The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การบริหารจัดการที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างยั่งยืนพื้นที่แถบเทือกเขาบรรทัดในเขตจังหวัดพัทลุง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ธราเทพ โสมวิภาต, 2021-05-29 10:57:31

การบริหารจัดการที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างยั่งยืนพื้นที่แถบเทือกเขาบรรทัดในเขตจังหวัดพัทลุง

การบริหารจัดการที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างยั่งยืนพื้นที่แถบเทือกเขาบรรทัดในเขตจังหวัดพัทลุง

137

ปลูกไวเ้ สร็จแล้วและหำกไม่สำมำรถทำไร่และปลูกผักได้ก็จะปล่อยท้ิงร้ำงไวเ้ พื่อให้ธรรมชำติฟ้ื นฟู
ตวั เอง ไม่นำนนกั กจ็ ะกลำยเป็นพน้ื ทป่ี ่ ำข้นึ มำและนำนไป ๆ กจ็ ะกลบั คนื สู่สภำพป่ำไม้

ซ่งึ แสดงให้เห็นไดอ้ ย่ำงชัดเจนว่ำกำรแผว้ ถำงป่ ำไมใ้ นช่วงแรก ๆ ของประชำชนและชุมชน
ต่ำง ๆ ของพ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั น้ันแผ้วถำงผืนป่ ำเพื่อใช้เป็นพ้ืนท่ีในกำรเพำะปลูกพืชพรรณ
ธญั ญำหำรในกำรยงั ชีพ ซ่ึงเมื่อท่ีดินก็ขำดควำมอุดมสมบูรณ์ กล็ ะท้ิงพ้ืนที่เดิมและทำกำรบุกรุกแผว้ ถำง
ในพน้ื ท่ีป่ำไมใ้ หม่ซ่งึ ยงั คงมีควำมอุดมสมบูรณท์ ี่สำมำรถปลกู พืชต่ำง ๆ ใหม่ กำรบุกรุกแผ้วถำงผนื ป่ ำ
ใหม่เพื่อทำกำรเพำะปลูกและปลอ่ ยทงิ้ ผนื แผ่นดินเก่ำที่ได้ทำกำรเพำะปลูกไปแลว้ น้นั ให้กลบั ฟื้ นสภำพ
ควำมอุดมสมบูรณ์ด้วยระบบของธรรมชำติเป็นเรื่องปกติที่เกิดข้ึนในพื้นที่ แต่อย่ำงไรก็ตำมพื้นท่ีท่ี
ประชำชนไดแ้ ผว้ ถำงเพื่อทำกำรเพำะปลูกน้ันก็ไม่ได้เป็นพนื้ ท่ีกวำ้ งใหญ่แตอ่ ยำ่ งใด และสำมำรถฟ้ื นตวั
เป็นป่ำไมท้ ี่อุดมสมบูรณ์ไดด้ ังเดิม กำรเข้ำมำแผว้ ถำงพ้ืนท่ีป่ ำไม้ในช่วงแรกของประชำชนและชุมชน
แถบเทือกเขำบรรทดั น้ัน เพียงเพือ่ ทำไร่และปลกู พืชในกำรยงั ชีพ ไม่ได้คำนึกถึงกำรครอบครองที่ดิน
เมื่อพ้ืนที่ท่ีทำกำรทำไร่และปลูกพืชเส่ือมสภำพไม่มีควำมอุดมสมบูรณ์ ก็นำไปสู่กำรย้ำยถิ่นฐำนเพ่ือ
แสวงหำพ้ืนท่ีป่ำใหม่ท่ียงั อุดมสมบูรณ์เพ่ือทำกำรแผว้ ถำงใช้เป็นพื้นที่ทำไร่ต่อไป สำหรับกำรบริหำร
จัดกำรที่ดนิ ทำกินในพ้ืนทปี่ ่ ำอนุรกั ษ์ พ้ืนที่แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวัดพัทลุงน้นั พบว่ำมีกำร
บริหำรจัดกำรทด่ี ินทำกินตำมพฒั นำกำรของกระแสกำรเปลี่ยนแปลงและภำวะกำรณ์ในแต่ละช่วงเวลำ
โดยสำมำรถสรุปได้วำ่ กำรบริหำรจดั กำรที่ดินทำกินในพ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์ พ้ืนที่แถบเทือกเขำบรรทัดใน
เขตจงั หวัดพัทลุงจะประกอบไปด้วยกำรบริหำรจัดกำรทดี่ ินทำกินของภำคประชำชน กำรบริหำรจดั กำร
ที่ดนิ ทำกนิ ของภำครฐั และกำรบริหำรจดั กำรทดี่ นิ ทำกินขององค์กรชุมชน

กำรบริหำรจดั กำรท่ีดินทำกิน เพอื่ ทำกนิ และอย่อู ำศยั
ของภำคประชำชน
กำรบริหำรจัดกำรท่ดี ิน
ทำกนิ ในพ้ืนทปี่ ่ำ กำรบริหำรจัดกำรทด่ี นิ ของ เพ่ือปกปอ้ งและคมุ้ ครอง
อนรุ กั ษ์ พืน้ ท่ีแถบ ภำครฐั ไวซ้ ่งึ พ้นื ทีป่ ่ำ
เทอื กเขำบรรทดั ในเขต
จังหวดั พทั ลุง กำรบริหำรจดั กำรท่ีดนิ ทำกนิ เพื่อควำมเป็นธรรมและ
ขององคก์ รชุมชน สิทธใิ นทดี่ นิ

ภำพท่ี 36 : กำรบริหำรจัดกำรท่ดี ินทำกินในพ้ืนที่ป่ำอนรุ กั ษพ์ นื้ ท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขต
จังหวัดพทั ลุง

138

4.3.1 การบริหารจดั การที่ดินทากินของภาคประชาชน
กำรบริหำรจัดกำรที่ดินทำกินของประชำชนพ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทัดในเขตจงั หวัด
พทั ลงุ น้ัน จำกกำรศึกษำน้ันสำมำรถแบ่งไดอ้ อกเป็น 3 สมยั ด้วยกัน อนั ประกอบไปด้วยสมัยกำร
กอ่ ต้งั ชมุ ชน สมยั แห่งกำรพฒั นำและสมยั แหง่ กำรเรียกร้องสิทธิ

กำรบริหำรจัดกำร สมยั กำรก่อต้งั ทำกนิ และ
ทด่ี นิ ทำกินของ ชุมชน อยอู่ ำศยั
ภำคประชำชน
สมยั แห่งกำร กำรขยำย
สมยั แห่งกำร พฒั นำ พนื้ ท่ีเกษตร
เรียกรอ้ งสิทธิ
กำรเกษตรที่
เปลย่ี นไป

กำรชุมนุม
ประท้วง

ภำพท่ี 37 : กำรบริหำรจดั กำรทดี่ นิ ทำกนิ ของภำคประชำชนในพน้ื ที่ป่ำอนุรกั ษ์พ้นื ท่ี
แถบเทอื กเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พัทลงุ

1. สมยั กำรก่อต้งั ชุมชน
ในสมยั ของกำรกอ่ ต้งั ชุมชนในพนื้ ท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลงุ น้นั ไม่
สำมำรถทรำบได้อยำ่ งแนช่ ัดว่ำมีกำรกอ่ ต้ังชุมชนข้นึ เมื่อใด แต่จำกร่องรอยของกำรต้งั ถ่ินฐำนของ
บรรพชนในพ้ืนท่ีน้ันพบว่ำชมุ ชนในบริเวณเทือกเขำบรรทดั ฝั่งจังหวดั พทั ลงุ กถ็ อื เป็นชมุ ชนที่เก่ำแก่
ทมี่ ปี ระวตั ิกำรก่อต้งั ชุมชนมำแลว้ ไมต่ ำ่ กวำ่ 200 -400 ปี มำแลว้ และเกดิ กำรก่อต้งั ชุมชนข้นึ พรอ้ ม ๆ

139

กับชุมชนเก่ำแก่ของบริเวณเทือกเขำบรรทัดพื้นท่ีต่ำง ๆ ซ่ึงก็มีควำมเชื่อมโยงกับชุมชนบริเวณ
เทอื กเขำบรรทดั ท้งั ฝั่งจงั หวดั ตรัง จงั หวดั นครีธรรมรำช จงั หวดั สตูลและจังหวดั สงขลำ กำรก่อต้ัง
ชมุ ชนและกำรต้งั ถ่นิ ฐำนในพน้ื ท่ีน้ันเริ่มจำกที่ประชำชนเขำ้ มำแผ้วถำงพืน้ ทปี่ ่ ำไมแ้ ละจบั จองที่ดิน
ใชใ้ นกำรทำกนิ และอยู่อำศยั โดยในอดีตน้ันสำมำรถทำกันไดอ้ ย่ำงปกติและสำมำรถเขำ้ มำแผว้ ถำง
พ้ืนที่ป่ ำไมไ้ ด้ตำมกำลงั และควำมสำมำรถของตน ซ่ึงไม่ได้มีกำรคุกคำมหรือกำรเข้ำมำจับคุม
ดำเนินคดีใด ๆ ท้งั สิ้น กำรดำรงชีวิตของประชำชนกเ็ ป็นกำรพ่ึงพำและอยู่ร่วมกับธรรมชำติอย่ำง
สมดุล มีกำรปลูกขำ้ วไร่แบบเล่ือนลอย ปลูกพืชผักจำพวกเผือก มนั พืชไร่และพืชผกั อ่ืน ๆ
หลำกหลำยชนิด ตลอดจนต้นผลไม้ประจำท้องถิ่น อำทิ ทเุ รียนบำ้ น จำปะดะ ลำงสำด มงั คุด หมำก
มะพร้ำว ผสมผสำนไปกับตน้ ไมใ้ ช้สอยชนดิ ต่ำง ๆ ในลกั ษณะของป่ ำสมรม เพ่ือใช้สำหรับกำร
บริโภคและแลกเปล่ียนกันในชุมชน

กำรเขำ้ มำจับจองท่ีดินของประชำชนในพน้ื ทน่ี ้นั เป็นกำรแผว้ ถำงป่ำไมข้ องประชำชน
เพือ่ ใช้ทำกินและอยู่อำศยั ในช่วงแรก ๆ น้ันสำมำรถทำได้อย่ำงอิสระและสำมำรถทำได้ตำมกำลงั
และควำมสำมำรถในกำรแผว้ ถำงพ้ืนท่ีป่ำ ซ่งึ หำกสำมำรถตดั โค่นป่ำไมไ้ ด้เยอะกจ็ ะสำมำรถจบั จอง
ที่ดิน เพื่อ ทำกิน ได้เยอ ะต ำมไปด้วย แล ะไม่ใ ห้ค วำมสำค ัญ ใน เรื่ อ งข อ งสิ ทธิท ำงก ฎห มำยใ น ก ำร
ครอบครองทีด่ นิ เพยี งแต่มองแค่สิทธ์ใิ นทด่ี นิ ตำมสถำนะของผบู้ ุกเบิกแผว้ ถำงพน้ื ท่ีและครอบครอง
ทด่ี ินในกำรทำกินและอยู่อำศยั จำนวนชุมชนแถบเทือกเขำบรรทัดในเขตจังหวดั พัทลุงเป็นเพียง
ชมุ ชนเลก็ ๆ ประชำชนมีไม่กี่ครัวเรือน แมม้ ีกำรแผว้ ถำงพ้นื ทีป่ ่ำไมจ้ ำนวนมำกก็ตำมแต่ก็เป็นเพียง
กำรเข้ำมำแผว้ ถำงพ้ืนท่ีป่ำไมเ้ พื่อให้เป็นที่ดินทำกินทำไร่ทำสวนไม่ได้มีกำรลงหลกั ปักษฐ์ ำนอย่ำง
ถำวร แต่ต่อมำเมื่อสภำพกำรเปลีย่ นแปลงไปทำงสังคมในพื้นท่ีรำบเกิดกำรขยำยชุมชนมำกข้ึน
ประชำชนบำงส่วนจึงได้เขำ้ มำลงหลกั ปักษ์ฐำนเพม่ิ ข้ึนในชุมชนแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั
พทั ลุง จึงก่อใหเ้ กิดกำรขยำยตวั และเกิดกำรก่อต้ังชุมชนใหม่ข้ึนไปท่วั แถบเทือกเขำบรรทัดตำมท่ี
เป็นกระท้งั ปจั จุบนั ในกำรเข้ำมำลงหลกั ปักษ์ฐำนของประชำชนน้ันก็เป็นกำรเขำ้ มำทำกนิ และอยู่
อำศยั ในพื้นท่ีท่ีไดเ้ ขำ้ มำแผว้ ถำงพ้ืนที่ป่ำไมเ้ พอื่ ทำไร่ทำสวนเดิม แตก่ ็มีประชำชนบำงส่วนทีเ่ ขำ้ มำ
บุกรุกแผว้ ถำงพ้นื ทปี่ ่ำใหม่ซ่งึ ก็นำไปสู่กำรก่อต้งั ชมุ ชนข้นึ ใหมด่ ้วย แตก่ ำรก่อต้งั ชุมชนและแผว้ ถำง
พ้ืนท่ีป่ำไมก้ ็สำมำรถทำได้อย่ำงปกตแิ ละยงั ไม่เป็นกำรกระทำผิดกฎหมำยหรือเป็นกำรบุกรุกพ้นื ที่
ป่ำไมห้ รือพื้นทีข่ องรัฐแตอ่ ย่ำงใด

สำหรับสมัยกำรกอ่ ต้งั ชุมชนพื้นท่ีแถบเทือกเขำบรรทัดในเขตจังหวดั พทั ลุงถือเป็น
กำรเขำ้ มำแผ้วถำงพ้ืนท่ีป่ ำไมเ้ พ่ือทำไร่ ปลูกขำ้ วและพืชไร่ที่นำมำสู่กำรจับจองเพ่ือครอบครอง
ปรปกั ษใ์ นฐำนะของผคู้ รอบครองและเป็นผบู้ ุกเบกิ แผว้ ถำงพนื้ ที่ ซ่งึ หลงั จำกกำรทำไร่แลว้ น้ันจงึ ได้
มีกำรปลูกต้นผลไมป้ ระจำท้องถิ่น อำทิ ทุเรียนบ้ำน จำปะดะ ลำงสำด มงั คุด หมำก มะพร้ำว

140

ผสมผสำนไปกับต้นไมใ้ ช้สอยชนดิ ตำ่ ง ๆ ในลกั ษณะของป่ำสมรมเพอ่ื กำรดำรงชีพและคำ้ ขำยกัน
หรือแลกเปลี่ยนกนั ภำยในชมุ ชน มีสิทธิในฐำนะของกำรเป็นบุคคลที่ได้เขำ้ มำแผว้ ถำงพื้นที่ป่ำเพื่อ
จับจองทำกินและอยู่อำศยั มีวิถีกำรดำรงชีพอย่ำงพอเพียงและพ่ึงพำอำศัยกับผืนป่ ำที่เป็นแหล่ง
อำหำร แหลง่ ยำรกั ษำโรค กำรดำรงชพี น้ันกเ็ ป็นกำรอยู่ร่วมกบั ผนื ป่ำอยำ่ งถอ้ ยทีถอ้ ยอำศยั ตลอดจน
ยงั เป็นผทู้ ี่อย่รู ่วมกับป่ำไดอ้ ย่ำงสมดุลในฐำนะของผืนป่ ำท่มี ีพระคณุ ต่อกำรดำรงชพี ผืนป่ำผูใ้ หม้ ำ
ซ่งึ พืชพรรณธญั ญำหำรท่ีอุดมสมบูรณ์ต่อกำรเล้ยี งชีพและแหลง่ กำเนิดแหง่ ตน้ น้ำและสรรพชีวิต
ตำ่ ง ๆ และนำไปสู่กำรก่อต้งั ชุมชนในพ้ืนที่แถบเทือกเขำบบรรทดั

2. สมยั แห่งกำรพฒั นำ
ในช่วงตอ่ มำด้วยข้อจำกัดในหลำกหลำยด้ำนและกระแสบบี บงั คับทำงพน้ื ที่และทำง
สังคม ตลอดจนสภำวกำรณ์ทำงควำมเจริญเขำ้ มำก็ส่งผลให้รูปแบบวิถีของประชำชนพ้ืนที่แถบ
เทอื กเขำบรรทดั เกิดกำรปรบั ตวั มำกย่ิงข้ึน นำไปสู่กำรกอ่ ต้งั ชุมชนต่ำง ๆ ข้ึนเรียงรำยไปทวั่ เชิงเขำ
และพ้นื ท่ีรำบกลำงหบุ เขำบรรทดั ด้วยกำรเขำ้ มำแผว้ ถำงพ้นื ทีป่ ่ำไมเ้ พ่อื ทำไร่ในกำรดำรงชีพ ซ่งึ ทำ
ได้โดยอิสระที่ปรำศจำกกำรคุกคำมและจบั กุมใด ๆ ท้งั สิ้น จำนวนพ้ืนท่ีในกำรแผ้วถำงพื้นท่ีจะ
ได้มำกได้น้อยน้ันก็ข้ึนอยู่กบั ควำมขยนั หม่ันเพียร ควำมสำมำรถและควำมมุ่งมน่ั พยำยำมของบคุ คล
ผูน้ ้ัน รูปแบบจำกกำรเขำ้ มำแผว้ ถำงผืนป่ ำเพื่อทำไร่และปล่อยทิ้งร้ำงให้ป่ ำฟื้ นตวั เร่ิมเปล่ียนไป
แตน่ ำมำซ่งึ ลกั ษณะของกำรแผว้ ถำงผนื ป่ำเพ่ืออยู่อำศยั ตำมกำรต้งั ถน่ิ ฐำนของชุมชน พรอ้ มท้งั มีกำร
ขยำยพนื้ ทที่ ำกจิ และอยอู่ ำศยั และกำรต้งั ชมุ ชนข้ึนในพ้ืนทแี่ ถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลงุ
กำรขยำยพ้ืนที่เกษตรน้ันพบวำ่ ในช่วงตอ่ มำเม่ือมกี ำรก่อต้งั ชมุ ชนเพ่มิ มำกข้ึนในพืน้ ท่ี
แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง กน็ ำไปสู่กำรบุกรุกแผว้ ถำงพ้ืนที่ป่ำไมเ้ พื่อใชเ้ ป็นท่ที ำกิน
จำนวนมำก แต่กำรดำรงชีพก็ยงั คงเป็นกำรอยูร่ ่วมกับผนื ป่ำอยำ่ งสมดุลดว้ ยกำรทำเกษตรแบบป่ำสม
รมหรือสวนผสมผสำน ต่อมำเมื่อมกี ำรส่งเสริมให้ประชำชนปลูกยำงพำรำ ประชำชนในชมุ ชนต่ำง
พื้นท่แี ถบเทอื กเขำบรรทดั จังหวดั พัทลุงจึงได้เริ่มปลูกยำงพำรำพนั ธพ์ ้นื เมืองข้ึนในลกั ษณะเดียวกัน
กบั พื้นท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั จงั หวดั ตรัง ด้วยกำรปลูกในลักษณะของป่ำสมรมที่นำยำงพำรำไป
ปลูกร่วมพชื ชนิดอนื่ ๆ ส่งผลให้กำรปลูกยำงในชว่ งแรก ๆ น้ันไมค่ ่อยมีผลกระทบต่อกำรบุกรุกแผว้
ถำงพ้นื ที่ป่ำไมเ้ พิม่ เติม ประกอบกับตน้ ยำงพำรำเองสำมำรถเติบโตร่วมกบั พืชชนิดอนื่ ได้ แต่ผลผลิต
ที่ไดน้ ้ันไม่ดเี ทำ่ ที่ควรหรือไมส่ อดคลอ้ งกบั ควำมต้องกำรของตลำดโลกท่มี คี วำมต้องกำรยำงพำรำ
จำนวนมำก ท้ังน้ีเม่ือยำงพำรำเป็ นที่ต้องกำรของตลำด ส่งผลให้รำคำยำงพำรำมีรำคำที่สูงข้ึน
ประกอบกับภำครัฐได้เขำ้ มำส่งเสริมให้ประชำชนขยำยพ้ืนที่ปลูกยำงพำรำ จงึ เป็นจุดเร่ิมตน้ ในหว้ ง
เวลำต่อมำทีก่ ่อให้เกิดกำรบุกรุกแผ้วถำงพื้นท่ีป่ ำเพ่ือขยำยพ้ืนท่ีในกำรปลูกยำงพำรำตำมนโยบำย
กำรส่งเสริมของภำครัฐ แต่อย่ำงไรก็ตำมกำรบุกรุกแผ้วถำงพ้ืนที่ป่ ำน้ันก็ยังไม่ผิดกฎหมำยและ

141

สำมำรถทำกำรแผว้ ถำงได้ ต่อมำเมอื่ ภำครฐั เห็นวำ่ มีกำรบุกรุกแผว้ ถำงพื้นท่ีป่ำเป็นจำนวนมำก หำก
ปล่อยไวก้ ็อำจจะส่งผลกระทบต่อจำนวนพ้ืนท่ีป่ ำและปัญหำอ่ืน ๆ ที่อำจจะเกิดข้ึนได้เนื่องจำก
จำนวนป่ ำไม้ที่ลดลง ในปี พุทธศักรำช 2484 ประเทศไทยได้มีกำรตรำพระรำชบญั ญัติป่ ำไม้
พทุ ธศกั รำช 2484 ข้ึน โดยกำหนดวำ่ ป่ำน้ันคือทด่ี ินที่ยงั มไิ ด้มบี ุคคลไดม้ ำตำมกฎหมำยทดี่ ินส่งผล
ให้กำรบุกรุกแผว้ ถำงพืน้ ท่ีป่ำเพื่อทำกำรปลูกยำงพำรำและอยู่อำศยั ไมส่ ำมำรถดำเนนิ ได้ กำรทำกิน
และอยูอ่ ำศัยของประชำชนพ้ืนทีแ่ ถบเทือกเขำบรรทัดจังหวดั พัทลงุ และรอบแถบเทือกเขำบรรทดั
ท้งั หมดก็ทำอยูใ่ นพน้ื ที่เดิมทไี่ ดแ้ ผว้ ถำงและบกุ รุกแผว้ ถำงที่ดนิ เพิ่มเตมิ จำกกำรส่งเสริมของภำครัฐ
ในหว้ งเวลำก่อนปี พุทธศกั รำช 2484

ตอ่ มำภำครัฐก็ได้เขำ้ มำส่งเสริมกำรปลูกยำงพำรำและพัฒนำสำยพนั ธ์ท่ีให้ผลผลิต
มำกกว่ำยำงสำยพันธ์พื้นเมอื งเดิมที่ประชำชนปลูก พร้อมท้งั ให้ประชำชนปรับเปลี่ยนรูปแบบกำร
ปลูกยำงพำรำจำกแบบป่ ำสมรมมำเป็นกำรปลูกยำงแบบสวนยำง ซ่ึงแสดงใหเ้ ห็นอย่ำงชดั เจนว่ำ
รูปแบบกำรเพำะปลูกของประชำชนเปล่ียนไปและมุ่งพฒั นำกำรปลกู ยำงเป็นกำรปลกู แบบเชิงเด่ียว
ด้วยกำรเขำ้ มำของสำนักงำนกองทนุ สงเครำะหก์ ำรทำสวนยำง (สกย.) สังกัดกระทรวงเกษตรและ
สหกรณ์ในขณะน้ัน โดยได้จัดต้ังข้ึนตำมพระรำชบัญญัติกองทุนสงเครำะห์กำรทำสวนยำง
ปี พุทธศักรำช 2503 ท่ีมีกำรให้ทุนสงเครำะห์กำรทำสวนยำงแก่ประชำชนแต่จะต้องปฏิบตั ิตำม
เง่ือนไขของกองทุนสงเครำะห์กำรทำสวนยำง (สกย.) ทว่ี ่ำจะต้องปลูกยำงพำรำเป็นระเบยี บ มีกำร
จดั วำงระยะห่ำง ระหวำ่ งตน้ และระหว่ำงแถวท่ีแนน่ อนและปลูกในรูปแบบของสวนยำงท่ีเป็นพืช
เชงิ เด่ียว ส่งผลให้วิถีกำรพ่ึงพำและอยรู่ ่วมกับผืนป่ำของประชำชนในพื้นท่เี ร่ิมเปลี่ยนแปลงไปจำก
ขอ้ บงั คบั และแนวทำงกำรส่งเสริมของหน่วยงำนภำครัฐและขอ้ มลู ตำมหลักวิชำกำรเกษตรที่ไม่
คำนึงถึงควำมสอดคล้องและควำมเหมำะสมในบริบทของพนื้ ท่ี กำรปรบั รูปแบบกำรปลูกยำงจำก
ยำงพำรำพนั ธ์พ้ืนเมืองไปสู่กำรปลูกยำงพำรำสำยพนั ธ์น้นั กป็ รับไปตำมกระแสของกำรส่งเสริมและ
สนับสนุนของหน่วยงำนภำครัฐ ตลอดจนเหตุ ผลในกำรประกำศใช้พระรำชบัญ ญัติฉบับ
พทุ ธศกั รำช 2503 น้ันมองว่ำสวนยำงในประเทศไทยส่วนมำกเป็นสวนเกำ่ และเป็นยำงที่มใิ ช่ยำง
พนั ธุด์ ีเป็นเหตใุ หก้ ำรผลติ ยำงไม่ได้ผลตำมท่คี วรจะไดแ้ ละโดยทกี่ ำรแก้ไขสภำพที่เป็นอยูด่ งั กลำ่ ว
ให้ดีข้นึ ตอ้ งกระทำดว้ ยกำรปลูกยำงพนั ธด์ุ ีแทนยำงเก่ำจึงสมควรให้มีกฎหมำยจดั ต้งั กองทนุ ข้ึนเพ่ือ
ใชจ้ ่ำยในกำรน้ี

จำกข้อกำหนดต่ำง ๆ ของพระรำชบัญ ญัติกองทุนสงเครำะห์กำรทำสวนยำง
พุทธศักรำช 2503 ส่งผลให้ประชำชนในพื้นที่แถบเทือกเขำบรรทัดในเขตจังหวดั พทั ลุงต้อง
ปรับเปล่ียนรูปแบบกำรปลูกยำงพำรำก็เพอ่ื ให้ไดเ้ งินกำรสนับสนนุ และสำมำรถเขำ้ เป็นสมำชิกของ
กองทุนสงเครำะห์กำรทำสวนยำงได้ ประชำชนแถบเทือกเขำบรรทัดจังหวัดพทั ลุงและรอบแถบ

142

เทอื กเขำบรรทดั จึงเปล่ียนวิถีของกำรปลูกยำงให้เป็นไปตำมข้อกำหนดของกองทุนสงเครำะห์กำร
ทำสวนยำงโดยเปล่ียนจำกยำงพนั ธ์พนื้ เมืองมำเป็นยำงสำยพนั ธ์ดีทใี่ ห้ผลผลิตท่ีสูงตำมกำรส่งเสริม
ของภำครัฐ ปรบั รูปแบบกำรปลูกยำงจำกป่ำสมรมมำเป็นสวนยำงในรูปแบบของพชื เชิงเดยี่ ว สำเหตุ
ท่ีภำครัฐมองว่ำประชำชนในพ้นื ท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั แผว้ ถำงบุกรุกป่ ำก็เกดิ ข้นึ เมื่อวิถขี องกำร
ปลกู ยำงจำกเดมิ ที่เป็นกำรปลกู แบบป่ำสมรมทีเ่ ปลี่ยนมำเป็นกำรปลูกในระบบสวนยำงของลกั ษณะ
พืชเชิงเด่ียวและเปล่ียนจำกกำรปลูกยำงสำยพันธ์พื้นเมืองมำเป็นกำรปลูกยำงสำยพันธด์ ี เพรำะ
กอ่ ให้เกิดกำรแผ้วถำงพ้ืนท่ีปลูกบำงเดมิ ที่เป็นกำรปลูกแบบป่ ำสมรมให้โลง่ เตียนตำมหลกั เกณฑ์
ของกองทุนสงเครำะห์กำรทำสวนยำง ท้ัง ๆ ที่ประชำชนทำกินในพ้ืนท่ีเดิมเพียงแค่ปรับเปล่ียน
รูปแบบกำรทำกินตำมนโยบำยของรัฐ จงึ นำมำสู่กำรเกิดปัญหำเกีย่ วกับเร่ืองท่ีกำรบริหำรจัดกำร
ทดี่ ินและขอ้ พพิ ำทเกี่ยวกบั ทด่ี นิ ทำกินกับหนว่ ยงำนภำครัฐเกดิ ข้นึ

ปญั หำกำรบริหำรจดั กำรทด่ี นิ ทำกินของประชำชนในพ้ืนทแ่ี ละกำรตอ้ งกลำยเป็นกลุ่ม
คนท่ีบกุ รุกแผว้ ถำงพนื้ ท่ปี ่ ำเริ่มปะทุข้ึนและทวีควำมรุนแรงมำกข้ึนเมอ่ื ภำครัฐพยำยำมหำลู่ทำงใน
กำรจัดกำรที่ดนิ ในพ้ืนที่ในฐำนะที่เป็นกรรมสิทธ์ขิ องภำครฐั ในกำรบริหำรจดั กำรทด่ี นิ ในพ้นื ทีป่ ่ ำ
และปกป้องไวซ้ ่ึงพื้นท่ีป่ ำท่ีอุดมสมบูรณ์และคุมกำเนิดพื้นท่ีทำกินของประชำชนในพื้นที่แถบ
เทอื กเขำบรรทดั จังหวดั พทั ลุง ภำครัฐจึงได้นำรูปแบบและแนวคิดว่ำด้วยกำรคมุ้ ครองและสงวนป่ ำ
เขำ้ มำบงั คบั ใช้ในพืน้ ที่ จึงนำไปสู่กำรประกำศให้พน้ื ทแี่ ถบเทือกเขำบรรทดั เป็นเขตป่ ำคมุ้ ครองและ
ป่ ำสงวนต้งั แต่ปี พุทธศกั รำช 2501 ส่งผลที่ก่อให้เกิดกำรทบั ซ้อนที่ทำกินและอยู่อำศยั เดิมของ
ประชำชน มิติของควำมขดั แยง้ ก็เริ่มทวีควำมรุนแรงมำกข้นึ เมื่อประชำชนในพ้ืนที่ปรับรูปแบบกำร
ปลูกยำงจำกป่ ำสมรมมำเป็ นสวนยำงในรูปแบบของพืชเชิงเดี่ยว ตำมข้อกำหนดต่ำง ๆ ของ
พระรำชบญั ญัติกองทุนสงเครำะห์กำรทำสวนยำง พุทธศักรำช 2503 ซ่งึ นำไปสู่กำรโค่นลม้ ต้นไม้
ต่ำง ๆ ในป่ ำสมรมเพ่ือปรบั เปล่ียนเป็นกำรปูกยำงพำรำในรูปแบบสวนยำง แตภ่ ำครัฐกับมองว่ำ
ประชำชนบุกรุกพ้ืนท่ีป่ำ ท้งั ๆ ที่ได้ทำกนิ และอยู่อำศยั ในพ้ืนท่ีทำกินเดิม เพียงแค่เปล่ียนรูปแบบ
กำรปลูกยำงพำรำตำมนโยบำยของรฐั ประกอบกับก็มีประชำชนบำงส่วนท่ีเห็นแก่ประโยชน์ส่วน
ตนแอบแผว้ ถำงพื้นทป่ี ่ ำไมเ้ พิ่มเพ่อื ขยำยพนื้ ท่ีปลูกยำงพำรำ ภำครฐั ไดเ้ ขำ้ มำบงั คบั ใชก้ ฎหมำยและ
ขอ้ บงั คบั ต่ำง ๆ ในพื้นที่ ส่งผลใหป้ ระชำชนได้รับผลกระทบในด้ำนต่ำง ๆ ในกำรดำเนินชวี ิตและ
ตอ้ งตกเป็นจำเลยของสงั คมในฐำนะของกลุม่ คนท่ีบุกรุกแผว้ ถำงพืน้ ที่ป่ำเพอื่ อยอู่ ำศยั และทำกิน

3. สมยั แหง่ กำรเรียกร้องสิทธิในที่ดนิ ทำกนิ
กำรเรียกรอ้ งสิทธิในทดี่ ินทำกินและอยู่อำศยั เดิมของประชำชนในพืน้ ที่แถบเทอื กเขำ
บรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงเริ่มประทุข้ึนและไดท้ วีควำมรุนแรงข้ึนมำเร่ือย ๆ ก็เป็นไปตำมลกั ษณะ
กำรกำหนดเป็นเขตพ้นื ที่ป่ำอนุรกั ษ์และกำรบงั คบั ใช้กฎหมำยในกำรบริหำรจดั กำรที่ดินเพ่ือกำร

143

อนรุ กั ษ์ของภำครฐั เม่ือมกี ำรกำหนดให้ป่ำเทือกเขำบรรทดั แปลงท่ี 1 ตอนท่ี 2 ในท้องท่ตี ำบลบำ้ น
นำ ตำบลกงหรำและตำบลชะรัด อำเภอเมอื ง จังหวัดพัทลุงเป็นป่ ำสงวน กำหนดให้ป่ ำเทือกเขำ
บรรทดั แปลงท่ี 2 ตอนท่ี 3 ในท้องทต่ี ำบลตะแพน ตำบลเขำปู่และตำบลเกำะเต่ำ อำเภอควนขนุน
จังหวดั พทั ลงุ เป็นป่ ำสงวน เมอื่ วนั ท่ี 4 เมษำยน พุทธศกั รำช 2501 วันท่ี 29 กันยำยน พุทธศักรำช
2501 กำหนดให้ป่ ำเทือกเขำบรรทดั แปลงท่ี 2 ตอนท่ี 2 ในท้องท่ีตำบลบ้ำนนำ ตำบลโคกชงำย
อำเภอเมืองพทั ลุง ตำบลตะแพน อำเภอควนขนุน จังหวดั พทั ลุงเป็นป่ ำสงวน วันที่ 5 มิถุนำยน
พุทธศักรำช 2502 กำหนดให้ป่ ำเทือกเขำบรรทัด แปลงท่ี 1 ตอนท่ี 1 ในท้องที่ตำบลบ้ำนนำ
อำเภอเมืองพัทลุง จังหวดั พัทลุงเป็ น ป่ ำสงวน และในวัน ท่ี 28 ธันวำคม พุทธศักรำช 2502
กำหนดใหป้ ่ำเทือกเขำบรรทดั แปลงที่ 1 ตอนท่ี 3 ในทอ้ งท่ีตำบลกงหรำและตำบลชะรัด อำเภอเมอื ง
ตำบลตะโหมด อำเภอเขำไชยสน และตำบลป่ ำบอน อำเภอปำกพะยนู จังหวดั พทั ลุงเป็นป่ ำสงวน
ตำมควำมในมำตรำที่ 10 และมำตรำที่ 26 แห่งพระรำชบญั ญัตคิ ุม้ ครองและสงวนป่ ำ พทุ ธศักรำช
2481 ซ่ึงได้แก้ไขเพิ่มเติมพระรำชบญั ญัติคุ้มครองและสงวนป่ ำ (ฉบับที่ 3) พุทธศักรำช 2497
กำหนดแนวเขตพ้ืนที่ป่ ำสงวนในพ้ืนที่แถบเทือกเขำบรรทัดจังหวัดพัทลุงก็เป็นไปในรูปแบบ
เดียวกับ พื้น ที่ จังหวัดตรังแล ะพื้น ท่ี ภูมินิ เวศน์เทือ ก เข ำบรรทัดใ น เข ตจังหวัด น ค รศรี ธรรม รำช
จังหวดั สตูลและจังหวดั สงขลำ โดยจำกกำรศึกษำก็พบว่ำไม่ไดม้ ีกำรลงพื้นทอ่ี ย่ำงจริงจังเพอ่ื กำหนด
แนวเขตและจดั แนวเขตระหวำ่ งพ้ืนทปี่ ่ ำกบั พื้นทท่ี ำกินและอยู่อำศยั ของประชำชน มเี พยี งเจ้ำหน้ำที่
บำงส่วนท่ีลงพน้ื ทีเ่ พื่อไปประสำนงำนกับประชำชนในแตล่ ะพื้นท่ีและจ้ำงให้ประชำชนในแตล่ ะ
พนื้ ที่เป็นผเู้ ดินกำหนดแนวเขต ดว้ ยกำรนำหลกั หมุดของเขตป่ ำสงวนไปปกั ไวใ้ นพ้ืนทนี่ อกเขตทีท่ ำ
กนิ และอยู่อำศยั ของประชำชน แต่ด้วยควำมรู้เท่ำไมถ่ ึงกำรณ์ของประชำชนที่รบั จ้ำงเดินแนวเขต
ซ่งึ ไม่ไดน้ ำหลักหมดุ เขตป่ำสงวนแห่งชำติไปปักนอกพื้นทที่ ำกนิ ของประชำชน แต่กลบั นำไปปัก
ไวใ้ นพื้นทตี่ ่ำง ๆ บำงพื้นที่นำไปปักไวใ้ กลบ้ ้ำนหรือปักในพนื้ ท่ีทำกินของประชำชน จงึ ส่งผลให้
พื้นที่ป่ำสงวนไดท้ บั ซอ้ นที่ทำกินเดมิ ของประชำชน ประกอบกับกำรบงั คบั ใช้กฎหมำยของภำครัฐ
น้ันไม่มีควำมเข้มงวดเท่ำที่ควร ส่งผลให้มีประชำชนบำงส่วนแอบแผว้ ถำงพ้ืนท่ีเพิ่มเพื่อทำ
กำรเกษตรและขยำยพืน้ ทีข่ องชมุ ชนที่นำไปสู่ปัญหำกำรบุกรุกแผว้ ถำงพ้ืนท่ปี ่ำ

ในขณะเดียวกันน้ันกำรจดั กำรเร่ืองสิทธิในทด่ี ินทำกนิ และอยู่อำศยั ของประชำชนน้ัน
กำหนดให้ประชำชนที่ทำกินและอยู่อำศยั ในพื้นท่ีไปจ่ำยภำษีบำรุงท้องท่ีหรือ ภ.บ.ท. 5 ตำม
พระรำชบัญญัติภำษีบำรุงทอ้ งท่ี พุทธศกั รำช 2508 กำรชำระภำษบี ำรุงท้องทีห่ รือ ภ.บ.ท. 5 สำหรับ
ที่ดินซ่ึงไมม่ ีเอกสำรสิทธ์ิน้ันกลบั กอ่ ให้เกิดควำมเข้ำใจผิดพลำดของประชำชนที่เขำ้ ใจว่ำเอกสำร
จำกกำรชำระภำษบี ำรุงท้องที่ หรือ ภ.บ.ท. 5 น้ันคอื เอกสำรสิทธ์ิในที่ดิน จำกควำมเขำ้ ใจผิดและ
ควำมไมร่ ูข้ องกำรชำระภำษีบำรุงท้องที่หรือ ภ.บ.ท. 5 ว่ำเป็นเอกสำรสิทธ์ิในท่ีดิน แตอ่ ย่ำงไรกต็ ำม

144

ปัญหำควำมขัดแยง้ ในกำรบริหำรจัดกำรที่ดินระหวำ่ งภำคประชำชนกับภำครฐั ไม่ก่อให้เกิดควำม
รุนแรงน้ันก็เป็นผลมำจำกกำรเขำ้ มำบังคบั ใชก้ ฎหมำยของภำครัฐทีไ่ มค่ อ่ ยเขม้ งวดมำกนัก แต่ได้ทวี
ควำมรุนแรงมำกข้นึ เม่ือมพี ระรำชกฤษฎีกำกำหนดบริเวณทีด่ นิ ป่ ำเขำบรรทดั ในทอ้ งทต่ี ำบลบ้ำนนำ
ตำบลกงหรำ ตำบลคลองเฉลิม อำเภอเมืองพทั ลงุ ตำบลตะโหมด อำเภอเขำไชยสน ตำบลป่ำบอน
อำเภอปำกพะยูน จังหวดั พัทลุงให้เป็นเขตรักษำพนั ธุ์สัตว์ป่ ำ พุทธศกั รำช 2518 อำศยั อำนำจตำม
ควำมในมำตรำ 192 ของรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจกั รไทย พุทธศกั รำช 2517 และมำตรำ 19 แห่ง
พระรำชบัญญตั ิสงวนและคมุ้ ครองสัตวป์ ่ำ พทุ ธศกั รำช 2503 ข้นึ ในวนั ที่ 22 สิงหำคม พุทธศกั รำช
2518 และมพี ระรำชกฤษฎกี ำกำหนดบริเวณท่ดี ินป่ ำเทอื กเขำบรรทดั ในท้องที่ตำบลตะแพน ตำบล
เขำป่แู ละตำบลเกำะเต่ำ อำเภอควนขนุน ตำบลบ้ำนนำ ตำบลโคกชงำย อำเภอเมืองพทั ลุง จังหวัด
พัทลุง ให้เป็นอุทยำนแห่งชำติเขำปู่เขำย่ำ เม่ือวนั ที่ 27 พฤษภำคม พุทธศักรำช 2525 เน่ืองจำก
เจ้ำหน้ำท่ีป่ำไมไ้ ด้เขำ้ มำดำเนินกำรบังคับใช้กฎหมำยในพ้ืนท่ีอย่ำงเขม้ งวด พรอ้ มท้งั จบั กุมและ
ดำเนินคดีกบั ประชำชนในพื้นท่ี กำรประกำศป่ ำสงวนไปสู่เขตรักษำพนั ธุ์สัตว์ป่ำเขำบรรทดั และ
อทุ ยำนแหง่ ชำตเิ ขำป่เู ขำย่ำ ก็ไม่ได้มีกำรสำรวจเขต กำรกำหนดแนวเขตพน้ื ท่ีป่ำไมไ้ ม่ชดั เจนมีควำม
คลมุ เครือของพน้ื ที่ ไม่มีกำรแบ่งแยกระหว่ำงพื้นท่ีทำกินและอยูอ่ ำศยั ของประชำชนกับพน้ื ทีป่ ่ำไม้
แต่กลบั ประกำศทบั ซ้อนทท่ี ำกนิ และอยู่อำศยั ของประชำชนที่อยูม่ ำกอ่ นตำมแนวเขตพื้นที่ป่ำสงวน
เดิมที่ได้ประกำศกำหนดไว้ เพ่ือปกป้องไวซ้ ่งึ ที่ดนิ ทำกินและอยู่อำศัยเดิม ประชำชนในพ้ืนที่จงึ ได้
รวมตัวกันเพอื่ แสดงจุดยืนตอ่ ภำครัฐว่ำกำรประกำศเขตรกั ษำพนั ธุ์สัตว์ป่ ำเขำบรรทัดและอุทยำน
แห่งชำติเขำป่เู ขำย่ำน้ันทบั ซอ้ นท่ีทำกนิ และอยู่อำศัยของประชำชนท่ีอยู่อำศยั และทำกินในพ้ืนที่
ซ่งึ ไม่มเี อกสำรสิทธ์ทิ ่ีถูกต้องและรับรองตำมประมวลกฎหมำยท่ีดินต้องกลำยเป็นกลมุ่ คนท่บี ุกรุก
และอยูอ่ ำศยั ในพ้นื ทป่ี ่ำอย่ำงผดิ กฎหมำย แมจ้ ะเป็นพ้นื ทีซ่ ่ึงเคยทำกินและอยู่อำศยั มำหลำยชวั่ อำยุ
คนและมีกำรชำระภำษบี ำรุงท้องท่ี หรือ ภ.บ.ท. 5 ก็ตำม แตก่ ็ไม่สำมำรถหำแนวทำงในกำรบริหำร
จัดกำรที่ดินได้และส่งผลให้เกิดควำมขดั แย้งข้ึนระหว่ำงภำคประชำชนกับภำครัฐน้ันเพรำะ
เจ้ำหน้ำทปี่ ่ำไมเ้ ขำ้ มำดำเนินกำรตำมข้อกำหนดของกฎหมำยที่ส่งผลกระทบอยำ่ งหนกั ต่อกำรดำรง
ชีพของกำรปลูกยำงพำรำ โดยประชำชนในพ้ืนท่ีจึงได้รวมตวั กนั ชุมนุมประท้วงเพอ่ื เรียกรอ้ งสิทธ์ิ
อนั ชอบธรรมในท่ดี นิ โดยมองวำ่ ไดเ้ ขำ้ มำอำศยั และทำกินอยกู่ ่อนกำรประกำศเขตป่ำสงวนหรือเขต
อทุ ยำนแหง่ ชำติน้ัน ๆ จงึ ทำให้ภำครฐั จำเป็นจะต้องแก้ไขปญั หำท่ีดินท่ีเกดิ จำกควำมผดิ พลำดและ
ละเลยของภำครัฐ จึงก่อให้เกิดควำมขดั แย้งกับประชำชน เมือ่ ประชำชนในพ้ืนทีเ่ รียกร้องสิทธ์อิ นั
ชอบธรรม โดยมองว่ำไดเ้ ขำ้ มำอำศยั และทำกินอย่กู ่อนกำรประกำศเขตป่ ำอนรุ กั ษ์ จงึ ทำใหภ้ ำครัฐ
จำเป็นจะต้องแกไ้ ขปัญหำทดี่ นิ ทเ่ี กดิ จำกควำมผิดพลำดและละเลยของภำครัฐ ซ่งึ ขำดควำมรอบคอบ
โดยกำรนำแนวคิดเชิงนโยบำยตำ่ ง ๆ เพ่ือแก้ไขปัญหำทด่ี ินท่ีเกดิ ข้นึ พร้อมท้งั ให้เจำ้ หนำ้ ทปี่ ่ำไมก้ ับ

145

ประชำชนตกลงกันเพื่ออยูร่ ่วมกนั ในกำรดูและปกปอ้ งผืนป่ำ โดยมีกำรอนุโลมใหป้ ระชำชนท่ีไดท้ ำ
กินและอยู่อำศยั ในพื้นท่ีไดต้ ำมปกติ แตห่ ้ำมมิใหม้ ีกำรบุกรุกแผว้ ถำงพ้ืนท่ปี ่ำเพมิ่ แตเ่ มอื่ มีกำรบุกรุก
แผว้ ถำงพ้นื ทป่ี ่ ำใหม่เจ้ำหน้ำที่ป่ำกเ็ ขำ้ มำจับกุมดำเนินคดตี ำมกฎหมำย ซ่งึ ในเวลำต่อมำประชำชน
ในพน้ื ท่ีจึงไดร้ วมกลุ่มกันเพ่ือปรึกษำหำรือเรื่องสิทธใิ นทดี่ ินทำกนิ พร้อมท้งั เรียกรอ้ งสิทธ์ิในทีด่ ิน
ในฐำนะของผทู้ ท่ี ำกนิ และอยู่อำศยั มำก่อนทภ่ี ำครฐั จะเขำ้ มำบริหำรจัดกำรทีด่ ินด้วยกำรกำหนดให้
เป็นพ้นื ท่ปี ่ ำอนุรกั ษ์ แตอ่ ย่ำงไรก็ตำมเร่ืองสิทธ์ใิ นที่ดินทำกินและอยู่อำศัยของประชำชนในพื้นที่
กลับไม่ได้รับกำรแก้ไขอย่ำงเป็นรูปธรรมได้ จึงนำไปสู่กำรรวมกลุ่มกันเป็นองค์กรชุมชนและ
เครือข่ำยองคก์ รชุมชนท้งั ในระดับพื้นทจ่ี ังหวดั พัทลงุ และระดบั ภูมินเิ วศน์เทือกเขำบรรทดั (จังหวดั
พทั ลุง จังหวดั ตรัง จังหวดั นครีธรรมรำช จงั หวัดสตูลและจังหวดั สงขลำ) เพ่ือเรียกร้องควำมเป็น
ธรรมเกยี่ วกบั สิทธิในที่ดินทำกิน

4.3.2 การบรหิ ารจดั การท่ีดนิ ของภาครัฐ
สำหรบั กำรบริหำรจดั กำรทดี่ นิ ทำกนิ ของภำครฐั พื้นทแ่ี ถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั
พทั ลุงน้ัน จำกกำรศึกษำสำมำรถแบ่งกำรบริหำรจดั กำรทดี่ ินด้วยกำรกำหนดให้เป็นเขตพ้ืนท่ีป่ ำ
อนุรกั ษ์ อนั ประกอบไปด้วย กำรกำหนดพื้นท่ีป่ำสงวน เขตรกั ษำพนั ธุส์ ัตวป์ ่ำเขำบรรทดั และอทุ ยำน
แห่งชำติเขำป่เู ขำยำ่

ตำรำงที่ 8 : พฒั นำกำรกำรบริหำรจัดกำรทด่ี ินทำกนิ ของภำครฐั

วัน เดอื น ปี การบริหารจัดการที่ดินทากนิ ของภาครัฐ
วนั ท่ี 4 เมษำยน อำศัยอ ำน ำจตำมควำมในมำตรำท่ี 10 และมำตรำที่ 26 แห่ ง
พุทธศกั รำช 2501 พระรำชบญั ญัติคุม้ ครองและสงวนป่ ำพุทธศักรำช 2481 ซ่งึ ได้แก้ไข
เพิ่มเตมิ พระรำชบญั ญัติคุม้ ครองและสงวนป่ ำ(ฉบบั ท่ี 3)พุทธศกั รำช
2497 กำหนดให้ป่ ำเทือกเขำบรรทดั แปลงท่ี 1 ตอนท่ี 2 ในท้องท่ี
ตำบลบ้ำนนำ ตำบลกงหรำและตำบลชะรดั อำเภอเมือง จังหวดั พทั ลุง
ภำยในแนวเขตตำมแผนที่แนบท้ำยกฎกระทรวงน้ีเป็นป่ำสงวน ซ่ึงมี
เหตุผลที่ว่ำเน่ืองจำกป่ ำแห่งน้ีมีไม้ชนิดดีมีค่ำเป็ นปริมำณมำก เช่น
ไม้ยำง ตะเคียน หลุมพอ และอ่ืน ๆ มีเน้ือท่ี 96.00 ตำรำงกิโลเมตร
เหมำะสมท่ีจะสงวนไว้เพ่ือให้มีไวใ้ ช้ตลอดไป อนั จะเป็นประโยชน์
มำกย่ิงกว่ำท่ีจะแผว้ ถำงลงเป็นที่เพำะปลูกหรือเพ่ือกิจกำรอย่ำงอ่ืน
จงึ สมควรสงวนป่ำแหง่ น้ไี วเ้พือ่ ประโยชน์แหง่ รัฐและประชำชน

146

ตำรำงที่ 8 : พฒั นำกำรกำรบริหำรจดั กำรท่ดี นิ ทำกนิ ของภำครัฐ (ต่อ)

วนั เดือน ปี การบรหิ ารจัดการท่ดี ินทากนิ ของภาครัฐ
วนั ท่ี 4 เมษำยน
พทุ ธศกั รำช 2501 อำศัยอ ำน ำจตำมควำมในมำตรำที่ 10 และมำตรำที่ 26 แห่ ง
พระรำชบญั ญตั ิคุ้มครองและสงวนป่ ำพุทธศกั รำช 2481 ซ่งึ ได้แก้ไข
วนั ที่ 29 กนั ยำยน เพ่มิ เติมพระรำชบัญญตั ิคมุ้ ครองและสงวนป่ ำ(ฉบบั ท่ี 3)พุทธศกั รำช
พทุ ธศกั รำช 2501 2497 กำหนดให้ป่ ำเทือกเขำบรรทัด แปลงท่ี 2 ตอนท่ี 3 ในท้องที่
ตำบลตะแพน ตำบลเขำปู่และตำบลเกำะเต่ำ อำเภอควนขนุ น
จังหวดั พัทลุงเป็นป่ำสงวนด้วยเหตุผลท่ีวำ่ ป่ ำแห่งน้ีมีไมช้ นิดที่มีค่ำ
เป็นปริมำณมำก เช่น ไมห้ ลมุ พอ ไมย้ ำง ไมต้ ะเคียน ไม้นำคบตุ ร มีเน้ือ
ท่ี 243.15 ตำรำงกิโลเมตร เหมำะสมท่ีจะสงวนไวใ้ ช้ตลอดไป อนั จะ
เป็ นประโยชน์มำกกว่ำแผ้วถำงลงเพำะปลูกหรือเพื่อกิจกำรอื่น
จึงสมควรสงวนป่ำแห่งน้ไี วเ้พอื่ ประโยชน์แหง่ รฐั และประชำชน
อำศัยอ ำน ำจตำมควำมในมำตรำที่ 10 และมำตรำท่ี 26 แห่ ง
พระรำชบัญญตั ิคุ้มครองและสงวนป่ ำพุทธศักรำช 2481 ซ่งึ ได้แก้ไข
เพิม่ เตมิ พระรำชบญั ญัติคุม้ ครองและสงวนป่ ำ(ฉบบั ท่ี 3)พุทธศกั รำช
2497 กำหนดให้ป่ ำเทือกเขำบรรทัด แปลงที่ 2 ตอนท่ี 2 ในท้องที่
ตำบลบ้ำนนำ ตำบลโคกชงำย อำเภอเมืองพัทลุง ตำบลตะแพน
อำเภอควนขนุน จงั หวดั พทั ลงุ เป็นป่ำสงวนด้วยเหตุผลท่วี ่ำป่ ำแหง่ น้ี
มีไมช้ นิดท่ีมคี ่ำเป็นปริมำณมำก เช่น ไมย้ ำง ไม้หลุมพอ ไมน้ ำคบุตร
มีเน้อื ที่ 150 ตำรำงกิโลเมตรเหมำะสมที่จะสงวนไวใ้ ช้ตลอดไปอันจะ
เป็ นประโยชน์มำกกว่ำแผ้วถำงลงเพำะปลูกหรือเพื่อกิ จกำรอ่ืน
จึงสมควรสงวนป่ำแหง่ น้ไี วเ้พอื่ ประโยชนแ์ ห่งรฐั และประชำชน

147

ตำรำงท่ี 8 : พฒั นำกำรกำรบริหำรจัดกำรทด่ี ินทำกินของภำครัฐ (ตอ่ )

วัน เดอื น ปี การบรหิ ารจัดการทด่ี ินทากินของภาครัฐ
วนั ที่ 5 มิถุนำยน
พุทธศกั รำช 2502 อำศัยอ ำน ำจตำมควำมในมำตรำที่ 10 และมำตรำที่ 26 แห่ ง
พระรำชบัญญัตคิ ุ้มครองและสงวนป่ ำพุทธศกั รำช 2481 ซ่งึ ได้แก้ไข
วนั ที่ 5 มิถนุ ำยน เพ่มิ เติมพระรำชบัญญตั ิคุม้ ครองและสงวนป่ ำ(ฉบบั ท่ี 3)พุทธศกั รำช
พุทธศกั รำช 2502 2497 กำหนดให้ป่ ำเทือกเขำบรรทดั แปลงที่ 2 ตอนท่ี 1 ในท้องท่ี
ตำบลบ้ำนนำ อำเภอเมอื งพทั ลุงจงั หวดั พทั ลงุ เป็นป่ำสงวนด้วยเหตุผล
ที่ว่ำ ป่ ำแห่งน้ีมีไม้ชนิดท่ีมีค่ำเป็นปริมำณมำก เช่น ไมห้ ลุมพอ ยำง
ไข่เขียว ตะเคียนสำมพอน ตะเคียนทรำย จวง มีเน้ือท่ี 49.20 ตำรำง
กิโลเมตร เหมำะสมที่จะสงวนไวใ้ ช้ตลอดไป อันจะเป็นประโยชน์
มำกกวำ่ แผว้ ถำงลงเพำะปลูกหรือเพ่ือกิจกำรอ่ืน จึงสมควรสงวนป่ ำ
แหง่ น้ีไวเ้พื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชำชน
อำศัยอ ำน ำจตำมควำมในมำตรำที่ 10 และมำตรำท่ี 26 แห่ ง
พระรำชบัญญัตคิ ุม้ ครองและสงวนป่ ำพุทธศกั รำช 2481 ซ่งึ ได้แก้ไข
เพม่ิ เตมิ พระรำชบญั ญัติคมุ้ ครองและสงวนป่ ำ(ฉบบั ที่ 3)พุทธศกั รำช
2497 กำหนดให้ป่ ำเทือกเขำบรรทัด แปลงที่ 1 ตอนที่ 1 ในท้องที่
ตำบลบ้ำนนำ อำเภอเมืองพทั ลุงจงั หวดั พทั ลงุ เป็นป่ำสงวนด้วยเหตุผล
ที่วำ่ ป่ ำแห่งน้ีมีไม้ชนิดที่มีค่ำเป็นปริมำณมำก เช่น ไมห้ ลุมพอ ยำง
ไข่เขียว ตะเคียนสำมพอน ตะเคียนทรำย จวง มีเน้ือท่ี 61.41 ตำรำง
กิโลเมตร เหมำะสมที่จะสงวนไว้ใช้ตลอดไป อันจะเป็นประโยชน์
มำกกว่ำแผว้ ถำงลงเพำะปลูกหรือเพื่อกิจกำรอ่ืน จึงสมควรสงวนป่ ำ
แหง่ น้ไี วเ้พื่อประโยชนแ์ ห่งรฐั และประชำชน

148

ตำรำงท่ี 8 : พฒั นำกำรกำรบริหำรจัดกำรทดี่ ินทำกินของภำครฐั (ต่อ)

วนั เดอื น ปี การบรหิ ารจัดการทีด่ นิ ทากนิ ของภาครัฐ
วนั ท่ี 28 ธันวำคม
พทุ ธศกั รำช 2502 อำศัยอ ำน ำจตำมควำมในมำตรำที่ 10 และมำตรำท่ี 26 แห่ ง
พระรำชบญั ญัติคุม้ ครองและสงวนป่ ำพุทธศักรำช 2481 ซ่งึ ได้แก้ไข
วนั ท่ี 22 สิงหำคม เพม่ิ เตมิ พระรำชบัญญัติคุม้ ครองและสงวนป่ ำ(ฉบบั ที่ 3)พุทธศกั รำช
พทุ ธศกั รำช 2518 2497 กำหนดให้ป่ ำเทือกเขำบรรทัด แปลงท่ี 1 ตอนท่ี 3 ในท้องท่ี
ตำบลกงหรำและตำบลชะรดั อำเภอเมอื งตำบลตะโหมดอำเภอเขำไชยสน
และตำบลป่ำบอน อำเภอปำกพะยูน จังหวัดพัทลุงภำยในแนวเขตตำม
แผนที่แนบท้ำยกฎกระทรวงน้เี ป็นป่ำสงวน ซ่งึ มีเหตุผลท่วี ่ำเนื่องจำก
ป่ำแห่งน้มี ีไม้ชนิดดีมีค่ำเป็นปริมำณมำก เช่น ไม้ยำงยูงสยำ ตะเคยี น
มีเน้ือที่ 257.00 ตำรำงกิโลเมตรเหมำะสมท่ีจะสงวนไวเ้ พ่ือใหม้ ีไวใ้ ช้
ตลอดไป อันจะเป็ นประโยชน์มำกย่ิงกว่ำที่จะแผ้วถำงลงเป็ นท่ี
เพำะปลูกหรือเพ่ือกิจกำรอย่ำงอ่ืน จึงสมควรสงวนป่ ำแห่งน้ีไวเ้ พ่ือ
ประโยชนแ์ ห่งรฐั และประชำชน
มีพระรำชกฤษฎีกำกำหนดบริเวณท่ีดินป่ ำเขำบรรทัดในท้องท่ี
ตำบลบ้ำนนำ ตำบลกงหรำ ตำบลคลองเฉลิม อำเภอเมืองพัทลุง
ตำบลตะโหมด อำเภอเขำไชยสน ตำบลป่ ำบอน อำเภอปำกพะยูน
จังหวดั พทั ลุงให้เป็นเขตรักษำพันธ์ุสัตว์ป่ ำ พุทธศักรำช 2518 อำศัย
อำนำจตำมควำมในมำตรำ192 ของรฐั ธรรมนูญแหง่ รำชอำณำจกั รไทย
พุทธศักรำช 2517 และมำตรำ 19 แห่งพระรำชบัญญัติสงวนและ
คมุ้ ครองสตั วป์ ่ำ พ.ศ. 2503

149

ตำรำงที่ 8 : กำรบริหำรจัดกำรทีด่ นิ ทำกินของภำครฐั (ตอ่ )

วัน เดอื น ปี การบรหิ ารจัดการท่ีดินทากนิ ของภาครัฐ
วนั ท่ี 27 พฤษภำคม
พทุ ธศกั รำช 2525 มีพระรำชกฤษฎีกำกำหนดบริ เวณที่ดินป่ ำเทือกเขำบรรทัดในท้องท่ี
ตำบลตะแพน ตำบลเขำปู่และตำบลเกำะเต่ำ อำเภอควนขนุ น
ตำบลบ้ำนนำ ตำบลโคกชงำยอำเภอเมืองพทั ลุงจงั หวดั พทั ลุงใหเ้ ป็น
อุทยำนแห่งชำติเขำปู่เขำย่ำ ตำมพระรำชบญั ญัติอุทยำนแห่งชำติ
พุทธศักรำช 2504 มำตรำ 4 ให้นิยำมคำว่ำอุทยำนแห่งชำติไว้ว่ำ
“อุทยำนแห่งชำติ หมำยควำมว่ำ ท่ีดินที่ได้กำหนดให้เป็นอุทยำน
แหง่ ชำติตำมพระรำชบญั ญัติน้”ี ส่วนที่ดินที่จะกำหนดให้เป็นอุทยำน
แห่งชำติน้ันเป็นไปตำมพระรำชบญั ญัตอิ ุทยำนแห่งชำติ มำตรำ6 ทว่ี ่ำ
“เม่ื อ รั ฐบำลเห็ นส มควรก ำห นด บริ เวณ ที่ ดิ น แห่ งใดที่ มี ส ภำ พ
ธรรมชำติ เป็นที่นำ่ สนใจให้คงอยู่ในสภำพธรรมชำติเดิมเพ่อื สงวนไว้
เป็นประโยชน์แก่กำรศึกษำและรื่นรมยข์ องประชำชนก็ให้มีอำนำจ
กระทำไดโ้ ดยประกำศพระรำชกฤษฎกี ำและให้มแี ผนท่แี สดงแนวเขต
แห่งบริเวณที่กำหนดน้ันแนบท้ำยพระรำชกฤษฎีกำด้วย บริเวณท่ี
กำหนดน้ีเรียกว่ำ“อุทยำนแห่งชำติ”ที่ดินที่จะกำหนดใหเ้ ป็นอทุ ยำน
แหง่ ชำติน้ัน ต้องเป็นท่ดี นิ ท่ีมไิ ดอ้ ยู่ในกรรมสิทธ์หิ รือครอบครองโดย
ชอบด้วยกฎหมำยของบุคคลใดซ่ึงมิใชท่ บวงกำรเมอื ง” น้ันหมำยควำม
ว่ำท่ีดินของเอกชนที่เจำ้ ของมกี รรมสิทธ์ิในที่ดินแล้วเช่น เป็นที่ดนิ ท่ี
มโี ฉนดท่ีดินหรือเจ้ำของมีสิทธิครอบครองโดยชอบดว้ ยกฎหมำยเช่น
มี น.ส. 3 หรือ ส.ค. 1 โดยชอบ ที่ประเภทน้ีกระทรวงเกษตรและ
สหกรณ์กำรเกษตรจะประกำศเป็นเขตอุทยำนแห่งชำติไม่ได้ แต่ถ้ำ
ท่ดี นิ มีโฉนดหรือ น.ส.3 อยู่ในครอบครองของทบวงกำรเมืองใด เช่น
เป็นที่รำชพสั ดุและที่น้ันมสี ภำพธรรมชำติเป็นที่น่ำสนก็จะประกำศ
เป็ นอุทยำนแห่งชำติได้ ด้วยเหตุผลที่ว่ำเพื่ อคุ้มครองรักษำ
ทรพั ยำกรธรรมชำติท่ีมอี ยู่ เช่น พนั ธ์ุไมแ้ ละของป่ำ สัตวป์ ่ ำตลอดจน
ทิวทศั น์ ป่ ำและภูเขำให้คงอยู่ในสภำพธรรมชำติเดิมมิให้ถูกทำลำย
หรือเปล่ียนแปลงไป เพือ่ อำนวยประโยชนท์ ้ังทำงตรงและทำงออ้ มแก่
รฐั และประชำชน

150

กำรบริหำรจัดกำรท่ีดินของภำครัฐน้ันเริ่มต้นจำกวนั ที่ 4 เมษำยน พุทธศกั รำช 2501
กำหนดให้ป่ ำเทือกเขำบรรทัด แปลงท่ี 1 ตอนที่ 2 ในท้องที่ตำบลบ้ำนนำ ตำบลกงหรำและ
ตำบลชะรัด อำเภอเมอื ง จังหวัดพทั ลงุ เป็นป่ำสงวน วันที่ 28 ธันวำคม พทุ ธศักรำช 2502 กำหนดให้
ป่ำเทอื กเขำบรรทดั แปลงท่ี 1 ตอนท่ี 3 ในท้องทตี่ ำบลกงหรำและตำบลชะรดั อำเภอเมือง ตำบลตะ
โหมด อำเภอเขำไชยสน และตำบลป่ำบอน อำเภอปำกพะยูน จังหวดั พัทลุงเป็นป่ำสงวนโดยอำศัย
อำนำจตำมควำมในมำตรำท่ี 10 และมำตรำท่ี 26 แห่งพระรำชบัญญัติคุม้ ครองและสงวนป่ ำ
พทุ ธศกั รำช 2481 ซ่งึ ไดแ้ กไ้ ขเพ่ิมเตมิ พระรำชบญั ญตั ิคุม้ ครองและสงวนป่ำ (ฉบบั ท่ี 3) พทุ ธศกั รำช
2497 และมพี ระรำชกฤษฎกี ำกำหนดบริเวณท่ีดินป่ำเขำบรรทดั ในทอ้ งท่ีตำบลบ้ำนนำ ตำบลกงหรำ
ตำบลคลองเฉลิม อำเภอเมืองพัทลุงตำบลตะโหมด อำเภอเขำไชยสน ตำบลป่ ำบอน อ ำเภอปำกพะยูน
จังหวัดพทั ลงุ ให้เป็นเขตรักษำพันธส์ุ ัตว์ป่ ำ พุทธศักรำช 2518 อำศยั อำนำจตำมควำมในมำตรำ 192
ของรฐั ธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พทุ ธศกั รำช 2517 และมำตรำ 19 แห่งพระรำชบญั ญตั ิสงวน
และคมุ้ ครองสัตว์ป่ำ พ.ศ. 2503 ในวนั ที่ 22 สิงหำคม พุทธศกั รำช 2518 แต่สำหรับพน้ื ทีเ่ ขตรักษำ
พนั ธุ์สัตว์ป่ ำเขำบรรทดั เดิมน้ันอยู่ในเขต 5 ตำบล ของ 3 อำเภอ ทีป่ ระกอบไปด้วยตำบลบ้ำนนำ
ตำบลกงหรำ ตำบลคลองเฉลิม อำเภอเมืองพทั ลงุ ตำบลตะโหมด อำเภอเขำไชยสน ตำบลป่ำบอน
อำเภอปำกพะยูน จังหวดั พทั ลงุ แตเ่ ขตพื้นท่ีตำมสภำพควำมเป็นจริงในปจั จุบนั ประกอบไปด้วย 9
ตำบล ในเขต 4 อำเภอ อันได้แก่ตำบลบ้ำนนำและตำบลลำสินธ์ุ อำเภอศรีนครินทร์ ตำบลคลอง
เฉลิม ตำบลคลองทรำยขำว และตำบลกงหรำ อำเภอกงหรำตำบลตะโหมดและตำบลคลองใหญ่
อำเภอตะโหมด และพ้ืนท่ีตำบลทุ่งนำรีและตำบลหนองธง อำเภอป่ำบอน จังหวัดพัทลุง จำนวน
265,625 ไร่

และกำรบริหำรจดั กำรที่ดินของภำครัฐที่กำหนดเป็นป่ ำสงวนและพฒั นำไปสู่อุทยำน
แห่งชำติเขำปู่-เขำย่ำ น้ันเริ่มต้นจำกในวนั ที่ 4 เมษำยน พุทธศกั รำช 2501 กำหนดให้ป่ำเทือกเขำ
บรรทดั แปลงท่ี 2 ตอนที่ 3 ในท้องท่ีตำบลตะแพน ตำบลเขำป่แู ละตำบลเกำะเต่ำ อำเภอควนขนุน
จังหวดั พทั ลุงเป็นป่ ำสงวน วนั ท่ี 29 กันยำยน พุทธศักรำช 2501 กำหนดให้ป่ ำเทือกเขำบรรทัด
แปลงที่ 2 ตอนท่ี 2 ในท้องท่ีตำบลบ้ำนนำ ตำบลโคกชงำย อำเภอเมืองพัทลุง ตำบลตะแพน
อำเภอควนขนุน จังหวัดพทั ลุงเป็นป่ ำสงวน วนั ที่ 5 มิถุนำยน พุทธศักรำช 2502 กำหนดให้ป่ ำ
เทือกเขำบรรทดั แปลงที่ 2 ตอนที่ 1 ในท้องทต่ี ำบลบ้ำนนำ อำเภอเมืองพทั ลุง จังหวดั พทั ลงุ เป็นป่ ำ
สงวนและกำหนดให้ป่ ำเทือกเขำบรรทัด แปลงท่ี 1 ตอนที่ 1 ในท้องที่ตำบลบำ้ นนำ อำเภอเมือง
พทั ลงุ จังหวดั พัทลุงเป็นป่ ำสงวนโดยอำศยั อำนำจตำมควำมในมำตรำท่ี 10 และมำตรำที่ 26 แห่ง
พระรำชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่ ำ พุทธศักรำช 2481 ซ่ึงได้แก้ไขเพ่ิมเติมพระรำชบญั ญัติ
คมุ้ ครองและสงวนป่ำ (ฉบบั ที่ 3) พุทธศกั รำช 2497 และมีพระรำชกฤษฎกี ำกำหนดบริเวณที่ดินป่ ำ

151

เทอื กเขำบรรทดั ในท้องท่ีตำบลตะแพน ตำบลเขำปู่และตำบลเกำะเตำ่ อำเภอควนขนนุ ตำบลบำ้ นนำ
ตำบลโคกชงำย อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ให้เป็ น อุท ยำนแห่งชำติเขำปู่เขำย่ำ ตำม
พระรำชบญั ญตั อิ ุทยำนแห่งชำตพิ ทุ ธศกั รำช 2504 ในวนั ท่ี 27 พฤษภำคม พุทธศกั รำช 2525 ซ่งึ พน้ื ท่ี
อทุ ยำนแหง่ ชำติเขำปู่เขำยำ่ เดมิ น้นั อยู่ในเขต 5 ตำบล ของ 3 อำเภอ ที่ประกอบไปด้วยตำบลตะแพน
ตำบลเขำปู่และตำบลเกำะเตำ่ อำเภอควนขนุน ตำบลบ้ำนนำ ตำบลโคกชงำย อำเภอเมืองพัทลุง
จังหวัดพัทลุง แต่เขตพ้ืนที่ตำมสภำพควำมเป็ นจริงใน ปัจจุบัน ประกอบไปด้วย 13 ตำบล
ในเขต 4 อำเภอ อนั ไดแ้ ก่ ตำบลคลองทรำยขำว ตำบลคลองเฉลิมและตำบลสมหวัง อำเภอกงหรำ
ตำบลชุมพล ตำบลลำสินธ์ุและตำบลบ้ำนนำ อำเภอศรีนครินทร์ ตำบลตะแพน ตำบลเขำย่ำและ
ตำบลเขำปู่ อำเภอศรีบรรพต และพื้นท่ีตำบลเกำะเต่ำและตำบลลำนข่อย อำเภอป่ ำพะยอม
จังหวัดพัทลุง จำนวน 166,760ไร่ รวม 4อ ำเภอ ประกอบด้วย อ ำเภอป่ ำพะยอม รวมเน้ื อที่ 59,030ไร่
อำเภอศรีบรรพต รวมเน้ือท่ี 52,855 ไร่ อำเภอศรีนครินทร์ รวมเน้อื ที่ 34,050 ไร่ และอำเภอกงหรำ
รวมเน้อื ท่ี 20,825 ไร่

กำรบริหำรจัดกำรทดี่ ินดว้ ยกำรกำหนดใหเ้ ป็นเขตพ้นื ท่ปี ่ำอนุรักษ์ต้งั แต่กำรกำหนดพื้นที่
ป่ ำสงวน เขตรักษำพันธุ์สัตว์ป่ ำเขำบรรทัดและอุทยำนแห่งชำติเขำปู่เขำย่ำของภำครัฐน้ันเป็ น
ลกั ษณะของกำรกำหนดเป็นกฎหมำยเพ่ือนำมำบงั คบั ใช้ไม่ให้ประชำชนละเมิดและต่อต้ำนกำร
บริหำรจดั กำรทีด่ ินของภำครัฐ แต่ปญั หำกำรบริหำรจดั กำรท่ดี ินทำกินและปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ น
ท่ีดินในพื้นที่แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลุงได้เกิดข้ึนและทวีควำมรุนแรงโดยไม่
สำมำรถแก้ไขปญั หำที่เป็นรูปธรรมได้ก็สืบเนื่องจำกกำรกำหนดใหเ้ ป็นเขตพ้นื ท่ีป่ ำอนุรกั ษ์ต้งั แต่
กำรกำหนดพ้นื ท่ีป่ำสงวน เขตรักษำพนั ธุส์ ัตว์ป่ำเขำบรรทดั และอทุ ยำนแห่งชำติเขำป่เู ขำยำ่ น้นั ไม่ได้
ดำเนินกำรกำหนดและวดั แนวเขตอยำ่ งชัดเจน จงึ นำไปสู่กำรบริหำรจัดกำรท่ดี ินท่ีเป็นปญั หำและ
กอ่ ให้เกิดปัญหำควำมขดั แย้งด้ำนท่ีดินทำกินข้ึนระหว่ำงภำครัฐกับภำคประชำชนและเครือข่ำย
องค์กรชุมชน

อีกท้งั กำรเขำ้ มำบริหำรจัดกำรที่ดินของภำครัฐน้ันเป็นกำรกำหนดแนวเขตพื้นที่ป่ ำ
อนรุ ักษ์ด้วยกำรกำหนดใหเ้ ป็นพนื้ ทป่ี ่ำสงวนและพฒั นำไปสู่กำรกำหนดให้เป็นเขตรกั ษำพนั ธส์ุ ัตว์
ป่ำเขำบรรทดั และอุทยำนแห่งชำติเขำปู่เขำย่ำ นอกจำกจะไมไ่ ด้ดำเนินกำรลงพื้นทเ่ี พื่อสรำ้ งแนว
เขตระหวำ่ ทท่ี ำกินและอย่อู ำศยั ของประชำชนกบั แนวเขตของเขตรกั ษำพนั ธ์ุสตั ว์ป่ ำเขำบรรทดั และ
อุทยำนแห่งชำติเขำปู่เขำย่ำ จึงนำไปสู่กำรเกิดปัญหำกำรทับซ้อนกับที่ดนิ ทำกินและอยู่อำศยั ของ
ประชำชน ซ่งึ เก่ียวเนือ่ งกับในประเดน็ ของสิทธิในทด่ี ิน เนื่องจำกเป็นกำรลิดรอนสิทธ์ิในที่ดินของ
ประชำชน เพรำะในเวลำตอ่ มำประชำชนเม่ือที่ดนิ ทำกินและอยู่อำศยั ของประชำชนต้งั อย่ใู นแนว

152

เขตของพื้นท่ีป่ ำอนุรักษ์ ประชำชนจะไม่มีสิทธ์ิในกำรทำกินและอยู่อำศัยและยงั คงถูกจับคุม
ดำเนินคดีท้งั แพง่ และอำญำจำกกำรเขำ้ มำบริหำรจัดกำรท่ดี ินของภำครฐั

4.3.3 การบรหิ ารจัดการท่ดี นิ ทากินขององค์กรชุมชน
สำหรบั กำรบริหำรจัดกำรท่ีดินทำกินขององคก์ รชุมชนพนื้ ทแี่ ถบเทือกเขำบรรทดั ในเขต
จงั หวดั พทั ลุงน้นั จำกกำรศกึ ษำสำมำรถแบง่ ได้ออกเป็น 3 ยุคด้วยกัน อนั ประกอบไปด้วยยคุ รวมตวั
เพอ่ื ทวงสิทธ์ใิ นที่ดนิ ทำกนิ ยคุ อธิปไตยชุมชนและยุคแห่งกำรจัดกำรสิทธิในทีด่ ิน

กำรบริหำร ยคุ รวมตวั เพือ่
จัดกำรท่ดี นิ ทำ ทวงสิทธ์ใิ น
กินขององคก์ ร ทด่ี นิ ทำกนิ

ชุมชน ยุคอธปิ ไตย
ชุมชน
ยดุ แห่งกำร
จัดกำรสิทธิใน

ทดี่ นิ

ภำพท่ี 38 : กำรบริหำรจดั กำรทด่ี ินทำกินขององค์กรชุมชนในพืน้ ท่ปี ่ ำอนรุ ักษพ์ ้ืนท่ี
แถบเทือกเขำบรรทัดในเขตจังหวดั พทั ลุง

1. ยคุ รวมตวั เพ่อื ทวงสิทธ์ใิ นท่ีดนิ ทำกนิ
สำหรับกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินทำกินขององค์กรชุมชนในพื้นท่ีป่ ำอนุรักษ์พ้ืนท่ีแถบ
เทือกเขำบรรทัดในเขตจังหวัดพทั ลุง ซ่ึงถือเป็นยุครวมตวั เพ่ือทวงสิทธ์ิในท่ีดินทำกินน้ันเกิดรำวปี
พุทธศักรำช 2540 เมื่ อรัฐบำลภำยใต้กำรน ำของน ำยชวน หลีกภัย มีมติคณะรัฐมน ตรีเม่ื อ
วนั ที่ 30มิถนุ ำยน พุทธศกั รำช 2541 เร่ืองกำรแก้ไขปัญหำที่ดินในพ้ืนที่ป่ ำไม้ ซ่ึงไม่สำมำรถนำมำแก้ไข
ปัญหำควำมขัดแยง้ ด้ำนที่ดินในพื้นท่ีได้ เน่ืองจำกประชำชนในพื้นที่คดั ค้ำนนโยบำยตำมมติของ
คณะรัฐมนตรีดังกล่ำว เพรำะประชำชนบำงส่วนมองว่ำกำรแก้ไขปัญหำตำมมติเม่ือวนั ท่ี 30 มิถุนำยน

153

พุทธศักรำช 2541 เรื่องกำรแก้ไขปัญหำท่ีดินในพื้นท่ีป่ ำไม้น้ันเป็ นกำรเอำเปรียบประชำชน ไม่ได้
ส่งเสริมให้มีกำรแก้ไขปัญหำที่ดินอย่ำงมีส่วนร่วมจำกประชำชน ได้อย่ำงแต่จริงและก่อให้เกิดควำม
ขดั แยง้ ด้ำนที่ดินในพื้นที่เพ่มิ ข้ึน เม่อื เจ้ำหน้ำที่ป่ำไมเ้ ริ่มปฏบิ ัตหิ น้ำท่ีตำมนโยบำยกำรแกไ้ ขปัญหำทดี่ ิน
ในพื้นทปี่ ่ ำไม้โดยไมส่ นใจขอ้ เรียกร้องและข้อคดั คำ้ นจำกภำคประชำชน มงุ่ แต่ปฏบิ ตั ิตำมขอ้ บังคบั และ
ระเบยี บท่ีได้ระบไุ ว้ตำมหลกั กำรของมติกำรแก้ไขปัญหำท่ีดินในพืน้ ท่ีป่ำไม้

ในขณะเดียวกันประชำชนในพ้ืนที่ก็ต้องทำกินและดำรงชีพ เม่ือยำงหมดสภำพไปก็ไม่
สำมำรถที่จะโค่นลม้ และปลูกยำงใหม่ทดแทนได้ ประชำชนบำงส่วนก็ไมก่ ลำ้ โค่นลม้ ยำงและปลูกยำง
ใหม่ทดแทน ก็จำทนกรีดยำงเดิมท่ีหมดสภำพกำรกรีดและบำงส่วนก็ละท้ิงสวนยำงออกไปทำงำน
ภำยนอกเพรำะกลวั อำนำจรัฐ ขณะที่ประชำชนอีกส่วนหน่ึงที่ไม่กลวั อำนำจของภำครัฐ มองว่ำตนได้
ครอบครองและทำกินในทด่ี ินมำกอ่ น มีกำรทำกนิ กันมำหลำยช่ัวอำยุคนแลว้ ถงึ จะอย่ำงไรก็ต้องทำกิน
ตอ่ ไปเพื่อกำรดำรงชีพ โดยทำกำรขอทุนสงเครำะห์ในกำรทำสวนยำง เพ่อื โค่นต้นลม้ ยำงแลว้ ปลูกใหม่
ตำมปกติ สุดท้ำยก็โดนเจ้ำหนำ้ ท่ีป่ำไม้เขำ้ มำจับกุมและตรวจยึดทีด่ ินไม่ให้ทำกินแลว้ กป็ ลกู ป่ำในพ้ืนท่ี
ทดแทน ประชำชนบำงส่วนต้องจ่ำยเงินหรือติดสินบนต่ำง ๆ ใหก้ ับเจ้ำหน้ำท่ีป่ำไม้ เพ่อื ให้สำมำรถท่ีจะ
โค่นล้มยำงแลว้ ปลูกยำงใหม่ทดแทนได้ บำงส่วนก็เขำ้ หำผูน้ ำในท้องถิ่นให้เขำ้ เจรจำและขออนุญำต
เจ้ำหน้ำที่ป่ ำไม้ จึงทำใหส้ ำมำรถที่จะโค่นลม้ ทำสวนยำงได้ ประชำชนอีกส่วนหน่ึงที่ไม่มีเงนิ ไปจ่ำยให้
เจ้ำหน้ำที่ เมื่อโค่นลม้ ยำงพำรำก็โดนจับกุมดำเนินคดีตำมกฎหมำย ปัญหำควำมขัดแยง้ ด้ำนท่ีดินของ
ประชำชนกบั เจ้ำหน้ำท่ปี ่ ำไมก้ ็ไม่ได้รับกำรแก้ไข ประชำชนในพื้นที่แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวัด
พัทลุง จังหวดั ตรัง จังหวดั นครีธรรมรำช จังหวัดสตูลและจังหวัดสงขลำ ท่ีได้รับควำมเดือดร้อนจำก
ปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนที่ดิน จึงได้รวมตัวกนั จัดต้งั เป็นองค์กรภำคประชำชนในชุมชนต่ำง ๆ ข้ึนท่ัว
พน้ื ท่ีแถบเทอื กเขำบรรทดั เพื่อแก้ไขปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนท่ดี ินและต่อตำ้ นกำรจับกุมและทำลำยร้ื อ
ถอนทรัพย์สินจำกเจ้ำหน้ำท่ีของป่ ำไม้ ตลอดจนเพ่ือเรียกร้องควำมเป็นธรรมและคัดคำ้ นกำรดำเนิน
นโยบำยกำรแก้ไขปัญหำด้ำนที่ดินในเขตป่ ำไมข้ องภำครัฐเนื่องจำกกำรแก้ไขปัญหำควำมขัดแยง้ ด้ำน
ทด่ี ินและปัญหำในกำรบริหำรจัดกำรที่ดินทำกินที่เกดิ ข้นึ ในพื้นที่น้ันตำมนโยบำยเร่ืองกำรแกไ้ ขปัญหำ
ท่ีดินในพื้นทีป่ ่ ำไมข้ องภำครัฐน้ัน ไม่สำมำรถแก้ไขปัญหำได้ แต่กลบั เป็นกำรเพิ่มปัญหำและเพ่ิมควำม
ขดั แยง้ ระหว่ำงภำครัฐกับประชำชนชนมำกย่ิงข้ึน เพรำะเป็นนโยบำยท่ีเกิดจำกกำรกำหนดจำกภำครัฐ
เพียงฝ่ำยเดียวขำดกำรมีส่วนร่วมจำกภำคประชำชน ไม่สอดคล้องกับสภำพควำมเป็นจริงและเหมำะสม
กบั พ้ืนที่ ทำให้ประชำชนในพื้นทีแ่ ถบเทือกเขำบรรทดั ไม่ยอมรับกำรแก้ไขปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นที่ดิน
และปัญหำจำกกำรบริหำรจัดกำรที่ดินทำกินตำมมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนำยน พุทธศักรำช
2541 ทำใหอ้ งค์กรประชำชนในชมุ ชนตำ่ ง ๆ แถบเทือกเขำบรรทัดได้ร่วมตวั กันเป็นเครือข่ำยองค์กรภำค

154

ประชำชนโดยมีกำรแลกเปล่ียนข้อมูลขำ่ วสำรร่วมปรึกษำหำรือกันเพ่อื สรำ้ งอำนำจในกำรต่อรองและ
ต่อสูก้ ับอำนำจรฐั

2. ยุคอธิปไตยชุมชน
สำหรับกำรบริหำรจัดกำรที่ดินทำกินขององค์กรชุมชนในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์พ้ืนที่แถบ
เทอื กเขำบรรทดั ในเขตจังหวัดพทั ลุงในยุคอธิปไตยชุมชนน้นั เป็นประชำชนในพ้ืนที่ได้รวมตวั กันเพ่ือ
แก้ไขปัญหำท่ีเกิดข้นึ ดว้ ยวิธีกำรต่ำง ๆ ด้วยกระบวนกำรแกไ้ ขปัญหำกำรบริหำรจัดกำรที่ดินทำกินและ
ควำมขัดแยง้ ด้ำนท่ีดินด้วยกำรร่วมกันจัดทำกฎกติกำในกำรบริหำรทรัพยำกรและกำรอยู่ร่วมกันใน
ชมุ ชน กำรจัดต้ังเป็นกลุ่มรักษ์ป่ ำต้นน้ำในชุมชนต่ำง ๆ จัดรูปแบบชุมชนรักษ์ป่ ำต้นน้ำตำมลกั ษณะ
ของภมู ิปญั ญำในแต่ละชมุ ชนน้ัน เพื่อใหส้ อดคลอ้ งกับชุมชนและพ้ืนที่ แต่ไม่ได้รับกำรยอมรบั และให้
ควำมสำคัญจำกภำครัฐ ประชำชนในพ้ืนแถบเทือกเขำบรรทัดในเขตจังหวัดพัทลุง จังหวดั ตรัง
จงั หวดั นครีธรรมรำช จังหวดั สตูลและจังหวดั สงขลำ ได้พยำยำมเสนอแนวทำงในกำรแก้ไขปญั หำและ
กำรบริหำรจัดกำรท่ีดินทำกินในรูปแบบต่ำง ๆ ต่อภำครัฐ โดยให้ยึดหลักของสิทธ์ิของชุมชนใน
กำรบริหำรจัดกำรตนเองแต่ก็ไม่ได้รับกำรยอมรับและให้ควำมสำคญั จำกภำครฐั ในทำงกลบั กนั ภำครัฐ
ก็มุ่งแต่ใช้หลกั วชิ ำกำรและขอ้ กฎหมำยในกำรแก้ไขปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นท่ีดินในพื้นท่ีซ่ึงขำดมีส่วน
ร่วมและไม่เป็นธรรมแก่ประชำชน ทำให้ประชำชนในพื้นท่ีได้ร่วมตวั กันเป็ นเครือข่ำยองค์กรภำค
ประชำชนท่ีเรียกว่ำ เครือข่ำยขององค์กรภำคประชำชนข้ึนในนำมขององค์กรเครือข่ำยชุมชนรักษ์
เทอื กเขำบรรทัด เม่ือวนั ที่ 14 พฤษภำคม 2543 เพ่ือแก้ไขปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนท่ีดินโดยมีเป้ำหมำยเพ่ือ
สร้ำง “อธปิ ไตยชุมชน” หรือชุมชนมอี ำนำจในกำรกำหนดวิถีของตนเองในทุกด้ำน ดังน้ี
1) สำมำรถพิทักษ์พ้ืนที่ชุมชน สิทธิดินทำกินและท่ีอยู่อำศยั ของสมำชิก ซ่ึงเป็ น
เกษตรกรรำยยอ่ ย ตำมเจตนำรมณข์ องรัฐธรรมนญู
2) สำมำรถพิทักษ์สิทธิของเกษตรกร เช่น สิทธิในกองทุนต่ำง ๆ สิทธิกำรได้รับกำร
ประกนั รำคำพืชผลตำ่ ง ๆ ตำมเจตนำรมณข์ องรัฐธรรมนูญ
3) สำมำรถพิทักษ์สิทธิชุมชนในกำรฟื้ นฟูและพัฒนำภูมิปัญญำท้องถิ่น ประเพณี
ศิลปวัฒนธรรมท่ีดีงำม รวมท้ังกำรจัดกำรและใช้ประโยชน์จำกทรัพยำกรธรรมชำติอย่ำงสมดุลและ
ยงั่ ยืน ตำมเจตนำรมณ์ของรัฐธรรมนญู
4) มีอธปิ ไตยทำงอำหำร เพ่ือพิทักษ์ศักด์ิศรีและคุณค่ำของควำมเป็นมนุษย์ ตลอดจน
สำมำรถเล้ยี งชมุ ชนและสงั คม
5) ร่วมกำหนดนโยบำย แผนพัฒนำ โครงกำรพฒั นำของภำครัฐและกฎหมำยต่ำง ๆ โดย
อยบู่ นพืน้ ฐำนกำรเคำรพสิทธิชุมชนตำมรัฐธรรมนูญ
6) ร่วมพฒั นำองค์กรภำคประชำชนให้สำมำรถกำหนดอนำคตตนเอง

155

และต่อมำในปี พุทธศักรำช 2543 ประชำชนในองค์กรเครือข่ำยชุมชนรักษ์เทือกเขำ
บรรทัดและประชำชนในพื้นแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลุง จังหวัดตรัง จังหวัดนครีธรรม
รำช จังหวดั สตูลและจังหวดั สงขลำได้เข้ำร่วมเคล่ือนไหวและชุมนุมกับประชำชนเพื่อเรียกร้องให้
รัฐบำลภำยใต้กำรนำของนำยชวน หลีกภยั ให้ลงมำแก้ไขปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนท่ีดินและปัญหำจำก
กำรบริหำรจัดกำรทีด่ ินทำกินในพื้นท่ี ท้งั น้รี ัฐบำลของนำยชวน หลีกภัยได้แต่งต้งั คณะกรรมกำรข้ึนมำ
หน่งึ ชุดเพื่อเดนิ แนวเขตพ้ืนทีป่ ่ ำอนุรักษ์ใหพ้ น้ จำกพื้นท่ีทำกนิ ของประชำชน รวมท้งั ได้ทำขอ้ ตกลงและ
ลงนำมร่วมกันไวแ้ ต่ก็ไมม่ ีกำรดำเนินกำรใด ๆ เกิดข้นึ จนกระทั่งในวนั ที่ 3 เมษำยน พุทธศกั รำช 2544
รัฐบำลได้มีมติเห็นชอบผ่อนผันให้รำษฎรสำมำรถอยู่อำศัยทำกินได้ตำมวิถีชีวิตปกติและพัฒนำ
สำธำรณูปโภคในพ้ืนท่ีได้ โดยไม่มีกำรจับกุมคุกคำมหรือโยกย้ำยรำษฎรและแต่งต้งั กรรมกำรแก้ไข
ปญั หำป่ ำไมภ้ ำคใต้ เพือ่ ทำงำนพสิ ูจน์สิทธ์ิกำรครอบครองท่ีดินโดยมีตวั แทนสมชั ชำคนจนและตวั แทน
จำกภำครัฐในสัดส่วนที่เท่ำกัน กระทง่ั ปี พุทธศกั รำช 2545 มีกำรปฏิรูประบบรำชกำรจึงมีกำรโยกย้ำย
ปญั หำท่ีดินในเขตป่ ำไม้ของสมัชชำคนจนไปอยทู่ ี่กระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและส่ิงแวดลอ้ ม ท้งั น้ี
ได้ส่งผลให้คณะกรรมกำรแก้ไขปัญหำป่ำไมท้ ี่ดินถกู ยกเลิกไปดว้ ยจึงทำให้กำรเรียกร้องและขอ้ ตกลง
ในกำรแกไ้ ขปญั หำที่ดินไดย้ กเลิกไปดว้ ย

ในช่วงปี พุทธศกั รำช 2546-2548 เจ้ำหน้ำท่ีป่ ำไมก้ ็ได้เร่ิมเดินแนวเขตป่ ำอนุรักษ์โดยมี
กำรปักแนวเขตพื้นท่ีป่ ำอนรุ ักษ์เข้ำไปในพ้ืนที่ทำกินของประชำชน รวมท้ังมีกำรข่มขู่ คุกคำม เรียกเก็บ
เงิน จับกมุ ประชนในพื้นท่ี ห้ำมไม่ใหป้ ระชำชนในพน้ื ที่ตดั โคน่ สวนยำงและทำกนิ ในพนื้ ท่ีเดิมของตน
จำกควำมทุกข์ร้อนท่ีได้รับทำให้ประชำชนในพ้ืนท่ไี ด้รวมตวั กันชมุ นุมเรียกร้องตำมหน่วยงำนต่ำง ๆ
และผลกั ดันพระรำชบญั ญัติป่ ำชุมชนฉบบั ประชำชนแต่ก็ไม่ได้รับกำรแก้ไขปัญหำแต่อย่ำงใด ใน
ขณะเดียวกันองคก์ ำรบริหำรส่วนตำบลน้ันได้เรียกคืนเอกสำร ภทบ.5 ซ่ึงเป็นเอกสำรสิทธ์ิท่ีประชำชน
ใช้ในกำรชำระภำษีให้กับท้องถิ่นและเป็ นหลักฐำนในกำรขอทุนสงเครำะห์กำรทำสวนยำงจำก
สำนักงำนกองทุนสงเครำะห์กำรทำสวนยำง (สกย.) คืนและยกเลิกกำรเก็บภำษีบำรุงท้องท่ี ทำให้
ประชำชนก็ไม่มีเอกสำรไปใช้ในกำรอ้ำงสิทธ์ใิ นท่ีดินว่ำได้ทำกินมำก่อนและชำระภำษีให้กับท้องถ่ิน
อย่ำงถูกต้องตำมกฎหมำย ประชำชนจึงไม่มีสิทธ์ิในกำรขอทุนสงเครำะห์กำรทำสวนยำง ประชำชนใน
พ้ืนที่ซ่งึ ได้รับควำมเดอื ดรอ้ นเขำ้ ร่วมชุมนุมร่วมกับองค์กรเครือข่ำยชุมชนรักษเ์ ทือกเขำบรรทดั และเป็น
สมำชิกขององค์กรเครือข่ำยชุมชนรักษ์เทือกเขำบรรทัดเพิ่มมำกข้ึน เพื่อต่อสู้กับกำรใช้อำนำจรัฐของ
เจ้ำหน้ำที่ป่ ำไม้ที่ไม่เป็ นธรรม ตลอดจนเจ้ำหน้ำที่ของภำครัฐและกลุ่มผลประโยชน์ต่ำง ๆ ต่อมำใน
วนั ที่ 18 มกรำคมพุทธศกั รำช 2550 ผูแ้ ทนเครือข่ำยองค์กรชุมชนรักเทือกเขำบรรทัดและตวั แทนภำครัฐ
ได้ทำบนั ทึกข้อตกลงร่วมกันให้ชะลอกำรจบั กุมกำรทำลำยทรัพยส์ ิน ดำเนินคดีกับประชำชนที่เป็ น
สมำชิกเครือข่ำยองค์กรชุมชนรักเทือกเขำบรรทัดในพ้ืนท่ีที่ทำกินเดิมมำนำนในเขตอุทยำนแห่งชำติ

156

เขำปู่-เขำย่ำและเขตรักษำพันธุ์สัตว์ป่ ำไปจนกว่ำจะมีข้อตกลงร่วมกันที่ชัดเจนและมีกำรปฏิบัติกำร
กำหนดขอบเขตพ้ืนที่ทำกนิ และท่ีอยอู่ ำศยั และพฒั นำสำธำรณปู โภคได้และหำกเจ้ำหนำ้ ที่ท่ีเกยี่ วขอ้ งไม่
ปฏิบตั ิตำมข้อตกลงจะต้องลงโทษทำงวินัยอย่ำงเฉียบขำด ในขณะเดียวกันเครือข่ำยปฏิรูปท่ีดินแห่ง
ประเทศไทยได้ก่อต้งั ข้ึนโดยกำรรวมตวั กันของกลุ่มเกษตรกรคนจนไร้ท่ีดินท้งั ท่อี ย่ใู นชนบทและเมอื ง
ในภำคเหนือ ภำคอีสำน ภำคใต้และภำคกลำงของประเทศไทยมีเป้ำหมำยเพื่อกำรเปลี่ยนโครงสร้ำงกำร
ถือครองท่ีดินให้มีควำมเป็นธรรมและยัง่ ยืน องค์กรเครือข่ำยชุมชนรักษ์เทือกเขำบรรทัดจึงได้เข้ำ
ร่วมกบั เครือข่ำยปฏิรูปท่ีดนิ แห่งประเทศไทย เพอื่ เสนอแนวทำงในกำรแก้ไขปัญหำท่ีดินในรูปแบบของ
โฉนดชมุ ชนเพื่อเป็นกำรยืนยนั ว่ำคนสำมำรถอย่รู ่วมกบั ป่ำและมีกติกำของชุมชน เพื่อสร้ำงควำมมนั่ คง
ให้กับชีวิต ทรัพยส์ ินและจัดกำรทรัพยำกรธรรมชำติของชุมชนให้ยงั่ ยืนแต่ก็ไม่เป็นผลที่นำไปสู่กำร
แก้ไขปัญหำควำมขัดแยง้ ด้ำนทีด่ ินและปัญหำจำกกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินทำกินในพื้นท่ีได้ ซ่ึงเป็นจุด
เร่ิมต้อนของกำรใหค้ วำมสำคญั กับประเดน็ สิทธใิ นท่ีดิน โดยมุ่งให้ควำมสำคญั กับสิทธิของชุมชนใน
กำรบริหำรจัดกำรและดแู ลพืน้ ที่ด้วยกระบวนกำรและสิทธิของชุมชนในกำรจดั กำรตนเอง

3. ยคุ แห่งกำรจัดกำรสิทธิในทีด่ นิ
สำหรับกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินทำกินขององค์กรชุมชนในพื้นท่ีป่ ำอนุรักษ์พื้นที่แถบ
เทือกเขำบรรทัดในเขตจังหวัดพัทลุงในยุคแห่งกำรจัดกำรสิทธิในที่ดินน้ันก็เพ่ือแก้ไขปัญหำควำม
เดือดรอ้ นของประชำชนที่อยอู่ ำศัยในพื้นทีป่ ่ ำไม้ รัฐบำลจึงได้กำหนดระเบยี บสำนักนำยกรัฐมนตรีว่ำ
ด้วยกำรจัดให้มีโฉนดชุมชนพทุ ธศกั รำช 2553 ข้นึ ซ่งึ ในข้อท่ี 3 แห่งระเบยี บสำนกั นำยกรัฐมนตรีว่ำดว้ ย
กำรจดั ให้มีโฉนดชุมชนพุทธศักรำช 2553 น้ันได้ให้นยิ ำมคำว่ำ “โฉนดชมุ ชน” วำ่ เป็นหนงั สืออนญุ ำต
ให้ชุมชนร่วมกนั บริหำรจัดกำร กำรครอบครองและใช้ประโยชนใ์ นทดี่ ินของรฐั เพอ่ื สร้ำงควำมมน่ั คงใน
กำรอ ยู่อ ำศัยและกำรใช้ ประโยชน์ ใน ที่ดิ นข องชุ มชน ซ่ึงชุมชน มีหน้ ำท่ี ต้องดูแลรักษ ำ
ทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดลอ้ ม ตลอดจนปฏิบตั ิตำมเงื่อนไขท่ีกำหนดไวโ้ ดยกฎหมำยและระเบียบ
น้ี โดยให้คำนยิ ำมของคำว่ำ“ชมุ ชน”คือกลุ่มประชำชนทีร่ วมตวั กนั โดยมีวตั ถุประสงค์ร่วมกันเพ่ือกำร
จัดกำรด้ำนเศรษฐกิจ สงั คม และวฒั นธรรมรวมท้ังกำรมสี ่วนร่วมในกำรดูแลรักษำทรัพยำกรธรรมชำติ
และส่ิงแวดลอ้ มและมีกำรวำงระบบบริหำรจัดกำรและกำรแสดงเจตนำแทนกลุ่มได้ โดยดำเนินกำรอยำ่ ง
ตอ่ เนื่องเป็นระยะเวลำไม่น้อยกว่ำสำมปีก่อนวันทรี่ ะเบยี บน้ใี ช้บงั คบั โดยหลกั เกณฑ์ของโฉนดชมุ ชน
จะมุ่งเน้นส่งเสริมให้ประชำชนในชุมชนร่วมมือกันรกั ษำทรพั ยำกรธรรมชำติ โดยกำรร่วมมือของคนท้ัง
ชมุ ชนและเกิดกติกำ ซ่งึ จะต้องถูกกำกับโดยชุมชน อำศยั หลักระบบสิทธิกำรร่วมกนั ของชุมชนโดยมี
หลกั กำรสำคญั ดังต่อไปน้ี
1. เป็นกำรดำเนินกำรในพ้ืนที่ของรัฐที่มีควำมขัดแยง้ กำรถือสิทธิกำรครอบครองและ
ท่ีดินยงั เป็นของรฐั

157

2. ต้องเป็นชมุ ชนท่ีมีอยู่ก่อนระเบยี บสำนักนำยกรฐั มนตรีว่ำด้วยกำรจัดให้มีโฉนดชุมชน
พุทธศักรำช 2553 ใช้บังคับไม่น้อยกว่ำ 3 ปี หรือเป็ นชุมชนที่อำศัยอยู่ก่อนวันที่ 12 มิถุนำยน
พุทธศกั รำช2550

3. ให้สิทธิชุมชนโดยกำรรับรองสิทธทิ ำกิน คุม้ ครองให้ทำเกษตรกรรมและที่อยู่อำศัย
เรียกวำ่ “โฉนดชมุ ชนท้งั ผืน” และมอบใหช้ มุ ชนเกบ็ รักษำแต่จะไมใ่ หส้ ิทธิกับปัจเจกหรือเฉพำะบุคคล

4. ตอ้ งร่วมกันรักษำทรัพยำกรธรรมชำติและส่ิงแวดลอ้ มโดยไมใ่ ห้มกี ำรบกุ รุกป่ำเพมิ่ เติม
5. สำมำรถดำเนินกำรเพิกถอนได้ หำกดำเนินกำรผิดระเบียบและเง่ือนไขกำรใช้
ประโยชนท์ ่ีดนิ
6. รัฐเข้ำไปพฒั นำคุณภำพชีวิตและร่วมมือกนั สร้ำงควำมเขม้ แข็งของชมุ ชน โดยมชี ุมชน
เป็นหลกั ในกำรดำเนินกำร (สำนักงำนโฉนดชุมชน, 2558)
หลกั กำรตำมระเบียบสำนักนำยกรัฐมนตรีว่ำด้วยกำรจัดให้มีโฉนดชุมชนพุทธศกั รำช
2553 ถือวำ่ เป็นแนวทำงหน่ึงในกำรแก้ไขปัญหำควำมขัดแย้งด้ำนที่ดินและกำรบริหำรจัดกำรที่ดินใน
พนื้ ทแ่ี ถบเทือกเขำบรรทดั จังหวดั พทั ลงุ ภำคประชำชนและองค์กรชุมชนในบำงส่วนจึงเห็นชอบในกำร
จัดกำรที่ดินในรูปแบบของสิทธิชุมชนคอื สิทธใิ นกำรจัดกำรท่ีดินร่วมกัน จงึ เกิดมุมมองในกำรจัดกำร
ทีด่ ินที่แตกตำ่ งกันข้ึนเนื่องจำกอีกฝ่ ำยมีควำมต้องกำรที่ดินในรูปแบบปัจเจกบคุ คลส่งผลให้ประชำชน
บำงส่ วนไม่ ยอมรับในหลักกำรของระเบี ยบส ำนั กนำยกรั ฐมนตรี ว่ ำด้วยกำรจั ดให้ มี โฉนดชุ มชน
พุทธศกั รำช 2553 และไม่ยอมเข้ำร่วมดำเนินงำนใด ๆ ในขณะเดียวกันน้ันประชำชนท่ียอมรับตำม
หลักกำรและด ำเนิ นกำรตำมตำมระเบี ยบส ำนั กนำยกรั ฐมนตรี ว่ำด้ วยกำรจั ดให้ มี โฉน ดชุ มชน
พุทธศกั รำช 2553 ในบำงพ้ืนทีก่ ็ประสบควำมสำเร็จในกำรออกเอกสำรรบั รองโฉนดชุมชน แตบ่ ำงพื้นที่
ก็ไม่สำมำรถดำเนินกำรออกเอกสำรโฉนดชุมชนได้ เนอ่ื งด้วยต้งั อยู่ในพื้นท่ีป่ำสงวนและต้องหยุดชะงกั
ไป ในกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินทำกินและแก้ไขปัญหำควำมขัดแย้งด้ำนที่ดินในพื้นที่แถบเทือกเขำ
บรรทัดจงั หวดั พัทลุงน้ัน แนวทำงกำรจัดกำรสิทธใิ นที่ดนิ ทำกินท่ีเป็นรูปแบบของสิทธิร่วมหรือสิทธิ
ชุมชนก็เป็ นแนวทำงออกอย่ำงหน่ึงที่ประชำชนบำงส่ วนให้ควำมสำคัญโดยไม่คำนึงถึงสิ ทธิปัจเจกใน
ท่ีดนิ แต่คำนึงเพียงเพื่อให้มีท่ีดินในกำรทำกินและอยู่อำศัยโดยไม่ก่อให้มีควำมขดั แย้งกับเจ้ำหน้ำท่ี
ป่ำไม้ท่ีนำไปสู่ควำมยง่ั ยืนในกำรจดั กำรที่ดินไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลำน แตอ่ ย่ำงไรก็ตำมกำรดำเนินงำนกำร
จัดกำรสิ ทธิ ใน ที่ ดิ น ตำมนโยบำยระเบี ยบส ำนั กนำยกรั ฐมน ตรี ว่ำด้ วยกำรจัดให้ มี โฉนดชุ มชน
พทุ ธศกั รำช 2553 น้ันก็หยุดชะงกั ไปและยุติกำรดำเนนิ งำนลงด้วยเหตุผลกำรเปลี่ยนแปลงข้ัวอำนำจทำง
กำรเมืองของรัฐบำล ประกอบกับประชำชนส่วนใหญ่ในพื้นที่แถบเทือกเขำบรรทัดในเขตจังหวดั พทั ลุง
น้นั ไมย่ อมรับในหลกั กำรของโฉนดชุมชนซ่ึงเป็นสิทธิในกำรจัดกำรที่ดินร่วมกันและมีควำมตอ้ งกำร
สิ ทธิใน ที่ ดิน แบบปั จเจกบุ คคล ส่ งผลให้ ก ำรจัดก ำรสิ ทธิใน ที่ ดิน ตำมน โยบำยระเบี ยบ

158

สำนักนำยกรัฐมนตรีว่ำด้วยกำรจัดให้มีโฉนดชุมชนพุทธศกั รำช 2553 ไม่สำมำรถแก้ไขปัญหำกำร
บริหำรจัดกำรท่ีดินทำกินและแก้ไขปัญหำควำมขัดแย้งด้ำนท่ีดินในพื้ นที่แถบเทือกเขำบรรทัด
จังหวดั พทั ลงุ ได้

ตอ่ มำในปี พุทธศกั รำช 2559 องคก์ รเครือข่ำยชุมชนรักษ์เทือกเขำบรรทัดและประชำชน
ในพื้นแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวัดพทั ลุง จังหวดั ตรัง จังหวัดนครีธรรมรำช จงั หวัดสตูลและ
จังหวัดสงขลำ ไดร้ ่วมกับเครือข่ำยแก้ไขปัญหำที่ดินทำกินและท่ีอยู่อำศัยชนบท ภำคใต้ ร่วมกันศึกษำ
แนวทำงในกำรจัดกำรสิทธิในที่ดินทำกินใหก้ ับประชำชนในพื้นที่ป่ ำอนุรักษ์ โดยเฉพำะในพ้ืนทแ่ี ถบ
เทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลุง จึงได้เสนอแนวทำงในกำรบริกำรจดั กำรที่ดินทำกนิ และกำรจัดกำร
ในเรื่องของสิทธิในที่ดินทำกินด้วยกำรรับรองขอ้ มูลในกำรทำกินในที่ดินเดิมด้วยกำรใชพ้ ้ืนทเี่ ป็นตวั
ต้ ังให้ชุมชนเป็ นแกนหลักในกำรบริ หำรจัดกำรท ำงำนร่ วมกับองค์กรปกครองส่ วนท้องถ่ิ นในกำร
วำงแผนพฒั นำพ้ืนท่ีทุกมติ ิและผงั ชีวติ ชมุ ชน พร้อมท้งั ดำเนนิ กำรพฒั นำพ้ืนท่รี ูปธรรมปที่ประกอบไปด้วย

1.กำรจัดทำข้อมูลผู้เดือนร้อน แผนท่ีทำมือ สืบค้นประวัติกำรถือครองรำยแปลงและ
ชุมชน ทำขอ้ มลู GIS รำยแปลง ลงในแผนที่ 1 : 4000

2.กำรจำแนกแนวเขตพื้นท่ีชุมชน พื้นที่ป่ ำ จำแนกประเด็นปัญหำที่ดินทับซ้อน
ลงในแผนที่ 1 : 4000

3.ดำเนินกำรจัดทำกติกำของชุมชน ในกำรดูแลรักษำพื้นที่ป่ ำ กำรใช้ประโยชน์ท่ีดิน
เสนอเป็นขอ้ บังคบั ของสภำองค์กรชุมชนและพัฒนำเป็นข้อบญั ญัตทิ ้องถ่ิน/เทศบญั ญัติทอ้ งถิ่นว่ำด้วย
เร่ืองกำรจัดกำรทรัพยำกร ดิน น้ำ ป่ำและสิ่งแวดลอ้ ม และพฒั นำระบบกองทนุ ทดี่ ินและทอ่ี ยู่อำศัย

4.รับรองขอ้ มูลกำรทำกินในที่ดินเดิม ผ่ำนเวทีผู้เดือดร้อน สภำองค์กรชุมชน องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น และออกหนังสือรบั รองขอ้ มูลรำยชุมชนรำยแปลง เพื่อให้สอดรับกับคำแถลง
นโยบำยของคณะรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชำ นำยกรัฐมนตรี เม่ือวันท่ี 12 กันยำยน
พทุ ธศักรำช 2557 ขอ้ 9.3 ในระยะตอ่ ไป พัฒนำระบบบริหำรจัดกำรที่ดินและแก้ไขกำรบุกรุกท่ีดินของ
รฐั โดยยึดแนวพระรำชดำริทีใ่ ห้ประชำชนสำมำรถอยู่ร่วมกับป่ ำได้ เช่น กำหนดเขตป่ ำชุมชนให้ชัดเจน
พ้นื ทีใ่ ดที่สงวนหรือกันไวเ้ ป็นพ้ืนท่ีป่ำสมบูรณ์กใ็ ชม้ ำตรกำรทำงกฎหมำยเคร่งครัด พื้นที่ใดสมควรให้
ประชำชนใช้ประโยชน์ได้กผ็ ่อนผนั ให้ตำมควำมจำเป็นโดยใช้มำตรกำรทำงกำรบริหำรจัดกำรมำตรกำร
ทำงสังคมจิตวิทยำและกำรปลูกป่ ำทดแทนเขำ้ ดำเนินกำร ท้ังน้ีให้เช่ือมโยงกับกำรส่งเสริมกำรมอี ำชีพ
และรำยได้อน่ื อนั เป็นบ่อเกดิ ของเศรษฐกิจชุมชนที่ตอ่ เน่ืองเพ่อื ให้คนเหลำ่ น้นั สำมำรถพ่ึงตนเองได้ตำม
หลกั เศรษฐกิจพอเพียงโดยทดี่ ินยงั เป็นของรฐั จะจัดทำฐำนข้อมูลเพ่ือบริหำรจัดกำร จัดทำทะเบยี นผู้ถือ
ครองท่ีดินในท่ีดินของรัฐปรับปรุงกลไกกำรบริหำรจัดกำรที่ดินของรัฐและเอกชนใหม้ ีเอกภำพเพื่อทำ
หนำ้ ที่กำหนดนโยบำยด้ำนท่ีดนิ ในภำพรวมและปรับปรุงกลไกภำษีเพื่อกระจำยกำรถอื ครองทีด่ ิน เร่งรัด

159
กำรจัดสรรที่ดินให้แก่ผยู้ ำกไร้โดยไม่ต้องเป็นกรรมสิทธ์ิ แต่รับรองสิทธริ ่วมในกำรจัดกำรที่ดินของ
ชมุ ชน กำหนดรูปแบบทเี่ หมำะสมของธนำคำรที่ดนิ เพื่อให้เป็นกลไกในกำรนำทรัพยำกรท่ีดินมำใช้ให้
เกิดประโยชน์สูงสุด แต่แนวทำงในกำรบริกำรจัดกำรที่ดินทำกินและกำรจัดกำรในเร่ืองของสิทธิใน
ทด่ี ินทำกินด้วยกำรรบั รองขอ้ มูลในกำรทำกินในที่ดินเดิมน้นั ก็ไมไ่ ด้รับกำรตอบสนองต่อหน่วยงำน
ของภำครฐั

ภำพท่ี 39 : หนังสือรบั รองขอ้ มูลในกำรทำกนิ ในท่ดี นิ เดิมขององคก์ รชุมชนในพน้ื ทป่ี ่ ำ
อนุรกั ษ์พน้ื ท่ีแถบเทอื กเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พัทลงุ

แต่อย่ำงไรก็ตำมน้ันแสดงให้เห็นถึงควำมพยำยำมขององค์กรชุมชนในกำรร่วมกัน
ดำเนินงำนและเสนอแนวทำงในกำรบริหำรจดั กำรท่ีดนิ ที่นำไปสู่กำรแก้ไขปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนทดี่ ิน
ทำกินกับปัญหำกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินทำกินในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์ แถบเทือกเขำบรรทัดในเขต
จังหวดั พทั ลุงทก่ี ่อใหเ้ กิดควำมเป็นธรรมและสิทธใิ นท่ีดินแก่ประชำชนท่ีได้ทำกินและอย่อู ำศยั ในพื้นท่ี
ป่ำอนรุ ักษ์ แถบเทอื กเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลุง

160

สำหรบั กำรบริหำรจัดกำรท่ีดินทำกนิ ในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์ พื้นท่ีแถบเทือกเขำบรรทัดในเขต
จงั หวดั พทั ลุงน้ันสำมำรถสรุปได้ว่ำเป็นกำรบริหำรจัดกำรที่ดินทำกินของภำคประชำชนก็เพ่ือควำมอยู่
รอดในกำรดำรงชีวิตและก็เพ่ือใช้สำหรับทำกินและอยู่อำศยั นำไปสู่กำรทวงสิทธิในที่ดินเมื่อได้รับ
ผลกระทบจำกกำรบริหำรจัดกำรที่ดินของภำครัฐ ในขณะที่ภำครัฐเข้ำมำบริหำรจัดกำรท่ีดินก็เพื่อ
คุ้มครองและปกป้องไว้ซ่ึงพื้นที่ป่ ำที่มีคุณค่ำและประโยชน์มหำศำลต่อมวลมหำประชำชน แต่กำร
ดำเนินกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินของภำครัฐ ตลอดจนกำรดำเนินกำรแก้ไขปัญหำจำกกำรเขำ้ มำบริหำร
จดั กำรท่ีดินในพนื้ ท่ีของภำครัฐกลบั ยง่ิ กอ่ ให้เกิดผลกระทบและนำไปสู่กำรเกดิ ปัญหำควำมขดั แยง้ ใน
กำรบริหำรจัดกำรทด่ี ินกับประชำชนในพื้นที่ ส่งผลให้ประชำชนในพ้ืนที่ได้รวมตัวกันเป็นองค์กรภำค
ประชำชนและองค์กรชุมชนเพื่อขบั เคลื่อนต่อสู้กับภำครัฐถึงสิทธิในท่ีดินและเสนอแนวทำงในกำร
บริหำรจัดกำรท่ีดินต่อภำครัฐเพ่ือควำมเป็นธรรมและสิทธิในท่ีดิน แต่ไม่ได้รับกำรตอบสนองหรือ
ควำมสำคัญจำกภำครัฐ และภำครัฐยงั มุ่งดำเนินกำรตำมขอ้ กฎหมำยและแนวทำงในกำรดำเนินกำรของ
ภำครฐั ท่ีละเลยกำรให้ควำมสำคญั กับบริบทของพ้ืนที่และควำมตอ้ งกำรของประชำชนและองค์กรชุมชน
ในพ้ืนที่ จึงนำไปสู่กำรเกิดปัญหำควำมขัดแยง้ ในกำรบริหำรจดั กำรที่ดินและกำรแก้ไขปัญหำควำม
ขดั แยง้ จำกกำรบริหำรจัดกำรท่ดี ินข้นึ ระหวำ่ งองคก์ รชุมชนกบั ภำครัฐข้นึ

4.4 การดาเนินการเพอ่ื แก้ไขปญั หาท่ีดินทากินในพน้ื ทป่ี ่ าอนรุ ักษ์ พืน้ ท่แี ถบเทอื กเขาบรรทัด
ในเขตจงั หวดั พัทลงุ

กำรแกไ้ ขปัญหำทด่ี นิ ทำกนิ ในพ้ืนท่ปี ่ำอนุรกั ษ์ พน้ื ทีแ่ ถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง
ในเขตจงั หวัดพทั ลุงพื้นท่ีเขตรักษำพนั ธ์ุสัตว์ป่ ำเขำบรรทดั ประกอบไปด้วย 9 ตำบล ในเขต 4 อำเภอ
อนั ไดแ้ ก่ตำบลบำ้ นนำและตำบลลำสินธุ์ อำเภอศรีนครินทร์ ตำบลคลองเฉลิมตำบลคลองทรำยขำว และ
ตำบลกงหรำอำเภอกงหรำตำบลตะโหมดและตำบลคลองใหญ่ อำเภอตะโหมด และพื้นทีต่ ำบลทุ่งนำรี
และตำบลหนองธง อำเภอป่ ำบอน จังหวดั พัทลุง และพื้นท่ีอุทยำนแห่งชำติเขำปู่เขำย่ำประกอบไป
ด้วย 13 ตำบล ในเขต 4 อำเภอ อันได้แก่ ตำบลคลองทรำยขำว ตำบลคลองเฉลิม ตำบลกงหรำ
ตำบลชะรัดและตำบลสมหวัง อำเภอกงหรำ ตำบลชุมพล ตำบลลำสินธ์ุและตำบลบ้ำนน ำ
อำเภอศรีนครินทร์ ตำบลตะแพน ตำบลเขำย่ำและตำบลเขำปู่ อำเภอศรีบรรพตและพื้นท่ีตำบลเกำะเต่ำ
และตำบลลำนข่อย อำเภอป่ำพะยอม จงั หวดั พทั ลุง ตำมสภำพของบริบทพ้ืนที่ในปจั จบุ นั

จำกกำรวิเครำะหแ์ ละสรุปข้อมูลจำกผถู้ ูกสัมภำษณ์ ผเู้ ขำ้ ร่วมกำรจัดประชุมแบบมสี ่วน
ร่วมและขอ้ มูลเอกสำรที่เกี่ยวข้องน้นั พบว่ำกำรแก้ไขปัญหำท่ีดินทำกินในพื้นที่ป่ำอนุรักษ์ พ้ืนท่ี
แถบเทอื กเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงน้นั ประกอบไปดว้ ยกำรแก้ไขปัญหำที่ดินทำกินของภำค
ประชำชน กำรแกไ้ ขปัญหำทด่ี ินทำกนิ ของภำครัฐและกำรแก้ไขปัญหำทีด่ ินทำกินขององคก์ รชมุ ชน

161

กำรแก้ไขปัญหำทด่ี นิ กำรแกไ้ ขปัญหำท่ีดนิ ทำกิน เรียกร้องสิทธิในทดี่ ิน
ทำกนิ ในพื้นทีป่ ่ำ ของภำคประชำชน ทำกนิ และอยอู่ ำศยั
อนรุ ักษ์ พื้นที่แถบ
เทอื กเขำบรรทดั ในเขต กำรแก้ไขปญั หำทีด่ นิ ทำกิน กำหนดนโยบำยเพ่ือ
จงั หวดั พทั ลุง ของภำครฐั แกไ้ ขปัญหำ

กำรแก้ไขปญั หำทด่ี นิ ทำกนิ สิทธขิ องชมุ ชนในกำร
ขององค์กรชุมชน จัดกำรทด่ี นิ ทำกิน

ภำพท่ี 40 : กำรแกไ้ ขปญั หำทดี่ ินทำกินในพื้นทปี่ ่ำอนุรกั ษ์ พนื้ ท่แี ถบเทือกเขำบรรทดั
ในเขตจงั หวดั พทั ลงุ

4.4.1 การแก้ไขปญั หาทดี่ ินทากนิ ของภาคประชาชน
สำหรับกำรแกไ้ ขปญั หำทด่ี ินทำกินของภำคประชำชนพื้นท่ีแถบเทอื กเขำบรรทดั ในเขต
จังหวดั พทั ลงุ น้นั พบว่ำในชว่ งแรกของกำรบริหำรจัดกำรท่ีดนิ ของภำครัฐดว้ ยกำรกำหนดให้เป็นป่ ำ
สงวนน้ันแมม้ ีกำรทบั ซอ้ นกบั ที่ดนิ ทำกินและอยอู่ ำศยั เดิมของประชำชนแต่กำรดำเนินกำรบงั คบั ใช้
กฎหมำยตำมพระรำชบญั ญตั ิคมุ้ ครองและสงวนป่ำพทุ ธศกั รำช 2481 น้นั มุ่งเน้นกำรกำรทำไมแ้ ละ
เก็บหำของป่ ำ ตลอดจนเป็นกำรมุ่งเน้นกำรทำไม้และกำรสัมปทำนป่ ำเพ่ือประโยชน์ต่อภำครัฐ
ซ่งึ ในควำมเป็นจริงแลว้ ก็ไม่ดำเนินกำรเพื่อปกป้องและคุ้มครองพนื้ ที่ป่ำไวเ้ พียงอย่ำงเดยี ว แตเ่ ป็น
กำรคุ้มครองและสงวนป่ ำไวเ้ พื่อดำเนินกำรทำไมแ้ ละสัมปทำนไม้ที่ก่อให้เกิดค่ำภำคหลวงต่อ
ภำครัฐจึงไมค่ อ่ ยให้ควำมสำคญั กับทท่ี ำกินและอยู่อำศยั ของประชำชน ท้งั น้ีจำกกำรกำหนดพน้ื ทปี่ ่ ำ
ไม้แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวัดพัทลุงพ้ืนท่ีป่ ำสงวนในช่วงปี พุทธศักรำช 2501 ถึงปี
พุทธศกั รำช 2502 โดยอำศัยอำนำจตำมควำมในมำตรำท่ี 10 และมำตรำที่ 26 แห่งพระรำชบญั ญตั ิ
คมุ้ ครองและสงวนป่ ำพุทธศกั รำช 2481 ซ่งึ ได้แกไ้ ขเพมิ่ เติมพระรำชบญั ญตั คิ ุม้ ครองและสงวนป่ ำ
(ฉบบั ที่ 3) พุทธศักรำช 2497 น้ันแมเ้ กิดกำรทบั ซ้อนกบั ที่ทำกนิ และอย่อู ำศยั เดิมของประชำชน แต่
ประชำชนในพน้ื ที่สำมำรถดำรงชีพได้ตำมปกติจึงไมก่ ่อใหเ้ กิดผลกระทบใด ๆ จงึ ไม่มีกำรเรียกร้อง
ในสิทธิเกี่ยวกับทดี่ นิ ของประชำชนในพน้ื ท่ี

162

แต่ในเวลำต่อมำเม่ือภำครัฐเริ่มให้ควำมสำคญั ต่อกำรสงวนและคมุ้ ครองพื้นทป่ี ่ำไมใ้ หค้ ง
ดำรงอยู่เพ่ือคุณค่ำมหำศำลต่อประชำชน พรอ้ มท้งั เพ่ือเป็นกำรฟ้ื นฟูพ้ืนที่ป่ ำไม้หลงั จำกมีกำร
สมั ปทำนไมแ้ ละป้องกันไม่ให้ประชำชนในพืน้ ที่บุกรุกพื้นท่ีป่ ำเส่ือมโทรมเพ่อื ทำกนิ และอยู่อำศัย
เพิ่ม ในวันท่ี 22 สิงหำคม พุทธศักรำช 2518 จึงออกพระรำชกฤษฎีกำกำหนดบริเวณที่ดินป่ ำเขำ
บรรทัดในท้องท่ีตำบลบ้ำนนำ ตำบลกงหรำ ตำบลคลองเฉลิม อำเภอเมืองพัทลุง ตำบลตะโหมด
อำเภอเขำไชยสน ตำบลป่ ำบอน อำเภอปำกพะยูน จังหวดั พัทลุงให้เป็นเขตรักษำพนั ธ์ุสัตว์ป่ำเขำ
บรรทดั อำศยั อำนำจตำมควำมในมำตรำ 192 ของรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจกั รไทย พุทธศกั รำช
2517 และมำตรำ 19 แห่งพระรำชบญั ญัตสิ งวนและคุม้ ครองสัตว์ป่ำ พ.ศ. 2503 จึงทรงพระกรุณำ
โปรดเกลำ้ ฯให้ตรำพระรำชกฤษฎีกำข้ึนไว้ ด้วยเหตุผลที่ว่ำเนื่องจำกป่ ำเขำบรรทัด ในท้องท่ี
ตำบลบ้ำนนำ ตำบลกงหรำ ตำบลคลองเฉลิม อำเภอเมืองพัทลุง ตำบลตะโหมด อำเภอเขำชัยสน
ตำบลป่ ำบอน อำเภอปำกพะยนู จังหวัดพทั ลุงมีสภำพภูมปิ ระเทศและส่ิงแวดลอ้ มโดยทว่ั ไปเป็น
เทอื กเขำยำว ประกอบด้วยภเู ขำสูงชันสลบั ซับซ้อนเป็นป่ ำดงดิบ มตี ้นน้ำลำธำรไหลหลอ่ เล้ียงลำ
ห้วยตลอดปี หลำยสำย มีแหล่งน้ำและแหล่งอำหำรของสัตว์ป่ ำอย่ำงอุดมสมบูรณ์ และมีสัตว์ป่ ำ
หลำยชนิดอำศยั อยู่ ประกอบกับกรมป่ำไมไ้ ดจ้ ดั ต้งั ศูนยศ์ ึกษำธรรมชำตแิ ละสตั วป์ ่ ำในบริเวณป่ำเขำ
ช่อง ซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงของป่ ำเขำบรรทดั อีกด้วย ฉะน้ันเพื่อให้เป็นท่ีอยู่อำศัยของสัตว์ป่ ำโดย
ปลอดภยั และรักษำไวซ้ ่ึงพนั ธ์ุของสัตว์ป่ำเพ่ือกำรศกึ ษำคน้ ควำ้ และขยำยพนั ธุ์สัตว์ป่ำและเพ่ือเป็น
กำรช่วยบรรเทำอุทกภัยโดยปอ้ งกันรักษำต้นน้ำลำธำรและป่ ำไมใ้ ห้คงอยตู่ ลอดไป สมควรกำหนด
บริเวณที่ดินดังกลำ่ วใหเ้ ป็นเขตรกั ษำพันธ์สุ ัตว์ป่ำ ตำมพระรำชบญั ญัติสงวนและคมุ้ ครองสัตวป์ ่ ำ
พุทธศักรำช 2503 และในวนั ท่ี 27 พฤษภำคม พุทธศกั รำช 2525 มีพระรำชกฤษฎีกำกำหนดบริเวณ
ที่ดนิ ป่ ำเทือกเขำบรรทดั ในท้องท่ีตำบลตะแพน ตำบลเขำปู่และตำบลเกำะเต่ำ อำเภอควนขนุน
ตำบลบ้ำนนำ ตำบลโคกชงำย อำเภอเมอื งพัทลุง จังหวัดพทั ลุงเป็นอุทยำนแหง่ ชำติเขำป่เู ขำย่ำตำม
พระรำชบญั ญตั ิอุทยำนแห่งชำติพุทธศักรำช 2504 มำตรำ 6 ท่ีว่ำ“ เม่ือรัฐบำลเห็นสมควรกำหนด
บริเวณทด่ี นิ แหง่ ใดทีม่ ีสภำพธรรมชำติ เป็นทนี่ ำ่ สนใจให้คงอยูใ่ นสภำพธรรมชำติเดิมเพอื่ สงวนไว้
เป็นประโยชน์แก่กำรศึกษำและรื่นรมยข์ องประชำชนก็ใหม้ ีอำนำจกระทำได้โดยประกำศพระรำช
กฤษฎีกำและให้มีแผนท่ีแสดงแนวเขตแห่งบริเวณที่กำหนดน้ันแนบท้ำยพระรำชกฤษฎกี ำด้วย
บริเวณที่กำหนดน้ีเรียกว่ำ “อุทยำนแหง่ ชำติ ” ทีด่ ินทจ่ี ะกำหนดให้เป็นอุทยำนแห่งชำตนิ ้นั ตอ้ งเป็น
ที่ดินที่มิได้อยู่ในก รรมสิ ทธ์ ิหรื อครอบคร องโดยชอบด้วยกฎห มำยของบุคคลใดซ่ ึ งมิใช่ท บวง
กำรเมือง” น้ันหมำยควำมว่ำที่ดนิ ของเอกชนท่ีเจำ้ ของมีกรรมสิทธ์ใิ นที่ดินแล้ว เช่น เป็นท่ีดินท่ีมี
โฉนดท่ดี ินหรือเจ้ำของมสี ิทธิครอบครองโดยชอบดว้ ยกฎหมำย เชน่ มี น.ส. 3 หรือ ส.ค. 1 โดยชอบ
ท่ปี ระเภทน้กี ระทรวงเกษตรและสหกรณก์ ำรเกษตรจะประกำศเป็นเขตอุทยำนแห่งชำติไม่ได้ แตถ่ ำ้

163

ที่ดินมีโฉนดหรือ น.ส. 3 อยใู่ นครอบครองของทบวงกำรเมืองใด เช่น เป็นทร่ี ำชพสั ดุและทน่ี ้ันมี
สภำพธรรมชำตเิ ป็นทนี่ ่ำสนก็จะประกำศเป็นอุทยำนแห่งชำตไิ ด้

จำกกำรยกระดับจำกป่ ำสงวนป่ ำเขำบรรทัดในท้องท่ีตำบลบ้ำนนำ ตำบลกงหรำ
ตำบลคลองเฉลิม อำเภอเมืองพัทลุงตำบลตะโหมด อำเภอเขำไชยสน ตำบลป่ ำบอน อ ำเภอปำกพะยูน
จังหวดั พทั ลุงเดิมเป็นเขตรักษำพนั ธ์ุสัตว์ป่ ำเขำบรรทัดในปี พุทธศักรำช 2518 และกำหนดให้
ป่ ำเทือกเขำบรรทัดในท้องที่ตำบลตะแพน ตำบลเขำปู่และตำบลเกำะเต่ำอำเภอควนขนุน ตำบลบ้ำนนำ
ตำบลโคกชงำย อำเภอเมืองพัทลุง จังหวดั พทั ลุง เป็นอุทยำนแหง่ ชำตเิ ขำปู่เขำย่ำในปี พุทธศกั รำช
2525 น้ันไม่มีกำรลงพ้ืนที่เพ่ือสำรวจเขตแนวและกำหนดเขตแนวใหม่เหมือนพ้ืนที่อ่ืน ๆ ท้ังฝ่ัง
จังหวัดตรัง จังหวดั นครีธรรมรำช จงั หวดั สตูลและจังหวดั สงขลำ อกี ท้งั ยงั ยึดถือแนวเขตของป่ ำ
สงวนเดมิ ซ่งึ เป็นแนวเขตที่มคี วำมผิดพลำด ส่งผลให้เกิดกำรทบั ซ้อนกับทท่ี ำกินและอยู่อำศยั เดิม
ของประชำชน ส่งผลให้ประชำชนในพ้ืนที่กลบั ถูกละเมิดสิทธ์ิท่ีไม่สำมำรถดำเนินชีวิตได้ตำมวิถี
พร้อมท้งั ภำครัฐก็ไม่ยอมรบั และแก้ไขควำมผดิ พลำดของกำรประกำศเขตพื้นท่แี ละกลบั มองว่ำ
ประชำชนและชุมชนท่ีอยเู่ ดิมก่อนมีกำรประกำศเขตรักษำพันธ์สัตว์ป่ ำเขำบรรทดั และอุทยำน
แห่งชำติเขำปู่เขำยำ่ น้ันเป็นผู้บกุ รุกป่ ำ เป็นกลุ่มคนละเมดิ กฎหมำย ในส่วนของประชำชนกม็ องว่ำ
กลุ่มตนและชุมชนน้ันไม่ได้รับควำมเป็นธรรมจำกกำรเขำ้ มำดำเนินกำรบริหำรจัดกำรที่ดินของ
ภำครัฐด้วยกำรยกระดับป่ ำสงวนพ้นื ที่แถบเทอื กเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลุงบำงส่วนเป็นเขต
รักษำพันธ์ุสัตว์ป่ ำเขำบรรทัดในปี พุทธศักรำช 2518และบำงสวนเป็ นอุทยำนแห่งชำติเขำปู่เขำย่ำในปี
พุทธศกั รำช 2525 อีกท้ังภำครัฐน้ันเป็นผู้ท่ีละเมิดสิทธ์ิของประชำชน ภำครัฐเป็นผู้เอำเปรียบ
ประชำชน ซ่ึงประชำชนน้ันไม่ยอมรับว่ำเป็นผูบ้ ุกรุกป่ ำ เป็นผู้ละเมิดกฎหมำย แต่กำรบังคบั ใช้
กฎหมำยซ่ึงเป็นเคร่ืองมือของภำครัฐต่ำงหำกเป็นฝ่ ำยบุกรุกประชำชน เอำเปรียบประชำชนและ
รังแกประชำชน เนอ่ื งจำกประชำชนในพ้ืนที่แถบเทอื กเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงได้บกุ เบกิ แผ้ว
ถำงพ้นื ทป่ี ่ำเพอื่ ทำกนิ และอยูอ่ ำศยั พร้อมท้งั ไดก้ อ่ ต้งั ชุมชนมำก่อนและมกี ำรครอบครองพ้นื ทเี่ พอ่ื ที่
ทำกินและอย่อู ำศยั กนั มำหลำยชัว่ อำยคุ น โดยถอื วำ่ เป็นผมู้ ีสิทธใิ นฐำนะของผทู้ ำกนิ และครอบครอง
มำก่อนท่ีรัฐจะกำหนดกฎหมำยมำควบคุมพื้นท่ี

ท้งั น้ีเมือ่ ภำครัฐและภำคประชำชนในพ้ืนท่ีต่ำงฝ่ำยตำ่ งก็ทวงสิทธิอนั ชอบธรรมของตน
และมมี ุมมองควำมคิดเห็นในกำรใชป้ ระโยชนแ์ ละบริหำรจดั กำรที่ดนิ ในพืน้ ท่ีทไ่ี ม่สอดคลอ้ งกัน จึง
ก่อให้เกิดควำมขดั แย้งด้ำนท่ีดินและควำมขดั แยง้ ต่อกำรบริหำรจัดกำรที่ดินระหว่ำงภำครัฐกับ
ประชำชนและได้ทวีควำมรุนแรงเพิ่มข้ึนเร่ือยมำ เนื่องจำกภำคประชำชนน้ันได้รวมตวั กันเพื่อ
ประท้วงและต่อรองกับอำนำจรัฐในกำรจัดกำรและแก้ไขปัญหำที่ดิน ทำกินและอยู่อำศยั ด้วย
กระบวนกำรของประชำชนเพอ่ื ทวงสิทธิอนั ชอบธรรมทไ่ี ดอ้ ยู่อำศยั และทำกนิ มำก่อนท่ภี ำครัฐจะ

164

เขำ้ มำดำเนนิ กำรกำนหดให้เป็นพ้ืนที่ป่ำสงวนและป่ ำอนุรักษใ์ นเวลำต่อมำ แต่กำรดำเนินกำรของ
ภำคประชำชนเพ่ือทวงสิทธิอันชอบธรรมน้นั ก็ไมเ่ ป็นผล เนือ่ งจำกภำครัฐมุ่งบงั คับใช้กฎหมำยเพ่ือ
แก้ไขปญั หำควำมขดั แยง้ และปัญหำจำกกำรบริหำรจดั กำรที่ดินของภำครฐั ทีไ่ ดท้ บั ซ้อนกบั ท่ีดนิ ทำ
กินและอยอู่ ำศยั ของประชำชน จึงกอ่ ให้เกิดกำรตอ่ สู้เพื่อเรียกรอ้ งควำมเป็นและหำ้ งถึงสิทธิอนั ชอบ
ธรรมระหวำ่ งภำคประชำชนกบั ภำครัฐ

ปัญหำจำกกำรบริหำรจดั กำรทด่ี นิ และควำมขดั แยง้ ในกำรบริหำรจดั กำรทดี่ ินในพื้นท่ปี ่ ำ
อนรุ ักษ์ของภำครัฐกับประชำชนน้นั เกดิ ข้ึนทวั่ ประเทศและเพือ่ แก้ไขปัญหำที่ดินทำกินและลดควำม
ขดั แยง้ ระหว่ำงประชำชนกับภำครัฐต่อมำรัฐบำลได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวนั ที่ 30 มิถุนำยน
พุทธศกั รำช 2541 เรื่องกำรแกไ้ ขปัญหำทด่ี ินในพืน้ ท่ีป่ำไม้ แต่กไ็ ม่สำมำรถนำมำแก้ไขปัญหำควำม
ขดั แยง้ ด้ำนทีด่ ินและแก้ไขปัญหำจำกกำรบริหำรจัดกำรทด่ี ินทีน่ ำไปสู่กำรแก้ไขปญั หำที่ดนิ ทำกิน
ในพ้ืนทีป่ ่ ำอนุรักษ์พนื้ ท่ีแถบเทอื กเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พัทลุงได้ เน่ืองประชำชนในพ้นื ท่ีแถบ
เทือกเขำบรรทัดในเขตจังหวัดพทั ลุงไดร้ วมตวั กนั กับเครือข่ำยชุมชนรอบเทอื กเขำบรรทดั 5 จงั หวดั
ทีป่ ระกอบไปด้วยจังหวดั พทั ลุง จังหวัดตรัง จังหวดั นครีธรรมรำช จังหวดั สตลู และจงั หวดั สงขลำ
คดั ค้ำนและต่อต้ำนนโยบำยตำมมติของคณะรัฐมนตรีเรื่องกำรแก้ไขปัญหำที่ดินในพื้นที่ป่ ำไม้
เน่ืองจำกเครือข่ำยภำคประชำชนท้งั 5 จังหวดั มองวำ่ กำรแก้ไขปัญหำตำมมติดงั กล่ำวน้ันถือเอำ
เปรียบประชำชน ไม่ได้เป็นกำรส่งเสริมและก่อให้เกิดกำรแก้ไขปัญหำท่ีดินอย่ำงมสี ่วนร่วมจำก
ประชำชนได้อย่ำงแต่จริง อีกท้ังกำรดำเนินกำรตำมมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันท่ี 30 มิถุนำยน
พุทธศกั รำช 2541 เรื่องกำรแก้ไขปญั หำท่ีดินในพ้ืนท่ีป่ำไม้น้ันยงั ก่อใหเ้ กิดควำมขดั แยง้ ด้ำนท่ดี ิน
และกำรบริหำรจดั กำรที่ดินในพื้นที่เพ่ิมมำกข้ึน เม่ือเจ้ำหน้ำท่ีป่ำไม้ของเขตรักษำพันธ์สัตว์ป่ำเขำ
บรรทัดและอุทยำนแหง่ ชำติเขำป่เู ขำยำ่ ได้เขำ้ มำปฏิบตั ิหน้ำทตี่ ำมนโยบำยในกำรแกไ้ ขปัญหำท่ีดิน
ในพนื้ ท่ีป่ำไมโ้ ดยไม่สนใจและให้ควำมสำคญั กบั ข้อเรียกร้องและขอ้ คดั ค้ำนของภำคประชำชน
และเครือขำ่ ยประชำชน 5 จงั หวดั รอบภมู ินิเวศน์เทือกเขำบรรทดั เจ้ำหน้ำท่ปี ่ ำไม้มงุ่ แต่ปฏิบตั ิตำม
ขอ้ บังคบั และระเบยี บตำมหลกั กำรของมติกำรแก้ไขปัญหำท่ดี ินในพ้นื ทีป่ ่ ำไม้ ทำงด้ำนประชำชน
ในพื้นท่แี ถบเทือกเขำบรรทดั 5 จังหวดั รอบภมู นิ เิ วศนเ์ ทอื กเขำบรรทดั น้ันกต็ อ้ งทำกนิ และดำรงชีพ
ตำมวิถีของชำวสวนยำงพำรำ

ประชำชนในพ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวัดพัทลุงจึงได้รวมตวั กนั เรียกร้อง
ควำมชอบธรรมและควำมเป็นธรรมในสังคม จำกกำรมองว่ำกลุ่มตนน้นั ได้ครอบครองทำกนิ และอยู่
อำศยั กันมำหลำยชวั่ อำยุคน จึงจะต้องทำกินต่อไปเพ่ือกำรดำรงชีพโดยดำเนินกำรทำกำรขอทุน
สงเครำะห์ในกำรทำสวนยำงและโค่นต้นล้มยำงแลว้ ปลูกใหม่ได้ตำมปกติ แต่เมื่อมีกำรโค่นลม้
ยำงพำรำในพน้ื ทที่ ี่ไม่มเี อกสำรสิทธ์ทิ ีร่ ับรองตำมประมวลกฎหมำยทดี่ ินก็ถอื ว่ำเป็นกำรบกุ รุกพน้ื ที่

165

ป่ำของรัฐ เจ้ำหน้ำทีป่ ่ำไมข้ องเขตรักษำพนั ธ์สัตวป์ ่ ำเขำบรรทดั และอุทยำนแหง่ ชำติเขำป่เู ขำยำ่ จงึ เขำ้
มำจับกุมและตรวจยึดท่ดี ินไม่ให้ทำกินแลว้ ก็ปลูกป่ำในพื้นทท่ี ดแทน แต่อย่ำงไรก็ตำมเพ่อื ควำมอยู่
รอดแล ะเพ่ื อให้ส ำม ำรถดำรงชีพ ตำมวิถีข องชำวสว นยำงได้ตำม ปกติน้ั นส่ งผลให้ ประชำช น
บำงส่วนต้องจ่ำยเงินหรือตดิ สินบนในรูปแบบตำ่ ง ๆ ให้กบั เจำ้ หน้ำทปี่ ่ ำไม้ของเขตรักษำพนั ธ์สตั ว์
ป่ำเขำบรรทดั และอุทยำนแหง่ ชำติเขำปู่เขำย่ำเพอื่ ให้สำมำรถที่จะโคน่ ลม้ ยำงท่ีหมดสภำพและปลูก
ยำงใหม่ข้นึ ทดแทนได้ เพ่ือแก้ไขปญั หำและเรียกรอ้ งควำมเป็นธรรมจำกภำครฐั ประชำชนจึงได้
รวมตวั กันจดั ต้ังเป็นองค์กรภำคประชำชนในชุมชนต่ำง ๆ ข้ึนท่วั พนื้ ทแ่ี ถบเทือกเขำบรรทดั ในเขต
จงั หวดั พทั ลุงและจงั หวดั รอบภูมินิเวศน์เทือกเขำบรรทัดในเขตจงั หวัดตรงั จังหวดั นครีธรรมรำช
จังหวดั สตลู และจงั หวดั สงขลำ

ในกำรจัดต้ังเป็นองค์กรภำคประชำชนเป็นกำรรวมพลงั ของภำคประชำชนเพ่ือแก้ไข
ปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนทีด่ ินทำกนิ จำกกำรเขำ้ มำบริหำรจัดกำรทดี่ ินของภำครฐั เรียกร้องควำมเป็น
ธรรมถึงสิทธขิ องกำรครอบครองที่ดิน ต่อตำ้ นกำรจับกุมและทำลำยร้ือถอนทรพั ย์สินจำกเจำ้ หน้ำท่ี
ของป่ำไมข้ องพน้ื ทีแ่ ถบเทอื กเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลุง อกี ท้ังยงั มีกำรเรียกรอ้ งควำมเป็นธรรม
และคดั คำ้ นกำรดำเนนิ นโยบำยกำรแก้ไขปัญหำด้ำนท่ีดินในเขตป่ำไมข้ องภำครัฐ เน่ืองจำกกำร
แก้ไขปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนทด่ี ินที่เกดิ ข้นึ ในพนื้ ทนี่ ้ัน นโยบำยเร่ืองกำรแกไ้ ขปญั หำที่ดินในพน้ื ที่
ป่ำไมไ้ ม่สำมำรถดำเนินแก้ไขปัญหำทีเ่ ป็นรูปธรรมได้และก่อใหเ้ กิดกำรเพ่ิมปัญหำและเพิ่มควำม
ขดั แยง้ ระหว่ำงภำครฐั กับประชำชนชนมำกยิ่งข้ึน ตลอดจนประชำชนมองวำ่ เป็นนโยบำยที่เกิดจำก
กำรกำหนดจำกมุมมองของภำครัฐเพียงฝ่ำยเดียวขำดกำรมีส่วนร่วมจำกภำคประชำชน อีกท้งั ไม่
สอดคลอ้ งกบั สภำพควำมเป็นจริงและเหมำะสมกบั พืน้ ที่แถบเทือกเขำบรรทัดในเขตจงั หวดั พทั ลุง
ส่งผลให้ประชำชนและองค์กรภำคประชำชนในพื้นที่พ้ืนทแี่ ถบเทือกเขำบรรทัดในเขตจังหวัด
พทั ลุงไม่ยอมรับหลกั กำรของกำรแก้ไขปัญหำควำมขัดแยง้ ด้ำนที่ดินตำมมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ
วนั ท่ี 30 มิถนุ ำยน พุทธศกั รำช 2541

จำกบทเรียนกำรแกไ้ ขปญั หำตำ่ ง ๆ ทเี่ กิดข้นึ ในพื้นท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั จงั หวัดพทั ลุง
ภำคประชำชนและองค์กรภำคประชำชนจึงได้ร่วมตวั กันเป็นเครือขำ่ ยองคก์ รภำคประชำชนเพอ่ื ทำ
กำรแลกเปลีย่ นข้อมูลข่ำวสำร ปรึกษำหำรือกนั ในกำรสร้ำงอำนำจเพ่อื ตอ่ รองและต่อสู้กับอำนำจ
ของภำครัฐ กำรท่ีประชำชนในพ้ืนที่แถบเทือกเขำบรรทดั ได้รวมตัวกันจัดต้งั เป็ นองค์กรภำค
ประชำชนและพฒั นำสู่กำรเป็นเครือข่ำยองค์กรภำคประชำชนข้นึ ก็เพ่ือแก้ไขปัญหำควำมขดั แย้ง
ดำ้ นทด่ี นิ ปัญหำทีเ่ กิดจำกควำมผดิ พลำดของกำรบริหำรจัดกำรทีด่ นิ ในพ้นื ทด่ี ้วยแนวคิดและวธิ กี ำร
ต่ำง ๆ ท่ีเป็นกระบวนกำรแกไ้ ขปญั หำของชมุ ชน ในลกั ษณะของกำรจัดทำกฎกตกิ ำในกำรบริหำร
ทรัพยำกรและกำรอยู่ร่วมกันในชุมชน กำรจัดต้ังและฟื้ นฟูกลุ่มรักษ์ป่ ำต้นน้ำในชุมชนต่ำง ๆ

166

จัดรูปแบบชุมชนรักษ์ป่ำต้นน้ำเพื่อใหเ้ ป็นไปตำมลกั ษณะของภมู ิปญั ญำในแต่ละชุมชนทกี่ ่อใหเ้ กิด
ควำมสอดคลอ้ งกับชุมชนและบริบทของพน้ื ท่ี แตก่ ำรดำเนินกำรของภำคประชำชนและองค์กรภำค
ประชำชนกลบั ไมไ่ ดร้ บั กำรยอมรับและให้ควำมสำคญั จำกภำครฐั

ท้งั น้ีสำหรับกำรปญั หำควำมขดั แย้งดำ้ นทดี่ ินและกำรบริหำรจัดกำรที่ดนิ ระหว่ำงภำครัฐ
และภำคประชำชนพ้นื ทแี่ ถบเทอื กเขำบรรทดั 5 จังหวดั ท่ีประกอบไปด้วยจังหวดั พทั ลงุ จงั หวดั ตรัง
จงั หวัดนครีธรรมรำช จังหวดั สตูลและจังหวดั สงขลำ น้นั ภำคประชำชนและองค์กรภำคประชำชน
ไดเ้ สนอแนวทำงในกำรแก้ไขปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนท่ีดนิ และแนวทำงกำรบริหำรจัดกำรที่ดินทำ
กินในรูปแบบต่ำง ๆ ตอ่ ภำครัฐ ด้วยกำรยึดหลกั ของสิทธขิ องชมุ ชนในกำรบริหำรจดั กำรตนเอง แต่
หลกั กำรและแนวคดิ ดังกล่ำวไม่ไดร้ บั กำรยอมรับและให้ควำมสำคญั จำกภำครฐั และในทำงกลบั กัน
น้ันภำครฐั กม็ งุ่ แต่ใช้หลกั วชิ ำกำรและขอ้ กฎหมำยในกำรแก้ไขปญั หำควำมขดั แยง้ ดำ้ นท่ีดินและกำร
บริหำรจดั กำรทีด่ นิ ซ่ึงแนวทำงกำรดำเนนิ งำนของภำครัฐน้ันขำดมีส่วนร่วมและสรำ้ งไม่เป็นธรรม
ตอ่ ภำคประชำชน ภำคประชำชนและองค์กรภำคประชำชนจงึ มองว่ำภำครัฐไม่มีควำมจริงใจในกำร
แกไ้ ขปัญหำ อกี ท้งั กำรดำเนินกำรของภำครัฐน้ันเป็นกำรเอำเปรียบและรังแกภำคประชำชน จึงได้
ร่วมตวั กนั เป็นเครือข่ำยองคก์ รภำคประชำชนท่เี รียกวำ่ เครือข่ำยขององค์กรภำคประชำชนข้ึนใน
นำมขององคก์ รเครือข่ำยชมุ ชนรักษเ์ ทอื กเขำบรรทดั ข้นึ ในท่ี 14 พฤษภำคม พุทธศกั รำช 2543 โดยมี
วตั ถุประสงค์เพ่ือแก้ไขปัญหำควำมขัดแยง้ ด้ำนที่ดินและมีเป้ำหมำยเพ่ือสร้ำง “อธปิ ไตยชุมชน”
หรือชมุ ชนมอี ำนำจในกำรกำหนดวิถีของตนเองในทุกดำ้ น ซ่งึ ในขณะน้นั ก่อต้งั น้นั มอี งคก์ รชุมชน
แถบเทือกเขำบรรทดั จงั หวดั ตรงั

จำกกำรรวมตัวเป็ นเครือข่ำยขององค์กรชุมชนและองค์กรภำคประชำชนพื้นท่ีแถบ
เทือ กเขำบ รรทัด จังหวัด พัทลุงเป็ น เค รื อข่ ำยองค์ กรชุม ชน รักษ์ เทื อกเขำบ รรทัดรอบ เทื อก เข ำ
บรรทดั 5 จังหวดั ที่ประกอบไปด้วยจังหวดั พัทลุง จงั หวดั ตรัง จังหวดั นครีธรรมรำช จังหวัดสตูล
และจังหวดั สงขลำ ในปีพุทธศกั รำช 2543 ประชำชนในองค์กรต่ำง ๆ ที่เป็นสมำชิกของเครือขำ่ ย
องค์กรชุมชนรักษ์เทือกเขำบรรทัดได้เขำ้ ร่วมเคลอ่ื นไหวและชุมนุมกับประชำชนในพื้นท่ีแถบ
เทือกเขำบรรทดั 5 จังหวัดท่ีประกอบไปด้วยจังหวัดพทั ลุง จังหวัดตรัง จังหวดั นครีธรรมรำช
จงั หวดั สตลู และจังหวดั สงขลำ เพื่อเรียกร้องใหร้ ัฐบำลภำยใต้กำรนำของนำยชวน หลีกภยั ในขณะ
น้นั ให้ลงมำแก้ไขปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นที่ดนิ และกำรบริหำรจัดกำรที่ดนิ ในพน้ื ที่ ท้ังน้ีรัฐบำลของ
นำยชวน หลีกภยั ได้แตง่ ต้งั คณะกรรมกำรข้ึนมำหน่งึ ชุดเพื่อเดินแนวเขตพื้นที่ป่ ำอนุรักษ์คือกำร
กำหนดเขตรักษำพันธ์สัตว์ป่ ำเขำบรรทดั และเขตพื้นที่ของอุทยำนแหง่ ชำติเขำปู่เขำยำ่ ให้พน้ จำก
แนวเขตพืน้ ทท่ี ำกนิ และอยอู่ ำศยั ของประชำชน รวมท้งั ได้ทำขอ้ ตกลงและลงนำมร่วมกนั ไวร้ ะหวำ่ ง
ผวู้ ่ำรำชกำรจังหวดั 5 จงั หวัดที่ประกอบไปด้วยจังหวดั พัทลุง จังหวดั ตรัง จังหวดั นครีธรรมรำช

167

จังหวดั สตลู และจงั หวดั สงขลำ ภำคประชำชน องคก์ รชมุ ชนและผบู้ ริหำรเขตรกั ษำพนั ธ์สัตว์ป่ำเขำ
บรรทัดและอทุ ยำนแหง่ ชำติเขำปู่เขำย่ำในตอนน้นั แต่ผลปรำกฏวำ่ ไม่มีกำรดำเนนิ กำรใด ๆ ตำมที่
ไดต้ กลงกนั เกดิ ข้นึ ในพ้ืนที่

ต่อมำในปี พุทธศักรำช 2544 ประชำชนและเครือข่ำยองค์กรชุมชนรักษ์เทือกเขำ
บรรทดั 5 จังหวดั ท่ีประกอบไปด้วยจังหวดั พทั ลุง จังหวดั ตรัง จังหวัดนครีธรรมรำช จังหวดั สตูล
และจงั หวดั สงขลำ ได้เขำ้ ร่วมเคล่ือนไหวเรียกรอ้ งร่วมกับสมชั ชำคนจน ณ ทำเนยี บรัฐบำล ในท่สี ุด
ในวันท่ี 3 เมษำยน พุทธศักรำช 2544 รัฐบำลในขณะน้ันได้มีมติเห็นชอบกำรผ่อนผนั ให้รำษฎร
สำมำรถอยูอ่ ำศยั ทำกินได้ตำมวิถชี ีวิตปกตแิ ละพฒั นำสำธำรณูปโภคในพืน้ ที่ได้ โดยไม่มกี ำรจับกุม
คกุ คำมหรือโยกยำ้ ยรำษฎรและไดด้ ำเนินกำรแตง่ ต้งั กรรมกำรแก้ไขปญั หำป่ำไมใ้ นพืน้ ท่ีภำคใตข้ ้ึน
เพ่อื ทำงำนพิสูจน์สิทธิกำรครอบครองที่ดินโดยมีตวั แทนสมชั ชำคนจนและตวั แทนจำกภำครัฐใน
สดั ส่วนท่ีเท่ำกัน แตค่ วำมหวงั ของประชำชนในพื้นท่ีแถบเทอื กเขำบรรทดั ก็หมดไปอกี คร้ังเมื่อใน
พทุ ธศกั รำช 2545 มกี ำรปฏิรูประบบรำชกำร ก่อให้เกิดกำรโยกยำ้ ยปัญหำท่ีดนิ ในเขตป่ ำไม้ของ
สมชั ชำคนจนไปอยู่ที่กระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดลอ้ มซ่ึงเป็ นผูร้ ับผิดชอบและ
ดำเนินกำรแก้ไข ส่งผลให้คณะกรรมกำรแก้ไขปัญหำป่ ำไม้ที่ดินท่ีแต่งต้งั ข้ึน กำรเรียกรอ้ งและ
ขอ้ ตกลงในกำรแก้ไขปญั หำทดี่ นิ ในตอนน้นั ได้ถกู ยกเลิกไปดว้ ย

ซ่งึ แสดงให้เห็นไดอ้ ย่ำงชดั เจนวำ่ ปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนทีด่ ินและบริหำรจัดกำรทีด่ นิ อนั
เป็นผลสืบเนอื่ งมำจำกกำรบริหำรจัดกำรทดี่ ินท่ีผดิ พลำดของภำครัฐ กำรบกุ รุกแผว้ ถำงพื้นทปี่ ่ำและ
กำรไม่สำมำรถดำรงชีพตำมวิถปี กติของประชำชนรอบเทือกเขำบรรทดั 5 จงั หวดั ท่ปี ระกอบไปด้วย
จงั หวดั พทั ลุง จังหวัดตรัง จังหวดั นครีธรรมรำช จังหวัดสตูลและจังหวดั สงขลำ นำไปสู่กำรเกิด
ปญั หำควำมขดั แยง้ ดำ้ นที่ดินและบริหำรจัดกำรที่ดนิ ระหว่ำงภำคประชำชนกบั ภำครฐั ท่ีทวีควำม
รุนแรงเพ่ิมมำกข้ึน อกี ท้งั เกดิ กระบวนกำรเรียนรู้ของภำคประชำชนในกำรต่อสู้กบั ภำครัฐเพ่ือทวง
สิทธ์ิอนั ชอบธรรมในกำรจัดกำรท่ดี ิน ตลอดจนได้รวมตวั จดั ต้งั เป็นองค์กรชมุ ชนสู่กำรพฒั นำเป็น
เครือข่ำยองค์กรชมุ ชนเพ่ือเสนอแนวทำงในกำรแกไ้ ขปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นท่ีดนิ และกำรบริหำร
จัดกำรที่ดินทำกินในรูปแบบของชมุ ชนจัดกำรตนเอง โดยมีฐำนคิดมำจำกควำมตอ้ งกำรของชุมชน
ในกำรกำหนดทิศทำงและจดั กำรปญั หำต่ำง ๆ ของชมุ ชนดว้ ยกระบวนกำรของชมุ ชน แต่ไม่ได้รับ
กำรควำมร่วมมือจำกหนว่ ยงำนภำครัฐ ท้ังน้ีกระบวนกำรเรียนรูใ้ นกำรแก้ไขปญั หำควำมขดั แยง้ ด้ำน
ท่ีดินและกำรบริหำรจัดกำรที่ดินทำกินของท้ังภำคประชำชนและองค์กรชุมชนน้ัน มุ่งให้
ควำมสำคัญกับหลกั กำรมีส่วนร่วมและกระบวนกำรคิดที่สอดคลอ้ งและเหมำะสมกับชุมชน บน
พื้นฐำนของกำรจัดกำรตนเองของชมุ ชนตำมหลกั แหง่ วถิ ีและภมู ิปัญญำของชมุ ชน

168

4.3.2 การแก้ไขปญั หาท่ีดินทากินของภาครฐั
สำหรับกำรแก้ไขปัญหำทด่ี ินทำกินของภำครัฐพ้ืนทแี่ ถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวัด
พทั ลุงน้ัน จำกกำรศึกษำก็พบวำ่ เม่ือเกดิ ปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนท่ดี ินและกำรบริหำรจัดกำรท่ีดิน
ระหว่ำงภำครฐั กับภำคประชำชนและองค์กรภำคประชำชน ซ่ึงส่วนหน่งึ กเ็ ป็นปญั หำท่ีเกิดข้นึ จำก
กำรเขำ้ มำบริหำรจัดกำรที่ดินด้วยกำรกำหนดให้เป็นพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์ของภำครัฐ จึงได้กำหนด
แนวทำงในกำรแก้ไขปัญหำควำมขดั แย้งด้ำนที่ดินและกำรบริหำรจัดกำรที่ดินด้วยกำรกำหนด
ออกมำเป็นนโยบำยในลกั ษณะและรูปแบบต่ำง ๆ ซ่งึ เป็นไปตำมบริบทของกำรเมอื งของรฐั บำลใน
แต่ละยุค ซ่ึงนโยบำยกำรแกไ้ ขปัญหำที่ดินในพ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์ของภำครัฐน้ันมุ่งแก้ไขปัญหำท่ี
เกดิ ข้นึ จำกกำรบริหำรจัดกำรที่ดินและเพื่อใช้เป็นแนวทำงในกำรบริหำรจัดกำรและแกไ้ ขปัญหำ
ท่ีดนิ ในพืน้ ที่ป่ำอนุรกั ษ์ สำหรับนโยบำยกำรแกไ้ ขปัญหำทด่ี ินในพ้นื ทป่ี ่ำอนุรกั ษ์ท่สี อดคลอ้ งกับ
กำรศึกษำเร่ืองกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินทำกินในพื้นท่ีป่ ำอนุรกั ษ์อยำ่ งยงั่ ยนื พื้นที่แถบเทือกเขำ
บรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลุงอยตู่ ้งั ในเขตรักษำพนั ธุส์ ัตวป์ ่ำเขำบรรทดั และเขตอุทยำนแหง่ ชำตเิ ขำปู่
เขำย่ำน้นั ประกอบไปกระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดลอ้ มดว้ ยมติคณะรฐั มนตรีเม่ือวนั ท่ี
30 มถิ ุนำยน พทุ ธศกั รำช 2541 เร่ืองมำตรกำรและแนวทำงแก้ไขปัญหำท่ีดนิ ในพ้นื ท่ปี ่ ำไม้,สำนัก
นำยกรัฐมนตรีตำมระเบียบสำนักนำยกรัฐมนตรีว่ำดว้ ยกำรจัดให้มีโฉนดชุมชนพทุ ธศกั รำช 2553
และคณะรักษำควำมสงบแห่งชำติท่ียึดตำมแผนแม่บทแก้ไขปัญหำกำรทำลำยทรัพยำกรป่ ำไม้
กำรบกุ รุกทีด่ นิ ของรฐั และกำรบริหำรจดั กำรทรพั ยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดลอ้ มอยำ่ งยงั่ ยนื

ก ำรแ ก้ ไ ข ปั ญ ห ำ กระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติ มติคณะรัฐมนตรีเม่ือวันท่ี 30
ที่ ดิ น ท ำกิ น ข อ ง และสิ่งแวดลอ้ ม มิถุน ำยน พุทธศักรำช 2541
ภำครัฐใน พ้ืน ท่ีป่ ำ
อนุรักษ์ พ้ืน ที่แถ บ สำนักนำยกรัฐมนตรี โฉนดชุมชน
เทื อ ก เข ำบ ร รทัดใ น
เขตจงั หวดั พทั ลุง คณะรักษำควำมสงบแห่งชำติ แผ น แ ม่ บ ท แก้ ไ ข ปั ญ ห ำก ำ ร
ทำลำยทรพั ยำกรป่ำไมฯ้

ภำพท่ี 41 : กำรแก้ไขปัญหำทีด่ นิ ทำกนิ ของภำครฐั ในพืน้ ทป่ี ่ำอนุรักษ์
พนื้ ที่แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลุง

169

1. กระทรวงทรพั ยำกรธรรมชำตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม
เพอ่ื ยุตปิ ญั หำทีด่ ินและควำมขดั แยง้ ดำ้ นท่ดี นิ และกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินจงึ มมี ติใหแ้ กไ้ ข
ปญั หำทด่ี นิ ในเขตป่ำไม้ ในวนั ท่ี 24 เมษำยน พทุ ธศกั รำช 2550 เพอ่ื แกไ้ ขปญั หำท่ีดินของประชำชน
ในเขตป่ ำไม้ โดยมีมตวิ ่ำให้ยดึ มติคณะรฐั มนตรี เมือ่ วนั ท่ี 30 มิถนุ ำยน พุทธศักรำช 2541 เรื่องกำร
แก้ไขปญั หำทดี่ ินในพนื้ ท่ีป่ำไม้ให้มีผลปฏบิ ัติตอ่ ไปและควรเร่งรัดดำเนินกำรตำมมติดังกลำ่ วให้
แลว้ เสร็จภำยใน 2 ปี โดยให้กระทรวงทรัพยำกรธรรมชำตแิ ละสิ่งแวดลอ้ มสำรวจขอ้ มูลกำรปลกู ไม้
ยำงพำรำของรำษฎรในพ้ืนท่ีป่ ำอนรุ ักษ์ เพื่อพจิ ำรณำกำรเพกิ ถอนพื้นทป่ี ่ำอนรุ ักษแ์ ละกำหนดให้มี
สภำพเป็นป่ ำสงวนแห่งชำติ เพ่ือให้รำษฎรท่ีถือครองอยู่ก่อนประกำศเป็นพื้นท่ีป่ ำอนุรักษ์ตำม
กฎหมำยตำมแนวทำงในมติคณะรฐั มนตรี เมื่อวนั ท่ี 30 มิถุนำยน พุทธศกั รำช 2541 สำมำรถขอ
อนุญำตเข้ำทำประโยชน์ตำมพระรำชบัญญัติป่ ำสงวนแห่งชำติ พุทธศักรำช 2507 ตลอดจน
ช่วยเหลือรำษฎรทีถ่ ือครองภำยหลงั ตำมโครงกำรประชำคมเศรษฐกจิ พอเพียงในพ้ืนท่ปี ่ำไม้

เมื่อวัน ท่ี 19 มกรำคม พุทธศักรำช 2550 กระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติแล ะ
ส่ิงแวดลอ้ มได้จดั ประชุมหำรือแนวทำงแกไ้ ขปัญหำกำรชุมนุมเรียกร้องหรือรอ้ งเรียนเกยี่ วกับเรื่อง
ดังกล่ำว ปรำกฏผลกำรประชุมโดยสรุป ดงั น้ี

1) พื้นท่ีป่ ำอนรุ ักษ์ส่วนใหญ่จะมีรำษฎรเขำ้ ถือครองอยู่อำศยั ทำกิน หำกไม่สำมำรถ
เคลื่อนยำ้ ยรำษฎรออกจำกพ้ืนท่ีก็ต้องให้อยู่อำศยั ทำกินต่อไป โดยมีมำตรกำรควบคุมไมใ่ หม้ ีกำร
ขยำยพื้นที่ทำกินออกไปอีกและดำเนนิ กำรตรวจพสิ ูจน์สิทธใิ นทดี่ ินของรำษฎร

2) กำรควบคมุ ดูแลและแกไ้ ขปัญหำกรณีรำษฎรเขำ้ ถอื ครองอย่อู ำศยั ทำกินในพ้นื ท่ี
ป่ำอนุรักษ์ ได้แก่ อุทยำนแหง่ ชำติ เขตรกั ษำพันธุ์สัตว์ป่ำ เขตห้ำมล่ำสัตว์ป่ำและพื้นที่ป่ำต้นน้ำลำ
ธำรที่ประชมุ มคี วำมเห็นใหใ้ ช้นโยบำยทำงดำ้ นป้องปรำมเป็นหลกั ดำเนนิ กำรก่อนกำรใช้มำตรกำร
ปรำบปรำม

3) สำหรับกรณีรำษฎรเรียกร้องขอตัดไม้ยำงพำรำในพ้ืนท่ีป่ ำอนุ รักษ์ ท่ีประชุมมี
ควำมเหน็ ว่ำตำมพระรำชบญั ญตั อิ ุทยำนแหง่ ชำติ พทุ ธศกั รำช 2504 และพระรำชบญั ญตั ิสงวนและ
คมุ้ ครองสตั วป์ ่ำพุทธศกั รำช 2535 ไมม่ ีระเบียบอนุญำตใหม้ ีกำรทำไมแ้ ละหำกยนิ ยอมใหร้ ำษฎรตดั
ฟันไมย้ ำงป่ำได้ก็จะมีผลกระทบกับควำมอุดมสมบูรณ์และควำมชมุ่ ช้นื ของป่ำไม้ เนอ่ื งจำกภำคใต้มี
กำรปลูกไมย้ ำงพำรำเป็นเน้อื ทจ่ี ำนวนมำก จะทำให้ป่ำไมม้ สี ภำพเสื่อมโทรม

4) ให้มติคณะรัฐมนตรีเม่ือวันท่ี 30 มิถุนำยน พุทธศักรำช 2541 ที่เป็นแนวทำง
ดำเนนิ กำรในกำรแกไ้ ขปัญหำของรำษฎรทถ่ี ือครองอยอู่ ำศยั ทำกนิ ในพ้ืนทีป่ ่ ำอนุรักษ์ในปัจจบุ นั
ท่ปี ระชมุ เห็นว่ำมีมำตรกำรควบคุมห้ำมมใิ หม้ กี ำรบุกรุกพื้นที่ป่ำใหม่ โดยใหด้ ำเนนิ คดกี ับผกู้ ระทำ
ผิดกฎหมำยอย่ำงเฉียบขำดและในระหว่ำงกำรแก้ไขปญั หำไดม้ มี ำตรกำรผอ่ นปรนให้รำษฎรทีถ่ ือ

170

ครองอย่อู ำศัยทำกนิ ในพ้ืนทีป่ ่ำอนุรกั ษอ์ ยู่เดมิ ใหอ้ ยอู่ ำศยั ทำกินตอ่ ไปได้ ที่ประชมุ มีควำมเห็นใหค้ ง
มติคณะรัฐมนตรี เม่ือวนั ที่ 30 มิถุนำยน พุทธศกั รำช 2541 ไว้ไม่ให้ยกเลกิ เพรำะหำกพิจำรณำให้
ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีดังกล่ำวแล้ว รำษฎรท่ีอยู่อำศยั ทำกินอยู่เดิมจะได้รับควำมเดือดร้อน
เนอื่ งจำกไมม่ ขี อ้ ผอ่ นผนั และจะเป็นกำรอยู่อำศยั ทำกนิ ในพ้นื ทีป่ ่ำอนุรักษ์อย่ำงผิดกฎหมำย

ต่อมำคณะรัฐมนตรีไดป้ ระชมุ ปรึกษำ เม่ือวันท่ี 24 กรกฎำคม พุทธศกั รำช 2550 ลงมติ
เห็นชอบในหลกั กำรตำมท่กี ระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดลอ้ มเสนอ คอื

1) โค รงก ำรจัดก ำรทรัพยำก รที่ดิน แล ะป่ ำไม้ใน พ้ื น ที่ป่ ำส งวน แห่ งชำติ
พุทธศกั รำช 2551-2552

2) โครงกำรทรัพยำกรดินและป่ำไม้ในพื้นที่อนุรักษ์ กรมอุทยำนแหง่ ชำติ สัตว์ป่ ำ
และพนั ธุ์พืช พุทธศกั รำช 2551-2552 (กำรสำรวจกำรถือครองท่ดี ินทำกนิ /ทอี่ ยู่อำศยั ในพื้นท่ีป่ำและ
กำรพสิ ูจน์สิทธ์ิ ตำมมติคณะรฐั มนตรีเมอื่ วนั ที่ 30 มิถุนำยน 2541)

3) โครงกำรสำรวจขอ้ มูลกำรปลูกไมย้ ำงพำรำของรำษฎรในพ้ืนที่อนรุ กั ษ์ กรมอทุ ยำน
แห่งชำติ สตั ว์ป่ ำและพนั ธพ์ุ ืช พุทธศกั รำช 2551 (สำรวจขอ้ มลู กำรปลูกไม้ยำงพำรำของรำษฎรใน
พนื้ ที่ป่ำอนุรักษ์ เพื่อพจิ ำรณำเพกิ ถอนพน้ื ทปี่ ่ำอนุรักษ์และกำหนดใหม้ สี ภำพเป็นป่ำสงวนแหง่ ชำติ
ตำมมติคณะรฐั มนตรี เมอื่ วนั ที่ 24 กรกฎำคม พุทธศกั รำช 2550)

อทุ ยำนแห่งชำติเขำปู่-เขำยำ่ และเขตรักษำพนั ธ์สุ ัตว์ป่ ำเขำบรรทัดไดร้ ่วมมือกับจังหวดั
พทั ลุงเพ่ือดำเนินโครงกำรกำรสำรวจสิทธ์ิกำรครอบครองที่ดินของประชำชนในพื้นท่ีแถบเขำ
บรรทดั ซ่งึ ก็มีประชำชนใหค้ วำมสนใจและเข้ำร่วมโครงกำรพสิ ูจน์สิทธ์ใิ นท่ีดินเป็นจำนวนมำก แต่
ในขณะเดยี วกันก็มปี ระชำชนบำงส่วนไม่เขำ้ ร่วมโครงกำรดงั กล่ำว สำหรบั กำรสำรวจรงั วดั แปลง
ท่ีดนิ ตำมมติของกระทรวงทรพั ยำกรธรรมชำติและส่ิงแวดลอ้ ม เร่ืองให้ดำเนนิ กำรแกไ้ ขปญั หำทดี่ ิน
ตำมมตคิ ณะรัฐมนตรี เม่อื วนั ที่ 30 มถิ ุนำยน พุทธศกั รำช 2541 แต่จำกกำรสำรวจขอ้ มลู สำรวจรังวัด
แปลงทดี่ นิ ถือครองของประชำชนในพน้ื ทีเ่ ขตรกั ษำพนั ธส์ุ ัตว์ป่ำเขำบรรทัดและอทุ ยำนแห่งชำติเขำ
ป่-ู เขำยำ่ น้ัน จึงไดม้ กี ำรแตง่ ต้งั คณะกรรมกำรตรวจสอบสิทธ์ิกำรครอบครองทด่ี ินของประชำชนใน
พ้นื ที่ป่ำอนุรกั ษจ์ ังหวดั พทั ลุง ทปี่ ระกอบไปดว้ ย

1) ผอู้ ำนวยกำรสำนกั บริหำรพ้ืนที่อนุรักษท์ ่ี 5 ประธำนกรรมกำร
2) ผู้อำนวยกำรสำนักงำนทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดลอ้ มจังหวดั พทั ลุงหรือ
ผแู้ ทน ปฏิรูปที่ดินจังหวดั หรือผู้แทน นำยอำเภอท้องทหี่ รือผู้แทนนำยกองค์กำรบริหำรส่วนตำบล
ท้องที่หรือผแู้ ทน กำนันตำบลท้องที่ ผู้ใหญ่บ้ำนท้องที่และหัวหน้ำอุทยำนแห่งชำติเขำปู่-เขำย่ำ
หวั หน้ำเขตรักษำพนั ธุ์สตั ว์ป่ ำเขำบรรทัดหรือหัวหน้ำเขตห้ำมล่ำสัตวป์ ่ ำในพ้ืนท่ีรับผิดชอบเป็น
กรรมกำร

171

3) ผอู้ ำนวยกำรส่วนฟ้ืนฟแู ละพฒั นำพนื้ ทอ่ี นรุ ักษ์สำนักบริหำรพนื้ ทีอ่ นรุ กั ษ์ที่ 5 เป็น
กรรมกำรและเลขำนกุ ำร

4) หัวหน้ำฝ่ ำยกำรจัดกำรท่ีดินและชุมชนในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์ สำนักบริหำรพื้นท่ี
อนรุ ักษ์ที่ 5 เป็นกรรมกำรและเลขำนุกำร (ระเบียบวำระกำรประชมุ คณะกรรมกำรพิสูจน์สิทธ์ิกำร
ครอบครองที่ดินของรำษฎร ในพนื้ ทอี่ ทุ ยำนแห่งชำติเขำปู่-เขำยำ่ , 2553)

เมอ่ื ผลกำรพสิ ูจน์สิทธ์กิ ำรครอบครองออกมำ ทำใหเ้ กดิ ควำมขดั แยง้ ในพื้นทีเ่ พม่ิ มำกข้ึน
เน่ืองจำกประชำชนท่ีเขำ้ ร่วมดำเนินโครงกำรไม่ยอมรับหลักกำรท่ีภำครัฐได้นำมำใช้ในกำร
ดำเนนิ กำรในประเดน็

1) กำรใช้กฎหมำย ในส่วนของกฎหมำยสงวนและห่วงหำ้ มที่ประกำศเป็นพ้ืนที่ป่ำไม้
คร้งั แรก

2) กำรใช้แผนภำพทำงอำกำศ ปี พุทธศักรำช 2510 ในกำรแปลตีควำมตรวจสอบ
ร่องรอยกำรทำประโยชนบ์ ริเวณแปลงที่ดนิ ครอบครองของรำษฎรในพนื้ ท่อี ุทยำนแห่งชำติเขำปู่-เขำ
ย่ำ เขตรักษำพนั ธ์ุสัตวป์ ่ำเขำบรรทดั

เมือ่ ประชำชนในพนื้ ที่บำงส่วนทไี่ ม่ยอมรับในหลกั กำรดำเนนิ กำรของภำครฐั ท่ีเกดิ ข้นึ ก็
พยำยำมที่จะตอ่ ต้ำนและคดั คำ้ นเพิ่มเพื่อใหภ้ ำครฐั ยตุ ิโครงกำรและนโยบำย จงึ ได้ไปเขำ้ ร่วมกับกลุ่ม
องค์กรเครือข่ำยองค์กรชมุ ชนรักเทือกเขำบรรทดั เพอ่ื คดั คำ้ นและทวงสิทธ์คิ วำมชอบธรรมของตน
คืน ท้งั น้ีกำรดำเนนิ กำรตำมมตขิ องกระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและส่ิงแวดลอ้ มก็ดำเนินโครงกำร
ไปตำมปกติ ซ่งึ จนถึงทกุ วนั น้เี ป็นระยะเวลำกวำ่ 11 ปี แล้วก็ไมส่ ำมำรถแก้ไขปัญหำควำมขดั แยง้
ด้ำนท่ดี ินและกำรบริหำรจัดกำรที่ดินในพน้ื ท่ีได้ ซ่ึงในตอนน้ีกำรดำเนินโครงกำรพิสูจน์สิทธ์ิกำร
ครอบครองน้ันอยู่ในระหว่ำงกำรเดินแนวเขตของพื้นท่ีทำกินของประชำชนกับเขตป่ ำ แต่ใน
ขณะเดียวกนั เมื่อมีกำรเดนิ แนวเขตไปบำงส่วนแลว้ ประชำชนที่เดินแนวเขตให้อยใู่ นพื้นท่ีทำกิน
ของประชำชนกไ็ ม่สำมำรถโค่นลม้ ยำงแลว้ ปลูกยำงใหมท่ ดแทนได้ จึงทำใหเ้ กิดควำมเคลอื บแคลง
ใจต่อภำครัฐมำกข้ึน จนทำให้บำงพื้นที่ต้องยุตโิ ครงกำรไปก่อนและทำให้ประชำชนในพื้นที่มอง
ภำครัฐในแง่ลบมำกข้นึ และสุดท้ำยก็จะเสื่อมศรัทธำในกำรแกไ้ ขปัญหำของภำครัฐ ซ่ึงหำกไม่
ดำเนนิ กำรใหเ้ กดิ ผลเร็วที่สุด

2. สำนักนำยกรฐั มนตรี ใหค้ วำมสำคญั ทนี่ ำไปสู่กำรแกไ้ ขปญั หำควำมขดั แย้งดำ้ นทด่ี ิน
และกำรบริหำรจดั กำรที่ดินทำกนิ ดว้ ยระเบยี บสำนกั นำยกรฐั มนตรีว่ำด้วยกำรจัดให้มีโฉนดชมุ ชน
พุทธศกั รำช 2553 “โฉนดชุมชนเพื่อกำรทำกิน รักษำท่ดี นิ อยำ่ งยงั่ ยืน”

เมอ่ื รัฐบำลได้จัดทำนโยบำยเพื่อแถลงต่อรัฐสภำ จึงมีแนวคิดเร่ือง "โฉนดชุมชน" เพื่อ
แกป้ ญั หำควำมขดั แยง้ โดยสอดคลอ้ งกับขอ้ เสนอของภำคประชำชนในนำมเครือข่ำยปฏริ ูปท่ดี ินแห่ง

172

ประเทศไทย ซ่ึงเป็นกลุ่มเกษตรกรท่ีไรท้ ี่ทำกิน ท้งั ในเขตเมืองและชนบททว่ั ประเทศ รวมท้งั ภำค
ประชำชนในเครือข่ำยอื่น ๆ ซ่งึ มขี อ้ สรุปและบทเรียนผ่ำนกระบวนกำรเรียนรู้

จำกกำรดำเนินวถิ ีชวี ิตของตนว่ำ “กำรไดก้ รรมสิทธ์ิในท่ีดนิ ในรูปปจั เจกหรือเฉพำะตวั
บุคคล สุดท้ำยเมอ่ื เขำ้ สู่กลไกกำรตลำดก็ต้องสูญเสียท่ีดินของตนเอง ไม่สำมำรถรักษำท่ีดินทำกินให้
ลูกหลำนได้ และยงั มีหน้สี ินตดิ ตวั อีก” ซ่งึ ขอ้ สรุปดงั กล่ำวสอดคลอ้ งกับขอ้ เสนอของนักวิชำกำรที่
ทำงำนดำ้ นทดี่ ินทไ่ี ดท้ ำกำรศกึ ษำวิจยั เร่ืองสิทธิชมุ ชน แนวคิดโฉนดชุมชนจงึ เป็นแนวทำงที่สำมำรถ
ทำให้รฐั บำลมีควำมคลอ่ งตวั ในกำรแกป้ ัญหำทที่ ำกนิ ใน หลำยพนื้ ที่มำกยงิ่ ข้นึ และเป็นกำรแก้ปัญหำ
ที่มคี วำมยงั่ ยืน 2 ประกำรคอื

1) รูปแบบโฉนดชมุ ชน จะทำให้มกี ลไกในกำรทจี่ ะตดิ ตำมดแู ลว่ำทด่ี นิ ดังกลำ่ วจะถูก
นำไปใชต้ ำมวตั ถุ ประสงคท์ ีไ่ ด้มกี ำรแก้ปญั หำคือ เร่ืองที่อยู่อำศยั หรือกำรเกษตร

2) กำรทำนโยบำยโฉนดชมุ ชน ให้ประสบควำมสำเร็จได้ตอ้ งอำศยั พลงั ภำคประชำชน
อยำ่ งแทจ้ ริง ในกำรที่จะทำให้รัฐบำลสำมำรถแกไ้ ขปัญหำ โดยอำศยั กลไกภำคประชำชนเขำ้ มำมีส่วนร่วม

หลักเกณฑ์ของโฉนดชุมชนจะมุ่งเน้นส่งเสริมให้ประชำชนในชุมชนร่วมมือกนั รักษำ
ทรพั ยำกรธรรมชำติ โดยกำรร่วมมือของคนท้ังชุมชน และเกิดกตกิ ำและจะต้องถูกกำกับโดยชุมชน
อำศยั หลกั ระบบสิทธิกำรร่วมกนั ของชมุ ชนโดยมหี ลกั กำรสำคญั คือ

1) เป็นกำรดำเนินกำรในพ้นื ทีข่ องรัฐท่มี ีควำมขดั แยง้ กำรถือสิทธกิ ำรครอบครอง และ
ทดี่ ินยงั เป็นของรฐั

2) ต้องเป็นชมุ ชนท่ีมอี ยู่กอ่ นระเบียบสำนักนำยกรัฐมนตรี ว่ำด้วยกำรจัดให้มีโฉนด
ชมุ ชน พทุ ธศกั รำช 2553 ใชบ้ งั คบั ไมน่ ้อยกว่ำ 3 ปีหรือเป็นชมุ ชนทอี่ ำศยั อยู่ก่อนวนั ที่ 12 มิถุนำยน
พทุ ธศกั รำช 2550

3) ใหส้ ิทธชิ ุมชน โดยกำรรบั รองสิทธิทำกนิ โดยคมุ้ ครองให้ทำเกษตรกรรม และทอี่ ยู่
อำศยั เรียกว่ำ “โฉนดชมุ ชนท้งั ผืน” และมอบให้ชุมชนเก็บรักษำแต่จะไม่ให้สิทธิกับปัจเจกหรือ
เฉพำะบุคคล

4) ตอ้ งร่วมกันรกั ษำทรัพยำกรธรรมชำตแิ ละส่ิงแวดลอ้ มโดยไมใ่ ห้มีกำรบุกรุกป่ำเพ่มิ เติม
5) สำมำรถดำเนินกำรเพิกถอนได้ หำกดำเนินกำรผิดระเบยี บและเง่ือนไขกำรใช้
ประโยชนท์ ่ีดนิ
6) รัฐเขำ้ ไปพฒั นำคุณภำพชวี ิตและร่วมมอื กนั สรำ้ งควำมเขม้ แข็งของชมุ ชน โดยมี
ชมุ ชนเป็นหลกั ในกำรดำเนนิ กำร
เมื่อรัฐบำลเสนอโครงกำรแก้ไขปัญหำท่ีดินและกำรบริหำรจัดกำรทดี่ ินทำกินด้วย
รูปแบบของโฉนดชุมชนน้นั ทำให้มอี งค์กรชุมชนต่ำง ๆ ทวั่ ประเทศเขำ้ โครงกำร แมแ้ ตก่ ำรแกไ้ ข

173

ปัญหำควำมขัดแย้งด้ำนท่ีดินแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลุง ก็มีเครือข่ำยปฏิรูปที่ดิน
เทอื กเขำบรรทดั น้นั เป็นองค์กรภำคประชำชนที่พยำยำมขบั เคลอื่ นนโยบำยโฉนดชมุ ชนเพ่ือใช้ใน
กำรแกไ้ ขปัญหำควำมขัดแยง้ ดำ้ นท่ีดินและกำรบริหำรจัดกำรทดี่ ินในพืน้ ที่จงั หวดั พัทลงุ และพนื้ ท่ี
รอบเทือกเขำบรรทดั อีก 4 จังหวดั ทปี่ ระกอบไปด้วยจงั หวดั ตรัง จังหวดั นครีธรรมรำช จงั หวัดสตูล
และจงั หวดั สงขลำ ซ่ึงในขณะน้ีกอ็ ยู่ในข้นั ตอนของกำรขอพื้นที่เพื่อแบ่งเป็นเขตของเขตพื้นท่ี
โฉนดชุมชน จำกอุทยำนแห่งชำติเขำปู่-เขำย่ำและเขตรักษำพันธ์ุสัตว์ป่ ำ แต่อย่ำงไรก็ตำมยังไม่
สำมำรถท่ีจะแกไ้ ขปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนท่ีดินและกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินในพ้ืนที่แถบเทือกเขำ
บรรทดั จังหวดั พทั ลุง และพ้ืนที่รอบเทือกเขำบรรทดั อีก 4 จังหวดั ที่ประกอบไปด้วยจังหวดั ตรัง
จงั หวัดนครีธรรมรำช จังหวัดสตูลและจังหวดั สงขลำน้ันได้ เพรำะภำคประชำชนและองค์องค์
ชุมชนไม่ยอมรับในหลกั กำรของระเบียบสำนักนำยกรัฐมนตรีว่ำด้วยกำรจัดให้มีโฉนดชุมชน
พทุ ธศักรำช 2553 และไมย่ อมเขำ้ ร่วมดำเนินงำนใด ๆ จึงไมส่ ำมำรถนำมำใช้เพ่ือแกไ้ ขปัญหำควำม
ขดั แยง้ ด้ำนท่ีดินและกำรบริหำรจดั กำรทด่ี ินในพื้นท่ีแถบเทอื กเขำบรรทดั จังหวดั พทั ลงุ และพืน้ ที่
รอบเทือกเขำบรรทดั อีก 4 จังหวัดทป่ี ระกอบไปด้วยจงั หวดั ตรงั จังหวดั นครีธรรมรำช จังหวดั สตูล
และจังหวดั สงขลำได้

3. คณะรกั ษำควำมสงบแห่งชำติ (คสช.)
จำกกำรบกุ รุกทำลำยทรัพยำกรป่ำไมอ้ ยำ่ งต่อเนื่องทำให้พื้นที่ป่ำไมข้ องประเทศไทยมี
จำนวนลดลงเป็นปริมำณมำกและก่อให้เกิดผลกระทบและควำมขดั แยง้ เกี่ยวกับทรัพยำกรป่ ำไม้ที่
รุนแรง คณะรักษำควำมสงบแหง่ ชำติ (คสช.) จงึ มอบให้กองอำนวยกำรรักษำควำมมั่นคงภำยใน
รำชอำณำจกั ร (กอ.รมน) และกระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดลอ้ ม (2557) ไดด้ ำเนินกำร
จัดทำแผนแมบ่ ทแก้ไขปัญหำกำรทำลำยทรัพยำกรป่ ำไม้ กำรบุกรุกที่ดินของรฐั และกำรบริหำร
จัดกำรทรัพยำกรธรรมชำติและส่ิงแวดล้อมอย่ำงยั่งยืนด้วยกำรกำหนดยุทธศำสตร์กำรพิทกั ษ์
ทรัพยำกรป่ ำไม้

1) ผนึกกำลงั ป้องกันและปรำบปรำมกำรบกุ รุกทำลำยทรพั ยำกรป่ำไม้ ดว้ ยกำรหยดุ ย้งั
กำรบกุ รุกทำลำยทรัพยำกรธรรมชำตจิ ัดต้งั หน่วยเฉพำะกิจป้องกนั และปรำบปรำมกำรตดั ไมท้ ำลำย
ป่ำ ส่งเสริมกำรมีส่วนร่วมในกำรป้องกนั และปรำบปรำมกำรตดั ไมท้ ำลำยป่ำและดำเนนิ กำรยึดคืน
พื้นท่ีป่ำ ยบั ย้งั กำรบุกรุกป่ ำและแกป้ ัญหำป่ำบุกรุกคนโดยใช้ภำพถ่ำยทำงอำกำศเป็นหลักฐำนหลัก
ร่วมกบั หลกั ฐำนอื่นทเ่ี กย่ี วขอ้ ง

2) ปลุกจติ สำนึกรักผนื ป่ ำของแผ่นดินด้วยกำรกำหนดให้กำรแก้ไขปัญหำกำรบุกรุก
ตดั ไมท้ ำลำยป่ำเป็นวำระแห่งชำติ จัดต้งั องค์กรแนวร่วมภำคประชำชนเพ่ือปลุกจิตสำนึกและปลุก
จิตสำนกึ ให้เจำ้ หนำ้ ทม่ี คี วำมภำคภูมิใจในกำรปฏบิ ตั งิ ำน

174

3) ปฏิรูประบบกำรพิทักษ์ทรัพยำกรป่ ำไม้ ด้วยกำรปรับปรุงระบบกำรพิทักษ์
ทรัพยำกรป่ ำไม้ ดำเนินกำรพิจำรณำจัดต้งั หน่วยงำนดำ้ นกำรบริหำรจัดกำรป่ ำไมท้ ้ังระดับจังหวดั
และอำเภอ จัดทำแนวเขตทรัพยำกรป่ำไม้ทุกประเภทให้เป็นแนวเดยี วท่ีชัดเจน จำแนกเขตกำรใช้
ประโยชนท์ รัพยำกรและท่ีดินป่ ำไม้ (Zoning) และปรับปรุงกฎหมำยและระเบียบที่เป็นอปุ สรรคใน
กำรพทิ กั ษ์ทรพั ยำกรป่ำไม้

4) ฟ้ืนฟแู ละดูแลรักษำป่ ำอย่ำงยัง่ ยนื ดว้ ยกำรจัดระบบกำรดูแลรักษำทรัพยำกรป่ ำไม้
อย่ำงยง่ั ยนื โดยกำรมีส่วนร่วมกับประชำชน จัดระบบกำรปลกู ไมเ้ ศรษฐกิจของประเทศเพ่อื ทดแทน
ควำมต้องกำรและลดกำรบุกรุกตัดไม้ทำลำยป่ ำ จัดให้คนอยู่กับป่ ำพ่ึงพำกันอย่ำงมีควำมสุข
เสริมสร้ำงควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศในกำรฟื้ นฟูและดูแลป่ ำอย่ำงยั่งยืน และส่งเสริมและ
สนับสนุนกำรวิจัยเพื่อพฒั นำกำรบริหำรจดั กำรทรัพยำกรป่ำไม้

ประกอบกับคำสั่งคณะรักษำควำมสงบแห่งชำติที่ 64/2557 เร่ืองกำรปรำบปรำมและ
หยุดย้ังกำรบุกรุกทำลำยทรัพยำกรป่ ำไม้ เพื่อให้กำรบริหำรรำชกำรของคณะรักษำควำมสงบ
แหง่ ชำติ ในกำรปรำบปรำมและหยุดยง้ั กำรบกุ รุกทำลำยทรัพยำกรป่ำไมใ้ นพื้นท่ีตำ่ ง ๆ เป็นไปอย่ำง
มปี ระสิทธิภำพ สำมำรถลดผลกระทบทจี่ ะก่อให้เกิดควำมเสียหำยต่อระบบเศรษฐกิจ สังคมและ
ส่ิงแวดลอ้ มของประเทศโดยรวม ซ่งึ กำหนดให้

1) กระทรวงกลำโหม กระทรวงมหำดไทย สำนักงำนตำรวจแห่งชำติ กระทรวง
ทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดลอ้ ม กองกำลงั รกั ษำควำมสงบเรียบร้อย กองกำลงั ปอ้ งกันชำยแดน
ของกองทัพบก และกองทัพเรือ ตลอดจนหน่วยงำนท่ีมีภำรกิจและอำนำจหน้ำที่ท่ีเก่ียวข้อง
ดำเนินกำรปรำบปรำมและจับกุมผู้บกุ รุก ยดึ ถือ ครอบครอง ทำลำย หรือกระทำดว้ ยประกำรใด ๆ
อนั เป็นกำรทำใหเ้ ส่ือมเสียแก่สภำพป่ำ รวมท้งั ผูส้ มคบและสนบั สนุนช่วยเหลือ ใหไ้ ดผ้ ลอย่ำงจริงจัง
ในทุกพื้นที่ รวมท้งั สกัดก้ันกำรลกั ลอบตดั ไมม้ ีคำ่ หรือไมห้ วงหำ้ ม กำรนำเขำ้ และส่งออกไมท้ ่ีผิด
กฎหมำย ตลอดแนวชำยแดน ตลอดจนปรำบปรำมเครือข่ำยขบวนกำรตดั ไมท้ ำลำยป่ำในทุกหม่บู ้ำน
และชุมชนทวั่ ประเทศ

2) ให้หนว่ ยงำนท่ีรับผดิ ชอบ ควบคมุ ตรวจสอบ กจิ กำรกำรแปรรูปไม้ กำรต้งั โรงงำน
แปรรูปไมก้ ำรค้ำไมแ้ ปรรูป ตลอดจนกำรคำ้ หรือมไี ว้ในครอบครองซ่ึงไมห้ วงห้ำมและสิ่งประดิษฐ์
เคร่ืองใช้หรือส่ิงอ่ืนใดทท่ี ำด้วยไมห้ วงห้ำม หำกพบมีกำรปล่อยปละละเลย หรือมีเจตนำจงใจไม่
ปฏิบตั ิตำมระเบียบกฎหมำยท่บี ญั ญตั ิไว้ ให้ดำเนินกำรลงโทษตำมกฎหมำยอยำ่ งเดด็ ขำดกบั เจ้ำของ
หรือผปู้ ระกอบกำรโดยทนั ที

175

3) ใหห้ น่วยงำนท่ีรับผิดชอบ ติดตำมผลคดีป่ำไมแ้ ละดำเนินกำรฟื้นฟูพ้ืนทป่ี ่ำท่ถี ูกบุก
รุกทำลำยใหค้ นื สภำพป่ำไมท้ ี่สมบูรณ์ดังเดิม โดยประสำนกับทุกหน่วยงำนท่เี ก่ียวข้อง รวมท้งั ภำค
ประชำชน และองคก์ รชุมชนไดเ้ ขำ้ มำมีส่วนร่วมในกำรดำเนนิ กำรดงั กล่ำวอยำ่ งจริงจัง

4) เจ้ำหน้ำที่ของรัฐผูใ้ ดปล่อยปละละเลย หรือเข้ำไปมีส่วนเกีย่ วขอ้ งกับกำรกระทำ
ควำมผิดตำมกรณีดงั กล่ำวขำ้ งต้น จะต้องถกู ดำเนนิ กำรท้งั ทำงวินยั และทำงอำญำอย่ำงเด็ดขำดโดยทนั ที

5) ให้กระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและส่ิงแวดล้อมตดิ ตำมผลกำรดำเนินกำรตำม
ขอ้ 1-4 และรำยงำนผลกำรปฏิบตั ใิ ห้คณะรักษำควำมสงบแหง่ ชำติทรำบอย่ำงต่อเนอื่ ง

และคำสั่งคณะรกั ษำควำมสงบแหง่ ชำติ ที่ 66/ 2557 เรื่อง เพิม่ เตมิ หน่วยงำนสำหรับกำร
ปรำบปรำม หยดุ ย้งั กำรบกุ รุกทำลำยทรพั ยำกรป่ำไมแ้ ละนโยบำยกำรปฏิบตั งิ ำนเป็นกำรช่ัวครำวใน
สภำวกำรณ์ปัจจุบนั เพือ่ ให้กำรดำเนินกำรและกำรประสำนงำนในกำรปรำบปรำมและหยุดย้งั กำร
บุกรุกทำลำยทรัพยำกรป่ ำไม้ในพ้ืนท่ีต่ำง ๆ เป็นไปอย่ำงมีประสิทธิภำพยิ่งข้ึน สำมำรถลด
ผลกระทบท่ีจะก่อให้เกิดควำมเสียหำยต่อระบบเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศ
โดยรวม จงึ ใหป้ ฏบิ ตั ิ ดังน้ี

1) ให้กองอำนวยกำรรักษำควำมมน่ั คงภำยในรำชอำณำจักร เป็นหน่วยงำนท่ีมี
หน้ำท่ีรบั ผิดชอบดังกล่ำวเพม่ิ เติม ท้งั น้ีกำรปฏิบตั ิอื่น ๆ ให้เป็นไปตำมคำสัง่ คณะรกั ษำควำมสงบ
แห่งชำติ ที่ 64/2557 ลงวนั ที่ 14 มถิ นุ ำยน พทุ ธศกั รำช 2557 เรื่องกำรปรำบปรำมและหยดุ ยง้ั กำรบุก
รุกทำลำยทรัพยำกรป่ ำไม้

2) ให้ทุกหน่วยท่ีเกี่ยวข้อง ยึดถือนโยบำยกำรปฏิบัติงำนเป็นกำรชั่วครำวใน
สภำวกำรณป์ ัจจุบนั ในกำรดำเนินกำรใด ๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบตอ่ ประชำชนผู้ยำกไร้ ผทู้ ่ีมีรำยได้
น้อยและผูไ้ ร้ท่ดี นิ ทำกิน ซ่ึงได้อำศยั อยู่ในพน้ื ทเ่ี ดมิ น้ัน ๆ ก่อนคำสัง่ น้มี ีผลบงั คบั ใช้ ยกเวน้ ผูท้ บี่ ุกรุก
ใหม่ จะตอ้ งดำเนินกำรสอบสวนและพสิ ูจนท์ รำบ เพื่อกำหนดวธิ ปี ฏิบตั ิท่ีเหมำะสมและดำเนินกำร
ตำมข้นั ตอนตอ่ ไป ในกำรดำเนนิ กำรเร่งดว่ นในปจั จุบนั คอื กำรป้องกันไม่ใหม้ ีกำรบุกรุกเพ่ิมเติม
ดว้ ยกำรบงั คบั ใช้กฎหมำยอยำ่ งเข้มงวดและเด็ดขำด ดำเนนิ กำรแก้ไขปัญหำที่ส่ังสมมำต้งั แต่เดิมให้
หน่วยงำนท่เี ก่ียวขอ้ งร่วมกันพจิ ำรณำกำหนดมำตรกำรและวิธดี ำเนนิ กำรอย่ำงเป็นระบบ เพ่ือเสนอ
ขออนุมตั จิ ำกคณะรักษำควำมสงบแหง่ ชำติโดยด่วนและกรณีใด ๆ ซ่ึงยงั อยู่ระหว่ำงกำรดำเนินกำร
ตำมกระบวนกำรยุติธรรมให้ดำเนินกำรตอ่ ไปจนกว่ำจะสิ้นสุดกระบวนกำรทกี่ ำหนด

สำหรบั กำรแก้ไขปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนที่ดนิ และกำรบริหำรจัดกำรท่ดี นิ ในพ้นื ที่แถบ
เทือกเขำบรรทดั จังหวัดพทั ลุงตำมแผนแม่บทแก้ไขปัญหำกำรทำลำยทรพั ยำกรป่ำไม้ กำรบุกรุก
ทด่ี ินของรัฐและกำรบริหำรจัดกำรทรพั ยำกรธรรมชำตแิ ละสิ่งแวดล้อมอยำ่ งยง่ั ยนื ด้วยกำรกำหนด
ยุทธศำสตร์กำรพิทกั ษ์ทรัพยำกรป่ำไม้ ตลอดจนคำสั่งคณะรกั ษำควำมสงบแห่งชำตทิ ี่ 64/ 2557 เรื่อง

176

กำรปรำบปรำมและหยุดย้งั กำรบุกรุกทำลำยทรัพยำกรป่ ำไม้และคำสั่งคณะรักษำควำมสงบ
แห่งชำติ ท่ี 66/ 2557 เรื่องเพ่ิมเติมหน่วยงำนสำหรับกำรปรำบปรำม หยุดย้ังกำรบุกรุกทำลำย
ทรัพยำกรป่ ำไมแ้ ละนโยบำยกำรปฏบิ ตั ิงำนเป็นกำรชั่วครำวในสภำวกำรณป์ ัจจบุ นั น้ันส่งผลให้ภำค
ประชำชนและองค์กรชุมชนมีควำมต่ืนตวั ตอ่ กำรปกปอ้ งและดูแลป่ำไมก่ ันมำกย่ิงข้ึน ตลอดจนไม่
กอ่ ให้เกิดกำรบุกรุกแผว้ ถำงพื้นท่ปี ่ำเพือ่ ขยำยพน้ื ทีท่ ำกนิ ของประชำชน

แตอ่ ยำ่ งไรก็ตำมกำรดำเนินกำรของคณะรักษำควำมสงบแห่งชำติ (คสช.) น้ันเป็นเพยี ง
เพ่ือป้องกันไม่ให้มีกำรบุกรุกแผว้ ถำงพ้ืนที่ป่ ำ แต่ไม่ได้เขำ้ มำดำเนินกำรเพ่ือแก้ไขปัญหำควำม
ขดั แยง้ ด้ำนทด่ี ินและกำรบริหำรจดั กำรท่ีดินใหก้ ับประชำชนที่ก่อให้เกิดรูปธรรมและนำไปสู่ควำม
ยงั่ ยนื ได้ แต่เป็นเพียงมำตรกำรของภำครัฐเพื่อปกปอ้ งพ้ืนทปี่ ่ำในเขตพื้นทอ่ี ทุ ยำนแห่งชำตเิ ขำปู่-เขำ
ย่ำและเขตรกั ษำพนั ธ์สตั วป์ ่ำเขำบรรทดั ซ่ึงถือเป็นแนวทำงในกำรทวงคืนผนื ป่ำของภำครัฐทส่ี ่งผล
ให้ภำคประชำชนและองค์กรชุมชนในพื้นที่แถบเทือกเขำบรรทดั จังหวัดพทั ลุงและพื้นท่ีรอบ
เทือกเขำบรรทดั อีก 4 จังหวดั ท่ีประกอบไปด้วยจงั หวดั ตรัง จังหวดั นครีธรรมรำช จังหวัดสตูลและ
จังหวดั สงขลำน้นั ได้ ดำเนนิ กำรเคล่ือนไหวเพือ่ ไมใ่ หม้ กี ำรดำเนินกำรตดั ฟันต้นยำงในพน้ื ทีด่ ้วยกำร
จดั เสวนำและย่ืนหนังสือไปยงั หน่วยงำนต่ำง ๆ เพื่อให้ดำเนินกำรทบทวนกำรดำเนินกำรตำม
มำตรกำรทวงคืนผนื ป่ำของรฐั บำล

ต่อมำกระทงั่ วันท่ี 26 ตุลำคม พุทธศกั รำช 2558 ศูนย์ประสำนกำรปฏิบัติที่ 4 กอง
อำนวยกำรรกั ษำควำมม่ันคงภำยในรำชอำณำจักรไดม้ ีจดหมำยเวยี นถึงหนว่ ยงำนต่ำง ๆ เน่ืองจำก
รฐั บำลเกรงกลวั ตอ่ พลงั กำรต่อต้ำนของประชำชนและองค์กรชุมชนท่ีได้รบั ผลกระทบและควำม
เดือ ดร้อ น จำก ก ำรดำเนิน ก ำรข อ งรั ฐบำล โดย อ ้ำงว่ำ ก อ งอ ำน วย ก ำรรัก ษำค วำมมั่น ค งภำยใ น
รำชอำณำจักรน้ันเป็นหนว่ ยงำนที่มีอำนำจหน้ำทใ่ี นกำรบูรณำกำรหน่วยงำนตำ่ ง ๆ เพ่ือแก้ไขปญั หำ
กำรทำลำยทรัพยำกรป่ ำไม้ กำรบุกรุกท่ีดินของรัฐและกำรบริหำรจัดกำรทรัพยำกรธรรมชำตอิ ยำ่ ง
ยงั่ ยืนตำมนโยบำยของคณะรักษำควำมสงบแหง่ ชำติ (คสช.) ที่กำหนดไวใ้ นแผนแม่บทแก้ไขปัญหำ
กำรทำลำยทรัพยำกรป่ ำไม้ กำรบุกรุกท่ดี ินของรับและกำรบริหำรจดั กำรทรพั ยำกรธรรมชำติและ
สิ่งแวดล้อมอย่ำงยง่ั ยืนด้วยกำรกำหนดยทุ ธศำสตร์กำรพทิ กั ษ์ทรพั ยำกรป่ำไม้ ตลอดจนคำสัง่ คณะ
รกั ษำควำมสงบแหง่ ชำติท่ี 64/2557 เร่ืองกำรปรำบปรำมและหยดุ ย้งั กำรบุกรุกทำลำยทรัพยำกรป่ ำ
ไม้และคำส่ังคณะรักษำควำมสงบแห่งชำติ ท่ี 66/2557 เรื่องเพ่ิมเติมหน่วยงำนสำหรับกำร
ปรำบปรำม หยุดย้งั กำรบกุ รุกทำลำยทรพั ยำกรป่ำไมแ้ ละนโยบำยกำรปฏิบตั ิงำนเป็นกำรชั่วครำวใน
สภำวกำรณ์ปัจจบุ นั ได้มอบให้กองอำนวยกำรรักษำควำมมนั่ คงภำยในรำชอำณำจกั รเป็นหนว่ ยงำน
ทม่ี ีภำรกิจในกำรป้องกันปรำบปรำมและหยุดย้ังกำรบกุ รุกทำลำยทรัพยำกรป่ ำไม้ กำรบงั คับใช้
กฎหมำยต่อพื้นที่ที่ถูกบุกรุก กำรออกเอกสำรสิทธ์ิโดยมิชอบด้วยกฎหมำยและกำรสกัดก้ันกำร

177

ลกั ลอบตดั ไมม้ ีค่ำหรือหวงหำ้ ม ตลอดจนปรำบรำมเครือขำ่ ยตดั ไมท้ ำลำยป่ ำ ซ่ึงกำรปฏิบัตภิ ำรกิจ
ดงั กล่ำวในปีงบประมำณ 2558 ท่ผี ่ำนมำน้ัน ศูนยป์ ระสำนงำนปฏบิ ัตกิ ำรท่ี 4 กองอำนวยกำรรักษำ
ควำมมั่นคงภำยในรำชอำณำจักรไดร้ บั เรื่องร้องเรียนจำกประชำชนเป็นจำนวนมำก กรณีไม่ไดร้ ับ
ควำมเป็นธรรมจำกกำรทวงคนื ผนื ป่ำของเจ้ำหน้ำที่รัฐ กำรเลือกปฏิบตั ิจบั กมุ ตรวจยึดพื้นท่บี ุกรุก
ของชำวบ้ำนแตไ่ ม่ดำเนนิ กำรกับพนื้ ที่บกุ รุกของนำยทนุ ทำให้ประชำชนในหลำยพนื้ ทไ่ี ด้รับควำม
เดือดร้อนซ่ึงไมเ่ ป็นไปตำมเจตนำรมณ์ของคณะรักษำควำมสงบแห่งชำติ (คสช.) ที่ต้องกำรคืน
ควำมสุขให้ประชำชนและดำเนินกำรใด ๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชำชนผู้ยำกไร้ ผู้มีรำยได้
นอ้ ยและผูไ้ ร้ทดี่ ินทำกินซ่งึ ได้อำศยั อยใู่ นพืน้ ที่เดิมมำก่อนท่ีจะมคี ำสั่งคณะรกั ษำควำมสงบแห่งชำติ (คสช.)

ท้งั น้ีเพื่อให้กำรขบั เคลื่อนกลไกแก้ไขปญั หำเป็นไปดว้ ยควำมเรียบรอ้ ยศูนยป์ ระสำนงำน
ปฏิบัติกำรที่ 4 กองอำนวยกำรรักษำควำมม่ันคงภำยในรำชอำณำจักรจึงขอให้หน่วยงำนท่ี
รับผดิ ชอบพ้ืนที่และหน่วยงำนทเี่ ก่ยี วขอ้ งเพื่อแกไ้ ขปัญหำโดยยึดถอื ปฏิบตั ิตำมคำสัง่ ของคณะรักษำ
ควำมสงบแหง่ ชำติ (คสช.)โดยเคร่งครัดเพอื่ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชำชนผยู้ ำกไร้ ผทู้ ีม่ ีรำยได้
นอ้ ยและผู้ไรท้ ่ีดินทำกิน ซ่ึงอำจเป็นเงื่อนไขนำไปสู่กำรต่อตำ้ นรัฐบำลได้ อีกท้งั ระบุว่ำในกำร
พิจำรณำว่ำประชำชนรำยใดเป็ นผู้ยำกไร้ผู้ท่ีมีรำยได้น้อยและผู้ไร้ที่ดินทำกินหรือไม่น้ัน
ใหเ้ จำ้ หน้ำที่ 4 ฝ่ำยประกอบไปด้วยฝ่ำยปกครอง ตำรวจ ทหำร (กองกำลงั รกั ษำควำมสงบเรียบรอ้ ย
(กกล.รส.) หรือกองอำนวยกำรรกั ษำควำมมน่ั คงภำยในรำชอำณำจักร (กอ.รมน.)) และเจ้ำหน้ำท่ี
กรมป่ำไมห้ รืออุทยำนแห่งชำติร่วมกันตรวจสอบและคดั กรอง โดยจดั ทำบนั ทึกถอ้ ยคำเป็นเอกสำร
พรอ้ มแนบสำเนำบตั รประชำชนและทะเบยี นบ้ำนไว้ทุกรำย เพ่ือใชป้ ระกอบกำรพิจำรณำและตอ้ ง
ไม่เขำ้ ขำ่ ยเป็นนำยทุนดว้ ย

ซ่ึงหลกั เกณฑก์ ำรพิจำรณำว่ำเป็นนำยทนุ หรือไมน่ ้นั ประกอบไปดว้ ย
1) พ้ืนท่ีบุกรุกต้งั แต่ 25 ไร่ข้ึนไป (ตำมสภำพพ้ืนที่) กรณีตรวจพบพื้นท่ีเกิน 25 ไร่

หำกเป็ นของชำวบ้ำนในท้องถิ่น ต้องอยู่ในเง่ือนไขของมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มิถุนำยน
พทุ ธศกั รำช 2541

2) พ้นื ทอ่ี ำจมขี นำดน้อยกวำ่ 25ไร่ แตม่ รี ูปแบบกำรดำเนินกำรในลกั ษณะกลุ่มทุนจำก
ตำ่ งถิน่ เช่นมีกำรสร้ำงบำ้ นพกั ตำกอำกำศรำคำแพงหรือมีวตั ถุประสงคอ์ ่นื ๆ ได้แก่กำรมุ่งหวงั พืน้ ท่ี
เพ่ือพฒั นำเป็นบ้ำนพกั ตำกอำกำศ โรงแรมหรือรีสอร์ท

3) เป็นเจ้ำของที่ดินหรือสวนยำงพำรำหลำยแปลง
4)เจำ้ ของเป็นนำยทุนต่ำงถนิ่ มำจำ้ งแรงงำนในพ้ืนท่หี รือคนท้องถิ่นให้ดำเนินกำรแทน
5) แปลงทด่ี ินหรือสวนยำงพำรำมีขนำดใหญ่ มีส่ิงปลูกสรำ้ งหรือทีพ่ กั อำศยั และระบบ
กำรจดั กำรทีม่ ีกำรลงทนุ สูงในรูปแบบเชงิ ธุรกจิ

178

6) ผนู้ ำทอ้ งถ่นิ ยนื ยนั ว่ำเจ้ำของเป็นคนตำ่ งถ่นิ และไม่ใช่ผูย้ ำกไร้ ไรท้ ีด่ นิ ทำกนิ
7) กรณีที่เจ้ำของเป็นผูย้ ำกไร้ต่ำงถ่ินต้องได้รับกำรตรวจสอบว่ำเป็ นผู้ยำกไร้จริง
หรือไม่ ท้งั น้จี ำกคำสัง่ และหนังสือเวยี นของศูนย์ประสำนงำนปฏบิ ัติกำรท่ี 4 กองอำนวยกำรรกั ษำ
ควำมมนั่ คงภำยในรำชอำณำจักรน้นั เป็นเพียงกำรชะลอและระงบั ควำมรุนแรงทีอ่ ำจจะเกิดข้นึ จำก
กำรชมุ นมุ ประท้วงของประชำชนและองคก์ รชมุ ชนทไ่ี ด้รับควำมเดือดร้อน
สำหรบั กำรแก้ไขปญั หำควำมขดั แยง้ ดำ้ นท่ีดินและปญั หำกำรบริหำรจัดกำรท่ดี ินในพื้นท่ี
แถบเทือกเขำบรรทดั จังหวดั พทั ลุงท่ีผ่ำนมำน้ันกลับไม่สำมำรถดำเนินกำรตำมแนวทำงและคำสั่ง
ของคณะรักษำควำมสงบแห่งชำติได้ เนอื่ งจำกกำรดำเนินกำรของคณะรกั ษำควำมสงบแห่งชำติน้ัน
เป็นกำรดำเนินกำรเพอ่ื ทวงคืนพ้นื ท่ที ำกินและที่อยู่อำศัยของประชำชนในพ้นื ท่ีป่ำอนุรกั ษ์ด้วยกำร
ร้ือถอนและตดั ฟนั ต้นยำงของประชำชน ซ่งึ เป็นกำรซ้ำเติมปญั หำควำมเดอื ดร้อนให้กบั ประชำชน
ในพืน้ ที่ มไิ ดเ้ ขำ้ มำดำเนินกำรแก้ไขปญั หำใด ๆ ทีน่ ำไปสู่กำรแกไ้ ขปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นที่ดิน
และกำรแกไ้ ขปญั หำจำกกำรบริหำรจัดกำรทด่ี ิน แต่ด้วยพลงั ของภำคประชำชนและเครือข่ำยองค์กร
ชมุ ชนตำ่ ง ๆ ในพน้ื ที่แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พัทลงุ และพื้นที่รอบเทอื กเขำบรรทัดอีก 4
จงั หวดั ทปี่ ระกอบไปด้วยจังหวดั ตรัง จังหวดั นครีธรรมรำช จังหวดั สตลู และจงั หวดั สงขลำ พยำยำม
รวมตวั กันแสดงพลงั เพือ่ เรียกร้องควำมเป็นธรรมและเรียกร้องใหร้ ัฐบำล และคณะรกั ษำควำมสงบ
แหง่ ชำติได้ทบทวนแผนกำรดำเนนิ กำรทวงคืนผืนป่ำจึงทำให้กำรร้ือถอนและตดั ฟนั ตน้ ยำงในพ้นื ท่ี
แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลุงไดร้ บั กำรทบทวนและชะลอไปก่อนกระทงั่ ปัจจุบนั น้ยี ัง
ไม่มีแนวทำงท่ชี ัดเจนเพ่ือดำเนนิ กำรแกไ้ ขปัญหำในพน้ื ท่ีป่ำอนรุ ักษ์พน้ื ทแ่ี ถบเทือกเขำบรรทัดใน
เขตจังหวัดพทั ลุง ซ่งึ แสดงใหเ้ ห็นได้อยำ่ งชัดเจนวำ่ กำรดำเนนิ กำรเพ่ือแก้ไขปัญหำทีด่ ินในพ้ืนท่ปี ่ ำ
อนรุ ักษใ์ นเขตจังหวดั พทั ลงุ อยูต่ ้งั ในเขตรักษำพนั ธ์สุ ตั ว์ป่ ำเขำบรรทดั และเขตอุทยำนแหง่ ชำตเิ ขำปู่
เขำย่ำด้วยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันท่ี 30 มิถุนำยน พุทธศักรำช 2541 เรื่องมำตรกำรและแนว
ทำงแก้ไขปัญหำที่ดินในพ้ืนที่ป่ ำไม้ ระเบียบสำนักนำยกรฐั มนตรีวำ่ ดว้ ยกำรจดั ให้มีโฉนดชุมชน
พุทธศักรำช 2553 และแผนแม่บทแกไ้ ขปัญหำกำรทำลำยทรัพยำกรป่ ำไม้ กำรบุกรุกทีด่ ินของรัฐ
และกำรบริหำรจดั กำรทรพั ยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดลอ้ มอย่ำงยงั่ ยืนของภำครัฐน้ันประสบควำม
ลม้ เหลว ไมส่ ำมำรถนำไปสู่กำรแก้ไขปัญหำที่ดินทำกนิ ให้กบั ประชำชนไดอ้ ย่ำงเป็นรูปธรรมและ
ก่อใหเกดิ ควำมยงั่ ยนื ได้
4.3.3 การแก้ไขปญั หาที่ดนิ ทากินขององค์กรชมุ ชน
สำหรบั กำรแก้ไขปัญหำท่ดี ินทำกินขององคก์ รชุมชนพน้ื ท่ีแถบเทือกเขำบรรทัดในเขต
จังหวดั พทั ลุงน้ัน จำกกำรศึกษำสำมำรถแบ่งได้ออกเป็น 3 สมยั ด้วยกัน อันประกอบไปด้วยกำร

179

รวมตวั เพ่ือกำรต่อสู้กับอำนำจของภำครัฐ กำรต่อต้ำนนโยบำยรัฐและกำหนดจุดยืนขององค์กร
ชุมชนและสร้ำงควำมร่วมมือและเครือข่ำยสภำองคก์ รชุมชน

ก ำ ร แ ก้ ไ ข ก ำร ร ว ม ตัว เพื่ อ ก ำ ร ต่ อ สู้ กั บ เรียก ร้อ งค วำมเป็ น ธรรม
ปัญ หำท่ี ดิน ท ำ อำนำจของภำครัฐ และสิทธิในทด่ี นิ
กินขององค์กร
ชุ ม ช น พ้ื น ท่ี กำรต่อ ต้ำนน โยบำยรัฐแล ะ ไม่ ย อ ม รับ ใ น น โ ย บ ำย รั ฐ
แถ บเทือ ก เข ำ กำหนดจดุ ยนื ขององค์กรชุมชน และเสนอแนวทำงใหม่
บรรทัดในเขต
จั ง ห วัด พั ท ลุ ง สร้ำงควำมร่วมมือและเครือข่ำย รวม เป็ น เค รื อ ข่ ำย ส ภ ำ
สภำองคก์ รชมุ ชน องคก์ รชุมชน

ภำพท่ี 42 : กำรแก้ไขปญั หำทดี่ ินทำกนิ ขององค์กรชุมชนพื้นท่ีแถบเทอื กเขำบรรทดั
ในเขตจังหวดั พทั ลุง

กำรแกไ้ ขปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนท่ีดินและกำรบริหำรจัดกำรที่ดินทำกนิ ในพ้ืนทีแ่ ถบ
เทือกเขำบรรทดั จังหวดั พทั ลุงน้ันเกิดข้ึนหลงั จำกทภ่ี ำคประชำชนกับภำครัฐในพื้นทมี่ ีควำมขัดแยง้
กันโดยมีสำมเหตุมำจำกกำรประกำศพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์ทบั ซ้อนทที่ ำกินและอยู่อำศัยของประชำชน
กำรบุกรุกพื้นท่ปี ่ ำของประชำชน กำรดำเนนิ กำรคุกคำมและจับกุมประชำชนของเจ้ำหน้ำที่ป่ ำไม้
ตลอดจนกำรแก้ไขปัญหำของภำครฐั ท่ีไม่มีประสิทธภิ ำพ แต่ผลกระทบและควำมเดือดรอ้ นน้ันตก
อยทู่ ่ีประชำชน จึงได้รวมตวั กันเป็นองค์กรภำคประชำชนเพื่อดำเนินกิจกรรมในกำรดู แลและ
ปกป้องป่ ำ แต่ไม่สำมำรถนำไปสู่กำรจัดกำรกบั ปัญหำได้ ตอ่ มำจำกกำรร่วมคิดร่วมแก้ไขปัญหำ
ควำมขัดแยง้ ด้ำนที่ดินและกำรบริหำรจดั กำรท่ีดิน กอ่ ใหเ้ กิดแนวคิดเร่ืองกำรบริหำรจัดกำรและ
แกไ้ ขปัญหำโดยชุมชนของประชำชน ซ่งึ มีใจควำมสำคญั วำ่ “ หำกเรำรอคอยที่จะพ่ึงพำภำครฐั อย่ำง
เดียวก็คงไม่ไหวแลว้ วนั น้พี วกเรำจะตอ้ งพ่ึงตนเองก่อนเพอื่ บรรเทำปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนท่ีดิน
และกำรบริหำรจัดกำรทีด่ ินทเ่ี กิดข้นึ ในพืน้ ท่ีไปกอ่ น หำกมุง่ หวงั ควำมช่วยเหลอื จำกภำครัฐเพียงฝ่ำย
เดยี วอกี ต่อไป ปญั หำควำมขัดแยง้ ด้ำนทด่ี ินก็มแี ต่จะทวีควำมรุนแรงมำกข้นึ ” ประชำชนผู้ที่ได้รับ
ควำมเดือดร้อนและควำมทกุ ข์ยำกในกำรดำรงชพี จำกปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนท่ดี ินและกำรบริหำร
จัดกำรท่ดี ินจึงได้ร่วมตัวกันและจัดต้งั เป็นองค์กรชุมชนข้ึนในพื้นที่ของชมุ ชนต่ำง ๆ พ้ืนท่ีแถบ
เทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลงุ

180

1. กำรรวมตวั เพอื่ กำรตอ่ สู้กับอำนำจของภำครัฐ
ก ำรรวมตัวเพื่ อ ก ำรต่อ สู้กับอ ำน ำจข อ งภำค รัฐ ข อ งประชำชน ใน พ้ืน ที่แถ บ เทือ ก เข ำ
บรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลงุ เริ่มเกิดข้ึนหลังจำกกำรมีกำรยกระดับจำกป่ ำสงวนป่ ำเขำบรรทดั ใน
ท้องทต่ี ำบลบ้ำนนำ ตำบลกงหรำ ตำบลคลองเฉลิม อำเภอเมืองพทั ลุง ตำบลตะโหมด อำเภอเขำไชย
สน ตำบลป่ ำบอน อำเภอปำกพะยูน จังหวัดพัทลุงเดิมเป็นเขตรักษำพนั ธส์ุ ัตว์ป่ ำเขำบรรทัดในปี
พุทธศกั รำช 2518 และกำหนดให้ป่ำเทอื กเขำบรรทดั ในท้องที่ตำบลตะแพน ตำบลเขำป่แู ละตำบล
เกำะเต่ำ อำเภอควนขนนุ ตำบลบำ้ นนำ ตำบลโคกชงำย อำเภอเมอื งพทั ลงุ จังหวดั พทั ลงุ เป็นอทุ ยำน
แห่งชำติเขำปู่เขำย่ำในปี พทุ ธศกั รำช 2525 น้ันไม่มีกำรลงพื้นทเี่ พ่ือสำรวจเขตแนวและกำหนดเขต
แนวใหม่ อีกท้ังยงั ยึดถือแนวเขตของป่ ำสงวนเดิมซ่งึ เป็นแนวเขตท่ีมคี วำมผิดพลำด ส่งผลให้เกิด
กำรทับซ้อนกับที่ทำกินและอยู่อำศยั เดิมของประชำชน ส่งผลให้ประชำชนในพ้ืนท่ีกลบั ถูกละเมิด
สิทธ์ิท่ีไม่สำมำรถดำเนินชีวติ ไดต้ ำมวิถี พรอ้ มท้งั ภำครัฐก็ไม่ยอมรับและแก้ไขควำมผิดพลำดของ
กำรประกำศเขตพน้ื ท่ีและกลับมองว่ำประชำชนและชุมชนที่อยู่เดิมกอ่ นมีกำรประกำศเขตรกั ษำ
พันธ์สัตว์ป่ ำเขำบรรทัดและอุทยำนแห่งชำติเขำปู่เขำย่ำน้ันเป็นผู้บุกรุกป่ ำ เป็นกลุ่มคนละเมิด
กฎหมำย ในส่วนของประชำชนกม็ องวำ่ กลุ่มตนและชมุ ชนน้ันไม่ได้รบั ควำมเป็นธรรมจำกกำรเข้ำ
มำดำเนินกำรบริหำรจัดกำรท่ีดนิ ของภำครฐั ด้วยกำรยกระดบั ป่ำสงวนพนื้ ที่แถบเทือกเขำบรรทดั ใน
เขตจงั หวดั พทั ลงุ บำงส่วนเป็นเขตรกั ษำพันธุส์ ตั วป์ ่ำเขำบรรทดั ในปีพุทธศกั รำช 2518 และบำงสวน
เป็นอุทยำนแห่งชำติเขำปู่เขำย่ำในปี พุทธศักรำช 2525 อีกท้ังภำครัฐน้ันเป็นผูท้ ่ีละเมิดสิทธ์ิของ
ประชำชน ภำครัฐเป็นผูเ้ อำเปรียบประชำชน ซ่ึงประชำชนน้ันไม่ยอมรับว่ำเป็นผบู้ ุกรุกป่ ำ เป็นผู้
ละเมิดกฎหมำย แต่กำรบังคบั ใช้กฎหมำยซ่ึงเป็ นเครื่องมือของภำครัฐต่ำงหำกเป็นฝ่ ำยบุกรุก
ประชำชน เอำเปรียบประชำชนและรังแกประชำชน เน่ืองจำกประชำชนในพ้ืนท่ีแถบเทือกเขำ
บรรทดั ในเขตจังหวัดพทั ลุงได้บุกเบิกแผว้ ถำงพื้นที่ป่ ำเพ่ือทำกินและอยู่อำศยั พร้อมท้ังได้กอ่ ต้งั
ชุมชนมำกอ่ นและมีกำรครอบครองพ้ืนที่เพื่อที่ทำกินและอยู่อำศยั กนั มำหลำยชว่ั อำยุคน โดยถือว่ำ
เป็นผมู้ ีสิทธใิ นฐำนะของผทู้ ำกนิ และครอบครองมำก่อนท่รี ัฐจะกำหนดกฎหมำยมำควบคมุ พนื้ ท่ี จึง
ก่อให้เกิดควำมขดั แย้งด้ำนท่ีดินและควำมขัดแย้งต่อกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินระหว่ำงภำครัฐกับ
ประชำชนและได้ทวีควำมรุนแรงเพิ่มข้ึนเร่ือยมำ เนื่องจำกภำคประชำชนน้ันได้รวมตวั กันเพื่อ
ประท้วงและต่อรองกับอำนำจรัฐในกำรจัดกำรและแก้ไขปัญหำที่ดินทำกินและอยู่อำศยั ด้วย
กระบวนกำรของประชำชนเพอ่ื ทวงสิทธอิ นั ชอบธรรมท่ไี ด้อยู่อำศยั และทำกินมำก่อนทีภ่ ำครัฐจะ
เขำ้ มำดำเนินกำรกำนหดให้เป็นพ้ืนท่ีป่ำสงวนและป่ ำอนุรกั ษ์ในเวลำต่อมำ แต่กำรดำเนินกำรของ
ภำคประชำชนเพื่อทวงสิทธิอนั ชอบธรรมน้นั ก็ไมเ่ ป็นผล เนื่องจำกภำครัฐมุ่งบงั คับใช้กฎหมำยเพ่ือ
แก้ไขปัญหำควำมขดั แยง้ และปญั หำจำกกำรบริหำรจัดกำรท่ดี ินของภำครฐั ทไี่ ดท้ บั ซ้อนกบั ที่ดินทำ

181

กินและอยู่อำศัยของประชำชน จงึ ก่อให้เกิดกำรต่อสู้เพ่ือเรียกร้องควำมเป็นและห้ำงถึงสิทธอิ นั ชอบ
ธรรมระหวำ่ งภำคประชำชนกบั ภำครฐั

2. กำรตอ่ ต้ำนนโยบำยรฐั และกำหนดจุดยืน
จำกปญั หำควำมขัดแยง้ ดำ้ นที่ดินและกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินท่เี กิดข้นึ ระหว่ำงภำครัฐกับ
ภำคประชำชนในพ้นื ทปี่ ่ำอนรุ กั ษ์พ้นื ท่แี ถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลุง รัฐบำลในขณะน้ัน
ได้มีมตคิ ณะรฐั มนตรีเมื่อวนั ที่ 30 มถิ นุ ำยน พุทธศกั รำช 2541 เร่ืองกำรแก้ไขปัญหำที่ดนิ ในพื้นท่ีป่ ำ
ไม้ โดยในพ้ืนที่แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวัดพัทลงุ ก็เป็นพนื้ ที่เป้ำหมำยที่จะต้องไดร้ ับกำร
แก้ไขตำมมตดิ งั กล่ำว แต่จำกกำรดำเนินกำรตำมมตคิ ณะรฐั มนตรีเมอื่ วนั ที่ 30 มิถุนำยน พทุ ธศกั รำช
2541 เร่ืองกำรแก้ไขปัญหำที่ดินในพื้นที่ป่ำไมน้ ้ันกลบั ก่อให้เกิดควำมขดั แย้งด้ำนที่ดินและกำร
บริหำรจัดกำรที่ดินในพ้ืนที่เพ่ิมมำกข้ึน เมื่อเจำ้ หนำ้ ทปี่ ่ ำไม้ของเขตรักษำพนั ธ์สัตว์ป่ ำเขำบรรทัด
และอุทยำนแห่งชำตเิ ขำป่เู ขำย่ำได้เขำ้ มำปฏิบัติหนำ้ ที่ตำมนโยบำยในกำรแก้ไขปัญหำที่ดินในพ้นื ท่ี
ป่ำไม้โดยไมส่ นใจและใหค้ วำมสำคัญกับขอ้ เรียกร้องและขอ้ คดั ค้ำนของภำคประชำชนและมุ่งแต่
ปฏิบัติตำมข้อบังคับและระเบียบตำมหลักกำรของมติกำรแก้ไขปัญหำที่ดินในพ้ืนที่ป่ ำไม้
ประชำชนในพื้นท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวัดพทั ลุงจึงไดร้ วมตวั กนั เรียกร้อง
ควำมชอบธรรมและควำมเป็นธรรมในสังคม จำกกำรมองว่ำกลุ่มตนน้นั ได้ครอบครองทำกนิ และอยู่
อำศยั กันมำหลำยช่ัวอำยุคน จงึ จะต้องทำกินต่อไปเพ่ือกำรดำรงชีพโดยดำเนินกำรทำกำรขอทุน
สงเครำะห์ในกำรทำสวนยำงและโค่นต้นลม้ ยำงแล้วปลูกใหม่ได้ตำมปกติ แต่เม่ือมีกำรโค่นล้ม
ยำงพำรำในพ้ืนที่ทีไ่ ม่มเี อกสำรสิทธ์ทิ ่รี บั รองตำมประมวลกฎหมำยท่ดี ินก็ถอื ว่ำเป็นกำรบกุ รุกพนื้ ที่
ป่ำของรฐั เจ้ำหน้ำทีป่ ่ำไมข้ องเขตรักษำพนั ธ์สตั ว์ป่ ำเขำบรรทดั และอุทยำนแห่งชำติเขำป่เู ขำยำ่ จงึ เข้ำ
มำจบั กุมและตรวจยึดท่ดี นิ ไม่ให้ทำกินแลว้ กป็ ลูกป่ำในพนื้ ทท่ี ดแทน แต่อยำ่ งไรกต็ ำมเพ่ือควำมอยู่
รอดแล ะเพ่ื อให้ส ำม ำรถดำรงชีพ ตำมวิถีข องชำวสว นยำงได้ตำม ปกติน้ั นส่ งผลให้ ประชำช น
บำงส่วนต้องจ่ำยเงินหรือตดิ สินบนในรูปแบบตำ่ ง ๆ ให้กบั เจ้ำหน้ำท่ปี ่ ำไม้ของเขตรักษำพนั ธ์สัตว์
ป่ำเขำบรรทดั และอุทยำนแหง่ ชำติเขำปู่เขำย่ำเพ่อื ใหส้ ำมำรถทจี่ ะโคน่ ลม้ ยำงท่ีหมดสภำพและปลูก
ยำงใหม่ข้นึ ทดแทนได้ เพ่ือแก้ไขปัญหำและเรียกรอ้ งควำมเป็นธรรมจำกภำครฐั ประชำชนจึงได้
รวมตวั กนั จัดต้งั เป็นองค์กรภำคประชำชนในชุมชนต่ำง ๆ ข้ึนทวั่ พ้ืนทแี่ ถบเทือกเขำบรรทดั ในเขต
จงั หวดั พัทลุงและจงั หวดั รอบภมู ินเิ วศน์เทือกเขำบรรทัดในเขตจังหวัดตรัง จงั หวดั นครีธรรมรำช
จังหวดั สตูลและจงั หวดั สงขลำเพอ่ื เป็นกำรรวมพลังของภำคประชำชนเพ่ือแกไ้ ขปญั หำควำมขดั แยง้
ด้ำนที่ดินทำกินจำกกำรเขำ้ มำบริหำรจัดกำรที่ดนิ ของภำครัฐ เรียกรอ้ งควำมเป็นธรรมถึงสิทธิของ
กำรครอบครองที่ดนิ ต่อต้ำนกำรจับกุมและทำลำยร้ือถอนทรัพยส์ ินจำกเจ้ำหน้ำที่ของป่ ำไมข้ อง
พ้ืนท่ีแถบเทอื กเขำบรรทดั ในเขตจังหวัดพัทลงุ อกี ท้งั ยังมีกำรเรียกร้องควำมเป็นธรรมและคดั คำ้ น

182

กำรดำเนินนโยบำยกำรแก้ไขปัญหำด้ำนที่ดินในเขตป่ ำไมข้ องภำครฐั เนือ่ งจำกกำรแก้ไขปัญหำ
ควำมขดั แยง้ ด้ำนท่ีดนิ ที่เกิดข้นึ ในพ้ืนที่น้นั นโยบำยเร่ืองกำรแก้ไขปัญหำที่ดินในพ้ืนทป่ี ่ ำไม้ไม่
สำมำรถดำเนินแก้ไขปัญหำที่เป็นรูปธรรมได้และก่อให้เกิดกำรเพม่ิ ปัญหำและเพิ่มควำมขดั แย้ง
ระหว่ำงภำครฐั กับประชำชนชนมำกย่ิงข้ึน ตลอดจนประชำชนมองว่ำเป็นนโยบำยท่ีเกิดจำกกำร
กำหนดจำกมุมมองของภำครัฐเพียงฝ่ ำยเดียวขำดกำรมีส่วนร่วมจำกภำคประชำชน อีกท้งั ไม่
สอดคลอ้ งกับสภำพควำมเป็นจริงและเหมำะสมกับพื้นทีแ่ ถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลุง
ส่งผลให้ประชำชนและองค์กรภำคประชำชนในพ้ืนที่พ้ืนทีแ่ ถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั
พทั ลุงไม่ยอมรับหลักกำรของกำรแก้ไขปัญหำควำมขัดแยง้ ด้ำนท่ีดินตำมมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ
วนั ที่ 30 มิถุนำยน พุทธศกั รำช 2541

และในเวลำต่อมำได้ยกระดับข้นึ เป็นเครือข่ำยองค์กรชมุ ชนรกั ษเ์ ทือกเขำบรรทดั ข้นึ เม่ือ
วนั ที่ 14 พฤษภำคม พุทธศักรำช 2543 ข้นึ โดยมเี ป้ำหมำยเพอื่ สร้ำง “อธปิ ไตยชุมชน” หรือชุมชนมี
อำนำจในกำรกำหนดวิถีของตนเอง โดยสำมำรถพิทกั ษ์พน้ื ท่ีชุมชน สิทธิดินทำกินและที่อยอู่ ำศยั
พิทักษ์สิทธิของเกษตรกร สิทธิชุมชน ในกำรฟ้ื นฟูและพัฒนำภูมิปัญญ ำท้องถิ่น ประเพณี
ศิลปวฒั นธรรมที่ดีงำม รวมท้งั กำรจดั กำรและใชป้ ระโยชน์จำกทรพั ยำกรธรรมชำติอยำ่ งสมดุลและ
ยงั่ ยืน มีอธิปไตยทำงอำหำร เพื่อพิทกั ษศ์ กั ด์ิศรีและคุณค่ำของควำมเป็นมนุษย์ ตลอดจนสำมำรถ
เล้ยี งชุมชนและสังคม ร่วมกำหนดนโยบำย แผนพฒั นำ โครงกำรพัฒนำของภำครฐั และกฎหมำย
ตำ่ ง ๆ โดยอยูบ่ นพนื้ ฐำนกำรเคำรพสิทธิชุมชนตำมรัฐธรรมนูญและสำมำรถร่วมพฒั นำองค์กรภำค
ประชำชนใหส้ ำมำรถกำหนดอนำคตตนเอง นำไปสู่เกิดกำรต่อตำ้ นและคดั คำ้ นกำรดำเนนิ กำรแกไ้ ข
ปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นทดี่ นิ และกำรบริหำรจดั กำรทด่ี ินดว้ ยมตคิ ณะรฐั มนตรีเมือ่ วนั ที่ 30 มิถนุ ำยน
พทุ ธศกั รำช 2541 เร่ืองกำรแกไ้ ขปัญหำควำมขัดแย้งดำ้ นท่ีดินในพนื้ ที่ป่ำไมเ้ พรำะเช่ือในเร่ืองของ
ชมุ ชนทอ้ งถ่นิ จัดกำรตนเอง อีกท้ังมองวำ่ กำรดำเนินกำรของภำครัฐน้ันเอำเปรียบประชำชน ซ่ึง
เครือข่ำยองค์กรชุมชนรักษ์เทือกเขำบรรทัดน้ันมองวำ่ ในกำรแก้ไขปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นท่ีดิน
และกำรบริหำรจัดกำรที่ดินน้ันจำเป็นอย่ำงย่งิ ท่ีประชำชนในชุมร่วมกนั เป็นองค์กรชุมชน แลว้
กำหน ด ระเบียบก ติก ำข้ึน ใ ช้ใ น ชุมชน ใน ล ักษณ ะข อ งก ำรทำประชำค มประชำชน ใ น ชุมชน เพื่ อ
ร่วมกันคิดและกำหนดแนวทำงร่วมกันและยงั มองวำ่ ในกำรบริหำรทรัพยำกรธรรมชำติและแก้ไข
ปญั หำท่เี กดิ ข้ึนในชมุ ชน ชุมชนน้นั แหละเป็นองค์กรท่ีสำคญั ในกำรขบั เคลื่อนและดำเนินกำรแก้ไข
ปญั หำ กำหนดแนวทำงและกตกิ ำของชมุ ชนร่วมกันผ่ำนกระบวนกำรของชมุ ชนจงึ จะสำมำรถแก้ไข
ปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นทดี่ ินและกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินท้งั ในพืน้ ทแ่ี ถบเทอื กเขำบรรทดั จังหวดั ตรัง
และในพ้นื ท่ีอน่ื ๆ ทมี่ ปี ญั หำควำมขดั แยง้ ด้ำนทีด่ ินและกำรบริหำรจดั กำรทีด่ ินได้ จำกกำรก่อต้งั ของ
เครือขำ่ ยองค์กรชมุ ชนรกั ษเ์ ทือกเขำบรรทดั น้นั นำไปสู่กำรดำเนินกำรและแกไ้ ขปัญหำควำมขดั แย้ง

183

ด้ำนทีด่ นิ และกำรบริหำรจัดกำรทดี่ ินบนพ้ืนฐำนของสิทธ์อิ นั ชอบธรรมในฐำนะทเ่ี ป็นผคู้ รอบครอง
และอยู่อำศยั มำก่อน พรอ้ มท้งั เป็นกลไกในกำรเรียกร้องแลทวงควำมชอบธรรมของควำมผิดพลำด
ในกำรดำเนนิ งำนของภำครัฐและกำรเขำ้ มำคุกคำม รังแกประชำชนจำกกำรปฏิบตั ิหน้ำท่ีซ่งึ เกิดกว่ำ
เหตุของเจ้ำหน้ำที่ของรฐั ตลอดจนเป็นหนว่ ยประสำนควำมร่วมมือในดำ้ นต่ำง ๆ เพ่ือแก้ไขปัญหำ
เกี่ยวกบั ทด่ี ินและพฒั นำไปสู่ด้ำนตำ่ ง ๆ

ซ่งึ แสดงใหเ้ ห็นได้อยำ่ งชดั เจนวำ่ เครือข่ำยองค์กรชมุ ชนรกั ษเ์ ทอื กเขำบรรทดั น้ันเขำ้ มำมี
บทบำทในกำรแก้ไขปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนทด่ี ินและกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินในพ้ืนทแี่ ถบเทือกเขำ
บรรทดั จังหวัดพทั ลุง ด้วยแนวคิดของภำคประชำชนในกำรรวมตัวเป็นองค์ชุมชนและสร้ำง
เครือขำ่ ยองค์กรชมุ ชนเพ่อื ร่วมกำหนดแนวทำงของปญั หำ ตลอดจนกำหนดแนวทำงในกำรบริหำร
จดั กำรและแก้ไขปญั หำทีด่ ินทำกินและอยอู่ ำศยั ด้วยกระบวนกำรของชมุ ชนตำมสิทธอิ นั ชอบธรรม
ของประชำชนในชมุ ชน ซ่งึ ได้ทำกินและอย่อู ำศยั มำกอ่ นทภ่ี ำครัฐจะประกำศให้เป็นพน้ื ที่ป่ำอนุรกั ษ์
และเป็นกำรรวมพลังของประชำชนในกำรเรียกรอ้ งควำมเป็นธรรมและป้องกันกำรเขำ้ มำคุกคำม
ของเจ้ำหน้ำที่ป่ำไมใ้ นกำรจับกมุ และเรียกสินบน่ ประชำชน ตลอดจนดำเนินกำรต่อตำ้ นและคดั คำ้ น
ก ำรดำเนิน งำน ข อ งภำค รั ฐที่อ ำจจะส่ งผ ล ก ระ ทบต่ อ ป ระชำชน ใน พื้น ที่แถ บเทือ ก เข ำบ รรทัด
จงั หวดั พทั ลุงและพื้นที่ภูมนิ ิเวศน์รอบเทือกเขำบรรทัดอีก 4 จังหวัดท่ีประกอบไปด้วยจังหวดั ตรัง
จงั หวดั นครีธรรมรำช จงั หวดั สตูลและจังหวดั สงขลำ

3. สรำ้ งควำมร่วมมอื และเครือข่ำยสภำองค์กรชมุ ชน
จำกกำรดำเนนิ กำรขององค์กรภำคประชำชนสู่กำรเป็นองคก์ รชุมชนและเครือข่ำยองคก์ ร
ชุมชนรักษ์เทือกเขำบรรทดั ของประชำชนพ้ืนท่ีแถบเทอื กเขำบรรทัดจังหวดั พทั ลงุ และพ้ืนท่ีภูมิ
นิเวศน์รอบเทือกเขำบรรทัดอีก 4 จังหวดั ที่ประกอบไปด้วยจังหวัดตรัง จังหวัดนครีธรรมรำช
จังหวัดสตูลและจงั หวัดสงขลำเพื่อดำเนินกำรแก้ไขปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนที่ดินและกำรบริหำร
จัดกำรท่ีดินทำกินให้กับประชำชนในพื้นที่ ซ่ึงไม่เป็นสำมำรถนำไปสู่กำรแก้ไขปัญหำได้อย่ำงเป็น
รูปธรรมและนำไปสู่ควำมยง่ั ยืนได้ ประกอบกบั องคก์ รไมม่ ีสถำนะทำงกฎหมำยรองรับ กระท้งั ปี
พุทธศกั รำช 2551 องค์กรชุมชนพื้นท่ีแถบเทือกเขำบรรทัดจงั หวัดพัทลุงและพื้นที่ภูมินิเวศน์รอบ
เทือกเขำบรรทัดอกี 4 จังหวดั ท่ีประกอบไปด้วยจังหวดั ตรงั จังหวดั นครีธรรมรำช จังหวดั สตูลและ
จงั หวดั สงขลำได้ยกระดับองค์กรชุมชนเป็นสภำองค์กรชุมชนตำบลตำมพระรำชบญั ญตั ิสภำองค์กร
ชมุ ชน พุทธศกั รำช 2551 โดยมีภำรกิจ

1) ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมำชิกองค์กรชุมชนอนรุ ักษ์หรือฟื้ นฟูจำรีตประเพณี
ภูมิปัญญำทอ้ งถิน่ ศิลปะหรือวฒั นธรรมอนั ดขี องชมุ ชนและของชำติ

184

2) ส่งเสริมและสนับสนนุ ให้สมำชิกองค์กรชุมชนร่วมมือกบั องคก์ รปกครองส่วน
ท้อ งถิ่น แล ะหน่วยงำน ขอ งรัฐใน กำรจัดก ำร กำรบำรุงรัก ษำแล ะกำรใช้ประโยชน์จำก
ทรพั ยำกรธรรมชำตทิ จ่ี ะเป็นประโยชนต์ ่อชุมชนและประเทศชำติอย่ำงยงั่ ยนื

3) เผยแพร่และให้ควำมรู้ควำมเขำ้ ใจแกส่ มำชิกองคก์ รชมุ ชน รวมตลอดท้งั กำรร่วมมือ
กันในกำรคุม้ ครองคณุ ภำพสิ่งแวดลอ้ มอยำ่ งสมดลุ และยงั่ ยนื

4) เสนอแนะปัญหำและแนวทำงแก้ไขและกำรพฒั นำต่อองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่น
เพอ่ื นำไปประกอบกำรพจิ ำรณำในกำรจัดทำแผนพฒั นำองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิน่

5) เสนอแนะปัญหำและแนวทำงแก้ไข หรือควำมต้องกำรของประชำชนอันเก่ียวกับ
กำรจัดทำบริกำรสำธำรณะของหน่วยงำนของรฐั หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

6) จัดให้มีเวทีกำรปรึกษำหำรือกันของประชำชนเพ่ือส่งเสริมกำรมีส่วนร่วมของ
ประชำชนในกำรให้ควำมคดิ เห็นตอ่ กำรดำเนินโครงกำรหรือกิจกรรมขององค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถ่ินหรือหน่วยงำนของรัฐหรือเอกชนทม่ี ผี ลหรืออำจกอ่ ใหเ้ กดิ ผลกระทบต่อคณุ ภำพสิ่งแวดลอ้ ม
หรือทรัพยำกรธรรมชำติ สุขภำพอนำมยั คณุ ภำพชวี ติ ของประชำชนในชมุ ชน ท้งั น้ีองคก์ รปกครอง
ส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงำนของรัฐซ่ึงเป็นผดู้ ำเนินกำรหรือเป็นผูอ้ นุญำตใหภ้ ำคเอกชนดำเนินกำร
ตอ้ งนำควำมเห็นดงั กล่ำวมำประกอบกำรพิจำรณำดว้ ย

7) ส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรชุมชนในตำบลเกิดควำมเข้มแข็งและสมำชิก
องค์กรชมุ ชน รวมตลอดท้งั ประชำชนทว่ั ไปในตำบลสำมำรถพ่งึ พำตนเองไดอ้ ย่ำงยงั่ ยนื

8) ประสำนและร่วมมือกบั สภำองคก์ รชมุ ชนตำบลอ่นื
9) รำยงำนปัญหำและผลท่ีเกิดข้ึนในตำบลอนั เน่ืองจำกกำรดำเนินงำนใด ๆ ของ
องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิน่ หรือหนว่ ยงำนของรัฐ โดยรำยงำนต่อองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่นและ
หนว่ ยงำนของรฐั ที่เกย่ี วขอ้ ง
10) วำงกติกำในกำรดำเนินกิจกำรของสภำองคก์ รชุมชนตำบล
11) จดั ทำรำยงำนประจำปี ของสภำองค์กรชมุ ชนตำบล รวมถงึ สถำนกำรณ์ดำ้ นตำ่ ง ๆ
ทเี่ กดิ ข้ึนในตำบล เพือ่ เผยแพร่ประชำสัมพนั ธ์ใหป้ ระชำชนทวั่ ไปทรำบ
12) เสนอรำยช่ือผูแ้ ทนสภำองค์กรชมุ ชนตำบลเพ่ือไปร่วมประชุมในระดบั จังหวดั
ของสภำองค์กรชมุ ชนตำบล จำนวนสองคน
ซ่ึงกำรจัดต้งั สภำองคก์ รชุมชนตำบลน้ันถือเป็นกำรจดแจง้ กำรจัดต้งั องคก์ รท่ีมีกฎหมำย
รองรับเพือ่ แก้ไขปัญหำควำมขัดแยง้ ดำ้ นที่ดินและกำรบริหำรจัดกำรท่ดี นิ ใหก้ ับประชำชนในพ้ืนท่ี
อกี ท้ังเพ่ือเป็นช่องทำงในกำรรับกำรสนับสนุนงบประมำณในกำรขบั เคล่ือนและแกไ้ ขปัญหำของ
ชุมชนตำมเหตผุ ลของกำรประกำศดว้ ยชมุ ชนเป็นสงั คมฐำนรำกที่มคี วำมสำคญั ทำงประวตั ิศำสตร์ มี

185

วถิ ีชีวิต วัฒนธรรมแตกต่ำงหลำกหลำยตำมภูมินิเวศ กำรพัฒนำประเทศท่ีผ่ำนมำก่อให้เกิดกำร
เปลี่ยนแปลง ท้ังทำงสังคม เศรษฐกจิ และกำรเมอื งอยำ่ งรวดเร็ว ส่งผลให้ชมุ ชนอ่อนแอประสบ
ปญั หำควำมยำกจน เกิดปัญหำสังคมมำกข้ึน ทรัพยำกรและสิ่งแวดลอ้ มของชุมชนถูกทำลำยจน
เสื่อมโทรมเพอื่ ให้ชมุ ชนมีควำมเขม้ แขง็ สำมำรถจดั กำรตนเองได้อย่ำงยง่ั ยนื รวมท้งั มีบทบำทสำคัญ
ในกำรพัฒนำประเทศ กำรสร้ำงระบอบประชำธปิ ไตย และระบบธรรมำภิบำลซ่ึงรัฐธรรมนูญแห่ง
รำชอำณำจักรไทยได้บญั ญตั ิรับรองสิทธิชุมชนและประชำชนให้มบี ทบำทสำคญั ในกำรพฒั นำ
ท้องถ่ินตำมควำมหลำกหลำยของวิถีชีวิต วัฒนธรรมและภูมิปัญญำของทอ้ งถ่ิน จึงเห็นสมควร
ส่งเสริมและสนับสนุนใหช้ ุมชนและประชำชนได้เขำ้ มำมีส่วนร่วมในกำรพฒั นำประเทศได้อย่ำงมี
ประสิทธภิ ำพพระรำชบญั ญตั สิ ภำองค์กรชุมชนพทุ ธศกั รำช 2551

ประกอบกับมุ่งดำเนินภำรกิจของสภำองค์กรชุมชนตำบลตำมมำตรำที่ 21 ซ่ึงให้สภำ
องค์กรชุมชนตำบล (1) ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมำชิกองค์กรชุมชนอนุรักษ์หรือฟ้ื นฟูจำรีต
ประเพณี ภูมิปญั ญำท้องถ่ิน ศิลปะหรือวฒั นธรรมอนั ดีของชุมชนและของชำติ (2) ส่งเสริมและ
สนับสนนุ ให้สมำชกิ องค์กรชุมชนร่วมมือกบั องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ินและหน่วยงำนของรฐั ใน
กำรจัดกำร กำรบำรุงรักษำ และกำรใช้ประโยชน์จำกทรัพยำกรธรรมชำติที่จะเป็นประโยชน์ต่อ
ชมุ ชนและประเทศชำติอย่ำงยงั่ ยืน (3) เผยแพร่และให้ควำมรูค้ วำมเขำ้ ใจแก่สมำชิกองค์กรชุมชน
รวมตลอดท้ังกำรร่วมมือกันในกำรคุ้มครองคุณภำพสิ่งแวดล้อมอย่ำงสมดุลและยั่งยืน และ
(4) เสนอแนะปัญหำและแนวทำงแกไ้ ขและกำรพัฒนำต่อองคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อนำไป
ประกอบกำรพิจำรณำในกำรจัดทำแผนพฒั นำองคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่นเพ่ือเป็นแนวทำงในกำร
ดำเนนิ งำนและแกไ้ ขปญั หำกำรบริหำรจดั กำรที่ดนิ และปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นทดี่ นิ ของสภำองค์กร
ชมุ ชนตำบล

กำรจดแจ้งเป็ นสภำองค์กรชุมชนตำบลขององค์กรชุมชน พ้ืนที่แถบเทือกเขำบรรทัด
จังหวดั พทั ลุงและพื้นท่ภี ูมินิเวศนร์ อบเทือกเขำบรรทดั อีก 4 จงั หวดั ท่ีประกอบไปดว้ ยจังหวดั ตรัง
จังหวัดนครีธรรมรำช จังหวัดสตูลและจังหวัดสงขลำน้ัน ก็มีจุดมุ่งหมำยเพื่อแก้ไขปัญหำควำม
ขดั แยง้ ในกำรบริหำรจัดกำรที่ดินและควำมขัดแยง้ ด้ำนที่ดนิ ในพ้ืนท่ีตำมภำรกจิ ของสภำองค์กร
ชุมชนตำบลในกำรรองรับกำรส่งเสริมกิจกำรของสภำองค์กรชุมชนตำบลสถำบันพฒั นำองค์กร
ชุมชน (องค์กำรมหำชน) เพ่ือรับกำรอุดหนุนค่ำใช้จำ่ ยในกำรดำเนนิ กำรจดั ประชุมในระดับชำติ
ระดับจังหวดั และระดับตำบลของสภำองค์กรชุมชนตำบลเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป ดำเนินกำร
ประสำนและดำเนนิ กำรให้มกี ำรจัดต้งั และดำเนนิ กำรของสภำองค์กรชุมชนตำบลรวมท้งั เผยแพร่
และประชำสัมพนั ธ์กจิ กำรเกีย่ วกับสภำองคก์ รชมุ ชนตำบลและผลกำรประชมุ ของกำรประชุมระดับ
จังหวดั และระดบั ชำตขิ องสภำองคก์ รชมุ ชนตำบล รวบรวมขอ้ มูล ศกึ ษำ วิจัยและพฒั นำเก่ียวกบั งำน

186

ของสภำองค์กรชุมชนตำบล ประสำนและร่วมมือกบั รำชกำรส่วนกลำง รำชกำรส่วนภูมภิ ำค องคก์ ร
ปกครองส่วนท้องถนิ่ หรือหน่วยงำนของรัฐท่ีเกยี่ วขอ้ ง ในกำรแกไ้ ขปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนท่ดี ิน
และกำรบริหำรจัดกำรที่ดินในพ้นื ที่ ท้งั น้ีกำรขบั เคลอื่ นแนวทำงและวธิ ีกำรแก้ไขปญั หำกำรบริหำร
จัดกำรท่ีดินและควำมขดั แยง้ ด้ำนท่ีดินของเครือข่ำยองค์กรชุมชนรักษ์เทือก เขำบรรทัดน้ัน ได้
ปรับเปล่ยี นไปสู่กำรดำเนนิ กำรร่วมกับสถำบนั พฒั นำองค์กรชุมชน (องคก์ ำรมหำชน) และองค์กร
ปกครองส่วนท้องถนิ่

กระท้ังในปี พุทธศักรำช 2559 องค์กรเครือข่ำยชุมชนรักษ์เทือกเขำบรรทัด สภำองค์กร
ชมุ ชนและประชำชนในพ้ืนแถบเทือกเขำบรรทัดในเขตจังหวดั พทั ลุงจังหวดั ตรัง จังหวดั นครีธรรมรำช
จังหวดั สตูลและจังหวดั สงขลำ ไดร้ ่วมกับเครือข่ำยแก้ไขปญั หำทด่ี ินทำกินและทอ่ี ยอู่ ำศยั ชนบทภำคใต้
ร่วมกันศึกษำแนวทำงในกำรจัดกำรสิทธิในที่ดินทำกินให้กับประชำชนในพื้นที่ป่ ำอนรุ ักษ์ โดยเฉพำะ
ในพ้ืนที่แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พัทลงุ จึงได้เสนอแนวทำงในกำรบริกำรจัดกำรที่ดินทำกิน
และกำรจดั กำรในเรื่องของสิทธใิ นทีด่ ินทำกินดว้ ยกำรรบั รองขอ้ มูลในกำรทำกนิ ในที่ดินเดิม ด้วยกำรใช้
พื้นท่เี ป็นตัวต้งั ให้ชมุ ชนเป็นแกนหลกั ในกำรบริหำรจัดกำรทำงำนร่วมกบั องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่น
ในกำรวำงแผนพัฒนำพ้ืนท่ีทุกมิติและผังชีวิตชุมชน พร้อมท้ังดำเนินกำรพัฒนำพื้นท่ีรูปธรรมท่ี
ประกอบไปด้วย

1.กำรจัดทำขอ้ มูลผูเ้ ดือนร้อน แผนท่ีทำมือ สืบค้นประวัติกำรถือครองรำยแปลงและ
ชุมชน ทำขอ้ มูล GIS รำยแปลง ลงในแผนที่ 1 : 4000

2.กำรจำแนกแนวเขตพ้ืนท่ีชุมชน พ้ืนที่ป่ ำ จำแนกประเด็นปัญหำที่ดินทบั ซ้อน ลงใน
แผนท่ี 1 : 4000

3.ดำเนินกำรจัดทำกติกำของชุมชน ในกำรดูแลรักษำพ้ืนที่ป่ ำ กำรใช้ประโยชน์ที่ดิน
เสนอเป็นขอ้ บังคับของสภำองค์กรชุมชนและพัฒนำเป็นขอ้ บัญญัติท้องถ่ิน/เทศบญั ญตั ิทอ้ งถิ่นวำ่ ด้วย
เร่ืองกำรจดั กำรทรพั ยำกร ดนิ น้ำ ป่ำและส่ิงแวดลอ้ ม และพฒั นำระบบกองทุนทีด่ ินและทอ่ี ย่อู ำศยั

4.รับรองข้อมูลกำรทำกินในท่ีดินเดิม ผ่ำนเวทีผู้เดือดร้อน สภำองค์กรชุมชน องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น และออกหนังสือรับรองข้อมูลรำยชุมชนรำยแปลง แต่แนวทำงในกำรบริกำร
จดั กำรที่ดินทำกนิ และกำรจดั กำรในเรื่องของสิทธิในที่ดินทำกินด้วยกำรรับรองข้อมูลในกำรทำกินใน
ทดี่ ินเดิมน้ันก็ไม่ไดร้ ับกำรตอบสนองต่อหน่วยงำนของภำครฐั จึงไม่สำมำรถนำไปสู่กำรแก้ไขปัญหำ
ควำมขดั แยง้ ดำ้ นท่ีดินและกำรบริหำรจดั กำรท่ีดนิ ทำกินและอยู่อำศัยในพื้นแถบเทอื กเขำบรรทดั ในเขต
จังหวดั พัทลุงและพ้ืนท่ีภูมินิเวศน์รอบเทือกเขำบรรทดั อีก 4 จังหวัดท่ีประกอบไปด้วยจังหวัดตรัง
จังหวดั นครีธรรมรำช จงั หวดั สตูลและจังหวดั สงขลำได้


Click to View FlipBook Version