชัยภูมิ
จากผลการศกึ ษา พบว่า กลุ่มตวั อยา่ งมีพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยตดิ เช้ืออยู่ในระดับสูง มีคะแนนเฉล่ียเทา่ กบั
63.65 (SD.=12.06) รอ้ ยละ 85.90
พฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้อของบุคลากร โรงพยาบาลภักดีชุมพล อำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ เม่ือ
จำแนกเป็นรายขอ้ พบว่า กลุ่มตัวอย่างปฏิบัตทิ ุกคร้ัง คอื ขอ้ คำถามเรื่อง “ทา่ นคัดแยกมลู ฝอยติดเชอ้ื ที่เป็นของมีคม เช่น
เข็ม ใบมีด ออกจากมูลฝอยติดเชื้อชนิดอื่น โดยใส่กระป๋องหรือขวดก่อนนำไปกำจัด”ร้อยละ 72.50 และข้อคำถามเรื่อง
“ทา่ นใช้ถงุ พลาสติกสแี ดงใส่ในภาชนะรองรบั มูลฝอยติดเชือ้ ” ร้อยละ 72.50 ส่วนขอ้ คำถามเก่ยี วกบั พฤติกรรมการจัดการ
มูลฝอยติดเชื้อที่กลุม่ ตัวอย่างไม่เคยปฏบิ ัตมิ ากที่สุด พบว่า ข้อคำถามเรื่อง “มูลฝอยติดเชื้อที่เป็นของเหลว เช่น ปัสสาวะ
สารคดั หล่งั (Secretion) ของผปู้ ว่ ย ท่านเทลงในโถส้วม แลว้ ราดน้ำตามใหโ้ ถสะอาด” ร้อยละ 14.80
สรปุ ผลงานวิชาการ วจิ ยั /R2R, CQI, นวตั กรรม และเรือ่ งเล่า
4. ผลการศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพนั ธ์กบั พฤติกรรมการจัดการมูลฝอยตดิ เชื้อของบุคลากร โรงพยาบาลภักดีชุมพล
อำเภอภักดชี มุ พล จังหวัดชยั ภูมิ
4.1 ความสมั พนั ธ์ระหว่างคณุ ลกั ษณะสว่ นบคุ คลกับพฤตกิ รรมการจัดการมลู ฝอยติดเชื้อของบคุ ลากร โรงพยาบาลภักดีชุม
พล อำเภอภกั ดีชมุ พล จังหวดั ชยั ภูมิ ปจั จัยทม่ี คี วามสัมพนั ธ์กับพฤตกิ รรมการจดั การมลู ฝอยตดิ เชอ้ื อย่างไม่มนี ยั สำคัญทาง
สถิตทิ ่ีระดับ 0.05 ไดแ้ ก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่ง ระยะเวลาการปฏบิ ตั ิงาน การเคยไดร้ ับการอบรม
4.2 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้อของบุคลากร โรงพยาบาลภักดี
ชุมพล อำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ ความรอบรู้ดา้ นสขุ ภาพ พบวา่ มคี วามสมั พนั ธก์ บั พฤติกรรมการจัดการมูลฝอยตดิ
เชื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (P-value<0.001) ทักษะความรู้ความเข้าใจ พบว่า มีความสัมพันธ์กับ
พฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (P-value=0.001) ทักษะการเข้าถึงข้อมูล
สุขภาพ พบว่า มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (P-
value=0.044) ทักษะการสื่อสารข้อมูลสุขภาพ พบว่า มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้ออย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (P-value=0.013) ทักษะการตัดสินใจ พบว่า มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการจดั การมลู
ฝอยติดเช้ืออยา่ งมีนัยสำคัญทางสถติ ิท่ีระดับ 0.05 (P-value<0.001) ทักษะการจัดการตนเอง พบว่า มีความสัมพนั ธ์กับ
พฤติกรรมการจัดการมลู ฝอยตดิ เช้อื อยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดบั 0.05 (P-value=0.004) ทกั ษะการรเู้ ท่าทนั สื่อ พบวา่
มีความสัมพันธ์กับพฤตกิ รรมการจัดการมลู ฝอยติดเชอ้ื อยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถติ ิทรี่ ะดบั 0.05 (P-value=0.038)
สรปุ ผลและอภปิ รายผล
1. คณุ ลักษณะส่วนบคุ คลของบคุ ลากร โรงพยาบาลภักดีชมุ พล อำเภอภกั ดชี ุมพล จงั หวัดชัยภูมิ
ด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งหน้าที่ในการปฏิบัติงาน ระยะเวลาการปฏิบัติงาน และการเคยได้รับ
ความรู้หรือเคยได้รับการอบรมเกี่ยวกับการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ
80.30 อายุเฉลี่ย 39.41 ปี (SD.=10.59) อายุต่ำสุด 22 ปี และอายุสูงสุด 59 ปี โดยส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วง 31-40 ปี
ร้อยละ 31.70 ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 55.60 ส่วนใหญ่อยู่ในตำแหน่งข้าราชการ ร้อยละ 52.80
ระยะเวลาการปฏบิ ตั งิ านเฉลี่ย 15.53 ปี (SD.=10.63) ระยะเวลาการปฏิบัติงานต่ำสุด 1 ปี และสงู สดุ 36 ปี โดยส่วนใหญ่
มีระยะเวลาการปฏิบัติงานอยู่ในช่วงไม่เกิน 10 ปี ร้อยละ 38 ส่วนใหญ่เคยได้รับความรู้หรือเคยได้รับการอบรมเกี่ยวกับ
การจัดการมูลฝอยติดเชื้อ ร้อยละ 88 เมื่อทำการทดสอบทางสถิติ พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีคุณลักษณะส่วนบุคคลในการ
จดั การมูลฝอยตดิ เชอื้ แตกตา่ งกนั แตม่ พี ฤตกิ รรมการจดั การมลู ฝอยตดิ เช้ือไม่แตกตา่ งกัน
2. ความรอบรู้เกี่ยวกับการจัดการมูลฝอยติดเชื้อของบุคลากร โรงพยาบาลภักดีชุมพล อำเภอภักดีชุมพล จังหวัด
ชัยภูมิ
ด้านทักษะความรู้ความเข้าใจเมื่อจำแนกเป็นรายข้อ พบว่า กลุ่มตัวอย่างสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับทักษะ
ความรู้ความเข้าใจในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ ได้ถูกต้องมากที่สุด คือ ข้อคำถามเชิงลบเรื่อง “ภาชนะมูลฝอยติดเชื้อจะ
ใช้ถุงพลาสติกสีอะไรรองรับก็ได้ อาจจะใช้ถุงใส่ของทั่วไป ชนิดอย่างหนาใส่ในภาชนะมูลฝอยแทนได้” ซึ่งหมายถึงใน
ภาชนะมูลฝอยติดเชื้อจะใช้ถุงพลาสติกเฉพาะสีแดงเท่านั้น โดยตอบถูกต้องถึงร้อยละ 100 อาจเป็นไปได้ว่า บุคลากรมี
ความรู้ความเข้าใจด้านการคัดแยก การรวบรวมมูลฝอยติดเชื้อ ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ.
2545 ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ ลำพูน เสนาวัง (2557) ได้ศึกษาการจัดการมูลฝอยติดเชื้อของโรงพยาบาลส่งเสรมิ
สุขภาพตำบลในอำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธ์ุ พบว่า การแยกมลู ฝอยติดเชอื้ ออกจากขยะมลู ฝอยทวั่ ไป โดยเฉพาะแยก
สรุปผลงานวชิ าการ วิจัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเรื่องเลา่
เข็มฉดี ยาออกจากมลู ฝอยตดิ เชอื้ รอ้ ยละ 100 การรวบรวมมูลฝอยตดิ เชอ้ื พบวา่ โรงพยาบาลสง่ เสริสุขภาพตำบลรวบรวม
มูลฝอยติดเชื้อในถังสแตนเลส ร้อยละ 83.37 ถังพลาสติก ร้อยละ 16.63 ถังมูลฝอยติดเชื้อมีจำนวนเฉลี่ย 2 ถัง ร้อยละ
83.37 มีถุงแดงรองรับภายในถัง ร้อยละ 100 ความถี่ของการเก็บรวบรวมถุงมูลฝอยติดเชื้อ 2 วันต่อครั้ง ร้อยละ 100
ลูกจ้างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเป็นผู้รวบรวมมูลฝอยติดเชื้อทั้งหมด เช่นเดียวกับการศึกษาของ กู้เกียรติ ก้อน
แกว้ (2551) ได้ศึกษาการจดั การขยะติดเช้ือในสถานบรกิ ารสาธารณสุขระดับปฐมภมู ิในจงั หวัดตาก พบวา่ ส่วนใหญส่ ถาน
บริการสาธารณสขุ ระดับปฐมภูมิมีการเกบ็ และรวบรวมขยะตดิ เชือ้ เหมาะสม รอ้ ยละ 97.40 มกี ารแยกขยะตดิ เช้ือออกจาก
ขยะท่วั ไป ภายในถังมถี งุ รองรบั ขยะติดเชอ้ื ร้อยละ 99.10
3. พฤติกรรมเกี่ยวกับการจัดการมูลฝอยติดเชื้อของบุคลากร โรงพยาบาลภักดีชุมพล อำเภอภักดีชุมพล จังหวัด
ชยั ภมู ิ
พฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้อของบุคลากร โรงพยาบาลภักดีชุมพล อำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ มี
พฤติกรรมการจดั การมลู ฝอยติดเชื้ออยู่ในระดับสูง ร้อยละ 85.90 อาจเป็นไปได้ว่า บุคลากรที่เกี่ยวข้อง มีความตระหนัก
ในอันตรายของมูลฝอยติดเชื้อ จึงมีความใสใ่ จในการจดั การมูลฝอยติดเชือ้ อย่างเหมาะสม และต้องปฏิบัติตามแนวทางใน
การจัดการมูลฝอยติดเชือ้ ของโรงพยาบาล เพ่ือป้องกนั การแพรก่ ระจายของเชื้อโรคในโรงพยาบาล ชมุ ชน และสิ่งแวดล้อม
ซึ่งบุคลากรส่วนใหญ่เคยได้รับความรู้หรือเคยได้รับการอบรมมาตรฐานการทำให้ปราศจากเชื้อ และโรงพยาบาลภักดีชุม
พลได้ผา่ นเกณฑ์ประเมนิ สิ่งแวดล้อม GREEN and CLEAN Hospital อยู่ในระดบั ดีมาก plus รวมท้ังโรงพยาบาลภักดีชุม
พลได้รับการประกาศรบั รองกระบวนการคณุ ภาพของสถานพยาบาลแลว้ จงึ ทำให้บคุ ลากรมพี ฤตกิ รรมการจดั การมูลฝอย
ติดเชื้ออยู่ในระดับสูง ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ ธงชัย มั่นคง (2559) ได้ศึกษาพฤติกรรมของบุคลากรด้านการคัด
แยกมลู ฝอยตดิ เชอ้ื โรงพยาบาลเชียงคำ จังหวดั พะเยา พบวา่ บุคลากรสว่ นใหญ่มีระดบั พฤตกิ รรมในการคัดแยกมูลฝอยตดิ
เชื้อ อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 54.80 เช่นเดียวกับการศึกษาของ พูนพนิต โอ่เอี่ยม (2556) ได้ศึกษาพฤติกรรมการจัดการ
ขยะติดเช้ือของบุคลากรและเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลสมทุ รสาคร พบว่า บคุ ลากรสว่ นใหญม่ ีพฤตกิ รรมการจัดการขยะติด
เชื้ออยู่ในระดับสูง รอ้ ยละ 58
4. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้อของบุคลากร โรงพยาบาลภักดีชุมพล อำเภอภักดี
ชมุ พล จงั หวัดชยั ภูมิ
ด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งหน้าที่ในการปฏิบัติงาน ระยะเวลาการปฏิบัติงาน และการเคยได้รับ
ความรู้หรือเคยได้รับการอบรมเกี่ยวกับการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 80.30 อายุเฉล่ยี
39.41 ปี (SD.=10.59) อายุตำ่ สดุ 22 ปี และอายุสูงสดุ 59 ปี โดยสว่ นใหญม่ ีอายอุ ยูใ่ นช่วง 31-40 ปี ร้อยละ 31.70 ส่วน
ใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 55.60 ส่วนใหญ่อยู่ในตำแหน่งข้าราชการ ร้อยละ 52.80 ระยะเวลาการ
ปฏิบัติงานเฉลี่ย 15.53 ปี (SD.=10.63) ระยะเวลาการปฏิบัติงานต่ำสุด 1 ปี และสูงสุด 36 ปี โดยส่วนใหญ่มีระยะเวลา
การปฏิบัติงานอยใู่ นชว่ งไม่เกิน 10 ปี ร้อยละ 38 สว่ นใหญเ่ คยไดร้ บั ความรหู้ รือเคยไดร้ ับการอบรมเกย่ี วกับการจัดการมูล
ฝอยติดเชื้อ ร้อยละ 88 เมื่อทำการทดสอบทางสถิติ พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีคุณลักษณะส่วนบุคคลในการจัดการมูลฝอย
ติดเชอ้ื แตกตา่ งกัน แตม่ ีพฤติกรรมการจดั การมูลฝอยติดเชื้อไมแ่ ตกต่างกนั ซึง่ ผลการศึกษาไม่เปน็ ไปตามสมมติฐานท่ีต้ังไว้
อาจเป็นไปได้ว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลภักดีชุมพล โดยส่วนใหญ่เป็นบุคลากรทางด้าน
สาธารณสขุ ทมี่ กี ารเขา้ ถึงขอ้ มูลสุขภาพ การจัดการตนเอง และการรู้เท่าทันสื่อเก่ยี วกับการจดั การมลู ฝอยตดิ เชื้อ ในระดับ
ดมี าก รอ้ ยละ 61.30 59.20 และ 47.90 ตามลำดบั ลกั ษณะของการปฏิบัติงานจะตอ้ งปฏิบัตงิ านจะตอ้ งปฏบิ ัตติ ามข้อ
สรุปผลงานวิชาการ วจิ ยั /R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่อื งเลา่
ปฏบิ ัตทิ ่กี ำหนดขึน้ เปน็ มาตรฐานในการจดั การมลู ฝอยตดิ เชื้อเพอื่ ป้องกนั ตนเองและบคุ คลอ่ืนไมใ่ หเ้ กิดการติดเชื้อจากการ
ปฏิบัติงานบริการรักษาผู้ป่วยจึงมีผลในกลุ่มตัวอย่างไม่ว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งหน้าที่ในการปฏิบัติงาน
ระยะเวลาการปฏบิ ตั งิ าน และการเคยไดร้ ับความร้หู รอื เคยไดร้ บั การอบรมเกี่ยวกับการจดั การมูลฝอยตดิ เชอื้ ทแี่ ตกต่างกัน
ไมก่ ่อให้เกิดความแตกต่างในเรือ่ งพฤติกรรมการจดั การมูลฝอยตดิ เชอ้ื ซึง่ สอดคล้องกับการศึกษาของ ธงชัย มั่นคง (2559)
ได้ศึกษาพฤติกรรมของบุคลากรด้านการคัดแยกมูลฝอยติดเชื้อโรงพยาบาลเชียงคำ จังหวัดพะเยา พบว่า ปัจจัยที่ไม่มีผล
ต่อพฤติกรรมการคัดแยกมูลฝอยติดเชื้อของบุคลากร ได้แก่ เพศ อายุ รายได้ ระดับการศึกษา และระยะเวลาปฏิบัติงาน
เป็นตน้
ความรอบรดู้ ้านสุขภาพ พบว่า มคี วามสัมพนั ธก์ บั พฤตกิ รรมการจดั การมูลฝอยติดเช้ืออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ี
ระดับ 0.05 ซึ่งผลการศึกษาเป็นตามสมมตฐิ านท่ีตั้งไว้ เมื่อพิจารณาจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ทักษะความรูค้ วามเข้าใจ
ทักษะการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ทักษะการสื่อสารข้อมูลสุขภาพ ทักษะการตัดสินใจ ทักษะการจัดการตนเอง และทักษะ
การรูเ้ ท่าทนั สือ่ มีความสัมพันธ์กับพฤตกิ รรมการจัดการมูลฝอยตดิ เช้ืออย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 อาจเป็นไป
ไดว้ า่ กลุ่มตวั อยา่ งทม่ี ีคะแนนความรอบร้เู กีย่ วกบั การจดั การมลู ฝอยติดเช้อื ในระดบั พอใช้ขน้ึ ไป จะมีพฤติกรรมการจัดการ
มลู ฝอยติดเช้ือสงู กว่ากลมุ่ อื่นๆ ซึง่ ระดบั ความรอบร้เู กยี่ วกับการจดั การมลู ฝอยติดเช้ือจะมผี ลตอ่ บคุ คลในการเกิดทักษะใน
การปฏบิ ัติจะทำใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ทำไม่เป็นให้ทำเป็นได้ เนื่องจากความรอบรู้เกดิ จากกระบวนการเรยี นรู้ซ่งึ ทำ
ให้มีทักษะโดยผ่านการมีประสบการณ์จากการศึกษาในสิ่งนั้น ๆ จนเกิดแนวคิดและรูปแบบการปฏิบัติและการแก้ปัญหา
ได้ จึงมผี ลต่อพฤตกิ รรมของบุคคลได้
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยตอ่ ไป
1. ควรมีการศกึ ษาเพมิ่ เตมิ ถงึ ความสัมพนั ธ์ของปัจจัยอืน่ ๆ ทอ่ี าจสง่ ผลกระทบต่อพฤตกิ รรมการจดั การมลู ฝอยตดิ เชือ้ ใน
โรงพยาบาล เชน่ ปัจจัยดา้ นลกั ษณะทางสงั คม-เศรษฐกจิ
2. ควรศึกษาพฤติกรรมการจดั การมลู ฝอยตดิ เชือ้ ให้ครอบคลุมทุกกล่มุ อาชพี ที่อยูใ่ นพนื้ ทเ่ี ส่ียงสงู ของการระบาดโรคติด
เช้ือไวรสั โคโรนา 2019
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคมุ มลพษิ กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2564). รายงานสถานการณม์ ลพษิ ของประเทศไทย
ปี 2564. ค้นเมอ่ื 1 สิงหาคม 2565, จาก http://www.pcd.go.th/public/publications/print_report.cfm?fbclid
กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสุข. (2562). โปรแกรมกำกับการขนส่งมูลฝอยติดเชื้อ. ค้นเมื่อ 1 สงิ หาคม 2565, จาก
http://envmanifest.anamai.moph.go.th/?waste_summary&fbclid
กรมอนามัย. (2564). แนวทางการพฒั นาโรงเรยี นรอบรู้ดา้ นสขุ ภาพ. คน้ เมอ่ื 2 สงิ หาคม 2565, จาก
http://hp.anamai.moph.go.th/download/article/article_20200428102443.pdf
กรมอนามยั . (2564). แผนปฏบิ ัตกิ ารการจัดการมลู ฝอยตดิ เชอื้ พ.ศ. 2562 – 2564. คน้ เมอ่ื 1 สงิ หาคม 2565, จาก
http://laws.anamai.moph.go.th
กองสุขศึกษา. (2561). การเสรมิ สร้างและประเมนิ ความรอบรู้ดา้ นสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ. กรมสนับสนนุ บริการ
สขุ ภาพ กระทรวงสาธารณสุข.
คณะกรรมการกรมสุขศึกษา. (2539). พฤตกิ รรมสขุ ภาพ. สืบคน้ เม่อื 1 สงิ หาคม 2565, จาก
http://www.hed.go.th/linkhed/file/679
สรุปผลงานวชิ าการ วจิ ัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเรื่องเล่า
การเปรยี บเทียบพฤตกิ รรมการเลอื กใชย้ าสฟี นั สมุนไพรไม่ผสมฟลอู อไรด์
ในกล่มุ ผู้สงู อายกุ อ่ นและหลงั ได้รับความรู้
ทพญ. ปัณรส แสงตระกูลกมล ทพ. วรพล เพยี รจิตเลศิ ขจร
ความเปน็ มาและความสำคญั
เนื่องจาก ปัจจุบันประชากรในประเทศไทยส่วนมากเป็นกลุ่มประชากรผู้สูงอายุ ซึ่งปัญหาส่วนมากของคนกลุ่มน้ี
คือ โรคประจำตัวที่หลากหลายและบางโรคไม่สามารถดูแลได้ จนนำไปสู่ความสามารถในการช่วยเหลือตนเองได้ น้อยลง
ซึ่งปัญหาเหล่านี้ ไม่ใช่เพยี งเปน็ ปญั หาระดับบคุ คลเท่านัน้ แต่ยังเป็นปัญหาระดับสงั คมจนไปถึง ระดับประเทศ ดังนั้นทาง
กลุ่มงานทันตกรรมโรงพยาบาลภักดีชุมพล ได้เล็งเห็นถึงปัญหานี้ จึงได้ออกหน่วยตรวจสุขภาพ ช่องปากสอนการดูแล
สุขภาพช่องปากแก่กลมุ่ ผู้สงู อายุและกลมุ่ ผู้ปว่ ยตดิ บา้ นติดเตยี ง ซึง่ ระหว่างการออกหน่วย ตรวจฟนั นัน้ ทันตบุคลากรได้มี
การพดู คุยกบั คนไข้กลุ่มนี้ ซึ่งพบว่า คนไข้กลุ่มนีม้ ีความเช่ือ และความเข้าใจทีผ่ ดิ ต่อ การดูแลสุขภาพช่องปาก ได้แก่ การ
ขูดหนิ ปูนจะทำให้ฟันโยก การเค้ียวหมากนานๆจะทำใหฟ้ ันแข็งแรง และความ เข้าใจผิดท่ีพบเจอมากท่ีสุดคือการเลือกใช้
ยาสีฟนั สมนุ ไพรที่ไม่ผสมฟลูออไรด์แล้วจะทำให้ฟันดีมากกว่าฟันที่มี ส่วนผสมของฟลอู อไรดท์ ่ีขายตามท้องตลาด บางคน
เชื่อว่ายาสีฟันที่มีผงขัดยิ่งแปรงแล้วจะยิ่งสะอาด อย่างไรก็ตามยาสีฟันสมนุ ไพรที่ใช้ในประเทศไทยมีการอย่างแพร่หลาย
มาเนิ่นนาน จึงทำให้กลุ่มผู้สูงอายุมี ความเชื่อว่ายาสีฟันท่ีมีสว่ นประกอบจากสมุนไพรหลายชนดิ จะช่วยทำใหส้ ุขภาพชอ่ ง
ปากดีขึ้น หากเมื่อเทยี บกบั ยา สีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ที่ขายตามทอ้ งตลาดคนกลุ่มนี้จะไมค่ ่อยให้ความสนใจมาก
นัก แต่ในความเป็นจริง นั้น ยาสีฟันสมุนไพรก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ เช่น ก่อให้เกิดฟันสึก ฟันผุเนื่องจากไม่มี
ส่วนของฟลูออไรด์ที่ ช่วยในการยับยั้งฟันผุ เป็นต้น จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น ทันตบุคลากรโรงพยาบาลภักดีชุมพลจึง
เห็นปัญหาและต้องการที่จะศึกษาถึง สาเหตุที่คนไข้สูงอายุเลือกใช้ยาสีฟันสมุนไพรแทนยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ รวมไปถึง
ตอ้ งการสง่ เสริมการใหค้ วามรู้ใน การดูแลสขุ ภาพช่องปากอยา่ งถูกต้อง
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
1. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ พฤติกกรมการเลือกใช้ยาสีฟันก่อนและหลังการให้ความรู้จากทันตบุคลากร พร้อมทั้ง หา
สาเหตหุ ลักท่ที ำให้คนไข้กล่มุ ผสู้ ูงอายเุ ลอื กใช้ยาสีฟนั
วิธีการดำเนินงาน
กลมุ่ เปา้ หมาย คนไข้ทีร่ ับบริการทางทนั ตกรรมที่โรงพยาบาลภกั ดีชุมพล อายตุ ั้งแต่ 60 ปี เปน็ ต้นไป จำนวน 20 คน
1. แจกแบบสอบถามเรื่องการเลือกใช้ยาสีฟนั แก่คนไขก้ ลุ่มเป้าหมาย
2. ทำสอื่ ให้ความร้เู กย่ี วกบั ยาสีฟนั สมุนไพร และ ยาสีฟันทม่ี ฟี ลูออไรด์
3. แจกแบบสอบถามฉบบั เดยี วกบั การเก็บข้อมลู
4. นำข้อมูลมาแปลผลและวิเคราะห์
งานวิจัยแบบกึ่งทดลอง ที่ใช้กลุ่มตัวอย่าง คนไข้ที่รับการบริการทางทันตกรรมที่โรงพยาบาลภักดีชุมพล อำเภอ
ภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ อายุตั้งแต่ 60 ปี เป็นต้นไป จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม
ประกอบด้วยความรู้ทั่วไป การวัดความรู้และพฤติกรรมของกลุ่มผู้สูงอายุ เกี่ยวกับการเลือกใช้ยาสีฟันสมุนไพรที่ไม่มี
ฟลอู อไรด์กบั ยาสีฟนั ท่ีมีฟลูออไรด์ การวิเคราะหข์ อ้ มูล จากตารางขอ้ มลู โดยเกบ็ จากกล่มุ ตวั อย่าง 20 คน ได้ดงั ตารางที่ 1
วิเคราะหก์ ารเปรียบเทยี บความรูแ้ ละ พฤติกรรมการเลอื กใช้ยาสฟี นั ของกล่มุ ผู้สูงอายุ ผา่ นหาค่าเฉลย่ี (Mean) ได้ผลดงั น้ี
สรุปผลงานวิชาการ วจิ ัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเรอ่ื งเลา่
และจากคำถามของแบบสอบถามในขอ้ ที่ 2 จะสามารถหาสาเหตขุ องการเลือกใช้ยาสฟี ัน ไดด้ ังแสดงใน แผนภูมภิ าพท่ี 2
สาเหตุที่เลอื กใชย้ าสฟี นั ผสมฟลอู อไรด์
สาเหตทุ ่ไี มเ่ ลอื กใชย้ าสฟี ันสมนุ ไพรผสมฟลูออไรด์
ผลการวิจัย
พบว่า กลุม่ ผสู้ งู อายุทีม่ ีอายุ 60 ปขี น้ึ ไป ( คา่ เฉล่ยี อายุของกลุ่มเปา้ หมาย = 69.15 ปี) ทีเ่ ขา้ รบั บริการทันตกกรม
ที่โรงพยาบาลภักดีชุมพล อำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ เมื่อเทียบความรู้ และพฤติกรรม พร้อมหาสาเหตุของการ
เลือกใช้ยาสีฟันสมุนไพรที่ไม่มีฟลูออไรด์ กับ ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์พบว่า มีความรู้ของ กลุ่มเป้าหมายแตกต่างอย่างมี
นัยสำคัญ โดยก่อนการให้ความรู้ผ่านสื่อความรู้และทันตบุคลากรมีค่าคะแนนเฉลี่ย ของความรู้เท่ากับ 1.8 จากคะแนน
ทงั้ หมด 10 และหลังการใหค้ วามร้ผู ่านส่อื ความรู้ มคี ่าคะแนนเฉลยี่ เพ่มิ ขึ้น เทา่ กับ 8.8 จากคะแนนทงั้ หมด 10 และพบว่า
พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายก็ยังแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญด้วยเช่น การ คือ ก่อนการให้ความรู้ผ่านสื่อความรู้และทันต
บุคลากรมีค่าคะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมเท่ากับ 4.9 จาก คะแนนทั้งหมด 10 และหลังการให้ความรู้ผ่านสื่อความรู้ มีค่า
คะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเท่ากับ 7.8 จากคะแนนทั้งหมด 10 โดยเฉพาะพฤติกรรมการเลือกใช้ยาสีฟันที่มีส่วนของฟลูออไรด์
มากข้ึน
สรปุ ผลงานวชิ าการ วิจยั /R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่ืองเลา่
สรุปและอภปิ รายผล
จากข้อมูลข้างต้นจะพบว่ากลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่นั้นจะไม่มีความรู้ในการเลือกใช้ยาสีฟัน แต่ใน ขณะเดียวกัน
กลับมีพฤติกรรมการเลือกใช้ยาสีฟันที่ค่อนข้างพอใช้ จึงแสดงให้เห็นค่าเฉลี่ยของพฤติกรรม สูงกว่า ค่าเฉลี่ยความรู้
( Meanพฤติกรรมก่อนให้ความรู้= 4.9 , Meanความรู้ก่อนให้ความรู้= 1.8 ) โดยหากวิเคราะห์ ข้อมูลรายละเอียดแต่ละ
บุคคลจะพบว่ากลุ่มเป้าหมายมักจะเลือกยาสีฟนั ที่ใช้มานานและมีคนให้ แสดงถึงการ เลือกใช้โดยไมไ่ ด้คำนงึ ถึงประโยชน์
ของยาสีฟันอย่างแท้จริง ซึ่งยาสีฟันกลุ่มดังกล่าวมักจะเป็นยาสีฟันที่มีส่วนผสม ของฟลูออไรด์อยู่แล้ว แต่มีบางกลุ่มคนท่ี
เลือกใช้ยาสีฟันเพียงเพราะโฆษณาที่มีดาราดัง หรือจากคำแนะนำจากคน ใกล้ชิด คนกลุ่มนี้มักจะใช้ยาสีฟันที่ไม่ผสม
ฟลูออไรด์ และรวมไปถึงการไม่ดแู ลรักษาช่องปากเลย ซึ่งมันสะท้อนไป ถึงการที่กลุ่มเป้าหมายนั้นขาดความสนใจและใส่
ใจในการดูแลสุขภาพช่องปาก แต่หลังจากที่ทันตบุคลากรได้ให้ ความรู้ และนำสื่อการสอนไปช่วยให้ความรู้จะพบว่า
ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้และพฤติกรรมสูงข้ึนอยา่ งมีนยั สำคญั ( Mean ความรู้หลังใหค้ วามรู้= 8.8 , Mean พฤติกรรมหลงั
ให้ความรู้= 7.8 ) ท้งั นี้เน่ืองจากกลมุ่ เปา้ หมายมีความรู้ มากและเลอื กใช้ยาสีฟนั ได้เหมาะสมมากยง่ิ ขึ้น บ่งบอกถึงความใส่
ใจในการดแู ลชอ่ งปากมากข้ึน แต่อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มเป้าหมายบางคนยังมีทันศนคตแิ ละความเชื่อเดิมเกีย่ วกับสมนุ ไพร
ที่ทันตบุคลากรยังไม่สามารถอบรมความรู้ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ซึ่งแสดงได้จากข้อมูลสรุปข้างต้น แต่ในขณะท่ี
กลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มมีความรู้และ พฤติกรรมก่อนไดร้ ับการอบรมท่ีดี พร้อมท้ังรับฟงั การอบรมจากทนั ตบคุ ลากร พบว่า
จะมกี ารปรับเปลี่ยนพฤตกิ รรม การใชย้ าสีฟันและยังสง่ ตอ่ ความรทู้ ี่ไดร้ บั แกบ่ คุ คลใกล้ตัวตนอีกดว้ ย
ข้อเสนอแนะในการทำวิจยั ครง้ั ต่อไป
เนื่องจาก นักวิจัยได้กำหนดกลุ่มตัวอย่างจากคนไข้ที่ได้รับการบริการในฝ่ายทันตกรรมโรงพยาบาลภักดีชุมพล
จำนวน 20 คน เพื่อเหมาะสมต่อการติดตามในสถานการณ์โควิค-19 แต่จะเห็นว่าผลของการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ยังได้
จำนวนกลุ่มป้าหมายค่อนข้างน้อย สาเหตุจากข้อจำกัดการนัดรวมกลุ่มคนจำนวนมาก นักวิจัยจึงคิดว่าหากมีโอกาส ต่อ
ยอดงานวิจัยนี้ควรมีจำนวนกลุ่มเป้าหมายท่ีมากขึ้น เข้าถึงกลุ่มผู้สูงอายุที่มากขึ้น รวมไปถึงการขยายระยะเวลา การ
ติดตามพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายนานขึ้น และจะเห็นว่ากลุ่มเป้าหมายผู้สูงอายุนั้นยังมีอีกมากที่ยังขาด ความรู้ในการ
ดูแลชอ่ งปาก หากกลุ่มเป้าหมายเหล่านไ้ี ดร้ ับความรู้ กพ็ รอ้ มทจ่ี ะปรับตวั เชื่อฟังเพอ่ื พรอ้ มทีจ่ ะ ดแู ลฟันใหใ้ ช้ไดน้ านต่อไป
เอกสารอา้ งอิง
https://www.google.co.th/imgres?imgurl=https://multimedia.anamai.moph.go.th/wpcontent/uploads/2
020/11/23-funyoungdee-fluoride-vs-
herbaltoothpaste.jpg&imgrefurl=https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/funyoungdee-
fluoride-vsh=1250&hl=en-th&source=sh/x/im
herbaltoothpaste/&tbnid=GDS8GQkoOGWUYM&vet=1&docid=FS9PXeeqKyuX8M&w=1000&
สรุปผลงานวชิ าการ วิจยั /R2R, CQI, นวตั กรรม และเรอื่ งเลา่
ผลของการเย่ียมบ้านโดยเภสัชกรร่วมกับทีมหมอครอบครัวตอ่ ปญั หาและความรว่ มมือในการใชย้ า
ในผ้ปู ่วยโรคเรอ้ื รงั ของเครือข่ายบริการสขุ ภาพอำเภอภกั ดีชุมพล
นางสาวอภสั ศร ฟองออ่ น เภสัชกรชำนาญการ
ความสำคัญของปัญหาวจิ ยั
การปฏิบัติงานให้บริการเภสัชกรรมกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มารับยาที่โรงพยาบาลภักดีชุมพลในปัจจุบันพบปัญหา
ด้านยาหลายประการ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสงู มีการดำเนินไปของโรคที่แย่ลง มีระดับน้ำตาลสะสมในเลือกและ
ค่าความดันโลหิตสูงกว่าค่าเป้าหมาย และมีผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่ไม่สามารถชะลดการลดลงของค่าการทำงานของไ ต
(eGFR) ได้ตามเป้าหมาย4 โรงพยาบาลภักดีชุมพล จึงเล็งเห็นว่าควรใช้กลไกการเยี่ยมบ้านเพือ่ ติดตามดูแลผูป้ ่วยต่อเนื่อง
ในชุมชนของเภสัชกรตามบทบาทเภสชั กรรมปฐมภมู ิโดยใหม้ ีเภสชั กออกเยีย่ มบ้านร่วมกบั ทีมหมอครอบครวั เพื่อช่วยแก้ไข
ปญั หาท่เี กดิ จากยาของผูป้ ่วยและสามารถคาดหวงั ผลการรกั ษาทีด่ ีข้นึ ได้
วัตถุประสงคก์ ารศึกษา
การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและเปรียบเทียบปัญหาและและความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยโรค
เรื้อรงั ก่อนและหลงั การเยี่ยมบา้ นผู้ป่วยโรคเร้ือรังโดยเภสชั กรร่วมกับทมี หมอครอบครวั
วิธวี ิธีการศึกษา
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Pre-post intervention design) ประชากรคือ ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์เยี่ยม
บ้าน ระหว่างวันที่ 16 สิงหาคม -18 ตุลาคม 2564 จำนวน 32 คน เภสัชกรออกเยี่ยมบ้านผู้ป่วย คนละ 2 ครั้ง ทำการ
ประเมินปัญหาและความร่วมมือในการใช้ยาโดยใช้แบบบันทึกการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยรว่ มกับการสัมภาษณ์ แล้วนำข้อมูลมา
วิเคราะห์โดยใช้สถิติพรรณนา (Descriptive statistic) ได้แก่ จำนวน ร้อยละ และสถิติอนุมาน (Inferential statistic)
ไดแ้ ก่ McNema’s Chi Square test กำหนดนยั สำคัญทางสถติ ิ ที p<0.05
ผลการศึกษา
ผลการเยี่ยมบ้านพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศหญงิ ร้อยละ 65.6 มีอายุเฉลี่ย 62.9 ± 12.8 ปี เป็นโรคเบาหวาน
ที่มีโรคร่วมคือโรคหัวใจและหลอดเลือดมากที่สุด ร้อยละ 71.9 ปัญหาด้านยาท่ีพบบ่อยได้แก่ ความไม่ร่วมมือในการใช้ยา
ร้อยละ 67.1 การประเมินความร่วมมือในการใช้ยา ปัญหาที่พบบ่อยคือผู้ป่วยมียาเหลือสะสม ร้อยละ 29.4 และเมื่อทำ
การทดสอบความสัมพันธ์พบว่าการที่เภสัชกรออกเยี่ยมเพื่อให้การบริบาลผู้ป่วยที่บ้านร่วมกับทีมหมอครอบครัว ทำให้
ปัญหาจากการใช้ยาของผู้ปว่ ยลดลงอยา่ งนัยสำคัญทางสถิติ p<.001 และสามารถเพิ่มความร่วมมอื ในการใช้ยาของผู้ป่วย
อย่างมนี ยั สำคญั ทางสถติ ิ p=.031
อภิปรายผล
การมีเภสัชกรออกไปเยี่ยมบ้านเพื่อสำรวจและแก้ไขปัญหาการใช้ยาของผู้ป่วยในชุมชนทำให้สามารถลดปัญหา
จากการใช้ยา (DRPs) ลง และเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยา (Medication adherence) อย่างถูกต้องเหมาะสมและ
ปลอดภัยได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) บรรลุตามวัตถปุ ระสงค์ในการศกึ ษาครั้งนี้ ซึ่งสอดคลอ้ งกบั การศึกษาของ
ปริญา ถมอดุ ทา และคณะ7 เภสชั กรมบี ทบาทในเรอื่ งของการทบทวนการใชย้ าและตรวจสอบความร่วมมือในการใช้ยาสูง
ถงึ ร้อยละ 49.0 การแก้ไขปัญหาจากการบริบาลเภสัชกรรมท่ีใหแ้ กผ่ ู้ป่วยสามารถแกไ้ ขใหผ้ ู้ป่วยไดท้ ้งั หมดสูงถงึ
สรุปผลงานวิชาการ วิจัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเรือ่ งเล่า
ร้อยละ 91.7 และสอดคล้องการการศกึ ษาของ ชมพูนุท พัฒนจักร 8 ซึ่งพบวา่ ปัจจัยเกี่ยวกบั บุคลากรทางการแพทย์และ
ผ้ดู แู ลรักษาที่บ้าน มคี วามสมั พันธก์ บั ความรว่ มมอื ในการใช้ยาอย่างมนี ัยสำคญั ทางสถิติ (p<0.05)
สรุปและข้อเสนอแนะ
การศกึ ษาน้ผี วู้ จิ ยั ไดอ้ อกไปเย่ยี มบา้ นรว่ มกับทีมหมอครอบครวั ทำการเย่ยี มบา้ นผู้ป่วย 32 คน คนละ 2 ครง้ั โดย
ผู้ป่วยที่ไปเยี่ยมส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ โรคเบาหวานที่มีโรคร่วมคือกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด จากการประเมินปัญหา
การใช้ยาที่พบบ่อยได้แก่ ความไม่ร่วมมือในการใช้ยาร้อยละ 67.1 ได้แก่ ผู้ป่วยมียาเหลือสะสม ร้อยละ 29.4, ลืม
รับประทานยา ร้อยละ 21.6 และมีการหยุดยาเอง ร้อยละ 11.8 นอกจากนั้นยังพบปัญหาการใช้ยาเทคนิคพิเศษ เช่นยา
พน่ หรือยาฉดี อนิ ซูลนิ ไม่ถูกตอ้ ง รอ้ ยละ 15.6 เภสชั กรได้ให้การบริบาลทางเภสชั กรรมตอ่ ผู้ป่วยระหว่างออกเยี่ยมบ้าน ทำ
ให้ช่วยแก้ไขปัญหาด้านยาและส่งเสริมการใช้อย่างถูกต้อง ทำให้สามารถลดปัญหาจากการใช้ยาและเพิ่มความร่วมมือใน
การใช้ยาอย่างถูกต้อง เหมาะสมและปลอดภัยได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ดังนั้นจึงควรมีการการส่งเสริม
บทบาทเภสัชกรรมครอบครัวและชุมชนให้มาขึ้น นอกเหนือไปจากงานประจำคือการบริบาลเภสัชกรรมในโรงพยาบาล
แล้วเภสัชกรควรได้ออกไปเยี่ยมบ้านลงชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาการใช้ยาในชุมชน อย่างไรก็ตามด้วยข้อจำกัดสถานการณ์
โรคระบาดโควิด-19 หากจะทำการศึกษาต่อไปอาจปรับรูปแบบการเยี่ยมโดยการนำเทคโนโลยีการสื่อสารต่าง ๆ เช่น
Telepharmacy หรือ Telemedicine มาประยกุ ตร์ ่วมด้วย
สรุปผลงานวิชาการ วจิ ยั /R2R, CQI, นวตั กรรม และเรื่องเลา่
การเปรยี บเทยี บพฤตกิ รรมการกินอาหารหวานของนักเรียนชนั้ ป.6 ก่อนและหลังรบั ความรเู้ รื่องอาหาร
นางสาวรุ่งอรณุ โพธิ์ทพิ ย์ นางสาวสนุ ิสา มามว่ ง
ความเป็นมาและความสำคัญ
ช่วงชั้น ป.6 เป็นวัยที่มีฟันถาวรขึ้นแทนที่ฟันน้ำนมในช่องปากเกือบทุกซี่ ปัญหาสุขภาพส่วนมากที่พบในเด็กวัย
เรยี นนค้ี ือ “โรคฟนั ผุ” โดยเฉพาะในฟันถาวร การลุกลามของโรคจะคอ่ ยๆดำเนินไปอยา่ งช้าๆและตอ่ เนอื่ ง ถ้าไม่ไดร้ ับการ
ตรวจและรักษาเพื่อหยุดการลุกลามของโรค ก็จะเกิดการสูญเสียฟันถาวรก่อนวัยอันควร จากผลการสำรวจสภาวะทันต
สุขภาพช่องปากแห่งชาติ ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2560 พบว่า เด็กอายุ 12 ปี มีฟันถาวผุ ร้อยละ 52 ในระดับจังหวัดชัยภูมิ ปี
2561 มคี วามชุกของโรคฟนั ถาวรผุในเดก็ เทา่ กบั รอ้ ยละ 31.2 และในระดับอำเภอภักดชี ุมพลเทา่ กับรอ้ ยละ 27.1 ซึง่ นับว่า
มีความชุกสูงแม้จะต่ำกว่าระดับจังหวัดชัยภูมิ กลุ่มเด็กอายุ 12 ปีเป็นช่วงที่มีปญหาโภชนาการซึ่งมีความสําคัญและเปน
ปญหาทางสาธารณสุข เนื่องจากเด็กวัยนี้ยังมีพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกตองเหมาะสมเชน การรับประทานอาหารเพอื่
อิ่ม โดยไมคํานึงถึงคุณคาของอาหาร การเลือกรับประทานอาหารวางที่ไมมีประโยชน ไดแก ลูกอม ขนมหวาน น้ำอัดลม
ซึ่งอาหารเหลานี้มีคุณคาทางโภชนาการนอย และยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคฟันผุ เนื่องจากเด็กไม่แปรงฟันหลัง
รับประทานอาหารหวาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเด็กเมื่อมีอาการปวดฟัน ทำให้รบั ประทาน
อาหารได้นอ้ ยลง เนอ่ื งจากเค้ียวอาหารไม่ได้ อาจสง่ ผลให้มนี ้ำหนักลดลงและทำให้ขาดสารอาหาร เน่อื งจากทานอาหารไม่
ครบ 5 หมู่ ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ลดลง อีกทั้งยังส่งผลให้ตอ้ งหยุดเรียน เนื่องจากอาการปวดฟันหรือเพื่อมารับการรักษา
ทางทนั ตกรรม
วตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั
เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการกินอาหารหวานและความรู้เรือ่ งเกีย่ วกับโรคฟนั ผุ ของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปี
ที่ 6 ที่ได้รับความรู้ระหว่างก่อนให้ความรู้กับหลงั ให้ความรู้ และนำข้อมูลทีไ่ ด้ไปพัฒนากิจกรรมเชิงรุกเพื่อปรบั พฤติกรรม
ลดอัตราการเกิดโรคฟนั ผใุ นเด็กวยั เรยี น
วิธกี ารดำเนินการ
กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านเจาทอง ตำบลเจาทอง อำเภอภักดีชุมพล
จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 42 คน ระยะเวลาดำเนินการ 20 กรกฎาคม 2565 – 1 กันยายน 2565 โดยใช้เครื่องมือในการใน
การดำเนินการเป็นแบบสอบถามจำนวน 2 ชุด ที่มีคำถามเดียวกัน ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไปแบบวัดพฤติกรรมการกิน
อาหารหวานของเด็กนักเรียนชั้น ป.6 ก่อนและหลังรับความรู้เรื่องอาหาร และแบบวัดความรู้เรื่องโรคฟันผุของเด็ก
นกั เรยี นชั้น ป.6 กอ่ นและหลังรับความรเู้ รื่องโรคฟนั ผุ โดยใช้ส่ือการสอนทันตสุขศกึ ษาในการใหค้ วามรู้
การวเิ คราะห์ข้อมูล
วิเคราะห์สถติ แิ บบ paired t-test เปรยี บเทียบพฤติกรรมการกินอาหารหวาน ก่อนให้ความรแู้ ละหลังการให้ความรู้
พรอ้ มกบั ประเมินความรูเ้ กย่ี วกบั โรคฟันผุ
สรปุ ผลงานวชิ าการ วิจัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเรื่องเล่า
ผลการวิจยั
จากการสำรวจพฤติกรรมการกินอาหารหวานกอ่ นไดร้ ับความรู้ของเด็กนักเรียนชั้น ป.6 จำนวน 38 คน พบว่า เด็ก
กินอาหารหวานนานๆครั้ง(1-2 วัน/สัปดาห์) ร้อยละ 48.15 กินอาหารหวานบ่อยครั้ง(3-4 วัน/สัปดาห์) ร้อยละ ไม่กิน
อาหารหวาน ร้อยละ 14.74 และกินอาหารหวานประจำ ร้อยละ 11.57 และจากผลการสำรวจความรู้เกี่ยวกับโรคฟันผุ
ของเด็กก่อนการให้ความรคู้ ิดเปน็ ร้อยละ81.57 และหลังใหค้ วามรคู้ ดิ เป็น รอ้ ยละ 88.49 ตามลำดบั
พฤตกิ รรม(10) N ปฏบิ ตั ิ ปฏบิ ัติบ่อยครงั้ ปฏิบตั ิ ไมเ่ คย
เป็นประจำ นานๆ ครงั้ ปฏบิ ตั เิ ลย
ก่อนใหค้ วามรู้(ร้อยละ) 11.57 25.52 48.15 14.74
หลังให้ความร(ู้ รอ้ ยละ) 38 5.79 22.14 52.89 19.21
ค่าความต่าง -5.78 -3.38 +4.74 +4.47
ความรู้ (8) N กอ่ นให้ความรู้(ร้อยละ) หลงั ให้ความร(ู้ รอ้ ยละ) คา่ ความต่าง
+6.92
38 (81.57) (88.49)
สรุปผลและอภปิ รายผล
จากข้อมูลข้างต้นพบว่าเด็กนักเรียนส่วนใหญม่ ีความรู้ดเี กีย่ วกับโรคฟนั ผกุ ่อนให้ความรู้ โดยวัดได้จากคะแนน ร้อย
ละ 81.57 ขณะเดียวกันเด็กกลับมีพฤติกรรมการกินอาหารหวานบ่อยครั้งและเป็นประจำที่สูง ซึ่งหลังจากการให้ความรู้
เด็กมีความรเู้ กยี่ วกับโรคฟันผุที่สูงข้นึ จากก่อนการใหค้ วามรถู้ ึงร้อยละ 88.49 ส่งผลใหพ้ ฤติกรรมการกินอาหารหวานของ
เด็กลดลง จากการเปรียบเทียบพฤติกรรมสรุปได้ว่าการให้ความรู้มีผลต่อพฤติกรรมการกินอาหารหวานดีขึ้น คือเด็กลด
ปริมาณการกินอาหารหวานเป็นประจำและบ่อยครั้งน้อยลง จากร้อยละ11.57 เป็นร้อยละ5.79 และ ร้อยละ 25.52 เป็น
ร้อยละ 22.14 และเมื่อเทียบกับทั้งก่อนและหลังให้ความรู้มีค่าความแตกต่างเท่ากับ ร้อยละ 81.57 เพิ่มเป็น ร้อยละ
88.49 ซ่งึ จากการเปรยี บเทียบความรขู้ า้ งตน้ มผี ลคะแนนทไ่ี มต่ า่ งกนั มาก อาจเป็นผลมาจากกลมุ่ ตวั อย่างไม่เข้าใจคำถาม
หรือไม่ตั้งใจฟังขณะให้ความรู้ ในส่วนของความต่างด้านพฤติกรรมก่อนและหลังการให้ความรู้มีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมที่ดีขนึ้
แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงเนื่องจากเด็กมีพฤติกรรมที่เสี่ยงทำให้เกิดโรคฟันผุที่ยังถือว่าเป็นอัตราที่สูง ทั้งนี้อาจเป็น
ผลมาจากอาหารหวานเข้าถึงง่ายทั้งในชุมชนและโรงเรียน ผู้ปกครอง ครูผู้ดูแลขาดการดูแลและให้คำแนะนำที่ดี อีกท้ัง
เดก็ มีความรู้แต่กย็ งั มพี ฤตกิ รรมท่เี สี่ยงตอ่ การเกิดโรคฟันผุ กนิ ในปริมาณทม่ี ากเกินความจำเปน็
ขอ้ เสนอแนะในการทำวิจยั ตอ่ ไป
- ช่วงเวลาในการศกึ ษาขอ้ มูลสั้นทำให้ยงั ไม่สามารถวัดผลได้ในระยะยาวสำหรบั กลุ่มตวั อยา่ ง
- ส่งเสริมพฒั นาบุคลากรครผู ูด้ ูแลเด็กนักเรียน ควรมีการอบรมเพมิ่ พนู ความรู้ในด้านทนั ตสุขภาพ และเพื่อสามารถ
แจง้ ปัญหาสุขภาพชอ่ งปากของเด็กนักเรียนในความรบั ผดิ ชอบให้แก่ทันตบคุ ลากร เพอื่ ไดร้ ับการแกไ้ ขหรือรกั ษา
ได้ทนั ทว่ งที
- ควรมนี โยบายควบคมุ รา้ นจำหน่ายภายในและภายนอกโรงเรียนอย่างเคร่งครดั มกี ารประสานงานและขอความ
ร่วมมอื โดยเน้นให้เหน็ ความสำคัญทนั ตสขุ ภาพชอ่ งปากทด่ี ีของเด็กเป็นหลกั
เอกสารอ้างองิ สำนกั ทนั ตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสขุ
สรปุ ผลงานวชิ าการ วิจยั /R2R, CQI, นวตั กรรม และเรื่องเลา่
การพัฒนาคุณภาพการดูแลหญิงตัง้ ครรภ์ท่ใี ชส้ ารเสพติดและครอบครวั
โดยบูรณาการการมีส่วนรว่ มของภาคีเครือข่าย อำเภอภักดีชมุ พล จงั หวัดชัยภมู ิ
นางสาวสรุ างค์ อภัยฤทธิรงค์
ความเปน็ มาและความสำคญั
การใช้สารเสพติดในหญิงตั้งครรภ์เป็นปัญหาที่พบได้มาขึ้นในปัจจุบัน จากการศึกษาของ พิมลรัตน์ ไทย
ธรรมยานนท์และคณะ พบว่าการใช้สารเสพติดในหญิงตัง้ ครรภ์ในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขั้นอย่างต่อเนื่อง โดยสาร
เสพติดทีน่ ิยมใชม้ ากทีส่ ุด คอื ยาบ้าหรืออนุพนั ธ์ของแอมเฟตามนี รองลงมาคือบหุ ร่ีและเฮโรอนี ตามลำดบั
สถานการณ์ การให้บริการคลินิกฝากครรภ์ โรงพยาบาลภักดีชุมพล จากการคัดกรองการใช้สารเสพติด ใน
หญิงตั้งครรภ์ ปีงบประมาณ 2564 จำนวน 2 ราย ปี 2565 จำนวน 8 ราย โดยสารเสพติดที่นิยมใช้มากที่สุด คือ
ยาบ้าหรืออนพุ นั ธ์ของแอมเฟตามนี รองลงมาคือบุหรี่และสุรา ตามลำดับ ภาวะแทรกซ้อนท่ีพบในหญิงตั้งครรภ์ที่ใชส้ าร
เสพติด พบ น้ำหนักหญิงต้งั ครรภไ์ มข่ ึน้ ตามเกณฑ์ จำนวน 3 ราย คิดเป็น รอ้ ยละ 30 ความเขม้ ขน้ เลือดน้อยกว่า 32
% จำนวน 4 ราย คิดเป็นร้อยละ 40 ทารกที่เกิดจากมารดาใช้สารเสพติดระหว่างตั้งครรภ์พบ ความพิการแต่กำเนิด
จำนวน 1 ราย คิดเป็น ร้อยละ 10 น้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า 2,500 กรัม จำนวน 2 ราย คิดเป็นร้อยละ 20 และ
จากการสัมภาษณ์ เชิงลึก หญิงตัง้ ครรภท์ ่ีใช้สารเสพติด เคยมีประวัติการใช้สารเสพติดกอ่ นตัง้ ครรภ์ ร่วมกับบคุ คลใกลช้ ิด
ซึ่งทำให้เกิด การพัฒนาคุณภาพการดแู ลหญิงตัง้ ครรภ์ท่ใี ช้สารเสพตดิ และครอบครวั โดยบูรณาการการมีส่วนร่วมของ
ภาคีเครือข่าย อำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ โดยหวังผลให้เกิดประโยชน์ในระยะยาว โดยใช้ศักยภาพของครอบครัว
และเครอื ขา่ ยเขา้ มามสี ว่ นรว่ มในการดแู ลตอ่ ไป
วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั
1. เพอ่ื พัฒนาแนวทางการประเมนิ สภาพหญิงต้งั ครรภ์ทใี่ ช้สารเสพติดระหว่างตงั้ ครรภไ์ ด้ถกู ต้อง
2. เพอ่ื ศึกษาภาวะแทรกซอ้ นทเ่ี กดิ ขน้ึ ท้ังในมารดาและทารก
3. เพือ่ พัฒนากระบวนการพยาบาลหญงิ ตัง้ ครรภ์ท่ใี ชส้ ารเสพตดิ ระหวา่ งตง้ั ครรภ์ได้ถกู ต้อง
4. เพือ่ พฒั นาการกระบวนการดูแลหญิงตัง้ ครรภ์ โดยใหค้ รอบครัว ภาคีเครอื ข่ายได้มสี ว่ นรว่ ม
วธิ กี ารดำเนินการ
เป็นการศึกษาแบบวิเคราะห์ข้อมูลย้อนไปข้างหลงั (Retrospective cohort study) ในหญิงตั้งครรภ์ที่เสพสารเสพ
ติดและหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่เสพสารเสพติด ที่มาฝากครรภ์และคลอดที่ โรงพยาบาลภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ โดยเก็บ
ขอ้ มลู การคลอด จากเวชระเบยี น ตั้งแต่ ตุลาคม 2563 - กรกฎาคม 2565
เกณฑ์การคดั ออก คือ หญิงตั้งครรภท์ ี่มีโรคประจำตัวก่อนการตั้งครรภ์ หรือตรวจวนิ ิจฉยั พบทารกมีความพิการ
แตก่ ำเนดิ
หญงิ ตัง้ ครรภท์ ่คี ัดกรองแล้วพบว่ามีการใชส้ ารเสพติด ไดแ้ ก่ ยาบ้า บหุ รี่ สรุ า เปน็ กลมุ่ ศึกษา และหญิงตั้งครรภ์
ที่คัดกรองไม่พบว่ามีการใช้สารเสพติดเป็นกลุ่มควบคุม โดยกลุ่มควบคุมจะคัดเลือกโดยการสุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่คลอด
และมีลักษณะคล้ายคลงึ กับกลุ่มศกึ ษา ทำการเก็บขอ้ มูล อายุ อาชพี นำ้ หนกั (เดิม) จำนวนการตง้ั ครรภ์ ขอ้ มูลครอบครวั
ผลของการตั้งครรภ์ เช่น ความเขม้ ข้นเลือด นำ้ หนกั คะแนนความเครียด ผลชองการคลอด เชน่ นำ้ หนกั ทารก Apgar
score วิธีการคลอด จำนวนวันนอนโรงพยาบาล การเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆของมารดา เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ
การคลอดกอ่ นกำหนด การตกเลอื ดหลังคลอด เป็นต้น
สรุปผลงานวิชาการ วจิ ัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่อื งเล่า
การวเิ คราะห์ข้อมูล
ข้อมูลจะนำมาวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS โดยข้อมูลเชิงปริมาณ รายงานเป็นค่าเฉลี่ยและค่า
เบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างของข้อมูลระหว่างกลุ่มใช้สถิติ unpaired t-test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพ
รายงานเป็นค่าความถี่และร้อยละ ผลการท่ีทดสอบจะถือว่ามีความแตกต่างอย่างมีนยั สำคัญทางสถิติเมื่อค่า p น้อยกวา่
0.05 และค่าความเชือ่ ม่ันท่ีรอ้ ยละ 95
คำนวณกลุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม n4Studies ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง เท่ากับ 13 รายในกลุ่มศึกษา และ
108 รายในกลมุ่ ควบคุม
ผลการศึกษา
ประเภท/เกณฑ์ กล่มุ ตัวอยา่ ง 11 ราย กลุ่มควบคุม 108 ราย
อายุ 25-47 ปี 20 -48 ปี
อาชีพ แม่บา้ น 1 ราย รบั จา้ ง 2 ราย ว่างงาน แม่บ้าน 16 ราย รบั จ้าง 34 ราย
4 ราย เกษตรกรรม 4 ราย วา่ งงาน 2 ราย เกษตรกรรม 56 ราย
จำนวนการตงั้ ครรภ์ 2-6 ครงั้ 1-6 ครัง้
น้ำหนักไม่ขึ้นตามเกณฑ์ 3 ราย 15 ราย
ความเข้มขน้ เลือด เฉลี่ย 35 % (32-38 ) เฉล่ยี 38% (32-42)
คะแนนความเครียด ST5 >8 คะแนน = 8 ราย >8 คะแนน 14 ราย
ภาวะแทรกซอ้ นตา่ งๆของมารดา
ภาวะครรภเ์ ป็นพิษ 1 ราย 2 ราย
การคลอดก่อนกำหนด 2 ราย 4 ราย
การตกเลือดหลงั คลอด 0 0
ผลของการคลอด
น้ำหนกั ทารก < 2500 4 ราย 11 ราย
gms
Apgar score (นาที 1,5 ) 8 ,9 = 3 ราย 9,10 = 8 ราย 4,5 = 1 ราย 8 ,9 = 6 ราย 9,10 = 101
ราย
วนั นอนโรงพยาบาล เฉลี่ย 4 วนั เฉลี่ย 2 วนั
ภาวะแทรกซอ้ นทารก
พบความพกิ าร 1 ราย 4 ราย
พฒั นาการล่าชา้
อ่ืนๆ Met + 1ราย 0
สรปุ ผลงานวิชาการ วจิ ัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเรอื่ งเล่า
สรปุ ผลและอภิปรายผล
ผลการศึกษาจากตารางพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 36 ปี อายุต่ำสุด 25 ปี และอายุสูงสุด 47 ปี
ส่วนมากประกอบอาชีพเกษตรกร ว่างงาน รับจ้าง และแม่บ้านตามลำดับ จำนวนการตั้งครรภ์เฉลี่ย 4 ครั้ง สูงสุด 6
ครั้งและต่ำสุด 2 ครั้ง น้ำหนักไม่ขึ้นตามเกณฑ์จำนวน 3 ราย ความเข้มข้นเลือด เฉลี่ย 35 %
ประเมินระดับความคะแนนความเครียด ST5 > 8 คะแนน พบจำนวน 8 ราย ประเมินภาวะแทรกซ้อนต่างๆของมารดา
พบภาวะครรภ์เป็นพิษ 1 ราย การคลอดก่อนกำหนด 2 ราย ประเมินผลของการคลอดน้ำหนักทารก < 2500 gms
จำนวน 4 ราย Apgar score 8 ,9 = 3 ราย 9,10 = 8 ราย วนั นอนโรงพยาบาล เฉลีย่ 4 วัน ประเมินภาวะแทรกซ้อนทารก
พบความพกิ ารจำนวน 1 ราย และพบ Met + 1ราย
กลุ่มควบคุมมีอายุเฉลี่ย 34 ปี อายุต่ำสุด 20 ปี และอายุสูงสุด 48 ปี ส่วนมากประกอบอาชีพเกษตรกร รับจ้าง
แม่บ้านและว่างงานตามลำดับ จำนวนการตั้งครรภ์เฉลี่ย 4 ครั้ง สูงสุด 6 ครั้งและต่ำสุด 1 ครั้ง
น้ำหนกั ไม่ข้ึนตามเกณฑจ์ ำนวน 15 ราย ความเข้มขน้ เลือด เฉลยี่ 38 % ประเมนิ ระดบั ความคะแนนความเครียด ST5 >
8 คะแนน พบจำนวน 14 ราย ประเมินภาวะแทรกซ้อนต่างๆของมารดา พบภาวะครรภ์เป็นพิษ 2 ราย
การคลอดก่อนกำหนด 4 ราย ประเมนิ ผลของการคลอดน้ำหนกั ทารก < 2500 gms จำนวน 11 ราย Apgar score 4,5
= 1 ราย 8 ,9 = 6 ราย และ 9,10 = 101 ราย วันนอนโรงพยาบาล เฉลี่ย 2 วัน ประเมินภาวะแทรกซ้อนทารก
พบความพกิ ารจำนวน 4 ราย
ขอ้ เสนอแนะในการทำวิจยั ต่อไป
1. การพัฒนาเครอื่ งมือในการจัดเกบ็ ขอ้ มลู การวิเคราะห์ผล เพ่อื ให้สอดคลองกบั บรบิ ท
2. การพัฒนากระบวนการติดตามหญิงตั้งครรภที่ใช้สารเสพติดเพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาและได้รับการดูแล
ระหวา่ งการตั้งครรภ์ อยา่ งต่อเนอ่ื งโดยใชศ้ ักยภาพของครอบครวั และภาคเี ครือขา่ ย
3. การพัฒนากระบวนการตรวจคัดกรองทารกที่เกิดจากมารดาใชสารเสพติด เช่น การตรวจหาสารเสพติด
การคดั กรองพัฒนาการ
เอกสารอา้ งอิง
จุฑารตั น์ ชับวรี พนั ธเ์ ดช และ สิวิลักษณ์ กาญจนบตั ร (2559) ผลกระทบต่อทารกจากมารดาทใี่ ช้
สารแอมเฟตามนี กอ่ นคลอด ,วชริ เวชสารและวารสารศาสตร์เขตเมอื ง
แนวทางการดแู ลหญิงตัง้ ครรภท์ ใี่ ชส้ ารเสพตดิ ในคลนิ กิ ฝากครรภ์ โรงพยาบาลอดุ รธานี (2561)
แนวทางการดูแลสตรตี ้ังครรภ์และทารกทีเ่ สพยาบา้ จงั หวดั สิงห์บุรี (2560)
วรางคณา ชชั เวช (2562) การพยาบาลสตรตี ้ังครรภ์ทใี่ ชส้ ารเสพตดิ , การพยาบาลมารดา ทารกและการผดงุ ครรภ2์
เลม่ 1 , คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
สรุ ลี กั ษณ์ สจุ ริตพงษ์ (2558) ผลกระทบของการเสพสารเสพตดิ ระหวา่ งตงั้ ครรภ์ . คณะแพทยศ์ าสตร์ศริ ิราชพยาบาล
อดิศกั ด์ิ ไวเขตการณ์ (2564) ผลลัพธ์การตง้ั ครรภม์ ารด่และทารกในสตรตี ้งั ครรภท์ ่ีเสพสารแอมเฟตามนี ระหว่างตั้งครรภ์
,วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม ปที ี่ 18 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม - สงิ หาคม)พ.ศ.2564
สรุปผลงานวิชาการ วจิ ยั /R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่อื งเล่า
การเปรียบเทียบพฤตกิ รรมเดก็ ป.1 กอ่ นและหลังการเล่านทิ านส่งเสรมิ สุขภาพชอ่ งปาก
ผู้วจิ ยั : นางสาวเบญจพร รกั ษ์มณี และนางรชั นก ทวรี ตั น์
ความเปน็ มาและความสำคญั
ปัจจุบันโรคฟันผุในเด็กวัยเรียนเป็นปัญหาทางทันตสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย จากการสำรวจ
สภาวะสุขภาพช่องปากแห่งชาติครั้งที่ 8 ประจำปี 2560 พบว่าความชุกโรคฟันผุในกลุ่มอายุ 12 ปี เป็นร้อยละ 52.0
โดยมีค่าเฉลี่ยฟันผุ ถอน อุด 1.4 ซี่/คน ซึ่งเห็นได้ว่าปัญหาฟันผุเป็นปัญหาสุขภาพช่องปากหลักของเด็กวัยเรียน ส่งผล
กระทบตอ่ การดำเนินชวี ติ ประจำวัน ทำใหเ้ ด็กต้องหยุดเรียนเนื่องจากปวดฟนั หรือเพ่อื ไปรกั ษาทางทนั ตกรรม
จากการสำรวจสภาวะทนั ตสุขภาพประจำปี 2562 อำเภอภักดีชมุ พล พบวา่ ความชกุ โรคฟนั ผุในเด็กชน้ั
ประถมศกึ ษาปที ่ี 1-6 เท่ากับร้อยละ 21.54 นบั ว่ามีความชกุ สงู เมอื่ เทียบกบั โรคฟนั ผรุ ะดบั จังหวัดชยั ภูมิในปี 2562 (รอ้ ย
ละ 37) จากขอ้ มูลข้างตน้ ฟนั ผยุ งั คงเป็นปัญหาท่ีพบมากในทกุ ระดบั อาจจะนำไปสู่การสูญเสยี ฟนั ของเด็กได้ในอนาคต ซง่ึ
จะทำให้ประสทิ ธภิ าพการเคี้ยวลดลง
มีสว่ นทที่ ำใหไ้ ดร้ ับสารอาหารไม่เพียงพอ สง่ ผลตอ่ สุขภาพองคร์ วม และคณุ ภาพชวี ิตของเด็กนักเรยี นดว้ ย
ดังนั้นคณะผู้จัดทำจึงได้จัดทำวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบพฤติกรรมเด็ก ป.1 ก่อนและหลังการเล่านิทานส่งเสริม
สุขภาพช่องปากขึน้ ในกลุ่มตัวอย่างนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านเจาทอง อำเภอภักดชี ุมพล จังหวัดชยั ภมู ิ
เป็นการนำร่องเพื่อปลูกฝังให้เด็กนักเรียนมีความรอบรู้ต่อการดูแลสุขภาพช่องปากผ่านการเล่านิทาน นำไปสู่การลด
อบุ ัติการณก์ ารเกิดฟนั ผุ ถอน อดุ ในอนาคต
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
เพือ่ เปรียบเทยี บพฤติกรรมของเด็ก ป.1 กอ่ นและหลังการเลา่ นทิ านสง่ เสรมิ สุขภาพช่องปาก
สมมติฐานงานวจิ ัย
พฤติกรรมของเด็กเกยี่ วกบั การแปรงฟันของเด็กและการรบั ประทานอาหารหลงั จากแปรงฟนั กอ่ นนอนกอ่ น
และหลังเลา่ นิทานส่งเสรมิ สขุ ภาพช่องปากมคี วามแตกต่างกนั
วธิ ีการดำเนนิ การ
กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านเจาทอง ตำบลเจาทอง อำเภอภักดีชุมพล
จังหวัดชยั ภมู ิ จำนวน 42 คน
ระยะเวลาดำเนนิ การ 18 กรกฎาคม 2565 – 18 สงิ หาคม 2565
เครื่องมอื ทใี่ ชใ้ นการดำเนินการ
1. แบบสอบถามจำนวน 2 ชุด ที่มคี ำถามเดียวกัน ประกอบดว้ ย
− ส่วนที่ 1 ขอ้ มลู ทั่วไป
− ส่วนที่ 2 แบบวัดพฤติกรรมของเด็กเกี่ยวกับการแปรงฟันของเด็กและการรับประทาน
อาหารหลังจากแปรงฟนั ก่อนนอน
ลักษณะคำถามเป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) ใช้มาตราวัดแบบลิเคิต (Likert
Scale) โดยแบง่ เป็น 4 ระดบั โดยแต่ละค่ามคี วามหมายดังน้ี คอื
สรุปผลงานวิชาการ วิจัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเรอื่ งเล่า
ทกุ วนั 4 คะแนน
บอ่ ยๆ (4-6 ครง้ั ตอ่ สัปดาห์) 3 คะแนน
บางวัน (1-3 ครงั้ ต่อสปั ดาห์) 2 คะแนน
ไม่เคย 1 คะแนน
2. นทิ านส่งเสรมิ สขุ ภาพช่องปาก
ขนั้ ตอนการดำเนนิ งาน
1. ให้เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 ทำแบบสอบถามก่อนให้ความรู้ผ่านการเล่านิทานส่งเสริม
สขุ ภาพชอ่ งปาก
2. เข้าไปให้ความรู้ผ่านการเล่านิทานส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อเนื่องทุกวัน เป็นเวลา 1 เดือน
หลงั จากนน้ั ให้เดก็ นกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 1 ทำแบบสอบถามอีกครง้ั
3. ประเมนิ ผลจากแบบทดสอบกอ่ น-หลงั ให้ความรู้ และวเิ คราะหข์ อ้ มูล
4. สรปุ และอภิปรายผล
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
ผลที่ได้จากการทดสอบจะนำเสนอในค่าของ mean + standard deviation (s.d.) โดยเป็นการเปรียบเทียบ
คะแนนวัดพฤติกรรมของเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังเล่านิทานส่งเสริมสุขภาพช่องปาก โดยใช้การ
ทดสอบทีแบบจับคู่ (paired t-test)
ผลการวจิ ัย
จำนวนเดก็ นักเรยี นท่ีเข้าทดสอบจำนวน 39 คน
ตารางท่ี 1 เปรียบเทียบ พฤติกรรมของเด็กเกี่ยวกับการแปรงฟันของเด็กและการรับประทานอาหาร
หลงั จากแปรงฟนั กอ่ นนอน
N กอ่ น หลงั Mean Sig.
Mean (s.d.) Mean (s.d.) different
พฤติกรรมของเดก็ 39 19.62(3.84) 21.49(4.15) 1.87 0.004
(32 คะแนน)
ผลการวิจัยพบว่า จำนวนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เข้าร่วมตรวจฟันมีทั้งหมด 42 คน พบความชุก
โรคฟนั ผุ เปน็ ร้อยละ 83.33 โดยมีคา่ เฉลี่ยฟันผุ ถอน อุด 6.7 ซ/ี่ คน
มีจำนวนที่เข้าร่วมทำกิจกรรมทำแบบทดสอบ 39 คน เมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมของเด็กเกี่ยวกับการแปรง
ฟันของเด็กและการรับประทานอาหารหลังจากแปรงฟันก่อนนอน ก่อนและหลังเล่านิทานส่งเสริมสุขภาพช่องปากพบว่า
มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยคะแนนเฉลี่ยแบบทดสอบก่อนเล่านิทานเท่ากับ 19.62 (s.d.=3.84)
คะแนน และคะแนนเฉลี่ยแบบทดสอบหลังเล่านิทานเท่ากับ 21.49 (s.d.=4.15) คะแนน จะเห็นว่าเด็กมีพฤติกรรมดีขึ้น
จากเดมิ
สรปุ ผลงานวิชาการ วจิ ัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่อื งเลา่
ขอ้ เสนอแนะในการทำวิจัยต่อไป
จากการศึกษานี้ การเล่านิทานสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้ แต่
เพ่อื ให้เกดิ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจนกลายเปน็ ลักษณะนิสัยท่ีดี ควรมีการทำกิจกรรมนี้อย่างต่อเน่อื ง ให้นานขึ้น และ
ติดตามผลอีกครัง้ จึงอยากให้มีการเพ่ิมเวลาในการทำวิจยั และข้อเสนอแนะอื่น ๆ ของการศึกษาเพิม่ เติมในอนาคตควรมี
การเพิ่มกลุ่มอายุ เพิ่มการเล่าให้ซ้ำให้มากขึ้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและปลูกฝังการดูแลสุขภาพช่องปากในเด็ก และเพิ่ม
นิทานให้หลายเรื่องมากขึ้นเพื่อให้เด็กมีส่วนร่วมในการเลือกเรื่องที่สนใจมากที่สุด ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ
ส่งเสรมิ และปลูกฝงั การดูแลสขุ ภาพชอ่ งปากของเด็กนักเรยี นที่อยู่ในวยั ฟันนำ้ นม เพราะถา้ เดก็ สามารถดแู ลฟันน้ำนมไมใ่ ห้
ผหุ รือผเุ พิ่ม จะมีแนวโนม้ สง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ สามารถดแู ลฟนั แท้ไดใ้ นอนาคตไดเ้ ชน่ กัน
แบบบันทึกวจิ ัยเร่ืองการเปรียบเทยี บสขุ ภาพช่องปากเดก็ ก่อน ไม่เคย
การแนะนำการแปรงฟนั ใหเ้ ดก็ (0 ครั้ง)
สว่ นที่ 1 ข้อมลู ทวั่ ไป
1. เดก็ ชอ่ื ...
สว่ นที่ 2 แบบวดั พฤตกิ รรมของเดก็
หมายเหตุ บอ่ ยๆ หมายถงึ 4-6 คร้งั ตอ่ สัปดาห,์ บางวัน หมายถงึ 1-3 ครัง้ ต่อสปั ดาห์
คำถาม ทกุ วัน 4-7 ครงั้ 1-3 ครง้ั
(7 ครง้ั )
1 หนแู ปรงฟนั ตอนเช้า
2 หนแู ปรงฟนั ตอนกลางวนั
3 หนูแปรงฟนั ตอนเย็น
4 หลังแปรงฟันตอนเย็นแล้วหนไู มร่ บั ประทานอะไรอีก
5 หนแู ปรงฟนั ดว้ ยตวั เอง
6 หนูใชอ้ ยา่ งอนื่ เพม่ิ เตมิ นอกจากแปรงสีฟนั
7 ผู้ปกครองแปรงฟนั ใหห้ นซู ้ำ
8 หนูขอให้ผู้ปกครองช่วยแปรงฟนั ให้
ปริมาณฟนั นำ้ นมผุ (d)...........ซ่,ี ปริมาณฟันนำ้ นมถอน (m) ..........ซี่, ปรมิ าณฟันน้ำนมอดุ (f) ........ซี่
รวม..............ซ่ี
เอกสารอ้างอิง
1. https://cpm.hdc.moph.go.th/hdc/main/index.php
2. http://www.dent.chula.ac.th/upload/news/791/file_1_5834.pdf
สรุปผลงานวิชาการ วจิ ัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเรื่องเล่า
ไม่เกินห้าพันเฉพาะเจาะจงให้มันสนกุ
นางสาวพรี ญา วันนา
ความเปน็ มาและความสำคัญ ด้วยกระทรวงสาธารณสขุ ไดก้ ำหนดระเบียบเงินบำรุงในหน่วยบริการของกระทรวง
สาธารณสขุ ขึน้ ซงึ่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และ สำนกั งานสาธารณสุขอำเภอ เป็นหนงึ่ ในหน่วยบริการในสังกัด
การบริหารจัดการด้านงบประมาณจึงอาศัย ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยเงินบำรุงของหน่วยบริการในสังกัด
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่2 พ.ศ.2564 โดยมีการจัดซื้อจัดจ้างภายในหน่วยบริการตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง ระเบียบ
กระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ ภาครัฐ พ.ศ2560 ซึ่งการดำเนินงาน ดังกล่าวมอบอำนาจ
ในการอนุมัติการจ่ายเงินบำรุงให้เป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการเจ้าสังกัดหรือผู้ที่หัวหน้า ส่วนราชการมอบหมาย
สำหรับกรณีของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติให้ กระทรวงสาธารณสุขมอบหมาย
ให้สำนักงานสาธารณสุขจงั หวดั เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ กำกับดูแล และให้ คำแนะนำในการจ่ายเงินบำรงุ ให้ถูกต้องตาม
ระเบียบสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้มอบอำนาจดังกล่าวให้แก่ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเพื่อกำกับดูแล และให้
คำแนะนำในการจ่ายเงินบำรุงให้ถูกต้องตามระเบียบ ของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและสถานีอนามัยเฉลิมพระ
เกียรติในอำเภอที่สังกัดโดยให้มีการตรวจสอบภายใน ตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนดและ
รายงานใหส้ ำนกั งานสาธารณสุขจังหวดั ทราบเพอ่ื ให้สาธารณสุขจังหวดั รายงานกระทรวงสาธารณสุขทราบต่อไป จากการ
กำกับดูแล และให้คำแนะนำในการจ่ายเงินบำรุงของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในเขตพื้นท่ี อำเภอภักดีชุมพล
พบว่า โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลส่วนใหญ่ยังจัดทำเอกสารตามระเบียบได้ไม่ครบถ้วนและ ยังล่าช้าไม่ทันตาม
กำหนดที่ระเบียบกำหนดไว้ ทางสำนักงานสาธารณสุขอำเภอภักดีชุมพลจึงจัดทำโปรแกรม สำเร็จรูปเพื่อดำเนินงานการ
จัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหาร พัสดุภาครัฐ2560 เพื่อใช้ใน
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขึ้นเพื่อให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลใช้ ดำเนินงานดังกล่าวให้ครบถ้วนและ
ทนั เวลา
วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย
1.เพื่อประเมินความพึงพอใจในการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการ
การจดั ซือ้ จดั จา้ งและการบริหารพสั ดภุ าครฐั 2560
2.เพือ่ ให้การดำเนินงานการจดั ซ้ือจัดจา้ งฯภายในโรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตำบลครบถ้วนและทันเวลา
วิธีการดำเนินการ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลส่งเสริม
สุขภาพตำบล โดยมีกลุ่มตัวอย่าง ทั้งสิ้นจำนวน 9 คน ใน 3 รพ.สต.ที่ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการดำเนินงาน เพื่อให้การ
ดำเนินการวิจัยครั้งนี้ ดำเนินไปตามวัตถุประสงค์และสำเร็จลงด้วยดี ผู้วิจัยได้กำหนดขั้นตอน การดำเนินการวิจัยไว้ 2
ข้ันตอน ดังน้ี
ขั้นตอนที่ 1 การจัดเตรียมโครงการวิจัย โดยการศึกษาวรรณกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรา เอกสาร สิ่งพิมพ์ต่างๆ
ตลอดจนการสืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต และรายงานการวิจัยเกีย่ วกับการพัฒนาระบบ มีหลายวิธี วิธีหนึ่งที่เป็นที่นิยม
นำมาใช้ ในการพัฒนา ระบบ คือ การพัฒนาระบบงานแบบวงจรชีวิต หรือวงจรการพัฒนา ระบบ ซึ่งนักวิชาการหลาย
ท่านได้กำหนดขั้นตอนในการพัฒนาที่แตกต่างกันแต่ก็มีขั้นตอนที่คล้าย ๆ กัน ประกอบด้วยการศึกษา และสำรวจระบบ
การวเิ คราะหร์ ะบบ การออกแบบระบบ การนำระบบไปใช้ และการ บำรงุ รักษา และตรวจสอบระบบ
สรุปผลงานวชิ าการ วจิ ัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่ืองเลา่
ขั้นตอนที่ 2 สร้างเครื่องมือในการดำเนินงาน ได้แก่โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อดำเนินงานการจัดซื้อจัดจ้างตาม ระเบียบ
กระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 ให้สอดรับการดำเนินด้าน การเงินและพัสดุ
ภายในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและ
ทดสอบสมมติฐานการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานStandard
deviation (S.D)
ผลการวิจัย
ตอนที่ 1 การวิเคราะหข์ อ้ มลู เกยี่ วกับผูต้ อบแบบสอบถาม จำแนกตามเพศ และ ประสบการณ์การทำงาน
จากการวเิ คราะห์ข้อมูลพบว่าผตู้ อบแบบสอบถามเป็นเพศชาย ร้อยละ 33.33 และเป็นเพศหญิง รอ้ ยละ 66.67
ประสบการณ์ การทำงานของผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่ประสบการณ์การทำงานอยู่ในระยะ 10 ปี 1 เดือน
ข้ึนไป รอ้ ยละ 44.44 รองลงมา อยใู่ นชว่ ง 1-5ปี ร้อยละ 33.33 และอายุ 5 ปี 1 เดือนขึ้นไป ร้อยละ 22.22 ตามลำดับ
ตอนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับระดับความพึงพอใจของผู้ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการดำเนินงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
ตำบล มที ้ังหมด 4 ด้านคือ
1.ด้านกระบวนการ/ขัน้ ตอนการใช้งานระบบ
2.ดา้ นประสทิ ธภิ าพของระบบ
3.ด้านความสะดวก สวยงาม
4.ดา้ นคุณภาพของระบบ คำถาม 10 ข้อคอื 1. รูปแบบการใชง้ านระบบ 2. กระบวนการทำงานของระบบ 3. ความถกู ต้อง
และแม่นยำของระบบ 4. ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ 5. การออกแบบให้ใช้งานง่าย เมนูไม่ซับซ้อน 6. ความเป็น
ปัจจุบันของข้อมูล 7. ความสะดวกในการใช้โปรแกรม 8. ความเหมาะสมในการใช้โปรแกรม 9. ความพึงพอใจในการ ใช้
งาน 10. ความสามารถของระบบในการนำไปใชป้ ระโยชน์
โดยผวู้ จิ ัยใชแ้ บบสอบถามมีลกั ษณะเป็นมาตราส่วนคา่ (Rating Scale) ตามแบบของ ลเิ คิร์ท(Likert's
Scale) ซ่งึ มี 5 ระดับ จำนวนขอ้ ดังนี้
ระดับความพึงพอใจมากทีส่ ุด ได5้ คะแนน
ระดบั ความพึงพอใจมาก ได้ 4 คะแนน
ระดับความพงึ พอใจปานกลาง ได้ 3 คะแนน
ระดับความพงึ พอใจน้อย ได2้ คะแนน
ระดบั ความพงึ พอใจนอ้ ยทสี่ ดุ ได้1 คะแนน
สรุปผลงานวชิ าการ วจิ ัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเรื่องเลา่
จากการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้โปรแกรมสำเร็จรปู ในการดำเนินงานในรพ.สต. มีผลวิเคราะห์
ข้อมูลดังนี้ 1.ด้านกระบวนการ/ขั้นตอนการใช้งานระบบ พบว่าเจ้าหน้าที่ส่วนใหญพ่ ึงพอใจรูปแบบการใช้งานระบบความ
ยากง่ายร้อยละ66.67รองลงมาพึงพอใจระดับปานกลางร้อยละ 33.33 ด้านกระบวนการทำงานของระบบส่วนใหญ่ พึง
พอใจระดับมากร้อยละ77.78 รองลงมาพึงพอใจระดับปานกลางร้อยละ 22.22 ด้านประสิทธิภาพของระบบ พึงพอใจใน
ด้านตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการถึงร้อยละ100และพึงพอใจในความถูกต้องแม่นยำของระบบร้อยละ 77.78 พึงพอใจ
ในการออกแบบให้ใช้งานง่าย เมนูไม่ซับซอ้ น รอ้ ยละ 88.89 และพงึ พอใจในความเปน็ ปจั จุบันของขอ้ มูล ร้อยละ100 ด้าน
ความสะดวก และสวยงาม พบว่าส่วนใหญ่พึงพอใจระดบั มาก ร้อยละ 55.56 และความเหมาะสมในการใช้โปรแกรมสว่ น
ใหญ่พึงพอใจในระดบั มาก ร้อยละ 66.67 ด้านคุณภาพของระบบ พบว่าส่วนใหญ่พงึ พอใจในการใชง้ านในระดับมากที่สดุ
รอ้ ยละ66.67 และความสามารถของระบบในการนำไปใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่อยใู่ นระดบั มากท่ีสดุ รอ้ ยละ 77.78
สรุปผลและอภิปรายผล
การศึกษาความพึงพอใจในการใช้งานโปรแกรมสำเร็จรูปในการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบกระทรวงการคลังว่า
ด้วยการการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ2560มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความพึงพอใจในการใช้โปรแกรม
สำเร็จรูปในการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครั ฐ2560
และเพื่อให้การด ำเนินงานการจัดซื้อจัดจ้างฯภายในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต ำบลครบถ้วนและทันเวลาโดยมี
ประชากรในการศึกษาทั้งสิ้น 9 ราย ใน 3 รพ.สต.ซึ่งทุกรายมีสว่ นดำเนินงานจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบกระทรวงการคลัง
ว่าด้วยการการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ2560 และนำข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามมาวิเคราะห์ข้อมูลทาง
สถติ ิ คา่ ร้อยละในการวเิ คราะห์
สรปุ ผลงานวชิ าการ วจิ ยั /R2R, CQI, นวตั กรรม และเรื่องเลา่
สรุปผลการศกึ ษา
การศึกษาความพึงพอใจการใช้งานโปรแกรมสำเร็จรูปในการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วย
การการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ2560 ได้สรุปผลการศึกษา ดังนี้ผลการศึกษาข้อมูลทั่วไปผู้ใช้งาน
โปรแกรมสำเร็จรูปในการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ
ภาครัฐ2560 ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 66.67 เป็นเพศชาย ร้อยละ 33.33 ประสบการณ์ การทำงานของผู้ตอบ
แบบสอบถาม ส่วนใหญ่ประสบการณ์การทำงานอยู่ในระยะ 10ปี 1เดือนขึ้นไป ร้อยละ44.44รองลงมา อยู่ในช่วง1-5ปี
ร้อยละ 33.33 และอายุ 5ปี 1เดือนขึ้นไปร้อยละ 22.22 ตามลำดับและจากการสอบถามความพึงพอใจในการใช้งาน
โปรแกรมสำเร็จรูปในการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ
ภาครัฐ 2560 สรุปผลไดด้ งั นี้
1.ด้านกระบวนการ/ขั้นตอนการใช้งานระบบ พบว่าเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่พึงพอใจรูปแบบการใช้งานระบบความยากง่าย
ร้อยละ 66.67 รองลงมาพึงพอใจ ระดบั ปานกลาง ร้อยละ 33.33
2.ด้านกระบวนการทำงานของระบบส่วนใหญ่ พึงพอใจระดับมากร้อยละ 77.78 รองลงมาพึงพอใจระดับปานกลาง
ร้อยละ 22.22
3.ด้านประสิทธิภาพของระบบ พึงพอใจในด้านตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการถึงร้อยละ 100 และพึงพอใจในความถูก
ต้องแม่นยำของระบบรอ้ ยละ 77.78 พงึ พอใจในการออกแบบใหใ้ ชง้ านง่าย เมนไู ม่ซบั ซอ้ น ร้อยละ 88.89 และพงึ พอใจใน
ความเปน็ ปัจจุบันของข้อมลู ร้อยละ100
4.ด้านความสะดวก และสวยงาม พบว่าส่วนใหญ่พึงพอใจระดับมาก ร้อยละ 55.56 และความเหมาะสมในการใช้
โปรแกรมส่วนใหญพ่ ึงพอใจในระดับมาก รอ้ ยละ 66.67
5.ด้านคุณภาพของระบบ พบว่าส่วนใหญ่พึงพอใจในการใช้งานในระดับมากที่สุด ร้อยละ66.67 และความสามารถของ
ระบบในการน าไปใช้ประโยชน์ส่วนใหญอ่ ยใู่ นระดบั มากที่สุดร้อยละ 77.78
ขอ้ เสนอแนะในการทำวจิ ัยตอ่ ไป
ข้อเสนอแนะจากผลการศึกษาความพึงพอใจโปรแกรมสำเร็จรูปในการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วย
การการจัดซือ้ จดั จ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 มดี งั น้ี
1.ผู้จัดทำโปรแกรมควรมีการจัดทำและแจกคู่มือการใชง้ านโปรแกรมโปรแกรมสำเร็จรูปในการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ
กระทรวงการคลังว่าด้วยการการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ2560 ที่แสดงขั้นตอนการใช้งานอย่างละเอียด
ให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และวิธีแก้ไขปัญหาเบื้องต้นพร้อมทั้งตัวอย่างการใช้งานในกรณีต่างๆเพื่อเป็นการพัฒนา
ความรูค้ วามเข้าใจในการใชง้ านของผปู้ ฏิบัติงาน
เอกสารอา้ งองิ
กระทรวงการคลัง .ระเบยี บการจดั ซือ้ จัดจ้างตามระเบียบกระทรวงการคลงั ว่าด้วยการการจัดซ้อื จัดจ้าง
และการบรหิ ารพสั ดุภาครัฐ2560 ; สงิ หาคม2560
กระทรวงสาธารณสขุ .ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าดว้ ยเงินบ ารงุ ของหนว่ ยบรกิ ารในสังกัดกระทรวง
สาธารณสขุ (ฉบับที่2)พ.ศ.2564. ; สิงหาคม 2564
หนังสอื ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ท่ี สธ 0215.03/ว 2551 ลงวนั ท่ี 30 มกราคม 2562 เรื่อง ส่ง
เอกสารการจดั วางระบบการควบคมุ ภายใน
สรุปผลงานวชิ าการ วิจยั /R2R, CQI, นวตั กรรม และเร่อื งเลา่
ประเภทผลงาน
นวัตกรรม
(Innovation)
สรปุ ผลงานวชิ าการ วจิ ัย/R2R, CQI, นวตั กรรม และเรอื่ งเลา่
ช่ือผลงาน Claimครบจบในเลม่ เดียว
ชอ่ื ผสู้ ่งผลงาน นางพมิ พ์อมุ า ภ่เู ทศ
ช่อื -สกลุ /ท่ีอยหู่ น่วยงาน งานประกันสขุ ภาพ
ประเภทผลงานนวัตกรรม (Innovation category):
นวตั กรรมดา้ นกระบวนการ
สรปุ ผลงานโดยยอ่ :
เนื่องจากงานประกันสุขภาพมีการเบิกค่ารักษาพยาบาลหลากหลายกรณี การเบิกแต่ละอย่างจะมีวิธีการที่
เฉพาะเจาะจงในการคีย์ข้อมูล เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานบางท่าน เป็นเจ้าหน้าที่ใหม่ มีทั้งวิชาชีพและไม่ใช่วิชาชีพ ด้วย
วิธีการคยี ์ท่ีหลากหลาย เจ้าหน้าที่ไม่สามารถจำไดท้ ั้งหมด ถ้าไม่มีแนวทางการคีย์ขอ้ มูล อาจทำให้คีย์ข้อมลู เบิกไม่ถกู ต้อง
และอาจทำให้หน่วยบริการไมไ่ ดร้ ับเงินชดเชยค่าบริการดงั กล่าว จึงจำเป็นที่จะต้องมีนวตกรรมชิ้นนี้ขึ้น เพื่อให้เจ้าหน้าท่ี
งานประกนั ใช้เป็นแนวทางในการคีย์ข้อมลู ค่าบรกิ ารทางการแพทย์เพอ่ื ให้ไดร้ ับค่าชดเชยทีค่ รบถว้ น
เป้าหมาย/วัตถปุ ระสงค์
1. เพอ่ื ให้เจ้าหน้าที่งานประกนั สุขภาพมีแนวทางในการคียข์ อ้ มูลค่าบรกิ ารทางการแพทยเ์ พอ่ื ใหไ้ ด้รบั คา่ ชดเชย
เป็นไปในทิศทางเดยี วกนั
แนวคดิ การพฒั นานวัตกรรม
เมอื่ มีนวตกรมการclaimแล้ว เจ้าหนา้ ท่ีในหน่วยงานทกุ ทา่ นจะสามารถทำงานClaimได้ทกุ กรณีเหมือนกนั หากมี
เจา้ หนา้ ที่ลางานกส็ ามารถทจ่ี ะทำงานทดแทนกนั ได้
กิจกรรม/กระบวนการพฒั นานวัตกรรม
1. ประชุมเจ้าหนา้ ท่ใี นหนว่ ยงาน
2. รวบรวมข้อมลู วธิ ีการClaimต่างๆ มาสรุปเปน็ แนวทางโดยย่อ/Updateข้อมูลClaimใหเ้ ป็นปัจจุบัน
3. ทดลองใชน้ วตกรรมในหนว่ ยงาน
4. สรุปผล
การประเมินผลการปรบั ปรุง/เปลีย่ นแปลง/สิ่งประดษิ ฐ์ (Innovation evaluation)
1. เจ้าหน้าท่ีงานประกนั สขุ ภาพบางท่านท่ไี มใ่ ชว่ ชิ าชีพ อา่ นคำศพั ท์ทีเ่ ป็นคำย่อบางคำ ไมเ่ ขา้ ใจ จงึ มกี ารปรับปรุง
คำศพั ทท์ างการแพทย์บางคำ ใหเ้ จ้าหน้าทอี่ า่ นเข้าใจมากขนึ้
2. ใหเ้ จา้ หนา้ ที่ทกุ ท่านในหนว่ ยงานมีส่วนรว่ มในการทำนวตกรรม ปรับปรุงข้อมลู Updateขอ้ มลู การ claimใหเ้ ปน็
ปัจจุบัน/การใช้ภาษาให้เจา้ หนา้ ทีท่ กุ ทา่ น ท้ังทเี่ ปน็ วชิ าชพี และไม่เป็นวชิ าชีพเข้าใจไปในทศิ ทางเดยี วกนั
สรุปผลทไ่ี ด้รับ
1. เจ้าหน้าท่ีงานประกันสขุ ภาพมีแนวทางในการคียข์ อ้ มลู คา่ บริการทางการแพทย์เพอ่ื ให้ไดร้ บั คา่ ชดเชยเปน็ ไปใน
ทศิ ทางเดยี วกัน
2. ความพึงพอใจของเจา้ หน้าทใี่ นหนว่ ยงานประกันสุขภาพ เทา่ กับ 93.75 %
อ้างองิ /บรรณานุกรม
อ้างองิ วิธกี ารClaimจากสปสช.
สรปุ ผลงานวชิ าการ วจิ ยั /R2R, CQI, นวตั กรรม และเรอื่ งเลา่
ชอื่ ผลงาน กลอ่ งกรอฟนั ปลอมแรงสงู
ชอ่ื ผ้สู ง่ นางสาวภัทริน สมิ าชยั ตำแหนง่ พนกั งานชว่ ยเหลือคนไข้
นางสาววิไลพร พง่ึ พรม ตำแหนง่ พนักงานชว่ ยเหลือคนไข้
นางสาวศริ ริ ตั น์ ปตั ตาเน ตำแหนง่ พนกั งานชว่ ยเหลอื คนไข้
กลมุ่ งาน ทันตสาธารณสขุ โรงพยาบาลภักดีชมุ พล
ประเภทผลงานนวัตกรรม ดา้ นกระบวนการ
คำสำคญั เนอ่ื งจากช่วงระบาดของโรคโควดิ -19 ทางฝ่ายทันตกรรมได้เห็นถึงปัญหาถงึ ความเส่ียงในการตดิ เชอ้ื จากการทำ
หตั ถการทางทนั ตกรรม จงึ กำหนดมาตรการตา่ งๆเพอื่ ป้องกันการแพร่กระจายของเช้อื โควดิ -19 ในการทำหตั ถการ อาทิ
การใสช่ ดุ กันฝนเพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของละอองนำ้ ขณะทำเคสขูดหนิ ปนู อุดฟนั รวมไปถึงการปอ้ งกันความเสี่ยง
จากการติดเชื้อขณะกรอแตง่ ฟันปลอม ซึ่งการกรอแต่งฟนั ปลอมแต่ละครง้ั ทำให้เกดิ เศษละอองที่ปนเปอ้ื นกบั น้ำลายของ
ผปู้ ว่ ยจำนวนมาก มคี วามเสย่ี งเปน็ อย่างมากในการจะนำเช้อื จากชอ่ งปากคนไข้สู่คนไข้ หรือ จากคนไข้ส่ทู นั ตบคุ ลากร
ดังน้ันทางกล่มุ ทนั ตบุคลากรของโรงพยาบาลภักดชี ุมพล อำเภอภักดีชมุ พล จังหวดั ชัยภูมิ จงึ เล็งเหน็ ความสำคญั ของปัญหา
ดังกลา่ ว จนนำไปสกู่ ารคิดคน้ นวตั กรรมทีส่ ามารถจำกัดขอบเขตของการกระจายฝนุ่ ละอองขณะกรอฟันปลอมให้ได้มาก
ที่สุด โดยอาศัยอปุ กรณใ์ นการประดษิ ฐใ์ นราคาทตี่ ำ่ อปุ กรณ์ท่ีมีอยู่ภายในฝ่ายทันตกรรม ให้เกิดประโยชนส์ ูงสดุ เพื่อทจ่ี ะ
นำมาใช้ไดอ้ ยา่ งตอ่ เนื่องและย่ังยนื
สรุปผลงานโดยย่อ นวตั กรรมสิ่งประดิษฐ์ทไ่ี ด้จากกล่องโฟมเหลอื ใช้จากการหอ่ /แพคของอปุ กรณ์ทางทนั ตกรรม แผ่นซิล
อาหารท่มี ใี ช้อยูภ่ ายในฝา่ ยทันตกรรม และ high power suction จากยนู ติ ภายในหอ้ งทันตกรรมแตล่ ะหอ้ ง โดยอปุ กรณ์
หลกั สำคญั ดังกลา่ วเป็นวัสดทุ ี่หาไดง้ า่ ยไดก้ ลมุ่ งานทนั ตกรรม พรอ้ มทั้งมีราคาทถี่ ูก เหมาะสมกบั การทดลองสงิ่ ประดษิ ฐ์
เพ่ือใช้ในห้องฟันในระยะยาว
สรุปผลงานวชิ าการ วิจยั /R2R, CQI, นวตั กรรม และเรอื่ งเล่า
เปา้ หมาย/วตั ถุประสงค์
1. เพอ่ื ปอ้ งกนั การฟุ้งกระจายของเศษละอองจากการกรอแต่งชิน้ งานทันตกรรมประดิษฐภ์ ายในห้องทนั ตกรรม
2. เพือ่ ลดความเสีย่ งในการตดิ เชือ้ จากการกรอแตง่ งานทนั ตกรรมประดษิ ฐ์
แนวคิดการพัฒนานวัตกรรม เนอื่ งจากมกี ารระบาดของโรคโควดิ -19 ในปัจจุบนั แพรก่ ระจายมาก และงานทันตกรรมเป็น
งานท่จี ำเป็นตอ้ งใหก้ ารบริการอย่สู ม่ำเสมอ โดยเฉพาะงานทันตกรรมประดิษฐท์ ีม่ ีความสำคญั อยา่ งมากตอ่ คนไขท้ สี่ ูญเสยี
ฟัน และมปี ญั หาต่อการบดเคย้ี ว จงึ ทำใหท้ นั ตบุคลากรอยากทจ่ี ะสรา้ งสงิ่ ประดษิ ฐ์ในการจำกดั การฟงุ้ กระจายจากการกรอ
แตง่ งานฟนั ปลอม และลดความเสย่ี งตอ่ การตดิ เชื้อ จนนำไปสกู่ ารสรา้ งส่ิงประดษิ ฐเ์ ช่นน้ี
กจิ กรรม/กระบวนการพัฒนานวัตกรรม
1. นำกล่องโฟมรูปร่างสีเ่ หลยี่ มผืนผ้าขนาดกวา้ ง 25 เซนตเิ มตร ยาว 36 เซนตเิ มตร จำนวน 2 ช้ิน
2. ปกู ระดาษ A4 ลงในกล่อง เพื่อเกบ็ ฝุน่ อะครลิ กิ ท่ีกระจายออกมาในกล่องท่เี กบ็ ฝุ่น
3. กรออะคริลิกโดยใช้มือซ้ายจับชิ้นงานให้อยู่กึ่งกลางที่เก็บฝุ่น ด้วยความแรงของเครื่องกรอเท่ากัน ในสภาพ
แตกต่างกนั 2 รูปแบบ คอื รูปแบบที่ 1 กรอโดยกลอ่ งท่ีไมม่ ี High power Suction ดดู ฝนุ่ อะครลิ กิ , รปู แบบที่ 2
กรอโดยกล่องท่ีมี High power Suction ดูดฝุ่นอะคริลิก เก็บฝุ่นอะคริลิกที่ได้จากการกรอในกระดาษรอง เก็บ
ซ้ำ 10 ครั้ง ในระยะเวลาการปฏิบัตงิ าน 40 นาที
การประเมินผลการปรบั ปรุง/เปล่ียนแปลง/สิ่งประดษิ ฐ์ (Innovation evaluation)
จากการบนั ทึกนำ้ หนักของฝุ่นอะครลิ กิ ทอี่ ยบู่ นกระดาษ(กรัม) ในกล่อง เม่ือใชท้ ่ีเก็บฝ่นุ แบบที่ 1 กรอโดยกลอ่ งที่
ไมม่ ี Hipower Suction ดดู ฝนุ่ อะคริลกิ เทยี บกบั รปู แบบที่ 2 กรอโดยกลอ่ งท่ีมี Hipower Suction ดูดฝนุ่ อะครลิ กิ
ได้ผลดังตารางท่ี 1