187
ตำรำงท่ี 9 : สรุปกำรบริหำรจัดกำรและแกไ้ ขปญั หำท่ดี นิ ทำกนิ ทด่ี ินทำกนิ ในพ้นื ที่
ป่ำอนรุ ักษ์ พืน้ ที่แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลงุ
หน่วยงาน/องค์กร การบรหิ ารจัดการที่ดินทากิน แก้ไขปัญหาที่ดนิ ทากิน
ภำคประชำชน
แบ่งออกเป็นสมยั กำรกอ่ ต้งั ชมุ ชน สมยั แห่ง กำรรวมตวั เพอ่ื กำรตอ่ สูก้ บั อำนำจของ
ภำครัฐ
กำรพฒั นำและสมยั แห่งกำรเรียกรอ้ งสิทธิ ภำครัฐเรียกรอ้ งสิทธใิ นทีด่ นิ ทำกินและ
องค์กรชมุ ชน
อยอู่ ำศยั
กำรกำหนดพื้นทป่ี ่ำสงวน เขตรกั ษำพนั ธ์ุ กำหนดนโยบำยเพื่อแก้ไขปญั หำ
สตั ว์ป่ำเขำบรรทดั และอุทยำนแหง่ ชำติเขำปู่
เขำยำ่
แบ่งออกเป็ นยุครวมตัวเพ่ือทวงสิทธ์ิใน สิทธขิ องชุมชนในกำรจดั กำรท่ดี ินทำกนิ
ทดี่ ินทำกิน ยุคอธิปไตยชุมชนและยุคแห่ง
กำรจัดกำรสิทธิในทดี่ นิ
ท้งั น้ีสำมำรถสรุปไดว้ ่ำกำรแก้ไขปัญหำที่ดินทำกินในพื้นทีแ่ ถบเทือกเขำบรรทดั ในเขต
จงั หวดั พัทลุงน้ันมพี ัฒนำกำรจำกกำรรวมตัวเพื่อกำรต่อสูก้ ับอำนำจของภำครัฐเพื่อเรียกร้องควำม
เป็นธรรมและสิทธใิ นที่ดนิ ท่ีนำไปสู่กำรต่อต้ำนนโยบำยรัฐและกำหนดจดุ ยนื ขององค์กรชุมชนใน
นำมเครือข่ำยองค์กรชุมชนรกั ษ์เทือกเขำบรรทัดด้วยแนวคดิ ว่ำด้วยอธิปไตยชุมชนในกำรจัดกำร
และแก้ไขปญั หำที่เกดิ ข้นึ ดว้ ยหลกั กำรและแนวทำงของชุมชนจัดกำรตนเอง เพอ่ื เป็นก ำรบรรเทำ
ปัญ หำเฉพำะหน้ำและร่วมพลังของประชำชนในชุมชนเรี ยกร้องควำมเป็ นธรรมและกำรแก้ไข
ปญั หำด้วยกระบวนกำรของชุมชนและยกสถำนะองค์กรชมุ ชนตำ่ ง ๆ เป็นสภำองค์กรชมุ ชน เพื่อ
รองรับกำรสนบั สนุนในด้ำนต่ำง ๆ จำกสถำบนั พฒั นำองคก์ รชมุ ชน (องค์กำรมหำชน) และร่วมกัน
แก้ไขปัญหำควำมขัดแย้งด้ำนท่ีดินและกำรบริหำรจัดกำรท่ีดิน ซ่ึงกำรดำเนินกำรของเครือข่ำย
องค์กรชุมชนรักษ์เทือกเขำบรรทดั กเ็ พื่อดำเนินกำรแก้ไขปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนที่ดินและกำร
บริหำรจดั กำรที่ดินพ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั จังหวดั ตรังที่ก่อใหเ้ กดิ ควำมเหมำะสมและนำไปสู่
ควำมยงั่ ยนื ในกำรแกไ้ ขปญั หำ
4.5 แนวทางในการบรหิ ารจดั การท่ดี ินทากินและแก้ไขปัญหาทด่ี ินทากินในพ้ืนทปี่ ่ าอนรุ กั ษ์
แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุง
แนวทางในการบริหารจดั การทด่ี ินทากนิ และแก้ไขปัญหาท่ีดินทากนิ ในพื้นท่ปี ่าอนุรกั ษ์ แถบ
เทือกเขาบรรทัดในเขตจังหวดั พัทลุงประกอบไปด้วย 9 ตาบล ในเขต 4 อาเภอ อนั ได้แก่ตาบลบ้านนา
และตาบลลาสินธ์ุ อาเภอศรีนครินทร์ ตาบลคลองเฉลิม ตาบลคลองทรายขาว และตาบลกงหรา
อาเภอกงหรา ตาบลตะโหมดและตาบลคลองใหญ่ อาเภอตะโหมด และพ้ืนท่ีตาบลทุ่งนารีและ
ตาบลหนองธง อาเภอป่ าบอน จังหวดั พัทลุง และพื้นท่ีอุทยานแห่งชาติเขาปู่เขาย่าประกอบไปด้วย
13 ตาบล ในเขต 4 อาเภอ อันได้แก่ ตาบลคลองทรายขาว ตาบลคลองเฉลิม ตาบลกงหรา
ตาบลชะรัดและตาบลสมหวัง อาเภอกงหรา ตาบลชุมพล ตาบลลาสินธุ์และตาบลบ้านน า
อาเภอศรีนครินทร์ ตาบลตะแพน ตาบลเขาย่าและตาบลเขาปู่ อาเภอศรีบรรพต และพื้น ที่
ตาบลเกาะเต่าและตาบลลานข่อย อาเภอป่ าพะยอม จังหวดั พัทลุง ตามสภาพของบริบทพื้นท่ีใน
ปจั จุบัน จากการวิเคราะหแ์ ละสรุปขอ้ มลู จากผู้ถูกสัมภาษณ์ ผเู้ ขา้ ร่วมการจดั ประชมุ แบบมสี ่วนร่วม
และขอ้ มูลเอกสารที่เก่ียวข้องน้ันพบวา่ แนวทางในการบริหารจัดการท่ีดนิ ทากินและแก้ไขปัญหา
ทดี่ ินทากินในพ้นื ท่ปี ่ าอนุรักษ์ แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลงุ น้ันสามารถสรุปได้ 3 ดา้ น
ทีป่ ระกอบไปด้วยการยตุ กิ ารจับกุมและดาเนนิ คดีกับประชาชน ปรบั ปรุงกฎหมายและนโยบายที่ไม่
สอดคลอ้ งกับการแก้ไขปัญหาและปรับระบบการบริหารจดั การและใช้ประโยชนใ์ นท่ดี นิ
แนวทางในการบริหารจัดการ การยุติการจบั กุมและดาเนินคดีกับ
ที่ดินทากนิ และแก้ไขปัญหา ประชาชน
ทด่ี นิ ทากนิ ในพืน้ ที่ป่าอนุรักษ์
แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขต ปรบั ปรุงกฎหมายและนโยบายท่ี
จังหวดั พทั ลงุ ไมส่ อดคลอ้ งกบั การแก้ไขปญั หา
ปรบั ระบบการบริหารจัดการและ
ใชป้ ระโยชน์ในทีด่ นิ
ภาพท่ี 43 : แนวทางในการบริหารจดั การทด่ี นิ ทากินและแก้ไขปัญหาทดี่ ินทากิน
ในพน้ื ทป่ี ่ าอนรุ กั ษ์ แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลงุ
189
เพื่อท่ีจะนาไปสู่การเสนอรูปแบบในการบริหารจัดการท่ีดินทากินและแก้ไขปัญหาท่ีดิน
ทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์ แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจังหวัดพทั ลุงอย่างย่งั ยืนน้ัน จากการศึกษาน้ัน
พบว่าพื้ นฐานของการแก้ไขปั ญหาความขัดแย้งด้ านที่ ดิ นและการบริ หารจัดการท่ี ดิ นจะต้ องเกิ ด
กระบวนการคิ ดการมี ส่ วนร่ วมของทุ กภาคส่ วนในพ้ื นท่ี ประกอบกั บจะต้องชะลอมาตรการหรื อ
แนวทางการดาเนินงานของภาครัฐทุกรู ปแบบท่ีก่ อให้เกิ ดผลกระทบต่อ การดารงชีพของประชาชน
ในพ้ืนท่ี ประกอบกับการสร้างความเข้าใจต่อกันระหว่างภาคประชาชน ภาครัฐและองค์กรชุมชน
ด้วยการดาเนินการร่วมกันในการร่วมคิดร่วมดาเนินการและหาข้อตกลงร่วมกัน เพื่อท่ีจะนาไปสู่
การแก้ไขปัญหาในพื้นท่ีที่มคี วามสอดคลอ้ ง ตลอดจนเป็นแนวทางในการดาเนินการที่เกิดความยง่ั ยืน
และเกดิ ประโยชน์ร่วมกันในทุกฝ่ าย โดยมีความจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดาเนินการการแก้ไขปัญหาใน
การดารงชีพให้กับประชาชนเพื่อไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการดาเนินชวี ิต อีกท้งั เพื่อลดและบรรเทา
ความรุนแรงของปัญหา ตลอดจาการเขา้ มาดาเนินการของเจ้าหน้าท่ีรฐั ในการคุกคามและทาลายร้ือถอน
ทรัพยส์ ินของประชาชน อกี ท้งั เป็นแนวทางเบื้องต้นเพอื่ นาไปสู่การแก้ไขปัญหาท่ีก่อให้เกิดความยั่งยืน
ในการบริหารจัดการที่ดินและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้านที่ดินพ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทัด
จงั หวดั พทั ลงุ และเพ่ือเป็นแนวทางให้พ้ืนที่อื่น ๆ สามารถนาไปประยุกต์ใช้เพ่ือการแก้ไขปญั หาความ
ขดั แยง้ ดา้ นท่ดี นิ ไดอ้ ย่างเหมาะสมและมีความสอดคลอ้ งกับบริบทของพืน้ ท่ี
1. การยตุ ิการจับกมุ และดาเนนิ คดีกบั ประชาชน
เพ่อื แก้ไขปัญหาและลดระดับความรุนแรงของปัญหาความขดั แยง้ ด้านท่ีดนิ น้ันจาเป็ น
อย่างท่ีจะต้องดาเนินการควบคุมดูแลการเข้าไปปฏิบัติหน้าท่ีของเจ้าหน้าท่ีป่ าไม้ ในพ้ืน ที่
แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลงุ อย่างเคร่งครัด โดยเขตรักษาพนั ธ์ุสัตว์ป่าเขาบรรทดั และ
อทุ ยานแห่งชาตเิ ขาปู่-เขาย่าน้ันจะต้องดาเนินการควบคุม ดูแลเจา้ หน้าที่ป่าไมโ้ ดยให้เจ้าหน้าทปี่ ่าไม้
น้ันยตุ กิ ารจบั กุม ข่มขู่ คุกคาม ตรวจยึดและทาลายอาสินของประชาชนในพ้นื ทใ่ี นกรณีทปี่ ระชาชน
ในพ้ืนทีท่ ากินและอยู่อาศยั ในพ้นื ท่ีเดิมเพื่อบรรเทาและลดระดับของปญั หาความขดั แย้งเบ้ืองต้น
ให้กับประชาชนและองค์กรชุมชนในพนื้ ท่ี แต่อยา่ งไรก็ตามหากมีการบุกรุกหรือแผว้ ถางพนื้ ทปี่ ่ า
เพ่มิ เติมน้นั กใ็ ห้ดาเนินการจบั กมุ ดาเนินคดตี ามกฎหมายอยา่ งเข้มงวดและร่วมกบั องค์กรปกครอง
ส่วนทอ้ งถิ่น ภาคประชาชนและองค์กรชุมชนในพื้นที่ในการร่วมกนั กาหนดแนวเขตพน้ื ที่ป่ าไม้ท่ี
อดุ มสมบูรณ์กบั พนื้ ทที่ ากินและที่อยู่อาศยั ของประชาชนให้แยกออกจากกันอยา่ งชัดเจน ซ่ึงจะตอ้ ง
ยึดแนวท่ีเป็นปัจจบุ นั เพอื่ เป็นการยุตกิ ารบกุ รุกแผว้ ถางป่ าไมส้ มบูรณ์ของประชาชนและสรา้ งความ
ชัดเจนระหว่างเขตพ้ืนที่ป่ าอนรุ กั ษ์กบั พืน้ ที่ทากนิ และอยอู่ าศยั ของประชาชน ท้งั น้ีเม่อื มีการกาหนด
แนวเขตป่าอนุรักษ์กับพ้ืนท่ที ากนิ และอยูอ่ าศยั ของประชาชนอย่างท่ีชดั เจนกจ็ ะทาให้ประชาชนใน
190
พนื้ ทไี่ มก่ ลา้ บุกรุกแผว้ ถางพ้ืนทปี่ ่าใหม่และก่อใหเ้ กิดความเขา้ ใจตรงกนั ระหวา่ งเจ้าหนา้ ท่ีป่าไมก้ ับ
และประชาชน
ในขณะเดียวกันน้ันเจ้าหน้าท่ีป่ าไม้ของเขตรกั ษาพันธุ์สัตว์ป่ าเขาบรรทัดและอุทยาน
แห่งชาติเขาปู่-เขาย่ากส็ ามารถปฏิบตั ิงานได้อยา่ งสะดวกมากยง่ิ ข้ึนซ่งึ หากมีการบุกรุกแผว้ ถางของ
ภาคประชาชนเจา้ หนา้ ท่ีก็สามารถที่จะจับกมุ ตรวจยึดและทาลายอาสินและดาเนินคดตี ามกฎหมาย
ได้อย่างเขม้ งวดและสามารถปอ้ งกันในเร่ืองของการมีเจ้าหนา้ ท่ีภาครัฐเขา้ มาใชอ้ านาจทางกฎหมาย
เพอื่ รังแกหรือคุกคามประชาชนในพื้นท่ีได้ ท้งั น้ีในการกาหนดแนวเขตป่ าอนรุ ักษ์ของเขตรกั ษา
พนั ธ์ุสตั วป์ ่ าเขาบรรทดั และอุทยานแหง่ ชาติเขาปู่-เขายา่ กับที่ดินทากินและอยู่อาศยั ของประชาชน
น้ันจาเป็นจะต้องเกิดข้ึนจากการมีส่วนร่วม อีกท้งั พ้ืนฐานของการแก้ปัญหาน้ันจะต้องมาจาก
ประชาชนและองค์กรชมุ ชน เนื่องจากประชาชนในพนื้ ท่นี ้นั มีวิถีชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติและเขา้ ใจ
ปัญหาความขัดแยง้ ด้านท่ีดินอย่างแท้จริง ตลอดจนจึงเข้าใจบริบทต่าง ๆ ของพื้นท่ีเป็นอย่างดี
ตลอดจนประชาชนในพ้ืนท่ีมีภูมปิ ัญญาท้องถ่ินในการจดั การทรพั ยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่าง
ย่ิงทรัพยากรดิน น้า ป่า จึงต้องพิจารณาอย่างเป็นองค์รวมครอบคลุมถงึ เงื่อนไขและการปรับตวั ของ
การเปลี่ยนแปลงความสัมพนั ธร์ ะหว่างประชาชนกับทรัพยากรธรรมชาติ ซ่ึงนามาสู่ประชามติของ
ประชาชนเพือ่ ใชเ้ ป็นแนวทางในการแบ่งแนวเขตป่าไม้ ประกอบกับจะต้องอยู่บนพ้ืนฐานของการ
ไม่เป็นพื้นทีท่ ี่มีผลตอ่ ป่ าต้นน้าหรือมีความเสี่ยงต่อระบบนเิ วศของป่ าซ่งึ กลไกในการดาเนินการ
ได้แก่เจา้ หนา้ ที่ป่าไมข้ องเขตรกั ษาพนั ธสุ์ ตั วป์ ่าเขาบรรทดั และอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นและผลประชามตขิ องประชาชนเป็นองคป์ ระกอบในการทาประชาวิจารณ์
ร่วมกันเพอ่ื หามตจิ ากผลการทาประชาวิจารณร์ ่วมกนั ระหว่าง ตวั แทนจากหน่วยงานองค์การบริหาร
ส่วนตาบล จงั หวดั ภาคประชาชนและเจ้าหน้าท่ีป่ าไมจ้ ากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัดและ
เจา้ หน้าที่อุทยานแหง่ ชาติเขาปู่-เขาย่า ในการกาหนดวิธีการเดนิ เขตป่ าอนรุ ักษ์ของเขตรักษาพนั ธุ์
สตั ว์ป่าเขาบรรทดั และอทุ ยานแห่งชาตเิ ขาปู่-เขายา่ กับทีด่ ินทากินและอยอู่ าศยั ของประชาชนร่วมกัน
เพื่อไม่ใหเ้ กดิ ผลกระทบตอ่ ฝ่ายใดฝ่ายหน่งึ ตลอดจนวธิ ีการในการแบง่ แนวเขตป่าอนุรกั ษข์ องเขต
รกั ษาพันธ์ุสัตว์ป่ าเขาบรรทดั และอุทยานแห่งชาติเขาปู่ -เขาย่ากับที่ดินทากินและอยู่อาศยั ของ
ประชาชนที่มีความชดั เจนและมาจากการมสี ่วนร่วมของทุกภาคส่วนในพื้นที่อยา่ งแท้จริง
พร้อมท้ังอนุโลมให้ประชาชนสามารถทากินและอยู่อาศยั ได้ตามปกติสุข เพ่ือให้
ประชาชนน้ันดารงชีพได้ตามปกติจะต้องอนุญาตให้ประชาชนในพนื้ ที่สามารถที่จะทากินและอยู่
อาศยั ในพื้นท่ีได้อยา่ งปกติ ตามวิถชี วี ิตเดิมของชมุ ชน โดยสามารถทจ่ี ะโค่นลม้ ยางแลว้ ปลกู ยางใหม่
ทดแทนได้ตามวถิ ขี องการทาสวนยาง แต่จะต้องเป็นพน้ื ท่ที ีไ่ มส่ ุ่มเส่ียงตอ่ ผลกระทบต่อระบบนิเวศ
ซ่ึงสามารถทีจ่ ะให้ผูน้ าท้องถ่ินท้องทีแ่ ละองค์กรชุมชนรับรองการทากินในพน้ื ทีส่ าหรับการออก
191
เอกสารรับรองน้ันจะต้องออกเป็นเอกสารที่มีความชัดเจน ผ่านการรับรองและเป็นที่ยอมรับของ
คณะกรรมการในชุมชน ทปี่ ระกอบไปด้วยภาคประชาชน องค์กรชุมชน ผูน้ าทอ้ งท่ีและผนู้ าท้องถ่ิน
รับรองการทากินของประชาชนในพื้นที่เดมิ ของตนเอง
2. ปรบั ปรงุ กฎหมายและนโยบายทไี่ ม่สอดคล้องกับการแก้ไขปญั หา
เพื่อยุติและแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการที่ดินและความขัดแยง้ ด้านท่ีดินในพ้ืนท่ี
ทก่ี ่อใหเ้ กิดความยงั่ ยืนน้ันจาเป็นจะตอ้ งปรบั ปรุงกฎหมายและนโยบายทไ่ี มส่ อดคลอ้ งกับการแก้ไข
ปญั หาและกอ่ ให้เกดิ ความเป็นธรรมกับภาคส่วนตา่ ง ๆ ท้ังภาครฐั ภาคประชาชนหรือองค์กรชุมชน
อกี ท้งั หากเป็นกฎหมายหรือนโยบายที่ไมส่ อดคลอ้ งกับการแก้ไขปัญหา ภาครัฐและภาคส่วนที่
เกี่ยวขอ้ งก็ควรดาเนนิ การทบทวนและแก้ไขปัญหาในจุดเหลา่ น้ี โดยเฉพาะกฎหมายและนโยบาย
เกยี่ วกับการจัดการท่ดี ิน ป่าไม้ และการแก้ไขปญั หาการบริหารจัดการที่ดนิ และความขดั แยง้ ดา้ น
ที่ดินจาเป็นอย่างยง่ิ ท่ีจะต้องปรบั แก้ใหม้ ีความสอดคลอ้ งกบั การแก้ไขปัญหา ตลอดจนให้เกิดการ
กา้ วทนั ต่อนานาประเทศและสภาพการเปล่ียนแปลงไปในแต่ละยุคแตล่ ะสมยั
สาหรับการแก้ไขและปรบั ปรุงกฎหมายและนโยบายในการแก้ไขปัญหาการบริหาร
จดั การที่ดินและความขดั แยง้ ด้านที่ดินจากปญั หาปัญหาการบริหารจดั การท่ีดินแล ะความขัดแยง้
ดา้ นที่ดินท่ีเกิดข้ึนแถบเทือกเขาบรรทัดจังหวดั พัทลุงและพ้ืนที่ภูมนิ ิเวศน์รอบเทือกเขาบรรทัด
อีก 4 จงั หวัด ทปี่ ระกอบไปด้วยจังหวดั ตรัง จังหวดั นครีธรรมราช จังหวดั สตลู และจังหวดั สงขลา
น้ันมคี วามจาเป็นอยา่ งย่งิ ท่ีจะตอ้ งดาเนนิ การแก้ไขและปรับปรุงกฎหมายและนโยบายเพื่อการแกไ้ ข
ปัญหาทีเ่ กิดข้นึ ได้อยา่ งยง่ั ยืน
ปรับปรุงกฎหมายทไ่ี มส่ อดคลอ้ งกับการแกไ้ ขปัญหา
เพือ่ แกไ้ ขปัญหาจากการบริหารจัดการทด่ี นิ และความขดั แยง้ ด้านที่ดินน้นั ภาครฐั จะต้อง
เร่งดาเนินก ารแก้ไขหรือทบทวนพระราชบัญ ญัติอุทยานแห่งชาติพุทธศักราช 2504 แล ะ
พระราชบญั ญตั สิ งวนและคุม้ ครองสัตว์ป่ าพุทธศกั ราช 2503 ในการกาหนดและวางแนวเขตของ
อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่าและเขตรักษาพนั ธุส์ ัตว์เขาบรรทดั ใหม้ คี วามชดั เจนและแบง่ แนวเขตให้
ชัดเจนระหว่างพื้นทีท่ ากนิ และอย่อู าศัยของของประชาชนในพื้นทแ่ี ละพืน้ ท่ีป่าอนุรกั ษ์ โดยภาครัฐ
จะต้องดาเนินการสารวจและกาหนดแนวเขตของป่ าอนุรักษ์ให้ชัดเจนตามมาตราท่ี 7 แห่ง
พระราชบญั ญตั ิอุทยานแห่งชาติพุทธศกั ราช 2504 เร่ืองการขยายหรือการเพกิ ถอนอุทยานแห่งชาติ
ไม่ว่าท้งั หมดหรือบางส่วนให้ กระทาโดยพระราชกฤษฎีกาและในกรณีที่มิใช่เป็นการเพิกถอน
อุทยานแหง่ ชาติท้งั หมด ให้มแี ผนท่แี สดงเขตท่ีเปลี่ยนแปลงไปแนบทา้ ยพระราชกฤษฎกี าดว้ ย และ
ตามมาตราที่ 34 พระราชบัญญตั ิสงวนและคมุ้ ครองสัตว์ป่าพุทธศกั ราช 2503ในการเพิกถอนเขต
รักษาพนั ธ์ุสัตวป์ ่าไม่วา่ ท้งั หมดหรือบางส่วนให้กระทาไดโ้ ดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและในกรณี
192
ทีม่ ิใช่เป็นการเพิกถอนเขตรักษาพนั ธส์ุ ัตว์ป่าท้งั หมด ให้มีแผนท่ีแสดงเขตที่เปล่ียนแปลงไปแนบ
ท้ายพระราชกฤษฎีกาด้วย ท้งั น้ีแสดงให้เห็นว่าการเพิกถอนพ้ืนที่ ท่ีได้ทับซ้อนกบั ท่ีทากินและ
อยอู่ าศยั เดมิ ของประชาชนน้ันสามารถดาเนินการได้ แต่หน่วยงานภาครัฐไม่ไดด้ าเนินการให้เป็น
รูปธรรม
ดาเนินการแกไ้ ขพระราชบญั ญตั ิอุทยานแห่งชาตพิ ุทธศกั ราช 2504 พระราชบญั ญตั ิสงวน
และคมุ้ ครองสัตว์ป่าพทุ ธศกั ราช 2503 ซ่งึ ประกาศพ้ืนที่ป่าสงวนทบั ซอ้ นท่ที ากนิ และท่อี ยอู่ าศยั ของ
ประชาชนที่อยู่อาศัยเดิมมาก่อนมีการประกาศพื้นที่ป่ าสงวน ตามมาตราที่ 12 พระราชบญั ญัติ
ป่าสงวนแห่งชาติพุทธศกั ราช 2507 ท่ีระบุไวว้ ่าบุคคลใดอา้ งว่ามีสิทธิหรือได้ทาประโยชน์ในเขต
ป่าสงวนแห่งชาติใดอยู่กอ่ นวนั ที่กฎกระทรวงกาหนดป่ าสงวนแห่งชาตนิ ้ันใช้บงั คบั ให้ยื่นคารอ้ ง
เป็นหนังสือต่อนายอาเภอหรือปลดั อาเภอผูเ้ ป็นหัวหน้าประจากิ่งอาเภอท้องที่ภายในกาหนด
เก้าสิบวัน นับแต่วันที่กฎกระทรวงน้ันใช้บงั คบั ถา้ ไม่ยื่นคาร้องภายในกาหนดดังกล่าวให้ถือว่า
สละสิทธหิ รือประโยชนน์ ้นั คารอ้ งดงั กล่าวในวรรคหน่งึ ให้นายอาเภอหรือปลดั อาเภอผเู้ ป็นหวั หน้า
ประจากิ่งอาเภอทอ้ งท่ีส่งต่อไปยงั คณะกรรมการสาหรับป่าสงวนแห่งชาติน้นั โดยไม่ชกั ชา้ ความใน
วรรคหน่ึงมิให้ใช้บงั คับแก่กรณีสิทธิในท่ีดินที่บุคคลมีอยู่ตามประมวลกฎหมายท่ีดินและตาม
มาตราท่ี 13 เมื่อคณะกรรมการสาหรับป่ าสงวนแห่งชาติได้รับคาร้องตามมาตราท่ี 12 แล้ว
ใหส้ อบสวนตามคาร้องน้ัน ถา้ ปรากฏว่าผรู้ ้องได้เสียสิทธิหรือเสื่อมเสียประโยชน์ให้คณะกรรมการ
พิจารณากาหนดค่าทดแทนให้ตามท่ีเห็นสมควรถ้าผูร้ อ้ งไม่พอใจในค่าทดแทนท่ีคณะกรรมการ
สาหรบั ป่ าสงวนแห่งชาติกาหนดผู้ร้องมีสิทธอิ ุทธรณต์ ่อรัฐมนตรีภายในกาหนดสามสิบวนั นับแต่
วนั ที่ได้รับแจ้งคาวินิจฉัยของคณะกรรมการคาวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็ นท่ีสุด ท้ังน้ีจะต้อง
ปรับปรุงหรือแก้ไขเพ่ือให้เกดิ การแสดงสิทธ์อิ ันชอบธรรมของกลุ่มประชาชนท่ีไดท้ ากินและอยู่
อาศยั มากอ่ น ซ่ึงเป็นพ้นื ท่ีทบั ซ้อน การดาเนนิ การในลกั ษณะการยื่นคาร้องเพ่ือแสดงต่อภาครัฐใน
การอยู่มาก่อนน้ัน ก็จะทาใหเ้ กิดการแบ่งแยกคนที่อยู่กอ่ นและเขา้ มาบกุ รุกในภายหลงั ไดใ้ นระดับ
หน่งึ และทาให้ปัญหาจากการบริหารจดั การทด่ี นิ และความขดั แยง้ ด้านทีด่ ินได้รับการแกไ้ ข ปญั หา
ความไม่เป็นธรรมท่ีภาครฐั ไดห้ ยิบยื่นให้กบั ประชาชนโดยท่ีเขาไมร่ ู้ตวั ไดร้ บั การแก้ไขและนาไปสู่
การแก้ไขปญั หาได้อย่างยง่ั ยืน
ก ารแก้ไข หรื อ ปรับปรุ งพ ระราช บัญ ญัติอุทยาน แห่ งชาติพุ ทธศัก รา ช 2504
พระราชบญั ญัตสิ งวนและคมุ้ ครองสตั ว์ป่ าพทุ ธศกั ราช 2503 ให้สามารถออกเอกสารสิทธ์ใิ นทีด่ ิน
ใหก้ ับประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากในส่วนของการประกาศที่ทบั ซ้อนแลว้ จาเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐ
จะต้องคนื สิทธ์ใิ นท่ดี ินให้กับประชาชนในรูปแบบหนังสือรับรองการทากินและการทาประโยชน์
อย่างถูกกฎหมายตามประมวลกฎหมายท่ดี ินจงึ จะตอ้ งปรับแกไ้ ขให้พระราชบญั ญตั ิอุทยานแหง่ ชาติ
193
พุทธศกั ราช 2504 พระราชบญั ญตั สิ งวนและคมุ้ ครองสตั ว์ป่าพทุ ธศกั ราช 2503 เพื่อรบั รองและออก
เอกสารสิทธ์ใิ หก้ ับประชาชนทมี่ กี ารประกาศเขตป่าอนรุ ักษ์ทบั ซ้อน แตใ่ นส่วนของประชาชนท่บี ุก
รุกหรือเขา้ มาดาเนินการภายหลงั จาเป็นตอ้ งออกเอกสารสิทธ์ิในรูปแบบหนงั สือเช่าหรือเอกสาร
รบั รองการทากินเพื่อเป็นเอกสารสิทธ์ิในที่ดินให้กับประชาชนในพื้นท่ีให้สามารถดารงชีพได้
ตามปกติและอยู่ร่วมกับป่าอย่างยง่ั ยืน ภายใต้การร่วมจ่ายภาษีและรับผิดชอบต่อรัฐในรูปแบบใด
หรือทางใดทางหน่งึ
ดาเนนิ การแก้ไขหรือปรับปรุงกฎหมายและพระราชบญั ญตั ิทด่ี ินป่าสงวนแหง่ ชาติเพือ่ ให้
ประชาชนมสี ่วนร่วมในการดาเนินการร่างกฎหมาย สามารถตรวจสอบการดาเนินงานของเจา้ หน้าท่ี
ป่าไมไ้ ดเ้ นื่องด้วยที่ผา่ นมาน้ันประชาชนไมม่ สี ่วนร่วมและรบั รู้เกี่ยวกับการดาเนนิ การแก้ไขปัญหา
ของภาครัฐทีม่ ุ่งจะออกกฎหมายเพ่อื มาบังคบั ใชใ้ นเรื่องของป่ าไม้ เมอ่ื ภาครัฐเป็นผดู้ าเนนิ การพียง
ฝ่ายเดียว จึงมงุ่ แต่เอาตามความต้องการของตนเองไมส่ นใจความทุกร้อนและความเดือดร้อนของ
ประชาชนทไี่ ดร้ บั ผลกระทบจากการดาเนนิ การของภาครัฐ จงึ จาเป็นอยา่ งยิ่งทีภ่ าครัฐจะต้องให้ภาค
ส่วนของประชาชนเขา้ มามีบทบาทในการร่างกฎหมายและพระราชบญั ญตั ทิ ่ีดนิ ป่าสงวนฉบบั ตา่ ง ๆ
ด้วยโดยเฉพาะในมาตราท่ี 22 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติพุทธศกั ราช 2504 ท่ีระบวุ ่าใน
กรณีที่มีการฝ่ าฝื นพระราชบญั ญัติน้ี เป็นเหตุให้มีสิ่งปลูกสรา้ งข้ึนใหม่หรือมีสิ่งอ่ืนใดในอุทยาน
แห่งชาตผิ ิดไปจากสภาพเดิม ให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีมอี านาจสั่งให้ผกู้ ระทาความผดิ ทาลายหรือร้ือ
ถอนสิ่งน้ัน ๆ ออกไปใหพ้ ้นอทุ ยานแห่งชาติ หรือทาให้สิ่งน้นั ๆ กลบั คืนสู่สภาพเดมิ แลว้ แตก่ รณี
ถา้ ผกู้ ระทาความผิดไม่ปฏบิ ตั ิตาม หรือถา้ ไม่รู้ตัวผกู้ ระทาความผิด หรือเพ่ือปอ้ งกันหรือบรรเทา
ความเสียหายแก่อุทยานแห่งชาติ พนกั งานเจา้ หน้าทจี่ ะกระทาการดังกล่าวแลว้ อย่างใดอยา่ งหน่งึ เสีย
เองก็ได้ตามสมควรแก่กรณี และผูก้ ระทาความผิดมีหน้าท่ีชดใช้คา่ ใช้จ่ายที่ตอ้ งเสียไปในการท่ี
พนักงานเจ้าหน้าที่กระทาการเสียเองน้ันมาตราที่ 25 แห่งพระราชบัญญัติป่ าสงวนแห่งชาติ
พุทธศกั ราช 2507 ที่ระบุว่าเมื่อได้กาหนดป่ าใดเป็ นป่ าสงวนแห่งชาติและรัฐมนตรีได้แต่งต้ัง
พนักงานเจ้าหน้าท่ีผคู้ วบคุมและรักษาป่ าสงวนแห่งชาติน้ันแลว้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอานาจ
ดงั ต่อไปน้ี (1)สงั่ ให้ผหู้ น่งึ ผูใ้ ดออกจากป่ าสงวนแหง่ ชาติหรือใหง้ ดเวน้ การกระทาใด ๆ ในเขตป่ า
สงวนแห่งชาติใน กรณีท่ีมีข้อเท็จจริงปรากฏหรือเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทาผิดตาม
พระราชบัญญตั ิน้ี (2)สั่งเป็นหนังสือให้ผูก้ ระทาผิดต่อพระราชบญั ญัติน้ี ร้ือถอนแก้ไขหรือทา
ประการอื่นใดแก่สิ่งทีเ่ ป็นอนั ตรายหรือสิ่งท่ที าให้เสื่อมสภาพในเขตป่าสงวนแห่งชาตภิ ายในเวลาท่ี
กาหน ดให้ (3) ยึด ทาลาย ร้ือถอนแก้ไขหรือทาประการอ่ืน เมื่อผู้กระทาผิดไม่ปฏิบัติตาม
(2)ไม่ปรากฏตวั ผกู้ ระทาผดิ หรือรู้ตวั ผกู้ ระทาผดิ แตห่ าตัวไม่พบ ถ้าพนักงานเจ้าหน้าทไี่ ด้ปฏิบตั ิการ
อย่างหน่งึ อย่างใดดังกล่าวและไดเ้ สียคา่ ใชจ้ า่ ยเพ่ือการน้ันให้ผกู้ ระทาผิดชดใชห้ รือออกค่าใช้จา่ ยนน้ั
194
ท้งั หมดหรือให้พนักงานเจ้าหน้าที่นาทรัพยส์ ินที่ยดึ ไวไ้ ด้ออกขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอ่ืน
ตามท่ีเห็นสมควรเพอ่ื ชดใช้คา่ ใช้จ่ายน้ัน ซ่ึงที่ผ่านมาน้นั เป็นการใหอ้ านาจกับเจ้าหน้าท่ีป่าไม้และ
เจา้ ของภาครัฐมากเกนิ ไปเหตุให้เกิดการนาไปบงั คบั ใช้โดยมิชอบและใชเ้ ป็นเครื่องมอื การคุกคาม
และรังแกประชาชน ท้งั น้กี ารดาเนินการแก้ไขหรือปรบั ปรุงกฎหมายเกี่ยวกบั การจัดการที่ดินใน
พ้นื ที่ป่าอนุรักษ์น้ันจะส่งผลให้การดาเนินการแก้ไขปัญหาจากการบริหารจัดการท่ีดินและความ
ขดั แยง้ ด้านท่ดี นิ ท่นี าไปสู่แนวทางและรูปแบบเพือ่ การจัดการได้อยา่ งยงั่ ยืนได้
เพ่ือให้การแก้ไขปัญหาจากการบริหารจดั การที่ดนิ และความขัดแยง้ ดา้ นท่ีดินนาไปสู่
ความยัง่ ยืนและสามารถดาเนินการให้แลว้ เสร็จในระดับพื้นที่หรือในส่วนภมู ิภาคในบางประเด็น
จาเป็นอยา่ งยงิ่ ท่ีจะต้องมีการกระจายอานาจในการบริหารจดั การทรพั ยากรธรรมชาติจากหนว่ ยงาน
ในส่วนกลางไปสู่องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่นและชุมชนตามอานาจและหนา้ ที่ ตลอดจนสิทธ์อิ ัน
ชอบธรรมของภาคประชาชนและชุมชน ท้ังน้ีท่ามกลางปัญหาการบริหารจัดการท่ีดินและความ
ขดั แยง้ ด้านที่ดินในพ้ืนที่ส่งผลให้ประชาชนไดร้ ับความเดือดร้อน เกิดความทุกข์ยากลาบากในการ
ดารงชพี ตามวถิ ีปกติ แต่ประชาชนไม่สามารถทจี่ ะพ่งึ พาและขอความช่วยเหลอื ให้หน่วยงายภาครัฐ
ในระดบั ภมู ภิ าคและระดับทอ้ งถนิ่ ดาเนินการแกไ้ ขปัญหาหรือหาทางออกทีช่ ดั เจนให้กบั ประชาชน
ได้ เนื่องด้วยไม่มีอานาจและหน้าที่ในการจัดการและดูแล อีกท้ังดาเนินการได้เพียงแค่เป็ น
ผดู้ าเนินการประสานงานหรือบรรเทาความรุนแรงและแก้ไขปัญหาในเบ้ืองตน้ ใหก้ บั ภาคประชาชน
ได้เท่าน้ัน ท้งั น้ีสามารถพบได้อยา่ งชดั เจนจากการศกึ ษาในพื้นที่แถบเทือกเขาบรรทัดจงั หวดั พทั ลุง
ท้งั องค์การบริหารส่วนตาบล เทศบาลตาบล อาเภอและจังหวดั เองก็ตามไมม่ ีอานาจหน้าท่ี ในการ
ดูแลและแกไ้ ขปัญหาการบริหารจัดการท่ดี ินและความขัดแยง้ ดา้ นทีด่ ินให้กบั ประชาชนทก่ี อ่ ให้เกิด
ความชดั เจนและสามารถแกไ้ ขปัญหาในระดับพ้นื ทไี่ ด้อย่างรวดเร็ว เพ่ือให้การบริหารจดั การทด่ี ิน
และความขดั แยง้ ด้านทีด่ ินในพ้ืนท่ีสามารถบริหารจดั การในระดับพ้ืนที่ ภาครัฐจะต้องดาเนินการ
การกระจายอานาจในการบริหารจัดการทรพั ยากรธรรมชาตใิ ห้กับองค์กรปกครองทอ้ งถ่ินดแู ลและ
หน่วยงานภาครัฐในระดับภูมิภาคเพราะองคก์ รปกครองในส่วนท้องถ่นิ และหน่วยงานภาครัฐใน
ระดับภูมิภาคน้นั เขา้ ใจถึงสภาพปัญหาและสภาพพ้ืนที่ได้ดีกว่าหน่วยงานในส่วนกลาง โดยยงั มี
องคก์ รในส่วนกลางเป็นดแู ลควบคุมเพ่ือไม่ก่อใหเ้ กิดแสวงผลประโยชน์ขององคก์ รปกครองส่วน
ท้องถิน่ และหนว่ ยงานภาครัฐในระดบั ภูมภิ าค
ดาเนิน ก าร อ อ ก ก ฎห มายรับ รอ งแล ะให้อ าน าจแก่อ งค์ ก ารบ ริ หารส่ วน ต าบ ล เพื่อ ให้
สามารถทจ่ี ะออกขอ้ บญั ญตั ิตาบลเรื่องการบริหารและจดั การทรัพยากรธรรมชาตใิ นชุมชนข้นึ ใช้เอง
โด ยส าม าร ถ เข้าม า ดา เนิ น ก าร แ ละ บ ริ ห า รจั ดก าร ท รัพ ย าก รธ ร รม ช าติ แล ะ สิ่ งแ วด ล้อม ด้ ว ย
กระบวนการของชมุ ชนและองค์กรชมุ ชน โดยหน่วยงานของภาครฐั ในส่วนกลางจะตอ้ งใหอ้ งค์การ
195
บริหารส่วนตาบลมีอานาจและหน้าที่ที่สามารถท่ีจะออกขอ้ บัญญตั ิตาบลในเร่ืองของการบริหาร
จัดการทรัพยากรทางธรรมชาติใช้ในตาบลโดยการออกขอ้ บญั ญตั ติ าบลน้นั มาจากการทาประชาคม
ของประชาชนในตาบล ซ่ึงได้ร่วมกันกาหนดระเบียบและกติกาใช้กันในชุมชน โดยชุมชนเอง
พระราชบญั ญัตสิ ภาตาบลและองคก์ ารบริหารส่วนตาบลพุทธศกั ราช 2537 ให้องคก์ ารบริหารส่วน
ตาบลมีอานาจและหน้าท่ตี ามมาตรา 67(7) คุม้ ครอง ดแู ลและบารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดล้อมตลอดจนพระราชบญั ญัติกาหนดแผนและข้นั ตอนการกระจายอานาจให้แก่องค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ิน พุทธศักราช 2542 ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอานาจและหน้าท่ีตาม
มาตรา 16(24) การจัดการ การบารุงรกั ษาและการใช้ประโยชน์จากป่าไม้ ท่ีดนิ ทรพั ยากรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดลอ้ ม มาตราที่ 17(5)คมุ้ ครอง ดแู ลและบารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ มท้งั น้ีก็
จะมีความสอดคล้องกับบริบทของพื้นท่ีและสอดคลอ้ งกับสภาพของความเป็นจริง ประชาชน
สามารถที่จะอยู่ร่วมกับป่ าได้อย่างสมดุล สร้างความยง่ั ยืนในการจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติ
นาไปสู่การการแก้ไขปัญหาจากการบริหารจัดการท่ีดินและความขดั แย้งด้านท่ีดินได้อย่างเป็น
รูปธรรม
การแกไ้ ขหรือปรบั ปรุงนโยบายท่ีไม่สอดคลอ้ งกบั การแกไ้ ขปญั หา
เพ่ือแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการท่ีดินและความขัดแยง้ ด้านที่ดินพื้นท่ีแถบเทือกเขา
บรรทดั จังหวดั พัทลุงน้ันการการดาเนินการแก้ไขหรือปรับปรุงรูปแบบและการดาเนินงานของ
นโยบายในการแกไ้ ขปัญหาการบริหารจัดการที่ดินของภาครฐั ถอื เป็นมาตรการขน้ั ต้นประเดน็ หน่ึง
เน่อื งมาจากการดาเนนิ การตามนโยบายของภาครฐั ท่ีผ่านมาน้ันนาไปสู่ความขดั แยง้ และกอ่ ใหเ้ กิด
ปัญหาในมติ ิต่าง ๆ ตอ่ ประชาชนในพื้นที่ จึงจาเป็นอย่างยง่ิ ที่ภาครัฐจะต้องทบทวนและประเมินผล
การดาเนินงานที่ผ่านมาเพอ่ื ปรับปรุงนโยบายเพ่ือนาไปสู่การแกไ้ ขปญั หาทมี่ คี วามสอดคลอ้ งและ
เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ตลอดจนให้ความสาคญั กับสภาพความเป็นจริงและข้อมูลเชิง
ประจักษ์ในพน้ื ท่ี ซ่งึ คานงึ ถงึ สภาพความเป็นจริงและวถิ ชี ีวติ ประเพณีวฒั นธรรม และความเช่ือของ
แต่ละชุมชน ตลอ ดจน การให้ความสาคัญ กับชุมชน และประชาชนเข้ามามีส่ วน ร่วมใน
การดาเนินการร่วมกับหน่วยงานของภาครัฐในการดาเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันและหาทาง
ออกของการจัดการปัญหาทก่ี ่อใหเ้ กิดความเหมาะสมนาไปสู่ความยง่ั ยนื ได้
ในการสารวจการถอื ครองของประชาชนในพืน้ ทแี่ ถบเทอื กเขาบรรทดั จงั หวดั พัทลุงน้ัน
ภาครัฐจะต้องดาเนินการสารวจการถือครองและครอบครองที่ดินของประชาชน ด้วยวิธีการ
ตรวจสอบจานวนทดี่ ินซ่งึ ประชาชนได้ครอบครองทากินและอยู่อาศยั ซ่งึ ยดึ หลกั ของหลกั ฐานทาง
ประวตั ิความเป็นมาของชุมชนและให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบในทุกข้ันตอนใน
การดาเนนิ การ มิใช่ยึดเพียงเอกสารหรือภาพถ่ายทางดาวเทียมในรูปแบบเดมิ ที่ภาครฐั ใช้และเชอ่ื ถือ
196
เพียงเอกสารหรือหนังสือรับรองการทาประโยชน์ตามพระราชบญั ญตั ิให้ใชป้ ระมวลกฎหมายทีด่ ิน
เพียงอยา่ งเดียว ฉะน้นั หากภาครัฐจะดาเนนิ การแกไ้ ขปญั หาการบริหารจดั การทดี่ ินและความขดั แย้ง
ด้านทีด่ ินพืน้ ทแี่ ถบเทอื กเขาบรรทดั จังหวดั พทั ลุงด้วยคณะรัฐมนตรี 30 มิถนุ ายน พุทธศกั ราช 2541
จงึ จาเป็นจะต้องปรับแนวทางของการสารวจท่ีคานงึ ถึงหลกั ฐานทางประวตั ิความเป็นมาของชมุ ชน
และการรับรองขอ้ มูลของประชาชนและผนู้ าในระดับพน้ื ท่ี ตลอดจนกาหนดมาตรการลงโทษท่ี
ชัดเจนหากมกี ารใหข้ อ้ มูลเท็จหรือไม่เป็นไปตามขอ้ เท็จจริง
ในเบื้องต้นจะต้องชะลอการดาเนินการจับกมุ และดาเนนิ คดีกับประชาชนท่ีอยู่อาศยั ใน
พ้นื ที่แถบเทือกเขาบรรทดั จังหวดั พทั ลุงและพื้นท่ีภมู ินิเวศน์รอบเทือกเขาบรรทดั อีก 4 จังหวัดท่ี
ประกอบไปดว้ ยจังหวดั ตรงั จังหวดั นครีธรรมราช จงั หวดั สตูลและจงั หวดั สงขลาไปก่อนจนกว่าจะ
ดาเนินการตรวจสอบแลว้ เสร็จและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้กบั ประชาชนอย่างเป็นแบบ
แผนและกอ่ ให้เกิดความยงั่ ยืนได้โดยจะต้องมีการออกเป็นคาสั่งหรือระเบียบทางราชการอย่าง
ชดั เจนเพ่ือความคุม้ ครองและช่วยเหลือประชาชนในพ้ืนท่ี ในการปอ้ งกนั การเข้ามาคกุ คามและ
จับกุมประชาชนของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนท่ีเขา้ มาแสวงหาผลประโยชน์ตลอดจนให้ประชาชน
สามารถดารงชีวิตได้ตามวิถีท่ีเป็ นปกติบังคับใช้ในพื้นท่ีอย่างจริงจังและเขม้ งวดต่อการละเมิด
ระเบียบท่ีกาหนดข้ึน ท้ังน้ีในการชะลอการดาเนินคดีกับประชาชนน้ันถือเป็นแนวทางใน
การดาเนนิ การบรรเทาปญั หาและความทุกข์ยากของประชาชนผถู้ กู ดาเนนิ คดี เน่ืองดว้ ยมมี ุมมองใน
การดาเนินการของภาครัฐท่ีไม่มคี วามยุติธรรม ตลอดจนการดาเนินการของภาครัฐน้ันเป็นการเอา
เปรียบและรงั แกประชาชน ท้งั ทีป่ ระชาชนไดท้ ากินและอยอู่ าศยั มากอ่ น ซ่ึงการดาเนนิ การชะลอน้ัน
สามารถที่จะลดความรุนแรงในอีกมิติหน่ึงของปญั หาความขดั แยง้ ด้านท่ดี ินและการบริหารจดั การ
ทีด่ ินในพืน้ ท่ีได้
พร้อมท้ังภาครฐั ควรดาเนินการแก้ไขและปรับปรุงหรือทบทวนมติคณะรฐั มนตรีหรือ
นโยบายของภาครัฐท่วี า่ ด้วยการแก้ไขปญั หาการบกุ รุกทด่ี ินของรัฐและการบริหารจดั การทด่ี นิ ของ
ภาครัฐทุกประเภท โดยให้มีกรรมการจากผูแ้ ทนภาคประชาชน องค์กรชุมชนและผู้ที่มีส่วน
เกี่ยวข้องท้ังภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนสังคมมีส่วนร่วมในการกาหนดและยกร่าง
นโยบายในการแกไ้ ขปัญหาท่ีดิน การบริหารจัดการที่ดนิ ตลอดจนยกเลกิ มติคณะรัฐมนตรีวา่ ด้วย
การแกไ้ ขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐและการบริหารจัดการท่ดี นิ ของภาครัฐทไี่ ม่เหมาะสมและไม่
สามารถท่ีจะนาไปดาเนนิ การหรือบงั คบั ใชใ้ นการแก้ไขปญั หาได้อย่างเช่นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ
วนั ท่ี 30 มิถนุ ายน พุทธศกั ราช 2541 เร่ืองการแก้ไขปัญหาความขัดแยง้ ด้านทดี่ ินในพื้นทีป่ ่ าไม้ท่ี
นามาบงั คบั ใชใ้ นพ้นื ทีแ่ ถบเทอื กเขาบรรทดั จงั หวดั พทั ลุงและพื้นท่ีภูมนิ ิเวศน์รอบเทอื กเขาบรรทดั
อีก 4 จังหวดั ที่ประกอบไปด้วยจงั หวดั ตรัง จังหวัดนครีธรรมราช จังหวดั สตูลและจังหวัดสงขลา
197
แตไ่ ด้รับการคัดค้านตอ่ ต้านจากภาคประชาชนและองค์กรชุมชน ตลอดจนนาไปสู่การเกดิ ปญั หา
ความขดั แยง้ ดา้ นทด่ี ินในมิติตา่ ง ๆ ตามมาด้วย จงึ มีความจาเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐจะตอ้ งดาเนนิ การ
ทบทวน ปรับปรุงแกไ้ ขหรือยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีและนโยบายต่าง ๆ ทไี่ ม่มเี อกภาพและนาไปใช้
ในการแกไ้ ขปญั หาได้
3. ปรับระบบการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์ในท่ดี นิ
เพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการท่ีดินและความขดั แยง้ ด้านทด่ี ินพื้นท่ีแถบเทือกเขา
บรรทดั จังหวดั พทั ลุงน้ันจะต้องดาเนินการปรับระบบการบริหารจดั การและใช้ประโยชน์ในที่ดิน
เพ่ือก่อให้เกิดการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในชุมชนต่าง ๆ พื้นที่แถบเทือกเขาบรรทัด
จังหวดั พทั ลุง ท้งั น้ีเพอื่ เป็นการสร้างและก่อให้เกดิ ความมนั่ คงในการดารงชีพและดาเนินชวี ิตของ
ประชาชน ประกอบกบั การปรบั รูปแบบและวิถีของชุมชนที่จะต้องดาเนนิ การพ่ึงพาตนเองในวิถี
ชุมชนทอ้ งถิ่นในการจดั การตนเองผ่านกระบวนการร่วมคิดร่วมทาและร่วมตดั สินใจของประชาชน
ในชุมชนบนพ้นื ฐานทรพั ยากรธรรมชาติและภมู ิปญั ญาของชุมชนและการเสริมแรงจากหน่วยงาน
ภาครัฐในระดับท้องถ่ินและระดับภูมภิ าค ตลอดจนองคก์ รภาคเอกชนหรือภาคประชาสังคมต่าง ๆ
ในการขบั เคลอ่ื นและสร้างสรรค์ชุมชนใหเ้ กดิ การอย่ดู ีกินดีนามาซ่งึ ความสงบสุขของประชาชน
สร้างความมน่ั คงในการบริหารจัดการและใช้ประโยชนใ์ นท่ดี ิน
การเกดิ ความม่ันคงในการบริหารจัดการและใช้ประโยชนใ์ นทีด่ ินที่สามารถการดาเนิน
ชวี ติ อยา่ งปกตสิ ุข การมีความมนั่ คงในการใช้ประโยชน์และถอื ครองดินน้ันเป็นสิ่งที่ภาคประชาชน
และองค์กรชุมชนในพ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทัดจังหวดั พทั ลุงและพื้นท่ีภูมินิเวศน์รอบเทือกเขา
บรรทัดอีก 4 จังหวดั ที่ประกอบไปด้วยจังหวดั ตรัง จังหวัดนครีธรรมราช จังหวดั สตูลและ
จงั หวดั สงขลา น้ันให้ความสาคัญและมีความต้องการให้เกิดข้นึ กับประชาชนในพ้ืนที่ตลอดจน
พยายามผลกั ดันแนวคิดและกระบวนการดาเนินงานในชุมชนเพ่ือสรา้ งความมนั่ คงในชีวิตให้กับ
สมาชกิ เนื่องด้วยหากประชาชนมีความมน่ั คงในทีด่ ินทากนิ คือเม่ือสามารถท่ีจะทามาหากินและอยู่
อาศยั ในพนื้ แผ่นดินของตน ก็ทาให้ประชาชนมีรายได้ มคี วามมนั่ คงในอาชพี แลว้ ก็จะนามาสู่ความ
มน่ั คงในชีวิตตามมา เพราะอาชีพการทาสวนยางและสวนผลไมแ้ บบสมรมของคนแถบเทือกเขา
บรรทัดมีความอุดมสมบูรณ์เป็ นอย่างมาก การที่ประชาชนมีความมั่นคงในท่ีดินเพื่อทาสวน
ยางพาราในรูปแบบของป่ ายางพารา โดยในพ้นื ท่ีสวนยางของประชาชนก็จะมีการปลกู พืชตา่ ง ๆ
นานาชนิดเพอื่ ใชใ้ นการบริโภค เป็นยารักษาโรค เป็นพชื สาหรบั การใช้สอย ท้ังน้ีนอกเหนอื จากน้ัน
ก็แบ่งปันกันในชุมชนและก็นาไปแบง่ ขายในตลาดของชมุ ชน ซ่งึ นอกจากจะมีความมนั่ คงในอาชีพ
ความมนั่ คงในชวี ิตของประชาชนน้นั ก็จะเป็นหนทางท่ีจะขับเคลอื่ นหรือนาพาให้ประเทศชาติมี
ความมน่ั คงตามไปด้วยในความเป็นจริงแลว้ น้ันประชานในพืน้ ท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั จังหวดั พทั ลุง
198
แล ะพื้น ท่ีภูมินิเวศน์ รอ บเทือ กเขาบรรทัดอีก 4 จังหวัดท่ีประก อ บไปด้วยจังหวัดตรัง
จงั หวัดนครีธรรมราช จังหวดั สตูลและจังหวดั สงขลา น้ันทามาหากินเล้ียงชีพมาด้วยการป่ ายาง
มานานแลว้ และได้พฒั นามาเป็นรูปแบบการทาสวนยางพาราตามนโยบายและการส่งเริมของภาครัฐ
ซ่งึ ไม่มีความสอดคลอ้ งกับบริบทของพืน้ ที่ ประกอบกบั ไม่ก่อให้ความเหมาะสมท่ีสอดคลอ้ งกบั วิถี
และภูมิปัญญ าของประชาชน เพียงแต่เป็ นการดาเนินการตามแนวทางของภาครัฐเพ่ือรับ
การสงเคราะห์การทาสวนยางจากภาครัฐ
หากมองในความเป็นจริงแลว้ แนวทางการส่งเสริมและสนบั สนุนการทาการเกษตรของ
ภาครฐั ม่งุ ให้ความสาคญั กับแนวทางวิชาการ แตใ่ นความเป็นจริงน้ันวิชาการไมใ่ ชแ้ นวทางออกที่ดี
เสมอไป เนื่องจากบริบทและความตอ้ งการของประชาชนหรือชุมชนต่าง ๆ น้นั มีความแตกต่างกัน
ในจุดน้ีจงึ สามารถสะทอ้ นใหห้ นว่ ยงานภาครัฐท่ีรับผิดชอบด้านการส่งเริมการเกษตร ต้องหันมา
ทบท วน แน วทางใ น ก ารส่ งเสริ ม แล ะพัฒ น าก ารเก ษต รข อ งป ระเท ศใ ห้มี ค วามส อ ดค ล ้อ งแล ะ
เหมาะสมกบั แต่ละพ้นื ที่ การดาเนนิ การทสี่ อดคลอ้ งกับพื้นทก่ี ็จะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา
ใหก้ ับประชาชนทนี่ าไปสู่การสร้างความมนั่ คงในอาชพี ได้ ประกอบกบั ก่อให้เกิดรายไดท้ ม่ี นั่ คงใน
การเล้ียงดูครอบครวั ต่อไป อีกท้งั ประชาชนในพ้ืนทไี่ ม่มคี วามม่ันคงในท่ีดินเนือ่ งมาจากไม่มีสิทธ์ิ
ในการทากิน ไมม่ ีเอกสารสิทธ์ิใดที่สามารถรบั รองการทากินของประชาชนได้ ท้งั ๆ ท่ปี ระชาชน
ในพ้นื ท่ีมีสิทธ์ิของการครอบครองและทากนิ มานาน แต่ภาครัฐมองขา้ มประเด็นเหล่าน้ันไปโดย
จะต้องปรับเปล่ียนแนวคิดและแนวทางในการดาเนินงานและรูปแบบการจัดการท่ีจะต้องสร้าง
ความม่นั คงในท่ีดินให้กับประชาชน ด้วยให้สิทธ์ใิ นการทากนิ และอยู่อาศยั อยา่ งถูกกฎหมายหรือ
ถกู ต้องตามกฎระเบียบท่ีกาหนดข้ึนร่วมกันระหวา่ งภาคประชาชน องค์กรชุมชนและหน่วยงาน
ภาครฐั ในพ้ืนที่
เพือ่ ก่อใหเ้ กิดความมน่ั คงในการดารงชีพของประชาชนเกี่ยวกับท่ีดินทากินและอยู่อาศยั
น้ัน จาเป็นอยา่ งยิง่ ภาครัฐจะต้องดาเนนิ การเอกสารสิทธ์ใิ นที่ดินในรูปแบบของโฉนดทด่ี ินใหก้ ับ
ประชาชนในพ้ืนท่ี ซ่งึ เป็นบุคคลที่ถือครองเอกสารทพี่ ิสูจน์ได้ว่าได้รับเป็นมรดกจากบรรพบุรุษ
หรือมกี ารซ้ือขายท่ีถูกตอ้ ง ของเอกสารจาพวก ส.ค.1 นส.3 นส.3ก โดยยึดตามพื้นที่ดินที่มีอยู่จริง
ไมใ่ ช่ยึดตามจานวนท่ีดนิ ซ่ึงระบุไวใ้ นเอกสารเพยี งอย่างเดียว โดยจะต้องดาเนินการรางวดั แนวเขต
ของพื้นที่ใหม่ให้มีความชดั เจนแต่อย่างไรก็ตามจะต้องไม่เป็นท่ีท่ีอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบ
นิเวศหรือมคี วามเสี่ยงตอ่ การกระทบตอ่ ระบบนเิ วศ ท้ังน้ีหากประชาชนในพ้ืนที่มีเอกสารสิทธ์เิ ดิม
อยู่ มคี วามจาเป็นอย่างย่งิ ทีภ่ าครฐั จะต้องเวนคนื ที่ดนิ ข้ึนหากมีผลกระทบหรือสุ่มเส่ียงต่อการเกิด
ผลกระทบในระบบนิเวศ ท้งั น้ีก็เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่น้นั สามารถมีเอกสารสิทธ์ิในท่ีดินเป็น
ของตนเองและมีความมั่นคงในเรื่อของสิทธ์ใิ นทีด่ ินทากินละอย่อู าศยั การท่ปี ระชาชนมีเอกสาร
199
สิทธ์ิในท่ีดินจะนาไปสู่การแก้ไขปัญหาความขดั แยง้ ด้านท่ีดินและการบริหารจดั การท่ีดิ นของ
ภาครฐั กับภาคประชาชนเก่ียวกับสิทธ์ใิ นการถือครองที่ดนิ
นอกจากน้ีภาครฐั จะต้องรบั รองสิทธ์ใิ นการทากินและครอบครองท่ีดินและการอยอู่ าศยั
ของของประชาชนในพ้ืนท่ี คือภาครัฐจะตอ้ งรบั รองสิทธ์ใิ นการครอบครองทีด่ นิ ทากนิ และอยู่อาศัย
ของประชาชนในพื้นท่ีที่ทากินและอาศัยอยู่เดิมที่ไม่มีเอกสารสิทธ์ิ ส.ค.1 น.ส.3 น.ส.3ก เพื่อให้
ประชาชนมีหลกั ค้าประกันในสิทธ์ิในทีด่ ินและป้องกันไม่ให้มีการคุกคามและตรวจยดึ ทาลาย
อาสินจากเจา้ หน้าทีป่ ่ าไมแ้ ต่อย่างไรก็ตามจะต้องไม่เป็นที่ทีอ่ าจจะส่งผลกระทบตอ่ ระบบนิเวศหรือ
มีความเส่ียงต่อการกระทบต่อระบบนิเวศ ท้งั น้หี ากประชาชนในพ้ืนที่มีเอกสารสิทธ์เิ ดิมอยู่ มีความ
จาเป็นอยา่ งยง่ิ ท่ีภาครฐั จะต้องเวนคืนท่ีดินข้ึนหากมีผลกระทบหรือสุ่มเส่ียงตอ่ การเกิดผลกระทบใน
ระบบนิเวศท้งั น้ีสาหรับการรับรองสิทธ์ิในท่ีดินของประชาชนน้ัน ภาครัฐสามารถท่จี ะดาเนนิ การ
ร่วมกบั องคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรชมุ ชนและภาคประชาชนไดเ้ ป็นอยา่ งดี
ในขณะท่ีในบางพื้นทข่ี อบแถบเทือกเขาบรรทดั จังหวดั พัทลุงและพ้ืนที่ภมู ินิเวศน์รอบ
เทือกเขาบรรทดั อกี 4 จังหวดั ที่ประกอบไปด้วยจงั หวดั ตรัง จงั หวดั นครีธรรมราช จังหวัดสตูลและ
จงั หวดั สงขลาน้ัน ก็ได้มีการดาเนินการสารวจการถือครองและการรับรองการครอบครองและ
ทากินในท่ีดินขององค์กรชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ฉะน้ันภาครัฐสามารถที่จะ
นามาใชเ้ ป็นแนวทางหรือร่วมดาเนินการตามแนวทางที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ องค์กรชุมชน
และภาคประชาชนได้ดาเนินการอยู่ ท้งั น้ีการรับรองเก่ียวกับการถอื ครองและครอบครองที่ดินน้ัน
ถือเป็นแนวทางในการจัดการร่วมกันของทกุ ๆ ฝ่ าย เพ่ือหาแนวทางในการจัดการร่วมกัน ผ่าน
กระบวนการของชุมชน ประกอบกับเป็นแนวทางที่สามารถนาไปสู่ความยงั่ ยืนในการจัดการกับ
ปัญหาความขดั แยง้ ด้านที่ดินและการบริหารจดั การที่ดินในพน้ื ทไ่ี ด้
การปรบั เชิงวถิ ีการทาการเกษตร
การปรับเชิงวิถีการทาการเกษตรน้ัน ถือเป็ นประเด็นที่สาคัญ อย่างหน่ึงสาหรับ
การดารงชีวิตและประกอบอาชพี ของประชาชนพนื้ ที่แถบเทือกเขาบรรทดั จงั หวัดพทั ลงุ และพน้ื ท่ี
ภูมินิเวศนร์ อบเทือกเขาบรรทดั อกี 4 จังหวดั ท่ีประกอบไปด้วยจังหวัดตรัง จังหวดั นครีธรรมราช
จงั หวดั สตูลและจังหวดั สงขลา ซ่ึงพ่ึงพาและอยู่ร่วมกับป่ าได้อย่างสมดุลตลอดมา แต่ปัญหาน้ัน
เกิดข้ึนอย่างชัดเจนเมื่อภาครัฐเข้ามาส่งเสริมให้ประชาชนในพ้ืนท่ดี าเนินการปลูกยางพาราตาม
ระบบของกองทุนสงเคราะห์การทาสวนยาง ส่งผลให้วถิ ีการดารงชวี ติ ของประชาชนในพื้นที่ต้อง
เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากจะต้องเปล่ียนระบบการทาป่ ายางพาราในรูปแบบของป่ าสมรมมาเป็น
รูปแบบของสวนยางท่ตี อ้ งใชพ้ ื้นทีใ่ นการปลกู ยางพาราจานวนมาก ปรบั เปลยี่ นรูปแบบการปลูกยาง
เป็นพืชเชิงเดี่ยว ส่งผลให้ประชาชนต้องขยายพ้ืนท่ีปลุกยางพาราด้วยการบุกรุกแผ้วถางพ้ืน ที่ป่ า
200
แต่ในขณะเดียวกันภาครัฐเองน้ันก็ต้องการท่ีจะจากัดพ้ืนที่ไม่ให้มีการแผ้วถางและบุกรุกป่ าเพ่ิม
จานามาสู่การเกดิ ปญั หาความขดั แยง้ ด้านการบริหารจดั การที่ดินและปญั หาความขดั แยง้ ดา้ นที่ดิน
ท้งั น้ีเพื่อแก้ไขปัญหาใหก้ ับประชาชนในการประกอบอาชีพและลดปญั หาเกี่ยวกับการบุกรุกป่ า
เพ่อื ใช้ทด่ี ินปลูกยางเพิม่ ภาครัฐจะต้องมกี ารศึกษาและวจิ ัยระบบการปลูกยางเสียใหม่โดยจะต้อง
ปรับเปลี่ยนรูปแบบของการปลูกยางพาราในพ้ืนที่ท่กี ่อให้เกิดความเหมาะสมและสอดคลอ้ งกับ
บริบทของพ้ืนท่ีและจะตอ้ งปรบั แนวทางในการปลูกยางพาราที่กอ่ ให้เกดิ รายไดอ้ ย่างมน่ั คงใหก้ ับ
ประชาชนในพืน้ ท่ี
ด้วยบริบทของพื้นที่แถบเทอื กเขาบรรทัดจังหวัดพทั ลุงน้ันในบางส่วนมีความลาดชัน
ของพื้นที่และเป็นพื้นท่ีลาดเชิงเขา การปลูกพืชน้ันก็มีความจาเป็นอยา่ งยิง่ ที่จะต้องส่งเสริมและ
สนับสนุนให้มีการปลกู ตน้ ไมใ้ ห้สอดคล้องกับพ้ืนที่ จากสภาพของพื้นท่ีแถบเทอื กเขาบรรทัดใน
เขตจังหวดั พัทลุงน้ันมีความลาดชันต้งั แต่ 20-50% ซ่ึงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลกู ยางพารา
เพราะยางพาราเหมาะกับพน้ื ท่ที มี่ ีความลาดชันไม่เกิน 35% ในส่วนพ้ืนท่ีท่ีมีความลาดชนั เกนิ 35%
ข้ึนไป น้ันส่งเสริมให้ประชาชนในพ้ืนที่ปลูกป่ าผลไม้สมรม การปลูกป่ าผลไม้สมรมน้ันเป็ น
การปลูกพชื ท่ีสามารถใช้ประโยชน์ไดต้ ลอด โดยไม่มีการโค่นลม้ เพอ่ื ปลูกเพ่ิมเติมและไม่กอ่ ใหเ้ กิด
ผลกระทบหรือมคี วามเสี่ยงต่อการทาลายระบบนเิ วศ แต่สามารถที่จะปกป้องและรกั ษาระบบนเิ วศ
ใหค้ งเดมิ และมคี วามอดุ มสมบรู ณ์มากยง่ิ ข้นึ
4.6 รูปแบบในการบริหารจัดการที่ดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์ พื้นที่แถบเทือกเขา
บรรทัดในเขตจังหวัดพทั ลงุ อย่างยั่งยนื
รูปแบบในการบริหารจัดการทีด่ นิ ทากนิ ในพนื้ ท่ีป่าอนรุ กั ษ์ พ้ืนท่แี ถบเทอื กเขาบรรทดั ใน
เขตจังหวัดพทั ลุงอย่างยั่งยืน พื้นท่ีเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่ าเขาบรรทดั ประกอบไปด้วย 9 ตาบล
ในเขต 4 อาเภอ อนั ได้แก่ตาบลบ้านนาและตาบลลาสินธุ์ อาเภอศรีนครินทร์ ตาบลคลองเฉลิม
ตาบลคลองทรายขาว และตาบลกงหรา อาเภอกงหรา ตาบลตะโหมดและตาบลคลองใหญ่
อาเภอตะโหมด และพื้นทต่ี าบลทุ่งนารีและตาบลหนองธง อาเภอป่าบอน จังหวดั พทั ลุง และพื้นที่
อุทยานแห่งชาติเขาปู่เขาย่าประกอบไปด้วย 13 ตาบล ในเขต 4 อาเภอ อันได้แก่ ตาบลคลอง
ทรายขาว ตาบลคลองเฉลิม ตาบลกงหรา ตาบลชะรัดและตาบลสมหวงั อาเภอกงหรา ตาบลชุมพล
ตาบลลาสินธุ์และตาบลบ้านนา อาเภอศรีนครินทร์ ตาบลตะแพน ตาบลเขาย่าและตาบลเขาปู่
อาเภอศรีบรรพต และพื้นที่ตาบลเกาะเต่าและตาบลลานข่อย อาเภอป่ าพะยอม จังหวดั พัทลุง
ตามสภาพของบริบทพื้นท่ีในปัจจุบนั
จากการวิเคราะห์และสรุปขอ้ มูลจากผถู้ ูกสัมภาษณ์ ผเู้ ข้าร่วมการจัดประชุมแบบมีส่วน
ร่วมและข้อมูลเอกสารท่ีเก่ียวขอ้ งน้ันพบว่ารูปแบบในการบริหารจัดการท่ีดินทากินในพ้ืนท่ี
ป่าอนุรกั ษ์ พื้นท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลุงอย่างย่งั ยนื จะต้องดาเนนิ การปลูกต้นไม้
กันแนว ปลกู พืชตามวถิ ีและปลกู พืชตามลกั ษาณะที่ดิน
รูปแบบใน การบริหาร การปลกู ต้นไมก้ นั แนว กระบวน ก ารมีส่วน
จัดก ารที่ดิน ท ากิน ใน การปลกู พืชตามวิถี ร่วม ข อ งภาค รัฐใน
พื้น ที่ป่ าอ นุรัก ษ์ พ้ืน ที่ การปลกู พชื ตามลกั ษณะที่ดนิ ส่วนกลางส่วนภูมภิ าค
แถบเทือกเขาบรรทดั ใน แ ล ะ ส่ ว น ท้ อ ง ถิ่ น
เข ต จั งห วัด พัท ลุ ง อ ย่า ง ภาค ป ระชาชน แล ะ
ยงั่ ยืน องคก์ รชุมชน
ภาพท่ี 44 : รูปแบบในการบริหารจดั การทีด่ นิ ทากนิ ในพ้ืนที่ป่าอนรุ กั ษ์ พืน้ ทีแ่ ถบเทือก
เขาบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลงุ อยา่ งยง่ั ยืน
202
4.6.1 การปลูกต้นไม้กนั แนว
การบริหารจัดการที่ดินทากินในพื้นที่ป่ าอนุรักษ์ พื้นท่ีแถบเทือกเขาบรรทัดในเขต
จงั หวดั พัทลุงอย่างยัง่ ยืนน้ันจากการวิเคราะห์และสรุปขอ้ มูลจากผูถ้ ูกสัมภาษณ์ ผูเ้ ข้าร่วมการ
จดั ประชุมแบบมสี ่วนร่วม การเขา้ การสังเกตการณห์ รือการร่วมกจิ กรรมร่วมกับกลุ่มองค์กรชมุ ชน
ภาคประชาชนและภาครัฐในพื้นที่และขอ้ มลู เอกสารพบว่าการปลูกต้นไมก้ ันแนวระหว่างพื้นท่ี
ป่ าอนุรักษ์กับพ้ืนที่ทากินและอยู่อาศยั ของประชาชนน้ันถือเป็ นแนวทางอย่างหน่ึงสาหรับ
การบริหารจัดการที่ดนิ ในพื้นที่แถบเทือกเขาบรรทัดในเขตจังหวัดพทั ลุงทนี่ าไปสู่ความยง่ั ยืนได้
เนื่องจากปญั หาความขดั แยง้ ด้านที่ดนิ และการบริหารจดั การด้านท่ดี นิ ในพ้ืนทแ่ี ถบเทอื กเขาบรรทดั
จงั หวดั พทั ลงุ ส่วนหน่งึ มีสาเหตมุ าจากความไมช่ ัดเจนของแนวเขตของพน้ื ที่ทากินและอยอู่ าศัยของ
ประชาชนกับพื้นที่ป่าอนุรกั ษ์กับพื้นทีท่ ากินและอย่อู าศยั ของประชาชน ท้งั น้สี าหรบั การปลกู ต้นไม้
กนั แนวระหว่างพ้ืนท่ีป่าอนุรักษ์กบั พ้ืนที่ทากินและอยู่อาศัยของประชาชนประกอบไปดว้ ยพื้นท่ี
ป่าอนรุ กั ษพ์ นื้ ท่ีป่ากันชน พื้นท่ปี ่าสมรม พ้ืนที่ป่าเศรษฐกิจและพ้ืนทีอ่ ยู่อาศยั
1. พื้นทป่ี ่าอนรุ ักษ์น้ันเป็นแนวพนื้ ที่ป่าไมท้ อี่ ุดมสมบรู ณ์
2. พน้ื ที่ป่ากันชนน้ันเป็นแนวป่าไม้ ซ่งึ เป็นการปลกู ต้นไมย้ นื ตน้ ชนิดต่าง ๆ เพอ่ื เป็นป่ า
กันชนระหว่างเขตของพน้ื ทีป่ ่าอนรุ ักษ์กบั พ้นื ทป่ี ่าไมส้ มรมของประชาชน
3. พื้นที่ป่ าสมรมน้ันอาจจะเป็นป่ าผลไม้หรือป่ าไมท้ ี่มีการปลูกต้นไมช้ นิดต่าง ๆ ใน
พน้ื ทรี่ วมกันตามวิถแี ละภมู ปิ ญั ญาของชุมชน ซ่งึ ป่าผลไมส้ มรมน้ันเป็นพ้ืนท่ีป่าทอี่ ย่ถู ดั มาจากพืน้ ท่ี
ป่ากันชนและเป็นพื้นทีป่ ่าในลักษณะถาวรทไ่ี มม่ ีการโคน่ ล้มเพอ่ื ปลกู ตน้ ไมท้ ดแทน อกี ท้ังเป็นป่าที่
กอ่ ใหเ้ กดิ ความสมดุลต่อระบบนเิ วศ
4. พ้นื ทปี่ ่าเศรษฐกิจน้ัน เป็นพนื้ ทีส่ าหรบั การปลูกยางพาราหรือพชื เศรษฐกจิ อ่ืน ซ่งึ เป็น
ช้นั รองลงมาจากโซนป่ าสมรม เนื่องจากการปลูกยางพาราน้ันไม่ควรปลูกในพ้ืนท่ีสูงจึงมคี วาม
จาเป็นอย่างยง่ิ ที่จะต้องปลูกในพืน้ ท่ที ไี่ มก่ อ่ ใหเ้ กิดผลกระทบหรือมีความเสี่ยงต่อการทาลายระบบ
นเิ วศประกอบกับการปลูกยางพาราน้ันจะต้องปลูกในรูปแบบของป่ายางสมรม ซ่ึงเป็นการปลูก
ต้นไมช้ นิดต่าง ๆ ร่วมกบั การปลูกตน้ ยางพาราโดยเฉพาะตน้ ไมย้ นื ต้นที่สามารถสร้างรายไดจ้ ากการ
ขายเน้อื ไมไ้ ด้ในอนาคตหรือการปลูกป่าไมเ้ ศรษฐกจิ ชนิดอน่ื ทีเ่ หมาะสมกับพ้ืนทน่ี ้ัน ๆ สาหรับการ
นาไปประยุก ต์ใช้เพื่ อการแก้ไ ขปัญ หาความขัด แย้งด้านท่ีดิ น และบ ริ หารจัดการที่ ดินได้อ ย่าง
เหมาะสมและมคี วามสอดคลอ้ งกับบริบทของพน้ื ที่
5. พื้นท่ีอยู่อาศยั น้ันเป็นพ้ืนที่สร้างอาคารบ้านเรือนของประชาชนในการต้ังถ่ินฐาน
บ้านเรือนของประชาชน สาหรับการสร้างอาคารบ้านเรือของประชาชนในพื้นท่ีน้ันควรให้
ความสาคญั ตอ่ การอยรู่ ่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล จงึ ควรดารงชีพบนวถิ ีแหง่ ชุมชน ท้งั น้ใี นพื้นที่
203
อยู่อาศยั น้ันสามารถท่ีจะปลูกพืชผกั สวนครัวเพ่ือใช้ในการดารงชีพได้ ท้งั น้กี ารดาเนินการปลูก
ต้นไมก้ นั แนวระหวา่ งพ้ืนทปี่ ่ าอนุรักษ์กับพน้ื ที่ทากินของประชาชนในลกั ษณะของพื้นทป่ี ่ากนั ชน
เพื่อเป็นป่ากนั ชนระหว่างเขตของพื้นท่ีป่ าอนุรักษ์กับพื้นท่ีป่ าไมส้ มรมของประชาชนน้ันถือเป็น
รูปแบบในการบริหารจัดการทีด่ ินทก่ี ่อให้เกิดความยง่ั ยนื และสามารถนาไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่
อืน่ ๆ ทีม่ บี ริบทของพื้นทใ่ี กลเ้ คียงกนั
4.6.2 การปลูกพชื ตามวิถี
การบริหารจัดการที่ดินทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์ พื้นท่ีแถบเทือกเขาบรรทัดในเขต
จงั หวดั พัทลุงอย่างยงั่ ยืนน้ันจากการวเิ คราะห์และสรุปขอ้ มูลจากผู้ถูกสัมภาษณ์ ผู้เขา้ ร่วมการจัด
ประชมุ แบบมีส่วนร่วม การเข้าการสังเกตการณ์หรือการร่วมกิจกรรมร่วมกับกลุ่มองค์กรชุมชน
ภาคประชาชนและภาครัฐในพ้นื ที่และขอ้ มลู เอกสารพบว่าการปลูกพืชตามวถิ ีของชุมชนน้ันถอื เป็น
แนวทางในการบริหารจดั การทด่ี ินท่ีนาไปสู่ความยงั่ ยนื ได้เนอ่ื งจากการดาเนินการการปลูกพชื ตาม
วถิ ขี องชุมชนน้นั เป็นการดาเนินการเพือ่ สรา้ งความชัดเจนในการการแนวเขตพืน้ ท่แี ละเป็นลกั ษณะ
ของการดาเนินงานท่ีมคี วามสอดคลอ้ งกบั บริบทและภมู ิปัญญาของชมุ ชน ท้งั น้ีการปลูกพืชตามวิถี
และภูมิปญั ญาของชุมชนที่นาไปสู่บริหารจัดการทด่ี ินอย่างยงั่ ยนื ในพ้ืนที่แถบเทอื กเขาบรรทัดใน
เขตจังหวดั พทั ลงุ และสามารถนาไปประยุกต์ใช้กับพ้ืนท่อี ื่น ๆ ท่ีมีบริบทของพื้นที่ใกลเ้ คียงกันน้ัน
ประกอบไปด้วยการจัดทาป่าสมรมและกาหนดพ้นื ท่ีป่าชุมชน
1. จดั ทาป่าสมรม
การ บริ ห า รจัด ก าร ท่ี ดิน ทากิ น ด้ วย ก ารทาส ว น ส มร มห รื อ ส มล มน้ั น เป็ น ก าร ป ลู ก
ผสมผสานของต้นไมน้ านาชนิด ไม่มีการแยกแปลงแยกชนิด อาศัยธรรมชาติให้เกื้อกูลกันเอง
นับเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านอยา่ งแท้จริงเพราะผลไมแ้ ต่ละชนดิ ออกผลผลิตไม่พร้อมกัน ทาให้
เจา้ ของสวนสามารถจาหน่ายผลผลิตได้ท้งั ปีและช่วยแก้ปญั หาผลผลิตลน้ ตลาดด้วย ในสวนสมรม
จะมีผลไม้ชนิดต่าง ๆ เช่น ทุเรียน มังคุด ลางสาด จาปาดะ หมาก สะตอ ลูกเนียง หมาก มะพร้ าว
เป็นตน้ การปลูกพืชสมรมถอื เป็นแนวทางอย่างหน่งึ ทก่ี ่อให้เกิดการบริหารจดั การที่ดินท่นี าไปสู่
ความยง่ั ยืนได้ ท้ังน้จี ึงมีความจาเป็นอย่างย่งิ ทจ่ี ะต้องส่งเสริมใหช้ ุมชนต่าง ๆ ในพ้ืนทแี่ ถบเทือกเขา
บรรทดั จังหวัดพทั ลุงดาเนินการปรบั วิถีของตนเพอ่ื เป็นการแก้ไขปญั หาความขัดแยง้ ดานท่ีดนิ และ
การบริหารจัดการที่ดินกับภาครัฐ เนื่องจากการจดั ทาป่ าสมรมน้ันเป็นการปลูกต้นไมย้ นื ต้นต่าง ๆ
ร่วมกนั ไว้ และสามารถเกบ็ ผลผลติ ได้ทกุ ปี เพราะถา้ หากตน้ ผลไมอ้ ยา่ งหน่งึ ไม่ออกผล ก็จะมตี น้ อีก
อย่างหน่ึงจะให้ผลแทน อาทิเช่น หากปี น้ีมังคุดไม่ออกลูก ก็จะเป็นการขายหมากแทนหรือหาก
มงั คุดราคาถกู ก็จะสามารถขายจาปาดะได้ในราคาทีส่ ูงซ่ึงถือเป็นแนวทางให้พน้ื ท่ีอน่ื ๆสามารถ
204
นาไปประยุกต์ใช้เพ่อื บริหารจดั การทด่ี ินและจดั ทาป่าสมรมได้อย่างเหมาะสมและมีความสอดคลอ้ ง
กบั บริบทของพื้นท่ี
สาหรับการจัดทาในรูปแบบป่ าสมรมน้ันในความเป็ นจริงแล้วน้ันประชาชนแถบ
เทือกเขาบรรทัดจังหวัดพัทลุงเดิมน้ันประชาชนมีวิถีในการทาสวนในรูปแบบของป่ าสมรม
แมก้ ระทงั่ การปลูกยางพารา ในอดีตในนิยมปลูกรวมกบั ต้นไมช้ นดิ อื่น ๆ ในลกั ษณะของป่ าสมรม
แตด่ ้วยนโยบายในการส่งเสริมของภาครฐั ท่ีนาไปสู่การทาลายลา้ งวิถีและภมู ิปญั ญาของบรรพชน
คนเขา้ บรรทดั ท่ีมกี ารส่งเสริมให้ประชาชนปรับวิถีการปลูกยางพาราจากป่าสมรม ซ่งึ ให้ผลผลิตได้
ไมเ่ ต็มศกั ยภาพเนื่องจากปลกู ไดจ้ านวนนอ้ ย ประกอบกับผสมปนเปอยู่กับต้นไม้อนื่ ๆ นานาชนิด
การให้ผลผลิตจงึ ไม่ค่อยจะคมุ้ ค่ามากนัก ดว้ ยการกาหนดใหก้ ารปลกู ยางพาราน้ันกลายเป็นรูปแบบ
ของการปลูกพืชเชงิ เด่ียวและมหี ลักเกณฑ์ในการขอทุนสงเคราะห์การทาสวนยางท่ีจะต้องมีการ
ปลูกยางให้เป็นแถวเป็นแนวตามหลกั วิชาการของกรมเกษตร รวมท้งั ใหต้ ดั โคน่ ต้นไมช้ นิดต่าง ๆ
ในสวนยางไม่ให้มีอยู่ ซ่ึงสามารถกล่าวได้ว่าภาครัฐพยายามเข้ามาปรับวถิ ีการปลูกยางพ าราจาก
รูปแบบป่ ายางพารามาเป็ นสวนยางพาราน่ันเอง
แตอ่ ย่างไรก็ตามในปจั จุบนั ภาครับก็มนี โยบายให้ประชาชนปรับเปลี่ยนรูปแบบการทา
สวนยางพารา ไปเป็นรูปแบบป่ายางพาราเหมือนเดิมดว้ ยการส่งเสริมและสนับสนนุ ให้ประชาชน
ปลกู พชื ร่วมยาง เพื่อให้กลบั กลายเป็นรูปแบบดง่ั เดิมของประชาชนในพ้ืนท่ีคือป่ ายางพารา จากการ
ให้ความสาคญั ของภาครัฐด้วยการส่งเสริมใหม้ ีการปลูกพืชชนิดตา่ ง ๆ ร่วมกันตน้ ยางพาราของ
ภาครฐั น้ันถือเป็นนิมิตหมายท่ีดีสาหรับการนามาใช้ในการแก้ไขปญั หาการบริหารจัดการที่ดินใน
พื้นทแี่ ถบเทือกเขาบรรทัดจังหวดั พัทลุงเพ่ือให้การส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นท่ีแถบเทือกเขา
บรรทดั จัดทาป่าสมรมซ่งึ เป็นวิถดี ้ังเดมิ น้ัน อกี ท้งั เพ่อื กอ่ ใหเ้ กดิ การใชป้ ระโยชน์จากท่ีดนิ อยา่ งคุม้ ค่า
นาไปสู่การแกไ้ ขปญั หาความขดั แยง้ ดา้ นทด่ี นิ และเกดิ การบริหารจดั การทีด่ ินได้อยา่ งยง่ั ยนื
เนื่องด้วยการทาป่ าสมรมน้นั กอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชน์ต่อการดารงชพี ของประชาชนเป็นอยา่ ง
มาก จงึ มีความจาเป็นอย่างย่ิงท่ีจะต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนทาการปลูกหรือจาทา
พื้นทป่ี ่ าสมรมในพ้ืนที่ซ่ึงมีความสุ่มเสี่ยงต่อการทาลายระบบนิเวศ รวมท้ังเพ่ือแก้ไขปัญหาการ
ทาลายหรือเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและการทาลายทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม
ตลอดจนใช้เป็นแนวทางเพ่ือปกป้องพ้ืนที่ป่ าไมใ้ ห้ยงั คงอุดมสมบูรณ์และอยู่ร่วมกับป่าได้อย่าง
สมดลุ ในการดาเนนิ การบริหารจัดการท่ีดนิ ในพ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั จงั หวดั พทั ลงุ และพนื้ ทภี่ ูมิ
นิเวศน์รอบเทือกเขาบรรทัดอีก 4 จังหวดั ท่ีประกอบไปด้วยจังหวดั ตรัง จังหวดั นครีธรรมราช
จังหวดั สตูลและจังหวดั สงขลาน้ันกเ็ ชน่ กัน การส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนต่าง ๆในพื้นทจ่ี ดั ทา
ป่าสมรมในพ้ืนท่ีเสี่ยงต่อการพงั ทลายของดินหรือมีสุ่มเสี่ยงที่กอ่ ให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ
205
โดยทาการจดั ทาป่าสมรมในพ้นื ท่ีซ่งึ อยรู่ อบแนวเขตพื้นที่ทากนิ ของประชาชนกับพ้ืนท่ีป่าอนุรกั ษ์
น้ัน ประชาชนควรจะจัดทาป่าผลไม้สมรมเพอ่ื สามารถที่จะได้ประโยชน์จากการทาป่าสมรมตลอด
ท้งั ปี ซ่ึงก่อให้เกิดรายได้กบั ประชาชนในระยะยาว รวมท้งั นาไปสู่การรกั ษาไว้ซ่ึงระบบนเิ วศและ
เป็นการปรับวิถีสู่การอยู่ร่วมกับป่ าได้อย่างสมดุล ในการจัดทาป่ าสมรมในพ้ืนที่ด้วยการปลูก
ระหวา่ งพื้นท่ปี ่ากนั ชนกบั พนื้ ท่ปี ่ ายางขอประชาชนน้ันเป็นการฟ้ืนคืนพื้นท่ปี ่าไมใ้ หค้ งอุดมสมบูรณ์
และประชาชนสามารถทีจ่ ะเขา้ ไปทากินและใช้ประโยชน์ไดต้ ลอดชีวติ อีกท้ังสามารถนาไปสู่การ
แกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นท่ดี นิ และนาไปสู่การกบริหารจัดการทด่ี ินทีก่ ่อใหเ้ กิดความยง่ั ยืนในทุกมติ ิ
2. กาหนดพ้นื ทีป่ ่าชุมชน
การบริหารจัดการท่ีดินทากินด้วยกาหนดพ้ืนที่ป่ าชุมชนน้ันเป็ นรูปแบบหน่ึงใน
การบริหารจดั การที่ดินในพื้นท่ีและนาไปสู่การบริหารจัดการที่ดนิ ในพื้นที่แถบเทือกเขาบรรทดั
จงั หวดั พทั ลุงได้อย่างยงั่ ยืน อีกท้งั ยังเป็นแนวทางให้พื้นที่อ่ืน ๆ สามารถนาไปประยกุ ต์ใช้เพื่อ
บริหารจัดการท่ดี นิ และกาหนดพ้ืนทปี่ ่าชุมชนได้อยา่ งเหมาะสมและมคี วามสอดคลอ้ งกบั บริบทของ
พืน้ ท่ี การกาหนดพื้นทปี่ ่าจะประกอบไปดว้ ยพืน้ ทป่ี ่ าอนรุ ักษซ์ ่งึ เป็นพ้ืนท่ีป่ าช้ันท่ี 1 พื้นที่ป่ ากนั ชน
ซ่งึ เป็นพ้ืนท่ีป่าช้นั ที่ 2 พ้ืนท่ีป่ าไม้สมรมซ่ึงเป็นพ้นื ที่ป่าช้ันที่ 3 พื้นท่ีป่ าเศรษฐกิจซ่งึ เป็นพื้นที่ป่ า
ช้ันท่ี 4 และพ้ืนท่ีอยู่อาศยั ซ่ึงเป็นพนื้ ทป่ี ่าช้นั ท่ี 5
1. พ้ืนท่ีป่ าช้ันท่ี 1 น้ันเป็ นการกาหนดให้เป็นแนวเขตของพื้นท่ีป่ าชุมชนที่จะต้อง
อนุรักษ์ไวซ้ ่งึ เป็นแนวพน้ื ทปี่ ่าไมท้ อี่ ดุ มสมบรู ณ์และเป็นเขตของพน้ื ที่ป่าอนุรกั ษ์
2. พ้ืนที่ป่ าช้ันที่ 2น้ันเป็ นการกาหนดให้เป็นแนวเขตของพื้นท่ีป่ ากันชนซ่ึงเป็ นแนวป่ าไม้
ซ่งึ เป็นการปลูกตน้ ไมย้ ืนตน้ ชนิดตา่ ง ๆ เพ่ือเป็นป่ากันชนระหว่างเขตของพื้นทีป่ ่าอนุรกั ษ์กบั พนื้ ท่ี
ป่าไมส้ มรมของประชาชน
3. พืน้ ทีป่ ่าช้ันที่ 3 น้ันเป็นการกาหนดให้เป็นแนวเขตของพื้นทป่ี ่ าไมส้ มรมน้ัน เป็นป่ า
ผลไมห้ รือต้นไมต้ ่างท่ีมกี ารปลกู ตน้ ไมช้ นดิ ต่าง ๆ ในพื้นที่รวมกันตามวถิ แี ละภูมปิ ญั ญาของชุมชน
ซ่ึงป่าไมส้ มรมน้นั เป็นพื้นที่ป่าท่อี ยู่ถัดมาจากพน้ื ท่ปี ่ากันชนและเป็นพืน้ ที่ป่าในลกั ษณะถาวรท่ีไม่มี
การโค่นลม้ เพ่อื ปลกู ต้นไมท้ ดแทน อกี ท้งั เป็นป่าทก่ี ่อให้เกิดความสมดุลต่อระบบนิเวศ
4. พื้นท่ปี ่าช้นั ที่ 4 น้ันเป็นการกาหนดใหเ้ ป็นแนวเขตของพ้ืนท่ีป่าเศรษฐกจิ ซ่งึ เป็นพื้นที่
สาหรับการปลูกพชื เศรษฐกิจ ซ่ึงเป็นช้นั รองลงมาจากโซนป่าไมส้ มรม จงึ มีความจาเป็นอย่างยงิ่ ที่
จะต้องปลกู ในพนื้ ทีท่ ไ่ี มก่ อ่ ให้เกิดผลกระทบหรือมีความเส่ียงตอ่ การทาลายระบบนิเวศ
5. พื้นที่ป่ าช้ันที่ 5 น้ันเป็นการกาหนดใหเ้ ป็นแนวเขตของพื้นที่อยู่อาศยั ซ่ึง เป็นพ้ืนท่ี
สรา้ งอาคารบ้านเรือนของประชาชน ในการต้งั ถ่ินฐานบ้านเรือนของประชาชน สาหรับการสร้าง
206
อาคารบ้านเรือนของประชาชนควรใหค้ วามสาคญั ต่อการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลท้งั น้ใี น
พืน้ ที่อยู่อาศยั น้ันสามารถทจ่ี ะปลูกพชื ผกั สวนครวั เพอื่ ใช้ในการดารงชพี ได้
เพ่ือดาเนินการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการในที่ดินพ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั ใน
เขตพทั ลุงและเป็นแนวทางให้พนื้ ที่อ่ืน ๆ สามารถนาไปประยุกต์ใช้เพ่ือบริหารจัดการทีด่ ินและ
กาหนดพ้ืนท่ปี ่ าชมุ ชนได้อย่างเหมาะสมและมีความสอดคล้องกับบริบทของพ้ืนท่ี สาหรับกาหนด
พ้ืนทีป่ ่าชมุ ชนจงึ ถอื เป็นรูปแบบในการบริหารจดั การทดี่ ินทกี่ อ่ ให้เกิดความยง่ั ยืนท้งั น้กี จ็ ะกอ่ ให้เกิด
ความชัดเจนเก่ียวกับพ้ืนที่ทากินและอยู่อาศยั ของประชาชนกับพื้นที่ป่ าชมุ ชน ตลอดจนก่อให้
กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และกระบวนการมีส่วนร่วมเพ่ือบริหารจดั การที่ดินในรูปแบบของ
ป่ าชุมชน
4.6.3 การปลูกพชื ตามลกั ษณะท่ีดิน
การบริหารจดั การท่ีดนิ ทากนิ ด้วยการปลูกพืชตามลกั ษณะทด่ี ินซ่งึ เป็นการปลูกพชื ตามระดับ
ของความลาดชันของพื้นท่ีเป็นแนวทางในการบริหารจัดการทด่ี ินในพน้ื ทีแ่ ละนาไปสู่การบริหาร
จัดการทด่ี นิ ในพ้ืนทีแ่ ถบเทอื กเขาบรรทดั จังหวดั พัทลุงไดอ้ ย่างยงั่ ยนื และเป็นแนวทางใหพ้ ื้นที่อ่ืน ๆ
สามารถนาไปประยกุ ต์ใชเ้ พื่อบริหารจดั การทีด่ ินไดอ้ ยา่ งเหมาะสมและมคี วามสอดคลอ้ งกับบริบท
ของพ้ืนที่ซ่งึ ประกอบไปด้วย การปลกู พืชตามระดับของความลาดชันของพ้ืนท่ีการปลูกพืชตาม
ระดับของความลาดชันของพื้นท่ีประกอบไปด้วยพื้นที่ป่ าอนุรักษ์ซ่ึงเป็นพ้ืนที่ที่มคี วามลาดชัน
อนั ดับ 1 พื้นท่ีป่ากันชนซ่ึงเป็นพ้ืนที่ทมี่ ีความลาดชัน อนั ดับ 2 พ้ืนท่ีป่าไมส้ มรมซ่ึงเป็นพื้นท่ีที่มี
ความลาดชนั อันดับ 3 พื้นทปี่ ่ าเศรษฐกิจซ่งึ เป็นพน้ื ที่ทม่ี ีความลาดชันอันดับ 4 และพื้นทอ่ี ยอู่ าศยั ซ่ึง
เป็นพ้ืนทที่ ่ีมีความลาดชันอนั ดับ 5 หรือไม่มคี วามลาดชันเลย
1. สาหรบั พื้นท่ีท่ีมีความลาดชันอนั ดับ 1 น้ันเป็นการกาหนดให้เป็นแนวเขตของ
พืน้ ทป่ี ่าอนุรักษน์ ้นั เป็นแนวพน้ื ทป่ี ่าไมท้ ่อี ุดมสมบูรณแ์ ละเป็นเขตของพื้นท่ีของป่าอนุรักษ์
2. พนื้ ท่ที ม่ี ีความลาดชันอนั ดับ 2 น้นั เป็นการกาหนดให้เป็นแนวเขตของพืน้ ท่ปี ่ากัน
ชนน้นั เป็นแนวป่าไม้ ซ่งึ เป็นการปลกู ต้นไมย้ ืนตน้ ชนิดต่าง ๆ เพ่ือเป็นป่ากนั ชนระหว่างเขตของ
พนื้ ท่ขี องป่าอนุรักษ์กับพน้ื ทป่ี ่าไมส้ มรมของประชาชน
3. พืน้ ที่ที่มคี วามลาดชันอนั ดับ 3 น้ันเป็นการกาหนดให้เป็นแนวเขตพ้ืนที่ป่ าสมรม
น้นั อาจจะเป็นป่ าผลไมห้ รือป่ าไมท้ ี่มีการปลูกตน้ ไม้ชนิดต่าง ๆ ในพ้ืนที่รวมกันตามวถิ ีและภูมิ
ปัญญาของชุมชน ซ่ึงป่าผลไมส้ มรมน้ันเป็นพืน้ ทป่ี ่ าท่อี ยถู่ ดั มาจากพืน้ ที่ป่ากนั ชนและเป็นพ้ืนที่ป่ า
ในลกั ษณะถาวรท่ีไม่มกี ารโคน่ ลม้ เพ่ือปลูกตน้ ไมท้ ดแทน อีกท้งั เป็นป่าทีก่ ่อใหเ้ กิดความสมดลุ ต่อ
ระบบนเิ วศ
207
4. พ้ืนท่ีท่ีมคี วามลาดชันอนั ดับ 4 น้ันเป็นการกาหนดให้เป็นแนวเขตของการปลูก
ยางพาราหรือพืชเศรษฐกจิ อื่น ซ่ึงเป็นช้นั รองลงมาจากโซนป่าสมรม เนื่องจากการปลกู ยางพาราน้ัน
ไม่ควรปลูกในพ้นื ที่สูง จึงมีความจาเป็นอย่างย่ิงทจี่ ะต้องปลกู ในพืน้ ทท่ี ่ีไมก่ อ่ ใหเ้ กิดผลกระทบหรือ
มคี วามเสี่ยงต่อการทาลายระบบนเิ วศประกอบกบั การปลูกยางพาราน้ันจะตอ้ งปลกู ในรูปแบบของ
ป่ายางสมรม ซ่ึงมีการตน้ ไม้ยืนตน้ ร่วมกับตน้ ยางหรือป่ าไม้เศรษฐกิจชนิดอื่นท่ีเหมาะสมกับพื้นที่
น้นั ๆ สาหรับการนาไปประยกุ ต์ใช้เพื่อการแก้ไขปัญหาความขดั แย้งด้านท่ีดินได้อย่างเหมาะสม
และมีความสอดคลอ้ งกับบริบทของพ้ืนท่ี
5.พ้ืนที่ท่ีมีความลาดชันอนั ดับ5น้ันเป็นการกาหนให้เป็ นแนวเขตของพ้ืนท่ีอยู่อาศัยน้ัน
เป็นพื้นท่ีสร้างอาคารบ้านเรือนของประชาชนในการต้งั ถิ่นฐานบ้านเรือน ซ่ึงการสร้างอาคาร
บ้านเรือนของประชาชนในพ้ืนท่ีน้ันควรให้ความสาคญั ต่อการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล
จงึ ควรดารงชพี บนวถิ ีแห่งชุมชน ท้งั น้ีในพน้ื ทอี่ ยู่อาศยั น้ันสามารถทจ่ี ะปลกู พชื ผกั สวนครวั เพือ่ ใช้
ในการดารงชีพได้การปลูกพืชตามระดับของความลาดชันของพื้นที่น้ันถือเป็ นรู ปแบบในการ
บริหารจดั การทดี่ ินที่กอ่ ให้เกดิ ความยงั่ ยืน
รูปแบบในการบริหารจัดการท่ดี ินทากนิ ในพ้ืนทปี่ ่าอนุรักษ์ พนื้ ที่แถบเทอื กเขาบรรทดั ใน
เขตจังหวดั พทั ลุงอย่างยงั่ ยนื น้นั ประกอบไปด้วยการดาเนินการบริหารจดั การทด่ี ินในรูปแบบของ
การปลูกต้นไม้กันแนวระหว่างพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์กับพื้นที่ทากิน และท่ีอยู่อาศัยของประชาชน
การปลูกพืชตามวถิ ีและการปลูกพืชตามลกั ษณะท่ีดินซ่งึ เป็นการปลกู ตามระดับของความลาดชัน
ของพน้ื ท่ี โดยสามารถนาไปประยุกตใ์ ชใ้ นการบริหารจัดการทีด่ ินทากนิ ในพื้นทป่ี ่าอนุรักษ์พนื้ ทภี่ ูมิ
นิเวศน์รอบเทือกเขาบรรทัดอีก 4 จังหวัดที่ประกอบไปด้วยจังหวัดตรัง จังหวัดนครีธรรมราช
จงั หวดั สตูลและจังหวดั สงขลา และในความเป็นจริงแลว้ น้ันการดาเนินการเพือ่ บริหารจัดการท่ดี ิน
ในพ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทัดน้ันทีส่ ามารถนาไปสู่การแก้ไขปัญหาความขดั แยง้ ด้านทด่ี ินและการ
บริหารจัดการท่ีดินในพ้ืนท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั ได้อย่างยง่ั ยืน จาเป็นอย่างยิ่งท่ีท้ังภาครัฐ ภาค
ประชาชนและองค์กรชมุ ชนจะต้องเขา้ มาดาเนนิ การส่งเสริมและสนับสนนุ ให้ประชาชนในพื้นท่ี
ปรับเปล่ียนวิถี อีกท้งั ยังเป็นแนวทางให้พื้นท่ีอน่ื ๆ สามารถนาไปประยุกตใ์ ช้เพ่ือบริหารจัดการ
ท่ีดนิ และการแก้ไขปญั หาความขดั แย้งดา้ นท่ดี ินได้อย่างเหมาะสมและมคี วามสอดคลอ้ งกับบริบท
ของพ้นื ที่
208
4.7 รูปแบบแก้ไขปญั หาทดี่ นิ ทากนิ ในพ้นื ทีป่ ่ าอนุรักษ์ พืน้ ท่ีแถบเทอื กเขาบรรทดั ในเขต
จงั หวดั พทั ลงุ อย่างยงั่ ยืน
รูปแบบแก้ไขปัญหาท่ดี ินทากินในพื้นที่ป่ าอนุรักษ์ พื้นที่แถบเทือกเขาบรรทัดในเขต
จังหวดั พัทลุงอย่างย่งั ยืน พื้นท่ีเขตรักษาพนั ธุ์สัตว์ป่ าเขาบรรทดั ประกอบไปด้วย 9ตาบลในเขต4อาเภอ
อนั ไดแ้ ก่ ตาบลบา้ นนาและตาบลลาสินธ์ุ อาเภอศรีนครินทร์ ตาบลคลองเฉลมิ ตาบลคลองทรายขาว
และตาบลกงหรา อาเภอกงหรา ตาบลตะโหมดและตาบลคลองใหญ่ อาเภอตะโหมด และพ้ืนที่
ตาบลทุ่งนารีและตาบลหนองธง อาเภอป่าบอน จังหวดั พทั ลงุ และพ้ืนท่ีอุทยานแห่งชาติเขาปู่เขาย่า
ประกอบไปด้วย 13 ตาบล ในเขต 4 อาเภอ อนั ได้แก่ ตาบลคลองทรายขาว ตาบลคลองเฉลิม
ตาบลกงหราตาบลชะรัดและตาบลสมหวังอาเภอกงหราตาบลชุมพล ตาบลลาสินธ์ุและตาบลบ้านนา
อาเภอศรีนครินทร์ ตาบลตะแพน ตาบลเขาย่าและตาบลเขาปู่ อาเภอศรีบรรพตและพ้ื นท่ีตาบลเกาะเต่า
และตาบลลานข่อย อาเภอป่าพะยอม จงั หวดั พทั ลุง ตามสภาพของบริบทพน้ื ทใี่ นปัจจุบนั
จากการวิเคราะห์และสรุปขอ้ มูลจากผถู้ ูกสัมภาษณ์ ผเู้ ข้าร่วมการจดั ประชุมแบบมสี ่วน
ร่วมและขอ้ มูลเอกสารที่เกยี่ วขอ้ งน้นั พบว่ารูปแบบแก้ไขปัญหาทด่ี ินทากนิ ในพ้ืนทีป่ ่าอนรุ ักษ์ พน้ื ที่
แถบเทอื กเขาบรรทดั ในเขตจังหวัดพทั ลงุ อย่างยงั่ ยืนจะตอ้ งดาเนนิ การจดั ทาแนวเขตของท่ีดนิ ทากิน
และการรับรองเอกสารสิทธ์ใิ นทีด่ ิน
รูป แบ บ แก้ ไข ปั ญ ห า การจัดทาแนวเขตของทดี่ นิ ทากนิ กระบวน ก ารมีส่วน
ท่ีดินทากิน ใน พ้ืนที่ป่ า การรับรองเอกสารสิทธ์ใิ นทีด่ ิน ร่วม ข อ งภาค รัฐใน
อ นุ รั ก ษ์ พื้ น ที่ แ ถ บ ส่วนกลางส่วนภูมิภาค
เทื อ ก เข าบ รรทัดใ น เข ต แ ล ะ ส่ ว น ท้ อ งถ่ิ น
จงั หวดั พทั ลุงอยา่ งยง่ั ยนื ภาค ป ระชาชน แล ะ
องค์กรชมุ ชน
ภาพท่ี 45 รูปแบบแกไ้ ขปญั หาท่ดี ินทากินในพืน้ ที่ป่าอนรุ กั ษ์ พื้นที่แถบเทือกเขาบรรทดั
ในเขตจังหวดั พทั ลงุ อย่างยง่ั ยนื
209
4.7.1 การจัดทาแนวเขตของทด่ี นิ ทากิน
รูปแบบแก้ไขปัญหาท่ีดินทากินในพ้ืนท่ีป่ าอนุรักษ์ พ้ืนที่แถบเทือกเขาบรรทดั ในเขต
จงั หวดั พทั ลงุ อยา่ งยง่ั ยืนการจดั ทาแนวเขตของที่ดินทากินและอยู่อาศยั ของประชาชนกบั แนวเขต
พืน้ ท่ีป่าอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วมโดยใชข้ อ้ มูลเชงิ ประจักษ์น้ันกเ็ พ่อื แก้ไขปัญหาความขดั แยง้ ด้าน
ทดี่ นิ และการบริหารจดั การท่ดี ิน ซ่ึงเป็นปัญหาจากความไม่ชดั เจนของแนวเขตทด่ี ินทากินและอยู่
อาศยั ของประชาชนกบั แนวเขตพืน้ ท่ีป่าอนุรกั ษ์และกอ่ ใหเ้ กิดความชดั เจนในเรื่องของแนวเขตพนื้ ที่
ทากินและอยอู่ าศยั ของประชาชนกับพืน้ ท่ีแนวเขตป่าไมอ้ นุรกั ษ์ ดว้ ยการจัดทาแนวเขตของที่ดนิ ทา
กินและอยอู่ าศยั ของประชาชนกบั แนวเขตพ้นื ที่ป่าอนุรักษแ์ บบมีส่วนร่วมจากขอ้ มลู เชิงประจกั ษ์
และสภาพความเป็นจริงในปจั จบุ นั
สาหรับการจัดทาแนวเขตของท่ีดินทากินและอยูอ่ าศยั ของประชาชนกับแนวเขตพน้ื ที่ป่ า
อนุรักษ์แบบมีส่วนร่วมโดยใช้ขอ้ มูลเชงิ ประจักษ์ก็เพื่อแก้ไขปัญหาความไมช่ ัดเจนของแนวเขต
ที่ดินทากนิ และอย่อู าศยั ของประชนกบั พ้ืนทป่ี ่าอนุรักษ์ท้งั น้จี ากความไมช่ ดั เจนของแนวเขตท่ีดนิ ทา
กินและอยอู่ าศยั ของประชนกบั พ้ืนทปี่ ่าอนรุ ักษ์กลายเป็นโจทยท์ ี่ต่างฝ่ายต่างใช้กล่าวหากนั ระหวา่ ง
ภาคประชาชน องค์กรชุมชนและภาครัฐ อีกท้งั ยังนาไปสู่การเกิดเป็นประเด็นของปัญหาความ
ขดั แย้งดา้ นท่ีดินซ่งึ มาจากการบริหารจดั การที่ดินและปัญหาความขดั แยง้ ด้านที่ดนิ จากการบริหาร
จดั การท่ีดินทีไ่ ม่มีประสิทธิภาพในพื้นท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั จังหวัดพทั ลุง จนกลายเป็นปัญหา
ความขดั แยง้ ด้านท่ีดนิ ระหว่างภาคประชาชน องคก์ รชุมชนกับภาครัฐในระดับภูมินิเวศเขาบรรทัด
ซ่งึ เป็นเครือข่ายของภาคประชาชนและองค์กรชุมชนซ่งึ อยู่อาศัยและทากินอยู่รอบเทือกเขาบรรทัด
นาไปสู่การสร้างหลกั ประกันในที่ทากินและอยู่อาศยั ให้ประชาชนในชุมชนต่าง ๆ พื้นที่แถบ
เทือกเขาบรรทัดจังหวัดพทั ลุง เนื่องจากการจัดทาแนวเขตของท่ีดินทากินและอยู่อาศัยของ
ประชาชนกับแนวเขตพื้นที่ป่าอนุรักษแ์ บบมีส่วนร่วมโดยใช้ขอ้ มลู เชิงประจักษ์น้ัน เม่ือมีความ
ชดั เจนของแนวเขตพื้นที่ซ่ึงดาเนินการบ่างเขตแนวจากขอ้ มูลและข้อเท็จจริ งท่ีเป็นปัจจุบันน้ัน
สามารถท่ีจะเป็นหลกั ประกันของการได้ทากินและอยอู่ าศยั ในพ้ืนทีไ่ ดแ้ ละการจัดทาแนวเขตของ
ทีด่ นิ ทากนิ และอยู่อาศยั ของประชาชนกับแนวเขตพืน้ ที่ป่าอนุรกั ษ์แบบมีส่วนร่วมโดยใช้ขอ้ มูลเชิง
ประจกั ษ์น้ันกอ่ จะก่อให้เกดิ กระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีต่าง ๆ ในพื้นท่ีในกระบวนการจัดทา
และรับรองแนวเขตแบบมีส่วนร่วมโดยใชข้ ้อมูลเชิงประจักษ์ซ่งึ ประกอบไปด้วยภาคประชาชน
องคก์ รชุมชน และภาครฐั ซ่ึงประกอบไปดว้ ยหน่วยงานจากส่วนกลางส่วนภมู ภิ าคและส่วนท้องถ่ิน
ในการจัดทาแนวเขตของที่ดินทากินและอย่อู าศัยของประชาชนกับแนวเขตพื้นท่ีป่ า
อนุรักษ์แบบมสี ่วนร่วมโดยใช้ขอ้ มูลเชิงประจักษ์น้ัน ถือเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาความ
ขดั แยง้ ดา้ นที่ดนิ ท่ีก่อให้เกดิ ความยง่ั ยืนในการแก้ไขปัญหาได้ เน่ืองจากก่อให้เกิดความชัดเจนของ
210
แนวเขตพน้ื ทีป่ ่าอนุรกั ษก์ ับพ้นื ท่ีทากินและอยอู่ าศยั ของประชาชนทเ่ี ป็นแนวเขตจากขอ้ เท็จจริงและ
สภาพความเป็นอยใู่ นปัจจุบนั ของประชาชนและชมุ ชนต่าง ๆ ประกอบกับเกิดจากกระบวนการมี
ส่วนร่วมของภาคส่วนตา่ ง ๆ ท่มี คี วามเก่ยี วขอ้ งหรือมีส่วนไดเ้ สียกับปญั หาความขดั แยง้ ดา้ นทดี่ ินใน
พืน้ ท่ีแถบเทอื กเขาบรรทดั จังหวดั พทั ลุง
ซ่งึ การจัดทาแนวเขตของที่ดินทากินและอยู่อาศยั ของประชาชนกับแนวเขตพ้ืนท่ีป่ า
อนุรักษ์แบบมีส่วนร่วมโดยใช้ขอ้ มูลเชิงประจักษ์ในพืน้ ท่ีแถบเทือกเขาบรรทดั จังหวดั พทั ลงุ น้ัน
จากการศึกษาของผวู้ ิจยั น้ันพบวา่ การทีจ่ ะนาไปสู่ความย่ังยืนของการกาหนดแนวเขตระหวา่ งทีด่ ิน
ทากินและอยูอ่ าศยั ของประชาชนกบั พ้นื ที่แนวเขตป่ าอนุรกั ษ์น้นั มีอยู่ด้วยกนั 5 ข้นั ตอน ซ่งึ ประกอบ
ไปด้วย 1) แต่งต้ังคณะทางานเพื่อแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ด้านท่ีดินในระดบั จังหวดั และตาบล
2) จัดทาและรวบรวมฐานขอ้ มลู ชมุ ชน 3) จดั ทาแนวเขตทด่ี นิ ร่วมกันจากผู้แทน 3 ฝ่าย คือผแู้ ทนจาก
ภาคประชาชนผแู้ ทนจากหนว่ ยงานราชการและผูแ้ ทนจากองคก์ รชุมชน 4) ดาเนินการสารวจพ้นื ท่ี
และปักหมุดแนวเขตของทดี่ นิ ทากินและอยอู่ าศยั ของประชาชนกับแนวเขตพนื้ ท่ีป่าอนรุ ักษ์ 5) การ
ดาเนินการเพิกถอนเขตพนื้ ท่ีท่ดี นิ ทากินและอยู่อาศยั ของประชาชนใหเ้ ป็นพน้ื ท่ผี อ่ นปรนพิเศษ
การจดั ทาแนวเขตของทด่ี นิ ทากนิ และอยู่อาศยั ของประชาชนกับแนวเขตพื้นทีป่ ่าอนุรักษ์
แบบมีส่วนร่วมโดยใช้ขอ้ มูลเชิงประจักษ์น้ันถอื เป็นการแก้ไขปัญหาความขดั แยง้ ด้านที่ดนิ พ้ืนที่
แถบเทือกเขาบรรทดั จังหวดั ตรังไดอ้ ย่างยงั่ ยืนและแนวทางให้พน้ื ท่อี ื่น ๆ สามารถนาไปประยุกต์ใช้
เพื่อการแก้ไขปัญหาความขดั แยง้ ด้านที่ดนิ ได้อย่างเหมาะสมได้ สืบเน่ืองมาจากสามารถท่ีจะแยก
แนวเขตและสรา้ งความชดั เจนของพื้นท่ีดินทากินและอยอู่ าศยั ของประชาชนกบั แนวเขตพื้นท่ีป่ า
อนุรักษ์ โดยดาเนนิ การในรูปแบบการมีส่วนร่วมและใช้ขอ้ มลู ที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในแต่ละ
ชุมชนของพน้ื ท่ี ท้งั น้ีสามารถแบ่งออกเป็น 5 ข้นั ตอนตอ่ ไปน้ี
1. แตง่ ต้งั คณะทางานเพอ่ื แกไ้ ขปัญหาความขดั แย้งดา้ นทดี่ ินและการบริหารจัดการท่ีดิน
ในระดบั จังหวดั และตาบลซ่งึ การแตง่ ต้งั คณะทางานเพื่อแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ด้านที่ดินและการ
บริหารจัดการทีด่ นิ น้นั จะเป็นการเขา้ มามบี ทบาทของภาคตี า่ ง ๆ ท้งั ในส่วนของภาคประชาชน ส่วน
งานราชการและองค์กรชมุ ชน นาไปสู่การเกดิ กลไกในการดาเนินงานในแต่ละระดับท้งั ในระดับ
จงั หวดั และตาบล สาหรบั คณะทางานเพื่อแกไ้ ขปญั หาความขัดแยง้ ด้านที่ดนิ และการบริหารจัดการ
ทด่ี นิ น้ันประกอบไปด้วย
คณะทางานเพ่อื แกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นที่ดินและการบริหารจัดการที่ดนิ น้นั นาไปสู่
การเกดิ กลไกในการแก้ไขปัญหาความขดั แยง้ ด้านที่ดนิ และการบริหารจดั การท่ีดนิ โดยกระบวนการ
มีส่วนจาก 3 ภาคส่วนคอื ส่วนราชการ ภาคประชาชนและองค์กรชมุ ชน กอ่ ใหเ้ กิดคณะทางานเพ่ือ
แก้ไขปัญหาความขดั แยง้ ด้านท่ีดินและการบริหารจดั การที่ดนิ 2 ระดับ คือ คณะทางานเพ่ือแก้ไข
211
ปัญหาความขดั แย้งด้านที่ดินและการบริหารจัดการท่ดี ินระดับจังหวัดและคณะทางานเพื่อแก้ไข
ปญั หาความขดั แยง้ ด้านทดี่ ินและการบริหารจัดการทดี่ ินระดบั ตาบล และกอ่ ใหเ้ กิดกลไกเพ่อื แก้ไข
ปัญหาความขดั แย้งด้านที่ดินและการบริหารจัดการทด่ี ินระดับจังหวดั และกลไกเพ่ือแก้ไขปัญหา
ความขดั แยง้ ด้านทดี่ ินและการบริหารจัดการทีด่ ินระดับตาบล
คณะทางานเพ่ือแก้ไขปัญหาความขดั แยง้ ด้านท่ีดินและการบริหารจัดการที่ดินระดับ
ตาบล
1. นายกองค์การบริหารส่วนตาบล ประธานคณะทางาน
2. กานัน รองประธานคณะทางาน
3. ผใู้ หญ่บา้ นโดยตาแหน่ง กรรมการ
4. ผแู้ ทนสมาชกิ องคก์ ารบริหารส่วนตาบล กรรมการ
5. ผแู้ ทนภาคประชาชน/ องคก์ รชุมชน กรรมการ
6. เจ้าหน้าท่ปี ่าไม้ กรรมการ
7. ปลดั องคก์ ารบริหารส่วนตาบล กรรมการและเลขานกุ าร
สาหรบั การแต่งต้งั คณะทางานเพ่ือแก้ไขปัญหาความขัดแยง้ ดา้ นที่ดินและการบริหาร
จดั การที่ดินระดบั ตาบลน้ันเป็นการดาเนินการของการแก้ไขปญั หาความขดั แยง้ ดา้ นทีด่ ินและการ
บริหารจัดการทด่ี ินของคณะกรรมการของระดบั ตาบลเพอื่ ดาเนนิ การขบั เคลอื่ นและเป็นตวั แทนของ
ประชาชนในพื้นทตี่ าบลน้ัน ๆ ท้งั หมด ในการดาเนินการด้านต่าง ๆ เพ่ือแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง
ด้านทีด่ ินและการบริหารจัดการทดี่ ินในระดับตาบล โดยนายกองค์การบริหารส่วนตาบลน้นั ดารง
ตาแหน่งประธานคณะทางานกานันเป็นรองประธานคณะทางานผใู้ หญ่บ้านเป็นคณะทางานโดย
ตาแหน่งผแู้ ทนสมาชกิ องค์การบริหารส่วนตาบล ผแู้ ทนภาคประชาชนองค์กรชุมชนและเจ้าหนา้ ที่
ป่าไมเ้ ป็นกรรมการ และปลดั ตาบลดารงตาแหนง่ กรรมการและเลขานกุ าร
การดาเนินงานคณะทางานเพอื่ แก้ไขปญั หาความขดั แยง้ ด้านท่ีดินและการบริหารจดั การ
ท่ีดินระดับตาบลน้ันจะต้องเป็นผู้ดาเนินการเพ่ือจัดการและแก้ไขปัญหาความขัดแยง้ ด้านที่ดินใน
ขอบเขตของตาบลเก่ียวกับการจัดกจิ กรรมในระดับตาบล จดั การสัมมนาเพ่อื หาแนวทาง วธิ ีการใน
การจดั การและแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นทีด่ ินและการบริหารจัดการที่ดนิ ในขอบเขตของตาบล
โดยจะเป็นคณะผูด้ าเนินการทาความเขา้ ใจกบั ประชาชนในพ้ืนที่ เป็นผู้ขบั เคลื่อนและเสนอแนว
ทางการแก้ไขปญั หาความขดั แยง้ ด้านที่ดนิ และการบริหารจัดการที่ดิน ซ่งึ ถือเป็นกลไกในระดับ
ตาบลเพ่อื ดาเนินการแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นที่ดนิ และการบริหารจัดการทดี่ ิน โดยเป็นกลไก
ระดบั พืน้ ที่เพือ่ ดาเนนิ การกาหนดแนวทางและวธิ ีการเพือ่ แกไ้ ขปัญหาท้งั ในระดบั ตาบลและระดับ
พื้นท่ีโดยภาพรวมท้ังน้ภี าพรวมท้งั หมดของการดาเนนิ การแกไ้ ขปญั หาความขัดแย้งด้านที่ดนิ และ
212
การบริหารจัดการท่ีดินระดับตาบลน้ัน เป็ นผลสืบเนื่องมาจากการสรุปผลการดาเนินงานของ
หมบู่ า้ นและสรุปภาพรวมเป็นแนวทาง วธิ ีการในการจดั การและแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ด้านท่ดี ิน
และการบริหารจัดการทดี่ ินในขอบเขตของตาบล อย่างไรก็ตามคณะทางานเพอ่ื แกไ้ ขปัญหาความ
ขดั แยง้ ดา้ นท่ีดินและการบริหารจดั การท่ีดินระดับตาบลน้ัน จะตอ้ งดาเนินการศึกษาถึงแนวทาง
แนวทาง วิธีการในการจดั การและแกไ้ ขปญั หาความขดั แยง้ ด้านที่ดินและการบริหารจัดการทด่ี ินใน
ขอบเขตของหมู่บ้านต่าง ๆ เพ่ือสรุปภาพรวมในการดาเนนิ การให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันของ
ตาบล จงึ จะต้องดาเนินการดาเนนิ การเพื่อกาหนดแนวทางและวธิ ีการเพื่อแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้
ดา้ นที่ดนิ และการบริหารจัดการที่ดินของระดบั ตาบลเพื่อจัดการและแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ดา้ น
ที่ดนิ และการบริหารจดั การทด่ี ินที่นาไปสู่การแก้ไขปญั หาอยา่ งเหมาะสม
คณะทางานเพื่อแก้ไขปญั หาความขดั แยง้ ด้านทดี่ ินและการบริหารจดั การทดี่ ินระดบั จังหวดั
1. ผวู้ ่าราชการจังหวดั ประธานคณะทางาน
2. นายกองค์การบริหารส่วนจังหวดั รองประธานคณะทางาน
3. นายอาเภอโดยตาแหน่ง กรรมการ
4. นายกองค์การบริหารส่วนตาบลโดยตาแหน่ง กรรมการ
5. ผแู้ ทนภาคประชาชน/องคก์ รชมุ ชน กรรมการ
6. เจา้ หน้าที่ป่าไม้ กรรมการ
7. ปลดั จังหวดั กรรมการและเลขานกุ าร
สาหรับการแต่งต้งั คณะทางานเพ่ือแก้ไขปัญหาความขัดแยง้ ด้านทีด่ ินและการบริหาร
จัดการทดี่ ินระดับจงั หวดั น้ันเป็นการดาเนินการของการแก้ไขปัญหาความขัดแยง้ ด้านที่ดินและ
การบริหารจัดการที่ดินของคณะกรรมการในระดับจังหวดั เพื่อรวบรวมและประสานงานใน
การดาเนินการด้านต่าง ๆ เพ่ือแก้ไขปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นท่ดี ินและการบริหารจดั การท่ดี ินใน
ภาพรวมระดับจงั หวดั ซ่ึงในการดาเนินงานของคณะทางานเพ่ือแก้ไขปัญหาความขดั แยง้ ด้านท่ดี ิน
และการบริหารจดั การทด่ี ินระดบั จังหวดั จงึ มีความจาเป็นอย่างยิ่งในการรวบรวมกลน่ั กรองและสรุป
แนวทางและวิธีการแก้ไขปัญหาความขดั แยง้ ด้านที่ดินและการบริหารจัดการท่ีดินของจังหวัด
ซ่ึงผา่ นการสรุปภาพรวมและกลนั่ กรองจากคณะทางานเพือ่ แกไ้ ขปญั หาความขดั แยง้ ดา้ นทีด่ นิ ระดับ
ตาบลเกี่ยวกับแนวทางและวธิ ีการแก้ไขปญั หาความขัดแย้งด้านทด่ี ินและการบริหารจัดการที่ดิน
ท้งั น้คี ณะทางานเพอ่ื แกไ้ ขปญั หาความขดั แยง้ ดา้ นทีด่ นิ และการบริหารจัดการทดี่ ินระดบั จงั หวดั น้ัน
จะประกอบไปดว้ ยผู้ว่าราชการจงั หวดั ดารงตาแหน่งประธานคณะทางานนายกองคก์ ารบริหารส่วน
จังหวดั ดารงตาแห่งรองประธานคณะทางาน นายอาเภอและนายกองคก์ ารบริหารส่วนตาบลเป็น
กรรมการโดยตาแหน่ง ผู้แทนภาคประชาชนองค์กรชุมชนและเจ้าหน้าที่ป่ าไม้เป็นกรรมการ
213
และปลัดจังหวัดเป็ นกรรมการและเลขานุการสาหรับจานวน คณะทางานเพ่ือแก้ไขปัญหาความ
ขดั แยง้ ดา้ นท่ดี ินและการบริหารจัดการที่ดนิ ระดับจังหวัดน้ัน ข้ึนอยู่กับความเหมาะสมและจานวน
ของพื้นท่ที ีป่ ระสบปญั หาความขดั แยง้ ด้านท่ีดินและการบริหารจดั การท่ดี นิ ของแต่ละจงั หวดั
การดาเนินงานคณะทางานเพ่อื แกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นท่ดี ินและการบริหารจดั การ
ทด่ี ินระดับจงั หวดั น้ันเป็นผดู้ าเนินการสรุปแนวทางหรือวธิ ีการในการจัดการและแก้ไขปญั หาความ
ขดั แยง้ ดา้ นท่ีดินของภาพรวมในระดับจังหวดั ซ่งึ เกิดจากกระบวนการมสี ่วนร่วมในการร่วมคิดร่วม
ดาเนินการจดั การ ท้งั น้ีถือเป็นกลไกในระดับจังหวดั เพือ่ ดาเนินการแก้ไขปัญหาความขดั แยง้ ดา้ น
ท่ดี ินและการบริหารจัดการทดี่ ิน และเป็นการดาเนินการแก้ไขปญั หาในภาพรวมของท้งั จังหวดั ที่
เกิดจากการดาเนนิ การร่วมกันจากทกุ ภาคส่วนท่ีมคี วามเกย่ี วขอ้ ง อนั ประกอบไปดว้ ยการดาเนนิ การ
ร่วมกันของเจา้ หน้าท่ีภาครัฐ ผนู้ าทอ้ งถิ่นและผู้นาทอ้ งที่ เจา้ หน้าท่ปี ่ าไม้ผแู้ ทนจากภาคประชาชน
และองค์กรชมุ ชน ซ่งึ แสดงใหเ้ ห็นถึงการดาเนนิ การร่วมคิดร่วมตดั สินใจในการดาเนินการแก้ไข
ปญั หาทน่ี าไปสู่การดาเนินการเพือ่ กาหนดนโยบายหรือขอ้ เสนอเชงิ นโยบายในการแก้ไขปญั หาที่
เกดิ ความเหมาะสมและมีความสอดคลอ้ งกบั บริบทของพน้ื
2. จดั ทาและรวบรวมฐานขอ้ มูลชุมชน
จากการศึกษาและวิเคราะห์ปัญ หาเพ่ือสร้างความชัดเจนทางด้านแนวคิดร่วมกัน
กระบวนการสรา้ งความชัดเจนทางแนวคิดน้นั ดาเนินการผ่านกิจกรรมในระดบั หมู่บา้ นและจดั การ
สมั มนาเพ่อื กาหนดแนวทางในการจัดการและแก้ไขปัญหาความขดั แยง้ ด้านที่ดนิ ของคณะทางาน
เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแยง้ ด้านที่ดินโดยอาศัยขอ้ มูลหรือขอ้ เท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับสภาพของ
ปัญหาและลักษณะของปัญหาความขัดแย้งด้านที่ดิน ตลอดจนข้อมูลการถือครองและการใช้
ประโยชนท์ ีด่ นิ ของประชาชนในพน้ื ท่ี
ตลอดจนขอ้ มลู เกยี่ วกบั สภาพของปัญหาและลกั ษณะของปัญหาความขดั แยง้ ด้านท่ีดิน
ตลอดจนขอ้ มลู ทางดา้ นประวตั ิศาสตร์ความเป็นมา ฐานขอ้ มลู หมบู่ ้าน มุมมองข้อคดิ เห็นตอ่ ปัญหา
ความขดั แยง้ ด้านทีด่ ินและขอ้ เสนอแนะถงึ การดาเนนิ การแกไ้ ขปัญหา วธิ ีการและแนวทางเพอื่ แกไ้ ข
ปญั หาความขดั แยง้ ดา้ นท่ีดินและนาไปสู่การสรุปเป็นปัญหาความขดั แยง้ ด้านท่ีดินและแนวทางการ
จัดการและแก้ไขปัญหาความขดั แยง้ ด้านท่ดี ินและการบริหารจดั การท่ีดิน คณะทางานเพื่อแก้ไข
ปญั หาความขัดแยง้ ด้านทด่ี ินและการบริหารจัดการท่ดี ินจะต้องดาเนินการศึกษาและกลน่ั กรอง
ปญั หาความขดั แย้งด้านที่ดิน แนวทางการจัดการและแก้ไขปัญหาความขัดแยง้ ดา้ นที่ดินและการ
บริหารจัดการท่ีดิน เพื่อสรุปถงึ ปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นท่ดี ิน แนวทางการจดั การและแก้ไขปัญหา
ความขดั แย้งด้านทีด่ ินและการบริหารจัดการท่ีดิน ท้งั น้ีคณะทางานเพื่อแก้ไขปัญหาความขดั แย้ง
ดา้ นท่ีดนิ และการบริหารจัดการท่ีดินน้ันจะตอ้ งดาเนนิ การกล่นั กรอง ศึกษาและวิเคราะหถ์ งึ ปญั หา
214
ความขดั แยง้ ด้านที่ดนิ แนวทางการจดั การและแก้ไขปญั หาความขัดแยง้ ด้านที่ดินและการบริหาร
จัดการท่ีดินโดยคานึงถงึ ขอ้ มูลหรือขอ้ เทจ็ จริงต่าง ๆ เก่ียวกับสภาพของปัญหาและลักษณะของ
ปญั หาความขดั แยง้ ดา้ นทด่ี ิน ตลอดจนขอ้ มูลทางด้านประวตั ิศาสตรค์ วามเป็นมา ฐานขอ้ มูลหม่บู ้าน
มมุ มองขอ้ คิดเห็นต่อปญั หาความขดั แย้งด้านที่ดิน แนวทางเพ่อื แกไ้ ขปญั หาความขดั แยง้ ด้านทดี่ ิน
และการบริหารจัดการท่ีดิน ซ่งึ เป็นขอ้ มูลเชิงประจักษน์ าไปสู่การรวบรวมฐานและจัดทาฐานขอ้ มูล
ชมุ ชนเพื่อใช้ประโยชน์ท่ีดนิ รายแปลงและรายครวั เรือนในพื้นท่ี
3. จดั ทาแนวเขตท่ีดินร่วมกนั จากผแู้ ทน 3 ฝ่าย คือผแู้ ทนจากภาคประชาชน ผู้แทนจาก
หน่วยงานราชการและผแู้ ทนจากองคก์ รชุมชน ท้งั น้ีเม่ือไดข้ ้อมูลเก่ียวกับปัญหาความขดั แยง้ ด้าน
ที่ดิน แนวทางการจดั การและแก้ไขปัญหาความขดั แยง้ ด้านที่ดินและการบริหารจัดการท่ีดิน ซ่ึง
นาไปสู่การจดั ทาฐานขอ้ มูลชุมชนแลว้ น้ัน จะต้องมีการดาเนินการจัดทาแนวเขตท่ีดนิ ร่วมกันจาก
ผแู้ ทน 3 ฝ่าย คือผแู้ ทนจากภาคประชาชน ผแู้ ทนจากหน่วยงานราชการและผแู้ ทนจากองค์กรชุมชน
โดยการดาเนินการจดั ทาแนวเขตที่ดินร่วมกันน้ัน คณะทางานเพ่ือแก้ไขปัญหาความขดั แย้งด้าน
ทด่ี ินและการบริหารจดั การที่ดินเป็นผูด้ าเนนิ การเพ่ือกอ่ ใหเ้ กิดความชัดเจนของแนวเขตพ้ืนท่ี ท้งั น้ี
เป็นการดาเนินการจากข้อมลู เชงิ ประจักษ์ที่เป็นข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับสภาพของปัญหาและ
ลกั ษณะของปัญหาความขดั แยง้ ด้านที่ดินและการบริหารจดั การที่ดิน ตลอดจนขอ้ มูลทางด้าน
ประวัตศิ าสตรค์ วามเป็นมา ฐานขอ้ มูลพื้นท่ี มุมมองขอ้ คดิ เห็นตอ่ ปัญหาความขดั แยง้ ด้านทีด่ ินและ
แนวทางเพอ่ื แก้ไขปญั หาความขดั แยง้ ด้านทด่ี ิน และการบริหารจดั การทดี่ ิน ตลอดจนสภาพความ
เป็นจริงในการดารงชีพและบริบทของพ้ืนท่ีในปัจจบุ นั
การจัดทาแนวเขตที่ดินร่วมกันจากผแู้ ทน 3 ฝ่าย คือผแู้ ทนจากภาคประชาชน ผแู้ ทนจาก
หนว่ ยงานราชการและผแู้ ทนจากองค์กรชุมชนน้นั สามารถทจ่ี ะสรา้ งความชดั เจนของแนวเขตพน้ื ท่ี
ทากนิ และอยู่อาศยั ของประชาชนในพน้ื ที่กับพนื้ ทีป่ ่าอนุรกั ษ์ ซ่งึ เกดิ ข้ึนจากกระบวนการมีส่วนร่วม
และจัดการร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียท้งั 3 ฝ่ าย ซ่ึงเป็นคณะทางานเพื่อแก้ไขปัญหาความ
ขดั แยง้ ด้านท่ีดนิ และการบริหารจดั การที่ดนิ ระดบั ตาบลและระดับจงั หวดั ซ่ึงการจดั ทาแนวเขต
ทีด่ นิ ร่วมกนั น้ันเป็นการกาหนดแนวเขตทดี่ ินเบื้องต้น เพือ่ ใหส้ ามารถที่จะแบ่งแนวเขตและมคี วาม
เขา้ ในถึงแนวเขตพ้นื ท่ที ากินและอย่อู าศยั ของประชาชนในพ้ืนท่ีกบั พน้ื ที่ป่าอนรุ กั ษ์
4. ดาเนินการสารวจพ้ืนที่และปักหมุดแนวเขตของที่ดินทากินและอยู่อาศัยของ
ประชาชนกบั แนวเขตพน้ื ท่ปี ่าอนรุ ักษ์
หลงั จากมกี ารจัดทาแนวเขตท่ีดินร่วมกันจากผู้แทน 3 ฝ่ าย คือผูแ้ ทนจากภาคประชาชน
ผแู้ ทนจากหน่วยงานราชการและผแู้ ทนจากองค์กรชุมชนซ่งึ เกิดข้นึ จากกระบวนการมีส่วนร่วมและ
จดั การร่วมกนั ของผู้มสี ่วนไดส้ ่วนเสียท้งั 3 ฝ่าย ซ่งึ เป็นคณะทางานเพือ่ แก้ไขปัญหาความขดั แย้ง
215
ดา้ นท่ีดนิ และการบริหารจดั การท่ีดนิ ระดับตาบลและระดบั จงั หวดั เพ่ือแบ่งแนวเขตและมีความเขา้
ในถงึ แนวเขตพื้นท่ที ากนิ และอยู่อาศยั ของประชาชนในพ้นื ทก่ี บั พื้นท่ีป่าอนุรักษ์แลว้ น้นั คณะทางาน
เพ่ือแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ด้านที่ดินและการบริหารจัดการท่ีดินระดับตาบลและระดับจังหวดั
ร่วมกันดาเนนิ การสารวจพื้นที่และปักหมดุ แนวเขตของที่ดนิ ทากินและอยู่อาศยั ของประชาชนกับ
แนวเขตพนื้ ท่ปี ่ าอนุรักษ์ซ่ึงในการดาเนินการสารวจพืน้ ที่และปกั หมุดแนวเขตของทด่ี นิ ทากินและ
อยู่อาศยั ของประชาชนกับแนวเขตพื้นท่ปี ่ าอนุรกั ษ์ของคณะทางานเพ่ือแก้ไขปัญหาความขดั แยง้
ด้านที่ดินและการบริหารจัดการทีด่ นิ ระดับตาบลและระดบั จังหวดั น้นั ประกอบด้วย
5.1 คณะทางานเพื่อแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นท่ดี ินและการบริหารจดั การที่ดิน
ระดับตาบลและระดับจังหวดั ดาเนินการจดั เวทีช้ีแจงทาความเขา้ ใจกับประชาชนและผู้ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง
ในพื้นที่ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรูแ้ ละสร้างความเขา้ ใจร่วมกัน รวมท้ังการวางแผนเพื่อการแก้ไข
ปญั หาอยา่ งมีส่วนร่วมและเป็นรูปธรรมในระดับพน้ื ท่ี
5.2 คณะทางานเพ่ือแกไ้ ขปัญหาความขัดแยง้ ด้านทดี่ ินและการบริหารจัดการที่ดิน
ระดับตาบลและระดับจังหวดั ดาเนินการให้คณะทางานที่มีความสามารถทางช่างและเทคนิค
ดาเนนิ การจัดทาหลกั หมุดข้นึ มา โดยใหค้ วามสาคญั กบั การสรา้ งสัญลกั ษณ์ความเป็นพื้นที่ลงไปใน
หลกั หมดุ ในแตล่ ะอนั
5.3 คณะทางานเพ่ือแกไ้ ขปัญหาความขัดแยง้ ดา้ นท่ีดินและการบริหารจดั การที่ดิน
ระดับตาบลและระดับจังหวดั ร่วมกันจัดพิธีกรรมร่วมกับหน่วยงานราชการ องค์กรชุมชนและ
ภาคประชาชนที่เก่ียวขอ้ งมาร่วมเป็นสักขพี ยานในการทาพิธีปกั หลกั หมุดโดยมกี ารปกั หลักหมุด
ประธานร่วมกันระหวา่ งผูภ้ าคประชาชน ผูแ้ ทนจากหน่วยงานราชการและผแู้ ทนจากองคก์ รชมุ ชน
เพอ่ื เป็นสัญลกั ษณ์ของความร่วมมืออนั ดใี นการที่จะดาเนนิ การแกไ้ ขปญั หาความขดั แย้งดา้ นท่ีดิน
ในพื้นที่ให้สาเร็จและลลุ ว่ งไปดว้ ยดี
5.4 หลงั จากน้ันคณะทางานเพ่อื แก้ไขปัญหาความขัดแยง้ ด้านทดี่ ินและการบริหาร
จัดก ารท่ีดิ น ระดับ ตาบ ล แ ล ะร ะดับ จังห วัด เข้าไปด าเนิ น ก าร ส ารวจ พื้น ท่ี ถือ ค รอ งแล ะ ก ารใ ช้
ประโยชน์ทดี่ ินเป็นรายแปลงโดยทาร่วมกับเจา้ ของท่ีดิน มกี ารจบั พิกัด GPS และฝังหมุดแนวหลกั
เขตที่ดินไปพร้อม ๆ กนั โดยขอ้ มูลท่ีจบั พิกัดทางภูมิศาสตรก์ ับหลกั หมดุ จะมีความสอดคลอ้ งและ
ตรงกัน ท้ังน้ขี ้อมูลดังกล่าวจะถูกเช่ือมเขา้ กับระบบสารสนเทศทางภมู ิศาสตร์ (GIS) และจัดทาเป็น
แผนที่ออกมาโดยใช้มาตราส่วน 1: 4000 อีกท้งั ในชว่ งการจบั พิกัด GPS และการฝังหลักหมดุ น้ัน
คณะทางานเพื่อแก้ไขปัญหาความขดั แยง้ ด้านทีด่ ินระดับตาบลและระดบั อาเภอจะต้องดาเนนิ การ
พจิ ารณาถงึ หลกั เกณฑ์ขน้ั ต้นเกย่ี วกับความเหมาะสมของแปลงทด่ี ินท่ีได้เขา้ ไปดาเนนิ การรังวดั วา่ มี
ความเหมาะสมต่อระบบนิเวศน์หรือไม่ ซ่ึงหากไม่เหมาะสมก็จะต้องมกี ระบวนการเจรจาต่อรองกับ
216
เจ้าของทดี่ ินใหข้ ยบั แนวเขตออกไปหรือการเจรจาใหป้ ลูกพชื หรือทากินในรูปแบบป่ าสมรม เช่น
พนื้ ทท่ี ี่อยใู่ กลแ้ ม่น้าหรืออยใู่ นเขตป่าตน้ น้าหรือพ้ืนทเ่ี สี่ยงตอ่ การทาลายระบบนเิ วศ
ท้งั น้ีการใช้แผนทีค่ วามละเอยี ดสูงและภาพถ่ายทางอากาศมาตราส่วน 1:4000 มสี ่วน
อย่างมากที่ช่วยให้ผูม้ ีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่เกิดความเขา้ ใจและใช้เป็นฐานข้อมลู ในการลงไป
สารวจการใชพ้ ้ืนที่จริงในระดับพ้ืนท่ี เพราะสามารถมองเหน็ ได้อย่างชัดเจน ส่วนการใช้เครื่องมือ
GPS น้ันเป็นการตรวจสอบความถูกตอ้ งของการใช้พน้ื ทจี่ ริงของชุมชนและของแตล่ ะครวั เรือนเพ่ือ
ปอ้ งกันการบกุ รุกพื้นที่เพ่ิมเติม เครื่องมือท้ังสองส่วน คือ แผนที่ความละเอยี ดสูงกับภาพถ่ายทาง
อากาศมาตราส่วน 1: 4000 ถือเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ช่วยในการทาความเข้าใจและสร้างการ
ยอมรับระหว่างผมู้ ีส่วนได้ส่วนเสียท้งั หมด
5. การดาเนินการเพิกถอนเขตพ้นื ที่ที่ดินทากินและอยอู่ าศยั ของประชาชนให้เป็นพืน้ ท่ี
ผอ่ นปรนพิเศษในการดาเนินการเพือ่ พิจารณาและดาเนินการเพิกถอนเขตพื้นที่ท่ีดินทากินและ
อยู่อาศยั ของประชาชนในพ้นื ที่ป่าอนุรักษ์ให้เป็นพื้นท่ีผ่อนปรนพิเศษน้ัน คณะทางานเพื่อแก้ไข
ปัญหาความขัดแยง้ ดา้ นท่ีดินและการบริหารจดั การทดี่ ินระดบั จังหวัดจะต้องดาเนนิ การศึกษาและ
พิจารณาถึงแนวทางการจัดการและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้านที่ดิน จากการรายงานของ
คณะทางานเพื่อแก้ไขปญั หาความขดั แยง้ ด้านท่ีดินและการบริหารจัดการทดี่ ินระดบั ตาบล ซ่ึงเป็น
ขอ้ มูลจากการศกึ ษาและวิเคราะห์ขอ้ มูลเชิงประจักษ์และขอ้ เท็จจริงในพื้นท่ีของคณะทางานเพ่ือ
แกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นที่ดนิ
ท้งั น้ีเพื่อใหป้ ระชาชนในพน้ื ทีแ่ ถบเทือกเขาบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลุงน้ันสามารถดารง
ชพี ได้อย่างปกตสิ ุขและนาไปสู่การแก้ไขปัญหาความขดั แย้งด้านทีด่ ินและการบริหารจัดการทด่ี ิน
ในพื้นที่น้ันการดาเนินการเพิกถอนเขตพ้ืนท่ีที่ดนิ ทากินและอยอู่ าศัยของประชาชนใหเ้ ป็นพ้ืนที่
ผอ่ นปรนพิเศษถอื เป็นแนวทางทีน่ าไปสู่ความยง่ั ยนื ได้ อีกท้งั จะนาไปสู่ความจัดเจนในการบริหาร
จัดการทด่ี นิ ในพนื้ ที่ป่าอนุรกั ษก์ ับพ้ืนที่ทากนิ แลอยู่อาศยั ของประชาชน ซ่งึ เกิดกระบวนการมสี ่วน
ร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ ท่เี กย่ี วข้องและการศกึ ษาและวิเคราะห์จากขอ้ มลู เชิงประจักษ์ในพื้นที่ใน
การจดั ทาแนวเขตของทด่ี ินทากนิ และอยู่อาศยั ของประชาชนกับแนวเขตพ้ืนทปี่ ่าอนรุ ักษแ์ บบมสี ่วน
ร่วมโดยใช้ขอ้ มลู เชิงประจักษ์จะนาไปสู่การเกิดความชัดเจนของแนวเขตพนื้ ทปี่ ่ าอนุรกั ษ์กบั พื้นท่ี
ทากินและอยู่อาศยั ของประชาชน ปอ้ งกันการบุกรุกแผว้ ถางพ้ืนท่ีป่ าและนาไปสู่การการกาหนด
พน้ื ท่ีผ่อนปรนพิเศษอยา่ งมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในพื้นท่ีสามารถที่จะทากนิ และอยอู่ าศยั ได้
อยา่ งปกตสิ ุขตามวถิ ีของชมุ ชน
217
4.7.2 การรบั รองเอกสารสิทธ์ใิ นทด่ี นิ
รูปแบบแก้ไขปัญ หาที่ดินทากินในพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์ พื้นท่ีแถบเทือกเขาบรรทัดใน
เขตจังหวดั พทั ลงุ อย่างยง่ั ยนื น้ันการรบั รองเอกสารสิทธ์ใิ นทดี่ ินทากินให้กับประชาชนในพื้นที่ถือ
เป็นแนวทางท่ีมีความสาคัญและนาไปสู่การเกิดความยงั่ ยืนในการบริหารจัดการที่ดิน ท้ังน้ีใน
การรับรองสิทธ์ิในท่ีดินทากนิ ใหก้ ับประชาชนน้ันจะต้องคานงึ ถึงความเหมาะสมและแบง่ กลมุ่ คน
ให้ชัดเจน สาหรับการรับรองสิทธ์ิในที่ดินให้กับประชาชนในพื้นที่แถบเทือกเขาบรรทัด
จังหวัดพทั ลุงที่ผา่ นมาน้ันจากการศึกษาพบว่าท้งั พน้ื ท่ีซ่ึงกาหนดให้เป็นป่ าสงวน เขตรกั ษาพันธ์
สัตวป์ ่ าเขาบรรทดั และเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่เขาย่าทบั ซ้อนกับพื้นท่ีทากินและอยู่อาศัยของ
ประชาชนมีท้งั ทดี่ ินซ่ึงไม่มีเอกสารสิทธ์ิในที่ดินและทด่ี ินซ่ึงมีเอกสารสิทธทิ ี่ราชการออกให้และ
ทีด่ นิ ทม่ี ีหนังสือแสดงสิทธิในท่ีดิน เม่ือภาครัฐเขา้ มาดาเนนิ การบริหารจัดการที่ดนิ ในรูปแบบของ
การกาหนดให้เป็นพ้ืนท่ีป่ าอนรุ ักษ์น้ัน เกดิ ความผดิ พลาดเนอื่ งจากภาครัฐไมไ่ ด้ลงพื้นทเี่ พอ่ื สารวจ
แนวเขตให้ชดั เจน จึงก่อให้เกิดปัญหาการทบั ซอ้ นกบั ท่ีดินเดิมของประชาชน แมจ้ ะมีการท้วงติง
จากภาคประชาชนในพน้ื ทีก่ ็ตามภาครัฐกไ็ มด่ าเนินการแก้ไขปญั หาการทบั ซอ้ นของทดี่ ิน
ตารางท่ี 10 สรุปช่วงเวลาในการถือครองในทดี่ นิ ในพ้ืนท่ีป่าอนรุ ักษ์ พ้นื ทแ่ี ถบเทอื กเขาบรรทดั
ในเขตจงั หวดั พทั ลงุ
ลาดับท่ี ประเภทของการเข้ามา ช่วงเวลาในการเข้ามาถอื ครองในท่ีดิน
ถือครองในทีด่ ิน
1 กลุ่มคนท่ีเข้ามาถือครอง ต้องถือครองท่ีดินมาก่อนวันท่ี 4 เมษายน พุทธศักราช 2501
ในที่ดินก่อนการประกาศ อาศัยอานาจตามความในมาตราที่ 10 และมาตราท่ี 26 แห่ง
ป่ าสงวน พระราชบัญญตั ิคุม้ ครองและสงวนป่า พุทธศักราช 2481 ซ่ึงได้
แก้ไขเพ่มิ เติมพระราชบญั ญตั ิคุม้ ครองและสงวนป่ า(ฉบับที่ 3)
พุทธศกั ราช2497 กาหนดให้ป่าเทือกเขาบรรทดั แปลงท่ี 1 ตอน
ที่ 2 ในท้องที่ตาบลบา้ นนาตาบลกงหราและตาบลชะรัด อาเภอ
เมือง จังหวดั พทั ลุง
218
ตารางท่ี 9 สรุปช่วงเวลาในการเขา้ มาถือครองในที่ดนิ (ตอ่ )
ลาดบั ท่ี ประเภทของการเข้ามา ช่วงเวลาในการเข้ามาถอื ครองในทีด่ นิ
ถือครองในที่ดนิ
1 กลุ่มคนที่เขา้ มาถือครอง ตอ้ งถือครองที่ดินมากอ่ นวันท่ี 29 กันยายน พุทธศกั ราช 2501
ในที่ดินก่อนการประกาศ อาศยั อานาจตามความในมาตราที่ 10 และมาตราที่ 26 แห่ง
ป่ าสงวน พระราชบญั ญตั ิคมุ้ ครองและสงวนป่า พุทธศกั ราช 2481 ซ่ึงได้
แก้ไขเพ่ิมเติมพระราชบญั ญตั ิคุม้ ครองและสงวนป่ า(ฉบบั ท่ี 3)
พุทธศกั ราช2497 กาหนดให้ป่ าเทือกเขาบรรทดั แปลงที่ 2 ตอน
ที่ 2 ในท้องที่ตาบลบ้านนา ตาบลโคกชงาย อาเภอเมืองพัทลุง
ตาบลตะแพน อาเภอควนขนนุ จงั หวดั พทั ลุงเป็นป่าสงวน
ต้องถือครองท่ีดินมาก่อนวนั ที่ 5 มิถุนายน พุทธศกั ราช 2502
อาศัยอานาจตามความในมาตราท่ี 10 และมาตราที่ 26 แห่ง
พระราชบัญญตั ิคุม้ ครองและสงวนป่า พุทธศักราช 2481 ซ่ึงได้
แก้ไขเพ่ิมเติมพระราชบญั ญัติคุม้ ครองและสงวนป่ า(ฉบบั ที่ 3)
พทุ ธศกั ราช2497 กาหนดให้ป่าเทือกเขาบรรทดั แปลงท่ี 2 ตอน
ท่ี 1 ในท้องท่ตี าบลบา้ นนาอาเภอเมืองพทั ลุงจงั หวดั พทั ลุงเป็น
ป่ าสงวน
ต้องถือครองที่ดินมาก่อนวันท่ี 5 มิถุนายน พุทธศักราช 2502
อาศัยอานาจตามความในมาตราท่ี 10 และมาตราท่ี 26 แห่ง
พระราชบญั ญตั ิคุ้มครองและสงวนป่า พุทธศกั ราช 2481 ซ่ึงได้
แก้ไขเพม่ิ เติมพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่ า(ฉบับที่ 3)
พุทธศกั ราช2497 กาหนดให้ป่าเทือกเขาบรรทดั แปลงท่ี 1 ตอน
ที่ 1 ในท้องท่ตี าบลบ้านนาอาเภอเมืองพทั ลุงจงั หวดั พทั ลุงเป็น
ป่ าสงวน
219
ตารางท่ี 9 สรุปช่วงเวลาในการเขา้ มาถอื ครองในทีด่ นิ (ตอ่ )
ลาดบั ที่ ประเภทของการเข้ามา ช่วงเวลาในการเข้ามาถอื ครองในทดี่ นิ
ถอื ครองในทีด่ ิน
1 กลุ่มคนที่เขา้ มาถือครอง และต้องถือครองที่ดินมาก่อนวนั ที่ 28 ธันวาคม พุทธศกั ราช
ในที่ดินก่อนการประกาศ 2502 อาศยั อานาจตามความในมาตราที่ 10 และมาตราที่ 26 แห่ง
ป่ าสงวน พระราชบญั ญตั ิคมุ้ ครองและสงวนป่า พุทธศกั ราช 2481 ซ่ึงได้
แก้ไขเพ่ิมเติมพระราชบญั ญัตคิ ุ้มครองและสงวนป่ า(ฉบบั ที่ 3)
พุทธศกั ราช2497 กาหนดให้ป่ าเทอื กเขาบรรทดั แปลงที่ 1 ตอน
ท่ี 3 ในทอ้ งท่ีตาบลกงหราและตาบลชะรดั อาเภอเมือง ตาบลตะ
โหมด อาเภอเขาไชยสน และตาบลป่ าบอน อาเภอปากพะยูน
จงั หวดั พทั ลงุ เป็นป่าสงวน
2 กลุ่มคนที่เข้ามาถือครอง ต้องถือครองที่ดินมาหลังวันท่ี 4 เมษายน พุทธศักราช 2501
ในทดี่ ินหลังการประกาศ อาศัยอานาจตามความในมาตราท่ี 10 และมาตราที่ 26 แห่ง
ป่าสงวนแห่งชาตแิ ต่ก่อน พระราชบัญญตั ิคุ้มครองและสงวนป่า พทุ ธศักราช 2481 ซ่ึงได้
เขตรกั ษาพนั ธ์สัตว์ป่ าเขา แก้ไขเพ่มิ เติมพระราชบญั ญตั ิคุม้ ครองและสงวนป่ า(ฉบับท่ี 3)
บรรทดั พทุ ธศกั ราช2497 กาหนดให้ป่าเทือกเขาบรรทดั แปลงท่ี 1 ตอน
ท่ี 2 ในท้องท่ีตาบลบ้านนา ตาบลกงหราและตาบลชะรัด
อ าเภอเมือง จังหวัดพัทลุงและต้องถือครองที่ ดินหลัง
วนั ท่ี 28 ธันวาคม พุทธศักราช 2502 อาศัยอานาจตามความใน
มาตราที่ 10 และมาตราที่ 26 แห่งพระราชบัญญัติคุม้ ครองและ
สงวนป่ าพทุ ธศักราช2481 ซ่ึงได้แก้ไขเพม่ิ เติมพระราชบญั ญตั ิ
คมุ้ ครองและสงวนป่ า (ฉบบั ท่ี 3) พุทธศักราช 2497 กาหนดให้
ป่ าเทือกเขาบรรทดั แปลงที่ 1 ตอนที่ 3 ในท้องที่ตาบลกงหรา
และตาบลชะรัด อาเภอเมือง ตาบลตะโหมด อาเภอเขาไชยสน
และตาบลป่าบอน อาเภอปากพะยูน จงั หวัดพทั ลุงเป็นป่ าสงวน
แต่ถือครองก่อนแตก่ ่อนวนั ที่ 22 สิงหาคม พทุ ธศกั ราช 2518
220
ตารางที่ 9 สรุปชว่ งเวลาในการเขา้ มาถอื ครองในทีด่ นิ (ต่อ)
ลาดบั ที่ ประเภทของการเข้ามา ช่วงเวลาในการเข้ามาถอื ครองในทีด่ นิ
ถอื ครองในทดี่ ิน
3 กลุ่มคนที่เขา้ มาถือครอง คือการเขา้ มาถอื ครองที่ดนิ หลังวนั ท่ี 22 สิงหาคม พุทธศกั ราช
ในทด่ี นิ หลงั การประกาศ 2518 สาหรับฝ่ังเขตรกั ษาพนั ธส์ ตั วป์ ่าเขาบรรทดั
เขตรกั ษาพนั ธ์สตั ว์ป่าเขา
บรรทดั
4 กลุ่มคนท่ีเข้ามาถือครอง ต้องถือครองที่ดินมาหลงั วนั ท่ี 29 กันยายน พุทธศกั ราช 2501
ในที่ดินหลังการประกาศ วนั ท่ี 5 มิถุนายน พุทธศักราช 2502 แตถ่ ือครองท่ีดินก่อน
ป่าสงวนแต่ก่อนประกาศ วนั ที่ 27 พฤษภาคม พุทธศกั ราช 2525
เขตอทุ ยานแหง่ ชาติ
เขาป่ ู-เขาย่า
5 กลุ่มคนที่เขา้ มาถือครอง การเขา้ มาถือครองทดี่ ินมาหลงั วนั ที่ 27 พฤษภาคมพุทธศกั ราช
ในทีด่ ินหลังการประกาศ 2525 สาหรบั ฝง่ั อทุ ยานแหง่ ชาติเขาปู่-เขายา่
เขตอุทยานแห่งชาติเขาป่ ู-
เขายา่
ท้งั น้ีสามารถกาหนดประเภทการเข้ามาถือครองในที่ดินของประชาชนในชุมชนแถบ
เทอื กเขาบรรทดั จังหวดั ตรังได้ 5 กลุ่มด้วยกันคอื กลมุ่ คนท่ีเขา้ มาถอื ครองในทดี่ ินกอ่ นการประกาศ
ป่าสงวน กล่มุ คนท่ีเขา้ มาถือครองในท่ีดินหลังการประกาศป่าสงวนแต่กอ่ นเขตรักษาพนั ธส์ ตั วป์ ่ า
เขาบรรทดั กลมุ่ คนคนท่ีเขา้ มาถอื ครองในท่ดี ินหลงั การประกาศเขตรกั ษาพนั ธส์ ตั วป์ ่ าเขาบรรทดั
กลมุ่ คนทเี่ ขา้ ถือครองในทด่ี ินหลงั การประกาศป่าสงวนแต่กอ่ นการประกาศเขตอทุ ยานแห่งชาตเิ ขา
ป่-ู เขาย่า และกลมุ่ คนที่เขา้ มาถือครองในที่ดินหลงั การประกาศเขตอทุ ยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า ซ่ึง
แต่ละกลมุ่ จะมีห้วงเวลาในการเขา้ มาถือครองที่ดนิ ที่แตกต่างกัน จงึ จาเป็นอยา่ งยิ่งที่จะต้องมีการ
กาหนดแนวทางและวธิ กี ารในการกลน่ั กรองและแยกประเภทของกลุ่มคน ในการนาไปประยุกตใ์ ช้
เพอื่ การแก้ไขปญั หาความขดั แยง้ ด้านทดี่ ินในพื้นท่อี ่นื น้ันจะต้องคานึงถงึ ความเหมาะสมและความ
สอดคลอ้ งของบริบทของพ้ืนท่ี ตลอดจนรูปแบบและแนวทางเพือ่ การคดั กรองคนหรือแบ่งแยกคน
221
ในแต่ละประเภทให้สอดคลอ้ งกับสถานการณ์และพฒั นาการของความขดั แยง้ ด้านท่ีดินของแตล่ ะ
พืน้ ท่นี ้นั ๆ
การรบั รองสิทธ์ิในการทากินให้กบั ประชาชนน้ัน สามารถนาไปสู่การแก้ไขปัญหาความ
ขดั แยง้ ด้านท่ีดินในพ้ืนที่ได้อย่างยั่งยืน สืบเน่ืองมาจากเป็ นความต้องการส่วนหน่ึงของภาค
ประชาชนและองค์กรชุมชนท่ีต้องการเอกสารในการรบั รองสิ ทธ์ิในการครอบครองและทากิน
เพ่ือปอ้ งกันไม่ใหม้ ีการเข้ามาคุกคามและดาเนนิ คดกี ับประชาชนในพ้นื ท่ีของเจ้าหน้าที่ป่าไม้อกี ท้ัง
เป็นการสร้างหลกั ประกันให้กับประชาชนในพ้ืนท่ซี ่ึงได้ทากนิ และอยู่อาศยั เดิมในพ้ืนที่และอยู่
หลังจากการประกาศเขตพ้ืนท่ีป่ าสงวนแห่งชาติเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่ าเขาบรรทัดและอุทยาน
แห่งชาติเขาปู่-เขาย่าซ่ึงไมม่ ีเอกสารสิทธ์หิ รือมีเอกสารสิทธทิ รี่ าชการออกในรูปแบบของ ภ.บ.ท. 5
ให้ สามารถ ท่ีจะทากิน ได้อย่ างป กติห าก อยู่ในแ นวเขตพ้ื นที่ พ้ื นที่ ผ่อนป รนพิ เศษ ในส่ วนขอ ง
ประชาชนที่มีเอกสารสิทธิประเภทที่ราษฎรทาข้ึนเองแล้วนาไปแจ้งต่อทางราชการ (ส.ค.1)
ซ่งึ ราชการประกาศให้ผคู้ รอบครอง และทาประโยชนอ์ ยู่ในท่ีดนิ กอ่ นวนั ท่ปี ระมวลกฎหมายท่ดี นิ ใช้
บงั คบั (1 ธันวาคม พทุ ธศกั ราช 2497) และหนังสือรับรองการทาประโยชน์ หมายความถงึ หนงั สือ
คารบั รองจากพนักงานเจา้ หน้าท่วี า่ ไดท้ าประโยชน์ในท่ีดินแล้วมเี พยี งสิทธ์ิครอบครองจะต้องออก
หนังสือแสดงสิทธ์ทิ ีด่ ินใหก้ บั ประชาชน
การรับรองสิทธ์ิทากินให้กับประชาชนน้ันเพื่อก่อให้เกิดความยั่งยืน จึงจะต้องแบ่ง
ประชาชนในพื้นที่ ออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน คือกลุ่มประชาชนที่ถือครองที่ดินในพ้ืนท่ีซ่ึงไม่มี
เอกสารแสดงสิทธ์ิการครอบครองที่ดนิ กับ กลุ่มประชาชนที่ถอื ครองทดี่ ินในพ้ืนที่ซ่งึ มีเอกสาร
แสดงสิทธ์ิการครอบครองท่ีดิน ท้ังน้ีเพ่ือสร้างความชัดเจนให้กับประชาชนในพื้นท่ี เนื่องจาก
ประชาชนในพ้นื ทสี่ ่วนใหญ่น้นั ไม่มเี อกสารแสดงสิทธ์กิ ารครอบครองท่ีดิน แตส่ าหรับการนาไป
ประยกุ ต์ใชเ้ พื่อการแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ดา้ นทีด่ ินในพน้ื ท่ีอืน่ น้นั จะต้องคานงึ ถึงความเหมาะสม
และความสอดคลอ้ งกับบริบทของพ้นื ที่ด้วย
ในการรบั รองสิทธ์ทิ ากินให้กับประชาชนในพื้นท่ีแถบเทือกเขาบรรทัดจังหวดั พทั ลุง
ให้กับประชาชนกลุม่ ประชาชนที่ถอื ครองทดี่ ินในพื้นที่ซ่ึงไม่มีเอกสารแสดงสิทธ์ิการครอบครอง
ทด่ี ิน ซ่งึ เป็นกลุ่มประชาชนที่ได้เข้ามาถือครองในที่ดินท้งั กอ่ นและหลงั การประกาศให้เป็นป่ า
สงวนแห่งชาติ เขตรักษาพนั ธส์ ัตวป์ ่ าเขาบรรทดั และอุทยานแหง่ ชาติเขาปู่-เขายา่ ซ่ึงไม่มีเอกสาร
สิทธ์ใิ ด ๆ เลยในที่ดินหรือมเี อกสารสิทธ์ใิ นที่ดนิ ซ่งึ เป็นเอกสารสิทธิทีร่ าชการออกในรูปแบบของ
ภ.บ.ท. 5 น้ันด้วยการกาหนดให้พื้นท่ีพน้ื ท่ผี ่อนปรนพิเศษ เพอ่ื ให้ประชาชนสามารถทากินและอยู่
อาศัยในพน้ื ที่ได้ และดาเนินการออกหนังสือรับรองแนวเขตถือครองและการใชป้ ระโยชนท์ ่ีดิน
ให้กบั ประชาชนตามแนวทางการกาหนดพน้ื ท่ผี ่อนปรนพิเศษอยา่ งมีส่วนร่วม ท้งั น้ีการกาหนดให้
222
พน้ื ทกี่ ารถือครองของประชาชนท่ีไมเ่ อกสารสิทธ์ใิ นที่ดินด้วยการกาหนดให้เป็นพ้ืนท่ีผ่อนปรน
พเิ ศษน้ันสอดคลอ้ งกับแนวทางในการดาเนินงานของภาคประชาชนและองค์กรชมุ ชน เน่ืองจาก
ประชาชน ใ น พื้ น ที่น้ัน ต้อ งก ารเพียงก ารรับ รอ ง ก ารถือ ค รอ งแล ะก ารใ ช้ประโยชน์ ที่ดิน เพ่ื อ ใ ห้
สามารถทากนิ และอยู่อาศยั ในพื้นท่ีอย่างปกตสิ ุข ซ่งึ แสดงใหเ้ ห็นวา่ การออกหนงั สือรบั รองแนวเขต
การถอื ครองและการใช้ประโยชน์ทดี่ ินในพน้ื ท่ที ี่ไม่มเี อกสารแสดงสิทธ์กิ ารครอบครองที่ดินใหก้ ับ
ประชาชนน้ันกจ็ ะนาไปสู่การการแก้ไขปัญหาความขดั แยง้ ด้านท่ดี ินระหว่างภาคประชาชน องค์กร
ชมุ ชนกับภาครฐั ในพนื้ ที่แถบเทอื กเขาบรรทดั ไดอ้ ยา่ งยง่ั ยนื
การรบั รองสิทธ์ทิ ากนิ ใหก้ บั ประชาชนในพื้นทแ่ี ถบเทือกเขาบรรทดั จงั หวดั พทั ลุงให้กับ
ประชาชน กลุ่มประชาชนที่ถือครองทีด่ นิ ในพื้นที่ซ่งึ มีเอกสารแสดงสิทธ์ิการครอบครองทีด่ นิ ซ่ึง
เป็นกลมุ่ ประชาชนทีไ่ ดเ้ ขา้ มาถอื ครองในทด่ี นิ ท้งั ในรูปแบบ ส.ค.1 หรือใบแจง้ การครอบครองที่ดิน
เป็นหลกั ฐานวา่ ผู้ครอบครองเป็นผู้แจง้ ว่า ตนน้นั ได้ครอบครองทด่ี นิ ซ่งึ ส.ค.1 ไม่ใช่หนังสือแสดง
สิทธิท่ีดนิ เพราะไม่ใชห่ ลกั ฐานทท่ี างราชการออกให้เพียงแต่เป็นการแจ้งการครอบครองท่ดี ินของ
ราษฎรเท่าน้ันและในรูปแบบหนังสือรับรองการทาประโยชน์น้ันเป็ นหนังสือคารับรองจาก
พนักงานเจ้าหน้าท่ีว่าได้ทาประโยชน์ในท่ีดินแลว้ มเี พยี งสิทธ์ิครอบครองแต่ไม่มกี รรมสิทธ์ิ แบบ
น.ส. 3 และแบบ น.ส. 3ก. น้ัน จะตอ้ งดาเนินการเร่งรดั ให้ดาเนนิ การออกโฉนดในท่ดี นิ ซ่งึ การออก
โฉนดในทดี่ นิ ใหก้ บั ประชาชนน้ันถือเป็นการให้กรรมสิทธ์ใิ นทีด่ ิน เนื่องจากโฉนดทด่ี ินสามารถใช้
แสดงความเป็นเจา้ ของที่ดิน
สาหรับรูปแบบแก้ไขปัญหาที่ดินทากินด้วยการดาเนินการจดั ทาแนวเขตของท่ีดินทากิน
และอยอู่ าศยั ของประชาชนกบั แนวเขตพื้นที่ป่ าอนุรักษ์แบบมสี ่วนร่วมโดยใชข้ ้อมูลเชงิ ประจักษ์
การกาหนดพ้ืนที่ผอ่ นปรนพิเศษอย่างมสี ่วนร่วมและดาเนนิ การรบั รองเอกสารสิทธ์ิในที่ดินทากิน
ใหก้ ับประชาชนในพ้นื ที่น้ัน จะนาไปสู่การสร้างความยงั่ ยืนในการแก้ไขปญั หาความขดั แยง้ ดา้ น
ทด่ี ิน เนื่องด้วยการดาเนินการแก้ไขปัญหาความขดั แยง้ กอ่ ให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมและสรา้ ง
การยอมรบั จากทกุ ภาคส่วนท้งั ภาคประชาชน ภาครฐั และองค์กรชุมชนเพื่อกาหนดแนวทางในการ
แก้ไขปัญหาที่ก่อให้เกิดความสอดคล้องกับความต้องการของภาคประชาชน องค์กรชุมชน
ตลอดจนเกิดความสอดคลอ้ งและมีความเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่
บทที่ 5
อภปิ รายและสรุปผล
สำหรับกำรวิจัยผลกำรวิจัยเร่ืองกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินทำกินในพื้นที่ป่ ำอนุรกั ษ์อย่ำง
ยง่ั ยืน พื้นทีแ่ ถบเทอื กเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลุงน้ันแสดงให้เห็นถงึ ปรำกฏกำรณ์และแสวงหำ
ขอ้ เท็จจริงเก่ียวกับสภำพและลกั ษณะของกำรบริหำรจัดกำรที่ดินทำกนิ ในพื้นท่ีป่ ำอนรุ ักษ์ พื้นที่
แถบเทอื กเขำบรรทดั ในเขตจงั หวัดพทั ลุง สภำพและลกั ษณะของกำรแก้ไขปญั หำท่ีดินทำกนิ ใน
พืน้ ที่ป่ำอนุรักษ์ พ้ืนที่แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวัดพทั ลุง ทนี่ ำไปสู่กำรวเิ ครำะหถ์ งึ แนวทำง
ในกำรบริหำรจัดกำรที่ดินทำกินและแก้ไขปัญหำท่ดี ินทำกนิ ในพ้ืนท่ีป่ำอนุรกั ษ์ พ้ืนทแ่ี ถบเทอื กเขำ
บรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลุง แนวทำงในกำรแก้ไขปัญหำที่ดินทำกินในพน้ื ที่ป่ำอนรุ ักษ์ พื้นที่แถบ
เทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลุง เสนอรูปแบบในกำรบริหำรจัดกำรที่ดินทำกินในพื้นท่ีป่ ำ
อนุรักษ์ พ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทัดในเขตจังหวดั พทั ลุงอยำ่ งยงั่ ยนื และเสนอรูปแบบแก้ไขปัญหำ
ที่ดินทำกินในพื้นที่ป่ ำอนุรักษ์ พื้นท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวัดพัทลุงอย่ำงยง่ั ยืนจำก
กำรศึกษำวิเครำะห์และสรุปผลขอ้ มูลทไ่ี ด้จำกกำรสัมภำษณ์ กำรเข้ำร่วมกำรจัดประชุมแบบมีส่วน
ร่วมและขอ้ มูลเอกสำรซ่งึ จำกผลกำรศึกษำน้ันสำมำรถสรุปผลกำรวิจยั อภิปรำยผล ขอ้ เสนอแนะ
และขอ้ เสนอจำกผลกำรศกึ ษำวจิ ยั ตอ่ กำรนำไปประยกุ ตใ์ ชก้ บั พน้ื ที่อ่นื ดังน้ี
5.1 สรุปผลการวจิ ยั
กำรศึกษำน้ีเป็นกำรวิจัยเชิงคณุ ภำพโดยมีวตั ถุประสงค์เพื่อ1)ศึกษำสภำพและลกั ษณะของ
กำรบริหำรจัดกำรท่ดี ินทำกนิ และแกไ้ ขปญั หำท่ดี นิ ทำกินในพน้ื ท่ปี ่ำอนรุ ักษ์ พ้นื ที่แถบเทอื กเขำบรรทดั ใน
เขตจงั หวดั พทั ลุง2)เพ่อื ศึกษำและวิเครำะหแ์ นวทำงในกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินทำกนิ และแกไ้ ขปัญหำทีด่ ิน
ทำกินในพนื้ ทป่ี ่ำอนรุ ักษ์พน้ื ท่แี ถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลงุ และ3)เสนอรูปแบบในกำรบริหำร
จดั กำรทดี่ นิ ทำกินและรูปแบบแก้ไขปัญหำท่ดี นิ ทำกนิ ในพ้นื ทปี่ ่ำอนรุ ักษ์พืน้ ที่แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขต
จงั หวดั พทั ลุงอยำ่ งยง่ั ยนื โดยศึกษำจำกขอ้ มูลเอกสำรทีเ่ ก่ยี วขอ้ งและขอ้ มูลจำกกำรสัมภำษณ์เชิงลึกจำนวน
175คนซ่งึ ประกอบด้วยนักวิชำกำรหรือปรำชญ์ชำวบ้ำนจำนวน 15 คน เจำ้ หน้ำทขี่ องรฐั และเจ้ำหนำ้ ท่ปี ่ำไม้
จำนวน 24 คน ผูน้ ำท้องถ่ินและผูน้ ำท้องท่ี 25 คน ตลอดจนประชำชนและผู้แทนจำกองค์กรชุมชน
จำนวน 111 คน กำรสัมภำษณ์ไมเ่ ป็นทำงกำรบุคคลท่เี กี่ยวขอ้ งกบั กำรบริหำรจดั กำรที่ดนิ ทำกนิ และแกไ้ ข
ปญั หำท่ดี ินทำกินในพน้ื ท่ีป่ำอนุรกั ษ์ พืน้ ท่แี ถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลุงกำรจดั ประชมุ แบบมี
224
ส่วนร่วมกบั เจ้ำหน้ำท่ขี องรฐั และเจำ้ หน้ำท่ีป่ำไม้ ผูน้ ำทอ้ งถ่ินและผู้นำทอ้ งท่ี ประชำชนและผู้แทนจำก
องคก์ รชุมชนจำนวน 17 คร้งั รวมท้งั กำรสังเกตกำรณ์แบบมีส่วนร่วมในพน้ื ที่
พ้นื ที่ป่ำอนุรักษ์พน้ื ที่แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลงุ ในพื้นท่ีเขตรักษำพนั ธ์สุ ัตว์
ป่ ำเขำบรรทัดประกอบไปด้วย 9 ตำบล ในเขต 4 อำเภอ อันได้แก่ตำบลบ้ำนนำและตำบลลำสินธุ์
อำเภอศรีนคริ นทร์ ตำบลคลองเฉลิม ตำบลคลองทรำยขำว และตำบลกงหรำ อ ำเภอกงหรำ
ตำบลตะโหมดและตำบลคลองใหญ่ อำเภอตะโหมด และพื้นท่ีตำบลทุ่งนำรีและตำบลหนองธง
อำเภอป่ ำบอน จังหวัดพัทลุง และพื้นท่ีอุทยำนแห่งชำติเขำปู่เขำย่ำประกอบไปด้วย 13 ตำบล
ในเขต 4 อำเภอ อนั ได้แก่ ตำบลคลองทรำยขำว ตำบลคลองเฉลิม ตำบลกงหรำ ตำบลชะรัดและ
ตำบลสมหวงั อำเภอกงหรำ ตำบลชุมพล ตำบลลำสินธุ์และตำบลบ้ำนนำ อำเภอศรีนครินทร์
ตำบลตะแพน ตำบลเขำย่ำและตำบลเขำปู่ อำเภอศรีบรรพต และพื้นที่ตำบลเกำะเต่ำและ
ตำบลลำนข่อย อำเภอป่ ำพะยอม จังหวดั พทั ลุง โดยมีกำรกำหนดพ้ืนท่ีป่ำสงวนน้นั เริ่มข้ึนในช่วง
ระหวำ่ งพุทธศักรำช 2501 ถึงปี พทุ ธศักรำช 2502 โดยอำศยั อำนำจตำมควำมในมำตรำที่ 10 และ
มำตรำท่ี 26 แห่งพระรำชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่ ำพุทธศกั รำช 2481 ซ่ึงได้แก้ไขเพิ่มเติม
พระรำชบัญญัติคุม้ ครองและสงวนป่ ำ (ฉบบั ที่ 3) พุทธศกั รำช 2497 และพฒั นำมำเป็นอุทยำน
แห่งชำติเขำปู่-เขำยำ่ ในวนั ที่ 27 พฤษภำคมพุทธศกั รำช 2525 อำศยั อำนำจตำมควำมในมำตรำ 159
ของรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช 2524 และมำตรำที่ 6 แห่งพระรำชบญั ญัติ
อทุ ยำนแห่งชำติ พุทธศกั รำช 2504 สำหรับพฒั นำกำรในกำรกำหนดพ้ืนที่ป่ำอนุรกั ษ์ต้งั แตป่ ่ำสงวน
และพฒั นำมำเป็นอุทยำนแหง่ ชำตเิ ขำปู่-เขำยำ่ น้นั กำหนดแนวเขตและขอบเขตของพน้ื ท่ีในลกั ษณะ
วงกว้ำง กำหนดตำมแนวเขตพื้นท่ีป่ำไมซ้ ่งึ มองวำ่ มีควำมอุดมสมบูรณ์ ท้ัง ๆ ที่เป็นพ้ืนท่ที ำกนิ และ
อยูอ่ ำศยั เดมิ ของประชำชนซ่ึงมวี ถิ กี ำรดำรงชีพที่พ่งึ พำและอย่รู ่วมกบั ผืนป่ำได้อย่ำงสมดลุ ประกอบ
กบั ไม่ได้มกี ำรลงพื้นทเ่ี พ่ือทำกำรสำรวจกำรครอบครองและทำกินเดิมของประชำชนใหเ้ กิดควำม
แน่ชัดจึงนำไปสู่กำรทับซ้อนกับพื้นท่ีทำกินและอยู่อำศยั เดิมของประชำชนในพ้ืนที่ รวมท้ัง
กำรปลอ่ ยปะละเลยในกำรบังคบั ใชก้ ฎหมำยที่กอ่ ให้เกดิ ช่องวำ่ งในกำรขยำยพ้ืนท่แี ละบุกรุกพืน้ ที่
ป่ำไมเ้ พิ่มเตมิ ของประชำชนท้ังในพนื้ ท่ีและจำกต่ำงถ่ิน จึงก่อใหเ้ กิดปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนทด่ี ิน
ทำกินในพน้ื ท่ี
และประกอบกับกำรเปล่ียนแปลงไปของบริบทของพื้นที่ท้ังทำงด้ำนกำยภำพและแนว
เขตทำงด้ำนกำรปกครองนำไปสู่กำรเกดิ ปัญหำควำมขัดแยง้ ด้ำนที่ดินทำกินและอยู่อำศัยเดิมของ
ประชำชนเพื่อแนวเขตของพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์เดิมท่ีเคยกำหนดและประกำศตำมแผนท่ีแนบท้ำย
กฎหมำยกำรกำหนดเขตพื้นที่ป่ ำอนุรักษ์น้ันเกิดกำรทบั ซ้อนกับที่ทำกินและอยู่อำศยั เดิมของ
ประชำชน ในขณะเดียวกันน้ันกำรกำหนดแนวเขตพ้ืนทีป่ ่ำอนรุ ักษ์พน้ื ที่แถบเทอื กเขำบรรทดั ในเขต
225
จงั หวดั พทั ลุงน้นั จำกกำรศึกษำพบวำ่ มีกำรกำหนดให้พ้ืนท่บี ำงส่วนเป็นพืน้ ท่ีป่ำสงวนและพฒั นำมำ
เป็นเขตรักษำพันธ์สุ ัตวป์ ่ ำเขำบรรทดั และบำงส่วนเป็นกำรกำหนดพ้ืนทีป่ ่ ำสงวนและพฒั นำมำเป็น
เขตอุทยำนแห่งชำติเขำปู่-เขำย่ำน้ัน ไมไ่ ดด้ ำเนินกำรกำหนดและวัดแนวเขตอย่ำงชดั เจน จงึ นำไปสู่
กำรบริหำรจัดกำรทด่ี ินทเี่ ป็นปัญหำและก่อใหเ้ กิดปัญหำควำมขัดแยง้ ด้ำนท่ีดนิ ทำกินข้นึ ระหว่ำง
ภำครฐั กับภำคประชำชนและเครือขำ่ ยองคก์ รชุมชน
กำรบริหำรจัดกำรที่ดินทำกินในพื้นที่ป่ ำอนุรักษ์ พื้นที่แถบเทือกเขำบรรทัดในเขต
จังหวัดพทั ลุงน้ันเป็นกำรบริหำรจัดกำรที่ดินทำกินของภำคประชำชนก็เพื่อควำมอยู่รอดใน
กำรดำรงชีวิตและก็เพ่ือใช้สำหรับทำกินและอยู่อำศยั นำไปสู่กำรทวงสิทธิในท่ีดิน เม่ือได้รับ
ผลกระทบจำกกำรบริหำรจดั กำรท่ดี ินของภำครัฐ ในขณะทีภ่ ำครับเขำ้ มำบริหำรจดั กำรท่ีดินก็เพ่ือ
คมุ้ ครองและปกป้องไวซ้ ่ึงพ้ืนท่ีป่ ำที่มีคุณค่ำและประโยชน์มหำศำลต่อมวลมหำประชำชน แต่กำร
ดำเนินกำรบริหำรจดั กำรทด่ี นิ ของภำครัฐ ตลอดจนกำรดำเนนิ กำรแกไ้ ขปัญหำจำกกำรเข้ำมำบริหำร
จัดกำรท่ีดินในพน้ื ทข่ี องภำครฐั กลบั ยงิ่ กอ่ ใหเ้ กดิ ผลกระทบและนำไปสู่กำรเกิดปัญหำควำมขดั แยง้
ในกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินกับประชำชนในพ้ืนที่ ส่งผลให้ประชำชนในพื้นที่ได้รวมตัวกันเป็น
องคก์ รภำคประชำชนและองค์กรชุมชนเพ่ือขบั เคลื่อนต่อสู้กับภำครัฐถึงสิทธิในท่ีดิน และเสนอ
แนวทำงในกำรบริหำรจัดกำรทด่ี นิ ตอ่ ภำครัฐเพือ่ ควำมเป็นธรรมและสิทธิในท่ีดนิ แตไ่ ม่ได้รับกำร
ตอบสนองหรือควำมสำคญั จำกภำครัฐ และภำครัฐยงั มงุ่ ดำเนนิ กำรตำมขอ้ กฎหมำยและแนวทำงใน
กำรดำเนินกำรของภำครัฐท่ีละเลยกำรให้ควำมสำคัญกับบริบทของพื้นท่ีและควำมต้องกำรของ
ประชำชนและองค์กรชุมชนในพ้ืนที่ จงึ นำไปสู่กำรเกิดปญั หำควำมขดั แยง้ ในกำรบริหำรจัดกำร
ทด่ี ินและกำรแก้ไขปัญหำควำมขดั แย้งจำกกำรบริหำรจัดกำรที่ดินข้ึนระหว่ำงองค์กรชุมชนกับ
ภำครัฐ โดยกำรแก้ไขปญั หำทดี่ ินทำกนิ ขององค์กรชมุ ชนพนื้ ท่ีน้ันมีพฒั นำกำรจำกกำรรวมตัวเพื่อ
กำรต่อสูก้ ับอำนำจของภำครัฐเพื่อเรียกรอ้ งควำมเป็นธรรมและสิทธิในที่ดินท่ีนำไปสู่กำรต่อตำ้ น
นโยบำยรัฐและกำหนดจุดยนื ขององค์กรชุมชนในนำมเครือข่ำยองค์กรชุมชนรักษ์เทอื กเขำบรรทดั
ดว้ ยแนวคิดว่ำด้วยอธิปไตยชมุ ชนในกำรจัดกำรและแก้ไขปัญหำท่ีเกิดข้นึ ด้วยหลกั กำรและแนวทำง
ของชุมชนจัดกำรตนเอง เพ่ือเป็นกำรบรรเทำปัญหำเฉพำะหน้ำและร่วมพลงั ของประชำชนใน
ชุมชนเรี ยกร้องควำมเป็ นธรรมและกำรแก้ไขปัญหำด้วยกระบวนกำรของชุมชน และยกสถำนะ
องค์กรชุมชนต่ำง ๆ เป็นสภำองค์กรชมุ ชน เพื่อรองรับกำรสนับสนุนในด้ำนต่ำง ๆ จำกสถำบัน
พัฒนำองค์กรชุมชน (องค์กำรมหำชน) และร่วมกัน แก้ไขปัญหำควำมขัดแย้งด้ำนที่ดินและ
กำรบริหำรจัดกำรที่ดิน ซ่ึงกำรดำเนินกำรของเครือข่ำยองค์กรชุมชนรักษ์เทือกเขำบรรทัดก็
เพื่อดำเนินกำรแกไ้ ขปญั หำควำมขัดแยง้ ด้ำนที่ดินและกำรบริหำรจัดกำรที่ดินพ้ืนที่แถบเทอื กเขำ
บรรทดั จงั หวดั ตรังท่กี อ่ ใหเ้ กิดควำมเหมำะสมและนำไปสู่ควำมยง่ั ยืนในกำรแก้ไขปญั หำ
226
โดยแนวทำงในกำรบริหำรจัดกำรทีด่ ินทำกนิ และแก้ไขปัญหำทีด่ นิ ทำกินในพื้นท่ีป่ำอนุรักษ์
แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลงุ น้ันจะตอ้ งกำรยุตกิ ำรจับกุมและดำเนนิ คดกี ับประชำชน ปรับปรุง
กฎหมำยและนโยบำยทไ่ี ม่สอดคลอ้ งกับกำรแก้ไขปญั หำและปรบั ระบบกำรบริหำรจัดกำรและใช้ประโยชน์
ในที่ดนิ ซ่งึ รูปแบบในกำรบริหำรจดั กำรท่ดี นิ ทำกนิ ในพื้นทป่ี ่ำอนรุ กั ษ์ พ้นื ท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั ในเขต
จงั หวดั พทั ลุงอย่ำงย่ังยืนน้ันประกอบไปด้วยกำรดำเนินกำรบริหำรจดั กำรที่ดนิ ในรูปแบบของกำรปลูก
ต้นไมก้ นั แนวระหว่ำงพ้นื ท่ปี ่ำอนุรกั ษก์ ับพน้ื ทที่ ำกินและทอี่ ยู่อำศยั ของประชำชน กำรปลูกพืชตำมวิถีและ
กำรปลกู พชื ตำมลกั ษณะทีด่ ินซ่งึ เป็นกำรปลูกตำมระดับของควำมลำดชันของพนื้ ที่ รวมท้งั ดำเนินกำรจดั ทำ
แนวเขตของทด่ี ินทำกนิ และกำรรับรองเอกสำรสิทธ์ใิ นท่ีดนิ โดยรูปแบบแก้ไขปญั หำท่ดี ินทำกนิ ใน
พ้นื ท่ปี ่ ำอนรุ ักษ์ พืน้ ทแ่ี ถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลงุ อยำ่ งยง่ั ยนื น้ันเป็นกำรดำเนินกำร
จดั ทำแนวเขตของทีด่ นิ ทำกนิ และกำรรับรองเอกสำรสิทธ์ใิ นทด่ี ิน
5.2 อภปิ รายผล
1. สภำพและลกั ษณะของกำรบริหำรจดั กำรทด่ี ินทำกนิ และแก้ไขปัญหำท่ีดนิ ทำกินใน
พืน้ ที่ป่ ำอนุรกั ษ์ แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พัทลุงน้ันจำกกำรเปลี่ยนแปลงไปของบริบท
ของพื้นทท่ี ้งั ทำงดำ้ นกำยภำพและแนวเขตทำงดำ้ นกำรปกครองนำไปสู่กำรเกิดปัญหำควำมขัดแยง้
ด้ำนท่ีดินทำกนิ และอยูอ่ ำศยั เดมิ ของประชำชนเพื่อแนวเขตของพืน้ ทป่ี ่ ำอนุรกั ษเ์ ดิมท่เี คยกำหนด
และประกำศตำมแผนทแ่ี นบท้ำยกฎหมำยกำรกำหนดเขตพื้นท่ีป่ ำอนุรกั ษ์น้ันเกดิ กำรทบั ซอ้ นกับที่
ทำกนิ และอยู่อำศยั เดิมของประชำชน ในขณะเดียวกนั น้ันกำรกำหนดแนวเขตพืน้ ทีป่ ่ำอนุรกั ษ์พน้ื ท่ี
แถบเทอื กเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลงุ น้ันจำกกำรศึกษำพบว่ำมีกำรกำหนดให้พนื้ ทบ่ี ำงส่วนเป็น
พน้ื ท่ีป่ำสงวนและพัฒนำมำเป็นเขตรักษำพนั ธสุ์ ตั ว์ป่ำเขำบรรทดั และบำงส่วนเป็นกำรกำหนดพ้ืนท่ี
ป่ำสงวนและพฒั นำมำเป็นเขตอุทยำนแห่งชำตเิ ขำปู่-เขำย่ำน้ัน ไม่ไดด้ ำเนนิ กำรกำหนดและวดั แนว
เขตอยำ่ งชัดเจน จึงนำไปสู่กำรบริหำรจดั กำรท่ีดินท่ีเป็นปัญหำและก่อให้เกิดปัญหำควำมขดั แย้ง
ด้ำนทด่ี นิ ทำกินข้นึ ระหวำ่ งภำครฐั กบั ภำคประชำชนและเครือขำ่ ยองคก์ รชมุ ชน ส่งผลให้กำรบริหำร
จดั กำรท่ีดนิ ทำกินในพ้ืนทป่ี ่ ำอนุรักษ์ พ้ืนทีแ่ ถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวดั พัทลุงน้ันเป็นกำร
บริหำรจดั กำรท่ีดนิ ทำกนิ ของภำคประชำชนกเ็ พอ่ื ควำมอยรู่ อดในกำรดำรงชีวติ และก็เพื่อใช้สำหรับ
ทำกินและอย่อู ำศยั นำไปสู่กำรทวงสิทธใิ นทด่ี ินเม่ือได้รับผลกระทบจำกกำรบริหำรจัดกำรที่ดนิ ของ
ภำครัฐ ในขณะทีภ่ ำครับเขำ้ มำบริหำรจัดกำรท่ดี ินกเ็ พื่อคมุ้ ครองและปกปอ้ งไวซ้ ่งึ พ้ืนท่ีป่ ำทม่ี คี ณุ ค่ำ
และประโยชนม์ หำศำลต่อมวลมหำประชำชน แต่กำรดำเนินกำรบริหำรจดั กำรที่ดินของภำครฐั ท่ี
เป็นสำเหตขุ องควำมขดั แยง้ ทำงสังคมและกำรเมือง ซ่ึงเป็นกำรพยำยำมสนองประโยชน์ของตนเอง
227
หรือกลุ่ม โดยเป็นสภำพปกติของสังคมและเศรษฐกิจ ส่งผลทำให้เกิดกำรต่อสู้ระหว่ำงชนช้ัน
เพื่อรักษำผลประโยชน์ของตนและกลุ่มสอดคลอ้ งกับ (Schellenberg, 1982, p. 6) ที่กล่ำวไว้ว่ำ
เมือ่ ภำครัฐน้ันเขำ้ มำมีบทบำทในกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินด้วยกำรอำ้ งอำนำจอ้ำงเหตุผลควำมชอบ
ธรรมในกำรสรำ้ งมำตรกำรด้ำนกฎหมำยเพ่ือเขำ้ ควบคมุ และบริหำรจัดกำรท่ีดิน ส่งผลกระทบต่อ
กำรดำรงชีพและกำรดำเนินชีวิตตำมวิถีของประชำชนในพนื้ ที่แถบเทือกเขำบรรทดั จังหวดั ตรัง
นำมำสู่กำรเกิดกำรแตกต่ำงควำมคิดและมมุ มองในกำรบริหำรจัดกำรทดี่ นิ เกิดกำรต่อตำ้ น คดั คำ้ น
และกำรเผชิญหนำ้ กันระหว่ำงภำคประชำชนกบั ภำครัฐในพื้นที่ แต่อย่ำงไรกต็ ำมสำหรับกำรปญั หำ
ควำมขดั แย้งท่ีเกิดข้นึ จำกกำรบริหำรจัดกำรทีด่ ินในพน้ื ทแี่ ถบเทือกเขำบรรทดั น้นั มีพฒั นำกำรและ
ควำมเป็นมำที่ยำวนำน ท้ังน้ีจะมีควำมเหมือนหรือแตกต่ำงกันกับพ้ืนท่ีอ่ืน ๆ น้ันก็จะข้ึนอยู่กับ
บริบทของพืน้ ท่แี ละสภำวกำรณ์ของมมุ มองและควำมแตกตำ่ งทำงควำมคดิ ในพื้นท่ีน้ัน ๆ
ท้งั น้ีพัฒนำกำรและควำมเป็นมำของควำมขดั แยง้ ดำ้ นทดี่ นิ น้นั ถือเป็นส่ิงสำคญั ทจ่ี ะตอ้ ง
คำนึงถึงและต้งั คำถำมว่ำ เพรำะเหตใุ ดปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นทดี่ นิ ในพนื้ ท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั น้ัน
ยงั คงอยู่ เพรำะเหตใุ ดปญั หำควำมขดั แยง้ ด้ำนที่ดินและกำรบริหำรจัดกำรดำ้ นทีด่ ินในพื้นท่ีแถบ
เทอื กเขำบรรทดั น้นั ย่ิงทวีควำมรุนแรงเพิ่มมำกข้ึน ก็สืบเน่อื งมำจำกผลกำรดำเนินงำนของภำครัฐ
ท้งั น้กี ส็ อดคลอ้ งกับวิวฒั น์ ฤทธิมำ (2554) ทไี่ ด้สรุปไวว้ ำ่ ปญั หำควำมขดั แยง้ ดำ้ นท่ดี ินแถบเทอื กเขำ
บรรทดั เป็นผลมำจำกกำรท่ีภำครฐั มุ่งแกไ้ ขปญั หำด้วยแนวทำงและนโยบำยของภำครัฐซ่ึงกำหนด
และคดิ เพยี งฝ่ำยเดียว ขำดขอ้ มูลเชิงประจกั ษ์ทแี่ ท้จริงเกี่ยวกบั บริบทของพ้ืนที่ ตลอดจนปัจจยั ตำ่ ง ๆ
ทเี่ ป็นสำเหตขุ องปญั หำควำมขดั แยง้ ด้ำนท่ีดนิ ท่เี กิดข้นึ และววิ ฒั น์ ฤทธิมำ (2559) ได้สรุปไวว้ ำ่ กำร
บริหำรจัดกำรท่ีดินทำกินในพ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์น้ันก่อให้เกิดควำมขัดแยง้ ด้ำนท่ีดินแถบเทือกเขำ
บรรทดั จังหวดั ตรงั น้ันเป็นควำมขดั แย้งระหว่ำงภำครัฐกับภำคประชำชนท่ีนำไปสู่ควำมขดั แยง้ ด้ำน
ท่ีดินในรูปแบบของควำมขัดแย้งระหว่ำงนโยบำยของรัฐกับประชำชน ควำมขัดแย้งระหว่ำง
เจ้ำหน้ำท่ีของรัฐกับประชำชนและควำมขัดแย้งระหว่ำงภำครัฐกับองค์กรชุมชนซ่ึงนำไปสู่ควำม
ขดั แยง้ ด้ำนท่ีดนิ ในรูปแบบของควำมขดั แยง้ ระหว่ำงประชำชนกับองค์กรชุมชน และควำมขัดแยง้
ระหว่ำงประชำชนกับประชำชน ท้ังน้ีควำมขัดแย้งระหว่ำงภำครัฐกับภำคประชำชนและควำม
ขดั แยง้ ระหว่ำงภำครัฐกับองค์กรชุมชนน้นั สำมำรถนำไปสู่ควำมขดั แย้งด้ำนท่ีดินในรูปแบบของ
ควำมขดั แยง้ ระหว่ำงผนู้ ำท้องถิน่ ผูน้ ำทอ้ งท่ีกับภำคประชำชน ส่งผลให้กำรแก้ไขปัญหำกำรบริหำร
จดั กำรทดี่ ินและควำมขดั แยง้ ด้ำนท่ีดนิ ที่ผำ่ นมำท้งั ของภำครฐั ภำคประชำชนและองค์กรชุมชนน้ัน
ไม่ประสบควำมสำเร็จ เกิดกำรต่อต้ำนและคดั คำ้ นจะภำคประชำชนทไ่ี มเ่ หน็ ดว้ ย ทำให้ควำมขดั แย้ง
ด้ำนทดี่ ินทวีควำมรุนแรงเพม่ิ มำกข้นึ
228
อีกท้ังปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนทดี่ ินและกำรบริหำรจัดกำรท่ีดนิ น้ันเกดิ ข้นึ ในพน้ื ท่ีแถบ
เทอื กเขำบรรทดั จังหวดั ตรงั น้นั เป็นควำมขดั แยง้ ระหว่ำงภำคประชำชน องคก์ รชมุ ชนกับภำครัฐซ่งึ มี
มุมมองต่อกำร กำรบริหำรจัดกำรท่ดี ินและกำรแก้ไขปัญหำควำมขดั แยง้ ที่แตกต่ำงกนั ซ่ึงมีควำม
สอดคล้องและคลำ้ ยคลึงกับวิวฒั น์ ฤทธิมำ (2554) ที่กล่ำวว่ำควำมขัดแยง้ ด้ำนท่ีดนิ แถบเทอื กเขำ
บรรทดั น้ันเป็นควำมขดั แย้งระหว่ำงภำครฐั กบั ภำคประชำชนและนำไปสู่ควำมขดั แยง้ ด้ำนที่ดินใน
รูปแบบของควำมขดั แยง้ ระหวำ่ งนโยบำยของรัฐกบั ประชำชน ควำมขดั แยง้ ระหว่ำงเจำ้ หน้ำที่ของ
รัฐกับประชำชนและควำมขัดแยง้ ระหว่ำงประชำชนกับประชำชน และโสภณ ชมชำญ (2548)
ซ่งึ มองว่ำควำมขดั แยง้ ในเร่ืองบริหำรจัดกำรที่ดินจำกนโยบำยของรัฐไม่มีเอกภำพ ขำดเครือข่ำย
ระบบขอ้ มลู ทีด่ ินที่ดี มำตรกำรควบคุมกำรใช้ที่ดินไม่มปี ระสิทธภิ ำพ และผูม้ ีส่วนไดเ้ สียทุกกลุ่ม
ไมม่ ีส่วนร่วมในกำรบริหำรจดั กำรทด่ี นิ
ซ่ ึงก ำรแก้ไข ปัญ ห ำค วำมข ัด แย้งด้ำน ท่ีดิน แล ะก ำรบริ หำรจัด ก ำรพ้ืน ที่แถ บเทือ ก เข ำ
บรรทดั จังหวดั พทั ลุงของภำคประชำชนและองค์กรชมุ ชนน้ันเป็นกำรตอ่ สูเ้ พอ่ื ดำรงไวซ้ ่ึงควำมเป็น
มนุษย์ ผำ่ นกระบวนกำรมสี ่วนร่วมของประชำชนในชมุ ชน ซ่ึงกำรแกไ้ ขปัญหำควำมขัดแยง้ ด้ำน
ทีด่ ินและกำรบริหำรจดั กำรพื้นทแ่ี ถบเทือกเขำบรรทดั จงั หวดั พทั ลุงของภำคประชำชนและองค์กร
ชุมชนสอดคลอ้ งกบั กำรศึกษำของ ยศ สันตสมบตั ิ (2546) ทไ่ี ดก้ ล่ำวไวว้ ำ่ สิทธิชุมชนน้ันเป็นสิทธิ
ในกำรต่อสูเ้ พื่อดำรงรักษำศกั ด์ิศรีแห่งควำมเป็นมนษุ ยข์ องชนทุกกลุ่ม สิทธิชมุ ชนเป็นระบบคดิ ที่มี
เหตผุ ล ผ่ำนกำรตรวจสอบและพิสูจนใ์ นชีวติ จริงมำเป็นเวลำช้ำนำนในพฒั นำกำรทำงประวตั ศิ ำสตร์
และพฒั นำกำรทำงวัฒนธรรม ระบบควำมเช่ือตำ่ ง ๆ ของชุมชนน้ันถือเป็นระบบคณุ คำ่ และสะทอ้ น
ให้เห็นถึงอุดมกำรณ์อำนำจ ซ่ึงเป็นพื้นฐำนในกำรจัดควำมสัมพนั ธ์ระหว่ำงมนุษย์กบั ธรรมชำติ
มนุษย์กบั มนุษย์ มนุษยก์ ับสังคม ควำมเช่ือน้ีเป็นพื้นฐำนของกำรวำงระเบียบข้อบงั คับและจำรีต
ประเพณีต่ำง ๆ เก่ียวกับกำรจดั กำรทรัพยำกรอย่ำงยั่งยืน อุดมกำรณ์อำนำจในรูปของควำมเชื่อ
ดงั กลำ่ วมีกำร “ผลิตซ้ำ” ผำ่ นสมำชกิ ของชุมชนรุ่นแลว้ รุ่นเลำ่ มีกำรปรบั เปล่ียนและประยุกต์ใหม่
ตำมสถำนกำรณแ์ ละเง่ือนไขใหม่ทเ่ี ปล่ียนแปลงไป ท่ีสำคญั มุมมองดำ้ นวัฒนธรรมยังเป็นกำรให้
ควำมเคำรพต่ออตั ลกั ษณ์และควำมหลำกหลำยทำงวฒั นธรรมของกล่มุ ชำติพนั ธ์ุ ทำใหเ้ กดิ ควำม
เคำรพศกั ด์ศิ รีควำมเป็นมนษุ ย์ อีกท้งั สิทธชิ มุ ชนน้ันเป็นสิทธิของผทู้ รงสิทธิท่ไี ม่ใชเ่ อกชนและไมใ่ ช่
สิทธขิ องรฐั โดยสิทธชิ ุมชนเป็นสิทธิรวมหมู่หรือสิทธิส่วนรวมของชุมชน
ซ่งึ สำมำรถกลำ่ วไดว้ ำ่ กำรแก้ไขปญั หำควำมขดั แยง้ ด้ำนท่ดี ินและกำรบริหำรจดั กำรพ้ืนท่ี
แถบเทอื กเขำบรรทัดจังหวดั ตรังของภำคประชำชนและองค์กรชมุ ชนน้นั เป็นไปตำมแนวทำงและ
หลกั กำรของสิทธิชมุ ชนน้ันถือเป็นสิทธขิ องชุมชนในกำรเขำ้ มำมีบทบำทในกำรจัดกำรทรัพยำกร
229
ทำงธรรมช ำติท่ี เป็ น ข อ งชุม ชน ส่ วน รวมซ่ึ งเป็ น ระบ บค วำม สัมพัน ธ์ข อ งชุมช น กั บ
ทรพั ยำกรธรรมชำติท้งั ในรูปแบบของกำรอนรุ ักษแ์ ละสืบทอดประเพณี องคค์ วำมรูด้ ำ้ นภูมิปญั ญำที่
เป็นของชุมชนท้องถ่ินเอง โดยนำไปสู่กำรบริหำรจัดกำรทรพั ยำกรในชุมชนโดยกระบวนกำรของ
ชุมชนที่นำไปสู่ควำมสมดุลและควำมย่ังยืน เพ่ือกำรแก้ไขปัญหำควำมขัดแย้งด้ำนท่ีดินและ
กำรบริหำรจัดกำรทดี่ ินพ้ืนทแ่ี ถบเทือกเขำบรรทดั จังหวดั ตรงั ท่ีประสบควำมสำเร็จและนำไปสู่ควำม
ยง่ั ยนื ได้น้นั จะต้องใหค้ วำมสำคญั กบั หลักของสิทธชิ ุมชน โดยส่งเสริมให้ชมุ ชนเขำ้ มำมีบทบำทใน
กำรกำหนดรูปแบบกำรใชป้ ระโยชน์ กำรอนุรกั ษ์และพฒั นำทรพั ยำกรธรรมชำติ ส่ิงแวดลอ้ มและ
ควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพให้เกดิ ควำมของชมุ ชนควบคู่ไปกับกำรดำเนนิ งำนของภำครัฐ เพื่อให้
กำรดำเนินงำนน้ันเกิดควำมสอดคลอ้ งกบั อัตลกั ษณ์ เอกลกั ษณ์ ตลอดจนบริบทของชุมชน วถิ ชี ีวิต
และภมู ิปญั ญำของชุมชนทอ้ งถ่ินและกำหนดแนวทำงในกำรบริหำรจดั กำรร่วมกัน กำรแกไ้ ขปญั หำ
ควำมขดั แย้งด้ำนท่ีดินและกำรบริหำรจัดกำรที่ดินพ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั จังหวัดตรัง ก็จะ
กอ่ ให้เกดิ ควำมยง่ั ยืนได้ภำยใตก้ ำรบริหำรจดั กำรอยำ่ งมสี ่วนร่วม บนพ้นื ฐำนของสิทธขิ องชุมชนใน
กำรบริหำรจดั กำรชุมชนโดยกระบวนกำรของชุมชนเพ่อื ประชำชนในชุมชนท้องถน่ิ เองและเพ่ือ
ลูกหลำนในอนำคต
2. สำหรับแนวทำงในกำรบริหำรจดั กำรท่ดี นิ ทำกินและแก้ไขปญั หำที่ดนิ ทำกินในพ้ืนที่
ป่ำอนุรักษ์ แถบเทือกเขำบรรทดั ในเขตจังหวดั พทั ลงุ น้ันจะต้องกำรยุติกำรจับกุมและดำเนินคดีกับ
ประชำชน ปรับปรุงกฎหมำยและนโยบำยที่ไม่สอดคล้องกับกำรแก้ไขปัญหำและปรับระบบ
กำรบริหำรจดั กำรและใชป้ ระโยชน์ในท่ีดิน เพื่อเป็นกำรชะลอมำตรกำรหรือแนวทำงกำรดำเนินงำน
ของภำครัฐทุกรูปแบบทีก่ ่อใหเ้ กิดผลกระทบต่อกำรดำรงชีพของประชำชนในพื้นที่ ประกอบกับ
กำรสร้ำงควำมเข้ำใจตอ่ กันระหว่ำงภำคประชำชน ภำครัฐและองค์กรชุมชน ด้วยกำรดำเนินกำร
ร่วมกันในกำรร่วมคดิ ร่วมดำเนนิ กำรและหำข้อตกลงร่วมกัน เพ่ือที่จะนำไปสู่กำรแกไ้ ขปัญหำใน
พ้ืนที่ท่ีมีควำมสอดคลอ้ ง ตลอดจนเป็ นแนวทำงในกำรดำเนินกำรที่เกิดควำมย่งั ยืนและเกิด
ประโยชน์ร่วมกนั ในทุกฝ่ ำย ท้งั น้ีจำกกำรดำเนินกำรในรูปแบบและวิธีกำรต่ำงเพ่ือแกไ้ ขปัญหำ
ควำมขดั แย้งด้ำนที่ดินและกำรบริหำรจดั กำรที่ดินพืน้ ที่แถบเทือกเขำบรรทดั จงั หวดั พทั ลุงน้ันถอื ได้
ว่ำเป็นกำรแสดงถึงสิทธิของภำคประชำชนและองคก์ รชุมชนเพื่อแสดงถึงสิทธใิ นกำรจัดกำรที่ดิน
ซ่งึ ประกอบไปด้วยสิทธิในควำมเป็นประชำชน ผู้บกุ เบิก คือ อำนำจของประชำชนในพ้ืนท่ีแถบ
เทือกเขำบรรทัดซ่ึงเป็นผูเ้ ข้ำมำจับจองแผ้วถำงพื้นท่ีเพื่อใช้ทำกินและอยู่อำศยั มำในฐำนะของ
ผบู้ กุ เบกิ กับควำมเป็นประชำชนคนหน่ึงทไี่ ด้ทำกินและอยู่อำศยั ในพ้ืนท่ีมำกอ่ นถึงแมจ้ ะไมใ่ ช้สิทธิ
ท่ีได้รับสองตำมกฎหมำย แตใ่ นมมุ มองของประชำชนน่ันคือสิทธิของควำมเป็นมนุษย์ สิทธิชุมชน
คืออำนำจของชุมชนซ่ึงมสี ิทธอิ นุรกั ษ์หรือฟื้ นฟูจำรีตประเพณี ภมู ิปัญญำท้องถิ่น ศิลปวฒั นธรรม
230
อนั ดขี องทอ้ งถิ่นและของชำตแิ ละมสี ่วนร่วมในกำรจัดกำร กำรบำรุงรักษำและกำรใช้ประโยชนจ์ ำก
ทรพั ยำกรธรรมชำตสิ ่ิงแวดลอ้ ม รวมท้งั ควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพอย่ำงสมดุลและยง่ั ยืนและสิทธิ
ในควำมเป็นพลเมืองซ่งึ เป็นสิทธขิ องประชำชนทำงสังคมท่ีจะได้รบั บริกำรจำกสังคม ในฐำนะที่
เป็นสมำชิกของสังคม สิทธทิ ำงสวสั ดิกำรสงั คมเป็นสิทธขิ องประชำชนทุกคนท่ีจะได้รบั สวสั ดิกำร
ทำงสังคมและสิทธิทำงวฒั นธรรม ซ่ึงสอดคลอ้ งกับแนวทำงในกำรจัดกำรควำมขัดแยง้ ด้ำน
ทรัพยำกรธรรมชำติของยศ สันตสมบตั ิ (2544) ในยุคสมยั ของกำรแย่งชิงทรัพยำกรซ่ึงทวคี วำม
ขดั แยง้ ที่รุนแรงและซบั ซอ้ นมำกยิง่ ข้ึน ชำวบ้ำนไดแ้ สดงศกั ยภำพในกำรปรับตวั เพ่ือแก้ปัญหำ โดย
กำรคิดคน้ แนวทำงใหม่ ๆในกำรลดควำมขดั แยง้ และผสมผสำนวิธีกำรตำ่ ง ๆ ท้งั ทเี่ ป็นทำงกำรและ
ไม่เป็นทำงกำร ท้งั โดยจำรีตประเพณีและโดยส่ิงท่ีคดิ คน้ ข้นึ ใหม่ ท้งั กำรชว่ ยตวั เองและกำรประสำน
กบั องค์กรภำยนอกท้งั ของรฐั และเอกชน แนวทำงในกำรแก้ปัญหำควำมขดั แยง้ ของชำวบ้ำนพอจะ
สรุปได้เป็ น 6 แนวทำงคือ แนวทำงแรกเป็นกำรปรับใช้ประเพณีและกำรเจรจำตกลงท่ีไม่เป็ น
ทำงกำร เช่น กำรจับกุมผูล้ ะเมิดกฎเกณฑข์ องชมุ ชนและว่ำกลำ่ วตกั เตือนหรือปรับไหม แนวทำงน้ี
ใช้ได้แตเ่ ฉพำะปัญหำควำมขดั แยง้ ภำยในหรือระหวำ่ งชุมชนใกลเ้ คยี งเท่ำน้ัน เพรำะเป็นกำรจดั กำร
ตำมประเพณีและมีลักษณะยืดหยุ่นแต่ไม่อำจใช้ได้กับกรณีควำมขัดแยง้ ระหว่ำงประชำชนกับ
บุคคลภำยนอก แนวทำงทสี่ องเป็นกำรรวมตวั เคลือ่ นไหวคดั คำ้ นและตอ่ ตำ้ น มกั จะใชก้ ับกรณีควำม
ขดั แยง้ กับนำยทนุ ภำยนอกหรือในกรณีที่มีกำรบงั คบั ใช้กฎหมำยของรัฐที่ประชำชนเหน็ วำ่ ไม่เป็น
ธรรมเชน่ กำรตอ่ ต้ำนสัมปทำนไม้ กำรต่อต้ำนกำรประกำศเขตอทุ ยำน กำรตอ่ ตำ้ นกำรสร้ำงเขื่อน
แนวทำงท่ีสำมเป็นกำรสร้ำงเครือข่ำยองค์กรประชำชนในระดับตำบล ลุ่มน้ำ จังหวัดและระดับ
ภูมิภำคเพื่อเพม่ิ อำนำจต่อรองกับรฐั และเสริมสร้ำงควำมเขม้ แข็งให้กับองค์กรชุมชน แนวทำงท่ีส่ี
เป็นกำรประสำนงำนกับรัฐ เพ่ือสร้ำงควำมชอบธรรมในกำรจัดกำรกับปัญหำเช่นกำรร้องเรี ยน
เจ้ำห น้ ำที่ เม่ื อ เกิ ดก รณี ล ะเมิด ทรั พย ำกร ขอ งชุ มช นใ นบ ำงพ้ื น ท่ี ซ่ ึงเจ้ำห น้ ำที่ ขอ งรัฐ มอ งเห็ น
ควำมสำคัญของกำรมีส่วนร่วมของประชำชนในกำรจัดกำรทรัพยำกร เจ้ำหน้ำท่ีของรัฐกับ
คณะกรรมกำรชุมชนจะทำงำนร่วมกนั ไดอ้ ย่ำงมปี ระสิทธิภำพ ในส่วนแนวทำงท่หี ้ำเป็นกำรตอ่ รอง
กบั รัฐเพ่ือให้รบั รองสิทธชิ ุมชนในกำรจัดกำรทรัพยำกรในบำงพืน้ ทเ่ี ร่ิมมกี ำรจดั ต้งั องค์กรในรูปของ
คณะกรรมกำรป่ำชุมชนอย่ำงเป็นทำงกำร มีกำรออกกฎเกณฑ์กำรใช้ป่ำเป็นลำยลกั ษณ์อกั ษร มีกำร
จดบนั ทึกกรณีกำรละเมิดกฎเกณฑ์และกำรตัดสินควำมผิดโดยคณะกรรมกำรป่ ำชุมชนอย่ำงเป็น
ระบบ กำรจัดอำสำสมคั รตระเวนป่ ำ ตลอดจนกำรหำชอ่ งทำงทำงำนร่วมกับรฐั แนวทำงกำรทำงำน
ดงั กลำ่ วขำ้ งตน้ เป็นควำมพยำยำมของประชำชนท่ีจะให้รัฐยอมรับควำมสำมำรถและศกั ยภำพในกำร
จดั กำรและอนุรกั ษ์ทรัพยำกร รวมท้งั เป็นควำมพยำยำมในกำรปรบั ปรุงเทคนิควิธใี นกำรจดั กำร
ทรัพยำกรของชุมชนอยำ่ งต่อเนอื่ ง และแนวทำงที่หกเป็นกำรประสำนงำนกบั หน่วยงำนภำยนอกอื่น
231
เช่นองค์กรพฒั นำเอกชนนกั วชิ ำกำรและสื่อมวลชนแขนงต่ำง ๆ เพ่อื เพิม่ อำนำจตอ่ รองกับรัฐและผมู้ ี
อิทธิพลในกรณีเกิดควำมขดั แยง้ ข้ึนกำรประสำนงำนกับหน่วยงำนอ่ืน ๆ เป็ นส่วนหน่ึงของ
กระบวนกำรเรียนรู้และเพิ่มศกั ยภำพในกำรรู้เท่ำทันปัญหำทเี่ กิดจำกควำมสัมพนั ธ์กับรัฐและเป็น
กำรเสริมควำมเขม้ แขง็ ใหก้ บั องคก์ รภำคประชำชนไปด้วยในตวั จำกแนวทำงในกำรแกป้ ญั หำควำม
ขดั แยง้ ดังกล่ำวขำ้ งต้น และสุนทร ปัญญะพงษ์, วิยุทธ์ จำรัสพันธ์ุ และวงศำ เลำ้ หศิริวงศ์ (2555)
พบว่ำกระบวนกำรในกำรคลี่คลำยควำมขดั แยง้ ของชมุ ชนในพ้ืนที่เข่ือนลำปะทำวท่ีเป็นลกั ษณะของ
ควำมขดั แยง้ ระหวำ่ งชำวบำ้ นกับชำวบ้ำนและควำมขดั แยง้ ระหว่ำงชำวบำ้ นกบั หนว่ ยงำนของรัฐ
สำหรบั กระบวนกำรในกำรคลคี่ ลำยควำมขดั แยง้ ระหว่ำงชำวบำ้ นกบั ชำวบ้ำนน้ันประกอบดว้ ยขน้ั ตอน
กำรเจรจำตอ่ รองจะเริ่มต้นพูดคยุ ถงึ ทีม่ ำของปัญหำเกดิ จำกอะไร ใครเก่ียวขอ้ งบ้ำงและเกดิ ผลกระทบ
อยำ่ งไร เพือ่ หำแนวทำงทเี่ ป็นขอ้ สรุปหรือขอ้ ตกลงร่วมกัน และข้นั ตอนกำรเจรจำไกล่เกล่ยี โดยคน
กลำงเมอื่ ไมบ่ รรลุขอ้ ตกลงได้อำศยั ผนู้ ำชมุ ชนหรือบุคคลทีเ่ ป็นทีเ่ คำรพนับถือมำพดู คยุ เจรจำร่วมกัน
บำงคร้งั มีกำรตอบโต้ต่อรองไกลเ่ กลย่ี ประนปี ระนอมจนเป็นท่ีพอใจของบุคคลท้งั สองฝ่ำยเน่ืองจำก
แต่ละฝ่ำยมองเห็นแต่ประโยชน์ที่ตวั เองจะไดร้ ับจนเกิดควำมขดั แยง้ ในขณะเดยี วกันน้นั ก็พบว่ำ
แนวทำงทีเ่ หมะสมในกำรคลคี่ ลำยควำมขดั แยง้ ระหว่ำงชมุ ชนทอ้ งถนิ่ กับหนว่ ยงำนภำครัฐในกำร
จดั กำรทรพั ยำกรน้ำเข่ือนลำปะทำว อำเภอแก้งคร้อ จงั หวดั ชัยภูมนิ ้นั จะต้องมุ่งเนน้ พื้นฐำนกำรสร้ำง
พลงั ของคนในชุมชนท่ีต้องกำรสร้ำงสรรค์สิ่งท่ีดีให้เกิดข้ึนในชุมชน โดยอำศัยควำมศรัทธำ
ควำมเชอ่ื มนั่ กำรให้อภยั กำรยกย่องใหเ้ กยี รตซิ ่ึงกันและกนั มุง่ บงั คับใช้กรอบระเบียบ กฎเกณฑแ์ ละ
กติกำท่ีประชำชนในชมุ ชนกำหนดข้นึ ร่วมกันมุง่ กำรคำนึงถงึ ควำมสอดคลอ้ งตำมประเพณี วฒั นธรรม
และควำมรูส้ ึกถงึ ควำมเป็นธรรมร่วมกนั ของคนในชมุ ชน มงุ่ กำรแสวงหำทำงออกทที่ ุกฝ่ำยยอมรับได้
โดยให้ท้ังสองฝ่ ำยได้เข้ำมำมีส่วนร่วมเน้นกำรพูดคุยเพ่อื แก้ไขปัญหำควำมขัดแยง้ ไม่เน้นกำร
ต่อสู้เพื่อชนะ กำรใช้มติ ทิ ำงสงั คมคือควำมเป็นญำตพิ ่ีนอ้ งตระกูลเดยี วกนั คนชมุ ชนเดียวกนั เพือ่ โน้ม
น้ำวให้เห็นถงึ วฒั นธรรมกำรอยู่ร่วมกัน และกำรมีคณะกรรมกำรเจรจำหรือไกล่เกล่ียเพ่ือช่วยใน
กำรแกไ้ ขปัญหำ อำจเป็นผนู้ ำชมุ ชน ผอู้ ำวุโสประจำหมู่บ้ำนหรือญำตขิ องบุคคลท้งั 2 ฝ่ำยเขำ้ ร่วมใน
กำรเจรจำแก้ไขปญั หำน้นั ๆ ซ่งึ จะเหน็ ไดว้ ่ำประชำชนให้ควำมสนใจกบั กำรแกป้ ญั หำท้งั ในระยะส้นั
และระยะยำว ต้องกำรร่วมมือกับทุกฝ่ ำยมิใช่เพียงกำรเรียกร้องหรือต่อต้ำนฝ่ ำยใดฝ่ ำยหน่ึง
โดยเฉพำะเพรำะประชำชนตระหนักดีวำ่ กำรแก้ปญั หำในแนวทำงท่ีถูกต้อง คอื กำรทำควำมเขำ้ ใจ
และแสวงหำควำมร่วมมือกบั ทุก ๆ ฝ่ำยอยำ่ งต่อเน่ืองเพอื่ ให้องคก์ รของชุมชนได้รับกำรยอมรบั และ
สำมำรถจัดกำรทรพั ยำกรของตนไดอ้ ยำ่ งยง่ั ยนื
3. รูปแบบในกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินทำกินในพื้นที่ป่ ำอนุรักษ์ พื้นท่ีแถบเทือกเขำ
บรรทดั ในเขตจงั หวดั พทั ลงุ อย่ำงยง่ั ยืนไดน้ ้ันจำเป็นอย่ำงย่งิ ท่ีจะต้องดำเนนิ กำรปลกู ต้นไมก้ ันแนว
232
ปลูกพชื ตำมวิถีและปลูกพืชตำมลกั ษณะท่ดี นิ น้ัน จำกกำรศกึ ษำของผวู้ จิ ัยน้ันพบวำ่ กำรทจ่ี ะนำไปสู่
ควำมย่ังยนื ของกำรปลูกต้นไม้กันแนวระหว่ำงพื้นท่ีป่ ำอนุรักษ์กับพ้ืนที่ทำกนิ และอยู่อำศัยของ
ประชำชนประกอบไปดว้ ยพ้ืนทปี่ ่ำอนรุ ักษพ์ น้ื ที่ป่ ำกนั ชนพื้นทปี่ ่ำสมรมพน้ื ทป่ี ่ ำเศรษฐกิจและพื้นท่ี
อยูอ่ ำศยั
กำรปลูกพืชตำมวิถีของชุมชนน้ันถอื เป็นแนวทำงในกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินที่นำไปสู่
ควำมยงั่ ยนื ไดเ้ นอื่ งจำกกำรดำเนินกำรกำรปลูกพืชตำมวิถีของชมุ ชนน้ันเป็นกำรดำเนินกำรเพ่อื สรำ้ ง
ควำมชัดเจนในกำรกำรแนวเขตพ้ืนท่ีและเป็ นลักษณะของกำรดำเนินงำนที่มีควำมสอดคล้องกับ
บริบทและภูมปิ ญั ญำของชมุ ชนด้วยกำรจดั ทำป่ำสมรมและกำหนดพ้ืนทป่ี ่ ำชมุ ชน และกำรปลกู พืช
ตำมระดบั ของควำมลำดชันของพน้ื ทก่ี ำรปลูกพชื ตำมระดบั ของควำมลำดชนั ของพื้นที่ประกอบไป
ด้วยพื้นที่ป่ ำอนุรักษ์ซ่ึงเป็นพื้นที่ที่มีควำมลำดชันอันดับ1พ้ืนท่ีป่ ำกันชนซ่ึงเป็ นพื้นท่ีท่ีมีควำมลำดชัน
อนั ดับ 2 พ้ืนทปี่ ่ ำไมส้ มรมซ่งึ เป็นพื้นท่ีท่ีมีควำมลำดชัน อนั ดบั 3 พืน้ ท่ปี ่ำเศรษฐกิจซ่งึ เป็นพ้ืนท่ีที่มี
ควำมลำดชัน อนั ดับ 4 และพื้นท่ีอยู่อำศัยซ่ึงเป็ นพ้ืนที่ที่มีควำมลำดชัน อนั ดบั 5 หรือไม่มีควำม
ลำดชนั เลยและเป็นไปตำมรูปแบบกำรจดั กำรทรพั ยำกรแบบมสี ่วนร่วมของประชำชนตำมกำรสรุป
ของ Borrini-Feyerabend, Pimbert, Farvar, Kothari and Renard (2004) โดยมีกำรจัดกำรร่วมซ่ึง
กำรจดั กำรร่วมน้ันเป็นกำรอำ้ งสิทธิทำงกำรเมืองของคนในทอ้ งถนิ่ เก่ียวกับกำรแบ่งปันอำนำจใน
กำรจัดกำรทรัพยำกรและควำมรับผิดชอบร่วมกับภำครัฐ กำรดำเนินกำรภำยใต้ควำมร่วมมือ
กำรสร้ำงควำมร่วมมือน้นั เป็นกำรรวมกนั ของคุณคำ่ และหรือทรพั ยำกรทจ่ี บั ตอ้ งได้ เช่น ขอ้ มลู เงิน
แรงงำน ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสองกลุ่มหรือมำกกว่ำเพ่ือแก้ไขปัญหำท่ีไม่สำมำรถแก้ได้โดย
รำยปัจเจก กำรกำหนดเขตพ้ืนที่ป่ ำชุมชนป่ ำชุมชนใช้เป็นแนวทำงในกำรควบคุมและจัดกำร
ทรพั ยำกรป่ำไมโ้ ดยชมุ ชน ซ่งึ ใช้เป็นกำรภำยในและเป็นส่วนหน่งึ ของระบบกำรเพำะปลูกของเขำ
ดำเนิน กำรจัดกำรพ้ืน ท่ีคุ้มครอ งอย่ำงมี ส่ วนร่ วมก ำรจัด กำ รพ้ืนท่ี คุ้มครองอย่ำงมีส่ วนร่ วมน้ั น
แนวทำงเพื่อกำรจัดกำรพื้นที่คุม้ ครองดว้ ยกำรแบ่งหน้ำที่และอำนำจในกำรจดั กำรพ้ืนทคี่ ุ้มครอง
อย่ำงเป็ นรูปธรรมระหว่ำงเจ้ำหน้ำท่ีรัฐและชุมชนท้องถิ่น กำรจัดกำรร่วมเพ่ือกำรอนุรักษ์
กำรจัดกำรร่วมเพ่ือกำรอนุรักษ์น้ันใช้รูปแบบของควำมเป็นหุ้นส่วนอนั เกิดจำกกำรเจรจำของ
หนว่ ยงำนภำครฐั ชมุ ชนท้องถ่ิน ผู้ใชท้ รัพยำกร องค์กรพฒั นำเอกชนและผมู้ สี ่วนได้ส่วนเสียอ่นื ๆ
ภำยใต้บริบทแตล่ ะพื้นทที่ ่เี หมำะสม ถึงอำนำจและหน้ำท่ใี นกำรจดั กำรพื้นท่เี ฉพำะแหง่ ใดแหง่ หน่ึง
หรือทรัพยำกรชุดใดชุดหน่ึง มุ่งเน้นกำรจดั กำรป่ำร่วม กำรจัดกำรป่ ำร่วมน้ันเป็นกำรสร้ำงควำม
ร่วมมอื ในกำรจัดกำรป่ ำไมร้ ะหว่ำงหน่วยงำนทีม่ อี ำนำจตำมกฎหมำยในพน้ื ที่ป่ำของรฐั กบั ชำวบำ้ น
ที่อำศยั อย่ใู นหรือรอบ ๆ ป่ำเหล่ำน้ี กำรจดั กำรทรัพยำกรแบบมสี ่วนร่วมของประชำชน ซ่งึ แนวทำง
กำรจดั กำรทรัพยำกรแบบมีส่วนร่วม ก่อใหเ้ กิดกำรจัดกำรทรัพยำกรแบบมีส่วนร่วมนำไปสู่กำรเกิด
233
กลุ่มทำงสงั คม ทเ่ี ก่ียวขอ้ งกันสองกลุ่มหรือมำกกว่ำน้ันมีกำรเจรจำ ตกลง รบั รองและปฏบิ ตั ิร่วมกัน
ของกำรจัดกำรในหุ้นส่วนท่ีเป็ นธรรมในหน้ำที่ ผลประโยชน์และควำมรับผิดชอบสำหรับ
ทรพั ยำกรธรรมชำติในเขตแดนพนื้ ท่ีใดพ้ืนทีห่ น่ึงและสอดคล้องกับกำรศึกษำของ ววิ ฒั น์ ฤทธมิ ำ,
2559 ซ่งึ ไดเ้ สนอตวั แบบกำรบริหำรจดั กำรที่ดินอยำ่ งยงั่ ยืนน้นั มงุ่ ใหก้ ำรบริหำรจัดกำรทด่ี ินในพื้นที่
แถบเทือกเขำบรรทดั จงั หวดั ตรังทน่ี ำไปสู่ควำมยงั่ ยนื ได้น้ันจะต้องดำเนนิ กำรปลกู ต้นไมก้ ันแนว
ระหวำ่ งพื้นทปี่ ่ำอนุรักษ์กบั พื้นทท่ี ำกนิ น้ันถือเป็นแนวทำงอย่ำงหน่ึงสำหรบั กำรบริหำรจัดกำรทดี่ ิน
ในพื้นท่ีแถบเทือกเขำบรรทัดที่นำไปสู่ควำมย่งั ยืนได้ เน่ืองจำกปญั หำควำมขดั แยง้ ด้ำนที่ดินและ
กำรบริหำรจัดกำรด้ำนทีด่ ินในพื้นทแี่ ถบเทอื กเขำบรรทดั จังหวดั ตรงั ส่วนหน่งึ มสี ำเหตุมำจำกควำม
ไมช่ ดั เจนของแนวเขตของพ้ืนทที่ ำกินและอยูอ่ ำศยั ของประชำชนกับพน้ื ทีป่ ่ำอนรุ กั ษ์ ท้ังน้สี ำหรับ
กำรปลูกตน้ ไมก้ นั แนวระหว่ำงพนื้ ท่ีป่ำอนุรักษก์ ับพื้นที่ทำกินของประชำชนประกอบไปดว้ ยพื้นท่ี
ป่ำอนุรักษ์ พนื้ ท่ปี ่ำกนั ชน พ้ืนทปี่ ่ำไมส้ มรม พ้นื ทป่ี ่ำเศรษฐกิจและพนื้ ทอี่ ยู่อำศยั
สำหรับกำรปลูกพืชตำมระดับของควำมลำดชันน้ันเป็ นแนวทำงในกำรบริหำรจัดกำร
ทดี่ นิ ในพ้นื ท่แี ละนำไปสู่กำรบริหำรจัดกำรที่ดินในพ้นื ทแ่ี ถบเทือกเขำบรรทดั จังหวดั ตรังได้อยำ่ ง
ยง่ั ยนื ซ่ึงประกอบไปด้วยกำรปลูกพืชตำมระดบั ของควำมลำดชันของพ้ืนท่ี ซ่ึงกำรปลูกพืชตำม
ระดับของควำมลำดชันของพ้นื ท่ีประกอบไปด้วยพ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์ซ่ึงเป็นพื้นท่ีท่ีมคี วำมลำดชัน
อนั ดับ 1 พ้ืนท่ีป่ ำกันชนซ่งึ เป็นพื้นที่ที่มีควำมลำดชันอนั ดับ 2 พ้ืนท่ีป่ ำไมส้ มรมซ่ึงเป็นพ้ืนที่ที่มี
ควำมลำดชันอนั ดับ 3 พื้นท่ีป่ำเศรษฐกิจซ่งึ เป็นพ้ืนที่ที่มีควำมลำดชันอันดับ 4 และพนื้ ที่อยู่อำศัย
ซ่งึ เป็นพน้ื ท่ที ่ีมีควำมลำดชนั อนั ดบั 5 หรือไมม่ คี วำมลำดชนั เลย
กำรปลูกพืชตำมวิถีและภูมิปัญญำของชุมชนน้ันถือเป็ นแนวทำงในกำรบริหำรจัดกำร
ท่ีดินที่นำไปสู่ควำมยง่ั ยืนได้ เนื่องจำกกำรปลูกพืชตำมวิถีและภูมิปัญญำของชุมชนน้ันเป็ น
กำรดำเนินกำรเพ่ือสรำ้ งควำมชัดเจนในกำรกำรแนวเขตพ้ืนทีแ่ ละเป็นลกั ษณะของกำรดำเนนิ งำนท่ี
มีควำมสอดคลอ้ งกับบริบทและภูมปิ ัญญำของชุมชน ท้ังน้ีกำรปลูกพืชตำมวิถีและภมู ิปญั ญำของ
ชุมชนของชมุ ชนในพืน้ ทแี่ ถบเทอื กเขำบรรทดั น้นั ประกอบไปด้วยกำรจดั ทำป่ ำสมรม กำหนดพนื้ ที่
ป่ำชมุ ชน กำรปลูกพืช 4 ช้ันและกำรปลูกพืชร่วมพืชเศรษฐกจิ ซ่งึ กำรดำเนนิ กำรบริหำรจัดกำรท่ีดิน
ในรูปแบบของกำรปลูกต้นไม้กันแนวระหว่ำงพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์กับพ้ืนท่ีทำกินของประชำชน
กำรปลูกพืชตำมระดับของควำมลำดชันของพื้นท่ี กำรปลูกพืชร่วมพืชเศรษฐกิจ กำหนดพื้นที่
ป่ ำชุมชน กำรปลูกพืชร่วมพืชเศรษฐกิจและกำรปลูกพืช 4 ช้ัน แต่ในในควำมเป็นจริงแล้วน้ัน
กำรดำเนินกำรเพอื่ บริหำรจัดกำรที่ดินในพ้ืนท่ีแถบเทือกเขำบรรทัดน้ันนำไปสู่กำรแก้ไขปัญหำ
ควำมขัดแยง้ ด้ำนท่ีดินและกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินในพื้นท่ีแถบเทือกเขำบรรทดั ได้อย่ำงยงั่ ยืนด้วย
เชน่ กนั จึงจำเป็นอย่ำงยง่ิ ที่ท้งั ภำครัฐ ภำคประชำชนและองค์กรชุมชนเขำ้ มำดำเนินกำรส่งเสริมและ
234
สนับสนุนให้ประชำชนในพื้นท่ีปรับเปลี่ยนวิถี ตลอดจนกำรดำเนินกำรจำแนกเขตกำรใช้ท่ีดิน
(Zoning) จัดสรรกำรใช้ประโยชน์ท่ีดิน จดั ระบบเกษตรกรรมที่ย่ังยืนและดำเนินกำรจัดทำผงั เมอื ง
ชุมชน จำกกำรดำเนนิ กำรเพื่อแก้ไขปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นทีด่ นิ จำกกำรจัดทำแนวเขตของท่ีดินทำ
กินและอย่อู ำศัยของประชำชนกับแนวเขตพ้ืนทป่ี ่ำอนรุ กั ษ์แบบมีส่วนร่วมโดยใชข้ อ้ มลู เชิงประจักษ์
กำรกำหนดพื้นที่ผอ่ นปรนพิเศษอยำ่ งมสี ่วนร่วมและกำรรับรองเอกสำรสิทธ์ใิ นทด่ี ินทำกินใหก้ ับ
ประชำชนน้นั กอ่ ใหเ้ กิดควำมชัดเจนของแนวเขตพื้นท่ที ำกนิ และอย่อู ำศยั ของประชำชนกบั พ้ืนที่ป่ ำ
อนุรักษ์ ฉะน้ันในกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินน้ันก็เพ่ือเป็นกำรสร้ำงควำมยั่งยืนในกำรบริหำรจัด
กำรท่ีดนิ เพ่อื กอ่ ใหเ้ กดิ กำรใช้ประโยชนใ์ นทีด่ ินได้อย่ำงมีประสิทธภิ ำพ
ท้งั น้ีสำหรับรูปแบบในกำรบริหำรจัดกำรท่ีดินทำกินในพ้ืนท่ีป่ ำอนุรักษ์ พื้นที่แถบ
เทือกเขำบรรทดั ในเขตจงั หวัดพทั ลุงอยำ่ งยงั่ ยนื ด้วยกำรดำเนินกำรปลูกต้นไม้กันแนว ปลกู พชื ตำม
วถิ ีและปลูกพืชตำมลักษำณะท่ีดินน้ัน จะนำไปสู่กำรสร้ำงควำมย่ังยืนในกำรแก้ไขปัญหำควำม
ขดั แยง้ ดำ้ นท่ีดิน เนอื่ งด้วยกำรดำเนินกำรแก้ไขปญั หำควำมขดั แยง้ กอ่ ให้เกิดกระบวนกำรมสี ่วนร่วม
และสร้ำงกำรยอมรับจำกทุกภำคส่วนท้งั ภำคประชำชน ภำครัฐและองค์กรชุมชนเพ่ือกำหนด
แนวทำงในกำรแกไ้ ขปัญหำท่กี ่อให้เกิดควำมสอดคลอ้ งกับควำมต้องกำรของภำคประชำชน องคก์ ร
ชุมชน ตลอดจนเกดิ ควำมสอดคลอ้ งและมคี วำมเหมำะสมกบั บริบทของพ้นื ท่ี
4. รูปแบบแก้ไขปญั หำท่ีดินทำกนิ ในพ้ืนทีป่ ่ำอนรุ ักษ์ พน้ื ท่ีแถบเทอื กเขำบรรทดั ในเขต
จงั หวดั พัทลุงอย่ำงย่งั ยืนได้น้ันจะต้องดำเนินกำรจัดทำแนวเขตของท่ีดินทำกินและกำรรับรอง
เอกสำรสิทธ์ใิ นทดี่ ิน เนือ่ งจำกปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นทดี่ นิ และกำรบริหำรจดั กำรดำ้ นที่ดินในพื้นท่ี
แถบเทอื กเขำบรรทดั จงั หวดั พทั ลุงส่วนหน่งึ มสี ำเหตุมำจำกควำมไมช่ ัดเจนของแนวเขตของพ้ืนทท่ี ำ
กินและอยู่อำศยั ของประชำชนกับพน้ื ท่ปี ่ำอนุรกั ษ์
สำหรับกำรจดั ทำแนวเขตของท่ีดินทำกินและอยู่อำศัยของประชำชนกบั แนวเขตพ้ืนท่ี
ป่ำอนุรกั ษแ์ บบมีส่วนร่วมโดยใชข้ ้อมลู เชงิ ประจักษ์ในพ้ืนทแี่ ถบเทอื กเขำบรรทดั จงั หวดั พทั ลงุ น้ัน
จำกกำรศกึ ษำของผวู้ ิจัยน้ันพบวำ่ กำรทจี่ ะนำไปสู่ควำมย่ังยนื ของกำรกำหนดแนวเขตระหว่ำงทีด่ ิน
ทำกินและอยู่อำศยั ของประชำชนกบั พื้นที่แนวเขตป่ำอนรุ ักษ์น้ันมีอยูด่ ว้ ยกัน 5 ขน้ั ตอน ซ่งึ ประกอบ
ไปด้วย 1) แต่งต้ังคณะทำงำนเพ่ือแกไ้ ขปัญหำควำมขดั แยง้ ด้ำนท่ีดินในระดับจังหวดั และตำบล
2) จดั ทำและรวบรวมฐำนขอ้ มูลชมุ ชน 3) จัดทำแนวเขตท่ดี นิ ร่วมกันจำกผู้แทน 3 ฝ่ำย คือผแู้ ทนจำก
ภำคประชำชนผแู้ ทนจำกหน่วยงำนรำชกำรและผแู้ ทนจำกองค์กรชุมชน 4) ดำเนินกำรสำรวจพนื้ ที่
และปักหมดุ แนวเขตของท่ีดินทำกินและอยู่อำศยั ของประชำชนกับแนวเขตพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์ 5)
กำรดำเนนิ กำรเพิกถอนเขตพ้ืนที่ทดี่ ินทำกนิ และอยู่อำศยั ของประชำชนให้เป็นพืน้ ทผ่ี ่อนปรนพิเศษ
235
กำรรับรองเอกสำรสิทธ์ิในที่ดินทำกินให้กับประชำชนในพ้ืนที่ถือเป็ นแนวทำงท่ีมี
ควำมสำคญั และนำไปสู่กำรเกดิ ควำมยัง่ ยืนในกำรบริหำรจัดกำรท่ีดิน โดยจะต้องกำหนดประเภท
กำรเขำ้ มำถือครองในท่ีดินของประชำชนในชุมชนแถบเทือกเขำบรรทัดจังหวัดตรังได้ 5 กลุ่ม
ดว้ ยกันคอื กลุ่มคนทเ่ี ขำ้ มำถือครองในที่ดินก่อนกำรประกำศป่ ำสงวน กลุ่มคนที่เขำ้ มำถือครองใน
ที่ดนิ หลงั กำรประกำศป่ำสงวนแต่กอ่ นเขตรกั ษำพนั ธ์สัตวป์ ่ำเขำบรรทดั กลุ่มคนคนที่เขำ้ มำถือครอง
ในที่ดินหลงั กำรประกำศเขตรักษำพันธ์สัตว์ป่ำเขำบรรทดั กลุ่มคนท่ีเขำ้ ถือครองในท่ีดนิ หลงั กำร
ประกำศป่ำสงวนแต่ก่อนกำรประกำศเขตอทุ ยำนแห่งชำติเขำปู่-เขำย่ำ และกลมุ่ คนทเ่ี ขำ้ มำถือครอง
ในท่ดี นิ หลงั กำรประกำศเขตอุทยำนแหง่ ชำติเขำปู่-เขำยำ่ ซ่งึ แต่ละกลุ่มจะมีห้วงเวลำในกำรเขำ้ มำถือ
ครองที่ดินท่ีแตกต่ำงกัน จึงจำเป็นอย่ำงยิ่งท่ีจะต้องมีกำรกำหนดแนวทำงและวิธีกำรในกำร
กลน่ั กรองและแยกประเภทของกล่มุ คน ซ่งึ มีควำมสอดคลอ้ งกับกำรศึกษำของ ววิ ฒั น์ ฤทธิมำ,2559
ท่ีไดเ้ สนอตวั แบบกำรแกไ้ ขปญั หำควำมขดั แยง้ ด้ำนที่ดนิ อยำ่ งยง่ั ยืน ทนี่ ำไปสู่กำรแกไ้ ขปัญหำควำม
ขดั แยง้ ด้ำนที่ดนิ ในพน้ื ทแ่ี ถบเทอื กเขำบรรทดั ทอ่ี ยำ่ งยง่ั ยนื ไดน้ ้ันจำเป็นอย่ำงยิง่ ที่จะตอ้ งจัดทำแนว
เขตของที่ดินทำกินและอยู่อำศัยของประชำชนกบั แนวเขตพ้ืนที่ป่ำอนุรักษ์แบบมสี ่วนร่วมโดยใช้
ขอ้ มลู เชิงประจักษ์ กำรกำหนดพ้นื ทผ่ี ่อนปรนพิเศษอยำ่ งมสี ่วนร่วมและกำรรับรองเอกสำรสิทธ์ใิ น
ท่ีดินทำกินให้กับประชำชนในพ้ืนที่ ในกำรจัดทำแนวเขตของที่ดินทำกินและอยู่อำศยั ของ
ประชำชนกับแนวเขตพื้นที่ป่ ำอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วมโดยใช้ขอ้ มูลเชิงประจักษ์ในพ้ืนท่ีแถบ
เทอื กเขำบรรทดั จงั หวดั ตรงั น้ัน จำกกำรศึกษำของผูว้ ิจยั น้นั พบว่ำกำรท่จี ะนำไปสู่ควำมยงั่ ยืนของ
กำรกำหนดแนวเขตระหวำ่ งที่ดินทำกินและอยอู่ ำศยั ของประชำชนกับพนื้ ท่แี นวเขตป่ำอนรุ กั ษ์น้ันมี
อยูด่ ้วยกัน 9 ข้นั ตอน ซ่งึ ประกอบไปด้วย 1. แต่งต้งั คณะทำงำนเพื่อแก้ไขปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ น
ท่ดี ินในระดับจังหวดั อำเภอ ตำบลและหมู่บ้ำน 2. ศกึ ษำและวเิ ครำะห์ปญั หำควำมขดั แยง้ ดำ้ นทดี่ ิน
เพอ่ื สรำ้ งควำมชดั เจนทำงด้ำนแนวคิดในกำรจัดกำรร่วมกนั 3. จัดทำและรวบรวมฐำนขอ้ มูลชุมชน
4. จดั ทำแนวเขตท่ีดินร่วมกันจำกผู้แทน 3 ฝ่ำย คือผูแ้ ทนจำกภำคประชำชน ผูแ้ ทนจำกหน่วยงำน
รำชกำรและผแู้ ทนจำกองคก์ รชุมชน 5. ดำเนนิ กำรสำรวจพ้ืนที่และปักหมดุ แนวเขตของทด่ี นิ ทำกิน
และอยอู่ ำศยั ของประชำชนกับแนวเขตพ้ืนที่ป่ำอนุรักษ์ 6. ดำเนนิ กำรปรับปรุงและจัดทำระเบียบ
ขอ้ ตกลงว่ำด้วยกำรจัดกำรทรัพยำกรธรรมชำติและส่ิงแวดลอ้ มระดับตำบล 7. สรุปและพิจำรณำ
ปรับปรุงขอ้ มลู ร่วมกบั คณะทำงำนเพอ่ื แกไ้ ขปัญหำควำมขดั แยง้ ดำ้ นที่ดิน 8. จัดทำรำยงำนข้อมูลที่
จัดทำเรียบรอ้ ยแลว้ เพือ่ เสนอต่อหน่วยงำนรำชกำร และ 9. กำรดำเนินกำรเพิกถอนเขตพ้นื ที่ทีด่ ินทำ
กนิ และอย่อู ำศยั ของประชำชนใหเ้ ป็นพนื้ ที่ผ่อนปรนพิเศษ
236
5.3 ข้อเสนอแนะ
กำรวจิ ยั เร่ืองกำรบริหำรจดั กำรทดี่ ินทำกนิ ในพืน้ ท่ีป่ำอนุรักษ์อย่ำงยงั่ ยืน พื้นที่แถบเทือกเขำ
บรรทัดในเขตจังหวดั พทั ลุงน้นั แสดงให้เห็นถึงสภำพและลกั ษณะของกำรแก้ไขปัญหำท่ีดินทำกนิ ใน
พน้ื ที่ป่ ำอนุรักษ์ พ้ืนที่แถบเทือกเขำบรรทัดในเขตจงั หวดั พทั ลุง ที่นำไปสู่กำรวิเครำะห์ถึงแนวทำงใน
กำรบริหำรจดั กำรท่ีดินทำกนิ และแก้ไขปัญหำทดี่ ินทำกนิ ในพื้นทีป่ ่ำอนุรักษ์ พ้ืนที่แถบเทอื กเขำบรรทัด
ในเขตจังหวัดพัทลุง แนวทำงในกำรแก้ไขปัญหำท่ีดินทำกินในพ้ืนที่ป่ ำอนุรักษ์ พ้ืนที่แถบเทือกเขำ
บรรทัดในเขตจังหวดั พทั ลุง เสนอรูปแบบในกำรบริหำรจดั กำรทดี่ ินทำกนิ ในพ้ืนที่ป่ำอนุรักษ์ พ้นื ที่แถบ
เทือกเขำบรรทัดในเขตจังหวัดพทั ลุงอย่ำงย่ังยืนและเสนอรูปแบบแก้ไขปัญหำที่ดินทำกินในพื้นท่ี
ป่ ำอนุรักษ์ พ้ืนที่แถบเทือกเขำบรรทัดในเขตจังหวดั พทั ลุงอย่ำงยง่ั ยืน โดยมีขอ้ เสนอแนะปฏิบัติกำร
ขอ้ เสนอแนะในกำรทำวิจัยคร้ังตอ่ ไปและขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบำยดังตอ่ ไปน้ี
ข้อเสนอแนะปฏิบัติการ
1. กำรกำหนดแนวเขตของพน้ื ท่ี
1.1 ควรร่วมดำเนินกำรเดินแนวเขตของพ้ืนท่ีระหว่ำงพื้นท่ีป่ ำไมอ้ นุรักษ์ซ่ึงเป็นพื้นท่ี
อุทยำนแห่งชำติเขำปู่-เขำย่ำและเขตรักษำพนั ธ์สัตว์ป่ ำเขำบรรทัดกับพื้นท่ีทำกินของประชำชนให้มี
ควำมชัดเจน โดยดำเนนิ กำรเดินแนวเขตที่เป็นปัจจบุ นั
1.2 ดำเนินกำรเดินแนวเขตของพ้ืนที่ทำกนิ ของประชำชนทีอ่ ยมู่ ำกอ่ นกำรประกำศพ้ืนทีป่ ่ ำ
ในเขตพื้นท่ีอทุ ยำนแหง่ ชำติเขำปู่-เขำย่ำและเขตรกั ษำพนั ธส์ ัตวป์ ่ำเขำบรรทดั ให้มคี วำมชัดเจน
1.3 กำหนดให้พ้ืนท่ีป่ ำที่อยู่นอกเขตพ้ืนที่อุทยำนแห่งชำติเขำปู่-เขำย่ำและเขตรักษำพนั ธ์
สัตว์ป่ำเขำบรรทดั หลงั จำกกำรเดนิ แนวเขตระหว่ำงทีท่ ำกันกับพนื้ ที่อทุ ยำนแหง่ ชำติเขำปู่-เขำย่ำและเขต
รักษำพันธ์สัตว์ป่ำเขำบรรทดั ให้เป็นพ้ืนทปี่ ่ ำชุมชน โดยให้ชุมชนร่วมดูแลรกั ษำและไม่ให้มกี ำรทำลำย
แผว้ ถำง
2. กำรดำเนินงำนของภำคที ี่เกี่ยวขอ้ ง
2.1 ให้ควำมสำคญั และยอมรับในวิธีกำรจัดกำรอย่ำงมีส่วนร่วมในกำรแก้ไขปัญหำและ
บริหำรจัดกำรท่ีดนิ ของประชำชน องค์กรชุมชน องค์กำรบริหำรส่วนทอ้ งถนิ่ หน่วยงำนภำครัฐในระดับ
ภมู ภิ ำคและอทุ ยำนแหง่ ชำตเิ ขำปู่-เขำยำ่ และเขตรักษำพนั ธ์สัตว์ป่ำเขำบรรทดั
2.2 หน่วยงำนภำครัฐในระดับท้องถ่ิน ระดับภูมิภำคควรมีควำมชัดเจนในบทบำทหน้ำที่
และอำนำจเพ่ือมุ่งใหเ้ กดิ ประโยชน์แกป่ ระชำชนและชมุ ชนอยำ่ งแท้จริง
2.3 หน่วยงำนภำครัฐควรจะต้องมีรูปแบบและกระบวนกำรปฏิบตั ิงำนท่ีก่อให้เกิดควำม
สอดคลอ้ งกบั กำรดำรงชีพและวถิ ชี วี ิตของประชำชนในพ้นื ท่ี