The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การบริหารจัดการที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างยั่งยืนพื้นที่แถบเทือกเขาบรรทัดในเขตจังหวัดพัทลุง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ธราเทพ โสมวิภาต, 2021-05-29 10:57:31

การบริหารจัดการที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างยั่งยืนพื้นที่แถบเทือกเขาบรรทัดในเขตจังหวัดพัทลุง

การบริหารจัดการที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างยั่งยืนพื้นที่แถบเทือกเขาบรรทัดในเขตจังหวัดพัทลุง

37

1.4 จัดทาฐานข้อมูลการถือครองท่ีดินท่ีเชื่อมโยงและบูรณาการกับข้อมูลด้าน
เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดลอ้ ม เพื่อเป็นฐานขอ้ มูลกลางในการจดั การการใชป้ ระโยชน์ที่ดินและใช้
ในการกาหนดนโยบายและแผนการกระจายการถือครองท่ีดินอย่างเป็ นธรรม รวมท้ังเพ่ือให้
หน่วยงานตา่ ง ๆ สามารถเชื่อมโยงถึงกนั ได้

1.5 เร่งรัดการแกไ้ ขเพ่ิมเติมกฎหมายท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การบริหารจดั การที่ดินท่ีบงั คบั
ใชอ้ ยู่ในปัจจุบนั เช่น พระราชบญั ญตั ิจดั รูปท่ีดินเพ่ือพฒั นาพ้ืนท่ีพุทธศกั ราช 2547 พระราชบญั ญตั ิ
การเช่าที่ดินเพ่ือเกษตรกรรมพุทธศักราช 2524 พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
พุทธศกั ราช 2518 พระราชบญั ญตั ิการผงั เมืองพุทธศกั ราช 2518 เป็ นตน้ และตรากฎหมายข้ึนใหม่ให้
เหมาะสมกบั สถานการณ์ในปัจจุบนั เพ่ือนาไปสู่การบริหารจดั การท่ีดินที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม
และยง่ั ยนื เช่น พระราชบญั ญตั ิภาษีท่ีดินและส่ิงปลูกสร้างพุทธศกั ราช ....

1.6 สนับสนุนให้ชุมชนทอ้ งถิ่นมีส่วนร่วมในการจดั ทาแผนท่ีทามือที่แสดงพ้ืนที่
การถือครองท่ีดินของชุมชนร่วมกบั หน่วยงานท่ีรับผิดชอบ เพ่ือร่วมป้องกนั และแกไ้ ขปัญหาการบุก
รุกท่ีดินของรัฐ

1.7 สนับสนุนให้มีการขอคืนท่ีดินจากส่วนราชการในส่วนที่ไม่ไดใ้ ช้ประโยชน์
หรือใชป้ ระโยชน์ไม่เตม็ ศกั ยภาพของพ้ืนที่ เพื่อนามาใชป้ ระโยชน์เชิงสาธารณะ รวมท้งั ให้มีการใช้
มาตรการทางภาษีเพื่อบงั คบั หรือจูงใจให้ผูท้ ี่ถือครองที่ดินไวเ้ ป็ นจานวนมากโดยไม่ไดท้ าประโยชน์
ในทางเศรษฐกิจและสังคมใหห้ นั มาทาประโยชนใ์ นพ้ืนที่ดงั กลา่ วมากข้ึน

1.8 เร่งฟ้ื นฟูและปรับปรุงคุณภาพดินที่เสื่อมโทรม โดยเฉพาะพ้ืนที่ท่ีมีศกั ยภาพ
ทางการเกษตร เพื่อส่งเสริมการเพ่ิมผลผลิตต่อหน่วย เสริมสร้างความมนั่ คงทางอาหารและเพ่ือให้
สามารถนาพ้ืนที่มาใชป้ ระโยชน์และสร้างรายไดท้ ี่มนั่ คงแก่เกษตรกรได้

1.9 ส่งเสริมให้เกษตรกรทาการเกษตรด้วยระบบเกษตรกรรมยง่ั ยืนตามหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ไดแ้ ก่ เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน เกษตรธรรมชาติ เกษตรทฤษฎี
ใหม่ และวนเกษตรโดยผ่านเกษตรกรที่ประสบความสาเร็จหรือปราชญ์ชาวบา้ นในการถ่ายทอด
ความรู้และเทคโนโลยีการผลิต รวมท้งั สนบั สนุนการพฒั นาและจดั ทาพ้ืนท่ีตน้ แบบเพ่ือสาธิตการ
เรียนรู้รูปแบบการผลิตท่ีใช้เทคโนโลยีการเกษตรท่ีเหมาะสมและเป็ นมิตรต่อส่ิงแวดลอ้ ม รวมถึง
เป็ นไปตามหลกั วิธีปฏิบตั ิทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice: GAP) เช่น การอนุรักษ์ดิน
และน้า การลดการก่อมลพิษทางอากาศท่ีเกิดจากการเผาซากตอซงั การหา้ มใชส้ ารเคมีทางการเกษตร
ในพ้ืนที่สูงและพ้นื ท่ีตน้ น้าและการนาเศษวสั ดุเหลือใชท้ างการเกษตรกลบั ไปใชป้ ระโยชน์ เป็นตน้

1.10 ให้การสนับสนุนทุนทางทรัพยากรเพื่อสร้างแรงจูงใจแก่เกษตรกรในการ
ปรับเปล่ียนรูปแบบการทาการเกษตรให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดลอ้ มมากข้ึน เช่น การจดั หาแหล่งทุนและ

38

สร้างกลไกทางการตลาดเพื่อรองรับสินคา้ เกษตรอินทรีย์ การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงข้ึนและการให้
ความรู้ในการจดั การวสั ดุเหลือใชท้ างการเกษตร การลดการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรโดยหนั มาใช้
วิธีธรรมชาติแทน ควบคู่กับการส่งเสริมการแปรรูปผลผลิต การเพิ่มมูลค่าและการจัดการด้าน
การตลาด รวมถึงการพฒั นาอตุ สาหกรรมเกษตรและบริการเป็นระบบครบวงจรเป็นตน้

1.11 สนับสนุนการศึกษา ค้นควา้ และวิจัย เพ่ือสร้างองค์ความรู้ ท้ังในรูปของ
ความรู้พ้ืนฐาน การพฒั นาการบริหารจดั การใหม่ ๆ ตลอดจนขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบายสาหรับการ
บริหารจดั การที่ดินในอนาคต เช่น การศึกษาเร่ืองการจดั เก็บภาษีมูลค่าส่วนเพิ่มของท่ีดิน ซ่ึงการเพ่ิม
ของมูลค่าท่ีดินมาจากการลงทุนดา้ นสาธารณูปโภคของรัฐท่ีทาให้ผถู้ ือครองที่ดินไดป้ ระโยชน์ โดย
ไดก้ าไรในการขายที่ดินจากผลของโครงการลงทุนของรัฐจึงตอ้ งจ่ายภาษเี พมิ่ ข้ึน เป็นตน้

2. แนวทางการดาเนินการทรัพยากรป่ าไม้
2.1 เร่งรัดการจัดทาและกาหนดเขตพ้ืนที่ป่ าไม้ตามพระราชบัญญัติป่ าไม้

พุทธศกั ราช 2484 ให้ชดั เจน เพ่ือวิเคราะห์และตรวจสอบร่องรอยการใช้ประโยชน์ในพ้ืนท่ีกบั แนว
เขตป่ าไมต้ ามพระราชบญั ญตั ิป่ าไมพ้ ุทธศกั ราช 2484 และแผนท่ีภาพถ่ายทางอากาศเก่าและพิสูจน์
สิทธิและคนื สิทธิในท่ีดินใหก้ บั ราษฎรท่ีอยอู่ าศยั ในพ้ืนท่ีมาก่อนการประกาศเขตป่ าไม้

2.2 เร่งรัดจัดทาแนวเขตป่ าไม้ทุกประเภทให้เป็ นแนวเดียวชัดเจนเพื่อไม่ให้
ซอ้ นทบั กบั แนวเขตอ่ืน ๆ และถูกตอ้ งตามกฎหมายแต่ละประเภท โดยให้เพิกถอนในส่วนท่ีซอ้ นทบั
กนั ออกจากป่ าสงวนแห่งชาติและเพิกถอนพ้ืนที่ซ่ึงมีการใช้ประโยชน์มาแลว้ ตามพระราชบญั ญัติ
ป่ าไม้พุทธศักราช2484 ให้มีความชัดเจน รวมท้ังประกาศพ้ืนท่ีป่ าไม้ที่เป็ นช่องว่างให้เป็ นเขต
ป่ าสงวนแห่งชาติหรือป่ าอนุรักษ์ตามกฎหมายและภายหลังจากเสร็จสิ้นการจดั ทาแนวเขตป่ าไม้
ต่าง ๆ แลว้ จะต้องประกาศแนวเขตที่จดั ทาข้ึนน้ีให้มีความชัดเจนโดยใช้ค่าพิกดั แผนท่ีเป็ นหลกั
เพือ่ แสดงขอบเขตแนวเขตป่ าทุกประเภทให้ประชาชนไดร้ ับทราบกนั อยา่ งเปิ ดเผยและทวั่ ถึง

2.3 การยึดคืนพ้ืนท่ีป่ าและยบั ย้งั การบุกรุกป่ าตามแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการ
ทาลายทรัพยากรป่ าไม,้ การบุกรุกท่ีดินของรัฐและการบริหารจดั การทรัพยากรธรรมชาติอยา่ งยงั่ ยืน
ควรมีการดาเนินการท่ีแตกต่างกนั ระหว่างราษฎรที่ทามาหากินในพ้ืนท่ีป่ ากบั กลุ่มทุนที่บุกรุกพ้ืนท่ี
ป่ าเพ่อื ทาการเกษตรแปลงใหญห่ รือทาธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท

2.4 อนุรักษแ์ ละฟ้ื นฟูพ้ืนท่ีป่ าไมใ้ ห้เป็ นร้อยละ 40 ของพ้ืนที่ประเทศและพ้ืนที่ป่ า
อนุรักษเ์ ป็นร้อยละ 25 ของพ้ืนที่ประเทศ โดยพฒั นาเป้าหมายยอ่ ยในระดบั ภมู ิภาคหรือระดบั จงั หวดั
ให้สอดคลอ้ งกับลกั ษณะพ้ืนที่และศกั ยภาพของแต่ละพ้ืนท่ี โดยส่งเสริมให้มีการปลูกป่ าเพ่ิมข้ึน
ควบคู่กบั ป้องกนั การลกั ลอบบุกรุกทาลายป่ าและสัตวป์ ่ า รวมถึงส่งเสริมการบริหารจดั การป่ าแบบ

39

กลุ่มป่ า ป่ าชุมชน อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตวป์ ่ า โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจดั การ
เพอื่ ร่วมกนั ดูแลรักษาและอนุรักษป์ ่ าใหม้ ีความยง่ั ยนื

2.5 ส่งเสริมบทบาทของภาคีเครือข่ายและชุมชน ในการเฝ้าระวงั การบุกรุกพ้ืนที่
อนุรักษ์และการเฝ้าระวงั และควบคุมไฟป่ า รวมท้งั พฒั นาชุมชนโดยรอบพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์ให้เป็ น
ชุมชนเชิงนิเวศ (Eco-Village) เพื่อส่งเสริมให้มีวิถีชีวิตที่สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่าง
กลมกลืนและพ่ึงตนเองได้

2.6 ปรับปรุงแกไ้ ขและผลกั ดนั กฎหมายที่เกี่ยวขอ้ งกบั การบริหารจดั การทรัพยากร
ป่ าไมใ้ ห้มีผลบงั คบั ใชโ้ ดยเร็ว ไดแ้ ก่ ร่างพระราชบญั ญตั ิป่ าไม้ พ.ศ. .... ร่างพระราชบญั ญตั ิป่ าชุมชน
พ.ศ. ....ร่างพระราชบัญญัติสวนป่ า พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติป่ าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. .... ร่าง
พระราชบญั ญตั ิอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... ร่างพระราชบญั ญตั ิส่งเสริมการอนุรักษส์ ัตวป์ ่ า พ.ศ. .... เป็นตน้

2.7 สนับสนุนบทบาทความร่วมมือจากภาคเอกชนในการสงวนรักษาและอนุรักษ์
ทรัพยากรป่ าไมผ้ ่านแนวทางต่าง ๆ เช่น การดาเนินธุรกิจดว้ ยความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate
Social Responsibility : CSR) เป็นตน้

2.8 ส่งเสริมการปลูกไมเ้ ศรษฐกิจที่มีศกั ยภาพสูงและไมเ้ ศรษฐกิจท่ีมีระบบตดั ฟัน
ยาวท่ีถูกตอ้ งตามกฎหมายในพ้ืนท่ีของเอกชนหรือนอกเขตพ้ืนที่ป่ าไม้ โดยให้สามารถนามาใช้
ประโยชน์ ควบคู่กบั ส่งเสริมการวิจยั และพฒั นาเพ่ือระบุแหล่งกาเนิดของไม้ เช่น ลายพิมพด์ ีเอ็นเอ
(DNA Fingerprint) เป็นตน้

2.9 จดั ทาระบบฐานขอ้ มูลแนวเขตป่ าไมแ้ ละกิจกรรมในเขตป่ าไมใ้ หไ้ ดม้ าตรฐาน
และเป็ นปัจจุบนั รวมท้งั ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ ดาวเทียม โดรน ใน
การสารวจประเมินสถานภาพ และติดตาม ตรวจสอบการเปล่ียนแปลงสภาพพ้ืนท่ีป่ า ตลอดจนการ
บริหารจดั การป่ าแบบกลุ่มป่ าและสร้างพ้ืนที่เชื่อมต่อระหวา่ งป่ า เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการอนุรักษ์
ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ

2.10 สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนปลูกตน้ ไมต้ ามเขตเมืองและปลูกป่ าโดยใช้ทฤษฎี
การพฒั นาฟ้ื นฟูป่ าไมอ้ นั เนื่องมาจากพระราชดาริ เช่น การปลูกป่ าโดยไม่ตอ้ งปลูกตามหลกั การฟ้ื นฟู
สภาพป่ าด้วยวฎั ธรรมชาติ (Natural Reforestation) การปลูกป่ า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างและการ
ฟ้ื นฟูและการปลูกป่ าในรูปแบบวนเกษตร โดยให้ความสาคญั กบั พ้ืนท่ีตน้ น้าและพ้ืนที่รอยต่อตาม
แนวเขตอนุรักษ์

2.11 พฒั นาและส่งเสริมการใชเ้ ครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อสร้างแรงจูงใจใหเ้ กิด
การดูแลรักษาป่ าไมแ้ ละเพ่ิมโอกาสในการสร้างรายไดจ้ ากการอนุรักษ์ทรัพยากรป่ าไมแ้ ละความ
หลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศป่ าไม้ เช่น การใช้ระบบการจ่ายค่าตอบแทนบริการเชิงนิเวศ

40

(Payment for Ecosystem Services: PES) ใหก้ บั ประชาชนท่ีดูแลรักษาป่ าไมห้ รือปรับเปลี่ยนพ้ืนที่ทา
กินจากพ้ืนที่เกษตรเป็ นพ้ืนที่ป่ า การศึกษาวิจยั และพฒั นาระบบพนั ธบตั รป่ าไมใ้ นการระดมทุนจาก
ภาคประชาชน ภาคเอกชนและองค์กรต่าง ๆ เพ่ือการดูแลรักษาป่ าไมแ้ ละแนวทางการลดก๊าซเรือน
กระจกจากการทาลายป่ า (REDD+) ในการรักษาพ้ืนที่ป่ าไมไ้ วเ้ พ่ือคงความสมดุลตามธรรมชาติเป็นตน้

2.12 สนบั สนุนใหภ้ าคส่วนที่เก่ียวขอ้ ง ไดแ้ ก่ อทุ ยานแห่งชาติ ทอ้ งถิ่นและชุมชนมี
การบริหารจดั การรายไดจ้ ากการเก็บค่าธรรมเนียมเขา้ อุทยานร่วมกนั รวมท้งั พิจารณาเพิ่มสัดส่วน
รายไดท้ ี่มอบให้แก่ทอ้ งถิ่นเพิ่มข้ึน (สานักงานเลขาธิการสภาผูแ้ ทนราษฎรปฏิบตั ิหน้าท่ีสานักงาน
เลขาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติ,2558)

9. ยุทธศาสตร์กรมป่ าไม้ พ.ศ. 2559-2564 กรมป่ าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดลอ้ ม (2559) มุ่งดาเนินการตามนโยบายรัฐบาลขอ้ ท่ี 9 การรักษาความมนั่ คงของฐานทรัพยากร
และการสร้างสมดุลระหวา่ งการอนุรักษก์ บั การใชป้ ระโยชนอ์ ยา่ งยง่ั ยนื

1. ในระยะเฉพาะหนา้ เร่งปกป้องและฟ้ื นฟูพ้ืนที่อนุรักษ์ ทรัพยากรป่ าไมแ้ ละสัตวป์ ่ า
โดยให้ความสาคญั ในการแกไ้ ขปัญหาการบุกรุกท่ีดินของรัฐ จดั ทาแนวเขตที่ดินของรัฐให้ชดั เจน
เร่งรัดกระบวนการพิสูจน์สิทธิการถือครองที่ดินในเขตที่ดินของรัฐโดยนาระบบสารสนเทศมาใชเ้ พ่ือ
การบริหารจดั การ ปรับปรุงกฎหมายใหท้ นั สมยั และสร้างบรรทดั ฐานในการบงั คบั ใชก้ ฎหมายอยา่ งมี
ประสิทธิภาพและเป็ นธรรม โดยเฉพาะในพ้ืนท่ีป่ าตน้ น้าและพ้ืนที่อนุรักษ์ท่ีมีความสาคญั เชิงนิเวศ
กาหนดพ้ืนที่แนวกนั ชนและท่ีราบเชิงเขาใหเ้ ป็นพ้ืนที่ยทุ ธศาสตร์การปลูกป่ าเพ่อื ป้องกนั ภยั พบิ ตั ิและ
ป้องกนั การบกุ รุกป่ า ขยายป่ าชุมชนและส่งเสริมการปลูกไมม้ ีค่าทางเศรษฐกิจในพ้ืนท่ีเอกชนเพ่ือลด
แรงกดดนั ในการตดั ไมจ้ ากป่ าธรรมชาติ รวมท้งั ผลกั ดนั แนวทางการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์
ของระบบนิเวศและการสร้างรายได้จากการอนุรักษ์ เช่น โครงการปลูกป่ าเพื่อฟ้ื นฟูระบบนิเวศ
โครงการอนุรักษท์ รัพยากรป่ าไมแ้ บบมีส่วนร่วมจากทกุ ภาคส่วน เป็นตน้

2. ในระยะตอ่ ไป พฒั นาระบบบริหารจดั การที่ดินและแกไ้ ขการบุกรุกท่ีดินของรัฐโดย
ยดึ แนวพระราชดาริท่ีใหป้ ระชาชนสามารถอยรู่ ่วมกบั ป่ าได้ เช่น กาหนดเขตป่ าชุมชนใหช้ ดั เจน พ้ืนที่
ใดท่ีสงวนหรือกนั ไวเ้ ป็นพ้ืนท่ีป่ าสมบูรณ์ก็ใช้ มาตรการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด พ้ืนท่ีใดสมควร
ให้ประชาชนใชป้ ระโยชน์ไดก้ ็จะผอ่ นผนั ให้ตามความจาเป็นโดยใชม้ าตรการทางการบริหารจดั การ
มาตรการทางสังคมจิตวิทยาและการปลูกป่ าทดแทน เขา้ ดาเนินการ ท้งั จะใหเ้ ช่ือมโยงกบั การส่งเสริม
การมีอาชีพและรายไดอ้ ื่นอนั เป็ นบ่อเกิดของเศรษฐกิจชุมชนที่ต่อเนื่อง เพ่ือให้คนเหล่าน้ันสามารถ
พ่ึงพาตนเองไดต้ ามหลกั เศรษฐกิจพอเพียงโดยท่ีดินยงั เป็ นของรัฐจะจดั ทาฐานขอ้ มูลเพ่ือการบริหาร
จดั การ จดั ทาทะเบียนผูถ้ ือครองท่ีดินในที่ของรัฐ ปรับปรุงกลไกการบริหารท่ีดินของรัฐและเอกชน
ใหม้ ีเอกภาพเพ่ือทาหนา้ ที่กาหนดนโยบายดา้ นท่ีดินในภาพรวมและปรับปรุงกลไกภาษีเพ่ือกระจาย

41

การถือครองท่ีดิน เร่งรัดการจดั สรรท่ีดินให้แก่ผยู้ ากไร้โดยไม่ตอ้ งเป็นกรรมสิทธ์ิ แต่รับรองสิทธิร่วม
ในการจดั การที่ดินของชุมชน กาหนดรูปแบบท่ีเหมาะสมของธนาคารท่ีดินเพื่อเป็ นกลไกในการนา
ทรัพยากรที่ดินมาใชใ้ หเ้ กิดประโยชนส์ ูงสุด

สาหรับนโยบายรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชา ติและส่ิ งแวดล้อมน้ ันให้
ความสาคญั อยา่ งยงิ่ กบั การจดั การทรพยากรธรรมชาติดว้ ยการกาหนดนโยบายที่ประกอบไปดว้ ย

1. นโยบายเร่งด่วน
1.1 ดาเนินการในเร่ืองสิทธิของบุคลากรทุกระดบั ปรับปรุงสภาพการทางาน/สภาพ

ความเป็นอยขู่ องบุคลากรช้นั ผนู้ อ้ ย โดยเฉพาะอย่างยงิ่ บุคลากรท่ีปฏิบตั ิหนา้ ที่ในพ้ืนท่ีทุรกนั ดารหรือ
พ้นื ที่เสี่ยงภยั

1.2 ดาเนินงานตามโครงการอนั เนื่องมากจากพระราชดาริอยา่ งเตม็ ความสามารถ
1.3 ป้องกนั การบุกรุกพ้ืนที่ป่ า ล่าสัตวแ์ ละตดั ไม้ สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนทุกภาคส่วนในการรักษาแหล่งตน้ น้า ผืนป่ า สัตวป์ ่ าและเร่งรัดฟ้ื นฟพู ้นื ที่ป่ าเสื่อมโทรม
1.4 ใช้มาตรการปราบปรามโดยการบงั คบั ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อผูก้ ระทา
ความผดิ และลงโทษเจา้ หนา้ ที่ทกุ ระดบั ช้นั ที่มีส่วนเก่ียวขอ้ งในการกระทาผิดอยา่ งเฉียบขาดและรวดเร็ว
1.5 ให้ความสาคญั กบั การแกป้ ัญหาการลกั ลอบตดั ไม้พะยูง สารวจไมพ้ ะยูงของ
กลางเพอื่ เตรียมการแปรรูปและส่งมอบให้รัฐบาลเพื่อใชป้ ระโยชน์
1.6 เพิ่มพ้ืนที่ป่ าชายเลนและป้องกนั การบุกรุก
1.7 สารวจพ้ืนที่ป่ าเส่ือมโทรมให้แลว้ เสร็จภายใน 1 เดือน เพ่ือดาเนินการตาม
นโยบายรัฐบาลต่อไป
1.8 ปฏิบตั ิตามแผนการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ากินน้าใช้ทุกครัวเรือนตาม
ยทุ ธศาสตร์พฒั นาและบริหารจดั การทรัพยากรน้าของประเทศใหส้ าเร็จตามกาหนดเวลา
1.9 ทุ กห น่ วยงาน ระดับ กรมจัดท าโครงการกิ จกรรมเพื่ อสั งคม (CSR:
CorporateSocial Responsibility) ใหค้ รอบคลุมถึงหน่วยงานระดบั พ้นื ท่ี เช่น อทุ ยานแห่งชาติ
1.10 ทุกหน่วยงานใหค้ วามสาคญั กบั การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนใน
การดูแลทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม
1.11 ดาเนินการประชาสัมพนั ธ์เชิงรุก เพื่อสร้างความตระหนัก ความเข้าใจและ
ความเช่ือถือของประชาชนเกี่ยวกบั การปฏิบตั ิงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม
โดยเฉพาะความจาเป็นในการปฏิบตั ิหนา้ ท่ีตามกฎหมาย
1.12 ร่วมกบั หน่วยงานท่ีเกี่ยวขอ้ งในการแกป้ ัญหาการถือครองสิทธ์ิที่ดินทบั ซ้อน
อนั เนื่องมาจากการออกเอกสารสิทธ์ิ แผนท่ี ขอ้ กฎหมายและการทุจริตของเจา้ หนา้ ท่ี

42

1.13 เร่งรัดและผลกั ดนั การนา “โครงการเร่งด่วนเพื่อแกไ้ ขปัญหาการบุกรุกทาลาย
ทรัพยากรป่ าไมข้ องประเทศ” (แผนที่ สองพนั ลา้ น) มาใชแ้ กไ้ ขปัญหาเขตที่ดินทบั ซ้อนและแนวเขต
พ้นื ท่ีป่ าไมท้ ี่ไมช่ ดั เจน อนั ก่อใหเ้ กิดขอ้ ขดั แยง้ ระหวา่ งประชาชนและเจา้ หนา้ ที่รัฐ

1.14 บริหารงานงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ทนั ตามกาหนดเวลาของรัฐบาล
ดาเนินงานอยา่ งสุจริต โปร่งใสและตรวจสอบไดท้ ุกข้นั ตอน

2. นโยบายกลุ่มภารกิจดา้ นทรัพยากรธรรมชาติ
2.1 ปรับปรุงกฎหมายให้มีความเหมาะสม ทนั เหตุการณ์ มีบทลงโทษการกระทา

ผิดท่ีชดั เจนและสร้างบรรทดั ฐานในการบงั คบั ใชก้ ฎหมายอยา่ งมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม
2.2 บูรณาการแผนงานระหว่างหน่วยงานภายในและภายน อกกระทรวง

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ มเพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกนั ฟ้ื นฟแู ละอนุรักษท์ รัพยากรป่ า
ไม้ สัตวป์ ่ า และพนั ธุพ์ ชื ลดการปฏิบตั ิงานซ้าซอ้ น

2.3 กาหนดมาตรการ/เพ่ิมประสิทธิภาพการป้องกนั ฟ้ื นฟูและอนุรักษ์ ให้มีความ
ชดั เจน นาไปสู่การปฏิบตั ิไดจ้ ริง พ้ืนท่ีที่ยงั ไมถ่ ูกบุกรุกใหม้ งุ่ เนน้ การป้องกนั

2.4 ใช้มาตรการปราบปรามโดยการบงั คบั ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อผูก้ ระทา
ความผิดและลงโทษเจา้ หนา้ ท่ีทกุ ระดบั ช้นั ท่ีมีส่วนเก่ียวขอ้ งในการกระทาผิดอยา่ งเฉียบขาดและรวดเร็ว

2.5 ลดความขดั แยง้ ในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่ าไมแ้ ละท่ีดินของรัฐ สร้างการ
มีส่วนร่วมของภาคประชาชนและเอกชนในการปลกู ป่ า จดั การป่ าชุมชนและปลูกป่ าเศรษฐกิจ

2.6 สร้างความสมดุลของระบบนิเวศโดยจดั การทรัพยากรป่ าไม้ ดิน และน้าให้เอ้ือ
ประโยชน์ต่อการดารงชีวิตของประชาชน เพื่อลดความสูญเสียของชีวิตและทรัพยส์ ินจากปัญหาน้า
ทว่ ม ภยั แลง้ และหมอกควนั ไฟป่ า

การจดั การทรัพยากรธรรมชาติและท่ีดินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์น้นั เป็ นลกั ษณะของแนวทาง
และวิธีการในการดาเนิ นงานเพื่อแก้ไขปั ญหาความขัดแย้งและแนวทางใน การจัดการ
ทรัพยากรธรรมชาติและท่ีดินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์อย่างคณะรัฐมนตรี เม่ือวันท่ี 30 มิถุนายน
พุทธศักราช 2541 เรื่องมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินในพ้ืนท่ีป่ าไม้,ระเบียบสานัก
นายกรัฐมนตรีว่าดว้ ยการจดั ให้มีโฉนดชุมชนพุทธศกั ราช 2553, นโยบายและแผนการส่งเสริมและ
รักษาคุณภาพส่ิงแวดล้อมแห่งชาติพุทธศักราช 2540-2559, แผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทาลาย
ทรัพยากรป่ าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐและการบริหารจดั การทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม
อยา่ งยงั่ ยนื คาแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี พลเอกประยทุ ธ์ จนั ทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ไดแ้ ถลง
ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวนั ศุกร์ท่ี 12 กันยายน พุทธศกั ราช 2557 คาสั่งคณะรักษาความสงบ
แห่งชาติท่ี 64/2557 เร่ืองการปราบปรามและการหยุดย้งั การบุกรุกทาลายทรัพยากรป่ าไม้ คาสั่งคณะ

43

รักษาความสงบแห่งชาติที่ 66/2557 เรื่องเพ่ิมเติมหน่วยงานสาหรับการปราบปราม หยุดย้งั การบุกรุก
ทาลายทรัพยากรป่ าไมแ้ ละนโยบายการปฏิบตั ิงานเป็ นการชว่ั คราวในสภาวการณ์ปัจจุบนั สภาปฏิรูป
แห่งชาติในวาระปฏิรูปท่ี 25 เรื่องระบบการบริหารจัดการทรัพยากร ระบบการบริหารจัดการ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ มและยทุ ธศาสตร์กรมป่ าไม้ พ.ศ. 2559-2564 กรมป่ าไม้ กระทรวง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ มซ่ึงล้วนเป็ นเพียงแนวทางและวิธีการเพ่ือแก้ไขปัญหาความ
ขดั แยง้ และบริหารทรัพยากรธรรมชาติที่จะนาไปสู่การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติท่ี
ก่อให้เกิดความยงั่ ยนื อีกท้งั สามารถแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ทางดา้ นทรัพยากรธรรมชาติในลกั ษณะ
ต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึน แต่ดว้ ยเน่ืองนโยบายการจดั การทรัพยากรธรรมชาติของภาครัฐขาดความเช่ือโยงกบั
ภาคส่วนต่าง ๆ ท่ีเป็ นผูม้ ีส่วนไดส้ ่วนเสีย จึงส่งผลให้การนาไปใช้และบงั คบั ใช้ในแต่ละพ้ืนท่ีไม่มี
ประสิทธิภาพและประสบความลม้ เหลว

จากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกบั การจดั การทรัพยากรธรรมชาติและท่ีดินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์
น้นั มุ่งใหค้ วามสาคญั กบั การบงั คบั ใชใ้ นเชิงของกฎหมาย ระเบียบและขอ้ บงั คบั ตลอดจนนโยบายใน
รูปแบบต่าง ๆ เพื่อใช้ในการบริหารจดั การและแกไ้ ขปัญหาเก่ียวกับการจดั การทรัพยากรธรรมชาติ
ในการดาเนินการจดั ทาและกาหนดกฎหมาย ระเบียบและขอ้ บงั คบั หรือนโยบายในในการบริหาร
จดั การและแกไ้ ขปัญหาเก่ียวกบั แนวคิดเกี่ยวกบั การจดั การทรัพยากรธรรมชาติและท่ีดินในพ้ืนที่ป่ า
อนุรักษน์ ้นั มุ่งบงั คบั ใชใ้ นภาพรวมและเป็นลกั ษณะเดียวกนั ท้งั ประเทศหรือภายใตพ้ ้ืนท่ีใดก็ตามที่มี
การบงั คบั ใช้ แต่จากการดาเนินการซ่ึงเกิดข้ึนจากกระบวนการคิดการวิเคราะห์ โดยหน่วยงานและ
บุคลากรของภาครัฐเพียงฝ่ ายเดียว ขาดการมีส่วนร่วมจากผูม้ ีส่วนไดส้ ่วนเสีย โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ คือ
ขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ขาดการคานึงถึงความตอ้ งการของประชาชน และสภาพความ
เป็นจริงของปัญหาความขดั แยง้ และการบริหารทรัพยากรธรรมชาติ

อีกท้งั การนากฎหมาย ตลอดจนนโยบายในรูปแบบต่าง ๆ เพ่ือใชใ้ นการบริหารจดั การและ
แกไ้ ขปัญหาเก่ียวกบั แนวคิดเกี่ยวกบั การจดั การทรัพยากรธรรมชาติและที่ดินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์ไป
บงั คบั ใชน้ ้นั ขาดความเหมาะสมและความสอดคลอ้ งกบั บริบทของแต่ละพ้ืนที่ แมภ้ าครัฐจะใชห้ ลกั
ธรรมาภิบาลในแนวคิดเกี่ยวกบั การจดั การทรัพยากรธรรมชาติและท่ีดินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษด์ ว้ ยการ
ตรากฎหมายและกาหนดแนวทางในการจดั การโดยการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและการกระจาย
อานาจให้กบั องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ินตามหลกั การของกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงแลว้ น้นั ภาค
ประชาชนน้นั ก็ไมส่ ามารถที่จะเขา้ มามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการจดั การและกาหนดแนวทางเพื่อ
แนวคิดเกี่ยวกบั การจดั การทรัพยากรธรรมชาติและที่ดินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์ร่วมกบั หน่วยงานและ
บคุ ลากรภาครัฐได้ อีกท้งั ในการดาเนินการกระจายอานาจใหอ้ งคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน ชุมชนและ

44

องค์กรชุมชนในการบริ หารจัดการและแก้ไขปั ญหาเก่ียวกับแนวคิดเก่ียวกับการจัดการ
ทรัพยากรธรรมชาติและท่ีดินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์น้ัน แม้มีหลักการท่ีชัดเจนแต่ในทางปฏิบตั ิน้ัน
ภาครัฐยงั ไม่ให้ความสาคญั ต่อกระจายอานาจให้กบั องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน ชุมชนและองคก์ ร
ชุมชน เป็ นผูด้ าเนินการและมีบทบาทในการบริหารจดั การและแกไ้ ขปัญหาเกี่ยวกบั แนวคิดเก่ียวกบั
การจดั การทรัพยากรธรรมชาติและที่ดินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์หรือหากพูดในอีกแง่มุมก็คือภาครัฐยงั
ห่วงอานาจของแนวคิดเก่ียวกบั การจดั การทรัพยากรธรรมชาติและท่ีดินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์และไม่
จริงใจกบั ภาคประชาชนอยา่ งแทจ้ ริง

2.2 แนวคิดเกย่ี วกบั สิทธิชุมชน

การวิจยั เร่ืองการบริหารจดั การท่ีดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์อย่างยงั่ ยืน พ้ืนที่แถบ
เทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลงุ น้นั ม่งุ ศึกษาและให้ความสาคญั กบั การบริหารจดั การทรัพยากร
โดยชุมชนน้ันเป็ นสิทธิของชุมชนในการกาหนดแนวทางและกติกาต่าง ๆ ของชุมชนเพ่ือการ
บริหารจดั การและแกไ้ ขปัญหาเกี่ยวกบั การจดั การทรัพยากรธรรมชาติและผ่านกระบวนการมีส่วน
ร่วมจากประชาชนหรือสมาชิกในชุมชน ในการบริหารจดั การและแกไ้ ขปัญหาเกี่ยวกบั การจดั การ
ทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชนในฐานะผเู้ ป็นเจา้ ของทรัพยากรธรรมชาติจะตอ้ งเขา้ มามีบทบาทและมี
ส่วนร่วมในการคิด การตัดสินใจและกาหนดแนวทางเพื่อการบริหารจดั การและแก้ไขปัญหา
เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะก่อให้เกิดความสอดคลอ้ งกบั บริบทของพ้ืนท่ีและ
สามารถบริหารจดั การและแกไ้ ขปัญหาเกี่ยวกบั การจดั การทรัพยากรธรรมชาติท่ีนาสู่ความยงั่ ยืนได้
สิทธิชุมชนในการจดั การทรัพยากรธรรมชาติน้นั ซ่ึงสิทธิชุมชนถือไดว้ า่ เป็นคาท่ีไดผ้ ลิตข้ึนมาใหม่
เพ่ือตอ้ งการให้เห็นจิตวิญญาณและความมีภูมิปัญญาของชุมชนที่ถูกริดรอนมาเป็ นเวลานานใน
สังคมไทยและมีความตอ้ งการร้ือฟ้ื นภูมิปัญญาของชุมชนและแสดงให้เห็นถึงกระบวนการของการ
สร้างสรรค์ภูมิปัญญาในการเขา้ ถึงและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและการจดั การ
ทรัพยากรธรรมชาติบนพ้ืนฐานของการให้สมาชิกในชุมชน สามารถใช้ทรัพยากรร่วมกนั และมี
โอกาสเข้าถึงทรัพยากรอย่างท่ัวถึง สามารถดูแลรักษา อนุรักษ์ให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของ
ทรัพยากรไดอ้ ยา่ งยงั่ ยนื

เสน่ห์ จามริก (2544) มองวา่ พฒั นาการของสิทธิชุมชนวา่ สิทธิชุมชนน้นั เกิดมาจากความ
คบั ขอ้ งใจต่อแนวทางการพฒั นาของโลกซ่ึงส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ ในโลก ประเทศไทยก็
เป็นอีกประเทศหน่ึงซ่ึงไดร้ ับผลกระทบต่อการพฒั นาของโลกและก่อใหเ้ กิดการทาลายเกิดการแย่ง
ชิงทรัพยากรของชุมชน นาความทุกข์ยากมาสู่ชาวบา้ นซ่ึงตกเป็ นเหยือ่ ของการพฒั นาและการล่ม
สลายของชุมชนท่ีเกิดจากแนวปฏิบตั ิท่ีไม่เป็นธรรมและมีความเทา่ เทียมกนั ในสังคม โดยสาเหตุมา

45

จากอุดมการณ์เสรีนิยมตะวนั ตก กระแสโลกาภิวตั น์เชิงอานาจ เศรษฐกิจ นโยบาย โครงการพฒั นา
เชิงอานาจนิยม นามาสู่การเกิดการเคล่ือนไหวและก่อต้ังขบวนการสิทธิชุมชนซ่ึงนาเสนอ
“ยทุ ธศาสตร์ชุมชนทอ้ งถ่ินพฒั นา” มาเป็นแนวทางเพ่ือยบั ย้งั แนวพฒั นาของยุคโลกาภิวตั น์ ท้งั น้ีใน
การเรียกร้องสิทธิชุมชนจะถือหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เนน้ การพ่ึงตนเอง การกินอยแู่ ต่พอดี
ซ่ึงแตกต่างจากยทุ ธศาสตร์โลกานุวตั รพฒั นา อีกท้งั สิทธิชุมชนน้นั มีความหมายลึกซ้ึงทางปรัชญาที่
สะทอ้ นให้เห็นจกั รวาลทศั น์ของผูค้ นในนานาสังคมที่ไดส้ ่ังสม “วฒั นธรรมสิทธิ” มายาวนานใน
กระบวนการพฒั นาไปสู่ความเป็ นอารยธรรมของสังคมและชุมชนต่าง ๆ ความคิดและปรัชญา
เก่ียวกบั “สิทธิชุมชน” จึงเป็ นท้งั ระบบศีลธรรมและอุดมการณ์ของสังคมมนุษยชาติ ที่มีความเป็ น
“สากล” อยูใ่ นตวั เอง ตลอดจนสิทธิชุมชนน้นั ถือเป็นระบบกรรมสิทธ์ิในฐานะท่ีเป็นรูปแบบ “สิทธิ
เชิงซ้อน” ท่ีแสดงให้เห็นถึงการดารงอยู่ร่วมกนั ของสิทธิของหน่วยทางสังคมหลาย ๆ หน่วยบน
พ้ืนท่ีเดียวกนั และทาให้เราตอ้ งละเลิกจากการมองสิทธิเชิงเดี่ยวหรือการจดั การประเภทเดียว สิทธิ
ชุมชนจึงกลบั กลายเป็นการเรียกร้องให้เกิดการทาความเขา้ ใจกบั ระบบการจดั การร่วมและสิทธิของ
ชุมชน ในการมีส่วนร่วมในการจดั การทรัพยากร ซ่ึงมิไดเ้ ป็นเพียงการกล่าวอา้ งหลกั การท่ีเลื่อนลอย
หากแต่เป็ นภาพสะทอ้ นของความเป็ นจริงทางสังคม นอกจากน้ันภายใตแ้ นวคิดเร่ืองสิทธิชุมชน
ความเป็นชุมชนยงั ไดร้ ับการสถาปนาใหม่ใหก้ ลายมาเป็น “หน่วยทางสังคม” ท่ีมีนยั สาคญั ในฐานะ
เป็นผถู้ ือกรรมสิทธ์ิหรือเจา้ ของทรัพยากร นอกเหนือไปจากกรรมสิทธ์ิเอกชนและกรรมสิทธ์ิของรัฐ
(อานนั ท์ กาญจนพนั ธุ์, 2544)

ทางดา้ นยศ สันตสมบตั ิ (2546) น้นั มองว่าสิทธิชุมชนน้ันเป็นสิทธิในการต่อสู้เพ่ือดารง
รักษาศกั ด์ิศรีแห่งความเป็ นมนุษยข์ องชนทุกกลุ่ม สิทธิชุมชนเป็ นระบบคิดที่มีเหตุผล ผ่านการ
ตรวจสอบและพิสูจน์ในชีวิตจริงมาเป็นเวลาชา้ นานในพฒั นาการทางประวตั ิศาสตร์และพฒั นาการ
ทางวฒั นธรรม ระบบความเช่ือต่าง ๆ ของชุมชนน้ันถือเป็ นระบบคุณค่าและสะท้อนให้เห็นถึง
อุดมการณ์อานาจ ซ่ึงเป็ นพ้ืนฐานในการจดั ความสัมพนั ธ์ระหว่างมนุษยก์ บั ธรรมชาติ มนุษยก์ ับ
มนุษย์ มนุษยก์ บั สังคม ความเช่ือน้ีเป็ นพ้ืนฐานของการวางระเบียบขอ้ บงั คบั และจารีตประเพณีต่าง
ๆ เก่ียวกบั การจดั การทรัพยากรอย่างยง่ั ยนื อดุ มการณ์อานาจในรูปของความเชื่อดงั กล่าวมีการ “ผลิต
ซ้า” ผา่ นสมาชิกของชุมชนรุ่นแลว้ รุ่นเล่า มีการปรับเปล่ียนและประยุกตใ์ หม่ตามสถานการณ์และ
เง่ือนไขใหม่ที่เปล่ียนแปลงไป ท่ีสาคัญมุมมองด้านวฒั นธรรมยงั เป็ นการให้ความเคารพต่ออัต
ลกั ษณ์และความหลากหลายทางวฒั นธรรมของกลุ่มชาติพนั ธุ์ ทาให้เกิดความเคารพศกั ด์ิศรีความ
เป็ นมนุษย์ อีกท้งั สิทธิชุมชนน้ันเป็ นสิทธิของผูท้ รงสิทธิที่ไม่ใช่เอกชนและไม่ใช่สิทธิของรัฐโดย
สิทธิชุมชนเป็ นสิทธิรวมหมู่หรื อสิทธิส่วนรวมของชุมชน

46

สาหรับสิทธิชุมชนน้ัน แมจ้ ะเป็ นแนวคิดใหม่ท่ีนกั วิชาการให้ความสาคญั เนื่องมาจาก
การพฒั นาดา้ นสังคมและเศรษฐกิจท้งั ในระดบั ประเทศและระดบั โลกที่ไดน้ าทรัพยากรไปใช้โดย
ขาดการคานึงถึงชุมชนและก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนในหลายมิติ ซ่ึงถือเป็ นละเมิดสิทธิของ
ชุมชน เม่ือเกิดการละเมิดสิทธิของชุมชนจึงก่อให้เกิดการต่อสู้ทางความคิดเพ่ือปกป้องไวซ้ ่ึงสิทธิ
ของชุมชน แนวคิดของสิทธิชุมชนจึงไดถ้ ือกาเนิดข้ึนมาเพ่ือเป็นสิทธิอนั ชอบธรรมของชุมชนและ
ใช้เป็ นวาทกรรมเพื่อยกระดับความสาคญั ของชุมชนในการปกป้องและคุม้ ครองทรัพยากรของ
ชุมชนในฐานะของเจา้ ของทรัพยากร ท้งั น้ีสิทธิชุมชนน้ันถือเป็ นแนวทางเพ่ือการบริหารจดั การ
ชุมชนเพื่อให้ชุมชนสามารถกาหนดรูปแบบการใช้ประโยชน์และอนุรักษ์ทรัพยากรของชุมชน
ภายใตก้ ระบวนการคิด การตดั สินใจบนพ้ืนฐานขององคค์ วามรู้ ภูมิปัญญาของทอ้ งถิ่นของชุมชนท่ี
ก่อใหเ้ กิดการใชแ้ ละการบริหารจดั การทรัพยากรในชุมชนไดอ้ ยา่ งยงั่ ยนื

2.2.1 ความหมายของสิทธิชุมชน
สิทธิของชุมชนน้ันเป็ นแนวคิดที่ก่อให้เกิดการกาหนดแนวทางเพ่ือการบริหารจดั การ
ทรัพยากรของชุมชนที่ก่อใหเ้ กิดกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนที่ก่อใหเ้ กิดความยง่ั ยนื และสร้าง
ความสมดุลของชุมชนต่อการบริหารจดั การทรัพยากร สิทธิของชุมชนจึงเป็นประเด็นและแนวทาง
ท่ีถูกหยิบยกข้ึนมาให้ความสาคัญและคานึงถึงมากยิ่งข้ึน สิทธิชุมชนน้ันถือเป็ นกระบวนทัศน์
แนวคิดในเรื่องสิทธิชุมชนต่าง ๆ ในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ มีระบบ
ความคิดว่า ชุมชนทอ้ งถิ่นเป็นผดู้ ูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติเม่ือมีการทาลายทรัพยากรธรรมชาติ
มีการรุกลา้ ภูมิปัญญาด้ังเดิมของชุมชนมากยิ่งข้ึน ทาให้มีการเคลื่อนไหวของสิทธิชุมชนข้ึนโดย
ชุมชนไดพ้ ฒั นาภูมิปัญญาด้งั เดิมของทอ้ งถิ่นให้เขา้ กบั สภาพสังคมยุคใหม่ท่ีเปล่ียนแปลงไปดว้ ย
อิทธิพลจากปัจจยั ภายนอกส่งผลให้สิทธิชุมชนมีความเขม้ แข็งย่ิงข้ึน (ชลธิรา สัตยาวฒั นา, 2546)
โดยสิทธิชุมชนน้ันเป็ นการรวมกนั เป็ นกลุ่มเป็ นกอ้ นและดาเนินชีวิตร่วมกนั ภายใตแ้ บบแผนการ
ปกครองท่ีแน่นอนบนวถิ ีชีวิตร่วมกนั และเป็นที่รับรู้ร่วมกนั ของสาธารณะชนในลกั ษณะที่ไดร้ ับการ
ยอมรับวา่ มีตวั ตนและมีความสามารถ มีสิทธิในทางใดทางหน่ึง (กิตติศกั ด์ิ ปรกติ, 2550) ซ่ึงมีความ
สอดคลอ้ งกบั บวรศกั ด์ิ อุวรรณโณ (2542) ท่ีมองวา่ สิทธิชุมชนน้ันเป็ นสิทธิที่ไม่ใช่ของส่วนบุคคล
ของประชาชนแต่ละคนและไม่ใช่ของรัฐหรือเอกชน แต่เป็ นสิทธิของชุมชนที่จะจัดการใช้
ประโยชน์และมีหนา้ ท่ีบารุงรักษาเหนือทรัพยากร จกั รกฤษณ์ ควรพจน์ (2541, หนา้ 49) มองวา่ สิทธิ
ชุ ม ช น น้ ัน ถื อสิ ท ธิ ข อ งก ลุ่ม บุ ค ค ล ที่ ได้ต้ ังถิ่ น ฐาน แล ะ สื บ ท อดวิ ธี ก ารผลิ ตแล ะ ระ บ บ นิ เวศ น์
วฒั นธรรมของตนมาร่วมกนั อย่างต่อเนื่อง ในขณะท่ีชลธิชา สัตยาวฒั นา (2546) กล่าวเพิ่มอีกว่า
สิทธิชุมชนน้ันเป็ นกระบวนการท่ีชุมชนสร้างสรรคภ์ ูมิปัญญาและอานาจของชุมชนในการจดั การ
ทรัพยากรธรรมชาติท่ีเป็นฐานความอยรู่ อดของชุมชน คอื ภูมิปัญญาในการเขา้ ถึงและใชป้ ระโยชน์

47

จากทรัพยากรธรรมชาติและการใชอ้ านาจจดั ความสมั พนั ธ์ในการใชท้ รัพยากรดงั กล่าวมีความยง่ั ยืน
และคนสามารถใชป้ ระโยชน์ไดอ้ ยา่ งเท่าเทียมกนั

ตลอดจนสิทธิชุมชนน้ันเป็ นระบบความสัมพนั ธ์ของชุมชนกบั ทรัพยากรธรรมชาติที่
เชื่อมโยงกนั ท้งั ระบบความคดิ ความเชื่อ องคค์ วามรู้และยงั รวมถึงวิถีการปฎิบตั ิในการใชท้ รัพยากร
ท่ีรวมไปถึงระบบความสมั พนั ธ์เชิงอานาจหรือระบบกรรมสิทธ์ิ (วิฑูรย์ เลี่ยนจารูญ, 2548)

ระบบคุณคา่ และอุดมการณ์

ความเช่ือและองคค์ วามรู้ แผนแบบการจดั การ
ในการจดั การความหลากหลาย ทรัพยากรธรรมชาติ(ระบบการ

ทางชีวภาพ ผลิต การจดั การทรัพยากรชุมชน)

ระบบความสัมพนั ธ์ดา้ นสิทธิ

(การใชป้ ระโยชน์ การจดั การ การตดั สินใจ)

ภาพที่ 3 : ระบบกรรมสิทธ์ิ (วฑิ รู ย์ เลี่ยนจารูญ, 2548)

อย่างไรก็ตามสิทธิชุมชนน้ันถือเป็ นสิทธิของชุมชนในการเขา้ มามีบทบาทในการจดั การ
ทรัพยากรทางธรรมชาติท่ีเป็ นของชุมชนส่วนรวม ซ่ึงเป็ นระบบความสัมพันธ์ของชุมชนกับ
ทรัพยากรธรรมชาติท้งั ในรูปแบบของการอนุรักษแ์ ละสืบทอดประเพณี องคค์ วามรู้ดา้ นภูมิปัญญาที่เป็ น
ของชุมชนทอ้ งถ่ินเอง โดยนาไปสู่การบริหารจดั การทรัพยากรในชุมชนโดยกระบวนการของชุมชนท่ี
นาไปสู่ความสมดุลและความยงั่ ยนื

2.2.2 หลกั การสาคัญของสิทธชิ ุมชน
สิทธิของชุมชนน้นั ถือเป็นอานาจในการบริหารจดั การทรัพยากรของชุมชนผา่ นแนวทางและ
กระบวนการของชุมชนบนพ้ืนฐานขององค์ความรู้และภูมิปัญญาของชุมชน สิทธิชุมชนโดยมีหลกั การ
สาคญั ของสิทธิชุมชนทางดา้ นก่ิงกรนรินทรกุลณอยธุ ยา(2543)มองวา่ หลกั การของสิทธิชุมชนตอ้ งเกิดจาก

48

1. สิทธิชุมชนน้ันเป็ นขอ้ ตกลงหรือกฎเกณฑ์ทางสังคมร่วมกนั ของกลุ่มคนท่ีเกี่ยวขอ้ ง
กบั การจดั การทรัพยากรธรรมชาติและอื่น ๆ โดยกลุ่มคนดงั กล่าวมีความสัมพนั ธ์ทางสังคมร่วมกนั เป็ น
เครือข่ายทางสังคมของผคู้ นที่มีวฒั นธรรมร่วมกนั อยูใ่ นระบบนิเวศเดียวกนั ซ่ึงอาจจะมีขอบเขตชุมชน
ใดชุมชนหน่ึงหรือหลายชุมชน หลายกลุ่มชาติพนั ธุ์หรืออาจเป็ นชุมชนในจินตนาการที่ผูค้ นสัมพนั ธ์
ผ่านสื่อหรือนิยามว่าเป็ นพวกเดียวกัน ด้วยความจาเป็ นท่ีตอ้ งจดั การร่วมกนั ชุมชนไดส้ ร้างขอ้ ตกลง
หรือกติการ่วมกันในการจดั การทรัพยากรธรรมชาติและอื่น ๆ โดยขอ้ ตกลงอาจเป็ นลายลกั ษณ์อกั ษร
หรือใช้กฎจารีตประเพณีที่อยู่ในจิตสานึก การได้มาซ่ึงขอ้ ตกลงเป็ นเรื่องของกระบวนการเรียนรู้ การ
ต่อสู้ ต่อรองท้ังภายในระหว่างชุมชนหรือกับภายนอกชุมชน ขอ้ ตกลงร่วมจึงมีการปรับเปลี่ยนตาม
บริบททางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ดงั น้นั ชุมชนจึงพฒั นารูปแบบสิทธิข้ึนมาใหม่เจาะจงกบั บริบท
ของสังคมน้นั ๆ สิทธิชุมชนจึงมีขอบเขตท่ีกวา้ ง ยดื หยนุ่ ปรับเปลี่ยนได้

2. สิทธิชุมชนเป็นรูปแบบสิทธิเชิงซอ้ นน้นั มองว่าชุมชนมีสิทธิหลายประเภทแต่สัมพนั ธ์
กนั เช่น สิทธิการครอบครอง สิทธิการใช้ สิทธิการจดั การ ซ่ึงสิทธิแต่ละประเภทมีการปรับสร้างใหม่อยู่
เสมอและการซอ้ นของสิทธิกม็ ีหลายระดบั ท้งั รูปแบบสิทธิและเจา้ ของสิทธิ

3. สิทธิชุมชนมีลักษณะเน้นการมีส่วนร่วม ก่อให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมจาก
ภายนอก ตอ้ งการให้ภายนอกเขา้ มาร่วมสนบั สนุน ถ่วงดุลในทุกระดบั ต้งั แต่ระดบั ทอ้ งถ่ิน สาธารณะ
และรัฐ สิทธิชุมชนไม่ใช่สิทธิความเป็นเจา้ ของแบบเบด็ เสร็จ

4. อุดมการณ์ของสิทธิชุมชนวางอยู่บนหลักพ้ืนฐานว่าด้วยความยง่ั ยืนและความเป็ น
ธรรม จากการจดั การป่ า การจดั การน้า ลว้ นตอ้ งการให้สมาชิกมีส่วนร่วมเขา้ ถึงทรัพยากรและไดร้ ับการ
แบ่งปันทรัพยากรอย่างเป็ นธรรม การท่ีชุมชนจะอยู่รอดได้ก็ต้องอยู่บนฐานทรัพยากรท่ียงั่ ยืน การ
บริโภคให้หมดไป เป็นการทาลายทุนชีวิตของชุมชนโดยตรงซ่ึงอุดมการณ์สิทธิชุมชนดงั กล่าว มีความ
แตกต่างจากสิทธิปัจเจกท่ีมุง่ เนน้ ประสิทธิภาพสูงสุดจากการใชท้ รัพยากร

5. สิทธิชุมชนบนเน้ือหาท่ีหลากหลาย โครงสร้างอานาจท่ีส่งผลกระทบต่อชุมชนมิไดม้ ี
แต่มิติทรัพยากร ชุมชนจานวนมากได้อาศยั ทุนทางสังคมของตนสร้างระบบ สถาบนั การจดั การของ
ตนเองเพ่ือปรับสมั พนั ธภาพทางอานาจในหลายรูปแบบ

6. สิทธิชุมชนเป็ นขบวนการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยจากรากหญา้ โดยสิทธิชุมชนน้ัน
ถือเป็ นการต่อสู้เพ่ือปรับสัมพนั ธภาพทางอานาจ สร้างตาแหน่งให้กบั ชุมชน โดยมีเป้าหมายหลกั เพ่ือ
ไปสู่ความเป็ นพหุลกั ษณ์ประชาธิปไตยหรือสังคมที่เคารพความหลากหลายหรือมีนโยบายให้แต่ละ
ท้องถ่ินตลอดจนกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมให้ได้มีเสรีภาพของตนเองในการกาหนดกติกาของวิถีชีวิต
เศรษฐกิจ ทรัพยากรตามภูมินิเวศวฒั นธรรมของตน

49

โดยตอ้ งอยู่บนพ้ืนฐานความรับผิดชอบร่วมกนั ของสังคมดว้ ย รัฐตอ้ งมีนโยบายสนับสนุน
ชุมชนให้มีเสรีภาพในการกาหนดกฎ กติการะบบสิทธิการจัดการทรัพยากร เศรษฐกิจ วิถีชีวิต
วฒั นธรรมของตนเองและมีกลไกสนบั สนุนความเขม้ แข็งของชุมชนในขณะท่ีไพสิฐ พาณิชยก์ ุล (2547)
ไดอ้ ธิบายวา่ หลกั การของสิทธิชุมชนประกอบไปดว้ ย

1. อดุ มการณ์ของสิทธิชุมชนซ่ึงเป็นอดุ มการณ์เพื่อความอยรู่ อดของชุมชน
2. กระบวนการในการเกิดข้ึนของสิทธิชุมชนในแต่ละประเภท (ตามท่ีเกิดความ
ขดั แยง้ ข้ึน) ไมไ่ ดเ้ กิดจากความสัมพนั ธ์ในเชิงพนั ธะสัญญา หากแต่เป็นผลท่ีเกิดข้นึ จากกระบวนการ
ภายในของชุมชนในแต่ละพ้ืนที่ที่ทดลองเรียนรู้ สั่งสมข้ึนมาเป็ นส่วนหน่ึงของโครงสร้างสังคมใน
ระดบั ชุมชนและในหลาย ๆ กรณีท่ีมีการเลียนประสบการณ์และผลิตซ้าในทางความคิด
3. ต้งั อยบู่ นสานึกและความรับรู้ร่วมกนั ของชุมชนเป็นหลกั ดงั น้นั จึงมกั จะไม่ทาให้
ปรากฏในรูปของบนั ทึกที่เป็นลายลกั ษณ์อกั ษร
4. กลไกในการบังคับเป็ นไปโดยอาศัยวิธีการของแต่ละชุมชนผ่านทางระบบ
ความสัมพนั ธ์ในดา้ นต่าง ๆ ท่ีมีอยใู่ นชุมชน
5. สิทธิชุมชนเป็นความพยายามของชุมชนท่ีจะจดั ความสัมพนั ธ์ระหว่างสมาชิกของ
ชุมชนใหส้ อดคลอ้ งกบั การผลิตที่ทุกคนสามารถเขา้ ถึงไดแ้ ละมีทางเลือก
6. สิทธิชุมชนเป็นสิทธิท่ีมีเงื่อนไข ไม่ใช่สิทธิเดด็ ขาด ตอ้ งข้ึนอยกู่ บั ปัจจยั ท้งั หมดที่มี
อยใู่ นชุมชน
7. สิทธิชุมชนมกั จะมีกลไกภายในชุมชน ท่ีเกลี่ยทรัพยากรท่ีจาเป็ นต่อการดารงชีพ
และใหโ้ อกาสกบั สมาชิกของชุมชน
อีกท้งั ยงั มองวา่ แนวทางในการเคล่ือนไหวสิทธิชุมชนน้นั ประกอบไปดว้ ย 4 ระดบั คอื
1. ระดบั วาทกรรม สร้างความหมาย ความรู้ ความชอบธรรมใหแ้ ก่แนวคิดสิทธิชุมชน
โดยท้งั น้ีจะตอ้ งสร้างวาทกรรมสิทธ์ิชุมชนในความหมายกวา้ งและหลากหลาย เพ่ือให้รัฐและสงั คม
ยอมรับความหลากหลายของวฒั นธรรม อัตลักษณ์ของท้องถ่ิน ระบบเศรษฐกิจ วิถีชีวิตและ
เช่ือมโยงให้เห็นวา่ ไม่ใช่เร่ืองเฉพาะชุมชนชายขอบหรือมีแต่เร่ืองป่ าชุมชนแต่เป็นการสร้างสถาบนั
ทางสังคมของประชาชนท้งั เมืองและชนบทในการจดั การตนเองและผลที่ไดก้ ็มิใช่แค่ชุมชนของตน
แตเ่ ป็นผลประโยชน์ร่วมของสังคมดว้ ย
2. ระดับโครงสร้างผลักดันให้เกิดกลไกสถาบันในการจัดการทรัพยากรเพ่ือมา
สนับสนุนการจดั การของชุมชนให้เป็ นรูปธรรม เพ่ือถ่ายโอนทรัพยากรและผลประโยชน์จากผู้
ควบคุมทรัพยากรมากมาสู่คนที่เขา้ ถึงทรัพยากรไดน้ อ้ ย พฒั นาระบบยตุ ิธรรมใหม้ ีประสิทธิภาพโดย
สังคมร่ วมตรวจสอบกระบวนการกาหนดนโยบายท่ี ให้ประชาชนมีส่ วนร่ วมอย่างแท้จริ งและ

50

ขบั เคล่ือนเพ่ือให้ไดน้ โยบายและกฎหมายของรัฐท่ีจะสนับสนุนสิทธิชุมชนและยอมรับให้กลไก
ของชุมชนทอ้ งถ่ิน อนั เป็ นกลไกทางสังคมไดด้ าเนินการอย่างเป็ นอิสระและมีฐานะเป็ นกฎหมาย
การไดม้ าซ่ึงโครงสร้างหลกั และมาตรการสนบั สนุนกลไกของทอ้ งถิ่นพร้อมกบั พฒั นากระบวนการ
เรียนรู้ของชุมชนและสังคมใหช้ ดั เจนยง่ิ ข้ึน

3. การเคล่ือนไหวระดบั ทอ้ งถิ่น ท้งั ในดา้ นวฒั นธรรม ฟ้ื นฟูสานึก อตั ลกั ษณ์ทอ้ งถิ่น
โดยสนใจมิติของอานาจศกั ด์ิสิทธ์ิเช่ือมโยงกบั อานาจทางมิติทางเศรษฐกิจ การเมือง (Profane) การ
พฒั นาเครือข่ายตามภมู ินิเวศ กล่มุ วฒั นธรรม กล่มุ อาชีพ สนบั สนุนการเคล่ือนไหวภาคประชาชนใน
การต่อสู้กับการละเมิดสิทธิ และสนับสนุนชุมชนพฒั นาองค์ความรู้รูปแบบสถาบัน ระบบการ
จดั การทรัพยากร เศรษฐกิจ สังคมของตนเอง เพ่ือเป็นแบบอย่างการดารงชีวิตทางเศรษฐกิจ สังคม
การเมืองท่ีเป็นอิสระโดยมีองคก์ รพฒั นาเอกชน นกั วิชาการสนบั สนุนทางวชิ าการและการผลกั ดนั

4. ระดบั ความเชื่อมโยงกบั กระแสภายนอก ภายใตส้ ถานการณ์ทนุ นิยมเสรีในปัจจุบนั
ท่ีรัฐร่วมกับทุนต่างชาติเข้าแย่งชิงทรัพยากรในท้องถิ่น การเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิชุมชนจะตอ้ ง
วเิ คราะห์เชื่อมโยงให้เท่าทนั สถานการณ์ปัจจุบนั และพฒั นารูปแบบการเคล่ือนไหว การสร้างกลไก
สถาบนั ในการต่อสู้ท้งั ในระดบั ชาติและทอ้ งถ่ิน

สาหรับหลกั การของสิทธิชุมชนน้ันถือเป็ นแนวทางของการดาเนินการเพ่ือใหก้ ่อให้เกิด
การดาเนินงานและเกิดกระบวนการของการใชส้ ิทธิชุมชนเพ่ือการจดั การทรัพยากรธรรมชาติใน
ชุมชนร่วมกนั ดว้ ยการอาศยั อานาจทางกฎหมายและจิตสานึกที่ดีของชุมชนในการกาหนดขอ้ ตกลง
กติกาและแนวการปฏิบตั ิร่วมกนั ในการจดั การทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนท่ีก่อใหเ้ กิดความยงั่ ยนื

สามารถสรุปไดว้ า่ สิทธิชุมชนน้นั เป็นการดาเนินงานทางสังคมของภาคประชาชนในการ
เข้ามามีบทบาทเพ่ือบริหารจดั การชุมชนและกาหนดทิศทางหรือแนวทางของชุมชนโดยคนใน
ชุมชน สาหรับการจดั การทรัพยากรธรรมชาติน้ันถือเป็ นอีกมิติหน่ึงของชุมชนที่พยายามเรียกร้อง
สิทธิในการจดั การทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนซ่ึงเป็นของส่วนรวมที่ทกุ คนในชุมชนเป็นเจา้ ของ
ชุมชนจึงมีสิทธิในการอนุรักษ์ด้วยการกาหนดขอ้ ตกลง กติกาและแนวการปฏิบตั ิร่วมกนั ในการ
จดั การทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ตลอดจนสืบทอดประเพณี องค์ความรู้ดา้ นภูมิปัญญาที่เป็ น
ของชุมชนทอ้ งถ่ิน ซ่ึงจะนาไปสู่การดารงไวซ้ ่ึงความอุดมสมบูรณ์แห่งทรัพยากรธรรมชาติของ
ชุมชนอยา่ งยงั่ ยนื

51

2.3 แนวคิดเกย่ี วกบั การมสี ่วนร่วมของประชาชน

การมีส่วนร่วมของประชาชนถือเป็ นแนวคิดท่ีมีความสาคัญเนื่องจากเป็ นรูปแบบและ
วิธีการที่ก่อให้เกิดความตระหนักร่วมกันในการรักษาผลประโยชน์ อีกท้ังการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนน้นั ถือเป็ นหลกั การสากลที่สาคญั ในการพฒั นาประเทศและก่อให้เกิดแนวทางหรือวิธีการ
ในการร่วมกันแก้ไขปัญหาหรือปกป้องไวซ้ ่ึงสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน ท้ังน้ีสาหรับการ
ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนของประเทศไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาไทยพุทธศกั ราช
2560 ในมาตราที่ 43 ไดร้ ะบุแนวนโยบายดา้ นการมีส่วนร่วมของประชาชน ตามสิทธิของบุคคลและ
ชุมชนตามวรรคหน่ึงหมายความรวมถึงสิทธิที่จะร่วมกบั องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ินหรือรัฐในการ
ดาเนินการ

1. อนุรักษ์ ฟ้ื นฟู หรือส่งเสริมภูมิปัญญา ศิลปะ วฒั นธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีต
ประเพณีอนั ดีงามท้งั ของทอ้ งถ่ินและของชาติ

2. จดั การ บารุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ส่ิงแวดลอ้ ม และความ
หลากหลายทางชีวภาพอยา่ งสมดุลและยง่ั ยืนตามวิธีการท่ีกฎหมายบญั ญตั ิ

3. เขา้ ชื่อกันเพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐให้ดาเนินการใดอนั จะเป็ นประโยชน์ต่อ
ประชาชนหรือชุมชน หรืองดเวน้ การดาเนินการใดอนั จะกระทบต่อความเป็ นอยู่อย่างสงบสุขของ
ประชาชนหรือชุมชนและไดร้ ับแจง้ ผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว ท้งั น้ี หน่วยงานของรัฐตอ้ งพิจารณา
ขอ้ เสนอแนะน้ันโดยให้ประชาชนท่ีเกี่ยวขอ้ งมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วยตามวิธีการท่ีกฎหมาย
บญั ญตั ิ

4. จดั ใหม้ ีระบบสวสั ดิการของชุมชน
สาหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาไทยพุทธศักราช 2560 น้ันพยายามสร้างและให้
ความสาคญั กับกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการร่วมดาเนินการด้านต่าง ๆ ร่วมกบั
หน่วยงานภาครัฐหรือองคก์ รภาครัฐ ในการแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นที่ดินและการบริหารจดั การ
ท่ีดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์ พ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงท่ีต้งั อย่ใู นเขตรักษาพนั ธุ์
สัตว์ป่ าเขาบรรทัดและเขตอุทยานแห่งชาติเขาป่ ูเขาย่าน้ันการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนในการเขา้ มามีบทบาทสาคญั ในการการแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นท่ีดินและการบริหาร
จดั การท่ีดินทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์ก็จะเป็ นการสร้างแนวทางและรูปแบบในการการแกไ้ ขปัญหา
ความขดั แยง้ ดา้ นท่ีดินและการบริหารจดั การท่ีดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์ พ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทดั
ในเขตจงั หวดั พทั ลุงท่ีต้งั อยู่ในเขตรักษาพนั ธุ์สัตวป์ ่ าเขาบรรทดั และเขตอุทยานแห่งชาติเขาป่ ูเขายา่ ท่ี
นาไปสู่ความยง่ั ยนื ท่ีก่อใหเ้ กิดความเหมาะสมและสอดคลอ้ งกบั บริบทของพ้นื ท่ี

52

2.3.1 ความหมายของการมสี ่วนร่วมของประชาชน
การมีส่วนร่วมของประชาชนน้นั มีนกั วิชาการท้งั ในและต่างประเทศไดใ้ หค้ วามหมายไวใ้ น
มิติต่าง ๆ ซ่ึงมีความคลา้ ยคลึงและมีรูปแบบท่ีแตกต่างกนั ตามบริบทของปัญหาและรูปแบบการมีส่วน
ร่วม Erwin (1976) มองวา่ การมีส่วนร่วมวา่ การมีส่วนร่วมน้นั เป็นกระบวนการให้ประชาชนไดเ้ ขา้ มามี
ส่วนเก่ียวขอ้ งในการดาเนินงานพฒั นา ร่วมคิด ตัดสินใจแก้ปัญหาของตนโดยเน้นการมีส่วนร่วม
เก่ียวขอ้ งอย่างแข็งขันของประชาชนใช้ความคิดสร้างสรรค์และความชานาญของประชาชน แก้ไข
ปัญหาร่วมกบั การใช้วิทยาการท่ีเหมาะสมและสนับสนุน ติดตามผลการปฏิบตั ิงานขององค์กรและ
เจา้ หน้าท่ีท่ีเกี่ยวขอ้ ง การมีส่วนร่วมน้ันเกี่ยวขอ้ งกบั สภาวะทางจิตใจและอารมณ์ของบุคคลหน่ึงใน
สถานการณ์กลุ่มหน่ึง ซ่ึงผลของการเก่ียวขอ้ งดงั กล่าวเป็ นเหตุเร้าใจให้กระทาการบรรลุจุดมุ่งหมาย
ของกลุ่มน้ันกับท้ังให้ความรู้สึกร่วมรับผิดชอบกับกลุ่มดังกล่าวด้วย Cobb, R. W. & Elder, C. E.
(1972) ดา้ น Wertheim (1981) กล่าวเพ่ิมเติมว่าการมีส่วนร่วมน้ันถือเป็ นกระบวนการที่ประชาชนน้ัน
เขา้ ไปมีบทบาทในกระบวนการตดั สินใจในระดบั ต่าง ๆ ท้งั ดา้ นการบริหาร การเมือง เพื่อท่ีจะกาหนด
ความตอ้ งการของตนเองในชุมชนได้ ซ่ึงจะนาไปสู่ความสาเร็จในการพฒั นา การมีส่วนร่วมเป็ นการ
เขา้ ไปร่วมอยา่ งจริงจงั ในกระบวนการดาเนินการตดั สินใจทุกระดบั ทุกรูปแบบในแต่ละกิจกรรม ท้งั
ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของกระบวนการวางแผนซ่ึงมีการ
กาหนดรูปแบบการทางาน การกาหนดแนวคิดการมีส่วนร่วมท่ีมีความสัมพนั ธ์กับการเข้าร่วมของ
มวลชนอยา่ งกวา้ งขวางในการเลือก การบริหาร การประเมินผลของแผนงานแต่ละโครงการที่จะนามา
ซ่ึงการยกระดบั ความเป็นอยใู่ ห้ดีข้ึน (Lisk, 1985)
อีกท้ังการมีส่วนร่วมน้ันจะต้องครอบคลุมถึงการสร้างโอกาสท่ีเอ้ือหรือเปิ ดโอกาสให้
สมาชิกทุกคนและสังคมไดร้ ่วมกิจกรรมนาไปสู่การพฒั นาและทาให้ไดร้ ับประโยชน์จากการพฒั นา
เท่าเทียมกนั สะทอ้ นถึงการเขา้ ไปเกี่ยวขอ้ งโดยความสมคั รใจเป็ นประชาธิปไตยในการตดั สินใจเพื่อ
กาหนดนโยบาย การวางแผนและดาเนินโครงการพฒั นาเศรษฐกิจ สังคม และการแบ่งผลประโยชน์ที่
เกิดจากการพฒั นา การพิจารณาในมิติดงั กล่าว การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็ นการเชื่อมระหวา่ ง
ส่วนท่ีประชาชนลงทุน (แรงงานและทรัพยากร) เพ่ือการพฒั นากบั ประโยชน์ที่ไดร้ ับจากการลงทุน
โดยระดบั การมีส่วนร่วมน้นั อาจแตกต่างกนั ไปตามสภาพโครงสร้างการบริหาร นโยบายและลกั ษณะ
เศรษฐกิจสังคมของประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชนมิไดเ้ ป็ นเพียงเทคนิควิธีการแต่เป็ นปัจจยั
สาคญั ในการประกนั ให้เกิดการพฒั นาที่มุ่งประโยชน์ท่ีไดร้ ับจากการลงทุน (ปรัชญา เวสารัชช์, 2548)
ซ่ึงมีความสอดคล้องกับวีระกิตต์ิ หาญปริ พรรณ์ (2551) ที่ได้กล่าวถึงการมีส่ วนร่วมว่าเป็ น
กระบวนการที่ให้ประชาชนผูม้ ีส่วนได้ส่วนเสีย ได้ตระหนักรู้ รับรู้ มีโอกาสเข้ามาแสดงบทบาท
ทศั นคติและความคิดเห็นที่เก่ียวขอ้ งกบั การดาเนินการพฒั นา ร่วมคิด ร่วมตดั สินใจในการแกป้ ัญหา

53

ชุมชนของตนเอง เป็ นการเนน้ การมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์และความชานาญและมีการแลกเปล่ียน
ขอ้ มูลข่าวสารและมีทักษะของประชาชนในการแก้ไขปัญหาร่วมกับการใช้วิทยาการภูมิปัญญาที่
เหมาะสมชดั เจนโปร่งใส ต่อเนื่องและเป็นระบบ

ท้งั น้ีการวิจยั เร่ืองการบริหารจดั การที่ดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์อย่างยงั่ ยืน พ้ืนที่แถบ
เทือกเขาบรรทัดในเขตจังหวดั พัทลุงที่ต้ังอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าเขาบรรทัดและเขตอุทยาน
แห่งชาติเขาป่ ูเขาย่า มุ่งศึกษาถึงและให้ความสาคัญกับหลักการของการมีส่วนร่วมที่มองว่าเป็ น
กระบวนการของผทู้ ี่มีส่วนไดส้ ่วนเสียในการดาเนินการบริการจดั การและแกไ้ ขปัญหาต่าง ๆ ร่วมกนั
ผา่ นกิจกรรมการร่วมคิด ร่วมทาและร่วมตดั สินใจ หากเป็นการดาเนินกิจกรรมของชุมชนน้นั ก็เป็นการ
ร่วมคิดร่วมทาของสมาชิกในชุมชนน้ัน เพ่ือมีส่วนร่วมในการกาหนดทิศทางและแกไ้ ขปัญหาในดา้ น
ต่าง ๆ ของชุมชน ซ่ึงถา้ เป็ นประเด็นที่เก่ียวกบั ทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนก็หมายถึงการมีส่วนร่วม
ของประชาชนในชุ มชนเพื่ อมี ส่ วนร่ วมในการดาเนิ นการบริ หารจัดการแล ะแก้ไขปั ญหาผ่าน
กระบวนการร่วมคิด ร่วมทาและร่วมตดั สินใจในกิจกรรมและแผนงานตา่ ง ๆ ในการบริหารจดั การและ
แกไ้ ขปัญหาของทรัพยากรธรรมชาติท่ีเกิดข้ึนในชุมชน

อีกท้งั การมีส่วนร่วมน้นั กถ็ ือจึงเป็นการกระจายสิทธิใหก้ บั ภาคประชาชนและองคก์ รชุมชน
ในการมีส่วนร่วมในการคิด ดาเนินการและตดั สินใจในการกาหนดแนวทางและแผนการบริหารจดั การ
ทรัพยากรธรรมชาติ เพ่ือบริหารจดั การและแกไ้ ขปัญหาต่าง ๆ ให้สอดคลอ้ งกบั สภาพความเป็ นจริงท่ี
จะนาไปสู่การแกไ้ ขปัญหาท่ีมีความเหมาะสมและเกิดความยง่ั ยนื จึงมีความจาเป็นอยา่ งย่งิ ท่ีจะตอ้ งให้
ความสาคัญ ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการและ
กิจกรรมต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติในชุมชนโดยภาค
ประชาชน ซ่ึงเป็นสมาชิกของชุมชนและมีสถานะเป็นเจา้ ของทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน

2.3.2 รูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชน
การวิจยั เร่ืองเร่ืองการบริหารจดั การที่ดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์อย่างยง่ั ยืน พ้ืนที่แถบ
เทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงน้ันให้ความสาคญั กบั การมีส่วนร่วมซ่ึงถือเป็นกระบวนการสร้าง
ความเขม้ แข็งของภาคประชาชนอย่างหน่ึงท่ีก่อให้เกิดกระบวนการคิด กระทาและการร่วมตดั สินใจ
เพ่ือพัฒนาสังคมและชุมชนให้เกิดความเจริญและเพื่อการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนร่วมกัน ใน
กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนน้ันจึงมีการกาหนดรูปแบบของการมีส่วนร่วม ซ่ึงข้ึนอยู่กับ
ปัญหาท่ีเกิดข้ึนและจุดมุ่งหมายของกระบวนการมีส่วนร่วมว่าจะนาไปสู่การบริหารจดั การและแกไ้ ข
ปัญหาในดา้ นใดท่ีเกิดข้ึน โดยจะตอ้ งกาหนดกลุ่มคนที่จะตอ้ งเขา้ มามีส่วนร่วมในการร่วมคิด ร่วมแก้
และท่ีสาคญั ท่ีสุดคือร่วมตดั สินใจเพื่อกาหนดแนวทางในการพฒั นาสังคมและชุมชนหรือเพ่ือแกไ้ ข
ปัญหาในลกั ษณะต่าง ๆ

54

สาหรับรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนน้ัน มีรูปแบบของการดาเนิน
กิจกรรมตา่ ง ๆ ของประชาชนท้งั ในการมีส่วนร่วมเพ่อื การบริหารงานและพฒั นาสังคมและชุมชน โดย
รูปแบบในการมีส่วนร่วมของประชาชนน้นั องคก์ ารสหประชาชาติ United Nations (1981)ไดก้ ล่าวไว้
วา่ รูปแบบของการมีส่วนร่วมของประชาชนประกอบไปดว้ ย

1. การมีส่วนร่วมแบบเป็ นไปเองซ่ึงเป็ นไปโดยการอาสาสมคั รหรือการรวมตวั กนั ข้ึน
เองเพ่ือแก้ไขปัญหากลุ่มของตนเองโดยเน้นการกระทาที่มิได้รับการช่วยเหลือจากภายนอกซ่ึงมี
รูปแบบที่เป็ นเป้าหมาย

2. การมีส่วนร่วมแบบชักนา ซ่ึงเป็ นการเข้าร่วมโดยต้องการความเห็นชอบ หรือ
สนบั สนุนโดยรัฐบาลเป็นรูปแบบโดยทวั่ ไปของประเทศท่ีกาลงั พฒั นา

3. การมีส่วนร่วมแบบบงั คบั ซ่ึงเป็นผูม้ ีส่วนร่วมภายใตก้ ารดาเนินนโยบายของรัฐบาล
ภายใตก้ ารจดั การโดยเจา้ หน้าท่ีของรัฐ หรือโดยการบงั คบั โดยตรง รูปแบบน้ีเป็ นรูปแบบท่ีผูก้ ระทา
ไดร้ ับผลทนั ที แต่จะไม่ไดร้ ับผลระยะยาวและจะมีผลเสียคือไม่ไดร้ ับการสนับสนุนจากประชาชนใน
ที่สุด และรูปแบบของการมีส่วนร่วมน้ันมีดว้ ยกนั 5 รูปแบบ ซ่ึงประกอบไปดว้ ยการไดเ้ ป็ นสมาชิก,
การไดเ้ ขา้ เป็ นผูร้ ่วมประชุม, การเป็ นผูอ้ อกเงินหรือผูส้ นบั สนุน, การไดเ้ ป็ นกรรมการและการมีส่วน
ร่วมโดยการเป็นประธานหรือผนู้ า (Cary, 1976, p. 144) ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั นรินทร์ชยั พฒั นพงศา (2546)
ท่ีมองวา่ การมีส่วนร่วมของประชาชนน้นั สามารถแบ่งได้ 5 รูปแบบดว้ ยกนั คือการมีส่วนร่วมเป็ นใน
สถานะผใู้ ห้ขอ้ มูลของตน/ ครอบครัว/ ชุมชนของตน, การมีส่วนร่วมในสถานะรับขอ้ มูลข่าวสาร, การ
มีส่วนร่วมในการตดั สินใจ โดยเฉพาะในโครงการท่ีตนมีส่วนไดเ้ สีย, การมีส่วนร่วมในการทาคือการมี
ส่วนร่วมในข้นั ตอนการดาเนินงานท้งั หมดและการมีส่วนร่วมสนบั สนุนคืออาจไม่มีโอกาสร่วมทาแต่
มีส่วนร่วมช่วยเหลือในดา้ นอ่ืน ๆ

สาหรับรูปแบบการมีส่วนร่วมน้นั ถือเป็นลกั ษณะของการเขา้ มามีส่วนร่วมในรูปแบบต่าง
ๆ เพื่อแกไ้ ขปัญหาหรือกาหนดทิศทางของชุมชน ซ่ึงสมาชิกในชุมชนทุกคนลว้ นมีคุณค่าที่จะเขา้ มาสู่
การร่วมคิดร่วมทาและร่วมตดั สินใจในการดาเนินกิจกรรมต่างๆของชุมชนในสถานะต่าง ๆ โดยมี
จุดมุ่งหมายเดียวกนั คือเพื่อร่วมพฒั นาและแกไ้ ขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนในชุมชน ผ่านกระบวนการคิด
การร่วมดาเนินการและร่วมตดั สินใจของสมาชิกในชุมชน

2.3.3 ข้นั ตอนของการมสี ่วนร่วมของประชาชน
สาหรับข้นั ตอนของการมีส่วนร่วมน้ันจะเป็ นลกั ษณะของกระบวนการในการมีส่วนร่วม
เพ่ือดาเนินกิจกรรมของชุมชนในแต่ละระดบั ท้งั น้ีการเขา้ มามีส่วนร่วมของประชาชนซ่ึงเป็ นสมาชิก
ของชุมชนน้ันๆ สามารถที่จะมีส่วนร่วมในข้นั ตอนต่าง ๆ เพ่ือกาหนดกิจกรรมและทิศทางในการ
ดาเนินงานดา้ นต่างๆของชุมชนได้

55

World Health Organization (WHO, 1978) ไดส้ รุปว่าข้นั ตอนการมีส่วนร่วมมี 4 ข้นั ตอนคือ
การมีส่วนร่วมในการวางแผน, การดาเนินกิจกรรม, การใชป้ ระโยชน์และการไดร้ ับผลประโยชน์

1. การวางแผน โดยประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหาจัดลาดับ
ความสาคญั กาหนดการใชท้ รัพยากร กาหนดวธิ ีการติดตามและประเมินผล

2. การดาเนินกิจกรรม ประชาชนจะตอ้ งมีส่วนร่วมในการจดั การและบริหารทรัพยากร
มีความรับผิดชอบในการจดั สรร ควบคมุ ทางการเงินและการบริหาร

3. การใชป้ ระโยชน์ มีความสามารถในการนากิจกรรมมาใชใ้ ห้เกิดประโยชน์ได้
4. การไดร้ ับผลประโยชน์ โดยประชาชนตอ้ งไดร้ ับผลประโยชน์จากชุมชนเท่าเทียมกนั
ในขณะที่ Cohen and Uphoff (1977) ไดแ้ บ่งข้นั ตอนของการมีส่วนร่วมออกเป็ น 4 ข้นั ตอน
คือ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การมีส่วนร่วมในการดาเนินงาน การมีส่วนร่วมในการรับ
ผลประโยชน์และการมีส่วนร่วมในการประเมินผล ซ่ึงทุกข้นั ตอนมีความสัมพนั ธ์โดยมุ่งเน้นการมี
ส่วนร่วมท่ีข้ันตอนการตัดสินใจเป็ นประการสาคัญ ซ่ึงในแนวทางการมีส่วนร่วมน้ันมุ่งเน้นให้
ประชาชนเป็ นผูค้ ิดคน้ ปัญหา เป็ นผูท้ ่ีมีบทบาทในทุก ๆ เร่ืองไม่ใช่ว่ากาหนดให้ประชาชนปฏิบตั ิใน
เร่ืองใดเรื่องหน่ึง ทุกอยา่ งตอ้ งเป็ นเรื่องของประชาชนท่ีจะคิด ซ่ึงแนวความคิดน้ีมีกรอบพ้ืนฐานและ
การวิเคราะห์การมีส่วนร่วม
1. การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจถือเป็ นข้ันตอนที่ต้องกาหนดความต้องการของ
ประชาชน เพื่อท่ีจะนาไปสู่การตดั สินใจในการวางแผนและการปฏิบตั ิตามแผนท่ีไดว้ างไว้
2. การมีส่วนร่วมในการดาเนินงานเป็ นข้นั ตอนท่ีมีการนาแผนที่ได้ร่วมกันกาหนด
ข้ึนมาดาเนินงาน ซ่ึงข้นั ตอนน้ีจะนามาซ่ึงการนาทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีอยู่ มาสนับสนุนให้แผนงาน
สาเร็จลุล่วงไปได้
3. การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์น้ันเกิดจากการที่ประชาชนเป็ นผูท้ ี่ได้รับ
ผลประโยชน์ร่วมกนั ภายในกลุ่ม ซ่ึงผลประโยชน์ดงั กล่าวอาจเป็ นท้งั ผลดีและผลเสียท่ีส่งผลกระทบ
ต่อคนในกล่มุ ได้
4. การมีส่วนร่วมในการประเมินผลน้ันเป็ นข้นั ตอนสุดทา้ ยของการมีส่วนร่วมโดยเป็ น
การติดตามผลงาน
ข้นั ตอนของการมีส่วนร่วมของประชาชนท่ีตามแนวคิดของ Cohen and Uphoff (1977) น้ัน
แสดงให้เห็นว่าข้นั ตอนการของการมีส่วนร่วมในการตดั สินใจมีความสาคญั เป็ นอย่างมาก เน่ืองจาก
การมีส่วนร่วมในการตดั สินใจจะมีผลกระทบต่อการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์และการมีส่วน
ร่วมในการประเมินผลโดยตรงและการมีส่วนร่วมในการประเมินผลจะมีผลในทางยอ้ มกลบั มาเพ่ือ
แกไ้ ขและพฒั นาในเรื่องของการมีส่วนร่วมในการดาเนินงานและการมีส่วนร่วมในการตดั สินใจ ใน

56

ขณะเดียวกันการตดั สินใจจะมีผลโดยตรงต่อการรับผลประโยชน์และการประเมินผลด้วย ตลอดจน
การมีส่วนร่วมในการดาเนินงานก็จะมีผลยอ้ นกลบั ถึงการมีส่วนร่วมในการตดั สินใจ ซ่ึงมีลกั ษณะ
สอดคล้องกับเจิมศักด์ิ ปิ่ นทอง (2545) ซ่ึงได้แบ่งข้ันตอนของการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้
เป็น 4 ข้นั ตอน คือ

1. การมีส่วนร่วมในการคน้ หาปัญหาและสาเหตุของปัญหา
2. การมีส่วนร่วมในการวางแผนดาเนินกิจกรรม
3. การมีส่วนร่วมในการร่วมทุนปฏิบตั ิการ
4. การมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผล
ท้งั น้ีในข้นั ตอนของการมีส่วนร่วมน้ันเป็ นการแสดงให้เห็นถึงระบบและแนวทางการมี
ส่วนร่วมในการดาเนินกิจกรรมตา่ ง ๆ ในชุมชนของประชาชนเพอ่ื ก่อใหเ้ กิดการร่วมคิดร่วมดาเนินการ
จดั การกบั ปัญหาและเพื่อเป็ นการพฒั นาและสร้างสรรคช์ ุมชนให้เกิดการพฒั นาโดยจะตอ้ งเร่ิมตน้ จาก
การมีมุมมองในการจดั การชุมชนผ่านรูปแบบของการร่วมทบทวนขอ้ เท็จจริงเพื่อที่จะก่อให้เกิดการ
วางแผนกาหนดทิศทางและรูปแบบในการดาเนินงาน และร่วมดาเนินการร่วมกนั ภายใตก้ ารตดั สินใจ
ร่วมกนั ของสมาชิกในชุมชน สุดทา้ ยก็ร่วมติดตามประเมินผลการร่วมดาเนินการในรูปแบบต่าง ๆ ว่า
สามารถดาเนินการแกไ้ ขปัญหาหรือสามารถก่อใหเ้ กิดการพฒั นาชุมชนในลกั ษณะใดบา้ ง
ในการจดั การกบั ปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นท่ีดินทากินและการบริหารจดั การที่ดินทากินใน
พ้ืนท่ีป่ าอนุรักษอ์ ยา่ งยง่ั ยืน พ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงน้นั ประชาชนในฐานะของ
สมาชิกของชุมชนไดเ้ ขา้ มามีบทบาทในการร่วมคิดร่วมศึกษาถึงขอ้ เท็จจริงและสภาพของปัญหาความ
ขดั แยง้ ดา้ นที่ดินทากินและการบริหารจดั การที่ดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษพ์ ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั
ในเขตจงั หวดั พทั ลุงอยู่ต้งั ในเขตรักษาพนั ธุ์สัตวป์ ่ าเขาบรรทดั และเขตอุทยานแห่งชาติเขาป่ ูเขาย่า ก็จะ
สามารถที่จะกาหนดแผนงานและเป้าหมายในการดาเนินกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อจดั การกับ
ปัญหาที่เกิดข้ึน โดยประชาชนและชุมชนเขา้ มามีบทบาทในการคิดการจดั สินใจและดาเนินการโดย
ชุมชนและมีประเมินผลการดาเนินการเพื่อพฒั นาและกาหนดแนวทางในการปัญหาความขดั แยง้ ดา้ น
ท่ีดินและการบริหารจดั การที่ดินทากิน ปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นที่ดินและการบริหารจดั การที่ดินทากิน
ในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์ พ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงอยู่ต้งั ในเขตรักษาพนั ธุ์สัตวป์ ่ าเขา
บรรทดั และเขตอุทยานแห่งชาติเขาป่ ูเขาย่าน้ันก็จะเกิดรูปแบบในการจดั การกบั ปัญหาความขดั แยง้
ดา้ นท่ีดินทากินและการบริหารจดั การท่ีดินทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษพ์ ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั ในเขต
จงั หวดั พทั ลุงอยู่ต้งั ในเขตรักษาพนั ธุ์สัตวป์ ่ าเขาบรรทดั และเขตอุทยานแห่งชาติเขาป่ ูเขาย่า นาไปสู่
ความสอดคลอ้ งกบั บริบทของพ้นื ที่และก่อให้เกิดความยง่ั ยนื

57

2.3.4 การมีส่วนร่วมในการจดั การทรัพยากรธรรมชาติของประชาชน
การมีส่วนร่วมน้ันถือเป็นวิธีการจูงใจหรือดาเนินการให้ประชาชนเขา้ มามีส่วนร่วมในการ
ดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน โดยเฉพาะเรื่องของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน
ท่ีทุกคนในชุมชนควรเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อกาหนดแนวทางในการบริหารจดั การท่ีก่อให้เกิดความ
คุม้ ค่าและนาไปสู่การสร้างความสมดุลท่ีก่อให้เกิดความยง่ั ยืน Borrini-Feyerabend, Pimbert, Farvar,
Kothari and Renard (2004) มองว่าการจดั การทรัพยากรแบบมีส่วนร่วมของประชาชนน้นั ไดเ้ กิดข้ึนมา
นานแลว้ และมีอยู่ดว้ ยกนั หลากหลายรูปแบบโดยแต่ละแบบต่างก็มีแนวคิดและวาทกรรมที่ใชแ้ ตกต่าง
กนั ออกไป อาทิรูปแบบการจดั การร่วม,การใหค้ วามร่วมมือ,ป่ าชุมชน,การจดั การพ้ืนที่คุม้ ครองอยา่ งมี
ส่วนร่วม,การจดั การร่วมเพ่ือการอนุรักษแ์ ละการจดั การป่ าร่วมกนั ซ่ึงลว้ นเป็นแนวคิดและรูปแบบการ
ดาเนินการท่ีก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมจากชุมชนและประชาชนเพื่อการบริหารจดั การทรัพยากรของ
ชุมชน

58

ตารางท่ี 2 : รูปแบบการจดั การทรัพยากรแบบมีส่วนร่วมของประชาชนตามการสรุป
ของ Borrini-Feyerabend (Borrini-Feyerabend etal., 2004)

การจัดการทรัพยากรแบบมี แนวทางการจดั การทรัพยากรแบบมสี ่วนร่วม

ส่วนร่วมของประชาชน

การจดั การร่วม การจดั การร่วมน้นั เป็นการอา้ งสิทธิทางการเมืองของคนในทอ้ งถิ่น

(Co-management) เกี่ ยวกับการแบ่ งปั น อานา จในการจัดการทรั พยากรและความ

รับผดิ ชอบร่วมกบั ภาครัฐ

ความร่วมมือ การสร้างความร่วมมือน้ันเป็ นการรวมกันของคุณค่าและหรือ

(Collaboration) ทรัพยากรที่จบั ตอ้ งได้ เช่น ขอ้ มูล เงิน แรงงาน ของผมู้ ีส่วนไดส้ ่วน

เสียสองกลุ่มหรือมากกว่าเพื่อแกไ้ ขปัญหาที่ไม่สามารถแกไ้ ด้โดย

รายปัจเจก

ป่ าชุมชน ป่ าชุมชนใชเ้ ป็นแนวทางในการควบคุมและจดั การทรัพยากรป่ าไม้

(Community forestry) โดยชุมชน ซ่ึงใช้เป็ นการภายในและเป็ นส่วนหน่ึงของระบบการ

เพาะปลูกของเขา

การจดั การพ้นื ที่คมุ้ ครอง การจัดการพ้ืนท่ีคุ้มครองอย่างมีส่วนร่วมน้ันแนวทางเพ่ือการ

อยา่ งมีส่วนร่วม จดั การพ้ืนที่คุม้ ครองดว้ ยการแบ่งหน้าที่และอานาจในการจดั การ

(Co-management of พ้ืนท่ีคุม้ ครองอย่างเป็ นรูปธรรมระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและชุมชน

protected areas) ทอ้ งถิ่น

การจดั การร่วมเพ่ือการ การจัดการร่ วมเพื่อการอนุรักษ์น้ันใช้รูปแบบของความเป็ น

อนุรักษ์ (Collaborative หุ้นส่วนอนั เกิดจากการเจรจาของหน่วยงานภาครัฐชุมชนทอ้ งถิ่น

management for ผูใ้ ช้ทรัพยากร องคก์ รพฒั นาเอกชนและผูม้ ีส่วนไดส้ ่วนเสียอื่น ๆ

conservation) ภายใต้บริบทแต่ละพ้ืนท่ีท่ีเหมาะสม ถึงอานาจและหน้าท่ีในการ

จดั การพ้ืนที่เฉพาะแห่งใดแห่งหน่ึง หรือทรัพยากรชุดใดชุดหน่ึง

59

ตารางท่ี 2 : รูปแบบการจดั การทรัพยากรแบบมีส่วนร่วมของประชาชนตามการสรุป
ของ Borrini-Feyerabend (Borrini-Feyerabend etal., 2004) (ตอ่ )

การจัดการทรัพยากรแบบมี แนวทางการจัดการทรัพยากรแบบมสี ่วนร่วม

ส่วนร่วมของประชาชน

การจดั การป่ าร่วม การจดั การป่ าร่วมน้ันเป็ นการสร้างความร่วมมือในการจดั การป่ า

(Joint forest management) ไมร้ ะหว่างหน่วยงานท่ีมีอานาจตามกฎหมายในพ้ืนท่ีป่ าของรัฐ

กบั ชาวบา้ นที่อาศยั อยใู่ นหรือรอบ ๆ ป่ าเหล่าน้ี

การจดั การทรัพยากรแบบมี กลุ่มทางสังคม (Social actors) ที่เก่ียวข้องกันสองกลุ่มหรื อ

ส่วนร่วม มากกว่าน้ันมีการเจรจา ตกลง รับรองและปฏิบตั ิร่วมกนั ของการ

(Co-management of จดั การในหุ้นส่วนที่เป็ นธรรมในหน้าท่ี ผลประโยชน์และความ

natural resource) รับผิดชอบสาหรับทรัพยากรธรรมชาติในเขตแดน พ้ืนท่ีใดพ้ืนท่ี

หน่ึง

ในการการจดั การทรัพยากรแบบมีส่วนร่วมของประชาชนน้ัน จากการศึกษาการเขา้ มามี
ส่วนร่วมของภาคประชาชนและองคก์ รชุมชนต่อการแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นท่ีดินและปัญหาจาก
การบริหารจดั การที่ดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษอ์ ยา่ งยง่ั ยืน พ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั
พทั ลุงน้นั แสดงใหเ้ ห็นไดอ้ ยา่ งชดั เจนว่าท้งั ภาคประชาชนและองคก์ รชุมชนต่อตา้ นการบริหารจดั การ
และแกไ้ ขปัญหาต่าง ๆ ของภาครัฐซ่ึงมองว่าภาครัฐเอาเปรียบประชาชน ภาครัฐเขา้ มาดาเนินการโดย
ปราศจากการถามความตอ้ งการของประชาชนและการดาเนินการต่าง ๆ ของภาครัฐไม่สอดคลอ้ งกบั
สภาพพ้ืนที่ อีกท้งั การเขา้ มาดาเนินงานของภาครัฐกลบั สร้างผลกระทบที่ก่อให้เกิดความทุกข์ยากกบั
ประชาชนในพ้ืนท่ีและย่ิงทวีความขดั แยง้ ในการบริหารจดั การที่ดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์ พ้ืนท่ี
แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงท่ีต้งั ในเขตรักษาพนั ธุ์สัตวป์ ่ าเขาบรรทัดและเขตอุทยาน
แห่งชาติเขาป่ ูเขาย่าเพ่ิมมากข้ึน ประชาชนพ้ืนท่ีจึงไดร้ ่วมมือกนั ประชุมระดมความคิด ท้งั ในรูปแบบ
ของภาคประชาชน องคก์ รภาคประชาชน องคก์ รชุมชนและเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนเพ่ือเสนอ
รูปแบบและแนวทางในการบริหารจดั การท่ีดินและแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นที่ดินทากินในพ้ืนท่ี
ป่ าอนุรักษ์ พ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลงุ ท่ีต้งั ในเขตรักษาพนั ธุ์สัตวป์ ่ าเขาบรรทดั และ
เขตอุทยานแห่งชาติเขาป่ ูเขายา่ อย่างมีส่วนร่วมเพ่ือท่ีจะก่อให้เกิดความสอดคลอ้ งกบั บริบทของพ้ืนที่
และเกิดความยงั่ ยนื แต่ภาครัฐไม่เห็นคุณค่าและให้ความสาคญั ตลอดจนไมใ่ หค้ วามร่วมมือใด ๆ

60

2.4 เอกสารและงานวจิ ยั เกยี่ วข้องกบั ปัญหาทีด่ นิ ทากินในพื้นท่ปี ่ าอนุรักษ์

พ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์ พ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงท่ีต้งั อยู่ในเขตรักษาพนั ธุ์
สัตวป์ ่ าเขาบรรทดั และเขตอุทยานแห่งชาติเขาป่ ูเขาย่าน้นั เป็ นอีกพ้ืนท่ีประสบกบั ปัญหาความขดั แยง้
ดา้ นท่ีดินและประสบกบั ปัญหาการบริหารจดั การที่ดินทากิน ปัญหาที่ดินทากินในพ้นื ท่ีป่ าอนุรักษ์ อนั
เน่ืองมาจากแนวทางและกระบวนการเพ่ือการบริหารจดั การทรัพยากรธรรมชาติของภาครัฐที่ไม่มี
ประสิทธิภาพ แต่กลบั สร้างปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นที่ดินท่ีเกิดจากการเขา้ มาดาเนินการบริหารจดั การ
ที่ดินและการแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ที่เกิดข้ึนของภาครัฐ แต่การดาเนินการในรูปแบบและลกั ษณะ
ตา่ ง ๆ ของภาครัฐน้นั ประสบความลม้ เหลวและยง่ิ ทวีความขดั แยง้ ที่รุนแรงมากยง่ิ ข้ึน เนื่องจากการการ
ดาเนินงานของภาครัฐน้ันขาดการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคประชาชนและ
องคก์ รชุมชน

สภาพของปัญหาความขดั แยง้ ด้านท่ีดินท่ีดิน ปัญหาท่ีดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์พ้ืนที่
แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงที่ต้งั อยู่ในเขตรักษาพนั ธุ์สัตวป์ ่ าเขาบรรทดั และเขตอุทยาน
แห่งชาติเขาป่ ูเขาย่า วิวฒั น์ ฤทธิมา (2554)ได้สรุปไวว้ ่าสภาพความขัดแยง้ ด้านท่ีดินแถบเทือกเขา
บรรทดั น้ันเป็ นความขดั แยง้ ระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชนและนาไปสู่ความขดั แยง้ ดา้ นที่ดินใน
รูปแบบของความขดั แยง้ ระหว่างนโยบายของรัฐกบั ประชาชน ความขดั แยง้ ระหว่างเจา้ หน้าที่ของรัฐ
กบั ประชาชนและความขดั แยง้ ระหว่างประชาชนกับประชาชนท้ังน้ีสอดคลอ้ งกับโสภณ ชมชาญ
(2548) ซ่ึงมองวา่ ที่มาของความขดั แยง้ ในเรื่องบริหารจดั การท่ีดินจากนโยบายของรัฐไม่มีเอกภาพ ขาด
เครือข่ายระบบขอ้ มูลท่ีดินท่ีดี มาตรการควบคุมการใชท้ ่ีดินไม่มีประสิทธิภาพและผูม้ ีส่วนไดเ้ สียทุก
กลุ่มไม่มีส่วนร่วมในการบริหารจดั การท่ีดิน ทากิน จากการศึกษาของวิวฒั น์ ฤทธิมา (2554) น้นั พบว่า
ปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นที่ดินในพ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั จงั หวดั ตรังมีท้งั ลกั ษณะที่คลา้ ยคลึงและมี
ความสอดคลอ้ งกับปัญหาความขดั แยง้ ด้านท่ีดินในพ้ืนท่ีต่าง ๆ ของประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม
อาจจะมีความแตกต่างกนั ในลกั ษณะของรูปแบบและประเด็นปัญหาหรือรายละเอียดของปัญหาความ
ขดั แยง้ ท่ีเกิดข้ึนในแต่ละพ้ืนที่ โดยปัญหาสาคญั ในการจดั การทรัพยากรของชุมชนในทรรศนะของ
อานนั ท์ กาญจนพนั ธุ์ (2543) มองว่าในการจดั การทรัพยากรของชุมชนน้นั มีปัญหาและขอ้ บกพร่องอยู่
ดว้ ยกนั 4 ประเด็น

1. ความเขา้ ใจที่ขัดแยง้ กันเกี่ยวกับสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร อันเกิดจากความเข้าใจ
เบ้ื อ งต้น เกี่ ยวกับ ค วาม ห ม ายข องท รั พ ยาก รธ รรม ช าติ แ ล ะค วาม สั ม พัน ธ์ ระห ว่ างม นุ ษ ย์กั บ
สภาพแวดลอ้ มแตกต่างกนั การที่ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั สิทธิในการเขา้ ถึงทรัพยากรแตกต่างกนั น้นั เพราะ
แนวทางการมองต่างกนั โดยกลุ่มแรกมองว่าการจดั การทรัพยากรในเชิงอรรถประโยชน์จะยึดติดกบั
หน่วยของพ้ืนที่เป็ นหลกั ในขณะท่ีกลุ่มที่สองมองว่าการจดั การทรัพยากรในเชิงนิเวศวฒั นธรรมจะ

61

เน้นหน่วยของชุมชน ซ่ึงทาให้ท้ังสองแนวทางการศึกษาจากัดความหมายของสิทธิในมิติของการ
จดั การเชิงเด่ียวเท่าน้นั ผกู ขาดเพียงหน่วยงานเดียวในการจดั การทรัพยากร ขณะท่ีการจดั การทรัพยากร
ในเชิงนิเวศวฒั นธรรมจะมีความเขา้ ใจสิทธิในแงข่ องความสัมพนั ธ์จึงสามารถนาเสนอแนวความคิดใน
การจดั การเชิงซ้อนข้ึนมาได้ เพราะถือเป็ นการจดั การทรัพยากรร่วมกนั ระหว่างรัฐและชุมชนในพ้ืนที่
เดียวกัน พร้อมเสนอให้ผสมผสานระหว่างสิทธิตามกฎหมายและสิทธิตามประเพณี ด้วยการให้
กฎหมายรับรองสิทธิตามประเพณี เพ่ือจูงใจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจดั การทรัพยากรอย่าง
จริงจงั

2. ความขดั แยง้ กนั เองในเชิงนโยบายเก่ียวกบั การจดั การทรัพยากร ความขดั แยง้ กนั เองใน
เชิงนโยบายน้ี มีส่วนอยา่ งสาคญั ในการเปิ ดช่องทางการใชท้ รัพยากรอย่างสิ้นเปลือง จนเกิดการทาลาย
ทรัพยากรข้ึนอย่างกวา้ งขวาง เพียงเพราะรัฐยึดติดอยู่กับแนวทางในการจดั การทรัพยากรเชิงเด่ียว
เท่าน้นั ดว้ ยการพ่ึงพากลไกของรัฐโดยใชก้ ฎหมายเพ่ือการควบคุม แต่กลบั ปลอ่ ยใหก้ ลไกตลาดทางาน
ไดอ้ ย่างเสรี ขณะที่รัฐขาดพ้ืนฐานความเขา้ ใจในลกั ษณะสาคญั ของการใชท้ รัพยากรส่วนรวมร่วมกนั
ไม่วา่ จะเป็ นทรัพยากรป่ าไม้ น้าและสภาพแวดลอ้ มทางธรรมชาติ วา่ เป็นทรัพยากรประเภทท่ีมีตน้ ทุน
สูงมากในการจดั การควบคุม โดยท่ีหน่วยงานของรัฐหน่วยงานเดียวท่ีใช้การจดั การในเชิงเดี่ยวจะไม่
สามารถแบกรับภาระได้ ผลที่ตามมาจึงปล่อยให้การเขา้ ถึงทรัพยากรน้ัน ๆ เป็ นแบบเปิ ดท่ีทาให้เกิด
การแยง่ ชิงทรัพยากรอยา่ งรุนแรง

3. ความขดั แยง้ ในการจดั การและการใช้ทรัพยากร จากการศึกษาปัญหาท่ีเกิดผลกระทบ
จากการใชท้ รัพยากรต่าง ๆ มกั จะเน้นปัญหาในเชิงปริมาณ พร้อมท้งั การเสนอมาตรการเพ่ือให้รัฐเขา้
มาควบคุมการใช้ แต่ไม่ไดแ้ สดงความเขา้ ใจต่อปัญหาท่ีเกิดข้ึน ซ่ึงเป็นพ้ืนฐานของปัญหาความขดั แยง้
ในการใช้และการจัดการทรัพยากร ท้ัง ๆ ท่ีเกิดกรณี ความขัดแย้งข้ึนมากมาย เพราะภายใต้
กระบวนการพฒั นาท่ีเนน้ การใชป้ ระโยชน์จากทรัพยากรในเชิงเศรษฐกิจดา้ นเดียวน้นั ไดส้ ร้างเง่ือนไข
ของความขดั แยง้ ต่าง ๆ ตามมา ไม่วา่ จะเป็ นการเบียดบงั กีดกนั ชุมชนและกลุ่มชนชายขอบให้ออกไป
จากการควบคุมและการใชท้ รัพยากร การแย่งชิงการใชท้ รัพยากรของส่วนรวมของกลุ่มชนต่าง ๆ และ
การผลกั ภาระความรับผิดชอบและความเส่ียงต่อมลภาวะให้ส่วนรวม ท้งั น้ีการรวมศูนยอ์ านาจของรัฐ
ท่ีมกั ตดั สินใจดว้ ยเหตุผลทางเศรษฐกิจเป็ นหลกั ไดก้ ่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน ในแง่ของความไม่
มนั่ คงต่อชีวิตและความเส่ียงต่อมลภาวะจากภาคอตุ สาหกรรม

4. ปัญหาด้านกฎหมายเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการทรัพยากร
ประเทศไทยนับว่ามีกฎหมายเก่ียวกับทรัพยากรส่วนรวมอย่างครบถว้ นและกาหนดให้รัฐมีอานาจ
บังคับและควบคุมท้ังด้านการใช้และการจัดการโดยถือว่ารัฐเป็ นเจ้าของทรัพยากรเหล่าน้ัน แต่
การศึกษาและวิจยั ที่เกี่ยวกับดา้ นกฎหมาย ระเบียบขอ้ บงั คบั กลบั พบว่าท่ีมาของปัญหาการบงั คบั ใช้

62

กฎหมายดา้ นทรัพยากรต่าง ๆ น้นั มีพ้ืนฐานอยู่ที่การมองทรัพยากรแต่ละประเภทแยกออกจากกนั อย่าง
สิ้นเชิง เห็นได้ชัดจากการที่กฎหมายให้อานาจหน่วยงานราชการเพียงหน่วยงานเดียวมีหน้าที่
รับผิดชอบดูแลทรัพยากรประเภทใดประเภทหน่ึงอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตามหลักการการจดั การ
เชิงเด่ียว ซ่ึงส่วนหน่ึงกลายเป็ นสาเหตุของความขัดแยง้ ระหว่างหน่วยงานพร้อม ๆ กับความด้อย
ประสิทธิภาพของการจดั การทรัพยากร จากการศึกษาเก่ียวกบั กฎหมายเพื่อการคุม้ ครองที่ดินของรัฐ
จากการบุกรุกของสมศกั ด์ิ โตรักษา (2552) พบวา่ สาเหตุของการบุกรุกท่ีดินของรัฐเกิดจากปัจจยั ต่าง ๆ
เก่ียวกบั นโยบายของรัฐบาลต้งั แต่อดีตจนถึงปัจจุบนั ที่ออกบงั คบั ใชเ้ ก่ียวกบั ที่ดินของรัฐและมาตรการ
การคุม้ ครองดูแลรักษาที่ดินของรัฐ ปัจจยั ประการหน่ึงท่ีมีความเก่ียวขอ้ งกบั งานวิจยั ฉบบั น้ีคือ สภาพ
การบงั คบั ใชก้ ฎหมายแก่ผูบ้ ุกรุก หรือผูบ้ ุกรุกท่ีดินของรัฐโดยผลของกฎหมาย ในลกั ษณะของการอยู่
อาศยั ทากินมาก่อนการประกาศสงวนหวงหา้ มท่ีดินของรัฐแต่ละประเภท แต่ไม่ไดแ้ จง้ การครอบครอง
ภายในระยะเวลาท่ีกฎหมายกาหนด ซ่ึงได้บัญญัติเกี่ยวกับการแจ้งสิทธิการครอบครองไว้ใน
พระราชบญั ญตั ิให้ใชป้ ระมวลกฎหมายท่ีดินพุทธศกั ราช 2497 แต่ผูม้ ีสิทธิในการแจง้ การครอบครอง
ไม่ไดม้ าแจง้ ตามกาหนดระยะเวลาที่ทางราชการไดก้ าหนดไว้ จึงมีผลให้ตกเป็นผบู้ ุกรุกที่ดินของรัฐ ผู้
บุกรุกโดยผลของกฎหมายดงั กลา่ วน้ี ไม่ไดม้ ีเจตนาและจงใจทาความเสียหายใหแ้ ก่ที่ดินของรัฐ แต่การ
ที่ตกเป็ นผูบ้ ุกรุกเน่ืองจากไม่ไดม้ าแจง้ สิทธิการครอบครองก่อนการประกาศเขตสงวนหวงห้ามท่ีดิน
ของรัฐตามระยะเวลาท่ีกฎหมายกาหนดให้ ดงั น้นั รัฐจึงตอ้ งหามาตรการที่เหมาะสมและเป็ นธรรมเพ่ือ
บงั คบั ใชแ้ ก่ผบู้ ุกรุกท่ีตกเป็นผบู้ ุกรุกท่ีดินของรัฐโดยผลของกฎหมาย

ยศ สันตสมบตั ิ (2544) มองว่าปัญหาเรื่องท่ีดินในเขตป่ าว่ามีอย่ดู ว้ ยกนั 4 ลกั ษณะดว้ ยกนั
คือ ความขดั แยง้ ระหว่างชุมชนกบั รัฐ, ความขดั แยง้ ระหว่างชุมชนกบั ผูม้ ีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ, ความ
ขดั แยง้ ระหวา่ งชุมชนใกลเ้ คียงกนั และความขดั แยง้ ภายในชุมชนกนั เอง

1. ความขดั แยง้ ระหวา่ งชุมชนกบั รัฐมกั เกิดจากปัญหาในแนวทางการปฏิบตั ิตามนโยบายที่
ขดั แยง้ กนั เองอย่างนอ้ ย 2 ประการ ประการแรกรัฐพยายามยึดทรัพยากรป่ าคืนจากชาวบา้ นโดยอา้ งว่า
เพื่อการอนุรักษ์ เช่น การปลูกป่ า และการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติเพิ่มเติม ซ่ึงขดั กบั นโยบายการ
ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรักษาป่ าและประการที่สองเจ้าหน้าท่ีรัฐเข้มงวดกวดขันการใช้
ประโยชน์จากป่ า แต่ขณะเดียวกนั รัฐก็มีนโยบายส่งเสริมการปลกู พืชเชิงพาณิชยเ์ พ่ือส่งออก นโยบายท่ี
ขดั แยง้ กนั เองท้งั สองประการน้ี บางคร้ังก่อให้เกิดความขดั แยง้ รุนแรงระหว่างรัฐกบั ชุมชน เพราะมี
ลกั ษณะเป็นการเลือกปฏิบตั ิโดยเลือกใชน้ โยบายอนุรักษเ์ ฉพาะกบั ชาวบา้ นแต่อนุญาตใหเ้ อกชนเช่าป่ า
เพื่อทาสวนไมพ้ าณิชยไ์ ด้

63

2. ความขดั แยง้ ระหว่างชุมชนกบั ผมู้ ีอานาจทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการแยง่ ใชท้ รัพยากรป่ า
ท่ีดินและน้าของทอ้ งถิ่นโดยนายทุนจากภายนอก จนเกิดผลกระทบหรือสร้างปัญหาต่อการดารงชีพ
ของชาวบา้ น

3. ความขดั แยง้ ระหวา่ งชุมชนใกลเ้ คียงกนั ความขดั แยง้ ประเภทน้ีมกั เป็ นการละเมิดสิทธิ
การใชท้ รัพยากรระหว่างกนั และกนั บางชุมชนจะรักษาป่ าของตนแต่ไปบุกรุกป่ าของหมู่บา้ นอื่น ซ่ึง
ส่วนใหญ่เกิดจากการไม่ยอมรับอานาจของชุมชนในการจดั การทรัพยากร ความขดั แยง้ ระหวา่ งชุมชน
มีสาเหตุหลกั มาจากทิศทางการพฒั นาซ่ึงสร้างแรงกดดนั ให้ชาวบา้ นยากจนตอ้ งใชป้ ่ าเพ่ิมข้ึนและจาก
การท่ีสิทธิชุมชนไมไ่ ดร้ ับการยอมรับตามกฎหมาย

4. ความขดั แยง้ ภายในชุมชน ซ่ึงเกิดจากการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างกลุ่มท่ีมีฐานะและ
ผลประโยชน์แตกต่างกัน เช่น กลุ่มเหมืองฝายและเจา้ ของนาซ่ึงตอ้ งการรักษาป่ าขดั แยง้ กบั กลุ่มท่ีมี
ผลประโยชน์จากการตดั ไมซ้ ่ึงมีฐานะยากจน ในบางกรณีผใู้ หญ่บา้ นจะเป็นผคู้ า้ ไมก้ บั นายทุนภายนอก
เสียเองและเกิดขดั แยง้ กับผูน้ าอื่น ๆ ท่ีตอ้ งการอนุรักษ์ป่ าซ่ึงมีความสอดคลอ้ งกบั ศยามล ไกยูรวงศ์
และคณะ, (2549) ไดท้ าการสารวจเก่ียวกบั ปัญหาที่อยู่อาศยั ในประเทศไทย พบวา่ ลกั ษณะความขดั แยง้
ในแนวคิดเก่ียวกบั ระบบกรรมสิทธ์ิที่ดินระหวา่ งรัฐกบั ประชาชนน้นั เกิดจากปัญหาการใชป้ ระโยชน์
ในท่ีราชพสั ดุเกิดจากการท่ีประชาชนไดเ้ ช่าทาประโยชน์ในที่ดินราชพสั ดุ แต่เม่ือหน่วยงานของรัฐ
ตอ้ งการใชป้ ระโยชน์ จึงเกิดขอ้ พิพาทระหวา่ งประชาชนกบั หน่วยงานของรัฐกบั การท่ีประชาชนไดท้ า
กินและอยอู่ าศยั มาก่อนการอา้ งสิทธิเหนือท่ีดินของรัฐ ซ่ึงตอ้ งมีการพิสูจน์สิทธิการทากินและอยู่อาศยั
และปัญหาการไม่ไดร้ ับเอกสารสิทธ์ิของประชาชนซ่ึงเกิดข้ึนทวั่ ประเทศ อนั เนื่องมาจากการตกสารวจ
ไม่แจง้ สิทธิการครอบครอง (ส.ค.1) หรือมีการทาประโยชน์จริงและมีการเสียภาษีบารุงทอ้ งท่ี โดยไม่มี
เอกสารสิทธ์ิที่ดิน จึงทาใหบ้ ุคคลเหล่าน้ีตกสารวจในการออกเอกสารสิทธ์ิท่ีดิน ประกอบกบั รัฐบาลไม่
สามารถดาเนินการออกเอกสารสิทธ์ิท่ีดินไดอ้ ย่างทวั่ ถึง จึงทาให้ประชาชนจานวนมากไม่มีเอกสาร
สิทธ์ิในท่ีดิน ท้ังท่ีมีการทาประโยชน์มาโดยตลอด ส่งผลให้เม่ือมีการเวนคืนท่ีดินในการพัฒนา
โครงการต่างๆของรัฐ สิทธิของบุคคลน้ันจะไม่ได้รับค่าเวนคืนท่ีดินหรือไม่ได้รับการคุ้มครอง
ทรัพยส์ ินท่ีดินตามกฎหมาย จากการศึกษาของนิธิตา สิริพงศ์ทกั ษิณ (2557) พบว่าสาเหตุของความ
ขดั แยง้ ในการใชท้ ่ีดินสาธารณประโยชน์ทุ่งสระในพ้ืนท่ีอาเภอควนขนุน จงั หวดั พทั ลุงน้ันเป็ นผลมา
จากระบบโครงสร้างการบริหารจดั การท่ีดินสาธารณประโยชน์ การรับรู้ขอ้ มูลข่าวสารที่แตกต่างไม่
ตรงกนั และมีการบิดเบือนข่าวสารขอ้ เทจ็ จริง เกิดความสัมพนั ธ์ท่ีไม่เท่าเทียมกนั ของภาครัฐกบั ชุมชน
ในการกาหนดเป้าหมายและแนวทางพัฒนา มีระบบของผลประโยชน์และมุมมองความคิดเห็นท่ี
แตกต่างกนั ของการบริหารจดั การที่ดิน

64

ศกั ด์ิชยั เอกอินทุมาศ และรุ่งรัศมี บุญดาว (2557) พบวา่ ปัญหาที่ดินจากการบริหารจดั การ
ระบบที่ดินของพ้ืนที่ของจงั หวดั เชียงใหม่และจงั หวดั อุบลราชธานีน้นั เกิดข้ึนจากปัญหาความมนั่ คงใน
การถือครองที่ดินของท้งั ภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน ยงั มีการถือครองที่ดินขนาดใหญ่และ
การไมท่ าประโยชนใ์ นท่ีดินในพ้นื ที่ยงั ขาดการสนบั สนุนการกระจายการถือครองที่ดิน อีกท้งั ไม่มีการ
จาแนกเขตการใชท้ ี่ดิน (Zoning) ของผงั เมืองอยา่ งครอบคลุมทุกพ้ืนท่ี ตลอดจนขาดการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนในการบริหารจดั การระบบท่ีดิน ทางด้านวิวฒั น์ ฤทธิมา (2554) กล่าวเพิ่มว่าปัญหาความ
ขดั แยง้ ด้านที่ดินแถบเทือกเขาบรรทัดเป็ นผลมาจากการท่ีภาครัฐมุ่งแกไ้ ขปัญหาด้วยแนวทางและ
นโยบายของภาครัฐซ่ึงกาหนดและคิดเพียงฝ่ ายเดียว ขาดขอ้ มูลเชิงประจกั ษ์ที่แทจ้ ริงเกี่ยวกบั บริบท
ของพ้ืนท่ี ตลอดจนปัจจยั ต่าง ๆ ที่เป็ นสาเหตุของปัญหาความขัดแยง้ ด้านที่ดินท่ีเกิดข้ึน ทาให้การ
แกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นที่ดินที่ผ่านมาของภาครัฐน้นั ไม่ประสบความสาเร็จ เกิดการต่อตา้ นและ
คดั คา้ นจะภาคประชาชนที่ไม่เห็นดว้ ย ทาให้ความขดั แยง้ ดา้ นที่ดินทวีความรุนแรงเพ่ิมมากข้ึน ผูว้ ิจยั
จึงมองว่าจาเป็ นอย่างยิ่งท่ีจะตอ้ งดาเนินการศึกษาถึงปัจจยั ท่ีเป็ นสาเหตุของความขดั แยง้ ดา้ นที่ดินใน
พ้ืนที่ เพ่ือหาแนวทางในการแกไ้ ขปัญหาที่เหมาะสมและก่อให้เกิดความยง่ั ยืน ซ่ึงสาเหตุของความ
ขดั แยง้ ดา้ นที่ดินพ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั ตรังน้ันพบว่า ปัจจยั ท่ีเป็ นสาเหตุของความ
ขัดแย้งด้านที่ดินน้ันประกอบไปด้วย 9 ปัจจัยสาคัญได้แก่ ประชาชน เจ้าหน้าท่ีของรัฐ กลุ่ม
ผลประโยชน์ กฎหมายและนโยบายของรัฐ สังคมและวฒั นธรรม สภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง
ประวตั ิศาสตร์ทอ้ งถิ่นและสภาพพ้ืนที่

คณะกรรมการสมชั ชาปฏิรูปที่ดิน (2554) มองว่าปัญหาท่ีดินในประเทศไทยน้นั เป็นปัญหา
เชิงโครงสร้างท่ีซบั ซ้อนสะสมมาเป็นเวลาชา้ นานเน่ืองมาจากมีการกระจายการถือครองท่ีดินที่ไม่เป็ น
ธรรมเพราะขาดแรงผลกั ดันจากภาคการเมือง มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ มีความขดั แยง้ ในการถือ
ครองท่ีดินระหว่างภาคประชาชนกบั ภาครัฐเพราะการประกาศเขตสงวนหวงห้ามที่ดินของรัฐ มิได้มี
การสารวจที่ดินในพ้ืนที่ที่ราษฎรทากินและอยู่อาศยั มาเดิม เป็ นการกาหนดลงบนแผนท่ี โดยเฉพาะ
แผนที่ท่ีมีมาตราส่วนขนาดเล็ก แล้วการดาเนินการประกาศเขตตามกฎหมายซ่ึงทาให้เกิดความ
คลาดเคล่ือนของแนวเขตในกรณีชุมชนหรือท่ีดินทากินอยูใ่ นแนวรอยต่อกบั ที่ดินของรัฐหรือทบั ซ้อน
ชุมชนท่ีอาศยั อยู่ด้งั เดิมและประชาชนไม่มีโอกาสเขา้ สู่การครอบครองท่ีดินโดยชอบด้วยกฎหมาย
ระบบฐานขอ้ มูลท่ีดินไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะแผนที่แนวเขตท่ีดินของรัฐซ่ึงมีแนวเขตทบั ซ้อน
กนั เอง เกิดปัญหาการละเมิดสิทธิชุมชน

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยมองว่าปัญหาเกษตรกรและคนยากจนขาดแคลนที่ดิน
ทากินเป็ นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยมานานกว่าสามสิบปี แม้ว่าจะมีขอ้ มูลและรายงานการศึกษา
จานวนมากระบุว่าในประเทศไทยมีที่ดินเอกชนท่ีถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าไม่ไดท้ าประโยชน์เป็ น

65

พ้ืนที่มหาศาลก็ตามและแมว้ ่ารัฐจะมีนโยบายและมาตรการทางกฎหมายหลายประการ พร้อมท้ังมี
หน่วยงานที่เกี่ยวขอ้ งกบั การกระจายการถือครองท่ีดินเป็ นจานวนมากแต่ก็มิไดท้ าให้ปัญหาท่ีที่ดิน
จานวนมากกระจุกอย่ใู นมือของคนส่วนน้อย การกกั ตุนท่ีดินเพื่อเก็งกาไร การไร้ท่ีดินและการสูญเสีย
ที่ดินของคนยากไร้ท่ีตอ้ งการที่ดินเพื่อทาการผลิตบรรเทาเบาบางลง (เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศ
ไทย, 2553) ในขณะเดียวกันน้ันสถาบนั พฒั นาองค์กรชุมชน (2553) พบว่าปัญหาการบริหารจดั การ
ทรัพยากรที่ดินเกิดจากการกระจุกตวั ของที่ดิน มีการปล่อยให้ท่ีดินรกร้างว่างเปล่า ที่ดินหลุดมือจาก
เกษตรกรเน่ืองจากภาวะหน้ีสิน การไม่สามารถเขา้ ถึงท่ีดินของเกษตรกรรายย่อยและคนยากจน การ
สูญเสียคุณภาพพ้ืนดินเพราะใช้ท่ีดินผิดประเภทและการเกิดข้อพิพาทและความขัดแยง้ ในการ
ครอบครองกรรมสิทธ์ิที่ดินและปัญหาที่ดินเพื่อการอยู่อาศยั ในชุมชนเมือง ทางสถาบนั วิจยั เพ่ือการ
พฒั นาประเทศไทย (2551) คน้ พบว่าปัญหาของการจดั การท่ีดินน้ันมาจากการกาหนดแนวเขตพ้ืนที่ที่
ไม่ชัดเจน ทาให้เจา้ หน้าท่ีไม่สามารถดาเนินการจดั การกับปัญหาไดป้ ระกอบกบั การเปล่ียนแปลง
เจา้ หน้าท่ีป่ าไมท้ าให้มีการกาหนดเขตป่ าไมใ้ หม่ ทาให้แนวเขตป่ าไมแ้ ละเขตที่ดินทากินไม่ชัดเจน
การไร้ท่ีดินทากินของประชาชนทาใหต้ อ้ งบุกรุกพ้ืนที่ป่ า ประชาชนไม่ทราบขอ้ มูลการจดั สรรพ้ืนที่ มี
การบุกรุกพ้ืนที่ป่ าเน่ืองมาจากโครงการพัฒนาของรัฐที่มุ่งส่งเสริมให้มีการปลูกพืชเศรษฐกิจที่
ก่อให้เกิดรายไดส้ ูง การบุกรุกพ้ืนท่ีของนายทุน ผมู้ ีอิทธิพล มีปัญหาความไม่เป็นธรรมโดยการบงั คบั
ใช้กฎหมายท่ีไม่เป็นธรรม มีการปฏิบตั ิท่ีไม่เท่าเทียมกนั ระหว่างผมู้ ีรายไดน้ อ้ ยและผมู้ ีฐานะในสังคม
เกิดความขดั แยง้ ระหว่างชาวบา้ นกบั เจา้ หน้าที่รัฐ มีการขอคืนที่ราชพสั ดุเนื่องจากกรมธนารักษไ์ ดข้ อ
คืนที่ดินจากหน่วยงานราชการท่ีไม่ได้ใช้ประโยชน์ มีความล่าช้าในการดาเนินการของเจ้าหน้าที่
เนื่องจากข้นั ตอนการดาเนินการของทางราชการที่มีมากเกินไปและเกิดจากปัญหาในการออกเอกสาร
สิทธ์ิ ปัญหาการออกหนังสือสาคญั สาหรับท่ีหลวงของพุฒิพงค์ หุ่นโตภาพ, สรายุทธ์ เตชะวุฒิพนั ธุ์
และจรีรัตน์ สร้อยเสริมทรัพย์ (2551) กล่าวว่าปัญหาเกี่ยวกบั การออกหนังสือสาคญั สาหรับที่หลวง
สาหรับท่ีสาธารณสมบตั ิของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันน้ัน มีสาเหตุของปัญหามาจาก การ
ออกหนงั สือสาคญั สาหรับท่ีหลวงทบั ที่ดินของเอกชน, การออกเอกสารสิทธิทบั ท่ีดินหนังสือสาคญั
สาหรับที่หลวง, การออกเอกสารสิทธิทบั ที่ดินสาธารณประโยชน์ท่ียงั ไม่มีหนังสือสาคญั สาหรับที่
หลวง, การข้ึนทะเบี ยนที่ สาธารณประโยชน์ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากการที่ ทะเบี ยนที่
สาธารณประโยชน์มีแนวเขตไม่ชดั เจน รวมตลอดถึงกรณีการที่ประชาชนบุกรุกท่ีสาธารณประโยชน์
การวินิจฉยั สถานะของท่ีดินสาธารณประโยชน์ สถานะท่ีดินของท่ีงอกชายฝั่งหรือชายตลิ่ง อานาจการ
ดูแลท่ีดินสาธารณประโยชน์ในเขตปฏิรูป เขตป่ าไม้ เขตจดั รูป นิคมสร้างตนเองและการจดั ทาหนงั สือ
สาคญั สาหรับท่ีหลวงลา่ ชา้ และสาเหตขุ องปัญหาการออกหนงั สือ

66

สภาท่ีปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2547) พบว่าการท่ีภาครัฐน้นั ให้ความสาคญั กบั
การขยายตวั ทางเศรษฐกิจเป็นสาคญั ส่งผลใหเ้ กิดปัญหาดา้ นอ่ืน ๆ ตามมาหลายประการอนั มีผลกระทบ
ต่อการใชท้ ี่ดินและอาชีพของเกษตรกร

1. นโยบายของภาครัฐ เป็ นนโยบายท่ีส่งเสริมการผลิตเชิงพาณิชย์ ทาให้ความตอ้ งการใช้
ผลผลิตทางการเกษตรเป็ นวตั ถุดิบป้อนเขา้ โรงงานอุตสาหกรรมเพ่ิมมากข้ึน ส่งผลให้มีการนาที่ดิน
และทรัพยากรธรรมชาติมาใช้เป็ นปัจจยั ในการผลิตมากข้ึนโดยลาดับ รวมท้ังการใช้ท่ีดินอย่างไม่
เหมาะสมทาให้เกิดการทาลายทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม เป็ นนโยบายท่ีขาดความรอบคอบ
รัดกุมและความชดั เจน ในการสารวจและออกเอกสารรับรองกรรมสิทธ์ิ การไดม้ าและการถือครอง
ที่ดิน ส่งผลให้เกษตรกรมีโอกาสเสียสิทธิในท่ีดินทากินในอนาคต เพราะขาดมาตรการคุม้ ครองสิทธิ
ทาให้กบั เกษตรกรไม่สามารถปลดเปล้ืองหน้ีไถ่ถอนที่ดินคืนได้ และเป็ นนโยบายท่ีไม่สอดคลอ้ งกบั
สถานการณ์ปัจจุบนั และยงั ไมบ่ รรลุตามวตั ถุประสงค์

2. การบริหารจดั การท่ีดินของภาครัฐขาดประสิทธิภาพ เน่ืองจากขาดงบประมาณและ
บุคลากร (เจ้าหน้าท่ี) ท่ีมีประสิทธิภาพและมีจิตสานึกที่ดี ขาดกลไกในการตรวจสอบจากภาค
ประชาชนและละเลยการมีส่วนร่วมของชุมชน ขาดระบบการประสานงานและเช่ือมโยงอย่างเป็ น
รูปธรรมระหว่างภาครัฐบาล องค์กรเอกชนและภาคประชาชน ขาดเอกภาพ ทิศทางและการบริหาร
จดั การท่ีดีในการดาเนินงานและขาดองคก์ รหรือหน่วยงานหลกั ท่ีจะรับผิดชอบในการกาหนดนโยบาย
และกรอบทิศทาง ท้งั ในส่วนของกฎหมาย การบริหารจดั การ การประสานเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน
ต่าง ๆ ใหม้ ุ่งสู่เป้าประสงคเ์ ดียวกนั

3. บริบทของกฎหมายและมาตรการเก่ียวกับท่ีดินขาดความชัดเจนทาให้เกิดปัญหาการ
กระจุกตวั ในการถือครองที่ดิน ซ่ึงเป็ นในลกั ษณะ “รวยกระจุกจนกระจาย” และการใชท้ ่ีดินอย่างไม่
ถูกตอ้ งเหมาะสมและไม่เต็มประสิทธิภาพโดยการปล่อยให้รกร้าง ไม่มีกฎหมายกาหนดสิทธิการถือ
ครองท่ีดินของเอกชน ซ่ึงทาใหผ้ ูท้ ี่มีฐานะดีสามารถถือครองที่ดินไดไ้ ม่จากดั และไม่ไดท้ าประโยชน์
ในที่ดินน้นั อยา่ งเต็มที่ ในขณะท่ียงั มีเกษตรกรและผูท้ ี่ไม่มีท่ีดินทากินตอ้ งการท่ีดินอีกมากรวมท้งั ผูท้ ี่
ขาดท่ีอยอู่ าศยั ไมม่ ีมาตรการทางภาษที ี่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมออกบงั คบั ใช้
เพ่ือแกไ้ ขปัญหาการกระจุกตวั ของที่ดินและการกวา้ นซ้ือท่ีดินเพ่ือเก็งกาไร ไม่มีการสารวจและจาแนก
แนวเขตท่ีดินทบั ซ้อนกนั ที่ชดั เจนระหวา่ งท่ีดินทากินหรือพ้ืนท่ีเพาะปลูกของชุมชนกบั เขตพ้ืนท่ีสงวน
หวงห้าม เช่น อุทยานแห่งชาติและเขตป่ าสงวนแห่งชาติ ซ่ึงทาให้เกิดความขดั แยง้ ระหว่างเจา้ หน้าท่ี
ของหน่วยงานภาครัฐกบั ประชาชนและเอกชน ขาดความชดั เจนในการนากฎหมายปฏิรูปท่ีดินมาใช้
โดยเฉพาะเรื่องสิทธิการได้มาการถือครองและเปิ ดโอกาสให้ชาวต่างชาติ เช่า ถือครองและใช้
ประโยชน์ที่ดิน สร้างความสับสนให้กบั ผูบ้ งั คบั ใชก้ ฎหมายและผูอ้ ยู่ภายใตบ้ งั คบั ของกฎหมาย โดย

67

การบงั คบั ใชก้ ฎหมายที่แตกต่างกนั เช่น พ้ืนท่ีบางแห่งอยู่ภายใตก้ ฎหมายหลายฉบบั และภายใตก้ ารดูแล
ของหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐหลายหน่วยงาน และมีขอ้ จากัดของการบงั คับใช้กฎหมายและมาตรการ
เก่ียวกบั การคุม้ ครองพ้นื ท่ี

สานกั งานปฏิรูปเพือ่ สังคมเป็นธรรม (2554) มองว่าที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติเป็นฐานชีวิต
และปัจจยั การผลิตท่ีสาคญั สาหรับคนทกุ คนแต่โครงสร้างการจดั การท่ีดินของประเทศไทยโดยปล่อยให้
รัฐและอานาจทางทุนเขา้ ถือครองที่ดินอย่างไม่จากดั ไดส้ ร้างความไม่เป็ นธรรมให้แก่สังคม กล่าวคือ
ขณะที่ประชาชนจานวนมากตอ้ งสูญเสียที่ดินซ่ึงคนเคยถือครองหรือทามาหากินมานมนาน แต่กลบั มี
ท่ีดินท่ีปลอ่ ยใหท้ ิ้งร้างว่างเปลา่ จานวนมหาศาล มีการเก็งกาไรท่ีดินจนมีราคาแพงทาใหป้ ระชาชนเขา้ ถึง
ไดย้ าก ไมค่ ุม้ กบั การลงทนุ ทาการเกษตร มีปัญหาการใชท้ ่ีดินที่ไมเ่ หมาะสมกบั ระบบนิเวศ มีการประกาศ
เขตป่ าอนุรักษแ์ ละพ้นื ท่ีสาธารณะโดยไมค่ านึงถึงความมีอยขู่ องชุมชนทอ้ งถ่ินซ่ึงอยใู่ นพ้ืนที่ดงั กล่าว มา
เป็ นเวลาช้านาน ส่งผลให้เกษตรกรทากินอยู่ในพ้ืนท่ีซ้อนทับอย่างผิดกฎหมาย ถูกเจ้าหน้าที่จบั กุม
ดาเนินคดีท้งั ทางแพง่ และอาญาในขอ้ หาบุกรุกท่ีดินของรัฐและของเอกชนเกษตรกรตอ้ งประสบกบั ความ
ทุกขย์ ากท้งั ทางเศรษฐกิจและสังคมรวม และปัญหาที่ดินเพื่อการเกษตรน้นั เกิดจากเกษตรกรในชนบท
จานวนมากประสบปัญหาการอยู่อาศยั และทากินในพ้ืนที่ของรัฐโดยไม่ชอบดว้ ยกฎหมายและถูกจบั กุม
ดาเนินคดีในขอ้ หาบุกรุกที่ดินของรัฐและของเอกชนอยา่ งไม่เป็ นธรรม เกษตรกรถกู ดาเนินคดีและถูกคุม
ขงั อยใู่ นเรือนจาหรือสภาพท่ีตอ้ งขงั ประชาชนที่เกี่ยวขอ้ งกบั คดีท่ีดินคนจนที่อยใู่ นระหว่างการพิจารณา
คดีและที่ยงั ไม่ไดเ้ ขา้ สู่กระบวนการยุติธรรมมีเป็ นจานวนหลายแสนครอบครัวและท่ีดินในชนบทมี
ปัญหาเกษตรกรสูญเสียที่ดินจนไร้ท่ีทากินหรือมีท่ีดินไม่พอทากิน

2.5 เอกสารและงานวิจยั เกยี่ วข้องกบั การแก้ไขปัญหาทดี่ ินทากนิ ในพื้นทีป่ ่ าอนุรักษ์

สาหรับการแกไ้ ขปัญหาท่ีดินทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์ พ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั ในเขต
จังหวดั พัทลุงที่ต้ังอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าเขาบรรทัดและเขตอุทยานแห่งชาติเขาป่ ูเขาย่าน้ัน
วิวฒั น์ ฤทธิมา (2554) พบว่าองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่นไม่มีอานาจในการจดั การและตดั สินใจการ
แกไ้ ขปัญหาได้ จึงทาให้องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ินส่วนใหญ่ไม่ให้ความสาคญั กบั การแกไ้ ขปัญหา
ให้กบั ประชาชนในพ้ืนที่ เนื่องจากมองวา่ องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิ่นไม่มีอานาจในการจดั การ ไม่ใช่
ภาระหนา้ ท่ีขององคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถนิ่ ทาไดเ้ พยี งแค่ประสานงานใหก้ บั ประชาชนเท่าน้นั ตลอดจน
องคก์ ารปกครองส่วนทอ้ งถ่ินน้นั มุ่งจดั การและแกไ้ ขปัญหาตามนโยบายและหลกั การของภาครัฐ ในส่วน
ของการแกไ้ ขปัญหาของภาครัฐในส่วนกลางน้ัน มุ่งบงั คบั ตามหลกั ของนโยบายและกฎหมาย ซ่ึงไม่
คานึงถึงบริบทและความสอดคลอ้ งของแต่ละพ้ืนที่ ตลอดจนไม่กระจายอานาจอย่างเบ็ดเสร็จให้กับ
องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิ่นและสร้างเสริมการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ท้งั น้ีไดเ้ สนอแนวทางแกไ้ ข

68

ปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นที่ดินในพ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั ตรังไวว้ ่าภาครัฐจะตอ้ งมีการ
กระจายอานาจในการจัดการและแก้ไขปัญหาให้กบั ภาคประชาชนและองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่น
ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและใหส้ ิทธ์ิกบั ชุมชนในการบริหารจดั การตนเองและ
สร้างความเขม้ แขง็ ใหก้ บั ภาคประชาชน ในขณะเดียวกนั ภาคประชาชนก็จะตอ้ งร่วมกนั กาหนดแนวทาง
ในการจดั การรูปแบบขององคก์ รชุมชน บูรณาการชุมชนเพื่อกาหนดแผนการจดั การชุมชน แลว้ นามาสู่
การกาหนดขอ้ บญั ญตั ิตาบล ขอ้ บญั ญตั ิทอ้ งถ่ินเพอ่ื บงั คบั ใชใ้ นพ้นื ที่ร่วมกบั องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน
ซ่ึงเป็นขอ้ มูลเบ้ืองตน้ ที่ภาครัฐจะใชใ้ นการกาหนดนโยบายและกฎหมายในภาพรวมในการแกไ้ ขปัญหา
ของประเทศ ซ่ึงจะทาให้การจดั การนโยบายและการบงั คบั ใช้กฎหมายน้ันมีเอกภาพและสอดคลอ้ งกบั
สภาพความเป็ นจริ งและเกิดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน

ธวชั ชยั สุขลอย (2547) ไดท้ าการศึกษาเร่ืองปัจจยั ที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนในการ
อนุรักษท์ รัพยากรป่ าไมบ้ า้ นคลองทราย ตาบลวงั น้าเขียว อาเภอวงั น้าเขียว จงั หวดั นครราชสีมา พบว่า
ปัจจยั ท่ีมีผลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่ าไม้ ได้แก่การใช้ประโยชน์จาก
ทรัพยากรป่ าไม้ และทศั นคติของประชาชนท่ีมีต่อผนู้ าชุมชนปัญหาและอปุ สรรคที่พบเกิดจากประชาชน
ไมส่ ามารถเขา้ ร่วมกิจกรรมอนุรักษป์ ่ าไมไ้ ดอ้ ยา่ งเตม็ ท่ี เพราะจาเป็นตอ้ งประกอบอาชีพเพ่อื ความอย่รู อด
ธนัน อนุมานราชธน, จนั ทนา สุทธิจารี และไพสิฐ พาณิชยก์ ุล (2545) สรุปว่าแนวทางการจดั การความ
ขดั แยง้ เกี่ยวกบั ทรัพยากรน้าในเขตอานาจขององคก์ ารบริหารส่วนตาบล (อบต.) จงั หวดั เชียงใหม่พบว่า
ในภาพรวมประสิทธิภาพในการแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ขององคก์ ารบริหารส่วนตาบล (อบต.) ยงั อยใู่ น
ระดบั ที่ไม่น่าพึงพอใจ เพราะขอบเขตและลกั ษณะของปัญหากวา้ งขวาง สลบั ซับซอ้ นเกินกว่าโครงสร้าง
และอานาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตาบลในปัจจุบนั จะแกไ้ ขไดแ้ ละประสิทธิภาพในการแกไ้ ข
ปัญหาของแตล่ ะองคก์ ารบริหารส่วนตาบลกแ็ ตกต่างกนั ไปตามบริบทแวดลอ้ มของตนเอง ประเดน็ สาคญั
ที่สะท้อนจากงานศึกษาดังกล่าวคือ การแก้ไขปัญหาความขัดแยง้ น้ันถ้ามอบหมายให้องค์กรหรือ
หน่วยงานใดหน่วยงานหน่ึงไปดาเนินการแลว้ ส่วนใหญจ่ ะไมค่ อ่ ยบรรลุผลเน่ืองจากสภาพปัญหามีความ
ซับซ้อนและมีผูเ้ ก่ียวขอ้ งหลายฝ่ าย ดงั น้นั แนวทางออกที่เหมาะสมคือควรเนน้ กระบวนการมีส่วนร่วม
จากทกุ ภาคส่วนที่เกี่ยวขอ้ งกบั ปัญหาท้งั ในระดบั พ้ืนท่ีและระดบั นโยบายในการจดั การความขดั แยง้ ดา้ น
ทรัพยากรธรรมชาติน้นั

ยศ สนั ตสมบตั ิ (2544) เห็นวา่ ในยคุ สมยั ของการแยง่ ชิงทรัพยากร ซ่ึงทวคี วามขดั แยง้ ที่รุนแรง
และซับซ้อนมากยง่ิ ข้ึน ชาวบา้ นไดแ้ สดงศกั ยภาพในการปรับตวั เพ่ือแกป้ ัญหา โดยการคิดคน้ แนวทาง
ใหม่ๆในการลดความขดั แยง้ และผสมผสานวิธีการต่าง ๆ ท้งั ท่ีเป็ นทางการและไม่เป็ นทางการ ท้งั โดย
จารีตประเพณีและโดยส่ิงที่คิดคน้ ข้ึนใหม่ ท้งั การช่วยตวั เองและการประสานกบั องคก์ รภายนอกท้งั ของ
รัฐและเอกชน แนวทางในการแกป้ ัญหาความขดั แยง้ ของชาวบา้ นพอจะสรุปไดเ้ ป็น 6 แนวทางคือ

69

แนวทางแรก การปรับใช้ประเพณีและการเจรจาตกลงที่ไม่เป็ นทางการ เช่น การจบั กุมผู้
ละเมิดกฎเกณฑ์ของชุมชนและว่ากล่าวตกั เตือนหรือปรับไหม แนวทางน้ีใช้ไดแ้ ต่เฉพาะปัญหาความ
ขดั แยง้ ภายในหรือระหว่างชุมชนใกลเ้ คียงเท่าน้ัน เพราะเป็ นการจดั การตามประเพณีและมีลกั ษณะ
ยดื หยนุ่ แตไ่ มอ่ าจใชไ้ ดก้ บั กรณีความขดั แยง้ ระหวา่ งชาวบา้ นกบั บุคคลภายนอก

แนวทางที่สอง การรวมตวั เคล่ือนไหวคดั คา้ นและต่อตา้ น มกั จะใชก้ บั กรณีความขดั แยง้ กบั
นายทุนภายนอก หรือในกรณีที่มีการบงั คบั ใชก้ ฎหมายของรัฐ ที่ชาวบา้ นเห็นว่าไม่เป็ นธรรม เช่นการ
ตอ่ ตา้ นสมั ปทานไมก้ ารต่อตา้ นการประกาศเขตอุทยาน การตอ่ ตา้ นการสร้างเข่ือน

แนวทางท่ีสาม การสร้างเครือข่ายองค์กรชาวบา้ นในระดบั ตาบล ลุ่มน้า จงั หวดั และระดบั
ภูมิภาค เพื่อเพิ่มอานาจต่อรองกบั รัฐและเสริมสร้างความเขม้ แขง็ ใหก้ บั องคก์ รชุมชน

แนวทางท่ีสี่ การประสานงานกบั รัฐ เพ่ือสร้างความชอบธรรมในการจดั การกบั ปัญหาเช่น
การร้องเรียนเจ้าหน้าท่ีเม่ือเกิดกรณีละเมิดทรัพยากรของชุมชน ในบางพ้ืนที่ซ่ึงเจ้าหน้าท่ีของรัฐ
มองเห็นความสาคญั ของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจดั การทรัพยากร เจ้าหน้าที่ของรัฐกับ
คณะกรรมการชุมชนจะทางานร่วมกนั ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ

แนวทางที่ห้า การต่อรองกับรัฐเพื่อให้รับรองสิทธิชุมชนในการจดั การทรัพยากรในบาง
พ้ืนที่เร่ิมมีการจดั ต้งั องค์กรในรูปของคณะกรรมการป่ าชุมชนอย่างเป็ นทางการ มีการออกกฎเกณฑ์
การใช้ป่ าเป็ นลายลกั ษณ์อกั ษร มีการจดบนั ทึกกรณีการละเมิดกฎเกณฑ์และการตดั สินความผิดโดย
คณะกรรมการป่ าชุมชนอยา่ งเป็นระบบ การจดั อาสาสมคั รตระเวนป่ า ตลอดจนการหาช่องทางทางาน
ร่วมกับรัฐ แนวทางการทางานดังกล่าวข้างต้น เป็ นความพยายามของชาวบ้านท่ีจะให้รัฐยอมรับ
ความสามารถและศักยภาพในการจดั การและอนุรักษ์ทรัพยากร รวมท้ังเป็ นความพยายามในการ
ปรับปรุงเทคนิควธิ ีในการจดั การทรัพยากรของชุมชนอยา่ งต่อเน่ือง

แนวทางท่ีหก การประสานงานกับหน่วยงานภายนอกอ่ืน ๆ เช่นองค์กรพัฒนาเอกชน
นกั วิชาการ และสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ เพื่อเพิ่มอานาจต่อรองกบั รัฐและผูม้ ีอิทธิพลในกรณีเกิดความ
ขดั แยง้ ข้ึนการประสานงานกบั หน่วยงานอื่น ๆ เป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการเรียนรู้และเพิ่มศกั ยภาพ
ในการรู้เท่าทันปัญหาท่ีเกิดจากความสัมพันธ์กับรัฐและเป็ นการเสริมความเขม้ แข็งให้กับองค์กร
ชาวบา้ นไปดว้ ยในตวั จากแนวทางในการแกป้ ัญหาความขดั แยง้ ดงั กล่าวขา้ งตน้ จะเห็นไดว้ ่าชาวบา้ น
ให้ความสนใจกบั การแกป้ ัญหาท้งั ในระยะส้ันและระยะยาว ตอ้ งการร่วมมือกบั ทุกฝ่ าย มิใช่เพียงการ
เรียกร้องหรือต่อต้านฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงโดยเฉพาะ เพราะชาวบ้านเองตระหนักดีว่าการแก้ปัญหาใน
แนวทางที่ถูกตอ้ ง คือ การทาความเขา้ ใจและแสวงหาความร่วมมือกบั ทุก ๆ ฝ่ ายอย่างต่อเนื่องเพ่ือให้
องคก์ รของชุมชนไดร้ ับการยอมรับและสามารถจดั การทรัพยากรของตนไดอ้ ยา่ งยง่ั ยนื

70

สุนทร ปัญญะพงษ,์ วิยุทธ์ จารัสพนั ธุ์ และวงศา เลา้ หศิริวงศ์ (2555) พบวา่ กระบวนการใน
การคล่ีคลายความขดั แยง้ ของชุมชนในพ้ืนท่ีเขื่อนลาปะทาวท่ีเป็ นลกั ษณะของความขดั แยง้ ระหว่าง
ชาวบา้ นกบั ชาวบา้ นและความขดั แยง้ ระหว่างชาวบา้ นกบั หน่วยงานของรัฐ สาหรับกระบวนการใน
การคล่ีคลายความขดั แยง้ ระหว่างชาวบา้ นกบั ชาวบา้ นน้ันประกอบด้วยข้นั ตอนการเจรจาต่อรองจะ
เร่ิมต้นพูดคุยถึงที่มาของปัญหาเกิดจากอะไร ใครเกี่ยวข้องบา้ งและเกิดผลกระทบอย่างไร เพื่อหา
แนวทางที่เป็นขอ้ สรุปหรือขอ้ ตกลงร่วมกนั และข้นั ตอนการเจรจาไกล่เกลี่ยโดยคนกลาง เม่ือไม่บรรลุ
ขอ้ ตกลงไดอ้ าศยั ผนู้ าชุมชนหรือบุคคลที่เป็นท่ีเคารพนบั ถือมาพูดคุยเจรจาร่วมกนั บางคร้ังมีการตอบ
โต้ ต่อรอง ไกล่เกล่ีย ประนีประนอม จนเป็นท่ีพอใจของบุคคลท้งั สองฝ่ ายเนื่องจากแต่ละฝ่ ายมองเห็น
แต่ประโยชน์ที่ตวั เองจะไดร้ ับจนเกิดความขดั แยง้ ในขณะเดียวกันน้ันก็พบว่าแนวทางท่ีเหมะสมใน
การคลี่คลายความขดั แยง้ ระหวา่ งชุมชนทอ้ งถิ่นกบั หน่วยงานภาครัฐในการจดั การทรัพยากรน้าเขื่อน
ลาปะทาว อาเภอแก้งคร้อ จงั หวดั ชยั ภูมิน้ันจะต้องมุ่งเน้นพ้ืนฐานการสร้างพลงั ของคนในชุมชนที่
ตอ้ งการสร้างสรรคส์ ่ิงที่ดีให้เกิดข้ึนในชุมชน โดยอาศยั ความศรัทธา ความเชื่อมน่ั การให้อภยั การยก
ย่องให้เกียรติซ่ึงกันและกันมุ่งบังคับใช้กรอบระเบียบ กฎเกณฑ์และกติกาท่ีประชาชนในชุมชน
กาหนดข้ึนร่วมกนั มุ่งการคานึงถึงความสอดคลอ้ งตามประเพณี วฒั นธรรม และความรู้สึกถึงความ
เป็ นธรรมร่วมกนั ของคนในชุมชน มุ่งการแสวงหาทางออกท่ีทุกฝ่ ายยอมรับไดโ้ ดยให้ท้งั สองฝ่ ายได้
เขา้ มามีส่วนร่วมเน้นการพูดคุยเพื่อแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ไม่เนน้ การต่อสู้เพื่อชนะ การใชม้ ิติทาง
สงั คมคือความเป็นญาติพี่นอ้ ง ตระกูลเดียวกนั คนชุมชนเดียวกนั เพ่ือโนม้ นา้ วใหเ้ ห็นถึงวฒั นธรรมการ
อยรู่ ่วมกนั และการมีคณะกรรมการเจรจาหรือไกล่เกล่ียเพือ่ ช่วยในการแกไ้ ขปัญหา อาจเป็นผนู้ าชุมชน
ผอู้ าวโุ สประจาหมบู่ า้ นหรือญาติของบุคคลท้งั 2 ฝ่ายเขา้ ร่วมในการเจรจาแกไ้ ขปัญหาน้นั ๆ

วิวฒั น์ ฤทธิมา (2554) สรุปว่าการแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นท่ีดินที่เกิดจากภาครัฐเพียง
ฝ่ ายเดียวน้ันไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้และยิ่งก่อให้เกิดปัญหาความขดั แยง้ ด้านที่ดินเพ่ิมมากข้ึน
เนื่องมาจากแนวคิดและนโยบายในการแก้ไขปัญหาที่ดินที่ผ่านมาน้ันเกิดจากการคิดและกาหนดจาก
ภาครัฐเพียงฝ่ ายเดียว ภาคประชาชนไม่มีส่วนร่วมและมีการคดั คา้ นการต่อตา้ นจากภาคประชาชน อีก
ท้งั ภาคประชาชนมีการรวมตวั กนั เพื่อจดั ต้งั เป็ นเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนเพื่อต่อรองกับอานาจ
ภาครัฐ ท้งั น้ีในการแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นท่ีดินน้ันจะตอ้ งมาจากการมีส่วนร่วมจากภาครัฐและ
ภาคประชาชนในการกาหนดแนวทางในการแกไ้ ขปัญหาร่วมกนั โดยภาครัฐจะตอ้ งปรับเปลี่ยนบทบาท
ของตนเอง เพื่อให้การแกไ้ ขปัญหาน้นั สอดคลอ้ งและแกไ้ ขปัญหาไดอ้ ย่างยงั่ ยืน แนวทางในการแกไ้ ข
ปัญหาความขดั แยง้ ด้านที่ดินแต่ละพ้ืนที่จะต้องมาจากภาคประชาชน ในการกาหนดแนวทางและ
แผนการจดั การในชุมชนของตนเองในรูปแบบของสิทธิชุมชน สาหรับการศึกษาเอกสารและงานวิจยั
เก่ียวขอ้ งกบั ปัญหาความขดั แยง้ และการจดั การความขดั แยง้ ด้านทรัพยากรธรรมชาติน้ัน เพื่อให้เป็ น

71

กรอบในการอธิบายถึงสภาพปัญหาของความขดั แยง้ ด้านที่ดินทากิน ปัญหาท่ีดินทากินในพ้ืนท่ีป่ า
อนุรักษ์ พ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงที่ต้งั อยู่ในเขตรักษาพนั ธุ์สัตวป์ ่ าเขาบรรทัด
และเขตอุทยานแห่งชาติเขาป่ ูเขาย่า ตลอดจนเป็ นการอธิบายเพ่ือแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการและ
ลกั ษณะของความขดั แยง้ ด้านท่ีดินทากินและการดาเนินการแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ด้านทากินใน
พ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์ พ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงท่ีต้งั อยู่ในเขตรักษาพนั ธุ์สัตวป์ ่ าเขา
บรรทดั และเขตอุทยานแห่งชาติเขาป่ ูเขาย่าเพ่ือนาไปสู่การกาหนดแนวทางและรูปแบบในการแกไ้ ข
ปัญหาความขดั แยง้ ด้านท่ีดินทากินและเกิดรูปแบบในการบริหารจัดการที่ดินทากินในพ้ืนท่ีแถบ
เทือกเขาบรรทัดในเขตจังหวดั พัทลุงท่ีต้ังอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าเขาบรรทัดและเขตอุทยาน
แห่งชาติเขาป่ ูเขายา่ อยา่ งยง่ั ยนื

วิวฒั น์ ฤทธิมา (2559) เสนอไวว้ ่าตวั แบบในการบริหารจดั การท่ีดินและการแกไ้ ขปัญหา
ความขดั แยง้ ดา้ นการบริหารจดั การท่ีดินพ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทดั จงั หวดั ตรังน้นั จะตอ้ งดาเนินการใน
แนวทางและวิธีการต่างๆที่เกิดข้ึนน้นั จะตอ้ งเกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมและแนวทางที่ก่อให้การ
ยอมรับจากทุกภาคส่วนท่ีเก่ียวขอ้ งกบั ปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นท่ีดิน ตลอดจนก่อใหเ้ กิดความพึงพอใจ
กบั ทุกฝ่ ายโดยเฉพาะมิติของความรู้สึกร่วมในการแก้ไขปัญหาความขดั แยง้ ด้านท่ีดินและให้ความ
ร่วมมือร่วมใจในการแกไ้ ขปัญหาที่มุ่งใหเ้ กิดประโยชน์ต่อทุกฝ่ าย โดยจะตอ้ งดาเนินการจดั ทาแนวเขต
ของท่ีดินทากินและอยู่อาศยั ของประชาชนกบั แนวเขตพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วมโดยใชข้ อ้ มูล
เชิงประจกั ษ์ มีการกาหนดพ้ืนที่ผ่อนปรนพิเศษอยา่ งมีส่วนร่วมและดาเนินการรับรองเอกสารสิทธ์ิใน
ที่ดินทากินให้กับประชาชนในพ้ืนท่ีผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมและเกิดการยอมรับต่อทุกภาคส่วน
ในส่วนของการบริหารจดั การท่ีดินพ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทดั จงั หวดั ตรังอย่างยงั่ ยืนน้ันจึงมีความ
จาเป็นอย่างยิง่ ที่จะตอ้ งมีการปลูกตน้ ไมก้ นั แนวระหวา่ งพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษก์ บั พ้ืนที่ทากินของประชาชน
ซ่ึงถือเป็ นการมุ่งให้ความสาคญั ต่อการอนุรักษ์และรักษาไวซ้ ่ึงพ้ืนท่ีป่ าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ แต่ใน
ขณะเดียวกนั น้ันก็มีความชดั เจนของแนวเขตทางธรรมชาติของพ้ืนที่ นอกจากน้ีแลว้ แนวทางของการ
ปลูกพืชตามระดบั ของความลาดชันของพ้ืนที่ ถือเป็ นแนวทางเพื่อก่อให้เกิดความยง่ั ยืนต่อการแกไ้ ข
ปัญหา ไมก่ ่อให้เกิดการตดั ไมท้ าลายป่ า ตลอดจนก่อให้เกิดรายไดจ้ ากการปลูกพืชท่ีให้ความสาคญั กบั
ความลาดชนั ของพ้ืนที่และการปลูกพืชป่ าสมรมในสวนยางตามวิถีหรือตามภูมิปัญญาชุมชน ซ่ึงเป็ น
การปลกู พืชตามแนวทางและวถิ ีของบรรพบุรุษของประชาชนในพ้นื ที่แถบเทือกเขาบรรทดั จงั หวดั ตรัง

72

2.6 บริบทของพืน้ ทแ่ี ละสภาพในการบริหารจัดการทดี่ ินทากนิ ในพืน้ ทป่ี ่ าอนุรักษ์พืน้ ที่

แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลงุ

สำหรับบริบทของพ้ืนท่ีและสภำพกำรบริหำรจดั กำรที่ดินทำกิน กำรแกไ้ ขปัญหำท่ีดินทำ
กินในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์ พ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงน้ันเป็ นพ้ืนที่ท่ีประสบกบั
ปัญหำท่ีดินทำกินในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์ มำเป็ นเวลำอนั ยำวนำนและมีกำรดำเนินกำรแก้ปัญหำที่ดิน
ทำกินในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์ ตลอดจนมีกำรดำเนินกำรเสนอแนวทำงและรูปแบบในแกไ้ ขปัญหำควำม
ขดั แยง้ ดำ้ นท่ีดินทำกิน เสนอแนวทำงในกำรแกไ้ ขปัญหำท่ีดินทำกินและกำรบริหำรจดั กำรท่ีดินทำ
กินในพ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์ดว้ ยวธิ ีกำรและลกั ษณะต่ำง ๆ ในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษพ์ ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั
ในเขตจงั หวดั พทั ลุงอย่ำงยงั่ ยืนพ้ืนท่ีเขตรักษำพนั ธุ์สัตวป์ ่ ำเขำบรรทัดประกอบไปด้วย 9 ตำบล
ในเขต 4 อำเภอ อันได้แก่ตำบลบ้ำนนำและตำบลลำสิ นธุ์ อำเภอศรีนครินทร์ ตำบลคลองเฉลิม
ตำบลคลองทรำยขำว และตำบลกงหรำ อำเภอกงหรำ ตำบลตะโหมดและตำบลคลองใหญ่
อำเภอตะโหมด และพ้ืนท่ีตำบลทุ่งนำรีและตำบลหนองธง อำเภอป่ ำบอน จงั หวดั พทั ลุง และพ้ืนท่ี
อุทยำนแห่งชำติเขำป่ ูเขำย่ำประกอบไปด้วย 13 ตำบล ในเขต 4 อำเภอ อันได้แก่ ตำบลคลอง
ทรำยขำว ตำบลคลองเฉลิม ตำบลกงหรำ ตำบลชะรัดและตำบลสมหวงั อำเภอกงหรำ ตำบลชุมพล
ตำบลลำสินธุ์และตำบลบ้ำนนำ อำเภอศรีนครินทร์ ตำบลตะแพน ตำบลเขำย่ำและตำบลเขำป่ ู
อำเภอศรีบรรพต และพ้ืนที่ตำบลเกำะเต่ำและตำบลลำนข่อย อำเภอป่ ำพะยอม จังหวดั พทั ลุง
ตำมสภำพของบริบทพ้ืนท่ีในปัจจุบนั

2.6.1 พืน้ ทอี่ ุทยานแห่งชาตเิ ขาป่ เู ขาย่า
กำรวิจยั เร่ืองกำรบริหำรจดั กำรท่ีดินทำกินในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์อย่ำงยง่ั ยืน พ้ืนที่แถบ
เทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงน้นั มุ่งศึกษำแนวทำงกำรบริหำรจดั กำรที่ดินทำกินและปัญหำ
ควำมขดั แยง้ ดำ้ นที่ดินทำกิน ตลอดจนรูปแบบกำรแกไ้ ขปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นที่ดินทำกินและ
กำรบริหำรจดั กำรที่ดินทำกินในพ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์ พ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงอยู่
ต้งั ในเขตรักษำพนั ธุ์สัตวป์ ่ ำเขำบรรทดั และเขตอุทยำนแห่งชำติเขำป่ ูเขำยำ่ เพ่ือท่ีจะนำไปสู่กำรกำหนด
แนวทำงและรูปแบบเพ่ือแกไ้ ขปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นที่ดินทำกินและกำรบริหำรจดั กำรท่ีดินทำกิน
ในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์ พ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงอยูต่ ้งั ในเขตรักษำพนั ธุ์สัตวป์ ่ ำเขำ
บรรทัดและเขตอุทยำนแห่งชำติเขำป่ ูเขำย่ำ นำไปสู่กำรบริหำรจัดกำรที่ดินท่ีก่อให้เกิดควำม
สอดคลอ้ งสร้ำงควำมสมดุลและควำมยง่ั ยนื

73

ภำพที่ 4 : ภำพถ่ำยทำงอำกำศพ้ืนท่ีอุทยำนแห่งชำติเขำป่ ูเขำยำ่
ที่มำ : กรมอุทยำนแห่งชำติ สตั วป์ ่ ำ และพนั ธุ์พืช

74

อุทยำนแห่งชำติเขำป่ ู-เขำยำ่ น้นั ต้งั ชื่อตำมภูเขำท่ีอยูใ่ นเขตอุทยำนแห่งชำติซ่ึงเป็ นที่รู้จกั
ของผูค้ นในจงั หวดั พทั ลุง โดยเฉพำะอยำ่ งยิ่ง “เขำป่ ู” ซ่ึงถือวำ่ เป็ นภูเขำอนั ศกั ด์ิสิทธ์ิเป็ นท่ีสิงสถิต
ของดวงวิญญำณ “ตำป่ ู” เป็ นเทพก่ึงคนธรรพ์ ซ่ึงเป็ นที่นบั ถือเคำรพกรำบไหวข้ องชำวตำบลเขำป่ ู
และประชำชนทว่ั ไป อุทยำนแห่งชำติเขำป่ ู-เขำยำ่ มีพ้ืนท่ีครอบคลุมอยใู่ นทอ้ งที่อำเภอศรีนครินทร์
อำเภอศรีบรรพต อำเภอป่ ำพะยอม อำเภอกงหรำ จังหวดั พทั ลุงต้งั อยู่ในบริเวณเทือกเขำบรรทดั
สลับซับซ้อนปกคลุมด้วยป่ ำดงดิบช้ื นเขียวสะพร่ังทุกฤดูกำล จนได้รับสมญ ำนำมว่ำ
“ป่ ำพรหมจรรย”์ ในตอนกลำงของพ้ืนที่เป็ นท่ีรำบ ซ่ึงมีบำ้ นพกั แบบทำร์ซำนสร้ำงเรียงรำยอยูต่ ำม
ริมห้วยธำรนับเป็ นเอกลักษณ์ของอุทยำนแห่งชำติเขำป่ ู -เขำย่ำรวมเน้ือที่ท้ังหมดประมำณ 433,750ไร่
หรือ 694 ตำรำงกิโลเมตร เมื่อคร้ังท่ีนำยผ่อง เล่งอ้ี ดำรงตำแหน่งผูอ้ ำนวยกำรกองอนุรักษ์สัตวป์ ่ ำ
ไดเ้ สนอว่ำ จงั หวดั พทั ลุงมีเขตห้ำมล่ำสัตวป์ ่ ำทะเลน้อย ซ่ึงมีชื่อเสียงเป็ นที่รู้จกั ดีของนักท่องเท่ียว
เป็ นอุทยำนนกน้ ำท่ีมีนกชนิดต่ำงๆ ที่สวยงำมและหำยำกมำกกว่ำ 126 ชนิด อำศัยอยู่ไม่
ต่ำกว่ำ 10,000 ตวั นอกจำกน้ีมีพ้ืนที่ป่ ำบริเวณเทือกเขำบรรทดั ซ่ึงเป็ นป่ ำผืนสุดทำ้ ยของจงั หวดั
พทั ลุงและมีธรรมชำติหลำยแห่งที่สวยงำม เช่น น้ำตกหนำนปลิว น้ำตกเขำครำม ถ้ำมจั ฉำ เป็ นตน้
เหมำะท่ีจะจัดเป็ นแหล่งท่องเท่ียวโดยจัดต้ังเป็ นอุทยำนแห่งชำติ ท้ังได้รับควำมร่วมมือและ
สนับสนุนอย่ำงดียิ่งจำก ร้อยตรีกิตติ ประทุมแกว้ ผูว้ ำ่ รำชกำรจงั หวดั พทั ลุง ตลอดจนครู อำจำรย์
และประชำชนชำวพทั ลุง

กองอุทยำนแห่งชำติ กรมป่ ำไม้ได้ดำเนินกำรสำรวจและได้นำเสนอคณะกรรมกำร
อุทยำนแห่งชำติ มีมติในกำรประชุมคร้ังท่ี 2/2523 เมื่อวันท่ี 8 สิ งหำคม พุทธศักรำช 2523
ให้กำหนดบริเวณดงั กล่ำวเป็ นอุทยำนแห่งชำติ โดยมีพระรำชกฤษฎีกำกำหนดบริเวณท่ีดินป่ ำ
เทื อ ก เข ำบ รร ทัด ใน ท้อ งท่ี ต ำบ ล น้ ำต ก อ ำเภ อ ทุ่ งส ง ต ำบ ล วังอ่ ำว อ ำเภ อ ช ะ อ ว ด
จงั หวดั นครศรีธรรมรำช ตำบลหนองบวั ตำบลหนองปรือ ตำบลท่ำงิ้ว ตำบลเขำปูน ตำบลห้วยยอด
ตำบลปำกแจ่ม อำเภอห้วยยอด ตำบลน้ ำผุด ตำบลช่องอำเภอเมืองตรังจังหวัดตรังและตำบลตะแพน
ตำบลเขำป่ ู อำเภอควนขนุน ตำบลบำ้ นนำ อำเภอเมืองพทั ลุง ตำบลกงหรำ ตำบลชะรัด อำเภอกงหรำ
จังหวัดพั ทลุ ง ให้ เป็ นอุ ทยำนแห่ งชำติ ประกำศในรำชกิ จจำนุ เบกษำ เล่ ม 99ตอนที่ 72
ลงวนั ที่ 27พฤษภำคม พุทธศกั รำช 2525 เป็ นอุทยำนแห่งที่ 42 ของประเทศ โดยอุทยำนแห่งชำติ
เขำป่ ู-เขำย่ำ ครอบคลุมพ้ืนที่ประมำณ 433,750 ไร่ (หรือ 694 ตำรำงกิโลเมตร) อยู่ในท้องท่ี
ตำบลน้ำตก อำเภอทุ่งสง ตำบลวงั อ่ำง ตำบลเขำพระทอง อำเภอชะอวด จงั หวดั นครศรีธรรมรำช
ตำบลหนองปรื อ ตำบลหนองบัว ตำบลเขำไพร อำเภอรัษฎำตำบลท่ำงิ้ว ตำบลเขำปูน ตำบลห้วยยอด
ตำบลในเตำ ตำบลปำกแจ่ม อำเภอห้วยยอด ตำบลน้ำผุด อำเภอเมือง ตำบลช่อง ตำบลละมอ
อำเภอนำโยง จงั หวดั ตรัง ตำบลชุมพล ตำบลลำสินธุ์ ตำบลบำ้ นนำ อำเภอศรีนครินทร์ ตำบลตะแพน

75

ตำบลเขำป่ ู อำเภอศรีบรรพต ตำบลเกำะเต่ำ ตำบลลำนข่อย อำเภอป่ ำพะยอม ตำบลกงหรำ
ตำบลชะรัด ตำบลคลองทรำยขำว ตำบลคลองเฉลิม ตำบลสมหวงั อำเภอกงหรำ จงั หวดั พทั ลุง ต้งั อยู่
ในบริเวณภำคใตฝ้ ่ังตะวนั ออกของประเทศไทย อยรู่ ะหวำ่ งเส้นรุ้งที่ 8 - 9 องศำ

ในกำรวิจยั เร่ืองกำรบริหำรจดั กำรที่ดินทำกินในพ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์อย่ำงยงั่ ยืน พ้ืนท่ีแถบ
เทือกเขำบรรทัดในเขตจงั หวดั พทั ลุงกำหนดพ้ืนท่ีศึกษำในพ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทัดในเขต
จงั หวดั พทั ลุงอยู่ต้งั ในพ้ืนท่ีอุทยำนแห่งชำติเขำป่ ูเขำยำ่ ประกอบไปดว้ ย 13 ตำบล ในเขต 4 อำเภอ
อนั ไดแ้ ก่ ตำบลคลองทรำยขำว ตำบลคลองเฉลิม ตำบลกงหรำ ตำบลชะรัดและตำบลสมหวงั อำเภอ
กงหรำ ตำบลชุมพล ตำบลลำสินธุ์และตำบลบำ้ นนำ อำเภอศรีนครินทร์ ตำบลตะแพน ตำบลเขำยำ่
และตำบลเขำป่ ู อำเภอศรีบรรพต และพ้ืนที่ตำบลเกำะเต่ำและตำบลลำนข่อย อำเภอป่ ำพะยอม
จงั หวดั พทั ลุง ตำมสภำพของบริบทพ้ืนที่ในปัจจุบนั ซ่ึงเป็นพ้ืนที่ที่ประสบกบั ปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ น
ที่ดินมำเป็ นเวลำอนั ยำวนำน อนั เกิดมำจำกกำรบริหำรจดั กำรที่ดินของภำครัฐและมีกำรดำเนินกำร
ในรูปแบบต่ำง ๆ เพื่อแกป้ ัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นที่ดินและกำรบริหำรจดั กำรที่ดินทำกิน ตลอดจนมี
กำรดำเนินกำรเสนอรูปแบบในแกไ้ ขปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นที่ดินและกำรบริหำรจดั กำรที่ดินทำกิน
ท่ีเกิดข้ึนดว้ ยวธิ ีกำรและรูปแบบต่ำง ๆ

2.6.2 พืน้ ทเ่ี ขตรักษาพนั ธ์ุสัตว์ป่ าเขาบรรทดั
กำรวิจยั เรื่องกำรบริหำรจดั กำรท่ีดินทำกินในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์อย่ำงยง่ั ยืน พ้ืนที่แถบ
เทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงน้นั มุ่งศึกษำแนวทำงกำรบริหำรจดั กำรท่ีดินและปัญหำควำม
ขดั แยง้ ด้ำนท่ีดินทำกิน ตลอดจนรูปแบบกำรแก้ไขปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนท่ีดินทำกินและกำร
บริหำรจดั กำรที่ดินทำกินในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์ พ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงเพื่อท่ีจะ
นำไปสู่กำรกำหนดแนวทำงและรูปแบบเพื่อแก้ไขปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนท่ีดินและกำรบริหำร
จดั กำรที่ดินทำกินในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์ พ้ืนที่แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงท่ีนำไปสู่กำร
บริหำรจดั กำรท่ีดินทำกินที่ก่อใหเ้ กิดควำมสอดคลอ้ งสร้ำงควำมสมดุลและควำมยงั่ ยนื
เขตรักษำพนั ธุ์สัตว์ป่ ำเขำบรรทัดน้ันเร่ิมต้นจำกกำรเป็ นเขตห้ำมล่ำสัตว์ป่ ำเทือกเขำ
บรรทดั จงั หวดั ตรัง สำนกั งำนต้งั อยูท่ ่ีบำ้ นกะช่อง หมู่ท่ี 1 ตำบลช่อง อำเภอเมือง จงั หวดั ตรัง ต่อมำ
ประกำศจัดต้ังเป็ นเขตรักษำพันธุ์สัตว์ป่ ำเขำบรรทัดตำมพระรำชกฤษฎีกำพิเศษ หน้ำที่ 1
ล งวัน ท่ี 22 สิ งห ำคม พ .ศ . 2518 ป ระ ก ำศใน รำช กิ จจำนุ เบ ก ษ ำ เล่ ม ที่ 92 ตอ น ที่ 181
ลงวนั ท่ี 4 กนั ยำยนพุทธศกั รำช 2518 ครอบคลุมพ้ืนท่ีบำงส่วนของ 4 จงั หวดั ไดแ้ ก่ จงั หวดั พทั ลุง
จังหวดั ตรัง จังหวดั สตูล และจังหวดั สงขลำ พ้ืนท่ีรับผิดชอบประมำณ 805,000 ไร่ แต่ในปี
พุทธศกั รำช 2520 ไดป้ ระกำศเพิกถอนพ้ืนที่บำงส่วนในทอ้ งท่ีจงั หวดั สตูลออกใหน้ ิคมสร้ำงตนเอง
ภำคใตจ้ งั หวดั สตูล เพ่ือจดั ให้รำษฎรทำกิน ปี พุทธศกั รำช 2524 ไดเ้ กิดอุทกภยั ภำคใตอ้ ยำ่ งร้ำยแรง

76

ทำให้ที่ต้งั สำนกั งำนเขตฯ ไดร้ ับควำมเสียหำย ประกอบกบั หน่วยงำนต่ำงๆ ในสังกดั กรมป่ ำไมใ้ น
สมยั น้นั ไดจ้ ดั ต้งั ข้ึนซ้ำซ้อนในพ้ืนที่เดียวกนั ทำให้เกิดกำรเขำ้ ใจผิดประชำชนผูม้ ำติดต่อรำชกำร
ไม่สำมำรถแยกแยะหน่วยงำนแต่ละเขตรับผิดชอบแต่ละหน่วยงำนได้ จึงไดย้ ำ้ ยท่ีทำกำรเขตรักษำ
พันธุ์สัตว์ป่ ำเขำบรรทัดไปอยู่ท่ีหน่วยพิทักษ์ป่ ำบ้ำนนำวง หมู่ท่ี 1 ตำบลบ้ำนนำ อำเภอเมือง
(ปัจจุบันเป็ นอำเภอศรีนครินทร์) จงั หวดั พทั ลุง เพรำะเป็ นสถำนที่เหมำะสม คล่องตัวในกำร
ปฏิบตั ิงำนและติดต่อประสำนงำนกบั หน่วยรำชกำรอื่น ๆ ได้สะดวกและ ในปี พุทธศกั รำช 2528
ไดป้ ระกำศเพิกถอนพ้ืนท่ีบำงส่วนออกเพ่ือสร้ำงและขยำยถนนเพชรเกษม ทำงหลวงหมำยเลข 4
(พทั ลุง-ตรัง) เหลือพ้ืนที่ประมำณ 791,871.81 ไร่ ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำเล่มท่ี 102 ตอนที่ 98
ลงวนั ท่ี 1 สิงหำคม 2528 และปี พุทธศกั รำช 2530 ก็ไดป้ ระกำศเพิกถอนพ้ืนที่บำงส่วนของเขตรักษำ
พนั ธุ์สัตวป์ ่ ำเขำบรรทดั ออกอีก เพื่อมอบพ้ืนท่ีให้กองทพั ภำคที่ 4 จดั ต้งั กรมอำสำสมคั รทหำรพรำน
ที่ 4154 เป็ นสถำนท่ีฝึ กกำรรบเป็ นพิเศษของกองทัพข้ึน ปัจจุบันคงเหลือพ้ืนที่รับผิดชอบอยู่
ประมำณ 791,847 ไร่ หรือ 1266.96 ตำรำงกิโลเมตร ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำเล่มท่ี 104
ตอนที่ 278 ลงวนั ท่ี 31 ธันวำคม พุทธศกั รำช 2530 เน่ืองจำกป่ ำเขำบรรทัดในท้องท่ีตำบลช่อง
อำเภอเมืองตรัง ตำบลนำชุมเห็ด ตำบลโพรงจระเข้ อำเภอยำ่ นตำขำว ตำบลปะเหลียน ตำบลทุ่งยำว
ตำบลลิพังอำเภอปะเหลียน จังหวดั ตรังตำบลบ้ำนนำตำบลกงหรำตำบลคลองเฉลิมอำเภอเมืองพัทลุง
ตำบลตะโหมด อำเภอเขำชัยสน ตำบลป่ ำบอน อำเภอปำกพะยูน จังหวดั พทั ลุง ตำบลทุ่งหวำ้
อำเภอทุ่งหวำ้ ตำบลนิคมพฒั นำ ตำบลทุ่งนุ้ย กิ่งอำเภอควนกำหลง อำเภอเมืองสตูล จงั หวดั สตูล
และตำบลคูหำใต้ ตำบลท่ำชะมวง อำเภอรัตภูมิ จงั หวดั สงขลำ เน้ือท่ีประมำณ 805,000 ไร่ สภำพภูมิ
ประเทศและส่ิงแวดล้อมโดยท่ัวไปเป็ นเทือกเขำยำวประกอบด้วยภูเขำสูงชันสลับซับซ้อนเป็ นป่ ำดงดิบ
มีตน้ น้ำลำธำรไหลหล่อเล้ียงลำห้วยตลอดปี หลำยสำย มีแหล่งน้ำและแหล่งอำหำรของสัตวป์ ่ ำอยำ่ ง
อุดมสมบูรณ์ และมีสัตวป์ ่ ำหลำยชนิดอำศยั อยู่ ประกอบกบั กรมป่ ำไมไ้ ดจ้ ดั ต้งั ศูนยศ์ ึกษำธรรมชำติ
และสัตวป์ ่ ำในบริเวณป่ ำเขำช่อง ซ่ึงเป็ นส่วนหน่ึงของป่ ำเขำบรรทดั อีกดว้ ย ฉะน้นั เพื่อใหเ้ ป็ นท่ีอยู่
อำศยั ของสตั วป์ ่ ำโดยปลอดภยั และรักษำไวซ้ ่ึงพนั ธุ์ของสัตวป์ ่ ำเพอื่ กำรศึกษำคน้ ควำ้ และขยำยพนั ธุ์
สัตวป์ ่ ำ และเพื่อเป็ นกำรช่วยบรรเทำอุทกภยั โดยป้องกนั รักษำตน้ น้ำลำธำรและป่ ำไม้ให้คงอยู่
ตลอดไปสมควรกำหนดบริเวณท่ีดินดงั กล่ำวให้เป็ นเขตรักษำพนั ธุ์สัตวป์ ่ ำโดยที่เป็ นกำรสมควร
กำหนดบริ เวณท่ีดินป่ ำเขำบรรทัด ในท้องท่ีตำบลช่อง อำเภอเมืองตรัง ตำบลนำชุมเห็ด
ตำบลโพรงจระเข้ อำเภอย่ำนตำขำว ตำบลปะเหลียน ตำบลทุ่งยำว ตำบลลิพงั อำเภอปะเหลียน
จังหวดั ตรัง ตำบลบ้ำนนำ ตำบลกงหรำ ตำบลคลองเฉลิม อำเภอเมืองพัทลุง ตำบลตะโหมด
อำเภอเขำชัยสน ตำบลป่ ำบอน อำเภอปำกพะยูน จงั หวดั พัทลุง ตำบลทุ่งหวำ้ อำเภอทุ่งหว้ำ

77
ตำบลนิคมพฒั นำ ตำบลทุง่ นุย้ กิ่งอำเภอควนกำหลง อำเภอเมืองสตูล จงั หวดั สตูล และตำบลคูหำใต้
ตำบลท่ำชะมวง อำเภอรัตภูมิ จงั หวดั สงขลำใหเ้ ป็นเขตรักษำพนั ธุ์สตั วป์ ่ ำ

กำรวิจยั เร่ืองกำรบริหำรจดั กำรที่ดินทำกินในพ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์อย่ำงยง่ั ยืน พ้ืนท่ีแถบ
เทือกเขำบรรทัดในเขตจังหวดั พัทลุงกำหนดพ้ืนที่ศึกษำในพ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทัดในเขต
จงั หวดั พทั ลุงอยตู่ ้งั ในพ้ืนท่ีเขตรักษำพนั ธุ์สัตวป์ ่ ำเขำบรรทดั ประกอบไปดว้ ย 9 ตำบล ในเขต 4 อำเภอ
อนั ไดแ้ ก่ตำบลบำ้ นนำและตำบลลำสินธุ์ อำเภอศรีนครินทร์ ตำบลคลองเฉลิม ตำบลคลองทรำยขำว และ
ตำบลกงหรำ อำเภอกงหรำ ตำบลตะโหมดและตำบลคลองใหญ่ อำเภอตะโหมด และพ้ืนท่ีตำบลทุ่งนำรี
และตำบลหนองธง อำเภอป่ ำบอน จงั หวดั พทั ลุง ตำมสภำพของบริบทพ้ืนที่ในปัจจุบนั ซ่ึงเป็ นพ้ืนท่ีท่ี
ประสบกบั ปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนที่ดินมำเป็ นเวลำอนั ยำวนำน อนั เกิดมำจำกกำรบริหำรจดั กำร
ที่ดินของภำครัฐและมีกำรดำเนินกำรในรูปแบบตำ่ ง ๆ เพื่อแกป้ ัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นท่ีดินและกำร
บริหำรจดั กำรที่ดินทำกิน ตลอดจนมีกำรดำเนินกำรเสนอรูปแบบในแกไ้ ขปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ น
ท่ีดินและกำรบริหำรจดั กำรที่ดินทำกินท่ีเกิดข้ึนดว้ ยวธิ ีกำรและรูปแบบต่ำง ๆ

ภำพที่ 5 : ขอบเขตพ้นื ที่เขตรักษำพนั ธุ์สตั วป์ ่ ำเขำบรรทดั
ที่มำ : กรมอุทยำนแห่งชำติ สัตวป์ ่ ำ และพนั ธุ์พืช

78

2.7 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั

จำกกำรศึกษำคน้ ควำ้ แนวคิด เอกสำรและงำนวจิ ยั ที่เก่ียวขอ้ งกบั สภำพสภำพและลกั ษณะ
ของกำรบริหำรจดั กำรท่ีดิน สภำพปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นท่ีดินทำกินในพ้นื ท่ีป่ ำอนุรักษ์ สภำพและ
ลกั ษณะของกำรแกไ้ ขปัญหำที่ดินทำกินในพ้นื ท่ีป่ ำอนุรักษ์ นโยบำย กฎหมำยและระเบียบขอ้ บงั คบั
วำ่ ดว้ ยกำรแกไ้ ขปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนที่ดินและกำรแกไ้ ขปัญหำที่ดินทำกินในพ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์
แนวทำงและกลไกเพื่อกำรแกไ้ ขปัญหำที่ดินทำกินในพ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์ แนวทำงและรูปแบบเพ่ือกำร
บริหำรจดั กำรท่ีดินทำกินในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษอ์ ยำ่ งยง่ั ยืน สภำพและลกั ษณะของกำรบริหำรจดั กำร
ท่ีดินพ้ืนที่แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง สภำพปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นท่ีดินทำกินใน
พ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษพ์ ้ืนที่แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง สภำพและลกั ษณะของกำรแกไ้ ข
ปัญหำท่ีดินทำกินในพ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์พ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง นโยบำย
กฎหมำยและระเบียบขอ้ บงั คบั วำ่ ดว้ ยกำรแกไ้ ขปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นที่ดินและกำรแกไ้ ขปัญหำ
ที่ดินทำกินในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์พ้ืนที่แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง แนวทำงและกลไก
เพ่ือกำรแกไ้ ขปัญหำท่ีดินทำกินในพ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์พ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง
แนวทำงและรูปแบบเพื่อกำรบริหำรจดั กำรที่ดินทำกินในพ้นื ท่ีป่ ำอนุรักษพ์ ้นื ที่แถบเทือกเขำบรรทดั
ในเขตจงั หวดั พทั ลุงอยำ่ งยง่ั ยนื ตลอดจนกำรศึกษำจำกแนวคิดเกี่ยวกบั แนวคิดเก่ียวกบั กำรจดั กำร
ทรัพยำกรธรรมชำติ แนวคิดเก่ียวกับสิทธิชุมชน แนวคิดเกี่ยวกับกำรมีส่วนร่วมของประชำชน
แนวคิดเกี่ยวกบั กำรจดั กำรควำมขดั แยง้ เอกสำรและงำนวจิ ยั เก่ียวขอ้ งกบั ปัญหำท่ีดินทำกินในพ้ืนท่ี
ป่ ำอนุรักษ์ เอกสำรและงำนวจิ ยั เกี่ยวขอ้ งกบั กำรแกไ้ ขปัญหำที่ดินทำกินในพ้นื ที่ป่ ำอนุรักษ์

ประกอบกบั กำรวิจยั เร่ืองกำรบริหำรจดั กำรที่ดินทำกินในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์อย่ำงยง่ั ยืน
พ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงน้นั มีเป้ำหมำยเพื่อให้กำรดำเนินกำรวิจยั ก่อให้เกิด
องคค์ วำมรู้ท่ีสำมำรถนำไปใช้ประโยชน์ต่อกำรพฒั นำและแกไ้ ขปัญหำกำรบริหำรจดั กำรท่ีดินทำ
กิน ตลอดจนรูปแบบในกำรบริหำรจดั กำรที่ดินทำกินในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์อย่ำงยงั่ ยืน พ้ืนท่ีแถบ
เทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง ผูศ้ ึกษำจึงไดก้ ำหนดกรอบแนวคิดในกำรวิจยั ซ่ึงเป็ นกรอบ
แนวทำงในกำรศึกษำวจิ ยั ใหเ้ ป็นไปตำมวตั ถุประสงคข์ องกำรวจิ ยั กบั กำรแกไ้ ขปัญหำที่ดินทำกินใน
พ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษเ์ ก่ียวกบั สภำพและลกั ษณะของกำรบริหำรจดั กำรที่ดินทำกินและแกไ้ ขปัญหำที่ดิน
ทำกินในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์ วเิ ครำะห์แนวทำงในกำรบริหำรจดั กำรท่ีดินทำกินและแกไ้ ขปัญหำที่ดิน
ทำกินและเสนอรูปแบบในกำรบริหำรจดั กำรที่ดินทำกินและรูปแบบแก้ไขปัญหำที่ดินทำกินใน
พ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์ พ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงท่ีอยู่ในเขตรักษำพนั ธุ์สัตวป์ ่ ำเขำ
บรรทดั และเขตอุทยำนแห่งชำติเขำป่ ูเขำยำ่ อย่ำงยง่ั ยืนจึงสำมำรถกำหนดกรอบแนวคิดกำรวิจยั ได้
ดงั น้ี

79

การบริหารจัดการทดี่ ินทากนิ ในพืน้ ทป่ี ่ าอนุรักษ์อย่างยง่ั ยืน
พืน้ ทแ่ี ถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลุง

1) สภาพของการบริหาร 2) แนวทางในการบริหาร 3) รูปแบบในการบริหาร
จดั การทดี่ นิ ทากนิ และ จดั การทด่ี นิ ทากนิ และแก้ไข จดั การทด่ี นิ ทากนิ และ
รูปแบบแก้ไขปัญหาทดี่ นิ ปัญหาทดี่ นิ ทากนิ ในพื้นที่ รูปแบบแก้ไขปัญหาทด่ี นิ
ป่ าอนุรักษ์ ทากนิ ในพืน้ ทปี่ ่ าอนุรักษ์
บริบทของพ้นื ท่ีศึกษำ
ประวตั ิควำมเป็ นมำ แนวทำงในกำรบริหำร รู ปแบบในกำรบริ หำร
ขอบเขตพ้นื ที่/ภมู ิศำสตร์ จดั กำรที่ดินทำกินและ จัดกำรท่ี ดินทำกินและ
แกไ้ ขปัญหำท่ีดินทำกิน รูปแบบแกไ้ ขปัญหำท่ีดิน
สภำพและลกั ษณะของ ทำกินในพ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์
กำรบริหำรจดั กำรท่ีดิน วธิ ีกำรและลกั ษณะของ ของภำครัฐ ,ภำคประชำชน
ทำกินและรูปแบบแกไ้ ข แนวทำงในกำรบริหำร ชุมชนและองคก์ รชุมชน
ปัญหำที่ดิน จดั กำรที่ดินทำกินและ
แกไ้ ขปัญหำที่ดินทำกิน เสน อรู ปแบบ ใน การ
แนวคิดในกำรบริ หำร ในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์ บริหารจัดการท่ีดินทา
จัดกำรที่ดินทำกินและ กิ น แ ล ะ รู ป แ บ บ แ ก้ ไ ข
รู ป แบ บ แก้ไขปั ญ ห ำ รัฐส่วนกลำง ภูมิภำค ปัญ หาท่ีดินทากินใน
ที่ดิน พื้นท่ีป่ าอนุรักษ์ พื้นท่ี
องคก์ รปกครองส่วน แถบเทือกเขาบรรทดั ใน
นโยบำย กฎหมำยและ ทอ้ งถิ่น ชุมชน เขตจังหวัดพัทลุงอย่าง
ระเบียบขอ้ บงั คบั ในกำร องคก์ รชุมชน ยง่ั ยืน
บริหำรจดั กำรที่ดินทำ
กินและรูปแบบแกไ้ ข
ปัญหำที่ดิน

ภำพท่ี 6 : กรอบแนวคิดกำรวจิ ยั

80

จำกกำรศึกษำค้นควำ้ แนวคิด เอกสำรและงำนวิจยั ท่ีเกี่ยวข้องสำมำรถกำหนดกรอบ
แนวคิดกำรวิจยั ไดด้ งั น้ี สภำพและลกั ษณะของกำรบริหำรจดั กำรท่ีดินทำกินและแกไ้ ขปัญหำที่ดิน
ทำกินในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์ แนวทำงในกำรบริหำรจดั กำรท่ีดินทำกินและแกไ้ ขปัญหำท่ีดินทำกินใน
พ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์ รูปแบบในกำรบริหำรจดั กำรท่ีดินทำกินและรูปแบบแก้ไขปัญหำที่ดินทำกินใน
พ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์ พ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงอยำ่ งยง่ั ยนื โดยกรอบแนวควำมคิด
ของโครงกำรวิจยั เร่ืองกำรบริหำรจดั กำรท่ีดินทำกินในพ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์อย่ำงยง่ั ยืน พ้ืนที่แถบ
เทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงน้นั มุ่งเนน้ ใหก้ ำรศึกษำเป็ นไปตำมกระบวนกำรและข้นั ตอน
ของกรอบกำรวจิ ยั เพือ่ ตอบวตั ถุประสงคข์ องกำรวจิ ยั จึงไดก้ ำหนดแนวทำงในกำรศึกษำไวด้ งั น้ี

1. กำรศึกษำเกี่ยวกับศึกษำสภำพและลกั ษณะของกำรบริหำรจดั กำรท่ีดินทำกินและ
แกไ้ ขปัญหำท่ีดินทำกินในพ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์ พ้ืนที่แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงน้นั มุ่งให้
ควำมสำคญั กบั ลกั ษณะของบริบทของพ้ืนท่ีศึกษำ รวมถึงประวตั ิควำมเป็ นมำ ขอบเขตของพ้ืนที่
สภำพภูมิศำสตร์ สภำพของปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นท่ีดิน สภำพและลกั ษณะของกำรบริหำรจดั กำร
ท่ีดินทำกินและแกไ้ ขปัญหำท่ีดิน นโยบำย มำตรกำร กฎหมำยและระเบียบขอ้ บงั คบั กำรบริหำร
จดั กำรท่ีดินทำกินและแกไ้ ขปัญหำท่ีดิน ตลอดจนขอ้ มูลเอกสำรและขอ้ คน้ พบต่ำงๆที่เกี่ยวขอ้ ง ซ่ึง
ผลกำรศึกษำเก่ียวกับกำรบริหำรจดั กำรท่ีดินทำกินและแก้ไขปัญหำที่ดินสำมำรถนำใช้เป็ น
ฐำนขอ้ มูลประกอบในกำรดำเนินศึกษำและวิเครำะห์แนวทำงในกำรบริหำรจดั กำรท่ีดินทำกินและ
แกไ้ ขปัญหำท่ีดินทำกินในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์ พ้นื ท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง

2. กำรศึกษำและวิเครำะห์แนวทำงในกำรบริหำรจดั กำรที่ดินทำกินและแกไ้ ขปัญหำ
ที่ดินทำกินในพ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์ พ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงน้นั นอกจำกจะใชผ้ ล
จำกกำรศึกษำสภำพและลกั ษณะของกำรบริหำรจดั กำรที่ดินทำกินและแกไ้ ขปัญหำท่ีดินทำกินใน
พ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์ พ้ืนที่แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงเป็ นขอ้ มูลประกอบแลว้ ผูว้ ิจยั ก็
ทำกำรศึกษำจำกขอ้ มูล วิธีกำรและลักษณะแนวทำงในกำรบริหำรจดั กำรที่ดินทำกินและแก้ไข
ปัญหำท่ีดินทำกินของภำครัฐท้งั ส่วนกลำง ส่วนภูมิภำคและองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน ตลอดจน
ภำคประชำชน ชุมชนและองคก์ รชุมชน ซ่ึงผลกำรศึกษำและวเิ ครำะห์แนวทำงในกำรบริหำรจดั กำร
ท่ีดินทำกินและแกไ้ ขปัญหำท่ีดินทำกินในพ้นื ที่ป่ ำอนุรักษ์ พ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั
พทั ลุงไปใช้เป็ นฐำนองค์ควำมรู้ประกอบกำรเสนอรูปแบบในกำรบริหำรจดั กำรท่ีดินทำกินและ
รูปแบบแกไ้ ขปัญหำที่ดินทำกินในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์ พ้ืนที่แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง
อยำ่ งยง่ั ยนื

81

3. สำหรับเสนอรูปแบบในกำรบริหำรจดั กำรที่ดินทำกินและรูปแบบแกไ้ ขปัญหำที่ดิน
ทำกินในพ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์ พ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงอยำ่ งยงั่ ยนื น้นั ถือเป็ นกำร
สร้ำงองคค์ วำมรู้เพื่อใชใ้ นกำรบริหำรจดั กำรที่ดินทำกินและรูปแบบแกไ้ ขปัญหำท่ีดินทำกินในพ้ืนที่
ป่ ำอนุรักษ์ โดยอำศยั ขอ้ มูลจำกกำรศึกษำสภำพและลกั ษณะของกำรบริหำรจดั กำรท่ีดินทำกินและ
แกไ้ ขปัญหำท่ีดินทำกินในพ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์ พ้ืนที่แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง ตลอดจน
กำรศึกษำแนวคิดในกำรบริหำรจดั กำรที่ดินทำกินและรูปแบบแกไ้ ขปัญหำท่ีดินทำกินในพ้ืนท่ีป่ ำ
อนุรักษข์ องภำครัฐ ภำคประชำชนและองคก์ รชุมชน

ท้งั น้ีสำหรับกำรศึกษำเกี่ยวกบั สภำพของกำรบริหำรจดั กำรท่ีดินทำกินและรูปแบบแกไ้ ข
ปัญหำที่ดินทำกินในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษก์ ำรศึกษำและกำรวเิ ครำะห์แนวทำงในกำรบริหำรจดั กำรท่ีดิน
ทำกินและแกไ้ ขปัญหำที่ดินทำกินในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์ กลไกของกำรแกไ้ ขปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ น
ที่ดินและกำรบริหำรจดั กำรท่ีดิน กำรศึกษำและเสนอรูปแบบในกำรบริหำรจดั กำรท่ีดินทำกินและ
รูปแบบแกไ้ ขปัญหำท่ีดินทำกินในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์ พ้ืนที่แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง
อยำ่ งยง่ั ยืนน้นั ดำเนินกำรศึกษำจำกขอ้ มูลจำกเอกสำร แนวคิดและงำนวจิ ยั ที่เก่ียวขอ้ ง กำรสัมภำษณ์
และกำรจดั ประชุมแบบมีส่วนร่วม

บทท่ี 3
วธิ ีดำเนินกำรวจิ ยั

การวิจยั เรื่องการบริหารจดั การท่ีดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์อย่างยงั่ ยืน พ้ืนท่ีแถบเทือกเขา
บรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงน้ัน มุ่งศึกษาถึงปรากฏการณ์และแสวงหาขอ้ เท็จจริงเก่ียวกับสภาพและ
ลกั ษณะของการบริหารจดั การที่ดินทากินและแกไ้ ขปัญหาที่ดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์ ที่นาไปสู่
การวิเคราะห์ถึงแนวทางในการบริหารจดั การที่ดินทากินและแก้ไขปัญหาท่ีดินทากินในพ้ืนท่ีป่ า
อนุรักษแ์ ละดาเนินการเสนอรูปแบบในการบริหารจดั การที่ดินทากินและรูปแบบแกไ้ ขปัญหาที่ดิน
ทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์ พ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงอย่างยง่ั ยืน ท้งั น้ีสาหรับ
วิธีดาเนินการวจิ ยั น้นั ผวู้ ิจยั ไดก้ าหนดกรอบและขอบเขตของวิธีดาเนินการวจิ ยั ดงั น้ี

วธิ ีกำรวิจัย

สาหรับการกาหนดวิธีการวิจยั ผวู้ ิจยั ใชว้ ิธีการวิจยั เชิงคุณภาพเพื่อมุ่งเนน้ อธิบายกระบวนการ
ของปรากฏการณ์และความสัมพนั ธ์ของปรากฏการณ์ที่ข้ึนของสภาพและลกั ษณะของการบริหารจดั การ
ท่ีดินทากินและแก้ไขปัญหาท่ีดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์ ที่นาไปสู่การวิเคราะห์ถึงแนวทางในการ
บริหารจดั การที่ดินทากินและแกไ้ ขปัญหาท่ีดินทากินในพ้นื ท่ีป่ าอนุรักษแ์ ละดาเนินการเสนอรูปแบบใน
การบริหารจดั การท่ีดินทากินและรูปแบบแกไ้ ขปัญหาที่ดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษพ์ ้ืนที่แถบเทือกเขา
บรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงที่อยู่ต้งั ในเขตรักษาพนั ธุ์สตั วป์ ่ าเขาบรรทดั และเขตอุทยานแห่งชาติเขาป่ ูเขาย่า
อนั ประกอบไปด้วยกระบวนการศึกษาและวิเคราะห์ขอ้ มูลจากเอกสารและงานวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง การจดั
ประชุมแบบมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์ เพ่ือตอบวตั ถุประสงค์ของการศึกษาเก่ียวกับสภาพและ
ลกั ษณะของการบริหารจดั การท่ีดินทากินและแกไ้ ขปัญหาที่ดินทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์ ท่ีนาไปสู่
การวิเคราะห์ถึงแนวทางในการบริหารจดั การที่ดินทากินและแก้ไขปัญหาที่ดินทากินในพ้ืนที่ป่ า
อนุรักษแ์ ละดาเนินการเสนอรูปแบบในการบริหารจดั การท่ีดินทากินและรูปแบบแกไ้ ขปัญหาท่ีดิน
ทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์ พ้ืนท่ีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าเขาบรรทัดประกอบไปด้วย 9 ตาบล
ในเขต 4 อาเภอ อันได้แก่ตาบลบ้านนาและตาบลลาสินธุ์ อาเภอศรีนครินทร์ ตาบลคลองเฉลิม
ตาบลคลองทรายขาว และตาบลกงหรา อาเภอกงหรา ตาบลตะโหมดและตาบลคลองใหญ่
อาเภอตะโหมด และพ้ืนที่ตาบลทุ่งนารีและตาบลหนองธง อาเภอป่ าบอน จงั หวดั พัทลุง และพ้ืนท่ี
อุทยานแห่งชาติเขาป่ ูเขาย่าประกอบไปด้วย 13 ตาบล ในเขต 4 อาเภอ อันได้แก่ ตาบลคลอง
ทรายขาว ตาบลคลองเฉลิม ตาบลกงหรา ตาบลชะรัดและตาบลสมหวงั อาเภอกงหรา ตาบลชุมพล

83

ตาบลลาสินธุ์และตาบลบ้านนา อาเภอศรีนครินทร์ ตาบลตะแพน ตาบลเขาย่าและตาบลเขาป่ ู
อาเภอศรีบรรพต และพ้ืนท่ีตาบลเกาะเต่าและตาบลลานข่อย อาเภอป่ าพะยอม จังหวดั พัทลุง
ตามสภาพของบริบทพ้ืนที่ในปัจจุบนั ผวู้ จิ ยั ไดก้ าหนดวิธีการวิจยั ออกเป็น 3 วธิ ีดงั น้ี

วิธีกำรวิจัย

วิธกี ำรวิจยั กำรดำเนินกำรวิจยั
การศึกษาเอกสาร
ขอ้ มูลทุติยภูมิอนั ได้แก่เอกสาร
การสมั ภาษณ์ หนังสือ งานวิจัยและบทความ
ตลอดจนส่ือสารสนเทศตา่ ง ๆ
ก าร จัด ป ระ ชุ ม แ บ บ
มีส่วนร่วม ก ารสั ม ภ าษ ณ์ อ ย่างไ ม่ เป็ น
ทางการและการสัมภาษณ์เชิงลึก
โดยการใชแ้ บบสัมภาษณ์

การจดั กระบวนการประชุมแบบ
มี ส่ วน ร่ วม กับ เจ้าห น้าที่ ข องรั ฐ
เจา้ หน้าที่ป่ าไม้ ผูน้ าทอ้ งถิ่นและ
ผูน้ าท้องที่ ภาคประชาชนและ
องค์กรชุมชนในพ้ืนท่ี ท้ังหมด
จานวน 17 คร้ัง เพ่ือแลกเปล่ียน
ขอ้ คิดเห็นร่วมกนั

ภาพที่ 7 : วธิ ีการวจิ ยั

84

กำรศึกษำเอกสำร
สาหรับการศึกษาเอกสารน้นั เป็นการศึกษาจากขอ้ มูลทุติยภูมิ (Secondary data) โดยดาเนิน
การศึกษาและวิเคราะห์ขอ้ มูลท่ีไดจ้ ากเอกสาร หนังสือ งานวิจยั บทความและสื่อสารสนเทศต่าง ๆ ท่ี
เกี่ยวขอ้ งกบั บริบทของพ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทัดในเขตจงั หวดั พทั ลุงอย่างยงั่ ยืนในพ้ืนท่ีเขตรักษา
พันธุ์สัตว์ป่ าเขาบรรทัดประกอบไปด้วย 9 ตาบล ในเขต 4 อาเภอ อันได้แก่ตาบลบ้านนาและ
ตาบลลาสินธุ์ อาเภอศรีนครินทร์ ตาบลคลองเฉลิม ตาบลคลองทรายขาว และตาบลกงหรา อาเภอกงหรา
ตาบลตะโหมดและตาบลคลองใหญ่ อาเภอตะโหมด และพ้ืนท่ีตาบลทุ่งนารีและตาบลหนองธง
อาเภอป่ าบอน จังหวัดพัทลุง และพ้ืนที่อุทยานแห่งชาติเขาป่ ูเขาย่าประกอบไปด้วย 13 ตาบล
ในเขต 4 อาเภอ อนั ไดแ้ ก่ ตาบลคลองทรายขาว ตาบลคลองเฉลิม ตาบลกงหรา ตาบลชะรัดและ
ตาบลสมหวงั อาเภอกงหรา ตาบลชุมพล ตาบลลาสินธุ์และตาบลบ้านนา อาเภอศรีนครินทร์
ตาบลตะแพน ตาบลเขาย่าและตาบลเขาป่ ู อาเภอศรี บรรพต และพ้ืนท่ีตาบลเกาะเต่าและตาบลลานข่อย
อาเภอป่ าพะยอม จงั หวดั พทั ลุง ตามสภาพของบริบทพ้ืนที่ในปัจจุบนั ขอ้ มูลสภาพสภาพและลกั ษณะ
ของการบริหารจดั การท่ีดิน สภาพปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นที่ดินทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์ สภาพและ
ลกั ษณะของการแกไ้ ขปัญหาที่ดินทากินในพ้นื ที่ป่ าอนุรักษ์ นโยบาย กฎหมายและระเบียบขอ้ บงั คบั ว่า
ด้วยการแก้ไขปัญหาความขัดแยง้ ด้านท่ีดินและการแก้ไขปัญหาที่ดินทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์
แนวทางและกลไกเพื่อการแกไ้ ขปัญหาที่ดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์ แนวทางและรูปแบบเพื่อการ
บริหารจดั การท่ีดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษอ์ ย่างยงั่ ยืน สภาพและลกั ษณะของการบริหารจดั การท่ีดิน
พ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง สภาพปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นที่ดินทากินในพ้ืนท่ีป่ า
อนุรักษพ์ ้นื ที่แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง สภาพและลกั ษณะของการแกไ้ ขปัญหาท่ีดินทา
กินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์พ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง นโยบาย กฎหมายและระเบียบ
ขอ้ บังคบั ว่าดว้ ยการแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นท่ีดินและการแก้ไขปัญหาท่ีดินทากินในพ้ืนท่ีป่ า
อนุรักษพ์ ้นื ที่แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง แนวทางและกลไกเพ่ือการแกไ้ ขปัญหาที่ดินทา
กินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์พ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง แนวทางและรูปแบบเพ่ือการ
บริหารจดั การท่ีดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษพ์ ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงอย่างยง่ั ยืน
ตลอดจนการศึกษาจากแนวคิดเกี่ยวกบั แนวคิดกบั การจดั การทรัพยากรธรรมชาติ แนวคิดเกี่ยวกบั สิทธิ
ชุมชน แนวคิดเก่ียวกบั การมีส่วนร่วมของประชาชน แนวคิดเก่ียวกบั การจดั การความขดั แยง้ เอกสาร
และงานวิจยั เก่ียวขอ้ งกบั ปัญหาที่ดินทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์ เอกสารและงานวิจยั เก่ียวขอ้ งกบั การ
แกไ้ ขปัญหาที่ดินทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์

85

กำรสัมภำษณ์
การวิจยั เรื่องการบริหารจดั การที่ดินทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์อย่างยงั่ ยืน พ้ืนท่ีแถบเทือกเขา
บรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงน้ันกาหนดวิธีการวิจยั ดว้ ยการสัมภาษณ์ โดยประกอบไปดว้ ยการสัมภาษณ์
อยา่ งไม่เป็นทางการและการสมั ภาษณ์เชิงลึกโดยการใชแ้ บบสมั ภาษณ์

การสมั ภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ
การสัมภาษณ์แบบไม่เป็ นทางการน้ันเป็ นลกั ษณะของการสัมภาษณ์แบบไม่เป็ นทางการ
ดว้ ยการสร้างความเป็นกนั เองในการสอบถามขอ้ มูล โดยผูท้ าการวิจยั ไดเ้ ขา้ ไปมีส่วนร่วมและสังเกตการณ์
ร่วมในพ้ืนท่ี เพ่ือสร้างความคุน้ เคยและเป็นกนั เองกบั ประชาชนในพ้ืนท่ีศึกษา โดยทาการสอบถามขอ้ มูล
ในดา้ นตา่ ง ๆ ประกอบไปดว้ ยสภาพและลกั ษณะของการบริหารจดั การท่ีดินพ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั ใน
เขตจงั หวดั พทั ลุง สภาพปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นที่ดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษพ์ ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทดั
ในเขตจงั หวดั พทั ลุง สภาพและลกั ษณะของการแก้ไขปัญหาท่ีดินทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์พ้ืนที่แถบ
เทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง นโยบาย กฎหมายและระเบียบขอ้ บงั คบั วา่ ดว้ ยการแกไ้ ขปัญหาความ
ขดั แยง้ ดา้ นที่ดินและการแกไ้ ขปัญหาที่ดินทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์พ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขต
จงั หวดั พทั ลุง แนวทางและกลไกเพ่ือการแกไ้ ขปัญหาที่ดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์พ้ืนที่แถบเทือกเขา
บรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง แนวทางและรูปแบบเพื่อการบริหารจดั การท่ีดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์
พ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงอยา่ งยง่ั ยนื
การสมั ภาษณ์เชิงลึกโดยการใชแ้ บบสัมภาษณ์
ในการทาวิจยั ในคร้ังน้ีเพ่ือให้ไดข้ อ้ มูลที่ครอบคลุมและรอบดา้ นของสภาพและลกั ษณะ
ของการบริหารจดั การที่ดินพ้นื ท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง สภาพปัญหาความขดั แยง้ ดา้ น
ที่ดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษพ์ ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลงุ สภาพและลกั ษณะของการ
แก้ไขปัญหาท่ีดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์พ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทัดในเขตจงั หวดั พทั ลุง นโยบาย
กฎหมายและระเบียบขอ้ บงั คบั วา่ ดว้ ยการแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นท่ีดินและการแกไ้ ขปัญหาที่ดินทา
กินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์พ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง แนวทางและกลไกเพ่ือการแกไ้ ข
ปัญหาท่ีดินทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์พ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง แนวทางและ
รูปแบบเพื่อการบริหารจัดการที่ดินทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์พ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทัดในเขต
จงั หวดั พัทลุงอย่างยง่ั ยืน ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกนักวิชาการหรือปราชญ์ชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ของรัฐ
ผูน้ าทอ้ งถ่ินและผูน้ าทอ้ งที่ เจา้ หนา้ ที่ป่ าไม้ ผแู้ ทนจากองคก์ รชุมชนและภาคประชาชนที่มีบทบาทและมี
ความเขา้ ใจถึงปัญหาและแนวทางแกไ้ ขปัญหาที่ดินทากินพ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงที่
อยตู่ ้งั ในเขตรักษาพนั ธุ์สัตวป์ ่ าเขาบรรทดั และเขตอุทยานแห่งชาติเขาป่ ูเขายา่ โดยใชแ้ บบสัมภาษณ์ซ่ึงมีการ
ออกแบบโครงสร้างของขอ้ คาถามท่ีมีลกั ษณะเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึก

86

ท้งั น้ีในการสัมภาษณ์เชิงลึกโดยการใช้แบบสัมภาษณ์จะนามาซ่ึงการได้ขอ้ มูลท่ีมีความ
หลากหลายในมิติต่าง ๆ และขอ้ เท็จจริงในทางปฏิบตั ิท่ีมีท้งั มิติของความความลึกและมิติของความ
กวา้ งในเร่ืองเกี่ยวกบั สภาพและลกั ษณะของการบริหารจดั การที่ดินพ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขต
จงั หวดั พทั ลุง สภาพปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นที่ดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์พ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทดั
ในเขตจงั หวดั พทั ลุง สภาพและลกั ษณะของการแกไ้ ขปัญหาท่ีดินทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษพ์ ้ืนที่แถบ
เทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง นโยบาย กฎหมายและระเบียบขอ้ บงั คบั ว่าดว้ ยการแกไ้ ขปัญหา
ความขดั แยง้ ดา้ นที่ดินและการแกไ้ ขปัญหาที่ดินทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์พ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทดั
ในเขตจงั หวดั พทั ลุง แนวทางและกลไกเพ่ือการแกไ้ ขปัญหาที่ดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษพ์ ้ืนท่ีแถบ
เทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง แนวทางและรูปแบบเพอ่ื การบริหารจดั การที่ดินทากินในพ้ืนท่ีป่ า
อนุรักษพ์ ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงอยา่ งยงั่ ยนื ของนกั วิชาการหรือปราชญช์ าวบา้ น
เจ้าหน้าท่ีของรัฐ ผู้นาท้องถ่ินและผูน้ าท้องที่ เจ้าหน้าท่ีป่ าไม้ ผูแ้ ทนจากองค์กรชุมชนและภาค
ประชาชนท่ีมีบทบาทและมีความเข้าใจถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินทากิ นพ้ืนท่ีแถบ
เทือกเขาบรรทัดในเขตจงั หวดั พทั ลุงท่ีอยู่ต้ังในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าเขาบรรทัดและเขตอุทยาน
แห่งชาติเขาป่ ูเขาย่าโดยใชแ้ บบสัมภาษณ์ซ่ึงมีการออกแบบโครงสร้างของขอ้ คาถามที่มีลกั ษณะเป็ น
การสัมภาษณ์เชิงลึก

กำรจัดประชุมแบบมีส่วนร่วม
การวจิ ยั เรื่องการบริหารจดั การที่ดินทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษอ์ ย่างยง่ั ยืน พ้ืนที่แถบเทือกเขา
บรรทัดในเขตจังหวดั พัทลุงกาหนดวิธีการศึกษาจึงใช้กระบวนวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการ
จัดประชุมแบบมีส่วนร่วมน้ันในการกาหนดวิธีดาเนินการวิจัยคร้ังน้ีเป็ นลักษณะของการจัด
กระบวนการประชุมโดยมีกลุ่มเป้าหมายในพ้ืนที่เข้ามาประชุมร่วมกัน ได้แก่ เจ้าหน้าท่ีของรัฐ
เจ้าหน้าที่ป่ าไม้ ผูน้ าทอ้ งถ่ินและผูน้ าทอ้ งท่ี ภาคประชาชนท่ีอยู่อาศยั และทากินและองคก์ รชุมชนที่อยู่
อาศยั และทากิน ตลอดจนมีความรู้ความเขา้ ใจถึงปัญหาและแนวทางแกไ้ ขปัญหาท่ีดินทากินพ้ืนท่ีแถบ
เทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลงุ ท่ีอยู่ในเขตรักษาพนั ธุ์สัตวป์ ่ าเขาบรรทดั และเขตอทุ ยานแห่งชาติเขาป่ ู
เขาย่า ในระดบั ภูมินิเวศน์ 5 จงั หวดั (นครศรีธรรมราช พทั ลุง สงขลา สตูลและตรัง) และในระดบั ภาคใต้
ท้งั หมดจานวน 17 คร้ัง โดยมีผูเ้ ขา้ ร่วมท้งั หมด 2,482 คน จากที่แจง้ ความประสงค์เขา้ ร่วมไวท้ ้งั หมดรวม
2,975คนคิดเป็นร้อยละ83.42 เพื่อแลกเปลี่ยนขอ้ คิดเห็นและร่วมวิเคราะห์ถึงสภาพและลกั ษณะของการ
บริหารจดั การท่ีดินทากินและแกไ้ ขปัญหาท่ีดินทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์ท่ีนาไปสู่การวิเคราะห์ถึง
แนวทางในการบริหารจัดการท่ีดินทากินและแก้ไขปัญหาที่ดินทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์และ
ดาเนินการเสนอรูปแบบในการบริหารจดั การที่ดินทากินและรูปแบบแกไ้ ขปัญหาที่ดินทากินในพ้ืนท่ี
ป่ าอนุรักษ์ พ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงอยา่ งยงั่ ยนื


Click to View FlipBook Version